โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยให้คุณจัดการธุรกิจได้ดีขึ้น ให้ธุรกิจคุณเติบโตได้มากกว่าเดิม

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มีครบทุกฟังก์ชันด้านบัญชี การจัดการงานเอกสารภายในธุรกิจ ช่วยให้คุณจัดการงานบัญชีได้มีประสิทธิภาพ เป็นระบบ และนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจได้

  • เอกสารรายรับ : ออกเอกสารในธุรกิจ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบลดหนี้/เพิ่มหนี้ และใบวางบิล ในรูปแบบเอกสารที่สวยงาม ดูเป็นมืออาชีพ รองรับการรับชำระเงินบนใบแจ้งหนี้ และออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) อัตโนมัติ สามารถตั้งรอบการส่งเอกสารได้
  • เอกสารรายจ่าย : บันทึกค่าใช้จ่าย ออกใบหัก​ ณ ที่จ่าย ออกใบสั่งซื้อ และจัดการซื้อสินค้าได้อย่างง่ายดายด้วย PEAK AI ที่ช่วยจดจำ และแนะนำบันทึกรายการ รวมไปถึงการออกหนังสือรับรองแทนใบเสร็จรับเงินช่วยให้คุณบันทึกค่าใช้จ่ายได้ครบถ้วน
  • ข้อมูลธุรกิจ : จัดเก็บและติดตามข้อมูลลูกค้า ประวัติการซื้อขาย ระยะเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าชำระเงิน สินค้า และต้นทุนขาย พร้อมรายงานการเคลื่อนไหวสินค้า รู้ว่าสินค้าไหนขายดี ลูกค้าแต่ละคนชอบอะไร
  • จัดการการเงินและบัญชี : สรุปผลประกอบการที่สำคัญได้ในแบบเรียลไทม์ รองรับงานบัญชีครบถ้วน เช่น สมุดบัญชีรายวัน รายงานแยกประเภท งบกำไรขาดทุน งบฐานะการเงิน และงบกระแสเงินสด ช่วยให้คุณจัดการการเงินในธุรกิจด้วยปฏิธินเงินเข้าออก พร้อม AI ที่ช่วยกระทบยอดเคลื่อนไหวธนาคารให้อัตโนมัติ
  • จัดการภาษี : ช่วยทำรายงาน และสรุปแบบภาษี ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 30 และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.2, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53 ให้คุณจัดการภาษีได้ง่ายอย่างเป็นระบบ มาพร้อม PEAK AI ที่ช่วยตรวจสอบแบบภาษีให้คุณอีกครั้งหนึ่งก่อนสร้างแบบด้วย

30,000+

กิจการ

วางใจใช้งาน PEAK

1,800

สำนักงานบัญชี

ที่ช่วยดูแลลูกค้าร่วมกับเรา

8

ล้านเอกสาร/เดือน

เอกสารที่สร้างจากระบบ

80,000

ล้านบาท/เดือน

มูลค่ารายการค้าต่อเดือน

ระบบต่างๆของโปรแกรมบัญชี PEAK

การจัดการด้านรายรับ

จัดการเอกสารธุรกิจได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และแม่นยำยิ่งขึ้นด้วย PEAK
PEAK ช่วยให้คุณออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษีได้อย่างครบถ้วน พร้อม AI อัจฉริยะ ที่จดจำรายการสินค้าและราคาขายเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละราย ลดเวลาทำงานเอกสาร และช่วยให้คุณดูแลลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ


ปรับแต่งเอกสารได้อย่างยืดหยุ่น ตามสไตล์ธุรกิจของคุณ
ไม่ว่าจะเป็นชื่อเอกสาร สี โลโก้ หรือการเปิด/ปิดข้อความ PEAK ให้คุณปรับแต่งเอกสารได้อย่างยืดหยุ่น นอกจากนี้ PEAK ยังรองรับ e-Tax Invoice และการส่งออกเอกสารได้หลายช่องทาง ทั้ง PDF, Email และลิงก์เข้าดูแบบปลอดภัย พร้อมตัวเลือกการรับชำระเงินที่ครบครัน ทั้ง QR Payment, บัตรเครดิต และการผ่อนชำระ เพื่อให้กระบวนการทางการเงินของคุณ เป็นระบบและไม่มีสะดุด


ลดงานซ้ำซ้อน ด้วยระบบอัตโนมัติและการเชื่อมต่อที่ทรงพลัง
สำหรับธุรกิจที่ต้องจัดการเอกสารจำนวนมาก PEAK มี ระบบ API อัตโนมัติ ที่ช่วยสร้างเอกสารนับล้านฉบับต่อเดือน ลดงานซ้ำซ้อน และรองรับการเชื่อมต่อ/การนำเข้าไฟล์รายงานกับแพลตฟอร์มชั้นนำ เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop และอีกมากมาย ไม่ว่าคุณจะเป็น SME หรือธุรกิจขนาดใหญ่ PEAK พร้อมช่วยให้การจัดการเอกสารของคุณ ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงสุด ทดลองใช้เลย!

จุดเด่นของ PEAK

การสร้างเอกสาร : รองรับการสร้างเอกสารต่างๆฝั่งรายได้ ทั้ง ใบเสนอราคา ใบรับเงินมัดจำ ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ พร้อม AI ที่ช่วยจดจำสินค้า และราคาขายให้กับลูกคา้แต่ละรายได้

ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ : รองรับการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ทั้งแบบ Time Stamp (เดิม by Email) หรือแบบ e-Tax Invoice/e-Receipt

แก้ไขเอกสารได้ยืดหยุ่น : แก้ไขรูปแบบเอกสารได้หลากหลาย เช่น ชื่อเอกสาร สี คำเรียก ชื่อโครงการ ชื่อพนักงานขาย การเปิด/ปิดวันที่ ราคาแบบรวมหรือแยกภาษี ทำให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าของคุณ ให้ลูกค้าคุณสบายใจ

ส่งออกเอกสารได้หลายรูปแบบ : สามารถส่งออกเอกสารได้ทั้งในรูปแบบไฟล์ PDF ส่งอีเมล หรือลิงค์เอกสาร ที่สามารถกำหนดรหัสผ่านในการเข้าดู เปิด/ปิดการแสดงตราประทับ หรือลายเซ็น เพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

รับชำระเงินบนเอกสาร : รองรับการรับชำระเงินบนใบแจ้งหนี้ ทั้งโอนเงินผ่าน QR Payment, Internet Banking การชำระผ่านบัตรเครดิต หรือแม้แต่ให้ลูกค้าผ่อนชำระเงินก็ได้ และสามารถกำหนดให้ระบบออกและส่งใบเสร็จฯให้ลูกค้าได้อัตโนมัติเมื่อการชำระเงินสำเร็จแล้ว

นำเข้าเอกสารได้ : รองรับการนำเข้าเอกสาร (Import) จากไฟล์ Excel ทำให้คุณสามารถนำเข้าจากระบบ POS หรือระบบการขายอื่นๆได้ รวมไปถึงไฟล์ Excel รายงานที่มาจากระบบการขายอื่นๆโดยตรง เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop, FoodStory, ZWIZ เป็นต้น

สร้างรายการอัตโนมัติผ่าน API : PEAK รองรับการเชื่อมต่อเพื่อสร้างรายการอัตโนมัติผ่าน API โดยในแต่ละเดือนมีเอกสารมากกว่าล้านฉบับที่ถูกสร้างอัตโนมัติ ทดแทนการทำงานของมนุษย์ สามารถเชื่อมต่อกับระบบที่พัฒนาขึ้นมาเอง หรือการเชื่อมต่อสำเร็จจากระบบต่อไปนี้ เช่น Shopee, Lazada, LINE Shopping, ZORT, Shipnity, JSTERP, SeniorSoft POS และอีกหลายระบบ

การจัดการด้านรายจ่าย

จัดการค่าใช้จ่ายธุรกิจได้ง่ายขึ้น แม่นยำขึ้น และเป็นระบบมากขึ้น
หมดปัญหาการบันทึกค่าใช้จ่ายที่ยุ่งยาก ด้วย PEAK ที่ช่วยให้คุณสร้างและจัดการเอกสารรายจ่าย เช่น ใบสั่งซื้อ ใบสำคัญจ่าย บันทึกซื้อสินค้า และค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน พร้อม AI อัจฉริยะ ที่เรียนรู้พฤติกรรมของคุณ และแนะนำค่าใช้จ่ายที่คุณมีโอกาสบันทึกสูงสุด ช่วยลดเวลาการทำงานและลดข้อผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล


ยืดหยุ่นและแม่นยำ ติดตามค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
PEAK ช่วยให้คุณจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายได้ตามโครงการ แผนก หรือประเภทค่าใช้จ่ายต้องห้าม เพื่อการควบคุมต้นทุนที่ดียิ่งขึ้น รองรับการตัดชำระจากช่องทางการเงินต่างๆ เช่น เงินสดย่อย ธนาคาร หรือเช็ค พร้อมฟังก์ชัน กระทบยอดค่าใช้จ่ายอัตโนมัติจาก Bank Statement และรองรับการบันทึกค่าใช้จ่ายหลายรายการพร้อมกัน รวมถึงการนำเข้าไฟล์ Excel ทำให้การทำงานรวดเร็วและแม่นยำขึ้น


ลดงานซ้ำซ้อน ด้วยระบบอัตโนมัติและการเก็บเอกสารออนไลน์
PEAK สามารถ สร้างบันทึกค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ สำหรับรายการที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบริการต่างๆ พร้อมฟีเจอร์ OCR สแกนใบเสร็จ ผ่านแอปบนมือถือ ช่วยให้คุณบันทึกค่าใช้จ่ายได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเล็กหรือใหญ่ PEAK พร้อมช่วยให้การบริหารค่าใช้จ่าย ง่ายขึ้น ประหยัดเวลาขึ้น และแม่นยำมากขึ้น ทดลองใช้เลย!

จุดเด่นของ PEAK

จัดการเอกสารด้านซื้อ/ค่าใช้จ่าย : รองรับการสร้างเอกสารต่างๆฝั่งรายจ่าย ทั้งใบสั่งซื้อ ใบจ่ายเงินมัดจำ ใบสำคัญจ่าย บันทึกซื้อสินค้า บันทึกซื้อสินทรัพย์ บันทึกค่าใช้จ่าย รับใบลดหนี้ รับใบเพิ่มหนี้ รวมจ่ายเงิน เป็นต้น

มี AI ช่วยบันทึกรายการ : มี AI เรียนรู้พฤติกรรมการใช้งาน และแนะนำค่าใช้จ่ายที่คุณมีโอกาสที่จะบันทึกสูง เพื่อช่วยให้คุณบันทึกรายการได้เร็วมากยิ่งขึ้น

บันทึกรายการที่ยืดหยุ่น : สามารถตัดชำระค่าใช้จ่ายได้ยืดหยุ่น ทั้งการตัดชำระเงินจากช่องทางการเงินต่างๆ ทั้งเงินสดย่อย ธนาคาร หรือเช็ค และยังปรับปรุงเพื่อเพิ่มค่าธรรมเนียม ตัดชำระกับเอกสารใบลดหนี้ที่รับมา หรือตัดกับบัญชีที่กำหนดได้ รองรับการบันทึกรายการค้าที่ยืดหยุ่น

จัดประเภทค่าใช้จ่าย : สามารถใช้กลุ่มจัดประเภทกำหนดประเภทของค่าใช้จ่ายตามโครงการ ตามแผนก เป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม หรือมิติต่างๆ ที่ใช้ติดตามได้ ให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สร้างบันทึกค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ : สามารถกำหนดให้ระบบ PEAK สร้าง หรือร่างบันทึกค่าอัตโนมัติเป็นประจำทุกเดือน เหมาะสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าบริการซอฟท์แวร์ โดยคุณสามารถแก้ไขจำนวนเงินแต่ะเดือนได้ ช่วยให้ไม่ตกหล่นค่าใช่จ่ายประจำต่างๆ

บันทึกค่าใช้จ่ายหลายรายการพร้อมกัน : รองรับการนำเข้าเอกสาร (Import) จากไฟล์ Excel หรือจะสร้างบันทึกค่าใช้จ่ายหลายรายการ หลายใบกำกับภาษีซื้อพร้อมกันในหน้าก็ได้ เหมาะกับการคีย์เงินสดย่อย หรือรายการเล็กๆ จำนวนมาก

คลังเอกสารเก็บภาพถ่ายใบเสร็จ : คุณสามารถใช้แอป PEAK บนมือถือในการถ่ายรูปเอกสารใบเสร็จรับเงินที่คุณได้จ่ายไป ให้ระบบช่วยบันทึกรายการให้จาก OCR ​และ AI พร้อมทั้งเก็บไฟล์ใบเสร็จหลักฐานเพื่อง่ายในการตรวจสอบย้อนหลังได้

บันทึกค่าใช้จ่ายจาก Bank Statement : คุณสามารถอัพโหลดไฟล์รายการเคลื่อนไหวธนาคาร (Bank Statement) เข้าไปในระบบ แล้วสร้างบันทึกรายการที่เกิดขึ้นจากรายการเคลื่อนไหวธนาคารได้เลย โดยจะมี PEAK AI ช่วยบันทึกรายการ และระบบจะกระทบยอดธนาคารให้ด้วยอัตโนมัติ

การจัดการข้อมูลคู่ค้า (ลูกค้า/ผู้ขาย)

บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มยอดขายอย่างมั่นใจ ด้วย PEAK
จัดการข้อมูลลูกค้าแบบมืออาชีพ ด้วย ประวัติการซื้อขายย้อนหลัง ที่ช่วยให้คุณดูยอดขายรวม สินค้าหรือบริการที่ลูกค้าซื้อบ่อย และพฤติกรรมการชำระเงิน พร้อมรายงาน Aging AR เพื่อช่วยให้คุณบริหารลูกหนี้ได้แม่นยำขึ้น นอกจากนี้ PEAK ยังช่วย คำนวณวันรับเงินเฉลี่ย ทำให้คุณคาดการณ์กระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ควบคุมความเสี่ยงในการขายเชื่อได้ง่ายขึ้น
หมดกังวลเรื่องลูกค้าค้างชำระ ด้วยฟีเจอร์ กำหนดวงเงินขายเชื่อ และ เครดิตเทอมตามลูกค้า ที่ช่วยให้คุณบริหารความเสี่ยงได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดในระดับนโยบายสำหรับลูกค้าทุกราย หรือปรับเฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล นอกจากนี้ คุณยังสามารถกำหนด บัญชีลูกหนี้-เจ้าหนี้รายตัว เพื่อให้ตรงกับลักษณะของธุรกิจ เช่น ลูกหนี้ในประเทศ ลูกหนี้ต่างประเทศ หรือบริษัทในเครือ


ติดตามลูกค้าได้ง่ายขึ้น พร้อมระบบควบคุมข้อมูลที่ปลอดภัย
PEAK ช่วยให้คุณ จัดกลุ่มคู่ค้า ตามพนักงานขาย เขตการขาย หรือประเภทของลูกค้าเพื่อการติดตามที่ง่ายขึ้น และยังให้คุณ ควบคุมการเข้าถึงข้อมูล ของผู้ใช้งานในระบบ กำหนดได้ว่าพนักงานแต่ละคนสามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้า หรือผู้ขายรายใดได้บ้าง ทำให้ข้อมูลสำคัญของคุณ ปลอดภัยและเป็นระเบียบ ให้ระบบช่วยคุณจัดการลูกค้าด้วยความแม่นยำและประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ทดลองใช้ได้แล้ววันนี้

จุดเด่นของ PEAK

ประวัติการซื้อขายกับคู่ค้า : ดูประวัติการซื้อขายย้อนหลังกับลูกค้าแต่ละราย พร้อมสรุปยอดขายรวมตลอด สรุปรายได้ที่ได้จากลูกค้ารายนี้ว่ามาจากสินค้า/บริการใดบ้าง พร้อมสรุปพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้า คำนวณวันรับเงินเฉลี่ยว่านานมั้ยกว่าลูกค้าจะจ่ายเงิน พร้อมสร้างรายงานลูกหนี้ตามอายุ (Aging AR report)

กำหนดวงเงินขายเชื่อตามลูกค้า : ป้องกันไม่ให้คุณขายเชื่อให้กับลูกค้ารายใดรายหนึ่งมากเกินไป คุณสามารถกำหนดวงเงินขายเชื่อได้ในระดับนโยบายครอบคลุมลูกค้าทุกราย หรือกำหนดวงเงินเฉพาะของลูกค้าแต่ละรายก็ได้

กำหนดเครดิตเทอมตามลูกค้า : คุณสามารถกำหนดเครดิตเทอมได้ทั้งในระดับนโยบายครอบคลุมลูกค้าทุกราย หรือกำหนดให้เครดิตเทอมเป็นการเฉพาะในแต่ละรายก็ได้ และกำหนดเครดิตเทอมได้ยืดหยุ่น ทั้งจำนวนวันหลังออกใบแจ้งหนี้ หรือเป็นวันที่เท่าไหร่ของเดือน หรือวันที่สิ้นเดือน เพื่อให้ตรงกับการทำงานจริงในการขายให้กับลูกค้าแต่ละราย

กำหนดบัญชีลูกหนี้ เจ้าหนี้รายตัว : คุณสามารถกำหนดบัญชีที่บันทึกลูกหนี้ หรือเจ้าหนี้สำหรับคู่ค้าแต่ละรายได้ เช่น ลูกหนี้ในประเทศ ลูกหนี้ต่างประเทศ ลูกหนี้บริษัทในเครือ หรือมิติอื่นๆนอกเหนือไปจากลูกหนี้การค้าปกติได้

จัดกลุ่มคู่ค้าได้ : การแบ่งลูกค้า หรือคู่ค้าเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้ง่ายในการติดตาม เช่น การแบ่งกลุ่มลูกค้าให้กับพนักงานขายแต่ละราย หรือแบ่งตามเขตการขาย ให้คุณติดตามกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้น

ควบคุมการเข้าถึงรายชื่อลูกค้าได้ : PEAK สามารถกำหนดการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละรายได้ โดยคุณสามารถกำหนดประเภทของคู่ค้าว่ารายใดเป็นลูกค้า รายใดเป็นผู้ขาย เพื่อกำหนดการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เท่ากันของผู้ใช้งานแต่ละรายในระบบได้

จัดการข้อมูลสินค้า และสต๊อก

จัดการข้อมูลสินค้าและสต๊อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หมดปัญหาการกำหนดราคาขายที่ยุ่งยาก PEAK ช่วยให้คุณสร้างราคาหรือส่วนลดมาตรฐานได้หลากหลาย พร้อม AI อัจฉริยะ ที่จดจำราคาที่เคยขายให้ลูกค้าแต่ละรายโดยอัตโนมัติ ลดเวลาค้นหาข้อมูลเก่า นอกจากนี้ คุณยังสามารถ เพิ่มรูปภาพสินค้า ลงในใบเสนอราคาเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ และช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น


สต๊อกแม่นยำ คำนวณต้นทุนอัตโนมัติ รู้ต้นทุน-กำไรแบบเรียลไทม์
PEAK ช่วยให้การจัดการสต๊อกเป็นระบบมากขึ้น โดยการ บันทึกสินค้าเป็นล๊อท ในทุกการซื้อ-ขาย รับคืน หรือส่งคืนสินค้า พร้อม คำนวณต้นทุนขายให้อัตโนมัติ ตามวิธี Perpetual Costing หรือ Periodic Costing และรองรับ FIFO เพื่อให้คุณรู้กำไรขั้นต้นจากการขายแบบเรียลไทม์ ไม่ต้องรอปรับปรุงต้นทุนตอนปลายปี


วิเคราะห์ยอดขายและต้นทุนอย่างแม่นยำ
ดู ประวัติการซื้อขายของสินค้ารายตัว พร้อมสรุปยอดขาย ต้นทุน และกำไรขั้นต้น วิเคราะห์ได้ว่าใครคือลูกค้าหลักของสินค้านั้นในแต่ละช่วงเวลา และยังสามารถ กำหนดบัญชีขาย บัญชีต้นทุน และบัญชีซื้อ ให้เป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน ช่วยให้คุณดูงบกำไรขาดทุนได้ในมิติที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนธุรกิจ ทดลองใช้ PEAK วันนี้ แล้วให้ระบบช่วยคุณจัดการสต๊อกและต้นทุนอย่างมืออาชีพ

จุดเด่นของ PEAK

กำหนดราคามาตรฐานได้หลากหลาย : สร้างราคา หรือส่วนลดมาตรฐานได้หลากหลาย พร้อม AI ช่วยจดจำราคาที่ขายให้กับลูกค้าแต่ละรายที่อาจจะไม่เท่ากัน ช่วยลดเวลาที่คุณจะต้องย้อนกลับไปดูราคาเดิมที่เคยขาย

จัดการสต๊อกสินค้าเป็นล๊อท : PEAK ช่วยจัดการสต๊อกให้คุณได้ โดยการซื้อแต่ละครั้ง ระบบจะสร้างสินค้าเป็นล๊อท และสรุปรายการเคลื่อนไหวของสินค้า ทั้งการซื้อ การขาย การส่งคืน หรือรับคืนสินค้า ช่วยให้คุณจัดการสต๊อกได้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น

คำนวณต้นทุนขายให้อัตโนมัติ : ให้ PEAK ช่วยคำนวณต้นทุนขายให้ทันทีที่ขาย (เรียกว่า “วิธีต้นทุนต่อเนื่อง” หรือ “Perpetual Costing”) เพื่อให้คุณสามารถรู้กำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าได้ทันที ไม่ต้องรอนับสต๊อกสินค้าปลายปี เพื่อปรับปรุงต้นทุนขาย (เรียกว่า “วิธีต้นทุนช่วง” หรือ “Periodic Costing”) ทั้งนี้โปรแกรม PEAK รองรับทั้ง 2 วิธี ด้วยสมมติฐานการคำนวณต้นทุนแบบเข้าก่อนออกก่อน หรือ FIFO

สรุปประวัติซื้อขายสินค้ารายตัว : สรุปยอดขาย ต้นทุน และกำไรขั้นต้นของสินค้ารายตัว พร้อมประวัติการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนที่ซื้อ หรือราคาที่ขายไป และคำนวณให้ว่าใครเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้านี้มากที่สุดในแต่ละช่วงเวลา ช่วยให้คุณมีข้อมูลในหลากหลายมิติในการตัดสินใจมาหขึ้น

เพิ่มรูปภาพสินค้าได้ เพิ่มโอกาสการขาย : คุณสามารถเพิ่มรูปภาพสินค้า/บริการของคุณ และให้ไปแสดงในใบเสนอราคาได้ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจ เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าจดจำ และเพิ่มโอกาสการปิดการขายได้ดีขึ้น

กำหนดบัญชีขาย บัญชีซื้อ บัญชีต้นทุนได้ : ให้คุณมีมิติข้อมูลบัญชีที่เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น คุณสามารถกำหนดบัญชีขายให้เป็นรายได้ตามกลุ่มรายได้ต่างๆ เช่น รายได้จากการขายสินค้ากลุ่ม A รายได้จากการให้บริการกลุ่ม B เพื่อให้คุณสามารถดูงบกำไรขาดทุนได้มีมิติที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจได้ดีขึ้น

บริหารจัดการข้อมูลการเงิน

เห็นภาพรวมการเงินครบทุกมิติ วางแผนได้อย่างมั่นใจ ด้วย PEAK
จัดการการเงินของธุรกิจให้เป็นระบบ ด้วแดชบอร์ดการเงิน ที่รวบรวมข้อมูลทุกบัญชีไว้ในหน้าเดียว ไม่ว่าจะเป็นเงินสดย่อย เงินฝากธนาคาร e-Wallet หรือช่องทางการขายออนไลน์ ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมสถานะการเงินได้ทันที พร้อม ปฏิธินเงินเข้า-ออก ที่แสดงรายการที่เกิดขึ้นและคาดการณ์รายการล่วงหน้า ทำให้คุณสามารถบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากปัญหาเงินสดขาดมือ

ลดงานซ้ำซ้อน ด้วยระบบกระทบยอดธนาคารอัตโนมัติ
เพียงอัปโหลด Bank Statement ระบบ PEAK AI จะช่วยกระทบยอดรายการ ตรวจสอบความถูกต้องของบัญชี และสร้างบันทึกรายการรายรับ-รายจ่ายให้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการออกใบเสร็จ รับชำระเงิน หรือจ่ายค่าใช้จ่าย ลดเวลาในการกระทบยอดธนาคารได้มากกว่า 90% และช่วยให้ข้อมูลบัญชีของคุณแม่นยำขึ้น รองรับการติดตามเงินสดย่อย และการสำรองจ่ายเงินแบบเป็นระบบ

ควบคุมเอกสารการเงินได้ครบถ้วน ไม่มีตกหล่น
PEAK ยังช่วยให้คุณติดตาม ใบหัก ณ ที่จ่าย ทั้งที่ได้รับและที่ต้องส่งออก พร้อมฟังก์ชันแนบไฟล์เอกสาร เพื่อให้คุณจัดเก็บข้อมูลภาษีได้อย่างเป็นระเบียบและค้นหาง่าย ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเล็กหรือใหญ่ PEAK พร้อมช่วยให้คุณ เห็นภาพรวม วางแผนได้แม่นยำ และบริหารการเงินอย่างมืออาชีพ ทดลองการใช้งานได้ฟรี เริ่มได้เลยวันนี้

จุดเด่นของ PEAK

รวบรวมข้อมูลทุกบัญชีไว้ในหน้าเดียว : รวบรวมข้อมูลทุกช่องทางการเงินของคุณไว้ในหน้าเดียว ทั้งเงินสดย่อย เงินฝากธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ช่องทางการขายของออนไลน์ หรือสำรองรับเงินจ่ายเงิน ให้คุณได้เห็นภาพรวมการเงินของกิจการคุณได้ในที่เดียว

ปฏิธินการเคลื่อนไหวเงินเข้าออก : PEAK นำเสนอข้อมูลเงินเข้า เงินออก และเงินที่จะเข้า เงินที่จะออก มาให้คุณได้เห็นในรูปแบบปฏิธินที่เข้าใจง่าย ช่วยให้คุณสามารถวางแผนการเงินของคุณได้อย่างเหมาะสม ไม่ต้องกลัวเงินไม่พอแบบไม่รู้ตัว

กระทบยอดธนาคารอัตโนมัติ : เพียงนำเข้าไฟล์รายการเคลื่อนไหวธนาคารจากระบบของธนาคาร PEAK AI จะช่วยกระทบยอดรายการ ตรวจเช็คระหว่างรายการที่บันทึกบัญชี กับรายการเคลื่อนไหวของเงินจริงๆได้ ทำให้คุณไม่หลุดลืมบันทึกรายการที่สำคัญ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับข้อมูลบัญชีของกิจการคุณ ด้วยระบบอัตโนมัติที่ลดเวลาการทำงานของคนลงไปได้กว่า 90% ในขั้นตอนการกระทบยอดธนาคาร

บันทึกรายการจาก Bank Statement : คุณสามารถอัพโหลดไฟล์รายการเคลื่อนไหวธนาคาร (Bank Statement) เข้าไปในระบบ แล้วสร้างบันทึกรายการที่เกิดขึ้น รองรับทั้งการสร้างเอกสารฝั่งรายได้ เช่น การออกใบเสร็จ การบันทึกรับชำระเงินจากลูกหนี้ หรือรายการฝั่งรายจ่าย เช่น การบันทึกค่าใช้จ่าย การบันทึกจ่ายชำระเงินให้เจ้าหนี้ หรือแม้แต่การโอนเงินระหว่างบัญชีธนาคารด้วยกัน พร้อมมี PEAK AI ที่เรียนรู้การทำรายการของคุณ และช่วยให้การทำบัญชีรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ติดตามสำรองรับ-จ่าย เงินสดย่อย : คุณสามารถสร้างเงินสดย่อยเป็นกองๆ หรือกำหนดชื่อคนที่ดูแลเงินสดย่อย หรือกรณีที่มีคนสำรองจ่ายเงินแทนกิจการออกไป สามารถเลือกรับเงิน หรือจ่ายเงินจากเงินสำรอง หรือเงินสดย่อยเหล่านี้ ช่วยให้คุณสามารถจัดการ ติดตามการใช้เงิน การเบิกจ่ายได้อย่างเป็นระบบ

สรุปใบหักรับมา ออกไป และจัดเก็บใบหัก : อีกหนึ่งเรื่องการเงินที่ต้องจัดการคือการติดตามหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย บ่อยครั้งที่เราได้รับใบหักฯ ไม่ครบ PEAK ช่วยให้คุณติดตามการจัดการใบหัก ณ ที่จ่ายอย่างเป็นระบบทั้งการรับใบหักฯเข้ามา หรือการที่เราต้องส่งใบหักฯ ออกไป ให้คุณสามารถอัพโหลดไฟล์รูปใบหักแนบเก็บไว้กับใบเสร็จรับเงินแต่ละใบได้ด้วย

การจัดการข้อมูลบัญชี

งบการเงินที่แม่นยำ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจที่มั่นใจยิ่งขึ้น
PEAK ช่วยให้คุณเข้าถึง งบการเงินที่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นงบกำไรขาดทุน งบฐานะการเงิน งบกระแสเงินสด ไปจนถึงสมุดบัญชีรายวัน งบทดลอง และรายงานอื่นๆ ที่ช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมการเงินของธุรกิจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำคัญ ทุกตัวเลขสามารถติดตามไปถึงเอกสารต้นทางได้ คุณสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของแต่ละรายการได้อย่างละเอียด พร้อมแนบเอกสารอ้างอิง ทำให้คุณเข้าใจงบการเงินได้ลึกซึ้งและตรวจสอบข้อผิดพลาดได้ง่ายขึ้น

จัดทำงบการเงินได้ง่ายขึ้น พร้อมรองรับมาตรฐาน DBD XBRL
PEAK รองรับการ สร้างไฟล์ XBRL เพื่อนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) โดยไม่ต้องเสียเวลาแปลงไฟล์ด้วยตนเอง นอกจากนี้ คุณยังสามารถ ออกแบบงบกำไรขาดทุนในแบบของคุณเอง เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจและอ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้คุณ บริหารบัญชีหลัก-บัญชีย่อย ได้อย่างเป็นระบบ เช่น ติดตามลูกหนี้รายตัว หรือดูยอดขายและต้นทุนของสินค้ารายชิ้น ทำให้การวิเคราะห์ธุรกิจของคุณมีมิติมากขึ้น

มั่นใจในความถูกต้อง ด้วย AI ตรวจสอบอัตโนมัติ
PEAK มาพร้อม AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้อง ของบัญชี ผ่านระบบ Red/Yellow Flag ที่ช่วยแจ้งเตือนความผิดปกติ เช่น ยอดเงินที่เปลี่ยนแปลงสูงผิดปกติ ยอดคงเหลือติดลบ หรือรายการบัญชีที่ไม่สมดุล ช่วยลดข้อผิดพลาดก่อนปิดงบ นอกจากนี้ ยังมีระบบ บันทึกประวัติการใช้งานแบบแก้ไขไม่ได้ ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปลอดภัย

ค้นหาเอกสารได้เร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเอง
หมดปัญหาการหาเอกสารไม่เจอ เพราะ PEAK มี ระบบค้นหาเอกสารขั้นสูง ที่ช่วยให้คุณสามารถค้นหาตามชื่อคู่ค้า ผู้สร้างรายการ ผู้อนุมัติ จำนวนเงิน หรือข้อมูลบัญชีต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้การตรวจสอบและติดตามข้อมูลบัญชีกลายเป็นเรื่องง่าย หากคุณต้องการ งบการเงินที่โปร่งใส แม่นยำ และตรวจสอบได้ PEAK พร้อมช่วยคุณทำให้ทุกกระบวนการบัญชีเป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าที่เคย เริ่มทดลองได้เลยวันนี้

จุดเด่นของ PEAK

งบการเงินที่ครบถ้วน : ในระบบ PEAK มีข้อมูลรายงานการเงินอย่างครบถ้วนทั้ง งบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด หรือรายงานประกอบด้านบัญชี เช่น สมุดบัญชีรายวัน สมุดบัญชีแยกประเภท งบทดลอง

ทุกตัวเลขบนงบการเงิน ติดตามไปถึงตัวเอกสารได้ : การตรวจสอบความถูกต้องด้านบัญชีทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยทุกตัวเลขในงบการเงินสามารถติดตามไปถึงที่มาที่ไปของแต่ละรายการบันทึกบัญชีที่นำมาประกอบ รวมไปถึงการดูเอกสารอ้างอิงที่แนบไว้ในแต่ละรายการ ให้คุณเข้าใจงบการเงินได้ลึกซึ้งในแบบที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน

รองรับการสร้างไฟล์ DBD XBRL : สร้างไฟล์ XBRL ได้สะดวกเพื่อนำส่งข้อมูลให้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) โดยที่คุณไม่ต้องไปแปลงไฟล์ใน Excel อีกทีนึง ทำให้การยื่นงบมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จัดกลุ่มบัญชีในงบกำไรขาดทุนในแบบของคุณ : PEAK ให้คุณออกแบบงบกำไรขาดทุน จัดประเภทรายการแบบกำหนดเองได้ (Customizable Income Statement) เพื่อให้คุณสามารถอ่านงบให้เป็นประโยชน์และเหมาะสมกับธุรกิจของคุณมากที่สุด

ระบบบัญชีหลัก บัญชีย่อย : บัญชีในระบบ PEAK ถูกสร้างให้รองรับบัญชีหลักบัญชีย่อย เช่น บัญชีลูกหนี้การค้า จะมีบัญชีย่อยเป็นเลขที่คู่ค้า ทำให้สามารถติดตามลูกหนี้รายตัวได้ง่าย หรือ บัญชีรายได้จากการขายสินค้า หรือต้นทุนขายสินค้า ก็จะมีบัญชีย่อยเป็นเลขที่สินค้า ทำให้คุณสามารถติดตามยอดขาย ต้นทุน หรือกำไรขั้นต้นของสินค้ารายตัวได้เลย ช่วยให้คุณมีข้อมูลในมิติที่ลึกมากขึ้นกว่าเพียงแค่รายงานบัญชีแบบผิวๆ

เก็บประวัติทุกการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ : การบันทึกบัญชี การตรวจสอบ และการอนุมัติการ หรือแม้แต่การเข้าดู และการพิมพ์เอกสาร ถูกเก็บประวัติการใช้งานแบบไม่สามารถลบประวัติได้ ทำให้การตรวจสอบทำได้อย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

ค้นหาบันทึกได้อย่างละเอียด : PEAK มีระบบการค้นหาเอกสารที่ทรงพลังมาก คุณสามารถใช้ฟังก์ชั่นการค้นหาขั้นสูงมากที่ช่วยหาเอกสารตามข้อมูลลูกค้า/คู่ค้า ผู้สร้างรายการ ผู้อนุมัติรายการ จำนวนเงิน หรือมีบัญชีรายวันอะไร และมิติอื่นๆอีก ทำให้การค้นหาเอกสารทำได้อย่างแม่นยำ

มี AI ช่วยตรวจสอบความถูกต้อง : PEAK มีระบบ Red/Yellow Flag หรือการติดธงแดง ธงเหลืองในกรณีที่ระบบตรวจพบความผิดปกติในสมุดบัญชีรายวัน และงบทดลอง เช่น มีการเปลี่ยนแปลงที่สูงมากจากงวดก่อน กรณียอดคงเหลือของรายการติดลบ หรือมีรายการบัญชีที่มียอด 0 บาท หรือมีรายการไม่เท่ากัน ทำให้ลดโอกาสที่บัญชีจะผิดพลาดลงไป และคุณสามารถค้นหารายการที่ควรตรวจสอบได้ด้วย

จุดเด่นของ PEAK Account
โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยธุรกิจคุณเติบโต

จัดการเอกสารได้สะดวก

จัดการเอกสารได้สะดวก

จัดการเอกสารครบวงจร – ออกใบเสนอราคาใบแจ้งหนี้ พร้อม AI แนะนำราคาตามลูกค้า

รองรับ e-Tax + การรับชำระเงิน – ออก e-Tax Invoice และรับชำระผ่าน QR, บัตรเครดิต

ยืดหยุ่น ปลอดภัย – ส่งออกเอกสารหลายรูปแบบ พร้อมตั้งค่าความปลอดภัย

จัดการค่าใช้จ่ายได้รัดกุม

จัดประเภทค่าใช้จ่าย – จัดประเภทของค่าใช้จ่ายตามโครงการ ตามแผนก

AI ช่วยบันทึกอัตโนมัติ – แนะนำค่าใช้จ่ายที่ต้องบันทึก และรองรับการนำเข้าไฟล์ Excel

คลังเก็บภาพถ่ายใบเสร็จ – ใช้แอปมือถือถ่ายรูปใบเสร็จรับเงินที่คุณจ่ายไป + บันทึกค่าใช้จ่าย

บริหารคู่ค้าอย่างเป็นระบบ

บริหารคู่ค้าอย่างเป็นระบบ

ติดตามประวัติซื้อขาย – ดูยอดขาย ยอดค้างชำระ และพฤติกรรมการจ่ายเงิน

ควบคุมเครดิต – กำหนดวงเงินขายเชื่อและเครดิตเทอมเฉพาะราย

บริหารคู่ค้าเป็นระบบ – จัดกลุ่มลูกค้าและควบคุมการเข้าถึงข้อมูล

รู้ต้นทุนได้ทันที

รู้ต้นทุนได้ทันที

บริหารสต๊อกและต้นทุนแม่นยำ – จัดการสต๊อกเป็นล๊อท คำนวณต้นทุนอัตโนมัติแบบ FIFO

ตั้งราคาขายอัจฉริยะ – สร้างราคามาตรฐาน พร้อม AI จดจำราคาลูกค้าแต่ละรายอัตโนมัติ

วิเคราะห์กำไร ต้นทุนสินค้าได้ง่าย – สรุปยอดขาย ต้นทุน และกำไร + ข้อมูลต้นทุนย้อนหลัง

ให้การเงินคุณคล่องตัว

เห็นภาพรวมการเงินในที่เดียว – รวมทุกบัญชี เงินสด ธนาคาร e-Wallet และการขายออนไลน์

กระทบยอดอัตโนมัติ ลดงานซ้ำซ้อน – AI ช่วยตรวจสอบ Bank Statement และบันทึกรายการ

วางแผนการเงินแม่นยำ – ปฏิทินเงินเข้า-ออก + ติดตามเงินสดย่อย และจัดการใบหัก ณ ที่จ่าย

บัญชีที่ถูกต้อง ตรวจสอบง่าย

งบการเงินครบถ้วน ตรวจสอบง่าย – ดูงบการเงินต่างๆ ติดตามถึงเอกสารต้นทางได้

วิเคราะห์บัญชีได้ลึกขึ้น – จัดกลุ่มบัญชี และออกแบบงบกำไรขาดทุนตามธุรกิจคุณ

ลดข้อผิดพลาดด้วย AI – ระบบแจ้งเตือนความผิดปกติ และเก็บประวัติการเปลี่ยนแปลง

PEAK เหมาะกับใคร?
โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ตอบโจทย์มากที่สุด

โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจ SME

ธุรกิจที่มีลูกค้าเป็นภาคธุรกิจด้วยกัน (Business-to-Business : B2B)

PEAK เหมาะสำหรับธุรกิจ B2B เพราะช่วยจัดการบัญชี และเอกสารการค้าอย่างเป็นระบบ รองรับการออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ วางบิล กำหนดวงเงินขายเชื่อ เครดิตเทอม หรือราคาตามลูกค้า พร้อมทั้งเก็บประวัติการซื้อขายย้อนหลัง

โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับฝ่ายบุคคลและนักบัญชี

ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ขายสินค้า/บริการออนไลน์ (e-Commerce)

PEAK เหมาะสำหรับธุรกิจ e-Commerce เพราะรองรับการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มขายออนไลน์ต่างๆ หรือผ่าน API จัดการสต๊อก คำนวณต้นทุนขายอัตโนมัติ และออกใบกำกับภาษี e-Tax Invoice ได้ง่าย ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

logo PEAK Account โปรแกรมบัญชีออนไลน์

PEAK Account เป็นได้มากกว่าโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ปลดล็อคขีดจำกัดในการทำธุรกิจด้วยการเชื่อมต่อกับ PEAK Ecosystem

logo PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์

โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์

logo PEAK Board โปรแกรมวิเคราะห์ธุรกิจ

โปรแกรมวิเคราะห์ธุรกิจออนไลน์

logo PEAK Asset โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์

โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์

logo PEAK Tax โปรแกรมการจัดการภาษีออนไลน์

โปรแกรมบริหารจัดการภาษี

ราคาเริ่มต้น 1,200 บาท/เดือน โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK Account

บริหารธุรกิจ บัญชี การเงิน
และจัดการเงินเดือนได้ครบวงจร

เริ่มต้นเพียง 1,200 บาท/เดือน

รู้จัก PEAK Account โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใน 3 นาที

จัดการบัญชีง่ายๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ครบวงจร - PEAK Account

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK Account

ผลิตภัณฑ์ของ PEAK

PEAK Account
โปรแกรมบัญชีออนไลน์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Payroll
โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Board
โปรแกรมวิเคราะห์ธุรกิจ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Asset
โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

PEAK Tax
โปรแกรมการจัดการภาษีออนไลน์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

Line @PEAKConnect
ใช้งานโปรแกรมผ่านไลน์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

บทความน่ารู้

ธุรกิจตรวจสอบงบการเงินก่อนตัดสินใจ

PEAK Account

13

min

เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากให้ธุรกิจเติบโต

งบการเงิน คือ หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจ เพราะไม่ได้ใช้แค่เพื่อยื่นภาษีหรือส่งให้ฝ่ายบัญชีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ มองเห็นสุขภาพธุรกิจ วางแผนการเงิน และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำบทความนี้จะพาคุณเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเจ้าของกิจการควรตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ พร้อมสรุป 5 แนวทางสำคัญในการตรวจสอบงบการเงิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ทำไมเจ้าของกิจการต้องใส่ใจงบการเงินและข้อมูลทางบัญชี ผู้ประกอบการหลายคนอาจมองว่างบการเงินเป็นหน้าที่ของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง งบการเงินคือ ฐานข้อมูลสำคัญของธุรกิจ ที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจและใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เพราะงบการเงินสามารถช่วยได้ในหลายด้าน เช่น หากงบการเงินมีข้อมูลไม่ครบ หรือคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาวได้ ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อไม่ตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ เมื่อผู้ประกอบการปล่อยให้การดูงบการเงินเป็นเรื่องปลายปี หรือมอบหมายให้บัญชีดูเพียงฝ่ายเดียว มักเกิดปัญหาสะสมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาษี สภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากเริ่มต้นตรวจสอบงบการเงินอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ไม่อยากให้ธุรกิจพังเพราะงบการเงินคลาดเคลื่อน? เริ่มต้นจัดการสภาพคล่องให้ถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ คลิกอ่านบทความฉบับเต็มของ OFM ได้ที่นี่: เผย! วิธีเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ วิกฤติไหนก็รอด เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ ก่อนตัดสินใจบริหารธุรกิจ การตรวจสอบงบการเงินไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากรู้ว่าควรโฟกัสจุดใดเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งแนวทางสำคัญได้ 5 ด้านดังนี้ 1. ตรวจสอบเอกสารค้างและสถานะการอนุมัติ เอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารอนุมัติภายใน หากตกค้างหรือดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลต่อยอดขายและกระแสเงินสดโดยตรง สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 2. ตรวจสอบการขายและการรับชำระเงิน รายรับที่เข้าช้า หรือหนี้ค้างชำระ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง แม้ยอดขายจะดูดีบนกระดาษก็ตาม สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 3. ตรวจสอบรายจ่ายและต้นทุนให้ตรงความจริง รายจ่ายและต้นทุนเป็นตัวเลขที่บอกได้ชัดว่าเงินของธุรกิจถูกใช้ไปกับอะไร หากบันทึกผิดพลาด จะทำให้การวิเคราะห์กำไรและต้นทุนคลาดเคลื่อนทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 4. ตรวจสอบกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ กระแสเงินสดคือหัวใจของธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียนอย่างใกล้ชิด หากเงินสดขาดช่วง อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 5. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบบัญชี แม้มีข้อมูลครบ แต่หากข้อมูลผิด งบการเงินก็ไม่มีความหมาย ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ สรุปแนวทางตรวจสอบงบการเงินให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง จากทั้ง 5 แนวทาง จะเห็นได้ว่างบการเงินไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข แต่คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นข้อมูลทางการเงินแบบครบถ้วนและเข้าใจง่าย จะช่วยให้การตรวจสอบงบการเงินเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน จัดการงบการเงินให้ง่ายขึ้น ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การบริหารงบการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากระบบที่ดี โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยให้ผู้ประกอบการดูข้อมูลงบการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผ่าน Dashboard ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate(OFM) ที่สนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุม ตั้งแต่อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์นิรภัยและสินค้าเฉพาะทาง ช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและนำไปบันทึกค่าใช้จ่ายใน PEAK ได้ทันที สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า OFM! สำหรับลูกค้า OfficeMate (OFM) ที่ต้องการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างมืออาชีพ เรามีตัวช่วย!PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ทำให้การทำบัญชี การเงิน และภาษีเป็นเรื่องง่ายและ อัตโนมัติ ช่วยลดงานเอกสารและประหยัดเวลาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI, API) แถมยังได้ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time พิเศษ: ลูกค้า OFM ทดลองใช้ฟรี 30 วัน พร้อม ส่วนลดพิเศษ เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปี!ให้ PEAK เป็นหลังบ้านดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณ จัดการได้อย่างมืออาชีพ!ลงทะเบียนรับสิทธิ์:  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

ความรู้บัญชี

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและต้นทุนแฝง

PEAK Account

19

min

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ต้นทุนแฝงที่คนขายของออนไลน์ต้องรู้

เคยสงสัยไหม? ยอดขายออนไลน์พุ่งกระฉูด แพ็กของแทบไม่ทัน แต่พอสรุปยอดตอนสิ้นเดือนกลับไม่เห็นกำไรอย่างที่ควรจะเป็น หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ “ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม” และต้นทุนแฝงมหาศาลที่ซ่อนอยู่ หากคุณไม่ได้นำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณในต้นทุนสินค้า คุณกำลังตกหลุมพรางทางธุรกิจที่ทำให้ “ยิ่งขายยิ่งขาดทุน” ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกทุกค่าธรรมเนียม พร้อมแจกสูตรคำนวณต้นทุนแฝง และเช็กลิสต์วิธีเลือกแพลตฟอร์มให้คุ้มค่าที่สุด ทำไมการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจึงสำคัญ? ในการตั้งราคาสินค้า ผู้ประกอบการมือใหม่มักนึกถึงเพียง “ค่าสินค้า” และ “กำไรที่อยากได้” แต่ในโลก E-commerce มีค่าใช้จ่ายที่ถูกหักออกทันทีจากยอดขาย (Deduction) เช่น: การไม่นำค่าเหล่านี้มาคิดตั้งแต่ต้น จะทำให้เกิดสถานการณ์ “ขายดีมาก แต่ได้กำไรน้อยกว่าที่คิด” เพราะราคาขายจริงถูกหักต้นทุนแฝงไปมากกว่า 20-30% โดยที่คุณไม่ทันตั้งตัว ตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อให้เห็นภาพการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มมากขึ้น เราขอยกตัวอย่างการคำนวณต่อออเดอร์ โดยกำหนดให้ลูกค้าจ่าย 500 บาทต่อออเดอร์ จะสามารถคำนวณต้นทุนได้ดังนี้ จากตัวอย่างจะเห็นว่าต้นทุนทั้งหมดคือ 368 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่ธุรกิจควรใช้ในการตั้งราคาสินค้า แต่บางร้านค้าอาจเลือกคิดต้นทุนจาก “ต้นทุนสินค้า” อย่างเดียวซึ่งมีมูลค่าเพียง 200 บาทเท่านั้น ทำให้ขายสินค้าถูกกว่าต้นทุนจริง ดังนั้นในการตั้งราคาควรที่จะนำต้นทุนแฝงทั้งหมด ไม่ว่าจะค่าวัสดุ ค่าส่งสินค้า หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มาคำนวณด้วยนั่นเอง ต้นทุนแฝงในธุรกิจออนไลน์ที่ต้องระวัง การคำนวณต้นทุนทั้งหมดก่อนตั้งราคาสินค้าเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบในการขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงอะไรบ้างที่ควรรู้? ในส่วนนี้เรามาแนะนำให้คุณรู้จักแต่ละส่วนกัน เปรียบเทียบข้อดี–ข้อจำกัดของการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จากต้นทุนแฝงข้างต้น อาจพอเห็นกันแล้วว่า การขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อดีหลายข้อเช่นกัน ในส่วนนี้เราเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการขายสินค้าออนไลน์ให้ดูกัน สิ่งที่ธุรกิจ “ได้รับ” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากทันที พฤติกรรมของผู้บริโภคทุกวันนี้ส่วนใหญ่หันมาซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่าที่จะต้องเดินทางไปดูสินค้าจริงที่ร้าน ทำให้การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหนึ่งในวิธีการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากในทันที 2. ระบบชำระเงินและการจัดการออเดอร์พร้อมใช้ การวางระบบเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะระบบที่จำเป็นในการขายสินค้าออนไลน์ เช่น ระบบการชำระเงิน หรือระบบการจัดการออเดอร์ ซึ่งแพลตฟอร์ม E-Commerce เป็นตัวกลางช่วยลดภาระในการจัดการวางระบบเหล่านี้ ให้กิจการสามารถเข้าถึงโอกาสขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มได้ง่ายยิ่งขึ้น 3. การตลาด/การโปรโมทของแพลตฟอร์มช่วยเพิ่มการมองเห็น แพลตฟอร์มออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้ขายสามารถโปรโมทผ่านแพลตฟอร์มได้ง่าย ทั้งยังเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ ช่วยเพิ่มการมองเห็นและเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้นนั่นเอง 4. ลดภาระการพัฒนาระบบเว็บไซต์ของตัวเอง ก่อนที่จะมีแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาเป็นตัวกลางขายสินค้า หลายธุรกิจเลือกใช้วิธีสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง และจัดการระบบด้วยตัวเองทั้งหมด แต่แพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ช่วยลดภาระในการพัฒนาเว็บไซต์ โดยสามารถนำสินค้ามาวางขาย ออกแบบหน้าร้านออนไลน์ของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มได้ สิ่งที่ธุรกิจ “ต้องเสีย” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าธรรมเนียมชำระเงินซึ่งลดกำไรต่อออเดอร์ แพลตฟอร์มจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มการใช้งาน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมชำระเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งลดกำไรจากการขายสินค้าต่อออเดอร์ลงไปด้วย 2. ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่อยู่กับแพลตฟอร์ม ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่มีประโยชน์ในการนำมาทำการตลาดต่อได้ แต่เมื่อเราขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อมูลเหล่านั้นมักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม ทำให้การทำการตลาดกับลูกค้าที่เคยซื้อหรือรู้จักเราอยู่แล้วอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น 3. ข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่นหรือวิธีการขายบางอย่าง เมื่อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่น หรือวิธีการขายสินค้าอีกด้วย เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องมีข้อกำหนดอย่างชัดเจนในรูปแบบของการขาย 4. การคืนสินค้าและการแก้ไขปัญหาบางกรณีต้องเป็นไปตามนโยบายแพลตฟอร์ม ความเสี่ยงในการขายสินค้าออนไลน์ คือบางครั้งลูกค้าอาจไม่พอใจสินค้า หรือสินค้าเกิดเสียหายระหว่างส่ง ทำให้จำเป็นต้องมีนโยบายการคืนสินค้า หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นจำเป็นต้องทำตามนโยบายของแพลตฟอร์ม 5. คู่แข่งปรากฏในที่เดียวกัน แข่งขันด้านราคาง่ายขึ้น การขายของออนไลน์เป็นการตัดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และเป็นแนวทางการขายที่ทุกธุรกิจเข้าถึงได้ ทำให้มีการแข่งขันที่สูงกับคู่แข่งที่ขายสินค้าเหมือนกับเรา และเมื่อสินค้าที่ขายเหมือนกัน อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ลูกค้าเห็นเหมือนกัน หนึ่งสิ่งที่มักแข่งขันกันคือราคา ทำให้การขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีโอกาสที่จะเกิดการแข่งขันด้านราคากันมากขึ้น เช็กลิสต์เปรียบเทียบแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ก่อนตัดสินใจ ในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์เปิดให้บริการหลายแอปพลิเคชัน ซึ่งแต่ละแอปฯ ก็มีความแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เรื่องของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม การใช้งาน และนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมได้มากยิ่งขึ้น เรามีเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการกัน 1. อัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม สิ่งแรกเราแนะนำให้ดูอัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่ต้องเสียเช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าจัดโปรโมชั่นบนแอปฯ หรือค่าใช้บริการรายเดือน สามารถเลือกแพลตฟอร์มที่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นต่ำเป็นหนึ่งในปัจจัยในการเลือกได้ 2. ค่าธรรมเนียมการชำระเงินและเงื่อนไขการคืนเงิน ไม่เพียงแค่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม แต่ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน หรือเงื่อนไขการคืนเงินก็ควรต้องได้รับการพิจารณาเช่นกัน โดยแนะนำให้เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และนโยบายเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับการขอเงินคืน 3. ระยะเวลาการโอนเงินจากแพลตฟอร์มมายังร้าน แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์จะมีรอบการโอนเงินจากสินค้าที่ขายได้มาให้เรากำหนดไว้ชัดเจน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจได้ เพราะการที่รู้ว่าเราจะได้รับเงินจากการขายเมื่อไหร่ ทำให้สามารถวางแผนกระแสเงินสด ได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง อาจเลือกจากแพลตฟอร์มที่มีรอบการโอนเหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจในเวลานั้น 4. นโยบายคืนสินค้าและภาระค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคืนสินค้า ปัญหาการคืนสินค้าเป็นสิ่งที่แทบจะเลี่ยงไม่ได้ในการขายออนไลน์ นโยบายคืนสินค้าของแต่ละแพลตฟอร์มก็แตกต่างกันออกไป ควรศึกษาให้ละเอียด ในที่นี้รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการคืนสินค้า เพราะกระทบต่อต้นทุนการขายของเราได้ 5. การเข้าถึงข้อมูลลูกค้า การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าช่วยให้เราสามารถต่อยอดในการทำการตลาดได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลเหล่านี้มักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม และเลือกให้ข้อมูลแก่ร้านค้าแค่บางส่วนเท่านั้น สำหรับข้อนี้แนะนำให้ลองเปรียบเทียบดูว่าแต่ละแพลตฟอร์มให้ข้อมูลอะไรบ้าง หน้าตาของรายงานเป็นอย่างไร แล้ววิเคราะห์กับธุรกิจของเราว่าข้อมูลที่ได้นั้นเพียงพอสำหรับการต่อยอดหรือไม่ 6. ฟีเจอร์การตลาดและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง  แต่ละแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์การตลาดให้ร้านค้าเลือกใช้งาน เช่น การออกคูปองลดราคาในวันพิเศษ หรือค่าปักหมุดร้านค้าเพิ่มการมองเห็น ซึ่งการทำการตลาดเหล่านี้มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 7. เงื่อนไขการลงขายแบบ Exclusive หรือข้อผูกมัดอื่น ๆ การขายสินค้าแบบ Exclusive ของแต่ละแพลตฟอร์มจะมีเงื่อนไขกำหนดอย่างชัดเจน แนะนำให้เปรียบเทียบระหว่างแพลตฟอร์มเพื่อดูความคุ้มค่าให้มากที่สุด 8. ช่องทางการติดต่อและการช่วยเหลือเมื่อติดปัญหา การเข้าถึงช่องทางช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะหากเกิดปัญหาแล้วไม่มีทีมงานคอยช่วย อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาสได้ 9. จำนวนผู้ใช้งานของแพลตฟอร์มที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าเรา ถึงแม้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่จะหายไป แต่การเลือกแพลตฟอร์มก็คล้ายกับการเลือกโลเคชั่นร้านพอสมควร เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน ควรเลือกแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายของเราใช้งานเยอะเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด เข้าใจค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อการขายให้ได้กำไร การรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มรวมไปถึงต้นทุนแฝงอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าและขายได้กำไรจริง ไม่เกิดปัญหา ขายดีแต่ทำไมยังขาดทุน อีกต่อไป ทั้งนี้เพื่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่การเข้าใจเรื่องของต้นทุน แต่ความรู้เรื่องการเงินก็สำคัญเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการด้านบัญชี ภาษี หรือเอกสารต่าง ๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบของการบริหารบริษัทให้เติบโต ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

ความรู้บัญชี

เอกสารธุรกิจและบัญชี

PEAK Account

10

min

รู้จัก 3 ประเภทเอกสารธุรกิจ พร้อมวิธีจัดเก็บให้เป็นระบบ

เอกสารธุรกิจเป็นส่วนสำคัญของการบริหารกิจการ โดยเฉพาะเอกสารทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับรายรับ รายจ่าย และภาษี หากจัดการไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินและกฎหมาย บทความนี้สรุป 3 ประเภทเอกสารธุรกิจทางบัญชีที่ผู้ประกอบการต้องรู้จัก พร้อมตัวอย่างการใช้งานและแนวทางจัดเก็บให้เป็นระบบ เอกสารธุรกิจสำคัญอย่างไร? เอกสารธุรกิจทำหน้าที่เป็น “หลักฐานทางกฎหมาย” และ “เครื่องมือวางแผนการเงิน” ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง ยืนยันความโปร่งใสต่อกรมสรรพากร และช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมของกำไรที่แท้จริง 3 ประเภทเอกสารธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรรู้จัก เอกสารธุรกิจสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ได้แก่ การป้องกันความเสี่ยง การเงิน และภาษี 1. เอกสารกลุ่มเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อพิพาท ความเข้าใจผิด และปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ เอกสารประเภทนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และจำเป็นต้องจัดเก็บเอกสารให้ดี เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้น เอกสารเหล่านี้จะสามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเอง 2. กลุ่มเอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดเงินฝากธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ: เอกสารด้านรายรับ รูปแบบแรกหลายธุรกิจน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายรับ ที่มีตั้งแต่ขั้นตอนการเรียกเก็บเงินไปจนถึงหลังจากได้รับเงินแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ซึ่งเอกสารเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญและสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชี หรือเป็นหลักฐานที่ใช้ประกอบแบบยื่นได้ เอกสารด้านรายจ่าย สำหรับเอกสารธุรกิจด้านรายจ่ายก็มีความจำเป็นไม่แพ้กัน ซึ่งเอกสารรายจ่ายไม่เพียงแต่ใช้เป็นหลักฐานอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้อ้างอิงเพื่อดูตัวเลขต้นทุนที่แท้จริงของบริษัท เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี และใช้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ โดยเอกสารด้านรายจ่ายประกอบไปด้วย หลักฐานการเงิน สำหรับรูปแบบสุดท้ายที่ใช้เป็นหลักฐานทางการเงิน คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการยืนยันความถูกต้องอย่าง ซึ่งสามารถใช้เปรียบเทียบกับการบันทึกบัญชีเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของรายรับรายจ่ายของบริษัทว่าตรงกับรายงานจากธนาคารหรือไม่ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในขั้นตอนการกระทบยอดของบัญชี 3. กลุ่มเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบและการตรวจสอบจากกรมสรรพากร หากจัดเก็บไม่ครบ อาจทำให้เสียสิทธิทางภาษีหรือถูกประเมินย้อนหลัง 3 เคล็ดลับจัดเก็บเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงเอกสารสูญหาย และทำให้ค้นหาได้ง่ายเมื่อจำเป็นต้องใช้งาน 1. คัดและจัดหมวดหมู่ประเภทของเอกสารให้ชัดเจน วิธีแรกควรเริ่มต้นจากการคัดแยกเอกสาร และจัดประเภทหมวดหมู่ให้ชัดเจน เอกสารไหนที่ไม่มีความจำเป็นเก็บ เราแนะนำให้ทิ้งหรือทำลายเพื่อป้องกันความซับซ้อนยุ่งยากในการเก็บเอกสารธุรกิจ หลังจากคัดแยกเรียบร้อย แนะนำให้จัดประเภทหมวดหมู่ แยกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบัญชี ออกจากเอกสารอื่น ๆ เช่น ฝ่ายบุคคลหรือการตลาด หลังจากนั้นจึงแยกอย่างละเอียดอีกขั้นตอน อาจอ้างอิงประเภทเอกสารจากที่เราแนะนำให้บทความนี้ได้เช่นกัน  การจัดเก็บอย่างเป็นหมวดหมู่จะช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารได้ง่ายขึ้น และป้องกันเอกสารสูญหายจากการปะปนไปกับเอกสารอื่นที่เกิดจากการจัดเก็บผิดประเภทได้อีกด้วย 2. ใช้ระบบตัวเลขในการจัดเก็บเอกสาร นอกจากการจัดหมวดหมู่เพียงอย่างเดียวแล้ว สามารถจัดเก็บเอกสารด้วยการนำระบบตัวเลขเข้ามาใช้ คล้ายกับห้องสมุด ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารได้ง่าย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แนะนำให้ใช้ควบคู่กับการจัดหมวดหมู่เพื่อความสะดวกในการปรับใช้ระบบตัวเลข 3. ใช้โปรแกรมบัญชีในการจัดเก็บเอกสาร นอกจากการจัดเก็บเอกสารที่เป็นกระดาษจริงแล้ว การเก็บไฟล์เอกสารก็เป็นเรื่องยุ่งยากไม่แพ้กัน แต่ในปัจจุบันที่หลายหน่วยงานเริ่มปรับตัวให้ยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ไฟล์เอกสารธุรกิจจึงมีความจำเป็นไม่แพ้กัน การใช้โปรแกรมบัญชีที่มีระบบคลังเอกสาร ก็ช่วยให้จัดการระบบได้ง่ายขึ้น สามารถเรียกดูไฟล์อ้างอิงในการบันทึกบัญชีได้อย่างรวดเร็ว ให้การเก็บเอกสารธุรกิจทางบัญชีเป็นเรื่องง่าย ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK โปรแกรมบัญชี PEAK ไม่เพียงแค่ช่วยจัดการระบบบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยฟีเจอร์ File Vault ทำหน้าที่เป็นคลังเก็บเอกสารธุรกิจ จัดการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ PEAK เองยังสามารถออกเอกสารได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี โปรแกรมเดียวจัดการเรื่องเอกสารและบัญชีได้ครบวงจร! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

ความรู้บัญชี

ธุรกิจตรวจสอบงบการเงินก่อนตัดสินใจ

PEAK Account

13

min

เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากให้ธุรกิจเติบโต

งบการเงิน คือ หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจ เพราะไม่ได้ใช้แค่เพื่อยื่นภาษีหรือส่งให้ฝ่ายบัญชีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ มองเห็นสุขภาพธุรกิจ วางแผนการเงิน และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำบทความนี้จะพาคุณเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเจ้าของกิจการควรตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ พร้อมสรุป 5 แนวทางสำคัญในการตรวจสอบงบการเงิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ทำไมเจ้าของกิจการต้องใส่ใจงบการเงินและข้อมูลทางบัญชี ผู้ประกอบการหลายคนอาจมองว่างบการเงินเป็นหน้าที่ของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง งบการเงินคือ ฐานข้อมูลสำคัญของธุรกิจ ที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจและใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เพราะงบการเงินสามารถช่วยได้ในหลายด้าน เช่น หากงบการเงินมีข้อมูลไม่ครบ หรือคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาวได้ ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อไม่ตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ เมื่อผู้ประกอบการปล่อยให้การดูงบการเงินเป็นเรื่องปลายปี หรือมอบหมายให้บัญชีดูเพียงฝ่ายเดียว มักเกิดปัญหาสะสมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาษี สภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากเริ่มต้นตรวจสอบงบการเงินอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ไม่อยากให้ธุรกิจพังเพราะงบการเงินคลาดเคลื่อน? เริ่มต้นจัดการสภาพคล่องให้ถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ คลิกอ่านบทความฉบับเต็มของ OFM ได้ที่นี่: เผย! วิธีเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ วิกฤติไหนก็รอด เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ ก่อนตัดสินใจบริหารธุรกิจ การตรวจสอบงบการเงินไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากรู้ว่าควรโฟกัสจุดใดเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งแนวทางสำคัญได้ 5 ด้านดังนี้ 1. ตรวจสอบเอกสารค้างและสถานะการอนุมัติ เอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารอนุมัติภายใน หากตกค้างหรือดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลต่อยอดขายและกระแสเงินสดโดยตรง สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 2. ตรวจสอบการขายและการรับชำระเงิน รายรับที่เข้าช้า หรือหนี้ค้างชำระ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง แม้ยอดขายจะดูดีบนกระดาษก็ตาม สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 3. ตรวจสอบรายจ่ายและต้นทุนให้ตรงความจริง รายจ่ายและต้นทุนเป็นตัวเลขที่บอกได้ชัดว่าเงินของธุรกิจถูกใช้ไปกับอะไร หากบันทึกผิดพลาด จะทำให้การวิเคราะห์กำไรและต้นทุนคลาดเคลื่อนทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 4. ตรวจสอบกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ กระแสเงินสดคือหัวใจของธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียนอย่างใกล้ชิด หากเงินสดขาดช่วง อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 5. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบบัญชี แม้มีข้อมูลครบ แต่หากข้อมูลผิด งบการเงินก็ไม่มีความหมาย ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ สรุปแนวทางตรวจสอบงบการเงินให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง จากทั้ง 5 แนวทาง จะเห็นได้ว่างบการเงินไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข แต่คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นข้อมูลทางการเงินแบบครบถ้วนและเข้าใจง่าย จะช่วยให้การตรวจสอบงบการเงินเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน จัดการงบการเงินให้ง่ายขึ้น ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การบริหารงบการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากระบบที่ดี โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยให้ผู้ประกอบการดูข้อมูลงบการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผ่าน Dashboard ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate(OFM) ที่สนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุม ตั้งแต่อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์นิรภัยและสินค้าเฉพาะทาง ช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและนำไปบันทึกค่าใช้จ่ายใน PEAK ได้ทันที สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า OFM! สำหรับลูกค้า OfficeMate (OFM) ที่ต้องการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างมืออาชีพ เรามีตัวช่วย!PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ทำให้การทำบัญชี การเงิน และภาษีเป็นเรื่องง่ายและ อัตโนมัติ ช่วยลดงานเอกสารและประหยัดเวลาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI, API) แถมยังได้ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time พิเศษ: ลูกค้า OFM ทดลองใช้ฟรี 30 วัน พร้อม ส่วนลดพิเศษ เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปี!ให้ PEAK เป็นหลังบ้านดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณ จัดการได้อย่างมืออาชีพ!ลงทะเบียนรับสิทธิ์:  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

ความรู้บัญชี