ความรู้ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

Performance คืออะไร ตัวชี้วัดที่คู่ค้าและนักลงทุนใช้ประเมินธุรกิจ

วลาคู่ค้ารายใหม่ขอดูตัวเลขก่อนเซ็นสัญญา หรือนักลงทุนนัดประชุมแล้วถามถึงผลประกอบการ ผู้ประกอบการหลายคนรู้สึกไม่มั่นใจว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง สถานการณ์แบบนี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด เพราะคำว่า Performance ในโลกธุรกิจไม่ได้หมายถึงแค่ทำงานได้ดีหรือไม่ดี แต่อาจหมายถึงตัวเลขทางการเงินในธุรกิจของคุณแข็งแรงแค่ไหน โดยในบทความนี้ จะสรุปนิยาม Performance ในมุมผลประกอบการ พร้อมตัวชี้วัดที่ SME ควรรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อถึงเวลาเจรจากับคู่ค้าหรือนักลงทุน Performance คืออะไร Performance ในบริบทธุรกิจ หมายถึง ผลการดำเนินงานหรือผลประกอบการ (Financial Performance) ซึ่งวัดได้จากตัวเลขทางการเงิน เช่น รายได้ กำไร สภาพคล่อง และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนได้ว่าธุรกิจดำเนินงานได้ดีแค่ไหนในช่วงเวลาที่กำหนด Performance ในบริบทธุรกิจ กับความหมายทั่วไป ต่างกันอย่างไร คำว่า Performance มีหลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบท ในด้าน HR หมายถึงผลงานของพนักงาน ในด้าน IT หมายถึงประสิทธิภาพของระบบ แต่เมื่อใช้ในบริบทบัญชีและการเงิน Performance หมายถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจทั้งหมด อ่านได้จากงบการเงินของบริษัท บทความนี้เจาะเฉพาะ Performance ในมุมตัวชี้วัดผลประกอบการที่ stakeholder ใช้ประเมินธุรกิจก่อนร่วมงาน ทำไม Performance ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME SME ที่ต้องการขอสินเชื่อ หาคู่ค้ารายใหม่ หรือเปิดรับนักลงทุน ล้วนต้องแสดงตัวเลขผลประกอบการ ให้ธุรกิจของตนดูน่าเชื่อถือ และใช้เป็นหลักฐานสำคัญ ว่าธุรกิจของคุณน่าร่วมงานด้วยหรือไม่ ยิ่ง Performance ชัดเจนเท่าไหร่ โอกาสปิดดีลก็สูงขึ้นเท่านั้น คู่ค้า B2B ประเมินอะไรก่อนร่วมงาน คู่ค้า B2B มักประเมิน 3 เรื่องหลักก่อนตกลงทำธุรกิจด้วย นักลงทุนดูตัวเลขอะไรก่อนตัดสินใจ คู่ค้าอาจจะดูเรื่องสภาพคล่องเป็นหลัก แต่กับนักลงทุน มักต้องการข้อมูลมากกว่านั้น โดยเฉพาะกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต อาทิ ตัวชี้วัดผลประกอบการที่ SME ต้องรู้ ตัวชี้วัดผลประกอบการ หรือ Financial Performance Metrics แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามหลักการบัญชี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ใช้อัตราส่วนเหล่านี้วิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนเช่นกัน SME สามารถนำมาใช้ประเมินธุรกิจตัวเองได้ กลุ่มตัวชี้วัด ตัวอย่างอัตราส่วน บอกอะไร กำไร (Profitability) Gross Margin, Net Profit Margin สินค้าหรือบริการทำกำไรได้แค่ไหน สภาพคล่อง (Liquidity) Current Ratio, Quick Ratio จ่ายหนี้ระยะสั้นได้ทันหรือไม่ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ROA, ROE, Asset Turnover ใช้ทรัพยากรคุ้มค่าแค่ไหน หนี้สิน (Leverage) D/E Ratio พึ่งพาเงินกู้มากน้อยเพียงใด การอ่านตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ลองดูตัวอย่างง่ายๆ วิธีติดตามผลประกอบการอย่างเป็นระบบ การรู้ว่าต้องดูตัวเลขอะไรเป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญกว่าคือการติดตามตัวเลขเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ SME ที่ต้องการติดตาม Performance อย่างเป็นระบบ สามารถเริ่มจาก 3 ขั้นตอน ดังนี้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account ช่วยบันทึกรายการและสรุปรายงานการเงินให้อัตโนมัติ และ PEAK Board แสดง Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมธุรกิจได้ทันที สรุป ตัวเลข Performance คือภาษาที่ธุรกิจใช้สร้างความน่าเชื่อถือ Performance ไม่ได้เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ที่เข้าใจตัวชี้วัดผลประกอบการและติดตามตัวเลขอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจเข้ามา ก็พร้อมเจรจาได้อย่างมั่นใจ สิ่งสำคัญคือเริ่มจัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ เพราะตัวเลขที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน จัดการผลประกอบการให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมสรุป Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ผ่าน PEAK Board – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Performance ผลประกอบการ ดูผลประกอบการของบริษัทอื่นได้ที่ไหน สามารถตรวจสอบงบการเงินของนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยค้นหาจากชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล ข้อมูลที่แสดงจะเป็นงบการเงินที่บริษัทยื่นประจำปี ผลประกอบการติดลบ หมายความว่าธุรกิจจะล้มหรือไม่ ไม่จำเป็นเสมอไป ผลประกอบการติดลบหมายถึงค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ในงวดนั้น ซึ่งอาจเกิดจากการลงทุนขยายกิจการหรือต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำ สิ่งที่ควรดูเพิ่มคือแนวโน้มย้อนหลัง 3-4 ไตรมาส ถ้าติดลบต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรายได้ SME ต้องรายงานผลประกอบการบ่อยแค่ไหน นิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อ DBD ปีละ 1 ครั้ง ภายใน 5 เดือนหลังวันสิ้นรอบบัญชี แต่สำหรับการบริหารจัดการภายใน แนะนำให้ติดตามตัวเลขทุกเดือนหรืออย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อให้ปรับแผนได้ทัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

NPV คืออะไร สูตรคำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ ฉบับ SME

SME ที่กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องจักร จะเปิดสาขาเพิ่ม หรือลงทุนขยายกิจการดีหรือไม่ อาจไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่มีตัวเลขคอยบอก แต่จริงๆ แล้วผู้ประกอบการ SME สามารถใช้ NPV (Net Present Value) หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ ที่จะช่วยตอบคำถามว่าถึงเวลาหรือยังที่จะตัดสินใจ โดยบทความนี้ จะพาคุณมาคำนวณด้วยตัวเลขจริง พร้อมเชื่อมโยงผลกระทบทางภาษีที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม NPV (Net Present Value) คืออะไร NPV หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ คือเครื่องมือทางการเงินที่ใช้วัดว่า การลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ โดยนำกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตมาคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบัน แล้วหักด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น พูดง่ายๆ คือ เครื่องมือนี้ตอบคำถามว่า ถ้าลงทุนเงินก้อนนี้วันนี้ เงินที่ได้คืนในอนาคตจะคุ้มกว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นหรือเปล่า โดยผลลัพธ์มีได้ 2 กรณี NPV มีหลักการคิดยังไง เพราะเงิน 100,000 บาทวันนี้ กับ 100,000 บาทอีก 3 ปีข้างหน้า มีมูลค่าไม่เท่ากัน เงินที่มีอยู่วันนี้ สามารถนำไปลงทุน หรือฝากธนาคาร ให้เกิดกำไรงอกเงย สร้างผลตอบแทนได้ แต่หากถือไว้เฉยๆ อาจมีมูลค่าลดลง ซึ่งเป็นผลจากเงินเฟ้อ หลักคิดนี้เรียกว่า Time Value of Money หรือ มูลค่าเงินตามเวลา NPV ใช้หลักการนี้ในการคำนวณ โดยนำเงินที่จะได้ในอนาคต มาเปรียบเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายไปในวันนี้ สูตร NPV และองค์ประกอบที่ต้องรู้ สูตรการคำนวณคือ นำกระแสเงินสดสุทธิ (Cash Flow) ของแต่ละปี มาหารด้วย (1 + อัตราคิดลด) ยกกำลังจำนวนปี แล้วรวมทุกปีเข้าด้วยกัน จากนั้นหักเงินลงทุนเริ่มต้นออก NPV = ( CF ปีที่ 1 / (1+r)^1 + CF ปีที่ 2 / (1+r)^2 + … + CF ปีที่ n / (1+r)^ n ) – เงินลงทุนเริ่มต้น ตัวแปร ความหมาย CF (Cash Flow) กระแสเงินสดสุทธิที่ได้รับในแต่ละปี r (Discount Rate) อัตราคิดลด คือ ผลตอบแทนขั้นต่ำที่คุณคาดหวัง n จำนวนปีที่ใช้ประเมิน Discount Rate (อัตราคิดลด) สำหรับ SME ไทยใช้เท่าไรดี Discount Rate คือ อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการคาดหวังจากการลงทุน ถ้าโครงการไหนให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่านี้ ก็ไม่คุ้มที่จะลงทุน สำหรับ SME ไทย discount rate ที่ใช้กันทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 8-15% โดยขึ้นอยู่กับ ตัวอย่างคำนวณ NPV สำหรับ SME กรณีซื้อเครื่องจักรขยายกิจการ สมมุติ บริษัท กอไก่ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตชิ้นส่วนพลาสติก กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องฉีดพลาสติกใหม่ราคา 1,000,000 บาท เพื่อเพิ่มกำลังผลิต โดยมีข้อมูลประมาณการ ดังนี้ ขั้นตอนคำนวณแบบ step-by-step ปีที่ กระแสเงินสด (บาท) ตัวหาร (1+0.10)^n มูลค่าปัจจุบัน (บาท) 0 -1,000,000 1.000 -1,000,000 1 300,000 1.100 272,727 2 300,000 1.210 247,934 3 300,000 1.331 225,394 4 300,000 1.464 204,904 5 300,000 1.611 186,276 รวม NPV   137,235 บาท คำนวณแล้ว ได้ผลลัพธ์ 137,235 บาท ซึ่งเป็นบวก หมายความว่า การซื้อเครื่องจักรนี้คุ้มค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการประมาณ 137,235 บาท เมื่อเทียบกับการเอาเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทน 10% เปรียบเทียบ ก่อน vs หลัง ใช้ NPV ช่วยตัดสินใจ  ไม่คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ วิธีคิด ลงทุน 1 ล้าน ได้คืนปีละ 3 แสน 5 ปีได้ 1.5 ล้าน กำไร 5 แสน ลงทุน 1 ล้าน เงินที่ได้คืนในอนาคตคิดเป็นมูลค่าวันนี้ได้ 1,137,235 บาท กำไรจริง 137,235 บาท ข้อดี คิดง่าย เข้าใจเร็ว สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง เปรียบเทียบทางเลือกได้ ข้อจำกัด ไม่คำนึงถึงค่าเงินที่เปลี่ยนตามเวลา อาจตัดสินใจผิด ต้องประมาณกระแสเงินสดและ discount rate ให้แม่นยำ หากไม่คำนวณด้วย NPV เจ้าของกิจการอาจคิดว่า การลงทุนนี้ จะได้กำไร 500,000 บาท แต่พอคิดมูลค่าเงินตามเวลาแล้ว กำไรจริงอยู่ที่ 137,235 บาท ตัวเลขต่างกันมาก ในบางกรณี การคิดด้วย NPV อาจทำให้กำไรบางลง จนไม่คุ้มค่าการลงทุนได้ด้วย NPV กับผลกระทบทางภาษี สิ่งที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม การคำนวณ NPV ให้แม่นยำ ไม่ได้ดูแค่รายรับ-รายจ่าย แต่ต้องคำนึงถึงภาษีด้วย เพราะภาษีมีผลกระทบต่อกระแสเงินสดสุทธิ ที่ต้องใช้คำนวณในสูตรเช่นกัน ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์กับกระแสเงินสดใน NPV เมื่อซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท เงินทั้งก้อนนั้นไม่ได้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปีเดียว แต่ทยอยตัดเป็นค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เครื่องจักรสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้สูงสุด 20% ต่อปี (อายุการใช้งาน 5 ปี) เพราะค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายจริง แต่ช่วยลดกำไรทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือ เงินสดจริงที่เพิ่มเข้ามาในกระแสเงินสด ตัวอย่าง ถ้าเครื่องจักรราคา 1,000,000 บาท คิดค่าเสื่อมราคาปีละ 200,000 บาท และกิจการเสียภาษีนิติบุคคล 20% จะประหยัดภาษีได้ปีละ 200,000 x 20% = 40,000 บาท เงินจำนวนนี้ทำให้กระแสเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลลัพธ์การคำนวณสูงขึ้นตามไปด้วย สิทธิประโยชน์ภาษี (BOI และมาตรการลดหย่อน) ที่เปลี่ยน NPV นอกจากค่าเสื่อมราคาปกติ ผู้ประกอบการบางรายอาจได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี หรือหักค่าเสื่อมราคาเร่งได้ สิทธิเหล่านี้เพิ่มกระแสเงินสดหลังภาษีอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนจากติดลบเป็นบวกได้ ก่อนคำนวณ ลองเช็คว่าการลงทุนของคุณเข้าเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ภาษีใดบ้าง เพราะอาจเปลี่ยนผลการตัดสินใจทั้งหมด NPV กับ IRR ต่างกันอย่างไร ใช้ตัวไหนดีกว่า ตัวแรกบอกว่า โครงการนี้สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าไร ในขณะที่ IRR (Internal Rate of Return) บอกว่า โครงการนี้ให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์  NPV IRR บอกอะไร มูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนเงิน อัตราผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ เกณฑ์ตัดสินใจ NPV มากกว่า 0 ควรลงทุน IRR มากกว่า discount rate ควรลงทุน จุดแข็ง เปรียบเทียบโครงการขนาดต่างกันได้ชัดเจน เข้าใจง่าย สื่อสารกับคนอื่นได้เร็ว ข้อจำกัด ต้องกำหนด discount rate ก่อน อาจให้ผลลัพธ์หลายค่าในบางกรณี สำหรับผู้ประกอบการ SME แนะนำใช้ตัวแรกเป็นเครื่องมือหลัก เพราะบอกเป็นจำนวนเงินชัดเจน แล้วใช้ IRR เป็นตัวเสริมสำหรับสื่อสารกับหุ้นส่วนหรือธนาคาร สรุป NPV ช่วย SME ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเลข ไม่ใช่แค่ความรู้สึก การตัดสินใจลงทุนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกกิจการ เครื่องมืออย่าง NPV ช่วยให้คุณเปรียบเทียบทางเลือกด้วยตัวเลขที่สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง ไม่ใช่แค่บวกลบรายรับ-รายจ่ายแบบหยาบ และสิ่งที่ทำให้การคำนวณแม่นยำยิ่งขึ้น คือการนำข้อมูลกระแสเงินสดจริงของกิจการมาใช้ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ยิ่งข้อมูลจริง ผลลัพธ์ยิ่งน่าเชื่อถือ ใช้ข้อมูลจริงจากระบบบัญชีมาคำนวณ NPV ได้ทันที ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ข้อมูลรายรับ-รายจ่าย กระแสเงินสด และรายงานวิเคราะห์ธุรกิจจาก PEAK Board จะช่วยให้คุณดึงตัวเลขจริงมาใช้คำนวณได้ทันที ไม่ต้องรวบรวมเอกสารเอง – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NPV (มูลค่าปัจจุบันสุทธิ) NPV ติดลบ แปลว่าห้ามลงทุนเลยหรือเปล่า ไม่เสมอไป ผลลัพธ์ติดลบหมายความว่า ผลตอบแทนทางการเงินไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับ discount rate ที่กำหนด แต่บางโครงการมีคุณค่าเชิงกลยุทธ์ที่ตัวเลขจับไม่ได้ เช่น การลงทุนเพื่อรักษาลูกค้ารายใหญ่ หรือสร้างแบรนด์ในตลาดใหม่ ในกรณีนี้ควรพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขอย่างเดียว ผู้ประกอบการ SME คำนวณ NPV ด้วยตัวเองได้ไหม ได้ เพราะหลักการไม่ซับซ้อน แค่ต้องมีข้อมูล 3 อย่าง คือ เงินลงทุนเริ่มต้น กระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้แต่ละปี และ discount rate สิ่งสำคัญคือข้อมูลกระแสเงินสดต้องมาจากตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว การดึงตัวเลขมาใช้จะง่ายขึ้นมาก ค่าเสื่อมราคาเกี่ยวอะไรกับ NPV ค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายออกจริง แต่ช่วยลดกำไรสุทธิทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้นจริง ซึ่งทำให้ผลลัพธ์สูงขึ้น ผู้ประกอบการที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ใหม่ควรรวมผลประหยัดภาษีจากค่าเสื่อมราคาเข้าไปในการคำนวณด้วย เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ตั๋วสัญญาใช้เงิน คืออะไร เครื่องมือการเงิน B2B ที่ธุรกิจต้องรู้

การทำธุรกิจ B2B มักไม่ได้เงินสดในทันที แต่ต้องรอรอบบัญชีของลูกค้า ยิ่งลูกค้าสั่งสินค้าหรือใช้บริการเยอะ เจ้าของกิจการก็ต้องรับความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงนี้ จึงเกิดเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่ช่วยสร้างหลักประกันให้กับเจ้าของกิจการ SME และยังคุ้มครองด้วยกฎหมาย ในบทความนี้ คุณจะได้รู้จักกับตั๋วสัญญาใช้เงิน การใช้งานจริง เงื่อนไขภาษี ข้อกฎหมาย ตลอดจนความเสี่ยงที่ SME ต้องรู้ ตั๋วสัญญาใช้เงินคืออะไร ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) คือเอกสารที่ผู้ออกตั๋วให้คำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้รับตามวันที่กำหนด โดยไม่มีเงื่อนไขแนบท้าย เอกสารนี้มีผลบังคับตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 982 ถึง 1011 ที่หากไม่จ่ายตามกำหนด ผู้ถือตั๋วฟ้องร้องได้ทันที องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ตั๋วสมบูรณ์ตามกฎหมาย ตั๋วจะมีผลทางกฎหมายได้ ต้องมีรายการครบตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 983 รายการ ตัวอย่าง คำว่า ตั๋วสัญญาใช้เงิน ในตัวเอกสาร ระบุไว้ที่หัวเอกสาร คำมั่นว่าจะใช้เงินโดยไม่มีเงื่อนไข จ่ายเงินจำนวน 500,000 บาท วันถึงกำหนดใช้เงิน 90 วันนับจากวันที่ออกตั๋ว สถานที่ใช้เงิน สำนักงานใหญ่ บริษัท ก จำกัด ชื่อผู้รับเงิน บริษัท ข จำกัด วันที่และสถานที่ออกตั๋ว 1 กันยายน – กรุงเทพฯ ลายเซ็นผู้ออกตั๋ว กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หากขาดรายการใดรายการหนึ่ง ตั๋วอาจไม่สมบูรณ์และใช้บังคับไม่ได้ ทำไม SME ถึงใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินแทนเงินสด ธุรกิจ B2B มักมียอดชำระสูง การให้เครดิตเทอมจึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งถ้าหากไม่มีการทำเอกสารสัญญาให้ชัดเจน ผู้ขายจะเสียเปรียบหากเกิดการผิดนัดชำระ การใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน จะช่วยปกป้องทั้งสองฝ่าย ผู้ซื้อได้เวลาหมุนเงิน และผู้ขายจะมีหลักฐานที่ชัดเจนกว่าการใช้แค่ใบแจ้งหนี้ นอกจากนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินยังสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ หรืออาจนำไปขายกับธนาคาร เพื่อการรับเงินสดก่อนครบกำหนด ตัวอย่างการใช้ตั๋วสัญญา จัดการเครดิตคู่ค้า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ค้าส่งวัสดุก่อสร้าง สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุกเดือน มูลค่าราว 500,000 บาท แทนที่จะจ่ายเงินสดทันที บริษัท ก ออกตั๋วกำหนดจ่ายภายใน 90 วัน วิธีนี้ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น ตั๋วสัญญาใช้เงินกับตั๋วแลกเงิน ต่างกันตรงไหน เปรียบเทียบ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 2 ฝ่าย 3 ฝ่าย ผู้รับผิดชอบจ่ายเงิน ผู้ออกตั๋ว (ลูกหนี้เอง) ผู้จ่าย (ต้องรับรองก่อน) ต้องรับรองตั๋วก่อนหรือไม่ ไม่ต้อง ต้องมี (ผู้จ่ายรับรอง) กรณีใช้งาน การค้า B2B ระหว่างคู่ค้า การค้าระหว่างประเทศ SME ไทยที่ซื้อขายในประเทศมักเลือกตั๋วสัญญาใช้เงิน เพราะมีแค่ 2 ฝ่าย ไม่ต้องรอใครรับรอง ตั๋วสัญญาใช้เงิน กับอากรแสตมป์ เสียเท่าไร และอย่างไร ตั๋วชนิดนี้ต้องติดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลำดับที่ 9 โดยคำนวณที่อัตรา 3 บาทต่อทุก 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท โดยผู้ออกตั๋วเป็นผู้เสียอากร อ้างอิงจากตัวอย่างเดิม – บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกตั๋วมูลค่า 500,000 บาท คำนวณอากรได้ดังนี้ 500,000 ÷ 2,000 = 250 x 3 = 750 บาท หมายความว่าตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 500,000 บาทนี้ ต้องติดอากร 750 บาท หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ ตั๋วใบนี้จะใช้เป็นหลักฐานในศาลไม่ได้ ผู้ออกตั๋วและผู้รับตั๋ว จึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าติดอากรครบก่อนลงลายเซ็น ความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต้องรู้ก่อนรับตั๋ว แม้ตั๋วจะมีผลบังคับทางกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้เงินแน่นอน หากผู้ออกตั๋วไม่มีเงินจ่ายเมื่อถึงกำหนด ผู้ถือตั๋วต้องฟ้องร้องเอง ซึ่งใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย ความเสี่ยงหลักคือ หากผู้ออกตั๋วมีสถานะทางการเงินไม่มั่นคง ตั๋วเงินไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เว้นแต่จะระบุเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างจากสินเชื่อธนาคารที่มีการประเมินเครดิตก่อน ผู้ที่จะรับตั๋วควรประเมินคู่ค้าทุกครั้ง วิธีประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วสัญญาใช้เงิน ก่อนตอบตกลงรับตั๋วจากคู่ค้า ลองตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ การบันทึกบัญชีตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายอย่างง่าย เมื่อธุรกิจรับตั๋วจากลูกค้า ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินรับฝั่งสินทรัพย์ พร้อมลดยอดลูกหนี้การค้า และเมื่อตั๋วครบกำหนด ก็ลดยอดตั๋วเงินรับและเพิ่มเงินสดเข้ามาแทน หากธุรกิจเป็นฝ่ายออกตั๋วให้ซัพพลายเออร์ ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินจ่ายฝั่งหนี้สิน พร้อมลดยอดเจ้าหนี้การค้า เมื่อจ่ายเงินตามตั๋วแล้ว ก็ลดยอดตั๋วเงินจ่ายและลดเงินสด กรณีนำตั๋วไปขายลดกับธนาคาร ต้องบันทึกส่วนลดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินด้วย เพราะธนาคารจะหักส่วนลดก่อนจ่ายเงินให้ ทำให้ได้รับเงินจริงน้อยกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว ต้องติดตามวันครบกำหนดของตั๋วทุกใบให้ดี หากพลาดอาจเสียสิทธิในการไล่เบี้ยจากผู้สลักหลัง แต่ถ้าไม่อยากพลาด ผู้ประกอบการที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK จะบันทึกรายการเหล่านี้ได้สะดวก พร้อมจัดหมวดหมู่ให้อัตโนมัติ ช่วยติดตามตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายได้ครบโดยไม่ต้องจัดการด้วยมือ สรุป ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเครื่องมือคู่ค้า ไม่ใช่แค่เอกสารกฎหมาย ตั๋วเงินชนิดนี้ไม่ได้มีไว้แค่ให้นักกฎหมายใช้ แต่เป็นเครื่องมือที่ SME จัดการเครดิตคู่ค้าได้จริง ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ติดอากรแสตมป์ให้ครบ และประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วทุกครั้ง เมื่อทำครบทุกขั้นตอน ตั๋วจะกลายเป็นเครื่องมือบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพ จัดการบัญชีตั๋วสัญญาใช้เงิน ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการรายงานการเงินครบในที่เดียว ลดงานซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการจัดการด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินมีอายุความเท่าไร อายุความในการฟ้องร้องเรียกเงินตามตั๋วคือ 3 ปี นับจากวันที่ตั๋วถึงกำหนดชำระ ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1001 ผู้ถือตั๋วควรเรียกเก็บเงินหรือฟ้องร้องก่อนหมดอายุความ ถ้าผู้ออกตั๋วไม่จ่ายเงินตามกำหนด ต้องทำอย่างไร ผู้ถือตั๋วยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลได้ โดยใช้ตั๋วเป็นหลักฐาน ข้อดีคือศาลถือว่าตั๋วเป็นหลักฐานแห่งหนี้ในตัว ไม่ต้องพิสูจน์ที่มาของมูลหนี้เพิ่ม จึงฟ้องง่ายกว่ากรณีที่มีแค่ใบแจ้งหนี้ ทั้งนี้ควรปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการให้ถูกขั้นตอน ตั๋วสัญญาใช้เงินต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ตั๋วเงินเป็นเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่การขายสินค้าหรือบริการ จึงไม่ต้องเสีย VAT ตัวตั๋วเอง แต่สินค้าที่เป็นต้นเหตุให้ออกตั๋ว เช่น การซื้อวัสดุก่อสร้าง ยังต้องเสีย VAT ตามปกติ สิ่งที่ต้องเสียสำหรับตัวตั๋วคืออากรแสตมป์เท่านั้นม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

10 min

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร วิธีประเมินความเสี่ยงหนี้สงสัยจะสูญ

SME หลายรายมักเจอปัญหาเก็บเงินลูกค้าได้ช้า ทั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว หรืออาจเก็บไม่ได้เลยก็มี โดยเฉพาะธุรกิจที่ให้เครดิตเทอม เสี่ยงที่บัญชีลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ โดยในบทความนี้ จะพาคุณเข้าใจวิธีประเมินความเสี่ยงของบัญชีลูกหนี้ และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พร้อมเรียนรู้วิธีการติดตามหนี้ค้างชำระ ไม่ให้เป็นหนี้สูญไปเปล่า บัญชีลูกหนี้คืออะไร บัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable) คือสิทธิเรียกร้องเงินที่กิจการมีต่อลูกค้า เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ สำหรับ SME การจัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบมีความสำคัญหลายด้าน ลูกหนี้ที่เก็บเงินได้ช้าจะกระทบกระแสเงินสด ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง หากไม่ติดตามลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ อาจกลายเป็นหนี้สูญซึ่งกระทบกำไรสุทธิโดยตรง นอกจากนี้ การจัดการข้อมูลลูกหนี้ที่ถูกต้องยังช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนการเงินได้แม่นยำขึ้น วิธีประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้า การประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้าคือการวิเคราะห์ว่าลูกหนี้แต่ละรายมีโอกาสชำระเงินได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งทำการประเมินบ่อย จะช่วยให้รู้ตัวเร็วขึ้น ว่าลูกหนี้รายไหนมีความเสี่ยงสูง การวิเคราะห์อายุหนี้ค้างชำระ (Aging Analysis) วิธีที่ SME ใช้กันมากที่สุด คือการแบ่งลูกหนี้ตามจำนวนวันที่ค้างชำระ ยิ่งหนี้ค้างนาน แปลว่ายิ่งมีความเสี่ยงสูง ช่วงอายุหนี้ ระดับความเสี่ยง ยังไม่ถึงกำหนด ต่ำ ค้าง 1-30 วัน ต่ำ-ปานกลาง ค้าง 31-60 วัน ปานกลาง ค้าง 61-90 วัน สูง ค้างเกิน 90 วัน สูงมาก ลองนึกภาพว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท เมื่อลองจัดกลุ่มตามอายุหนี้พบว่า หนี้การค้ากว่า 400,000 บาท ค้างเป็นเวลาเกิน 90 วัน แปลว่า 40% ของลูกหนี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมาก ต้องเร่งติดตามทันที ดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้าแต่ละราย การดูประวัติการชำระเงินของลูกค้าแต่ละรายช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น ลูกค้าที่จ่ายตรงเวลาทุกครั้งมีความเสี่ยงต่ำ ส่วนลูกค้าที่จ่ายล่าช้าซ้ำหลายครั้ง กิจการอาจต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญคืออะไร คำนวณอย่างไรให้ถูกต้อง ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือจำนวนเงินที่กิจการประเมินไว้ว่าจะเก็บจากลูกหนี้ไม่ได้ โดยจะบันทึกเป็นรายจ่ายในงบกำไรขาดทุน และหักออกจากยอดลูกหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง การตั้งค่าเผื่อนี้เป็นหลักการบัญชีที่สำคัญตามมาตรฐาน NPAEs ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ในไทยใช้มาตรฐานนี้ คำนวณแบบร้อยละของยอดขายเชื่อ วิธีนี้เหมาะกับกิจการที่มียอดขายเชื่อค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยกำหนดอัตราร้อยละจากประสบการณ์ในอดีต ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดขายเชื่อทั้งปี 5,000,000 บาท จากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีพบว่าเก็บเงินไม่ได้เฉลี่ย 2% ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ = 5,000,000 x 2% = 100,000 บาท คำนวณแบบอายุหนี้ (Aging Method) วิธีนี้จะแม่นยำกว่าวิธีอื่น เพราะการกำหนดอัตราแตกต่างกันตามอายุหนี้ ยิ่งหนี้ค้างนาน อัตราค่าเผื่อก็จะยิ่งสูงขึ้น ลองดูตัวอย่างจากบริษัท ก จำกัด ที่มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท ช่วงอายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราค่าเผื่อ ค่าเผื่อหนี้สูญ (บาท) ยังไม่ถึงกำหนด 300,000 1% 300,000 x 1% = 3,000 ค้าง 1-30 วัน 200,000 3% 200,000 x 3% = 6,000 ค้าง 31-60 วัน 100,000 10% 100,000 x 10% = 10,000 ค้าง 61-90 วัน 100,000 30% 100,000 x 30% = 30,000 ค้างเกิน 90 วัน 300,000 50% 300,000 x 50% = 150,000 ยอดรวม 1,000,000 199,000 เห็นได้ว่าลูกหนี้ที่ค้างเกินกว่า 90 วัน แม้จะมียอดเพียงแค่ 300,000 บาท แต่เพราะความเสี่ยงที่จะเก็บไม่ได้สูงมาก การตั้งค่าเผื่อที่ 150,000 บาท จึงสมเหตุสมผล สรุป : การจัดการบัญชีลูกหนี้ที่ดี เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การจัดการบัญชีลูกหนี้ไม่ใช่แค่การทวงเงิน แต่เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงด้วย Aging Analysis และดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้า เพื่อการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ถูกต้อง และใช้เครื่องมือที่ช่วยติดตามอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งรู้เร็วว่ารายไหนเสี่ยง ยิ่งลดโอกาสที่หนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ จัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการขายเชื่อ ติดตามสถานะลูกหนี้ และดูรายงานลูกหนี้ค้างชำระได้ในที่เดียว ระบบเชื่อมต่อข้อมูลตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ไปจนถึงการรับชำระเงิน ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการกระทบยอดด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ หนี้สงสัยจะสูญกับหนี้สูญต่างกันอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญคือหนี้ที่กิจการประมาณการว่ามีโอกาสเก็บไม่ได้ แต่ยังไม่แน่นอน 100% จึงบันทึกเป็นค่าเผื่อไว้ก่อน ส่วนหนี้สูญคือหนี้ที่กิจการตัดสินใจแล้วว่าไม่สามารถเก็บได้จริง หลังจากติดตามทวงถามครบทุกขั้นตอนแล้ว กิจการจึงตัดจำหน่ายออกจากบัญชี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การตัดหนี้สูญทางภาษีต้องมีหลักฐานการทวงถามและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด SME ควรทำ Aging Analysis บ่อยแค่ไหน ทุกกิจการควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ถ้ากิจการมีลูกหนี้จำนวนมากหรือให้เครดิตเทอมยาว ควรทำทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายไตรมาสหรือก่อนปิดงบการเงิน การทำบ่อยช่วยให้เห็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่หนี้จะเลื่อนไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่สูงขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กที่มีลูกค้าไม่กี่ราย ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยหรือไม่ แม้กิจการจะมีลูกค้าน้อย แต่ถ้ามีการขายเชื่อก็ควรตั้งค่าเผื่อไว้ เพราะทำให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้ามีไม่กี่รายอาจใช้วิธีประเมินเป็นรายลูกค้า (Specific Identification) แทนการใช้อัตราร้อยละ จะได้ตัวเลขแม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

งบทดลอง คืออะไร ใช้ทำอะไร วิธีทำ และตัวอย่าง

เจ้าของธุรกิจหลายคนไม่เคยเปิดดูงบทดลองเลย รอดูตัวเลขตอนปิดงบสิ้นปี ทั้งที่งบนี้เป็นเครื่องมือตรวจสุขภาพการเงินที่ช่วยให้เห็นปัญหาได้เร็วกว่ารองบการเงินจริง โดยบทความนี้จะพาคุณมาเข้าใจงบทดลอง ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีทำ พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่เจ้าของธุรกิจอ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที งบทดลอง (Trial Balance) คืออะไร? งบทดลอง คือ รายงานสรุปยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ณ วันใดวันหนึ่ง ใช้ตรวจสอบว่าการบันทึกบัญชีถูกต้องหรือไม่ หลักการสำคัญอยู่ที่ระบบบัญชีคู่ (Double-Entry Bookkeeping) ซึ่งกำหนดว่ายอดรวมฝั่งเดบิต (Debit) และเครดิต (Credit) ต้องเท่ากันเสมอ หากยอดไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการบันทึกบัญชีผิดพลาด แม้กฎหมายจะไม่บังคับให้ยื่นงบทดลองต่อกรมสรรพากร แต่ในเชิงบริหาร งบนี้มีประโยชน์หลายด้าน งบทดลองมีกี่ประเภท งบทดลองแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามช่วงเวลาของการตรวจสอบบัญชี แต่ละแบบมีจุดประสงค์ต่างกัน งบทดลองก่อนปรับปรุง เป็นงบที่จัดทำก่อนบันทึกรายการปรับปรุงบัญชี เช่น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย รายได้ค้างรับ หรือค่าเสื่อมราคา ตัวเลขในงบนี้สะท้อนเฉพาะรายการที่บันทึกจริงในช่วงระหว่างรอบบัญชี ยังไม่มีรายการตามเกณฑ์คงค้าง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ ปิดรอบเดือนมิถุนายน ยังไม่ได้บันทึกค่าเช่าออฟฟิศค้างจ่าย 15,000 บาท งบทดลองก่อนปรับปรุงจะยังไม่มียอดนี้ แต่ก็ยังใช้เช็กเบื้องต้นได้ว่าเดบิตและเครดิตตรงกันหรือเปล่า งบทดลองหลังปรับปรุง เป็นงบที่จัดทำหลังบันทึกรายการปรับปรุงครบแล้ว เช่น ตัดค่าเสื่อมราคา บันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และรายได้ค้างรับ ตัวเลขในงบนี้จึงสะท้อนผลการดำเนินงานได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด สามารถนำไปจัดทำงบกำไรขาดทุนได้ทันที งบทดลองหลังปิดบัญชี เป็นงบที่จัดทำหลังปิดบัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายเข้ากำไรสะสมเรียบร้อยแล้ว จึงเหลือเฉพาะบัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และทุน เพื่อยืนยันว่ายอดคงเหลือพร้อมเริ่มต้นรอบบัญชีถัดไปอย่างถูกต้อง ส่วนประกอบและวิธีทำงบทดลอง ส่วนประกอบของงบทดลอง งบทดลองประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ส่วน รายละเอียด ส่วนหัว ชื่อกิจการ, ชื่อรายงาน (งบทดลอง), วันที่จัดทำ รายละเอียด เลขที่บัญชี, ชื่อบัญชี, ยอดเดบิต, ยอดเครดิต, ยอดรวม บัญชีจะเรียงตามหมวด 5 หมวดหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ และค่าใช้จ่าย ขั้นตอนการทำงบทดลอง ตัวอย่างงบทดลองร้านค้า SME สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเสื้อผ้าออนไลน์ จัดทำงบทดลองหลังปรับปรุง ณ วันที่ 30 มิถุนายน ชื่อบัญชี เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินสด 150,000 ลูกหนี้การค้า 80,000 สินค้าคงเหลือ 200,000 อุปกรณ์สำนักงาน 50,000 เจ้าหนี้การค้า 120,000 เงินกู้ยืม 100,000 ทุนจดทะเบียน 200,000 รายได้จากการขาย 350,000 ต้นทุนขาย 180,000 ค่าเช่า 30,000 เงินเดือนพนักงาน 40,000 ค่าสาธารณูปโภค 15,000 ค่าโฆษณาออนไลน์ 25,000 รวม 770,000 770,000 ยอดรวมเดบิตและเครดิตเท่ากันที่ 770,000 บาท แสดงว่าการบันทึกบัญชีถูกต้องตามหลักบัญชีคู่ จากตัวอย่างนี้ เจ้าของธุรกิจสามารถเห็นได้ทันทีว่า ต้นทุนขายอยู่ที่ 180,000 บาท คิดเป็นราว 51% ของรายได้ขาย และมีลูกหนี้ค้างชำระอยู่ 80,000 บาทที่ต้องติดตาม ข้อควรระวัง เมื่อทำงบทดลอง ถ้ายอดเดบิตและเครดิตไม่เท่ากัน ให้ตรวจสอบสาเหตุเหล่านี้ สาเหตุ วิธีแก้ไข กรอกตัวเลขผิด เช่น 15,000 เป็น 51,000 ตรวจทานยอดกับเอกสารต้นฉบับ บันทึกสลับฝั่งเดบิตกับเครดิต เช็คหมวดบัญชีว่าควรอยู่ฝั่งไหน บันทึกรายการตกหล่นหรือซ้ำ เทียบจำนวนรายการกับเอกสาร เลือกชื่อบัญชีไม่ตรงกับรายการจริง ทบทวนผังบัญชีที่ตั้งค่าไว้ เมื่อพบข้อผิดพลาด ให้แก้ไขรายการในบัญชีแยกประเภทก่อน แล้วจึงทำงบทดลองใหม่จนกว่ายอดจะตรงกัน งบทดลองต้องทำตอนไหน แนะนำให้ทำทุกเดือนหลังปิดรอบบัญชี เพราะช่วยตรวจสอบยอดบัญชีได้ต่อเนื่อง ถ้ามีข้อผิดพลาดจะพบและแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องรอมาตรวจย้อนหลังทีเดียวตอนสิ้นปี โดยเฉพาะกับสำหรับธุรกิจที่มีรายการบัญชีจำนวนมาก การทำงบทดลองเป็นประจำยังช่วยให้การปิดงบสิ้นปีเร็วขึ้น เพราะข้อมูลถูกตรวจสอบมาเป็นรายเดือนแล้ว ทำงบทดลองด้วย Excel หรือโปรแกรมบัญชี ธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายการไม่มาก สามารถทำงบทดลองด้วย Excel ได้ โดยสร้างตารางแยกคอลัมน์เดบิตและเครดิต แล้วใช้สูตร SUM ตรวจสอบยอดรวม แต่ถ้าธุรกิจมีรายการจำนวนมาก การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก เพราะระบบสรุปงบทดลองให้อัตโนมัติจากเอกสารที่บันทึกไว้ ไม่ต้องคีย์ตัวเลขเองหรือรวมยอดใหม่ 3 จุดเช็กรายจ่ายแฝงในงบทดลอง ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ นอกจากเช็กว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากันหรือไม่ เจ้าของธุรกิจควรดูจุดเหล่านี้เพิ่ม เพราะอาจมีรายจ่ายแฝงซ่อนอยู่ จุดสังเกต: หากยอดรวมในบัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ” มียอดสูงอย่างผิดปกติ ผลกระทบ: มักเป็นจุดที่ซ่อนรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ชัดเจน หรือรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ วิธีแก้ไข: เจ้าของธุรกิจควรเรียกดูรายละเอียดเชิงลึกในบัญชีนี้ทันที เพื่อคัดกรองและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างมูลค่าออก จุดสังเกต: รายการที่ควรเป็นต้นทุนขาย (COGS) เช่น ค่าวัตถุดิบ หรือค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ถูกนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป ผลกระทบ: ทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า “ต้นทุนต่ำ” จึงวางแผนกลยุทธ์หรือตั้งราคาสินค้าผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วต้นทุนเหล่านั้นไปแฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายส่วนอื่น วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความถูกต้องของการแยกประเภทบัญชีเพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงก่อนวางแผนกำไร จุดสังเกต: มีการบันทึกรายการที่มีลักษณะเดียวกันซ้ำซ้อนกันในหลายประเภทบัญชี ผลกระทบ: ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้การวิเคราะห์ผลประกอบการคลาดเคลื่อนและเสียโอกาสในการบริหารกระแสเงินสด วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของรายการบัญชีเพื่อปรับปรุงตัวเลขให้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ วิธีเช็กยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้จากงบทดลอง งบทดลองยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจดูสภาพคล่องเบื้องต้นได้ โดยเช็กจาก 2 บัญชีหลัก วิธีเช็ก ลูกหนี้ จากงบทดลอง วิธีเช็ก เจ้าหนี้ จากงบทดลอง ขั้นตอนการเรียกดูงบทดลองใน PEAK Account ในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คุณสามารถเรียกดูงบทดลองได้ ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน จากตัวอย่างงบทดลองของบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ลูกหนี้ 80,000 บาท คิดเป็นราว 23% ของยอดขาย 350,000 บาท ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม ส่วนเจ้าหนี้ 120,000 บาท เทียบกับต้นทุนขาย 180,000 บาท คิดเป็น 67% ซึ่งต้องวางแผนกระแสเงินสดให้ดี สรุป: งบทดลองช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้เร็วขึ้น งบทดลองไม่ใช่แค่เอกสารบัญชีที่ดูว่าเดบิตเท่ากับเครดิตหรือเปล่า แต่เป็นเครื่องมือบริหารที่ช่วยให้เห็นภาพรวมการเงินได้ทุกเดือน ไม่ต้องรอสิ้นปี ถ้าทำเป็นประจำ จะช่วยจับปัญหาค่าใช้จ่ายแฝง ลูกหนี้ค้างนาน หรือเจ้าหนี้ที่ต้องรีบจ่าย ได้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม ดูงบทดลองได้ทุกเมื่อ ด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK Account ช่วยให้เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีเรียกดูงบทดลองได้ทันที ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน เข้าเมนู บัญชี แล้วเลือก งบทดลอง กดพิมพ์รายงานเพื่อ Export เป็นไฟล์ Excel ได้เลย ทดลองใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับงบทดลอง งบทดลองต่างจากงบการเงินอย่างไร งบทดลองเป็นรายงานภายในที่ใช้ตรวจสอบว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากันหรือไม่ เปรียบเหมือนการเช็กร่างกายก่อนตรวจสุขภาพจริง ส่วนงบการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงิน เป็นรายงานที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐ ใช้ประเมินผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของธุรกิจ งบทดลองต้องยื่นสรรพากรไหม ไม่ต้องยื่น งบทดลองเป็นรายงานภายในที่ทำเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นกรมสรรพากร ทำงบทดลองด้วย Excel ได้ไหม ทำได้ แต่ต้องอาศัยความละเอียดในการคีย์ข้อมูลและรวมยอด เพราะมีโอกาสพิมพ์ตัวเลขผิด สลับฝั่งเดบิตกับเครดิต หรือบันทึกซ้ำโดยไม่รู้ตัว ถ้าธุรกิจมีรายการบัญชีจำนวนมาก การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลาได้มาก เพราะระบบสรุปงบทดลองให้อัตโนมัติจากเอกสารที่บันทึกในระบบ งบทดลองต้องทำทุกเดือนไหม แนะนำให้ทำทุกเดือน เพราะช่วยตรวจสอบยอดบัญชีได้ต่อเนื่อง ถ้ามีความผิดพลาดจะพบและแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องใช้เวลาตรวจย้อนหลังตอนปิดงบสิ้นปี ใครควรดูงบทดลองบ้าง ไม่ใช่แค่นักบัญชีเท่านั้น เจ้าของกิจการและผู้บริหารก็ควรดูงบทดลองเป็นประจำ เพื่อใช้ประเมินสถานะการเงินและวางแผนธุรกิจ ในช่วงปิดงบประจำปี ผู้สอบบัญชีก็ใช้งบทดลองเป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบงบการเงินเช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

FV คืออะไร เข้าใจ Future Value มูลค่าเงินในอนาคต ฉบับเจ้าของกิจการ

เงิน 1 ล้านบาทวันนี้ กับ 1 ล้านบาทอีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าไม่เท่ากัน ถ้าเข้าใจ FV (Future Value) คุณจะรู้ว่าเงินก้อนนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต FV คืออะไร (Future Value คือ มูลค่าเงินในอนาคต) FV หรือ Future Value คือการคำนวณว่าเงินจำนวนหนึ่งจะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต โดยคิดรวมผลตอบแทนตลอดระยะเวลาที่กำหนด ผลตอบแทนที่ว่านี้อาจเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก กำไรจากการลงทุน หรืออัตราเงินเฟ้อ ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ พูดง่ายกว่านั้น ถ้าคุณฝากเงิน 100,000 บาทในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี FV จะบอกคุณว่าอีก 5 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็นเท่าไร แนวคิดนี้มาจากหลัก Time Value of Money (มูลค่าของเงินตามเวลา) เงิน 1 บาทวันนี้มีค่ามากกว่า 1 บาทในอนาคต เพราะนำไปสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้ หลักการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการเงินธุรกิจ ทั้งการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ การวิเคราะห์สินเชื่อ และการวางแผนงบประมาณระยะยาว ทำไมเจ้าของกิจการต้องรู้จัก FV สำหรับเจ้าของกิจการ FV ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำราเรียน แต่เป็นเครื่องมือช่วยตอบคำถามเรื่องเงินที่ใช้ได้จริงในการบริหารกิจการ สูตร FV (Future Value Formula) พร้อมอธิบายทีละตัวแปร สูตร FV มี 3 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะการลงทุนหรือการออม เลือกใช้ตามสถานการณ์ของคุณ สูตร FV แบบดอกเบี้ยเดี่ยว (Simple Interest) ใช้เมื่อได้รับดอกเบี้ยจากเงินต้นเท่านั้น ไม่มีการนำดอกเบี้ยมาทบเข้าเงินต้น FV = PV × (1 + r × n) ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PV เงินต้น (Present Value) 100,000 บาท r อัตราดอกเบี้ยต่อปี 5% = 0.05 n จำนวนปี 3 ปี สูตร FV แบบดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) เป็นสูตรที่ใช้บ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะผลตอบแทนของงวดก่อนจะถูกรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ทำให้เงินเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ FV = PV × (1 + r)^n ถ้าทบต้นมากกว่าปีละ 1 ครั้ง (เช่น รายเดือน) ปรับสูตรเป็น FV = PV × (1 + r/m)^(n × m) โดย m คือจำนวนครั้งที่ทบต้นต่อปี เช่น ทบต้นรายเดือน m = 12 สูตร FV แบบเงินงวด (Annuity) ใช้เมื่อลงทุนหรือออมเงินเท่ากันทุกงวด เช่น ฝากเงินเดือนละ 10,000 บาท FV = PMT × [((1 + r)^n – 1) / r] ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PMT จำนวนเงินที่จ่ายแต่ละงวด 10,000 บาท/เดือน r อัตราดอกเบี้ยต่องวด 6%/12 = 0.5% ต่อเดือน n จำนวนงวด 36 เดือน (3 ปี) ตัวอย่างการคำนวณ FV ที่เจ้าของกิจการใช้ได้จริง ตัวอย่างที่ 1: ลงทุนซื้อเครื่องจักร 1 ล้านบาท คุ้มไหมใน 5 ปี บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเงิน 1,000,000 บาท กำลังเลือกระหว่างซื้อเครื่องจักรใหม่หรือฝากธนาคาร ถ้าฝากที่ดอกเบี้ย 4% ทบต้นรายปี อีก 5 ปีจะได้เท่าไร รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินต้น (PV) 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย (r) 4% ต่อปี 0.04 จำนวนปี (n) 5 ปี FV 1,000,000 × (1 + 0.04)^5 1,216,653 บาท ถ้าฝากธนาคาร เงินจะโตเป็นราว 1.22 ล้านบาท ดังนั้นถ้าเครื่องจักรสร้างรายได้หรือลดต้นทุนมากกว่า 216,653 บาทใน 5 ปี การซื้อเครื่องจักรก็คุ้มกว่า ตัวอย่างที่ 2: เก็บเงินสำรองธุรกิจเดือนละ 10,000 บาท อีก 3 ปีจะมีเท่าไร บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออมเงินเดือนละ 10,000 บาท ในบัญชีที่ให้ผลตอบแทน 3% ต่อปี ทบต้นรายเดือน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินออมต่อเดือน (PMT) 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน (r) 3%/12 0.25% จำนวนเดือน (n) 3 × 12 36 เดือน FV (เงินงวด) 10,000 × [((1.0025)^36 – 1) / 0.0025] 376,453 บาท จ่ายเงินจริง 360,000 บาท (10,000 × 36) แต่ผลตอบแทนที่ทบต้นทุกเดือนทำให้เงินงอกเป็น 376,453 บาท ได้กำไรจากดอกเบี้ยราว 16,453 บาท ตัวอย่างที่ 3: เปรียบเทียบ 2 ทางเลือกลงทุนด้วย FV เจ้าของกิจการมีเงิน 500,000 บาท กำลังเลือกระหว่าง 2 ทาง ทางเลือก ผลตอบแทน ระยะเวลา FV A: ฝากประจำ 3% ทบต้นรายปี 3% 5 ปี 500,000 × (1.03)^5 = 579,637 บาท B: ลงทุนกองทุนรวม คาดหวัง 7% ต่อปี 7% 5 ปี 500,000 × (1.07)^5 = 701,276 บาท ทางเลือก B ให้ FV สูงกว่าราว 121,639 บาท แต่ผลตอบแทนจากกองทุนไม่การันตี เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลตอบแทนที่คาดหวังกับความเสี่ยงที่รับได้ FV กับ PV ต่างกันอย่างไร FV (Future Value) และ PV (Present Value) เป็นแนวคิดที่คู่กัน ใช้ร่วมกันในการวิเคราะห์การเงินธุรกิจ FV (Future Value) PV (Present Value) ความหมาย มูลค่าเงินในอนาคต มูลค่าเงินในปัจจุบัน คำถามที่ตอบ “เงินวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นเท่าไร?” “เงินในอนาคต คิดเป็นมูลค่าวันนี้เท่าไร?” ใช้เมื่อ วางแผนออม ประเมินเงินสำรอง ประเมินโครงการลงทุน ตีมูลค่าสินทรัพย์ ทิศทาง ปัจจุบัน → อนาคต อนาคต → ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น “ฝากเงิน 1 แสนวันนี้ อีก 3 ปีจะมีเท่าไร” ให้ใช้ FV แต่ถ้าถามว่า “เงิน 1 แสนอีก 3 ปีข้างหน้า คิดเป็นค่าวันนี้เท่าไร” ให้ใช้ PV ข้อผิดพลาดที่เจ้าของกิจการทำบ่อยเรื่อง FV ใช้ผลตอบแทนที่ไม่การันตีมาคำนวณ เจ้าของกิจการหลายคนใช้ตัวเลขผลตอบแทน “ที่คาดหวัง” มาคำนวณ FV เช่น คาดว่าจะได้กำไร 10% ต่อปี แล้วเอาตัวเลขนี้ไปวางแผนทั้งหมด ปัญหาคือผลตอบแทนจริงอาจต่ำกว่ามาก วิธีที่ปลอดภัยกว่า คือคำนวณ FV ด้วยตัวเลขที่ระมัดระวัง (conservative) เช่น ลดลง 20-30% จากที่คาดหวัง ลืมคิดเงินเฟ้อ FV บอกว่าเงินจะเติบโตเป็นเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าเงินก้อนนั้นจะซื้อของได้เท่าเดิมไหม ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี เงิน 1 ล้านบาทในอีก 5 ปีจะมีกำลังซื้อเท่ากับ 863,000 บาทวันนี้เท่านั้น เจ้าของกิจการควรคำนวณ FV แบบ “หลังหักเงินเฟ้อ” ด้วย โดยใช้อัตราผลตอบแทนจริง (ผลตอบแทน ลบ เงินเฟ้อ) แทนผลตอบแทนตัวเลขบนกระดาษ ลืมหักภาษีจากผลตอบแทน ดอกเบี้ยเงินฝากถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เงินปันผลถูกหัก 10% กำไรจากการขายหุ้นอาจมีภาษีด้วย ถ้าคำนวณ FV จากผลตอบแทนก่อนหักภาษี ตัวเลขที่ได้จะสูงเกินจริง ต้องใช้ผลตอบแทนหลังหักภาษีในการคำนวณเสมอ เปรียบเทียบทางเลือกที่ระยะเวลาต่างกัน FV ของเงิน 500,000 บาทใน 5 ปีกับ FV ของเงิน 500,000 บาทใน 3 ปี เปรียบเทียบตรงๆ ไม่ได้ เพราะระยะเวลาต่างกัน ต้องปรับให้ระยะเวลาเท่ากันก่อน หรือใช้ผลตอบแทนต่อปี (annualized return) เปรียบเทียบแทน FV กับการวางแผนการเงินธุรกิจ นอกจากการคำนวณตัวเลข FV ยังเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจได้หลายด้าน การประเมินโครงการลงทุน ก่อนลงทุนในโครงการใหม่ ลองคำนวณ FV ของเงินก้อนนั้นถ้านำไปลงทุนทางอื่นแทน ตัวเลขนี้บอก “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของโครงการ ถ้าโครงการให้ผลตอบแทนต่ำกว่า FV ของทางเลือกอื่น อาจไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน การวางแผนเงินสำรองธุรกิจ ถ้าตั้งเป้าว่าต้องมีเงินสำรอง 1 ล้านบาทใน 3 ปี ใช้สูตร FV แบบเงินงวดคำนวณย้อนกลับว่าต้องออมเดือนละเท่าไร ช่วยให้วางแผนได้จริงจัง ดีกว่าเดาสุ่มว่า “น่าจะพอ” การตั้งราคาสินค้าให้รองรับเงินเฟ้อ ถ้าต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นปีละ 5% ใช้ FV คำนวณว่าอีก 2 ปี ต้นทุนจะเป็นเท่าไร จะได้ตั้งราคาขายให้มีกำไรเพียงพอตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอให้ต้นทุนขึ้นแล้วค่อยปรับราคาตามหลัง สรุป: FV ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเงินบนตัวเลขจริง FV (Future Value) คือเครื่องมือคำนวณว่าเงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต ไม่ว่าจะออมเงิน ลงทุน หรือเปรียบเทียบทางเลือก สิ่งที่ต้องจำ จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการดูภาพรวมการเงินธุรกิจได้ทันที นำตัวเลขจริงไปวางแผนการเงินได้แม่นยำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ FV (Future Value) FV ติดลบได้ไหม ในทางทฤษฎี FV ไม่ติดลบ เพราะเป็นค่าที่บอกว่าเงินจะโตเป็นเท่าไร แต่ใน Excel ผลลัพธ์อาจแสดงเป็นลบ ถ้าใส่ค่า pmt เป็นบวก เพราะ Excel ใช้เครื่องหมายลบแทน “เงินไหลออก” แก้โดยใส่ pmt เป็นจำนวนลบ เช่น -10000 FV กับ NPV ใช้ต่างกันอย่างไร FV ตอบว่า “เงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต” ส่วน NPV (Net Present Value คือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ) ตอบว่า “กระแสเงินสดจากโครงการทั้งหมด คิดเป็นค่าวันนี้เหลือเท่าไร” ถ้าต้องเลือกว่าจะลงทุนโครงการไหน ใช้ NPV ถ้าต้องวางแผนเงินออม ใช้ FV ดอกเบี้ยทบต้นกับ FV เกี่ยวกันอย่างไร Compound Interest คือกลไกที่ทำให้ FV เพิ่มขึ้นเร็ว เพราะผลตอบแทนงวดก่อนจะรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ยิ่งทบต้นบ่อย FV ยิ่งสูง เช่น ทบต้นรายเดือนให้ FV สูงกว่ารายปีที่อัตราเดียวกัน ตามที่อธิบายในหัวข้อสูตร FV ด้านบน ใช้ FV คำนวณเงินเฟ้อได้ไหม ได้ โดยใช้อัตราเงินเฟ้อแทนอัตราดอกเบี้ยในสูตร FV เช่น ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี ต้นทุนวัตถุดิบ 100,000 บาทวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นราว 115,927 บาท ช่วยวางแผนต้นทุนล่วงหน้าได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

บัญชีชุดเดียว คืออะไร ทำไม SME ต้องทำ พร้อมวิธีเริ่มต้น

บัญชีชุดเดียว คืออะไร ทำไม SME ต้องทำ พร้อมวิธีเริ่มต้น SME ที่ยังทำบัญชีหลายชุดแยกยื่นสรรพากรกับธนาคาร เสี่ยงถูกตรวจสอบและขอสินเชื่อไม่ผ่านมากขึ้นทุกปี เพราะปัจจุบันกรมสรรพากรใช้ Big Data จับคู่ข้อมูลข้ามระบบได้แล้ว บทความนี้อธิบายว่าบัญชีชุดเดียวคืออะไร ข้อดีที่ได้ สิทธิประโยชน์ทางภาษี 10 สัญญาณเสี่ยงที่ต้องระวัง และวิธีเริ่มต้นทำบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME  บัญชีชุดเดียว คืออะไร บัญชีชุดเดียว คือการจัดทำบัญชีและงบการเงินของกิจการเพียงชุดเดียวที่สะท้อนข้อมูลตามความเป็นจริง ใช้ยื่นกรมสรรพากร ยื่นธนาคาร และใช้ตัดสินใจบริหารธุรกิจได้ทุกจุด โดยไม่ต้องทำบัญชีหลายชุดแยกตามวัตถุประสงค์ มาตรการนี้เกิดจากนโยบายของกรมสรรพากรที่ต้องการยกระดับมาตรฐานบัญชีของธุรกิจ SME ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นสากลมากขึ้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร มาตรการส่งเสริมบัญชีชุดเดียว) ทำไมกรมสรรพากรถึงบังคับให้ SME ทำบัญชีชุดเดียว ในอดีต ผู้ประกอบการหลายรายทำบัญชีหลายชุด เช่น ชุดหนึ่งยื่นสรรพากรที่แสดงกำไรต่ำเพื่อเสียภาษีน้อย อีกชุดยื่นธนาคารที่แสดงตัวเลขสวยเกินจริงเพื่อขอสินเชื่อ ทำให้รัฐไม่มีข้อมูลจริงสำหรับวางนโยบายช่วยเหลือ SME และธนาคารก็ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงได้ถูกต้อง กรมสรรพากรจึงผลักดันนโยบายบัญชีชุดเดียวขึ้นมา เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน บัญชีชุดเดียว ต่างจากบัญชีหลายชุด อย่างไร ด้าน บัญชีหลายชุด (แบบเดิม) บัญชีชุดเดียว จำนวนบัญชี 2-3 ชุดขึ้นไป แยกตามวัตถุประสงค์ ชุดเดียว ใช้ทุกจุด ความถูกต้อง ตัวเลขอาจไม่ตรงกัน ขึ้นกับว่ายื่นใคร ตรงกับความเป็นจริง ตรวจสอบได้ ต้นทุน จ่ายค่าทำบัญชีหลายชุด เสียเวลามาก จ่ายครั้งเดียว ประหยัดกว่า ความเสี่ยง ถูกตรวจพบได้ง่ายขึ้นในยุค e-Filing ไม่มีความเสี่ยง เพราะข้อมูลตรงกันหมด ขอสินเชื่อ ธนาคารอาจปฏิเสธถ้าตัวเลขไม่ตรงกับสรรพากร ผ่านการพิจารณาง่ายขึ้น ข้อดีของการทำบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME การทำบัญชีชุดเดียวให้ประโยชน์กับผู้ประกอบการ 3 ด้านหลัก ทั้งเรื่องการเงิน ภาษี และการบริหารธุรกิจ ขอสินเชื่อธนาคารง่ายขึ้น ตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 กรมสรรพากรร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ SME ที่ต้องการขอสินเชื่อต้องยื่นบัญชีชุดเดียวกับที่ยื่นกรมสรรพากร ถ้าธนาคารพบว่างบการเงินไม่ตรงกัน จะไม่อนุมัติสินเชื่อ ซึ่งบทความจาก OfficeMate เรื่องบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME ระบุเพิ่มเติมว่า หากธนาคารพาณิชย์ใดอนุมัติสินเชื่อให้กิจการที่ยื่นบัญชีไม่ตรงกัน ธนาคารนั้นก็มีความผิดฐานร่วมปกปิดและเลี่ยงภาษีด้วย เมื่อกิจการมีงบการเงินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ธนาคารจะเห็นตัวเลขที่น่าเชื่อถือ ทำให้พิจารณาอนุมัติวงเงินได้เร็วขึ้นและได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสรรพากร SME ที่เข้าร่วมมาตรการบัญชีชุดเดียวจะได้รับสิทธิประโยชน์หลายอย่าง เห็นสุขภาพการเงินที่แท้จริงของกิจการ เมื่อบัญชีสะท้อนตัวเลขจริง เจ้าของกิจการจะเห็นรายได้ ต้นทุน และกำไรที่แท้จริง ทำให้วางแผนธุรกิจได้แม่นยำ ตัดสินใจลงทุนหรือขยายกิจการบนพื้นฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่ตกแต่งมา วิธีเริ่มทำบัญชีชุดเดียว สำหรับ SME ที่เพิ่งจดบริษัท SME ที่เพิ่งจดทะเบียนบริษัทสามารถเริ่มทำบัญชีชุดเดียวได้ตั้งแต่วันแรก ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรก็ยิ่งไม่ต้องกลับไปแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง ทำตาม 4 ขั้นตอนนี้ เอกสารและสมุดบัญชีที่ต้องจัดทำ ตามกฎหมาย นิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน) ต้องจัดทำเอกสารบัญชีครบ ประกอบด้วย สมุดบัญชีรายวัน 5 เล่ม งบการเงิน ที่ต้องจัดทำประจำปี กิจการต้องส่งงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ผ่านระบบ DBD e-Filing และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ให้กรมสรรพากรภายใน 150 วัน ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร  10 สัญญาณที่สรรพากรจับตาว่าเลี่ยงภาษี กรมสรรพากรใช้ระบบ Big Data และ Data Analytics วิเคราะห์งบการเงินของธุรกิจ โดยมี 10 ลักษณะที่เข้าข่ายเลี่ยงภาษี สินทรัพย์ หนี้สินและทุน รายได้ ค่าใช้จ่าย ถ้ากิจการมีลักษณะตรงกับข้อใดข้อหนึ่ง ควรตรวจสอบบัญชีของตัวเองทันทีก่อนยื่นงบการเงิน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ผ่านรายงานไทยรัฐ) ผลเสียถ้าไม่ทำบัญชีชุดเดียว ในปี 2569 ในปี 2569 ความเสี่ยงของการไม่ทำบัญชีชุดเดียวสูงกว่าในอดีตมาก เพราะกรมสรรพากรพัฒนาระบบตรวจสอบที่ทันสมัยขึ้น ระบบ e-Filing และ e-Tax Invoice ทำให้สรรพากรเห็นข้อมูลรายรับรายจ่ายของกิจการแบบ real-time ส่วนระบบ e-Payment ทำให้ธุรกรรมทุกรายการที่ผ่านธนาคารมีหลักฐานชัดเจน ถ้ายื่นบัญชีที่ตัวเลขไม่ตรงกับข้อมูลในระบบ โอกาสถูกตรวจพบสูงมาก ผลที่ตามมาคือ ถูกเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง, เสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม, ธนาคารปฏิเสธวงเงิน และอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานหลีกเลี่ยงภาษี นอกจากนี้ เมื่อกิจการ SME รายอื่นทำบัญชีชุดเดียวกันหมดแล้ว เจ้าหน้าที่สรรพากรจะมีเวลาเข้าตรวจกิจการที่ยังไม่ปฏิบัติตามมาตรการนี้ได้อย่างละเอียดมากขึ้น สรุป: บัญชีชุดเดียว สรุปแล้ว การทำบัญชีเพียงชุดเดียวที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ช่วย SME ใน 3 เรื่องหลัก สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น ขั้นตอนแรกคือแยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับกิจการ บันทึกทุกรายการ เก็บเอกสารครบ และใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ จัดการบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ทำบัญชีชุดเดียวได้ง่าย ทุกรายการถูกบันทึกในระบบเดียว ออกเอกสารได้ครบ ทั้งใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี และใบแจ้งหนี้ พร้อมสรุปรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายให้อัตโนมัติ ระบบยังรองรับ e-Tax Invoice และ AI ช่วยกระทบยอดธนาคาร ลดงานซ้ำให้เจ้าของกิจการมีเวลาไปโฟกัสการเติบโตของธุรกิจ นอกจากนี้ ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อปเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และอุปกรณ์สำนักงานคุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวกพร้อมบริการส่งฟรี* และรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับบัญชีชุดเดียว บัญชีชุดเดียว กับบัญชีคู่ (double entry) เป็นเรื่องเดียวกันไหม ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน “บัญชีชุดเดียว” หมายถึงนโยบายให้กิจการจัดทำบัญชีเพียงชุดเดียวที่สะท้อนข้อมูลจริง ส่วน “บัญชีคู่ (double entry)” คือวิธีการบันทึกบัญชีที่ลงทั้งฝั่งเดบิตและเครดิต ทั้งสองเป็นคนละเรื่องกัน กิจการที่ทำบัญชีชุดเดียวก็ยังใช้ระบบบัญชีคู่ในการบันทึกรายการตามปกติ ธุรกิจบุคคลธรรมดาต้องทำบัญชีชุดเดียวด้วยไหม มาตรการบัญชีชุดเดียวเน้นที่นิติบุคคล คือบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน ส่วนบุคคลธรรมดา (คนที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง ยังไม่จดบริษัท) ยังไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการนี้โดยตรง แต่ก็ควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ถูกต้องเพื่อประโยชน์ในการยื่นภาษีประจำปี ถ้าเคยทำบัญชีหลายชุด เริ่มปรับเป็นชุดเดียวได้อย่างไร เริ่มจากสำรวจบัญชีทุกชุดที่มีอยู่ แล้วเลือกชุดที่สะท้อนตัวเลขจริงของกิจการมากที่สุดเป็นฐาน จากนั้นให้นักบัญชีช่วยปรับปรุงรายการให้ถูกต้อง และเริ่มบันทึกทุกรายการจริงในระบบเดียวตั้งแต่วันที่ปรับ ถ้ามีภาษีค้างจ่ายจากรอบก่อนหน้า ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนจ่ายให้ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีชุดเดียว ประมาณเท่าไร ขึ้นอยู่กับขนาดกิจการและจำนวนรายการต่อเดือน โดยทั่วไปสำนักงานบัญชีคิดค่าบริการสำหรับกิจการขนาดเล็กเริ่มต้นประมาณ 2,000-5,000 บาท/เดือน ราคาจะแตกต่างกันตามจำนวนเอกสาร ความซับซ้อนของธุรกิจ และบริการเสริมเช่นวางระบบบัญชีหรือให้คำปรึกษาภาษี ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอราคาจากสำนักงานบัญชีหลายแห่งเพื่อเปรียบเทียบ หรือเลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แล้วให้นักบัญชีตรวจสอบเป็นระยะเพื่อประหยัดต้นทุน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง Facebook : : : : officemate_thailand?lang=enWebsite : สอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ตราสารทุน คืออะไร ทางเลือกระดมทุนที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ตราสารทุน เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เจ้าของกิจการ หลายคนเคยได้ยิน แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเองอย่างไร จริง ๆ แล้วมันคือทั้ง ทางเลือกลงทุน และ ทางเลือกระดมเงินทุน ในคราวเดียวกัน ตราสารทุน คืออะไร ตราสารทุน (Equity Instruments) คือหลักทรัพย์ที่แสดงความเป็นเจ้าของในกิจการ เมื่อคุณถือตราสารทุน คุณเป็น เจ้าของร่วม ของบริษัทนั้น ไม่ใช่เจ้าหนี้ ลักษณะสำคัญมี 3 ข้อ ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ หุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อหุ้นบริษัทใด ก็เป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทนั้นทันที อ้างอิง ตลาดหลักทรัพย์ ตราสารทุน มีอะไรบ้าง ประเภทที่ควรรู้ ตราสารทุนแบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลัก ประเภท ลักษณะสำคัญ เหมาะกับ หุ้นสามัญ มีสิทธิออกเสียง ปันผลไม่คงที่ นักลงทุนที่ต้องการมีส่วนร่วมบริหาร หุ้นบุริมสิทธิ ได้ปันผลก่อน มักไม่มีสิทธิออกเสียง นักลงทุนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) สิทธิซื้อหุ้นในอนาคตราคาที่กำหนด นักลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโต ใบแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) อนุพันธ์อ้างอิงราคาหุ้น ซื้อขายระยะสั้น นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง หุ้นสามัญ คืออะไร หุ้นสามัญ (Common Stock) คือตราสารทุนพื้นฐานที่พบมากที่สุด ผู้ถือมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร และได้ส่วนแบ่งทรัพย์สินหากบริษัทเลิกกิจการ ข้อดีคือมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงจากทั้งปันผลและราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น แต่ข้อเสียคือผลตอบแทนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ หุ้นบุริมสิทธิ คืออะไร หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือตราสารทุนที่ให้สิทธิพิเศษบางอย่างเหนือกว่าหุ้นสามัญ โดยเฉพาะเรื่องเงินปันผล ผู้ถือจะได้รับปันผลในอัตราคงที่ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่แลกกับการไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม หุ้นสามัญ vs หุ้นบุริมสิทธิ ต่างกันอย่างไร เกณฑ์เปรียบเทียบ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิออกเสียง มี มักไม่มี เงินปันผล ไม่คงที่ ขึ้นกับกำไร อัตราคงที่ ได้รับก่อน ลำดับรับเงินคืนเมื่อเลิกกิจการ ได้รับหลังสุด ได้รับก่อนหุ้นสามัญ โอกาสกำไรจากราคาหุ้น (Capital Gain) สูง ต่ำกว่า ความเสี่ยง สูงกว่า ต่ำกว่า เหมาะกับ ผู้ที่ต้องการเติบโตระยะยาว ผู้ที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ ตราสารทุน กับ ตราสารหนี้ ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างหลักคือ ตราสารทุนทำให้คุณเป็น เจ้าของ แต่ตราสารหนี้ทำให้คุณเป็น เจ้าหนี้ ของกิจการ เกณฑ์ ตราสารทุน ตราสารหนี้ สถานะผู้ถือ เจ้าของร่วม เจ้าหนี้ ผลตอบแทน เงินปันผล (ไม่คงที่) ดอกเบี้ย (คงที่) ระยะเวลา ไม่มีครบกำหนด มีวันครบกำหนดไถ่ถอน ความเสี่ยง สูงกว่า ต่ำกว่า โอกาสกำไร สูงกว่า (ราคาหุ้นอาจเพิ่ม) จำกัด (ได้แค่ดอกเบี้ย) ตัวอย่าง หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ สรุปง่าย ๆ คือ ตราสารทุนให้โอกาสกำไรสูงกว่าแต่เสี่ยงกว่า ส่วนตราสารหนี้ให้รายได้คงที่แต่โอกาสกำไรจำกัด ข้อดีและข้อเสียของตราสารทุน ก่อนตัดสินใจลงทุนหรือระดมทุนผ่านตราสารทุน ควรเข้าใจข้อดีข้อเสียให้ชัด ข้อดี ข้อเสีย ตราสารทุน เหมาะกับใคร ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ สำหรับ นักลงทุน เหมาะกับคนที่มีเป้าหมายระยะยาว รับความผันผวนได้ และต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากหรือพันธบัตร ถ้าเพิ่งเริ่มลงทุนและยังไม่อยากเลือกหุ้นเอง กองทุนตราสารทุนอาจเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับ เจ้าของกิจการ เป็นทางเลือกระดมทุนโดยไม่ต้องกู้เงิน เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนจำนวนมากเพื่อขยายกิจการ แต่ต้องยอมรับว่าจะมีผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ ตราสารทุนกับ SME: ทางเลือกระดมทุนที่ต้องรู้ ส่วนนี้เป็นมุมที่หลายคนมองข้าม เจ้าของกิจการไม่ได้แค่ ลงทุน ในตราสารทุน แต่ยังสามารถ ออกตราสารทุน เพื่อระดมเงินทุนได้ด้วย SME ออกหุ้นระดมทุนได้อย่างไร SME สามารถระดมทุนผ่านตราสารทุนได้หลายช่องทาง ผลกระทบต่องบการเงินเมื่อออกตราสารทุน เมื่อบริษัทออกหุ้นเพิ่มทุน จะมีผลต่อ “ส่วนของเจ้าของ” ในงบการเงินโดยตรง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกหุ้นสามัญเพิ่ม 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 1,000,000 ทุนจดทะเบียน (หุ้นสามัญ) 1,000,000 ผลคือเงินสดเพิ่มขึ้น 1 ล้านบาท และส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นเท่ากัน สังเกตว่าไม่มีหนี้สินเพิ่ม ต่างจากการกู้เงินที่เพิ่มทั้งเงินสดและหนี้สิน เจ้าของกิจการที่ต้องการเรียนรู้การอ่านงบการเงินเพิ่มเติมสามารถดูบทความแนะนำของ PEAK ได้ กองทุนตราสารทุน คืออะไร กองทุนตราสารทุน (Equity Fund) คือกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในหุ้นเป็นหลัก มีผู้จัดการกองทุนคอยเลือกหุ้นให้ เหมาะกับคนที่อยากลงทุนในตลาดหุ้นแต่ไม่มีเวลาวิเคราะห์หุ้นเอง ข้อดีคือกระจายความเสี่ยงอัตโนมัติเพราะลงทุนในหุ้นหลายตัว เริ่มต้นด้วยเงินไม่มากก็ได้ แต่มีค่าธรรมเนียมจัดการกองทุนที่ต้องจ่ายทุกปี สรุป: ตราสารทุน เครื่องมือการเงินที่ SME ต้องเข้าใจ ตราสารทุนเป็นได้ทั้งเครื่องมือลงทุนและเครื่องมือระดมทุน เจ้าของกิจการที่เข้าใจความแตกต่างระหว่างหุ้นสามัญกับหุ้นบุริมสิทธิ และเปรียบเทียบกับตราสารหนี้ได้ จะเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจได้ถูกต้อง จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อธุรกิจเติบโตและมีผู้ถือหุ้นหลายราย การจัดการบัญชีที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี จัดการภาษี และออกเอกสารได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารทุน คือ หุ้น ใช่ไหม หุ้นเป็นตราสารทุนประเภทหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ยังรวมถึงใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) และใบแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ด้วย พูดง่าย ๆ คือ “หุ้นทุกตัวเป็นตราสารทุน แต่ตราสารทุนไม่ใช่แค่หุ้น” ตราสารทุนต่างประเทศ คืออะไร คือหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทในต่างประเทศ เช่น หุ้นของ Apple หรือ Samsung นักลงทุนไทยสามารถลงทุนได้ผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) หรือผ่านโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ SME ที่ยังไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ออกหุ้นได้ไหม ได้ บริษัทจำกัดทุกขนาดสามารถเพิ่มทุนจดทะเบียนและออกหุ้นเพิ่มให้ผู้ลงทุนรายใหม่ได้ เพียงแต่ต้องทำผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น แล้วจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ตราสารทุน ผลตอบแทนมาจากอะไร มาจาก 2 ทาง คือเงินปันผลที่บริษัทจ่ายเมื่อมีกำไร และกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น ทั้งสองส่วนนี้ไม่รับประกัน ต่างจากดอกเบี้ยตราสารหนี้ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ค่าจ้าง คืออะไร ต้นทุนจ้างพนักงานจริงที่เจ้าของกิจการต้องรู้

จ้างพนักงานเงินเดือน 20,000 บาท แต่ต้นทุนจริงอาจสูงถึง 25,000-30,000 บาทต่อคน นอกจากตัวเลขบนสลิปเงินเดือนแล้ว ยังมีเงินสมทบกองทุนต่างๆ สวัสดิการ และค่าล่วงเวลาที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม ค่าจ้างคืออะไร ความหมายตามกฎหมายแรงงาน ค่าจ้าง คือเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงาน โดยคำนวณตามระยะเวลาหรือผลงาน นิยามนี้ใช้เป็นฐานคำนวณสิทธิต่างๆ ของลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย หรือเงินสมทบประกันสังคม อ้างอิง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่ทุกเงินที่จ่ายให้พนักงานจะนับเป็นค่าจ้าง เงินที่นับต้องเป็นเงินตอบแทนการทำงานเท่านั้น นับเป็นค่าจ้าง ไม่นับเป็นค่าจ้าง เงินเดือนประจำ โบนัส ค่าครองชีพที่จ่ายประจำ ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าคอมมิชชันที่จ่ายเป็นประจำ ค่าเดินทาง ค่าตำแหน่งที่จ่ายทุกเดือน เบี้ยขยัน เซอร์วิสชาร์จที่แบ่งให้พนักงาน ค่าเช่าบ้าน ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าตอบแทน ต่างกันอย่างไร คำสามคำนี้ใช้ปนกันบ่อย แต่ความหมายตามกฎหมายต่างกัน คำ ความหมาย ตัวอย่าง ค่าจ้าง เงินที่จ่ายตอบแทนการทำงาน ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เงินเดือน + ค่าตำแหน่ง + ค่าคอมมิชชัน เงินเดือน ค่าจ้างประจำที่จ่ายเป็นรายเดือน เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง 20,000 บาท/เดือน ค่าตอบแทน คำกว้างกว่า ครอบคลุมทั้งค่าจ้างและผลประโยชน์อื่น เงินเดือน + โบนัส + สวัสดิการ + ประกันสุขภาพ เจ้าของธุรกิจต้องแยกให้ชัด เพราะสิทธิตามกฎหมาย เช่น ค่าชดเชยเลิกจ้าง คำนวณจาก ค่าจ้าง เท่านั้น ไม่รวมโบนัสหรือสวัสดิการ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 2569 ค่าจ้างขั้นต่ำ คืออัตราต่ำสุดที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างต่อวัน กำหนดโดยคณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงาน อัตราแตกต่างตามพื้นที่ อัตราล่าสุดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 อ้างอิง กระทรวงแรงงาน พื้นที่ ค่าจ้างขั้นต่ำ (บาท/วัน) กรุงเทพฯ และปริมณฑล 400 ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง 370-400 จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ 337-380 ต้นทุนจ้างจริง ไม่ใช่แค่เงินเดือน เจ้าของธุรกิจหลายคนคิดแค่เงินเดือนตอนวางแผนจ้างพนักงาน แต่ต้นทุนจ้างจริงมีมากกว่านั้น ประเภท รายการ อัตรา/จำนวน กฎหมายบังคับ ประกันสังคมส่วนนายจ้าง 5% ของเงินเดือน สูงสุด 750 บาท/เดือน อ้างอิง ประกันสังคม กฎหมายบังคับ กองทุนเงินทดแทน 0.2-1.0% ของเงินเดือนรวมทั้งปี อ้างอิง ประกันสังคม ธุรกิจจ่ายเพิ่ม สวัสดิการ (ค่ารักษาพยาบาล ประกันกลุ่ม ค่าอาหาร) ขึ้นกับนโยบายบริษัท ธุรกิจจ่ายเพิ่ม โบนัสประจำปี 1-3 เดือน ธุรกิจจ่ายเพิ่ม ค่าล่วงเวลา (OT) 1.5-3 เท่าของค่าจ้างรายชั่วโมง ธุรกิจจ่ายเพิ่ม ต้นทุนสรรหาและอบรม ค่าลงประกาศงาน ค่าฝึกอบรม ค่าอุปกรณ์ ตัวอย่างคำนวณ: จ้างพนักงาน 1 คน จ่ายจริงเท่าไร สมมุติจ้างพนักงานเงินเดือน 20,000 บาท ทำงานที่สำนักงานทั่วไป ต้นทุนจ้างจริงต่อเดือนคำนวณได้ดังนี้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือน 20,000 บาท ประกันสังคม (นายจ้าง 5%) 15,000 × 5% (ฐานสูงสุด) 750 บาท กองทุนเงินทดแทน (0.2%) 20,000 × 0.2% 40 บาท สวัสดิการ (ประกันกลุ่ม) ประมาณ 500 บาท ต้นทุนจ้างต่อเดือน 21,290 บาท ถ้ารวมต้นทุนรายปี ยังต้องบวกโบนัส (สมมุติ 1 เดือน = 20,000 บาท) และค่าอุปกรณ์ ค่าอบรม อีกประมาณ 10,000-20,000 บาท รายการ จำนวนเงิน ต้นทุนจ้างต่อเดือน × 12 255,480 บาท โบนัส 1 เดือน 20,000 บาท ค่าอุปกรณ์ + อบรม 15,000 บาท ต้นทุนจ้างจริงต่อปี 290,480 บาท จะเห็นว่าจากเงินเดือน 20,000 บาท ต้นทุนจริงรายปีสูงกว่าที่คิดประมาณ 20-25% วิธีคำนวณค่าจ้างรายวันและรายชั่วโมง เจ้าของธุรกิจต้องรู้วิธีคำนวณค่าจ้างรายวันเพื่อใช้คำนวณค่าล่วงเวลาและค่าชดเชย ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน สูตรคำนวณมีดังนี้ พนักงานรายเดือน ค่าจ้างรายวัน = เงินเดือน ÷ 30 ตัวอย่าง เงินเดือน 20,000 บาท ค่าจ้างรายวัน = 20,000 ÷ 30 = 666.67 บาท ค่าจ้างรายชั่วโมง = ค่าจ้างรายวัน ÷ 8 ชั่วโมง = 666.67 ÷ 8 = 83.33 บาท ตัวเลขนี้ใช้คำนวณค่าล่วงเวลา เช่น OT วันปกติ จ่าย 1.5 เท่าของค่าจ้างรายชั่วโมง = 83.33 × 1.5 = 125 บาท/ชั่วโมง ค่าจ้างออกจากงาน ต้นทุนที่ต้องรู้ก่อนเลิกจ้าง นอกจากต้นทุนระหว่างทำงาน เจ้าของธุรกิจยังต้องเตรียมค่าใช้จ่ายกรณีเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งเป็นต้นทุนที่หลายคนลืมวางแผนไว้ ค่าชดเชยตามอายุงาน กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด อ้างอิง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน อายุงาน ค่าชดเชย 120 วัน – 1 ปี 30 วัน 1 – 3 ปี 90 วัน 3 – 6 ปี 180 วัน 6 – 10 ปี 240 วัน 10 – 20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน ตัวอย่าง พนักงานเงินเดือน 20,000 บาท ทำงานมา 5 ปี ค่าชดเชยเลิกจ้าง = 6 เดือน = 120,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถ้านายจ้างเลิกจ้างทันทีโดยไม่บอกล่วงหน้า ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวอีกอย่างน้อย 1 งวดเงินเดือน ดังนั้นเลิกจ้างพนักงานเงินเดือน 20,000 บาทที่ทำงาน 5 ปี อาจต้องจ่ายรวม 140,000 บาท ค่าชดเชย 120,000 บาท + สินจ้างแทนการบอกกล่าว 20,000 บาท ยังไม่รวมค่าจ้างสำหรับวันลาพักร้อนที่เหลืออยู่ ซึ่งนายจ้างต้องจ่ายคืนด้วย อ่านเพิ่มเติมเรื่องสิทธิของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง ได้ที่ PEAK Blog ค่าจ้าง หัก ณ ที่จ่าย นายจ้างต้องหักอย่างไร เมื่อจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือน แล้วนำส่งกรมสรรพากร ใช้แบบ ภ.ง.ด.1 ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป วิธีคำนวณคือ ประมาณเงินได้ทั้งปีของพนักงาน หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า จากนั้นหารด้วย 12 เพื่อหักเป็นรายเดือน อ่านเพิ่มเติมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ฉบับเข้าใจง่าย ได้ที่ PEAK Blog เคล็ดลับบริหารค่าจ้างให้คุ้มค่าสำหรับ SME การบริหารเงินเดือนและผลตอบแทนที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง เคล็ดลับที่ทำได้ทันทีมีดังนี้ สรุป: ค่าจ้างพนักงาน ต้นทุนจริงที่ต้องวางแผน เงินเดือนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของต้นทุนการจ้างพนักงาน เจ้าของกิจการควรประเมินค่าใช้จ่ายจริงทั้งหมดของทีม รวมเงินสมทบกองทุน สวัสดิการ โบนัส และเผื่อค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง แล้ววางงบประมาณรายปีให้ครอบคลุม เพื่อไม่ให้ต้นทุนแฝงกลายเป็นปัญหากระแสเงินสด อ่านเพิ่มเติมเรื่องประกันสังคมนายจ้างจ่ายเท่าไร ได้ที่ PEAK Blog จัดการบัญชีและเงินเดือนให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการจัดการเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้จากระบบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าจ้างพนักงาน ค่าคอมมิชชันนับเป็นค่าจ้างหรือไม่ ถ้าจ่ายเป็นประจำทุกเดือนตามผลงาน กฎหมายนับเป็นค่าจ้าง ต้องนำไปคำนวณค่าล่วงเวลาและค่าชดเชยด้วย แต่ถ้าจ่ายเป็นครั้งคราวตามดุลยพินิจของนายจ้าง ไม่นับ ธุรกิจขนาดเล็ก 1-5 คน ต้องจ่ายประกันสังคมไหม ต้องจ่าย กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน และจ่ายเงินสมทบทุกเดือน เลิกจ้างพนักงานช่วงทดลองงาน ต้องจ่ายค่าชดเชยไหม ถ้าพนักงานทำงานไม่ครบ 120 วัน ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ถ้าครบ 120 วันแล้ว ต้องจ่าย 30 วัน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงทดลองงานหรือไม่ เพราะกฎหมายไม่ได้ยกเว้นช่วงทดลองงาน ค่าจ้างต่างจากค่าจ้างเหมาบริการอย่างไร ค่าจ้างจ่ายให้ “ลูกจ้าง” ตามสัญญาจ้างแรงงาน มีสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานทุกข้อ ส่วนจ้างเหมาบริการจ่ายให้ “ผู้รับจ้าง” ตามสัญญาจ้างทำของ ไม่มีสิทธิค่าชดเชยหรือประกันสังคมจากผู้ว่าจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

กรรมการบริษัท คือใคร อำนาจ หน้าที่ เปลี่ยนกรรมการ สรุปครบ

เจ้าของกิจการที่เพิ่งจดทะเบียนบริษัท มักสงสัยว่ากรรมการบริษัทต้องทำอะไรบ้าง เปลี่ยนกรรมการยุ่งยากไหม แล้วเงินกู้ยืมกรรมการจัดการยังไง กรรมการบริษัท คืออะไร กรรมการบริษัท คือบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้มีอำนาจบริหารจัดการกิจการ ทำหน้าที่ตัดสินใจแทนบริษัทในเรื่องสำคัญ เช่น ลงนามสัญญา เปิดบัญชีธนาคาร หรือยื่นภาษี บริษัทจำกัดต้องมีกรรมการอย่างน้อย 1 คน ไม่มีกำหนดจำนวนสูงสุด แต่ส่วนใหญ่ SME มักตั้งไว้ 1-3 คนเพื่อความคล่องตัว กรรมการไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้น ใครก็ได้ที่บรรลุนิติภาวะและไม่เป็นบุคคลล้มละลาย สามารถเป็นกรรมการได้ ต่างจากผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของบริษัท กรรมการคือ คนทำงาน ที่บริหารแทนเจ้าของ วิธีดูว่าใครเป็นกรรมการบริษัท ให้เปิดหนังสือรับรองบริษัทจาก DBD จะระบุชื่อกรรมการ อำนาจลงนาม และเงื่อนไขการลงนามไว้ชัดเจน ประเภทของกรรมการบริษัท กรรมการบริษัทมีหลายแบบ ขึ้นกับบทบาทและอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ประเภท บทบาท พบใน กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ลงนามผูกพันบริษัทตามที่ระบุในหนังสือรับรอง บริษัทจำกัดทุกแห่ง กรรมการผู้จัดการ (MD) บริหารงานประจำวัน ตัดสินใจเชิงปฏิบัติ บริษัทขนาดกลาง-ใหญ่ ประธานกรรมการ ดูแลภาพรวม เป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัทมหาชน/ครอบครัว กรรมการอิสระ ตรวจสอบถ่วงดุล ไม่มีส่วนได้เสียกับบริษัท บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น สำหรับ SME ส่วนใหญ่ เจ้าของกิจการจะเป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ทำหน้าที่ทุกอย่างตั้งแต่ลงนามสัญญาไปจนถึงยื่นภาษี CEO เป็นตำแหน่งบริหารภายในองค์กร ไม่ใช่ตำแหน่งตามกฎหมาย ส่วนประธานกรรมการก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกับ CEO บริษัทใหญ่มักแบ่งหน้าที่กันชัดเจน อำนาจและหน้าที่ของกรรมการบริษัท กรรมการมีหน้าที่บริหารบริษัทด้วยความซื่อสัตย์ ระมัดระวัง และเพื่อประโยชน์ของบริษัท ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หน้าที่หลักที่ต้องรู้มีดังนี้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกรรมการ 2 คน หนังสือรับรองระบุว่ากรรมการ 2 คนลงนามร่วมกัน ถ้ากรรมการคนเดียวไปลงนามสัญญา สัญญานั้นไม่ผูกพันบริษัท ถ้ากรรมการทำให้บริษัทเสียหายจากความประมาทหรือทุจริต กรรมการต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว เช่น กู้เงินในนามบริษัทไปใช้ส่วนตัว หรือไม่ยื่นงบการเงินจนบริษัทถูกปรับ ผู้ถือหุ้นสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรรมการได้ ค่าตอบแทนและประกันสังคมกรรมการ กรรมการบริษัทจะมีเงินเดือนหรือไม่ก็ได้ ขึ้นกับมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น หลายบริษัท SME กรรมการที่เป็นเจ้าของเลือกรับเป็น ค่าตอบแทนกรรมการ ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า ค่าตอบแทนกรรมการต่างจากเงินเดือนพนักงาน เพราะกรรมการไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน เช่น ค่าชดเชย วันลาพักร้อน หรือประกันสังคมอัตโนมัติ เรื่องประกันสังคม กรรมการที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างของบริษัท ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ แต่สมัครเองตามมาตรา 39 (เคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อน) หรือมาตรา 40 (ไม่เคยเป็น) ได้ ถ้ากรรมการทำงานเป็นพนักงานด้วย มีสัญญาจ้างชัดเจน สามารถขึ้นประกันสังคมมาตรา 33 ได้ตามปกติ บริษัทต้องนำส่งเงินสมทบทั้งส่วนนายจ้างและลูกจ้างเหมือนพนักงานทั่วไป การเปลี่ยนกรรมการบริษัท ขั้นตอนและเอกสาร เมื่อต้องเปลี่ยนกรรมการบริษัท ไม่ว่าจะเพราะลาออก ถอดถอน หรือแต่งตั้งเพิ่ม ต้องจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับ DBD ทุกครั้ง กรณีที่ต้องเปลี่ยนกรรมการ ขั้นตอนจดทะเบียนเปลี่ยนกรรมการที่ DBD เอกสารที่ต้องเตรียม ปัจจุบันสามารถยื่นผ่านระบบ DBD e-Filing ออนไลน์ได้ สะดวกกว่าไปสำนักงาน ใช้เวลาอนุมัติประมาณ 1-3 วันทำการ กรณีกรรมการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล ก็ต้องยื่นแก้ไขข้อมูลกับ DBD เช่นเดียวกัน โดยใช้เอกสารเปลี่ยนชื่อจากอำเภอประกอบ แนะนำให้จัดการโดยเร็ว เพราะข้อมูลกรรมการที่ไม่ตรงกับบัตรประชาชนอาจสร้างปัญหาเวลาทำธุรกรรมกับธนาคาร เงินกู้ยืมกรรมการ สิ่งที่ต้องรู้ทั้งบัญชีและภาษี เงินกู้ยืมกรรมการ คือเงินที่กรรมการให้บริษัทยืม หรือบริษัทให้กรรมการยืม ซึ่งมี 2 ทิศทาง แต่ละแบบมีผลทางภาษีต่างกัน กรรมการให้บริษัทยืมเงิน กรณีนี้พบบ่อยใน SME เจ้าของมักเอาเงินส่วนตัวใส่บริษัทตอนเริ่มต้นกิจการ บริษัทต้องทำสัญญากู้ยืมเป็นเอกสาร กำหนดอัตราดอกเบี้ยชัดเจน ถ้าบริษัทจ่ายดอกเบี้ยให้กรรมการ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป วิธีบันทึกบัญชีเมื่อบริษัทรับเงินกู้จากกรรมการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 500,000 เงินกู้ยืมกรรมการ 500,000 บริษัทให้กรรมการยืมเงิน กรณีนี้ต้องระวังมาก กรมสรรพากรถือว่าบริษัทต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการในอัตราตลาด ถ้าไม่คิดหรือคิดต่ำกว่า สรรพากรจะประเมินดอกเบี้ยเพิ่มเป็นรายได้ของบริษัท รวมถึงต้องเสีย VAT 7% จากดอกเบี้ยนั้นด้วย ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ให้กรรมการยืมเงิน 1,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินให้กู้ยืม 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยที่ต้องคิด (สมมุติ 5%/ปี) 1,000,000 × 5% 50,000 บาท/ปี VAT ที่ต้องเสียจากดอกเบี้ย 50,000 × 7% 3,500 บาท/ปี ข้อควรระวัง ถ้าเงินให้กู้ยืมกรรมการปรากฏในงบการเงินเป็นจำนวนมาก ผู้สอบบัญชีอาจตั้งข้อสังเกต และสรรพากรอาจตรวจสอบเพิ่มเติม ทางที่ดีควรมีสัญญากู้ยืมชัดเจน กำหนดระยะเวลาคืน และบันทึกบัญชีให้ถูกต้องทุกรายการ PEAK ช่วยบันทึกเงินกู้ยืมกรรมการและคำนวณดอกเบี้ยให้อัตโนมัติ ดูวิธีบันทึกเงินให้กู้ยืมใน PEAK สรุป: กรรมการบริษัท เรื่องที่ต้องจัดการให้ครบ สิ่งที่เจ้าของกิจการควรทำเมื่อเข้าใจบทบาทกรรมการแล้ว จัดการบัญชีและเอกสารบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี จัดการภาษี และออกเอกสารได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกรรมการบริษัท กรรมการบริษัท กับผู้ถือหุ้น ต่างกันตรงไหน ผู้ถือหุ้นคือเจ้าของบริษัท มีสิทธิรับเงินปันผลและออกเสียงในที่ประชุม ส่วนกรรมการคือคนที่ได้รับมอบหมายให้บริหารงาน ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ คนเดียวกันเป็นได้ทั้งสองบทบาท เปลี่ยนกรรมการบริษัทใช้เวลากี่วัน ถ้าเอกสารครบ ยื่นผ่าน DBD e-Filing ออนไลน์ใช้เวลาอนุมัติประมาณ 1-3 วันทำการ ส่วนยื่นที่สำนักงานจะได้รับอนุมัติภายในวันเดียว บริษัทให้กรรมการยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยได้ไหม ทำได้ แต่กรมสรรพากรจะประเมินดอกเบี้ยตามอัตราตลาดเป็นรายได้ของบริษัท และต้องเสีย VAT จากดอกเบี้ยนั้นด้วย จึงแนะนำให้ทำสัญญาคิดดอกเบี้ยให้เหมาะสมตั้งแต่แรก กรรมการบริษัทต้องมีอย่างน้อยกี่คน กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 1 คน ไม่มีจำนวนสูงสุด แต่ SME ส่วนใหญ่ตั้งไว้ 1-3 คน เพื่อความคล่องตัวในการตัดสินใจ กรรมการบริษัททำประกันสังคมมาตรา 33 ได้ไหม ได้เฉพาะกรณีที่กรรมการเป็นลูกจ้างของบริษัทด้วย คือมีสัญญาจ้างแรงงานชัดเจน ถ้าเป็นกรรมการอย่างเดียว ต้องสมัครมาตรา 39 หรือ 40 แทน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ใบสัญญาซื้อขาย คืออะไร เอกสารสำคัญที่ SME ต้องรู้

ผู้ประกอบการ SME หลายคนซื้อขายสินค้าหลักแสนหลักล้านบาท แต่ยังไม่เคยทำสัญญาซื้อขายเป็นลายลักษณ์อักษร พอเกิดปัญหาส่งของไม่ครบหรือจ่ายเงินไม่ตรงกำหนด กลับไม่มีหลักฐานอ้างอิง บทความนี้อธิบายครบว่าสัญญาซื้อขายมีอะไรบ้าง เมื่อไหร่ต้องใช้ และบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง สัญญาซื้อขายคืออะไร สัญญาซื้อขาย คือข้อตกลงที่ฝ่ายหนึ่ง (ผู้ขาย) ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้อีกฝ่ายหนึ่ง (ผู้ซื้อ) และผู้ซื้อตกลงชำระราคาตอบแทน ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 453 สัญญาซื้อขายเกิดขึ้นทันทีที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือเสมอไป แต่การทำเป็นลายลักษณ์อักษรช่วยป้องกันปัญหาข้อพิพาทในภายหลัง สัญญาซื้อขาย กับ สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ความแตกต่างหลักอยู่ที่จังหวะโอนกรรมสิทธิ์ รายการ สัญญาซื้อขาย สัญญาจะซื้อจะขาย กรรมสิทธิ์โอนเมื่อไร โอนทันทีที่ตกลง โอนเมื่อไปทำสัญญาซื้อขายจริง เหมาะกับ สินค้าทั่วไป เครื่องจักร อุปกรณ์ อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน คอนโด มัดจำ ไม่จำเป็น มักมี เพื่อยืนยันเจตนา ตัวอย่าง SME สั่งซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ ซื้อที่ดินสร้างโรงงาน บทความนี้เน้นสัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไปที่ SME ใช้ในธุรกิจประจำวัน องค์ประกอบสำคัญของสัญญาซื้อขาย สัญญาที่ดีต้องมีรายละเอียดครบถ้วนเพื่อป้องกันข้อพิพาท รายการที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ สัญญาซื้อขายมีกี่ประเภท แบ่งได้ตามลักษณะทรัพย์สินและรูปแบบธุรกรรม ประเภท ลักษณะ ตัวอย่าง สัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไป ซื้อขายสังหาริมทรัพย์ในประเทศ สั่งซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์สำนักงาน สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ ส่งออก-นำเข้า มี Incoterms กำกับ นำเข้าเครื่องจักรจากจีน สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน (กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 456) ซื้อที่ดิน อาคาร คอนโด สำหรับ SME ส่วนใหญ่ สัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไปเป็นประเภทที่ใช้บ่อยที่สุด เมื่อไหร่ที่ SME ต้องใช้สัญญาซื้อขาย แม้กฎหมายไม่บังคับให้ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรทุกกรณี แต่มีหลายสถานการณ์ที่ควรทำเพื่อป้องกันความเสี่ยง วิธีเขียนสัญญาซื้อขายที่ถูกต้อง เขียนสัญญาซื้อขายไม่ยากอย่างที่คิด ทำตามขั้นตอนนี้ได้เลย เคล็ดลับ: ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์กฎหมายที่ไม่จำเป็น ถ้าเป็นสัญญามูลค่าสูงหรือมีเงื่อนไขซับซ้อน แนะนำให้ปรึกษานักกฎหมายก่อนลงนาม ตัวอย่างสัญญาซื้อขายสินค้า ตัวอย่างด้านล่างเป็นโครงสร้างหลักที่ SME ปรับใช้ได้ทันที ตัวอย่างสัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไป สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อวัตถุดิบจากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่า 300,000 บาท ชำระเงินภายใน 30 วัน สัญญาควรระบุรายละเอียดดังนี้ ตัวอย่างสัญญาซื้อขายสินค้าแบบผ่อนชำระ กรณีที่ตกลงผ่อนชำระ ให้เพิ่มรายละเอียดเหล่านี้ในสัญญา สัญญาซื้อขายกับอากรแสตมป์ ต้องติดหรือไม่? สัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไป (สังหาริมทรัพย์) ไม่ต้องติดอากรแสตมป์ แต่สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องติดอากรแสตมป์ 1 บาทต่อทุก 200 บาทของราคา หรือเทียบเท่าราคาประเมิน แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า อ่านรายละเอียดเรื่องอากรแสตมป์เพิ่มเติมได้ที่ อากรแสตมป์ คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีเมื่อทำสัญญาซื้อขาย เมื่อตกลงซื้อขายและรับสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ตัวอย่างด้านล่างใช้กรณีบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อสินค้ามูลค่า 500,000 บาท + VAT 7% ชำระภายใน 30 วัน บันทึกบัญชีฝั่งผู้ขาย (รับรู้รายได้) เมื่อส่งของและออกใบแจ้งหนี้ ผู้ขายบันทึกรายได้ทันที รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 535,000 — รายได้จากการขาย — 500,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 35,000 บันทึกบัญชีฝั่งผู้ซื้อ (รับรู้ต้นทุน) เมื่อรับสินค้าและได้รับใบแจ้งหนี้ ผู้ซื้อบันทึกต้นทุนสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้า/วัตถุดิบ 500,000 — ภาษีซื้อ (VAT 7%) 35,000 — เจ้าหนี้การค้า — 535,000 การจัดการ VAT ในสัญญาซื้อขาย ถ้าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจด VAT ผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีให้ผู้ซื้อทุกครั้ง ผู้ซื้อนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายได้เมื่อยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ส่วนกรณีที่ผู้ขายไม่ได้จด VAT จะไม่มี VAT ในสัญญา ผู้ซื้อจึงไม่มีภาษีซื้อมาหักได้ ข้อควรระวังในการทำสัญญาซื้อขาย จากประสบการณ์ของ SME ไทย ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยมีดังนี้ สรุป: สัญญาซื้อขาย เอกสารที่ SME ไม่ควรมองข้าม จัดการเอกสารธุรกิจและบันทึกบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อทำสัญญาซื้อขายแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และบันทึกบัญชีอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ เห็นสถานะลูกหนี้-เจ้าหนี้แบบ real-time ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายสินค้าต้องทำกี่ฉบับ? ควรทำอย่างน้อย 2 ฉบับ เก็บคนละฉบับ ถ้ามีพยานก็ทำเพิ่มให้พยานเก็บด้วย นอกจากนี้แนะนำให้ scan เป็นไฟล์ดิจิทัลสำรองไว้ด้วย เผื่อเอกสารตัวจริงสูญหาย สัญญาซื้อขายที่ไม่มีลายเซ็นพยาน ใช้ได้ไหม? ใช้ได้ตามกฎหมาย เพราะไม่มีข้อบังคับว่าต้องมีพยาน แต่ในทางปฏิบัติ การมีพยานช่วยเพิ่มน้ำหนักของหลักฐานหากต้องขึ้นศาล ถ้าคู่ค้าผิดสัญญา ต้องทำอย่างไร? เริ่มจากส่งหนังสือแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ให้เวลาแก้ไขตามที่ระบุในสัญญา ถ้ายังไม่ได้รับการแก้ไข สามารถเรียกค่าเสียหายตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ หรือปรึกษานักกฎหมายเพื่อดำเนินคดี สัญญาซื้อขายเกี่ยวกับบัญชีอย่างไร? สัญญาเป็นเอกสารสนับสนุนการบันทึกบัญชี ผู้สอบบัญชีใช้ตรวจสอบว่ารายการซื้อขายเกิดขึ้นจริง มูลค่าถูกต้อง และบันทึกตรงงวด หากไม่มีสัญญา อาจถูกตั้งข้อสังเกตเมื่อถูกตรวจสอบภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

พันธบัตร คืออะไร ลงทุนอย่างไร พร้อมบันทึกบัญชีสำหรับ SME

เจ้าของกิจการที่ต้องจ้างแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงงาน หรือธุรกิจก่อสร้าง ถ้าจ้างไม่ถูกขั้นตอน เจอค่าปรับสูงถึง 100,000 บาทต่อคน แรงงานต่างด้าวคืออะไร แรงงานต่างด้าว คือบุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทย แต่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย โดยต้องมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่าที่ถูกต้อง ปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนมากกว่า 3 ล้านคน ส่วนใหญ่มาจากเมียนมา กัมพูชา และลาว ประเภทแรงงานต่างด้าวในไทย แรงงานต่างด้าวที่ทำงานในไทยแบ่งได้เป็น 3 ช่องทางหลัก แต่ละช่องทางมีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายต่างกัน ช่องทาง ลักษณะ ระยะเวลา เหมาะกับ MOU (บันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐ) นำเข้าผ่านข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับประเทศต้นทาง (เมียนมา กัมพูชา ลาว เวียดนาม) อนุญาตทำงาน 2 ปี ต่ออายุได้อีก 2 ปี นายจ้างที่ต้องการจ้างระยะยาว มีเอกสารครบ ตามมติ ครม. ให้แรงงานที่อยู่ในไทยแล้วมาจดทะเบียนให้ถูกกฎหมาย (ผ่อนผัน) ตามที่ ครม. กำหนด มักปีต่อปี แรงงานที่อยู่ในไทยอยู่แล้วแต่ยังไม่มีเอกสาร ทั่วไป (พ.ร.บ. การทำงานของคนต่างด้าว) ขอ Work Permit ตามขั้นตอนปกติ สำหรับแรงงานทุกสัญชาติ ตามสัญญาจ้าง สูงสุด 2 ปี ต่ออายุได้ แรงงานจากประเทศอื่นนอกเหนือ MOU หรือผู้เชี่ยวชาญ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานต่างด้าว นายจ้างที่ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวต้องปฏิบัติตามกฎหมายหลัก 2 ฉบับ กฎหมาย ครอบคลุมเรื่อง อ้างอิง พ.ร.บ. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 (แก้ไข 2561) Work Permit โควต้า บทลงโทษนายจ้าง กรมการจัดหางาน พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 วีซ่า การอยู่ในราชอาณาจักร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มติ ครม. (ออกเป็นรายปี) ผ่อนผันแรงงาน 4 สัญชาติที่อยู่ในไทยแล้ว สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว นอกจากนี้ยังต้องติดตามมติ ครม. ที่ออกมาผ่อนผันเป็นรายปี มติ ครม. ล่าสุดเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว 2568-2569 ครม. มีมติผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติ (เมียนมา กัมพูชา ลาว เวียดนาม) ที่อยู่ในไทยจดทะเบียนและทำงานต่อได้ นายจ้างควรติดตามข่าวจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวเป็นประจำ เพราะมติ ครม. มักมีกำหนดเวลา ขั้นตอนจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมาย (Step-by-Step) การจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายต้องทำ 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ยื่นขอโควต้า ขอ Work Permit ขึ้นทะเบียนประกันสังคม และจัดการภาษี ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลารวมประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นกับช่องทางนำเข้า (MOU จะใช้เวลานานกว่า) ขั้นตอนที่ 1 ยื่นขอโควต้าแรงงานต่างด้าว นายจ้างต้องยื่นคำร้องขอโควต้าจ้างแรงงานต่างด้าว (Demand Letter) ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดหรือกรุงเทพฯ โดยระบุจำนวนแรงงานที่ต้องการ ตำแหน่งงาน และสถานที่ทำงาน เอกสารที่ต้องเตรียมขอโควต้า ขั้นตอนที่ 2 ขอ Work Permit (ใบอนุญาตทำงาน) Work Permit คือเอกสารที่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวทำงานในไทยได้อย่างถูกกฎหมาย ปัจจุบันยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit ของกรมการจัดหางานได้เลย เอกสารที่แรงงานต้องมี ค่าธรรมเนียม Work Permit อยู่ที่ 1,900 บาท สำหรับอนุญาต 2 ปี ขั้นตอนที่ 3 ขึ้นทะเบียนประกันสังคม เมื่อจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายแล้ว นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างในระบบประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างด้าวก็ต้องทำเหมือนกัน อัตราสมทบประกันสังคมสำหรับแรงงานต่างด้าว เหมือนกับลูกจ้างคนไทยทุกประการ อ้างอิง สำนักงานประกันสังคม ผู้จ่าย อัตราสมทบ ฐานค่าจ้าง ลูกจ้าง (แรงงานต่างด้าว) 5% ของค่าจ้าง 1,650 – 15,000 บาท/เดือน นายจ้าง 5% ของค่าจ้าง 1,650 – 15,000 บาท/เดือน ตัวอย่าง ถ้าแรงงานต่างด้าวมีเงินเดือน 12,000 บาท/เดือน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน สมทบฝั่งลูกจ้าง 12,000 × 5% 600 บาท/เดือน สมทบฝั่งนายจ้าง 12,000 × 5% 600 บาท/เดือน รวมสมทบต่อเดือน 1,200 บาท/เดือน ขั้นตอนที่ 4 จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีเงินได้ แรงงานต่างด้าวที่ทำงานในไทยต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหมือนคนไทย นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนทุกเดือนและนำส่งกรมสรรพากร สิ่งที่นายจ้างต้องทำ ข้อควรระวัง แรงงานต่างด้าวที่อยู่ในไทยตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษี ถือเป็น “ผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย” ต้องเสียภาษีจากเงินได้ที่เกิดในไทยทั้งหมด ส่วนผู้ที่อยู่ไม่ถึง 180 วัน เสียภาษีเฉพาะรายได้ที่เกิดจากงานในไทย เอกสารและแบบฟอร์มที่ต้องเตรียม (Checklist) รวมเอกสารทั้งหมดที่นายจ้างต้องจัดการ แบ่งตามขั้นตอน ฝั่งนายจ้าง ฝั่งลูกจ้างต่างด้าว แบบฟอร์มที่ต้องยื่น ค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานต่างด้าว ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับช่องทางนำเข้าและสัญชาติแรงงาน ตารางนี้ประมาณการค่าใช้จ่ายหลักต่อแรงงาน 1 คน (ช่องทาง MOU) รายการ ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ อ้างอิง ค่าธรรมเนียม Work Permit (2 ปี) 1,900 บาท กรมการจัดหางาน ค่าตรวจสุขภาพ 6 โรค 500-1,000 บาท ขึ้นกับโรงพยาบาล ค่าธรรมเนียมวีซ่า 500-2,000 บาท สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ค่าบริการบริษัทนำเข้า (ถ้าใช้) 10,000-25,000 บาท ประมาณการจากตลาด ค่าประกันสังคม (ฝั่งนายจ้าง/เดือน) 83-750 บาท สำนักงานประกันสังคม 5% ของค่าจ้าง ฐาน 1,650-15,000 ค่าประกันภัยตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน 0.2-1.0% ของค่าจ้าง/ปี สำนักงานประกันสังคม ขึ้นกับประเภทธุรกิจ ค่าใช้จ่ายรวมโดยประมาณสำหรับการนำเข้าแรงงาน MOU 1 คน อยู่ที่ 15,000-30,000 บาท (ไม่รวมเงินเดือน) ค่าใช้จ่ายอาจต่างกันไปตามบริษัทนำเข้าที่เลือกใช้ สิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับแรงงานต่างด้าว แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมแล้วได้รับสิทธิเหมือนผู้ประกันตนคนไทย ครอบคลุม 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ข้อควรรู้ที่ต่างจากคนไทย บทลงโทษ หากจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย กฎหมายกำหนดบทลงโทษทั้งนายจ้างและแรงงานต่างด้าว อ้างอิง พ.ร.บ. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ฝ่ายที่ถูกลงโทษ ความผิด บทลงโทษ นายจ้าง รับแรงงานต่างด้าวที่ไม่มี Work Permit เข้าทำงาน ปรับ 10,000 – 100,000 บาท ต่อลูกจ้าง 1 คน นายจ้าง ไม่แจ้งรับเข้าทำงานหรือแจ้งออกจากงาน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท แรงงานต่างด้าว ทำงานโดยไม่มี Work Permit ปรับ 5,000 – 50,000 บาท + ส่งกลับประเทศ แรงงานต่างด้าว ทำงานผิดประเภทหรือนอกเหนือที่ระบุใน Work Permit ปรับไม่เกิน 50,000 บาท ถ้ากิจการมีแรงงานต่างด้าว 10 คนที่ไม่มี Work Permit ค่าปรับอาจสูงถึง 1,000,000 บาท (ตามพ.ร.บ. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560) สรุป: จ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมาย ต้องทำอะไรบ้าง จัดการบัญชีและเงินเดือนให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน หักภาษี และนำส่งประกันสังคมให้ครบในระบบเดียว ไม่ต้องทำมือ ลดโอกาสผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจ้างแรงงานต่างด้าว บุคคลธรรมดาจ้างแรงงานต่างด้าวได้ไหม ได้ แต่ต้องยื่นขอเป็นนายจ้างและขอโควต้าที่สำนักงานจัดหางานเช่นเดียวกับนิติบุคคล เอกสารที่ใช้จะเป็นสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านแทนหนังสือรับรองบริษัท Work Permit หมดอายุแล้วไม่ต่อ มีผลอย่างไร แรงงานต่างด้าวจะทำงานต่อไม่ได้ทันที ถ้าทำงานโดย Work Permit หมดอายุ ถือว่าทำงานผิดกฎหมาย ทั้งนายจ้างและลูกจ้างมีโทษปรับ นายจ้างควรยื่นต่ออายุล่วงหน้าก่อนหมดอายุอย่างน้อย 30 วัน แรงงานต่างด้าวลาออก ต้องแจ้งหน่วยงานไหนบ้าง ต้องแจ้ง 2 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานจัดหางาน (แจ้งภายใน 15 วัน) และสำนักงานประกันสังคม (แจ้งภายในวันที่ 15 เดือนถัดไป) เพื่อหยุดสิทธิประกันสังคมและยกเลิก Work Permit นายจ้างสามารถนำค่าใช้จ่ายจ้างแรงงานต่างด้าวมาหักภาษีได้ไหม ค่าจ้าง ค่าประกันสังคมฝั่งนายจ้าง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับ Work Permit สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของกิจการได้ เหมือนกับค่าจ้างพนักงานคนไทย ถ้ากิจการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและมีหลักฐานครบถ้วน เปลี่ยนนายจ้างได้ไหม แรงงานต่างด้าวสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนก่อน โดยนายจ้างใหม่ต้องยื่นคำขอรับแรงงาน และแรงงานต้องได้ Work Permit ฉบับใหม่ที่ระบุนายจ้างใหม่หักค่าใช้จ่ายตกหล่นได้ผล ถ้าน้อยกว่า แปลว่าต้องปรับ จากนั้นค่อยเจาะลึก KPI อื่นที่อธิบายไว้ในบทความ เช่น ต้นทุนต่อลูกค้า ผลตอบแทนต่อเงินโฆษณาธรรมดา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

Performance คืออะไร ตัวชี้วัดที่คู่ค้าและนักลงทุนใช้ประเมินธุรกิจ

วลาคู่ค้ารายใหม่ขอดูตัวเลขก่อนเซ็นสัญญา หรือนักลงทุนนัดประชุมแล้วถามถึงผลประกอบการ ผู้ประกอบการหลายคนรู้สึกไม่มั่นใจว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง สถานการณ์แบบนี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด เพราะคำว่า Performance ในโลกธุรกิจไม่ได้หมายถึงแค่ทำงานได้ดีหรือไม่ดี แต่อาจหมายถึงตัวเลขทางการเงินในธุรกิจของคุณแข็งแรงแค่ไหน โดยในบทความนี้ จะสรุปนิยาม Performance ในมุมผลประกอบการ พร้อมตัวชี้วัดที่ SME ควรรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อถึงเวลาเจรจากับคู่ค้าหรือนักลงทุน Performance คืออะไร Performance ในบริบทธุรกิจ หมายถึง ผลการดำเนินงานหรือผลประกอบการ (Financial Performance) ซึ่งวัดได้จากตัวเลขทางการเงิน เช่น รายได้ กำไร สภาพคล่อง และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนได้ว่าธุรกิจดำเนินงานได้ดีแค่ไหนในช่วงเวลาที่กำหนด Performance ในบริบทธุรกิจ กับความหมายทั่วไป ต่างกันอย่างไร คำว่า Performance มีหลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบท ในด้าน HR หมายถึงผลงานของพนักงาน ในด้าน IT หมายถึงประสิทธิภาพของระบบ แต่เมื่อใช้ในบริบทบัญชีและการเงิน Performance หมายถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจทั้งหมด อ่านได้จากงบการเงินของบริษัท บทความนี้เจาะเฉพาะ Performance ในมุมตัวชี้วัดผลประกอบการที่ stakeholder ใช้ประเมินธุรกิจก่อนร่วมงาน ทำไม Performance ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME SME ที่ต้องการขอสินเชื่อ หาคู่ค้ารายใหม่ หรือเปิดรับนักลงทุน ล้วนต้องแสดงตัวเลขผลประกอบการ ให้ธุรกิจของตนดูน่าเชื่อถือ และใช้เป็นหลักฐานสำคัญ ว่าธุรกิจของคุณน่าร่วมงานด้วยหรือไม่ ยิ่ง Performance ชัดเจนเท่าไหร่ โอกาสปิดดีลก็สูงขึ้นเท่านั้น คู่ค้า B2B ประเมินอะไรก่อนร่วมงาน คู่ค้า B2B มักประเมิน 3 เรื่องหลักก่อนตกลงทำธุรกิจด้วย นักลงทุนดูตัวเลขอะไรก่อนตัดสินใจ คู่ค้าอาจจะดูเรื่องสภาพคล่องเป็นหลัก แต่กับนักลงทุน มักต้องการข้อมูลมากกว่านั้น โดยเฉพาะกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต อาทิ ตัวชี้วัดผลประกอบการที่ SME ต้องรู้ ตัวชี้วัดผลประกอบการ หรือ Financial Performance Metrics แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามหลักการบัญชี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ใช้อัตราส่วนเหล่านี้วิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนเช่นกัน SME สามารถนำมาใช้ประเมินธุรกิจตัวเองได้ กลุ่มตัวชี้วัด ตัวอย่างอัตราส่วน บอกอะไร กำไร (Profitability) Gross Margin, Net Profit Margin สินค้าหรือบริการทำกำไรได้แค่ไหน สภาพคล่อง (Liquidity) Current Ratio, Quick Ratio จ่ายหนี้ระยะสั้นได้ทันหรือไม่ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ROA, ROE, Asset Turnover ใช้ทรัพยากรคุ้มค่าแค่ไหน หนี้สิน (Leverage) D/E Ratio พึ่งพาเงินกู้มากน้อยเพียงใด การอ่านตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ลองดูตัวอย่างง่ายๆ วิธีติดตามผลประกอบการอย่างเป็นระบบ การรู้ว่าต้องดูตัวเลขอะไรเป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญกว่าคือการติดตามตัวเลขเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ SME ที่ต้องการติดตาม Performance อย่างเป็นระบบ สามารถเริ่มจาก 3 ขั้นตอน ดังนี้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account ช่วยบันทึกรายการและสรุปรายงานการเงินให้อัตโนมัติ และ PEAK Board แสดง Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมธุรกิจได้ทันที สรุป ตัวเลข Performance คือภาษาที่ธุรกิจใช้สร้างความน่าเชื่อถือ Performance ไม่ได้เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ที่เข้าใจตัวชี้วัดผลประกอบการและติดตามตัวเลขอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจเข้ามา ก็พร้อมเจรจาได้อย่างมั่นใจ สิ่งสำคัญคือเริ่มจัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ เพราะตัวเลขที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน จัดการผลประกอบการให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมสรุป Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ผ่าน PEAK Board – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Performance ผลประกอบการ ดูผลประกอบการของบริษัทอื่นได้ที่ไหน สามารถตรวจสอบงบการเงินของนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยค้นหาจากชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล ข้อมูลที่แสดงจะเป็นงบการเงินที่บริษัทยื่นประจำปี ผลประกอบการติดลบ หมายความว่าธุรกิจจะล้มหรือไม่ ไม่จำเป็นเสมอไป ผลประกอบการติดลบหมายถึงค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ในงวดนั้น ซึ่งอาจเกิดจากการลงทุนขยายกิจการหรือต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำ สิ่งที่ควรดูเพิ่มคือแนวโน้มย้อนหลัง 3-4 ไตรมาส ถ้าติดลบต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรายได้ SME ต้องรายงานผลประกอบการบ่อยแค่ไหน นิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อ DBD ปีละ 1 ครั้ง ภายใน 5 เดือนหลังวันสิ้นรอบบัญชี แต่สำหรับการบริหารจัดการภายใน แนะนำให้ติดตามตัวเลขทุกเดือนหรืออย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อให้ปรับแผนได้ทัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

NPV คืออะไร สูตรคำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ ฉบับ SME

SME ที่กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องจักร จะเปิดสาขาเพิ่ม หรือลงทุนขยายกิจการดีหรือไม่ อาจไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่มีตัวเลขคอยบอก แต่จริงๆ แล้วผู้ประกอบการ SME สามารถใช้ NPV (Net Present Value) หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ ที่จะช่วยตอบคำถามว่าถึงเวลาหรือยังที่จะตัดสินใจ โดยบทความนี้ จะพาคุณมาคำนวณด้วยตัวเลขจริง พร้อมเชื่อมโยงผลกระทบทางภาษีที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม NPV (Net Present Value) คืออะไร NPV หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ คือเครื่องมือทางการเงินที่ใช้วัดว่า การลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ โดยนำกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตมาคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบัน แล้วหักด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น พูดง่ายๆ คือ เครื่องมือนี้ตอบคำถามว่า ถ้าลงทุนเงินก้อนนี้วันนี้ เงินที่ได้คืนในอนาคตจะคุ้มกว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นหรือเปล่า โดยผลลัพธ์มีได้ 2 กรณี NPV มีหลักการคิดยังไง เพราะเงิน 100,000 บาทวันนี้ กับ 100,000 บาทอีก 3 ปีข้างหน้า มีมูลค่าไม่เท่ากัน เงินที่มีอยู่วันนี้ สามารถนำไปลงทุน หรือฝากธนาคาร ให้เกิดกำไรงอกเงย สร้างผลตอบแทนได้ แต่หากถือไว้เฉยๆ อาจมีมูลค่าลดลง ซึ่งเป็นผลจากเงินเฟ้อ หลักคิดนี้เรียกว่า Time Value of Money หรือ มูลค่าเงินตามเวลา NPV ใช้หลักการนี้ในการคำนวณ โดยนำเงินที่จะได้ในอนาคต มาเปรียบเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายไปในวันนี้ สูตร NPV และองค์ประกอบที่ต้องรู้ สูตรการคำนวณคือ นำกระแสเงินสดสุทธิ (Cash Flow) ของแต่ละปี มาหารด้วย (1 + อัตราคิดลด) ยกกำลังจำนวนปี แล้วรวมทุกปีเข้าด้วยกัน จากนั้นหักเงินลงทุนเริ่มต้นออก NPV = ( CF ปีที่ 1 / (1+r)^1 + CF ปีที่ 2 / (1+r)^2 + … + CF ปีที่ n / (1+r)^ n ) – เงินลงทุนเริ่มต้น ตัวแปร ความหมาย CF (Cash Flow) กระแสเงินสดสุทธิที่ได้รับในแต่ละปี r (Discount Rate) อัตราคิดลด คือ ผลตอบแทนขั้นต่ำที่คุณคาดหวัง n จำนวนปีที่ใช้ประเมิน Discount Rate (อัตราคิดลด) สำหรับ SME ไทยใช้เท่าไรดี Discount Rate คือ อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการคาดหวังจากการลงทุน ถ้าโครงการไหนให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่านี้ ก็ไม่คุ้มที่จะลงทุน สำหรับ SME ไทย discount rate ที่ใช้กันทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 8-15% โดยขึ้นอยู่กับ ตัวอย่างคำนวณ NPV สำหรับ SME กรณีซื้อเครื่องจักรขยายกิจการ สมมุติ บริษัท กอไก่ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตชิ้นส่วนพลาสติก กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องฉีดพลาสติกใหม่ราคา 1,000,000 บาท เพื่อเพิ่มกำลังผลิต โดยมีข้อมูลประมาณการ ดังนี้ ขั้นตอนคำนวณแบบ step-by-step ปีที่ กระแสเงินสด (บาท) ตัวหาร (1+0.10)^n มูลค่าปัจจุบัน (บาท) 0 -1,000,000 1.000 -1,000,000 1 300,000 1.100 272,727 2 300,000 1.210 247,934 3 300,000 1.331 225,394 4 300,000 1.464 204,904 5 300,000 1.611 186,276 รวม NPV   137,235 บาท คำนวณแล้ว ได้ผลลัพธ์ 137,235 บาท ซึ่งเป็นบวก หมายความว่า การซื้อเครื่องจักรนี้คุ้มค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการประมาณ 137,235 บาท เมื่อเทียบกับการเอาเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทน 10% เปรียบเทียบ ก่อน vs หลัง ใช้ NPV ช่วยตัดสินใจ  ไม่คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ วิธีคิด ลงทุน 1 ล้าน ได้คืนปีละ 3 แสน 5 ปีได้ 1.5 ล้าน กำไร 5 แสน ลงทุน 1 ล้าน เงินที่ได้คืนในอนาคตคิดเป็นมูลค่าวันนี้ได้ 1,137,235 บาท กำไรจริง 137,235 บาท ข้อดี คิดง่าย เข้าใจเร็ว สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง เปรียบเทียบทางเลือกได้ ข้อจำกัด ไม่คำนึงถึงค่าเงินที่เปลี่ยนตามเวลา อาจตัดสินใจผิด ต้องประมาณกระแสเงินสดและ discount rate ให้แม่นยำ หากไม่คำนวณด้วย NPV เจ้าของกิจการอาจคิดว่า การลงทุนนี้ จะได้กำไร 500,000 บาท แต่พอคิดมูลค่าเงินตามเวลาแล้ว กำไรจริงอยู่ที่ 137,235 บาท ตัวเลขต่างกันมาก ในบางกรณี การคิดด้วย NPV อาจทำให้กำไรบางลง จนไม่คุ้มค่าการลงทุนได้ด้วย NPV กับผลกระทบทางภาษี สิ่งที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม การคำนวณ NPV ให้แม่นยำ ไม่ได้ดูแค่รายรับ-รายจ่าย แต่ต้องคำนึงถึงภาษีด้วย เพราะภาษีมีผลกระทบต่อกระแสเงินสดสุทธิ ที่ต้องใช้คำนวณในสูตรเช่นกัน ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์กับกระแสเงินสดใน NPV เมื่อซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท เงินทั้งก้อนนั้นไม่ได้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปีเดียว แต่ทยอยตัดเป็นค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เครื่องจักรสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้สูงสุด 20% ต่อปี (อายุการใช้งาน 5 ปี) เพราะค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายจริง แต่ช่วยลดกำไรทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือ เงินสดจริงที่เพิ่มเข้ามาในกระแสเงินสด ตัวอย่าง ถ้าเครื่องจักรราคา 1,000,000 บาท คิดค่าเสื่อมราคาปีละ 200,000 บาท และกิจการเสียภาษีนิติบุคคล 20% จะประหยัดภาษีได้ปีละ 200,000 x 20% = 40,000 บาท เงินจำนวนนี้ทำให้กระแสเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลลัพธ์การคำนวณสูงขึ้นตามไปด้วย สิทธิประโยชน์ภาษี (BOI และมาตรการลดหย่อน) ที่เปลี่ยน NPV นอกจากค่าเสื่อมราคาปกติ ผู้ประกอบการบางรายอาจได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี หรือหักค่าเสื่อมราคาเร่งได้ สิทธิเหล่านี้เพิ่มกระแสเงินสดหลังภาษีอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนจากติดลบเป็นบวกได้ ก่อนคำนวณ ลองเช็คว่าการลงทุนของคุณเข้าเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ภาษีใดบ้าง เพราะอาจเปลี่ยนผลการตัดสินใจทั้งหมด NPV กับ IRR ต่างกันอย่างไร ใช้ตัวไหนดีกว่า ตัวแรกบอกว่า โครงการนี้สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าไร ในขณะที่ IRR (Internal Rate of Return) บอกว่า โครงการนี้ให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์  NPV IRR บอกอะไร มูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนเงิน อัตราผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ เกณฑ์ตัดสินใจ NPV มากกว่า 0 ควรลงทุน IRR มากกว่า discount rate ควรลงทุน จุดแข็ง เปรียบเทียบโครงการขนาดต่างกันได้ชัดเจน เข้าใจง่าย สื่อสารกับคนอื่นได้เร็ว ข้อจำกัด ต้องกำหนด discount rate ก่อน อาจให้ผลลัพธ์หลายค่าในบางกรณี สำหรับผู้ประกอบการ SME แนะนำใช้ตัวแรกเป็นเครื่องมือหลัก เพราะบอกเป็นจำนวนเงินชัดเจน แล้วใช้ IRR เป็นตัวเสริมสำหรับสื่อสารกับหุ้นส่วนหรือธนาคาร สรุป NPV ช่วย SME ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเลข ไม่ใช่แค่ความรู้สึก การตัดสินใจลงทุนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกกิจการ เครื่องมืออย่าง NPV ช่วยให้คุณเปรียบเทียบทางเลือกด้วยตัวเลขที่สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง ไม่ใช่แค่บวกลบรายรับ-รายจ่ายแบบหยาบ และสิ่งที่ทำให้การคำนวณแม่นยำยิ่งขึ้น คือการนำข้อมูลกระแสเงินสดจริงของกิจการมาใช้ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ยิ่งข้อมูลจริง ผลลัพธ์ยิ่งน่าเชื่อถือ ใช้ข้อมูลจริงจากระบบบัญชีมาคำนวณ NPV ได้ทันที ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ข้อมูลรายรับ-รายจ่าย กระแสเงินสด และรายงานวิเคราะห์ธุรกิจจาก PEAK Board จะช่วยให้คุณดึงตัวเลขจริงมาใช้คำนวณได้ทันที ไม่ต้องรวบรวมเอกสารเอง – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NPV (มูลค่าปัจจุบันสุทธิ) NPV ติดลบ แปลว่าห้ามลงทุนเลยหรือเปล่า ไม่เสมอไป ผลลัพธ์ติดลบหมายความว่า ผลตอบแทนทางการเงินไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับ discount rate ที่กำหนด แต่บางโครงการมีคุณค่าเชิงกลยุทธ์ที่ตัวเลขจับไม่ได้ เช่น การลงทุนเพื่อรักษาลูกค้ารายใหญ่ หรือสร้างแบรนด์ในตลาดใหม่ ในกรณีนี้ควรพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขอย่างเดียว ผู้ประกอบการ SME คำนวณ NPV ด้วยตัวเองได้ไหม ได้ เพราะหลักการไม่ซับซ้อน แค่ต้องมีข้อมูล 3 อย่าง คือ เงินลงทุนเริ่มต้น กระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้แต่ละปี และ discount rate สิ่งสำคัญคือข้อมูลกระแสเงินสดต้องมาจากตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว การดึงตัวเลขมาใช้จะง่ายขึ้นมาก ค่าเสื่อมราคาเกี่ยวอะไรกับ NPV ค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายออกจริง แต่ช่วยลดกำไรสุทธิทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้นจริง ซึ่งทำให้ผลลัพธ์สูงขึ้น ผู้ประกอบการที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ใหม่ควรรวมผลประหยัดภาษีจากค่าเสื่อมราคาเข้าไปในการคำนวณด้วย เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ตั๋วสัญญาใช้เงิน คืออะไร เครื่องมือการเงิน B2B ที่ธุรกิจต้องรู้

การทำธุรกิจ B2B มักไม่ได้เงินสดในทันที แต่ต้องรอรอบบัญชีของลูกค้า ยิ่งลูกค้าสั่งสินค้าหรือใช้บริการเยอะ เจ้าของกิจการก็ต้องรับความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงนี้ จึงเกิดเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่ช่วยสร้างหลักประกันให้กับเจ้าของกิจการ SME และยังคุ้มครองด้วยกฎหมาย ในบทความนี้ คุณจะได้รู้จักกับตั๋วสัญญาใช้เงิน การใช้งานจริง เงื่อนไขภาษี ข้อกฎหมาย ตลอดจนความเสี่ยงที่ SME ต้องรู้ ตั๋วสัญญาใช้เงินคืออะไร ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) คือเอกสารที่ผู้ออกตั๋วให้คำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้รับตามวันที่กำหนด โดยไม่มีเงื่อนไขแนบท้าย เอกสารนี้มีผลบังคับตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 982 ถึง 1011 ที่หากไม่จ่ายตามกำหนด ผู้ถือตั๋วฟ้องร้องได้ทันที องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ตั๋วสมบูรณ์ตามกฎหมาย ตั๋วจะมีผลทางกฎหมายได้ ต้องมีรายการครบตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 983 รายการ ตัวอย่าง คำว่า ตั๋วสัญญาใช้เงิน ในตัวเอกสาร ระบุไว้ที่หัวเอกสาร คำมั่นว่าจะใช้เงินโดยไม่มีเงื่อนไข จ่ายเงินจำนวน 500,000 บาท วันถึงกำหนดใช้เงิน 90 วันนับจากวันที่ออกตั๋ว สถานที่ใช้เงิน สำนักงานใหญ่ บริษัท ก จำกัด ชื่อผู้รับเงิน บริษัท ข จำกัด วันที่และสถานที่ออกตั๋ว 1 กันยายน – กรุงเทพฯ ลายเซ็นผู้ออกตั๋ว กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หากขาดรายการใดรายการหนึ่ง ตั๋วอาจไม่สมบูรณ์และใช้บังคับไม่ได้ ทำไม SME ถึงใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินแทนเงินสด ธุรกิจ B2B มักมียอดชำระสูง การให้เครดิตเทอมจึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งถ้าหากไม่มีการทำเอกสารสัญญาให้ชัดเจน ผู้ขายจะเสียเปรียบหากเกิดการผิดนัดชำระ การใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน จะช่วยปกป้องทั้งสองฝ่าย ผู้ซื้อได้เวลาหมุนเงิน และผู้ขายจะมีหลักฐานที่ชัดเจนกว่าการใช้แค่ใบแจ้งหนี้ นอกจากนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินยังสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ หรืออาจนำไปขายกับธนาคาร เพื่อการรับเงินสดก่อนครบกำหนด ตัวอย่างการใช้ตั๋วสัญญา จัดการเครดิตคู่ค้า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ค้าส่งวัสดุก่อสร้าง สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุกเดือน มูลค่าราว 500,000 บาท แทนที่จะจ่ายเงินสดทันที บริษัท ก ออกตั๋วกำหนดจ่ายภายใน 90 วัน วิธีนี้ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น ตั๋วสัญญาใช้เงินกับตั๋วแลกเงิน ต่างกันตรงไหน เปรียบเทียบ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 2 ฝ่าย 3 ฝ่าย ผู้รับผิดชอบจ่ายเงิน ผู้ออกตั๋ว (ลูกหนี้เอง) ผู้จ่าย (ต้องรับรองก่อน) ต้องรับรองตั๋วก่อนหรือไม่ ไม่ต้อง ต้องมี (ผู้จ่ายรับรอง) กรณีใช้งาน การค้า B2B ระหว่างคู่ค้า การค้าระหว่างประเทศ SME ไทยที่ซื้อขายในประเทศมักเลือกตั๋วสัญญาใช้เงิน เพราะมีแค่ 2 ฝ่าย ไม่ต้องรอใครรับรอง ตั๋วสัญญาใช้เงิน กับอากรแสตมป์ เสียเท่าไร และอย่างไร ตั๋วชนิดนี้ต้องติดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลำดับที่ 9 โดยคำนวณที่อัตรา 3 บาทต่อทุก 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท โดยผู้ออกตั๋วเป็นผู้เสียอากร อ้างอิงจากตัวอย่างเดิม – บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกตั๋วมูลค่า 500,000 บาท คำนวณอากรได้ดังนี้ 500,000 ÷ 2,000 = 250 x 3 = 750 บาท หมายความว่าตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 500,000 บาทนี้ ต้องติดอากร 750 บาท หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ ตั๋วใบนี้จะใช้เป็นหลักฐานในศาลไม่ได้ ผู้ออกตั๋วและผู้รับตั๋ว จึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าติดอากรครบก่อนลงลายเซ็น ความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต้องรู้ก่อนรับตั๋ว แม้ตั๋วจะมีผลบังคับทางกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้เงินแน่นอน หากผู้ออกตั๋วไม่มีเงินจ่ายเมื่อถึงกำหนด ผู้ถือตั๋วต้องฟ้องร้องเอง ซึ่งใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย ความเสี่ยงหลักคือ หากผู้ออกตั๋วมีสถานะทางการเงินไม่มั่นคง ตั๋วเงินไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เว้นแต่จะระบุเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างจากสินเชื่อธนาคารที่มีการประเมินเครดิตก่อน ผู้ที่จะรับตั๋วควรประเมินคู่ค้าทุกครั้ง วิธีประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วสัญญาใช้เงิน ก่อนตอบตกลงรับตั๋วจากคู่ค้า ลองตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ การบันทึกบัญชีตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายอย่างง่าย เมื่อธุรกิจรับตั๋วจากลูกค้า ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินรับฝั่งสินทรัพย์ พร้อมลดยอดลูกหนี้การค้า และเมื่อตั๋วครบกำหนด ก็ลดยอดตั๋วเงินรับและเพิ่มเงินสดเข้ามาแทน หากธุรกิจเป็นฝ่ายออกตั๋วให้ซัพพลายเออร์ ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินจ่ายฝั่งหนี้สิน พร้อมลดยอดเจ้าหนี้การค้า เมื่อจ่ายเงินตามตั๋วแล้ว ก็ลดยอดตั๋วเงินจ่ายและลดเงินสด กรณีนำตั๋วไปขายลดกับธนาคาร ต้องบันทึกส่วนลดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินด้วย เพราะธนาคารจะหักส่วนลดก่อนจ่ายเงินให้ ทำให้ได้รับเงินจริงน้อยกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว ต้องติดตามวันครบกำหนดของตั๋วทุกใบให้ดี หากพลาดอาจเสียสิทธิในการไล่เบี้ยจากผู้สลักหลัง แต่ถ้าไม่อยากพลาด ผู้ประกอบการที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK จะบันทึกรายการเหล่านี้ได้สะดวก พร้อมจัดหมวดหมู่ให้อัตโนมัติ ช่วยติดตามตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายได้ครบโดยไม่ต้องจัดการด้วยมือ สรุป ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเครื่องมือคู่ค้า ไม่ใช่แค่เอกสารกฎหมาย ตั๋วเงินชนิดนี้ไม่ได้มีไว้แค่ให้นักกฎหมายใช้ แต่เป็นเครื่องมือที่ SME จัดการเครดิตคู่ค้าได้จริง ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ติดอากรแสตมป์ให้ครบ และประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วทุกครั้ง เมื่อทำครบทุกขั้นตอน ตั๋วจะกลายเป็นเครื่องมือบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพ จัดการบัญชีตั๋วสัญญาใช้เงิน ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการรายงานการเงินครบในที่เดียว ลดงานซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการจัดการด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินมีอายุความเท่าไร อายุความในการฟ้องร้องเรียกเงินตามตั๋วคือ 3 ปี นับจากวันที่ตั๋วถึงกำหนดชำระ ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1001 ผู้ถือตั๋วควรเรียกเก็บเงินหรือฟ้องร้องก่อนหมดอายุความ ถ้าผู้ออกตั๋วไม่จ่ายเงินตามกำหนด ต้องทำอย่างไร ผู้ถือตั๋วยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลได้ โดยใช้ตั๋วเป็นหลักฐาน ข้อดีคือศาลถือว่าตั๋วเป็นหลักฐานแห่งหนี้ในตัว ไม่ต้องพิสูจน์ที่มาของมูลหนี้เพิ่ม จึงฟ้องง่ายกว่ากรณีที่มีแค่ใบแจ้งหนี้ ทั้งนี้ควรปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการให้ถูกขั้นตอน ตั๋วสัญญาใช้เงินต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ตั๋วเงินเป็นเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่การขายสินค้าหรือบริการ จึงไม่ต้องเสีย VAT ตัวตั๋วเอง แต่สินค้าที่เป็นต้นเหตุให้ออกตั๋ว เช่น การซื้อวัสดุก่อสร้าง ยังต้องเสีย VAT ตามปกติ สิ่งที่ต้องเสียสำหรับตัวตั๋วคืออากรแสตมป์เท่านั้นม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

10 min

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร วิธีประเมินความเสี่ยงหนี้สงสัยจะสูญ

SME หลายรายมักเจอปัญหาเก็บเงินลูกค้าได้ช้า ทั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว หรืออาจเก็บไม่ได้เลยก็มี โดยเฉพาะธุรกิจที่ให้เครดิตเทอม เสี่ยงที่บัญชีลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ โดยในบทความนี้ จะพาคุณเข้าใจวิธีประเมินความเสี่ยงของบัญชีลูกหนี้ และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พร้อมเรียนรู้วิธีการติดตามหนี้ค้างชำระ ไม่ให้เป็นหนี้สูญไปเปล่า บัญชีลูกหนี้คืออะไร บัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable) คือสิทธิเรียกร้องเงินที่กิจการมีต่อลูกค้า เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ สำหรับ SME การจัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบมีความสำคัญหลายด้าน ลูกหนี้ที่เก็บเงินได้ช้าจะกระทบกระแสเงินสด ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง หากไม่ติดตามลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ อาจกลายเป็นหนี้สูญซึ่งกระทบกำไรสุทธิโดยตรง นอกจากนี้ การจัดการข้อมูลลูกหนี้ที่ถูกต้องยังช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนการเงินได้แม่นยำขึ้น วิธีประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้า การประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้าคือการวิเคราะห์ว่าลูกหนี้แต่ละรายมีโอกาสชำระเงินได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งทำการประเมินบ่อย จะช่วยให้รู้ตัวเร็วขึ้น ว่าลูกหนี้รายไหนมีความเสี่ยงสูง การวิเคราะห์อายุหนี้ค้างชำระ (Aging Analysis) วิธีที่ SME ใช้กันมากที่สุด คือการแบ่งลูกหนี้ตามจำนวนวันที่ค้างชำระ ยิ่งหนี้ค้างนาน แปลว่ายิ่งมีความเสี่ยงสูง ช่วงอายุหนี้ ระดับความเสี่ยง ยังไม่ถึงกำหนด ต่ำ ค้าง 1-30 วัน ต่ำ-ปานกลาง ค้าง 31-60 วัน ปานกลาง ค้าง 61-90 วัน สูง ค้างเกิน 90 วัน สูงมาก ลองนึกภาพว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท เมื่อลองจัดกลุ่มตามอายุหนี้พบว่า หนี้การค้ากว่า 400,000 บาท ค้างเป็นเวลาเกิน 90 วัน แปลว่า 40% ของลูกหนี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมาก ต้องเร่งติดตามทันที ดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้าแต่ละราย การดูประวัติการชำระเงินของลูกค้าแต่ละรายช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น ลูกค้าที่จ่ายตรงเวลาทุกครั้งมีความเสี่ยงต่ำ ส่วนลูกค้าที่จ่ายล่าช้าซ้ำหลายครั้ง กิจการอาจต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญคืออะไร คำนวณอย่างไรให้ถูกต้อง ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือจำนวนเงินที่กิจการประเมินไว้ว่าจะเก็บจากลูกหนี้ไม่ได้ โดยจะบันทึกเป็นรายจ่ายในงบกำไรขาดทุน และหักออกจากยอดลูกหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง การตั้งค่าเผื่อนี้เป็นหลักการบัญชีที่สำคัญตามมาตรฐาน NPAEs ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ในไทยใช้มาตรฐานนี้ คำนวณแบบร้อยละของยอดขายเชื่อ วิธีนี้เหมาะกับกิจการที่มียอดขายเชื่อค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยกำหนดอัตราร้อยละจากประสบการณ์ในอดีต ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดขายเชื่อทั้งปี 5,000,000 บาท จากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีพบว่าเก็บเงินไม่ได้เฉลี่ย 2% ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ = 5,000,000 x 2% = 100,000 บาท คำนวณแบบอายุหนี้ (Aging Method) วิธีนี้จะแม่นยำกว่าวิธีอื่น เพราะการกำหนดอัตราแตกต่างกันตามอายุหนี้ ยิ่งหนี้ค้างนาน อัตราค่าเผื่อก็จะยิ่งสูงขึ้น ลองดูตัวอย่างจากบริษัท ก จำกัด ที่มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท ช่วงอายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราค่าเผื่อ ค่าเผื่อหนี้สูญ (บาท) ยังไม่ถึงกำหนด 300,000 1% 300,000 x 1% = 3,000 ค้าง 1-30 วัน 200,000 3% 200,000 x 3% = 6,000 ค้าง 31-60 วัน 100,000 10% 100,000 x 10% = 10,000 ค้าง 61-90 วัน 100,000 30% 100,000 x 30% = 30,000 ค้างเกิน 90 วัน 300,000 50% 300,000 x 50% = 150,000 ยอดรวม 1,000,000 199,000 เห็นได้ว่าลูกหนี้ที่ค้างเกินกว่า 90 วัน แม้จะมียอดเพียงแค่ 300,000 บาท แต่เพราะความเสี่ยงที่จะเก็บไม่ได้สูงมาก การตั้งค่าเผื่อที่ 150,000 บาท จึงสมเหตุสมผล สรุป : การจัดการบัญชีลูกหนี้ที่ดี เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การจัดการบัญชีลูกหนี้ไม่ใช่แค่การทวงเงิน แต่เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงด้วย Aging Analysis และดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้า เพื่อการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ถูกต้อง และใช้เครื่องมือที่ช่วยติดตามอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งรู้เร็วว่ารายไหนเสี่ยง ยิ่งลดโอกาสที่หนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ จัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการขายเชื่อ ติดตามสถานะลูกหนี้ และดูรายงานลูกหนี้ค้างชำระได้ในที่เดียว ระบบเชื่อมต่อข้อมูลตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ไปจนถึงการรับชำระเงิน ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการกระทบยอดด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ หนี้สงสัยจะสูญกับหนี้สูญต่างกันอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญคือหนี้ที่กิจการประมาณการว่ามีโอกาสเก็บไม่ได้ แต่ยังไม่แน่นอน 100% จึงบันทึกเป็นค่าเผื่อไว้ก่อน ส่วนหนี้สูญคือหนี้ที่กิจการตัดสินใจแล้วว่าไม่สามารถเก็บได้จริง หลังจากติดตามทวงถามครบทุกขั้นตอนแล้ว กิจการจึงตัดจำหน่ายออกจากบัญชี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การตัดหนี้สูญทางภาษีต้องมีหลักฐานการทวงถามและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด SME ควรทำ Aging Analysis บ่อยแค่ไหน ทุกกิจการควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ถ้ากิจการมีลูกหนี้จำนวนมากหรือให้เครดิตเทอมยาว ควรทำทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายไตรมาสหรือก่อนปิดงบการเงิน การทำบ่อยช่วยให้เห็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่หนี้จะเลื่อนไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่สูงขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กที่มีลูกค้าไม่กี่ราย ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยหรือไม่ แม้กิจการจะมีลูกค้าน้อย แต่ถ้ามีการขายเชื่อก็ควรตั้งค่าเผื่อไว้ เพราะทำให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้ามีไม่กี่รายอาจใช้วิธีประเมินเป็นรายลูกค้า (Specific Identification) แทนการใช้อัตราร้อยละ จะได้ตัวเลขแม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

งบทดลอง คืออะไร ใช้ทำอะไร วิธีทำ และตัวอย่าง

เจ้าของธุรกิจหลายคนไม่เคยเปิดดูงบทดลองเลย รอดูตัวเลขตอนปิดงบสิ้นปี ทั้งที่งบนี้เป็นเครื่องมือตรวจสุขภาพการเงินที่ช่วยให้เห็นปัญหาได้เร็วกว่ารองบการเงินจริง โดยบทความนี้จะพาคุณมาเข้าใจงบทดลอง ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีทำ พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่เจ้าของธุรกิจอ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที งบทดลอง (Trial Balance) คืออะไร? งบทดลอง คือ รายงานสรุปยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ณ วันใดวันหนึ่ง ใช้ตรวจสอบว่าการบันทึกบัญชีถูกต้องหรือไม่ หลักการสำคัญอยู่ที่ระบบบัญชีคู่ (Double-Entry Bookkeeping) ซึ่งกำหนดว่ายอดรวมฝั่งเดบิต (Debit) และเครดิต (Credit) ต้องเท่ากันเสมอ หากยอดไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการบันทึกบัญชีผิดพลาด แม้กฎหมายจะไม่บังคับให้ยื่นงบทดลองต่อกรมสรรพากร แต่ในเชิงบริหาร งบนี้มีประโยชน์หลายด้าน งบทดลองมีกี่ประเภท งบทดลองแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามช่วงเวลาของการตรวจสอบบัญชี แต่ละแบบมีจุดประสงค์ต่างกัน งบทดลองก่อนปรับปรุง เป็นงบที่จัดทำก่อนบันทึกรายการปรับปรุงบัญชี เช่น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย รายได้ค้างรับ หรือค่าเสื่อมราคา ตัวเลขในงบนี้สะท้อนเฉพาะรายการที่บันทึกจริงในช่วงระหว่างรอบบัญชี ยังไม่มีรายการตามเกณฑ์คงค้าง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ ปิดรอบเดือนมิถุนายน ยังไม่ได้บันทึกค่าเช่าออฟฟิศค้างจ่าย 15,000 บาท งบทดลองก่อนปรับปรุงจะยังไม่มียอดนี้ แต่ก็ยังใช้เช็กเบื้องต้นได้ว่าเดบิตและเครดิตตรงกันหรือเปล่า งบทดลองหลังปรับปรุง เป็นงบที่จัดทำหลังบันทึกรายการปรับปรุงครบแล้ว เช่น ตัดค่าเสื่อมราคา บันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และรายได้ค้างรับ ตัวเลขในงบนี้จึงสะท้อนผลการดำเนินงานได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด สามารถนำไปจัดทำงบกำไรขาดทุนได้ทันที งบทดลองหลังปิดบัญชี เป็นงบที่จัดทำหลังปิดบัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายเข้ากำไรสะสมเรียบร้อยแล้ว จึงเหลือเฉพาะบัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และทุน เพื่อยืนยันว่ายอดคงเหลือพร้อมเริ่มต้นรอบบัญชีถัดไปอย่างถูกต้อง ส่วนประกอบและวิธีทำงบทดลอง ส่วนประกอบของงบทดลอง งบทดลองประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ส่วน รายละเอียด ส่วนหัว ชื่อกิจการ, ชื่อรายงาน (งบทดลอง), วันที่จัดทำ รายละเอียด เลขที่บัญชี, ชื่อบัญชี, ยอดเดบิต, ยอดเครดิต, ยอดรวม บัญชีจะเรียงตามหมวด 5 หมวดหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ และค่าใช้จ่าย ขั้นตอนการทำงบทดลอง ตัวอย่างงบทดลองร้านค้า SME สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเสื้อผ้าออนไลน์ จัดทำงบทดลองหลังปรับปรุง ณ วันที่ 30 มิถุนายน ชื่อบัญชี เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินสด 150,000 ลูกหนี้การค้า 80,000 สินค้าคงเหลือ 200,000 อุปกรณ์สำนักงาน 50,000 เจ้าหนี้การค้า 120,000 เงินกู้ยืม 100,000 ทุนจดทะเบียน 200,000 รายได้จากการขาย 350,000 ต้นทุนขาย 180,000 ค่าเช่า 30,000 เงินเดือนพนักงาน 40,000 ค่าสาธารณูปโภค 15,000 ค่าโฆษณาออนไลน์ 25,000 รวม 770,000 770,000 ยอดรวมเดบิตและเครดิตเท่ากันที่ 770,000 บาท แสดงว่าการบันทึกบัญชีถูกต้องตามหลักบัญชีคู่ จากตัวอย่างนี้ เจ้าของธุรกิจสามารถเห็นได้ทันทีว่า ต้นทุนขายอยู่ที่ 180,000 บาท คิดเป็นราว 51% ของรายได้ขาย และมีลูกหนี้ค้างชำระอยู่ 80,000 บาทที่ต้องติดตาม ข้อควรระวัง เมื่อทำงบทดลอง ถ้ายอดเดบิตและเครดิตไม่เท่ากัน ให้ตรวจสอบสาเหตุเหล่านี้ สาเหตุ วิธีแก้ไข กรอกตัวเลขผิด เช่น 15,000 เป็น 51,000 ตรวจทานยอดกับเอกสารต้นฉบับ บันทึกสลับฝั่งเดบิตกับเครดิต เช็คหมวดบัญชีว่าควรอยู่ฝั่งไหน บันทึกรายการตกหล่นหรือซ้ำ เทียบจำนวนรายการกับเอกสาร เลือกชื่อบัญชีไม่ตรงกับรายการจริง ทบทวนผังบัญชีที่ตั้งค่าไว้ เมื่อพบข้อผิดพลาด ให้แก้ไขรายการในบัญชีแยกประเภทก่อน แล้วจึงทำงบทดลองใหม่จนกว่ายอดจะตรงกัน งบทดลองต้องทำตอนไหน แนะนำให้ทำทุกเดือนหลังปิดรอบบัญชี เพราะช่วยตรวจสอบยอดบัญชีได้ต่อเนื่อง ถ้ามีข้อผิดพลาดจะพบและแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องรอมาตรวจย้อนหลังทีเดียวตอนสิ้นปี โดยเฉพาะกับสำหรับธุรกิจที่มีรายการบัญชีจำนวนมาก การทำงบทดลองเป็นประจำยังช่วยให้การปิดงบสิ้นปีเร็วขึ้น เพราะข้อมูลถูกตรวจสอบมาเป็นรายเดือนแล้ว ทำงบทดลองด้วย Excel หรือโปรแกรมบัญชี ธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายการไม่มาก สามารถทำงบทดลองด้วย Excel ได้ โดยสร้างตารางแยกคอลัมน์เดบิตและเครดิต แล้วใช้สูตร SUM ตรวจสอบยอดรวม แต่ถ้าธุรกิจมีรายการจำนวนมาก การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก เพราะระบบสรุปงบทดลองให้อัตโนมัติจากเอกสารที่บันทึกไว้ ไม่ต้องคีย์ตัวเลขเองหรือรวมยอดใหม่ 3 จุดเช็กรายจ่ายแฝงในงบทดลอง ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ นอกจากเช็กว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากันหรือไม่ เจ้าของธุรกิจควรดูจุดเหล่านี้เพิ่ม เพราะอาจมีรายจ่ายแฝงซ่อนอยู่ จุดสังเกต: หากยอดรวมในบัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ” มียอดสูงอย่างผิดปกติ ผลกระทบ: มักเป็นจุดที่ซ่อนรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ชัดเจน หรือรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ วิธีแก้ไข: เจ้าของธุรกิจควรเรียกดูรายละเอียดเชิงลึกในบัญชีนี้ทันที เพื่อคัดกรองและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างมูลค่าออก จุดสังเกต: รายการที่ควรเป็นต้นทุนขาย (COGS) เช่น ค่าวัตถุดิบ หรือค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ถูกนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป ผลกระทบ: ทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า “ต้นทุนต่ำ” จึงวางแผนกลยุทธ์หรือตั้งราคาสินค้าผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วต้นทุนเหล่านั้นไปแฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายส่วนอื่น วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความถูกต้องของการแยกประเภทบัญชีเพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงก่อนวางแผนกำไร จุดสังเกต: มีการบันทึกรายการที่มีลักษณะเดียวกันซ้ำซ้อนกันในหลายประเภทบัญชี ผลกระทบ: ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้การวิเคราะห์ผลประกอบการคลาดเคลื่อนและเสียโอกาสในการบริหารกระแสเงินสด วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของรายการบัญชีเพื่อปรับปรุงตัวเลขให้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ วิธีเช็กยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้จากงบทดลอง งบทดลองยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจดูสภาพคล่องเบื้องต้นได้ โดยเช็กจาก 2 บัญชีหลัก วิธีเช็ก ลูกหนี้ จากงบทดลอง วิธีเช็ก เจ้าหนี้ จากงบทดลอง ขั้นตอนการเรียกดูงบทดลองใน PEAK Account ในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คุณสามารถเรียกดูงบทดลองได้ ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน จากตัวอย่างงบทดลองของบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ลูกหนี้ 80,000 บาท คิดเป็นราว 23% ของยอดขาย 350,000 บาท ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม ส่วนเจ้าหนี้ 120,000 บาท เทียบกับต้นทุนขาย 180,000 บาท คิดเป็น 67% ซึ่งต้องวางแผนกระแสเงินสดให้ดี สรุป: งบทดลองช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้เร็วขึ้น งบทดลองไม่ใช่แค่เอกสารบัญชีที่ดูว่าเดบิตเท่ากับเครดิตหรือเปล่า แต่เป็นเครื่องมือบริหารที่ช่วยให้เห็นภาพรวมการเงินได้ทุกเดือน ไม่ต้องรอสิ้นปี ถ้าทำเป็นประจำ จะช่วยจับปัญหาค่าใช้จ่ายแฝง ลูกหนี้ค้างนาน หรือเจ้าหนี้ที่ต้องรีบจ่าย ได้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม ดูงบทดลองได้ทุกเมื่อ ด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK Account ช่วยให้เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีเรียกดูงบทดลองได้ทันที ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน เข้าเมนู บัญชี แล้วเลือก งบทดลอง กดพิมพ์รายงานเพื่อ Export เป็นไฟล์ Excel ได้เลย ทดลองใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับงบทดลอง งบทดลองต่างจากงบการเงินอย่างไร งบทดลองเป็นรายงานภายในที่ใช้ตรวจสอบว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากันหรือไม่ เปรียบเหมือนการเช็กร่างกายก่อนตรวจสุขภาพจริง ส่วนงบการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงิน เป็นรายงานที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐ ใช้ประเมินผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของธุรกิจ งบทดลองต้องยื่นสรรพากรไหม ไม่ต้องยื่น งบทดลองเป็นรายงานภายในที่ทำเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นกรมสรรพากร ทำงบทดลองด้วย Excel ได้ไหม ทำได้ แต่ต้องอาศัยความละเอียดในการคีย์ข้อมูลและรวมยอด เพราะมีโอกาสพิมพ์ตัวเลขผิด สลับฝั่งเดบิตกับเครดิต หรือบันทึกซ้ำโดยไม่รู้ตัว ถ้าธุรกิจมีรายการบัญชีจำนวนมาก การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลาได้มาก เพราะระบบสรุปงบทดลองให้อัตโนมัติจากเอกสารที่บันทึกในระบบ งบทดลองต้องทำทุกเดือนไหม แนะนำให้ทำทุกเดือน เพราะช่วยตรวจสอบยอดบัญชีได้ต่อเนื่อง ถ้ามีความผิดพลาดจะพบและแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องใช้เวลาตรวจย้อนหลังตอนปิดงบสิ้นปี ใครควรดูงบทดลองบ้าง ไม่ใช่แค่นักบัญชีเท่านั้น เจ้าของกิจการและผู้บริหารก็ควรดูงบทดลองเป็นประจำ เพื่อใช้ประเมินสถานะการเงินและวางแผนธุรกิจ ในช่วงปิดงบประจำปี ผู้สอบบัญชีก็ใช้งบทดลองเป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบงบการเงินเช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

FV คืออะไร เข้าใจ Future Value มูลค่าเงินในอนาคต ฉบับเจ้าของกิจการ

เงิน 1 ล้านบาทวันนี้ กับ 1 ล้านบาทอีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าไม่เท่ากัน ถ้าเข้าใจ FV (Future Value) คุณจะรู้ว่าเงินก้อนนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต FV คืออะไร (Future Value คือ มูลค่าเงินในอนาคต) FV หรือ Future Value คือการคำนวณว่าเงินจำนวนหนึ่งจะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต โดยคิดรวมผลตอบแทนตลอดระยะเวลาที่กำหนด ผลตอบแทนที่ว่านี้อาจเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก กำไรจากการลงทุน หรืออัตราเงินเฟ้อ ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ พูดง่ายกว่านั้น ถ้าคุณฝากเงิน 100,000 บาทในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี FV จะบอกคุณว่าอีก 5 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็นเท่าไร แนวคิดนี้มาจากหลัก Time Value of Money (มูลค่าของเงินตามเวลา) เงิน 1 บาทวันนี้มีค่ามากกว่า 1 บาทในอนาคต เพราะนำไปสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้ หลักการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการเงินธุรกิจ ทั้งการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ การวิเคราะห์สินเชื่อ และการวางแผนงบประมาณระยะยาว ทำไมเจ้าของกิจการต้องรู้จัก FV สำหรับเจ้าของกิจการ FV ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำราเรียน แต่เป็นเครื่องมือช่วยตอบคำถามเรื่องเงินที่ใช้ได้จริงในการบริหารกิจการ สูตร FV (Future Value Formula) พร้อมอธิบายทีละตัวแปร สูตร FV มี 3 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะการลงทุนหรือการออม เลือกใช้ตามสถานการณ์ของคุณ สูตร FV แบบดอกเบี้ยเดี่ยว (Simple Interest) ใช้เมื่อได้รับดอกเบี้ยจากเงินต้นเท่านั้น ไม่มีการนำดอกเบี้ยมาทบเข้าเงินต้น FV = PV × (1 + r × n) ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PV เงินต้น (Present Value) 100,000 บาท r อัตราดอกเบี้ยต่อปี 5% = 0.05 n จำนวนปี 3 ปี สูตร FV แบบดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) เป็นสูตรที่ใช้บ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะผลตอบแทนของงวดก่อนจะถูกรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ทำให้เงินเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ FV = PV × (1 + r)^n ถ้าทบต้นมากกว่าปีละ 1 ครั้ง (เช่น รายเดือน) ปรับสูตรเป็น FV = PV × (1 + r/m)^(n × m) โดย m คือจำนวนครั้งที่ทบต้นต่อปี เช่น ทบต้นรายเดือน m = 12 สูตร FV แบบเงินงวด (Annuity) ใช้เมื่อลงทุนหรือออมเงินเท่ากันทุกงวด เช่น ฝากเงินเดือนละ 10,000 บาท FV = PMT × [((1 + r)^n – 1) / r] ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PMT จำนวนเงินที่จ่ายแต่ละงวด 10,000 บาท/เดือน r อัตราดอกเบี้ยต่องวด 6%/12 = 0.5% ต่อเดือน n จำนวนงวด 36 เดือน (3 ปี) ตัวอย่างการคำนวณ FV ที่เจ้าของกิจการใช้ได้จริง ตัวอย่างที่ 1: ลงทุนซื้อเครื่องจักร 1 ล้านบาท คุ้มไหมใน 5 ปี บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเงิน 1,000,000 บาท กำลังเลือกระหว่างซื้อเครื่องจักรใหม่หรือฝากธนาคาร ถ้าฝากที่ดอกเบี้ย 4% ทบต้นรายปี อีก 5 ปีจะได้เท่าไร รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินต้น (PV) 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย (r) 4% ต่อปี 0.04 จำนวนปี (n) 5 ปี FV 1,000,000 × (1 + 0.04)^5 1,216,653 บาท ถ้าฝากธนาคาร เงินจะโตเป็นราว 1.22 ล้านบาท ดังนั้นถ้าเครื่องจักรสร้างรายได้หรือลดต้นทุนมากกว่า 216,653 บาทใน 5 ปี การซื้อเครื่องจักรก็คุ้มกว่า ตัวอย่างที่ 2: เก็บเงินสำรองธุรกิจเดือนละ 10,000 บาท อีก 3 ปีจะมีเท่าไร บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออมเงินเดือนละ 10,000 บาท ในบัญชีที่ให้ผลตอบแทน 3% ต่อปี ทบต้นรายเดือน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินออมต่อเดือน (PMT) 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน (r) 3%/12 0.25% จำนวนเดือน (n) 3 × 12 36 เดือน FV (เงินงวด) 10,000 × [((1.0025)^36 – 1) / 0.0025] 376,453 บาท จ่ายเงินจริง 360,000 บาท (10,000 × 36) แต่ผลตอบแทนที่ทบต้นทุกเดือนทำให้เงินงอกเป็น 376,453 บาท ได้กำไรจากดอกเบี้ยราว 16,453 บาท ตัวอย่างที่ 3: เปรียบเทียบ 2 ทางเลือกลงทุนด้วย FV เจ้าของกิจการมีเงิน 500,000 บาท กำลังเลือกระหว่าง 2 ทาง ทางเลือก ผลตอบแทน ระยะเวลา FV A: ฝากประจำ 3% ทบต้นรายปี 3% 5 ปี 500,000 × (1.03)^5 = 579,637 บาท B: ลงทุนกองทุนรวม คาดหวัง 7% ต่อปี 7% 5 ปี 500,000 × (1.07)^5 = 701,276 บาท ทางเลือก B ให้ FV สูงกว่าราว 121,639 บาท แต่ผลตอบแทนจากกองทุนไม่การันตี เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลตอบแทนที่คาดหวังกับความเสี่ยงที่รับได้ FV กับ PV ต่างกันอย่างไร FV (Future Value) และ PV (Present Value) เป็นแนวคิดที่คู่กัน ใช้ร่วมกันในการวิเคราะห์การเงินธุรกิจ FV (Future Value) PV (Present Value) ความหมาย มูลค่าเงินในอนาคต มูลค่าเงินในปัจจุบัน คำถามที่ตอบ “เงินวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นเท่าไร?” “เงินในอนาคต คิดเป็นมูลค่าวันนี้เท่าไร?” ใช้เมื่อ วางแผนออม ประเมินเงินสำรอง ประเมินโครงการลงทุน ตีมูลค่าสินทรัพย์ ทิศทาง ปัจจุบัน → อนาคต อนาคต → ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น “ฝากเงิน 1 แสนวันนี้ อีก 3 ปีจะมีเท่าไร” ให้ใช้ FV แต่ถ้าถามว่า “เงิน 1 แสนอีก 3 ปีข้างหน้า คิดเป็นค่าวันนี้เท่าไร” ให้ใช้ PV ข้อผิดพลาดที่เจ้าของกิจการทำบ่อยเรื่อง FV ใช้ผลตอบแทนที่ไม่การันตีมาคำนวณ เจ้าของกิจการหลายคนใช้ตัวเลขผลตอบแทน “ที่คาดหวัง” มาคำนวณ FV เช่น คาดว่าจะได้กำไร 10% ต่อปี แล้วเอาตัวเลขนี้ไปวางแผนทั้งหมด ปัญหาคือผลตอบแทนจริงอาจต่ำกว่ามาก วิธีที่ปลอดภัยกว่า คือคำนวณ FV ด้วยตัวเลขที่ระมัดระวัง (conservative) เช่น ลดลง 20-30% จากที่คาดหวัง ลืมคิดเงินเฟ้อ FV บอกว่าเงินจะเติบโตเป็นเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าเงินก้อนนั้นจะซื้อของได้เท่าเดิมไหม ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี เงิน 1 ล้านบาทในอีก 5 ปีจะมีกำลังซื้อเท่ากับ 863,000 บาทวันนี้เท่านั้น เจ้าของกิจการควรคำนวณ FV แบบ “หลังหักเงินเฟ้อ” ด้วย โดยใช้อัตราผลตอบแทนจริง (ผลตอบแทน ลบ เงินเฟ้อ) แทนผลตอบแทนตัวเลขบนกระดาษ ลืมหักภาษีจากผลตอบแทน ดอกเบี้ยเงินฝากถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เงินปันผลถูกหัก 10% กำไรจากการขายหุ้นอาจมีภาษีด้วย ถ้าคำนวณ FV จากผลตอบแทนก่อนหักภาษี ตัวเลขที่ได้จะสูงเกินจริง ต้องใช้ผลตอบแทนหลังหักภาษีในการคำนวณเสมอ เปรียบเทียบทางเลือกที่ระยะเวลาต่างกัน FV ของเงิน 500,000 บาทใน 5 ปีกับ FV ของเงิน 500,000 บาทใน 3 ปี เปรียบเทียบตรงๆ ไม่ได้ เพราะระยะเวลาต่างกัน ต้องปรับให้ระยะเวลาเท่ากันก่อน หรือใช้ผลตอบแทนต่อปี (annualized return) เปรียบเทียบแทน FV กับการวางแผนการเงินธุรกิจ นอกจากการคำนวณตัวเลข FV ยังเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจได้หลายด้าน การประเมินโครงการลงทุน ก่อนลงทุนในโครงการใหม่ ลองคำนวณ FV ของเงินก้อนนั้นถ้านำไปลงทุนทางอื่นแทน ตัวเลขนี้บอก “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของโครงการ ถ้าโครงการให้ผลตอบแทนต่ำกว่า FV ของทางเลือกอื่น อาจไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน การวางแผนเงินสำรองธุรกิจ ถ้าตั้งเป้าว่าต้องมีเงินสำรอง 1 ล้านบาทใน 3 ปี ใช้สูตร FV แบบเงินงวดคำนวณย้อนกลับว่าต้องออมเดือนละเท่าไร ช่วยให้วางแผนได้จริงจัง ดีกว่าเดาสุ่มว่า “น่าจะพอ” การตั้งราคาสินค้าให้รองรับเงินเฟ้อ ถ้าต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นปีละ 5% ใช้ FV คำนวณว่าอีก 2 ปี ต้นทุนจะเป็นเท่าไร จะได้ตั้งราคาขายให้มีกำไรเพียงพอตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอให้ต้นทุนขึ้นแล้วค่อยปรับราคาตามหลัง สรุป: FV ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเงินบนตัวเลขจริง FV (Future Value) คือเครื่องมือคำนวณว่าเงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต ไม่ว่าจะออมเงิน ลงทุน หรือเปรียบเทียบทางเลือก สิ่งที่ต้องจำ จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการดูภาพรวมการเงินธุรกิจได้ทันที นำตัวเลขจริงไปวางแผนการเงินได้แม่นยำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ FV (Future Value) FV ติดลบได้ไหม ในทางทฤษฎี FV ไม่ติดลบ เพราะเป็นค่าที่บอกว่าเงินจะโตเป็นเท่าไร แต่ใน Excel ผลลัพธ์อาจแสดงเป็นลบ ถ้าใส่ค่า pmt เป็นบวก เพราะ Excel ใช้เครื่องหมายลบแทน “เงินไหลออก” แก้โดยใส่ pmt เป็นจำนวนลบ เช่น -10000 FV กับ NPV ใช้ต่างกันอย่างไร FV ตอบว่า “เงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต” ส่วน NPV (Net Present Value คือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ) ตอบว่า “กระแสเงินสดจากโครงการทั้งหมด คิดเป็นค่าวันนี้เหลือเท่าไร” ถ้าต้องเลือกว่าจะลงทุนโครงการไหน ใช้ NPV ถ้าต้องวางแผนเงินออม ใช้ FV ดอกเบี้ยทบต้นกับ FV เกี่ยวกันอย่างไร Compound Interest คือกลไกที่ทำให้ FV เพิ่มขึ้นเร็ว เพราะผลตอบแทนงวดก่อนจะรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ยิ่งทบต้นบ่อย FV ยิ่งสูง เช่น ทบต้นรายเดือนให้ FV สูงกว่ารายปีที่อัตราเดียวกัน ตามที่อธิบายในหัวข้อสูตร FV ด้านบน ใช้ FV คำนวณเงินเฟ้อได้ไหม ได้ โดยใช้อัตราเงินเฟ้อแทนอัตราดอกเบี้ยในสูตร FV เช่น ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี ต้นทุนวัตถุดิบ 100,000 บาทวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นราว 115,927 บาท ช่วยวางแผนต้นทุนล่วงหน้าได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก