PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

KPI คืออะไร ตั้งอย่างไรไม่ให้ทีมเล่นเกมตัวเลข

หลายธุรกิจตั้ง KPI ครบทุกแผนก แต่พอถึงสิ้นเดือนกลับพบว่าตัวเลขสวย แต่ผลลัพธ์จริงไม่ไปไหน สาเหตุมาจากการตั้ง KPI ผิดวิธี จนทีมเรียนรู้ที่จะเล่นเกมตัวเลข แทนที่จะโฟกัสเป้าหมายจริง บทความนี้อธิบายว่า KPI คืออะไร มีกี่ประเภท ตั้งอย่างไรให้วัดผลได้จริงโดยไม่ถูกบิดเบือน ฉบับเจ้าของธุรกิจ SME ที่ต้องบริหารทีมด้วยตัวเอง KPI หรือ Key Performance Indicators คืออะไร KPI หรือ Key Performance Indicators คือ เป็นวิธีวัดผลการทำธุรกิจในด้านต่าง ๆ ขององค์กร ด้วยการดูว่าผลตรงกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ไหม ทำให้องค์กรสามารถติดตามความก้าวหน้า ประเมินประสิทธิภาพ และปรับปรุงการทำธุรกิจได้ดีมากขึ้น โดยแต่ละตัวอักษรมีความหมาย ดังนี้  พูดให้เข้าใจง่าย KPI คือมาตรวัดบนหน้าปัดรถยนต์ คนขับดูแล้วรู้ทันทีว่าความเร็วเท่าไร น้ำมันเหลือแค่ไหน ถ้าไม่มีมาตรวัด คุณก็ขับได้ แต่ไม่รู้ว่ากำลังจะเจอปัญหาตอนไหน KPI ต่างจากตัวเลขทั่วไป (Metric) อย่างไร ตัวเลขทุกตัวในธุรกิจเป็น Metric แต่ไม่ใช่ทุก Metric จะเป็น KPI Metric ทั่วไป KPI ตัวอย่าง จำนวนคนเข้าเว็บ อัตราคนเข้าเว็บที่กลายเป็นลูกค้า ลักษณะ วัดได้ แต่ไม่จำเป็นต้อง action ผูกกับเป้าหมายธุรกิจ ต้อง action ถ้าไม่ถึง ผลกระทบ รู้ไว้ก็ดี ไม่ถึงเป้า = ต้องแก้ทันที เจ้าของธุรกิจ SME ควรเลือก KPI แค่ 3-5 ตัวที่กระทบรายได้หรือกำไรจริง ไม่ใช่ตั้ง 20 ตัวแล้วไม่มีเวลาดูสักตัว KPI สำคัญอย่างไรกับธุรกิจ SME KPI ช่วยให้ธุรกิจ SME เห็นภาพรวมผลงานโดยไม่ต้องนั่งถามทีมทุกวัน เจ้าของกิจการเปิดดูตัวเลขแล้วรู้ทันทีว่าเดือนนี้เป็นอย่างไร สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ทรัพยากรจำกัด KPI ช่วยจัดลำดับความสำคัญ ทีมรู้ว่าต้องโฟกัสตรงไหนก่อน เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ยอดขายยังต่ำ ควรโฟกัส KPI เรื่อง Conversion Rate ก่อนเรื่อง Brand Awareness KPI ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมวัดผลด้วยข้อมูล ไม่ใช่วัดผลด้วยความรู้สึก ทำให้การประเมินผลงานยุติธรรมและโปร่งใส KPI มีกี่ประเภท อะไรบ้าง KPI แบ่งได้หลายมุม แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME การแบ่ง 2 แบบนี้ใช้งานได้จริงที่สุด Leading KPI กับ Lagging KPI ประเภท ความหมาย ตัวอย่าง จุดเด่น Leading KPI วัดสิ่งที่กำลังทำ ก่อนเห็นผลลัพธ์ จำนวนลูกค้าที่ติดต่อ, จำนวนโพสต์การตลาด แก้ไขได้ทันก่อนสิ้นเดือน Lagging KPI วัดผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นแล้ว ยอดขาย, กำไรสุทธิ, จำนวนลูกค้าใหม่ บอกว่าสำเร็จหรือไม่ SME ควรมีทั้ง 2 ประเภท Leading KPI บอกว่ากำลังทำถูกทาง ส่วน Lagging KPI บอกว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร Financial KPI กับ Non-Financial KPI ประเภท ตัวอย่าง ใครควรดู Financial KPI กำไรขั้นต้น, อัตรากำไรสุทธิ, กระแสเงินสด เจ้าของกิจการ, ฝ่ายบัญชี Non-Financial KPI ความพึงพอใจลูกค้า, อัตราพนักงานลาออก, เวลาส่งมอบสินค้า ทุกแผนก สำหรับ SME ที่ใช้โปรแกรมบัญชีอย่าง PEAK ข้อมูล Financial KPI เช่น รายได้ กำไร กระแสเงินสด ดูได้จาก Dashboard โดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปให้ วิธีตั้ง KPI ที่ดีด้วย SMART Framework KPI ที่ดีต้องชัดเจนพอที่ทุกคนในทีมเข้าใจตรงกัน Framework ที่ใช้กันแพร่หลายคือ SMART ซึ่ง George T. Doran เสนอไว้ตั้งแต่ปี 1981 ขั้นตอนตั้ง KPI แบบ Step-by-Step ตัวอย่างการตั้ง KPI แบบ SMART SMART ความหมาย ❌ ตั้งผิด ✅ ตั้งถูก Specific (ชัดเจน) ระบุว่าวัดอะไร “เพิ่มยอดขาย” “เพิ่มยอดขายสินค้ากลุ่ม A ผ่านช่องทางออนไลน์” Measurable (วัดได้) มีตัวเลขกำกับ “ขายให้มากขึ้น” “ยอดขายเพิ่ม 500,000 บาท/เดือน” Achievable (ทำได้จริง) ไม่สูงเกินจริง “เพิ่มยอด 300% ใน 1 เดือน” “เพิ่มยอด 20% ภายใน 6 เดือน” Relevant (เกี่ยวข้อง) ตรงกับเป้าธุรกิจ “จำนวน Like บน Facebook” “จำนวน Lead ที่กลายเป็นลูกค้าจริง” Time-bound (มีกำหนดเวลา) ระบุ deadline “เพิ่มยอดขาย” “ภายใน Q3/2026” ด้านมืดของ KPI เมื่อทีมเล่นเกมตัวเลข KPI ที่ตั้งไม่ดีมักถูกพนักงานมองข้าม หรือเล่นเหมือนเป็นเกม โดยการปั้นตัวเลขให้สวยโดยไม่ได้สร้างผลลัพธ์จริง นี่คือปัญหาที่ SME หลายแห่งเจอแต่ไม่รู้จะแก้อย่างไร ตัวอย่าง KPI ที่ถูกปั้นตัวเลข ในธุรกิจ SME แผนก KPI ที่ถูกปั้นตัวเลข วิธีปั้นตัวเลข ผลเสียจริง ฝ่ายขาย จำนวนสาย (Call) ต่อวัน โทรสั้นมาก ไม่คุยจริงจัง แค่ให้ได้จำนวน ลูกค้าไม่ได้ข้อมูล ปิดการขายไม่ได้ ฝ่ายบริการ เวลาปิด Ticket ปิด Ticket เร็ว โดยไม่ได้แก้ปัญหาจริง ลูกค้าต้องเปิด Ticket ซ้ำ ความพึงพอใจลด ฝ่ายการตลาด จำนวน Lead หา Lead ราคาถูกจากแหล่งที่ไม่ตรงกลุ่ม ฝ่ายขายเสียเวลาติดตาม Lead ที่ไม่ซื้อ ฝ่ายผลิต จำนวนชิ้นต่อวัน เร่งผลิตไม่สนคุณภาพ สินค้าเสีย ต้อง rework เพิ่มต้นทุน 5 วิธีตั้ง KPI ไม่ให้ทีมเล่นเกมตัวเลข ตัวอย่าง KPI แยกตามแผนก สำหรับ SME ตัวอย่างด้านล่างเป็น KPI ที่ SME ไทยนำไปใช้ได้จริง แต่ละแผนกเลือก 2-3 ตัวที่สำคัญที่สุดก็เพียงพอ KPI ฝ่ายขาย KPI วิธีวัด เป้าหมายตัวอย่าง ยอดขายต่อเดือน ยอดขายรวม (บาท) จากระบบบัญชี 1,000,000 บาท/เดือน อัตราปิดการขาย (Conversion Rate) จำนวนดีลที่ปิดได้ หารด้วย จำนวน Lead ทั้งหมด 15% มูลค่าเฉลี่ยต่อดีล ยอดขายรวม หารด้วย จำนวนดีล 25,000 บาท KPI ฝ่ายการเงินและบัญชี KPI วิธีวัด เป้าหมายตัวอย่าง อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) กำไรสุทธิ หารด้วย รายได้รวม คูณ 100 10% ขึ้นไป กระแสเงินสดสุทธิ เงินสดรับ ลบ เงินสดจ่าย ในแต่ละเดือน เป็นบวกทุกเดือน ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (DSO) ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย หารด้วย ยอดขายเฉลี่ย คูณ จำนวนวัน ไม่เกิน 45 วัน ตัวเลข KPI ทางการเงินเหล่านี้ดูได้จากงบการเงินของธุรกิจ ถ้าอยากเรียนรู้วิธีอ่าน อ่านเพิ่มได้ที่วิธีอ่านงบการเงินฉบับเข้าใจง่าย KPI ฝ่ายการตลาด KPI วิธีวัด เป้าหมายตัวอย่าง จำนวน Lead ที่มีคุณภาพ (Qualified Lead) Lead ที่ผ่านเกณฑ์คัดกรอง เช่น งบประมาณตรง กลุ่มเป้าหมายตรง 50 ราย/เดือน ต้นทุนต่อ Lead (Cost per Lead) ค่าโฆษณารวม หารด้วย จำนวน Lead ไม่เกิน 200 บาท/ราย อัตราการเปลี่ยนจาก Lead เป็นลูกค้า ลูกค้าจริง หารด้วย จำนวน Lead คูณ 100 10% KPI ฝ่าย HR และฝ่ายผลิต แผนก KPI เป้าหมายตัวอย่าง HR อัตราพนักงานลาออก (Turnover Rate) ไม่เกิน 10%/ปี HR ระยะเวลาสรรหาพนักงาน ไม่เกิน 30 วัน ฝ่ายผลิต อัตราสินค้าเสีย (Defect Rate) ไม่เกิน 2% ฝ่ายผลิต ปริมาณผลิตต่อชั่วโมง 100 ชิ้น/ชั่วโมง KPI คำนวณยังไง วิธีวัดผล KPI เมื่อเข้าใจแล้วว่า KPI คือตัวชี้วัดอะไร วิธีวัดผลที่ใช้กันบ่อยคือเปรียบเทียบผลงานจริงกับเป้าหมาย สูตรพื้นฐาน เปอร์เซ็นต์ KPI = (ผลงานจริง หารด้วย เป้าหมาย) × 100 ตัวอย่าง ตั้งเป้ายอดขาย 1,000,000 บาท/เดือน ผลงานจริง 850,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ เป้าหมาย — 1,000,000 บาท ผลงานจริง — 850,000 บาท เปอร์เซ็นต์ KPI 850,000 ÷ 1,000,000 × 100 85% ผลลัพธ์ 85% หมายความว่าทำได้ 85% ของเป้า ซึ่งเจ้าของกิจการต้องตัดสินเองว่าระดับนี้ยอมรับได้หรือต้องปรับปรุง โดยทั่วไป 80% ขึ้นไปถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละธุรกิจ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการตั้ง KPI หลายธุรกิจตั้ง KPI แล้วไม่ได้ผล สาเหตุมักมาจากข้อผิดพลาดเหล่านี้ KPI กับ OKR กับ BSC ใช้อันไหนดี นอกจาก KPI ยังมีเครื่องมือวัดผลอื่นที่เจ้าของ SME มักสงสัยว่าต่างกันอย่างไร เครื่องมือ ย่อมาจาก เหมาะกับ จุดเด่น จุดอ่อน KPI Key Performance Indicator วัดผลงานปกติทุกแผนก เข้าใจง่าย ใช้ได้ทันที อาจโฟกัสแค่ตัวเลข ขาดมุมกลยุทธ์ OKR Objectives and Key Results ตั้งเป้าหมายท้าทายที่อยากไปให้ถึง กระตุ้นนวัตกรรม ยืดหยุ่น ต้องเปลี่ยน mindset ทั้งทีม BSC Balanced Scorecard มองผลงาน 4 มิติ (การเงิน ลูกค้า ขั้นตอนภายใน การเรียนรู้) ภาพรวมครบด้าน ซับซ้อน อาจไม่เหมาะกับ SME ขนาดเล็ก สำหรับ SME ไทยที่มีทีม 5-50 คน แนะนำเริ่มจาก KPI ก่อน เพราะเข้าใจง่ายและเริ่มใช้ได้ทันที ถ้าทีมโตขึ้นจนต้องการเป้าหมายที่ท้าทายกว่า ค่อยเพิ่ม OKR เข้ามา สรุป: ตั้ง KPI ให้ได้ผล ต้องคิดให้รอบด้าน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ KPI ตัวชี้วัด KPI มีอะไรบ้าง KPI แบ่งกว้างได้เป็น 2 กลุ่มหลักคือ Financial KPI เช่น กำไรสุทธิ กระแสเงินสด อัตราหนี้ กับ Non-Financial KPI เช่น ความพึงพอใจลูกค้า เวลาส่งมอบ อัตราพนักงานลาออก แต่ละธุรกิจควรเลือก KPI จากทั้ง 2 กลุ่มให้ครอบคลุม ถ้าพนักงานทำ KPI ไม่ถึงเป้าควรทำอย่างไร ก่อนตัดสินว่าพนักงานทำไม่ได้ ให้ตรวจสอบว่า KPI ที่ตั้งไว้ทำได้จริง หรือไม่ บางครั้งการไม่ถึงเป้าเป็นสัญญาณว่าเป้าสูงเกินไปหรือทรัพยากรไม่พอ ควรคุยกับทีมเพื่อหาสาเหตุจริง ไม่ใช่ลงโทษทันที SME เล็กมากจำเป็นต้องมี KPI ไหม ธุรกิจที่มีเจ้าของคนเดียวหรือทีม 2-3 คน อาจไม่ต้องตั้ง KPI อย่างเป็นทางการ แต่ควรมีตัวเลขที่ดูทุกสัปดาห์ อย่างน้อย 2-3 ตัว เช่น ยอดขาย กำไร จำนวนลูกค้าใหม่ เมื่อทีมโตถึง 5 คนขึ้นไป จึงควรตั้ง KPI เป็นระบบ KPI ต่างจาก OKR ตรงไหน KPI วัดผลงานปกติ ว่าถึงเป้าหรือไม่ ส่วน OKR ตั้งเป้าหมายท้าทาย ที่อาจไม่ถึง 100% ก็ถือว่าสำเร็จ ตัวอย่างเช่น KPI ฝ่ายขายอาจเป็นยอดขาย 1 ล้านบาท/เดือน ส่วน OKR อาจเป็นเปิดตลาดใหม่ 2 จังหวัด ภายใน Q3 ธุรกิจ SME เริ่มจาก KPI ก่อนแล้วค่อยเพิ่ม OKR เมื่อทีมพร้อม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

ภ.ง.ด.51 คืออะไร สรุปครบ ยื่นเมื่อไหร่ คำนวณยังไง

ทุกปีช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม นิติบุคคลต้องเตรียมยื่น ภ.ง.ด.51 ซึ่งเป็นภาษีที่หลายคนมองข้ามจนเสียค่าปรับโดยไม่จำเป็น บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้ ตั้งแต่วิธีคำนวณ กำหนดยื่น ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ไปจนถึงเรื่อง “ประมาณการต่ำไป” ที่ทำให้ถูกเรียกเงินเพิ่มได้ ภ.ง.ด.51 คืออะไร แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี) คือแบบแสดงรายการที่นิติบุคคลต้องใช้ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบ 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี โดยเป็นการ “ประมาณการ” กำไรสุทธิทั้งปีแล้วคำนวณภาษีจ่ายล่วงหน้าครึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีหลักของไทย) (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พูดง่ายๆ คือรัฐต้องการให้ธุรกิจจ่ายภาษีเป็นงวด ไม่ใช่รอจ่ายทีเดียวตอนสิ้นปี ถ้าบริษัทมีกำไร ยิ่งยื่นถูกต้องตั้งแต่ครึ่งปีแรก ตอนปิดงบสิ้นปี (ภ.ง.ด.50) ก็จะจัดการง่ายขึ้นมาก ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.51 บ้าง นิติบุคคลที่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ได้แก่ ข้อยกเว้นสำคัญคือ บริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนและรอบบัญชีแรกไม่ถึง 12 เดือน อาจไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ในปีแรก (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ส่วนบริษัทที่ขาดทุนก็ยังต้องยื่นแบบเช่นกัน แม้จะไม่ต้องจ่ายภาษี กำหนดการยื่นแบบ และวิธีการยื่น กฎหมายกำหนดให้ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของรอบ 6 เดือนแรก สำหรับรอบบัญชีมกราคมถึงธันวาคม 2569 กำหนดเวลาเป็นดังนี้ ช่องทาง กำหนดยื่น ยื่นกระดาษ (สำนักงานสรรพากร) ภายใน 31 สิงหาคม 2569 ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ภายใน 8 กันยายน 2569 (ขยาย 8 วัน) ถ้ารอบบัญชีไม่ตรงปีปฏิทิน เช่น เมษายนถึงมีนาคม ให้นับจากวันสุดท้ายของเดือนที่ 6 แล้วบวก 2 เดือน เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่นแบบ สำหรับการยื่น ภ.ง.ด.51 โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติม แต่ในบางกรณีอาจต้องมีการยื่นเอกสารอื่น ๆ ประกอบเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการคำนวณภาษี ซึ่งเอกสารที่อาจใช้ยื่นเพิ่มเติมได้มีทั้งหมด 4 ส่วนด้วยกัน ประกอบไปด้วย แบบ ภ.ง.ด.51  เป็นแบบเอกสารที่สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งในเอกสารผู้ประกอบการสามารถกรอกข้อมูลของบริษัท รอบระยะเวลาบัญชี รูปแบบการยื่น และภาษีที่ชำระเพิ่มเติมได้เลย งบกำไรขาดทุนประมาณการ การยื่นภ.ง.ด.51 ของบริษัทนิติบุคคลโดยทั่วไปจำเป็นต้องมีการประมาณการกำไรสุทธิเพื่อใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิสำหรับคิดภาษี 50% ที่ต้องชำระในรอบครึ่งปี ซึ่งงบกำไรขาดทุนนี้จะใช้เป็นงบของทั้งรอบระยะเวลาบัญชี โดยใช้เป็นเอกสารประกอบการคำนวณภาษีที่ต้องชำระครึ่งปีนั่นเอง เอกสารแสดงรายได้-ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการคำนวณ อีกหนึ่งเอกสารที่สามารถใช้ยื่นประกอบเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการคำนวณภาษีครึ่งปีได้ ซึ่งเอกสารนี้ก็สามารถจัดทำเป็นรูปแบบรายงานแสดงรายได้ และค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่นำมาใช้ในการคำนวณกำไรขาดทุนของบริษัท รายการปรับปรุงกำไรทางภาษี (ถ้ามี) หากธุรกิจมีการปรับเพิ่มหรือปรับลดตัวเลขกำไรสุทธิในงบการเงินจำเป็นต้องมีการทำรายการปรับปรุงกำไรทางภาษีเพื่อยื่นเพิ่มเติมเป็นหลักฐาน นอกจากนี้การปรับปรุงกำไรทางภาษีให้ถูกต้องจะช่วยให้ธุรกิจเสียภาษีตามจริง ไม่ต้องเสียภาษีเยอะเกินความจำเป็น ทั้งนี้ในกรณีที่เป็นบริษัทนิติบุคคลประเภทที่จำเป็นต้องยื่นภาษีจากกำไรสุทธิจริงรอบ 6 เดือนแรก เช่น บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทเงินทุน จำเป็นต้องแนบงบการเงิน และไม่ต้องแนบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี แบบเข้าใจง่าย สำหรับการคำนวณภาษีครึ่งปี ขอยกตัวอย่างเป็นรูปแบบบริษัทนิติบุคคลทั่วไป ที่จะต้องทำการประมาณการรายได้และค่าใช้จ่าย หรือเรียกว่าการทำงบกำไรขาดทุนประมาณการของทั้งรอบระยะเวลาบัญชีเพื่อนำมาคำนวณภาษี 50% ที่ต้องชำระในรอบครึ่งปีนี้ วิธีการประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายครึ่งปี ขั้นตอนการคำนวณตามจริงแล้วทำได้ไม่ยาก โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนการคำนวณ โดยมีสูตรการคำนวณดังนี้ *รายได้ทั้งปี คือ รายได้จริงครึ่งปีแรก + รายได้ประมาณการครึ่งปีหลัง **ต้นทุนขายและค่าใช้จ่าย คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงครึ่งปีแรก + ค่าใช้จ่ายประมาณการของครึ่งปีหลังโดยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจะคำนวณจากกำไรของบริษัท ถ้าเป็นกิจการ SME จะมีอัตราเริ่มต้นตั้งแต่ 0% – 20% แต่ถ้าเป็นกิจการทั่วไปจะเสีย 20% ไม่ว่าจะมีกำไรเท่าไหร่ก็ตาม ตัวอย่างการคำนวณประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปี บริษัท A เป็นนิติบุคคล มีรายได้และค่าใช้จ่ายในครึ่งปีแรกเท่ากับ 500,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ โดยคาดการณ์ว่าครึ่งปีหลังจะมีรายได้และค่าใช้จ่ายเท่าเดิม และมีภาษี หัก ณ ที่จ่าย 5,000 บาท สามารถคำนวณภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 51) ที่ต้องชำระได้ดังนี้ แทนสูตรตามแต่ละขั้นได้ดังนี้ ดังนั้นบริษัท A จำเป็นต้องชำระภาษีในรอบแรกเป็นจำนวนเงิน 75,000 บาทนั่นเอง วิธียื่น ภ.ง.ด.51 ออนไลน์ผ่าน e-Filing ทีละขั้นตอน ยื่นออนไลน์สะดวกกว่ายื่นกระดาษ แถมได้ขยายเวลาเพิ่ม 8 วัน ขั้นตอนมีดังนี้ ถ้ายังไม่มี Username สำหรับ e-Filing ให้สมัครผ่านเว็บกรมสรรพากรก่อน โดยใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก บทลงโทษที่ต้องรู้หากประมาณการผิดพลาด หรือยื่นล่าช้า การชำระภาษีครึ่งปีของนิติบุคคล หากประมาณการกำไรสุทธิต่ำเกินไป หรือยื่นล่าช้า ก็จะมีบทลงโทษพอสมควรเลยทีเดียว เพราะหากธุรกิจประมาณการกำไรสุทธิขาดเกินไปมากกว่า 25% ของกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเป็นต้องเสียค่าปรับเพิ่ม 20% จากจำนวนภาษีที่ชำระขาด แต่การประมาณการกำไรสุทธิสูงเกินไป ไม่ถือว่าเป็นความผิดจึงไม่ต้องเสียค่าปรับ คำแนะนำเพื่อไม่ให้เสียค่าปรับ 20% ผู้ประกอบการควรทำการประมาณการกำไรสุทธิและยื่นภาษีครึ่งปีให้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นไว้ในรอบปีที่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น หากประมาณการกำไรสุทธิ 500,000 บาท แต่กำไรสุทธิจริงสูงถึง 1,000,000 บาท ซึ่งนับเป็น 50% ก็จะต้องเสียค่าปรับเพิ่ม หากประมาณการกำไรสุทธิ 749,000 บาท แต่กำไรสุทธิจริง 1,000,000 บาท คำนวณเป็น 25.1% ต้องเสียค่าปรับ (เกิน 25% เพียง 0.1% ก็เข้าข่ายต้องเสียค่าปรับ) แต่ถ้าประมาณการกำไรสุทธิ 800,000 บาท มีกำไรสุทธิจริง 1,000,000 บาท นับเป็น 20% ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ และไม่จำเป็นต้องเสียค่าปรับ ในส่วนของการยื่นล่าช้าจะมีค่าปรับฉบับละ 2,000 บาทและเสียเงินเพิ่มเป็นดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร มาตรา 67 ทวิ, มาตรา 67 ตรี และมาตรา 27 ประมวลรัษฎากร) ค่าปรับอาญาอาจดูไม่มาก แต่เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนสะสมได้เร็ว ยิ่งยื่นช้านานยิ่งเสียมาก จึงควรยื่นตามกำหนดเสมอ การชำระภาษีและสิทธิ์ในการขอคืน วิธีการชำระภาษีครึ่งปีของนิติบุคคลด้วย ภ.ง.ด.51 สามารถชำระพร้อมการยื่นแบบได้เลย และจำเป็นต้องชำระจำนวนเต็มในครั้งเดียวไม่สามารถผ่อนได้ ซึ่งช่องทางการชำระประกอบไปด้วย 8 ช่องทางดังนี้ ในกรณีที่ผู้ประกอบการได้ชำระภาษีเกิน ไม่สามารถขอคืนเป็นเงินสดได้ทันที แต่สามารถเปลี่ยนเป็นเครดิตภาษีสำหรับใช้ในรอบภาษีถัดไปได้ ภ.ง.ด.50 กับ ภ.ง.ด.51 ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่างแบบ ภ.ง.ด.50 กับ ภ.ง.ด.51 อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ในบทความภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.50 สรุปครบ ส่วนความแตกต่างหลักสรุปได้ดังนี้ รายการ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ช่วงเวลา 6 เดือนแรกของรอบบัญชี ทั้งรอบบัญชี (12 เดือน) วิธีคำนวณ ประมาณการกำไรทั้งปี ใช้กำไรจริงจากงบการเงิน กำหนดยื่น ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี เอกสารแนบ ข้อมูลประมาณการ งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรอง กฎหมาย มาตรา 67 ทวิ มาตรา 68 ประมวลรัษฎากร สรุป: เตรียมยื่น ภ.ง.ด.51 ให้พร้อมก่อน deadline สิ่งที่ต้องทำ จัดการภาษีนิติบุคคลให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณดูข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายแบบ real-time สรุปกำไรขาดทุน 6 เดือนแรกได้ทันที ไม่ต้องรอปิดงบ ช่วยให้ประมาณการ ภ.ง.ด.51 ได้แม่นยำขึ้นและลดความเสี่ยงเรื่องเงินเพิ่ม ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.51 บริษัทที่ขาดทุนต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ไหม ต้องยื่นแบบเหมือนกัน แม้จะไม่ต้องจ่ายภาษี เพราะการยื่นเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ถ้าไม่ยื่นจะถูกค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท กรอกกำไรสุทธิเป็น 0 แล้วส่งแบบได้เลย ยื่น ภ.ง.ด.51 แล้วพบว่าประมาณการผิด แก้ไขได้ไหม ได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลา ถ้าพบว่าจ่ายภาษีไว้น้อยไปก็ชำระเพิ่มได้ทันที ยิ่งแก้ไขเร็วยิ่งลดภาระเงินเพิ่มที่อาจเกิดขึ้น ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม ภ.ง.ด.51 ได้ที่ไหน ดาวน์โหลดได้จากเว็บกรมสรรพากร ในหมวด “ดาวน์โหลดแบบแสดงรายการ” หรือจะยื่นผ่าน e-Filing โดยตรงก็ได้ ไม่ต้องดาวน์โหลดแบบฟอร์มแยก อัตราภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME คำนวณ ภ.ง.ด.51 ยังไง SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ได้สิทธิอัตราภาษีขั้นบันได กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3 ล้านบาทเสียภาษี 15% ส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทเสียภาษี 20% ใช้อัตรานี้คำนวณจากกำไรครึ่งปี (กำไรประมาณการหาร 2) (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ถ้าจ่ายภาษี ภ.ง.ด.51 เกินจริง ขอคืนได้ไหม ได้ ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ประจำปี ถ้าภาษีที่จ่ายตาม ภ.ง.ด.51 รวมกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายมากกว่าภาษีจริงทั้งปี ส่วนเกินสามารถขอคืนภายใน 3 ปีนับจากวันสุดท้ายของกำหนดยื่น ภ.ง.ด.50 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

21 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภ.ง.ด.50 คืออะไร กำหนดยื่น วิธียื่น สรุปครบ

ภ.ง.ด.50 คืออะไร? คำถามที่เจ้าของกิจการหน้าใหม่หลายท่านอาจสงสัย กับแบบยื่นเสียภาษีประจำปีของธุรกิจ ว่าต้องยื่นเมื่อไหร่ ใครต้องยื่นบ้าง และมีแนวทางปฏิบัติอย่างไรให้สามารถยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง บทความนี้เราพร้อมตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับแบบยื่นภาษีประจำปี นี้ให้คุณ ภ.ง.ด.50 คือเอกสารเกี่ยวข้องกับอะไร? ภ.ง.ด.50 คือ แบบที่ใช้สำหรับการยื่นแสดงรายการภาษีเงินได้ของธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประจำปี ที่จะเป็นการนำรายงานงบการเงินตั้งแต่รายได้ รายจ่าย กำไรสุทธิ และนำมาปรับปรุงให้เป็นกำไรทางภาษีเพื่อใช้คำนวณภาษีที่ต้องชำระรอบสิ้นสุดระยะบัญชี ใครบ้างที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีนี้? สำหรับนิติบุคคลที่.ที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการนี้ คือ คือ บริษัทจำกัด บริษัทจำกัดมหาชน ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย รวมไปถึงบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนเปิดสาขาในประเทศไทย อย่างไรก็ตามจะมีนิติบุคคลบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น องค์กรภาครัฐ บริษัทที่เปิดขึ้นจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยและต่างประเทศ และอื่น ๆ กำหนดเวลาการยื่น แบบแสดงรายการภาษีประจำปี การยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปีนี้ จะเป็นการยื่นหลังจากสิ้นรอบบัญชีในแต่ละปี ซึ่งมีกำหนดให้เจ้าของกิจการนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษี ต้องยื่นแบบแสดงรายการนี้ ภายใน 150 วันนับจากสิ้นรอบบัญชี ยกตัวอย่างการนับวันในการยื่นภาษี ในกรณีที่รอบบัญชีสิ้นปีคือวันที่ 31 ธ.ค. 2025 สามารถนับจำนวนวัน 150 วันได้เลย ดังนั้นวันสุดท้ายที่สามารถยื่นแบบแสดงรายการ คือ วันที่ 30 พ.ค. 2026 นั่นเอง แนะนำให้เจ้าของกิจการตรวจสอบกรอบในการยื่นเอกสาร และจัดเตรียมเอกสารสำหรับการยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการยื่นล่าช้าที่มีทั้งค่าปรับ เงินเพิ่ม และเสี่ยงถูกตรวจสอบจากสรรพากร บทลงโทษหากไม่ได้ยื่น หรือยื่นล่าช้า แบบยื่นภาษีประจำปี คือ แบบยื่นด้านบัญชีที่สำคัญ และเจ้าของกิจการที่มีหน้าที่เสียภาษีส่วนนี้ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นจะมีบทลงโทษดังนี้ การไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้า และไม่ถูกต้อง มาพร้อมบทลงโทษมากมายที่นอกจากเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น ยังมีโอกาสถูกตรวจสอบเพิ่ม ด้วยเหตุนี้เราขอแนะนำให้เจ้าของกิจการจัดการบริหารด้านภาษีด้วยความรอบคอบ ยื่นให้ตรงกรอบเวลาที่กำหนด และตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเสมอ เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่น ในส่วนของเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่น จะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงบการเงินเป็นส่วนใหญ่ โดยเอกสารที่ต้องใช้ประกอบไปด้วย จากเอกสารทั้ง 5 ส่วนจะเห็นเป็นเอกสารที่ใช้เพื่อเป็นหลักฐานการคำนวณภาษีที่ต้องชำระจากกำไรสุทธิจริง ทำให้ในส่วนนี้จะแตกต่างจาก ภงด 51 หรือแบบยื่นภาษีครึ่งปีของเจ้าของกิจการ ที่จะใช้การประมาณการกำไรสุทธิเพื่อคำนวณ นอกจากนี้ยังอาจมีการขอเอกสารอื่นเพิ่มเติมจากกรมสรรพากรหากมีความจำเป็น วิธีการยื่นแบบแสดงรายการ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี สามารถทำการยื่นได้ 2 รูปแบบ ทั้งการยื่นเอกสารแบบกระดาษด้วยตนเองที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ หรือการยื่นผ่านระบบ e-Filing บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ซึ่งรูปแบบหลังจะสะดวกมากกว่า และจะได้ขยายเวลาในการยื่นเพิ่มอีก 8 วันหลังจากครบกำหนด 150 วัน (มีกรอบเวลายื่น 158 วัน) เช่น หากระยะรอบบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.  2025 จะสามารถยื่นภาษีผ่านช่องทางออนไลน์ได้ถึงวันที่ 7 มิ.ย. 2026 ภ.ง.ด.50 vs ภ.ง.ด.51 ต้องยื่นทั้งคู่ไหม? นอกจาก ภ.ง.ด.50 แล้ว เจ้าของกิจการอาจเคยได้ยิน ภ.ง.ด.51 หรือแบบภาษีครึ่งปีกันมาบ้าง ซึ่งในหนึ่งระยะรอบบัญชีเจ้าของกิจการจำเป็นต้องยื่นทั้งสองแบบ โดย ภ.ง.ด.50 จะเป็นแบบยื่นภาษีเมื่อสิ้นสุดระยะรอบบัญชี แต่ ภ.ง.ด.51 จะเป็นแบบยื่นภาษีครึ่งปี เพื่อจ่ายภาษีล่วงหน้าในกรณีที่มีกำไรในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งนี้ในกรณีที่ธุรกิจขาดทุนในช่วงครึ่งปีแรก เจ้าของกิจการไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 (ภาษีครึ่งปี) แต่ยังคงจำเป็นต้องยื่น ภ.ง.ด.50 (ภาษีประจำปี) เช่นเดิม วิธียื่น ภ.ง.ด.50 ออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ในปัจจุบันการยื่นแบบแสดงรายการนี้ สามารถทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยการยื่นผ่านระบบ e-Filling ที่เจ้าของกิจการหรือผู้ได้รับมอบหมายสามารถกรอกข้อมูลในแบบยื่น กรอกรายการคำนวณภาษี ไปจนถึงขั้นตอนการชำระภาษีครบในที่เดียวผ่านระบบออนไลน์ โดยสามารถยื่นแบบด้วยตัวเองได้ที่เว็บไซต์ ? วิธีการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับยื่น ภ.ง.ด.50 เจ้าของกิจการหลายท่านอาจเข้าใจว่าสามารถใช้ตัวเลขจากงบการเงินในการคำนวณภาษีที่ต้องเสียได้ทันที แต่ตามความเป็นจริงแล้วต้องนำตัวเลขดังกล่าวมาทำการปรับปรุงจาก ‘กำไรทางบัญชี’ ให้เป็น ‘กำไรทางภาษี’ ก่อน เพื่อใช้ในการคำนวณ โดยมีวิธีการปรับปรุงเบื้องต้นดังนี้ นำตัวเลขทั้งสามส่วนมารวมกันก่อน จึงจะได้เป็นตัวเลขกำไรทางภาษีที่สามารถนำมาคำนวณภาษีที่ต้องเสีย ยกตัวอย่างการคำนวณ กำไรจากงบการเงิน 1,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายต้องห้าม 10,000 บาท เบี้ยปรับเงินเพิ่ม 5,000 บาท ดังนั้นกำไรทางภาษีคือ 1,015,000 บาท ซึ่งตัวเลข 1,015,000 คือตัวเลขของกำไรที่จะนำมาใช้ในการคำนวณภาษีจริง ถัดมาก็จะนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้ในการคำนวณกับ อัตราภาษี ตัวอย่างการคำนวณ กรณีที่มีอัตราภาษี 20% กำไรทางภาษี x 20% = ภาษีที่ต้องชำระ แทนสูตร 1,015,000 x 20% = 203,000 หลังจากนั้นให้นำภาษีที่ต้องชำระมาหักกับ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และจำนวนภาษีครึ่งปีที่เราได้ชำระไปในตอนยื่น ภ.ง.ด.51 เมื่อช่วงกลางปี ยกตัวอย่างเช่น มีรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายตลอดปีรวมกัน 50,000 บาท และชำระภาษีเงินได้ครึ่งปีไปแล้ว 30,000 บาท ให้นำตัวเลขมาหักลบออกจากภาษีที่ต้องชำระดังนี้ 203,000 – 50,000 – 30,000 = 123,000 บาท ดังนั้นหมายความว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระจริงคือ 123,000 บาท เคล็ดลับยื่น แบบแสดงรายการภาษีประจำปี ให้ถูกต้องและทันเวลา เพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี ให้ถูกต้องและทันเวลาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ เพื่อให้ไม่ให้เสียเงิน และเสียเวลาเพิ่มโดยใช้เหตุ เรามี 4 เคล็ดลับสำหรับเจ้าของกิจการมาฝากกัน เตรียมงบการเงินล่วงหน้า การเตรียมงบการเงินล่วงหน้าช่วยให้สามารถทำการปรับปรุงคำนวณภาษีได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ควรรอให้ใกล้ถึงเวลายื่นแบบแล้วค่อยจัดการ เพราะอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดในการคำนวณได้ ตรวจสอบรายการบันทึกบัญชีให้ครบถ้วน การตรวจสอบรายการบัญชีให้ครบถ้วนก็เป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญ โดยสามารถทำได้จากการ กระทบยอด (Bank Reconciliation) เพื่อเปรียบเทียบธุรกรรมจากธนาคาร และธุรกรรมที่ได้ทำการบันทึกบัญชีให้ตรงกัน ใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ที่มีประสบการณ์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA เป็นบุคคลภายนอกบริษัทที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูล และความถูกต้องในงบการเงินของบริษัท การที่มีผู้สอบบัญชีที่มีประสบการณ์สูง ช่วยให้มั่นใจได้ถึงความถูกต้องครบถ้วนในการคำนวณภาษี ใช้โปรแกรมบัญชี หรือบริการสำนักงานบัญชีช่วยจัดการ การใช้โปรแกรมบัญชีที่สามารถช่วยจัดการบัญชีได้อย่างเป็นระบบ บันทึกข้อมูลได้แม่นยำ และสามารถจัดการเอกสารด้านบัญชีและการเงินได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้นักบัญชีในองค์กรสามารถบริหารจัดการภาษีได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าธุรกิจของคุณยังไม่มีเจ้าหน้าที่บัญชีช่วยจัดการตรงส่วนนี้ อาจใช้บริการสำนักงานบัญชีเข้ามาช่วยจัดการด้านภาษีเพื่อความถูกต้องมากขึ้นได้เช่นกัน ภ.ง.ด.50 เอกสารสำคัญด้านภาษีที่เจ้าของกิจการควรรู้จัก เมื่ออ่านถึงตรงนี้เจ้าของกิจการน่าจะพอทราบกันมากขึ้นแล้วว่า ภ.ง.ด.50 คือ เอกสารที่ใช้สำหรับการยื่นภาษีประจำปี หากไม่ได้ยื่น ยื่นไม่ครบถ้วน หรือยื่นล่าช้าก็จะมาพร้อมค่าปรับ หรือเบี้ยปรับ และอาจนำไปสู่การตรวจสอบจากกรมสรรพากรได้เช่นกัน ดังนั้นเจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ และตรวจสอบการยื่นภาษีประจำปีอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง ซึ่งการเลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับเจ้าของกิจการ ที่สามารถช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการจัดการภาษีได้ ด้วยฟีเจอร์ด้านการจัดการเอกสาร การบันทึกบัญชี และอื่น ๆ อีกมากมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก