บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ทำอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร ภาษี และการยื่น DBD

เมื่อธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หลายคนมักไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ไม่ว่าจะรับหุ้นส่วนใหม่ โอนหุ้นให้ลูก หรือปรับสัดส่วนในบริษัท คำถามที่ตามมาก็คล้ายกัน เตรียมเอกสารอะไรบ้าง แล้วมีภาษีที่ต้องจ่ายหรือเปล่า การโอนหุ้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าข้ามขั้นตอนสำคัญไปแม้แค่ข้อเดียว อาจเป็นปัญหาทางกฎหมายในภายหลังได้ บทความนี้สรุปครบทุกเรื่อง ตั้งแต่เอกสาร ภาษี ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ไปจนถึงข้อควรระวัง การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น (การโอนหุ้น) คืออะไร การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นคือการโอนหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมไปให้บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นการขาย ให้ หรือโอนภายในครอบครัว ตามกฎหมายกำหนดไว้ว่า การโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือลงลายเซ็นทั้งผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานอย่างน้อย 1 คน การโอนจะมีผลทางกฎหมายได้ ก็ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วเท่านั้น สำหรับพื้นฐานเรื่อง ผู้ถือหุ้นคืออะไร สิทธิและหน้าที่ เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนหุ้น ก่อนเริ่มโอนหุ้น ต้องเตรียมเอกสารหลัก 3 ชุด ได้แก่ ตราสารการโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้น และแบบ บอจ.5 ตราสารการโอนหุ้น (Share Transfer Instrument) ตราสารการโอนหุ้นคือเอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมี เพื่อแสดงว่าผู้โอนยินยอมส่งมอบหุ้นให้ผู้รับโอนจริง ต้องระบุจำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ราคาที่ตกลงซื้อขาย วันที่โอน และลายเซ็นทั้งสองฝ่ายพร้อมพยาน เอกสารนี้ต้องติดอากรแสตมป์ด้วย เพราะจัดเป็นตราสารตามบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 หนังสือสัญญาโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้นเป็นเอกสารเสริมที่ช่วยระบุเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น เงื่อนไขการชำระเงิน หรือข้อห้ามในการขายต่อ กรณีที่โอนหุ้นมีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น แบ่งชำระหลายงวด ควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแยกต่างหาก แบบ บอจ.5 และเอกสารประกอบ บอจ.5 คือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงรายชื่อ เอกสารประกอบที่ต้องแนบ ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนผู้ถือหุ้นใหม่ สำเนาทะเบียนบ้าน และหนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ยื่นเอง) รายละเอียดเกี่ยวกับ บอจ.5 คืออะไร ขอได้ที่ไหน ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการโอนหุ้น การโอนหุ้นมีภาษี 2 ประเภทที่ต้องพิจารณา คืออากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายทุกกรณี และภาษีเงินได้กรณีมีกำไรจากการขาย อากรแสตมป์การโอนหุ้น ตราสารการโอนหุ้นจัดอยู่ในบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 ตามประมวลรัษฎากร (หมวดอากรแสตมป์) รายการ รายละเอียด ประเภทตราสาร ตราสารโอนหุ้น (ลำดับที่ 10) อัตราอากร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ฐานคำนวณ ราคาหุ้นที่ชำระแล้ว หรือมูลค่าหุ้นที่โอน แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า ผู้เสียอากร ผู้โอน ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) หากไม่ติดอากรแสตมป์ ตราสารนั้นจะใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้ ภาษีเงินได้จากกำไรการขายหุ้น กรณีบุคคลธรรมดาขายหุ้นได้กำไร ต้องนำกำไรมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี สำหรับนิติบุคคล กำไรจากการขายหุ้นจะรวมคำนวณในกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ สิ่งสำคัญคือต้องเก็บหลักฐานราคาซื้อหุ้นเดิมไว้ เพื่อใช้คำนวณกำไรขาดทุนได้ถูกต้อง ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด หลังจากเตรียมเอกสารและเข้าใจเรื่องภาษีแล้ว มาดูขั้นตอนจริงทั้งหมด โดยมี 4 ขั้นตอนหลัก 1. ตรวจสอบข้อบังคับบริษัทและข้อจำกัดการโอนหุ้น ก่อนโอนหุ้น ต้องเช็คข้อบังคับบริษัทว่ามีเงื่อนไขจำกัดการโอนหรือไม่ บางบริษัทกำหนดว่าต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน (Right of First Refusal) ถ้าข้อบังคับกำหนดให้ต้องประชุมอนุมัติ ก็ต้องจัดประชุมและทำรายงานการประชุมให้เรียบร้อยก่อน 2. จัดทำเอกสารและชำระอากรแสตมป์ จัดทำตราสารการโอนหุ้นและสัญญาโอนหุ้นตามที่ระบุในหัวข้อเอกสารด้านบน ลงลายเซ็นให้ครบทุกฝ่าย แล้วติดอากรแสตมป์ตามอัตราในหัวข้อภาษี 3. แก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น บริษัทต้องจดแจ้งการโอนหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เพื่อให้การโอนมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ถ้าไม่จดแจ้ง การโอนจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ 4. ยื่นแบบ บอจ.5 ที่ DBD ขั้นตอนสุดท้ายคือยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัจจุบันยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้ วิธียื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น DBD ออนไลน์ ปัจจุบันยื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นผ่านระบบ DBD e-Filing ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ DBD e-Filing ข้อควรระวังสำคัญเมื่อมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น นอกจากเรื่องเอกสารและภาษีแล้ว ยังมี 2 ประเด็นที่มักถูกมองข้าม กรณีที่ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ถ้าการโอนหุ้นเกี่ยวข้องกับการเพิ่มทุนหรือลดทุนจดทะเบียน ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย การแก้ไขต้องมีมติพิเศษจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 และต้องจดทะเบียนกับ DBD แยกจากการยื่น บอจ.5 สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ถ้าผู้รับโอนเป็นชาวต่างชาติหรือนิติบุคคลต่างด้าว ต้องระวังเรื่องสัดส่วน กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กำหนดว่าธุรกิจส่วนใหญ่ที่ SME ทำอยู่ ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49 เปอร์เซ็นต์ หากโอนหุ้นแล้วสัดส่วนต่างชาติเกิน 49 เปอร์เซ็นต์ บริษัทจะถูกถือว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ต้องขออนุญาตก่อน สรุป – เตรียมให้ครบ ยื่นให้ถูก โอนหุ้นไม่มีสะดุด การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทำได้ไม่ยาก ขอแค่เตรียมเอกสารให้ครบ จ่ายอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง และยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ให้เรียบร้อย ส่วนที่หลายคนมองข้ามคือเรื่องภาษีเงินได้จากกำไรขายหุ้น และสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ วางแผนไว้ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา จัดการเอกสารบัญชีบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยน เอกสารทางบัญชีก็ต้องอัปเดตตาม PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย เอกสารทางการเงิน และรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องประชุมผู้ถือหุ้นหรือไม่ ไม่จำเป็นทุกกรณี ถ้าข้อบังคับบริษัทไม่ได้กำหนดไว้ ผู้ถือหุ้นสามารถโอนหุ้นได้เลยโดยทำตราสารการโอนหุ้น แต่ถ้าข้อบังคับระบุให้ต้องประชุมอนุมัติก่อน ก็ต้องทำตามนั้น โอนหุ้นให้คนในครอบครัวหรือลูก ทำอย่างไร ขั้นตอนเหมือนการโอนหุ้นทั่วไปที่อธิบายไว้ด้านบน สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมคือ ถ้าโอนให้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าตลาดมาก กรมสรรพากรอาจพิจารณาว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ผู้รับอาจต้องเสียภาษีเงินได้จากส่วนต่าง เปลี่ยนผู้ถือหุ้นมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายหลักคืออากรแสตมป์ตามอัตราในตารางด้านบน (1 บาทต่อทุก 1,000 บาท) การยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ไม่มีค่าธรรมเนียม ถ้าต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มตามที่ DBD กำหนด ระยะเวลาเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใช้เวลานานแค่ไหน ถ้าเอกสารครบและยื่นผ่านระบบออนไลน์ DBD จะดำเนินการประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้ามีเอกสารไม่ครบหรือข้อมูลไม่ตรง อาจต้องแก้ไขและยื่นใหม่ จำเป็นต้องจ้างสำนักงานบัญชีหรือทนายความจัดการโอนหุ้นให้หรือไม่ ไม่จำเป็นสำหรับกรณีทั่วไป เจ้าของกิจการดำเนินการเองได้ แต่ถ้ามีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือมีข้อพิพาท ควรปรึกษาทนายความหรือนักบัญชีที่มีประสบการณ์าร เพราะกรมสรรพากรอาจเข้าตรวจสอบได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

สัญญาเช่า คืออะไร เข้าใจ TFRS 16 พร้อมตัวอย่างบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการหลายคนคุ้นเคยกับการเช่าสำนักงาน เช่ารถ หรือเช่าเครื่องจักรเพื่อใช้ในกิจการ แต่พอถึงเรื่องการบันทึกบัญชีสัญญาเช่า กลับมีคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะเมื่อมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่อย่าง TFRS 16 เข้ามาเปลี่ยนวิธีการบันทึกแบบเดิมไปอย่างมาก พูดให้เข้าใจง่าย สัญญาเช่า คือ ข้อตกลงที่ผู้ให้เช่ามอบสิทธิในการใช้สินทรัพย์ให้แก่ผู้เช่าเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด ซึ่งในทางบัญชีไม่ได้เป็นแค่รายจ่ายรายเดือน แต่อาจต้องนำมาแสดงเป็นสินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินด้วย บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมายพื้นฐาน ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีตาม TFRS 16 แบบ step-by-step พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่ SME นำไปใช้ได้ทันที สัญญาเช่า คืออะไร ทั้งในมุมกฎหมายและมุมบัญชี สัญญาเช่า คือ ข้อตกลงที่ผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน เป็นระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้เช่าจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด ในทางบัญชี ความหมายกว้างกว่าหลักกฎหมายทั่วไป เพราะมาตรฐาน TFRS 16 กำหนดให้ผู้เช่าต้องพิจารณาว่าสัญญาใดเข้าข่ายตามนิยามทางบัญชี ซึ่งอาจรวมถึงสัญญาบริการบางประเภทที่ให้สิทธิควบคุมการใช้สินทรัพย์ด้วย สัญญาเช่า กับสัญญาเช่าซื้อ ต่างกันตรงไหน สัญญาเช่ากับสัญญาเช่าซื้อเป็นคนละเรื่องกัน แม้ชื่อจะคล้ายกันจนหลายคนสับสน รายการ สัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ ยังเป็นของผู้ให้เช่า โอนให้ผู้เช่าซื้อเมื่อผ่อนครบ เมื่อครบสัญญา คืนทรัพย์สินให้ผู้ให้เช่า ผู้เช่าซื้อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ตัวอย่าง เช่าสำนักงาน เช่าเครื่องจักร ผ่อนซื้อรถยนต์ ผ่อนซื้อเครื่องจักร พูดง่าย ๆ คือ สัญญาเช่าจ่ายค่าเช่าเพื่อใช้งาน ส่วนสัญญาเช่าซื้อจ่ายเพื่อเป็นเจ้าของในท้ายที่สุด TFRS 16 คืออะไร มาตรฐานบัญชีสัญญาเช่าฉบับใหม่ TFRS 16 คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ฉบับที่ 16 เรื่อง สัญญาเช่า ซึ่งอ้างอิงจาก IFRS 16 ของมาตรฐานสากล มีผลบังคับใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ตามประกาศของสภาวิชาชีพบัญชีฯ หลักการสำคัญ คือ ผู้เช่าต้องนำสัญญาเกือบทุกประเภทมาแสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ว่าจะเป็นแบบดำเนินงานหรือแบบการเงินตามการจำแนกเดิมก็ตาม TFRS 16 เปลี่ยนอะไรจากมาตรฐานเดิม ก่อนมี TFRS 16 มาตรฐานเดิม (TAS 17) แบ่งสัญญาเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบดำเนินงาน กับแบบการเงิน ปัญหาคือ ประเภทดำเนินงานไม่ต้องแสดงในงบดุล จึงทำให้หนี้สินที่แท้จริงของกิจการถูกซ่อนไว้ TFRS 16 แก้ปัญหานี้โดยยกเลิกการแบ่งประเภทสำหรับฝั่งผู้เช่า ให้บันทึกสัญญาทุกประเภทเข้างบดุลเป็น Right-of-Use Asset (สินทรัพย์สิทธิการเช่า) และ Lease Liability (หนี้สินจากการเช่า) รายการ TAS 17 (เดิม) TFRS 16 (ปัจจุบัน) สัญญาเช่าดำเนินงาน บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรายงวด ไม่ขึ้นงบดุล บันทึกเป็น ROU Asset และ Lease Liability ในงบดุล สัญญาเช่าการเงิน บันทึกในงบดุล บันทึกในงบดุล (เหมือนเดิม) ผลต่องบการเงิน หนี้สินถูกซ่อน ทำให้ D/E Ratio ดูต่ำกว่าจริง งบการเงินสะท้อนภาระผูกพันจริง Right-of-Use Asset คืออะไร Right-of-Use Asset หรือ สินทรัพย์สิทธิการเช่า คือ สินทรัพย์ที่ผู้เช่าบันทึกในงบดุลเพื่อแสดงสิทธิในการใช้ทรัพย์สินที่เช่าตลอดอายุสัญญา พูดให้เข้าใจง่าย คือ แม้ผู้เช่าไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ แต่มีสิทธิในการใช้สินทรัพย์นั้น ซึ่งสิทธินี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบดุล เช่นเดียวกับการบันทึกทะเบียนสินทรัพย์ประเภทอื่น ตัวอย่างเช่น บริษัทเช่าสำนักงาน 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ภายใต้ TFRS 16 บริษัทต้องบันทึกมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าทั้งหมดเป็น Right-of-Use Asset ไม่ใช่แค่ตัดค่าเช่าเป็นรายจ่ายทุกเดือนอย่างเดิม วิธีบันทึกบัญชีสัญญาเช่าตาม TFRS 16 แบบ Step-by-Step การบันทึกบัญชีตาม TFRS 16 มี 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การระบุว่าเป็นสัญญาเช่าหรือไม่ การวัดมูลค่าเริ่มต้น การบันทึกรายการ และการบันทึกค่าเสื่อมราคากับดอกเบี้ยในแต่ละงวด ขั้นตอนที่ 1 ระบุว่าเป็นสัญญาเช่าตาม TFRS 16 หรือไม่ สัญญาจะเข้าข่ายตาม TFRS 16 เมื่อเข้าเงื่อนไข 2 ข้อนี้พร้อมกัน ถ้าสัญญาระบุแค่ว่าผู้ให้บริการจะจัดหาพื้นที่ให้ใช้ โดยผู้ให้บริการเปลี่ยนพื้นที่ได้ตลอด สัญญานี้อาจไม่เข้าข่ายตาม TFRS 16 ขั้นตอนที่ 2 วัดมูลค่า Right-of-Use Asset และ Lease Liability เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นสัญญาเช่า ให้คำนวณมูลค่าเริ่มต้นโดยหามูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา สูตร Lease Liability = มูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าทั้งหมดที่ต้องจ่ายในอนาคต อัตราคิดลดที่ใช้ คือ อัตราดอกเบี้ยโดยนัยในสัญญาเช่า (Implicit Rate) ถ้าหาไม่ได้ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่ม (Incremental Borrowing Rate) ของผู้เช่า ROU Asset ณ วันเริ่มต้น = Lease Liability + ค่าใช้จ่ายเริ่มแรก (ถ้ามี) ค่าใช้จ่ายเริ่มแรก เช่น ค่านายหน้า หรือค่าปรับปรุงพื้นที่เช่า ขั้นตอนที่ 3 บันทึกรายการเริ่มต้น Journal Entry ณ วันที่เริ่มต้นสัญญาเช่า บัญชี เดบิต เครดิต สินทรัพย์สิทธิการเช่า (ROU Asset) XXX หนี้สินตามสัญญาเช่า (Lease Liability) XXX มูลค่าที่บันทึกทั้ง 2 ด้านจะเท่ากัน หากไม่มีค่าใช้จ่ายเริ่มแรกเพิ่มเติม ขั้นตอนที่ 4 บันทึกค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยรายงวด ในแต่ละงวด ผู้เช่าต้องบันทึก 2 รายการ ดังนี้ ค่าเสื่อมราคา ROU Asset หารเฉลี่ยตลอดอายุสัญญา (หรืออายุการใช้งาน แล้วแต่ว่าอย่างไหนสั้นกว่า) บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจาก Lease Liability คำนวณจากยอดหนี้สินคงเหลือคูณอัตราดอกเบี้ย บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน เมื่อจ่ายค่าเช่าจริง ส่วนหนึ่งจะลดยอด Lease Liability (ส่วนเงินต้น) และอีกส่วนเป็นดอกเบี้ย ตัวอย่าง บริษัท สมาร์ท จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าสำนักงาน สมมุติว่าบริษัท สมาร์ท จำกัด เช่าสำนักงาน 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท จ่ายต้นเดือน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่ม 5% ต่อปี การคำนวณ Lease Liability Journal Entry วันเริ่มต้นสัญญา บัญชี เดบิต เครดิต สินทรัพย์สิทธิการเช่า 1,001,000 บาท หนี้สินตามสัญญาเช่า 1,001,000 บาท การคำนวณรายเดือน แยกค่าเช่ารายเดือน 30,000 บาท ยอดหนี้สินคงเหลือจะลดลงเรื่อย ๆ ทุกเดือน เพราะดอกเบี้ยคำนวณจากยอดคงเหลือที่ลดลง ข้อยกเว้น TFRS 16 กรณีไหนไม่ต้องบันทึก Right-of-Use Asset TFRS 16 อนุญาตให้ผู้เช่าเลือกไม่บันทึก Right-of-Use Asset ได้ 2 กรณี เพื่อลดภาระงานบัญชีสำหรับสัญญาเช่าที่มีมูลค่าไม่มากหรืออายุสั้น สัญญาเช่าระยะสั้น ไม่เกิน 12 เดือน สัญญาที่มีอายุไม่เกิน 12 เดือน นับจากวันเริ่มต้น และไม่มีสิทธิเลือกซื้อ ผู้เช่าสามารถเลือกบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายรายงวดตามปกติได้ โดยไม่ต้องขึ้นงบดุล ตัวอย่าง เช่าพื้นที่จัดงานอีเวนต์ 6 เดือน หรือเช่ารถสำหรับโปรเจกต์ระยะสั้น สินทรัพย์อ้างอิงมูลค่าต่ำ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำเมื่ออยู่ในสภาพใหม่ (IFRS 16 ใช้เกณฑ์ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 150,000-175,000 บาท) สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรายงวดได้ เช่น เช่าเครื่องพิมพ์ เช่าโน้ตบุ๊ก หรือเช่าเครื่องทำน้ำ การเลือกใช้ข้อยกเว้นนี้ต้องเปิดเผยนโยบายไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เช่าหรือซื้อดี TFRS 16 ช่วยผู้บริหารตัดสินใจอย่างไร TFRS 16 ทำให้งบการเงินสะท้อนภาระผูกพันจากการเช่าได้จริง ผู้บริหารจึงสามารถเปรียบเทียบต้นทุนจริงระหว่างการเช่ากับการซื้อได้ชัดเจนขึ้น เพราะเห็นตัวเลขทั้งฝั่งสินทรัพย์และหนี้สินครบถ้วน ผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินที่ต้องรู้ เมื่อสัญญาเช่าขึ้นงบดุล อัตราส่วนทางการเงินหลายตัวจะเปลี่ยนไป ผู้บริหารที่เข้าใจผลกระทบนี้จะวางแผนโครงสร้างการเงินได้ดีขึ้น ทั้งเรื่องเงื่อนไขสินเชื่อกับธนาคาร และการรายงานต่อผู้ถือหุ้น สรุป – ทำความเข้าใจสัญญาเช่าและ TFRS 16 เพื่อจัดการงบการเงินอย่างมืออาชีพ TFRS 16 เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสัญญาเช่าจากแค่ค่าใช้จ่ายรายเดือน ให้กลายเป็นสินทรัพย์และหนี้สินที่ต้องแสดงในงบดุล ผู้ประกอบการที่เข้าใจหลักการนี้จะมีเครื่องมือในการตัดสินใจทางการเงินที่แม่นยำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเช่าหรือซื้อ เรื่องเงื่อนไขสินเชื่อ หรือการวางแผนงบประมาณระยะยาว จัดการสัญญาเช่าและ TFRS 16 ให้ถูกต้องและง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานทางการเงินได้ครบจบในที่เดียว ด้วยระบบ Cloud 100% พร้อม AI ที่ช่วยลดงานซ้ำและเพิ่มความแม่นยำ ให้คุณมั่นใจว่างบการเงินของกิจการถูกต้องตามมาตรฐาน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสัญญาเช่าและ TFRS 16 กิจการ SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้ TFRS 16 ด้วยหรือไม่ กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ไม่จำเป็นต้องใช้ TFRS 16 แต่สามารถเลือกใช้ได้โดยสมัครใจ กิจการ NPAEs ที่ต้องการใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับ NPAEs ให้ดูแนวปฏิบัติเรื่องสัญญาเช่าที่สภาวิชาชีพบัญชีฯ ประกาศ สัญญาเช่าระยะสั้นที่ต่อสัญญาทุกปี ต้องบันทึก ROU Asset หรือไม่ ถ้าสัญญาเดิมมีอายุไม่เกิน 12 เดือน และไม่มีสิทธิเลือกซื้อ สามารถใช้ข้อยกเว้นได้ แต่ถ้าในทางปฏิบัติมีการต่อสัญญาซ้ำหลายปีจนเห็นได้ว่ามีภาระผูกพันระยะยาว ผู้สอบบัญชีอาจพิจารณาว่าต้องบันทึกตาม TFRS 16 ค่าเช่าที่ผันแปรตามยอดขายต้องบันทึกเป็น Lease Liability ด้วยหรือไม่ ค่าเช่าผันแปร (Variable Lease Payments) ที่ขึ้นอยู่กับยอดขายหรือปริมาณการใช้ ไม่ต้องรวมในการคำนวณ Lease Liability ณ วันเริ่มต้น แต่ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดขึ้นจริง ส่วนค่าเช่าผันแปรที่อิงกับดัชนี เช่น CPI ต้องรวมอยู่ใน Lease Liability ตามประมาณการ ณ วันเริ่มต้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

เริ่มทำบัญชีด้วยตัวเอง คู่มือสำหรับ SME ตั้งแต่เริ่มต้น จนพร้อมส่งสรรพากร

จดทะเบียนบริษัทเรียบร้อย เปิดร้านออนไลน์ขายดี แต่พอถึงเรื่องทำบัญชี หลายคนสะดุดทันที เพราะไม่รู้ว่าต้องจดอะไร เก็บเอกสารอะไร แล้วสรรพากรจะมาตรวจตรงไหน จริง ๆ แล้วการทำบัญชีไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแค่เข้าใจหลักพื้นฐาน แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัวให้ชัด เก็บเอกสารให้ครบ แล้วบันทึกรายการสม่ำเสมอ ธุรกิจก็พร้อมส่งสรรพากรได้อย่างมั่นใจ บทความนี้จะพาคุณเดินทีละขั้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดที่ธุรกิจโตพอต้องอัปเกรดระบบบัญชี ทำบัญชีคืออะไร ทำไม SME ต้องทำ การทำบัญชีคือการบันทึกรายรับ รายจ่าย และการเคลื่อนไหวทางการเงินของธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เจ้าของกิจการรู้ว่าเงินเข้ามาจากไหน ออกไปทางไหน และเหลือเท่าไร สำหรับ SME การทำบัญชีไม่ได้มีไว้แค่ส่งสรรพากร แต่ช่วยให้เห็นกระแสเงินสดที่แท้จริง วางแผนภาษีล่วงหน้า และตัดสินใจเรื่องธุรกิจได้จากตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก ใครบ้างที่กฎหมายบังคับต้องทำบัญชี ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ผู้ที่ต้องจัดทำบัญชี ได้แก่ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล และนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในไทย โดยต้องจัดทำบัญชีตั้งแต่วันที่จดทะเบียน และปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือน บุคคลธรรมดาต้องทำบัญชีหรือไม่ บุคคลธรรมดาไม่ถูกบังคับตามพระราชบัญญัติการบัญชี แต่ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์หรือเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี คุณยังต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่ดี การจดบันทึกรายรับรายจ่ายจึงช่วยให้ยื่นภาษีถูกต้อง และพร้อมชี้แจงสรรพากรได้หากถูกเรียกตรวจ เริ่มต้นทำบัญชี ด้วยการแยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัวให้ชัด ก่อนจะบันทึกรายการใด ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือแยกเงินธุรกิจออกจากเงินส่วนตัวให้ชัดเจน เพราะถ้าใช้บัญชีเดียวกัน เวลาสรุปตัวเลขจะปนกันจนหาต้นทุนจริงไม่ได้ และยังเป็นหนึ่งในจุดที่สรรพากรตรวจสอบบ่อยด้วย เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจ วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกเฉพาะธุรกิจ ใช้รับเงินจากลูกค้าและจ่ายค่าใช้จ่ายธุรกิจทั้งหมดผ่านบัญชีนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท (ถ้าเป็นนิติบุคคล) บัตรประชาชนกรรมการ และตราประทับ (ถ้ามี) สำหรับบุคคลธรรมดา ใช้แค่บัตรประชาชนเปิดบัญชีออมทรัพย์แยกอีกบัญชีก็เพียงพอ ตัวอย่างการแยกรายจ่ายส่วนตัวกับธุรกิจ รายการ ส่วนตัว ธุรกิจ ค่ากาแฟดื่มเอง ส่วนตัว – ค่ากาแฟเลี้ยงลูกค้า – ค่ารับรอง ค่าน้ำมันรถไปเที่ยว ส่วนตัว – ค่าน้ำมันรถไปส่งสินค้า – ค่าขนส่ง หลักง่าย ๆ คือ ถ้ารายจ่ายนั้นเกิดขึ้นเพื่อธุรกิจโดยตรง ให้จ่ายผ่านบัญชีธุรกิจ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ให้จ่ายจากบัญชีส่วนตัว เอกสารที่ต้องเก็บประกอบการลงบัญชี เอกสารประกอบการลงบัญชีคือหลักฐานที่พิสูจน์ว่ารายการที่บันทึกเกิดขึ้นจริง ถ้าไม่มีเอกสาร สรรพากรถือว่ารายจ่ายนั้นพิสูจน์ไม่ได้ และอาจไม่ยอมให้หักเป็นค่าใช้จ่าย เอกสารฝั่งรายรับ เอกสารฝั่งรายจ่าย เก็บเอกสารไว้นานแค่ไหน กฎหมายกำหนดให้เก็บเอกสารบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี ส่วนเอกสารภาษีต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันยื่นแบบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 ทั้งนี้ ควรสแกนเก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลไว้ด้วย เผื่อเอกสารตัวจริงสูญหายหรือเสียหาย ขั้นตอนทำบัญชีด้วยตัวเอง ทำทีละขั้นไม่ยาก เมื่อแยกบัญชีเรียบร้อยและรู้แล้วว่าต้องเก็บเอกสารอะไร ขั้นตอนถัดไปคือเริ่มบันทึกรายการจริง โดยทำเป็นกิจวัตร ไม่ต้องรอสิ้นเดือน ขั้นที่ 1 บันทึกรายการประจำวัน ทุกครั้งที่มีเงินเข้าหรือเงินออก ให้จดทันที ระบุวันที่ รายละเอียดว่าจ่ายอะไรหรือได้รับจากใคร จำนวนเงิน และแนบเอกสารประกอบ ตัวอย่างเช่น ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์วันนี้มีรายการดังนี้ ตัวอย่างสมุดทำบัญชีรายรับรายจ่ายเบื้องต้น รายการ จำนวน (บาท) คงเหลือ (บาท) 1 ก.ย. ยอดยกมา – 50,000 2 ก.ย. ขายสินค้าออเดอร์ A001 +5,000 55,000 2 ก.ย. ค่าส่งพัสดุ -200 54,800 5 ก.ย. ซื้อวัตถุดิบ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) -12,000 42,800 สำหรับคนที่ต้องการตัวอย่างตารางและเทมเพลตที่ละเอียดกว่านี้ สามารถดูได้จากบทความตารางบัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับร้านค้า ซึ่งมีแบบฟอร์มพร้อมใช้ ขั้นที่ 2 จัดหมวดหมู่รายรับรายจ่าย อย่าแค่จดว่าจ่ายเงิน 3,000 บาท แต่ให้ระบุหมวดด้วย เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน เป็นต้น การจัดหมวดช่วยให้คุณเห็นว่ารายจ่ายส่วนไหนสูงผิดปกติ และยังช่วยให้นักบัญชีจัดทำงบการเงินได้ง่ายขึ้นเมื่อธุรกิจโต ขั้นที่ 3 ตรวจสอบยอดกับ statement ธนาคาร อย่างน้อยเดือนละครั้ง ให้เอาตัวเลขที่จดไว้มาเทียบกับ statement ธนาคาร ถ้ายอดตรงกันแสดงว่าบันทึกครบ ถ้ายอดไม่ตรง ให้ไล่หาว่ารายการไหนที่ตกหล่นหรือจดผิด ขั้นตอนนี้เรียกว่า Bank Reconciliation เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยจับข้อผิดพลาดได้เร็ว ขั้นที่ 4 สรุปรายเดือนและดูกระแสเงินสด สิ้นเดือน ให้สรุปยอดรวมรายรับ ยอดรวมรายจ่าย และยอดเงินคงเหลือ จากนั้นถามตัวเองว่า เดือนนี้กำไรหรือขาดทุน รายจ่ายหมวดไหนสูงขึ้น เงินสดพอจ่ายค่าใช้จ่ายเดือนหน้าหรือไม่ ตัวเลขเหล่านี้คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณบริหารธุรกิจได้จากข้อมูลจริง เครื่องมือช่วยทำบัญชี จด Excel หรือใช้โปรแกรม เลือกเครื่องมือที่เหมาะกับขนาดธุรกิจและจำนวนรายการต่อเดือน ไม่มีเครื่องมือไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มีเครื่องมือที่พอดีกับแต่ละช่วงเวลา จดด้วยสมุดหรือ Excel ข้อดีข้อเสีย เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการไม่มาก เช่น ฟรีแลนซ์ที่มีลูกค้า 5-10 รายต่อเดือน ข้อดีคือไม่มีค่าใช้จ่าย ปรับแต่งได้ตามใจ ข้อเสียคือเมื่อรายการเยอะขึ้น โอกาสจดผิดหรือลืมจดจะสูงขึ้น สูตร Excel อาจพังถ้าลบแถวผิด และไม่สามารถออกเอกสารภาษีได้อัตโนมัติ ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ข้อดีข้อเสีย เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการ 20 รายการขึ้นไปต่อเดือน หรือต้องออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษีเป็นประจำ ข้อดีคือบันทึกรายการได้เร็ว ออกเอกสารได้ทันที ดูรายงานการเงินแบบ real-time และลดข้อผิดพลาดจากการคำนวณมือ ข้อเสียคือมีค่าบริการรายเดือน (บางโปรแกรมเริ่มต้นฟรี) 7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ธุรกิจโดนสรรพากรเรียกตรวจ หลายข้อผิดพลาดเกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่ผลที่ตามมาอาจรุนแรง ตั้งแต่เสียเบี้ยปรับ จนถึงถูกประเมินภาษีเพิ่ม สิ่งที่ต้องระวังมีดังนี้ ไม่แยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจ เมื่อเงินส่วนตัวปนกับเงินธุรกิจ สรรพากรจะตั้งข้อสงสัยว่ารายได้ที่แท้จริงเท่าไร เพราะยอดเงินเข้าบัญชีไม่ตรงกับรายได้ที่ยื่นภาษี ปัญหานี้แก้ได้ง่ายตั้งแต่วันนี้ด้วยการเปิดบัญชีแยกตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ไม่เก็บเอกสารประกอบ ถ้าสรรพากรขอดูหลักฐานแล้วคุณไม่มี รายจ่ายนั้นจะถูกตัดออก ทำให้กำไรทางภาษีสูงขึ้น และต้องจ่ายภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีใบเสร็จ ควรทำใบสำคัญจ่ายกำกับไว้เสมอ ทำบัญชีส่งสรรพากรไม่ตรงกับรายได้จริง ตัวเลขในบัญชีต้องตรงกับแบบภาษีที่ยื่นและยอดเงินในบัญชีธนาคาร ถ้าสรรพากรพบว่ารายได้ในแบบภาษีต่ำกว่ายอดเงินเข้าบัญชีธนาคารมาก จะเป็น Red Flag ที่ทำให้ถูกเรียกตรวจสอบ นอกจากนี้ ข้อผิดพลาดอื่นที่พบบ่อย ได้แก่ ออกใบกำกับภาษีไม่ตรงเวลา ยื่นแบบภาษีล่าช้า ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อต้องหัก และคำนวณ VAT ผิดพลาด เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนจากบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นระบบบัญชีคู่ บัญชีรายรับรายจ่ายเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก แต่เมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง ระบบเดิมจะไม่เพียงพอ และถ้าเป็นนิติบุคคล กฎหมายบังคับให้ใช้ระบบบัญชีคู่ (Double-Entry) อยู่แล้ว สัญญาณที่บอกว่าธุรกิจต้องเริ่มวางระบบบัญชีใหม่ ถ้าคุณเจอสัญญาณเหล่านี้ หมายความว่าธุรกิจต้องการระบบที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อจัดการสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนให้ครบถ้วน ระบบบัญชีคู่ต่างจากบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างไร บัญชีรายรับรายจ่ายบันทึกแค่เงินเข้าและเงินออก ส่วนระบบบัญชีคู่บันทึกทุกรายการเป็น 2 ด้านเสมอ คือ เดบิตกับเครดิต ตัวอย่างเช่น ร้านขายสินค้าได้ 5,000 บาท โอนเข้าธนาคาร ระบบบัญชีคู่จะบันทึกดังนี้ รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินฝากธนาคาร 5,000 บาท – รายได้จากการขาย – 5,000 บาท ทุกรายการจะมียอดเดบิตรวมเท่ากับเครดิตเสมอ ทำให้มองเห็นภาพรวมทั้งสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ ค่าใช้จ่าย และส่วนของเจ้าของ ข้อดีคือจัดทำงบกำไรขาดทุนและงบดุลได้ ซึ่งจำเป็นสำหรับการกู้เงินธนาคาร หาผู้ร่วมลงทุน และยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรุป – ทำบัญชีเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ธุรกิจก็โตได้อย่างมั่นคง การทำบัญชีไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีเท่านั้น แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรเข้าใจ เริ่มจากแยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจ เก็บเอกสารทุกรายการ บันทึกรายรับรายจ่ายให้เป็นนิสัย ตรวจยอดกับธนาคารทุกเดือน และเมื่อธุรกิจโตก็อัปเกรดเป็นระบบบัญชีคู่ แค่นี้ก็พร้อมรับมือสรรพากรได้อย่างมั่นใจ พร้อมยกระดับการทำบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่า Excel ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป หรืออยากจัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินจากที่เดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี 30 วัน แล้วให้ PEAK ช่วยดูแลงานบัญชีให้คุณโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทำบัญชีธุรกิจ เจ้าของร้านค้าออนไลน์ต้องทำบัญชีหรือไม่ ถ้าเปิดร้านในนามบุคคลธรรมดา กฎหมายบัญชีไม่ได้บังคับ แต่คุณยังต้องยื่นภาษีเงินได้ประจำปี การจดรายรับรายจ่ายไว้จะช่วยให้เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ ซึ่งอาจประหยัดภาษีได้มากกว่าหักแบบเหมา ส่วนถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินตามกฎหมาย ทำบัญชีเอง กับจ้างสำนักงานบัญชี อันไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการและความซับซ้อนของธุรกิจ ถ้ามีรายการน้อยกว่า 30 รายการต่อเดือน สามารถทำเองได้ด้วย Excel หรือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ แต่ถ้าเป็นนิติบุคคลที่มีรายการซับซ้อน หรือต้องจัดทำงบการเงินประจำปี ควรมีนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีช่วยดูแล เพื่อความถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี ธุรกิจเพิ่งเริ่ม ยังไม่มีรายได้ ต้องทำบัญชีหรือไม่ ถ้าจดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ต้องทำบัญชีตั้งแต่วันจดทะเบียน แม้จะยังไม่มีรายได้เลยก็ตาม เพราะกฎหมายกำหนดให้ปิดบัญชีและยื่นงบการเงินทุกรอบ 12 เดือน ถ้าไม่ทำ มีโทษปรับสูงสุด 30,000 บาทตามพระราชบัญญัติการบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร จัดการสต็อกและตีราคาตามหลักบัญชี

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไหร่ ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต็อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนในงบการเงิน บทความนี้จะพาทำความเข้าใจเรื่อง สินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีบันทึกบัญชี การตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อสต็อกผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำและวางแผนจัดซื้อได้อย่างมั่นใจ สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่ายๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในไลน์ สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท (ซื้อมาขายไป vs. กิจการอุตสาหกรรม) ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ ประเภท คำอธิบาย สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) สินค้าที่พร้อมขายให้ลูกค้าได้ทันที ธุรกิจซื้อมาขายไปจะมีสินค้าประเภทนี้เป็นหลัก วัตถุดิบ (Raw Materials) วัสดุที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต เช่น ผ้า เหล็ก น้ำตาล พบในกิจการอุตสาหกรรม งานระหว่างทำ (Work in Process – WIP) สินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เช่น เสื้อที่ตัดแล้วแต่ยังไม่ได้เย็บ วัสดุสิ้นเปลือง (Supplies) วัสดุที่ใช้สนับสนุนการผลิตหรือขาย เช่น กล่องบรรจุภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักร ธุรกิจซื้อมาขายไป (เช่น ร้านค้าปลีก ร้านค้าออนไลน์) มักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต็อกซับซ้อนกว่ามาก ระบบการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ (Periodic vs. Perpetual) ระบบบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ได้แก่ ระบบต่อเนื่อง (Perpetual) ที่อัปเดตยอดทุกครั้งที่มีการซื้อขาย และระบบสิ้นงวด (Periodic) ที่คำนวณต้นทุนขายตอนปลายงวดเท่านั้น การเลือกระบบส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของต้นทุนขายในแต่ละเดือน ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบนี้บันทึกรายการซื้อเข้า-ขายออกทุกครั้งที่เกิดขึ้น ทำให้รู้ยอดสินค้าคงเหลือแบบ real-time เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการเคลื่อนไหวบ่อยและต้องการดูยอดสต็อกได้ตลอดเวลา เช่น ร้านค้าปลีกที่ใช้ระบบ POS หรือธุรกิจ e-Commerce ข้อดีคือเห็นต้นทุนขายทันทีหลังขายสินค้า ข้อเสียคือต้องมีระบบซอฟต์แวร์รองรับและบันทึกข้อมูลครบทุกรายการ ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบนี้ไม่ได้บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะคำนวณย้อนหลังตอนปลายงวดจากสูตร ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อสุทธิ – สินค้าคงเหลือปลายงวด เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายการไม่มากและยังไม่มีระบบซอฟต์แวร์ครบ แต่ข้อเสียคือไม่รู้ยอดสต็อกจริงจนกว่าจะนับสินค้าปลายงวด ซึ่งอาจทำให้พลาดปัญหาสินค้าหายระหว่างทางได้ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไป (COGS) และสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่สรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ย วิธี FIFO (First In, First Out) คืออะไร FIFO คือ วิธีตีราคาที่สมมุติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือ (ชื่อสมมุติ) สั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม คำนวณได้ดังนี้ ตัวอย่างเปรียบเทียบ FIFO vs. Weighted Average ด้วยตัวเลขจริง รายการ FIFO Weighted Average ต้นทุนขาย (120 ชิ้น) 6,100 บาท 6,300 บาท มูลค่าสินค้าคงเหลือ (80 ชิ้น) 4,400 บาท 4,200 บาท กำไรขั้นต้น (สมมุติขาย 120 ชิ้นที่ 80 บาท = 9,600) 3,500 บาท 3,300 บาท จะเห็นว่าวิธีที่ใช้ต่างกัน ตัวเลขกำไรก็ต่างกัน ทั้งที่สินค้าและยอดขายเหมือนกันทุกประการ นี่คือเหตุผลที่การเลือกวิธีตีราคามีความสำคัญ และเมื่อเลือกแล้วต้องใช้อย่างสม่ำเสมอตลอดรอบบัญชี ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละวิธี ธุรกิจไหนเหมาะกับวิธีไหน เกณฑ์ FIFO Weighted Average ความเหมาะสม สินค้ามีอายุหรือหมดอายุ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง สินค้าเหมือนกันทุกล็อต เช่น อะไหล่ วัสดุก่อสร้าง ข้อดี มูลค่าคงเหลือใกล้ราคาตลาด งบดุลสะท้อนความเป็นจริง คำนวณง่าย ไม่ต้องแยกล็อต เหมาะกับสินค้าจำนวนมาก ข้อเสีย ต้องติดตามล็อตสินค้า ซับซ้อนกว่า ต้นทุนขายอาจไม่สะท้อนราคาตลาดจริง สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจน FIFO เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และบันทึกผลต่าง การตรวจนับสต็อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที ไม่ใช่เพิกเฉยแล้วหวังว่าจะหาเจอทีหลัง วิธีตรวจนับสต็อก (Physical Count) กิจการมักตรวจนับแบบเต็มรูปแบบ (Full Count) ปีละครั้งตอนปลายรอบบัญชี หรือแบบหมุนเวียน (Cycle Count) ที่นับทีละกลุ่มสินค้าสลับกันไปตลอดปี สำหรับ SME ที่มีสินค้าไม่มากนัก การนับเต็มรูปแบบทุกไตรมาสจะช่วยจับปัญหาได้เร็วขึ้น ใครที่ต้องการเทคนิคเพิ่มเติมลองดูกลยุทธ์การนับสต็อกสินค้าที่เราเคยสรุปไว้ สินค้าขาด-เกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริง ไม่ตรง กับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ กรณีสินค้าขาด (ของจริงน้อยกว่าในระบบ) รายการ Dr. Cr. ผลขาดทุนจากการตรวจนับ (ค่าใช้จ่าย) X สินค้าคงเหลือ X กรณีสินค้าเกิน (ของจริงมากกว่าในระบบ) รายการ Dr. Cr. สินค้าคงเหลือ X กำไรจากการตรวจนับ (รายได้อื่น) X สิ่งสำคัญคือต้องหาสาเหตุของผลต่างด้วย ไม่ใช่แค่ปรับตัวเลข เพราะสินค้าขาดอาจเกิดจากการลักขโมย บันทึกผิดพลาด หรือสินค้าเสียหายระหว่างเก็บ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรณีสินค้าขาดหาย ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ โดยไม่มีหลักฐานชี้แจงเหตุผลที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการจดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย ดังนั้น การเก็บหลักฐานการตรวจนับ รายงานของเสีย และบันทึกเหตุผลที่สินค้าขาดหายอย่างชัดเจน จึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อป้องกันภาระภาษีที่ไม่จำเป็น สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) ของมาตรฐานการบัญชี การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ตาม TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย ตัวอย่างเช่น กิจการ ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินค้าคงเหลือในคลังที่ต้องประเมิน NRV วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุดและผลทางภาษี กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบ ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย ในทางภาษี กรมสรรพากรยอมให้นำผลขาดทุนจากการตัดจำหน่ายสินค้ามาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ต้องมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน หากสินค้าชำรุดจดทะเบียน VAT อยู่ อาจต้องเสีย VAT ด้วยเช่นเดียวกับกรณีสินค้าขาดหาย หากไม่มีหลักฐานชี้แจงเพียงพอ หากใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถศึกษาวิธีบันทึกรายการตัดจำหน่ายได้ที่คู่มือบันทึกตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด ผลกระทบของสต็อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต็อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนไปด้วย โดยผลกระทบเกิดขึ้น 2 ทิศทาง สต็อกบันทึกเกิน – กำไรสูงเกินจริง เมื่อสินค้าคงเหลือปลายงวดสูงเกินจริง ต้นทุนขายที่คำนวณได้จะต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะจากสูตรต้นทุนขายในระบบ Periodic ที่กล่าวไปข้างต้น ยิ่งสต็อกปลายงวดสูง ต้นทุนขายยิ่งต่ำ กำไรที่แสดงจึงสูงเกินจริง ตัวอย่างเช่น ถ้าสต็อกจริงมี 80,000 บาท แต่บันทึกไว้ 100,000 บาท ต้นทุนขายจะต่ำไป 20,000 บาท ทำให้กำไรสูงเกินจริง 20,000 บาท ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียภาษีเงินได้มากกว่าที่ควร สต็อกบันทึกขาด – ต้นทุนขายสูงเกิน กำไรต่ำเกินจริง กลับกัน ถ้าสต็อกปลายงวดต่ำกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายจะสูงเกิน กำไรที่แสดงจึงต่ำเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด เช่น คิดว่าธุรกิจกำลังขาดทุนทั้งที่จริงๆ แล้วทำกำไรอยู่ ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่า ความแม่นยำของข้อมูลสินค้าคงเหลือเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ การตรวจนับสต็อกสม่ำเสมอจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคลังสินค้า แต่เป็นเรื่องของความถูกต้องทางบัญชีโดยตรง สรุป – สินค้าคงเหลือจัดการดี ต้นทุนแม่น กำไรจริง การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ได้ยากอย่างที่คิด หัวใจอยู่ที่ 3 เรื่อง ได้แก่ เลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ (FIFO หรือ Weighted Average) แล้วใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต็อกสม่ำเสมออย่างน้อยทุกไตรมาส และบันทึกผลต่าง สินค้าเสื่อมสภาพ หรือสินค้าชำรุดเข้าบัญชีทันทีที่พบ เมื่อทำได้ครบทั้ง 3 ข้อ ต้นทุนขายที่คำนวณได้จะแม่นยำ งบกำไรขาดทุนจะสะท้อนความเป็นจริง และคุณจะวางแผนจัดซื้อได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องเดาว่ากำไรที่เห็นเป็นตัวเลขจริงหรือแค่ตัวเลขในกระดาษ จัดการสินค้าคงเหลือให้ง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต็อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต็อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรีได้เลย คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี สินค้าคงเหลือของกิจการอุตสาหกรรมได้แก่อะไรบ้าง กิจการอุตสาหกรรมมีสินค้าคงเหลือ 4 ประเภท ตั้งแต่วัตถุดิบ งานระหว่างทำ สินค้าสำเร็จรูป จนถึงวัสดุสิ้นเปลือง จุดที่ต้องระวังคือแต่ละประเภทมีวิธีตีราคาและบันทึกต้นทุนต่างกัน โดยเฉพาะงานระหว่างทำที่ต้องรวมค่าแรงและค่าโสหุ้ยการผลิตเข้าไปด้วย ไม่ใช่แค่ราคาวัตถุดิบอย่างเดียว FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือใกล้เคียงราคาตลาดมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง ในทางปฏิบัติ SME ส่วนใหญ่เลือก Weighted Average เพราะไม่ต้องแยกติดตามล็อตสินค้า ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับ สินค้าคงเหลือปลายงวด สำคัญอย่างไรต่อการคำนวณกำไร สินค้าคงเหลือปลายงวดเป็นตัวแปรสำคัญในสูตรต้นทุนขาย ถ้ายอดสต็อกปลายงวดคลาดเคลื่อน กำไรขั้นต้นที่คำนวณได้จะผิดไปด้วยในจำนวนเท่ากัน ดังนั้น การตรวจนับสต็อกก่อนปิดงบจึงเป็นขั้นตอนที่ข้ามไม่ได้ มาตรฐานการบัญชีเรื่องสินค้าคงเหลือกำหนดอะไรไว้บ้าง มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 (TAS 2) กำหนดว่าสินค้าคงเหลือต้องแสดงด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ห้ามใช้วิธี LIFO ในการตีราคา และต้องเปิดเผยวิธีตีราคาที่ใช้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน สำหรับกิจการ NPAEs ที่ใช้ TFRS for NPAEs หลักการจะคล้ายกันแต่มีข้อกำหนดบางส่วนที่ผ่อนปรนมากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

หนี้สินไม่หมุนเวียน คืออะไร ภาระหนี้ระยะยาวที่ธุรกิจต้องรู้

เคยเปิดงบแสดงฐานะการเงินแล้วเจอรายการหนี้สินไม่หมุนเวียนยาวเป็นพรืด แต่ไม่แน่ใจว่าแต่ละรายการหมายถึงอะไร หลายคนอาจรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของนักบัญชี ไม่เกี่ยวกับเจ้าของกิจการ แต่ความจริงแล้ว การเข้าใจหนี้สินไม่หมุนเวียนช่วยให้คุณมองเห็นภาระหนี้ระยะยาวของธุรกิจ และวางแผนชำระหนี้ได้ล่วงหน้า บทความนี้จะพาไปรู้จักว่า หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างจากงบการเงินจริงที่อ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที หนี้สินไม่หมุนเวียน คืออะไร (Non-current Liabilities) หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities) คือ ภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืน โดยมีกำหนดชำระเกินกว่า 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี พูดง่ายๆ คือ หนี้ระยะยาวที่ยังไม่ต้องจ่ายภายในปีนี้ รายการเหล่านี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) ส่วนล่าง แยกจากหนี้สินหมุนเวียนที่ต้องจ่ายภายในปี และอยู่คนละฝั่งกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่แสดงด้านบนของงบ ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น เงินกู้ยืมจากธนาคารที่มีสัญญาผ่อน 5 ปี หรือภาระผูกพันจ่ายเงินชดเชยพนักงานเมื่อเกษียณ ที่มา: หลักเกณฑ์การจำแนกหนี้สินตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 (TAS 1) เรื่องการนำเสนองบการเงิน โดยสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ หนี้สินหมุนเวียน vs ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร (วิธีจำแนก) ความแตกต่างหลักอยู่ที่ระยะเวลาครบกำหนดชำระ ถ้าต้องจ่ายภายใน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ถ้าเกิน 12 เดือน จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน รายการ หนี้สินหมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน ระยะเวลาชำระ ภายใน 12 เดือน เกิน 12 เดือน ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินกู้ระยะยาว หุ้นกู้ ผลกระทบ กระทบสภาพคล่อง กระทบโครงสร้างทุน เกณฑ์ 12 เดือน ตามมาตรฐานบัญชี (TAS 1) มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 กำหนดให้กิจการจำแนกหนี้สินเป็นหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้ หนี้สินที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้อใดเลย ให้จำแนกเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน สำหรับ SME ที่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) หลักเกณฑ์การจำแนกก็ใช้แนวทางเดียวกัน ข้อควรระวัง ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี (Current Portion of Long-term Debt) จุดที่ผู้ประกอบการสับสนบ่อยคือ เงินกู้ระยะยาวไม่ได้อยู่เป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนตลอดอายุสัญญา เมื่อเงินกู้ระยะยาวถึงกำหนดชำระภายใน 12 เดือนข้างหน้า ส่วนที่ถึงกำหนดนั้นต้องย้ายมาแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียนแทน ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กู้เงินธนาคาร 5 ล้านบาท ผ่อน 5 ปี ปีละ 1 ล้านบาท ในงบ ณ สิ้นปี ส่วนที่ต้องผ่อนปีหน้า 1 ล้านบาทจะแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน ส่วนที่เหลืออีก 3 ล้านบาทยังคงเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน การบันทึกบัญชีปรับปรุง ณ วันสิ้นปี (สมุดรายวันทั่วไป) รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินกู้ยืมระยะยาว 1,000,000 – ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี – 1,000,000 รายการนี้ทำให้งบแสดงฐานะการเงินสะท้อนภาระหนี้ที่แท้จริงของแต่ละช่วงเวลา หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง (รายการที่พบบ่อย) รายการหนี้สินไม่หมุนเวียนที่พบบ่อยในงบการเงินของธุรกิจไทยมีหลากหลาย ตั้งแต่เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นกู้ หนี้สินตามสัญญาเช่า ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน ไปจนถึงหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ประมาณการหนี้สินระยะยาว รวมถึงรายการอื่นๆ เช่น เงินมัดจำรับระยะยาว ตั๋วเงินจ่ายระยะยาว และหนี้สินจากสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งแต่ละรายการมีลักษณะแตกต่างกัน 1. เงินกู้ยืมระยะยาว (Long-term Loans) เงินกู้ยืมระยะยาวเป็นรายการที่พบบ่อยที่สุดใน SME โดยมากเป็นเงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงิน มีสัญญากำหนดผ่อนชำระเกิน 1 ปี เช่น กู้ซื้อที่ดินและอาคาร กู้ขยายกิจการ หรือกู้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะยาว สิ่งที่ต้องดูในงบคือ ยอดเงินกู้คงเหลือทั้งหมด หักด้วย Current Portion (ส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในปี ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น) จึงเป็นยอดสุทธิที่แสดงในส่วนหนี้สินไม่หมุนเวียน 2. หุ้นกู้ (Debentures หรือ Bonds) หุ้นกู้คือตราสารหนี้ที่บริษัทออกเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน ส่วนใหญ่พบในบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดจนกว่าจะครบกำหนดไถ่ถอน สำหรับ SME อาจไม่ค่อยพบรายการนี้ แต่ก็ควรรู้จักไว้เมื่อต้องอ่านงบการเงินของคู่ค้าหรือบริษัทที่จะร่วมลงทุน 3. หนี้สินตามสัญญาเช่าและเช่าซื้อ (Lease and Hire Purchase Liabilities) ตั้งแต่มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 หรือ TFRS 16 เรื่องสัญญาเช่า มีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2563 กิจการที่เช่าสำนักงาน เช่าโกดัง หรือเช่ารถยนต์ระยะยาว ต้องรับรู้ภาระผูกพันจากสัญญาเช่าเป็นหนี้สินในงบด้วย ส่วนที่ครบกำหนดเกิน 12 เดือนจะแสดงเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน นอกจากนี้ สัญญาเช่าซื้อ (Hire Purchase) เช่น ผ่อนเครื่องจักร ผ่อนรถกระบะ ก็จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนในส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเช่นกัน 4. ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน (Employee Benefit Obligations) ตามกฎหมายแรงงานกำหนดไว้ว่า กิจการต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานเมื่อเลิกจ้าง โดยคำนวณตามอายุงาน สูงสุด 400 วัน สำหรับพนักงานที่ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป ภาระผูกพันนี้ต้องประมาณการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Valuation) แล้วบันทึกเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนในงบ เพราะเป็นภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระยะยาว 5. หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred Tax Liabilities) เกิดจากผลต่างชั่วคราวระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับฐานภาษีของสินทรัพย์หรือหนี้สิน พูดง่ายๆ คือ กิจการอาจจ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควรในปีนี้ แต่จะต้องจ่ายเพิ่มในอนาคต จึงบันทึกส่วนต่างเป็นหนี้สินไว้ก่อน ตัวอย่างเช่น กิจการคิดค่าเสื่อมราคาทางบัญชีด้วยวิธีเส้นตรง 10 ปี แต่ทางภาษีหักค่าเสื่อมเร่งได้ 5 ปี ผลต่างนี้ทำให้เกิดหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี 6. ประมาณการหนี้สินระยะยาว (Long-term Provisions) เป็นหนี้สินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแต่ยังไม่แน่นอนในจำนวนเงินหรือเวลาที่จะจ่าย เช่น ค่ารื้อถอนอาคารเมื่อหมดสัญญาเช่าที่ดิน ค่าฟื้นฟูสภาพแวดล้อม หรือคดีความที่อยู่ระหว่างพิจารณาซึ่งมีโอกาสแพ้สูง กิจการต้องประมาณจำนวนเงินที่ดีที่สุดและบันทึกเป็นหนี้สินไว้ เมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะต้องจ่ายในอนาคต ตัวอย่างหนี้สินไม่หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน ลองดูตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน (สมมุติ) ของบริษัท ข จำกัด เพื่อให้เห็นภาพว่ารายการเหล่านี้แสดงในงบอย่างไร รายการ ปีปัจจุบัน (บาท) ปีก่อนหน้า (บาท) เงินกู้ยืมระยะยาว (สุทธิจาก current portion) 8,000,000 9,000,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 3,500,000 4,200,000 ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน 1,200,000 1,000,000 หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี 450,000 380,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 13,150,000 14,580,000 จากตัวอย่าง จะเห็นว่าเงินกู้ยืมระยะยาวมีสัดส่วนมากที่สุด และภาระรวมลดลงจากปีก่อน แสดงว่ากิจการทยอยชำระหนี้ระยะยาวได้ตามแผน วิเคราะห์ธุรกิจ หนี้สินไม่หมุนเวียน กับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) เป็นเครื่องมือที่ผู้บริหารและนักลงทุนใช้ประเมินว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับเงินทุนของผู้ถือหุ้น D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ จำนวน (บาท) หนี้สินรวม 20,000,000 ส่วนของผู้ถือหุ้น 10,000,000 D/E Ratio 20,000,000 / 10,000,000 = 2.0 เท่า ผลลัพธ์ 2.0 เท่า หมายความว่าทุกๆ 1 บาทที่เป็นทุนของผู้ถือหุ้น กิจการมีหนี้สิน 2 บาท ถ้าหนี้สินไม่หมุนเวียนมีสัดส่วนสูง D/E Ratio ก็จะสูงตามไปด้วย ผู้บริหารควรวางแผนกระแสเงินสดให้เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ในแต่ละงวด และเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น ธุรกิจผลิตอาหารมักมี D/E Ratio ไม่เกิน 2.0 เท่า ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจสูงถึง 3.0-5.0 เท่า สรุป – เข้าใจหนี้สินไม่หมุนเวียน ช่วยวางแผนธุรกิจได้ดีขึ้น หนี้สินไม่หมุนเวียนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ ขอเพียงเข้าใจว่ามีรายการอะไรบ้าง จำแนกให้ถูกต้องตามเกณฑ์ 12 เดือน และติดตามผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ ผู้ประกอบการก็สามารถบริหารหนี้ระยะยาวได้อย่างมั่นใจ จัดการบัญชีหนี้สินให้ครบถ้วน เริ่มต้นกับ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการหนี้สิน จัดทำงบการเงิน และติดตามสถานะทางการเงินของกิจการได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนี้สินไม่หมุนเวียน ตั๋วเงินจ่าย เป็นหนี้สินหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาครบกำหนดของตั๋ว ถ้าตั๋วเงินจ่ายครบกำหนดภายใน 12 เดือน จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ถ้าครบกำหนดเกิน 12 เดือน เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน 3 ปี จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน ดังนั้น ต้องดูที่ระยะเวลาครบกำหนดเป็นสำคัญ ไม่ใช่ประเภทของตราสาร เงินกู้ธนาคาร เป็นหนี้สินหมุนเวียนหรือไม่ เงินกู้ธนาคารอาจเป็นได้ทั้งสองประเภท ถ้าเป็นวงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) หรือเงินกู้ระยะสั้นที่ครบกำหนดภายในปี จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่เงินกู้ระยะยาว เช่น สินเชื่อซื้อเครื่องจักรผ่อน 5 ปี จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนในงบ ได้แก่ ส่วนที่ถึงกำหนดปีหน้า (Current Portion) อยู่ในหนี้สินหมุนเวียน และส่วนที่เหลืออยู่ในหนี้สินไม่หมุนเวียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) คือใคร ต่างจาก CPA อย่างไร

ทุกสิ้นปี เจ้าของกิจการหลายคนเจอคำถามเดิมซ้ำทุกรอบ ปีนี้ต้องจ้างผู้สอบบัญชีแบบไหน TA หรือ CPA กันแน่ ยิ่งถ้าเพิ่งจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทใหม่ อาจรู้สึกว่าศัพท์เหล่านี้ทับซ้อนกันจนสับสน ความจริงแล้ว ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (Tax Auditor – TA) กับผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant – CPA) ทำหน้าที่คล้ายกันแต่ขอบเขตต่างกัน และการเลือกผิดประเภทอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจทั้งสองบทบาท เลือกได้ถูกตัว และประหยัดค่าใช้จ่ายไปพร้อมกัน ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) คืออะไร ผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือ TA (Tax Auditor) คือผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากร มีหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินและรับรองว่ากิจการยื่นภาษีถูกต้องตามกฎหมาย พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น TA เปรียบเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีที่สรรพากรรับรองว่ามีคุณสมบัติเพียงพอ ให้ตรวจสอบงบการเงินของกิจการขนาดเล็กได้ โดยไม่ต้องไปจ้าง CPA ซึ่งค่าบริการสูงกว่า TA ย่อมาจากอะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง TA ย่อมาจาก Tax Auditor แปลตรงตัวว่า ผู้ตรวจสอบภาษี หน้าที่หลักของ TA คือตรวจสอบงบการเงิน ตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่าย และลงลายเซ็นรับรองในรายงานการตรวจสอบ (แบบ ร.3) เพื่อยื่นต่อกรมสรรพากร TA ได้รับอนุญาตจากใคร TA ได้รับอนุญาตจาก อธิบดีกรมสรรพากร ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างจาก CPA ที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ในแง่กฎหมาย TA จึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสรรพากรโดยตรง ขณะที่ CPA อยู่ภายใต้สภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) TA ต่างจาก CPA (ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต) ยังไง TA และ CPA ต่างทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงิน แต่ขอบเขตอำนาจ หน่วยงานกำกับ และประเภทกิจการที่ตรวจได้ต่างกันชัดเจน ถ้าอยากเข้าใจบทบาทของ CPA เชิงลึก อ่านเพิ่มได้ที่บทความ CPA ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตารางเปรียบเทียบ TA vs CPA รายการ TA (ผู้สอบบัญชีภาษีอากร) CPA (ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต) หน่วยงานที่ออกใบอนุญาต กรมสรรพากร สภาวิชาชีพบัญชี ประเภทกิจการที่ตรวจได้ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและบริษัทขนาดเล็กตามเกณฑ์ ทุกประเภท ทุกขนาด เกณฑ์ทุนจดทะเบียน ไม่เกิน 5 ล้านบาท ไม่จำกัด เกณฑ์สินทรัพย์รวม ไม่เกิน 30 ล้านบาท ไม่จำกัด เกณฑ์รายได้รวม ไม่เกิน 30 ล้านบาท ไม่จำกัด ค่าบริการโดยประมาณ 3,000-10,000 บาทต่อปี 10,000-50,000+ บาทต่อปี สำหรับ SME ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็ก การใช้ TA จึงช่วยประหยัดค่าสอบบัญชีได้อย่างมาก โดยยังคงเป็นไปตามกฎหมาย ใครบ้างที่สามารถใช้ TA ตรวจสอบบัญชีได้ (เงื่อนไขและขอบเขตงาน) กิจการที่จะใช้บริการ TA ได้ต้องผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อพร้อมกัน ตามประกาศกรมสรรพากร เรื่องผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี หากเกินข้อใดข้อหนึ่ง ต้องใช้ CPA เท่านั้น กิจการที่ TA สามารถตรวจสอบได้ TA ตรวจสอบได้เฉพาะกิจการที่มีทุน สินทรัพย์ และรายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ประเภทนิติบุคคลที่เข้าข่าย ได้แก่ ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่จดห้างหุ้นส่วนจำกัด มีรายได้ปีละ 8 ล้านบาท ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท กิจการแบบนี้สามารถใช้ TA ตรวจสอบบัญชีได้ตามกฎหมาย กิจการที่ต้องใช้ CPA เท่านั้น กิจการที่ TA ตรวจสอบไม่ได้ ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัทจำกัดที่เริ่มต้นจ้าง TA ตรวจบัญชี แต่ปีนี้รายได้เติบโตทะลุ 30 ล้านบาท กรณีนี้ต้องเปลี่ยนมาใช้ CPA ตั้งแต่รอบบัญชีที่เกินเกณฑ์เป็นต้นไป ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ TA vs CPA สำหรับ SME เรื่องต้นทุนสำคัญมาก ค่าสอบบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายประจำปีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ลองดูตัวเลขเปรียบเทียบคร่าว ๆ TA คิดค่าบริการตรวจสอบห้างหุ้นส่วนจำกัดขนาดเล็กประมาณ 3,000-10,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการและความซับซ้อนของธุรกิจ CPA คิดค่าบริการตรวจสอบบริษัทจำกัดเริ่มต้นประมาณ 10,000-50,000 บาทต่อปี โดยบริษัทขนาดใหญ่หรือมีธุรกรรมซับซ้อนอาจสูงกว่านี้ ลองดูตัวอย่างจริง สมมุติว่าคุณเปิดห้างหุ้นส่วนจำกัด (ชื่อสมมุติ) หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นประมาณการจากอัตราตลาดทั่วไป อัตราจริงอาจแตกต่างไปตามพื้นที่และผู้ให้บริการ ควรขอใบเสนอราคาจากผู้สอบบัญชีหลายรายเปรียบเทียบกัน ความเสี่ยงถ้าเลือกผู้สอบบัญชีผิดประเภท เลือกผิดแม้โดยไม่ตั้งใจ ก็อาจเกิดปัญหาตามมาได้ หลายเจ้าของกิจการมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นใหญ่กว่าที่คิด ถ้ากิจการเกินเกณฑ์แต่ยังใช้ TA ตรวจสอบ รายงานการสอบบัญชีจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อาจไม่รับงบการเงิน ส่งผลให้ต้องจ้าง CPA มาตรวจใหม่ เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน นอกจากนี้ ถ้ากรมสรรพากรตรวจพบว่างบการเงินไม่ได้รับรองจากผู้สอบบัญชีที่ถูกประเภท อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง มีโทษปรับ และเสียประวัติด้านการเงินของกิจการ วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือ ตรวจสอบเกณฑ์ 3 ข้อ (ทุน สินทรัพย์ รายได้) ก่อนจ้างผู้สอบทุกปี ถ้าไม่แน่ใจ ปรึกษานักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลอยู่ก่อนเสมอ วิธีเช็กรายชื่อผู้สอบบัญชีภาษีอากร ก่อนตกลงจ้าง TA ควรตรวจสอบก่อนว่าผู้สอบบัญชีคนนั้นได้ขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรจริง และใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ ขั้นตอนการเช็กรายชื่อทำได้ดังนี้ หากต้องการความมั่นใจเพิ่ม สามารถติดต่อสมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย เพื่อขอคำแนะนำหรือรายชื่อ TA ในพื้นที่ได้ เตรียมตัวอย่างไรก่อนให้ TA ตรวจสอบงบการเงิน การเตรียมเอกสารให้พร้อมล่วงหน้าช่วยให้กระบวนการตรวจสอบราบรื่นและลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจเกิดจากเอกสารไม่ครบ เอกสารที่ต้องจัดเตรียม เอกสารหลักที่ TA ต้องใช้ประกอบการตรวจสอบ ได้แก่ การจัดเอกสารเหล่านี้ให้เป็นระเบียบตั้งแต่ระหว่างปี จะช่วยให้ TA ทำงานได้เร็วขึ้น และลดโอกาสที่จะถูกเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม PEAK ช่วยเตรียมงบการเงินให้พร้อมส่งผู้สอบได้อย่างไร การจัดเอกสารทั้งหมดด้วยตัวเองอาจใช้เวลามาก โดยเฉพาะ SME ที่ไม่มีทีมบัญชีเต็มตัว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เมื่อถึงเวลาส่งผู้สอบบัญชี เอกสารพร้อมส่งได้ทันทีโดยไม่ต้องมานั่งรวบรวมย้อนหลังทั้งปี คุณสมบัติและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเป็น TA สำหรับนักบัญชีที่สนใจเป็น TA ต้องผ่านเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดและสอบผ่านตามขั้นตอน คุณสมบัติที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็น TA ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่กรมสรรพากร หน้าผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี ขั้นตอนสมัครสอบและขึ้นทะเบียน ขั้นตอนโดยสรุปมีดังนี้ เปิดรับสมัครสอบปีละหลายครั้ง ติดตามรอบสอบได้ที่ระบบ Tax Audit ของกรมสรรพากร สรุป – เลือกผู้สอบบัญชีให้ถูกตัว ธุรกิจเดินต่อได้อย่างมั่นคง หัวใจสำคัญของการเลือกผู้สอบบัญชีคือ รู้เกณฑ์ของกิจการตัวเอง ถ้ายังอยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็กตามที่กล่าวข้างต้น สามารถใช้ TA ได้ ช่วยประหยัดค่าสอบบัญชี แต่ถ้าเกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องใช้ CPA เท่านั้น อย่าลืมเช็กเกณฑ์ทุกปี เพราะธุรกิจที่เติบโตอาจเปลี่ยนสถานะได้ พร้อมจัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่ต้นปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เตรียมเอกสารพร้อมส่งผู้สอบบัญชีได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับผู้สอบบัญชีภาษีอากร TA กับ CPA ใช้แทนกันได้ไหม ใช้แทนกันไม่ได้ในทุกกรณี CPA สามารถตรวจสอบกิจการได้ทุกขนาด แต่ TA ตรวจสอบได้เฉพาะกิจการที่อยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็กเท่านั้น กลับกัน ถ้ากิจการอยู่ในเกณฑ์ สามารถเลือกใช้ TA หรือ CPA ก็ได้ตามความสะดวก ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ค่าบริการเท่าไร ค่าบริการขึ้นอยู่กับจำนวนรายการบัญชีและความซับซ้อนของธุรกิจ โดยทั่วไป TA จะถูกกว่า CPA หลายเท่า (ดูตัวเลขเปรียบเทียบในหัวข้อค่าใช้จ่ายด้านบน) บางสำนักงานอาจรวมบริการจัดทำบัญชีและตรวจสอบไว้ในแพ็กเกจเดียว ควรขอใบเสนอราคาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนต้องใช้ TA หรือ CPA ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ยังอยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็ก สามารถเลือกใช้ TA ได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าสอบบัญชีเมื่อเทียบกับ CPA แนะนำให้ตรวจสอบเกณฑ์ก่อนจ้างทุกปี โดยเฉพาะห้างที่มีรายได้เติบโตต่อเนื่อง ถ้าปีนี้ใช้ TA แต่ปีหน้าธุรกิจโตเกินเกณฑ์ ต้องทำอย่างไร ต้องเปลี่ยนมาใช้ CPA ตั้งแต่รอบบัญชีที่เกินเกณฑ์ แนะนำให้แจ้งสำนักงานบัญชีที่ดูแลล่วงหน้า เพื่อให้มีเวลาจัดหา CPA และเตรียมเอกสารได้ทัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

EBIT คืออะไร ต่างกับ EBITDA อย่างไร สูตรคำนวณ พร้อมตัวอย่าง

ผู้ประกอบการ SME หลายคนเปิดงบกำไรขาดทุนแล้วเจอตัวเลขกำไรหลายแบบ ทั้งกำไรขั้นต้น กำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิ จนไม่แน่ใจว่าตัวเลขไหนบอกสุขภาพธุรกิจได้ตรงจุดที่สุด EBIT คือหนึ่งในตัวชี้วัดที่ช่วยตอบคำถามนี้ได้ เพราะ EBIT ตัดปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยและภาษีออกไป ทำให้เห็นว่าตัวธุรกิจหลักทำกำไรได้แค่ไหน โดยไม่ถูกบิดเบือนจากโครงสร้างหนี้หรืออัตราภาษีที่ต่างกัน บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ตัวอย่างจริงแบบ SME ไปจนถึงกรณีที่ธนาคารหรือนักลงทุนมักขอดูตัวเลขนี้ EBIT คืออะไร ย่อมาจากอะไร EBIT คือ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี ย่อมาจาก Earnings Before Interest and Taxes เป็นตัวชี้วัดที่แสดงความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักของธุรกิจ โดยยังไม่หักต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ย) และภาระภาษี ตัวเลข EBIT จึงเหมาะสำหรับการเปรียบเทียบธุรกิจที่มีโครงสร้างเงินทุนต่างกัน เช่น บริษัท ก มีหนี้เยอะจึงจ่ายดอกเบี้ยสูง ส่วนบริษัท ข ไม่มีหนี้เลย ถ้าดูแค่กำไรสุทธิ บริษัท ก จะดูด้อยกว่าทั้งที่ธุรกิจหลักอาจทำกำไรได้ดีพอกัน EBIT ช่วยขจัดความแตกต่างตรงนี้ออกไป ทำไม EBIT ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ EBIT ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพชัดว่ารายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ หักด้วยต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แล้วเหลือกำไรเท่าไร ข้อมูลนี้มีประโยชน์โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจว่าจะขยายสาขา ลงทุนเพิ่ม หรือปรับโครงสร้างต้นทุน เพราะ EBIT สะท้อนศักยภาพจริงของธุรกิจหลัก ไม่ถูกบิดเบือนจากเรื่องที่อยู่นอกเหนือการดำเนินงาน สูตรคำนวณ EBIT (2 วิธี) การคำนวณ EBIT ทำได้ 2 วิธี ทั้งสองให้ผลลัพธ์เท่ากัน แต่เริ่มจากจุดต่างกันในงบกำไรขาดทุน วิธีที่ 1 คำนวณจากบนลงล่าง (Top-down) EBIT = รายได้ – ต้นทุนขาย – ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน วิธีนี้เริ่มจากรายได้รวม แล้วหักต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา) ออกไป วิธีที่ 2 คำนวณจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) EBIT = กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่าย + ภาษีเงินได้ วิธีนี้เริ่มจากกำไรสุทธิที่อยู่บรรทัดสุดท้ายของงบ แล้วบวกดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้กลับเข้าไป ตัวอย่างคำนวณ EBIT จากงบกำไรขาดทุน สมมติ บริษัท สมใจ เทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ขายสินค้าออนไลน์ มีตัวเลขในงบดังนี้ รายการ จำนวน (บาท) รายได้จากการขาย 5,000,000 ต้นทุนขาย 3,000,000 ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 800,000 ดอกเบี้ยจ่าย 150,000 ภาษีเงินได้ 210,000 คำนวณ EBIT วิธีที่ 1 EBIT = 5,000,000 – 3,000,000 – 800,000 = 1,200,000 บาท คำนวณ EBIT วิธีที่ 2 กำไรสุทธิ = 5,000,000 – 3,000,000 – 800,000 – 150,000 – 210,000 = 840,000 บาท EBIT = 840,000 + 150,000 + 210,000 = 1,200,000 บาท ทั้งสองวิธีได้ EBIT เท่ากันคือ 1,200,000 บาท ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจหลักของบริษัทสมใจทำกำไรได้ 1.2 ล้านบาท ก่อนที่จะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้และภาษี EBIT Margin คืออะไร วิเคราะห์อย่างไร EBIT Margin คือ อัตราส่วนที่แสดงว่ารายได้ทุก 100 บาท มีกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) กี่บาท เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายของธุรกิจ สูตร EBIT Margin พร้อมตัวอย่าง EBIT Margin (%) = (EBIT หารด้วย รายได้รวม) คูณ 100 จากตัวอย่างบริษัทสมใจ EBIT Margin = (1,200,000 หารด้วย 5,000,000) คูณ 100 = 24% หมายความว่ารายได้ทุก 100 บาท บริษัทเหลือกำไรจากการดำเนินงาน 24 บาท ยิ่งตัวเลขนี้สูง ยิ่งแสดงว่าธุรกิจบริหารต้นทุนได้ดี ทั้งนี้ค่าเฉลี่ย EBIT Margin ต่างกันตามอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการมักมี margin สูงกว่าธุรกิจค้าปลีกที่ต้นทุนสินค้าสูง เปรียบเทียบ EBIT กับ EBITDA กับ Net Profit หลายคนสับสนระหว่าง EBIT, EBITDA และกำไรสุทธิ ตัวเลขทั้งสามต่างกันตรงที่แต่ละตัวหักค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน ตารางเปรียบเทียบ EBIT, EBITDA, EBT และ Net Profit ตัวชี้วัด หักอะไรบ้าง จุดเด่น EBITDA หักเฉพาะต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (ไม่หักค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ย ภาษี) ดูกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เหมาะเปรียบเทียบธุรกิจที่มีสินทรัพย์ต่างกัน EBIT หักต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และค่าเสื่อมราคาแล้ว (ยังไม่หักดอกเบี้ยและภาษี) ดูกำไรจากธุรกิจหลัก เหมาะเปรียบเทียบธุรกิจที่มีโครงสร้างหนี้ต่างกัน EBT หักทุกอย่างยกเว้นภาษี ดูกำไรก่อนเสียภาษี เหมาะเปรียบเทียบธุรกิจที่ใช้สิทธิประโยชน์ภาษีต่างกัน Net Profit หักทุกอย่างแล้ว ดูกำไรสุทธิที่เหลือจริง เป็นบรรทัดสุดท้ายของงบ เมื่อไรควรใช้ EBIT เมื่อไรควรใช้ EBITDA ถ้าต้องการเปรียบเทียบบริษัทที่มีระดับหนี้สินต่างกัน ให้ใช้ EBIT เพราะตัดเรื่องดอกเบี้ยออกไปแล้ว แต่ถ้าต้องการเปรียบเทียบบริษัทที่มีสินทรัพย์ถาวรต่างกัน เช่น ธุรกิจโรงงานกับธุรกิจบริการ ให้ใช้ EBITDA เพราะตัดค่าเสื่อมราคาออกด้วย สำหรับ SME ที่ไม่มีสินทรัพย์ถาวรเยอะ (เช่น ร้านค้าออนไลน์ ธุรกิจบริการ) EBIT กับ EBITDA มักให้ตัวเลขใกล้เคียงกัน เพราะค่าเสื่อมราคาน้อย แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่มีเครื่องจักร อาคาร หรืออุปกรณ์เยอะ ส่วนต่างระหว่าง EBIT กับ EBITDA จะชัดเจน ธนาคารและนักลงทุนขอดู EBIT เมื่อไร ทำไม เวลาที่ SME ยื่นขอสินเชื่อธนาคารหรือเจรจากับนักลงทุน ตัวเลข EBIT เป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกถามบ่อย เพราะผู้พิจารณาต้องการรู้ว่าธุรกิจหลักสร้างกำไรได้จริงแค่ไหน โดยยังไม่ต้องพิจารณาเรื่องหนี้เดิมหรือสิทธิประโยชน์ภาษี ธนาคารมักใช้ EBIT คำนวณ Interest Coverage Ratio ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย โดยนำ EBIT หารด้วยดอกเบี้ยจ่าย ถ้าค่าที่ได้สูงกว่า 2-3 เท่า หมายความว่าธุรกิจมีรายได้เพียงพอจะจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย ส่วนนักลงทุนใช้ EBIT ประเมินว่าธุรกิจมีศักยภาพเพียงพอจะเติบโตต่อได้หรือไม่ เตรียมตัวเลข EBIT อย่างไรก่อนขอสินเชื่อ ผู้ประกอบการที่กำลังจะยื่นขอสินเชื่อ ควรเตรียมงบกำไรขาดทุนย้อนหลังอย่างน้อย 2-3 ปี แล้วคำนวณ EBIT ของแต่ละปีไว้ เพื่อให้เห็นแนวโน้มว่าธุรกิจหลักทำกำไรเพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้า EBIT เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะเป็นจุดแข็งในการพิจารณาสินเชื่อ เพราะแสดงว่าธุรกิจมีฐานรายได้ที่แข็งแรง การใช้โปรแกรมบัญชีที่ออกงบกำไรขาดทุนได้ทันที จะช่วยให้คำนวณ EBIT ได้เร็วและถูกต้อง โดยไม่ต้องกรอกตัวเลขเอง ข้อจำกัดของ EBIT ที่ต้องระวัง แม้ EBIT จะมีประโยชน์ แต่ก็มีจุดที่ต้องระวัง EBIT ไม่ได้สะท้อนกระแสเงินสดจริง เพราะยังรวมค่าเสื่อมราคาซึ่งไม่ใช่เงินสดที่จ่ายออกไปจริง ธุรกิจที่มี EBIT สูงแต่เก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ อาจมีปัญหากระแสเงินสดก็ได้ EBIT ไม่คำนึงถึงความแตกต่างของอัตราภาษี ธุรกิจที่ได้สิทธิ BOI หรืออยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษอาจเสียภาษีต่ำกว่ามาก ถ้าดูแค่ EBIT อาจมองข้ามข้อได้เปรียบนี้ นอกจากนี้ EBIT ไม่แยกรายได้จากการดำเนินงานปกติ กับรายได้พิเศษ (เช่น กำไรจากการขายสินทรัพย์) ดังนั้น EBIT ที่สูงผิดปกติในบางไตรมาสอาจมาจากรายการพิเศษ ไม่ใช่ผลดำเนินงานที่แท้จริง ผู้วิเคราะห์ควรเปิดรายละเอียดในงบเพื่อตรวจสอบเสมอ สรุป – EBIT ช่วยให้เห็นกำไรจริงจากธุรกิจหลัก EBIT เป็นตัวเลขที่ตัดปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยและภาษีออกไป ทำให้เจ้าของกิจการเห็นว่าธุรกิจหลักสร้างกำไรได้จริงเท่าไร เหมาะสำหรับเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เตรียมตัวขอสินเชื่อ หรือวิเคราะห์แนวโน้มผลดำเนินงานในแต่ละปี ใครที่ต้องการดูงบกำไรขาดทุนและคำนวณ EBIT ได้สะดวก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ออกงบการเงินได้ครบทุกรูปแบบ – ทดลองใช้ฟรี ถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ EBIT EBIT กับ EBITDA ต่างกันตรงไหน EBIT หักค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายแล้ว ส่วน EBITDA ยังไม่หัก ดังนั้น EBITDA จะให้ตัวเลขสูงกว่า EBIT เสมอ (หรือเท่ากันถ้าธุรกิจไม่มีค่าเสื่อมราคา) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ EBITDA คืออะไร EBIT ติดลบหมายความว่าอะไร EBIT ติดลบ หมายความว่าธุรกิจหลักขาดทุนจากการดำเนินงาน คือรายได้ไม่เพียงพอครอบคลุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ยังไม่นับรวมดอกเบี้ยและภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรายได้โดยเร็ว EBIT เหมาะกับธุรกิจแบบไหน EBIT ใช้ได้กับทุกประเภทธุรกิจ แต่มีประโยชน์มากเป็นพิเศษเมื่อต้องเปรียบเทียบธุรกิจที่มีโครงสร้างหนี้ต่างกัน หรือเมื่อต้องนำเสนอตัวเลขให้ธนาคาร นักลงทุน เพราะ EBIT ตัดปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลักออกไปหมดแล้ว อัตรากำไรสุทธิกับ EBIT Margin ต่างกันอย่างไร อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) คำนวณจากกำไรสุทธิหารรายได้ ซึ่งหักทุกอย่างแล้ว ส่วน EBIT Margin คำนวณจาก EBIT หารรายได้ ยังไม่หักดอกเบี้ยและภาษี EBIT Margin จึงให้ตัวเลขสูงกว่าเสมอ และเหมาะกว่าเมื่อต้องการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงานระหว่างธุรกิจที่มีโครงสร้างทางการเงินต่างกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

Earnings Per Share คืออะไร สูตรคำนวณ EPS พร้อมตัวอย่าง

เคยอ่านงบการเงินแล้วเจอตัวเลข EPS แต่ไม่แน่ใจว่ามันบอกอะไร หรือจะนำไปใช้ประโยชน์กับธุรกิจได้อย่างไร หลายคนคิดว่า EPS เป็นเรื่องของนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ตัวเลขนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการทุกขนาดเข้าใจศักยภาพกำไรของธุรกิจตัวเองได้ชัดเจนขึ้น EPS คือ Earnings Per Share หรือ กำไรต่อหุ้น เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่วัดว่าบริษัทสร้างกำไรสุทธิได้เท่าไรต่อหุ้นสามัญ 1 หุ้น บทความนี้จะอธิบายสูตรคำนวณ ความแตกต่างระหว่าง Basic EPS กับ Diluted EPS พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่เห็นภาพ รวมถึงข้อจำกัดที่ต้องรู้ และมุมมองสำหรับ SME ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ EPS ย่อมาจากอะไร ทำไมถึงสำคัญ EPS ย่อมาจาก Earnings Per Share แปลตรงตัวว่า กำไรต่อหุ้น เป็นตัวเลขที่บอกว่า ถ้าบริษัทนำกำไรสุทธิมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้นทุกคนเท่าๆ กัน แต่ละหุ้นจะได้รับส่วนแบ่งกำไรเท่าไร ความสำคัญของ EPS อยู่ที่ทำให้เปรียบเทียบได้ง่าย ไม่ว่าบริษัทจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กก็ตาม เพราะตัวเลขถูกปรับให้เป็นหน่วยต่อหุ้นแล้ว ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีกำไร 10 ล้านบาทอาจดูมากกว่าบริษัทที่มีกำไร 5 ล้านบาท แต่ถ้าบริษัทแรกมีหุ้น 10 ล้านหุ้น กับบริษัทหลังมีหุ้น 2 ล้านหุ้น EPS ของบริษัทแรกจะเท่ากับ 1 บาท ส่วนบริษัทหลัง EPS เท่ากับ 2.50 บาท ซึ่งบอกว่าบริษัทหลังสร้างกำไรต่อหุ้นได้ดีกว่า ข้อมูลนี้มีประโยชน์ทั้งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการประเมินมูลค่าหุ้น และเจ้าของกิจการที่ต้องการติดตามว่าธุรกิจสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นหรือไม่เมื่อเทียบกับปีก่อน สูตรคำนวณ EPS พร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณ EPS คือ การนำกำไรสุทธิหลังหักเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ มาหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก สูตร EPS = (กำไรสุทธิ – เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) / จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ตัวอย่างการคำนวณ EPS แบบ step-by-step สมมติว่าบริษัท สมาร์ทบิซ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ EPS = (6,000,000 – 200,000) หารด้วย 2,000,000 = 2.90 บาทต่อหุ้น ผลลัพธ์ 2.90 บาทต่อหุ้น หมายความว่า ทุกๆ 1 หุ้นที่ผู้ถือหุ้นมีอยู่ สร้างกำไรได้ 2.90 บาทในรอบปีนั้น ถ้าปีก่อนหน้า EPS เท่ากับ 2.50 บาท แสดงว่าบริษัทมีแนวโน้มสร้างกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น Basic EPS กับ Diluted EPS ต่างกันอย่างไร EPS ที่เห็นในงบการเงินมี 2 ประเภทตามมาตรฐานการบัญชี TAS 33 เรื่องกำไรต่อหุ้น (อ้างอิงจากสภาวิชาชีพบัญชี) ได้แก่ Basic EPS และ Diluted EPS Basic EPS – กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน Basic EPS คำนวณจากจำนวนหุ้นสามัญที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน ไม่ได้นับรวมหุ้นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เป็นตัวเลขที่ตรงไปตรงมาและใช้กันมากที่สุด Diluted EPS – กำไรต่อหุ้นปรับลด Diluted EPS เป็นการคำนวณโดยสมมติว่าทุกสิทธิที่จะแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ (เช่น warrant, convertible bond, stock option) ถูกแปลงหมดแล้ว ทำให้จำนวนหุ้นสามัญในตัวหารเพิ่มขึ้น Diluted EPS จึงมักมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ Basic EPS รายการ Basic EPS Diluted EPS จำนวนหุ้นที่ใช้คำนวณ หุ้นสามัญที่มีจริง หุ้นสามัญ รวมหุ้นที่อาจเกิดขึ้น ค่าที่ได้ มักสูงกว่า มักต่ำกว่าหรือเท่ากัน เหมาะใช้เมื่อ ดูภาพรวมกำไรต่อหุ้นปัจจุบัน ประเมินกรณีมีหุ้นเพิ่มในอนาคต ถ้าบริษัทไม่มี warrant หรือ convertible bond เลย Basic EPS กับ Diluted EPS จะเท่ากัน ซึ่งมักเกิดกับ SME ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ EPS สูงดีหรือต่ำดี – วิเคราะห์อย่างไรให้ถูกต้อง EPS สูง โดยทั่วไปบ่งบอกว่าบริษัทสร้างกำไรต่อหุ้นได้ดี แต่ตัวเลข EPS เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ ต้องดูบริบทประกอบด้วย เปรียบเทียบกับตัวบริษัทเอง หมายถึงการดู EPS ย้อนหลังหลายปี ถ้า EPS เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แสดงว่าธุรกิจกำลังเติบโต แต่ถ้าลดลง อาจต้องตรวจสอบว่ากำไรลดหรือจำนวนหุ้นเพิ่ม เปรียบเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะ EPS 5 บาทอาจถือว่าสูงในธุรกิจหนึ่ง แต่ต่ำในอีกธุรกิจหนึ่ง ขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม EPS Growth Rate บอกอะไร EPS Growth Rate คืออัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น คำนวณจาก (EPS ปีนี้ – EPS ปีก่อน) หารด้วย EPS ปีก่อน แล้วคูณ 100 ตัวอย่างเช่น ถ้า EPS ปีก่อนเท่ากับ 2.00 บาท และ EPS ปีนี้เท่ากับ 2.50 บาท EPS Growth Rate = (2.50 – 2.00) หารด้วย 2.00 คูณ 100 = 25% ซึ่งหมายความว่าบริษัทสร้างกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นทิศทางว่ากิจการกำลังเติบโตหรือถดถอย ซึ่งมีประโยชน์ทั้งกับนักลงทุนและเจ้าของธุรกิจ ข้อจำกัดของ EPS – ทำไมดูแค่ EPS ไม่พอ แม้ EPS จะเป็นตัวเลขที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ ประการแรก EPS ไม่ได้สะท้อนกระแสเงินสดจริง บริษัทอาจมีกำไรทางบัญชีสูงแต่เงินสดหมุนเวียนต่ำ เพราะกำไรสุทธิรวมรายการที่ไม่ใช่เงินสด เช่น ค่าเสื่อมราคา และรายได้ค้างรับ ประการที่สอง EPS สามารถถูกปรับแต่งได้ เช่น การซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) ทำให้จำนวนหุ้นในตัวหารลดลง EPS จึงเพิ่มขึ้นโดยที่กำไรจริงไม่ได้เพิ่ม ประการที่สาม EPS ไม่ได้บอกว่าธุรกิจใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน บริษัทที่ใช้เงินกู้มาก อาจมี EPS สูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย อัตราส่วนทางการเงินที่ควรดูร่วมกับ EPS เพื่อให้เห็นภาพที่ครบถ้วน ควรดู EPS ร่วมกับตัวเลขเหล่านี้ อัตราส่วน บอกอะไร P/E Ratio (ราคาหุ้นหารด้วย EPS) หุ้นแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับกำไร ROE (กำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น) ใช้เงินทุนสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน Net Profit Margin (กำไรสุทธิหารด้วยรายได้) เก็บกำไรจากยอดขายได้กี่เปอร์เซ็นต์ การดูหลายตัวเลขประกอบกัน ช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำกว่าการดู EPS เพียงอย่างเดียว สำหรับผู้ที่สนใจอ่านเพิ่มเติมเรื่องงบกำไรขาดทุนซึ่งเป็นต้นทางของตัวเลขกำไรสุทธิที่ใช้คำนวณ EPS SME ใช้ EPS ได้อย่างไร แม้ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หลายคนเข้าใจว่า EPS เป็นเรื่องของบริษัทในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว SME ที่มีผู้ถือหุ้นมากกว่า 1 คนก็ใช้แนวคิดเดียวกันนี้ได้ วิธีใช้ EPS วิเคราะห์ผลกำไรของกิจการ SME สมมติว่าบริษัท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท มีหุ้น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้น 3 คน ปีนี้มีกำไรสุทธิ 500,000 บาท EPS = 500,000 หารด้วย 10,000 = 50 บาทต่อหุ้น ตัวเลขนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นเข้าใจตรงกันว่า แต่ละหุ้นที่ลงทุนไป สร้างผลตอบแทนได้เท่าไร โดยเฉพาะเวลาประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาจ่ายเงินปันผล นอกจากนี้ยังนำ EPS มาเปรียบเทียบปีต่อปีได้ ถ้า EPS ปีนี้ 50 บาท แต่ปีก่อน 60 บาท ก็เป็นสัญญาณให้เจ้าของกิจการทบทวนว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นตรงไหน หรือยอดขายลดลงเพราะอะไร PEAK ช่วย SME ดูผลประกอบการได้อย่างไร การจะคำนวณ EPS ได้ ต้องมีข้อมูลกำไรสุทธิที่ถูกต้อง ซึ่งมาจากการบันทึกบัญชีอย่างเป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกงบกำไรขาดทุน และดูรายงานการเงินได้แบบ real-time ทำให้เจ้าของกิจการเห็นตัวเลขกำไรสุทธิพร้อมนำไปวิเคราะห์ต่อได้ทันที สรุป – EPS เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องดูภาพรวมด้วย EPS หรือกำไรต่อหุ้น เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบศักยภาพกำไรที่ใช้ง่ายและเข้าใจได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็น Basic EPS ที่ดูจากหุ้นปัจจุบัน หรือ Diluted EPS ที่รวมหุ้นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรดู EPS เพียงตัวเดียว แต่ควรดูร่วมกับ P/E Ratio, ROE และอัตราส่วนอื่นเพื่อให้เห็นภาพที่ครบ สำหรับ SME ที่มีผู้ถือหุ้นหลายคน EPS ก็ช่วยให้สื่อสารเรื่องผลกำไรได้ชัดเจนขึ้น โดยเริ่มจากการมีข้อมูลบัญชีที่ถูกต้อง พร้อมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรีได้เลย คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ EPS EPS สูงหรือต่ำดี EPS สูงบ่งบอกว่าบริษัทสร้างกำไรต่อหุ้นได้ดี แต่ต้องเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมเดียวกัน และดู EPS Growth Rate ย้อนหลังหลายปีด้วยว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง EPS สูงจากการซื้อหุ้นคืนไม่ได้หมายความว่ากำไรจริงเพิ่มเสมอไป EPS คำนวณอย่างไร ใช้สูตร (กำไรสุทธิ – เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) หารด้วย จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ตัวอย่าง กำไรสุทธิ 6 ล้านบาท เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ 200,000 บาท จำนวนหุ้น 2 ล้านหุ้น จะได้ EPS = 2.90 บาทต่อหุ้น EPS กับ P/E Ratio ต่างกันตรงไหน EPS บอกว่าแต่ละหุ้นสร้างกำไรได้เท่าไร ส่วน P/E Ratio บอกว่าราคาหุ้นในตลาดเป็นกี่เท่าของ EPS หรือก็คือ นักลงทุนยินดีจ่ายกี่บาทต่อกำไร 1 บาท ถ้า P/E สูง หมายความว่าตลาดคาดหวังว่าบริษัทจะเติบโตมาก แต่ก็อาจหมายความว่าหุ้นมีราคาแพงเมื่อเทียบกับกำไรปัจจุบัน Diluted EPS ใช้เมื่อไร ใช้เมื่อบริษัทมีตราสารที่แปลงเป็นหุ้นสามัญได้ เช่น warrant, convertible bond หรือ stock option ตัวเลข Diluted EPS ช่วยให้เห็นภาพว่า ถ้าตราสารเหล่านั้นถูกแปลงเป็นหุ้นทั้งหมด กำไรต่อหุ้นจะลดลงเท่าไร สำหรับ SME ที่ไม่มีตราสารเหล่านี้ Diluted EPS จะเท่ากับ Basic EPS ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ต้นทุนผันแปร คืออะไร ต่างจากต้นทุนคงที่ยังไง

เจ้าของธุรกิจหลายคนตั้งราคาสินค้าด้วยความรู้สึก บวกกำไรเข้าไปพอประมาณ แล้วก็หวังว่าจะไม่ขาดทุน แต่เวลาลูกค้าสั่งจำนวนมากแล้วขอส่วนลด กลับตอบไม่ได้ว่าลดได้ถึงจุดไหน ปัญหานี้แก้ได้ ถ้าเข้าใจเรื่อง ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ต้นทุนตัวนี้คือกุญแจที่ช่วยคำนวณจุดคุ้มทุนและตั้งราคาขายได้อย่างมั่นใจ โดยในบทความนี้จะพาไปเข้าใจตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงนำไปใช้จริงในธุรกิจ ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) คืออะไร ต้นทุนผันแปร คือ ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิตหรือยอดขาย ผลิตมากก็จ่ายมาก ผลิตน้อยก็จ่ายน้อย ถ้าไม่ผลิตเลยต้นทุนส่วนนี้จะเป็นศูนย์ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Variable Cost ลักษณะสำคัญมี 3 ข้อ คือ ผันแปรตามจำนวนที่ผลิตหรือขาย ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นเมื่อผลิตมากขึ้น แต่ต้นทุนต่อหน่วยมักคงที่ ตัวอย่างเช่น แป้ง 1 กิโลกรัม ราคา 50 บาท ไม่ว่าจะซื้อ 10 หรือ 100 กิโลกรัม ราคาต่อกิโลกรัมก็ยังอยู่ที่ 50 บาท สูตรคำนวณต้นทุนผันแปรและต้นทุนผันแปรต่อหน่วย สูตรที่ใช้บ่อยมี 2 สูตร ต้นทุนผันแปรรวม = ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย x จำนวนหน่วยที่ผลิต ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย = ต้นทุนผันแปรรวม / จำนวนหน่วยที่ผลิต ตัวอย่าง ร้านเบเกอรี่ ก. (ชื่อสมมุติ) ผลิตขนมปัง 500 ก้อน ใช้วัตถุดิบรวม 7,500 บาท ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย = 7,500 / 500 = 15 บาทต่อก้อน ตัวอย่างต้นทุนผันแปร มีอะไรบ้าง ต้นทุนผันแปรพบได้ในทุกประเภทธุรกิจ ตัวอย่างที่พบบ่อยในธุรกิจ SME มีดังนี้ ประเภทธุรกิจ ตัวอย่างต้นทุนผันแปร ร้านอาหาร/เบเกอรี่ วัตถุดิบ (แป้ง เนย น้ำตาล) บรรจุภัณฑ์ ร้านค้าออนไลน์ ต้นทุนสินค้า ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม โรงงานผลิต วัตถุดิบ ค่าแรงตามชิ้นงาน ค่าไฟฟ้าส่วนเครื่องจักร ธุรกิจบริการ ค่าวัสดุสิ้นเปลือง ค่าคอมมิชชัน ลักษณะร่วมของต้นทุนเหล่านี้คือ เมื่อหยุดผลิตหรือหยุดขาย ต้นทุนส่วนนี้จะลดลงเป็นศูนย์ ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) คืออะไร ต้นทุนคงที่ คือ ต้นทุนที่ต้องจ่ายเท่าเดิมทุกเดือน ไม่ว่าจะผลิตมากหรือน้อย แม้ไม่ผลิตเลยก็ยังต้องจ่าย ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Fixed Cost ตัวอย่างต้นทุนคงที่ ต้นทุนคงที่ที่ SME มักพบ ได้แก่ ค่าเช่าสถานที่ เงินเดือนพนักงานประจำ ค่าเบี้ยประกันภัย และค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร นอกจากนี้ยังรวมถึงค่าบริการรายเดือน เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าโปรแกรมบัญชี สมมติร้านเบเกอรี่ ก. จ่ายค่าเช่า 15,000 บาทต่อเดือน ไม่ว่าจะผลิตขนมปัง 100 ก้อน หรือ 1,000 ก้อน ค่าเช่าก็ยังคงเป็น 15,000 บาทเท่าเดิม เปรียบเทียบต้นทุนผันแปร กับ ต้นทุนคงที่ ต่างกันยังไง ความแตกต่างหลักระหว่างต้นทุนทั้งสองอยู่ที่พฤติกรรมเมื่อปริมาณเปลี่ยน เกณฑ์ ต้นทุนผันแปร ต้นทุนคงที่ เปลี่ยนตามปริมาณผลิต เปลี่ยน ไม่เปลี่ยน ถ้าไม่ผลิตเลย เป็นศูนย์ ยังต้องจ่ายเท่าเดิม ต้นทุนต่อหน่วย มักคงที่ ลดลงเมื่อผลิตมากขึ้น ตัวอย่าง วัตถุดิบ ค่าแรงชิ้น ค่าเช่า เงินเดือนประจำ ตัวอย่างสมมติ เปรียบเทียบต้นทุนผันแปรกับต้นทุนคงที่ในร้านเบเกอรี่ สมมติร้านเบเกอรี่ ก. มีข้อมูลต้นทุนดังนี้ ต้นทุนคงที่รวม 30,000 บาทต่อเดือน (ค่าเช่า 15,000 บาท + เงินเดือนพนักงาน 2 คน 15,000 บาท) ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย 15 บาทต่อก้อน (วัตถุดิบ 10 บาท บรรจุภัณฑ์ 3 บาท ค่าไฟฟ้าส่วนเตาอบ 2 บาท) ราคาขาย 40 บาทต่อก้อน เดือนที่ 1 ผลิต 500 ก้อนต้นทุนผันแปรรวม = 15 x 500 = 7,500 บาทต้นทุนรวม = 30,000 + 7,500 = 37,500 บาทรายได้ = 40 x 500 = 20,000 บาทผลลัพธ์ ขาดทุน 17,500 บาท เดือนที่ 2 ผลิต 1,500 ก้อนต้นทุนผันแปรรวม = 15 x 1,500 = 22,500 บาทต้นทุนรวม = 30,000 + 22,500 = 52,500 บาทรายได้ = 40 x 1,500 = 60,000 บาทผลลัพธ์ กำไร 7,500 บาท จะเห็นว่าต้นทุนคงที่ 30,000 บาทไม่เปลี่ยน แต่ต้นทุนผันแปรรวมเพิ่มตามจำนวนผลิต การเข้าใจสัดส่วนนี้ช่วยให้รู้ว่าต้องขายกี่ชิ้นจึงจะคุ้มทุน ต้นทุนกึ่งผันแปร (Semi-Variable Cost) ข้อควรระวังที่มองข้ามไม่ได้ ในทางปฏิบัติ ต้นทุนบางรายการไม่ได้เป็นต้นทุนคงที่หรือผันแปรแบบขาวดำ แต่มีส่วนผสมของทั้งสองแบบ เรียกว่า ต้นทุนกึ่งผันแปร (Semi-Variable Cost หรือ Mixed Cost) ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ค่าไฟฟ้า ที่มีค่าขั้นต่ำรายเดือน (ส่วนคงที่) บวกกับค่าไฟที่เพิ่มตามการใช้เครื่องจักร (ส่วนผันแปร) อีกตัวอย่างคือ เงินเดือนพนักงานขาย ที่มีฐานเงินเดือน (คงที่) บวกคอมมิชชัน (ผันแปร) ข้อควรระวังสำหรับ SME คือ เมื่อนำต้นทุนมาคำนวณจุดคุ้มทุน ต้องแยกส่วนคงที่กับส่วนผันแปรให้ถูกต้อง ถ้ารวมต้นทุนกึ่งผันแปรทั้งก้อนเป็นต้นทุนคงที่ จุดคุ้มทุนจะสูงเกินจริง แต่ถ้ารวมเป็นต้นทุนผันแปรทั้งหมด จุดคุ้มทุนก็จะต่ำเกินจริง วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือ ดูจากข้อมูลย้อนหลัง 3-6 เดือน แล้วแยกจำนวนเงินส่วนที่คงที่ (จ่ายเท่ากันทุกเดือน) ออกจากส่วนที่ผันแปร (ขึ้นลงตามยอดผลิต) วิธีคำนวณจุดคุ้มทุน (Break-even Point) จากต้นทุนผันแปร จุดคุ้มทุน (Break-even Point) คือ จุดที่รายได้เท่ากับต้นทุนรวม ไม่มีกำไรไม่มีขาดทุน ตัวเลขนี้สำคัญเพราะช่วยให้รู้ว่าต้องขายอย่างน้อยกี่ชิ้นจึงจะไม่ขาดทุน สูตร Break-even Point จุดคุ้มทุน (หน่วย) = ต้นทุนคงที่รวม / (ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย) ส่วน (ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย) เรียกว่า กำไรส่วนเกิน (Contribution Margin) ซึ่งคือกำไรที่แต่ละหน่วยช่วยแบกรับต้นทุนคงที่ ตัวอย่างคำนวณจุดคุ้มทุน พร้อมตัวเลขสมมติ กลับมาที่ร้านเบเกอรี่ ก. ต้นทุนคงที่รวม = 30,000 บาทต่อเดือนราคาขาย = 40 บาทต่อก้อนต้นทุนผันแปรต่อหน่วย = 15 บาทต่อก้อน จุดคุ้มทุน = 30,000 / (40 – 15) = 30,000 / 25 = 1,200 ก้อนต่อเดือน หมายความว่า ร้านเบเกอรี่ ก. ต้องขายขนมปังอย่างน้อย 1,200 ก้อนต่อเดือน จึงจะไม่ขาดทุน ก้อนที่ 1,201 เป็นต้นไปคือกำไร ถ้าลองเปลี่ยนราคาขายเป็น 35 บาท จุดคุ้มทุนจะขยับเป็น 30,000 / (35 – 15) = 1,500 ก้อน การรู้ตัวเลขนี้ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องราคาได้อย่างมีเหตุผล การใช้ต้นทุนผันแปรตัดสินใจรับออเดอร์พิเศษ (Special Order Decision) หนึ่งในสถานการณ์ที่ SME เจอบ่อย คือ ลูกค้ารายใหญ่สั่งจำนวนมากแต่ขอราคาต่ำกว่าปกติ หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าราคาพิเศษยังสูงกว่าต้นทุนผันแปรต่อหน่วย ก็ยังมีกำไรส่วนเกินช่วยจ่ายต้นทุนคงที่ได้ รับแล้วดีกว่าไม่รับ (สมมติว่ากำลังผลิตยังเหลือ) ตัวอย่างสมมติ ควรรับออเดอร์พิเศษหรือไม่ ร้านเบเกอรี่ ก. ผลิตได้สูงสุด 2,000 ก้อนต่อเดือน ปัจจุบันขายอยู่ 1,200 ก้อน (พอดีจุดคุ้มทุน) มีลูกค้ารายหนึ่งสั่ง 500 ก้อน ในราคา 25 บาทต่อก้อน (ต่ำกว่าราคาปกติ 40 บาท) ราคาพิเศษ 25 บาท สูงกว่าต้นทุนผันแปรต่อหน่วย 15 บาทกำไรส่วนเกินจากออเดอร์นี้ = (25 – 15) x 500 = 5,000 บาท กำลังผลิตยังเหลืออีก 800 ก้อน (2,000 – 1,200) การรับออเดอร์นี้ไม่ต้องเพิ่มต้นทุนคงที่ ร้านจึงมีกำไรเพิ่ม 5,000 บาท แต่ถ้ากำลังผลิตเต็มแล้ว อาจต้องทำ OT หรือลดออเดอร์ราคาเต็ม ซึ่งอาจไม่คุ้ม ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี การนำต้นทุนผันแปรไปใช้กำหนดราคาขาย การกำหนดราคาขายที่ดีต้องครอบคลุมทั้งต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่ วิธีที่ SME ใช้ได้ง่ายคือ สูตรราคาขายขั้นต่ำ = ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย + (ต้นทุนคงที่รวม / จำนวนที่คาดว่าจะขาย) จากตัวอย่างร้านเบเกอรี่ ก. ถ้าคาดว่าจะขาย 1,500 ก้อนต่อเดือน ราคาขายขั้นต่ำ = 15 + (30,000 / 1,500) = 15 + 20 = 35 บาท แต่ราคาขายจริงควรบวกกำไรที่ต้องการเข้าไปด้วย เช่น ต้องการกำไร 20% จากราคาขาย ราคาขาย = 35 / (1 – 0.20) = 43.75 บาท ปัดเป็น 44 บาท ถ้าต้องการศึกษาเรื่องการตั้งราคาเพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่ วิธีตั้งราคาสินค้าให้มีกำไร สรุป เข้าใจต้นทุนผันแปร คือ จุดเริ่มต้นของการบริหารกำไรอย่างมั่นใจ ต้นทุนผันแปรไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่เป็นเครื่องมือตัดสินใจที่ทรงพลัง ตั้งแต่การคำนวณจุดคุ้มทุน การตั้งราคาขาย ไปจนถึงการรับออเดอร์พิเศษ ธุรกิจที่รู้ต้นทุนของตัวเองชัดเจน จะตัดสินใจได้เร็วและแม่นยำกว่าคู่แข่ง จัดการต้นทุนธุรกิจอย่าง SMART ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบเสนอราคา และดูรายงานการเงินได้แบบเรียลไทม์ ทำให้เห็นต้นทุนแต่ละรายการได้ชัดเจน ไม่ต้องเปิดสเปรดชีตหลายไฟล์ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับต้นทุนผันแปร ต้นทุนผันแปร ต่างจากต้นทุนคงที่ตรงไหน ต้นทุนผันแปรเปลี่ยนตามจำนวนที่ผลิตหรือขาย เช่น วัตถุดิบ ค่าแรงตามชิ้นงาน ส่วนต้นทุนคงที่จ่ายเท่าเดิมทุกเดือนไม่ว่าจะผลิตเท่าไร เช่น ค่าเช่า เงินเดือนประจำ ต้นทุน 3 ประเภท มีอะไรบ้าง ต้นทุนในธุรกิจแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ที่เปลี่ยนตามปริมาณ ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่คงเดิม และต้นทุนกึ่งผันแปร (Semi-Variable Cost) ต้นทุนกึ่งผันแปรมีทั้งส่วนคงที่และส่วนผันแปรรวมกัน เช่น ค่าไฟฟ้า หรือเงินเดือนพนักงานขายที่มีคอมมิชชัน ต้นทุนกึ่งผันแปร คืออะไร ต้นทุนกึ่งผันแปร คือ ต้นทุนที่มีส่วนคงที่และส่วนผันแปรรวมอยู่ในรายการเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ค่าไฟฟ้าที่มีค่าบริการขั้นต่ำ (คงที่) บวกค่าหน่วยที่ใช้ (ผันแปร) เมื่อนำไปคำนวณจุดคุ้มทุน ต้องแยกส่วนทั้งสองออกจากกัน จุดคุ้มทุน คำนวณอย่างไร จุดคุ้มทุน (Break-even Point) คำนวณจากสูตร ต้นทุนคงที่รวม หารด้วย (ราคาขาย ลบ ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย) ผลลัพธ์คือจำนวนสินค้าที่ต้องขายเพื่อให้รายได้เท่ากับต้นทุนรวมพอดี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

สวัสดิการพนักงาน อันไหนลดภาษีได้ วิธีบันทึกบัญชี และเงื่อนไขสรรพากร

หลายบริษัทจัดสวัสดิการให้พนักงานเพราะอยากดูแลทีม แต่พอถึงเวลายื่นภาษี กลับไม่แน่ใจว่ารายการไหนนำไปหักค่าใช้จ่ายได้บ้าง สวัสดิการบางอย่างหักได้เต็มจำนวน บางอย่างหักได้จำกัด และบางอย่างหักไม่ได้เลยถ้าไม่มีระเบียบรองรับ บทความนี้รวมสวัสดิการบริษัทและสวัสดิการพนักงานที่ SME ควรรู้ ทั้งสวัสดิการตามกฎหมาย สวัสดิการเพิ่มเติมยอดนิยม พร้อมแยกชัดว่ารายการไหนลดภาษีนิติบุคคลได้ ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากร สวัสดิการพนักงาน คืออะไร สวัสดิการพนักงาน หรือที่หลายคนเรียกว่าสวัสดิการบริษัท คือ ผลประโยชน์ที่นายจ้างจัดให้ลูกจ้างนอกเหนือจากค่าจ้างปกติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างแรงจูงใจในการทำงาน สวัสดิการแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ สวัสดิการตามกฎหมาย (ภาคบังคับ) ที่นายจ้างต้องจัดให้ทุกกรณี กับสวัสดิการเพิ่มเติม (ภาคสมัครใจ) ที่บริษัทเลือกจัดให้เองตามนโยบาย ซึ่งส่วนนี้เองที่มีผลต่อการวางแผนภาษีนิติบุคคล สวัสดิการพนักงานตามกฎหมายที่นายจ้างต้องจัดให้ สวัสดิการภาคบังคับเป็นสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน นายจ้างทุกรายต้องจัดให้โดยไม่มีข้อยกเว้น ได้แก่ สวัสดิการเพิ่มเติมที่บริษัทนิยมจัดให้พนักงาน นอกจากสวัสดิการตามกฎหมาย บริษัทสามารถจัดสวัสดิการเพิ่มเติมเพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานได้ สวัสดิการที่บริษัทในไทยนิยมจัดให้มากที่สุด ได้แก่ สวัสดิการด้านสุขภาพ ประกันสุขภาพกลุ่มเป็นสวัสดิการอันดับต้นที่พนักงานต้องการ บริษัทจ่ายเบี้ยประกันให้พนักงานทุกคน ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลทั้ง OPD และ IPD นอกจากนี้ยังมีค่าตรวจสุขภาพประจำปีที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างที่ทำงานเสี่ยง สวัสดิการด้านการเงิน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เป็นเครื่องมือออมเงินระยะยาวที่ดี นายจ้างสมทบได้ 2-15% ของค่าจ้าง โบนัสประจำปี เงินช่วยเหลือกรณีแต่งงาน คลอดบุตร หรืองานศพ ก็เป็นสวัสดิการที่พนักงานให้ความสำคัญ สวัสดิการด้านการทำงานและคุณภาพชีวิต ปัจจุบันสวัสดิการพนักงานยุคใหม่ที่หลายบริษัทเริ่มนำมาใช้ ได้แก่ เวลาทำงานยืดหยุ่น (Flexible Hours) การทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) วันลาเพิ่มเติม ค่าอาหารหรืออาหารกลางวัน รถรับส่งพนักงาน ทุนการศึกษาและอบรมพัฒนาทักษะ รวมถึงกิจกรรมสันทนาการ สวัสดิการพนักงานที่หักค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องรู้คือ ไม่ใช่ทุกสวัสดิการที่จะนำไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ หลักเกณฑ์สำคัญตามประมวลรัษฎากร คือ ค่าใช้จ่ายนั้นต้องเกี่ยวข้องกับกิจการ และมีหลักฐานพร้อมระเบียบรองรับ รายการสวัสดิการที่หักค่าใช้จ่ายได้ สวัสดิการ เงื่อนไขการหักภาษี เบี้ยประกันกลุ่ม (สุขภาพ, อุบัติเหตุ) หักได้ทั้งจำนวน ต้องทำให้พนักงานทุกคนเท่าเทียม มีกรมธรรม์เป็นหลักฐาน เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หักได้ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง ต้องจดทะเบียนกองทุนตามกฎหมาย ค่ารักษาพยาบาล หักได้ทั้งจำนวน ต้องมีระเบียบสวัสดิการกำหนดวงเงินชัดเจน ค่าตรวจสุขภาพประจำปี หักได้ทั้งจำนวน ต้องจัดให้พนักงานทุกคน ค่าเครื่องแบบพนักงาน หักได้ตามจำนวนจริง ต้องมีระเบียบกำหนดสิทธิ ค่าอาหารกลางวัน หักได้ถ้ามีระเบียบกำหนดไว้ชัดเจนและจ่ายให้ทุกคน เงินช่วยเหลืองานศพ, แต่งงาน, คลอดบุตร หักได้ถ้ามีระเบียบสวัสดิการรองรับ ค่าอบรมพัฒนาบุคลากร หักได้ทั้งจำนวน บางกรณีหักได้ 2 เท่า (ตามมาตรการส่งเสริมการฝึกอบรม) รายการที่หักค่าใช้จ่ายไม่ได้หรือหักได้จำกัด สวัสดิการที่ไม่มีระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษรรองรับ จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เช่น การจ่ายเงินช่วยเหลือให้เฉพาะบางคนโดยไม่มีหลักเกณฑ์ หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการที่ตั้งเป็นสวัสดิการ นอกจากนี้ สวัสดิการที่จ่ายให้เกินสมควร หรือให้เฉพาะกรรมการ/ผู้บริหารบางคนโดยไม่ทั่วถึง สรรพากรมีสิทธิประเมินว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามได้เช่นกัน (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร) เงื่อนไขสรรพากรที่ SME ต้องรู้ – ระเบียบสวัสดิการต้องเป็นลายลักษณ์อักษร กฎเหล็กที่ผู้ประกอบการหลายคนมองข้าม คือ สวัสดิการจะหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ก็ต่อเมื่อบริษัทมีระเบียบสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน ทำไมต้องมีระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะสรรพากรใช้ระเบียบนี้เป็นหลักฐานว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการ ถ้าบริษัทไม่มีระเบียบ แม้จะจ่ายสวัสดิการจริง สรรพากรก็อาจประเมินว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามได้ ระเบียบสวัสดิการต้องมีอะไรบ้าง ระเบียบสวัสดิการควรระบุอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่ ประเภทสวัสดิการที่จัดให้ สิทธิของพนักงานแต่ละระดับ วงเงินหรือเพดานที่จ่ายได้ และวิธีการเบิกจ่าย ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดระเบียบค่ารักษาพยาบาลไว้ว่า พนักงานทุกคนมีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี โดยยื่นใบเสร็จรับเงินพร้อมใบรับรองแพทย์ แค่นี้ก็ใช้เป็นหลักฐานยื่นต่อสรรพากรได้ สวัสดิการพนักงานเป็นเงินได้ของพนักงานด้วยหรือไม่ อีกคำถามที่พบบ่อยคือ สวัสดิการที่บริษัทจ่ายให้ พนักงานต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยไหม คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับประเภทสวัสดิการ สวัสดิการที่ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน สวัสดิการบางอย่างถือเป็นประโยชน์เพิ่มตามมาตรา 40(1) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งพนักงานต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ เช่น ค่าเช่าบ้านที่บริษัทจ่ายให้ รถประจำตำแหน่งที่ใช้ส่วนตัวได้ เงินช่วยเหลือค่าครองชีพที่จ่ายเป็นเงินสด สวัสดิการที่ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน สวัสดิการบางอย่างได้รับการยกเว้นภาษี เช่น เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนที่ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามจริง ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทางไม่เกินอัตราราชการ และเครื่องแบบพนักงานที่ใช้ในการทำงาน สวัสดิการพนักงานยุคใหม่ที่ SME ทำได้จริง สวัสดิการพนักงานที่น่าสนใจไม่จำเป็นต้องใช้งบมหาศาล SME สามารถเริ่มจากสวัสดิการที่มีต้นทุนต่ำแต่ส่งผลต่อความพึงพอใจสูง สวัสดิการ ต้นทุนโดยประมาณ ทำไมถึงคุ้มค่า เวลาทำงานยืดหยุ่น ไม่มีต้นทุนเพิ่ม ลด turnover พนักงานรู้สึกได้รับความไว้วางใจ วันลาเพิ่มเติม (เช่น วันเกิด) ไม่มีต้นทุนเพิ่ม สร้าง engagement ต้นทุนเป็นศูนย์ ค่าอาหารกลางวัน 1,500-3,000 บาทต่อคนต่อเดือน หักค่าใช้จ่ายภาษีได้ พนักงานประหยัดค่าใช้จ่ายรายวัน ประกันกลุ่มเบื้องต้น 2,000-5,000 บาทต่อคนต่อปี หักภาษีได้ ดึงดูดคนเก่งเข้าทีม ทุนอบรมพัฒนาทักษะ 3,000-10,000 บาทต่อคนต่อปี หักภาษีได้ (บางกรณี 2 เท่า) พนักงานเก่งขึ้น วิธีบันทึกค่าใช้จ่ายสวัสดิการพนักงานในบัญชี ค่าสวัสดิการพนักงานบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses) ในหมวดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน โดยแยกบัญชีย่อยตามประเภท เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าประกันกลุ่ม เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สิ่งสำคัญคือต้องเก็บเอกสารประกอบให้ครบ ทั้งใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้จากบริษัทประกัน และหลักฐานการอนุมัติเบิกจ่ายตามระเบียบสวัสดิการ การใช้โปรแกรมบัญชีจัดระบบจะช่วยให้การบันทึกค่าใช้จ่ายเป็นระเบียบ แยกหมวดหมู่ชัดเจน และดึงรายงานได้ทันทีเมื่อต้องยื่นภาษี สรุป – สวัสดิการที่ดี ต้องมาพร้อมระบบจัดการที่ถูกต้อง สวัสดิการบริษัทไม่ได้เป็นแค่ต้นทุน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยทั้งดึงดูดคนเก่ง รักษาทีม และประหยัดภาษีนิติบุคคลไปพร้อมกัน สิ่งที่ต้องจำไว้คือ จัดการค่าใช้จ่ายสวัสดิการให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกค่าใช้จ่ายสวัสดิการพนักงาน แยกหมวดหมู่ชัดเจน ดึงรายงานภาษีได้ทันทีเมื่อต้องการ ทำให้การยื่นภาษีนิติบุคคลง่ายขึ้นและถูกต้อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสวัสดิการพนักงาน สวัสดิการ 5 ประเภทหลักของพนักงานมีอะไรบ้าง สวัสดิการพนักงานแบ่งได้เป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ สวัสดิการด้านสุขภาพ (ประกันกลุ่ม ค่ารักษาพยาบาล) สวัสดิการด้านการเงิน (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โบนัส) สวัสดิการด้านการทำงาน (Flexible Hours, WFH) สวัสดิการด้านการเรียนรู้ (ทุนการศึกษา อบรม) และสวัสดิการด้านคุณภาพชีวิต (อาหาร สันทนาการ) บริษัทไม่มีระเบียบสวัสดิการ หักค่าใช้จ่ายภาษีได้ไหม ไม่ได้ เพราะกรมสรรพากรใช้ระเบียบสวัสดิการเป็นหลักฐานว่าค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการ ถ้าไม่มีระเบียบ แม้จะจ่ายจริง สรรพากรอาจถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ได้ ค่าเบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายให้ พนักงานต้องเสียภาษีไหม ค่าเบี้ยประกันสุขภาพกลุ่มและอุบัติเหตุกลุ่มที่นายจ้างจ่ายให้ ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน หากเป็นสวัสดิการที่จัดให้ทุกคนเท่าเทียมกันตามระเบียบของบริษัท ส่วนประกันชีวิตกลุ่มที่เบี้ยประกันเกิน 10,000 บาทต่อปี ส่วนเกินอาจถูกนับเป็นเงินได้ของพนักงาน SME งบน้อย ควรเริ่มจากสวัสดิการอะไรก่อน เริ่มจากสวัสดิการที่ไม่มีต้นทุนเพิ่มก่อน เช่น เวลาทำงานยืดหยุ่น วันลาวันเกิด จากนั้นค่อยเพิ่มประกันกลุ่มเบื้องต้นซึ่งเบี้ยปีละ 2,000-5,000 บาทต่อคน ได้ทั้งสิทธิหักภาษีและช่วยดึงดูดพนักงานใหม่ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

Proforma Invoice คืออะไร ต่างจาก Invoice ทั่วไปยังไง

ผู้ประกอบการที่เริ่มทำการค้ากับต่างประเทศหรือรับออร์เดอร์ล็อตใหญ่ มักเจอคำว่า Proforma Invoice แล้วสงสัยว่ามันคือเอกสารอะไร ต่างจากใบแจ้งหนี้ทั่วไปหรือเปล่า หลายคนเข้าใจผิดว่า Proforma Invoice ใช้แทนใบกำกับภาษีได้ หรือเอาไปลงบัญชีรับรู้รายได้ได้เลย ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาทางบัญชีตามมา บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย กรณีที่ต้องออก ข้อมูลที่ต้องระบุ ไปจนถึงข้อควรระวังทางบัญชีที่สำคัญ พร้อมตัวอย่างฟอร์มที่นำไปใช้ได้ทันที Proforma Invoice คือเอกสารแจ้งราคาสินค้าล่วงหน้า Proforma Invoice คือเอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อก่อนที่การซื้อขายจะเกิดขึ้นจริง เพื่อแจ้งรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการส่งมอบ และเงื่อนไขการชำระเงินล่วงหน้า เปรียบได้กับใบเสนอราคาแบบเป็นทางการที่ระบุรายละเอียดครบถ้วนกว่าใบเสนอราคาธรรมดา สิ่งสำคัญคือ Proforma Invoice ไม่ใช่เอกสารเรียกเก็บเงิน ผู้ซื้อไม่มีภาระต้องจ่ายเงินตามเอกสารนี้ แต่ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนตกลงซื้อขายจริง Proforma Invoice แปลว่าอะไร คำว่า Pro Forma มาจากภาษาละติน แปลตรงตัวว่า เพื่อแบบฟอร์ม หรือ ตามรูปแบบ หมายถึงเอกสารที่จัดทำขึ้นตามรูปแบบของ Invoice แต่ยังไม่ใช่ Invoice จริงที่ใช้เรียกเก็บเงิน ในภาษาไทยบางครั้งเรียกว่า ใบแจ้งราคาสินค้า หรือ ใบ Invoice ชั่วคราว Proforma Invoice ต่างจาก Invoice ปกติตรงไหน Proforma Invoice เป็นเอกสารที่ออกก่อนการซื้อขาย เพื่อแจ้งราคาและเงื่อนไขล่วงหน้า ส่วน Invoice หรือใบแจ้งหนี้ คือเอกสารที่ออกหลังการส่งมอบสินค้าแล้ว เพื่อเรียกเก็บเงินจริง ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Proforma Invoice ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายในการชำระเงิน ส่วน Invoice เป็นเอกสารเรียกเก็บเงินที่ผู้ซื้อมีภาระต้องจ่ายตามเงื่อนไข ตารางเปรียบเทียบเอกสาร 4 ประเภท รายการ Proforma Invoice Invoice (ใบแจ้งหนี้) Quotation (ใบเสนอราคา) ออกเมื่อไร ก่อนซื้อขาย หลังตกลงเบื้องต้น หลังส่งมอบสินค้าแล้ว ก่อนตกลงซื้อขาย ผลทางกฎหมาย ไม่มีผลผูกพันชำระเงิน ผูกพันชำระเงินตามเงื่อนไข ไม่มีผลผูกพัน ใช้ลงบัญชี ไม่ได้ ได้ ไม่ได้ รายละเอียด ครบ รวม Incoterms ครบ ตรงกับการส่งมอบจริง เบื้องต้น อาจเปลี่ยนได้ เอกสารอีกประเภทที่มักสับสนคือ Commercial Invoice ซึ่งเป็น Invoice ที่ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ ต้องแนบประกอบเอกสารศุลกากร ส่วน Proforma Invoice ไม่สามารถใช้แทน Commercial Invoice ในขั้นตอนพิธีการศุลกากรได้ กรณีที่ต้องออก Proforma Invoice หลายคนคิดว่า Proforma Invoice ใช้เฉพาะการนำเข้า-ส่งออก แต่จริงๆ แล้วมีอีกหลายกรณีที่ควรออกเอกสารนี้ 1. เพื่อให้ผู้ซื้ออนุมัติงบภายในองค์กร องค์กรขนาดใหญ่มักต้องขออนุมัติงบก่อนสั่งซื้อ Proforma Invoice ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อนำเอกสารไปเสนอผู้บริหาร เพื่ออนุมัติวงเงินได้ทันที เพราะมีรายละเอียดราคาและเงื่อนไขครบถ้วนกว่าใบเสนอราคา ตัวอย่าง บริษัท ก. (ชื่อสมมุติ) ต้องการสั่งซื้อเครื่องจักรจากผู้ผลิตในญี่ปุ่นมูลค่า 5 ล้านบาท ฝ่ายจัดซื้อขอ Proforma Invoice จากผู้ขาย แล้วนำไปแนบกับใบขออนุมัติงบเสนอ CFO 2. ประกอบเอกสารนำเข้า-ส่งออก นี่คือกรณีที่พบบ่อยที่สุด ผู้นำเข้าต้องใช้ Proforma Invoice ยื่นต่อกรมศุลกากรเพื่อประเมินอากรเบื้องต้นก่อนสินค้ามาถึง รวมถึงใช้ขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้าควบคุมบางประเภท 3. เพื่อเปิด Letter of Credit (L/C) ธนาคารกำหนดให้ผู้ซื้อแนบ Proforma Invoice เมื่อขอเปิด L/C เพราะธนาคารต้องการเห็นรายละเอียดสินค้า มูลค่า และเงื่อนไขการส่งมอบ เพื่อกำหนดวงเงินและเงื่อนไขของ L/C ให้ตรงกับข้อตกลง 4. เสนอราคาก่อนตกลงซื้อขาย เมื่อผู้ซื้อขอรายละเอียดราคาอย่างเป็นทางการ Proforma Invoice ช่วยลดข้อพิพาทด้านราคาในอนาคต เพราะระบุราคาต่อหน่วย จำนวน เงื่อนไขการส่งมอบ และระยะเวลาที่ราคานี้มีผลไว้ชัดเจน ต่างจาก Quotation ที่อาจปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่า 5. ประเมินภาษีศุลกากรล่วงหน้า ผู้นำเข้าใช้ Proforma Invoice คำนวณอากรขาเข้าและค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ช่วยวางแผนต้นทุนสินค้าได้แม่นยำก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ ลดความเสี่ยงเรื่องต้นทุนบานปลาย ข้อมูลที่ต้องระบุใน Proforma Invoice Proforma Invoice ที่ดีต้องมีรายละเอียดครบถ้วน เพื่อให้ผู้ซื้อใช้อ้างอิงได้ทันทีและลดปัญหาความเข้าใจผิดระหว่างคู่ค้า ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ระบุชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และช่องทางติดต่อของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนนี้ต้องตรงกับข้อมูลจดทะเบียนเพื่อป้องกันปัญหาด้านเอกสารในขั้นตอนศุลกากร รายละเอียดสินค้าและเงื่อนไขการส่งมอบ รายการที่ต้องระบุ ทำไมต้องมี รายการสินค้า คำอธิบาย พิกัดศุลกากร (HS Code) ใช้คำนวณอากรขาเข้า จำนวน หน่วยนับ ราคาต่อหน่วย ราคารวม อ้างอิงราคาตอนออก Invoice จริง สกุลเงิน ป้องกันความเข้าใจผิดเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เงื่อนไข Incoterms เช่น FOB, CIF กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งและประกัน น้ำหนักและขนาดบรรจุ ใช้คำนวณค่าขนส่ง เงื่อนไขการชำระเงินและอายุเอกสาร ระบุวิธีชำระเงิน เช่น T/T (โอนเงิน), L/C (เลตเตอร์ออฟเครดิต) รวมถึงกำหนดเวลาชำระ และระบุวันที่เอกสารมีผลบังคับใช้ เช่น ราคานี้มีผล 30 วัน นับจากวันที่ออกเอกสาร เพื่อป้องกันปัญหาเมื่อราคาวัตถุดิบหรืออัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลง ตัวอย่าง Proforma Invoice พร้อมคำอธิบาย ตัวอย่างด้านล่างเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ได้กับทั้งการค้าในประเทศและระหว่างประเทศ ส่วนหัวเอกสาร ส่วนข้อมูลคู่ค้า ส่วนรายการสินค้า ส่วนท้ายเอกสาร เอกสารต้องระบุชัดเจนว่าเป็น Proforma Invoice เท่านั้น ไม่ใช่ Commercial Invoice หรือ Tax Invoice เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่าเป็นเอกสารเรียกเก็บเงิน ข้อควรระวัง Proforma Invoice ไม่ใช่เอกสารทางบัญชี นี่คือจุดที่ผู้ประกอบการหลายคนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด Proforma Invoice ดูคล้าย Invoice แต่ไม่สามารถใช้แทนกันได้ในทางบัญชีและภาษี ไม่สามารถใช้รับรู้รายได้ในทางบัญชี เนื่องจาก Proforma Invoice ออกก่อนที่การซื้อขายจะเกิดขึ้นจริง จึงไม่เข้าเกณฑ์การรับรู้รายได้ตามมาตรฐานบัญชี ผู้ขายจะรับรู้รายได้ได้ก็ต่อเมื่อส่งมอบสินค้าแล้ว และออก Invoice จริง ตัวอย่าง บริษัท ข. (ชื่อสมมุติ) ส่ง Proforma Invoice ให้ลูกค้ามูลค่า 500,000 บาท แต่ยังไม่ส่งมอบสินค้า บริษัท ข. ไม่สามารถลงบัญชีรับรู้รายได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ได้ ต้องรอจนส่งมอบสินค้าและออก Invoice จริงก่อน ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ห้ามใช้แทน Tax Invoice Proforma Invoice ไม่ใช่ใบกำกับภาษีตามกฎหมาย ผู้ขายที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีแยกต่างหาก ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เมื่อมีการส่งมอบสินค้าหรือชำระราคาจริง ผู้ซื้อไม่สามารถนำ Proforma Invoice ไปใช้เป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายได้ ถ้าทำอาจถูกประเมินภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับ สรุป Proforma Invoice เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วย SME วางแผนก่อนซื้อขายจริง Proforma Invoice ช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีข้อมูลตรงกันก่อนตกลงซื้อขาย ลดข้อพิพาทเรื่องราคาและเงื่อนไข ใช้ประกอบการอนุมัติงบ ขอ L/C และเตรียมเอกสารนำเข้า แต่ต้องจำไว้เสมอว่าเอกสารนี้ไม่มีผลทางบัญชีและภาษี ต้องออก Invoice จริงเมื่อซื้อขายเกิดขึ้น จัดการเอกสารธุรกิจให้ครบจบในที่เดียวกับ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME สร้างเอกสารทางธุรกิจได้สะดวก ตั้งแต่ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ไปจนถึงรายงานการเงิน ครบจบในแพลตฟอร์มเดียว ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Proforma Invoice Proforma Invoice กับ Invoice ต่างกันอย่างไร Proforma Invoice ออกก่อนซื้อขายเพื่อแจ้งราคาล่วงหน้า ไม่มีผลเรียกเก็บเงิน ส่วน Invoice ออกหลังส่งมอบสินค้าเพื่อเรียกเก็บเงินจริง และใช้ลงบัญชีรับรู้รายได้ได้ Proforma Invoice กับ Quotation ต่างกันตรงไหน Quotation เป็นใบเสนอราคาเบื้องต้นที่ปรับเปลี่ยนได้ง่าย ส่วน Proforma Invoice มีรายละเอียดเป็นทางการมากกว่า ระบุเงื่อนไข Incoterms วิธีชำระเงิน และอายุเอกสาร ใช้อ้างอิงตอนขออนุมัติงบหรือเปิด L/C ได้ Purchase Order กับ Proforma Invoice อะไรมาก่อน โดยทั่วไป ผู้ขายออก Proforma Invoice ก่อน จากนั้นผู้ซื้อพิจารณาแล้วจึงออก Purchase Order (ใบสั่งซื้อ) เพื่อยืนยันว่าตกลงซื้อตามเงื่อนไขใน Proforma Invoice Proforma Invoice กับ Commercial Invoice ต่างกันตรงไหน Commercial Invoice ออกหลังส่งมอบสินค้า ใช้ประกอบพิธีการศุลกากรจริง มีผลทางกฎหมายเรียกเก็บเงิน ส่วน Proforma Invoice ออกก่อนส่งมอบ ใช้ประเมินอากรเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนกันได้ในขั้นตอนพิธีการศุลกากร Proforma Invoice ใช้ลงบัญชีรับรู้รายได้ได้ไหม ไม่ได้ Proforma Invoice ไม่ใช่เอกสารทางบัญชี เพราะการซื้อขายยังไม่เกิดขึ้นจริง ผู้ขายจะรับรู้รายได้ได้ก็ต่อเมื่อส่งมอบสินค้าและออก Invoice จริงแล้ว ตามมาตรฐานการรับรู้รายได้บุรายละเอียดเรื่องนี้ให้ชัดในสัญญาฝากขาย รวมถึงเรื่องการทำประกันภัยสินค้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

Consignment คืออะไร การฝากขายสินค้า บันทึกบัญชีและภาษีอย่างไร

ผู้ประกอบการหลายคนอยากกระจายสินค้าไปหลายช่องทาง แต่ติดที่ไม่มีทุนเปิดหน้าร้านเอง ไม่อยากเสี่ยงลงทุนกับตัวแทนที่ไม่แน่ใจว่าจะขายได้ หรือเคยส่งสินค้าไปฝากขายแล้วเจอปัญหาเรื่องบัญชีไม่ตรง สต็อกหาย ไม่รู้จะออกใบกำกับภาษีตอนไหน Consignment หรือ การฝากขาย เป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะเจ้าของสินค้ายังคงเป็นเจ้าของอยู่จนกว่าสินค้าจะขายได้จริง ลดความเสี่ยงเรื่องสต็อกค้างให้ทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะพาคุณเข้าใจทุกมิติของการฝากขาย ตั้งแต่หลักการพื้นฐาน ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชี จุดรับรู้รายได้ ภาษี และสัญญาที่ควรมี Consignment คืออะไร – ฝากขายต่างจากซื้อขายปกติตรงไหน Consignment คือ รูปแบบการขายที่ผู้ฝากขาย (Consignor) ส่งสินค้าให้ผู้รับฝากขาย (Consignee) นำไปขายต่อ โดยกรรมสิทธิ์ในสินค้ายังเป็นของผู้ฝากขายจนกว่าสินค้าจะถูกขายให้ลูกค้าปลายทางสำเร็จ จุดสำคัญที่ทำให้การฝากขายต่างจากการซื้อขายปกติคือ เรื่องกรรมสิทธิ์ ในการซื้อขายทั่วไป เมื่อส่งมอบสินค้าแล้ว กรรมสิทธิ์จะโอนไปยังผู้ซื้อทันที แต่ในการฝากขาย สินค้าที่วางอยู่ที่ร้านของ Consignee ยังถือเป็นทรัพย์สินของ Consignor อยู่ Consignor และ Consignee คือใคร ฝากขาย กับ ขายฝาก ต่างกันอย่างไร คำสองคำนี้มักถูกสับสนบ่อยมาก แต่เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง รายการ ฝากขาย (Consignment) ขายฝาก (Sale with Right of Redemption) หลักการ ส่งสินค้าให้คนอื่นขายแทน ขายทรัพย์สินจริง แต่มีสิทธิ์ซื้อคืนตามเวลาที่กำหนด กรรมสิทธิ์ ยังเป็นของผู้ฝาก โอนไปผู้ซื้อทันที เป้าหมาย กระจายช่องทางขาย ระดมเงินทุน ใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน ตัวอย่าง ส่งเสื้อผ้าไปวางขายที่ร้าน ขายที่ดินแล้วซื้อคืนภายใน 1 ปี ประเภทของการฝากขาย การฝากขายแบ่งได้ 2 รูปแบบหลัก แบบกำหนดราคาขาย – Consignor กำหนดราคาขายปลีกไว้ล่วงหน้า Consignee ขายตามราคาที่กำหนดแล้วได้รับค่าคอมมิชชันเป็นเปอร์เซ็นต์ แบบยืดหยุ่น – Consignor กำหนดแค่ราคาขั้นต่ำ Consignee สามารถตั้งราคาขายเองได้ ส่วนต่างที่เกินราคาขั้นต่ำจะเป็นรายได้ของ Consignee ข้อดีและข้อเสียของระบบฝากขาย ข้อดีสำหรับผู้ฝากขาย (Consignor) ข้อดีสำหรับผู้รับฝากขาย (Consignee) ข้อเสียที่ต้องระวัง – Consignor ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องสินค้าเสียหายหรือสูญหายระหว่างฝากขาย ส่วน Consignee อาจมีภาระในการดูแลสินค้าของคนอื่นโดยไม่ได้เป็นเจ้าของ ขั้นตอนการทำธุรกิจแบบฝากขาย วิธีบันทึกบัญชีฝากขาย ทั้งฝั่ง Consignor และ Consignee การบันทึกบัญชีฝากขายเป็นจุดที่ผู้ประกอบการหลายคนสับสน เพราะต้องแยกให้ชัดว่า การส่งสินค้าไปฝากขาย ยังไม่ใช่การขาย การบันทึกบัญชีฝั่ง Consignor (ผู้ฝากขาย) สมมติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งสินค้าต้นทุน 50,000 บาท ไปฝากขายที่ร้าน ข (ชื่อสมมุติ) ราคาขาย 80,000 บาท ค่าคอมมิชชัน 10% ตอนส่งสินค้าไปฝากขาย – ยังไม่บันทึกรายได้ แค่ย้ายสินค้าจากคลังไปเป็นบัญชีสินค้าฝากขาย ตอนขายได้ – บันทึกรายได้เมื่อ Consignee ขายสินค้าให้ลูกค้าปลายทางสำเร็จ การบันทึกบัญชีฝั่ง Consignee (ผู้รับฝากขาย) Consignee ไม่ต้องบันทึกสินค้าฝากขายเป็นสินค้าคงเหลือของตัวเอง เพราะกรรมสิทธิ์ยังไม่ได้โอน ให้บันทึกไว้เฉพาะในบัญชีช่วยจำ (memorandum) หรือหมายเหตุประกอบงบ ตอนขายสินค้าได้และหักค่าคอมมิชชัน จุดรับรู้รายได้และการออกใบกำกับภาษีในการฝากขาย การรับรู้รายได้จากการฝากขายต้องทำเมื่อสินค้าถูกขายให้ลูกค้าปลายทางแล้วเท่านั้น ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 15 เรื่องรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า กำหนดว่า การส่งมอบสินค้าไปฝากขายยังไม่ถือเป็นการโอนการควบคุมสินค้า จึงยังรับรู้รายได้ไม่ได้ Consignor ออกใบกำกับภาษีเมื่อไร Consignor ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อ Consignee ขายสินค้าให้ลูกค้าปลายทางได้ ไม่ใช่ตอนส่งสินค้าไปฝาก ตามหลักภาษีมูลค่าเพิ่ม ความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า ซึ่งในกรณีฝากขาย หมายถึงเมื่อ Consignee ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) Consignee ต้องออกใบกำกับภาษีด้วยหรือไม่ Consignee ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าปลายทางเมื่อขายสินค้าได้ ส่วนค่าคอมมิชชันที่ Consignee ได้รับจาก Consignor ก็ต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับค่าบริการนี้ด้วย เพราะถือเป็นการให้บริการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม สัญญาฝากขาย – ข้อกำหนดที่ต้องมี สัญญาฝากขายที่ดีควรระบุเงื่อนไขให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง รายการที่ควรมีในสัญญาฝากขาย หัวข้อ สิ่งที่ต้องระบุ รายละเอียดสินค้า ชนิด จำนวน สภาพ มูลค่า ราคาและค่าคอมมิชชัน ราคาขาย เปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชัน วิธีคำนวณ ระยะเวลา วันเริ่มต้น วันสิ้นสุด เงื่อนไขการต่ออายุ การส่งคืนสินค้า เงื่อนไข ระยะเวลา ค่าใช้จ่ายในการส่งคืน การรายงานยอดขาย ความถี่ รูปแบบรายงาน กำหนดส่ง การชำระเงิน รอบการจ่าย วิธีโอน ระยะเวลา credit term ความรับผิดชอบ สินค้าเสียหาย สูญหาย ประกันภัย การยกเลิกสัญญา เงื่อนไข ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า ข้อพิพาทที่พบบ่อยในการฝากขาย และวิธีป้องกัน ปัญหาที่เกิดบ่อยในธุรกิจฝากขายมักมาจากการไม่ตกลงเงื่อนไขให้ชัดตั้งแต่แรก สินค้าเสียหายหรือสูญหาย – เป็นข้อพิพาทอันดับต้นที่พบบ่อยมาก ควรระบุในสัญญาให้ชัดว่าใครรับผิดชอบค่าเสียหาย และควรถ่ายภาพสินค้าก่อนส่งมอบเป็นหลักฐาน ยอดขายไม่ตรงกับรายงาน – Consignee อาจรายงานยอดขายล่าช้าหรือไม่ครบ ป้องกันได้โดยกำหนดรอบรายงานที่ชัดเจนในสัญญา เช่น ทุกสิ้นสัปดาห์ หรือสิ้นเดือน การจ่ายเงินล่าช้า – กำหนด credit term ให้ชัดในสัญญา เช่น จ่ายภายใน 15 วันหลังสิ้นเดือน พร้อมระบุบทลงโทษกรณีจ่ายล่าช้า สินค้าตกรุ่นหรือหมดอายุ – ตกลงล่วงหน้าว่าสินค้าที่ขายไม่ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดจะจัดการอย่างไร เช่น ส่งคืน ลดราคา หรือจำหน่ายทิ้ง สรุป – บัญชีที่ชัดเจนคือหัวใจของการฝากขายที่สำเร็จ การฝากขาย (Consignment) จะช่วยกระจายสินค้าได้จริง ก็ต่อเมื่อทั้ง Consignor และ Consignee มีระบบบัญชีที่ชัดเจนรองรับ ตั้งแต่การบันทึกสต็อกที่แยกจากสินค้าปกติ จุดรับรู้รายได้ที่ถูกต้องตาม TFRS 15 ไปจนถึงการออกใบกำกับภาษีตรงเวลา ผู้ประกอบการที่วางระบบเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มจะลดข้อพิพาทและบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น จัดการบัญชีฝากขายให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย สต็อกสินค้า และรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว รองรับการบันทึกรายการฝากขายและออกใบกำกับภาษีได้อย่างถูกต้อง อ่านวิธีบันทึกสินค้าฝากขายใน PEAK ได้ที่คู่มือการบันทึกสินค้าฝากขาย ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Consignment Consignment แปลว่าอะไร Consignment แปลว่า การฝากขาย หมายถึงการที่เจ้าของสินค้าส่งสินค้าไปให้อีกฝ่ายหนึ่งขายแทน โดยเจ้าของยังถือกรรมสิทธิ์ในสินค้าอยู่จนกว่าจะขายได้ คำนี้ใช้กันมากในวงการค้าปลีกและธุรกิจส่งออก Consignor หมายถึงใคร Consignor คือ ผู้ฝากขาย หรือเจ้าของสินค้าที่ส่งสินค้าไปให้ผู้อื่นขายแทน Consignor ยังคงเป็นเจ้าของสินค้าจนกว่า Consignee จะขายสินค้านั้นให้ลูกค้าปลายทางได้สำเร็จ ฝากขายสินค้าต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ถ้ารายได้จากการขายสินค้ารวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ทั้ง Consignor และ Consignee ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดย Consignor ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อสินค้าถูกขายให้ลูกค้าปลายทาง ส่วน Consignee ก็ต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าด้วยเช่นกัน ถ้าสินค้าฝากขายเสียหายหรือสูญหาย ใครรับผิดชอบ ตามหลักกฎหมาย ผู้รับฝากขาย (Consignee) มีหน้าที่ดูแลรักษาสินค้าที่รับฝากไว้ตามสมควร ถ้าสินค้าเสียหายจากความประมาทของ Consignee จะต้องรับผิดชอบชดใช้ให้ Consignor แต่ทางปฏิบัติควรระบุรายละเอียดเรื่องนี้ให้ชัดในสัญญาฝากขาย รวมถึงเรื่องการทำประกันภัยสินค้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ทำอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร ภาษี และการยื่น DBD

เมื่อธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หลายคนมักไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ไม่ว่าจะรับหุ้นส่วนใหม่ โอนหุ้นให้ลูก หรือปรับสัดส่วนในบริษัท คำถามที่ตามมาก็คล้ายกัน เตรียมเอกสารอะไรบ้าง แล้วมีภาษีที่ต้องจ่ายหรือเปล่า การโอนหุ้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าข้ามขั้นตอนสำคัญไปแม้แค่ข้อเดียว อาจเป็นปัญหาทางกฎหมายในภายหลังได้ บทความนี้สรุปครบทุกเรื่อง ตั้งแต่เอกสาร ภาษี ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ไปจนถึงข้อควรระวัง การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น (การโอนหุ้น) คืออะไร การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นคือการโอนหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมไปให้บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นการขาย ให้ หรือโอนภายในครอบครัว ตามกฎหมายกำหนดไว้ว่า การโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือลงลายเซ็นทั้งผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานอย่างน้อย 1 คน การโอนจะมีผลทางกฎหมายได้ ก็ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วเท่านั้น สำหรับพื้นฐานเรื่อง ผู้ถือหุ้นคืออะไร สิทธิและหน้าที่ เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนหุ้น ก่อนเริ่มโอนหุ้น ต้องเตรียมเอกสารหลัก 3 ชุด ได้แก่ ตราสารการโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้น และแบบ บอจ.5 ตราสารการโอนหุ้น (Share Transfer Instrument) ตราสารการโอนหุ้นคือเอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมี เพื่อแสดงว่าผู้โอนยินยอมส่งมอบหุ้นให้ผู้รับโอนจริง ต้องระบุจำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ราคาที่ตกลงซื้อขาย วันที่โอน และลายเซ็นทั้งสองฝ่ายพร้อมพยาน เอกสารนี้ต้องติดอากรแสตมป์ด้วย เพราะจัดเป็นตราสารตามบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 หนังสือสัญญาโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้นเป็นเอกสารเสริมที่ช่วยระบุเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น เงื่อนไขการชำระเงิน หรือข้อห้ามในการขายต่อ กรณีที่โอนหุ้นมีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น แบ่งชำระหลายงวด ควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแยกต่างหาก แบบ บอจ.5 และเอกสารประกอบ บอจ.5 คือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงรายชื่อ เอกสารประกอบที่ต้องแนบ ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนผู้ถือหุ้นใหม่ สำเนาทะเบียนบ้าน และหนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ยื่นเอง) รายละเอียดเกี่ยวกับ บอจ.5 คืออะไร ขอได้ที่ไหน ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการโอนหุ้น การโอนหุ้นมีภาษี 2 ประเภทที่ต้องพิจารณา คืออากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายทุกกรณี และภาษีเงินได้กรณีมีกำไรจากการขาย อากรแสตมป์การโอนหุ้น ตราสารการโอนหุ้นจัดอยู่ในบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 ตามประมวลรัษฎากร (หมวดอากรแสตมป์) รายการ รายละเอียด ประเภทตราสาร ตราสารโอนหุ้น (ลำดับที่ 10) อัตราอากร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ฐานคำนวณ ราคาหุ้นที่ชำระแล้ว หรือมูลค่าหุ้นที่โอน แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า ผู้เสียอากร ผู้โอน ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) หากไม่ติดอากรแสตมป์ ตราสารนั้นจะใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้ ภาษีเงินได้จากกำไรการขายหุ้น กรณีบุคคลธรรมดาขายหุ้นได้กำไร ต้องนำกำไรมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี สำหรับนิติบุคคล กำไรจากการขายหุ้นจะรวมคำนวณในกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ สิ่งสำคัญคือต้องเก็บหลักฐานราคาซื้อหุ้นเดิมไว้ เพื่อใช้คำนวณกำไรขาดทุนได้ถูกต้อง ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด หลังจากเตรียมเอกสารและเข้าใจเรื่องภาษีแล้ว มาดูขั้นตอนจริงทั้งหมด โดยมี 4 ขั้นตอนหลัก 1. ตรวจสอบข้อบังคับบริษัทและข้อจำกัดการโอนหุ้น ก่อนโอนหุ้น ต้องเช็คข้อบังคับบริษัทว่ามีเงื่อนไขจำกัดการโอนหรือไม่ บางบริษัทกำหนดว่าต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน (Right of First Refusal) ถ้าข้อบังคับกำหนดให้ต้องประชุมอนุมัติ ก็ต้องจัดประชุมและทำรายงานการประชุมให้เรียบร้อยก่อน 2. จัดทำเอกสารและชำระอากรแสตมป์ จัดทำตราสารการโอนหุ้นและสัญญาโอนหุ้นตามที่ระบุในหัวข้อเอกสารด้านบน ลงลายเซ็นให้ครบทุกฝ่าย แล้วติดอากรแสตมป์ตามอัตราในหัวข้อภาษี 3. แก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น บริษัทต้องจดแจ้งการโอนหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เพื่อให้การโอนมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ถ้าไม่จดแจ้ง การโอนจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ 4. ยื่นแบบ บอจ.5 ที่ DBD ขั้นตอนสุดท้ายคือยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัจจุบันยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้ วิธียื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น DBD ออนไลน์ ปัจจุบันยื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นผ่านระบบ DBD e-Filing ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ DBD e-Filing ข้อควรระวังสำคัญเมื่อมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น นอกจากเรื่องเอกสารและภาษีแล้ว ยังมี 2 ประเด็นที่มักถูกมองข้าม กรณีที่ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ถ้าการโอนหุ้นเกี่ยวข้องกับการเพิ่มทุนหรือลดทุนจดทะเบียน ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย การแก้ไขต้องมีมติพิเศษจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 และต้องจดทะเบียนกับ DBD แยกจากการยื่น บอจ.5 สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ถ้าผู้รับโอนเป็นชาวต่างชาติหรือนิติบุคคลต่างด้าว ต้องระวังเรื่องสัดส่วน กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กำหนดว่าธุรกิจส่วนใหญ่ที่ SME ทำอยู่ ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49 เปอร์เซ็นต์ หากโอนหุ้นแล้วสัดส่วนต่างชาติเกิน 49 เปอร์เซ็นต์ บริษัทจะถูกถือว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ต้องขออนุญาตก่อน สรุป – เตรียมให้ครบ ยื่นให้ถูก โอนหุ้นไม่มีสะดุด การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทำได้ไม่ยาก ขอแค่เตรียมเอกสารให้ครบ จ่ายอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง และยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ให้เรียบร้อย ส่วนที่หลายคนมองข้ามคือเรื่องภาษีเงินได้จากกำไรขายหุ้น และสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ วางแผนไว้ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา จัดการเอกสารบัญชีบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยน เอกสารทางบัญชีก็ต้องอัปเดตตาม PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย เอกสารทางการเงิน และรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องประชุมผู้ถือหุ้นหรือไม่ ไม่จำเป็นทุกกรณี ถ้าข้อบังคับบริษัทไม่ได้กำหนดไว้ ผู้ถือหุ้นสามารถโอนหุ้นได้เลยโดยทำตราสารการโอนหุ้น แต่ถ้าข้อบังคับระบุให้ต้องประชุมอนุมัติก่อน ก็ต้องทำตามนั้น โอนหุ้นให้คนในครอบครัวหรือลูก ทำอย่างไร ขั้นตอนเหมือนการโอนหุ้นทั่วไปที่อธิบายไว้ด้านบน สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมคือ ถ้าโอนให้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าตลาดมาก กรมสรรพากรอาจพิจารณาว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ผู้รับอาจต้องเสียภาษีเงินได้จากส่วนต่าง เปลี่ยนผู้ถือหุ้นมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายหลักคืออากรแสตมป์ตามอัตราในตารางด้านบน (1 บาทต่อทุก 1,000 บาท) การยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ไม่มีค่าธรรมเนียม ถ้าต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มตามที่ DBD กำหนด ระยะเวลาเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใช้เวลานานแค่ไหน ถ้าเอกสารครบและยื่นผ่านระบบออนไลน์ DBD จะดำเนินการประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้ามีเอกสารไม่ครบหรือข้อมูลไม่ตรง อาจต้องแก้ไขและยื่นใหม่ จำเป็นต้องจ้างสำนักงานบัญชีหรือทนายความจัดการโอนหุ้นให้หรือไม่ ไม่จำเป็นสำหรับกรณีทั่วไป เจ้าของกิจการดำเนินการเองได้ แต่ถ้ามีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือมีข้อพิพาท ควรปรึกษาทนายความหรือนักบัญชีที่มีประสบการณ์าร เพราะกรมสรรพากรอาจเข้าตรวจสอบได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

สัญญาเช่า คืออะไร เข้าใจ TFRS 16 พร้อมตัวอย่างบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการหลายคนคุ้นเคยกับการเช่าสำนักงาน เช่ารถ หรือเช่าเครื่องจักรเพื่อใช้ในกิจการ แต่พอถึงเรื่องการบันทึกบัญชีสัญญาเช่า กลับมีคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะเมื่อมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่อย่าง TFRS 16 เข้ามาเปลี่ยนวิธีการบันทึกแบบเดิมไปอย่างมาก พูดให้เข้าใจง่าย สัญญาเช่า คือ ข้อตกลงที่ผู้ให้เช่ามอบสิทธิในการใช้สินทรัพย์ให้แก่ผู้เช่าเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด ซึ่งในทางบัญชีไม่ได้เป็นแค่รายจ่ายรายเดือน แต่อาจต้องนำมาแสดงเป็นสินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินด้วย บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมายพื้นฐาน ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีตาม TFRS 16 แบบ step-by-step พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่ SME นำไปใช้ได้ทันที สัญญาเช่า คืออะไร ทั้งในมุมกฎหมายและมุมบัญชี สัญญาเช่า คือ ข้อตกลงที่ผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน เป็นระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้เช่าจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด ในทางบัญชี ความหมายกว้างกว่าหลักกฎหมายทั่วไป เพราะมาตรฐาน TFRS 16 กำหนดให้ผู้เช่าต้องพิจารณาว่าสัญญาใดเข้าข่ายตามนิยามทางบัญชี ซึ่งอาจรวมถึงสัญญาบริการบางประเภทที่ให้สิทธิควบคุมการใช้สินทรัพย์ด้วย สัญญาเช่า กับสัญญาเช่าซื้อ ต่างกันตรงไหน สัญญาเช่ากับสัญญาเช่าซื้อเป็นคนละเรื่องกัน แม้ชื่อจะคล้ายกันจนหลายคนสับสน รายการ สัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ ยังเป็นของผู้ให้เช่า โอนให้ผู้เช่าซื้อเมื่อผ่อนครบ เมื่อครบสัญญา คืนทรัพย์สินให้ผู้ให้เช่า ผู้เช่าซื้อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ตัวอย่าง เช่าสำนักงาน เช่าเครื่องจักร ผ่อนซื้อรถยนต์ ผ่อนซื้อเครื่องจักร พูดง่าย ๆ คือ สัญญาเช่าจ่ายค่าเช่าเพื่อใช้งาน ส่วนสัญญาเช่าซื้อจ่ายเพื่อเป็นเจ้าของในท้ายที่สุด TFRS 16 คืออะไร มาตรฐานบัญชีสัญญาเช่าฉบับใหม่ TFRS 16 คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ฉบับที่ 16 เรื่อง สัญญาเช่า ซึ่งอ้างอิงจาก IFRS 16 ของมาตรฐานสากล มีผลบังคับใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ตามประกาศของสภาวิชาชีพบัญชีฯ หลักการสำคัญ คือ ผู้เช่าต้องนำสัญญาเกือบทุกประเภทมาแสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ว่าจะเป็นแบบดำเนินงานหรือแบบการเงินตามการจำแนกเดิมก็ตาม TFRS 16 เปลี่ยนอะไรจากมาตรฐานเดิม ก่อนมี TFRS 16 มาตรฐานเดิม (TAS 17) แบ่งสัญญาเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบดำเนินงาน กับแบบการเงิน ปัญหาคือ ประเภทดำเนินงานไม่ต้องแสดงในงบดุล จึงทำให้หนี้สินที่แท้จริงของกิจการถูกซ่อนไว้ TFRS 16 แก้ปัญหานี้โดยยกเลิกการแบ่งประเภทสำหรับฝั่งผู้เช่า ให้บันทึกสัญญาทุกประเภทเข้างบดุลเป็น Right-of-Use Asset (สินทรัพย์สิทธิการเช่า) และ Lease Liability (หนี้สินจากการเช่า) รายการ TAS 17 (เดิม) TFRS 16 (ปัจจุบัน) สัญญาเช่าดำเนินงาน บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรายงวด ไม่ขึ้นงบดุล บันทึกเป็น ROU Asset และ Lease Liability ในงบดุล สัญญาเช่าการเงิน บันทึกในงบดุล บันทึกในงบดุล (เหมือนเดิม) ผลต่องบการเงิน หนี้สินถูกซ่อน ทำให้ D/E Ratio ดูต่ำกว่าจริง งบการเงินสะท้อนภาระผูกพันจริง Right-of-Use Asset คืออะไร Right-of-Use Asset หรือ สินทรัพย์สิทธิการเช่า คือ สินทรัพย์ที่ผู้เช่าบันทึกในงบดุลเพื่อแสดงสิทธิในการใช้ทรัพย์สินที่เช่าตลอดอายุสัญญา พูดให้เข้าใจง่าย คือ แม้ผู้เช่าไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ แต่มีสิทธิในการใช้สินทรัพย์นั้น ซึ่งสิทธินี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบดุล เช่นเดียวกับการบันทึกทะเบียนสินทรัพย์ประเภทอื่น ตัวอย่างเช่น บริษัทเช่าสำนักงาน 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ภายใต้ TFRS 16 บริษัทต้องบันทึกมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าทั้งหมดเป็น Right-of-Use Asset ไม่ใช่แค่ตัดค่าเช่าเป็นรายจ่ายทุกเดือนอย่างเดิม วิธีบันทึกบัญชีสัญญาเช่าตาม TFRS 16 แบบ Step-by-Step การบันทึกบัญชีตาม TFRS 16 มี 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การระบุว่าเป็นสัญญาเช่าหรือไม่ การวัดมูลค่าเริ่มต้น การบันทึกรายการ และการบันทึกค่าเสื่อมราคากับดอกเบี้ยในแต่ละงวด ขั้นตอนที่ 1 ระบุว่าเป็นสัญญาเช่าตาม TFRS 16 หรือไม่ สัญญาจะเข้าข่ายตาม TFRS 16 เมื่อเข้าเงื่อนไข 2 ข้อนี้พร้อมกัน ถ้าสัญญาระบุแค่ว่าผู้ให้บริการจะจัดหาพื้นที่ให้ใช้ โดยผู้ให้บริการเปลี่ยนพื้นที่ได้ตลอด สัญญานี้อาจไม่เข้าข่ายตาม TFRS 16 ขั้นตอนที่ 2 วัดมูลค่า Right-of-Use Asset และ Lease Liability เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นสัญญาเช่า ให้คำนวณมูลค่าเริ่มต้นโดยหามูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา สูตร Lease Liability = มูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าทั้งหมดที่ต้องจ่ายในอนาคต อัตราคิดลดที่ใช้ คือ อัตราดอกเบี้ยโดยนัยในสัญญาเช่า (Implicit Rate) ถ้าหาไม่ได้ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่ม (Incremental Borrowing Rate) ของผู้เช่า ROU Asset ณ วันเริ่มต้น = Lease Liability + ค่าใช้จ่ายเริ่มแรก (ถ้ามี) ค่าใช้จ่ายเริ่มแรก เช่น ค่านายหน้า หรือค่าปรับปรุงพื้นที่เช่า ขั้นตอนที่ 3 บันทึกรายการเริ่มต้น Journal Entry ณ วันที่เริ่มต้นสัญญาเช่า บัญชี เดบิต เครดิต สินทรัพย์สิทธิการเช่า (ROU Asset) XXX หนี้สินตามสัญญาเช่า (Lease Liability) XXX มูลค่าที่บันทึกทั้ง 2 ด้านจะเท่ากัน หากไม่มีค่าใช้จ่ายเริ่มแรกเพิ่มเติม ขั้นตอนที่ 4 บันทึกค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยรายงวด ในแต่ละงวด ผู้เช่าต้องบันทึก 2 รายการ ดังนี้ ค่าเสื่อมราคา ROU Asset หารเฉลี่ยตลอดอายุสัญญา (หรืออายุการใช้งาน แล้วแต่ว่าอย่างไหนสั้นกว่า) บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจาก Lease Liability คำนวณจากยอดหนี้สินคงเหลือคูณอัตราดอกเบี้ย บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน เมื่อจ่ายค่าเช่าจริง ส่วนหนึ่งจะลดยอด Lease Liability (ส่วนเงินต้น) และอีกส่วนเป็นดอกเบี้ย ตัวอย่าง บริษัท สมาร์ท จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าสำนักงาน สมมุติว่าบริษัท สมาร์ท จำกัด เช่าสำนักงาน 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท จ่ายต้นเดือน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่ม 5% ต่อปี การคำนวณ Lease Liability Journal Entry วันเริ่มต้นสัญญา บัญชี เดบิต เครดิต สินทรัพย์สิทธิการเช่า 1,001,000 บาท หนี้สินตามสัญญาเช่า 1,001,000 บาท การคำนวณรายเดือน แยกค่าเช่ารายเดือน 30,000 บาท ยอดหนี้สินคงเหลือจะลดลงเรื่อย ๆ ทุกเดือน เพราะดอกเบี้ยคำนวณจากยอดคงเหลือที่ลดลง ข้อยกเว้น TFRS 16 กรณีไหนไม่ต้องบันทึก Right-of-Use Asset TFRS 16 อนุญาตให้ผู้เช่าเลือกไม่บันทึก Right-of-Use Asset ได้ 2 กรณี เพื่อลดภาระงานบัญชีสำหรับสัญญาเช่าที่มีมูลค่าไม่มากหรืออายุสั้น สัญญาเช่าระยะสั้น ไม่เกิน 12 เดือน สัญญาที่มีอายุไม่เกิน 12 เดือน นับจากวันเริ่มต้น และไม่มีสิทธิเลือกซื้อ ผู้เช่าสามารถเลือกบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายรายงวดตามปกติได้ โดยไม่ต้องขึ้นงบดุล ตัวอย่าง เช่าพื้นที่จัดงานอีเวนต์ 6 เดือน หรือเช่ารถสำหรับโปรเจกต์ระยะสั้น สินทรัพย์อ้างอิงมูลค่าต่ำ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำเมื่ออยู่ในสภาพใหม่ (IFRS 16 ใช้เกณฑ์ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 150,000-175,000 บาท) สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรายงวดได้ เช่น เช่าเครื่องพิมพ์ เช่าโน้ตบุ๊ก หรือเช่าเครื่องทำน้ำ การเลือกใช้ข้อยกเว้นนี้ต้องเปิดเผยนโยบายไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เช่าหรือซื้อดี TFRS 16 ช่วยผู้บริหารตัดสินใจอย่างไร TFRS 16 ทำให้งบการเงินสะท้อนภาระผูกพันจากการเช่าได้จริง ผู้บริหารจึงสามารถเปรียบเทียบต้นทุนจริงระหว่างการเช่ากับการซื้อได้ชัดเจนขึ้น เพราะเห็นตัวเลขทั้งฝั่งสินทรัพย์และหนี้สินครบถ้วน ผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินที่ต้องรู้ เมื่อสัญญาเช่าขึ้นงบดุล อัตราส่วนทางการเงินหลายตัวจะเปลี่ยนไป ผู้บริหารที่เข้าใจผลกระทบนี้จะวางแผนโครงสร้างการเงินได้ดีขึ้น ทั้งเรื่องเงื่อนไขสินเชื่อกับธนาคาร และการรายงานต่อผู้ถือหุ้น สรุป – ทำความเข้าใจสัญญาเช่าและ TFRS 16 เพื่อจัดการงบการเงินอย่างมืออาชีพ TFRS 16 เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสัญญาเช่าจากแค่ค่าใช้จ่ายรายเดือน ให้กลายเป็นสินทรัพย์และหนี้สินที่ต้องแสดงในงบดุล ผู้ประกอบการที่เข้าใจหลักการนี้จะมีเครื่องมือในการตัดสินใจทางการเงินที่แม่นยำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเช่าหรือซื้อ เรื่องเงื่อนไขสินเชื่อ หรือการวางแผนงบประมาณระยะยาว จัดการสัญญาเช่าและ TFRS 16 ให้ถูกต้องและง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานทางการเงินได้ครบจบในที่เดียว ด้วยระบบ Cloud 100% พร้อม AI ที่ช่วยลดงานซ้ำและเพิ่มความแม่นยำ ให้คุณมั่นใจว่างบการเงินของกิจการถูกต้องตามมาตรฐาน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสัญญาเช่าและ TFRS 16 กิจการ SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้ TFRS 16 ด้วยหรือไม่ กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ไม่จำเป็นต้องใช้ TFRS 16 แต่สามารถเลือกใช้ได้โดยสมัครใจ กิจการ NPAEs ที่ต้องการใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับ NPAEs ให้ดูแนวปฏิบัติเรื่องสัญญาเช่าที่สภาวิชาชีพบัญชีฯ ประกาศ สัญญาเช่าระยะสั้นที่ต่อสัญญาทุกปี ต้องบันทึก ROU Asset หรือไม่ ถ้าสัญญาเดิมมีอายุไม่เกิน 12 เดือน และไม่มีสิทธิเลือกซื้อ สามารถใช้ข้อยกเว้นได้ แต่ถ้าในทางปฏิบัติมีการต่อสัญญาซ้ำหลายปีจนเห็นได้ว่ามีภาระผูกพันระยะยาว ผู้สอบบัญชีอาจพิจารณาว่าต้องบันทึกตาม TFRS 16 ค่าเช่าที่ผันแปรตามยอดขายต้องบันทึกเป็น Lease Liability ด้วยหรือไม่ ค่าเช่าผันแปร (Variable Lease Payments) ที่ขึ้นอยู่กับยอดขายหรือปริมาณการใช้ ไม่ต้องรวมในการคำนวณ Lease Liability ณ วันเริ่มต้น แต่ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดขึ้นจริง ส่วนค่าเช่าผันแปรที่อิงกับดัชนี เช่น CPI ต้องรวมอยู่ใน Lease Liability ตามประมาณการ ณ วันเริ่มต้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

เริ่มทำบัญชีด้วยตัวเอง คู่มือสำหรับ SME ตั้งแต่เริ่มต้น จนพร้อมส่งสรรพากร

จดทะเบียนบริษัทเรียบร้อย เปิดร้านออนไลน์ขายดี แต่พอถึงเรื่องทำบัญชี หลายคนสะดุดทันที เพราะไม่รู้ว่าต้องจดอะไร เก็บเอกสารอะไร แล้วสรรพากรจะมาตรวจตรงไหน จริง ๆ แล้วการทำบัญชีไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแค่เข้าใจหลักพื้นฐาน แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัวให้ชัด เก็บเอกสารให้ครบ แล้วบันทึกรายการสม่ำเสมอ ธุรกิจก็พร้อมส่งสรรพากรได้อย่างมั่นใจ บทความนี้จะพาคุณเดินทีละขั้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดที่ธุรกิจโตพอต้องอัปเกรดระบบบัญชี ทำบัญชีคืออะไร ทำไม SME ต้องทำ การทำบัญชีคือการบันทึกรายรับ รายจ่าย และการเคลื่อนไหวทางการเงินของธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เจ้าของกิจการรู้ว่าเงินเข้ามาจากไหน ออกไปทางไหน และเหลือเท่าไร สำหรับ SME การทำบัญชีไม่ได้มีไว้แค่ส่งสรรพากร แต่ช่วยให้เห็นกระแสเงินสดที่แท้จริง วางแผนภาษีล่วงหน้า และตัดสินใจเรื่องธุรกิจได้จากตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก ใครบ้างที่กฎหมายบังคับต้องทำบัญชี ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ผู้ที่ต้องจัดทำบัญชี ได้แก่ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล และนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในไทย โดยต้องจัดทำบัญชีตั้งแต่วันที่จดทะเบียน และปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือน บุคคลธรรมดาต้องทำบัญชีหรือไม่ บุคคลธรรมดาไม่ถูกบังคับตามพระราชบัญญัติการบัญชี แต่ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์หรือเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี คุณยังต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่ดี การจดบันทึกรายรับรายจ่ายจึงช่วยให้ยื่นภาษีถูกต้อง และพร้อมชี้แจงสรรพากรได้หากถูกเรียกตรวจ เริ่มต้นทำบัญชี ด้วยการแยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัวให้ชัด ก่อนจะบันทึกรายการใด ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือแยกเงินธุรกิจออกจากเงินส่วนตัวให้ชัดเจน เพราะถ้าใช้บัญชีเดียวกัน เวลาสรุปตัวเลขจะปนกันจนหาต้นทุนจริงไม่ได้ และยังเป็นหนึ่งในจุดที่สรรพากรตรวจสอบบ่อยด้วย เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจ วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกเฉพาะธุรกิจ ใช้รับเงินจากลูกค้าและจ่ายค่าใช้จ่ายธุรกิจทั้งหมดผ่านบัญชีนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท (ถ้าเป็นนิติบุคคล) บัตรประชาชนกรรมการ และตราประทับ (ถ้ามี) สำหรับบุคคลธรรมดา ใช้แค่บัตรประชาชนเปิดบัญชีออมทรัพย์แยกอีกบัญชีก็เพียงพอ ตัวอย่างการแยกรายจ่ายส่วนตัวกับธุรกิจ รายการ ส่วนตัว ธุรกิจ ค่ากาแฟดื่มเอง ส่วนตัว – ค่ากาแฟเลี้ยงลูกค้า – ค่ารับรอง ค่าน้ำมันรถไปเที่ยว ส่วนตัว – ค่าน้ำมันรถไปส่งสินค้า – ค่าขนส่ง หลักง่าย ๆ คือ ถ้ารายจ่ายนั้นเกิดขึ้นเพื่อธุรกิจโดยตรง ให้จ่ายผ่านบัญชีธุรกิจ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ให้จ่ายจากบัญชีส่วนตัว เอกสารที่ต้องเก็บประกอบการลงบัญชี เอกสารประกอบการลงบัญชีคือหลักฐานที่พิสูจน์ว่ารายการที่บันทึกเกิดขึ้นจริง ถ้าไม่มีเอกสาร สรรพากรถือว่ารายจ่ายนั้นพิสูจน์ไม่ได้ และอาจไม่ยอมให้หักเป็นค่าใช้จ่าย เอกสารฝั่งรายรับ เอกสารฝั่งรายจ่าย เก็บเอกสารไว้นานแค่ไหน กฎหมายกำหนดให้เก็บเอกสารบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี ส่วนเอกสารภาษีต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันยื่นแบบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 ทั้งนี้ ควรสแกนเก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลไว้ด้วย เผื่อเอกสารตัวจริงสูญหายหรือเสียหาย ขั้นตอนทำบัญชีด้วยตัวเอง ทำทีละขั้นไม่ยาก เมื่อแยกบัญชีเรียบร้อยและรู้แล้วว่าต้องเก็บเอกสารอะไร ขั้นตอนถัดไปคือเริ่มบันทึกรายการจริง โดยทำเป็นกิจวัตร ไม่ต้องรอสิ้นเดือน ขั้นที่ 1 บันทึกรายการประจำวัน ทุกครั้งที่มีเงินเข้าหรือเงินออก ให้จดทันที ระบุวันที่ รายละเอียดว่าจ่ายอะไรหรือได้รับจากใคร จำนวนเงิน และแนบเอกสารประกอบ ตัวอย่างเช่น ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์วันนี้มีรายการดังนี้ ตัวอย่างสมุดทำบัญชีรายรับรายจ่ายเบื้องต้น รายการ จำนวน (บาท) คงเหลือ (บาท) 1 ก.ย. ยอดยกมา – 50,000 2 ก.ย. ขายสินค้าออเดอร์ A001 +5,000 55,000 2 ก.ย. ค่าส่งพัสดุ -200 54,800 5 ก.ย. ซื้อวัตถุดิบ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) -12,000 42,800 สำหรับคนที่ต้องการตัวอย่างตารางและเทมเพลตที่ละเอียดกว่านี้ สามารถดูได้จากบทความตารางบัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับร้านค้า ซึ่งมีแบบฟอร์มพร้อมใช้ ขั้นที่ 2 จัดหมวดหมู่รายรับรายจ่าย อย่าแค่จดว่าจ่ายเงิน 3,000 บาท แต่ให้ระบุหมวดด้วย เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน เป็นต้น การจัดหมวดช่วยให้คุณเห็นว่ารายจ่ายส่วนไหนสูงผิดปกติ และยังช่วยให้นักบัญชีจัดทำงบการเงินได้ง่ายขึ้นเมื่อธุรกิจโต ขั้นที่ 3 ตรวจสอบยอดกับ statement ธนาคาร อย่างน้อยเดือนละครั้ง ให้เอาตัวเลขที่จดไว้มาเทียบกับ statement ธนาคาร ถ้ายอดตรงกันแสดงว่าบันทึกครบ ถ้ายอดไม่ตรง ให้ไล่หาว่ารายการไหนที่ตกหล่นหรือจดผิด ขั้นตอนนี้เรียกว่า Bank Reconciliation เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยจับข้อผิดพลาดได้เร็ว ขั้นที่ 4 สรุปรายเดือนและดูกระแสเงินสด สิ้นเดือน ให้สรุปยอดรวมรายรับ ยอดรวมรายจ่าย และยอดเงินคงเหลือ จากนั้นถามตัวเองว่า เดือนนี้กำไรหรือขาดทุน รายจ่ายหมวดไหนสูงขึ้น เงินสดพอจ่ายค่าใช้จ่ายเดือนหน้าหรือไม่ ตัวเลขเหล่านี้คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณบริหารธุรกิจได้จากข้อมูลจริง เครื่องมือช่วยทำบัญชี จด Excel หรือใช้โปรแกรม เลือกเครื่องมือที่เหมาะกับขนาดธุรกิจและจำนวนรายการต่อเดือน ไม่มีเครื่องมือไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มีเครื่องมือที่พอดีกับแต่ละช่วงเวลา จดด้วยสมุดหรือ Excel ข้อดีข้อเสีย เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการไม่มาก เช่น ฟรีแลนซ์ที่มีลูกค้า 5-10 รายต่อเดือน ข้อดีคือไม่มีค่าใช้จ่าย ปรับแต่งได้ตามใจ ข้อเสียคือเมื่อรายการเยอะขึ้น โอกาสจดผิดหรือลืมจดจะสูงขึ้น สูตร Excel อาจพังถ้าลบแถวผิด และไม่สามารถออกเอกสารภาษีได้อัตโนมัติ ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ข้อดีข้อเสีย เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการ 20 รายการขึ้นไปต่อเดือน หรือต้องออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษีเป็นประจำ ข้อดีคือบันทึกรายการได้เร็ว ออกเอกสารได้ทันที ดูรายงานการเงินแบบ real-time และลดข้อผิดพลาดจากการคำนวณมือ ข้อเสียคือมีค่าบริการรายเดือน (บางโปรแกรมเริ่มต้นฟรี) 7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ธุรกิจโดนสรรพากรเรียกตรวจ หลายข้อผิดพลาดเกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่ผลที่ตามมาอาจรุนแรง ตั้งแต่เสียเบี้ยปรับ จนถึงถูกประเมินภาษีเพิ่ม สิ่งที่ต้องระวังมีดังนี้ ไม่แยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจ เมื่อเงินส่วนตัวปนกับเงินธุรกิจ สรรพากรจะตั้งข้อสงสัยว่ารายได้ที่แท้จริงเท่าไร เพราะยอดเงินเข้าบัญชีไม่ตรงกับรายได้ที่ยื่นภาษี ปัญหานี้แก้ได้ง่ายตั้งแต่วันนี้ด้วยการเปิดบัญชีแยกตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ไม่เก็บเอกสารประกอบ ถ้าสรรพากรขอดูหลักฐานแล้วคุณไม่มี รายจ่ายนั้นจะถูกตัดออก ทำให้กำไรทางภาษีสูงขึ้น และต้องจ่ายภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีใบเสร็จ ควรทำใบสำคัญจ่ายกำกับไว้เสมอ ทำบัญชีส่งสรรพากรไม่ตรงกับรายได้จริง ตัวเลขในบัญชีต้องตรงกับแบบภาษีที่ยื่นและยอดเงินในบัญชีธนาคาร ถ้าสรรพากรพบว่ารายได้ในแบบภาษีต่ำกว่ายอดเงินเข้าบัญชีธนาคารมาก จะเป็น Red Flag ที่ทำให้ถูกเรียกตรวจสอบ นอกจากนี้ ข้อผิดพลาดอื่นที่พบบ่อย ได้แก่ ออกใบกำกับภาษีไม่ตรงเวลา ยื่นแบบภาษีล่าช้า ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อต้องหัก และคำนวณ VAT ผิดพลาด เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนจากบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นระบบบัญชีคู่ บัญชีรายรับรายจ่ายเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก แต่เมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง ระบบเดิมจะไม่เพียงพอ และถ้าเป็นนิติบุคคล กฎหมายบังคับให้ใช้ระบบบัญชีคู่ (Double-Entry) อยู่แล้ว สัญญาณที่บอกว่าธุรกิจต้องเริ่มวางระบบบัญชีใหม่ ถ้าคุณเจอสัญญาณเหล่านี้ หมายความว่าธุรกิจต้องการระบบที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อจัดการสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนให้ครบถ้วน ระบบบัญชีคู่ต่างจากบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างไร บัญชีรายรับรายจ่ายบันทึกแค่เงินเข้าและเงินออก ส่วนระบบบัญชีคู่บันทึกทุกรายการเป็น 2 ด้านเสมอ คือ เดบิตกับเครดิต ตัวอย่างเช่น ร้านขายสินค้าได้ 5,000 บาท โอนเข้าธนาคาร ระบบบัญชีคู่จะบันทึกดังนี้ รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินฝากธนาคาร 5,000 บาท – รายได้จากการขาย – 5,000 บาท ทุกรายการจะมียอดเดบิตรวมเท่ากับเครดิตเสมอ ทำให้มองเห็นภาพรวมทั้งสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ ค่าใช้จ่าย และส่วนของเจ้าของ ข้อดีคือจัดทำงบกำไรขาดทุนและงบดุลได้ ซึ่งจำเป็นสำหรับการกู้เงินธนาคาร หาผู้ร่วมลงทุน และยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรุป – ทำบัญชีเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ธุรกิจก็โตได้อย่างมั่นคง การทำบัญชีไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีเท่านั้น แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรเข้าใจ เริ่มจากแยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจ เก็บเอกสารทุกรายการ บันทึกรายรับรายจ่ายให้เป็นนิสัย ตรวจยอดกับธนาคารทุกเดือน และเมื่อธุรกิจโตก็อัปเกรดเป็นระบบบัญชีคู่ แค่นี้ก็พร้อมรับมือสรรพากรได้อย่างมั่นใจ พร้อมยกระดับการทำบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่า Excel ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป หรืออยากจัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินจากที่เดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี 30 วัน แล้วให้ PEAK ช่วยดูแลงานบัญชีให้คุณโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทำบัญชีธุรกิจ เจ้าของร้านค้าออนไลน์ต้องทำบัญชีหรือไม่ ถ้าเปิดร้านในนามบุคคลธรรมดา กฎหมายบัญชีไม่ได้บังคับ แต่คุณยังต้องยื่นภาษีเงินได้ประจำปี การจดรายรับรายจ่ายไว้จะช่วยให้เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ ซึ่งอาจประหยัดภาษีได้มากกว่าหักแบบเหมา ส่วนถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินตามกฎหมาย ทำบัญชีเอง กับจ้างสำนักงานบัญชี อันไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการและความซับซ้อนของธุรกิจ ถ้ามีรายการน้อยกว่า 30 รายการต่อเดือน สามารถทำเองได้ด้วย Excel หรือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ แต่ถ้าเป็นนิติบุคคลที่มีรายการซับซ้อน หรือต้องจัดทำงบการเงินประจำปี ควรมีนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีช่วยดูแล เพื่อความถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี ธุรกิจเพิ่งเริ่ม ยังไม่มีรายได้ ต้องทำบัญชีหรือไม่ ถ้าจดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ต้องทำบัญชีตั้งแต่วันจดทะเบียน แม้จะยังไม่มีรายได้เลยก็ตาม เพราะกฎหมายกำหนดให้ปิดบัญชีและยื่นงบการเงินทุกรอบ 12 เดือน ถ้าไม่ทำ มีโทษปรับสูงสุด 30,000 บาทตามพระราชบัญญัติการบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร จัดการสต็อกและตีราคาตามหลักบัญชี

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไหร่ ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต็อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนในงบการเงิน บทความนี้จะพาทำความเข้าใจเรื่อง สินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีบันทึกบัญชี การตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อสต็อกผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำและวางแผนจัดซื้อได้อย่างมั่นใจ สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่ายๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในไลน์ สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท (ซื้อมาขายไป vs. กิจการอุตสาหกรรม) ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ ประเภท คำอธิบาย สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) สินค้าที่พร้อมขายให้ลูกค้าได้ทันที ธุรกิจซื้อมาขายไปจะมีสินค้าประเภทนี้เป็นหลัก วัตถุดิบ (Raw Materials) วัสดุที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต เช่น ผ้า เหล็ก น้ำตาล พบในกิจการอุตสาหกรรม งานระหว่างทำ (Work in Process – WIP) สินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เช่น เสื้อที่ตัดแล้วแต่ยังไม่ได้เย็บ วัสดุสิ้นเปลือง (Supplies) วัสดุที่ใช้สนับสนุนการผลิตหรือขาย เช่น กล่องบรรจุภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักร ธุรกิจซื้อมาขายไป (เช่น ร้านค้าปลีก ร้านค้าออนไลน์) มักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต็อกซับซ้อนกว่ามาก ระบบการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ (Periodic vs. Perpetual) ระบบบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ได้แก่ ระบบต่อเนื่อง (Perpetual) ที่อัปเดตยอดทุกครั้งที่มีการซื้อขาย และระบบสิ้นงวด (Periodic) ที่คำนวณต้นทุนขายตอนปลายงวดเท่านั้น การเลือกระบบส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของต้นทุนขายในแต่ละเดือน ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบนี้บันทึกรายการซื้อเข้า-ขายออกทุกครั้งที่เกิดขึ้น ทำให้รู้ยอดสินค้าคงเหลือแบบ real-time เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการเคลื่อนไหวบ่อยและต้องการดูยอดสต็อกได้ตลอดเวลา เช่น ร้านค้าปลีกที่ใช้ระบบ POS หรือธุรกิจ e-Commerce ข้อดีคือเห็นต้นทุนขายทันทีหลังขายสินค้า ข้อเสียคือต้องมีระบบซอฟต์แวร์รองรับและบันทึกข้อมูลครบทุกรายการ ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบนี้ไม่ได้บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะคำนวณย้อนหลังตอนปลายงวดจากสูตร ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อสุทธิ – สินค้าคงเหลือปลายงวด เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายการไม่มากและยังไม่มีระบบซอฟต์แวร์ครบ แต่ข้อเสียคือไม่รู้ยอดสต็อกจริงจนกว่าจะนับสินค้าปลายงวด ซึ่งอาจทำให้พลาดปัญหาสินค้าหายระหว่างทางได้ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไป (COGS) และสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่สรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ย วิธี FIFO (First In, First Out) คืออะไร FIFO คือ วิธีตีราคาที่สมมุติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือ (ชื่อสมมุติ) สั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม คำนวณได้ดังนี้ ตัวอย่างเปรียบเทียบ FIFO vs. Weighted Average ด้วยตัวเลขจริง รายการ FIFO Weighted Average ต้นทุนขาย (120 ชิ้น) 6,100 บาท 6,300 บาท มูลค่าสินค้าคงเหลือ (80 ชิ้น) 4,400 บาท 4,200 บาท กำไรขั้นต้น (สมมุติขาย 120 ชิ้นที่ 80 บาท = 9,600) 3,500 บาท 3,300 บาท จะเห็นว่าวิธีที่ใช้ต่างกัน ตัวเลขกำไรก็ต่างกัน ทั้งที่สินค้าและยอดขายเหมือนกันทุกประการ นี่คือเหตุผลที่การเลือกวิธีตีราคามีความสำคัญ และเมื่อเลือกแล้วต้องใช้อย่างสม่ำเสมอตลอดรอบบัญชี ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละวิธี ธุรกิจไหนเหมาะกับวิธีไหน เกณฑ์ FIFO Weighted Average ความเหมาะสม สินค้ามีอายุหรือหมดอายุ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง สินค้าเหมือนกันทุกล็อต เช่น อะไหล่ วัสดุก่อสร้าง ข้อดี มูลค่าคงเหลือใกล้ราคาตลาด งบดุลสะท้อนความเป็นจริง คำนวณง่าย ไม่ต้องแยกล็อต เหมาะกับสินค้าจำนวนมาก ข้อเสีย ต้องติดตามล็อตสินค้า ซับซ้อนกว่า ต้นทุนขายอาจไม่สะท้อนราคาตลาดจริง สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจน FIFO เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และบันทึกผลต่าง การตรวจนับสต็อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที ไม่ใช่เพิกเฉยแล้วหวังว่าจะหาเจอทีหลัง วิธีตรวจนับสต็อก (Physical Count) กิจการมักตรวจนับแบบเต็มรูปแบบ (Full Count) ปีละครั้งตอนปลายรอบบัญชี หรือแบบหมุนเวียน (Cycle Count) ที่นับทีละกลุ่มสินค้าสลับกันไปตลอดปี สำหรับ SME ที่มีสินค้าไม่มากนัก การนับเต็มรูปแบบทุกไตรมาสจะช่วยจับปัญหาได้เร็วขึ้น ใครที่ต้องการเทคนิคเพิ่มเติมลองดูกลยุทธ์การนับสต็อกสินค้าที่เราเคยสรุปไว้ สินค้าขาด-เกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริง ไม่ตรง กับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ กรณีสินค้าขาด (ของจริงน้อยกว่าในระบบ) รายการ Dr. Cr. ผลขาดทุนจากการตรวจนับ (ค่าใช้จ่าย) X สินค้าคงเหลือ X กรณีสินค้าเกิน (ของจริงมากกว่าในระบบ) รายการ Dr. Cr. สินค้าคงเหลือ X กำไรจากการตรวจนับ (รายได้อื่น) X สิ่งสำคัญคือต้องหาสาเหตุของผลต่างด้วย ไม่ใช่แค่ปรับตัวเลข เพราะสินค้าขาดอาจเกิดจากการลักขโมย บันทึกผิดพลาด หรือสินค้าเสียหายระหว่างเก็บ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรณีสินค้าขาดหาย ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ โดยไม่มีหลักฐานชี้แจงเหตุผลที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการจดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย ดังนั้น การเก็บหลักฐานการตรวจนับ รายงานของเสีย และบันทึกเหตุผลที่สินค้าขาดหายอย่างชัดเจน จึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อป้องกันภาระภาษีที่ไม่จำเป็น สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) ของมาตรฐานการบัญชี การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ตาม TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย ตัวอย่างเช่น กิจการ ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินค้าคงเหลือในคลังที่ต้องประเมิน NRV วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุดและผลทางภาษี กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบ ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย ในทางภาษี กรมสรรพากรยอมให้นำผลขาดทุนจากการตัดจำหน่ายสินค้ามาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ต้องมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน หากสินค้าชำรุดจดทะเบียน VAT อยู่ อาจต้องเสีย VAT ด้วยเช่นเดียวกับกรณีสินค้าขาดหาย หากไม่มีหลักฐานชี้แจงเพียงพอ หากใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถศึกษาวิธีบันทึกรายการตัดจำหน่ายได้ที่คู่มือบันทึกตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด ผลกระทบของสต็อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต็อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนไปด้วย โดยผลกระทบเกิดขึ้น 2 ทิศทาง สต็อกบันทึกเกิน – กำไรสูงเกินจริง เมื่อสินค้าคงเหลือปลายงวดสูงเกินจริง ต้นทุนขายที่คำนวณได้จะต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะจากสูตรต้นทุนขายในระบบ Periodic ที่กล่าวไปข้างต้น ยิ่งสต็อกปลายงวดสูง ต้นทุนขายยิ่งต่ำ กำไรที่แสดงจึงสูงเกินจริง ตัวอย่างเช่น ถ้าสต็อกจริงมี 80,000 บาท แต่บันทึกไว้ 100,000 บาท ต้นทุนขายจะต่ำไป 20,000 บาท ทำให้กำไรสูงเกินจริง 20,000 บาท ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียภาษีเงินได้มากกว่าที่ควร สต็อกบันทึกขาด – ต้นทุนขายสูงเกิน กำไรต่ำเกินจริง กลับกัน ถ้าสต็อกปลายงวดต่ำกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายจะสูงเกิน กำไรที่แสดงจึงต่ำเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด เช่น คิดว่าธุรกิจกำลังขาดทุนทั้งที่จริงๆ แล้วทำกำไรอยู่ ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่า ความแม่นยำของข้อมูลสินค้าคงเหลือเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ การตรวจนับสต็อกสม่ำเสมอจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคลังสินค้า แต่เป็นเรื่องของความถูกต้องทางบัญชีโดยตรง สรุป – สินค้าคงเหลือจัดการดี ต้นทุนแม่น กำไรจริง การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ได้ยากอย่างที่คิด หัวใจอยู่ที่ 3 เรื่อง ได้แก่ เลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ (FIFO หรือ Weighted Average) แล้วใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต็อกสม่ำเสมออย่างน้อยทุกไตรมาส และบันทึกผลต่าง สินค้าเสื่อมสภาพ หรือสินค้าชำรุดเข้าบัญชีทันทีที่พบ เมื่อทำได้ครบทั้ง 3 ข้อ ต้นทุนขายที่คำนวณได้จะแม่นยำ งบกำไรขาดทุนจะสะท้อนความเป็นจริง และคุณจะวางแผนจัดซื้อได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องเดาว่ากำไรที่เห็นเป็นตัวเลขจริงหรือแค่ตัวเลขในกระดาษ จัดการสินค้าคงเหลือให้ง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต็อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต็อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรีได้เลย คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี สินค้าคงเหลือของกิจการอุตสาหกรรมได้แก่อะไรบ้าง กิจการอุตสาหกรรมมีสินค้าคงเหลือ 4 ประเภท ตั้งแต่วัตถุดิบ งานระหว่างทำ สินค้าสำเร็จรูป จนถึงวัสดุสิ้นเปลือง จุดที่ต้องระวังคือแต่ละประเภทมีวิธีตีราคาและบันทึกต้นทุนต่างกัน โดยเฉพาะงานระหว่างทำที่ต้องรวมค่าแรงและค่าโสหุ้ยการผลิตเข้าไปด้วย ไม่ใช่แค่ราคาวัตถุดิบอย่างเดียว FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือใกล้เคียงราคาตลาดมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง ในทางปฏิบัติ SME ส่วนใหญ่เลือก Weighted Average เพราะไม่ต้องแยกติดตามล็อตสินค้า ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับ สินค้าคงเหลือปลายงวด สำคัญอย่างไรต่อการคำนวณกำไร สินค้าคงเหลือปลายงวดเป็นตัวแปรสำคัญในสูตรต้นทุนขาย ถ้ายอดสต็อกปลายงวดคลาดเคลื่อน กำไรขั้นต้นที่คำนวณได้จะผิดไปด้วยในจำนวนเท่ากัน ดังนั้น การตรวจนับสต็อกก่อนปิดงบจึงเป็นขั้นตอนที่ข้ามไม่ได้ มาตรฐานการบัญชีเรื่องสินค้าคงเหลือกำหนดอะไรไว้บ้าง มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 (TAS 2) กำหนดว่าสินค้าคงเหลือต้องแสดงด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ห้ามใช้วิธี LIFO ในการตีราคา และต้องเปิดเผยวิธีตีราคาที่ใช้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน สำหรับกิจการ NPAEs ที่ใช้ TFRS for NPAEs หลักการจะคล้ายกันแต่มีข้อกำหนดบางส่วนที่ผ่อนปรนมากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

หนี้สินไม่หมุนเวียน คืออะไร ภาระหนี้ระยะยาวที่ธุรกิจต้องรู้

เคยเปิดงบแสดงฐานะการเงินแล้วเจอรายการหนี้สินไม่หมุนเวียนยาวเป็นพรืด แต่ไม่แน่ใจว่าแต่ละรายการหมายถึงอะไร หลายคนอาจรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของนักบัญชี ไม่เกี่ยวกับเจ้าของกิจการ แต่ความจริงแล้ว การเข้าใจหนี้สินไม่หมุนเวียนช่วยให้คุณมองเห็นภาระหนี้ระยะยาวของธุรกิจ และวางแผนชำระหนี้ได้ล่วงหน้า บทความนี้จะพาไปรู้จักว่า หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างจากงบการเงินจริงที่อ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที หนี้สินไม่หมุนเวียน คืออะไร (Non-current Liabilities) หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities) คือ ภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืน โดยมีกำหนดชำระเกินกว่า 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี พูดง่ายๆ คือ หนี้ระยะยาวที่ยังไม่ต้องจ่ายภายในปีนี้ รายการเหล่านี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) ส่วนล่าง แยกจากหนี้สินหมุนเวียนที่ต้องจ่ายภายในปี และอยู่คนละฝั่งกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่แสดงด้านบนของงบ ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น เงินกู้ยืมจากธนาคารที่มีสัญญาผ่อน 5 ปี หรือภาระผูกพันจ่ายเงินชดเชยพนักงานเมื่อเกษียณ ที่มา: หลักเกณฑ์การจำแนกหนี้สินตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 (TAS 1) เรื่องการนำเสนองบการเงิน โดยสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ หนี้สินหมุนเวียน vs ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร (วิธีจำแนก) ความแตกต่างหลักอยู่ที่ระยะเวลาครบกำหนดชำระ ถ้าต้องจ่ายภายใน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ถ้าเกิน 12 เดือน จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน รายการ หนี้สินหมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน ระยะเวลาชำระ ภายใน 12 เดือน เกิน 12 เดือน ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินกู้ระยะยาว หุ้นกู้ ผลกระทบ กระทบสภาพคล่อง กระทบโครงสร้างทุน เกณฑ์ 12 เดือน ตามมาตรฐานบัญชี (TAS 1) มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 กำหนดให้กิจการจำแนกหนี้สินเป็นหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้ หนี้สินที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้อใดเลย ให้จำแนกเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน สำหรับ SME ที่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) หลักเกณฑ์การจำแนกก็ใช้แนวทางเดียวกัน ข้อควรระวัง ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี (Current Portion of Long-term Debt) จุดที่ผู้ประกอบการสับสนบ่อยคือ เงินกู้ระยะยาวไม่ได้อยู่เป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนตลอดอายุสัญญา เมื่อเงินกู้ระยะยาวถึงกำหนดชำระภายใน 12 เดือนข้างหน้า ส่วนที่ถึงกำหนดนั้นต้องย้ายมาแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียนแทน ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กู้เงินธนาคาร 5 ล้านบาท ผ่อน 5 ปี ปีละ 1 ล้านบาท ในงบ ณ สิ้นปี ส่วนที่ต้องผ่อนปีหน้า 1 ล้านบาทจะแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน ส่วนที่เหลืออีก 3 ล้านบาทยังคงเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน การบันทึกบัญชีปรับปรุง ณ วันสิ้นปี (สมุดรายวันทั่วไป) รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินกู้ยืมระยะยาว 1,000,000 – ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี – 1,000,000 รายการนี้ทำให้งบแสดงฐานะการเงินสะท้อนภาระหนี้ที่แท้จริงของแต่ละช่วงเวลา หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง (รายการที่พบบ่อย) รายการหนี้สินไม่หมุนเวียนที่พบบ่อยในงบการเงินของธุรกิจไทยมีหลากหลาย ตั้งแต่เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นกู้ หนี้สินตามสัญญาเช่า ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน ไปจนถึงหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ประมาณการหนี้สินระยะยาว รวมถึงรายการอื่นๆ เช่น เงินมัดจำรับระยะยาว ตั๋วเงินจ่ายระยะยาว และหนี้สินจากสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งแต่ละรายการมีลักษณะแตกต่างกัน 1. เงินกู้ยืมระยะยาว (Long-term Loans) เงินกู้ยืมระยะยาวเป็นรายการที่พบบ่อยที่สุดใน SME โดยมากเป็นเงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงิน มีสัญญากำหนดผ่อนชำระเกิน 1 ปี เช่น กู้ซื้อที่ดินและอาคาร กู้ขยายกิจการ หรือกู้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะยาว สิ่งที่ต้องดูในงบคือ ยอดเงินกู้คงเหลือทั้งหมด หักด้วย Current Portion (ส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในปี ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น) จึงเป็นยอดสุทธิที่แสดงในส่วนหนี้สินไม่หมุนเวียน 2. หุ้นกู้ (Debentures หรือ Bonds) หุ้นกู้คือตราสารหนี้ที่บริษัทออกเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน ส่วนใหญ่พบในบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดจนกว่าจะครบกำหนดไถ่ถอน สำหรับ SME อาจไม่ค่อยพบรายการนี้ แต่ก็ควรรู้จักไว้เมื่อต้องอ่านงบการเงินของคู่ค้าหรือบริษัทที่จะร่วมลงทุน 3. หนี้สินตามสัญญาเช่าและเช่าซื้อ (Lease and Hire Purchase Liabilities) ตั้งแต่มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 หรือ TFRS 16 เรื่องสัญญาเช่า มีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2563 กิจการที่เช่าสำนักงาน เช่าโกดัง หรือเช่ารถยนต์ระยะยาว ต้องรับรู้ภาระผูกพันจากสัญญาเช่าเป็นหนี้สินในงบด้วย ส่วนที่ครบกำหนดเกิน 12 เดือนจะแสดงเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน นอกจากนี้ สัญญาเช่าซื้อ (Hire Purchase) เช่น ผ่อนเครื่องจักร ผ่อนรถกระบะ ก็จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนในส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเช่นกัน 4. ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน (Employee Benefit Obligations) ตามกฎหมายแรงงานกำหนดไว้ว่า กิจการต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานเมื่อเลิกจ้าง โดยคำนวณตามอายุงาน สูงสุด 400 วัน สำหรับพนักงานที่ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป ภาระผูกพันนี้ต้องประมาณการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Valuation) แล้วบันทึกเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนในงบ เพราะเป็นภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระยะยาว 5. หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred Tax Liabilities) เกิดจากผลต่างชั่วคราวระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับฐานภาษีของสินทรัพย์หรือหนี้สิน พูดง่ายๆ คือ กิจการอาจจ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควรในปีนี้ แต่จะต้องจ่ายเพิ่มในอนาคต จึงบันทึกส่วนต่างเป็นหนี้สินไว้ก่อน ตัวอย่างเช่น กิจการคิดค่าเสื่อมราคาทางบัญชีด้วยวิธีเส้นตรง 10 ปี แต่ทางภาษีหักค่าเสื่อมเร่งได้ 5 ปี ผลต่างนี้ทำให้เกิดหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี 6. ประมาณการหนี้สินระยะยาว (Long-term Provisions) เป็นหนี้สินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแต่ยังไม่แน่นอนในจำนวนเงินหรือเวลาที่จะจ่าย เช่น ค่ารื้อถอนอาคารเมื่อหมดสัญญาเช่าที่ดิน ค่าฟื้นฟูสภาพแวดล้อม หรือคดีความที่อยู่ระหว่างพิจารณาซึ่งมีโอกาสแพ้สูง กิจการต้องประมาณจำนวนเงินที่ดีที่สุดและบันทึกเป็นหนี้สินไว้ เมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะต้องจ่ายในอนาคต ตัวอย่างหนี้สินไม่หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน ลองดูตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน (สมมุติ) ของบริษัท ข จำกัด เพื่อให้เห็นภาพว่ารายการเหล่านี้แสดงในงบอย่างไร รายการ ปีปัจจุบัน (บาท) ปีก่อนหน้า (บาท) เงินกู้ยืมระยะยาว (สุทธิจาก current portion) 8,000,000 9,000,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 3,500,000 4,200,000 ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน 1,200,000 1,000,000 หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี 450,000 380,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 13,150,000 14,580,000 จากตัวอย่าง จะเห็นว่าเงินกู้ยืมระยะยาวมีสัดส่วนมากที่สุด และภาระรวมลดลงจากปีก่อน แสดงว่ากิจการทยอยชำระหนี้ระยะยาวได้ตามแผน วิเคราะห์ธุรกิจ หนี้สินไม่หมุนเวียน กับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) เป็นเครื่องมือที่ผู้บริหารและนักลงทุนใช้ประเมินว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับเงินทุนของผู้ถือหุ้น D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ จำนวน (บาท) หนี้สินรวม 20,000,000 ส่วนของผู้ถือหุ้น 10,000,000 D/E Ratio 20,000,000 / 10,000,000 = 2.0 เท่า ผลลัพธ์ 2.0 เท่า หมายความว่าทุกๆ 1 บาทที่เป็นทุนของผู้ถือหุ้น กิจการมีหนี้สิน 2 บาท ถ้าหนี้สินไม่หมุนเวียนมีสัดส่วนสูง D/E Ratio ก็จะสูงตามไปด้วย ผู้บริหารควรวางแผนกระแสเงินสดให้เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ในแต่ละงวด และเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น ธุรกิจผลิตอาหารมักมี D/E Ratio ไม่เกิน 2.0 เท่า ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจสูงถึง 3.0-5.0 เท่า สรุป – เข้าใจหนี้สินไม่หมุนเวียน ช่วยวางแผนธุรกิจได้ดีขึ้น หนี้สินไม่หมุนเวียนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ ขอเพียงเข้าใจว่ามีรายการอะไรบ้าง จำแนกให้ถูกต้องตามเกณฑ์ 12 เดือน และติดตามผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ ผู้ประกอบการก็สามารถบริหารหนี้ระยะยาวได้อย่างมั่นใจ จัดการบัญชีหนี้สินให้ครบถ้วน เริ่มต้นกับ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการหนี้สิน จัดทำงบการเงิน และติดตามสถานะทางการเงินของกิจการได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนี้สินไม่หมุนเวียน ตั๋วเงินจ่าย เป็นหนี้สินหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาครบกำหนดของตั๋ว ถ้าตั๋วเงินจ่ายครบกำหนดภายใน 12 เดือน จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ถ้าครบกำหนดเกิน 12 เดือน เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน 3 ปี จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน ดังนั้น ต้องดูที่ระยะเวลาครบกำหนดเป็นสำคัญ ไม่ใช่ประเภทของตราสาร เงินกู้ธนาคาร เป็นหนี้สินหมุนเวียนหรือไม่ เงินกู้ธนาคารอาจเป็นได้ทั้งสองประเภท ถ้าเป็นวงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) หรือเงินกู้ระยะสั้นที่ครบกำหนดภายในปี จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่เงินกู้ระยะยาว เช่น สินเชื่อซื้อเครื่องจักรผ่อน 5 ปี จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนในงบ ได้แก่ ส่วนที่ถึงกำหนดปีหน้า (Current Portion) อยู่ในหนี้สินหมุนเวียน และส่วนที่เหลืออยู่ในหนี้สินไม่หมุนเวียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) คือใคร ต่างจาก CPA อย่างไร

ทุกสิ้นปี เจ้าของกิจการหลายคนเจอคำถามเดิมซ้ำทุกรอบ ปีนี้ต้องจ้างผู้สอบบัญชีแบบไหน TA หรือ CPA กันแน่ ยิ่งถ้าเพิ่งจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทใหม่ อาจรู้สึกว่าศัพท์เหล่านี้ทับซ้อนกันจนสับสน ความจริงแล้ว ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (Tax Auditor – TA) กับผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant – CPA) ทำหน้าที่คล้ายกันแต่ขอบเขตต่างกัน และการเลือกผิดประเภทอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจทั้งสองบทบาท เลือกได้ถูกตัว และประหยัดค่าใช้จ่ายไปพร้อมกัน ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) คืออะไร ผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือ TA (Tax Auditor) คือผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากร มีหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินและรับรองว่ากิจการยื่นภาษีถูกต้องตามกฎหมาย พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น TA เปรียบเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีที่สรรพากรรับรองว่ามีคุณสมบัติเพียงพอ ให้ตรวจสอบงบการเงินของกิจการขนาดเล็กได้ โดยไม่ต้องไปจ้าง CPA ซึ่งค่าบริการสูงกว่า TA ย่อมาจากอะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง TA ย่อมาจาก Tax Auditor แปลตรงตัวว่า ผู้ตรวจสอบภาษี หน้าที่หลักของ TA คือตรวจสอบงบการเงิน ตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่าย และลงลายเซ็นรับรองในรายงานการตรวจสอบ (แบบ ร.3) เพื่อยื่นต่อกรมสรรพากร TA ได้รับอนุญาตจากใคร TA ได้รับอนุญาตจาก อธิบดีกรมสรรพากร ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างจาก CPA ที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ในแง่กฎหมาย TA จึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสรรพากรโดยตรง ขณะที่ CPA อยู่ภายใต้สภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) TA ต่างจาก CPA (ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต) ยังไง TA และ CPA ต่างทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงิน แต่ขอบเขตอำนาจ หน่วยงานกำกับ และประเภทกิจการที่ตรวจได้ต่างกันชัดเจน ถ้าอยากเข้าใจบทบาทของ CPA เชิงลึก อ่านเพิ่มได้ที่บทความ CPA ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตารางเปรียบเทียบ TA vs CPA รายการ TA (ผู้สอบบัญชีภาษีอากร) CPA (ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต) หน่วยงานที่ออกใบอนุญาต กรมสรรพากร สภาวิชาชีพบัญชี ประเภทกิจการที่ตรวจได้ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและบริษัทขนาดเล็กตามเกณฑ์ ทุกประเภท ทุกขนาด เกณฑ์ทุนจดทะเบียน ไม่เกิน 5 ล้านบาท ไม่จำกัด เกณฑ์สินทรัพย์รวม ไม่เกิน 30 ล้านบาท ไม่จำกัด เกณฑ์รายได้รวม ไม่เกิน 30 ล้านบาท ไม่จำกัด ค่าบริการโดยประมาณ 3,000-10,000 บาทต่อปี 10,000-50,000+ บาทต่อปี สำหรับ SME ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็ก การใช้ TA จึงช่วยประหยัดค่าสอบบัญชีได้อย่างมาก โดยยังคงเป็นไปตามกฎหมาย ใครบ้างที่สามารถใช้ TA ตรวจสอบบัญชีได้ (เงื่อนไขและขอบเขตงาน) กิจการที่จะใช้บริการ TA ได้ต้องผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อพร้อมกัน ตามประกาศกรมสรรพากร เรื่องผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี หากเกินข้อใดข้อหนึ่ง ต้องใช้ CPA เท่านั้น กิจการที่ TA สามารถตรวจสอบได้ TA ตรวจสอบได้เฉพาะกิจการที่มีทุน สินทรัพย์ และรายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ประเภทนิติบุคคลที่เข้าข่าย ได้แก่ ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่จดห้างหุ้นส่วนจำกัด มีรายได้ปีละ 8 ล้านบาท ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท กิจการแบบนี้สามารถใช้ TA ตรวจสอบบัญชีได้ตามกฎหมาย กิจการที่ต้องใช้ CPA เท่านั้น กิจการที่ TA ตรวจสอบไม่ได้ ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัทจำกัดที่เริ่มต้นจ้าง TA ตรวจบัญชี แต่ปีนี้รายได้เติบโตทะลุ 30 ล้านบาท กรณีนี้ต้องเปลี่ยนมาใช้ CPA ตั้งแต่รอบบัญชีที่เกินเกณฑ์เป็นต้นไป ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ TA vs CPA สำหรับ SME เรื่องต้นทุนสำคัญมาก ค่าสอบบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายประจำปีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ลองดูตัวเลขเปรียบเทียบคร่าว ๆ TA คิดค่าบริการตรวจสอบห้างหุ้นส่วนจำกัดขนาดเล็กประมาณ 3,000-10,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการและความซับซ้อนของธุรกิจ CPA คิดค่าบริการตรวจสอบบริษัทจำกัดเริ่มต้นประมาณ 10,000-50,000 บาทต่อปี โดยบริษัทขนาดใหญ่หรือมีธุรกรรมซับซ้อนอาจสูงกว่านี้ ลองดูตัวอย่างจริง สมมุติว่าคุณเปิดห้างหุ้นส่วนจำกัด (ชื่อสมมุติ) หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นประมาณการจากอัตราตลาดทั่วไป อัตราจริงอาจแตกต่างไปตามพื้นที่และผู้ให้บริการ ควรขอใบเสนอราคาจากผู้สอบบัญชีหลายรายเปรียบเทียบกัน ความเสี่ยงถ้าเลือกผู้สอบบัญชีผิดประเภท เลือกผิดแม้โดยไม่ตั้งใจ ก็อาจเกิดปัญหาตามมาได้ หลายเจ้าของกิจการมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นใหญ่กว่าที่คิด ถ้ากิจการเกินเกณฑ์แต่ยังใช้ TA ตรวจสอบ รายงานการสอบบัญชีจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อาจไม่รับงบการเงิน ส่งผลให้ต้องจ้าง CPA มาตรวจใหม่ เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน นอกจากนี้ ถ้ากรมสรรพากรตรวจพบว่างบการเงินไม่ได้รับรองจากผู้สอบบัญชีที่ถูกประเภท อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง มีโทษปรับ และเสียประวัติด้านการเงินของกิจการ วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือ ตรวจสอบเกณฑ์ 3 ข้อ (ทุน สินทรัพย์ รายได้) ก่อนจ้างผู้สอบทุกปี ถ้าไม่แน่ใจ ปรึกษานักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลอยู่ก่อนเสมอ วิธีเช็กรายชื่อผู้สอบบัญชีภาษีอากร ก่อนตกลงจ้าง TA ควรตรวจสอบก่อนว่าผู้สอบบัญชีคนนั้นได้ขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรจริง และใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ ขั้นตอนการเช็กรายชื่อทำได้ดังนี้ หากต้องการความมั่นใจเพิ่ม สามารถติดต่อสมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย เพื่อขอคำแนะนำหรือรายชื่อ TA ในพื้นที่ได้ เตรียมตัวอย่างไรก่อนให้ TA ตรวจสอบงบการเงิน การเตรียมเอกสารให้พร้อมล่วงหน้าช่วยให้กระบวนการตรวจสอบราบรื่นและลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจเกิดจากเอกสารไม่ครบ เอกสารที่ต้องจัดเตรียม เอกสารหลักที่ TA ต้องใช้ประกอบการตรวจสอบ ได้แก่ การจัดเอกสารเหล่านี้ให้เป็นระเบียบตั้งแต่ระหว่างปี จะช่วยให้ TA ทำงานได้เร็วขึ้น และลดโอกาสที่จะถูกเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม PEAK ช่วยเตรียมงบการเงินให้พร้อมส่งผู้สอบได้อย่างไร การจัดเอกสารทั้งหมดด้วยตัวเองอาจใช้เวลามาก โดยเฉพาะ SME ที่ไม่มีทีมบัญชีเต็มตัว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เมื่อถึงเวลาส่งผู้สอบบัญชี เอกสารพร้อมส่งได้ทันทีโดยไม่ต้องมานั่งรวบรวมย้อนหลังทั้งปี คุณสมบัติและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเป็น TA สำหรับนักบัญชีที่สนใจเป็น TA ต้องผ่านเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดและสอบผ่านตามขั้นตอน คุณสมบัติที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็น TA ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่กรมสรรพากร หน้าผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี ขั้นตอนสมัครสอบและขึ้นทะเบียน ขั้นตอนโดยสรุปมีดังนี้ เปิดรับสมัครสอบปีละหลายครั้ง ติดตามรอบสอบได้ที่ระบบ Tax Audit ของกรมสรรพากร สรุป – เลือกผู้สอบบัญชีให้ถูกตัว ธุรกิจเดินต่อได้อย่างมั่นคง หัวใจสำคัญของการเลือกผู้สอบบัญชีคือ รู้เกณฑ์ของกิจการตัวเอง ถ้ายังอยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็กตามที่กล่าวข้างต้น สามารถใช้ TA ได้ ช่วยประหยัดค่าสอบบัญชี แต่ถ้าเกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องใช้ CPA เท่านั้น อย่าลืมเช็กเกณฑ์ทุกปี เพราะธุรกิจที่เติบโตอาจเปลี่ยนสถานะได้ พร้อมจัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่ต้นปี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เตรียมเอกสารพร้อมส่งผู้สอบบัญชีได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับผู้สอบบัญชีภาษีอากร TA กับ CPA ใช้แทนกันได้ไหม ใช้แทนกันไม่ได้ในทุกกรณี CPA สามารถตรวจสอบกิจการได้ทุกขนาด แต่ TA ตรวจสอบได้เฉพาะกิจการที่อยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็กเท่านั้น กลับกัน ถ้ากิจการอยู่ในเกณฑ์ สามารถเลือกใช้ TA หรือ CPA ก็ได้ตามความสะดวก ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ค่าบริการเท่าไร ค่าบริการขึ้นอยู่กับจำนวนรายการบัญชีและความซับซ้อนของธุรกิจ โดยทั่วไป TA จะถูกกว่า CPA หลายเท่า (ดูตัวเลขเปรียบเทียบในหัวข้อค่าใช้จ่ายด้านบน) บางสำนักงานอาจรวมบริการจัดทำบัญชีและตรวจสอบไว้ในแพ็กเกจเดียว ควรขอใบเสนอราคาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนต้องใช้ TA หรือ CPA ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ยังอยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็ก สามารถเลือกใช้ TA ได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าสอบบัญชีเมื่อเทียบกับ CPA แนะนำให้ตรวจสอบเกณฑ์ก่อนจ้างทุกปี โดยเฉพาะห้างที่มีรายได้เติบโตต่อเนื่อง ถ้าปีนี้ใช้ TA แต่ปีหน้าธุรกิจโตเกินเกณฑ์ ต้องทำอย่างไร ต้องเปลี่ยนมาใช้ CPA ตั้งแต่รอบบัญชีที่เกินเกณฑ์ แนะนำให้แจ้งสำนักงานบัญชีที่ดูแลล่วงหน้า เพื่อให้มีเวลาจัดหา CPA และเตรียมเอกสารได้ทัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก