ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

รายได้ค้างรับ คืออะไร อยู่หมวดไหน เข้าใจง่ายผ่านตัวอย่างจริง

เมื่อส่งมอบงานให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงินตามเครดิตเทอม พอถึงวันปิดงบก็เกิดคำถามว่า รายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินนี้ ต้องบันทึกไว้ตรงไหนในงบการเงิน เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการและนักบัญชีมือใหม่เจอบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่มีเครดิตเทอม 30-90 วัน รายได้ค้างรับ อยู่หมวดไหน จึงเป็นคำถามพื้นฐานที่ตอบผิดไม่ได้ เพราะกระทบตั้งแต่งบดุลไปจนถึงการยื่นภาษี โดยบทความนี้จะตอบให้ชัดในแบบฉบับ B2B พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่ทำตามได้ทันที รายได้ค้างรับ คืออะไร รายได้ค้างรับ คือ รายได้ที่กิจการมีสิทธิ์ได้รับแล้วเพราะส่งมอบสินค้าหรือบริการครบแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Accrued Revenue หรือ Accrued Income เป็นรายการที่เกิดจากหลักเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ที่กำหนดให้บันทึกรายได้เมื่อเกิดสิทธิ ไม่ใช่เมื่อได้รับเงินสด ตัวอย่างง่ายๆ เช่น คุณรับจ้างออกแบบเว็บไซต์ให้ลูกค้า ทำเสร็จวันที่ 25 มีนาคม แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินให้ภายใน 30 วัน พอถึงวันปิดงบ 31 มีนาคม รายได้ก้อนนี้ต้องรับรู้ในงบแล้ว แม้จะยังไม่ได้เงิน รายได้ค้างรับ อยู่หมวดไหน รายได้ค้างรับ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ในงบแสดงฐานะการเงิน จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น หรือบางแห่งจัดอยู่ในหมวดลูกหนี้อื่น ตามผังบัญชีมาตรฐาน รายได้ค้างรับจะใช้เลขบัญชีในหมวด 1 เช่น เลขบัญชี 1160 หรือ 1170 ขึ้นอยู่กับผังบัญชีที่กิจการกำหนด ทำไมถึงจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน รายได้ค้างรับเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อลูกค้า คาดว่าจะได้รับเงินภายใน 12 เดือน จึงเข้าเงื่อนไขสินทรัพย์หมุนเวียนตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS for NPAEs) เหตุผลหลักมี 3 ข้อ ตัวอย่าง – ธุรกิจ B2B ส่งมอบงานแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงิน ลองดูเคสนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น บริษัท เอ โซลูชัน จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ให้กับบริษัท บี คอร์ป จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่าสัญญา 500,000 บาท เครดิตเทอม 30 วัน บริษัท เอ โซลูชัน ส่งมอบงานและลูกค้าตรวจรับเรียบร้อยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม แต่จะออกใบแจ้งหนี้วันที่ 1 เมษายน และได้รับเงินภายในวันที่ 30 เมษายน ปัญหาคือ กิจการต้องปิดงบเดือนมีนาคม ณ วันที่ 31 มีนาคม ดังนั้นรายได้ 500,000 บาทนี้ต้องบันทึกเป็นรายได้ค้างรับ เพราะส่งมอบงานครบแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ Timeline ของรายได้ค้างรับในเคสนี้ วันที่ เหตุการณ์ สถานะทางบัญชี 20 มี.ค. ส่งมอบงาน ลูกค้าตรวจรับแล้ว เกิดสิทธิในรายได้แล้ว 31 มี.ค. วันปิดงบเดือน บันทึกรายได้ค้างรับ 500,000 บาท 1 เม.ย. ออกใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้า กลับรายการรายได้ค้างรับ เปลี่ยนเป็นลูกหนี้การค้า 30 เม.ย. ลูกค้าจ่ายเงิน ตัดลูกหนี้การค้า รับเงินสดเข้า วิธีบันทึกบัญชีรายได้ค้างรับ แบบ Step-by-Step จากเคสของบริษัท เอ โซลูชัน มีขั้นตอนบันทึกบัญชี 2 ช่วง Journal Entry ตอนเกิดรายได้ค้างรับ (ปรับปรุงสิ้นงวด 31 มี.ค.) รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) รายได้ค้างรับ (สินทรัพย์ หมวด 1) 500,000 รายได้ค่าบริการ (รายได้ หมวด 4) 500,000 บันทึกนี้ทำให้งบดุลแสดงสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 500,000 บาท และงบกำไรขาดทุนแสดงรายได้เพิ่มขึ้นตามจริง Journal Entry ตอนได้รับเงินจริง (กลับรายการ) เมื่อออกใบแจ้งหนี้ในเดือนเมษายน ให้กลับรายการรายได้ค้างรับ แล้วบันทึกเป็นลูกหนี้การค้าแทน รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) ลูกหนี้การค้า 500,000 รายได้ค้างรับ 500,000 เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริง รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินฝากธนาคาร 500,000 ลูกหนี้การค้า 500,000 รายได้ค้างรับ กับ ลูกหนี้การค้า ต่างกันอย่างไร ทั้งสองบัญชีอยู่ในหมวดสินทรัพย์เหมือนกัน แต่เกิดจากจังหวะเวลาที่ต่างกัน เปรียบเทียบ รายได้ค้างรับ ลูกหนี้การค้า เกิดเมื่อ ส่งมอบงานแล้ว แต่ยังไม่ออกใบแจ้งหนี้ ออกใบแจ้งหนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน เอกสารรองรับ สัญญาหรือใบตรวจรับงาน ใบแจ้งหนี้ (Invoice) สถานะ ยังไม่มีเอกสารเรียกเก็บเงิน มีเอกสารเรียกเก็บเงินแล้ว หมวดบัญชี สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) พูดง่ายๆ คือ บัญชีนี้เป็นขั้นตอนก่อนลูกหนี้การค้า พอออกใบแจ้งหนี้แล้ว ก็เปลี่ยนสถานะเป็นลูกหนี้การค้าโดยอัตโนมัติ รายได้ค้างรับ กับ รายได้รับล่วงหน้า ต่างกันตรงไหน สองคำนี้คนสับสนบ่อยมาก แต่ความจริงแล้วอยู่คนละด้านของงบดุล เปรียบเทียบ รายได้ค้างรับ รายได้รับล่วงหน้า ความหมาย ส่งมอบงานแล้ว แต่ยังไม่ได้เงิน ได้เงินแล้ว แต่ยังไม่ส่งมอบงาน อยู่หมวดไหน หมวด 1 สินทรัพย์ หมวด 2 หนี้สิน เหตุผล กิจการมีสิทธิรับเงิน กิจการมีภาระต้องทำงานให้ รายได้ค้างรับ คือ สิทธิที่จะได้เงิน จึงเป็นสินทรัพย์ ส่วนรายได้รับล่วงหน้า คือ ภาระที่ต้องส่งมอบงาน จึงเป็นหนี้สิน ถ้าไม่บันทึกรายได้ค้างรับ จะเกิดอะไรขึ้น การไม่ทำรายการปรับปรุง ณ วันสิ้นงวด ส่งผลกระทบหลายด้านที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ ด้านงบกำไรขาดทุน รายได้ของงวดนั้นจะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้กำไรสุทธิน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท เอ โซลูชัน (ชื่อสมมุติ) ไม่บันทึกยอด 500,000 บาทในงวดมีนาคม กำไรเดือนนั้นก็จะหายไปครึ่งล้าน ด้านงบดุล สินทรัพย์จะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน เพราะไม่ได้บันทึกสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีอยู่ ทำให้อัตราส่วนทางการเงินบิดเบือนไปด้วย เช่น อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียนจะต่ำกว่าที่ควร ด้านภาษี ถ้ารายได้ตกหล่นจากงวดที่ควรรับรู้ อาจนำไปสู่ปัญหาเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบ เพราะรายได้ต้องรับรู้ในงวดที่ส่งมอบงาน ไม่ใช่งวดที่ได้รับเงิน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ด้านการตัดสินใจ ผู้บริหารที่ดูงบการเงินจะเห็นตัวเลขที่ไม่สะท้อนผลการดำเนินงานจริง อาจทำให้วางแผนธุรกิจผิดพลาด เช่น ตั้งงบลงทุนน้อยเกินไป หรือประเมินสภาพคล่องผิดพลาด สรุป รายได้ค้างรับอยู่หมวดสินทรัพย์ บันทึกให้ครบ งบจึงสะท้อนผลจริง รายได้ค้างรับ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียน เกิดขึ้นเมื่อกิจการส่งมอบงานครบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ณ วันสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกรายการปรับปรุงทุกครั้งที่ปิดงบ เพื่อให้งบการเงินแสดงผลตรงตามความเป็นจริง PEAK ช่วยจัดการบัญชีให้ง่ายขึ้นได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายรับ-รายจ่ายได้ครบถ้วน ออกเอกสารทางบัญชีได้อย่างเป็นระบบ และดูรายงานการเงินได้แบบ Real-time ผ่านระบบ Cloud 100% ช่วยให้ไม่พลาดรายการปรับปรุงที่สำคัญ เพราะข้อมูลทุกรายการอัปเดตอัตโนมัติ ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบงบการเงินได้ทุกที่ทุกเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับรายได้ค้างรับ รายได้ค้างรับ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร รายได้ค้างรับ ภาษาอังกฤษคือ Accrued Revenue หรือ Accrued Income ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ในบริบทบัญชีไทย รายได้ค้างรับ กับ ลูกหนี้การค้า คือสิ่งเดียวกันหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แม้ทั้งสองจะอยู่ในหมวดสินทรัพย์เหมือนกัน แต่ต่างกันที่จังหวะเวลา รายได้ค้างรับเกิดก่อนออกใบแจ้งหนี้ ส่วนลูกหนี้การค้าเกิดหลังออกใบแจ้งหนี้แล้ว เมื่อออกใบแจ้งหนี้ รายได้ค้างรับจะถูกกลับรายการเป็นลูกหนี้การค้าแทน ดอกเบี้ยค้างรับจัดอยู่ในบัญชีประเภทเดียวกันหรือไม่ ดอกเบี้ยค้างรับจัดอยู่ในหมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียนเหมือนกัน หลักการเดียวกันคือเป็นรายได้ที่เกิดสิทธิแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ต่างกันแค่ที่มาของรายได้ ฝั่งหนึ่งมาจากการขายสินค้าหรือบริการ อีกฝั่งมาจากการให้กู้ยืมหรือเงินฝากธนาคาร ต้องบันทึกรายได้ค้างรับทุกครั้งที่ปิดงบหรือไม่ ต้องบันทึกทุกครั้งที่มีรายได้ที่ส่งมอบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกเอกสารเรียกเก็บเงิน ณ วันสิ้นงวด เป็นหลักปฏิบัติตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ที่มาตรฐานการบัญชีกำหนดไว้ การบันทึกรายการนี้ช่วยให้งบการเงินสะท้อนผลการดำเนินงานจริงของกิจการกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

กำไรสะสม คืออะไร ตัวเลขที่บอกความมั่นคงของธุรกิจ

เวลาเปิดงบการเงินของบริษัทสักแห่ง หลายคนมักเลื่อนผ่านบรรทัดที่เขียนว่า Retained Earnings หรือกำไรสะสม ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตัวเลขบรรทัดนี้บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการจ่ายปันผล ความพร้อมขยายกิจการ หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าและนักลงทุน โดยบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจกำไรสะสมตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ได้แก่ ผลกระทบต่อเงินปันผลและการวางแผนภาษี กำไรสะสม คืออะไร กำไรสะสม คือ ผลรวมของกำไรสุทธิที่บริษัทเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มกิจการ หลังหักเงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นแล้ว ตัวเลขนี้แสดงอยู่ในส่วนของเจ้าของ (Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่ายๆ คือ กำไรที่บริษัทหามาได้แล้วยังไม่ได้แจกจ่ายออกไป ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งสะท้อนว่าบริษัทสะสมผลกำไรไว้มาก กำไรสะสม ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Retained Earnings บางครั้งอาจเห็นเขียนว่า Accumulated Profits หรือ Earned Surplus ซึ่งหมายถึงสิ่งเดียวกัน กำไรสะสม อยู่หมวดไหนในงบการเงิน กำไรสะสมอยู่ในหมวดส่วนของเจ้าของ (Shareholders’ Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ได้อยู่ในหมวดสินทรัพย์หรือหนี้สิน จุดนี้หลายคนเข้าใจผิดว่ากำไรสะสมเป็นเงินสดที่เก็บไว้ในบัญชี แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวเลขทางบัญชีที่อาจถูกใช้ไปในรูปของสินทรัพย์อื่นแล้ว เช่น ซื้อเครื่องจักร หรือลงทุนขยายสาขา กำไรสะสม เดบิตหรือเครดิต กำไรสะสมเป็นบัญชีฝั่งเครดิต เพราะอยู่ในส่วนของเจ้าของ ถ้ามีกำไร จะบันทึกเครดิตเพิ่ม ถ้ามีขาดทุน จะบันทึกเดบิตลด ประเภทของกำไรสะสม กำไรสะสมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ ประเภท ความหมาย กำไรสะสมจัดสรรแล้ว (Appropriated) ส่วนที่บริษัทกันไว้ตามกฎหมายหรือมติผู้ถือหุ้น เช่น สำรองตามกฎหมาย 5% จ่ายปันผลหรือใช้อย่างอื่นไม่ได้จนกว่าจะยกเลิกการจัดสรร กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร (Unappropriated) ส่วนที่เหลือหลังหักจัดสรรแล้ว เป็นส่วนที่บริษัทนำไปจ่ายปันผลหรือใช้ลงทุนต่อได้ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ ตัวเลขที่เห็นในงบมักเป็นกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร เพราะไม่ค่อยมีการตั้งสำรองพิเศษ สูตรคำนวณกำไรสะสม กำไรสะสมคำนวณได้จากสูตรนี้ กำไรสะสมปลายงวด = กำไรสะสมต้นงวด + กำไรสุทธิ – เงินปันผลจ่าย ตัวอย่างการคำนวณ สมมติว่า บริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ กำไรสะสมปลายงวด = 500,000 + 300,000 – 100,000 = 700,000 บาท ตัวเลข 700,000 บาทนี้จะปรากฏในงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบบัญชี งบกำไรสะสม (Statement of Retained Earnings) คืออะไร งบกำไรสะสมเป็นรายงานที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของกำไรสะสมตลอดรอบระยะเวลาบัญชี โดยเริ่มจากยอดต้นงวด บวกกำไรสุทธิ หักเงินปันผลจ่าย จนได้ยอดปลายงวด งบนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเห็นภาพว่า กำไรที่หามาได้ถูกนำไปใช้อย่างไร เก็บสะสมไว้เท่าไร และจ่ายออกไปเท่าไร ทำไมคู่ค้า B2B และนักลงทุนถึงให้ความสำคัญกับกำไรสะสม กำไรสะสมเป็นตัวเลขที่สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินของธุรกิจ บริษัทที่มีกำไรสะสมสูงต่อเนื่องแสดงว่าทำกำไรได้จริง ไม่ได้พึ่งเงินกู้หรือเงินเพิ่มทุนอย่างเดียว กำไรสะสมบอกอะไรเกี่ยวกับความมั่นคง เมื่อคู่ค้า B2B ต้องตัดสินใจให้เครดิตเทอม 30-90 วัน หรือเมื่อนักลงทุนพิจารณาลงทุนในบริษัท สิ่งหนึ่งที่ดูคือกำไรสะสม ตัวเลขนี้บอกว่าบริษัทมีกันชนทางการเงิน (Financial Cushion) มากแค่ไหน ถ้ายอดขายลดลงชั่วคราว บริษัทยังอยู่ได้หรือไม่ กำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นสัญญาณเชิงบวก ส่วนกำไรสะสมที่ลดลงหรือติดลบ อาจเป็นธงแดงว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์รายหนึ่งต้องตัดสินใจว่าจะให้เครดิตเทอม 60 วันกับลูกค้าหรือไม่ การเปิดงบแล้วเห็นกำไรสะสมเพิ่มต่อเนื่อง 3 ปี ช่วยสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการดูแค่ยอดขายปีล่าสุดเพียงอย่างเดียว อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้อง นักลงทุนมักใช้ 2 อัตราส่วนนี้ประกอบการวิเคราะห์ อัตราส่วน สูตร บอกอะไร Retention Ratio (กำไรสุทธิ – เงินปันผล) หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่เก็บไว้ในบริษัท ยิ่งสูงยิ่งเก็บเงินไว้ขยายธุรกิจมาก Payout Ratio เงินปันผล หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่จ่ายคืนผู้ถือหุ้น เป็นตัวเลขกลับกันกับ Retention Ratio กำไรสะสมกับการจ่ายเงินปันผล สิ่งที่ SME ต้องรู้ ไม่ใช่ว่ามีกำไรสะสมแล้วจะจ่ายปันผลได้เลย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 บริษัทจำกัดจะจ่ายเงินปันผลจากเงินอื่นนอกจากกำไรไม่ได้ และถ้ายังมีผลขาดทุนสะสมอยู่ ก็จ่ายปันผลไม่ได้เช่นกัน เงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องรู้ บริษัทจำกัดต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนจ่ายปันผล กฎข้อกันสำรอง 5% นี้เป็นเรื่องที่ SME หลายรายมองข้าม ถ้าไม่ทำตาม อาจมีปัญหาในการตรวจสอบบัญชีภายหลัง กำไรสะสมกับการวางแผนภาษีนิติบุคคล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสม ผู้รับปันผลต้องเสียภาษีเพิ่มเติม จุดนี้เป็นเรื่องที่เจ้าของ SME ควรวางแผนล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เมื่อจ่ายปันผล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผลจ่าย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายปันผล 100,000 บาท บริษัทต้องหักภาษี 10,000 บาท ผู้ถือหุ้นได้รับจริง 90,000 บาท ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะให้ภาษีที่ถูกหักไว้เป็น Final Tax (ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี) หรือจะนำไปรวมคำนวณและใช้เครดิตภาษีเงินปันผล เครดิตภาษีเงินปันผลคำนวณอย่างไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือ สิทธิที่ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้ว (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) มาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ผู้ถือหุ้นที่มีฐานภาษีต่ำกว่า 20% อาจได้เงินคืนจากการใช้เครดิตภาษีนี้ การจะใช้เครดิตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ กำไรสะสม ณ วันเลิกกิจการ เมื่อบริษัทจดทะเบียนเลิกกิจการ กำไรสะสมที่เหลืออยู่จะถูกจัดสรรคืนให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น หลังจากชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว ส่วนที่จ่ายคืนเกินกว่าทุนที่ลงไป ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของผู้ถือหุ้น จุดนี้ SME ที่กำลังคิดจะปิดกิจการควรวางแผนภาษีล่วงหน้า เพราะถ้ากำไรสะสมสูง ภาระภาษีตอนปิดบริษัทก็จะสูงตามไปด้วย สรุป กำไรสะสมไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบ แต่เป็นเครื่องมือวางแผนธุรกิจ กำไรสะสมบอกได้ทั้งสุขภาพทางการเงิน ความพร้อมจ่ายปันผล และศักยภาพในการขยายกิจการ ผู้ประกอบการ SME ควรติดตามตัวเลขนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ดูปีละครั้งตอนปิดงบ PEAK ช่วยติดตามกำไรสะสมได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ดูงบทดลองและรายงานการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผู้ประกอบการเห็นตัวเลขกำไรสะสมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสำนักงานบัญชีส่งรายงาน ทำให้ตัดสินใจเรื่องปันผลและการลงทุนได้เร็วขึ้น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Retained Earnings กำไรสะสม กำไรสะสมกับกำไรสุทธิต่างกันอย่างไร กำไรสุทธิคือผลกำไรของปีนั้นปีเดียว ส่วนกำไรสะสมคือผลรวมสะสมของกำไรสุทธิทุกปีตั้งแต่เปิดบริษัท หลังหักเงินปันผลที่จ่ายไปแล้ว กำไรสุทธิเป็นรายได้ของงวด กำไรสะสมเป็นรายได้สะสมของทั้งชีวิตบริษัท กำไรสะสมติดลบได้หรือไม่ ได้ ถ้าบริษัทขาดทุนสะสมมากกว่ากำไรที่เคยทำได้ กำไรสะสมจะเป็นค่าติดลบ (เรียกว่า ขาดทุนสะสม) สถานการณ์นี้ทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลไม่ได้จนกว่าจะล้างขาดทุนหมดก่อน กำไรสะสมสูง แปลว่าบริษัทมีเงินสดเยอะใช่หรือไม่ ไม่จำเป็น กำไรสะสมเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ใช่เงินสดในมือ บริษัทอาจมีกำไรสะสม 10 ล้านบาท แต่เงินถูกนำไปซื้อเครื่องจักร สต็อกสินค้า หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นแล้ว ต้องดูงบกระแสเงินสดควบคู่กันจึงจะเห็นภาพครบ SME ต้องทำงบกำไรสะสมแยกต่างหากหรือไม่ SME ที่เป็นบริษัทจำกัดต้องมีข้อมูลกำไรสะสมแสดงในงบแสดงฐานะการเงินอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องทำงบกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

เงินบริจาค กลยุทธ์ CSR สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมลดหย่อนภาษีนิติบุคคล

เงินบริจาคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการทำบุญ แต่ยังถือเป็นกิจกรรม CSR ที่ธุรกิจ B2B สามารถใช้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และลดหย่อนภาษีได้อีก แต่ก็มีอีกหลายบริษัทบริจาคเงินทุกปีแต่ไม่เคยได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เพราะไม่รู้เงื่อนไขหรือเก็บเอกสารไม่ครบ บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้แค่ไหน ไปจนถึงวิธีใช้เงินบริจาคเป็นเครื่องมือ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็นได้ เงินบริจาคคืออะไร ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เงินบริจาค คือ เงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสน คือความแตกต่างระหว่างเงินบริจาคกับค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน เพราะมีเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น สปอนเซอร์งานอีเวนต์เพื่อโปรโมทสินค้า ส่วนรายการบริจาคหักได้ตามเงื่อนไขที่ประมวลรัษฎากรกำหนดเท่านั้น ประเภทเงินบริจาค ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ เงินบริจาคที่นิติบุคคลนำไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก เงินบริจาคสาธารณกุศลทั่วไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) นิติบุคคลนำเงินบริจาคสาธารณกุศลมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ต้องบริจาคให้แก่องค์กรที่กฎหมายกำหนด เช่น วัด โรงพยาบาลรัฐ สภากาชาดไทย หรือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เงินบริจาคที่หักได้ 2 เท่า บางกรณี กฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง ตามพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเภท สิทธิที่ได้ บริจาคด้านการศึกษา (สถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาฯ กำหนด) หักได้ 2 เท่า บริจาคด้านกีฬา (การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาที่ขึ้นทะเบียน) หักได้ 2 เท่า บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ (ระบบบันทึกอัตโนมัติ) สิทธิหัก 2 เท่ามักเป็นมาตรการที่มีกำหนดระยะเวลา ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนบริจาคทุกครั้ง CSR กับเงินบริจาค วิธีสร้างความน่าเชื่อถือให้คู่ค้า B2B มองเห็น ในโลกธุรกิจ B2B คู่ค้ารายใหญ่ไม่ได้ดูแค่ราคาหรือคุณภาพสินค้า แต่ยังประเมินว่าบริษัทที่จะร่วมงานด้วยมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติหรือบริษัทจดทะเบียนที่ต้องรายงาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) การใช้เงินบริจาคเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CSR ไม่ใช่เรื่องของขนาดธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนให้เป็นระบบ วิธีใช้เงินบริจาคเป็นกลยุทธ์ CSR ที่คู่ค้ามองเห็น สมมุติว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายเล็ก บริจาคเงินสนับสนุนโครงการปลูกป่าต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมทำรายงาน CSR ใส่เว็บไซต์ เมื่อเสนอราคาให้ห้างค้าปลีกรายใหญ่ ข้อมูล CSR กลายเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ได้รับเลือก เพราะห้างต้องรายงาน ESG ต่อผู้ถือหุ้น เงื่อนไขลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจากเงินบริจาค อัตราการหักลดหย่อน เงื่อนไข อัตราที่หักได้ เพดาน บริจาคสาธารณกุศลทั่วไป 1 เท่าของเงินบริจาค ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ บริจาคด้านการศึกษา สาธารณสุข กีฬา (ตาม พ.ร.ฎ.) 2 เท่าของเงินบริจาค เพดานตาม พ.ร.ฎ. แต่ละฉบับ (ตรวจสอบกับกรมสรรพากร) วิธีคำนวณ สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท บริจาคเงินให้มูลนิธิสาธารณกุศล 150,000 บาท เพดานที่หักได้ คือ 2% ของกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท เท่ากับ 100,000 บาท แม้บริจาคจริง 150,000 บาท แต่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพียง 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่หักทางภาษีไม่ได้ (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม) เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสาร รายละเอียด ใบเสร็จรับเงินจากผู้รับบริจาค ต้องระบุชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน วันที่ ชัดเจน หลักฐาน e-Donation (ถ้าบริจาคผ่านระบบ) ตรวจสอบได้ที่เว็บกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ รายงานภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กรอกรายการเงินบริจาคในแบบภาษี วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค สำหรับนิติบุคคล นักบัญชีจำนวนไม่น้อยที่มีคำถามเรื่องผังบัญชีสำหรับรายการบริจาค เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายปกติที่เกิดขึ้นบ่อย ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง เมื่อบริษัทบริจาคเงินสด ให้บันทึกรายการดังนี้ กรณีบริจาคเป็นทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ให้บันทึกด้วยมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของทรัพย์สินนั้น และเมื่อถึงสิ้นรอบบัญชี ต้องปรับปรุงค่าใช้จ่ายเงินบริจาคในงบกำไรขาดทุน โดยแยกเป็น 2 ส่วน ข้อมูลทั้งสองส่วนนี้ใช้กรอกแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล) หากใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายการเงินบริจาคและจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีง่ายขึ้น ข้อควรระวัง เงินบริจาค ที่สรรพากรมักตรวจสอบ ประเด็นที่สรรพากรมักตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับรายการบริจาคของนิติบุคคล มีอยู่หลายจุด สรุป เงินบริจาค ได้ทั้ง CSR และประหยัดภาษีนิติบุคคล การบริจาคที่วางแผนดี ให้ประโยชน์กับธุรกิจ 2 ทาง ทางแรกคือลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทางที่สองคือสร้างภาพลักษณ์ CSR ที่คู่ค้า B2B สามารถตรวจสอบและมองเห็นได้จริง สิ่งสำคัญคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบว่าองค์กรที่รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่กฎหมายกำหนด และบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันที่บริจาค จัดการบัญชีเงินบริจาคและวางแผนภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีนิติบุคคลได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินบริจาค เงินบริจาคสาธารณกุศล คืออะไร แตกต่างจากเงินบริจาคทั่วไปอย่างไร เงินบริจาคสาธารณกุศล คือเงินที่บริจาคให้แก่องค์กรที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เช่น มูลนิธิ สมาคม โรงพยาบาลรัฐ เงินบริจาคประเภทนี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ส่วนเงินบริจาคทั่วไปที่ให้บุคคลหรือองค์กรที่ไม่ได้รับการประกาศ จะหักภาษีไม่ได้ เงินบริจาค หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ การบริจาคเงินให้มูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศล ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะไม่ใช่การจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง แต่เป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ดีอย่างไร ระบบ e-Donation เป็นช่องทางบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อมูลจะส่งตรงไปยังกรมสรรพากรอัตโนมัติ ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บใบเสร็จเป็นกระดาษ ลดความเสี่ยงที่เอกสารจะสูญหาย และสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันที SME ขนาดเล็กทำ CSR ผ่านเงินบริจาคได้หรือไม่ ได้ ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือเลือกบริจาคให้ตรงกับตัวตนของธุรกิจ บันทึกกิจกรรมอย่างเป็นระบบ และทำต่อเนื่อง คู่ค้าจะมองเห็นความตั้งใจจริงมากกว่ายอดเงินที่บริจาค ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ อ้างอิงข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี และพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ดอกเบี้ยจ่าย อยู่หมวดไหน พร้อมวิธีบันทึกบัญชีและตัวอย่างจริง

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนที่เพิ่งกู้เงินจากธนาคารเพื่อขยายกิจการ มักสะดุดกับคำถามเดียวกันตอนทำบัญชี คือ ดอกเบี้ยที่จ่ายทุกเดือนควรบันทึกไว้หมวดไหนดี บางคนเข้าใจว่าเป็นสินทรัพย์เพราะเกี่ยวข้องกับเงินกู้ บางคนบันทึกรวมกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั่วไป ซึ่งทั้งสองแบบคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย จัดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) และแสดงในงบกำไรขาดทุนแยกออกจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน บทความนี้จะพาเจาะลึกตั้งแต่ความหมาย ตำแหน่งในผังบัญชี วิธีบันทึกเดบิต-เครดิต ไปจนถึงตัวอย่างจริงจากธุรกิจ B2B ที่กู้เงินมาลงทุนหรือหมุนเวียนจ่ายคู่ค้า ดอกเบี้ยจ่าย คืออะไร ดอกเบี้ยจ่าย (Interest Expense) คือ ต้นทุนทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายให้กับผู้ให้กู้ เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อแลกกับการใช้เงินที่กู้ยืมมา ถือเป็นค่าตอบแทนการใช้เงินของคนอื่นนั่นเอง ดอกเบี้ยจ่ายเกิดขึ้นได้จากหลายแหล่ง ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร (Term Loan) วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) ตั๋วสัญญาใช้เงิน หุ้นกู้ที่กิจการออก และสัญญาเช่าการเงิน (Finance Lease) สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ดอกเบี้ยจ่ายไม่ใช่สินทรัพย์และไม่ใช่หนี้สิน แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามงวดเวลาที่กิจการใช้เงินกู้ ดอกเบี้ยจ่าย อยู่หมวดไหนในผังบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย โดยจัดเป็น ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) ซึ่งแยกออกจากค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพราะเป็นต้นทุนที่เกิดจากการจัดหาแหล่งเงินทุน ไม่ใช่การดำเนินงานประจำวัน ผังบัญชี 5 หมวดกับตำแหน่งของดอกเบี้ยจ่าย ผังบัญชีมาตรฐานแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก หมวด ชื่อ ตัวอย่างรายการ 1 สินทรัพย์ เงินสด ลูกหนี้ อาคาร 2 หนี้สิน เจ้าหนี้ เงินกู้ยืม 3 ส่วนของเจ้าของ ทุนจดทะเบียน กำไรสะสม 4 รายได้ รายได้จากการขาย ดอกเบี้ยรับ 5 ค่าใช้จ่าย ค่าเช่า เงินเดือน ดอกเบี้ยจ่าย ดอกเบี้ยจ่ายจึงถูกจัดอยู่ในหมวด 5 และมีรหัสบัญชีอยู่ในกลุ่มค่าใช้จ่ายทางการเงิน (ตามผังบัญชีมาตรฐานของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ดอกเบี้ยจ่ายแสดงตรงไหนในงบกำไรขาดทุน ในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจ่ายจะแสดงแยกเป็นรายการ ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ซึ่งอยู่ด้านล่างของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ลำดับในงบเป็นดังนี้ รายได้จากการขาย หักด้วยต้นทุนขาย ได้กำไรขั้นต้น จากนั้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ได้กำไรจากการดำเนินงาน แล้วจึงหักด้วยค่าใช้จ่ายทางการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) ก่อนจะถึงกำไรก่อนภาษีเงินได้ การแสดงแยกแบบนี้ช่วยให้ผู้อ่านงบเห็นชัดว่ากำไรจากการดำเนินงานจริงเป็นเท่าไร และต้นทุนทางการเงินกินสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน วิธีบันทึกบัญชี ดอกเบี้ยจ่าย (เดบิต-เครดิต) เมื่อกิจการจ่ายดอกเบี้ย ให้เดบิตบัญชีดอกเบี้ยจ่าย (เพิ่มค่าใช้จ่าย) และเครดิตบัญชีเงินสดหรือเงินฝากธนาคาร (ลดสินทรัพย์) หลักการนี้ใช้ได้กับทุกรูปแบบเงินกู้ ต่างกันแค่จำนวนเงินและความถี่ในการบันทึก ตัวอย่างที่ 1 : SME กู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ บริษัท สมาร์ท ฟู้ด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตอาหารแปรรูป กู้เงินจากธนาคาร 5,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ผ่อนชำระรายเดือน เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ขยายกำลังผลิต ดอกเบี้ยจ่ายเดือนแรก คำนวณจาก 5,000,000 x 6% x 1/12 = 25,000 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 25,000 – เงินฝากธนาคาร – 25,000 ตัวอย่างที่ 2 : ธุรกิจ B2B กู้หมุนเวียนเพื่อจ่ายคู่ค้า บริษัท ไทยซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งวัตถุดิบ ใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) 2,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR+1% เพื่อหมุนเวียนจ่ายซัพพลายเออร์ ในเดือนที่ใช้วงเงินเฉลี่ย 1,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยรวม 7.5% ต่อปี ดอกเบี้ยจ่ายเดือนนั้น คำนวณจาก 1,500,000 x 7.5% x 1/12 = 9,375 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 9,375 – เงินฝากธนาคาร – 9,375 ข้อสังเกตสำคัญ ดอกเบี้ย OD คิดจากยอดเงินที่เบิกใช้จริง ไม่ใช่วงเงินทั้งหมด ดังนั้นยอดดอกเบี้ยจ่ายจะเปลี่ยนแปลงทุกเดือนตามยอดที่ใช้ ตัวอย่างที่ 3 : สัญญาเช่าการเงิน (Finance Lease) บริษัท ขนส่งสะดวก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่ารถบรรทุกแบบ Finance Lease มูลค่า 1,200,000 บาท ผ่อน 48 งวด งวดละ 30,000 บาท โดยในค่างวด 30,000 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 22,000 บาท และดอกเบี้ย 8,000 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต หนี้สินตามสัญญาเช่า 22,000 – ดอกเบี้ยจ่าย 8,000 – เงินฝากธนาคาร – 30,000 ดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยค้างจ่าย ต่างกันตรงไหน ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในงบกำไรขาดทุน ส่วนดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นหนี้สินหมุนเวียนที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ทั้งสองรายการเกี่ยวข้องกัน แต่อยู่คนละตำแหน่งในงบการเงิน รายการ ประเภท แสดงในงบ ความหมาย ดอกเบี้ยจ่าย ค่าใช้จ่าย (หมวด 5) งบกำไรขาดทุน ต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นในงวด ดอกเบี้ยค้างจ่าย หนี้สิน (หมวด 2) งบแสดงฐานะการเงิน ดอกเบี้ยที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน ตัวอย่างเช่น ถ้ากิจการปิดงบวันที่ 31 ธันวาคม แต่กำหนดจ่ายดอกเบี้ยธนาคารวันที่ 5 มกราคม ดอกเบี้ยเดือนธันวาคมจะถูกบันทึกเป็นดอกเบี้ยจ่ายในงบกำไรขาดทุน พร้อมกับตั้งดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน ดอกเบี้ยจ่ายกับภาษี ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในการประกอบกิจการ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร แต่ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรงและมีหลักฐานครบถ้วน เงื่อนไขหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ต้องเป็นเงินกู้ที่ใช้เพื่อการดำเนินธุรกิจจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน และอัตราดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับปกติของตลาด ดอกเบี้ยจ่ายกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อนิติบุคคลจ่ายดอกเบี้ยให้กับบุคคลธรรมดา ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร โดยทั่วไปธนาคารจะได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากธนาคารนำรายได้ดอกเบี้ยไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเอง หากเป็นการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับบริษัทเอกชนหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ธนาคาร ผู้จ่ายมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายระหว่างนิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ข้อควรระวังในการบันทึกดอกเบี้ยจ่าย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ มีดังนี้ บันทึกดอกเบี้ยจ่ายรวมกับค่าใช้จ่ายในการบริหาร ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงเกินจริง และค่าใช้จ่ายทางการเงินต่ำเกินจริง ส่งผลต่อการวิเคราะห์กำไรจากการดำเนินงาน ลืมตั้งดอกเบี้ยค้างจ่ายตอนปิดงบ เช่น ดอกเบี้ยเดือนธันวาคมที่กำหนดจ่ายเดือนมกราคม ถ้าไม่ตั้งค้างจ่าย ค่าใช้จ่ายในงวดนั้นจะต่ำเกินจริง ไม่แยกส่วนที่ต้องรวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ ตามมาตรฐาน NPAEs ของสภาวิชาชีพบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเงินเพื่อก่อสร้างหรือผลิตสินทรัพย์ที่ใช้เวลานาน อาจต้องรวมเป็นต้นทุนของสินทรัพย์นั้นแทนการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวด ตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้สร้างอาคารโรงงานในช่วงที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ สรุป : บันทึกดอกเบี้ยจ่ายให้ถูกหมวด ธุรกิจจัดการเงินได้ชัดเจนขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย จัดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินที่แสดงแยกในงบกำไรขาดทุน การบันทึกถูกหมวดช่วยให้กิจการเห็นภาพต้นทุนการเงินชัดเจน วิเคราะห์กำไรจากการดำเนินงานได้แม่นยำ และใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องแหล่งเงินทุนได้ดียิ่งขึ้น จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ถ้าต้องการจัดการดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายทางการเงินอื่นให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายการบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับดอกเบี้ยจ่าย ดอกเบี้ยจ่ายเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่สินทรัพย์ เพราะเป็นต้นทุนที่กิจการต้องจ่ายเพื่อใช้เงินของผู้อื่น อย่างไรก็ตาม กรณีกู้เงินมาก่อสร้างสินทรัพย์ที่ใช้เวลานาน ดอกเบี้ยในช่วงก่อสร้างอาจรวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ได้ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs ดอกเบี้ยจ่าย ลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้เงินเพื่อใช้ในกิจการ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยต้องมีหลักฐานสัญญาเงินกู้ ใบเสร็จรับเงิน และอัตราดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับปกติ ดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยรับต่างกันอย่างไร ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน อยู่ในหมวด 5 ส่วนดอกเบี้ยรับเป็นรายได้ที่เกิดจากการให้กู้ยืมหรือเงินฝากธนาคาร อยู่ในหมวด 4 รายได้ ทั้งสองรายการอยู่คนละด้านของงบกำไรขาดทุน บันทึกดอกเบี้ยจ่ายผิดหมวดมีผลอย่างไร การบันทึกผิดหมวดทำให้ตัวเลขในงบการเงินคลาดเคลื่อน เช่น ถ้าบันทึกดอกเบี้ยจ่ายรวมกับค่าใช้จ่ายในการบริหาร กำไรจากการดำเนินงานจะต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด หรือธนาคารประเมินสินเชื่อผิดไปจากข้อมูลจริงนที่ต้องทำมือ เช่น PEAK ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

Reconciliation คืออะไร กระทบยอดธนาคารอย่างไร ให้ตัวเลขตรง

เดือนหนึ่งธุรกิจมีรายรับ-รายจ่ายหลายร้อยรายการ พอสิ้นเดือนเปิดดูบัญชีกับ Statement ธนาคาร ตัวเลขไม่ตรงกัน แต่หาไม่เจอว่าหายไปตรงไหน ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ยังบันทึกรายการด้วยมือหรือพึ่ง Excel การกระทบยอด (Reconciliation) คือกระบวนการเทียบข้อมูลทางการเงิน 2 ชุดเข้าด้วยกัน เพื่อยืนยันว่าตัวเลขตรงกัน ไม่มีรายการตกหล่นหรือผิดพลาด บทความนี้จะพาเจ้าของกิจการและนักบัญชีไปทำความเข้าใจตั้งแต่หลักการ ประเภท ขั้นตอน ไปจนถึงเครื่องมือที่ช่วยลดเวลาทำงานได้จริง Reconciliation คืออะไร Reconciliation หรือการกระทบยอด คือการนำข้อมูลทางการเงิน 2 แหล่งมาเปรียบเทียบกัน เพื่อตรวจสอบว่าตัวเลขตรงกันหรือไม่ ถ้าพบรายการที่ไม่ตรง จะได้หาสาเหตุและแก้ไขได้ทันท่วงที ตัวอย่างที่เห็นบ่อยที่สุดคือ การนำยอดเงินในบัญชีที่บันทึกไว้ในระบบบัญชีมาเทียบกับ Bank Statement ที่ธนาคารออกให้ ถ้าตัวเลข 2 ฝั่งตรงกัน แปลว่าข้อมูลถูกต้อง แต่ถ้าไม่ตรง ต้องไล่หาว่ารายการไหนตกหล่น บันทึกผิด หรือยังไม่ผ่านรายการ การกระทบยอดสำคัญต่อธุรกิจเพราะช่วยให้ตัวเลขในงบการเงินน่าเชื่อถือ ป้องกันการทุจริต และทำให้เจ้าของกิจการตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่จากตัวเลขที่คลาดเคลื่อน ประเภทของการกระทบยอดที่ SME ควรรู้ การกระทบยอดมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่านำข้อมูลคู่ไหนมาเทียบกัน SME ควรรู้จักอย่างน้อย 4 ประเภทหลักเพื่อจัดการการเงินได้ครบวงจร Bank Reconciliation (กระทบยอดธนาคาร) เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด คือการนำยอดเงินฝากที่บันทึกในระบบบัญชีมาเทียบกับ Bank Statement สาเหตุที่ตัวเลขมักไม่ตรงกัน เช่น เช็คที่ออกไปแล้วแต่ยังไม่ถูกขึ้นเงิน ค่าธรรมเนียมธนาคารที่ยังไม่ได้บันทึก หรือดอกเบี้ยที่ธนาคารเพิ่มให้แต่ฝั่งบัญชียังไม่รู้ Account Reconciliation (กระทบยอดบัญชีแยกประเภท) คือการเทียบยอดคงเหลือในบัญชีแยกประเภท (เช่น ลูกหนี้การค้า เจ้าหนี้การค้า) กับรายละเอียดประกอบ เพื่อยืนยันว่ายอดรวมในงบทดลองถูกต้อง Vendor Reconciliation (กระทบยอดเจ้าหนี้) เป็นการนำยอดเจ้าหนี้ที่บันทึกไว้ในระบบมาเทียบกับใบแจ้งหนี้ที่ได้รับจากซัพพลายเออร์ ช่วยป้องกันการจ่ายเงินซ้ำหรือจ่ายผิดยอด ธุรกิจที่มีซัพพลายเออร์หลายรายควรทำเป็นประจำทุกเดือน Customer Reconciliation (กระทบยอดลูกหนี้) คือการเทียบยอดลูกหนี้ที่บันทึกไว้กับจำนวนเงินที่ลูกค้าจ่ายเข้ามาจริง ถ้าพบว่ายอดไม่ตรง อาจมีสาเหตุจากการรับชำระบางส่วน ส่วนลดที่ยังไม่ได้บันทึก หรือลูกค้าจ่ายเข้าบัญชีผิด ช่วยให้ติดตามหนี้ค้างชำระได้ทันเวลา ขั้นตอนการกระทบยอด (Reconciliation Process) การกระทบยอดทำได้ไม่ยาก ถ้ามีระบบจัดเก็บเอกสารเป็นระเบียบ โดยมี 5 ขั้นตอนหลักที่นักบัญชีและเจ้าของกิจการสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ขั้นตอนที่ 1 รวบรวมเอกสาร เตรียมข้อมูล 2 ชุดที่จะนำมาเทียบกัน เช่น Bank Statement กับรายงานจากระบบบัญชี ให้ข้อมูลอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ขั้นตอนที่ 2 เปรียบเทียบรายการทีละรายการ จับคู่รายการรายรับ-รายจ่ายจากทั้ง 2 แหล่ง ดูว่าจำนวนเงิน วันที่ และรายละเอียดตรงกันหรือไม่ ขั้นตอนที่ 3 ระบุรายการที่ไม่ตรง รายการที่จับคู่ไม่ได้เรียกว่า รายการคงค้าง (Outstanding Items) ให้แยกรายการเหล่านี้ออกมาเพื่อหาสาเหตุ ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบสาเหตุและแก้ไข หาว่ารายการที่ไม่ตรงเกิดจากอะไร เช่น บันทึกผิดยอด ลืมบันทึก หรือธนาคารยังไม่ผ่านรายการ แล้วปรับปรุงรายการให้ถูกต้อง ขั้นตอนที่ 5 บันทึกและจัดเก็บผลการกระทบยอด เก็บเอกสารผลการกระทบยอดไว้เป็นหลักฐาน เพราะผู้สอบบัญชีมักขอดูเอกสารนี้ตอนตรวจสอบงบการเงินประจำปี ตัวอย่างการกระทบยอดบัญชีธนาคาร สมมติบริษัท ดี เอ็กซ์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดเงินฝากในระบบบัญชี ณ วันที่ 30 กันยายน อยู่ที่ 500,000 บาท แต่ Bank Statement แสดงยอด 485,000 บาท ตัวเลขต่างกัน 15,000 บาท เมื่อไล่เทียบรายการพบว่ามี 3 รายการที่ทำให้ยอดต่างกัน รายการ จำนวนเงิน สาเหตุ เช็คเลขที่ 1234 ที่ออกไปแล้ว 20,000 บาท ยังไม่ถูกขึ้นเงิน จึงยังไม่หักจาก Statement เงินโอนจากลูกค้า 8,000 บาท ธนาคารรับเงินแล้ว แต่บัญชียังไม่ได้บันทึก ค่าธรรมเนียมโอนเงิน 3,000 บาท ธนาคารหักแล้ว แต่บัญชียังไม่ได้บันทึก การคำนวณ ยอดระบบบัญชี 500,000 บวกเงินโอนจากลูกค้า 8,000 ลบค่าธรรมเนียม 3,000 ลบเช็คค้างจ่าย 20,000 ได้ยอดปรับปรุงเท่ากับ 485,000 บาท ซึ่งตรงกับ Bank Statement พอกระทบยอดเสร็จก็รู้ทันทีว่าตัวเลขในระบบบัญชีถูกต้องแล้ว กระทบยอดด้วย Excel กับใช้โปรแกรมบัญชี ต่างกันอย่างไร หลายธุรกิจเริ่มต้นกระทบยอดด้วย Excel เพราะคุ้นเคยและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่เมื่อจำนวนรายการเพิ่มขึ้น วิธีนี้เริ่มมีข้อจำกัดหลายอย่าง Excel ต้องดาวน์โหลด Bank Statement แล้วจับคู่รายการด้วยสูตร VLOOKUP หรือ INDEX MATCH ทีละรายการ ถ้ามีรายการหลายร้อยรายการต่อเดือน ใช้เวลานานและมีโอกาสผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ ไม่มีระบบตรวจสอบอัตโนมัติ ถ้าสูตรผิดก็ไม่มีใครเตือน โปรแกรมบัญชีสมัยใหม่มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติ (Auto Reconciliation) ที่ดึง Bank Statement เข้ามาแล้วจับคู่กับรายการบัญชีให้โดยอัตโนมัติ รายการที่ตรงกันถูก match ทันที เหลือแค่รายการที่ไม่ตรงให้ตรวจสอบเอง ลดเวลาจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที เกณฑ์ Excel โปรแกรมบัญชีอัตโนมัติ การจับคู่รายการ ทำมือ ใช้สูตร อัตโนมัติ ความเร็ว หลายชั่วโมงต่อเดือน ไม่กี่นาที ความเสี่ยงผิดพลาด สูง ขึ้นกับคนทำ ต่ำ ระบบตรวจสอบให้ เหมาะกับ รายการน้อย ธุรกิจเริ่มต้น รายการเยอะ ธุรกิจกำลังโต กระทบยอดอัตโนมัติด้วยโปรแกรมบัญชี ทำงานอย่างไร ระบบกระทบยอดอัตโนมัติทำงานโดยรับข้อมูล Bank Statement เข้ามาในระบบ แล้วใช้อัลกอริทึมจับคู่กับรายการบัญชีที่บันทึกไว้ โดยเทียบจากจำนวนเงิน วันที่ และรายละเอียด PEAK มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติที่ช่วยให้นักบัญชีและเจ้าของกิจการนำเข้า Bank Statement จากธนาคาร แล้วระบบจับคู่รายการที่ตรงกันให้อัตโนมัติ รายการที่จับคู่ไม่ได้จะแยกออกมาให้ตรวจสอบ ทำให้เห็นภาพชัดว่ารายการไหนยังค้างอยู่ สำหรับธุรกิจ e-Commerce ที่ขายบน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop การกระทบยอดกับ Marketplace เป็นเรื่องที่ปวดหัวเป็นพิเศษ เพราะแต่ละแพลตฟอร์มหักค่าธรรมเนียมต่างกัน โอนเงินคนละรอบ ตัวเลขที่ได้รับกับยอดขายจริงจึงไม่เท่ากัน PEAK รองรับการเชื่อมต่อกับ e-Commerce ช่วยลดปัญหาการกระทบยอดระหว่างระบบบัญชีกับยอดจาก Marketplace นอกจากนี้ PEAK Board ยังแสดง Dashboard สถานะการเงินแบบ Real-Time ทำให้เห็นภาพรวมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน สรุป ทำไมทุกธุรกิจควรกระทบยอดเป็นประจำ การกระทบยอดไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีฝ่ายเดียว แต่เป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ เพราะตัวเลขที่ถูกต้องคือพื้นฐานของการตัดสินใจทางธุรกิจทุกอย่าง ตั้งแต่การวางแผนกระแสเงินสด การขอสินเชื่อ ไปจนถึงการยื่นภาษี สิ่งที่ควรทำ คือกระทบยอดธนาคารอย่างน้อยเดือนละครั้ง เปรียบเทียบยอดเจ้าหนี้-ลูกหนี้กับเอกสารจริง และเก็บผลกระทบยอดเป็นหลักฐานสำหรับผู้สอบบัญชี พร้อมลดเวลากระทบยอดจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติที่ช่วยจับคู่รายการบัญชีกับ Bank Statement ให้ทันที ลดงานซ้ำ ลดความผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วจัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการกระทบยอด กระทบยอดบัญชีต้องทำบ่อยแค่ไหน แนะนำทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตรงกับช่วงที่ธนาคารออก Bank Statement แต่ถ้าธุรกิจมีรายการเยอะ (เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่มียอดขายรายวัน) ควรทำทุกสัปดาห์ เพราะยิ่งทิ้งนาน ยิ่งหารายการที่ไม่ตรงได้ยาก ถ้ากระทบยอดแล้วตัวเลขไม่ตรง ต้องทำอย่างไร เริ่มจากหาผลต่างระหว่าง 2 ยอด แล้วไล่ดูรายการที่มีจำนวนเงินใกล้เคียงกับผลต่างนั้น สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ บันทึกรายการผิดยอด ลืมบันทึกค่าธรรมเนียมธนาคาร หรือเช็คที่ยังไม่ถูกขึ้นเงิน ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องกระทบยอดไหม จำเป็น เพราะธุรกิจขนาดเล็กมักมีคนดูแลบัญชีน้อย ถ้าเกิดข้อผิดพลาดจะไม่มีคนตรวจจับ การกระทบยอดเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงที่ตัวเลขจะคลาดเคลื่อนโดยไม่รู้ตัว Reconciliation กับ Auditing ต่างกันอย่างไร การกระทบยอด (Reconciliation) คือกระบวนการเทียบข้อมูล 2 ชุดเพื่อหาความแตกต่าง ส่วนการตรวจสอบบัญชี (Auditing) คือการที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบงบการเงินทั้งหมดว่าถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีหรือไม่ การกระทบยอดเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบบัญชี แต่เจ้าของกิจการทำได้เองโดยไม่ต้องรอผู้สอบ ใช้โปรแกรมอะไรช่วยกระทบยอดได้บ้าง โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติจะช่วยจับคู่รายการให้ ลดงานที่ต้องทำมือ เช่น PEAK ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด คืออะไร ฉบับธุรกิจ B2B และเงื่อนไขหักภาษี

ทุกธุรกิจมีค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน โดยค่าใช้จ่ายนี้เรียกว่า ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด อาทิ ค่าถ่ายเอกสาร ค่าแท็กซี่ไปพบลูกค้า หรือค่ากาแฟรับแขก หลายคนมองข้ามรายจ่ายเหล่านี้ แต่พอรวมกันทั้งเดือนกลับเป็นจำนวนที่ไม่น้อย ปัญหาที่ผู้ประกอบการ SME เจอบ่อยคือ ไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ต้องเก็บเอกสารอะไรบ้าง และบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่มีค่าเลี้ยงรับรองคู่ค้า ค่าของขวัญ หรือค่าเดินทางพบลูกค้า ซึ่งมักเป็นจุดที่สรรพากรตรวจสอบเข้มงวด บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ความหมาย ตัวอย่างที่พบบ่อย เงื่อนไขหักภาษี ไปจนถึงเอกสารที่ต้องเตรียมและวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด หมายถึงอะไร ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous Expenses) คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานของกิจการ มีมูลค่าไม่สูง และไม่สามารถจัดเข้าหมวดค่าใช้จ่ายหลักอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน เช่น ค่าถ่ายเอกสาร ค่าไปรษณีย์ ค่ากาแฟรับแขก หรือค่าน้ำดื่มในสำนักงาน ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดจัดอยู่ในหมวดบัญชีใด ตามมาตรฐานการบัญชี ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดจัดอยู่ในหมวด 5 (ค่าใช้จ่าย) ภายใต้ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrative Expenses) โดยปกติจะใช้เลขที่บัญชี 5305 หรือตามผังบัญชีของแต่ละกิจการ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดจะแสดงในงบกำไรขาดทุน (Income Statement) เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดมีอะไรบ้าง ตัวอย่างรายการที่พบบ่อย ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในแต่ละธุรกิจอาจแตกต่างกัน แต่สามารถแบ่งเป็น 3 หมวดหลักได้ดังนี้ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในสำนักงาน รายจ่ายเล็กน้อยที่เกิดขึ้นประจำวันในที่ทำงาน เช่น ค่าถ่ายเอกสาร ค่าน้ำดื่ม ค่ากาแฟ-ชา สำหรับพนักงานหรือรับแขก ค่าทำความสะอาดเล็กน้อย ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ หรือค่าอุปกรณ์สิ้นเปลืองจิปาถะ ตัวอย่าง บริษัท สมใจ จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าถ่ายเอกสาร 150 บาท ค่าน้ำดื่ม 200 บาท และค่ากาแฟรับแขก 300 บาท รวมเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดสำนักงาน 650 บาทต่อสัปดาห์ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในการขายและการตลาด รายจ่ายเล็กน้อยเพื่อสนับสนุนงานขาย เช่น ค่าส่งพัสดุตัวอย่างสินค้า ค่าจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ค่าป้ายโฆษณาชั่วคราว หรือค่าพิมพ์เอกสารนำเสนอลูกค้า ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในการเดินทางและติดต่อธุรกิจ รายจ่ายที่เกิดจากการเดินทางไปติดต่องาน เช่น ค่าแท็กซี่ ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วนเล็กน้อย หรือค่าอาหารระหว่างเดินทาง หมวดนี้พบมากในธุรกิจ B2B ที่ต้องออกไปพบลูกค้าหรือคู่ค้าเป็นประจำ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ต่างจากค่าใช้จ่ายประเภทอื่นอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนว่าค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดกับค่าใช้จ่ายอื่นต่างกันตรงไหน ลองดูตารางเปรียบเทียบนี้ ประเภท ลักษณะ ตัวอย่าง ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด มูลค่าเล็กน้อย จัดหมวดหลักไม่ได้ เกิดไม่สม่ำเสมอ ค่าถ่ายเอกสาร ค่าแท็กซี่ ค่ากาแฟรับแขก ค่าใช้จ่ายสำนักงาน (Office Supplies) อุปกรณ์สำนักงานที่ใช้เป็นประจำ มีหมวดชัดเจน กระดาษ A4 หมึกพิมพ์ ปากกา แฟ้มเอกสาร ค่าใช้จ่ายดำเนินงานหลัก ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจ มูลค่าสูง เกิดสม่ำเสมอ ค่าเช่าสำนักงาน เงินเดือนพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค หลักง่ายๆ ในการแยก คือ ถ้ารายจ่ายนั้นมีมูลค่าน้อย เกิดไม่สม่ำเสมอ และจัดเข้าหมวดอื่นไม่ลงตัว ก็จัดเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด แต่ถ้ามีหมวดเฉพาะรองรับอยู่แล้ว เช่น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค เงินเดือน ควรบันทึกในหมวดนั้นโดยตรง ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในธุรกิจ B2B มีอะไรบ้าง ธุรกิจที่ติดต่อกับคู่ค้าองค์กร (B2B) มักมีรายจ่ายเบ็ดเตล็ดที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ซึ่งเป็นจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษเรื่องการหักภาษี ตัวอย่างรายจ่ายประเภทนี้ที่พบบ่อยในธุรกิจ B2B ได้แก่ ค่าอาหารว่างหรือเครื่องดื่มเลี้ยงรับรองคู่ค้า ค่าของขวัญเทศกาลให้ลูกค้า ค่าเดินทางไปพบลูกค้าหรือซัพพลายเออร์ ค่าตัวอย่างสินค้าเพื่อนำเสนอ ค่าจัดส่งเอกสารสัญญาทางไปรษณีย์ หรือค่าจัดเลี้ยงประชุมเล็กๆ ค่าเลี้ยงรับรอง (Entertainment Expenses) กับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ต่างกันตรงไหน ค่าเลี้ยงรับรองเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะมีเพดานหักภาษีแยกต่างหาก ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 ค่ารับรองหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไม่เกิน 0.3% ของยอดขายหรือรายได้ หรือทุนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า (สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท) กรณีให้ของขวัญแก่คู่ค้า ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนในแต่ละครั้ง จึงจะนำมาหักเป็นค่ารับรองทางภาษีได้ ถ้าเป็นค่าเลี้ยงอาหารมูลค่าไม่สูง (เช่น ซื้อกาแฟ ขนม หรืออาหารว่างให้คู่ค้าที่มาประชุม) สามารถบันทึกเป็นรายจ่ายเบ็ดเตล็ดได้ แต่ถ้าเป็นการเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ เช่น จัดเลี้ยงอาหารค่ำที่ร้านอาหาร ควรบันทึกแยกเป็นค่ารับรองโดยเฉพาะ ค่าของขวัญ ค่าเดินทางพบลูกค้า ค่าตัวอย่างสินค้า บันทึกเป็นเบ็ดเตล็ดได้หรือไม่ ค่าของขวัญเทศกาลให้คู่ค้า (เช่น กระเช้าปีใหม่) จะถูกจัดเป็นค่ารับรอง ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด เพราะเป็นการให้เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ส่วนค่าเดินทางพบลูกค้า (ค่าแท็กซี่ ค่าทางด่วน) สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดได้ ถ้ามูลค่าไม่สูงและเป็นการเดินทางปกติ แต่ถ้าเดินทางเป็นประจำ ควรแยกเป็นหมวดค่าเดินทาง (Travel Expenses) ต่างหาก ค่าตัวอย่างสินค้าเพื่อนำเสนอลูกค้า ถ้ามีมูลค่าไม่สูง บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดได้ แต่ถ้ามูลค่าสูง ควรบันทึกเป็นค่าส่งเสริมการขาย เงื่อนไขหักค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ไม่ถูกสรรพากรตีกลับ รายจ่ายเบ็ดเตล็ดสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ต้องผ่านเกณฑ์ 3 ข้อตามหลักประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี คือ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง มูลค่าต้องสมเหตุสมผล และต้องมีหลักฐานประกอบครบถ้วน หลักเกณฑ์ 3 ข้อ ที่ต้องผ่านทุกข้อ ข้อ 1 – เกี่ยวข้องกับกิจการจริง ค่าใช้จ่ายนั้นต้องเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของธุรกิจโดยตรง ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัวของเจ้าของหรือพนักงาน เช่น ค่าถ่ายเอกสารสัญญาลูกค้า ถือว่าเกี่ยวกับกิจการ แต่ค่าถ่ายเอกสารส่วนตัวของเจ้าของ ไม่ถือว่าเกี่ยวกับกิจการ ข้อ 2 – มูลค่าสมเหตุสมผล จำนวนเงินต้องเหมาะสมกับลักษณะค่าใช้จ่าย ไม่สูงเกินจริง เช่น ค่ากาแฟรับแขก 300 บาท ถือว่าสมเหตุสมผล แต่ถ้าเขียนค่ากาแฟ 5,000 บาทโดยไม่มีเหตุผลรองรับ สรรพากรอาจตั้งข้อสงสัยได้ ข้อ 3 – มีหลักฐานครบถ้วน ต้องมีเอกสารประกอบการจ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (บก.111) สำหรับกรณีที่ไม่สามารถขอใบเสร็จได้ นอกจากเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น หากรายจ่ายเบ็ดเตล็ดนั้นเป็นค่าบริการ (เช่น ค่าซ่อมแซม ค่าถ่ายเอกสาร) หรือค่าขนส่ง ที่มียอดชำระตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป กิจการยังมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย (3% หรือ 1%) และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ตามกฎหมายด้วย กิจการที่ต้องจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นประจำ สามารถใช้ PEAK Tax ช่วยคำนวณและออกหนังสือรับรองได้อัตโนมัติ หากไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย รายจ่ายนั้นอาจถูกสรรพากรไม่ยอมรับเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่สรรพากรมักไม่ยอมรับ ตัวอย่างที่ถูกตีกลับบ่อย ตัวอย่างรายจ่ายเบ็ดเตล็ดที่มักถูกสรรพากรตีกลับ ได้แก่ รายจ่ายส่วนตัวที่นำมาปะปนกับกิจการ เช่น ค่าอาหารส่วนตัวของเจ้าของ ค่าของใช้ส่วนตัว สรรพากรตีกลับเพราะไม่เกี่ยวกับกิจการ รายจ่ายที่ไม่มีเอกสารประกอบเลย เช่น จ่ายค่าแท็กซี่แต่ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีใบรับรองแทนใบเสร็จ และไม่มีบันทึกว่าไปที่ไหน เพื่ออะไร รายจ่ายที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับลักษณะธุรกิจ เช่น ร้านขายของออนไลน์ขนาดเล็กแต่มีรายจ่ายเบ็ดเตล็ดเดือนละ 50,000 บาท สรรพากรอาจตรวจสอบว่ารายจ่ายเหล่านั้นเกี่ยวกับกิจการจริงหรือไม่ เอกสารหลักฐานที่ต้องมี สำหรับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด การเก็บเอกสารให้ครบเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของรายจ่ายเบ็ดเตล็ด เพราะรายจ่ายประเภทนี้มักมีมูลค่าน้อย ผู้ประกอบการจึงมักละเลยไม่เก็บหลักฐาน เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่ ใบเสร็จรับเงินจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการ ใบกำกับภาษี (กรณีที่ร้านค้าเป็นผู้จดทะเบียน VAT) ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หรือ บก.111 (กรณีขอใบเสร็จไม่ได้) และใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) ของบริษัท นอกจากนี้ ควรระบุรายละเอียดเพิ่มเติมในใบสำคัญจ่ายด้วย เช่น เหตุผลของการจ่ายเงิน (จ่ายเพื่ออะไร เกี่ยวกับลูกค้ารายไหน) ชื่อผู้จ่ายเงิน และผู้อนุมัติ ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (บก.111) คืออะไร ใช้เมื่อไร บก.111 คือ เอกสารที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เพื่อใช้เป็นหลักฐานการจ่ายเงินในกรณีที่ไม่สามารถขอใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินได้ เช่น จ่ายค่าแท็กซี่ ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ค่าจอดรถตามตู้หยอดเหรียญ หรือจ่ายเงินให้บุคคลทั่วไปที่ไม่มีใบเสร็จ บก.111 ต้องระบุข้อมูลให้ครบ ได้แก่ ชื่อผู้จ่ายเงิน วันที่จ่าย รายละเอียดค่าใช้จ่าย จำนวนเงิน ชื่อผู้รับเงิน (ถ้าทราบ) และลายเซ็นผู้จ่ายเงินกับผู้อนุมัติ เอกสาร บก.111 ช่วยให้รายจ่ายเบ็ดเตล็ดที่ไม่มีใบเสร็จสามารถใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษีได้ แต่ไม่ควรใช้บ่อยเกินไป สรรพากรอาจตั้งข้อสงสัยหากกิจการมี บก.111 เป็นจำนวนมากผิดปกติ เพื่อให้สรรพากรยอมรับได้ตามมาตรา 65 ตรี (18) การทำ บก.111 ควรแนบหลักฐานการจ่ายเงินประกอบด้วย เช่น สลิปการโอนเงิน หรือหลักฐานการเดินทาง เพื่อยืนยันตัวตนผู้รับเงินและแสดงว่าเป็นรายจ่ายของกิจการจริง วิธีบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด พร้อมตัวอย่าง การบันทึกบัญชีรายจ่ายเบ็ดเตล็ดไม่ซับซ้อน แต่ต้องทำให้ถูกหมวดและมีเอกสารประกอบ ผู้ประกอบการที่ต้องการความสะดวกสามารถใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดหมวดหมู่อัตโนมัติ ตัวอย่าง บันทึกค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดจ่ายเงินสด บริษัท สมใจ จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าถ่ายเอกสารสัญญาลูกค้า 200 บาท เป็นเงินสด รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด (5305) 200 – เงินสด (1101) – 200 ตัวอย่าง บันทึกค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดผ่านเงินสดย่อย (Petty Cash) ธุรกิจ B2B หลายแห่งใช้ระบบเงินสดย่อย (Petty Cash) สำหรับจ่ายรายจ่ายเบ็ดเตล็ด โดยมีวงเงินกำหนดไว้ เช่น 5,000 บาท เมื่อจ่ายไปแล้วจะเบิกชดเชยคืน บริษัท สมใจ จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าแท็กซี่ไปพบลูกค้า 350 บาท และค่ากาแฟรับแขก 250 บาท จากเงินสดย่อย รวม 600 บาท เมื่อเบิกชดเชยเงินสดย่อย บันทึกดังนี้ รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด (5305) 600 – เงินสด (1101) – 600 ระบบเงินสดย่อยช่วยให้ติดตามรายจ่ายเบ็ดเตล็ดได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเปิดใบสำคัญจ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินเล็กน้อย และช่วยให้การตรวจสอบภายในทำได้สะดวก สรุป ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่จัดการดี ช่วยประหยัดภาษีได้จริง รายจ่ายเบ็ดเตล็ดอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าจัดการไม่ดีอาจทำให้เสียสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายทางภาษี หรือถูกสรรพากรตรวจสอบ สิ่งสำคัญที่ควรจำ คือ เก็บเอกสารทุกรายการ ใช้ บก.111 เมื่อขอใบเสร็จไม่ได้ แยกค่าเลี้ยงรับรองออกจากรายจ่ายเบ็ดเตล็ดให้ชัดเจน บันทึกบัญชีให้ถูกหมวด และตรวจสอบว่าผ่านเกณฑ์ 3 ข้อ (เกี่ยวกับกิจการ สมเหตุสมผล มีหลักฐาน) จัดการค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายจ่ายเบ็ดเตล็ดได้สะดวก จัดหมวดหมู่อัตโนมัติ และออกรายงานค่าใช้จ่ายได้ครบในที่เดียว ช่วยลดปัญหาเอกสารตกหล่นและลดความเสี่ยงถูกสรรพากรตรวจสอบ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ไม่มีใบเสร็จ หักภาษีได้หรือไม่ หักได้ แต่ต้องจัดทำใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (บก.111) เป็นหลักฐานแทน โดยระบุรายละเอียดการจ่ายเงินให้ครบถ้วน ทั้งวันที่ จำนวนเงิน เหตุผลที่จ่าย และลายเซ็นผู้อนุมัติ ค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า จัดเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับลักษณะและมูลค่า ถ้าเป็นค่าเครื่องดื่มเล็กน้อยรับแขก (เช่น ซื้อกาแฟ 200 บาท) สามารถบันทึกเป็นรายจ่ายเบ็ดเตล็ดได้ แต่ถ้าเป็นการเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ ควรแยกบันทึกเป็นค่ารับรอง ซึ่งมีเพดานหักภาษีไม่เกิน 0.3% ของรายได้ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ต่างจากเงินสดย่อย (Petty Cash) อย่างไร ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดเป็น ประเภทค่าใช้จ่าย ส่วนเงินสดย่อยเป็น วิธีจ่ายเงิน ทั้งสองเป็นคนละเรื่องกัน เงินสดย่อยคือวงเงินสำรองที่ตั้งไว้สำหรับจ่ายรายจ่ายเล็กน้อย ซึ่งรายจ่ายเบ็ดเตล็ดก็เป็นหนึ่งในรายการที่จ่ายผ่านเงินสดย่อยบ่อยที่สุด ค่าของขวัญให้คู่ค้า B2B หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องบันทึกเป็น ค่ารับรอง ไม่ใช่รายจ่ายเบ็ดเตล็ด และต้องอยู่ภายในเพดานหักค่ารับรอง (ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ และไม่เกิน 10 ล้านบาท) โดยต้องมีใบเสร็จรับเงินและระบุชื่อผู้รับของขวัญด้วย บันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดผิดหมวด จะมีผลอย่างไร การบันทึกผิดหมวดทำให้งบการเงินไม่ถูกต้อง อาจส่งผลให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายบางหมวดสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นจุดที่สรรพากรมักตรวจสอบ หากถูกตรวจพบอาจต้องปรับปรุงบัญชีย้อนหลังและอาจมีค่าปรับเพิ่มเติม ดังนั้น ควรตรวจสอบการจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายเป็นประจำ เพื่อให้งบการเงินสะท้อนภาพธุรกิจจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

22 min

ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย-รายได้ค้างรับ พร้อมตัวอย่างและวิธีบันทึกบัญชี

ทุกสิ้นเดือนหรือสิ้นปี นักบัญชีหลายคนต้องนั่งทบทวนว่า มีค่าใช้จ่ายอะไรที่เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงินบ้าง หรือมีรายได้ที่ทำงานเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้วางบิล สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expenses) และ รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) ซึ่งเป็นรายการปรับปรุงที่สำคัญมากในการปิดงบให้ถูกต้อง ถ้าไม่บันทึกรายการเหล่านี้ งบการเงินจะแสดงกำไรขาดทุนผิดจากความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ตัดสินใจทางธุรกิจพลาดได้ บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างจากธุรกิจ SME จริงและวิธีบันทึกบัญชีแบบ step-by-step ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expenses) คืออะไร ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วในงวดบัญชีนั้น แต่กิจการยังไม่ได้จ่ายเงิน และยังไม่ได้รับใบแจ้งหนี้อย่างเป็นทางการ ณ วันสิ้นงวด ตัวอย่างเช่น ค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคมที่ใช้ไปแล้ว แต่บิลค่าไฟจะมาถึงในเดือนมกราคมปีถัดไป หลักการนี้มาจาก เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ซึ่งเป็นหลักการบัญชีที่กำหนดให้บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะได้รับหรือจ่ายเงินแล้วหรือยัง ทำไมต้องบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่าย การบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่ายทำให้งบกำไรขาดทุนแสดงผลตรงกับความเป็นจริงในแต่ละงวด ถ้าไม่บันทึก กำไรของงวดนั้นจะสูงเกินจริง เพราะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงแล้วไม่ถูกนำมาหักออก หลัก Matching Principle กำหนดให้ค่าใช้จ่ายต้องจับคู่กับรายได้ในงวดเดียวกัน เช่น ถ้าเดือนธันวาคมมีรายได้จากการขาย ค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตสินค้าเดือนนั้นก็ต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของเดือนธันวาคมด้วย ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายมีอะไรบ้าง (7 รายการที่พบบ่อย) รายการ ตัวอย่างสถานการณ์ เงินเดือนค้างจ่าย พนักงานทำงานถึง 31 ธ.ค. แต่จ่ายเงินเดือนวันที่ 5 ม.ค. ค่าสาธารณูปโภคค้างจ่าย ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ที่ใช้แล้วแต่บิลยังไม่มา ดอกเบี้ยค้างจ่าย เงินกู้ธนาคารที่ดอกเบี้ยเกิดทุกวัน แต่จ่ายทุกสิ้นเดือน ค่าเช่าค้างจ่าย ค่าเช่าออฟฟิศเดือน ธ.ค. ที่สัญญาระบุจ่ายเดือนถัดไป ค่าบริการวิชาชีพค้างจ่าย ค่าสอบบัญชีที่ผู้สอบบัญชีทำงานแล้วแต่ยังไม่วางบิล ค่าซ่อมแซมค้างจ่าย ช่างมาซ่อมเครื่องจักรแล้วแต่ยังไม่ส่งใบแจ้งหนี้ โบนัสค้างจ่าย บริษัทประกาศจ่ายโบนัสปลายปี แต่จะจ่ายจริงในเดือน ม.ค. เจ้าหนี้การค้า กับ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ต่างกันตรงไหน ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) กับ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expenses) เพราะทั้งคู่เป็นหนี้สินหมุนเวียนในงบดุลเหมือนกัน แต่จุดที่ต่างกันชัดเจนคือ สถานะของเอกสาร เจ้าหนี้การค้า เกิดขึ้นเมื่อกิจการได้รับสินค้าหรือบริการ และได้รับใบแจ้งหนี้ (Invoice) หรือใบกำกับภาษีจากคู่ค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน เช่น สั่งซื้อสินค้ามา 50,000 บาท ได้รับของครบ ได้รับใบแจ้งหนี้แล้ว แต่ยังอยู่ในเครดิต 30 วัน ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เกิดขึ้นเมื่อค่าใช้จ่ายเกิดจริงแล้วในงวดนั้น แต่ยังไม่ได้รับใบแจ้งหนี้อย่างเป็นทางการ ณ วันสิ้นงวด เช่น ค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคมที่ใช้ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับบิลจากการไฟฟ้า หัวข้อ เจ้าหนี้การค้า (A/P) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ใบแจ้งหนี้ ได้รับแล้ว ยังไม่ได้รับ จำนวนเงิน ทราบแน่นอนจากใบแจ้งหนี้ ต้องประมาณการ ที่มา ซื้อสินค้าหรือบริการตามปกติ ค่าใช้จ่ายที่เกิดตามงวดเวลา ตัวอย่าง ซื้อสินค้าเชื่อ ได้รับ Invoice แล้ว ค่าไฟ ค่าน้ำ ที่บิลยังไม่มา รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) คืออะไร รายได้ค้างรับ คือ รายได้ที่กิจการทำงานเสร็จแล้วหรือส่งมอบบริการแล้วในงวดบัญชีนั้น แต่ยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้หรือยังไม่ได้รับเงิน ณ วันสิ้นงวด ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชีทำงานให้ลูกค้าตลอดเดือนธันวาคม แต่จะออกใบแจ้งหนี้ในเดือนมกราคมปีถัดไป รายได้จากงานเดือนธันวาคมต้องบันทึกเป็นรายได้ค้างรับในงวดนั้น รายได้ค้างรับมีอะไรบ้าง (5 รายการที่ SME พบบ่อย) รายการ ตัวอย่างสถานการณ์ ค่าบริการค้างรับ ฟรีแลนซ์ออกแบบเว็บเสร็จแล้ว แต่ยังไม่วางบิล ดอกเบี้ยค้างรับ ดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่เกิดทุกวัน แต่ธนาคารจ่ายเมื่อครบกำหนด ค่าเช่าค้างรับ ปล่อยเช่าพื้นที่ให้ผู้เช่าใช้แล้ว แต่ยังไม่ถึงวันเรียกเก็บ รายได้จากสัญญาระยะยาว โปรเจกต์ที่ทำเสร็จบางส่วน แต่ยังไม่ถึงงวดวางบิล ค่าคอมมิชชั่นค้างรับ ตัวแทนขายปิดดีลแล้ว แต่ยังไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น ค้างจ่ายกับค้างรับ ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่างสองรายการนี้ สรุปสั้น ๆ คือ ค้างจ่ายเป็นหนี้ที่เราต้องจ่ายคนอื่น ส่วนค้างรับเป็นสิทธิ์ที่คนอื่นต้องจ่ายให้เรา หัวข้อ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย รายได้ค้างรับ ประเภทในงบดุล หนี้สินหมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียน เกิดจาก ค่าใช้จ่ายเกิดแล้ว แต่ยังไม่จ่ายเงิน รายได้เกิดแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน ผลต่อกำไร ทำให้กำไรลดลง (เพิ่มค่าใช้จ่าย) ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น (เพิ่มรายได้) ตัวอย่าง ค่าไฟที่ใช้แล้วแต่บิลยังไม่มา งานที่ทำเสร็จแต่ยังไม่วางบิล ค้างจ่าย-ค้างรับ กับ จ่ายล่วงหน้า-รับล่วงหน้า ต่างกันตรงไหน อีกจุดที่สับสนกันบ่อย คือ ค้างจ่าย-ค้างรับ กับ จ่ายล่วงหน้า-รับล่วงหน้า ความแตกต่างอยู่ที่ ลำดับเวลาระหว่างการจ่ายเงินกับการได้รับประโยชน์ ค้างจ่าย-ค้างรับ หมายถึง ประโยชน์เกิดก่อน เงินตามมาทีหลัง เช่น ใช้ไฟฟ้าไปแล้ว (ได้รับประโยชน์) แต่ยังไม่จ่ายเงิน จ่ายล่วงหน้า-รับล่วงหน้า หมายถึง เงินจ่ายก่อน ประโยชน์ตามมาทีหลัง เช่น จ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 3 เดือน (จ่ายเงินแล้ว) แต่ยังไม่ได้ใช้พื้นที่ครบ หัวข้อ ค้างจ่าย-ค้างรับ จ่ายล่วงหน้า-รับล่วงหน้า ลำดับเวลา ประโยชน์เกิดก่อน เงินตามมา เงินจ่ายก่อน ประโยชน์ตามมา ค้างจ่าย เป็นหนี้สิน จ่ายล่วงหน้าเป็นสินทรัพย์ ค้างรับ เป็นสินทรัพย์ รับล่วงหน้าเป็นหนี้สิน ตัวอย่าง ค่าไฟที่ใช้แล้วยังไม่จ่าย ค่าเช่าที่จ่ายไปแล้วยังไม่ถึงเดือน วิธีบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (พร้อม Journal Entry) การบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่ายทำในวันสิ้นงวด โดยเป็นรายการปรับปรุง (Adjusting Entry) เพื่อให้งบการเงินแสดงค่าใช้จ่ายที่เกิดจริงในงวดนั้น หลักการ คือ เดบิตค่าใช้จ่าย (เพิ่มค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน) และ เครดิตค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (เพิ่มหนี้สินในงบดุล) หมายเหตุเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย -ณ วันสิ้นงวดที่บันทึกตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Adjusting Entry) ยังไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะยังไม่มีการจ่ายเงินจริง ภาระในการหักภาษี ณ ที่จ่ายและการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จะเกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายชำระเงินจริงให้แก่ผู้รับในงวดถัดไปเท่านั้น ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายผูกกับวันที่จ่ายเงิน ไม่ใช่วันที่บันทึกบัญชี ตัวอย่าง: บันทึกค่าเช่าค้างจ่าย สมมติ บริษัท ดาวเด่น จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าออฟฟิศเดือนละ 20,000 บาท สัญญาระบุจ่ายค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป ณ วันที่ 31 ธันวาคม บริษัทใช้ออฟฟิศตลอดเดือนแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน บันทึกรายการปรับปรุง ณ 31 ธันวาคม รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) ค่าเช่า (ค่าใช้จ่าย) 20,000 ค่าเช่าค้างจ่าย (หนี้สิน) 20,000 เมื่อจ่ายเงินจริงในวันที่ 5 มกราคม จึงบันทึกกลับรายการ (พร้อมหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ตามอัตราค่าเช่า) รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) ค่าเช่าค้างจ่าย (หนี้สิน) 20,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (5%) 1,000 เงินสด/ธนาคาร 19,000 ตัวอย่าง: บันทึกเงินเดือนค้างจ่าย บริษัท สายลม จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีพนักงาน 5 คน เงินเดือนรวม 150,000 บาทต่อเดือน จ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป ธุรกิจที่ต้องจัดการเงินเดือนหลายคนสามารถใช้โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ช่วยคำนวณให้แม่นยำและลดงานซ้ำได้ บันทึกรายการปรับปรุง ณ 31 ธันวาคม รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินเดือน (ค่าใช้จ่าย) 150,000 เงินเดือนค้างจ่าย (หนี้สิน) 150,000 เมื่อจ่ายเงินเดือนจริงในวันที่ 5 มกราคม (หักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินเดือนค้างจ่าย (หนี้สิน) 150,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราขั้นบันได ประกันสังคมส่วนพนักงาน ตามอัตราสมทบ เงินสด/ธนาคาร ยอดสุทธิ วิธีบันทึกบัญชีรายได้ค้างรับ (พร้อม Journal Entry) หลักการเดียวกัน คือ เดบิตรายได้ค้างรับ (เพิ่มสินทรัพย์ในงบดุล) และ เครดิตรายได้ (เพิ่มรายได้ในงบกำไรขาดทุน) ตัวอย่าง: บันทึกรายได้ค่าบริการค้างรับ สำนักงานบัญชี แสงตะวัน (ชื่อสมมุติ) รับทำบัญชีให้ลูกค้ารายหนึ่ง เดือนละ 8,000 บาท ทำงานเดือนธันวาคมเสร็จแล้ว แต่จะออกใบแจ้งหนี้ในเดือนมกราคม บันทึกรายการปรับปรุง ณ 31 ธันวาคม รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) รายได้ค่าบริการค้างรับ (สินทรัพย์) 8,000 รายได้ค่าบริการ (รายได้) 8,000 เมื่อออกใบแจ้งหนี้และรับเงินจริงในเดือนมกราคม รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินสด/ธนาคาร 8,000 รายได้ค่าบริการค้างรับ (สินทรัพย์) 8,000 ผลกระทบต่องบการเงิน – ก่อนและหลังปรับปรุงรายการค้าง เพื่อให้เห็นภาพชัด ลองดูตัวเลขจากบริษัท ดาวเด่น จำกัด (ชื่อสมมุติ) ณ สิ้นเดือนธันวาคม สมมติก่อนปรับปรุง บริษัทมีรายได้ 500,000 บาท และค่าใช้จ่ายที่จ่ายแล้ว 300,000 บาท รายการค้างที่ต้องปรับปรุง ได้แก่ ค่าเช่าค้างจ่าย 20,000 บาท เงินเดือนค้างจ่าย 150,000 บาท และรายได้ค่าบริการค้างรับ 8,000 บาท งบกำไรขาดทุน รายการ ก่อนปรับปรุง (บาท) หลังปรับปรุง (บาท) รายได้ 500,000 508,000 ค่าใช้จ่าย 300,000 470,000 กำไรสุทธิ 200,000 38,000 งบดุล (เฉพาะรายการที่เปลี่ยนแปลง) รายการ ก่อนปรับปรุง (บาท) หลังปรับปรุง (บาท) รายได้ค้างรับ (สินทรัพย์) 0 8,000 ค่าเช่าค้างจ่าย (หนี้สิน) 0 20,000 เงินเดือนค้างจ่าย (หนี้สิน) 0 150,000 จะเห็นว่ากำไรสุทธิลดลงจาก 200,000 บาท เหลือ 38,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริงมากกว่า ถ้าไม่ปรับปรุง อาจคิดว่าธุรกิจกำไรดี ทั้งที่จริงแล้วยังมีหนี้สินที่ต้องจ่ายอีกมาก การมีเครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจแบบ real-time ช่วยให้เห็นภาพรวมงบการเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปิดงบ ข้อผิดพลาดที่ SME ทำบ่อยเรื่องค้างจ่าย-ค้างรับ ลืมบันทึกรายการค้างจ่ายปลายงวด ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งที่พบบ่อยคือ ไม่ได้ทำรายการปรับปรุงตอนปิดงบ โดยเฉพาะ SME ที่ทำบัญชีเอง มักบันทึกเฉพาะรายการที่จ่ายเงินจริงแล้ว ทำให้ค่าใช้จ่ายในงบต่ำเกินจริงและกำไรสูงเกินจริง ผลกระทบที่ตามมาคือ อาจต้องจ่ายภาษีเงินได้มากกว่าที่ควร เพราะกำไรที่ใช้คำนวณภาษีสูงกว่าความเป็นจริง สับสนระหว่างค้างจ่ายกับจ่ายล่วงหน้า อีกข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือ บันทึกค่าเช่าจ่ายล่วงหน้าเป็นค่าเช่าค้างจ่าย หรือกลับกัน วิธีแยกง่ายที่สุดคือ ถามตัวเองว่า เราจ่ายเงินไปก่อนหรือยัง ถ้าจ่ายเงินไปก่อนแล้วแต่ยังใช้ประโยชน์ไม่หมด นั่นคือ จ่ายล่วงหน้า (สินทรัพย์) แต่ถ้าใช้ประโยชน์ไปแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน นั่นคือ ค้างจ่าย (หนี้สิน) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย-รายได้ค้างรับ กับมาตรฐาน NPAEs สำหรับ SME ไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ หรือ TFRS for NPAEs ที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชีฯ NPAEs กำหนดให้กิจการใช้เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ในการจัดทำงบการเงิน ซึ่งหมายความว่าต้องบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่ายและรายได้ค้างรับทุกสิ้นงวดบัญชี ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นข้อกำหนดตามมาตรฐาน ข้อดีของ NPAEs คือ มีความยืดหยุ่นมากกว่า TFRS เต็มรูปแบบ ไม่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ในหลายกรณี ทำให้ SME สามารถจัดทำงบการเงินได้ง่ายกว่า แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์คงค้างอย่างเคร่งครัด สรุป: บันทึกรายการค้างให้ครบ งบการเงินจึงจะถูกต้อง ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายและรายได้ค้างรับเป็นรายการปรับปรุงที่ขาดไม่ได้ทุกครั้งที่ปิดงบ การบันทึกอย่างถูกต้องช่วยให้งบการเงินสะท้อนผลประกอบการจริง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดี สิ่งที่ควรจำ ได้แก่ ค้างจ่ายเป็นหนี้สิน เกิดจากค่าใช้จ่ายที่ใช้แล้วยังไม่จ่าย ค้างรับเป็นสินทรัพย์ เกิดจากรายได้ที่ทำแล้วยังไม่ได้รับเงิน และทั้งสองรายการต้องบันทึกตามเกณฑ์คงค้างทุกสิ้นงวด ตามมาตรฐาน NPAEs จัดการรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าต้องการลดความยุ่งยากในการบันทึกรายการค้างจ่าย-ค้างรับ และปิดงบได้ถูกต้อง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายค้างจ่ายและรายได้ค้างรับ ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายอยู่หมวดไหนในงบดุล ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายจัดอยู่ในหมวด หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) ในงบแสดงฐานะการเงิน เพราะเป็นภาระที่กิจการต้องชำระภายในรอบระยะเวลาดำเนินงานปกติ มักอยู่ถัดจากเจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเป็นสินทรัพย์หรือหนี้สิน ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเป็น หนี้สิน เพราะกิจการมีภาระผูกพันที่ต้องจ่ายเงินในอนาคต ส่วนรายได้ค้างรับเป็น สินทรัพย์ เพราะเป็นสิทธิ์ที่กิจการจะได้รับเงินในอนาคต หลายคนสับสนเพราะทั้งคู่มีคำว่า ค้าง เหมือนกัน แต่อยู่คนละฝั่งของงบดุล ต้องบันทึกรายการค้างจ่ายทุกเดือนไหม ขึ้นอยู่กับนโยบายของกิจการ กิจการที่ปิดงบรายเดือนควรบันทึกทุกสิ้นเดือน แต่กิจการ SME ที่ปิดงบรายปี อย่างน้อยต้องบันทึก ณ วันสิ้นรอบบัญชี หากต้องการงบการเงินที่แม่นยำเพื่อวิเคราะห์ธุรกิจระหว่างปี การบันทึกรายเดือนจะให้ข้อมูลที่ดีกว่า Accrued Expenses กับ Accounts Payable ต่างกันอย่างไร ทั้งคู่เป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ต่างกันที่สถานะเอกสาร Accounts Payable (เจ้าหนี้การค้า) คือ กิจการได้รับใบแจ้งหนี้แล้ว ทราบจำนวนเงินแน่นอน ส่วน Accrued Expenses (ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย) คือ ค่าใช้จ่ายเกิดแล้วแต่ยังไม่ได้รับเอกสาร ณ วันสิ้นงวด จำนวนเงินอาจต้องประมาณการ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหัวข้อเจ้าหนี้การค้ากับค่าใช้จ่ายค้างจ่ายด้านบน เมื่อบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ ไม่ต้อง ณ วันที่บันทึกรายการปรับปรุง (Adjusting Entry) ยังไม่มีการจ่ายเงินจริง จึงยังไม่มีภาระหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามหลักกรมสรรพากร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายชำระเงินจริงให้แก่ผู้รับในงวดถัดไป พร้อมกับออกหนังสือรับรอง (50 ทวิ) ในวันที่จ่ายเงิน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

NRV คืออะไร วิธีการตีราคาสินค้าคงเหลือธุรกิจ B2B

เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหม ผลิตสินค้ารอส่งให้ลูกค้าองค์กร แต่อยู่ดีๆ อีกฝ่ายลดคำสั่งซื้อหรือยกเลิก PO ทันที สินค้าที่ค้างอยู่ในคลังก็ขายต่อได้ แต่ราคาอาจไม่เท่าเดิมอีกแล้ว แบบนี้ต้องปรับมูลค่าในบัญชีหรือเปล่า NRV หรือ Net Realizable Value (มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ) คือตัวเลขที่ช่วยตอบคำถามนี้ บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณ ไปจนถึงผลกระทบจริงต่องบกำไรขาดทุน โดยเจาะลึกในมุมธุรกิจ B2B ที่ราคาขายอิงตามสัญญาหรือคำสั่งซื้อจากลูกค้าองค์กร NRV คืออะไร NRV คือราคาขายโดยประมาณของสินค้าในสภาพปกติของธุรกิจ หักด้วยต้นทุนที่ต้องใช้เพื่อทำให้สินค้าเสร็จสมบูรณ์และต้นทุนที่จำเป็นในการขาย ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ (ตรงกับ IAS 2 ในมาตรฐานสากล) กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในงบการเงินด้วยราคาทุนหรือ NRV แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า พูดง่ายๆ คือ ถ้าสินค้าในคลังขายได้จริงน้อยกว่าต้นทุน ก็ต้องปรับลดมูลค่าลงให้ตรงกับความเป็นจริง ไม่ใช่แสดงต้นทุนเดิมที่สูงกว่าไว้ในงบ สูตรคำนวณ NRV NRV = ราคาขายโดยประมาณ – ต้นทุนในการทำให้เสร็จ – ต้นทุนจำเป็นในการขาย ตัวอย่าง สินค้า A มีราคาขายโดยประมาณ 100,000 บาท ต้นทุนแพ็กและขนส่ง 5,000 บาท ค่านายหน้าขาย 3,000 บาท NRV = 100,000 – 5,000 – 3,000 = 92,000 บาท ถ้าต้นทุนสินค้า A อยู่ที่ 95,000 บาท แต่ NRV เท่ากับ 92,000 บาท กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้า A ที่ 92,000 บาท แทน เพราะ NRV ต่ำกว่าทุน NRV ต่างจาก Fair Value และราคาทุนอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง NRV กับ Fair Value (มูลค่ายุติธรรม) ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่มุมมอง คำศัพท์ ความหมาย มุมมอง ราคาทุน (Cost) ต้นทุนที่จ่ายซื้อหรือผลิตสินค้า ต้นทุนในอดีต NRV ราคาขายประมาณ หักต้นทุนขาย เฉพาะกิจการ Fair Value ราคาที่ผู้ซื้อผู้ขายยินดีจ่าย ราคาตลาดทั่วไป NRV เป็นมูลค่าเฉพาะของกิจการ (entity-specific) เพราะรวมต้นทุนขายที่กิจการแต่ละแห่งต่างกัน เช่น ค่าขนส่ง ค่านายหน้า ส่วน Fair Value เป็นราคาตลาดที่ไม่ขึ้นกับกิจการใดกิจการหนึ่ง ทำไมต้องใช้ NRV ในการตีราคาสินค้าคงเหลือ หลักคิดเบื้องหลังคือ สินค้าในงบการเงินไม่ควรแสดงมูลค่าสูงกว่าจำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับจากการขายจริง ถ้าแสดงต้นทุนเดิมทั้งที่ราคาตลาดตกลงไปแล้ว งบการเงินจะบิดเบือนและกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งบ หลัก Lower of Cost or NRV (LCNRV) LCNRV คือหลักที่กำหนดว่า ให้แสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนหรือ NRV แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า วิธีนี้ช่วยให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าจริงของสินทรัพย์ ไม่สูงเกินจริง มาตรฐาน TAS 2 กำหนดอะไรบ้าง TAS 2 (มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ) กำหนดให้กิจการต้องประเมิน NRV ของสินค้าคงเหลือทุกสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ถ้า NRV ต่ำกว่าทุน ต้องปรับลดมูลค่าลงและรับรู้ผลขาดทุนในงบกำไรขาดทุน สำหรับกิจการ NPAEs (กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับ NPAEs บทที่ 8 ก็กำหนดหลัก LCNRV เช่นเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าธุรกิจจะใช้ TFRS หรือ NPAEs ก็ต้องเช็ค NRV เหมือนกัน (อ้างอิง สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ tfac.or.th) NRV สำหรับธุรกิจ B2B – ปรับเมื่อราคาตลาดหรือคำสั่งซื้อเปลี่ยน ธุรกิจ B2B มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้เรื่อง NRV ซับซ้อนกว่าธุรกิจขายปลีกทั่วไป เพราะราคาขายมักผูกกับสัญญาหรือใบสั่งซื้อ (PO) จากลูกค้าองค์กร เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน NRV ก็เปลี่ยนตาม เมื่อราคาวัตถุดิบหรือราคาตลาดผันผวน ถ้าราคาตลาดของสินค้าสำเร็จรูปตกลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังไม่ได้ขาย ราคาขายโดยประมาณก็ลดลงตาม ทำให้ NRV อาจต่ำกว่าทุน ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เดิมราคาตลาดชิ้นส่วนอยู่ที่ 500 บาทต่อชิ้น แต่มี supplier รายใหม่เข้าตลาดทำให้ราคาตกเหลือ 380 บาท ถ้าต้นทุนผลิตอยู่ที่ 420 บาท ก็ต้องปรับลดมูลค่าลงทันที เมื่อลูกค้าองค์กรเปลี่ยนคำสั่งซื้อ (PO) หรือยกเลิก สถานการณ์ที่พบบ่อยในธุรกิจ B2B คือ ลูกค้ายกเลิก PO หรือลดจำนวนสั่งซื้อ สินค้าที่ผลิตไว้ตามคำสั่งซื้อเดิมอาจต้องขายให้ลูกค้ารายอื่นในราคาต่ำกว่า เพราะเป็นสินค้าที่ผลิตตาม spec เฉพาะ ราคาขายโดยประมาณจึงลดลง ทำให้ต้อง reassess NRV ใหม่ เมื่อสินค้าล้าสมัยหรือ spec ไม่ตรงกับ contract ใหม่ ธุรกิจ B2B ที่ผลิตตาม spec ลูกค้า หากลูกค้าเปลี่ยน spec ในรอบสัญญาถัดไป สินค้าที่ผลิตตาม spec เดิมอาจขายได้ในราคาต่ำกว่าต้นทุนมาก หรือบางกรณีต้องขายเป็นสินค้า B-grade ราคาจึงตกลงไปอีก วิธีคำนวณ NRV พร้อมตัวอย่างตัวเลข ตัวอย่างที่ 1 – สินค้าสำเร็จรูปที่ราคาตลาดลดลง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตอุปกรณ์สำนักงานขายส่งให้องค์กร มีสินค้าคงเหลือ 1,000 ชิ้น ต้นทุนชิ้นละ 200 บาท รวม 200,000 บาท ปลายงวดพบว่าราคาตลาดตกเหลือชิ้นละ 170 บาท ต้นทุนขาย (แพ็ก ขนส่ง) ชิ้นละ 10 บาท NRV = (170 – 10) x 1,000 = 160,000 บาท NRV (160,000) ต่ำกว่าทุน (200,000) จึงต้องปรับลดมูลค่า 40,000 บาท ตัวอย่างที่ 2 – วัตถุดิบที่ราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปลดลง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อวัตถุดิบมา 300,000 บาท ใช้ผลิตสินค้าตามสัญญา OEM ให้ลูกค้าองค์กร ราคาขายสินค้าสำเร็จรูปเดิมอยู่ที่ 500,000 บาท ต้นทุนแปลงสภาพ 150,000 บาท ต้นทุนขาย 20,000 บาท NRV ของวัตถุดิบ = 500,000 – 150,000 – 20,000 = 330,000 บาท NRV (330,000) ยังสูงกว่าทุนวัตถุดิบ (300,000) จึงไม่ต้องปรับลด แต่ถ้าลูกค้าเจรจาลดราคาสินค้าสำเร็จรูปเหลือ 400,000 บาท NRV ใหม่ = 400,000 – 150,000 – 20,000 = 230,000 บาท NRV (230,000) ต่ำกว่าทุน (300,000) ต้องปรับลดมูลค่าวัตถุดิบ 70,000 บาท ตัวอย่างที่ 3 – สินค้าที่ลูกค้ายกเลิก PO บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตบรรจุภัณฑ์ตาม spec ลูกค้ารายใหญ่ มูลค่าทุน 500,000 บาท ตามสัญญาจะขายได้ 600,000 บาท แต่ลูกค้ายกเลิก PO กะทันหัน บริษัทต้องหาลูกค้าใหม่ ประเมินว่าขายเป็นบรรจุภัณฑ์ทั่วไปได้ประมาณ 350,000 บาท ต้นทุนขาย 30,000 บาท NRV = 350,000 – 30,000 = 320,000 บาท NRV (320,000) ต่ำกว่าทุน (500,000) ต้องปรับลดมูลค่า 180,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่มีนัยสำคัญต่องบกำไรขาดทุน ผลกระทบของ NRV ต่องบกำไรขาดทุน เมื่อปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือตามมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ผลขาดทุนจะถูกรับรู้ในงบกำไรขาดทุนทันที ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงในงวดนั้น การรับรู้ผลขาดทุนจากการปรับลดมูลค่า (Write-down) ตาม TAS 2 ผลขาดทุนจากการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับ NRV จะรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน โดยทั่วไปจะแสดงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนขาย เพราะถือว่าเป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับสินค้า จากตัวอย่างที่ 3 บริษัท ค ปรับลด 180,000 บาท ต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุนจะสูงขึ้น 180,000 บาท ทำให้กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิลดลงตามไปด้วย การกลับรายการ (Reversal) เมื่อ NRV กลับสูงขึ้น ข้อดีของ TAS 2 คือ ถ้าในงวดถัดไปสถานการณ์ดีขึ้น เช่น ราคาตลาดกลับมาสูงขึ้นหรือหาลูกค้าใหม่ได้ในราคาดี กิจการสามารถกลับรายการปรับลดได้ แต่มูลค่าหลังกลับรายการต้องไม่สูงกว่าราคาทุนเดิม รายการกลับจะรับรู้เป็นรายได้ (ลดต้นทุนขาย) ในงวดที่เกิดขึ้น ตัวอย่างงบกำไรขาดทุนก่อน-หลังปรับ NRV รายการ ก่อนปรับ NRV หลังปรับ NRV รายได้จากการขาย 2,000,000 2,000,000 ต้นทุนขาย (1,200,000) (1,380,000) กำไรขั้นต้น 800,000 620,000 ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (400,000) (400,000) กำไรสุทธิ 400,000 220,000 ในตัวอย่างนี้ การปรับ NRV 180,000 บาท ทำให้กำไรสุทธิลดลงจาก 400,000 เหลือ 220,000 บาท ลดลง 45% ซึ่งมีผลสำคัญต่อการตัดสินใจของเจ้าของกิจการและผู้ที่ใช้งบการเงิน Checklist ขั้นตอนเช็ค NRV สินค้าคงเหลือก่อนปิดงบ ขั้นตอน สิ่งที่ต้องทำ 1. รวบรวมข้อมูล ดึงรายการสินค้าคงเหลือทั้งหมดพร้อมต้นทุน 2. ประเมินราคาขาย เช็คราคาตลาดปัจจุบัน ราคาตามสัญญา หรือราคาเสนอขายล่าสุด 3. หักต้นทุนขาย รวมค่าขนส่ง แพ็ก นายหน้า หรือค่าทำให้สินค้าเสร็จสมบูรณ์ 4. เปรียบเทียบ นำ NRV เทียบกับราคาทุน ถ้า NRV ต่ำกว่า ให้ปรับลด 5. บันทึกรายการ บันทึกผลขาดทุนในงบกำไรขาดทุน (ต้นทุนขาย) 6. ตรวจกลับรายการ เช็คว่ามีสินค้าที่เคยปรับลดแล้ว NRV กลับสูงขึ้นหรือไม่ ถ้ามีให้กลับรายการ สรุป – NRV ไม่ใช่แค่เรื่องมาตรฐานบัญชี แต่กระทบกำไรจริง การประเมินมูลค่าสุทธิที่จะได้รับช่วยให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าสินค้าคงเหลือตามความเป็นจริง สำหรับธุรกิจ B2B ที่ราคาขายผูกกับสัญญาและคำสั่งซื้อจากลูกค้าองค์กร การเช็ค NRV ทุกสิ้นงวดช่วยป้องกันไม่ให้งบกำไรขาดทุนบิดเบือน ซึ่งอาจส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจ การกู้เงิน หรือการเจรจากับคู่ค้า สิ่งสำคัญคือ ไม่ต้องรอจนปิดงบปลายปี ถ้าพบสัญญาณว่ามูลค่าสุทธิที่จะได้รับอาจต่ำกว่าทุน ควรประเมินทันที เพื่อให้ตัวเลขในงบพร้อมใช้งานอยู่เสมอ จัดการสินค้าคงเหลือและปิดงบให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายการซื้อขาย ติดตามสินค้าคงเหลือ และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้การเช็คมูลค่าสินค้าคงเหลือก่อนปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NRV (มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ) NRV ใช้กับสินค้าคงเหลือทุกประเภทหรือไม่ ใช้กับสินค้าคงเหลือทุกประเภทที่อยู่ภายใต้ TAS 2 ทั้งสินค้าสำเร็จรูป งานระหว่างทำ และวัตถุดิบ แต่สำหรับวัตถุดิบ จะปรับลดก็ต่อเมื่อราคาสินค้าสำเร็จรูปที่ใช้วัตถุดิบนั้นผลิต คาดว่าจะขายได้ต่ำกว่าต้นทุนรวม ถ้าสินค้าสำเร็จรูปยังขายได้กำไร วัตถุดิบไม่ต้องปรับแม้ราคาวัตถุดิบในตลาดจะลดลง ต้องประเมิน NRV ทุกสิ้นงวดหรือไม่ ตาม TAS 2 กิจการต้องประเมิน NRV ทุกสิ้นรอบระยะเวลารายงาน สำหรับบริษัทที่ปิดงบรายปี ก็ต้องเช็คอย่างน้อยปีละครั้ง แต่ในทางปฏิบัติ ถ้ามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นระหว่างงวด เช่น ลูกค้ายกเลิก PO หรือราคาตลาดตกฮวบ ควรประเมินทันทีโดยไม่ต้องรอสิ้นงวด ธุรกิจ B2B ใช้ราคาอะไรเป็นฐาน NRV ระหว่างราคาตลาดกับราคาตามสัญญา ถ้ามีสัญญาซื้อขายที่แน่นอน (firm sales contract) ราคาขายโดยประมาณจะอิงจากราคาในสัญญานั้น แต่ถ้าจำนวนสินค้าคงเหลือมากกว่าที่สัญญาครอบคลุม ส่วนเกินต้องใช้ราคาขายทั่วไป (ราคาตลาด) เป็นฐานแทน นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจ B2B ต้องแยกประเมิน NRV ระหว่างสินค้าที่มีสัญญารองรับกับสินค้าที่ยังไม่มีคำสั่งซื้อ NRV ที่ต่ำกว่าทุนต้องปรับทันทีหรือรอได้ ต้องปรับทันทีที่ทราบ ห้ามรอสิ้นปี เพราะมาตรฐานกำหนดให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าจริง ณ วันที่รายงาน ถ้าพบว่า NRV ต่ำกว่าทุนตั้งแต่กลางปี ก็ต้องบันทึกการปรับลดในงวดที่พบ ไม่ใช่สะสมไว้ปรับตอนปิดงบ ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

D/E Ratio คืออะไร ตัวเลขที่ธนาคารดูก่อนปล่อยกู้ พร้อมวิธีปรับให้ผ่าน

เจ้าของธุรกิจหลายคนเคยเจอสถานการณ์ที่ยื่นขอสินเชื่อแล้วโดนปฏิเสธ เพราะธนาคารบอกว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสูงเกินไป ตัวเลขตัวนี้เรียกว่า D/E Ratio และเป็นสิ่งแรกๆ ที่สถาบันการเงินและคู่ค้ารายใหญ่เปิดดูในงบการเงินของคุณ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจ D/E Ratio ตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ วิธีตีความ ไปจนถึงกลยุทธ์ปรับโครงสร้างทุนที่นำไปใช้ได้จริง D/E Ratio หรือ Debt-to-Equity Ratio คืออะไร D/E Ratio คืออัตราส่วนทางการเงินที่เปรียบเทียบหนี้สินรวมกับส่วนของเจ้าของในงบดุล ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากกว่าเงินทุนของตัวเองแค่ไหน ถ้าหาก D/E Ratio สูง หมายความว่าธุรกิจมีหนี้สินมากเมื่อเทียบกับทุน อาจเป็นสัญญาณความเสี่ยงทางการเงิน ในทางกลับกัน ถ้า D/E Ratio ต่ำ แปลว่าธุรกิจพึ่งพาทุนของตัวเองเป็นหลัก มีฐานะทางการเงินมั่นคงกว่า ทำไม D/E Ratio ถึงสำคัญสำหรับ SME สำหรับธุรกิจ SME ตัวเลข D/E Ratio มีผลโดยตรงต่อ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ โอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อ ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้ารายใหญ่ และความสามารถในการรับมือกับวิกฤต ธุรกิจที่มีหนี้สินน้อยกว่าจะยืดหยุ่นได้มากกว่าในช่วงที่รายได้ลดลง สูตรคำนวณ D/E Ratio พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณไม่ซับซ้อน นำตัวเลขจากงบดุลมาหารกัน D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของเจ้าของ (ทุน) หนี้สิน (Debt) ที่ใช้คำนวณ ประกอบด้วยอะไรบ้าง หนี้สินรวมในงบดุลแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือหนี้สินหมุนเวียน เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ระยะสั้น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย กลุ่มที่สองคือหนี้สินไม่หมุนเวียน เช่น เงินกู้ระยะยาว หุ้นกู้ สัญญาเช่าการเงิน รวมทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกันจะได้หนี้สินรวมที่นำไปใส่ตัวเศษในสูตร ส่วนของเจ้าของ (Equity) ที่ใช้คำนวณ ประกอบด้วยอะไรบ้าง ส่วนของเจ้าของ คือเงินที่ผู้ถือหุ้นลงทุนบวกกับกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จ่ายออก ประกอบด้วยทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น และกำไรสะสม ตัวอย่างการคำนวณ D/E Ratio จากงบดุลจริง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลในงบดุลดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) หนี้สินรวม 3,000,000 ส่วนของเจ้าของ 2,000,000 D/E Ratio = 3,000,000 / 2,000,000 = 1.5 ตีความได้ว่า ทุก 1 บาทที่เจ้าของลงทุน ธุรกิจมีหนี้สิน 1.5 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง ธนาคารอาจมองว่าธุรกิจนี้พึ่งพาเงินกู้มากเกินไป ลองเทียบกับบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่มีหนี้สินรวม 1,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 2,000,000 บาท D/E Ratio = 0.5 หมายความว่าธุรกิจพึ่งพาทุนตัวเองเป็นหลัก มีความเสี่ยงทางการเงินต่ำกว่า D/E Ratio เท่าไหร่ดี มาตรฐานที่ SME ควรรู้ โดยทั่วไป D/E Ratio ที่ต่ำกว่า 1.0 ถือว่าดี หมายความว่าธุรกิจมีทุนมากกว่าหนี้ แต่ตัวเลขที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม เพราะแต่ละธุรกิจมีโครงสร้างเงินทุนต่างกัน D/E Ratio มาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม D/E Ratio ที่พบบ่อย เหตุผล ค้าปลีก, บริการ 0.5-1.0 ใช้เงินทุนหมุนเวียนเป็นหลัก ไม่ต้องลงทุนสินทรัพย์ถาวรสูง การผลิต, โรงงาน 1.0-2.0 ต้องกู้เงินซื้อเครื่องจักร โรงงาน สินทรัพย์ถาวรมูลค่าสูง อสังหาริมทรัพย์ 2.0-3.0 ธุรกิจที่ใช้ leverage สูง เป็นโครงสร้างปกติของอุตสาหกรรม เทคโนโลยี, สตาร์ทอัป 0.3-0.8 มักระดมทุนจากผู้ถือหุ้น ไม่ค่อยกู้ ข้อมูลนี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไป ธุรกิจแต่ละรายอาจแตกต่างกันตามขนาดและกลยุทธ์ ธนาคารใช้ D/E Ratio ประเมินธุรกิจก่อนปล่อยสินเชื่ออย่างไร เมื่อ SME ยื่นขอสินเชื่อ สิ่งแรกที่เจ้าหน้าที่สินเชื่อเปิดดูคืองบการเงิน D/E Ratio เป็นตัวเลขที่ถูกวิเคราะห์ก่อน เพราะบอกได้ทันทีว่าธุรกิจมีภาระหนี้มากแค่ไหน เกณฑ์ D/E Ratio ที่ธนาคารพาณิชย์ไทยพิจารณา ธนาคารส่วนใหญ่ไม่ได้กำหนดตัวเลขตายตัว แต่มีแนวทางว่า D/E Ratio ไม่ควรเกิน 1.5-2.0 สำหรับ SME ทั่วไป แต่ถ้าเกิน 3.0 ขึ้นไปโดยไม่มีเหตุผลเฉพาะของอุตสาหกรรมรองรับ โอกาสถูกปฏิเสธสินเชื่อจะสูงขึ้นมาก นอกจากตัวเลข ธนาคารยังดูแนวโน้มด้วย ถ้า D/E Ratio ลดลงต่อเนื่อง 2-3 ปี แม้ยังสูงอยู่ ก็เป็นสัญญาณดีว่าธุรกิจกำลังปรับตัว อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูร่วมกับ D/E Ratio ธนาคารไม่ได้ดูแค่ D/E Ratio ตัวเดียว แต่วิเคราะห์ร่วมกับอัตราส่วนอื่น เช่น อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ที่ดูว่าจ่ายหนี้ระยะสั้นได้ไหม ร่วมกับอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio) และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ว่าธุรกิจทำกำไรได้จริงหรือไม่ เมื่อตัวเลขเหล่านี้ดีครบ ธนาคารจะมั่นใจว่าธุรกิจสามารถรับภาระหนี้เพิ่มเติมได้ คู่ค้า B2B ใช้ D/E Ratio ประเมินก่อนทำสัญญาระยะยาวอย่างไร ไม่ใช่แค่ธนาคารที่สนใจ D/E Ratio คู่ค้ารายใหญ่ในธุรกิจ B2B ก็ใช้ตัวเลขนี้เช่นกัน โดยเฉพาะก่อนเซ็นสัญญาจัดซื้อระยะยาวหรือสัญญา outsource กรณีที่คู่ค้าต้องการดูงบการเงินก่อนเซ็นสัญญา บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งกำหนดนโยบายว่า supplier ต้องส่งงบการเงินให้ตรวจสอบก่อนเริ่มทำธุรกิจด้วยกัน โดยเฉพาะสัญญาที่มีมูลค่าสูงหรือยาวเกิน 1 ปี เหตุผลหลักคือคู่ค้าต้องการมั่นใจว่า supplier จะไม่ล้มกลางทาง ถ้า D/E Ratio ของ supplier สูงมาก คู่ค้าอาจกังวลว่าธุรกิจจะขาดสภาพคล่องจนกระทบการส่งมอบสินค้า ดังนั้น SME ที่ต้องการทำธุรกิจกับองค์กรขนาดใหญ่ ควรรักษา D/E Ratio ให้อยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือ การมีงบการเงินที่พร้อมแสดงได้ทุกเมื่อจะช่วยให้เจรจาต่อรองกับคู่ค้าได้อย่างมั่นใจ 4 กลยุทธ์ปรับโครงสร้างทุนเพื่อลด D/E Ratio ถ้า D/E Ratio ของธุรกิจสูงเกินไป ไม่ต้องตกใจ มีวิธีปรับได้ หลักการง่ายมาก คือเพิ่มตัวหาร (ส่วนของเจ้าของ) หรือลดตัวเศษ (หนี้สิน) เพิ่มทุนจดทะเบียนหรือระดมทุนจากผู้ถือหุ้น วิธีตรงที่สุด คือให้ผู้ถือหุ้นเดิมลงทุนเพิ่ม หรือเปิดรับผู้ถือหุ้นใหม่ เงินที่เข้ามาจะเพิ่มส่วนของเจ้าของ ทำให้ D/E Ratio ลดลงทันที วิธีนี้เหมาะกับธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตชัดเจนแต่ติดปัญหาโครงสร้างทุน ลดหนี้สินระยะยาว ด้วยการ Refinance หรือ Restructure การเจรจากับธนาคารเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ขยายระยะเวลาผ่อน ลดอัตราดอกเบี้ย หรือรวมหนี้หลายก้อนเป็นก้อนเดียว วิธีนี้ช่วยลดภาระรายเดือนและทำให้กระแสเงินสดดีขึ้น เมื่อจ่ายหนี้ได้เร็วขึ้น หนี้สินรวมก็ลดลง ปรับปรุงกำไรสะสมเพื่อเพิ่ม Retained Earnings ทุกบาทของกำไรที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลจะกลายเป็นกำไรสะสมในส่วนของเจ้าของ การเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน หรือชะลอการจ่ายปันผลในช่วงปรับโครงสร้างทุน จะช่วยให้กำไรสะสมเพิ่มขึ้น วิธีนี้ใช้เวลา แต่ยั่งยืนที่สุด เปลี่ยนหนี้เป็นทุน (Debt-to-Equity Conversion) สำหรับธุรกิจที่มีเจ้าหนี้ยินยอม อาจเจรจาให้เจ้าหนี้แปลงหนี้เป็นหุ้น วิธีนี้ลดหนี้สินและเพิ่มส่วนของเจ้าของในคราวเดียว ข้อแลกคือสัดส่วนหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมจะเจือจาง เหมาะกับกรณีที่ต้องปรับโครงสร้างเร่งด่วน เครื่องมือที่ช่วยติดตาม D/E Ratio แบบอัตโนมัติ การคำนวณ D/E Ratio ด้วยมือทุกเดือนใช้เวลาและอาจผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายการบัญชีเยอะ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายการและสร้างงบการเงินให้อัตโนมัติ ทำให้คุณมีข้อมูลพร้อมคำนวณอัตราส่วนทางการเงินได้ตลอด สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึก PEAK Board แสดง Dashboard ข้อมูลธุรกิจแบบ Real-Time ทำให้เห็นภาพรวมฐานะการเงินได้ทันที สรุป – D/E Ratio ตัวเลขเล็กๆ ที่ส่งผลต่อโอกาสทางธุรกิจ D/E Ratio ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบที่นักบัญชีคำนวณส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่เป็นตัวชี้วัดที่ธนาคาร คู่ค้า และนักลงทุนใช้ตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจกับคุณหรือไม่ การเข้าใจ D/E Ratio และรู้วิธีปรับโครงสร้างทุน จะช่วยให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้นและเปิดโอกาสใหม่ ติดตามสุขภาพทางการเงินด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการบัญชี สร้างงบการเงิน และวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ D/E Ratio D/E Ratio ติดลบ หมายความว่าอย่างไร D/E Ratio ติดลบ เกิดขึ้นเมื่อส่วนของเจ้าของติดลบ นั่นคือธุรกิจมีขาดทุนสะสมมากจนกินทุนจดทะเบียนหมด สถานการณ์นี้ร้ายแรงกว่า D/E Ratio ที่สูง เพราะหมายความว่าหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ทั้งหมด ธุรกิจควรเร่งเพิ่มทุนหรือปรับโครงสร้างหนี้ D/E Ratio กับ Debt Ratio ต่างกันตรงไหน ทั้งสองวัดหนี้สิน แต่เทียบกับคนละตัว D/E Ratio เทียบหนี้สินกับส่วนของเจ้าของ ส่วน Debt Ratio เทียบหนี้สินกับสินทรัพย์รวม ตัวอย่างเช่น หนี้สินรวม 3 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท ส่วนของเจ้าของ 2 ล้านบาท D/E Ratio = 1.5 แต่ Debt Ratio = 0.6 ใช้ด้วยกันจะเห็นภาพชัดขึ้น D/E Ratio สูงเกินไป ต้องทำอย่างไร สรุปสั้นคือ เพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น ลดหนี้ระยะยาว เพิ่มกำไรสะสม หรือแปลงหนี้เป็นทุน เลือกวิธีที่เหมาะกับสถานการณ์ของธุรกิจ SME ควรตรวจสอบ D/E Ratio บ่อยแค่ไหน อย่างน้อยทุกไตรมาส หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น กู้เงินเพิ่ม เพิ่มทุน หรือมีกำไรขาดทุนก้อนใหญ่ โปรแกรมบัญชีที่อัปเดตงบให้อัตโนมัติ จะช่วยให้คุณเห็นตัวเลขได้ทันที โดยไม่ต้องรอนักบัญชีปิดงบS 38 ที่ใช้กับกิจการขนาดใหญ่มบัญชีออนไลน์ที่อัปเดตข้อมูลอัตโนมัติจะช่วยให้เห็นตัวเลขได้ทันทีวันสิ้นปี (31 ธันวาคม หรือวันสิ้นรอบบัญชี) เพื่อให้งบการเงินประจำปีถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

Amortization คืออะไร ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ฉบับ SME

ธุรกิจที่ซื้อซอฟต์แวร์ ERP มูลค่าหลายแสนบาท หรือลงทุนพัฒนาระบบ CRM มักตั้งคำถามว่าจะบันทึกค่าใช้จ่ายก้อนนี้ในบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง หลายคนเข้าใจเรื่องค่าเสื่อมราคาสำหรับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ แต่เมื่อเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างซอฟต์แวร์ ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิบัตร กลับไม่แน่ใจว่าต้องจัดการแบบไหน Amortization คือกระบวนการทยอยตัดมูลค่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเป็นค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณ จนถึงผลกระทบต่อการวางแผนภาษีนิติบุคคล พร้อมตัวอย่างจริงที่ธุรกิจ B2B นำไปใช้ได้ทันที Amortization คืออะไร Amortization หรือค่าตัดจำหน่าย คือการทยอยรับรู้ต้นทุนของสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละงวดบัญชี ตลอดระยะเวลาที่สินทรัพย์นั้นให้ประโยชน์แก่กิจการ แนวคิดนี้เหมือนกับค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักร เพียงแต่ amortization ใช้กับสินทรัพย์ที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ เช่น ซอฟต์แวร์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ Amortization ในบริบทบัญชีกับบริบทการเงิน คำว่า amortization มีความหมายต่างกันขึ้นอยู่กับบริบท ในทางบัญชี หมายถึงการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนตามที่อธิบายข้างต้น แต่ในทางการเงิน หมายถึงการผ่อนชำระเงินกู้โดยแบ่งจ่ายเป็นงวดที่รวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย บทความนี้จะเน้นเฉพาะ amortization ในบริบทบัญชี ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการและนักบัญชีที่ต้องบันทึกรายการทางบัญชีให้ถูกต้อง สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) มีอะไรบ้าง สินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือสินทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่างทางกายภาพ แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่วัดได้ ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 38 กำหนดว่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนต้องสามารถระบุได้แยกต่างหาก และกิจการมีอำนาจควบคุมทรัพยากรนั้น สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ไทย ได้แก่ ประเภท ตัวอย่าง ธุรกิจที่ใช้บ่อย ซอฟต์แวร์ ระบบ ERP, โปรแกรมบัญชี, CRM ธุรกิจ B2B ทุกประเภท สิทธิบัตร สิทธิบัตรการผลิต, สิทธิบัตรออกแบบ ธุรกิจผลิตสินค้า เครื่องหมายการค้า โลโก้, ชื่อแบรนด์ที่จดทะเบียนแล้ว ธุรกิจค้าปลีก แฟรนไชส์ ค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ ค่าสิทธิ์เปิดร้านแฟรนไชส์ ธุรกิจร้านอาหาร ค้าปลีก ลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์เพลง หนังสือ คอนเทนต์ ธุรกิจสื่อ สำนักพิมพ์ ซอฟต์แวร์ที่ธุรกิจ B2B ลงทุน ตัดจำหน่ายอย่างไร ซอฟต์แวร์เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ธุรกิจ B2B ลงทุนมากที่สุดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP สำหรับบริหารจัดการองค์กร, CRM สำหรับบริหารลูกค้า, หรือซอฟต์แวร์บัญชีที่ช่วยจัดการเอกสารทางการเงิน เมื่อธุรกิจซื้อซอฟต์แวร์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 1 ปี และมีมูลค่าสูงพอที่จะถือเป็นสินทรัพย์ (โดยทั่วไปกิจการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ เช่น 5,000 บาทขึ้นไป) ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนแล้วทยอยตัดจำหน่ายตลอดอายุการใช้งานที่คาดไว้ สำหรับซอฟต์แวร์ ทางภาษีกำหนดอายุการตัดจำหน่ายไว้ไม่น้อยกว่า 3 รอบระยะเวลาบัญชี ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร วิธีคำนวณค่าตัดจำหน่าย (Amortization) พร้อมสูตรและตัวอย่าง วิธีที่นิยมใช้มากที่สุดคือวิธีเส้นตรง (Straight-Line Method) เพราะคำนวณง่ายและเป็นที่ยอมรับทั้งทางบัญชีและทางภาษี วิธีเส้นตรง (Straight-Line Method) สูตรคำนวณค่าตัดจำหน่ายต่อปี = (ราคาทุน – มูลค่าคงเหลือ) หารด้วย อายุการใช้งาน (ปี) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนส่วนใหญ่มีมูลค่าคงเหลือเท่ากับศูนย์ จึงทำให้สูตรเหลือเพียง ราคาทุน หารด้วย อายุการใช้งาน ตัวอย่างคำนวณ ตัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ ERP มูลค่า 500,000 บาท สมมติว่า บริษัท ดีไอที จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อซอฟต์แวร์ ERP สำหรับจัดการงานภายในองค์กร มูลค่า 500,000 บาท กำหนดอายุการใช้งาน 5 ปี มูลค่าคงเหลือเป็นศูนย์ ค่าตัดจำหน่ายต่อปี = 500,000 หารด้วย 5 = 100,000 บาทต่อปี ค่าตัดจำหน่ายต่อเดือน = 100,000 หารด้วย 12 = 8,333.33 บาทต่อเดือน นั่นหมายความว่าทุกเดือน บริษัทจะบันทึกค่าใช้จ่าย 8,333.33 บาท เป็นค่าตัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ และหลังจาก 5 ปี มูลค่าทางบัญชีของซอฟต์แวร์จะเหลือศูนย์ การบันทึกบัญชีค่าตัดจำหน่าย (Journal Entry) การบันทึกบัญชีค่าตัดจำหน่ายทำได้ตรงไปตรงมา จากตัวอย่างข้างต้นที่บริษัทตัดจำหน่ายซอฟต์แวร์เดือนละ 8,333.33 บาท เมื่อซื้อซอฟต์แวร์ ให้บันทึกดังนี้ Dr. ซอฟต์แวร์ (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน) 500,000 บาทCr. เงินสดหรือเจ้าหนี้ 500,000 บาท เมื่อถึงสิ้นเดือน บันทึกค่าตัดจำหน่ายดังนี้ Dr. ค่าตัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ (ค่าใช้จ่าย) 8,333.33 บาทCr. ค่าตัดจำหน่ายสะสม-ซอฟต์แวร์ (หักจากสินทรัพย์) 8,333.33 บาท รายการค่าตัดจำหน่ายนี้ต้องบันทึกทุกเดือนตลอดอายุการใช้งาน 5 ปี จนกว่ามูลค่าสุทธิจะเป็นศูนย์ Amortization ต่างจาก Depreciation (ค่าเสื่อมราคา) อย่างไร หลายคนสับสนระหว่างค่าตัดจำหน่ายกับค่าเสื่อมราคา ทั้งสองคำมีหลักการเดียวกันคือทยอยรับรู้ต้นทุนเป็นค่าใช้จ่าย แต่ใช้กับสินทรัพย์คนละประเภท หัวข้อ Amortization (ค่าตัดจำหน่าย) Depreciation (ค่าเสื่อมราคา) ใช้กับ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ซอฟต์แวร์ สิทธิบัตร สินทรัพย์มีตัวตน เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อาคาร มูลค่าคงเหลือ ส่วนใหญ่เป็นศูนย์ มักมีมูลค่าคงเหลือ เช่น ขายเครื่องจักรเก่าได้ วิธีคำนวณที่นิยม วิธีเส้นตรงเป็นหลัก เส้นตรง หรือยอดลดลง อายุที่กำหนด (ภาษี) ไม่น้อยกว่า 3 รอบระยะเวลาบัญชี ขึ้นอยู่กับประเภทสินทรัพย์ เช่น 5, 10, 20 ปี สรุปง่าย ๆ ค่าตัดจำหน่ายใช้กับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ค่าเสื่อมราคาใช้กับสิ่งที่จับต้องได้ หากธุรกิจของคุณมีทั้งเครื่องจักรและซอฟต์แวร์ ก็ต้องจัดการทั้งสองตัวให้ถูกต้อง โดยระบบบริหารสินทรัพย์อย่าง PEAK Asset ช่วยคำนวณทั้งค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายได้ในที่เดียว ค่าตัดจำหน่ายกับการวางแผนภาษีนิติบุคคล ค่าตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่หักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีได้ หมายความว่ายิ่งบันทึกค่าตัดจำหน่ายมากเท่าไร กำไรสุทธิทางภาษีก็ลดลงเท่านั้น ส่งผลให้ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องจ่ายลดลงด้วย ค่าตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ตามประมวลรัษฎากร ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องตัดจำหน่ายเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 รอบระยะเวลาบัญชี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) จากตัวอย่างข้างต้น บริษัท ดีไอที จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่ซื้อซอฟต์แวร์ 500,000 บาท ตัดจำหน่าย 5 ปี จะบันทึกค่าตัดจำหน่ายปีละ 100,000 บาท ถ้าบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลอัตรา 20% ค่าตัดจำหน่ายนี้ช่วยลดภาษีได้ปีละ 20,000 บาท (100,000 คูณ 20%) ตลอดอายุ 5 ปี ประหยัดภาษีรวม 100,000 บาท อายุการใช้งานสินทรัพย์ไม่มีตัวตนตามหลักภาษี ประเภทสินทรัพย์ อายุขั้นต่ำทางภาษี ต้นทุนซอฟต์แวร์ 3 รอบระยะเวลาบัญชี สิทธิบัตร ตามอายุสิทธิบัตรที่เหลือ สิทธิการเช่า ตามระยะเวลาเช่า ค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ ตามระยะเวลาสัญญาแฟรนไชส์ การเลือกอายุการตัดจำหน่ายที่เหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนภาษี ถ้าต้องการลดภาระภาษีเร็ว ให้กำหนดอายุสั้นที่สุดเท่าที่กฎหมายอนุญาต แต่ต้องสอดคล้องกับอายุการใช้งานจริงของสินทรัพย์ด้วย มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง (TAS 38 และ TFRS for NPAEs) สำหรับกิจการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินเต็มรูปแบบ ให้ดูที่ TAS 38 เรื่อง สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี tfac.or.th) ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การรับรู้ การวัดมูลค่า และการตัดจำหน่ายอย่างละเอียด สำหรับ SME ที่ใช้มาตรฐาน TFRS for NPAEs (มาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) หลักการตัดจำหน่ายง่ายกว่า คือให้ตัดจำหน่ายตามอายุการให้ประโยชน์ โดยใช้วิธีเส้นตรงเป็นหลัก สรุป ค่าตัดจำหน่ายเป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม ค่าตัดจำหน่ายไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขทางบัญชี แต่เป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่ช่วยลดภาระภาษีนิติบุคคลได้จริง ธุรกิจที่ลงทุนซอฟต์แวร์หรือสินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่น ควรบันทึกค่าตัดจำหน่ายให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้งาน สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ เลือกอายุการตัดจำหน่ายที่เหมาะสมทั้งทางบัญชีและทางภาษี บันทึก journal entry ทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ และเก็บเอกสารประกอบให้ครบถ้วนเพื่อรองรับการตรวจสอบ จัดการสินทรัพย์ทั้งหมดให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีระบบ PEAK Asset ที่ช่วย SME บริหารจัดการสินทรัพย์ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนได้ในที่เดียว ตั้งแต่บันทึกข้อมูลสินทรัพย์ คำนวณค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายอัตโนมัติ ไปจนถึงเชื่อมต่อกับระบบบัญชีและระบบภาษีของ PEAK ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Amortization และค่าตัดจำหน่าย Amortization กับ Depreciation ต่างกันตรงไหน Amortization ใช้กับสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างซอฟต์แวร์หรือสิทธิบัตร ส่วน Depreciation ใช้กับสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างเครื่องจักรหรืออาคาร หลักการทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ประเภทสินทรัพย์และรายละเอียดทางภาษี ค่าตัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ต้องใช้เวลาอย่างน้อยกี่ปี ตามหลักภาษี ต้องตัดจำหน่ายไม่น้อยกว่า 3 รอบระยะเวลาบัญชี แต่ทางบัญชีให้ใช้อายุการใช้งานจริงที่คาดไว้ ซึ่งซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 3-5 ปี สินทรัพย์ไม่มีตัวตนทุกชนิดต้องตัดจำหน่ายหรือไม่ เฉพาะสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มีอายุการให้ประโยชน์จำกัดเท่านั้นที่ต้องตัดจำหน่าย สินทรัพย์ที่มีอายุไม่จำกัด เช่น เครื่องหมายการค้าบางประเภทที่ต่ออายุได้ตลอด ไม่ต้องตัดจำหน่าย แต่ต้องทดสอบการด้อยค่าเป็นประจำทุกปีแทน ค่าตัดจำหน่ายช่วยลดภาษีได้จริงหรือเปล่า ได้จริง เพราะค่าตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่หักจากรายได้ก่อนคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี จากตัวอย่างในบทความ ซอฟต์แวร์ 500,000 บาท ตัดจำหน่าย 5 ปี ช่วยลดภาษีได้รวม 100,000 บาท (คิดที่อัตราภาษี 20%) ธุรกิจ SME ที่ใช้มาตรฐาน NPAEs ต้องทำอย่างไร SME ที่ใช้ TFRS for NPAEs ให้ตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนตามอายุการให้ประโยชน์ โดยใช้วิธีเส้นตรง ซึ่งง่ายกว่ามาตรฐาน TAS 38 ที่ใช้กับกิจการขนาดใหญ่มบัญชีออนไลน์ที่อัปเดตข้อมูลอัตโนมัติจะช่วยให้เห็นตัวเลขได้ทันทีวันสิ้นปี (31 ธันวาคม หรือวันสิ้นรอบบัญชี) เพื่อให้งบการเงินประจำปีถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

Current Ratio คืออะไร ตัวเลขที่คู่ค้าและธนาคารดูก่อนปล่อยกู้

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบาง Supplier ให้เครดิตเทอม 60 วันอย่างง่ายดาย แต่บาง Supplier ยืนยันจะรับแค่เงินสด คำตอบมักอยู่ที่ตัวเลขตัวเดียวในงบการเงินของคุณ นั่นคือ Current Ratio หรืออัตราส่วนสภาพคล่อง Current Ratio คืออัตราส่วนทางการเงินที่บอกว่าธุรกิจมีสินทรัพย์ระยะสั้นเพียงพอจะจ่ายหนี้ระยะสั้นหรือไม่ เป็นตัวเลขแรก ๆ ที่คู่ค้า B2B และสถาบันการเงินใช้ประเมินก่อนให้เครดิตหรือปล่อยกู้ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจสูตรคำนวณ ค่าที่เหมาะสมแยกตามอุตสาหกรรม รวมถึงวิธีปรับปรุงตัวเลขนี้ให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือขึ้น Current Ratio คืออะไร Current Ratio (อัตราส่วนสภาพคล่อง หรืออัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน) คืออัตราส่วนที่วัดความสามารถของธุรกิจในการจ่ายหนี้สินระยะสั้นด้วยสินทรัพย์ระยะสั้น ยิ่งค่าสูง ธุรกิจยิ่งมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับจ่ายหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 12 เดือน พูดให้เข้าใจง่าย ๆ สมมุติคุณมีเงินสด สินค้าในคลัง และลูกหนี้ที่เก็บได้เร็ว รวมกัน 2 ล้านบาท ขณะที่หนี้ที่ต้องจ่ายภายในปีนี้มี 1 ล้านบาท Current Ratio ของคุณก็เท่ากับ 2.0 เท่า คุณมีของพร้อมจ่ายเป็นสองเท่าของหนี้ สูตร Current Ratio และวิธีคำนวณ สูตร Current Ratio คำนวณง่ายมาก เพียงนำ สินทรัพย์หมุนเวียน มาหารด้วย หนี้สินหมุนเวียน จากงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) สูตร: Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียนประกอบด้วยอะไรบ้าง สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) คือสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 12 เดือน ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียนประกอบด้วยอะไรบ้าง หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) คือภาระที่ต้องจ่ายภายใน 12 เดือน ได้แก่ ตัวอย่างการคำนวณ Current Ratio สำหรับ SME ไทย สมมุติ บริษัท สมศรี เทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจซื้อมาขายไป มีข้อมูลในงบดุลดังนี้ รายการ จำนวน (บาท) เงินสด 500,000 ลูกหนี้การค้า 800,000 สินค้าคงเหลือ 700,000 รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 2,000,000 เจ้าหนี้การค้า 600,000 เงินกู้ระยะสั้น 400,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,200,000 Current Ratio = 2,000,000 หารด้วย 1,200,000 = 1.67 เท่า หมายความว่าทุก ๆ 1 บาทที่ต้องจ่าย บริษัทมีสินทรัพย์ระยะสั้นรองรับ 1.67 บาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี Current Ratio เท่าไหร่ถึงจะดี (แยกตามอุตสาหกรรม) โดยทั่วไป Current Ratio ที่ดีควรมีค่ามากกว่า 1.0 เท่า เพราะหมายความว่าธุรกิจมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน แต่ค่าที่เหมาะสมจริง ๆ ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม ค่า Current Ratio ที่เหมาะสม เหตุผล ค้าปลีก/ค้าส่ง 1.2 – 1.8 เท่า สินค้าหมุนเวียนเร็ว เก็บเงินสดได้เร็ว ผลิต/โรงงาน 1.5 – 2.5 เท่า ต้องสำรองวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิต บริการ 1.0 – 1.5 เท่า ไม่มีสินค้าคงคลัง ต้นทุนหลักคือค่าแรง ก่อสร้าง 1.2 – 2.0 เท่า เก็บเงินตามงวดงาน มีต้นทุนวัสดุสูง อีคอมเมิร์ซ 1.0 – 1.5 เท่า เก็บเงินสดทันที แต่ต้องสำรองสินค้า ข้อมูลเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไป ธุรกิจควรเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อประเมินตำแหน่งของตัวเอง Current Ratio ต่ำกว่า 1 หมายความว่าอะไร ค่าต่ำกว่า 1.0 เท่า หมายความว่าธุรกิจมีหนี้ระยะสั้นมากกว่าสินทรัพย์ระยะสั้น พูดง่าย ๆ คือเงินไม่พอจ่ายหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ทั้งคู่ค้าและธนาคารจับตามอง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะล้มละลายทันที บางธุรกิจเช่นซูเปอร์มาร์เก็ต มี Current Ratio ต่ำกว่า 1 เป็นปกติ เพราะเก็บเงินสดจากลูกค้าทันทีแต่จ่าย Supplier ทีหลัง กระแสเงินสดจึงยังไหลเวียนได้ Current Ratio สูงเกินไปก็ไม่ดี หลายคนเข้าใจว่ายิ่งสูงยิ่งดี แต่ค่าที่สูงเกิน 3.0 เท่าอาจเป็นสัญญาณว่าธุรกิจใช้ทรัพยากรไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจเก็บเงินสดไว้มากเกินไปโดยไม่ลงทุนขยายธุรกิจ มีสินค้าค้างสต็อกจำนวนมาก หรือปล่อยลูกหนี้ค้างนาน ในสายตานักลงทุนและสถาบันการเงิน ค่าที่สูงมากอาจตีความได้ว่าผู้บริหารไม่ได้บริหารเงินทุนหมุนเวียนให้ทำงานเต็มที่ ทำไมคู่ค้า B2B ถึงดู Current Ratio ก่อนให้เครดิตเทอม เมื่อ Supplier จะให้เครดิตเทอมกับลูกค้า สิ่งแรกที่ต้องประเมินคือ ลูกค้ารายนี้จะจ่ายเงินได้ตรงเวลาหรือเปล่า Current Ratio ตอบคำถามนี้ได้ตรงที่สุด เพราะแสดงว่าธุรกิจมีเงินพร้อมจ่ายภายในรอบบัญชีมากน้อยแค่ไหน ในธุรกิจ B2B ที่มีการซื้อขายด้วยเครดิตเทอม 30-90 วัน Supplier มักขอดูงบการเงินก่อนอนุมัติเครดิต โดย Current Ratio เป็นหนึ่งในเกณฑ์แรก ๆ ที่ใช้ Credit Term กับตัวเลข Current Ratio ที่คู่ค้ามักต้องการเห็น แม้ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปคู่ค้า B2B มักใช้เกณฑ์ประมาณนี้ Current Ratio ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า เครดิตที่มักได้ ต่ำกว่า 1.0 ความเสี่ยงสูง มักต้องจ่ายเงินสดล่วงหน้า 1.0 – 1.2 พอรับได้แต่ต้องมีหลักประกันเพิ่ม เครดิต 15-30 วัน 1.2 – 2.0 น่าเชื่อถือ เครดิต 30-60 วัน มากกว่า 2.0 มั่นคงมาก เครดิต 60-90 วัน นอกจาก Current Ratio แล้ว คู่ค้ามักดูประวัติการชำระเงินย้อนหลังประกอบด้วย แต่ Current Ratio เป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นที่ทำให้ได้หรือไม่ได้เข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาต่อ ธนาคารและสถาบันการเงินดู Current Ratio อย่างไรก่อนปล่อยกู้ สำหรับ SME ที่ต้องการขอสินเชื่อ Current Ratio เป็นหนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินที่ธนาคารวิเคราะห์ก่อนอนุมัติ เพราะบอกได้ว่าธุรกิจมีสภาพคล่องเพียงพอจะผ่อนชำระหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่ เกณฑ์ Current Ratio ที่ธนาคารมักใช้ประเมิน SME ธนาคารพาณิชย์ในไทยส่วนใหญ่ใช้เกณฑ์ Current Ratio ขั้นต่ำประมาณ 1.2-1.5 เท่าสำหรับสินเชื่อ SME ทั้งนี้ตัวเลขจะปรับตามประเภทธุรกิจ ขนาดวงเงิน และ track record ของผู้กู้ ธุรกิจที่ Current Ratio ต่ำกว่า 1.0 มักถูกพิจารณาว่ามีความเสี่ยงสูง และอาจต้องมีหลักประกันเพิ่มเติมหรือผู้ค้ำประกัน อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูร่วมกับ Current Ratio ธนาคารไม่ได้ดู Current Ratio ตัวเดียว แต่ใช้ร่วมกับอัตราส่วนอื่น ๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจ อัตราส่วน วัดอะไร ค่าที่ธนาคารมักต้องการ Current Ratio สภาพคล่องระยะสั้น มากกว่า 1.2 เท่า Quick Ratio สภาพคล่องเฉพาะสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็ว มากกว่า 0.8 เท่า D/E Ratio (หนี้สินต่อทุน) โครงสร้างเงินทุน ไม่เกิน 2.0-3.0 เท่า Interest Coverage Ratio ความสามารถจ่ายดอกเบี้ย มากกว่า 2.0 เท่า ข้อมูลอ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) เกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงิน และแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ 5 วิธีปรับปรุง Current Ratio ให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือ ถ้า Current Ratio ของธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่ต้องตกใจ มีหลายวิธีที่ทำได้ทันทีเพื่อปรับตัวเลขให้ดีขึ้น ก่อนไปยื่นขอสินเชื่อหรือเจรจาเครดิตเทอมกับคู่ค้า 1. เร่งเก็บเงินลูกหนี้ให้เร็วขึ้น ลูกหนี้การค้าเป็นส่วนสำคัญของสินทรัพย์หมุนเวียน ยิ่งเก็บเงินได้เร็ว สินทรัพย์หมุนเวียนก็ยิ่งแข็งแรง วิธีที่ SME ทำได้คือกำหนดเงื่อนไขชำระเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ ติดตามทวงถามอย่างสม่ำเสมอ และให้ส่วนลดกรณีจ่ายก่อนกำหนด เช่น ลด 2% ถ้าจ่ายภายใน 10 วัน 2. จัดการสินค้าคงคลังให้เหมาะสม สินค้าคงเหลือที่ค้างอยู่ในคลังนาน ๆ ถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนก็จริง แต่แปลงเป็นเงินสดได้ช้า การเคลียร์สินค้า dead stock ออก หรือปรับปริมาณสั่งซื้อให้ตรงกับยอดขายจริง จะช่วยให้สัดส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นของที่ใช้ได้จริงมากขึ้น 3. รีไฟแนนซ์หนี้ระยะสั้นเป็นระยะยาว ถ้าธุรกิจมีเงินกู้ระยะสั้น เช่น วงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) จำนวนมาก ลองเจรจากับธนาคารเพื่อแปลงเป็นเงินกู้ระยะยาว วิธีนี้จะย้ายหนี้จากหนี้สินหมุนเวียนไปเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน ทำให้ Current Ratio เพิ่มขึ้นทันทีโดยที่ยอดหนี้รวมไม่เปลี่ยน 4. ไม่กู้ระยะสั้นเกินจำเป็น ทุกครั้งที่กู้เงินระยะสั้นเพิ่ม หนี้สินหมุนเวียนจะสูงขึ้นและทำให้ Current Ratio ลดลง SME ควรวางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า เพื่อลดการพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้นในกรณีที่ไม่จำเป็น 5. ใช้ระบบบัญชีที่ติดตามสภาพคล่องได้ทันที ปัญหาของ SME หลายรายคือไม่รู้ตัวเลข Current Ratio ของตัวเองจนกว่าจะปิดงบ ซึ่งอาจเป็นปีละครั้ง การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีรายงานวิเคราะห์ธุรกิจแบบ real-time ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นอัตราส่วนทางการเงินได้ทันที ไม่ต้องรอปิดงบ และสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันสถานการณ์ Current Ratio กับ Quick Ratio ต่างกันอย่างไร ทั้งสองเป็นอัตราส่วนสภาพคล่อง แต่ Quick Ratio (อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว) เข้มงวดกว่าเพราะตัดสินค้าคงเหลือออกจากการคำนวณ เนื่องจากสินค้าคงเหลือแปลงเป็นเงินสดได้ช้าที่สุดในบรรดาสินทรัพย์หมุนเวียน หัวข้อ Current Ratio Quick Ratio สูตร สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน รวมสินค้าคงเหลือ รวม ไม่รวม ค่าที่ดี มากกว่า 1.2 เท่า มากกว่า 0.8 เท่า เหมาะกับ ดูภาพรวมสภาพคล่อง ดูสภาพคล่องที่ใช้ได้ทันทีจริง ๆ ธุรกิจที่มี Current Ratio สูงแต่ Quick Ratio ต่ำ อาจหมายความว่าสินค้าคงเหลือคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นจุดที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม สรุป Current Ratio คือกุญแจสำคัญของความน่าเชื่อถือทางการเงิน Current Ratio ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบการเงิน แต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อโอกาสทางธุรกิจ ทั้งการได้เครดิตเทอมจากคู่ค้า การขอสินเชื่อจากธนาคาร และความมั่นใจของคนที่จะทำธุรกิจด้วย โดยสิ่งที่ควรทำคือ ตรวจสอบ Current Ratio เป็นประจำ ไม่ใช่แค่ปีละครั้งตอนปิดงบ เพราะตัวเลขนี้เปลี่ยนแปลงตลอดตามสถานการณ์ธุรกิจ ติดตามสภาพคล่องธุรกิจได้ทุกเมื่อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร บันทึกรายรับ-รายจ่าย และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว คุณสามารถเห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Current Ratio Current Ratio 1.5 ถือว่าดีหรือไม่ ค่า 1.5 เท่า ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจบริการและค้าปลีก แต่สำหรับธุรกิจการผลิตที่ต้องสำรองวัตถุดิบมาก ค่า 1.5 อาจอยู่ในระดับพอรับได้ ไม่ได้โดดเด่น ควรเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน Current Ratio ติดลบได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะทั้งสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนเป็นค่าบวก (มากกว่า 0) เสมอ ดังนั้น Current Ratio จะมีค่าเป็นบวกเสมอ ค่าต่ำสุดที่เป็นไปได้คือค่าที่เข้าใกล้ 0 ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์หมุนเวียนน้อยมากเมื่อเทียบกับหนี้สินหมุนเวียน Current Ratio ดูจากงบอะไร ดูจากงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล หรือ Balance Sheet) โดยหาข้อมูลสินทรัพย์หมุนเวียนรวมและหนี้สินหมุนเวียนรวมในงบ แล้วนำมาหารกัน สำหรับบริษัทจดทะเบียนดูงบการเงินได้จากเว็บไซต์ SET ควรดู Current Ratio บ่อยแค่ไหน ควรดูอย่างน้อยทุกไตรมาส ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดผันผวนมาก เช่น ธุรกิจ seasonal ควรดูทุกเดือน โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่อัปเดตข้อมูลอัตโนมัติจะช่วยให้เห็นตัวเลขได้ทันทีวันสิ้นปี (31 ธันวาคม หรือวันสิ้นรอบบัญชี) เพื่อให้งบการเงินประจำปีถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

กรมศุลกากร คือใคร คู่มือนำเข้า-ส่งออกฉบับผู้ประกอบการ SME

ผู้ประกอบการที่เริ่มค้าขายกับคู่ค้าต่างประเทศ ต้องรู้จักกับกรมศุลกากร ที่มีหน้าที่ควบคุมสินค้าระหว่างประเทศ โดย SME มีหน้าที่จัดเตรียมทั้งเอกสาร จัดการด้านภาษี และติดตามขั้นตอนจนกว่าสินค้าจะถึงมือ หลายคนเสียเวลาและเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น เพราะไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้เกี่ยวกับกรมศุลกากร ตั้งแต่พิธีการศุลกากร เอกสารสำคัญ ภาษีนำเข้า ไปจนถึงการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง กรมศุลกากรคืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง กรมศุลกากร (Thailand Customs Department) เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงการคลัง มีหน้าที่หลักคือจัดเก็บภาษีอากรจากการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ควบคุมสินค้าต้องห้าม-ต้องกำกัด และอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ สำหรับผู้ประกอบการ SME กรมศุลกากรคือหน่วยงานที่ต้องติดต่อทุกครั้งที่มีสินค้าข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าวัตถุดิบจากจีน หรือส่งออกสินค้าไปยุโรป ช่องทางติดต่อกรมศุลกากร ผู้ประกอบการสามารถติดต่อได้หลายช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์กรมศุลกากร สายด่วน 1164 และสำนักงานศุลกากรทั่วประเทศ รวมถึงระบบ e-Customs สำหรับการดำเนินพิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พิธีการศุลกากร ขั้นตอนสำคัญเมื่อสินค้าผ่านด่าน พิธีการศุลกากร คือขั้นตอนตามกฎหมายที่ผู้นำเข้า-ส่งออกต้องปฏิบัติเมื่อสินค้าผ่านเข้า-ออกประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับหรือถูกอายัดสินค้าได้ พิธีการศุลกากรขาเข้า เมื่อนำเข้าสินค้า ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามลำดับดังนี้ พิธีการศุลกากรขาออก สำหรับการส่งออก ขั้นตอนจะคล้ายกันแต่เอกสารต่างออกไป โดยต้องยื่นใบขนสินค้าขาออกผ่านระบบ e-Customs เช่นกัน สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก ยกเว้นสินค้าบางประเภทที่รัฐกำหนด เช่น ไม้ท่อน หนังดิบ ระบบ e-Customs และ National Single Window ปัจจุบันกรมศุลกากรใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบผ่าน ระบบ National Single Window ผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสาร ชำระเงิน และติดตามสถานะได้ออนไลน์ทั้งหมด ช่วยลดเวลาดำเนินการจากเดิมหลายวันเหลือไม่กี่ชั่วโมง เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมสำหรับนำเข้า-ส่งออก เอกสารหลักที่ต้องเตรียมสำหรับการนำเข้าสินค้า ได้แก่ ใบขนสินค้า Invoice Packing List Bill of Lading หรือ Air Waybill และหลักฐานประกันภัย ส่วนการส่งออกต้องเตรียมใบขนสินค้าขาออกและหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าเพิ่มเติม เอกสารที่ครบถ้วนช่วยให้สินค้าผ่านด่านได้เร็วขึ้น ใบขนสินค้า (Customs Declaration) ใบขนสินค้า คือเอกสารที่แจ้งรายละเอียดสินค้าต่อกรมศุลกากร เป็นเอกสารสำคัญที่สุดในพิธีการศุลกากร แบ่งเป็นใบขนสินค้าขาเข้าและใบขนสินค้าขาออก ต้องยื่นผ่านระบบ e-Customs ทุกครั้ง เอกสารประกอบฝั่งนำเข้า เอกสาร รายละเอียด Invoice (ใบกำกับสินค้า) ระบุรายการสินค้า ราคา เงื่อนไขการค้า Packing List (ใบรายการบรรจุหีบห่อ) ระบุน้ำหนัก ขนาด จำนวนหีบห่อ Bill of Lading หรือ Air Waybill ใบตราส่งสินค้าทางเรือหรือทางอากาศ Insurance Certificate หลักฐานการประกันภัยสินค้า เอกสารประกอบฝั่งส่งออก เอกสารหลักคล้ายกับฝั่งนำเข้า แต่อาจต้องใช้เพิ่มเติม เช่น ใบอนุญาตส่งออก (สำหรับสินค้าควบคุม) หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) เพื่อให้ผู้ซื้อปลายทางนำไปใช้สิทธิลดอากรภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ภาษีและอากรศุลกากร วิธีคำนวณสำหรับผู้ประกอบการ ภาษีที่ผู้นำเข้าต้องชำระมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ อากรขาเข้า (คำนวณจากมูลค่า CIF คูณอัตราอากรตามพิกัดศุลกากร) ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% และภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าบางประเภท ต้นทุนภาษีเหล่านี้ส่งผลต่อราคาสินค้าโดยตรง จึงต้องวางแผนล่วงหน้า อากรขาเข้า (Import Duty) อากรขาเข้าคำนวณจากมูลค่า CIF (ราคาสินค้า + ค่าประกันภัย + ค่าขนส่งถึงท่าเรือไทย) คูณด้วยอัตราอากรตามพิกัดอัตราศุลกากร ตัวอย่างเช่น บริษัท กขค จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าสินค้ามูลค่า CIF 100,000 บาท อัตราอากร 10% จะต้องชำระอากรขาเข้า 10,000 บาท พิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) คือรหัสจำแนกสินค้า HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสตัวเลขสากลที่ใช้จำแนกประเภทสินค้า สินค้าแต่ละชนิดมีรหัสเฉพาะ ซึ่งกำหนดอัตราอากรที่ต้องชำระ ผู้ประกอบการสามารถค้นหา HS Code ได้ที่เว็บไซต์กรมศุลกากรในหมวด พิกัดอัตราศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีอื่น นอกจากอากรขาเข้าแล้ว ผู้นำเข้ายังต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% โดยคำนวณจาก (มูลค่า CIF + อากรขาเข้า) รวมถึงภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น สุรา ยาสูบ น้ำหอม จากตัวอย่างบริษัท กขค จำกัด ที่นำเข้าสินค้า CIF 100,000 บาท อากร 10,000 บาท VAT ที่ต้องจ่ายเพิ่ม คือ (100,000 + 10,000) x 7% เท่ากับ 7,700 บาท รวมภาษีทั้งหมด 17,700 บาท ข้อดีคือ VAT ที่ชำระตอนนำเข้าสามารถนำไปใช้เป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สิทธิประโยชน์ทางศุลกากรที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิลดหย่อนหรือยกเว้นอากรได้ สิทธิประโยชน์หลักที่ควรรู้มีดังนี้ สิทธิจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เช่น ASEAN Free Trade Area ช่วยลดอากรนำเข้าสินค้าจากประเทศในอาเซียนเหลือ 0% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ โดยต้องแสดงหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D สำหรับอาเซียน) สิทธิจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) สำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริม สามารถนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบโดยได้ลดหย่อนหรือยกเว้นอากร (ข้อมูลจาก BOI) เขตปลอดอากร (Free Zone) สินค้าที่นำเข้าเขตปลอดอากรไม่ต้องชำระอากรจนกว่าจะนำออกมาใช้ในประเทศ เหมาะสำหรับธุรกิจที่นำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตแล้วส่งออก ตัวแทนออกของ ตัวช่วยสำคัญของผู้ประกอบการมือใหม่ ตัวแทนออกของ (Customs Broker) คือผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมศุลกากรให้ดำเนินพิธีการศุลกากรแทนผู้นำเข้า-ส่งออก เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนหรือไม่มีทีมงานเฉพาะด้าน ตัวแทนออกของจะดำเนินการให้ตั้งแต่จัดเตรียมเอกสาร ยื่นใบขนสินค้า จัดการเรื่องภาษีอากร ไปจนถึงประสานงานกับด่านศุลกากร ค่าบริการขึ้นอยู่กับปริมาณงานและความซับซ้อนของสินค้า โดยทั่วไปอยู่ที่หลักพันบาทต่อ shipment วิธีบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้นทุนสินค้านำเข้าต้องรวมทุกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจนสินค้าพร้อมขาย ได้แก่ ราคาสินค้า ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย อากรขาเข้า ค่าตัวแทนออกของ และค่าขนส่งในประเทศ ส่วน VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าไม่นับเป็นต้นทุน แต่บันทึกเป็นภาษีซื้อ การบันทึกผิดทำให้ต้นทุนคลาดเคลื่อนและอาจเสียภาษีเกินจำเป็น ต้นทุนสินค้านำเข้าต้องรวมอะไรบ้าง ต้นทุนสินค้านำเข้าตามมาตรฐานบัญชี ไม่ใช่แค่ราคาสินค้าในใบ Invoice เท่านั้น แต่ต้องรวมค่าใช้จ่ายต่อไปนี้ด้วย รายการ ตัวอย่างจำนวนเงิน ราคาสินค้า (FOB) 80,000 บาท ค่าขนส่งระหว่างประเทศ 12,000 บาท ค่าประกันภัย 8,000 บาท อากรขาเข้า 10,000 บาท ค่าตัวแทนออกของ 2,000 บาท ค่าขนส่งในประเทศ 3,000 บาท รวมต้นทุนสินค้า 115,000 บาท VAT 7,700 บาท ที่จ่ายตอนนำเข้า ไม่นับเป็นต้นทุนสินค้า แต่บันทึกเป็นภาษีซื้อที่นำไปหักกับภาษีขายได้ เอกสารค้าระหว่างประเทศที่ต้องเก็บ ผู้ประกอบการต้องเก็บเอกสารทุกฉบับไว้อย่างน้อย 5 ปี ทั้ง Invoice, Packing List, ใบขนสินค้า, ใบเสร็จค่าอากร และหลักฐานการชำระเงิน เพราะกรมศุลกากรและกรมสรรพากรอาจเรียกตรวจย้อนหลังได้ การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้บันทึกต้นทุนนำเข้าได้ครบถ้วน จัดเก็บเอกสารเป็นระบบ และออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายได้ทันที ลดโอกาสผิดพลาดเมื่อต้องยื่นภาษีหรือถูกตรวจสอบ สรุป เตรียมตัวให้พร้อมก่อนค้าขายข้ามประเทศ การทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออกไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้ารู้ขั้นตอนและเตรียมตัวให้ดีตั้งแต่ต้น สิ่งที่ต้องทำคือ เครื่องมือที่ดีช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการบันทึกบัญชีที่ต้องแม่นยำ จัดการบัญชีนำเข้า-ส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดการเอกสารค้าระหว่างประเทศ บันทึกต้นทุนสินค้านำเข้าได้ครบถ้วน และออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายอัตโนมัติ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกรมศุลกากร นำเข้าสินค้ามูลค่าน้อยต้องเสียภาษีอากรหรือไม่ สินค้านำเข้าทุกรายการต้องผ่านพิธีการศุลกากร สินค้าที่มีมูลค่า CIF ไม่เกิน 1,500 บาท อาจได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามประกาศกรมศุลกากร อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรตรวจสอบเกณฑ์ล่าสุดกับกรมศุลกากรโดยตรง เพราะเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ VAT 7% ยังคงต้องชำระสำหรับสินค้าทุกรายการ ต้องมีใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออกหรือไม่ การนำเข้า-ส่งออกสินค้าทั่วไปไม่ต้องขอใบอนุญาตเฉพาะ แต่ต้องลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกกับกรมศุลกากรก่อน สำหรับสินค้าควบคุม เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ ต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม HS Code ผิดจะเกิดอะไรขึ้น การระบุ HS Code ผิดอาจทำให้ชำระอากรผิดพลาด ถ้าชำระน้อยไปจะถูกเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ ถ้าชำระเกินสามารถขอคืนได้ภายใน 2 ปี ผู้ประกอบการควรปรึกษาตัวแทนออกของหรือสอบถามกรมศุลกากรก่อนยื่นใบขนสินค้าหากไม่แน่ใจ VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าสามารถขอคืนได้หรือไม่ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT สามารถนำภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายตอนนำเข้าไปใช้เป็นภาษีซื้อหักจากภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ตามปกติ ไม่ต้องขอคืนแยกต่างหาก ใช้ตัวแทนออกของดีกว่าทำเองหรือไม่ สำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นหรือนำเข้า-ส่งออกไม่บ่อย การใช้ตัวแทนออกของช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาได้มาก เมื่อคุ้นเคยกับขั้นตอนแล้วจึงค่อยพิจารณาดำเนินการเองน คำนวณจากรายได้รวมหารด้วยสินทรัพย์ถาวรสุทธิ ค่ายิ่งสูงหมายความว่าใช้สินทรัพย์ถาวรสร้างรายได้ได้ดี อัตราส่วนนี้เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจ B2B ที่ลงทุนเครื่องจักรจำนวนมากมกับโปรโมชั่นที่พักได้ แต่บางโครงการไม่อนุญาต ควรรอประกาศเงื่อนไขฉบับสมบูรณ์จากกระทรวงฯ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

รายได้ค้างรับ คืออะไร อยู่หมวดไหน เข้าใจง่ายผ่านตัวอย่างจริง

เมื่อส่งมอบงานให้ลูกค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงินตามเครดิตเทอม พอถึงวันปิดงบก็เกิดคำถามว่า รายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินนี้ ต้องบันทึกไว้ตรงไหนในงบการเงิน เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการและนักบัญชีมือใหม่เจอบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่มีเครดิตเทอม 30-90 วัน รายได้ค้างรับ อยู่หมวดไหน จึงเป็นคำถามพื้นฐานที่ตอบผิดไม่ได้ เพราะกระทบตั้งแต่งบดุลไปจนถึงการยื่นภาษี โดยบทความนี้จะตอบให้ชัดในแบบฉบับ B2B พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่ทำตามได้ทันที รายได้ค้างรับ คืออะไร รายได้ค้างรับ คือ รายได้ที่กิจการมีสิทธิ์ได้รับแล้วเพราะส่งมอบสินค้าหรือบริการครบแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Accrued Revenue หรือ Accrued Income เป็นรายการที่เกิดจากหลักเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ที่กำหนดให้บันทึกรายได้เมื่อเกิดสิทธิ ไม่ใช่เมื่อได้รับเงินสด ตัวอย่างง่ายๆ เช่น คุณรับจ้างออกแบบเว็บไซต์ให้ลูกค้า ทำเสร็จวันที่ 25 มีนาคม แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินให้ภายใน 30 วัน พอถึงวันปิดงบ 31 มีนาคม รายได้ก้อนนี้ต้องรับรู้ในงบแล้ว แม้จะยังไม่ได้เงิน รายได้ค้างรับ อยู่หมวดไหน รายได้ค้างรับ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ในงบแสดงฐานะการเงิน จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น หรือบางแห่งจัดอยู่ในหมวดลูกหนี้อื่น ตามผังบัญชีมาตรฐาน รายได้ค้างรับจะใช้เลขบัญชีในหมวด 1 เช่น เลขบัญชี 1160 หรือ 1170 ขึ้นอยู่กับผังบัญชีที่กิจการกำหนด ทำไมถึงจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน รายได้ค้างรับเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อลูกค้า คาดว่าจะได้รับเงินภายใน 12 เดือน จึงเข้าเงื่อนไขสินทรัพย์หมุนเวียนตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS for NPAEs) เหตุผลหลักมี 3 ข้อ ตัวอย่าง – ธุรกิจ B2B ส่งมอบงานแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงิน ลองดูเคสนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น บริษัท เอ โซลูชัน จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ให้กับบริษัท บี คอร์ป จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่าสัญญา 500,000 บาท เครดิตเทอม 30 วัน บริษัท เอ โซลูชัน ส่งมอบงานและลูกค้าตรวจรับเรียบร้อยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม แต่จะออกใบแจ้งหนี้วันที่ 1 เมษายน และได้รับเงินภายในวันที่ 30 เมษายน ปัญหาคือ กิจการต้องปิดงบเดือนมีนาคม ณ วันที่ 31 มีนาคม ดังนั้นรายได้ 500,000 บาทนี้ต้องบันทึกเป็นรายได้ค้างรับ เพราะส่งมอบงานครบแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ Timeline ของรายได้ค้างรับในเคสนี้ วันที่ เหตุการณ์ สถานะทางบัญชี 20 มี.ค. ส่งมอบงาน ลูกค้าตรวจรับแล้ว เกิดสิทธิในรายได้แล้ว 31 มี.ค. วันปิดงบเดือน บันทึกรายได้ค้างรับ 500,000 บาท 1 เม.ย. ออกใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้า กลับรายการรายได้ค้างรับ เปลี่ยนเป็นลูกหนี้การค้า 30 เม.ย. ลูกค้าจ่ายเงิน ตัดลูกหนี้การค้า รับเงินสดเข้า วิธีบันทึกบัญชีรายได้ค้างรับ แบบ Step-by-Step จากเคสของบริษัท เอ โซลูชัน มีขั้นตอนบันทึกบัญชี 2 ช่วง Journal Entry ตอนเกิดรายได้ค้างรับ (ปรับปรุงสิ้นงวด 31 มี.ค.) รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) รายได้ค้างรับ (สินทรัพย์ หมวด 1) 500,000 รายได้ค่าบริการ (รายได้ หมวด 4) 500,000 บันทึกนี้ทำให้งบดุลแสดงสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 500,000 บาท และงบกำไรขาดทุนแสดงรายได้เพิ่มขึ้นตามจริง Journal Entry ตอนได้รับเงินจริง (กลับรายการ) เมื่อออกใบแจ้งหนี้ในเดือนเมษายน ให้กลับรายการรายได้ค้างรับ แล้วบันทึกเป็นลูกหนี้การค้าแทน รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) ลูกหนี้การค้า 500,000 รายได้ค้างรับ 500,000 เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริง รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินฝากธนาคาร 500,000 ลูกหนี้การค้า 500,000 รายได้ค้างรับ กับ ลูกหนี้การค้า ต่างกันอย่างไร ทั้งสองบัญชีอยู่ในหมวดสินทรัพย์เหมือนกัน แต่เกิดจากจังหวะเวลาที่ต่างกัน เปรียบเทียบ รายได้ค้างรับ ลูกหนี้การค้า เกิดเมื่อ ส่งมอบงานแล้ว แต่ยังไม่ออกใบแจ้งหนี้ ออกใบแจ้งหนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน เอกสารรองรับ สัญญาหรือใบตรวจรับงาน ใบแจ้งหนี้ (Invoice) สถานะ ยังไม่มีเอกสารเรียกเก็บเงิน มีเอกสารเรียกเก็บเงินแล้ว หมวดบัญชี สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) พูดง่ายๆ คือ บัญชีนี้เป็นขั้นตอนก่อนลูกหนี้การค้า พอออกใบแจ้งหนี้แล้ว ก็เปลี่ยนสถานะเป็นลูกหนี้การค้าโดยอัตโนมัติ รายได้ค้างรับ กับ รายได้รับล่วงหน้า ต่างกันตรงไหน สองคำนี้คนสับสนบ่อยมาก แต่ความจริงแล้วอยู่คนละด้านของงบดุล เปรียบเทียบ รายได้ค้างรับ รายได้รับล่วงหน้า ความหมาย ส่งมอบงานแล้ว แต่ยังไม่ได้เงิน ได้เงินแล้ว แต่ยังไม่ส่งมอบงาน อยู่หมวดไหน หมวด 1 สินทรัพย์ หมวด 2 หนี้สิน เหตุผล กิจการมีสิทธิรับเงิน กิจการมีภาระต้องทำงานให้ รายได้ค้างรับ คือ สิทธิที่จะได้เงิน จึงเป็นสินทรัพย์ ส่วนรายได้รับล่วงหน้า คือ ภาระที่ต้องส่งมอบงาน จึงเป็นหนี้สิน ถ้าไม่บันทึกรายได้ค้างรับ จะเกิดอะไรขึ้น การไม่ทำรายการปรับปรุง ณ วันสิ้นงวด ส่งผลกระทบหลายด้านที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ ด้านงบกำไรขาดทุน รายได้ของงวดนั้นจะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้กำไรสุทธิน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัท เอ โซลูชัน (ชื่อสมมุติ) ไม่บันทึกยอด 500,000 บาทในงวดมีนาคม กำไรเดือนนั้นก็จะหายไปครึ่งล้าน ด้านงบดุล สินทรัพย์จะแสดงต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นกัน เพราะไม่ได้บันทึกสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีอยู่ ทำให้อัตราส่วนทางการเงินบิดเบือนไปด้วย เช่น อัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียนจะต่ำกว่าที่ควร ด้านภาษี ถ้ารายได้ตกหล่นจากงวดที่ควรรับรู้ อาจนำไปสู่ปัญหาเมื่อกรมสรรพากรตรวจสอบ เพราะรายได้ต้องรับรู้ในงวดที่ส่งมอบงาน ไม่ใช่งวดที่ได้รับเงิน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ด้านการตัดสินใจ ผู้บริหารที่ดูงบการเงินจะเห็นตัวเลขที่ไม่สะท้อนผลการดำเนินงานจริง อาจทำให้วางแผนธุรกิจผิดพลาด เช่น ตั้งงบลงทุนน้อยเกินไป หรือประเมินสภาพคล่องผิดพลาด สรุป รายได้ค้างรับอยู่หมวดสินทรัพย์ บันทึกให้ครบ งบจึงสะท้อนผลจริง รายได้ค้างรับ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียน เกิดขึ้นเมื่อกิจการส่งมอบงานครบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ณ วันสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกรายการปรับปรุงทุกครั้งที่ปิดงบ เพื่อให้งบการเงินแสดงผลตรงตามความเป็นจริง PEAK ช่วยจัดการบัญชีให้ง่ายขึ้นได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายรับ-รายจ่ายได้ครบถ้วน ออกเอกสารทางบัญชีได้อย่างเป็นระบบ และดูรายงานการเงินได้แบบ Real-time ผ่านระบบ Cloud 100% ช่วยให้ไม่พลาดรายการปรับปรุงที่สำคัญ เพราะข้อมูลทุกรายการอัปเดตอัตโนมัติ ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบงบการเงินได้ทุกที่ทุกเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับรายได้ค้างรับ รายได้ค้างรับ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร รายได้ค้างรับ ภาษาอังกฤษคือ Accrued Revenue หรือ Accrued Income ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ในบริบทบัญชีไทย รายได้ค้างรับ กับ ลูกหนี้การค้า คือสิ่งเดียวกันหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แม้ทั้งสองจะอยู่ในหมวดสินทรัพย์เหมือนกัน แต่ต่างกันที่จังหวะเวลา รายได้ค้างรับเกิดก่อนออกใบแจ้งหนี้ ส่วนลูกหนี้การค้าเกิดหลังออกใบแจ้งหนี้แล้ว เมื่อออกใบแจ้งหนี้ รายได้ค้างรับจะถูกกลับรายการเป็นลูกหนี้การค้าแทน ดอกเบี้ยค้างรับจัดอยู่ในบัญชีประเภทเดียวกันหรือไม่ ดอกเบี้ยค้างรับจัดอยู่ในหมวด 1 สินทรัพย์หมุนเวียนเหมือนกัน หลักการเดียวกันคือเป็นรายได้ที่เกิดสิทธิแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ต่างกันแค่ที่มาของรายได้ ฝั่งหนึ่งมาจากการขายสินค้าหรือบริการ อีกฝั่งมาจากการให้กู้ยืมหรือเงินฝากธนาคาร ต้องบันทึกรายได้ค้างรับทุกครั้งที่ปิดงบหรือไม่ ต้องบันทึกทุกครั้งที่มีรายได้ที่ส่งมอบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกเอกสารเรียกเก็บเงิน ณ วันสิ้นงวด เป็นหลักปฏิบัติตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ที่มาตรฐานการบัญชีกำหนดไว้ การบันทึกรายการนี้ช่วยให้งบการเงินสะท้อนผลการดำเนินงานจริงของกิจการกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

กำไรสะสม คืออะไร ตัวเลขที่บอกความมั่นคงของธุรกิจ

เวลาเปิดงบการเงินของบริษัทสักแห่ง หลายคนมักเลื่อนผ่านบรรทัดที่เขียนว่า Retained Earnings หรือกำไรสะสม ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ตัวเลขบรรทัดนี้บอกอะไรได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการจ่ายปันผล ความพร้อมขยายกิจการ หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าและนักลงทุน โดยบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจกำไรสะสมตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ได้แก่ ผลกระทบต่อเงินปันผลและการวางแผนภาษี กำไรสะสม คืออะไร กำไรสะสม คือ ผลรวมของกำไรสุทธิที่บริษัทเก็บสะสมไว้ตั้งแต่เริ่มกิจการ หลังหักเงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นแล้ว ตัวเลขนี้แสดงอยู่ในส่วนของเจ้าของ (Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่ายๆ คือ กำไรที่บริษัทหามาได้แล้วยังไม่ได้แจกจ่ายออกไป ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งสะท้อนว่าบริษัทสะสมผลกำไรไว้มาก กำไรสะสม ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Retained Earnings บางครั้งอาจเห็นเขียนว่า Accumulated Profits หรือ Earned Surplus ซึ่งหมายถึงสิ่งเดียวกัน กำไรสะสม อยู่หมวดไหนในงบการเงิน กำไรสะสมอยู่ในหมวดส่วนของเจ้าของ (Shareholders’ Equity) ของงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ได้อยู่ในหมวดสินทรัพย์หรือหนี้สิน จุดนี้หลายคนเข้าใจผิดว่ากำไรสะสมเป็นเงินสดที่เก็บไว้ในบัญชี แต่จริงๆ แล้วเป็นตัวเลขทางบัญชีที่อาจถูกใช้ไปในรูปของสินทรัพย์อื่นแล้ว เช่น ซื้อเครื่องจักร หรือลงทุนขยายสาขา กำไรสะสม เดบิตหรือเครดิต กำไรสะสมเป็นบัญชีฝั่งเครดิต เพราะอยู่ในส่วนของเจ้าของ ถ้ามีกำไร จะบันทึกเครดิตเพิ่ม ถ้ามีขาดทุน จะบันทึกเดบิตลด ประเภทของกำไรสะสม กำไรสะสมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ ประเภท ความหมาย กำไรสะสมจัดสรรแล้ว (Appropriated) ส่วนที่บริษัทกันไว้ตามกฎหมายหรือมติผู้ถือหุ้น เช่น สำรองตามกฎหมาย 5% จ่ายปันผลหรือใช้อย่างอื่นไม่ได้จนกว่าจะยกเลิกการจัดสรร กำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร (Unappropriated) ส่วนที่เหลือหลังหักจัดสรรแล้ว เป็นส่วนที่บริษัทนำไปจ่ายปันผลหรือใช้ลงทุนต่อได้ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ ตัวเลขที่เห็นในงบมักเป็นกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรร เพราะไม่ค่อยมีการตั้งสำรองพิเศษ สูตรคำนวณกำไรสะสม กำไรสะสมคำนวณได้จากสูตรนี้ กำไรสะสมปลายงวด = กำไรสะสมต้นงวด + กำไรสุทธิ – เงินปันผลจ่าย ตัวอย่างการคำนวณ สมมติว่า บริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ กำไรสะสมปลายงวด = 500,000 + 300,000 – 100,000 = 700,000 บาท ตัวเลข 700,000 บาทนี้จะปรากฏในงบแสดงฐานะการเงิน ณ วันสิ้นรอบบัญชี งบกำไรสะสม (Statement of Retained Earnings) คืออะไร งบกำไรสะสมเป็นรายงานที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของกำไรสะสมตลอดรอบระยะเวลาบัญชี โดยเริ่มจากยอดต้นงวด บวกกำไรสุทธิ หักเงินปันผลจ่าย จนได้ยอดปลายงวด งบนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเห็นภาพว่า กำไรที่หามาได้ถูกนำไปใช้อย่างไร เก็บสะสมไว้เท่าไร และจ่ายออกไปเท่าไร ทำไมคู่ค้า B2B และนักลงทุนถึงให้ความสำคัญกับกำไรสะสม กำไรสะสมเป็นตัวเลขที่สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินของธุรกิจ บริษัทที่มีกำไรสะสมสูงต่อเนื่องแสดงว่าทำกำไรได้จริง ไม่ได้พึ่งเงินกู้หรือเงินเพิ่มทุนอย่างเดียว กำไรสะสมบอกอะไรเกี่ยวกับความมั่นคง เมื่อคู่ค้า B2B ต้องตัดสินใจให้เครดิตเทอม 30-90 วัน หรือเมื่อนักลงทุนพิจารณาลงทุนในบริษัท สิ่งหนึ่งที่ดูคือกำไรสะสม ตัวเลขนี้บอกว่าบริษัทมีกันชนทางการเงิน (Financial Cushion) มากแค่ไหน ถ้ายอดขายลดลงชั่วคราว บริษัทยังอยู่ได้หรือไม่ กำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นสัญญาณเชิงบวก ส่วนกำไรสะสมที่ลดลงหรือติดลบ อาจเป็นธงแดงว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา ตัวอย่างเช่น ซัพพลายเออร์รายหนึ่งต้องตัดสินใจว่าจะให้เครดิตเทอม 60 วันกับลูกค้าหรือไม่ การเปิดงบแล้วเห็นกำไรสะสมเพิ่มต่อเนื่อง 3 ปี ช่วยสร้างความมั่นใจได้มากกว่าการดูแค่ยอดขายปีล่าสุดเพียงอย่างเดียว อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้อง นักลงทุนมักใช้ 2 อัตราส่วนนี้ประกอบการวิเคราะห์ อัตราส่วน สูตร บอกอะไร Retention Ratio (กำไรสุทธิ – เงินปันผล) หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่เก็บไว้ในบริษัท ยิ่งสูงยิ่งเก็บเงินไว้ขยายธุรกิจมาก Payout Ratio เงินปันผล หาร กำไรสุทธิ สัดส่วนกำไรที่จ่ายคืนผู้ถือหุ้น เป็นตัวเลขกลับกันกับ Retention Ratio กำไรสะสมกับการจ่ายเงินปันผล สิ่งที่ SME ต้องรู้ ไม่ใช่ว่ามีกำไรสะสมแล้วจะจ่ายปันผลได้เลย ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1201 บริษัทจำกัดจะจ่ายเงินปันผลจากเงินอื่นนอกจากกำไรไม่ได้ และถ้ายังมีผลขาดทุนสะสมอยู่ ก็จ่ายปันผลไม่ได้เช่นกัน เงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องรู้ บริษัทจำกัดต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนจ่ายปันผล กฎข้อกันสำรอง 5% นี้เป็นเรื่องที่ SME หลายรายมองข้าม ถ้าไม่ทำตาม อาจมีปัญหาในการตรวจสอบบัญชีภายหลัง กำไรสะสมกับการวางแผนภาษีนิติบุคคล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสม ผู้รับปันผลต้องเสียภาษีเพิ่มเติม จุดนี้เป็นเรื่องที่เจ้าของ SME ควรวางแผนล่วงหน้า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% เมื่อจ่ายปันผล เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผลจ่าย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท สมาร์ท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายปันผล 100,000 บาท บริษัทต้องหักภาษี 10,000 บาท ผู้ถือหุ้นได้รับจริง 90,000 บาท ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะให้ภาษีที่ถูกหักไว้เป็น Final Tax (ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี) หรือจะนำไปรวมคำนวณและใช้เครดิตภาษีเงินปันผล เครดิตภาษีเงินปันผลคำนวณอย่างไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือ สิทธิที่ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้ว (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) มาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน ผู้ถือหุ้นที่มีฐานภาษีต่ำกว่า 20% อาจได้เงินคืนจากการใช้เครดิตภาษีนี้ การจะใช้เครดิตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ กำไรสะสม ณ วันเลิกกิจการ เมื่อบริษัทจดทะเบียนเลิกกิจการ กำไรสะสมที่เหลืออยู่จะถูกจัดสรรคืนให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น หลังจากชำระหนี้สินทั้งหมดแล้ว ส่วนที่จ่ายคืนเกินกว่าทุนที่ลงไป ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของผู้ถือหุ้น จุดนี้ SME ที่กำลังคิดจะปิดกิจการควรวางแผนภาษีล่วงหน้า เพราะถ้ากำไรสะสมสูง ภาระภาษีตอนปิดบริษัทก็จะสูงตามไปด้วย สรุป กำไรสะสมไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบ แต่เป็นเครื่องมือวางแผนธุรกิจ กำไรสะสมบอกได้ทั้งสุขภาพทางการเงิน ความพร้อมจ่ายปันผล และศักยภาพในการขยายกิจการ ผู้ประกอบการ SME ควรติดตามตัวเลขนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ดูปีละครั้งตอนปิดงบ PEAK ช่วยติดตามกำไรสะสมได้อย่างไร PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ดูงบทดลองและรายงานการเงินได้แบบเรียลไทม์ ผู้ประกอบการเห็นตัวเลขกำไรสะสมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสำนักงานบัญชีส่งรายงาน ทำให้ตัดสินใจเรื่องปันผลและการลงทุนได้เร็วขึ้น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Retained Earnings กำไรสะสม กำไรสะสมกับกำไรสุทธิต่างกันอย่างไร กำไรสุทธิคือผลกำไรของปีนั้นปีเดียว ส่วนกำไรสะสมคือผลรวมสะสมของกำไรสุทธิทุกปีตั้งแต่เปิดบริษัท หลังหักเงินปันผลที่จ่ายไปแล้ว กำไรสุทธิเป็นรายได้ของงวด กำไรสะสมเป็นรายได้สะสมของทั้งชีวิตบริษัท กำไรสะสมติดลบได้หรือไม่ ได้ ถ้าบริษัทขาดทุนสะสมมากกว่ากำไรที่เคยทำได้ กำไรสะสมจะเป็นค่าติดลบ (เรียกว่า ขาดทุนสะสม) สถานการณ์นี้ทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลไม่ได้จนกว่าจะล้างขาดทุนหมดก่อน กำไรสะสมสูง แปลว่าบริษัทมีเงินสดเยอะใช่หรือไม่ ไม่จำเป็น กำไรสะสมเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ใช่เงินสดในมือ บริษัทอาจมีกำไรสะสม 10 ล้านบาท แต่เงินถูกนำไปซื้อเครื่องจักร สต็อกสินค้า หรือลงทุนในสินทรัพย์อื่นแล้ว ต้องดูงบกระแสเงินสดควบคู่กันจึงจะเห็นภาพครบ SME ต้องทำงบกำไรสะสมแยกต่างหากหรือไม่ SME ที่เป็นบริษัทจำกัดต้องมีข้อมูลกำไรสะสมแสดงในงบแสดงฐานะการเงินอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องทำงบกำไรสะสมแยกเป็นรายงานเฉพาะ เว้นแต่ผู้ตรวจสอบบัญชีหรือผู้ถือหุ้นร้องขอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

เงินบริจาค กลยุทธ์ CSR สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมลดหย่อนภาษีนิติบุคคล

เงินบริจาคไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการทำบุญ แต่ยังถือเป็นกิจกรรม CSR ที่ธุรกิจ B2B สามารถใช้เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และลดหย่อนภาษีได้อีก แต่ก็มีอีกหลายบริษัทบริจาคเงินทุกปีแต่ไม่เคยได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เพราะไม่รู้เงื่อนไขหรือเก็บเอกสารไม่ครบ บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้แค่ไหน ไปจนถึงวิธีใช้เงินบริจาคเป็นเครื่องมือ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็นได้ เงินบริจาคคืออะไร ทำไมธุรกิจต้องให้ความสำคัญ เงินบริจาค คือ เงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสน คือความแตกต่างระหว่างเงินบริจาคกับค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน เพราะมีเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น สปอนเซอร์งานอีเวนต์เพื่อโปรโมทสินค้า ส่วนรายการบริจาคหักได้ตามเงื่อนไขที่ประมวลรัษฎากรกำหนดเท่านั้น ประเภทเงินบริจาค ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ เงินบริจาคที่นิติบุคคลนำไปหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก เงินบริจาคสาธารณกุศลทั่วไป ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) นิติบุคคลนำเงินบริจาคสาธารณกุศลมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ต้องบริจาคให้แก่องค์กรที่กฎหมายกำหนด เช่น วัด โรงพยาบาลรัฐ สภากาชาดไทย หรือมูลนิธิที่ได้รับการประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เงินบริจาคที่หักได้ 2 เท่า บางกรณี กฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่บริจาคจริง ตามพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง เช่น ประเภท สิทธิที่ได้ บริจาคด้านการศึกษา (สถานศึกษาที่กระทรวงศึกษาฯ กำหนด) หักได้ 2 เท่า บริจาคด้านกีฬา (การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาที่ขึ้นทะเบียน) หักได้ 2 เท่า บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ (ระบบบันทึกอัตโนมัติ) สิทธิหัก 2 เท่ามักเป็นมาตรการที่มีกำหนดระยะเวลา ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนบริจาคทุกครั้ง CSR กับเงินบริจาค วิธีสร้างความน่าเชื่อถือให้คู่ค้า B2B มองเห็น ในโลกธุรกิจ B2B คู่ค้ารายใหญ่ไม่ได้ดูแค่ราคาหรือคุณภาพสินค้า แต่ยังประเมินว่าบริษัทที่จะร่วมงานด้วยมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากแค่ไหน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติหรือบริษัทจดทะเบียนที่ต้องรายงาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) การใช้เงินบริจาคเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ CSR ไม่ใช่เรื่องของขนาดธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการวางแผนให้เป็นระบบ วิธีใช้เงินบริจาคเป็นกลยุทธ์ CSR ที่คู่ค้ามองเห็น สมมุติว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายเล็ก บริจาคเงินสนับสนุนโครงการปลูกป่าต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมทำรายงาน CSR ใส่เว็บไซต์ เมื่อเสนอราคาให้ห้างค้าปลีกรายใหญ่ ข้อมูล CSR กลายเป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ได้รับเลือก เพราะห้างต้องรายงาน ESG ต่อผู้ถือหุ้น เงื่อนไขลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจากเงินบริจาค อัตราการหักลดหย่อน เงื่อนไข อัตราที่หักได้ เพดาน บริจาคสาธารณกุศลทั่วไป 1 เท่าของเงินบริจาค ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ บริจาคด้านการศึกษา สาธารณสุข กีฬา (ตาม พ.ร.ฎ.) 2 เท่าของเงินบริจาค เพดานตาม พ.ร.ฎ. แต่ละฉบับ (ตรวจสอบกับกรมสรรพากร) วิธีคำนวณ สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท บริจาคเงินให้มูลนิธิสาธารณกุศล 150,000 บาท เพดานที่หักได้ คือ 2% ของกำไรสุทธิ 5,000,000 บาท เท่ากับ 100,000 บาท แม้บริจาคจริง 150,000 บาท แต่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพียง 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่หักทางภาษีไม่ได้ (ค่าใช้จ่ายต้องห้าม) เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสาร รายละเอียด ใบเสร็จรับเงินจากผู้รับบริจาค ต้องระบุชื่อผู้บริจาค จำนวนเงิน วันที่ ชัดเจน หลักฐาน e-Donation (ถ้าบริจาคผ่านระบบ) ตรวจสอบได้ที่เว็บกรมสรรพากร ไม่ต้องเก็บใบเสร็จ รายงานภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) กรอกรายการเงินบริจาคในแบบภาษี วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค สำหรับนิติบุคคล นักบัญชีจำนวนไม่น้อยที่มีคำถามเรื่องผังบัญชีสำหรับรายการบริจาค เพราะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายปกติที่เกิดขึ้นบ่อย ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง เมื่อบริษัทบริจาคเงินสด ให้บันทึกรายการดังนี้ กรณีบริจาคเป็นทรัพย์สิน เช่น คอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน ให้บันทึกด้วยมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของทรัพย์สินนั้น และเมื่อถึงสิ้นรอบบัญชี ต้องปรับปรุงค่าใช้จ่ายเงินบริจาคในงบกำไรขาดทุน โดยแยกเป็น 2 ส่วน ข้อมูลทั้งสองส่วนนี้ใช้กรอกแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล) หากใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายการเงินบริจาคและจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นระบบ ทำให้การเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีง่ายขึ้น ข้อควรระวัง เงินบริจาค ที่สรรพากรมักตรวจสอบ ประเด็นที่สรรพากรมักตรวจพบปัญหาเกี่ยวกับรายการบริจาคของนิติบุคคล มีอยู่หลายจุด สรุป เงินบริจาค ได้ทั้ง CSR และประหยัดภาษีนิติบุคคล การบริจาคที่วางแผนดี ให้ประโยชน์กับธุรกิจ 2 ทาง ทางแรกคือลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ทางที่สองคือสร้างภาพลักษณ์ CSR ที่คู่ค้า B2B สามารถตรวจสอบและมองเห็นได้จริง สิ่งสำคัญคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบว่าองค์กรที่รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่กฎหมายกำหนด และบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่วันที่บริจาค จัดการบัญชีเงินบริจาคและวางแผนภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีนิติบุคคลได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินบริจาค เงินบริจาคสาธารณกุศล คืออะไร แตกต่างจากเงินบริจาคทั่วไปอย่างไร เงินบริจาคสาธารณกุศล คือเงินที่บริจาคให้แก่องค์กรที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นองค์กรสาธารณกุศล เช่น มูลนิธิ สมาคม โรงพยาบาลรัฐ เงินบริจาคประเภทนี้สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ส่วนเงินบริจาคทั่วไปที่ให้บุคคลหรือองค์กรที่ไม่ได้รับการประกาศ จะหักภาษีไม่ได้ เงินบริจาค หัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ การบริจาคเงินให้มูลนิธิหรือองค์กรสาธารณกุศล ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะไม่ใช่การจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้าง แต่เป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ดีอย่างไร ระบบ e-Donation เป็นช่องทางบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ที่ข้อมูลจะส่งตรงไปยังกรมสรรพากรอัตโนมัติ ผู้บริจาคไม่ต้องเก็บใบเสร็จเป็นกระดาษ ลดความเสี่ยงที่เอกสารจะสูญหาย และสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทันที SME ขนาดเล็กทำ CSR ผ่านเงินบริจาคได้หรือไม่ ได้ ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ สิ่งสำคัญคือเลือกบริจาคให้ตรงกับตัวตนของธุรกิจ บันทึกกิจกรรมอย่างเป็นระบบ และทำต่อเนื่อง คู่ค้าจะมองเห็นความตั้งใจจริงมากกว่ายอดเงินที่บริจาค ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ อ้างอิงข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี และพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมสรรพากร ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ดอกเบี้ยจ่าย อยู่หมวดไหน พร้อมวิธีบันทึกบัญชีและตัวอย่างจริง

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนที่เพิ่งกู้เงินจากธนาคารเพื่อขยายกิจการ มักสะดุดกับคำถามเดียวกันตอนทำบัญชี คือ ดอกเบี้ยที่จ่ายทุกเดือนควรบันทึกไว้หมวดไหนดี บางคนเข้าใจว่าเป็นสินทรัพย์เพราะเกี่ยวข้องกับเงินกู้ บางคนบันทึกรวมกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั่วไป ซึ่งทั้งสองแบบคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย จัดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) และแสดงในงบกำไรขาดทุนแยกออกจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน บทความนี้จะพาเจาะลึกตั้งแต่ความหมาย ตำแหน่งในผังบัญชี วิธีบันทึกเดบิต-เครดิต ไปจนถึงตัวอย่างจริงจากธุรกิจ B2B ที่กู้เงินมาลงทุนหรือหมุนเวียนจ่ายคู่ค้า ดอกเบี้ยจ่าย คืออะไร ดอกเบี้ยจ่าย (Interest Expense) คือ ต้นทุนทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายให้กับผู้ให้กู้ เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อแลกกับการใช้เงินที่กู้ยืมมา ถือเป็นค่าตอบแทนการใช้เงินของคนอื่นนั่นเอง ดอกเบี้ยจ่ายเกิดขึ้นได้จากหลายแหล่ง ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร (Term Loan) วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) ตั๋วสัญญาใช้เงิน หุ้นกู้ที่กิจการออก และสัญญาเช่าการเงิน (Finance Lease) สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ดอกเบี้ยจ่ายไม่ใช่สินทรัพย์และไม่ใช่หนี้สิน แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามงวดเวลาที่กิจการใช้เงินกู้ ดอกเบี้ยจ่าย อยู่หมวดไหนในผังบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย โดยจัดเป็น ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) ซึ่งแยกออกจากค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพราะเป็นต้นทุนที่เกิดจากการจัดหาแหล่งเงินทุน ไม่ใช่การดำเนินงานประจำวัน ผังบัญชี 5 หมวดกับตำแหน่งของดอกเบี้ยจ่าย ผังบัญชีมาตรฐานแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก หมวด ชื่อ ตัวอย่างรายการ 1 สินทรัพย์ เงินสด ลูกหนี้ อาคาร 2 หนี้สิน เจ้าหนี้ เงินกู้ยืม 3 ส่วนของเจ้าของ ทุนจดทะเบียน กำไรสะสม 4 รายได้ รายได้จากการขาย ดอกเบี้ยรับ 5 ค่าใช้จ่าย ค่าเช่า เงินเดือน ดอกเบี้ยจ่าย ดอกเบี้ยจ่ายจึงถูกจัดอยู่ในหมวด 5 และมีรหัสบัญชีอยู่ในกลุ่มค่าใช้จ่ายทางการเงิน (ตามผังบัญชีมาตรฐานของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ดอกเบี้ยจ่ายแสดงตรงไหนในงบกำไรขาดทุน ในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจ่ายจะแสดงแยกเป็นรายการ ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ซึ่งอยู่ด้านล่างของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ลำดับในงบเป็นดังนี้ รายได้จากการขาย หักด้วยต้นทุนขาย ได้กำไรขั้นต้น จากนั้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ได้กำไรจากการดำเนินงาน แล้วจึงหักด้วยค่าใช้จ่ายทางการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) ก่อนจะถึงกำไรก่อนภาษีเงินได้ การแสดงแยกแบบนี้ช่วยให้ผู้อ่านงบเห็นชัดว่ากำไรจากการดำเนินงานจริงเป็นเท่าไร และต้นทุนทางการเงินกินสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน วิธีบันทึกบัญชี ดอกเบี้ยจ่าย (เดบิต-เครดิต) เมื่อกิจการจ่ายดอกเบี้ย ให้เดบิตบัญชีดอกเบี้ยจ่าย (เพิ่มค่าใช้จ่าย) และเครดิตบัญชีเงินสดหรือเงินฝากธนาคาร (ลดสินทรัพย์) หลักการนี้ใช้ได้กับทุกรูปแบบเงินกู้ ต่างกันแค่จำนวนเงินและความถี่ในการบันทึก ตัวอย่างที่ 1 : SME กู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ บริษัท สมาร์ท ฟู้ด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตอาหารแปรรูป กู้เงินจากธนาคาร 5,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ผ่อนชำระรายเดือน เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ขยายกำลังผลิต ดอกเบี้ยจ่ายเดือนแรก คำนวณจาก 5,000,000 x 6% x 1/12 = 25,000 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 25,000 – เงินฝากธนาคาร – 25,000 ตัวอย่างที่ 2 : ธุรกิจ B2B กู้หมุนเวียนเพื่อจ่ายคู่ค้า บริษัท ไทยซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งวัตถุดิบ ใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) 2,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR+1% เพื่อหมุนเวียนจ่ายซัพพลายเออร์ ในเดือนที่ใช้วงเงินเฉลี่ย 1,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยรวม 7.5% ต่อปี ดอกเบี้ยจ่ายเดือนนั้น คำนวณจาก 1,500,000 x 7.5% x 1/12 = 9,375 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 9,375 – เงินฝากธนาคาร – 9,375 ข้อสังเกตสำคัญ ดอกเบี้ย OD คิดจากยอดเงินที่เบิกใช้จริง ไม่ใช่วงเงินทั้งหมด ดังนั้นยอดดอกเบี้ยจ่ายจะเปลี่ยนแปลงทุกเดือนตามยอดที่ใช้ ตัวอย่างที่ 3 : สัญญาเช่าการเงิน (Finance Lease) บริษัท ขนส่งสะดวก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่ารถบรรทุกแบบ Finance Lease มูลค่า 1,200,000 บาท ผ่อน 48 งวด งวดละ 30,000 บาท โดยในค่างวด 30,000 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 22,000 บาท และดอกเบี้ย 8,000 บาท การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต เครดิต หนี้สินตามสัญญาเช่า 22,000 – ดอกเบี้ยจ่าย 8,000 – เงินฝากธนาคาร – 30,000 ดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยค้างจ่าย ต่างกันตรงไหน ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในงบกำไรขาดทุน ส่วนดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นหนี้สินหมุนเวียนที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ทั้งสองรายการเกี่ยวข้องกัน แต่อยู่คนละตำแหน่งในงบการเงิน รายการ ประเภท แสดงในงบ ความหมาย ดอกเบี้ยจ่าย ค่าใช้จ่าย (หมวด 5) งบกำไรขาดทุน ต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นในงวด ดอกเบี้ยค้างจ่าย หนี้สิน (หมวด 2) งบแสดงฐานะการเงิน ดอกเบี้ยที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน ตัวอย่างเช่น ถ้ากิจการปิดงบวันที่ 31 ธันวาคม แต่กำหนดจ่ายดอกเบี้ยธนาคารวันที่ 5 มกราคม ดอกเบี้ยเดือนธันวาคมจะถูกบันทึกเป็นดอกเบี้ยจ่ายในงบกำไรขาดทุน พร้อมกับตั้งดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน ดอกเบี้ยจ่ายกับภาษี ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในการประกอบกิจการ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร แต่ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรงและมีหลักฐานครบถ้วน เงื่อนไขหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ต้องเป็นเงินกู้ที่ใช้เพื่อการดำเนินธุรกิจจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน และอัตราดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับปกติของตลาด ดอกเบี้ยจ่ายกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อนิติบุคคลจ่ายดอกเบี้ยให้กับบุคคลธรรมดา ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร โดยทั่วไปธนาคารจะได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากธนาคารนำรายได้ดอกเบี้ยไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเอง หากเป็นการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับบริษัทเอกชนหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ธนาคาร ผู้จ่ายมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายระหว่างนิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ข้อควรระวังในการบันทึกดอกเบี้ยจ่าย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ มีดังนี้ บันทึกดอกเบี้ยจ่ายรวมกับค่าใช้จ่ายในการบริหาร ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงเกินจริง และค่าใช้จ่ายทางการเงินต่ำเกินจริง ส่งผลต่อการวิเคราะห์กำไรจากการดำเนินงาน ลืมตั้งดอกเบี้ยค้างจ่ายตอนปิดงบ เช่น ดอกเบี้ยเดือนธันวาคมที่กำหนดจ่ายเดือนมกราคม ถ้าไม่ตั้งค้างจ่าย ค่าใช้จ่ายในงวดนั้นจะต่ำเกินจริง ไม่แยกส่วนที่ต้องรวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ ตามมาตรฐาน NPAEs ของสภาวิชาชีพบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเงินเพื่อก่อสร้างหรือผลิตสินทรัพย์ที่ใช้เวลานาน อาจต้องรวมเป็นต้นทุนของสินทรัพย์นั้นแทนการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวด ตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้สร้างอาคารโรงงานในช่วงที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ สรุป : บันทึกดอกเบี้ยจ่ายให้ถูกหมวด ธุรกิจจัดการเงินได้ชัดเจนขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย จัดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินที่แสดงแยกในงบกำไรขาดทุน การบันทึกถูกหมวดช่วยให้กิจการเห็นภาพต้นทุนการเงินชัดเจน วิเคราะห์กำไรจากการดำเนินงานได้แม่นยำ และใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องแหล่งเงินทุนได้ดียิ่งขึ้น จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ถ้าต้องการจัดการดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายทางการเงินอื่นให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายการบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับดอกเบี้ยจ่าย ดอกเบี้ยจ่ายเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่สินทรัพย์ เพราะเป็นต้นทุนที่กิจการต้องจ่ายเพื่อใช้เงินของผู้อื่น อย่างไรก็ตาม กรณีกู้เงินมาก่อสร้างสินทรัพย์ที่ใช้เวลานาน ดอกเบี้ยในช่วงก่อสร้างอาจรวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ได้ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs ดอกเบี้ยจ่าย ลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้เงินเพื่อใช้ในกิจการ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยต้องมีหลักฐานสัญญาเงินกู้ ใบเสร็จรับเงิน และอัตราดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับปกติ ดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยรับต่างกันอย่างไร ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน อยู่ในหมวด 5 ส่วนดอกเบี้ยรับเป็นรายได้ที่เกิดจากการให้กู้ยืมหรือเงินฝากธนาคาร อยู่ในหมวด 4 รายได้ ทั้งสองรายการอยู่คนละด้านของงบกำไรขาดทุน บันทึกดอกเบี้ยจ่ายผิดหมวดมีผลอย่างไร การบันทึกผิดหมวดทำให้ตัวเลขในงบการเงินคลาดเคลื่อน เช่น ถ้าบันทึกดอกเบี้ยจ่ายรวมกับค่าใช้จ่ายในการบริหาร กำไรจากการดำเนินงานจะต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด หรือธนาคารประเมินสินเชื่อผิดไปจากข้อมูลจริงนที่ต้องทำมือ เช่น PEAK ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

Reconciliation คืออะไร กระทบยอดธนาคารอย่างไร ให้ตัวเลขตรง

เดือนหนึ่งธุรกิจมีรายรับ-รายจ่ายหลายร้อยรายการ พอสิ้นเดือนเปิดดูบัญชีกับ Statement ธนาคาร ตัวเลขไม่ตรงกัน แต่หาไม่เจอว่าหายไปตรงไหน ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ยังบันทึกรายการด้วยมือหรือพึ่ง Excel การกระทบยอด (Reconciliation) คือกระบวนการเทียบข้อมูลทางการเงิน 2 ชุดเข้าด้วยกัน เพื่อยืนยันว่าตัวเลขตรงกัน ไม่มีรายการตกหล่นหรือผิดพลาด บทความนี้จะพาเจ้าของกิจการและนักบัญชีไปทำความเข้าใจตั้งแต่หลักการ ประเภท ขั้นตอน ไปจนถึงเครื่องมือที่ช่วยลดเวลาทำงานได้จริง Reconciliation คืออะไร Reconciliation หรือการกระทบยอด คือการนำข้อมูลทางการเงิน 2 แหล่งมาเปรียบเทียบกัน เพื่อตรวจสอบว่าตัวเลขตรงกันหรือไม่ ถ้าพบรายการที่ไม่ตรง จะได้หาสาเหตุและแก้ไขได้ทันท่วงที ตัวอย่างที่เห็นบ่อยที่สุดคือ การนำยอดเงินในบัญชีที่บันทึกไว้ในระบบบัญชีมาเทียบกับ Bank Statement ที่ธนาคารออกให้ ถ้าตัวเลข 2 ฝั่งตรงกัน แปลว่าข้อมูลถูกต้อง แต่ถ้าไม่ตรง ต้องไล่หาว่ารายการไหนตกหล่น บันทึกผิด หรือยังไม่ผ่านรายการ การกระทบยอดสำคัญต่อธุรกิจเพราะช่วยให้ตัวเลขในงบการเงินน่าเชื่อถือ ป้องกันการทุจริต และทำให้เจ้าของกิจการตัดสินใจจากข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่จากตัวเลขที่คลาดเคลื่อน ประเภทของการกระทบยอดที่ SME ควรรู้ การกระทบยอดมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่านำข้อมูลคู่ไหนมาเทียบกัน SME ควรรู้จักอย่างน้อย 4 ประเภทหลักเพื่อจัดการการเงินได้ครบวงจร Bank Reconciliation (กระทบยอดธนาคาร) เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด คือการนำยอดเงินฝากที่บันทึกในระบบบัญชีมาเทียบกับ Bank Statement สาเหตุที่ตัวเลขมักไม่ตรงกัน เช่น เช็คที่ออกไปแล้วแต่ยังไม่ถูกขึ้นเงิน ค่าธรรมเนียมธนาคารที่ยังไม่ได้บันทึก หรือดอกเบี้ยที่ธนาคารเพิ่มให้แต่ฝั่งบัญชียังไม่รู้ Account Reconciliation (กระทบยอดบัญชีแยกประเภท) คือการเทียบยอดคงเหลือในบัญชีแยกประเภท (เช่น ลูกหนี้การค้า เจ้าหนี้การค้า) กับรายละเอียดประกอบ เพื่อยืนยันว่ายอดรวมในงบทดลองถูกต้อง Vendor Reconciliation (กระทบยอดเจ้าหนี้) เป็นการนำยอดเจ้าหนี้ที่บันทึกไว้ในระบบมาเทียบกับใบแจ้งหนี้ที่ได้รับจากซัพพลายเออร์ ช่วยป้องกันการจ่ายเงินซ้ำหรือจ่ายผิดยอด ธุรกิจที่มีซัพพลายเออร์หลายรายควรทำเป็นประจำทุกเดือน Customer Reconciliation (กระทบยอดลูกหนี้) คือการเทียบยอดลูกหนี้ที่บันทึกไว้กับจำนวนเงินที่ลูกค้าจ่ายเข้ามาจริง ถ้าพบว่ายอดไม่ตรง อาจมีสาเหตุจากการรับชำระบางส่วน ส่วนลดที่ยังไม่ได้บันทึก หรือลูกค้าจ่ายเข้าบัญชีผิด ช่วยให้ติดตามหนี้ค้างชำระได้ทันเวลา ขั้นตอนการกระทบยอด (Reconciliation Process) การกระทบยอดทำได้ไม่ยาก ถ้ามีระบบจัดเก็บเอกสารเป็นระเบียบ โดยมี 5 ขั้นตอนหลักที่นักบัญชีและเจ้าของกิจการสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ขั้นตอนที่ 1 รวบรวมเอกสาร เตรียมข้อมูล 2 ชุดที่จะนำมาเทียบกัน เช่น Bank Statement กับรายงานจากระบบบัญชี ให้ข้อมูลอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ขั้นตอนที่ 2 เปรียบเทียบรายการทีละรายการ จับคู่รายการรายรับ-รายจ่ายจากทั้ง 2 แหล่ง ดูว่าจำนวนเงิน วันที่ และรายละเอียดตรงกันหรือไม่ ขั้นตอนที่ 3 ระบุรายการที่ไม่ตรง รายการที่จับคู่ไม่ได้เรียกว่า รายการคงค้าง (Outstanding Items) ให้แยกรายการเหล่านี้ออกมาเพื่อหาสาเหตุ ขั้นตอนที่ 4 ตรวจสอบสาเหตุและแก้ไข หาว่ารายการที่ไม่ตรงเกิดจากอะไร เช่น บันทึกผิดยอด ลืมบันทึก หรือธนาคารยังไม่ผ่านรายการ แล้วปรับปรุงรายการให้ถูกต้อง ขั้นตอนที่ 5 บันทึกและจัดเก็บผลการกระทบยอด เก็บเอกสารผลการกระทบยอดไว้เป็นหลักฐาน เพราะผู้สอบบัญชีมักขอดูเอกสารนี้ตอนตรวจสอบงบการเงินประจำปี ตัวอย่างการกระทบยอดบัญชีธนาคาร สมมติบริษัท ดี เอ็กซ์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดเงินฝากในระบบบัญชี ณ วันที่ 30 กันยายน อยู่ที่ 500,000 บาท แต่ Bank Statement แสดงยอด 485,000 บาท ตัวเลขต่างกัน 15,000 บาท เมื่อไล่เทียบรายการพบว่ามี 3 รายการที่ทำให้ยอดต่างกัน รายการ จำนวนเงิน สาเหตุ เช็คเลขที่ 1234 ที่ออกไปแล้ว 20,000 บาท ยังไม่ถูกขึ้นเงิน จึงยังไม่หักจาก Statement เงินโอนจากลูกค้า 8,000 บาท ธนาคารรับเงินแล้ว แต่บัญชียังไม่ได้บันทึก ค่าธรรมเนียมโอนเงิน 3,000 บาท ธนาคารหักแล้ว แต่บัญชียังไม่ได้บันทึก การคำนวณ ยอดระบบบัญชี 500,000 บวกเงินโอนจากลูกค้า 8,000 ลบค่าธรรมเนียม 3,000 ลบเช็คค้างจ่าย 20,000 ได้ยอดปรับปรุงเท่ากับ 485,000 บาท ซึ่งตรงกับ Bank Statement พอกระทบยอดเสร็จก็รู้ทันทีว่าตัวเลขในระบบบัญชีถูกต้องแล้ว กระทบยอดด้วย Excel กับใช้โปรแกรมบัญชี ต่างกันอย่างไร หลายธุรกิจเริ่มต้นกระทบยอดด้วย Excel เพราะคุ้นเคยและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่เมื่อจำนวนรายการเพิ่มขึ้น วิธีนี้เริ่มมีข้อจำกัดหลายอย่าง Excel ต้องดาวน์โหลด Bank Statement แล้วจับคู่รายการด้วยสูตร VLOOKUP หรือ INDEX MATCH ทีละรายการ ถ้ามีรายการหลายร้อยรายการต่อเดือน ใช้เวลานานและมีโอกาสผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ ไม่มีระบบตรวจสอบอัตโนมัติ ถ้าสูตรผิดก็ไม่มีใครเตือน โปรแกรมบัญชีสมัยใหม่มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติ (Auto Reconciliation) ที่ดึง Bank Statement เข้ามาแล้วจับคู่กับรายการบัญชีให้โดยอัตโนมัติ รายการที่ตรงกันถูก match ทันที เหลือแค่รายการที่ไม่ตรงให้ตรวจสอบเอง ลดเวลาจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที เกณฑ์ Excel โปรแกรมบัญชีอัตโนมัติ การจับคู่รายการ ทำมือ ใช้สูตร อัตโนมัติ ความเร็ว หลายชั่วโมงต่อเดือน ไม่กี่นาที ความเสี่ยงผิดพลาด สูง ขึ้นกับคนทำ ต่ำ ระบบตรวจสอบให้ เหมาะกับ รายการน้อย ธุรกิจเริ่มต้น รายการเยอะ ธุรกิจกำลังโต กระทบยอดอัตโนมัติด้วยโปรแกรมบัญชี ทำงานอย่างไร ระบบกระทบยอดอัตโนมัติทำงานโดยรับข้อมูล Bank Statement เข้ามาในระบบ แล้วใช้อัลกอริทึมจับคู่กับรายการบัญชีที่บันทึกไว้ โดยเทียบจากจำนวนเงิน วันที่ และรายละเอียด PEAK มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติที่ช่วยให้นักบัญชีและเจ้าของกิจการนำเข้า Bank Statement จากธนาคาร แล้วระบบจับคู่รายการที่ตรงกันให้อัตโนมัติ รายการที่จับคู่ไม่ได้จะแยกออกมาให้ตรวจสอบ ทำให้เห็นภาพชัดว่ารายการไหนยังค้างอยู่ สำหรับธุรกิจ e-Commerce ที่ขายบน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop การกระทบยอดกับ Marketplace เป็นเรื่องที่ปวดหัวเป็นพิเศษ เพราะแต่ละแพลตฟอร์มหักค่าธรรมเนียมต่างกัน โอนเงินคนละรอบ ตัวเลขที่ได้รับกับยอดขายจริงจึงไม่เท่ากัน PEAK รองรับการเชื่อมต่อกับ e-Commerce ช่วยลดปัญหาการกระทบยอดระหว่างระบบบัญชีกับยอดจาก Marketplace นอกจากนี้ PEAK Board ยังแสดง Dashboard สถานะการเงินแบบ Real-Time ทำให้เห็นภาพรวมได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน สรุป ทำไมทุกธุรกิจควรกระทบยอดเป็นประจำ การกระทบยอดไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีฝ่ายเดียว แต่เป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ เพราะตัวเลขที่ถูกต้องคือพื้นฐานของการตัดสินใจทางธุรกิจทุกอย่าง ตั้งแต่การวางแผนกระแสเงินสด การขอสินเชื่อ ไปจนถึงการยื่นภาษี สิ่งที่ควรทำ คือกระทบยอดธนาคารอย่างน้อยเดือนละครั้ง เปรียบเทียบยอดเจ้าหนี้-ลูกหนี้กับเอกสารจริง และเก็บผลกระทบยอดเป็นหลักฐานสำหรับผู้สอบบัญชี พร้อมลดเวลากระทบยอดจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติที่ช่วยจับคู่รายการบัญชีกับ Bank Statement ให้ทันที ลดงานซ้ำ ลดความผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วจัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการกระทบยอด กระทบยอดบัญชีต้องทำบ่อยแค่ไหน แนะนำทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตรงกับช่วงที่ธนาคารออก Bank Statement แต่ถ้าธุรกิจมีรายการเยอะ (เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่มียอดขายรายวัน) ควรทำทุกสัปดาห์ เพราะยิ่งทิ้งนาน ยิ่งหารายการที่ไม่ตรงได้ยาก ถ้ากระทบยอดแล้วตัวเลขไม่ตรง ต้องทำอย่างไร เริ่มจากหาผลต่างระหว่าง 2 ยอด แล้วไล่ดูรายการที่มีจำนวนเงินใกล้เคียงกับผลต่างนั้น สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ บันทึกรายการผิดยอด ลืมบันทึกค่าธรรมเนียมธนาคาร หรือเช็คที่ยังไม่ถูกขึ้นเงิน ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องกระทบยอดไหม จำเป็น เพราะธุรกิจขนาดเล็กมักมีคนดูแลบัญชีน้อย ถ้าเกิดข้อผิดพลาดจะไม่มีคนตรวจจับ การกระทบยอดเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงที่ตัวเลขจะคลาดเคลื่อนโดยไม่รู้ตัว Reconciliation กับ Auditing ต่างกันอย่างไร การกระทบยอด (Reconciliation) คือกระบวนการเทียบข้อมูล 2 ชุดเพื่อหาความแตกต่าง ส่วนการตรวจสอบบัญชี (Auditing) คือการที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบงบการเงินทั้งหมดว่าถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีหรือไม่ การกระทบยอดเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบบัญชี แต่เจ้าของกิจการทำได้เองโดยไม่ต้องรอผู้สอบ ใช้โปรแกรมอะไรช่วยกระทบยอดได้บ้าง โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีฟีเจอร์กระทบยอดอัตโนมัติจะช่วยจับคู่รายการให้ ลดงานที่ต้องทำมือ เช่น PEAK ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด คืออะไร ฉบับธุรกิจ B2B และเงื่อนไขหักภาษี

ทุกธุรกิจมีค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน โดยค่าใช้จ่ายนี้เรียกว่า ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด อาทิ ค่าถ่ายเอกสาร ค่าแท็กซี่ไปพบลูกค้า หรือค่ากาแฟรับแขก หลายคนมองข้ามรายจ่ายเหล่านี้ แต่พอรวมกันทั้งเดือนกลับเป็นจำนวนที่ไม่น้อย ปัญหาที่ผู้ประกอบการ SME เจอบ่อยคือ ไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ต้องเก็บเอกสารอะไรบ้าง และบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่มีค่าเลี้ยงรับรองคู่ค้า ค่าของขวัญ หรือค่าเดินทางพบลูกค้า ซึ่งมักเป็นจุดที่สรรพากรตรวจสอบเข้มงวด บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอย่างครบถ้วน ตั้งแต่ความหมาย ตัวอย่างที่พบบ่อย เงื่อนไขหักภาษี ไปจนถึงเอกสารที่ต้องเตรียมและวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด หมายถึงอะไร ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous Expenses) คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานของกิจการ มีมูลค่าไม่สูง และไม่สามารถจัดเข้าหมวดค่าใช้จ่ายหลักอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน เช่น ค่าถ่ายเอกสาร ค่าไปรษณีย์ ค่ากาแฟรับแขก หรือค่าน้ำดื่มในสำนักงาน ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดจัดอยู่ในหมวดบัญชีใด ตามมาตรฐานการบัญชี ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดจัดอยู่ในหมวด 5 (ค่าใช้จ่าย) ภายใต้ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrative Expenses) โดยปกติจะใช้เลขที่บัญชี 5305 หรือตามผังบัญชีของแต่ละกิจการ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดจะแสดงในงบกำไรขาดทุน (Income Statement) เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดมีอะไรบ้าง ตัวอย่างรายการที่พบบ่อย ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในแต่ละธุรกิจอาจแตกต่างกัน แต่สามารถแบ่งเป็น 3 หมวดหลักได้ดังนี้ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในสำนักงาน รายจ่ายเล็กน้อยที่เกิดขึ้นประจำวันในที่ทำงาน เช่น ค่าถ่ายเอกสาร ค่าน้ำดื่ม ค่ากาแฟ-ชา สำหรับพนักงานหรือรับแขก ค่าทำความสะอาดเล็กน้อย ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ หรือค่าอุปกรณ์สิ้นเปลืองจิปาถะ ตัวอย่าง บริษัท สมใจ จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าถ่ายเอกสาร 150 บาท ค่าน้ำดื่ม 200 บาท และค่ากาแฟรับแขก 300 บาท รวมเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดสำนักงาน 650 บาทต่อสัปดาห์ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในการขายและการตลาด รายจ่ายเล็กน้อยเพื่อสนับสนุนงานขาย เช่น ค่าส่งพัสดุตัวอย่างสินค้า ค่าจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ ค่าป้ายโฆษณาชั่วคราว หรือค่าพิมพ์เอกสารนำเสนอลูกค้า ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในการเดินทางและติดต่อธุรกิจ รายจ่ายที่เกิดจากการเดินทางไปติดต่องาน เช่น ค่าแท็กซี่ ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ค่าที่จอดรถ ค่าทางด่วนเล็กน้อย หรือค่าอาหารระหว่างเดินทาง หมวดนี้พบมากในธุรกิจ B2B ที่ต้องออกไปพบลูกค้าหรือคู่ค้าเป็นประจำ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ต่างจากค่าใช้จ่ายประเภทอื่นอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนว่าค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดกับค่าใช้จ่ายอื่นต่างกันตรงไหน ลองดูตารางเปรียบเทียบนี้ ประเภท ลักษณะ ตัวอย่าง ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด มูลค่าเล็กน้อย จัดหมวดหลักไม่ได้ เกิดไม่สม่ำเสมอ ค่าถ่ายเอกสาร ค่าแท็กซี่ ค่ากาแฟรับแขก ค่าใช้จ่ายสำนักงาน (Office Supplies) อุปกรณ์สำนักงานที่ใช้เป็นประจำ มีหมวดชัดเจน กระดาษ A4 หมึกพิมพ์ ปากกา แฟ้มเอกสาร ค่าใช้จ่ายดำเนินงานหลัก ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจ มูลค่าสูง เกิดสม่ำเสมอ ค่าเช่าสำนักงาน เงินเดือนพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค หลักง่ายๆ ในการแยก คือ ถ้ารายจ่ายนั้นมีมูลค่าน้อย เกิดไม่สม่ำเสมอ และจัดเข้าหมวดอื่นไม่ลงตัว ก็จัดเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด แต่ถ้ามีหมวดเฉพาะรองรับอยู่แล้ว เช่น ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค เงินเดือน ควรบันทึกในหมวดนั้นโดยตรง ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดในธุรกิจ B2B มีอะไรบ้าง ธุรกิจที่ติดต่อกับคู่ค้าองค์กร (B2B) มักมีรายจ่ายเบ็ดเตล็ดที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ซึ่งเป็นจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษเรื่องการหักภาษี ตัวอย่างรายจ่ายประเภทนี้ที่พบบ่อยในธุรกิจ B2B ได้แก่ ค่าอาหารว่างหรือเครื่องดื่มเลี้ยงรับรองคู่ค้า ค่าของขวัญเทศกาลให้ลูกค้า ค่าเดินทางไปพบลูกค้าหรือซัพพลายเออร์ ค่าตัวอย่างสินค้าเพื่อนำเสนอ ค่าจัดส่งเอกสารสัญญาทางไปรษณีย์ หรือค่าจัดเลี้ยงประชุมเล็กๆ ค่าเลี้ยงรับรอง (Entertainment Expenses) กับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ต่างกันตรงไหน ค่าเลี้ยงรับรองเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะมีเพดานหักภาษีแยกต่างหาก ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 ค่ารับรองหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไม่เกิน 0.3% ของยอดขายหรือรายได้ หรือทุนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า (สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท) กรณีให้ของขวัญแก่คู่ค้า ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนในแต่ละครั้ง จึงจะนำมาหักเป็นค่ารับรองทางภาษีได้ ถ้าเป็นค่าเลี้ยงอาหารมูลค่าไม่สูง (เช่น ซื้อกาแฟ ขนม หรืออาหารว่างให้คู่ค้าที่มาประชุม) สามารถบันทึกเป็นรายจ่ายเบ็ดเตล็ดได้ แต่ถ้าเป็นการเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ เช่น จัดเลี้ยงอาหารค่ำที่ร้านอาหาร ควรบันทึกแยกเป็นค่ารับรองโดยเฉพาะ ค่าของขวัญ ค่าเดินทางพบลูกค้า ค่าตัวอย่างสินค้า บันทึกเป็นเบ็ดเตล็ดได้หรือไม่ ค่าของขวัญเทศกาลให้คู่ค้า (เช่น กระเช้าปีใหม่) จะถูกจัดเป็นค่ารับรอง ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด เพราะเป็นการให้เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ส่วนค่าเดินทางพบลูกค้า (ค่าแท็กซี่ ค่าทางด่วน) สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดได้ ถ้ามูลค่าไม่สูงและเป็นการเดินทางปกติ แต่ถ้าเดินทางเป็นประจำ ควรแยกเป็นหมวดค่าเดินทาง (Travel Expenses) ต่างหาก ค่าตัวอย่างสินค้าเพื่อนำเสนอลูกค้า ถ้ามีมูลค่าไม่สูง บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดได้ แต่ถ้ามูลค่าสูง ควรบันทึกเป็นค่าส่งเสริมการขาย เงื่อนไขหักค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ไม่ถูกสรรพากรตีกลับ รายจ่ายเบ็ดเตล็ดสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ต้องผ่านเกณฑ์ 3 ข้อตามหลักประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี คือ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง มูลค่าต้องสมเหตุสมผล และต้องมีหลักฐานประกอบครบถ้วน หลักเกณฑ์ 3 ข้อ ที่ต้องผ่านทุกข้อ ข้อ 1 – เกี่ยวข้องกับกิจการจริง ค่าใช้จ่ายนั้นต้องเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของธุรกิจโดยตรง ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัวของเจ้าของหรือพนักงาน เช่น ค่าถ่ายเอกสารสัญญาลูกค้า ถือว่าเกี่ยวกับกิจการ แต่ค่าถ่ายเอกสารส่วนตัวของเจ้าของ ไม่ถือว่าเกี่ยวกับกิจการ ข้อ 2 – มูลค่าสมเหตุสมผล จำนวนเงินต้องเหมาะสมกับลักษณะค่าใช้จ่าย ไม่สูงเกินจริง เช่น ค่ากาแฟรับแขก 300 บาท ถือว่าสมเหตุสมผล แต่ถ้าเขียนค่ากาแฟ 5,000 บาทโดยไม่มีเหตุผลรองรับ สรรพากรอาจตั้งข้อสงสัยได้ ข้อ 3 – มีหลักฐานครบถ้วน ต้องมีเอกสารประกอบการจ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (บก.111) สำหรับกรณีที่ไม่สามารถขอใบเสร็จได้ นอกจากเกณฑ์ 3 ข้อข้างต้น หากรายจ่ายเบ็ดเตล็ดนั้นเป็นค่าบริการ (เช่น ค่าซ่อมแซม ค่าถ่ายเอกสาร) หรือค่าขนส่ง ที่มียอดชำระตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป กิจการยังมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย (3% หรือ 1%) และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ตามกฎหมายด้วย กิจการที่ต้องจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นประจำ สามารถใช้ PEAK Tax ช่วยคำนวณและออกหนังสือรับรองได้อัตโนมัติ หากไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย รายจ่ายนั้นอาจถูกสรรพากรไม่ยอมรับเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่สรรพากรมักไม่ยอมรับ ตัวอย่างที่ถูกตีกลับบ่อย ตัวอย่างรายจ่ายเบ็ดเตล็ดที่มักถูกสรรพากรตีกลับ ได้แก่ รายจ่ายส่วนตัวที่นำมาปะปนกับกิจการ เช่น ค่าอาหารส่วนตัวของเจ้าของ ค่าของใช้ส่วนตัว สรรพากรตีกลับเพราะไม่เกี่ยวกับกิจการ รายจ่ายที่ไม่มีเอกสารประกอบเลย เช่น จ่ายค่าแท็กซี่แต่ไม่มีใบเสร็จ ไม่มีใบรับรองแทนใบเสร็จ และไม่มีบันทึกว่าไปที่ไหน เพื่ออะไร รายจ่ายที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับลักษณะธุรกิจ เช่น ร้านขายของออนไลน์ขนาดเล็กแต่มีรายจ่ายเบ็ดเตล็ดเดือนละ 50,000 บาท สรรพากรอาจตรวจสอบว่ารายจ่ายเหล่านั้นเกี่ยวกับกิจการจริงหรือไม่ เอกสารหลักฐานที่ต้องมี สำหรับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด การเก็บเอกสารให้ครบเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของรายจ่ายเบ็ดเตล็ด เพราะรายจ่ายประเภทนี้มักมีมูลค่าน้อย ผู้ประกอบการจึงมักละเลยไม่เก็บหลักฐาน เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่ ใบเสร็จรับเงินจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการ ใบกำกับภาษี (กรณีที่ร้านค้าเป็นผู้จดทะเบียน VAT) ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หรือ บก.111 (กรณีขอใบเสร็จไม่ได้) และใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) ของบริษัท นอกจากนี้ ควรระบุรายละเอียดเพิ่มเติมในใบสำคัญจ่ายด้วย เช่น เหตุผลของการจ่ายเงิน (จ่ายเพื่ออะไร เกี่ยวกับลูกค้ารายไหน) ชื่อผู้จ่ายเงิน และผู้อนุมัติ ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (บก.111) คืออะไร ใช้เมื่อไร บก.111 คือ เอกสารที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เพื่อใช้เป็นหลักฐานการจ่ายเงินในกรณีที่ไม่สามารถขอใบเสร็จรับเงินจากผู้รับเงินได้ เช่น จ่ายค่าแท็กซี่ ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง ค่าจอดรถตามตู้หยอดเหรียญ หรือจ่ายเงินให้บุคคลทั่วไปที่ไม่มีใบเสร็จ บก.111 ต้องระบุข้อมูลให้ครบ ได้แก่ ชื่อผู้จ่ายเงิน วันที่จ่าย รายละเอียดค่าใช้จ่าย จำนวนเงิน ชื่อผู้รับเงิน (ถ้าทราบ) และลายเซ็นผู้จ่ายเงินกับผู้อนุมัติ เอกสาร บก.111 ช่วยให้รายจ่ายเบ็ดเตล็ดที่ไม่มีใบเสร็จสามารถใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษีได้ แต่ไม่ควรใช้บ่อยเกินไป สรรพากรอาจตั้งข้อสงสัยหากกิจการมี บก.111 เป็นจำนวนมากผิดปกติ เพื่อให้สรรพากรยอมรับได้ตามมาตรา 65 ตรี (18) การทำ บก.111 ควรแนบหลักฐานการจ่ายเงินประกอบด้วย เช่น สลิปการโอนเงิน หรือหลักฐานการเดินทาง เพื่อยืนยันตัวตนผู้รับเงินและแสดงว่าเป็นรายจ่ายของกิจการจริง วิธีบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด พร้อมตัวอย่าง การบันทึกบัญชีรายจ่ายเบ็ดเตล็ดไม่ซับซ้อน แต่ต้องทำให้ถูกหมวดและมีเอกสารประกอบ ผู้ประกอบการที่ต้องการความสะดวกสามารถใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดหมวดหมู่อัตโนมัติ ตัวอย่าง บันทึกค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดจ่ายเงินสด บริษัท สมใจ จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าถ่ายเอกสารสัญญาลูกค้า 200 บาท เป็นเงินสด รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด (5305) 200 – เงินสด (1101) – 200 ตัวอย่าง บันทึกค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดผ่านเงินสดย่อย (Petty Cash) ธุรกิจ B2B หลายแห่งใช้ระบบเงินสดย่อย (Petty Cash) สำหรับจ่ายรายจ่ายเบ็ดเตล็ด โดยมีวงเงินกำหนดไว้ เช่น 5,000 บาท เมื่อจ่ายไปแล้วจะเบิกชดเชยคืน บริษัท สมใจ จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าแท็กซี่ไปพบลูกค้า 350 บาท และค่ากาแฟรับแขก 250 บาท จากเงินสดย่อย รวม 600 บาท เมื่อเบิกชดเชยเงินสดย่อย บันทึกดังนี้ รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด (5305) 600 – เงินสด (1101) – 600 ระบบเงินสดย่อยช่วยให้ติดตามรายจ่ายเบ็ดเตล็ดได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเปิดใบสำคัญจ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินเล็กน้อย และช่วยให้การตรวจสอบภายในทำได้สะดวก สรุป ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่จัดการดี ช่วยประหยัดภาษีได้จริง รายจ่ายเบ็ดเตล็ดอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าจัดการไม่ดีอาจทำให้เสียสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายทางภาษี หรือถูกสรรพากรตรวจสอบ สิ่งสำคัญที่ควรจำ คือ เก็บเอกสารทุกรายการ ใช้ บก.111 เมื่อขอใบเสร็จไม่ได้ แยกค่าเลี้ยงรับรองออกจากรายจ่ายเบ็ดเตล็ดให้ชัดเจน บันทึกบัญชีให้ถูกหมวด และตรวจสอบว่าผ่านเกณฑ์ 3 ข้อ (เกี่ยวกับกิจการ สมเหตุสมผล มีหลักฐาน) จัดการค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายจ่ายเบ็ดเตล็ดได้สะดวก จัดหมวดหมู่อัตโนมัติ และออกรายงานค่าใช้จ่ายได้ครบในที่เดียว ช่วยลดปัญหาเอกสารตกหล่นและลดความเสี่ยงถูกสรรพากรตรวจสอบ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ไม่มีใบเสร็จ หักภาษีได้หรือไม่ หักได้ แต่ต้องจัดทำใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (บก.111) เป็นหลักฐานแทน โดยระบุรายละเอียดการจ่ายเงินให้ครบถ้วน ทั้งวันที่ จำนวนเงิน เหตุผลที่จ่าย และลายเซ็นผู้อนุมัติ ค่าเลี้ยงรับรองลูกค้า จัดเป็นค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับลักษณะและมูลค่า ถ้าเป็นค่าเครื่องดื่มเล็กน้อยรับแขก (เช่น ซื้อกาแฟ 200 บาท) สามารถบันทึกเป็นรายจ่ายเบ็ดเตล็ดได้ แต่ถ้าเป็นการเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ ควรแยกบันทึกเป็นค่ารับรอง ซึ่งมีเพดานหักภาษีไม่เกิน 0.3% ของรายได้ ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ต่างจากเงินสดย่อย (Petty Cash) อย่างไร ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดเป็น ประเภทค่าใช้จ่าย ส่วนเงินสดย่อยเป็น วิธีจ่ายเงิน ทั้งสองเป็นคนละเรื่องกัน เงินสดย่อยคือวงเงินสำรองที่ตั้งไว้สำหรับจ่ายรายจ่ายเล็กน้อย ซึ่งรายจ่ายเบ็ดเตล็ดก็เป็นหนึ่งในรายการที่จ่ายผ่านเงินสดย่อยบ่อยที่สุด ค่าของขวัญให้คู่ค้า B2B หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องบันทึกเป็น ค่ารับรอง ไม่ใช่รายจ่ายเบ็ดเตล็ด และต้องอยู่ภายในเพดานหักค่ารับรอง (ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ และไม่เกิน 10 ล้านบาท) โดยต้องมีใบเสร็จรับเงินและระบุชื่อผู้รับของขวัญด้วย บันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดผิดหมวด จะมีผลอย่างไร การบันทึกผิดหมวดทำให้งบการเงินไม่ถูกต้อง อาจส่งผลให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายบางหมวดสูงผิดปกติ ซึ่งเป็นจุดที่สรรพากรมักตรวจสอบ หากถูกตรวจพบอาจต้องปรับปรุงบัญชีย้อนหลังและอาจมีค่าปรับเพิ่มเติม ดังนั้น ควรตรวจสอบการจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายเป็นประจำ เพื่อให้งบการเงินสะท้อนภาพธุรกิจจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก