ความรู้ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ก.พ. 2026

PEAK Account

12 min

งบกำไรขาดทุนสำคัญอย่างไร? ทำไมถึงเป็นงบที่สะท้อนศักยภาพของธุรกิจ

ในการทำธุรกิจ “กำไร” คือเป้าหมายสูงสุด แต่ตัวเลขกำไรที่แท้จริงดูได้จากที่ไหน? คำตอบคือ งบกำไรขาดทุน รายงานทางการเงินที่ช่วยสะท้อนผลการดำเนินงานในแต่ละรอบปีบัญชีว่าธุรกิจมีกำไรจริงหรือไม่ มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่สูงเกินไป และควรปรับกลยุทธ์อย่างไรเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน งบกำไรขาดทุน (Income Statement) คืออะไร? งบกำไรขาดทุน คือ งบที่แสดงผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจในช่วงเวลาที่กำหนด โดยจะระบุรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน เพื่อให้เห็นกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการบริหารและคาดการณ์อนาคตของธุรกิจ สมการพื้นฐานของงบกำไรขาดทุน: รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไร/ขาดทุน 5 องค์ประกอบสำคัญของงบกำไรขาดทุน การทำความเข้าใจองค์ประกอบแต่ละส่วนจะช่วยให้คุณอ่านงบได้อย่างลึกซึ้ง ดังนี้:1. รายได้ (Revenue): เงินที่ได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจ แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งรายได้ออกเป็นสองส่วนดังนี้ ยกตัวอย่างเช่น ทำธุรกิจขายเสื้อผ้ามีรายได้ตลอดทั้งปี 500,000 บาท และมีบริการพิเศษส่งด่วนภายในกรุงเทพฯ โดยตลอดทั้งปีมีรายรับส่วนนี้ 50,000 บาท  สามารถกรอกข้อมูลรายได้ดังนี้ รายได้หลักจากการดำเนินธุรกิจ = 500,000 บาท รายได้อื่น = 50,000 บาท รวมรายได้สุทธิ 550,000 บาท 2. ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold): ต้นทุนโดยตรงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือซื้อสินค้า ตั้งแต่ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า ในส่วนของธุรกิจค้าปลีกจะนับต้นทุนขายจากค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าเพื่อนำมาขายต่อ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะไม่รวมค่าที่ใช้กระตุ้นยอดขาย เช่น ค่าทำการตลาด หรือค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการขาย 3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses): ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการดำเนินงาน เช่น เงินเดือนพนักงานฝ่ายบริหาร ค่าโฆษณา ค่าทำการตลาด ค่าขนส่ง ค่าเช่า และค่าเสื่อมราคา 4. กำไรขั้นต้น (Gross Profit): รายได้หักด้วยต้นทุนขาย โดยยังไม่หักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เป็นตัวเลขที่ใช้ดูว่าธุรกิจควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดีเพียงใด ใช้สำหรับวิเคราะห์ธุรกิจเพื่อวางแผนกลยุทธ์ เช่น การควบคุมต้นทุน หรือการปรับกลยุทธ์ด้านราคา 5. กำไรสุทธิ (Net Profit): ตัวเลขสุดท้ายหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นตัวเลขที่บอกถึงประสิทธิภาพรวมและการบริหารจัดการที่แท้จริง ว่าบริษัทมีกำไรหรือขาดทุนในรอบบัญชีนั้น ๆ ใช้ในการเปรียบเทียบกับตัวเลข Benchmark ของอุตสาหกรรม เพื่อดูว่าธุรกิจของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือต้องปรับปรุง ตัวอย่างงบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุนไม่ได้มีรูปแบบที่กำหนดตายตัว แต่จำเป็นต้องมีการจัดวางรายละเอียด และข้อมูลที่ครบถ้วน สามารถดูตัวอย่างงบกำไรขาดทุนที่ถูกต้องได้ที่รูปภาพด้านล่าง วิธีวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนเพื่อปรับกลยุทธ์ธุรกิจ เจ้าของธุรกิจควรวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนใน 2 มิติหลัก เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน: 1. เปรียบเทียบกับผลงานในอดีต (Internal Analysis) 1.1 วิเคราะห์รายได้: ให้ดูการเปลี่ยนแปลงของรายได้รวมว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง ยกตัวอย่างเช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.2 วิเคราะห์ต้นทุน: สำหรับดูความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนต่อรายได้ เช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.3 วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน: ใช้เพื่อเปรียบเทียบกันว่าค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่ารายได้ของธุรกิจหรือไม่ เช่น  เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.4 วิเคราะห์กำไรสุทธิ: เปรียบเทียบเพื่อดูว่ากำไรสุทธิแท้จริงแล้วนับเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ เช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2. เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม (Competitor Analysis) คุณสามารถดูข้อมูลคู่แข่งได้ผ่านระบบ DBD Datawarehouse ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเปรียบเทียบส่วนต่าง ๆ ดังนี้: 2.1 วิเคราะห์กำไรขั้นต้น: เปรียบเทียบว่าเราสูงหรือต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งถ้าเราต่ำกว่าคู่แข่งหมายความว่า ต้นทุนเราสูงเกิน หรือตั้งราคาสูงเกินไป เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2.2 วิเคราะห์ค่าใช้จ่าย: เปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายต่อรายได้กับคู่แข่ง ถ้าตัวเลขเรายังสูงกว่าแสดงว่าธุรกิจเรายังมีต้นทุนแฝงสูง หรือยังทำงานได้ประสิทธิภาพไม่มากพอ เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2.3 วิเคราะห์กำไรสุทธิ: เปรียบเทียบว่าคู่แข่งที่ทำกำไรได้ดีนั้นเขามีกลยุทธ์ด้านการขายที่เก่งกว่าเรา หรือมีการบริหารที่ดีกว่า เช่น ถ้ารายได้ใกล้เคียงกันมาก แต่คู่แข่งทำกำไรได้ดีกว่า หมายความว่าเราจัดการระบบภายในหรือการจัดการต้นทุนอาจยังไม่ดีพอ เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? เมื่อรู้แล้วว่าคู่แข่งทำได้ดีกว่าเราในด้านไหน ให้โฟกัสไปที่จุดนั้น เช่น ถ้าคู่แข่งทำกำไรได้ดีกว่า แต่มีรายได้เท่ากัน หมายความว่า เราอาจทำการขายได้ดีแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่การควบคุมต้นทุน หรือในทางกลับกัน ถ้าเราขายได้น้อยกว่ามาก แต่สัดส่วนกำไรไม่ห่างกับคู่แข่งมาก ก็อาจโฟกัสในเรื่องกลยุทธ์การขายให้มากขึ้น พิมพ์รายงานงบกำไรขาดทุนง่าย ๆ ด้วย PEAK Account ในยุคดิจิทัล คุณไม่จำเป็นต้องรอปิดรอบบัญชีนาน ๆ เพื่อดูงบ เพราะ PEAK Account โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณดึงข้อมูลได้แบบ Real-time: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ก.พ. 2026

PEAK Account

12 min

ควบคุมค่าใช้จ่ายดีขึ้น ด้วยการดูงบทดลอง งบที่เจ้าของธุรกิจมักมองข้าม

งบทดลอง เป็นหนึ่งในรายงานทางการเงินที่สำคัญ แม้กฎหมายจะไม่บังคับให้ต้องยื่นกรมสรรพากร แต่ในเชิงบริหาร งบทดลองคือ “เครื่องมือตรวจสุขภาพ” ที่ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงบการเงิน และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวิเคราะห์ทิศทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำก่อนปิดงบจริง งบทดลอง (Trial Balance) คืออะไร? งบทดลอง (Trial Balance) คือ รายงานสรุปยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ณ วันใดวันหนึ่ง มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ (Double-Entry Bookkeeping) โดยต้องมียอดรวมฝั่ง เดบิต (Debit) และ เครดิต (Credit) เท่ากันเสมอ หากยอดไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการบันทึกบัญชีผิดพลาด ความสำคัญของงบทดลองต่อการทำบัญชี งบทดลองเป็นตัวช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการปิดรอบบัญชี เพราะถ้าธุรกิจมีการทำงบทดลองครบทุกรูปแบบในแต่ละรอบบัญชี และเห็นว่าตัวเลขเท่ากันทุกครั้ง หมายความว่าในการปิดงบก็จะถูกต้องด้วยเช่นกัน แต่นอกเหนือจากการใช้เป็นเครื่องมือป้องกันข้อผิดพลาด ยังสามารถงบทดลองไปต่อยอดได้มากมาย เช่น  ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องดูงบทดลองก่อนได้รับงบการเงินจริง การทำงบทดลองช่วยให้วิเคราะห์สุขภาพการเงินได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอรอบงบการเงินจริง หากพบความผิดพลาด นักบัญชีจะมีเวลาแก้ไขได้ง่ายกว่าการรอแก้งบการเงินทั้งปี งบทดลองมีกี่ประเภท งบทดลองแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามช่วงเวลาการตรวจสอบ: งบทดลองต้องทำตอนไหนบ้าง? งบทดลองต้องทำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือนหลังจากปิดรอบบัญชีแล้ว เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และช่วยให้ทำงบการเงินตอนสิ้นปีได้ง่ายยิ่งขึ้น  ส่วนประกอบและขั้นตอนการจัดทำ งบทดลองประกอบด้วยส่วนหัว (ชื่อกิจการ, ชื่อรายงาน, วันที่) และรายละเอียดรายงาน (ชื่อบัญชี, เลขที่บัญชี, ยอดเดบิต/เครดิต และยอดรวม) โดยมีขั้นตอนการทำดังนี้: หากงบทดลองไม่ถูกต้อง อาจเกิดจากสาเหตุใดบ้าง บางครั้งการทำงบทดลองก็ได้ตัวเลขออกมาไม่ตรงกัน ซึ่งความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ยกตัวอย่างเช่น หากย้อนกลับไปดูในรายการแล้วเจอข้อผิดพลาด ทำการแก้ไข หลังจากนั้นค่อยทำการกรอกรายละเอียดในงบทดลองใหม่อีกครั้ง ซึ่งจำเป็นต้องทำจนกว่าจะถูกต้องเช่นกัน ตัวเลขงบการเงินอาจผิดพลาดและมีปัญหาตามมาได้ 3 จุดเช็กรายจ่ายแฝงในงบทดลอง ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ จุดสังเกต: หากยอดรวมในบัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ” มียอดสูงอย่างผิดปกติ ผลกระทบ: มักเป็นจุดที่ซ่อนรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ชัดเจน หรือรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ วิธีแก้ไข: เจ้าของธุรกิจควรเรียกดูรายละเอียดเชิงลึกในบัญชีนี้ทันที เพื่อคัดกรองและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างมูลค่าออก จุดสังเกต: รายการที่ควรเป็นต้นทุนขาย (COGS) เช่น ค่าวัตถุดิบ หรือค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ถูกนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป ผลกระทบ: ทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า “ต้นทุนต่ำ” จึงวางแผนกลยุทธ์หรือตั้งราคาสินค้าผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วต้นทุนเหล่านั้นไปแฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายส่วนอื่น วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความถูกต้องของการแยกประเภทบัญชีเพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงก่อนวางแผนกำไร จุดสังเกต: มีการบันทึกรายการที่มีลักษณะเดียวกันซ้ำซ้อนกันในหลายประเภทบัญชี ผลกระทบ: ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้การวิเคราะห์ผลประกอบการคลาดเคลื่อนและเสียโอกาสในการบริหารกระแสเงินสด วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของรายการบัญชีเพื่อปรับปรุงตัวเลขให้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ การเช็กยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้ ในงบทดลองสามารถตรวจสอบสภาพคล่องได้จากการดูบัญชีลูกหนี้การค้า (ยอดคงเหลือเดบิต) เพื่อดูเงินที่ค้างรับ และบัญชีเจ้าหนี้การค้า (ยอดคงเหลือเครดิต) เพื่อวางแผนการจ่ายเงินหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง วิธีเช็ก ลูกหนี้ จากงบทดลอง วิธีเช็ก เจ้าหนี้ จากงบทดลอง ขั้นตอนการเรียกดูงบทดลองใน PEAK Account ในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คุณสามารถเรียกดูงบทดลองได้ ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

10 min

สลิปเงินเดือน ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทได้อย่างไร?

ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ สลิปเงินเดือน และสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ที่อาจจะสงสัยว่า สลิปเงินเดือน สำคัญอย่างไร แล้วควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงจะจัดการสลิปเงินเดือนอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด มาดูคำตอบได้เลย สลิปเงินเดือน คืออะไร สลิปเงินเดือน คือ เอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อแสดงรายละเอียดการจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนในแต่ละงวด โดยระบุรายได้ รายการหัก และยอดเงินสุทธิที่พนักงานได้รับจริง ในเชิงกฎหมาย : แม้กฎหมายแรงงานจะไม่ได้บังคับให้ออกสลิปเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ สลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้างหรือการหักเงิน สลิปออนไลน์ (e-Payslip) เหมือนกับสลิปเงินเดือนปกติไหม? e-Payslip หรือสลิปเงินเดือนออนไลน์ คือสลิปเงินเดือนในรูปแบบดิจิทัล ที่ส่งให้พนักงานผ่านระบบออนไลน์หรืออีเมล แทนการพิมพ์เป็นกระดาษ ในเชิงกฎหมาย : สลิปออนไลน์ สามารถใช้แทนสลิปแบบกระดาษได้ หากข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และยังมีข้อดีสำคัญคือช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และสอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจยุคดิจิทัล สลิปเงินเดือน สร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทได้อย่างไร สำหรับองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs การมีสลิปเงินเดือนที่ชัดเจนและถูกต้องช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในหลายด้าน เช่น ในระยะยาว สลิปเงินเดือนที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานและภาษีได้อีกด้วย ข้อมูลในสลิปเงินเดือน มีอะไรบ้าง สลิปเงินเดือนที่ดีควรแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ข้อมูลรายการรับ 3. ข้อมูลรายการหัก 4. ยอดเงินสุทธิ และยอดเงินสะสม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำจ่ายเงินเดือน หนึ่งใน Pain Point สำคัญของผู้ประกอบการคือ การคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นภาษี ประกันสังคม หรือค่าล่วงเวลา การตั้งค่าระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก เช่น ซึ่งในหลายครั้ง การทำด้วยตัวเองแบบ Manual อาจใช้เวลามากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น ออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ได้ง่ายๆ (e-Payslip) ด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยผู้ประกอบการสามารถ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ ตั้งรหัสผ่านเฉพาะบุคคล และจัดเก็บสลิปเงินเดือนอย่างปลอดภัย ง่าย ไม่ซับซ้อน แม้ไม่มีพื้นฐานด้านบัญชี เพียงแค่นี้ ระบบจะสร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และสรุปรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ จุดเด่นของ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการสลิปเงินเดือนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการค้นหาเอกสาร และลดภาระงานของฝ่ายบัญชีหรือ HR ได้อย่างชัดเจน แค่เข้าสู่เมนูเงินเดือน > เลือกบันทึกเงินเดือนที่ต้องการส่งสลิป > คลิกปุ่ม อีเมล เพียงเท่านี้ระบบจะจัดส่งสลิปเงินเดือนให้กับพนักงานโดยอัตโนมัติ PEAK Payroll สามารถสร้างไฟล์พร้อมยื่นประกันสังคม นำไฟล์ไปใช้ยื่นผ่านระบบ SSO e-Service ได้โดยตรง ช่วยลดความยุ่งยากจากการเตรียมเอกสาร ความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ และช่วยประหยัดเวลาลงได้ PEAK Payroll รองรับการ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และนำข้อมูลไปสร้างแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก ได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้การจัดการภาษีเงินเดือนเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับกฎหมาย เพียงแค่นำไฟล์จาก PEAK Payroll ไปใส่ในเว็บไซต์ธนาคารเพียงแค่นี้การจ่ายเงินเดือนก็จะถูกต้อง เป็นระบบ และที่สำคัญรวดเร็วกว่าพนักงานโอนเองทีละรายการ สลิปเงินเดือนที่เป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นใจ สลิปเงินเดือน เป็นหัวใจสำคัญของความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องทางกฎหมายของธุรกิจ หากต้องการลดภาระงานด้านเงินเดือน ลดความผิดพลาด และจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบเดียวกัน PEAK Payroll คือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการสลิปเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ม.ค. 2026

PEAK Account

19 min

อากรแสตมป์คืออะไร พร้อมรวมทุกเรื่องสำคัญที่ต้องรู้

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับดังกล่าว ซึ่งเอกสารที่มีความจำเป็นต้องติดอากรแสตมป์ต้องทำการติดภายใน 15 วันหลังลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เป็น “ตรารับรอง” ให้เอกสารดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากเอกสารไม่มีอากรแสตมป์อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ ซึ่งอัตราค่าอากรแสตมป์ จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเภทตราสารตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร โดยอากรแสตมป์จะมีทั้ง 3 ราคาประกอบไปด้วย  ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อย่างที่เราทราบกันว่าอากรแสตมป์มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ ไม่เพียงแค่เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งอากรแสตมป์มีความสำคัญต่อการทำธุรกิจ 3 ข้อใหญ่ด้วยกันดังนี้ 1. ทำให้สัญญาถูกต้องตามกฎหมาย การติดอากรแสตมป์เหมือนเป็นตรารับรองจากภาครัฐว่าเอกสารฉบับดังกล่าวมีความถูกต้อง เพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งกับคู่สัญญา คู่ค้า และหน่วยงานรัฐ หากมีปัญหาด้านกฎหมาย สามารถใช้เอกสารที่ติดอากรแสตมป์ในขั้นตอนทางกฎหมายได้ 2. ป้องกันปัญหาขัดแย้งในอนาคต ปัญหาขัดแย้งระหว่างคู่ค้าที่ทำสัญญาร่วมกันเป็นเรื่องที่บางธุรกิจอาจต้องเจอ ซึ่งเอกสารสัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์จะมีความน่าเชื่อถือ และมีน้ำหนักในการพิจารณาของศาลมากกว่าเอกสารที่ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ เพราะสามารถยืนยันได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีการทำสัญญาจริงและถูกต้องตามกฎหมาย 3. ใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม สัญญาที่มีการติดอากรแสตมป์อย่างถูกต้องครบถ้วน ศาลจะสามารถรับเป็นหลักฐานได้ทันที หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ อาจต้องเสียค่าปรับก่อนนำไปใช้ หรือมีโอกาสถูกปฏิเสธในการใช้เอกสารดังกล่าวในชั้นศาลเลยทันที เพราะฉะนั้นการติดอากรแสตมป์จึงมีความสำคัญอย่างมากหากต้องมีการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ดังนั้นเพื่อป้องกันไว้ก่อนที่จะเกิดปัญหา อย่าลืมติดอากรแสตมป์ในสัญญาให้ครบถ้วน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบ และควรเลือกแบบไหน การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยอากรแสตมป์สามารถติดลงบนเอกสารได้เลย: ตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ที่พบเจอบ่อย ถัดมาเป็นประเภทของเอกสารส่วนใหญ่ที่ต้องเสียอากรแสตมป์ พร้อมค่าอากรแสตมป์ รวมไปถึงผู้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ และผู้ที่ต้องขีดฆ่า สามารถดูรายละเอียดได้ตามตารางด้านล่างนี้เลย 1. สัญญาเช่าทรัพย์สิน อากรแสตมป์สำหรับสัญญาเช่าทรัพย์สิน ซึ่งรวมตั้งแต่การเช่าที่ดิน โรงเรียน สิ่งปลูกสร้าง มีอัตราอยู่ที่ 1 บาทต่อค่าเช่า 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากค่าเช่าระบุไว้ที่ 10,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 11 บาท 2. สัญญาจ้างทำของ สัญญาที่เกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานหรือจ้างทำของ เช่น งานก่อสร้าง หรืองานออกแบบ จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อค่าแรง 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เช่น หากค่าแรงรวมทั้งหมดเป็น 15,500 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายคือ 16 บาท 3. สัญญากู้ยืมเงิน ในกรณีของสัญญากู้ยืมเงิน อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก ๆ 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ตัวอย่างเช่น หากมีการกู้เงินจำนวน 50,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 25 บาท 4. คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร เป็นตราสารที่เปรียบเสมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยเอกสารคู่ฉบับจำเป็นต้องมีข้อความ รายละเอียด รวมไปถึงการลงลายมือชื่อเหมือนกับต้นฉบับ หรือต้นสัญญา ซึ่งเอกสารประเภทนี้ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ขึ้นอยู่กับเอกสารต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท ยกตัวอย่างเช่น ต้นฉบับสัญญากู้ยืมเงินเสียอากร 25 บาท คู่ฉบับต้องเสียอากร 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ 1. หนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในทางธุรกิจหรือการดำเนินการทางกฎหมาย จะต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 10 บาทต่อฉบับ โดยไม่มีการคิดเพิ่มตามมูลค่าหรือรายละเอียดของเอกสาร 2. ตั๋วเงิน (ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด) สำหรับเอกสารประเภทตั๋วเงิน เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คเงินสด อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 3 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท เช่น หากยอดเงินในตั๋วเงินระบุไว้ที่ 6,500 บาท ผู้ที่ออกตั๋วจะต้องชำระอากรแสตมป์จำนวน 12 บาท 3. สัญญาค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันที่ใช้ในการรับรองหรือค้ำประกัน จะต้องชำระอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อยอดเงินทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท โดยมีอัตราสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ยกตัวอย่างเช่น ยอดเงิน 6,000 บาท ต้องชำระอากร 9 บาท 4. สัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ สำหรับสัญญาซื้อขายหรือโอนลิขสิทธิ์ อากรแสตมป์จะคิดในอัตรา 0.1% ของมูลค่าที่ระบุไว้ในสัญญา เช่น หากมูลค่าการซื้อขายลิขสิทธิ์ระบุไว้ที่ 1,000,000 บาท อากรแสตมป์ที่ต้องชำระคือ 1,000 บาท สามารถดูรายละเอียดทั้งหมดของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้ ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากติดอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าว ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ตามกฎหมาย ในส่วนนี้เราสรุป 6 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการติดอากรแสตมป์ที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง 1. ไม่ได้ติดอากรแสตมป์ภายในกำหนด การติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องติดภายใน 15 วันหลังจากที่มีการลงนามทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้ว หากติดหลังจากครบกำหนด 15 วันไปแล้ว จำเป็นต้องเสียค่าปรับเพิ่มเติมให้ครบในกรณีที่ต้องการนำเอกสารไปใช้ในชั้นศาล  2. ติดแสตมป์แล้วแต่ไม่ขีดฆ่า อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่บางท่านอาจยังไม่ทราบว่าการติดอากรแสตมป์จำเป็นต้องขีดฆ่าโดยคู่สัญญา พร้อมลงลายมือชื่อหรือวันที่ให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นเอกสารจะไม่สามารถนำไปใช้ในชั้นศาลได้ 3. ติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง การติดอากรแสตมป์ย้อนหลัง เมื่อถูกทักท้วง ก็ยังคงจำเป็นต้องจ่ายเบี้ยปรับก่อนนำเอกสารฉบับดังกล่าวมาใช้ในทางกฎหมายเช่นเดียวกัน 4. ชำระอากรผิดประเภทของตราสาร การชำระอากรของตราสารแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน หากชำระผิดประเภทก็ทำให้เอกสารดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ เช่น เอกสารที่ควรเสียตามมูลค่า แต่กลับใช้แบบเหมาจ่าย หรือใช้แสตมป์ดวงในเอกสารที่ต้องใช้ อ.ส.4 5. ติดแสตมป์ดวงในเอกสารที่ “ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น” เอกสารบางประเภท โดยเฉพาะเอกสารที่มีมูลค่าสูงจำเป็นต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ไม่สามารถใช้แสตมป์ดวงได้ ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะมีกำหนดไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นหากใช้ผิดแบบจะทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ในทางกฎหมายได้ทันที 6. สัญญาที่กำหนดให้ “ผู้รับเงินเป็นผู้ออกอากรแทน” ตามข้อกฎหมายแล้ว ผู้ทำตราสารต้องเป็นผู้ชำระอากร ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีการตกลงกันระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ผู้รับเงินออกอากรแทน ก็อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งในอนาคตได้ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ตรงกันข้ามกับข้อกฎหมาย เพื่อความถูกต้องควรให้ผู้ทำตราสารชำระอากรตามข้อกฎหมายกำหนดจะดีมากที่สุด 7. เข้าใจว่าอากรแสตมป์ดูจาก “ชื่อสัญญา” ไม่ใช่ “เนื้อหา” หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด เข้าใจว่าหลักการติดอากรแสตมป์ดูแค่ ชื่อสัญญา อย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาภายใน แต่ในทางกฎหมายอากรแสตมป์จะพิจารณาจากเนื้อหาของเอกสาร หากในสัญญามีการกำหนดสิทธิ หน้าที่ ค่าตอบแทน หรือภาระผูกพันที่สามารถบังคับใช้ได้ เอกสารนั้นอาจเข้าข่ายเป็นสัญญาที่ต้องเสียอากรแสตมป์ทันที เช่น  การตั้งชื่อเอกสารว่า “บันทึกข้อตกลง (MOU)” หรือ “ข้อตกลงความร่วมมือ” แล้วคิดว่าไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ถ้าในเนื้อหาที่การกำหนดสิทธิต่าง ๆ หรือภาระผู้พันก็ต้องเสียอากรแสตมป์ด้วย 8. คิดว่าเป็นเอกสารภายใน หรือทำกับคนใกล้ชิด จึงไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ เวลาที่มีการทำสัญญากับหุ้นส่วน ผู้บริหาร หรือบุคคลใกล้ชิด หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องภายในของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องจัดการเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าคู่สัญญาจะเป็นใคร หากเอกสารเข้าข่ายตามกฎหมาย ก็ต้องเสียอากรแสตมป์เช่นกัน 9. ใช้สัญญาออนไลน์ แล้วเข้าใจว่าไม่เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ในยุคดิจิทัลมีการใช้สัญญาออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ PDF หรือการลงนามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเอกสารเหล่านี้ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์ แต่ความจริงคือ หากเป็นสัญญาที่กฎหมายกำหนดให้เสียอากรแสตมป์ รูปแบบของเอกสารไม่ได้เปลี่ยนหน้าที่ทางกฎหมาย เพียงแต่รูปแบบการชำระอากรอาจแตกต่างจากเอกสารกระดาษ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญ และข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาเราขอแนะนำขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งในรูปแบบของขั้นตอนแบบกระดาษ และการขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) ขั้นตอนแบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ซึ่งจะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างเยอะกว่าแบบออนไลน์ โดยสามารถทำตามได้ดังนี้ ขั้นตอนแบบออนไลน์ (e-Stamp) สำหรับขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ หรือเรียกว่า e-Stamp มีขั้นตอนที่ง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากรเพื่อซื้อตราสาร ที่สำคัญคือสามารถชำระอากรแสตมป์ได้ทั้งเอกสารรูปแบบดิจิทัล และเอกสารแบบกระดาษ โดยมีขั้นตอนดังนี้ อากรแสตมป์ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องการ อากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาทในสัญญา เอกสารดังกล่าวอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่ได้มีการจัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี มีความเสี่ยงต่อธุรกิจในอนาคต ดังนั้นเจ้าของกิจการควรจัดการเรื่องอากรแสตมป์ทุกครั้ง และทำตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต ติดตามความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับด้านภาษีและการเงินสำหรับเจ้าของกิจการได้ที่บทความของ PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 ม.ค. 2026

PEAK Account

13 min

รู้จักใบเสร็จรับเงิน และข้อมูลที่ต้องมี เพื่อออกเอกสารอย่างถูกต้อง

ทุกวันนี้เวลาซื้อของหรือทานข้าวในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินมาด้วยเสมอ ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ขอก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องรู้จักและเข้าใจ เพื่อออกเอกสารให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับใบเสร็จมากขึ้น พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลย ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน หรือ Receipt คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับเงินจากผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายมีการบังคับให้ผู้ขายต้องออกใบเสร็จทุกครั้งเมื่อรับเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100 บาทขึ้นไป โดยใบเสร็จรับเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระดาษ และเป็นใบเสร็จรับเงินออนไลน์ ได้อีกด้วยทั้งนี้ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และธุรกิจที่ยังไม่ได้จดจะออกใบเสร็จรับเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถออกเป็นรูปแบบใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มีข้อมูลของสินค้าหรือบริการ และรายละเอียดทั่วไปได้ 2. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรืออาจเรียกว่าเป็น ใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา ที่จะได้รับเป็นกระดาษใบเล็กที่จะได้รับหลังชำระเงินให้ร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร โดยจะระบุข้อมูลที่อยู่ของผู้ขาย ข้อมูลสินค้าหรือบริการ และราคา แต่ไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ได้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเป็นธุรกิจประเภทค้าปลีกและค้าขายกับลูกค้ารายย่อย ที่มีจำนวนการซื้อขายต่อวันหลายครั้ง และลูกค้าไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องนำใบเสร็จรับเงินไปใช้ในการดำเนินการด้านเอกสารต่อ 3. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ถัดมาคือ  ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยจะเป็นรูปแบบที่มีข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีการระบุข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งธุรกิจที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และโดยส่วนใหญ่จะออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นกิจการ เพราะมักจะต้องใช้เอกสารนี้ในการดำเนินการด้านบัญชี นอกจากนี้ทั้ง 3 รูปแบบยังมี บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินรูปแบบหนึ่งที่มีรายละเอียดน้อยมากที่สุด มักใช้กันในร้านขายของชำ ร้านขายของทั่วไป เขียนรายละเอียดด้วยมือ ซึ่งเป็นรูปแบบใบเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกัน โดยสรุปแล้วในการออกใบเสร็จรับเงินขึ้นอยู่กับว่าดำเนินธุรกิจประเภทไหนและทำธุรกิจกับใคร ซึ่งการรู้จักประเภทของใบเสร็จรับเงินทุกรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ต้องมีบนใบเสร็จรับเงิน สำหรับใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 รูปแบบนั้นมีข้อมูลที่ต้องระบุค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยตามความละเอียดของแต่ละประเภท ซึ่งทั้ง 3 แบบมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุดังนี้ 1. ข้อมูลในใบเสร็จรับเงินทั่วไป โดยใบเสร็จรับเงินรูปแบบนี้ออกเป็นไฟล์ PDF เพื่อความสะดวกในการส่งเอกสารได้ 2. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สามารถออกแบบเอกสารเป็นไฟล์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกได้เช่นเดียวกัน 3. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยปกติใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะได้รับเป็นรูปแบบกระดาษมากกว่าไฟล์ออนไลน์  ความแตกต่างระหว่างใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด บิลเงินสด และใบเสร็จรับเงินเป็นสองประเภทเอกสารที่มักเข้าใจผิด เพราะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับมีรายละเอียด วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือในทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถดูความแตกต่างเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ได้เลย! รายการ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด วัตถุประสงค์ ยืนยันการได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อย บันทึกการขายและรับเงินในทันที รายละเอียดในเอกสาร -ชื่อที่อยู่ผู้ขาย/ผู้ซื้อ -วันที่-รายการสินค้า/บริการ-จำนวนเงิน-ลายเซ็นผู้รับเงิน มักแสดงเฉพาะรายการสินค้า/บริการ จำนวนเงิน และวันที่ขาย การใช้งาน เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบการ/กิจการ ทุกประเภทโดยเฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว มักใช้ในร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือร้านให้บริการทั่วไป การใช้งานในทางภาษี ใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติไม่สามารถใช้ยื่นภาษีได้ สถานะทางกฎหมาย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ ไม่สาารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ เว้นแต่ว่ามีการใช้คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” ในเอกสาร ความน่าเชื่อถือ มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์ ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือที่น้อยกว่า ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? นอกจากใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสดแล้ว ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทเอกสารที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหมือนกัน 100% แต่ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ผู้ประกอบการควรทราบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ไม่ต้องจด VAT ก็ออกเอกสารได้ ต้องจด VAT ถึงออกเอกสารได้ ออกเอกสารเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการมูลค่า 100 บาทขึ้นไป ต้องออกเอกสารทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ออกเมื่อรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการแล้วเท่านั้น ออกเอกสารทันทีที่ส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ออกใบเสร็จรับเงินอย่างไรให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว การออกใบเสร็จรับเงินโดยเฉพาะแบบย่อ ที่ในแต่ละวันต้องออกให้ผู้ซื้อจำนวนหลายครั้ง ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้รูปแบบการพิมพ์ใบเสร็จผ่านโปรแกรมหน้าร้าน เช่น ระบบ POS ที่สามารถพิมพ์ใบเสร็จให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงินได้ทันที  นอกจากนี้ในกรณีที่พิมพ์ใบเสร็จแบบใบกำกับภาษี ที่ต้องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็มีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มาพร้อม ฟอร์มใบเสร็จรับเงิน ในระบบให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือช่วยบันทึกเอกสารให้อัตโนมัติในระบบ สามารถเรียกดูได้ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลดปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าแบบออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยสร้างใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมระบบการจัดการด้านบัญชีอย่างครบวงจรเพื่อธุรกิจทุกขนาด ให้การทำงานเป็นระบบ ลดขั้นตอนอันยุ่งยาก และเพิ่ม Productivity ของพนักงาน โดยโปรแกรม PEAK สามารถจัดทำใบเสร็จรับเงินได้ทุกรูปแบบทั้งใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา และใบเสร็จรับเงินที่ใช้กับนิติบุคคล รวมไปถึงการพิมพ์ใบเสนอราคา หรือใบแจ้งหนี้ที่มักใช้ในขั้นตอนการซื้อขายเช่นกัน หรือถ้าอยากจบปัญหายุ่งยากทางเอกสารบัญชี สามารถเลือกบริษัทรับทำบัญชีเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

20 ธ.ค. 2025

PEAK Account

16 min

วิธีเลือกสำนักงานบัญชี ที่เหมาะกับธุรกิจ จัดการบัญชีภาษีอย่างมีประสิทธิถาพ

การเลือก สำนักงานบัญชี เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายท่านอาจคิดว่า เพียงแค่ “น่าเชื่อถือ” และ “ราคาเหมาะสม” ก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง การทำธุรกิจยุคปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา กิจการจึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางบัญชีและการเงินที่แม่นยำ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน การกำหนดราคาขาย การวางแผนงบประมาณด้านการตลาด รวมถึงการบริหารสภาพคล่อง ซึ่งในบางครั้ง การได้รับข้อมูลทางบัญชีเป็นรายปี หรือรายเดือนที่ไม่ครบถ้วนเพียงพอ อาจทำให้การตัดสินใจล่าช้ากว่าที่ควร เนื่องจากตัวเลขทางบัญชีอาจจะสะท้อนถึงปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นในระหว่างปี และปัญหานั้นอาจเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้น การหาสำนักงานบัญชีสำหรับธุรกิจ SME ในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่การหานักบัญชีที่ปิดงบการเงินและยื่นภาษีให้เสร็จตามกฎหมาย แต่คือการค้นหาพาร์ทเนอร์ที่มีความรู้ด้านบัญชี และการเงิน และมีความเข้าใจในบริบทและวิธีการทำธุรกิจของคุณ เพื่อช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นใจ  และที่สำคัญ ควรมีสไตล์การทำงานที่เหมาะสมกับกิจการ เพื่อให้สามารถร่วมงานกันได้ในระยะยาว รวมทั้งหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอนาคต เจ้าของกิจการก็จะมั่นใจได้ว่าสำนักงานบัญชีนั้นก็พร้อมที่จะปรับตัวเช่นเดียวกับกิจการคุณ สำนักงานบัญชีที่ “ใช่” ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านภาษีและข้อผิดพลาด แต่ยังช่วยให้เจ้าของกิจการมีข้อมูลที่พร้อมใช้ในการตัดสินใจด้านกลยุทธ์และการเงินได้ทันเวลา เพื่อให้เจ้าของกิจการเลือกสำนักงานบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จึงรวบรวมทั้งปัญหาที่มักพบในการทำงานร่วมกับสำนักงานบัญชี รวมถึงเทคนิคสำคัญที่ควรนำไปใช้ก่อนตัดสินใจเลือกสำนักงานบัญชีสำหรับธุรกิจของคุณ ทำไมการเลือกสำนักงานบัญชี จึงสำคัญต่อธุรกิจ หลายกิจการพบประสบการณ์ไม่ดีจากการ เลือกสำนักงานบัญชีที่ไม่เหมาะกับธุรกิจคล้าย ๆ กัน คือ ถูกทิ้งงานกลางคัน ติดต่อยาก ไม่ให้คำแนะนำทางบัญชี ภาษี และการเงิน และบางครั้งสำนักงานบัญชีไม่เข้าใจการประกอบธุรกิจของกิจการ ส่งผลให้ตัวเลขผิดเพี้ยนและการวิเคราะห์ธุรกิจเป็นไปอย่างคลาดเคลื่อน หรืออาจจะมีปัญหาหรือข้อขัดแย้งอื่น ๆ เกิดขึ้น ทำให้เจ้าของกิจการต้องตัดสินใจเปลี่ยนสำนักงานบัญชี ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่มีเจ้าของกิจการรายใดอยากพบเจอวันนี้ เลยอยากจะมาแชร์ “กรอบแนวคิดในการประเมินและคัดเลือกสำนักงานบัญชี” และเรื่องที่ควรพูดคุยในการคัดเลือกสำนักงานบัญชี มาแบ่งปันให้กับเจ้าของกิจการที่กำลังคัดเลือกสำนักงานบัญชีมาร่วมงานด้วย สำนักงานบัญชีที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร เจ้าของกิจการควรดูอะไรบ้าง สำนักงานบัญชีที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ไม่ได้วัดกันเพียงการปิดงบหรือยื่นภาษีตรงเวลา แต่ต้องเป็นทีมที่มองงานบัญชีในฐานะข้อมูลธุรกิจ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจ ควรประเมินใน 5 มิตินี้: 1) ความเข้าใจธุรกิจของคุณอย่างลึกซึ้ง สำนักงานบัญชีควรมีประสบการณ์หรือความเข้าใจในประเภทธุรกิจของกิจการ ซึ่งควรจะแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมของกิจการเป็นกลุ่มย่อยได้ เช่น การทำร้านอาหาร ก็จะมีทั้งร้านอาหารตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านบุฟเฟ่ต์ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มีวิธีการทำธุรกิจ และการจัดการที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้จะอยู่ในกลุ่มร้านอาหารเหมือนกัน และมีความเสี่ยงที่คล้าย ๆ กันในบางเรื่อง นอกจากนี้ สำนักงานบัญชีควรมีความเข้าใจสภาพของการของตลาด และการแข่งขันกันในตลาดนั้น ๆ ในเบื้องต้นด้วย 2) มีระบบและเครื่องมือที่โปร่งใส การมีระบบและเครื่องมือที่โปร่งใส จะทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และป้องกันการเข้าใจคลาดเคลื่อน ที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาในภายหลัง ทั้งการจัดส่งเอกสาร การรายงานเรื่องต่าง ๆ ที่พบ การแจ้งประเด็นความเสี่ยงของกิจการ และตกลงขอบเขตงานเป็นลายลักษณ์อักษร 3) ความรู้และการอธิบายที่เข้าใจง่าย สำนักงานบัญชีที่ดีต้องอธิบายด้วยภาษาที่เจ้าของกิจการเข้าใจได้ และให้เหตุผลรองรับจากหลักบัญชีและกฎหมาย เพื่อให้ในอนาคต หากมีประเด็นทางบัญชี ภาษีที่ซับซ้อนเกิดขึ้น จะได้มั่นใจได้ว่าสำนักงานบัญชีจะสามารถอธิบายให้เจ้าของกิจการเข้าใจได้ เพื่อสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง 4) การสื่อสารที่เป็นระบบ งานบัญชีต้องอาศัยการประสานงานตลอดปี ดังนั้นช่องทางสื่อสาร การตอบกลับ และการแจ้งเตือนจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ควรสื่อสารด้วยวิธีที่เจ้าของกิจการมองว่าเหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5) ให้คำแนะนำที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น สำนักงานบัญชีที่ดีควรสามารถมองตัวเลขและ ข้อมูลบัญชีของกิจการ เป็นภาพรวม ไม่ใช่เพียงการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง แต่ต้องอธิบายข้อมูลเป็นเชิงลึก และให้คำแนะนำเพื่อการบริหารกิจการ และควรนำเป็นประเด็นไปสอบถามเจ้าของกิจการด้วย เพราะบางครั้งเจ้าของกิจการอาจจะไม่ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่สะท้อนมาในตัวเลขทางบัญชี 4 เรื่องสำคัญที่ต้องคุยก่อนเลือกสำนักงานบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจ การเตรียมคำถามก่อนคุยกับสำนักงานบัญชี จะช่วยให้คุณประเมินความพร้อม ความสามารถ และแนวคิดการทำงานของทีมบัญชีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 1) คุย “ขอบเขตงานรายเดือน” ให้ชัดเจน เจ้าของกิจการจำนวนมากต้องใช้ข้อมูลรายเดือนหรือรายไตรมาสประกอบการตัดสินใจ เช่น การปรับราคาขาย การวางงบโฆษณาและการตลาด และความเสี่ยงด้านการเงินจากการขยายขนาดกิจการ (Scale up) เป็นต้น แต่สำนักงานบัญชีบางแห่งอาจ “ไม่ได้ปิดบัญชีรายเดือน” หรือปิดเฉพาะบางหมวด ทำให้ตัวเลขไม่พร้อมใช้งานและไม่สามารถนำไปตัดสินใจได้จริง ควรตกลงกันให้ชัดเจนว่า: การมีขอบเขตชัดเจนตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างปีได้อย่างมาก 2) ตกลงวิธี “จัดส่งเอกสาร” ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก เอกสารคือหัวใจของงานบัญชี และเป็นจุดที่ผิดพลาดได้ง่ายที่สุด สำนักงานบัญชีแต่ละแห่งมีระบบรับเอกสารต่างกัน เช่น หากไม่มีการตกลงให้ชัดเจน เช่น ส่งกระดาษบางส่วนและไฟล์บางส่วน ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมกับสำนักงานบัญชีนั้น ๆ เอกสารอาจตกหล่น ส่งผลให้การบันทึกบัญชีไม่ครบถ้วน และผิดพลาด ควรคุยให้ชัดว่า 3) ตกลงขอบเขตการใช้งานโปรแกรม หากมีการใช้โปรแกรมบัญชีร่วมกัน หลายกิจการ SME ปัจจุบันใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ร่วมกับ สำนักงานบัญชี เช่น PEAK Account ในการออกบิลขาย บันทึกค่าใช้จ่าย และดูข้อมูลแบบ Real-time ผ่าน DashBoard เนื่องจากมีความสะดวกกว่าโปรแกรมแบบออฟไลน์ ดังนั้นสำนักงานบัญชีที่ใช้โปรแกรมเดียวกันกับกิจการจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและทำให้ข้อมูลตรงกัน 100% รวมถึงทำให้ข้อมูลที่เจ้าของกิจการต้องการใช้แบบ Real-time นั้นมีการอัพเดทตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม การที่ใช้โปรแกรมเดียวกันนั้น ทำให้สำนักงานบัญชีอาจจะเข้ามาแก้ไขการข้อมูลในโปรแกรมบัญชีดังกล่าว ดังนั้น การตกลงขอบเขตงาน ว่างานส่วนใดที่เป็นความรับผิดชอบของกิจการ หรือส่วนใดเป็นของสำนักงานบัญชี และการที่สำนักงานบัญชีพบข้อผิดพลาดและต้องการแก้ไข จะต้องมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปประกอบการกำหนดสิทธิในโปรแกรมให้เหมาะสมนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญ 4) ขอคำแนะนำเบื้องต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่คุย ทั้งเรื่องบัญชี ภาษี และการเงิน เจ้าของกิจการ ควรขอคำแนะนำจากสำนักงานบัญชีในเบื้องต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่พูดคุย เพื่อเป็นการทดสอบว่าสำนักงานบัญชีมีความรู้ความเข้าใจจริงหรือไม่ โดยอาจจะเป็นการยกสถานการณ์จริงเพื่อขอคำแนะนำ เพราะถึงแม้สำนักงานบัญชีจะมีประสบการณ์ในธุรกิจประเภทเดียวกันแล้ว แต่หลายกิจการก็มีวิธีการประกอบธุรกิจที่ต่างกัน เช่น ช่องทางการขาย การสั่งซื้อสั่งผลิตสินค้า การเบิกเงินสำรองจ่ายโดยพนักงาน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ความเสี่ยงของกิจการนั้นมีความเฉพาะของกิจการด้วย ทั้งในด้านบัญชี ภาษี และการเงิน ดังนั้น เจ้าของกิจการควรขอคำแนะนำเบื้องต้นในวันแรก ที่เป็นคำถามเฉพาะเจาะจงด้วย เช่น สำนักงานบัญชีควรให้คำแนะนำในเบื้องต้นถึงความเสี่ยงที่สำคัญของกิจการได้ จำไว้ว่า “การเลือกสำนักงานบัญชีให้ดีตั้งแต่ต้น” คุ้มค่ากว่าเสมอ หากคุณกำลังอยู่ในขั้นตอน เลือกหรือหาสำนักงานบัญชี แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มจากจุดไหน การเลือกสำนักงานบัญชีที่มีระบบการทำงานชัดเจน และเข้าใจบริบทของธุรกิจ SME ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความต่อเนื่องของข้อมูลบัญชีได้มากขึ้น ปัจจุบัน PEAK มี บริการรับทำบัญชีจากสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ ที่ผ่านการคัดเลือก และทำงานบนระบบเดียวกัน ทำให้เจ้าของกิจการมั่นใจได้ว่าข้อมูลบัญชีถูกต้อง ตรวจสอบได้ และพร้อมนำไปใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  บุริศร์ ทุ่งสุกใส (คุณแบร์)บริษัท เอสเอ็น ซีพีเอ ออดิท จำกัด / ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)รับทำบัญชี สอบบัญชี ให้คำปรึกษาด้านบัญชี ภาษี และการเงิน ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีในบริษัท Big4 เชี่ยวชาญธุรกิจก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม และขายของออนไลน์

30 พ.ย. 2025

PEAK Account

11 min

เคล็ดลับ ช่วยเก็บเงินลูกค้าง่ายขึ้นด้วย Payment Collection

ปัญหาลูกค้าชำระเงินช้า หรือข้อมูลบนเอกสารทำจ่ายผิดพลาดจนทำให้จ่ายเงินล่าช้า เป็นหนึ่งในปัญหาที่ธุรกิจต้องเคยเจอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “เงินสดหมุนเวียน” ขององค์กรโดยตรง หรือบางครั้งการออกเอกสารแต่ละครั้งก็ใช้เวลานานจนไม่มีเวลาโฟกัสในจุดอื่นของธุรกิจ แต่ในปัจจุบันมีระบบ Payment Collection ที่เข้ามาช่วยจัดการในขั้นตอนการเรียกเก็บเงินได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ลดระยะเวลาการทำงาน และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดลงไปได้ ซึ่งระบบนี้จะน่าสนใจมากแค่ไหน และทำอะไรได้บ้างมาติดตามในบทความนี้กันได้เลย Payment Collection คืออะไร Payment Collection คือ ระบบการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า ที่สามารถเลือกช่องทางวิธีการชำระเงินได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น QR Code, Payment Link หรือช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ซึ่งผู้ขายสามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าผ่านช่องทางเหล่านี้ และระบบจะทำการบันทึกข้อมูลในโปรแกรมบัญชีที่ใช้งานให้อัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบรายละเอียด เช่น การติดตามยอด การตรวจสอบกระแสเงินสด และสถานะการชำระเงินได้แบบเรียลไทม์ ทำให้เป็นอีกหนึ่งระบบทางบัญชีที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนจัดการธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ประโยชน์ของ Payment Collection ที่มีต่อธุรกิจ ประโยชน์หลัก ๆ ของฟีเจอร์รับชำระเงิน ไม่ได้มีเพียงแค่การแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินให้อัตโนมัติและเรียลไทม์ แต่ยังมีข้อมูลอื่นที่น่าสนใจประกอบไปด้วย 4 ข้อหลักดังนี้ 1. เก็บเงินได้เร็วขึ้น ด้วยรูปแบบการชำระเงินที่ทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้นอย่างการชำระผ่าน QR Code หรือ Payment Link ต่าง ๆ เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า เมื่อลูกค้าจ่ายเงินได้ง่ายขึ้นก็เพิ่มโอกาสที่จะชำระเงินได้เร็วยิ่งขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้ช่วยลดปัญหาที่อาจกระทบกระแสเงินสดที่หลายครั้งเกิดจากการที่ลูกค้าชำระเงินล่าช้า 2. ติดตามสถานะการชำระเงินได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบรับชำระเงินออนไลน์ ที่มีอยู่ในโปรแกรมบัญชี ช่วยให้นักบัญชีหรือผู้ประกอบการสามารถดูสถานะการชำระเงินได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ไม่จำเป็นต้องคอยตรวจสอบด้วยตัวเองหรือต้องคอยจำกำหนดการชำระเงินอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีระบบคอยแจ้งเตือนสถานะ เช่น ยังไม่ได้ชำระ, ชำระเรียบร้อยแล้ว, หรือเลยกำหนดชำระ ช่วยให้นักบัญชีหรือผู้ประกอบการติดตามได้ดียิ่งขึ้น ลดโอกาสพลาดลืมทวงเงินจากลูกค้าลงไปได้ 3. ข้อมูลเชื่อมเข้าบัญชีอัตโนมัติ ในหลายครั้งการบันทึกบัญชีอาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ แต่ด้วยฟีเจอร์ติดตามการชำระเงิน ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบบัญชีได้อัตโนมัติ โดยเป็นการจับคู่กับใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในระบบ ทำให้สามารถช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชีที่อาจเกิดขึ้นได้ ที่สำคัญช่วยลดระยะเวลาการทำงานของพนักงาน ไม่จำเป็นต้องมาคอยนั่งจับคู่เอกสารด้วยตัวเองอีกต่อไป 4. ช่วยให้ธุรกิจมีความเป็นมืออาชีพ น่าเชื่อถือ ระบบรับชำระเงินแบบอัตโนมัติ จะระบุช่องทางการชำระเงินไว้ในใบแจ้งหนี้ไว้อย่างชัดเจน โดยมักจะเป็นในรูปแบบของ QR Code หรือ Payment Link ซึ่งส่วนนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท แสดงให้เห็นว่ามีการใช้ระบบทันสมัย สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่มีการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Business to Business (B2B) ขั้นตอนการใช้งาน Payment Collection ใน PEAK โปรแกรมบัญชี PEAK ก็มาพร้อมกับระบบรับชำระเงินอัตโนมัติ ให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ร่วมกับระบบบัญชีที่มีฟีเจอร์อย่างครบวงจร ที่สำคัญระบบ Payement Collection ของ PEAK นั้นใช้งานง่ายมาก มีเพียงแค่ 4 ขั้นตอนเท่านั้น! 1. เปิดใช้งานระบบ Payment Collection อันดับแรกให้ทำการเปิดการใช้งานระบบ Payment Collection ก่อนด้วยการเข้าไปที่ “การตั้งค่า” > “การรับชำระเงิน” และเปิดใช้งาน 2. เชื่อมบัญชีธนาคารหรือ Payment Gateway ถัดมาเป็นการเชื่อมต่อระบบเข้ากับบัญชีธนาคารหรือ Payment Gateway ที่เราต้องการใช้ในการรับชำระเงิน ซึ่งตรงส่วนขั้นตอนนี้จะใช้วิธีการเชื่อมต่อระบบ API เข้ากับระบบของธนาคาร ยกตัวอย่างระบบที่ PEAK สามารถเชื่อมต่อได้ เช่น 3. ออกใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีใน PEAK เมื่อเชื่อมต่อกับธนาคารหรือช่องทางการรับเงินแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการออกใบแจ้งหนี้ ซึ่งระบบจะทำการสร้างใบแจ้งหน้าที่มาพร้อมกับ QR Code หรือ Payment Link ได้ คลิกดูขั้นตอนการออกใบแจ้งหนี้ใน PEAK 4. ติดตามสถานะการชำระเงินแบบเรียลไทม์ สุดท้ายเมื่อทำการส่งใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ระบบจะคอยอัปเดตสถานะการชำระเงินของแต่ละ Payment Collection ที่ได้ส่งออกไปผ่านใบแจ้งหนี้ให้อัตโนมัติ ในขั้นตอนนี้ผู้ประกอบการหรือนักบัญชีสามารถคอยตรวจสอบสถานะอย่างสม่ำเสมอ หากครบกำหนดการชำระเงินแล้ว ก็ควรที่จะรีบติดตามเงินจากลูกค้า เพื่อสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตารางเปรียบเทียบเวลาการออกเอกสารและรับชำระเงิน การใช้ระบบรับชำระเงินของ PEAK ช่วยลดระยะเวลาการทำงานในทุกขั้นตอนของการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า ตั้งแต่การออกเอกสารใบแจ้งหนี้ → การติดตามชำระเงิน → ตรวจสอบเงินเข้า → ออกใบเสร็จ → การส่งเอกสารให้ลูกค้า จากปกติที่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการจัดเตรียมเอกสาร โปรแกรม PEAK ช่วยลดระยะเวลาเหลือเพียง 1-2 นาที รวมไปถึงไม่ต้องคอยคอยดูสถานะการชำระเงิน และโทรติดตามเงินจากลูกค้าด้วยตัวเอง เพราะโปรแกรม PEAK ช่วยจัดการให้อัตโนมัติ ลดระยะเวลาการทำงาน ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด สามารถโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น เพิ่มเวลาพัฒนาธุรกิจด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การบริหารเวลาในการทำธุรกิจเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อการเติบโต เพราะหากผู้ประกอบการ หรือพนักงานต้องใช้เวลาไปกับการทำงานที่มีความจำเป็นน้อยกว่า เช่น การต้องคอยออกใบแจ้งหนี้เพื่อส่งให้ลูกค้า หรือคอยตามเงินเองทุกครั้ง ทำให้ไม่มีเวลาทำงานส่วนวิเคราะห์ หรือคิดหาไอเดียใหม่ ๆ ในการสร้างยอดขายที่ส่งผลต่อการเติบโตโดยตรง ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ธุรกิจพัฒนาช้าไปด้วย ทำให้ฟีเจอร์รับชำระเงินของ PEAK เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาเรื่องการจัดการเวลา ให้ทำงานด้านเอกสารเสร็จเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้มีเวลาในการโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันระบบ Payment Collection ของ PEAK สามารถเชื่อมต่อระบบกับธนาคารและผู้ให้บริการอื่น ๆ เช่น SCB QR Payment, Krungsri Bill Payment Collection, BBL QR Code Collection, Pay Solutions, Beam, ChillPay ซึ่ง PEAK ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาระบบรับชำระเงินแบบอัตโนมัติ ของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจัดการกับธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในอนาคต! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

17 ก.พ. 2026

PEAK Account

12 min

งบกำไรขาดทุนสำคัญอย่างไร? ทำไมถึงเป็นงบที่สะท้อนศักยภาพของธุรกิจ

ในการทำธุรกิจ “กำไร” คือเป้าหมายสูงสุด แต่ตัวเลขกำไรที่แท้จริงดูได้จากที่ไหน? คำตอบคือ งบกำไรขาดทุน รายงานทางการเงินที่ช่วยสะท้อนผลการดำเนินงานในแต่ละรอบปีบัญชีว่าธุรกิจมีกำไรจริงหรือไม่ มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่สูงเกินไป และควรปรับกลยุทธ์อย่างไรเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน งบกำไรขาดทุน (Income Statement) คืออะไร? งบกำไรขาดทุน คือ งบที่แสดงผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจในช่วงเวลาที่กำหนด โดยจะระบุรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน เพื่อให้เห็นกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการบริหารและคาดการณ์อนาคตของธุรกิจ สมการพื้นฐานของงบกำไรขาดทุน: รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไร/ขาดทุน 5 องค์ประกอบสำคัญของงบกำไรขาดทุน การทำความเข้าใจองค์ประกอบแต่ละส่วนจะช่วยให้คุณอ่านงบได้อย่างลึกซึ้ง ดังนี้:1. รายได้ (Revenue): เงินที่ได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจ แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งรายได้ออกเป็นสองส่วนดังนี้ ยกตัวอย่างเช่น ทำธุรกิจขายเสื้อผ้ามีรายได้ตลอดทั้งปี 500,000 บาท และมีบริการพิเศษส่งด่วนภายในกรุงเทพฯ โดยตลอดทั้งปีมีรายรับส่วนนี้ 50,000 บาท  สามารถกรอกข้อมูลรายได้ดังนี้ รายได้หลักจากการดำเนินธุรกิจ = 500,000 บาท รายได้อื่น = 50,000 บาท รวมรายได้สุทธิ 550,000 บาท 2. ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold): ต้นทุนโดยตรงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือซื้อสินค้า ตั้งแต่ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า ในส่วนของธุรกิจค้าปลีกจะนับต้นทุนขายจากค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าเพื่อนำมาขายต่อ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะไม่รวมค่าที่ใช้กระตุ้นยอดขาย เช่น ค่าทำการตลาด หรือค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการขาย 3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses): ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการดำเนินงาน เช่น เงินเดือนพนักงานฝ่ายบริหาร ค่าโฆษณา ค่าทำการตลาด ค่าขนส่ง ค่าเช่า และค่าเสื่อมราคา 4. กำไรขั้นต้น (Gross Profit): รายได้หักด้วยต้นทุนขาย โดยยังไม่หักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เป็นตัวเลขที่ใช้ดูว่าธุรกิจควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดีเพียงใด ใช้สำหรับวิเคราะห์ธุรกิจเพื่อวางแผนกลยุทธ์ เช่น การควบคุมต้นทุน หรือการปรับกลยุทธ์ด้านราคา 5. กำไรสุทธิ (Net Profit): ตัวเลขสุดท้ายหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นตัวเลขที่บอกถึงประสิทธิภาพรวมและการบริหารจัดการที่แท้จริง ว่าบริษัทมีกำไรหรือขาดทุนในรอบบัญชีนั้น ๆ ใช้ในการเปรียบเทียบกับตัวเลข Benchmark ของอุตสาหกรรม เพื่อดูว่าธุรกิจของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือต้องปรับปรุง ตัวอย่างงบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุนไม่ได้มีรูปแบบที่กำหนดตายตัว แต่จำเป็นต้องมีการจัดวางรายละเอียด และข้อมูลที่ครบถ้วน สามารถดูตัวอย่างงบกำไรขาดทุนที่ถูกต้องได้ที่รูปภาพด้านล่าง วิธีวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนเพื่อปรับกลยุทธ์ธุรกิจ เจ้าของธุรกิจควรวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนใน 2 มิติหลัก เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน: 1. เปรียบเทียบกับผลงานในอดีต (Internal Analysis) 1.1 วิเคราะห์รายได้: ให้ดูการเปลี่ยนแปลงของรายได้รวมว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง ยกตัวอย่างเช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.2 วิเคราะห์ต้นทุน: สำหรับดูความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนต่อรายได้ เช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.3 วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน: ใช้เพื่อเปรียบเทียบกันว่าค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่ารายได้ของธุรกิจหรือไม่ เช่น  เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.4 วิเคราะห์กำไรสุทธิ: เปรียบเทียบเพื่อดูว่ากำไรสุทธิแท้จริงแล้วนับเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ เช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2. เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม (Competitor Analysis) คุณสามารถดูข้อมูลคู่แข่งได้ผ่านระบบ DBD Datawarehouse ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเปรียบเทียบส่วนต่าง ๆ ดังนี้: 2.1 วิเคราะห์กำไรขั้นต้น: เปรียบเทียบว่าเราสูงหรือต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งถ้าเราต่ำกว่าคู่แข่งหมายความว่า ต้นทุนเราสูงเกิน หรือตั้งราคาสูงเกินไป เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2.2 วิเคราะห์ค่าใช้จ่าย: เปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายต่อรายได้กับคู่แข่ง ถ้าตัวเลขเรายังสูงกว่าแสดงว่าธุรกิจเรายังมีต้นทุนแฝงสูง หรือยังทำงานได้ประสิทธิภาพไม่มากพอ เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2.3 วิเคราะห์กำไรสุทธิ: เปรียบเทียบว่าคู่แข่งที่ทำกำไรได้ดีนั้นเขามีกลยุทธ์ด้านการขายที่เก่งกว่าเรา หรือมีการบริหารที่ดีกว่า เช่น ถ้ารายได้ใกล้เคียงกันมาก แต่คู่แข่งทำกำไรได้ดีกว่า หมายความว่าเราจัดการระบบภายในหรือการจัดการต้นทุนอาจยังไม่ดีพอ เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? เมื่อรู้แล้วว่าคู่แข่งทำได้ดีกว่าเราในด้านไหน ให้โฟกัสไปที่จุดนั้น เช่น ถ้าคู่แข่งทำกำไรได้ดีกว่า แต่มีรายได้เท่ากัน หมายความว่า เราอาจทำการขายได้ดีแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่การควบคุมต้นทุน หรือในทางกลับกัน ถ้าเราขายได้น้อยกว่ามาก แต่สัดส่วนกำไรไม่ห่างกับคู่แข่งมาก ก็อาจโฟกัสในเรื่องกลยุทธ์การขายให้มากขึ้น พิมพ์รายงานงบกำไรขาดทุนง่าย ๆ ด้วย PEAK Account ในยุคดิจิทัล คุณไม่จำเป็นต้องรอปิดรอบบัญชีนาน ๆ เพื่อดูงบ เพราะ PEAK Account โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณดึงข้อมูลได้แบบ Real-time: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ก.พ. 2026

PEAK Account

12 min

ควบคุมค่าใช้จ่ายดีขึ้น ด้วยการดูงบทดลอง งบที่เจ้าของธุรกิจมักมองข้าม

งบทดลอง เป็นหนึ่งในรายงานทางการเงินที่สำคัญ แม้กฎหมายจะไม่บังคับให้ต้องยื่นกรมสรรพากร แต่ในเชิงบริหาร งบทดลองคือ “เครื่องมือตรวจสุขภาพ” ที่ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงบการเงิน และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวิเคราะห์ทิศทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำก่อนปิดงบจริง งบทดลอง (Trial Balance) คืออะไร? งบทดลอง (Trial Balance) คือ รายงานสรุปยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ณ วันใดวันหนึ่ง มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ (Double-Entry Bookkeeping) โดยต้องมียอดรวมฝั่ง เดบิต (Debit) และ เครดิต (Credit) เท่ากันเสมอ หากยอดไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการบันทึกบัญชีผิดพลาด ความสำคัญของงบทดลองต่อการทำบัญชี งบทดลองเป็นตัวช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการปิดรอบบัญชี เพราะถ้าธุรกิจมีการทำงบทดลองครบทุกรูปแบบในแต่ละรอบบัญชี และเห็นว่าตัวเลขเท่ากันทุกครั้ง หมายความว่าในการปิดงบก็จะถูกต้องด้วยเช่นกัน แต่นอกเหนือจากการใช้เป็นเครื่องมือป้องกันข้อผิดพลาด ยังสามารถงบทดลองไปต่อยอดได้มากมาย เช่น  ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องดูงบทดลองก่อนได้รับงบการเงินจริง การทำงบทดลองช่วยให้วิเคราะห์สุขภาพการเงินได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอรอบงบการเงินจริง หากพบความผิดพลาด นักบัญชีจะมีเวลาแก้ไขได้ง่ายกว่าการรอแก้งบการเงินทั้งปี งบทดลองมีกี่ประเภท งบทดลองแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามช่วงเวลาการตรวจสอบ: งบทดลองต้องทำตอนไหนบ้าง? งบทดลองต้องทำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือนหลังจากปิดรอบบัญชีแล้ว เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และช่วยให้ทำงบการเงินตอนสิ้นปีได้ง่ายยิ่งขึ้น  ส่วนประกอบและขั้นตอนการจัดทำ งบทดลองประกอบด้วยส่วนหัว (ชื่อกิจการ, ชื่อรายงาน, วันที่) และรายละเอียดรายงาน (ชื่อบัญชี, เลขที่บัญชี, ยอดเดบิต/เครดิต และยอดรวม) โดยมีขั้นตอนการทำดังนี้: หากงบทดลองไม่ถูกต้อง อาจเกิดจากสาเหตุใดบ้าง บางครั้งการทำงบทดลองก็ได้ตัวเลขออกมาไม่ตรงกัน ซึ่งความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ยกตัวอย่างเช่น หากย้อนกลับไปดูในรายการแล้วเจอข้อผิดพลาด ทำการแก้ไข หลังจากนั้นค่อยทำการกรอกรายละเอียดในงบทดลองใหม่อีกครั้ง ซึ่งจำเป็นต้องทำจนกว่าจะถูกต้องเช่นกัน ตัวเลขงบการเงินอาจผิดพลาดและมีปัญหาตามมาได้ 3 จุดเช็กรายจ่ายแฝงในงบทดลอง ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ จุดสังเกต: หากยอดรวมในบัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ” มียอดสูงอย่างผิดปกติ ผลกระทบ: มักเป็นจุดที่ซ่อนรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ชัดเจน หรือรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ วิธีแก้ไข: เจ้าของธุรกิจควรเรียกดูรายละเอียดเชิงลึกในบัญชีนี้ทันที เพื่อคัดกรองและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างมูลค่าออก จุดสังเกต: รายการที่ควรเป็นต้นทุนขาย (COGS) เช่น ค่าวัตถุดิบ หรือค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ถูกนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป ผลกระทบ: ทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า “ต้นทุนต่ำ” จึงวางแผนกลยุทธ์หรือตั้งราคาสินค้าผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วต้นทุนเหล่านั้นไปแฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายส่วนอื่น วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความถูกต้องของการแยกประเภทบัญชีเพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงก่อนวางแผนกำไร จุดสังเกต: มีการบันทึกรายการที่มีลักษณะเดียวกันซ้ำซ้อนกันในหลายประเภทบัญชี ผลกระทบ: ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้การวิเคราะห์ผลประกอบการคลาดเคลื่อนและเสียโอกาสในการบริหารกระแสเงินสด วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของรายการบัญชีเพื่อปรับปรุงตัวเลขให้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ การเช็กยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้ ในงบทดลองสามารถตรวจสอบสภาพคล่องได้จากการดูบัญชีลูกหนี้การค้า (ยอดคงเหลือเดบิต) เพื่อดูเงินที่ค้างรับ และบัญชีเจ้าหนี้การค้า (ยอดคงเหลือเครดิต) เพื่อวางแผนการจ่ายเงินหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง วิธีเช็ก ลูกหนี้ จากงบทดลอง วิธีเช็ก เจ้าหนี้ จากงบทดลอง ขั้นตอนการเรียกดูงบทดลองใน PEAK Account ในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คุณสามารถเรียกดูงบทดลองได้ ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

10 min

สลิปเงินเดือน ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทได้อย่างไร?

ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ สลิปเงินเดือน และสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ที่อาจจะสงสัยว่า สลิปเงินเดือน สำคัญอย่างไร แล้วควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงจะจัดการสลิปเงินเดือนอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด มาดูคำตอบได้เลย สลิปเงินเดือน คืออะไร สลิปเงินเดือน คือ เอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อแสดงรายละเอียดการจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนในแต่ละงวด โดยระบุรายได้ รายการหัก และยอดเงินสุทธิที่พนักงานได้รับจริง ในเชิงกฎหมาย : แม้กฎหมายแรงงานจะไม่ได้บังคับให้ออกสลิปเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ สลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้างหรือการหักเงิน สลิปออนไลน์ (e-Payslip) เหมือนกับสลิปเงินเดือนปกติไหม? e-Payslip หรือสลิปเงินเดือนออนไลน์ คือสลิปเงินเดือนในรูปแบบดิจิทัล ที่ส่งให้พนักงานผ่านระบบออนไลน์หรืออีเมล แทนการพิมพ์เป็นกระดาษ ในเชิงกฎหมาย : สลิปออนไลน์ สามารถใช้แทนสลิปแบบกระดาษได้ หากข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และยังมีข้อดีสำคัญคือช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และสอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจยุคดิจิทัล สลิปเงินเดือน สร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทได้อย่างไร สำหรับองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs การมีสลิปเงินเดือนที่ชัดเจนและถูกต้องช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในหลายด้าน เช่น ในระยะยาว สลิปเงินเดือนที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานและภาษีได้อีกด้วย ข้อมูลในสลิปเงินเดือน มีอะไรบ้าง สลิปเงินเดือนที่ดีควรแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ข้อมูลรายการรับ 3. ข้อมูลรายการหัก 4. ยอดเงินสุทธิ และยอดเงินสะสม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำจ่ายเงินเดือน หนึ่งใน Pain Point สำคัญของผู้ประกอบการคือ การคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นภาษี ประกันสังคม หรือค่าล่วงเวลา การตั้งค่าระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก เช่น ซึ่งในหลายครั้ง การทำด้วยตัวเองแบบ Manual อาจใช้เวลามากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น ออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ได้ง่ายๆ (e-Payslip) ด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยผู้ประกอบการสามารถ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ ตั้งรหัสผ่านเฉพาะบุคคล และจัดเก็บสลิปเงินเดือนอย่างปลอดภัย ง่าย ไม่ซับซ้อน แม้ไม่มีพื้นฐานด้านบัญชี เพียงแค่นี้ ระบบจะสร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และสรุปรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ จุดเด่นของ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการสลิปเงินเดือนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการค้นหาเอกสาร และลดภาระงานของฝ่ายบัญชีหรือ HR ได้อย่างชัดเจน แค่เข้าสู่เมนูเงินเดือน > เลือกบันทึกเงินเดือนที่ต้องการส่งสลิป > คลิกปุ่ม อีเมล เพียงเท่านี้ระบบจะจัดส่งสลิปเงินเดือนให้กับพนักงานโดยอัตโนมัติ PEAK Payroll สามารถสร้างไฟล์พร้อมยื่นประกันสังคม นำไฟล์ไปใช้ยื่นผ่านระบบ SSO e-Service ได้โดยตรง ช่วยลดความยุ่งยากจากการเตรียมเอกสาร ความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ และช่วยประหยัดเวลาลงได้ PEAK Payroll รองรับการ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และนำข้อมูลไปสร้างแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก ได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้การจัดการภาษีเงินเดือนเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับกฎหมาย เพียงแค่นำไฟล์จาก PEAK Payroll ไปใส่ในเว็บไซต์ธนาคารเพียงแค่นี้การจ่ายเงินเดือนก็จะถูกต้อง เป็นระบบ และที่สำคัญรวดเร็วกว่าพนักงานโอนเองทีละรายการ สลิปเงินเดือนที่เป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นใจ สลิปเงินเดือน เป็นหัวใจสำคัญของความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องทางกฎหมายของธุรกิจ หากต้องการลดภาระงานด้านเงินเดือน ลดความผิดพลาด และจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบเดียวกัน PEAK Payroll คือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการสลิปเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก