ความรู้บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

12 min

โปรแกรมบัญชี คืออะไร คู่มือเลือกใช้สำหรับเจ้าของธุรกิจ

เปิดบริษัทแล้วเจอปัญหาบัญชียุ่งเหยิง? ออกใบเสร็จไม่ทัน ส่งภาษีผิดพลาด เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด โปรแกรมบัญชีช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ในตลาดมีตั้งหลายสิบตัว จะเลือกอย่างไรให้ตรงกับธุรกิจ? บทความนี้อธิบายตั้งแต่พื้นฐาน ประเภท ฟีเจอร์ที่ต้องมี ไปจนถึงวิธีเลือกที่เหมาะกับธุรกิจคุณ โปรแกรมบัญชีคืออะไร? โปรแกรมบัญชี (Accounting Software) คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยบันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี คำนวณภาษี และจัดทำรายงานการเงินแบบอัตโนมัติ ใช้แทนการทำด้วย Excel หรือกระดาษ พูดง่ายๆ คือตัวช่วยจัดการเรื่องเงินของธุรกิจทั้งหมดในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ บันทึกค่าใช้จ่าย ไปจนถึงปิดงบการเงินส่งสรรพากร “โปรแกรมบัญชี” กับ “ระบบบัญชี” ต่างกันอย่างไร? หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ความจริงแล้วแตกต่างกันชัดเจน ระบบบัญชี คือวิธีและหลักเกณฑ์ในการจัดทำบัญชี เช่น ระบบบัญชีเดี่ยว ระบบบัญชีคู่ เป็นแนวคิดและมาตรฐานที่บริษัททุกแห่งต้องปฏิบัติตาม ส่วนซอฟต์แวร์บัญชีคือ “เครื่องมือ” ที่นำระบบบัญชีมาใช้งานจริง เหมือนระบบบัญชีเป็นสูตรอาหาร แต่ตัวโปรแกรมคือเตาไฟฟ้าที่ช่วยทำอาหารได้เร็วขึ้น โปรแกรมบัญชีมีอะไรบ้าง? 4 ประเภทที่ต้องรู้ ก่อนเลือกใช้ ต้องเข้าใจก่อนว่าเครื่องมือจัดการบัญชีแบ่งเป็นกี่ประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับธุรกิจแบบไหน ประเภท วิธีใช้งาน เหมาะกับใคร ราคาเริ่มต้น โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป (Desktop) ติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ ธุรกิจที่ไม่ต้องการเข้าถึงจากหลายที่ 5,000-50,000 บาท (ซื้อขาด) โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Cloud) ใช้งานผ่านเว็บ ไม่ต้องติดตั้ง SME, ฟรีแลนซ์, สำนักงานบัญชี 0-2,000 บาท/เดือน โปรแกรมบัญชี ERP ระบบครบวงจร รวมบัญชี+คลัง+ขาย+HR ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ 10,000+ บาท/เดือน โปรแกรมบัญชีฟรี ใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ธุรกิจเริ่มต้นที่มีธุรกรรมน้อย ฟรี (มีข้อจำกัดฟีเจอร์) โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป (Desktop) ติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์โดยตรง ข้อดีคือทำงานได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต แต่ข้อเสียคือข้อมูลอยู่ในเครื่องเดียว ถ้าเครื่องเสียอาจสูญเสียข้อมูลทั้งหมด โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Cloud-based) ทำงานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ เข้าถึงได้จากทุกที่ทุกเวลา ข้อมูลเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ ปลอดภัยจากเครื่องเสียหรือไฟไหม้ ปัจจุบัน SME ส่วนใหญ่เลือกใช้ประเภทนี้ เพราะสะดวก เข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ และอัปเดตเวอร์ชันอัตโนมัติ โปรแกรมบัญชี ERP ระบบที่รวมทุกอย่างไว้ในตัวเดียว ทั้งบัญชี คลังสินค้า ขาย จัดซื้อ และ HR เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเชื่อมข้อมูลข้ามแผนก แต่ราคาสูงและตั้งค่าซับซ้อนกว่า เหมาะกับธุรกิจที่มีหลายแผนกจริง ๆ ฟรี vs เสียเงิน ต่างกันตรงไหน? ตัวช่วยทำบัญชีแบบฟรีมักจำกัดจำนวนเอกสารต่อเดือน จำนวนผู้ใช้ หรือฟีเจอร์ขั้นสูง เหมาะกับฟรีแลนซ์หรือธุรกิจเพิ่งเริ่มที่มีรายการไม่มาก เมื่อธุรกิจโตขึ้น มักต้องอัปเกรดเป็นแพ็กเกจเสียเงิน ฟีเจอร์สำคัญที่โปรแกรมบัญชีดีๆ ต้องมี เลือกซอฟต์แวร์บัญชี ไม่ใช่ดูแค่ราคา ต้องเช็คว่ามีฟีเจอร์ครบตามที่ธุรกิจต้องการ ฟีเจอร์พื้นฐานที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ AI ตัวช่วยใหม่ในโปรแกรมบัญชี เทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนวงการบัญชีคือ AI ที่ช่วยลดงานซ้ำและเพิ่มความแม่นยำ ตัวอย่างเช่น AI ที่อ่านใบเสร็จแล้วบันทึกรายการให้อัตโนมัติ หรือช่วยจัดหมวดหมู่รายการบัญชีโดยไม่ต้องคีย์เอง PEAK เป็นหนึ่งในเครื่องมือบัญชีไทยที่นำ AI มาใช้จริง เช่น PEAK AI Accounting ที่จับคู่รายการธนาคารกับเอกสารบัญชีอัตโนมัติ ลดเวลาทำงานได้หลายชั่วโมงต่อเดือน วิธีเลือกโปรแกรมบัญชีที่เหมาะกับธุรกิจ ไม่มีโปรแกรมบัญชีตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน ขึ้นอยู่กับขนาดและความต้องการของธุรกิจ ขนาดธุรกิจ ความต้องการหลัก ประเภทที่แนะนำ สิ่งที่ควรเช็ค Freelance / เพิ่งเริ่มต้น ออกใบเสร็จ บันทึกรายรับรายจ่าย Cloud ฟรีหรือแพ็กเกจเริ่มต้น ใช้ง่ายไหม มีแพ็กเกจฟรีไหม SME (รายได้ต่ำกว่า 30 ล้าน/ปี) บัญชีครบ ภาษี รายงาน สต็อก Cloud แบบเสียเงิน เชื่อมธนาคารได้ไหม รองรับ e-Tax ไหม ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ ระบบบัญชี+คลัง+ขาย+HR ครบวงจร ERP หรือ Cloud + Add-on Customize ได้ไหม API เชื่อมระบบอื่นได้ไหม ก่อนตัดสินใจ ลองตอบคำถาม 3 ข้อนี้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกโปรแกรมบัญชี เห็นธุรกิจหลายร้อยรายเจอปัญหาซ้ำๆ จึงสรุปข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง สรุป โปรแกรมบัญชีคือเครื่องมือจัดการเรื่องเงินของธุรกิจ ตั้งแต่บันทึกรายรับรายจ่ายจนถึงปิดงบส่งสรรพากร สิ่งสำคัญไม่ใช่เลือกตัวที่แพงที่สุดหรือถูกที่สุด แต่ต้องตรงกับความต้องการจริง เริ่มจากประเมินว่าธุรกิจต้องการอะไร ลองใช้ฟรีก่อน แล้วตัดสินใจจากประสบการณ์จริง ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK คือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มี AI ช่วยบันทึกรายการอัตโนมัติ เชื่อมต่อธนาคาร ออก e-Tax Invoice และสรุปรายงานการเงินให้ครบ ใช้งานได้จากทุกที่ มีผู้ประกอบการและสำนักงานบัญชีกว่า 60,000 กิจการไว้วางใจ ดูแพ็กเกจและราคา ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโปรแกรมบัญชี โปรแกรมบัญชีฟรีตลอดชีพมีไหม? มีบางโปรแกรมที่เปิดให้ใช้ฟรีไม่จำกัดเวลา แต่มักจำกัดจำนวนเอกสารหรือผู้ใช้งาน เช่น PEAK มีแพ็กเกจ Free ที่ใช้ได้ตลอดสำหรับธุรกิจที่มีเอกสารไม่มาก เมื่อธุรกิจโตขึ้นค่อยอัปเกรดก็ได้ โปรแกรมบัญชีที่สรรพากรรับรองมีตัวไหนบ้าง? กรมสรรพากรไม่ได้ออกใบรับรองให้โปรแกรมใดโดยเฉพาะ แต่โปรแกรมที่ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ต้องผ่านมาตรฐาน ETDA สิ่งที่สรรพากรดูจริง ๆ คือเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ได้ดูว่าใช้โปรแกรมตัวไหน โปรแกรมบัญชีสำหรับร้านค้าออนไลน์ใช้ตัวไหนดี? ร้านค้าออนไลน์ควรเลือกโปรแกรมที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม e-commerce เช่น Shopee, Lazada ได้ และรองรับเอกสารจำนวนมากต่อเดือน โปรแกรมบัญชีแบบ Cloud เหมาะกว่าแบบติดตั้ง เพราะซิงก์ข้อมูลการขายกับบัญชีได้แบบเรียลไทม์ Cloud Accounting ต่างจากโปรแกรมบัญชีทั่วไปอย่างไร? Cloud Accounting คือซอฟต์แวร์บัญชีที่ทำงานบนอินเทอร์เน็ต ข้อมูลเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ ไม่ใช่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อดีหลักคือเข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ สำรองข้อมูลอัตโนมัติ และอัปเดตเวอร์ชันใหม่โดยไม่ต้องติดตั้งเอง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

วิธีคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ คำนวณยังไง พร้อมตารางอัตราทางภาษี

ซื้อคอมพิวเตอร์มา 30,000 บาท ใช้งาน 3 ปี แล้วจะหักเป็นค่าใช้จ่ายยังไง? คำตอบคือต้อง “คิดค่าเสื่อมราคา” เพื่อทยอยหักมูลค่าสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปี บทความนี้รวมสูตรคำนวณครบ 4 วิธี ตัวอย่างจริงแยกประเภทสินทรัพย์ และตารางอัตราตามสรรพากรที่ใช้ได้ทันที สำหรับความหมายและผลกระทบต่อธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมที่ ค่าเสื่อมราคา มีผลต่อธุรกิจอย่างไร? คิดค่าเสื่อมราคา คืออะไร? คิดค่าเสื่อมราคา คือการกระจายต้นทุนสินทรัพย์ถาวรออกเป็นค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาที่ใช้งาน ตัวอย่างสินทรัพย์ที่ต้องคำนวณ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ วิธีนี้ช่วยให้ไม่ต้องหักต้นทุนก้อนเดียวตอนซื้อ แต่ทยอยหักทีละปีแทน หลักคิดง่ายๆ คือ ถ้าสินทรัพย์ใช้งานได้หลายปี ก็ควรแบ่งต้นทุนออกเป็นค่าใช้จ่ายทีละปี การคำนวณเป็นไปตาม TAS 16 เรื่อง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) สูตรคำนวณค่าเสื่อมราคา 4 วิธี การคิดค่าเสื่อมราคามี 4 วิธีหลัก ได้แก่ วิธีเส้นตรง วิธียอดลดลงทวีคูณ วิธีผลรวมจำนวนปี และวิธีตามจำนวนผลผลิต SME ส่วนใหญ่ใช้วิธีเส้นตรงเพราะคำนวณง่ายที่สุด หักเท่ากันทุกปี ตารางด้านล่างสรุปสูตรและความเหมาะสมของแต่ละวิธี วิธี สูตรหลัก เหมาะกับ เส้นตรง (ต้นทุน – มูลค่าซาก) ÷ อายุใช้งาน สินทรัพย์ทั่วไป ใช้บ่อยที่สุด ยอดลดลงทวีคูณ มูลค่าตามบัญชี × (อัตราเส้นตรง × 2) สินทรัพย์เสื่อมเร็วช่วงแรก ผลรวมจำนวนปี (ต้นทุน – มูลค่าซาก) × จำนวนปีที่เหลือ ÷ ผลรวมปี สินทรัพย์ที่เสื่อมไม่เท่ากันแต่ละปี ตามจำนวนผลผลิต (ต้นทุน – มูลค่าซาก) × ผลผลิตปีนี้ ÷ ผลผลิตรวม เครื่องจักรที่วัดผลผลิตได้ วิธีเส้นตรง (Straight-Line Method) วิธีนี้ใช้บ่อยที่สุดและง่ายที่สุด เพราะหักค่าเสื่อมราคาเท่ากันทุกปีตลอดอายุการใช้งาน ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ต้นทุนสินทรัพย์ – มูลค่าซาก) ÷ อายุการใช้งาน (ปี) ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อเครื่องพิมพ์ราคา 50,000 บาท มูลค่าซาก 5,000 บาท อายุใช้งาน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุนสินทรัพย์ — 50,000 บาท หักมูลค่าซาก — 5,000 บาท มูลค่าที่ต้องหัก 50,000 – 5,000 45,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 45,000 ÷ 5 9,000 บาท วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance) วิธีนี้หักค่าเสื่อมราคาสูงในปีแรกๆ แล้วลดลงเรื่อยๆ เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็วช่วงต้น เช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์ ค่าเสื่อมราคาต่อปี = มูลค่าตามบัญชีต้นปี × (อัตราเส้นตรง × 2) ตัวอย่าง: สินทรัพย์ต้นทุน 100,000 บาท อายุ 5 ปี (อัตราเส้นตรง 20% ดังนั้นอัตราทวีคูณ = 40%) ปีที่ มูลค่าตามบัญชีต้นปี วิธีคำนวณ ค่าเสื่อมราคา 1 100,000 100,000 × 40% 40,000 2 60,000 60,000 × 40% 24,000 3 36,000 36,000 × 40% 14,400 4 21,600 21,600 × 40% 8,640 5 12,960 ปรับให้เหลือมูลค่าซาก 12,960 วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-the-Years’ Digits) คล้ายวิธียอดลดลง แต่คำนวณจากสัดส่วนจำนวนปีที่เหลือ ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ต้นทุน – มูลค่าซาก) × จำนวนปีที่เหลือ ÷ ผลรวมจำนวนปี ตัวอย่าง: สินทรัพย์ 50,000 บาท มูลค่าซาก 5,000 บาท อายุ 5 ปี ผลรวมจำนวนปี = 1+2+3+4+5 = 15 ปีที่ ปีที่เหลือ วิธีคำนวณ ค่าเสื่อมราคา 1 5 45,000 × 5/15 15,000 2 4 45,000 × 4/15 12,000 3 3 45,000 × 3/15 9,000 4 2 45,000 × 2/15 6,000 5 1 45,000 × 1/15 3,000 วิธีตามจำนวนผลผลิต (Units of Production) เหมาะกับเครื่องจักรที่วัดปริมาณผลผลิตได้ เช่น เครื่องปั๊ม เครื่องพิมพ์อุตสาหกรรม ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วย = (ต้นทุน – มูลค่าซาก) ÷ จำนวนผลผลิตรวมตลอดอายุ ตัวอย่าง: เครื่องจักร 200,000 บาท มูลค่าซาก 20,000 บาท ผลิตได้ 100,000 ชิ้นตลอดอายุ ปีนี้ผลิต 25,000 ชิ้น รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าเสื่อมต่อหน่วย (200,000 – 20,000) ÷ 100,000 1.80 บาท/ชิ้น ค่าเสื่อมราคาปีนี้ 1.80 × 25,000 45,000 บาท มูลค่าซาก คืออะไร คิดยังไง? มูลค่าซาก คือมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากการขายสินทรัพย์เมื่อหมดอายุการใช้งาน เช่น ซื้อรถยนต์มา 800,000 บาท ใช้ 5 ปีแล้วคาดว่าขายได้ 200,000 บาท ส่วนนี้คือมูลค่าซาก วิธีกำหนดมูลค่าซากต้องประเมินจากราคาตลาดของสินทรัพย์ประเภทเดียวกันที่หมดอายุแล้ว กิจการต้องทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง (ตาม TAS 16) การตั้งมูลค่าซากต่ำ เช่น 1 บาท ทำได้ไหม? หลายกิจการตั้งมูลค่าซากไว้ต่ำมาก เช่น 1 บาท เพื่อหักต้นทุนได้เกือบทั้งจำนวน แต่ยังคงแสดงสินทรัพย์ในบัญชีอยู่ วิธีนี้ทำได้ตามกฎหมาย แต่ต้องมีเหตุผลรองรับว่าเมื่อสิ้นอายุ สินทรัพย์แทบไม่มีมูลค่าเหลือ ตารางอัตราค่าเสื่อมราคาตามสรรพากร กรมสรรพากรกำหนดอัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุดที่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ประเภทสินทรัพย์ อัตราสูงสุด/ปี อายุขั้นต่ำ หมายเหตุ อาคารถาวร 5% 20 ปี — อาคารชั่วคราว 100% 1 ปี หักทั้งจำนวนปีเดียว เครื่องจักร, อุปกรณ์ 20% 5 ปี หักเพิ่มเป็น 40% ปีแรกได้ตามเงื่อนไข ยานพาหนะ (รถบรรทุก) 20% 5 ปี — รถยนต์นั่ง 20% 5 ปี มีเพดานต้นทุนทางภาษี (ดูด้านล่าง) คอมพิวเตอร์ + ซอฟต์แวร์ 33.33% 3 ปี ตาม พ.ร.ฎ. 395 เฟอร์นิเจอร์, อุปกรณ์สำนักงาน 20% 5 ปี — อาคารและสิ่งปลูกสร้าง อาคารถาวรหักได้ไม่เกิน 5% ต่อปี (อายุ 20 ปี) แต่ถ้าเป็นอาคารชั่วคราว เช่น เต็นท์หรืออาคารสำเร็จรูป หักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในปีที่ซื้อได้เลย ยานพาหนะ (รถยนต์ รถบรรทุก) รถบรรทุกและรถตู้ที่ใช้ในกิจการหักค่าเสื่อมราคาได้ 20% ต่อปี ไม่จำกัดมูลค่า แต่ รถยนต์นั่ง มีเงื่อนไขพิเศษ คือต้นทุนที่นำมาหักทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท แม้ราคาซื้อจริงจะสูงกว่า คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์หักค่าเสื่อมราคาได้เร็วกว่าสินทรัพย์อื่น คือ 33.33% ต่อปี (อายุ 3 ปี) ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 395 ส่วนเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำนักงานทั่วไป เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เอกสาร หักได้ 20% ต่อปี (อายุ 5 ปี) ตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคา แยกประเภทสินทรัพย์ ตัวอย่างทั้งหมดใช้วิธีเส้นตรงซึ่งนิยมที่สุด และตั้งซาก 1 บาท ตามแนวปฏิบัติทั่วไป ตัวอย่าง: คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องละ 30,000 บาท ตั้งซากไว้ 1 บาท อายุ 3 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุน – มูลค่าซาก 30,000 – 1 29,999 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 29,999 ÷ 3 10,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อเดือน 10,000 ÷ 12 833 บาท ตัวอย่าง: รถยนต์นั่ง (มีเพดาน) ซื้อรถยนต์นั่งราคา 1,500,000 บาท ตั้งซากไว้ 1 บาท อายุ 5 ปี ทางภาษีใช้ต้นทุนได้สูงสุด 1,000,000 บาท รายการ ทางบัญชี ทางภาษี ต้นทุนที่ใช้คำนวณ 1,500,000 บาท 1,000,000 บาท หักมูลค่าซาก 1 บาท 1 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 300,000 บาท 200,000 บาท ส่วนต่าง 100,000 บาทต่อปี บันทึกทางบัญชีได้แต่หักภาษีไม่ได้ ต้องบวกกลับตอนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ตัวอย่าง: เครื่องจักรโรงงาน ซื้อเครื่องจักรราคา 500,000 บาท มูลค่าซาก 50,000 บาท อายุ 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าที่ต้องหัก 500,000 – 50,000 450,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 450,000 ÷ 5 90,000 บาท ค่าเสื่อมราคาสะสม คืออะไร คิดยังไง? ค่าเสื่อมราคาสะสม คือยอดรวมค่าเสื่อมราคาที่หักมาแล้วทั้งหมดตั้งแต่เริ่มใช้สินทรัพย์ ใช้สำหรับคำนวณ “มูลค่าตามบัญชี” ซึ่งก็คือราคาสินทรัพย์ที่เหลืออยู่จริง มูลค่าตามบัญชี = ต้นทุนสินทรัพย์ – ค่าเสื่อมราคาสะสม ตัวอย่าง: คอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท ใช้มาแล้ว 2 ปี ค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท รายการ จำนวนเงิน ต้นทุน 30,000 บาท ค่าเสื่อมราคาสะสม (2 ปี) 20,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 10,000 บาท บัญชีนี้เป็นสินทรัพย์ด้านตรงข้าม (contra asset) อยู่ในหมวดที่ 1 สินทรัพย์ แต่แสดงเป็นยอดหัก วิธีบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา (Journal Entry) ทุกสิ้นเดือนหรือสิ้นปี กิจการต้องบันทึกค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายในบัญชี หากยังไม่คุ้นเคยกับหลักการบัญชีพื้นฐาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 6 ทักษะสำคัญของนักบัญชียุคใหม่ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเสื่อมราคา (ค่าใช้จ่าย) 10,000 — ค่าเสื่อมราคาสะสม (สินทรัพย์ตรงข้าม) — 10,000 ผลจากการบันทึกนี้ ส่วนเดบิตจะไปลดกำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุน ส่วนเครดิตจะไปลดมูลค่าสินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน สรุป ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยคำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ให้อัตโนมัติ เพียงบันทึกข้อมูลสินทรัพย์ ต้นทุน อายุการใช้งาน และวิธีคิด ระบบจะคำนวณและบันทึกบัญชีให้ทุกเดือนไม่ต้องทำเอง ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคากับค่าตัดจำหน่าย (Amortization) ต่างกันอย่างไร? ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตน เช่น อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ ส่วนค่าตัดจำหน่าย (Amortization) ใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ หลักการคำนวณเหมือนกัน คือทยอยหักต้นทุนเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน ค่าเสื่อมราคา อยู่หมวดบัญชีไหน? ค่าเสื่อมราคาอยู่ในหมวดที่ 5 ค่าใช้จ่าย เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเงินสดออกไปจริง แต่บันทึกเพื่อสะท้อนการเสื่อมมูลค่าของสินทรัพย์ ค่าเสื่อมราคาสะสม อยู่หมวดไหน? ค่าเสื่อมราคาสะสมอยู่ในหมวดที่ 1 สินทรัพย์ แต่เป็นบัญชีด้านตรงข้าม (contra asset) จึงแสดงเป็นยอดหักจากต้นทุนสินทรัพย์ เมื่อนำมารวมกันจะได้ “มูลค่าตามบัญชี” หรือมูลค่าสุทธิของสินทรัพย์นั้น ซื้อสินทรัพย์กลางปี คิดค่าเสื่อมยังไง? คิดตามสัดส่วนเดือนที่ใช้จริง เช่น ซื้อเครื่องจักรเดือนเมษายน คิดค่าเสื่อมราคาปีนั้น 9 เดือน (เม.ย.–ธ.ค.) ไม่ใช่ 12 เดือนเต็ม ปีถัดไปค่อยคิดเต็มปี

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

สินทรัพย์หมุนเวียน คืออะไร มีอะไรบ้าง ต่างจากไม่หมุนเวียนยังไง

เจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มอ่านงบการเงิน มักสับสนว่าสินทรัพย์หมุนเวียนกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนแยกกันตรงไหน บทความนี้อธิบายทั้งสองประเภทให้ชัด พร้อมตัวอย่างจริงที่ SME เอาไปใช้ได้ทันที สินทรัพย์หมุนเวียนคืออะไร สินทรัพย์หมุนเวียน คือ ทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่กิจการคาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 12 เดือน ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) พูดง่ายๆ คือ เงินสด หรือสิ่งที่แปลงเป็นตัวเงินได้เร็วภายในปีเดียว ถ้าร้านค้าออนไลน์มีสินค้าในสต็อก 200,000 บาท ก็ถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะคาดว่าจะขายหมดภายในปี ส่วนชื่อภาษาอังกฤษคือ Current Assets ซึ่งจะเห็นอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) (Balance Sheet) ฝั่งซ้ายมือเสมอ สินทรัพย์หมุนเวียนมีอะไรบ้าง (10 ประเภทที่ต้องรู้) สินทรัพย์หมุนเวียนแบ่งได้หลายประเภท ต่อไปนี้คือ 10 รายการที่พบบ่อยในงบการเงินของ SME ไทย 1. เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เงินสดในมือ เงินฝากธนาคารกระแสรายวัน ออมทรัพย์ รวมถึงเงินลงทุนระยะสั้นที่ครบกำหนดไม่เกิน 3 เดือน เช่น ตั๋วเงินคลัง สินทรัพย์ตัวนี้มีสภาพคล่องสูงที่สุดในทุกรายการ 2. ลูกหนี้การค้า เงินที่ลูกค้าค้างจ่ายจากการขายสินค้าหรือบริการ ตัวอย่างเช่น ร้านขายวัสดุก่อสร้างออกใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้าเครดิต 30 วัน ยอด 150,000 บาทที่ยังไม่ได้รับ ถือเป็นลูกหนี้การค้า 3. สินค้าคงเหลือ วัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมขาย สำหรับร้านค้าออนไลน์ คือสินค้าที่เก็บอยู่ในคลัง สำหรับธุรกิจผลิต คือวัตถุดิบที่ยังไม่ได้ใช้และสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว 4. เงินลงทุนระยะสั้น การลงทุนที่ตั้งใจจะขายหรือครบกำหนดภายใน 1 ปี เช่น กองทุนตลาดเงิน พันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน 1 ปี หรือหุ้นที่ถือเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น 5. ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า เงินที่จ่ายไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับบริการครบ เช่น ค่าเช่าสำนักงานที่จ่ายล่วงหน้า 6 เดือน ค่าประกันภัยรายปีที่จ่ายต้นปี ส่วนที่ยังไม่ถึงงวดจะบันทึกเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 6. รายได้ค้างรับ รายได้ที่เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้หรือยังไม่ถึงกำหนดชำระ เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารยังไม่โอนเข้าบัญชี หรือค่าบริการที่ทำเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้วางบิล 7. เงินมัดจำ เงินที่วางไว้กับคู่ค้าเพื่อค้ำประกัน เช่น เงินประกันค่าเช่า เงินมัดจำค่าสินค้า หากคาดว่าจะได้คืนภายใน 1 ปี ให้จัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 8. ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนด ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่จ่ายตอนซื้อสินค้าหรือบริการ ซึ่งนำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ ภาษีซื้อที่ยังไม่ได้ยื่นเคลมจะบันทึกเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 9. ลูกหนี้อื่น ลูกหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการค้าปกติ เช่น เงินให้กู้ยืมแก่พนักงาน เงินทดรองจ่าย หรือเงินที่จ่ายเกินให้กรมสรรพากร 10. สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น รายการที่ไม่เข้ากลุ่มข้างต้น เช่น เช็ครับลงวัน หรือเงินฝากที่มีข้อจำกัดในการใช้ แต่คาดว่าจะใช้ประโยชน์ได้ภายในปี สินทรัพย์หมุนเวียน vs สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร หลักง่ายๆ ในการแยกสองประเภทนี้คือ “ระยะเวลา” ถ้าใช้ประโยชน์หรือแปลงเป็นตัวเงินได้ภายใน 1 ปี คือหมุนเวียน ถ้านานกว่านั้น คือไม่หมุนเวียน ตารางเปรียบเทียบด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น เกณฑ์ สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ระยะเวลาแปลงเป็นตัวเงิน ไม่เกิน 1 ปี มากกว่า 1 ปี สภาพคล่อง สูง ต่ำ ตัวอย่าง เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ค่าเสื่อมราคา ไม่มี (ยกเว้นบางรายการ) มี (ทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายทุกปี) บทบาทในธุรกิจ ใช้หมุนเวียนในการดำเนินงานประจำวัน ใช้สร้างรายได้ระยะยาว ตำแหน่งในงบการเงิน แสดงก่อน (ส่วนบน) แสดงหลัง (ส่วนล่าง) สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่พบบ่อย ได้แก่ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องจักร ยานพาหนะ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และค่าความนิยม (Goodwill) สินทรัพย์เหล่านี้ใช้งานนานหลายปี และมักต้องทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายทุกรอบบัญชี คำถามที่เจ้าของกิจการสงสัยบ่อยคือ “เครื่องตกแต่งจัดเป็นหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน” คำตอบคือ ไม่หมุนเวียน เพราะเครื่องตกแต่งสำนักงาน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ มีอายุใช้งานยาวนานกว่า 1 ปี จึงจัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์) ทำไมสินทรัพย์หมุนเวียนถึงสำคัญต่อธุรกิจ SME สินทรัพย์หมุนเวียนบอกว่าธุรกิจมี “เงินพร้อมใช้” มากแค่ไหน ถ้ามีน้อยเกินไป อาจจ่ายเจ้าหนี้ไม่ทัน ซื้อวัตถุดิบไม่ได้ หรือพลาดโอกาสทางธุรกิจ นักบัญชีและนักลงทุนมักใช้อัตราส่วนสภาพคล่อง 2 ตัวหลักในการประเมิน วิเคราะห์สภาพคล่องด้วย Current Ratio และ Quick Ratio Current Ratio (อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน) Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินทรัพย์หมุนเวียน 2,000,000 บาท และหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ สินทรัพย์หมุนเวียน — 2,000,000 บาท หนี้สินหมุนเวียน — 1,000,000 บาท Current Ratio 2,000,000 ÷ 1,000,000 2.0 เท่า ค่า 2.0 เท่า หมายความว่ามีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้ระยะสั้น 2 เท่า โดยทั่วไปค่าที่มากกว่า 1.5 ถือว่าสภาพคล่องดี Quick Ratio (อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว) Quick Ratio = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) ÷ หนี้สินหมุนเวียน Quick Ratio ตัดสินค้าคงเหลือออก เพราะสินค้าอาจขายไม่ได้ทันที ค่าที่มากกว่า 1.0 ถือว่าดี หมายความว่าแม้ขายสินค้าไม่ได้เลย ก็ยังจ่ายหนี้ระยะสั้นได้ครบ ตัวอย่างการจัดประเภทสินทรัพย์หมุนเวียนในงบการเงิน สมมุติ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ มีรายการสินทรัพย์ดังนี้ รายการ จำนวนเงิน จัดประเภท เหตุผล เงินฝากธนาคาร 500,000 บาท หมุนเวียน เงินสดพร้อมใช้ ลูกหนี้การค้า (เครดิต 30 วัน) 200,000 บาท หมุนเวียน คาดว่าได้รับภายใน 30 วัน สินค้าคงเหลือในคลัง 300,000 บาท หมุนเวียน คาดว่าขายหมดภายในปี ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า 6 เดือน 60,000 บาท หมุนเวียน ได้รับประโยชน์ภายในปี คอมพิวเตอร์สำนักงาน 45,000 บาท ไม่หมุนเวียน ใช้งานนานกว่า 1 ปี เครื่องตกแต่งสำนักงาน 80,000 บาท ไม่หมุนเวียน ใช้งานนานกว่า 1 ปี จากตัวอย่างนี้ สินทรัพย์หมุนเวียนรวม = 500,000 + 200,000 + 300,000 + 60,000 = 1,060,000 บาท ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนรวม = 45,000 + 80,000 = 125,000 บาท การบริหารสินทรัพย์หมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพ การมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากไม่ได้หมายความว่าดีเสมอ เงินสดที่เก็บไว้มากเกินไปโดยไม่ลงทุน ก็เสียโอกาสสร้างกำไร สิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลที่เหมาะกับธุรกิจ เจ้าของกิจการ SME สามารถเริ่มจากแนวปฏิบัติเหล่านี้ สรุป สินทรัพย์หมุนเวียนเน้นสภาพคล่องระยะสั้น ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเน้นสร้างมูลค่าระยะยาว ทั้งสองประเภทจัดแสดงในงบฐานะการเงิน และเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์สภาพคล่องของธุรกิจ สิ่งที่ SME ควรทำวันนี้ คือเปิดงบการเงินของตัวเอง ตรวจว่าจัดประเภทสินทรัพย์ถูกต้องหรือไม่ แล้วลองคำนวณอัตราส่วนสภาพคล่องตามสูตรด้านบน ดูว่าธุรกิจอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือยัง ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายการสินทรัพย์ ออกงบการเงิน และวิเคราะห์สภาพคล่องได้อัตโนมัติ ไม่ต้องทำ Excel เอง ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียนกับเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ต่างกันอย่างไร? สินทรัพย์หมุนเวียน คือ ทรัพยากรระยะสั้นทั้งหมดที่กิจการมี ส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) คือ “ส่วนต่าง” ระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน จึงเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องที่แม่นกว่า เพราะหักหนี้ระยะสั้นออกแล้ว สินทรัพย์ 3 ประเภทหลัก มีอะไรบ้าง? ในทางบัญชี สินทรัพย์แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ สินทรัพย์หมุนเวียน (เงินสด ลูกหนี้ สินค้า) สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์) และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ค่าความนิยม) แต่ละกลุ่มมีวิธีวัดมูลค่าและการบันทึกบัญชีที่ต่างกัน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีตัวอย่างอะไรบ้าง? ตัวอย่างที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ คอมพิวเตอร์ เครื่องตกแต่งสำนักงาน สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ เงินลงทุนระยะยาว เงินมัดจำค่าเช่าระยะยาว อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน และค่าความนิยม จุดสำคัญคือ ทุกรายการมีอายุใช้งานมากกว่า 1 ปี สินทรัพย์หมุนเวียน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร? ชื่อภาษาอังกฤษคือ Current Assets ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเรียกว่า Non-Current Assets ทั้งสองคำจะเห็นในงบการเงินที่จัดทำตามมาตรฐานสากล (IFRS) และมาตรฐานไทย (TFRS/NPAEs) สินทรัพย์หมุนเวียนมีค่าเสื่อมราคาไหม? ส่วนใหญ่ไม่มี เพราะใช้หมดหรือแปลงเป็นเงินได้ภายในปีเดียว ไม่ต้องทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายทีละปีเหมือนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ยกเว้นบางกรณีพิเศษ เช่น สินค้าคงเหลือที่มูลค่าลดลง จะบันทึกเป็นผลขาดทุนจากการลดมูลค่าแทน ไม่ใช่ค่าเสื่อมราคา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) คืออะไร สูตรคำนวณ ดูจากงบตรงไหน ฉบับ SME

ธุรกิจที่มีกำไรบนกระดาษ ไม่ได้แปลว่าจะมีเงินสดพอหมุนเวียนเสมอไป หลายกิจการเจอปัญหา “กำไรดี แต่เงินไม่พอจ่าย” เพราะไม่เคยเช็คเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ของตัวเอง บทความนี้อธิบายตั้งแต่ Working Capital คืออะไร สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่างจากงบจริง ไปจนถึง Net Working Capital, Ratio, และวิธีบริหารสำหรับ SME เงินทุนหมุนเวียน คืออะไร เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) คือ ส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียนของกิจการ ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจมีทรัพยากรระยะสั้นเพียงพอจ่ายหนี้ระยะสั้นหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ “เงินที่เหลือหมุนในกิจการ” หลังหักหนี้ระยะสั้นออกแล้ว ถ้าตัวเลขเป็นบวก แปลว่ามีเงินเหลือพอใช้ ถ้าติดลบ แปลว่าหนี้ระยะสั้นมากกว่าสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็ว ประกอบด้วยอะไรบ้าง เงินทุนหมุนเวียนมาจาก 2 ส่วนในงบดุล สินทรัพย์หมุนเวียน คือทรัพยากรที่แปลงเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี หนี้สินหมุนเวียน คือหนี้ที่ต้องจ่ายภายใน 1 ปี สำคัญยังไงกับ SME สำหรับ SME ที่รายได้ยังไม่สม่ำเสมอ เงินทุนหมุนเวียนเปรียบเหมือน “ออกซิเจน” ของกิจการ ถ้าหมดก่อน ธุรกิจหยุดหายใจแม้จะยังมีกำไร (อ่านเพิ่มเรื่องงบกำไรขาดทุน) ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ขายดีมาก สั่งสินค้าเพิ่มจนสต๊อกบวม แต่ลูกค้าจ่ายเงินช้า สุดท้ายไม่มีเงินสดจ่ายค่าสินค้างวดถัดไป ทั้งที่ยอดขายดี ปัญหานี้เกิดจากเงินทุนหมุนเวียนไม่พอ คำนวณ Working Capital ยังไง Working Capital คำนวณจากสูตรเดียว ใช้ข้อมูลจากงบดุล (งบแสดงฐานะการเงิน) ที่กิจการต้องจัดทำอยู่แล้ว สูตรพื้นฐาน Working Capital = สินทรัพย์หมุนเวียน – หนี้สินหมุนเวียน ถ้าผลลัพธ์เป็น บวก แปลว่ามีสภาพคล่องเพียงพอ ถ้าเป็น ลบ แปลว่าหนี้ระยะสั้นมากกว่าทรัพยากรที่มี ต้องหาทางแก้ไข ลองคำนวณจากงบจริง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีงบดุล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568 รายการ จำนวนเงิน เงินสด 500,000 บาท ลูกหนี้การค้า 800,000 บาท สินค้าคงเหลือ 700,000 บาท รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 2,000,000 บาท เจ้าหนี้การค้า 600,000 บาท เงินกู้ระยะสั้น 400,000 บาท ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 200,000 บาท รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,200,000 บาท Working Capital = 2,000,000 – 1,200,000 = 800,000 บาท บริษัท ก มีเงินทุนหมุนเวียน 800,000 บาท หมายความว่ายังเหลือเงินหมุนในกิจการหลังจ่ายหนี้ระยะสั้นทั้งหมดแล้ว NWC คืออะไร ต่างจาก Working Capital ยังไง Net Working Capital (NWC) คือ เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ โดยหลักการเหมือน Working Capital แต่มีสูตรที่ละเอียดกว่าเพราะ หักเงินสดและหนี้ระยะสั้นที่มีดอกเบี้ยออก เพื่อดูเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินงานจริง ตัวเลข NWC ช่วยให้นักลงทุนและเจ้าของกิจการเห็นภาพชัดขึ้นว่า “เงินที่ผูกอยู่กับการดำเนินงาน” มีเท่าไร โดยไม่นับเงินสดที่เก็บไว้เฉยๆ หรือเงินกู้จากธนาคาร คำนวณ NWC ยังไง NWC = (สินทรัพย์หมุนเวียน – เงินสด) – (หนี้สินหมุนเวียน – หนี้ระยะสั้นที่มีดอกเบี้ย) หรือแบบง่ายกว่า NWC = ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงเหลือ – เจ้าหนี้การค้า ลองคำนวณ NWC จากตัวอย่างบริษัท ก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ลูกหนี้การค้า — 800,000 บาท สินค้าคงเหลือ — 700,000 บาท หัก เจ้าหนี้การค้า — (600,000) บาท NWC 800,000 + 700,000 – 600,000 900,000 บาท NWC 900,000 บาท บอกว่าบริษัท ก มีเงินผูกอยู่กับการดำเนินงาน (ลูกหนี้ + สินค้าคงเหลือ – เจ้าหนี้) เท่านี้ ยิ่ง NWC สูง ยิ่งต้องใช้เงินหมุนมาก อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน ดูยังไง Working Capital Ratio (หรือ Current Ratio) คือ อัตราส่วนทางการเงินที่วัดสภาพคล่องของกิจการ คำนวณจาก Working Capital Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน จากตัวอย่างบริษัท ก Working Capital Ratio = 2,000,000 ÷ 1,200,000 = 1.67 เท่า ค่าเท่าไรถึงดี ค่า Ratio ความหมาย มากกว่า 2.0 สภาพคล่องดีมาก แต่อาจใช้เงินไม่คุ้ม 1.2 – 2.0 เหมาะสม มีสภาพคล่องเพียงพอ 1.0 – 1.2 พอไหว แต่ต้องระวัง ต่ำกว่า 1.0 หนี้ระยะสั้นมากกว่าสินทรัพย์ ต้องแก้ไขเร่งด่วน ค่าที่ “ดี” ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมด้วย ธุรกิจค้าปลีกที่เก็บเงินสดเร็วอาจมี Ratio ต่ำกว่าธุรกิจผลิตที่ต้องสต๊อกสินค้านาน แต่ทั้งคู่อาจแข็งแรงเท่ากัน หาเงินทุนหมุนเวียนในงบดุลตรงไหน ตัวเลขที่ใช้คำนวณ Working Capital อยู่ใน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ สินทรัพย์ กับ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น อ่านจากงบเอง ถ้าเป็นบริษัทจำกัดที่ส่งงบการเงินให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สามารถดูงบดุลย้อนหลังได้จากระบบ DBD DataWarehouse+ ใช้โปรแกรมบัญชีดูง่ายกว่า โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะแสดงยอดสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนแยกให้ชัดเจนในเมนูรายงาน ไม่ต้องคำนวณเอง Working Capital ติดลบ แปลว่าธุรกิจมีปัญหาไหม? Negative Working Capital คือ สถานการณ์ที่หนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน ฟังดูน่ากลัว แต่ไม่ได้แย่เสมอไป กรณีที่ ติดลบแล้วไม่ดี คือธุรกิจที่มีลูกหนี้ค้างนาน สินค้าขายไม่ออก แต่หนี้ครบกำหนดเร็ว สถานการณ์นี้เสี่ยงต่อการขาดสภาพคล่อง กรณีที่ ติดลบแต่ไม่เป็นไร คือธุรกิจที่เก็บเงินจากลูกค้าได้เร็วกว่าจ่ายซัพพลายเออร์ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่ลูกค้าจ่ายเงินสดทันที แต่ต่อรองจ่ายซัพพลายเออร์ 60 วัน Working Capital ติดลบ แต่เงินสดไหลเข้าตลอด Working Capital Cycle คืออะไร วงจรเงินทุนหมุนเวียน คือ ระยะเวลาตั้งแต่จ่ายเงินซื้อวัตถุดิบ จนกระทั่งได้เงินสดกลับมาจากการขายสินค้า วงจรนี้ประกอบด้วย 3 ช่วง Working Capital Cycle = ระยะเวลาเก็บสินค้า + ระยะเวลาเก็บหนี้ – ระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้ ยิ่งวงจรสั้น ยิ่งดี เพราะเงินหมุนกลับมาเร็ว ธุรกิจไม่ต้องกู้เพิ่ม บริหารเงินหมุนเวียนยังไงให้พอใช้ การบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่ดี ช่วยให้ SME มีเงินหมุนเพียงพอโดยไม่ต้องกู้เพิ่ม สรุป สิ่งที่ควรลงมือทำหลังอ่านบทความนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยให้คุณดูงบดุลและเช็คเงินทุนหมุนเวียนได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบ ระบบ AI ช่วยบันทึกรายการอัตโนมัติ ลดงานซ้ำให้เหลือเวลาโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินทุนหมุนเวียน เงินทุนหมุนเวียนกับสภาพคล่อง ต่างกันยังไง สภาพคล่อง (Liquidity) เป็นแนวคิดกว้างที่วัดว่าธุรกิจแปลงทรัพย์สินเป็นเงินสดได้เร็วแค่ไหน ส่วนเงินทุนหมุนเวียนเป็นตัวเลขเฉพาะจากงบดุลที่ใช้วัดสภาพคล่องระยะสั้น Working Capital คือหนึ่งในเครื่องมือวัดสภาพคล่องนั่นเอง Working Capital กับ Cash Flow ต่างกันอย่างไร? Working Capital คือ “ยอดคงเหลือ” ณ จุดเวลาหนึ่ง (snapshot จากงบดุล) ส่วน Cash Flow คือ “การเคลื่อนไหว” ของเงินสดในช่วงเวลาหนึ่ง (flow จากงบกระแสเงินสด) ธุรกิจอาจมี Working Capital เป็นบวกแต่ Cash Flow ติดลบชั่วคราวได้ ถ้าอยากเห็นภาพครบต้องดูทั้งคู่ ธุรกิจเพิ่งเปิด ยังไม่มีงบดุล คำนวณ Working Capital ยังไง? ใช้ข้อมูลจากบัญชีที่บันทึกอยู่แทน รวมเงินสดในบัญชี + ลูกหนี้ค้างรับ + สินค้าในสต๊อก แล้วลบด้วยยอดที่ค้างจ่ายซัพพลายเออร์ + ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย จะได้ตัวเลข Working Capital คร่าว ๆ แม้ยังไม่มีงบดุลที่ผู้สอบรับรอง NWC กับ Working Capital ตัวไหนสำคัญกว่า ทั้งคู่สำคัญแต่ใช้ต่างจุด Working Capital เหมาะดูภาพรวมสภาพคล่อง ส่วน NWC เหมาะวิเคราะห์ว่าเงินผูกอยู่กับการดำเนินงานเท่าไร เจ้าของกิจการ SME ดู Working Capital ก่อน ถ้าอยากวิเคราะห์ลึกขึ้นค่อยดู NWC เพิ่มบซ้อนของงานบัญชี และเสริมสร้างความมั่นใจในทุกการตัดสินใจทางการเงิน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

งบประมาณ คืออะไร สรุปครบ ประเภท วิธีจัดทำ ฉบับ SME

ทุกธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงมักมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือการวางแผนการเงินที่ชัดเจนก่อนลงมือใช้เงิน เจ้าของกิจการหลายคนเก่งเรื่องขาย แต่พอถึงเวลาต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนเพิ่มดีไหม หรือเดือนหน้าจะมีเงินพอจ่ายซัพพลายเออร์หรือเปล่า กลับตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยทำงบประมาณเอาไว้ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่ความหมายของงบประมาณ ประเภทที่ธุรกิจควรรู้ วิธีจัดทำทีละขั้นตอน ไปจนถึงตัวอย่าง Budget Plan ที่นำไปปรับใช้กับกิจการของคุณได้จริง งบประมาณ คืออะไร? งบประมาณ (Budget) คือ แผนการเงินที่ประมาณการรายรับและรายจ่ายของธุรกิจล่วงหน้าในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายไตรมาสหรือรายปี เพื่อใช้เป็นกรอบในการใช้เงินและวัดผลว่าทำได้ตามแผนหรือไม่ พูดให้เห็นภาพง่ายขึ้น งบประมาณก็เหมือนแผนที่การเงินของธุรกิจ คุณกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าเดือนนี้จะมีเงินเข้าประมาณเท่าไร และจะใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง เมื่อถึงสิ้นเดือนจึงเทียบดูว่าตัวเลขจริงห่างจากที่วางไว้แค่ไหน งบที่ดีไม่ใช่การเดาตัวเลขให้สวยงาม แต่คือการประมาณการจากข้อมูลจริงที่ผ่านมา บวกกับเป้าหมายที่ตั้งใจจะไปให้ถึง จุดนี้เองที่ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในกระดาษ ทำไมธุรกิจ SME ต้องทำงบประมาณ งบประมาณช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นอนาคตการเงินล่วงหน้า ตัดสินใจใช้เงินได้อย่างมั่นใจ และรู้ตัวก่อนที่เงินสดจะขาดมือ ธุรกิจที่มีแผนแบบนี้จึงควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าและเติบโตได้อย่างมีทิศทาง ลองนึกถึงร้านขายของออนไลน์ร้านหนึ่งที่รายได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่เจ้าของไม่เคยวางงบไว้ พอมีเงินเข้าก็สั่งของเพิ่ม ซื้ออุปกรณ์ใหม่ ยิงโฆษณาเต็มที่ สุดท้ายพอถึงกำหนดจ่ายค่าสินค้ากลับพบว่าเงินสดไม่พอ ทั้งที่กำไรบนกระดาษยังเป็นบวก ปัญหานี้เกิดจากการไม่มีงบคุมการใช้เงิน ประโยชน์หลักของการทำงบสำหรับธุรกิจมีดังนี้ งบประมาณมีกี่ประเภท? แต่ละแบบใช้ทำอะไร ธุรกิจไม่ได้มีงบประมาณแบบเดียว แต่แบ่งออกได้หลายประเภทตามลักษณะการใช้เงิน การเข้าใจแต่ละประเภทจะช่วยให้คุณวางแผนได้ครบทุกด้าน ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมก่อนลงรายละเอียด ประเภทงบประมาณ ใช้วางแผนเรื่องอะไร ตัวอย่าง งบดำเนินงาน รายได้และค่าใช้จ่ายประจำวัน เงินเดือน ค่าเช่า ค่าการตลาด งบลงทุน การลงทุนในทรัพย์สินระยะยาว ซื้อเครื่องจักร เปิดสาขาใหม่ งบประมาณการขาย เป้ายอดขายในแต่ละช่วง ยอดขายรายเดือนแยกตามสินค้า งบประมาณการผลิต ต้นทุนและปริมาณการผลิต วัตถุดิบ ค่าแรงในการผลิต งบเงินสด เงินสดเข้าออกในแต่ละช่วง เงินที่รับจริงและจ่ายจริง งบดำเนินงาน (Operating Budget) งบดำเนินงาน คือแผนรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจตามปกติ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าการตลาด และค่าน้ำค่าไฟ เป็นงบที่ธุรกิจทุกขนาดต้องมี เพราะสะท้อนต้นทุนในการรักษาให้กิจการเดินได้ทุกวัน งบลงทุน งบประมาณการขาย และการผลิต งบลงทุนใช้วางแผนการใช้เงินก้อนใหญ่กับทรัพย์สินที่ให้ผลระยะยาว เช่น ซื้อเครื่องจักรหรือเปิดสาขา ส่วนงบประมาณการขายคือการตั้งเป้ายอดขายแยกตามสินค้าและช่วงเวลา และงบประมาณการผลิตใช้กับธุรกิจที่ผลิตสินค้าเอง เพื่อวางแผนวัตถุดิบและกำลังการผลิตให้พอดีกับยอดขายที่ตั้งไว้ งบเงินสด (Cash Budget) งบเงินสด คือแผนเงินสดที่รับจริงและจ่ายจริงในแต่ละช่วง ต่างจากงบดำเนินงานตรงที่งบเงินสดสนใจ “จังหวะเวลา” ของเงิน ธุรกิจที่ขายเชื่อและเก็บเงินได้ช้าควรทำงบนี้เป็นพิเศษ เพราะกำไรดีแต่เงินสดขาดมือคือสาเหตุที่ทำให้หลายกิจการสะดุด วิธีจัดทำงบประมาณ ทีละขั้นตอน การจัดทำงบประมาณเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจริงที่ผ่านมา แล้วตั้งเป้าหมาย ประมาณการรายรับรายจ่าย และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ทำตามลำดับดังนี้ การบริหารงบประมาณที่ดีอยู่ที่ขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง แผนที่ทำครั้งเดียวแล้วเก็บใส่ลิ้นชักจะไม่ช่วยอะไร แต่งบที่ถูกทบทวนทุกเดือนจะกลายเป็นเข็มทิศให้ธุรกิจปรับตัวได้ทันเหตุการณ์ ตัวอย่างการทำ Budget Plan เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สมมติร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ชื่อร้าน ก (ชื่อสมมุติ) ต้องการวางงบรายเดือน โดยประมาณการจากยอดขายเฉลี่ยที่ผ่านมา หัวใจของ Budget Plan คือการหากำไรตามแผน ซึ่งคำนวณจากสูตรนี้ กำไรตามแผน = รายได้ − ค่าใช้จ่ายทั้งหมด กำไรตามแผน = 200,000 − (90,000 + 25,000 + 30,000 + 15,000) กำไรตามแผน = 40,000 บาท เมื่อแทนตัวเลขของร้าน ก ลงในสูตร จะได้ Budget Plan อย่างง่ายดังตารางนี้ รายการ ประมาณการ (บาท/เดือน) หมายเหตุ รายได้จากการขาย 200,000 อิงรายได้เฉลี่ย 3 เดือน ต้นทุนสินค้า 90,000 ประมาณ 45% ของยอดขาย ค่าการตลาดและโฆษณา 25,000 ยิงโฆษณาออนไลน์ เงินเดือนและค่าจ้าง 30,000 พนักงาน 2 คน ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น 15,000 คลังสินค้าและค่าส่ง กำไรตามแผน 40,000 รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด จากตารางจะเห็นว่าร้าน ก ตั้งเป้ากำไรไว้เดือนละ 40,000 บาท เมื่อถึงสิ้นเดือนเจ้าของร้านนำผลจริงมาดูว่าห่างจากแผนแค่ไหน ถ้าค่าการตลาดจริงพุ่งเป็น 40,000 บาทแต่รายได้ไม่ขยับ ก็จะรู้ทันทีว่าต้องทบทวนแผนโฆษณา นี่คือพลังของการมีงบเป็นตัวเทียบ งบประมาณธุรกิจ ต่างจากงบประมาณแผ่นดินอย่างไร เวลาค้นคำว่างบประมาณ คุณอาจเจอข่าวเรื่องงบประมาณแผ่นดินหรือสำนักงบประมาณปะปนมาด้วย สองคำนี้ใช้หลักการวางแผนการเงินคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ผู้ใช้และเป้าหมาย งบประมาณแผ่นดินคือแผนรายรับรายจ่ายของภาครัฐทั้งประเทศ ซึ่งมาจากภาษีและต้องผ่านการอนุมัติตามกฎหมาย ส่วนงบประมาณธุรกิจคือแผนการเงินของกิจการเอกชนที่เจ้าของกำหนดขึ้นเพื่อบริหารเงินของตัวเอง บทความนี้โฟกัสที่งบประมาณธุรกิจ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ SME ทุกรายนำไปใช้ได้ทันที สรุป สิ่งที่ควรลงมือทำหลังอ่านบทความนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ความยากของการทำงบไม่ใช่การตั้งตัวเลข แต่คือการติดตามผลทุกเดือน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยดึงรายงานรายรับ-รายจ่ายมาเปรียบเทียบกับแผนได้ทันที ไม่ต้องรวมยอดจากหลายไฟล์ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับงบประมาณ ธุรกิจขนาดเล็กเพิ่งเริ่มต้น จำเป็นต้องทำงบประมาณไหม จำเป็น และยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี เพราะธุรกิจเล็กมีเงินสำรองน้อย ความผิดพลาดในการใช้เงินจึงกระทบหนักกว่าธุรกิจใหญ่ แผนงบอย่างง่ายเพียงหน้าเดียวก็ช่วยให้คุณเห็นภาพและตัดสินใจได้ดีขึ้นแล้ว ควรทำงบประมาณบ่อยแค่ไหน แนะนำให้วางงบเป็นรายปีเพื่อดูภาพใหญ่ แล้วซอยเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาสเพื่อติดตามผล จากนั้นทบทวนทุกเดือนโดยเทียบตัวเลขจริงกับแผน หากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงมากก็ปรับให้ทันสถานการณ์ได้ งบประมาณกับงบการเงิน ต่างกันอย่างไร งบประมาณเป็นแผนการเงินที่มองไปข้างหน้าว่าธุรกิจ “ตั้งใจ” จะรับและจ่ายเท่าไร ส่วนงบการเงินเป็นรายงานที่สรุปสิ่งที่ “เกิดขึ้นจริง” ไปแล้ว ทั้งสองอย่างใช้คู่กัน โดยนำผลจริงจากงบการเงินมาวัดผลแล้วปรับแผนรอบถัดไป ถ้าทำงบประมาณแล้วตัวเลขจริงไม่ตรงกับแผน ควรทำอย่างไร ส่วนต่างเป็นเรื่องปกติและคือประโยชน์ของการทำงบประมาณ ให้หาสาเหตุว่าต่างเพราะอะไร เช่น ยอดขายต่ำกว่าเป้าหรือค่าใช้จ่ายบางตัวสูงเกินคาด แล้วนำบทเรียนไปปรับงบรอบถัดไปให้แม่นยำขึ้น ไม่ใช่มองว่าเป็นความล้มเหลว Budget กับ Budgeting ต่างกันอย่างไร? Budget แปลว่า “งบประมาณ” คือตัวแผนการเงินที่ตั้งไว้ ส่วน Budgeting คือ “กระบวนการ” ลงมือวางแผนและควบคุมเงินตามงบที่ตั้งไว้ พูดง่าย ๆ Budget คือแผน Budgeting คือการทำตามแผนและติดตามผล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

17 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชี คืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันรายการค้า ประกอบการตรวจสอบบัญชี และใช้ยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งสองประเภทให้ครบ เพราะนักบัญชีใช้ทั้งหมดในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้ยืนยันว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้แสดงการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ยืนยันว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในหัวข้อถัดไป ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้  ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย ใบกำกับภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐมีอำนาจเรียกตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามอายุความทั่วไปใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งใช้เมื่อประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดอายุความไว้เฉพาะ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบช่วยให้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที  ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที สำหรับเทคนิคเลือกตู้เอกสารและชั้นวางที่เหมาะสมกับปริมาณเอกสาร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความจัดระเบียบเอกสารบัญชี จาก Officemate เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรทำอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และดูรายงานการเงินได้จากทุกที่ ไม่ต้องมีความรู้บัญชีก็ใช้งานได้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อป เฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และ อุปกรณ์สำนักงาน คุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวก มีบริการส่งฟรี*ถึงที่ พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องรีบขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคาร พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดหาย เมื่อใด และจัดการอย่างไร สำหรับ ใบกำกับภาษี ที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง ครบทุกชนิด พร้อมตัวอย่าง SME

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิดงบดุลมาแล้วงงกับคำว่า “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน” ว่าตกลงมันคืออะไร แล้วมีอะไรบ้างที่นับเป็นสินทรัพย์ประเภทนี้ บทความนี้รวบรวมทรัพย์สินประเภทนี้ครบทุกชนิดที่ SME ต้องรู้ พร้อมตัวอย่างธุรกิจจริง ตารางเปรียบเทียบกับสินทรัพย์หมุนเวียน และคำตอบสำหรับคำถามที่คนถามบ่อยที่สุด สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน คืออะไร สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจถือครองไว้ใช้งานระยะยาวเกิน 1 ปี และไม่ได้ตั้งใจเปลี่ยนเป็นเงินสดภายในรอบบัญชีปกติ พูดง่ายๆ คือของที่ซื้อมาแล้ว “เก็บไว้ใช้” ไม่ใช่ “เอาไว้ขายหมุนเงิน” ลองนึกถึงร้านกาแฟร้านหนึ่ง เครื่องชงกาแฟราคาแสนกว่าบาทที่ซื้อมาใช้ทุกวันคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะร้านซื้อมาเพื่อใช้ผลิตกาแฟไปอีกหลายปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ ต่างจากเมล็ดกาแฟในสต๊อกที่ซื้อมาแล้วขายหมดภายในไม่กี่สัปดาห์ เกณฑ์ที่ใช้แยกว่าสินทรัพย์ตัวไหน “ไม่หมุนเวียน” มีอยู่ 2 ข้อหลัก สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง (รายการครบ 10+ ชนิด) ทรัพย์สินกลุ่มนี้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ตามลักษณะการใช้งาน โดยกลุ่มที่ SME เจอบ่อยที่สุดคือที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมทั้งหมดก่อนลงรายละเอียดแต่ละกลุ่ม กลุ่มสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ตัวอย่างรายการ มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ซอฟต์แวร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38) ค่าความนิยม มูลค่าส่วนเกินจากการซื้อกิจการ มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 3 เงินลงทุนระยะยาว หุ้น พันธบัตร เงินฝากประจำเกิน 1 ปี มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่ดินหรืออาคารที่ปล่อยเช่า มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 40 (TAS 40) สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย ทรัพย์สินที่ประกาศขายแล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (Property, Plant & Equipment) กลุ่มนี้คือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME มีมากที่สุด เป็นของที่จับต้องได้และใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ที่ดินที่ตั้งกิจการ อาคารสำนักงาน เครื่องจักรในโรงงาน รถยนต์ส่งของ คอมพิวเตอร์ และเฟอร์นิเจอร์ สินทรัพย์กลุ่มนี้ (ยกเว้นที่ดิน) ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกปี ค่าเสื่อมราคาคือการทยอยหักมูลค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ใช้งาน 3 ปี ก็หักเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 10,000 บาท การบันทึกและติดตามค่าเสื่อมราคาถือเป็นหน้าที่ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16 เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือทรัพย์สินที่มีมูลค่าแต่จับต้องไม่ได้ เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สัมปทาน และซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาใช้งานระยะยาว ยกตัวอย่างร้านเบเกอรีที่จดเครื่องหมายการค้าโลโก้ของตัวเอง หรือบริษัทซอฟต์แวร์ที่ถือสิทธิบัตรเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้แม้จับต้องไม่ได้แต่สร้างรายได้ระยะยาวให้ธุรกิจ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38 เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตน) โดยทยอยตัดจำหน่ายมูลค่าตามอายุการใช้ประโยชน์คล้ายค่าเสื่อมราคา ค่าความนิยม (Goodwill) — สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนหรือไม่? ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนประเภทไม่มีตัวตน เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจซื้อกิจการอื่นในราคาสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่แท้จริง ส่วนต่างที่จ่ายเกินไปนั้นคือค่าความนิยม ซึ่งสะท้อนมูลค่าของชื่อเสียง ฐานลูกค้า หรือทีมงานที่ติดมากับกิจการ ค่าความนิยมจะปรากฏในงบดุลเฉพาะกรณีที่มีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น ธุรกิจสร้างค่าความนิยมของตัวเองขึ้นมาบันทึกในงบไม่ได้ และตามมาตรฐานปัจจุบันไม่ตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายรายปี แต่ต้องทดสอบการด้อยค่าทุกปีแทน เงินลงทุนระยะยาว เงินลงทุนระยะยาวคือเงินที่ธุรกิจนำไปลงทุนโดยตั้งใจถือเกิน 1 ปี เช่น การซื้อหุ้นของบริษัทอื่น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝากประจำที่มีกำหนดเกินหนึ่งปี ต่างจากเงินลงทุนระยะสั้นที่ตั้งใจขายทำกำไรภายในปีเดียว สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย (TFRS 5) เมื่อธุรกิจตัดสินใจขายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนบางรายการ เช่น ประกาศขายอาคารเก่าที่เลิกใช้แล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) กำหนดให้จัดประเภทสินทรัพย์นั้นเป็น “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย” แยกออกมาต่างหาก เงื่อนไขหลักคือทรัพย์สินนั้นต้องพร้อมขายทันทีในสภาพปัจจุบัน และมีแผนขายที่ชัดเจนภายใน 12 เดือน เมื่อจัดประเภทแล้วจะหยุดคิดค่าเสื่อมราคา และวัดมูลค่าด้วยราคาที่ต่ำกว่าระหว่างมูลค่าตามบัญชีกับมูลค่าที่คาดว่าจะขายได้สุทธิ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น นอกจากกลุ่มหลักข้างต้น ยังมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นที่พบได้ เช่น เงินมัดจำระยะยาว ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าที่มีอายุเกิน 1 ปี และสิทธิการเช่าระยะยาว รายการเหล่านี้มักมีมูลค่าไม่มากแต่ยังต้องแสดงแยกในงบดุลเพื่อความครบถ้วน สินทรัพย์หมุนเวียน คืออะไร มีอะไรบ้าง สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจคาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดภายใน 1 ปี เป็นสินทรัพย์ที่ “หมุน” เข้าออกในการดำเนินงานประจำวัน จึงเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องของธุรกิจได้ดีที่สุด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอเทียบกับหนี้สินระยะสั้น มักมีสภาพคล่องดีและจ่ายหนี้ได้ทันเวลา รายการสินทรัพย์หมุนเวียน 10 ชนิด สินทรัพย์หมุนเวียนที่พบบ่อยในธุรกิจ SME เรียงจากสภาพคล่องสูงไปต่ำ มีดังนี้ สินทรัพย์หมุนเวียน vs สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างหลักอยู่ที่ระยะเวลาถือครองและวัตถุประสงค์การใช้งาน สินทรัพย์หมุนเวียนใช้หมุนเวียนในระยะสั้น ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนถือไว้ใช้งานระยะยาว ตารางด้านล่างสรุปข้อแตกต่างให้เห็นชัดในทุกมิติ หัวข้อเปรียบเทียบ สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ระยะเวลาถือครอง ไม่เกิน 1 ปี เกิน 1 ปี วัตถุประสงค์ หมุนเวียนใช้ในงานประจำวัน ใช้งานระยะยาว สภาพคล่อง สูง เปลี่ยนเป็นเงินสดง่าย ต่ำ เปลี่ยนเป็นเงินสดยาก ค่าเสื่อมราคา ไม่มี มี (ยกเว้นที่ดิน) ตัวอย่าง เงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ลิขสิทธิ์ การแสดงในงบดุล แสดงก่อน เรียงตามสภาพคล่อง แสดงถัดจากสินทรัพย์หมุนเวียน จุดที่หลายคนสับสนคือสินทรัพย์ตัวเดียวกันอาจเป็นได้ทั้งสองประเภท ขึ้นอยู่กับ “เจตนาการถือครอง” เช่น รถยนต์ที่บริษัทซื้อมาใช้ส่งของคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่ถ้าเป็นเต็นท์รถที่ซื้อรถมาเพื่อขายต่อ รถคันเดียวกันจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือซึ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนทันที หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-Current Liabilities) คือภาระหนี้ที่ธุรกิจต้องชำระในระยะเวลาเกิน 1 ปี เป็นอีกด้านของงบดุลที่มักถูกพูดถึงคู่กับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะทั้งสองสะท้อนโครงสร้างการเงินระยะยาวของกิจการ หนี้สินไม่หมุนเวียนที่ SME พบบ่อยมีดังนี้ การดูสัดส่วนระหว่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกับหนี้สินไม่หมุนเวียน ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นว่าธุรกิจใช้เงินกู้ระยะยาวไปลงทุนในทรัพย์สินถาวรมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนในธุรกิจ SME ทฤษฎีอาจเข้าใจยาก แต่เมื่อเห็นตัวอย่างจากธุรกิจจริงจะชัดเจนขึ้นมาก ลองดูว่าธุรกิจแต่ละแบบมีทรัพย์สินระยะยาวอะไรบ้าง ตัวอย่างธุรกิจร้านอาหารและร้านค้า สมมติร้านอาหาร “ครัวคุณแม่” (ชื่อสมมติ) เปิดกิจการมา 3 ปี ทรัพย์สินระยะยาวของร้านประกอบด้วยเครื่องครัวอุตสาหกรรม ตู้แช่ เฟอร์นิเจอร์ในร้าน เครื่องปรับอากาศ และเงินประกันค่าเช่าพื้นที่ที่จ่ายไว้ตอนเซ็นสัญญา ทั้งหมดนี้เป็นของที่ร้านซื้อมาใช้งานยาวหลายปี ไม่ได้เอาไว้ขาย ส่วนวัตถุดิบอาหาร เงินสดในลิ้นชัก และยอดที่ลูกค้าเปิดบิลค้างไว้ คือสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะหมุนเข้าออกทุกวัน ในทางกลับกัน ร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ขายเสื้อผ้าจะมีทรัพย์สินระยะยาวน้อยกว่า เพราะทรัพย์สินหลักคือสต๊อกเสื้อผ้าซึ่งเป็นสินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอาจมีเพียงคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายสินค้า และชั้นวางในคลัง จัดการสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนด้วยมือ โดยเฉพาะการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินหลายรายการ เป็นงานที่ใช้เวลาและผิดพลาดง่าย โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Accounting Software) อย่าง PEAK มีระบบทะเบียนทรัพย์สินที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ และเชื่อมข้อมูลเข้างบการเงินได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมสินทรัพย์ทั้งหมดในที่เดียว สรุป: สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME ต้องรู้ เมื่อเข้าใจสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนแล้ว สิ่งที่เจ้าของกิจการควรลงมือทำต่อมีดังนี้ เริ่มจัดการบัญชีธุรกิจให้ SMART ด้วย PEAK พร้อมยกระดับการจัดการทรัพย์สินและบัญชีของธุรกิจแล้วหรือยัง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้คุณติดตามสินทรัพย์ คำนวณค่าเสื่อมราคา และดูงบการเงินแบบเรียลไทม์ได้ในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มสร้างระบบบัญชีที่ทำงานแทนคุณได้ตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานในร้านหรือสำนักงานถือเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน อยู่ในกลุ่มที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพราะใช้งานต่อเนื่องหลายปีและต้องคิดค่าเสื่อมราคา ยกเว้นกรณีที่ธุรกิจขายเครื่องตกแต่งเป็นสินค้า ตัวมันจึงจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือ อุปกรณ์สำนักงานเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่ อุปกรณ์สำนักงานที่มีมูลค่าสูงและใช้งานเกิน 1 ปี เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โต๊ะทำงาน จัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่วัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วหมดไปอย่างกระดาษ หมึกพิมพ์ หรือเครื่องเขียน จะถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 10 ชนิด มีอะไรบ้าง หากเรียงรายการที่พบบ่อย 10 อันดับแรก ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ อุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ค่าความนิยม เงินลงทุนระยะยาว และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยแต่ละธุรกิจจะมีรายการมากน้อยต่างกันตามลักษณะกิจการ ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเสมอ จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เพราะสะท้อนมูลค่าระยะยาวที่ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร? สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ คือ Non-Current Assets ส่วนคำศัพท์ที่เจอบ่อยในงบการเงินภาษาอังกฤษ ได้แก่ Fixed Assets (สินทรัพย์ถาวร), Property, Plant and Equipment หรือ PP&E (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์), Intangible Assets (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน) และ Long-term Investments (เงินลงทุนระยะยาว)ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้นผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

การบัญชีเบื้องต้น คืออะไร สรุปพื้นฐานบัญชีครบจบฉบับเข้าใจง่าย

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิดร้านได้ ขายเก่ง แต่พอถึงเวลาสรุปว่ากำไรจริงเท่าไรกลับตอบไม่ได้ ปัญหานี้มักมาจากช่องว่างเรื่องเดียว นั่นคือ การบัญชีเบื้องต้น ข่าวดีคือความรู้พื้นฐานบัญชีไม่ได้ยากอย่างที่คิด และไม่จำเป็นต้องจบบัญชีมาก่อน บทความนี้รวบรวม 6 ความรู้พื้นฐานบัญชีที่นักบัญชีมือใหม่และเจ้าของกิจการควรเข้าใจ ตั้งแต่ความหมาย สมการบัญชี ไปจนถึงงบการเงิน พร้อมตัวอย่างจากธุรกิจจริงที่นำไปใช้ได้ทันที การบัญชีคืออะไร และสำคัญกับธุรกิจอย่างไร การบัญชี (Accounting) คือการจดบันทึก จัดหมวดหมู่ สรุปผล และรายงานรายการเงินของกิจการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าธุรกิจมีเงินเข้าออกเท่าไร มีทรัพย์สินและหนี้สินอยู่เท่าไร และสุดท้ายได้กำไรหรือขาดทุน พูดสั้นๆ การบัญชีหมายถึงการเปลี่ยน “เอกสารกองโต” ให้กลายเป็นตัวเลขที่อ่านแล้วตัดสินใจได้ ความสำคัญของการบัญชีมีทั้งมุมธุรกิจและมุมกฎหมาย ในมุมธุรกิจ ตัวเลขบัญชีช่วยให้คุณรู้ต้นทุนจริง ตั้งราคาขายได้แม่นขึ้น และวางแผนการเงินล่วงหน้าได้ ส่วนมุมกฎหมาย ธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (พ.ร.บ.การบัญชี) แล้วนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD) เมื่อเข้าใจภาพรวมแล้ว มาดูกันว่าความรู้พื้นฐานบัญชีที่ต้องรู้จริงๆ มีอะไรบ้าง การบัญชีเบื้องต้นมีอะไรบ้าง การบัญชีเบื้องต้นสรุปได้เป็น 6 ความรู้หลักที่ต่อยอดกันเป็นลำดับ ได้แก่ สมการบัญชี 5 หมวดบัญชี หลักเดบิตและเครดิต วงจรบัญชี งบการเงิน และทักษะที่นักบัญชีมือใหม่ควรมี ทั้ง 6 เรื่องนี้คือแกนที่ทำให้อ่านตัวเลขธุรกิจรู้เรื่อง ก่อนลงรายละเอียด นี่คือภาพรวมของทั้ง 6 หัวข้อ # ความรู้พื้นฐาน ตอบคำถามว่า 1 สมการบัญชี ทรัพย์สินกับเงินทุนสมดุลกันอย่างไร 2 5 หมวดบัญชี รายการเงินแต่ละอย่างจัดอยู่กลุ่มไหน 3 เดบิตและเครดิต บันทึกรายการลงด้านไหน 4 วงจรบัญชี ทำบัญชีมีขั้นตอนอะไรบ้าง 5 งบการเงิน ผลลัพธ์สุดท้ายอ่านอย่างไร 6 ทักษะนักบัญชีมือใหม่ ต้องพัฒนาอะไรเพิ่ม 1. สมการบัญชี พื้นฐานของทุกอย่าง สมการบัญชีคือหัวใจของการบัญชีเบื้องต้นทั้งหมด เขียนได้สั้นๆ ว่า สินทรัพย์เท่ากับหนี้สินบวกส่วนของเจ้าของ ความหมายคือทรัพย์สินทุกอย่างในธุรกิจต้องมีที่มาของเงิน ไม่มาจากการกู้ ก็มาจากเงินที่เจ้าของลงเอง สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ ลองดูตัวอย่างร้านกาแฟเปิดใหม่ เจ้าของลงเงินเอง 100,000 บาท และกู้ธนาคารมาอีก 50,000 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์และตกแต่งร้าน รายการ จำนวนเงิน สินทรัพย์ (เงินสด + อุปกรณ์ร้าน) 150,000 บาท หนี้สิน (เงินกู้ธนาคาร) 50,000 บาท ส่วนของเจ้าของ (เงินลงทุน) 100,000 บาท จะเห็นว่าสองฝั่งเท่ากันเสมอ คือ 150,000 = 50,000 + 100,000 หลักนี้เองที่ทำให้บัญชีตรวจสอบความถูกต้องของตัวเองได้ ถ้าวันไหนสมการไม่สมดุล แปลว่ามีการบันทึกผิดพลาดที่ไหนสักจุด 2. 5 หมวดบัญชี จัดกลุ่มรายการให้เป็นระบบ ทุกรายการเงินในธุรกิจถูกจัดเข้าหมวดบัญชีหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้ และค่าใช้จ่าย การรู้ว่ารายการหนึ่งอยู่หมวดไหนคือก้าวแรกก่อนลงบันทึกทุกครั้ง หลักการบัญชี 5 หมวด มีอะไรบ้าง หลักการบัญชี 5 หมวดแบ่งตามบทบาทของรายการในธุรกิจ สรุปพร้อมตัวอย่างได้ดังนี้ หมวดบัญชี ความหมาย ตัวอย่าง สินทรัพย์ (Assets) สิ่งที่ธุรกิจมีและใช้สร้างประโยชน์ เงินสด สินค้าคงเหลือ อุปกรณ์ หนี้สิน (Liabilities) ภาระที่ต้องจ่ายคืน เงินกู้ เจ้าหนี้การค้า ส่วนของเจ้าของ (Equity) เงินทุนของเจ้าของ เงินลงทุน กำไรสะสม รายได้ (Revenue) เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ยอดขาย ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย (Expenses) ต้นทุนในการทำธุรกิจ ค่าเช่า เงินเดือน ค่าวัตถุดิบ สามหมวดแรกคือตัวตั้งของสมการบัญชี ส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายคือตัวที่ทำให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละงวด 3. เดบิตและเครดิต อ่านให้เข้าใจใน 5 นาที เดบิตและเครดิตคือการบันทึกบัญชีแบบสองด้าน ทุกรายการต้องลงทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาด้วยยอดเท่ากันเสมอ คนมักเข้าใจผิดว่าฝั่งซ้ายคือเพิ่มและฝั่งขวาคือลด ความจริงคือขึ้นอยู่กับว่าเป็นบัญชีหมวดไหน ตารางนี้สรุปว่าแต่ละหมวดเพิ่มหรือลดต้องลงด้านไหน หมวดบัญชี เพิ่มขึ้นบันทึกด้าน ลดลงบันทึกด้าน สินทรัพย์ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่าย เดบิต เครดิต หนี้สิน เครดิต เดบิต ส่วนของเจ้าของ เครดิต เดบิต รายได้ เครดิต เดบิต ลองดูตัวอย่างร้านค้าออนไลน์ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท โดยจ่ายเป็นเงินสด รายการนี้ทำให้อุปกรณ์ (สินทรัพย์) เพิ่มขึ้น และเงินสด (สินทรัพย์) ลดลงเท่ากัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 30,000 — เงินสด — 30,000 ยอดสองด้านเท่ากันที่ 30,000 บาท นี่คือหลักการบันทึกบัญชีที่ใช้กับทุกรายการ ไม่ว่าจะซื้อของ จ่ายเงินเดือน หรือรับเงินจากลูกค้า 4. วงจรบัญชี 5 ขั้นตอนการทำบัญชี วงจรบัญชีคือลำดับขั้นตอนการทำบัญชีตั้งแต่ได้เอกสารจนออกมาเป็นงบการเงิน สำหรับธุรกิจทั่วไปสรุปเป็น 5 ขั้นตอนหลักที่ทำวนซ้ำทุกงวดบัญชี ขั้นตอนการทำบัญชีทั้ง 5 นี้จะวนกลับมาเริ่มใหม่ทุกเดือนหรือทุกปี การเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ขั้นแรกคือกุญแจที่ทำให้ทุกขั้นตอนที่เหลือราบรื่น 5. งบการเงินเบื้องต้นที่ต้องรู้จัก งบการเงินคือรายงานสรุปผลปลายทางของวงจรบัญชี บอกทั้งฐานะการเงินและผลกำไรขาดทุนของธุรกิจ งบที่มือใหม่ควรอ่านให้เป็นมี 2 ฉบับหลัก งบแสดงฐานะการเงิน (หรือที่เรียกกันติดปากว่างบดุล) บอกว่า ณ วันสิ้นงวด ธุรกิจมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร เป็นภาพนิ่งของฐานะการเงิน ณ จุดเวลาหนึ่ง งบกำไรขาดทุน บอกว่าตลอดงวดที่ผ่านมา ธุรกิจมีรายได้เท่าไร หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไรสุทธิเท่าไร ตัวเลขกำไรสุทธินี้เองที่นำไปคิดภาษีเงินได้และวัดว่าธุรกิจไปได้ดีแค่ไหน นอกจากสองงบนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นยังมีงบกระแสเงินสดและงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของเพิ่มเติม แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่ม การอ่านงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนให้เข้าใจก็เพียงพอต่อการตัดสินใจในแต่ละเดือนแล้ว 6. ความรู้และทักษะที่นักบัญชีมือใหม่ควรมี นอกจากทฤษฎี การเป็นนักบัญชีที่ทำงานได้จริงต้องอาศัยทักษะเพิ่มอีกหลายด้าน ทักษะเหล่านี้พัฒนาได้ด้วยการฝึกทำงานจริงควบคู่กับความรู้พื้นฐานบัญชีข้างต้น ทักษะด้านดิจิทัลคือจุดที่เปลี่ยนไปมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนที่ใช้เครื่องมือช่วยงานเป็นจะมีเวลาไปโฟกัสงานวิเคราะห์ที่สร้างคุณค่ากับธุรกิจได้มากกว่างานคีย์ข้อมูลซ้ำๆ สรุป: เริ่มต้นการบัญชีเบื้องต้นอย่างมั่นใจ การบัญชีเบื้องต้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อเข้าใจ 6 พื้นฐานนี้แล้ว คุณจะอ่านตัวเลขธุรกิจของตัวเองได้ชัดขึ้นทันที ลองเริ่มลงมือจากสามก้าวนี้ จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้ว ก้าวต่อไปคือทำให้บัญชีเป็นระบบโดยไม่ต้องจมกับงานคีย์มือ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายการ ออกเอกสาร และสรุปงบการเงินให้อัตโนมัติ พร้อม AI ช่วยลดงานซ้ำ ให้เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีมีเวลาไปโฟกัสการเติบโต เริ่มสร้างธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบัญชีเบื้องต้น การบัญชีเบื้องต้นกับการบัญชีขั้นสูงต่างกันอย่างไร การบัญชีเบื้องต้นเน้นการบันทึกและสรุปรายการประจำวันจนออกเป็นงบการเงิน ส่วนการบัญชีขั้นสูงต่อยอดไปที่การวิเคราะห์ต้นทุน การบัญชีบริหาร และการวางแผนภาษี มือใหม่ควรแม่นพื้นฐานให้ครบก่อน แล้วขั้นสูงจะเข้าใจง่ายขึ้นเอง ไม่ได้จบบัญชี เรียนรู้การบัญชีเบื้องต้นเองได้ไหม ได้แน่นอน เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเริ่มจากศูนย์และเรียนรู้ระหว่างทำจริง แนะนำให้เริ่มจากเข้าใจสมการบัญชีและ 5 หมวดบัญชีก่อน แล้วฝึกกับบิลจริงของธุรกิจตัวเอง การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจะทำให้เห็นภาพเร็วขึ้น เพราะระบบจัดหมวดและตรวจความสมดุลให้อัตโนมัติ ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องทำบัญชีตามมาตรฐานไหม ถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐานและนำส่งตามกฎหมาย ส่วนบุคคลธรรมดาที่ยังไม่จดบริษัทไม่ได้ถูกบังคับเท่า แต่การทำบัญชีไว้ก็ช่วยให้รู้กำไรจริงและเตรียมยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ควรเริ่มทำบัญชีด้วยมือหรือใช้โปรแกรมบัญชีเลย การจดด้วยมือช่วยให้เข้าใจหลักการช่วงแรก แต่พอรายการเริ่มเยอะ การจดมือจะเสี่ยงตกหล่นและกินเวลามาก ธุรกิจส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมบัญชีตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดข้อผิดพลาดและได้งบการเงินแบบเรียลไทม์ไปตัดสินใจได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

Cash Flow คืออะไร คู่มือกระแสเงินสดฉบับสมบูรณ์สำหรับ SME

ธุรกิจที่มีกำไรบนกระดาษ ไม่ได้แปลว่าจะมีเงินจ่ายค่าเช่าเดือนหน้า ปัญหานี้เกิดจากการไม่เข้าใจ Cash Flow หรือกระแสเงินสด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าธุรกิจจะ “อยู่รอด” ได้จริงหรือไม่ บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่ความหมาย ประเภท งบกระแสเงินสด ไปจนถึงวิธีบริหารกระแสเงินสดสำหรับ SME ที่นำไปใช้ได้ทันที Cash Flow คือ (กระแสเงินสด คืออะไร?) Cash Flow คือ เงินสดที่เคลื่อนเข้าและออกจากธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายเดือนหรือรายไตรมาส เงินไหลเข้าเมื่อลูกค้าจ่ายเงิน เงินไหลออกเมื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ลองนึกภาพอ่างอาบน้ำ น้ำที่ไหลเข้าคือรายรับ น้ำที่ไหลออกคือรายจ่าย ถ้าน้ำไหลออกเร็วกว่าไหลเข้า อ่างก็แห้ง ธุรกิจก็เช่นกัน ทำไม Cash Flow จึงสำคัญกว่ากำไร กำไรคือตัวเลขทางบัญชีที่บอกว่ารายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย แต่ Cash Flow คือเงินสดที่มีอยู่จริงในมือ ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ ต้นทุน 300,000 บาท กำไรบนกระดาษ 200,000 บาท แต่ถ้าลูกค้าจ่ายเป็นเครดิต 60 วัน ร้านก็ยังไม่ได้เงินสดจริง ในขณะที่ค่าเช่าโกดัง เงินเดือนพนักงาน ค่าโฆษณา ต้องจ่ายภายในเดือนนี้ทั้งหมด การออกใบแจ้งหนี้ตรงเวลาจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยเร่ง Cash Flow เข้า ธุรกิจจึงเจ๊งได้แม้มีกำไร ถ้า Cash Flow ติดลบนานเกินไป 3 ประเภทของ Cash Flow ที่ต้องรู้ กระแสเงินสดแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามกิจกรรมทางธุรกิจ แต่ละประเภทบอกเรื่องต่างกัน ประเภท เงินเข้า (ตัวอย่าง) เงินออก (ตัวอย่าง) Operating (ดำเนินงาน) รับเงินจากลูกค้า จ่ายค่าวัตถุดิบ เงินเดือน Investing (ลงทุน) ขายเครื่องจักร ขายที่ดิน ซื้ออุปกรณ์ ลงทุนเปิดสาขา Financing (จัดหาเงิน) กู้เงินจากธนาคาร เพิ่มทุน จ่ายคืนเงินกู้ จ่ายเงินปันผล กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operating Cash Flow) เป็นส่วนสำคัญที่สุดของ Cash Flow เพราะบอกว่าธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้จริงหรือเปล่า ถ้าตัวเลขนี้เป็นบวกต่อเนื่อง แสดงว่าธุรกิจหลักแข็งแรง กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Investing Cash Flow) ตัวเลขนี้มักติดลบในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยายตัว เพราะต้องซื้อเครื่องจักร เปิดสาขาใหม่ หรือลงทุนในเทคโนโลยี ไม่จำเป็นต้องตกใจถ้าติดลบ แต่ต้องดูว่าเงินที่ลงทุนไปจะสร้าง Operating Cash Flow กลับมาได้หรือไม่ กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (Financing Cash Flow) บอกว่าธุรกิจหาเงินทุนมาจากไหนและจ่ายคืนอย่างไร ถ้ากู้เงินมาเพิ่มจะเป็นบวก ถ้าจ่ายคืนเงินกู้จะเป็นลบ SME ที่กำลังเติบโตมักมีส่วนนี้เป็นบวกจากการกู้ยืม งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คืออะไร งบกระแสเงินสด คือ รายงานทางการเงินที่แสดงการเคลื่อนไหวของเงินสดจากทุกกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่ง เป็น 1 ใน 5 งบการเงินที่บริษัทต้องจัดทำตามมาตรฐานบัญชี NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) องค์ประกอบของงบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ซึ่งตรงกับ 3 ประเภท Cash Flow ที่อธิบายไว้ ผลรวมของทั้ง 3 ส่วนจะบอกว่าเงินสดของธุรกิจเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไรในช่วงเวลานั้น วิธีอ่านงบกระแสเงินสดแบบง่ายๆ ไม่ต้องอ่านทุกบรรทัด ให้โฟกัส 3 จุดนี้ Cash Flow บวก หรือ ติดลบ บอกอะไร? (วิธีอ่านสัญญาณสุขภาพธุรกิจ) ตัวเลขบวกหรือลบในแต่ละกิจกรรม ไม่ได้แปลว่า “ดี” หรือ “แย่” เสมอไป ต้องอ่านประกอบกัน กิจกรรม บวก (+) หมายถึง ลบ (-) หมายถึง Operating ธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้ (ดี) ธุรกิจหลักใช้เงินมากกว่าที่หาได้ (ต้องระวัง) Investing ขายทรัพย์สิน (อาจหดตัว) กำลังลงทุนขยายกิจการ (ดี ถ้ามีแผน) Financing กู้เงินเพิ่ม หรือเพิ่มทุน จ่ายคืนหนี้ หรือจ่ายปันผล (ดี ถ้า Operating แข็งแรง) ตัวอย่างธุรกิจที่สุขภาพดี มักมี Operating บวก, Investing ลบ (กำลังลงทุน), Financing ลบ (จ่ายคืนหนี้ได้) วิธีทำ Cash Flow แบบง่ายๆ สำหรับ SME SME ไม่จำเป็นต้องจ้างนักบัญชีมาทำงบกระแสเงินสดตั้งแต่วันแรก เริ่มจากการติดตามเงินเข้า-ออกด้วยวิธีง่าย ๆ ก่อนได้ ขั้นตอนสร้าง Cash Flow Statement ด้วยตัวเอง ตัวอย่าง Cash Flow ธุรกิจ SME จริง สมมุติร้านเบเกอรี่ออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ต้องการทำ Cash Flow เดือนมิถุนายน รายการ จำนวนเงิน กิจกรรมดำเนินงาน รับเงินจากลูกค้า +120,000 บาท จ่ายค่าวัตถุดิบ -45,000 บาท จ่ายเงินเดือนพนักงาน -30,000 บาท จ่ายค่าเช่า + สาธารณูปโภค -15,000 บาท รวม Operating +30,000 บาท กิจกรรมลงทุน ซื้อเตาอบใหม่ -25,000 บาท รวม Investing -25,000 บาท กิจกรรมจัดหาเงิน จ่ายคืนเงินกู้ -5,000 บาท รวม Financing -5,000 บาท เงินสดเปลี่ยนแปลงสุทธิ 0 บาท เงินสดต้นเดือน 80,000 บาท เงินสดปลายเดือน 80,000 บาท จากตัวอย่างนี้ ร้านมี Operating Cash Flow เป็นบวก 30,000 บาท แสดงว่าธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้ดี ส่วนเงินที่หายไปคือการลงทุนซื้อเตาอบและจ่ายคืนเงินกู้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ Free Cash Flow คืออะไร (กระแสเงินสดอิสระ) Free Cash Flow คือ เงินสดที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายดำเนินงานและค่าลงทุนในทรัพย์สินออกแล้ว พูดง่าย ๆ คือ “เงินที่ธุรกิจนำไปใช้ได้อิสระ” จะเอาไปขยายกิจการ จ่ายหนี้ หรือเก็บสำรองก็ได้ สูตรคำนวณ Free Cash Flow สูตรหลักมีขั้นตอนเดียว Free Cash Flow = Operating Cash Flow – รายจ่ายลงทุน (CapEx) ตัวอย่างจากร้านเบเกอรี่ข้างต้น ขั้นที่ 1 — ดึงตัวเลขจาก Cash Flow Statement รายการ จำนวนเงิน Operating Cash Flow 30,000 บาท รายจ่ายลงทุน (ซื้อเตาอบ) 25,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณ Free Cash Flow รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน Free Cash Flow 30,000 – 25,000 5,000 บาท ผลลัพธ์เป็นบวก แสดงว่าธุรกิจมีเงินเหลือหลังลงทุนแล้ว ถ้าตัวเลขนี้ติดลบต่อเนื่อง อาจหมายความว่าธุรกิจลงทุนเกินตัว หรือธุรกิจหลักสร้างเงินสดไม่พอ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเงินสดรับ-จ่าย (Journal Entry) เมื่อร้านเบเกอรี่รับเงินจากลูกค้า 120,000 บาท และจ่ายค่าวัตถุดิบ 45,000 บาท บันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้ รับเงินจากลูกค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/เงินฝากธนาคาร 120,000 — รายได้จากการขาย — 120,000 จ่ายค่าวัตถุดิบ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ต้นทุนวัตถุดิบ 45,000 — เงินสด/เงินฝากธนาคาร — 45,000 การบันทึกเหล่านี้คือที่มาของตัวเลขในงบกระแสเงินสด โปรแกรมบัญชีจะสร้างรายงานให้อัตโนมัติจากการบันทึกรายวัน การบริหาร Cash Flow (Cash Management) อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหาร Cash Flow คือ การวางแผนให้เงินสดไหลเข้ามากกว่าไหลออก และมีเงินเพียงพอจ่ายค่าใช้จ่ายตรงเวลาเสมอ SME ที่บริหารกระแสเงินสดได้ดีจะอยู่รอดได้แม้ยอดขายผันผวน 7 สัญญาณเตือนภัย Cash Flow มีปัญหา สังเกตสัญญาณเหล่านี้เพื่อแก้ไขก่อนสายเกินไป ถ้าพบ 3 ข้อขึ้นไป ควรวิเคราะห์ Cash Flow ทันที 5 เคล็ดลับบริหาร Cash Flow ให้ธุรกิจเติบโตมั่นคง Cash Flow Forecast วางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า Cash Flow Forecast คือการคาดการณ์เงินสดเข้า-ออกในอนาคต ช่วยให้เตรียมตัวล่วงหน้าว่าเดือนไหนเงินจะตึง เดือนไหนเงินจะเหลือ วิธีทำง่าย ๆ คือ ใช้ข้อมูล Cash Flow ย้อนหลัง 3-6 เดือน แล้วประมาณการรายรับ-รายจ่ายล่วงหน้า 3 เดือน โดยคำนึงถึงฤดูกาลขายดี ช่วงที่ต้องจ่ายภาษี หรือค่าใช้จ่ายพิเศษ เครื่องมือช่วยจัดการ Cash Flow สำหรับธุรกิจยุคใหม่ โปรแกรมบัญชีออนไลน์คือเครื่องมือที่ช่วยให้ SME เห็นสถานะเงินสดแบบ Real-time โดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้เร็วขึ้น เมื่อธุรกิจโตขึ้น ข้อมูลซับซ้อนขึ้น การทำด้วยมือหรือ Excel อาจไม่เพียงพอ โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ Cash Flow ได้อย่างไร? โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME เห็นสถานะเงินสดแบบ Real-time โดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน เมื่อบันทึกรายการ ระบบจะอัปเดตยอด Cash Flow ให้ทันที ออกใบแจ้งหนี้แล้วติดตามสถานะการชำระเงินอัตโนมัติ ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้เร็วขึ้น สรุป: Cash Flow คือหัวใจของธุรกิจ SME ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว สิ่งที่ควรลงมือทำทันทีคือ พร้อมยกระดับการจัดการ Cash Flow? ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณเห็นสถานะ Cash Flow แบบ Real-time ออกเอกสาร จัดการลูกหนี้ และวิเคราะห์ข้อมูลการเงินด้วย AI ทั้งหมดในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Cash Flow Positive Cash Flow กับ Negative Cash Flow คืออะไร? Positive Cash Flow คือช่วงที่เงินไหลเข้ามากกว่าไหลออก ส่วน Negative Cash Flow คือช่วงที่เงินไหลออกมากกว่าเข้า การมี Negative Cash Flow ชั่วคราวไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะเจ๊ง เช่น ช่วงลงทุนขยายสาขา แต่ถ้าติดลบต่อเนื่องหลายเดือนโดยไม่มีแผนรองรับ ต้องรีบแก้ไข Cash Flow ติดลบ แต่มีกำไร เกิดจากอะไร? สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการบันทึกรายได้ตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ซึ่งนับรายได้ตอนออกใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ตอนรับเงิน ดังนั้นถ้าลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน กำไรขึ้นแต่ Cash Flow ไม่เข้า นอกจากนี้การลงทุนซื้อทรัพย์สินจำนวนมากในช่วงเดียว หรือการจ่ายคืนเงินกู้ก้อนใหญ่ ก็ทำให้ Cash Flow ติดลบได้เช่นกัน SME ควรมี Cash Flow สำรองกี่เดือน? แนะนำให้สำรองเงินสดไว้อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่า เงินเดือน ค่าสาธารณูปโภค ยิ่งธุรกิจมีลูกค้าน้อยรายหรือรายได้ผันผวนมาก ควรสำรองมากขึ้น (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องวินัยการเงินและสภาพคล่องสำหรับ SME) Cash Flow Statement ต้องทำทุกเดือนไหม? ตามกฎหมาย บริษัทต้องจัดทำงบกระแสเงินสดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) แต่สำหรับการบริหารธุรกิจจริง แนะนำให้ทำทุกเดือนเพื่อให้เห็นปัญหาเร็ว โปรแกรมบัญชีอย่าง PEAK ช่วยให้ Cash Flow อัปเดตอัตโนมัติทุกวันจากการบันทึกรายการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

12 min

โปรแกรมบัญชี คืออะไร คู่มือเลือกใช้สำหรับเจ้าของธุรกิจ

เปิดบริษัทแล้วเจอปัญหาบัญชียุ่งเหยิง? ออกใบเสร็จไม่ทัน ส่งภาษีผิดพลาด เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด โปรแกรมบัญชีช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ในตลาดมีตั้งหลายสิบตัว จะเลือกอย่างไรให้ตรงกับธุรกิจ? บทความนี้อธิบายตั้งแต่พื้นฐาน ประเภท ฟีเจอร์ที่ต้องมี ไปจนถึงวิธีเลือกที่เหมาะกับธุรกิจคุณ โปรแกรมบัญชีคืออะไร? โปรแกรมบัญชี (Accounting Software) คือซอฟต์แวร์ที่ช่วยบันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี คำนวณภาษี และจัดทำรายงานการเงินแบบอัตโนมัติ ใช้แทนการทำด้วย Excel หรือกระดาษ พูดง่ายๆ คือตัวช่วยจัดการเรื่องเงินของธุรกิจทั้งหมดในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ บันทึกค่าใช้จ่าย ไปจนถึงปิดงบการเงินส่งสรรพากร “โปรแกรมบัญชี” กับ “ระบบบัญชี” ต่างกันอย่างไร? หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ความจริงแล้วแตกต่างกันชัดเจน ระบบบัญชี คือวิธีและหลักเกณฑ์ในการจัดทำบัญชี เช่น ระบบบัญชีเดี่ยว ระบบบัญชีคู่ เป็นแนวคิดและมาตรฐานที่บริษัททุกแห่งต้องปฏิบัติตาม ส่วนซอฟต์แวร์บัญชีคือ “เครื่องมือ” ที่นำระบบบัญชีมาใช้งานจริง เหมือนระบบบัญชีเป็นสูตรอาหาร แต่ตัวโปรแกรมคือเตาไฟฟ้าที่ช่วยทำอาหารได้เร็วขึ้น โปรแกรมบัญชีมีอะไรบ้าง? 4 ประเภทที่ต้องรู้ ก่อนเลือกใช้ ต้องเข้าใจก่อนว่าเครื่องมือจัดการบัญชีแบ่งเป็นกี่ประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับธุรกิจแบบไหน ประเภท วิธีใช้งาน เหมาะกับใคร ราคาเริ่มต้น โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป (Desktop) ติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ ธุรกิจที่ไม่ต้องการเข้าถึงจากหลายที่ 5,000-50,000 บาท (ซื้อขาด) โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Cloud) ใช้งานผ่านเว็บ ไม่ต้องติดตั้ง SME, ฟรีแลนซ์, สำนักงานบัญชี 0-2,000 บาท/เดือน โปรแกรมบัญชี ERP ระบบครบวงจร รวมบัญชี+คลัง+ขาย+HR ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ 10,000+ บาท/เดือน โปรแกรมบัญชีฟรี ใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ธุรกิจเริ่มต้นที่มีธุรกรรมน้อย ฟรี (มีข้อจำกัดฟีเจอร์) โปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป (Desktop) ติดตั้งลงในคอมพิวเตอร์โดยตรง ข้อดีคือทำงานได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต แต่ข้อเสียคือข้อมูลอยู่ในเครื่องเดียว ถ้าเครื่องเสียอาจสูญเสียข้อมูลทั้งหมด โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Cloud-based) ทำงานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ เข้าถึงได้จากทุกที่ทุกเวลา ข้อมูลเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ ปลอดภัยจากเครื่องเสียหรือไฟไหม้ ปัจจุบัน SME ส่วนใหญ่เลือกใช้ประเภทนี้ เพราะสะดวก เข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ และอัปเดตเวอร์ชันอัตโนมัติ โปรแกรมบัญชี ERP ระบบที่รวมทุกอย่างไว้ในตัวเดียว ทั้งบัญชี คลังสินค้า ขาย จัดซื้อ และ HR เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเชื่อมข้อมูลข้ามแผนก แต่ราคาสูงและตั้งค่าซับซ้อนกว่า เหมาะกับธุรกิจที่มีหลายแผนกจริง ๆ ฟรี vs เสียเงิน ต่างกันตรงไหน? ตัวช่วยทำบัญชีแบบฟรีมักจำกัดจำนวนเอกสารต่อเดือน จำนวนผู้ใช้ หรือฟีเจอร์ขั้นสูง เหมาะกับฟรีแลนซ์หรือธุรกิจเพิ่งเริ่มที่มีรายการไม่มาก เมื่อธุรกิจโตขึ้น มักต้องอัปเกรดเป็นแพ็กเกจเสียเงิน ฟีเจอร์สำคัญที่โปรแกรมบัญชีดีๆ ต้องมี เลือกซอฟต์แวร์บัญชี ไม่ใช่ดูแค่ราคา ต้องเช็คว่ามีฟีเจอร์ครบตามที่ธุรกิจต้องการ ฟีเจอร์พื้นฐานที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ AI ตัวช่วยใหม่ในโปรแกรมบัญชี เทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนวงการบัญชีคือ AI ที่ช่วยลดงานซ้ำและเพิ่มความแม่นยำ ตัวอย่างเช่น AI ที่อ่านใบเสร็จแล้วบันทึกรายการให้อัตโนมัติ หรือช่วยจัดหมวดหมู่รายการบัญชีโดยไม่ต้องคีย์เอง PEAK เป็นหนึ่งในเครื่องมือบัญชีไทยที่นำ AI มาใช้จริง เช่น PEAK AI Accounting ที่จับคู่รายการธนาคารกับเอกสารบัญชีอัตโนมัติ ลดเวลาทำงานได้หลายชั่วโมงต่อเดือน วิธีเลือกโปรแกรมบัญชีที่เหมาะกับธุรกิจ ไม่มีโปรแกรมบัญชีตัวไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน ขึ้นอยู่กับขนาดและความต้องการของธุรกิจ ขนาดธุรกิจ ความต้องการหลัก ประเภทที่แนะนำ สิ่งที่ควรเช็ค Freelance / เพิ่งเริ่มต้น ออกใบเสร็จ บันทึกรายรับรายจ่าย Cloud ฟรีหรือแพ็กเกจเริ่มต้น ใช้ง่ายไหม มีแพ็กเกจฟรีไหม SME (รายได้ต่ำกว่า 30 ล้าน/ปี) บัญชีครบ ภาษี รายงาน สต็อก Cloud แบบเสียเงิน เชื่อมธนาคารได้ไหม รองรับ e-Tax ไหม ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ ระบบบัญชี+คลัง+ขาย+HR ครบวงจร ERP หรือ Cloud + Add-on Customize ได้ไหม API เชื่อมระบบอื่นได้ไหม ก่อนตัดสินใจ ลองตอบคำถาม 3 ข้อนี้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกโปรแกรมบัญชี เห็นธุรกิจหลายร้อยรายเจอปัญหาซ้ำๆ จึงสรุปข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง สรุป โปรแกรมบัญชีคือเครื่องมือจัดการเรื่องเงินของธุรกิจ ตั้งแต่บันทึกรายรับรายจ่ายจนถึงปิดงบส่งสรรพากร สิ่งสำคัญไม่ใช่เลือกตัวที่แพงที่สุดหรือถูกที่สุด แต่ต้องตรงกับความต้องการจริง เริ่มจากประเมินว่าธุรกิจต้องการอะไร ลองใช้ฟรีก่อน แล้วตัดสินใจจากประสบการณ์จริง ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK คือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มี AI ช่วยบันทึกรายการอัตโนมัติ เชื่อมต่อธนาคาร ออก e-Tax Invoice และสรุปรายงานการเงินให้ครบ ใช้งานได้จากทุกที่ มีผู้ประกอบการและสำนักงานบัญชีกว่า 60,000 กิจการไว้วางใจ ดูแพ็กเกจและราคา ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโปรแกรมบัญชี โปรแกรมบัญชีฟรีตลอดชีพมีไหม? มีบางโปรแกรมที่เปิดให้ใช้ฟรีไม่จำกัดเวลา แต่มักจำกัดจำนวนเอกสารหรือผู้ใช้งาน เช่น PEAK มีแพ็กเกจ Free ที่ใช้ได้ตลอดสำหรับธุรกิจที่มีเอกสารไม่มาก เมื่อธุรกิจโตขึ้นค่อยอัปเกรดก็ได้ โปรแกรมบัญชีที่สรรพากรรับรองมีตัวไหนบ้าง? กรมสรรพากรไม่ได้ออกใบรับรองให้โปรแกรมใดโดยเฉพาะ แต่โปรแกรมที่ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ต้องผ่านมาตรฐาน ETDA สิ่งที่สรรพากรดูจริง ๆ คือเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ไม่ได้ดูว่าใช้โปรแกรมตัวไหน โปรแกรมบัญชีสำหรับร้านค้าออนไลน์ใช้ตัวไหนดี? ร้านค้าออนไลน์ควรเลือกโปรแกรมที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม e-commerce เช่น Shopee, Lazada ได้ และรองรับเอกสารจำนวนมากต่อเดือน โปรแกรมบัญชีแบบ Cloud เหมาะกว่าแบบติดตั้ง เพราะซิงก์ข้อมูลการขายกับบัญชีได้แบบเรียลไทม์ Cloud Accounting ต่างจากโปรแกรมบัญชีทั่วไปอย่างไร? Cloud Accounting คือซอฟต์แวร์บัญชีที่ทำงานบนอินเทอร์เน็ต ข้อมูลเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ ไม่ใช่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อดีหลักคือเข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ สำรองข้อมูลอัตโนมัติ และอัปเดตเวอร์ชันใหม่โดยไม่ต้องติดตั้งเอง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

วิธีคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ คำนวณยังไง พร้อมตารางอัตราทางภาษี

ซื้อคอมพิวเตอร์มา 30,000 บาท ใช้งาน 3 ปี แล้วจะหักเป็นค่าใช้จ่ายยังไง? คำตอบคือต้อง “คิดค่าเสื่อมราคา” เพื่อทยอยหักมูลค่าสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปี บทความนี้รวมสูตรคำนวณครบ 4 วิธี ตัวอย่างจริงแยกประเภทสินทรัพย์ และตารางอัตราตามสรรพากรที่ใช้ได้ทันที สำหรับความหมายและผลกระทบต่อธุรกิจ อ่านเพิ่มเติมที่ ค่าเสื่อมราคา มีผลต่อธุรกิจอย่างไร? คิดค่าเสื่อมราคา คืออะไร? คิดค่าเสื่อมราคา คือการกระจายต้นทุนสินทรัพย์ถาวรออกเป็นค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาที่ใช้งาน ตัวอย่างสินทรัพย์ที่ต้องคำนวณ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ วิธีนี้ช่วยให้ไม่ต้องหักต้นทุนก้อนเดียวตอนซื้อ แต่ทยอยหักทีละปีแทน หลักคิดง่ายๆ คือ ถ้าสินทรัพย์ใช้งานได้หลายปี ก็ควรแบ่งต้นทุนออกเป็นค่าใช้จ่ายทีละปี การคำนวณเป็นไปตาม TAS 16 เรื่อง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) สูตรคำนวณค่าเสื่อมราคา 4 วิธี การคิดค่าเสื่อมราคามี 4 วิธีหลัก ได้แก่ วิธีเส้นตรง วิธียอดลดลงทวีคูณ วิธีผลรวมจำนวนปี และวิธีตามจำนวนผลผลิต SME ส่วนใหญ่ใช้วิธีเส้นตรงเพราะคำนวณง่ายที่สุด หักเท่ากันทุกปี ตารางด้านล่างสรุปสูตรและความเหมาะสมของแต่ละวิธี วิธี สูตรหลัก เหมาะกับ เส้นตรง (ต้นทุน – มูลค่าซาก) ÷ อายุใช้งาน สินทรัพย์ทั่วไป ใช้บ่อยที่สุด ยอดลดลงทวีคูณ มูลค่าตามบัญชี × (อัตราเส้นตรง × 2) สินทรัพย์เสื่อมเร็วช่วงแรก ผลรวมจำนวนปี (ต้นทุน – มูลค่าซาก) × จำนวนปีที่เหลือ ÷ ผลรวมปี สินทรัพย์ที่เสื่อมไม่เท่ากันแต่ละปี ตามจำนวนผลผลิต (ต้นทุน – มูลค่าซาก) × ผลผลิตปีนี้ ÷ ผลผลิตรวม เครื่องจักรที่วัดผลผลิตได้ วิธีเส้นตรง (Straight-Line Method) วิธีนี้ใช้บ่อยที่สุดและง่ายที่สุด เพราะหักค่าเสื่อมราคาเท่ากันทุกปีตลอดอายุการใช้งาน ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ต้นทุนสินทรัพย์ – มูลค่าซาก) ÷ อายุการใช้งาน (ปี) ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อเครื่องพิมพ์ราคา 50,000 บาท มูลค่าซาก 5,000 บาท อายุใช้งาน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุนสินทรัพย์ — 50,000 บาท หักมูลค่าซาก — 5,000 บาท มูลค่าที่ต้องหัก 50,000 – 5,000 45,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 45,000 ÷ 5 9,000 บาท วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance) วิธีนี้หักค่าเสื่อมราคาสูงในปีแรกๆ แล้วลดลงเรื่อยๆ เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็วช่วงต้น เช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์ ค่าเสื่อมราคาต่อปี = มูลค่าตามบัญชีต้นปี × (อัตราเส้นตรง × 2) ตัวอย่าง: สินทรัพย์ต้นทุน 100,000 บาท อายุ 5 ปี (อัตราเส้นตรง 20% ดังนั้นอัตราทวีคูณ = 40%) ปีที่ มูลค่าตามบัญชีต้นปี วิธีคำนวณ ค่าเสื่อมราคา 1 100,000 100,000 × 40% 40,000 2 60,000 60,000 × 40% 24,000 3 36,000 36,000 × 40% 14,400 4 21,600 21,600 × 40% 8,640 5 12,960 ปรับให้เหลือมูลค่าซาก 12,960 วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-the-Years’ Digits) คล้ายวิธียอดลดลง แต่คำนวณจากสัดส่วนจำนวนปีที่เหลือ ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ต้นทุน – มูลค่าซาก) × จำนวนปีที่เหลือ ÷ ผลรวมจำนวนปี ตัวอย่าง: สินทรัพย์ 50,000 บาท มูลค่าซาก 5,000 บาท อายุ 5 ปี ผลรวมจำนวนปี = 1+2+3+4+5 = 15 ปีที่ ปีที่เหลือ วิธีคำนวณ ค่าเสื่อมราคา 1 5 45,000 × 5/15 15,000 2 4 45,000 × 4/15 12,000 3 3 45,000 × 3/15 9,000 4 2 45,000 × 2/15 6,000 5 1 45,000 × 1/15 3,000 วิธีตามจำนวนผลผลิต (Units of Production) เหมาะกับเครื่องจักรที่วัดปริมาณผลผลิตได้ เช่น เครื่องปั๊ม เครื่องพิมพ์อุตสาหกรรม ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วย = (ต้นทุน – มูลค่าซาก) ÷ จำนวนผลผลิตรวมตลอดอายุ ตัวอย่าง: เครื่องจักร 200,000 บาท มูลค่าซาก 20,000 บาท ผลิตได้ 100,000 ชิ้นตลอดอายุ ปีนี้ผลิต 25,000 ชิ้น รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าเสื่อมต่อหน่วย (200,000 – 20,000) ÷ 100,000 1.80 บาท/ชิ้น ค่าเสื่อมราคาปีนี้ 1.80 × 25,000 45,000 บาท มูลค่าซาก คืออะไร คิดยังไง? มูลค่าซาก คือมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากการขายสินทรัพย์เมื่อหมดอายุการใช้งาน เช่น ซื้อรถยนต์มา 800,000 บาท ใช้ 5 ปีแล้วคาดว่าขายได้ 200,000 บาท ส่วนนี้คือมูลค่าซาก วิธีกำหนดมูลค่าซากต้องประเมินจากราคาตลาดของสินทรัพย์ประเภทเดียวกันที่หมดอายุแล้ว กิจการต้องทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง (ตาม TAS 16) การตั้งมูลค่าซากต่ำ เช่น 1 บาท ทำได้ไหม? หลายกิจการตั้งมูลค่าซากไว้ต่ำมาก เช่น 1 บาท เพื่อหักต้นทุนได้เกือบทั้งจำนวน แต่ยังคงแสดงสินทรัพย์ในบัญชีอยู่ วิธีนี้ทำได้ตามกฎหมาย แต่ต้องมีเหตุผลรองรับว่าเมื่อสิ้นอายุ สินทรัพย์แทบไม่มีมูลค่าเหลือ ตารางอัตราค่าเสื่อมราคาตามสรรพากร กรมสรรพากรกำหนดอัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุดที่หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ประเภทสินทรัพย์ อัตราสูงสุด/ปี อายุขั้นต่ำ หมายเหตุ อาคารถาวร 5% 20 ปี — อาคารชั่วคราว 100% 1 ปี หักทั้งจำนวนปีเดียว เครื่องจักร, อุปกรณ์ 20% 5 ปี หักเพิ่มเป็น 40% ปีแรกได้ตามเงื่อนไข ยานพาหนะ (รถบรรทุก) 20% 5 ปี — รถยนต์นั่ง 20% 5 ปี มีเพดานต้นทุนทางภาษี (ดูด้านล่าง) คอมพิวเตอร์ + ซอฟต์แวร์ 33.33% 3 ปี ตาม พ.ร.ฎ. 395 เฟอร์นิเจอร์, อุปกรณ์สำนักงาน 20% 5 ปี — อาคารและสิ่งปลูกสร้าง อาคารถาวรหักได้ไม่เกิน 5% ต่อปี (อายุ 20 ปี) แต่ถ้าเป็นอาคารชั่วคราว เช่น เต็นท์หรืออาคารสำเร็จรูป หักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในปีที่ซื้อได้เลย ยานพาหนะ (รถยนต์ รถบรรทุก) รถบรรทุกและรถตู้ที่ใช้ในกิจการหักค่าเสื่อมราคาได้ 20% ต่อปี ไม่จำกัดมูลค่า แต่ รถยนต์นั่ง มีเงื่อนไขพิเศษ คือต้นทุนที่นำมาหักทางภาษีสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท แม้ราคาซื้อจริงจะสูงกว่า คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์หักค่าเสื่อมราคาได้เร็วกว่าสินทรัพย์อื่น คือ 33.33% ต่อปี (อายุ 3 ปี) ตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 395 ส่วนเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำนักงานทั่วไป เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เอกสาร หักได้ 20% ต่อปี (อายุ 5 ปี) ตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคา แยกประเภทสินทรัพย์ ตัวอย่างทั้งหมดใช้วิธีเส้นตรงซึ่งนิยมที่สุด และตั้งซาก 1 บาท ตามแนวปฏิบัติทั่วไป ตัวอย่าง: คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องละ 30,000 บาท ตั้งซากไว้ 1 บาท อายุ 3 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุน – มูลค่าซาก 30,000 – 1 29,999 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 29,999 ÷ 3 10,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อเดือน 10,000 ÷ 12 833 บาท ตัวอย่าง: รถยนต์นั่ง (มีเพดาน) ซื้อรถยนต์นั่งราคา 1,500,000 บาท ตั้งซากไว้ 1 บาท อายุ 5 ปี ทางภาษีใช้ต้นทุนได้สูงสุด 1,000,000 บาท รายการ ทางบัญชี ทางภาษี ต้นทุนที่ใช้คำนวณ 1,500,000 บาท 1,000,000 บาท หักมูลค่าซาก 1 บาท 1 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 300,000 บาท 200,000 บาท ส่วนต่าง 100,000 บาทต่อปี บันทึกทางบัญชีได้แต่หักภาษีไม่ได้ ต้องบวกกลับตอนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ตัวอย่าง: เครื่องจักรโรงงาน ซื้อเครื่องจักรราคา 500,000 บาท มูลค่าซาก 50,000 บาท อายุ 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าที่ต้องหัก 500,000 – 50,000 450,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 450,000 ÷ 5 90,000 บาท ค่าเสื่อมราคาสะสม คืออะไร คิดยังไง? ค่าเสื่อมราคาสะสม คือยอดรวมค่าเสื่อมราคาที่หักมาแล้วทั้งหมดตั้งแต่เริ่มใช้สินทรัพย์ ใช้สำหรับคำนวณ “มูลค่าตามบัญชี” ซึ่งก็คือราคาสินทรัพย์ที่เหลืออยู่จริง มูลค่าตามบัญชี = ต้นทุนสินทรัพย์ – ค่าเสื่อมราคาสะสม ตัวอย่าง: คอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท ใช้มาแล้ว 2 ปี ค่าเสื่อมราคาปีละ 10,000 บาท รายการ จำนวนเงิน ต้นทุน 30,000 บาท ค่าเสื่อมราคาสะสม (2 ปี) 20,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 10,000 บาท บัญชีนี้เป็นสินทรัพย์ด้านตรงข้าม (contra asset) อยู่ในหมวดที่ 1 สินทรัพย์ แต่แสดงเป็นยอดหัก วิธีบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา (Journal Entry) ทุกสิ้นเดือนหรือสิ้นปี กิจการต้องบันทึกค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายในบัญชี หากยังไม่คุ้นเคยกับหลักการบัญชีพื้นฐาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ 6 ทักษะสำคัญของนักบัญชียุคใหม่ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเสื่อมราคา (ค่าใช้จ่าย) 10,000 — ค่าเสื่อมราคาสะสม (สินทรัพย์ตรงข้าม) — 10,000 ผลจากการบันทึกนี้ ส่วนเดบิตจะไปลดกำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุน ส่วนเครดิตจะไปลดมูลค่าสินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน สรุป ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยคำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ให้อัตโนมัติ เพียงบันทึกข้อมูลสินทรัพย์ ต้นทุน อายุการใช้งาน และวิธีคิด ระบบจะคำนวณและบันทึกบัญชีให้ทุกเดือนไม่ต้องทำเอง ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคากับค่าตัดจำหน่าย (Amortization) ต่างกันอย่างไร? ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตน เช่น อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ ส่วนค่าตัดจำหน่าย (Amortization) ใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ หลักการคำนวณเหมือนกัน คือทยอยหักต้นทุนเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน ค่าเสื่อมราคา อยู่หมวดบัญชีไหน? ค่าเสื่อมราคาอยู่ในหมวดที่ 5 ค่าใช้จ่าย เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้จ่ายเงินสดออกไปจริง แต่บันทึกเพื่อสะท้อนการเสื่อมมูลค่าของสินทรัพย์ ค่าเสื่อมราคาสะสม อยู่หมวดไหน? ค่าเสื่อมราคาสะสมอยู่ในหมวดที่ 1 สินทรัพย์ แต่เป็นบัญชีด้านตรงข้าม (contra asset) จึงแสดงเป็นยอดหักจากต้นทุนสินทรัพย์ เมื่อนำมารวมกันจะได้ “มูลค่าตามบัญชี” หรือมูลค่าสุทธิของสินทรัพย์นั้น ซื้อสินทรัพย์กลางปี คิดค่าเสื่อมยังไง? คิดตามสัดส่วนเดือนที่ใช้จริง เช่น ซื้อเครื่องจักรเดือนเมษายน คิดค่าเสื่อมราคาปีนั้น 9 เดือน (เม.ย.–ธ.ค.) ไม่ใช่ 12 เดือนเต็ม ปีถัดไปค่อยคิดเต็มปี

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

สินทรัพย์หมุนเวียน คืออะไร มีอะไรบ้าง ต่างจากไม่หมุนเวียนยังไง

เจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มอ่านงบการเงิน มักสับสนว่าสินทรัพย์หมุนเวียนกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนแยกกันตรงไหน บทความนี้อธิบายทั้งสองประเภทให้ชัด พร้อมตัวอย่างจริงที่ SME เอาไปใช้ได้ทันที สินทรัพย์หมุนเวียนคืออะไร สินทรัพย์หมุนเวียน คือ ทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่กิจการคาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 12 เดือน ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) พูดง่ายๆ คือ เงินสด หรือสิ่งที่แปลงเป็นตัวเงินได้เร็วภายในปีเดียว ถ้าร้านค้าออนไลน์มีสินค้าในสต็อก 200,000 บาท ก็ถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะคาดว่าจะขายหมดภายในปี ส่วนชื่อภาษาอังกฤษคือ Current Assets ซึ่งจะเห็นอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) (Balance Sheet) ฝั่งซ้ายมือเสมอ สินทรัพย์หมุนเวียนมีอะไรบ้าง (10 ประเภทที่ต้องรู้) สินทรัพย์หมุนเวียนแบ่งได้หลายประเภท ต่อไปนี้คือ 10 รายการที่พบบ่อยในงบการเงินของ SME ไทย 1. เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เงินสดในมือ เงินฝากธนาคารกระแสรายวัน ออมทรัพย์ รวมถึงเงินลงทุนระยะสั้นที่ครบกำหนดไม่เกิน 3 เดือน เช่น ตั๋วเงินคลัง สินทรัพย์ตัวนี้มีสภาพคล่องสูงที่สุดในทุกรายการ 2. ลูกหนี้การค้า เงินที่ลูกค้าค้างจ่ายจากการขายสินค้าหรือบริการ ตัวอย่างเช่น ร้านขายวัสดุก่อสร้างออกใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้าเครดิต 30 วัน ยอด 150,000 บาทที่ยังไม่ได้รับ ถือเป็นลูกหนี้การค้า 3. สินค้าคงเหลือ วัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมขาย สำหรับร้านค้าออนไลน์ คือสินค้าที่เก็บอยู่ในคลัง สำหรับธุรกิจผลิต คือวัตถุดิบที่ยังไม่ได้ใช้และสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว 4. เงินลงทุนระยะสั้น การลงทุนที่ตั้งใจจะขายหรือครบกำหนดภายใน 1 ปี เช่น กองทุนตลาดเงิน พันธบัตรรัฐบาลอายุไม่เกิน 1 ปี หรือหุ้นที่ถือเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น 5. ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า เงินที่จ่ายไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับบริการครบ เช่น ค่าเช่าสำนักงานที่จ่ายล่วงหน้า 6 เดือน ค่าประกันภัยรายปีที่จ่ายต้นปี ส่วนที่ยังไม่ถึงงวดจะบันทึกเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 6. รายได้ค้างรับ รายได้ที่เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้หรือยังไม่ถึงกำหนดชำระ เช่น ดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารยังไม่โอนเข้าบัญชี หรือค่าบริการที่ทำเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้วางบิล 7. เงินมัดจำ เงินที่วางไว้กับคู่ค้าเพื่อค้ำประกัน เช่น เงินประกันค่าเช่า เงินมัดจำค่าสินค้า หากคาดว่าจะได้คืนภายใน 1 ปี ให้จัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 8. ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนด ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่จ่ายตอนซื้อสินค้าหรือบริการ ซึ่งนำไปหักกับภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ ภาษีซื้อที่ยังไม่ได้ยื่นเคลมจะบันทึกเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน 9. ลูกหนี้อื่น ลูกหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการค้าปกติ เช่น เงินให้กู้ยืมแก่พนักงาน เงินทดรองจ่าย หรือเงินที่จ่ายเกินให้กรมสรรพากร 10. สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น รายการที่ไม่เข้ากลุ่มข้างต้น เช่น เช็ครับลงวัน หรือเงินฝากที่มีข้อจำกัดในการใช้ แต่คาดว่าจะใช้ประโยชน์ได้ภายในปี สินทรัพย์หมุนเวียน vs สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร หลักง่ายๆ ในการแยกสองประเภทนี้คือ “ระยะเวลา” ถ้าใช้ประโยชน์หรือแปลงเป็นตัวเงินได้ภายใน 1 ปี คือหมุนเวียน ถ้านานกว่านั้น คือไม่หมุนเวียน ตารางเปรียบเทียบด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น เกณฑ์ สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ระยะเวลาแปลงเป็นตัวเงิน ไม่เกิน 1 ปี มากกว่า 1 ปี สภาพคล่อง สูง ต่ำ ตัวอย่าง เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ค่าเสื่อมราคา ไม่มี (ยกเว้นบางรายการ) มี (ทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายทุกปี) บทบาทในธุรกิจ ใช้หมุนเวียนในการดำเนินงานประจำวัน ใช้สร้างรายได้ระยะยาว ตำแหน่งในงบการเงิน แสดงก่อน (ส่วนบน) แสดงหลัง (ส่วนล่าง) สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่พบบ่อย ได้แก่ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องจักร ยานพาหนะ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และค่าความนิยม (Goodwill) สินทรัพย์เหล่านี้ใช้งานนานหลายปี และมักต้องทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายทุกรอบบัญชี คำถามที่เจ้าของกิจการสงสัยบ่อยคือ “เครื่องตกแต่งจัดเป็นหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน” คำตอบคือ ไม่หมุนเวียน เพราะเครื่องตกแต่งสำนักงาน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ มีอายุใช้งานยาวนานกว่า 1 ปี จึงจัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์) ทำไมสินทรัพย์หมุนเวียนถึงสำคัญต่อธุรกิจ SME สินทรัพย์หมุนเวียนบอกว่าธุรกิจมี “เงินพร้อมใช้” มากแค่ไหน ถ้ามีน้อยเกินไป อาจจ่ายเจ้าหนี้ไม่ทัน ซื้อวัตถุดิบไม่ได้ หรือพลาดโอกาสทางธุรกิจ นักบัญชีและนักลงทุนมักใช้อัตราส่วนสภาพคล่อง 2 ตัวหลักในการประเมิน วิเคราะห์สภาพคล่องด้วย Current Ratio และ Quick Ratio Current Ratio (อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน) Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินทรัพย์หมุนเวียน 2,000,000 บาท และหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ สินทรัพย์หมุนเวียน — 2,000,000 บาท หนี้สินหมุนเวียน — 1,000,000 บาท Current Ratio 2,000,000 ÷ 1,000,000 2.0 เท่า ค่า 2.0 เท่า หมายความว่ามีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้ระยะสั้น 2 เท่า โดยทั่วไปค่าที่มากกว่า 1.5 ถือว่าสภาพคล่องดี Quick Ratio (อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็ว) Quick Ratio = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) ÷ หนี้สินหมุนเวียน Quick Ratio ตัดสินค้าคงเหลือออก เพราะสินค้าอาจขายไม่ได้ทันที ค่าที่มากกว่า 1.0 ถือว่าดี หมายความว่าแม้ขายสินค้าไม่ได้เลย ก็ยังจ่ายหนี้ระยะสั้นได้ครบ ตัวอย่างการจัดประเภทสินทรัพย์หมุนเวียนในงบการเงิน สมมุติ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ มีรายการสินทรัพย์ดังนี้ รายการ จำนวนเงิน จัดประเภท เหตุผล เงินฝากธนาคาร 500,000 บาท หมุนเวียน เงินสดพร้อมใช้ ลูกหนี้การค้า (เครดิต 30 วัน) 200,000 บาท หมุนเวียน คาดว่าได้รับภายใน 30 วัน สินค้าคงเหลือในคลัง 300,000 บาท หมุนเวียน คาดว่าขายหมดภายในปี ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า 6 เดือน 60,000 บาท หมุนเวียน ได้รับประโยชน์ภายในปี คอมพิวเตอร์สำนักงาน 45,000 บาท ไม่หมุนเวียน ใช้งานนานกว่า 1 ปี เครื่องตกแต่งสำนักงาน 80,000 บาท ไม่หมุนเวียน ใช้งานนานกว่า 1 ปี จากตัวอย่างนี้ สินทรัพย์หมุนเวียนรวม = 500,000 + 200,000 + 300,000 + 60,000 = 1,060,000 บาท ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนรวม = 45,000 + 80,000 = 125,000 บาท การบริหารสินทรัพย์หมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพ การมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากไม่ได้หมายความว่าดีเสมอ เงินสดที่เก็บไว้มากเกินไปโดยไม่ลงทุน ก็เสียโอกาสสร้างกำไร สิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลที่เหมาะกับธุรกิจ เจ้าของกิจการ SME สามารถเริ่มจากแนวปฏิบัติเหล่านี้ สรุป สินทรัพย์หมุนเวียนเน้นสภาพคล่องระยะสั้น ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเน้นสร้างมูลค่าระยะยาว ทั้งสองประเภทจัดแสดงในงบฐานะการเงิน และเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์สภาพคล่องของธุรกิจ สิ่งที่ SME ควรทำวันนี้ คือเปิดงบการเงินของตัวเอง ตรวจว่าจัดประเภทสินทรัพย์ถูกต้องหรือไม่ แล้วลองคำนวณอัตราส่วนสภาพคล่องตามสูตรด้านบน ดูว่าธุรกิจอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือยัง ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายการสินทรัพย์ ออกงบการเงิน และวิเคราะห์สภาพคล่องได้อัตโนมัติ ไม่ต้องทำ Excel เอง ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียนกับเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ต่างกันอย่างไร? สินทรัพย์หมุนเวียน คือ ทรัพยากรระยะสั้นทั้งหมดที่กิจการมี ส่วนเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) คือ “ส่วนต่าง” ระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียน จึงเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องที่แม่นกว่า เพราะหักหนี้ระยะสั้นออกแล้ว สินทรัพย์ 3 ประเภทหลัก มีอะไรบ้าง? ในทางบัญชี สินทรัพย์แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ สินทรัพย์หมุนเวียน (เงินสด ลูกหนี้ สินค้า) สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์) และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร ค่าความนิยม) แต่ละกลุ่มมีวิธีวัดมูลค่าและการบันทึกบัญชีที่ต่างกัน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีตัวอย่างอะไรบ้าง? ตัวอย่างที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ คอมพิวเตอร์ เครื่องตกแต่งสำนักงาน สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ เงินลงทุนระยะยาว เงินมัดจำค่าเช่าระยะยาว อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน และค่าความนิยม จุดสำคัญคือ ทุกรายการมีอายุใช้งานมากกว่า 1 ปี สินทรัพย์หมุนเวียน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร? ชื่อภาษาอังกฤษคือ Current Assets ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเรียกว่า Non-Current Assets ทั้งสองคำจะเห็นในงบการเงินที่จัดทำตามมาตรฐานสากล (IFRS) และมาตรฐานไทย (TFRS/NPAEs) สินทรัพย์หมุนเวียนมีค่าเสื่อมราคาไหม? ส่วนใหญ่ไม่มี เพราะใช้หมดหรือแปลงเป็นเงินได้ภายในปีเดียว ไม่ต้องทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายทีละปีเหมือนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ยกเว้นบางกรณีพิเศษ เช่น สินค้าคงเหลือที่มูลค่าลดลง จะบันทึกเป็นผลขาดทุนจากการลดมูลค่าแทน ไม่ใช่ค่าเสื่อมราคา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) คืออะไร สูตรคำนวณ ดูจากงบตรงไหน ฉบับ SME

ธุรกิจที่มีกำไรบนกระดาษ ไม่ได้แปลว่าจะมีเงินสดพอหมุนเวียนเสมอไป หลายกิจการเจอปัญหา “กำไรดี แต่เงินไม่พอจ่าย” เพราะไม่เคยเช็คเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ของตัวเอง บทความนี้อธิบายตั้งแต่ Working Capital คืออะไร สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่างจากงบจริง ไปจนถึง Net Working Capital, Ratio, และวิธีบริหารสำหรับ SME เงินทุนหมุนเวียน คืออะไร เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) คือ ส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียนของกิจการ ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจมีทรัพยากรระยะสั้นเพียงพอจ่ายหนี้ระยะสั้นหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ “เงินที่เหลือหมุนในกิจการ” หลังหักหนี้ระยะสั้นออกแล้ว ถ้าตัวเลขเป็นบวก แปลว่ามีเงินเหลือพอใช้ ถ้าติดลบ แปลว่าหนี้ระยะสั้นมากกว่าสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็ว ประกอบด้วยอะไรบ้าง เงินทุนหมุนเวียนมาจาก 2 ส่วนในงบดุล สินทรัพย์หมุนเวียน คือทรัพยากรที่แปลงเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี หนี้สินหมุนเวียน คือหนี้ที่ต้องจ่ายภายใน 1 ปี สำคัญยังไงกับ SME สำหรับ SME ที่รายได้ยังไม่สม่ำเสมอ เงินทุนหมุนเวียนเปรียบเหมือน “ออกซิเจน” ของกิจการ ถ้าหมดก่อน ธุรกิจหยุดหายใจแม้จะยังมีกำไร (อ่านเพิ่มเรื่องงบกำไรขาดทุน) ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ขายดีมาก สั่งสินค้าเพิ่มจนสต๊อกบวม แต่ลูกค้าจ่ายเงินช้า สุดท้ายไม่มีเงินสดจ่ายค่าสินค้างวดถัดไป ทั้งที่ยอดขายดี ปัญหานี้เกิดจากเงินทุนหมุนเวียนไม่พอ คำนวณ Working Capital ยังไง Working Capital คำนวณจากสูตรเดียว ใช้ข้อมูลจากงบดุล (งบแสดงฐานะการเงิน) ที่กิจการต้องจัดทำอยู่แล้ว สูตรพื้นฐาน Working Capital = สินทรัพย์หมุนเวียน – หนี้สินหมุนเวียน ถ้าผลลัพธ์เป็น บวก แปลว่ามีสภาพคล่องเพียงพอ ถ้าเป็น ลบ แปลว่าหนี้ระยะสั้นมากกว่าทรัพยากรที่มี ต้องหาทางแก้ไข ลองคำนวณจากงบจริง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีงบดุล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568 รายการ จำนวนเงิน เงินสด 500,000 บาท ลูกหนี้การค้า 800,000 บาท สินค้าคงเหลือ 700,000 บาท รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 2,000,000 บาท เจ้าหนี้การค้า 600,000 บาท เงินกู้ระยะสั้น 400,000 บาท ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 200,000 บาท รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,200,000 บาท Working Capital = 2,000,000 – 1,200,000 = 800,000 บาท บริษัท ก มีเงินทุนหมุนเวียน 800,000 บาท หมายความว่ายังเหลือเงินหมุนในกิจการหลังจ่ายหนี้ระยะสั้นทั้งหมดแล้ว NWC คืออะไร ต่างจาก Working Capital ยังไง Net Working Capital (NWC) คือ เงินทุนหมุนเวียนสุทธิ โดยหลักการเหมือน Working Capital แต่มีสูตรที่ละเอียดกว่าเพราะ หักเงินสดและหนี้ระยะสั้นที่มีดอกเบี้ยออก เพื่อดูเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินงานจริง ตัวเลข NWC ช่วยให้นักลงทุนและเจ้าของกิจการเห็นภาพชัดขึ้นว่า “เงินที่ผูกอยู่กับการดำเนินงาน” มีเท่าไร โดยไม่นับเงินสดที่เก็บไว้เฉยๆ หรือเงินกู้จากธนาคาร คำนวณ NWC ยังไง NWC = (สินทรัพย์หมุนเวียน – เงินสด) – (หนี้สินหมุนเวียน – หนี้ระยะสั้นที่มีดอกเบี้ย) หรือแบบง่ายกว่า NWC = ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงเหลือ – เจ้าหนี้การค้า ลองคำนวณ NWC จากตัวอย่างบริษัท ก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ลูกหนี้การค้า — 800,000 บาท สินค้าคงเหลือ — 700,000 บาท หัก เจ้าหนี้การค้า — (600,000) บาท NWC 800,000 + 700,000 – 600,000 900,000 บาท NWC 900,000 บาท บอกว่าบริษัท ก มีเงินผูกอยู่กับการดำเนินงาน (ลูกหนี้ + สินค้าคงเหลือ – เจ้าหนี้) เท่านี้ ยิ่ง NWC สูง ยิ่งต้องใช้เงินหมุนมาก อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน ดูยังไง Working Capital Ratio (หรือ Current Ratio) คือ อัตราส่วนทางการเงินที่วัดสภาพคล่องของกิจการ คำนวณจาก Working Capital Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน จากตัวอย่างบริษัท ก Working Capital Ratio = 2,000,000 ÷ 1,200,000 = 1.67 เท่า ค่าเท่าไรถึงดี ค่า Ratio ความหมาย มากกว่า 2.0 สภาพคล่องดีมาก แต่อาจใช้เงินไม่คุ้ม 1.2 – 2.0 เหมาะสม มีสภาพคล่องเพียงพอ 1.0 – 1.2 พอไหว แต่ต้องระวัง ต่ำกว่า 1.0 หนี้ระยะสั้นมากกว่าสินทรัพย์ ต้องแก้ไขเร่งด่วน ค่าที่ “ดี” ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมด้วย ธุรกิจค้าปลีกที่เก็บเงินสดเร็วอาจมี Ratio ต่ำกว่าธุรกิจผลิตที่ต้องสต๊อกสินค้านาน แต่ทั้งคู่อาจแข็งแรงเท่ากัน หาเงินทุนหมุนเวียนในงบดุลตรงไหน ตัวเลขที่ใช้คำนวณ Working Capital อยู่ใน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ซึ่งแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ สินทรัพย์ กับ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น อ่านจากงบเอง ถ้าเป็นบริษัทจำกัดที่ส่งงบการเงินให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) สามารถดูงบดุลย้อนหลังได้จากระบบ DBD DataWarehouse+ ใช้โปรแกรมบัญชีดูง่ายกว่า โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะแสดงยอดสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนแยกให้ชัดเจนในเมนูรายงาน ไม่ต้องคำนวณเอง Working Capital ติดลบ แปลว่าธุรกิจมีปัญหาไหม? Negative Working Capital คือ สถานการณ์ที่หนี้สินหมุนเวียนมากกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน ฟังดูน่ากลัว แต่ไม่ได้แย่เสมอไป กรณีที่ ติดลบแล้วไม่ดี คือธุรกิจที่มีลูกหนี้ค้างนาน สินค้าขายไม่ออก แต่หนี้ครบกำหนดเร็ว สถานการณ์นี้เสี่ยงต่อการขาดสภาพคล่อง กรณีที่ ติดลบแต่ไม่เป็นไร คือธุรกิจที่เก็บเงินจากลูกค้าได้เร็วกว่าจ่ายซัพพลายเออร์ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่ลูกค้าจ่ายเงินสดทันที แต่ต่อรองจ่ายซัพพลายเออร์ 60 วัน Working Capital ติดลบ แต่เงินสดไหลเข้าตลอด Working Capital Cycle คืออะไร วงจรเงินทุนหมุนเวียน คือ ระยะเวลาตั้งแต่จ่ายเงินซื้อวัตถุดิบ จนกระทั่งได้เงินสดกลับมาจากการขายสินค้า วงจรนี้ประกอบด้วย 3 ช่วง Working Capital Cycle = ระยะเวลาเก็บสินค้า + ระยะเวลาเก็บหนี้ – ระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้ ยิ่งวงจรสั้น ยิ่งดี เพราะเงินหมุนกลับมาเร็ว ธุรกิจไม่ต้องกู้เพิ่ม บริหารเงินหมุนเวียนยังไงให้พอใช้ การบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่ดี ช่วยให้ SME มีเงินหมุนเพียงพอโดยไม่ต้องกู้เพิ่ม สรุป สิ่งที่ควรลงมือทำหลังอ่านบทความนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยให้คุณดูงบดุลและเช็คเงินทุนหมุนเวียนได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบ ระบบ AI ช่วยบันทึกรายการอัตโนมัติ ลดงานซ้ำให้เหลือเวลาโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินทุนหมุนเวียน เงินทุนหมุนเวียนกับสภาพคล่อง ต่างกันยังไง สภาพคล่อง (Liquidity) เป็นแนวคิดกว้างที่วัดว่าธุรกิจแปลงทรัพย์สินเป็นเงินสดได้เร็วแค่ไหน ส่วนเงินทุนหมุนเวียนเป็นตัวเลขเฉพาะจากงบดุลที่ใช้วัดสภาพคล่องระยะสั้น Working Capital คือหนึ่งในเครื่องมือวัดสภาพคล่องนั่นเอง Working Capital กับ Cash Flow ต่างกันอย่างไร? Working Capital คือ “ยอดคงเหลือ” ณ จุดเวลาหนึ่ง (snapshot จากงบดุล) ส่วน Cash Flow คือ “การเคลื่อนไหว” ของเงินสดในช่วงเวลาหนึ่ง (flow จากงบกระแสเงินสด) ธุรกิจอาจมี Working Capital เป็นบวกแต่ Cash Flow ติดลบชั่วคราวได้ ถ้าอยากเห็นภาพครบต้องดูทั้งคู่ ธุรกิจเพิ่งเปิด ยังไม่มีงบดุล คำนวณ Working Capital ยังไง? ใช้ข้อมูลจากบัญชีที่บันทึกอยู่แทน รวมเงินสดในบัญชี + ลูกหนี้ค้างรับ + สินค้าในสต๊อก แล้วลบด้วยยอดที่ค้างจ่ายซัพพลายเออร์ + ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย จะได้ตัวเลข Working Capital คร่าว ๆ แม้ยังไม่มีงบดุลที่ผู้สอบรับรอง NWC กับ Working Capital ตัวไหนสำคัญกว่า ทั้งคู่สำคัญแต่ใช้ต่างจุด Working Capital เหมาะดูภาพรวมสภาพคล่อง ส่วน NWC เหมาะวิเคราะห์ว่าเงินผูกอยู่กับการดำเนินงานเท่าไร เจ้าของกิจการ SME ดู Working Capital ก่อน ถ้าอยากวิเคราะห์ลึกขึ้นค่อยดู NWC เพิ่มบซ้อนของงานบัญชี และเสริมสร้างความมั่นใจในทุกการตัดสินใจทางการเงิน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก