ความรู้ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

10 ก.ค. 2026

Main ASC Team

14 min

หนังสือรับรองบริษัทคืออะไร ใช้เมื่อไร พร้อมวิธีคัดออนไลน์

เจ้าของกิจการหลายคนเพิ่งรู้ว่าต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทก็ตอนที่ธนาคารหรือคู่ค้าร้องขอ พอถึงเวลาจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องขอจากไหน เอกสารมีอายุกี่เดือน หรือต่างจาก บอจ.5 ตรงไหน บทความนี้ตอบครบทุกคำถามเรื่องหนังสือรับรองบริษัท ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงวิธีคัดออนไลน์ด้วยตัวเอง พร้อมค่าธรรมเนียมและข้อควรระวัง หนังสือรับรองบริษัทคืออะไร มีข้อมูลอะไรบ้าง หนังสือรับรองบริษัท คือเอกสารที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ออกให้ เพื่อยืนยันว่าบริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและมีตัวตนจริง เปรียบเหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ที่คู่ค้าและธนาคารใช้ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานได้ทันที เอกสารนี้เรียกเป็นทางการว่า “หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล” ข้อมูลที่ระบุมี 5 รายการหลัก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท มีกรรมการ 2 คน ลงนามร่วมกัน ข้อมูลทั้งหมดจะแสดงในหนังสือรับรองฉบับเดียว ธุรกิจต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทเมื่อไร กิจการมักต้องใช้หนังสือรับรองในหลายสถานการณ์ โดยแต่ละหน่วยงานกำหนดอายุเอกสารที่ยอมรับต่างกัน (ดูรายละเอียดอายุในหัวข้อ “ใช้ได้กี่เดือน”) เปิดบัญชีธนาคาร ธนาคารทุกแห่งกำหนดให้ใช้หนังสือรับรองคู่กับ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) เพื่อตรวจสอบอำนาจลงนาม ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ล่วงหน้า 1 ถึง 2 วันก่อนนัดเปิดบัญชี ยื่นประมูลงานราชการ เอกสารประกอบซองประมูลต้องมีหนังสือรับรองเสมอ ควรเผื่อเวลาคัดเอกสารก่อนวันยื่นซองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ข้อดีของการคัดหนังสือรับรองออนไลน์คือทำได้ทุกวันรวมวันหยุด ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารและสถาบันการเงินใช้หนังสือรับรองยืนยันสถานะกิจการก่อนอนุมัติวงเงิน บางแห่งขอหนังสือรับรองพร้อมงบการเงินและ บอจ.5 ด้วย ซึ่งขอพร้อมกันได้ในระบบ e-Service ยืนยันตัวตนกิจการใน PEAK การ Verify กิจการบน PEAK ต้องใช้หนังสือรับรองเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและป้องกันการถูกแอบอ้าง กิจการที่ Verify แล้วจะแสดงเครื่องหมายยืนยันบนระบบ วิธีคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ระบบ DBD e-Service เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06:00 ถึง 21:00 น. รวมวันหยุดราชการ บุคคลทั่วไปสามารถคัดหนังสือรับรองของบริษัทใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เกี่ยวข้อง (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบ e-Service เข้าเว็บไซต์ ebiz.dbd.go.th แล้วกดลงทะเบียน กรอกข้อมูล Username, Password และข้อมูลติดต่อ เมื่อลงทะเบียนเสร็จให้เข้าสู่ระบบด้วย Username ที่สร้างไว้ หากเคยลงทะเบียนแล้วให้ล็อกอินได้ทันที เลือกเอกสารและค้นหาบริษัท เลือก “หนังสือรับรอง” เป็นประเภทเอกสารที่ต้องการ หากต้องการ บอจ.5 หรืองบการเงินด้วย สามารถเลือกเพิ่มในขั้นตอนเดียวกัน จากนั้นกรอกเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ระบบรองรับการขอเอกสารหลายบริษัทพร้อมกัน ตรวจสอบรายการและชำระเงิน ระบบจะแสดงค่าธรรมเนียมรวมให้ตรวจสอบก่อนยืนยัน เลือกรูปแบบใบเสร็จได้ทั้งในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จากนั้นกดพิมพ์ใบนำชำระเงิน ชำระได้หลายช่องทาง ทั้งสแกน QR Code, Internet Banking หรือที่เคาน์เตอร์ธนาคาร รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อชำระเงินเสร็จ กลับมาที่หน้า “ติดตามสถานะ” ในระบบ e-Service เอกสารจะพร้อมดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ที่มีลายเซ็นดิจิทัลของ DBD หากเลือกรับเอกสารตัวจริง DBD จะจัดส่งทางไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมคัดหนังสือรับรอง ออนไลน์ vs ไปสำนักงาน ค่าธรรมเนียมแตกต่างตามช่องทางและประเภทเอกสาร (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) เอกสาร ออนไลน์ (e-Service) ที่สำนักงาน DBD หนังสือรับรองนิติบุคคล 200 บาท รายการละ 40 บาท (ปกติ 5 รายการ รวม 200 บาท) ค่าบริการธนาคาร 150 บาท ไม่มี รวมหนังสือรับรอง 350 บาท 200 บาท รับรองสำเนา บอจ.5 150 บาท หน้าละ 50 บาท ตัวอย่างเช่น คัดหนังสือรับรองออนไลน์พร้อม บอจ.5 จะเสียค่าธรรมเนียมรวม 200 + 150 + ค่าบริการธนาคาร 150 = 500 บาท การขอออนไลน์มีค่าบริการธนาคารเพิ่ม 150 บาท แต่ประหยัดเวลาเดินทางและรอคิว นิติบุคคลใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ลดค่าธรรมเนียมครึ่งราคา หนังสือรับรองบริษัทใช้ได้กี่เดือน กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุการใช้งานของหนังสือรับรอง แต่หน่วยงานที่รับเอกสารจะกำหนดเอง ดังนี้ หน่วยงานปลายทาง อายุที่ยอมรับ ตัวอย่างการใช้งาน ธนาคาร ไม่เกิน 1 เดือน เปิดบัญชี ขอสินเชื่อ หน่วยงานราชการ ไม่เกิน 3 เดือน ประมูลงาน ขอใบอนุญาต คู่ค้าเอกชน 3 ถึง 6 เดือน ทำสัญญา ยื่นเป็นคู่ค้า PEAK Verify กิจการ ไม่เกิน 3 เดือน ยืนยันตัวตนกิจการบน PEAK ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ใกล้วันที่ใช้งานมากที่สุด เพื่อไม่ให้เอกสารหมดอายุก่อนยื่น หนังสือรับรองบริษัทกับ บอจ.5 ต่างกันอย่างไร หลายกิจการสับสนว่าต้องขอเอกสารไหน เพราะธนาคารมักขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน รายการ หนังสือรับรองบริษัท บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ออกโดย DBD รับรอง DBD รับรองสำเนา ข้อมูลหลัก ชื่อ ที่ตั้ง ทุน กรรมการ วัตถุประสงค์ รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น สัดส่วนการถือหุ้น ใช้เมื่อ ยืนยันตัวตนบริษัท ตรวจสอบอำนาจกรรมการ ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น สรุปง่าย ๆ คือ หนังสือรับรองบอกว่า “บริษัทนี้คือใคร” ส่วน บอจ.5 บอกว่า “ใครเป็นเจ้าของ” หากต้องเปิดบัญชีธนาคาร ควรขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน ข้อควรระวังเมื่อคัดหนังสือรับรองออนไลน์ สรุป: คัดหนังสือรับรองออนไลน์ง่ายกว่าที่คิด การคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ทำได้ 4 ขั้นตอน คือลงทะเบียน เลือกเอกสาร ชำระเงิน แล้วดาวน์โหลด ใช้เวลาไม่เกิน 1 วันทำการ สิ่งสำคัญที่สุดคือคัดเอกสารให้ใกล้วันใช้งาน และเลือกอายุให้ตรงกับที่หน่วยงานปลายทางกำหนด จัดการเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อมีหนังสือรับรองพร้อมแล้ว กิจการสามารถใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จัดการเอกสารทางการเงินได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน จนถึงใบกำกับภาษี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังสือรับรองบริษัท คัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ใช้เวลากี่วัน การขอแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์จะได้รับเอกสารภายในวันทำการเดียวกัน หลังระบบตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย หากเลือกรับเอกสารตัวจริงทางไปรษณีย์จะใช้เวลาเพิ่มอีก 3 ถึง 5 วันทำการ ขอหนังสือรับรองบริษัทของบริษัทอื่นได้ไหม ได้ เพราะข้อมูลนิติบุคคลเป็นข้อมูลสาธารณะ ไม่ต้องแนบหนังสือมอบอำนาจหรือแสดงเหตุผล เพียงชำระค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) หนังสือรับรองอิเล็กทรอนิกส์ใช้แทนฉบับจริงได้หรือไม่ ได้ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์จาก DBD มีลายเซ็นดิจิทัลรับรอง ถือเป็นเอกสารต้นฉบับทางราชการ ธนาคารและหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ยอมรับ (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารได้ที่หน้า “ตรวจสอบเอกสาร” บนเว็บ DBD e-Service ขอหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนออนไลน์ได้ไหม ได้ ระบบ DBD e-Service รองรับทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน และบริษัทมหาชนจำกัด ขั้นตอนและค่าธรรมเนียมเหมือนกันทุกประเภทนิติบุคคล เพียงกรอกเลขทะเบียน 13 หลัก ขอหนังสือรับรองบริษัทผ่านธนาคารทำอย่างไร นอกจาก e-Service แล้ว กิจการยังขอผ่านสาขาธนาคารที่ร่วมโครงการ DBD e-Certificate ได้ ปัจจุบันมี 10 ธนาคาร เช่น กสิกรไทย กรุงไทย กรุงเทพ ไทยพาณิชย์ รวมกว่า 4,000 สาขาทั่วประเทศ ค่าธรรมเนียมเท่ากับการขอผ่าน e-Service แจ้งเลขทะเบียนนิติบุคคลที่สาขาได้ทันที ขอหนังสือรับรองบริษัทภาษาอังกฤษออนไลน์ได้ไหม ได้ DBD มีระบบแยกต่างหากที่ encert.dbd.go.th สำหรับขอหนังสือรับรองฉบับภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,200 บาท (ค่ากฎกระทรวง 200 + ค่าดำเนินการแปล 1,000 บาท) เหมาะสำหรับกิจการที่ต้องใช้เอกสารทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ระบบนี้แยกจาก e-Service ที่ออกฉบับภาษาไทย หากต้องนำไปใช้ต่างประเทศอาจต้องรับรองเอกสารเพิ่มที่กระทรวงการต่างประเทศ (Legalization) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

Main ASC Team

12 min

โบนัสคืออะไร วิธีคิดโบนัสพร้อมตัวอย่าง ฉบับเจ้าของกิจการ

ทุกสิ้นปี เจ้าของกิจการ SME หลายคนต้องตัดสินใจว่า จะจ่ายโบนัสให้พนักงานเท่าไร ใช้สูตรอะไร และต้องจัดการเรื่องภาษีกับบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องรายจ่ายทางภาษีที่มักถูกมองข้าม โบนัสคืออะไร เงินโบนัส คือ ค่าตอบแทนพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงาน นอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับทุกเดือน โดยมักจ่ายปีละครั้ง หรือตามรอบที่กิจการกำหนด เช่น ทุก 6 เดือน หลายกิจการใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับทีม โบนัสกับค่าจ้างต่างกันอย่างไร ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 “ค่าจ้าง” หมายถึง เงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ ส่วนโบนัสไม่ได้จ่ายตอบแทนการทำงานประจำ จึงไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย ความแตกต่างสำคัญคือ ถ้าไม่จ่ายค่าจ้าง ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ถ้าไม่จ่ายโบนัส ไม่ผิด ยกเว้นกรณีที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน โบนัส ค่าคอมมิชชัน และ Incentive ต่างกันอย่างไร เจ้าของกิจการหลายคนสับสนสามคำนี้ ความจริงแล้วแตกต่างกันทั้งวิธีจ่ายและจังหวะ ในทางภาษี ทั้งสามอย่างเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนกันหมด โบนัสมีกี่ประเภท การจ่ายเงินโบนัสแบ่งได้ 3 รูปแบบหลัก ซึ่งส่งผลต่อทั้งแรงจูงใจพนักงานและภาษีของกิจการ รูปแบบที่ 1 แบบการันตี (Guaranteed Bonus) แบบการันตี คือ เงินรางวัลที่กำหนดจ่ายแน่นอนตามสัญญาจ้าง เช่น “ได้เงินพิเศษ 1 เดือนทุกปี” ไม่ว่าผลประกอบการจะเป็นอย่างไร ข้อดีคือพนักงานมีความมั่นคง แต่ข้อเสียคือไม่ได้ผูกกับผลงาน จึงอาจไม่กระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น รูปแบบที่ 2 ตามผลงาน (Performance-Based) แบบตามผลงาน คือ การจ่ายโบนัสที่ผูกกับเกณฑ์ที่วัดได้ เช่น KPI ยอดขาย จำนวนชิ้นงาน หรือคะแนนประเมิน ใครทำผลงานดีก็ได้มากกว่า และสามารถนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เพราะไม่ได้คิดจากผลกำไร รูปแบบที่ 3 ตามกำไรสุทธิ (Profit-Sharing) แบบตามกำไรสุทธิ คือ การคำนวณจากกำไรเมื่อสิ้นรอบบัญชี เช่น ปีนี้มีกำไร 2 ล้านบาท จัดสรร 10% เป็นเงินรางวัลให้ทีม เจ้าของกิจการต้องระวังว่า แบบนี้มีผลทางภาษี (รายละเอียดอยู่ใน section “บันทึกบัญชีและภาษี” ด้านล่าง) วิธีคิดโบนัสพร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณขึ้นอยู่กับรูปแบบที่กิจการเลือกใช้ ลองดูตัวอย่าง 3 แบบที่ใช้กันบ่อย 1. สูตรคำนวณแบบ X เดือน นี่คือแบบที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด คำนวณง่ายเพราะยึดจากเงินเดือน เงินพิเศษ = เงินเดือน × จำนวนเดือนที่กำหนด ตัวอย่าง พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท กิจการจ่ายโบนัส 1.5 เดือน 25,000 × 1.5 = 37,500 บาท 2. สูตรคำนวณตามผลงาน (KPI-Based) เงินพิเศษ = เงินเดือน × อัตราตามผลงาน KPI ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดเกณฑ์ไว้ดังนี้ พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท ได้ KPI 85% จะได้รับเงินพิเศษ 1 เดือน เท่ากับ 30,000 บาท 3. สูตรคำนวณตามกำไร (Profit-Sharing) เงินรางวัลรวม = ยอดจัดสรร × สัดส่วนของพนักงานแต่ละคน ตัวอย่าง กิจการจัดสรรเงิน 500,000 บาท ให้พนักงาน 10 คน แบ่งตามสัดส่วนเงินเดือน คนที่เงินเดือนสูงกว่าได้มากกว่า แบบนี้ต้องดูเรื่องภาษีให้ดี เพราะอาจเข้าข่ายรายจ่ายต้องห้าม (รายละเอียดใน section ถัดไป) กิจการต้องจ่ายโบนัสให้พนักงานหรือไม่ กฎหมายแรงงานไม่ได้บังคับให้กิจการต้องจ่ายเงินพิเศษนี้ เรื่องนี้เป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ถ้าสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงานระบุไว้ชัดเจน เช่น “จ่ายโบนัสปีละ X เดือน” นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามนั้น ถ้าไม่จ่าย ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องได้ เจ้าของกิจการ SME จึงควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาทในอนาคต วิธีตั้งงบโบนัสสำหรับ SME ก่อนจ่ายเงินพิเศษ เจ้าของกิจการควรวางแผนงบล่วงหน้า ไม่ใช่รอดูกำไรปลายปีแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะจะทำให้ควบคุมต้นทุนไม่ได้ วิธีง่ายที่สุด คือ ตั้งงบเป็นสัดส่วนของรายได้รวม เช่น กำหนดไว้ 3-5% ของรายได้ทั้งปี แล้วแบ่งให้พนักงานตามเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้วางแผนกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น อีกเรื่องที่สำคัญคือ ควรกำหนดเกณฑ์จ่ายจากผลงาน ไม่ใช่จากกำไร เพราะนอกจากกระตุ้นพนักงานได้ดีกว่าแล้ว ยังนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้อีกด้วย โบนัสกับการบันทึกบัญชีและภาษี เรื่องบัญชีและภาษีเป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการมักมองข้าม แต่ถ้าจัดการไม่ถูก อาจเสียภาษีเพิ่มโดยไม่จำเป็น เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การจ่าย ถ้าอยากให้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องกำหนดเกณฑ์จากสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่กำไรสุทธิ และทำเป็นระเบียบบริษัทไว้ให้ชัดเจน บันทึกค้างจ่ายอย่างไร ถ้ากิจการจ่ายโบนัสในเดือนมกราคม แต่เป็นของผลงานปีก่อน ต้องบันทึกเป็น “ค้างจ่าย” ในงบของปีก่อน ณ วันสิ้นปี (31 ธ.ค.) — ตั้งค้างจ่าย รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินรางวัลพนักงาน xxx เงินรางวัลค้างจ่าย xxx เมื่อจ่ายจริง (ม.ค. ปีถัดไป) — ล้างค้างจ่าย รายการ เดบิต เครดิต เงินรางวัลค้างจ่าย xxx เงินฝากธนาคาร xxx ถ้าใช้ PEAK Payroll สามารถตั้งค่ารายการและเลือกบัญชีที่ผูกไว้ได้ ระบบจะช่วยบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ลดโอกาสบันทึกผิด สรุป สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจำเรื่องโบนัส จัดการเงินเดือนและเงินพิเศษให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าคุณต้องจัดการเงินเดือนและภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้พนักงาน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน ออกสลิป สร้างไฟล์ ภ.ง.ด.1 และบันทึกรายการเงินพิเศษได้ในระบบเดียว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโบนัส โบนัส 1.5 เดือน คือเท่าไร เอาเงินเดือนคูณ 1.5 เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ได้ 30,000 บาท ส่วนที่หลายคนสงสัยคือ ตัวเลข 1.5 เดือนนี้คิดจากเงินเดือนฐานเท่านั้น ไม่รวมค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน หรือเบี้ยเลี้ยง ยกเว้นกิจการจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในระเบียบ ลาออกก่อนจ่ายโบนัส ได้ไหม ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละกิจการ ส่วนใหญ่กำหนดว่าพนักงานต้องมีสถานะอยู่จนถึงวันจ่าย ถ้าลาออกก่อน มักไม่มีสิทธิได้รับ แต่ถ้าสัญญาจ้างไม่ได้ระบุเงื่อนไขนี้ อาจเรียกร้องได้ โบนัสต้องหักประกันสังคมไหม ไม่ต้อง เพราะเงินพิเศษนี้ไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามนิยามของกฎหมายประกันสังคม ที่หมายถึงค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติเท่านั้น เงินรางวัลเป็นเงินจูงใจ ไม่ต้องคำนวณเงินสมทบประกันสังคม โบนัสต้องหักภาษีไหม ต้องหัก เพราะเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกับเงินเดือนของเดือนที่จ่าย แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

6 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

EBITDA คืออะไร? สูตร วิธีคำนวณ และตัวอย่างจริงสำหรับ SME

EBITDA คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจทำกำไรจากการดำเนินงานได้เท่าไร โดยยังไม่นับดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หลายคนเข้าใจว่าตัวเลขนี้เป็นเรื่องของนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่เจ้าของ SME ก็ใช้ได้เช่นกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงตัวอย่างตัวเลขจริงที่นำไปใช้ได้ทันที EBITDA คืออะไร ย่อมาจากอะไร EBITDA (อ่านว่า อี-บิท-ด้า) ย่อมาจาก Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation, and Amortization แปลเป็นไทยว่า กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักของธุรกิจ เหตุผลที่ต้องไม่นับ 4 รายการนี้ เพราะแต่ละรายการไม่ได้สะท้อนฝีมือการบริหารโดยตรง เมื่อตัดตัวแปรเหล่านี้ออก จะเห็นว่าธุรกิจทำเงินจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไร สูตร EBITDA พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง คำนวณได้ 2 วิธี ทั้งสองวิธีได้ผลลัพธ์เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่ามีข้อมูลตัวไหนอยู่ในมือ สูตรที่ 1 เริ่มจากกำไรสุทธิ (Bottom-Up) วิธีนี้เหมาะกับคนที่เปิดงบกำไรขาดทุนแล้วเห็นบรรทัดกำไรสุทธิก่อน เอากำไรสุทธิมาบวกกลับรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก EBITDA = กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่าย + ภาษี + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย สูตรที่ 2 เริ่มจากกำไรจากการดำเนินงาน (Top-Down) วิธีนี้เหมาะกับคนที่ดูงบแล้วเจอบรรทัดกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) เพราะตัวเลขนี้หักดอกเบี้ยและภาษีไปแล้ว จึงบวกกลับแค่ค่าเสื่อมราคากับค่าตัดจำหน่าย EBITDA = กำไรจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย ตัวอย่างคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ยอดขาย 5 ล้านบาทต่อปี สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ มีตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนปี 2568 ดังนี้ คำนวณแบบ Bottom-Up EBITDA = 800,000 + 100,000 + 200,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจหลักสร้างกำไรได้ 1.3 ล้านบาทต่อปี ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา EBIT กับ EBITDA ต่างกันอย่างไร EBIT คือกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (Earnings Before Interest and Taxes) ยังไม่บวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายกลับ ตัวเลขทั้งคู่วัดกำไรจากการดำเนินงาน แต่ลึกต่างกัน จากตัวอย่างบริษัท ก ข้างต้น EBIT = 800,000 + 100,000 + 200,000 = 1,100,000 บาท EBITDA = 1,100,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท EBIT ไม่บวกค่าเสื่อมราคากลับ จึงได้ตัวเลขต่ำกว่า EBITDA เสมอ EBIT และ EBITDA เหมาะกับธุรกิจประเภทใด ธุรกิจที่มีทรัพย์สินถาวรมาก เช่น โรงงานผลิต โรงแรม หรือโลจิสติกส์ ควรใช้ EBIT เป็นตัวหลัก เพราะค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนที่สะท้อนการดำเนินงานจริง ส่วนธุรกิจบริการ เทคโนโลยี หรือร้านค้าออนไลน์ที่ทรัพย์สินถาวรไม่สูง ใช้ EBITDA ได้สะดวกกว่า เพราะตัดความแตกต่างของนโยบายค่าเสื่อมราคาออก EBIT Margin และ EBITDA Margin คืออะไร ใช้ประเมินธุรกิจอย่างไร ทั้งสองคืออัตราส่วนที่บอกว่าทุก 100 บาทที่ขายได้ เหลือเป็นกำไรจากการดำเนินงานกี่บาท EBIT Margin วัดกำไรหลังหักค่าเสื่อมราคาแล้ว ส่วน EBITDA Margin วัดกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา สูตร EBIT Margin และ EBITDA Margin EBIT Margin (%) = EBIT ÷ รายได้ × 100 EBITDA Margin (%) = EBITDA ÷ รายได้ × 100 ตัวอย่างเปรียบเทียบ 2 ธุรกิจ สมมติเปรียบเทียบร้านค้าออนไลน์ 2 แห่ง บริษัท ก (ชื่อสมมุติ) รายได้ 5 ล้านบาท EBIT Margin = 1,100,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 22% EBITDA Margin = 1,300,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 26% บริษัท ข (ชื่อสมมุติ) รายได้ 10 ล้านบาท EBITDA 2 ล้านบาท EBITDA Margin = 2,000,000 ÷ 10,000,000 × 100 = 20% แม้บริษัท ข มีรายได้มากกว่า แต่ Margin ต่ำกว่า แปลว่าบริษัท ก บริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพกว่า ถ้าค่าเสื่อมราคาสูง ช่องว่างระหว่าง Margin ทั้งสองจะยิ่งห่าง ธุรกิจที่ลงทุนในทรัพย์สินราคาแพง เช่น โรงแรมหรือโรงงาน ควรดูทั้งสองตัวเทียบกัน ทำไม EBITDA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ SME ตัวเลขนี้ช่วยให้เจ้าของ SME เข้าใจภาพรวมธุรกิจได้เร็ว โดยไม่ต้องอ่านงบการเงินทั้งฉบับ ใช้ได้ทั้งวิเคราะห์ตัวเอง เทียบคู่แข่ง และเตรียมตัวเข้าหาแหล่งเงินทุน ใช้ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารดูตรงไหน เวลาขอสินเชื่อ ธนาคารมักดูอัตราส่วน Debt-to-EBITDA Ratio ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ หมายความว่ากำไรจากการดำเนินงานเพียงพอจะจ่ายหนี้ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีหนี้สินรวม 3 ล้านบาท และ EBITDA 1.3 ล้านบาท Debt-to-EBITDA = 3,000,000 ÷ 1,300,000 = 2.3 เท่า ตัวเลข 2.3 เท่าหมายความว่าถ้าใช้กำไรจากการดำเนินงานทั้งหมดไปจ่ายหนี้ จะหมดภายใน 2.3 ปี ยิ่งต่ำยิ่งดีในสายตาธนาคาร ใช้ประเมินมูลค่ากิจการด้วย EV/EBITDA EV/EBITDA (Enterprise Value to EBITDA) เป็นอัตราส่วนยอดนิยมสำหรับประเมินมูลค่าธุรกิจ โดย EV คือมูลค่ารวมของกิจการ ตัวเลขนี้บอกว่านักลงทุนต้องจ่ายกี่เท่าของกำไรจากการดำเนินงาน ถึงจะซื้อธุรกิจนี้ได้ทั้งหมด ถ้าอัตราส่วนต่ำ อาจหมายความว่าธุรกิจราคาถูกเมื่อเทียบกับกำลังทำกำไร เป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของ SME ที่เตรียมขายกิจการหรือหานักลงทุนเข้ามาร่วมทุน ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้ EBITDA EBITDA มีประโยชน์ แต่ไม่สมบูรณ์แบบ ควรเข้าใจข้อจำกัดก่อนนำไปตัดสินใจ ไม่นับค่าใช้จ่ายลงทุนในทรัพย์สิน ธุรกิจที่ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ทุกปี จะมีตัวเลขนี้สูงเพราะไม่นับค่าเสื่อมราคา แต่จริงๆ ต้องจ่ายเงินซื้อทรัพย์สินจริง กระแสเงินสดอาจไม่ดีเท่า ไม่แสดงภาระหนี้ บริษัทที่กู้เงินมาก ตัวเลขอาจดูดี แต่กำไรสุทธิอาจต่ำเพราะดอกเบี้ยกินหมด ควรดูคู่กับงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสด เปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรมได้ยาก ธุรกิจบริการที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก Margin จะสูงกว่าธุรกิจผลิต การเทียบจึงต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกัน สรุป EBITDA ตัวเลขที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจเร็วขึ้น ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้เจ้าของ SME มองเห็นกำลังทำกำไรที่แท้จริง โดยตัดตัวแปรที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานออก จัดการงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK อยากดูกำไรขาดทุนของธุรกิจแบบ Real-time ไม่ต้องรอปิดบัญชี? PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยดูรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรได้ทุกเวลา และ PEAK Board ช่วยวิเคราะห์ผลประกอบการแยกตามสาขา แผนก หรือโปรเจกต์ เห็นตัวเลขชัดเจนก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ EBITDA EBITDA ติดลบหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าธุรกิจยังสร้างกำไรจากการดำเนินงานหลักไม่ได้ แม้จะยังไม่นับดอกเบี้ยและภาษีก็ตาม มักเจอใน Startup ที่ลงทุนหนักเพื่อสร้างฐานลูกค้า ถ้าติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาส ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบรายได้ กำไรสุทธิกับ EBITDA ต่างกันตรงไหน กำไรสุทธิ (Net Profit) หักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เป็นตัวเลขที่เหลือจริงๆ ส่วน EBITDA หักแค่ต้นทุนจากการดำเนินงาน จึงได้ตัวเลขสูงกว่าเสมอ นักวิเคราะห์ใช้กำไรสุทธิดูผลตอบแทนจริงของเจ้าของ และใช้ตัวหลังเปรียบเทียบฝีมือการบริหาร ธุรกิจประเภทไหนควรใช้เป็นตัวชี้วัด เหมาะกับธุรกิจที่มีค่าเสื่อมราคาสูง เช่น โรงแรม โรงงาน โลจิสติกส์ หรือธุรกิจเทคโนโลยีที่ลงทุนในซอฟต์แวร์มาก จะช่วยแยกผลกระทบของค่าเสื่อมราคาออก ทำให้เห็นฝีมือบริหารชัดขึ้น ส่วนธุรกิจบริการขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก ดูกำไรสุทธิอาจเพียงพอ EBITDA Margin เท่าไรถึงถือว่าดี ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ธุรกิจซอฟต์แวร์มักมี Margin สูง 30-40% เพราะต้นทุนผันแปรต่ำ ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอาจอยู่ที่ 5-15% หลักง่ายๆ คือเทียบกับค่าเฉลี่ยของธุรกิจประเภทเดียวกัน ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ย แสดงว่าบริหารต้นทุนได้ดี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

ใบเสร็จรับเงินคืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ครบทุกเรื่องที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ขายสินค้าแล้วลูกค้าขอใบเสร็จ แต่ไม่แน่ใจว่าต้องใส่ข้อมูลอะไรบ้าง ต่างจากบิลเงินสดและใบกำกับภาษีอย่างไร แล้วต้องเก็บไว้กี่ปี ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร ใบเสร็จรับเงิน คือเอกสารทางกฎหมายที่ผู้ขายต้องออกให้ผู้ซื้อทันทีที่ได้รับเงิน ตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 105 เป็นเอกสารลำดับสุดท้ายในวงจรการขาย ออกหลังจากใบแจ้งหนี้เมื่อลูกค้าชำระเงินแล้ว ฝั่งผู้ซื้อใช้เป็นหลักฐานเบิกค่าใช้จ่ายและยืนยันกับสรรพากรว่าจ่ายเงินจริง ฝั่งผู้ขายใช้บันทึกรายรับและป้องกันข้อพิพาทเรื่องการชำระเงิน กฎหมายกำหนดให้ออกใบเสร็จเมื่อไหร่ ผู้ประกอบการต้องออกใบเสร็จรับเงินทันทีทุกครั้งที่รับเงินตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป ไม่ว่าผู้ซื้อจะขอหรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่ออก มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ ตามมาตรา 127 ทวิ และอาจถูกตรวจสอบรายได้ย้อนหลัง ข้อยกเว้น: กิจการที่จด VAT และออกใบกำกับภาษีที่ระบุว่า “ชำระราคาแล้ว” กฎหมายให้ถือว่าใบกำกับภาษีนั้นทำหน้าที่แทนใบเสร็จรับเงินได้ องค์ประกอบและตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้ ตัวอย่างด้านล่างแสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี บุคคลธรรมดาใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก นิติบุคคลใช้เลขผู้เสียภาษี พร้อมระบุว่าเป็นสำนักงานใหญ่หรือสาขา นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสารและวันที่ออกให้ชัดเจน วันที่ต้องตรงกับวันที่รับเงินจริง ไม่ใช่วันที่พิมพ์ รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเก้าอี้สำนักงานให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าก่อนภาษี 32,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 2,240 บาท รวมทั้งสิ้น 34,240 บาท จำนวนเงินและวิธีชำระ แสดงจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร ถ้าจด VAT ต้องแยกแสดง VAT 7% พร้อมระบุวิธีชำระเงิน เช่น โอนผ่านธนาคาร หรือเช็ค ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ออกเอกสาร (ผู้ขาย) และฝ่ายผู้รับเอกสาร (ลูกค้า) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้วได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้วนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ใบเสร็จรับเงินมีกี่ประเภท ใบเสร็จรับเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามรูปแบบและการใช้งาน ใบเสร็จรับเงินเต็มรูปแบบ (ตามตัวอย่างด้านบน) : มีรายละเอียดครบทั้งข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายและยื่นภาษีได้ เหมาะกับธุรกิจ B2B และลูกค้าที่ต้องเบิกค่าใช้จ่าย ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ : รวมกับใบกำกับภาษีในเอกสารเดียว แต่ไม่ระบุชื่อผู้ซื้อ พบเห็นมากในรูปแบบสลิปจากเครื่อง POS ตามร้านค้าปลีกที่จด VAT จุดสังเกตคือมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” บนเอกสาร มีเลข VAT ของร้าน และระบุว่า “รวม VAT แล้ว” แต่ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ข้อจำกัดคือลูกค้าไม่สามารถนำไปขอคืน VAT ได้ ถ้าต้องการใช้สิทธิ VAT ต้องขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ บิลเงินสดต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร บิลเงินสด (Cash Bill) คือเอกสารยืนยันการรับเงินที่มีรูปแบบง่ายกว่าใบเสร็จ มักเขียนด้วยมือ พบบ่อยในร้านค้าขนาดเล็กหรือร้านที่ยังไม่จด VAT เปรียบเทียบ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด ความเป็นทางการ เอกสารทางกฎหมาย ไม่เป็นทางการ ใช้ยื่นภาษีได้ ได้ (ถ้าข้อมูลครบ) ได้บางกรณี ใช้ขอคืน VAT ได้ (ถ้าเป็นแบบเต็ม) ไม่ได้ ถ้าทำธุรกิจจริงจัง ออกใบเสร็จรับเงินดีกว่าบิลเงินสดทุกกรณี วิธีออกใบเสร็จรับเงิน เลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ กิจการขนาดเล็กที่ออกใบเสร็จเดือนละไม่กี่ใบ เริ่มจากเขียนมือหรือพิมพ์ใน Excel ก็เพียงพอ แต่ต้องระวังเรื่องข้อมูลไม่ครบและต้องคีย์ซ้ำเข้าระบบบัญชีทีหลัง กิจการที่ออกเอกสารบ่อยหรือมีลูกค้าหลายราย โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดงานซ้ำได้ เพราะข้อมูลลูกค้าและรายการสินค้าถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ใบเสร็จรับเงินต่างจากใบกำกับภาษีอย่างไร ใบเสร็จรับเงินยืนยันว่า “รับเงินแล้ว” เท่านั้น ส่วนใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ยืนยันเพิ่มว่า “มีการเก็บ VAT ไปด้วย” เปรียบเทียบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ออกได้เมื่อไหร่ ทุกครั้งที่รับเงิน ≥ 100 บาท เฉพาะกิจการที่จด VAT ต้องแสดง VAT ไหม ไม่ต้อง ต้องแสดง VAT 7% ทุกครั้ง ขอคืน VAT ได้ไหม ไม่ได้ ได้ (เฉพาะแบบเต็ม) ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ยอดขายยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ออกแค่ใบเสร็จก็พอ แต่เมื่อยอดขายถึง 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT และเปลี่ยนมาออกใบกำกับภาษีแทน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบเสร็จรับเงิน หลายกิจการออกใบเสร็จแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบ ตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดบ่อย: ออกใบเสร็จไม่ระบุเลขที่เอกสาร พอสรรพากรขอตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี หาเอกสารไม่เจอ ถูกมองว่าบันทึกบัญชีไม่สมบูรณ์ ต้องเก็บใบเสร็จรับเงินไว้กี่ปี ตามมาตรา 105 ทวิ ผู้ออกใบเสร็จต้องเก็บต้นขั้วหรือสำเนาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ผู้ซื้อแม้กฎหมายไม่บังคับโดยตรง แต่ควรเก็บไว้ 5 ปีเช่นกัน เพื่อประกอบการตรวจสอบบัญชีหรือยื่นภาษีย้อนหลัง กิจการที่มีใบเสร็จมาก แนะนำให้สแกนเก็บใน Cloud เพิ่มจากเอกสารกระดาษ สรุป ใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ออกทุกครั้งที่รับเงิน ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะเลขที่เอกสาร วันที่ รายการสินค้า และจำนวนเงิน เก็บรักษาไว้ 5 ปี และแยก VAT ให้ชัดเจนถ้าจดทะเบียนแล้ว ออกใบเสร็จรับเงินง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบเสร็จได้ในไม่กี่วินาที มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ คำนวณ VAT อัตโนมัติ บันทึกบัญชีให้ทันที รองรับทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และ e-Tax Invoice & e-Receipt ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงิน ร้านค้าออนไลน์ต้องออกใบเสร็จรับเงินไหม ต้องออก เหมือนร้านหน้าร้าน ไม่ว่าจะรับเงินผ่านโอนเงิน บัตรเครดิต หรือ QR Code ก็ต้องออกทุกครั้ง ถ้าลูกค้าไม่ขอ ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินอยู่ไหม ต้องออกทุกกรณี ตามมาตรา 105 กำหนดว่าต้องออกทันทีทุกคราวที่รับเงิน การอ้างว่าลูกค้าไม่ขอ ไม่ใช่เหตุยกเว้นตามกฎหมาย ใบเสร็จรับเงิน ออกย้อนหลังได้ไหม ออกได้ แต่วันที่ต้องตรงกับวันที่รับเงินจริง ไม่ใช่วันที่พิมพ์ ควรเก็บสลิปโอนเงินไว้เป็นหลักฐานประกอบด้วย ใบเสร็จรับเงิน ออกผิดต้องทำอย่างไร ขีดฆ่าใบเสร็จเดิม เขียน “ยกเลิก” พร้อมลงลายเซ็น เก็บต้นฉบับไว้อย่าทำลาย จากนั้นออกเลขที่ใหม่ที่ข้อมูลถูกต้อง แล้วเก็บทั้ง 2 ฉบับไว้ด้วยกัน ใบเสร็จรับเงิน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร Receipt หรือ Payment Receipt ต่างจาก Invoice (ใบแจ้งหนี้) ที่ออกก่อนการชำระเงินเพื่อแจ้งยอดที่ต้องจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

บอจ.5 คือ อะไร บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ทุกบริษัทต้องยื่น

บอจ.5 คือ แบบฟอร์มบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด ใช้แสดงว่าใครถือหุ้นกี่หุ้น มูลค่าเท่าไร บริษัทต้องนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 14 วันหลังประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ถ้ายื่นไม่ทัน กรรมการจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท เอกสารนี้ถูกใช้ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นในหลายสถานการณ์ เช่น ธนาคารขอดูก่อนอนุมัติสินเชื่อ หรือคู่ค้าตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญา หน่วยงานรัฐก็ใช้ประกอบการพิจารณาประมูลงานเช่นกัน บอจ.5 คือ อะไร สำคัญอย่างไร “บอจ.” ย่อมาจาก “บริษัทจำกัด” เป็นชุดแบบฟอร์มที่ DBD กำหนดไว้ บอจ.5 มีชื่อเต็มว่า “สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น” ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กรรมการต้องส่งสำเนาฉบับนี้ไปยังนายทะเบียนทุกปี สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารอีกชุดหนึ่งที่เกี่ยวข้อง บริษัทต้องจัดทำสมุดทะเบียนเก็บไว้ที่สำนักงาน ส่วน บอจ.5 คือสำเนาที่คัดจากสมุดทะเบียนเพื่อส่งให้ DBD ข้อมูลที่ต้องระบุใน บอจ.5 บอจ.5 ต้องระบุข้อมูลสำคัญ ดังนี้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้น 3 คน แบบ บอจ.5 ก็ต้องระบุข้อมูลครบทั้ง 3 คน พร้อมจำนวนหุ้นและมูลค่าที่ชำระแล้ว บอจ.5 กับ หนังสือรับรองบริษัท ต่างกันอย่างไร บอจ.5 แสดงว่า “ใครถือหุ้นในบริษัท” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทแสดงว่า “บริษัทมีตัวตนจริงและใครมีอำนาจลงนาม” ทั้งสองเป็นคนละเอกสาร แต่มักถูกขอพร้อมกัน รายการ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) หนังสือรับรองบริษัท ออกโดย บริษัทจัดทำเอง แล้วยื่น DBD DBD ออกให้เมื่อขอคัด เนื้อหา รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ชื่อบริษัท ที่ตั้ง ทุนจดทะเบียน กรรมการ อำนาจลงนาม เปรียบเทียบ เหมือนทะเบียนบ้านของบริษัท เหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ค่าธรรมเนียมคัด 150 บาท 200 บาท ใช้ทำอะไร ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น ยืนยันตัวตนบริษัท เปิดบัญชีธนาคาร ขึ้นทะเบียนประกันสังคม เวลาไปติดต่อธนาคารหรือยื่นประมูลงาน มักถูกขอทั้ง 2 ฉบับพร้อมกัน ฉบับหนึ่งยืนยันตัวตนบริษัท อีกฉบับยืนยันโครงสร้างผู้ถือหุ้น ใครต้องยื่น บอจ.5 และยื่นเมื่อไหร่ ทุกบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนกับ DBD ต้องยื่น บอจ.5 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ต้องยื่นแบบนี้ เพราะใช้แบบฟอร์มคนละชุด ยื่นภายในกี่วัน กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กำหนดให้กรรมการต้องส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยังนายทะเบียนภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมสามัญ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 25 เมษายน 2569 ก็ต้องยื่น บอจ.5 ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ข้อสำคัญคือ ระบบ DBD e-Filing บังคับให้ยื่น บอจ.5 ก่อนจึงจะเปิดให้ยื่นงบการเงินประจำปีได้ นักบัญชีจึงควรเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้า กรณีไหนต้องยื่น บอจ.5 เพิ่ม นอกจากการยื่นประจำปีแล้ว ยังมีกรณีที่ต้องยื่น บอจ.5 เพิ่มเติม ได้แก่ วิธีขอและยื่น บอจ.5 ออนไลน์ ผ่าน DBD e-Filing ปัจจุบันสามารถยื่นและดาวน์โหลด บอจ.5 ผ่านระบบออนไลน์ของ DBD ได้ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน DBD มีวิดีโอสอนขั้นตอนการยื่นที่ efiling.dbd.go.th ด้วย ก่อนเริ่มยื่น ให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้พร้อม ได้แก่ เลขทะเบียนนิติบุคคล รหัสผ่าน DBD e-Filing รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุด จำนวนหุ้น และมูลค่าที่ชำระแล้วของแต่ละคน วิธียื่น บอจ.5 ออนไลน์ วิธีดาวน์โหลด บอจ.5 ที่ยื่นไว้แล้ว ถ้าต้องการดาวน์โหลดสำเนา บอจ.5 ฉบับล่าสุดที่เคยยื่นไว้ ให้ Login เข้าระบบ DBD e-Filing แล้วเลือก “เรียกดูเอกสารที่นำส่ง” จากนั้นกด Download ได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย ขั้นตอนคัด บอจ.5 ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถ้าต้องการ บอจ.5 ฉบับที่ DBD รับรอง เพื่อใช้ยื่นธนาคารหรือประมูลงาน สามารถขอคัดได้ 2 ช่องทาง ตัวอย่าง บอจ.5 พร้อมวิธีกรอก ตัวอย่างข้อมูลที่ต้องกรอกใน บอจ.5 สำหรับบริษัทขนาดเล็ก มีดังนี้ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน: 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) จำนวนหุ้นทั้งหมด: 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ลำดับ ชื่อผู้ถือหุ้น สัญชาติ เลขที่ใบหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าที่ชำระแล้ว 1 นายก (ชื่อสมมุติ) ไทย 0001-5000 5,000 500,000 บาท 2 นางข (ชื่อสมมุติ) ไทย 5001-8000 3,000 300,000 บาท 3 นายค (ชื่อสมมุติ) ไทย 8001-10000 2,000 200,000 บาท รวม 10,000 1,000,000 บาท ข้อควรระวังในการกรอก: ตรวจสอบว่ายอดรวมจำนวนหุ้นและมูลค่าหุ้นตรงกับทุนจดทะเบียน ถ้าไม่ตรง ระบบ DBD e-Filing จะไม่ให้ยื่น และอย่าลืมระบุรายชื่อผู้ที่พ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้นในรอบปีด้วย (ถ้ามี) ไม่ยื่น บอจ.5 มีโทษอะไร ถ้าบริษัทไม่ยื่น บอจ.5 หรือยื่นล่าช้า กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท ตามพ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ สมมุติว่า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คน ถ้ายื่นไม่ทัน ทั้ง 2 คนจะถูกปรับรวมเป็น 4,000 บาท นอกจากนี้ยังปิดกั้นการยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing อีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดค่าปรับงบการเงินตามมาเป็นทอด ๆ สรุป บอจ.5 เป็นเอกสารที่ดูเหมือนง่าย แต่ถ้าลืมยื่นจะเกิดปัญหาลูกโซ่ ตั้งแต่ค่าปรับกรรมการไปจนถึงยื่นงบการเงินไม่ได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือตั้งปฏิทินเตือนล่วงหน้า 1 สัปดาห์ก่อนครบกำหนด และใช้ระบบ DBD e-Filing ยื่นออนไลน์ จัดการเอกสารบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และเอกสารทางบัญชีไว้ในที่เดียว ลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารตกหล่น ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ บอจ.5 บอจ.5 ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร บอจ.5 ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “List of Shareholders” หรือ “Shareholder Register” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทที่ DBD ออกให้ เรียกว่า “Certificate of Juristic Person Registration” บอจ.5 กับ บอจ.2 บอจ.3 ต่างกันอย่างไร แบบฟอร์ม “บอจ.” แต่ละเลขมีหน้าที่ต่างกัน บอจ.2 และ บอจ.3 ใช้ตอนจดทะเบียนเท่านั้น ส่วน บอจ.5 ต้องยื่นอัปเดตทุกปี แก้ไข บอจ.5 ทำอย่างไร ถ้าต้องการแก้ไข บอจ.5 ที่เคยยื่นไปแล้ว ให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจาก DBD e-Filing กรอกข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วยื่นนำส่งใหม่ ระบบจะบันทึกฉบับล่าสุดทับฉบับเดิมบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

โครงสร้างองค์กร คืออะไร มีกี่แบบ พร้อมตัวอย่างสำหรับ SME

เปิดบริษัทมาสักพัก ทีมเริ่มโตจาก 3 คนเป็น 15 คน แต่ยังไม่รู้ว่าใครรายงานใคร ใครอนุมัติอะไร ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ แปลว่าถึงเวลาวางโครงสร้างองค์กรให้ชัดแล้ว บทความนี้จะอธิบายว่าโครงสร้างองค์กรคืออะไร มีกี่แบบ พร้อมตัวอย่างแผนผังองค์กรสำหรับ SME ที่นำไปใช้ได้จริง โครงสร้างองค์กร คืออะไร โครงสร้างองค์กร (Organizational Structure) คือแผนผังที่แสดงตำแหน่งงาน สายการบังคับบัญชา และหน้าที่ของทุกคนในบริษัท ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าใครทำหน้าที่อะไร ต้องรายงานใคร และใครมีอำนาจตัดสินใจเรื่องไหน พูดง่าย ๆ ก็คือ “แผนที่ของทีม” ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก 5 คน หรือบริษัทใหญ่ 500 คน ทุกที่ล้วนต้องมีโครงสร้างบริษัทที่ชัดเจน เพื่อให้การทำงานไม่สับสนและเติบโตได้อย่างเป็นระบบ ทำไมธุรกิจต้องมีโครงสร้างองค์กร เมื่อธุรกิจเริ่มโต การทำงานแบบ “ใครว่างก็ทำ” จะเริ่มมีปัญหา เพราะไม่มีใครรู้ชัดว่าใครรับผิดชอบอะไร โครงสร้างองค์กรที่ดีช่วยแก้ปัญหานี้ได้หลายทาง องค์ประกอบของโครงสร้างองค์กรที่ดี ก่อนเลือกว่าจะจัดโครงสร้างแบบไหน ต้องเข้าใจองค์ประกอบหลัก 3 ข้อก่อน สายการบังคับบัญชา (Chain of Command) คือลำดับว่าใครรายงานใคร เช่น พนักงานขายรายงานหัวหน้าฝ่ายขาย หัวหน้าฝ่ายขายรายงานผู้บริหาร ยิ่งสายนี้ชัดเจน การตัดสินใจก็ยิ่งเร็ว ขอบเขตการควบคุม (Span of Control) คือจำนวนลูกน้องที่หัวหน้า 1 คนดูแล ถ้าดูแล 3-5 คน เรียกว่า narrow span ถ้าดูแล 10-15 คน เรียกว่า wide span ธุรกิจ SME ที่ทีมเล็กมักใช้ wide span เพราะหัวหน้าดูแลหลายคนได้ การแบ่งหน้าที่ (Division of Labor) คือการแบ่งงานตามความถนัด เช่น แยกคนทำบัญชี คนดูแลการขาย คนจัดการสต็อก ไม่ให้คน ๆ เดียวทำทุกอย่างจนงานไม่มีคุณภาพ โครงสร้างองค์กร 7 แบบที่นิยมใช้ แผนผังองค์กรที่ธุรกิจนิยมใช้มี 7 รูปแบบหลัก แต่ละแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน 1. แบบลำดับขั้น (Hierarchical) เป็นโครงสร้างคลาสสิกที่สุด จัดเป็นรูปปิรามิด ผู้บริหารสูงสุดอยู่บนสุด แบ่งสายงานลงมาเป็นชั้น ๆ ข้อดีคือทุกคนรู้ว่าต้องรายงานใคร ข้อเสียคือการตัดสินใจอาจช้าเพราะต้องผ่านหลายขั้น 2. แบบตามหน้าที่ (Functional) คล้ายแบบลำดับขั้น แต่แบ่งทีมตามความเชี่ยวชาญ เช่น ฝ่ายการตลาด ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย แต่ละฝ่ายมีหัวหน้าดูแลอิสระ ข้อดีคือพนักงานพัฒนาทักษะเฉพาะทางได้ดี ข้อเสียคืออาจเกิดการทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” 3. แบบแนวนอน (Flat) มีลำดับชั้นน้อยมาก เจ้าของดูแลทีมทั้งหมดโดยตรง เหมาะกับธุรกิจเริ่มต้นที่มีทีม 5-10 คน ข้อดีคือสื่อสารเร็ว ตัดสินใจไว ข้อเสียคือเมื่อทีมโตเกิน 15-20 คน จะดูแลไม่ทั่วถึง 4. แบบหน่วยงาน (Divisional) แบ่งทีมตามสายผลิตภัณฑ์ พื้นที่ หรือกลุ่มลูกค้า แต่ละหน่วยทำงานเหมือนบริษัทย่อย มีทีมการตลาด บัญชี ขาย ของตัวเอง เหมาะกับธุรกิจที่มีหลายสาขาหรือหลายแบรนด์ 5. แบบแมทริกซ์ (Matrix) พนักงาน 1 คนรายงาน 2 หัวหน้าพร้อมกัน เช่น รายงานหัวหน้าฝ่ายการตลาดและหัวหน้าโปรเจกต์ด้วย ข้อดีคือใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ดี ข้อเสียคืออาจสับสนว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ 6. แบบทีมงาน (Team-based) จัดทีมตามโปรเจกต์หรือเป้าหมาย ไม่ยึดแผนกตายตัว เมื่อจบโปรเจกต์ก็จัดทีมใหม่ เหมาะกับเอเจนซีหรือบริษัท IT ที่ต้องปรับตัวเร็ว 7. แบบเครือข่าย (Network) สำนักงานหลักทำหน้าที่ประสานงาน ส่วนงานบางอย่างจ้างภายนอก (Outsource) เช่น จ้างสำนักงานบัญชี จ้างฟรีแลนซ์ทำกราฟิก เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นและควบคุมต้นทุน เปรียบเทียบโครงสร้างองค์กรแต่ละแบบ แบบ เหมาะกับ ขนาดทีม ข้อดีหลัก ข้อจำกัด ลำดับขั้น องค์กรใหญ่ ราชการ 50 คนขึ้นไป สายงานชัดเจน ตัดสินใจช้า ตามหน้าที่ ธุรกิจแบ่งแผนกชัด 20-100 คน เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำงานแบบ silo แนวนอน Startup ธุรกิจเริ่มต้น 5-15 คน สื่อสารเร็ว ดูแลไม่ทั่วเมื่อโต หน่วยงาน หลายสาขา แบรนด์ 50 คนขึ้นไป ตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะ ต้นทุนสูง งานซ้ำ แมทริกซ์ โปรเจกต์ข้ามแผนก 30 คนขึ้นไป ใช้ทรัพยากรร่วมกัน สับสนเรื่องอำนาจ ทีมงาน เอเจนซี IT 10-50 คน ยืดหยุ่น ปรับทีมได้ ขาดเสถียรภาพ เครือข่าย outsource มาก ไม่จำกัด ต้นทุนต่ำ คล่องตัว ควบคุมคุณภาพยาก วิธีเลือกโครงสร้างองค์กรให้เหมาะกับ SME ไม่มีโครงสร้างไหนที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกธุรกิจ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือขนาดทีม ประเภทธุรกิจ และความซับซ้อนของงาน ถ้าทีมยังมีไม่เกิน 10 คน โครงสร้างแบบแนวนอนเหมาะที่สุด เจ้าของดูแลทุกคนโดยตรง สื่อสารง่ายและตัดสินใจได้เร็ว เมื่อทีมโตเป็น 15-30 คน ควรเปลี่ยนเป็นแบบตามหน้าที่ แบ่งฝ่ายชัดเจน เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายบัญชี แต่ละฝ่ายมีหัวหน้ารับผิดชอบ ถ้ามีหลายสาขาหรือหลายสายผลิตภัณฑ์ โครงสร้างแบบหน่วยงานจะช่วยให้แต่ละสาขาบริหารได้อิสระ สิ่งสำคัญคืออย่ายึดติดกับโครงสร้างเดียวตลอดไป เมื่อธุรกิจเปลี่ยน โครงสร้างก็ต้องปรับตาม ตัวอย่างแผนผังองค์กร SME ร้านค้าออนไลน์ 5-8 คน เจ้าของเป็นหัวหน้าหลัก ดูแลทุกคนโดยตรง ทีมอาจมีฝ่ายรับออเดอร์ 2 คน ฝ่ายแพ็คส่ง 2 คน และฝ่ายดูแลโซเชียลมีเดีย 1 คน ไม่จำเป็นต้องมีหัวหน้าแผนก เพราะเจ้าของสื่อสารกับทุกคนได้ทุกวัน เป็นโครงสร้างแบบแนวนอนโดยธรรมชาติ ธุรกิจบริการ 20-40 คน เช่น สำนักงานบัญชี หรือบริษัทรับเหมา ควรใช้โครงสร้างแบบตามหน้าที่ แบ่งเป็น 3-4 ฝ่าย เช่น ฝ่ายให้บริการลูกค้า ฝ่ายบัญชีภายใน ฝ่ายธุรการ ฝ่ายการตลาด แต่ละฝ่ายมีหัวหน้ารายงานตรงต่อผู้บริหาร ธุรกิจที่ outsource งานบางส่วน เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่จ้างสำนักงานบัญชีภายนอก จ้างฟรีแลนซ์ถ่ายรูปสินค้า จ้างขนส่งผ่าน 3PL ทีมประจำอาจมีแค่ 3-5 คน แต่มีเครือข่ายพันธมิตรรอบข้าง เป็นโครงสร้างแบบเครือข่ายที่ SME ไทยใช้กันมากโดยไม่รู้ตัว โครงสร้างองค์กรกับการจัดการบัญชีและ Payroll โครงสร้างองค์กรไม่ได้เป็นแค่ผังตำแหน่ง แต่มีผลต่อการจัดการบัญชีและเงินเดือนด้วย เช่น ถ้าแบ่งฝ่ายชัดเจน ก็ตั้งศูนย์ต้นทุน (Cost Center) แยกตามแผนกได้ ทำให้รู้ว่าแผนกไหนใช้งบเท่าไร สายอนุมัติก็เช่นกัน ถ้าโครงสร้างชัดก็กำหนดได้ว่า ค่าใช้จ่ายวงเงินเท่าไรต้องให้ใครอนุมัติ ป้องกันการใช้จ่ายเกินงบ เรื่อง Payroll ยิ่งสำคัญ เพราะโครงสร้างบริษัทบอกว่ามีกี่ตำแหน่ง แต่ละตำแหน่งฐานเงินเดือนเท่าไร มีค่าตำแหน่งอะไรเพิ่ม HR สามารถใช้ข้อมูลจากผังองค์กรเป็นฐานคำนวณเงินเดือน สลิปเงินเดือน และหักภาษี ณ ที่จ่ายได้อย่างถูกต้อง ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีที่เชื่อมกับระบบเงินเดือน ข้อมูลจะไหลจากผังองค์กรไปสู่การทำบัญชีได้โดยอัตโนมัติ สรุป: โครงสร้างองค์กรที่ดีช่วยธุรกิจโตอย่างมั่นคง โครงสร้างองค์กรไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น ธุรกิจ SME ที่มีทีมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปก็ควรเริ่มวางแผนผังองค์กรให้ชัด เลือกโครงสร้างที่เหมาะกับขนาดทีมและประเภทธุรกิจ แล้วปรับเปลี่ยนเมื่อธุรกิจเติบโต เมื่อโครงสร้างชัด การจัดการบัญชี Payroll และภาษีก็ทำได้ง่ายขึ้น ลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยจัดระบบบัญชีและเงินเดือนให้ตรงกับโครงสร้างองค์กรของคุณ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโครงสร้างองค์กร โครงสร้างการบริหารในองค์การประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สายการบังคับบัญชาที่บอกว่าใครรายงานใคร ขอบเขตการควบคุมที่กำหนดว่าหัวหน้า 1 คนดูแลกี่คน และการแบ่งหน้าที่ที่กำหนดว่าใครทำงานอะไร นอกจากนี้ยังรวมถึงระบบสื่อสารภายในและระดับอำนาจตัดสินใจ โครงสร้างองค์การแบบแมทริกซ์เหมาะกับธุรกิจแบบไหน เหมาะกับธุรกิจที่มีโปรเจกต์ข้ามแผนกบ่อย เช่น บริษัทที่ปรึกษา เอเจนซีโฆษณา หรือบริษัท IT ที่ต้องดึงคนจากหลายฝ่ายมาทำโปรเจกต์ร่วมกัน ไม่แนะนำสำหรับ SME ขนาดเล็กที่ทีมยังไม่ถึง 30 คน เพราะอาจสับสนเรื่องสายบังคับบัญชา SME ขนาดเล็กควรเลือกโครงสร้างองค์กรแบบไหน ทีม 5-15 คน ควรเริ่มจากโครงสร้างแบบแนวนอน (Flat) ที่เจ้าของดูแลทุกคนโดยตรง เมื่อทีมโตเกิน 15 คน ค่อยปรับเป็นแบบตามหน้าที่ โดยตั้งหัวหน้าแผนกขึ้นมาแบ่งเบาภาระ ไม่ต้องเริ่มจากโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินไป โครงสร้างองค์กรกับ Organization Chart ต่างกันไหม ทั้งสองคำมักใช้แทนกันได้ในทางปฏิบัติ แต่ถ้าแยกให้ชัด โครงสร้างองค์กร หมายถึงระบบจัดการทั้งหมด รวมถึงสายอำนาจ หน้าที่ และวิธีทำงาน ส่วนผังองค์กร (Organization Chart) คือแผนภาพ ที่แสดงโครงสร้างนั้นออกมาให้เห็นเป็นรูป

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

กิจการเจ้าของคนเดียว คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

ผู้ประกอบการ SME ไทยกว่าครึ่งเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบกิจการเจ้าของคนเดียว เพราะตั้งได้เร็ว ค่าใช้จ่ายต่ำ และข้อบังคับทางกฎหมายน้อยกว่ารูปแบบอื่น บทความนี้ครอบคลุมตั้งแต่ข้อดีข้อเสีย ตัวอย่างธุรกิจ ขั้นตอนจดทะเบียน ไปจนถึงภาษีที่ต้องรู้ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้รอบคอบก่อนเปิดกิจการ กิจการเจ้าของคนเดียวคืออะไร กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) คือ ธุรกิจที่บุคคลธรรมดาเพียงคนเดียวเป็นเจ้าของ ลงทุน และบริหารทุกอย่างด้วยตัวเอง มีสถานะทางกฎหมายเป็น “บุคคลธรรมดา” ไม่ใช่นิติบุคคล จึงไม่ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ไม่ต้องยื่นงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลักษณะของกิจการเจ้าของคนเดียว ข้อดีของกิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวเป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการเลือกมากที่สุดเพราะ ข้อเสียของกิจการเจ้าของคนเดียว ข้อจำกัดสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกรูปแบบนี้ ตัวอย่างกิจการเจ้าของคนเดียวมีร้านอะไรบ้าง กิจการเจ้าของคนเดียวไม่ได้จำกัดแค่ร้านค้าเล็ก หลายธุรกิจที่เริ่มจากเจ้าของคนเดียวมีรายได้หลักแสนถึงหลักล้านต่อเดือน ธุรกิจซื้อมาขายไปและค้าส่ง ธุรกิจบริการวิชาชีพ ธุรกิจรับเหมาและงานโปรเจกต์ กิจการเจ้าของคนเดียวต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง เจ้าของธุรกิจที่ค้าขายในนามบุคคลธรรมดา ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันนับตั้งแต่เริ่มกิจการ ถ้าไม่จดมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับต่อเนื่องวันละไม่เกิน 100 บาท ตามพ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 จดทะเบียนพาณิชย์ ยื่นจดได้ที่สำนักงานเขต (กรุงเทพฯ) หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ต่างจังหวัด) ค่าธรรมเนียม 50 บาท ใช้เอกสารหลัก ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน แผนที่ตั้งร้าน และแบบฟอร์มคำขอจดทะเบียนตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้าเข้าเกณฑ์) ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ถ้ารายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านก็จดสมัครใจได้เพื่อขอคืนภาษีซื้อ ภาษีที่กิจการเจ้าของคนเดียวต้องรู้ กิจการเจ้าของคนเดียวมีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา จึงเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ใช่อัตราคงที่เหมือนนิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาทต่อปี ได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 150,000-300,000 บาท เสีย 5% จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดสูงสุด 35% เมื่อเงินได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาท ตัวอย่าง: ตัวแทนจำหน่ายสินค้ามีรายได้ปีละ 800,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% เหลือ 320,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 260,000 บาท คิดเป็นภาษี 5,500 บาท ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด ถ้ามีค่าใช้จ่ายจริงมากกว่า 60% สามารถเลือกหักตามจริงแทนได้ แต่ต้องมีหลักฐานครบ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าจ้างฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงิน เช่น จ้างออกแบบโลโก้ 10,000 บาท หัก 3% = 300 บาท จ่ายจริง 9,700 บาท นำส่ง 300 บาทให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เปรียบเทียบกิจการเจ้าของคนเดียวกับรูปแบบธุรกิจอื่น รายการ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด จำนวนเจ้าของขั้นต่ำ 1 คน 2 คนขึ้นไป 2 คนขึ้นไป ความรับผิดในหนี้สิน ไม่จำกัด จำกัดเฉพาะหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด จำกัดตามมูลค่าหุ้น ภาษี บุคคลธรรมดา 0-35% นิติบุคคล สูงสุด 20% นิติบุคคล สูงสุด 20% ต้องจัดทำบัญชี ไม่บังคับ บังคับ บังคับ ต้องยื่นงบการเงิน ไม่ต้อง ต้องยื่น DBD ทุกปี ต้องยื่น DBD ทุกปี ค่าจดทะเบียนเริ่มต้น 50 บาท (ทะเบียนพาณิชย์) 1,000 บาทขึ้นไป 5,500 บาทขึ้นไป เหมาะกับ ธุรกิจเริ่มต้น รายได้ยังน้อย ธุรกิจขนาดกลาง มีหุ้นส่วน ธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ถ้ารายได้เริ่มสูงขึ้นจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดาเกิน 20% อาจถึงเวลาพิจารณาจดทะเบียนบริษัทเพื่อประหยัดภาษี สรุป: กิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวเหมาะกับผู้ประกอบการที่ต้องการทดลองตลาดก่อนขยายกิจการ สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันแรก ได้แก่ ศึกษาภาระภาษีให้ชัด แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจให้ชัดเจน และเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ตั้งแต่ต้น จัดการบัญชีกิจการเจ้าของคนเดียวให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อธุรกิจเริ่มโต การมีระบบบัญชีช่วยให้เห็นตัวเลขกำไรที่แท้จริงและพร้อมขยายเป็นบริษัทในอนาคตPEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกเอกสารครบทั้งใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวต้องทำบัญชีไหม ไม่ได้เป็นข้อบังคับตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติควรทำ เพราะเวลายื่นภาษี ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงจะต้องมีหลักฐานประกอบ ถ้ากรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ การมีบันทึกบัญชีจะช่วยให้ชี้แจงได้ง่ายขึ้น กิจการเจ้าของคนเดียวรายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT เกณฑ์อยู่ที่ 1.8 ล้านบาทต่อปี นับจากรายได้รวมไม่ใช่กำไร ถ้าธุรกิจซื้อมาขายไปที่ต้นทุนสินค้าสูง การจด VAT สมัครใจตั้งแต่ยอดยังไม่ถึงเกณฑ์อาจคุ้มกว่า เพราะนำภาษีซื้อจากต้นทุนสินค้ามาหักออกจากภาษีขายได้ กิจการเจ้าของคนเดียวเลิกกิจการต้องทำอย่างไร ยื่นจดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่เลิก ที่หน่วยงานเดียวกับที่จดทะเบียนตั้งใหม่ ค่าธรรมเนียม 20 บาท ถ้าจด VAT ไว้ต้องยื่นเลิกทะเบียน VAT กับกรมสรรพากรด้วย แล้วยื่นภาษีเงินได้ให้ครบถ้วนสำหรับปีที่เลิก กิจการเจ้าของคนเดียวจ้างพนักงานได้ไหม ได้ การจ้างพนักงานไม่ได้เปลี่ยนสถานะธุรกิจ แต่เจ้าของต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน เช่น จ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ นอกจากนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงานและยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน ถ้ามีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างนอกจากนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงานและยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือนด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

25 มิ.ย. 2026

PEAK Account

14 min

หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร ตัวอย่าง แบบฟอร์ม พร้อมวิธีออกให้ลูกน้อง

พนักงานขอหนังสือรับรองเงินเดือนมาแต่ HR ไม่แน่ใจว่าต้องใส่อะไรบ้าง ออกผิดก็แก้ยาก ออกช้าพนักงานก็เสียโอกาส บทความนี้สรุปครบว่าเอกสารนี้คืออะไร ต่างจากสลิปเงินเดือนและ 50 ทวิยังไง ต้องมีข้อมูลอะไร พร้อมวิธีขอ วิธีออก และกรณีอาชีพอิสระ หนังสือรับรองเงินเดือน คืออะไร หนังสือรับรองเงินเดือน คือเอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นทำงานอยู่จริงและได้รับเงินเดือนเท่าไร (ก่อนหักภาษี) ไม่มีกฎหมายบังคับรูปแบบ แต่ตามกฎหมายแรงงาน นายจ้างต้องออกให้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ถ้าปฏิเสธอาจถูกร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการแรงงาน ข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริง ห้ามระบุเกินหรือขาด ถ้าพนักงานพบว่าไม่ถูกต้อง ควรแจ้ง HR แก้ไขก่อนนำไปใช้ หนังสือรับรองเงินเดือน vs สลิปเงินเดือน vs 50 ทวิ 3 เอกสารนี้เกี่ยวกับเงินเดือนเหมือนกัน แต่ใช้คนละสถานการณ์ หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน 50 ทวิ ออกโดย นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท นายจ้าง/บริษัท (บังคับตามกฎหมาย) ยืนยันอะไร เงินเดือนปัจจุบัน รายละเอียดรายเดือน (เงินได้ + เงินหัก) รายได้ทั้งปี + ภาษีที่ถูกหักไว้ ใช้สำหรับ กู้บ้าน/รถ บัตรเครดิต วีซ่า ตรวจสอบรายได้แต่ละเดือน ยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ออกเมื่อ เมื่อพนักงานร้องขอ ทุกเดือนที่จ่ายเงินเดือน ทุกปี ภายใน ก.พ. สรุปง่ายๆ: หนังสือรับรองเงินเดือนใช้ทำอะไรได้บ้าง เอกสารนี้จำเป็นในหลายสถานการณ์ ด้านการเงิน: ด้านเอกสารราชการ: ตัวอย่างหนังสือรับรองเงินเดือน + ข้อมูลที่ต้องมี เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลเหล่านี้ เอกสารที่ดีควรพิมพ์บนหัวจดหมายของบริษัท (Letterhead) ที่มีโลโก้ชัดเจน ถ้าบริษัทไม่มีหัวจดหมาย ให้ระบุชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร และเลขทะเบียนนิติบุคคลไว้ด้านบนแทน แบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือน PEAK เตรียมแบบฟอร์มหนังสือรับรองเงินเดือนให้ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ วิธีขอหนังสือรับรองเงินเดือน (มุมลูกจ้าง) ถ้าคุณเป็นพนักงานที่ต้องการเอกสารนี้ ทำตามนี้ ควรขอล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 วันทำการ เพราะบางบริษัทต้องผ่านหลายขั้นตอนอนุมัติ บางบริษัทมีระบบให้พนักงานขอเอกสารออนไลน์ผ่าน HR Portal ได้เลย พนักงานที่ลาออกแล้วยังมีสิทธิ์ขอจากบริษัทเดิมได้ บริษัทไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ เพราะเป็นเอกสารที่ยืนยันข้อมูลการทำงานในอดีต วิธีออกหนังสือรับรองเงินเดือนให้ลูกน้อง (มุมนายจ้าง/HR) นายจ้างและ HR ต้องออกเอกสารนี้เมื่อลูกจ้างร้องขอ ขั้นตอนมีดังนี้ ต้องระบุวันที่ออกเอกสารให้ชัดเจน และเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐาน ถ้าบริษัทมีพนักงานหลายคน ใช้ระบบ Payroll ช่วยจะสะดวกกว่าออกด้วยมือ หนังสือรับรองเงินเดือน สำหรับอาชีพอิสระ/ฟรีแลนซ์ ฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการที่ไม่มีนายจ้าง ไม่สามารถขอเอกสารนี้แบบพนักงานประจำได้ แต่ใช้หลักฐานอื่นยื่นแทนได้ หลักฐานที่ใช้แทนได้: ฟรีแลนซ์ที่จดทะเบียนนิติบุคคลสามารถออกเอกสารเหมือนบริษัททั่วไปได้ เพราะตัวเองเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เคล็ดลับ: เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับรายได้จากงาน ไม่ปนกับบัญชีส่วนตัว เก็บสัญญาจ้างทุกฉบับ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี ควรจดทะเบียนนิติบุคคล หลักฐานรายได้สำหรับอาชีพอิสระอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกสถาบัน ควรสอบถามก่อนยื่น ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย สำหรับนายจ้าง/HR: สำหรับลูกจ้าง: จัดการเงินเดือนด้วย PEAK Payroll PEAK Account มีระบบ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการเงินเดือนพนักงานครบวงจร เมื่อข้อมูลเงินเดือนอยู่ในระบบแล้ว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ไม่ต้องค้นหาจากเอกสารกระดาษ สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หนังสือรับรองเงินเดือน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษคือ Salary Certificate หรือ Income Certificate บางแห่งใช้คำว่า Certificate of Employment and Compensation ถ้าต้องใช้ยื่นวีซ่าหรือติดต่อหน่วยงานต่างประเทศ ควรขอให้บริษัทออกเป็นภาษาอังกฤษด้วย โดยข้อมูลต้องตรงกับฉบับภาษาไทย หนังสือรับรองเงินเดือน มีอายุกี่วัน ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุเอกสารตายตัว แต่สถาบันการเงินส่วนใหญ่รับเฉพาะเอกสารที่ออก ไม่เกิน 30 วัน บางแห่งกำหนดไม่เกิน 7 วัน ควรสอบถามก่อนยื่นทุกครั้ง ถ้าเอกสารหมดอายุต้องขอออกฉบับใหม่จาก HR อีกครั้ง ข้าราชการ/ครู ขอหนังสือรับรองเงินเดือนที่ไหน ข้าราชการขอได้ที่ ฝ่ายการเงินของหน่วยงานต้นสังกัด เช่น ครูขอที่ฝ่ายบุคคลของโรงเรียน ทหารขอที่ฝ่ายการเงินของกรม ตำรวจขอที่สถานีต้นสังกัด ถ้าย้ายหน่วยงานแล้วต้องใช้เอกสารจากที่เดิม ให้ติดต่อหน่วยงานเก่าโดยตรง ออกเอกสารรับรองเงินเดือนเกินจริง มีความผิดไหม มีความผิด ถือเป็นการปลอมแปลงเอกสาร ทั้งนายจ้างที่ออกและพนักงานที่นำไปใช้ อาจมีโทษทางอาญา ดังนั้นข้อมูลต้องตรงกับที่จ่ายจริงเท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

24 มิ.ย. 2026

PEAK Account

16 min

ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คืออะไร สรุปข้อดี-ข้อเสีย และเหมาะกับธุรกิจแบบไหนบ้าง

คนอยากเปิดธุรกิจมักสงสัยว่าควรจดเป็น หจก. หรือ บจก. ดี ทั้งสองแบบเป็นนิติบุคคลเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่าย ภาษี และความรับผิดชอบต่างกัน บทความนี้ PEAK สรุปว่า หจก. คืออะไร ข้อดี ข้อเสีย พร้อมตารางเปรียบเทียบ 3 รูปแบบและขั้นตอนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด คืออะไร ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คือนิติบุคคลที่มีหุ้นส่วนอย่างน้อย 2 คนร่วมกันลงทุนทำธุรกิจ ต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP ชื่อต้องขึ้นต้นด้วย “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ตามด้วยชื่อกิจการเสมอ จุดสำคัญที่สุดคือ หจก. มีหุ้นส่วน 2 ประเภท ที่รับผิดชอบต่างกัน หุ้นส่วน 2 ประเภทใน หจก. หุ้นส่วนผู้จัดการ คือคนที่บริหารกิจการจริง มีอำนาจตัดสินใจและลงนามแทน หจก. แต่ต้อง รับผิดชอบหนี้ไม่จำกัด รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัว ต้องมีอย่างน้อย 1 คน หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด คือคนที่ลงเงินอย่างเดียว ไม่มีสิทธิ์บริหาร แต่ข้อดีคือเสียได้มากสุดแค่เท่าที่ลงทุนไป ต้องมีอย่างน้อย 1 คนเช่นกัน หจก. ต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญยังไง ทั้งสองแบบคือ “ธุรกิจที่มีหุ้นส่วนร่วมลงทุนกัน” เหมือนกัน แต่ต่างกัน 3 เรื่องหลักตามตาราง ห้างหุ้นส่วนสามัญ หจก. ต้องจดทะเบียนไหม จดหรือไม่จดก็ได้ ต้องจดเท่านั้น ถ้าเป็นหนี้ ใครรับผิดชอบ ทุกคนรับผิดเท่ากัน ไม่มีข้อยกเว้น แบ่งได้ — คนบริหารรับผิดเต็ม คนลงเงินเสียแค่เท่าที่ลงทุน เปิดบัญชีธนาคารในนามห้างได้ไหม ถ้าไม่จดทะเบียน = ไม่ได้ ได้ ภาษี เสียในอัตราคนทั่วไป (สูงสุด 35%) เสียในอัตรานิติบุคคล (สูงสุด 20%) สรุป — ถ้าจริงจังกับธุรกิจ ควรจด หจก. เพราะน่าเชื่อถือกว่า เปิดบัญชีธนาคารได้ ออกใบกำกับภาษีได้ และเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา ข้อดีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านการจดทะเบียน ด้านภาษี ตัวอย่าง กำไรยิ่งสูง ส่วนต่างภาษีระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลยิ่งมาก นอกจากนี้ หจก. ยังหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง ไม่ต้องใช้อัตราเหมาเหมือนบุคคลธรรมดา ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีต่ำลง ด้านการบริหาร ข้อเสียของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านความรับผิด ด้านการเงินและความน่าเชื่อถือ ด้านโครงสร้าง ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับ หจก. หจก. เหมาะกับธุรกิจที่มีหุ้นส่วนไม่กี่คนและต้องการเริ่มต้นด้วยต้นทุนต่ำ มักเป็นกิจการขนาดเล็กถึงกลางที่เน้นบริหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น หจก. ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องประมูลงานราชการ ระดมทุนจากนักลงทุนภายนอก หรือมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต กรณีเหล่านี้ควรจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. vs บจก. vs บุคคลธรรมดา เลือกแบบไหนดี บุคคลธรรมดา หจก. บจก. ต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง ต้องจด ต้องจด (ขั้นตอนมากกว่า) ค่าจด ไม่มี ~1,000 บาท ~5,500 บาทขึ้นไป ภาษีสูงสุด 35% 20% 20% ต้องจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ไม่ต้อง ต้องจ้างทุกปี หานักลงทุนเพิ่มได้ไหม ยาก ยาก ออกหุ้นขายได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำ ปานกลาง สูง เหมาะกับใคร: อ้างอิง: ค่าจด หจก. ~1,000 บาท (DBD) / บจก. ~5,500+ บาท (DBD) ผู้สอบบัญชี: บจก. ต้องมีทุกปี (พ.ร.บ.การบัญชี 2543) / หจก. ทุนไม่เกิน 5 ล้าน ยกเว้น (คู่มือ DBD) อ่านเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ ทำธุรกิจรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลแบบไหนดี ขั้นตอนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด จดทะเบียนได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทั้งแบบ walk-in และออนไลน์ ใช้เวลาไม่นานถ้าเตรียมเอกสารครบ เอกสารที่ต้องเตรียม: หมายเหตุ : ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาอนุมัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับ DBD โดยตรง ใช้ PEAK จัดการบัญชี หจก. หลังจดทะเบียนแล้ว ต้องจัดทำบัญชีให้ถูกต้อง PEAK Account ช่วยจัดการครบจบในที่เดียว ฟีเจอร์ SMART Suggestion แนะนำรายการบัญชีอัตโนมัติ แม้ไม่มีพื้นฐานบัญชีก็ใช้ได้ เหมาะสำหรับ หจก. ที่ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีแต่ยังต้องทำบัญชีให้ถูกต้อง สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หจก. ย่อมาจากอะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร หจก. ย่อมาจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาษาอังกฤษคือ Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP เปิด หจก. ต้องมีกี่คน อย่างน้อย 2 คน โดยต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 1 คน และหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน จดคนเดียวไม่ได้ หจก. ต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ต่างจาก บจก. ที่ต้องมีผู้สอบบัญชี (CPA) ทุกปี ทำให้ หจก. ประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ปีละหลายพันถึงหลายหมื่นบาท อย่างไรก็ตาม หจก. ยังต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินประจำปีตามปกติ อยากเปลี่ยนจาก หจก. เป็น บจก. ทำได้ไหม แปลงสภาพโดยตรงไม่ได้ ต้องเลิกกิจการ หจก. เดิมก่อน (ชำระบัญชี จ่ายหนี้ แบ่งทรัพย์สิน) แล้วจดจัดตั้ง บจก. ใหม่ ดังนั้นถ้าคิดว่าธุรกิจจะเติบโตมาก ควรพิจารณาจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. จ่ายส่วนแบ่งกำไรยังไง หุ้นส่วนแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ในหนังสือหุ้นส่วน ถ้าไม่ได้ระบุจะแบ่งตามสัดส่วนเงินลงทุน ส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับต้องนำไปรวมเป็นรายได้บุคคลธรรมดาเพื่อเสียภาษี ควรตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนจดทะเบียน หจก. เปิดบัญชีธนาคารยังไง ใช้หนังสือรับรองจาก DBD (อายุไม่เกิน 6 เดือน) + บัตรประชาชนหุ้นส่วนผู้จัดการ + ตราประทับบริษัท ไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร แนะนำเปิดบัญชีกระแสรายวันแยกจากบัญชีส่วนตัว เพื่อให้ทำบัญชีง่ายขึ้น หจก. ต้องส่งงบการเงินที่ไหน ต้องส่งงบการเงินประจำปีต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี นอกจากนี้ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อ กรมสรรพากร ปีละ 2 ครั้ง (ครึ่งปี ภ.ง.ด.51 + สิ้นปี ภ.ง.ด.50) หจก. ต้องทำบัญชีไหม ต้องทำบัญชี หจก. เป็นนิติบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้จัดทำบัญชีและปิดงบทุกปี ดูรายละเอียดการส่งงบได้ที่ FAQ ด้านบน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

Main ASC Team

14 min

หนังสือรับรองบริษัทคืออะไร ใช้เมื่อไร พร้อมวิธีคัดออนไลน์

เจ้าของกิจการหลายคนเพิ่งรู้ว่าต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทก็ตอนที่ธนาคารหรือคู่ค้าร้องขอ พอถึงเวลาจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องขอจากไหน เอกสารมีอายุกี่เดือน หรือต่างจาก บอจ.5 ตรงไหน บทความนี้ตอบครบทุกคำถามเรื่องหนังสือรับรองบริษัท ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงวิธีคัดออนไลน์ด้วยตัวเอง พร้อมค่าธรรมเนียมและข้อควรระวัง หนังสือรับรองบริษัทคืออะไร มีข้อมูลอะไรบ้าง หนังสือรับรองบริษัท คือเอกสารที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ออกให้ เพื่อยืนยันว่าบริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและมีตัวตนจริง เปรียบเหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ที่คู่ค้าและธนาคารใช้ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานได้ทันที เอกสารนี้เรียกเป็นทางการว่า “หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล” ข้อมูลที่ระบุมี 5 รายการหลัก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท มีกรรมการ 2 คน ลงนามร่วมกัน ข้อมูลทั้งหมดจะแสดงในหนังสือรับรองฉบับเดียว ธุรกิจต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทเมื่อไร กิจการมักต้องใช้หนังสือรับรองในหลายสถานการณ์ โดยแต่ละหน่วยงานกำหนดอายุเอกสารที่ยอมรับต่างกัน (ดูรายละเอียดอายุในหัวข้อ “ใช้ได้กี่เดือน”) เปิดบัญชีธนาคาร ธนาคารทุกแห่งกำหนดให้ใช้หนังสือรับรองคู่กับ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) เพื่อตรวจสอบอำนาจลงนาม ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ล่วงหน้า 1 ถึง 2 วันก่อนนัดเปิดบัญชี ยื่นประมูลงานราชการ เอกสารประกอบซองประมูลต้องมีหนังสือรับรองเสมอ ควรเผื่อเวลาคัดเอกสารก่อนวันยื่นซองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ข้อดีของการคัดหนังสือรับรองออนไลน์คือทำได้ทุกวันรวมวันหยุด ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารและสถาบันการเงินใช้หนังสือรับรองยืนยันสถานะกิจการก่อนอนุมัติวงเงิน บางแห่งขอหนังสือรับรองพร้อมงบการเงินและ บอจ.5 ด้วย ซึ่งขอพร้อมกันได้ในระบบ e-Service ยืนยันตัวตนกิจการใน PEAK การ Verify กิจการบน PEAK ต้องใช้หนังสือรับรองเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและป้องกันการถูกแอบอ้าง กิจการที่ Verify แล้วจะแสดงเครื่องหมายยืนยันบนระบบ วิธีคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ระบบ DBD e-Service เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06:00 ถึง 21:00 น. รวมวันหยุดราชการ บุคคลทั่วไปสามารถคัดหนังสือรับรองของบริษัทใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เกี่ยวข้อง (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบ e-Service เข้าเว็บไซต์ ebiz.dbd.go.th แล้วกดลงทะเบียน กรอกข้อมูล Username, Password และข้อมูลติดต่อ เมื่อลงทะเบียนเสร็จให้เข้าสู่ระบบด้วย Username ที่สร้างไว้ หากเคยลงทะเบียนแล้วให้ล็อกอินได้ทันที เลือกเอกสารและค้นหาบริษัท เลือก “หนังสือรับรอง” เป็นประเภทเอกสารที่ต้องการ หากต้องการ บอจ.5 หรืองบการเงินด้วย สามารถเลือกเพิ่มในขั้นตอนเดียวกัน จากนั้นกรอกเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ระบบรองรับการขอเอกสารหลายบริษัทพร้อมกัน ตรวจสอบรายการและชำระเงิน ระบบจะแสดงค่าธรรมเนียมรวมให้ตรวจสอบก่อนยืนยัน เลือกรูปแบบใบเสร็จได้ทั้งในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จากนั้นกดพิมพ์ใบนำชำระเงิน ชำระได้หลายช่องทาง ทั้งสแกน QR Code, Internet Banking หรือที่เคาน์เตอร์ธนาคาร รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อชำระเงินเสร็จ กลับมาที่หน้า “ติดตามสถานะ” ในระบบ e-Service เอกสารจะพร้อมดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ที่มีลายเซ็นดิจิทัลของ DBD หากเลือกรับเอกสารตัวจริง DBD จะจัดส่งทางไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมคัดหนังสือรับรอง ออนไลน์ vs ไปสำนักงาน ค่าธรรมเนียมแตกต่างตามช่องทางและประเภทเอกสาร (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) เอกสาร ออนไลน์ (e-Service) ที่สำนักงาน DBD หนังสือรับรองนิติบุคคล 200 บาท รายการละ 40 บาท (ปกติ 5 รายการ รวม 200 บาท) ค่าบริการธนาคาร 150 บาท ไม่มี รวมหนังสือรับรอง 350 บาท 200 บาท รับรองสำเนา บอจ.5 150 บาท หน้าละ 50 บาท ตัวอย่างเช่น คัดหนังสือรับรองออนไลน์พร้อม บอจ.5 จะเสียค่าธรรมเนียมรวม 200 + 150 + ค่าบริการธนาคาร 150 = 500 บาท การขอออนไลน์มีค่าบริการธนาคารเพิ่ม 150 บาท แต่ประหยัดเวลาเดินทางและรอคิว นิติบุคคลใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ลดค่าธรรมเนียมครึ่งราคา หนังสือรับรองบริษัทใช้ได้กี่เดือน กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุการใช้งานของหนังสือรับรอง แต่หน่วยงานที่รับเอกสารจะกำหนดเอง ดังนี้ หน่วยงานปลายทาง อายุที่ยอมรับ ตัวอย่างการใช้งาน ธนาคาร ไม่เกิน 1 เดือน เปิดบัญชี ขอสินเชื่อ หน่วยงานราชการ ไม่เกิน 3 เดือน ประมูลงาน ขอใบอนุญาต คู่ค้าเอกชน 3 ถึง 6 เดือน ทำสัญญา ยื่นเป็นคู่ค้า PEAK Verify กิจการ ไม่เกิน 3 เดือน ยืนยันตัวตนกิจการบน PEAK ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ใกล้วันที่ใช้งานมากที่สุด เพื่อไม่ให้เอกสารหมดอายุก่อนยื่น หนังสือรับรองบริษัทกับ บอจ.5 ต่างกันอย่างไร หลายกิจการสับสนว่าต้องขอเอกสารไหน เพราะธนาคารมักขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน รายการ หนังสือรับรองบริษัท บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ออกโดย DBD รับรอง DBD รับรองสำเนา ข้อมูลหลัก ชื่อ ที่ตั้ง ทุน กรรมการ วัตถุประสงค์ รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น สัดส่วนการถือหุ้น ใช้เมื่อ ยืนยันตัวตนบริษัท ตรวจสอบอำนาจกรรมการ ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น สรุปง่าย ๆ คือ หนังสือรับรองบอกว่า “บริษัทนี้คือใคร” ส่วน บอจ.5 บอกว่า “ใครเป็นเจ้าของ” หากต้องเปิดบัญชีธนาคาร ควรขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน ข้อควรระวังเมื่อคัดหนังสือรับรองออนไลน์ สรุป: คัดหนังสือรับรองออนไลน์ง่ายกว่าที่คิด การคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ทำได้ 4 ขั้นตอน คือลงทะเบียน เลือกเอกสาร ชำระเงิน แล้วดาวน์โหลด ใช้เวลาไม่เกิน 1 วันทำการ สิ่งสำคัญที่สุดคือคัดเอกสารให้ใกล้วันใช้งาน และเลือกอายุให้ตรงกับที่หน่วยงานปลายทางกำหนด จัดการเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อมีหนังสือรับรองพร้อมแล้ว กิจการสามารถใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จัดการเอกสารทางการเงินได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน จนถึงใบกำกับภาษี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังสือรับรองบริษัท คัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ใช้เวลากี่วัน การขอแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์จะได้รับเอกสารภายในวันทำการเดียวกัน หลังระบบตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย หากเลือกรับเอกสารตัวจริงทางไปรษณีย์จะใช้เวลาเพิ่มอีก 3 ถึง 5 วันทำการ ขอหนังสือรับรองบริษัทของบริษัทอื่นได้ไหม ได้ เพราะข้อมูลนิติบุคคลเป็นข้อมูลสาธารณะ ไม่ต้องแนบหนังสือมอบอำนาจหรือแสดงเหตุผล เพียงชำระค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) หนังสือรับรองอิเล็กทรอนิกส์ใช้แทนฉบับจริงได้หรือไม่ ได้ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์จาก DBD มีลายเซ็นดิจิทัลรับรอง ถือเป็นเอกสารต้นฉบับทางราชการ ธนาคารและหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ยอมรับ (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารได้ที่หน้า “ตรวจสอบเอกสาร” บนเว็บ DBD e-Service ขอหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนออนไลน์ได้ไหม ได้ ระบบ DBD e-Service รองรับทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน และบริษัทมหาชนจำกัด ขั้นตอนและค่าธรรมเนียมเหมือนกันทุกประเภทนิติบุคคล เพียงกรอกเลขทะเบียน 13 หลัก ขอหนังสือรับรองบริษัทผ่านธนาคารทำอย่างไร นอกจาก e-Service แล้ว กิจการยังขอผ่านสาขาธนาคารที่ร่วมโครงการ DBD e-Certificate ได้ ปัจจุบันมี 10 ธนาคาร เช่น กสิกรไทย กรุงไทย กรุงเทพ ไทยพาณิชย์ รวมกว่า 4,000 สาขาทั่วประเทศ ค่าธรรมเนียมเท่ากับการขอผ่าน e-Service แจ้งเลขทะเบียนนิติบุคคลที่สาขาได้ทันที ขอหนังสือรับรองบริษัทภาษาอังกฤษออนไลน์ได้ไหม ได้ DBD มีระบบแยกต่างหากที่ encert.dbd.go.th สำหรับขอหนังสือรับรองฉบับภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,200 บาท (ค่ากฎกระทรวง 200 + ค่าดำเนินการแปล 1,000 บาท) เหมาะสำหรับกิจการที่ต้องใช้เอกสารทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ระบบนี้แยกจาก e-Service ที่ออกฉบับภาษาไทย หากต้องนำไปใช้ต่างประเทศอาจต้องรับรองเอกสารเพิ่มที่กระทรวงการต่างประเทศ (Legalization) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

Main ASC Team

12 min

โบนัสคืออะไร วิธีคิดโบนัสพร้อมตัวอย่าง ฉบับเจ้าของกิจการ

ทุกสิ้นปี เจ้าของกิจการ SME หลายคนต้องตัดสินใจว่า จะจ่ายโบนัสให้พนักงานเท่าไร ใช้สูตรอะไร และต้องจัดการเรื่องภาษีกับบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องรายจ่ายทางภาษีที่มักถูกมองข้าม โบนัสคืออะไร เงินโบนัส คือ ค่าตอบแทนพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงาน นอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับทุกเดือน โดยมักจ่ายปีละครั้ง หรือตามรอบที่กิจการกำหนด เช่น ทุก 6 เดือน หลายกิจการใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับทีม โบนัสกับค่าจ้างต่างกันอย่างไร ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 “ค่าจ้าง” หมายถึง เงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ ส่วนโบนัสไม่ได้จ่ายตอบแทนการทำงานประจำ จึงไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย ความแตกต่างสำคัญคือ ถ้าไม่จ่ายค่าจ้าง ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ถ้าไม่จ่ายโบนัส ไม่ผิด ยกเว้นกรณีที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน โบนัส ค่าคอมมิชชัน และ Incentive ต่างกันอย่างไร เจ้าของกิจการหลายคนสับสนสามคำนี้ ความจริงแล้วแตกต่างกันทั้งวิธีจ่ายและจังหวะ ในทางภาษี ทั้งสามอย่างเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนกันหมด โบนัสมีกี่ประเภท การจ่ายเงินโบนัสแบ่งได้ 3 รูปแบบหลัก ซึ่งส่งผลต่อทั้งแรงจูงใจพนักงานและภาษีของกิจการ รูปแบบที่ 1 แบบการันตี (Guaranteed Bonus) แบบการันตี คือ เงินรางวัลที่กำหนดจ่ายแน่นอนตามสัญญาจ้าง เช่น “ได้เงินพิเศษ 1 เดือนทุกปี” ไม่ว่าผลประกอบการจะเป็นอย่างไร ข้อดีคือพนักงานมีความมั่นคง แต่ข้อเสียคือไม่ได้ผูกกับผลงาน จึงอาจไม่กระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น รูปแบบที่ 2 ตามผลงาน (Performance-Based) แบบตามผลงาน คือ การจ่ายโบนัสที่ผูกกับเกณฑ์ที่วัดได้ เช่น KPI ยอดขาย จำนวนชิ้นงาน หรือคะแนนประเมิน ใครทำผลงานดีก็ได้มากกว่า และสามารถนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เพราะไม่ได้คิดจากผลกำไร รูปแบบที่ 3 ตามกำไรสุทธิ (Profit-Sharing) แบบตามกำไรสุทธิ คือ การคำนวณจากกำไรเมื่อสิ้นรอบบัญชี เช่น ปีนี้มีกำไร 2 ล้านบาท จัดสรร 10% เป็นเงินรางวัลให้ทีม เจ้าของกิจการต้องระวังว่า แบบนี้มีผลทางภาษี (รายละเอียดอยู่ใน section “บันทึกบัญชีและภาษี” ด้านล่าง) วิธีคิดโบนัสพร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณขึ้นอยู่กับรูปแบบที่กิจการเลือกใช้ ลองดูตัวอย่าง 3 แบบที่ใช้กันบ่อย 1. สูตรคำนวณแบบ X เดือน นี่คือแบบที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด คำนวณง่ายเพราะยึดจากเงินเดือน เงินพิเศษ = เงินเดือน × จำนวนเดือนที่กำหนด ตัวอย่าง พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท กิจการจ่ายโบนัส 1.5 เดือน 25,000 × 1.5 = 37,500 บาท 2. สูตรคำนวณตามผลงาน (KPI-Based) เงินพิเศษ = เงินเดือน × อัตราตามผลงาน KPI ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดเกณฑ์ไว้ดังนี้ พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท ได้ KPI 85% จะได้รับเงินพิเศษ 1 เดือน เท่ากับ 30,000 บาท 3. สูตรคำนวณตามกำไร (Profit-Sharing) เงินรางวัลรวม = ยอดจัดสรร × สัดส่วนของพนักงานแต่ละคน ตัวอย่าง กิจการจัดสรรเงิน 500,000 บาท ให้พนักงาน 10 คน แบ่งตามสัดส่วนเงินเดือน คนที่เงินเดือนสูงกว่าได้มากกว่า แบบนี้ต้องดูเรื่องภาษีให้ดี เพราะอาจเข้าข่ายรายจ่ายต้องห้าม (รายละเอียดใน section ถัดไป) กิจการต้องจ่ายโบนัสให้พนักงานหรือไม่ กฎหมายแรงงานไม่ได้บังคับให้กิจการต้องจ่ายเงินพิเศษนี้ เรื่องนี้เป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ถ้าสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงานระบุไว้ชัดเจน เช่น “จ่ายโบนัสปีละ X เดือน” นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามนั้น ถ้าไม่จ่าย ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องได้ เจ้าของกิจการ SME จึงควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาทในอนาคต วิธีตั้งงบโบนัสสำหรับ SME ก่อนจ่ายเงินพิเศษ เจ้าของกิจการควรวางแผนงบล่วงหน้า ไม่ใช่รอดูกำไรปลายปีแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะจะทำให้ควบคุมต้นทุนไม่ได้ วิธีง่ายที่สุด คือ ตั้งงบเป็นสัดส่วนของรายได้รวม เช่น กำหนดไว้ 3-5% ของรายได้ทั้งปี แล้วแบ่งให้พนักงานตามเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้วางแผนกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น อีกเรื่องที่สำคัญคือ ควรกำหนดเกณฑ์จ่ายจากผลงาน ไม่ใช่จากกำไร เพราะนอกจากกระตุ้นพนักงานได้ดีกว่าแล้ว ยังนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้อีกด้วย โบนัสกับการบันทึกบัญชีและภาษี เรื่องบัญชีและภาษีเป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการมักมองข้าม แต่ถ้าจัดการไม่ถูก อาจเสียภาษีเพิ่มโดยไม่จำเป็น เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การจ่าย ถ้าอยากให้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องกำหนดเกณฑ์จากสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่กำไรสุทธิ และทำเป็นระเบียบบริษัทไว้ให้ชัดเจน บันทึกค้างจ่ายอย่างไร ถ้ากิจการจ่ายโบนัสในเดือนมกราคม แต่เป็นของผลงานปีก่อน ต้องบันทึกเป็น “ค้างจ่าย” ในงบของปีก่อน ณ วันสิ้นปี (31 ธ.ค.) — ตั้งค้างจ่าย รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินรางวัลพนักงาน xxx เงินรางวัลค้างจ่าย xxx เมื่อจ่ายจริง (ม.ค. ปีถัดไป) — ล้างค้างจ่าย รายการ เดบิต เครดิต เงินรางวัลค้างจ่าย xxx เงินฝากธนาคาร xxx ถ้าใช้ PEAK Payroll สามารถตั้งค่ารายการและเลือกบัญชีที่ผูกไว้ได้ ระบบจะช่วยบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ลดโอกาสบันทึกผิด สรุป สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจำเรื่องโบนัส จัดการเงินเดือนและเงินพิเศษให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าคุณต้องจัดการเงินเดือนและภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้พนักงาน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน ออกสลิป สร้างไฟล์ ภ.ง.ด.1 และบันทึกรายการเงินพิเศษได้ในระบบเดียว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโบนัส โบนัส 1.5 เดือน คือเท่าไร เอาเงินเดือนคูณ 1.5 เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ได้ 30,000 บาท ส่วนที่หลายคนสงสัยคือ ตัวเลข 1.5 เดือนนี้คิดจากเงินเดือนฐานเท่านั้น ไม่รวมค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน หรือเบี้ยเลี้ยง ยกเว้นกิจการจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในระเบียบ ลาออกก่อนจ่ายโบนัส ได้ไหม ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละกิจการ ส่วนใหญ่กำหนดว่าพนักงานต้องมีสถานะอยู่จนถึงวันจ่าย ถ้าลาออกก่อน มักไม่มีสิทธิได้รับ แต่ถ้าสัญญาจ้างไม่ได้ระบุเงื่อนไขนี้ อาจเรียกร้องได้ โบนัสต้องหักประกันสังคมไหม ไม่ต้อง เพราะเงินพิเศษนี้ไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามนิยามของกฎหมายประกันสังคม ที่หมายถึงค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติเท่านั้น เงินรางวัลเป็นเงินจูงใจ ไม่ต้องคำนวณเงินสมทบประกันสังคม โบนัสต้องหักภาษีไหม ต้องหัก เพราะเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกับเงินเดือนของเดือนที่จ่าย แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

6 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

EBITDA คืออะไร? สูตร วิธีคำนวณ และตัวอย่างจริงสำหรับ SME

EBITDA คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจทำกำไรจากการดำเนินงานได้เท่าไร โดยยังไม่นับดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หลายคนเข้าใจว่าตัวเลขนี้เป็นเรื่องของนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่เจ้าของ SME ก็ใช้ได้เช่นกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงตัวอย่างตัวเลขจริงที่นำไปใช้ได้ทันที EBITDA คืออะไร ย่อมาจากอะไร EBITDA (อ่านว่า อี-บิท-ด้า) ย่อมาจาก Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation, and Amortization แปลเป็นไทยว่า กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักของธุรกิจ เหตุผลที่ต้องไม่นับ 4 รายการนี้ เพราะแต่ละรายการไม่ได้สะท้อนฝีมือการบริหารโดยตรง เมื่อตัดตัวแปรเหล่านี้ออก จะเห็นว่าธุรกิจทำเงินจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไร สูตร EBITDA พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง คำนวณได้ 2 วิธี ทั้งสองวิธีได้ผลลัพธ์เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่ามีข้อมูลตัวไหนอยู่ในมือ สูตรที่ 1 เริ่มจากกำไรสุทธิ (Bottom-Up) วิธีนี้เหมาะกับคนที่เปิดงบกำไรขาดทุนแล้วเห็นบรรทัดกำไรสุทธิก่อน เอากำไรสุทธิมาบวกกลับรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก EBITDA = กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่าย + ภาษี + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย สูตรที่ 2 เริ่มจากกำไรจากการดำเนินงาน (Top-Down) วิธีนี้เหมาะกับคนที่ดูงบแล้วเจอบรรทัดกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) เพราะตัวเลขนี้หักดอกเบี้ยและภาษีไปแล้ว จึงบวกกลับแค่ค่าเสื่อมราคากับค่าตัดจำหน่าย EBITDA = กำไรจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย ตัวอย่างคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ยอดขาย 5 ล้านบาทต่อปี สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ มีตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนปี 2568 ดังนี้ คำนวณแบบ Bottom-Up EBITDA = 800,000 + 100,000 + 200,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจหลักสร้างกำไรได้ 1.3 ล้านบาทต่อปี ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา EBIT กับ EBITDA ต่างกันอย่างไร EBIT คือกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (Earnings Before Interest and Taxes) ยังไม่บวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายกลับ ตัวเลขทั้งคู่วัดกำไรจากการดำเนินงาน แต่ลึกต่างกัน จากตัวอย่างบริษัท ก ข้างต้น EBIT = 800,000 + 100,000 + 200,000 = 1,100,000 บาท EBITDA = 1,100,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท EBIT ไม่บวกค่าเสื่อมราคากลับ จึงได้ตัวเลขต่ำกว่า EBITDA เสมอ EBIT และ EBITDA เหมาะกับธุรกิจประเภทใด ธุรกิจที่มีทรัพย์สินถาวรมาก เช่น โรงงานผลิต โรงแรม หรือโลจิสติกส์ ควรใช้ EBIT เป็นตัวหลัก เพราะค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนที่สะท้อนการดำเนินงานจริง ส่วนธุรกิจบริการ เทคโนโลยี หรือร้านค้าออนไลน์ที่ทรัพย์สินถาวรไม่สูง ใช้ EBITDA ได้สะดวกกว่า เพราะตัดความแตกต่างของนโยบายค่าเสื่อมราคาออก EBIT Margin และ EBITDA Margin คืออะไร ใช้ประเมินธุรกิจอย่างไร ทั้งสองคืออัตราส่วนที่บอกว่าทุก 100 บาทที่ขายได้ เหลือเป็นกำไรจากการดำเนินงานกี่บาท EBIT Margin วัดกำไรหลังหักค่าเสื่อมราคาแล้ว ส่วน EBITDA Margin วัดกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา สูตร EBIT Margin และ EBITDA Margin EBIT Margin (%) = EBIT ÷ รายได้ × 100 EBITDA Margin (%) = EBITDA ÷ รายได้ × 100 ตัวอย่างเปรียบเทียบ 2 ธุรกิจ สมมติเปรียบเทียบร้านค้าออนไลน์ 2 แห่ง บริษัท ก (ชื่อสมมุติ) รายได้ 5 ล้านบาท EBIT Margin = 1,100,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 22% EBITDA Margin = 1,300,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 26% บริษัท ข (ชื่อสมมุติ) รายได้ 10 ล้านบาท EBITDA 2 ล้านบาท EBITDA Margin = 2,000,000 ÷ 10,000,000 × 100 = 20% แม้บริษัท ข มีรายได้มากกว่า แต่ Margin ต่ำกว่า แปลว่าบริษัท ก บริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพกว่า ถ้าค่าเสื่อมราคาสูง ช่องว่างระหว่าง Margin ทั้งสองจะยิ่งห่าง ธุรกิจที่ลงทุนในทรัพย์สินราคาแพง เช่น โรงแรมหรือโรงงาน ควรดูทั้งสองตัวเทียบกัน ทำไม EBITDA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ SME ตัวเลขนี้ช่วยให้เจ้าของ SME เข้าใจภาพรวมธุรกิจได้เร็ว โดยไม่ต้องอ่านงบการเงินทั้งฉบับ ใช้ได้ทั้งวิเคราะห์ตัวเอง เทียบคู่แข่ง และเตรียมตัวเข้าหาแหล่งเงินทุน ใช้ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารดูตรงไหน เวลาขอสินเชื่อ ธนาคารมักดูอัตราส่วน Debt-to-EBITDA Ratio ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ หมายความว่ากำไรจากการดำเนินงานเพียงพอจะจ่ายหนี้ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีหนี้สินรวม 3 ล้านบาท และ EBITDA 1.3 ล้านบาท Debt-to-EBITDA = 3,000,000 ÷ 1,300,000 = 2.3 เท่า ตัวเลข 2.3 เท่าหมายความว่าถ้าใช้กำไรจากการดำเนินงานทั้งหมดไปจ่ายหนี้ จะหมดภายใน 2.3 ปี ยิ่งต่ำยิ่งดีในสายตาธนาคาร ใช้ประเมินมูลค่ากิจการด้วย EV/EBITDA EV/EBITDA (Enterprise Value to EBITDA) เป็นอัตราส่วนยอดนิยมสำหรับประเมินมูลค่าธุรกิจ โดย EV คือมูลค่ารวมของกิจการ ตัวเลขนี้บอกว่านักลงทุนต้องจ่ายกี่เท่าของกำไรจากการดำเนินงาน ถึงจะซื้อธุรกิจนี้ได้ทั้งหมด ถ้าอัตราส่วนต่ำ อาจหมายความว่าธุรกิจราคาถูกเมื่อเทียบกับกำลังทำกำไร เป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของ SME ที่เตรียมขายกิจการหรือหานักลงทุนเข้ามาร่วมทุน ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้ EBITDA EBITDA มีประโยชน์ แต่ไม่สมบูรณ์แบบ ควรเข้าใจข้อจำกัดก่อนนำไปตัดสินใจ ไม่นับค่าใช้จ่ายลงทุนในทรัพย์สิน ธุรกิจที่ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ทุกปี จะมีตัวเลขนี้สูงเพราะไม่นับค่าเสื่อมราคา แต่จริงๆ ต้องจ่ายเงินซื้อทรัพย์สินจริง กระแสเงินสดอาจไม่ดีเท่า ไม่แสดงภาระหนี้ บริษัทที่กู้เงินมาก ตัวเลขอาจดูดี แต่กำไรสุทธิอาจต่ำเพราะดอกเบี้ยกินหมด ควรดูคู่กับงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสด เปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรมได้ยาก ธุรกิจบริการที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก Margin จะสูงกว่าธุรกิจผลิต การเทียบจึงต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกัน สรุป EBITDA ตัวเลขที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจเร็วขึ้น ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้เจ้าของ SME มองเห็นกำลังทำกำไรที่แท้จริง โดยตัดตัวแปรที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานออก จัดการงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK อยากดูกำไรขาดทุนของธุรกิจแบบ Real-time ไม่ต้องรอปิดบัญชี? PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยดูรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรได้ทุกเวลา และ PEAK Board ช่วยวิเคราะห์ผลประกอบการแยกตามสาขา แผนก หรือโปรเจกต์ เห็นตัวเลขชัดเจนก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ EBITDA EBITDA ติดลบหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าธุรกิจยังสร้างกำไรจากการดำเนินงานหลักไม่ได้ แม้จะยังไม่นับดอกเบี้ยและภาษีก็ตาม มักเจอใน Startup ที่ลงทุนหนักเพื่อสร้างฐานลูกค้า ถ้าติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาส ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบรายได้ กำไรสุทธิกับ EBITDA ต่างกันตรงไหน กำไรสุทธิ (Net Profit) หักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เป็นตัวเลขที่เหลือจริงๆ ส่วน EBITDA หักแค่ต้นทุนจากการดำเนินงาน จึงได้ตัวเลขสูงกว่าเสมอ นักวิเคราะห์ใช้กำไรสุทธิดูผลตอบแทนจริงของเจ้าของ และใช้ตัวหลังเปรียบเทียบฝีมือการบริหาร ธุรกิจประเภทไหนควรใช้เป็นตัวชี้วัด เหมาะกับธุรกิจที่มีค่าเสื่อมราคาสูง เช่น โรงแรม โรงงาน โลจิสติกส์ หรือธุรกิจเทคโนโลยีที่ลงทุนในซอฟต์แวร์มาก จะช่วยแยกผลกระทบของค่าเสื่อมราคาออก ทำให้เห็นฝีมือบริหารชัดขึ้น ส่วนธุรกิจบริการขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก ดูกำไรสุทธิอาจเพียงพอ EBITDA Margin เท่าไรถึงถือว่าดี ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ธุรกิจซอฟต์แวร์มักมี Margin สูง 30-40% เพราะต้นทุนผันแปรต่ำ ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอาจอยู่ที่ 5-15% หลักง่ายๆ คือเทียบกับค่าเฉลี่ยของธุรกิจประเภทเดียวกัน ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ย แสดงว่าบริหารต้นทุนได้ดี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

ใบเสร็จรับเงินคืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ครบทุกเรื่องที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ขายสินค้าแล้วลูกค้าขอใบเสร็จ แต่ไม่แน่ใจว่าต้องใส่ข้อมูลอะไรบ้าง ต่างจากบิลเงินสดและใบกำกับภาษีอย่างไร แล้วต้องเก็บไว้กี่ปี ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร ใบเสร็จรับเงิน คือเอกสารทางกฎหมายที่ผู้ขายต้องออกให้ผู้ซื้อทันทีที่ได้รับเงิน ตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 105 เป็นเอกสารลำดับสุดท้ายในวงจรการขาย ออกหลังจากใบแจ้งหนี้เมื่อลูกค้าชำระเงินแล้ว ฝั่งผู้ซื้อใช้เป็นหลักฐานเบิกค่าใช้จ่ายและยืนยันกับสรรพากรว่าจ่ายเงินจริง ฝั่งผู้ขายใช้บันทึกรายรับและป้องกันข้อพิพาทเรื่องการชำระเงิน กฎหมายกำหนดให้ออกใบเสร็จเมื่อไหร่ ผู้ประกอบการต้องออกใบเสร็จรับเงินทันทีทุกครั้งที่รับเงินตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไป ไม่ว่าผู้ซื้อจะขอหรือไม่ก็ตาม ถ้าไม่ออก มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ ตามมาตรา 127 ทวิ และอาจถูกตรวจสอบรายได้ย้อนหลัง ข้อยกเว้น: กิจการที่จด VAT และออกใบกำกับภาษีที่ระบุว่า “ชำระราคาแล้ว” กฎหมายให้ถือว่าใบกำกับภาษีนั้นทำหน้าที่แทนใบเสร็จรับเงินได้ องค์ประกอบและตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้ ตัวอย่างด้านล่างแสดงองค์ประกอบทั้งหมดที่ต้องมี ข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี บุคคลธรรมดาใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก นิติบุคคลใช้เลขผู้เสียภาษี พร้อมระบุว่าเป็นสำนักงานใหญ่หรือสาขา นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสารและวันที่ออกให้ชัดเจน วันที่ต้องตรงกับวันที่รับเงินจริง ไม่ใช่วันที่พิมพ์ รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเก้าอี้สำนักงานให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี เก้าอี้สำนักงาน (P00006) 10 3,200 0 7% 32,000 มูลค่าก่อนภาษี 32,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จำนวน 2,240 บาท รวมทั้งสิ้น 34,240 บาท จำนวนเงินและวิธีชำระ แสดงจำนวนเงินทั้งตัวเลขและตัวอักษร ถ้าจด VAT ต้องแยกแสดง VAT 7% พร้อมระบุวิธีชำระเงิน เช่น โอนผ่านธนาคาร หรือเช็ค ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ออกเอกสาร (ผู้ขาย) และฝ่ายผู้รับเอกสาร (ลูกค้า) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้วได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้วนามช่วยยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ใบเสร็จรับเงินมีกี่ประเภท ใบเสร็จรับเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามรูปแบบและการใช้งาน ใบเสร็จรับเงินเต็มรูปแบบ (ตามตัวอย่างด้านบน) : มีรายละเอียดครบทั้งข้อมูลผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายและยื่นภาษีได้ เหมาะกับธุรกิจ B2B และลูกค้าที่ต้องเบิกค่าใช้จ่าย ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ : รวมกับใบกำกับภาษีในเอกสารเดียว แต่ไม่ระบุชื่อผู้ซื้อ พบเห็นมากในรูปแบบสลิปจากเครื่อง POS ตามร้านค้าปลีกที่จด VAT จุดสังเกตคือมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” บนเอกสาร มีเลข VAT ของร้าน และระบุว่า “รวม VAT แล้ว” แต่ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ข้อจำกัดคือลูกค้าไม่สามารถนำไปขอคืน VAT ได้ ถ้าต้องการใช้สิทธิ VAT ต้องขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ บิลเงินสดต่างจากใบเสร็จรับเงินอย่างไร บิลเงินสด (Cash Bill) คือเอกสารยืนยันการรับเงินที่มีรูปแบบง่ายกว่าใบเสร็จ มักเขียนด้วยมือ พบบ่อยในร้านค้าขนาดเล็กหรือร้านที่ยังไม่จด VAT เปรียบเทียบ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด ความเป็นทางการ เอกสารทางกฎหมาย ไม่เป็นทางการ ใช้ยื่นภาษีได้ ได้ (ถ้าข้อมูลครบ) ได้บางกรณี ใช้ขอคืน VAT ได้ (ถ้าเป็นแบบเต็ม) ไม่ได้ ถ้าทำธุรกิจจริงจัง ออกใบเสร็จรับเงินดีกว่าบิลเงินสดทุกกรณี วิธีออกใบเสร็จรับเงิน เลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ กิจการขนาดเล็กที่ออกใบเสร็จเดือนละไม่กี่ใบ เริ่มจากเขียนมือหรือพิมพ์ใน Excel ก็เพียงพอ แต่ต้องระวังเรื่องข้อมูลไม่ครบและต้องคีย์ซ้ำเข้าระบบบัญชีทีหลัง กิจการที่ออกเอกสารบ่อยหรือมีลูกค้าหลายราย โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดงานซ้ำได้ เพราะข้อมูลลูกค้าและรายการสินค้าถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ใบเสร็จรับเงินต่างจากใบกำกับภาษีอย่างไร ใบเสร็จรับเงินยืนยันว่า “รับเงินแล้ว” เท่านั้น ส่วนใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ยืนยันเพิ่มว่า “มีการเก็บ VAT ไปด้วย” เปรียบเทียบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ออกได้เมื่อไหร่ ทุกครั้งที่รับเงิน ≥ 100 บาท เฉพาะกิจการที่จด VAT ต้องแสดง VAT ไหม ไม่ต้อง ต้องแสดง VAT 7% ทุกครั้ง ขอคืน VAT ได้ไหม ไม่ได้ ได้ (เฉพาะแบบเต็ม) ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ยอดขายยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ออกแค่ใบเสร็จก็พอ แต่เมื่อยอดขายถึง 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT และเปลี่ยนมาออกใบกำกับภาษีแทน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบเสร็จรับเงิน หลายกิจการออกใบเสร็จแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบ ตัวอย่างสถานการณ์ที่เกิดบ่อย: ออกใบเสร็จไม่ระบุเลขที่เอกสาร พอสรรพากรขอตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปี หาเอกสารไม่เจอ ถูกมองว่าบันทึกบัญชีไม่สมบูรณ์ ต้องเก็บใบเสร็จรับเงินไว้กี่ปี ตามมาตรา 105 ทวิ ผู้ออกใบเสร็จต้องเก็บต้นขั้วหรือสำเนาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ผู้ซื้อแม้กฎหมายไม่บังคับโดยตรง แต่ควรเก็บไว้ 5 ปีเช่นกัน เพื่อประกอบการตรวจสอบบัญชีหรือยื่นภาษีย้อนหลัง กิจการที่มีใบเสร็จมาก แนะนำให้สแกนเก็บใน Cloud เพิ่มจากเอกสารกระดาษ สรุป ใบเสร็จรับเงินเป็นเอกสารที่กฎหมายบังคับให้ออกทุกครั้งที่รับเงิน ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะเลขที่เอกสาร วันที่ รายการสินค้า และจำนวนเงิน เก็บรักษาไว้ 5 ปี และแยก VAT ให้ชัดเจนถ้าจดทะเบียนแล้ว ออกใบเสร็จรับเงินง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบเสร็จได้ในไม่กี่วินาที มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ คำนวณ VAT อัตโนมัติ บันทึกบัญชีให้ทันที รองรับทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และ e-Tax Invoice & e-Receipt ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงิน ร้านค้าออนไลน์ต้องออกใบเสร็จรับเงินไหม ต้องออก เหมือนร้านหน้าร้าน ไม่ว่าจะรับเงินผ่านโอนเงิน บัตรเครดิต หรือ QR Code ก็ต้องออกทุกครั้ง ถ้าลูกค้าไม่ขอ ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินอยู่ไหม ต้องออกทุกกรณี ตามมาตรา 105 กำหนดว่าต้องออกทันทีทุกคราวที่รับเงิน การอ้างว่าลูกค้าไม่ขอ ไม่ใช่เหตุยกเว้นตามกฎหมาย ใบเสร็จรับเงิน ออกย้อนหลังได้ไหม ออกได้ แต่วันที่ต้องตรงกับวันที่รับเงินจริง ไม่ใช่วันที่พิมพ์ ควรเก็บสลิปโอนเงินไว้เป็นหลักฐานประกอบด้วย ใบเสร็จรับเงิน ออกผิดต้องทำอย่างไร ขีดฆ่าใบเสร็จเดิม เขียน “ยกเลิก” พร้อมลงลายเซ็น เก็บต้นฉบับไว้อย่าทำลาย จากนั้นออกเลขที่ใหม่ที่ข้อมูลถูกต้อง แล้วเก็บทั้ง 2 ฉบับไว้ด้วยกัน ใบเสร็จรับเงิน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร Receipt หรือ Payment Receipt ต่างจาก Invoice (ใบแจ้งหนี้) ที่ออกก่อนการชำระเงินเพื่อแจ้งยอดที่ต้องจ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

บอจ.5 คือ อะไร บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ทุกบริษัทต้องยื่น

บอจ.5 คือ แบบฟอร์มบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด ใช้แสดงว่าใครถือหุ้นกี่หุ้น มูลค่าเท่าไร บริษัทต้องนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 14 วันหลังประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ถ้ายื่นไม่ทัน กรรมการจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท เอกสารนี้ถูกใช้ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นในหลายสถานการณ์ เช่น ธนาคารขอดูก่อนอนุมัติสินเชื่อ หรือคู่ค้าตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญา หน่วยงานรัฐก็ใช้ประกอบการพิจารณาประมูลงานเช่นกัน บอจ.5 คือ อะไร สำคัญอย่างไร “บอจ.” ย่อมาจาก “บริษัทจำกัด” เป็นชุดแบบฟอร์มที่ DBD กำหนดไว้ บอจ.5 มีชื่อเต็มว่า “สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น” ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กรรมการต้องส่งสำเนาฉบับนี้ไปยังนายทะเบียนทุกปี สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารอีกชุดหนึ่งที่เกี่ยวข้อง บริษัทต้องจัดทำสมุดทะเบียนเก็บไว้ที่สำนักงาน ส่วน บอจ.5 คือสำเนาที่คัดจากสมุดทะเบียนเพื่อส่งให้ DBD ข้อมูลที่ต้องระบุใน บอจ.5 บอจ.5 ต้องระบุข้อมูลสำคัญ ดังนี้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้น 3 คน แบบ บอจ.5 ก็ต้องระบุข้อมูลครบทั้ง 3 คน พร้อมจำนวนหุ้นและมูลค่าที่ชำระแล้ว บอจ.5 กับ หนังสือรับรองบริษัท ต่างกันอย่างไร บอจ.5 แสดงว่า “ใครถือหุ้นในบริษัท” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทแสดงว่า “บริษัทมีตัวตนจริงและใครมีอำนาจลงนาม” ทั้งสองเป็นคนละเอกสาร แต่มักถูกขอพร้อมกัน รายการ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) หนังสือรับรองบริษัท ออกโดย บริษัทจัดทำเอง แล้วยื่น DBD DBD ออกให้เมื่อขอคัด เนื้อหา รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ชื่อบริษัท ที่ตั้ง ทุนจดทะเบียน กรรมการ อำนาจลงนาม เปรียบเทียบ เหมือนทะเบียนบ้านของบริษัท เหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ค่าธรรมเนียมคัด 150 บาท 200 บาท ใช้ทำอะไร ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น ยืนยันตัวตนบริษัท เปิดบัญชีธนาคาร ขึ้นทะเบียนประกันสังคม เวลาไปติดต่อธนาคารหรือยื่นประมูลงาน มักถูกขอทั้ง 2 ฉบับพร้อมกัน ฉบับหนึ่งยืนยันตัวตนบริษัท อีกฉบับยืนยันโครงสร้างผู้ถือหุ้น ใครต้องยื่น บอจ.5 และยื่นเมื่อไหร่ ทุกบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนกับ DBD ต้องยื่น บอจ.5 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ต้องยื่นแบบนี้ เพราะใช้แบบฟอร์มคนละชุด ยื่นภายในกี่วัน กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กำหนดให้กรรมการต้องส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยังนายทะเบียนภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมสามัญ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 25 เมษายน 2569 ก็ต้องยื่น บอจ.5 ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ข้อสำคัญคือ ระบบ DBD e-Filing บังคับให้ยื่น บอจ.5 ก่อนจึงจะเปิดให้ยื่นงบการเงินประจำปีได้ นักบัญชีจึงควรเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้า กรณีไหนต้องยื่น บอจ.5 เพิ่ม นอกจากการยื่นประจำปีแล้ว ยังมีกรณีที่ต้องยื่น บอจ.5 เพิ่มเติม ได้แก่ วิธีขอและยื่น บอจ.5 ออนไลน์ ผ่าน DBD e-Filing ปัจจุบันสามารถยื่นและดาวน์โหลด บอจ.5 ผ่านระบบออนไลน์ของ DBD ได้ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน DBD มีวิดีโอสอนขั้นตอนการยื่นที่ efiling.dbd.go.th ด้วย ก่อนเริ่มยื่น ให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้พร้อม ได้แก่ เลขทะเบียนนิติบุคคล รหัสผ่าน DBD e-Filing รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุด จำนวนหุ้น และมูลค่าที่ชำระแล้วของแต่ละคน วิธียื่น บอจ.5 ออนไลน์ วิธีดาวน์โหลด บอจ.5 ที่ยื่นไว้แล้ว ถ้าต้องการดาวน์โหลดสำเนา บอจ.5 ฉบับล่าสุดที่เคยยื่นไว้ ให้ Login เข้าระบบ DBD e-Filing แล้วเลือก “เรียกดูเอกสารที่นำส่ง” จากนั้นกด Download ได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย ขั้นตอนคัด บอจ.5 ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถ้าต้องการ บอจ.5 ฉบับที่ DBD รับรอง เพื่อใช้ยื่นธนาคารหรือประมูลงาน สามารถขอคัดได้ 2 ช่องทาง ตัวอย่าง บอจ.5 พร้อมวิธีกรอก ตัวอย่างข้อมูลที่ต้องกรอกใน บอจ.5 สำหรับบริษัทขนาดเล็ก มีดังนี้ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน: 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) จำนวนหุ้นทั้งหมด: 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ลำดับ ชื่อผู้ถือหุ้น สัญชาติ เลขที่ใบหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าที่ชำระแล้ว 1 นายก (ชื่อสมมุติ) ไทย 0001-5000 5,000 500,000 บาท 2 นางข (ชื่อสมมุติ) ไทย 5001-8000 3,000 300,000 บาท 3 นายค (ชื่อสมมุติ) ไทย 8001-10000 2,000 200,000 บาท รวม 10,000 1,000,000 บาท ข้อควรระวังในการกรอก: ตรวจสอบว่ายอดรวมจำนวนหุ้นและมูลค่าหุ้นตรงกับทุนจดทะเบียน ถ้าไม่ตรง ระบบ DBD e-Filing จะไม่ให้ยื่น และอย่าลืมระบุรายชื่อผู้ที่พ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้นในรอบปีด้วย (ถ้ามี) ไม่ยื่น บอจ.5 มีโทษอะไร ถ้าบริษัทไม่ยื่น บอจ.5 หรือยื่นล่าช้า กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท ตามพ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ สมมุติว่า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คน ถ้ายื่นไม่ทัน ทั้ง 2 คนจะถูกปรับรวมเป็น 4,000 บาท นอกจากนี้ยังปิดกั้นการยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing อีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดค่าปรับงบการเงินตามมาเป็นทอด ๆ สรุป บอจ.5 เป็นเอกสารที่ดูเหมือนง่าย แต่ถ้าลืมยื่นจะเกิดปัญหาลูกโซ่ ตั้งแต่ค่าปรับกรรมการไปจนถึงยื่นงบการเงินไม่ได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือตั้งปฏิทินเตือนล่วงหน้า 1 สัปดาห์ก่อนครบกำหนด และใช้ระบบ DBD e-Filing ยื่นออนไลน์ จัดการเอกสารบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และเอกสารทางบัญชีไว้ในที่เดียว ลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารตกหล่น ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ บอจ.5 บอจ.5 ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร บอจ.5 ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “List of Shareholders” หรือ “Shareholder Register” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทที่ DBD ออกให้ เรียกว่า “Certificate of Juristic Person Registration” บอจ.5 กับ บอจ.2 บอจ.3 ต่างกันอย่างไร แบบฟอร์ม “บอจ.” แต่ละเลขมีหน้าที่ต่างกัน บอจ.2 และ บอจ.3 ใช้ตอนจดทะเบียนเท่านั้น ส่วน บอจ.5 ต้องยื่นอัปเดตทุกปี แก้ไข บอจ.5 ทำอย่างไร ถ้าต้องการแก้ไข บอจ.5 ที่เคยยื่นไปแล้ว ให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจาก DBD e-Filing กรอกข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วยื่นนำส่งใหม่ ระบบจะบันทึกฉบับล่าสุดทับฉบับเดิมบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก