PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

22 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

PR PO GR คืออะไร เข้าใจระบบจัดซื้อครบ 3 ขั้นตอน

ธุรกิจที่เริ่มโตมักเจอคำว่า PR, PO, GR ในเอกสารจัดซื้อ แต่หลายคนยังสับสนว่าแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร และต้องใช้ตอนไหน ในบทความนี้ จะพาคุณมารู้จักทุกเอกสาร เข้าใจทุกขั้นตอน ของระบบจัดซื้อในองค์กร ใบขอซื้อ หรือใบ PR คืออะไร ใบขอซื้อ หรือใบ PR (Purchase requisition) คือเอกสารที่พนักงานหรือแผนกในองค์กรใช้ขออนุมัติการสั่งซื้อสินค้า หรือบริการ ก่อนที่ฝ่ายจัดซื้อจะสั่งซื้อจริง เป็นจุดเริ่มต้นของทุกการจัดซื้อในระบบ หรือพูดง่าย ๆ ว่า PR เปรียบเสมือนใบเสนอความต้องการ ที่บอกว่า ฉันต้องการซื้ออะไร จำนวนเท่าไร และทำไมถึงต้องซื้อ ตัวอย่างเช่น แผนก IT ต้องการซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ 5 เครื่อง ก็ต้องทำใบ PR ส่งให้หัวหน้าแผนกอนุมัติก่อน เมื่ออนุมัติแล้วจึงส่งต่อให้ฝ่ายจัดซื้อ ใบขอซื้อ กับ ใบเสนอซื้อ เป็นเอกสารเดียวกันไหม ใช่ ในทางปฏิบัติ “ใบขอซื้อ” “ใบเสนอซื้อ” และ “ใบขอซื้อ/ขอจ้าง” มักหมายถึงเอกสารเดียวกัน คือใบที่แผนกภายในใช้ขออนุมัติซื้อ แต่ละองค์กรเลือกเรียกต่างกัน ส่วนที่ต้องดูคือหน้าที่ของเอกสาร ไม่ใช่ชื่อ จุดที่มักสับสนคือ “ใบเสนอราคา” (Quotation) ซึ่งเป็นเอกสารคนละใบ ใบเสนอราคาออกโดยผู้ขายเพื่อบอกราคาให้ผู้ซื้อ ส่วนใบ PR ออกโดยคนในองค์กรของผู้ซื้อเอง เปิด PR คืออะไร / ขั้นตอนการเปิดใบ PR การเปิด PR หมายถึงการสร้างใบขอซื้อเข้าไปในระบบ โดยมีขั้นตอนดังนี้ ตัวอย่างใบขอซื้อ (PR) ใบ PR มักมีข้อมูลสำคัญดังนี้ ตัวอย่างสถานการณ์: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ แผนกคลังสินค้าพบว่ากล่องพัสดุเหลือไม่พอส่งของภายในสัปดาห์นี้ จึงเปิดใบ PR ขอซื้อกล่องพัสดุ 500 ใบ ส่งให้ผู้จัดการอนุมัติ ก่อนส่งต่อให้ฝ่ายจัดซื้อออก PO ไปยัง supplier ใบ PR ของบริษัท ก ที่กรอกแล้วหน้าตาประมาณนี้ (ข้อมูลสมมติ) ช่อง ข้อมูล เลขที่ / วันที่ PR-2026-0042 · 15 ต.ค. 2569 แผนกที่ขอ / ผู้ขอ คลังสินค้า · หัวหน้าคลังสินค้า รายการ กล่องพัสดุลูกฟูกเบอร์ C ขนาด 20 × 30 × 11 ซม. จำนวน 500 ใบ ราคาต่อหน่วยโดยประมาณ 8 บาท รวมโดยประมาณ 500 × 8 = 4,000 บาท วันที่ต้องการ 20 ต.ค. 2569 เหตุผล กล่องคงเหลือ 60 ใบ ไม่พอส่งออเดอร์ช่วงโปรโมชันปลายเดือน ผู้อนุมัติ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ (วงเงินอนุมัติไม่เกิน 10,000 บาท) ราคาในใบ PR เป็นราคาประมาณเพื่อใช้ขออนุมัติงบ ราคาจริงจะกำหนดอีกครั้งใน PO หลังฝ่ายจัดซื้อเทียบราคาจากผู้ขาย แบบฟอร์มใบขอซื้อ Excel ควรมีช่องอะไรบ้าง แบบฟอร์มใน Excel ใช้ 1 แผ่นต่อ 1 ใบ PR ส่วนหัวใส่ข้อมูลเอกสาร ส่วนตารางใส่รายการ และท้ายแผ่นเว้นช่องลงนาม ส่วน ช่องที่ควรมี ส่วนหัว เลขที่ PR วันที่ แผนก ชื่อผู้ขอ วันที่ต้องการ ตารางรายการ ลำดับ รายละเอียดสินค้า/บริการ จำนวน หน่วย ราคาต่อหน่วยโดยประมาณ จำนวนเงิน ท้ายตาราง รวมเงินโดยประมาณ เหตุผลในการขอซื้อ ลงนาม ผู้ขอ ผู้อนุมัติ วันที่อนุมัติ ช่องจำนวนเงินใช้สูตรคูณจำนวนกับราคาต่อหน่วย เช่น ถ้าจำนวนอยู่คอลัมน์ C และราคาอยู่คอลัมน์ E ให้ใส่ =C5*E5 แล้วลากลง ส่วนช่องรวมใช้ =SUM ของคอลัมน์จำนวนเงิน เลขที่ PR ควรเรียงต่อกันและไม่ใช้ซ้ำ เพื่อให้อ้างถึงได้ตอนออก PO และตอนตรวจย้อนหลัง ใบสั่งซื้อ หรือใบ PO คืออะไร ใบสั่งซื้อ หรือใบ PO (Purchase Order) คือเอกสารทางการที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย (Supplier) เพื่อแจ้งว่าต้องการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน เมื่อผู้ขายตอบรับ PO จะใช้เป็นหลักฐานข้อตกลงซื้อขายตามรายการ ราคา และเงื่อนไขที่ระบุไว้ โดยความแตกต่างระหว่าง PO และ PR ตรงที่ PR เป็นเอกสารภายใน ขอความเห็นชอบจากผู้บริหาร ส่วน PO เป็นเอกสารภายนอก ที่ส่งให้คู่ค้าโดยตรง ใบ PO มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ใบ PO มักระบุข้อมูลสำคัญ เช่น เลขที่ PO ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย รายการสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระเงิน และวันที่ส่งของ สำหรับรายละเอียดองค์ประกอบเต็มและตัวอย่างใบ PO พร้อมแบบฟอร์ม อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง ใบรับสินค้า หรือใบ GR คืออะไร ใบรับสินค้า หรือใบ GR (Goods Receipt ) คือเอกสารที่ออกเมื่อสินค้าถูกส่งมาถึงและผ่านการตรวจรับเรียบร้อยแล้ว เป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้ซื้อได้รับสินค้าตรงตาม PO ที่สั่งไป ทั้งชนิด จำนวน และคุณภาพ GR เป็นขั้นตอนสุดท้ายในวงจรจัดซื้อ ก่อนที่ฝ่ายบัญชีจะจ่ายเงินให้คู่ค้า หากไม่มี GR ฝ่ายบัญชีจะไม่มีหลักฐานว่าได้รับของจริง ซึ่งอาจทำให้จ่ายเงินให้สินค้าที่ยังไม่มาถึง หรือมาถึงแต่ไม่ครบ ตัวอย่าง เช่น บริษัท ก สั่งซื้อกล่องพัสดุ 500 ใบจากผู้ขาย ของมาถึงแต่มีแค่ 480 ใบ ถ้าทำ GR ตอนรับของจะบันทึกได้ทันทีว่าได้ 480 ไม่ใช่ 500 ทำให้ฝ่ายบัญชีจ่ายเงินตามจำนวนที่รับจริง และติดตามให้ผู้ขายส่งส่วนที่เหลืออีก 20 ใบ ขั้นตอนการทำ GR (Goods Receipt) เมื่อ supplier ส่งสินค้ามาถึง ฝ่ายคลังสินค้าหรือผู้รับผิดชอบจะต้องทำ GR ตามขั้นตอนดังนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้าสินค้าที่ได้รับไม่ตรงกับ PO (เช่น จำนวนไม่ครบ หรือคนละรุ่น) ต้องบันทึกความต่างไว้ใน GR และแจ้งผู้ขายทันที เพราะจะกระทบทั้งการจ่ายเงินและระบบสต็อกสินค้าของธุรกิจ ขั้นตอนตรวจรับและการเทียบกับใบแจ้งหนี้ของผู้ขาย อ่านต่อได้ที่บทความ รู้จักระบบ GR และ IR ความแตกต่างระหว่าง PR, PO และ GR (ตารางเปรียบเทียบ) หลายคนยังสับสนระหว่างเอกสารทั้ง 3 ตัว ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพรวมชัดเจน หัวข้อ PR (ใบขอซื้อ) PO (ใบสั่งซื้อ) GR (ใบรับสินค้า) ชื่อเต็ม Purchase Requisition Purchase Order Goods Receipt ออกโดย พนักงาน/แผนกที่ต้องการสินค้า ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายคลังสินค้า/ผู้ตรวจรับ ส่งให้ ผู้อนุมัติภายในองค์กร คู่ค้า/ผู้ขาย (ภายนอก) ฝ่ายบัญชี ใช้ทำอะไร ขออนุมัติซื้อ ยืนยันคำสั่งซื้อกับ supplier ยืนยันว่ารับสินค้าครบแล้ว ประเภทเอกสาร เอกสารภายใน เอกสารภายนอก (หลักฐานข้อตกลงซื้อขายเมื่อผู้ขายตอบรับ) เอกสารภายใน เกิดขึ้นตอนไหน ก่อนสั่งซื้อ ระหว่างสั่งซื้อ หลังรับของ จุดที่ต้องจำคือ PR อยู่ภายในองค์กร ส่วน PO ออกไปหาคู่ค้า และ GR ย้อนกลับเข้ามาเพื่อปิดรอบการจัดซื้อ ขั้นตอนจัดซื้อครบวงจร ตั้งแต่ขอซื้อ สั่งซื้อ และรับสินค้า เอกสารทั้ง 3 ตัวทำงานเชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่ ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่ง ระบบจัดซื้อจะไม่สมบูรณ์ Step 1: เปิดใบขอซื้อ (PR) เมื่อแผนกใดต้องการสินค้าหรือบริการ พนักงานจะเปิดใบ PR ระบุรายการที่ต้องการพร้อมเหตุผล แล้วส่งให้หัวหน้าแผนกหรือผู้จัดการอนุมัติ ถ้าไม่อนุมัติ PR จะถูกส่งกลับให้แก้ไข หรือยกเลิก ตัวอย่าง: บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์สำนักงาน แผนกการตลาดต้องการผลิตสื่อโฆษณาชิ้นใหม่ จึงเปิด PR ขอซื้อบริการออกแบบจากฟรีแลนซ์ มูลค่า 15,000 บาท ระบุเหตุผลว่าเป็นแคมเปญไตรมาส 3 ส่งให้ผู้จัดการแผนกอนุมัติ PR ใบนี้ใช้เวลา 1 วันทำการก็ผ่าน เพราะมีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว Step 2: อนุมัติและออกใบสั่งซื้อ (PO) เมื่อ PR ผ่านการอนุมัติ ทีมจัดซื้อจะเปรียบเทียบราคาจากคู่ค้าหลายราย เลือกรายที่เหมาะสม แล้วออกใบ PO ส่งไปยืนยันคำสั่งซื้อ โดย PO จะระบุรายละเอียดครบถ้วน ทั้งราคา จำนวน เงื่อนไขการจ่ายเงิน และวันส่งของ ตัวอย่าง (ต่อจาก Step 1): ทีมจัดซื้อของบริษัท ข รับ PR ที่อนุมัติแล้ว เปรียบเทียบราคาจากฟรีแลนซ์ 3 ราย เลือกรายที่เสนอราคา 13,500 บาท พร้อมส่งงานภายใน 7 วัน แล้วออก PO เลขที่ PO-2026-0158 ส่งให้ฟรีแลนซ์ยืนยัน เมื่อฟรีแลนซ์ตอบรับ PO ฉบับนี้ก็เป็นหลักฐานข้อตกลงจ้างงานตามราคาและกำหนดส่งที่ระบุ Step 3: รับสินค้าและทำ GR เมื่อของมาถึง ฝ่ายคลังจะตรวจสอบว่าสินค้าตรงกับ PO หรือไม่ ถ้าตรงครบก็ทำ GR แล้วส่งเอกสารให้ฝ่ายบัญชีเพื่อจ่ายเงิน ถ้าสินค้าไม่ตรงหรือไม่ครบ จะต้องบันทึกข้อแตกต่างและติดต่อผู้ขายแก้ไขก่อน ตัวอย่าง (ต่อจาก Step 2): ฟรีแลนซ์ส่งไฟล์งานออกแบบครบตามที่ตกลง แผนกการตลาดตรวจสอบแล้วตรงตาม PO-2026-0158 จึงทำ GR ยืนยันรับงาน แล้วส่ง GR ให้ฝ่ายบัญชีจ่ายเงิน 13,500 บาทให้ฟรีแลนซ์ ขั้นตอนนี้เรียกว่า 3-way matching คือการเทียบเอกสาร 3 ฉบับให้ตรงกันก่อนจ่ายเงิน เอกสาร ข้อมูลที่ตรวจ ออกโดย ตัวอย่าง (บริษัท ข) PO (ใบสั่งซื้อ) รายการ ราคา จำนวนที่สั่ง ทีมจัดซื้อ PO-2026-0158: ออกแบบ 1 งาน 13,500 บาท GR (ใบรับสินค้า) จำนวนที่รับจริง คุณภาพ ผู้ตรวจรับ ตรวจรับไฟล์งานครบ ตรง PO Invoice (ใบแจ้งหนี้) จำนวนเงินที่เรียกเก็บ ผู้ขาย ฟรีแลนซ์แจ้งหนี้ 13,500 บาท ถ้าเอกสารทั้ง 3 ฉบับตรงกัน ก็จ่ายเงินได้ทันที ถ้าไม่ตรง (เช่น Invoice เรียกเก็บเกิน หรือ GR ระบุว่าได้ของไม่ครบ) ต้องหาสาเหตุและแก้ไขก่อน ปัญหาที่พบบ่อยในระบบ PR PO GR และวิธีแก้ไข ระบบจัดซื้อที่ไม่เป็นระบบอาจทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ จัดการระบบจัดซื้อ PR PO GR ด้วยโปรแกรมบัญชี ธุรกิจที่เริ่มมีออเดอร์เยอะขึ้น การจัดการ PR PO GR ด้วยกระดาษหรือ Excel อาจไม่เพียงพอ เพราะเอกสารหาย ข้อมูลไม่ตรงกัน และตรวจสอบย้อนหลังลำบาก ตัวอย่างปัญหาที่ SME เจอบ่อยเมื่อใช้ Excel จัดการ การเก็บใบสั่งซื้อไว้ในโปรแกรมบัญชีช่วยให้เอกสารจัดซื้ออยู่ที่เดียวกับข้อมูลบัญชี ค้นย้อนหลังได้จากเลขที่เอกสาร และลดการคีย์ข้อมูลซ้ำระหว่างฝ่ายจัดซื้อกับฝ่ายบัญชี สรุป – แค่เข้าใจเอกสาร งานจัดซื้อก็ลื่นไหล เมื่อเข้าใจว่าเอกสารจัดซื้อคืออะไร และมีอะไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปคือนำไปใช้จริงในธุรกิจ เพราะระบบจัดซื้อที่ดีช่วยควบคุมต้นทุนและลดปัญหาเอกสารตกหล่น สิ่งที่ควรเริ่มทำวันนี้ ออกใบสั่งซื้อและพิมพ์ใบขอซื้อด้วย PEAK ใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ คุณสามารถสร้างใบสั่งซื้อได้ที่เมนูรายจ่าย แล้วเลือกพิมพ์จากใบสั่งซื้อใบเดียวกันออกมาเป็นรูปแบบใบสั่งซื้อ ใบขอซื้อ/ขอจ้าง หรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ PR PO GR ใบ PO ใครเป็นคนออก ใบ PO ออกโดยฝ่ายจัดซื้อขององค์กร หลังจากได้รับใบ PR ที่อนุมัติแล้ว ในบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีฝ่ายจัดซื้อแยก เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการอาจเป็นคนออก PO เอง PO กับ Invoice ต่างกันอย่างไร PO เป็นเอกสารที่ “ผู้ซื้อ” ออกเพื่อแจ้งคำสั่งซื้อ ส่วน Invoice (ใบแจ้งหนี้) เป็นเอกสารที่ “ผู้ขาย” ออกเพื่อเรียกเก็บเงิน PO เกิดก่อนส่งของ ส่วน Invoice ออกพร้อมการส่งของหรือหลังส่งของก็ได้ ตามเงื่อนไขการค้าที่ตกลงกัน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ Invoice คืออะไร บริษัทเล็กต้องมีระบบ PR PO GR ไหม ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมี แต่แนะนำอย่างยิ่ง แม้บริษัทมีพนักงาน 3 ถึง 5 คน การมีระบบ PR PO GR แบบง่าย ๆ (จะใช้กระดาษหรือ Excel ก็ได้) ช่วยให้รู้ว่าซื้ออะไร จากใคร ราคาเท่าไร ป้องกันการสั่งซื้อซ้ำหรือสั่งซื้อโดยไม่มีคนรับผิดชอบ ใบขอซื้อต้องมีลายเซ็นใครบ้าง อย่างน้อย 2 คน คือผู้ขอซื้อและผู้อนุมัติ ส่วนใครเป็นผู้อนุมัติขึ้นกับวงเงินที่บริษัทกำหนด เช่น บริษัท ก ให้ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการอนุมัติได้ไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าเกินต้องให้กรรมการลงนาม ควรเขียนวงเงินอนุมัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ทุกคนใช้เกณฑ์เดียวกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

บัตรชมพู คืออะไร เช็กลิสต์นายจ้าง ก่อนจ้างแรงงาน

บัตรชมพู คืออะไร และสำคัญอย่างไร บัตรชมพู (Pink Card) คือ บัตรสีชมพูที่มีชื่อทางการว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย กรมการปกครองออกให้คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย เพื่อใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัว 13 หลัก คนทั่วไปจึงเรียกกันว่าบัตรแรงงานต่างด้าว บัตรนี้ออกตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ส่วนสิทธิทำงานมาจากใบอนุญาตทำงานที่กรมการจัดหางานออกให้ สองอย่างนี้ต้องใช้คู่กัน เรื่องนี้สำคัญกับนายจ้างอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท แพ็คดีบอกซ์ จำกัด (ชื่อสมมติ) ผู้ผลิตกล่องลูกฟูกส่งโรงงานอาหาร ซึ่งจ้างแรงงานเมียนมาถือบัตรสีชมพู 12 คนในไลน์ผลิต ถือบัตรชมพูแล้วได้สัญชาติไทยไหม ไม่ได้ หลายคนเรียกบัตรนี้ว่า บัตรประชาชนสีชมพู แต่บัตรนี้ไม่ใช่บัตรประจำตัวประชาชนไทย และไม่ได้ทำให้ผู้ถือได้สัญชาติไทย ลูกของผู้ถือบัตรที่เกิดในไทยก็ไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการสัญชาติต้องยื่นขอตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับคนต่างด้าวทั่วไป ใครต้องมีบัตรชมพูบ้าง แล้วทำบัตรชมพูที่ไหน คนที่ต้องมีบัตรชมพูส่วนใหญ่คือแรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่ขึ้นทะเบียนทำงานในไทยตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละรอบ ส่วนการทำบัตรต้องไปที่สำนักทะเบียนของกรมการปกครองตามที่นัดหมายไว้ การทำบัตรไม่ได้เปิดตลอดทั้งปี แต่เปิดเป็นรอบตามที่ ครม. กำหนด กรมการจัดหางานดูแลเรื่องใบอนุญาตทำงาน ส่วนกรมการปกครองดูแลการจัดทำทะเบียนประวัติ เก็บลายนิ้วมือ ถ่ายรูป และออกบัตร ข้อมูลชีวภาพที่เก็บไว้ทำให้การสวมตัวเพื่อทำบัตรใบใหม่ในชื่ออื่นทำได้ยาก บัตรจึงเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนที่นายจ้างใช้อ้างอิงได้ บัตรสีชมพูทำอะไรได้บ้าง และทำอะไรไม่ได้ บัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัวของคนต่างด้าว และใช้เป็นเอกสารประกอบเวลายื่นขอหรือต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แต่ใช้แทนใบอนุญาตทำงานหรือหนังสือเดินทางไม่ได้ สิ่งที่ใช้บัตรนี้ได้ สิ่งที่บัตรนี้ทำแทนไม่ได้ เรื่องธุรกรรมอื่น เช่น เปิดบัญชีธนาคารหรือจดทะเบียนซิมโทรศัพท์ แต่ละหน่วยงานกำหนดเอกสารเอง ควรถามธนาคารหรือผู้ให้บริการโดยตรง บัตรชมพู กับ Work Permit ต่างกันอย่างไร บัตรสีชมพู กับ Work Permit ต่างกันที่หน้าที่ บัตรบอกว่าผู้ถือเป็นใคร ส่วนใบอนุญาตทำงานบอกว่าผู้ถือทำงานอะไร กับนายจ้างคนไหน ได้ถึงวันไหน นายจ้างต้องตรวจทั้งสองอย่าง รายละเอียดการขอโควตา ขอใบอนุญาต และโทษของการจ้างผิดกฎหมาย อ่านต่อได้ในบทความใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งอธิบายขั้นตอนฝั่งนายจ้างไว้ครบ หัวข้อ บัตรสีชมพู ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ชื่อทางการ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว หน่วยงานที่ออก กรมการปกครอง กรมการจัดหางาน ใช้เพื่อ แสดงตัวตนและเลข 13 หลัก อนุญาตให้ทำงานตามที่ระบุ ข้อมูลสำคัญ ชื่อ รูป เลขประจำตัว วันออกบัตร วันหมดอายุบัตร นายจ้าง ประเภทงาน ท้องที่ วันหมดอายุสิทธิทำงาน ช่องทางต่ออายุ ติดต่อสำนักทะเบียนตามที่กรมการปกครองกำหนด ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-WorkPermit ตามรอบที่ประกาศ หนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคลต่างจากบัตรสีชมพูอย่างไร ต่างกันที่ผู้ออกเอกสาร บัตรสีชมพูออกโดยรัฐไทย ส่วนหนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity หรือ CI) ออกโดยประเทศต้นทางของแรงงาน ในทางปฏิบัติ แรงงานจำนวนมากถือเอกสารสามอย่างพร้อมกัน คือบัตรสีชมพู หนังสือเดินทางหรือ CI และใบอนุญาตทำงาน นายจ้างควรเก็บสำเนาครบทั้งชุดไว้ในแฟ้มลูกจ้างแต่ละคน ได้บัตรชมพู 10 ปี แปลว่าอยู่ไทย 10 ปีได้ไหม ไม่ได้ บัตรสีชมพูของแรงงานต่างด้าวมีอายุตัวบัตรโดยทั่วไปราว 10 ปี ตามข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย แต่ระยะเวลาที่อยู่และทำงานได้จริงขึ้นอยู่กับใบอนุญาตทำงานและมติ ครม. ในแต่ละรอบ ถ้าใบอนุญาตทำงานหมดอายุและไม่ได้ต่อ ผู้ถือต้องเดินทางออกนอกประเทศ แม้บัตรจะยังไม่หมดอายุก็ตาม วันที่ต้องยึดจึงเป็นวันหมดอายุในใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่วันบนบัตร สมมติลูกจ้างของแพ็คดีบอกซ์คนหนึ่งถือบัตรที่ยังเหลืออายุอีก 6 ปี แต่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ถ้าไม่ยื่นต่อภายในกำหนด ตั้งแต่วันถัดไปบริษัทจะจ้างคนนี้ต่อไม่ได้ แรงงานต่างด้าวอยู่และทำงานได้ถึงเมื่อไร แรงงานลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ต่ออายุได้อีก 1 ปี ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ตามที่ ครม. เห็นชอบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ครอบคลุมแรงงานราว 7.7 แสนคน กรมการจัดหางานเปิดให้ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ e-WorkPermit ตั้งแต่ 8 กันยายน ถึง 11 ธันวาคม 2569 ยื่นคำขอได้ถึง 16.30 น. และชำระเงินได้ถึง 20.00 น. ของวันสุดท้าย รายการ รายละเอียด กลุ่มที่ต่อได้ ลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 ช่วงยื่นคำขอ 8 ก.ย. 2569 ถึง 11 ธ.ค. 2569 ค่าคำขอ 100 บาท ต่อฉบับ ค่าใบอนุญาตทำงาน 900 บาท ต่อฉบับ (1 ปี) ถ้าใบอนุญาตทำงานของแรงงาน 12 คนของแพ็คดีบอกซ์หมดอายุ 11 ธันวาคม 2569 ทั้งหมด ค่าธรรมเนียมรอบนี้ = 12 × (100 + 900) = 12,000 บาท ยังไม่รวมค่าตรวจโรคและประกันสุขภาพ แรงงานกัมพูชาอยู่ภายใต้มาตรการผ่อนผันที่ประกาศแยกออกมา และมีการปรับเงื่อนไขหลายครั้ง นายจ้างที่จ้างแรงงานกัมพูชาควรตรวจประกาศล่าสุดของกรมการจัดหางาน หรือโทรสายด่วน 1506 ก่อนตัดสินใจ ทำบัตรใหม่ ต่ออายุบัตรชมพู ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง เอกสารหลักมี 4 อย่าง คือ หนังสือเดินทางหรือเอกสารแทน ใบรับรองผลตรวจโรค หลักฐานประกันสังคมหรือประกันสุขภาพ และสำเนาบัตรเดิม ทั้งหมดใช้ต่อใบอนุญาตทำงานก่อน แล้วจึงจัดการเรื่องบัตรกับกรมการปกครอง เพราะสิทธิอยู่ผูกกับสิทธิทำงาน ลำดับงานที่ควรทำ แพ็คดีบอกซ์ให้แรงงานทั้ง 12 คนเซ็นหนังสือมอบอำนาจ แล้วให้ฝ่ายบุคคลยื่นแทนพร้อมกันในวันเดียว ทำให้ตามสถานะคำขอได้จากที่เดียว แรงงานเมียนมาที่ยังไม่มีหนังสือเดินทางแนบภายหลังได้ ค่าธรรมเนียมทำบัตรของกรมการปกครองยังไม่มีตัวเลขที่ประกาศชัดในแหล่งทางการที่ตรวจได้ ควรสอบถามสำนักทะเบียนที่จะไปทำบัตร หรือสายด่วนกรมการปกครอง 1548 ก่อนตั้งงบประมาณ นายจ้างต้องตรวจอะไร ก่อนจ้างแรงงานบัตรชมพู ต้องตรวจว่าข้อมูลบนบัตรตรงกับตัวลูกจ้างและใบอนุญาตทำงาน และใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ หลังรับเข้าทำงานแล้ว ควรตามวันหมดอายุต่อเนื่องจนกว่าจะเลิกจ้าง ก่อนรับเข้าทำงาน หลังรับเข้าทำงาน บนบัตรต้องดูข้อมูลช่องไหนบ้าง ดูอย่างน้อย 4 ช่อง คือ ชื่อสกุล เลขประจำตัว 13 หลัก วันออกบัตร และวันหมดอายุบัตร แล้วนำเลข 13 หลักไปเทียบกับเลขในใบอนุญาตทำงานและในระบบประกันสังคม สมมติฝ่ายบุคคลของแพ็คดีบอกซ์พิมพ์เลขลูกจ้างคนหนึ่งผิด 1 หลักตอนขึ้นทะเบียนประกันสังคม เงินสมทบที่ส่งทุกเดือนจะไม่ไปเข้าบัญชีของลูกจ้างคนนั้น และต้องย้อนแก้ข้อมูลภายหลัง แรงงานบัตรชมพูต้องเข้าประกันสังคมไหม ต้องเข้า ลูกจ้างต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เหมือนลูกจ้างคนไทย นายจ้างต้องแจ้งเข้าภายใน 30 วันนับจากวันที่รับเข้าทำงาน ขั้นตอนและแบบที่ใช้อ่านได้ในบทความแจ้งเข้าประกันสังคม นายจ้างและลูกจ้างสมทบฝ่ายละร้อยละ 5 ของค่าจ้าง คิดจากค่าจ้างไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือน เงินสมทบสูงสุดจึงอยู่ที่ฝ่ายละ 875 บาท ตัวอย่าง แพ็คดีบอกซ์จ่ายเงินเดือนลูกจ้างคนละ 11,000 บาท ประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง = 11,000 × 5% = 550 บาท และบริษัทสมทบอีก 550 บาท รวม 12 คน บริษัทนำส่งเดือนละ 12 × 1,100 = 13,200 บาท จ่ายเงินเดือนแรงงานบัตรชมพู ต้องหักภาษีไหม ต้องคำนวณเหมือนลูกจ้างคนไทย เงินเดือนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) นายจ้างคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ในเดือนที่มีการหักภาษี และสรุปยื่น ภ.ง.ด.1ก ปีละครั้ง ลูกจ้างเงินเดือน 11,000 บาทของแพ็คดีบอกซ์มีภาษีทั้งปีเป็นศูนย์ แต่ยังต้องมีชื่ออยู่ใน ภ.ง.ด.1ก ประจำปี ความต่างของแบบทั้งสองอ่านได้ในภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.1ก ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัตรชมพู สรุป – บัตรชมพูต้องจำอะไรบ้าง บัตรชมพู คือ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ให้สัญชาติ สิทธิทำงานดูจากใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่จากอายุบัตร 10 ปี แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 โดยต้องยื่นภายใน 11 ธ.ค. 2569 แรงงานกลุ่มนี้ต้องเข้าประกันสังคมและอยู่ในระบบภาษีเงินเดือนเหมือนลูกจ้างทั่วไป สัปดาห์นี้ลองเปิดแฟ้มลูกจ้างต่างด้าวทุกคน จดวันหมดอายุของบัตรและของใบอนุญาตทำงานลงตารางเดียวกัน แล้วเช็กว่ามีใครที่ต้องยื่นต่อก่อน 11 ธันวาคม 2569 บ้าง ทำจ่ายเงินเดือนแรงงานต่างด้าวด้วย PEAK เมื่อเอกสารลูกจ้างครบแล้ว งานที่เหลือทุกเดือนคือการทำจ่ายเงินเดือน PEAK Payroll ช่วยทำจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง สร้างสลิปให้พนักงาน และจ่ายผ่านระบบของธนาคาร – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรชมพู บัตรชมพูทำงานได้ไหม ทำงานได้เมื่อมีใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุคู่กัน ตัวบัตรอย่างเดียวเป็นแค่บัตรแสดงตัวตน และงานที่ทำต้องตรงกับประเภทงานและนายจ้างที่ระบุในใบอนุญาต ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว แต่บัตรชมพูยังไม่หมด จ้างต่อได้ไหม จ้างต่อไม่ได้ จนกว่าจะต่อใบอนุญาตทำงานสำเร็จ สิทธิอยู่และทำงานผูกกับใบอนุญาต ไม่ใช่กับวันหมดอายุบนบัตร นายจ้างควรยื่นต่อให้ทันกำหนดของรอบนั้น บัตรชมพูหายหรือชำรุดต้องทำอย่างไร ให้ติดต่อสำนักทะเบียนตามช่องทางของกรมการปกครอง หรือสอบถามสายด่วน 1548 ว่าต้องใช้เอกสารใดบ้าง ระหว่างนั้นนายจ้างควรเก็บสำเนาบัตรเดิมไว้ใช้ยืนยันเลขประจำตัว บัตรสีชมพูเปิดบัญชีธนาคารได้ไหม ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร บางแห่งขอหนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตทำงานประกอบด้วย ถ้าบริษัทจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชี ควรสอบถามธนาคารที่ใช้จ่ายเงินเดือนก่อนพาลูกจ้างไปเปิดบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

Proforma Invoice คืออะไร ต่างจาก Invoice ทั่วไปยังไง

Proforma Invoice คืออะไร และสำคัญอย่างไร Proforma Invoice คือ เอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้าหรือบริการ เพื่อแจ้งรายการ ราคา และเงื่อนไขการซื้อขายล่วงหน้า ผู้ซื้อใช้เอกสารนี้ขออนุมัติงบ เปิด L/C หรือโอนเงินมัดจำ แต่ตัวเอกสารเองยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงิน และไม่ใช่ใบกำกับภาษี พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice เป็นร่างใบแจ้งหนี้ที่หน้าตาคล้ายใบแจ้งหนี้จริง แต่ออกก่อนที่การขายจะเกิดขึ้น ไม่มีกฎหมายฉบับใดบังคับรูปแบบไว้ จึงใช้ได้ทั้งการค้าในประเทศและการนำเข้าส่งออก สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน Proforma Invoice แปลว่าอะไร Proforma Invoice แปลว่า ใบแจ้งหนี้เบื้องต้น หรือใบแจ้งราคาล่วงหน้า คำว่า pro forma มาจากภาษาละติน แปลว่าตามรูปแบบ สื่อว่าเอกสารนี้ทำตามรูปแบบใบแจ้งหนี้ แต่ยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ตัวจริง ในวงการนำเข้าส่งออกมักย่อว่า PI และบางครั้งสะกดแยกเป็น pro forma invoice ทั้งสองแบบหมายถึงเอกสารเดียวกัน Proforma Invoice ต่างจาก Invoice ใบเสนอราคา และใบกำกับภาษีอย่างไร ความต่างอยู่ที่จังหวะการออกและผลทางบัญชี Proforma Invoice ออกก่อนการขายเกิดขึ้น จึงยังไม่บันทึกเป็นรายได้หรือลูกหนี้ ส่วนใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีออกเมื่อการขายเกิดขึ้นแล้ว และใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษีได้ ตารางเปรียบเทียบ Proforma Invoice กับเอกสารที่มักสับสนกัน เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้ทำอะไร ใช้บันทึกบัญชีหรือภาษีได้ไหม ใบเสนอราคา (Quotation) ตอนลูกค้าขอราคา เสนอราคาเพื่อให้ลูกค้าเลือก ไม่ได้ Proforma Invoice หลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ขออนุมัติงบ เปิด L/C เรียกมัดจำ ไม่ได้ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) เมื่อส่งมอบหรือถึงงวดเรียกเก็บ แจ้งยอดที่ลูกค้าต้องจ่าย ได้ บันทึกรายได้และลูกหนี้ Commercial Invoice ตอนส่งสินค้าออกจริง เอกสารการค้าระหว่างประเทศ ใช้ผ่านพิธีการศุลกากร ได้ ในฐานะหลักฐานการขายส่งออก ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) เมื่อความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น หลักฐานภาษีขายของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ ได้ อ่านตารางนี้อย่างไร Proforma Invoice ออกก่อนหรือหลังใบสั่งซื้อ (PO) ออกได้ทั้งก่อนและหลัง แล้วแต่ฝั่งผู้ซื้อ ลูกค้าที่ต้องขออนุมัติงบมักขอ Proforma ก่อน แล้วจึงออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ส่วนลูกค้าที่ออก PO มาก่อน ผู้ขายจะออก Proforma ตามรายการใน PO เพื่อเรียกมัดจำหรือให้ลูกค้าไปเปิด L/C ลำดับเอกสารที่พบบ่อยในการขายแบบมีมัดจำ เป็นแบบนี้ ใบเสนอราคา → ใบสั่งซื้อ → Proforma Invoice → รับมัดจำและออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำ → ส่งมอบสินค้า → ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ → ใบเสร็จรับเงิน Proforma Invoice ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลหลักมี 5 กลุ่ม คือ ข้อมูลคู่ค้า รายการสินค้าและราคา เงื่อนไขการส่งมอบ เงื่อนไขการชำระเงิน และวันหมดอายุของราคา ไม่มีกฎหมายกำหนดหัวข้อตายตัว แต่ถ้าใช้เปิด L/C ธนาคารจะตรวจว่าข้อมูลตรงกับสัญญาซื้อขาย กลุ่มข้อมูล สิ่งที่ต้องระบุ ทำไมถึงสำคัญ หัวเอกสาร คำว่า PROFORMA INVOICE เลขที่ วันที่ กันไม่ให้ลูกค้านำไปใช้แทนใบกำกับภาษี คู่ค้า ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้ตรงกับเอกสารฉบับจริงที่จะออกต่อไป สินค้าและราคา รายการ จำนวน ราคาต่อหน่วย สกุลเงิน ยอดรวม VAT (ถ้ามี) ลูกค้าใช้ขออนุมัติงบได้ทันที การส่งมอบ วันส่ง สถานที่ส่ง และสำหรับส่งออกให้ระบุเงื่อนไข Incoterms เช่น FOB หรือ CIF กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงช่วงไหน การชำระเงินและอายุราคา สัดส่วนมัดจำ ช่องทางจ่าย บัญชีธนาคาร วันหมดอายุของราคา กันข้อพิพาทเมื่อต้นทุนเปลี่ยน คำว่า Incoterms หมายถึงกติกาสากลที่กำหนดว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงของสินค้าถึงจุดไหน ใส่ไว้ใน Proforma ตั้งแต่ต้นจะได้ไม่ต้องเถียงกันเรื่องค่าระวางภายหลัง สำหรับงานส่งออก ควรเพิ่มพิกัดศุลกากร (HS Code คือรหัสสินค้ามาตรฐานสากลที่ใช้กำหนดอัตราอากร) น้ำหนัก จำนวนหีบห่อ ประเทศต้นทาง และท่าเรือต้นทางปลายทาง เพราะผู้ซื้อจะใช้ข้อมูลชุดนี้ไปประมาณต้นทุนนำเข้าทั้งก้อน ทั้งค่าสินค้า ค่าขนส่ง อากร และ VAT นำเข้า ตัวอย่าง Proforma Invoice หน้าตาเป็นอย่างไร ตัวอย่างนี้ใช้กรณีสมมติของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด ผู้ผลิตกระเป๋าผ้าทอมือที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โรงแรมของคุณต้นในเชียงใหม่ต้องการกระเป๋าใส่ของใช้ในห้องพัก 400 ใบ และขอ Proforma ไปเสนอผู้บริหาร หัวข้อ รายละเอียด หัวเอกสาร PROFORMA INVOICE (ไม่ใช่ใบกำกับภาษี) เลขที่ PI-2569-015 วันที่ 1 พ.ย. 2569 ผู้ขาย บริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-5055-6xxxx-xx-x ผู้ซื้อ บริษัท คุณต้นโฮเทล จำกัด (สำนักงานใหญ่) รายการ กระเป๋าผ้าทอมือ ขนาด 25 × 30 ซม. 400 ใบ × 250 บาท = 100,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 100,000 × 7% = 7,000 บาท ยอดรวม 107,000 บาท การชำระเงิน มัดจำ 30% = 32,100 บาท ก่อนเริ่มผลิต ส่วนที่เหลือ 74,900 บาท ภายใน 30 วันหลังส่งมอบ การส่งมอบ ส่งถึงโรงแรมภายใน 45 วันหลังรับมัดจำ อายุราคา ราคานี้ใช้ได้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2569 จุดที่มักถูกมองข้ามคือบรรทัด ไม่ใช่ใบกำกับภาษี บนหัวเอกสาร ถ้าไม่เขียนไว้ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าบางแห่งอาจนำไปบันทึกภาษีซื้อผิดงวด และวนกลับมาขอเอกสารใหม่ภายหลัง รับเงินมัดจำตาม Proforma Invoice ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ต้องออก ถ้าผู้ขายจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับการขายสินค้า ความรับผิดเสียภาษีโดยปกติเกิดเมื่อส่งมอบ แต่ถ้าได้รับชำระราคาก่อนส่งมอบ ความรับผิดจะเกิดทันทีในวันที่รับเงิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 78(1)) และผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดเกิดขึ้น (มาตรา 86) กรมสรรพากรอธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดในคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.73/2541 ว่าเงินที่รับไว้ก่อนส่งมอบ ไม่ว่าจะเรียกว่าเงินจ่ายล่วงหน้าหรือเงินประกัน ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า ต้องนำมารวมคำนวณภาษีด้วย ส่วนงานบริการ ความรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระค่าบริการอยู่แล้ว (มาตรา 78/1) พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice ไม่ได้ทำให้ภาษีเกิด แต่เงินที่โอนเข้ามาตาม Proforma ทำให้ภาษีเกิด กลับมาที่คุณมิ้นท์ โรงแรมของคุณต้นโอนมัดจำ 32,100 บาท เข้ามาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 คุณมิ้นท์ต้องออกใบกำกับภาษีลงวันที่ 5 พฤศจิกายน และนำภาษีขายไปยื่นในแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ของเดือนพฤศจิกายน ภาษีขายรวม 2 ใบ เท่ากับ 7,000 บาท ตรงกับยอดใน Proforma พอดี ถ้าออกใบกำกับภาษีเต็มยอด 107,000 บาท ตอนส่งของโดยไม่ได้ออกใบส่วนมัดจำไว้ก่อน ภาษีขาย 2,100 บาท จะไปอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนธันวาคมแทนเดือนพฤศจิกายน ถ้าถูกตรวจพบ แบบเดือนพฤศจิกายนจะถือว่ายื่นภาษีขายขาด มีเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีที่ขาด หรือ 2,100 บาท (มาตรา 89(4)) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือ 31.50 บาท ต่อเดือน (มาตรา 89/1) ทางที่ดีที่สุดคือออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำในวันที่เงินเข้าบัญชี ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้าขอยกเลิกคำสั่งซื้อแล้วคุณมิ้นท์คืนมัดจำ ให้ออกใบลดหนี้ (เอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อลดยอดขายและภาษีขายที่เคยออกไปแล้ว) อ่านวิธีทำได้ที่บทความ ใบลดหนี้คืออะไร บันทึกบัญชีเมื่อรับมัดจำและเมื่อส่งมอบสินค้าอย่างไร ตอนรับมัดจำ ให้บันทึกเป็นหนี้สินในบัญชีเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ยังไม่ใช่รายได้ เพราะตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีประกาศใช้ รายได้จากการขายสินค้าจะรับรู้เมื่อโอนการควบคุมหรือความเสี่ยงและผลตอบแทนในสินค้าให้ผู้ซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปคือวันส่งมอบ วันที่ 5 พ.ย. 2569 รับมัดจำ บัญชี เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 32,100 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 ภาษีขาย 2,100 วันที่ 20 ธ.ค. 2569 ส่งมอบกระเป๋าครบ 400 ใบ และออกใบแจ้งหนี้พร้อมใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ บัญชี เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 74,900 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 4,900 หลังรายการที่สอง บัญชีเงินรับล่วงหน้าเป็นศูนย์ รายได้ 100,000 บาท ไปอยู่ในเดือนธันวาคมทั้งก้อน ส่วนวันที่ออก Proforma Invoice เองไม่ต้องบันทึกบัญชีใดๆ ถ้าเป็น Proforma Invoice สำหรับส่งออก ต้องคิด VAT ไหม คิด VAT ในอัตราร้อยละ 0 การส่งออกสินค้าเป็นกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 (มาตรา 80/1(1)) Proforma สำหรับลูกค้าต่างประเทศจึงไม่ต้องบวก VAT 7% แต่ยังต้องทำเอกสารส่งออกและยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามปกติ สมมติลูกค้าร้านขายของที่ระลึกในญี่ปุ่นสั่งกระเป๋าจากคุณมิ้นท์ 1,000 ใบ ราคาใบละ 8 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระด้วย L/C เงื่อนไข FOB Laem Chabang (Free On Board คือผู้ขายรับผิดชอบจนสินค้าขึ้นเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง หลังจากนั้นค่าขนส่งและความเสี่ยงเป็นของผู้ซื้อ) ข้อควรระวังคือชื่อสินค้า จำนวน และราคาใน Commercial Invoice ตอนส่งของจริงต้องตรงกับ L/C ที่เปิดตาม Proforma ถ้าเปลี่ยนสเปกหรือจำนวนระหว่างทาง ควรให้ลูกค้าแก้ L/C ก่อนส่งของ ไม่อย่างนั้นธนาคารอาจปฏิเสธการจ่ายเงิน ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Proforma Invoice จากประสบการณ์ ปัญหาเรื่อง Proforma แทบไม่เคยมาจากตัวเอกสาร แต่มาจากสิ่งที่เกิดหลังลูกค้าโอนเงินเข้ามา สรุป – Proforma Invoice ต้องเข้าใจอะไรบ้าง Proforma Invoice เป็นแค่เอกสารแจ้งราคาล่วงหน้า แต่เงินที่ลูกค้าโอนตามเอกสารนี้คือจุดที่ภาระภาษีเริ่มต้น Proforma Invoice ออกหลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ใช้ขออนุมัติงบ เปิด L/C และเรียกมัดจำ ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ใช้บันทึกรายได้หรือขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ขายที่จด VAT รับมัดจำวันไหน ต้องออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำวันนั้น และบันทึกมัดจำเป็นเงินรับล่วงหน้า แล้วโอนเป็นรายได้เมื่อส่งมอบสินค้า ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเปิด Proforma Invoice ที่ลูกค้ายังค้างอยู่ทั้งหมด แล้วเช็กว่ารายการไหนรับมัดจำไปแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี รายการนั้นควรแก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป จัดการเอกสารและภาษีมัดจำให้เป็นระบบด้วย PEAK ปัญหาที่พบบ่อยของหลายธุรกิจไม่ใช่เรื่องไม่รู้กฎหมาย แต่เป็นเพราะเอกสารแต่ละใบกระจัดกระจายอยู่คนละไฟล์ จนตามเช็กได้ยาก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างนี้โดยเฉพาะ ด้วยระบบเอกสารที่เชื่อมต่อกันทั้งกระบวนการขาย สามารถสร้างใบกำกับภาษีแบบแยกยอดจากเอกสารเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์ข้อมูลซ้ำ ช่วยให้ทีมงานติดตามสถานะมัดจำได้ครบถ้วน และยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างมั่นใจทุกเดือน – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Proforma Invoice ผู้ซื้อใช้ Proforma Invoice ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม ไม่ได้ Proforma Invoice ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ถ้าโอนมัดจำไปแล้ว ให้ขอใบกำกับภาษีส่วนมัดจำจากผู้ขาย แล้วนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษี ออก Proforma Invoice แล้ว ลูกค้ายกเลิกได้ไหม ได้ ถ้ายังไม่ได้ยืนยันคำสั่งซื้อ เพราะ Proforma เป็นเพียงข้อเสนอแจ้งราคา แต่ถ้าลูกค้าลงนามยืนยันหรือโอนมัดจำแล้ว การยกเลิกจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน และผู้ขายที่ออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำไปแล้ว ต้องออกใบลดหนี้เมื่อคืนเงิน กิจการที่ยังไม่จด VAT ออก Proforma Invoice ได้ไหม ได้ ใครก็ออก Proforma Invoice ได้ เพียงแต่ต้องไม่บวก VAT ในเอกสาร และเมื่อรับเงินมัดจำ ให้ออกใบเสร็จรับเงินแทนใบกำกับภาษี แก้ไขยอดใน Proforma Invoice หลังส่งให้ลูกค้าแล้วได้ไหม ได้ ให้ออก Proforma ฉบับใหม่ระบุเลขที่ฉบับเดิมที่ยกเลิก ถ้าลูกค้าเปิด L/C ตามฉบับเดิมไปแล้ว ต้องให้ลูกค้าแก้ L/C ด้วย ยอดในเอกสารส่งออกจึงจะตรงกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

30 min

ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) คืออะไร มีกี่ประเภท ขอยังไง ค่าธรรมเนียม

ใบอนุญาตทำงาน คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบอนุญาตทำงาน คือ เอกสารที่นายทะเบียนของกรมการจัดหางานออกให้คนต่างด้าว เพื่อยืนยันว่าคนคนนั้นทำงานในประเทศไทยได้ถูกกฎหมาย ในตำแหน่ง กับนายจ้าง และในท้องที่ที่ระบุไว้ Work Permit คือชื่อภาษาอังกฤษของเอกสารนี้ กฎหมายหลักคือพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และฉบับแก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 คนต่างด้าวทำงานในไทยได้ต้องมีเอกสาร 2 ชิ้นที่ออกโดยคนละหน่วยงาน ชิ้นแรกคือวีซ่าและสิทธิอยู่ในประเทศจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชิ้นที่สองคือ Work Permit จากกรมการจัดหางาน มีวีซ่าอย่างเดียวจึงยังทำงานไม่ได้ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จะจ้างพนักงานต่างชาติ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณแอน เจ้าของบริษัทร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็ก ที่กำลังจะจ้างพนักงานต่างชาติ 2 คน คือเชฟชาวญี่ปุ่น 1 คน และผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาที่มาตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล (MOU) อีก 1 คน Work Permit ต่างจากวีซ่าและบัตรสีชมพูอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเป็นเอกสารของคนต่างด้าว แต่ตอบคนละคำถาม วีซ่าตอบว่าอยู่ในประเทศได้หรือไม่ Work Permit ตอบว่าทำงานอะไรได้บ้าง ส่วนบัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนของแรงงานบางกลุ่ม เอกสาร หน่วยงานที่ออก ใช้ยืนยันอะไร วีซ่าและตราประทับอนุญาตให้อยู่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สิทธิเข้าเมืองและอยู่ในไทยตามระยะเวลาที่ได้รับ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สิทธิทำงานตามตำแหน่ง นายจ้าง และท้องที่ที่ระบุ บัตรสีชมพู กรมการปกครอง บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยของแรงงานบางกลุ่ม ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ใช้แทนการอนุญาตให้ทำงาน ข้อควรระวังคือวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าผ่านทางใช้ขอ Work Permit ไม่ได้ เพราะคู่มือการขอรับใบอนุญาตของคนต่างด้าว กำหนดให้ผู้ยื่นต้องมีถิ่นที่อยู่ในไทย หรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาแบบชั่วคราวประเภท Non-Immigrant ใครต้องมีใบอนุญาตทำงาน และงานไหนที่คนต่างด้าวทำไม่ได้ คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องมีใบอนุญาต ไม่ว่าจะทำงานในสำนักงาน ร้านอาหาร โรงงาน หรือไซต์ก่อสร้าง และไม่ว่าจะได้ค่าจ้างหรือไม่ มาตรา 59 กำหนดว่าคนต่างด้าวทำงานได้เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว และต้องเป็นงานที่ไม่ได้ห้ามไว้ ข้อยกเว้นที่ใช้บ่อยคืองานจำเป็นเร่งด่วนที่ทำเสร็จภายใน 15 วัน เช่น ช่างต่างประเทศที่เข้ามาซ่อมเครื่องจักร กรณีนี้ใช้วิธีแจ้งนายทะเบียนตามมาตรา 61 แทนการขอใบอนุญาตเต็มรูปแบบ งานที่คนต่างด้าวทำไม่ได้มีอะไรบ้าง กระทรวงแรงงานกำหนดรายการงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำไว้ในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ลงวันที่ 1 เมษายน 2563 แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ในกรณีของคุณแอน งานเชฟอาหารญี่ปุ่นและงานผู้ช่วยครัวไม่อยู่ในกลุ่มห้ามเด็ดขาด แต่ถ้าคุณแอนคิดจะให้ผู้ช่วยครัวไปยืนขายของหน้าร้านด้วย ต้องเช็กเงื่อนไขของงานขายหน้าร้านก่อน เพราะทำงานนอกขอบเขตที่ได้รับอนุญาตก็ผิดกฎหมายเช่นกัน Work Permit มีกี่ประเภท Work Permit แบ่งตามช่องทางที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ซึ่งกฎหมายแยกไว้เป็นรายมาตรา แต่ละประเภทใช้แบบคำขอ เอกสาร และอายุใบอนุญาตไม่เหมือนกัน ประเภท ใครใช้ ตัวอย่าง ทั่วไป (มาตรา 59) คนต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายแบบ Non-Immigrant และทำงานที่ไม่ห้าม ผู้จัดการ ครูสอนภาษา เชฟของคุณแอน ส่งเสริมการลงทุน (มาตรา 62) คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่น ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI นำเข้าตาม MOU แรงงานจากประเทศที่ทำบันทึกความเข้าใจกับไทย นำเข้าผ่านนายจ้างหรือผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาของคุณแอน ตามมติคณะรัฐมนตรี (มาตรา 63/2) กลุ่มที่คณะรัฐมนตรีอนุญาตให้ขอใบอนุญาตได้เป็นการเฉพาะ แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี กลุ่มเฉพาะ (มาตรา 63/1) ผู้ถูกถอนสัญชาติ ผู้เกิดในไทยบางกรณี หรือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในไทยมานาน ชายแดน (มาตรา 64) คนสัญชาติประเทศที่มีพรมแดนติดไทย ทำงานชั่วคราวเป็นช่วงเวลาหรือตามฤดูกาลในพื้นที่ที่กำหนด แรงงานไป-กลับในจังหวัดชายแดน SME ส่วนใหญ่จะเจอแค่ 2 แบบ คือมาตรา 59 สำหรับพนักงานวิชาชีพหรือผู้บริหาร และ MOU สำหรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน สองแบบนี้มีค่าธรรมเนียมคนละอัตราตามประเภทงาน ซึ่งจะเห็นตัวเลขชัดในตัวอย่างค่าใช้จ่ายของคุณแอน เอกสารขอใบอนุญาตทำงาน ต้องเตรียมอะไรบ้าง เอกสาร Work Permit แบ่งเป็น 2 ชุด คือของลูกจ้างต่างชาติ และของนายจ้าง รายการด้านล่างอ้างอิงจากคู่มือประชาชนกรณีขอใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 ซึ่งระบุเอกสารไว้ 35 รายการ แต่ไม่ได้ใช้ทุกรายการกับทุกคน เอกสารของลูกจ้างต่างชาติ เอกสารของนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล ใบรับรองแพทย์ต้องออกไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันยื่น และควรใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนฉบับล่าสุด ถ้าเอกสารภาษาต่างประเทศ ให้เตรียมคำแปลภาษาไทยไว้ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่อาจขอเพิ่มตอนตรวจ ขั้นตอนขอ Work Permit ผ่าน e-WorkPermit ทำอย่างไร การขอ Work Permit ตอนนี้ยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit ของกรมการจัดหางานได้ทั้งหมด นายจ้างยื่นแทนลูกจ้างได้ตามมาตรา 60 และขั้นตอนตามคู่มือประชาชนมี 4 ขั้น รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 3 วันนับแต่เอกสารครบ หรือราว 2 สัปดาห์ถ้าถูกส่งตรวจสอบ ก่อนถึงขั้นนี้ ลูกจ้างต้องได้วีซ่าประเภท Non-Immigrant จากสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน ส่วนนี้มีระยะเวลาและค่าธรรมเนียมแยกต่างหาก เชฟของคุณแอนยื่นเอกสารครบในวันจันทร์ ถ้าไม่ถูกส่งตรวจเพิ่ม จะได้รับใบอนุญาตภายในวันพุธ คุณแอนจึงควรนัดวันเริ่มงานหลังวันรับใบอนุญาต ไม่ใช่หลังวันยื่น Digital Work Permit คืออะไร Digital Work Permit คือข้อมูลใบอนุญาตที่ตรวจดูได้ในระบบ e-WorkPermit แทนการพึ่งเล่มกระดาษอย่างเดียว ระบบนี้เปิดให้นายจ้างและคนต่างด้าวใช้ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ตามที่รัฐบาลประกาศ ระบบรองรับการลงทะเบียน ยื่นข้อมูลการจ้าง ชำระค่าคำขอ ติดตามสถานะผ่านอีเมล SMS หรือ LINE และนัดหมายศูนย์บริการ กรมการจัดหางานเตรียมศูนย์บริการไว้ 54 แห่ง สำหรับยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ เช่น ใบหน้า ม่านตา หรือลายนิ้วมือ จึงยังต้องไปที่ศูนย์อย่างน้อย 1 ครั้ง ทำใบอนุญาตทำงาน ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมแบ่งเป็นค่าคำขอ 100 บาทต่อคำขอ และค่าใบอนุญาตตามระยะเวลา โดยกระทรวงแรงงานแยกอัตราเป็น 2 กลุ่ม คือกรรมกรกับผู้รับใช้ในบ้าน และอาชีพอื่น รายการ กรรมกร / ผู้รับใช้ในบ้าน (บาท) อาชีพอื่น (บาท) ใบอนุญาตไม่เกิน 3 เดือน 225 750 เกิน 3 เดือน ไม่เกิน 6 เดือน 450 1,500 เกิน 6 เดือน ไม่เกิน 1 ปี 900 3,000 เกิน 1 ปี คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน ต่ออายุ อัตราเดียวกับออกใหม่ อัตราเดียวกับออกใหม่ ใบแทน (ต่อฉบับ) 200 500 เปลี่ยนหรือเพิ่มนายจ้าง 900 3,000 เปลี่ยนหรือเพิ่มท้องที่ / ประเภทงาน 900 1,000 ตัวเลขชุดนี้เป็นค่าธรรมเนียมของกรมการจัดหางานเท่านั้น ยังไม่รวมค่าวีซ่าและค่าต่ออายุการอยู่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าบริการของบริษัทนำเข้าแรงงานกรณี MOU กลับมาที่คุณแอน ถ้าขอใบอนุญาต 1 ปีให้ทั้ง 2 คน ค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานจะเป็นดังนี้ พนักงาน กลุ่มอัตรา ค่าคำขอ ค่าใบอนุญาต 1 ปี รวม เชฟชาวญี่ปุ่น อาชีพอื่น 100 3,000 3,100 ผู้ช่วยครัว (MOU) กรรมกร 100 900 1,000 รวม 4,100 ผู้ช่วยครัวใช้อัตรากรรมกรได้เมื่อตำแหน่งงานที่ขออนุญาตจัดเป็นงานกรรมกร ถ้าระบุเป็นงานประเภทอื่น ค่าธรรมเนียมจะเปลี่ยนตาม จึงควรถามเจ้าหน้าที่ให้ชัดก่อนกรอกตำแหน่งในคำขอ ต่ออายุ เปลี่ยนนายจ้าง และแจ้งออกจากงานทำอย่างไร Work Permit ตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่ระยะเวลาจริงของแต่ละใบขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาต จึงต้องดูวันหมดอายุบนใบอนุญาตของพนักงานแต่ละคน เรื่อง ต้องทำอะไร กฎหมาย ต่ออายุ ยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตหมดอายุ ระหว่างรอพิจารณาทำงานต่อได้ มาตรา 67 ลูกจ้างเริ่มงานหรือเปลี่ยนนายจ้าง ลูกจ้างแจ้งชื่อนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงานต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน มาตรา 64/2 นายจ้างรับเข้าทำงานหรือลูกจ้างออก นายจ้างแจ้งนายทะเบียนภายใน 15 วันนับแต่วันที่จ้าง และภายใน 15 วันนับแต่วันที่ออก พร้อมเหตุที่ออก มาตรา 13 ใบอนุญาตหายหรือชำรุด ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ มาตรา 69 เจ้าหน้าที่ขอตรวจ แสดงใบอนุญาตภายในเวลาอันสมควร มาตรา 68 กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่นต่ออายุล่วงหน้ากี่วัน แต่ในทางปฏิบัติควรเริ่มก่อนหมดอายุอย่างน้อย 1 เดือน เพราะเอกสารนายจ้างอย่างงบการเงินและหนังสือรับรองบริษัทต้องเตรียมใหม่ และอาจถูกส่งตรวจสอบอีก 10 วันทำการ ถ้าเชฟของคุณแอนลาออกไปทำงานกับร้านอื่น คุณแอนต้องแจ้งออกภายใน 15 วัน ส่วนร้านใหม่ต้องยื่นเปลี่ยนนายจ้างและจ่ายค่าธรรมเนียม 3,000 บาท เชฟจะไปทำงานที่ร้านใหม่ทันทีโดยใช้ใบอนุญาตเดิมไม่ได้ นายจ้าง SME ต้องจัดการเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมของพนักงานต่างชาติอย่างไร ได้ใบอนุญาตแล้วงานยังไม่จบ พนักงานต่างชาติเป็นลูกจ้างตามกฎหมายไทยเหมือนพนักงานไทย นายจ้างจึงมีหน้าที่ 3 เรื่องทุกเดือนตั้งแต่วันแรกที่จ่ายเงินเดือน ลองคำนวณกับพนักงานของคุณแอน สมมติเชฟได้เงินเดือน 60,000 บาท และผู้ช่วยครัวได้ 12,000 บาท ทำงานครบทั้งปีภาษี ไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวกับประกันสังคม รายการต่อปี (บาท) เชฟชาวญี่ปุ่น ผู้ช่วยครัว เงินเดือนทั้งปี 720,000 144,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 72,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 60,000 หักเงินสมทบประกันสังคม 10,500 7,200 เงินได้สุทธิ 549,500 4,800 ภาษีทั้งปี 34,925 0 หัก ณ ที่จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 2,910 0 ภาษีของเชฟมาจาก 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ช่วง 150,001-300,000 บาท เสีย 5% เป็น 7,500 บาท ช่วง 300,001-500,000 บาท เสีย 10% เป็น 20,000 บาท และส่วนที่เหลือ 49,500 บาท เสีย 15% เป็น 7,425 บาท ส่วนผู้ช่วยครัวมีเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท จึงไม่ต้องหักภาษี แต่ยังต้องส่งประกันสังคมทุกเดือน ภาพรวมแบบนำส่งภาษีเงินเดือนดูต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร บันทึกบัญชีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานอย่างไร เมื่อบริษัทของคุณแอนจ่ายค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานรวม 4,100 บาทจากบัญชีธนาคาร บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน (ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน) 4,100 เงินฝากธนาคาร 4,100 เก็บใบเสร็จจากระบบ e-WorkPermit เป็นหลักฐานประกอบรายการทุกครั้ง ถ้าใบอนุญาตมีอายุเกิน 1 รอบบัญชี เช่น จ่ายค่าใบอนุญาต 2 ปีครั้งเดียว ควรถามผู้สอบบัญชีว่าจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าแล้วทยอยรับรู้ตามระยะเวลาหรือไม่ ทำงานหรือจ้างงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน มีโทษอะไรบ้าง โทษตกกับทั้ง 2 ฝ่าย และนับเป็นรายคน กฎหมายกำหนดไว้ในหมวดบทกำหนดโทษของพระราชกำหนดฯ ดังนี้ ผู้กระทำผิด โทษ กฎหมาย นายจ้างที่รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือให้ทำงานนอกเหนือที่ได้รับอนุญาต ปรับ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน มาตรา 102 นายจ้างที่ทำผิดซ้ำ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 50,000-200,000 บาทต่อคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าว 3 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด มาตรา 102 คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือสิทธิ ปรับ 5,000-50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศ มาตรา 101 คนต่างด้าวที่เคยถูกลงโทษตามมาตรา 101 ขอใบอนุญาตใหม่ไม่ได้ เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี มาตรา 64/1 นายจ้างที่ไม่แจ้งการจ้างหรือการออกจากงานภายใน 15 วัน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท มาตรา 103 ถ้าร้านของคุณแอนถูกตรวจพบว่าผู้ช่วยครัวยังไม่ได้ใบอนุญาต ค่าปรับขั้นต่ำของบริษัทคือ 10,000 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1 ปีของผู้ช่วยครัวถึง 10 เท่า และผู้ช่วยครัวยังถูกส่งกลับ ทำให้ร้านขาดคนทันที ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน จากประสบการณ์ ปัญหาที่ทำให้นายจ้างเสียเวลามากที่สุดไม่ใช่ขั้นตอนยื่น แต่เป็นการไม่รู้ว่ามีมาตรการเฉพาะกลุ่มออกมาใหม่ หรือสับสนว่าเกณฑ์ไหนเป็นของหน่วยงานใด สรุป – การบริหารจัดการเอกสาร และภาษีของพนักงานต่างชาติ Work Permit เป็นเงื่อนไขแรกของการจ้างพนักงานต่างชาติ แต่ไม่ใช่เรื่องสุดท้าย นายจ้างต้องได้ใบอนุญาตก่อนวันเริ่มงาน แล้วดูแลเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมต่อทุกเดือน ใบอนุญาตทำงานออกโดยกรมการจัดหางาน ใช้คู่กับวีซ่า Non-Immigrant จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยสามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ e-WorkPermit ได้ หากจ้างโดยไม่มีใบอนุญาต นายจ้างจะถูกปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อคน และหากทำผิดซ้ำอาจโดนห้ามจ้างคนต่างด้าวถึง 3 ปี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองทำตารางรายชื่อพนักงานต่างชาติทุกคน พร้อมประเภทใบอนุญาต วันหมดอายุ และนายจ้างที่ระบุในใบ แล้วตั้งเตือนล่วงหน้า 1 เดือนก่อนวันหมดอายุของแต่ละคน พนักงานต่างชาติต้องถูกหักภาษี ส่งประกันสังคม และได้หนังสือรับรองการหักภาษีปลายปีเหมือนพนักงานไทย ยิ่งมีหลายสัญชาติหลายอัตรา งานเงินเดือนยิ่งพลาดง่าย ฟีเจอร์จัดการเงินเดือนและภาษีจาก PEAK Payroll ให้ PEAK Payroll ช่วยจัดการเงินเดือนในที่เดียว และส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้พนักงานทางอีเมลได้จากหน้าสรุปจ่ายเงินเดือน – ทดลองใช้งาน PEAK ฟรี 30 วัน ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และ บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน Work Permit มีอายุกี่ปี ใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่อายุจริงขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาตในแต่ละใบ ส่วนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีจะมีอายุตามที่มติกำหนด ขอ Work Permit ออนไลน์ได้ไหม ได้ ยื่นคำขอ แนบเอกสาร ชำระค่าคำขอ และติดตามสถานะผ่าน e-WorkPermit ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่คนต่างด้าวยังต้องไปยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติที่ศูนย์บริการ และไปรับใบอนุญาตด้วยตนเอง ทำงานในโรงงานต้องมีใบอนุญาตทำงานไหม ต้องมี คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องได้รับอนุญาตก่อน ไม่ว่าสถานที่ทำงานจะเป็นโรงงาน ร้านค้า หรือสำนักงาน ถ้าเป็นงานกรรมกรในโรงงาน ต้องเป็นคนต่างด้าวที่มีนายจ้างและเข้ามาตาม MOU หรือตามมติคณะรัฐมนตรี บุคคลธรรมดาจ้างคนต่างด้าวได้ไหม ได้ นายจ้างไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท เช่น เจ้าของบ้านที่จ้างผู้รับใช้ในบ้าน หรือเจ้าของร้านที่ยังไม่จดทะเบียนนิติบุคคล แต่เอกสารนายจ้างจะเปลี่ยนจากหนังสือรับรองบริษัทเป็นสำเนาบัตรประชาชนและเอกสารแสดงการประกอบกิจการ และหน้าที่แจ้งนายทะเบียน หักภาษี และส่งประกันสังคมยังเหมือนเดิม ใบอนุญาตทำงานหายต้องทำอย่างไร ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ว่าหายหรือชำรุดตามมาตรา 69 ค่าธรรมเนียมใบแทนฉบับละ 500 บาทสำหรับอาชีพทั่วไป และ 200 บาทสำหรับกรรมกรหรือผู้รับใช้ในบ้าน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

ลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผ่าน e-Donation สรุปวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

เงินบริจาค นิติบุคคล คืออะไร และสำคัญอย่างไร เงินบริจาค นิติบุคคล (Corporate Donation) คือเงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมอบให้องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หน่วยงานกีฬา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า เงินบริจาคของนิติบุคคลสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้อธิบายเงินบริจาค นิติบุคคลผ่านตัวอย่างบริษัท ซันวิศว์ ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมส่งโรงงาน มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 5,000,000 บาท และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% เงินบริจาคต่างจากค่าส่งเสริมการขายอย่างไร จุดที่ฝ่ายบัญชีสับสนบ่อยคือการแยกเงินบริจาคออกจากค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย เพราะผลทางภาษีต่างกันมาก รายการ ลักษณะ ผลทางภาษี เงินบริจาค ให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทนทางการค้า หักได้ภายในเพดานที่กฎหมายกำหนด ค่าส่งเสริมการขาย / สปอนเซอร์ ได้พื้นที่โฆษณา โลโก้ หรือสิทธิประโยชน์ทางการค้ากลับมา หักเป็นรายจ่ายปกติได้เต็มจำนวน ถ้าเกี่ยวกับการหารายได้และมีหลักฐาน ถ้าบริษัทซันวิศว์สนับสนุนงานแข่งขันหุ่นยนต์ของมหาวิทยาลัยแล้วได้ติดโลโก้และออกบูธ รายการนี้ใกล้เคียงค่าส่งเสริมการขายมากกว่าเงินบริจาค ต้องมีสัญญาหรือหนังสือตกลงสิทธิประโยชน์ประกอบ เงินบริจาคนิติบุคคล หักรายจ่ายได้กี่ประเภท เงินบริจาค นิติบุคคลที่นำมาหักรายจ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามเพดานที่กฎหมายกำหนด กลุ่ม หักได้ เพดาน กฎหมาย บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ 1 เท่า ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ป.รัษฎากร ม.65 ตรี (3) บริจาคเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา (ทั่วไป) 1 เท่า ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ป.รัษฎากร ม.65 ตรี (3) บริจาคผ่าน e-Donation ให้ผู้รับตาม พ.ร.ฎ. เฉพาะ 2 เท่า รวมแล้วไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806, 809, 810 (พ.ศ. 2569) กำไรสุทธิที่ใช้คำนวณเพดาน คือกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลและรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.52/2537 บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ มาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นิติบุคคลหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ได้ในส่วนที่ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ผู้รับต้องเป็นองค์กรที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด เช่น วัด สภากาชาดไทย โรงพยาบาลของรัฐ และมูลนิธิหรือสมาคมที่ได้รับประกาศเป็นองค์การสาธารณกุศล ควรตรวจรายชื่อบนเว็บไซต์กรมสรรพากรก่อนโอนเงินทุกครั้ง ผู้รับแบบไหนที่บริจาคแล้วหักรายจ่ายไม่ได้ เงินบริจาคจะหักรายจ่ายทางภาษีไม่ได้เลยในกรณีต่อไปนี้ กรณีช่วยเหลือพนักงาน ให้พิจารณาจัดเป็นสวัสดิการพนักงานตามระเบียบบริษัทแทน ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทางภาษีต่างจากเงินบริจาค บริจาคเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ มาตรา 65 ตรี (3) แยกเพดานรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬาไว้อีก 2% ต่างหาก บริษัทที่บริจาคทั้ง 2 กลุ่มจึงหักได้รวมสูงสุดราว 4% ของกำไรสุทธิ กรณีบริจาคทั้ง 2 กลุ่มในปีเดียวกัน คำสั่ง ป.52/2537 กำหนดวิธีคำนวณเพดานแต่ละกลุ่มจากกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายทั้ง 2 รายการ ควรให้ผู้ทำบัญชีคำนวณตามสูตรในคำสั่งนี้ตอนปิดงบ บริจาคที่หักได้ 2 เท่า ผ่านระบบ e-Donation เงินบริจาค ลดหย่อนภาษี 2 เท่า นิติบุคคลปี 2569 มาจาก พ.ร.ฎ. 3 ฉบับ ซึ่งทางภาษีคือการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาค และทั้งหมดต้องบริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร พ.ร.ฎ. ผู้รับบริจาค ประกาศราชกิจจานุเบกษา ช่วงเวลาที่ได้สิทธิ ฉบับที่ 806 (แก้ไข พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 795) สภากาชาดไทย และมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุขตามรายชื่อที่กำหนด รวม 9 มูลนิธิที่เพิ่มใหม่ 28 ก.ย. 2569 ตามวันที่ พ.ร.ฎ. กำหนด ถึง 31 ธ.ค. 2570 ฉบับที่ 809 สถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชนในระบบ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และสถาบันที่กำหนด 12 ต.ค. 2569 1 ม.ค. 2568 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ฉบับที่ 810 การกีฬาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกรมพลศึกษา 12 ต.ค. 2569 1 ม.ค. 2568 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ตามมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติร่าง พ.ร.ฎ. เหล่านี้ เงินบริจาคที่หัก 2 เท่า เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ การศึกษา และการกีฬาแล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเหล่านั้น (กรุงเทพธุรกิจ) รายชื่อ พ.ร.ฎ. ทั้ง 3 ฉบับดูได้ที่หน้ารวมพระราชกฤษฎีกาของกรมสรรพากร ก่อนบริจาคให้ตรวจว่าผู้รับอยู่ในรายชื่อและเข้าร่วมระบบ e-Donation แล้ว เพราะโอนเงินตรงหรือจ่ายเช็คจะไม่ได้สิทธิ 2 เท่า e-Donation คืออะไร นิติบุคคลบริจาคผ่านระบบอย่างไร e-Donation คือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร หน่วยรับบริจาคเป็นผู้บันทึกข้อมูลการบริจาคเข้าระบบ แล้วข้อมูลส่งตรงไปที่กรมสรรพากร ผู้บริจาคไม่ต้องใช้ใบเสร็จกระดาษเป็นหลักฐาน สำหรับนิติบุคคล หน่วยรับบริจาคจะบันทึกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัท ชื่อ วันที่ และจำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สิน ตามคำถามคำตอบระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ช่องทาง QR ของธนาคารส่งข้อมูลเฉพาะการบริจาคของบุคคลธรรมดา บริษัทจึงควรบริจาคผ่านหน่วยรับบริจาคโดยตรงและแจ้งเลขผู้เสียภาษีทุกครั้ง e-Donation ต่างจากใบเสร็จกระดาษอย่างไร ประเด็น ใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาบัตร e-Donation หลักฐาน เอกสารกระดาษจากผู้รับ ข้อมูลในระบบกรมสรรพากร สิทธิ 2 เท่าตาม พ.ร.ฎ. 2569 ไม่ได้ ได้ ถ้าผู้รับอยู่ในรายชื่อ ความเสี่ยงเอกสารหาย มี ต่ำ ตรวจย้อนได้ในระบบ การตรวจยอดก่อนปิดงบ รวบรวมใบเสร็จเอง เข้าระบบตรวจรายการได้ บริษัทที่บริจาคเป็นประจำจึงควรเลือกผู้รับที่อยู่ในระบบ e-Donation เป็นหลัก แม้จะเป็นการบริจาคที่หักได้ 1 เท่า เพราะหลักฐานตรวจสอบง่ายกว่า ขั้นตอนบริจาคผ่าน e-Donation สำหรับบริษัท หน่วยรับบริจาคไม่อยู่ในระบบ e-Donation ทำอย่างไร ถ้าผู้รับเป็นองค์การสาธารณกุศลที่ยังไม่เข้าระบบ บริษัทยังใช้สิทธิหัก 1 เท่าตาม ม.65 ตรี (3) ได้ โดยเก็บใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อบริษัท จำนวนเงิน และวันที่ให้ครบ แต่จะใช้สิทธิ 2 เท่าตาม พ.ร.ฎ. ไม่ได้ เพราะสิทธินี้ผูกกับการบริจาคผ่านระบบเท่านั้น ตรวจสอบเงินบริจาคผ่าน e-Donation อย่างไร เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร เลือกบริการอิเล็กทรอนิกส์ ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ส่วนสำหรับผู้บริจาค แล้วเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรของบริษัท หน้าจอจะแสดงวันที่ ชื่อผู้รับ จำนวนเงิน และช่องทางการบริจาค ถ้ายอดไม่ขึ้นภายในช่วงที่หน่วยรับบริจาคแจ้ง ให้ติดต่อหน่วยรับบริจาคให้บันทึกข้อมูลก่อนปิดงบ เพราะยอดที่ไม่อยู่ในระบบจะใช้สิทธิ 2 เท่าไม่ได้ บริจาคสิ่งของแทนเงิน หักรายจ่ายได้ไหม ได้ เงินบริจาค นิติบุคคลในรูปทรัพย์สินแทนเงินสดหักรายจ่ายได้ภายใต้เพดานเดียวกับเงินสด ส่วน พ.ร.ฎ. ที่ให้สิทธิ 2 เท่าครอบคลุมทั้งการบริจาคเงินและทรัพย์สิน มูลค่าที่นำมาหักรายจ่ายใช้มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่บริจาค ตามข้อหารือกรมสรรพากร กค 0702/4708 ตัวอย่าง บริษัทซันวิศว์ซื้อชุดเครื่องมือช่างใหม่ 30,000 บาท มอบให้วิทยาลัยเทคนิคของรัฐผ่านระบบ e-Donation มูลค่าที่ใช้คือ 30,000 บาท และเข้าเงื่อนไขหัก 2 เท่าเป็น 60,000 บาท ภายใต้เพดาน 10% หลักฐานที่ต้องเก็บคือใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จตอนซื้อทรัพย์สิน และข้อมูลการรับบริจาคจากหน่วยรับ ถ้าเป็นสินค้าของกิจการที่จด VAT ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มของการบริจาคสินค้าด้วย ตัวอย่างคำนวณเงินบริจาค นิติบุคคล ปี 2569 บริษัท ซันวิศว์ ซัพพลาย จำกัด มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 5,000,000 บาท บริจาค 2 รายการ ขั้นที่ 1 คำนวณเพดาน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล ตามงบ 5,000,000 บาท เพดานบริจาคทั่วไป 2% 5,000,000 × 2% 100,000 บาท เพดานรวมกรณี 2 เท่า 10% 5,000,000 × 10% 500,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณรายจ่ายที่หักได้ รายการ วิธีคำนวณ หักได้ วัด 100,000 ไม่เกินเพดาน 100,000 100,000 บาท มหาวิทยาลัยของรัฐ (e-Donation) 200,000 × 2 400,000 บาท รวม 100,000 + 400,000 500,000 บาท (เท่าเพดาน 10% พอดี) ขั้นที่ 3 ภาษีที่ประหยัดได้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินที่บริจาคจริง 100,000 + 200,000 300,000 บาท รายจ่ายที่หักได้ จากขั้นที่ 2 500,000 บาท ภาษีที่ลดลง 500,000 × 20% 100,000 บาท ต้นทุนสุทธิของการบริจาค 300,000 – 100,000 200,000 บาท ถ้าบริษัทซันวิศว์บริจาควัด 150,000 บาทแทน ส่วนที่หักได้ยังเป็น 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นรายจ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับใน ภ.ง.ด.50 และยกไปหักปีถัดไปไม่ได้ ถ้าบริจาคมหาวิทยาลัยด้วยการโอนเงินตรงโดยไม่ผ่าน e-Donation ยอด 200,000 บาทจะกลับไปอยู่ในกลุ่มการศึกษาทั่วไป หักได้ 1 เท่าภายในเพดาน 2% เท่านั้น กรณีบริษัท SME กำไรน้อย เพดานจะแคบลง สมมุติลูกค้ารายหนึ่งของบริษัทซันวิศว์ คือบริษัท รุ่งโรจน์ แพ็คกิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) โรงงานบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 1,000,000 บาท และต้องการบริจาคโรงเรียนรัฐผ่าน e-Donation 80,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เพดานรวม 10% 1,000,000 × 10% 100,000 บาท หัก 2 เท่า 80,000 × 2 160,000 บาท หักได้จริง ไม่เกินเพดาน 100,000 บาท บริษัทรุ่งโรจน์จ่ายจริง 80,000 บาท แต่ใช้สิทธิ 2 เท่าได้แค่ 100,000 บาท ถ้าบริจาคเพียง 50,000 บาท จะหักได้ 100,000 บาทเท่ากัน เงินบริจาค นิติบุคคลที่กำไรไม่สูงจึงควรคำนวณเพดานก่อนกำหนดยอดบริจาค เงินบริจาคกับ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็น ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนและบริษัทต่างชาติ ต้องรายงานด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) และหลายรายประเมินซัพพลายเออร์จากกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย วิธีทำให้เงินบริจาคเป็น CSR ที่คู่ค้าเห็นได้จริงมี 3 ข้อ เอกสารเงินบริจาค นิติบุคคลที่ต้องเก็บ เอกสารที่ใช้ขอสิทธิขึ้นกับช่องทางและประเภทผู้รับ ควรเก็บไว้คู่กับใบสำคัญจ่ายทุกรายการ กรณี เอกสารหลัก เอกสารประกอบ บริจาคเงินผ่าน e-Donation ข้อมูลรายการในระบบ e-Donation หลักฐานการโอนเงิน · หนังสือรับเงินบริจาคถ้าขอจากผู้รับ บริจาคเงินแบบทั่วไป ใบเสร็จรับเงินหรือใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อบริษัท จำนวนเงิน วันที่ หลักฐานการโอนเงิน · ประกาศรายชื่อองค์การสาธารณกุศลของผู้รับ บริจาคทรัพย์สิน หนังสือรับมอบทรัพย์สินจากผู้รับ หรือข้อมูลใน e-Donation ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จตอนซื้อทรัพย์สิน เพื่อยืนยันมูลค่าต้นทุน ปิดงบปลายปี ตารางสรุปเงินบริจาคทั้งปี แยกตามกลุ่มเพดาน กระดาษทำการคำนวณเพดาน 2% และ 10% ข้อมูลจาก e-Donation และตารางสรุปนี้ใช้ประกอบการกรอก ภ.ง.ด.50 และใช้ชี้แจงเมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจ ควรสแกนเอกสารกระดาษเก็บเป็นไฟล์ด้วย วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค นิติบุคคล เงินบริจาค นิติบุคคลบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีด้วยจำนวนจริงที่จ่าย ส่วนสิทธิ 2 เท่าและการบวกกลับส่วนเกินเพดานเป็นรายการปรับปรุงทางภาษีตอนกรอก ภ.ง.ด.50 ไม่ได้บันทึกในสมุดบัญชี กรณีบริจาคเงิน 300,000 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินบริจาค 300,000 เงินฝากธนาคาร 300,000 กรณีบริจาคเครื่องมือช่างที่ซื้อมา 30,000 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินบริจาค 30,000 เงินฝากธนาคาร (ค่าซื้อเครื่องมือ) 30,000 ตอนปิดงบ ให้แยกเงินบริจาคทั้งปีเป็น 3 ส่วน คือส่วนที่หักได้ 1 เท่า ส่วนที่หักเพิ่มได้อีก 1 เท่าตาม พ.ร.ฎ. และส่วนเกินเพดานที่ต้องบวกกลับ แล้วนำตัวเลขไปกรอกในแบบ ภ.ง.ด.50 ส่วนเกินเพดานที่บวกกลับมีลักษณะเดียวกับค่าใช้จ่ายต้องห้ามทางภาษีรายการอื่น ควรตั้งผังบัญชีเงินบริจาคแยกจากค่าใช้จ่ายทั่วไปตั้งแต่ต้นปีเพื่อดึงยอดได้ง่าย ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – เงินบริจาค นิติบุคคลต้องจำอะไรบ้าง บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหักได้ไม่เกิน 2% และบริจาคเพื่อการศึกษาหรือกีฬาหักได้อีกไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเหล่านี้ บริจาคผ่าน e-Donation ให้ผู้รับตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806, 809, 810 หักได้ 2 เท่า รวมแล้วไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ ใช้ได้ถึง 31 ธ.ค. 2570 ส่วนเกินเพดานเป็นรายจ่ายต้องห้ามและยกไปปีถัดไปไม่ได้ สิทธิ 2 เท่าปรับใน ภ.ง.ด.50 ส่วนสมุดบัญชีบันทึกตามจำนวนที่จ่ายจริง เริ่มได้วันนี้ด้วยการประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 แล้วคูณ 10% เพื่อดูว่าบริษัทบริจาคผ่าน e-Donation ได้สูงสุดเท่าไหร่ก่อนชนเพดาน จัดการบัญชีเงินบริจาคให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายจ่ายเงินบริจาคแยกผังบัญชีตั้งแต่ต้นปี ดูยอดสะสมเทียบกับกำไรได้ตลอด และปิดงบได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านต่อเรื่องรายจ่ายอื่นที่ช่วยลดภาษีได้ที่ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ครบทุกรายการ และวิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ในหมวดภาษีของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินบริจาค นิติบุคคล บริจาควัดผ่าน e-Donation ได้หัก 2 เท่าไหม โดยทั่วไปไม่ได้ วัดอยู่ในกลุ่มบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ 1 เท่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ แม้จะบริจาคผ่าน e-Donation ก็ตาม สิทธิ 2 เท่าใช้กับผู้รับที่ พ.ร.ฎ. กำหนดไว้เท่านั้น บริจาคโรงพยาบาลรัฐ ได้หัก 2 เท่าไหม ถ้าบริจาคให้โรงพยาบาลของรัฐโดยตรง จัดเป็นบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ 1 เท่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ถ้าบริจาคผ่าน e-Donation ให้สภากาชาดไทยหรือมูลนิธิด้านการแพทย์ที่อยู่ในรายชื่อตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806 จะหักได้ 2 เท่าภายในเพดาน 10% เงินบริจาคส่วนที่เกินเพดาน ยกไปหักปีถัดไปได้ไหม ไม่ได้ ส่วนที่เกินเพดาน 2% หรือ 10% เป็นรายจ่ายต้องห้ามของปีนั้น ต้องบวกกลับตอนคำนวณภาษีและยกไปรอบบัญชีถัดไปไม่ได้ e-Donation คืออะไร นิติบุคคลใช้ได้ไหม e-Donation คือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรที่หน่วยรับบริจาคบันทึกข้อมูลส่งตรงถึงกรมสรรพากร นิติบุคคลใช้ได้ โดยแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัทให้หน่วยรับบริจาคบันทึกทุกครั้ง บริษัทบริจาคเงิน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม ไม่ต้อง เงินบริจาคเป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน ไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าจ้างที่อยู่ในหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย e-Donation นิติบุคคลตรวจสอบยอดได้ที่ไหน ตรวจได้ในระบบ e-Donation บนเว็บไซต์กรมสรรพากร ส่วนสำหรับผู้บริจาค โดยเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรของบริษัท หน้าจอแสดงวันที่ ผู้รับ และจำนวนเงินที่หน่วยรับบริจาคบันทึกไว้ เงินบริจาคเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ไหม ได้ทางบัญชีเต็มจำนวน แต่ทางภาษีหักได้ภายในเพดานที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ส่วนที่เกินเพดานถูกบวกกลับตอนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

50 ทวิ (หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย) คืออะไร ตัวอย่าง วิธีอ่าน และหน้าที่ของผู้ออก

50 ทวิ คืออะไร และสำคัญอย่างไร 50 ทวิ คือ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ผู้จ่ายเงินออกให้ผู้รับเงิน เพื่อยืนยันว่าได้หักภาษีเงินได้ไว้เท่าไร และนำส่งกรมสรรพากรแล้ว ชื่อเรียกมาจากประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ทวิ ที่กำหนดหน้าที่ออกหนังสือนี้ คนทั่วไปเรียกสั้น ๆ ว่าใบ 50 ทวิ ใบทวิ 50 หรือใบหัก ณ ที่จ่าย เอกสารใบเดียวมีคนเกี่ยวข้อง 2 ฝั่ง ฝั่งผู้รับเงิน เช่น พนักงาน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของที่ให้เช่า ใช้หนังสือรับรองเป็นหลักฐานว่าภาษีบางส่วนถูกจ่ายล่วงหน้าไปแล้ว ส่วนฝั่งผู้จ่ายเงิน เช่น บริษัทที่จ้างพนักงานหรือจ้างฟรีแลนซ์ มีหน้าที่ออกให้ครบและตรงเวลา สำหรับเจ้าของธุรกิจและพนักงาน เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ทำไมได้ 50 ทวิ 2 ฉบับ และต้องเก็บฉบับไหน ได้ 2 ฉบับเพราะแบบฟอร์มของกรมสรรพากรกำหนดให้มีข้อความตรงกัน 2 ฉบับ แต่ละฉบับใช้ต่างกัน ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 62) ทั้งสองฉบับเป็นของผู้รับเงิน ผู้จ่ายไม่ได้เก็บฉบับใดไว้เอง ในทางปฏิบัติ ถ้ายื่นภาษีออนไลน์ระบบไม่ได้ให้แนบตัวกระดาษ ผู้รับเงินจึงเก็บไว้ทั้งสองฉบับ เผื่อกรมสรรพากรขอเอกสารประกอบตอนขอคืนภาษี ถ้าได้มาแค่ฉบับเดียว ให้ขอฉบับที่ขาดจากผู้จ่ายตั้งแต่ตอนรับเอกสาร ใครต้องออก 50 ทวิ และต้องออกเมื่อไร ผู้ที่ต้องออกคือผู้จ่ายเงินที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือบุคคลธรรมดาที่มีหน้าที่หัก กำหนดเวลาออกขึ้นกับประเภทเงินได้ ประเภทเงินได้ ตัวอย่าง ต้องออก 50 ทวิ เมื่อไร เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)) เงินเดือนพนักงานประจำ ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป หรือภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่พนักงานออกจากงานระหว่างปี ค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าโฆษณา จ้างฟรีแลนซ์ เช่าออฟฟิศ จ้างบริษัทอื่น ออกให้ทุกครั้งที่จ่ายเงินและหักภาษี กำหนดของเงินเดือนอ้างอิงจากข้อหารือของกรมสรรพากร ที่ กค 0706/5749 ซึ่งตอบเรื่องการออกหนังสือรับรองให้พนักงานที่ออกระหว่างปี จุดที่ผู้ประกอบการพลาดบ่อยคือรอออกพร้อมพนักงานคนอื่นในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งที่พนักงานลาออกไปตั้งแต่กลางปี และต้องได้เอกสารภายใน 1 เดือน สมมติคุณฝนเป็นเจ้าของสตูดิโอออกแบบในรูปบริษัท ในปีภาษี 2569 บริษัทของคุณฝนต้องออกหนังสือรับรองอย่างน้อย 3 แบบ ตัวอย่าง 50 ทวิ เงินเดือน อ่านทีละช่องอย่างไร ตัวอย่าง 50 ทวิ เงินเดือนประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก คือ ข้อมูลผู้จ่าย ข้อมูลผู้รับ ลำดับที่ในแบบ ภ.ง.ด. ตารางเงินได้กับภาษีที่หัก และเงินที่จ่ายเข้ากองทุน ช่องทั้งหมดอ้างอิงจากแบบฟอร์ม 50 ทวิ ของกรมสรรพากร สมมติคุณต้นเป็นพนักงานกราฟิกของคุณฝน ได้เงินเดือน 30,000 บาท ทั้งปี 2569 ไม่มีโบนัส และไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวกับเงินสมทบประกันสังคม บริษัทคำนวณภาษีทั้งปีไว้ดังนี้ บริษัทจึงหักภาษีจากเงินเดือนคุณต้นรวมทั้งปี 1,975 บาท และนำส่งผ่านแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน หน้าตาหนังสือรับรองที่คุณต้นได้รับจะเป็นแบบนี้ ช่องในหนังสือรับรอง สิ่งที่กรอก อ่านอย่างไร ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก ของบริษัทคุณฝน ต้องตรงกับบริษัทที่จ่ายเงินเดือนจริง ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน ของคุณต้น ถ้าเลขผิด ข้อมูลจะไม่ผูกกับคุณต้นในระบบของกรมสรรพากร ลำดับที่ในแบบ ติ๊ก ภ.ง.ด.1ก บอกว่าบริษัทสรุปเงินได้ของคุณต้นไว้ในแบบ ภ.ง.ด.1ก ประเภทเงินได้ ข้อ 1. เงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ ตามมาตรา 40(1) เงินเดือนทั้งหมดอยู่บรรทัดนี้ วันเดือนหรือปีภาษีที่จ่าย ปี 2569 ฉบับเงินเดือนมักใส่เป็นปีภาษี จำนวนเงินที่จ่าย 360,000.00 ตัวเลขที่ต้องกรอกเป็นเงินได้ตอนยื่นภาษี ภาษีที่หักและนำส่งไว้ 1,975.00 ตัวเลขที่นำไปหักออกจากภาษีที่ต้องจ่าย กองทุนประกันสังคม 10,500.00 ใช้กรอกเป็นค่าลดหย่อน ผู้จ่ายเงิน (1) หัก ณ ที่จ่าย ภาษีถูกหักจากเงินเดือนของคุณต้นเอง จุดที่มักถูกมองข้ามคือช่องกองทุนประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หลายคนกรอกแค่เงินได้กับภาษีที่หัก แล้วลืมใส่ค่าลดหย่อนจากสองช่องนี้ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร ทำไมยอดเงินได้ในหนังสือรับรองไม่เท่ากับเงินเดือนที่คำนวณเอง สาเหตุที่พบบ่อยมี 3 อย่าง คือ เงินที่จ่ายคร่อมปี เงินได้ที่ไม่ต้องรวมคำนวณภาษี และการเริ่มงานหรือออกงานกลางปี หนังสือรับรองแสดงเงินที่บริษัทจ่ายจริงในปีภาษีนั้น ไม่ใช่เงินเดือนคูณ 12 ถ้าตัวเลขต่างจากที่คาดและหาเหตุผลไม่ได้ ให้ถาม HR หรือฝ่ายบัญชีก่อนยื่นภาษี เพราะตัวเลขที่ยื่นต้องตรงกับที่บริษัทนำส่งไว้ ตัวอย่างหนังสือรับรองค่าจ้างฟรีแลนซ์และค่าเช่าเป็นอย่างไร สองกรณีนี้ใช้แบบฟอร์มเดียวกัน ต่างกันที่บรรทัดประเภทเงินได้และลำดับที่ในแบบ ภ.ง.ด. ซึ่งเป็นแบบ ภ.ง.ด.3 เพราะผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา ค่าเช่าที่ต้องออกทุกเดือนรวมแล้ว 12 ใบต่อปี ถ้าเจ้าของออฟฟิศต้องใช้ยื่นภาษี เขาต้องรวมจากทั้ง 12 ใบเอง การบันทึกเลขที่เล่มและเลขที่ใบเรียงกันตั้งแต่ต้นปีช่วยให้ตามเอกสารย้อนหลังได้ง่าย ใบ 50 ทวิ (ใบหัก ณ ที่จ่าย) ขอได้ที่ไหน ถ้าหายหรือบริษัทไม่ออกให้ทำอย่างไร ขอได้จากผู้จ่ายเงินเท่านั้น คือบริษัทนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างที่หักภาษีไว้ เพราะหนังสือรับรองเป็นเอกสารที่ผู้จ่ายออก ไม่ใช่เอกสารที่กรมสรรพากรออกให้ สถานการณ์ ควรทำอย่างไร ยังไม่ได้รับ ติดต่อ HR หรือฝ่ายบัญชีของผู้จ่าย หลายบริษัทส่งเป็นไฟล์ PDF ทางอีเมลหรือแอป HR ได้รับแล้วแต่ทำหาย ขอให้ผู้จ่ายออกใบแทน ผู้จ่ายมีข้อมูลเดิมอยู่เพราะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. ไว้แล้ว บริษัทไม่ยอมออกให้ แจ้งผู้จ่ายเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นหน้าที่ตามมาตรา 50 ทวิ ถ้ายังไม่ได้ ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ บริษัทปิดกิจการแล้ว ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลการหักภาษีที่บริษัทเคยนำส่ง คำว่า “ขอใบทวิ 50 ออนไลน์” ในทางปฏิบัติจึงหมายถึงขอไฟล์จากบริษัท ไม่ใช่ดาวน์โหลดจากเว็บกรมสรรพากร ส่วนแบบฟอร์มเปล่าที่เห็นบนเว็บกรมสรรพากรเป็นแบบให้ผู้จ่ายกรอก ผู้รับเงินกรอกเองไม่ได้ ผู้รับเงินใช้ 50 ทวิ ยื่นภาษีอย่างไร ใช้ตัวเลขในหนังสือรับรอง กรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ผู้รับเงินไม่ได้ “ยื่น 50 ทวิ” ให้กรมสรรพากร หนังสือรับรองเป็นข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 (แบบยื่นภาษีสำหรับผู้มีเงินเดือนอย่างเดียว) หรือ ภ.ง.ด.90 (ผู้มีเงินได้หลายประเภท) ซึ่งกำหนดยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป และการยื่นออนไลน์มักได้ขยายเวลาตามประกาศของกรมสรรพากรแต่ละปี กลับมาที่คุณต้น ถ้าไม่มีค่าลดหย่อนอื่นเพิ่ม ภาษีทั้งปีเท่ากับ 1,975 บาท ตรงกับที่บริษัทหักไว้พอดี จึงไม่ต้องจ่ายเพิ่มและไม่มีเงินคืน แต่ถ้าคุณต้นมีค่าลดหย่อนอื่น เช่น เบี้ยประกันชีวิต ภาษีที่คำนวณได้จะต่ำกว่า 1,975 บาท และได้เงินคืนส่วนต่าง SME ที่ออก 50 ทวิ ต้องนำส่งแบบไหน ภายในวันไหน ผู้จ่ายต้องนำส่งภาษีที่หักไว้ด้วยแบบ ภ.ง.ด. ตามประเภทผู้รับเงิน ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ตามประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2544 และถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ต ขยายเวลาได้อีก 8 วัน ตัวเลขในหนังสือรับรองที่ออกให้ผู้รับเงินต้องตรงกับแบบที่นำส่งทุกบาท แบบ ใช้กับ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.1 ภาษีที่หักจากเงินเดือนพนักงาน ภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์ขยายได้อีก 8 วัน) ภ.ง.ด.1ก สรุปเงินเดือนและภาษีของพนักงานทั้งปี ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป (มาตรา 58) ภ.ง.ด.3 ภาษีที่หักจากเงินที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา เช่น ฟรีแลนซ์ เจ้าของที่ให้เช่า ภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์ขยายได้อีก 8 วัน) ภ.ง.ด.53 ภาษีที่หักจากเงินที่จ่ายให้นิติบุคคล ภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์ขยายได้อีก 8 วัน) อ่านตารางนี้อย่างไร อัตราที่ต้องหักขึ้นกับประเภทการจ่าย อัตราที่ใช้บ่อย เช่น ค่าบริการและค่าจ้างทำของร้อยละ 3 ค่าเช่าร้อยละ 5 และค่าโฆษณาร้อยละ 2 รายละเอียดการกรอกแบบสำหรับผู้รับเงินที่เป็นบุคคลธรรมดาอ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.3 คืออะไร และความต่างของแบบนำส่งภาษีเงินเดือนอยู่ในบทความ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร SME บันทึกบัญชีตอนหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร บันทึกภาษีที่หักไว้เป็นหนี้สินในบัญชีภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย จนกว่าจะนำส่งกรมสรรพากร เพราะเงินส่วนนี้ไม่ใช่เงินของบริษัท แต่เป็นภาษีของผู้รับเงินที่บริษัทถือไว้แทน ตัวอย่าง: บริษัทคุณฝนจ่ายค่าเช่าออฟฟิศเดือนพฤศจิกายน 2569 จำนวน 25,000 บาท หักภาษีไว้ 1,250 บาท บัญชี เดบิต เครดิต ค่าเช่า 25,000 เงินฝากธนาคาร 23,750 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,250 เมื่อยื่น ภ.ง.ด.3 และนำส่งภาษีในเดือนธันวาคม ให้บันทึกเดบิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,250 บาท และเครดิตเงินฝากธนาคาร 1,250 บาท ยอดค้างจ่ายจะกลับเป็นศูนย์ ถ้าสิ้นเดือนไหนบัญชีนี้ยังมียอดค้าง แปลว่ามีภาษีที่ยังไม่ได้นำส่ง ควรเช็กก่อนครบกำหนดยื่นแบบ ส่วนกรณีบริษัทเป็นฝ่ายถูกหัก เช่น ลูกค้าหักค่าบริการของบริษัทไว้ 3% ให้บันทึกยอดที่ถูกหักเป็นสินทรัพย์ในบัญชีภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย แล้วนำไปใช้เครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลหนังสือรับรองที่ลูกค้าออกให้คือหลักฐานของยอดนี้ ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ 50 ทวิ จากประสบการณ์ ปัญหาเรื่องหนังสือรับรองส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการคำนวณภาษีผิด แต่มาจากข้อมูลผู้รับเงินไม่ครบตั้งแต่วันที่จ่ายเงิน สรุป – 50 ทวิ ต้องรู้จักอะไรบ้าง 50 ทวิ เป็นเอกสารที่ผู้จ่ายออกให้ตรงเวลาและตรงกับแบบ ภ.ง.ด. ส่วนผู้รับใช้ตัวเลขในนั้นยื่นภาษีและขอคืนเงิน ถ้าเริ่มจากวันนี้ ฝั่งผู้จ่ายลองเช็กรายชื่อพนักงานที่ลาออกระหว่างปี 2569 ว่าได้หนังสือรับรองครบทุกคนหรือยัง ส่วนฝั่งผู้รับ ลองถาม HR ตั้งแต่เดือนมกราคมว่าจะส่งหนังสือรับรองทางช่องทางไหน ช่วงต้นปีเป็นช่วงที่ต้องออกหนังสือรับรองให้พนักงานทุกคนพร้อมกัน ถ้าทำทีละใบด้วยมือมักใช้เวลาหลายวัน PEAK Payroll ส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้พนักงานทางอีเมลได้จากหน้าสรุปจ่ายเงินเดือน ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือส่งหนังสือรับรองใน PEAK – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ 50 ทวิ เปลี่ยนงานกลางปี ได้ 50 ทวิ 2 บริษัท ต้องทำอย่างไร ต้องรวมทั้งสองใบตอนยื่นภาษี กรอกเงินได้และภาษีที่หักไว้ของทั้งสองบริษัทรวมกัน ถ้ายื่นแค่ใบเดียว เงินได้จะต่ำกว่าความจริง และอาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มภายหลัง ไม่มี 50 ทวิ ยื่นภาษีได้ไหม ยื่นได้ แต่ต้องรู้ยอดเงินได้และภาษีที่ถูกหักไว้ให้ตรงกับที่ผู้จ่ายนำส่ง ถ้ากรอกจากการเดา ข้อมูลอาจไม่ตรงกับแบบ ภ.ง.ด. ของผู้จ่าย และทำให้การขอคืนภาษีล่าช้า ทางที่ดีคือขอเอกสารจากผู้จ่ายก่อนยื่น ได้รับหนังสือรับรองเป็นไฟล์ PDF ใช้ได้ไหม ใช้ได้ในการกรอกตัวเลขยื่นภาษี เพราะข้อมูลที่ต้องใช้คือยอดเงินได้ ภาษีที่หัก และเงินสมทบกองทุน ไม่ว่าเอกสารจะเป็นกระดาษหรือไฟล์ ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ในโฟลเดอร์แยกตามปีภาษี เพราะถ้ากรมสรรพากรขอเอกสารประกอบตอนขอคืนภาษี จะหาเจอได้ทันที ดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินปันผลได้ 50 ทวิ ไหม ได้ ถ้าผู้จ่ายหักภาษีไว้ แบบฟอร์มหนังสือรับรองมีบรรทัดสำหรับดอกเบี้ยตามมาตรา 40(4)(ก) และเงินปันผลตามมาตรา 40(4)(ข) แยกไว้ ผู้รับขอจากธนาคารหรือบริษัทที่จ่ายได้ ผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา ต้องออก 50 ทวิ ไหม ต้องออกเมื่อมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย หน้าที่ออกหนังสือรับรองผูกกับการหักภาษี ไม่ได้ผูกกับว่าผู้จ่ายเป็นบริษัทหรือบุคคลธรรมดา ถ้าการจ่ายนั้นไม่มีหน้าที่หักภาษี ก็ไม่ต้องออก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

อัตราดอกเบี้ย MRR MLR MOR คืออะไร ต่างกันอย่างไร วิธีคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจ

MRR MLR MOR คืออะไร และสำคัญอย่างไร MRR MLR MOR คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งประกาศเอง ใช้เป็นอัตราอ้างอิงสำหรับลูกค้าชั้นดี 3 กลุ่ม MLR ใช้กับเงินกู้มีระยะเวลาของลูกค้ารายใหญ่ MOR ใช้กับวงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) และ MRR ใช้กับลูกค้ารายย่อย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้ คำว่าลอยตัวหมายถึงอัตราที่ขึ้นลงได้ตามต้นทุนของธนาคาร ต่างจากดอกเบี้ยคงที่ที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงสัญญา สัญญาเงินกู้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เขียนว่า 7% ตรง ๆ แต่เขียนว่า “MLR + 0.5%” หรือ “MRR − 2.75%” ตัวเลขดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณบี เจ้าของบริษัทผลิตเบเกอรี่ส่งร้านกาแฟ ที่กำลังจะกู้เงินระยะยาว 2,000,000 บาทเพื่อซื้อเตาอบใหม่ และมีวงเงิน OD 500,000 บาทไว้หมุนจ่ายค่าวัตถุดิบ MLR คืออะไร ใช้กับสินเชื่อแบบไหน MLR ย่อมาจาก Minimum Loan Rate คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีสำหรับเงินกู้แบบมีระยะเวลา เช่น เงินกู้ซื้อเครื่องจักร เงินกู้ขยายโรงงาน หรือเงินกู้ที่ผ่อนเป็นงวดหลายปี ลูกค้าธุรกิจที่ไม่ใช่รายใหญ่ชั้นดีมักได้อัตรา MLR บวกส่วนต่าง เช่น MLR + 0.5% หรือ MLR + 1% ส่วนต่างนี้ขึ้นกับความเสี่ยงของกิจการ หลักประกัน และประวัติการชำระหนี้ MOR คืออะไร ทำไมวงเงิน OD ใช้อัตรานี้ MOR ย่อมาจาก Minimum Overdraft Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ OD ซึ่งเป็นวงเงินที่ให้ถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันได้เกินยอดที่มีอยู่ OD ใช้อัตราแยกจากเงินกู้ระยะยาว เพราะลักษณะการใช้ต่างกัน เงินกู้ระยะยาวมียอดคงค้างและงวดผ่อนชัดเจน แต่ OD ถูกเบิกและคืนสลับไปมาได้ทุกวัน ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เบิกเกินจริงและนับตามจำนวนวัน รายละเอียดวงเงินประเภทนี้อ่านต่อได้ที่บทความ สินเชื่อ OD คืออะไร MRR คืออะไร ใครได้อัตรานี้ MRR ย่อมาจาก Minimum Retail Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล คนที่กู้ซื้อบ้านจึงคุ้นกับคำว่า MRR มากที่สุด ธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของกิจการที่กู้ในนามบุคคลธรรมดาก็อาจถูกคิดดอกเบี้ยจาก MRR ได้ ขึ้นกับประเภทสินเชื่อที่ธนาคารจัดให้ จึงต้องดูในสัญญาว่าอ้างอิงอัตราไหน MRR MLR MOR ต่างกันอย่างไร ทั้ง 3 อัตราเป็นอัตราอ้างอิงแบบลอยตัวของธนาคารเดียวกัน แต่ต่างกันที่กลุ่มลูกค้าและประเภทสินเชื่อ ตารางนี้สรุปความต่างและตัวอย่างการใช้ของคุณบี อัตรา ชื่อเต็ม ลูกค้าที่อ้างอิง ประเภทสินเชื่อ ตัวอย่างของคุณบี MLR Minimum Loan Rate รายใหญ่ชั้นดี เงินกู้มีระยะเวลา เงินกู้ซื้อเตาอบ 2,000,000 บาท ผ่อน 5 ปี MOR Minimum Overdraft Rate รายใหญ่ชั้นดี วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) วงเงิน OD 500,000 บาท MRR Minimum Retail Rate รายย่อยชั้นดี สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้านส่วนตัวของคุณบี ในทางปฏิบัติ MRR มักสูงกว่า MLR และ MOR เพราะลูกค้ารายย่อยมีความเสี่ยงต่อรายสูงกว่าและต้นทุนการดูแลต่อบัญชีสูงกว่า แต่ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกธนาคาร บางแห่งตั้ง MOR สูงกว่า MLR และบางแห่งกลับกัน ทำไมแต่ละธนาคารประกาศอัตราไม่เท่ากัน แต่ละธนาคารกำหนด MLR MOR MRR เองจากต้นทุนของตัวเอง ไม่มีหน่วยงานใดกำหนดตัวเลขกลางให้ทุกแห่งใช้ร่วมกัน ต้นทุนที่ต่างกันมาจากหลายเรื่อง ผลคือในวันเดียวกัน MLR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งต่างกันได้ถึง 0.65% และ MRR ต่างกันได้เกิน 0.6% การเทียบข้อเสนอจึงต้องเทียบทั้งอัตราอ้างอิงของธนาคารนั้นและส่วนต่างในสัญญา อัตรา MRR MLR MOR ปัจจุบันของธนาคารใหญ่เท่าไร ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ที่ธนาคารพาณิชย์รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่อินโฟเควสท์เผยแพร่ อัตราของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่งเป็นดังนี้ (% ต่อปี) ธนาคาร MLR MOR MRR กรุงเทพ 6.350 6.500 6.500 กสิกรไทย 6.520 6.340 6.580 กรุงไทย 6.300 6.270 6.845 ไทยพาณิชย์ 6.350 6.275 6.575 กรุงศรีอยุธยา 6.550 6.375 6.670 ทหารไทยธนชาต (ttb) 6.950 6.600 7.105 อัตราของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ในตารางตรงกับประกาศของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ ที่มีผลตั้งแต่ 2 มีนาคม 2569 ตัวเลขชุดนี้เป็นอัตราสำหรับลูกค้าชั้นดีเท่านั้น และไม่ได้บอกว่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยจริงถูกที่สุด เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายจริงต้องบวกหรือลบส่วนต่างตามสัญญาของแต่ละราย ก่อนตัดสินใจกู้ ให้ตรวจอัตราล่าสุดจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือประกาศของธนาคารนั้นอีกครั้ง ทำไมดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นลงตามดอกเบี้ยนโยบาย MLR MOR MRR ขยับตามดอกเบี้ยนโยบายเพราะดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวกำหนดต้นทุนเงินในระบบ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย ต้นทุนเงินของธนาคารลดลง ธนาคารจึงมักลดอัตราเงินกู้ตาม แต่ไม่จำเป็นต้องลดเท่ากัน ตัวอย่างจริงในปี 2569 คือ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นธนาคารใหญ่ทยอยลดอัตราเงินกู้ มีผลวันที่ 2 มีนาคม 2569 แต่ลดน้อยกว่า 0.25% ทุกตัว อัตราของไทยพาณิชย์ ก่อน 2 มี.ค. 2569 ตั้งแต่ 2 มี.ค. 2569 ลดลง MLR 6.400% 6.350% 0.050% MOR 6.425% 6.275% 0.150% MRR 6.675% 6.575% 0.100% อัตราใหม่ตรงกับประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนอัตราเดิมอ้างอิงจากรายงานของฐานเศรษฐกิจ เหตุที่ลดไม่เท่าดอกเบี้ยนโยบาย เพราะต้นทุนของธนาคารไม่ได้มาจากดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว ยังมีดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และความเสี่ยงหนี้เสียของลูกค้าแต่ละกลุ่ม หลังจากนั้น กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตามผลการประชุมครั้งที่ 4/2569 วันที่ 26 สิงหาคม 2569 อ่าน “MRR − 2.75%” หรือ “MOR + 1%” อย่างไร ตัวเลขหลังเครื่องหมายบวกหรือลบคือส่วนต่างที่ตกลงกันในสัญญา ส่วนอัตรา MRR MLR หรือ MOR ข้างหน้าคืออัตราลอยตัวที่ธนาคารประกาศ ณ วันที่คิดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจริงจึงเท่ากับอัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่าง ข้อความในสัญญา อัตราอ้างอิง ณ 9 ต.ค. 2569 (ตัวอย่าง) ดอกเบี้ยจริงต่อปี MRR − 2.75% MRR 6.58% 6.58 − 2.75 = 3.83% MLR + 0.5% MLR 6.52% 6.52 + 0.5 = 7.02% MOR + 1% MOR 6.34% 6.34 + 1 = 7.34% ตัวอย่างในตารางใช้อัตราประกาศของธนาคารแห่งหนึ่งจากตารางก่อนหน้า สิ่งที่ต้องจำคือ ส่วนต่างในสัญญามักคงที่ตลอดช่วงที่ระบุไว้ แต่อัตราอ้างอิงเปลี่ยนได้ ถ้าธนาคารลด MLR ลง 0.25% ดอกเบี้ยของสัญญา “MLR + 0.5%” ก็ลดลง 0.25% ตาม การเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคารต้องรวมทั้งสองส่วนเสมอ สมมติคุณบีได้ข้อเสนอวงเงิน OD จาก 2 ธนาคาร และคาดว่าจะเบิกใช้เฉลี่ย 300,000 บาทตลอดปี ข้อเสนอ MOR ของธนาคาร ส่วนต่าง ดอกเบี้ยจริง ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ธนาคาร ก 6.34% + 1.00% 7.34% 22,020 บาท ธนาคาร ข 6.275% + 1.25% 7.525% 22,575 บาท ธนาคาร ข ประกาศ MOR ต่ำกว่า แต่ส่วนต่างสูงกว่า ดอกเบี้ยรวมจึงแพงกว่าธนาคาร ก ประมาณ 555 บาทต่อปี ถ้าดูแค่อัตราประกาศจะเลือกผิด สัญญาสินเชื่อบ้านมักเขียนส่วนต่างเป็นช่วง เช่น ปีที่ 1–3 เป็น MRR − 2.75% แล้วปีที่ 4 เป็นต้นไปเป็น MRR − 1.5% ดอกเบี้ยจริงจะกระโดดขึ้นตอนเปลี่ยนช่วง แม้ MRR ไม่ขยับเลยก็ตาม คำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ MLR และ OD ที่คิดจาก MOR อย่างไร ธนาคารคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวเป็นรายวันจากยอดเงินต้นคงค้าง สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้กับทั้งเงินกู้ระยะยาวและ OD คือ ดอกเบี้ย = ยอดเงินต้นคงค้าง × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365 กลับมาที่คุณบี สมมติธนาคารคิดเงินกู้ซื้อเตาอบที่ MLR + 0.5% และวงเงิน OD ที่ MOR + 1% โดยใช้อัตราจากตารางของธนาคารแห่งหนึ่งข้างบน รายการ เงินกู้ซื้อเตาอบ วงเงิน OD อัตราในสัญญา MLR + 0.5% = 7.02% MOR + 1% = 7.34% ยอดที่ใช้คิดดอกเบี้ย เงินต้นคงค้าง 2,000,000 บาท เบิกเกินบัญชีจริง 300,000 บาท จำนวนวัน 31 วัน (งวดแรก) 20 วัน การคำนวณ 2,000,000 × 7.02% × 31 ÷ 365 300,000 × 7.34% × 20 ÷ 365 ดอกเบี้ย 11,924.38 บาท 1,206.58 บาท OD ของคุณบีมีวงเงิน 500,000 บาท แต่ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะ 300,000 บาทที่เบิกใช้จริงและเฉพาะ 20 วันที่ใช้ ถ้าคุณบีโอนเงินเข้าบัญชีคืนเร็วขึ้น ดอกเบี้ยก็ลดตาม นี่คือเหตุผลที่ OD เหมาะกับการหมุนเงินระยะสั้น ไม่เหมาะกับการซื้อทรัพย์สินที่ใช้หลายปี ส่วนเงินกู้ซื้อเตาอบ เมื่อคุณบีผ่อนงวดแรกแล้ว เงินต้นคงค้างจะลดลง ดอกเบี้ยงวดถัดไปจึงต่ำลงเรื่อย ๆ ถ้าค่างวดเท่าเดิม ส่วนที่ไปตัดเงินต้นจะมากขึ้นทุกงวด ถ้า MLR ขึ้นหรือลง ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนเท่าไร ส่วนต่าง + 0.5% ในสัญญาของคุณบีคงที่ แต่ MLR ขยับได้ ตารางนี้ประมาณดอกเบี้ยปีแรกบนเงินต้น 2,000,000 บาท โดยยังไม่หักเงินต้นที่ผ่อนไประหว่างปี เพื่อให้เห็นผลของการเปลี่ยนอัตราอย่างเดียว MLR เปลี่ยน MLR ดอกเบี้ยตามสัญญา (MLR + 0.5%) ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ลดลง 0.25% 6.27% 6.77% 135,400 บาท เท่าเดิม 6.52% 7.02% 140,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.25% 6.77% 7.27% 145,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.50% 7.02% 7.52% 150,400 บาท ทุก 0.25% ที่ MLR ขยับ ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนประมาณ 5,000 บาทต่อปี ถ้าเงินกู้ใหญ่ขึ้นหรือมีหลายสัญญา ตัวเลขนี้จะคูณขึ้นตาม จึงควรเผื่อดอกเบี้ยขาขึ้นไว้ในประมาณการกระแสเงินสดอย่างน้อย 0.5% บันทึกบัญชีดอกเบี้ยจ่ายอย่างไร เมื่อธนาคารตัดดอกเบี้ยเงินกู้งวดแรก 11,924.38 บาทจากบัญชีของบริษัท ฝ่ายบัญชีบันทึกดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 11,924.38 เงินฝากธนาคาร 11,924.38 ดอกเบี้ย OD บันทึกแบบเดียวกันเมื่อธนาคารตัดบัญชี ถ้าสิ้นงวดบัญชีแล้วธนาคารยังไม่ตัดดอกเบี้ยของวันที่ใช้ไปแล้ว ให้บันทึกดอกเบี้ยค้างจ่ายสำหรับวันเหล่านั้น หมวดบัญชีและเงื่อนไขการนำดอกเบี้ยไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีอ่านต่อได้ที่บทความ ดอกเบี้ยจ่ายอยู่หมวดไหน SME ควรเลือกสินเชื่อแบบไหน และเตรียมตัวต่อรองดอกเบี้ยอย่างไร เลือกตามอายุของสิ่งที่จะใช้เงิน ใช้เงินกู้มีระยะเวลาที่อ้างอิง MLR กับทรัพย์สินที่ใช้งานหลายปี และใช้ OD ที่อ้างอิง MOR กับรายจ่ายหมุนเวียนที่จะได้เงินคืนเร็ว ถ้าใช้ OD ซื้อเครื่องจักร วงเงินจะค้างเต็มนานและดอกเบี้ยรวมสูงกว่าที่ควร ความต้องการใช้เงิน สินเชื่อที่เหมาะ อัตราอ้างอิงที่พบบ่อย ซื้อเครื่องจักร รถ หรือปรับปรุงสถานที่ เงินกู้มีระยะเวลา MLR ± ส่วนต่าง จ่ายค่าวัตถุดิบก่อนลูกค้าโอนเงิน วงเงิน OD MOR ± ส่วนต่าง ใช้เงินส่วนตัวของเจ้าของ สินเชื่อบุคคลหรือสินเชื่อบ้าน MRR ± ส่วนต่าง ส่วนต่างที่ SME ได้รับขึ้นกับความเสี่ยงที่ธนาคารประเมิน เอกสารที่ช่วยให้ธนาคารประเมินได้ง่ายขึ้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง ก่อนเซ็นสัญญา ให้ขอข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 2 ธนาคาร แล้วเทียบที่อัตราอ้างอิงบวกส่วนต่างในแต่ละช่วงปี ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ MRR MLR MOR จากประสบการณ์ ผู้ประกอบการหลายรายรู้ตัวว่าดอกเบี้ยเปลี่ยนก็ตอนเห็นยอดตัดบัญชีไม่เท่าเดือนก่อน ทั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ไว้ล่วงหน้าแล้ว สรุป – MRR MLR MOR ต้องจำอะไรบ้าง MRR MLR MOR ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ธุรกิจจ่ายจริง แต่เป็นฐานที่ใช้คำนวณ ดอกเบี้ยจริงคืออัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา และขยับทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองหยิบสัญญาเงินกู้และวงเงิน OD ที่มีอยู่ออกมา จดว่าแต่ละสัญญาอ้างอิงอัตราไหน บวกหรือลบเท่าไร แล้วคำนวณดอกเบี้ยจริงตามอัตราล่าสุดของธนาคารนั้น ธนาคารประเมินส่วนต่างดอกเบี้ยจากงบการเงินและรายการเดินบัญชี ยิ่งข้อมูลบัญชีครบและตรงกับบัญชีธนาคาร การขอวงเงินหรือต่อรองอัตราก็ยิ่งง่ายขึ้น โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกรายการรับจ่ายรวมถึงดอกเบี้ยจ่ายไว้ในระบบเดียว และพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินแบบเทียบงวดเป็นไฟล์ Excel ไปประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ MRR MLR MOR MRR กับ MLR อันไหนดีกว่ากัน ไม่มีอันไหนดีกว่าโดยตัวเอง เพราะเป็นอัตราอ้างอิงของสินเชื่อคนละประเภท สิ่งที่ต้องเทียบคือดอกเบี้ยจริงหลังบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา เช่น MRR − 2.75% อาจถูกกว่า MLR + 0.5% แม้ MRR จะสูงกว่า MLR ก็ตาม MRR ปัจจุบันเท่าไร ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 MRR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งอยู่ระหว่าง 6.50% ถึง 7.105% ต่อปี อัตรานี้เปลี่ยนได้ทุกเมื่อที่ธนาคารประกาศ ควรเช็กจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเว็บไซต์ธนาคารก่อนใช้คำนวณ ดอกเบี้ยลอยตัวกับดอกเบี้ยคงที่ต่างกันอย่างไร ดอกเบี้ยคงที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงที่ตกลง ไม่ขึ้นลงตามต้นทุนของธนาคาร ส่วนดอกเบี้ยลอยตัวผูกกับ MLR MOR หรือ MRR จึงขึ้นลงตามที่ธนาคารประกาศ ดอกเบี้ยคงที่วางแผนง่ายกว่า แต่ไม่ได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง ดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม ได้ ถ้าเป็นเงินกู้ที่นำมาใช้ในกิจการจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน ดอกเบี้ยจ่ายจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินในงบกำไรขาดทุน ส่วนเงินกู้ที่เจ้าของนำไปใช้ส่วนตัวหักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้ MRR ในธุรกิจ SaaS คืออะไร ในธุรกิจซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิก MRR ย่อมาจาก Monthly Recurring Revenue คือรายได้ประจำต่อเดือนจากค่าสมาชิก เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของธุรกิจ ไม่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย Minimum Retail Rate ของธนาคาร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (รายงานสินค้าคงเหลือ) สรุปข้อมูลที่ต้องมี ใครต้องทำ

รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คืออะไร รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คือ รายงานที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งขายสินค้า ต้องจัดทำตามมาตรา 87(3) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อบันทึกปริมาณสินค้าและวัตถุดิบที่รับเข้า จ่ายออก และคงเหลือของแต่ละสถานประกอบการ หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่ารายงานสินค้าคงเหลือ หรือรายงานสต๊อกตามแบบสรรพากร รายงานนี้ไม่ต้องยื่นส่งกรมสรรพากรทุกเดือนแบบ ภ.พ.30 แต่ต้องจัดทำไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจได้ตลอดเวลา รูปแบบและวิธีบันทึกเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ซึ่งกำหนดรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบไว้ในประกาศเดียวกัน สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จด VAT และขายสินค้า เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัทขายอุปกรณ์และวัตถุดิบเบเกอรี่ที่จด VAT แล้ว มีหน้าร้าน 2 สาขา ขายทั้งแป้ง เนย และพิมพ์อบขนม รายงานตามแบบสรรพากรต่างจาก Stock Card และใบตรวจนับอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ แต่ทำหน้าที่ต่างกัน เอกสาร ใครกำหนด ใช้ทำอะไร รายงานตามแบบสรรพากร กฎหมาย VAT (มาตรา 87(3) และประกาศฉบับที่ 89) หลักฐานปริมาณรับ จ่าย คงเหลือ ให้เจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจ Stock Card (บัตรคุมสินค้า) กิจการกำหนดเอง ติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้าแต่ละรายการในคลัง ใช้ภายใน ใบตรวจนับสินค้า กิจการกำหนดเอง บันทึกผลนับของจริง ณ วันที่นับ เพื่อเทียบกับรายงาน ถ้า Stock Card ของกิจการบันทึกข้อมูลครบตามที่ประกาศกำหนดและแยกตามสถานประกอบการ ก็ใช้เป็นฐานทำรายงานตามแบบสรรพากรได้ ส่วนใบตรวจนับใช้ยืนยันว่าตัวเลขในรายงานตรงกับของจริง วิธีนับสต๊อกอ่านต่อได้ที่บทความ นับสต๊อกสินค้าอย่างไรให้แม่นยำ ใครต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 3 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายสินค้าเป็นผู้จัดทำ ธุรกิจที่ให้บริการอย่างเดียวจึงไม่อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนธุรกิจที่ทั้งขายสินค้าและให้บริการ ต้องทำรายงานสำหรับส่วนที่เป็นสินค้า ธุรกิจบางประเภทมีรายงานตามกฎหมายเฉพาะอยู่แล้ว ประกาศจึงให้ใช้รายงานนั้นแทนได้ ประเภทธุรกิจ รายงานที่ใช้แทน โรงเลื่อยและค้าไม้ บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ค้าของเก่า บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการค้าของเก่า ร้านค้าปลอดอากร บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ธุรกิจน้ำมัน รายงานตามกฎหมายว่าด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง ตัวแทนที่รับฝากขายสินค้าให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน ก็มีหน้าที่ทำรายงานนี้สำหรับสินค้าที่รับฝากขายด้วย ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเรื่องหน้าที่ของตัวแทน รายงานสินค้าคงเหลือตามแบบสรรพากรต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ประกาศฉบับที่ 89 ให้บันทึกตามปริมาณสินค้าหรือวัตถุดิบที่รับเข้าและจ่ายออกจริง โดยมีเอกสารการรับและจ่ายประกอบทุกรายการ ในทางปฏิบัติรายงานจึงแบ่งข้อมูลเป็น 2 ส่วน และควรเทียบหัวคอลัมน์กับแบบฟอร์มรายงานสินค้าและวัตถุดิบท้ายประกาศอีกครั้งก่อนใช้จริง ส่วนหัวรายงาน ส่วนรายการ ร้านค้าปลีกที่มีสินค้าหลายรายการมาก บันทึกรวมเป็นกลุ่มสินค้าแทนการแยกรายตัวได้ตามข้อ 9 วรรคสาม และถ้าบันทึกยอดรวมรายวัน ต้องแสดงวันที่ ปริมาณที่รับหรือจ่าย และมูลค่ารวมของวันนั้น เอกสารที่ใช้ประกอบมักมีดังนี้ ประเภทรายการ เอกสารประกอบ รับสินค้าที่ซื้อ ใบกำกับภาษีซื้อ ใบส่งของ ใบรับสินค้า จ่ายสินค้าที่ขาย ใบกำกับภาษีขาย ใบส่งของ โอนระหว่างสาขา ใบโอนสินค้า รับคืนจากลูกค้า ใบลดหนี้ เบิกวัตถุดิบไปผลิต ใบเบิกวัตถุดิบ ต้องบันทึกเมื่อไร และต้องแยกตามสาขาไหม ต้องบันทึกภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ได้รับหรือจ่ายสินค้า ตามข้อ 9 ของประกาศฉบับที่ 89 รายการที่รับหรือจ่ายวันจันทร์จึงต้องลงรายงานภายในวันพฤหัสบดี ถ้าไม่มีวันหยุดคั่น กิจการที่มีหลายสถานประกอบการต้องทำรายงานแยกตามแต่ละสถานประกอบการตามข้อ 5 แม้จะได้รับอนุมัติให้ยื่นแบบ ภ.พ.30 รวมกันก็ตาม ส่วนการแยกรายงานย่อยตามแผนกหรือประเภทสินค้าทำได้ตามข้อ 4 ในกรณีของคุณมิ้นท์ สาขา 1 และสาขา 2 ต้องมีรายงานของตัวเอง เมื่อสาขา 1 โอนแป้งไปสาขา 2 รายงานของสาขา 1 บันทึกเป็นจ่ายออก และรายงานของสาขา 2 บันทึกเป็นรับเข้า โดยใช้ใบโอนสินค้าใบเดียวกันเป็นหลักฐาน ยอดรวมทั้งบริษัทจึงไม่เปลี่ยน แต่ยอดคงเหลือของแต่ละสาขาตรงกับของที่อยู่จริง ตัวอย่างรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตัวอย่างนี้เป็นรายงานของแป้งสาลีขนาด 1 กิโลกรัม สาขา 1 ของบริษัทคุณมิ้นท์ เดือนตุลาคม 2569 นับปริมาณเป็นถุง ส่วนหัว: บริษัท มิ้นท์เบเกอรี่ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมติ) · เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-1055-xxxxx-xx-x · สาขาที่ 00001 · สินค้า แป้งสาลีอเนกประสงค์ ถุง 1 กก. · หน่วย ถุง วันที่ เลขที่เอกสาร รายการ รับ จ่าย คงเหลือ 1 ต.ค. 69 ยอดยกมา 120 3 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีซื้อ PI-6910-012 ซื้อจากผู้ผลิต 200 320 5 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีขาย IV-6910-031 ขายร้านขนมลูกค้าประจำ 80 240 12 ต.ค. 69 ใบโอนสินค้า TR-6910-004 โอนไปสาขา 2 50 190 20 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีขาย IV-6910-077 ขายส่งโรงเรียนสอนทำขนม 90 100 28 ต.ค. 69 ใบลดหนี้ CN-6910-002 รับคืนถุงชำรุดจากลูกค้า 5 105 31 ต.ค. 69 รวมเดือนตุลาคม 205 220 105 ยอดคงเหลือ 105 ถุงคือ 120 + 205 − 220 ถ้าวันที่ 31 ตุลาคม นับของจริงได้ 105 ถุงพอดี แปลว่ารายงานกับของในร้านตรงกัน ทุกบรรทัดผูกกับเลขที่เอกสาร เจ้าหน้าที่จึงสุ่มตรวจย้อนจากรายงานไปที่เอกสารได้ทันที ถุงที่รับคืนเพราะชำรุดควรแยกไว้และหมายเหตุสภาพ ถ้าภายหลังต้องทำลาย ให้ทำเอกสารการทำลายและบันทึกจ่ายออกในรายงาน ไม่ปล่อยให้กลายเป็นสินค้าขาดตอนนับ ทำรายงานสินค้าคงเหลือใน Excel ได้ไหม ได้ ข้อ 10 ของประกาศฉบับที่ 89 ให้จัดทำรายงานด้วยวิธีพิมพ์หรือด้วยระบบคอมพิวเตอร์ได้ และใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ ตารางแบบตัวอย่างข้างบนจึงใช้เป็นแบบฟอร์มรายงานสต๊อกสินค้าใน Excel ได้ ถ้ามีข้อมูลครบตามแบบและแยกตามสถานประกอบการ จุดที่ต้องระวังเมื่อใช้ Excel คือการแก้ตัวเลขย้อนหลังโดยไม่มีร่องรอย ควรล็อกเดือนที่ปิดแล้ว เก็บไฟล์แยกตามเดือน และอย่าแก้ยอดยกมาให้ตรงกับของที่นับได้โดยไม่มีเอกสารประกอบ เพราะเท่ากับซ่อนสินค้าขาดไว้ในรายงาน สินค้าขาดหรือเกินจากรายงานมีผลอย่างไร สินค้าขาดจากรายงานมีผลทางภาษีโดยตรง ตามข้อหารือของกรมสรรพากร ถ้าตรวจนับแล้วสินค้าขาดจากรายงาน และไม่มีข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย ให้ถือว่าสินค้าที่ขาดไปนั้นได้ขายแล้ว ประเด็น หลักเกณฑ์ มาตรา สถานะของสินค้าที่ขาด ถือว่าขาย 77/1(8)(จ) ฐานภาษี ราคาตลาดของสินค้าในวันที่ตรวจพบ 79/3(3) เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษี 89(10) การขอลดเบี้ยปรับ ขอลดได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร คำสั่ง ท.ป.81/2542 สมมติคุณมิ้นท์นับสต๊อกสิ้นปีแล้วพบแป้งสาลีสาขา 1 ขาดจากรายงาน 20 ถุง ราคาตลาดวันที่ตรวจพบถุงละ 45 บาท (ไม่รวม VAT) ตัวเลขนี้สมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ฐานภาษีตามราคาตลาด 20 × 45 900 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% 900 × 7% 63 เบี้ยปรับ 2 เท่า ก่อนขอลด 63 × 2 126 ตัวเลขดูไม่มากเพราะเป็นแป้งแค่ 20 ถุง แต่ถ้าเป็นสินค้าราคาสูงหรือขาดหลายรายการ ภาษีและเบี้ยปรับจะสูงตาม และยังต้องอธิบายส่วนต่างให้เจ้าหน้าที่ฟังทุกรายการ ส่วนกรณีสินค้าเกินจากรายงาน มักแปลว่ามีการรับสินค้าเข้าโดยไม่ได้บันทึก หรือบันทึกจ่ายมากเกินจริง ผลคือรายงานไม่ถูกต้องตามที่ประกาศกำหนด ควรตรวจหาเอกสารรับเข้าที่ตกหล่นและบันทึกให้ครบ แทนการปรับยอดในรายงานลอย ๆ ป้องกันสินค้าขาดจากรายงานอย่างไร ทางป้องกันที่ได้ผลคือทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของสินค้ามีเอกสาร และนับของจริงเทียบรายงานเป็นระยะ ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานสินค้าคงเหลือ จากประสบการณ์ จุดที่ทำให้กิจการเสียภาษีจากสินค้าขาดบ่อยที่สุดไม่ใช่การขโมย แต่เป็นสินค้าเสียหายหรือแจกเป็นตัวอย่างที่ไม่ได้ทำเอกสาร พอถึงวันนับจึงไม่มีหลักฐานอธิบายส่วนที่หายไป สรุป – รายงานสินค้าและวัตถุดิบต้องจำอะไรบ้าง รายงานนี้ไม่ต้องส่งทุกเดือน แต่เป็นเอกสารแรก ๆ ที่เจ้าหน้าที่ขอดูเมื่อมาตรวจสต๊อก ตัวเลขในรายงานต้องตรงกับของจริงและมีเอกสารรองรับทุกบรรทัด ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเลือกสินค้าขายดี 3 รายการ นับของจริงที่ร้าน แล้วเทียบกับยอดคงเหลือในรายงานของเดือนล่าสุด ถ้าไม่ตรง ให้ไล่หาเอกสารที่ขาดก่อนสิ้นปี การบันทึกรับจ่ายสินค้าภายใน 3 วันทำการแยกทุกสาขาด้วยมือใช้เวลามากและพลาดง่าย โปรแกรมบัญชี PEAK ตัดสต๊อกจากเอกสารซื้อขายที่บันทึกในระบบ และพิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือตามช่วงวันที่เป็นไฟล์ Excel โดยเลือกแสดงเฉพาะสินค้าที่มีความเคลื่อนไหวได้ ดูรายละเอียดฟีเจอร์ได้ที่รายงานสต๊อกสินค้าใน PEAK ขั้นตอนอยู่ในคู่มือพิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือใน PEAK และใช้คู่มือกระทบยอดรายงานสินค้าคงเหลือกับงบทดลองตรวจความถูกต้องก่อนปิดงบ ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายงานสินค้าและวัตถุดิบ รายงานสินค้าคงเหลือต้องส่งสรรพากรไหม ไม่ต้องส่งเป็นประจำ แต่ต้องจัดทำและเก็บไว้ที่สถานประกอบการ ให้เจ้าหน้าที่ขอตรวจได้ทุกเมื่อ ต่างจาก ภ.พ.30 ที่ต้องยื่นทุกเดือน ต้องเก็บรายงานไว้นานแค่ไหน เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ยื่นแบบหรือวันที่ทำรายงาน ตามมาตรา 87/3 ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงาน ถ้าจะเก็บที่อื่นต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรก่อน ธุรกิจบริการต้องทำรายงานนี้ไหม ถ้าให้บริการอย่างเดียวและไม่ได้ขายสินค้า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 3 กำหนด แต่ถ้าขายสินค้าด้วย เช่น ร้านซ่อมที่ขายอะไหล่ ต้องทำรายงานสำหรับสินค้าส่วนนั้น ไม่ทำรายงานสินค้าคงเหลือตามแบบสรรพากรมีโทษอะไร ผู้ประกอบการที่ไม่จัดทำหรือจัดทำรายงานไม่ถูกต้องมีโทษปรับทางอาญาตามมาตรา 90 แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อหารือของกรมสรรพากร และถ้าสินค้าขาดจากรายงานยังต้องเสีย VAT พร้อมเบี้ยปรับตามที่อธิบายไว้ข้างบน บันทึกยอดขายรวมทั้งวันแทนรายใบได้ไหม ได้ ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 9 ให้บันทึกยอดรวมรายวันได้ โดยต้องแสดงวันที่ ปริมาณที่รับหรือจ่าย และมูลค่ารวมของวันนั้น ร้านค้าปลีกที่มีสินค้าหลายรายการยังบันทึกเป็นกลุ่มสินค้าได้ด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

เข้าใจธุรกิจกงสี ข้อดีข้อเสีย และวิธีบริหารจัดการ แบบองค์กรยุคใหม่

ธุรกิจกงสี คืออะไร กงสี (Kongsi) คือ ธุรกิจของครอบครัวที่สมาชิกหลายคนหรือหลายรุ่นร่วมกันถือทรัพย์สิน ร่วมกันทำงาน และแบ่งผลประโยชน์จากกองกลาง คำนี้มาจากคำภาษาจีนที่แปลว่า บริษัท (公司) และใช้กันมากในครอบครัวไทยเชื้อสายจีน ในภาษาธุรกิจทั่วไปเรียกกิจการลักษณะนี้ว่า ธุรกิจครอบครัว (Family Business) การทำธุรกิจกงสีอย่างเป็นระบบ จะช่วยพัฒนาธุรกิจในอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ตั้งเจริญวัสดุ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งวัสดุก่อสร้างให้ผู้รับเหมาและโครงการบ้านจัดสรร เริ่มจากร้านของอากงที่ไม่ได้จดทะเบียน ยอดขายปีละประมาณ 60 ล้านบาท ตอนนี้รุ่นที่ 2 มีพี่น้อง 4 คน และรุ่นที่ 3 เริ่มเข้ามาช่วยงาน ธุรกิจกงสีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ข้อดี ข้อเสีย ตัดสินใจเร็ว เพราะผู้มีอำนาจอยู่ในครอบครัว การตัดสินใจขึ้นกับคนคนเดียว ถ้าผู้อาวุโสไม่อยู่ ธุรกิจสะดุด ไว้ใจกันสูง ลดต้นทุนการควบคุม ไม่มีระบบตรวจสอบ เงินรั่วไหลได้โดยไม่รู้ตัว สมาชิกยอมทำงานหนักเพื่อกองกลาง คนที่ทำงานมากกับคนที่ทำน้อยได้ส่วนแบ่งเท่ากัน จึงเกิดความไม่พอใจ สะสมทุนจากกำไรได้ต่อเนื่องหลายรุ่น ทรัพย์สินปนกับของส่วนตัว แบ่งไม่ได้เมื่อมีคนต้องการแยกตัว ลูกค้าและคู่ค้ารู้จักครอบครัวมานาน รุ่นใหม่อาจไม่อยากสืบทอด หรือมีมุมมองต่างจากรุ่นก่อน ข้อเสียส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความเป็นครอบครัว แต่เกิดจากการไม่มีกติกาที่เขียนไว้และไม่มีบัญชีที่ทุกคนตรวจดูได้ ส่วนต่อไปจึงเน้นวิธีแก้ 2 เรื่องนี้ การบริหารเงินกงสี แยกจากเงินส่วนตัวอย่างไร เงินกงสี คือ เงินกองกลางที่มาจากกำไรของธุรกิจครอบครัว ใช้หมุนเวียนในกิจการและจ่ายให้สมาชิก ปัญหาที่พบบ่อยคือเงินกองกลางกับเงินส่วนตัวอยู่บัญชีเดียวกัน ร้านเดิมของตั้งเจริญวัสดุรับเงินขายเข้าบัญชีส่วนตัวของอาม่า พี่น้องเบิกเงินไปใช้โดยไม่จดบันทึก และที่ดินโกดังอยู่ในชื่อพี่คนโต เมื่อมีคนถามว่าแต่ละบ้านได้ไปเท่าไร ไม่มีใครตอบได้ ทั้งที่วิธีแยกเงินกงสี ทำได้ง่ายๆ ใน 4 ขั้นตอน เงินเดือนกับเงินปันผลของสมาชิกต่างกันอย่างไร เงินเดือนจ่ายให้คนที่ทำงานจริงตามหน้าที่ บริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนเงินปันผลจ่ายให้ผู้ถือหุ้นจากกำไรหลังหักภาษี ไม่ว่าคนนั้นจะทำงานในบริษัทหรือไม่ ตั้งเจริญวัสดุจ่ายเงินเดือนพี่สองคนที่บริหารงานคนละ 45,000 บาทต่อเดือน ปีที่ผ่านมามีกำไรก่อนภาษี 3,000,000 บาท รายได้เกิน 30 ล้านบาทจึงเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% เท่ากับ 600,000 บาท เหลือกำไรสุทธิ 2,400,000 บาท บริษัทจ่ายปันผลครึ่งหนึ่ง 1,200,000 บาท ให้พี่น้อง 4 คนที่ถือหุ้นเท่ากันคนละ 300,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% คนละ 30,000 บาท ได้รับสุทธิคนละ 270,000 บาท อีก 1,200,000 บาทเก็บไว้ขยายโกดัง ธุรกิจกงสีควรจดทะเบียนกิจการแบบไหน รูปแบบกิจการกำหนดว่าใครรับผิดชอบหนี้ เสียภาษีแบบไหน และส่งต่อความเป็นเจ้าของอย่างไร หัวข้อ ไม่จดทะเบียน (ชื่อบุคคล) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด ความรับผิดต่อหนี้ เจ้าของรับผิดไม่จำกัด หุ้นส่วนรับผิดร่วมกันไม่จำกัด หุ้นส่วนผู้จัดการไม่จำกัด หุ้นส่วนอื่นจำกัดตามที่ลงทุน ผู้ถือหุ้นจำกัดตามค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ ภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามห้างหรือคณะ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคล หลักฐานความเป็นเจ้าของ ไม่ชัด อยู่ในชื่อคนเดียว ตามสัญญาหุ้นส่วน ทะเบียนห้างหุ้นส่วน สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น การส่งต่อให้รุ่นถัดไป ต้องโอนทรัพย์สินทีละรายการ ขึ้นกับสัญญา โอนส่วนของหุ้นส่วน โอนหุ้นได้โดยกิจการยังดำเนินต่อ หน้าที่บัญชี เก็บหลักฐานรายรับรายจ่ายไว้คำนวณภาษี และทำรายงานภาษีเมื่อจด VAT รายงานรับจ่ายแนบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 งบการเงินรับรองโดยผู้สอบบัญชี งบการเงินรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต กิจการตั้งเจริญวัสดุ เลือกจดเป็นบริษัทจำกัด เพราะมีการแจกหุ้นที่ชัดเจน หนี้ของบริษัทแยกจากทรัพย์สินส่วนตัวของแต่ละบ้าน และลูกค้าต้องการใบกำกับภาษีจากนิติบุคคล การจดทะเบียนยังมีผลต่อภาษีที่เก็บต่างกันไปในแต่ละประเภทธุรกิจด้วย หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรจดทะเบียนประเภทไหน ลองอ่านบทความ ความแตกต่างระหว่างบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริษัทโฮลดิ้งกับธุรกิจครอบครัว ครอบครัวที่มีหลายกิจการบางครอบครัวตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ขึ้นมาถือหุ้นในบริษัทลูกแทนสมาชิกแต่ละคน ข้อดีคือรวมการตัดสินใจไว้ที่เดียวและส่งต่อความเป็นเจ้าของผ่านหุ้นของโฮลดิ้งบริษัทเดียว แต่มีต้นทุนบริหาร บัญชี และภาษีที่ต้องวางแผน จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตั้ง กฎหมายและภาษีที่ธุรกิจกงสีต้องรู้ เรื่องที่ครอบครัวมักเจอเมื่อธุรกิจโตขึ้นมีดังนี้ ตัวอย่าง ถ้าอาม่าให้เงินสดลูกคนเล็ก 25 ล้านบาทในปีเดียว ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทคือ 5 ล้านบาท เสียภาษี 5% เท่ากับ 250,000 บาท ถ้าแบ่งให้ 2 ปีภาษี ปีละ 12.5 ล้านบาท จะไม่เกินเกณฑ์ยกเว้น ตั้งกติกาในกงสี ให้เหมือนการทำงานบริษัท การตั้งกติกาในกงสีให้ชัดเจน หรืออาจเรียกว่า ธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) คือ ข้อตกลงที่สมาชิกเขียนร่วมกันว่าครอบครัวจะบริหารธุรกิจและทรัพย์สินอย่างไร เป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ธุรกิจครอบครัวผ่านจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นโดยไม่แตกแยก หัวข้อที่ควรมีได้แก่ ธรรมนูญครอบครัวเป็นข้อตกลงระหว่างสมาชิก ข้อที่ต้องการให้บังคับใช้ได้จริง เช่น การจำกัดการโอนหุ้น ควรเขียนไว้ในข้อบังคับบริษัทหรือสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นด้วย อ่านเรื่องเอกสารจัดตั้งได้ที่หนังสือบริคณห์สนธิ ส่งต่อธุรกิจกงสีให้รุ่นถัดไปอย่างไรให้ราบรื่น การส่งต่อที่ราบรื่นใช้เวลาหลายปี ไม่ควรเริ่มตอนที่ผู้อาวุโสป่วยหรือเสียชีวิตแล้ว ขั้นตอนที่ใช้ได้กับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางมีดังนี้ ตั้งเจริญวัสดุทำสัญญาเช่าที่ดินโกดังจากพี่คนโตในราคาตลาด บริษัทบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายและหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าเช่า 5% ส่วนพี่คนโตนำค่าเช่าไปเสียภาษีในนามตัวเอง ทุกคนจึงเห็นว่าที่ดินเป็นของใครและบริษัทจ่ายเท่าไร ข้อควรรู้เกี่ยวกับธุรกิจกงสี สรุป – ธุรกิจกงสีต้องจำอะไรบ้าง กงสี คือ ธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกร่วมกันถือทรัพย์สินและแบ่งผลประโยชน์จากกองกลาง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากเงินกองกลางปนกับเงินส่วนตัวและไม่มีกติกาที่เขียนไว้ แยกค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนสำหรับคนทำงาน และปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรสำหรับเจ้าของ โครงสร้างบริษัทจำกัดและธรรมนูญครอบครัวช่วยให้ส่งต่อธุรกิจให้รุ่นถัดไปได้ชัดเจน เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดบัญชีธนาคารแยกในชื่อกิจการ และจดรายการเงินที่สมาชิกเบิกออกไปย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อให้ครอบครัวเห็นตัวเลขจริงก่อนคุยเรื่องกติกา ทำบัญชีธุรกิจครอบครัวให้ทุกคนเห็นตัวเลขเดียวกันด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี ในนามกิจการ บันทึกซื้อขายพร้อมตัดสต๊อกสินค้า และดูรายงานบัญชีและงบการเงิน ได้ทุกเดือน เงินของกิจการจึงแยกจากเงินส่วนตัวและตรวจย้อนหลังได้ ส่วนการจ่ายเงินเดือนสมาชิกดูระบบได้ที่ PEAK Payroll – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องโครงสร้างกิจการเพิ่มเติมได้ที่จดทะเบียนบริษัท ทุนจดทะเบียนบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด งบการเงิน และSME คืออะไร แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกงสี ธุรกิจแบบกงสีคืออะไร ธุรกิจแบบกงสี คือ กิจการที่รายได้เข้ากองกลางของครอบครัว ผู้อาวุโสเป็นผู้ตัดสินใจหลัก และสมาชิกเบิกใช้จากกองกลาง ต่างจากธุรกิจครอบครัวที่จัดโครงสร้างแล้วตรงที่มักไม่มีการแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของเป็นลายลักษณ์อักษร ประเทศไทย มีกฎหมายเกี่ยวกับกงสีบ้างไหม แม้ประเทศไทยจะไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับกิจการกงสีโดยตรง แต่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบกิจการ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องห้างหุ้นส่วนและบริษัท ประมวลรัษฎากร และกฎหมายมรดก ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจทุกประเภท เงินกงสีต้องเสียภาษีไหม ต้องเสีย ภาษีเกิดตั้งแต่กิจการมีกำไร ตามรูปแบบที่ใช้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าของหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัท และเมื่อจ่ายให้สมาชิกเป็นเงินเดือน ส่วนแบ่งกำไร หรือปันผล ก็มีภาษีของผู้รับตามประเภทเงินได้ สมาชิกครอบครัวที่ทำงานในกงสีต้องเข้าประกันสังคมไหม ถ้ากิจการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และสมาชิกทำงานให้กิจการโดยรับค่าจ้าง สมาชิกคนนั้นเป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ถ้าอายุ 15 ถึง 60 ปี ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เหมือนลูกจ้างคนอื่น กรณีกิจการไม่จดทะเบียนที่นายจ้างเป็นบุคคลธรรมดาและผู้ทำงานเป็นคู่สมรสหรือบุตร ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมเพื่อยืนยันสถานะก่อน เจ้าของกงสีที่ไม่ได้รับเงินเดือนทำประกันสังคมได้ไหม ได้ ผู้ที่ได้รับเฉพาะส่วนแบ่งกำไรหรือเงินปันผลไม่ใช่ลูกจ้าง จึงไม่เข้ามาตรา 33 แต่สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้ ถ้าอายุ 15 ถึง 65 ปี และไม่ได้เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39 อยู่แล้ว ธุรกิจกงสีควรจดทะเบียนบริษัทไหม ควรพิจารณาเมื่อธุรกิจมีรายได้สูง มีสมาชิกหลายคนเป็นเจ้าของ หรือต้องการส่งต่อให้รุ่นถัดไป บริษัทจำกัดช่วยแยกหนี้สินธุรกิจออกจากทรัพย์สินส่วนตัว และแบ่งความเป็นเจ้าของผ่านหุ้นได้ชัด ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คืออะไร หักค่าใช้จ่ายอย่างไร

ทุกคนที่มีรายได้ต้องเจอคำว่า “เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท” ตอนยื่นภาษี แต่หลายคนยังสับสนว่ารายได้ของตัวเองจัดอยู่ประเภทไหน และหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไร บทความนี้สรุปครบทั้ง 8 ประเภทตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตารางหักค่าใช้จ่ายและตัวอย่างคำนวณจริงที่เจ้าของธุรกิจ SME ใช้ได้ทันที เงินได้พึงประเมินคืออะไร เงินได้พึงประเมิน คือ รายได้ทุกรูปแบบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำมาคำนวณภาษี ไม่ได้หมายถึงแค่เงินสดเท่านั้น แต่รวมถึงทรัพย์สินที่ตีเป็นเงินได้ ประโยชน์ที่คำนวณเป็นเงินได้ และเงินค่าภาษีที่คนอื่นออกแทนให้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทให้พนักงานอยู่บ้านฟรี ค่าเช่าบ้านที่ประหยัดได้ก็ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเช่นกัน เงินได้พึงประเมินจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของแต่ละปีภาษี ตามที่กรมสรรพากรกำหนด เหตุผลที่กรมสรรพากรแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท เพราะแต่ละอาชีพมีต้นทุนไม่เท่ากัน คนรับเหมาก่อสร้างมีค่าวัสดุสูง ส่วนมนุษย์เงินเดือนมีต้นทุนต่ำ การแบ่งประเภทจึงช่วยให้หักค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นธรรม เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท มีอะไรบ้าง เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แบ่งออกเป็น 8 ประเภท โดยเรียกสั้นว่า 40(1) ถึง 40(8) แต่ละประเภทมีรายละเอียดดังนี้ ประเภทที่ 1 เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)) เงินได้จากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส ค่าล่วงเวลา รวมถึงค่าเช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้ นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 2 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 2 รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า (มาตรา 40(2)) 40(2) คือ เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียม เบี้ยประชุม หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ 50% แต่รวมกับประเภทที่ 1 ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 3 ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา (มาตรา 40(3)) เงินได้จากค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เช่น ค่าลิขสิทธิ์จากการขายซอฟต์แวร์ หรือค่าสิทธิบัตร เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ ตามจริง หรือเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ประเภทที่ 4 ดอกเบี้ย เงินปันผล (มาตรา 40(4)) เงินได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล ส่วนแบ่งกำไร ผลประโยชน์จากการลงทุน ประเภทนี้หักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เพราะถือว่าไม่มีต้นทุนในการสร้างรายได้ ประเภทที่ 5 ค่าเช่าทรัพย์สิน (มาตรา 40(5)) เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่าบ้าน อาคาร ที่ดิน รถยนต์ เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมาตามประเภททรัพย์สิน เช่น บ้านและสิ่งปลูกสร้างเหมาได้ 30% ที่ดินเกษตร 20% ที่ดินอื่น 15% ยานพาหนะ 30% ทรัพย์สินอื่น 10% ประเภทที่ 6 วิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) มาตรา 40(6) ระบุวิชาชีพ 6 สาขา คือ กฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี และประณีตศิลปกรรม รวมถึงวิชาชีพอื่นที่จะกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% สำหรับแพทย์ และ 30% สำหรับวิชาชีพอื่น ประเภทที่ 7 รับเหมาก่อสร้าง (มาตรา 40(7)) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องจัดหาวัสดุเอง เช่น รับเหมาสร้างบ้าน สร้างอาคาร เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง หรือเหมา 60% ประเภทที่ 8 รายได้จากธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ (มาตรา 40(8)) 40(8) คือ เงินได้จากธุรกิจ การค้า การเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินได้อื่นที่ไม่เข้าประเภทที่ 1 ถึง 7 ตัวอย่างเช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับจ้างออกแบบกราฟิก หรือทำธุรกิจที่ปรึกษา เงินได้ 40(8) หักค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 60 ได้เฉพาะกิจการที่พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) กำหนดไว้ ยกเว้นนักแสดงสาธารณะที่หักร้อยละ 60 สำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท และร้อยละ 40 สำหรับส่วนที่เกิน โดยรวมกันไม่เกิน 600,000 บาท ส่วนกิจการที่ไม่อยู่ในรายการต้องหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่านั้น 40(1) กับ 40(2) ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนว่ารายได้ของตัวเองเป็น 40(1) หรือ 40(2) เพราะทั้งสองประเภทหักค่าใช้จ่ายเท่ากัน แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ลักษณะของงาน” เกณฑ์ 40(1) เงินเดือน 40(2) รับจ้างทำงาน ความสัมพันธ์ นายจ้าง-ลูกจ้าง ผู้ว่าจ้าง-ผู้รับจ้าง เงื่อนไขจ่ายเงิน จ่ายตามเวลา ไม่ว่างานเสร็จหรือไม่ จ่ายเมื่องานเสร็จตามที่ตกลง ตัวอย่าง พนักงานบริษัทรับเงินเดือนทุกเดือน ฟรีแลนซ์รับค่าจ้างเมื่อส่งงานครบ หักค่าใช้จ่าย เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) ตัวอย่างเช่น นักบัญชีที่เป็นพนักงานบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเงินเดือนประจำ จัดเป็น 40(1) แต่ถ้านักบัญชีคนเดียวกันรับงานปิดงบให้อีกบริษัทหนึ่งเป็นครั้งคราว ค่าจ้างนั้นจัดเป็น 40(2) มีเงินได้มาตรา 40(1) ถึง (8) คืออะไร ต้องยื่นแบบไหน ข้อความ “สำหรับผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(1) ถึง (8)” อยู่บนแบบ ภ.ง.ด.90 หมายถึงผู้ที่มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือน เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าเช่า หรือรายได้จากธุรกิจ ถ้ามีเงินเดือนอย่างเดียวให้ยื่น ภ.ง.ด.91 แทน ตามกำหนดเวลายื่นแบบของกรมสรรพากร แบบ ใช้เมื่อ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.91 มีเงินได้ 40(1) ประเภทเดียว มกราคม ถึง มีนาคมของปีถัดไป ภ.ง.ด.90 มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจาก 40(1) มกราคม ถึง มีนาคมของปีถัดไป ภ.ง.ด.94 มีเงินได้ 40(5) ถึง 40(8) ช่วงมกราคม ถึง มิถุนายน กรกฎาคม ถึง กันยายนของปีเดียวกัน ส่วนเกณฑ์ที่ต้องยื่นแบบประจำปี ตามคำอธิบายของกรมสรรพากร คือ คนโสดที่มีเงินเดือนอย่างเดียวเกิน 120,000 บาท หรือมีเงินได้ประเภทอื่นเกิน 60,000 บาท ส่วนผู้มีคู่สมรสใช้เกณฑ์ 220,000 บาท และ 120,000 บาทตามลำดับ ภ.ง.ด.94 ใช้เกณฑ์เงินได้ครึ่งปีเกิน 60,000 บาทสำหรับคนโสด และเกิน 120,000 บาทสำหรับผู้มีคู่สมรส ยื่นออนไลน์ได้ถึง 8 ตุลาคม ตามประกาศผู้มีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 มีเงินได้มาตรา 40(2) ถึง (8) หมายถึงอะไร หมายถึงมีเงินได้อย่างน้อย 1 ประเภทจากประเภทที่ 2 ถึง 8 ไม่ว่าจะมีเงินเดือนด้วยหรือไม่ก็ตาม ผู้มีเงินได้กลุ่มนี้ยื่น ภ.ง.ด.90 และถ้าเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาท ต้องคำนวณภาษีอีกวิธีด้วย (ดูหัวข้อคำนวณภาษี) ตัวอย่าง คุณวิทย์ (ชื่อสมมุติ) ผู้จัดการฝ่ายผลิตในโรงงาน มีเงินเดือน และยังได้ค่าที่ปรึกษาจากโรงงานอีกแห่งกับค่าเช่าโกดังจากบริษัทขนส่ง คุณวิทย์จึงยื่น ภ.ง.ด.91 ไม่ได้ ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 และต้องยื่น ภ.ง.ด.94 สำหรับค่าเช่าครึ่งปีแรก 120,000 บาทด้วย เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท หักค่าใช้จ่ายอย่างไร ตารางสรุปอัตราหักค่าใช้จ่ายทั้ง 8 ประเภท ตามประมวลรัษฎากรและพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 629 พ.ศ. 2560 ประเภท ลักษณะเงินได้ หักตามจริง หักเหมา 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(2)) 40(2) รับจ้างทำงาน ค่านายหน้า ไม่ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท (รวม 40(1)) 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา ได้ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ไม่ได้ ไม่ได้ 40(5) ค่าเช่าทรัพย์สิน ได้ 10-30% ตามประเภททรัพย์สิน 40(6) วิชาชีพอิสระ 6 สาขา และวิชาชีพอื่นตามพระราชกฤษฎีกา ได้ 30-60% ตามวิชาชีพ 40(7) รับเหมาก่อสร้าง ได้ 60% 40(8) ธุรกิจ การค้า และอื่น ๆ ได้ 60% สำหรับกิจการที่พระราชกฤษฎีกากำหนด · นักแสดงสาธารณะ 60% และ 40% ตามขั้นรายได้ · กิจการนอกรายการหักตามจริงเท่านั้น เงินได้ประเภทที่ 1 และ 2 หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้น ไม่สามารถหักตามจริงได้ ส่วนประเภทที่ 5-8 เลือกได้ว่าจะหักตามจริงหรือเหมา โดยเลือกวิธีที่ได้ประโยชน์มากกว่า ยกเว้นเงินได้ตาม 40(8) ที่ไม่อยู่ในรายการกิจการ ต้องหักตามจริงเท่านั้น 40(8) หักค่าใช้จ่ายเหมาได้ทุกกิจการไหม ไม่ได้ อัตราเหมาร้อยละ 60 ใช้ได้เฉพาะกิจการที่อยู่ในรายการของพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) ซึ่งแก้ไขโดยฉบับที่ 629 ใช้ตั้งแต่ปีภาษี 2560 กิจการที่ไม่อยู่ในรายการต้องหักตามจริงพร้อมหลักฐาน จึงควรเช็กชื่อกิจการของตัวเองในรายการก่อนเลือกวิธีหัก เงินได้แต่ละประเภทถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร เมื่อผู้จ่ายเงินเป็นนิติบุคคลหรือผู้ที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย จะหักภาษีตามประเภทเงินได้ แล้วออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงินไว้ใช้เป็นเครดิตตอนยื่นแบบประจำปี ตารางนี้สรุปกรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดาที่อยู่ในไทย ตามคู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SME เงินได้ อัตราหัก ณ ที่จ่าย แบบที่ผู้จ่ายยื่น 40(1) เงินเดือน · 40(2) ค่าที่ปรึกษา ค่านายหน้า คำนวณตามอัตราขั้นบันได (มาตรา 50(1)) ภ.ง.ด.1 40(4) ดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ภ.ง.ด.2 40(4) เงินปันผล ร้อยละ 10 ภ.ง.ด.2 40(5) ค่าเช่า ร้อยละ 5 ภ.ง.ด.3 40(6) วิชาชีพอิสระ · 40(7) รับเหมา · 40(8) ค่าบริการ ร้อยละ 3 ภ.ง.ด.3 40(8) ค่าโฆษณา ร้อยละ 2 ภ.ง.ด.3 40(8) ค่าขนส่ง ร้อยละ 1 ภ.ง.ด.3 ภาษีที่ถูกหักไว้ไม่ใช่ภาษีสุดท้าย ตอนยื่นแบบประจำปีให้นำเงินได้ทั้งหมดมาคำนวณ แล้วหักภาษีที่ถูกหักไว้ออก ถ้าถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องเสียจะขอคืนได้ ส่วนการยื่นแบบของผู้จ่ายเงินอ่านต่อได้ที่ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 คำนวณภาษีจากเงินได้แต่ละประเภทอย่างไร สมมุติคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นฟรีแลนซ์ออกแบบกราฟิก มีรายได้จาก 2 แหล่งในปีภาษี 2568 รายได้ที่ 1 รับจ้างออกแบบให้บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นประจำทุกเดือน ถือเป็นเงินได้ 40(2) จำนวน 360,000 บาทต่อปี รายได้ที่ 2 ขายเทมเพลตออกแบบผ่านเว็บไซต์ ถือเป็นเงินได้ 40(8) จำนวน 240,000 บาทต่อปี คำนวณหักค่าใช้จ่ายดังนี้ 40(2) รายได้ 360,000 บาท หักเหมา 50% = 180,000 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ = 100,000 บาท 40(8) รายได้ 240,000 บาท หักเหมา 60% = 144,000 บาท รายได้รวม = 360,000 + 240,000 = 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายรวม = 100,000 + 144,000 = 244,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท หักเงินสมทบประกันสังคม (ม.40 ทางเลือก 3) = 3,600 บาท เงินได้สุทธิ = 600,000 − 244,000 − 60,000 − 3,600 = 292,400 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาท = ยกเว้น เงินได้สุทธิ 150,001-292,400 บาท = 142,400 × 5% = 7,120 บาท คุณสมชายต้องเสียภาษี 7,120 บาท ถ้ารู้จักแยกประเภทเงินได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม จะช่วยประหยัดภาษีได้มาก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณจากเงินได้สุทธิตามอัตราขั้นบันไดของกรมสรรพากร เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีสะสมสูงสุดของขั้น (บาท) 0 ถึง 150,000 ยกเว้น 0 150,001 ถึง 300,000 ร้อยละ 5 7,500 300,001 ถึง 500,000 ร้อยละ 10 27,500 500,001 ถึง 750,000 ร้อยละ 15 65,000 750,001 ถึง 1,000,000 ร้อยละ 20 115,000 1,000,001 ถึง 2,000,000 ร้อยละ 25 365,000 2,000,001 ถึง 5,000,000 ร้อยละ 30 1,265,000 เกิน 5,000,000 ร้อยละ 35 — ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 รวมกันตั้งแต่ 120,000 บาท ต้องคำนวณภาษีอีกวิธี คือร้อยละ 0.5 ของเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2 ถึง 8 แล้วเสียตามวิธีที่ได้ยอดสูงกว่า ถ้าภาษีวิธีนี้ไม่เกิน 5,000 บาทจะได้รับยกเว้น ตามอินโฟกราฟิกภาษีเงินได้ของกรมสรรพากร ตัวอย่างที่ 2: มีเงินได้หลายประเภทจากคู่ค้าธุรกิจ ตัวอย่าง คุณวิทย์มีเงินได้ทั้งปี 3 ประเภท และใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวอย่างเดียวเพื่อให้ตามตัวเลขง่าย เงินได้ จำนวน (บาท) หักค่าใช้จ่าย (บาท) 40(1) เงินเดือนจากโรงงาน 720,000 รวมกับ 40(2) ร้อยละ 50 ไม่เกิน 100,000 40(2) ค่าที่ปรึกษาจากโรงงานอีกแห่ง 120,000 (รวมในบรรทัดบน) 40(5) ค่าเช่าโกดังจากบริษัทขนส่ง 240,000 เหมาร้อยละ 30 = 72,000 รวม 1,080,000 172,000 คุณวิทย์จึงมีภาษีทั้งปี 84,600 บาท สมมติโรงงานหักภาษีจากเงินเดือนไว้ 36,500 บาท และบริษัทขนส่งหักค่าเช่าไว้ร้อยละ 5 เท่ากับ 12,000 บาท ภาษีที่ต้องชำระเพิ่มตอนยื่น ภ.ง.ด.90 คือ 84,600 − 36,500 − 12,000 = 36,100 บาท สิ่งที่เห็นจากตัวอย่างนี้คือ ภาษีที่ถูกหักไว้แยกตามผู้จ่ายแต่ละรายมักต่ำกว่าภาษีจริง เพราะผู้จ่ายแต่ละรายไม่รู้เงินได้ส่วนอื่น ผู้มีเงินได้หลายทางจึงควรเตรียมเงินไว้ชำระเพิ่มตอนยื่นแบบ สรุป – เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นหัวใจของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การรู้ว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ประเภทไหนจะช่วยให้เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าที่สุด และยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจะใช้หลักเกณฑ์ต่างออกไป ควรจัดระบบบัญชีให้แยกประเภทรายได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การยื่นภาษีง่ายขึ้นและไม่พลาดสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายที่พึงได้ จัดการภาษีเงินได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และดูรายงานบัญชีและงบการเงิน ได้ทุกเดือน รายได้แต่ละประเภทจึงแยกไว้ชัดตั้งแต่ตอนออกเอกสาร ส่วนการเตรียมข้อมูลและสร้างเอกสารยื่นภาษีแบบต่าง ๆ ใช้ PEAK Tax ได้ แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมิน เงินได้สุทธิ กับเงินได้พึงประเมิน ต่างกันอย่างไร เงินได้พึงประเมินคือรายได้รวมทั้งหมดก่อนหักอะไร ส่วนเงินได้สุทธิคือจำนวนที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธินี้เองที่นำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าร้อยละ 5 ถึง 35 เงินปันผลจากกองทุนรวม ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด เงินปันผลจากกองทุนรวมจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 (มาตรา 40(4)) ซึ่งหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ แต่ผู้ลงทุนสามารถเลือกให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% แล้วไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีสิ้นปีก็ได้ ฟรีแลนซ์มีเงินได้หลายประเภท ต้องแยกยื่นไหม ไม่ต้องแยกยื่น ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายประเภท เช่น ทั้ง 40(2) จากรับจ้างทำงาน และ 40(8) จากขายสินค้า สามารถยื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 ใบเดียว โดยแยกกรอกรายได้ตามประเภทและหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ของแต่ละประเภท เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีทุกประเภทไหม ต้องนำมาคำนวณทุกประเภท แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเสียภาษีเสมอไป ถ้าหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับยกเว้นภาษี ทั้งนี้ผู้มีเงินได้ที่เข้าเกณฑ์ยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี แม้จะไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม มีเงินเดือนอย่างเดียวต้องยื่นแบบไหน ยื่น ภ.ง.ด.91 ถ้ามีเงินได้ 40(1) ประเภทเดียว และเงินเดือนทั้งปีเกิน 120,000 บาทสำหรับคนโสด หรือเกิน 220,000 บาทสำหรับผู้มีคู่สมรส ถ้ามีรายได้ประเภทอื่นด้วยแม้เพียงเล็กน้อยต้องเปลี่ยนไปยื่น ภ.ง.ด.90 ฟรีแลนซ์ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ไหม ขึ้นกับประเภทเงินได้ ภ.ง.ด.94 ใช้กับเงินได้ 40(5) ถึง 40(8) เท่านั้น ฟรีแลนซ์ที่มีแต่เงินได้ 40(2) จึงไม่ต้องยื่น ส่วนฟรีแลนซ์ที่มีเงินได้ 40(8) ครึ่งปีแรกเกิน 60,000 บาท (คนโสด) ต้องยื่นภายในกรกฎาคม ถึง กันยายน ตามประกาศผู้มีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

30 min

จดธุรกิจประเภทไหน เสียภาษีน้อยกว่า ความแตกต่างระหว่างแต่ละประเภท

จดบริษัทแบบไหนดี รู้จักประเภทธุรกิจในไทย การจดบริษัท ต้องมีการระบุประเภทธุรกิจให้ชัดเจน โดยแบ่งตาม 2 มุมมองหลัก มุมแรกพิจารณาจากกิจกรรมที่ดำเนินงาน เช่น การค้าขาย การผลิต หรือการให้บริการ ส่วนมุมที่สองพิจารณาจากรูปแบบการจัดตั้งตามกฎหมาย เช่น กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด ประเภทตามกิจกรรมช่วยกำหนดลักษณะโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบการบันทึกบัญชี ส่วนรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมายจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบต่อหนี้สิน โครงสร้างการเสียภาษี และภาระหน้าที่ในการจัดทำบัญชี การเลือกประเภทธุรกิจจึงมีความสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณเอก (ชื่อสมมุติ) ช่างไฟฟ้าผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าให้แก่โรงงานในนามบุคคลธรรมดา มีรายได้ปีละประมาณ 4 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจริงประมาณ 3 ล้านบาท และกำลังวางแผนชักชวนหุ้นส่วนมาร่วมลงทุนขยายกิจการ ประเภทของธุรกิจตามลักษณะกิจกรรมมีอะไรบ้าง ประเภทของธุรกิจตามลักษณะกิจกรรมแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร ได้แก่ การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การบริการ และการเกษตรกรรม ประเภทกิจกรรม ลักษณะการดำเนินงาน ตัวอย่างกิจการ B2B พาณิชยกรรม (Commercial) ซื้อสินค้าสำเร็จรูปมาขายต่อโดยไม่มีการแปรรูป ค้าส่งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้แก่ผู้รับเหมา ค้าส่งเครื่องเขียนสำนักงาน อุตสาหกรรม (Industrial) นำวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการผลิตหรือแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูป โรงงานผลิตกล่องกระดาษบรรจุภัณฑ์ โรงงานแปรรูปอาหาร บริการ (Service) จำหน่ายแรงงาน ความเชี่ยวชาญ ทักษะ หรือเวลาทำงาน รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้า บริการขนส่งสินค้า สำนักงานบัญชี เกษตรกรรม (Agricultural) การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และการประมง ฟาร์มปลูกผักส่งโรงงานแปรรูป ฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อ ทำไมบางแหล่งแบ่งธุรกิจเป็น 3 ประเภท การจัดกลุ่มธุรกิจเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจผลิต ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจบริการ มักใช้ในมิติของการบริหารจัดการต้นทุน โดยจัดรวมธุรกิจเกษตรกรรมเข้าไว้ในกลุ่มธุรกิจผลิต เนื่องจากมีโครงสร้างต้นทุนที่ประกอบด้วยวัตถุดิบ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายการผลิตเช่นเดียวกัน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิธีคำนวณต้นทุน กิจการที่ทำหลายอย่างนับเป็นประเภทไหน ในทางปฏิบัติให้พิจารณาจากกิจกรรมหลักที่สร้างรายได้เป็นสัดส่วนมากที่สุด แต่ฝ่ายบัญชีควรแยกบันทึกรายได้และต้นทุนของแต่ละกิจกรรมออกจากกันอย่างชัดเจน เช่น กรณีของคุณเอกที่มีทั้งรายได้จากค่าแรงติดตั้ง (บริการ) และรายได้จากการจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า (ซื้อมาขายไป) หากรวมยอดเป็นก้อนเดียวจะไม่สามารถทราบอัตรากำไรขั้นต้นที่แท้จริงได้ ทั้งนี้ ในทางภาษี งานรับเหมาติดตั้งที่ผู้รับเหมาเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์สำคัญเองจะจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7 รหัสประเภทธุรกิจ (TSIC) คืออะไร ใช้ตอนไหน รหัสประเภทธุรกิจ (Thailand Standard Industrial Classification หรือ TSIC) คือรหัสมาตรฐานสากลที่ใช้จัดหมวดหมู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างละเอียด โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จัดทำ ระบบค้นหาและแนะนำรหัสประเภทธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการค้นหารหัสที่ตรงกับวัตถุประสงค์กิจการจริง สำหรับนำไปใช้ระบุในเอกสารจัดตั้งนิติบุคคลและการนำส่งงบการเงิน รูปแบบธุรกิจในไทย มีกี่ประเภท รูปแบบการจัดตั้งธุรกิจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทย แบ่งออกเป็น 6 รูปแบบหลัก กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) ดำเนินการโดยบุคคลคนเดียว ไม่ถือเป็นนิติบุคคล เจ้าของเป็นผู้รับผลกำไรทั้งหมดและต้องรับผิดชอบต่อภาระหนี้สินของกิจการด้วยทรัพย์สินส่วนตัวอย่างไม่จำกัดจำนวน เหมาะสำหรับการเริ่มต้นทดลองตลาด ศึกษาข้อดีและข้อจำกัดได้ที่บทความ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) เกิดจากบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงร่วมกันทำกิจการเพื่อแสวงหาผลกำไร หุ้นส่วนทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดโดยไม่จำกัดจำนวน กฎหมายเปิดให้เลือกได้ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ หากจดทะเบียนจะมีสถานะเป็น “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) เป็นนิติบุคคลที่ต้องจดทะเบียน โดยมีหุ้นส่วน 2 จำพวก ได้แก่ หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด (รับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ลงหุ้น) และหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นผู้มีอำนาจจัดการห้าง ศึกษารายละเอียดได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด คืออะไร บริษัทจำกัด (Company Limited) จัดตั้งขึ้นโดยมีผู้เริ่มก่อการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ทุนจดทะเบียนแบ่งเป็นหุ้นมูลค่าเท่ากันไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท โดยผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบต่อหนี้สินจำกัดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ศึกษาการเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ เลือกจดบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด (Public Company Limited) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป ต้องมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป คณะกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน และหุ้นทุกหุ้นต้องชำระเต็มมูลค่าในคราวเดียว กิจการร่วมค้าและสาขาบริษัทต่างประเทศ กิจการร่วมค้า (Joint Venture) คือการรวมตัวกันระหว่างนิติบุคคลเพื่อดำเนินงานโครงการเฉพาะกิจ โดยมีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ส่วนการจัดตั้งสาขาของนิติบุคคลต่างประเทศจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รูปแบบธุรกิจแต่ละแบบต่างกันอย่างไร การเปรียบเทียบความแตกต่างของ 5 รูปแบบธุรกิจที่ผู้ประกอบการนิยมเลือกใช้ รูปแบบธุรกิจ จำนวนผู้ร่วมก่อตั้ง ความรับผิดชอบต่อหนี้สิน สถานะทางกฎหมาย ระบบภาษีเงินได้ เจ้าของคนเดียว 1 คน ไม่จำกัดจำนวน รับผิดชอบด้วยทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด ไม่เป็นนิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่จำกัดจำนวน หุ้นส่วนทุกคนร่วมรับผิดชอบ เลือกจดเป็นนิติบุคคลได้ ไม่จด: บุคคลธรรมดา / จด: นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำกัดหรือไม่จำกัดตามประเภทของหุ้นส่วน เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทจำกัด ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำกัดไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ค้างชำระ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทมหาชนจำกัด ตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป จำกัดไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ค้างชำระ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละรูปแบบธุรกิจเสียภาษีอย่างไร ระบบภาษีเงินได้แบ่งออกเป็น 2 ระบบหลักตามสถานะนิติบุคคล ได้แก่ ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล บุคคลธรรมดาเสียภาษีอย่างไร คำนวณจากเงินได้สุทธิ (รายได้ หัก ค่าใช้จ่าย หัก ค่าลดหย่อน) แล้วนำไปคูณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าขั้นบันได ตั้งแต่อัตรา 5% ถึง 35% โดยเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับการยกเว้นภาษี การหักค่าใช้จ่ายของบุคคลธรรมดาสามารถเลือกหักตามจริงที่มีหลักฐาน หรือหักเป็นการเหมาตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ประเภทเงินได้พึงประเมิน ตัวอย่างวิชาชีพหรือกิจกรรม อัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลปะ (แพทย์) หักเหมาได้ 60% มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี ประณีตศิลปกรรม หักเหมาได้ 30% มาตรา 40(7) สัญญาจ้างทำของ รับเหมาก่อสร้างและติดตั้งที่ผู้รับเหมาจัดหาสัมภาระสำคัญ หักเหมาได้ 60% มาตรา 40(8) ธุรกิจพาณิชย์ การค้าขาย การผลิต การขนส่ง ตามที่ระบุในกฤษฎีกา หักเหมาได้ 60% ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 ที่มีรายได้รวมตั้งแต่ 120,000 บาทต่อปี ต้องคำนวณเปรียบเทียบกับวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำในอัตรา 0.5% ของยอดรายรับรวมก่อนหักค่าใช้จ่าย โดยต้องชำระตามยอดคำนวณที่ได้จำนวนสูงกว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียนเสียภาษีอย่างไร คำนวณและยื่นภาษีในนามห้างหุ้นส่วนสามัญตามเกณฑ์บุคคลธรรมดา โดยส่วนแบ่งกำไรที่จัดสรรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนจะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินส่วนบุคคลของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยตามกฎหมาย นิติบุคคลเสียภาษีอย่างไร ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและบริษัทจำกัดคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษี (รายได้ตามจริง หัก ค่าใช้จ่ายตามจริงที่มีหลักฐาน) โดยอัตราภาษีทั่วไปอยู่ที่ 20% แต่หากเข้าเกณฑ์สิทธิประโยชน์สำหรับ SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได กำไรสุทธิทางภาษี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี 300,001 ถึง 3,000,000 บาท 15% ส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป 20% เมื่อนิติบุคคลจัดสรรเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ภาษีมูลค่าเพิ่มใช้กับรูปแบบไหน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) บังคับใช้กับผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยมีหน้าที่ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่งแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ตัวอย่างเทียบภาษีของคุณเอก เปรียบเทียบภาระภาษีของคุณเอก เมื่อมีรายได้ 4,000,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายจริง 3,000,000 บาท กรณีที่ 1: ดำเนินงานในนามบุคคลธรรมดา (หักค่าใช้จ่ายตามจริง) รายการคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการรับเหมา 4,000,000 บาท หัก: ค่าใช้จ่ายตามจริงที่มีเอกสาร (3,000,000) บาท หัก: ค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000) บาท เงินได้สุทธิ 940,000 บาท ภาษีวิธีขั้นบันได (0–20%) 103,000 บาท ภาษีวิธีคำนวณร้อยละ 0.5 (4,000,000 × 0.5%) 20,000 บาท ภาษีวิธีขั้นบันไดมียอดสูงกว่า จึงต้องชำระภาษีบุคคลธรรมดา 103,000 บาท กรณีที่ 2: ดำเนินงานในนามบริษัทจำกัด (จัดสรรเงินเดือนกรรมการ) บริษัทตั้งทุน 1 ล้านบาท จ่ายเงินเดือนให้คุณเอกในฐานะกรรมการทำงานจริงเดือนละ 30,000 บาท (ปีละ 360,000 บาท) รายการคำนวณภาษีสองชั้น จำนวนเงิน กำไรสุทธิของบริษัทก่อนเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท หัก: เงินเดือนกรรมการที่จ่ายจริง (360,000 บาท) (360,000) บาท กำไรสุทธิทางภาษีคงเหลือของบริษัท 640,000 บาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล SME: (640,000 − 300,000) × 15% 51,000 บาท เงินได้สุทธิส่วนบุคคลของคุณเอก (360,000 − 100,000 − 60,000) 200,000 บาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินเดือน: (200,000 − 150,000) × 5% 2,500 บาท รวมภาระภาษีทั้งระบบ 53,500 บาท การบริหารจัดการในรูปแบบบริษัทจำกัดช่วยลดภาระภาษีลงได้เกือบกึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กิจการต้องนำต้นทุนค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีประจำปีมาร่วมพิจารณาความคุ้มค่า เลือกรูปแบบธุรกิจแบบไหนดี ผู้ประกอบการสามารถใช้เกณฑ์ 5 คำถามหลักในการคัดเลือกรูปแบบองค์กรที่เหมาะสม แต่ละรูปแบบต้องทำบัญชีอะไรบ้าง ภาระหน้าที่ทางบัญชีจำแนกตามสถานะทางกฎหมายของกิจการ รูปแบบกิจการ หน้าที่การจัดทำเอกสารและบัญชี ผู้มีอำนาจตรวจสอบและลงนามรับรองงบ บุคคลธรรมดา / ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน จัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายประจำวัน (กรณีไม่ได้จด VAT) ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีรับรอง ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ทุน ≤ 5 ล้าน, สินทรัพย์และรายได้ ≤ 30 ล้าน) จัดทำสมุดบัญชี งบทดลอง และงบการเงินตามมาตรฐาน ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดใหญ่ / บริษัทจำกัด จัดทำบัญชีครบวงจรและนำส่งงบการเงินประจำปี ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เท่านั้น ศึกษาวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินเพิ่มเติมได้ที่ งบการเงิน คืออะไร และทำความเข้าใจมาตรฐานวิชาชีพได้ที่ ผู้สอบบัญชี คือใคร เปิดบริษัทจำกัดมีขั้นตอนอย่างไร กระบวนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดผ่านระบบ DBD Biz Regist มี 5 ขั้นตอนหลัก ผู้ประกอบการสามารถศึกษาเช็กลิสต์เอกสารอย่างละเอียดได้ที่บทความ จดทะเบียนบริษัท ต้องทำอะไรบ้าง ข้อควรรู้เกี่ยวกับประเภทธุรกิจ สรุป – ประเภทธุรกิจ วางแผนรูปแบบและภาษีให้เหมาะกับการเติบโต ประเภทธุรกิจสามารถจำแนกได้ 2 มิติ คือ แบ่งตามลักษณะกิจกรรม 4 ประเภท เพื่อบริหารจัดการต้นทุน และแบ่งตามรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมาย 6 รูปแบบ เพื่อกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบและภาระภาษี การเลือกรูปแบบองค์กรธุรกิจที่เหมาะสมจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่คู่ค้า จำกัดความรับผิดชอบส่วนบุคคล และช่วยประหยัดต้นทุนทางภาษีได้อย่างยั่งยืน เริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันนี้ด้วยการรวบรวมตัวเลขรายรับ ต้นทุนจริง และประเมินความพร้อมของระบบเอกสาร เพื่อเลือกเส้นทางการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นใจ เริ่มทำบัญชีให้พร้อมทุกรูปแบบธุรกิจด้วย PEAK ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากกิจการบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจออก ใบเสนอราคา, ใบแจ้งหนี้ และ ใบกำกับภาษี ได้อย่างถูกต้อง พร้อมเรียกดู รายงานบัญชีและงบการเงิน ได้ทุกเดือน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อวางรากฐานตัวเลขทางการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ ศึกษาความรู้การเริ่มต้นธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ SME คือ, กิจการเจ้าของคนเดียว, จดทะเบียนบริษัท และคลังบทความหมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประเภทธุรกิจ ประเภทธุรกิจภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ประเภทของธุรกิจในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Business Type ส่วนรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมายจะเรียกตามประเภทนิติบุคคล เช่น Sole Proprietorship (กิจการเจ้าของคนเดียว), Limited Partnership (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) และ Company Limited (บริษัทจำกัด) จดบริษัทจำกัดต้องมีทุนขั้นต่ำเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินทุนขั้นต่ำ แต่กำหนดให้มูลค่าหุ้นต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท และต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน พร้อมทั้งเรียกชำระค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 25% ของทุนจดทะเบียน คนเดียวเปิดบริษัทจำกัดได้ไหม ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้การจัดตั้งบริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน หากดำเนินธุรกิจคนเดียวสามารถเริ่มต้นจากกิจการเจ้าของคนเดียว หรือมองหาผู้ร่วมก่อตั้งมาร่วมถือหุ้น ห้างหุ้นส่วนสามัญต้องจดทะเบียนไหม กฎหมายไม่บังคับ ห้างหุ้นส่วนสามัญสามารถเลือกได้ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ หากจดทะเบียนจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หากไม่จดทะเบียนจะเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังคงต้องร่วมรับผิดชอบต่อหนี้สินอย่างไม่จำกัดจำนวนทั้งสองกรณี ห้างหุ้นส่วนจำกัดกับบริษัทจำกัดต่างกันตรงไหนมากที่สุด จุดต่างสำคัญที่สุดคือความรับผิดชอบต่อหนี้สิน ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 1 คนที่รับผิดชอบหนี้สินอย่างไม่จำกัดจำนวน ส่วนบริษัทจำกัดผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบจำกัดไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ นอกจากนี้ บริษัทจำกัดต้องว่าจ้างผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ เปลี่ยนจากเจ้าของคนเดียวเป็นบริษัทจำกัดได้ไหม สามารถทำได้ โดยยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดใหม่ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วดำเนินการโอนย้ายทรัพย์สิน สัญญา และธุรกรรมทางการค้าเข้าสู่นิติบุคคล โดยรอบปีภาษีที่มีการเปลี่ยนแปลงจะต้องยื่นภาษีทั้งในนามบุคคลธรรมดาและนามบริษัทตามช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริง ขายของออนไลน์ต้องจดบริษัทไหม กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องจดทะเบียนบริษัท สามารถขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดาได้ แต่หากมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และหากมีกำไรสุทธิสูงขึ้น การจดทะเบียนบริษัทจำกัดจะช่วยประหยัดภาษีและสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

FIFO คืออะไร ต่างจาก FEFO และ LIFO อย่างไร พร้อมตัวอย่างคิดต้นทุน

FIFO คืออะไร และสำคัญอย่างไร FIFO (First In, First Out) คือ หลักเข้าก่อนออกก่อน สินค้าที่รับเข้ามาก่อนจะถูกขายหรือเบิกใช้ก่อน หลักนี้ใช้ได้ 2 รูปแบบ แบบแรกคือวิธีหยิบสินค้าในคลังสินค้า และแบบที่สองคือวิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือทางบัญชี FIFO มีความสำคัญต่อธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้าอย่างน้อย 4 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ดำเนินธุรกิจค้าส่งน้ำมันปาล์มปี๊บขนาด 18 ลิตร ให้แก่ร้านอาหารและโรงงานแปรรูปอาหาร โดยบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว และราคาตัวเลขทั้งหมดในบทความเป็นราคาก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม FIFO อ่านว่าอะไร และแปลว่าอะไร FIFO ออกเสียงอ่านว่า “ไฟโฟ” ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษ First In, First Out แปลเป็นภาษาไทยว่า “เข้าก่อนออกก่อน” ในตำราและมาตรฐานการบัญชีไทยมักระบุชื่อว่า “วิธีเข้าก่อน ออกก่อน” ซึ่งหมายถึงวิธีคำนวณต้นทุนและการเคลื่อนย้ายสินค้าในลักษณะเดียวกัน FEFO คืออะไร ต่างจาก FIFO อย่างไร FEFO คือ หลักการหมดอายุก่อนออกก่อน (First Expired, First Out) หมายถึงสินค้าที่มีวันหมดอายุใกล้ที่สุดจะต้องถูกหยิบนำไปขายหรือใช้งานก่อน แม้ว่าสินค้านั้นจะเพิ่งรับเข้ามาในคลังทีหลังก็ตาม นิยมใช้กับสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และสารเคมี FIFO และ FEFO เป็นหลักการหยิบสินค้า 2 รูปแบบที่มีเกณฑ์ตัดสินต่างกัน โดย FIFO จะพิจารณาจาก “วันที่รับเข้าคลัง” ส่วน FEFO จะพิจารณาจาก “วันหมดอายุ” ทั้งนี้ FEFO เป็นเพียงหลักการบริหารคลังสินค้าทางกายภาพ ไม่ใช่วิธีคิดต้นทุนตามมาตรฐานการบัญชี กิจการจึงสามารถหยิบของจริงแบบ FEFO ควบคู่กับการคำนวณต้นทุนทางบัญชีแบบ FIFO หรือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักได้ ประเด็นเปรียบเทียบ FIFO FEFO ชื่อภาษาอังกฤษเต็ม First In, First Out First Expired, First Out เกณฑ์ตัดสินในการหยิบสินค้า วันที่รับสินค้าเข้าสู่คลังสินค้า วันหมดอายุของสินค้าแต่ละล็อต ความเหมาะสมกับประเภทสินค้า สินค้าทั่วไป อะไหล่ วัสดุก่อสร้าง สินค้าไม่มีวันหมดอายุ อาหาร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และเคมีภัณฑ์ การใช้คำนวณต้นทุนทางบัญชี ใช้เป็นวิธีคำนวณต้นทุนตามมาตรฐานบัญชีได้ ไม่ใช่วิธีคำนวณต้นทุน เป็นเพียงวิธีจัดคลัง ข้อมูลที่ต้องบันทึกควบคุม วันที่รับสินค้าเข้าคลัง วันที่รับเข้า เลขล็อตผลิต (Lot Number) และวันหมดอายุ ตัวอย่าง FEFO ในคลังสินค้า บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด มีสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือ 3 ล็อตในเดือนตุลาคม 2569 ดังนี้ ล็อตสินค้า วันที่รับเข้าคลัง จำนวน (ปี๊บ) ราคาทุนต่อปี๊บ วันหมดอายุ ล็อต A (ยอดยกมา) 1 ต.ค. 200 600 บาท มี.ค. 2570 ล็อต B (ซื้อเข้า) 5 ต.ค. 300 620 บาท พ.ค. 2570 ล็อต C (ซื้อเข้า) 18 ต.ค. 200 650 บาท ม.ค. 2570 ล็อต C แม้จะรับเข้ามาทีหลังสุดในวันที่ 18 ต.ค. แต่กลับมีวันหมดอายุเร็วที่สุดคือเดือน ม.ค. 2570 หากจัดคลังตามวิธี FIFO ล็อต C จะถูกวางไว้ด้านในสุดและเสี่ยงต่อการหมดอายุค้างสต๊อก เมื่อนำหลักการ FEFO มาใช้ เมื่อมีการขายสินค้าในวันที่ 10 ต.ค. จำนวน 350 ปี๊บ คลังจะหยิบล็อต A จำนวน 200 ปี๊บ และล็อต B จำนวน 150 ปี๊บ ต่อมาเมื่อมีการขายในวันที่ 25 ต.ค. จำนวน 250 ปี๊บ คลังจะเลือกหยิบล็อต C ที่ใกล้หมดอายุออกไปก่อนทั้ง 200 ปี๊บ แล้วตามด้วยล็อต B อีก 50 ปี๊บ ทำให้สินค้าคงเหลือในคลังจริงเป็นล็อต B จำนวน 100 ปี๊บที่ยังมีอายุการใช้งานยาวนาน LIFO คืออะไร ทำไมธุรกิจไทยไม่ใช้คิดต้นทุน LIFO (Last In, First Out) คือ หลักเข้าทีหลังออกก่อน โดยมีสมมติฐานว่าสินค้าล็อตที่จัดซื้อเข้ามาล่าสุดจะถูกตัดเป็นต้นทุนขายออกไปก่อน ส่วนสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังจะเป็นล็อตเก่าที่มีราคาซื้อในอดีต มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (TAS 2) กำหนดวิธีคำนวณต้นทุนที่ยอมรับได้ไว้เพียง 3 วิธี ได้แก่ วิธีราคาเจาะจง วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก โดยยกเลิกวิธี LIFO ออกจากมาตรฐาน กิจการในประเทศไทยจึงไม่สามารถใช้วิธี LIFO ในการจัดทำบัญชีและยื่นภาษีได้ ในภาวะที่ราคาสินค้ามีแนวโน้มสูงขึ้น วิธี LIFO จะทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดในงบแสดงฐานะการเงินเป็นราคาต้นทุนเดิมในอดีตที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของกิจการ วิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือมีกี่วิธี มาตรฐานการบัญชีไทยกำหนดวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือไว้ 3 วิธีหลัก โดยเลือกใช้ตามลักษณะของสินค้า วิธีคิดต้นทุน หลักการคำนวณ ลักษณะสินค้าที่เหมาะสม วิธีราคาเจาะจง (Specific Identification) บันทึกตัดต้นทุนตามราคาทุนจริงของสินค้าชิ้นที่ขายออกไป สินค้าที่มีมูลค่าสูง แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ เช่น รถยนต์ อัญมณี งานสั่งทำ หรือเครื่องจักร วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) สมมติให้สินค้าที่จัดซื้อเข้ามาก่อนถูกขายออกไปก่อนตามลำดับ สินค้าที่มีลักษณะเหมือนกัน ใช้ทดแทนกันได้ และกิจการต้องการติดตามต้นทุนตามรอบล็อตการสั่งซื้อ วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) นำต้นทุนสินค้ารวมทั้งหมดมาหารเฉลี่ยด้วยจำนวนหน่วยสินค้าทั้งหมด สินค้าที่มีปริมาณมาก ราคาซื้อผันผวนบ่อยครั้ง และต้องการต้นทุนต่อหน่วยที่นิ่งสม่ำเสมอ ถัวเฉลี่ย คืออะไร วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือ การหาต้นทุนต่อหน่วยโดยนำต้นทุนรวมของสินค้าทั้งหมดที่มีไว้ขาย หารด้วยจำนวนหน่วยสินค้าทั้งหมดที่มีไว้ขาย และนำต้นทุนเฉลี่ยนี้ไปใช้คำนวณทั้งต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือปลายงวด สำหรับกิจการที่บันทึกสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory) จะมีการคำนวณต้นทุนเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าเข้ามา เรียกว่าวิธีถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ตัวอย่างคำนวณต้นทุนแบบ FIFO เทียบถัวเฉลี่ย ใช้ข้อมูลการดำเนินงานของ บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด ในเดือนตุลาคม 2569 โดยมีสินค้าพร้อมขายรวม 700 ปี๊บ ต้นทุนรวม 436,000 บาท (ล็อต A: 120,000 บาท + ล็อต B: 186,000 บาท + ล็อต C: 130,000 บาท) มีการขายสินค้ารวม 600 ปี๊บ ในราคาขายปี๊บละ 800 บาท คิดเป็นรายได้รวม 480,000 บาท คำนวณแบบ FIFO ทีละรายการขาย วันที่ทำรายการ จำนวนขาย การตัดต้นทุนตามลำดับล็อต (FIFO) ต้นทุนขายรวม 10 ต.ค. ขาย 350 ปี๊บ ตัดล็อต A: 200 ปี๊บ × 600 บาท + ล็อต B: 150 ปี๊บ × 620 บาท 213,000 บาท 25 ต.ค. ขาย 250 ปี๊บ ตัดล็อต B: 150 ปี๊บ × 620 บาท + ล็อต C: 100 ปี๊บ × 650 บาท 158,000 บาท รวมทั้งเดือน ขาย 600 ปี๊บ — 371,000 บาท มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดตามวิธี FIFO คือ สินค้าล็อต C ที่เหลือ 100 ปี๊บ × 650 บาท = 65,000 บาท (สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้จาก ต้นทุนรวม 436,000 บาท − ต้นทุนขาย 371,000 บาท = 65,000 บาท) ข้อสังเกตคือ ในคลังสินค้าจริงอาจหยิบของตามวันหมดอายุ (FEFO) แต่การตัดต้นทุนทางบัญชีสามารถตัดตามเกณฑ์ FIFO ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี เนื่องจากสินค้ามีลักษณะเหมือนกันและใช้ทดแทนกันได้ คำนวณแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ต้นทุนถัวเฉลี่ยต่อปี๊บ = 436,000 บาท ÷ 700 ปี๊บ = 622.86 บาทต่อปี๊บ ต้นทุนขายรวม = 600 ปี๊บ × 622.86 บาท = 373,714.29 บาท และมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด = 100 ปี๊บ × 622.86 บาท = 62,285.71 บาท เทียบผลทั้ง 3 วิธี วิธีคิดต้นทุน ต้นทุนขาย มูลค่าสินค้าคงเหลือ กำไรขั้นต้น FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) 371,000.00 บาท 65,000.00 บาท 109,000.00 บาท ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 373,714.29 บาท 62,285.71 บาท 106,285.71 บาท LIFO (เปรียบเทียบในเชิงทฤษฎี) 376,000.00 บาท 60,000.00 บาท 104,000.00 บาท ในภาวะที่ราคาต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ วิธี FIFO จะให้ต้นทุนขายต่ำที่สุดและแสดงกำไรขั้นต้นสูงที่สุดในตารางนี้ ในขณะที่วิธีถัวเฉลี่ยจะให้ตัวเลขกำไรและต้นทุนที่อยู่ระดับกึ่งกลาง โดยยอดรวมของต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือของทุกวิธียังคงเท่ากับ 436,000 บาทเท่ากันทั้งหมด ทั้งนี้ วิธีราคาเจาะจงไม่ได้นำมาแสดงในตารางเปรียบเทียบ เนื่องจากน้ำมันปาล์มปี๊บเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมาตรฐานเดียวกันและใช้ทดแทนกันได้ ซึ่งมาตรฐานการบัญชี TAS 2 ไม่อนุญาตให้นำวิธีราคาเจาะจงมาใช้กับสินค้าลักษณะนี้ ราคาตลาดลดลงต้องทำอย่างไร ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 กำหนดให้กิจการต้องวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net Realizable Value – NRV) แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า โดย NRV คือราคาขายโดยประมาณหักด้วยต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้ขายสินค้านั้นได้ ในทางภาษี ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดให้ตีราคาสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า เช่น หากราคาตลาดของน้ำมันปาล์มปลายงวดลดลงเหลือปี๊บละ 640 บาท สินค้าคงเหลือ 100 ปี๊บจะต้องตีราคาเป็น 64,000 บาท ศึกษารายละเอียดการบันทึกบัญชีเพิ่มเติมได้ที่บทความ การตีราคาสินค้าคงเหลือ ใช้ FIFO ในคลังสินค้าอย่างไรให้ได้ผล การคำนวณต้นทุนแบบ FIFO สามารถตั้งค่าในโปรแกรมบัญชีได้อัตโนมัติ แต่การจัดคลังสินค้าตามเกณฑ์ FIFO หรือ FEFO ในทางปฏิบัติ ต้องอาศัยระบบหน้างานที่ชัดเจน 5 ขั้นตอน บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด กำหนดนโยบายว่า สินค้าล็อตใดที่มีอายุการเก็บรักษาเหลือน้อยกว่า 60 วัน จะถูกย้ายมาวางไว้ในโซนด้านหน้าและจัดโปรโมชันระบายสินค้าก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายจากสินค้าหมดอายุ เลือกวิธีคิดต้นทุนแบบไหนดี และเปลี่ยนภายหลังได้ไหม การเลือกวิธีคำนวณต้นทุนควรพิจารณาจากลักษณะการดำเนินธุรกิจและประเภทสินค้าเป็นหลัก เมื่อเลือกใช้วิธีคำนวณต้นทุนใดแล้ว กิจการต้องถือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดว่า การเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณราคาทุนจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน จึงไม่สามารถเปลี่ยนวิธีเองได้ตามอำเภอใจ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อแตกต่างของระบบสต๊อกได้ที่บทความ ระบบสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่องและแบบสิ้นงวด และต่อยอดการตั้งราคาได้ที่ วิธีคำนวณต้นทุน ข้อควรรู้เกี่ยวกับ FIFO และ FEFO สรุป – FIFO หัวใจสำคัญของการจัดการสต๊อกและคำนวณต้นทุนสินค้า FIFO หรือหลักการเข้าก่อนออกก่อน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ได้ทั้งในด้านการบริหารจัดการคลังสินค้าทางกายภาพเพื่อป้องกันสินค้าเก่าตกค้าง และเป็นวิธีคำนวณต้นทุนขายทางบัญชีที่สะท้อนมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบัน สำหรับสินค้าที่มีวันหมดอายุ ธุรกิจสามารถผสานการหยิบของแบบ FEFO เข้ากับการคำนวณต้นทุนแบบ FIFO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกวิธีคำนวณต้นทุนที่เหมาะสมและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ตัวเลขกำไรและงบการเงินของกิจการมีความถูกต้องและพร้อมสำหรับการวางแผนภาษี เริ่มต้นจัดการสต๊อกตั้งแต่วันนี้ด้วยการสำรวจสินค้าในคลัง จัดหมวดหมู่ล็อตการรับเข้าและวันหมดอายุให้ชัดเจน เพื่อสร้างระบบคลังสินค้าและงานบัญชีที่แม่นยำ ตัดสต๊อกและดูต้นทุนขายจากข้อมูลจริงด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีระบบบริหารจัดการ สต๊อกสินค้า ที่ช่วยตัดสต๊อกอัตโนมัติทันทีเมื่อเปิดบิลขาย พร้อมคำนวณต้นทุนขายและจัดทำ รายงานสินค้าคงเหลือ และ รายงานความเคลื่อนไหวสินค้ารายตัว ให้ผู้ประกอบการตรวจสอบยอดสินค้าจริงกับตัวเลขในระบบได้ตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการควบคุมสต๊อกและต้นทุนสินค้าของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ ศึกษาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ คู่มือจัดการสต๊อกสินค้า คลังความรู้ในหมวด บทความด้านบัญชี และหมวด บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FIFO FIFO ย่อมาจากอะไร และแปลว่าอะไร FIFO ย่อมาจากคำว่า First In, First Out แปลว่า “เข้าก่อนออกก่อน” ออกเสียงอ่านว่า ไฟโฟ ในทางบัญชีหมายถึงวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือที่สมมติให้สินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อนถูกขายออกไปก่อนตามลำดับ LIFO กับ FIFO ต่างกันอย่างไร FIFO จะตัดต้นทุนจากสินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อน ส่วน LIFO จะตัดต้นทุนจากสินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาหลังสุด ในช่วงที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น วิธี LIFO จะทำให้ต้นทุนขายสูงกว่าและแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือต่ำกว่า ทั้งนี้ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยได้ยกเลิกวิธี LIFO แล้ว บัญชีเข้าก่อนออกก่อน คือ FIFO ใช่ไหม ถูกต้อง วิธีเข้าก่อนออกก่อนในภาษาบัญชีไทยคือวิธี FIFO ใช้สำหรับคำนวณต้นทุนขายและมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด โดยถือสมมติฐานว่าสินค้าล็อตแรกถูกจำหน่ายออกไปก่อน หยิบสินค้าแบบ FEFO แต่คิดต้นทุนแบบ FIFO ได้ไหม สามารถทำได้ สำหรับสินค้าที่มีมาตรฐานเดียวกันและใช้ทดแทนกันได้ เนื่องจาก FIFO ในทางบัญชีเป็นเพียงสมมติฐานการไหลของต้นทุน ไม่ได้บังคับว่าสินค้าที่หยิบออกไปจริงจะต้องเป็นชิ้นเดียวกับล็อตที่ตัดต้นทุนทางบัญชี เปลี่ยนจาก FIFO เป็นถัวเฉลี่ยได้ไหม ในทางภาษีจะต้องยื่นคำขอและได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) ส่วนในทางบัญชีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีที่ต้องมีเหตุผลอันสมควรและต้องเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน FIFO เหมาะกับธุรกิจแบบไหน เหมาะกับธุรกิจซื้อมาขายไป ค้าส่ง ค้าปลีก และโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดเดียวกันหมุนเวียนหลายล็อต เช่น ธุรกิจอาหาร วัสดุก่อสร้าง อะไหล่ และบรรจุภัณฑ์ โดยสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัดควรใช้หลัก FEFO ในการหยิบของควบคู่ไปด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

22 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

PR PO GR คืออะไร เข้าใจระบบจัดซื้อครบ 3 ขั้นตอน

ธุรกิจที่เริ่มโตมักเจอคำว่า PR, PO, GR ในเอกสารจัดซื้อ แต่หลายคนยังสับสนว่าแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร และต้องใช้ตอนไหน ในบทความนี้ จะพาคุณมารู้จักทุกเอกสาร เข้าใจทุกขั้นตอน ของระบบจัดซื้อในองค์กร ใบขอซื้อ หรือใบ PR คืออะไร ใบขอซื้อ หรือใบ PR (Purchase requisition) คือเอกสารที่พนักงานหรือแผนกในองค์กรใช้ขออนุมัติการสั่งซื้อสินค้า หรือบริการ ก่อนที่ฝ่ายจัดซื้อจะสั่งซื้อจริง เป็นจุดเริ่มต้นของทุกการจัดซื้อในระบบ หรือพูดง่าย ๆ ว่า PR เปรียบเสมือนใบเสนอความต้องการ ที่บอกว่า ฉันต้องการซื้ออะไร จำนวนเท่าไร และทำไมถึงต้องซื้อ ตัวอย่างเช่น แผนก IT ต้องการซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ 5 เครื่อง ก็ต้องทำใบ PR ส่งให้หัวหน้าแผนกอนุมัติก่อน เมื่ออนุมัติแล้วจึงส่งต่อให้ฝ่ายจัดซื้อ ใบขอซื้อ กับ ใบเสนอซื้อ เป็นเอกสารเดียวกันไหม ใช่ ในทางปฏิบัติ “ใบขอซื้อ” “ใบเสนอซื้อ” และ “ใบขอซื้อ/ขอจ้าง” มักหมายถึงเอกสารเดียวกัน คือใบที่แผนกภายในใช้ขออนุมัติซื้อ แต่ละองค์กรเลือกเรียกต่างกัน ส่วนที่ต้องดูคือหน้าที่ของเอกสาร ไม่ใช่ชื่อ จุดที่มักสับสนคือ “ใบเสนอราคา” (Quotation) ซึ่งเป็นเอกสารคนละใบ ใบเสนอราคาออกโดยผู้ขายเพื่อบอกราคาให้ผู้ซื้อ ส่วนใบ PR ออกโดยคนในองค์กรของผู้ซื้อเอง เปิด PR คืออะไร / ขั้นตอนการเปิดใบ PR การเปิด PR หมายถึงการสร้างใบขอซื้อเข้าไปในระบบ โดยมีขั้นตอนดังนี้ ตัวอย่างใบขอซื้อ (PR) ใบ PR มักมีข้อมูลสำคัญดังนี้ ตัวอย่างสถานการณ์: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ แผนกคลังสินค้าพบว่ากล่องพัสดุเหลือไม่พอส่งของภายในสัปดาห์นี้ จึงเปิดใบ PR ขอซื้อกล่องพัสดุ 500 ใบ ส่งให้ผู้จัดการอนุมัติ ก่อนส่งต่อให้ฝ่ายจัดซื้อออก PO ไปยัง supplier ใบ PR ของบริษัท ก ที่กรอกแล้วหน้าตาประมาณนี้ (ข้อมูลสมมติ) ช่อง ข้อมูล เลขที่ / วันที่ PR-2026-0042 · 15 ต.ค. 2569 แผนกที่ขอ / ผู้ขอ คลังสินค้า · หัวหน้าคลังสินค้า รายการ กล่องพัสดุลูกฟูกเบอร์ C ขนาด 20 × 30 × 11 ซม. จำนวน 500 ใบ ราคาต่อหน่วยโดยประมาณ 8 บาท รวมโดยประมาณ 500 × 8 = 4,000 บาท วันที่ต้องการ 20 ต.ค. 2569 เหตุผล กล่องคงเหลือ 60 ใบ ไม่พอส่งออเดอร์ช่วงโปรโมชันปลายเดือน ผู้อนุมัติ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ (วงเงินอนุมัติไม่เกิน 10,000 บาท) ราคาในใบ PR เป็นราคาประมาณเพื่อใช้ขออนุมัติงบ ราคาจริงจะกำหนดอีกครั้งใน PO หลังฝ่ายจัดซื้อเทียบราคาจากผู้ขาย แบบฟอร์มใบขอซื้อ Excel ควรมีช่องอะไรบ้าง แบบฟอร์มใน Excel ใช้ 1 แผ่นต่อ 1 ใบ PR ส่วนหัวใส่ข้อมูลเอกสาร ส่วนตารางใส่รายการ และท้ายแผ่นเว้นช่องลงนาม ส่วน ช่องที่ควรมี ส่วนหัว เลขที่ PR วันที่ แผนก ชื่อผู้ขอ วันที่ต้องการ ตารางรายการ ลำดับ รายละเอียดสินค้า/บริการ จำนวน หน่วย ราคาต่อหน่วยโดยประมาณ จำนวนเงิน ท้ายตาราง รวมเงินโดยประมาณ เหตุผลในการขอซื้อ ลงนาม ผู้ขอ ผู้อนุมัติ วันที่อนุมัติ ช่องจำนวนเงินใช้สูตรคูณจำนวนกับราคาต่อหน่วย เช่น ถ้าจำนวนอยู่คอลัมน์ C และราคาอยู่คอลัมน์ E ให้ใส่ =C5*E5 แล้วลากลง ส่วนช่องรวมใช้ =SUM ของคอลัมน์จำนวนเงิน เลขที่ PR ควรเรียงต่อกันและไม่ใช้ซ้ำ เพื่อให้อ้างถึงได้ตอนออก PO และตอนตรวจย้อนหลัง ใบสั่งซื้อ หรือใบ PO คืออะไร ใบสั่งซื้อ หรือใบ PO (Purchase Order) คือเอกสารทางการที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย (Supplier) เพื่อแจ้งว่าต้องการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน เมื่อผู้ขายตอบรับ PO จะใช้เป็นหลักฐานข้อตกลงซื้อขายตามรายการ ราคา และเงื่อนไขที่ระบุไว้ โดยความแตกต่างระหว่าง PO และ PR ตรงที่ PR เป็นเอกสารภายใน ขอความเห็นชอบจากผู้บริหาร ส่วน PO เป็นเอกสารภายนอก ที่ส่งให้คู่ค้าโดยตรง ใบ PO มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ใบ PO มักระบุข้อมูลสำคัญ เช่น เลขที่ PO ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย รายการสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระเงิน และวันที่ส่งของ สำหรับรายละเอียดองค์ประกอบเต็มและตัวอย่างใบ PO พร้อมแบบฟอร์ม อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง ใบรับสินค้า หรือใบ GR คืออะไร ใบรับสินค้า หรือใบ GR (Goods Receipt ) คือเอกสารที่ออกเมื่อสินค้าถูกส่งมาถึงและผ่านการตรวจรับเรียบร้อยแล้ว เป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้ซื้อได้รับสินค้าตรงตาม PO ที่สั่งไป ทั้งชนิด จำนวน และคุณภาพ GR เป็นขั้นตอนสุดท้ายในวงจรจัดซื้อ ก่อนที่ฝ่ายบัญชีจะจ่ายเงินให้คู่ค้า หากไม่มี GR ฝ่ายบัญชีจะไม่มีหลักฐานว่าได้รับของจริง ซึ่งอาจทำให้จ่ายเงินให้สินค้าที่ยังไม่มาถึง หรือมาถึงแต่ไม่ครบ ตัวอย่าง เช่น บริษัท ก สั่งซื้อกล่องพัสดุ 500 ใบจากผู้ขาย ของมาถึงแต่มีแค่ 480 ใบ ถ้าทำ GR ตอนรับของจะบันทึกได้ทันทีว่าได้ 480 ไม่ใช่ 500 ทำให้ฝ่ายบัญชีจ่ายเงินตามจำนวนที่รับจริง และติดตามให้ผู้ขายส่งส่วนที่เหลืออีก 20 ใบ ขั้นตอนการทำ GR (Goods Receipt) เมื่อ supplier ส่งสินค้ามาถึง ฝ่ายคลังสินค้าหรือผู้รับผิดชอบจะต้องทำ GR ตามขั้นตอนดังนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้าสินค้าที่ได้รับไม่ตรงกับ PO (เช่น จำนวนไม่ครบ หรือคนละรุ่น) ต้องบันทึกความต่างไว้ใน GR และแจ้งผู้ขายทันที เพราะจะกระทบทั้งการจ่ายเงินและระบบสต็อกสินค้าของธุรกิจ ขั้นตอนตรวจรับและการเทียบกับใบแจ้งหนี้ของผู้ขาย อ่านต่อได้ที่บทความ รู้จักระบบ GR และ IR ความแตกต่างระหว่าง PR, PO และ GR (ตารางเปรียบเทียบ) หลายคนยังสับสนระหว่างเอกสารทั้ง 3 ตัว ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพรวมชัดเจน หัวข้อ PR (ใบขอซื้อ) PO (ใบสั่งซื้อ) GR (ใบรับสินค้า) ชื่อเต็ม Purchase Requisition Purchase Order Goods Receipt ออกโดย พนักงาน/แผนกที่ต้องการสินค้า ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายคลังสินค้า/ผู้ตรวจรับ ส่งให้ ผู้อนุมัติภายในองค์กร คู่ค้า/ผู้ขาย (ภายนอก) ฝ่ายบัญชี ใช้ทำอะไร ขออนุมัติซื้อ ยืนยันคำสั่งซื้อกับ supplier ยืนยันว่ารับสินค้าครบแล้ว ประเภทเอกสาร เอกสารภายใน เอกสารภายนอก (หลักฐานข้อตกลงซื้อขายเมื่อผู้ขายตอบรับ) เอกสารภายใน เกิดขึ้นตอนไหน ก่อนสั่งซื้อ ระหว่างสั่งซื้อ หลังรับของ จุดที่ต้องจำคือ PR อยู่ภายในองค์กร ส่วน PO ออกไปหาคู่ค้า และ GR ย้อนกลับเข้ามาเพื่อปิดรอบการจัดซื้อ ขั้นตอนจัดซื้อครบวงจร ตั้งแต่ขอซื้อ สั่งซื้อ และรับสินค้า เอกสารทั้ง 3 ตัวทำงานเชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่ ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่ง ระบบจัดซื้อจะไม่สมบูรณ์ Step 1: เปิดใบขอซื้อ (PR) เมื่อแผนกใดต้องการสินค้าหรือบริการ พนักงานจะเปิดใบ PR ระบุรายการที่ต้องการพร้อมเหตุผล แล้วส่งให้หัวหน้าแผนกหรือผู้จัดการอนุมัติ ถ้าไม่อนุมัติ PR จะถูกส่งกลับให้แก้ไข หรือยกเลิก ตัวอย่าง: บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์สำนักงาน แผนกการตลาดต้องการผลิตสื่อโฆษณาชิ้นใหม่ จึงเปิด PR ขอซื้อบริการออกแบบจากฟรีแลนซ์ มูลค่า 15,000 บาท ระบุเหตุผลว่าเป็นแคมเปญไตรมาส 3 ส่งให้ผู้จัดการแผนกอนุมัติ PR ใบนี้ใช้เวลา 1 วันทำการก็ผ่าน เพราะมีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว Step 2: อนุมัติและออกใบสั่งซื้อ (PO) เมื่อ PR ผ่านการอนุมัติ ทีมจัดซื้อจะเปรียบเทียบราคาจากคู่ค้าหลายราย เลือกรายที่เหมาะสม แล้วออกใบ PO ส่งไปยืนยันคำสั่งซื้อ โดย PO จะระบุรายละเอียดครบถ้วน ทั้งราคา จำนวน เงื่อนไขการจ่ายเงิน และวันส่งของ ตัวอย่าง (ต่อจาก Step 1): ทีมจัดซื้อของบริษัท ข รับ PR ที่อนุมัติแล้ว เปรียบเทียบราคาจากฟรีแลนซ์ 3 ราย เลือกรายที่เสนอราคา 13,500 บาท พร้อมส่งงานภายใน 7 วัน แล้วออก PO เลขที่ PO-2026-0158 ส่งให้ฟรีแลนซ์ยืนยัน เมื่อฟรีแลนซ์ตอบรับ PO ฉบับนี้ก็เป็นหลักฐานข้อตกลงจ้างงานตามราคาและกำหนดส่งที่ระบุ Step 3: รับสินค้าและทำ GR เมื่อของมาถึง ฝ่ายคลังจะตรวจสอบว่าสินค้าตรงกับ PO หรือไม่ ถ้าตรงครบก็ทำ GR แล้วส่งเอกสารให้ฝ่ายบัญชีเพื่อจ่ายเงิน ถ้าสินค้าไม่ตรงหรือไม่ครบ จะต้องบันทึกข้อแตกต่างและติดต่อผู้ขายแก้ไขก่อน ตัวอย่าง (ต่อจาก Step 2): ฟรีแลนซ์ส่งไฟล์งานออกแบบครบตามที่ตกลง แผนกการตลาดตรวจสอบแล้วตรงตาม PO-2026-0158 จึงทำ GR ยืนยันรับงาน แล้วส่ง GR ให้ฝ่ายบัญชีจ่ายเงิน 13,500 บาทให้ฟรีแลนซ์ ขั้นตอนนี้เรียกว่า 3-way matching คือการเทียบเอกสาร 3 ฉบับให้ตรงกันก่อนจ่ายเงิน เอกสาร ข้อมูลที่ตรวจ ออกโดย ตัวอย่าง (บริษัท ข) PO (ใบสั่งซื้อ) รายการ ราคา จำนวนที่สั่ง ทีมจัดซื้อ PO-2026-0158: ออกแบบ 1 งาน 13,500 บาท GR (ใบรับสินค้า) จำนวนที่รับจริง คุณภาพ ผู้ตรวจรับ ตรวจรับไฟล์งานครบ ตรง PO Invoice (ใบแจ้งหนี้) จำนวนเงินที่เรียกเก็บ ผู้ขาย ฟรีแลนซ์แจ้งหนี้ 13,500 บาท ถ้าเอกสารทั้ง 3 ฉบับตรงกัน ก็จ่ายเงินได้ทันที ถ้าไม่ตรง (เช่น Invoice เรียกเก็บเกิน หรือ GR ระบุว่าได้ของไม่ครบ) ต้องหาสาเหตุและแก้ไขก่อน ปัญหาที่พบบ่อยในระบบ PR PO GR และวิธีแก้ไข ระบบจัดซื้อที่ไม่เป็นระบบอาจทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ จัดการระบบจัดซื้อ PR PO GR ด้วยโปรแกรมบัญชี ธุรกิจที่เริ่มมีออเดอร์เยอะขึ้น การจัดการ PR PO GR ด้วยกระดาษหรือ Excel อาจไม่เพียงพอ เพราะเอกสารหาย ข้อมูลไม่ตรงกัน และตรวจสอบย้อนหลังลำบาก ตัวอย่างปัญหาที่ SME เจอบ่อยเมื่อใช้ Excel จัดการ การเก็บใบสั่งซื้อไว้ในโปรแกรมบัญชีช่วยให้เอกสารจัดซื้ออยู่ที่เดียวกับข้อมูลบัญชี ค้นย้อนหลังได้จากเลขที่เอกสาร และลดการคีย์ข้อมูลซ้ำระหว่างฝ่ายจัดซื้อกับฝ่ายบัญชี สรุป – แค่เข้าใจเอกสาร งานจัดซื้อก็ลื่นไหล เมื่อเข้าใจว่าเอกสารจัดซื้อคืออะไร และมีอะไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปคือนำไปใช้จริงในธุรกิจ เพราะระบบจัดซื้อที่ดีช่วยควบคุมต้นทุนและลดปัญหาเอกสารตกหล่น สิ่งที่ควรเริ่มทำวันนี้ ออกใบสั่งซื้อและพิมพ์ใบขอซื้อด้วย PEAK ใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ คุณสามารถสร้างใบสั่งซื้อได้ที่เมนูรายจ่าย แล้วเลือกพิมพ์จากใบสั่งซื้อใบเดียวกันออกมาเป็นรูปแบบใบสั่งซื้อ ใบขอซื้อ/ขอจ้าง หรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ PR PO GR ใบ PO ใครเป็นคนออก ใบ PO ออกโดยฝ่ายจัดซื้อขององค์กร หลังจากได้รับใบ PR ที่อนุมัติแล้ว ในบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีฝ่ายจัดซื้อแยก เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการอาจเป็นคนออก PO เอง PO กับ Invoice ต่างกันอย่างไร PO เป็นเอกสารที่ “ผู้ซื้อ” ออกเพื่อแจ้งคำสั่งซื้อ ส่วน Invoice (ใบแจ้งหนี้) เป็นเอกสารที่ “ผู้ขาย” ออกเพื่อเรียกเก็บเงิน PO เกิดก่อนส่งของ ส่วน Invoice ออกพร้อมการส่งของหรือหลังส่งของก็ได้ ตามเงื่อนไขการค้าที่ตกลงกัน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ Invoice คืออะไร บริษัทเล็กต้องมีระบบ PR PO GR ไหม ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมี แต่แนะนำอย่างยิ่ง แม้บริษัทมีพนักงาน 3 ถึง 5 คน การมีระบบ PR PO GR แบบง่าย ๆ (จะใช้กระดาษหรือ Excel ก็ได้) ช่วยให้รู้ว่าซื้ออะไร จากใคร ราคาเท่าไร ป้องกันการสั่งซื้อซ้ำหรือสั่งซื้อโดยไม่มีคนรับผิดชอบ ใบขอซื้อต้องมีลายเซ็นใครบ้าง อย่างน้อย 2 คน คือผู้ขอซื้อและผู้อนุมัติ ส่วนใครเป็นผู้อนุมัติขึ้นกับวงเงินที่บริษัทกำหนด เช่น บริษัท ก ให้ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการอนุมัติได้ไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าเกินต้องให้กรรมการลงนาม ควรเขียนวงเงินอนุมัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ทุกคนใช้เกณฑ์เดียวกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

บัตรชมพู คืออะไร เช็กลิสต์นายจ้าง ก่อนจ้างแรงงาน

บัตรชมพู คืออะไร และสำคัญอย่างไร บัตรชมพู (Pink Card) คือ บัตรสีชมพูที่มีชื่อทางการว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย กรมการปกครองออกให้คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย เพื่อใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัว 13 หลัก คนทั่วไปจึงเรียกกันว่าบัตรแรงงานต่างด้าว บัตรนี้ออกตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ส่วนสิทธิทำงานมาจากใบอนุญาตทำงานที่กรมการจัดหางานออกให้ สองอย่างนี้ต้องใช้คู่กัน เรื่องนี้สำคัญกับนายจ้างอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท แพ็คดีบอกซ์ จำกัด (ชื่อสมมติ) ผู้ผลิตกล่องลูกฟูกส่งโรงงานอาหาร ซึ่งจ้างแรงงานเมียนมาถือบัตรสีชมพู 12 คนในไลน์ผลิต ถือบัตรชมพูแล้วได้สัญชาติไทยไหม ไม่ได้ หลายคนเรียกบัตรนี้ว่า บัตรประชาชนสีชมพู แต่บัตรนี้ไม่ใช่บัตรประจำตัวประชาชนไทย และไม่ได้ทำให้ผู้ถือได้สัญชาติไทย ลูกของผู้ถือบัตรที่เกิดในไทยก็ไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการสัญชาติต้องยื่นขอตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับคนต่างด้าวทั่วไป ใครต้องมีบัตรชมพูบ้าง แล้วทำบัตรชมพูที่ไหน คนที่ต้องมีบัตรชมพูส่วนใหญ่คือแรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่ขึ้นทะเบียนทำงานในไทยตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละรอบ ส่วนการทำบัตรต้องไปที่สำนักทะเบียนของกรมการปกครองตามที่นัดหมายไว้ การทำบัตรไม่ได้เปิดตลอดทั้งปี แต่เปิดเป็นรอบตามที่ ครม. กำหนด กรมการจัดหางานดูแลเรื่องใบอนุญาตทำงาน ส่วนกรมการปกครองดูแลการจัดทำทะเบียนประวัติ เก็บลายนิ้วมือ ถ่ายรูป และออกบัตร ข้อมูลชีวภาพที่เก็บไว้ทำให้การสวมตัวเพื่อทำบัตรใบใหม่ในชื่ออื่นทำได้ยาก บัตรจึงเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนที่นายจ้างใช้อ้างอิงได้ บัตรสีชมพูทำอะไรได้บ้าง และทำอะไรไม่ได้ บัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัวของคนต่างด้าว และใช้เป็นเอกสารประกอบเวลายื่นขอหรือต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แต่ใช้แทนใบอนุญาตทำงานหรือหนังสือเดินทางไม่ได้ สิ่งที่ใช้บัตรนี้ได้ สิ่งที่บัตรนี้ทำแทนไม่ได้ เรื่องธุรกรรมอื่น เช่น เปิดบัญชีธนาคารหรือจดทะเบียนซิมโทรศัพท์ แต่ละหน่วยงานกำหนดเอกสารเอง ควรถามธนาคารหรือผู้ให้บริการโดยตรง บัตรชมพู กับ Work Permit ต่างกันอย่างไร บัตรสีชมพู กับ Work Permit ต่างกันที่หน้าที่ บัตรบอกว่าผู้ถือเป็นใคร ส่วนใบอนุญาตทำงานบอกว่าผู้ถือทำงานอะไร กับนายจ้างคนไหน ได้ถึงวันไหน นายจ้างต้องตรวจทั้งสองอย่าง รายละเอียดการขอโควตา ขอใบอนุญาต และโทษของการจ้างผิดกฎหมาย อ่านต่อได้ในบทความใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งอธิบายขั้นตอนฝั่งนายจ้างไว้ครบ หัวข้อ บัตรสีชมพู ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ชื่อทางการ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว หน่วยงานที่ออก กรมการปกครอง กรมการจัดหางาน ใช้เพื่อ แสดงตัวตนและเลข 13 หลัก อนุญาตให้ทำงานตามที่ระบุ ข้อมูลสำคัญ ชื่อ รูป เลขประจำตัว วันออกบัตร วันหมดอายุบัตร นายจ้าง ประเภทงาน ท้องที่ วันหมดอายุสิทธิทำงาน ช่องทางต่ออายุ ติดต่อสำนักทะเบียนตามที่กรมการปกครองกำหนด ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-WorkPermit ตามรอบที่ประกาศ หนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคลต่างจากบัตรสีชมพูอย่างไร ต่างกันที่ผู้ออกเอกสาร บัตรสีชมพูออกโดยรัฐไทย ส่วนหนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity หรือ CI) ออกโดยประเทศต้นทางของแรงงาน ในทางปฏิบัติ แรงงานจำนวนมากถือเอกสารสามอย่างพร้อมกัน คือบัตรสีชมพู หนังสือเดินทางหรือ CI และใบอนุญาตทำงาน นายจ้างควรเก็บสำเนาครบทั้งชุดไว้ในแฟ้มลูกจ้างแต่ละคน ได้บัตรชมพู 10 ปี แปลว่าอยู่ไทย 10 ปีได้ไหม ไม่ได้ บัตรสีชมพูของแรงงานต่างด้าวมีอายุตัวบัตรโดยทั่วไปราว 10 ปี ตามข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย แต่ระยะเวลาที่อยู่และทำงานได้จริงขึ้นอยู่กับใบอนุญาตทำงานและมติ ครม. ในแต่ละรอบ ถ้าใบอนุญาตทำงานหมดอายุและไม่ได้ต่อ ผู้ถือต้องเดินทางออกนอกประเทศ แม้บัตรจะยังไม่หมดอายุก็ตาม วันที่ต้องยึดจึงเป็นวันหมดอายุในใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่วันบนบัตร สมมติลูกจ้างของแพ็คดีบอกซ์คนหนึ่งถือบัตรที่ยังเหลืออายุอีก 6 ปี แต่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ถ้าไม่ยื่นต่อภายในกำหนด ตั้งแต่วันถัดไปบริษัทจะจ้างคนนี้ต่อไม่ได้ แรงงานต่างด้าวอยู่และทำงานได้ถึงเมื่อไร แรงงานลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ต่ออายุได้อีก 1 ปี ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ตามที่ ครม. เห็นชอบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ครอบคลุมแรงงานราว 7.7 แสนคน กรมการจัดหางานเปิดให้ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ e-WorkPermit ตั้งแต่ 8 กันยายน ถึง 11 ธันวาคม 2569 ยื่นคำขอได้ถึง 16.30 น. และชำระเงินได้ถึง 20.00 น. ของวันสุดท้าย รายการ รายละเอียด กลุ่มที่ต่อได้ ลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 ช่วงยื่นคำขอ 8 ก.ย. 2569 ถึง 11 ธ.ค. 2569 ค่าคำขอ 100 บาท ต่อฉบับ ค่าใบอนุญาตทำงาน 900 บาท ต่อฉบับ (1 ปี) ถ้าใบอนุญาตทำงานของแรงงาน 12 คนของแพ็คดีบอกซ์หมดอายุ 11 ธันวาคม 2569 ทั้งหมด ค่าธรรมเนียมรอบนี้ = 12 × (100 + 900) = 12,000 บาท ยังไม่รวมค่าตรวจโรคและประกันสุขภาพ แรงงานกัมพูชาอยู่ภายใต้มาตรการผ่อนผันที่ประกาศแยกออกมา และมีการปรับเงื่อนไขหลายครั้ง นายจ้างที่จ้างแรงงานกัมพูชาควรตรวจประกาศล่าสุดของกรมการจัดหางาน หรือโทรสายด่วน 1506 ก่อนตัดสินใจ ทำบัตรใหม่ ต่ออายุบัตรชมพู ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง เอกสารหลักมี 4 อย่าง คือ หนังสือเดินทางหรือเอกสารแทน ใบรับรองผลตรวจโรค หลักฐานประกันสังคมหรือประกันสุขภาพ และสำเนาบัตรเดิม ทั้งหมดใช้ต่อใบอนุญาตทำงานก่อน แล้วจึงจัดการเรื่องบัตรกับกรมการปกครอง เพราะสิทธิอยู่ผูกกับสิทธิทำงาน ลำดับงานที่ควรทำ แพ็คดีบอกซ์ให้แรงงานทั้ง 12 คนเซ็นหนังสือมอบอำนาจ แล้วให้ฝ่ายบุคคลยื่นแทนพร้อมกันในวันเดียว ทำให้ตามสถานะคำขอได้จากที่เดียว แรงงานเมียนมาที่ยังไม่มีหนังสือเดินทางแนบภายหลังได้ ค่าธรรมเนียมทำบัตรของกรมการปกครองยังไม่มีตัวเลขที่ประกาศชัดในแหล่งทางการที่ตรวจได้ ควรสอบถามสำนักทะเบียนที่จะไปทำบัตร หรือสายด่วนกรมการปกครอง 1548 ก่อนตั้งงบประมาณ นายจ้างต้องตรวจอะไร ก่อนจ้างแรงงานบัตรชมพู ต้องตรวจว่าข้อมูลบนบัตรตรงกับตัวลูกจ้างและใบอนุญาตทำงาน และใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ หลังรับเข้าทำงานแล้ว ควรตามวันหมดอายุต่อเนื่องจนกว่าจะเลิกจ้าง ก่อนรับเข้าทำงาน หลังรับเข้าทำงาน บนบัตรต้องดูข้อมูลช่องไหนบ้าง ดูอย่างน้อย 4 ช่อง คือ ชื่อสกุล เลขประจำตัว 13 หลัก วันออกบัตร และวันหมดอายุบัตร แล้วนำเลข 13 หลักไปเทียบกับเลขในใบอนุญาตทำงานและในระบบประกันสังคม สมมติฝ่ายบุคคลของแพ็คดีบอกซ์พิมพ์เลขลูกจ้างคนหนึ่งผิด 1 หลักตอนขึ้นทะเบียนประกันสังคม เงินสมทบที่ส่งทุกเดือนจะไม่ไปเข้าบัญชีของลูกจ้างคนนั้น และต้องย้อนแก้ข้อมูลภายหลัง แรงงานบัตรชมพูต้องเข้าประกันสังคมไหม ต้องเข้า ลูกจ้างต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เหมือนลูกจ้างคนไทย นายจ้างต้องแจ้งเข้าภายใน 30 วันนับจากวันที่รับเข้าทำงาน ขั้นตอนและแบบที่ใช้อ่านได้ในบทความแจ้งเข้าประกันสังคม นายจ้างและลูกจ้างสมทบฝ่ายละร้อยละ 5 ของค่าจ้าง คิดจากค่าจ้างไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือน เงินสมทบสูงสุดจึงอยู่ที่ฝ่ายละ 875 บาท ตัวอย่าง แพ็คดีบอกซ์จ่ายเงินเดือนลูกจ้างคนละ 11,000 บาท ประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง = 11,000 × 5% = 550 บาท และบริษัทสมทบอีก 550 บาท รวม 12 คน บริษัทนำส่งเดือนละ 12 × 1,100 = 13,200 บาท จ่ายเงินเดือนแรงงานบัตรชมพู ต้องหักภาษีไหม ต้องคำนวณเหมือนลูกจ้างคนไทย เงินเดือนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) นายจ้างคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ในเดือนที่มีการหักภาษี และสรุปยื่น ภ.ง.ด.1ก ปีละครั้ง ลูกจ้างเงินเดือน 11,000 บาทของแพ็คดีบอกซ์มีภาษีทั้งปีเป็นศูนย์ แต่ยังต้องมีชื่ออยู่ใน ภ.ง.ด.1ก ประจำปี ความต่างของแบบทั้งสองอ่านได้ในภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.1ก ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัตรชมพู สรุป – บัตรชมพูต้องจำอะไรบ้าง บัตรชมพู คือ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ให้สัญชาติ สิทธิทำงานดูจากใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่จากอายุบัตร 10 ปี แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 โดยต้องยื่นภายใน 11 ธ.ค. 2569 แรงงานกลุ่มนี้ต้องเข้าประกันสังคมและอยู่ในระบบภาษีเงินเดือนเหมือนลูกจ้างทั่วไป สัปดาห์นี้ลองเปิดแฟ้มลูกจ้างต่างด้าวทุกคน จดวันหมดอายุของบัตรและของใบอนุญาตทำงานลงตารางเดียวกัน แล้วเช็กว่ามีใครที่ต้องยื่นต่อก่อน 11 ธันวาคม 2569 บ้าง ทำจ่ายเงินเดือนแรงงานต่างด้าวด้วย PEAK เมื่อเอกสารลูกจ้างครบแล้ว งานที่เหลือทุกเดือนคือการทำจ่ายเงินเดือน PEAK Payroll ช่วยทำจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง สร้างสลิปให้พนักงาน และจ่ายผ่านระบบของธนาคาร – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรชมพู บัตรชมพูทำงานได้ไหม ทำงานได้เมื่อมีใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุคู่กัน ตัวบัตรอย่างเดียวเป็นแค่บัตรแสดงตัวตน และงานที่ทำต้องตรงกับประเภทงานและนายจ้างที่ระบุในใบอนุญาต ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว แต่บัตรชมพูยังไม่หมด จ้างต่อได้ไหม จ้างต่อไม่ได้ จนกว่าจะต่อใบอนุญาตทำงานสำเร็จ สิทธิอยู่และทำงานผูกกับใบอนุญาต ไม่ใช่กับวันหมดอายุบนบัตร นายจ้างควรยื่นต่อให้ทันกำหนดของรอบนั้น บัตรชมพูหายหรือชำรุดต้องทำอย่างไร ให้ติดต่อสำนักทะเบียนตามช่องทางของกรมการปกครอง หรือสอบถามสายด่วน 1548 ว่าต้องใช้เอกสารใดบ้าง ระหว่างนั้นนายจ้างควรเก็บสำเนาบัตรเดิมไว้ใช้ยืนยันเลขประจำตัว บัตรสีชมพูเปิดบัญชีธนาคารได้ไหม ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร บางแห่งขอหนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตทำงานประกอบด้วย ถ้าบริษัทจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชี ควรสอบถามธนาคารที่ใช้จ่ายเงินเดือนก่อนพาลูกจ้างไปเปิดบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

Proforma Invoice คืออะไร ต่างจาก Invoice ทั่วไปยังไง

Proforma Invoice คืออะไร และสำคัญอย่างไร Proforma Invoice คือ เอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้าหรือบริการ เพื่อแจ้งรายการ ราคา และเงื่อนไขการซื้อขายล่วงหน้า ผู้ซื้อใช้เอกสารนี้ขออนุมัติงบ เปิด L/C หรือโอนเงินมัดจำ แต่ตัวเอกสารเองยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงิน และไม่ใช่ใบกำกับภาษี พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice เป็นร่างใบแจ้งหนี้ที่หน้าตาคล้ายใบแจ้งหนี้จริง แต่ออกก่อนที่การขายจะเกิดขึ้น ไม่มีกฎหมายฉบับใดบังคับรูปแบบไว้ จึงใช้ได้ทั้งการค้าในประเทศและการนำเข้าส่งออก สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน Proforma Invoice แปลว่าอะไร Proforma Invoice แปลว่า ใบแจ้งหนี้เบื้องต้น หรือใบแจ้งราคาล่วงหน้า คำว่า pro forma มาจากภาษาละติน แปลว่าตามรูปแบบ สื่อว่าเอกสารนี้ทำตามรูปแบบใบแจ้งหนี้ แต่ยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ตัวจริง ในวงการนำเข้าส่งออกมักย่อว่า PI และบางครั้งสะกดแยกเป็น pro forma invoice ทั้งสองแบบหมายถึงเอกสารเดียวกัน Proforma Invoice ต่างจาก Invoice ใบเสนอราคา และใบกำกับภาษีอย่างไร ความต่างอยู่ที่จังหวะการออกและผลทางบัญชี Proforma Invoice ออกก่อนการขายเกิดขึ้น จึงยังไม่บันทึกเป็นรายได้หรือลูกหนี้ ส่วนใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีออกเมื่อการขายเกิดขึ้นแล้ว และใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษีได้ ตารางเปรียบเทียบ Proforma Invoice กับเอกสารที่มักสับสนกัน เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้ทำอะไร ใช้บันทึกบัญชีหรือภาษีได้ไหม ใบเสนอราคา (Quotation) ตอนลูกค้าขอราคา เสนอราคาเพื่อให้ลูกค้าเลือก ไม่ได้ Proforma Invoice หลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ขออนุมัติงบ เปิด L/C เรียกมัดจำ ไม่ได้ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) เมื่อส่งมอบหรือถึงงวดเรียกเก็บ แจ้งยอดที่ลูกค้าต้องจ่าย ได้ บันทึกรายได้และลูกหนี้ Commercial Invoice ตอนส่งสินค้าออกจริง เอกสารการค้าระหว่างประเทศ ใช้ผ่านพิธีการศุลกากร ได้ ในฐานะหลักฐานการขายส่งออก ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) เมื่อความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น หลักฐานภาษีขายของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ ได้ อ่านตารางนี้อย่างไร Proforma Invoice ออกก่อนหรือหลังใบสั่งซื้อ (PO) ออกได้ทั้งก่อนและหลัง แล้วแต่ฝั่งผู้ซื้อ ลูกค้าที่ต้องขออนุมัติงบมักขอ Proforma ก่อน แล้วจึงออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ส่วนลูกค้าที่ออก PO มาก่อน ผู้ขายจะออก Proforma ตามรายการใน PO เพื่อเรียกมัดจำหรือให้ลูกค้าไปเปิด L/C ลำดับเอกสารที่พบบ่อยในการขายแบบมีมัดจำ เป็นแบบนี้ ใบเสนอราคา → ใบสั่งซื้อ → Proforma Invoice → รับมัดจำและออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำ → ส่งมอบสินค้า → ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ → ใบเสร็จรับเงิน Proforma Invoice ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลหลักมี 5 กลุ่ม คือ ข้อมูลคู่ค้า รายการสินค้าและราคา เงื่อนไขการส่งมอบ เงื่อนไขการชำระเงิน และวันหมดอายุของราคา ไม่มีกฎหมายกำหนดหัวข้อตายตัว แต่ถ้าใช้เปิด L/C ธนาคารจะตรวจว่าข้อมูลตรงกับสัญญาซื้อขาย กลุ่มข้อมูล สิ่งที่ต้องระบุ ทำไมถึงสำคัญ หัวเอกสาร คำว่า PROFORMA INVOICE เลขที่ วันที่ กันไม่ให้ลูกค้านำไปใช้แทนใบกำกับภาษี คู่ค้า ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้ตรงกับเอกสารฉบับจริงที่จะออกต่อไป สินค้าและราคา รายการ จำนวน ราคาต่อหน่วย สกุลเงิน ยอดรวม VAT (ถ้ามี) ลูกค้าใช้ขออนุมัติงบได้ทันที การส่งมอบ วันส่ง สถานที่ส่ง และสำหรับส่งออกให้ระบุเงื่อนไข Incoterms เช่น FOB หรือ CIF กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงช่วงไหน การชำระเงินและอายุราคา สัดส่วนมัดจำ ช่องทางจ่าย บัญชีธนาคาร วันหมดอายุของราคา กันข้อพิพาทเมื่อต้นทุนเปลี่ยน คำว่า Incoterms หมายถึงกติกาสากลที่กำหนดว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงของสินค้าถึงจุดไหน ใส่ไว้ใน Proforma ตั้งแต่ต้นจะได้ไม่ต้องเถียงกันเรื่องค่าระวางภายหลัง สำหรับงานส่งออก ควรเพิ่มพิกัดศุลกากร (HS Code คือรหัสสินค้ามาตรฐานสากลที่ใช้กำหนดอัตราอากร) น้ำหนัก จำนวนหีบห่อ ประเทศต้นทาง และท่าเรือต้นทางปลายทาง เพราะผู้ซื้อจะใช้ข้อมูลชุดนี้ไปประมาณต้นทุนนำเข้าทั้งก้อน ทั้งค่าสินค้า ค่าขนส่ง อากร และ VAT นำเข้า ตัวอย่าง Proforma Invoice หน้าตาเป็นอย่างไร ตัวอย่างนี้ใช้กรณีสมมติของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด ผู้ผลิตกระเป๋าผ้าทอมือที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โรงแรมของคุณต้นในเชียงใหม่ต้องการกระเป๋าใส่ของใช้ในห้องพัก 400 ใบ และขอ Proforma ไปเสนอผู้บริหาร หัวข้อ รายละเอียด หัวเอกสาร PROFORMA INVOICE (ไม่ใช่ใบกำกับภาษี) เลขที่ PI-2569-015 วันที่ 1 พ.ย. 2569 ผู้ขาย บริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-5055-6xxxx-xx-x ผู้ซื้อ บริษัท คุณต้นโฮเทล จำกัด (สำนักงานใหญ่) รายการ กระเป๋าผ้าทอมือ ขนาด 25 × 30 ซม. 400 ใบ × 250 บาท = 100,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 100,000 × 7% = 7,000 บาท ยอดรวม 107,000 บาท การชำระเงิน มัดจำ 30% = 32,100 บาท ก่อนเริ่มผลิต ส่วนที่เหลือ 74,900 บาท ภายใน 30 วันหลังส่งมอบ การส่งมอบ ส่งถึงโรงแรมภายใน 45 วันหลังรับมัดจำ อายุราคา ราคานี้ใช้ได้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2569 จุดที่มักถูกมองข้ามคือบรรทัด ไม่ใช่ใบกำกับภาษี บนหัวเอกสาร ถ้าไม่เขียนไว้ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าบางแห่งอาจนำไปบันทึกภาษีซื้อผิดงวด และวนกลับมาขอเอกสารใหม่ภายหลัง รับเงินมัดจำตาม Proforma Invoice ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ต้องออก ถ้าผู้ขายจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับการขายสินค้า ความรับผิดเสียภาษีโดยปกติเกิดเมื่อส่งมอบ แต่ถ้าได้รับชำระราคาก่อนส่งมอบ ความรับผิดจะเกิดทันทีในวันที่รับเงิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 78(1)) และผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดเกิดขึ้น (มาตรา 86) กรมสรรพากรอธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดในคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.73/2541 ว่าเงินที่รับไว้ก่อนส่งมอบ ไม่ว่าจะเรียกว่าเงินจ่ายล่วงหน้าหรือเงินประกัน ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า ต้องนำมารวมคำนวณภาษีด้วย ส่วนงานบริการ ความรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระค่าบริการอยู่แล้ว (มาตรา 78/1) พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice ไม่ได้ทำให้ภาษีเกิด แต่เงินที่โอนเข้ามาตาม Proforma ทำให้ภาษีเกิด กลับมาที่คุณมิ้นท์ โรงแรมของคุณต้นโอนมัดจำ 32,100 บาท เข้ามาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 คุณมิ้นท์ต้องออกใบกำกับภาษีลงวันที่ 5 พฤศจิกายน และนำภาษีขายไปยื่นในแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ของเดือนพฤศจิกายน ภาษีขายรวม 2 ใบ เท่ากับ 7,000 บาท ตรงกับยอดใน Proforma พอดี ถ้าออกใบกำกับภาษีเต็มยอด 107,000 บาท ตอนส่งของโดยไม่ได้ออกใบส่วนมัดจำไว้ก่อน ภาษีขาย 2,100 บาท จะไปอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนธันวาคมแทนเดือนพฤศจิกายน ถ้าถูกตรวจพบ แบบเดือนพฤศจิกายนจะถือว่ายื่นภาษีขายขาด มีเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีที่ขาด หรือ 2,100 บาท (มาตรา 89(4)) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือ 31.50 บาท ต่อเดือน (มาตรา 89/1) ทางที่ดีที่สุดคือออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำในวันที่เงินเข้าบัญชี ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้าขอยกเลิกคำสั่งซื้อแล้วคุณมิ้นท์คืนมัดจำ ให้ออกใบลดหนี้ (เอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อลดยอดขายและภาษีขายที่เคยออกไปแล้ว) อ่านวิธีทำได้ที่บทความ ใบลดหนี้คืออะไร บันทึกบัญชีเมื่อรับมัดจำและเมื่อส่งมอบสินค้าอย่างไร ตอนรับมัดจำ ให้บันทึกเป็นหนี้สินในบัญชีเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ยังไม่ใช่รายได้ เพราะตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีประกาศใช้ รายได้จากการขายสินค้าจะรับรู้เมื่อโอนการควบคุมหรือความเสี่ยงและผลตอบแทนในสินค้าให้ผู้ซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปคือวันส่งมอบ วันที่ 5 พ.ย. 2569 รับมัดจำ บัญชี เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 32,100 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 ภาษีขาย 2,100 วันที่ 20 ธ.ค. 2569 ส่งมอบกระเป๋าครบ 400 ใบ และออกใบแจ้งหนี้พร้อมใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ บัญชี เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 74,900 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 4,900 หลังรายการที่สอง บัญชีเงินรับล่วงหน้าเป็นศูนย์ รายได้ 100,000 บาท ไปอยู่ในเดือนธันวาคมทั้งก้อน ส่วนวันที่ออก Proforma Invoice เองไม่ต้องบันทึกบัญชีใดๆ ถ้าเป็น Proforma Invoice สำหรับส่งออก ต้องคิด VAT ไหม คิด VAT ในอัตราร้อยละ 0 การส่งออกสินค้าเป็นกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 (มาตรา 80/1(1)) Proforma สำหรับลูกค้าต่างประเทศจึงไม่ต้องบวก VAT 7% แต่ยังต้องทำเอกสารส่งออกและยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามปกติ สมมติลูกค้าร้านขายของที่ระลึกในญี่ปุ่นสั่งกระเป๋าจากคุณมิ้นท์ 1,000 ใบ ราคาใบละ 8 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระด้วย L/C เงื่อนไข FOB Laem Chabang (Free On Board คือผู้ขายรับผิดชอบจนสินค้าขึ้นเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง หลังจากนั้นค่าขนส่งและความเสี่ยงเป็นของผู้ซื้อ) ข้อควรระวังคือชื่อสินค้า จำนวน และราคาใน Commercial Invoice ตอนส่งของจริงต้องตรงกับ L/C ที่เปิดตาม Proforma ถ้าเปลี่ยนสเปกหรือจำนวนระหว่างทาง ควรให้ลูกค้าแก้ L/C ก่อนส่งของ ไม่อย่างนั้นธนาคารอาจปฏิเสธการจ่ายเงิน ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Proforma Invoice จากประสบการณ์ ปัญหาเรื่อง Proforma แทบไม่เคยมาจากตัวเอกสาร แต่มาจากสิ่งที่เกิดหลังลูกค้าโอนเงินเข้ามา สรุป – Proforma Invoice ต้องเข้าใจอะไรบ้าง Proforma Invoice เป็นแค่เอกสารแจ้งราคาล่วงหน้า แต่เงินที่ลูกค้าโอนตามเอกสารนี้คือจุดที่ภาระภาษีเริ่มต้น Proforma Invoice ออกหลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ใช้ขออนุมัติงบ เปิด L/C และเรียกมัดจำ ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ใช้บันทึกรายได้หรือขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ขายที่จด VAT รับมัดจำวันไหน ต้องออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำวันนั้น และบันทึกมัดจำเป็นเงินรับล่วงหน้า แล้วโอนเป็นรายได้เมื่อส่งมอบสินค้า ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเปิด Proforma Invoice ที่ลูกค้ายังค้างอยู่ทั้งหมด แล้วเช็กว่ารายการไหนรับมัดจำไปแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี รายการนั้นควรแก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป จัดการเอกสารและภาษีมัดจำให้เป็นระบบด้วย PEAK ปัญหาที่พบบ่อยของหลายธุรกิจไม่ใช่เรื่องไม่รู้กฎหมาย แต่เป็นเพราะเอกสารแต่ละใบกระจัดกระจายอยู่คนละไฟล์ จนตามเช็กได้ยาก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างนี้โดยเฉพาะ ด้วยระบบเอกสารที่เชื่อมต่อกันทั้งกระบวนการขาย สามารถสร้างใบกำกับภาษีแบบแยกยอดจากเอกสารเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์ข้อมูลซ้ำ ช่วยให้ทีมงานติดตามสถานะมัดจำได้ครบถ้วน และยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างมั่นใจทุกเดือน – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Proforma Invoice ผู้ซื้อใช้ Proforma Invoice ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม ไม่ได้ Proforma Invoice ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ถ้าโอนมัดจำไปแล้ว ให้ขอใบกำกับภาษีส่วนมัดจำจากผู้ขาย แล้วนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษี ออก Proforma Invoice แล้ว ลูกค้ายกเลิกได้ไหม ได้ ถ้ายังไม่ได้ยืนยันคำสั่งซื้อ เพราะ Proforma เป็นเพียงข้อเสนอแจ้งราคา แต่ถ้าลูกค้าลงนามยืนยันหรือโอนมัดจำแล้ว การยกเลิกจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน และผู้ขายที่ออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำไปแล้ว ต้องออกใบลดหนี้เมื่อคืนเงิน กิจการที่ยังไม่จด VAT ออก Proforma Invoice ได้ไหม ได้ ใครก็ออก Proforma Invoice ได้ เพียงแต่ต้องไม่บวก VAT ในเอกสาร และเมื่อรับเงินมัดจำ ให้ออกใบเสร็จรับเงินแทนใบกำกับภาษี แก้ไขยอดใน Proforma Invoice หลังส่งให้ลูกค้าแล้วได้ไหม ได้ ให้ออก Proforma ฉบับใหม่ระบุเลขที่ฉบับเดิมที่ยกเลิก ถ้าลูกค้าเปิด L/C ตามฉบับเดิมไปแล้ว ต้องให้ลูกค้าแก้ L/C ด้วย ยอดในเอกสารส่งออกจึงจะตรงกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

30 min

ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) คืออะไร มีกี่ประเภท ขอยังไง ค่าธรรมเนียม

ใบอนุญาตทำงาน คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบอนุญาตทำงาน คือ เอกสารที่นายทะเบียนของกรมการจัดหางานออกให้คนต่างด้าว เพื่อยืนยันว่าคนคนนั้นทำงานในประเทศไทยได้ถูกกฎหมาย ในตำแหน่ง กับนายจ้าง และในท้องที่ที่ระบุไว้ Work Permit คือชื่อภาษาอังกฤษของเอกสารนี้ กฎหมายหลักคือพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และฉบับแก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 คนต่างด้าวทำงานในไทยได้ต้องมีเอกสาร 2 ชิ้นที่ออกโดยคนละหน่วยงาน ชิ้นแรกคือวีซ่าและสิทธิอยู่ในประเทศจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชิ้นที่สองคือ Work Permit จากกรมการจัดหางาน มีวีซ่าอย่างเดียวจึงยังทำงานไม่ได้ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จะจ้างพนักงานต่างชาติ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณแอน เจ้าของบริษัทร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็ก ที่กำลังจะจ้างพนักงานต่างชาติ 2 คน คือเชฟชาวญี่ปุ่น 1 คน และผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาที่มาตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล (MOU) อีก 1 คน Work Permit ต่างจากวีซ่าและบัตรสีชมพูอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเป็นเอกสารของคนต่างด้าว แต่ตอบคนละคำถาม วีซ่าตอบว่าอยู่ในประเทศได้หรือไม่ Work Permit ตอบว่าทำงานอะไรได้บ้าง ส่วนบัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนของแรงงานบางกลุ่ม เอกสาร หน่วยงานที่ออก ใช้ยืนยันอะไร วีซ่าและตราประทับอนุญาตให้อยู่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สิทธิเข้าเมืองและอยู่ในไทยตามระยะเวลาที่ได้รับ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สิทธิทำงานตามตำแหน่ง นายจ้าง และท้องที่ที่ระบุ บัตรสีชมพู กรมการปกครอง บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยของแรงงานบางกลุ่ม ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ใช้แทนการอนุญาตให้ทำงาน ข้อควรระวังคือวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าผ่านทางใช้ขอ Work Permit ไม่ได้ เพราะคู่มือการขอรับใบอนุญาตของคนต่างด้าว กำหนดให้ผู้ยื่นต้องมีถิ่นที่อยู่ในไทย หรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาแบบชั่วคราวประเภท Non-Immigrant ใครต้องมีใบอนุญาตทำงาน และงานไหนที่คนต่างด้าวทำไม่ได้ คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องมีใบอนุญาต ไม่ว่าจะทำงานในสำนักงาน ร้านอาหาร โรงงาน หรือไซต์ก่อสร้าง และไม่ว่าจะได้ค่าจ้างหรือไม่ มาตรา 59 กำหนดว่าคนต่างด้าวทำงานได้เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว และต้องเป็นงานที่ไม่ได้ห้ามไว้ ข้อยกเว้นที่ใช้บ่อยคืองานจำเป็นเร่งด่วนที่ทำเสร็จภายใน 15 วัน เช่น ช่างต่างประเทศที่เข้ามาซ่อมเครื่องจักร กรณีนี้ใช้วิธีแจ้งนายทะเบียนตามมาตรา 61 แทนการขอใบอนุญาตเต็มรูปแบบ งานที่คนต่างด้าวทำไม่ได้มีอะไรบ้าง กระทรวงแรงงานกำหนดรายการงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำไว้ในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ลงวันที่ 1 เมษายน 2563 แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ในกรณีของคุณแอน งานเชฟอาหารญี่ปุ่นและงานผู้ช่วยครัวไม่อยู่ในกลุ่มห้ามเด็ดขาด แต่ถ้าคุณแอนคิดจะให้ผู้ช่วยครัวไปยืนขายของหน้าร้านด้วย ต้องเช็กเงื่อนไขของงานขายหน้าร้านก่อน เพราะทำงานนอกขอบเขตที่ได้รับอนุญาตก็ผิดกฎหมายเช่นกัน Work Permit มีกี่ประเภท Work Permit แบ่งตามช่องทางที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ซึ่งกฎหมายแยกไว้เป็นรายมาตรา แต่ละประเภทใช้แบบคำขอ เอกสาร และอายุใบอนุญาตไม่เหมือนกัน ประเภท ใครใช้ ตัวอย่าง ทั่วไป (มาตรา 59) คนต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายแบบ Non-Immigrant และทำงานที่ไม่ห้าม ผู้จัดการ ครูสอนภาษา เชฟของคุณแอน ส่งเสริมการลงทุน (มาตรา 62) คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่น ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI นำเข้าตาม MOU แรงงานจากประเทศที่ทำบันทึกความเข้าใจกับไทย นำเข้าผ่านนายจ้างหรือผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาของคุณแอน ตามมติคณะรัฐมนตรี (มาตรา 63/2) กลุ่มที่คณะรัฐมนตรีอนุญาตให้ขอใบอนุญาตได้เป็นการเฉพาะ แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี กลุ่มเฉพาะ (มาตรา 63/1) ผู้ถูกถอนสัญชาติ ผู้เกิดในไทยบางกรณี หรือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในไทยมานาน ชายแดน (มาตรา 64) คนสัญชาติประเทศที่มีพรมแดนติดไทย ทำงานชั่วคราวเป็นช่วงเวลาหรือตามฤดูกาลในพื้นที่ที่กำหนด แรงงานไป-กลับในจังหวัดชายแดน SME ส่วนใหญ่จะเจอแค่ 2 แบบ คือมาตรา 59 สำหรับพนักงานวิชาชีพหรือผู้บริหาร และ MOU สำหรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน สองแบบนี้มีค่าธรรมเนียมคนละอัตราตามประเภทงาน ซึ่งจะเห็นตัวเลขชัดในตัวอย่างค่าใช้จ่ายของคุณแอน เอกสารขอใบอนุญาตทำงาน ต้องเตรียมอะไรบ้าง เอกสาร Work Permit แบ่งเป็น 2 ชุด คือของลูกจ้างต่างชาติ และของนายจ้าง รายการด้านล่างอ้างอิงจากคู่มือประชาชนกรณีขอใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 ซึ่งระบุเอกสารไว้ 35 รายการ แต่ไม่ได้ใช้ทุกรายการกับทุกคน เอกสารของลูกจ้างต่างชาติ เอกสารของนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล ใบรับรองแพทย์ต้องออกไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันยื่น และควรใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนฉบับล่าสุด ถ้าเอกสารภาษาต่างประเทศ ให้เตรียมคำแปลภาษาไทยไว้ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่อาจขอเพิ่มตอนตรวจ ขั้นตอนขอ Work Permit ผ่าน e-WorkPermit ทำอย่างไร การขอ Work Permit ตอนนี้ยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit ของกรมการจัดหางานได้ทั้งหมด นายจ้างยื่นแทนลูกจ้างได้ตามมาตรา 60 และขั้นตอนตามคู่มือประชาชนมี 4 ขั้น รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 3 วันนับแต่เอกสารครบ หรือราว 2 สัปดาห์ถ้าถูกส่งตรวจสอบ ก่อนถึงขั้นนี้ ลูกจ้างต้องได้วีซ่าประเภท Non-Immigrant จากสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน ส่วนนี้มีระยะเวลาและค่าธรรมเนียมแยกต่างหาก เชฟของคุณแอนยื่นเอกสารครบในวันจันทร์ ถ้าไม่ถูกส่งตรวจเพิ่ม จะได้รับใบอนุญาตภายในวันพุธ คุณแอนจึงควรนัดวันเริ่มงานหลังวันรับใบอนุญาต ไม่ใช่หลังวันยื่น Digital Work Permit คืออะไร Digital Work Permit คือข้อมูลใบอนุญาตที่ตรวจดูได้ในระบบ e-WorkPermit แทนการพึ่งเล่มกระดาษอย่างเดียว ระบบนี้เปิดให้นายจ้างและคนต่างด้าวใช้ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ตามที่รัฐบาลประกาศ ระบบรองรับการลงทะเบียน ยื่นข้อมูลการจ้าง ชำระค่าคำขอ ติดตามสถานะผ่านอีเมล SMS หรือ LINE และนัดหมายศูนย์บริการ กรมการจัดหางานเตรียมศูนย์บริการไว้ 54 แห่ง สำหรับยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ เช่น ใบหน้า ม่านตา หรือลายนิ้วมือ จึงยังต้องไปที่ศูนย์อย่างน้อย 1 ครั้ง ทำใบอนุญาตทำงาน ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมแบ่งเป็นค่าคำขอ 100 บาทต่อคำขอ และค่าใบอนุญาตตามระยะเวลา โดยกระทรวงแรงงานแยกอัตราเป็น 2 กลุ่ม คือกรรมกรกับผู้รับใช้ในบ้าน และอาชีพอื่น รายการ กรรมกร / ผู้รับใช้ในบ้าน (บาท) อาชีพอื่น (บาท) ใบอนุญาตไม่เกิน 3 เดือน 225 750 เกิน 3 เดือน ไม่เกิน 6 เดือน 450 1,500 เกิน 6 เดือน ไม่เกิน 1 ปี 900 3,000 เกิน 1 ปี คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน ต่ออายุ อัตราเดียวกับออกใหม่ อัตราเดียวกับออกใหม่ ใบแทน (ต่อฉบับ) 200 500 เปลี่ยนหรือเพิ่มนายจ้าง 900 3,000 เปลี่ยนหรือเพิ่มท้องที่ / ประเภทงาน 900 1,000 ตัวเลขชุดนี้เป็นค่าธรรมเนียมของกรมการจัดหางานเท่านั้น ยังไม่รวมค่าวีซ่าและค่าต่ออายุการอยู่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าบริการของบริษัทนำเข้าแรงงานกรณี MOU กลับมาที่คุณแอน ถ้าขอใบอนุญาต 1 ปีให้ทั้ง 2 คน ค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานจะเป็นดังนี้ พนักงาน กลุ่มอัตรา ค่าคำขอ ค่าใบอนุญาต 1 ปี รวม เชฟชาวญี่ปุ่น อาชีพอื่น 100 3,000 3,100 ผู้ช่วยครัว (MOU) กรรมกร 100 900 1,000 รวม 4,100 ผู้ช่วยครัวใช้อัตรากรรมกรได้เมื่อตำแหน่งงานที่ขออนุญาตจัดเป็นงานกรรมกร ถ้าระบุเป็นงานประเภทอื่น ค่าธรรมเนียมจะเปลี่ยนตาม จึงควรถามเจ้าหน้าที่ให้ชัดก่อนกรอกตำแหน่งในคำขอ ต่ออายุ เปลี่ยนนายจ้าง และแจ้งออกจากงานทำอย่างไร Work Permit ตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่ระยะเวลาจริงของแต่ละใบขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาต จึงต้องดูวันหมดอายุบนใบอนุญาตของพนักงานแต่ละคน เรื่อง ต้องทำอะไร กฎหมาย ต่ออายุ ยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตหมดอายุ ระหว่างรอพิจารณาทำงานต่อได้ มาตรา 67 ลูกจ้างเริ่มงานหรือเปลี่ยนนายจ้าง ลูกจ้างแจ้งชื่อนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงานต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน มาตรา 64/2 นายจ้างรับเข้าทำงานหรือลูกจ้างออก นายจ้างแจ้งนายทะเบียนภายใน 15 วันนับแต่วันที่จ้าง และภายใน 15 วันนับแต่วันที่ออก พร้อมเหตุที่ออก มาตรา 13 ใบอนุญาตหายหรือชำรุด ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ มาตรา 69 เจ้าหน้าที่ขอตรวจ แสดงใบอนุญาตภายในเวลาอันสมควร มาตรา 68 กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่นต่ออายุล่วงหน้ากี่วัน แต่ในทางปฏิบัติควรเริ่มก่อนหมดอายุอย่างน้อย 1 เดือน เพราะเอกสารนายจ้างอย่างงบการเงินและหนังสือรับรองบริษัทต้องเตรียมใหม่ และอาจถูกส่งตรวจสอบอีก 10 วันทำการ ถ้าเชฟของคุณแอนลาออกไปทำงานกับร้านอื่น คุณแอนต้องแจ้งออกภายใน 15 วัน ส่วนร้านใหม่ต้องยื่นเปลี่ยนนายจ้างและจ่ายค่าธรรมเนียม 3,000 บาท เชฟจะไปทำงานที่ร้านใหม่ทันทีโดยใช้ใบอนุญาตเดิมไม่ได้ นายจ้าง SME ต้องจัดการเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมของพนักงานต่างชาติอย่างไร ได้ใบอนุญาตแล้วงานยังไม่จบ พนักงานต่างชาติเป็นลูกจ้างตามกฎหมายไทยเหมือนพนักงานไทย นายจ้างจึงมีหน้าที่ 3 เรื่องทุกเดือนตั้งแต่วันแรกที่จ่ายเงินเดือน ลองคำนวณกับพนักงานของคุณแอน สมมติเชฟได้เงินเดือน 60,000 บาท และผู้ช่วยครัวได้ 12,000 บาท ทำงานครบทั้งปีภาษี ไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวกับประกันสังคม รายการต่อปี (บาท) เชฟชาวญี่ปุ่น ผู้ช่วยครัว เงินเดือนทั้งปี 720,000 144,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 72,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 60,000 หักเงินสมทบประกันสังคม 10,500 7,200 เงินได้สุทธิ 549,500 4,800 ภาษีทั้งปี 34,925 0 หัก ณ ที่จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 2,910 0 ภาษีของเชฟมาจาก 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ช่วง 150,001-300,000 บาท เสีย 5% เป็น 7,500 บาท ช่วง 300,001-500,000 บาท เสีย 10% เป็น 20,000 บาท และส่วนที่เหลือ 49,500 บาท เสีย 15% เป็น 7,425 บาท ส่วนผู้ช่วยครัวมีเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท จึงไม่ต้องหักภาษี แต่ยังต้องส่งประกันสังคมทุกเดือน ภาพรวมแบบนำส่งภาษีเงินเดือนดูต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร บันทึกบัญชีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานอย่างไร เมื่อบริษัทของคุณแอนจ่ายค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานรวม 4,100 บาทจากบัญชีธนาคาร บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน (ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน) 4,100 เงินฝากธนาคาร 4,100 เก็บใบเสร็จจากระบบ e-WorkPermit เป็นหลักฐานประกอบรายการทุกครั้ง ถ้าใบอนุญาตมีอายุเกิน 1 รอบบัญชี เช่น จ่ายค่าใบอนุญาต 2 ปีครั้งเดียว ควรถามผู้สอบบัญชีว่าจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าแล้วทยอยรับรู้ตามระยะเวลาหรือไม่ ทำงานหรือจ้างงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน มีโทษอะไรบ้าง โทษตกกับทั้ง 2 ฝ่าย และนับเป็นรายคน กฎหมายกำหนดไว้ในหมวดบทกำหนดโทษของพระราชกำหนดฯ ดังนี้ ผู้กระทำผิด โทษ กฎหมาย นายจ้างที่รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือให้ทำงานนอกเหนือที่ได้รับอนุญาต ปรับ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน มาตรา 102 นายจ้างที่ทำผิดซ้ำ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 50,000-200,000 บาทต่อคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าว 3 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด มาตรา 102 คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือสิทธิ ปรับ 5,000-50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศ มาตรา 101 คนต่างด้าวที่เคยถูกลงโทษตามมาตรา 101 ขอใบอนุญาตใหม่ไม่ได้ เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี มาตรา 64/1 นายจ้างที่ไม่แจ้งการจ้างหรือการออกจากงานภายใน 15 วัน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท มาตรา 103 ถ้าร้านของคุณแอนถูกตรวจพบว่าผู้ช่วยครัวยังไม่ได้ใบอนุญาต ค่าปรับขั้นต่ำของบริษัทคือ 10,000 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1 ปีของผู้ช่วยครัวถึง 10 เท่า และผู้ช่วยครัวยังถูกส่งกลับ ทำให้ร้านขาดคนทันที ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน จากประสบการณ์ ปัญหาที่ทำให้นายจ้างเสียเวลามากที่สุดไม่ใช่ขั้นตอนยื่น แต่เป็นการไม่รู้ว่ามีมาตรการเฉพาะกลุ่มออกมาใหม่ หรือสับสนว่าเกณฑ์ไหนเป็นของหน่วยงานใด สรุป – การบริหารจัดการเอกสาร และภาษีของพนักงานต่างชาติ Work Permit เป็นเงื่อนไขแรกของการจ้างพนักงานต่างชาติ แต่ไม่ใช่เรื่องสุดท้าย นายจ้างต้องได้ใบอนุญาตก่อนวันเริ่มงาน แล้วดูแลเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมต่อทุกเดือน ใบอนุญาตทำงานออกโดยกรมการจัดหางาน ใช้คู่กับวีซ่า Non-Immigrant จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยสามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ e-WorkPermit ได้ หากจ้างโดยไม่มีใบอนุญาต นายจ้างจะถูกปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อคน และหากทำผิดซ้ำอาจโดนห้ามจ้างคนต่างด้าวถึง 3 ปี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองทำตารางรายชื่อพนักงานต่างชาติทุกคน พร้อมประเภทใบอนุญาต วันหมดอายุ และนายจ้างที่ระบุในใบ แล้วตั้งเตือนล่วงหน้า 1 เดือนก่อนวันหมดอายุของแต่ละคน พนักงานต่างชาติต้องถูกหักภาษี ส่งประกันสังคม และได้หนังสือรับรองการหักภาษีปลายปีเหมือนพนักงานไทย ยิ่งมีหลายสัญชาติหลายอัตรา งานเงินเดือนยิ่งพลาดง่าย ฟีเจอร์จัดการเงินเดือนและภาษีจาก PEAK Payroll ให้ PEAK Payroll ช่วยจัดการเงินเดือนในที่เดียว และส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้พนักงานทางอีเมลได้จากหน้าสรุปจ่ายเงินเดือน – ทดลองใช้งาน PEAK ฟรี 30 วัน ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และ บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน Work Permit มีอายุกี่ปี ใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่อายุจริงขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาตในแต่ละใบ ส่วนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีจะมีอายุตามที่มติกำหนด ขอ Work Permit ออนไลน์ได้ไหม ได้ ยื่นคำขอ แนบเอกสาร ชำระค่าคำขอ และติดตามสถานะผ่าน e-WorkPermit ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่คนต่างด้าวยังต้องไปยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติที่ศูนย์บริการ และไปรับใบอนุญาตด้วยตนเอง ทำงานในโรงงานต้องมีใบอนุญาตทำงานไหม ต้องมี คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องได้รับอนุญาตก่อน ไม่ว่าสถานที่ทำงานจะเป็นโรงงาน ร้านค้า หรือสำนักงาน ถ้าเป็นงานกรรมกรในโรงงาน ต้องเป็นคนต่างด้าวที่มีนายจ้างและเข้ามาตาม MOU หรือตามมติคณะรัฐมนตรี บุคคลธรรมดาจ้างคนต่างด้าวได้ไหม ได้ นายจ้างไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท เช่น เจ้าของบ้านที่จ้างผู้รับใช้ในบ้าน หรือเจ้าของร้านที่ยังไม่จดทะเบียนนิติบุคคล แต่เอกสารนายจ้างจะเปลี่ยนจากหนังสือรับรองบริษัทเป็นสำเนาบัตรประชาชนและเอกสารแสดงการประกอบกิจการ และหน้าที่แจ้งนายทะเบียน หักภาษี และส่งประกันสังคมยังเหมือนเดิม ใบอนุญาตทำงานหายต้องทำอย่างไร ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ว่าหายหรือชำรุดตามมาตรา 69 ค่าธรรมเนียมใบแทนฉบับละ 500 บาทสำหรับอาชีพทั่วไป และ 200 บาทสำหรับกรรมกรหรือผู้รับใช้ในบ้าน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

ลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผ่าน e-Donation สรุปวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

เงินบริจาค นิติบุคคล คืออะไร และสำคัญอย่างไร เงินบริจาค นิติบุคคล (Corporate Donation) คือเงินหรือทรัพย์สินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมอบให้องค์กรสาธารณกุศล สถานศึกษา หน่วยงานกีฬา หรือหน่วยงานที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนทางการค้า เงินบริจาคของนิติบุคคลสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้อธิบายเงินบริจาค นิติบุคคลผ่านตัวอย่างบริษัท ซันวิศว์ ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมส่งโรงงาน มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 5,000,000 บาท และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% เงินบริจาคต่างจากค่าส่งเสริมการขายอย่างไร จุดที่ฝ่ายบัญชีสับสนบ่อยคือการแยกเงินบริจาคออกจากค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย เพราะผลทางภาษีต่างกันมาก รายการ ลักษณะ ผลทางภาษี เงินบริจาค ให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทนทางการค้า หักได้ภายในเพดานที่กฎหมายกำหนด ค่าส่งเสริมการขาย / สปอนเซอร์ ได้พื้นที่โฆษณา โลโก้ หรือสิทธิประโยชน์ทางการค้ากลับมา หักเป็นรายจ่ายปกติได้เต็มจำนวน ถ้าเกี่ยวกับการหารายได้และมีหลักฐาน ถ้าบริษัทซันวิศว์สนับสนุนงานแข่งขันหุ่นยนต์ของมหาวิทยาลัยแล้วได้ติดโลโก้และออกบูธ รายการนี้ใกล้เคียงค่าส่งเสริมการขายมากกว่าเงินบริจาค ต้องมีสัญญาหรือหนังสือตกลงสิทธิประโยชน์ประกอบ เงินบริจาคนิติบุคคล หักรายจ่ายได้กี่ประเภท เงินบริจาค นิติบุคคลที่นำมาหักรายจ่ายทางภาษีได้ แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามเพดานที่กฎหมายกำหนด กลุ่ม หักได้ เพดาน กฎหมาย บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ 1 เท่า ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ป.รัษฎากร ม.65 ตรี (3) บริจาคเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา (ทั่วไป) 1 เท่า ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ป.รัษฎากร ม.65 ตรี (3) บริจาคผ่าน e-Donation ให้ผู้รับตาม พ.ร.ฎ. เฉพาะ 2 เท่า รวมแล้วไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806, 809, 810 (พ.ศ. 2569) กำไรสุทธิที่ใช้คำนวณเพดาน คือกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลและรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.52/2537 บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ มาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร ให้นิติบุคคลหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ได้ในส่วนที่ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ผู้รับต้องเป็นองค์กรที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด เช่น วัด สภากาชาดไทย โรงพยาบาลของรัฐ และมูลนิธิหรือสมาคมที่ได้รับประกาศเป็นองค์การสาธารณกุศล ควรตรวจรายชื่อบนเว็บไซต์กรมสรรพากรก่อนโอนเงินทุกครั้ง ผู้รับแบบไหนที่บริจาคแล้วหักรายจ่ายไม่ได้ เงินบริจาคจะหักรายจ่ายทางภาษีไม่ได้เลยในกรณีต่อไปนี้ กรณีช่วยเหลือพนักงาน ให้พิจารณาจัดเป็นสวัสดิการพนักงานตามระเบียบบริษัทแทน ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทางภาษีต่างจากเงินบริจาค บริจาคเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ มาตรา 65 ตรี (3) แยกเพดานรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬาไว้อีก 2% ต่างหาก บริษัทที่บริจาคทั้ง 2 กลุ่มจึงหักได้รวมสูงสุดราว 4% ของกำไรสุทธิ กรณีบริจาคทั้ง 2 กลุ่มในปีเดียวกัน คำสั่ง ป.52/2537 กำหนดวิธีคำนวณเพดานแต่ละกลุ่มจากกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายทั้ง 2 รายการ ควรให้ผู้ทำบัญชีคำนวณตามสูตรในคำสั่งนี้ตอนปิดงบ บริจาคที่หักได้ 2 เท่า ผ่านระบบ e-Donation เงินบริจาค ลดหย่อนภาษี 2 เท่า นิติบุคคลปี 2569 มาจาก พ.ร.ฎ. 3 ฉบับ ซึ่งทางภาษีคือการหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาค และทั้งหมดต้องบริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร พ.ร.ฎ. ผู้รับบริจาค ประกาศราชกิจจานุเบกษา ช่วงเวลาที่ได้สิทธิ ฉบับที่ 806 (แก้ไข พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 795) สภากาชาดไทย และมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุขตามรายชื่อที่กำหนด รวม 9 มูลนิธิที่เพิ่มใหม่ 28 ก.ย. 2569 ตามวันที่ พ.ร.ฎ. กำหนด ถึง 31 ธ.ค. 2570 ฉบับที่ 809 สถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชนในระบบ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และสถาบันที่กำหนด 12 ต.ค. 2569 1 ม.ค. 2568 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ฉบับที่ 810 การกีฬาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และกรมพลศึกษา 12 ต.ค. 2569 1 ม.ค. 2568 ถึง 31 ธ.ค. 2570 ตามมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติร่าง พ.ร.ฎ. เหล่านี้ เงินบริจาคที่หัก 2 เท่า เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ การศึกษา และการกีฬาแล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเหล่านั้น (กรุงเทพธุรกิจ) รายชื่อ พ.ร.ฎ. ทั้ง 3 ฉบับดูได้ที่หน้ารวมพระราชกฤษฎีกาของกรมสรรพากร ก่อนบริจาคให้ตรวจว่าผู้รับอยู่ในรายชื่อและเข้าร่วมระบบ e-Donation แล้ว เพราะโอนเงินตรงหรือจ่ายเช็คจะไม่ได้สิทธิ 2 เท่า e-Donation คืออะไร นิติบุคคลบริจาคผ่านระบบอย่างไร e-Donation คือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร หน่วยรับบริจาคเป็นผู้บันทึกข้อมูลการบริจาคเข้าระบบ แล้วข้อมูลส่งตรงไปที่กรมสรรพากร ผู้บริจาคไม่ต้องใช้ใบเสร็จกระดาษเป็นหลักฐาน สำหรับนิติบุคคล หน่วยรับบริจาคจะบันทึกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัท ชื่อ วันที่ และจำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สิน ตามคำถามคำตอบระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ช่องทาง QR ของธนาคารส่งข้อมูลเฉพาะการบริจาคของบุคคลธรรมดา บริษัทจึงควรบริจาคผ่านหน่วยรับบริจาคโดยตรงและแจ้งเลขผู้เสียภาษีทุกครั้ง e-Donation ต่างจากใบเสร็จกระดาษอย่างไร ประเด็น ใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาบัตร e-Donation หลักฐาน เอกสารกระดาษจากผู้รับ ข้อมูลในระบบกรมสรรพากร สิทธิ 2 เท่าตาม พ.ร.ฎ. 2569 ไม่ได้ ได้ ถ้าผู้รับอยู่ในรายชื่อ ความเสี่ยงเอกสารหาย มี ต่ำ ตรวจย้อนได้ในระบบ การตรวจยอดก่อนปิดงบ รวบรวมใบเสร็จเอง เข้าระบบตรวจรายการได้ บริษัทที่บริจาคเป็นประจำจึงควรเลือกผู้รับที่อยู่ในระบบ e-Donation เป็นหลัก แม้จะเป็นการบริจาคที่หักได้ 1 เท่า เพราะหลักฐานตรวจสอบง่ายกว่า ขั้นตอนบริจาคผ่าน e-Donation สำหรับบริษัท หน่วยรับบริจาคไม่อยู่ในระบบ e-Donation ทำอย่างไร ถ้าผู้รับเป็นองค์การสาธารณกุศลที่ยังไม่เข้าระบบ บริษัทยังใช้สิทธิหัก 1 เท่าตาม ม.65 ตรี (3) ได้ โดยเก็บใบเสร็จรับเงินที่ระบุชื่อบริษัท จำนวนเงิน และวันที่ให้ครบ แต่จะใช้สิทธิ 2 เท่าตาม พ.ร.ฎ. ไม่ได้ เพราะสิทธินี้ผูกกับการบริจาคผ่านระบบเท่านั้น ตรวจสอบเงินบริจาคผ่าน e-Donation อย่างไร เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร เลือกบริการอิเล็กทรอนิกส์ ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ส่วนสำหรับผู้บริจาค แล้วเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรของบริษัท หน้าจอจะแสดงวันที่ ชื่อผู้รับ จำนวนเงิน และช่องทางการบริจาค ถ้ายอดไม่ขึ้นภายในช่วงที่หน่วยรับบริจาคแจ้ง ให้ติดต่อหน่วยรับบริจาคให้บันทึกข้อมูลก่อนปิดงบ เพราะยอดที่ไม่อยู่ในระบบจะใช้สิทธิ 2 เท่าไม่ได้ บริจาคสิ่งของแทนเงิน หักรายจ่ายได้ไหม ได้ เงินบริจาค นิติบุคคลในรูปทรัพย์สินแทนเงินสดหักรายจ่ายได้ภายใต้เพดานเดียวกับเงินสด ส่วน พ.ร.ฎ. ที่ให้สิทธิ 2 เท่าครอบคลุมทั้งการบริจาคเงินและทรัพย์สิน มูลค่าที่นำมาหักรายจ่ายใช้มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินที่บริจาค ตามข้อหารือกรมสรรพากร กค 0702/4708 ตัวอย่าง บริษัทซันวิศว์ซื้อชุดเครื่องมือช่างใหม่ 30,000 บาท มอบให้วิทยาลัยเทคนิคของรัฐผ่านระบบ e-Donation มูลค่าที่ใช้คือ 30,000 บาท และเข้าเงื่อนไขหัก 2 เท่าเป็น 60,000 บาท ภายใต้เพดาน 10% หลักฐานที่ต้องเก็บคือใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จตอนซื้อทรัพย์สิน และข้อมูลการรับบริจาคจากหน่วยรับ ถ้าเป็นสินค้าของกิจการที่จด VAT ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มของการบริจาคสินค้าด้วย ตัวอย่างคำนวณเงินบริจาค นิติบุคคล ปี 2569 บริษัท ซันวิศว์ ซัพพลาย จำกัด มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 5,000,000 บาท บริจาค 2 รายการ ขั้นที่ 1 คำนวณเพดาน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล ตามงบ 5,000,000 บาท เพดานบริจาคทั่วไป 2% 5,000,000 × 2% 100,000 บาท เพดานรวมกรณี 2 เท่า 10% 5,000,000 × 10% 500,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณรายจ่ายที่หักได้ รายการ วิธีคำนวณ หักได้ วัด 100,000 ไม่เกินเพดาน 100,000 100,000 บาท มหาวิทยาลัยของรัฐ (e-Donation) 200,000 × 2 400,000 บาท รวม 100,000 + 400,000 500,000 บาท (เท่าเพดาน 10% พอดี) ขั้นที่ 3 ภาษีที่ประหยัดได้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินที่บริจาคจริง 100,000 + 200,000 300,000 บาท รายจ่ายที่หักได้ จากขั้นที่ 2 500,000 บาท ภาษีที่ลดลง 500,000 × 20% 100,000 บาท ต้นทุนสุทธิของการบริจาค 300,000 – 100,000 200,000 บาท ถ้าบริษัทซันวิศว์บริจาควัด 150,000 บาทแทน ส่วนที่หักได้ยังเป็น 100,000 บาท ส่วนเกิน 50,000 บาทเป็นรายจ่ายต้องห้าม ต้องบวกกลับใน ภ.ง.ด.50 และยกไปหักปีถัดไปไม่ได้ ถ้าบริจาคมหาวิทยาลัยด้วยการโอนเงินตรงโดยไม่ผ่าน e-Donation ยอด 200,000 บาทจะกลับไปอยู่ในกลุ่มการศึกษาทั่วไป หักได้ 1 เท่าภายในเพดาน 2% เท่านั้น กรณีบริษัท SME กำไรน้อย เพดานจะแคบลง สมมุติลูกค้ารายหนึ่งของบริษัทซันวิศว์ คือบริษัท รุ่งโรจน์ แพ็คกิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) โรงงานบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก มีกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล 1,000,000 บาท และต้องการบริจาคโรงเรียนรัฐผ่าน e-Donation 80,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เพดานรวม 10% 1,000,000 × 10% 100,000 บาท หัก 2 เท่า 80,000 × 2 160,000 บาท หักได้จริง ไม่เกินเพดาน 100,000 บาท บริษัทรุ่งโรจน์จ่ายจริง 80,000 บาท แต่ใช้สิทธิ 2 เท่าได้แค่ 100,000 บาท ถ้าบริจาคเพียง 50,000 บาท จะหักได้ 100,000 บาทเท่ากัน เงินบริจาค นิติบุคคลที่กำไรไม่สูงจึงควรคำนวณเพดานก่อนกำหนดยอดบริจาค เงินบริจาคกับ CSR ที่คู่ค้า B2B มองเห็น ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนและบริษัทต่างชาติ ต้องรายงานด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) และหลายรายประเมินซัพพลายเออร์จากกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย วิธีทำให้เงินบริจาคเป็น CSR ที่คู่ค้าเห็นได้จริงมี 3 ข้อ เอกสารเงินบริจาค นิติบุคคลที่ต้องเก็บ เอกสารที่ใช้ขอสิทธิขึ้นกับช่องทางและประเภทผู้รับ ควรเก็บไว้คู่กับใบสำคัญจ่ายทุกรายการ กรณี เอกสารหลัก เอกสารประกอบ บริจาคเงินผ่าน e-Donation ข้อมูลรายการในระบบ e-Donation หลักฐานการโอนเงิน · หนังสือรับเงินบริจาคถ้าขอจากผู้รับ บริจาคเงินแบบทั่วไป ใบเสร็จรับเงินหรือใบอนุโมทนาบัตรที่ระบุชื่อบริษัท จำนวนเงิน วันที่ หลักฐานการโอนเงิน · ประกาศรายชื่อองค์การสาธารณกุศลของผู้รับ บริจาคทรัพย์สิน หนังสือรับมอบทรัพย์สินจากผู้รับ หรือข้อมูลใน e-Donation ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จตอนซื้อทรัพย์สิน เพื่อยืนยันมูลค่าต้นทุน ปิดงบปลายปี ตารางสรุปเงินบริจาคทั้งปี แยกตามกลุ่มเพดาน กระดาษทำการคำนวณเพดาน 2% และ 10% ข้อมูลจาก e-Donation และตารางสรุปนี้ใช้ประกอบการกรอก ภ.ง.ด.50 และใช้ชี้แจงเมื่อเจ้าหน้าที่ขอตรวจ ควรสแกนเอกสารกระดาษเก็บเป็นไฟล์ด้วย วิธีบันทึกบัญชีเงินบริจาค นิติบุคคล เงินบริจาค นิติบุคคลบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีด้วยจำนวนจริงที่จ่าย ส่วนสิทธิ 2 เท่าและการบวกกลับส่วนเกินเพดานเป็นรายการปรับปรุงทางภาษีตอนกรอก ภ.ง.ด.50 ไม่ได้บันทึกในสมุดบัญชี กรณีบริจาคเงิน 300,000 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินบริจาค 300,000 เงินฝากธนาคาร 300,000 กรณีบริจาคเครื่องมือช่างที่ซื้อมา 30,000 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินบริจาค 30,000 เงินฝากธนาคาร (ค่าซื้อเครื่องมือ) 30,000 ตอนปิดงบ ให้แยกเงินบริจาคทั้งปีเป็น 3 ส่วน คือส่วนที่หักได้ 1 เท่า ส่วนที่หักเพิ่มได้อีก 1 เท่าตาม พ.ร.ฎ. และส่วนเกินเพดานที่ต้องบวกกลับ แล้วนำตัวเลขไปกรอกในแบบ ภ.ง.ด.50 ส่วนเกินเพดานที่บวกกลับมีลักษณะเดียวกับค่าใช้จ่ายต้องห้ามทางภาษีรายการอื่น ควรตั้งผังบัญชีเงินบริจาคแยกจากค่าใช้จ่ายทั่วไปตั้งแต่ต้นปีเพื่อดึงยอดได้ง่าย ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – เงินบริจาค นิติบุคคลต้องจำอะไรบ้าง บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหักได้ไม่เกิน 2% และบริจาคเพื่อการศึกษาหรือกีฬาหักได้อีกไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเหล่านี้ บริจาคผ่าน e-Donation ให้ผู้รับตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806, 809, 810 หักได้ 2 เท่า รวมแล้วไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ ใช้ได้ถึง 31 ธ.ค. 2570 ส่วนเกินเพดานเป็นรายจ่ายต้องห้ามและยกไปปีถัดไปไม่ได้ สิทธิ 2 เท่าปรับใน ภ.ง.ด.50 ส่วนสมุดบัญชีบันทึกตามจำนวนที่จ่ายจริง เริ่มได้วันนี้ด้วยการประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 แล้วคูณ 10% เพื่อดูว่าบริษัทบริจาคผ่าน e-Donation ได้สูงสุดเท่าไหร่ก่อนชนเพดาน จัดการบัญชีเงินบริจาคให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายจ่ายเงินบริจาคแยกผังบัญชีตั้งแต่ต้นปี ดูยอดสะสมเทียบกับกำไรได้ตลอด และปิดงบได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านต่อเรื่องรายจ่ายอื่นที่ช่วยลดภาษีได้ที่ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ครบทุกรายการ และวิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ในหมวดภาษีของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินบริจาค นิติบุคคล บริจาควัดผ่าน e-Donation ได้หัก 2 เท่าไหม โดยทั่วไปไม่ได้ วัดอยู่ในกลุ่มบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ 1 เท่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ แม้จะบริจาคผ่าน e-Donation ก็ตาม สิทธิ 2 เท่าใช้กับผู้รับที่ พ.ร.ฎ. กำหนดไว้เท่านั้น บริจาคโรงพยาบาลรัฐ ได้หัก 2 เท่าไหม ถ้าบริจาคให้โรงพยาบาลของรัฐโดยตรง จัดเป็นบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ หักได้ 1 เท่าไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ถ้าบริจาคผ่าน e-Donation ให้สภากาชาดไทยหรือมูลนิธิด้านการแพทย์ที่อยู่ในรายชื่อตาม พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 806 จะหักได้ 2 เท่าภายในเพดาน 10% เงินบริจาคส่วนที่เกินเพดาน ยกไปหักปีถัดไปได้ไหม ไม่ได้ ส่วนที่เกินเพดาน 2% หรือ 10% เป็นรายจ่ายต้องห้ามของปีนั้น ต้องบวกกลับตอนคำนวณภาษีและยกไปรอบบัญชีถัดไปไม่ได้ e-Donation คืออะไร นิติบุคคลใช้ได้ไหม e-Donation คือระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรที่หน่วยรับบริจาคบันทึกข้อมูลส่งตรงถึงกรมสรรพากร นิติบุคคลใช้ได้ โดยแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัทให้หน่วยรับบริจาคบันทึกทุกครั้ง บริษัทบริจาคเงิน ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม ไม่ต้อง เงินบริจาคเป็นการให้โดยไม่มีสิ่งตอบแทน ไม่ใช่ค่าบริการหรือค่าจ้างที่อยู่ในหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย e-Donation นิติบุคคลตรวจสอบยอดได้ที่ไหน ตรวจได้ในระบบ e-Donation บนเว็บไซต์กรมสรรพากร ส่วนสำหรับผู้บริจาค โดยเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีผู้ใช้ระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรของบริษัท หน้าจอแสดงวันที่ ผู้รับ และจำนวนเงินที่หน่วยรับบริจาคบันทึกไว้ เงินบริจาคเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ไหม ได้ทางบัญชีเต็มจำนวน แต่ทางภาษีหักได้ภายในเพดานที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ส่วนที่เกินเพดานถูกบวกกลับตอนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

50 ทวิ (หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย) คืออะไร ตัวอย่าง วิธีอ่าน และหน้าที่ของผู้ออก

50 ทวิ คืออะไร และสำคัญอย่างไร 50 ทวิ คือ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ผู้จ่ายเงินออกให้ผู้รับเงิน เพื่อยืนยันว่าได้หักภาษีเงินได้ไว้เท่าไร และนำส่งกรมสรรพากรแล้ว ชื่อเรียกมาจากประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ทวิ ที่กำหนดหน้าที่ออกหนังสือนี้ คนทั่วไปเรียกสั้น ๆ ว่าใบ 50 ทวิ ใบทวิ 50 หรือใบหัก ณ ที่จ่าย เอกสารใบเดียวมีคนเกี่ยวข้อง 2 ฝั่ง ฝั่งผู้รับเงิน เช่น พนักงาน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของที่ให้เช่า ใช้หนังสือรับรองเป็นหลักฐานว่าภาษีบางส่วนถูกจ่ายล่วงหน้าไปแล้ว ส่วนฝั่งผู้จ่ายเงิน เช่น บริษัทที่จ้างพนักงานหรือจ้างฟรีแลนซ์ มีหน้าที่ออกให้ครบและตรงเวลา สำหรับเจ้าของธุรกิจและพนักงาน เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ทำไมได้ 50 ทวิ 2 ฉบับ และต้องเก็บฉบับไหน ได้ 2 ฉบับเพราะแบบฟอร์มของกรมสรรพากรกำหนดให้มีข้อความตรงกัน 2 ฉบับ แต่ละฉบับใช้ต่างกัน ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 62) ทั้งสองฉบับเป็นของผู้รับเงิน ผู้จ่ายไม่ได้เก็บฉบับใดไว้เอง ในทางปฏิบัติ ถ้ายื่นภาษีออนไลน์ระบบไม่ได้ให้แนบตัวกระดาษ ผู้รับเงินจึงเก็บไว้ทั้งสองฉบับ เผื่อกรมสรรพากรขอเอกสารประกอบตอนขอคืนภาษี ถ้าได้มาแค่ฉบับเดียว ให้ขอฉบับที่ขาดจากผู้จ่ายตั้งแต่ตอนรับเอกสาร ใครต้องออก 50 ทวิ และต้องออกเมื่อไร ผู้ที่ต้องออกคือผู้จ่ายเงินที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือบุคคลธรรมดาที่มีหน้าที่หัก กำหนดเวลาออกขึ้นกับประเภทเงินได้ ประเภทเงินได้ ตัวอย่าง ต้องออก 50 ทวิ เมื่อไร เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)) เงินเดือนพนักงานประจำ ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป หรือภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่พนักงานออกจากงานระหว่างปี ค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า ค่าโฆษณา จ้างฟรีแลนซ์ เช่าออฟฟิศ จ้างบริษัทอื่น ออกให้ทุกครั้งที่จ่ายเงินและหักภาษี กำหนดของเงินเดือนอ้างอิงจากข้อหารือของกรมสรรพากร ที่ กค 0706/5749 ซึ่งตอบเรื่องการออกหนังสือรับรองให้พนักงานที่ออกระหว่างปี จุดที่ผู้ประกอบการพลาดบ่อยคือรอออกพร้อมพนักงานคนอื่นในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งที่พนักงานลาออกไปตั้งแต่กลางปี และต้องได้เอกสารภายใน 1 เดือน สมมติคุณฝนเป็นเจ้าของสตูดิโอออกแบบในรูปบริษัท ในปีภาษี 2569 บริษัทของคุณฝนต้องออกหนังสือรับรองอย่างน้อย 3 แบบ ตัวอย่าง 50 ทวิ เงินเดือน อ่านทีละช่องอย่างไร ตัวอย่าง 50 ทวิ เงินเดือนประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก คือ ข้อมูลผู้จ่าย ข้อมูลผู้รับ ลำดับที่ในแบบ ภ.ง.ด. ตารางเงินได้กับภาษีที่หัก และเงินที่จ่ายเข้ากองทุน ช่องทั้งหมดอ้างอิงจากแบบฟอร์ม 50 ทวิ ของกรมสรรพากร สมมติคุณต้นเป็นพนักงานกราฟิกของคุณฝน ได้เงินเดือน 30,000 บาท ทั้งปี 2569 ไม่มีโบนัส และไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวกับเงินสมทบประกันสังคม บริษัทคำนวณภาษีทั้งปีไว้ดังนี้ บริษัทจึงหักภาษีจากเงินเดือนคุณต้นรวมทั้งปี 1,975 บาท และนำส่งผ่านแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน หน้าตาหนังสือรับรองที่คุณต้นได้รับจะเป็นแบบนี้ ช่องในหนังสือรับรอง สิ่งที่กรอก อ่านอย่างไร ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก ของบริษัทคุณฝน ต้องตรงกับบริษัทที่จ่ายเงินเดือนจริง ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน ของคุณต้น ถ้าเลขผิด ข้อมูลจะไม่ผูกกับคุณต้นในระบบของกรมสรรพากร ลำดับที่ในแบบ ติ๊ก ภ.ง.ด.1ก บอกว่าบริษัทสรุปเงินได้ของคุณต้นไว้ในแบบ ภ.ง.ด.1ก ประเภทเงินได้ ข้อ 1. เงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ ตามมาตรา 40(1) เงินเดือนทั้งหมดอยู่บรรทัดนี้ วันเดือนหรือปีภาษีที่จ่าย ปี 2569 ฉบับเงินเดือนมักใส่เป็นปีภาษี จำนวนเงินที่จ่าย 360,000.00 ตัวเลขที่ต้องกรอกเป็นเงินได้ตอนยื่นภาษี ภาษีที่หักและนำส่งไว้ 1,975.00 ตัวเลขที่นำไปหักออกจากภาษีที่ต้องจ่าย กองทุนประกันสังคม 10,500.00 ใช้กรอกเป็นค่าลดหย่อน ผู้จ่ายเงิน (1) หัก ณ ที่จ่าย ภาษีถูกหักจากเงินเดือนของคุณต้นเอง จุดที่มักถูกมองข้ามคือช่องกองทุนประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หลายคนกรอกแค่เงินได้กับภาษีที่หัก แล้วลืมใส่ค่าลดหย่อนจากสองช่องนี้ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร ทำไมยอดเงินได้ในหนังสือรับรองไม่เท่ากับเงินเดือนที่คำนวณเอง สาเหตุที่พบบ่อยมี 3 อย่าง คือ เงินที่จ่ายคร่อมปี เงินได้ที่ไม่ต้องรวมคำนวณภาษี และการเริ่มงานหรือออกงานกลางปี หนังสือรับรองแสดงเงินที่บริษัทจ่ายจริงในปีภาษีนั้น ไม่ใช่เงินเดือนคูณ 12 ถ้าตัวเลขต่างจากที่คาดและหาเหตุผลไม่ได้ ให้ถาม HR หรือฝ่ายบัญชีก่อนยื่นภาษี เพราะตัวเลขที่ยื่นต้องตรงกับที่บริษัทนำส่งไว้ ตัวอย่างหนังสือรับรองค่าจ้างฟรีแลนซ์และค่าเช่าเป็นอย่างไร สองกรณีนี้ใช้แบบฟอร์มเดียวกัน ต่างกันที่บรรทัดประเภทเงินได้และลำดับที่ในแบบ ภ.ง.ด. ซึ่งเป็นแบบ ภ.ง.ด.3 เพราะผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดา ค่าเช่าที่ต้องออกทุกเดือนรวมแล้ว 12 ใบต่อปี ถ้าเจ้าของออฟฟิศต้องใช้ยื่นภาษี เขาต้องรวมจากทั้ง 12 ใบเอง การบันทึกเลขที่เล่มและเลขที่ใบเรียงกันตั้งแต่ต้นปีช่วยให้ตามเอกสารย้อนหลังได้ง่าย ใบ 50 ทวิ (ใบหัก ณ ที่จ่าย) ขอได้ที่ไหน ถ้าหายหรือบริษัทไม่ออกให้ทำอย่างไร ขอได้จากผู้จ่ายเงินเท่านั้น คือบริษัทนายจ้างหรือผู้ว่าจ้างที่หักภาษีไว้ เพราะหนังสือรับรองเป็นเอกสารที่ผู้จ่ายออก ไม่ใช่เอกสารที่กรมสรรพากรออกให้ สถานการณ์ ควรทำอย่างไร ยังไม่ได้รับ ติดต่อ HR หรือฝ่ายบัญชีของผู้จ่าย หลายบริษัทส่งเป็นไฟล์ PDF ทางอีเมลหรือแอป HR ได้รับแล้วแต่ทำหาย ขอให้ผู้จ่ายออกใบแทน ผู้จ่ายมีข้อมูลเดิมอยู่เพราะต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. ไว้แล้ว บริษัทไม่ยอมออกให้ แจ้งผู้จ่ายเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นหน้าที่ตามมาตรา 50 ทวิ ถ้ายังไม่ได้ ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ บริษัทปิดกิจการแล้ว ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลการหักภาษีที่บริษัทเคยนำส่ง คำว่า “ขอใบทวิ 50 ออนไลน์” ในทางปฏิบัติจึงหมายถึงขอไฟล์จากบริษัท ไม่ใช่ดาวน์โหลดจากเว็บกรมสรรพากร ส่วนแบบฟอร์มเปล่าที่เห็นบนเว็บกรมสรรพากรเป็นแบบให้ผู้จ่ายกรอก ผู้รับเงินกรอกเองไม่ได้ ผู้รับเงินใช้ 50 ทวิ ยื่นภาษีอย่างไร ใช้ตัวเลขในหนังสือรับรอง กรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ผู้รับเงินไม่ได้ “ยื่น 50 ทวิ” ให้กรมสรรพากร หนังสือรับรองเป็นข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 (แบบยื่นภาษีสำหรับผู้มีเงินเดือนอย่างเดียว) หรือ ภ.ง.ด.90 (ผู้มีเงินได้หลายประเภท) ซึ่งกำหนดยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป และการยื่นออนไลน์มักได้ขยายเวลาตามประกาศของกรมสรรพากรแต่ละปี กลับมาที่คุณต้น ถ้าไม่มีค่าลดหย่อนอื่นเพิ่ม ภาษีทั้งปีเท่ากับ 1,975 บาท ตรงกับที่บริษัทหักไว้พอดี จึงไม่ต้องจ่ายเพิ่มและไม่มีเงินคืน แต่ถ้าคุณต้นมีค่าลดหย่อนอื่น เช่น เบี้ยประกันชีวิต ภาษีที่คำนวณได้จะต่ำกว่า 1,975 บาท และได้เงินคืนส่วนต่าง SME ที่ออก 50 ทวิ ต้องนำส่งแบบไหน ภายในวันไหน ผู้จ่ายต้องนำส่งภาษีที่หักไว้ด้วยแบบ ภ.ง.ด. ตามประเภทผู้รับเงิน ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ตามประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2544 และถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ต ขยายเวลาได้อีก 8 วัน ตัวเลขในหนังสือรับรองที่ออกให้ผู้รับเงินต้องตรงกับแบบที่นำส่งทุกบาท แบบ ใช้กับ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.1 ภาษีที่หักจากเงินเดือนพนักงาน ภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์ขยายได้อีก 8 วัน) ภ.ง.ด.1ก สรุปเงินเดือนและภาษีของพนักงานทั้งปี ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป (มาตรา 58) ภ.ง.ด.3 ภาษีที่หักจากเงินที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา เช่น ฟรีแลนซ์ เจ้าของที่ให้เช่า ภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์ขยายได้อีก 8 วัน) ภ.ง.ด.53 ภาษีที่หักจากเงินที่จ่ายให้นิติบุคคล ภายใน 7 วันนับแต่สิ้นเดือนที่จ่าย (ออนไลน์ขยายได้อีก 8 วัน) อ่านตารางนี้อย่างไร อัตราที่ต้องหักขึ้นกับประเภทการจ่าย อัตราที่ใช้บ่อย เช่น ค่าบริการและค่าจ้างทำของร้อยละ 3 ค่าเช่าร้อยละ 5 และค่าโฆษณาร้อยละ 2 รายละเอียดการกรอกแบบสำหรับผู้รับเงินที่เป็นบุคคลธรรมดาอ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.3 คืออะไร และความต่างของแบบนำส่งภาษีเงินเดือนอยู่ในบทความ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร SME บันทึกบัญชีตอนหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร บันทึกภาษีที่หักไว้เป็นหนี้สินในบัญชีภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย จนกว่าจะนำส่งกรมสรรพากร เพราะเงินส่วนนี้ไม่ใช่เงินของบริษัท แต่เป็นภาษีของผู้รับเงินที่บริษัทถือไว้แทน ตัวอย่าง: บริษัทคุณฝนจ่ายค่าเช่าออฟฟิศเดือนพฤศจิกายน 2569 จำนวน 25,000 บาท หักภาษีไว้ 1,250 บาท บัญชี เดบิต เครดิต ค่าเช่า 25,000 เงินฝากธนาคาร 23,750 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,250 เมื่อยื่น ภ.ง.ด.3 และนำส่งภาษีในเดือนธันวาคม ให้บันทึกเดบิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,250 บาท และเครดิตเงินฝากธนาคาร 1,250 บาท ยอดค้างจ่ายจะกลับเป็นศูนย์ ถ้าสิ้นเดือนไหนบัญชีนี้ยังมียอดค้าง แปลว่ามีภาษีที่ยังไม่ได้นำส่ง ควรเช็กก่อนครบกำหนดยื่นแบบ ส่วนกรณีบริษัทเป็นฝ่ายถูกหัก เช่น ลูกค้าหักค่าบริการของบริษัทไว้ 3% ให้บันทึกยอดที่ถูกหักเป็นสินทรัพย์ในบัญชีภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย แล้วนำไปใช้เครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลหนังสือรับรองที่ลูกค้าออกให้คือหลักฐานของยอดนี้ ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ 50 ทวิ จากประสบการณ์ ปัญหาเรื่องหนังสือรับรองส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการคำนวณภาษีผิด แต่มาจากข้อมูลผู้รับเงินไม่ครบตั้งแต่วันที่จ่ายเงิน สรุป – 50 ทวิ ต้องรู้จักอะไรบ้าง 50 ทวิ เป็นเอกสารที่ผู้จ่ายออกให้ตรงเวลาและตรงกับแบบ ภ.ง.ด. ส่วนผู้รับใช้ตัวเลขในนั้นยื่นภาษีและขอคืนเงิน ถ้าเริ่มจากวันนี้ ฝั่งผู้จ่ายลองเช็กรายชื่อพนักงานที่ลาออกระหว่างปี 2569 ว่าได้หนังสือรับรองครบทุกคนหรือยัง ส่วนฝั่งผู้รับ ลองถาม HR ตั้งแต่เดือนมกราคมว่าจะส่งหนังสือรับรองทางช่องทางไหน ช่วงต้นปีเป็นช่วงที่ต้องออกหนังสือรับรองให้พนักงานทุกคนพร้อมกัน ถ้าทำทีละใบด้วยมือมักใช้เวลาหลายวัน PEAK Payroll ส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้พนักงานทางอีเมลได้จากหน้าสรุปจ่ายเงินเดือน ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือส่งหนังสือรับรองใน PEAK – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ 50 ทวิ เปลี่ยนงานกลางปี ได้ 50 ทวิ 2 บริษัท ต้องทำอย่างไร ต้องรวมทั้งสองใบตอนยื่นภาษี กรอกเงินได้และภาษีที่หักไว้ของทั้งสองบริษัทรวมกัน ถ้ายื่นแค่ใบเดียว เงินได้จะต่ำกว่าความจริง และอาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มภายหลัง ไม่มี 50 ทวิ ยื่นภาษีได้ไหม ยื่นได้ แต่ต้องรู้ยอดเงินได้และภาษีที่ถูกหักไว้ให้ตรงกับที่ผู้จ่ายนำส่ง ถ้ากรอกจากการเดา ข้อมูลอาจไม่ตรงกับแบบ ภ.ง.ด. ของผู้จ่าย และทำให้การขอคืนภาษีล่าช้า ทางที่ดีคือขอเอกสารจากผู้จ่ายก่อนยื่น ได้รับหนังสือรับรองเป็นไฟล์ PDF ใช้ได้ไหม ใช้ได้ในการกรอกตัวเลขยื่นภาษี เพราะข้อมูลที่ต้องใช้คือยอดเงินได้ ภาษีที่หัก และเงินสมทบกองทุน ไม่ว่าเอกสารจะเป็นกระดาษหรือไฟล์ ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ในโฟลเดอร์แยกตามปีภาษี เพราะถ้ากรมสรรพากรขอเอกสารประกอบตอนขอคืนภาษี จะหาเจอได้ทันที ดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินปันผลได้ 50 ทวิ ไหม ได้ ถ้าผู้จ่ายหักภาษีไว้ แบบฟอร์มหนังสือรับรองมีบรรทัดสำหรับดอกเบี้ยตามมาตรา 40(4)(ก) และเงินปันผลตามมาตรา 40(4)(ข) แยกไว้ ผู้รับขอจากธนาคารหรือบริษัทที่จ่ายได้ ผู้จ่ายเป็นบุคคลธรรมดา ต้องออก 50 ทวิ ไหม ต้องออกเมื่อมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย หน้าที่ออกหนังสือรับรองผูกกับการหักภาษี ไม่ได้ผูกกับว่าผู้จ่ายเป็นบริษัทหรือบุคคลธรรมดา ถ้าการจ่ายนั้นไม่มีหน้าที่หักภาษี ก็ไม่ต้องออก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก