PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์
“เพื่อนคู่คิด” เคียงข้างธุรกิจคุณ

ยกระดับการทำบัญชีของคุณให้มีประสิทธิภาพด้วย ซอฟต์แวร์บัญชี PEAK ใช้งานบนระบบ Cloud 100% พร้อมเทคโนโลยี AI และรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลจากภายนอก
ลดภาระงานเอกสาร ประหยัดเวลา  และวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

30,000

บริษัท

วางใจใช้งาน PEAK

1,800

สำนักงานบัญชี

ที่ช่วยดูแลลูกค้าร่วมกับเรา

8

ล้านรายการ/เดือน

เอกสารที่สร้างจากระบบ

80,000

ล้านบาท/เดือน

มูลค่ารายการค้าต่อเดือน

พันธมิตรและสถาบันการศึกษาในความร่วมมือ



โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปที่เข้าใจเจ้าของกิจการและนักบัญชี

  • เจ้าของกิจการ
  • นักบัญชี
รู้ต้นทุน รู้กำไร รู้สต็อกสินค้า
ธุรกิจซื้อมาขายไป

รู้ต้นทุน รู้กำไร รู้สต็อกสินค้า
ออกใบแจ้งหนี้ วางบิลได้ครบถ้วน

ช่วยคุณติดตามยอดขาย ต้นทุน และกำไรของสินค้า เก็บประวัติการซื้อขาย ดูแนวโน้มราคา จดจำราคาลูกค้า กำหนดวงเงินการขายเชื่อ และเครดิตเทอมแต่ละราย ช่วยคุณออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีที่ดูน่าเชื่อถือ

รู้ต้นทุน และกำไรได้ทันที
บันทึกเคลื่อนไหวสต็อกอัตโนมัติ
ดูประวัติ แนวโน้มราคา
เอกสารสวยงาม น่าเชื่อถือ
เชื่อมต่อข้อมูลจากร้านค้าออนไลน์
ธุรกิจ e-Commerce

เชื่อมต่อข้อมูลจากร้านค้าออนไลน์ลงบัญชีได้โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ

เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดทำบัญชี ลดเวลาการคีย์ข้อมูล ลดข้อผิดพลาด รองรับทั้งการเชื่อมต่อผ่าน API เพื่อบันทึกรายการอัตโนมัติ หรือการนำเข้าข้อมูลเป็นชุดผ่านไฟล์ Excel ไม่ต้องคีย์ทีละรายการ

API ที่ PEAK เชื่อมต่อ
อัปโหลดข้อมูลจากไฟล์ Excel หรือจากแพลตฟอร์ม e-Commerce
รองรับการเชื่อมต่อผ่าน API บันทึกรายการอัตโนมัติ
บริการธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ
ธุรกิจบริการ

บริการธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ
ช่วยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

สร้างเอกสารธุรกิจดูมืออาชีพ กำหนดข้อมูลที่แสดง โลโก้ คำศัพท์ หรือแม้แต่สีบนเอกสารได้ รองรับการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ การสร้างเอกสารอัตโนมัติตามรอบ ดูกำไร ขาดทุนรายโครงการ บริหารงานออนไลน์จากที่ไหนก็ได้

เอกสารสวยงาม มืออาชีพ
เก็บข้อมูลตามโครงการ แผนก ฯลฯ
รองรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์
สร้างใบแจ้งหนี้อัตโนมัติตามรอบ
นักบัญชีไม่ต้องคีย์ซ้ำ

ลงบัญชี ไม่ต้องคีย์ซ้ำ
ลดข้อผิดพลาดและการทำงานซ้ำซ้อน

ระบบลงบัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท งบทดลอง และออกงบการเงินอัตโนมัติ
ตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าอัตโนมัติ
จากเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
ระบบปฏิบัติการออนไลน์ 100% อัปเดตข้อมูลแบบ Real-Time
แนบเอกสารออนไลน์
ลดการส่งเอกสารฉบับจริง
ลดการทำงานของนักบัญชี

กระทบยอดอัตโนมัติ
ลดเวลาทำงานได้ถึง 50%*

กระทบยอด Statement บัญชีธนาคารอัตโนมัติ
เชื่อมต่อธุรกิจ e-Commerce ผ่านระบบ APIช่วยให้บันทึกบัญชีอัตโนมัติ
รองรับการชำระเงิน ผ่าน QR Code
จัดการคลังสินค้าแบบ Real-Time

* คำนวณจากการทำงานร่วมกับลูกค้า ลดการคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนในด้านรายได้ รองรับการนำเข้าจากไฟล์ Excel หรือการคีย์ค่าใช้จ่ายหลายรายการพร้อมกันในหน้าเดียว

ระบบบัญชี ภาษี เงินเดือน รองรับการทำงานแบบครบวงจร

ระบบบัญชี ภาษี เงินเดือน
รองรับการทำงานแบบครบวงจร

logo PEAK Tax
PEAK Tax จัดการรายงานภาษีได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ
logo PEAK Payroll
PEAK Payroll จัดการเงินเดือนได้อย่างง่ายดาย
logo PEAK Account
PEAK Board รู้ผลประกอบการ กำไร ขาดทุนได้แบบ Real-Time
logo PEAK Board
PEAK Asset ดูแลสินทรัพย์ของกิจการได้ทุกรายละเอียด

ผลิตภัณฑ์ของ PEAK

PEAK Account
โปรแกรมบัญชีออนไลน์

จัดการเอกสารและบัญชีได้ครบ ตั้งแต่ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีทั้งแบบกระดาษ หรือแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ตลอดจนช่วยจัดทำงบการเงิน บันทึกข้อมูลอัตโนมัติ ลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำในการทำงาน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Payroll
โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์

บริหารเงินเดือน จัดการภาษี และประกันสังคมอัตโนมัติ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และลงบัญชีทันที ลดภาระงานเอกสารของธุรกิจ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Board
โปรแกรมวิเคราะห์ธุรกิจ

ดูภาพรวมธุรกิจแยกตามงานโครงการ สาขา หรือมิติอื่นๆ ที่ต้องการแบบ
Real-time ช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Asset
โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์

ติดตามและจัดการทรัพย์สินของกิจการได้ครบ ตั้งแต่บันทึกถึงคำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติ และจัดทำรายงานทรัพย์สินอัตโนมัติช่วยให้งานบัญชีเป็นระบบและตรวจสอบง่าย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Tax
โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์

สรุปข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ช่วยจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมยื่นแบบภาษี ลดข้อผิดพลาดและทำงานได้รวดเร็วขึ้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

LINE @PEAK Connect
ใช้งานโปรแกรมผ่านไลน์

เข้าถึงข้อมูลบัญชีได้ทุกที่ผ่าน LINE แจ้งเตือนเอกสารและอัปเดตสถานะ Real-time ช่วยให้นักบัญชีและเจ้าของกิจการไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

แพ็กเกจการใช้งาน

ลงทุนในการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ และบริการรับทำบัญชี ที่ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโต

FREE

สำหรับผู้เริ่มต้นกิจการ

1 ผู้ใช้งาน

แดชบอร์ดสรุปผลประกอบการ

เอกสารใบเสนอราคา

เอกสารใบแจ้งหนี้

เอกสารใบเสร็จรับเงิน

เอกสารบันทึกค่าใช้จ่าย

งบการเงินและรายงานภาษี

ผู้ติดต่อสูงสุด 20 รายการ

สินค้าสูงสุด 5 รายการ

ช่องทางการเงินเฉพาะเงินสด

สร้างเอกสารได้ไม่จำกัด

สร้างรายการย้อนหลังได้ 2 เดือน

BASIC

ธุรกิจขนาดเล็ก

฿500

/ เดือน

฿1,500

/ 3 เดือน

฿5,000

/ 12 เดือน

เปรียบเทียบกับโปรแกรมอื่น

ฟังก์ชันทั้งหมดของ FREE

5 ผู้ใช้งาน

ช่องทางการเงินสูงสุด 5 ช่องทาง

จำนวนพนักงานสูงสุด 10 ราย

แดชบอร์ดสรุปผลประกอบการ

PEAK AI แนะนำราคาขายสินค้า

PEAK AI แนะนำจำนวนขายสินค้า

PEAK AI แนะนำการลงภาษี VAT และ WHT

รายงานเอกสาร

เอกสารทางธุรกิจทั้งหมด

เรียกเก็บเงินผ่านเอกสารออนไลน์

ระบบปรับแต่งเอกสาร

e-Tax Invoice by Time Stamp

ผู้ติดต่อไม่จำกัด

สินค้าไม่จำกัด

PEAK AI แนะนำการลงข้อมูลและบัญชี

PEAK Tax

PEAK Asset

PRO

ธุรกิจที่ต้องการขยายตัว

฿900

/ เดือน

฿2,500

/ 3 เดือน

฿9,000

/ 12 เดือน

ฟังก์ชันทั้งหมดของ BASIC

10 ผู้ใช้งาน

ช่องทางการเงินสูงสุด 10 ช่องทาง

จำนวนพนักงานสูงสุด 20 ราย

Dashboard แสดงข้อมูลสินค้า

PEAK AI แนะนำราคาขายสินค้า

PEAK AI แนะนำจำนวนขายสินค้า

PEAK AI แนะนำการลงภาษี VAT และ WHT

ระบบบันทึกต้นทุนขายอัตโนมัติแบบ FIFO

ระบบกระทบยอดธนาคาร

PRO Plus

ธุรกิจที่ต้องการระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

฿1,200

/ เดือน

฿3,500

/ 3 เดือน

฿12,000

/ 12 เดือน

ฟังก์ชันทั้งหมดของ PRO

10 ผู้ใช้งาน

สิทธิ์การใช้งานแบบกำหนดเอง 2 สิทธิ์

ระบบเพิ่มสิทธิการใช้งาน

ช่องทางการเงินสูงสุด 25 ช่องทาง

ไม่จำกัดจำนวนพนักงาน

Dashboard แสดงข้อมูลสินค้า

สร้างรายการจากยอดธนาคาร

ปรับแบบงบการเงินตามกิจการ

ระบบปันส่วนกลุ่มจัดประเภท

สร้างเอกสารจากไฟล์ Excel

e-Tax Invoice & e-Receipt

ปรับงบกำไรขาดทุนเฉพาะกิจการ

ระบบเชื่อมต่อ API

PEAK Board

ระบบใหม่

จ่ายเงินเดือนพร้อมลงบัญชีอัตโนมัติ

ทำไฟล์จ่ายเงินเดือนธนาคาร

ออนไลน์ (SCB, KBANK, BBL)

สลิปเงินเดือนพนักงาน

แบบยื่นประกันสังคมออนไลน์

PREMIUM

ธุรกิจที่ต้องการการควบคุมภายในที่ดี

ฟังก์ชันทั้งหมดของ PRO Plus

10 ผู้ใช้งาน

ไม่จำกัดสิทธิ์การใช้งานแบบกำหนดเอง

ระบบเพิ่มสิทธิการใช้งาน

ช่องทางการเงินสูงสุด 50 ช่องทาง

เอกสารใบขอซื้อ (PR)

เอกสารรับสินค้า/บริการ (GR)

เอกสารรับเอกสารแจ้งหนี้ (IR)

ระบบสร้างไฟล์โอนเงินธนาคาร

ตั้งค่าบัญชีรายวัน

ระบบควบคุมการออกใบเสนอราคา

ระบบควบคุมการออกใบสั่งซื้อ

Enterprise

บริษัทขนาดใหญ่ บริษัทมหาชน

ฟังก์ชันทั้งหมดของ PREMIUM

ไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งาน

ทีมดูแลลูกค้า Enterprise

แยกเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว

สิทธิผู้ใช้งานแบบกำหนดเองได้

ฟังก์ชันการใช้งานเฉพาะธุรกิจ

สัมมนาและเวิร์กชอป

รางวัลและความภาคภูมิใจ

รางวัลรองชนะเลิศ TICTA
TICTA

รางวัลรองชนะเลิศ Thailand ICT Awards 2022 (TICTA)

หมวดหมู่ Business Services โดย สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย

รางวัล Microsoft Award
Microsoft Thailand

รางวัล Microsoft Best SME Solutions Award

โดย Microsoft Thailand Founders Club

NIA Reward
Cloud Accounting Software
True Incube Reward
DEPA Reward
Coupon Reward
PEAK Learning Center
PEAK Learning Center
PEAK Care

พร้อมดูแล อุ่นใจทุกการใช้งาน

บริการช่วยเหลือ สนับสนุน และอบรมการใช้งาน พร้อมด้วยศูนย์การเรียนรู้ PEAK Learning Center เปิดโอกาสในการเพิ่มทักษะการทำธุรกิจและบัญชี

เจ้าของธุรกิจและสำนักงานบัญชีไว้วางใจใช้
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

บทความความรู้จาก PEAK

รวมบทความเรื่องบัญชี ภาษี และเคล็ดลับบริหารธุรกิจ ที่เจ้าของกิจการไม่ควรพลาด

21 Jan 2026

PEAK Account

13 min

เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากให้ธุรกิจเติบโต

งบการเงิน คือ หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจ เพราะไม่ได้ใช้แค่เพื่อยื่นภาษีหรือส่งให้ฝ่ายบัญชีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ มองเห็นสุขภาพธุรกิจ วางแผนการเงิน และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำบทความนี้จะพาคุณเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเจ้าของกิจการควรตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ พร้อมสรุป 5 แนวทางสำคัญในการตรวจสอบงบการเงิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ทำไมเจ้าของกิจการต้องใส่ใจงบการเงินและข้อมูลทางบัญชี ผู้ประกอบการหลายคนอาจมองว่างบการเงินเป็นหน้าที่ของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง งบการเงินคือ ฐานข้อมูลสำคัญของธุรกิจ ที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจและใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เพราะงบการเงินสามารถช่วยได้ในหลายด้าน เช่น หากงบการเงินมีข้อมูลไม่ครบ หรือคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาวได้ ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อไม่ตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ เมื่อผู้ประกอบการปล่อยให้การดูงบการเงินเป็นเรื่องปลายปี หรือมอบหมายให้บัญชีดูเพียงฝ่ายเดียว มักเกิดปัญหาสะสมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาษี สภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากเริ่มต้นตรวจสอบงบการเงินอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ไม่อยากให้ธุรกิจพังเพราะงบการเงินคลาดเคลื่อน? เริ่มต้นจัดการสภาพคล่องให้ถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ คลิกอ่านบทความฉบับเต็มของ OFM ได้ที่นี่: เผย! วิธีเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ วิกฤติไหนก็รอด เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ ก่อนตัดสินใจบริหารธุรกิจ การตรวจสอบงบการเงินไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากรู้ว่าควรโฟกัสจุดใดเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งแนวทางสำคัญได้ 5 ด้านดังนี้ 1. ตรวจสอบเอกสารค้างและสถานะการอนุมัติ เอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารอนุมัติภายใน หากตกค้างหรือดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลต่อยอดขายและกระแสเงินสดโดยตรง สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 2. ตรวจสอบการขายและการรับชำระเงิน รายรับที่เข้าช้า หรือหนี้ค้างชำระ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง แม้ยอดขายจะดูดีบนกระดาษก็ตาม สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 3. ตรวจสอบรายจ่ายและต้นทุนให้ตรงความจริง รายจ่ายและต้นทุนเป็นตัวเลขที่บอกได้ชัดว่าเงินของธุรกิจถูกใช้ไปกับอะไร หากบันทึกผิดพลาด จะทำให้การวิเคราะห์กำไรและต้นทุนคลาดเคลื่อนทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 4. ตรวจสอบกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ กระแสเงินสดคือหัวใจของธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียนอย่างใกล้ชิด หากเงินสดขาดช่วง อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 5. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบบัญชี แม้มีข้อมูลครบ แต่หากข้อมูลผิด งบการเงินก็ไม่มีความหมาย ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ สรุปแนวทางตรวจสอบงบการเงินให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง จากทั้ง 5 แนวทาง จะเห็นได้ว่างบการเงินไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข แต่คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นข้อมูลทางการเงินแบบครบถ้วนและเข้าใจง่าย จะช่วยให้การตรวจสอบงบการเงินเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน จัดการงบการเงินให้ง่ายขึ้น ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การบริหารงบการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากระบบที่ดี โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยให้ผู้ประกอบการดูข้อมูลงบการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผ่าน Dashboard ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate(OFM) ที่สนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุม ตั้งแต่อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์นิรภัยและสินค้าเฉพาะทาง ช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและนำไปบันทึกค่าใช้จ่ายใน PEAK ได้ทันที สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า OFM! สำหรับลูกค้า OfficeMate (OFM) ที่ต้องการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างมืออาชีพ เรามีตัวช่วย!PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ทำให้การทำบัญชี การเงิน และภาษีเป็นเรื่องง่ายและ อัตโนมัติ ช่วยลดงานเอกสารและประหยัดเวลาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI, API) แถมยังได้ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Timeพิเศษ: ลูกค้า OFM ทดลองใช้ฟรี 30 วัน พร้อม ส่วนลดพิเศษ เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปี!ให้ PEAK เป็นหลังบ้านดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณ จัดการได้อย่างมืออาชีพ!ลงทะเบียนรับสิทธิ์:  ??ิดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

20 Jan 2026

PEAK Account

19 min

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ต้นทุนแฝงที่คนขายของออนไลน์ต้องรู้

เคยสงสัยไหม? ยอดขายออนไลน์พุ่งกระฉูด แพ็กของแทบไม่ทัน แต่พอสรุปยอดตอนสิ้นเดือนกลับไม่เห็นกำไรอย่างที่ควรจะเป็น หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ “ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม” และต้นทุนแฝงมหาศาลที่ซ่อนอยู่ หากคุณไม่ได้นำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณในต้นทุนสินค้า คุณกำลังตกหลุมพรางทางธุรกิจที่ทำให้ “ยิ่งขายยิ่งขาดทุน” ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกทุกค่าธรรมเนียม พร้อมแจกสูตรคำนวณต้นทุนแฝง และเช็กลิสต์วิธีเลือกแพลตฟอร์มให้คุ้มค่าที่สุด ทำไมการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจึงสำคัญ? ในการตั้งราคาสินค้า ผู้ประกอบการมือใหม่มักนึกถึงเพียง “ค่าสินค้า” และ “กำไรที่อยากได้” แต่ในโลก E-commerce มีค่าใช้จ่ายที่ถูกหักออกทันทีจากยอดขาย (Deduction) เช่น: การไม่นำค่าเหล่านี้มาคิดตั้งแต่ต้น จะทำให้เกิดสถานการณ์ “ขายดีมาก แต่ได้กำไรน้อยกว่าที่คิด” เพราะราคาขายจริงถูกหักต้นทุนแฝงไปมากกว่า 20-30% โดยที่คุณไม่ทันตั้งตัว ตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อให้เห็นภาพการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มมากขึ้น เราขอยกตัวอย่างการคำนวณต่อออเดอร์ โดยกำหนดให้ลูกค้าจ่าย 500 บาทต่อออเดอร์ จะสามารถคำนวณต้นทุนได้ดังนี้ จากตัวอย่างจะเห็นว่าต้นทุนทั้งหมดคือ 368 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่ธุรกิจควรใช้ในการตั้งราคาสินค้า แต่บางร้านค้าอาจเลือกคิดต้นทุนจาก “ต้นทุนสินค้า” อย่างเดียวซึ่งมีมูลค่าเพียง 200 บาทเท่านั้น ทำให้ขายสินค้าถูกกว่าต้นทุนจริง ดังนั้นในการตั้งราคาควรที่จะนำต้นทุนแฝงทั้งหมด ไม่ว่าจะค่าวัสดุ ค่าส่งสินค้า หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มาคำนวณด้วยนั่นเอง ต้นทุนแฝงในธุรกิจออนไลน์ที่ต้องระวัง การคำนวณต้นทุนทั้งหมดก่อนตั้งราคาสินค้าเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบในการขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงอะไรบ้างที่ควรรู้? ในส่วนนี้เรามาแนะนำให้คุณรู้จักแต่ละส่วนกัน เปรียบเทียบข้อดี–ข้อจำกัดของการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จากต้นทุนแฝงข้างต้น อาจพอเห็นกันแล้วว่า การขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อดีหลายข้อเช่นกัน ในส่วนนี้เราเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการขายสินค้าออนไลน์ให้ดูกัน สิ่งที่ธุรกิจ “ได้รับ” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากทันที พฤติกรรมของผู้บริโภคทุกวันนี้ส่วนใหญ่หันมาซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่าที่จะต้องเดินทางไปดูสินค้าจริงที่ร้าน ทำให้การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหนึ่งในวิธีการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากในทันที 2. ระบบชำระเงินและการจัดการออเดอร์พร้อมใช้ การวางระบบเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะระบบที่จำเป็นในการขายสินค้าออนไลน์ เช่น ระบบการชำระเงิน หรือระบบการจัดการออเดอร์ ซึ่งแพลตฟอร์ม E-Commerce เป็นตัวกลางช่วยลดภาระในการจัดการวางระบบเหล่านี้ ให้กิจการสามารถเข้าถึงโอกาสขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มได้ง่ายยิ่งขึ้น 3. การตลาด/การโปรโมทของแพลตฟอร์มช่วยเพิ่มการมองเห็น แพลตฟอร์มออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้ขายสามารถโปรโมทผ่านแพลตฟอร์มได้ง่าย ทั้งยังเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ ช่วยเพิ่มการมองเห็นและเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้นนั่นเอง 4. ลดภาระการพัฒนาระบบเว็บไซต์ของตัวเอง ก่อนที่จะมีแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาเป็นตัวกลางขายสินค้า หลายธุรกิจเลือกใช้วิธีสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง และจัดการระบบด้วยตัวเองทั้งหมด แต่แพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ช่วยลดภาระในการพัฒนาเว็บไซต์ โดยสามารถนำสินค้ามาวางขาย ออกแบบหน้าร้านออนไลน์ของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มได้ สิ่งที่ธุรกิจ “ต้องเสีย” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าธรรมเนียมชำระเงินซึ่งลดกำไรต่อออเดอร์ แพลตฟอร์มจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มการใช้งาน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมชำระเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งลดกำไรจากการขายสินค้าต่อออเดอร์ลงไปด้วย 2. ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่อยู่กับแพลตฟอร์ม ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่มีประโยชน์ในการนำมาทำการตลาดต่อได้ แต่เมื่อเราขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อมูลเหล่านั้นมักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม ทำให้การทำการตลาดกับลูกค้าที่เคยซื้อหรือรู้จักเราอยู่แล้วอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น 3. ข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่นหรือวิธีการขายบางอย่าง เมื่อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่น หรือวิธีการขายสินค้าอีกด้วย เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องมีข้อกำหนดอย่างชัดเจนในรูปแบบของการขาย 4. การคืนสินค้าและการแก้ไขปัญหาบางกรณีต้องเป็นไปตามนโยบายแพลตฟอร์ม ความเสี่ยงในการขายสินค้าออนไลน์ คือบางครั้งลูกค้าอาจไม่พอใจสินค้า หรือสินค้าเกิดเสียหายระหว่างส่ง ทำให้จำเป็นต้องมีนโยบายการคืนสินค้า หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นจำเป็นต้องทำตามนโยบายของแพลตฟอร์ม 5. คู่แข่งปรากฏในที่เดียวกัน แข่งขันด้านราคาง่ายขึ้น การขายของออนไลน์เป็นการตัดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และเป็นแนวทางการขายที่ทุกธุรกิจเข้าถึงได้ ทำให้มีการแข่งขันที่สูงกับคู่แข่งที่ขายสินค้าเหมือนกับเรา และเมื่อสินค้าที่ขายเหมือนกัน อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ลูกค้าเห็นเหมือนกัน หนึ่งสิ่งที่มักแข่งขันกันคือราคา ทำให้การขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีโอกาสที่จะเกิดการแข่งขันด้านราคากันมากขึ้น เช็กลิสต์เปรียบเทียบแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ก่อนตัดสินใจ ในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์เปิดให้บริการหลายแอปพลิเคชัน ซึ่งแต่ละแอปฯ ก็มีความแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เรื่องของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม การใช้งาน และนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมได้มากยิ่งขึ้น เรามีเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการกัน 1. อัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม สิ่งแรกเราแนะนำให้ดูอัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่ต้องเสียเช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าจัดโปรโมชั่นบนแอปฯ หรือค่าใช้บริการรายเดือน สามารถเลือกแพลตฟอร์มที่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นต่ำเป็นหนึ่งในปัจจัยในการเลือกได้ 2. ค่าธรรมเนียมการชำระเงินและเงื่อนไขการคืนเงิน ไม่เพียงแค่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม แต่ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน หรือเงื่อนไขการคืนเงินก็ควรต้องได้รับการพิจารณาเช่นกัน โดยแนะนำให้เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และนโยบายเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับการขอเงินคืน 3. ระยะเวลาการโอนเงินจากแพลตฟอร์มมายังร้าน แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์จะมีรอบการโอนเงินจากสินค้าที่ขายได้มาให้เรากำหนดไว้ชัดเจน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจได้ เพราะการที่รู้ว่าเราจะได้รับเงินจากการขายเมื่อไหร่ ทำให้สามารถวางแผนกระแสเงินสด ได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง อาจเลือกจากแพลตฟอร์มที่มีรอบการโอนเหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจในเวลานั้น 4. นโยบายคืนสินค้าและภาระค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคืนสินค้า ปัญหาการคืนสินค้าเป็นสิ่งที่แทบจะเลี่ยงไม่ได้ในการขายออนไลน์ นโยบายคืนสินค้าของแต่ละแพลตฟอร์มก็แตกต่างกันออกไป ควรศึกษาให้ละเอียด ในที่นี้รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการคืนสินค้า เพราะกระทบต่อต้นทุนการขายของเราได้ 5. การเข้าถึงข้อมูลลูกค้า การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าช่วยให้เราสามารถต่อยอดในการทำการตลาดได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลเหล่านี้มักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม และเลือกให้ข้อมูลแก่ร้านค้าแค่บางส่วนเท่านั้น สำหรับข้อนี้แนะนำให้ลองเปรียบเทียบดูว่าแต่ละแพลตฟอร์มให้ข้อมูลอะไรบ้าง หน้าตาของรายงานเป็นอย่างไร แล้ววิเคราะห์กับธุรกิจของเราว่าข้อมูลที่ได้นั้นเพียงพอสำหรับการต่อยอดหรือไม่ 6. ฟีเจอร์การตลาดและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง  แต่ละแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์การตลาดให้ร้านค้าเลือกใช้งาน เช่น การออกคูปองลดราคาในวันพิเศษ หรือค่าปักหมุดร้านค้าเพิ่มการมองเห็น ซึ่งการทำการตลาดเหล่านี้มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 7. เงื่อนไขการลงขายแบบ Exclusive หรือข้อผูกมัดอื่น ๆ การขายสินค้าแบบ Exclusive ของแต่ละแพลตฟอร์มจะมีเงื่อนไขกำหนดอย่างชัดเจน แนะนำให้เปรียบเทียบระหว่างแพลตฟอร์มเพื่อดูความคุ้มค่าให้มากที่สุด 8. ช่องทางการติดต่อและการช่วยเหลือเมื่อติดปัญหา การเข้าถึงช่องทางช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะหากเกิดปัญหาแล้วไม่มีทีมงานคอยช่วย อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาสได้ 9. จำนวนผู้ใช้งานของแพลตฟอร์มที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าเรา ถึงแม้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่จะหายไป แต่การเลือกแพลตฟอร์มก็คล้ายกับการเลือกโลเคชั่นร้านพอสมควร เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน ควรเลือกแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายของเราใช้งานเยอะเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด เข้าใจค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อการขายให้ได้กำไร การรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มรวมไปถึงต้นทุนแฝงอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าและขายได้กำไรจริง ไม่เกิดปัญหา ขายดีแต่ทำไมยังขาดทุน อีกต่อไป ทั้งนี้เพื่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่การเข้าใจเรื่องของต้นทุน แต่ความรู้เรื่องการเงินก็สำคัญเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการด้านบัญชี ภาษี หรือเอกสารต่าง ๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบของการบริหารบริษัทให้เติบโต ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 Jan 2026

PEAK Account

10 min

รู้จัก 3 ประเภทเอกสารธุรกิจ พร้อมวิธีจัดเก็บให้เป็นระบบ

เอกสารธุรกิจเป็นส่วนสำคัญของการบริหารกิจการ โดยเฉพาะเอกสารทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับรายรับ รายจ่าย และภาษี หากจัดการไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินและกฎหมาย บทความนี้สรุป 3 ประเภทเอกสารธุรกิจทางบัญชีที่ผู้ประกอบการต้องรู้จัก พร้อมตัวอย่างการใช้งานและแนวทางจัดเก็บให้เป็นระบบ เอกสารธุรกิจสำคัญอย่างไร? เอกสารธุรกิจทำหน้าที่เป็น “หลักฐานทางกฎหมาย” และ “เครื่องมือวางแผนการเงิน” ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง ยืนยันความโปร่งใสต่อกรมสรรพากร และช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมของกำไรที่แท้จริง 3 ประเภทเอกสารธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรรู้จัก เอกสารธุรกิจสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ได้แก่ การป้องกันความเสี่ยง การเงิน และภาษี 1. เอกสารกลุ่มเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อพิพาท ความเข้าใจผิด และปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ เอกสารประเภทนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และจำเป็นต้องจัดเก็บเอกสารให้ดี เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้น เอกสารเหล่านี้จะสามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเอง 2. กลุ่มเอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดเงินฝากธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ: เอกสารด้านรายรับ รูปแบบแรกหลายธุรกิจน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายรับ ที่มีตั้งแต่ขั้นตอนการเรียกเก็บเงินไปจนถึงหลังจากได้รับเงินแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ซึ่งเอกสารเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญและสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชี หรือเป็นหลักฐานที่ใช้ประกอบแบบยื่นได้ เอกสารด้านรายจ่าย สำหรับเอกสารธุรกิจด้านรายจ่ายก็มีความจำเป็นไม่แพ้กัน ซึ่งเอกสารรายจ่ายไม่เพียงแต่ใช้เป็นหลักฐานอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้อ้างอิงเพื่อดูตัวเลขต้นทุนที่แท้จริงของบริษัท เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี และใช้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ โดยเอกสารด้านรายจ่ายประกอบไปด้วย หลักฐานการเงิน สำหรับรูปแบบสุดท้ายที่ใช้เป็นหลักฐานทางการเงิน คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการยืนยันความถูกต้องอย่าง ซึ่งสามารถใช้เปรียบเทียบกับการบันทึกบัญชีเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของรายรับรายจ่ายของบริษัทว่าตรงกับรายงานจากธนาคารหรือไม่ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในขั้นตอนการกระทบยอดของบัญชี 3. กลุ่มเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบและการตรวจสอบจากกรมสรรพากร หากจัดเก็บไม่ครบ อาจทำให้เสียสิทธิทางภาษีหรือถูกประเมินย้อนหลัง 3 เคล็ดลับจัดเก็บเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงเอกสารสูญหาย และทำให้ค้นหาได้ง่ายเมื่อจำเป็นต้องใช้งาน 1. คัดและจัดหมวดหมู่ประเภทของเอกสารให้ชัดเจน วิธีแรกควรเริ่มต้นจากการคัดแยกเอกสาร และจัดประเภทหมวดหมู่ให้ชัดเจน เอกสารไหนที่ไม่มีความจำเป็นเก็บ เราแนะนำให้ทิ้งหรือทำลายเพื่อป้องกันความซับซ้อนยุ่งยากในการเก็บเอกสารธุรกิจ หลังจากคัดแยกเรียบร้อย แนะนำให้จัดประเภทหมวดหมู่ แยกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบัญชี ออกจากเอกสารอื่น ๆ เช่น ฝ่ายบุคคลหรือการตลาด หลังจากนั้นจึงแยกอย่างละเอียดอีกขั้นตอน อาจอ้างอิงประเภทเอกสารจากที่เราแนะนำให้บทความนี้ได้เช่นกัน  การจัดเก็บอย่างเป็นหมวดหมู่จะช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารได้ง่ายขึ้น และป้องกันเอกสารสูญหายจากการปะปนไปกับเอกสารอื่นที่เกิดจากการจัดเก็บผิดประเภทได้อีกด้วย 2. ใช้ระบบตัวเลขในการจัดเก็บเอกสาร นอกจากการจัดหมวดหมู่เพียงอย่างเดียวแล้ว สามารถจัดเก็บเอกสารด้วยการนำระบบตัวเลขเข้ามาใช้ คล้ายกับห้องสมุด ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารได้ง่าย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แนะนำให้ใช้ควบคู่กับการจัดหมวดหมู่เพื่อความสะดวกในการปรับใช้ระบบตัวเลข 3. ใช้โปรแกรมบัญชีในการจัดเก็บเอกสาร นอกจากการจัดเก็บเอกสารที่เป็นกระดาษจริงแล้ว การเก็บไฟล์เอกสารก็เป็นเรื่องยุ่งยากไม่แพ้กัน แต่ในปัจจุบันที่หลายหน่วยงานเริ่มปรับตัวให้ยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ไฟล์เอกสารธุรกิจจึงมีความจำเป็นไม่แพ้กัน การใช้โปรแกรมบัญชีที่มีระบบคลังเอกสาร ก็ช่วยให้จัดการระบบได้ง่ายขึ้น สามารถเรียกดูไฟล์อ้างอิงในการบันทึกบัญชีได้อย่างรวดเร็ว ให้การเก็บเอกสารธุรกิจทางบัญชีเป็นเรื่องง่าย ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK โปรแกรมบัญชี PEAK ไม่เพียงแค่ช่วยจัดการระบบบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยฟีเจอร์ File Vault ทำหน้าที่เป็นคลังเก็บเอกสารธุรกิจ จัดการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ PEAK เองยังสามารถออกเอกสารได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี โปรแกรมเดียวจัดการเรื่องเอกสารและบัญชีได้ครบวงจร! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

อ่านบทความเพิ่มเติม
อ่านบทความเพิ่มกว่า 300+ บทความ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

PEAK เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการ SME, นักบัญชี, และสำนักงานที่ให้บริการรับทำบัญชีที่ต้องการระบบช่วยจัดการเอกสาร การเงิน และภาษีแบบออนไลน์ครบวงจร

PEAK เป็นโปรแกรมทำบัญชีออนไลน์บนระบบ Cloud 100% ผู้ใช้สามารถออกเอกสาร บันทึกบัญชี และดูรายงานได้ทุกที่ทุกเวลา ข้อมูลทุกส่วนเชื่อมโยงอัตโนมัติและอัปเดตแบบเรียลไทม์

ระบบของ PEAK ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อช่วยบันทึกข้อมูลอัตโนมัติ กระทบยอดธนาคาร และสร้างรายงานบัญชีได้ทันที ช่วยให้สำนักงานบัญชีทำงานได้เร็วขึ้น และลดความผิดพลาดจากงานเอกสารซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารกับเจ้าของกิจการ

ได้แน่นอน! เรียกว่าเป็นจุดเด่นที่ลูกค้าตัดสินใจใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีเลย โดยโปรแกรมจะรองรับการเชื่อมต่อกับระบบภายนอก เช่น ธนาคาร, Shopee, Lazada, TikTok Shop, POS และระบบ ERP อื่น ๆ ผ่าน API อัตโนมัติ

ปลอดภัย เนื่องจาก โปรแกรมมีการเข้าถึงระบบด้วย Two-Factor Authentication, การป้องกันด้วย PIN 6 หลัก, จำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลในเมนูสำคัญๆ และข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้บน ระบบ Cloud มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล จากผู้ให้บริการอย่าง Microsoft Azure ซึ่งเป็นระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติ

ได้เลย! คุณสามารถ ทดลองใช้ฟรี 30 วัน พร้อมฟังก์ชันครบทุกระบบ ทั้งบัญชี เงินเดือน ภาษี และรายงาน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม