ความรู้ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

19 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชีคืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ หลักฐานที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี” เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี 2543) เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะเป็นทั้งหลักฐานยืนยันรายการค้า เครื่องมือในการตรวจสอบบัญชี และหลักฐานประกอบการยื่นภาษี หากไม่มีเอกสารประกอบที่ครบถ้วน กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งเอกสารภายนอกและภายในให้ครบถ้วน เพราะล้วนเป็นหลักฐานที่นักบัญชีใช้ในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบถ้วนก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้เป็นหลักฐานหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ใช้เป็นหลักฐานว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้ ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี เอกสารที่ต้องเก็บตามมาตรานี้ ได้แก่ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะกรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19) โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบถ้วนช่วยให้สามารถชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน กฎหมายกำหนดให้เก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการเอกสารบัญชีได้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการเอกสารบัญชีได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน บันทึกค่าใช้จ่าย ไปจนถึงจัดเก็บเอกสารในระบบคลาวด์ที่ค้นหาง่ายและปลอดภัย ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วคุณจะรู้ว่าการจัดการเอกสารบัญชีไม่จำเป็นต้องยุ่งยากอีกต่อไป คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องดำเนินการขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคารโดยเร็ว พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดสูญหาย เมื่อใด และดำเนินการอย่างไร สำหรับใบกำกับภาษีที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อดำเนินการแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

งบกำไรขาดทุน คืออะไร องค์ประกอบ และวิธีอ่านฉบับเจ้าของธุรกิจ

ทุกสิ้นปีเจ้าของธุรกิจต้องดูงบการเงินหลายใบ แต่ใบที่ตอบคำถามว่า “ปีนี้กำไรหรือขาดทุน” ได้ตรงที่สุด ก็คืองบกำไรขาดทุนนี่เอง บทความนี้อธิบายองค์ประกอบทั้ง 5 ส่วน พร้อมตัวอย่างตัวเลข SME สูตรคำนวณ และวิธีอ่านที่เจ้าของกิจการนำไปใช้ได้ทันที งบกำไรขาดทุน คืออะไร งบกำไรขาดทุน คือ รายงานทางการเงินที่สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี ผลลัพธ์สุดท้ายของงบนี้จะบอกว่ากิจการมีกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเท่าไร กิจการที่ใช้มาตรฐานบัญชี NPAEs ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับ SME ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น ก็เรียกว่า “งบกำไรขาดทุน” เช่นกัน มาตรฐานฉบับปรับปรุง 2565 ใช้ชื่อนี้แทน “งบรายได้และค่าใช้จ่าย” ที่เคยใช้ก่อนหน้า งบนี้เป็น 1 ใน 5 งบการเงินที่นิติบุคคลทุกรายต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี อ่านเพิ่มเกี่ยวกับงบการเงินทั้ง 5 ประเภทได้ที่บทความงบการเงินของ PEAK งบกำไรขาดทุน มีอะไรบ้าง — 5 องค์ประกอบที่ต้องรู้ งบกำไรขาดทุนประกอบด้วย 5 ส่วนหลักเรียงจากบนลงล่าง แต่ละส่วนทำหน้าที่ต่างกัน รายได้จากการขายหรือบริการ (Revenue) รายได้หลักของกิจการ เช่น ยอดขายสินค้าหรือค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้า ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจสร้างเงินจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไรก่อนหักต้นทุนใดๆ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการผลิตหรือซื้อสินค้ามาขาย เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงานในสายการผลิต หรือต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาขายต่อ เมื่อเอารายได้มาหักต้นทุนขาย จะได้ “กำไรขั้นต้น” ซึ่งบอกว่าสินค้ามี margin เหลือเท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวสินค้าโดยตรง แต่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างเช่น รายได้อื่นและค่าใช้จ่ายอื่น ส่วนนี้เป็นรายการที่ไม่ได้เกิดจากธุรกิจหลัก เช่น ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากธนาคาร กำไรจากการขายรถยนต์บริษัทที่ไม่ใช้แล้ว หรือดอกเบี้ยจ่ายจากเงินกู้ SME มักมองข้ามส่วนนี้ แต่ถ้ามีมูลค่าสูงอาจกระทบกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ภาษีเงินได้นิติบุคคล บรรทัดสุดท้ายก่อนถึงกำไรสุทธิ คือภาษีเงินได้นิติบุคคลที่กิจการต้องจ่ายจากกำไรก่อนภาษี สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษตามตารางนี้ กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ไม่เกิน 300,000 ยกเว้น 300,001 – 3,000,000 15% เกิน 3,000,000 20% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กิจการทั่วไปที่ไม่เข้าเงื่อนไข SME ต้องเสียภาษีอัตราคงที่ 20% จากกำไรสุทธิทั้งก้อน สูตรคำนวณงบกำไรขาดทุน หัวใจของงบนี้ คือการไล่หักค่าใช้จ่ายทีละชั้นจนเหลือกำไรสุทธิ สรุปเป็นสูตรได้ดังนี้ กำไรขั้นต้น = รายได้จากการขาย − ต้นทุนขาย กำไรจากการดำเนินงาน = กำไรขั้นต้น − ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร กำไรก่อนภาษี = กำไรจากการดำเนินงาน + รายได้อื่น − ค่าใช้จ่ายอื่น กำไรสุทธิ = กำไรก่อนภาษี − ภาษีเงินได้นิติบุคคล สูตรนี้ใช้ได้กับงบกำไรขาดทุนแบบหลายขั้น (Multi-Step) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ SME ส่วนใหญ่ใช้ ส่วนแบบขั้นเดียวจะรวมรายได้ทั้งหมดหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดในขั้นตอนเดียว ดูตัวอย่างเปรียบเทียบทั้ง 2 แบบได้ในหัวข้อถัดไป ตัวอย่างงบกำไรขาดทุน — แบบขั้นเดียวและหลายขั้น ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้ตัวเลขของบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจซื้อมาขายไปขนาดเล็ก รอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568 ตัวอย่างงบกำไรขาดทุนแบบขั้นเดียว (Single-Step) แบบขั้นเดียวนำรายได้ทุกประเภทมารวมกัน แล้วหักค่าใช้จ่ายทุกประเภทในครั้งเดียว เหมาะกับกิจการขนาดเล็กที่โครงสร้างรายได้ไม่ซับซ้อน รายการ จำนวน (บาท) รายได้ รายได้จากการขาย 5,000,000 รายได้อื่น (ดอกเบี้ยรับ) 20,000 รวมรายได้ 5,020,000 ค่าใช้จ่าย ต้นทุนขาย 3,000,000 เงินเดือนและสวัสดิการ 800,000 ค่าเช่าและสาธารณูปโภค 300,000 ค่าโฆษณา 150,000 ค่าเสื่อมราคา 50,000 ดอกเบี้ยจ่าย 30,000 รวมค่าใช้จ่าย 4,330,000 กำไรก่อนภาษี 690,000 ภาษีเงินได้ (SME) 58,500 กำไรสุทธิ 631,500 ภาษี SME คำนวณจากกำไรก่อนภาษี 690,000 บาท กำไร 300,000 แรก = ยกเว้น กำไรส่วนที่เกิน = (690,000 − 300,000) × 15% = 390,000 × 15% = 58,500 บาท ตัวอย่างงบกำไรขาดทุนแบบหลายขั้น (Multi-Step) แบบหลายขั้นแยกกำไรเป็นชั้นๆ ทำให้เห็นว่าสินค้ามี margin เท่าไร (กำไรขั้นต้น) และการบริหารกินกำไรไปเท่าไร เป็นรูปแบบที่นิยมใช้มากกว่า รายการ จำนวน (บาท) รายได้จากการขาย 5,000,000 หัก ต้นทุนขาย (3,000,000) กำไรขั้นต้น 2,000,000 หัก ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เงินเดือนและสวัสดิการ (800,000) ค่าเช่าและสาธารณูปโภค (300,000) ค่าโฆษณา (150,000) ค่าเสื่อมราคา (50,000) กำไรจากการดำเนินงาน 700,000 บวก รายได้อื่น (ดอกเบี้ยรับ) 20,000 หัก ค่าใช้จ่ายอื่น (ดอกเบี้ยจ่าย) (30,000) กำไรก่อนภาษี 690,000 หัก ภาษีเงินได้ (SME) (58,500) กำไรสุทธิ 631,500 ตัวเลขสุดท้ายเท่ากัน แต่แบบหลายขั้นให้ข้อมูลมากกว่า เช่น กำไรขั้นต้น 2 ล้านบาท (Gross Margin 40%) บอกว่าสินค้ามี margin ดี ส่วนกำไรจากการดำเนินงาน 700,000 บาทบอกว่าค่าใช้จ่ายบริหารกิน margin ไปอีก 1.3 ล้านบาท วิธีอ่านงบกำไรขาดทุนสำหรับเจ้าของ SME เจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชี แค่รู้จักดู 3 จุดสำคัญก็วิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้ ดูแนวโน้มรายได้ก่อน เปรียบเทียบรายได้ปีนี้กับปีก่อน ถ้าเพิ่มขึ้นแสดงว่าธุรกิจโตได้ แต่ถ้าเพิ่มขึ้นน้อยกว่าต้นทุนที่เพิ่ม ก็ยังน่ากังวล ดู Gross Margin (อัตรากำไรขั้นต้น) คำนวณจาก กำไรขั้นต้น ÷ รายได้ × 100 ถ้าตัวเลขนี้ลดลงเรื่อยๆ อาจหมายความว่าต้นทุนสินค้าแพงขึ้น หรือลดราคาขายมากเกินไป จากตัวอย่างข้างต้น Gross Margin = 2,000,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 40% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับธุรกิจค้าปลีก ดู Net Margin (อัตรากำไรสุทธิ) คำนวณจาก กำไรสุทธิ ÷ รายได้ × 100 ตัวเลขนี้บอกว่าจากยอดขาย 100 บาท เหลือเป็นกำไรจริงกี่บาท จากตัวอย่าง Net Margin = 631,500 ÷ 5,000,000 × 100 = 12.6% หมายความว่าขายของ 100 บาท เหลือกำไร 12.60 บาท ถ้าอยากดูวิธีวิเคราะห์งบการเงินแบบละเอียดทั้ง 5 งบ อ่านต่อได้ที่บทความของ PEAK งบกำไรขาดทุน vs งบแสดงฐานะการเงิน ต่างกันอย่างไร เจ้าของ SME หลายคนสับสนระหว่าง 2 งบนี้ สรุปสั้นๆ ดูจากตารางเปรียบเทียบ ประเด็น งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ตอบคำถาม “ปีนี้กำไรหรือขาดทุนเท่าไร” “ตอนนี้บริษัทมีทรัพย์สินและหนี้สินเท่าไร” ช่วงเวลา ระหว่างช่วงเวลา (1 ม.ค. – 31 ธ.ค.) ณ วันใดวันหนึ่ง (31 ธ.ค.) แสดงอะไร รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุน สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน “สรุปรายรับ-รายจ่ายทั้งปี” เหมือน “ภาพถ่ายสถานะการเงินวันสุดท้าย” ทั้ง 2 งบเชื่อมกัน เพราะกำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะไปเพิ่ม “กำไรสะสม” ในงบแสดงฐานะการเงิน อ่านรายละเอียดงบดุลเพิ่มเติมได้ที่บทความ PEAK สรุป งบกำไรขาดทุนเป็นเครื่องมือวัดผลธุรกิจที่เจ้าของ SME ทุกคนควรอ่านเป็น สิ่งที่ควรทำหลังอ่านบทความนี้จบ ดูงบกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สร้างงบกำไรขาดทุนอัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกรายการ เจ้าของกิจการดูได้ทุกเมื่อว่ากำไรหรือขาดทุน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับงบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร เรียกว่า Income Statement หรือ Profit and Loss Statement (P&L) ทั้ง 2 ชื่อใช้แทนกันได้ โดย Income Statement นิยมใช้ในงบการเงินที่เป็นทางการ ส่วน P&L มักใช้ในการสนทนาและรายงานภายในบริษัท งบกำไรขาดทุน ต้องยื่นเมื่อไร นิติบุคคลต้องยื่นงบกำไรขาดทุนพร้อมกับงบการเงินชุดสมบูรณ์ให้ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี เช่น ปิดงบ 31 ธันวาคม ต้องยื่นไม่เกิน 31 พฤษภาคมของปีถัดไป ส่วนการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (แบบ ภ.ง.ด.50 คือแบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี งบรายได้และค่าใช้จ่าย คืองบกำไรขาดทุนหรือไม่ ใช่ เป็นงบเดียวกัน ต่างแค่ชื่อเรียก โดยหลังมาตรฐาน NPAEs ปรับปรุงปี 2565 ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “งบกำไรขาดทุน” ทั้งหมดแล้ว ดังนั้นถ้าเจอชื่อเดิมในเอกสารเก่า ให้เข้าใจว่าเป็นงบตัวเดียวกัน งบกำไรขาดทุน ดูได้จากที่ไหน ถ้าเป็นกิจการของตัวเอง ขอจากนักบัญชีหรือดูจากโปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ ถ้าต้องการดูงบการเงินของบริษัทอื่น เช็คได้ที่ระบบ DBD DataWarehouse ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งรวบรวมงบการเงินของนิติบุคคลทุกรายที่ยื่นแล้ว ส่วนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ดูได้ที่เว็บไซต์ SET ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

PEAK MCP คืออะไร วิธีเชื่อม AI กับระบบบัญชี PEAK

ถ้าวันนี้คุณอยากออก Invoice คุณต้องเปิดโปรแกรมบัญชี กรอกข้อมูลเอง แล้วค่อยปิดหน้าจอกลับไปทำงานอื่น แต่ถ้าคุณแค่พิมพ์บอก AI ว่า “ออก Invoice ให้บริษัท ABC 5,000 บาท” แล้วมันจัดการให้เลยล่ะ? นั่นคือสิ่งที่ PEAK MCP ทำได้ บทความนี้จะพาคุณรู้จัก MCP ว่าคืออะไร ต่างจาก API ยังไง แล้วตั้งค่า PEAK MCP ยังไงให้ใช้งานได้จริง MCP คืออะไร — อธิบายแบบเข้าใจง่ายสำหรับผู้ประกอบการ MCP ย่อมาจาก Model Context Protocol เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ที่พัฒนาโดย Anthropic ผู้สร้าง Claude AI ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ให้ AI เข้าถึงระบบภายนอกได้อย่างปลอดภัย ผู้ใช้แค่พิมพ์คำสั่ง AI ก็ดำเนินการให้ได้ทันที MCP ทำงานยังไง — Host, Client, Server MCP มี 3 ส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน สรุปง่ายๆ คือ คุณพิมพ์ใน Claude → Claude ส่งต่อผ่าน MCP → PEAK ดำเนินการ → ผลลัพธ์กลับมาแสดงใน Claude MCP ต่างจาก API ปกติอย่างไร API แบบเดิมต้องมีนักพัฒนาเขียนโปรแกรมเชื่อม ต้องเข้าใจโครงสร้างข้อมูล ต้องจัดการ authentication เอง เหมาะกับการส่งข้อมูลอัตโนมัติระหว่างซอฟต์แวร์ MCP ต่างตรงที่ออกแบบมาให้ “AI ใช้ได้เลย” ไม่ต้องมีความรู้ด้าน programming แค่ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วสั่งงานผ่านภาษาพูด เหมือนบอกผู้ช่วยว่าอยากให้ทำอะไร PEAK MCP คืออะไร — เชื่อมต่อ AI กับระบบบัญชีของคุณ PEAK MCP คือ MCP Server ที่ทีม PEAK พัฒนาขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ PEAK สั่งงานระบบบัญชีผ่าน Claude ได้โดยตรง ไม่ต้องเปิดโปรแกรมแล้วคลิกทีละขั้น แค่บอกว่าอยากทำอะไร Claude จัดการให้ ทำอะไรได้บ้างผ่าน PEAK MCP ความสามารถของ PEAK MCP ครอบคลุมเทียบเท่ากับ PEAK Open API ตัวอย่างสิ่งที่ทำได้ ใครเหมาะกับ PEAK MCP วิธีเชื่อมต่อ PEAK MCP ใน 4 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 — ติดตั้ง Claude Desktop ดาวน์โหลดและติดตั้ง Claude Desktop จาก claude.ai แอปนี้ดาวน์โหลดฟรี สมัครบัญชีและเข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย ขั้นที่ 2 — สร้าง Access Token จาก PEAK 2.1 เปิด PEAK Account → ไปที่ การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก 2.2 กดปุ่ม เชื่อมต่อ MCP 2.3 กด ยืนยัน ข้อควรรู้ในการเชื่อมต่อ 2.4 ระบุชื่อ MCP Key ที่ต้องการเชื่อมต่อ เช่น ChatGPT, Claude 2.5 ระบบจะทำการออกเลข User Token สามารถคัดลอกเพื่อนำ User Token ไปใส่ใน MCP Connector ขั้นที่ 3 — เชื่อมต่อ Claude กับ PEAK เปิด claude.ai → เลือก Settings → แท็บ Customize → Connectors → กดไอคอน + → เลือก Add custom connector ใส่ URL: จากนั้นใส่ข้อมูล Token, Connect ID และ Connect Key แล้วทำการเชื่อมต่อ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้  ขั้นที่ 4 — ลองทดสอบการเชื่อมต่อ ลองพิมพ์ใน Claude: “ขอรายชื่อช่องทางการเงินที่ฉันมี” และดูข้อมูลว่า AI แสดงผลออกมาถูกต้องกับข้อมูลของคุณหรือไม่ ตัวอย่าง prompt ใช้งาน PEAK MCP ที่ทำได้ทันที ออกเอกสาร เช่น ใบเสนอราคา, ใบเสร็จรับเงิน จัดการผู้ติดต่อและรายการสินค้า PEAK MCP vs PEAK Open API — ต่างกันอย่างไร ทั้ง PEAK MCP และ PEAK Open API เข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน แต่วิธีใช้ต่างกัน PEAK Open API เหมาะกับ นักพัฒนา ที่ต้องการให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ เช่น ให้ POS สร้าง Invoice ใน PEAK ทุกครั้งที่ปิดการขาย ต้องเขียนโค้ด ต้องจัดการ authentication ต้องใช้ Package PEAK PRO Plus ขึ้นไป PEAK MCP เหมาะกับ ผู้ใช้ทั่วไป ที่อยากสั่งงานด้วยภาษาพูดผ่าน Claude ไม่ต้องมีทีม IT ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วใช้ได้เลย ถ้าเปรียบ API เหมือนจ้างวิศวกรมาต่อท่อน้ำให้ไหลอัตโนมัติ MCP เหมือนบอกผู้ช่วยว่า “ช่วยเปิดน้ำให้หน่อย” แล้วเขาทำให้ทันที ข้อควรรู้ก่อนใช้ PEAK MCP ความปลอดภัยของข้อมูล PEAK MCP ออกแบบมาให้ปลอดภัย การใช้งานต้องมี Access Token ที่ออกจากระบบ PEAK ข้อมูลส่งผ่านการเข้ารหัส และ AI เข้าถึงได้เฉพาะข้อมูลของกิจการที่ผูกไว้กับ Token นั้น ยกเลิกการใช้งานได้ตลอดเวลาจากหน้าตั้งค่าใน PEAK Account ข้อจำกัดที่ควรรู้ Token 1 ชุด ผูกกับ 1 กิจการ (Merchant) และ 1 User เท่านั้น ถ้าดูแลหลายกิจการ ต้องสร้าง Token แยกแต่ละกิจการ ไม่สามารถสลับไปมาได้ ควรตรวจสอบผลลัพธ์ที่ AI สร้างให้ก่อนส่งเอกสารจริงทุกครั้ง โดยเฉพาะตัวเลขและชื่อผู้ติดต่อ สรุป: PEAK MCP ช่วยให้จัดการบัญชีง่ายขึ้นยังไง PEAK MCP เปลี่ยนวิธีทำงานบัญชีจาก “เปิดโปรแกรม → คลิกเมนู → กรอกข้อมูล” เป็น “พิมพ์บอก Claude → ได้ผลลัพธ์” ตั้งค่า 4 ขั้นตอน ใช้เวลาไม่นาน ได้ผู้ช่วย AI ที่เข้าถึงระบบบัญชีจริงของคุณ เริ่มใช้ PEAK MCP วันนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วทำตามขั้นตอนด้านบนได้เลย สำหรับนักพัฒนาที่อยากให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ ดูรายละเอียด PEAK Open API เพิ่มเติม คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PEAK MCP PEAK MCP ใช้ฟรีไหม การใช้งาน PEAK MCP ต้องมีบัญชี PEAK Account ที่ active อยู่ ส่วน Claude Desktop ดาวน์โหลดและสมัครได้ฟรีจาก claude.ai สำหรับรายละเอียดค่าใช้จ่ายและ Package ที่รองรับ ตรวจสอบได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ต้องเป็น Package อะไรถึงใช้ PEAK MCP ได้ ถ้า Package ของคุณรองรับ เมนู การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก จะมีปุ่ม “เชื่อมต่อ MCP” ให้กด หากยังไม่เห็น แสดงว่า Package ปัจจุบันยังไม่รองรับ สามารถอัปเกรดได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ใช้ได้กับ AI ตัวอื่นนอกจาก Claude ไหม ปัจจุบัน PEAK MCP รองรับการใช้งานผ่าน Claude ของ Anthropic เป็นหลัก เนื่องจาก MCP เป็นมาตรฐานเปิด หาก AI ตัวอื่นรองรับ MCP ในอนาคต ก็มีโอกาสใช้งานร่วมกันได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ผู้ถือหุ้น คือใคร สิทธิ หน้าที่ เอกสารสำคัญที่เจ้าของ SME ต้องรู้

เจ้าของกิจการที่กำลังจดทะเบียนบริษัทหรือบริหารบริษัทอยู่ มักเจอคำถามว่าผู้ถือหุ้นมีบทบาทอะไรบ้าง ต่างจากกรรมการตรงไหน และต้องจัดเตรียมเอกสารอะไร บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่สิทธิ หน้าที่ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงเรื่องภาษีเงินปันผล ผู้ถือหุ้น (Shareholder) คืออะไร ผู้ถือหุ้น คือ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท โดยจำนวนหุ้นที่ถือจะแสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เช่น ถือหุ้น 60% ก็มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท 60% ผู้ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น และมีสิทธิได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร ผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด vs บริษัทมหาชน ทั้งบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนมีเจ้าของหุ้นในสถานะเหมือนกัน แต่เงื่อนไขต่างกันหลายจุด บริษัทจำกัดจำกัดการโอนหุ้นได้ตามข้อบังคับบริษัท ในขณะที่บริษัทมหาชนเปิดขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ นอกจากนี้บริษัทมหาชนต้องมีผู้เริ่มก่อการไม่น้อยกว่า 15 คน ขณะที่บริษัทจำกัดใช้เพียง 2 คนขึ้นไป บริษัทจำกัดต้องมีผู้ถือหุ้นกี่คน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา บริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการ (เจ้าของหุ้น) อย่างน้อย 2 คน ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 3 คน ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) ที่แก้ไขมาตรา 1097 ใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการ SME ที่ต้องการจดทะเบียนบริษัทจำกัดสามารถหาผู้ร่วมลงทุนเพียงคนเดียวก็เพียงพอ ช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทได้ในบทความของ PEAK ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นแต่ละคนต้องถือหุ้นอย่างน้อย 1 หุ้น โดยมูลค่าหุ้นต่ำสุดไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะตั้งมูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริษัท ต่างกันอย่างไร ผู้ถือหุ้นเป็น “เจ้าของ” บริษัท ส่วนกรรมการเป็น “ผู้บริหาร” ที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นให้ดูแลการดำเนินงาน ทั้งสองตำแหน่งมีอำนาจและหน้าที่ต่างกัน ดังนี้ ผู้ถือหุ้น ลงทุนด้วยเงินเพื่อแลกกับหุ้น มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม ได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร และรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ กรรมการบริษัท ได้รับแต่งตั้งจากที่ประชุม มีหน้าที่บริหารกิจการตามนโยบายของบริษัท ลงนามในเอกสารสัญญาแทนบริษัท และรับผิดชอบต่อบริษัทในฐานะผู้บริหาร (Fiduciary Duty) สำหรับ SME ในประเทศไทย ผู้ถือหุ้นกับกรรมการมักเป็นคนเดียวกัน เช่น เจ้าของกิจการถือหุ้น 80% และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติและถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดมีอะไรบ้าง เจ้าของหุ้นในบริษัทจำกัดมีสิทธิตามกฎหมายหลายประการ ไม่ว่าจะถือหุ้นมากหรือน้อยก็ตาม สิทธิหลักที่ควรรู้ ได้แก่ หน้าที่และความรับผิดของผู้ถือหุ้น เจ้าของหุ้นในบริษัทจำกัดมี “ความรับผิดจำกัด” หมายความว่ารับผิดชอบหนี้สินของบริษัทเพียงไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว หน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติมีดังนี้ ตัวอย่างการคำนวณความรับผิดจำกัด นายสมชาย ถือหุ้นในบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จำนวน 500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็น 50,000 บาท แต่ชำระค่าหุ้นไปแล้ว 25,000 บาท ค่าหุ้นทั้งหมด = 500 × 100 = 50,000 บาท ชำระแล้ว = 25,000 บาท ยังค้างชำระ = 50,000 – 25,000 = 25,000 บาท หากบริษัทมีหนี้สินและถูกเรียกร้อง นายสมชายรับผิดเพิ่มเติมได้สูงสุดเพียง 25,000 บาท (ส่วนที่ยังค้างชำระ) เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวนอกเหนือจากนี้จะไม่ถูกกระทบ แต่ถ้านายสมชายชำระค่าหุ้นครบ 50,000 บาทแล้ว จะไม่ต้องรับผิดเพิ่มเติมอีกเลย เอกสารเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่ต้องรู้ เจ้าของกิจการ SME ที่มีบริษัทจำกัดต้องจัดทำและเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับเจ้าของหุ้นหลายรายการ เอกสารสำคัญได้แก่ สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น คือ เอกสารที่บันทึกรายชื่อเจ้าของหุ้นทั้งหมดของบริษัท จำนวนหุ้นที่แต่ละคนถือ และวันที่เข้าเป็นหรือพ้นจากการเป็นเจ้าของหุ้น กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของบริษัท ผู้ที่ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิขอตรวจดูสมุดทะเบียนนี้ได้ในเวลาทำการ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 คือ แบบฟอร์มบัญชีรายชื่อที่ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เอกสารนี้ระบุชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นของเจ้าของหุ้นแต่ละคน บริษัทจำกัดต้องยื่นบอจ.5 เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ เอกสารนี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัท ทำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงเจ้าของหุ้น เช่น โอนหุ้นให้บุคคลอื่นหรือรับผู้ลงทุนใหม่ ขั้นตอนหลักมีดังนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อบังคับของบริษัทบางแห่งอาจกำหนดเงื่อนไขพิเศษในการโอนหุ้น เช่น ต้องเสนอขายให้เจ้าของหุ้นเดิมก่อน ควรตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนดำเนินการ ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงิน คืออะไร ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบริษัทที่เป็นของผู้ถือหุ้น คำนวณจาก สินทรัพย์ทั้งหมดลบด้วยหนี้สินทั้งหมด ส่วนนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ส่วนของผู้ถือหุ้น = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีสินทรัพย์รวม 5,000,000 บาท และหนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของผู้ถือหุ้น = 5,000,000 – 2,000,000 = 3,000,000 บาท หมายความว่ามูลค่าที่ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของจริงในบริษัทนี้คือ 3 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นประกอบด้วยหลายรายการ เช่น ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น กำไรสะสม และสำรองตามกฎหมาย เจ้าของกิจการที่อ่านงบการเงินเป็นจะใช้ตัวเลขนี้ประเมินความแข็งแกร่งของบริษัทได้ หากตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแสดงว่าบริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มให้เจ้าของได้อย่างต่อเนื่อง สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินบนเว็บไซต์ PEAK สรุป: ผู้ถือหุ้นบริษัท สิ่งที่ SME ต้องจัดการ จัดการเอกสารผู้ถือหุ้นและงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดทำงบการเงินได้ถูกต้อง ติดตามรายได้-ค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ และเชื่อมต่อข้อมูลกับนักบัญชีได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า Shareholder หรือ Stockholder ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ ส่วนคำว่า Stakeholder มีความหมายกว้างกว่า หมายถึง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งรวมถึงพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และชุมชนด้วย ไม่ใช่เฉพาะเจ้าของหุ้น ผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีเงินปันผลอย่างไร เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผล บริษัทจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ไว้ก่อนจ่าย เจ้าของหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดามี 2 ทางเลือก คือ ยอมให้หัก 10% แล้วจบ (Final Tax) โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อีกทางเลือกหนึ่งคือนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งอาจได้ภาษีคืนหากอัตราภาษีจริงต่ำกว่า 10% ทั้งนี้ หากเลือกยื่นรวม ต้องนำเงินปันผลจากทุกบริษัทมาคำนวณทั้งหมด เลือกเฉพาะบางบริษัทไม่ได้ ผู้ถือหุ้นลาออกได้ไหม ต้องทำอย่างไร กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า “ลาออก” เพราะเจ้าของหุ้นไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท วิธีที่จะยุติการถือหุ้นคือการโอนหุ้นให้บุคคลอื่น โดยทำตราสารโอนหุ้นและบันทึกในสมุดทะเบียนตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อการเปลี่ยนแปลงข้างต้น สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ข้อบังคับบริษัทอาจมีเงื่อนไขการโอนหุ้น เช่น ต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการก่อน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

10 min

FIFO FEFO คืออะไร วิธีคำนวณต้นทุนและจัดการสต็อกที่ SME ต้องรู้

ซื้อเสื้อยืดเข้าร้านมา 3 ล็อต ล็อตแรก 80 บาท ล็อตสอง 90 บาท ล็อตสาม 100 บาท พอขายออกไป 1 ตัว ต้นทุนคือเท่าไร 80 หรือ 90 หรือ 100? ถ้าเป็นร้านอาหารเสริมที่มีวันหมดอายุ ล็อตไหนหมดอายุก่อนต้องหยิบออกก่อน จะใช้วิธีเดียวกันได้ไหม? คำตอบคือ “วิธีจัดการสต็อก” กับ “วิธีคำนวณต้นทุน” เป็นคนละเรื่องกัน แต่ทำงานร่วมกัน บทความนี้อธิบายทุกวิธีที่ SME ต้องรู้ พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง FIFO (First In First Out) คืออะไร FIFO ย่อมาจาก First In First Out แปลว่า “เข้าก่อน ออกก่อน” ใช้ได้ 2 มุม มุมคลังสินค้า: สินค้าล็อตที่เข้าคลังก่อนจะถูกหยิบออกส่งลูกค้าก่อน ลดปัญหาสินค้าค้างนาน มุมบัญชี: สินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อนจะถูกนำราคาต้นทุนมาคิดก่อนเมื่อขายออก ทำให้สินค้าคงเหลือในสต็อกสะท้อนราคาตลาดล่าสุด FIFO เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในไทย เหมาะกับสินค้าแฟชั่นที่ตกรุ่นเร็ว สินค้าที่ราคาเปลี่ยนแปลงบ่อย และธุรกิจนำเข้าที่ต้นทุนผันผวนตามค่าเงิน FEFO (First Expired First Out) คืออะไร FEFO ย่อมาจาก First Expired First Out แปลว่า “หมดอายุก่อน ออกก่อน” ไม่ได้ดูว่าเข้าคลังก่อนหรือหลัง แต่ดูว่าล็อตไหนหมดอายุก่อนก็หยิบออกก่อน ตัวอย่าง: นมกล่อง 3 ล็อต ล็อต A หมดอายุ 30 มี.ค. ล็อต B หมดอายุ 15 มี.ค. ล็อต C หมดอายุ 20 เม.ย. ถ้าใช้ FIFO จะหยิบล็อต A ก่อน (เข้าก่อน) แต่ถ้าใช้ FEFO จะหยิบล็อต B ก่อน (หมดอายุก่อน) ซึ่งป้องกันสินค้าหมดอายุในสต็อกได้ดีกว่า FEFO เหมาะกับธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง อาหารเสริม วัตถุดิบทำอาหาร และสินค้าทุกประเภทที่มีวันหมดอายุชัดเจน ข้อสำคัญ: FEFO เป็นวิธีจัดการคลังสินค้า ไม่ใช่วิธีคำนวณต้นทุนทางบัญชี ดังนั้นธุรกิจอาหารอาจใช้ FEFO หยิบของ แต่ใช้ FIFO หรือ Weighted Average คำนวณต้นทุนในระบบบัญชี ทั้ง 2 วิธีใช้ร่วมกันได้ Weighted Average (ต้นทุนถัวเฉลี่ย) คืออะไร Weighted Average หรือต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือการนำต้นทุนสินค้าทุกล็อตมาเฉลี่ยรวมกัน แล้วใช้ราคาเฉลี่ยนั้นเป็นต้นทุนขายทุกชิ้น สูตร: ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น = มูลค่าสินค้าทั้งหมดในสต็อก ÷ จำนวนสินค้าทั้งหมด ตัวอย่าง: สต็อกมีสินค้า 200 ชิ้น มูลค่ารวม 18,000 บาท → ต้นทุนเฉลี่ย = 90 บาท/ชิ้น พอซื้อล็อตใหม่เข้ามา 100 ชิ้น ราคา 100 บาท → สต็อกใหม่ 300 ชิ้น มูลค่า 28,000 บาท → ต้นทุนเฉลี่ยใหม่ = 93.33 บาท/ชิ้น ข้อดีคือคำนวณง่าย ไม่ต้องติดตามว่าชิ้นไหนมาจากล็อตไหน เหมาะกับร้านค้าปลีก วัสดุสำนักงาน อุปกรณ์ทั่วไป และธุรกิจผลิตที่วัตถุดิบผสมกันแยกล็อตยาก แล้ว LIFO ล่ะ ใช้ในไทยได้ไหม LIFO (Last In First Out) คือ “เข้าหลัง ออกก่อน” ใช้ล็อตล่าสุดมาคิดต้นทุนก่อน เป็นวิธีที่นิยมในสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับธุรกิจในไทย มาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS) และมาตรฐาน NPAEs ไม่อนุญาตให้ใช้ LIFO ในการคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ ดังนั้นถ้าทำบัญชีอย่างเป็นทางการ เลือกได้แค่ FIFO หรือ Weighted Average เท่านั้น FIFO vs Weighted Average คำนวณต้นทุนต่างกันยังไง ตัวอย่าง: ร้านขายเสื้อยืด ซื้อเข้ามา 3 ล็อต แล้วขาย 150 ตัว ข้อมูลการซื้อ: วันที่ รายการ จำนวน ราคา/ตัว รวม 1 ม.ค. ซื้อล็อต 1 100 ตัว 80 บ. 8,000 15 ม.ค. ซื้อล็อต 2 100 ตัว 90 บ. 9,000 1 ก.พ. ซื้อล็อต 3 100 ตัว 100 บ. 10,000 รวมในสต็อก 300 ตัว 27,000 10 ก.พ. ขาย 150 ตัว 150 บ. 22,500 คำนวณแบบ FIFO: ขาย 150 ตัว → หยิบล็อตเก่าสุดก่อน: ล็อต 1 ทั้ง 100 ตัว (×80 = 8,000) + ล็อต 2 อีก 50 ตัว (×90 = 4,500) สินค้าคงเหลือ: ล็อต 2 อีก 50 ตัว (90 บ.) + ล็อต 3 ทั้ง 100 ตัว (100 บ.) = 14,500 บาท คำนวณแบบ Weighted Average: ต้นทุนเฉลี่ย = 27,000 ÷ 300 = 90 บาท/ตัว เปรียบเทียบผลลัพธ์: FIFO Weighted Average ผลต่าง ต้นทุนขาย 12,500 13,500 1,000 กำไรขั้นต้น 10,000 9,000 1,000 มูลค่าสต็อกคงเหลือ 14,500 13,500 1,000 ในช่วงที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น (เงินเฟ้อ) FIFO จะแสดงกำไรสูงกว่า เพราะใช้ต้นทุนล็อตเก่า (ถูกกว่า) มาคิดก่อน แต่กำไรที่สูงกว่าก็หมายความว่าอาจต้องเสียภาษีมากกว่าด้วย ถ้าราคาสินค้าลดลง ผลจะกลับกัน: สมมุติซื้อล็อต 1 ราคา 100 บ. ล็อต 2 ราคา 90 บ. ล็อต 3 ราคา 80 บ. พอขาย 150 ตัว FIFO จะใช้ล็อตเก่า (แพงกว่า) มาคิดก่อน → ต้นทุนขาย FIFO = 14,500 บ. สูงกว่า WA = 13,500 บ. → กำไร FIFO ต่ำกว่า WA ถึง 1,000 บ. นี่คือสูตรการคิดต้นทุนสินค้าที่ต้องเข้าใจก่อนเลือกวิธี เลือกวิธีไหนดี ขึ้นอยู่กับธุรกิจอะไร ประเภทธุรกิจ จัดการคลัง คำนวณต้นทุน (บัญชี) เหตุผล ร้านอาหาร / อาหารเสริม / ยา FEFO FIFO สินค้ามีวันหมดอายุ FEFO ลดของเสีย ร้านเสื้อผ้า / แฟชั่น FIFO FIFO สินค้าตกรุ่นเร็ว ล็อตเก่าออกก่อน ร้านค้าปลีก / วัสดุสำนักงาน FIFO Weighted Average สินค้าจำนวนมาก ราคาไม่ผันผวนมาก ธุรกิจนำเข้า FIFO FIFO ราคาผันผวนตามค่าเงิน ต้องแยกล็อต ธุรกิจผลิต FEFO หรือ FIFO Weighted Average วัตถุดิบผสมกัน แยกล็อตยาก ข้อสำคัญ: เมื่อเลือกวิธีคำนวณต้นทุนแล้ว ต้องใช้สม่ำเสมอตลอดรอบบัญชี ไม่ควรเปลี่ยนไปมาระหว่างปี เพราะขัดหลักความสม่ำเสมอ (Consistency) ในมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจตั้งข้อสังเกต นอกจากประเภทธุรกิจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ซอฟต์แวร์บัญชีที่ใช้รองรับวิธีไหนบ้าง (บางโปรแกรมรองรับแค่ Weighted Average) ผู้สอบบัญชีแนะนำวิธีไหน (ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องมีผู้สอบ) และสินค้าคงเหลือในงบการเงินจะแสดงมูลค่าที่แตกต่างกันตามวิธีที่เลือก ซึ่งกระทบอัตราส่วนทางการเงินที่ธนาคารใช้พิจารณาสินเชื่อด้วย ตั้งค่าวิธีคำนวณต้นทุนใน PEAK PEAK Account รองรับทั้ง FIFO และ Weighted Average ตั้งค่าได้ที่เมนู ตั้งค่า → สินค้า/บริการ → เลือกวิธีคำนวณต้นทุน ระบบจะคำนวณต้นทุนขาย มูลค่าสต็อกคงเหลือ และกำไรขั้นต้นให้อัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกขาย ไม่ต้องคำนวณด้วยมือ เชื่อมกับระบบ SKU เพื่อตัดสต็อกอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FIFO FEFO และการคำนวณต้นทุน ธุรกิจไทยใช้ LIFO ได้ไหม ไม่ได้ มาตรฐานบัญชี TFRS for SMEs และ NPAEs ที่ใช้ในประเทศไทยไม่อนุญาตวิธี LIFO สำหรับคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ เลือกได้แค่ FIFO หรือ Weighted Average FIFO กับ FEFO ใช้ร่วมกันได้ไหม ได้ เพราะเป็นคนละเรื่อง FEFO เป็นวิธีจัดการคลัง (หยิบของที่หมดอายุก่อนออกก่อน) ส่วน FIFO เป็นวิธีคำนวณต้นทุนทางบัญชี ธุรกิจอาหารหลายเจ้าใช้ FEFO จัดคลัง แต่ใช้ FIFO คำนวณต้นทุนในระบบบัญชี เปลี่ยนวิธีคำนวณต้นทุนระหว่างปีได้ไหม ไม่ควร หลักความสม่ำเสมอ (Consistency) กำหนดว่าต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดรอบบัญชี ถ้าจะเปลี่ยนต้องมีเหตุผลเพียงพอ เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน และปรับปรุงงบย้อนหลัง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

Main ASC Team

10 min

SKU คืออะไร วิธีตั้งรหัสสินค้า พร้อมตัวอย่างสำหรับ SME

ขายเสื้อยืดสีขาว 3 ไซส์ สีดำ 3 ไซส์ สีกรม 3 ไซส์ รวมแล้ว 9 รายการ พอลูกค้าสั่งมา “เสื้อยืดสีดำ ไซส์ L” ต้องค้นหาจากรายการทั้งหมด ถ้าไม่มีรหัสกำกับก็สับสนง่าย ยิ่งสินค้าเยอะยิ่งวุ่น SKU คือ ตัวช่วยแก้ปัญหานี้ บทความนี้อธิบายว่า SKU คืออะไร ตั้งยังไงให้ใช้ง่าย ต่างจาก Barcode ตรงไหน พร้อมตัวอย่างจาก 3 ธุรกิจจริง และเชื่อมกับระบบบัญชีอย่างไร SKU (Stock Keeping Unit) คืออะไร SKU ย่อมาจาก Stock Keeping Unit แปลตรงตัวว่า “หน่วยเก็บรักษาสต็อก” คือรหัสที่ผู้ขายตั้งขึ้นเองเพื่อใช้ระบุสินค้าแต่ละรายการอย่างเฉพาะเจาะจง โดยรหัส 1 ตัวจะหมายถึงสินค้า 1 รูปแบบเท่านั้น ตัวอย่าง: เสื้อยืดรุ่นเดียวกันแต่สีขาว ไซส์ M กับสีดำ ไซส์ L จะมี SKU คนละตัว เพราะเป็นคนละรายการในสต็อก แม้ว่าจะเป็นเสื้อยืดรุ่นเดียวกันก็ตาม SKU ไม่มีมาตรฐานสากลตายตัว แต่ละร้านตั้งรหัสเองได้ตามที่สะดวก ต่างจาก Barcode ที่มีมาตรฐานสากล (UPC, EAN) กำหนดโดยองค์กร GS1 SKU ต่างจาก Barcode (UPC) ยังไง SKU Barcode (UPC/EAN) ใครตั้ง ร้านค้า/บริษัท ตั้งเอง องค์กรสากล (GS1) กำหนด รูปแบบ ตัวอักษร + ตัวเลข อิสระ ตัวเลข 12-13 หลัก ซ้ำกันได้ไหม ซ้ำข้ามร้านได้ (แต่ละร้านตั้งเอง) ไม่ซ้ำ ทั่วโลก ใช้กับอะไร จัดการสต็อกภายในร้าน สแกนจ่ายเงินหน้าร้าน ค้นหาสินค้าสากล ค่าใช้จ่าย ฟรี (ตั้งเอง) ต้องสมัครสมาชิก GS1 เรียกง่าย ๆ ว่า SKU เป็น “รหัสภายใน” ที่แต่ละร้านตั้งเอง ส่วน Barcode เป็น “รหัสสากล” ที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่เริ่มจาก SKU ก่อน แล้วค่อยทำ Barcode เมื่อต้องขายผ่านห้างหรือ Modern Trade ทำไม SME ต้องใช้ SKU ร้านค้าที่มีสินค้าแค่ 5-10 รายการอาจยังไม่จำเป็น แต่พอมี 50 รายการขึ้นไป การจัดการด้วยชื่อสินค้าอย่างเดียวเริ่มมีปัญหา ลองนึกภาพร้านเสื้อผ้าที่มี 200 รายการ (20 รุ่น × 5 สี × 2 ไซส์) ลูกค้าสั่ง “เสื้อยืดสีดำ L” ทางออนไลน์ พนักงานเปิดหาในระบบพิมพ์ “เสื้อยืดสีดำ” ขึ้นมา 10 รายการ ไม่รู้ว่าอันไหนรุ่นที่ลูกค้าสั่ง หยิบผิดรุ่น ส่งผิด ต้องรับคืน เสียค่าขนส่ง 2 เที่ยว ถ้าตั้ง SKU ไว้ พิมพ์ “TS-RN-BLK-L” ก็เจอตัวเดียวทันที SKU ช่วยให้ค้นหาสินค้าได้เร็ว ช่วยนับสต็อกได้แม่นยำ เพราะแต่ละรหัสสินค้ามีจำนวนแยกชัดเจน ช่วยวิเคราะห์ยอดขายได้ว่า SKU ไหนขายดี SKU ไหนค้างสต็อก และช่วยให้ระบบตัดสต็อกอัตโนมัติทำงานถูกต้อง เพราะรหัสไม่ซ้ำกัน วิธีตั้งรหัส SKU ให้ใช้ง่ายและไม่ซ้ำ หลักการสำคัญ: รหัสควรบอกข้อมูลสินค้าได้ในตัว อ่านแล้วเข้าใจ ไม่ต้องเปิดดูรายละเอียดเพิ่ม สูตรแนะนำ: [หมวดหมู่]-[รุ่น/ชื่อ]-[สี]-[ขนาด] ข้อกำหนด: ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ + ตัวเลข ไม่ใช้ภาษาไทย (เพราะระบบบางตัวไม่รองรับ) ไม่ใช้อักขระพิเศษ (/, #, &) ความยาว 6-16 ตัวอักษร ไม่ซ้ำกันในร้าน และไม่ขึ้นต้นด้วย 0 (บาง Excel ตัด 0 นำหน้าออก) สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อตั้ง SKU: ตั้งรหัสเป็นตัวเลขอย่างเดียว เช่น “001” “002” → อ่านไม่รู้ว่าสินค้าอะไร ต้องเปิดดูทุกครั้ง ใช้ภาษาไทยในรหัส เช่น “เสื้อ-ดำ-L” → ระบบหลายตัว (Shopee, Lazada, POS) ไม่รองรับ ตั้งรหัสยาวเกิน 16 ตัว เช่น “TSHIRT-ROUNDNECK-BLACK-LARGE-2569” → พิมพ์ยาก สแกนยาก ใช้ช่องว่าง (space) ในรหัส → ระบบบางตัวตัดออกทำให้รหัสเพี้ยน ใช้ขีด (-) แทน ตัวอย่างการตั้ง SKU สำหรับธุรกิจ SME ตัวอย่างที่ 1: ร้านเสื้อผ้า สินค้า SKU อธิบาย เสื้อยืดคอกลม สีขาว ไซส์ M TS-RN-WHT-M TS=T-Shirt, RN=Round Neck, WHT=White, M=Medium เสื้อยืดคอกลม สีดำ ไซส์ L TS-RN-BLK-L เสื้อโปโล สีน้ำเงิน ไซส์ XL PL-NVY-XL PL=Polo, NVY=Navy ตัวอย่างที่ 2: ร้านขายอาหารแห้ง สินค้า SKU อธิบาย ข้าวหอมมะลิ 5 กก. RICE-JAS-5KG RICE=ข้าว, JAS=Jasmine น้ำมันพืช 1 ลิตร OIL-VEG-1L OIL=น้ำมัน, VEG=Vegetable น้ำปลา 700 มล. SAUCE-FISH-700ML ตัวอย่างที่ 3: ร้านขายอุปกรณ์สำนักงาน สินค้า SKU อธิบาย กระดาษ A4 80 แกรม (รีม) PPR-A4-80G PPR=Paper ปากกาลูกลื่น สีน้ำเงิน PEN-BP-BLU BP=Ballpoint, BLU=Blue หมึกพิมพ์ HP 680 สีดำ INK-HP680-BLK SKU กับการคำนวณต้นทุนสินค้าในระบบบัญชี SKU ไม่ได้มีประโยชน์แค่จัดการสต็อก ยังเชื่อมกับระบบบัญชีโดยตรง เพราะเมื่อขายสินค้า 1 SKU ระบบต้องรู้ว่าสินค้าชิ้นนี้มีต้นทุนเท่าไร ถ้าสินค้า SKU เดียวกันซื้อเข้ามาหลายล็อต ราคาต่างกัน ต้นทุนขายจะคำนวณด้วยวิธี FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) หรือ Weighted Average (ถัวเฉลี่ย) ตัวอย่าง: SKU “TS-RN-WHT-M” ซื้อเข้ามา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ตัว ราคา 80 บ. ล็อตสอง 100 ตัว ราคา 90 บ. พอขาย 1 ตัว ราคา 150 บ. ถ้าใช้ FIFO: ต้นทุน = 80 บ. (ใช้ล็อตแรก) → กำไร = 150 – 80 = 70 บ. ถ้าใช้ Weighted Average: ต้นทุน = (8,000 + 9,000) ÷ 200 = 85 บ. → กำไร = 150 – 85 = 65 บ. กำไรต่างกัน 5 บาทต่อชิ้น ถ้าขาย 1,000 ชิ้น ผลต่างจะเป็น 5,000 บาท ซึ่งกระทบภาษีเงินได้ด้วย การตั้ง SKU ที่ดีจึงช่วยให้ระบบบัญชีคำนวณต้นทุนขาย กำไรขั้นต้น และมูลค่าสินค้าคงเหลือได้ถูกต้อง ถ้าไม่มี SKU หรือ SKU ซ้ำกัน ระบบจะคำนวณผิดทันที จัดการ SKU ให้เชื่อมกับ Shopee/Lazada ด้วย PEAK ถ้าขายสินค้าหลายช่องทาง (หน้าร้าน + Shopee + Lazada + TikTok Shop) ปัญหาที่พบบ่อยคือ รหัสสินค้า Shopee (Seller SKU) ไม่ตรงกับรหัสใน Lazada และรหัสในระบบบัญชี ทำให้สต็อกไม่ sync นับสต็อกผิด ขายเกิน ต้องยกเลิกออเดอร์ เสียรีวิวร้าน วิธีป้องกัน: ตั้ง SKU ในระบบหลัก (เช่น PEAK) ก่อน แล้วใช้รหัสเดียวกันกรอกเป็น Seller SKU ใน Shopee Lazada และ TikTok Shop ทุกแพลตฟอร์ม ห้ามตั้งรหัสต่างกัน PEAK Account เชื่อมกับ Shopee, Lazada ได้โดยตรง ตั้ง SKU ครั้งเดียวใช้ได้ทุกช่องทาง ระบบตัดสต็อกอัตโนมัติเมื่อขาย คำนวณต้นทุนสินค้า FIFO ให้ทันที และลงบัญชีต่อเนื่องโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SKU SKU ซ้ำกันได้ไหม ภายในร้านเดียวกัน ซ้ำไม่ได้ เพราะ SKU 1 ตัวต้องหมายถึงสินค้า 1 รายการเท่านั้น ถ้าซ้ำระบบจะสับสนว่าหมายถึงสินค้าตัวไหน สต็อกจะผิดทันที แต่ข้ามร้านซ้ำได้ เพราะ SKU เป็นรหัสภายในแต่ละร้าน ไม่ใช่รหัสสากล สินค้า 1 ชนิด มีกี่ SKU ได้หลาย SKU ขึ้นอยู่กับจำนวน variant ตัวอย่าง: เสื้อยืด 1 รุ่น มี 3 สี × 3 ไซส์ = 9 SKU ถ้าเพิ่มสีใหม่ก็เพิ่ม SKU ตามไปด้วย Seller SKU ใน Shopee/Lazada คืออะไร คือช่อง SKU ที่ผู้ขายกรอกเองในระบบ Shopee/Lazada เพื่อให้ตรงกับรหัสสินค้าในระบบจัดการสต็อกของร้าน ถ้าใช้ PEAK ควรตั้ง Seller SKU ให้ตรงกับ SKU ใน PEAK เพื่อให้ระบบ sync สต็อกอัตโนมัติ ร้านค้าเล็ก ๆ ต้องใช้ SKU ไหม ไม่บังคับ แต่แนะนำอย่างยิ่งถ้ามีสินค้าตั้งแต่ 20 รายการขึ้นไป เพราะจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการนับสต็อกและค้นหาสินค้า ยิ่งร้านโตยิ่งจำเป็น เริ่มตั้ง SKU ตั้งแต่ต้นจะดีกว่ามาตั้งทีหลังเมื่อสินค้าเยอะแล้ว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร สิ่งที่นายจ้าง SME ต้องรู้

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องส่งเงินเข้า “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ตามกฎหมาย ทำให้เจ้าของกิจการ SME หลายคนเริ่มถามว่า ควรจัดตั้ง PVD เองหรือรอกฎหมายบังคับดี บทความนี้ตอบทุกคำถามจากมุมนายจ้าง ตั้งแต่ความแตกต่าง วิธีจัดตั้ง ต้นทุนที่ต้องจ่าย ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund (PVD) คือกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยสมัครใจ ตามพ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้ลูกจ้างเมื่อเกษียณอายุ ลาออก ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เงินในกองทุนมาจาก 2 ส่วน เงินสะสม (Employee Contribution) คือเงินที่หักจากเงินเดือนลูกจ้างทุกเดือน อัตรา 2-15% ของเงินเดือน ตามที่ลูกจ้างเลือก เงินสมทบ (Employer Contribution) คือเงินที่นายจ้างจ่ายเพิ่มให้ลูกจ้างอีกส่วน อัตรา 2-15% ของเงินเดือน ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง เงินทั้ง 2 ส่วนจะถูกนำไปลงทุนโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เมื่อลูกจ้างออกจากงานจะได้รับเงินสะสม + เงินสมทบ + ผลประโยชน์จากการลงทุน รวมเป็นก้อนเดียว PVD ต่างจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างยังไง นี่คือคำถามยอดฮิตของปี 2569 เพราะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ลักษณะ สมัครใจ บังคับตามกฎหมาย เริ่มใช้ มีมาตั้งแต่ พ.ร.บ. 2530 1 ต.ค. 2569 (ใหม่!) ใครต้องจ่าย เฉพาะบริษัทที่จัดตั้ง PVD บริษัท ≥10 คน ที่ไม่มี PVD อัตราสมทบ 2-15% (เลือกได้) 0.25% (ช่วงแรก) → 0.50% (ต.ค. 2574) ผู้บริหารกองทุน บลจ. เอกชน (เลือกได้) กระทรวงแรงงาน ผลตอบแทนจากการลงทุน มี (ตามนโยบายกองทุน) ไม่มี ลดหย่อนภาษี ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ยังไม่ชัดเจน (รอประกาศ) ลูกจ้างลาออก ได้เงินคืนไหม ได้ ตามเงื่อนไข Vesting ได้ทั้งหมด (ลาออกก็ได้คืน) ข้อสำคัญ: ถ้าบริษัทมี PVD อยู่แล้ว ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก PVD ไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ แต่ลูกจ้างที่ไม่ได้สมัครเข้า PVD ยังต้องจ่ายอยู่ดี กิจการที่ได้รับยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ได้แก่ กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน งานเกษตรกรรม งานรับใช้ในบ้าน มูลนิธิ สมาคม และองค์กรไม่แสวงหากำไร ส่วนกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปและไม่มี PVD ต้องยื่นแบบ สกล.3 เพื่อขึ้นทะเบียน กิจการที่ได้รับยกเว้นแต่ต้องการสมัครใจเข้าร่วม ยื่นแบบ สกล.3/1 ประโยชน์ของ PVD สำหรับนายจ้าง PVD ไม่ใช่แค่สวัสดิการให้พนักงาน แต่มีประโยชน์กับนายจ้างด้วย ดึงดูดและรักษาคนเก่ง บริษัทที่มี PVD จะดึงดูดผู้สมัครงานได้มากกว่า และเงื่อนไข Vesting (รับเงินสมทบตามอายุงาน) ช่วยลดอัตราการลาออก ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้า PVD นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ทั้งจำนวน ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง ยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถ้ามี PVD ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก PVD ไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ ต้นทุนแรงงานเพิ่มเท่าไร ตัวอย่างคำนวณ ตัวอย่าง: บริษัทมีพนักงาน 10 คน เงินเดือนเฉลี่ย 25,000 บาท PVD สมทบ 5% กองทุนสงเคราะห์ 0.25% ต้นทุนเพิ่ม/คน/เดือน 1,250 บ. 62.50 บ. ต้นทุนเพิ่มรวม 10 คน/เดือน 12,500 บ. 625 บ. ต้นทุนเพิ่มรวม/ปี 150,000 บ. 7,500 บ. PVD ต้นทุนสูงกว่ากองทุนสงเคราะห์ 20 เท่า (150,000 vs 7,500 ต่อปี) แต่พนักงานได้ประโยชน์มากกว่ามาก เงินถูกนำไปลงทุน มีผลตอบแทน และลดหย่อนภาษีได้ทั้ง 2 ฝ่าย เปรียบเทียบอัตราสมทบ PVD ที่ต่างกัน (พนักงาน 10 คน เงินเดือนเฉลี่ย 25,000 บ.): อัตราสมทบ ต้นทุนเพิ่ม/คน/เดือน ต้นทุนรวม/ปี หมายเหตุ 3% 750 90,000 ขั้นต่ำที่พบบ่อย 5% 1,250 150,000 ค่าเฉลี่ยตลาด 10% 2,500 300,000 ค่าสูง บริษัทใหญ่ กองทุนสงเคราะห์ 0.25% 62.50 7,500 บังคับ (ถ้าไม่มี PVD) เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนกับการรักษาคนเก่ง หลายบริษัท SME เริ่มที่ 3% ก่อน แล้วค่อยปรับเพิ่มเมื่อธุรกิจโตขึ้น นายจ้างจัดตั้ง PVD ยังไง ขั้นตอนที่ 1: เลือก บลจ. เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนย้อนหลัง จำนวนนโยบายลงทุน บลจ. ที่นิยม เช่น MFC KTAM TISCO กรุงศรี SCB กสิกร ขั้นตอนที่ 2: ร่างข้อบังคับกองทุน กำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ เงื่อนไข Vesting นโยบายการลงทุน บลจ. จะช่วยร่างให้ ขั้นตอนที่ 3: จดทะเบียนกองทุน ยื่นกับนายทะเบียน (สำนักงาน ก.ล.ต.) ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนตั้งแต่เริ่มเจรจากับ บลจ. จนจดทะเบียนเสร็จ ขั้นตอนที่ 4: เริ่มหักเงินสะสม เมื่อจดทะเบียนเสร็จ เริ่มหักเงินสะสมจากสลิปเงินเดือนพนักงาน พร้อมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง: ค่าธรรมเนียมจัดตั้งกองทุนประมาณ 5,000-20,000 บาท (ขึ้นอยู่กับ บลจ.) ค่าบริหารจัดการรายปีประมาณ 0.5-1.5% ของมูลค่ากองทุน บลจ. บางเจ้ายกเว้นค่าจัดตั้งให้ถ้ามีสมาชิกตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป บันทึกบัญชี PVD ยังไง เมื่อจ่ายเงินเดือนพนักงานที่มี PVD นายจ้างต้องบันทึกบัญชี 2 ส่วน ตัวอย่าง: พนักงาน ก เงินเดือน 30,000 บาท สะสม 5% (1,500 บ.) นายจ้างสมทบ 5% (1,500 บ.) เงินสมทบของนายจ้าง (ค่าใช้จ่ายบริษัท): รายการ Dr. Cr. เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ค่าใช้จ่าย) 1,500 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย (หนี้สิน) 1,500 เงินสะสมของลูกจ้าง (หักจากเงินเดือน): รายการ Dr. Cr. เงินเดือนค้างจ่าย 1,500 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 1,500 รวมแล้วบัญชี “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย” จะมียอด 3,000 บาท (สะสม 1,500 + สมทบ 1,500) เมื่อนำส่งเงินให้ บลจ. แล้ว บันทึก Dr. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 3,000 / Cr. เงินฝากธนาคาร 3,000 จัดการ PVD ในระบบเงินเดือนด้วย PEAK PEAK Payroll รองรับการหักเงินสะสม PVD จากเงินเดือนพนักงาน บันทึกเงินสมทบของนายจ้าง คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีต่อเนื่อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างลาออกก่อน 5 ปี ได้เงินสมทบเท่าไร (Vesting) ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข Vesting ที่บริษัทกำหนด ตัวอย่างทั่วไป: ทำงาน 1-3 ปีได้ 50% ของเงินสมทบ ทำงาน 3-5 ปีได้ 75% ทำงาน 5 ปีขึ้นไปได้ 100% แต่เงินสะสมของลูกจ้างจะได้คืนทั้งหมด 100% เสมอ ไม่ว่าจะทำงานกี่ปี PVD ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร สำหรับลูกจ้าง: เงินสะสมส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 490,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี (เมื่อรวมกับ RMF SSF กบข. ไม่เกิน 500,000 บาท) สำหรับนายจ้าง: เงินสมทบหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ทั้งจำนวน ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง บริษัทเล็ก 5-10 คน ควรมี PVD ไหม ถ้ามีพนักงานไม่ถึง 10 คน ไม่ถูกบังคับเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จึงไม่จำเป็นต้องรีบจัดตั้ง PVD แต่ถ้าต้องการดึงดูดคนเก่งและลดหย่อนภาษี PVD ก็เป็นทางเลือกที่ดี บลจ. หลายเจ้ารับจัดตั้งสำหรับบริษัทตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 เริ่มเมื่อไร จ่ายเท่าไร เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 หักจากลูกจ้าง 0.25% นายจ้างสมทบ 0.25% นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป งวดแรก 15 พฤศจิกายน 2569 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 ปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% นายจ้างไม่ส่งเงินมีโทษปรับ 5% ต่อเดือนของเงินที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

19 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชีคืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ หลักฐานที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “เอกสารประกอบการบันทึกบัญชี” เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้า การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี 2543) เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะเป็นทั้งหลักฐานยืนยันรายการค้า เครื่องมือในการตรวจสอบบัญชี และหลักฐานประกอบการยื่นภาษี หากไม่มีเอกสารประกอบที่ครบถ้วน กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งเอกสารภายนอกและภายในให้ครบถ้วน เพราะล้วนเป็นหลักฐานที่นักบัญชีใช้ในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบถ้วนก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้เป็นหลักฐานหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ใช้เป็นหลักฐานว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้องครบถ้วน นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้ ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี เอกสารที่ต้องเก็บตามมาตรานี้ ได้แก่ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะกรมสรรพากรมีอำนาจประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19) โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบถ้วนช่วยให้สามารถชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน กฎหมายกำหนดให้เก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการเอกสารบัญชีได้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการเอกสารบัญชีได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน บันทึกค่าใช้จ่าย ไปจนถึงจัดเก็บเอกสารในระบบคลาวด์ที่ค้นหาง่ายและปลอดภัย ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วคุณจะรู้ว่าการจัดการเอกสารบัญชีไม่จำเป็นต้องยุ่งยากอีกต่อไป คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องดำเนินการขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคารโดยเร็ว พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดสูญหาย เมื่อใด และดำเนินการอย่างไร สำหรับใบกำกับภาษีที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อดำเนินการแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

งบกำไรขาดทุน คืออะไร องค์ประกอบ และวิธีอ่านฉบับเจ้าของธุรกิจ

ทุกสิ้นปีเจ้าของธุรกิจต้องดูงบการเงินหลายใบ แต่ใบที่ตอบคำถามว่า “ปีนี้กำไรหรือขาดทุน” ได้ตรงที่สุด ก็คืองบกำไรขาดทุนนี่เอง บทความนี้อธิบายองค์ประกอบทั้ง 5 ส่วน พร้อมตัวอย่างตัวเลข SME สูตรคำนวณ และวิธีอ่านที่เจ้าของกิจการนำไปใช้ได้ทันที งบกำไรขาดทุน คืออะไร งบกำไรขาดทุน คือ รายงานทางการเงินที่สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี ผลลัพธ์สุดท้ายของงบนี้จะบอกว่ากิจการมีกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเท่าไร กิจการที่ใช้มาตรฐานบัญชี NPAEs ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับ SME ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น ก็เรียกว่า “งบกำไรขาดทุน” เช่นกัน มาตรฐานฉบับปรับปรุง 2565 ใช้ชื่อนี้แทน “งบรายได้และค่าใช้จ่าย” ที่เคยใช้ก่อนหน้า งบนี้เป็น 1 ใน 5 งบการเงินที่นิติบุคคลทุกรายต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี อ่านเพิ่มเกี่ยวกับงบการเงินทั้ง 5 ประเภทได้ที่บทความงบการเงินของ PEAK งบกำไรขาดทุน มีอะไรบ้าง — 5 องค์ประกอบที่ต้องรู้ งบกำไรขาดทุนประกอบด้วย 5 ส่วนหลักเรียงจากบนลงล่าง แต่ละส่วนทำหน้าที่ต่างกัน รายได้จากการขายหรือบริการ (Revenue) รายได้หลักของกิจการ เช่น ยอดขายสินค้าหรือค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้า ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจสร้างเงินจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไรก่อนหักต้นทุนใดๆ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการผลิตหรือซื้อสินค้ามาขาย เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงานในสายการผลิต หรือต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาขายต่อ เมื่อเอารายได้มาหักต้นทุนขาย จะได้ “กำไรขั้นต้น” ซึ่งบอกว่าสินค้ามี margin เหลือเท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวสินค้าโดยตรง แต่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างเช่น รายได้อื่นและค่าใช้จ่ายอื่น ส่วนนี้เป็นรายการที่ไม่ได้เกิดจากธุรกิจหลัก เช่น ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากธนาคาร กำไรจากการขายรถยนต์บริษัทที่ไม่ใช้แล้ว หรือดอกเบี้ยจ่ายจากเงินกู้ SME มักมองข้ามส่วนนี้ แต่ถ้ามีมูลค่าสูงอาจกระทบกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ภาษีเงินได้นิติบุคคล บรรทัดสุดท้ายก่อนถึงกำไรสุทธิ คือภาษีเงินได้นิติบุคคลที่กิจการต้องจ่ายจากกำไรก่อนภาษี สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษตามตารางนี้ กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ไม่เกิน 300,000 ยกเว้น 300,001 – 3,000,000 15% เกิน 3,000,000 20% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กิจการทั่วไปที่ไม่เข้าเงื่อนไข SME ต้องเสียภาษีอัตราคงที่ 20% จากกำไรสุทธิทั้งก้อน สูตรคำนวณงบกำไรขาดทุน หัวใจของงบนี้ คือการไล่หักค่าใช้จ่ายทีละชั้นจนเหลือกำไรสุทธิ สรุปเป็นสูตรได้ดังนี้ กำไรขั้นต้น = รายได้จากการขาย − ต้นทุนขาย กำไรจากการดำเนินงาน = กำไรขั้นต้น − ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร กำไรก่อนภาษี = กำไรจากการดำเนินงาน + รายได้อื่น − ค่าใช้จ่ายอื่น กำไรสุทธิ = กำไรก่อนภาษี − ภาษีเงินได้นิติบุคคล สูตรนี้ใช้ได้กับงบกำไรขาดทุนแบบหลายขั้น (Multi-Step) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ SME ส่วนใหญ่ใช้ ส่วนแบบขั้นเดียวจะรวมรายได้ทั้งหมดหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดในขั้นตอนเดียว ดูตัวอย่างเปรียบเทียบทั้ง 2 แบบได้ในหัวข้อถัดไป ตัวอย่างงบกำไรขาดทุน — แบบขั้นเดียวและหลายขั้น ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้ตัวเลขของบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจซื้อมาขายไปขนาดเล็ก รอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568 ตัวอย่างงบกำไรขาดทุนแบบขั้นเดียว (Single-Step) แบบขั้นเดียวนำรายได้ทุกประเภทมารวมกัน แล้วหักค่าใช้จ่ายทุกประเภทในครั้งเดียว เหมาะกับกิจการขนาดเล็กที่โครงสร้างรายได้ไม่ซับซ้อน รายการ จำนวน (บาท) รายได้ รายได้จากการขาย 5,000,000 รายได้อื่น (ดอกเบี้ยรับ) 20,000 รวมรายได้ 5,020,000 ค่าใช้จ่าย ต้นทุนขาย 3,000,000 เงินเดือนและสวัสดิการ 800,000 ค่าเช่าและสาธารณูปโภค 300,000 ค่าโฆษณา 150,000 ค่าเสื่อมราคา 50,000 ดอกเบี้ยจ่าย 30,000 รวมค่าใช้จ่าย 4,330,000 กำไรก่อนภาษี 690,000 ภาษีเงินได้ (SME) 58,500 กำไรสุทธิ 631,500 ภาษี SME คำนวณจากกำไรก่อนภาษี 690,000 บาท กำไร 300,000 แรก = ยกเว้น กำไรส่วนที่เกิน = (690,000 − 300,000) × 15% = 390,000 × 15% = 58,500 บาท ตัวอย่างงบกำไรขาดทุนแบบหลายขั้น (Multi-Step) แบบหลายขั้นแยกกำไรเป็นชั้นๆ ทำให้เห็นว่าสินค้ามี margin เท่าไร (กำไรขั้นต้น) และการบริหารกินกำไรไปเท่าไร เป็นรูปแบบที่นิยมใช้มากกว่า รายการ จำนวน (บาท) รายได้จากการขาย 5,000,000 หัก ต้นทุนขาย (3,000,000) กำไรขั้นต้น 2,000,000 หัก ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เงินเดือนและสวัสดิการ (800,000) ค่าเช่าและสาธารณูปโภค (300,000) ค่าโฆษณา (150,000) ค่าเสื่อมราคา (50,000) กำไรจากการดำเนินงาน 700,000 บวก รายได้อื่น (ดอกเบี้ยรับ) 20,000 หัก ค่าใช้จ่ายอื่น (ดอกเบี้ยจ่าย) (30,000) กำไรก่อนภาษี 690,000 หัก ภาษีเงินได้ (SME) (58,500) กำไรสุทธิ 631,500 ตัวเลขสุดท้ายเท่ากัน แต่แบบหลายขั้นให้ข้อมูลมากกว่า เช่น กำไรขั้นต้น 2 ล้านบาท (Gross Margin 40%) บอกว่าสินค้ามี margin ดี ส่วนกำไรจากการดำเนินงาน 700,000 บาทบอกว่าค่าใช้จ่ายบริหารกิน margin ไปอีก 1.3 ล้านบาท วิธีอ่านงบกำไรขาดทุนสำหรับเจ้าของ SME เจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชี แค่รู้จักดู 3 จุดสำคัญก็วิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้ ดูแนวโน้มรายได้ก่อน เปรียบเทียบรายได้ปีนี้กับปีก่อน ถ้าเพิ่มขึ้นแสดงว่าธุรกิจโตได้ แต่ถ้าเพิ่มขึ้นน้อยกว่าต้นทุนที่เพิ่ม ก็ยังน่ากังวล ดู Gross Margin (อัตรากำไรขั้นต้น) คำนวณจาก กำไรขั้นต้น ÷ รายได้ × 100 ถ้าตัวเลขนี้ลดลงเรื่อยๆ อาจหมายความว่าต้นทุนสินค้าแพงขึ้น หรือลดราคาขายมากเกินไป จากตัวอย่างข้างต้น Gross Margin = 2,000,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 40% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับธุรกิจค้าปลีก ดู Net Margin (อัตรากำไรสุทธิ) คำนวณจาก กำไรสุทธิ ÷ รายได้ × 100 ตัวเลขนี้บอกว่าจากยอดขาย 100 บาท เหลือเป็นกำไรจริงกี่บาท จากตัวอย่าง Net Margin = 631,500 ÷ 5,000,000 × 100 = 12.6% หมายความว่าขายของ 100 บาท เหลือกำไร 12.60 บาท ถ้าอยากดูวิธีวิเคราะห์งบการเงินแบบละเอียดทั้ง 5 งบ อ่านต่อได้ที่บทความของ PEAK งบกำไรขาดทุน vs งบแสดงฐานะการเงิน ต่างกันอย่างไร เจ้าของ SME หลายคนสับสนระหว่าง 2 งบนี้ สรุปสั้นๆ ดูจากตารางเปรียบเทียบ ประเด็น งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ตอบคำถาม “ปีนี้กำไรหรือขาดทุนเท่าไร” “ตอนนี้บริษัทมีทรัพย์สินและหนี้สินเท่าไร” ช่วงเวลา ระหว่างช่วงเวลา (1 ม.ค. – 31 ธ.ค.) ณ วันใดวันหนึ่ง (31 ธ.ค.) แสดงอะไร รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุน สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน “สรุปรายรับ-รายจ่ายทั้งปี” เหมือน “ภาพถ่ายสถานะการเงินวันสุดท้าย” ทั้ง 2 งบเชื่อมกัน เพราะกำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะไปเพิ่ม “กำไรสะสม” ในงบแสดงฐานะการเงิน อ่านรายละเอียดงบดุลเพิ่มเติมได้ที่บทความ PEAK สรุป งบกำไรขาดทุนเป็นเครื่องมือวัดผลธุรกิจที่เจ้าของ SME ทุกคนควรอ่านเป็น สิ่งที่ควรทำหลังอ่านบทความนี้จบ ดูงบกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สร้างงบกำไรขาดทุนอัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกรายการ เจ้าของกิจการดูได้ทุกเมื่อว่ากำไรหรือขาดทุน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับงบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร เรียกว่า Income Statement หรือ Profit and Loss Statement (P&L) ทั้ง 2 ชื่อใช้แทนกันได้ โดย Income Statement นิยมใช้ในงบการเงินที่เป็นทางการ ส่วน P&L มักใช้ในการสนทนาและรายงานภายในบริษัท งบกำไรขาดทุน ต้องยื่นเมื่อไร นิติบุคคลต้องยื่นงบกำไรขาดทุนพร้อมกับงบการเงินชุดสมบูรณ์ให้ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี เช่น ปิดงบ 31 ธันวาคม ต้องยื่นไม่เกิน 31 พฤษภาคมของปีถัดไป ส่วนการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (แบบ ภ.ง.ด.50 คือแบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี งบรายได้และค่าใช้จ่าย คืองบกำไรขาดทุนหรือไม่ ใช่ เป็นงบเดียวกัน ต่างแค่ชื่อเรียก โดยหลังมาตรฐาน NPAEs ปรับปรุงปี 2565 ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “งบกำไรขาดทุน” ทั้งหมดแล้ว ดังนั้นถ้าเจอชื่อเดิมในเอกสารเก่า ให้เข้าใจว่าเป็นงบตัวเดียวกัน งบกำไรขาดทุน ดูได้จากที่ไหน ถ้าเป็นกิจการของตัวเอง ขอจากนักบัญชีหรือดูจากโปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ ถ้าต้องการดูงบการเงินของบริษัทอื่น เช็คได้ที่ระบบ DBD DataWarehouse ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งรวบรวมงบการเงินของนิติบุคคลทุกรายที่ยื่นแล้ว ส่วนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ดูได้ที่เว็บไซต์ SET ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

PEAK MCP คืออะไร วิธีเชื่อม AI กับระบบบัญชี PEAK

ถ้าวันนี้คุณอยากออก Invoice คุณต้องเปิดโปรแกรมบัญชี กรอกข้อมูลเอง แล้วค่อยปิดหน้าจอกลับไปทำงานอื่น แต่ถ้าคุณแค่พิมพ์บอก AI ว่า “ออก Invoice ให้บริษัท ABC 5,000 บาท” แล้วมันจัดการให้เลยล่ะ? นั่นคือสิ่งที่ PEAK MCP ทำได้ บทความนี้จะพาคุณรู้จัก MCP ว่าคืออะไร ต่างจาก API ยังไง แล้วตั้งค่า PEAK MCP ยังไงให้ใช้งานได้จริง MCP คืออะไร — อธิบายแบบเข้าใจง่ายสำหรับผู้ประกอบการ MCP ย่อมาจาก Model Context Protocol เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ที่พัฒนาโดย Anthropic ผู้สร้าง Claude AI ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ให้ AI เข้าถึงระบบภายนอกได้อย่างปลอดภัย ผู้ใช้แค่พิมพ์คำสั่ง AI ก็ดำเนินการให้ได้ทันที MCP ทำงานยังไง — Host, Client, Server MCP มี 3 ส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน สรุปง่ายๆ คือ คุณพิมพ์ใน Claude → Claude ส่งต่อผ่าน MCP → PEAK ดำเนินการ → ผลลัพธ์กลับมาแสดงใน Claude MCP ต่างจาก API ปกติอย่างไร API แบบเดิมต้องมีนักพัฒนาเขียนโปรแกรมเชื่อม ต้องเข้าใจโครงสร้างข้อมูล ต้องจัดการ authentication เอง เหมาะกับการส่งข้อมูลอัตโนมัติระหว่างซอฟต์แวร์ MCP ต่างตรงที่ออกแบบมาให้ “AI ใช้ได้เลย” ไม่ต้องมีความรู้ด้าน programming แค่ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วสั่งงานผ่านภาษาพูด เหมือนบอกผู้ช่วยว่าอยากให้ทำอะไร PEAK MCP คืออะไร — เชื่อมต่อ AI กับระบบบัญชีของคุณ PEAK MCP คือ MCP Server ที่ทีม PEAK พัฒนาขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ PEAK สั่งงานระบบบัญชีผ่าน Claude ได้โดยตรง ไม่ต้องเปิดโปรแกรมแล้วคลิกทีละขั้น แค่บอกว่าอยากทำอะไร Claude จัดการให้ ทำอะไรได้บ้างผ่าน PEAK MCP ความสามารถของ PEAK MCP ครอบคลุมเทียบเท่ากับ PEAK Open API ตัวอย่างสิ่งที่ทำได้ ใครเหมาะกับ PEAK MCP วิธีเชื่อมต่อ PEAK MCP ใน 4 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 — ติดตั้ง Claude Desktop ดาวน์โหลดและติดตั้ง Claude Desktop จาก claude.ai แอปนี้ดาวน์โหลดฟรี สมัครบัญชีและเข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย ขั้นที่ 2 — สร้าง Access Token จาก PEAK 2.1 เปิด PEAK Account → ไปที่ การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก 2.2 กดปุ่ม เชื่อมต่อ MCP 2.3 กด ยืนยัน ข้อควรรู้ในการเชื่อมต่อ 2.4 ระบุชื่อ MCP Key ที่ต้องการเชื่อมต่อ เช่น ChatGPT, Claude 2.5 ระบบจะทำการออกเลข User Token สามารถคัดลอกเพื่อนำ User Token ไปใส่ใน MCP Connector ขั้นที่ 3 — เชื่อมต่อ Claude กับ PEAK เปิด claude.ai → เลือก Settings → แท็บ Customize → Connectors → กดไอคอน + → เลือก Add custom connector ใส่ URL: จากนั้นใส่ข้อมูล Token, Connect ID และ Connect Key แล้วทำการเชื่อมต่อ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้  ขั้นที่ 4 — ลองทดสอบการเชื่อมต่อ ลองพิมพ์ใน Claude: “ขอรายชื่อช่องทางการเงินที่ฉันมี” และดูข้อมูลว่า AI แสดงผลออกมาถูกต้องกับข้อมูลของคุณหรือไม่ ตัวอย่าง prompt ใช้งาน PEAK MCP ที่ทำได้ทันที ออกเอกสาร เช่น ใบเสนอราคา, ใบเสร็จรับเงิน จัดการผู้ติดต่อและรายการสินค้า PEAK MCP vs PEAK Open API — ต่างกันอย่างไร ทั้ง PEAK MCP และ PEAK Open API เข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน แต่วิธีใช้ต่างกัน PEAK Open API เหมาะกับ นักพัฒนา ที่ต้องการให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ เช่น ให้ POS สร้าง Invoice ใน PEAK ทุกครั้งที่ปิดการขาย ต้องเขียนโค้ด ต้องจัดการ authentication ต้องใช้ Package PEAK PRO Plus ขึ้นไป PEAK MCP เหมาะกับ ผู้ใช้ทั่วไป ที่อยากสั่งงานด้วยภาษาพูดผ่าน Claude ไม่ต้องมีทีม IT ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วใช้ได้เลย ถ้าเปรียบ API เหมือนจ้างวิศวกรมาต่อท่อน้ำให้ไหลอัตโนมัติ MCP เหมือนบอกผู้ช่วยว่า “ช่วยเปิดน้ำให้หน่อย” แล้วเขาทำให้ทันที ข้อควรรู้ก่อนใช้ PEAK MCP ความปลอดภัยของข้อมูล PEAK MCP ออกแบบมาให้ปลอดภัย การใช้งานต้องมี Access Token ที่ออกจากระบบ PEAK ข้อมูลส่งผ่านการเข้ารหัส และ AI เข้าถึงได้เฉพาะข้อมูลของกิจการที่ผูกไว้กับ Token นั้น ยกเลิกการใช้งานได้ตลอดเวลาจากหน้าตั้งค่าใน PEAK Account ข้อจำกัดที่ควรรู้ Token 1 ชุด ผูกกับ 1 กิจการ (Merchant) และ 1 User เท่านั้น ถ้าดูแลหลายกิจการ ต้องสร้าง Token แยกแต่ละกิจการ ไม่สามารถสลับไปมาได้ ควรตรวจสอบผลลัพธ์ที่ AI สร้างให้ก่อนส่งเอกสารจริงทุกครั้ง โดยเฉพาะตัวเลขและชื่อผู้ติดต่อ สรุป: PEAK MCP ช่วยให้จัดการบัญชีง่ายขึ้นยังไง PEAK MCP เปลี่ยนวิธีทำงานบัญชีจาก “เปิดโปรแกรม → คลิกเมนู → กรอกข้อมูล” เป็น “พิมพ์บอก Claude → ได้ผลลัพธ์” ตั้งค่า 4 ขั้นตอน ใช้เวลาไม่นาน ได้ผู้ช่วย AI ที่เข้าถึงระบบบัญชีจริงของคุณ เริ่มใช้ PEAK MCP วันนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วทำตามขั้นตอนด้านบนได้เลย สำหรับนักพัฒนาที่อยากให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ ดูรายละเอียด PEAK Open API เพิ่มเติม คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PEAK MCP PEAK MCP ใช้ฟรีไหม การใช้งาน PEAK MCP ต้องมีบัญชี PEAK Account ที่ active อยู่ ส่วน Claude Desktop ดาวน์โหลดและสมัครได้ฟรีจาก claude.ai สำหรับรายละเอียดค่าใช้จ่ายและ Package ที่รองรับ ตรวจสอบได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ต้องเป็น Package อะไรถึงใช้ PEAK MCP ได้ ถ้า Package ของคุณรองรับ เมนู การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก จะมีปุ่ม “เชื่อมต่อ MCP” ให้กด หากยังไม่เห็น แสดงว่า Package ปัจจุบันยังไม่รองรับ สามารถอัปเกรดได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ใช้ได้กับ AI ตัวอื่นนอกจาก Claude ไหม ปัจจุบัน PEAK MCP รองรับการใช้งานผ่าน Claude ของ Anthropic เป็นหลัก เนื่องจาก MCP เป็นมาตรฐานเปิด หาก AI ตัวอื่นรองรับ MCP ในอนาคต ก็มีโอกาสใช้งานร่วมกันได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก