เจ้าของกิจการหลายคนเจอคำว่า ฐานภาษี ตอนยื่นภาษี แต่ยังไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร ใช้ตัวเลขไหนมาคำนวณ ถ้าเข้าใจตรงนี้จะวางแผนภาษีได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ฐานภาษี คืออะไร ทำไมต้องรู้ก่อนคำนวณภาษี ฐานภาษี คือจำนวนเงินหรือมูลค่าที่ใช้เป็นตัวตั้งต้นในการคำนวณภาษี พูดง่ายๆ คือ ตัวเลขที่เอาไปคูณกับอัตราภาษี แล้วจะได้เงินภาษีที่ต้องจ่าย ถ้าเปรียบเทียบ ฐานภาษีเหมือน น้ำหนักที่ชั่งได้ ส่วนอัตราภาษีเหมือน ราคาต่อกิโล เอาสองตัวคูณกันก็จะได้ ราคาที่ต้องจ่าย ถ้าฐานภาษีผิด ภาษีที่คำนวณออกมาก็ผิดตามไปด้วย เหตุผลที่ต้องรู้เรื่องนี้ เพราะภาษีแต่ละประเภทใช้ฐานคำนวณต่างกัน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้ เงินได้สุทธิ ภาษีนิติบุคคลใช้ กำไรสุทธิ และ VAT ใช้ ยอดขาย ถ้าเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าตัวเลขที่ต้องใช้คืออะไร จะวางแผนภาษีได้ถูกต้อง ประเภทของฐานภาษีที่ผู้เสียภาษีต้องรู้ ภาษีในไทยที่คนทำธุรกิจเจอบ่อย แบ่งฐานในการคำนวณได้ 3 ประเภทหลัก ประเภทภาษี ฐานภาษีที่ใช้ ใครเกี่ยวข้อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) พนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการที่ยังไม่จดบริษัท ภาษีเงินได้นิติบุคคล กำไรสุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย ตามหลักบัญชี) บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ยอดขายสินค้าหรือบริการ ธุรกิจที่จด VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ฐานภาษีจากเงินได้สุทธิ (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) สำหรับคนทั่วไปและฟรีแลนซ์ ฐานภาษี คือ เงินได้สุทธิ ซึ่งคำนวณจาก รายได้ทั้งปี หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อนส่วนตัว แล้วจึงเอาเงินได้สุทธิที่เหลือไปเทียบกับตารางอัตราภาษีแบบขั้นบันได ฐานภาษีจากกำไรสุทธิ (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) สำหรับบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ฐานภาษี คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณจากรายได้หักค่าใช้จ่ายตามหลักบัญชี แล้วปรับปรุงตามเงื่อนไขทางภาษี เช่น ค่าใช้จ่ายบางรายการที่กฎหมายไม่ให้หัก ฐานภาษีจากยอดรายรับ (VAT) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ใช้ฐานคำนวณต่างจากภาษีเงินได้ ตัวเลขที่ใช้คือ มูลค่าของสินค้าหรือบริการ ที่ขาย โดยคิดอัตรา 7% จากราคาขาย ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT และเก็บภาษีนี้จากลูกค้า ถ้าต้องการรายละเอียดเรื่อง VAT เพิ่มเติม อ่านได้ที่บทความภาษีธุรกิจเฉพาะของ PEAK ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใช้ระบบ “ขั้นบันได” หมายความว่ายิ่งมีเงินได้สุทธิสูง ส่วนที่เกินจะถูกเก็บภาษีอัตราสูงขึ้น ไม่ได้เก็บอัตราเดียวทั้งก้อน เงินได้สุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้นนี้ ภาษีสะสม 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 20,000 บาท 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 37,500 บาท 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 บาท 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 บาท 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 บาท 1,265,000 บาท มากกว่า 5,000,000 35% – – อ้างอิง กรมสรรพากร ตารางอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2569 บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีจากกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้สิทธิอัตราพิเศษ กำไรสุทธิ (บาทต่อปี) อัตราภาษี SME อัตราภาษีทั่วไป 0 – 300,000 ยกเว้น 20% 300,001 – 3,000,000 15% 20% มากกว่า 3,000,000 20% 20% อ้างอิง กรมสรรพากร SME ที่เข้าเงื่อนไขจะประหยัดภาษีได้มาก เช่น กำไร 2 ล้านบาท SME เสียภาษีแค่ 255,000 บาท ขณะที่บริษัทใหญ่เสีย 400,000 บาท วิธีคำนวณภาษีจากฐานภาษี พร้อมตัวอย่างจริง ตัวอย่างคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สมมุติ คุณเป็นพนักงานเงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน ขั้นที่ 1 หาเงินได้สุทธิ (ฐานภาษี) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40,000 × 12 เดือน 480,000 บาท หัก ค่าใช้จ่าย 50% (สูงสุด 100,000) 100,000 บาท หัก ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท หัก ประกันสังคม (ตามเพดานปัจจุบัน) ≈ 750 × 12 เดือน 9,000 บาท เงินได้สุทธิ (ฐานภาษี) 480,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 311,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้นเงินได้สุทธิ อัตรา คำนวณ ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 150,000 × 5% 7,500 บาท 300,001 – 311,000 10% 11,000 × 10% 1,100 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย 8,600 บาท เงินเดือน 40,000 บาทต่อเดือน เสียภาษีปีละประมาณ 8,600 บาท หรือเดือนละไม่ถึง 720 บาท ตัวอย่างคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (SME) สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีกำไรสุทธิ 2,000,000 บาท ขั้นกำไรสุทธิ อัตราภาษี คำนวณ ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 2,000,000 15% 1,700,000 × 15% 255,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย 255,000 บาท ถ้าบริษัทนี้ไม่ใช่ SME จะเสียภาษี 2,000,000 × 20% = 400,000 บาท แปลว่า SME ประหยัดภาษีได้ 145,000 บาท ฐานภาษี SME ต่างจากบริษัทใหญ่อย่างไร หลายคนสงสัยว่าตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษีของ SME กับบริษัทใหญ่ต่างกันไหม คำตอบคือ ใช้ตัวเลขเดียวกัน คือ กำไรสุทธิ แต่สิ่งที่ต่างคืออัตราที่นำไปคูณ SME ที่เข้าเงื่อนไข (ดูตารางด้านบน) ได้สิทธิจ่ายถูกกว่ามาก จากตัวอย่างก่อนหน้า กำไร 2 ล้านบาท ประหยัดได้ถึง 145,000 บาท นี่คือเหตุผลที่เจ้าของกิจการหลายคนเลือกจดเป็นบริษัทแทนทำธุรกิจในชื่อบุคคลธรรมดา การตัดสินใจเรื่องนี้ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนภาษีให้เหมาะกับธุรกิจ เทคนิคลดฐานภาษีอย่างถูกกฎหมาย สำหรับเจ้าของกิจการ การ ลดฐานภาษี ไม่ได้หมายความว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิที่กฎหมายให้อย่างเต็มที่ เทคนิคที่นิยมใช้ ได้แก่ สรุป: ฐานภาษีเข้าใจง่าย แค่รู้ว่าตัวเองอยู่ประเภทไหน เรื่องนี้ไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด แค่จำ 3 ขั้นตอน จัดการภาษีให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการเห็นกำไรสุทธิแบบ real-time คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกใบกำกับภาษี และยื่นภาษีออนไลน์ได้จากระบบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฐานภาษี เงินเดือนเท่าไหร่ถึงเริ่มเสียภาษี ถ้ามีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท แปลว่าเงินเดือนที่เริ่มมีภาษี คือรายได้เกิน 310,000 บาทต่อปี หรือประมาณเดือนละ 26,000 บาทขึ้นไป (คำนวณเฉพาะกรณีไม่มีค่าลดหย่อนอื่น) ฐานภาษีกับเงินได้สุทธิต่างกันไหม ฐานภาษีเป็นคำกว้าง หมายถึง “ตัวเลขที่ใช้คำนวณภาษี” ส่วนเงินได้สุทธิเป็นฐานภาษีเฉพาะกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีอื่นใช้ฐานต่างกัน เช่น นิติบุคคลใช้กำไรสุทธิ VAT ใช้ยอดขาย ฟรีแลนซ์ต้องใช้ฐานภาษีแบบไหน ฟรีแลนซ์ที่ยังไม่จดบริษัทใช้ฐานภาษีแบบ เงินได้สุทธิ เหมือนพนักงานเงินเดือน แต่หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักแบบเหมา (40-60% ตามประเภทเงินได้) หรือหักตามจริง (ต้องมีเอกสาร) เลือกแบบที่ทำให้เงินได้สุทธิต่ำกว่า จะเสียภาษีน้อยกว่า ถ้า SME โตจนเกินเงื่อนไข จะเสียภาษีเพิ่มเท่าไหร่ ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาทต่อปี หรือทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท จะหลุดจากสิทธิ SME ทันที ต้องจ่ายภาษี 20% ตั้งแต่บาทแรกของกำไร ไม่มีขั้นยกเว้นอีก เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้ใกล้ชิดตอนใกล้ถึงเกณฑ์ PEAK ช่วยเรื่องฐานภาษีได้ยังไง PEAK ช่วยบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ ทำให้เห็นกำไรสุทธิ (ฐานภาษีนิติบุคคล) ได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบ ช่วยลดโอกาสคำนวณผิดและหักค่าใช้จ่ายตกหล่นได้ผล ถ้าน้อยกว่า แปลว่าต้องปรับ จากนั้นค่อยเจาะลึก KPI อื่นที่อธิบายไว้ในบทความ เช่น ต้นทุนต่อลูกค้า ผลตอบแทนต่อเงินโฆษณาธรรมดา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก