
เจ้าของธุรกิจหลายคนเคยเจอสถานการณ์ที่ยื่นขอสินเชื่อแล้วโดนปฏิเสธ เพราะธนาคารบอกว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสูงเกินไป ตัวเลขตัวนี้เรียกว่า D/E Ratio และเป็นสิ่งแรกๆ ที่สถาบันการเงินและคู่ค้ารายใหญ่เปิดดูในงบการเงินของคุณ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจ D/E Ratio ตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ วิธีตีความ ไปจนถึงกลยุทธ์ปรับโครงสร้างทุนที่นำไปใช้ได้จริง
D/E Ratio หรือ Debt-to-Equity Ratio คืออะไร
D/E Ratio คืออัตราส่วนทางการเงินที่เปรียบเทียบหนี้สินรวมกับส่วนของเจ้าของในงบดุล ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากกว่าเงินทุนของตัวเองแค่ไหน
ถ้าหาก D/E Ratio สูง หมายความว่าธุรกิจมีหนี้สินมากเมื่อเทียบกับทุน อาจเป็นสัญญาณความเสี่ยงทางการเงิน ในทางกลับกัน ถ้า D/E Ratio ต่ำ แปลว่าธุรกิจพึ่งพาทุนของตัวเองเป็นหลัก มีฐานะทางการเงินมั่นคงกว่า
ทำไม D/E Ratio ถึงสำคัญสำหรับ SME
สำหรับธุรกิจ SME ตัวเลข D/E Ratio มีผลโดยตรงต่อ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ โอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อ ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้ารายใหญ่ และความสามารถในการรับมือกับวิกฤต ธุรกิจที่มีหนี้สินน้อยกว่าจะยืดหยุ่นได้มากกว่าในช่วงที่รายได้ลดลง
สูตรคำนวณ D/E Ratio พร้อมตัวอย่าง
สูตรคำนวณไม่ซับซ้อน นำตัวเลขจากงบดุลมาหารกัน
D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของเจ้าของ (ทุน)
หนี้สิน (Debt) ที่ใช้คำนวณ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
หนี้สินรวมในงบดุลแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือหนี้สินหมุนเวียน เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ระยะสั้น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
กลุ่มที่สองคือหนี้สินไม่หมุนเวียน เช่น เงินกู้ระยะยาว หุ้นกู้ สัญญาเช่าการเงิน รวมทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกันจะได้หนี้สินรวมที่นำไปใส่ตัวเศษในสูตร
ส่วนของเจ้าของ (Equity) ที่ใช้คำนวณ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ส่วนของเจ้าของ คือเงินที่ผู้ถือหุ้นลงทุนบวกกับกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จ่ายออก ประกอบด้วยทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น และกำไรสะสม
ตัวอย่างการคำนวณ D/E Ratio จากงบดุลจริง
สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลในงบดุลดังนี้
| รายการ | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|
| หนี้สินรวม | 3,000,000 |
| ส่วนของเจ้าของ | 2,000,000 |
D/E Ratio = 3,000,000 / 2,000,000 = 1.5
ตีความได้ว่า ทุก 1 บาทที่เจ้าของลงทุน ธุรกิจมีหนี้สิน 1.5 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง ธนาคารอาจมองว่าธุรกิจนี้พึ่งพาเงินกู้มากเกินไป ลองเทียบกับบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่มีหนี้สินรวม 1,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 2,000,000 บาท
D/E Ratio = 0.5 หมายความว่าธุรกิจพึ่งพาทุนตัวเองเป็นหลัก มีความเสี่ยงทางการเงินต่ำกว่า
D/E Ratio เท่าไหร่ดี มาตรฐานที่ SME ควรรู้
โดยทั่วไป D/E Ratio ที่ต่ำกว่า 1.0 ถือว่าดี หมายความว่าธุรกิจมีทุนมากกว่าหนี้ แต่ตัวเลขที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม เพราะแต่ละธุรกิจมีโครงสร้างเงินทุนต่างกัน
D/E Ratio มาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม
| อุตสาหกรรม | D/E Ratio ที่พบบ่อย | เหตุผล |
|---|---|---|
| ค้าปลีก, บริการ | 0.5-1.0 | ใช้เงินทุนหมุนเวียนเป็นหลัก ไม่ต้องลงทุนสินทรัพย์ถาวรสูง |
| การผลิต, โรงงาน | 1.0-2.0 | ต้องกู้เงินซื้อเครื่องจักร โรงงาน สินทรัพย์ถาวรมูลค่าสูง |
| อสังหาริมทรัพย์ | 2.0-3.0 | ธุรกิจที่ใช้ leverage สูง เป็นโครงสร้างปกติของอุตสาหกรรม |
| เทคโนโลยี, สตาร์ทอัป | 0.3-0.8 | มักระดมทุนจากผู้ถือหุ้น ไม่ค่อยกู้ |
ข้อมูลนี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไป ธุรกิจแต่ละรายอาจแตกต่างกันตามขนาดและกลยุทธ์
ธนาคารใช้ D/E Ratio ประเมินธุรกิจก่อนปล่อยสินเชื่ออย่างไร
เมื่อ SME ยื่นขอสินเชื่อ สิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่สินเชื่อเปิดดูคืองบการเงิน D/E Ratio เป็นตัวเลขที่ถูกวิเคราะห์ก่อน เพราะบอกได้ทันทีว่าธุรกิจมีภาระหนี้มากแค่ไหน
เกณฑ์ D/E Ratio ที่ธนาคารพาณิชย์ไทยพิจารณา
ธนาคารส่วนใหญ่ไม่ได้กำหนดตัวเลขตายตัว แต่มีแนวทางว่า D/E Ratio ไม่ควรเกิน 1.5-2.0 สำหรับ SME ทั่วไป แต่ถ้าเกิน 3.0 ขึ้นไปโดยไม่มีเหตุผลเฉพาะของอุตสาหกรรมรองรับ โอกาสถูกปฏิเสธสินเชื่อจะสูงขึ้นมาก
นอกจากตัวเลข ธนาคารยังดูแนวโน้มด้วย ถ้า D/E Ratio ลดลงต่อเนื่อง 2-3 ปี แม้ยังสูงอยู่ ก็เป็นสัญญาณดีว่าธุรกิจกำลังปรับตัว
อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูร่วมกับ D/E Ratio
ธนาคารไม่ได้ดูแค่ D/E Ratio ตัวเดียว แต่วิเคราะห์ร่วมกับอัตราส่วนอื่น เช่น อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ที่ดูว่าจ่ายหนี้ระยะสั้นได้ไหม ร่วมกับอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ว่าธุรกิจทำกำไรได้จริงหรือไม่
เมื่อตัวเลขเหล่านี้ดีครบ ธนาคารจะมั่นใจว่าธุรกิจสามารถรับภาระหนี้เพิ่มเติมได้
คู่ค้า B2B ใช้ D/E Ratio ประเมินก่อนทำสัญญาระยะยาวอย่างไร
ไม่ใช่แค่ธนาคารที่สนใจ D/E Ratio คู่ค้ารายใหญ่ในธุรกิจ B2B ก็ใช้ตัวเลขนี้เช่นกัน โดยเฉพาะก่อนเซ็นสัญญาจัดซื้อระยะยาวหรือสัญญา outsource
กรณีที่คู่ค้าต้องการดูงบการเงินก่อนเซ็นสัญญา
บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งกำหนดนโยบายว่า supplier ต้องส่งงบการเงินให้ตรวจสอบก่อนเริ่มทำธุรกิจด้วยกัน โดยเฉพาะสัญญาที่มีมูลค่าสูงหรือยาวเกิน 1 ปี
เหตุผลหลักคือคู่ค้าต้องการมั่นใจว่า supplier จะไม่ล้มกลางทาง
ถ้า D/E Ratio ของ supplier สูงมาก คู่ค้าอาจกังวลว่าธุรกิจจะขาดสภาพคล่องจนกระทบการส่งมอบสินค้า
ดังนั้น SME ที่ต้องการทำธุรกิจกับองค์กรขนาดใหญ่ ควรรักษา D/E Ratio ให้อยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือ การมีงบการเงินที่พร้อมแสดงได้ทุกเมื่อจะช่วยให้เจรจาต่อรองกับคู่ค้าได้อย่างมั่นใจ
4 กลยุทธ์ปรับโครงสร้างทุนเพื่อลด D/E Ratio
ถ้า D/E Ratio ของธุรกิจสูงเกินไป ไม่ต้องตกใจ มีวิธีปรับได้ หลักการง่ายมาก คือเพิ่มตัวหาร (ส่วนของเจ้าของ) หรือลดตัวเศษ (หนี้สิน)
เพิ่มทุนจดทะเบียนหรือระดมทุนจากผู้ถือหุ้น
วิธีตรงที่สุด คือให้ผู้ถือหุ้นเดิมลงทุนเพิ่ม หรือเปิดรับผู้ถือหุ้นใหม่ เงินที่เข้ามาจะเพิ่มส่วนของเจ้าของ ทำให้ D/E Ratio ลดลงทันที วิธีนี้เหมาะกับธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตชัดเจนแต่ติดปัญหาโครงสร้างทุน
ลดหนี้สินระยะยาว ด้วยการ Refinance หรือ Restructure
การเจรจากับธนาคารเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ขยายระยะเวลาผ่อน ลดอัตราดอกเบี้ย หรือรวมหนี้หลายก้อนเป็นก้อนเดียว วิธีนี้ช่วยลดภาระรายเดือนและทำให้กระแสเงินสดดีขึ้น เมื่อจ่ายหนี้ได้เร็วขึ้น หนี้สินรวมก็ลดลง
ปรับปรุงกำไรสะสมเพื่อเพิ่ม Retained Earnings
ทุกบาทของกำไรที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลจะกลายเป็นกำไรสะสมในส่วนของเจ้าของ
การเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน หรือชะลอการจ่ายปันผลในช่วงปรับโครงสร้างทุน จะช่วยให้กำไรสะสมเพิ่มขึ้น วิธีนี้ใช้เวลา แต่ยั่งยืนที่สุด
เปลี่ยนหนี้เป็นทุน (Debt-to-Equity Conversion)
สำหรับธุรกิจที่มีเจ้าหนี้ยินยอม อาจเจรจาให้เจ้าหนี้แปลงหนี้เป็นหุ้น วิธีนี้ลดหนี้สินและเพิ่มส่วนของเจ้าของในคราวเดียว
ข้อแลกคือสัดส่วนหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมจะเจือจาง เหมาะกับกรณีที่ต้องปรับโครงสร้างเร่งด่วน
เครื่องมือที่ช่วยติดตาม D/E Ratio แบบอัตโนมัติ
การคำนวณ D/E Ratio ด้วยมือทุกเดือนใช้เวลาและอาจผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายการบัญชีเยอะ
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายการและสร้างงบการเงินให้อัตโนมัติ ทำให้คุณมีข้อมูลพร้อมคำนวณอัตราส่วนทางการเงินได้ตลอด
สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึก PEAK Board แสดง Dashboard ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time ทำให้เห็นภาพรวมฐานะการเงินได้ทันที
สรุป – D/E Ratio ตัวเลขเล็กๆ ที่ส่งผลต่อโอกาสทางธุรกิจ
D/E Ratio ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบที่นักบัญชีคำนวณส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่เป็นตัวชี้วัดที่ธนาคาร คู่ค้า และนักลงทุนใช้ตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจกับคุณหรือไม่
การเข้าใจ D/E Ratio และรู้วิธีปรับโครงสร้างทุน จะช่วยให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้นและเปิดโอกาสใหม่
ติดตามสุขภาพทางการเงินด้วย PEAK
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการบัญชี สร้างงบการเงิน และวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ D/E Ratio
D/E Ratio ติดลบ หมายความว่าอย่างไร
D/E Ratio ติดลบ เกิดขึ้นเมื่อส่วนของเจ้าของติดลบ นั่นคือธุรกิจมีขาดทุนสะสมมากจนกินทุนจดทะเบียนหมด
สถานการณ์นี้ร้ายแรงกว่า D/E Ratio ที่สูง เพราะหมายความว่าหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ทั้งหมด ธุรกิจควรเร่งเพิ่มทุนหรือปรับโครงสร้างหนี้
D/E Ratio กับ Debt Ratio ต่างกันตรงไหน
ทั้งสองวัดหนี้สิน แต่เทียบกับคนละตัว D/E Ratio เทียบหนี้สินกับส่วนของเจ้าของ ส่วน Debt Ratio เทียบหนี้สินกับสินทรัพย์รวม
ตัวอย่างเช่น หนี้สินรวม 3 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท ส่วนของเจ้าของ 2 ล้านบาท D/E Ratio = 1.5 แต่ Debt Ratio = 0.6 ใช้ด้วยกันจะเห็นภาพชัดขึ้น
D/E Ratio สูงเกินไป ต้องทำอย่างไร
สรุปสั้นคือ เพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น ลดหนี้ระยะยาว เพิ่มกำไรสะสม หรือแปลงหนี้เป็นทุน เลือกวิธีที่เหมาะกับสถานการณ์ของธุรกิจ
SME ควรตรวจสอบ D/E Ratio บ่อยแค่ไหน
อย่างน้อยทุกไตรมาส หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น กู้เงินเพิ่ม เพิ่มทุน หรือมีกำไรขาดทุนก้อนใหญ่
โปรแกรมบัญชีที่อัปเดตงบให้อัตโนมัติ จะช่วยให้คุณเห็นตัวเลขได้ทันที โดยไม่ต้องรอนักบัญชีปิดงบS 38 ที่ใช้กับกิจการขนาดใหญ่มบัญชีออนไลน์ที่อัปเดตข้อมูลอัตโนมัติจะช่วยให้เห็นตัวเลขได้ทันทีวันสิ้นปี (31 ธันวาคม หรือวันสิ้นรอบบัญชี) เพื่อให้งบการเงินประจำปีถูกต้อง
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
