ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

ค่า GP คืออะไร เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทั้ง 4 แพลตฟอร์ม

ในยุคที่การซื้อของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ทุกแพลตฟอร์มแข่งขันแจกโค้ดส่วนลดให้กับผู้ใช้งาน โดยหักส่วนต่างมาจากค่าธรรมเนียมผู้ขาย ทำให้ค่า GP (Gross Profit Fee) กลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ ที่ผู้ขายออนไลน์ทุกคนต้องเข้าใจ ที่หากตั้งราคาผิด จากได้กำไรอาจกลายเป็นเข้าเนื้อแบบไม่รู้ตัว บทความนี้จะพามารู้จักกับค่า GP พร้อมเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทุกรายการ จากทั้ง Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Thaimart แนะนำวิธีการคำนวณต้นทุนจริง อธิบายผ่านตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และเจาะลึกต้นทุนแฝง เพื่อให้ได้กำไรตามต้องการ ค่า GP คืออะไร ทำไมผู้ขายออนไลน์ต้องรู้ ค่า GP (Gross Profit Fee) คือค่าธรรมเนียมการขาย ที่จะหักจากยอดขายทุกออเดอร์ ก่อนจะโอนเงินให้ผู้ขาย โดยค่า GP แต่ละหมวดสินค้าจะมีอัตราที่แตกต่างกัน แต่หากผู้ขายไม่มีรายได้ แพล็ตฟอร์มก็จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าขายไม่ได้ก็ไม่จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ นอกเหนือจากค่า GP แล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นที่ผู้ขายต้องรับผิดชอบ อาทิ ยิ่งช่วงหลังมานี้ ทุกแพลตฟอร์มต่างปรับขึ้นค่าธรรมเนียมกันอย่างพร้อมหน้า ทั้ง Shopee และ Lazada ที่ขึ้นครั้งละ 1-2% หากผู้ขายไม่ติดตามข่าว อาจตั้งราคาพลาดจนกำไรบางแบบไม่รู้ตัว แพลตฟอร์ม E-Commerce ยังมีหน้าที่นำส่งข้อมูลรายได้ให้กับกรมสรรพากร ผู้ค้าออนไลน์จึงต้องเข้าใจภาษีสำหรับผู้ค้าออนไลน์เพิ่มเติมด้วย เพื่อไม่ให้พลาดเรื่องการจัดการภาษี รู้จัก 4 แพลตฟอร์ม เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ก่อนเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ผู้ขายควรเข้าใจในจุดแข็งของแต่ละแพล็ตฟอร์มก่อน ซึ่งมีกลุ่มลูกค้า ความต้องการ และอัตรา GP ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละหมวด การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับธุรกิจ จะช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ส่วนแบ่งการตลาด ในประเทศไทย มากกว่า 50% ประมาณ 33% ประมาณ 17% ยังไม่มีข้อมูล จุดแข็งแพลตฟอร์ม ฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด บริการหลากหลาย เน้นขายผ่านวิดีโอ ไลฟ์สด ปักตะกร้า LazMall เน้นความน่าเชื่อถือ สินค้าต้องระบุที่มาให้ชัดเจน และไม่เก็บ GP ปีแรก ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทย อ้างอิงจาก DataGlass Research “SEA Seller Market Research 2026” และ Tuke Marketing แม้ว่าสินค้าที่คุณมีอาจไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแพลตฟอร์ม แต่การตั้งร้านค้าให้ครบทุกแพลตฟอร์ม ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม จึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ากับการตั้งร้านค้าให้ครอบคลุมทุกความต้องการ เปรียบเทียบค่า GP แต่ละแพลตฟอร์ม ตามหมวดสินค้า แต่ละแพลตฟอร์มคิดค่า GP และค่าธรรมเนียม ในแต่ละหมวดสินค้าไม่เท่ากัน ผู้ขายจึงต้องรู้ค่า GP ตามประเภท สินค้าของตนเอง เพื่อการตั้งราคาให้เหมาะสม โดยตารางด้านล่างนี้แสดงหมวดสินค้าหลัก และอัตราค่า GP ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 7.45-19.26% 6.42-10.70% 5.89-16.05% ไม่เรียกเก็บค่า GPในปีแรก* สินค้าแฟชัน 18.73%-19.26% 10.70%-11.77% 16.05%-17.12% สินค้าอุปโภคบริโภค FMCG 16.05% 10.70% 16.05% สินค้าทั่วไป 14.98%-19.26% 9.63-10.70% 10.17%-16.05% *Thaimart มีนโยบายยกเว้นค่า GP 0% ในปีแรกถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 ก่อนจะเรียกเก็บเป็นขั้นบันได โดยปรับเป็น 5% ในปีที่สอง, 8% ในปีที่สาม, และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 3.21% จะได้รับการยกเว้นถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น ตามข้อมูลจาก Thaimart Official Facebook Page ตัวอย่างคำนวณค่าธรรมเนียมและ GP จากแต่ละแพลตฟอร์ม เมื่อดูแค่ตัวเลข GP หลายคนอาจเข้าใจว่าการขายผ่าน TikTok Shop จะถูกหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มน้อยที่สุด แต่เมื่อคำนวณค่าธรรมเนียมทุกรายการเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นรายรับสุทธิที่วัดผลได้ดีกว่าแค่การดูยอด GP ในกรณีตัวอย่างจริง ผู้ขายตั้งราคาขายทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยมที่ 1,000 บาท ส่วนลดร้านค้า 100 บาท ลูกค้าจึงจ่ายจริงเพียง 900 บาท Shopee TikTok Shop Lazada ราคาขายตั้งต้น 1,000 บาท ส่วนลดผู้ขาย -100 บาท ราคาที่ลูกค้าจ่าย 900 บาท ค่าคอมมิชชัน (GP) สำหรับกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค 900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10.70% = 96.30 บาท 900 x 16.05% = 144.45 บาท ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Transaction Fee)  900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า(Commerce Growth Fee) – 900 x 8.03% = 72.27 บาท – Platform Fee 1.07 บาท 1.07 บาท – รายรับสุทธิ 725.59 บาท 701.47 บาท 726.66 บาท คิดเป็นค่าธรรมเนียมรวม 19.38% 22.06% 19.26% * ค่า GP ปัจจุบันของแต่ละแพลตฟอร์ม อ้างอิงข้อมูลจากวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569 แม้ TikTok Shop จะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น แต่ด้วยธรรมชาติของแพลตฟอร์มที่เน้นการขายด้วยวิดีโอ จึงมีระบบ Affiliate ที่แข็งแกร่งกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ผู้ใช้งานจึงมีโอกาสค้นพบสินค้าของคุณได้รวดเร็ว ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ TikTok Shop กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ผู้ขายไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ แต่ละแพลตฟอร์มอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ค่าแคมเปญโปรโมชันตามช่วงเวลา ส่วนลดคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ผู้ขายจึงควรหมั่นตรวจสอบรายรับสุทธิ และติดตามข่าวสารจากแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ  สำหรับรายละเอียดค่าธรรมเนียม Shopee แบบครบทุกรายการที่ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณค่าธรรมเนียม Shopee 2569 นอกจากค่า GP ผู้ขายมีต้นทุนอะไรอีก โดยเฉลี่ยแล้ว แพลตฟอร์ม E-Commerce จะหักค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 19-22% สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ใช้อ้างอิงในบทความ ทำให้ผู้ขายหลายรายเข้าใจว่า ต้นทุนของตนเองมีแค่ต้นทุนสินค้า รวมกับค่า GP ของแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ยังมีต้นทุนแฝงอื่นอีก อาทิ ตัวอย่างการคิดต้นทุนสินค้า การคำนวณต้นทุนจริง ทำได้โดยการจับเอาค่าใช้จ่ายทุกอย่าง มาหารเฉลี่ยลงในสินค้า เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด การคำนวณให้แยกออกเป็นสามส่วน โดยจะใช้ตัวอย่างเป็นทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยม ที่ตั้งราคาขายจริง 900 บาทเหมือนเดิม และสมมติให้ต้นทุนสินค้าอยู่ที่ 300 บาท ส่วนที่ 1: ต้นทุนสินค้า ราคาทุเรียน 300 บาท ส่วนที่ 2: ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น ค่า GP แพลตฟอร์ม (หมวดผลไม้สด ประมาณ 20-23%) 900 x 20-23% = 180-207 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ พิมพ์กล่องกันกระแทก 15 บาท ส่วนที่ 3: ต้นทุนคงที่ และต้นทุนแฝง ค่าโฆษณาและการตลาด 10 บาท ค่าแรงพนักงาน คนแพ็คสินค้า 20 บาท ค่าความเสี่ยง สินค้าเสียหาย(ตีเผื่อไว้ 5% ของต้นทุน) 15 บาท สรุปต้นทุน (1)+(2)+(3) 540-567 บาท เมื่อกางต้นทุนออกมาชัดเจน จะเห็นได้ชัดว่าราคาขายบนแพลตฟอร์ม 900 บาท หลังหักกับต้นทุน 540-567 บาท จะเหลือกำไรจริงเพียงแค่ 333-360 บาทเท่านั้น ดังนั้น ผู้ขายจึงควรมองหาวิธีการลดต้นทุน ด้วยวิธีการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า หาผลิตภัณฑ์อื่นมาขายเสริม หรืออาจพิจารณาเข้าร่วมแคมเปญต่างๆ เพื่อให้มียอดขายและกำไรที่มากขึ้น สรุป : เปรียบเทียบค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ไทย ค่า GP เป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียม E-Commerce ทั้งหมด ผู้ขายออนไลน์จึงต้องจำ 3 เรื่องนี้ จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อขายของบนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน การจัดการบัญชีด้วยมือจะยุ่งยากและมีโอกาสเสี่ยงที่จะผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับธุรกิจ E-Commerce สามารถนำเข้ารายรับ-รายจ่ายจากทุกแพลตฟอร์ม ผ่านช่องทาง API เชื่อมต่อกับระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ได้อัตโนมัติ พร้อมดูรายงานกำไร-ขาดทุนได้แบบ Real-time และเตรียมเอกสารภาษีได้ครบในที่เดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ค่า GP กับค่าธรรมเนียมรวม ต่างกันอย่างไร ค่า GP คือค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มเก็บจากยอดขาย ส่วนค่าธรรมเนียมรวมยังรวมถึง Payment Fee, Commerce Growth Fee (เฉพาะ TikTok Shop) และ Platform Fee อีกด้วย ตัวอย่างเช่น TikTok Shop เก็บ GP เพียง 10.70% แต่ค่าธรรมเนียมรวมจริงสูงถึง 22.06% ขายของผ่านไลฟ์สด เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกไหม การขายสินค้าผ่านไลฟ์สดไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม แต่อาจจะมีค่า Affiliate Commission ที่ต้องจ่ายให้ครีเอเตอร์ที่ช่วยขายสินค้า สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักคือการใช้ Affiliate สามารถทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องแลกกับกำไรต่อชิ้นที่ลดลง โดยเฉพาะกับแพล็ตฟอร์ม TikTok Shop ที่ครีเอเตอร์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูง ค่า GP คิดจากราคาตั้งต้นหรือราคาที่ลูกค้าจ่ายจริง ทุกแพลตฟอร์มคิดค่า GP จากราคาที่ลูกค้าจ่ายจริงหลังหักส่วนลดร้านค้า ไม่ใช่ราคาตั้งต้น ตัวอย่างเช่น ตั้งราคา 1,000 บาท ลดเอง 100 บาท ลูกค้าจ่าย 900 บาท แพลตฟอร์มจะคิด GP และค่าธรรมเนียมอื่นๆ จากรายรับ 900 บาท แพลตฟอร์มไหนหักค่าธรรมเนียมน้อยที่สุด แต่ละแพลตฟอร์มมีอัตราการหักค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป ตามหมวดหมู่ของสินค้า และอัตราค่าบริการต่างๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผู้ขายจึงต้องคอยติดตามข่าวสารต่อเนื่อง แต่สำหรับผู้ขายรายใหม่อาจพิจารณา Thaimart ที่ยังไม่เรียกเก็บค่า GP ในปีแรก ทำให้เป็นตัวเลือกที่ต้นทุนต่ำสุด Thaimart ไม่เก็บค่า GP จริงหรือ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง Thaimart เป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce ของไทย เปิดให้บริการเดือนกรกฎาคม 2569 มีจุดเด่นคือการไม่เก็บค่า GP ในปีแรก สำหรับผู้ขายที่เปิดร้านก่อนวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 หลังจากนั้นจะเริ่มเก็บเป็นขั้นบันได คือ 5% ในปีที่สอง 8% ในปีที่สาม และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงินยกเว้นถึง 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น อ้างอิงจาก: DataGlassLabs, Tuke Marketing, BangkokPost   

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

28 min

ค่าใช้จ่ายบริษัท มีอะไรบ้าง รวม 17 คำถามยอดนิยม

เลี้ยงข้าวพนักงาน ลงค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เติมน้ำมันรถตัวเอง เบิกได้มั้ย จ้างแฟนเป็นพนักงาน สรรพากรจะว่าอะไรไหม ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ คำถามเหล่านี้คงวนอยู่ในหัวบ่อยๆ บทความนี้รวมคำตอบ 17 เคสที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยที่สุด ตอบชัดเจนว่า ได้ หรือ ไม่ได้ พร้อมบอกเอกสารที่ต้องมีในแต่ละกรณี ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจเสมอ ค่าใช้จ่ายบริษัทคืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท ค่าใช้จ่ายบริษัท คือเงินที่บริษัทจ่ายออกไปเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ หรือค่าโฆษณา เวลาคำนวณกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตัวเลขที่เหลือจริงก่อนคิดภาษี) บริษัทจะเอาค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปหักจากรายได้ได้ ยิ่งหักได้มาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่บริษัทจ่ายจะเอามาหักภาษีได้ สรรพากรแบ่งไว้ชัดเจน 2 ประเภท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ทางภาษี (Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจจริงๆ มีหลักฐานครบ และไม่ถูกห้ามตามกฎหมาย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (การทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ซื้อคอมฯ 30,000 บาท ใช้ 3 ปี หักปีละ 10,000 บาท) รายจ่ายต้องห้าม (Non-Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่สรรพากรไม่ยอมให้เอามาหักภาษี ถึงจ่ายจริงก็ตาม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี เช่น หลักง่ายๆ ของสรรพากร: 3 เงื่อนไขที่ต้องครบ ค่าใช้จ่ายจะหักภาษีได้ ต้องผ่านเงื่อนไข 3 ข้อนี้ครบทุกข้อ หากขาดข้อไหนข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมให้หักค่าใช้จ่าย บริษัทอาจโดนเรียกภาษีคืนย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ รู้ตารางสรุป 17 เคส: เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เคส ผล เงื่อนไขสำคัญ 1. เลี้ยงข้าวพนักงาน ✅ ได้ เป็นสวัสดิการ มีใบเสร็จและรายชื่อ 2. เติมน้ำมันรถตัวเอง ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องจดภายใต้ชื่อบริษัท หรือมีนโยบายเบิกจ่ายชัดเจน 3. ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษลูกเจ้าของบริษัท ❌ ไม่ได้ เป็นรายจ่ายส่วนตัว 4. เจ้าของบริษัทไปหาหมอ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุในระเบียบบริษัท 5. เลี้ยงลูกค้า ของขวัญลูกค้า ✅ ได้ ค่ารับรอง ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ 6. ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ✅ ได้ ใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท และใช้เพื่อการทำงานจริง 7. ค่าเน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ⚠️ มีเงื่อนไข มีนโยบาย WFH และต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัด 8. ทริปท่องเที่ยว อ้างว่าดูงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีการดูงานจริง มีกำหนดการ และรายงานสรุป 9. เสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ❌ ไม่ได้ ถือเป็นของใช้ส่วนตัว ยกเว้นชุดยูนิฟอร์มบริษัท 10. เช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีสัญญาเช่าและเอกสารจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัท 11. ซ่อมแอร์ออฟฟิศที่บ้าน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง 12. ค่าน้ำมัน ซ่อมรถ ทางด่วน ที่จอด ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องอยู่ในชื่อบริษัท มี log book นโยบายเบิกชัดเจน 13. ประกันชีวิต ประกันสุขภาพเจ้าของ ⚠️ มีเงื่อนไข เป็นสวัสดิการกรรมการในระเบียบบริษัท 14. คอร์สเรียน โค้ช สัมมนา ✅ ได้ เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ต้องมีใบเสร็จ 15. จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องทำงานจริง เงินเดือนสมเหตุสมผล 16. โบนัส commission ไม่มี KPI ⚠️ มีความเสี่ยง ต้องมีเกณฑ์จ่าย และมติที่ประชุม 17. ของใช้ในบ้าน อ้างว่าออฟฟิศ ❌ ไม่ได้ หากถูกตรวจสอบ สรรพากรจะพบได้ง่าย ด้านล่างนี้คือรายละเอียดทุกเคส ตอบแบบเจาะลึกพร้อมเอกสารที่ต้องเตรียม เลี้ยงข้าวพนักงาน เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการหรือเลี้ยงในโอกาสพิเศษ บริษัทเลี้ยงข้าวพนักงานตอนสิ้นปี จัดเลี้ยงวันเกิด หรือมีข้าวกลางวันให้พนักงานทุกวัน ค่าใช้จ่ายพวกนี้ลงเป็นรายจ่ายบริษัทได้ทั้งหมด แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ให้พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เลี้ยงเฉพาะเจ้าของ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ เติมน้ำมันรถตัวเอง เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้ารถคันนั้นอยู่ในชื่อบริษัท ค่าน้ำมันลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้เลย แต่ถ้าเป็นรถส่วนตัวของเจ้าของ ต้องมีนโยบายเบิกค่าน้ำมันของบริษัทอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องพิสูจน์ได้ว่าใช้รถเพื่อธุรกิจจริง โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ่ายค่าเทอมลูกเจ้าของบริษัท (กรรมการ) ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เพราะเป็นรายจ่ายส่วนตัวของกรรมการ เพราะค่าเทอมลูกเจ้าของไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ต่อให้บริษัทจ่ายจริง ก็ไม่นับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักได้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) และที่แย่กว่านั้น สรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการ ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มอีก 💡 พี่เอกแนะนำ: ถ้าอยากช่วยค่าเทอมลูก ทางที่ดีกว่าคือกำหนดเป็นเงินเดือนกรรมการให้สมเหตุสมผล แล้วเจ้าของเอาเงินเดือนไปจ่ายค่าเทอมเอง วิธีนี้บริษัทหักค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง เจ้าของไปหาหมอ หรือพาลูกไปหาหมอ ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้าบริษัทมีระเบียบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับกรรมการและพนักงานทุกคน ค่าหมอของเจ้าของที่อยู่ในตำแหน่งกรรมการก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ระเบียบต้องให้สิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ใช่กรรมการได้ปีละ 200,000 บาท แต่พนักงานได้แค่ 5,000 บาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ แต่สำหรับค่ารักษาลูกเจ้าของ จะหักได้ก็ต่อเมื่อระเบียบสวัสดิการครอบคลุมถึงบุตรพนักงานด้วย ค่าอาหารเลี้ยงลูกค้า คาราโอเกะ ของขวัญลูกค้า ได้ไหม ✅ ได้ เป็นค่ารับรอง (Entertainment Expense) การเลี้ยงข้าวลูกค้า พาไปคาราโอเกะ หรือส่งกระเช้าปีใหม่ ค่าใช้จ่ายบริษัทพวกนี้ลงเป็นค่ารับรองได้ แต่สรรพากรกำหนดเพดานไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 ว่าหักได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ หรือไม่เกิน 0.3% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า และหักได้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ที่บอกว่าใช้ทำงาน ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าซื้อในนามบริษัทและใช้ทำงานจริง อุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ โน้ตบุ๊ก หรือแท็บเล็ต ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ทั้งหมด ถ้ามูลค่าไม่สูงมากสามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียว แต่ถ้ามูลค่าสูงก็ลงเป็นสินทรัพย์แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าอินเทอร์เน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ได้ไหม ⚠️ ได้บางส่วน แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจน ถ้าบริษัทมีนโยบาย Work From Home อย่างเป็นทางการ สามารถเบิกค่าอินเทอร์เน็ตและค่าไฟบ้านบางส่วน ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องแบ่งสัดส่วนชัดเจนว่าส่วนที่ใช้ทำงานคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าทริปท่องเที่ยวที่บอกว่าไปดูงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าดูงานจริง แต่ถ้าไปเที่ยวแล้วอ้างว่าดูงาน ไม่ได้ สรรพากรแยกชัดมาก ถ้าเป็นการดูงานจริงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าลงทะเบียน หักได้หมด แต่ถ้าเป็นทริปพักผ่อนที่แปะป้ายว่าดูงาน สรรพากรตรวจสอบได้จากเอกสาร โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าเสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เป็นของใช้ส่วนตัว ต่อให้บอกว่าซื้อสูทไปพบลูกค้า หรือซื้อกระเป๋าใส่เอกสาร สรรพากรก็ถือว่าเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ ยกเว้นกรณีเดียว คือยูนิฟอร์มพนักงานที่มีโลโก้บริษัท สั่งทำเหมือนกันทุกคน อันนี้ลงค่าใช้จ่ายได้ เพราะเป็นสวัสดิการทั่วไป ค่าเช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ หรือค่าตกแต่งบ้านทำงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายคนใช้บ้านตัวเองเป็นออฟฟิศ ค่าเช่าส่วนที่ใช้เป็นสำนักงานหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีสัญญาเช่าอย่างเป็นทางการ และจดทะเบียนที่อยู่บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทกับ DBD (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หน่วยงานที่ดูแลเรื่องจดทะเบียนบริษัท) สำหรับค่าตกแต่ง ถ้าตกแต่งเฉพาะพื้นที่สำนักงาน เช่น ทำห้องประชุม ติดตั้งชั้นวางเอกสาร อันนี้หักได้ แต่ถ้าซื้อโซฟาห้องนั่งเล่น เตียงนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซ่อมแอร์ที่ออฟฟิศที่บ้าน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง ต่อเนื่องจากเคสก่อนหน้า ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัทแล้ว ค่าซ่อมแอร์ในพื้นที่สำนักงานก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ถ้าซ่อมแอร์ห้องนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ ค่าทางด่วน ค่าที่จอด ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่ารถเป็นของใคร ถ้าเป็น รถบริษัท (ชื่อบริษัทในทะเบียน) ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม ค่าทางด่วน ค่าที่จอด หักได้ทั้งหมด แต่ค่าเสื่อมราคารถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง หักได้ไม่เกินมูลค่า 1 ล้านบาทตามกฎกระทรวง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) แต่ถ้าเป็น รถส่วนตัว ต้องมีนโยบายเบิกค่าพาหนะของบริษัท มี log book บันทึกการเดินทาง ถึงจะหักได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าประกันชีวิต ประกันสุขภาพของเจ้าของ ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการกรรมการที่ระบุในระเบียบบริษัท บริษัทจ่ายค่าประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพให้กรรมการได้ และหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุไว้ในระเบียบบริษัท และต้องให้สิทธิ์พนักงานทุกคนในระดับเดียวกันด้วย ไม่ใช่มีแต่เจ้าของคนเดียว สิ่งสำคัญคือ เบี้ยประกันที่บริษัทจ่ายให้จะถือเป็นเงินได้ของกรรมการ ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าคอร์สเรียน โค้ช สัมมนา (เจ้าของหรือพนักงาน) ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การส่งพนักงานไปอบรม จ้างโค้ชมาสอนทีม หรือเจ้าของไปเรียนคอร์สที่เกี่ยวกับธุรกิจ ค่าใช้จ่ายบริษัทเหล่านี้หักได้ทั้งหมด รวมถึงค่าลงทะเบียน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก (ถ้าเป็นสัมมนาต่างจังหวัด) แต่ถ้าเจ้าของไปเรียนโยคะ เรียนทำอาหาร หรือเรียนภาษาที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ จะหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำงานจริง และเงินเดือนต้องสมเหตุสมผล การจ้างคนในครอบครัวเป็นพนักงานไม่ผิดกฎหมาย และเงินเดือนนับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักภาษีได้ แต่สรรพากรจะตรวจ 3 จุด โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ โบนัส Commission แบบไม่มี KPI หรือเอกสารรองรับ ได้ไหม ⚠️ เสี่ยงถูกเพิกถอนสูง การจ่ายโบนัสหรือ commission ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีเกณฑ์การจ่ายที่ชัดเจน ถ้าจ่ายแบบอยากจ่ายก็จ่าย โดยไม่มีเกณฑ์วัดผล สรรพากรมีสิทธิ์ถือว่าเป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ และไม่ยอมให้หัก โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าของใช้ในบ้าน แต่อ้างว่าเป็นออฟฟิศ ได้ไหม ❌ ไม่ได้ และสรรพากรตรวจเจอง่ายมาก โดยเฉพาะกับการซื้อของใช้ในบ้าน เช่น ยาซักผ้า เครื่องใช้ในครัว หมอนผ้าห่ม แล้วเอาใบเสร็จมาลงค่าใช้จ่ายบริษัท นี่คือรายจ่ายต้องห้ามชัดเจนตามมาตรา 65 ตรี ค่าใช้จ่ายที่หักได้ ต้องสัมพันธ์กับประเภทธุรกิจ เช่น บริษัทขายซอฟต์แวร์ไม่ควรมีการหักค่าใช้จ่ายน้ำยาซักผ้าทุกเดือน ข้อควรระวังที่สรรพากรมองออกทันที หากโดนสรรพากรตรวจแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสรรพากรตรวจพบว่าบริษัทเอาค่าใช้จ่ายบริษัทที่ไม่ถูกต้องมาหักภาษี จะต้องจ่ายภาษีที่ขาดไปพร้อมกับ สรุป: ค่าใช้จ่ายบริษัทส่วนใหญ่หักได้ ถ้าเตรียมเอกสารให้ครบ จาก 17 เคสที่ตอบไปทั้งหมด จะเห็นว่ามี 4 เคสที่ลงค่าใช้จ่ายได้เลย (เลี้ยงข้าวพนักงาน เลี้ยงลูกค้า ซื้ออุปกรณ์ คอร์สเรียน) อีก 10 เคสที่ได้แต่ต้องมีเอกสารรองรับ และมี 3 เคสที่ไม่ได้เด็ดขาด (ค่าเทอมลูก เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน) โดยสิ่งที่แยกระหว่างได้กับไม่ได้ ไม่ใช่ประเภทค่าใช้จ่าย แต่คือเอกสารที่คุณเตรียมไว้ ธุรกิจที่มีระเบียบชัดเจน มี log book มีใบเสร็จครบ จะหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าธุรกิจที่ไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย Checklist เอกสารพื้นฐาน 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประเภทไหน หลักพื้นฐาน 5 ข้อนี้ช่วยให้ปลอดภัยจากสรรพากร จัดการค่าใช้จ่ายบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่แรก การบันทึกค่าใช้จ่ายให้ถูกหมวดตั้งแต่แรก ช่วยลดปัญหาตอนสรรพากรตรวจ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกค่าใช้จ่าย จัดหมวดหมู่ เก็บหลักฐานดิจิทัล และคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในระบบเดียว พร้อมระบบจัดการสินทรัพย์ที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบริษัท ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของ ถ้าบริษัทจ่ายแทนไปแล้ว ต้องทำยังไง ถ้าบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของไปแล้ว (เช่น ค่าเทอมลูก ค่าเที่ยว) ต้องบันทึกเป็นลูกหนี้กรรมการในบัญชี กรรมการต้องคืนเงินให้บริษัท ไม่เช่นนั้นสรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่ม ค่าใช้จ่ายไม่มีใบเสร็จ ทำยังไง บางกรณีอาจใช้ใบรับเงินหรือใบสำคัญจ่ายที่บริษัททำขึ้นเอง โดยระบุวันที่ จำนวนเงิน ชื่อผู้รับ และให้ผู้รับเงินเซ็นรับ แต่วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะค่าใช้จ่ายเล็กน้อยที่ไม่สามารถขอใบเสร็จได้จริงๆ เช่น ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง จ่ายค่าแรงรายวันให้ช่าง รายจ่ายต้องห้ามยอดฮิต 5 รายการ มีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของกิจการมักเข้าใจผิดว่าหักได้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (เสื้อผ้า ท่องเที่ยว ค่าเทอมลูก), ค่าปรับทุกชนิด (ปรับจราจร ปรับภาษี), รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ, เงินบริจาคที่เกินเพดาน 2% ของกำไรสุทธิ, และรายจ่ายที่พิสูจน์ตัวผู้รับไม่ได้ ค่าใช้จ่ายบริษัท ลงผิดหมวด จะเป็นอะไรไหม การลงผิดหมวดหมู่ทางบัญชีอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้อง และอาจถูกผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกต ที่สำคัญถ้าลงค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ อาจทำให้เสียภาษีขาดและถูกเรียกเงินเพิ่มย้อนหลัง การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดหมวดหมู่อัตโนมัติลดปัญหานี้ได้

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

เจาะโมเดล Thaimart แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย

สงครามอีคอมเมิร์ซแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทุกแพลตฟอร์มต่างลดแลกแจกแถมเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน แต่เมื่อมองดูให้ดี กลับไม่มีผู้ประกอบการไทยเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มอยู่ในนั้น นำมาซึ่ง Thaimart ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยที่พร้อมจะพาผู้ประกอบการไทยพัฒนาไปสู่เวทีโลก ภายใน 2 วันหลังเปิดตัว แอปพลิเคชัน Thaimart มียอดดาวน์โหลดทะลุ 100,000 ครั้ง และมีร้านค้าสมัครเข้ามากว่า 33,000 ราย ถือเป็นสัญญาณดีสำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหน้าใหม่ ที่มาร่วมแข่งขันในตลาดมูลค่ากว่า 1.14 ล้านล้านบาทไทย ในบทความนี้ เราจะพาคุณมารู้จักกับ Thaimart พร้อมเจาะลึกโมเดลธุรกิจ เข้าใจถึงจุดเด่น พร้อมวิธีการสมัครร้านค้าแบบครบทุกขั้นตอน Thaimart คืออะไร Thaimart คือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย เปิดตัวขึ้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการสร้างพื้นที่แข่งขันใหม่ในวงการอีคอมเมิร์ซไทย พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทย ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมอย่างเหมาะสม ให้ผู้ขายมีกำไร และผู้ใช้งานมีตัวเลือกใหม่ Thaimart ใครเป็นเจ้าของ Thaimart ก่อตั้งโดย คุณนอท-พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มสลากกินแบ่งรัฐบาลลอตเตอรี่พลัส ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานหลักล้านราย โดยสำหรับ Thaimart คุณนอทและทีมงานอีกกว่า 450 ชีวิต ได้นำประสบการณ์ด้านธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ มาใช้ซุ่มพัฒนาตลาดแห่งใหม่เป็นเวลากว่า 5 ปี จนออกมาเป็นเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Thaimart ให้ผู้ประกอบการไทยได้ใช้งานกัน Thaimart เก็บค่าธรรมเนียมอย่างไร โดยทั่วไปแล้ว แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขาย หรือค่า GP จากทุกออเดอร์ แต่สำหรับ Thaimart มองว่าค่าธรรมเนียมนี้เป็นภาระต่อผู้ขาย พร้อมชูจุดเด่น ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการขาย ในปีแรก สำหรับร้านค้าที่ทำการสมัครจนเสร็จสมบูรณ์ก่อนวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 Thaimart เรียกเก็บ GP อย่างไร  ค่าธรรมเนียมการขาย (ค่า GP) ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ปีที่ 1 (จนถึง 6 กรกฏาคม 2570) 0% 3%* ปีที่ 2 (จนถึง 6 กรกฏาคม 2571) สูงสุดไม่เกิน 5%  ปีที่ 3 (จนถึง 6 กรกฏาคม 2572) สูงสุดไม่เกิน 8%  ปีที่ 4 เป็นต้นไป สูงสุดไม่เกิน 10%  * ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน จะยกเว้นการเรียกเก็บจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569* ค่าธรรมเนียมข้างต้นเป็นเพดานสูงสุด อาจแตกต่างกันไปในแต่ละหมวดหมู่ และยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม คุณนอทมีความเชื่อว่า “คนไทยไม่ได้อยากได้ของถูก แต่อยากได้ของที่มีคุณภาพและของแท้” และยังเสริมว่า หากผู้ค้าจากแพลตฟอร์มอื่นต้องเสียค่า GP ถึง 30% เลือกมาลดราคาใน Thaimart ผู้ซื้อจะได้ของถูก ผู้ขายจะได้กำไร แพลตฟอร์มไม่ต้องแข่งขันในรูปแบบเดิม ทำให้ไม่ต้องขึ้นค่า GP อย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้ค้ามีกำไร แพลตฟอร์มก็คงอยู่ได้เช่นกัน Thaimart มีจุดเด่นอะไรอีก Thaimart จึงมุ่งมั่นในการสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของคนไทย ที่พร้อมจะช่วยผู้ประกอบการไทย ในการสร้างแบรนด์ของตนเอง โดยมีทั้ง คุณนอทกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของตน กับการสร้างระบบนิเวศของไทย ที่ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการไทย ให้มาร่วมแข่งขันกันในตลาดที่มุ่งเน้นความโปร่งใส มีความเป็นธรรม และอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน โดยคุณนอทยังกล่าวอีกว่า หากแพลตฟอร์มช่วยให้ผู้ขายมีกำไรได้จริง เศรษฐกิจจะดีขึ้นตาม ตามลำดับ รู้จัก 4 แพลตฟอร์ม เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ก่อนเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ผู้ขายควรเข้าใจในจุดแข็งของแต่ละแพล็ตฟอร์มก่อน ซึ่งมีกลุ่มลูกค้า ความต้องการ และอัตรา GP ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละหมวด การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับธุรกิจ จะช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ส่วนแบ่งการตลาด ในประเทศไทย มากกว่า 50% ประมาณ 32% ประมาณ 18% ยังไม่มีข้อมูล จุดแข็งแพลตฟอร์ม ฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด บริการหลากหลาย เน้นขายผ่านวิดีโอ ไลฟ์สด ปักตะกร้า LazMall เน้นความน่าเชื่อถือ สินค้าต้องระบุที่มา ไม่เก็บ GP ปีแรก ตัวอย่างคำนวณค่าธรรมเนียมและ GP จากแต่ละแพลตฟอร์ม เมื่อดูแค่ตัวเลข GP หลายคนอาจเข้าใจว่าการขายผ่าน TikTok Shop จะถูกหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มน้อยที่สุด แต่เมื่อคำนวณค่าธรรมเนียมทุกรายการเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นรายรับสุทธิที่วัดผลได้ดีกว่าแค่การดูยอด GP ในกรณีตัวอย่างจริง ผู้ขายตั้งราคาขายทุเรียนที่ 1,000 บาท ส่วนลดร้านค้า 100 บาท ลูกค้าจึงจ่ายจริงเพียง 900 บาท Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ราคาขายตั้งต้น 1,000 บาท ส่วนลดผู้ขาย -100 บาท ราคาที่ลูกค้าจ่าย 900 บาท ค่าคอมมิชชัน (GP) สำหรับกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค  900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10.70% = 96.30 บาท 900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10% =90 บาท ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า(Commerce Growth Fee) – 900 x 8.03% = 72.27 บาท – – Platform Fee 1.07 บาท 1.07 บาท – – รายรับสุทธิ 725.59 บาท 701.47 บาท 726.66 บาท 781.11 บาท คิดเป็นค่าธรรมเนียมรวม 19.38% 22.06% 19.26% 13.21% * ค่า GP ปัจจุบันของแต่ละแพลตฟอร์ม อ้างอิงข้อมูลจากวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569* ค่า GP ของ Thaimart อ้างอิงจากเพดานสูงสุดในปีที่ 4 (เริ่มใช้วันที่ 7 กรกฏาคม 2572 เป็นต้นไป) แม้ TikTok Shop จะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น แต่ด้วยธรรมชาติของแพลตฟอร์มที่เน้นการขายด้วยวิดีโอ จึงมีระบบ Affiliate ที่แข็งแกร่งกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ผู้ใช้งานจึงมีโอกาสค้นพบสินค้าของคุณได้รวดเร็ว ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ TikTok Shop กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ผู้ขายไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ แต่ละแพลตฟอร์มอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ค่าแคมเปญโปรโมชันตามช่วงเวลา ส่วนลดคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ผู้ขายจึงควรหมั่นตรวจสอบรายรับสุทธิ และติดตามข่าวสารจากแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ  สำหรับรายละเอียดค่าธรรมเนียม Shopee แบบครบทุกรายการ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณค่าธรรมเนียม Shopee 2569 สมัครร้านค้า Thaimart มีเงื่อนไขอะไรบ้าง ด้วยจุดมุ่งหมายในการช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยอย่างเต็มรูปแบบ Thaimart จึงมีนโยบายเกี่ยวกับสินค้า และตัวผู้ประกอบการโดยตรง อาทิ การระบุเงื่อนไขเช่นนี้ แสดงถึงความโปร่งใสของแพลตฟอร์มและผู้ขายในระบบ และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อได้ในระยะยาว วิธีสมัครร้านค้า Thaimart และเอกสารที่จำเป็น ขั้นตอนการสมัครไม่ซับซ้อน ผู้ขายสามารถทำผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ได้เลย เอกสาร KYC/KYB คืออะไร เอกสาร KYC (Know Your Customer) และ KYB (Know Your Business) คือชุดเอกสารที่ใช้เพื่อการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันการทุจริตและการฟอกเงิน หากผู้ขายต้องการสมัครร้านค้าบน Thaimart ต้องจัดเตรียมเอกสาร ดังนี้ สำหรับบุคคลธรรมดา สำหรับนิดิบุคคล เมื่อผู้สมัครส่งเอกสารแล้ว Thaimart จะตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ และอาจไม่เปิดใช้งานหรือระงับบัญชีทันที หากพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง เป็นเท็จ หรือมีการแอบอ้างบุคคลอื่น สรุป: Thaimart น่าลองไหม สำหรับผู้ขายออนไลน์ สำหรับผู้ค้าออนไลน์ที่ต้องการขยายร้านค้าของตน Thaimart นับเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่น่าสนใจ ด้วยนโยบาย GP 0% ในปีแรก ช่วยให้ผู้ขายได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติม Thaimart มีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากระบบอีคอมเมิร์ซทั่วไป โดยเฉพาะกับการเก็บค่า GP ที่ต่ำว่าคู่แข่ง และการหลีกเลี่ยงการทำสงครามราคา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความคุ้มทุนของแพลตฟอร์ม จะไม่ได้มาในช่วงปีแรกๆ แต่อาจต้องใช้เวลาถึง 4-5 ปี  ทั้งนี้ Thaimart ถือเป็นน้ำบ่อใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามาทดลองตลาด และสร้างฐานลูกค้าอย่างไม่ต้องใช้เงินทุน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และเติบโตไปพร้อมกับแพลตฟอร์มสัญชาติไทยอย่างยั่งยืน เปิดร้านบน Thaimart แล้ว อย่าลืมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ  เมื่อเริ่มขายบนหลายแพลตฟอร์ม การจัดการรายรับ-รายจ่ายต้องทำให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกยอดขาย ออกใบเสร็จ หรือเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษี  PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณจัดการบัญชีจากทุกช่องทางขายในที่เดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ออกเอกสารทางบัญชี ไปจนถึงปิดงบการเงิน ทดลองใช้ PEAK ได้ฟรี จัดการบัญชีให้เป็นระบบยิ่งขึ้น คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Thaimart เปิดร้านบน Thaimart ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ผู้ขายออนไลน์มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามปกติ ไม่ว่าจะขายบนแพลตฟอร์มไหน ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย Thaimart ใช้บริษัทขนส่งอะไร ปัจจุบัน Thaimart มีพาร์ทเนอร์บริษัทขนส่งอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ Flash Express, KEX Express และไปรษณีย์ไทย นอกจากนี้ ผู้ส่งยังสามารถดำเนินการจัดส่งสินค้าได้ด้วยตนเอง (Seller Own Fleet) ได้อีกด้วย Thaimart มีเก็บเงินปลายทางไหม ปัจจุบัน Thaimart ยังไม่มีระบบเก็บเงินปลายทาง แต่จะเปิดให้ใช้งานได้ในอนาคต Thaimart เบิกเงินแล้ว ต้องรอนานแค่ไหน ระบบของ Thaimart เมื่อเบิกเงินแล้ว ยอดเงินจะโอนเข้าบัญชีธนาคารภายใน 1-2 วัน Thaimart จะมีระบบนายหน้า (Affiliate) หรือไม่ ระบบนายหน้า หรือระบบปักหมุด จะเริ่มต้นใช้งานในเดือนกันยายน 2569 ทีมงาน Thaimart ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และจะมีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ เป็นระยะๆ อ้างอิง: ThaiRath, DataGlassLab, BangkokPost, Techsauce, MarketingOops

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

เข้าใจเงินเกษียณอายุคืออะไร พร้อมวิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน

พนักงานบริษัทหลายคนรู้ว่าเกษียณแล้วจะได้เงินก้อน แต่ยังไม่ชัดว่าเงินแต่ละส่วนต้องเสียภาษีเท่าไร และส่วนไหนยกเว้นได้ เกษียณอายุคืออะไร กฎหมายกำหนดอายุเกษียณไว้เท่าไร เกษียณอายุ คือการสิ้นสุดการจ้างงานเมื่อลูกจ้างอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อถึงวันเกษียณ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่นเดียวกับกรณีถูกเลิกจ้าง ซึ่งหลายคนไม่ทราบว่ากฎหมายให้สิทธินี้ เพราะคิดว่าเกษียณอายุเป็นการลาออกโดยสมัครใจ แต่ความจริงแล้วการเกษียณอายุตามกฎหมายถือเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน เกณฑ์อายุเกษียณตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118/1 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี แม้นายจ้างไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ก็ตาม ถ้าบริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้ต่ำกว่า 60 ปี ให้ใช้ 60 ปีตามกฎหมาย แต่ถ้ากำหนดไว้สูงกว่า 60 ปี ให้ใช้ตามที่บริษัทกำหนด ค่าชดเชยเกษียณอายุ ได้เท่าไร (วิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน) ลูกจ้างที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับกรณีถูกเลิกจ้าง คำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน อายุงาน ค่าชดเชย 120 วัน ถึง 1 ปี 30 วัน 1 ปี ถึง 3 ปี 90 วัน 3 ปี ถึง 6 ปี 180 วัน 6 ปี ถึง 10 ปี 240 วัน 10 ปี ถึง 20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน ตัวอย่าง: นาย ก (ชื่อสมมุติ) ทำงาน 25 ปี เงินเดือนสุดท้าย 45,000 บาท ค่าชดเชย = (45,000 / 30) x 400 = 600,000 บาท เกษียณอายุแล้วได้เงินจากไหนบ้าง เงินที่ได้รับเมื่อเกษียณอายุมาจากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งมีเงื่อนไขและภาษีต่างกัน แหล่งเงิน ใครจ่าย เงื่อนไข ค่าชดเชยตามกฎหมาย นายจ้าง ได้ทุกคนที่เกษียณ ตามอายุงาน เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน ต้องเป็นสมาชิกกองทุน อายุสมาชิก ≥5 ปี + อายุ ≥55 ปี จึงยกเว้นภาษี เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน (นายจ้างสมทบ) เงื่อนไขเดียวกับเงินสะสม เงินชราภาพจากประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สมทบครบ 180 เดือน = บำนาญ / ไม่ครบ = บำเหน็จ เงินบำเหน็จ/สวัสดิการพิเศษ นายจ้าง ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท เงินเกษียณอายุ เสียภาษียังไง แยกทีละก้อนให้ชัด ค่าชดเชยตามกฎหมาย ค่าชดเชยที่ได้รับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กรณีเกษียณอายุ ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ต้องนำไปคำนวณภาษี ทั้งนี้ กรณีถูกเลิกจ้างที่ไม่ใช่เกษียณอายุ เกณฑ์ยกเว้นจะสูงกว่า คือไม่เกินค่าจ้าง 400 วันสุดท้ายและไม่เกิน 600,000 บาท ตามเกณฑ์ใหม่ที่มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566 ค่าชดเชยเกษียณส่วนที่เกิน 300,000 บาท เลือกยื่นภาษีได้ 2 วิธี วิธีที่ 1 นำไปรวมกับเงินได้อื่น คือนำส่วนที่เกินไปรวมในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ตามปกติ เหมาะกับคนที่เงินได้อื่นน้อย อัตราภาษีรวมไม่สูง วิธีที่ 2 แยกคำนวณโดยไม่นำไปรวม ตามมาตรา 48(5) ประมวลรัษฎากร คำนวณโดยใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 หักค่าใช้จ่าย 7,000 บาทต่อปีที่ทำงาน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แต่ไม่ได้ยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก เหมาะกับคนที่มีเงินได้อื่นสูงอยู่แล้ว ตัวอย่าง: นาย ก ทำงาน 25 ปี ได้ค่าชดเชยเกษียณ 600,000 บาท ส่วนยกเว้น 300,000 บาท ส่วนที่ต้องคำนวณภาษี 300,000 บาท ถ้าเลือกวิธีที่ 2: หักค่าใช้จ่าย 7,000 x 25 ปี = 175,000 บาท เงินได้สุทธิ = 300,000 – 175,000 = 125,000 บาท ภาษี = 125,000 x 5% = 6,250 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วย 3 ส่วน คือเงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์จากการลงทุน เงื่อนไขยกเว้นภาษีมี 2 ข้อต้องเข้าพร้อมกัน คืออายุ 55 ปีขึ้นไป ณ วันที่ออกจากกองทุน และเป็นสมาชิกกองทุนติดต่อกันครบ 5 ปี ถ้าเข้าทั้ง 2 ข้อ เงินทั้งก้อนยกเว้นภาษีทั้งจำนวน ตัวอย่าง: นาย ก อายุ 60 ปี เป็นสมาชิกกองทุน 15 ปี ได้รับเงินสะสม 500,000 เงินสมทบ 500,000 ผลประโยชน์ 300,000 รวม 1,300,000 บาท เข้าเงื่อนไขครบ ยกเว้นภาษีทั้ง 1,300,000 บาท ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข เช่น ลาออกก่อนอายุ 55 ปี หรือเป็นสมาชิกไม่ครบ 5 ปี เงินสะสมของตัวเองไม่ต้องเสียภาษี แต่เงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินชราภาพจากประกันสังคม เงินชราภาพจากประกันสังคมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งจำนวน ไม่ว่าจะเป็นบำนาญหรือบำเหน็จ บำนาญชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะได้รับเงินรายเดือนไปตลอดชีวิต คำนวณจากฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณ 20% บวกเพิ่ม 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่สมทบเกิน 180 เดือน ตัวอย่าง: นาย ก สมทบ 30 ปี (360 เดือน) ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 15,000 บาท อัตราบำนาญ = 20% + (1.5% x 15 ปีที่เกิน) = 42.5% บำนาญ/เดือน = 15,000 x 42.5% = 6,375 บาท บำเหน็จชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเงินก้อนเดียว คือเงินสะสมของตัวเอง + เงินสมทบของนายจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทน ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2570 สำนักงานประกันสังคมจะเริ่มใช้สูตร CARE ในการคำนวณบำนาญ โดยใช้เงินเดือนเฉลี่ยตลอดอายุสมาชิกแทนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เงินเดือนขึ้นเร็วช่วงท้ายได้บำนาญลดลง ควรติดตามรายละเอียดจากสำนักงานประกันสังคม นายจ้างต้องเตรียมอะไรเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ ฝั่งนายจ้างมีสิ่งที่ต้องจัดการหลายอย่าง ทำตามลำดับนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าชดเชยพนักงาน 600,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 5,800 เงินสดหรือธนาคาร 594,200 สรุป เงินเกษียณอายุ สิ่งที่ต้องรู้ ค่าชดเชยเกษียณคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน ทำงาน 20 ปีขึ้นไปได้ 400 วัน ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทยกเว้นภาษี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยกเว้นภาษีถ้าอายุ 55+ และสมาชิกครบ 5 ปี ฝั่งนายจ้างต้องคำนวณค่าชดเชย หัก ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และบันทึกบัญชีให้ถูก จัดการเงินเดือนและภาษีพนักงานด้วย PEAK PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และเชื่อมข้อมูลเข้าระบบบัญชีครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเกษียณอายุ เกษียณอายุก่อน 60 ปี ได้ค่าชดเชยไหม ถ้านายจ้างเป็นฝ่ายให้ออก (เลิกจ้าง) ได้ค่าชดเชยตามอายุงาน แต่ถ้าลูกจ้างสมัครใจลาออกเอง ไม่ได้ค่าชดเชย เงินเกษียณต้องยื่นภาษีหรือไม่ ต้องยื่นภาษีทุกกรณี แม้ส่วนใหญ่จะยกเว้นภาษี เพราะการยื่นคือการแสดงรายได้ให้ครบถ้วน ส่วนที่ยกเว้นได้แก่ ค่าชดเชย 300,000 บาทแรก กองทุนสำรองที่เข้าเงื่อนไข และเงินชราภาพจากประกันสังคม ส่วนที่เหลือต้องคำนวณภาษีตามอัตราปกติ ถ้าเลือกแยกคำนวณค่าชดเชยตาม ม.48(5) ให้ใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 บำนาญประกันสังคม เลือกรับเป็นเงินก้อนได้ไหม ถ้าสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับเป็นบำนาญรายเดือนเท่านั้น ไม่สามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนได้ ยกเว้นกรณีที่ได้รับบำนาญไม่ถึง 5 ปี แล้วเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพแทน นายจ้างต้องตั้งสำรองค่าชดเชยเกษียณในงบการเงินไหม ตามมาตรฐานบัญชี TAS 19 กิจการต้องประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงานและตั้งสำรองในงบการเงิน ไม่ใช่รอจ่ายตอนเกษียณจริงแล้วค่อยบันทึก ลูกจ้างรายวันหรือพนักงาน Part-time ได้ค่าชดเชยเกษียณไหม ได้ ถ้าทำงานครบ 120 วันขึ้นไป ลูกจ้างทุกประเภทมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายวัน หรือ Part-time ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

เงินปันผล หรือ เงินเดือนกรรมการ จ่ายแบบไหนประหยัดภาษีกว่า

กรรมการที่เป็นผู้ถือหุ้นด้วย มีเงินได้ 2 ทางเลือกจากบริษัท คือ “เงินเดือน” กับ “เงินปันผล” ภาษีที่ต้องจ่ายรวมทั้งระบบต่างกันมาก บทความนี้คำนวณให้ดูจริง 3 กรณี เพื่อหาจุดที่ภาษีรวมต่ำที่สุด เงินปันผล vs เงินเดือนกรรมการ ต่างกันอย่างไร เงินปันผล คืออะไร เงินปันผลคือส่วนแบ่งกำไรของบริษัทที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้น โดยจ่ายได้หลังจากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลแล้วเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้ ต้องมีกำไรสะสมจริงและกันเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด รายละเอียดเงื่อนไขอยู่ในหัวข้อ “เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้” ด้านล่าง ส่วนขั้นตอนบันทึกบัญชีอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความขั้นตอนจ่ายเงินปันผลของ PEAK เงินเดือนกรรมการ คืออะไร เงินเดือนกรรมการคือค่าตอบแทนรายเดือนที่บริษัทจ่ายให้กรรมการในฐานะพนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือน ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) จุดที่ต้องระวังคือ “เงินเดือนกรรมการ” กับ “ค่าตอบแทนกรรมการ” ไม่เหมือนกัน ภาษีเงินปันผล ต้องเสียเท่าไร หักอย่างไร เงินปันผลถูกเก็บภาษี 2 ชั้น ชั้นแรกคือภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรของบริษัท ชั้นที่สองคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ถือหุ้น ภาษีนิติบุคคล (ฝั่งบริษัท) บริษัทต้องเสีย CIT จากกำไรสุทธิก่อน จึงจะนำกำไรหลังภาษีมาจ่ายเป็นเงินปันผลได้ รายได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษีนิติบุคคล กำไรสุทธิ 0 – 300,000 ยกเว้น (เฉพาะ SME ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท + รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี) กำไรสุทธิ 300,001 ขึ้นไป 15% (SME ที่เข้าเกณฑ์) กำไรสุทธิ 3,000,001 ขึ้นไป 20% ทั่วไป (ไม่ใช่ SME) 20% ทั้งจำนวน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตราภาษีปี 2568-2569) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% (ฝั่งผู้ถือหุ้น) เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทุกครั้ง ผู้ถือหุ้นเลือกได้ 2 ทาง เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือสิทธิ์ที่ให้ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้วมาหักออกจากภาษีส่วนบุคคล เพื่อลดภาระภาษีซ้ำซ้อน (ตามมาตรา 47 ทวิ ประมวลรัษฎากร) ตัวอย่างเช่น บริษัทมีกำไร 100 บาท เสียภาษีนิติบุคคล 20% คือ 20 บาท เหลือจ่ายปันผล 80 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินปันผลที่ได้รับ 80 บาท เครดิตภาษี 80 × 20/80 20 บาท เงินได้ที่ต้องนำไปรวมยื่น 80 + 20 100 บาท ถ้าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 20% จะขอคืนภาษีส่วนต่างได้ แต่ถ้าสูงกว่า 20% ต้องจ่ายเพิ่ม สรุปง่ายคือ ฐานภาษีต่ำควรนำไปรวมยื่น ฐานภาษีสูงควรหัก 10% แล้วจบ ภาษีเงินเดือนกรรมการ คำนวณอย่างไร เงินเดือนกรรมการถูกหักภาษีเหมือนพนักงานทั่วไป แต่มีทั้งข้อดีและต้นทุนที่ต้องพิจารณา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปัจจุบัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสะสมสูงสุด 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 1,265,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% ประกันสังคม: กรรมการต้องจ่ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ากรรมการเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “นายจ้าง” ตามแนววินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคม กรรมการที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทและถือหุ้นหลัก ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบการทำงาน ไม่มีหัวหน้า ถือเป็น “นายจ้าง” ไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม กรณีในบทความนี้ (กรรมการถือหุ้น 100% ทำงานในฐานะเจ้าของ) ถือเป็นนายจ้าง จึงไม่มีต้นทุนประกันสังคมในการคำนวณ แต่ถ้ากรรมการทำงานประจำภายใต้สัญญาจ้าง มีหัวหน้าสั่งงาน ปฏิบัติตามระเบียบ ก็ถือเป็นลูกจ้างที่ต้องจ่ายประกันสังคม 5% ไม่เกิน 750 บาท/เดือน ทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง เงินเดือนเป็นค่าใช้จ่ายหักภาษีนิติบุคคลได้ เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการ บริษัทนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณ CIT ได้เต็มจำนวน ต่างจากเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรหลังหักภาษี นี่คือข้อได้เปรียบหลักของเงินเดือน ยิ่งจ่ายเงินเดือนมาก กำไรสุทธิของบริษัทยิ่งลดลง CIT ก็ลดตาม เงื่อนไขการจ่ายเงินเดือนกรรมการ ให้สรรพากรยอมรับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมรับเงินเดือนกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ถ้าพบว่าจ่ายสูงเกินสมควร ส่งผลให้บริษัทต้องเสีย CIT เพิ่ม (อ่านเพิ่มเรื่องสิทธิ์ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME) เงื่อนไขที่ต้องระวัง เปรียบเทียบ: เงินเดือนกรรมการ vs เงินปันผล ต่างกันอย่างไร ตารางนี้สรุปความแตกต่างครบทุกมิติ ช่วยให้เห็นภาพรวมก่อนลงรายละเอียดการคำนวณ มิติ เงินเดือนกรรมการ เงินปันผล ประเภทเงินได้ เงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) เงินได้ประเภทที่ 4(ข) (เงินปันผล) ภาษีฝั่งบริษัท หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ลดกำไรสุทธิ ลด CIT หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ จ่ายจากกำไรหลังภาษี ภาษีฝั่งบุคคล อัตราก้าวหน้า 0-35% หัก ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปรวมยื่น ประกันสังคม ไม่ต้องจ่าย (ถ้ากรรมการเป็นนายจ้าง/ผู้ถือหุ้นหลัก) ไม่ต้องจ่าย เงื่อนไขการจ่าย จ่ายได้ทุกเดือน ไม่ต้องมีกำไร ต้องมีกำไรสะสม + กันสำรอง 5% ความยืดหยุ่น ปรับเพิ่มลดได้ ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น สิทธิ์ลดหย่อน หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ใช้เครดิตภาษีได้ ตัวอย่างคำนวณภาษี: กรณีกำไร 1 ล้านบาท สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี มีกำไรก่อนหักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กรรมการ 1 คนเป็นผู้ถือหุ้น 100% ไม่มีรายได้อื่น Case 1: จ่ายเป็นเงินเดือนกรรมการทั้งหมด จ่ายเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท/ปี (เดือนละ 83,333 บาท) ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 1,000,000 0 บาท ภาษีนิติบุคคล 0 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 1,000,000 – 100,000 – 60,000 840,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 10% 20,000 บาท ภาษี 500,001 – 750,000 250,000 × 15% 37,500 บาท ภาษี 750,001 – 840,000 90,000 × 20% 18,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 1 = 0 + 83,000 = 83,000 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 1,000,000 – 83,000 = 917,000 บาท Case 2: จ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ไม่จ่ายเงินเดือน บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลจากกำไร 1 ล้านบาท แล้วจ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิ 1,000,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 1,000,000 700,000 × 15% 105,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 105,000 บาท ขั้นที่ 2 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 1,000,000 – 105,000 895,000 บาท กันสำรองตามกฎหมาย 5% 895,000 × 5% 44,750 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 895,000 – 44,750 850,250 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 850,250 × 10% 85,025 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 2 = 105,000 + 85,025 = 190,025 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 850,250 – 85,025 = 765,225 บาท Case 3: จ่ายแบบผสม (จุด Sweet Spot ที่ประหยัดภาษีรวมได้มากที่สุด) จ่ายเงินเดือน 500,000 บาท/ปี (เดือนละ 41,667 บาท) ส่วนที่เหลือจ่ายเป็นเงินปันผล ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 500,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 500,000 500,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 15% 30,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 30,000 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินเดือนกรรมการ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 500,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 500,000 – 100,000 – 60,000 340,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 340,000 40,000 × 10% 4,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 11,500 บาท ขั้นที่ 3 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 500,000 – 30,000 470,000 บาท กันสำรอง 5% 470,000 × 5% 23,500 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 470,000 – 23,500 446,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 446,500 × 10% 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 3 = 30,000 + 11,500 + 44,650 = 86,150 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = (500,000 – 11,500) + (446,500 – 44,650) = 890,350 บาท สรุปผลเปรียบเทียบ 3 กรณี Case 1: เงินเดือนล้วน Case 2: ปันผลล้วน Case 3: ผสม ภาษีนิติบุคคล 0 บาท 105,000 บาท 30,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท 0 บาท 11,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 0 บาท 85,025 บาท 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ 83,000 190,025 86,150 เงินค้างบริษัท (สำรอง) 0 บาท 44,750 บาท 23,500 บาท เงินสุทธิกรรมการได้รับ 917,000 765,225 890,350 จ่ายแบบผสม (Case 3) ภาษีรวมต่ำที่สุด เพราะใช้ข้อดีของทั้งสองทางพร้อมกัน คือเงินเดือนช่วยลดกำไรของบริษัท (ลด CIT) ขณะที่เงินปันผลเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียง 10% หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นกรณีสมมุติเพื่อเปรียบเทียบ ผลลัพธ์จริงขึ้นกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและสิทธิ์ลดหย่อนอื่น ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ วิธีวางแผนจ่ายเงินเดือน + ปันผล ให้ประหยัดภาษีสูงสุด สูตรหาจุดคุ้มทุน: เงินเดือนเท่าไร ส่วนเหลือจ่ายปันผล หลักคิดง่ายคือ กรรมการควรจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง “เท่าที่อัตราภาษีส่วนเพิ่ม (Marginal Tax Rate) ยังต่ำกว่าอัตราภาษีรวมของเงินปันผล” สำหรับ SME ที่เสีย CIT 15% บวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 10% ภาษีรวมของเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 23.5% ดังนั้นจ่ายเงินเดือนได้จนกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาจะถึงขั้น 20-25% จึงค่อยเปลี่ยนส่วนที่เหลือเป็นปันผล แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้ ก่อนจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องเตรียมเรื่องเหล่านี้ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อประกาศจ่ายเงินปันผล 100,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 100,000 บาท เงินปันผลค้างจ่าย 90,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 10,000 บาท ข้อควรระวังและผลกระทบทางกฎหมาย ถ้าสรรพากรเห็นว่าเงินเดือนกรรมการสูงเกินสมควร บริษัทอาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ดูเงื่อนไขที่ต้องระวังในหัวข้อด้านบน) การจ่ายปันผลเกินกว่ากำไรที่มีจริงถือว่าผิดกฎหมาย กรรมการอาจต้องรับผิดชอบส่วนตัว สำหรับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล ต้องพิจารณาเรื่อง Transfer Pricing ด้วย เพราะการตั้งเงินเดือนกรรมการระหว่างบริษัทในเครือต้องเป็นราคาตลาด สรุป: วางแผนจ่ายผสม ภาษีรวมต่ำสุด จัดการบัญชีเงินเดือนและเงินปันผลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยจัดการทั้งระบบเงินเดือน (Payroll) และบันทึกบัญชีเงินปันผล ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ ดูรายงานกำไรสะสมได้ทันทีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินปันผลและเงินเดือนกรรมการ เงินปันผลเสียภาษีไหม และต้องนำไปยื่น ภ.ง.ด.90/91 ตอนปลายปีหรือไม่ เงินปันผลเสียภาษีแน่นอน โดยถูกหัก 10% ตอนรับเงิน ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะหักแล้วจบ หรือนำไปรวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนปลายปี ถ้านำไปรวมยื่น สามารถใช้เครดิตภาษีหักออกได้ กรณีฐานภาษีต่ำกว่า 10% จะได้คืนภาษีด้วย เงินปันผลหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ เงินปันผลที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาต้องหักภาษี 10% ของจำนวนที่จ่าย บริษัทผู้จ่ายนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เงินเดือนกรรมการกับเงินปันผล จ่ายแบบไหนดีกว่า ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกกรณี ขึ้นกับขนาดกำไร จำนวนผู้ถือหุ้น และสิทธิ์ลดหย่อนที่มี จากตัวอย่างในบทความ การจ่ายแบบผสมมักให้ภาษีรวมต่ำสุด เพราะใช้ประโยชน์ทางภาษีจากทั้งเงินเดือนและปันผลพร้อมกัน กรรมการจ่ายเงินเดือนตัวเองเท่าไรได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดเพดานไว้ตายตัว แต่สรรพากรจะพิจารณาว่าเหมาะสมกับขนาดกิจการหรือไม่ เงินเดือนที่สูงเกินจริงอาจทำให้บริษัทเสียภาษีเพิ่ม แนวปฏิบัติคือดูเงินเดือนตำแหน่งเดียวกันในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นเกณฑ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

อากรแสตมป์ออนไลน์ กับ แบบดวง ต่างกันยังไง วิธีชำระ e-Stamp สำหรับ SME

ผู้ประกอบการหลายคนยังเสียเวลาเดินทางไปซื้ออากรแสตมป์แบบดวงที่กรมสรรพากรหรือไปรษณีย์ ทั้งที่ปัจจุบันสามารถชำระอากรแสตมป์ออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องออกจากออฟฟิศ อากรแสตมป์ คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องรู้ อากรแสตมป์ คือภาษีที่เรียกเก็บจากการทำ “ตราสาร” หรือเอกสารทางกฎหมาย เช่น สัญญาจ้าง สัญญาเช่า หนังสือมอบอำนาจ ผู้ที่ทำสัญญาหรือเอกสารเหล่านี้ต้องชำระค่าอากรแสตมป์ให้ครบถ้วน มิฉะนั้นเอกสารจะใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลไม่ได้ ดูรายละเอียดตราสารที่ต้องปิดอากรและอัตราค่าอากรได้ที่บัญชีอัตราอากรแสตมป์ กรมสรรพากร สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับอากรแสตมป์แบบดวง วิธีติด และสัญญาที่ต้องใช้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความอากรแสตมป์ฉบับเต็มของ PEAK อากรแสตมป์ออนไลน์ (e-Stamp) คืออะไร แตกต่างจากแบบดวงอย่างไร อากรแสตมป์ออนไลน์ หรือ e-Stamp คือการชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร แทนการซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร ระบบจะออกหลักฐานการชำระเป็นไฟล์ดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ทันที ข้อดีของ e-Stamp เทียบกับแบบดวง เปรียบเทียบ แบบดวง e-Stamp (ออนไลน์) ช่องทางซื้อ กรมสรรพากร, ไปรษณีย์ (เฉพาะวันเวลาราชการ) ระบบ e-Filing สรรพากร ตลอด 24 ชั่วโมง วิธีชำระ ซื้อดวงแสตมป์แล้วติดบนเอกสาร ชำระเงินออนไลน์ ได้หลักฐานดิจิทัล การตรวจสอบ ตรวจสอบยาก ดวงแสตมป์อาจชำรุด ตรวจสอบได้ทันทีผ่านระบบ e-Filing เอกสารหลักฐาน ดวงแสตมป์ที่ติดบนเอกสาร ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เก็บรักษาง่าย ความเสี่ยง ดวงแสตมป์หาย ชำรุด หรือปลอมได้ ข้อมูลอยู่ในระบบสรรพากร ปลอมแปลงไม่ได้ ตราสารที่บังคับใช้ e-Stamp เทียบกับที่เลือกใช้ได้ กรมสรรพากรกำหนดให้ตราสารบางประเภทสามารถชำระค่าอากรผ่านระบบ e-Stamp ได้ โดยมีทั้งกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องชำระเป็นตัวเงิน (ซึ่งรวม e-Stamp) และกรณีที่เลือกใช้แบบดวงหรือ e-Stamp ก็ได้ ตราสารที่มีค่าอากรตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป สามารถเลือกชำระผ่าน e-Stamp ได้ทั้งหมด ส่วนตราสารที่กฎหมายระบุให้ “ชำระเป็นตัวเงิน” เช่น เช่าซื้อรถยนต์ผ่านสถาบันการเงิน ต้องชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่สามารถใช้แบบดวงได้ 5 ธุรกรรมที่ชำระค่าอากรผ่านระบบออนไลน์ได้บ่อยที่สุด ตราสารที่ต้องปิดอากรมี 28 ลักษณะตามบัญชีอัตราแสตมป์อากร แต่ 5 ประเภทที่ผู้ประกอบการ SME ใช้บ่อยที่สุด ได้แก่ ลำดับ ประเภทตราสาร อัตราค่าอากร ตัวอย่างที่ SME เจอบ่อย 1 สัญญาจ้างทำของ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบ จ้างผู้รับเหมา 2 สัญญาเช่าที่ดิน อาคาร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เช่าออฟฟิศ เช่าโกดัง 3 ตั๋วเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงิน) 3 บาท ต่อทุก 10,000 บาท ของจำนวนเงิน ออกตั๋วสัญญาใช้เงินกู้ยืม 4 หนังสือมอบอำนาจ 30 บาท ต่อครั้ง (มอบให้คนเดียวทำการครั้งเดียว) มอบอำนาจจดทะเบียนบริษัท ลงนามสัญญา 5 ใบรับเงิน (เฉพาะ 200 บาทขึ้นไป) 1 บาท ต่อทุก 200 บาท ของมูลค่า (สูงสุด 10,000 บาท) ออกใบรับเงินค่าสินค้าหรือบริการ อัตราจากบัญชีอากรแสตมป์ กรมสรรพากร ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำสัญญาจ้างฟรีแลนซ์ออกแบบเว็บไซต์ รายการ รายละเอียด มูลค่าสัญญาจ้าง 50,000 บาท อัตราอากรแสตมป์ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท วิธีคำนวณ 50,000 ÷ 1,000 ค่าอากรแสตมป์ที่ต้องชำระ 50 บาท อัตราค่าอากรแสตมป์ที่ต้องชำระ (ตารางอัปเดต 2569) นอกจาก 5 ธุรกรรมข้างต้น ตราสารที่พบบ่อยในธุรกิจ SME มีอัตราค่าอากรดังนี้ ประเภทตราสาร อัตราค่าอากร หมายเหตุ สัญญาเช่าซื้อ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท เช่าซื้อเครื่องจักร รถยนต์ สัญญากู้ยืมเงิน 1 บาท ต่อทุก 2,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท สัญญาค้ำประกัน 10 บาท ต่อฉบับ ค้ำประกันเงินกู้ ใบหุ้น 5 บาท ต่อฉบับ ออกใบหุ้นบริษัท สัญญาจำนอง 1 บาท ต่อ 2,000 บาท ของจำนวนเงิน สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท อัตราเหล่านี้เป็นอัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ค่าอากรที่ชำระผ่าน e-Stamp คิดอัตราเดียวกันทุกประการ ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม วิธีชำระอากรแสตมป์ออนไลน์ ทีละขั้นตอน (Step-by-Step) การชำระอากรแสตมป์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรทำได้ 5 ขั้นตอน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เมื่อชำระค่าอากรออนไลน์ ผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มใช้ระบบ e-Stamp มักพบปัญหาเหล่านี้ ค่าปรับและเงินเพิ่มกรณีไม่ได้ชำระค่าอากรตามกำหนด การไม่ปิดอากรแสตมป์หรือปิดไม่ครบถ้วนมีบทลงโทษ 2 ส่วน กรณี บทลงโทษ ไม่ปิดอากรภายในกำหนด เสียเงินเพิ่มอีก 1-5 เท่าของค่าอากร มาขอปิดอากรเอง (โดยไม่ถูกตรวจพบ) เสียเงินเพิ่ม 2 เท่าของค่าอากร ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบ เสียเงินเพิ่ม 5 เท่าของค่าอากร ตัวอย่าง: ถ้าถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าไม่ได้ปิดอากร รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าอากรที่ต้องชำระ 500 บาท เงินเพิ่ม (5 เท่า) 500 × 5 2,500 บาท รวมต้องจ่ายทั้งหมด 500 + 2,500 3,000 บาท นอกจากค่าปรับแล้ว ตราสารที่ไม่ปิดอากรจะ “ใช้เป็นหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้” จนกว่าจะปิดอากรครบพร้อมเงินเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในกรณีที่ต้องฟ้องร้องคู่สัญญา การบันทึกบัญชีค่าอากร จัดการเอกสารอย่างเป็นระบบด้วย PEAK ค่าอากรแสตมป์เป็นค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ เมื่อชำระแล้วต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อชำระอากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของ 50,000 บาท (อากร 50 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าอากรแสตมป์ (ค่าใช้จ่าย) 50 เงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร 50 PEAK ช่วยให้การจัดการเอกสารเป็นเรื่องง่าย ตั้งแต่บันทึกค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ แนบไฟล์ยืนยันจากระบบ e-Filing ไปจนถึงติดตามสัญญาที่ต้องปิดอากร ทุกอย่างอยู่ในที่เดียว สรุป: ชำระค่าอากรออนไลน์ ประหยัดเวลา ลดความเสี่ยง การเปลี่ยนจากแสตมป์อากรแบบดวงมาใช้ e-Stamp ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ประหยัดเวลาเดินทาง ลดความเสี่ยงจากดวงแสตมป์ชำรุดหรือสูญหาย และมีหลักฐานดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ที่สำคัญคืออย่าลืมปิดอากรให้ครบภายใน 15 วัน จัดการเอกสารค่าอากรให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกค่าอากร แนบไฟล์ยืนยันจากสรรพากร และจัดเก็บสัญญาทุกฉบับไว้ในระบบ Cloud ที่เข้าถึงได้ทุกที่ พร้อม AI ช่วยจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ e-Stamp ออนไลน์ อากรแสตมป์ซื้อที่ไหนได้บ้างในปี 2569 แบบดวงซื้อได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่และไปรษณีย์ ส่วน e-Stamp ชำระผ่าน efiling.rd.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สัญญาจ้างแรงงานต้องปิดอากรแสตมป์ไหม ไม่ต้อง สัญญาจ้างแรงงาน (เงินเดือนพนักงานประจำ) ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ แต่ “สัญญาจ้างทำของ” เช่น จ้างฟรีแลนซ์ จ้างผู้รับเหมา ต้องปิดอากร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท ชำระค่าอากรออนไลน์แล้ว ยังต้องติดดวงแสตมป์บนสัญญาอีกไหม ไม่ต้อง เมื่อชำระผ่านระบบ e-Filing แล้ว ระบบจะออกใบยืนยันอิเล็กทรอนิกส์ให้ ใช้แทนดวงแสตมป์ได้เลย แนะนำให้พิมพ์แนบไว้กับสัญญาเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบ ค่าอากรแสตมป์หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม ได้ ค่าอากรถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ สามารถนำมาหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาได้ตามปกติ ให้เก็บไฟล์ยืนยันการชำระไว้เป็นเอกสารประกอบ e-Stamp ต่างจาก e-Tax Invoice อย่างไร e-Stamp คือการชำระค่าอากรแสตมป์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน e-Tax Invoice คือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แทนใบกำกับภาษีกระดาษ ทั้งสองเป็นคนละระบบกัน แต่ทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบภาษีดิจิทัลของกรมสรรพากร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ฟรีแลนซ์ คืออะไร ควรจดบริษัทเมื่อไหร่ พร้อมวิธีประหยัดภาษี

รายได้จากงานอิสระเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่พอถึงเรื่องภาษีกลับปวดหัวทุกปี จนเริ่มสงสัยว่าถึงเวลาจดบริษัทหรือยัง? ฟรีแลนซ์ คืออะไร ต่างจากพนักงานประจำอย่างไร ฟรีแลนซ์ (Freelance) คือคนที่ทำงานอิสระ ไม่ได้เป็นลูกจ้างประจำของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง รับงานเป็นโปรเจกต์หรือเป็นชิ้น เลือกลูกค้าและเวลาทำงานได้เอง ข้อแตกต่างหลักคือ คนทำงานอิสระไม่มีสวัสดิการจากนายจ้าง ไม่มีประกันสังคมอัตโนมัติ และต้องจัดการเรื่องภาษีเอง แต่แลกมาด้วยความยืดหยุ่นและโอกาสสร้างรายได้ไม่จำกัด ฟรีแลนซ์กับที่ปรึกษาต่างกันตรงไหน หลายคนสับสนระหว่าง “ฟรีแลนซ์” กับ “ที่ปรึกษา” (Consultant) ทั้งสองเป็นคนทำงานอิสระเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ลักษณะงาน ฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา ลักษณะงาน ลงมือทำงานเอง เช่น เขียนโค้ด ออกแบบ ให้คำแนะนำ วางกลยุทธ์ ค่าตอบแทน คิดเป็นชิ้นงานหรือรายชั่วโมง คิดเป็นโปรเจกต์หรือรายเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (ค่าจ้างทำของ) 3% (ค่าบริการวิชาชีพ) เรื่องภาษีและการจดบริษัท ทั้งฟรีแลนซ์และที่ปรึกษาเจอโจทย์เดียวกัน จึงใช้แนวทางเดียวกันได้ อาชีพฟรีแลนซ์ยอดนิยมมีอะไรบ้าง งานฟรีแลนซ์ที่เป็นที่ต้องการสูงในปี 2026 แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก กลุ่มที่ปรึกษามักมีรายได้ต่อโปรเจกต์สูงกว่ากลุ่มอื่น และเป็นกลุ่มที่พิจารณาจดบริษัทเร็วที่สุด เพราะลูกค้าองค์กรมักต้องการทำสัญญากับนิติบุคคล ข้อดีและข้อเสียของการเป็นฟรีแลนซ์ ก่อนตัดสินใจเป็นคนทำงานอิสระ ควรชั่งน้ำหนักให้ดี ข้อดี ข้อเสีย เลือกงานและเวลาทำงานได้เอง รายได้ไม่แน่นอน ช่วงไหนไม่มีงาน ก็ไม่มีเงิน ไม่จำกัดเพดานรายได้ ไม่มีสวัสดิการ ประกันสังคม ลาป่วย ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ต้องหาลูกค้าและต่อรองราคาเอง เลือกโปรเจกต์ที่สนใจ ต้องจัดการภาษีและบัญชีเอง ข้อเสียที่มองข้ามมากที่สุดคือ “เรื่องภาษี” หลายคนรู้ตัวอีกทีก็ตอนถูกสรรพากรเรียกพบ หรือตอนที่ลูกค้าขอใบกำกับภาษีแต่ออกให้ไม่ได้ ฟรีแลนซ์กับเรื่องภาษีที่ต้องรู้ ฟรีแลนซ์ที่ทำงานในนามบุคคลธรรมดามีภาษี 2 ตัวหลักที่ต้องจัดการ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายได้จากงานอิสระจัดเป็นเงินได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน เช่น ค่าจ้างทำงาน วิชาชีพอิสระอย่างนักบัญชีหรือทนาย หรือรายได้จากการรับเหมา แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน ตรวจสอบรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดแบบขั้นบันได ตามตารางนี้ รายได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% 1,000,001 – 2,000,000 25% 2,000,001 – 5,000,000 30% 5,000,001 ขึ้นไป 35% ผู้มีรายได้อิสระต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรขยายถึงเดือนเมษายน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เวลาลูกค้าจ่ายค่าจ้าง ลูกค้าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อน แล้วออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ เก็บเอกสาร 50 ทวิ นี้ไว้ เพราะนำไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีปลายปีได้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าจ้าง — 50,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 50,000 × 3% 1,500 บาท เงินที่ได้รับจริง 50,000 – 1,500 48,500 บาท ภาษี 1,500 บาทที่ถูกหักไปนี้ นำไปหักจากภาษีที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปีได้ ถ้าถูกหักไปมากกว่าภาษีจริง ก็ขอคืนจากสรรพากรได้ ฟรีแลนซ์ควรจดบริษัทเมื่อไหร่ ไม่ใช่ฟรีแลนซ์ทุกคนต้องจดบริษัท แต่มี 5 สัญญาณที่บอกว่าคุณอาจถึงจุดที่ควรเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล เปรียบเทียบบุคคลธรรมดากับจดบริษัท สำหรับฟรีแลนซ์ นี่คือตารางเปรียบเทียบเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น หัวข้อ บุคคลธรรมดา จดบริษัท (นิติบุคคล) อัตราภาษี ขั้นบันได 5-35% SME กำไร 300,000 แรกยกเว้น, เกิน 300,000 เสีย 15% ถ้ากำไรไม่เกิน 3 ล้าน หรือ 20% หักค่าใช้จ่าย เหมา 40-60% หรือตามจริง (แล้วแต่ประเภทเงินได้) หักตามจริงได้ทั้งหมด ความน่าเชื่อถือ ทำสัญญาในชื่อบุคคล ลูกค้าองค์กรเชื่อมั่นมากกว่า ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น ไม่มี ค่าจดทะเบียน + ค่าทำบัญชีรายเดือน ความยุ่งยาก ยื่นภาษีปีละครั้ง ทำบัญชี ส่งงบการเงิน ยื่นภาษีทุกเดือน เหมาะกับ รายได้ไม่เกิน 750,000/ปี ค่าใช้จ่ายน้อย รายได้เกิน 750,000/ปี ค่าใช้จ่ายสูง ลูกค้าองค์กร จุดตัดสำคัญอยู่ที่รายได้ประมาณ 750,000 บาท/ปี ตั้งแต่ขั้นนี้ภาษีบุคคลธรรมดาจะอยู่ที่ 20% ขณะที่นิติบุคคล SME เสียเพียง 15% แถมหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้มากกว่า ตัวอย่างสมมุติ คุณ ก. ทำงานอิสระรับออกแบบเว็บไซต์ มีรายได้ 1 ล้านบาท/ปี ค่าใช้จ่ายจริง 400,000 บาท เปรียบเทียบ บุคคลธรรมดา (หักเหมา 60%) จดเป็นบริษัท (หักจริง) รายได้ 1,000,000 1,000,000 หักค่าใช้จ่าย 600,000 (เหมา) 400,000 (จริง) รายได้สุทธิ/กำไรสุทธิ 400,000 600,000 ภาษีประมาณ 17,500 45,000 (15%) ในกรณีนี้ บุคคลธรรมดาเสียภาษีน้อยกว่าเพราะหักเหมาได้เยอะ แต่ถ้าค่าใช้จ่ายจริงเพิ่มเป็น 700,000 หรือลูกค้าต้องการใบกำกับภาษี สมการก็จะเปลี่ยน ดังนั้นต้องวิเคราะห์เป็นรายกรณี ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์เฉพาะของคุณ สรุป: เมื่อไหร่ควรจดบริษัท จดบริษัทแล้ว จัดการบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK พอจดบริษัทแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการทำบัญชี ออกเอกสาร และยื่นภาษีทุกเดือน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คนที่เพิ่งจดบริษัทจัดการเรื่องเหล่านี้ได้เอง ตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ บันทึกรายรับรายจ่าย ไปจนถึงส่งข้อมูลให้นักบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับฟรีแลนซ์ ฟรีแลนซ์ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี ไม่ต้องจด แต่ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์แล้วไม่จด มีโทษปรับตามกฎหมาย คนทำงานอิสระที่รายได้ใกล้เกณฑ์ควรเตรียมระบบบัญชีให้พร้อม ฟรีแลนซ์หางานจากไหน แพลตฟอร์มยอดนิยมในไทย เช่น Fastwork, Freelancebay รวมถึงกลุ่ม Facebook สำหรับฟรีแลนซ์ หรือจะสร้าง portfolio ของตัวเองแล้วรับงานจากลูกค้าโดยตรงก็ได้ จดบริษัทคนเดียวได้ไหม ได้ กฎหมายปัจจุบันอนุญาตให้จดบริษัทจำกัดคนเดียว (Single-Member Company) โดยใช้ผู้ถือหุ้นคนเดียว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่บทความจดบริษัทคนเดียวของ PEAK ฟรีแลนซ์ต้องทำบัญชีไหม ถ้ายังเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ต้องทำบัญชีตามกฎหมาย แต่ควรบันทึกรายรับรายจ่ายไว้ เพราะช่วยยื่นภาษีง่ายขึ้นและวางแผนการเงินได้ดีขึ้น แต่ถ้าจดบริษัทแล้ว ต้องทำบัญชีตามกฎหมายและส่งงบการเงินให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ค่าชดเชยเลิกจ้าง คำนวณยังไง สิ่งที่นายจ้าง SME ต้องรู้ก่อนเลิกจ้างพนักงาน

ถ้าต้องเลิกจ้างพนักงาน สิ่งแรกที่ผู้ประกอบการ SME ต้องเตรียมคือค่าชดเชยเลิกจ้าง กฎหมายกำหนดอัตราค่าชดเชยไว้ชัดเจนตามอายุงานของลูกจ้าง จ่ายน้อยไปหรือไม่จ่ายเลยมีโทษทั้งแพ่งและอาญา ค่าชดเชยเลิกจ้าง คืออะไร ค่าชดเชยเลิกจ้าง คือเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง คำนวณจากเงินเดือนล่าสุดคูณจำนวนวันที่กฎหมายกำหนด เงินก้อนนี้แยกจาก “สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า” ที่หลายคนมักสับสน ทั้งสองก้อนต่างกันทั้งเงื่อนไขและวิธีคำนวณ ค่าชดเชย vs สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ต่างกันอย่างไร รายการ ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จ่ายเมื่อ เลิกจ้างทุกกรณี (ยกเว้นตามข้อยกเว้น) เลิกจ้างทันทีโดยไม่แจ้งล่วงหน้า วิธีคำนวณ ค่าจ้าง × จำนวนวันตามขั้น ค่าจ้างตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันที่มีผล กฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 17 ได้รับพร้อมกัน? ได้ทั้งสองก้อนถ้าเข้าเงื่อนไข ได้ทั้งสองก้อนถ้าเข้าเงื่อนไข เลิกจ้างปกติ vs เลิกจ้างไม่เป็นธรรม ต่างกันอย่างไร “เลิกจ้างปกติ” คือการเลิกจ้างที่มีเหตุผลทางธุรกิจ เช่น ยุบตำแหน่ง ลดต้นทุน หรือปิดแผนก นายจ้างจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด และลูกจ้างยังมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าด้วยถ้าไม่แจ้งล่วงหน้า “เลิกจ้างไม่เป็นธรรม” คือการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น เลิกจ้างเพราะลูกจ้างใช้สิทธิร้องเรียน กรณีนี้ลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมจากค่าชดเชยปกติ โดยฟ้องศาลแรงงานได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม อัตราค่าชดเชยเลิกจ้าง แบ่งตามอายุงาน ลูกจ้างที่ทำงานครบ 120 วันขึ้นไปมีสิทธิได้รับค่าชดเชย แบ่งเป็น 6 ขั้นตามอายุงาน ตารางอัตราค่าชดเชย อายุงาน อัตราค่าชดเชย (ไม่น้อยกว่า) 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ค่าจ้าง 30 วัน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ค่าจ้าง 90 วัน 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ค่าจ้าง 180 วัน 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ค่าจ้าง 240 วัน 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ค่าจ้าง 300 วัน 20 ปีขึ้นไป ค่าจ้าง 400 วัน อัตราตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ที่เพิ่มขั้น 400 วันสำหรับอายุงาน 20 ปีขึ้นไป วิธีคำนวณค่าชดเชยเลิกจ้าง พร้อมตัวอย่างจริง สูตรหลักคือ ค่าจ้างอัตราสุดท้าย × จำนวนวันตามขั้น “ค่าจ้าง” คือค่าจ้างรายวัน (เงินเดือน ÷ 30) ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณ รวมอะไรบ้าง “ค่าจ้าง” ที่นำมาคำนวณ หมายถึงเงินที่จ่ายประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงาน ได้แก่ เงินเดือน ค่าตำแหน่ง และค่าครองชีพที่จ่ายประจำ สิ่งที่ไม่นับเป็นฐานค่าจ้าง วิธีตรวจสอบง่ายๆ คือ ถ้าจ่ายสม่ำเสมอทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานปกติ ให้นับเป็นค่าจ้าง ตัวอย่างที่ 1: พนักงานทำงาน 3 ปี เงินเดือน 25,000 บาท บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลิกจ้างพนักงานที่ทำงานมา 3 ปี 2 เดือน เงินเดือน 25,000 บาท ขั้นที่ 1: ดูอัตราค่าชดเชย รายการ รายละเอียด อายุงาน 3 ปี 2 เดือน (ช่วง 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี) อัตราค่าชดเชย ค่าจ้าง 180 วัน ขั้นที่ 2: คำนวณค่าชดเชย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าจ้างรายวัน 25,000 บาท ÷ 30 833.33 บาท ค่าชดเชย 833.33 บาท × 180 วัน 150,000 บาท หรือคิดแบบลัด: เงินเดือน x (จำนวนวัน / 30) = 25,000 x (180 / 30) = 25,000 x 6 = 150,000 บาท ตัวอย่างที่ 2: พนักงานทำงาน 12 ปี เงินเดือน 45,000 บาท บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลิกจ้างพนักงานที่ทำงานมา 12 ปี เงินเดือน 45,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน อายุงาน 12 ปี (ช่วง 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี) ตามตาราง ค่าจ้างรายวัน 45,000 บาท ÷ 30 1,500 บาท ค่าชดเชย 1,500 บาท × 300 วัน 450,000 บาท กรณีที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ใช่ทุกกรณีที่ต้องจ่าย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้ 6 กรณี นายจ้างต้องมีหลักฐานชัดเจนว่าลูกจ้างทำผิดจริง เช่น บันทึกการสอบสวน หนังสือเตือน หรือหลักฐานความเสียหาย หากไม่มีหลักฐานเพียงพอ ศาลแรงงานอาจสั่งให้จ่ายค่าชดเชยอยู่ดี ถูกเลิกจ้างแล้วไม่ได้ค่าชดเชย ทำอย่างไร? ลูกจ้างสามารถเรียกร้องสิทธิได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้ ขั้นตอนร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เอกสารที่ต้องเตรียม แนวทางปฏิบัติสำหรับนายจ้างและ HR ฝั่งนายจ้าง นอกจากจ่ายค่าชดเชยแล้ว ยังต้องออกหนังสือเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ต้องออกหนังสือรับรองการทำงานถ้าลูกจ้างร้องขอ และต้องจัดการหักภาษีให้ถูกต้องก่อนจ่ายเงิน ต้องจ่ายภายในกี่วัน กฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าชดเชย ในวันที่เลิกจ้าง หรืออย่างช้าภายใน 3 วัน ถ้าจ่ายล่าช้า ลูกจ้างมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ถ้าจงใจไม่จ่ายโดยไม่มีเหตุผล ลูกจ้างมีสิทธิได้เงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ทุก 7 วัน (ตามมาตรา 9) การบันทึกบัญชีค่าชดเชยเลิกจ้าง ค่าชดเชยเลิกจ้างถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน บันทึกบัญชีดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าชดเชยเลิกจ้าง (ค่าใช้จ่าย) 150,000 — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ค้างจ่าย) — ตามอัตรา เงินสด/ธนาคาร — ยอดจ่ายสุทธิ ค่าชดเชยนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เพราะเป็นรายจ่ายจริงจากการดำเนินงาน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยบันทึกรายการเหล่านี้และออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายได้อัตโนมัติ หักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร ค่าชดเชยถือเป็นเงินได้ของลูกจ้าง นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนเงินเดือนปกติ คำนวณรวมกับเงินได้อื่นในปีนั้นแล้วหักตามอัตราภาษีขั้นบันได กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขยกเว้นภาษีไว้ดังนี้ ส่วนของค่าชดเชย เงื่อนไข ภาษี ส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างสุดท้ายตามเพดานที่กำหนด และ ไม่เกิน 300,000 บาท เข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อ ยกเว้นภาษี ส่วนที่เกินเพดาน เกินจากเงื่อนไขข้างต้น ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ สรุป: ค่าชดเชยเลิกจ้าง จำ 3 อย่างนี้ไว้ จัดการเงินเดือนและค่าใช้จ่ายพนักงานให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกค่าใช้จ่ายพนักงาน ออกเอกสารหัก ณ ที่จ่าย และจัดการบัญชีครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าชดเชยเลิกจ้าง ลาออกเองได้ค่าชดเชยไหม? ไม่ได้ ค่าชดเชยจ่ายเฉพาะกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้าง ลูกจ้างที่ลาออกเองยังมีสิทธิได้ค่าจ้างค้างจ่ายและค่าวันลาพักผ่อนที่ยังไม่ได้ใช้ จ่ายเป็นงวดได้ไหม? กฎหมายกำหนดให้จ่ายเต็มจำนวนในวันเลิกจ้าง ถ้าไม่พร้อมจ่ายเต็ม ควรเจรจากับลูกจ้างและทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ลูกจ้างมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยถ้าได้รับค่าชดเชยล่าช้า สัญญาจ้างระบุ “ไม่มีค่าชดเชย” ใช้ได้ไหม? ใช้ไม่ได้ ข้อตกลงที่ขัดกับกฎหมายถือเป็นโมฆะ แม้ลูกจ้างจะเซ็นยินยอมก็ตาม นายจ้างยังคงต้องจ่ายค่าชดเชยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ทำงานไม่ครบ 120 วัน ถูกเลิกจ้าง ได้อะไรบ้าง? ไม่ได้ค่าชดเชย แต่ยังได้ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าวันหยุดที่ยังไม่ได้ใช้ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ถ้าไม่แจ้งล่วงหน้า) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

สัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารที่ต้องรู้จัก ก่อนจะเซ็นสัญญา

ผู้ประกอบการหลายคนที่กำลังจะซื้อที่ดินสร้างโกดัง ซื้อตึกแถวเปิดร้าน หรือขายอสังหาริมทรัพย์ของกิจการ มักเจอคำว่า สัญญาจะซื้อจะขาย แล้วสับสนว่าต่างจากสัญญาซื้อขายจริงตรงไหน เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่ถ้าเข้าใจผิดแม้แค่จุดเดียว อาจเสียเงินมัดจำฟรี หรือถูกอีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์โอนทันที แต่เป็นแค่ข้อตกลงล่วงหน้าว่าทั้งสองฝ่ายจะไปทำสัญญาซื้อขายจริงที่สำนักงานที่ดินในวันโอน สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร สัญญาจะซื้อจะขาย คือ ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ที่ตกลงกันว่าจะไปทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่กำหนดไว้ โดยกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ณ วันที่เซ็นสัญญาฉบับนี้ พูดง่ายๆ คือเป็นสัญญาจองล่วงหน้า ผู้ซื้อวางเงินมัดจำไว้เป็นหลักประกัน แล้วนัดวันไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินอีกครั้ง เหตุผลที่ต้องมีสัญญาฉบับนี้ เพราะการซื้อขายอสังหาฯ มักใช้เวลาเตรียมตัวหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบโฉนด ขอสินเชื่อธนาคาร หรือเตรียมเอกสาร หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นถือเป็นโมฆะ สำหรับสัญญาจะซื้อจะขาย กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนังสือลงชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือการวางมัดจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ (ข้อมูลจาก สำนักงานอัยการสูงสุด) สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างจากสัญญาซื้อขายตรงไหน ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนสับสนระหว่างสองสัญญานี้ ความต่างหลักคือ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นแค่ข้อตกลงว่าจะซื้อจะขายในอนาคต ส่วนสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์จริง รายการ สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาซื้อขาย กรรมสิทธิ์ ยังไม่โอน – เป็นข้อตกลงล่วงหน้า โอนทันทีที่จดทะเบียน สถานที่ทำ ทำที่ไหนก็ได้ ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน หลักฐาน ทำเป็นหนังสือลงชื่อ หรือวางมัดจำ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ถ้าไม่ทำตาม ฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนโอนได้ ถ้าไม่จดทะเบียน ถือเป็นโมฆะ ส่วนประกอบสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ ข้อมูลคู่สัญญา ระบุชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ครบ ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องระบุชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล และชื่อผู้มีอำนาจลงนามด้วย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท ก จำกัด จะซื้อที่ดินสร้างคลังสินค้า ต้องระบุเลขทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทและชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม รายละเอียดทรัพย์สิน ระบุประเภททรัพย์สิน ที่ตั้ง เลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง เนื้อที่ ให้ตรงกับโฉนดที่ดินทุกตัวอักษร ถ้าเป็นบ้านพร้อมที่ดินหรือคอนโด ต้องระบุเลขที่บ้านและรายละเอียดสิ่งปลูกสร้างด้วย ราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน ระบุราคาซื้อขายทั้งหมด จำนวนเงินมัดจำ งวดการผ่อนชำระ (ถ้ามี) และยอดเงินที่ต้องจ่ายในวันโอน ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 5,000,000 บาท วางมัดจำวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือ 4,500,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ กำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ ต้องระบุวันที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินให้ชัดเจน ถ้าไม่ระบุวัน อาจเกิดปัญหาว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผัดวันไปเรื่อยๆ และอีกฝ่ายฟ้องร้องได้ยาก เงื่อนไขการผิดสัญญาและค่าเสียหาย ข้อนี้สำคัญมากแต่หลายคนมองข้าม ควรระบุให้ชัดว่าถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาจะมีผลอย่างไร เช่น ผู้ซื้อไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำ หรือผู้ขายไม่ยอมโอน ผู้ซื้อเรียกมัดจำคืนพร้อมค่าเสียหายได้ ประเภทอสังหาฯ ที่ใช้สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายใช้ได้กับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท แต่รายละเอียดที่ต้องระบุในสัญญาจะต่างกันตามลักษณะทรัพย์สิน ที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องระบุเลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง ตำบล อำเภอ จังหวัด และเนื้อที่ให้ตรงกับโฉนด ถ้าเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต้องระบุรายละเอียดอาคารเพิ่มเติม เช่น ประเภทอาคาร จำนวนชั้น และเลขที่บ้าน บ้านพร้อมที่ดิน สัญญาจะซื้อจะขายบ้านในโครงการจัดสรร ควรตรวจสอบว่าผู้ขายมีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ เพราะถ้าไม่มี สัญญาอาจมีปัญหาภายหลัง นอกจากนี้ควรระบุรายการที่รวมในราคาให้ชัด เช่น เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน แอร์ หรืออุปกรณ์ที่โครงการตกลงว่าจะให้ คอนโดมิเนียมและห้องชุด สัญญาจะซื้อจะขายคอนโดต้องระบุเลขที่ห้องชุด ชั้น อาคาร และเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ต้องตรวจสอบด้วยว่าห้องชุดปลอดภาระผูกพัน ไม่ติดจำนองกับธนาคาร และนิติบุคคลอาคารชุดไม่มีค่าส่วนกลางค้างจ่าย เงินมัดจำและดาวน์ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนวางเงิน เงินมัดจำ คือ เงินที่ผู้ซื้อวางให้ผู้ขายเป็นหลักประกันว่าจะมาทำสัญญาซื้อขายจริง กฎหมายคุ้มครองเรื่องมัดจำไว้ชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 377-378 จำนวนเงินมัดจำที่เหมาะสม กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินมัดจำตายตัว แต่ในทางปฏิบัติมักอยู่ที่ 5-10% ของราคาซื้อขาย ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 3,000,000 บาท เงินมัดจำที่เหมาะสมอยู่ที่ 150,000-300,000 บาท ถ้าวางมัดจำสูงเกินไป ศาลอาจลดจำนวนมัดจำลงได้ เช่น ศาลฎีกาเคยลดมัดจำจาก 500,000 บาท (คิดเป็น 35.71% ของราคา) เหลือ 200,000 บาท เพราะเห็นว่าสูงเกินส่วน (คำพิพากษาฎีกาที่ 7302/2559) กรณีริบมัดจำตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 378 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่ ถ้าทำสัญญาสำเร็จ มัดจำจะนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขาย หรือคืนให้ผู้ซื้อ ถ้าฝ่ายผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำได้ทันที และถ้าฝ่ายผู้ขายผิดสัญญา ต้องคืนมัดจำให้ผู้ซื้อ ตัวอย่าง ผู้ซื้อวางมัดจำ 200,000 บาท แต่ไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายริบมัดจำ 200,000 บาทได้ทันที กลับกัน ถ้าผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ยอมขาย ผู้ซื้อเรียกเงิน 200,000 บาทคืนได้ สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ควรเช็ครายการต่อไปนี้ให้ครบ เพื่อป้องกันปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อย ค่าใช้จ่ายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาฯ นอกจากราคาซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน รายการ อัตรา ผู้รับภาระ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ของราคาประเมิน (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ตามตกลง (มักแบ่งคนละครึ่ง) ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินจำนอง (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ผู้ซื้อ ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองไม่เกิน 5 ปี) ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองเกิน 5 ปี) ผู้ขาย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราก้าวหน้า หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง ผู้ขาย (ข้อมูลจาก กรมที่ดินและกรมสรรพากร อัปเดตปีภาษี 2570) ตัวอย่าง ซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ถ้าได้สิทธิ์มาตรการลดหย่อน ค่าโอนจาก 60,000 บาท (2%) เหลือเพียง 300 บาท (0.01%) ประหยัดไปกว่า 59,700 บาท ค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับราคาประเมิน จำนวนปีถือครอง และประเภทผู้ขาย (ดูรายละเอียดภาษีและค่าธรรมเนียมขายอสังหาฯ ครบทุกรายการ) ผู้ประกอบการที่ซื้อขายอสังหาฯ เพื่อธุรกิจ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้บันทึกเป็นรายจ่ายทางบัญชีได้ โดยเฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผู้ขายต้องเสียเมื่อถือครองไม่เกิน 5 ปี และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่หักจากผู้ขายในวันโอน สรุป : เมื่อเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง ก็เซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่คุ้มครองทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ สัญญาฉบับนี้ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ ต้องตรวจรายละเอียดทุกข้อก่อนเซ็น วางมัดจำในจำนวนที่เหมาะสม และเตรียมค่าใช้จ่ายภาษีให้พร้อมก่อนวันโอน เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ สิ่งที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องบัญชีและภาษี ทั้งการบันทึกค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมโอน และภาษีที่เกี่ยวข้อง จัดการภาษีและค่าใช้จ่ายหลังซื้อขายอสังหาฯ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง สัญญาจะซื้อจะขายไม่ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน แค่ทำเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย หรือวางมัดจำก็มีผลทางกฎหมายแล้ว ส่วนที่ต้องจดทะเบียนคือสัญญาซื้อขายจริงในวันโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายมีอายุกี่ปี กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุสัญญาตายตัว แต่อายุความในการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์คือ 10 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดโอนตามสัญญา ในทางปฏิบัติ ควรกำหนดระยะเวลาโอนไว้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อ ถ้าผู้ขายไม่ยอมโอนตามสัญญา ทำอย่างไร ผู้ซื้อฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือเรียกคืนเงินมัดจำพร้อมค่าเสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 ผู้ขายที่รับมัดจำแล้วผิดสัญญาต้องคืนมัดจำ แนะนำให้เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ ทั้งสัญญา ใบเสร็จมัดจำ และหลักฐานการติดต่อ สัญญาจะซื้อจะขายกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน (ท.ด.13) ต่างกันตรงไหน สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาระหว่างเอกชน ทำกันเองก่อนวันโอน ส่วน ท.ด.13 คือหนังสือสัญญาขายที่ดินที่เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจัดทำขึ้นในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งสองฉบับมีผลทางกฎหมายต่างกัน สัญญาจะซื้อจะขายบอกว่าจะซื้อจะขาย ส่วน ท.ด.13 ยืนยันว่าซื้อขายเสร็จแล้ว ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้ที่ไหน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้จากเว็บไซต์สำนักงานอัยการสูงสุด (ago.go.th) หรือเว็บไซต์กรมที่ดิน (dol.go.th) ซึ่งเป็นแหล่งทางราชการที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ควรปรับแต่งรายละเอียดให้ตรงกับการซื้อขายจริงของคุณ ไม่ควรใช้แบบฟอร์มตรงๆ โดยไม่แก้ไข

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง วิธีคำนวณเงินสะสมและบันทึกบัญชี สิ่งที่นายจ้างต้องรู้

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้จริง 1 ตุลาคม 2569 หลังเลื่อนมาหลายรอบ ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเตรียมตัวจริงจัง ต้องคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ ปรับระบบเงินเดือน และบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือกองทุนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13) ที่ให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงินเข้ากองทุน เพื่อเป็นหลักประกันเมื่อออกจากงาน เกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต หลักการคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็น “ภาคบังคับ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่สมัครใจ กำหนดบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนนี้อยู่ในกฎหมายตั้งแต่ปี 2541 แต่ถูกเลื่อนหลายครั้ง เพราะต้องรอออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ ล่าสุดกระทรวงแรงงานประกาศเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 (ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน) ใครต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน? นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ส่วนลูกจ้างก็ต้องจ่ายเงินสะสมด้วย นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง แล้วนำส่งพร้อมเงินสมทบฝั่งนายจ้าง นับลูกจ้าง 10 คน อย่างไร? จุดที่ SME หลายรายสับสนคือ “นับใครเป็นลูกจ้าง?” คำตอบสั้นๆ คือ นับทุกคนที่มีสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ สัญญาจ้าง หรือทดลองงาน สรุปเกณฑ์การนับลูกจ้าง ประเภทลูกจ้าง นับหรือไม่? หมายเหตุ พนักงานประจำ (full-time) นับ รวมทุกคนที่มีสัญญาจ้าง พนักงานทดลองงาน นับ มีสัญญาจ้างแรงงานแล้ว พนักงาน part-time รายชั่วโมง นับ ถ้ามีสัญญาจ้างแรงงาน ฟรีแลนซ์/รับเหมา (จ้างทำของ) ไม่นับ ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน กรรมการบริษัทที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ไม่นับ ไม่มีสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น ถ้ากิจการมีพนักงานประจำ 7 คน + ทดลองงาน 2 คน + part-time 2 คน = รวม 11 คน ก็เข้าเกณฑ์ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนแล้ว (ข้อมูลจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ คำนวณอย่างไร? เงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือเงินสะสมที่หักจากลูกจ้าง และเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเพิ่ม อัตราที่แน่ชัดจะกำหนดโดยกฎกระทรวง ซึ่ง ณ วันที่บทความนี้อัปเดต มีการกำหนดอัตราเริ่มต้นดังนี้ รายการ ผู้จ่าย อัตรา ฐานคำนวณ เงินสะสม ลูกจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน เงินสมทบ นายจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน อัตรานี้เป็นอัตราเริ่มต้น อาจปรับเพิ่มในอนาคตตามกฎกระทรวง ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมสวัสดิการฯก่อนเริ่มใช้จริง ตัวอย่างคำนวณ 3 ระดับเงินเดือน เงินเดือน 15,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 900 บาท เงินเดือน 25,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 1,500 บาท เงินเดือน 50,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 3,000 บาท สิ่งที่นายจ้างต้องจำคือ ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น 3% ของค่าจ้างรวมทุกคน เช่น ถ้ามีลูกจ้าง 15 คน เงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท ต้นทุนเงินสมทบจะเพิ่มเดือนละ 9,000 บาท หรือปีละ 108,000 บาท สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับ ลูกจ้างที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนจะได้รับเงินคืนเมื่อออกจากงาน เกษียณ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต โดยจำนวนเงินที่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำงานและยอดเงินสะสม สิทธิประโยชน์แบ่งเป็น 4 กรณี กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง vs กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต่างกันอย่างไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์เป็นภาคบังคับตามกฎหมาย ส่วน PVD เป็นสมัครใจ ผู้ประกอบการที่มี PVD อยู่แล้วยังต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์เพิ่มเติม เปรียบเทียบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ลักษณะ ภาคบังคับตามกฎหมาย สมัครใจ ใครต้องจัดตั้ง นายจ้าง 10 คนขึ้นไป (บังคับ) นายจ้างที่ต้องการ (สมัครใจ) ผู้บริหารกองทุน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน บริษัทจัดการกองทุนเอกชน อัตราเงินสะสม/สมทบ กำหนดโดยกฎกระทรวง ตกลงกันระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง สิทธิประโยชน์ทางภาษี รอประกาศ เงินสะสมลดหย่อนภาษีได้ ควรติดตามประกาศจากกรมสวัสดิการฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีมาตรการยกเว้นสำหรับกิจการที่มี PVD ในอนาคต วิธีบันทึกบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นักบัญชีต้องเพิ่มผังบัญชีใหม่ 3 รายการ และบันทึกรายการทุกเดือนเมื่อจ่ายเงินเดือน ได้แก่ การหักเงินสะสมจากลูกจ้าง การบันทึกเงินสมทบของนายจ้าง และการนำส่งเงินเข้ากองทุน ผังบัญชีที่ต้องเพิ่ม ผังบัญชีที่แนะนำให้เพิ่มในระบบ ตัวอย่างบันทึกรายการ ณ วันจ่ายเงินเดือน สมมุติลูกจ้างเงินเดือน 25,000 บาท เงินสะสม 3% = 750 บาท เงินสมทบ 3% = 750 บาท บันทึกหักเงินสะสมจากเงินเดือนลูกจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินเดือน (ค่าใช้จ่าย) 25,000 — เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 เงินเดือนค้างจ่าย — 24,250 บันทึกเงินสมทบส่วนนายจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ค่าใช้จ่าย) 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 บันทึก ณ วันนำส่งเงินเข้ากองทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินฝากธนาคาร — 1,500 Checklist เตรียมระบบเงินเดือนรับ 1 ตุลาคม 2569 กิจการควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ เพราะต้องปรับทั้งระบบ Payroll ผังบัญชี และงบประมาณ รายการด้านล่างคือ 7 สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จก่อน 1 ตุลาคม 2569 สิ่งที่ HR และนักบัญชีต้องทำก่อน 1 ต.ค. 69 สรุป: เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอ 1 ตุลาคม กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเพิ่มต้นทุนให้นายจ้าง แต่ก็เป็นหลักประกันที่ดีให้ลูกจ้าง สิ่งที่ต้องทำตอนนี้มี 3 เรื่อง คือ นับลูกจ้างว่าถึง 10 คนหรือยัง ตั้งผังบัญชีรองรับ และปรับระบบเงินเดือนให้พร้อมหักเงินสะสมอัตโนมัติ จัดการบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้นักบัญชีตั้งผังบัญชีรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ทันที พร้อมบันทึกรายการอัตโนมัติ ส่วน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินสะสม-สมทบและออกสลิปเงินเดือนที่แสดงรายการหักชัดเจน ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เตรียมระบบให้พร้อมก่อน 1 ตุลาคม 2569 คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

RPA คืออะไร เข้าใจ Robotic Process Automation ฉบับ SME 2026

ทุกวันคุณใช้เวลากี่ชั่วโมงกับงานที่ต้องทำซ้ำเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นคีย์ข้อมูล ย้ายไฟล์ หรือตรวจเอกสาร? RPA คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ “บอทซอฟต์แวร์” ทำงานเหล่านี้แทนคุณ แม่นยำกว่า เร็วกว่า และทำงานได้ 24 ชั่วโมง RPA คืออะไร (Robotic Process Automation) RPA คือซอฟต์แวร์ที่จำลองการทำงานของคนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่น คลิก พิมพ์ คัดลอกข้อมูล หรือกรอกแบบฟอร์ม โดยทำงานตามคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (rule-based) ไม่ต้องเขียนโค้ดซับซ้อน พูดง่ายๆ คือ แทนที่คุณจะนั่งพิมพ์ตัวเลขจากใบเสร็จลงระบบทีละรายการ บอท RPA จะเปิดไฟล์ อ่านข้อมูล แล้วกรอกลงระบบให้เอง ภายในไม่กี่วินาที RPA ย่อมาจากอะไร RPA ย่อมาจาก Robotic Process Automation หรือแปลเป็นไทยว่า “กระบวนการอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ซอฟต์แวร์” RPA ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ RPA เหมือนกับ “การบันทึกมาโครใน Excel” แต่ทำได้กับทุกโปรแกรม ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชีที่ต้องบันทึกรายการจากใบกำกับภาษี 200 ใบต่อวัน แทนที่จะจ้างคนนั่งพิมพ์ บอท RPA สามารถอ่านเอกสาร คัดลอกเลขที่ ยอดเงิน วันที่ แล้วกรอกลงโปรแกรมให้ทั้งหมด ประเภทของ RPA — Attended, Unattended และ Hybrid RPA แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก เลือกใช้ตามลักษณะงานที่ต้องการ ประเภท ลักษณะ เหมาะกับงาน Attended RPA ทำงานร่วมกับคน เปิดใช้เมื่อคนสั่ง งานที่ต้องตัดสินใจบางขั้นตอน เช่น ตอบแชทลูกค้าโดยบอทช่วยดึงข้อมูล Unattended RPA ทำงานเองทั้งหมดไม่ต้องมีคนดู งานที่มีขั้นตอนชัดเจน เช่น ประมวลผลใบแจ้งหนี้กลางคืน Hybrid RPA ผสมทั้งสองแบบ งานที่เริ่มอัตโนมัติแต่บางจุดต้องให้คนอนุมัติ เช่น ตรวจเอกสาร แล้วส่งให้หัวหน้าอนุมัติ สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น Attended RPA มักเหมาะที่สุด เพราะยังสามารถควบคุมและเรียนรู้การทำงานของบอทไปพร้อมกัน ข้อดีของ RPA สำหรับธุรกิจ ธุรกิจที่นำ RPA มาใช้มักเห็นผลใน 3 ด้านหลัก ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน งานที่คนใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวัน เช่น กรอกข้อมูลลูกค้า ตรวจสอบยอดโอน หรือสร้างรายงาน บอท RPA ทำเสร็จได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้พนักงานมีเวลาทำงานที่สร้างมูลค่ามากกว่า เช่น วิเคราะห์ตัวเลขหรือดูแลลูกค้า ลดข้อผิดพลาดจาก Human Error คนพิมพ์ข้อมูลซ้ำทั้งวันย่อมมีโอกาสผิดพลาด แต่บอท RPA ทำตามกฎที่ตั้งไว้ทุกครั้ง ไม่หลุด ไม่ลืม ไม่สลับตัวเลข ซึ่งสำคัญมากสำหรับงานด้านการเงินที่ต้องการความแม่นยำสูง ประหยัดต้นทุนระยะยาว แม้การเริ่มต้นใช้ RPA จะมีค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าและฝึกอบรม แต่เมื่อระบบทำงานแล้ว ต้นทุนต่อรายการจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการจ้างคนทำงานเดิมซ้ำๆ ยิ่งปริมาณงานมากเท่าไร RPA ก็ยิ่งคุ้มค่า ตัวอย่างการใช้ RPA ในธุรกิจ SME RPA ไม่ได้เหมาะเฉพาะบริษัทใหญ่เท่านั้น SME ก็นำมาใช้ได้ในหลายส่วนงาน ด้านบัญชีและการเงิน สายงานบัญชีได้ประโยชน์จาก RPA มากที่สุด เพราะมีงานซ้ำปริมาณมากและต้องการความถูกต้องสูง ตัวอย่างที่องค์กรใช้กันจริง ได้แก่ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นการใช้ RPA แบบแยกต่างหาก (standalone) ซึ่งเหมาะกับองค์กรที่มีระบบหลายตัวไม่เชื่อมกัน สำหรับ SME ที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อยู่แล้ว งานเหล่านี้หลายอย่างถูกทำให้อัตโนมัติอยู่ในระบบแล้ว ไม่ต้องตั้งค่าบอทแยก งาน HR และเงินเดือน ฝ่ายบุคคลใช้ RPA ช่วยประมวลผลเงินเดือน คำนวณค่าล่วงเวลา ส่งสลิปเงินเดือนอัตโนมัติ หรือตรวจสอบใบลาของพนักงาน ธุรกิจที่มีพนักงาน 20-50 คนเริ่มเห็นผลชัดเจนว่าลดเวลาฝ่าย HR ได้หลายชั่วโมงต่อเดือน งานขาย การตลาด และดูแลลูกค้า บอท RPA ช่วยดึงข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง (อีเมล แชท เว็บไซต์) มารวมไว้ที่เดียว สร้างรายงานยอดขายรายวัน หรือส่งอีเมลแจ้งเตือนลูกค้าที่ค้างชำระโดยอัตโนมัติ RPA กับ AI ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนว่า RPA กับ AI เหมือนกันหรือไม่ คำตอบสั้นๆ คือ ไม่เหมือน แต่ใช้ร่วมกันได้ เกณฑ์ RPA AI (Artificial Intelligence) หลักการ ทำตามกฎที่ตั้งไว้ (rule-based) เรียนรู้และตัดสินใจเองได้ ข้อมูลที่จัดการ ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัด เช่น ตาราง แบบฟอร์ม ข้อมูลไม่มีโครงสร้าง เช่น ภาพ เสียง ข้อความอิสระ ตัวอย่าง คัดลอกข้อมูลจาก Excel ลง ERP แยกหมวดหมู่ใบเสร็จจากภาพถ่าย ความซับซ้อน ตั้งค่าง่าย ไม่ต้อง train model ต้อง train ด้วยข้อมูลจำนวนมาก ในทางปฏิบัติ หลายธุรกิจเริ่มรวม RPA เข้ากับ AI เรียกว่า Intelligent Automation เช่น ใช้ AI อ่านใบเสร็จจากภาพถ่ายแล้วส่งข้อมูลให้ RPA บันทึกลงระบบต่อ หรือใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มรายจ่ายแล้วให้ RPA สร้างรายงานสรุปอัตโนมัติทุกสัปดาห์ สำหรับ SME ที่กำลังตัดสินใจ ถ้ามีงานซ้ำที่ขั้นตอนชัดเจน เริ่มจาก RPA ก่อนได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอ AI เครื่องมือ RPA ยอดนิยม เครื่องมือ RPA ที่ใช้กันแพร่หลายมีหลายตัว แต่ละตัวเหมาะกับขนาดธุรกิจต่างกัน เครื่องมือ จุดเด่น เหมาะกับ UiPath ใช้งานง่าย มี community ใหญ่ ธุรกิจทุกขนาด มี plan ฟรีสำหรับทดลอง Power Automate (Microsoft) เชื่อมกับ Microsoft 365 ได้ทันที ธุรกิจที่ใช้ Microsoft อยู่แล้ว Automation Anywhere รองรับ cloud + on-premise องค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ Blue Prism เน้นความปลอดภัยระดับสูง ธุรกิจที่มีข้อกำหนดด้าน compliance สำหรับ SME ไทย Power Automate มักเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายที่สุด เพราะ Microsoft 365 หลาย SME ใช้อยู่แล้ว RPA กับอนาคตของงานบัญชี SME เทรนด์ในปี 2026 คือการรวม RPA เข้ากับ AI และระบบ Cloud Accounting ให้ทำงานสอดประสานกัน เช่น ระบบบัญชีออนไลน์สมัยใหม่มีฟีเจอร์ OCR สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ซึ่งเป็นการผสาน AI + RPA เข้าไปในเครื่องมือที่ SME ใช้งานอยู่ทุกวัน สำหรับ SME ไทย ไม่จำเป็นต้องลงทุนกับ RPA แยกต่างหาก เพราะโปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวเริ่มรวม automation เข้ามาในตัว ช่วยทำงานซ้ำให้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่าบอทเอง ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายจ่ายอัตโนมัติ หรือระบบออกใบเสนอราคาที่ดึงข้อมูลลูกค้าจากฐานข้อมูลมากรอกให้เอง ล้วนเป็นหลักการเดียวกับ RPA แต่ซ่อนอยู่ในเครื่องมือที่ใช้ทุกวัน สรุป: RPA คือตัวช่วยลดงานซ้ำ ให้คุณโฟกัสงานที่สำคัญกว่า เริ่มลดงานซ้ำด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คือโปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ที่มี AI ช่วยสแกนเอกสาร บันทึกรายการอัตโนมัติ และสร้างรายงานภาษีให้พร้อมยื่น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ RPA RPA เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน RPA เหมาะกับธุรกิจทุกขนาดที่มีงานซ้ำปริมาณมาก SME ที่มีพนักงาน 5-50 คนเริ่มเห็นผลชัด โดยเฉพาะงานบัญชีที่ต้องคีย์ข้อมูลเอกสารหลายร้อยรายการต่อเดือน ยิ่งปริมาณงานซ้ำมาก RPA ยิ่งคุ้มค่า RPA Developer คืออะไร RPA Developer คือคนที่ออกแบบและพัฒนาบอทให้ทำงานตามขั้นตอนที่ธุรกิจต้องการ ใช้เครื่องมืออย่าง UiPath หรือ Power Automate ในการสร้าง workflow โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดจากศูนย์ เพราะเครื่องมือส่วนใหญ่รองรับการตั้งค่าแบบ drag-and-drop RPA ต้องเขียนโค้ดเองไหม เครื่องมือ RPA ส่วนใหญ่ออกแบบมาให้ตั้งค่าแบบ “ลากวาง” (low-code/no-code) คนที่ไม่มีพื้นฐานโปรแกรมก็ใช้ได้ แต่ถ้าต้องการปรับแต่งขั้นสูง เช่น เชื่อมกับระบบ API ของบริษัท ก็อาจต้องเขียนโค้ดบางส่วน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

แจ้งเข้าประกันสังคม วิธียื่น เอกสาร และเงินสมทบ ฉบับนายจ้าง

รับพนักงานใหม่เข้าทำงานแล้ว สิ่งที่ต้องทำทันทีคือแจ้งเข้าประกันสังคมให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด ไม่อย่างนั้นอาจเจอค่าปรับสูงถึง 20,000 บาท (ถ้าเพิ่งเปิดบริษัทใหม่ อ่านคู่มือจดทะเบียนบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนประกอบด้วย) ประกันสังคม คืออะไร ทำไมนายจ้างต้องแจ้งเข้า ประกันสังคม คือระบบสวัสดิการที่รัฐจัดขึ้น ให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ ว่างงาน และกรณีสงเคราะห์บุตร (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) ตามกฎหมายประกันสังคม นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและแจ้งลูกจ้างเข้าประกันสังคมทุกคน หากไม่ทำอาจมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ประกันสังคมมาตรา 33 สำหรับพนักงาน พนักงานบริษัทที่ทำงานประจำจัดอยู่ในมาตรา 33 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความคุ้มครองมากที่สุด ครอบคลุม 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ส่วนมาตรา 39 คือผู้เคยเป็นพนักงานแล้วลาออกแต่สมัครใจจ่ายต่อเอง และมาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่ทั้งสองมาตรานี้ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของนายจ้างโดยตรง สิทธิประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับจากประกันสังคม มาตรา 33 การแจ้งเข้าประกันสังคมให้พนักงานไม่ใช่แค่หน้าที่ตามกฎหมาย แต่ยังเป็นสวัสดิการสำคัญที่ช่วยดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงานด้วย สิทธิประโยชน์หลักมีดังนี้ นายจ้างต้องแจ้งเข้าประกันสังคมเมื่อไร? กำหนดเวลาและเดดไลน์ ตามกฎหมายประกันสังคมที่กำหนดไว้ นายจ้างต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเข้าประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานใหม่คนแรกหรือพนักงานเพิ่มเติม สถานการณ์ กำหนดเวลา หมายเหตุ เปิดบริษัทใหม่ มีลูกจ้างคนแรก ภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้าง ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้าง + แจ้งลูกจ้าง พร้อมกัน รับพนักงานเพิ่ม (ขึ้นทะเบียนนายจ้างแล้ว) ภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน แจ้งเฉพาะลูกจ้างเข้าใหม่ พนักงานลาออก ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่ลาออก ใช้แบบ สปส. 6-09 หากไม่แจ้งภายในกำหนด นายจ้างมีความผิดตามกฎหมาย อาจถูกปรับไม่เกิน 20,000 บาท และต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มอีก 2% ต่อเดือน เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับแจ้งเข้าประกันสังคม เอกสารที่ต้องใช้จะต่างกันตามสถานะของนายจ้างและลูกจ้าง ตรวจสอบให้ครบก่อนยื่นเพื่อไม่ต้องแก้ไขซ้ำ เอกสารสำหรับบริษัทเปิดใหม่ (ขึ้นทะเบียนนายจ้างครั้งแรก) นายจ้างที่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม ต้องเตรียมเอกสารเหล่านี้ เอกสารฝั่งลูกจ้าง: กรณีไม่เคยมีประกันสังคม (สปส. 1-03) และกรณีเคยมีแล้ว (สปส. 1-03/1) เอกสารฝั่งลูกจ้างต่างกันตามสถานะการเป็นผู้ประกันตน ประเภทลูกจ้าง แบบฟอร์มที่ใช้ เอกสารเพิ่มเติม ไม่เคยมีประกันสังคม (เช่น เด็กจบใหม่) สปส. 1-03 (ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนใหม่) สำเนาบัตรประชาชน + เลือกโรงพยาบาลตามสิทธิ เคยมีประกันสังคมแล้ว (เคยทำงานที่อื่นมาก่อน) สปส. 1-03/1 (แจ้งการรับผู้ประกันตนเข้าทำงาน) สำเนาบัตรประชาชน + เลขที่บัตรประกันสังคมเดิม ข้อสำคัญ ถ้าใช้แบบฟอร์มผิดประเภท เอกสารจะถูกตีกลับ ให้ถาม พนักงานตั้งแต่วันแรกว่าเคยมีประกันสังคมมาก่อนหรือไม่ วิธีแจ้งเข้าประกันสังคมออนไลน์ ผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันนายจ้างสามารถยื่นเอกสารประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมได้ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานเอง ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม) อัตราเงินสมทบประกันสังคม 2569 และวิธีคำนวณ เงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 เรียกเก็บจากทั้งนายจ้างและลูกจ้าง โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนที่กำหนด รายการ อัตรา หมายเหตุ ลูกจ้างจ่าย 5% ของเงินเดือน สูงสุดไม่เกิน 875 บาท/เดือน นายจ้างจ่าย 5% ของเงินเดือน สูงสุดไม่เกิน 875 บาท/เดือน ฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณ ขั้นต่ำ 1,650 บาท สูงสุด 17,500 บาท ปรับใหม่ปี 2569-2571 (จากเดิม 15,000 บาท) (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม ฐานค่าจ้างสูงสุดปรับเป็น 17,500 บาท มีผลปี 2569-2571 ตรวจสอบอัตราเงินสมทบล่าสุด) ตัวอย่างการคำนวณเงินสมทบ สูตรคำนวณเงินสมทบแต่ละฝ่ายต่อเดือน ฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณ (สูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท) × 5% = เงินสมทบที่ต้องหักนำส่ง (บาท) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับพนักงานใหม่ 3 คน เงินเดือนต่างกัน พนักงาน เงินเดือน ฐานที่ใช้คำนวณ เงินสมทบลูกจ้าง (5%) เงินสมทบนายจ้าง (5%) คนที่ 1 15,000 บาท 15,000 บาท 750 บาท 750 บาท คนที่ 2 17,500 บาท 17,500 บาท 875 บาท 875 บาท คนที่ 3 50,000 บาท 17,500 บาท 875 บาท 875 บาท รวม 2,500 บาท/เดือน 2,500 บาท/เดือน จากตัวอย่างจะเห็นว่า ไม่ว่าเงินเดือนจะสูงแค่ไหน เงินสมทบสูงสุดต่อคนคือ 875 บาท/เดือน เพราะเพดานเงินเดือนที่ใช้คำนวณปรับเป็น 17,500 บาทตั้งแต่ปี 2569 นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบ (ทั้งส่วนของตัวเองและส่วนที่หักจากลูกจ้าง) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นอกจากประกันสังคมแล้ว นายจ้างยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงานทุกเดือนด้วย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อแจ้งเข้าประกันสังคม หลายบริษัทเจอปัญหาที่แก้ได้ง่ายถ้ารู้ล่วงหน้า บทสรุป การแจ้งเข้าประกันสังคมไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ถ้าเตรียมตัวถูกจะจบได้ภายในไม่กี่นาทีผ่านระบบออนไลน์ สิ่งที่ต้องจำคือ แจ้งภายใน 30 วัน ใช้แบบฟอร์มให้ถูกประเภท (สปส. 1-03 หรือ สปส. 1-03/1) และนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป จัดการเงินเดือนและประกันสังคมให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินสมทบอัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และเชื่อมข้อมูลเข้าระบบบัญชีครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแจ้งเข้าประกันสังคม พนักงาน Part-time หรือสัญญาจ้างชั่วคราว ต้องแจ้งเข้าประกันสังคมไหม? ต้องแจ้ง ถ้าพนักงานทำงานตั้งแต่ 1 วันขึ้นไปและมีนิติสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง กฎหมายไม่ได้ยกเว้นตามจำนวนชั่วโมงหรือประเภทสัญญา ยกเว้นกรณีจ้างทำของ (freelance) ที่ไม่ถือเป็นลูกจ้าง ถ้าพนักงานย้ายมาจากบริษัทอื่น สิทธิประกันสังคมจะขาดช่วงไหม? ไม่ขาดช่วง ถ้านายจ้างใหม่แจ้งเข้าภายใน 30 วัน ระบบจะเชื่อมต่อสิทธิให้อัตโนมัติ แต่ถ้าแจ้งช้ากว่านั้น พนักงานอาจมีช่วงที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง นายจ้างเปลี่ยนที่อยู่บริษัท ต้องแจ้งประกันสังคมด้วยไหม? ต้องแจ้ง ภายใน 15 วันนับจากวันที่เปลี่ยนแปลง ยื่นแบบ สปส. 6-15 ผ่านระบบ e-Service หรือไปที่สำนักงานประกันสังคมเขตที่ตั้งใหม่ จ้างลูกจ้างต่างด้าว ต้องแจ้งเข้าประกันสังคมไหม? ต้องแจ้ง ลูกจ้างต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้อง มีสิทธิได้รับความคุ้มครองประกันสังคมเช่นเดียวกับลูกจ้างสัญชาติไทย

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

ค่า GP คืออะไร เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทั้ง 4 แพลตฟอร์ม

ในยุคที่การซื้อของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ทุกแพลตฟอร์มแข่งขันแจกโค้ดส่วนลดให้กับผู้ใช้งาน โดยหักส่วนต่างมาจากค่าธรรมเนียมผู้ขาย ทำให้ค่า GP (Gross Profit Fee) กลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ ที่ผู้ขายออนไลน์ทุกคนต้องเข้าใจ ที่หากตั้งราคาผิด จากได้กำไรอาจกลายเป็นเข้าเนื้อแบบไม่รู้ตัว บทความนี้จะพามารู้จักกับค่า GP พร้อมเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทุกรายการ จากทั้ง Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Thaimart แนะนำวิธีการคำนวณต้นทุนจริง อธิบายผ่านตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และเจาะลึกต้นทุนแฝง เพื่อให้ได้กำไรตามต้องการ ค่า GP คืออะไร ทำไมผู้ขายออนไลน์ต้องรู้ ค่า GP (Gross Profit Fee) คือค่าธรรมเนียมการขาย ที่จะหักจากยอดขายทุกออเดอร์ ก่อนจะโอนเงินให้ผู้ขาย โดยค่า GP แต่ละหมวดสินค้าจะมีอัตราที่แตกต่างกัน แต่หากผู้ขายไม่มีรายได้ แพล็ตฟอร์มก็จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าขายไม่ได้ก็ไม่จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ นอกเหนือจากค่า GP แล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นที่ผู้ขายต้องรับผิดชอบ อาทิ ยิ่งช่วงหลังมานี้ ทุกแพลตฟอร์มต่างปรับขึ้นค่าธรรมเนียมกันอย่างพร้อมหน้า ทั้ง Shopee และ Lazada ที่ขึ้นครั้งละ 1-2% หากผู้ขายไม่ติดตามข่าว อาจตั้งราคาพลาดจนกำไรบางแบบไม่รู้ตัว แพลตฟอร์ม E-Commerce ยังมีหน้าที่นำส่งข้อมูลรายได้ให้กับกรมสรรพากร ผู้ค้าออนไลน์จึงต้องเข้าใจภาษีสำหรับผู้ค้าออนไลน์เพิ่มเติมด้วย เพื่อไม่ให้พลาดเรื่องการจัดการภาษี รู้จัก 4 แพลตฟอร์ม เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ก่อนเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ผู้ขายควรเข้าใจในจุดแข็งของแต่ละแพล็ตฟอร์มก่อน ซึ่งมีกลุ่มลูกค้า ความต้องการ และอัตรา GP ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละหมวด การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับธุรกิจ จะช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ส่วนแบ่งการตลาด ในประเทศไทย มากกว่า 50% ประมาณ 33% ประมาณ 17% ยังไม่มีข้อมูล จุดแข็งแพลตฟอร์ม ฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด บริการหลากหลาย เน้นขายผ่านวิดีโอ ไลฟ์สด ปักตะกร้า LazMall เน้นความน่าเชื่อถือ สินค้าต้องระบุที่มาให้ชัดเจน และไม่เก็บ GP ปีแรก ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทย อ้างอิงจาก DataGlass Research “SEA Seller Market Research 2026” และ Tuke Marketing แม้ว่าสินค้าที่คุณมีอาจไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแพลตฟอร์ม แต่การตั้งร้านค้าให้ครบทุกแพลตฟอร์ม ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม จึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ากับการตั้งร้านค้าให้ครอบคลุมทุกความต้องการ เปรียบเทียบค่า GP แต่ละแพลตฟอร์ม ตามหมวดสินค้า แต่ละแพลตฟอร์มคิดค่า GP และค่าธรรมเนียม ในแต่ละหมวดสินค้าไม่เท่ากัน ผู้ขายจึงต้องรู้ค่า GP ตามประเภท สินค้าของตนเอง เพื่อการตั้งราคาให้เหมาะสม โดยตารางด้านล่างนี้แสดงหมวดสินค้าหลัก และอัตราค่า GP ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 7.45-19.26% 6.42-10.70% 5.89-16.05% ไม่เรียกเก็บค่า GPในปีแรก* สินค้าแฟชัน 18.73%-19.26% 10.70%-11.77% 16.05%-17.12% สินค้าอุปโภคบริโภค FMCG 16.05% 10.70% 16.05% สินค้าทั่วไป 14.98%-19.26% 9.63-10.70% 10.17%-16.05% *Thaimart มีนโยบายยกเว้นค่า GP 0% ในปีแรกถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 ก่อนจะเรียกเก็บเป็นขั้นบันได โดยปรับเป็น 5% ในปีที่สอง, 8% ในปีที่สาม, และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 3.21% จะได้รับการยกเว้นถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น ตามข้อมูลจาก Thaimart Official Facebook Page ตัวอย่างคำนวณค่าธรรมเนียมและ GP จากแต่ละแพลตฟอร์ม เมื่อดูแค่ตัวเลข GP หลายคนอาจเข้าใจว่าการขายผ่าน TikTok Shop จะถูกหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มน้อยที่สุด แต่เมื่อคำนวณค่าธรรมเนียมทุกรายการเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นรายรับสุทธิที่วัดผลได้ดีกว่าแค่การดูยอด GP ในกรณีตัวอย่างจริง ผู้ขายตั้งราคาขายทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยมที่ 1,000 บาท ส่วนลดร้านค้า 100 บาท ลูกค้าจึงจ่ายจริงเพียง 900 บาท Shopee TikTok Shop Lazada ราคาขายตั้งต้น 1,000 บาท ส่วนลดผู้ขาย -100 บาท ราคาที่ลูกค้าจ่าย 900 บาท ค่าคอมมิชชัน (GP) สำหรับกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค 900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10.70% = 96.30 บาท 900 x 16.05% = 144.45 บาท ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Transaction Fee)  900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า(Commerce Growth Fee) – 900 x 8.03% = 72.27 บาท – Platform Fee 1.07 บาท 1.07 บาท – รายรับสุทธิ 725.59 บาท 701.47 บาท 726.66 บาท คิดเป็นค่าธรรมเนียมรวม 19.38% 22.06% 19.26% * ค่า GP ปัจจุบันของแต่ละแพลตฟอร์ม อ้างอิงข้อมูลจากวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569 แม้ TikTok Shop จะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น แต่ด้วยธรรมชาติของแพลตฟอร์มที่เน้นการขายด้วยวิดีโอ จึงมีระบบ Affiliate ที่แข็งแกร่งกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ผู้ใช้งานจึงมีโอกาสค้นพบสินค้าของคุณได้รวดเร็ว ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ TikTok Shop กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ผู้ขายไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ แต่ละแพลตฟอร์มอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ค่าแคมเปญโปรโมชันตามช่วงเวลา ส่วนลดคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ผู้ขายจึงควรหมั่นตรวจสอบรายรับสุทธิ และติดตามข่าวสารจากแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ  สำหรับรายละเอียดค่าธรรมเนียม Shopee แบบครบทุกรายการที่ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณค่าธรรมเนียม Shopee 2569 นอกจากค่า GP ผู้ขายมีต้นทุนอะไรอีก โดยเฉลี่ยแล้ว แพลตฟอร์ม E-Commerce จะหักค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 19-22% สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ใช้อ้างอิงในบทความ ทำให้ผู้ขายหลายรายเข้าใจว่า ต้นทุนของตนเองมีแค่ต้นทุนสินค้า รวมกับค่า GP ของแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ยังมีต้นทุนแฝงอื่นอีก อาทิ ตัวอย่างการคิดต้นทุนสินค้า การคำนวณต้นทุนจริง ทำได้โดยการจับเอาค่าใช้จ่ายทุกอย่าง มาหารเฉลี่ยลงในสินค้า เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด การคำนวณให้แยกออกเป็นสามส่วน โดยจะใช้ตัวอย่างเป็นทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยม ที่ตั้งราคาขายจริง 900 บาทเหมือนเดิม และสมมติให้ต้นทุนสินค้าอยู่ที่ 300 บาท ส่วนที่ 1: ต้นทุนสินค้า ราคาทุเรียน 300 บาท ส่วนที่ 2: ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น ค่า GP แพลตฟอร์ม (หมวดผลไม้สด ประมาณ 20-23%) 900 x 20-23% = 180-207 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ พิมพ์กล่องกันกระแทก 15 บาท ส่วนที่ 3: ต้นทุนคงที่ และต้นทุนแฝง ค่าโฆษณาและการตลาด 10 บาท ค่าแรงพนักงาน คนแพ็คสินค้า 20 บาท ค่าความเสี่ยง สินค้าเสียหาย(ตีเผื่อไว้ 5% ของต้นทุน) 15 บาท สรุปต้นทุน (1)+(2)+(3) 540-567 บาท เมื่อกางต้นทุนออกมาชัดเจน จะเห็นได้ชัดว่าราคาขายบนแพลตฟอร์ม 900 บาท หลังหักกับต้นทุน 540-567 บาท จะเหลือกำไรจริงเพียงแค่ 333-360 บาทเท่านั้น ดังนั้น ผู้ขายจึงควรมองหาวิธีการลดต้นทุน ด้วยวิธีการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า หาผลิตภัณฑ์อื่นมาขายเสริม หรืออาจพิจารณาเข้าร่วมแคมเปญต่างๆ เพื่อให้มียอดขายและกำไรที่มากขึ้น สรุป : เปรียบเทียบค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ไทย ค่า GP เป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียม E-Commerce ทั้งหมด ผู้ขายออนไลน์จึงต้องจำ 3 เรื่องนี้ จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อขายของบนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน การจัดการบัญชีด้วยมือจะยุ่งยากและมีโอกาสเสี่ยงที่จะผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับธุรกิจ E-Commerce สามารถนำเข้ารายรับ-รายจ่ายจากทุกแพลตฟอร์ม ผ่านช่องทาง API เชื่อมต่อกับระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ได้อัตโนมัติ พร้อมดูรายงานกำไร-ขาดทุนได้แบบ Real-time และเตรียมเอกสารภาษีได้ครบในที่เดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ค่า GP กับค่าธรรมเนียมรวม ต่างกันอย่างไร ค่า GP คือค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มเก็บจากยอดขาย ส่วนค่าธรรมเนียมรวมยังรวมถึง Payment Fee, Commerce Growth Fee (เฉพาะ TikTok Shop) และ Platform Fee อีกด้วย ตัวอย่างเช่น TikTok Shop เก็บ GP เพียง 10.70% แต่ค่าธรรมเนียมรวมจริงสูงถึง 22.06% ขายของผ่านไลฟ์สด เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกไหม การขายสินค้าผ่านไลฟ์สดไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม แต่อาจจะมีค่า Affiliate Commission ที่ต้องจ่ายให้ครีเอเตอร์ที่ช่วยขายสินค้า สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักคือการใช้ Affiliate สามารถทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องแลกกับกำไรต่อชิ้นที่ลดลง โดยเฉพาะกับแพล็ตฟอร์ม TikTok Shop ที่ครีเอเตอร์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูง ค่า GP คิดจากราคาตั้งต้นหรือราคาที่ลูกค้าจ่ายจริง ทุกแพลตฟอร์มคิดค่า GP จากราคาที่ลูกค้าจ่ายจริงหลังหักส่วนลดร้านค้า ไม่ใช่ราคาตั้งต้น ตัวอย่างเช่น ตั้งราคา 1,000 บาท ลดเอง 100 บาท ลูกค้าจ่าย 900 บาท แพลตฟอร์มจะคิด GP และค่าธรรมเนียมอื่นๆ จากรายรับ 900 บาท แพลตฟอร์มไหนหักค่าธรรมเนียมน้อยที่สุด แต่ละแพลตฟอร์มมีอัตราการหักค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป ตามหมวดหมู่ของสินค้า และอัตราค่าบริการต่างๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผู้ขายจึงต้องคอยติดตามข่าวสารต่อเนื่อง แต่สำหรับผู้ขายรายใหม่อาจพิจารณา Thaimart ที่ยังไม่เรียกเก็บค่า GP ในปีแรก ทำให้เป็นตัวเลือกที่ต้นทุนต่ำสุด Thaimart ไม่เก็บค่า GP จริงหรือ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง Thaimart เป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce ของไทย เปิดให้บริการเดือนกรกฎาคม 2569 มีจุดเด่นคือการไม่เก็บค่า GP ในปีแรก สำหรับผู้ขายที่เปิดร้านก่อนวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 หลังจากนั้นจะเริ่มเก็บเป็นขั้นบันได คือ 5% ในปีที่สอง 8% ในปีที่สาม และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงินยกเว้นถึง 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น อ้างอิงจาก: DataGlassLabs, Tuke Marketing, BangkokPost   

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

28 min

ค่าใช้จ่ายบริษัท มีอะไรบ้าง รวม 17 คำถามยอดนิยม

เลี้ยงข้าวพนักงาน ลงค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เติมน้ำมันรถตัวเอง เบิกได้มั้ย จ้างแฟนเป็นพนักงาน สรรพากรจะว่าอะไรไหม ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ คำถามเหล่านี้คงวนอยู่ในหัวบ่อยๆ บทความนี้รวมคำตอบ 17 เคสที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยที่สุด ตอบชัดเจนว่า ได้ หรือ ไม่ได้ พร้อมบอกเอกสารที่ต้องมีในแต่ละกรณี ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจเสมอ ค่าใช้จ่ายบริษัทคืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท ค่าใช้จ่ายบริษัท คือเงินที่บริษัทจ่ายออกไปเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ หรือค่าโฆษณา เวลาคำนวณกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตัวเลขที่เหลือจริงก่อนคิดภาษี) บริษัทจะเอาค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปหักจากรายได้ได้ ยิ่งหักได้มาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่บริษัทจ่ายจะเอามาหักภาษีได้ สรรพากรแบ่งไว้ชัดเจน 2 ประเภท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ทางภาษี (Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจจริงๆ มีหลักฐานครบ และไม่ถูกห้ามตามกฎหมาย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (การทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ซื้อคอมฯ 30,000 บาท ใช้ 3 ปี หักปีละ 10,000 บาท) รายจ่ายต้องห้าม (Non-Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่สรรพากรไม่ยอมให้เอามาหักภาษี ถึงจ่ายจริงก็ตาม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี เช่น หลักง่ายๆ ของสรรพากร: 3 เงื่อนไขที่ต้องครบ ค่าใช้จ่ายจะหักภาษีได้ ต้องผ่านเงื่อนไข 3 ข้อนี้ครบทุกข้อ หากขาดข้อไหนข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมให้หักค่าใช้จ่าย บริษัทอาจโดนเรียกภาษีคืนย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ รู้ตารางสรุป 17 เคส: เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เคส ผล เงื่อนไขสำคัญ 1. เลี้ยงข้าวพนักงาน ✅ ได้ เป็นสวัสดิการ มีใบเสร็จและรายชื่อ 2. เติมน้ำมันรถตัวเอง ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องจดภายใต้ชื่อบริษัท หรือมีนโยบายเบิกจ่ายชัดเจน 3. ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษลูกเจ้าของบริษัท ❌ ไม่ได้ เป็นรายจ่ายส่วนตัว 4. เจ้าของบริษัทไปหาหมอ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุในระเบียบบริษัท 5. เลี้ยงลูกค้า ของขวัญลูกค้า ✅ ได้ ค่ารับรอง ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ 6. ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ✅ ได้ ใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท และใช้เพื่อการทำงานจริง 7. ค่าเน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ⚠️ มีเงื่อนไข มีนโยบาย WFH และต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัด 8. ทริปท่องเที่ยว อ้างว่าดูงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีการดูงานจริง มีกำหนดการ และรายงานสรุป 9. เสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ❌ ไม่ได้ ถือเป็นของใช้ส่วนตัว ยกเว้นชุดยูนิฟอร์มบริษัท 10. เช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีสัญญาเช่าและเอกสารจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัท 11. ซ่อมแอร์ออฟฟิศที่บ้าน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง 12. ค่าน้ำมัน ซ่อมรถ ทางด่วน ที่จอด ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องอยู่ในชื่อบริษัท มี log book นโยบายเบิกชัดเจน 13. ประกันชีวิต ประกันสุขภาพเจ้าของ ⚠️ มีเงื่อนไข เป็นสวัสดิการกรรมการในระเบียบบริษัท 14. คอร์สเรียน โค้ช สัมมนา ✅ ได้ เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ต้องมีใบเสร็จ 15. จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องทำงานจริง เงินเดือนสมเหตุสมผล 16. โบนัส commission ไม่มี KPI ⚠️ มีความเสี่ยง ต้องมีเกณฑ์จ่าย และมติที่ประชุม 17. ของใช้ในบ้าน อ้างว่าออฟฟิศ ❌ ไม่ได้ หากถูกตรวจสอบ สรรพากรจะพบได้ง่าย ด้านล่างนี้คือรายละเอียดทุกเคส ตอบแบบเจาะลึกพร้อมเอกสารที่ต้องเตรียม เลี้ยงข้าวพนักงาน เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการหรือเลี้ยงในโอกาสพิเศษ บริษัทเลี้ยงข้าวพนักงานตอนสิ้นปี จัดเลี้ยงวันเกิด หรือมีข้าวกลางวันให้พนักงานทุกวัน ค่าใช้จ่ายพวกนี้ลงเป็นรายจ่ายบริษัทได้ทั้งหมด แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ให้พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เลี้ยงเฉพาะเจ้าของ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ เติมน้ำมันรถตัวเอง เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้ารถคันนั้นอยู่ในชื่อบริษัท ค่าน้ำมันลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้เลย แต่ถ้าเป็นรถส่วนตัวของเจ้าของ ต้องมีนโยบายเบิกค่าน้ำมันของบริษัทอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องพิสูจน์ได้ว่าใช้รถเพื่อธุรกิจจริง โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ่ายค่าเทอมลูกเจ้าของบริษัท (กรรมการ) ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เพราะเป็นรายจ่ายส่วนตัวของกรรมการ เพราะค่าเทอมลูกเจ้าของไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ต่อให้บริษัทจ่ายจริง ก็ไม่นับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักได้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) และที่แย่กว่านั้น สรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการ ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มอีก 💡 พี่เอกแนะนำ: ถ้าอยากช่วยค่าเทอมลูก ทางที่ดีกว่าคือกำหนดเป็นเงินเดือนกรรมการให้สมเหตุสมผล แล้วเจ้าของเอาเงินเดือนไปจ่ายค่าเทอมเอง วิธีนี้บริษัทหักค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง เจ้าของไปหาหมอ หรือพาลูกไปหาหมอ ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้าบริษัทมีระเบียบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับกรรมการและพนักงานทุกคน ค่าหมอของเจ้าของที่อยู่ในตำแหน่งกรรมการก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ระเบียบต้องให้สิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ใช่กรรมการได้ปีละ 200,000 บาท แต่พนักงานได้แค่ 5,000 บาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ แต่สำหรับค่ารักษาลูกเจ้าของ จะหักได้ก็ต่อเมื่อระเบียบสวัสดิการครอบคลุมถึงบุตรพนักงานด้วย ค่าอาหารเลี้ยงลูกค้า คาราโอเกะ ของขวัญลูกค้า ได้ไหม ✅ ได้ เป็นค่ารับรอง (Entertainment Expense) การเลี้ยงข้าวลูกค้า พาไปคาราโอเกะ หรือส่งกระเช้าปีใหม่ ค่าใช้จ่ายบริษัทพวกนี้ลงเป็นค่ารับรองได้ แต่สรรพากรกำหนดเพดานไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 ว่าหักได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ หรือไม่เกิน 0.3% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า และหักได้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ที่บอกว่าใช้ทำงาน ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าซื้อในนามบริษัทและใช้ทำงานจริง อุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ โน้ตบุ๊ก หรือแท็บเล็ต ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ทั้งหมด ถ้ามูลค่าไม่สูงมากสามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียว แต่ถ้ามูลค่าสูงก็ลงเป็นสินทรัพย์แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าอินเทอร์เน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ได้ไหม ⚠️ ได้บางส่วน แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจน ถ้าบริษัทมีนโยบาย Work From Home อย่างเป็นทางการ สามารถเบิกค่าอินเทอร์เน็ตและค่าไฟบ้านบางส่วน ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องแบ่งสัดส่วนชัดเจนว่าส่วนที่ใช้ทำงานคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าทริปท่องเที่ยวที่บอกว่าไปดูงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าดูงานจริง แต่ถ้าไปเที่ยวแล้วอ้างว่าดูงาน ไม่ได้ สรรพากรแยกชัดมาก ถ้าเป็นการดูงานจริงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าลงทะเบียน หักได้หมด แต่ถ้าเป็นทริปพักผ่อนที่แปะป้ายว่าดูงาน สรรพากรตรวจสอบได้จากเอกสาร โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าเสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เป็นของใช้ส่วนตัว ต่อให้บอกว่าซื้อสูทไปพบลูกค้า หรือซื้อกระเป๋าใส่เอกสาร สรรพากรก็ถือว่าเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ ยกเว้นกรณีเดียว คือยูนิฟอร์มพนักงานที่มีโลโก้บริษัท สั่งทำเหมือนกันทุกคน อันนี้ลงค่าใช้จ่ายได้ เพราะเป็นสวัสดิการทั่วไป ค่าเช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ หรือค่าตกแต่งบ้านทำงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายคนใช้บ้านตัวเองเป็นออฟฟิศ ค่าเช่าส่วนที่ใช้เป็นสำนักงานหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีสัญญาเช่าอย่างเป็นทางการ และจดทะเบียนที่อยู่บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทกับ DBD (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หน่วยงานที่ดูแลเรื่องจดทะเบียนบริษัท) สำหรับค่าตกแต่ง ถ้าตกแต่งเฉพาะพื้นที่สำนักงาน เช่น ทำห้องประชุม ติดตั้งชั้นวางเอกสาร อันนี้หักได้ แต่ถ้าซื้อโซฟาห้องนั่งเล่น เตียงนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซ่อมแอร์ที่ออฟฟิศที่บ้าน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง ต่อเนื่องจากเคสก่อนหน้า ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัทแล้ว ค่าซ่อมแอร์ในพื้นที่สำนักงานก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ถ้าซ่อมแอร์ห้องนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ ค่าทางด่วน ค่าที่จอด ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่ารถเป็นของใคร ถ้าเป็น รถบริษัท (ชื่อบริษัทในทะเบียน) ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม ค่าทางด่วน ค่าที่จอด หักได้ทั้งหมด แต่ค่าเสื่อมราคารถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง หักได้ไม่เกินมูลค่า 1 ล้านบาทตามกฎกระทรวง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) แต่ถ้าเป็น รถส่วนตัว ต้องมีนโยบายเบิกค่าพาหนะของบริษัท มี log book บันทึกการเดินทาง ถึงจะหักได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าประกันชีวิต ประกันสุขภาพของเจ้าของ ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการกรรมการที่ระบุในระเบียบบริษัท บริษัทจ่ายค่าประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพให้กรรมการได้ และหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุไว้ในระเบียบบริษัท และต้องให้สิทธิ์พนักงานทุกคนในระดับเดียวกันด้วย ไม่ใช่มีแต่เจ้าของคนเดียว สิ่งสำคัญคือ เบี้ยประกันที่บริษัทจ่ายให้จะถือเป็นเงินได้ของกรรมการ ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าคอร์สเรียน โค้ช สัมมนา (เจ้าของหรือพนักงาน) ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การส่งพนักงานไปอบรม จ้างโค้ชมาสอนทีม หรือเจ้าของไปเรียนคอร์สที่เกี่ยวกับธุรกิจ ค่าใช้จ่ายบริษัทเหล่านี้หักได้ทั้งหมด รวมถึงค่าลงทะเบียน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก (ถ้าเป็นสัมมนาต่างจังหวัด) แต่ถ้าเจ้าของไปเรียนโยคะ เรียนทำอาหาร หรือเรียนภาษาที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ จะหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำงานจริง และเงินเดือนต้องสมเหตุสมผล การจ้างคนในครอบครัวเป็นพนักงานไม่ผิดกฎหมาย และเงินเดือนนับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักภาษีได้ แต่สรรพากรจะตรวจ 3 จุด โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ โบนัส Commission แบบไม่มี KPI หรือเอกสารรองรับ ได้ไหม ⚠️ เสี่ยงถูกเพิกถอนสูง การจ่ายโบนัสหรือ commission ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีเกณฑ์การจ่ายที่ชัดเจน ถ้าจ่ายแบบอยากจ่ายก็จ่าย โดยไม่มีเกณฑ์วัดผล สรรพากรมีสิทธิ์ถือว่าเป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ และไม่ยอมให้หัก โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าของใช้ในบ้าน แต่อ้างว่าเป็นออฟฟิศ ได้ไหม ❌ ไม่ได้ และสรรพากรตรวจเจอง่ายมาก โดยเฉพาะกับการซื้อของใช้ในบ้าน เช่น ยาซักผ้า เครื่องใช้ในครัว หมอนผ้าห่ม แล้วเอาใบเสร็จมาลงค่าใช้จ่ายบริษัท นี่คือรายจ่ายต้องห้ามชัดเจนตามมาตรา 65 ตรี ค่าใช้จ่ายที่หักได้ ต้องสัมพันธ์กับประเภทธุรกิจ เช่น บริษัทขายซอฟต์แวร์ไม่ควรมีการหักค่าใช้จ่ายน้ำยาซักผ้าทุกเดือน ข้อควรระวังที่สรรพากรมองออกทันที หากโดนสรรพากรตรวจแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสรรพากรตรวจพบว่าบริษัทเอาค่าใช้จ่ายบริษัทที่ไม่ถูกต้องมาหักภาษี จะต้องจ่ายภาษีที่ขาดไปพร้อมกับ สรุป: ค่าใช้จ่ายบริษัทส่วนใหญ่หักได้ ถ้าเตรียมเอกสารให้ครบ จาก 17 เคสที่ตอบไปทั้งหมด จะเห็นว่ามี 4 เคสที่ลงค่าใช้จ่ายได้เลย (เลี้ยงข้าวพนักงาน เลี้ยงลูกค้า ซื้ออุปกรณ์ คอร์สเรียน) อีก 10 เคสที่ได้แต่ต้องมีเอกสารรองรับ และมี 3 เคสที่ไม่ได้เด็ดขาด (ค่าเทอมลูก เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน) โดยสิ่งที่แยกระหว่างได้กับไม่ได้ ไม่ใช่ประเภทค่าใช้จ่าย แต่คือเอกสารที่คุณเตรียมไว้ ธุรกิจที่มีระเบียบชัดเจน มี log book มีใบเสร็จครบ จะหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าธุรกิจที่ไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย Checklist เอกสารพื้นฐาน 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประเภทไหน หลักพื้นฐาน 5 ข้อนี้ช่วยให้ปลอดภัยจากสรรพากร จัดการค่าใช้จ่ายบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่แรก การบันทึกค่าใช้จ่ายให้ถูกหมวดตั้งแต่แรก ช่วยลดปัญหาตอนสรรพากรตรวจ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกค่าใช้จ่าย จัดหมวดหมู่ เก็บหลักฐานดิจิทัล และคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในระบบเดียว พร้อมระบบจัดการสินทรัพย์ที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบริษัท ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของ ถ้าบริษัทจ่ายแทนไปแล้ว ต้องทำยังไง ถ้าบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของไปแล้ว (เช่น ค่าเทอมลูก ค่าเที่ยว) ต้องบันทึกเป็นลูกหนี้กรรมการในบัญชี กรรมการต้องคืนเงินให้บริษัท ไม่เช่นนั้นสรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่ม ค่าใช้จ่ายไม่มีใบเสร็จ ทำยังไง บางกรณีอาจใช้ใบรับเงินหรือใบสำคัญจ่ายที่บริษัททำขึ้นเอง โดยระบุวันที่ จำนวนเงิน ชื่อผู้รับ และให้ผู้รับเงินเซ็นรับ แต่วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะค่าใช้จ่ายเล็กน้อยที่ไม่สามารถขอใบเสร็จได้จริงๆ เช่น ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง จ่ายค่าแรงรายวันให้ช่าง รายจ่ายต้องห้ามยอดฮิต 5 รายการ มีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของกิจการมักเข้าใจผิดว่าหักได้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (เสื้อผ้า ท่องเที่ยว ค่าเทอมลูก), ค่าปรับทุกชนิด (ปรับจราจร ปรับภาษี), รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ, เงินบริจาคที่เกินเพดาน 2% ของกำไรสุทธิ, และรายจ่ายที่พิสูจน์ตัวผู้รับไม่ได้ ค่าใช้จ่ายบริษัท ลงผิดหมวด จะเป็นอะไรไหม การลงผิดหมวดหมู่ทางบัญชีอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้อง และอาจถูกผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกต ที่สำคัญถ้าลงค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ อาจทำให้เสียภาษีขาดและถูกเรียกเงินเพิ่มย้อนหลัง การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดหมวดหมู่อัตโนมัติลดปัญหานี้ได้

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

เจาะโมเดล Thaimart แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย

สงครามอีคอมเมิร์ซแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทุกแพลตฟอร์มต่างลดแลกแจกแถมเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน แต่เมื่อมองดูให้ดี กลับไม่มีผู้ประกอบการไทยเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มอยู่ในนั้น นำมาซึ่ง Thaimart ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยที่พร้อมจะพาผู้ประกอบการไทยพัฒนาไปสู่เวทีโลก ภายใน 2 วันหลังเปิดตัว แอปพลิเคชัน Thaimart มียอดดาวน์โหลดทะลุ 100,000 ครั้ง และมีร้านค้าสมัครเข้ามากว่า 33,000 ราย ถือเป็นสัญญาณดีสำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหน้าใหม่ ที่มาร่วมแข่งขันในตลาดมูลค่ากว่า 1.14 ล้านล้านบาทไทย ในบทความนี้ เราจะพาคุณมารู้จักกับ Thaimart พร้อมเจาะลึกโมเดลธุรกิจ เข้าใจถึงจุดเด่น พร้อมวิธีการสมัครร้านค้าแบบครบทุกขั้นตอน Thaimart คืออะไร Thaimart คือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย เปิดตัวขึ้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการสร้างพื้นที่แข่งขันใหม่ในวงการอีคอมเมิร์ซไทย พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทย ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมอย่างเหมาะสม ให้ผู้ขายมีกำไร และผู้ใช้งานมีตัวเลือกใหม่ Thaimart ใครเป็นเจ้าของ Thaimart ก่อตั้งโดย คุณนอท-พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มสลากกินแบ่งรัฐบาลลอตเตอรี่พลัส ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานหลักล้านราย โดยสำหรับ Thaimart คุณนอทและทีมงานอีกกว่า 450 ชีวิต ได้นำประสบการณ์ด้านธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ มาใช้ซุ่มพัฒนาตลาดแห่งใหม่เป็นเวลากว่า 5 ปี จนออกมาเป็นเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Thaimart ให้ผู้ประกอบการไทยได้ใช้งานกัน Thaimart เก็บค่าธรรมเนียมอย่างไร โดยทั่วไปแล้ว แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขาย หรือค่า GP จากทุกออเดอร์ แต่สำหรับ Thaimart มองว่าค่าธรรมเนียมนี้เป็นภาระต่อผู้ขาย พร้อมชูจุดเด่น ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการขาย ในปีแรก สำหรับร้านค้าที่ทำการสมัครจนเสร็จสมบูรณ์ก่อนวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 Thaimart เรียกเก็บ GP อย่างไร  ค่าธรรมเนียมการขาย (ค่า GP) ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ปีที่ 1 (จนถึง 6 กรกฏาคม 2570) 0% 3%* ปีที่ 2 (จนถึง 6 กรกฏาคม 2571) สูงสุดไม่เกิน 5%  ปีที่ 3 (จนถึง 6 กรกฏาคม 2572) สูงสุดไม่เกิน 8%  ปีที่ 4 เป็นต้นไป สูงสุดไม่เกิน 10%  * ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน จะยกเว้นการเรียกเก็บจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569* ค่าธรรมเนียมข้างต้นเป็นเพดานสูงสุด อาจแตกต่างกันไปในแต่ละหมวดหมู่ และยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม คุณนอทมีความเชื่อว่า “คนไทยไม่ได้อยากได้ของถูก แต่อยากได้ของที่มีคุณภาพและของแท้” และยังเสริมว่า หากผู้ค้าจากแพลตฟอร์มอื่นต้องเสียค่า GP ถึง 30% เลือกมาลดราคาใน Thaimart ผู้ซื้อจะได้ของถูก ผู้ขายจะได้กำไร แพลตฟอร์มไม่ต้องแข่งขันในรูปแบบเดิม ทำให้ไม่ต้องขึ้นค่า GP อย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้ค้ามีกำไร แพลตฟอร์มก็คงอยู่ได้เช่นกัน Thaimart มีจุดเด่นอะไรอีก Thaimart จึงมุ่งมั่นในการสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของคนไทย ที่พร้อมจะช่วยผู้ประกอบการไทย ในการสร้างแบรนด์ของตนเอง โดยมีทั้ง คุณนอทกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของตน กับการสร้างระบบนิเวศของไทย ที่ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการไทย ให้มาร่วมแข่งขันกันในตลาดที่มุ่งเน้นความโปร่งใส มีความเป็นธรรม และอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน โดยคุณนอทยังกล่าวอีกว่า หากแพลตฟอร์มช่วยให้ผู้ขายมีกำไรได้จริง เศรษฐกิจจะดีขึ้นตาม ตามลำดับ รู้จัก 4 แพลตฟอร์ม เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ก่อนเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ผู้ขายควรเข้าใจในจุดแข็งของแต่ละแพล็ตฟอร์มก่อน ซึ่งมีกลุ่มลูกค้า ความต้องการ และอัตรา GP ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละหมวด การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับธุรกิจ จะช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ส่วนแบ่งการตลาด ในประเทศไทย มากกว่า 50% ประมาณ 32% ประมาณ 18% ยังไม่มีข้อมูล จุดแข็งแพลตฟอร์ม ฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด บริการหลากหลาย เน้นขายผ่านวิดีโอ ไลฟ์สด ปักตะกร้า LazMall เน้นความน่าเชื่อถือ สินค้าต้องระบุที่มา ไม่เก็บ GP ปีแรก ตัวอย่างคำนวณค่าธรรมเนียมและ GP จากแต่ละแพลตฟอร์ม เมื่อดูแค่ตัวเลข GP หลายคนอาจเข้าใจว่าการขายผ่าน TikTok Shop จะถูกหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มน้อยที่สุด แต่เมื่อคำนวณค่าธรรมเนียมทุกรายการเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นรายรับสุทธิที่วัดผลได้ดีกว่าแค่การดูยอด GP ในกรณีตัวอย่างจริง ผู้ขายตั้งราคาขายทุเรียนที่ 1,000 บาท ส่วนลดร้านค้า 100 บาท ลูกค้าจึงจ่ายจริงเพียง 900 บาท Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ราคาขายตั้งต้น 1,000 บาท ส่วนลดผู้ขาย -100 บาท ราคาที่ลูกค้าจ่าย 900 บาท ค่าคอมมิชชัน (GP) สำหรับกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค  900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10.70% = 96.30 บาท 900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10% =90 บาท ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า(Commerce Growth Fee) – 900 x 8.03% = 72.27 บาท – – Platform Fee 1.07 บาท 1.07 บาท – – รายรับสุทธิ 725.59 บาท 701.47 บาท 726.66 บาท 781.11 บาท คิดเป็นค่าธรรมเนียมรวม 19.38% 22.06% 19.26% 13.21% * ค่า GP ปัจจุบันของแต่ละแพลตฟอร์ม อ้างอิงข้อมูลจากวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569* ค่า GP ของ Thaimart อ้างอิงจากเพดานสูงสุดในปีที่ 4 (เริ่มใช้วันที่ 7 กรกฏาคม 2572 เป็นต้นไป) แม้ TikTok Shop จะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น แต่ด้วยธรรมชาติของแพลตฟอร์มที่เน้นการขายด้วยวิดีโอ จึงมีระบบ Affiliate ที่แข็งแกร่งกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ผู้ใช้งานจึงมีโอกาสค้นพบสินค้าของคุณได้รวดเร็ว ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ TikTok Shop กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ผู้ขายไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ แต่ละแพลตฟอร์มอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ค่าแคมเปญโปรโมชันตามช่วงเวลา ส่วนลดคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ผู้ขายจึงควรหมั่นตรวจสอบรายรับสุทธิ และติดตามข่าวสารจากแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ  สำหรับรายละเอียดค่าธรรมเนียม Shopee แบบครบทุกรายการ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณค่าธรรมเนียม Shopee 2569 สมัครร้านค้า Thaimart มีเงื่อนไขอะไรบ้าง ด้วยจุดมุ่งหมายในการช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยอย่างเต็มรูปแบบ Thaimart จึงมีนโยบายเกี่ยวกับสินค้า และตัวผู้ประกอบการโดยตรง อาทิ การระบุเงื่อนไขเช่นนี้ แสดงถึงความโปร่งใสของแพลตฟอร์มและผู้ขายในระบบ และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อได้ในระยะยาว วิธีสมัครร้านค้า Thaimart และเอกสารที่จำเป็น ขั้นตอนการสมัครไม่ซับซ้อน ผู้ขายสามารถทำผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ได้เลย เอกสาร KYC/KYB คืออะไร เอกสาร KYC (Know Your Customer) และ KYB (Know Your Business) คือชุดเอกสารที่ใช้เพื่อการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันการทุจริตและการฟอกเงิน หากผู้ขายต้องการสมัครร้านค้าบน Thaimart ต้องจัดเตรียมเอกสาร ดังนี้ สำหรับบุคคลธรรมดา สำหรับนิดิบุคคล เมื่อผู้สมัครส่งเอกสารแล้ว Thaimart จะตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ และอาจไม่เปิดใช้งานหรือระงับบัญชีทันที หากพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง เป็นเท็จ หรือมีการแอบอ้างบุคคลอื่น สรุป: Thaimart น่าลองไหม สำหรับผู้ขายออนไลน์ สำหรับผู้ค้าออนไลน์ที่ต้องการขยายร้านค้าของตน Thaimart นับเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่น่าสนใจ ด้วยนโยบาย GP 0% ในปีแรก ช่วยให้ผู้ขายได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติม Thaimart มีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากระบบอีคอมเมิร์ซทั่วไป โดยเฉพาะกับการเก็บค่า GP ที่ต่ำว่าคู่แข่ง และการหลีกเลี่ยงการทำสงครามราคา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความคุ้มทุนของแพลตฟอร์ม จะไม่ได้มาในช่วงปีแรกๆ แต่อาจต้องใช้เวลาถึง 4-5 ปี  ทั้งนี้ Thaimart ถือเป็นน้ำบ่อใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามาทดลองตลาด และสร้างฐานลูกค้าอย่างไม่ต้องใช้เงินทุน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และเติบโตไปพร้อมกับแพลตฟอร์มสัญชาติไทยอย่างยั่งยืน เปิดร้านบน Thaimart แล้ว อย่าลืมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ  เมื่อเริ่มขายบนหลายแพลตฟอร์ม การจัดการรายรับ-รายจ่ายต้องทำให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกยอดขาย ออกใบเสร็จ หรือเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษี  PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณจัดการบัญชีจากทุกช่องทางขายในที่เดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ออกเอกสารทางบัญชี ไปจนถึงปิดงบการเงิน ทดลองใช้ PEAK ได้ฟรี จัดการบัญชีให้เป็นระบบยิ่งขึ้น คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Thaimart เปิดร้านบน Thaimart ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ผู้ขายออนไลน์มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามปกติ ไม่ว่าจะขายบนแพลตฟอร์มไหน ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย Thaimart ใช้บริษัทขนส่งอะไร ปัจจุบัน Thaimart มีพาร์ทเนอร์บริษัทขนส่งอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ Flash Express, KEX Express และไปรษณีย์ไทย นอกจากนี้ ผู้ส่งยังสามารถดำเนินการจัดส่งสินค้าได้ด้วยตนเอง (Seller Own Fleet) ได้อีกด้วย Thaimart มีเก็บเงินปลายทางไหม ปัจจุบัน Thaimart ยังไม่มีระบบเก็บเงินปลายทาง แต่จะเปิดให้ใช้งานได้ในอนาคต Thaimart เบิกเงินแล้ว ต้องรอนานแค่ไหน ระบบของ Thaimart เมื่อเบิกเงินแล้ว ยอดเงินจะโอนเข้าบัญชีธนาคารภายใน 1-2 วัน Thaimart จะมีระบบนายหน้า (Affiliate) หรือไม่ ระบบนายหน้า หรือระบบปักหมุด จะเริ่มต้นใช้งานในเดือนกันยายน 2569 ทีมงาน Thaimart ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และจะมีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ เป็นระยะๆ อ้างอิง: ThaiRath, DataGlassLab, BangkokPost, Techsauce, MarketingOops

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

เข้าใจเงินเกษียณอายุคืออะไร พร้อมวิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน

พนักงานบริษัทหลายคนรู้ว่าเกษียณแล้วจะได้เงินก้อน แต่ยังไม่ชัดว่าเงินแต่ละส่วนต้องเสียภาษีเท่าไร และส่วนไหนยกเว้นได้ เกษียณอายุคืออะไร กฎหมายกำหนดอายุเกษียณไว้เท่าไร เกษียณอายุ คือการสิ้นสุดการจ้างงานเมื่อลูกจ้างอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อถึงวันเกษียณ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่นเดียวกับกรณีถูกเลิกจ้าง ซึ่งหลายคนไม่ทราบว่ากฎหมายให้สิทธินี้ เพราะคิดว่าเกษียณอายุเป็นการลาออกโดยสมัครใจ แต่ความจริงแล้วการเกษียณอายุตามกฎหมายถือเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน เกณฑ์อายุเกษียณตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118/1 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี แม้นายจ้างไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ก็ตาม ถ้าบริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้ต่ำกว่า 60 ปี ให้ใช้ 60 ปีตามกฎหมาย แต่ถ้ากำหนดไว้สูงกว่า 60 ปี ให้ใช้ตามที่บริษัทกำหนด ค่าชดเชยเกษียณอายุ ได้เท่าไร (วิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน) ลูกจ้างที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับกรณีถูกเลิกจ้าง คำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน อายุงาน ค่าชดเชย 120 วัน ถึง 1 ปี 30 วัน 1 ปี ถึง 3 ปี 90 วัน 3 ปี ถึง 6 ปี 180 วัน 6 ปี ถึง 10 ปี 240 วัน 10 ปี ถึง 20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน ตัวอย่าง: นาย ก (ชื่อสมมุติ) ทำงาน 25 ปี เงินเดือนสุดท้าย 45,000 บาท ค่าชดเชย = (45,000 / 30) x 400 = 600,000 บาท เกษียณอายุแล้วได้เงินจากไหนบ้าง เงินที่ได้รับเมื่อเกษียณอายุมาจากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งมีเงื่อนไขและภาษีต่างกัน แหล่งเงิน ใครจ่าย เงื่อนไข ค่าชดเชยตามกฎหมาย นายจ้าง ได้ทุกคนที่เกษียณ ตามอายุงาน เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน ต้องเป็นสมาชิกกองทุน อายุสมาชิก ≥5 ปี + อายุ ≥55 ปี จึงยกเว้นภาษี เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน (นายจ้างสมทบ) เงื่อนไขเดียวกับเงินสะสม เงินชราภาพจากประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สมทบครบ 180 เดือน = บำนาญ / ไม่ครบ = บำเหน็จ เงินบำเหน็จ/สวัสดิการพิเศษ นายจ้าง ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท เงินเกษียณอายุ เสียภาษียังไง แยกทีละก้อนให้ชัด ค่าชดเชยตามกฎหมาย ค่าชดเชยที่ได้รับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กรณีเกษียณอายุ ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ต้องนำไปคำนวณภาษี ทั้งนี้ กรณีถูกเลิกจ้างที่ไม่ใช่เกษียณอายุ เกณฑ์ยกเว้นจะสูงกว่า คือไม่เกินค่าจ้าง 400 วันสุดท้ายและไม่เกิน 600,000 บาท ตามเกณฑ์ใหม่ที่มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566 ค่าชดเชยเกษียณส่วนที่เกิน 300,000 บาท เลือกยื่นภาษีได้ 2 วิธี วิธีที่ 1 นำไปรวมกับเงินได้อื่น คือนำส่วนที่เกินไปรวมในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ตามปกติ เหมาะกับคนที่เงินได้อื่นน้อย อัตราภาษีรวมไม่สูง วิธีที่ 2 แยกคำนวณโดยไม่นำไปรวม ตามมาตรา 48(5) ประมวลรัษฎากร คำนวณโดยใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 หักค่าใช้จ่าย 7,000 บาทต่อปีที่ทำงาน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แต่ไม่ได้ยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก เหมาะกับคนที่มีเงินได้อื่นสูงอยู่แล้ว ตัวอย่าง: นาย ก ทำงาน 25 ปี ได้ค่าชดเชยเกษียณ 600,000 บาท ส่วนยกเว้น 300,000 บาท ส่วนที่ต้องคำนวณภาษี 300,000 บาท ถ้าเลือกวิธีที่ 2: หักค่าใช้จ่าย 7,000 x 25 ปี = 175,000 บาท เงินได้สุทธิ = 300,000 – 175,000 = 125,000 บาท ภาษี = 125,000 x 5% = 6,250 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วย 3 ส่วน คือเงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์จากการลงทุน เงื่อนไขยกเว้นภาษีมี 2 ข้อต้องเข้าพร้อมกัน คืออายุ 55 ปีขึ้นไป ณ วันที่ออกจากกองทุน และเป็นสมาชิกกองทุนติดต่อกันครบ 5 ปี ถ้าเข้าทั้ง 2 ข้อ เงินทั้งก้อนยกเว้นภาษีทั้งจำนวน ตัวอย่าง: นาย ก อายุ 60 ปี เป็นสมาชิกกองทุน 15 ปี ได้รับเงินสะสม 500,000 เงินสมทบ 500,000 ผลประโยชน์ 300,000 รวม 1,300,000 บาท เข้าเงื่อนไขครบ ยกเว้นภาษีทั้ง 1,300,000 บาท ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข เช่น ลาออกก่อนอายุ 55 ปี หรือเป็นสมาชิกไม่ครบ 5 ปี เงินสะสมของตัวเองไม่ต้องเสียภาษี แต่เงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินชราภาพจากประกันสังคม เงินชราภาพจากประกันสังคมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งจำนวน ไม่ว่าจะเป็นบำนาญหรือบำเหน็จ บำนาญชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะได้รับเงินรายเดือนไปตลอดชีวิต คำนวณจากฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณ 20% บวกเพิ่ม 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่สมทบเกิน 180 เดือน ตัวอย่าง: นาย ก สมทบ 30 ปี (360 เดือน) ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 15,000 บาท อัตราบำนาญ = 20% + (1.5% x 15 ปีที่เกิน) = 42.5% บำนาญ/เดือน = 15,000 x 42.5% = 6,375 บาท บำเหน็จชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเงินก้อนเดียว คือเงินสะสมของตัวเอง + เงินสมทบของนายจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทน ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2570 สำนักงานประกันสังคมจะเริ่มใช้สูตร CARE ในการคำนวณบำนาญ โดยใช้เงินเดือนเฉลี่ยตลอดอายุสมาชิกแทนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เงินเดือนขึ้นเร็วช่วงท้ายได้บำนาญลดลง ควรติดตามรายละเอียดจากสำนักงานประกันสังคม นายจ้างต้องเตรียมอะไรเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ ฝั่งนายจ้างมีสิ่งที่ต้องจัดการหลายอย่าง ทำตามลำดับนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าชดเชยพนักงาน 600,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 5,800 เงินสดหรือธนาคาร 594,200 สรุป เงินเกษียณอายุ สิ่งที่ต้องรู้ ค่าชดเชยเกษียณคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน ทำงาน 20 ปีขึ้นไปได้ 400 วัน ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทยกเว้นภาษี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยกเว้นภาษีถ้าอายุ 55+ และสมาชิกครบ 5 ปี ฝั่งนายจ้างต้องคำนวณค่าชดเชย หัก ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และบันทึกบัญชีให้ถูก จัดการเงินเดือนและภาษีพนักงานด้วย PEAK PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และเชื่อมข้อมูลเข้าระบบบัญชีครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเกษียณอายุ เกษียณอายุก่อน 60 ปี ได้ค่าชดเชยไหม ถ้านายจ้างเป็นฝ่ายให้ออก (เลิกจ้าง) ได้ค่าชดเชยตามอายุงาน แต่ถ้าลูกจ้างสมัครใจลาออกเอง ไม่ได้ค่าชดเชย เงินเกษียณต้องยื่นภาษีหรือไม่ ต้องยื่นภาษีทุกกรณี แม้ส่วนใหญ่จะยกเว้นภาษี เพราะการยื่นคือการแสดงรายได้ให้ครบถ้วน ส่วนที่ยกเว้นได้แก่ ค่าชดเชย 300,000 บาทแรก กองทุนสำรองที่เข้าเงื่อนไข และเงินชราภาพจากประกันสังคม ส่วนที่เหลือต้องคำนวณภาษีตามอัตราปกติ ถ้าเลือกแยกคำนวณค่าชดเชยตาม ม.48(5) ให้ใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 บำนาญประกันสังคม เลือกรับเป็นเงินก้อนได้ไหม ถ้าสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับเป็นบำนาญรายเดือนเท่านั้น ไม่สามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนได้ ยกเว้นกรณีที่ได้รับบำนาญไม่ถึง 5 ปี แล้วเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพแทน นายจ้างต้องตั้งสำรองค่าชดเชยเกษียณในงบการเงินไหม ตามมาตรฐานบัญชี TAS 19 กิจการต้องประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงานและตั้งสำรองในงบการเงิน ไม่ใช่รอจ่ายตอนเกษียณจริงแล้วค่อยบันทึก ลูกจ้างรายวันหรือพนักงาน Part-time ได้ค่าชดเชยเกษียณไหม ได้ ถ้าทำงานครบ 120 วันขึ้นไป ลูกจ้างทุกประเภทมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายวัน หรือ Part-time ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

เงินปันผล หรือ เงินเดือนกรรมการ จ่ายแบบไหนประหยัดภาษีกว่า

กรรมการที่เป็นผู้ถือหุ้นด้วย มีเงินได้ 2 ทางเลือกจากบริษัท คือ “เงินเดือน” กับ “เงินปันผล” ภาษีที่ต้องจ่ายรวมทั้งระบบต่างกันมาก บทความนี้คำนวณให้ดูจริง 3 กรณี เพื่อหาจุดที่ภาษีรวมต่ำที่สุด เงินปันผล vs เงินเดือนกรรมการ ต่างกันอย่างไร เงินปันผล คืออะไร เงินปันผลคือส่วนแบ่งกำไรของบริษัทที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้น โดยจ่ายได้หลังจากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลแล้วเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้ ต้องมีกำไรสะสมจริงและกันเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด รายละเอียดเงื่อนไขอยู่ในหัวข้อ “เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้” ด้านล่าง ส่วนขั้นตอนบันทึกบัญชีอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความขั้นตอนจ่ายเงินปันผลของ PEAK เงินเดือนกรรมการ คืออะไร เงินเดือนกรรมการคือค่าตอบแทนรายเดือนที่บริษัทจ่ายให้กรรมการในฐานะพนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือน ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) จุดที่ต้องระวังคือ “เงินเดือนกรรมการ” กับ “ค่าตอบแทนกรรมการ” ไม่เหมือนกัน ภาษีเงินปันผล ต้องเสียเท่าไร หักอย่างไร เงินปันผลถูกเก็บภาษี 2 ชั้น ชั้นแรกคือภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรของบริษัท ชั้นที่สองคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ถือหุ้น ภาษีนิติบุคคล (ฝั่งบริษัท) บริษัทต้องเสีย CIT จากกำไรสุทธิก่อน จึงจะนำกำไรหลังภาษีมาจ่ายเป็นเงินปันผลได้ รายได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษีนิติบุคคล กำไรสุทธิ 0 – 300,000 ยกเว้น (เฉพาะ SME ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท + รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี) กำไรสุทธิ 300,001 ขึ้นไป 15% (SME ที่เข้าเกณฑ์) กำไรสุทธิ 3,000,001 ขึ้นไป 20% ทั่วไป (ไม่ใช่ SME) 20% ทั้งจำนวน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตราภาษีปี 2568-2569) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% (ฝั่งผู้ถือหุ้น) เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทุกครั้ง ผู้ถือหุ้นเลือกได้ 2 ทาง เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือสิทธิ์ที่ให้ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้วมาหักออกจากภาษีส่วนบุคคล เพื่อลดภาระภาษีซ้ำซ้อน (ตามมาตรา 47 ทวิ ประมวลรัษฎากร) ตัวอย่างเช่น บริษัทมีกำไร 100 บาท เสียภาษีนิติบุคคล 20% คือ 20 บาท เหลือจ่ายปันผล 80 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินปันผลที่ได้รับ 80 บาท เครดิตภาษี 80 × 20/80 20 บาท เงินได้ที่ต้องนำไปรวมยื่น 80 + 20 100 บาท ถ้าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 20% จะขอคืนภาษีส่วนต่างได้ แต่ถ้าสูงกว่า 20% ต้องจ่ายเพิ่ม สรุปง่ายคือ ฐานภาษีต่ำควรนำไปรวมยื่น ฐานภาษีสูงควรหัก 10% แล้วจบ ภาษีเงินเดือนกรรมการ คำนวณอย่างไร เงินเดือนกรรมการถูกหักภาษีเหมือนพนักงานทั่วไป แต่มีทั้งข้อดีและต้นทุนที่ต้องพิจารณา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปัจจุบัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสะสมสูงสุด 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 1,265,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% ประกันสังคม: กรรมการต้องจ่ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ากรรมการเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “นายจ้าง” ตามแนววินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคม กรรมการที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทและถือหุ้นหลัก ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบการทำงาน ไม่มีหัวหน้า ถือเป็น “นายจ้าง” ไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม กรณีในบทความนี้ (กรรมการถือหุ้น 100% ทำงานในฐานะเจ้าของ) ถือเป็นนายจ้าง จึงไม่มีต้นทุนประกันสังคมในการคำนวณ แต่ถ้ากรรมการทำงานประจำภายใต้สัญญาจ้าง มีหัวหน้าสั่งงาน ปฏิบัติตามระเบียบ ก็ถือเป็นลูกจ้างที่ต้องจ่ายประกันสังคม 5% ไม่เกิน 750 บาท/เดือน ทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง เงินเดือนเป็นค่าใช้จ่ายหักภาษีนิติบุคคลได้ เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการ บริษัทนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณ CIT ได้เต็มจำนวน ต่างจากเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรหลังหักภาษี นี่คือข้อได้เปรียบหลักของเงินเดือน ยิ่งจ่ายเงินเดือนมาก กำไรสุทธิของบริษัทยิ่งลดลง CIT ก็ลดตาม เงื่อนไขการจ่ายเงินเดือนกรรมการ ให้สรรพากรยอมรับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมรับเงินเดือนกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ถ้าพบว่าจ่ายสูงเกินสมควร ส่งผลให้บริษัทต้องเสีย CIT เพิ่ม (อ่านเพิ่มเรื่องสิทธิ์ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME) เงื่อนไขที่ต้องระวัง เปรียบเทียบ: เงินเดือนกรรมการ vs เงินปันผล ต่างกันอย่างไร ตารางนี้สรุปความแตกต่างครบทุกมิติ ช่วยให้เห็นภาพรวมก่อนลงรายละเอียดการคำนวณ มิติ เงินเดือนกรรมการ เงินปันผล ประเภทเงินได้ เงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) เงินได้ประเภทที่ 4(ข) (เงินปันผล) ภาษีฝั่งบริษัท หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ลดกำไรสุทธิ ลด CIT หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ จ่ายจากกำไรหลังภาษี ภาษีฝั่งบุคคล อัตราก้าวหน้า 0-35% หัก ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปรวมยื่น ประกันสังคม ไม่ต้องจ่าย (ถ้ากรรมการเป็นนายจ้าง/ผู้ถือหุ้นหลัก) ไม่ต้องจ่าย เงื่อนไขการจ่าย จ่ายได้ทุกเดือน ไม่ต้องมีกำไร ต้องมีกำไรสะสม + กันสำรอง 5% ความยืดหยุ่น ปรับเพิ่มลดได้ ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น สิทธิ์ลดหย่อน หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ใช้เครดิตภาษีได้ ตัวอย่างคำนวณภาษี: กรณีกำไร 1 ล้านบาท สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี มีกำไรก่อนหักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กรรมการ 1 คนเป็นผู้ถือหุ้น 100% ไม่มีรายได้อื่น Case 1: จ่ายเป็นเงินเดือนกรรมการทั้งหมด จ่ายเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท/ปี (เดือนละ 83,333 บาท) ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 1,000,000 0 บาท ภาษีนิติบุคคล 0 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 1,000,000 – 100,000 – 60,000 840,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 10% 20,000 บาท ภาษี 500,001 – 750,000 250,000 × 15% 37,500 บาท ภาษี 750,001 – 840,000 90,000 × 20% 18,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 1 = 0 + 83,000 = 83,000 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 1,000,000 – 83,000 = 917,000 บาท Case 2: จ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ไม่จ่ายเงินเดือน บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลจากกำไร 1 ล้านบาท แล้วจ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิ 1,000,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 1,000,000 700,000 × 15% 105,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 105,000 บาท ขั้นที่ 2 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 1,000,000 – 105,000 895,000 บาท กันสำรองตามกฎหมาย 5% 895,000 × 5% 44,750 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 895,000 – 44,750 850,250 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 850,250 × 10% 85,025 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 2 = 105,000 + 85,025 = 190,025 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 850,250 – 85,025 = 765,225 บาท Case 3: จ่ายแบบผสม (จุด Sweet Spot ที่ประหยัดภาษีรวมได้มากที่สุด) จ่ายเงินเดือน 500,000 บาท/ปี (เดือนละ 41,667 บาท) ส่วนที่เหลือจ่ายเป็นเงินปันผล ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 500,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 500,000 500,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 15% 30,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 30,000 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินเดือนกรรมการ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 500,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 500,000 – 100,000 – 60,000 340,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 340,000 40,000 × 10% 4,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 11,500 บาท ขั้นที่ 3 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 500,000 – 30,000 470,000 บาท กันสำรอง 5% 470,000 × 5% 23,500 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 470,000 – 23,500 446,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 446,500 × 10% 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 3 = 30,000 + 11,500 + 44,650 = 86,150 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = (500,000 – 11,500) + (446,500 – 44,650) = 890,350 บาท สรุปผลเปรียบเทียบ 3 กรณี Case 1: เงินเดือนล้วน Case 2: ปันผลล้วน Case 3: ผสม ภาษีนิติบุคคล 0 บาท 105,000 บาท 30,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท 0 บาท 11,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 0 บาท 85,025 บาท 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ 83,000 190,025 86,150 เงินค้างบริษัท (สำรอง) 0 บาท 44,750 บาท 23,500 บาท เงินสุทธิกรรมการได้รับ 917,000 765,225 890,350 จ่ายแบบผสม (Case 3) ภาษีรวมต่ำที่สุด เพราะใช้ข้อดีของทั้งสองทางพร้อมกัน คือเงินเดือนช่วยลดกำไรของบริษัท (ลด CIT) ขณะที่เงินปันผลเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียง 10% หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นกรณีสมมุติเพื่อเปรียบเทียบ ผลลัพธ์จริงขึ้นกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและสิทธิ์ลดหย่อนอื่น ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ วิธีวางแผนจ่ายเงินเดือน + ปันผล ให้ประหยัดภาษีสูงสุด สูตรหาจุดคุ้มทุน: เงินเดือนเท่าไร ส่วนเหลือจ่ายปันผล หลักคิดง่ายคือ กรรมการควรจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง “เท่าที่อัตราภาษีส่วนเพิ่ม (Marginal Tax Rate) ยังต่ำกว่าอัตราภาษีรวมของเงินปันผล” สำหรับ SME ที่เสีย CIT 15% บวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 10% ภาษีรวมของเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 23.5% ดังนั้นจ่ายเงินเดือนได้จนกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาจะถึงขั้น 20-25% จึงค่อยเปลี่ยนส่วนที่เหลือเป็นปันผล แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้ ก่อนจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องเตรียมเรื่องเหล่านี้ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อประกาศจ่ายเงินปันผล 100,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 100,000 บาท เงินปันผลค้างจ่าย 90,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 10,000 บาท ข้อควรระวังและผลกระทบทางกฎหมาย ถ้าสรรพากรเห็นว่าเงินเดือนกรรมการสูงเกินสมควร บริษัทอาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ดูเงื่อนไขที่ต้องระวังในหัวข้อด้านบน) การจ่ายปันผลเกินกว่ากำไรที่มีจริงถือว่าผิดกฎหมาย กรรมการอาจต้องรับผิดชอบส่วนตัว สำหรับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล ต้องพิจารณาเรื่อง Transfer Pricing ด้วย เพราะการตั้งเงินเดือนกรรมการระหว่างบริษัทในเครือต้องเป็นราคาตลาด สรุป: วางแผนจ่ายผสม ภาษีรวมต่ำสุด จัดการบัญชีเงินเดือนและเงินปันผลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยจัดการทั้งระบบเงินเดือน (Payroll) และบันทึกบัญชีเงินปันผล ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ ดูรายงานกำไรสะสมได้ทันทีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินปันผลและเงินเดือนกรรมการ เงินปันผลเสียภาษีไหม และต้องนำไปยื่น ภ.ง.ด.90/91 ตอนปลายปีหรือไม่ เงินปันผลเสียภาษีแน่นอน โดยถูกหัก 10% ตอนรับเงิน ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะหักแล้วจบ หรือนำไปรวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนปลายปี ถ้านำไปรวมยื่น สามารถใช้เครดิตภาษีหักออกได้ กรณีฐานภาษีต่ำกว่า 10% จะได้คืนภาษีด้วย เงินปันผลหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ เงินปันผลที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาต้องหักภาษี 10% ของจำนวนที่จ่าย บริษัทผู้จ่ายนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เงินเดือนกรรมการกับเงินปันผล จ่ายแบบไหนดีกว่า ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกกรณี ขึ้นกับขนาดกำไร จำนวนผู้ถือหุ้น และสิทธิ์ลดหย่อนที่มี จากตัวอย่างในบทความ การจ่ายแบบผสมมักให้ภาษีรวมต่ำสุด เพราะใช้ประโยชน์ทางภาษีจากทั้งเงินเดือนและปันผลพร้อมกัน กรรมการจ่ายเงินเดือนตัวเองเท่าไรได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดเพดานไว้ตายตัว แต่สรรพากรจะพิจารณาว่าเหมาะสมกับขนาดกิจการหรือไม่ เงินเดือนที่สูงเกินจริงอาจทำให้บริษัทเสียภาษีเพิ่ม แนวปฏิบัติคือดูเงินเดือนตำแหน่งเดียวกันในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นเกณฑ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

อากรแสตมป์ออนไลน์ กับ แบบดวง ต่างกันยังไง วิธีชำระ e-Stamp สำหรับ SME

ผู้ประกอบการหลายคนยังเสียเวลาเดินทางไปซื้ออากรแสตมป์แบบดวงที่กรมสรรพากรหรือไปรษณีย์ ทั้งที่ปัจจุบันสามารถชำระอากรแสตมป์ออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องออกจากออฟฟิศ อากรแสตมป์ คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องรู้ อากรแสตมป์ คือภาษีที่เรียกเก็บจากการทำ “ตราสาร” หรือเอกสารทางกฎหมาย เช่น สัญญาจ้าง สัญญาเช่า หนังสือมอบอำนาจ ผู้ที่ทำสัญญาหรือเอกสารเหล่านี้ต้องชำระค่าอากรแสตมป์ให้ครบถ้วน มิฉะนั้นเอกสารจะใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลไม่ได้ ดูรายละเอียดตราสารที่ต้องปิดอากรและอัตราค่าอากรได้ที่บัญชีอัตราอากรแสตมป์ กรมสรรพากร สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับอากรแสตมป์แบบดวง วิธีติด และสัญญาที่ต้องใช้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความอากรแสตมป์ฉบับเต็มของ PEAK อากรแสตมป์ออนไลน์ (e-Stamp) คืออะไร แตกต่างจากแบบดวงอย่างไร อากรแสตมป์ออนไลน์ หรือ e-Stamp คือการชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร แทนการซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร ระบบจะออกหลักฐานการชำระเป็นไฟล์ดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ทันที ข้อดีของ e-Stamp เทียบกับแบบดวง เปรียบเทียบ แบบดวง e-Stamp (ออนไลน์) ช่องทางซื้อ กรมสรรพากร, ไปรษณีย์ (เฉพาะวันเวลาราชการ) ระบบ e-Filing สรรพากร ตลอด 24 ชั่วโมง วิธีชำระ ซื้อดวงแสตมป์แล้วติดบนเอกสาร ชำระเงินออนไลน์ ได้หลักฐานดิจิทัล การตรวจสอบ ตรวจสอบยาก ดวงแสตมป์อาจชำรุด ตรวจสอบได้ทันทีผ่านระบบ e-Filing เอกสารหลักฐาน ดวงแสตมป์ที่ติดบนเอกสาร ไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เก็บรักษาง่าย ความเสี่ยง ดวงแสตมป์หาย ชำรุด หรือปลอมได้ ข้อมูลอยู่ในระบบสรรพากร ปลอมแปลงไม่ได้ ตราสารที่บังคับใช้ e-Stamp เทียบกับที่เลือกใช้ได้ กรมสรรพากรกำหนดให้ตราสารบางประเภทสามารถชำระค่าอากรผ่านระบบ e-Stamp ได้ โดยมีทั้งกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องชำระเป็นตัวเงิน (ซึ่งรวม e-Stamp) และกรณีที่เลือกใช้แบบดวงหรือ e-Stamp ก็ได้ ตราสารที่มีค่าอากรตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป สามารถเลือกชำระผ่าน e-Stamp ได้ทั้งหมด ส่วนตราสารที่กฎหมายระบุให้ “ชำระเป็นตัวเงิน” เช่น เช่าซื้อรถยนต์ผ่านสถาบันการเงิน ต้องชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่สามารถใช้แบบดวงได้ 5 ธุรกรรมที่ชำระค่าอากรผ่านระบบออนไลน์ได้บ่อยที่สุด ตราสารที่ต้องปิดอากรมี 28 ลักษณะตามบัญชีอัตราแสตมป์อากร แต่ 5 ประเภทที่ผู้ประกอบการ SME ใช้บ่อยที่สุด ได้แก่ ลำดับ ประเภทตราสาร อัตราค่าอากร ตัวอย่างที่ SME เจอบ่อย 1 สัญญาจ้างทำของ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบ จ้างผู้รับเหมา 2 สัญญาเช่าที่ดิน อาคาร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เช่าออฟฟิศ เช่าโกดัง 3 ตั๋วเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงิน) 3 บาท ต่อทุก 10,000 บาท ของจำนวนเงิน ออกตั๋วสัญญาใช้เงินกู้ยืม 4 หนังสือมอบอำนาจ 30 บาท ต่อครั้ง (มอบให้คนเดียวทำการครั้งเดียว) มอบอำนาจจดทะเบียนบริษัท ลงนามสัญญา 5 ใบรับเงิน (เฉพาะ 200 บาทขึ้นไป) 1 บาท ต่อทุก 200 บาท ของมูลค่า (สูงสุด 10,000 บาท) ออกใบรับเงินค่าสินค้าหรือบริการ อัตราจากบัญชีอากรแสตมป์ กรมสรรพากร ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำสัญญาจ้างฟรีแลนซ์ออกแบบเว็บไซต์ รายการ รายละเอียด มูลค่าสัญญาจ้าง 50,000 บาท อัตราอากรแสตมป์ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท วิธีคำนวณ 50,000 ÷ 1,000 ค่าอากรแสตมป์ที่ต้องชำระ 50 บาท อัตราค่าอากรแสตมป์ที่ต้องชำระ (ตารางอัปเดต 2569) นอกจาก 5 ธุรกรรมข้างต้น ตราสารที่พบบ่อยในธุรกิจ SME มีอัตราค่าอากรดังนี้ ประเภทตราสาร อัตราค่าอากร หมายเหตุ สัญญาเช่าซื้อ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท เช่าซื้อเครื่องจักร รถยนต์ สัญญากู้ยืมเงิน 1 บาท ต่อทุก 2,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท สัญญาค้ำประกัน 10 บาท ต่อฉบับ ค้ำประกันเงินกู้ ใบหุ้น 5 บาท ต่อฉบับ ออกใบหุ้นบริษัท สัญญาจำนอง 1 บาท ต่อ 2,000 บาท ของจำนวนเงิน สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท อัตราเหล่านี้เป็นอัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ค่าอากรที่ชำระผ่าน e-Stamp คิดอัตราเดียวกันทุกประการ ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม วิธีชำระอากรแสตมป์ออนไลน์ ทีละขั้นตอน (Step-by-Step) การชำระอากรแสตมป์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรทำได้ 5 ขั้นตอน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เมื่อชำระค่าอากรออนไลน์ ผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มใช้ระบบ e-Stamp มักพบปัญหาเหล่านี้ ค่าปรับและเงินเพิ่มกรณีไม่ได้ชำระค่าอากรตามกำหนด การไม่ปิดอากรแสตมป์หรือปิดไม่ครบถ้วนมีบทลงโทษ 2 ส่วน กรณี บทลงโทษ ไม่ปิดอากรภายในกำหนด เสียเงินเพิ่มอีก 1-5 เท่าของค่าอากร มาขอปิดอากรเอง (โดยไม่ถูกตรวจพบ) เสียเงินเพิ่ม 2 เท่าของค่าอากร ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบ เสียเงินเพิ่ม 5 เท่าของค่าอากร ตัวอย่าง: ถ้าถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าไม่ได้ปิดอากร รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าอากรที่ต้องชำระ 500 บาท เงินเพิ่ม (5 เท่า) 500 × 5 2,500 บาท รวมต้องจ่ายทั้งหมด 500 + 2,500 3,000 บาท นอกจากค่าปรับแล้ว ตราสารที่ไม่ปิดอากรจะ “ใช้เป็นหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้” จนกว่าจะปิดอากรครบพร้อมเงินเพิ่ม ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในกรณีที่ต้องฟ้องร้องคู่สัญญา การบันทึกบัญชีค่าอากร จัดการเอกสารอย่างเป็นระบบด้วย PEAK ค่าอากรแสตมป์เป็นค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ เมื่อชำระแล้วต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อชำระอากรแสตมป์สำหรับสัญญาจ้างทำของ 50,000 บาท (อากร 50 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าอากรแสตมป์ (ค่าใช้จ่าย) 50 เงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร 50 PEAK ช่วยให้การจัดการเอกสารเป็นเรื่องง่าย ตั้งแต่บันทึกค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ แนบไฟล์ยืนยันจากระบบ e-Filing ไปจนถึงติดตามสัญญาที่ต้องปิดอากร ทุกอย่างอยู่ในที่เดียว สรุป: ชำระค่าอากรออนไลน์ ประหยัดเวลา ลดความเสี่ยง การเปลี่ยนจากแสตมป์อากรแบบดวงมาใช้ e-Stamp ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ประหยัดเวลาเดินทาง ลดความเสี่ยงจากดวงแสตมป์ชำรุดหรือสูญหาย และมีหลักฐานดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ตลอดเวลา ที่สำคัญคืออย่าลืมปิดอากรให้ครบภายใน 15 วัน จัดการเอกสารค่าอากรให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกค่าอากร แนบไฟล์ยืนยันจากสรรพากร และจัดเก็บสัญญาทุกฉบับไว้ในระบบ Cloud ที่เข้าถึงได้ทุกที่ พร้อม AI ช่วยจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ e-Stamp ออนไลน์ อากรแสตมป์ซื้อที่ไหนได้บ้างในปี 2569 แบบดวงซื้อได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่และไปรษณีย์ ส่วน e-Stamp ชำระผ่าน efiling.rd.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สัญญาจ้างแรงงานต้องปิดอากรแสตมป์ไหม ไม่ต้อง สัญญาจ้างแรงงาน (เงินเดือนพนักงานประจำ) ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ แต่ “สัญญาจ้างทำของ” เช่น จ้างฟรีแลนซ์ จ้างผู้รับเหมา ต้องปิดอากร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท ชำระค่าอากรออนไลน์แล้ว ยังต้องติดดวงแสตมป์บนสัญญาอีกไหม ไม่ต้อง เมื่อชำระผ่านระบบ e-Filing แล้ว ระบบจะออกใบยืนยันอิเล็กทรอนิกส์ให้ ใช้แทนดวงแสตมป์ได้เลย แนะนำให้พิมพ์แนบไว้กับสัญญาเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบ ค่าอากรแสตมป์หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม ได้ ค่าอากรถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ สามารถนำมาหักในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาได้ตามปกติ ให้เก็บไฟล์ยืนยันการชำระไว้เป็นเอกสารประกอบ e-Stamp ต่างจาก e-Tax Invoice อย่างไร e-Stamp คือการชำระค่าอากรแสตมป์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วน e-Tax Invoice คือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แทนใบกำกับภาษีกระดาษ ทั้งสองเป็นคนละระบบกัน แต่ทั้งคู่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบภาษีดิจิทัลของกรมสรรพากร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก