ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร ต่างจากเต็มรูปยังไง ใครออกได้บ้าง

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice หรือ ABB) คือ ใบกำกับภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งทำกิจการค้าปลีกออกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ และแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/6 บางคนเรียกว่าใบกำกับภาษีแบบย่อ ที่เห็นบ่อยที่สุดคือสลิปจากเครื่องคิดเงินของร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน หรือห้างค้าปลีก ซึ่งพิมพ์คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” หรือ “TAX INV (ABB)” ไว้หัวสลิป เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท ช่างดีวัสดุภัณฑ์ จำกัด ร้านวัสดุก่อสร้างที่จด VAT และขายหน้าร้านทั้งให้ลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาที่เป็นบริษัท ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูปอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูป 3 จุดหลัก คือ ไม่ต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ แสดงราคาที่รวม VAT แล้วแทนการแยก VAT และผู้ซื้อนำภาษีซื้อไปเครดิตไม่ได้ ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการครบ 8 ข้อตามมาตรา 86/4 และผู้ซื้อที่จด VAT ใช้เป็นหลักฐานหักภาษีซื้อได้ ประเด็น ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ มาตราที่กำหนด 86/4 86/6 ใครออกได้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกประเภท ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ค้าปลีก หรือได้รับอนุมัติตาม 86/7 คำว่า “ใบกำกับภาษี” ต้องมี ต้องมี ข้อมูลผู้ขาย ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษี ชื่อหรือชื่อย่อ และเลขผู้เสียภาษี ข้อมูลผู้ซื้อ ชื่อและที่อยู่ ไม่ต้องมี รายการสินค้า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า การแสดง VAT แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ระบุว่าราคารวม VAT แล้ว ผู้ซื้อเครดิตภาษีซื้อ ได้ ไม่ได้ สมมติช่างดีวัสดุภัณฑ์ขายสีและแปรง 2,140 บาทให้ลูกค้าทั่วไป ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะแสดงยอด 2,140 บาทพร้อมข้อความว่ารวม VAT แล้ว แต่ถ้าผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทซื้อของ 10,700 บาทและขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบนั้นต้องแยกให้เห็นว่ามูลค่าสินค้า 10,000 บาท และ VAT 700 บาท ร้านแบบไหนมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)แล้ว และทำกิจการค้าปลีก ตามมาตรา 86/6 แต่ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียนออกแทนไม่ได้ กิจการที่ไม่ใช่ค้าปลีกแต่จำเป็นต้องออก เช่น ขายให้คนจำนวนมากเหมือนร้านค้าปลีก ยื่นขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ตามมาตรา 86/7 โดยต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น และอธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขเพิ่มได้ ส่วนร้านที่ไม่ได้จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ทุกแบบ เอกสารที่ออกได้คือบิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องขออนุมัติไหม ต้องขอ ร้านค้าปลีกที่จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินออกใบกำกับภาษีประเภทนี้ ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีตามมาตรา 86/6 และใช้เครื่องตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด รายละเอียดอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ซึ่งให้ยื่นแบบคำขอ ภ.พ.06 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ถ้าไม่แน่ใจว่าระบบที่ร้านใช้เข้าข่ายเครื่องบันทึกการเก็บเงินหรือไม่ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่ก่อนเริ่มใช้ ขายปลีกไม่เกิน 1,000 บาท ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่จำต้องออก ถ้ากิจการเข้าเงื่อนไขขายปลีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 154) การขายที่มูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี เว้นแต่ผู้ซื้อเรียกร้อง ข้อยกเว้นนี้มาจากมาตรา 86/8 และประกาศเดียวกันกำหนดให้จัดทำใบกำกับภาษีรวมยอดขายเหล่านี้ทุกวันทำการ ร้านจึงยังต้องรวบรวมยอดขายไว้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมีเอกสารเลย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องมีรายการอะไรบ้าง ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อย 7 ข้อตามมาตรา 86/6 ซึ่งเป็นรายการที่กรมสรรพากรใช้ตรวจว่าเอกสารนั้นเป็นใบกำกับภาษีจริง รายการทั้งหมดต้องเป็นภาษาไทย ใช้สกุลเงินไทย และเลขไทยหรือเลขอารบิก เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ร้านที่อยากพิมพ์ชื่อสินค้าเป็นรหัส ต้องแจ้งอธิบดีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนใช้ ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อของช่างดีวัสดุภัณฑ์ จะมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ชื่อร้าน เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก เลขที่ใบ รายการสีและแปรงพร้อมจำนวน ยอด 2,140 บาท ข้อความ “ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” และวันที่ขาย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ผู้ซื้อใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (2) กำหนดให้ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 และ 86/7 เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อนี้ออกตามมาตรา 82/5 (6) ภาษีซื้อในเอกสารนี้จึงจัดอยู่ในภาษีซื้อต้องห้าม ไม่ว่ายอดซื้อจะมากแค่ไหน สมมติผู้รับเหมารายหนึ่งซื้อวัสดุจากช่างดีวัสดุภัณฑ์ 10,700 บาท แต่ลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปและได้แค่สลิป ภาษีซื้อ 700 บาทในยอดนั้นจะนำไปหักภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ไม่ได้ ซื้อของแล้วได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อ บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกยอดรวม VAT ทั้งจำนวนเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของสิ่งที่ซื้อ ไม่แยกภาษีซื้อออกมา เพราะภาษีก้อนนี้เครดิตไม่ได้ จากตัวอย่างผู้รับเหมา จะบันทึกค่าวัสดุ 10,700 บาท ไม่ใช่วัสดุ 10,000 บาทกับภาษีซื้อ 700 บาท ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) เป็นรายจ่ายได้ แต่รายจ่ายนั้นต้องเป็นรายจ่ายของกิจการจริงและไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ข้ออื่น ก่อนปิดงบควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจหลักฐานประกอบ ได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อมาแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ไหม ขอได้ในทางปฏิบัติ ร้านค้าปลีกหลายแห่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแทนแล้วยกเลิกใบเดิม แต่ตัวบทไม่ได้บังคับให้ร้านต้องเปลี่ยนให้ทุกกรณี ทางที่แน่นอนกว่าคือขอแบบเต็มรูปตั้งแต่ก่อนชำระเงิน ก่อนจ่ายเงิน ให้แจ้งร้านว่าต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูป พร้อมให้ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ผู้รับเหมาที่ซื้อของประจำควรเก็บข้อมูลชุดนี้ไว้ในมือถือ ร้านที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องลงรายงานภาษีขายอย่างไร ร้านค้าปลีกที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ลงรายงานภาษีขายเป็นยอดรวมรายวันได้ ไม่ต้องลงทีละใบ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ข้อ 7 (2) แต่ละวันให้ลงมูลค่าสินค้าและจำนวน VAT ทั้งหมดแยกจากกัน และระบุเลขที่เป็นช่วง “เลขที่…ถึงเลขที่…” (ถ้าออกเป็นเล่มให้ระบุเล่มที่ด้วย) ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ในใบกำกับภาษี เพราะราคาในสลิปรวม VAT ไว้แล้ว ร้านต้องแยก VAT ออกเอง สูตรคือ VAT = ราคารวม × 7 ÷ 107 สมมติวันหนึ่งช่างดีวัสดุภัณฑ์ออกสลิปจากหน้าร้าน 85 ใบ ยอดรวม 53,500 บาท 53,500 × 7 ÷ 107 = 3,500 บาท รายงานภาษีขายของวันนั้นจะมี 1 บรรทัด คือ มูลค่าสินค้า 50,000 บาท VAT 3,500 บาท พร้อมเลขที่ใบแรกถึงใบสุดท้ายของวัน แล้วยอดทั้งเดือนจะไปรวมในแบบ ภ.พ.30 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องใบกำกับภาษีอย่างย่อมีอะไรบ้าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมี 5 แบบ ทั้งฝั่งร้านที่ออกเอกสารและฝั่งผู้ซื้อที่รับเอกสาร ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วยโปรแกรมบัญชีได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีที่ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีได้ มักมีรูปแบบใบกำกับภาษีอย่างย่อให้เลือกพิมพ์ ข้อดีคือเลขที่เอกสารเรียงต่อกันเอง และยอดขายไปรวมในรายงานภาษีขายโดยไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ตอนเลือกโปรแกรม ให้เช็กว่าแบบฟอร์มที่พิมพ์ออกมามีรายการครบ 7 ข้อของมาตรา 86/6 โดยเฉพาะข้อความว่ารวม VAT แล้ว ส่วนเรื่องขออนุมัติเครื่องบันทึกการเก็บเงินยังเป็นหน้าที่ของกิจการเอง โปรแกรมไม่ได้ขออนุมัติแทน ข้อควรรู้ก่อนออกหรือรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ สรุป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ร้านค้าและผู้ซื้อต้องเช็กอะไร เรื่องที่ควรเช็กก่อนคือสลิปที่ได้มาเดือนนี้ หยิบใบที่ซื้อเข้ากิจการแล้วดูหัวกระดาษ ใบไหนเขียนว่าอย่างย่อแต่ถูกลงเป็นภาษีซื้อในรายงาน ให้แก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป ส่วนร้านค้า ให้หยิบสลิปของร้านมาเทียบกับ 7 รายการด้านบนสักใบ ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วย PEAK ร้านที่ขายให้ทั้งลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาแบบช่างดีวัสดุภัณฑ์ สร้างใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีใน PEAK แล้วพิมพ์เป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ทั้งขนาด A4 และเครื่องพิมพ์ POS 58 mm ตามวิธีออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อใน PEAK เมื่อกดอนุมัติเอกสาร ระบบจะบันทึกรายการบัญชีของใบนั้นให้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Abbreviated Tax Invoice ตัวย่อ ABB บางแห่งใช้คำว่า Simplified Tax Invoice บนสลิปมักพิมพ์ว่า TAX INV (ABB) ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปเรียกว่า Full Tax Invoice ทำใบกำกับภาษีอย่างย่อใน Excel ได้ไหม ได้ ถ้าเป็นร้านค้าปลีกที่จด VAT และแบบฟอร์มมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/6 พร้อมเลขที่เรียงต่อกัน แต่ถ้าออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ต้องได้รับอนุมัติตามประกาศฉบับที่ 46 ก่อน ต้องเก็บใบกำกับภาษีอย่างย่อไว้กี่ปี ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษีไว้ นับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

OCR คืออะไร ต่างจาก AI ยังไง และใช้ทำงานบัญชีอะไรได้บ้าง

OCR คืออะไร และใช้ในงานบัญชีได้อย่างไร OCR (Optical Character Recognition) คือ เทคโนโลยีที่แปลงข้อความในภาพ เช่น รูปถ่าย เอกสารสแกน ไฟล์ PDF ใบเสร็จ หรือลายมือ ให้เป็นข้อความดิจิทัลที่คอมพิวเตอร์อ่าน ค้นหา และแก้ไขได้ โดยไม่ต้องนั่งพิมพ์ใหม่ทีละตัว พูดง่าย ๆ คือ เปลี่ยนข้อมูลบนกระดาษให้เป็นข้อมูลแบบ Digital ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ตัวเลข และรหัสสินค้า จะถูกดึงออกมาเก็บในระบบ แล้วนำไปใช้ต่อในงานเอกสารและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) ได้ในทันที ระบบ OCR สามารถนำมาใช้กับงานบัญชีได้หลากหลาย อาทิ ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท สยามพาร์ทซัพพลาย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรที่ได้รับใบกำกับภาษีซื้อและใบแจ้งหนี้จากผู้ขายเดือนละ 300 ใบ และใช้เวลาคีย์เอกสารเหล่านี้เดือนละ 15 ชั่วโมง OCR ย่อมาจากอะไร OCR ย่อมาจาก Optical Character Recognition บางแหล่งแปลเป็นภาษาไทยว่า การอ่านอักขระด้วยแสง และบางแหล่งใช้คำว่า การรู้จำอักขระด้วยแสง ทั้งสองคำหมายถึงการให้เครื่องอ่านตัวอักษรจากภาพที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์หรือกล้องดิจิทัล งานที่ใช้เทคโนโลยีนี้บ่อยมี 3 แบบ OCR มีหลักการทำงานอย่างไร วิธีการทำงานของ OCR แยกออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก นอกจากตัวอักษรและตัวเลขแล้ว เทคโนโลยี OCR ยังสามารถจดจำรูปทรง แพทเทิร์น หรือรูปแบบเอกสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการทำบัญชี โดยใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีฟีเจอร์ SMART KEY (AI OCR) ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าเอกสารบัญชีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น AI OCR คืออะไร ต่างจาก OCR แบบเดิมอย่างไร AI OCR คือ OCR ที่ใช้โมเดลเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ช่วยอ่าน จึงเข้าใจทั้งตัวอักษรและโครงสร้างเอกสาร เช่น รู้ว่าตัวเลขตรงไหนคือยอดรวม ตรงไหนคือภาษี แม้ผู้ขายแต่ละรายจัดหน้าไม่เหมือนกัน OCR แบบเดิมจะอ่านตัวอักษรได้ แต่ต้องบอกตำแหน่งกับโปรแกรมไว้ก่อน หากผู้ขายเปลี่ยนรูปแบบใบกำกับภาษี ก็ต้องมาชี้ตำแหน่งใหม่ด้วยตนเอง ประเด็น OCR แบบเดิม AI OCR สิ่งที่อ่านได้ ตัวอักษรและตัวเลข ตัวอักษร ตัวเลข และความหมายของแต่ละช่อง เอกสารต่างรูปแบบ ต้องปรับค่าใหม่ทีละแบบ อ่านได้เลย ไม่ต้องปรับค่าอะไร ลายมือและภาพไม่ชัด โอกาสเกิดข้อผิดพลาดสูง อ่านได้ดีกว่า แต่ยังมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ได้ ได้ข้อความทั้งหน้า เป็นกล่องเดียว ได้ข้อมูลแยกเป็นช่อง เช่น ผู้ขาย วันที่ ยอดรวม ไม่ว่าเอไอจะพัฒนาไปแค่ไหน ผู้ใช้งานยังคงมีหน้าที่ตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานโดยเฉพาะงานบัญชี ที่ข้อมูลมักมีความละเอียดอ่อน เช่น เลขที่บัญชี หรือชื่อกิจการ ข้อมูลเหล่านี้ หากสะกดผิดเพียงนิดเดียว อาจสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้ OCR ใช้กับเอกสารบัญชีอะไรได้บ้าง ระบบ OCR สามารถใช้ได้กับเอกสารบัญชีแทบทุกประเภท โดยเฉพาะกับ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีซื้อ ใบแจ้งหนี้ และใบเสนอราคาจากผู้ขาย ที่มักเป็นเอกสารที่มีรูปแบบตายตัว ทั้งนี้ ผู้ใช้งานยังต้องหมั่นตรวจเอกสารอยู๋เสมอ ตามตารางแนะนำการใช้งานด้านล่าง ช่องข้อมูล OCR ดึงให้ได้ สิ่งที่ผู้ทำบัญชีต้องตรวจเอง ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ได้ เลข 13 หลักตรงกับผู้ขายจริง และระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา เลขที่และวันที่ของเอกสาร ได้ วันที่อยู่ในเดือนภาษีที่จะใช้สิทธิ รายการสินค้า จำนวน ราคา ได้ ตรงกับใบสั่งซื้อและของที่รับจริง มูลค่าก่อนภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ ภาษีแยกออกจากมูลค่าสินค้าชัดเจน และคำนวณถูก ผังบัญชีที่ใช้บันทึก ไม่ได้ (ระบบบางตัวเสนอให้) ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ เลือกตามลักษณะรายจ่ายจริง ทีมบัญชีของสยามพาร์ทซัพพลายใช้ตารางนี้ตรวจเอกสารทั้ง 300 ใบ โดยดูช่องเลขผู้เสียภาษีและสาขาก่อน เพราะเป็นช่องที่กระทบภาษีซื้อของเดือนนั้นโดยตรง ข้อดีของเทคโนโลยี OCR มีอะไรบ้าง ข้อดีของ OCR ในงานบัญชีมี 4 ข้อหลัก คือ ลดความผิดพลาดจากการพิมพ์ ประหยัดเวลาคีย์เอกสาร เปิดเวลาให้ผู้ทำบัญชีไปทำงานวิเคราะห์ และลดการใช้กระดาษ 1. ช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี OCR ลดความผิดพลาดด้วยการดึงข้อความจากเอกสารต้นฉบับตรง ๆ แทนการพิมพ์ตาม เช่น ภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินจากสมาร์ตโฟน ระบบจะแยกข้อมูลเป็นส่วน ๆ ได้แก่ ชื่อผู้ขาย (Vendor) วันที่ (Date) วิธีการจ่ายเงิน (Payment) และจำนวนเงิน (Total) เมื่อข้อมูลอยู่ในช่องที่ถูกต้องแล้ว ผู้ทำบัญชีเหลือหน้าที่เทียบกับภาพต้นฉบับ แทนการพิมพ์ทุกตัวเลขเอง โอกาสกดเลขสลับหลักจึงลดลง 2. ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานของนักบัญชี เวลาที่ประหยัดได้ขึ้นกับจำนวนเอกสารและเวลาตรวจทานต่อใบ วิธีคิดง่าย ๆ คือ เวลาที่ประหยัด = จำนวนเอกสาร × (เวลาคีย์ต่อใบ − เวลาตรวจทานต่อใบ) หากพนักงานใช้เวลาคีย์เอกสาร ใบละ 3 นาที การจะทำเอกสาร 300 ใบ ต้องใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมงต่อเดือน แต่หากเรานำ OCR มาใช้กับงานนี้ จะลดงานของพนักงานลง เหลือเพียงแค่ตรวจว่าเอกสารที่ออกมานั้น ถูกต้องหรือไม่ จากเดิมที่ใช้เวลา 3 นาทีต่อใบ ลดลงเหลือเพียง 1 นาทีต่อใบ ประหยัดเวลาทั้งทีมได้ถึง 10 ชั่วโมงต่อเดือนต่อคน 3. ช่วยพัฒนาการทำงานของนักบัญชี OCR ช่วยให้นักบัญชีย้ายเวลาจากการพิมพ์เอกสารกองโตไปทำงานวิเคราะห์ เช่น ดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดไหนเพิ่มผิดปกติ หรือเตรียมตัวเลขให้ผู้บริหารวางแผนการเงิน ซึ่งเป็นงานของนักบัญชีบริหารที่เครื่องทำแทนไม่ได้ 4. ช่วยลดการใช้กระดาษ OCR ลดการใช้กระดาษเพราะเอกสารที่แปลงเป็นข้อมูลแล้วเรียกดูในระบบได้โดยไม่ต้องพิมพ์ออกมา กิจการจึงลดค่าวัสดุสำนักงานและเดินไปสู่ธุรกิจไร้กระดาษ (Paperless)ได้ทีละขั้น ข้อจำกัดของ OCR ที่นักบัญชีต้องตรวจเองมีอะไรบ้าง OCR อ่านได้แค่สิ่งที่อยู่บนภาพ แต่ตัดสินไม่ได้ว่าเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผู้ทำบัญชีจึงยังต้องตรวจ 3 เรื่องเองทุกครั้ง คือ ความแม่นของตัวเลข ความครบของใบกำกับภาษี และการเก็บต้นฉบับ ตัวเลขที่อ่านผิดเกิดจากอะไร ตัวเลขผิดส่วนใหญ่เกิดจากภาพไม่ชัด เช่น ถ่ายเอียง แสงสะท้อน กระดาษยับ หรือหมึกเครื่องพิมพ์ใบเสร็จจาง ตัวเลข 3 กับ 8 และ 1 กับ 7 จึงสลับกันได้ ในเดือนหนึ่ง สยามพาร์ทซัพพลายพบใบกำกับภาษี 6 ใบจาก 300 ใบ หรือร้อยละ 2 ที่ระบบอ่านเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายผิดเพราะภาพเบลอ ทีมบัญชีต้องแก้เลขให้ตรงกับต้นฉบับก่อนบันทึก ไม่อย่างนั้นรายงานภาษีซื้อจะมีเลขผู้ขายที่ไม่มีอยู่จริง ใบกำกับภาษีที่อ่านได้ครบ แปลว่าใช้สิทธิภาษีซื้อได้เลยไหม ไม่เสมอไป ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 เช่น คำว่า “ใบกำกับภาษี” ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ และภาษีที่แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) ยังกำหนดให้ระบุ “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่” ของผู้ขาย และของผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ช่องนี้จึงเป็นอีกจุดที่ต้องดูทุกใบ ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้อก้อนนั้นจะนำมาหักไม่ได้ตามมาตรา 82/5 ระบบอ่านข้อความได้ครบ ไม่ได้แปลว่าเอกสารผ่านเงื่อนไขนี้ ผู้ทำบัญชีควรตรวจรายการด้วยตัวเอง และรู้วิธีตรวจใบกำกับภาษีปลอมไว้ด้วย มีไฟล์ในระบบแล้ว ทิ้งเอกสารต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรทิ้ง ไฟล์ที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึก ส่วนหลักฐานทางภาษียังเป็นเอกสารต้นฉบับ ซึ่งต้องเก็บไว้ตามระยะเวลาเก็บเอกสารบัญชีที่กฎหมายกำหนด เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานเอกสารบัญชีอย่างไร เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานบัญชีจาก 5 เกณฑ์ คือ เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีโดยตรง ตรวจความครบของใบกำกับภาษี เก็บไฟล์ต้นฉบับคู่กับรายการ อัปโหลดได้หลายช่องทาง และให้คนตรวจก่อนบันทึก เกณฑ์ชุดนี้ใช้ร่วมกับวิธีเลือกโปรแกรมบัญชีได้ เพราะ OCR ที่ดีแต่แยกจากระบบบัญชี จะยังเหลืองานคัดลอกข้อมูลอยู่ คลังเอกสารของ PEAK ช่วยคีย์เอกสารอย่างไร PEAK มีคลังเอกสารที่ใช้ OCR อ่านข้อความจากไฟล์ที่อัปโหลด แล้วช่วยกรอกรายละเอียดลงเอกสารให้ ผู้ใช้ตรวจกับไฟล์ต้นฉบับในหน้าเดียวกัน แล้วกดอนุมัติเมื่อข้อมูลถูกต้อง ขั้นตอนตามวิธีสร้างเอกสารจากคลังเอกสารมี 4 ขั้น สมมติพนักงานจัดซื้อของสยามพาร์ทซัพพลายส่งรูปใบกำกับภาษี 20 ใบผ่าน LINE ระบบขึ้นแถบเตือนที่ 1 ใบซึ่งไม่ระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขาของผู้ขาย ทีมบัญชีจึงขอใบใหม่ก่อนนำไปใช้สิทธิภาษีซื้อ ส่วนอีก 19 ใบตรวจแล้วกดอนุมัติได้เลย เอกสารที่สร้างจากไฟล์ในคลังเอกสารได้ มีทั้งฝั่งรายรับและรายจ่าย ฝั่ง เอกสาร รายรับ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบรับเงินมัดจำ รายจ่าย เอกสารค่าใช้จ่าย ใบซื้อสินทรัพย์ ใบจ่ายเงินมัดจำ ใบสั่งซื้อ (PO) ภาษีซื้อ แนบไฟล์ใบกำกับภาษีซื้อ SMART Key อ่านเลขที่ใบกำกับภาษีให้ ที่หน้าบันทึกค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้าก็ลากไฟล์ใบเสร็จเข้ามาได้เช่นกัน SMART Key จะอ่านตัวเลข รายการ และผู้ติดต่อ แล้วกรอกลงช่องให้ ผู้ใช้ตรวจก่อนบันทึกเหมือนเดิม ข้อควรรู้ก่อนใช้ระบบอ่านเอกสารในงานบัญชี สรุป OCR คืออะไร และเริ่มใช้กับเอกสารบัญชีอย่างไร เริ่มได้ในสัปดาห์นี้ด้วยการนับว่าเดือนที่แล้วได้รับเอกสารจากผู้ขายกี่ใบ แล้วจับเวลาคีย์ 10 ใบ ตัวเลข 2 ตัวนี้จะบอกว่าทีมบัญชีเสียเวลากับงานพิมพ์ไปกี่ชั่วโมงต่อเดือน และ OCR จะคืนเวลาได้มากแค่ไหน ลดเวลาคีย์เอกสารผู้ขายด้วยคลังเอกสาร PEAK ถ้าทีมบัญชีใช้เวลาเดือนละ 15 ชั่วโมงไปกับการพิมพ์ใบกำกับภาษี 300 ใบแบบสยามพาร์ทซัพพลาย คลังเอกสารและตัวช่วยคีย์อัตโนมัติของ PEAKใช้ OCR อ่านข้อมูลและช่วยกรอกเอกสารให้ ทีมบัญชีเหลือแค่ตรวจกับต้นฉบับแล้วอนุมัติ ฟีเจอร์นี้อยู่ในแพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป และอัปโหลดไฟล์เข้าคลังเอกสารได้ไม่จำกัดจำนวน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องระบบเอกสารและบัญชีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ OCR OCR ใน PDF คืออะไร OCR ใน PDF คือการให้โปรแกรมอ่านข้อความจากไฟล์ PDF ที่เป็นภาพสแกน แล้วฝังชั้นข้อความไว้ในไฟล์ ไฟล์นั้นจึงค้นหาคำ คัดลอก และเลือกข้อความได้ เหมือน PDF ที่สร้างจากโปรแกรมพิมพ์เอกสาร OCR คือ AI ไหม ไม่ใช่ทั้งหมด OCR แบบเดิมจดจำตัวอักษรด้วยการเทียบรูปร่างกับฐานข้อมูล ส่วน AI OCR ใช้การเรียนรู้ของเครื่องช่วยอ่านโครงสร้างเอกสาร ทั้งสองแบบเรียกว่า OCR แต่มีเพียงแบบหลังที่ใช้ AI OCR สแกนเอกสารได้อย่างไร สแกนได้จากภาพ 2 แหล่ง คือ เครื่องสแกนเนอร์และกล้องมือถือ ระบบจะปรับภาพให้ตรงและคมชัด แยกตัวอักษรทีละตัว จดจำว่าเป็นตัวอะไร แล้วรวมเป็นข้อความ ภาพยิ่งชัด ผลลัพธ์ยิ่งต้องแก้น้อย เอกสารที่ได้จาก OCR ใช้ยื่นภาษีแทนต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรใช้แทน ข้อความที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึกบัญชี ส่วนหลักฐานในการใช้สิทธิภาษีซื้อคือใบกำกับภาษีต้นฉบับ ก่อนทิ้งเอกสารกระดาษหรือเก็บเป็นไฟล์แทน ควรสอบถามผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรถึงเงื่อนไขที่ใช้กับกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% สรุปเสียงจากทุกฝ่าย ผลกระทบ SME และวิธีเตรียมตัว

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME หรือนักบัญชีที่เห็นข่าว VAT 10% แล้วเริ่มกังวลว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร คุณไม่ได้กังวลคนเดียว เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงจากหลายฝ่ายตั้งแต่ระดับสากลอย่าง IMF ไปจนถึงภาคเอกชนไทย บทความนี้สรุปให้ครบว่าใครพูดอะไรบ้าง ผลกระทบต่อ SME จริง ๆ เป็นยังไง และถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% จริง ธุรกิจของคุณต้องเตรียมตัวอย่างไร IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% จากการประชุมที่กรุงเทพ ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสนอให้ไทยพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กลับไปที่ 10% ตามอัตราจริงในกฎหมาย ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงาน Article IV Consultation ซึ่ง IMF จัดทำให้กับประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี ช่องว่างรายได้รัฐ กับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เหตุผลหลักที่ IMF แนะนำคือ ไทยกำลังเผชิญกับปัญหา รายได้ภาครัฐไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สวัสดิการผู้สูงอายุ และโครงสร้างพื้นฐาน สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14-15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลาง-สูง ที่อยู่ราว 20-25% การเพิ่ม VAT จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ IMF มองว่าช่วยลดช่องว่างนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ข้อมูลจาก IMF Article IV Consultation) อัตรา VAT ไทย 7% เป็นอัตราพิเศษมาตลอด หลายคนอาจไม่รู้ว่าอัตรา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม กำหนดไว้ที่ 10% มาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มใช้ แต่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ฎ. ลดอัตราลงเหลือ 7% เป็นมาตรการชั่วคราว แล้วต่ออายุมาเรื่อย ๆ รวมแล้วมากกว่า 20 ครั้ง พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่เราคุ้นเคย ไม่ใช่อัตราถาวร แต่เป็นอัตราที่รัฐบาลลดให้ และต่ออายุทุก 1-2 ปีมาตลอด สรุปเสียงเรื่อง VAT 10% จากทุกฝ่าย ประเด็นการขึ้น VAT 10% ไม่ได้มีแค่ IMF ที่พูดถึง แต่มีหลายฝ่ายแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนและกังวล คุณปีเตอร์ บรอยเออร์ (Peter Breuer) หัวหน้าคณะผู้แทน IMF ประจำไทย ในฐานะ IMF Mission Chief for Thailand คุณ Breuer ได้ระบุในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ว่า อัตรา VAT 7% ของไทยในปัจจุบันเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดของโลก และไทยควรเพิ่มรายได้ภาครัฐผ่านการปฏิรูปภาษี โดย VAT เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะฐานภาษีกว้างและต้นทุนจัดเก็บต่ำ สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ เสนอขึ้น VAT 10% แบบค่อยเป็นค่อยไป ในฝั่งสภาไทย สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ รองประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการคลัง (วุฒิสภา) ได้เสนอแผนปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% แบบทยอยขึ้นภายใน 3 ปี โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้เพิ่มให้รัฐราว 3 แสนล้านบาทต่อปี ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ขึ้น VAT อย่างเดียว แต่รวมถึงการขยายฐานภาษีเงินได้และลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น กระทรวงการคลัง และ ครม. ยังไม่พร้อมขึ้นตอนนี้ ฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีระมัดระวัง ครม. มีมติต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT เหลือ 7% ออกไปอีก โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และการขึ้น VAT ในช่วงนี้จะกระทบค่าครองชีพของประชาชน ภาคเอกชน กังวลผลกระทบต่อ SME โดยตรง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย แสดงความกังวลว่า การขึ้น VAT 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่มี margin ต่ำ เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ภาคเอกชนเสนอว่า ถ้าจะขึ้น VAT ต้องมีมาตรการเยียวยาคู่กัน เช่น การยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือมาตรการช่วย SME ช่วงเปลี่ยนผ่าน World Bank และนักเศรษฐศาสตร์ มองในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ IMF เท่านั้น ธนาคารโลก (World Bank) ก็เคยแนะนำให้ไทยขยายฐานภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังมาถึง รายจ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 10-20 ปีข้างหน้า การเพิ่มรายได้ภาครัฐตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น VAT 10% เริ่มเมื่อไหร่ สถานะล่าสุดและ Timeline ณ ตอนนี้ ยังไม่มีกำหนดแน่ชัดว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ สถานะล่าสุด พ.ร.ฎ. ต่ออายุ VAT 7% เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ครม. มีมติอนุมัติขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 เพื่อพยุงค่าครองชีพและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร) ปัจจัยที่จะทำให้ขึ้นจริง หรือเลื่อนออกไปอีก การตัดสินใจขึ้น VAT ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง ในอดีตเคยมีการเสนอขึ้น VAT หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต่ออายุอัตราเดิมมาตลอดกว่า 30 ปี ผลกระทบ VAT 10% ต่อ SME ต้นทุนเพิ่มเท่าไร สำหรับ SME สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% (จาก 7% เป็น 10%) จะส่งผลกระทบต่อทั้งต้นทุนสินค้าและราคาขาย ตัวอย่างคำนวณ ต้นทุนเพิ่มเท่าไรเมื่อ VAT ขึ้น 3% สมมติร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 1,000 บาท รายการ VAT 7% (ปัจจุบัน) VAT 10% (ถ้าขึ้น) ราคาสินค้าก่อน VAT 1,000 บาท 1,000 บาท VAT ที่เรียกเก็บ 70 บาท 100 บาท ราคาขายรวม VAT 1,070 บาท 1,100 บาท ส่วนต่างที่ลูกค้าจ่ายเพิ่ม – 30 บาท ต่อชิ้น ตัวเลข 30 บาทอาจดูไม่มาก แต่ถ้ายอดขาย 10,000 ชิ้นต่อเดือน ลูกค้าจะจ่ายเพิ่ม 300,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อน้อยลง หรือหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่า สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้จะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าแล้วนำส่งสรรพากร แต่ผลกระทบอยู่ที่ราคาขายที่สูงขึ้นจะกระทบยอดขาย ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ธุรกิจที่มี margin ต่ำจะรู้สึกมากที่สุด เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการรายย่อย และฟรีแลนซ์ เพราะการปรับราคาขึ้น 3% อาจทำให้สูญเสียลูกค้า ในขณะที่การรับภาระเองก็กินเข้าไปในกำไร ธุรกิจที่รับผลกระทบน้อยกว่าคือธุรกิจที่มี margin สูง หรือสินค้าที่ไม่มีทางเลือกอื่น (สินค้าจำเป็น) ผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ ในมุมผู้บริโภค VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะส่งผ่านมาในราคาสินค้าและบริการแทบทุกชนิด ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงค่าบริการต่าง ๆ ผู้ประกอบการ SME จึงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น (เสี่ยงเสียลูกค้า) หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง (กำไรลดลง) เปรียบเทียบอัตรา VAT ไทย กับประเทศในอาเซียน เพื่อให้เห็นภาพว่าอัตรา VAT 10% อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ประเทศ อัตรา VAT/GST ฟิลิปปินส์ 12% อินโดนีเซีย 12% (สินค้าทั่วไปยังใช้ 11%) กัมพูชา 10% เวียดนาม 10% (อัตราทั่วไป) ไทย (ถ้าขึ้น) 10% สิงคโปร์ 9% (GST) มาเลเซีย 8% (Sales Tax) ไทย (ปัจจุบัน) 7% จะเห็นว่าแม้ VAT 10% จะสูงกว่าอัตราปัจจุบัน แต่ยังอยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชา และต่ำกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย SME ต้องเตรียมตัวอย่างไร 5 แนวทางรับมือ VAT 10% แม้ว่า VAT จะยังไม่ขึ้นในตอนนี้ แต่การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่ง 1. ทบทวนโครงสร้างราคาตั้งแต่วันนี้ ลองคำนวณว่าถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% กำไรของสินค้าแต่ละตัวจะเปลี่ยนไปเท่าไร เพราะถ้ารอจนวันที่ประกาศขึ้นจริง การปรับราคาอาจทำได้ยากกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่ลูกค้าจำราคาได้ดี ลองใช้วิธีคำนวณ VAT ที่ถูกต้องเพื่อวางแผนราคาล่วงหน้า 2. เตรียมระบบบัญชีให้พร้อมรับอัตราใหม่ ระบบออกใบกำกับภาษีและระบบบัญชีต้องสามารถเปลี่ยนอัตรา VAT ได้ทันทีเมื่อมีประกาศ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ทำเรื่องนี้ได้ง่ายกว่าทำด้วยมือ 3. วางแผนกระแสเงินสดรับช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงเปลี่ยนอัตราภาษี ต้องระวังเรื่องใบกำกับภาษีที่ออกก่อนและหลังวันเปลี่ยน เพราะ VAT ขาเข้า (ซื้อ) และ VAT ขาออก (ขาย) อาจไม่ตรงกัน ทำให้เงินสดหมุนเวียนติดขัดได้ 4. ติดตามข่าวมาตรการเยียวยาจากรัฐ ถ้ารัฐบาลตัดสินใจขึ้น VAT จริง มักจะมีมาตรการเยียวยาควบคู่ เช่น ยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือสิทธิลดหย่อนพิเศษสำหรับ SME การติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์ 5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการภาษีอัตโนมัติ การจัดการ VAT ด้วยมือจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่ออัตราเปลี่ยน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้อัตโนมัติ ลดความเสี่ยงที่จะคำนวณผิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน สรุป การเตรียมตัวคือสิ่งที่ SME ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่แน่นอนคือเรื่องนี้จะกลับมาเป็นข่าวอีกแน่นอน เพราะทั้ง IMF, World Bank และภาคการเมืองไทยต่างเห็นตรงกันว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ภาครัฐ ส่วนจะขึ้นเมื่อไรขึ้นอยู่กับจังหวะเศรษฐกิจและการเมือง สำหรับ SME การเตรียมตัวล่วงหน้าไม่มีข้อเสีย ทบทวนโครงสร้างราคา เตรียมระบบบัญชีให้พร้อม และใช้เครื่องมือที่ช่วยจัดการภาษีได้อัตโนมัติ PEAK ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้ง่ายขึ้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าอัตรา VAT จะเป็น 7% หรือ 10% ก็ปรับได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VAT 10% VAT 10% คืออะไร ต่างจาก VAT 7% ที่ใช้อยู่ตรงไหน VAT 10% คืออัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายจริง ที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน 7% ที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นอัตราลดพิเศษที่รัฐบาลออก พ.ร.ฎ. ลดให้ชั่วคราว และต่ออายุมาตลอดกว่า 30 ปี อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร ขึ้น VAT 10% จะเริ่มเมื่อไร ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ปัจจุบัน ครม. ได้ต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT 7% ออกไปอีก การขึ้นจริงขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง VAT 10% กระทบ SME อย่างไร VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น โดยสินค้าราคา 1,000 บาทจะมี VAT เพิ่มจาก 70 บาทเป็น 100 บาท ธุรกิจ SME ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง ธุรกิจ margin ต่ำจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่หรือไม่ ไม่ต้องจดใหม่ ธุรกิจที่จด VAT อยู่แล้วจะใช้อัตราใหม่อัตโนมัติตามประกาศของกรมสรรพากร เกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปีที่ต้องจด VAT ยังคงเท่าเดิม เว้นแต่รัฐบาลจะประกาศเปลี่ยนแปลง หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้รวบรวม ณ วันที่เผยแพร่ นโยบายภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากร ก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

หนี้สิน คืออะไร ประเภท ตัวอย่าง และวิธีจัดการหนี้สินสำหรับธุรกิจ

หนี้สิน (Liabilities) คืออะไร และสำคัญอย่างไร หนี้สิน (Liabilities) คือ ภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนให้ผู้อื่นในอนาคต เช่น ซื้อสินค้ามาแต่ยังไม่ได้จ่าย หรือกู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ ภาระเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของธุรกิจทุกขนาด มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ปรับปรุง 2565 ย่อหน้า 3.18.2 นิยามว่าเป็นภาระผูกพันปัจจุบันที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต และการชำระจะทำให้กิจการสูญเสียทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจ กิจการรับรู้รายการนี้ในงบเมื่อเข้าเกณฑ์ครบ 2 ข้อ คือ ค่อนข้างแน่ว่าประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจะออกจากกิจการ และวัดมูลค่าที่ต้องชำระได้อย่างน่าเชื่อถือ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ลำปางเซรามิกเทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งกระเบื้องเซรามิกให้ผู้รับเหมา จด VAT แล้ว ณ 31 ธันวาคม 2569 มีสินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท และภาระหนี้รวม 2 ล้านบาท ความหมายทางบัญชีต่างจากหนี้ส่วนตัวอย่างไร หนี้สิน หมายถึง ภาระของกิจการในทางบัญชี ไม่ใช่ภาระของเจ้าของ คำเดียวกันจึงใช้ได้ 2 บริบท และต้องแยกให้ออก โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่เคยใช้เงินส่วนตัวหมุนในธุรกิจ มุมมอง หนี้สินทางบัญชี (Liabilities) หนี้สินส่วนบุคคล (Personal Debt) ใครเป็นหนี้ บริษัท หรือกิจการ ตัวบุคคล ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน หนี้ กยศ. แสดงที่ไหน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ข้อมูลเครดิตบูโร มองอย่างไร เป็นเรื่องปกติ ทุกธุรกิจมี ขึ้นกับเป้าหมายการกู้และกำลังจ่ายคืน ประเภทของหนี้สิน มีอะไรบ้าง หนี้สินมีกี่ประเภท ตอบสั้น ๆ คือ 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินไม่หมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8 กำหนดให้แยกแสดง 2 กลุ่มนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน ตัวแบ่งหลักคือระยะเวลาที่ต้องชำระ นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันที่เกิดหนี้ หนี้สินหมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินหมุนเวียน คือ หนี้ที่ต้องจ่ายคืนภายใน 12 เดือน หรือภายในรอบการดำเนินงานปกติ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Current Liabilities เป็นภาระที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า (ค่าสินค้าที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้จ่าย) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ภาษีค้างนำส่ง และเงินกู้ระยะสั้น มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8.2 ให้จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ข้อสุดท้ายมีผลกับเงินกู้ระยะยาวด้วย ถ้ากิจการผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ก่อนหรือ ณ วันสิ้นงวดจนเจ้าหนี้เรียกคืนได้ทันที ยอดนั้นต้องย้ายมาเป็นหนี้สินหมุนเวียน แม้เจ้าหนี้จะผ่อนผันให้ภายหลัง ลำปางเซรามิกเทรดมีภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 บาท กับเงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 บาท ทั้ง 2 รายการต้องจ่ายในเดือนถัดไป จึงอยู่ในกลุ่มนี้ เงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระใน 12 เดือน แสดงตรงไหน แสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.9.18 กำหนดให้แยกบรรทัด “เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี” ออกจากยอดเงินกู้ระยะยาวที่เหลือ ลำปางเซรามิกเทรดมีเงินกู้ธนาคารคงเหลือ 1,000,000 บาท ผ่อนปีละ 200,000 บาท งบสิ้นปี 2569 จึงแสดง 200,000 บาทเป็นหนี้สินหมุนเวียน และ 800,000 บาทเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน คือ หนี้ที่ครบกำหนดชำระเกิน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Non-current Liabilities มักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ใช้ลงทุนขยายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เงินกู้ระยะยาวจากธนาคาร (กู้ซื้อเครื่องจักร ที่ดิน อาคาร) หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (ลีสซิ่งรถยนต์ เช่าเครื่องจักร) หุ้นกู้ที่บริษัทออก และประมาณการหนี้สินระยะยาว เช่น ผลประโยชน์พนักงานที่จะจ่ายในอนาคต TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 ใช้คำว่า “สัญญาเช่าเงินทุน” แทนคำเดิม “สัญญาเช่าการเงิน” ดูวิธีจัดประเภทและรายการหนี้สินระยะยาวแบบละเอียดได้ในบทความเฉพาะเรื่อง รายการไหนที่ SME มักลืมบันทึก รายการที่หลุดบ่อยคือภาระที่ยังไม่มีใบแจ้งหนี้มาเตือน เพราะเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ถึงวันจ่าย ถ้าไม่บันทึก งบจะแสดงภาระต่ำกว่าความจริง หนี้สินธุรกิจ มีอะไรบ้าง 10 ตัวอย่างที่พบบ่อยใน SME รายการที่พบบ่อยมี 10 รายการตามตารางนี้ 8 รายการเป็นหนี้สินหมุนเวียน อีก 2 รายการเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน # รายการหนี้สิน ประเภท ตัวอย่างสถานการณ์ 1 เจ้าหนี้การค้า หมุนเวียน สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ เครดิต 30 วัน 2 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมุนเวียน เงินเดือนพนักงานสิ้นเดือนที่ยังไม่ได้จ่าย 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย หมุนเวียน VAT ที่เก็บจากลูกค้าแล้ว รอยื่นแบบ ภ.พ.30 4 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง หมุนเวียน หักภาษีจากค่าจ้างฟรีแลนซ์ รอนำส่งสรรพากร 5 เงินกู้ยืมระยะสั้น หมุนเวียน วงเงิน OD หรือเงินกู้หมุนเวียนจากธนาคาร 6 เงินรับล่วงหน้า หมุนเวียน ลูกค้าจ่ายมัดจำก่อนรับสินค้า 7 เงินกู้ยืมระยะยาว ไม่หมุนเวียน กู้ธนาคารซื้อเครื่องจักร ผ่อน 5 ปี 8 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน ไม่หมุนเวียน ลีสซิ่งรถกระบะใช้ในกิจการ 9 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง หมุนเวียน สมทบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง รอนำส่ง 10 ดอกเบี้ยค้างจ่าย หมุนเวียน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย รายการที่ยอดมักสูงสุดใน SME คือเจ้าหนี้การค้า เพราะเกิดทุกครั้งที่ซื้อสินค้าแบบให้เครดิต ส่วนลีสซิ่งรถหรือเครื่องจักร ต้องดูเนื้อหาสัญญาก่อนว่าเป็นสัญญาเช่าเงินทุนหรือสัญญาเช่าดำเนินงาน เพราะแบบหลังไม่ได้แสดงเป็นหนี้สินในงบ งบของลำปางเซรามิกเทรดมี 8 จาก 10 รายการนี้ ขาดเพียงเงินกู้ยืมระยะสั้นกับดอกเบี้ยค้างจ่าย เพราะบริษัทไม่ได้ใช้วงเงิน OD และจ่ายดอกเบี้ยตรงงวดทุกเดือน หนี้สินในงบการเงิน แสดงอย่างไร แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) คู่กับส่วนของเจ้าของ และยอดรวม 2 ส่วนนี้ต้องเท่ากับสินทรัพย์รวมเสมอ ภายในส่วนหนี้สินแยกเป็นหมุนเวียนก่อน แล้วตามด้วยไม่หมุนเวียน ผู้อ่านงบมักดู 2 จุดแรก คือยอดหนี้สินหมุนเวียนเทียบสินทรัพย์หมุนเวียน และยอดหนี้รวมเทียบส่วนของเจ้าของ ภาพรวมการอ่านงบการเงินทั้งชุดดูต่อได้ในบทความเฉพาะ สมการบัญชีพื้นฐาน ใช้ตรวจงบอย่างไร ใช้ตรวจว่างบสมดุล สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 3.18.3 นิยามส่วนของเจ้าของว่าเป็นส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์หลังหักภาระหนี้ทั้งสิ้น รายการของลำปางเซรามิกเทรด จำนวนเงิน (บาท) สินทรัพย์รวม 5,000,000 หนี้สินรวม 2,000,000 ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 ตรวจสอบได้จาก 2,000,000 + 3,000,000 = 5,000,000 บาท ถ้ายอดไม่เท่ากัน แปลว่ามีรายการบันทึกตกหล่นหรือบันทึกผิดฝั่ง ตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน ส่วนหนี้สินเป็นอย่างไร ส่วนหนี้สินของลำปางเซรามิกเทรด ณ 31 ธันวาคม 2569 แยกเป็นหมุนเวียน 1,000,000 บาท และไม่หมุนเวียน 1,000,000 บาท ตามตารางนี้ (ข้อมูลสมมติ) รายการ จำนวนเงิน (บาท) หนี้สินหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้า 450,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 150,000 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 100,000 เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 หนี้สินไม่หมุนเวียน เงินกู้ยืมระยะยาว (สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดภายในหนึ่งปี) 800,000 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (รถกระบะส่งของ) 200,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 1,000,000 รวมหนี้สินทั้งสิ้น 2,000,000 D/E Ratio ใช้ดูภาระหนี้ของธุรกิจอย่างไร อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio หรือ D/E Ratio) ใช้ดูว่าธุรกิจพึ่งเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินของเจ้าของ สูตรคือ D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ รายการ การคำนวณ ผล หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท D/E Ratio 2,000,000 ÷ 3,000,000 0.67 เท่า ผล 0.67 เท่าหมายความว่าเงินทุนของเจ้าของทุก 1 บาท ธุรกิจมีภาระหนี้ 0.67 บาท ตัวเลขนี้ไม่มีเกณฑ์เดียวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ ให้เทียบกับเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และแนวโน้มของกิจการเอง ธนาคารแต่ละแห่งอาจกำหนดเพดาน D/E Ratio ไว้ในสัญญาไม่เท่ากัน ก่อนกู้เพิ่มจึงควรเปิดสัญญาเดิมดูว่ามีเงื่อนไขนี้หรือไม่ ดูหนี้ระยะสั้นเทียบสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างไร ใช้ Current Ratio คือสินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน ถ้ามากกว่า 1 แปลว่าสินทรัพย์ที่จะกลายเป็นเงินสดใน 12 เดือนมีมากกว่าภาระที่ต้องจ่ายในช่วงเดียวกัน ลำปางเซรามิกเทรดมีสินทรัพย์หมุนเวียน 1,500,000 บาท หารด้วยหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 บาท ได้ 1.5 เท่า และมีเงินทุนหมุนเวียน 1,500,000 − 1,000,000 = 500,000 บาท หนี้ดีกับหนี้เสีย ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่เงินกู้สร้างรายได้กลับมามากกว่าดอกเบี้ยหรือไม่ หนี้ที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโต ส่วนหนี้ที่เสียดึงกระแสเงินสดลงทุกเดือน เกณฑ์ หนี้ดี หนี้เสีย จุดประสงค์ ลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม ใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายได้ ตัวอย่าง กู้ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิต กู้ขยายสาขา กู้มาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเพราะรายได้ไม่พอ ผลลัพธ์ ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย ดอกเบี้ยสะสมจนจ่ายไม่ไหว สัญญาณ ธุรกิจเติบโตหลังกู้ ต้องกู้เพิ่มเรื่อย ๆ เพื่อจ่ายหนี้เก่า ลำปางเซรามิกเทรดกำลังพิจารณากู้อีก 1,000,000 บาทสร้างโกดัง D/E จะขึ้นจาก 0.67 เป็น (2,000,000 + 1,000,000) ÷ 3,000,000 = 1.0 เท่า บริษัทจึงตั้งเงื่อนไขว่าจะกู้ต่อเมื่อค่าเช่าโกดังภายนอกที่ประหยัดได้และยอดขายที่เพิ่มขึ้น ครอบคลุมค่างวดและดอกเบี้ยรายปี ถ้าไม่ถึง ให้เช่าโกดังต่อไปก่อน วิธีจัดการและลดหนี้สินสำหรับธุรกิจทำอย่างไร เริ่มจากสำรวจหนี้ทั้งหมด จัดลำดับตามดอกเบี้ย เจรจากับเจ้าหนี้ ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วติดตามตัวเลขสม่ำเสมอ ธุรกิจที่จัดการหนี้เป็นระบบจะเห็นปัญหาสภาพคล่องก่อนถึงวันที่ต้องจ่าย ธุรกิจมีภาระหนี้มาก ทำอย่างไรดี ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ตามลำดับ ลำปางเซรามิกเทรดทำตารางหนี้ 8 รายการตามงบ แล้วพบว่าเจ้าหนี้การค้า 450,000 บาทครบกำหนดพร้อมกันในเดือนมกราคม บริษัทจึงขอเลื่อนเครดิตกับซัพพลายเออร์ 2 รายจาก 30 วันเป็น 45 วัน ข้อควรรู้เกี่ยวกับหนี้สิน สรุป – หนี้สินต้องจำอะไรบ้าง เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดงบเดือนล่าสุด ทำตารางหนี้ทุกรายการพร้อมวันครบกำหนด แล้วทำเครื่องหมายรายการที่ต้องจ่ายภายใน 3 เดือนข้างหน้า เพื่อเตรียมเงินสดหรือเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้า ติดตามเจ้าหนี้และงบแสดงฐานะการเงินด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ กำหนดบัญชีเจ้าหนี้แยกรายคู่ค้า บันทึกจ่ายชำระเงินให้เจ้าหนี้ และออกงบฐานะการเงินจากข้อมูลชุดเดียวกัน PEAK Board วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินรายเดือน ไตรมาส หรือรายปี เจ้าของกิจการกับผู้ทำบัญชีจึงเห็นภาระหนี้ชุดเดียวกันก่อนตัดสินใจกู้เพิ่ม เริ่มจัดตารางหนี้ให้เป็นระบบ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องงบการเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนี้สิน หนี้สินกับค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ความหมายในงบ ค่าใช้จ่ายคือต้นทุนที่ใช้ไปในงวดและอยู่ในงบกำไรขาดทุน ส่วนภาระหนี้คือยอดที่ยังต้องจ่ายและอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน เงินเดือนธันวาคมที่ยังไม่จ่ายจึงเป็นทั้งค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายพร้อมกัน เงินกู้ยืมกรรมการจัดเป็นหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ขึ้นกับข้อตกลง ถ้าไม่มีกำหนดชำระหรือกรรมการเรียกคืนเมื่อใดก็ได้ กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนชำระอย่างไม่มีเงื่อนไขอย่างน้อย 12 เดือน จึงจัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน ถ้าสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่เรียกคืนก่อน 12 เดือน จัดเป็นไม่หมุนเวียน เงินมัดจำที่รับจากลูกค้าเป็นรายได้หรือภาระที่ต้องคืน เป็นภาระก่อน กิจการบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าในหนี้สินหมุนเวียนจนกว่าจะส่งสินค้าหรือให้บริการ แล้วจึงโอนเป็นรายได้ ถ้าไม่ส่งของตามสัญญา กิจการต้องคืนเงินก้อนนั้น นำสินเชื่อส่วนบุคคลมาใช้ในกิจการได้ไหม ได้ แต่ต้องแยกบัญชีให้ชัด สินเชื่อเป็นหนี้ของเจ้าของ ไม่ใช่ของบริษัท เมื่อนำเงินเข้าบริษัท ให้ตกลงก่อนว่าเป็นเงินให้กู้ยืมจากกรรมการหรือเงินเพิ่มทุน แล้วทำเอกสารรองรับ ผลทางภาษีของดอกเบี้ยให้ปรึกษาผู้ทำบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายอยู่หมวดไหนในงบ อยู่ในหนี้สินหมุนเวียน เพราะต้องยื่นแบบและนำส่งภายในเดือนถัดไป ในงบมักแสดงรวมในเจ้าหนี้อื่นหรือหนี้สินหมุนเวียนอื่น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ภาษีมรดก คืออะไร คิดยังไง อัตราภาษี วิธีคำนวณ และการยื่น ภ.ม.60

ภาษีมรดก คืออะไร และสำคัญอย่างไร ภาษีมรดก (Inheritance Tax) คือ ภาษีการรับมรดกที่เก็บจากผู้ได้รับมรดก เมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันเกิน 100 ล้านบาท โดยเสียเฉพาะส่วนที่เกิน ผู้เสียคือผู้รับ ไม่ใช่กองมรดกหรือผู้ตาย กฎหมายที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ใช้กับมรดกของเจ้ามรดกที่ตายตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป และกรมสรรพากรอธิบายว่าเกณฑ์นี้ดูจากมูลค่าที่ทายาทแต่ละคนได้รับ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง ครอบครัวผู้ก่อตั้ง บริษัท ศรีนครพลาสติก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ก่อตั้งเสียชีวิต ทิ้งหุ้นบริษัท ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก หลังหักหนี้ที่ตกทอดและส่วนที่ภรรยาได้รับแล้ว เหลือมรดกที่ส่งต่อให้ลูก 2 คนรวม 150 ล้านบาท ใครเป็นผู้เสียภาษี และใครไม่อยู่ในบังคับ ผู้เสียคือผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ได้แก่ บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย และนิติบุคคลที่ถือว่ามีสัญชาติไทย ตามมาตรา 11 และ 12 ของกฎหมายนี้ ผู้รับมรดกบางกลุ่มไม่อยู่ในบังคับ ที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวคือคู่สมรสของเจ้ามรดก มรดกที่คู่สมรสได้รับไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก ไม่ว่ามูลค่าจะเท่าไร ในกรณีศรีนครพลาสติก ภรรยาของผู้ก่อตั้งไม่ต้องเสียภาษีส่วนที่ตัวเองได้รับ ส่วนลูกทั้ง 2 คนเป็นผู้สืบสันดาน จึงต้องดูว่าแต่ละคนได้รับเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่ ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง มี 5 ประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากในประเทศไทย ยานพาหนะที่มีทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกา ทรัพย์สินที่อยู่นอก 5 ประเภทนี้ไม่ถูกนำมารวมในฐานภาษี ภาษีมรดกที่ดิน คิดอย่างไร ที่ดิน บ้าน อาคาร และคอนโดมิเนียมรวมอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นำมูลค่ามารวมกับทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน แล้วเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ที่ดินจึงไม่ได้มีอัตราภาษีมรดกแยกต่างหาก มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริง ทายาทที่ได้ที่ดินมายังมีภาษีรายปีของตัวเองด้วย อ่านเพิ่มที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หุ้นบริษัทครอบครัวนับรวมด้วยไหม นับรวม หุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใช้มูลค่าทางบัญชีของรอบบัญชีก่อนรอบที่ได้รับกรรมสิทธิ์ ส่วนหุ้นในตลาดใช้ค่าที่สูงกว่าระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับราคาเมื่อตลาดปิดในวันที่ได้รับมรดก กองมรดกของศรีนครพลาสติกจึงต้องนับทั้งหุ้นบริษัทที่ผู้ก่อตั้งถือ ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก ส่วนที่ส่งต่อให้ลูกหลังหักหนี้และส่วนของภรรยาคือ 150 ล้านบาท สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นรายใหม่อ่านได้ที่ผู้ถือหุ้น เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินอื่นนับอย่างไร นับเฉพาะเงินฝากหรือเงินลักษณะเดียวกันที่อยู่ในประเทศไทย และยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน เช่น รถยนต์ ส่วนทรัพย์สินทางการเงินประเภทอื่นต้องมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเพิ่มก่อน จึงจะนับรวม อัตราภาษีมรดกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดอย่างไร อัตราภาษีมรดกมี 2 อัตรา คือ ร้อยละ 10 สำหรับผู้รับทั่วไป และร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก ตามมาตรา 16 คิดเฉพาะมูลค่าส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ผู้รับมรดก อัตรา บุพการี (พ่อ แม่) หรือผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน) ร้อยละ 5 ผู้รับอื่น เช่น พี่น้อง ญาติ เพื่อน ร้อยละ 10 คู่สมรสของเจ้ามรดก ไม่อยู่ในบังคับ สูตรคือ ภาษีมรดก = (มูลค่ามรดกที่ได้รับ − หนี้สินที่ตกทอด − 100,000,000) × อัตราภาษี ตัวอย่าง ศรีนครพลาสติกมีมรดกสุทธิที่ส่งต่อให้ลูก 150 ล้านบาท ภาระภาษีต่างกันมากตามวิธีแบ่ง วิธีแบ่ง การคำนวณ ภาษีที่ต้องเสีย ลูกคนโตรับทั้งหมด 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 5% 2,500,000 บาท ลูก 2 คนรับคนละ 75 ล้านบาท แต่ละคนไม่เกิน 100 ล้านบาท 0 บาท ถ้าผู้รับเป็นน้องของเจ้ามรดก 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 10% 5,000,000 บาท การแบ่งมรดกต้องเป็นไปตามพินัยกรรมหรือกฎหมายว่าด้วยมรดก ตัวอย่างนี้จึงแสดงผลทางภาษีของแต่ละแบบ ไม่ใช่คำแนะนำให้เลือกแบ่งเพื่อเลี่ยงภาษี กรณีไหนได้รับยกเว้น หรือไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเสียเมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกรายเดียวรวมกันไม่เกิน 100 ล้านบาท และมีกรณีที่กฎหมายยกเว้นหรือไม่ใช้บังคับอีก 4 กลุ่ม ในกรณีศรีนครพลาสติก ส่วนที่ภรรยาได้รับไม่ต้องเสียภาษี ส่วนลูกต้องดูแยกรายคน ภาษีการรับให้ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ต่างกันที่จังหวะเวลา ภาษีมรดกเกิดเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ส่วนภาษีการรับให้เกิดเมื่อโอนให้กันขณะยังมีชีวิต และอยู่ในประมวลรัษฎากร ไม่ใช่ใน พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก เรื่อง ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดเมื่อ เจ้ามรดกเสียชีวิต ให้กันขณะผู้ให้ยังมีชีวิต เกณฑ์ รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายเกิน 100 ล้านบาท อสังหาฯ ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท · เงินได้จากบุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี · จากผู้อื่นตามประเพณี ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี อัตรา ร้อยละ 5 หรือ 10 เลือกเสียร้อยละ 5 แยกจากเงินได้อื่น หรือรวมคำนวณตามปกติ ผู้เสีย ผู้รับมรดก ผู้รับ ยกเว้นอสังหาฯ ที่ให้บุตร ผู้โอนเป็นผู้เสีย แบบที่ยื่น ภ.ม.60 ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) หรือ ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ตัวอย่างสมมติ ถ้าผู้ก่อตั้งศรีนครพลาสติกโอนที่ดินมูลค่า 30 ล้านบาทให้ลูกตอนยังมีชีวิต ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทคือ 10 ล้านบาท ภาษีร้อยละ 5 เท่ากับ 500,000 บาท และผู้โอนเป็นผู้เสีย การให้ที่ไม่เกินเกณฑ์ได้รับยกเว้นเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 ของประมวลรัษฎากร ยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีอย่างไร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดกที่เป็นเหตุให้มีหน้าที่เสียภาษี ยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาแห่งใดก็ได้ หรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนด ถ้าเงินก้อนไม่พอ ขอผ่อนชำระได้ไม่เกิน 5 ปี โดยยื่นคำร้องพร้อมแบบ เงื่อนไขหลักมีดังนี้ ยื่นช้าหรือยื่นขาดมีภาระเพิ่ม 3 แบบ คือ เบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีเมื่อไม่ยื่นภายในกำหนด เบี้ยปรับ 0.5 เท่าเมื่อยื่นขาด และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนแต่ไม่เกินภาษีที่ต้องชำระ ถ้าไม่ยื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าลูกคนโตของศรีนครพลาสติกรับทั้ง 150 ล้านบาท ต้องยื่น ภ.ม.60 ภายใน 150 วัน และขอผ่อนภาษี 2,500,000 บาทภายใน 2 ปีได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม ช่องทางยื่นออนไลน์ให้ตรวจล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เจ้าของกิจการควรเตรียมอะไรก่อนส่งต่อธุรกิจ เตรียม 3 เรื่อง ได้แก่ บัญชีทรัพย์สินทั้งหมด การแยกทรัพย์สินของบริษัทออกจากของส่วนตัว และการเทียบภาระภาษีระหว่างส่งต่อเป็นมรดกกับโอนให้ขณะมีชีวิต ยิ่งเริ่มเร็ว ทางเลือกยิ่งมาก หลักการวางแผนทั่วไปอ่านได้ที่การวางแผนภาษี ครอบครัวศรีนครพลาสติกพบว่าที่ดินโรงงานเป็นชื่อผู้ก่อตั้ง ไม่ใช่ชื่อบริษัท จึงต้องนับเป็นมรดกส่วนตัว เรื่องที่มีหลายทางเลือกแบบนี้ควรให้ที่ปรึกษาภาษีและผู้จัดการมรดกดูเอกสารจริง เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่เสียชีวิต บริษัทต้องทำอะไรบ้าง บริษัทยังเป็นนิติบุคคลเดิม งบการเงินและภาษีของบริษัทดำเนินต่อตามปกติ สิ่งที่เปลี่ยนคือผู้ถือหุ้นและอาจรวมถึงกรรมการ งานหลักจึงเป็นการโอนหุ้นตามมรดกและแก้ทะเบียนให้ตรงกับความจริง ขั้นตอนและเอกสารอ่านได้ที่เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ศรีนครพลาสติกแก้ทะเบียนผู้ถือหุ้นหลังผู้จัดการมรดกโอนหุ้นให้ลูก 2 คน และใช้มูลค่าทางบัญชีจากงบของรอบบัญชีก่อนรอบที่ลูกได้รับหุ้นเป็นฐานคำนวณมูลค่า ข้อควรรู้เกี่ยวกับภาษีมรดก สรุป – ภาษีมรดกต้องจำอะไรบ้าง ถ้าเป็นเจ้าของกิจการที่ถือหุ้นและที่ดินมูลค่าสูง เริ่มวันนี้ด้วยการทำรายการทรัพย์สินว่าอะไรเป็นชื่อบริษัท อะไรเป็นชื่อตัวเอง พร้อมมูลค่าโดยประมาณ แล้วนำรายการนี้ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญภาษี เตรียมข้อมูลบริษัทให้ทายาทใช้ต่อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกตลอดปี ทายาทและผู้ทำบัญชีจึงมีงบล่าสุดของบริษัทพร้อมใช้ เมื่อต้องประเมินมูลค่าหุ้นหรือจัดการเรื่องผู้ถือหุ้น ส่วนทรัพย์สินที่เป็นชื่อบริษัท PEAK Asset ช่วยเก็บทะเบียนและติดตามสินทรัพย์ขององค์กรไว้ในระบบเดียว เริ่มจัดข้อมูลบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีและเงินได้เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีมรดก ที่ดินมรดกเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอัตราแยกสำหรับที่ดิน มูลค่าที่ดินรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน ถ้าเกิน 100 ล้านบาท ส่วนที่เกินเสียร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และร้อยละ 10 สำหรับคนอื่น ถ้าภายหลังขายที่ดินนั้น ให้ดูขายที่ดินต้องเสียภาษีอะไรบ้าง มรดกไม่ถึง 100 ล้านบาท ต้องยื่นแบบไหม กฎหมายกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดกเป็นผู้ยื่น ภ.ม.60 ผู้ที่ได้รับรวมไม่เกิน 100 ล้านบาทจึงไม่มีภาษีต้องชำระ ถ้าไม่แน่ใจเรื่องมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับ ให้สอบถามสำนักงานสรรพากรพื้นที่ รับมรดกเป็นหุ้นบริษัทครอบครัว ต้องเสียภาษีไหม ต้องนับรวม หุ้นของบริษัทจำกัดเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในฐานภาษี และกรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์คำนวณมูลค่า ถ้ามูลค่าหุ้นรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกันเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีส่วนที่เกิน จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม ได้ ยื่นคำร้องขอผ่อนพร้อมแบบ ภ.ม.60 ผ่อนได้ไม่เกิน 5 ปี ผ่อนภายใน 2 ปีไม่เสียเงินเพิ่ม เกิน 2 ปีเสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.50 ต่อเดือน และต้องวางหลักประกันภายใน 30 วัน โอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต ต้องเสียภาษีมรดกไหม ไม่ใช่ภาษีมรดก แต่เข้าเรื่องภาษีการรับให้ เช่น โอนอสังหาริมทรัพย์ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทเสียร้อยละ 5 โดยผู้โอนเป็นผู้เสีย ส่วนเงินหรือทรัพย์สินอื่นมีเกณฑ์ต่อปีของผู้รับ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

27 min

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร นับวันอย่างไร กติกาใหม่ กขค.

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร และสำคัญอย่างไร เครดิตเทอม (Credit Term) หรือสินเชื่อการค้า คือ ระยะเวลาที่ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อจ่ายเงินหลังได้รับสินค้าหรือบริการแล้ว เช่น ส่งของวันนี้ แล้วให้จ่ายภายใน 30 วัน ระยะเวลานี้มาจากการตกลงกันระหว่างคู่ค้า และควรเขียนไว้เป็นหนังสือ การขายแบบให้เครดิตพบได้ทั่วไปในธุรกิจที่ขายให้ธุรกิจด้วยกัน (B2B) เพราะผู้ซื้อองค์กรจ่ายเงินตามรอบบัญชี ส่วนการขายหน้าร้านให้ลูกค้าทั่วไปมักรับเงินทันที สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยพาเลทแพ็ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตพาเลทไม้ พนักงาน 45 คน รายได้ปีล่าสุด 60 ล้านบาท และขายพาเลทให้โรงงานอาหารที่มีรายได้ 3,000 ล้านบาทต่อปี Credit Term กับ Payment Term ต่างกันอย่างไร Payment Term คือเงื่อนไขการชำระเงินทั้งหมดในการซื้อขาย เช่น มัดจำกี่เปอร์เซ็นต์ แบ่งจ่ายกี่งวด จ่ายผ่านช่องทางไหน ส่วน credit term คือ ส่วนหนึ่งของ Payment Term ที่บอกว่าหลังส่งของแล้วผู้ซื้อมีเวลาจ่ายเงินกี่วัน ใบเสนอราคาของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียน Payment Term ว่า “ไม่มีมัดจำ ชำระโดยโอนเข้าบัญชีบริษัท Credit Term 45 วัน” ลูกค้าเห็นครบทั้งวิธีจ่ายและกำหนดจ่ายในบรรทัดเดียว เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึงอะไร และเริ่มนับวันไหน เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึง ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มนับที่ตกลงกัน ภาษาอังกฤษมักเขียนว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ส่วนวันเริ่มนับ ถ้าไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ประกาศ กขค. ใช้วันที่ส่งมอบครบและส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ตามประกาศ กขค. ข้อ 5(2) การนับเริ่มเมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามจำนวน ประเภท และคุณภาพที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ส่วนการฝากขายให้นับจากวันที่ขายสินค้าได้ครบตามจำนวนหรืออัตราที่ตกลง ตัวอย่าง ไทยพาเลทแพ็คส่งพาเลท 400 ชิ้น ชิ้นละ 500 บาท พร้อมใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีครบในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จุดที่มักพลาดคือ เอกสารไม่ครบในวันส่งของ สมมติใบแจ้งหนี้ไม่มีเลขใบสั่งซื้อ (PO) ของลูกค้า แล้วไทยพาเลทแพ็คส่งใบใหม่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 วันครบกำหนดจะเลื่อนเป็น 25 ธันวาคม 2569 เงินเข้าช้าไป 7 วันเพราะเอกสารใบเดียว เครดิต 15 วัน 45 วัน 60 วัน ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จำนวนวันที่ผู้ขายรอเงิน ยิ่งยาว ผู้ซื้อได้เปรียบเรื่องเงินสด ส่วนผู้ขายรับความเสี่ยงมากขึ้น การเลือกจึงขึ้นกับประวัติลูกค้าและเงินสดของผู้ขายเอง รูปแบบ หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ที่ยังไม่มีประวัติ Net 15 จ่ายภายใน 15 วัน ลูกค้ารายเล็ก ยอดซื้อไม่สูง Net 30 จ่ายภายใน 30 วัน ลูกค้าประจำที่จ่ายตรงเวลา Net 45 จ่ายภายใน 45 วัน ลูกค้าองค์กรที่มีรอบจ่ายเดือนละครั้ง Net 60 ขึ้นไป จ่ายภายใน 60 วันหรือมากกว่า งานโครงการ หรือกรณีมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ อ่านตารางนี้อย่างไร กติกาเครดิตเทอมใหม่ของ กขค. ที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 คืออะไร คือประกาศที่กำหนดให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่ายเงิน SME ภายใน 45 วันสำหรับการค้า การผลิต และบริการ และภายใน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร เว้นแต่ตกลงระยะเวลาสั้นกว่าไว้แล้ว ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และมีผลเมื่อพ้น 30 วัน คือวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ชื่อเต็มคือ “ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)” ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 17(2) และ 57(4) ลงนามวันที่ 21 กันยายน 2569 ระยะเวลาตามข้อ 5(1) ของประกาศ สรุปได้ตามตารางนี้ ประเภทสินค้าหรือบริการ ระยะเวลาสูงสุด เงื่อนไข การค้า การผลิต และบริการ ไม่เกิน 45 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่ไม่ซับซ้อน ไม่เกิน 30 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว ประกาศเปิดให้กำหนดต่างจากนี้ได้ ถ้ามีเหตุผลอันสมควรที่รับฟังได้ทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ และอยู่ในกรอบสัญญา การจ่ายเกิน 45 วันจึงไม่ได้ผิดทันที แต่ผู้ซื้อต้องอธิบายเหตุผลได้ โรงงานอาหารที่ซื้อจากไทยพาเลทแพ็คเคยใช้สัญญามาตรฐาน 90 วัน ถ้านับจาก 3 พฤศจิกายน 2569 จะครบกำหนด 1 กุมภาพันธ์ 2570 หลังประกาศมีผล ถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควร กรอบที่ควรใช้คือไม่เกิน 18 ธันวาคม 2569 ใครต้องทำตามกติกานี้ ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งซื้อจาก SME ตามข้อ 2 ของประกาศ ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หมายถึงผู้ที่มีรายได้ในปีบัญชีที่ผ่านมาตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รายได้นี้นับรวมผู้ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการ เช่น บริษัทในเครือเดียวกัน ส่วนค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ต ค้าส่งแบบบริการตนเอง (Cash and Carry) ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ธุรกิจแบบไหนนับเป็น SME ตามประกาศนี้ นับจากประเภทกิจการ จำนวนการจ้างงาน และรายได้ต่อปี โดยต้องผ่านทั้ง 2 เงื่อนไขพร้อมกัน ประเภทกิจการ จ้างงาน รายได้ต่อปี ผลิตสินค้า ไม่เกิน 200 คน และไม่เกิน 500 ล้านบาท บริการ ค้าส่ง หรือค้าปลีก ไม่เกิน 100 คน และไม่เกิน 300 ล้านบาท ไทยพาเลทแพ็คเป็นกิจการผลิต พนักงาน 45 คน รายได้ 60 ล้านบาท จึงเป็น SME ส่วนโรงงานอาหารรายได้ 3,000 ล้านบาท เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ การซื้อขายคู่นี้จึงอยู่ในขอบเขตประกาศ จุดที่ต้องระวังคือ แนวทางฉบับปี 2564 ใช้คำว่า “หรือ” ระหว่างจ้างงานกับรายได้ แต่ฉบับใหม่ใช้คำว่า “และ” บทความเก่าที่ยังเขียนเกณฑ์แบบ “หรือ” จึงอาจไม่ตรงกับประกาศฉบับนี้ แนวทางเดิมปี 2564 ยังใช้อยู่ไหม ประกาศฉบับใหม่ไม่ได้เขียนข้อยกเลิกแนวทางเดิมไว้ แนวทางเดิมลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 18 มิถุนายน 2564 และใช้กับผู้ประกอบธุรกิจรายใดก็ตามที่เป็นคู่ค้ากับ SME ผู้ขาย บทนำของฉบับใหม่ระบุว่าแนวทางเดิมใช้มากว่า 4 ปีแล้ว แต่ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ซื้อรายใหญ่ ฉบับใหม่จึงกำหนดเฉพาะคู่ค้ารายใหญ่ไว้ชัดขึ้น ถ้าคู่ค้าไม่ใช่รายใหญ่และต้องการรู้ว่าแนวทางเดิมยังใช้กับกรณีของตนอย่างไร ควรสอบถามสำนักงาน กขค. โดยตรง ผู้ซื้อรายใหญ่ทำอะไรไม่ได้ และมีโทษอย่างไร ทำไม่ได้ 3 เรื่องหลักตามข้อ 7 คือ ประวิงการจ่ายเงินเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่มีเหตุผลหรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน และบังคับเงื่อนไขพิเศษที่เพิ่มภาระให้ SME โดยไม่จำเป็น ผู้ฝ่าฝืนเสี่ยงโทษปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ หน้าที่และข้อห้ามของผู้ซื้อรายใหญ่สรุปได้ตามตารางนี้ ข้อในประกาศ สาระสำคัญ ข้อ 5(3) ต้องแจ้งให้ SME รู้สิทธิรับเงินภายในเครดิตเทอม และแสดงขั้นตอนจ่ายเงินให้ชัดเจน ข้อ 6 ห้ามใช้สัญญาสำเร็จรูป (Standard Form Contract) แบบเดียวกันกับ SME ทุกรายในเรื่องระยะเวลาจ่ายเงินอย่างไม่เป็นธรรม ข้อ 7(1) ห้ามประวิงจ่ายเงินเกินระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ข้อ 7(2) ห้ามเปลี่ยนระยะเวลาหรือเงื่อนไขในสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน ข้อ 7(3) ห้ามบังคับเงื่อนไขพิเศษเกี่ยวกับเครดิตที่สร้างภาระเกินจำเป็น ข้อ 8 ถ้าต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่รู้เฉพาะฝั่งผู้ซื้อ ผู้ซื้อมีหน้าที่แสดงหลักฐาน ข้อ 9 กำหนดว่า ผู้ซื้อรายใหญ่ที่ฝ่าฝืนถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57(4) ต้องรับโทษตามมาตรา 82 คือปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่ทำผิด ถ้าทำผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ข้อ 10 ยังระบุว่า การฝ่าฝืนอาจเป็นความผิดตามมาตรา 50 54 และ 55 ของพระราชบัญญัติเดียวกันด้วย การตัดสินแต่ละกรณีเป็นอำนาจของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า SME ถูกจ่ายช้ากว่าเครดิตเทอม ทำอะไรได้บ้าง ทำได้ 3 ขั้น คือ ติดตามทวงถามพร้อมหลักฐาน เก็บเอกสารให้ครบ และร้องเรียนต่อสำนักงาน กขค. ถ้าผู้ซื้อเป็นรายใหญ่และยังประวิงโดยไม่มีเหตุผล สมมติวันที่ 18 ธันวาคม 2569 ผ่านไปแล้ว โรงงานอาหารยังไม่จ่าย 214,000 บาท และอ้างว่าสัญญาเดิมให้ 90 วัน ไทยพาเลทแพ็คมีใบส่งของที่ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน และอีเมลส่งใบแจ้งหนี้ในวันเดียวกัน หลักฐานสองชิ้นนี้ยืนยันวันเริ่มนับได้ ให้เครดิตเทอมลูกค้ากี่วันดี หลักจำง่าย ๆ คือ วันที่ให้ลูกค้าไม่ควรยาวกว่าวันที่ได้จากซัพพลายเออร์ ถ้าให้ลูกค้านานกว่า กิจการต้องหาเงินมาสำรองจ่ายค่าวัตถุดิบในช่วงที่ยังไม่ได้เงินจากลูกค้า ตัวอย่าง ไม้ที่ใช้ทำพาเลท 400 ชิ้นมีต้นทุน 130,000 บาท ซัพพลายเออร์ให้เครดิต 30 วัน ไทยพาเลทแพ็คจึงต้องจ่ายค่าไม้วันที่ 3 ธันวาคม 2569 เครดิตที่ให้โรงงานอาหาร วันรับเงิน วันจ่ายค่าไม้ เงินสดขาด ระยะเวลาที่ขาด 45 วัน 18 ธ.ค. 2569 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 15 วัน 90 วัน 1 ก.พ. 2570 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 60 วัน ส่วนต่างของสองแบบอยู่ที่ระยะเวลา ยอดเงินขาดเท่ากัน แต่แบบ 90 วันต้องหาเงินมาหมุนนานกว่า 4 เท่า ถ้ามีคำสั่งซื้อแบบนี้ทุกเดือน ยอดเงินจมจะซ้อนกันหลายก้อน วิธีคิดช่องว่างเงินสดแบบเต็มอ่านได้ที่กระแสเงินสด (Cash Flow) ส่วนการดูว่ากิจการมีเงินพอรองรับการให้เครดิตหรือไม่ ใช้ตัวเลขเงินทุนหมุนเวียน ก่อนให้ลูกค้าใหม่ซื้อเชื่อ ต้องเช็กอะไร เช็ก 3 เรื่อง คือ ข้อมูลนิติบุคคลและงบการเงิน ประวัติการชำระหนี้ และวงเงินที่จะให้ เริ่มด้วยยอดเล็กหรือเงินสดก่อน แล้วค่อยขยายเครดิตเมื่อลูกค้าจ่ายตรงเวลา ไทยพาเลทแพ็คใช้นโยบายนี้กับลูกค้ารายย่อยของตัวเอง ลูกค้าใหม่ทุกรายจ่ายเงินสดตอนรับของ และจะได้เครดิต 30 วันเมื่อซื้อครบ 6 เดือนโดยไม่เคยค้างชำระ นโยบายนี้เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย ต้องเขียนระยะเวลาชำระเงินไว้ในเอกสารอะไรบ้าง ควรเขียนไว้ใน 4 เอกสาร คือ ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อหรือสัญญา ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายใช้วันครบกำหนดเดียวกัน และมีหลักฐานเมื่อเกิดข้อโต้แย้ง เอกสาร สิ่งที่ควรระบุ ใบเสนอราคา Credit Term เช่น 45 วัน และวิธีชำระเงิน ใบสั่งซื้อ / สัญญา ระยะเวลาเดียวกับใบเสนอราคา และวันเริ่มนับ ใบแจ้งหนี้ วันที่ออก วันครบกำหนด และเลขใบสั่งซื้อของลูกค้า ใบวางบิล รายการใบแจ้งหนี้ที่รวม และวันนัดชำระ ใบแจ้งหนี้ของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียนว่า “Credit Term 45 วัน ครบกำหนด 18 ธันวาคม 2569” พร้อมเลขใบสั่งซื้อของโรงงานอาหารทุกใบ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าเห็นวันจ่ายตรงกันตั้งแต่วันรับเอกสาร ลำดับว่าเอกสารใบไหนออกก่อนหลังดูได้ที่ลำดับเอกสารหลังปิดการขาย รายการที่ควรมีบนใบแจ้งหนี้ เช่น วันครบกำหนดและเลขใบสั่งซื้อ ดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ประกาศ กขค. ไม่ได้บังคับรูปแบบเอกสารของผู้ขาย แต่การเขียนวันครบกำหนดไว้ชัดช่วยให้ใช้สิทธิตามข้อ 5(3) ได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ซื้อรายใหญ่ต้องแจ้งสิทธิและขั้นตอนจ่ายเงินให้ SME ทราบอยู่แล้ว ข้อควรรู้เกี่ยวกับเครดิตเทอม สรุป – เครดิตเทอมต้องจำอะไรบ้าง กติกาใหม่ช่วยได้เฉพาะ SME ที่มีหลักฐานครบ เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดสัญญาและใบสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่ทุกราย จดระยะเวลาชำระที่ใช้อยู่ แล้วเทียบกับกรอบ 45 วันที่ใช้ตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2569 ตั้งวงเงินขายเชื่อและติดตามลูกหนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยกำหนดวงเงินขายเชื่อและเครดิตเทอมแยกตามลูกค้า ออกใบแจ้งหนี้และใบวางบิล พร้อมรายงานลูกหนี้ตามอายุหนี้ (Aging AR) ให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีเห็นยอดค้างของลูกค้าแต่ละรายชุดเดียวกัน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ธุรกิจที่ต้องการขอเครดิตเทอมในการซื้ออุปกรณ์สำนักงาน ดูขั้นตอนและเงื่อนไขได้ที่ OfficeMate ขอเครดิตเทอมออนไลน์ ลูกค้า OfficeMate (OFM) รับส่วนลดพิเศษเมื่อสมัคร PEAK แพ็กเกจรายปี ลงทะเบียนรับสิทธิ์ที่ ติดตาม OfficeMate ได้ที่ อ่านเรื่องลูกหนี้และเงินสดของธุรกิจ B2B เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครดิตเทอม ระยะเวลาให้เครดิตเริ่มนับตอนไหน เริ่มนับตามที่ตกลงในสัญญา ถ้าเป็นกรณีผู้ซื้อรายใหญ่กับ SME ประกาศ กขค. ข้อ 5(2) ให้นับจากวันที่ส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน เครดิตเทอมห้ามกำหนดเกินกี่วัน ไม่มีตัวเลขห้ามเด็ดขาด ประกาศ กขค. ให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่าย SME ภายใน 45 วัน หรือ 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร แต่กำหนดต่างจากนี้ได้ถ้ามีเหตุผลอันสมควรทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ ใครบ้างที่ต้องทำตามกติกาจ่ายเงิน SME ผู้ประกอบธุรกิจที่มีรายได้ปีบัญชีก่อนตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รวมบริษัทในเครือ และค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจาก SME ตามประกาศที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 ผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกัน ต้องทำตามกรอบ 45 วันไหม ไม่อยู่ในประกาศฉบับใหม่ เพราะฉบับนี้ใช้กับผู้ซื้อรายใหญ่ แต่แนวทางเดิมปี 2564 ซึ่งกำหนดกรอบ 30 ถึง 45 วันเช่นกัน เขียนให้ใช้กับคู่ค้าของ SME ทุกขนาด และยังลงอยู่ในหน้าประกาศของ กขค. กรณีผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกันจึงควรสอบถามสำนักงาน กขค. ก่อนยึดตามสัญญาอย่างเดียว เครดิต 30 วัน ภาษาอังกฤษเขียนอย่างไร เขียนได้ว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ในใบแจ้งหนี้มักเขียนคู่กับวันครบกำหนด เช่น “Net 30 Due Date 3 Dec 2026” เพื่อไม่ให้ลูกค้านับวันต่างกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

ปิดงบเสร็จ ต้องขอเอกสารอะไรคืน เช็กลิสต์สำหรับเปลี่ยนสำนักงานบัญชี

การขอเอกสารคืนเมื่อเปลี่ยนสำนักงานบัญชี ต้องขออะไรบ้าง เมื่อเจ้าของกิจการจ้างสำหนักงานบัญชี ย่อมมีการส่งมอบเอกสารการเงิน และภาษีเป็นเรื่องปกติ โดยสำนักงานบัญชีมักจะส่งคืน ในช่วงหลังจากปิดงบเสร็จแล้ว หรือเมื่อเจ้าของกิจการต้องการเปลี่ยนสำนักงานบัญชีที่ใช้อยู่ โดยตามกฎหมาย เจ้าของกิจการมีหน้าที่จัดเก็บเอกสาร โดยสำนักงานบัญชีเป็นเพียงผู้รับจ้างจัดทำ ดังนั้น หากเอกสารค้างอยู่ที่สำนักงานบัญชีเป็นเวลานาน ถ้าเจ้าของต้องรีบใช้ อาจจะหาไม่เจอ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท สยามเทคซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งอะไหล่เครื่องจักรให้โรงงาน จด VAT มีรอบบัญชี 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม และตัดสินใจเปลี่ยนสำนักงานบัญชีตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ใครมีหน้าที่เก็บเอกสารบัญชี และต้องเก็บไว้ที่ไหน กิจการเป็นผู้มีหน้าที่เก็บ และต้องเก็บไว้ที่สถานที่ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 13 ถ้าจะเก็บไว้ที่อื่น เช่น ที่สำนักงานบัญชี ต้องยื่นขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน ระยะเวลาเก็บกำหนดไว้ในมาตรา 14 คือไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี สั่งให้ธุรกิจบางประเภทเก็บนานกว่านั้นได้ แต่ไม่เกิน 7 ปี ส่วนรายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย และใบกำกับภาษี ประมวลรัษฎากรมาตรา 87/3 ให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปีเช่นกัน และอธิบดีกรมสรรพากรอาจสั่งให้เก็บถึง 7 ปี จุดที่มักเข้าใจผิดคือ คิดว่าสำนักงานบัญชีต้องเก็บเอกสารแทนลูกค้าตามกฎหมาย ถ้าเอกสารสูญหายหรือเสียหาย มาตรา 15 ให้กิจการแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบ รายละเอียดว่าเอกสารแต่ละประเภทเก็บกี่ปีและทำลายอย่างไร อ่านต่อที่เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ปิดงบเสร็จแล้ว ควรได้เอกสารคืนเมื่อไร ควรได้คืนครบหลังงานปลายปีชิ้นสุดท้ายเสร็จ คือหลังส่งงบการเงิน ยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี) เพราะผู้ทำบัญชียังต้องใช้เอกสารจนถึงวันนั้น สำหรับบริษัทจำกัด มาตรา 11 ของพระราชบัญญัติการบัญชีให้ส่งงบการเงินภายใน 1 เดือนนับจากวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบ ไทม์ไลน์ปิดงบปี 2568 ของสยามเทคซัพพลายเป็นแบบนี้ วันที่ งาน เอกสารที่เกิดขึ้น 31 ธ.ค. 2568 ปิดบัญชีรอบปี 2568 งบทดลอง 28 เม.ย. 2569 ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติงบ รายงานการประชุม งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีลงนาม 5 พ.ค. 2569 ยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 และหลักฐานการยื่น 20 พ.ค. 2569 ส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing (ส่งได้ถึง 28 พ.ค. 2569) แบบ ส.บช.3 และหลักฐานการนำส่ง 25 พ.ค. 2569 ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 แบบ ภ.ง.ด.50 ใบเสร็จค่าภาษี มิ.ย. 2569 ขอเอกสารปี 2568 คืนครบชุด หนังสือรับเอกสาร อ่านตารางนี้อย่างไร เอกสารปิดงบการเงินที่ต้องขอคืนมีอะไรบ้าง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ บัญชีและงบการเงิน แบบภาษีและหลักฐานการนำส่ง และเอกสารรายการค้าต้นฉบับ ให้ตรวจทีละกลุ่มตามตารางด้านล่าง แล้วเซ็นรับพร้อมระบุปีที่ครอบคลุม บัญชีและงบการเงิน มีอะไรบ้าง กลุ่มนี้คือผลงานที่ผู้ทำบัญชีจัดทำจากเอกสารของกิจการทั้งปี เอกสาร ใช้ทำอะไร ควรได้แบบไหน สมุดรายวัน (รับ จ่าย ซื้อ ขาย ทั่วไป) ดูรายการค้าที่บันทึกแต่ละวัน ไฟล์หรือพิมพ์ บัญชีแยกประเภท ดูยอดแยกตามบัญชี เช่น เงินสด ลูกหนี้ ไฟล์หรือพิมพ์ งบทดลอง ณ วันสิ้นปี ตั้งยอดยกมาปีถัดไป ไฟล์ งบการเงินและหมายเหตุประกอบงบ ยื่นธนาคาร แสดงต่อผู้ลงทุน ฉบับที่ผู้สอบบัญชีลงนาม รายงานของผู้สอบบัญชี แสดงความเห็นของผู้สอบต่องบ ฉบับลงนาม ทะเบียนทรัพย์สิน และตารางค่าเสื่อมราคา ใช้คำนวณค่าเสื่อมปีถัดไป ไฟล์ รายละเอียดลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสินค้าคงเหลือ ใช้ติดตามหนี้และตรวจนับสต๊อก ไฟล์ แบบภาษีและหลักฐานการนำส่ง มีอะไรบ้าง กลุ่มนี้เป็นหลักฐานว่ากิจการยื่นแบบและจ่ายภาษีครบ ควรได้ทั้งแบบ ใบแนบ และใบเสร็จหรือหลักฐานการยื่นออนไลน์ เอกสาร ความถี่ ควรได้อะไรบ้าง ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน แบบ รายงานภาษีซื้อและภาษีขาย ใบเสร็จ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ทุกเดือนที่มีการจ่าย แบบ ใบแนบ ใบเสร็จ ภ.ง.ด.1ก (แบบสรุปเงินเดือนและภาษีที่หักทั้งปี) ปีละครั้ง แบบและหลักฐานการยื่น ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี) ปีละครั้ง แบบ ประมาณการ ใบเสร็จ ภ.ง.ด.50 ปีละครั้ง แบบ ใบเสร็จ แบบ ส.บช.3 (แบบนำส่งงบการเงิน) ปีละครั้ง หลักฐานการนำส่งผ่าน DBD e-Filing บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ปีละครั้ง ฉบับที่ยื่นและหลักฐานการยื่น รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ปีละครั้ง ฉบับที่อนุมัติงบ รายงานการประชุมที่ใช้ยื่นคู่กับงบควรมีรายละเอียดครบ ดูวิธีเขียนได้ที่รายงานการประชุม ถ้ามีลูกจ้าง ให้ขอแบบนำส่งเงินสมทบประกันสังคมรายเดือนพร้อมหลักฐานการจ่ายด้วย เอกสารรายการค้าต้นฉบับ มีอะไรบ้าง คือเอกสารที่กิจการส่งให้ผู้ทำบัญชีตลอดปี เช่น ใบกำกับภาษีซื้อและขาย ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ได้รับ สัญญา และ Bank Statement พร้อมงบกระทบยอด เอกสารกลุ่มนี้เป็นต้นฉบับของกิจการ ถ้าเคยส่งเป็นกระดาษ ควรได้กระดาษคืน ไม่ใช่แค่ไฟล์สแกน สยามเทคซัพพลายใช้วิธีจัดเป็นแฟ้มรายเดือน 12 แฟ้ม ตรวจนับจำนวนแฟ้มก่อนเซ็นรับ เปลี่ยนสำนักงานบัญชีกลางปี ต้องส่งต่องานอะไรเพิ่ม ต้องส่งต่อ 4 อย่าง คือ งบทดลอง ณ วันเปลี่ยน ผังบัญชีและไฟล์ข้อมูลในโปรแกรม สถานะแบบภาษีรายเดือนที่ยื่นแล้ว และข้อตกลงว่าใครยื่นแบบที่ครบกำหนดหลังวันเปลี่ยน สยามเทคซัพพลายเปลี่ยนสำนักงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จึงขอให้สำนักงานเดิมส่งงบทดลอง ณ 30 มิถุนายน 2569 และยืนยันว่าแบบ ภ.พ.30 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ของเดือนมิถุนายนยื่นครบแล้ว งานที่ต้องตกลงให้ชัดคือ ภ.ง.ด.51 ของรอบมกราคม ถึง มิถุนายน 2569 ซึ่งต้องยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของรอบหกเดือนแรก ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 107 คือภายใน 31 สิงหาคม 2569 สยามเทคซัพพลายตกลงให้สำนักงานใหม่เป็นผู้ยื่น และให้สำนักงานเดิมส่งข้อมูลรายได้ครึ่งปีมาให้ครบ งาน ใครรับผิดชอบ หลักฐานที่ต้องได้ แบบรายเดือนถึงเดือนมิถุนายน สำนักงานเดิม แบบและใบเสร็จครบ 6 เดือน งบทดลอง ณ 30 มิ.ย. 2569 สำนักงานเดิม ไฟล์งบทดลองและรายละเอียดยอด ภ.ง.ด.51 ครึ่งปี 2569 สำนักงานใหม่ ข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายครึ่งปีจากสำนักงานเดิม แบบรายเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สำนักงานใหม่ แบบและใบเสร็จ ส่งให้กิจการทุกเดือน ก่อนเซ็นสัญญากับสำนักงานใหม่ ควรถามวิธีรับช่วงงานกลางปีให้ชัด ดูเกณฑ์อื่นได้ที่วิธีเลือกสำนักงานบัญชีที่ดี ต้องเปลี่ยนรหัสผ่านและสิทธิ์ระบบอะไรบ้าง ต้องเปลี่ยนทุกระบบที่สำนักงานเดิมเคยเข้าใช้แทนกิจการ หลัก ๆ มี 4 ระบบ คือ ระบบยื่นแบบของกรมสรรพากร DBD e-Filing ระบบประกันสังคม และโปรแกรมบัญชี ถ้าเคยให้สิทธิ์ธนาคารออนไลน์ ให้ยกเลิกด้วย ฝั่งผู้รับทำบัญชีมีขั้นตอนของตัวเองด้วย ผู้ทำบัญชี ต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีผ่านระบบ e-Accountant ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ควรถามสำนักงานใหม่ว่าแจ้งแล้วหรือยัง หนังสือส่งมอบงานบัญชีควรมีอะไรบ้าง ควรมี 5 ส่วน คือ รายการเอกสารที่ส่ง ปีที่ครอบคลุม งานที่ยังค้าง วันที่ส่งและรับ และลายเซ็นของทั้งสองฝ่าย หนังสือนี้เป็นหลักฐานว่าเอกสารออกจากมือสำนักงานเดิมครบแล้ว สยามเทคซัพพลายทำหนังสือส่งมอบลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 มี 12 รายการ ครอบคลุมเอกสารปี 2564 ถึง 2568 และระบุว่าไม่มีแบบภาษีค้างยื่นถึงเดือนมิถุนายน 2569 สิ่งที่ต้องส่งให้สำนักงานใหม่ทุกเดือนหลังจากนี้ ดูได้ที่เช็กลิสต์ทำงานร่วมกับสำนักงานบัญชี ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี สรุป – เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องจำอะไรบ้าง การเปลี่ยนสำนักงานบัญชีไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนกังวล หัวใจอยู่ที่รายการเอกสารที่ครบ เริ่มได้วันนี้ด้วยการพิมพ์ตาราง 3 กลุ่มในบทความนี้ แล้วติ๊กว่ามีเอกสารปีล่าสุดอยู่ในมือแล้วกี่รายการ เก็บเอกสารบัญชีไว้กับกิจการด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีคลังเอกสารที่แนบไฟล์คู่กับรายการบัญชี และล็อกข้อมูลของปีที่ปิดงบแล้วได้ ตัวเลขในงบจึงไม่ถูกแก้ย้อนหลังระหว่างส่งต่องานให้สำนักงานใหม่ ถ้ากำลังมองหาผู้รับทำบัญชีรายใหม่ ดูสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ของ PEAK อ่านเรื่องงานปลายปีและการตรวจสอบเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี สำนักงานบัญชีไม่ยอมคืนเอกสาร ทำอย่างไร เริ่มจากทำหนังสือขอคืนอย่างเป็นทางการ ระบุรายการและวันที่ต้องการ แล้วตรวจสัญญาจ้างว่าเขียนเรื่องการคืนเอกสารไว้อย่างไร เอกสารต้นฉบับเป็นของกิจการ และกิจการมีหน้าที่เก็บตามมาตรา 14 ถ้ายังไม่ได้คืน ควรปรึกษานักกฎหมาย ขอเอกสารย้อนหลังหลายปีได้ไหม ได้ ขอได้ทุกปีที่เคยฝากไว้ ควรขอให้ครบอย่างน้อย 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี เพราะเป็นระยะเวลาที่กิจการต้องเก็บตามพระราชบัญญัติการบัญชี ขอเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้ไหม ได้สำหรับบัญชี งบทดลอง และรายงานที่ผู้ทำบัญชีออกจากโปรแกรม แต่เอกสารต้นฉบับที่กิจการเคยส่งเป็นกระดาษ ควรได้กระดาษคืน และงบการเงินควรได้ฉบับที่ผู้สอบบัญชีลงนาม เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องแจ้งหน่วยงานรัฐไหม มีขั้นตอนฝั่งผู้ทำบัญชี ผู้ทำบัญชีของสำนักงานใหม่ต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีผ่านระบบ e-Accountant ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่วนฝั่งกิจการให้เปลี่ยนรหัสผ่านและข้อมูลผู้ติดต่อในระบบยื่นแบบเอง ถ้าไม่แน่ใจกรณีของตน ควรสอบถามกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

34 min

เอกสารทางธุรกิจ มีอะไรบ้าง รู้จักทั้ง 3 ประเภท พร้อมวิธีจัดเก็บ

เอกสารทางธุรกิจ คืออะไร และสำคัญอย่างไร เอกสารทางธุรกิจ (Business Documents) หรือเอกสารธุรกิจ คือ เอกสารที่กิจการออกให้หรือได้รับจากคู่ค้าในการซื้อขาย เพื่อยืนยันเงื่อนไข เรียกเก็บเงิน และเป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษี แบ่งประเภทเอกสารได้ 3 กลุ่ม คือเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารหลักฐานทางการเงิน และเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารหลายใบมีกฎหมายกำกับโดยตรง เช่น ใบกำกับภาษีและใบรับตามประมวลรัษฎากร และการเก็บเอกสารประกอบการลงบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ทุกกิจการที่ซื้อขายจึงต้องมี ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยคูลแอร์ซิสเต็ม จำกัด (ชื่อสมมุติ) จด VAT แล้ว ขายเครื่องปรับอากาศพร้อมรับติดตั้งให้บริษัทลูกค้าที่เปิดสำนักงานใหม่ และให้เครดิตลูกค้า 30 วัน เอกสารทางธุรกิจ ต่างจากเอกสารทางบัญชีอย่างไร เอกสารทางธุรกิจเป็นคำกว้าง ครอบคลุมทุกเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรม ส่วนเอกสารทางบัญชี หรือเอกสารประกอบการลงบัญชี คือเฉพาะเอกสารที่ผู้ทำบัญชีใช้บันทึกรายการ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบสำคัญจ่าย ใบเสนอราคาเป็นเอกสารทางธุรกิจ แต่ยังไม่ใช่เอกสารประกอบการลงบัญชี เพราะยังไม่เกิดรายการซื้อขายจริง ใบเสนอราคาที่ไทยคูลแอร์ซิสเต็มส่งให้ลูกค้าจึงยังไม่ต้องบันทึกบัญชี จนกว่าจะส่งของหรือรับเงิน หากต้องการอ่านบทความเอกสารบัญชี อ่านได้ที่นี่ : เอกสารบัญชีมีอะไรบ้างและต้องเก็บกี่ปี ลำดับเอกสารหลังปิดการขาย ออกใบไหนก่อนหลัง ลำดับหลักคือ ใบเสนอราคา → ใบสั่งซื้อ → ใบส่งของ → ใบแจ้งหนี้หรือใบวางบิล → ใบเสร็จรับเงิน ส่วนใบกำกับภาษีจะออกตอนไหนขึ้นกับว่าขายสินค้าหรือให้บริการ เพราะประมวลรัษฎากรกำหนดจุดที่ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นต่างกัน เอกสารแต่ละใบมีจังหวะของตัวเอง ถ้าเรียงถูก ลูกค้าจ่ายเงินเร็ว และผู้ทำบัญชีปิดงบได้โดยไม่ต้องตามเอกสารย้อนหลัง ช่องทางปิดการขายไม่เปลี่ยนหน้าที่นี้ ตกลงกันทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า ก็ต้องออกเอกสารชุดเดียวกัน ขายสินค้า ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไร ออกเมื่อส่งมอบสินค้า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 ภาษีของการขายสินค้าเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบ เว้นแต่โอนกรรมสิทธิ์ ได้รับชำระราคา หรือออกใบกำกับภาษีไปก่อน ภาษีจะเกิดตั้งแต่เหตุการณ์ที่มาก่อนนั้น และมาตรา 86 ให้ออกใบกำกับภาษีทันทีที่ภาษีเกิด ไทยคูลแอร์ซิสเต็มส่งแอร์ 4 เครื่องในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 จึงออกใบส่งของพร้อมใบกำกับภาษีในวันนั้น ขั้นตอน (ขายสินค้า) เอกสาร ใครออก ตัวอย่างไทยคูลแอร์ซิสเต็ม 1. ลูกค้าถามราคา ใบเสนอราคา ผู้ขาย เสนอราคาแอร์ 4 เครื่อง 100,000 บาท ไม่รวม VAT 2. ลูกค้าตกลงซื้อ ใบสั่งซื้อ ผู้ซื้อ ลูกค้าส่งใบสั่งซื้อ 3. ส่งสินค้า ใบส่งของ ใบกำกับภาษี ผู้ขาย 5 พ.ย. 2569 ยอด 107,000 บาท 4. เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ผู้ขาย วางบิลรวมกับค่าติดตั้ง 5. รับชำระเงิน ใบเสร็จรับเงิน ผู้ขาย 4 ธ.ค. 2569 หลายกิจการรวมขั้นตอน 3 และ 4 ไว้ในเอกสารชุดเดียว เช่น ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ผู้ซื้อจึงใช้ใบเดียวตรวจรับของและตั้งหนี้ได้พร้อมกัน ให้บริการ ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไร ออกเมื่อได้รับชำระค่าบริการ ตามมาตรา 78/1 ภาษีของการให้บริการเกิดเมื่อได้รับชำระราคา เว้นแต่ออกใบกำกับภาษีไปก่อน หรือมีกรณีอื่นตามที่มาตรานี้กำหนด งานบริการที่ให้เครดิตจึงวางบิลด้วยใบแจ้งหนี้ก่อน แล้วออกใบกำกับภาษีคู่กับใบเสร็จตอนรับเงิน ค่าติดตั้งของไทยคูลแอร์ซิสเต็มเป็นค่าบริการ 20,000 บาท บวก VAT 1,400 บาท ติดตั้งเสร็จวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 แต่ลูกค้าจ่ายวันที่ 4 ธันวาคม 2569 ใบกำกับภาษีค่าติดตั้งจึงลงวันที่ 4 ธันวาคม ขั้นตอน (ให้บริการ) เอกสาร ใครออก ตัวอย่างไทยคูลแอร์ซิสเต็ม 1. ตกลงขอบเขตงาน ใบเสนอราคา สัญญาจ้าง ผู้ขาย / ทั้งสองฝ่าย ค่าติดตั้ง 20,000 บาท 2. ลูกค้ายืนยัน ใบสั่งซื้อหรือใบสั่งจ้าง ผู้ซื้อ ลูกค้าส่งใบสั่งจ้าง 3. งานเสร็จ เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ผู้ขาย 8 พ.ย. 2569 ยอด 21,400 บาท 4. รับชำระเงิน ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ผู้ขาย 4 ธ.ค. 2569 5. ผู้ซื้อหักภาษี ณ ที่จ่าย หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ซื้อ 600 บาท อ่านสองตารางนี้อย่างไร ขายเงินสด รวมเอกสารเป็นชุดเดียวได้ไหม ได้ กิจการที่รับเงินทันทีมักรวมใบกำกับภาษีกับใบเสร็จรับเงินไว้ในฉบับเดียว เพราะจุดส่งของ จุดรับเงิน และจุดเกิดภาษีตรงกันในวันเดียว ไม่ต้องออกใบแจ้งหนี้และใบวางบิล ส่วนการขายที่ให้เครดิตเทอม (Credit Term คือระยะเวลาที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินหลังรับสินค้าหรือบริการ เช่น 30 วัน) ต้องแยกเอกสารตามลำดับในตาราง เพราะวันส่งของ วันวางบิล และวันรับเงินห่างกัน 1. เอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มแรกช่วยลดข้อพิพาทและความเข้าใจผิดระหว่างทำธุรกิจ ใช้ยืนยันว่าตกลงราคา เงื่อนไข และการส่งมอบกันไว้อย่างไร จึงต้องเก็บให้ดีไม่แพ้เอกสารการเงิน ตารางนี้สรุปเอกสารป้องกันความเสี่ยงที่ใช้บ่อย เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบเสนอราคา (Quotation) แจ้งราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ผู้ซื้อยืนยันรายการที่ต้องการซื้อ สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้าง ระบุหน้าที่ ระยะเวลา และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ใบส่งสินค้า ใบรับสินค้า ยืนยันว่าส่งและรับสินค้าครบ ควรให้ผู้รับเซ็นทุกครั้ง ใบเสนอราคาควรระบุวันหมดอายุ และบอกชัดว่าราคารวมหรือไม่รวม VAT ดูตัวอย่างฟอร์มและรายละเอียดที่ต้องมีได้ที่ใบเสนอราคา คืออะไร จุดที่มักเข้าใจผิดคือ ใบเสนอราคาไม่มีผลผูกพันเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 354 คำเสนอที่กำหนดระยะเวลาให้ตอบรับ ผู้เสนอจะถอนในระหว่างเวลานั้นไม่ได้ ใบเสนอราคาที่ระบุว่ายืนราคา 30 วัน จึงอาจผูกพันผู้ขายตลอด 30 วันนั้น ไทยคูลแอร์ซิสเต็มจึงเขียนในใบเสนอราคาว่ายืนราคา 15 วัน และแยกราคาแอร์กับค่าติดตั้งเป็นคนละบรรทัด ลูกค้าเห็นชัดว่าส่วนไหนเป็นค่าสินค้า ส่วนไหนเป็นค่าบริการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 2. เอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารทางการเงินคือหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดกับบัญชีธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วน คือเอกสารด้านรายรับ เอกสารด้านรายจ่าย และหลักฐานจากธนาคาร กลุ่มนี้ใช้บ่อยที่สุด และเป็นกลุ่มที่ผู้ทำบัญชีขอจากเจ้าของกิจการมากที่สุดตอนปิดงบ ใบแจ้งหนี้ หรือใบอินวอย (Invoice) ใบแจ้งหนี้ คือเอกสารที่ผู้ขายออกหลังส่งสินค้าหรือให้บริการแล้ว เพื่อแจ้งลูกค้าว่าต้องจ่ายค่าอะไร เท่าไร และภายในวันไหน ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าได้รับเงินแล้ว และไม่ควรใช้แทนใบเสนอราคาในช่วงที่ยังตกลงราคากันอยู่ ใบแจ้งหนี้ที่ให้เครดิตต้องระบุเครดิตเทอมและวันครบกำหนดให้ชัด เช่น Net 30 ใบแจ้งหนี้ค่าติดตั้งของไทยคูลแอร์ซิสเต็มลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 จึงเขียนวันครบกำหนดไว้ที่ 8 ธันวาคม 2569 กิจการที่จด VAT และขายสินค้านิยมออกเป็นชุด ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ในฉบับเดียว ข้อมูลที่ต้องมีและตัวอย่างดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ใบวางบิล (Billing Note) ใบวางบิลใช้รวบรวมใบแจ้งหนี้หลายใบในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อนัดให้ลูกค้าจ่ายครั้งเดียว เหมาะกับลูกค้าประจำที่มีรอบจ่ายเงินชัดเจน เช่น วางบิลทุกสิ้นเดือน ไทยคูลแอร์ซิสเต็มวางบิลค่าแอร์ 107,000 บาท รวมกับค่าติดตั้ง 21,400 บาท เป็นยอด 128,400 บาทในใบวางบิลใบเดียว ใบวางบิลเป็นเอกสารแจ้งเตือนการชำระเท่านั้น ใช้แทนใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีไม่ได้ ใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องต้องมีอะไรบ้าง ใบเสร็จรับเงินคือเอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อยืนยันว่าได้รับชำระเงินแล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 กำหนดให้ผู้ขายต้องออกใบรับให้ผู้ซื้อเมื่อรับเงินตั้งแต่จำนวนที่อธิบดีกำหนด และมาตรา 105 ทวิ กำหนดข้อมูลขั้นต่ำที่ต้องมี (ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 ถึง 129) ข้อมูลขั้นต่ำตามมาตรา 105 ทวิ สรุปได้ตามตารางนี้ ข้อมูลขั้นต่ำตามมาตรา 105 ทวิ ตัวอย่าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออก 13 หลักของบริษัท ชื่อผู้ออก หรือชื่อที่ใช้ในการประกอบการ บริษัท ไทยคูลแอร์ซิสเต็ม จำกัด เลขที่เล่มและเลขที่ใบ RE2612-0004 วัน เดือน ปี ที่ออก ตรงกับวันที่รับเงินจริง จำนวนเงินที่รับ ระบุตัวเลขให้ชัด ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาสินค้า กรณีขายสินค้า ในทางปฏิบัติควรใส่ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ ช่องทางชำระเงิน และลายเซ็นผู้รับเงินเพิ่ม เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลใช้เป็นหลักฐานรายจ่ายได้ วิธีออกใบเสร็จแต่ละแบบอ่านต่อที่ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ใบลดหนี้ และใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ออกเมื่อมูลค่าที่เรียกเก็บไปสูงกว่าที่ควร เช่น ลูกค้าคืนสินค้า หรือคำนวณราคาผิด ส่วนใบเพิ่มหนี้ออกเมื่อเรียกเก็บต่ำกว่าที่ควร ทั้งสองใบออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องอ้างอิงใบกำกับภาษีเดิมที่ออกไปแล้ว (ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/9 และมาตรา 86/10) เอกสารด้านรายจ่าย เอกสารรายจ่ายใช้ยืนยันต้นทุนจริงของกิจการ และใช้หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ถ้าเอกสารไม่ครบ รายจ่ายนั้นอาจหักไม่ได้ หลักฐานจากธนาคาร Bank Statement หรือรายการเดินบัญชี ใช้เทียบกับรายรับรายจ่ายที่บันทึกไว้ว่าตรงกับเงินเข้าออกจริงหรือไม่ เป็นเอกสารหลักในขั้นตอนกระทบยอดเงินฝากธนาคาร ยอดโอนค่าติดตั้งของลูกค้าไทยคูลแอร์ซิสเต็มจะเข้าบัญชี 20,800 บาท ไม่ใช่ 21,400 บาท ผู้ทำบัญชีจะจับคู่ส่วนต่าง 600 บาทกับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ลูกค้าส่งมา 3. เอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบภาษีและการตรวจสอบของกรมสรรพากร ถ้าจัดเก็บไม่ครบ อาจเสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ หรือถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้ กิจการที่จด VAT จะมีเอกสารกลุ่มนี้มากกว่ากิจการทั่วไป เพราะต้องออกใบกำกับภาษีและทำรายงานภาษีทุกเดือน เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบกำกับภาษี หลักฐานภาษีขาย (Output Tax คือ VAT ที่เราเก็บจากลูกค้า) ของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย สรุปใบกำกับภาษีทั้งเดือน ใช้ยื่น ภ.พ.30 หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ผู้จ่ายเงินออกให้ผู้รับเงินเมื่อหักภาษีไว้ ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร หลักฐานว่านำส่งภาษีแล้ว จุดที่คนพลาดบ่อยคือ เก็บใบกำกับภาษีขายครบ แต่ไม่ได้ทวงหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้า ภาษีที่ถูกหักไว้จึงนำไปเครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้ปลายปีไม่ได้เต็มจำนวน ใบกำกับภาษีมีรายการที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ อ่านสรุปได้ที่ใบกำกับภาษี คืออะไร ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จังหวะออกและการใช้เป็นหลักฐานภาษี ใบแจ้งหนี้และใบวางบิลออกก่อนรับเงิน ใบเสร็จออกหลังรับเงิน ส่วนใบกำกับภาษีออกเมื่อภาษีเกิด และออกได้เฉพาะกิจการที่จด VAT 4 เอกสารนี้ถูกใช้สลับกันบ่อยที่สุด เพราะออกในช่วงเวลาใกล้กันและบางครั้งรวมอยู่ในฉบับเดียว ตารางเปรียบเทียบด้านล่างใช้แยกได้เร็ว เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้เป็นหลักฐานภาษีได้ไหม ใบแจ้งหนี้ หลังส่งสินค้าหรือบริการ ก่อนรับเงิน ได้ ถ้าออกคู่กับใบกำกับภาษี ใบวางบิล ก่อนรับเงิน รวมหลายใบแจ้งหนี้ ไม่ได้ ใบกำกับภาษี เมื่อภาษีเกิด (ขายสินค้า: ส่งมอบ / ให้บริการ: รับเงิน) ได้ เฉพาะกิจการที่จด VAT ใบเสร็จรับเงิน เมื่อรับเงินแล้ว ได้ เป็นหลักฐานรายรับรายจ่าย หลักจำง่าย ๆ คือ ใบแจ้งหนี้กับใบเสร็จรับเงินเป็นคู่ “ก่อนจ่าย” กับ “หลังจ่าย” ส่วนใบส่งของกับใบแจ้งหนี้เป็นคู่ “ส่งของ” กับ “เรียกเก็บเงิน” ซึ่งมักรวมเป็นใบเดียวในการขายสินค้า บันทึกบัญชีจากเอกสารหลังปิดการขายอย่างไร บันทึก 2 จังหวะ คือ ตอนตั้งลูกหนี้จากใบกำกับภาษีหรือใบแจ้งหนี้ และตอนรับเงินจากใบเสร็จรับเงิน งานบริการที่ภาษีเกิดตอนรับเงินมีขั้นเพิ่ม คือย้ายภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระไปเป็นภาษีขาย ตัวเลขทั้งหมดในหัวข้อนี้เป็นของไทยคูลแอร์ซิสเต็ม (ข้อมูลสมมติ) ค่าแอร์และค่าติดตั้งแยกบรรทัดกันตั้งแต่ใบเสนอราคา ตอนส่งแอร์ บันทึกบัญชีอย่างไร ตั้งลูกหนี้เต็มยอดรวม VAT และรับรู้ภาษีขายทันที เพราะใบกำกับภาษีออกในวันส่งของ ค่าแอร์ 100,000 บาท × 7% = VAT 7,000 บาท รวม 107,000 บาท รายการ (5 พ.ย. 2569) เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 107,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 ตอนวางบิลค่าติดตั้ง บันทึกบัญชีอย่างไร ตั้งลูกหนี้เต็มยอด แต่ VAT ยังเป็นภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระ เพราะยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี ค่าติดตั้ง 20,000 บาท × 7% = VAT 1,400 บาท รวม 21,400 บาท รายการ (8 พ.ย. 2569) เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 21,400 รายได้ค่าบริการ 20,000 ภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระ 1,400 ตอนรับเงิน และถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย บันทึกบัญชีอย่างไร ล้างลูกหนี้ทั้งสองก้อน บันทึกภาษีถูกหักเป็นสินทรัพย์ และย้าย VAT ค่าติดตั้งเป็นภาษีขายในเดือนที่รับเงิน ลูกค้าจ่ายวันที่ 4 ธันวาคม 2569 ค่าแอร์เป็นการซื้อสินค้า จึงโอนเต็ม 107,000 บาท ส่วนค่าติดตั้งเป็นค่าบริการที่จ่ายให้นิติบุคคล ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ของยอดก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 รายการ (4 ธ.ค. 2569) เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 127,800 ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย 600 ลูกหนี้การค้า 128,400 ภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระ 1,400 ภาษีขาย 1,400 ภาษีถูกหัก 600 บาทใช้เครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปี โดยมีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากลูกค้าเป็นหลักฐาน ส่วนภาษีขาย 1,400 บาทไปอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนธันวาคม 2569 ข้อผิดพลาดเรื่องเอกสารที่ทำให้ได้เงินช้ามีอะไรบ้าง มี 4 เรื่องหลัก คือ ส่งใบเสนอราคาช้า ข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน ไม่ระบุเครดิตเทอม และออกใบกำกับภาษีผิดจังหวะ ทุกเรื่องทำให้บิลไม่ผ่านรอบจ่ายของลูกค้า ลูกค้าองค์กรจ่ายเงินตามรอบ ถ้าเอกสารหลุดรอบไปหนึ่งครั้ง เงินมักเลื่อนไปอีกหนึ่งเดือน สมมติไทยคูลแอร์ซิสเต็มพิมพ์เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้าผิด 1 หลักในใบกำกับภาษีค่าแอร์ ลูกค้าใช้เป็นภาษีซื้อไม่ได้ ต้องให้ผู้ขายยกเลิกใบเดิมและออกใบใหม่ บิลจึงพลาดรอบจ่ายวันที่ 4 ธันวาคม และเลื่อนไปรอบถัดไป วิธีจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบ ทำอย่างไร ทำได้ด้วย 3 ข้อ คือ แยกหมวดหมู่ ใส่เลขที่เอกสารต่อเนื่อง และเก็บไฟล์ในระบบที่ค้นหาได้ ทำครบตั้งแต่วันแรก จะไม่ต้องรื้อเอกสารตอนสิ้นปี และหาเจอได้เร็วเมื่อผู้ทำบัญชีหรือสรรพากรขอดู ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 ต้องเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี ส่วนรายงานภาษีและเอกสาร VAT อธิบดีกรมสรรพากรอาจสั่งให้เก็บถึง 7 ปี (มาตรา 87/3) ไทยคูลแอร์ซิสเต็มใช้เลข IV2611-0012 กับใบแจ้งหนี้ค่าติดตั้ง และ RE2612-0004 กับใบเสร็จ พอลูกค้าโทรถามยอดค้าง ฝ่ายบัญชีค้นจากเลขที่เดียวก็เห็นทั้งใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และ 50 ทวิ ที่ผูกกันอยู่ ข้อควรรู้เกี่ยวกับเอกสารทางธุรกิจ สรุป – เอกสารทางธุรกิจต้องจำอะไรบ้าง เอกสารทางธุรกิจไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล หัวใจอยู่ที่ลำดับและวันที่ เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดบิลขายเดือนล่าสุด แยกว่ารายการไหนเป็นสินค้า รายการไหนเป็นบริการ แล้วเช็กว่าวันที่ในใบกำกับภาษีตรงกับวันส่งของหรือวันรับเงินหรือไม่ ออกเอกสารขายครบทั้งวงจรด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษีจากระบบเดียว พร้อมคลังเอกสารที่เก็บไฟล์คู่กับรายการบัญชี ให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีเห็นเอกสารชุดเดียวกัน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องเอกสารและภาษีจากการขายเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารทางธุรกิจ Business Documents หมายถึงอะไร หมายถึงเอกสารทางธุรกิจ คือเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรมของกิจการ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใช้ยืนยันรายการระหว่างคู่ค้าและเป็นหลักฐานทางบัญชี เอกสารทางบัญชีมีอะไรบ้าง หลัก ๆ คือใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ ใบลดหนี้ ใบเพิ่มหนี้ ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และ Bank Statement ซึ่งเป็นเอกสารที่ผู้ทำบัญชีใช้บันทึกรายการจริง เอกสารบริษัทมีอะไรบ้าง มีเอกสารแสดงตัวตนของกิจการ เช่น หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้เปิดบัญชีธนาคารหรือทำสัญญากับคู่ค้า อ่านเพิ่มที่ หนังสือรับรองบริษัท คืออะไร ออกเอกสารทางธุรกิจเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ไหม ได้ เอกสารหลายประเภทออกและเก็บเป็นไฟล์ได้ ส่วนใบกำกับภาษีและใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องทำตามระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร อ่านภาพรวมได้ที่ E-Document คืออะไร ไม่จด VAT ออกใบกำกับภาษีได้ไหม ไม่ได้ ใบกำกับภาษีออกได้เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 86/13 ผู้ที่ออกโดยไม่มีสิทธิมีโทษตาม มาตรา 90/4 จำคุก 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับ 2,000 ถึง 200,000 บาท กิจการที่ยังไม่จด VAT จึงออกใบเสร็จรับเงินแทน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

ตีตราสารออนไลน์ วิธียื่นและชำระอากรแสตมป์ผ่าน e-Stamp

ตีตราสารออนไลน์ (e-Stamp) คือ การยื่นขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร แทนการซื้อดวงแสตมป์มาปิดบนเอกสาร เมื่อชำระครบ ระบบออกใบเสร็จรับเงินและรหัสรับรองการเสียอากรให้ใช้เป็นหลักฐาน ระบบนี้รับทั้งตราสารกระดาษและตราสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่หลายคนเรียกว่าตราสารออนไลน์ เช่น สัญญาที่เซ็นผ่าน e-Signature ซึ่งไม่มีกระดาษให้ปิดแสตมป์ตั้งแต่แรก สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยคราฟท์แพ็ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกให้โรงงาน ในเดือนเดียวบริษัททำสัญญา 3 ฉบับ และยังไม่มีใครในทีมเคยตีตราสารออนไลน์มาก่อน ตีตราสาร คืออะไร ตีตราสาร คือ การขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน แทนการซื้อดวงแสตมป์มาปิดติดบนเอกสาร คำนี้ใช้กันมาก่อนมีระบบออนไลน์ เพราะเดิมเจ้าหน้าที่จะประทับตราบนตราสารเพื่อแสดงว่าเสียอากรแล้ว อากรแสตมป์เป็นภาษีที่เก็บจากการทำตราสาร 28 ลักษณะตามประมวลรัษฎากร ดูภาพรวมทั้งหมดได้ที่บทความอากรแสตมป์ อากรแสตมป์ออนไลน์ต่างจากแบบดวงอย่างไร อากรแสตมป์ออนไลน์ หรือ e-Stamp คือการชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร แทนการซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร อัตราอากรเท่ากันทั้งสองแบบ ต่างกันที่วิธีจ่ายและหลักฐาน เรื่อง แบบดวง อากรแสตมป์ออนไลน์ (e-Stamp) วิธีชำระ ซื้อดวงแสตมป์ ปิดบนเอกสาร แล้วขีดฆ่า ยื่นแบบในระบบ ชำระเป็นตัวเงิน หลักฐาน ดวงแสตมป์บนกระดาษ ใบเสร็จรับเงินและรหัสรับรองการเสียอากร ใช้กับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้ ได้ การตรวจสอบย้อนหลัง ต้องดูเอกสารตัวจริง ตรวจรหัสรับรองกับระบบได้ เวลาทำรายการ ตามเวลาทำการของสำนักงาน ตามเวลาเปิดของช่องทางชำระแต่ละช่องทาง ตราสารบางประเภทกฎหมายกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงิน ถ้าใช้วิธีปิดดวงแสตมป์แทน กรมสรรพากรถือว่ายังไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ต้องชำระเป็นตัวเงินใหม่พร้อมเงินเพิ่มอากรร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.84/2542 ตราสารอิเล็กทรอนิกส์กับตราสารกระดาษต่างกันอย่างไร ต่างกันที่รูปแบบเอกสาร ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ คือเอกสารที่ทำเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ส่วนตราสารกระดาษคือเอกสารที่พิมพ์และเซ็นบนกระดาษ ไทยคราฟท์แพ็คมีตราสารทั้งสองแบบ สัญญาเช่าโกดังและสัญญาจ้างรีโนเวทโรงงานเป็นกระดาษ ส่วนสัญญาจ้างออกแบบกล่องเซ็นผ่านระบบ e-Signature จึงเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) แบบที่ต้องยื่นจึงต่างกันด้วย ตราสารที่ SME ต้องเสียอากรแสตมป์มีอะไรบ้าง อัตราเท่าไร ตราสารที่ SME เจอบ่อยคือสัญญาเช่า สัญญาจ้างทำของ สัญญากู้ยืมเงิน และใบมอบอำนาจ ระบบ e-Stamp รองรับ 24 ลักษณะตราสาร ยกเว้นลักษณะ 22 และ 24 ถึง 26 ซึ่งหน่วยงานอื่นจัดเก็บแทน ดูอัตราครบทุกลักษณะได้ที่บัญชีอัตราอากรแสตมป์ของกรมสรรพากร ตราสาร อัตราอากร ผู้มีหน้าที่เสีย ตัวอย่าง เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง 1 บาท ต่อค่าเช่าทุก 1,000 บาท หรือเศษ ตลอดอายุสัญญา ผู้ให้เช่า เช่าออฟฟิศ เช่าโกดัง จ้างทำของ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษ ผู้รับจ้าง จ้างรีโนเวท จ้างออกแบบ กู้ยืมเงิน 1 บาท ต่อทุก 2,000 บาท หรือเศษ สูงสุด 10,000 บาท ผู้ให้กู้ กู้ยืมเงินกรรมการ ใบมอบอำนาจ ทำการครั้งเดียว 10 บาท · มากกว่าครั้งเดียว 30 บาท ผู้มอบอำนาจ มอบอำนาจยื่นเอกสาร ตัวอย่าง ไทยคราฟท์แพ็คเช่าโกดังเดือนละ 30,000 บาท 3 ปี ค่าเช่าตลอดสัญญาคือ 30,000 × 36 = 1,080,000 บาท อากรคือ 1,080 บาท ก่อนเซ็นสัญญาเช่าที่ดินหรืออาคาร ควรตกลงให้ชัดว่าใครจ่ายอากร สัญญาจ้างรีโนเวทโรงงาน 250,000 บาท เสียอากร 250 บาท ส่วนสัญญาจ้างออกแบบ 48,500 บาท เศษ 500 บาทนับเป็น 1,000 บาท จึงเสียอากร 49 บาท รวมสามฉบับ 1,379 บาท วิธีตีตราสารออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing มีขั้นตอนอย่างไร ขั้นตอนหลักมี 4 ขั้น คือเข้าระบบ เลือกแบบและกรอกข้อมูล ชำระเงิน แล้วรับรหัสรับรองเก็บไว้กับตราสาร ทั้งหมดทำผ่านเว็บไซต์ e-Stamp Duty ของกรมสรรพากร ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่นมีอะไรบ้าง เตรียม 4 อย่างก่อนเข้าระบบ จะกรอกได้ในครั้งเดียว ขั้นตอนที่ 1 เข้าสู่ระบบ e-Filing เข้าเว็บไซต์ ระบบชำระอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี e-Filing หรือ Digital ID นิติบุคคลกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ได้ 3 ระดับ คือ Super Admin ผู้ดูแลระบบ และผู้ใช้งานทั่วไป ขั้นตอนที่ 2 เลือกแบบฟอร์มและกรอกข้อมูล เลือกเมนู อ.ส.9 สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือเมนู อ.ส.4 อ.ส.4ก อ.ส.4ข สำหรับตราสารกระดาษ แล้วกรอกประเภทตราสาร คู่สัญญา วันที่ทำ และจำนวนเงิน ระบบคำนวณค่าอากรให้ ตรวจยอดกับสัญญาต้นฉบับก่อนยืนยัน ขั้นตอนที่ 3 ชำระเงินค่าอากรแสตมป์ ชำระผ่านช่องทางที่ระบบรองรับ เช่น E-Payment ผ่านธนาคาร บัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ต Direct Debit หรือพิมพ์ชุดชำระเงิน (Pay in Slip) และ QR Code ไปจ่ายผ่าน Mobile Banking ATM หรือเคาน์เตอร์ ขั้นตอนที่ 4 รับรหัสรับรองและเก็บหลักฐาน เมื่อกรมสรรพากรได้รับเงินครบ ระบบออกใบเสร็จรับเงินและรหัสรับรองการเสียอากรแสตมป์ ให้ดาวน์โหลดเก็บไว้ และนำรหัสรับรองไปอ้างอิงหรือผนวกกับตราสาร ตราสารจึงถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์ ตรวจสถานะย้อนหลังได้ที่เมนูตรวจสอบการเสียอากรแสตมป์ ไทยคราฟท์แพ็คพิมพ์ใบเสร็จและรหัสรับรองแนบกับสัญญาเช่าและสัญญารีโนเวทที่เป็นกระดาษ ส่วนสัญญาออกแบบ ใส่รหัสรับรองไว้ในไฟล์สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ เวลาผู้สอบบัญชีขอดูหลักฐาน หยิบได้ทันที แบบ อ.ส.4, อ.ส.4ก, อ.ส.4ข และ อ.ส.9 ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่รูปแบบและลักษณะของตราสาร อ.ส.9 ใช้กับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ส่วนตราสารกระดาษแยกเป็น 3 แบบตามลักษณะตราสาร ถ้าเลือกแบบผิด ระบบจะไม่ตรงกับประเภทตราสารที่กรอก แบบ ใช้กับ ตัวอย่างตราสาร อ.ส.4 ตราสารกระดาษ กลุ่มเช่าที่ดิน จ้างทำของ และอื่น ๆ สัญญาเช่าอาคาร สัญญาจ้างรีโนเวท อ.ส.4ก ตราสารกระดาษ กลุ่มตั๋วแลกเงิน ใบหุ้น เช็ค ใบรับฝากเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน เช็ค อ.ส.4ข ตราสารกระดาษ กลุ่มเช่าซื้อ กู้ยืมเงิน กรมธรรม์ประกันภัย สัญญาเช่าซื้อ สัญญากู้ยืมเงิน อ.ส.9 ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกลักษณะที่ระบบรองรับ สัญญาที่เซ็นผ่าน e-Signature ไทยคราฟท์แพ็คยื่นสัญญาเช่าโกดังและสัญญารีโนเวทด้วย อ.ส.4 และยื่นสัญญาออกแบบที่เซ็นออนไลน์ด้วย อ.ส.9 กิจการที่มีตราสารอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ขอใช้บริการ API กับกรมสรรพากรเพื่อส่งข้อมูลจากระบบของตัวเองได้ ตีตราสาร สัญญาจ้าง ออนไลน์ ทำอย่างไร ทำเหมือนตราสารอื่น สิ่งที่ต้องดูเพิ่มคือสัญญานั้นเป็นจ้างทำของหรือจ้างแรงงาน เพราะจ้างทำของต้องเสียอากร ส่วนจ้างแรงงานไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ สัญญาจ้างเหมาบริการ (จ้างทำของ) เสียอากรเท่าไร เสีย 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ของสินจ้าง สัญญาจ้างเหมาบริการ จ้างออกแบบ จ้างซ่อม และจ้างผลิตตามสั่ง ส่วนใหญ่เป็นจ้างทำของ เพราะผู้ว่าจ้างจ่ายเงินเพื่อผลสำเร็จของงาน สัญญาจ้างแรงงานต้องเสียอากรไหม ไม่ต้องเสีย สัญญาจ้างงานพนักงานประจำเป็นจ้างแรงงาน ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ถ้าสัญญาเดียวมีทั้งการจ้างพนักงานและการจ้างทำงานให้สำเร็จเป็นชิ้น ควรให้ผู้ทำบัญชีดูว่าส่วนใดเป็นจ้างทำของ เพราะอากรคิดตามลักษณะตราสารตามบัญชีอัตรา ใครต้องเสียอากร และใครยื่นแทนได้ ผู้มีหน้าที่เสียคือผู้กระทำตราสารตามบัญชีอัตรา เช่น ผู้รับจ้าง ผู้ให้เช่า ผู้ให้กู้ และผู้มอบอำนาจ คู่สัญญาตกลงกันได้ว่าใครเป็นผู้จ่าย แต่ความรับผิดตามกฎหมายยังอยู่กับผู้มีหน้าที่เสีย ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ คู่สัญญาฝ่ายใดเข้าระบบยื่นได้ตามมาตรา 107 และใบเสร็จออกในนามผู้ที่เข้าระบบ ไทยคราฟท์แพ็คเป็นผู้ว่าจ้างงานออกแบบ แต่ตกลงยื่นแทนนักออกแบบ ใบเสร็จค่าอากร 49 บาทจึงออกในนามบริษัท ต้องยื่นภายในกี่วัน และช่องทางชำระเปิดกี่โมง ตราสารที่ SME ใช้บ่อย ต้องยื่นก่อนทำหรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร แต่บางประเภทต้องยื่นทันที และบางประเภทยื่นเป็นงวดครึ่งเดือน กำหนดจึงขึ้นกับลักษณะตราสาร กลุ่มตราสาร กำหนดยื่นและชำระ ตราสารกระดาษ เช่าที่ดินหรือโรงเรือน จ้างทำของ ก่อนทำตราสาร หรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำ ตราสารกระดาษ ใบมอบอำนาจ โอนหุ้น ใบรับเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ก่อนทำ หรือทันทีที่ทำตราสาร ตราสารกระดาษ ตั๋วเงิน เช็ค เช่าซื้อ กู้ยืมเงิน กรมธรรม์ประกันภัย งวดวันที่ 1 ถึง 15 ยื่นภายในวันที่ 22 · งวดวันที่ 16 ถึงสิ้นเดือน ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนทำ หรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำ ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตราสารที่ทำในต่างประเทศ ผู้นำมาใช้ในไทยยื่นภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับตราสาร ไทยคราฟท์แพ็คเซ็นสัญญาเช่าวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 วันถัดไปคือวันที่ 2 จึงต้องยื่นภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 ถ้าวันสุดท้ายของตราสารอิเล็กทรอนิกส์ตรงกับวันหยุดราชการ ยื่นได้ในวันทำการถัดไป ช่องทางชำระไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมง E-Payment ส่วนใหญ่เปิด 06.00 ถึง 22.00 น. ส่วน Mobile Banking Internet Banking ATM และ QR Code รับชำระถึง 22.50 น. บางธนาคารปิดเร็วกว่านี้ จึงไม่ควรรอยื่นคืนสุดท้าย ยื่นช้าหรือปิดแสตมป์ไม่ครบ เสียเงินเพิ่มเท่าไร ขึ้นกับว่ายื่นเองหรือถูกตรวจพบ ถ้ายื่นเองภายในกำหนด 15 วัน เสียเฉพาะอากร ยื่นเองช้าไม่เกิน 90 วัน เสียเงินเพิ่ม 2 เท่า เกิน 90 วัน เสีย 5 เท่า และถ้าเจ้าพนักงานตรวจพบ เสียเงินเพิ่ม 6 เท่า กรณี เงินเพิ่มอากร ฐานกฎหมาย ยื่นเองภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์ ไม่มี มาตรา 113 ยื่นเองเกินกำหนด แต่ไม่เกิน 90 วัน 2 เท่าของอากร หรือ 4 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า มาตรา 113 ยื่นเองเกิน 90 วัน 5 เท่าของอากร หรือ 10 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า มาตรา 113 เจ้าพนักงานตรวจพบว่าไม่ปิดหรือปิดไม่ครบ 6 เท่าของอากรที่ขาด หรือ 25 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า มาตรา 114 ตัวอย่าง ไทยคราฟท์แพ็คลืมสัญญารีโนเวท อากร 250 บาท ถ้านึกได้และยื่นเองเมื่อผ่านไป 40 วัน เงินเพิ่มคือ 250 × 2 = 500 บาท รวม 750 บาท แต่ถ้าถูกตรวจพบก่อน เงินเพิ่มคือ 250 × 6 = 1,500 บาท รวม 1,750 บาท ผู้ที่ไม่ได้เจตนาหลีกเลี่ยง ยื่นคำร้องขอลดเงินเพิ่มเป็นหนังสือต่อเจ้าพนักงานได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 129 และต้องชำระภายใน 10 วันนับแต่ได้รับแจ้ง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อตีตราสารออนไลน์ และวิธีแก้ไข ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดก่อนกดชำระ ตรวจ 4 จุดนี้ทุกครั้งจะลดงานแก้ภายหลังได้มาก บันทึกบัญชีค่าอากรแสตมป์อย่างไร บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการในบัญชีค่าอากรแสตมป์ ในวันที่ชำระ และเก็บใบเสร็จจากระบบ e-Stamp เป็นเอกสารประกอบ ค่าอากรที่เป็นภาระของกิจการเองนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ ส่วนกรณีจ่ายแทนคู่สัญญาตามข้อตกลง ให้ผู้ทำบัญชีตรวจเงื่อนไขก่อนลงเป็นรายจ่ายทางภาษี ไทยคราฟท์แพ็คตกลงในสัญญาว่าบริษัทเป็นผู้จ่ายอากรทั้งสามฉบับ รวม 1,379 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าอากรแสตมป์ 1,379 เงินฝากธนาคาร 1,379 สัญญาเช่ายังมีเรื่องภาษีต่อจากอากร เช่น การหักภาษีเมื่อจ่ายค่าเช่าทุกเดือน ดูรายละเอียดได้ที่ค่าเช่า หัก ณ ที่จ่าย ข้อควรรู้เกี่ยวกับการตีตราสารออนไลน์ สรุป – ตีตราสารออนไลน์ต้องจำอะไรบ้าง ก่อนสิ้นวันนี้ ลองเปิดสัญญาเช่าและสัญญาจ้างที่เซ็นในเดือนนี้ทุกฉบับ จดวันที่ทำตราสาร จำนวนเงิน และผู้มีหน้าที่เสีย แล้วเทียบกับตารางกำหนดเวลาในบทความ ฉบับไหนใกล้ครบ 15 วันให้ยื่นก่อน บันทึกค่าอากรแสตมป์ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ บันทึกค่าอากรแสตมป์เป็นค่าใช้จ่ายในผังบัญชีอากรแสตมป์ได้จากเมนูรายจ่าย ระบุว่าชำระแล้วหรือตั้งหนี้ไว้ก่อนก็ได้ ดูขั้นตอนทีละหน้าจอได้ที่บันทึกค่าอากรแสตมป์ใน PEAK ให้ผู้ทำบัญชีเห็นค่าอากรของทุกสัญญาในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีของนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตีตราสารออนไลน์ ซื้ออากรแสตมป์ได้ที่ไหน ดวงแสตมป์ซื้อได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ส่วนการซื้ออากรแสตมป์ออนไลน์ไม่ได้ซื้อเป็นดวง แต่เป็นการยื่นขอเสียอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบ e-Stamp แล้วชำระตามช่องทางที่ระบบรองรับ ตีตราสารออนไลน์ต้องสมัคร e-Filing ก่อนไหม ต้องมีบัญชีเข้าระบบก่อน ใช้บัญชีสมาชิก e-Filing ของกรมสรรพากร Digital ID ที่รองรับ หรือ Tax Single Sign On ของกระทรวงการคลังก็ได้ บัญชีเดียวกันนี้ใช้ยื่นภาษีออนไลน์อื่นได้ด้วย ชำระอากรออนไลน์แล้ว ยังต้องติดดวงแสตมป์บนสัญญาอีกไหม ไม่ต้อง เมื่อชำระครบและได้ใบเสร็จกับรหัสรับรองการเสียอากรแล้ว ให้นำรหัสรับรองไปอ้างอิงหรือผนวกกับตราสาร ตราสารนั้นถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์ สำหรับสัญญากระดาษ ควรพิมพ์ใบเสร็จแนบไว้กับต้นฉบับ ค่าอากรแสตมป์หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม ได้ ถ้าเป็นค่าอากรที่เป็นภาระของกิจการเพื่อการทำธุรกิจ ถ้าจ่ายแทนคู่สัญญาตามข้อตกลง ให้ผู้ทำบัญชีตรวจเงื่อนไขก่อน และเก็บใบเสร็จจากระบบ e-Stamp เป็นหลักฐาน e-Stamp ต่างจาก e-Tax Invoice อย่างไร เป็นคนละระบบกัน e-Stamp ใช้ชำระอากรแสตมป์ของตราสาร ส่วน e-Tax Invoice คือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แทนใบกำกับภาษีกระดาษในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการหนึ่งอาจต้องใช้ทั้งสองระบบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

นับสต๊อก คืออะไร วิธีนับ จัดการ และบันทึกบัญชีสินค้าคงคลัง

นับสต๊อก คืออะไร และสำคัญอย่างไร นับสต๊อก (Stock Count) คือ การตรวจนับจำนวนสินค้าที่มีอยู่จริงในคลังสินค้า แล้วนำไปเทียบกับตัวเลขในระบบบัญชีหรือสต๊อกการ์ด ถ้าตัวเลขไม่ตรงกัน แสดงว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น เช่น สินค้าสูญหาย บันทึกผิด หรือสินค้าเสียหาย หลายคนเรียกว่านับสต็อกหรือตรวจนับสต๊อก ความหมายเหมือนกัน คือการเช็กสต๊อกจริงกับตัวเลขในบัญชีสต๊อกสินค้า สำหรับเจ้าของกิจการ การนับสต๊อกสินค้าสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยฮาร์ดแวร์เทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งน็อต สกรู และเครื่องมือช่างให้โรงงาน จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว มีสินค้าประมาณ 1,200 รายการ และปิดบัญชีทุกวันที่ 31 ธันวาคม สต๊อก สินค้าคงคลัง และสินค้าคงเหลือ ต่างกันอย่างไร สามคำนี้ใช้สลับกันบ่อย แต่ความหมายต่างกันเล็กน้อย สต๊อกเป็นคำเรียกทั่วไป สินค้าคงคลังรวมทุกอย่างที่ถือไว้ ส่วนสินค้าคงเหลือคือมูลค่าที่เหลือ ณ วันสิ้นงวด คำศัพท์ ความหมาย ตัวอย่าง สต๊อก (Stock) คำเรียกรวมสินค้าที่เก็บไว้ในคลัง “สต๊อก Bolt M10 เหลือ 5,000 ตัว” สินค้าคงคลัง (Inventory) สินค้าทุกประเภทที่ธุรกิจถือไว้ รวมวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิต วัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูป สินค้าคงเหลือ (Ending Inventory) มูลค่าสินค้าที่เหลือ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ยอดที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ภาพรวมของการดูแลสต๊อกตั้งแต่รับเข้าถึงจ่ายออก อ่านได้ที่การจัดการสต๊อกสินค้า วิธีนับสต๊อกสินค้ามีกี่แบบ เลือกแบบไหนดี วิธีนับสต๊อกสินค้าที่นิยมมี 4 แบบ คือนับทั้งหมด นับแบบวน นับตามกลุ่มมูลค่า (ABC) และใช้ Barcode หรือ RFID ช่วยนับ การเลือกขึ้นกับจำนวนรายการสินค้า ความถี่ที่ต้องการ และงบลงทุน วิธี เหมาะกับ ข้อดี ข้อจำกัด นับทั้งหมด (Physical Count) ทุกกิจการ โดยเฉพาะตอนปิดงบ ได้ตัวเลขครบทุกรายการ ต้องหยุดรับจ่ายชั่วคราว นับแบบวน (Cycle Count) กิจการที่มีสินค้าหลายรายการ ไม่ต้องหยุดขาย ต้องติดตามว่ากลุ่มไหนนับแล้ว ABC Analysis สินค้ามูลค่าต่างกันมาก เน้นสินค้ามูลค่าสูง กลุ่มมูลค่าต่ำนับห่าง Barcode / RFID กิจการที่รับจ่ายถี่ เร็ว ลดการจดผิด ต้องลงทุนอุปกรณ์และติดฉลาก ไทยฮาร์ดแวร์เทรดใช้ 2 วิธีร่วมกัน ปลายปีนับทั้งหมดเพื่อปิดงบ ส่วนระหว่างปีนับแบบวนเฉพาะสินค้ามูลค่าสูงทุกเดือน นับทั้งหมด (Physical Inventory Count) ใช้เมื่อไร ใช้เมื่อต้องการตัวเลขครบทุกรายการ ณ วันใดวันหนึ่ง เช่น วันปิดงบประจำปี วิธีนี้หยุดรับจ่ายสินค้าชั่วคราว แล้วให้ทีมนับทุกชิ้นในคลัง กิจการที่ใช้ระบบบันทึกแบบนับปลายงวดต้องนับทั้งหมดทุกครั้งที่ปิดงวด นับแบบวน (Cycle Counting) ทำอย่างไร แบ่งสินค้าเป็นกลุ่ม แล้วนับหมุนเวียนวันละกลุ่มหรือสัปดาห์ละกลุ่มจนครบ เช่น วันจันทร์นับหมวดน็อต วันอังคารนับหมวดสกรู ข้อดีคือคลังยังรับจ่ายได้ เหมาะกับระบบบันทึกสินค้าแบบ Perpetualที่มียอดในระบบให้เทียบตลอดเวลา นับตามมูลค่าด้วย ABC Analysis ต่างอย่างไร ต่างที่ความถี่ แบ่งสินค้าเป็น 3 กลุ่มตามมูลค่า กลุ่ม A มูลค่าสูงนับบ่อยที่สุด กลุ่ม B นับรองลงมา กลุ่ม C นับห่างที่สุด สัดส่วนของแต่ละกลุ่มให้กำหนดจากข้อมูลมูลค่าสินค้าจริงของกิจการ ใช้ Barcode และ RFID ช่วยนับได้แค่ไหน ช่วยได้มากในขั้นบันทึก เครื่องสแกนอ่านรหัสสินค้าแล้วบันทึกจำนวนเข้าระบบ ลดการจดผิดและการพิมพ์ซ้ำ แต่ยังต้องมีคนตรวจสินค้าที่ฉลากหลุดหรือวางผิดที่ ขั้นตอนการนับสต๊อกสินค้า มีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน ขั้นตอนการนับสต๊อกสินค้ามี 3 ช่วง คือเตรียมตัวก่อนนับ ระหว่างนับ และหลังนับ ช่วงที่คนมักข้ามคือการตัดยอดเอกสารก่อนนับ ซึ่งเป็นต้นเหตุของผลต่างจำนวนมาก เตรียมตัวก่อนนับ ต้องทำอะไร เตรียม 5 เรื่องก่อนวันนับ ไทยฮาร์ดแวร์เทรดหยุดรับจ่ายวันที่ 31 ธันวาคม 2569 หลังปิดคลัง และให้ฝ่ายบัญชีบันทึกเอกสารรับจ่ายของวันนั้นให้ครบก่อนพิมพ์ใบนับ ระหว่างนับ ทำอย่างไรให้แม่นยำ นับ 2 รอบโดยคนละคน ถ้ารอบ 1 กับรอบ 2 ไม่ตรงกัน ให้นับรอบ 3 ทันที บันทึกผลลงใบนับเมื่อนับเสร็จแต่ละชั้นวาง และให้ผู้นับลงชื่อกำกับ อย่าจดรวมไว้แล้วค่อยกรอกทีหลัง หลังนับ ต้องตรวจและบันทึกอะไร ปิดงาน 4 ขั้น คือเทียบยอดที่นับได้กับยอดในระบบ หาสาเหตุของผลต่างทุกรายการที่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ปรับยอดในระบบให้ตรงของจริง และบันทึกบัญชีรายการปรับปรุงพร้อมเหตุผล ใบนับสต๊อกสินค้าต้องมีอะไรบ้าง แบบฟอร์มนับสต๊อกสินค้าที่ใช้งานได้ ควรมีข้อมูลระบุสินค้า ช่องนับอย่างน้อย 2 รอบ และช่องลงชื่อผู้นับกับผู้ตรวจ ช่องยอดระบบให้ฝ่ายบัญชีกรอกหลังนับเสร็จ ไม่พิมพ์ให้ผู้นับเห็น รหัสสินค้า ชื่อสินค้า ตำแหน่ง หน่วย นับรอบ 1 นับรอบ 2 ยอดระบบ ผลต่าง ผู้นับ / ผู้ตรวจ HW-0101 Bolt M10 ชั้น A-03 ตัว 4,880 4,880 5,000 −120 สมชาย / วิภา HW-0457 ดอกสว่าน 8 มม. ชั้น C-11 ดอก 430 430 400 +30 สมชาย / วิภา ตารางนี้คือตัวอย่างสต๊อกสินค้า 2 รายการของไทยฮาร์ดแวร์เทรด (ข้อมูลสมมติ) กิจการที่มีคลังหลายแห่ง ควรเพิ่มช่องรหัสคลัง และใส่วันเวลาที่นับไว้หัวกระดาษทุกแผ่น นับประจำปีต่างจากนับระหว่างปีอย่างไร ต่างกันที่จุดประสงค์ การนับระหว่างปีใช้ควบคุมและหาปัญหาเร็ว ส่วนการตรวจนับสินค้าคงเหลือประจำปีใช้เป็นตัวเลขปิดงบการเงิน จึงต้องนับครบทุกรายการ ณ วันสิ้นรอบบัญชี หรือวันที่ใกล้ที่สุดแล้วปรับยอดให้ถึงวันสิ้นรอบ ผู้สอบบัญชีมักขอเข้าสังเกตการณ์การนับปลายปีและสุ่มนับซ้ำ ไทยฮาร์ดแวร์เทรดจึงนัดผู้สอบบัญชีล่วงหน้า และเก็บใบนับต้นฉบับทุกแผ่นไว้ให้ตรวจ หลังได้จำนวนแล้ว ต้องตีมูลค่าสินค้า มาตรฐาน TFRS for NPAEs ย่อหน้า 8.4 ให้วัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV)แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า และย่อหน้า 8.9 ให้คำนวณต้นทุนด้วยวิธีราคาเจาะจง เข้าก่อนออกก่อน หรือถัวเฉลี่ย ไม่มีวิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) นับแล้วไม่ตรงระบบ เกิดจากอะไร และบันทึกบัญชีอย่างไร สาเหตุที่พบบ่อยมี 4 กลุ่ม คือบันทึกเอกสารรับจ่ายตกหล่นหรือผิดวัน สินค้าวางผิดที่หรือนับผิด สินค้าเสียหายที่ยังไม่ได้ตัดออก และสินค้าหาย ก่อนปรับยอด ให้ไล่หาสาเหตุทุกรายการ เพราะวิธีบันทึกบัญชีขึ้นกับสาเหตุ ถ้าผลต่างซ้ำในสินค้ากลุ่มเดิมหรือโซนเดิม ควรทบทวนการควบคุมคลัง เช่น สิทธิ์เข้าคลังและการเซ็นรับจ่าย ตามแนวทางการตรวจสอบภายใน สินค้าขาด ไทยฮาร์ดแวร์เทรดตรวจแล้วไม่พบเอกสารที่ตกหล่นของ Bolt M10 ที่ขาด 120 ตัว ต้นทุนตัวละ 12 บาท จึงบันทึกผลขาด 120 × 12 = 1,440 บาท รายการ เดบิต เครดิต ขาดทุนจากสินค้าขาด (หรือต้นทุนขาย ตามนโยบายบัญชี) 1,440 สินค้าคงเหลือ 1,440 สินค้าเกิน ดอกสว่านเกิน 30 ดอก ฝ่ายบัญชีพบว่าลูกค้าส่งคืนแล้วแต่ยังไม่ได้บันทึกใบลดหนี้ เมื่อบันทึกรับคืนตามเอกสาร ยอดในระบบก็ตรงกับของจริงโดยไม่ต้องปรับยอดลอย ๆ สินค้าขาดจากการตรวจนับ มีผลทางภาษีอย่างไร มีผลทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้ ผู้ประกอบการจดภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายสินค้าต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามมาตรา 87(3) และถ้าสินค้าขาดจากรายงานนี้ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542 ระบุว่าถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8)(จ) ความรับผิดในการเสียภาษีของสินค้าขาดเกิดเมื่อตรวจพบ ตามมาตรา 78/3 ไทยฮาร์ดแวร์เทรดจึงให้ผู้ทำบัญชีพิจารณาว่า Bolt M10 ที่ขาด 120 ตัว ต้องออกใบกำกับภาษีและรวมเป็นภาษีขายของเดือนที่ตรวจพบหรือไม่ และคำนวณฐานภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ด้านภาษีเงินได้ มาตรา 65 ทวิ (6) ให้คำนวณสินค้าคงเหลือสิ้นรอบด้วยราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และเมื่อเลือกหลักเกณฑ์คำนวณราคาทุนแล้ว จะเปลี่ยนได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร ใช้ Excel หรือโปรแกรมจัดการสินค้าดี ขึ้นกับจำนวนรายการและความถี่ของการรับจ่าย Excel พอใช้ได้เมื่อสินค้าน้อยและมีคนดูแลคนเดียว แต่เมื่อรายการเพิ่มหรือขายหลายช่องทาง ตัวเลขในไฟล์จะตามการรับจ่ายจริงไม่ทัน โปรแกรมที่เชื่อมสต๊อกกับเอกสารซื้อขาย ทำให้ยอดระบบที่ใช้เทียบตอนนับเป็นยอดล่าสุด และลดงานคีย์ซ้ำ ไทยฮาร์ดแวร์เทรดเปลี่ยนจาก Excel เมื่อสินค้าเกิน 1,000 รายการ เพราะใช้เวลาเทียบยอดหลังนับนานเกินไป ดูวิธีบริหารสต๊อกไม่ให้เงินจมเพิ่มเติม ข้อควรรู้เกี่ยวกับการนับสต๊อก สรุป – นับสต๊อกต้องจำอะไรบ้าง ถ้ากำลังจะปิดบัญชีสิ้นปี เริ่มวันนี้ด้วยการกำหนดวันนับ แบ่งโซน และพิมพ์ใบนับตามตัวอย่างในบทความให้ทีมคลังลองนับชั้นวางเดียวก่อน จะเห็นว่าขั้นตอนไหนต้องปรับก่อนวันจริง ปรับยอดสินค้าหลังตรวจนับด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีเมนูปรับปรุงจำนวนสินค้า ให้กรอกวันที่ตรวจนับและจำนวนที่นับได้ กรณีจำนวนลดลง ระบบบันทึกบัญชีเดบิตต้นทุนขายและเครดิตสินค้าให้ ส่วนกรณีจำนวนเพิ่มขึ้น ผู้ทำบัญชีบันทึกเองผ่านสมุดรายวัน ดูขั้นตอนทีละหน้าจอได้ที่ปรับปรุงจำนวนสินค้าใน PEAK ให้ยอดสต๊อกกับบัญชีอยู่ในระบบเดียวกันก่อนนับรอบถัดไป ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องสินค้าคงเหลือเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการนับสต๊อก ควรนับสต๊อกบ่อยแค่ไหน ขึ้นกับความเร็วในการหมุนของสินค้า สินค้าที่รับจ่ายทุกวันหรือมูลค่าสูงควรนับแบบวนทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน สินค้าหมุนช้านับทุกไตรมาสได้ และทุกกิจการควรนับทั้งหมดอย่างน้อยปีละครั้งตอนปิดงบ ยอดของจริงไม่ตรงกับระบบ ต้องทำอย่างไร หาสาเหตุก่อนปรับยอด ตรวจเอกสารรับจ่ายที่ยังไม่บันทึก นับซ้ำจุดที่ต่างมาก แล้วค่อยปรับยอดในระบบพร้อมบันทึกบัญชีและเหตุผล ถ้าผลต่างเกิดซ้ำ ให้ทบทวนการควบคุมคลัง FIFO กับถัวเฉลี่ยต่างกันอย่างไรในแง่ภาษี ต่างกันที่ต้นทุนขายในแต่ละงวด ช่วงราคาสินค้าขึ้น FIFO มักให้ต้นทุนต่ำกว่าและกำไรสูงกว่า เมื่อเลือกวิธีแล้วต้องใช้ต่อเนื่อง การเปลี่ยนวิธีทางภาษีต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี ดูเปรียบเทียบได้ที่วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้โปรแกรมจัดการสต๊อกไหม ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าสินค้าน้อยและรับจ่ายไม่ถี่ Excel ยังพอใช้ได้ แต่เมื่อรายการเพิ่มหรือขายหลายช่องทาง โปรแกรมที่เชื่อมกับเอกสารซื้อขายและบัญชีจะลดงานเทียบยอดหลังนับได้มาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

Negative Income Tax คืออะไร สรุประบบภาษีเงินได้ติดลบที่คนไทยต้องรู้จัก

หลายคนเห็นคำว่า Negative Income Tax แล้วรู้สึกตกใจ เพราะข่าวบอกว่าคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี ไม่เว้นแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าหรือฟรีแลนซ์ที่ไม่เคยยื่นมาก่อน แต่จริงๆ แล้ว ระบบนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะคนที่มีรายได้น้อยจะไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม แถมยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐกลับมาด้วย บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า Negative Income Tax หรือภาษีเงินได้ติดลบ ทำงานยังไง กระทบใครบ้าง และผู้ประกอบการ SME รวมถึงคนทำอาชีพอิสระต้องเตรียมตัวอย่างไร Negative Income Tax คืออะไร (ภาษีเงินได้ติดลบ) Negative Income Tax หรือ NIT คือระบบภาษีที่ทำหน้าที่สองทาง ถ้ามีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดก็เสียภาษีตามปกติ แต่ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ รัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนกลับมาให้แทน พูดง่ายๆ คือ ระบบภาษีกับระบบสวัสดิการรวมเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ต้องแยกยื่นภาษีทางหนึ่ง แล้วไปขอสวัสดิการอีกทางหนึ่ง ตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติรัฐกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำไว้ที่ 100,000 บาทต่อปี และอัตราอุดหนุน 50% ทุกคนอยู่ในระบบเดียวกัน ไม่ต้องพิสูจน์ความจนเพื่อขอสวัสดิการแยกต่างหาก Milton Friedman ผู้คิดค้น Negative Income Tax แนวคิด NIT ถูกเสนอครั้งแรกโดย Milton Friedman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 ในหนังสือ Capitalism and Freedom Friedman มองว่าระบบสวัสดิการแบบเดิมมีปัญหาหลายจุด ทั้งซ้ำซ้อน ตกหล่น และสิ้นเปลือง เขาเสนอว่าถ้ารวมภาษีกับสวัสดิการเป็นระบบเดียว จะช่วยลดความซับซ้อน ลดต้นทุนบริหาร และทำให้เงินถึงมือคนที่ต้องการจริง แม้จะเป็นแนวคิดจากต่างประเทศ แต่รัฐบาลไทยกำลังศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทไทย โดยตั้งเป้าให้คนไทยทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีเดียวกัน (ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) NIT กับ UBI (Universal Basic Income) ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนว่า NIT กับ UBI เหมือนกันไหม คำตอบคือไม่เหมือนกัน แม้ทั้งสองระบบจะมีเป้าหมายช่วยเหลือคนรายได้น้อยเหมือนกัน เรื่อง Negative Income Tax (NIT) Universal Basic Income (UBI) ใครได้รับเงิน เฉพาะคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ทุกคนได้เท่ากันหมด ไม่ว่ารวยหรือจน เงื่อนไข ต้องยื่นภาษีเพื่อแสดงรายได้ ไม่มีเงื่อนไข งบประมาณ ใช้น้อยกว่า เพราะจ่ายเฉพาะกลุ่มที่ต้องการ ใช้มหาศาล เพราะจ่ายทุกคน NIT จึงเหมาะกับประเทศที่มีงบประมาณจำกัดมากกว่า เพราะเงินอุดหนุนถูกส่งตรงไปยังคนที่ต้องการจริง Negative Income Tax ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ NIT ไม่ซับซ้อน ทุกคนยื่นแบบแสดงรายได้ต่อกรมสรรพากร ระบบจะคำนวณอัตโนมัติว่าคนๆ นั้นต้องเสียภาษีหรือได้รับเงินอุดหนุน ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน ทำไมคนไทยทุกคนต้องยื่นภาษีในระบบ NIT เหตุผลหลักคือ รัฐต้องรู้รายได้ที่แท้จริงของทุกคน เพื่อจะตัดสินได้ว่าใครควรเสียภาษีและใครควรได้รับเงินอุดหนุน ปัจจุบันคนไทยที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีเพียงราว 10-11 ล้านคนจากประชากรวัยทำงานกว่า 38 ล้านคน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร – สถิติการยื่นแบบ) ซึ่งหมายความว่าคนอีกกว่า 20 ล้านคนยังอยู่นอกระบบภาษี ถ้าไม่มีข้อมูลรายได้ของทุกคน รัฐก็ไม่สามารถส่งเงินอุดหนุนถูกคนได้ การยื่นภาษีจึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเสียภาษี แต่เป็นการแจ้งรายได้เพื่อให้ระบบทำงานได้ คนที่เคยไม่ต้องยื่นภาษี ระบบใหม่เปลี่ยนอะไร ปัจจุบันคนที่มีเงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ต้องยื่นแบบภาษี แต่ในระบบ NIT ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่น ไม่ว่าจะมากหรือน้อย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ สิ่งที่เปลี่ยนคือ กลุ่มนี้ต้องเรียนรู้วิธียื่นภาษีและจัดเก็บเอกสารรายได้-รายจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายคน Negative Income Tax ต่างจากระบบภาษีปัจจุบันอย่างไร ระบบภาษีปัจจุบันทำงานทางเดียว คือเก็บภาษีจากคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ส่วนคนรายได้น้อยต้องไปขอสวัสดิการแยกต่างหาก เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ NIT เปลี่ยนให้ทำงานสองทางในระบบเดียว เรื่อง ระบบภาษีปัจจุบัน ระบบ NIT ใครต้องยื่น เฉพาะคนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ ทุกคนที่มีรายได้ คนรายได้น้อย ต้องไปลงทะเบียนขอสวัสดิการแยก ได้รับเงินอุดหนุนอัตโนมัติผ่านระบบภาษี ข้อมูลรายได้ รัฐมีข้อมูลไม่ครบ รัฐมีข้อมูลรายได้ของทุกคน ความซ้ำซ้อน สวัสดิการหลายโครงการ ซ้ำซ้อนกัน รวมเป็นระบบเดียว ลดความซ้ำซ้อน ผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการไทย สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ทำบัญชีและยื่นภาษีอยู่แล้ว ผลกระทบโดยตรงอาจไม่มากนัก เพราะระบบภาษีนิติบุคคลยังทำงานเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือคือ พนักงานและลูกจ้างทุกคนจะต้องอยู่ในระบบภาษี ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจที่มีระบบบัญชีเป็นระเบียบอยู่แล้วจะได้เปรียบ เพราะข้อมูลพร้อมส่งต่อให้พนักงานใช้ยื่นภาษีได้ทันที ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวอย่างไร ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าธุรกิจใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์เพื่อจัดการรายรับ-รายจ่ายอยู่แล้ว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกอัตโนมัติ ไม่ต้องไปรวบรวมทีหลัง คนไม่เคยยื่นภาษี-อาชีพอิสระ เตรียมตัวอย่างไร สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ฟรีแลนซ์ หรือคนทำอาชีพอิสระที่ไม่เคยยุ่งกับเรื่องภาษีมาก่อน อาจรู้สึกกังวล แต่หลักการเตรียมตัวไม่ยากอย่างที่คิด ขั้นตอนเริ่มต้นยื่นภาษีครั้งแรก สำหรับคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบ สำหรับคนที่ไม่เคยยื่นภาษีมาก่อนเลย ขั้นตอนเริ่มต้นมีดังนี้ สิ่งสำคัญคือ ไม่ต้องกลัวว่ายื่นแล้วจะต้องเสียภาษีทุกกรณี เพราะถ้ารายได้ไม่ถึงเกณฑ์ ในระบบ NIT คุณจะได้รับเงินอุดหนุนกลับมาแทน เอกสารและข้อมูลที่ต้องเตรียม เอกสาร ใช้ทำอะไร บัตรประชาชน สมัครเลขผู้เสียภาษี ยืนยันตัวตน หลักฐานรายได้ทั้งปี (สลิปเงินเดือน ยอดขาย ใบเสร็จ) แจ้งรายได้รวมเพื่อคำนวณภาษี หลักฐานค่าใช้จ่าย (ใบเสร็จซื้อสินค้า ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ) ใช้หักค่าใช้จ่ายก่อนคำนวณภาษี หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใช้ลดภาษีที่ถูกหักไปแล้วระหว่างปี หลักฐานค่าลดหย่อน (ประกันสังคม ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ลดฐานภาษีให้ต่ำลง ถ้ายังไม่มีระบบจัดเก็บเอกสาร การเริ่มใช้โปรแกรมบัญชีหรือแอปบันทึกรายรับ-รายจ่ายจะช่วยให้ข้อมูลพร้อมใช้ตอนยื่นภาษีออนไลน์ ไม่ต้องมานั่งรวบรวมทีหลัง โทษหากไม่ยื่นภาษี ตามประมวลรัษฎากร การไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนดมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา ไม่ว่าจะอยู่ในระบบภาษีปัจจุบันหรือระบบ NIT ในอนาคต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม โทษอาญา บทลงโทษแบ่งเป็น 3 ระดับ เบี้ยปรับ คือค่าปรับที่เกิดจากการยื่นแบบไม่ถูกต้อง เช่น แจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยทั่วไปเสียเบี้ยปรับ 1-2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 22 และ 26 แห่งประมวลรัษฎากร แต่ถ้าไปยื่นเองก่อนได้รับหมายเรียก กรมสรรพากรมีนโยบายลดเบี้ยปรับได้ (คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 81/2542) เงินเพิ่ม คือดอกเบี้ยจากการชำระภาษีล่าช้า คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระ ตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร ยิ่งจ่ายช้า ยอดก็ยิ่งเพิ่ม โทษอาญา กรณีไม่ยื่นแบบภาษีภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนกรณีจงใจหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 200,000 บาท ตามมาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับผู้ประกอบการ SME การมีระบบบัญชีที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้มาก เพราะข้อมูลรายได้-รายจ่ายจะถูกต้องตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปแก้ไขทีหลัง บทสรุป Negative Income Tax กับสิ่งที่ต้องเตรียม Negative Income Tax ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นระบบที่จะทำให้ภาษีและสวัสดิการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ทุกคนควรเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้คือ ยิ่งเตรียมตัวเร็วเท่าไร ยิ่งสบายตอนระบบเริ่มใช้งานจริง ให้ PEAK ช่วยจัดการบัญชีและภาษีให้ธุรกิจของคุณ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารภาษี และสร้างรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าระบบภาษีจะเปลี่ยนไปอย่างไร ข้อมูลบัญชีที่เป็นระบบจะช่วยให้คุณพร้อมรับมือได้เสมอ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Negative Income Tax Negative Income Tax เริ่มใช้เมื่อไร รัฐบาลไทยตั้งเป้าเริ่มใช้ระบบ NIT ในปีภาษี 2570 (ค.ศ. 2027) แต่รายละเอียดและกำหนดเวลาที่แน่นอนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบาย ควรติดตามประกาศจากกรมสรรพากรและสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นระยะ ถ้ารายได้น้อยมาก ยื่นแล้วต้องเสียภาษีไหม ไม่จำเป็น ในระบบ NIT คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะไม่ต้องเสียภาษี และยังมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐด้วย การยื่นภาษีจึงเป็นประโยชน์สำหรับคนรายได้น้อย ไม่ใช่ภาระ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องยื่นภาษีด้วยไหม ต้องยื่น เพราะระบบ NIT กำหนดให้ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นแบบแสดงรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน รายได้จากการขายของออนไลน์ หรือรายได้ฟรีแลนซ์ ทางที่ดีคือเริ่มบันทึกยอดขายและค่าใช้จ่ายตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้พร้อมตอนยื่น NIT จะมาแทนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไหม แนวทางของ NIT คือรวมระบบสวัสดิการเข้ากับระบบภาษีเป็นระบบเดียว ซึ่งอาจทดแทนหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบสวัสดิการที่ซ้ำซ้อนได้ในอนาคต แต่รายละเอียดยังอยู่ระหว่างการศึกษาของรัฐบาล ผู้ประกอบการ SME ต้องทำอะไรเพิ่มเติมไหม สำหรับผู้ประกอบการที่ทำบัญชีและยื่นภาษีถูกต้องอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มมากนัก แต่ควรตรวจสอบว่าระบบบัญชีของธุรกิจสามารถออกเอกสารรับรองรายได้ให้พนักงานได้ครบถ้วน เพราะพนักงานทุกคนจะต้องยื่นภาษีเช่นกันธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ร้านกล้วยทอดเจ้าดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไรแค่ 3 หมื่น ต้นทุนจริงที่พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้

ขายของงานวัดไร่ขิงได้กำไรจริงเท่าไร เชื่อว่าหลายคนเห็นข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดังที่ออกมาเล่าว่าลงทุนไปราว 5 แสนบาท แต่กำไรเหลือแค่ประมาณ 3 หมื่นบาท หลายคนอาจสงสัยว่าลงทุนตั้งมากขนาดนี้ ทำไมกำไรถึงน้อยนัก ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้แปลก เพราะการขายของงานวัดไร่ขิงมีต้นทุนซ่อนเร้นมากกว่าที่คิด วันนี้ PEAK จะพาวิเคราะห์ตัวเลขจากมุมมองนักบัญชี เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าต้นทุนจริงของการขายของงานวัดมีอะไรบ้าง และกำไรที่ได้มาจริง ๆ ควรมองอย่างไร ย้อนรอยข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น ข่าวนี้เป็นที่พูดถึงกันมากในโลกออนไลน์ เจ้าของร้านกล้วยทอดรายหนึ่งที่เปิดขายในงานวัดไร่ขิงออกมาเปิดเผยว่าลงทุนไปทั้งหมดราว 5 แสนบาท แต่เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้วเหลือกำไรเพียงประมาณ 3 หมื่นบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมองจากภายนอกแล้วร้านขายดีมาก คิวยาว แต่กำไรกลับน้อยกว่าที่คาด ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า ลงทุน 5 แสน กับ กำไร 3 หมื่น ซึ่งถ้ามองในมุมบัญชีจะพบว่าตัวเลขเหล่านี้มีรายละเอียดที่ต้องแยกให้ออก ทำไมขายของงานวัดไร่ขิงถึงกำไรน้อยกว่าที่คิด ต้นทุนที่มองไม่เห็น คนส่วนใหญ่ที่คิดจะขายของงานวัดไร่ขิง มักคิดต้นทุนแค่ค่าวัตถุดิบ แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกหลายตัวที่มองข้ามไป ต้นทุนตรง (Direct Cost) วัตถุดิบ ค่าแรง น้ำมัน ต้นทุนตรงคือค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ค่ากล้วย น้ำมันทอด แป้ง น้ำตาล ค่าจ้างลูกน้อง ค่าน้ำมันรถขนของ และค่าบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนเหล่านี้คิดง่ายเพราะมีใบเสร็จหรือจำนวนเงินที่จ่ายออกไปชัดเจน ต้นทุนแฝง (Indirect Cost) ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเสียโอกาส ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ต้นทุนแฝงคือตัวที่ทำให้กำไรหายไปแบบไม่รู้ตัว ได้แก่ ต้นทุนแฝงเหล่านี้หากไม่ถูกนับรวม จะทำให้เจ้าของร้านเข้าใจผิดว่าได้กำไรมากกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายคืออะไร แนวคิดที่พ่อค้าแม่ค้างานวัดต้องเข้าใจ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจัดหาสินค้าที่ขายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือ เงินทุกบาทที่จ่ายออกไปเพื่อให้สินค้าพร้อมขาย ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงค่าแรงในการผลิต สำหรับพ่อค้าแม่ค้างานวัดไร่ขิง การเข้าใจต้นทุนขายช่วยให้ตั้งราคาสินค้าได้ถูกต้อง ไม่ตั้งต่ำเกินจนขาดทุนหรือสูงเกินจนขายไม่ออก ใครอยากเจาะลึกเรื่องสูตรคำนวณต้นทุนขายแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความต้นทุนขายของ PEAK ตัวอย่าง ต้นทุนขายร้านกล้วยทอด งานวัดไร่ขิง (จำลองตัวเลข) สมมติร้านกล้วยทอดร้านหนึ่งในงานวัดไร่ขิงมีค่าใช้จ่ายดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) วัตถุดิบ (กล้วย แป้ง น้ำมัน น้ำตาล) 120,000 ค่าจ้างลูกน้อง 5 คน 75,000 ค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง 80,000 ค่าน้ำมันรถ ค่าขนส่ง 15,000 ค่าบรรจุภัณฑ์ ถุง ไม้เสียบ 10,000 ค่าเสื่อมอุปกรณ์ (เตา กระทะ เต็นท์) 5,000 ค่าไฟ ค่าแก๊ส 8,000 ค่าอื่น ๆ (ค่าเดินทาง ค่าที่พัก) 17,000 รวมต้นทุน 330,000 ถ้ายอดขายรวมตลอดงานอยู่ที่ 360,000 บาท กำไรขั้นต้นจะเท่ากับ 360,000 – 330,000 = 30,000 บาท ซึ่งตรงกับตัวเลขที่เจ้าของร้านบอก (หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นเป็นการจำลองเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่ตัวเลขจริงของร้านใดร้านหนึ่ง) กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ทำไมเจ้าของร้านถึงบอกว่าได้กำไรน้อย หลายคนอาจสับสนระหว่าง กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขคนละตัวกัน กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คือ รายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนขาย เป็นตัวเลขที่บอกว่าสินค้าของเราทำกำไรได้เท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กำไรสุทธิ (Net Profit) คือ กำไรขั้นต้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราเหลือเงินจริง ๆ เท่าไรหลังหักทุกอย่าง ในกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดัง ตัวเลข 3 หมื่นบาทที่เจ้าของร้านพูดถึง น่าจะหมายถึงกำไรหลังหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ซึ่งอาจใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ การแยกกำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิให้ออกเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่ขายของงานวัดไร่ขิง เพราะจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าเงินหายไปตรงไหน วิเคราะห์ตัวเลข ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น อัตรากำไรประมาณ 6% ถือว่าปกติหรือไม่ ถ้าคิดอัตรากำไรคร่าว ๆ จากยอดลงทุน 500,000 บาท ได้กำไร 30,000 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งฟังดูน้อย แต่ต้องพิจารณาบริบทด้วย เปรียบเทียบอัตรากำไรร้านอาหาร ร้านขายของทั่วไป ประเภทธุรกิจ อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ย ร้านอาหารทั่วไป 5-15% ร้านค้าปลีก 2-5% ร้านขายอาหารในงานอีเวนต์ 5-20% (ขึ้นกับทำเล) จะเห็นว่าอัตรากำไร 6% ไม่ได้ต่ำผิดปกติสำหรับร้านอาหาร เพียงแต่ถ้าเทียบกับเงินลงทุนก้อนใหญ่อย่าง 5 แสนบาท ตัวเลข 3 หมื่นบาทจึงดูน้อยในสายตาคนทั่วไป จุดคุ้มทุน (Break-even Point) ของร้านขายของงานวัดไร่ขิง จุดคุ้มทุนคือจำนวนยอดขายที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนทั้งหมด ไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน การรู้จุดนี้ก่อนรับงานจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าคุ้มค่าไหมที่จะเข้าร่วมงาน สำหรับคนที่วางแผนขายของงานวัดไร่ขิง การคำนวณจุดคุ้มทุนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ทำไมลงทุน 5 แสน ไม่ใช่ต้นทุน 5 แสนในงานเดียว ประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ ตัวเลข 5 แสนบาทนั้นไม่ได้หายไปทั้งก้อนในงานเดียว เพราะบางส่วนเป็นค่าอุปกรณ์ที่ใช้ได้หลายปี เช่น เตาทอดราคา 30,000 บาท ถ้าใช้งานได้ 3 ปี ต้นทุนจริงต่อเดือนคือประมาณ 833 บาท ไม่ใช่ 30,000 บาททั้งก้อน แนวคิดนี้ในทางบัญชีเรียกว่า ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการกระจายต้นทุนของทรัพย์สินออกตามอายุการใช้งานจริง ถ้าเจ้าของร้านแยกค่าอุปกรณ์ออกจากต้นทุนตรงของงาน กำไรที่แท้จริงของงานวัดไร่ขิงครั้งนี้อาจสูงกว่า 3 หมื่นบาทก็ได้ 5 เทคนิคทำบัญชีร้านค้างานวัดไร่ขิง ไม่ให้คิดว่าได้กำไร แต่จริง ๆ ขาดทุน 1. แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินร้าน นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนใช้เงินกระเป๋าตัวเองปนกับเงินร้าน ทำให้ไม่รู้ว่ากำไรจริง ๆ เท่าไร วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ 2. บันทึกต้นทุนทุกรายการ รวมค่าเช่าพื้นที่และค่าน้ำมัน ทุกบาทที่จ่ายออกไปเกี่ยวกับร้านต้องบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง ค่าน้ำมันรถ ค่าที่พัก หรือแม้แต่ค่าน้ำแข็ง เพราะต้นทุนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมกันแล้วอาจเป็นหลักหมื่นบาท 3. คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนตอบรับเข้างาน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมงานวัดไร่ขิงหรืองานไหนก็ตาม ควรคำนวณคร่าว ๆ ก่อนว่าต้องขายกี่ชิ้นถึงจะคุ้ม ถ้าจุดคุ้มทุนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนวันงานและกำลังผลิต อาจต้องพิจารณาใหม่ 4. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายรายวัน การบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวันระหว่างงานจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าวันไหนขายดี วันไหนขายไม่ดี และต้นทุนวันไหนสูงผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากสำหรับการตัดสินใจเข้างานครั้งถัดไป 5. วิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงาน หลังจบงานวัดไร่ขิง ให้นั่งสรุปตัวเลขทั้งหมด เอารายได้รวมมาหักด้วยต้นทุนทุกรายการ ดูว่ากำไรสุทธิเป็นเท่าไร คุ้มค่าเวลาที่ลงทุนไปหรือไม่ การทำแบบนี้ทุกครั้งจะช่วยให้รู้ว่างานไหนคุ้ม งานไหนไม่คุ้ม ขายของงานวัดไร่ขิง ขายอะไรดี ที่กำไรจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายเยอะ ใครที่กำลังมองหาของขายงานวัดไร่ขิง ต้องรู้ว่าของที่ขายดีไม่ได้หมายความว่ากำไรดีเสมอไป ของที่กำไรดีจริง ๆ ต้องมีต้นทุนวัตถุดิบต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย ผลิตได้เร็ว ไม่ต้องใช้แรงงานมาก และเก็บรักษาได้ง่ายไม่เสียของ ตัวอย่างเช่น ขนมที่ทำจากแป้งและน้ำตาลมักมี margin ดีกว่าอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์ เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่ามาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเมนูคือ การรู้ต้นทุนจริง ก่อนตั้งราคา เพราะถ้าไม่รู้ต้นทุน ต่อให้ขายดีแค่ไหนก็อาจกำไรน้อยหรือขาดทุนได้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับต้นทุนขายของงานวัด ขายของงานวัดต้องจดทะเบียนร้านค้าหรือไม่ ถ้าเป็นการขายเป็นครั้งคราวในงานวัดไร่ขิงและรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียน VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่รายได้ที่ได้จากการขายของยังต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ประจำปีเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ต่างกันอย่างไร กำไรขั้นต้นคือรายได้หักต้นทุนขาย (เฉพาะค่าวัตถุดิบและค่าแรงผลิต) ส่วนกำไรสุทธิคือกำไรขั้นต้นหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา ตัวเลขกำไรสุทธิจึงน้อยกว่ากำไรขั้นต้นเสมอ และเป็นตัวเลขที่บอกสถานะการเงินจริงของร้านค้าได้ดีกว่า สรุป ขายของงานวัดไร่ขิงจะกำไรดี ต้องเริ่มจากรู้ต้นทุนจริง จากกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดังในงานวัดไร่ขิง จะเห็นว่าการขายของงานวัดไร่ขิงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้นทุนมีหลายชั้นทั้งที่เห็นและไม่เห็น สิ่งที่แยกร้านค้าที่กำไรจริงออกจากร้านที่คิดว่ากำไรแต่จริง ๆ ขาดทุน คือ การทำบัญชีและรู้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่ว่าจะขายกล้วยทอด ขนมครก หรือของเล่น หัวใจสำคัญเหมือนกันคือต้องบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้ครบ แยกเงินส่วนตัวกับเงินร้าน และวิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงานทุกครั้ง เริ่มจัดการต้นทุนและกำไรอย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากจัดการรายรับ-รายจ่ายและต้นทุนให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกรายการ ดูรายงานการเงิน และเข้าใจกำไรสุทธิของธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร ต่างจากเต็มรูปยังไง ใครออกได้บ้าง

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice หรือ ABB) คือ ใบกำกับภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งทำกิจการค้าปลีกออกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ และแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/6 บางคนเรียกว่าใบกำกับภาษีแบบย่อ ที่เห็นบ่อยที่สุดคือสลิปจากเครื่องคิดเงินของร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน หรือห้างค้าปลีก ซึ่งพิมพ์คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” หรือ “TAX INV (ABB)” ไว้หัวสลิป เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท ช่างดีวัสดุภัณฑ์ จำกัด ร้านวัสดุก่อสร้างที่จด VAT และขายหน้าร้านทั้งให้ลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาที่เป็นบริษัท ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูปอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูป 3 จุดหลัก คือ ไม่ต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ แสดงราคาที่รวม VAT แล้วแทนการแยก VAT และผู้ซื้อนำภาษีซื้อไปเครดิตไม่ได้ ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการครบ 8 ข้อตามมาตรา 86/4 และผู้ซื้อที่จด VAT ใช้เป็นหลักฐานหักภาษีซื้อได้ ประเด็น ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ มาตราที่กำหนด 86/4 86/6 ใครออกได้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกประเภท ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ค้าปลีก หรือได้รับอนุมัติตาม 86/7 คำว่า “ใบกำกับภาษี” ต้องมี ต้องมี ข้อมูลผู้ขาย ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษี ชื่อหรือชื่อย่อ และเลขผู้เสียภาษี ข้อมูลผู้ซื้อ ชื่อและที่อยู่ ไม่ต้องมี รายการสินค้า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า การแสดง VAT แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ระบุว่าราคารวม VAT แล้ว ผู้ซื้อเครดิตภาษีซื้อ ได้ ไม่ได้ สมมติช่างดีวัสดุภัณฑ์ขายสีและแปรง 2,140 บาทให้ลูกค้าทั่วไป ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะแสดงยอด 2,140 บาทพร้อมข้อความว่ารวม VAT แล้ว แต่ถ้าผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทซื้อของ 10,700 บาทและขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบนั้นต้องแยกให้เห็นว่ามูลค่าสินค้า 10,000 บาท และ VAT 700 บาท ร้านแบบไหนมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)แล้ว และทำกิจการค้าปลีก ตามมาตรา 86/6 แต่ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียนออกแทนไม่ได้ กิจการที่ไม่ใช่ค้าปลีกแต่จำเป็นต้องออก เช่น ขายให้คนจำนวนมากเหมือนร้านค้าปลีก ยื่นขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ตามมาตรา 86/7 โดยต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น และอธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขเพิ่มได้ ส่วนร้านที่ไม่ได้จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ทุกแบบ เอกสารที่ออกได้คือบิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องขออนุมัติไหม ต้องขอ ร้านค้าปลีกที่จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินออกใบกำกับภาษีประเภทนี้ ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีตามมาตรา 86/6 และใช้เครื่องตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด รายละเอียดอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ซึ่งให้ยื่นแบบคำขอ ภ.พ.06 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ถ้าไม่แน่ใจว่าระบบที่ร้านใช้เข้าข่ายเครื่องบันทึกการเก็บเงินหรือไม่ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่ก่อนเริ่มใช้ ขายปลีกไม่เกิน 1,000 บาท ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่จำต้องออก ถ้ากิจการเข้าเงื่อนไขขายปลีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 154) การขายที่มูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี เว้นแต่ผู้ซื้อเรียกร้อง ข้อยกเว้นนี้มาจากมาตรา 86/8 และประกาศเดียวกันกำหนดให้จัดทำใบกำกับภาษีรวมยอดขายเหล่านี้ทุกวันทำการ ร้านจึงยังต้องรวบรวมยอดขายไว้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมีเอกสารเลย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องมีรายการอะไรบ้าง ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อย 7 ข้อตามมาตรา 86/6 ซึ่งเป็นรายการที่กรมสรรพากรใช้ตรวจว่าเอกสารนั้นเป็นใบกำกับภาษีจริง รายการทั้งหมดต้องเป็นภาษาไทย ใช้สกุลเงินไทย และเลขไทยหรือเลขอารบิก เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ร้านที่อยากพิมพ์ชื่อสินค้าเป็นรหัส ต้องแจ้งอธิบดีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนใช้ ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อของช่างดีวัสดุภัณฑ์ จะมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ชื่อร้าน เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก เลขที่ใบ รายการสีและแปรงพร้อมจำนวน ยอด 2,140 บาท ข้อความ “ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” และวันที่ขาย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ผู้ซื้อใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (2) กำหนดให้ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 และ 86/7 เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อนี้ออกตามมาตรา 82/5 (6) ภาษีซื้อในเอกสารนี้จึงจัดอยู่ในภาษีซื้อต้องห้าม ไม่ว่ายอดซื้อจะมากแค่ไหน สมมติผู้รับเหมารายหนึ่งซื้อวัสดุจากช่างดีวัสดุภัณฑ์ 10,700 บาท แต่ลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปและได้แค่สลิป ภาษีซื้อ 700 บาทในยอดนั้นจะนำไปหักภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ไม่ได้ ซื้อของแล้วได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อ บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกยอดรวม VAT ทั้งจำนวนเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของสิ่งที่ซื้อ ไม่แยกภาษีซื้อออกมา เพราะภาษีก้อนนี้เครดิตไม่ได้ จากตัวอย่างผู้รับเหมา จะบันทึกค่าวัสดุ 10,700 บาท ไม่ใช่วัสดุ 10,000 บาทกับภาษีซื้อ 700 บาท ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) เป็นรายจ่ายได้ แต่รายจ่ายนั้นต้องเป็นรายจ่ายของกิจการจริงและไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ข้ออื่น ก่อนปิดงบควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจหลักฐานประกอบ ได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อมาแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ไหม ขอได้ในทางปฏิบัติ ร้านค้าปลีกหลายแห่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแทนแล้วยกเลิกใบเดิม แต่ตัวบทไม่ได้บังคับให้ร้านต้องเปลี่ยนให้ทุกกรณี ทางที่แน่นอนกว่าคือขอแบบเต็มรูปตั้งแต่ก่อนชำระเงิน ก่อนจ่ายเงิน ให้แจ้งร้านว่าต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูป พร้อมให้ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ผู้รับเหมาที่ซื้อของประจำควรเก็บข้อมูลชุดนี้ไว้ในมือถือ ร้านที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องลงรายงานภาษีขายอย่างไร ร้านค้าปลีกที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ลงรายงานภาษีขายเป็นยอดรวมรายวันได้ ไม่ต้องลงทีละใบ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ข้อ 7 (2) แต่ละวันให้ลงมูลค่าสินค้าและจำนวน VAT ทั้งหมดแยกจากกัน และระบุเลขที่เป็นช่วง “เลขที่…ถึงเลขที่…” (ถ้าออกเป็นเล่มให้ระบุเล่มที่ด้วย) ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ในใบกำกับภาษี เพราะราคาในสลิปรวม VAT ไว้แล้ว ร้านต้องแยก VAT ออกเอง สูตรคือ VAT = ราคารวม × 7 ÷ 107 สมมติวันหนึ่งช่างดีวัสดุภัณฑ์ออกสลิปจากหน้าร้าน 85 ใบ ยอดรวม 53,500 บาท 53,500 × 7 ÷ 107 = 3,500 บาท รายงานภาษีขายของวันนั้นจะมี 1 บรรทัด คือ มูลค่าสินค้า 50,000 บาท VAT 3,500 บาท พร้อมเลขที่ใบแรกถึงใบสุดท้ายของวัน แล้วยอดทั้งเดือนจะไปรวมในแบบ ภ.พ.30 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องใบกำกับภาษีอย่างย่อมีอะไรบ้าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมี 5 แบบ ทั้งฝั่งร้านที่ออกเอกสารและฝั่งผู้ซื้อที่รับเอกสาร ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วยโปรแกรมบัญชีได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีที่ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีได้ มักมีรูปแบบใบกำกับภาษีอย่างย่อให้เลือกพิมพ์ ข้อดีคือเลขที่เอกสารเรียงต่อกันเอง และยอดขายไปรวมในรายงานภาษีขายโดยไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ตอนเลือกโปรแกรม ให้เช็กว่าแบบฟอร์มที่พิมพ์ออกมามีรายการครบ 7 ข้อของมาตรา 86/6 โดยเฉพาะข้อความว่ารวม VAT แล้ว ส่วนเรื่องขออนุมัติเครื่องบันทึกการเก็บเงินยังเป็นหน้าที่ของกิจการเอง โปรแกรมไม่ได้ขออนุมัติแทน ข้อควรรู้ก่อนออกหรือรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ สรุป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ร้านค้าและผู้ซื้อต้องเช็กอะไร เรื่องที่ควรเช็กก่อนคือสลิปที่ได้มาเดือนนี้ หยิบใบที่ซื้อเข้ากิจการแล้วดูหัวกระดาษ ใบไหนเขียนว่าอย่างย่อแต่ถูกลงเป็นภาษีซื้อในรายงาน ให้แก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป ส่วนร้านค้า ให้หยิบสลิปของร้านมาเทียบกับ 7 รายการด้านบนสักใบ ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วย PEAK ร้านที่ขายให้ทั้งลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาแบบช่างดีวัสดุภัณฑ์ สร้างใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีใน PEAK แล้วพิมพ์เป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ทั้งขนาด A4 และเครื่องพิมพ์ POS 58 mm ตามวิธีออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อใน PEAK เมื่อกดอนุมัติเอกสาร ระบบจะบันทึกรายการบัญชีของใบนั้นให้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Abbreviated Tax Invoice ตัวย่อ ABB บางแห่งใช้คำว่า Simplified Tax Invoice บนสลิปมักพิมพ์ว่า TAX INV (ABB) ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปเรียกว่า Full Tax Invoice ทำใบกำกับภาษีอย่างย่อใน Excel ได้ไหม ได้ ถ้าเป็นร้านค้าปลีกที่จด VAT และแบบฟอร์มมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/6 พร้อมเลขที่เรียงต่อกัน แต่ถ้าออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ต้องได้รับอนุมัติตามประกาศฉบับที่ 46 ก่อน ต้องเก็บใบกำกับภาษีอย่างย่อไว้กี่ปี ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษีไว้ นับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

OCR คืออะไร ต่างจาก AI ยังไง และใช้ทำงานบัญชีอะไรได้บ้าง

OCR คืออะไร และใช้ในงานบัญชีได้อย่างไร OCR (Optical Character Recognition) คือ เทคโนโลยีที่แปลงข้อความในภาพ เช่น รูปถ่าย เอกสารสแกน ไฟล์ PDF ใบเสร็จ หรือลายมือ ให้เป็นข้อความดิจิทัลที่คอมพิวเตอร์อ่าน ค้นหา และแก้ไขได้ โดยไม่ต้องนั่งพิมพ์ใหม่ทีละตัว พูดง่าย ๆ คือ เปลี่ยนข้อมูลบนกระดาษให้เป็นข้อมูลแบบ Digital ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ตัวเลข และรหัสสินค้า จะถูกดึงออกมาเก็บในระบบ แล้วนำไปใช้ต่อในงานเอกสารและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) ได้ในทันที ระบบ OCR สามารถนำมาใช้กับงานบัญชีได้หลากหลาย อาทิ ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท สยามพาร์ทซัพพลาย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรที่ได้รับใบกำกับภาษีซื้อและใบแจ้งหนี้จากผู้ขายเดือนละ 300 ใบ และใช้เวลาคีย์เอกสารเหล่านี้เดือนละ 15 ชั่วโมง OCR ย่อมาจากอะไร OCR ย่อมาจาก Optical Character Recognition บางแหล่งแปลเป็นภาษาไทยว่า การอ่านอักขระด้วยแสง และบางแหล่งใช้คำว่า การรู้จำอักขระด้วยแสง ทั้งสองคำหมายถึงการให้เครื่องอ่านตัวอักษรจากภาพที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์หรือกล้องดิจิทัล งานที่ใช้เทคโนโลยีนี้บ่อยมี 3 แบบ OCR มีหลักการทำงานอย่างไร วิธีการทำงานของ OCR แยกออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก นอกจากตัวอักษรและตัวเลขแล้ว เทคโนโลยี OCR ยังสามารถจดจำรูปทรง แพทเทิร์น หรือรูปแบบเอกสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการทำบัญชี โดยใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีฟีเจอร์ SMART KEY (AI OCR) ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าเอกสารบัญชีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น AI OCR คืออะไร ต่างจาก OCR แบบเดิมอย่างไร AI OCR คือ OCR ที่ใช้โมเดลเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ช่วยอ่าน จึงเข้าใจทั้งตัวอักษรและโครงสร้างเอกสาร เช่น รู้ว่าตัวเลขตรงไหนคือยอดรวม ตรงไหนคือภาษี แม้ผู้ขายแต่ละรายจัดหน้าไม่เหมือนกัน OCR แบบเดิมจะอ่านตัวอักษรได้ แต่ต้องบอกตำแหน่งกับโปรแกรมไว้ก่อน หากผู้ขายเปลี่ยนรูปแบบใบกำกับภาษี ก็ต้องมาชี้ตำแหน่งใหม่ด้วยตนเอง ประเด็น OCR แบบเดิม AI OCR สิ่งที่อ่านได้ ตัวอักษรและตัวเลข ตัวอักษร ตัวเลข และความหมายของแต่ละช่อง เอกสารต่างรูปแบบ ต้องปรับค่าใหม่ทีละแบบ อ่านได้เลย ไม่ต้องปรับค่าอะไร ลายมือและภาพไม่ชัด โอกาสเกิดข้อผิดพลาดสูง อ่านได้ดีกว่า แต่ยังมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ได้ ได้ข้อความทั้งหน้า เป็นกล่องเดียว ได้ข้อมูลแยกเป็นช่อง เช่น ผู้ขาย วันที่ ยอดรวม ไม่ว่าเอไอจะพัฒนาไปแค่ไหน ผู้ใช้งานยังคงมีหน้าที่ตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานโดยเฉพาะงานบัญชี ที่ข้อมูลมักมีความละเอียดอ่อน เช่น เลขที่บัญชี หรือชื่อกิจการ ข้อมูลเหล่านี้ หากสะกดผิดเพียงนิดเดียว อาจสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้ OCR ใช้กับเอกสารบัญชีอะไรได้บ้าง ระบบ OCR สามารถใช้ได้กับเอกสารบัญชีแทบทุกประเภท โดยเฉพาะกับ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีซื้อ ใบแจ้งหนี้ และใบเสนอราคาจากผู้ขาย ที่มักเป็นเอกสารที่มีรูปแบบตายตัว ทั้งนี้ ผู้ใช้งานยังต้องหมั่นตรวจเอกสารอยู๋เสมอ ตามตารางแนะนำการใช้งานด้านล่าง ช่องข้อมูล OCR ดึงให้ได้ สิ่งที่ผู้ทำบัญชีต้องตรวจเอง ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ได้ เลข 13 หลักตรงกับผู้ขายจริง และระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา เลขที่และวันที่ของเอกสาร ได้ วันที่อยู่ในเดือนภาษีที่จะใช้สิทธิ รายการสินค้า จำนวน ราคา ได้ ตรงกับใบสั่งซื้อและของที่รับจริง มูลค่าก่อนภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ ภาษีแยกออกจากมูลค่าสินค้าชัดเจน และคำนวณถูก ผังบัญชีที่ใช้บันทึก ไม่ได้ (ระบบบางตัวเสนอให้) ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ เลือกตามลักษณะรายจ่ายจริง ทีมบัญชีของสยามพาร์ทซัพพลายใช้ตารางนี้ตรวจเอกสารทั้ง 300 ใบ โดยดูช่องเลขผู้เสียภาษีและสาขาก่อน เพราะเป็นช่องที่กระทบภาษีซื้อของเดือนนั้นโดยตรง ข้อดีของเทคโนโลยี OCR มีอะไรบ้าง ข้อดีของ OCR ในงานบัญชีมี 4 ข้อหลัก คือ ลดความผิดพลาดจากการพิมพ์ ประหยัดเวลาคีย์เอกสาร เปิดเวลาให้ผู้ทำบัญชีไปทำงานวิเคราะห์ และลดการใช้กระดาษ 1. ช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี OCR ลดความผิดพลาดด้วยการดึงข้อความจากเอกสารต้นฉบับตรง ๆ แทนการพิมพ์ตาม เช่น ภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินจากสมาร์ตโฟน ระบบจะแยกข้อมูลเป็นส่วน ๆ ได้แก่ ชื่อผู้ขาย (Vendor) วันที่ (Date) วิธีการจ่ายเงิน (Payment) และจำนวนเงิน (Total) เมื่อข้อมูลอยู่ในช่องที่ถูกต้องแล้ว ผู้ทำบัญชีเหลือหน้าที่เทียบกับภาพต้นฉบับ แทนการพิมพ์ทุกตัวเลขเอง โอกาสกดเลขสลับหลักจึงลดลง 2. ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานของนักบัญชี เวลาที่ประหยัดได้ขึ้นกับจำนวนเอกสารและเวลาตรวจทานต่อใบ วิธีคิดง่าย ๆ คือ เวลาที่ประหยัด = จำนวนเอกสาร × (เวลาคีย์ต่อใบ − เวลาตรวจทานต่อใบ) หากพนักงานใช้เวลาคีย์เอกสาร ใบละ 3 นาที การจะทำเอกสาร 300 ใบ ต้องใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมงต่อเดือน แต่หากเรานำ OCR มาใช้กับงานนี้ จะลดงานของพนักงานลง เหลือเพียงแค่ตรวจว่าเอกสารที่ออกมานั้น ถูกต้องหรือไม่ จากเดิมที่ใช้เวลา 3 นาทีต่อใบ ลดลงเหลือเพียง 1 นาทีต่อใบ ประหยัดเวลาทั้งทีมได้ถึง 10 ชั่วโมงต่อเดือนต่อคน 3. ช่วยพัฒนาการทำงานของนักบัญชี OCR ช่วยให้นักบัญชีย้ายเวลาจากการพิมพ์เอกสารกองโตไปทำงานวิเคราะห์ เช่น ดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดไหนเพิ่มผิดปกติ หรือเตรียมตัวเลขให้ผู้บริหารวางแผนการเงิน ซึ่งเป็นงานของนักบัญชีบริหารที่เครื่องทำแทนไม่ได้ 4. ช่วยลดการใช้กระดาษ OCR ลดการใช้กระดาษเพราะเอกสารที่แปลงเป็นข้อมูลแล้วเรียกดูในระบบได้โดยไม่ต้องพิมพ์ออกมา กิจการจึงลดค่าวัสดุสำนักงานและเดินไปสู่ธุรกิจไร้กระดาษ (Paperless)ได้ทีละขั้น ข้อจำกัดของ OCR ที่นักบัญชีต้องตรวจเองมีอะไรบ้าง OCR อ่านได้แค่สิ่งที่อยู่บนภาพ แต่ตัดสินไม่ได้ว่าเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผู้ทำบัญชีจึงยังต้องตรวจ 3 เรื่องเองทุกครั้ง คือ ความแม่นของตัวเลข ความครบของใบกำกับภาษี และการเก็บต้นฉบับ ตัวเลขที่อ่านผิดเกิดจากอะไร ตัวเลขผิดส่วนใหญ่เกิดจากภาพไม่ชัด เช่น ถ่ายเอียง แสงสะท้อน กระดาษยับ หรือหมึกเครื่องพิมพ์ใบเสร็จจาง ตัวเลข 3 กับ 8 และ 1 กับ 7 จึงสลับกันได้ ในเดือนหนึ่ง สยามพาร์ทซัพพลายพบใบกำกับภาษี 6 ใบจาก 300 ใบ หรือร้อยละ 2 ที่ระบบอ่านเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายผิดเพราะภาพเบลอ ทีมบัญชีต้องแก้เลขให้ตรงกับต้นฉบับก่อนบันทึก ไม่อย่างนั้นรายงานภาษีซื้อจะมีเลขผู้ขายที่ไม่มีอยู่จริง ใบกำกับภาษีที่อ่านได้ครบ แปลว่าใช้สิทธิภาษีซื้อได้เลยไหม ไม่เสมอไป ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 เช่น คำว่า “ใบกำกับภาษี” ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ และภาษีที่แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) ยังกำหนดให้ระบุ “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่” ของผู้ขาย และของผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ช่องนี้จึงเป็นอีกจุดที่ต้องดูทุกใบ ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้อก้อนนั้นจะนำมาหักไม่ได้ตามมาตรา 82/5 ระบบอ่านข้อความได้ครบ ไม่ได้แปลว่าเอกสารผ่านเงื่อนไขนี้ ผู้ทำบัญชีควรตรวจรายการด้วยตัวเอง และรู้วิธีตรวจใบกำกับภาษีปลอมไว้ด้วย มีไฟล์ในระบบแล้ว ทิ้งเอกสารต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรทิ้ง ไฟล์ที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึก ส่วนหลักฐานทางภาษียังเป็นเอกสารต้นฉบับ ซึ่งต้องเก็บไว้ตามระยะเวลาเก็บเอกสารบัญชีที่กฎหมายกำหนด เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานเอกสารบัญชีอย่างไร เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานบัญชีจาก 5 เกณฑ์ คือ เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีโดยตรง ตรวจความครบของใบกำกับภาษี เก็บไฟล์ต้นฉบับคู่กับรายการ อัปโหลดได้หลายช่องทาง และให้คนตรวจก่อนบันทึก เกณฑ์ชุดนี้ใช้ร่วมกับวิธีเลือกโปรแกรมบัญชีได้ เพราะ OCR ที่ดีแต่แยกจากระบบบัญชี จะยังเหลืองานคัดลอกข้อมูลอยู่ คลังเอกสารของ PEAK ช่วยคีย์เอกสารอย่างไร PEAK มีคลังเอกสารที่ใช้ OCR อ่านข้อความจากไฟล์ที่อัปโหลด แล้วช่วยกรอกรายละเอียดลงเอกสารให้ ผู้ใช้ตรวจกับไฟล์ต้นฉบับในหน้าเดียวกัน แล้วกดอนุมัติเมื่อข้อมูลถูกต้อง ขั้นตอนตามวิธีสร้างเอกสารจากคลังเอกสารมี 4 ขั้น สมมติพนักงานจัดซื้อของสยามพาร์ทซัพพลายส่งรูปใบกำกับภาษี 20 ใบผ่าน LINE ระบบขึ้นแถบเตือนที่ 1 ใบซึ่งไม่ระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขาของผู้ขาย ทีมบัญชีจึงขอใบใหม่ก่อนนำไปใช้สิทธิภาษีซื้อ ส่วนอีก 19 ใบตรวจแล้วกดอนุมัติได้เลย เอกสารที่สร้างจากไฟล์ในคลังเอกสารได้ มีทั้งฝั่งรายรับและรายจ่าย ฝั่ง เอกสาร รายรับ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบรับเงินมัดจำ รายจ่าย เอกสารค่าใช้จ่าย ใบซื้อสินทรัพย์ ใบจ่ายเงินมัดจำ ใบสั่งซื้อ (PO) ภาษีซื้อ แนบไฟล์ใบกำกับภาษีซื้อ SMART Key อ่านเลขที่ใบกำกับภาษีให้ ที่หน้าบันทึกค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้าก็ลากไฟล์ใบเสร็จเข้ามาได้เช่นกัน SMART Key จะอ่านตัวเลข รายการ และผู้ติดต่อ แล้วกรอกลงช่องให้ ผู้ใช้ตรวจก่อนบันทึกเหมือนเดิม ข้อควรรู้ก่อนใช้ระบบอ่านเอกสารในงานบัญชี สรุป OCR คืออะไร และเริ่มใช้กับเอกสารบัญชีอย่างไร เริ่มได้ในสัปดาห์นี้ด้วยการนับว่าเดือนที่แล้วได้รับเอกสารจากผู้ขายกี่ใบ แล้วจับเวลาคีย์ 10 ใบ ตัวเลข 2 ตัวนี้จะบอกว่าทีมบัญชีเสียเวลากับงานพิมพ์ไปกี่ชั่วโมงต่อเดือน และ OCR จะคืนเวลาได้มากแค่ไหน ลดเวลาคีย์เอกสารผู้ขายด้วยคลังเอกสาร PEAK ถ้าทีมบัญชีใช้เวลาเดือนละ 15 ชั่วโมงไปกับการพิมพ์ใบกำกับภาษี 300 ใบแบบสยามพาร์ทซัพพลาย คลังเอกสารและตัวช่วยคีย์อัตโนมัติของ PEAKใช้ OCR อ่านข้อมูลและช่วยกรอกเอกสารให้ ทีมบัญชีเหลือแค่ตรวจกับต้นฉบับแล้วอนุมัติ ฟีเจอร์นี้อยู่ในแพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป และอัปโหลดไฟล์เข้าคลังเอกสารได้ไม่จำกัดจำนวน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องระบบเอกสารและบัญชีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ OCR OCR ใน PDF คืออะไร OCR ใน PDF คือการให้โปรแกรมอ่านข้อความจากไฟล์ PDF ที่เป็นภาพสแกน แล้วฝังชั้นข้อความไว้ในไฟล์ ไฟล์นั้นจึงค้นหาคำ คัดลอก และเลือกข้อความได้ เหมือน PDF ที่สร้างจากโปรแกรมพิมพ์เอกสาร OCR คือ AI ไหม ไม่ใช่ทั้งหมด OCR แบบเดิมจดจำตัวอักษรด้วยการเทียบรูปร่างกับฐานข้อมูล ส่วน AI OCR ใช้การเรียนรู้ของเครื่องช่วยอ่านโครงสร้างเอกสาร ทั้งสองแบบเรียกว่า OCR แต่มีเพียงแบบหลังที่ใช้ AI OCR สแกนเอกสารได้อย่างไร สแกนได้จากภาพ 2 แหล่ง คือ เครื่องสแกนเนอร์และกล้องมือถือ ระบบจะปรับภาพให้ตรงและคมชัด แยกตัวอักษรทีละตัว จดจำว่าเป็นตัวอะไร แล้วรวมเป็นข้อความ ภาพยิ่งชัด ผลลัพธ์ยิ่งต้องแก้น้อย เอกสารที่ได้จาก OCR ใช้ยื่นภาษีแทนต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรใช้แทน ข้อความที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึกบัญชี ส่วนหลักฐานในการใช้สิทธิภาษีซื้อคือใบกำกับภาษีต้นฉบับ ก่อนทิ้งเอกสารกระดาษหรือเก็บเป็นไฟล์แทน ควรสอบถามผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรถึงเงื่อนไขที่ใช้กับกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% สรุปเสียงจากทุกฝ่าย ผลกระทบ SME และวิธีเตรียมตัว

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME หรือนักบัญชีที่เห็นข่าว VAT 10% แล้วเริ่มกังวลว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร คุณไม่ได้กังวลคนเดียว เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงจากหลายฝ่ายตั้งแต่ระดับสากลอย่าง IMF ไปจนถึงภาคเอกชนไทย บทความนี้สรุปให้ครบว่าใครพูดอะไรบ้าง ผลกระทบต่อ SME จริง ๆ เป็นยังไง และถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% จริง ธุรกิจของคุณต้องเตรียมตัวอย่างไร IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% จากการประชุมที่กรุงเทพ ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสนอให้ไทยพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กลับไปที่ 10% ตามอัตราจริงในกฎหมาย ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงาน Article IV Consultation ซึ่ง IMF จัดทำให้กับประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี ช่องว่างรายได้รัฐ กับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เหตุผลหลักที่ IMF แนะนำคือ ไทยกำลังเผชิญกับปัญหา รายได้ภาครัฐไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สวัสดิการผู้สูงอายุ และโครงสร้างพื้นฐาน สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14-15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลาง-สูง ที่อยู่ราว 20-25% การเพิ่ม VAT จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ IMF มองว่าช่วยลดช่องว่างนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ข้อมูลจาก IMF Article IV Consultation) อัตรา VAT ไทย 7% เป็นอัตราพิเศษมาตลอด หลายคนอาจไม่รู้ว่าอัตรา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม กำหนดไว้ที่ 10% มาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มใช้ แต่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ฎ. ลดอัตราลงเหลือ 7% เป็นมาตรการชั่วคราว แล้วต่ออายุมาเรื่อย ๆ รวมแล้วมากกว่า 20 ครั้ง พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่เราคุ้นเคย ไม่ใช่อัตราถาวร แต่เป็นอัตราที่รัฐบาลลดให้ และต่ออายุทุก 1-2 ปีมาตลอด สรุปเสียงเรื่อง VAT 10% จากทุกฝ่าย ประเด็นการขึ้น VAT 10% ไม่ได้มีแค่ IMF ที่พูดถึง แต่มีหลายฝ่ายแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนและกังวล คุณปีเตอร์ บรอยเออร์ (Peter Breuer) หัวหน้าคณะผู้แทน IMF ประจำไทย ในฐานะ IMF Mission Chief for Thailand คุณ Breuer ได้ระบุในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ว่า อัตรา VAT 7% ของไทยในปัจจุบันเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดของโลก และไทยควรเพิ่มรายได้ภาครัฐผ่านการปฏิรูปภาษี โดย VAT เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะฐานภาษีกว้างและต้นทุนจัดเก็บต่ำ สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ เสนอขึ้น VAT 10% แบบค่อยเป็นค่อยไป ในฝั่งสภาไทย สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ รองประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการคลัง (วุฒิสภา) ได้เสนอแผนปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% แบบทยอยขึ้นภายใน 3 ปี โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้เพิ่มให้รัฐราว 3 แสนล้านบาทต่อปี ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ขึ้น VAT อย่างเดียว แต่รวมถึงการขยายฐานภาษีเงินได้และลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น กระทรวงการคลัง และ ครม. ยังไม่พร้อมขึ้นตอนนี้ ฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีระมัดระวัง ครม. มีมติต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT เหลือ 7% ออกไปอีก โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และการขึ้น VAT ในช่วงนี้จะกระทบค่าครองชีพของประชาชน ภาคเอกชน กังวลผลกระทบต่อ SME โดยตรง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย แสดงความกังวลว่า การขึ้น VAT 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่มี margin ต่ำ เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ภาคเอกชนเสนอว่า ถ้าจะขึ้น VAT ต้องมีมาตรการเยียวยาคู่กัน เช่น การยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือมาตรการช่วย SME ช่วงเปลี่ยนผ่าน World Bank และนักเศรษฐศาสตร์ มองในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ IMF เท่านั้น ธนาคารโลก (World Bank) ก็เคยแนะนำให้ไทยขยายฐานภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังมาถึง รายจ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 10-20 ปีข้างหน้า การเพิ่มรายได้ภาครัฐตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น VAT 10% เริ่มเมื่อไหร่ สถานะล่าสุดและ Timeline ณ ตอนนี้ ยังไม่มีกำหนดแน่ชัดว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ สถานะล่าสุด พ.ร.ฎ. ต่ออายุ VAT 7% เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ครม. มีมติอนุมัติขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 เพื่อพยุงค่าครองชีพและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร) ปัจจัยที่จะทำให้ขึ้นจริง หรือเลื่อนออกไปอีก การตัดสินใจขึ้น VAT ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง ในอดีตเคยมีการเสนอขึ้น VAT หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต่ออายุอัตราเดิมมาตลอดกว่า 30 ปี ผลกระทบ VAT 10% ต่อ SME ต้นทุนเพิ่มเท่าไร สำหรับ SME สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% (จาก 7% เป็น 10%) จะส่งผลกระทบต่อทั้งต้นทุนสินค้าและราคาขาย ตัวอย่างคำนวณ ต้นทุนเพิ่มเท่าไรเมื่อ VAT ขึ้น 3% สมมติร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 1,000 บาท รายการ VAT 7% (ปัจจุบัน) VAT 10% (ถ้าขึ้น) ราคาสินค้าก่อน VAT 1,000 บาท 1,000 บาท VAT ที่เรียกเก็บ 70 บาท 100 บาท ราคาขายรวม VAT 1,070 บาท 1,100 บาท ส่วนต่างที่ลูกค้าจ่ายเพิ่ม – 30 บาท ต่อชิ้น ตัวเลข 30 บาทอาจดูไม่มาก แต่ถ้ายอดขาย 10,000 ชิ้นต่อเดือน ลูกค้าจะจ่ายเพิ่ม 300,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อน้อยลง หรือหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่า สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้จะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าแล้วนำส่งสรรพากร แต่ผลกระทบอยู่ที่ราคาขายที่สูงขึ้นจะกระทบยอดขาย ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ธุรกิจที่มี margin ต่ำจะรู้สึกมากที่สุด เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการรายย่อย และฟรีแลนซ์ เพราะการปรับราคาขึ้น 3% อาจทำให้สูญเสียลูกค้า ในขณะที่การรับภาระเองก็กินเข้าไปในกำไร ธุรกิจที่รับผลกระทบน้อยกว่าคือธุรกิจที่มี margin สูง หรือสินค้าที่ไม่มีทางเลือกอื่น (สินค้าจำเป็น) ผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ ในมุมผู้บริโภค VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะส่งผ่านมาในราคาสินค้าและบริการแทบทุกชนิด ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงค่าบริการต่าง ๆ ผู้ประกอบการ SME จึงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น (เสี่ยงเสียลูกค้า) หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง (กำไรลดลง) เปรียบเทียบอัตรา VAT ไทย กับประเทศในอาเซียน เพื่อให้เห็นภาพว่าอัตรา VAT 10% อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ประเทศ อัตรา VAT/GST ฟิลิปปินส์ 12% อินโดนีเซีย 12% (สินค้าทั่วไปยังใช้ 11%) กัมพูชา 10% เวียดนาม 10% (อัตราทั่วไป) ไทย (ถ้าขึ้น) 10% สิงคโปร์ 9% (GST) มาเลเซีย 8% (Sales Tax) ไทย (ปัจจุบัน) 7% จะเห็นว่าแม้ VAT 10% จะสูงกว่าอัตราปัจจุบัน แต่ยังอยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชา และต่ำกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย SME ต้องเตรียมตัวอย่างไร 5 แนวทางรับมือ VAT 10% แม้ว่า VAT จะยังไม่ขึ้นในตอนนี้ แต่การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่ง 1. ทบทวนโครงสร้างราคาตั้งแต่วันนี้ ลองคำนวณว่าถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% กำไรของสินค้าแต่ละตัวจะเปลี่ยนไปเท่าไร เพราะถ้ารอจนวันที่ประกาศขึ้นจริง การปรับราคาอาจทำได้ยากกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่ลูกค้าจำราคาได้ดี ลองใช้วิธีคำนวณ VAT ที่ถูกต้องเพื่อวางแผนราคาล่วงหน้า 2. เตรียมระบบบัญชีให้พร้อมรับอัตราใหม่ ระบบออกใบกำกับภาษีและระบบบัญชีต้องสามารถเปลี่ยนอัตรา VAT ได้ทันทีเมื่อมีประกาศ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ทำเรื่องนี้ได้ง่ายกว่าทำด้วยมือ 3. วางแผนกระแสเงินสดรับช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงเปลี่ยนอัตราภาษี ต้องระวังเรื่องใบกำกับภาษีที่ออกก่อนและหลังวันเปลี่ยน เพราะ VAT ขาเข้า (ซื้อ) และ VAT ขาออก (ขาย) อาจไม่ตรงกัน ทำให้เงินสดหมุนเวียนติดขัดได้ 4. ติดตามข่าวมาตรการเยียวยาจากรัฐ ถ้ารัฐบาลตัดสินใจขึ้น VAT จริง มักจะมีมาตรการเยียวยาควบคู่ เช่น ยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือสิทธิลดหย่อนพิเศษสำหรับ SME การติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์ 5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการภาษีอัตโนมัติ การจัดการ VAT ด้วยมือจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่ออัตราเปลี่ยน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้อัตโนมัติ ลดความเสี่ยงที่จะคำนวณผิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน สรุป การเตรียมตัวคือสิ่งที่ SME ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่แน่นอนคือเรื่องนี้จะกลับมาเป็นข่าวอีกแน่นอน เพราะทั้ง IMF, World Bank และภาคการเมืองไทยต่างเห็นตรงกันว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ภาครัฐ ส่วนจะขึ้นเมื่อไรขึ้นอยู่กับจังหวะเศรษฐกิจและการเมือง สำหรับ SME การเตรียมตัวล่วงหน้าไม่มีข้อเสีย ทบทวนโครงสร้างราคา เตรียมระบบบัญชีให้พร้อม และใช้เครื่องมือที่ช่วยจัดการภาษีได้อัตโนมัติ PEAK ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้ง่ายขึ้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าอัตรา VAT จะเป็น 7% หรือ 10% ก็ปรับได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VAT 10% VAT 10% คืออะไร ต่างจาก VAT 7% ที่ใช้อยู่ตรงไหน VAT 10% คืออัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายจริง ที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน 7% ที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นอัตราลดพิเศษที่รัฐบาลออก พ.ร.ฎ. ลดให้ชั่วคราว และต่ออายุมาตลอดกว่า 30 ปี อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร ขึ้น VAT 10% จะเริ่มเมื่อไร ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ปัจจุบัน ครม. ได้ต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT 7% ออกไปอีก การขึ้นจริงขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง VAT 10% กระทบ SME อย่างไร VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น โดยสินค้าราคา 1,000 บาทจะมี VAT เพิ่มจาก 70 บาทเป็น 100 บาท ธุรกิจ SME ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง ธุรกิจ margin ต่ำจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่หรือไม่ ไม่ต้องจดใหม่ ธุรกิจที่จด VAT อยู่แล้วจะใช้อัตราใหม่อัตโนมัติตามประกาศของกรมสรรพากร เกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปีที่ต้องจด VAT ยังคงเท่าเดิม เว้นแต่รัฐบาลจะประกาศเปลี่ยนแปลง หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้รวบรวม ณ วันที่เผยแพร่ นโยบายภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากร ก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

หนี้สิน คืออะไร ประเภท ตัวอย่าง และวิธีจัดการหนี้สินสำหรับธุรกิจ

หนี้สิน (Liabilities) คืออะไร และสำคัญอย่างไร หนี้สิน (Liabilities) คือ ภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนให้ผู้อื่นในอนาคต เช่น ซื้อสินค้ามาแต่ยังไม่ได้จ่าย หรือกู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ ภาระเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของธุรกิจทุกขนาด มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ปรับปรุง 2565 ย่อหน้า 3.18.2 นิยามว่าเป็นภาระผูกพันปัจจุบันที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต และการชำระจะทำให้กิจการสูญเสียทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจ กิจการรับรู้รายการนี้ในงบเมื่อเข้าเกณฑ์ครบ 2 ข้อ คือ ค่อนข้างแน่ว่าประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจะออกจากกิจการ และวัดมูลค่าที่ต้องชำระได้อย่างน่าเชื่อถือ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ลำปางเซรามิกเทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งกระเบื้องเซรามิกให้ผู้รับเหมา จด VAT แล้ว ณ 31 ธันวาคม 2569 มีสินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท และภาระหนี้รวม 2 ล้านบาท ความหมายทางบัญชีต่างจากหนี้ส่วนตัวอย่างไร หนี้สิน หมายถึง ภาระของกิจการในทางบัญชี ไม่ใช่ภาระของเจ้าของ คำเดียวกันจึงใช้ได้ 2 บริบท และต้องแยกให้ออก โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่เคยใช้เงินส่วนตัวหมุนในธุรกิจ มุมมอง หนี้สินทางบัญชี (Liabilities) หนี้สินส่วนบุคคล (Personal Debt) ใครเป็นหนี้ บริษัท หรือกิจการ ตัวบุคคล ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน หนี้ กยศ. แสดงที่ไหน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ข้อมูลเครดิตบูโร มองอย่างไร เป็นเรื่องปกติ ทุกธุรกิจมี ขึ้นกับเป้าหมายการกู้และกำลังจ่ายคืน ประเภทของหนี้สิน มีอะไรบ้าง หนี้สินมีกี่ประเภท ตอบสั้น ๆ คือ 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินไม่หมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8 กำหนดให้แยกแสดง 2 กลุ่มนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน ตัวแบ่งหลักคือระยะเวลาที่ต้องชำระ นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันที่เกิดหนี้ หนี้สินหมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินหมุนเวียน คือ หนี้ที่ต้องจ่ายคืนภายใน 12 เดือน หรือภายในรอบการดำเนินงานปกติ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Current Liabilities เป็นภาระที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า (ค่าสินค้าที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้จ่าย) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ภาษีค้างนำส่ง และเงินกู้ระยะสั้น มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8.2 ให้จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ข้อสุดท้ายมีผลกับเงินกู้ระยะยาวด้วย ถ้ากิจการผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ก่อนหรือ ณ วันสิ้นงวดจนเจ้าหนี้เรียกคืนได้ทันที ยอดนั้นต้องย้ายมาเป็นหนี้สินหมุนเวียน แม้เจ้าหนี้จะผ่อนผันให้ภายหลัง ลำปางเซรามิกเทรดมีภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 บาท กับเงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 บาท ทั้ง 2 รายการต้องจ่ายในเดือนถัดไป จึงอยู่ในกลุ่มนี้ เงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระใน 12 เดือน แสดงตรงไหน แสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.9.18 กำหนดให้แยกบรรทัด “เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี” ออกจากยอดเงินกู้ระยะยาวที่เหลือ ลำปางเซรามิกเทรดมีเงินกู้ธนาคารคงเหลือ 1,000,000 บาท ผ่อนปีละ 200,000 บาท งบสิ้นปี 2569 จึงแสดง 200,000 บาทเป็นหนี้สินหมุนเวียน และ 800,000 บาทเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน คือ หนี้ที่ครบกำหนดชำระเกิน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Non-current Liabilities มักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ใช้ลงทุนขยายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เงินกู้ระยะยาวจากธนาคาร (กู้ซื้อเครื่องจักร ที่ดิน อาคาร) หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (ลีสซิ่งรถยนต์ เช่าเครื่องจักร) หุ้นกู้ที่บริษัทออก และประมาณการหนี้สินระยะยาว เช่น ผลประโยชน์พนักงานที่จะจ่ายในอนาคต TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 ใช้คำว่า “สัญญาเช่าเงินทุน” แทนคำเดิม “สัญญาเช่าการเงิน” ดูวิธีจัดประเภทและรายการหนี้สินระยะยาวแบบละเอียดได้ในบทความเฉพาะเรื่อง รายการไหนที่ SME มักลืมบันทึก รายการที่หลุดบ่อยคือภาระที่ยังไม่มีใบแจ้งหนี้มาเตือน เพราะเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ถึงวันจ่าย ถ้าไม่บันทึก งบจะแสดงภาระต่ำกว่าความจริง หนี้สินธุรกิจ มีอะไรบ้าง 10 ตัวอย่างที่พบบ่อยใน SME รายการที่พบบ่อยมี 10 รายการตามตารางนี้ 8 รายการเป็นหนี้สินหมุนเวียน อีก 2 รายการเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน # รายการหนี้สิน ประเภท ตัวอย่างสถานการณ์ 1 เจ้าหนี้การค้า หมุนเวียน สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ เครดิต 30 วัน 2 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมุนเวียน เงินเดือนพนักงานสิ้นเดือนที่ยังไม่ได้จ่าย 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย หมุนเวียน VAT ที่เก็บจากลูกค้าแล้ว รอยื่นแบบ ภ.พ.30 4 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง หมุนเวียน หักภาษีจากค่าจ้างฟรีแลนซ์ รอนำส่งสรรพากร 5 เงินกู้ยืมระยะสั้น หมุนเวียน วงเงิน OD หรือเงินกู้หมุนเวียนจากธนาคาร 6 เงินรับล่วงหน้า หมุนเวียน ลูกค้าจ่ายมัดจำก่อนรับสินค้า 7 เงินกู้ยืมระยะยาว ไม่หมุนเวียน กู้ธนาคารซื้อเครื่องจักร ผ่อน 5 ปี 8 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน ไม่หมุนเวียน ลีสซิ่งรถกระบะใช้ในกิจการ 9 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง หมุนเวียน สมทบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง รอนำส่ง 10 ดอกเบี้ยค้างจ่าย หมุนเวียน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย รายการที่ยอดมักสูงสุดใน SME คือเจ้าหนี้การค้า เพราะเกิดทุกครั้งที่ซื้อสินค้าแบบให้เครดิต ส่วนลีสซิ่งรถหรือเครื่องจักร ต้องดูเนื้อหาสัญญาก่อนว่าเป็นสัญญาเช่าเงินทุนหรือสัญญาเช่าดำเนินงาน เพราะแบบหลังไม่ได้แสดงเป็นหนี้สินในงบ งบของลำปางเซรามิกเทรดมี 8 จาก 10 รายการนี้ ขาดเพียงเงินกู้ยืมระยะสั้นกับดอกเบี้ยค้างจ่าย เพราะบริษัทไม่ได้ใช้วงเงิน OD และจ่ายดอกเบี้ยตรงงวดทุกเดือน หนี้สินในงบการเงิน แสดงอย่างไร แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) คู่กับส่วนของเจ้าของ และยอดรวม 2 ส่วนนี้ต้องเท่ากับสินทรัพย์รวมเสมอ ภายในส่วนหนี้สินแยกเป็นหมุนเวียนก่อน แล้วตามด้วยไม่หมุนเวียน ผู้อ่านงบมักดู 2 จุดแรก คือยอดหนี้สินหมุนเวียนเทียบสินทรัพย์หมุนเวียน และยอดหนี้รวมเทียบส่วนของเจ้าของ ภาพรวมการอ่านงบการเงินทั้งชุดดูต่อได้ในบทความเฉพาะ สมการบัญชีพื้นฐาน ใช้ตรวจงบอย่างไร ใช้ตรวจว่างบสมดุล สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 3.18.3 นิยามส่วนของเจ้าของว่าเป็นส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์หลังหักภาระหนี้ทั้งสิ้น รายการของลำปางเซรามิกเทรด จำนวนเงิน (บาท) สินทรัพย์รวม 5,000,000 หนี้สินรวม 2,000,000 ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 ตรวจสอบได้จาก 2,000,000 + 3,000,000 = 5,000,000 บาท ถ้ายอดไม่เท่ากัน แปลว่ามีรายการบันทึกตกหล่นหรือบันทึกผิดฝั่ง ตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน ส่วนหนี้สินเป็นอย่างไร ส่วนหนี้สินของลำปางเซรามิกเทรด ณ 31 ธันวาคม 2569 แยกเป็นหมุนเวียน 1,000,000 บาท และไม่หมุนเวียน 1,000,000 บาท ตามตารางนี้ (ข้อมูลสมมติ) รายการ จำนวนเงิน (บาท) หนี้สินหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้า 450,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 150,000 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 100,000 เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 หนี้สินไม่หมุนเวียน เงินกู้ยืมระยะยาว (สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดภายในหนึ่งปี) 800,000 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (รถกระบะส่งของ) 200,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 1,000,000 รวมหนี้สินทั้งสิ้น 2,000,000 D/E Ratio ใช้ดูภาระหนี้ของธุรกิจอย่างไร อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio หรือ D/E Ratio) ใช้ดูว่าธุรกิจพึ่งเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินของเจ้าของ สูตรคือ D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ รายการ การคำนวณ ผล หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท D/E Ratio 2,000,000 ÷ 3,000,000 0.67 เท่า ผล 0.67 เท่าหมายความว่าเงินทุนของเจ้าของทุก 1 บาท ธุรกิจมีภาระหนี้ 0.67 บาท ตัวเลขนี้ไม่มีเกณฑ์เดียวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ ให้เทียบกับเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และแนวโน้มของกิจการเอง ธนาคารแต่ละแห่งอาจกำหนดเพดาน D/E Ratio ไว้ในสัญญาไม่เท่ากัน ก่อนกู้เพิ่มจึงควรเปิดสัญญาเดิมดูว่ามีเงื่อนไขนี้หรือไม่ ดูหนี้ระยะสั้นเทียบสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างไร ใช้ Current Ratio คือสินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน ถ้ามากกว่า 1 แปลว่าสินทรัพย์ที่จะกลายเป็นเงินสดใน 12 เดือนมีมากกว่าภาระที่ต้องจ่ายในช่วงเดียวกัน ลำปางเซรามิกเทรดมีสินทรัพย์หมุนเวียน 1,500,000 บาท หารด้วยหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 บาท ได้ 1.5 เท่า และมีเงินทุนหมุนเวียน 1,500,000 − 1,000,000 = 500,000 บาท หนี้ดีกับหนี้เสีย ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่เงินกู้สร้างรายได้กลับมามากกว่าดอกเบี้ยหรือไม่ หนี้ที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโต ส่วนหนี้ที่เสียดึงกระแสเงินสดลงทุกเดือน เกณฑ์ หนี้ดี หนี้เสีย จุดประสงค์ ลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม ใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายได้ ตัวอย่าง กู้ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิต กู้ขยายสาขา กู้มาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเพราะรายได้ไม่พอ ผลลัพธ์ ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย ดอกเบี้ยสะสมจนจ่ายไม่ไหว สัญญาณ ธุรกิจเติบโตหลังกู้ ต้องกู้เพิ่มเรื่อย ๆ เพื่อจ่ายหนี้เก่า ลำปางเซรามิกเทรดกำลังพิจารณากู้อีก 1,000,000 บาทสร้างโกดัง D/E จะขึ้นจาก 0.67 เป็น (2,000,000 + 1,000,000) ÷ 3,000,000 = 1.0 เท่า บริษัทจึงตั้งเงื่อนไขว่าจะกู้ต่อเมื่อค่าเช่าโกดังภายนอกที่ประหยัดได้และยอดขายที่เพิ่มขึ้น ครอบคลุมค่างวดและดอกเบี้ยรายปี ถ้าไม่ถึง ให้เช่าโกดังต่อไปก่อน วิธีจัดการและลดหนี้สินสำหรับธุรกิจทำอย่างไร เริ่มจากสำรวจหนี้ทั้งหมด จัดลำดับตามดอกเบี้ย เจรจากับเจ้าหนี้ ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วติดตามตัวเลขสม่ำเสมอ ธุรกิจที่จัดการหนี้เป็นระบบจะเห็นปัญหาสภาพคล่องก่อนถึงวันที่ต้องจ่าย ธุรกิจมีภาระหนี้มาก ทำอย่างไรดี ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ตามลำดับ ลำปางเซรามิกเทรดทำตารางหนี้ 8 รายการตามงบ แล้วพบว่าเจ้าหนี้การค้า 450,000 บาทครบกำหนดพร้อมกันในเดือนมกราคม บริษัทจึงขอเลื่อนเครดิตกับซัพพลายเออร์ 2 รายจาก 30 วันเป็น 45 วัน ข้อควรรู้เกี่ยวกับหนี้สิน สรุป – หนี้สินต้องจำอะไรบ้าง เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดงบเดือนล่าสุด ทำตารางหนี้ทุกรายการพร้อมวันครบกำหนด แล้วทำเครื่องหมายรายการที่ต้องจ่ายภายใน 3 เดือนข้างหน้า เพื่อเตรียมเงินสดหรือเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้า ติดตามเจ้าหนี้และงบแสดงฐานะการเงินด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ กำหนดบัญชีเจ้าหนี้แยกรายคู่ค้า บันทึกจ่ายชำระเงินให้เจ้าหนี้ และออกงบฐานะการเงินจากข้อมูลชุดเดียวกัน PEAK Board วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินรายเดือน ไตรมาส หรือรายปี เจ้าของกิจการกับผู้ทำบัญชีจึงเห็นภาระหนี้ชุดเดียวกันก่อนตัดสินใจกู้เพิ่ม เริ่มจัดตารางหนี้ให้เป็นระบบ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องงบการเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนี้สิน หนี้สินกับค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ความหมายในงบ ค่าใช้จ่ายคือต้นทุนที่ใช้ไปในงวดและอยู่ในงบกำไรขาดทุน ส่วนภาระหนี้คือยอดที่ยังต้องจ่ายและอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน เงินเดือนธันวาคมที่ยังไม่จ่ายจึงเป็นทั้งค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายพร้อมกัน เงินกู้ยืมกรรมการจัดเป็นหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ขึ้นกับข้อตกลง ถ้าไม่มีกำหนดชำระหรือกรรมการเรียกคืนเมื่อใดก็ได้ กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนชำระอย่างไม่มีเงื่อนไขอย่างน้อย 12 เดือน จึงจัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน ถ้าสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่เรียกคืนก่อน 12 เดือน จัดเป็นไม่หมุนเวียน เงินมัดจำที่รับจากลูกค้าเป็นรายได้หรือภาระที่ต้องคืน เป็นภาระก่อน กิจการบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าในหนี้สินหมุนเวียนจนกว่าจะส่งสินค้าหรือให้บริการ แล้วจึงโอนเป็นรายได้ ถ้าไม่ส่งของตามสัญญา กิจการต้องคืนเงินก้อนนั้น นำสินเชื่อส่วนบุคคลมาใช้ในกิจการได้ไหม ได้ แต่ต้องแยกบัญชีให้ชัด สินเชื่อเป็นหนี้ของเจ้าของ ไม่ใช่ของบริษัท เมื่อนำเงินเข้าบริษัท ให้ตกลงก่อนว่าเป็นเงินให้กู้ยืมจากกรรมการหรือเงินเพิ่มทุน แล้วทำเอกสารรองรับ ผลทางภาษีของดอกเบี้ยให้ปรึกษาผู้ทำบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายอยู่หมวดไหนในงบ อยู่ในหนี้สินหมุนเวียน เพราะต้องยื่นแบบและนำส่งภายในเดือนถัดไป ในงบมักแสดงรวมในเจ้าหนี้อื่นหรือหนี้สินหมุนเวียนอื่น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ภาษีมรดก คืออะไร คิดยังไง อัตราภาษี วิธีคำนวณ และการยื่น ภ.ม.60

ภาษีมรดก คืออะไร และสำคัญอย่างไร ภาษีมรดก (Inheritance Tax) คือ ภาษีการรับมรดกที่เก็บจากผู้ได้รับมรดก เมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันเกิน 100 ล้านบาท โดยเสียเฉพาะส่วนที่เกิน ผู้เสียคือผู้รับ ไม่ใช่กองมรดกหรือผู้ตาย กฎหมายที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ใช้กับมรดกของเจ้ามรดกที่ตายตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป และกรมสรรพากรอธิบายว่าเกณฑ์นี้ดูจากมูลค่าที่ทายาทแต่ละคนได้รับ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง ครอบครัวผู้ก่อตั้ง บริษัท ศรีนครพลาสติก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ก่อตั้งเสียชีวิต ทิ้งหุ้นบริษัท ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก หลังหักหนี้ที่ตกทอดและส่วนที่ภรรยาได้รับแล้ว เหลือมรดกที่ส่งต่อให้ลูก 2 คนรวม 150 ล้านบาท ใครเป็นผู้เสียภาษี และใครไม่อยู่ในบังคับ ผู้เสียคือผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ได้แก่ บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย และนิติบุคคลที่ถือว่ามีสัญชาติไทย ตามมาตรา 11 และ 12 ของกฎหมายนี้ ผู้รับมรดกบางกลุ่มไม่อยู่ในบังคับ ที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวคือคู่สมรสของเจ้ามรดก มรดกที่คู่สมรสได้รับไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก ไม่ว่ามูลค่าจะเท่าไร ในกรณีศรีนครพลาสติก ภรรยาของผู้ก่อตั้งไม่ต้องเสียภาษีส่วนที่ตัวเองได้รับ ส่วนลูกทั้ง 2 คนเป็นผู้สืบสันดาน จึงต้องดูว่าแต่ละคนได้รับเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่ ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง มี 5 ประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากในประเทศไทย ยานพาหนะที่มีทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกา ทรัพย์สินที่อยู่นอก 5 ประเภทนี้ไม่ถูกนำมารวมในฐานภาษี ภาษีมรดกที่ดิน คิดอย่างไร ที่ดิน บ้าน อาคาร และคอนโดมิเนียมรวมอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นำมูลค่ามารวมกับทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน แล้วเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ที่ดินจึงไม่ได้มีอัตราภาษีมรดกแยกต่างหาก มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริง ทายาทที่ได้ที่ดินมายังมีภาษีรายปีของตัวเองด้วย อ่านเพิ่มที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หุ้นบริษัทครอบครัวนับรวมด้วยไหม นับรวม หุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใช้มูลค่าทางบัญชีของรอบบัญชีก่อนรอบที่ได้รับกรรมสิทธิ์ ส่วนหุ้นในตลาดใช้ค่าที่สูงกว่าระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับราคาเมื่อตลาดปิดในวันที่ได้รับมรดก กองมรดกของศรีนครพลาสติกจึงต้องนับทั้งหุ้นบริษัทที่ผู้ก่อตั้งถือ ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก ส่วนที่ส่งต่อให้ลูกหลังหักหนี้และส่วนของภรรยาคือ 150 ล้านบาท สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นรายใหม่อ่านได้ที่ผู้ถือหุ้น เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินอื่นนับอย่างไร นับเฉพาะเงินฝากหรือเงินลักษณะเดียวกันที่อยู่ในประเทศไทย และยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน เช่น รถยนต์ ส่วนทรัพย์สินทางการเงินประเภทอื่นต้องมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเพิ่มก่อน จึงจะนับรวม อัตราภาษีมรดกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดอย่างไร อัตราภาษีมรดกมี 2 อัตรา คือ ร้อยละ 10 สำหรับผู้รับทั่วไป และร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก ตามมาตรา 16 คิดเฉพาะมูลค่าส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ผู้รับมรดก อัตรา บุพการี (พ่อ แม่) หรือผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน) ร้อยละ 5 ผู้รับอื่น เช่น พี่น้อง ญาติ เพื่อน ร้อยละ 10 คู่สมรสของเจ้ามรดก ไม่อยู่ในบังคับ สูตรคือ ภาษีมรดก = (มูลค่ามรดกที่ได้รับ − หนี้สินที่ตกทอด − 100,000,000) × อัตราภาษี ตัวอย่าง ศรีนครพลาสติกมีมรดกสุทธิที่ส่งต่อให้ลูก 150 ล้านบาท ภาระภาษีต่างกันมากตามวิธีแบ่ง วิธีแบ่ง การคำนวณ ภาษีที่ต้องเสีย ลูกคนโตรับทั้งหมด 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 5% 2,500,000 บาท ลูก 2 คนรับคนละ 75 ล้านบาท แต่ละคนไม่เกิน 100 ล้านบาท 0 บาท ถ้าผู้รับเป็นน้องของเจ้ามรดก 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 10% 5,000,000 บาท การแบ่งมรดกต้องเป็นไปตามพินัยกรรมหรือกฎหมายว่าด้วยมรดก ตัวอย่างนี้จึงแสดงผลทางภาษีของแต่ละแบบ ไม่ใช่คำแนะนำให้เลือกแบ่งเพื่อเลี่ยงภาษี กรณีไหนได้รับยกเว้น หรือไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเสียเมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกรายเดียวรวมกันไม่เกิน 100 ล้านบาท และมีกรณีที่กฎหมายยกเว้นหรือไม่ใช้บังคับอีก 4 กลุ่ม ในกรณีศรีนครพลาสติก ส่วนที่ภรรยาได้รับไม่ต้องเสียภาษี ส่วนลูกต้องดูแยกรายคน ภาษีการรับให้ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ต่างกันที่จังหวะเวลา ภาษีมรดกเกิดเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ส่วนภาษีการรับให้เกิดเมื่อโอนให้กันขณะยังมีชีวิต และอยู่ในประมวลรัษฎากร ไม่ใช่ใน พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก เรื่อง ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดเมื่อ เจ้ามรดกเสียชีวิต ให้กันขณะผู้ให้ยังมีชีวิต เกณฑ์ รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายเกิน 100 ล้านบาท อสังหาฯ ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท · เงินได้จากบุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี · จากผู้อื่นตามประเพณี ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี อัตรา ร้อยละ 5 หรือ 10 เลือกเสียร้อยละ 5 แยกจากเงินได้อื่น หรือรวมคำนวณตามปกติ ผู้เสีย ผู้รับมรดก ผู้รับ ยกเว้นอสังหาฯ ที่ให้บุตร ผู้โอนเป็นผู้เสีย แบบที่ยื่น ภ.ม.60 ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) หรือ ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ตัวอย่างสมมติ ถ้าผู้ก่อตั้งศรีนครพลาสติกโอนที่ดินมูลค่า 30 ล้านบาทให้ลูกตอนยังมีชีวิต ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทคือ 10 ล้านบาท ภาษีร้อยละ 5 เท่ากับ 500,000 บาท และผู้โอนเป็นผู้เสีย การให้ที่ไม่เกินเกณฑ์ได้รับยกเว้นเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 ของประมวลรัษฎากร ยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีอย่างไร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดกที่เป็นเหตุให้มีหน้าที่เสียภาษี ยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาแห่งใดก็ได้ หรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนด ถ้าเงินก้อนไม่พอ ขอผ่อนชำระได้ไม่เกิน 5 ปี โดยยื่นคำร้องพร้อมแบบ เงื่อนไขหลักมีดังนี้ ยื่นช้าหรือยื่นขาดมีภาระเพิ่ม 3 แบบ คือ เบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีเมื่อไม่ยื่นภายในกำหนด เบี้ยปรับ 0.5 เท่าเมื่อยื่นขาด และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนแต่ไม่เกินภาษีที่ต้องชำระ ถ้าไม่ยื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าลูกคนโตของศรีนครพลาสติกรับทั้ง 150 ล้านบาท ต้องยื่น ภ.ม.60 ภายใน 150 วัน และขอผ่อนภาษี 2,500,000 บาทภายใน 2 ปีได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม ช่องทางยื่นออนไลน์ให้ตรวจล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เจ้าของกิจการควรเตรียมอะไรก่อนส่งต่อธุรกิจ เตรียม 3 เรื่อง ได้แก่ บัญชีทรัพย์สินทั้งหมด การแยกทรัพย์สินของบริษัทออกจากของส่วนตัว และการเทียบภาระภาษีระหว่างส่งต่อเป็นมรดกกับโอนให้ขณะมีชีวิต ยิ่งเริ่มเร็ว ทางเลือกยิ่งมาก หลักการวางแผนทั่วไปอ่านได้ที่การวางแผนภาษี ครอบครัวศรีนครพลาสติกพบว่าที่ดินโรงงานเป็นชื่อผู้ก่อตั้ง ไม่ใช่ชื่อบริษัท จึงต้องนับเป็นมรดกส่วนตัว เรื่องที่มีหลายทางเลือกแบบนี้ควรให้ที่ปรึกษาภาษีและผู้จัดการมรดกดูเอกสารจริง เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่เสียชีวิต บริษัทต้องทำอะไรบ้าง บริษัทยังเป็นนิติบุคคลเดิม งบการเงินและภาษีของบริษัทดำเนินต่อตามปกติ สิ่งที่เปลี่ยนคือผู้ถือหุ้นและอาจรวมถึงกรรมการ งานหลักจึงเป็นการโอนหุ้นตามมรดกและแก้ทะเบียนให้ตรงกับความจริง ขั้นตอนและเอกสารอ่านได้ที่เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ศรีนครพลาสติกแก้ทะเบียนผู้ถือหุ้นหลังผู้จัดการมรดกโอนหุ้นให้ลูก 2 คน และใช้มูลค่าทางบัญชีจากงบของรอบบัญชีก่อนรอบที่ลูกได้รับหุ้นเป็นฐานคำนวณมูลค่า ข้อควรรู้เกี่ยวกับภาษีมรดก สรุป – ภาษีมรดกต้องจำอะไรบ้าง ถ้าเป็นเจ้าของกิจการที่ถือหุ้นและที่ดินมูลค่าสูง เริ่มวันนี้ด้วยการทำรายการทรัพย์สินว่าอะไรเป็นชื่อบริษัท อะไรเป็นชื่อตัวเอง พร้อมมูลค่าโดยประมาณ แล้วนำรายการนี้ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญภาษี เตรียมข้อมูลบริษัทให้ทายาทใช้ต่อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกตลอดปี ทายาทและผู้ทำบัญชีจึงมีงบล่าสุดของบริษัทพร้อมใช้ เมื่อต้องประเมินมูลค่าหุ้นหรือจัดการเรื่องผู้ถือหุ้น ส่วนทรัพย์สินที่เป็นชื่อบริษัท PEAK Asset ช่วยเก็บทะเบียนและติดตามสินทรัพย์ขององค์กรไว้ในระบบเดียว เริ่มจัดข้อมูลบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีและเงินได้เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีมรดก ที่ดินมรดกเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอัตราแยกสำหรับที่ดิน มูลค่าที่ดินรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน ถ้าเกิน 100 ล้านบาท ส่วนที่เกินเสียร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และร้อยละ 10 สำหรับคนอื่น ถ้าภายหลังขายที่ดินนั้น ให้ดูขายที่ดินต้องเสียภาษีอะไรบ้าง มรดกไม่ถึง 100 ล้านบาท ต้องยื่นแบบไหม กฎหมายกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดกเป็นผู้ยื่น ภ.ม.60 ผู้ที่ได้รับรวมไม่เกิน 100 ล้านบาทจึงไม่มีภาษีต้องชำระ ถ้าไม่แน่ใจเรื่องมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับ ให้สอบถามสำนักงานสรรพากรพื้นที่ รับมรดกเป็นหุ้นบริษัทครอบครัว ต้องเสียภาษีไหม ต้องนับรวม หุ้นของบริษัทจำกัดเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในฐานภาษี และกรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์คำนวณมูลค่า ถ้ามูลค่าหุ้นรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกันเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีส่วนที่เกิน จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม ได้ ยื่นคำร้องขอผ่อนพร้อมแบบ ภ.ม.60 ผ่อนได้ไม่เกิน 5 ปี ผ่อนภายใน 2 ปีไม่เสียเงินเพิ่ม เกิน 2 ปีเสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.50 ต่อเดือน และต้องวางหลักประกันภายใน 30 วัน โอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต ต้องเสียภาษีมรดกไหม ไม่ใช่ภาษีมรดก แต่เข้าเรื่องภาษีการรับให้ เช่น โอนอสังหาริมทรัพย์ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทเสียร้อยละ 5 โดยผู้โอนเป็นผู้เสีย ส่วนเงินหรือทรัพย์สินอื่นมีเกณฑ์ต่อปีของผู้รับ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

27 min

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร นับวันอย่างไร กติกาใหม่ กขค.

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร และสำคัญอย่างไร เครดิตเทอม (Credit Term) หรือสินเชื่อการค้า คือ ระยะเวลาที่ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อจ่ายเงินหลังได้รับสินค้าหรือบริการแล้ว เช่น ส่งของวันนี้ แล้วให้จ่ายภายใน 30 วัน ระยะเวลานี้มาจากการตกลงกันระหว่างคู่ค้า และควรเขียนไว้เป็นหนังสือ การขายแบบให้เครดิตพบได้ทั่วไปในธุรกิจที่ขายให้ธุรกิจด้วยกัน (B2B) เพราะผู้ซื้อองค์กรจ่ายเงินตามรอบบัญชี ส่วนการขายหน้าร้านให้ลูกค้าทั่วไปมักรับเงินทันที สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยพาเลทแพ็ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตพาเลทไม้ พนักงาน 45 คน รายได้ปีล่าสุด 60 ล้านบาท และขายพาเลทให้โรงงานอาหารที่มีรายได้ 3,000 ล้านบาทต่อปี Credit Term กับ Payment Term ต่างกันอย่างไร Payment Term คือเงื่อนไขการชำระเงินทั้งหมดในการซื้อขาย เช่น มัดจำกี่เปอร์เซ็นต์ แบ่งจ่ายกี่งวด จ่ายผ่านช่องทางไหน ส่วน credit term คือ ส่วนหนึ่งของ Payment Term ที่บอกว่าหลังส่งของแล้วผู้ซื้อมีเวลาจ่ายเงินกี่วัน ใบเสนอราคาของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียน Payment Term ว่า “ไม่มีมัดจำ ชำระโดยโอนเข้าบัญชีบริษัท Credit Term 45 วัน” ลูกค้าเห็นครบทั้งวิธีจ่ายและกำหนดจ่ายในบรรทัดเดียว เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึงอะไร และเริ่มนับวันไหน เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึง ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มนับที่ตกลงกัน ภาษาอังกฤษมักเขียนว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ส่วนวันเริ่มนับ ถ้าไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ประกาศ กขค. ใช้วันที่ส่งมอบครบและส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ตามประกาศ กขค. ข้อ 5(2) การนับเริ่มเมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามจำนวน ประเภท และคุณภาพที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ส่วนการฝากขายให้นับจากวันที่ขายสินค้าได้ครบตามจำนวนหรืออัตราที่ตกลง ตัวอย่าง ไทยพาเลทแพ็คส่งพาเลท 400 ชิ้น ชิ้นละ 500 บาท พร้อมใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีครบในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จุดที่มักพลาดคือ เอกสารไม่ครบในวันส่งของ สมมติใบแจ้งหนี้ไม่มีเลขใบสั่งซื้อ (PO) ของลูกค้า แล้วไทยพาเลทแพ็คส่งใบใหม่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 วันครบกำหนดจะเลื่อนเป็น 25 ธันวาคม 2569 เงินเข้าช้าไป 7 วันเพราะเอกสารใบเดียว เครดิต 15 วัน 45 วัน 60 วัน ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จำนวนวันที่ผู้ขายรอเงิน ยิ่งยาว ผู้ซื้อได้เปรียบเรื่องเงินสด ส่วนผู้ขายรับความเสี่ยงมากขึ้น การเลือกจึงขึ้นกับประวัติลูกค้าและเงินสดของผู้ขายเอง รูปแบบ หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ที่ยังไม่มีประวัติ Net 15 จ่ายภายใน 15 วัน ลูกค้ารายเล็ก ยอดซื้อไม่สูง Net 30 จ่ายภายใน 30 วัน ลูกค้าประจำที่จ่ายตรงเวลา Net 45 จ่ายภายใน 45 วัน ลูกค้าองค์กรที่มีรอบจ่ายเดือนละครั้ง Net 60 ขึ้นไป จ่ายภายใน 60 วันหรือมากกว่า งานโครงการ หรือกรณีมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ อ่านตารางนี้อย่างไร กติกาเครดิตเทอมใหม่ของ กขค. ที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 คืออะไร คือประกาศที่กำหนดให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่ายเงิน SME ภายใน 45 วันสำหรับการค้า การผลิต และบริการ และภายใน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร เว้นแต่ตกลงระยะเวลาสั้นกว่าไว้แล้ว ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และมีผลเมื่อพ้น 30 วัน คือวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ชื่อเต็มคือ “ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)” ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 17(2) และ 57(4) ลงนามวันที่ 21 กันยายน 2569 ระยะเวลาตามข้อ 5(1) ของประกาศ สรุปได้ตามตารางนี้ ประเภทสินค้าหรือบริการ ระยะเวลาสูงสุด เงื่อนไข การค้า การผลิต และบริการ ไม่เกิน 45 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่ไม่ซับซ้อน ไม่เกิน 30 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว ประกาศเปิดให้กำหนดต่างจากนี้ได้ ถ้ามีเหตุผลอันสมควรที่รับฟังได้ทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ และอยู่ในกรอบสัญญา การจ่ายเกิน 45 วันจึงไม่ได้ผิดทันที แต่ผู้ซื้อต้องอธิบายเหตุผลได้ โรงงานอาหารที่ซื้อจากไทยพาเลทแพ็คเคยใช้สัญญามาตรฐาน 90 วัน ถ้านับจาก 3 พฤศจิกายน 2569 จะครบกำหนด 1 กุมภาพันธ์ 2570 หลังประกาศมีผล ถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควร กรอบที่ควรใช้คือไม่เกิน 18 ธันวาคม 2569 ใครต้องทำตามกติกานี้ ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งซื้อจาก SME ตามข้อ 2 ของประกาศ ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หมายถึงผู้ที่มีรายได้ในปีบัญชีที่ผ่านมาตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รายได้นี้นับรวมผู้ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการ เช่น บริษัทในเครือเดียวกัน ส่วนค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ต ค้าส่งแบบบริการตนเอง (Cash and Carry) ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ธุรกิจแบบไหนนับเป็น SME ตามประกาศนี้ นับจากประเภทกิจการ จำนวนการจ้างงาน และรายได้ต่อปี โดยต้องผ่านทั้ง 2 เงื่อนไขพร้อมกัน ประเภทกิจการ จ้างงาน รายได้ต่อปี ผลิตสินค้า ไม่เกิน 200 คน และไม่เกิน 500 ล้านบาท บริการ ค้าส่ง หรือค้าปลีก ไม่เกิน 100 คน และไม่เกิน 300 ล้านบาท ไทยพาเลทแพ็คเป็นกิจการผลิต พนักงาน 45 คน รายได้ 60 ล้านบาท จึงเป็น SME ส่วนโรงงานอาหารรายได้ 3,000 ล้านบาท เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ การซื้อขายคู่นี้จึงอยู่ในขอบเขตประกาศ จุดที่ต้องระวังคือ แนวทางฉบับปี 2564 ใช้คำว่า “หรือ” ระหว่างจ้างงานกับรายได้ แต่ฉบับใหม่ใช้คำว่า “และ” บทความเก่าที่ยังเขียนเกณฑ์แบบ “หรือ” จึงอาจไม่ตรงกับประกาศฉบับนี้ แนวทางเดิมปี 2564 ยังใช้อยู่ไหม ประกาศฉบับใหม่ไม่ได้เขียนข้อยกเลิกแนวทางเดิมไว้ แนวทางเดิมลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 18 มิถุนายน 2564 และใช้กับผู้ประกอบธุรกิจรายใดก็ตามที่เป็นคู่ค้ากับ SME ผู้ขาย บทนำของฉบับใหม่ระบุว่าแนวทางเดิมใช้มากว่า 4 ปีแล้ว แต่ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ซื้อรายใหญ่ ฉบับใหม่จึงกำหนดเฉพาะคู่ค้ารายใหญ่ไว้ชัดขึ้น ถ้าคู่ค้าไม่ใช่รายใหญ่และต้องการรู้ว่าแนวทางเดิมยังใช้กับกรณีของตนอย่างไร ควรสอบถามสำนักงาน กขค. โดยตรง ผู้ซื้อรายใหญ่ทำอะไรไม่ได้ และมีโทษอย่างไร ทำไม่ได้ 3 เรื่องหลักตามข้อ 7 คือ ประวิงการจ่ายเงินเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่มีเหตุผลหรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน และบังคับเงื่อนไขพิเศษที่เพิ่มภาระให้ SME โดยไม่จำเป็น ผู้ฝ่าฝืนเสี่ยงโทษปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ หน้าที่และข้อห้ามของผู้ซื้อรายใหญ่สรุปได้ตามตารางนี้ ข้อในประกาศ สาระสำคัญ ข้อ 5(3) ต้องแจ้งให้ SME รู้สิทธิรับเงินภายในเครดิตเทอม และแสดงขั้นตอนจ่ายเงินให้ชัดเจน ข้อ 6 ห้ามใช้สัญญาสำเร็จรูป (Standard Form Contract) แบบเดียวกันกับ SME ทุกรายในเรื่องระยะเวลาจ่ายเงินอย่างไม่เป็นธรรม ข้อ 7(1) ห้ามประวิงจ่ายเงินเกินระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ข้อ 7(2) ห้ามเปลี่ยนระยะเวลาหรือเงื่อนไขในสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน ข้อ 7(3) ห้ามบังคับเงื่อนไขพิเศษเกี่ยวกับเครดิตที่สร้างภาระเกินจำเป็น ข้อ 8 ถ้าต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่รู้เฉพาะฝั่งผู้ซื้อ ผู้ซื้อมีหน้าที่แสดงหลักฐาน ข้อ 9 กำหนดว่า ผู้ซื้อรายใหญ่ที่ฝ่าฝืนถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57(4) ต้องรับโทษตามมาตรา 82 คือปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่ทำผิด ถ้าทำผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ข้อ 10 ยังระบุว่า การฝ่าฝืนอาจเป็นความผิดตามมาตรา 50 54 และ 55 ของพระราชบัญญัติเดียวกันด้วย การตัดสินแต่ละกรณีเป็นอำนาจของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า SME ถูกจ่ายช้ากว่าเครดิตเทอม ทำอะไรได้บ้าง ทำได้ 3 ขั้น คือ ติดตามทวงถามพร้อมหลักฐาน เก็บเอกสารให้ครบ และร้องเรียนต่อสำนักงาน กขค. ถ้าผู้ซื้อเป็นรายใหญ่และยังประวิงโดยไม่มีเหตุผล สมมติวันที่ 18 ธันวาคม 2569 ผ่านไปแล้ว โรงงานอาหารยังไม่จ่าย 214,000 บาท และอ้างว่าสัญญาเดิมให้ 90 วัน ไทยพาเลทแพ็คมีใบส่งของที่ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน และอีเมลส่งใบแจ้งหนี้ในวันเดียวกัน หลักฐานสองชิ้นนี้ยืนยันวันเริ่มนับได้ ให้เครดิตเทอมลูกค้ากี่วันดี หลักจำง่าย ๆ คือ วันที่ให้ลูกค้าไม่ควรยาวกว่าวันที่ได้จากซัพพลายเออร์ ถ้าให้ลูกค้านานกว่า กิจการต้องหาเงินมาสำรองจ่ายค่าวัตถุดิบในช่วงที่ยังไม่ได้เงินจากลูกค้า ตัวอย่าง ไม้ที่ใช้ทำพาเลท 400 ชิ้นมีต้นทุน 130,000 บาท ซัพพลายเออร์ให้เครดิต 30 วัน ไทยพาเลทแพ็คจึงต้องจ่ายค่าไม้วันที่ 3 ธันวาคม 2569 เครดิตที่ให้โรงงานอาหาร วันรับเงิน วันจ่ายค่าไม้ เงินสดขาด ระยะเวลาที่ขาด 45 วัน 18 ธ.ค. 2569 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 15 วัน 90 วัน 1 ก.พ. 2570 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 60 วัน ส่วนต่างของสองแบบอยู่ที่ระยะเวลา ยอดเงินขาดเท่ากัน แต่แบบ 90 วันต้องหาเงินมาหมุนนานกว่า 4 เท่า ถ้ามีคำสั่งซื้อแบบนี้ทุกเดือน ยอดเงินจมจะซ้อนกันหลายก้อน วิธีคิดช่องว่างเงินสดแบบเต็มอ่านได้ที่กระแสเงินสด (Cash Flow) ส่วนการดูว่ากิจการมีเงินพอรองรับการให้เครดิตหรือไม่ ใช้ตัวเลขเงินทุนหมุนเวียน ก่อนให้ลูกค้าใหม่ซื้อเชื่อ ต้องเช็กอะไร เช็ก 3 เรื่อง คือ ข้อมูลนิติบุคคลและงบการเงิน ประวัติการชำระหนี้ และวงเงินที่จะให้ เริ่มด้วยยอดเล็กหรือเงินสดก่อน แล้วค่อยขยายเครดิตเมื่อลูกค้าจ่ายตรงเวลา ไทยพาเลทแพ็คใช้นโยบายนี้กับลูกค้ารายย่อยของตัวเอง ลูกค้าใหม่ทุกรายจ่ายเงินสดตอนรับของ และจะได้เครดิต 30 วันเมื่อซื้อครบ 6 เดือนโดยไม่เคยค้างชำระ นโยบายนี้เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย ต้องเขียนระยะเวลาชำระเงินไว้ในเอกสารอะไรบ้าง ควรเขียนไว้ใน 4 เอกสาร คือ ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อหรือสัญญา ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายใช้วันครบกำหนดเดียวกัน และมีหลักฐานเมื่อเกิดข้อโต้แย้ง เอกสาร สิ่งที่ควรระบุ ใบเสนอราคา Credit Term เช่น 45 วัน และวิธีชำระเงิน ใบสั่งซื้อ / สัญญา ระยะเวลาเดียวกับใบเสนอราคา และวันเริ่มนับ ใบแจ้งหนี้ วันที่ออก วันครบกำหนด และเลขใบสั่งซื้อของลูกค้า ใบวางบิล รายการใบแจ้งหนี้ที่รวม และวันนัดชำระ ใบแจ้งหนี้ของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียนว่า “Credit Term 45 วัน ครบกำหนด 18 ธันวาคม 2569” พร้อมเลขใบสั่งซื้อของโรงงานอาหารทุกใบ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าเห็นวันจ่ายตรงกันตั้งแต่วันรับเอกสาร ลำดับว่าเอกสารใบไหนออกก่อนหลังดูได้ที่ลำดับเอกสารหลังปิดการขาย รายการที่ควรมีบนใบแจ้งหนี้ เช่น วันครบกำหนดและเลขใบสั่งซื้อ ดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ประกาศ กขค. ไม่ได้บังคับรูปแบบเอกสารของผู้ขาย แต่การเขียนวันครบกำหนดไว้ชัดช่วยให้ใช้สิทธิตามข้อ 5(3) ได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ซื้อรายใหญ่ต้องแจ้งสิทธิและขั้นตอนจ่ายเงินให้ SME ทราบอยู่แล้ว ข้อควรรู้เกี่ยวกับเครดิตเทอม สรุป – เครดิตเทอมต้องจำอะไรบ้าง กติกาใหม่ช่วยได้เฉพาะ SME ที่มีหลักฐานครบ เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดสัญญาและใบสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่ทุกราย จดระยะเวลาชำระที่ใช้อยู่ แล้วเทียบกับกรอบ 45 วันที่ใช้ตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2569 ตั้งวงเงินขายเชื่อและติดตามลูกหนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยกำหนดวงเงินขายเชื่อและเครดิตเทอมแยกตามลูกค้า ออกใบแจ้งหนี้และใบวางบิล พร้อมรายงานลูกหนี้ตามอายุหนี้ (Aging AR) ให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีเห็นยอดค้างของลูกค้าแต่ละรายชุดเดียวกัน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ธุรกิจที่ต้องการขอเครดิตเทอมในการซื้ออุปกรณ์สำนักงาน ดูขั้นตอนและเงื่อนไขได้ที่ OfficeMate ขอเครดิตเทอมออนไลน์ ลูกค้า OfficeMate (OFM) รับส่วนลดพิเศษเมื่อสมัคร PEAK แพ็กเกจรายปี ลงทะเบียนรับสิทธิ์ที่ ติดตาม OfficeMate ได้ที่ อ่านเรื่องลูกหนี้และเงินสดของธุรกิจ B2B เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครดิตเทอม ระยะเวลาให้เครดิตเริ่มนับตอนไหน เริ่มนับตามที่ตกลงในสัญญา ถ้าเป็นกรณีผู้ซื้อรายใหญ่กับ SME ประกาศ กขค. ข้อ 5(2) ให้นับจากวันที่ส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน เครดิตเทอมห้ามกำหนดเกินกี่วัน ไม่มีตัวเลขห้ามเด็ดขาด ประกาศ กขค. ให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่าย SME ภายใน 45 วัน หรือ 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร แต่กำหนดต่างจากนี้ได้ถ้ามีเหตุผลอันสมควรทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ ใครบ้างที่ต้องทำตามกติกาจ่ายเงิน SME ผู้ประกอบธุรกิจที่มีรายได้ปีบัญชีก่อนตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รวมบริษัทในเครือ และค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจาก SME ตามประกาศที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 ผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกัน ต้องทำตามกรอบ 45 วันไหม ไม่อยู่ในประกาศฉบับใหม่ เพราะฉบับนี้ใช้กับผู้ซื้อรายใหญ่ แต่แนวทางเดิมปี 2564 ซึ่งกำหนดกรอบ 30 ถึง 45 วันเช่นกัน เขียนให้ใช้กับคู่ค้าของ SME ทุกขนาด และยังลงอยู่ในหน้าประกาศของ กขค. กรณีผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกันจึงควรสอบถามสำนักงาน กขค. ก่อนยึดตามสัญญาอย่างเดียว เครดิต 30 วัน ภาษาอังกฤษเขียนอย่างไร เขียนได้ว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ในใบแจ้งหนี้มักเขียนคู่กับวันครบกำหนด เช่น “Net 30 Due Date 3 Dec 2026” เพื่อไม่ให้ลูกค้านับวันต่างกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก