ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

10 min

สลิปเงินเดือน ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทได้อย่างไร?

ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ สลิปเงินเดือน และสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ที่อาจจะสงสัยว่า สลิปเงินเดือน สำคัญอย่างไร แล้วควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงจะจัดการสลิปเงินเดือนอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด มาดูคำตอบได้เลย สลิปเงินเดือน คืออะไร สลิปเงินเดือน คือ เอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อแสดงรายละเอียดการจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนในแต่ละงวด โดยระบุรายได้ รายการหัก และยอดเงินสุทธิที่พนักงานได้รับจริง ในเชิงกฎหมาย : แม้กฎหมายแรงงานจะไม่ได้บังคับให้ออกสลิปเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ สลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้างหรือการหักเงิน สลิปออนไลน์ (e-Payslip) เหมือนกับสลิปเงินเดือนปกติไหม? e-Payslip หรือสลิปเงินเดือนออนไลน์ คือสลิปเงินเดือนในรูปแบบดิจิทัล ที่ส่งให้พนักงานผ่านระบบออนไลน์หรืออีเมล แทนการพิมพ์เป็นกระดาษ ในเชิงกฎหมาย : สลิปออนไลน์ สามารถใช้แทนสลิปแบบกระดาษได้ หากข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และยังมีข้อดีสำคัญคือช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และสอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจยุคดิจิทัล สลิปเงินเดือน สร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทได้อย่างไร สำหรับองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs การมีสลิปเงินเดือนที่ชัดเจนและถูกต้องช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในหลายด้าน เช่น ในระยะยาว สลิปเงินเดือนที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานและภาษีได้อีกด้วย ข้อมูลในสลิปเงินเดือน มีอะไรบ้าง สลิปเงินเดือนที่ดีควรแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ข้อมูลรายการรับ 3. ข้อมูลรายการหัก 4. ยอดเงินสุทธิ และยอดเงินสะสม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำจ่ายเงินเดือน หนึ่งใน Pain Point สำคัญของผู้ประกอบการคือ การคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นภาษี ประกันสังคม หรือค่าล่วงเวลา การตั้งค่าระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก เช่น ซึ่งในหลายครั้ง การทำด้วยตัวเองแบบ Manual อาจใช้เวลามากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น ออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ได้ง่ายๆ (e-Payslip) ด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยผู้ประกอบการสามารถ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ ตั้งรหัสผ่านเฉพาะบุคคล และจัดเก็บสลิปเงินเดือนอย่างปลอดภัย ง่าย ไม่ซับซ้อน แม้ไม่มีพื้นฐานด้านบัญชี เพียงแค่นี้ ระบบจะสร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และสรุปรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ จุดเด่นของ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการสลิปเงินเดือนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการค้นหาเอกสาร และลดภาระงานของฝ่ายบัญชีหรือ HR ได้อย่างชัดเจน แค่เข้าสู่เมนูเงินเดือน > เลือกบันทึกเงินเดือนที่ต้องการส่งสลิป > คลิกปุ่ม อีเมล เพียงเท่านี้ระบบจะจัดส่งสลิปเงินเดือนให้กับพนักงานโดยอัตโนมัติ PEAK Payroll สามารถสร้างไฟล์พร้อมยื่นประกันสังคม นำไฟล์ไปใช้ยื่นผ่านระบบ SSO e-Service ได้โดยตรง ช่วยลดความยุ่งยากจากการเตรียมเอกสาร ความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ และช่วยประหยัดเวลาลงได้ PEAK Payroll รองรับการ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และนำข้อมูลไปสร้างแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก ได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้การจัดการภาษีเงินเดือนเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับกฎหมาย เพียงแค่นำไฟล์จาก PEAK Payroll ไปใส่ในเว็บไซต์ธนาคารเพียงแค่นี้การจ่ายเงินเดือนก็จะถูกต้อง เป็นระบบ และที่สำคัญรวดเร็วกว่าพนักงานโอนเองทีละรายการ สลิปเงินเดือนที่เป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นใจ สลิปเงินเดือน เป็นหัวใจสำคัญของความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องทางกฎหมายของธุรกิจ หากต้องการลดภาระงานด้านเงินเดือน ลดความผิดพลาด และจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบเดียวกัน PEAK Payroll คือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการสลิปเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

11 ก.พ. 2026

PEAK Account

17 min

ใบกำกับภาษี คืออะไร? สรุปข้อมูลที่ต้องมีและวิธีออกให้ถูกต้อง

ใบกำกับภาษีสำคัญอย่างไร ทำไมต้องออกใบกำกับภาษี? เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการมือใหม่สงสัย ในบทความนี้เราจะมาตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ ใบกำกับภาษี ตั้งแต่ข้อมูลที่ต้องมีในเอกสาร ใครบ้างที่มีหน้าที่ออกเอกสารสำคัญนี้ พร้อมตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ใบกำกับภาษี หรือ Tax invoice คืออะไร? ใบกำกับภาษี คือ หลักฐานที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกให้แก่ผู้ซื้อทุกครั้งที่มีการซื้อขาย เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ที่เรียกเก็บ หน้าที่หลัก: ใช้เป็นหลักฐานในการนำส่งภาษีขายให้กรมสรรพากร (ภ.พ.30) สำหรับผู้ซื้อ: ใช้เป็นหลักฐาน “ภาษีซื้อ” เพื่อนำไปหักลบออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจริง ใครต้องออกใบกำกับภาษีบ้าง? ผู้ที่มีหน้าที่ออกบิล VAT หรือใบกำกับภาษี ต้องมีคุณสมบัติที่เข้าข่าย ซึ่งประกอบไปด้วยสองข้อดังนี้ หากไม่มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษี แต่ยังคงออกเอกสารให้ผู้ซื้อจะมีความผิดทางกฎหมาย และในฝั่งผู้ซื้อเองควรตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าทุกครั้งว่าได้มีการจด VAT จริงหรือไม่ ใบกำกับภาษีมีกี่รูปแบบ? ถ้าพูดถึงใบกำกับภาษีที่ใช้กันเป็นประจำส่วนใหญ่จะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็ม และแบบย่อ แต่หลายคนยังไม่ทราบว่าที่จริงแล้วกรมสรรพากรได้มีการระบุประเภทใบกำกับภาษีไว้ 3 รูปแบบ ดังนี้    1. ใบกำกับภาษีเต็มรูป (Full Tax Invoice)  2. ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice)  3. เอกสารอื่นที่ถือเป็นใบกำกับภาษี ซึ่งในการทำธุรกิจทั่วไปส่วนใหญ่จะเจอกับใบกำกับภาษีแบบเต็ม และแบบย่อมากกว่า ในส่วนถัดไปเราจะขอลงรายละเอียดเฉพาะเอกสารประเภทที่พบเป็นประจำ ตัวอย่างใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ในการทำธุรกิจแบบ B2B โดยส่วนใหญ่ผู้ขายจะต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปมากกว่า ซึ่งในใบกำกับภาษีต้องมีรายการดังต่อไปนี้ เพื่อให้สามารถออกเอกสารได้อย่างถูกต้อง นำไปใช้ได้จริง 1. ตำแหน่งที่แสดงคำว่า “ใบกำกับภาษี” 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่ออกใบกำกับภาษี ข้อสังเกต 3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ 4. รายการ “หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขของเล่ม (ถ้ามี)” 5. รายการ “วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี” 6. รายการ “ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ” 7. รายการ “จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง” ซึ่งใบกำกับภาษีเต็มรูปสามารถออกเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax Invoice คือ รูปแบบการออกเอกสารแบบดิจิทัลช่วยให้ส่งเอกสารให้ผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการส่ง e-Tax invoice ให้กรมสรรพากร ที่มีการออกระบบช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ การออกใบกำกับภาษีแบบย่อ ในส่วนของใบกำกับภาษีอย่างย่อที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด เพราะคือ ใบเสร็จที่เรามักพบในร้านค้าปลีกทั่วไป ข้อมูลจะน้อยกว่าแบบเต็มรูป (ไม่ต้องใส่ชื่อ-ที่อยู่ผู้ซื้อ) และที่สำคัญ คือ ผู้ซื้อไม่สามารถนำใบกำกับภาษีแบบย่อไปหักภาษีขายในการคำนวณ VAT ยื่น ภ.พ. 30 ได้ ลักษณะของใบกำกับภาษีอย่างย่อจะใช้เป็นหลักฐานการรับเงิน คล้ายกับใบบิลเงินสดแต่ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะมีความเป็นทางการ ข้อมูลครบถ้วน น่าเชื่อถือมากกว่า ใครออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้บ้าง? ผู้ประกอบการต้องมีคุณสมบัติ 2 ข้อดังนี้ถึงสามารถออกใบกำกับภาษีได้ ในใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สำหรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ จำเป็นต้องมีข้อมูลดังนี้ โดยรายละเอียดในใบกำกับภาษีอย่างย่อออกเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทยก็ได้ ทั้งนี้การออกใบกำกับภาษีอย่างย่อจะไม่สามารถออก e-Tax ได้ ออกใบกำกับภาษีได้เมื่อไร? ในด้านการให้บริการจะมีความแตกต่างในเรื่องของจุดรับรู้ภาษีกับการขาย โดยมีทั้งหมด 2 แบบด้วยกันดังนี้ สรุปอีกครั้งให้เห็นภาพมากขึ้น คือ จุดรับรู้ภาษีเกิดขึ้นตั้งแต่การให้บริการเสร็จสิ้น ถึงแม้จะยังไม่จ่ายเงินก็ตาม เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่ให้บริการเสร็จสามารถออกใบกำกับภาษีและส่งให้ลูกค้าได้เลย  ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นบริษัทให้บริการต่อเติมบ้าน ให้บริการต่อเติมออฟฟิศให้องค์กรแห่งหนึ่ง หากเราต่อเติมออฟฟิศให้เสร็จแล้ว สามารถออกใบกำกับภาษีส่งให้ลูกค้าได้เลย ไม่ต้องรอจนถึงรอบการจ่ายเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะออกใบกำกับให้เมื่อไหร่ก็ตาม ผู้ออกต้องทำทั้งต้นฉบับและสำเนาใบกำกับภาษี เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับยื่น ภ.พ. 30 การออกใบกำกับภาษีต้องระวังอะไรบ้าง? ในการออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ประกอบการควรสังเกต 5 จุดสำคัญดังนี้ 1. สิทธิ์ในการออกใบกำกับภาษี 2. ระบุรายละเอียดในใบกำกับภาษีให้ครบถ้วน 3. ออกใบกำกับภาษีทันทีเมื่อเกิดจุดรับรู้ภาษี 4. ห้ามลืมเสียภาษี 5. แสดงความรับผิดชอบต่อลูกค้า ออกใบกำกับภาษีง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายท่านน่าจะมีความเข้าใจมากขึ้น ถ้าต้องออกใบกำกับภาษี บริษัทก็สามารถทำได้ไม่ยาก และทำได้อย่างถูกต้อง! และหนึ่งในวิธีออกใบกำกับภาษีที่สะดวกรวดเร็วมากที่สุด คือ การใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีที่ช่วยกิจการเตรียมเอกสารทางบัญชีและสร้างเอกสารทางออนไลน์ ปรับแต่งได้ในแบบที่คุณต้องการได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ทั้งยังรองรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงการรับชำระเงินผ่าน QR CODE เมื่อสร้างเอกสารแล้ว ระบบจะบันทึกรายการบัญชีให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้กิจการออกใบกำกับภาษี ได้อย่างถูกต้อง ตรงตามงวดเวลาและยื่นแบบได้ภายในกำหนดเวลา รวมทั้งบันทึกบัญชีได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง หรือหากต้องการผู้ช่วยสามารถค้นหาสำนักงานรับทำบัญชีพาร์ทเนอร์ของ PEAK ได้เช่นกัน! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ม.ค. 2026

PEAK Account

10 min

ประกันสังคม 2569 ปรับเพดานใหม่ ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง? และเจ้าของธุรกิจและ HR ต้องปรับตัวอย่างไร?

เมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่สำหรับคนทำงานคือ “การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคม” ซึ่งมีผลบังคับใช้จริงแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวพนักงานในบริษัทที่ต้องเตรียมตัวจัดสรรเงินใหม่ แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจและ HR ก็นับเป็นงานใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการเช่นกัน ในบทความนี้ PEAK จะพามาเจาะลึกว่าการปรับครั้งนี้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง HR ต้องทำอะไร และมีตัวช่วยอะไรที่จะทำให้งานนี้ง่ายขึ้น การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคมใหม่ มีอะไรเปลี่ยนบ้าง ต้องจ่ายสมทบเท่าไร? การปรับเพดานประกันสังคมเริ่มใช้จริงเมื่อต้นปี 2569 โดยการเปลี่ยนแปลงหลักๆ มี 3 ส่วนคือ: ทั้งนี้ กฎหมายได้แบ่งระยะเวลาการปรับขึ้นออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้องค์กรและพนักงานค่อยๆ ปรับตัว โดยมีรายละเอียดอัตราเงินสมทบดังนี้: ตารางการปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคม (พ.ศ. 2569 – 2575) ระยะเวลา (พ.ศ.) ฐานเงินเดือนสูงสุด (บาท) เงินสมทบที่ต้องจ่าย/เดือน (บาท) 2569 – 2571 (ปัจจุบัน) 17,500 875 2572 – 2574 20,000 1,000 2575 เป็นต้นไป 23,000 1,150 การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้ ไม่เพียงแค่พนักงานที่ต้องจ่ายค่าประกันสังคมเพิ่มขึ้น แต่ “บริษัท (นายจ้าง)” ก็ต้องชำระเงินสมทบในอัตราที่เท่ากันเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR ต้องรีบจัดการทันที ไม่ว่าจะเป็น: ประกันสังคมเพดานใหม่ 2569 ลดหย่อนภาษีได้เท่าไรบ้าง? ข่าวดีสำหรับทุกคนคือ เราสามารถนำเงินประกันสังคมที่จ่ายเพิ่มขึ้นมาใช้ “ลดหย่อนภาษี” ได้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะกฎหมายให้สิทธินำเงินสมทบที่จ่ายจริงมาลดหย่อนภาษีได้ 100% เมื่อคำนวณจากเพดานค่าจ้างใหม่ 17,500 บาท (เงินสมทบ 875 บาท/เดือน) จะได้ตัวเลขลดหย่อนภาษีดังนี้: สูตรคำนวณ: 875 บาท x 12 เดือน = 10,500 บาท สรุป: ในปี 2569 คุณสามารถลดหย่อนภาษีจากประกันสังคมได้สูงสุด 10,500 บาทต่อปี (เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่ลดหย่อนได้สูงสุด 9,000 บาท) ซึ่งช่วยประหยัดภาษีได้เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ ประกันสังคม 2569 พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง? ถึงแม้จะต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้น แต่สิ่งที่พนักงานได้รับกลับมาคือ “สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น” ทั้งในรูปแบบเงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินสงเคราะห์ต่างๆ เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนดังตารางนี้: สิทธิประโยชน์ ฐานเดิม (15,000 บาท) ฐานใหม่ (17,500 บาท) เจ็บป่วย (เงินทดแทน) 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน คลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง 26,250 บาท/ครั้ง ทุพพลภาพ 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน เสียชีวิต 90,000 บาท 105,000 บาท ว่างงาน 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 15 ปี) 3,000 บาท/เดือน 3,500 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 25 ปี) 5,250 บาท/เดือน 6,125 บาท/เดือน (หมายเหตุ: สิทธิทำฟันยังคงอยู่ที่ 900 บาท/ปี เช่นเดิม และการรักษามะเร็งยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมประกันสังคม) เจ้าหน้าที่ HR ควรประกาศข้อมูลส่วนนี้ให้พนักงานทราบ เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงสิทธิ์ของตัวเองที่เพิ่มขึ้น และลดความกังวลเรื่องเงินสมทบที่ถูกหักเพิ่ม ทำไมการปรับเพดานประกันสังคมถึงเป็น “เรื่องใหญ่” ในงาน HR? การปรับเพดานครั้งนี้ส่งผลกระทบทั้งระบบในองค์กร งานของ HR ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงนี้ ได้แก่: สำหรับบริษัทที่ยังใช้ ระบบเงินเดือนแบบ Manual (คำนวณมือหรือ Excel) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดข้อผิดพลาด เช่น คำนวณภาษีผิด ใส่เงินสมทบไม่ครบ หรือข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาที่วุ่นวายตามมา ปัญหาที่ HR มักเจอในช่วงเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และอย่าลืมว่า ในช่วงปี 2569 – 2575 จะมีการปรับเพดานถึง 3 ครั้ง หมายความว่า HR ต้องมารื้อระบบใหม่ทุกครั้ง ซึ่งเป็นภาระงานที่ไม่ควรเกิดขึ้น หากบริษัทมีระบบ Payroll ที่ดี PEAK Payroll: ระบบเงินเดือนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง PEAK Payroll คือโปรแกรมเงินเดือนที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเพดานค่าจ้างประกันสังคมในครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ช่วยให้ทีม HR ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสูตรคำนวณ: ในยุคนี้ การมีโปรแกรม Payroll ช่วยตอบโจทย์การทำงานด้านบุคคลได้จริง เพื่อให้ HR มีเวลาไปโฟกัสเรื่องการพัฒนาศักยภาพหรือดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน แทนที่จะต้องมาเสียเวลาหลายวันกับการปรับแก้ตัวเลขใน Excel ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจของ PEAK Payroll นอกจากความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ HR โดยเฉพาะ: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ม.ค. 2026

PEAK Account

13 min

เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากให้ธุรกิจเติบโต

งบการเงิน คือ หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจ เพราะไม่ได้ใช้แค่เพื่อยื่นภาษีหรือส่งให้ฝ่ายบัญชีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ มองเห็นสุขภาพธุรกิจ วางแผนการเงิน และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำบทความนี้จะพาคุณเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเจ้าของกิจการควรตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ พร้อมสรุป 5 แนวทางสำคัญในการตรวจสอบงบการเงิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ทำไมเจ้าของกิจการต้องใส่ใจงบการเงินและข้อมูลทางบัญชี ผู้ประกอบการหลายคนอาจมองว่างบการเงินเป็นหน้าที่ของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง งบการเงินคือ ฐานข้อมูลสำคัญของธุรกิจ ที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจและใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เพราะงบการเงินสามารถช่วยได้ในหลายด้าน เช่น หากงบการเงินมีข้อมูลไม่ครบ หรือคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาวได้ ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อไม่ตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ เมื่อผู้ประกอบการปล่อยให้การดูงบการเงินเป็นเรื่องปลายปี หรือมอบหมายให้บัญชีดูเพียงฝ่ายเดียว มักเกิดปัญหาสะสมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาษี สภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากเริ่มต้นตรวจสอบงบการเงินอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ไม่อยากให้ธุรกิจพังเพราะงบการเงินคลาดเคลื่อน? เริ่มต้นจัดการสภาพคล่องให้ถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ คลิกอ่านบทความฉบับเต็มของ OFM ได้ที่นี่: เผย! วิธีเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ วิกฤติไหนก็รอด เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ ก่อนตัดสินใจบริหารธุรกิจ การตรวจสอบงบการเงินไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากรู้ว่าควรโฟกัสจุดใดเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งแนวทางสำคัญได้ 5 ด้านดังนี้ 1. ตรวจสอบเอกสารค้างและสถานะการอนุมัติ เอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารอนุมัติภายใน หากตกค้างหรือดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลต่อยอดขายและกระแสเงินสดโดยตรง สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 2. ตรวจสอบการขายและการรับชำระเงิน รายรับที่เข้าช้า หรือหนี้ค้างชำระ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง แม้ยอดขายจะดูดีบนกระดาษก็ตาม สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 3. ตรวจสอบรายจ่ายและต้นทุนให้ตรงความจริง รายจ่ายและต้นทุนเป็นตัวเลขที่บอกได้ชัดว่าเงินของธุรกิจถูกใช้ไปกับอะไร หากบันทึกผิดพลาด จะทำให้การวิเคราะห์กำไรและต้นทุนคลาดเคลื่อนทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 4. ตรวจสอบกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ กระแสเงินสดคือหัวใจของธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียนอย่างใกล้ชิด หากเงินสดขาดช่วง อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 5. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบบัญชี แม้มีข้อมูลครบ แต่หากข้อมูลผิด งบการเงินก็ไม่มีความหมาย ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ สรุปแนวทางตรวจสอบงบการเงินให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง จากทั้ง 5 แนวทาง จะเห็นได้ว่างบการเงินไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข แต่คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นข้อมูลทางการเงินแบบครบถ้วนและเข้าใจง่าย จะช่วยให้การตรวจสอบงบการเงินเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน จัดการงบการเงินให้ง่ายขึ้น ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การบริหารงบการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากระบบที่ดี โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยให้ผู้ประกอบการดูข้อมูลงบการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผ่าน Dashboard ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate(OFM) ที่สนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุม ตั้งแต่อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์นิรภัยและสินค้าเฉพาะทาง ช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและนำไปบันทึกค่าใช้จ่ายใน PEAK ได้ทันที สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า OFM! สำหรับลูกค้า OfficeMate (OFM) ที่ต้องการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างมืออาชีพ เรามีตัวช่วย!PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ทำให้การทำบัญชี การเงิน และภาษีเป็นเรื่องง่ายและ อัตโนมัติ ช่วยลดงานเอกสารและประหยัดเวลาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI, API) แถมยังได้ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time พิเศษ: ลูกค้า OFM ทดลองใช้ฟรี 30 วัน พร้อม ส่วนลดพิเศษ เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปี!ให้ PEAK เป็นหลังบ้านดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณ จัดการได้อย่างมืออาชีพ!ลงทะเบียนรับสิทธิ์:  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

20 ม.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ต้นทุนแฝงที่คนขายของออนไลน์ต้องรู้

เคยสงสัยไหม? ยอดขายออนไลน์พุ่งกระฉูด แพ็กของแทบไม่ทัน แต่พอสรุปยอดตอนสิ้นเดือนกลับไม่เห็นกำไรอย่างที่ควรจะเป็น หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ “ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม” และต้นทุนแฝงมหาศาลที่ซ่อนอยู่ หากคุณไม่ได้นำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณในต้นทุนสินค้า คุณกำลังตกหลุมพรางทางธุรกิจที่ทำให้ “ยิ่งขายยิ่งขาดทุน” ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกทุกค่าธรรมเนียม พร้อมแจกสูตรคำนวณต้นทุนแฝง และเช็กลิสต์วิธีเลือกแพลตฟอร์มให้คุ้มค่าที่สุด ทำไมการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจึงสำคัญ? ในการตั้งราคาสินค้า ผู้ประกอบการมือใหม่มักนึกถึงเพียง “ค่าสินค้า” และ “กำไรที่อยากได้” แต่ในโลก E-commerce มีค่าใช้จ่ายที่ถูกหักออกทันทีจากยอดขาย (Deduction) เช่น: การไม่นำค่าเหล่านี้มาคิดตั้งแต่ต้น จะทำให้เกิดสถานการณ์ “ขายดีมาก แต่ได้กำไรน้อยกว่าที่คิด” เพราะราคาขายจริงถูกหักต้นทุนแฝงไปมากกว่า 20-30% โดยที่คุณไม่ทันตั้งตัว ตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อให้เห็นภาพการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มมากขึ้น เราขอยกตัวอย่างการคำนวณต่อออเดอร์ โดยกำหนดให้ลูกค้าจ่าย 500 บาทต่อออเดอร์ จะสามารถคำนวณต้นทุนได้ดังนี้ จากตัวอย่างจะเห็นว่าต้นทุนทั้งหมดคือ 368 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่ธุรกิจควรใช้ในการตั้งราคาสินค้า แต่บางร้านค้าอาจเลือกคิดต้นทุนจาก “ต้นทุนสินค้า” อย่างเดียวซึ่งมีมูลค่าเพียง 200 บาทเท่านั้น ทำให้ขายสินค้าถูกกว่าต้นทุนจริง ดังนั้นในการตั้งราคาควรที่จะนำต้นทุนแฝงทั้งหมด ไม่ว่าจะค่าวัสดุ ค่าส่งสินค้า หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มาคำนวณด้วยนั่นเอง ต้นทุนแฝงในธุรกิจออนไลน์ที่ต้องระวัง การคำนวณต้นทุนทั้งหมดก่อนตั้งราคาสินค้าเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบในการขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงอะไรบ้างที่ควรรู้? ในส่วนนี้เรามาแนะนำให้คุณรู้จักแต่ละส่วนกัน เปรียบเทียบข้อดี–ข้อจำกัดของการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จากต้นทุนแฝงข้างต้น อาจพอเห็นกันแล้วว่า การขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อดีหลายข้อเช่นกัน ในส่วนนี้เราเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการขายสินค้าออนไลน์ให้ดูกัน สิ่งที่ธุรกิจ “ได้รับ” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากทันที พฤติกรรมของผู้บริโภคทุกวันนี้ส่วนใหญ่หันมาซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่าที่จะต้องเดินทางไปดูสินค้าจริงที่ร้าน ทำให้การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหนึ่งในวิธีการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากในทันที 2. ระบบชำระเงินและการจัดการออเดอร์พร้อมใช้ การวางระบบเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะระบบที่จำเป็นในการขายสินค้าออนไลน์ เช่น ระบบการชำระเงิน หรือระบบการจัดการออเดอร์ ซึ่งแพลตฟอร์ม E-Commerce เป็นตัวกลางช่วยลดภาระในการจัดการวางระบบเหล่านี้ ให้กิจการสามารถเข้าถึงโอกาสขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มได้ง่ายยิ่งขึ้น 3. การตลาด/การโปรโมทของแพลตฟอร์มช่วยเพิ่มการมองเห็น แพลตฟอร์มออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้ขายสามารถโปรโมทผ่านแพลตฟอร์มได้ง่าย ทั้งยังเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ ช่วยเพิ่มการมองเห็นและเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้นนั่นเอง 4. ลดภาระการพัฒนาระบบเว็บไซต์ของตัวเอง ก่อนที่จะมีแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาเป็นตัวกลางขายสินค้า หลายธุรกิจเลือกใช้วิธีสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง และจัดการระบบด้วยตัวเองทั้งหมด แต่แพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ช่วยลดภาระในการพัฒนาเว็บไซต์ โดยสามารถนำสินค้ามาวางขาย ออกแบบหน้าร้านออนไลน์ของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มได้ สิ่งที่ธุรกิจ “ต้องเสีย” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าธรรมเนียมชำระเงินซึ่งลดกำไรต่อออเดอร์ แพลตฟอร์มจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มการใช้งาน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมชำระเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งลดกำไรจากการขายสินค้าต่อออเดอร์ลงไปด้วย 2. ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่อยู่กับแพลตฟอร์ม ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่มีประโยชน์ในการนำมาทำการตลาดต่อได้ แต่เมื่อเราขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อมูลเหล่านั้นมักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม ทำให้การทำการตลาดกับลูกค้าที่เคยซื้อหรือรู้จักเราอยู่แล้วอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น 3. ข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่นหรือวิธีการขายบางอย่าง เมื่อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่น หรือวิธีการขายสินค้าอีกด้วย เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องมีข้อกำหนดอย่างชัดเจนในรูปแบบของการขาย 4. การคืนสินค้าและการแก้ไขปัญหาบางกรณีต้องเป็นไปตามนโยบายแพลตฟอร์ม ความเสี่ยงในการขายสินค้าออนไลน์ คือบางครั้งลูกค้าอาจไม่พอใจสินค้า หรือสินค้าเกิดเสียหายระหว่างส่ง ทำให้จำเป็นต้องมีนโยบายการคืนสินค้า หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นจำเป็นต้องทำตามนโยบายของแพลตฟอร์ม 5. คู่แข่งปรากฏในที่เดียวกัน แข่งขันด้านราคาง่ายขึ้น การขายของออนไลน์เป็นการตัดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และเป็นแนวทางการขายที่ทุกธุรกิจเข้าถึงได้ ทำให้มีการแข่งขันที่สูงกับคู่แข่งที่ขายสินค้าเหมือนกับเรา และเมื่อสินค้าที่ขายเหมือนกัน อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ลูกค้าเห็นเหมือนกัน หนึ่งสิ่งที่มักแข่งขันกันคือราคา ทำให้การขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีโอกาสที่จะเกิดการแข่งขันด้านราคากันมากขึ้น เช็กลิสต์เปรียบเทียบแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ก่อนตัดสินใจ ในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์เปิดให้บริการหลายแอปพลิเคชัน ซึ่งแต่ละแอปฯ ก็มีความแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เรื่องของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม การใช้งาน และนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมได้มากยิ่งขึ้น เรามีเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการกัน 1. อัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม สิ่งแรกเราแนะนำให้ดูอัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่ต้องเสียเช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าจัดโปรโมชั่นบนแอปฯ หรือค่าใช้บริการรายเดือน สามารถเลือกแพลตฟอร์มที่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นต่ำเป็นหนึ่งในปัจจัยในการเลือกได้ 2. ค่าธรรมเนียมการชำระเงินและเงื่อนไขการคืนเงิน ไม่เพียงแค่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม แต่ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน หรือเงื่อนไขการคืนเงินก็ควรต้องได้รับการพิจารณาเช่นกัน โดยแนะนำให้เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และนโยบายเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับการขอเงินคืน 3. ระยะเวลาการโอนเงินจากแพลตฟอร์มมายังร้าน แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์จะมีรอบการโอนเงินจากสินค้าที่ขายได้มาให้เรากำหนดไว้ชัดเจน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจได้ เพราะการที่รู้ว่าเราจะได้รับเงินจากการขายเมื่อไหร่ ทำให้สามารถวางแผนกระแสเงินสด ได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง อาจเลือกจากแพลตฟอร์มที่มีรอบการโอนเหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจในเวลานั้น 4. นโยบายคืนสินค้าและภาระค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคืนสินค้า ปัญหาการคืนสินค้าเป็นสิ่งที่แทบจะเลี่ยงไม่ได้ในการขายออนไลน์ นโยบายคืนสินค้าของแต่ละแพลตฟอร์มก็แตกต่างกันออกไป ควรศึกษาให้ละเอียด ในที่นี้รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการคืนสินค้า เพราะกระทบต่อต้นทุนการขายของเราได้ 5. การเข้าถึงข้อมูลลูกค้า การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าช่วยให้เราสามารถต่อยอดในการทำการตลาดได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลเหล่านี้มักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม และเลือกให้ข้อมูลแก่ร้านค้าแค่บางส่วนเท่านั้น สำหรับข้อนี้แนะนำให้ลองเปรียบเทียบดูว่าแต่ละแพลตฟอร์มให้ข้อมูลอะไรบ้าง หน้าตาของรายงานเป็นอย่างไร แล้ววิเคราะห์กับธุรกิจของเราว่าข้อมูลที่ได้นั้นเพียงพอสำหรับการต่อยอดหรือไม่ 6. ฟีเจอร์การตลาดและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง  แต่ละแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์การตลาดให้ร้านค้าเลือกใช้งาน เช่น การออกคูปองลดราคาในวันพิเศษ หรือค่าปักหมุดร้านค้าเพิ่มการมองเห็น ซึ่งการทำการตลาดเหล่านี้มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 7. เงื่อนไขการลงขายแบบ Exclusive หรือข้อผูกมัดอื่น ๆ การขายสินค้าแบบ Exclusive ของแต่ละแพลตฟอร์มจะมีเงื่อนไขกำหนดอย่างชัดเจน แนะนำให้เปรียบเทียบระหว่างแพลตฟอร์มเพื่อดูความคุ้มค่าให้มากที่สุด 8. ช่องทางการติดต่อและการช่วยเหลือเมื่อติดปัญหา การเข้าถึงช่องทางช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะหากเกิดปัญหาแล้วไม่มีทีมงานคอยช่วย อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาสได้ 9. จำนวนผู้ใช้งานของแพลตฟอร์มที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าเรา ถึงแม้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่จะหายไป แต่การเลือกแพลตฟอร์มก็คล้ายกับการเลือกโลเคชั่นร้านพอสมควร เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน ควรเลือกแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายของเราใช้งานเยอะเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด เข้าใจค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อการขายให้ได้กำไร การรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มรวมไปถึงต้นทุนแฝงอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าและขายได้กำไรจริง ไม่เกิดปัญหา ขายดีแต่ทำไมยังขาดทุน อีกต่อไป ทั้งนี้เพื่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่การเข้าใจเรื่องของต้นทุน แต่ความรู้เรื่องการเงินก็สำคัญเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการด้านบัญชี ภาษี หรือเอกสารต่าง ๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบของการบริหารบริษัทให้เติบโต ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ม.ค. 2026

PEAK Account

10 min

รู้จัก 3 ประเภทเอกสารธุรกิจ พร้อมวิธีจัดเก็บให้เป็นระบบ

เอกสารธุรกิจเป็นส่วนสำคัญของการบริหารกิจการ โดยเฉพาะเอกสารทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับรายรับ รายจ่าย และภาษี หากจัดการไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินและกฎหมาย บทความนี้สรุป 3 ประเภทเอกสารธุรกิจทางบัญชีที่ผู้ประกอบการต้องรู้จัก พร้อมตัวอย่างการใช้งานและแนวทางจัดเก็บให้เป็นระบบ เอกสารธุรกิจสำคัญอย่างไร? เอกสารธุรกิจทำหน้าที่เป็น “หลักฐานทางกฎหมาย” และ “เครื่องมือวางแผนการเงิน” ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง ยืนยันความโปร่งใสต่อกรมสรรพากร และช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมของกำไรที่แท้จริง 3 ประเภทเอกสารธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรรู้จัก เอกสารธุรกิจสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ได้แก่ การป้องกันความเสี่ยง การเงิน และภาษี 1. เอกสารกลุ่มเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากข้อพิพาท ความเข้าใจผิด และปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ เอกสารประเภทนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และจำเป็นต้องจัดเก็บเอกสารให้ดี เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้น เอกสารเหล่านี้จะสามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเอง 2. กลุ่มเอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารกลุ่มนี้เป็นหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดเงินฝากธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ: เอกสารด้านรายรับ รูปแบบแรกหลายธุรกิจน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายรับ ที่มีตั้งแต่ขั้นตอนการเรียกเก็บเงินไปจนถึงหลังจากได้รับเงินแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ซึ่งเอกสารเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญและสามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการบันทึกบัญชี หรือเป็นหลักฐานที่ใช้ประกอบแบบยื่นได้ เอกสารด้านรายจ่าย สำหรับเอกสารธุรกิจด้านรายจ่ายก็มีความจำเป็นไม่แพ้กัน ซึ่งเอกสารรายจ่ายไม่เพียงแต่ใช้เป็นหลักฐานอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้อ้างอิงเพื่อดูตัวเลขต้นทุนที่แท้จริงของบริษัท เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี และใช้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ โดยเอกสารด้านรายจ่ายประกอบไปด้วย หลักฐานการเงิน สำหรับรูปแบบสุดท้ายที่ใช้เป็นหลักฐานทางการเงิน คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการยืนยันความถูกต้องอย่าง ซึ่งสามารถใช้เปรียบเทียบกับการบันทึกบัญชีเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของรายรับรายจ่ายของบริษัทว่าตรงกับรายงานจากธนาคารหรือไม่ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในขั้นตอนการกระทบยอดของบัญชี 3. กลุ่มเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบและการตรวจสอบจากกรมสรรพากร หากจัดเก็บไม่ครบ อาจทำให้เสียสิทธิทางภาษีหรือถูกประเมินย้อนหลัง 3 เคล็ดลับจัดเก็บเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบช่วยลดความเสี่ยงเอกสารสูญหาย และทำให้ค้นหาได้ง่ายเมื่อจำเป็นต้องใช้งาน 1. คัดและจัดหมวดหมู่ประเภทของเอกสารให้ชัดเจน วิธีแรกควรเริ่มต้นจากการคัดแยกเอกสาร และจัดประเภทหมวดหมู่ให้ชัดเจน เอกสารไหนที่ไม่มีความจำเป็นเก็บ เราแนะนำให้ทิ้งหรือทำลายเพื่อป้องกันความซับซ้อนยุ่งยากในการเก็บเอกสารธุรกิจ หลังจากคัดแยกเรียบร้อย แนะนำให้จัดประเภทหมวดหมู่ แยกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบัญชี ออกจากเอกสารอื่น ๆ เช่น ฝ่ายบุคคลหรือการตลาด หลังจากนั้นจึงแยกอย่างละเอียดอีกขั้นตอน อาจอ้างอิงประเภทเอกสารจากที่เราแนะนำให้บทความนี้ได้เช่นกัน  การจัดเก็บอย่างเป็นหมวดหมู่จะช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารได้ง่ายขึ้น และป้องกันเอกสารสูญหายจากการปะปนไปกับเอกสารอื่นที่เกิดจากการจัดเก็บผิดประเภทได้อีกด้วย 2. ใช้ระบบตัวเลขในการจัดเก็บเอกสาร นอกจากการจัดหมวดหมู่เพียงอย่างเดียวแล้ว สามารถจัดเก็บเอกสารด้วยการนำระบบตัวเลขเข้ามาใช้ คล้ายกับห้องสมุด ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารได้ง่าย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แนะนำให้ใช้ควบคู่กับการจัดหมวดหมู่เพื่อความสะดวกในการปรับใช้ระบบตัวเลข 3. ใช้โปรแกรมบัญชีในการจัดเก็บเอกสาร นอกจากการจัดเก็บเอกสารที่เป็นกระดาษจริงแล้ว การเก็บไฟล์เอกสารก็เป็นเรื่องยุ่งยากไม่แพ้กัน แต่ในปัจจุบันที่หลายหน่วยงานเริ่มปรับตัวให้ยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ไฟล์เอกสารธุรกิจจึงมีความจำเป็นไม่แพ้กัน การใช้โปรแกรมบัญชีที่มีระบบคลังเอกสาร ก็ช่วยให้จัดการระบบได้ง่ายขึ้น สามารถเรียกดูไฟล์อ้างอิงในการบันทึกบัญชีได้อย่างรวดเร็ว ให้การเก็บเอกสารธุรกิจทางบัญชีเป็นเรื่องง่าย ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK โปรแกรมบัญชี PEAK ไม่เพียงแค่ช่วยจัดการระบบบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยฟีเจอร์ File Vault ทำหน้าที่เป็นคลังเก็บเอกสารธุรกิจ จัดการได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ PEAK เองยังสามารถออกเอกสารได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี โปรแกรมเดียวจัดการเรื่องเอกสารและบัญชีได้ครบวงจร! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 ม.ค. 2026

PEAK Account

13 min

รู้จักใบเสร็จรับเงิน และข้อมูลที่ต้องมี เพื่อออกเอกสารอย่างถูกต้อง

ทุกวันนี้เวลาซื้อของหรือทานข้าวในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินมาด้วยเสมอ ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ขอก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องรู้จักและเข้าใจ เพื่อออกเอกสารให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับใบเสร็จมากขึ้น พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลย ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน หรือ Receipt คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับเงินจากผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายมีการบังคับให้ผู้ขายต้องออกใบเสร็จทุกครั้งเมื่อรับเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100 บาทขึ้นไป โดยใบเสร็จรับเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระดาษ และเป็นใบเสร็จรับเงินออนไลน์ ได้อีกด้วยทั้งนี้ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และธุรกิจที่ยังไม่ได้จดจะออกใบเสร็จรับเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถออกเป็นรูปแบบใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มีข้อมูลของสินค้าหรือบริการ และรายละเอียดทั่วไปได้ 2. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรืออาจเรียกว่าเป็น ใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา ที่จะได้รับเป็นกระดาษใบเล็กที่จะได้รับหลังชำระเงินให้ร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร โดยจะระบุข้อมูลที่อยู่ของผู้ขาย ข้อมูลสินค้าหรือบริการ และราคา แต่ไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ได้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเป็นธุรกิจประเภทค้าปลีกและค้าขายกับลูกค้ารายย่อย ที่มีจำนวนการซื้อขายต่อวันหลายครั้ง และลูกค้าไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องนำใบเสร็จรับเงินไปใช้ในการดำเนินการด้านเอกสารต่อ 3. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ถัดมาคือ  ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยจะเป็นรูปแบบที่มีข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีการระบุข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งธุรกิจที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และโดยส่วนใหญ่จะออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นกิจการ เพราะมักจะต้องใช้เอกสารนี้ในการดำเนินการด้านบัญชี นอกจากนี้ทั้ง 3 รูปแบบยังมี บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินรูปแบบหนึ่งที่มีรายละเอียดน้อยมากที่สุด มักใช้กันในร้านขายของชำ ร้านขายของทั่วไป เขียนรายละเอียดด้วยมือ ซึ่งเป็นรูปแบบใบเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกัน โดยสรุปแล้วในการออกใบเสร็จรับเงินขึ้นอยู่กับว่าดำเนินธุรกิจประเภทไหนและทำธุรกิจกับใคร ซึ่งการรู้จักประเภทของใบเสร็จรับเงินทุกรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ต้องมีบนใบเสร็จรับเงิน สำหรับใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 รูปแบบนั้นมีข้อมูลที่ต้องระบุค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยตามความละเอียดของแต่ละประเภท ซึ่งทั้ง 3 แบบมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุดังนี้ 1. ข้อมูลในใบเสร็จรับเงินทั่วไป โดยใบเสร็จรับเงินรูปแบบนี้ออกเป็นไฟล์ PDF เพื่อความสะดวกในการส่งเอกสารได้ 2. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สามารถออกแบบเอกสารเป็นไฟล์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกได้เช่นเดียวกัน 3. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยปกติใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะได้รับเป็นรูปแบบกระดาษมากกว่าไฟล์ออนไลน์  ความแตกต่างระหว่างใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด บิลเงินสด และใบเสร็จรับเงินเป็นสองประเภทเอกสารที่มักเข้าใจผิด เพราะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับมีรายละเอียด วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือในทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถดูความแตกต่างเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ได้เลย! รายการ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด วัตถุประสงค์ ยืนยันการได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อย บันทึกการขายและรับเงินในทันที รายละเอียดในเอกสาร -ชื่อที่อยู่ผู้ขาย/ผู้ซื้อ -วันที่-รายการสินค้า/บริการ-จำนวนเงิน-ลายเซ็นผู้รับเงิน มักแสดงเฉพาะรายการสินค้า/บริการ จำนวนเงิน และวันที่ขาย การใช้งาน เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบการ/กิจการ ทุกประเภทโดยเฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว มักใช้ในร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือร้านให้บริการทั่วไป การใช้งานในทางภาษี ใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติไม่สามารถใช้ยื่นภาษีได้ สถานะทางกฎหมาย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ ไม่สาารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ เว้นแต่ว่ามีการใช้คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” ในเอกสาร ความน่าเชื่อถือ มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์ ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือที่น้อยกว่า ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? นอกจากใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสดแล้ว ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทเอกสารที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหมือนกัน 100% แต่ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ผู้ประกอบการควรทราบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ไม่ต้องจด VAT ก็ออกเอกสารได้ ต้องจด VAT ถึงออกเอกสารได้ ออกเอกสารเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการมูลค่า 100 บาทขึ้นไป ต้องออกเอกสารทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ออกเมื่อรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการแล้วเท่านั้น ออกเอกสารทันทีที่ส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ออกใบเสร็จรับเงินอย่างไรให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว การออกใบเสร็จรับเงินโดยเฉพาะแบบย่อ ที่ในแต่ละวันต้องออกให้ผู้ซื้อจำนวนหลายครั้ง ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้รูปแบบการพิมพ์ใบเสร็จผ่านโปรแกรมหน้าร้าน เช่น ระบบ POS ที่สามารถพิมพ์ใบเสร็จให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงินได้ทันที  นอกจากนี้ในกรณีที่พิมพ์ใบเสร็จแบบใบกำกับภาษี ที่ต้องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็มีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มาพร้อม ฟอร์มใบเสร็จรับเงิน ในระบบให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือช่วยบันทึกเอกสารให้อัตโนมัติในระบบ สามารถเรียกดูได้ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลดปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าแบบออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยสร้างใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมระบบการจัดการด้านบัญชีอย่างครบวงจรเพื่อธุรกิจทุกขนาด ให้การทำงานเป็นระบบ ลดขั้นตอนอันยุ่งยาก และเพิ่ม Productivity ของพนักงาน โดยโปรแกรม PEAK สามารถจัดทำใบเสร็จรับเงินได้ทุกรูปแบบทั้งใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา และใบเสร็จรับเงินที่ใช้กับนิติบุคคล รวมไปถึงการพิมพ์ใบเสนอราคา หรือใบแจ้งหนี้ที่มักใช้ในขั้นตอนการซื้อขายเช่นกัน หรือถ้าอยากจบปัญหายุ่งยากทางเอกสารบัญชี สามารถเลือกบริษัทรับทำบัญชีเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

19 ธ.ค. 2025

PEAK Account

13 min

ใบเสนอราคา (Quotation) ฟอร์มช่วยให้ธุรกิจปิดการขายง่ายขึ้น

ใบเสนอราคาออนไลน์ ช่วยเปลี่ยนจากคนที่สนใจให้กลายเป็น “ลูกค้า” ของคุณในไม่กี่นาที การปิดการขายให้สำเร็จ “ใบเสนอราคา” (Quotation) ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุด มันไม่ใช่แค่กระดาษบอกราคา แต่คือเอกสารที่สร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจของคุณตั้งแต่แรกเห็น หลายครั้งที่ธุรกิจพลาดโอกาสทองไป เพียงเพราะใบเสนอราคาที่ดูไม่เป็นมืออาชีพ ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือส่งช้าเกินไป ทำความรู้จัก ใบเสนอราคา คืออะไร? ใบเสนอราคา คือเอกสารที่ผู้ขาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือบุคคลธรรมดา ออกให้กับลูกค้าหรือผู้ที่สนใจ เพื่อเสนอรายละเอียดสินค้า บริการ ราคา และเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อหรือจ้างงาน เอกสารนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะในกรณีของ ใบเสนอราคาบุคคลธรรมดา ซึ่งมักใช้ในกลุ่มฟรีแลนซ์หรือเจ้าของกิจการรายย่อย การจัดทำใบเสนอราคาที่มีข้อมูลครบถ้วน เช่น รายการสินค้าและบริการ ราคา เงื่อนไขการชำระเงิน และค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน จะช่วยให้ลูกค้าพิจารณาข้อเสนอได้ง่ายขึ้นและเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย เหตุผลที่ธุรกิจของคุณต้องใช้ “ใบเสนอราคาออนไลน์” ให้ลูกค้า ฟีเจอร์เด่นบน “ใบเสนอราคาออนไลน์” จาก PEAK ใบเสนอราคาที่ดี ต้องช่วยธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่ 1: ช่วยปิดการขายได้ไว และสร้างความนน่าเชื่อถือ ตัวอย่างที่ 2: ช่วยวางบิล และเก็บเงินได้เร็ว ความสำคัญของใบเสนอราคา ทำไมธุรกิจต้องมี? ไม่ว่าคุณจะเป็นฟรีแลนซ์ (บุคคลธรรมดา) หรือบริษัทขนาดใหญ่ (นิติบุคคล) ใบเสนอราคา (Quotation) เป็นมากกว่าแค่เอกสารบอกราคา แต่เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังในการสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย การทำใบเสนอราคาที่ถูกต้อง ครบถ้วน และดูเป็นมืออาชีพ จึงเป็นความน่าเชื่อถืออีกเรื่องที่ธุรกิจต้องมี นี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไม: องค์ประกอบสำคัญ! ใบเสนอราคาที่ดีควรมีอะไรบ้าง? Tip: สำหรับ “ใบเสนอราคาบุคคลธรรมดา” หรือฟรีแลนซ์ ควรระบุอัตราภาษี หัก ณ ที่จ่าย 3%” ไปในใบเสนอราด้วยเพื่อความชัดเจนตั้งแต่เริ่มงาน ตัวอย่างเอกสารฟอร์มใบเสนอราคาบุคคลธรรมดา สำหรับคนที่ยังนึกไม่ออกว่าฟอร์มใบเสนอราคาบุคคลธรรมดาเป็นอย่างไร เรามีตัวอย่างฟอร์มใบเสนอราคาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาให้ดูกัน ตัวอย่าง: ใบเสนอราคาออนไลน์ (ภาษาไทย) ที่สร้างด้วยโปรแกรม PEAK ตัวอย่าง: ใบเสนอราคาออนไลน์ (ภาษาอังกฤษ) ที่สร้างด้วยโปรแกรม PEAK การสร้างใบเสนอราคาออนไลน์ เริ่มขายได้ในไม่กี่นาที ด้วยโปรแกรม PEAK เพราะใบเสนอราคาต้องสวยงาม น่าเชื่อถือ และส่งให้ลูกค้าได้ทันที สร้างใบเสนอราคาออนไลน์ขอองคุณเองได้เพียง 4 ขั้นตอน ดูวิธีใช้งานโปรแกรมทำใบเสนอราคา PEAK ฉบับเต็ม เชื่อมต่อใบเสนอราคากับใบเสร็จรับเงินอย่างเป็นระบบ หยุดเสียเวลากับการทำเอกสารเองที่อาจผิดพลาดและล่าช้า! ได้เวลาเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือที่ “แม่นยำ” และ “รวดเร็ว” กว่าด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ คุณสามารถสร้าง ใบเสนอราคาออนไลน์ได้ทันที และยังเชื่อมต่อข้อมูลไปยัง บิลเงินสด หรือ ใบเสร็จรับเงิน ได้อีกด้วย ทุกเอกสารจึงครบถ้วน ถูกต้อง 100% ช่วยป้องกันปัญหาจุกจิกกวนใจ และยกระดับธุรกิจของคุณให้ดูเป็นมืออาชีพ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

30 พ.ย. 2025

PEAK Account

11 min

เคล็ดลับ ช่วยเก็บเงินลูกค้าง่ายขึ้นด้วย Payment Collection

ปัญหาลูกค้าชำระเงินช้า หรือข้อมูลบนเอกสารทำจ่ายผิดพลาดจนทำให้จ่ายเงินล่าช้า เป็นหนึ่งในปัญหาที่ธุรกิจต้องเคยเจอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “เงินสดหมุนเวียน” ขององค์กรโดยตรง หรือบางครั้งการออกเอกสารแต่ละครั้งก็ใช้เวลานานจนไม่มีเวลาโฟกัสในจุดอื่นของธุรกิจ แต่ในปัจจุบันมีระบบ Payment Collection ที่เข้ามาช่วยจัดการในขั้นตอนการเรียกเก็บเงินได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ลดระยะเวลาการทำงาน และลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดลงไปได้ ซึ่งระบบนี้จะน่าสนใจมากแค่ไหน และทำอะไรได้บ้างมาติดตามในบทความนี้กันได้เลย Payment Collection คืออะไร Payment Collection คือ ระบบการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า ที่สามารถเลือกช่องทางวิธีการชำระเงินได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น QR Code, Payment Link หรือช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ซึ่งผู้ขายสามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าผ่านช่องทางเหล่านี้ และระบบจะทำการบันทึกข้อมูลในโปรแกรมบัญชีที่ใช้งานให้อัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบรายละเอียด เช่น การติดตามยอด การตรวจสอบกระแสเงินสด และสถานะการชำระเงินได้แบบเรียลไทม์ ทำให้เป็นอีกหนึ่งระบบทางบัญชีที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนจัดการธุรกิจได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ประโยชน์ของ Payment Collection ที่มีต่อธุรกิจ ประโยชน์หลัก ๆ ของฟีเจอร์รับชำระเงิน ไม่ได้มีเพียงแค่การแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินให้อัตโนมัติและเรียลไทม์ แต่ยังมีข้อมูลอื่นที่น่าสนใจประกอบไปด้วย 4 ข้อหลักดังนี้ 1. เก็บเงินได้เร็วขึ้น ด้วยรูปแบบการชำระเงินที่ทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้นอย่างการชำระผ่าน QR Code หรือ Payment Link ต่าง ๆ เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า เมื่อลูกค้าจ่ายเงินได้ง่ายขึ้นก็เพิ่มโอกาสที่จะชำระเงินได้เร็วยิ่งขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง ซึ่งสิ่งนี้ช่วยลดปัญหาที่อาจกระทบกระแสเงินสดที่หลายครั้งเกิดจากการที่ลูกค้าชำระเงินล่าช้า 2. ติดตามสถานะการชำระเงินได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบรับชำระเงินออนไลน์ ที่มีอยู่ในโปรแกรมบัญชี ช่วยให้นักบัญชีหรือผู้ประกอบการสามารถดูสถานะการชำระเงินได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ไม่จำเป็นต้องคอยตรวจสอบด้วยตัวเองหรือต้องคอยจำกำหนดการชำระเงินอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีระบบคอยแจ้งเตือนสถานะ เช่น ยังไม่ได้ชำระ, ชำระเรียบร้อยแล้ว, หรือเลยกำหนดชำระ ช่วยให้นักบัญชีหรือผู้ประกอบการติดตามได้ดียิ่งขึ้น ลดโอกาสพลาดลืมทวงเงินจากลูกค้าลงไปได้ 3. ข้อมูลเชื่อมเข้าบัญชีอัตโนมัติ ในหลายครั้งการบันทึกบัญชีอาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ แต่ด้วยฟีเจอร์ติดตามการชำระเงิน ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบบัญชีได้อัตโนมัติ โดยเป็นการจับคู่กับใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในระบบ ทำให้สามารถช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชีที่อาจเกิดขึ้นได้ ที่สำคัญช่วยลดระยะเวลาการทำงานของพนักงาน ไม่จำเป็นต้องมาคอยนั่งจับคู่เอกสารด้วยตัวเองอีกต่อไป 4. ช่วยให้ธุรกิจมีความเป็นมืออาชีพ น่าเชื่อถือ ระบบรับชำระเงินแบบอัตโนมัติ จะระบุช่องทางการชำระเงินไว้ในใบแจ้งหนี้ไว้อย่างชัดเจน โดยมักจะเป็นในรูปแบบของ QR Code หรือ Payment Link ซึ่งส่วนนี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัท แสดงให้เห็นว่ามีการใช้ระบบทันสมัย สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการที่มีการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Business to Business (B2B) ขั้นตอนการใช้งาน Payment Collection ใน PEAK โปรแกรมบัญชี PEAK ก็มาพร้อมกับระบบรับชำระเงินอัตโนมัติ ให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ร่วมกับระบบบัญชีที่มีฟีเจอร์อย่างครบวงจร ที่สำคัญระบบ Payement Collection ของ PEAK นั้นใช้งานง่ายมาก มีเพียงแค่ 4 ขั้นตอนเท่านั้น! 1. เปิดใช้งานระบบ Payment Collection อันดับแรกให้ทำการเปิดการใช้งานระบบ Payment Collection ก่อนด้วยการเข้าไปที่ “การตั้งค่า” > “การรับชำระเงิน” และเปิดใช้งาน 2. เชื่อมบัญชีธนาคารหรือ Payment Gateway ถัดมาเป็นการเชื่อมต่อระบบเข้ากับบัญชีธนาคารหรือ Payment Gateway ที่เราต้องการใช้ในการรับชำระเงิน ซึ่งตรงส่วนขั้นตอนนี้จะใช้วิธีการเชื่อมต่อระบบ API เข้ากับระบบของธนาคาร ยกตัวอย่างระบบที่ PEAK สามารถเชื่อมต่อได้ เช่น 3. ออกใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีใน PEAK เมื่อเชื่อมต่อกับธนาคารหรือช่องทางการรับเงินแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการออกใบแจ้งหนี้ ซึ่งระบบจะทำการสร้างใบแจ้งหน้าที่มาพร้อมกับ QR Code หรือ Payment Link ได้ คลิกดูขั้นตอนการออกใบแจ้งหนี้ใน PEAK 4. ติดตามสถานะการชำระเงินแบบเรียลไทม์ สุดท้ายเมื่อทำการส่งใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ระบบจะคอยอัปเดตสถานะการชำระเงินของแต่ละ Payment Collection ที่ได้ส่งออกไปผ่านใบแจ้งหนี้ให้อัตโนมัติ ในขั้นตอนนี้ผู้ประกอบการหรือนักบัญชีสามารถคอยตรวจสอบสถานะอย่างสม่ำเสมอ หากครบกำหนดการชำระเงินแล้ว ก็ควรที่จะรีบติดตามเงินจากลูกค้า เพื่อสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตารางเปรียบเทียบเวลาการออกเอกสารและรับชำระเงิน การใช้ระบบรับชำระเงินของ PEAK ช่วยลดระยะเวลาการทำงานในทุกขั้นตอนของการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า ตั้งแต่การออกเอกสารใบแจ้งหนี้ → การติดตามชำระเงิน → ตรวจสอบเงินเข้า → ออกใบเสร็จ → การส่งเอกสารให้ลูกค้า จากปกติที่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการจัดเตรียมเอกสาร โปรแกรม PEAK ช่วยลดระยะเวลาเหลือเพียง 1-2 นาที รวมไปถึงไม่ต้องคอยคอยดูสถานะการชำระเงิน และโทรติดตามเงินจากลูกค้าด้วยตัวเอง เพราะโปรแกรม PEAK ช่วยจัดการให้อัตโนมัติ ลดระยะเวลาการทำงาน ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด สามารถโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น เพิ่มเวลาพัฒนาธุรกิจด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การบริหารเวลาในการทำธุรกิจเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อการเติบโต เพราะหากผู้ประกอบการ หรือพนักงานต้องใช้เวลาไปกับการทำงานที่มีความจำเป็นน้อยกว่า เช่น การต้องคอยออกใบแจ้งหนี้เพื่อส่งให้ลูกค้า หรือคอยตามเงินเองทุกครั้ง ทำให้ไม่มีเวลาทำงานส่วนวิเคราะห์ หรือคิดหาไอเดียใหม่ ๆ ในการสร้างยอดขายที่ส่งผลต่อการเติบโตโดยตรง ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ธุรกิจพัฒนาช้าไปด้วย ทำให้ฟีเจอร์รับชำระเงินของ PEAK เป็นตัวช่วยแก้ปัญหาเรื่องการจัดการเวลา ให้ทำงานด้านเอกสารเสร็จเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้มีเวลาในการโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันระบบ Payment Collection ของ PEAK สามารถเชื่อมต่อระบบกับธนาคารและผู้ให้บริการอื่น ๆ เช่น SCB QR Payment, Krungsri Bill Payment Collection, BBL QR Code Collection, Pay Solutions, Beam, ChillPay ซึ่ง PEAK ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาระบบรับชำระเงินแบบอัตโนมัติ ของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจัดการกับธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในอนาคต! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

28 พ.ย. 2025

PEAK Account

14 min

ซื้อของจาก SME ต้องรู้ เครดิตเทอม จ่ายภายในกี่วัน

การค้าขายกับธุรกิจมักจะไม่ได้ชำระเงินกันโดยทันทีหลังส่งมอบ แต่จะมีการให้ เครดิตเทอม แต่หลายครั้ง เครดิตเทอม ก็กลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการเอาเปรียบธุรกิจ SME อยู่เสมอ ซึ่งทางภาครัฐก็ได้มีการออกข้อกำหนดเพื่อให้การค้าเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่ต้องคอยติดตามข้อกำหนดเหล่านี้อยู่เสมอ และในบทความนี้เราจะมาแนะนำความรู้เกี่ยวกับเครดิตเทอมและข้อกำหนดที่ควรทราบกัน เครดิตเทอม คืออะไร? เครดิตเทอม หรือ สินเชื่อการค้า คือ ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขในการชำระเงินระหว่างคู่ค้าทางธุรกิจ โดยเป็นในรูปแบบของสินเชื่อที่ผู้ขายออกให้แก่ผู้ซื้อ ที่ผู้ขายจะส่งมอบสินค้าหรือบริการก่อน แล้วให้ผู้ซื้อชำระเงินภายในระยะเวลา เครดิตเทอม ที่กำหนดไว้ ซึ่งระยะเวลาขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างคู่ค้า อาจเริ่มต้นตั้งแต่ 15 วัน จนถึง 45 วัน ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจเรื่องเครดิตเทอม เครดิตเทอม ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจ สามารถวางแผนจัดการกระแสเงินสดได้ และถือว่าเป็นเรื่องปกติในการทำธุรกิจแบบ Business to Business (B2B) ที่มักจะมาข้อกำหนดเครดิตเทอมขึ้นมาเสมอ แต่ปัญหาของเครดิตเทอม คือ มีโอกาสกลายเป็นหนี้สูญหากผู้ซื้อไม่จ่ายเงินตามข้อกำหนด และ ในบางครั้งก็เกิดการเอาเปรียบกันด้วยการขอเครดิตเทอมที่นานเกินควรจนผู้ขายเกิดปัญหาด้านสภาพคล่อง โดยเฉพาะในธุรกิจ SME ที่มีอำนาจต่อรองน้อย ยกตัวอย่างสถานการณ์การกำหนดเครดิตเทอม เช่น  ธุรกิจ A เป็นธุรกิจขนาดเล็ก SME ขายบริการ ทำแคมเปญการตลาดออนไลน์ ให้บริษัท B โดยตกลงกันไว้ว่าจะนับระยะเวลาเครดิตเทอมหลังจากที่ส่งมอบบริการและเอกสารครบถ้วน ซึ่งหลังจากให้บริการเสร็จสิ้น ทางธุรกิจ A ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงินจากบริษัท B โดยกำหนดเครดิตเทอม 30 วันนับจาก วันที่ 1 ตุลาคม หมายความว่าบริษัท B จำเป็นต้องชำระเงินภายในวันที่ 31 ตุลาคม หรือ 30 วันหลังจากส่งมอบบริการและเอกสารนั่นเอง ประกาศเครดิตเทอมจากสำนักงานกรรมการการแข่งขันทางการค้า ด้วยช่องโหว่ที่อาจก่อให้เกิดการเอาเปรียบกันระหว่างธุรกิจในด้านการกำหนดเครดิตเทอม ทางสำนักงานกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) จึงกำหนดประกาศที่ ห้ามกำหนดเครดิตเทอมเกิน 30-45 วัน ในกรณีที่ผู้ขายเป็นธุรกิจขนาดกลาง หรือขนาดย่อม (SMEs) ผ่านประกาศ “แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้เครดิตเทอม กรณีผู้ขายสินค้าหรือบริการประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)” โดยวัตถุประสงค์ของประกาศนี้เพื่อป้องกันการเอาเปรียบธุรกิจ SMEs เพราะมีอำนาจการต่อรองที่น้อยกว่า เพราะก่อนหน้าที่จะมีกฎหมายเข้ามากำหนด บางครั้งธุรกิจ SME ต้องเจอกับเครดิตเทอมที่ยาวนาน 60-90 วัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจ การที่ กขค. ออกประกาศกรอบระยะเวลาของเครดิตเทอมให้ชัดเจนเช่นนี้ จึงช่วยผู้ประกอบการ SME ได้มหาศาล ผู้ที่ต้องทำตามประกาศเครดิตเทอม สำหรับผู้ที่ต้องปฏิบัติตามประกาศข้างต้น คือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนทุกรายที่ซื้อสินค้า/บริการจาก ธุรกิจ SMEs ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ด้วยการกำหนดเครดิตเทอมภายใน 30-45 วันตามที่กฎหมายกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษตามมาอีกด้วย รายละเอียดเกี่ยวกับประกาศเครดิตเทอม ในส่วนของระยะเวลาเครดิตเทอมที่ได้กำหนดไว้ 30-45 วัน แบ่งได้ตามประเภทของสินค้าหรือบริการ โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้ นอกจากนี้ในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงิน เช่น ใบสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ หรือใบกำกับภาษี จำเป็นต้องระบุวันชำระเงินไว้อย่างชัดเจน ทั้งนี้หากมีเหตุผลอันสมควรให้มีเครดิตเทอมเกิน 45 วันสามารถทำได้ตามการตกลงร่วมกันระหว่างคู่ค้า แต่หากไม่มีเหตุผลที่มากพอถือว่าเป็นความผิด ใครบ้างที่ถือว่าเป็น SME ภายใต้ประกาศเครดิตเทอม? ทาง กขค. ก็ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ ที่ใช้พิจารณาว่าธุรกิจประเภทไหนถึงเข้าข่ายเป็นธุรกิจ SME โดยมีการกำหนดธุรกิจแต่ละรูปแบบได้ 2 ประเภทดังนี้ หากธุรกิจของคุณ หรือคู่ค้าของคุณ เข้าข่ายข้อกำหนดข้างต้นก็หมายความว่าเป็นธุรกิจ SME และต้องให้เครดิตเทอมตามที่กฎหมายกำหนดด้วยนั่นเอง ทั้งนี้ในธุรกิจอาจมีทั้งการขายสินค้าและให้บริการที่มีการจ้างงานไม่เกินที่กำหนด ให้พิจารณาเงื่อนไขโดยใช้เกณฑ์ของรายได้หลักมาพิจารณา ยกตัวอย่าง เช่น ธุรกิจ A ทำธุรกิจผลิตสินค้าและให้บริการ มีการจ้างงาน 120 คน โดยมีรายได้จากการผลิตสินค้าขาย 500 ล้านบาท/ปี และธุรกิจให้บริการ 200 ล้านบาท/ปี หมายความว่าธุรกิจ A มีรายได้หลักจากการผลิตสินค้า จึงต้องใช้เกณฑ์การพิจารณาของ “ธุรกิจขายสินค้า: รายได้สูงสุดไม่เกิน 500 ล้านบาท/ปี”ซึ่งหากพิจารณาจากตัวเลขแบบแยกประเภทการขายสินค้าและบริการแล้วอาจเข้าใจว่ายังถือว่าเป็น SME อยู่ แต่หากนำตัวเลขรายได้มารวมกันเกินได้ 700 ล้านบาท/ปี ซึ่งเกินกำหนดของธุรกิจขายสินค้าที่ 500 ล้านบาท/ปี หมายความว่าธุรกิจ A จะไม่ถือว่าเป็น SME บทลงโทษ และช่องทางร้องเรียน กฎหมายเครดิตเทอมสำหรับ SME มีบทลงโทษกำหนดไว้อย่างชัดเจน โดยผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมีบทลงโทษเป็นการปรับเงินสูงสุด 10% ของรายได้ต่อปี นอกจากนี้ประกาศยังได้ระบุพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่สามารถร้องเรียนได้ โดยมีทั้งหมด 3 พฤติกรรมดังนี้ 1. การประวิงเวลาไม่ยอมชำระหนี้ตามที่เครดิตเทอมกำหนด การประวิงเวลาหรือการที่ผู้ซื้อไม่ชำระหนี้ตามเครดิตเทอมที่ได้ตกลงกันไว้ โดยไม่ได้มีเหตุผลอันสมควรแก่การขยายเวลาชำระหนี้ ซึ่งพฤติกรรมนี้เข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า 2. เปลี่ยนแปลงระยะเวลาเครดิตเทอม การเปลี่ยนระยะเวลาให้เครดิตเทอม หากไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้าภายใน 60 วัน และไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ถือว่าเป็นความผิดเช่นเดียวกัน 3. พฤติกรรมลักษณะอื่น ด้วยอำนาจต่อรองของธุรกิจ SME ที่อาจมีน้อยกว่าคู่ค้าในบางครั้ง อาจทำให้เกิดการเอาเปรียบกันเกิดขึ้น ซึ่งพฤติกรรมลักษณะอื่น เช่น การกำหนดเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติมที่เป็นการสร้างภาระให้แก่ธุรกิจ SME โดยไม่จำเป็น หากธุรกิจ SME พบพฤติกรรมเหล่านี้ของคู่ค้าในการทำธุรกิจร่วมกันสามารถร้องเรียนได้ผ่านช่องทาง รู้ข้อกฎหมายไว้ ไม่ถูกเอาเปรียบ ในการทำธุรกิจ การรู้ข้อกฎหมายให้ครอบคลุมมากที่สุดช่วยลดโอกาสถูกการเอาเปรียบได้ โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่อำนาจต่อรองไม่สูง หลายครั้งโดนตั้งเงื่อนไขต่าง ๆ มากมายจากคู่ค้า เมื่อไม่ถูกเอาเปรียบ ก็สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ติดตามบทความจาก PEAK ที่นำเสนอความรู้ทางธุรกิจตั้งแต่บัญชี ภาษี ไปจนถึงข่าวสารข้อกำหนดกฎหมายใหม่ ๆ เพื่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะ! สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการเพิ่มสภาพคล่อง และอยากเข้าใจการใช้เครดิตเทอมอย่างถูกต้อง นอกจากการศึกษากฎหมายเครดิตเทอมแล้ว คุณยังสามารถเลือกใช้บริการเครดิตเทอมจากผู้ให้บริการที่เชื่อถือได้ เช่น OfficeMate ที่สรุปขั้นตอนและเงื่อนไขการขอเครดิตเทอมออนไลน์ไว้ สร้างใบแจ้งหนี้ออนไลน์ใน 1 นาที ปัจจุบัน ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ต่างหันมาใช้ใบแจ้งหนี้ออนไลน์กันมากขึ้น เพราะสร้าง QR Code ให้ลูกค้าชำระเงินได้สะดวกและลดขั้นตอนการรับชำระได้อย่างมาก บทความนี้จึงขอแนะนำให้ลองสร้างใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบง่ายๆ ผ่านโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ซึ่งใช้งานไม่ซับซ้อน และมีข้อดีที่ช่วยให้ธุรกิจทำงานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น ดังนี้ สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า OFM! สำหรับลูกค้า OfficeMate (OFM) ที่ต้องการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างมืออาชีพ เรามีตัวช่วย!PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ทำให้การทำบัญชี การเงิน และภาษีเป็นเรื่องง่ายและ อัตโนมัติ ช่วยลดงานเอกสารและประหยัดเวลาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI, API) แถมยังได้ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time พิเศษ: ลูกค้า OFM ทดลองใช้ฟรี 30 วัน พร้อม ส่วนลดพิเศษ เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปี!ให้ PEAK เป็นหลังบ้านดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณ จัดการได้อย่างมืออาชีพ!ลงทะเบียนรับสิทธิ์:  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

14 พ.ย. 2025

PEAK Account

15 min

เคล็ดลับ บริหารสินค้าคงคลัง ป้องกันทุนจม สินค้าขาดสต๊อก

การบริหารสินค้าคงคลัง ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่ช่วยจัดการสต๊อกสินค้าให้มีพอขายเท่านั้น แต่ยังส่งผลกับการเงินของกิจการ หากจัดการไม่ดีก็เป็นต้นตอของปัญหาเงินทุนจมที่หลายกิจการกำลังเจออยู่ และเพื่อให้ธุรกิจบริหารสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้เรามี 3 สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้เกี่ยวกับการจัดการสินค้าคงคลังมาแนะนำกัน การบริหารสินค้าคงคลัง คืออะไร? สำคัญอย่างไร? การบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management) คือ กระบวนการในการจัดการหรือควบคุมสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าของกิจการเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจมากที่สุด โดยกระบวนการดังกล่าวจะรวมตั้งแต่การจัดลำดับสั่งซื้อสินค้า การจัดเก็บ ผลิต และจำหน่าย ซึ่งธุรกิจที่ไม่มี การบริหารสินค้าคงคลัง มักพบปัญหาเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือค้างสต๊อก จนนำไปสู่ต้นทุนที่จมหายไปกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยใช้เหตุ หรือหากบริหารสต๊อกสินค้าไม่ดีก็มีโอกาสที่สินค้าจะขาดแคลน ขายดีจนเตรียมของไม่ทัน พลาดโอกาสสร้างรายได้มหาศาล นับเป็นปัญหาที่หลายธุรกิจต้องเจอหากไม่มีการเตรียมตัวที่ดีมากพอ เกิดอะไรขึ้นถ้าธุรกิจ ไม่บริหารสินค้าคงคลัง สำหรับธุรกิจที่ไม่ได้มีการบริหารสินค้าคงคลังอย่างเป็นระบบ อาจนำไปสู่ปัญหาที่กระทบในหลายด้านของธุรกิจไม่ว่าจะเป็นด้านกำไรขาดทุน สภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น สูญเสียสภาพคล่องทางการเงิน: สั่งสินค้ามาเยอะเกินไปจนขายไม่ทันกระทบต่อสภาพคล่อง ไม่สามารถเปลี่ยนสินค้าเป็นเงินได้เร็วมากพอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสต๊อกสินค้า เจ้าของกิจการควรเริ่มต้นให้ความสำคัญกับการทำระบบสินค้าคงคลังเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้น 3 สิ่งต้องรู้ เพื่อบริหารสินค้าคงคลังให้เงินไม่จม การบริหารสินค้าคงคลังไม่ใช่เรื่องที่ยากอย่างที่เจ้าของกิจการหลายท่านคิด เพราะในปัจจุบันสามารถปรับใช้โปรแกรมต่าง ๆ เข้ามาช่วยจัดการในส่วนนี้ได้ แต่เพื่อวางพื้นฐานการบริหารจัดการสต๊อกให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เรามาดู 3 สิ่งที่ต้องรู้เป็นขั้นตอนเริ่มต้นก่อนไปปรับใช้ในการจัดการสต๊อกสินค้าของกิจการ 1. แยกประเภทกลุ่มสินค้าอย่างชัดเจน (ABC Analysis) อันดับแรกแนะนำให้แยกประเภทกลุ่มสินค้าให้ชัดเจนก่อน โดยเป็นการแบ่งตามมูลค่าและจำนวนของสินค้าแต่ละประเภท โดยใช้วิธีกำหนดเกรดของสินค้าเป็น A B และ C ดังนี้ ซึ่งการจัดอันดับแยกประเภทสินค้าให้ชัดเจนด้วยหลัก ABC Analysis เป็นประโยชน์ในขั้นตอนการบริหารสินค้าคงคลัง เพราะเราจะทราบได้ว่าสินค้าตัวไหนขายดีทำกำไรได้สูง เพื่อให้สามารถสต๊อกสินค้าได้ถูกต้องตามข้อมูลที่มี 2. เข้าใจต้นทุน – คำนวณต้นทุนที่แท้จริง (Cost per Item) การเข้าใจต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าที่มีอยู่ในสินค้าคงคลัง เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้สามารถวางแผนจัดการสินค้าในคลังได้ ซึ่งปัญหาที่หลายธุรกิจมักพบคือ มีการคำนวณต้นทุน แต่ไม่ใช่ต้นทุนจริงที่โดยส่วนใหญ่จะมากกว่าต้นทุนที่ประมาณกันไว้ เพราะมีค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากตัวสินค้า เช่น ค่าจัดเก็บสินค้า ค่าบรรจุ หรือค่าจัดส่ง เมื่อทราบต้นทุนแท้จริงของสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการก็จะสามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบกับยอดขายได้ว่าสินค้าตัวไหนควรเก็บไว้ในคลัง เช่น  นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการบริหารกระแสเงินสดว่าสินค้าชิ้นไหนก่อให้เกิดต้นทุนจมเยอะ ก็สามารถลดจำนวนการสั่งสินค้าประเภทนั้น เพื่อให้มีกระแสเงินสดดียิ่งขึ้นได้ 3. รู้จุดสั่งซื้อ – ตั้งจุดสั่งซื้อซ้ำ (Reorder Point) ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องที่หลายธุรกิจมองข้าม คือการกำหนดจุดสั่งซื้อซ้ำ หรือก็คือการที่เจ้าของกิจการรู้ว่าต้องสั่งสินค้าเมื่อไหร่ เพื่อให้พอดีกับจำนวนการสั่งซื้อ สินค้าไม่ขาด และไม่เหลือทิ้งจนต้นทุนจม ช่วยให้การบริหารสินค้าคงคลังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจุดสั่งซื้อซ้ำสามารถคำนวณได้โดยแบ่งเป็นสองขั้นตอนดังนี้ 1. คำนวณ จำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย หรือจำนวนสินค้าสำรองขั้นต่ำที่ควรมีเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าขาดแคลนหรือตุนสินค้าไว้มากเกินไป (จำนวนการขายสูงสุดในหนึ่งวัน x ระยะเวลาการรอสินค้าที่นานที่สุด) – (จำนวนสินค้าเฉลี่ยที่ขายได้ในแต่ละวัน x ระยะเวลาการรอสินค้าใหม่ในแต่ละรอบ) = จำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย 2. คำนวณ จุดสั่งซื้อซ้ำ (จำนวนที่ขายเฉลี่ยต่อวัน x ระยะเวลารอของ) + จำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย = จุดสั่งซื้อซ้ำ ยกตัวอย่างเช่นการคำนวณหาจุดสั่งซื้อซ้ำของ ธุรกิจ A นำเข้า Gadget จากต่างประเทศ ขายเฉลี่ยต่อวัน 20 ชิ้น และใช้เวลาในการสั่งสินค้าต่อรอบ 5 วัน ส่วนสถิติยอดขายสูงสุดในวันเดียวคือ 50 ชิ้น และเคยใช้ระยะเวลานานสุดในการสั่งสินค้า 7 วัน 1. คำนวณหาจำนวนสต๊อกที่ปลอดภัย (50 x 7) – (20 x 5) = 250 ชิ้น 2. คำนวณ จุดสั่งซื้อซ้ำ (20 x 5) + 250 = 350 ชิ้น จากการคำนวณข้างต้นพบว่า จุดสั่งซื้อซ้ำของธุรกิจ A คือ เมื่อสินค้าเหลือในคลัง 350 ชิ้น หมายความว่าเมื่อมี Gadget ที่ขายเหลือ 350 ชิ้นในคลังสินค้า ก็ควรสั่งสินค้าเพิ่มทันที ความสำคัญของการกำหนดจุดสั่งซื้อซ้ำคือ เจ้าของกิจการสามารถวางแผนเพื่อป้องกันสินค้าขาดสต๊อก รวมไปถึงป้องกันไม่ให้สั่งสินค้าเกินความจำเป็นจนทำให้เกิดสินค้าค้างสต๊อกกลายเป็นทุนจม ข้อมูลที่ต้องมี เพื่อจัดการบริหารสินค้าคงคลัง อย่างมืออาชีพ การจัดการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมืออาชีพ จำเป็นต้องมีข้อมูลในมือที่ครอบคลุมครบถ้วน เพราะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ โดยข้อมูลที่ต้องมีประกอบไปด้วยหลัก ๆ 4 ส่วนด้วยกัน ข้อมูลการจัดซื้อ เช่น ระยะเวลาในการรอสินค้า หรือเงื่อนไขการชำระเงิน เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ต้องใช้เพื่อการคำนวณจุดซื้อซ้ำ และสามารถใช้ข้อมูลด้านการชำระเงินเพื่อบริหารกระแสเงินสดได้ด้วย เมื่อเจ้าของกิจการทราบข้อมูลทั้ง 4 ส่วนก็สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ต่อยอดเพื่อการบริหารจัดการสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยลดปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือเงินทุนจมได้ ประโยชน์ที่ได้รับ จากการบริหารสินค้าคงคลัง การบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีศักยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การนับสินค้าที่อยู่ในโกดังเท่านั้น แต่คือ “การวางแผนเงินทุนหมุนเวียน” เพื่อให้มีกระแสเงินสดในการทำธุรกิจ ซึ่งการวางแผนที่ดีควรต้องรู้ต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าและจุดสั่งซื้อซ้ำที่เหมาะสม ซึ่งประโยชน์ที่น่าสนใจ 3 ข้อประกอบไปด้วย ซึ่งจาก 3 ข้อข้างต้นก็แสดงให้เห็นว่าการบริหารสินค้าคงคลังเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจในระยะยาว ช่วยให้สามารถวางแผนธุรกิจได้ดีมากยิ่งขึ้น เริ่มต้นวิเคราะห์สินค้ารายตัว ง่ายๆ ด้วย Dashboard บน PEAK การบริหารสินค้าคงคลังสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมที่มีฟีเจอร์รองรับการจัดการส่วนของสต๊อกสินค้า ซึ่งโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ก็เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่สามารถปรับใช้เพื่อช่วยการบริหารสต๊อกสินค้า ที่ใช้งานง่าย ดูได้หลากหลายครอบคลุม เช่น 1. การจัดการสินค้า – วิเคราะห์สินค้ารายตัว ผ่านหน้า Dashboard 2. การจัดการสินค้า – วิเคราะห์ต้นทุนสินค้า ผ่าน รายการเคลื่อนไหวเป็นล็อต 3. การจัดการลูกหนี้ – ดูรายงานอายุลูกหนี้ แบบ Real-Time ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

10 min

สลิปเงินเดือน ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทได้อย่างไร?

ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ สลิปเงินเดือน และสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ที่อาจจะสงสัยว่า สลิปเงินเดือน สำคัญอย่างไร แล้วควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงจะจัดการสลิปเงินเดือนอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด มาดูคำตอบได้เลย สลิปเงินเดือน คืออะไร สลิปเงินเดือน คือ เอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อแสดงรายละเอียดการจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนในแต่ละงวด โดยระบุรายได้ รายการหัก และยอดเงินสุทธิที่พนักงานได้รับจริง ในเชิงกฎหมาย : แม้กฎหมายแรงงานจะไม่ได้บังคับให้ออกสลิปเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ สลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้างหรือการหักเงิน สลิปออนไลน์ (e-Payslip) เหมือนกับสลิปเงินเดือนปกติไหม? e-Payslip หรือสลิปเงินเดือนออนไลน์ คือสลิปเงินเดือนในรูปแบบดิจิทัล ที่ส่งให้พนักงานผ่านระบบออนไลน์หรืออีเมล แทนการพิมพ์เป็นกระดาษ ในเชิงกฎหมาย : สลิปออนไลน์ สามารถใช้แทนสลิปแบบกระดาษได้ หากข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และยังมีข้อดีสำคัญคือช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และสอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจยุคดิจิทัล สลิปเงินเดือน สร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทได้อย่างไร สำหรับองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs การมีสลิปเงินเดือนที่ชัดเจนและถูกต้องช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในหลายด้าน เช่น ในระยะยาว สลิปเงินเดือนที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานและภาษีได้อีกด้วย ข้อมูลในสลิปเงินเดือน มีอะไรบ้าง สลิปเงินเดือนที่ดีควรแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ข้อมูลรายการรับ 3. ข้อมูลรายการหัก 4. ยอดเงินสุทธิ และยอดเงินสะสม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำจ่ายเงินเดือน หนึ่งใน Pain Point สำคัญของผู้ประกอบการคือ การคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นภาษี ประกันสังคม หรือค่าล่วงเวลา การตั้งค่าระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก เช่น ซึ่งในหลายครั้ง การทำด้วยตัวเองแบบ Manual อาจใช้เวลามากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น ออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ได้ง่ายๆ (e-Payslip) ด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยผู้ประกอบการสามารถ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ ตั้งรหัสผ่านเฉพาะบุคคล และจัดเก็บสลิปเงินเดือนอย่างปลอดภัย ง่าย ไม่ซับซ้อน แม้ไม่มีพื้นฐานด้านบัญชี เพียงแค่นี้ ระบบจะสร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และสรุปรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ จุดเด่นของ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการสลิปเงินเดือนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการค้นหาเอกสาร และลดภาระงานของฝ่ายบัญชีหรือ HR ได้อย่างชัดเจน แค่เข้าสู่เมนูเงินเดือน > เลือกบันทึกเงินเดือนที่ต้องการส่งสลิป > คลิกปุ่ม อีเมล เพียงเท่านี้ระบบจะจัดส่งสลิปเงินเดือนให้กับพนักงานโดยอัตโนมัติ PEAK Payroll สามารถสร้างไฟล์พร้อมยื่นประกันสังคม นำไฟล์ไปใช้ยื่นผ่านระบบ SSO e-Service ได้โดยตรง ช่วยลดความยุ่งยากจากการเตรียมเอกสาร ความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ และช่วยประหยัดเวลาลงได้ PEAK Payroll รองรับการ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และนำข้อมูลไปสร้างแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก ได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้การจัดการภาษีเงินเดือนเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับกฎหมาย เพียงแค่นำไฟล์จาก PEAK Payroll ไปใส่ในเว็บไซต์ธนาคารเพียงแค่นี้การจ่ายเงินเดือนก็จะถูกต้อง เป็นระบบ และที่สำคัญรวดเร็วกว่าพนักงานโอนเองทีละรายการ สลิปเงินเดือนที่เป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นใจ สลิปเงินเดือน เป็นหัวใจสำคัญของความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องทางกฎหมายของธุรกิจ หากต้องการลดภาระงานด้านเงินเดือน ลดความผิดพลาด และจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบเดียวกัน PEAK Payroll คือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการสลิปเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

11 ก.พ. 2026

PEAK Account

17 min

ใบกำกับภาษี คืออะไร? สรุปข้อมูลที่ต้องมีและวิธีออกให้ถูกต้อง

ใบกำกับภาษีสำคัญอย่างไร ทำไมต้องออกใบกำกับภาษี? เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการมือใหม่สงสัย ในบทความนี้เราจะมาตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ ใบกำกับภาษี ตั้งแต่ข้อมูลที่ต้องมีในเอกสาร ใครบ้างที่มีหน้าที่ออกเอกสารสำคัญนี้ พร้อมตัวอย่างใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ใบกำกับภาษี หรือ Tax invoice คืออะไร? ใบกำกับภาษี คือ หลักฐานที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกให้แก่ผู้ซื้อทุกครั้งที่มีการซื้อขาย เพื่อแสดงมูลค่าของสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ที่เรียกเก็บ หน้าที่หลัก: ใช้เป็นหลักฐานในการนำส่งภาษีขายให้กรมสรรพากร (ภ.พ.30) สำหรับผู้ซื้อ: ใช้เป็นหลักฐาน “ภาษีซื้อ” เพื่อนำไปหักลบออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายจริง ใครต้องออกใบกำกับภาษีบ้าง? ผู้ที่มีหน้าที่ออกบิล VAT หรือใบกำกับภาษี ต้องมีคุณสมบัติที่เข้าข่าย ซึ่งประกอบไปด้วยสองข้อดังนี้ หากไม่มีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษี แต่ยังคงออกเอกสารให้ผู้ซื้อจะมีความผิดทางกฎหมาย และในฝั่งผู้ซื้อเองควรตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าทุกครั้งว่าได้มีการจด VAT จริงหรือไม่ ใบกำกับภาษีมีกี่รูปแบบ? ถ้าพูดถึงใบกำกับภาษีที่ใช้กันเป็นประจำส่วนใหญ่จะเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็ม และแบบย่อ แต่หลายคนยังไม่ทราบว่าที่จริงแล้วกรมสรรพากรได้มีการระบุประเภทใบกำกับภาษีไว้ 3 รูปแบบ ดังนี้    1. ใบกำกับภาษีเต็มรูป (Full Tax Invoice)  2. ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice)  3. เอกสารอื่นที่ถือเป็นใบกำกับภาษี ซึ่งในการทำธุรกิจทั่วไปส่วนใหญ่จะเจอกับใบกำกับภาษีแบบเต็ม และแบบย่อมากกว่า ในส่วนถัดไปเราจะขอลงรายละเอียดเฉพาะเอกสารประเภทที่พบเป็นประจำ ตัวอย่างใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ในการทำธุรกิจแบบ B2B โดยส่วนใหญ่ผู้ขายจะต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปมากกว่า ซึ่งในใบกำกับภาษีต้องมีรายการดังต่อไปนี้ เพื่อให้สามารถออกเอกสารได้อย่างถูกต้อง นำไปใช้ได้จริง 1. ตำแหน่งที่แสดงคำว่า “ใบกำกับภาษี” 2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่ออกใบกำกับภาษี ข้อสังเกต 3. ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ 4. รายการ “หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขของเล่ม (ถ้ามี)” 5. รายการ “วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี” 6. รายการ “ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ” 7. รายการ “จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง” ซึ่งใบกำกับภาษีเต็มรูปสามารถออกเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax Invoice คือ รูปแบบการออกเอกสารแบบดิจิทัลช่วยให้ส่งเอกสารให้ผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการส่ง e-Tax invoice ให้กรมสรรพากร ที่มีการออกระบบช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ การออกใบกำกับภาษีแบบย่อ ในส่วนของใบกำกับภาษีอย่างย่อที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด เพราะคือ ใบเสร็จที่เรามักพบในร้านค้าปลีกทั่วไป ข้อมูลจะน้อยกว่าแบบเต็มรูป (ไม่ต้องใส่ชื่อ-ที่อยู่ผู้ซื้อ) และที่สำคัญ คือ ผู้ซื้อไม่สามารถนำใบกำกับภาษีแบบย่อไปหักภาษีขายในการคำนวณ VAT ยื่น ภ.พ. 30 ได้ ลักษณะของใบกำกับภาษีอย่างย่อจะใช้เป็นหลักฐานการรับเงิน คล้ายกับใบบิลเงินสดแต่ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะมีความเป็นทางการ ข้อมูลครบถ้วน น่าเชื่อถือมากกว่า ใครออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้บ้าง? ผู้ประกอบการต้องมีคุณสมบัติ 2 ข้อดังนี้ถึงสามารถออกใบกำกับภาษีได้ ในใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สำหรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ จำเป็นต้องมีข้อมูลดังนี้ โดยรายละเอียดในใบกำกับภาษีอย่างย่อออกเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทยก็ได้ ทั้งนี้การออกใบกำกับภาษีอย่างย่อจะไม่สามารถออก e-Tax ได้ ออกใบกำกับภาษีได้เมื่อไร? ในด้านการให้บริการจะมีความแตกต่างในเรื่องของจุดรับรู้ภาษีกับการขาย โดยมีทั้งหมด 2 แบบด้วยกันดังนี้ สรุปอีกครั้งให้เห็นภาพมากขึ้น คือ จุดรับรู้ภาษีเกิดขึ้นตั้งแต่การให้บริการเสร็จสิ้น ถึงแม้จะยังไม่จ่ายเงินก็ตาม เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่ให้บริการเสร็จสามารถออกใบกำกับภาษีและส่งให้ลูกค้าได้เลย  ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นบริษัทให้บริการต่อเติมบ้าน ให้บริการต่อเติมออฟฟิศให้องค์กรแห่งหนึ่ง หากเราต่อเติมออฟฟิศให้เสร็จแล้ว สามารถออกใบกำกับภาษีส่งให้ลูกค้าได้เลย ไม่ต้องรอจนถึงรอบการจ่ายเงินที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะออกใบกำกับให้เมื่อไหร่ก็ตาม ผู้ออกต้องทำทั้งต้นฉบับและสำเนาใบกำกับภาษี เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานสำหรับยื่น ภ.พ. 30 การออกใบกำกับภาษีต้องระวังอะไรบ้าง? ในการออกใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ประกอบการควรสังเกต 5 จุดสำคัญดังนี้ 1. สิทธิ์ในการออกใบกำกับภาษี 2. ระบุรายละเอียดในใบกำกับภาษีให้ครบถ้วน 3. ออกใบกำกับภาษีทันทีเมื่อเกิดจุดรับรู้ภาษี 4. ห้ามลืมเสียภาษี 5. แสดงความรับผิดชอบต่อลูกค้า ออกใบกำกับภาษีง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายท่านน่าจะมีความเข้าใจมากขึ้น ถ้าต้องออกใบกำกับภาษี บริษัทก็สามารถทำได้ไม่ยาก และทำได้อย่างถูกต้อง! และหนึ่งในวิธีออกใบกำกับภาษีที่สะดวกรวดเร็วมากที่สุด คือ การใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีที่ช่วยกิจการเตรียมเอกสารทางบัญชีและสร้างเอกสารทางออนไลน์ ปรับแต่งได้ในแบบที่คุณต้องการได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ทั้งยังรองรับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงการรับชำระเงินผ่าน QR CODE เมื่อสร้างเอกสารแล้ว ระบบจะบันทึกรายการบัญชีให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้กิจการออกใบกำกับภาษี ได้อย่างถูกต้อง ตรงตามงวดเวลาและยื่นแบบได้ภายในกำหนดเวลา รวมทั้งบันทึกบัญชีได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง หรือหากต้องการผู้ช่วยสามารถค้นหาสำนักงานรับทำบัญชีพาร์ทเนอร์ของ PEAK ได้เช่นกัน! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ม.ค. 2026

PEAK Account

10 min

ประกันสังคม 2569 ปรับเพดานใหม่ ได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง? และเจ้าของธุรกิจและ HR ต้องปรับตัวอย่างไร?

เมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่สำหรับคนทำงานคือ “การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคม” ซึ่งมีผลบังคับใช้จริงแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวพนักงานในบริษัทที่ต้องเตรียมตัวจัดสรรเงินใหม่ แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจและ HR ก็นับเป็นงานใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการเช่นกัน ในบทความนี้ PEAK จะพามาเจาะลึกว่าการปรับครั้งนี้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง HR ต้องทำอะไร และมีตัวช่วยอะไรที่จะทำให้งานนี้ง่ายขึ้น การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคมใหม่ มีอะไรเปลี่ยนบ้าง ต้องจ่ายสมทบเท่าไร? การปรับเพดานประกันสังคมเริ่มใช้จริงเมื่อต้นปี 2569 โดยการเปลี่ยนแปลงหลักๆ มี 3 ส่วนคือ: ทั้งนี้ กฎหมายได้แบ่งระยะเวลาการปรับขึ้นออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้องค์กรและพนักงานค่อยๆ ปรับตัว โดยมีรายละเอียดอัตราเงินสมทบดังนี้: ตารางการปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคม (พ.ศ. 2569 – 2575) ระยะเวลา (พ.ศ.) ฐานเงินเดือนสูงสุด (บาท) เงินสมทบที่ต้องจ่าย/เดือน (บาท) 2569 – 2571 (ปัจจุบัน) 17,500 875 2572 – 2574 20,000 1,000 2575 เป็นต้นไป 23,000 1,150 การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้ ไม่เพียงแค่พนักงานที่ต้องจ่ายค่าประกันสังคมเพิ่มขึ้น แต่ “บริษัท (นายจ้าง)” ก็ต้องชำระเงินสมทบในอัตราที่เท่ากันเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR ต้องรีบจัดการทันที ไม่ว่าจะเป็น: ประกันสังคมเพดานใหม่ 2569 ลดหย่อนภาษีได้เท่าไรบ้าง? ข่าวดีสำหรับทุกคนคือ เราสามารถนำเงินประกันสังคมที่จ่ายเพิ่มขึ้นมาใช้ “ลดหย่อนภาษี” ได้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะกฎหมายให้สิทธินำเงินสมทบที่จ่ายจริงมาลดหย่อนภาษีได้ 100% เมื่อคำนวณจากเพดานค่าจ้างใหม่ 17,500 บาท (เงินสมทบ 875 บาท/เดือน) จะได้ตัวเลขลดหย่อนภาษีดังนี้: สูตรคำนวณ: 875 บาท x 12 เดือน = 10,500 บาท สรุป: ในปี 2569 คุณสามารถลดหย่อนภาษีจากประกันสังคมได้สูงสุด 10,500 บาทต่อปี (เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่ลดหย่อนได้สูงสุด 9,000 บาท) ซึ่งช่วยประหยัดภาษีได้เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ ประกันสังคม 2569 พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง? ถึงแม้จะต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้น แต่สิ่งที่พนักงานได้รับกลับมาคือ “สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น” ทั้งในรูปแบบเงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินสงเคราะห์ต่างๆ เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนดังตารางนี้: สิทธิประโยชน์ ฐานเดิม (15,000 บาท) ฐานใหม่ (17,500 บาท) เจ็บป่วย (เงินทดแทน) 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน คลอดบุตร 22,500 บาท/ครั้ง 26,250 บาท/ครั้ง ทุพพลภาพ 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน เสียชีวิต 90,000 บาท 105,000 บาท ว่างงาน 7,500 บาท/เดือน 8,750 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 15 ปี) 3,000 บาท/เดือน 3,500 บาท/เดือน บำนาญ (ส่งเงิน 25 ปี) 5,250 บาท/เดือน 6,125 บาท/เดือน (หมายเหตุ: สิทธิทำฟันยังคงอยู่ที่ 900 บาท/ปี เช่นเดิม และการรักษามะเร็งยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมประกันสังคม) เจ้าหน้าที่ HR ควรประกาศข้อมูลส่วนนี้ให้พนักงานทราบ เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงสิทธิ์ของตัวเองที่เพิ่มขึ้น และลดความกังวลเรื่องเงินสมทบที่ถูกหักเพิ่ม ทำไมการปรับเพดานประกันสังคมถึงเป็น “เรื่องใหญ่” ในงาน HR? การปรับเพดานครั้งนี้ส่งผลกระทบทั้งระบบในองค์กร งานของ HR ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงนี้ ได้แก่: สำหรับบริษัทที่ยังใช้ ระบบเงินเดือนแบบ Manual (คำนวณมือหรือ Excel) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดข้อผิดพลาด เช่น คำนวณภาษีผิด ใส่เงินสมทบไม่ครบ หรือข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาที่วุ่นวายตามมา ปัญหาที่ HR มักเจอในช่วงเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และอย่าลืมว่า ในช่วงปี 2569 – 2575 จะมีการปรับเพดานถึง 3 ครั้ง หมายความว่า HR ต้องมารื้อระบบใหม่ทุกครั้ง ซึ่งเป็นภาระงานที่ไม่ควรเกิดขึ้น หากบริษัทมีระบบ Payroll ที่ดี PEAK Payroll: ระบบเงินเดือนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง PEAK Payroll คือโปรแกรมเงินเดือนที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเพดานค่าจ้างประกันสังคมในครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ช่วยให้ทีม HR ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสูตรคำนวณ: ในยุคนี้ การมีโปรแกรม Payroll ช่วยตอบโจทย์การทำงานด้านบุคคลได้จริง เพื่อให้ HR มีเวลาไปโฟกัสเรื่องการพัฒนาศักยภาพหรือดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน แทนที่จะต้องมาเสียเวลาหลายวันกับการปรับแก้ตัวเลขใน Excel ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจของ PEAK Payroll นอกจากความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ HR โดยเฉพาะ: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ม.ค. 2026

PEAK Account

13 min

เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากให้ธุรกิจเติบโต

งบการเงิน คือ หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการบริหารธุรกิจ เพราะไม่ได้ใช้แค่เพื่อยื่นภาษีหรือส่งให้ฝ่ายบัญชีเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ มองเห็นสุขภาพธุรกิจ วางแผนการเงิน และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำบทความนี้จะพาคุณเข้าใจเหตุผลว่าทำไมเจ้าของกิจการควรตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ พร้อมสรุป 5 แนวทางสำคัญในการตรวจสอบงบการเงิน ที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ทำไมเจ้าของกิจการต้องใส่ใจงบการเงินและข้อมูลทางบัญชี ผู้ประกอบการหลายคนอาจมองว่างบการเงินเป็นหน้าที่ของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง งบการเงินคือ ฐานข้อมูลสำคัญของธุรกิจ ที่เจ้าของกิจการควรเข้าใจและใช้ประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เพราะงบการเงินสามารถช่วยได้ในหลายด้าน เช่น หากงบการเงินมีข้อมูลไม่ครบ หรือคลาดเคลื่อนแม้เพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด และส่งผลกระทบต่อธุรกิจในระยะยาวได้ ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อไม่ตรวจสอบงบการเงินเป็นประจำ เมื่อผู้ประกอบการปล่อยให้การดูงบการเงินเป็นเรื่องปลายปี หรือมอบหมายให้บัญชีดูเพียงฝ่ายเดียว มักเกิดปัญหาสะสมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาษี สภาพคล่อง และความน่าเชื่อถือของธุรกิจ เช่น ปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากเริ่มต้นตรวจสอบงบการเงินอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ไม่อยากให้ธุรกิจพังเพราะงบการเงินคลาดเคลื่อน? เริ่มต้นจัดการสภาพคล่องให้ถูกวิธีตั้งแต่วันนี้ คลิกอ่านบทความฉบับเต็มของ OFM ได้ที่นี่: เผย! วิธีเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ วิกฤติไหนก็รอด เช็กงบการเงิน 5 แนวทางสำคัญ ก่อนตัดสินใจบริหารธุรกิจ การตรวจสอบงบการเงินไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากรู้ว่าควรโฟกัสจุดใดเป็นหลัก โดยสามารถแบ่งแนวทางสำคัญได้ 5 ด้านดังนี้ 1. ตรวจสอบเอกสารค้างและสถานะการอนุมัติ เอกสารทางธุรกิจ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ หรือเอกสารอนุมัติภายใน หากตกค้างหรือดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลต่อยอดขายและกระแสเงินสดโดยตรง สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 2. ตรวจสอบการขายและการรับชำระเงิน รายรับที่เข้าช้า หรือหนี้ค้างชำระ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง แม้ยอดขายจะดูดีบนกระดาษก็ตาม สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 3. ตรวจสอบรายจ่ายและต้นทุนให้ตรงความจริง รายจ่ายและต้นทุนเป็นตัวเลขที่บอกได้ชัดว่าเงินของธุรกิจถูกใช้ไปกับอะไร หากบันทึกผิดพลาด จะทำให้การวิเคราะห์กำไรและต้นทุนคลาดเคลื่อนทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 4. ตรวจสอบกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ กระแสเงินสดคือหัวใจของธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่ต้องบริหารเงินหมุนเวียนอย่างใกล้ชิด หากเงินสดขาดช่วง อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ทันที สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ 5. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบบัญชี แม้มีข้อมูลครบ แต่หากข้อมูลผิด งบการเงินก็ไม่มีความหมาย ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ต้องตรวจสอบ สิ่งที่ต้องตัดสินใจ สรุปแนวทางตรวจสอบงบการเงินให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง จากทั้ง 5 แนวทาง จะเห็นได้ว่างบการเงินไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข แต่คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ดังนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นข้อมูลทางการเงินแบบครบถ้วนและเข้าใจง่าย จะช่วยให้การตรวจสอบงบการเงินเป็นเรื่องที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน จัดการงบการเงินให้ง่ายขึ้น ด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK การบริหารงบการเงินอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากระบบที่ดี โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยให้ผู้ประกอบการดูข้อมูลงบการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผ่าน Dashboard ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate(OFM) ที่สนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุม ตั้งแต่อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์นิรภัยและสินค้าเฉพาะทาง ช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและนำไปบันทึกค่าใช้จ่ายใน PEAK ได้ทันที สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า OFM! สำหรับลูกค้า OfficeMate (OFM) ที่ต้องการจัดการเอกสารและบัญชีอย่างมืออาชีพ เรามีตัวช่วย!PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ทำให้การทำบัญชี การเงิน และภาษีเป็นเรื่องง่ายและ อัตโนมัติ ช่วยลดงานเอกสารและประหยัดเวลาด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI, API) แถมยังได้ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time พิเศษ: ลูกค้า OFM ทดลองใช้ฟรี 30 วัน พร้อม ส่วนลดพิเศษ เมื่อสมัครแพ็กเกจรายปี!ให้ PEAK เป็นหลังบ้านดิจิทัลที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณ จัดการได้อย่างมืออาชีพ!ลงทะเบียนรับสิทธิ์:  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

20 ม.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ต้นทุนแฝงที่คนขายของออนไลน์ต้องรู้

เคยสงสัยไหม? ยอดขายออนไลน์พุ่งกระฉูด แพ็กของแทบไม่ทัน แต่พอสรุปยอดตอนสิ้นเดือนกลับไม่เห็นกำไรอย่างที่ควรจะเป็น หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ “ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม” และต้นทุนแฝงมหาศาลที่ซ่อนอยู่ หากคุณไม่ได้นำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณในต้นทุนสินค้า คุณกำลังตกหลุมพรางทางธุรกิจที่ทำให้ “ยิ่งขายยิ่งขาดทุน” ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึกทุกค่าธรรมเนียม พร้อมแจกสูตรคำนวณต้นทุนแฝง และเช็กลิสต์วิธีเลือกแพลตฟอร์มให้คุ้มค่าที่สุด ทำไมการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจึงสำคัญ? ในการตั้งราคาสินค้า ผู้ประกอบการมือใหม่มักนึกถึงเพียง “ค่าสินค้า” และ “กำไรที่อยากได้” แต่ในโลก E-commerce มีค่าใช้จ่ายที่ถูกหักออกทันทีจากยอดขาย (Deduction) เช่น: การไม่นำค่าเหล่านี้มาคิดตั้งแต่ต้น จะทำให้เกิดสถานการณ์ “ขายดีมาก แต่ได้กำไรน้อยกว่าที่คิด” เพราะราคาขายจริงถูกหักต้นทุนแฝงไปมากกว่า 20-30% โดยที่คุณไม่ทันตั้งตัว ตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อให้เห็นภาพการคำนวณค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มมากขึ้น เราขอยกตัวอย่างการคำนวณต่อออเดอร์ โดยกำหนดให้ลูกค้าจ่าย 500 บาทต่อออเดอร์ จะสามารถคำนวณต้นทุนได้ดังนี้ จากตัวอย่างจะเห็นว่าต้นทุนทั้งหมดคือ 368 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนจริงที่ธุรกิจควรใช้ในการตั้งราคาสินค้า แต่บางร้านค้าอาจเลือกคิดต้นทุนจาก “ต้นทุนสินค้า” อย่างเดียวซึ่งมีมูลค่าเพียง 200 บาทเท่านั้น ทำให้ขายสินค้าถูกกว่าต้นทุนจริง ดังนั้นในการตั้งราคาควรที่จะนำต้นทุนแฝงทั้งหมด ไม่ว่าจะค่าวัสดุ ค่าส่งสินค้า หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ มาคำนวณด้วยนั่นเอง ต้นทุนแฝงในธุรกิจออนไลน์ที่ต้องระวัง การคำนวณต้นทุนทั้งหมดก่อนตั้งราคาสินค้าเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่หลายท่านอาจยังไม่ทราบในการขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงอะไรบ้างที่ควรรู้? ในส่วนนี้เรามาแนะนำให้คุณรู้จักแต่ละส่วนกัน เปรียบเทียบข้อดี–ข้อจำกัดของการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จากต้นทุนแฝงข้างต้น อาจพอเห็นกันแล้วว่า การขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนแฝงมากมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อดีหลายข้อเช่นกัน ในส่วนนี้เราเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการขายสินค้าออนไลน์ให้ดูกัน สิ่งที่ธุรกิจ “ได้รับ” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. เข้าถึงลูกค้าจำนวนมากทันที พฤติกรรมของผู้บริโภคทุกวันนี้ส่วนใหญ่หันมาซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่าที่จะต้องเดินทางไปดูสินค้าจริงที่ร้าน ทำให้การขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหนึ่งในวิธีการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากในทันที 2. ระบบชำระเงินและการจัดการออเดอร์พร้อมใช้ การวางระบบเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทั้งยังต้องใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะระบบที่จำเป็นในการขายสินค้าออนไลน์ เช่น ระบบการชำระเงิน หรือระบบการจัดการออเดอร์ ซึ่งแพลตฟอร์ม E-Commerce เป็นตัวกลางช่วยลดภาระในการจัดการวางระบบเหล่านี้ ให้กิจการสามารถเข้าถึงโอกาสขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มได้ง่ายยิ่งขึ้น 3. การตลาด/การโปรโมทของแพลตฟอร์มช่วยเพิ่มการมองเห็น แพลตฟอร์มออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้ขายสามารถโปรโมทผ่านแพลตฟอร์มได้ง่าย ทั้งยังเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ ช่วยเพิ่มการมองเห็นและเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้มากขึ้นนั่นเอง 4. ลดภาระการพัฒนาระบบเว็บไซต์ของตัวเอง ก่อนที่จะมีแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาเป็นตัวกลางขายสินค้า หลายธุรกิจเลือกใช้วิธีสร้างเว็บไซต์ของตัวเอง และจัดการระบบด้วยตัวเองทั้งหมด แต่แพลตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ช่วยลดภาระในการพัฒนาเว็บไซต์ โดยสามารถนำสินค้ามาวางขาย ออกแบบหน้าร้านออนไลน์ของตัวเองผ่านแพลตฟอร์มได้ สิ่งที่ธุรกิจ “ต้องเสีย” เมื่อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 1. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าธรรมเนียมชำระเงินซึ่งลดกำไรต่อออเดอร์ แพลตฟอร์มจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มการใช้งาน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมชำระเงิน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งลดกำไรจากการขายสินค้าต่อออเดอร์ลงไปด้วย 2. ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่อยู่กับแพลตฟอร์ม ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายส่วนใหญ่มีประโยชน์ในการนำมาทำการตลาดต่อได้ แต่เมื่อเราขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อมูลเหล่านั้นมักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม ทำให้การทำการตลาดกับลูกค้าที่เคยซื้อหรือรู้จักเราอยู่แล้วอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น 3. ข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่นหรือวิธีการขายบางอย่าง เมื่อขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นอกจากต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านการกำหนดโปรโมชั่น หรือวิธีการขายสินค้าอีกด้วย เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องมีข้อกำหนดอย่างชัดเจนในรูปแบบของการขาย 4. การคืนสินค้าและการแก้ไขปัญหาบางกรณีต้องเป็นไปตามนโยบายแพลตฟอร์ม ความเสี่ยงในการขายสินค้าออนไลน์ คือบางครั้งลูกค้าอาจไม่พอใจสินค้า หรือสินค้าเกิดเสียหายระหว่างส่ง ทำให้จำเป็นต้องมีนโยบายการคืนสินค้า หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้นจำเป็นต้องทำตามนโยบายของแพลตฟอร์ม 5. คู่แข่งปรากฏในที่เดียวกัน แข่งขันด้านราคาง่ายขึ้น การขายของออนไลน์เป็นการตัดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และเป็นแนวทางการขายที่ทุกธุรกิจเข้าถึงได้ ทำให้มีการแข่งขันที่สูงกับคู่แข่งที่ขายสินค้าเหมือนกับเรา และเมื่อสินค้าที่ขายเหมือนกัน อยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ลูกค้าเห็นเหมือนกัน หนึ่งสิ่งที่มักแข่งขันกันคือราคา ทำให้การขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์จึงมีโอกาสที่จะเกิดการแข่งขันด้านราคากันมากขึ้น เช็กลิสต์เปรียบเทียบแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ก่อนตัดสินใจ ในปัจจุบันมีแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์เปิดให้บริการหลายแอปพลิเคชัน ซึ่งแต่ละแอปฯ ก็มีความแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เรื่องของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม การใช้งาน และนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้คุณสามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมได้มากยิ่งขึ้น เรามีเช็กลิสต์สิ่งที่ต้องเปรียบเทียบเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจเลือกใช้บริการกัน 1. อัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม สิ่งแรกเราแนะนำให้ดูอัตราและประเภทของค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่ต้องเสียเช่น ค่าคอมมิชชั่น ค่าจัดโปรโมชั่นบนแอปฯ หรือค่าใช้บริการรายเดือน สามารถเลือกแพลตฟอร์มที่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นต่ำเป็นหนึ่งในปัจจัยในการเลือกได้ 2. ค่าธรรมเนียมการชำระเงินและเงื่อนไขการคืนเงิน ไม่เพียงแค่ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม แต่ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน หรือเงื่อนไขการคืนเงินก็ควรต้องได้รับการพิจารณาเช่นกัน โดยแนะนำให้เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม และนโยบายเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มที่เกี่ยวกับการขอเงินคืน 3. ระยะเวลาการโอนเงินจากแพลตฟอร์มมายังร้าน แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์จะมีรอบการโอนเงินจากสินค้าที่ขายได้มาให้เรากำหนดไว้ชัดเจน และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจได้ เพราะการที่รู้ว่าเราจะได้รับเงินจากการขายเมื่อไหร่ ทำให้สามารถวางแผนกระแสเงินสด ได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง อาจเลือกจากแพลตฟอร์มที่มีรอบการโอนเหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจในเวลานั้น 4. นโยบายคืนสินค้าและภาระค่าใช้จ่ายเมื่อมีการคืนสินค้า ปัญหาการคืนสินค้าเป็นสิ่งที่แทบจะเลี่ยงไม่ได้ในการขายออนไลน์ นโยบายคืนสินค้าของแต่ละแพลตฟอร์มก็แตกต่างกันออกไป ควรศึกษาให้ละเอียด ในที่นี้รวมไปถึงภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการคืนสินค้า เพราะกระทบต่อต้นทุนการขายของเราได้ 5. การเข้าถึงข้อมูลลูกค้า การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าช่วยให้เราสามารถต่อยอดในการทำการตลาดได้ง่ายขึ้น แต่ข้อมูลเหล่านี้มักอยู่ในมือของแพลตฟอร์ม และเลือกให้ข้อมูลแก่ร้านค้าแค่บางส่วนเท่านั้น สำหรับข้อนี้แนะนำให้ลองเปรียบเทียบดูว่าแต่ละแพลตฟอร์มให้ข้อมูลอะไรบ้าง หน้าตาของรายงานเป็นอย่างไร แล้ววิเคราะห์กับธุรกิจของเราว่าข้อมูลที่ได้นั้นเพียงพอสำหรับการต่อยอดหรือไม่ 6. ฟีเจอร์การตลาดและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง  แต่ละแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์การตลาดให้ร้านค้าเลือกใช้งาน เช่น การออกคูปองลดราคาในวันพิเศษ หรือค่าปักหมุดร้านค้าเพิ่มการมองเห็น ซึ่งการทำการตลาดเหล่านี้มาพร้อมค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 7. เงื่อนไขการลงขายแบบ Exclusive หรือข้อผูกมัดอื่น ๆ การขายสินค้าแบบ Exclusive ของแต่ละแพลตฟอร์มจะมีเงื่อนไขกำหนดอย่างชัดเจน แนะนำให้เปรียบเทียบระหว่างแพลตฟอร์มเพื่อดูความคุ้มค่าให้มากที่สุด 8. ช่องทางการติดต่อและการช่วยเหลือเมื่อติดปัญหา การเข้าถึงช่องทางช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญ เพราะหากเกิดปัญหาแล้วไม่มีทีมงานคอยช่วย อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาสได้ 9. จำนวนผู้ใช้งานของแพลตฟอร์มที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าเรา ถึงแม้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่จะหายไป แต่การเลือกแพลตฟอร์มก็คล้ายกับการเลือกโลเคชั่นร้านพอสมควร เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน ควรเลือกแพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายของเราใช้งานเยอะเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด เข้าใจค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เพื่อการขายให้ได้กำไร การรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มรวมไปถึงต้นทุนแฝงอื่น ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาสินค้าและขายได้กำไรจริง ไม่เกิดปัญหา ขายดีแต่ทำไมยังขาดทุน อีกต่อไป ทั้งนี้เพื่อการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่การเข้าใจเรื่องของต้นทุน แต่ความรู้เรื่องการเงินก็สำคัญเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการด้านบัญชี ภาษี หรือเอกสารต่าง ๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบของการบริหารบริษัทให้เติบโต ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก