PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร สิ่งที่นายจ้าง SME ต้องรู้

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องส่งเงินเข้า “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ตามกฎหมาย ทำให้เจ้าของกิจการ SME หลายคนเริ่มถามว่า ควรจัดตั้ง PVD เองหรือรอกฎหมายบังคับดี บทความนี้ตอบทุกคำถามจากมุมนายจ้าง ตั้งแต่ความแตกต่าง วิธีจัดตั้ง ต้นทุนที่ต้องจ่าย ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund (PVD) คือกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยสมัครใจ ตามพ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้ลูกจ้างเมื่อเกษียณอายุ ลาออก ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เงินในกองทุนมาจาก 2 ส่วน เงินสะสม (Employee Contribution) คือเงินที่หักจากเงินเดือนลูกจ้างทุกเดือน อัตรา 2-15% ของเงินเดือน ตามที่ลูกจ้างเลือก เงินสมทบ (Employer Contribution) คือเงินที่นายจ้างจ่ายเพิ่มให้ลูกจ้างอีกส่วน อัตรา 2-15% ของเงินเดือน ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง เงินทั้ง 2 ส่วนจะถูกนำไปลงทุนโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เมื่อลูกจ้างออกจากงานจะได้รับเงินสะสม + เงินสมทบ + ผลประโยชน์จากการลงทุน รวมเป็นก้อนเดียว PVD ต่างจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างยังไง นี่คือคำถามยอดฮิตของปี 2569 เพราะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ลักษณะ สมัครใจ บังคับตามกฎหมาย เริ่มใช้ มีมาตั้งแต่ พ.ร.บ. 2530 1 ต.ค. 2569 (ใหม่!) ใครต้องจ่าย เฉพาะบริษัทที่จัดตั้ง PVD บริษัท ≥10 คน ที่ไม่มี PVD อัตราสมทบ 2-15% (เลือกได้) 0.25% (ช่วงแรก) → 0.50% (ต.ค. 2574) ผู้บริหารกองทุน บลจ. เอกชน (เลือกได้) กระทรวงแรงงาน ผลตอบแทนจากการลงทุน มี (ตามนโยบายกองทุน) ไม่มี ลดหย่อนภาษี ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ยังไม่ชัดเจน (รอประกาศ) ลูกจ้างลาออก ได้เงินคืนไหม ได้ ตามเงื่อนไข Vesting ได้ทั้งหมด (ลาออกก็ได้คืน) ข้อสำคัญ: ถ้าบริษัทมี PVD อยู่แล้ว ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก PVD ไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ แต่ลูกจ้างที่ไม่ได้สมัครเข้า PVD ยังต้องจ่ายอยู่ดี กิจการที่ได้รับยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ได้แก่ กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน งานเกษตรกรรม งานรับใช้ในบ้าน มูลนิธิ สมาคม และองค์กรไม่แสวงหากำไร ส่วนกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปและไม่มี PVD ต้องยื่นแบบ สกล.3 เพื่อขึ้นทะเบียน กิจการที่ได้รับยกเว้นแต่ต้องการสมัครใจเข้าร่วม ยื่นแบบ สกล.3/1 ประโยชน์ของ PVD สำหรับนายจ้าง PVD ไม่ใช่แค่สวัสดิการให้พนักงาน แต่มีประโยชน์กับนายจ้างด้วย ดึงดูดและรักษาคนเก่ง บริษัทที่มี PVD จะดึงดูดผู้สมัครงานได้มากกว่า และเงื่อนไข Vesting (รับเงินสมทบตามอายุงาน) ช่วยลดอัตราการลาออก ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้า PVD นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ทั้งจำนวน ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง ยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถ้ามี PVD ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก PVD ไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ ต้นทุนแรงงานเพิ่มเท่าไร ตัวอย่างคำนวณ ตัวอย่าง: บริษัทมีพนักงาน 10 คน เงินเดือนเฉลี่ย 25,000 บาท PVD สมทบ 5% กองทุนสงเคราะห์ 0.25% ต้นทุนเพิ่ม/คน/เดือน 1,250 บ. 62.50 บ. ต้นทุนเพิ่มรวม 10 คน/เดือน 12,500 บ. 625 บ. ต้นทุนเพิ่มรวม/ปี 150,000 บ. 7,500 บ. PVD ต้นทุนสูงกว่ากองทุนสงเคราะห์ 20 เท่า (150,000 vs 7,500 ต่อปี) แต่พนักงานได้ประโยชน์มากกว่ามาก เงินถูกนำไปลงทุน มีผลตอบแทน และลดหย่อนภาษีได้ทั้ง 2 ฝ่าย เปรียบเทียบอัตราสมทบ PVD ที่ต่างกัน (พนักงาน 10 คน เงินเดือนเฉลี่ย 25,000 บ.): อัตราสมทบ ต้นทุนเพิ่ม/คน/เดือน ต้นทุนรวม/ปี หมายเหตุ 3% 750 90,000 ขั้นต่ำที่พบบ่อย 5% 1,250 150,000 ค่าเฉลี่ยตลาด 10% 2,500 300,000 ค่าสูง บริษัทใหญ่ กองทุนสงเคราะห์ 0.25% 62.50 7,500 บังคับ (ถ้าไม่มี PVD) เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนกับการรักษาคนเก่ง หลายบริษัท SME เริ่มที่ 3% ก่อน แล้วค่อยปรับเพิ่มเมื่อธุรกิจโตขึ้น นายจ้างจัดตั้ง PVD ยังไง ขั้นตอนที่ 1: เลือก บลจ. เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนย้อนหลัง จำนวนนโยบายลงทุน บลจ. ที่นิยม เช่น MFC KTAM TISCO กรุงศรี SCB กสิกร ขั้นตอนที่ 2: ร่างข้อบังคับกองทุน กำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ เงื่อนไข Vesting นโยบายการลงทุน บลจ. จะช่วยร่างให้ ขั้นตอนที่ 3: จดทะเบียนกองทุน ยื่นกับนายทะเบียน (สำนักงาน ก.ล.ต.) ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนตั้งแต่เริ่มเจรจากับ บลจ. จนจดทะเบียนเสร็จ ขั้นตอนที่ 4: เริ่มหักเงินสะสม เมื่อจดทะเบียนเสร็จ เริ่มหักเงินสะสมจากสลิปเงินเดือนพนักงาน พร้อมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง: ค่าธรรมเนียมจัดตั้งกองทุนประมาณ 5,000-20,000 บาท (ขึ้นอยู่กับ บลจ.) ค่าบริหารจัดการรายปีประมาณ 0.5-1.5% ของมูลค่ากองทุน บลจ. บางเจ้ายกเว้นค่าจัดตั้งให้ถ้ามีสมาชิกตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป บันทึกบัญชี PVD ยังไง เมื่อจ่ายเงินเดือนพนักงานที่มี PVD นายจ้างต้องบันทึกบัญชี 2 ส่วน ตัวอย่าง: พนักงาน ก เงินเดือน 30,000 บาท สะสม 5% (1,500 บ.) นายจ้างสมทบ 5% (1,500 บ.) เงินสมทบของนายจ้าง (ค่าใช้จ่ายบริษัท): รายการ Dr. Cr. เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ค่าใช้จ่าย) 1,500 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย (หนี้สิน) 1,500 เงินสะสมของลูกจ้าง (หักจากเงินเดือน): รายการ Dr. Cr. เงินเดือนค้างจ่าย 1,500 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 1,500 รวมแล้วบัญชี “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย” จะมียอด 3,000 บาท (สะสม 1,500 + สมทบ 1,500) เมื่อนำส่งเงินให้ บลจ. แล้ว บันทึก Dr. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 3,000 / Cr. เงินฝากธนาคาร 3,000 จัดการ PVD ในระบบเงินเดือนด้วย PEAK PEAK Payroll รองรับการหักเงินสะสม PVD จากเงินเดือนพนักงาน บันทึกเงินสมทบของนายจ้าง คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีต่อเนื่อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างลาออกก่อน 5 ปี ได้เงินสมทบเท่าไร (Vesting) ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข Vesting ที่บริษัทกำหนด ตัวอย่างทั่วไป: ทำงาน 1-3 ปีได้ 50% ของเงินสมทบ ทำงาน 3-5 ปีได้ 75% ทำงาน 5 ปีขึ้นไปได้ 100% แต่เงินสะสมของลูกจ้างจะได้คืนทั้งหมด 100% เสมอ ไม่ว่าจะทำงานกี่ปี PVD ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร สำหรับลูกจ้าง: เงินสะสมส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 490,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี (เมื่อรวมกับ RMF SSF กบข. ไม่เกิน 500,000 บาท) สำหรับนายจ้าง: เงินสมทบหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ทั้งจำนวน ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง บริษัทเล็ก 5-10 คน ควรมี PVD ไหม ถ้ามีพนักงานไม่ถึง 10 คน ไม่ถูกบังคับเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จึงไม่จำเป็นต้องรีบจัดตั้ง PVD แต่ถ้าต้องการดึงดูดคนเก่งและลดหย่อนภาษี PVD ก็เป็นทางเลือกที่ดี บลจ. หลายเจ้ารับจัดตั้งสำหรับบริษัทตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 เริ่มเมื่อไร จ่ายเท่าไร เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 หักจากลูกจ้าง 0.25% นายจ้างสมทบ 0.25% นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป งวดแรก 15 พฤศจิกายน 2569 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 ปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% นายจ้างไม่ส่งเงินมีโทษปรับ 5% ต่อเดือนของเงินที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

แคชเชียร์เช็ค คืออะไร ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง วิธีซื้อและใช้ในธุรกิจ

ต้องจ่ายเงินค่าที่ดิน 5 ล้านบาท จะพกเงินสดไปก็ไม่ปลอดภัย โอนผ่านแอปก็เกินวงเงิน ทางออกที่ใช้กันมาอย่างยาวนานคือ “แคชเชียร์เช็ค” เช็คที่ธนาคารเป็นคนออก รับรองว่ามีเงินจ่ายแน่นอน บทความนี้อธิบายว่าแคชเชียร์เช็คคืออะไร ต่างจากเช็คธรรมดายังไง ซื้อที่ไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไร ขึ้นเงินยังไง พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่เว็บอื่นไม่มีสอน แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) คืออะไร แคชเชียร์เช็คคือเช็คที่ออกโดยธนาคาร โดยธนาคารจะหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อเช็คทันที แล้วออกเช็คในนามของธนาคารให้ผู้ซื้อนำไปมอบให้ผู้รับเงิน จุดสำคัญคือ ธนาคารเป็นผู้รับรองการจ่ายเงิน ไม่ใช่บุคคลหรือบริษัท ทำให้ผู้รับเช็คมั่นใจได้ว่าจะได้เงินแน่นอน ไม่มีปัญหาเช็คเด้งเหมือนเช็คทั่วไป (ยกเว้นธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier’s Check (สะกดแบบอเมริกัน) บางธนาคารเรียกว่า “เช็คของธนาคาร” หรือ “แบงก์ดราฟต์” แคชเชียร์เช็ค ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง แคชเชียร์เช็ค เช็คทั่วไป ผู้สั่งจ่าย ธนาคาร บุคคล/บริษัท หักเงินเมื่อไร ทันทีที่ซื้อเช็ค เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน โอกาสเช็คเด้ง แทบไม่มี มีได้ถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ต้องมีบัญชีธนาคาร ไม่ต้อง (จ่ายเงินสดซื้อได้) ต้องมีบัญชีกระแสรายวัน ค่าธรรมเนียม ~20 บาท/ฉบับ ไม่มี (แต่มีค่าสมุดเช็ค) เหมาะกับ ธุรกรรมใหญ่ ซื้อบ้าน ซื้อรถ จดทะเบียนบริษัท จ่ายค่าสินค้า/บริการทั่วไป สรุปง่าย ๆ คือ แคชเชียร์เช็คปลอดภัยกว่า เพราะธนาคารการันตีว่ามีเงินจ่ายจริง ส่วนเช็คทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบัญชีมีเงินพอหรือไม่ ณ วันที่นำไปขึ้นเงิน ใช้แคชเชียร์เช็คในสถานการณ์ไหนบ้าง ซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นสถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะซื้อบ้าน คอนโด ที่ดิน เจ้าหน้าที่ที่กรมที่ดินมักแนะนำให้ใช้แคชเชียร์เช็คเพราะสะดวกและปลอดภัย ซื้อรถยนต์เงินสด ศูนย์รถยนต์ส่วนใหญ่รับแคชเชียร์เช็คเป็นช่องทางชำระเงินหลัก เพราะยอดเงินสูงเกินวงเงินโอนออนไลน์ของหลายธนาคาร ชำระเงินทุนจดทะเบียนบริษัท เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อาจขอดูหลักฐานว่ามีเงินทุนจริง ขั้นตอนคือ ผู้เริ่มก่อการต้องเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท แล้วนำเงินค่าหุ้นฝากเข้าบัญชี โดยนิยมใช้วิธีซื้อเช็คแบงก์สั่งจ่ายในนามบริษัทแล้วนำไปฝาก เพราะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีเงินทุนจริง ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 5 บาท (ขั้นต่ำ 1 หุ้น × มูลค่าหุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1117) แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จดทะเบียนที่ 1-5 ล้านบาท ตามความน่าเชื่อถือที่ต้องการ ชำระเงินระหว่างธุรกิจ เมื่อคู่ค้าที่ยังไม่เคยทำธุรกิจด้วยกันมาก่อนต้องการความมั่นใจ แคชเชียร์เช็คช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ วิธีซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคาร ซื้อได้ที่ทุกสาขาของธนาคารพาณิชย์ ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีกับธนาคารที่ซื้อ (แต่ถ้ามีบัญชีจะสะดวกกว่าเพราะหักจากบัญชีได้เลย) เตรียมข้อมูล: ชื่อผู้รับเงิน (ต้องระบุชัดเจน) จำนวนเงิน และบัตรประชาชนของผู้ซื้อ ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุ พร้อมค่าธรรมเนียม ซึ่งแต่ละธนาคารคิดใกล้เคียงกัน (ตรวจสอบอัตราล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ ธปท.) ธนาคาร ค่าธรรมเนียม/ฉบับ กสิกรไทย 20 บาท กรุงเทพ 20 บาท ไทยพาณิชย์ 20 บาท กรุงไทย 20 บาท บางธนาคารเริ่มเปิดให้สั่งซื้อเช็คแบงก์ผ่านแอปมือถือหรือ Internet Banking ได้แล้ว โดยไม่ต้องไปสาขา ตรวจสอบกับธนาคารที่ใช้บริการ รับแคชเชียร์เช็ค พร้อมใบเสร็จรับเงินและต้นขั้วเช็ค เก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน ข้อควรรู้: ถ้าซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ธนาคารอาจขอเอกสารเพิ่มเติมตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) เช่น หลักฐานที่มาของเงิน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น บันทึกบัญชีแคชเชียร์เช็คยังไง เมื่อบริษัทซื้อแคชเชียร์เช็คเพื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ ต้องบันทึกบัญชีดังนี้ กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คแล้วส่งมอบให้ผู้รับทันที: รายการ Dr. Cr. เจ้าหนี้การค้า (หรือบัญชีที่จ่าย) XXX เงินฝากธนาคาร XXX เงินถูกหักจากบัญชีทันทีที่ซื้อเช็ค จึงเครดิตเงินฝากธนาคาร ไม่ต้องรอจนผู้รับนำเช็คไปขึ้นเงิน กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คไว้แต่ยังไม่ส่งมอบ: รายการ Dr. Cr. แคชเชียร์เช็ครอจ่าย XXX เงินฝากธนาคาร XXX พอส่งมอบเช็คให้ผู้รับแล้ว จึงบันทึก Dr. เจ้าหนี้ / Cr. เช็ครอจ่าย กรณีบริษัทรับเช็คแบงก์จากลูกค้า: รายการ Dr. Cr. เช็ครับ (สินทรัพย์) XXX ลูกหนี้การค้า XXX เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารแล้ว จึงบันทึก Dr. เงินฝากธนาคาร / Cr. เช็ครับ สำหรับเช็คแบงก์จะขึ้นเงินได้ทันที (ไม่ต้องรอ clearing เหมือนเช็คทั่วไป) ถ้าเป็นสาขาเดียวกับที่ออกเช็ค สำหรับผู้ใช้ PEAK ระบบมีฟังก์ชันบันทึกเช็ครับ-จ่ายโดยเฉพาะ ไม่ต้องลงรายการด้วยมือ ดูวิธีใช้งาน ข้อควรระวังในการใช้แคชเชียร์เช็ค สูญหายหรือถูกขโมย ต้องแจ้งธนาคารที่ออกเช็คทันทีเพื่อระงับการจ่ายเงิน แล้วไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน นำใบแจ้งความมายื่นกับธนาคารเพื่อขอออกเช็คใหม่ ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บต่างพื้นที่ ถ้านำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารในจังหวัดอื่น อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม เช่น หมื่นละ 10 บาท ไม่สามารถยกเลิกได้ง่าย ต่างจากเช็คทั่วไปที่เจ้าของบัญชีสั่งอายัดได้ ต้องนำตัวเช็คจริง ใบเสร็จ และบัตรประชาชน ไปติดต่อที่สาขาธนาคารเพื่อทำเรื่องยกเลิกและขอเงินคืน ทางเลือกอื่นที่ใช้แทนได้ ปัจจุบันหลายธุรกรรมที่เคยต้องใช้เช็คแบงก์ สามารถใช้วิธีอื่นแทนได้แล้ว เช่น โอนเงินข้ามธนาคาร (ORFT) สำหรับยอดสูงถึง 2 ล้านบาท/ครั้ง พร้อมเพย์สำหรับยอดไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือบริการ Bulk Payment สำหรับจ่ายหลายรายพร้อมกัน แต่สำหรับธุรกรรมที่ต้องการหลักฐานทางกายภาพ (เช่น จดทะเบียนที่กรมที่ดิน) เช็คแบงก์ยังคงเป็นทางเลือกหลัก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแคชเชียร์เช็ค แคชเชียร์เช็คมีอายุกี่วัน หมดอายุไหม ตามป.พ.พ. มาตรา 991 ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่ยื่นเกิน 6 เดือนนับจากวันออก ในทางปฏิบัติ ธนาคารส่วนใหญ่แนะนำให้นำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินภายใน 6 เดือน ถ้าเกินกำหนดนี้อาจต้องติดต่อธนาคารเป็นกรณีพิเศษ แคชเชียร์เช็คขึ้นเงินต่างธนาคารได้ไหม ได้ นำไปฝากเข้าบัญชีที่ธนาคารอื่นได้ แต่ต้องรอ clearing ประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้าต้องการเงินทันทีควรไปขึ้นเงินที่ธนาคารเดียวกับที่ออกเช็ค ซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ต้องทำยังไง ซื้อได้ แต่ธนาคารจะขอเอกสารเพิ่มเติมตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน เช่น สัญญาซื้อขาย หลักฐานที่มาของเงิน ควรเตรียมเอกสารไปล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เสียเวลา แคชเชียร์เช็คเด้งได้ไหม แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อแล้วตั้งแต่วันที่ออกเช็ค เงินอยู่ในความดูแลของธนาคาร กรณีเดียวที่อาจเกิดขึ้นคือธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งในประเทศไทยมีระบบกองทุนคุ้มครองเงินฝาก (DPA) คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

Payment Gateway คืออะไร ทำงานยังไง เลือกแบบไหนดีสำหรับธุรกิจ

Payment Gateway คือระบบตัวกลางที่เชื่อมระหว่างร้านค้าออนไลน์กับธนาคารของลูกค้า ทำหน้าที่ตรวจสอบและอนุมัติการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือกระเป๋าเงินออนไลน์ ให้ธุรกิจรับเงินจากลูกค้าได้ทันที บทความนี้จะพาไปดูว่า Payment Gateway ทำงานอย่างไร มีกี่แบบ และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ Payment Gateway คืออะไร Payment Gateway คือระบบตัวกลางที่ทำหน้าที่รับข้อมูลการชำระเงินจากลูกค้า เข้ารหัสข้อมูลให้ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล แล้วส่งต่อไปยังธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อตรวจสอบวงเงินและอนุมัติ ก่อนแจ้งผลกลับมาที่ร้านค้าให้จัดส่งสินค้าหรือบริการต่อได้ทันที โดยทั้งขั้นตอนเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น Payment Gateway เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ระบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่ขายของหรือให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น ธุรกิจ e-Commerce ที่มีเว็บไซต์ของตัวเอง ธุรกิจขายคอร์สเรียนหรือบริการดิจิทัล และร้านค้าที่ขายผ่านแอปพลิเคชัน เพราะช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินจบในหน้าเดียว โดยไม่ต้องโอนเงินแล้วส่งสลิปยืนยันเอง Payment Gateway ทำงานอย่างไร เมื่อลูกค้ากดชำระเงินบนเว็บไซต์ ระบบจะเข้ารหัสข้อมูลบัตรของลูกค้าทันที ส่งไปให้ธนาคารตรวจสอบวงเงินและอนุมัติ จากนั้นแจ้งผลกลับมาที่ร้านค้าภายในไม่กี่วินาที ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรอนานและร้านค้าไม่ต้องมาตรวจสอบการโอนเงินด้วยตัวเอง ขั้นตอนแบบเข้าใจง่ายมี 4 จุดหลัก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาที ลูกค้าไม่ต้องรอ และร้านค้าไม่ต้องมานั่งตรวจสลิปเอง Payment Gateway มีกี่รูปแบบ Payment Gateway ในไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือแบบที่ธนาคารพัฒนาเอง (Bank) และแบบที่ผู้ให้บริการเอกชนทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Non-Bank) แต่ละแบบมีจุดเด่นและเงื่อนไขต่างกัน เหมาะกับธุรกิจคนละขนาด Payment Gateway แบบ Bank มีอะไรบ้าง ระบบนี้คือแบบที่ธนาคารพัฒนาและดูแลเอง เชื่อมต่อตรงกับระบบธนาคาร จึงมีความปลอดภัยสูงและค่าธรรมเนียมต่อรายการค่อนข้างต่ำ แต่สมัครยากกว่าเพราะธนาคารมักกำหนดเงื่อนไขเรื่องทุนจดทะเบียนและเงินฝากค้ำประกัน ตัวอย่างที่ใช้กันในไทย Payment Gateway แบบ Non-Bank มีอะไรบ้าง ระบบนี้คือแบบที่ผู้ให้บริการเอกชนทำหน้าที่เป็นตัวกลางแทนธนาคาร สมัครง่าย ใช้เวลาอนุมัติเร็ว ไม่ต้องมีเงินฝากค้ำประกัน จึงเหมาะกับธุรกิจ SME และร้านค้าที่เพิ่งเริ่มขายออนไลน์ ตัวอย่างที่ใช้กันในไทย Bank vs Non-Bank เลือกแบบไหนดี ปัจจัยที่ต่างกันชัดที่สุดของ Payment Gateway Thailand ระหว่าง Bank และ Non-Bank คือเงินฝากค้ำประกันและความยุ่งยากในการสมัคร ธนาคารส่วนใหญ่กำหนดให้ต้องมีเงินฝากค้ำประกัน เช่น K Payment Gateway กำหนดขั้นต่ำ 300,000 บาท หรือ 1% ของยอดขายต่อเดือน แล้วแต่จำนวนไหนสูงกว่า (อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย) ส่วน Non-Bank ส่วนใหญ่ไม่ต้องวางเงินค้ำประกันเลย ปัจจัย Payment Gateway แบบ Bank Payment Gateway แบบ Non-Bank เงินฝากค้ำประกัน ต้องมี มักอยู่ที่หลักแสนบาทขึ้นไป ส่วนใหญ่ไม่ต้องมี ค่าธรรมเนียมต่อรายการ ค่อนข้างต่ำ สูงกว่า Bank เล็กน้อย ระยะเวลาอนุมัติ ใช้เวลานาน หลักสัปดาห์ถึงเดือน รวดเร็ว หลักวันถึงสัปดาห์ เงื่อนไขการสมัคร เข้มงวด มักต้องมีทุนจดทะเบียนและผลประกอบการย้อนหลัง ผ่อนปรนกว่า เหมาะกับธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น เหมาะกับ บริษัทที่มียอดขายสูงและมั่นคงแล้ว SME ร้านค้าออนไลน์ และธุรกิจที่เพิ่งเริ่มขาย ถ้าธุรกิจของคุณยังเพิ่งเปิดร้านหรือยอดขายยังไม่แน่นอน Non-Bank ตอบโจทย์กว่าเพราะสมัครง่ายและไม่ต้องกันเงินก้อนไว้ค้ำประกัน แต่ถ้าธุรกิจมั่นคงแล้วและต้องการค่าธรรมเนียมที่ต่ำในระยะยาว Bank อาจคุ้มค่ากว่า วิธีเลือก Payment Gateway ให้เหมาะกับธุรกิจ ก่อนสมัครใช้งาน Payment Gateway เจ้าไหนดี ให้เช็ค 5 เรื่องนี้ก่อน ความปลอดภัยของ Payment Gateway ที่ควรรู้ Payment Gateway ที่ให้บริการในไทยต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามกฎหมายระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน 2560) ซึ่งกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้ใช้บริการไว้ชัดเจน ในด้านเทคนิค ผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือจะใช้มาตรฐาน PCI DSS (มาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลบัตรเครดิตระดับสากล) ควบคู่กับระบบยืนยันตัวตน 3D Secure ที่ให้ลูกค้ายืนยันรหัส OTP ก่อนตัดเงินทุกครั้ง ก่อนเลือกใช้เจ้าไหน ลองเช็คว่าเว็บไซต์ของผู้ให้บริการระบุมาตรฐานเหล่านี้ไว้ชัดเจนหรือไม่ สรุป: Payment Gateway ตัวช่วยให้ธุรกิจออนไลน์รับเงินง่ายขึ้น Payment Gateway คือระบบที่ทำให้ร้านค้าออนไลน์รับเงินจากลูกค้าได้ทันทีอย่างปลอดภัย สิ่งที่ต้องจำคือเลือกให้ตรงกับขนาดธุรกิจ เช็คค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขให้ครบ แล้วเลือกเจ้าที่รองรับช่องทางที่ลูกค้าคุณใช้จริง เชื่อมต่อ Payment Gateway กับระบบบัญชีในที่เดียว เปลี่ยนงานคีย์บันทึกรับเงินซ้ำๆ ด้วยPEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Payment Gateway ได้โดยตรงในระบบ เช่น Beam, Payso หรือผ่านระบบธนาคาร เช่น SCB, Krungsri, BBL ผ่านเมนูตั้งค่าเอกสาร เลือกช่องทางการรับชำระเงิน เมื่อลูกค้ากดชำระเงินบนใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จของ PEAK ยอดขายจะลงบัญชีอัตโนมัติทันที ไม่ต้องคีย์ซ้ำทุกรายการ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Payment Gateway PEAK รองรับการเชื่อมต่อ Payment Gateway ใดบ้าง PEAK รองรับการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Payment Gateway เช่น Beam, Payso หรือเชื่อมต่อระบบธนาคาร โดยเลือกเชื่อมต่อได้มากกว่า 1 เจ้าพร้อมกัน เพื่อให้ลูกค้าจ่ายผ่านช่องทางที่สะดวกที่สุดสำหรับตัวเอง ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจาก PEAK ในการเชื่อมต่อ Payment Gateway ของไทยมีอะไรบ้าง ในไทยมีทั้งแบบ Bank เช่น Merchant iPay (BBL), Krungsri Biz Payment Gateway (BAY), UOB Payment Gateway และแบบ Non-Bank เช่น Payso, Beam, PayPal, GB PrimePay, Omise, 2C2P ธุรกิจเลือกใช้ได้มากกว่า 1 เจ้าพร้อมกันเพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกชำระเงินหลากหลาย Payment Gateway ต่างจาก Payment Link อย่างไร Payment Gateway คือระบบเบื้องหลังที่เชื่อมต่อกับหน้าเว็บไซต์เพื่อรับชำระเงินแบบอัตโนมัติ ส่วน Payment Link คือลิงก์ชำระเงินที่สร้างแยกเป็นรายการ ส่งให้ลูกค้าทางแชทหรือโซเชียลมีเดียได้โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์ ธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่มีเว็บไซต์มักเริ่มจาก Payment Link ก่อน ธุรกิจขนาดเล็กควรใช้ Payment Gateway แบบไหน ธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มขายออนไลน์ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารซับซ้อนก็เริ่มใช้งานได้ทันที เพียงมีบัญชีธนาคารและเว็บไซต์หรือเพจร้านค้า ก็สมัครแบบ Non-Bank อย่าง Payso หรือ Beam ได้ภายในไม่กี่วัน ไม่ต้องรอผลประกอบการย้อนหลังหรือทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเหมือนแบบ Bank Payment Gateway มีค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมต่อรายการของแบบ Bank มักอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์ต่อรายการ เช่น K Payment Gateway อยู่ที่ 3.25% (อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย) ส่วนแบบ Non-Bank มักอยู่ที่ 2 ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ต่อรายการ ตัวเลขจริงแตกต่างกันตามผู้ให้บริการและประเภทบัตรที่ลูกค้าใช้ ควรสอบถามอัตราล่าสุดจากผู้ให้บริการโดยตรงก่อนสมัคร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

เข้าใจค่าเสื่อมราคา สรุปวิธีคำนวณและอัตราตามกฎหมาย

ค่าเสื่อมราคา เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการควรรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไป พูดง่ายๆ ค่าเสื่อมราคา คือ การทยอยหักมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เพราะถึงแม้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเหมือนการจ่ายเงินสด แต่กลับส่งผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ และต่อการตัดสินใจด้านการลงทุนในอนาคต หากไม่มีการคำนวณที่ถูกต้อง ตัวเลขทางบัญชีอาจไม่สะท้อนสภาพจริงของกิจการ และทำให้เจ้าของธุรกิจวางแผนผิดทิศได้โดยไม่รู้ตัว ในหัวข้อถัดไป เราจะพาไปดู 5 ด้านสำคัญที่ค่าเสื่อมราคาสะท้อนเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ พร้อมวิธีนำไปใช้วางแผนการเงินให้แม่นยำขึ้น ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ค่าเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เกิดจากมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรลดลงตามการใช้งาน สินทรัพย์ถาวรในที่นี้หมายถึงของที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานเกิน 1 ปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อาคารสำนักงาน หรือคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ซื้อเครื่องชงกาแฟราคา 150,000 บาท คาดว่าใช้งานได้ 5 ปีก่อนต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ แทนที่จะลงเป็นค่าใช้จ่าย 150,000 บาททันทีในเดือนที่ซื้อ ร้านต้องทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคาปีละ 30,000 บาท ตลอด 5 ปี เพื่อให้ต้นทุนกาแฟแต่ละปีสะท้อนการใช้เครื่องจริง สินทรัพย์ถาวร คืออะไร และอะไรบ้างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อม สิสินทรัพย์ถาวร คือทรัพย์สินที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ มีตัวตนจับต้องได้ ใช้งานเพื่อสร้างรายได้ ไม่ได้มีไว้ขาย และมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี เช่น เครื่องจักรในโรงงาน รถส่งของ หรืออาคารโกดังเก็บสินค้า แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่ธุรกิจซื้อมาจะต้องคิดค่าเสื่อมราคา ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 มาตรา 4(5) กรมสรรพากรกำหนดชัดว่าทรัพย์สินที่หักค่าเสื่อมได้คือ “ทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า” นั่นหมายความว่ามีของอยู่ 2 อย่างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเลย ที่ดินไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะโดยสภาพแล้วที่ดินไม่เสื่อมสภาพลงตามการใช้งาน ต่างจากอาคารที่ปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งต้องคิดค่าเสื่อม ส่วนสินค้าคงเหลือก็ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเช่นกัน เพราะสินค้าคงเหลือถูกซื้อมาเพื่อขายต่อ ไม่ใช่เพื่อใช้งานระยะยาว บัญชีจะบันทึกเป็นต้นทุนขายเมื่อขายออกไปแทน ค่าเสื่อมราคา มีผลต่อธุรกิจอย่างไร การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพจริงของกิจการใน 5 เรื่องหลัก วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา มีกี่วิธี ค่าเสื่อมราคาคำนวณได้ 4 วิธีหลัก แต่ละวิธีเหมาะกับสินทรัพย์ต่างประเภทกัน วิธีเส้นตรง (Straight-line Method) เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะคำนวณง่าย ค่าเสื่อมเท่ากันทุกปี สูตรคือ ราคาทุนลบมูลค่าซาก (ราคาที่คาดว่าจะขายสินทรัพย์ได้เมื่อเลิกใช้งาน) หารด้วยอายุการใช้งาน ตัวอย่าง บริษัท ขนส่งไว จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคาทุน 500,000 บาท มูลค่าซากประเมินไว้ 50,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี คำนวณได้ (500,000 ลบ 50,000) หารด้วย 5 เท่ากับ 90,000 บาทต่อปี เท่ากันทุกปีตลอด 5 ปี ดูตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคาแบบละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance) เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็วช่วงแรก เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วิธีนี้คิดค่าเสื่อมสูงในปีแรกแล้วค่อยๆ ลดลง โดยใช้อัตราเส้นตรงคูณ 2 แล้วคูณกับมูลค่าคงเหลือต้นปี วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum of the Years Digits) เป็นอีกวิธีแบบเร่งค่าเสื่อม เหมาะกับเครื่องจักรหรือยานพาหนะที่มีอายุใช้งานพอสมควรแต่เสื่อมสภาพเร็วในช่วงต้น คำนวณจากผลรวมจำนวนปีมาหารสัดส่วนในแต่ละปี วิธีตามผลผลิตหรือชั่วโมงทำงาน (Units of Production) เหมาะกับสินทรัพย์ที่วัดปริมาณการใช้งานได้ชัดเจน เช่น เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงาน คำนวณจากราคาทุนลบมูลค่าซาก หารด้วยจำนวนหน่วยผลิตทั้งหมดที่คาดว่าจะได้ตลอดอายุการใช้งาน ตารางเปรียบเทียบ 4 วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา วิธีคำนวณ ลักษณะค่าเสื่อม เหมาะกับสินทรัพย์ เส้นตรง เท่ากันทุกปี อาคาร เฟอร์นิเจอร์ ยอดลดลงทวีคูณ สูงปีแรก ลดลงเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลรวมจำนวนปี สูงปีแรก ลดลงแบบขั้นบันได เครื่องจักร ยานพาหนะ ตามผลผลิต ผันตามปริมาณใช้งานจริง เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงานได้ อัตราค่าเสื่อมราคาตามกฎหมาย ต้องหักเท่าไร สำหรับการคำนวณภาษี กรมสรรพากรกำหนดเพดานอัตราค่าเสื่อมราคาไว้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 แยกตามประเภทสินทรัพย์ดังนี้ ประเภทสินทรัพย์ อัตราสูงสุดต่อปี อาคารถาวร 5 เปอร์เซ็นต์ อาคารชั่วคราว 100 เปอร์เซ็นต์ สิทธิการเช่า (ไม่มีสัญญาต่ออายุ) 100 หารด้วยจำนวนปีอายุสัญญาเช่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อุปกรณ์ 20 เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจสามารถเลือกใช้อัตราต่ำกว่าเพดานนี้ได้ตามอายุการใช้งานจริง แต่ห้ามหักเกินเพดานที่กำหนด (อ้างอิงจากกรมสรรพากร พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145) สิทธิพิเศษสำหรับ SME ถ้าธุรกิจมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กฎหมายให้สิทธิหักค่าเสื่อมราคาเร่งด่วนในวันที่ได้ทรัพย์สินมา ดังนี้ สิทธินี้ช่วยให้ธุรกิจ SME ลดภาษีได้เร็วขึ้นในปีที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) ค่าเสื่อมราคา ต่างจากค่าตัดจำหน่ายอย่างไร ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเป็นแนวคิดเดียวกันคือทยอยหักมูลค่าสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย แต่ใช้เรียกกับสินทรัพย์คนละประเภท ค่าเสื่อมราคาใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้ เช่น เครื่องจักร อาคาร รถยนต์ ส่วนค่าตัดจำหน่ายใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือค่าความนิยม (กู๊ดวิล) ตัวอย่างเช่น ธุรกิจซื้อเครื่องจักรราคา 1 ล้านบาท จะบันทึกเป็นค่าเสื่อมราคา แต่ถ้าซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาใช้ในกิจการราคา 200,000 บาท จะบันทึกเป็นค่าตัดจำหน่ายแทน แม้หลักการคำนวณจะคล้ายกันมาก ตัวอย่างการบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา เมื่อคำนวณค่าเสื่อมราคาได้แล้ว ต้องบันทึกบัญชีทุกสิ้นงวดหรือสิ้นปี โดยลงรายการดังนี้ เดบิต (ฝั่งบันทึกรายการที่เพิ่มค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์) ค่าเสื่อมราคา บันทึกในงบกำไรขาดทุนเป็นค่าใช้จ่าย เครดิต (ฝั่งตรงข้ามของเดบิต) ค่าเสื่อมราคาสะสม บันทึกในงบแสดงฐานะการเงิน หักจากมูลค่าสินทรัพย์ ตัวอย่างจากร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ที่คำนวณค่าเสื่อมเครื่องชงกาแฟได้ปีละ 30,000 บาท จะบันทึกบัญชีทุกสิ้นปีเป็น เดบิตค่าเสื่อมราคา 30,000 บาท เครดิตค่าเสื่อมราคาสะสม 30,000 บาท เมื่อครบ 5 ปี ยอดค่าเสื่อมราคาสะสมจะเท่ากับ 150,000 บาท เท่ากับราคาทุนของเครื่องพอดี ค่าเสื่อมราคาสะสมนี้จะแสดงอยู่ในหมวดสินทรัพย์ของงบแสดงฐานะการเงิน หักลบจากราคาทุนเดิม ทำให้เห็นมูลค่าตามบัญชีที่แท้จริงของสินทรัพย์ในวันนั้น สรุป: จัดการค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้ธุรกิจเห็นต้นทุนจริง วางแผนลงทุนทันเวลา และใช้สิทธิลดภาษีได้เต็มที่ สิ่งที่ต้องจำคือ ที่ดินและสินค้าคงเหลือไม่ต้องคิดค่าเสื่อม เลือกวิธีคำนวณให้เหมาะกับประเภทสินทรัพย์ และตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าเงื่อนไข SME ที่ได้สิทธิหักเร่งด่วนหรือไม่ คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติ แม่นยำตามกฎหมาย ด้วย PEAK Asset ถ้าไม่อยากคำนวณค่าเสื่อมราคาด้วยมือทุกเดือนPEAK Asset โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์ ช่วยคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติตามอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมออกรายงานสินทรัพย์ถาวรได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคา อยู่หมวดบัญชีไหน ค่าเสื่อมราคาอยู่ในหมวดค่าใช้จ่าย แสดงในงบกำไรขาดทุน ส่วนค่าเสื่อมราคาสะสมอยู่ในหมวดสินทรัพย์ หักลบจากราคาทุนของสินทรัพย์นั้นในงบแสดงฐานะการเงิน ค่าเสื่อมราคา คิดยังไงให้เร็วที่สุด วิธีที่คำนวณง่ายและเร็วที่สุดคือวิธีเส้นตรง เอาราคาทุนลบมูลค่าซาก แล้วหารด้วยจำนวนปีอายุการใช้งาน ได้ตัวเลขที่ต้องหักต่อปีทันที เหมาะกับสินทรัพย์ทั่วไปที่ไม่ต้องการคำนวณซับซ้อน ค่าเสื่อมราคา ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ค่าเสื่อมราคาภาษาอังกฤษเรียกว่า Depreciation ส่วนค่าตัดจำหน่ายเรียกว่า Amortization ทั้งสองคำมักถูกใช้แยกกันตามประเภทสินทรัพย์ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนหรือทุกปี ทางบัญชีสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้ทั้งรายเดือนและรายปี ขึ้นอยู่กับรอบการปิดงบของธุรกิจ ถ้าต้องการดูตัวเลขกำไรขาดทุนรายเดือนที่แม่นยำ แนะนำให้คิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนแทนการคิดรวมทีเดียวตอนสิ้นปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ปรับเงินเดือนพนักงาน คำนวณยังไง อัปเดตกฎหมายแรงงาน

ถึงช่วงปลายปีทีไร เจ้าของกิจการ SME ต้องปวดหัวกับคำถามเดิมที่ว่า เราควรปรับเงินเดือนให้พนักงานเท่าไรดี จะปรับน้อยกลัวคนลาออก ปรับมากก็กลัวบริษัทแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว บทความนี้รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับการจัดการเงินเดือน ตั้งแต่กฎหมายแรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำ การคำนวณเงินเดือน 3 แบบ ตลอดจนปัจจัยที่ควรพิจารณาในการปรับเงินเดือนพนักงาน กฎหมายแรงงานว่าด้วยเรื่องค่าจ้าง สิ่งที่นายจ้างต้องรู้ ก่อนจะคิดปรับเงินเดือนพนักงาน นายจ้างต้องรู้กรอบกฎหมายก่อน ลดเงินเดือนไม่ได้ หากลูกจ้างไม่ยินยอม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างไม่สามารถลดค่าจ้างลูกจ้างได้ หากไม่ได้รับความยินยอม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากตกลงกับลูกจ้างได้ ต้องมีการลงลายลักษณ์อักษร จ่ายต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราที่ประกาศ ฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 144 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จ่ายเงินเดือนตรงเวลาทุกเดือน ต้องจ่ายอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามวันที่ตกลงไว้ ถ้าจ่ายล่าช้าถือว่าผิดสัญญาจ้าง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กฎหมายใหม่ 2569) ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมาย ค่าแรงขั้นต่ำ 2569 นายจ้างต้องปรับเงินเดือนไหม อัตราค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 14) กระทรวงแรงงาน มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 อัตรา 337–400 บาทต่อวัน โดยแต่ละจังหวัด มีกำหนดค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันไป พื้นที่อัตราสูงสุด 400 บาท/วัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และ อ.เกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี) ส่วนอัตราต่ำสุด 337 บาท/วัน อยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หมายเหตุ: หากมีพนักงานคนใดที่ยังได้ค่าตอบแทนไม่ถึงขั้นต่ำ นายจ้างต้องปรับให้ค่าแรงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สูตรคำนวณปรับเงินเดือนแบบเปอร์เซ็นต์ วิธีการคำนวณการปรับเงินเดือนขั้นพื้นฐาน สำหรับองค์กร SME ขนาดเล็ก สามารถทำได้ตามสูตรนี้ เงินเดือนใหม่ = เงินเดือนเดิม × (1 + อัตราปรับ%) ตัวอย่าง: เงินเดือนเดิม 25,000 บาท ปรับขึ้น 5% 25,000 × (1 + 0.05) = 25,000 × 1.05 = 26,250 บาท → เพิ่มขึ้น 1,250 บาท/เดือน เงินเดือนเดิม ปรับ 3% ปรับ 5% ปรับ 7% 15,000 15,450 (+450) 15,750 (+750) 16,050 (+1,050) 25,000 25,750 (+750) 26,250 (+1,250) 26,750 (+1,750) 40,000 41,200 (+1,200) 42,000 (+2,000) 42,800 (+2,800) ฐานเฉลี่ยการปรับเงินเดือนในประเทศไทย สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ จะอยู่ที่ 4-6% ต่อปี แต่สำหรับธุรกิจ SME อาจปรับขึ้นตามกำลังของบริษัท สูตรปรับฐานเงินเดือนตามโครงสร้างองค์กร (Compa-Ratio) สำหรับบริษัทที่มีโครงสร้างเงินเดือนชัดเจน หรือกระบอกเงินเดือนชัดเจน อาจใช้ Compensation Ratio เพื่อช่วยตัดสินใจว่าควรปรับเท่าไร สูตร: Compa-Ratio = เงินเดือนปัจจุบัน ÷ เงินเดือนกลาง (Midpoint) ของตำแหน่ง หมายเหตุ: ตำแหน่งนักบัญชี มีเงินเดือนกลางอยู่ที่ 30,000 บาท โดยนายไก่ ได้เงินเดือนที่ 25,000 บาท เมื่อคำนวณ Compa-Ratio จะได้ที่ 25,000 ÷ 30,000 = 0.83 ตัวเลขนี้หมายความว่า นายไก่ยังได้ต่ำกว่าค่ากลางของตำแหน่งอยู่ 17% ควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เข้าใกล้ค่ากลางมากขึ้น ส่วนพนักงานที่ Compa-Ratio เกิน 1.0 แสดงว่าได้สูงกว่าค่ากลางแล้ว อาจพิจารณาปรับเงินเดือนในอัตราต่ำลง หรือพิจารณาเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นแทน ปรับเงินเดือนตามผลงาน (Performance-Based) คำนวณยังไง องค์กรขนาดใหญ่ มักใช้คะแนนประเมินผลงานเป็นตัวกำหนดอัตราปรับ แทนที่จะปรับเท่ากันทุกคน โดยมีลักษณะ ดังนี้ ระดับผลงาน คะแนน อัตราปรับ (ตัวอย่าง) ดีเด่น (Outstanding) 5 8-10% ดีมาก (Very Good) 4 6-7% ดี (Good) 3 4-5% พอใช้ (Fair) 2 2-3% ต้องปรับปรุง (Needs Improvement) 1 0% วิธีนี้ จะมอบรางวัลให้กับพนักงานที่มีผลงานดี ช่วยลดความขัดแย้ง แต่องค์กรเองต้องมีระบบประเมินการทำงานที่เป็นธรรมด้วย ปัจจัยที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาก่อนปรับเงินเดือน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้นายจ้างต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างทุกปี ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับนายจ้างและองค์กร ที่มีสิทธิ์ในการปรับเงินเดือนได้ตามเหมาะสม โดยอาจคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ ผลประกอบการของบริษัท — ต้องดูว่ากำไรขององค์กร มีมากเพียงพอจะรับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ อัตราเงินเฟ้อ — บริษัทควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เทียบเท่า หรือสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเล็กน้อย ค่าตอบแทนในตลาด — หากคู่แข่งพร้อมจ่ายมากกว่า ลูกจ้างอาจย้ายบริษัท องค์กรจึงควรพิจารณาจากอัตราตลาดในอุตสาหกรรมเดียวกัน อายุงานและความรับผิดชอบ — ลูกจ้างที่อยู่มานานหรือรับภาระงานมากขึ้นควรได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเป็นพิเศษ จัดการปรับเงินเดือนทั้งบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK การปรับเงินเดือนพนักงานทีละคนใน Excel เสี่ยงผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ประกันสังคมตามเพดานใหม่ และออกสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง PEAK Payroll ช่วยปรับฐานเงินเดือนพนักงานทั้งบริษัทได้ในไม่กี่คลิก ระบบคำนวณภาษีและประกันสังคมให้อัตโนมัติตามอัตราใหม่ ออกสลิปให้พนักงานทุกคน และลงบัญชีเงินเดือนต่อเนื่องโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนพนักงาน ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ละจังหวัด จะหาอ่านได้จากไหน สามารถอ่านประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดได้ จากหน้าเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน การคำนวณเงินเดือนขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ คิดยังไง ทำได้โดยใช้เงินเดือนเดิมคูณ 1.03 ตัวอย่าง: เงินเดือน 20,000 × 1.03 = 20,600 บาท หากต้องการปรับเปอร์เซนต์อื่น ให้แทนค่าในเลข 1.xx แทน ปรับเงินเดือนพนักงานแต่ละคนไม่เท่ากัน ผิดกฎหมายไหม ไม่ผิด ถ้ามีเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เช่น ปรับตามผลประเมินผลงาน ตามอายุงาน หรือตามโครงสร้างเงินเดือน แต่ต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เช่น ปรับตามเพศ เชื้อชาติ หรือสถานะสมรส นายจ้างลดเงินเดือนพนักงานไม่ได้ แต่บริษัทขาดทุน แล้วบริษัทมีตัวเลือกอะไรบ้าง หากบริษัทต้องการลดต้นทุนด้านบุคลากร อาจเริ่มจากพิจารณาลดชั่วโมงการทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ่ายโบนัส แต่ในทุกการตัดสินใจ ต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย และมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 คืออะไร กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกฎหมายใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 โดยบริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนนี้ เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน ปรับเงินเดือนพนักงานแล้ว ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเปลี่ยนไหม การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะคิดจากเงินได้สุทธิทั้งปี โดยเมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เงินได้สุทธิสูงขึ้นเช่นกัน อาจทำให้เข้าขั้นภาษีที่สูงกว่าเดิม นายจ้างจึงต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ตั้งแต่เดือนที่ปรับเงินเดือน และปรับยอดหักในสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

21 min

Audit คืออะไร สิ่งที่ธุรกิจต้องรู้ ทำไมธุรกิจต้องตรวจสอบบัญชี

สำหรับเจ้าของกิจการ SME ไทย คำว่า “ออดิท” มักทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้าธุรกิจคุณจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กฎหมายไทยกำหนดให้ต้องผ่าน audit ทุกปี ไม่ว่าจะมีกำไรหรือไม่ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจว่า audit คืออะไร มีกี่ประเภท และมีขั้นตอนทำอย่างไร ทำความรู้จัก ออดิท (Audit) คืออะไร? Audit คือ การตรวจสอบและประเมินข้อมูลทางการเงิน การดำเนินงาน หรือระบบต่างๆ ขององค์กร โดยผู้ตรวจสอบที่มีความเป็นอิสระ เพื่อให้ความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่รายงานออกมาตรงกับความเป็นจริง คำว่า “ออดิท” มาจากภาษาละตินว่า audire ที่แปลว่า “ได้ยิน” ในอดีตผู้ตรวจสอบจะ “ฟัง” การอ่านบัญชีดังๆ เพื่อตรวจความถูกต้อง วันนี้ audit ซับซ้อนกว่านั้นมาก โดยผู้ตรวจสอบจะเข้ามาดูเอกสาร พูดคุยกับพนักงาน และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างถูกต้อง ทำไม audit ถึงสำคัญ? เพราะการออดิทเปรียบเสมือนกับหลักประกันที่ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งนักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้าที่จะมาลงทุนกับบริษัทต่างมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับ Audit มีกี่ประเภท? รู้จักก่อนเลือกใช้ถูก ถ้าพูดถึงคำว่า “การตรวจสอบบัญชี” หรือ “Audit” หลายคนอาจจะคิดว่ามันเหมือนๆ กันไปหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว Audit แบ่งออกเป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับ “คนตรวจ” และ “เป้าหมาย” ซึ่งมีความสำคัญกับธุรกิจแตกต่างกันไป ดังนี้ แบ่งตาม “ผู้ตรวจ” — 3 ประเภทหลัก การตรวจสอบภายนอก (External Audit) เป็นการตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสของงบการเงินโดยบุคคลภายนอกที่เป็นอิสระ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคคลทั่วไปและหน่วยงานราชการ โดยกฎหมายไทยบังคับให้บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัดทุกแห่งต้องทำเป็นประจำทุกปี ผู้ที่จะเข้ามาตรวจสอบและเซ็นรับรองงบการเงินนี้ได้ จะต้องเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ที่ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชี หรือหากเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดขนาดเล็กก็สามารถใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การตรวจสอบภายใน (Internal Audit) เป็นการตรวจสอบเพื่ออุดรอยรั่วและประเมินระบบการควบคุมภายในขององค์กร โดยเน้นดูว่าขั้นตอนการทำงานมีประสิทธิภาพไหม มีจุดไหนที่มีความเสี่ยงหรือเสี่ยงต่อการทุจริตหรือไม่ การตรวจประเภทนี้มักพบในธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ หรือบริษัทที่เตรียมตัวจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องการเช็กสุขภาพองค์กรอยู่เสมอ คนตรวจจะเป็นผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) ซึ่งเป็นได้ทั้งทีมพนักงานในบริษัทเอง หรือจะจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากภายนอก (Outsource) เข้ามาช่วยดูก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพ แต่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการวางระบบและบัญชีอย่างดี การตรวจสอบของรัฐ (Government Audit) เป็นการตรวจสอบการบริหารจัดการเงินและทรัพย์สินของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากเงินภาษีของประชาชนเป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และถูกต้องตามกฎหมาย กลุ่มที่ต้องรับการตรวจนี้จึงจำกัดเฉพาะหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรต่างๆ ที่มีการเบิกใช้เงินงบประมาณของรัฐ โดยมีหน่วยงานหลักอย่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือหน่วยงานตรวจสอบเฉพาะของภาครัฐเป็นผู้เข้าตรวจสอบ แบ่งตาม “ลักษณะงาน” — 5 ประเภทที่พบบ่อย Financial Audit (การตรวจสอบทางการเงิน) เป็น audit ที่คนทั่วไปรู้จักมากที่สุด ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จะตรวจสอบงบการเงินประจำปี เช่น งบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด เป้าหมายคือยืนยันว่างบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS for NPAEs สำหรับ SME ทั่วไป) Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) Internal Audit คือ การตรวจสอบที่ทำโดยทีมงานภายในองค์กรเอง หรือที่ปรึกษาที่จ้างมา เพื่อประเมินว่าระบบงานมีประสิทธิภาพ การควบคุมภายในแข็งแกร่งพอ และพนักงานทำตามนโยบายบริษัทจริงไหม ต่างจาก Financial Audit ที่มุ่งเน้นงบการเงิน Internal Audit มองภาพรวมของการดำเนินงานทั้งองค์กร Operational Audit (การตรวจสอบการดำเนินงาน) ตรวจสอบว่าการดำเนินงานขององค์กรบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ โดยเน้นที่ประสิทธิภาพและความคุ้มค่า เช่น ขั้นตอนจัดซื้อใช้เวลานานเกินไปไหม หรือต้นทุนการผลิตสูงกว่าที่ควรไหม IT Audit (การตรวจสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ) ในยุคที่ธุรกิจพึ่งพาระบบดิจิทัล IT Audit คือการตรวจสอบว่าระบบ IT ขององค์กรมีความปลอดภัย เชื่อถือได้ และข้อมูลไม่รั่วไหล ธุรกิจที่ดูแลข้อมูลลูกค้าจำนวนมากควรให้ความสำคัญกับ audit ประเภทนี้ Compliance Audit (การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ) ตรวจสอบว่าองค์กรปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือมาตรฐานที่กำหนดจากภายนอกหรือไม่ เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี หรือมาตรฐาน ISO ที่ได้รับการรับรองไว้ Auditor คือใคร? เข้าใจก่อนว่าต้องจ้างใคร Auditor คือ ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่ “ออดิเตอร์” ไม่ได้มีแค่คนเดียว แบ่งออกได้หลักๆ 3 ประเภทที่ SME ไทยต้องรู้จัก ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) — External Auditor คือผู้ตรวจสอบบัญชีจากภายนอกที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) มีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชน บริษัทจำกัดทุกแห่งในไทยต้องจ้าง CPA ตรวจสอบงบการเงินทุกปี ไม่มีข้อยกเว้น (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ผู้ตรวจสอบบัญชีภาษีอากร (TA) คือผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมสรรพากร ตรวจสอบงบการเงินได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ค่าธรรมเนียมมักถูกกว่า CPA ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) คือพนักงานหรือทีมงานภายในองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบการทำงานภายใน ไม่ต้องมีใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพ แต่ต้องมีความรู้ด้านบัญชีและการตรวจสอบ มักพบในธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ จุดสำคัญที่คนมักสับสน: External Auditor (CPA/TA) ตรวจงบการเงินเพื่อรายงานให้บุคคลภายนอก ส่วน Internal Auditor ตรวจระบบภายในเพื่อรายงานให้ผู้บริหาร ทั้งสองมีบทบาทต่างกัน รายการ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) ใบอนุญาตจาก สภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) กรมสรรพากร ไม่ต้องมีใบอนุญาต ตรวจให้ใคร บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชน หจก. ที่ทุน/สินทรัพย์/รายได้ไม่เกินเกณฑ์ ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ทุกประเภท รายงานถึง ผู้ถือหุ้น, DBD, สรรพากร สรรพากร ผู้บริหารและคณะกรรมการ ค่าธรรมเนียม สูงกว่า (ตามขนาดงาน) ถูกกว่า CPA ขึ้นกับโครงสร้างองค์กร กฎหมายบังคับ บริษัทจำกัดทุกแห่ง เฉพาะ หจก. ที่เกินเกณฑ์บางส่วน กฎหมายไม่บังคับ (สมัครใจ) ขั้นตอนการทำ Audit มีอะไรบ้าง? การ audit มาตรฐานมี 4 ขั้นหลัก ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 2–8 สัปดาห์ขึ้นกับขนาดกิจการ ขั้นที่ 1 — วางแผนและกำหนดขอบเขต Auditor จะศึกษาธุรกิจของคุณก่อน เช่น ประเภทธุรกิจ ขนาดกิจการ ความเสี่ยงที่อาจมี แล้วกำหนดว่าจะตรวจอะไร ช่วงไหน และใช้เวลานานแค่ไหน ขั้นนี้มักจบด้วยการลงนามในสัญญาให้บริการ ขั้นที่ 2 — รวบรวมหลักฐานและตรวจสอบ นี่คือขั้นที่ใช้เวลานานที่สุด Auditor จะขอเอกสารจากคุณ เช่น สมุดบัญชี ใบกำกับภาษี สัญญาต่างๆ รายการธนาคาร และอาจสัมภาษณ์พนักงานบางคน ตัวอย่าง: ถ้าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดลูกหนี้ 5 ล้านบาทในงบ Auditor อาจขอดูใบแจ้งหนี้และการยืนยันยอดจากลูกค้าว่าตัวเลขตรงกันจริง ขั้นที่ 3 — วิเคราะห์และประเมินผล Auditor วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมา เปรียบเทียบกับปีก่อน ตรวจสอบว่ามีความผิดปกติ ข้อผิดพลาด หรือความเสี่ยงที่ต้องรายงานหรือไม่ ขั้นที่ 4 — จัดทำรายงานผู้สอบบัญชี ผลลัพธ์สุดท้ายคือ “รายงานผู้สอบบัญชี” ที่ Auditor จะแสดงความเห็นว่างบการเงินของคุณถูกต้องหรือไม่ มี 4 ระดับความเห็น ได้แก่ ไม่มีเงื่อนไข (ดีที่สุด) มีเงื่อนไข ปฏิเสธการแสดงความเห็น และไม่แสดงความเห็น ทำไมธุรกิจต้อง Audit? ประโยชน์ที่ SME มองข้ามไม่ควร หลายคนมองว่า audit คือภาระ แต่จริงๆ แล้วมีประโยชน์ชัดเจนอย่างน้อย 4 ด้าน สร้างความน่าเชื่อถือกับนักลงทุนและธนาคาร งบการเงินที่ผ่าน audit จาก CPA ทำให้ธนาคารและนักลงทุนมั่นใจในตัวเลขที่คุณนำเสนอ เพิ่มโอกาสได้รับสินเชื่อหรือดึงดูดเงินลงทุนได้ง่ายขึ้น ป้องกันทุจริตและลดความเสี่ยง เมื่อพนักงานรู้ว่ามีการ audit ประจำปี โอกาสที่จะมีการยักยอกหรือปลอมแปลงเอกสารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และถ้าเกิดความผิดปกติก็ตรวจพบได้เร็วก่อนที่ความเสียหายจะขยายตัว ปฏิบัติตามกฎหมาย บริษัทจำกัดในไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจาก CPA ต่อ DBD ทุกปี ไม่ส่งหรือส่งช้ามีโทษปรับ ปรับปรุงระบบภายในให้แข็งแกร่ง Auditor มักให้คำแนะนำจุดอ่อนในระบบบัญชีหรือการควบคุมภายในที่เจ้าของกิจการมองข้าม ทำให้ธุรกิจวางแผนและตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น บริษัทไหนต้อง Audit ตามกฎหมายไทย? นี่คือส่วนที่ SME ไทยถามบ่อยที่สุด ขึ้นอยู่กับรูปแบบนิติบุคคลของธุรกิจคุณ (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด — ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบงบการเงินทุกปีโดยไม่มีข้อยกเว้น และต้องส่งงบการเงินต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลและห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) — แบ่งเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 หาก ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้รวม เกิน 30 ล้านบาท (หรือทุนเกิน 5 ล้านบาท) ต้องมี CPA ตรวจสอบงบการเงิน กรณีที่ 2 หาก ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และสินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท — ยกเว้นไม่ต้องมี CPA ตรวจรับรองงบการเงิน แต่ยังต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) พร้อมรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ต่อกรมสรรพากร สรุปง่ายๆ: ถ้าจดเป็นบริษัทจำกัด ต้องจ้าง CPA เสมอ ส่วน หจก. เล็กที่ยังไม่เกินเกณฑ์อาจไม่ต้องใช้ CPA แต่ควรปรึกษานักบัญชีให้ชัดเจนก่อน เตรียมพร้อมรับการ Audit อย่างไร? สิ่งที่ต้องทำก่อน Auditor เข้า ยิ่งจัดระบบได้ดีก่อน audit ยิ่งใช้เวลาน้อย ค่าธรรมเนียมอาจถูกลง และผลลัพธ์ออกมาดี นี่คือสิ่งที่ควรเตรียม จัดเอกสารให้ครบและเป็นระบบ Auditor จะขอเอกสารเหล่านี้เสมอ ได้แก่ งบการเงิน สมุดบัญชีรายวัน รายการธนาคาร ใบกำกับภาษีซื้อ-ขาย สัญญาต่างๆ และเอกสารประกอบการลงบัญชี ทุกอย่างควรเก็บไว้ที่เดียวและหาง่าย ตรวจสอบตัวเลขให้ตรงกับบัญชี ยอดธนาคารต้องตรงกับสมุดบัญชี ยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องตรงกับเอกสารประกอบ ถ้ามีส่วนต่างต้องอธิบายได้ ให้ข้อมูลกับทีมงานก่อน บอกพนักงานที่เกี่ยวข้องว่าจะมี audit เพื่อเตรียมพร้อมตอบคำถาม Auditor ไม่ใช่ซ่อนข้อมูล แต่ให้ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือ ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดระบบ ถ้าบัญชียังทำใน Excel หรือสมุดกระดาษ การหาข้อมูลย้อนหลังจะยากและใช้เวลานาน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account ช่วยจัดเก็บเอกสาร รายการธนาคาร และงบการเงินไว้เป็นระบบ ทำให้เตรียมข้อมูลก่อน audit ได้ง่ายขึ้นมาก สรุป: Audit ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ต้องรู้จักเตรียมพร้อม Audit คือเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจโปร่งใส น่าเชื่อถือ และเติบโตอย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่ภาระตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องจำจากบทความนี้: เริ่มจัดระบบบัญชีให้พร้อม Audit ด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ถ้าอยากเตรียมพร้อมรับการ audit โดยไม่ต้องตามหาเอกสารวุ่นวาย PEAK Account ช่วยจัดระบบบัญชี ออกเอกสาร และดูงบการเงินได้แบบ real-time ทดลองใช้ฟรี 30 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Audit (ออดิท) Audit กับ Accounting ต่างกันอย่างไร? Accounting (การทำบัญชี) คือการบันทึกและจัดทำข้อมูลทางการเงินประจำวัน เช่น บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี ส่วน Audit คือการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ทำบัญชีไว้นั้นถูกต้องหรือไม่ ทั้งสองอย่างต้องทำควบคู่กัน แต่คนละขั้นตอนและคนละคนทำ บริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งจดทะเบียน ต้อง Audit ไหม? ถ้าจดทะเบียนเป็น บริษัทจำกัด ตั้งแต่ปีแรกก็ต้องมี CPA ตรวจสอบงบการเงินแล้ว ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องขนาด แต่ถ้าจด ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ที่มีทุน/สินทรัพย์/รายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กล่าวไป อาจไม่ต้องใช้ CPA แต่ควรปรึกษานักบัญชีก่อน ออดิท ตรวจอะไรบ้าง? Financial Audit ตรวจหลักๆ ได้แก่ งบการเงิน (งบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด) รายการธนาคาร ลูกหนี้-เจ้าหนี้ สินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ถาวร และรายการภาษีที่เกี่ยวข้อง Auditor อาจขอดูสัญญา ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบการลงบัญชีด้วย ออดิท คืองานอะไร? ต้องจบอะไรถึงทำได้? งาน audit คือ การตรวจสอบและให้ความเห็นต่องบการเงินหรือการดำเนินงานองค์กร สำหรับ External Auditor ต้องจบปริญญาตรีบัญชีและสอบผ่านเพื่อรับใบอนุญาต CPA จากสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) ซึ่งต้องสอบหลายวิชาและเก็บชั่วโมงฝึกปฏิบัติ ส่วน Internal Auditor เน้นประสบการณ์และความรู้ในสายงานมากกว่า ค่าจ้าง Auditor เท่าไร? ค่าธรรมเนียม CPA ในไทยแตกต่างกันตามขนาดธุรกิจและความซับซ้อนของงาน โดยทั่วไปสำหรับ SME เริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 8,000–30,000 บาทต่อปี (ราคาโดยประมาณ ขึ้นกับขนาดธุรกิจและสำนักงานที่เลือก) ธุรกิจที่มีรายการซับซ้อนอาจสูงกว่านั้น แนะนำให้ขอใบเสนอราคาจากหลายสำนักงาน และตรวจสอบใบอนุญาตผู้สอบบัญชีได้ที่ tfac.or.th

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ถอดVAT คืออะไร สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่างจริง

การถอด VAT 7% ออกจากราคารวมสุทธิ แค่ใช้สูตร “หารด้วย 1.07” ก็จะได้ราคาก่อนภาษีทันที เช่น ราคารวม 1,070 บาท ÷ 1.07 = 1,000 บาท ซึ่งก็คือราคาจริงก่อน VAT นั่นเอง ฟังดูง่าย… แต่ในชีวิตจริงหลายคนยังสับสนว่าเมื่อไหร่ต้องใช้สูตรไหน? แล้วถ้าคำนวณออกมาเป็นเลขทศนิยมยาวๆ ควรปัดเศษอย่างไรให้ถูกต้อง? บทความนี้รวมสูตรถอด VAT ครบทุกรูปแบบ พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่เจอบ่อย และวิธีจิ้มเครื่องคิดเลขแบบทีละขั้นตอน ถอด VAT ต่างจาก “คิด VAT” อย่างไร ถอด VAT คือการคำนวณย้อนกลับจากราคาที่รวม VAT แล้ว เพื่อหาว่าราคาจริงก่อนภาษีเท่าไร และ VAT ที่ซ่อนอยู่ในยอดนั้นเป็นเงินเท่าไร ซึ่งต่างจากการ “คิด VAT” ที่เป็นการบวก VAT 7% เพิ่มเข้าไปในราคาก่อนภาษี คิด VAT คือการทำอะไร คิด VAT คือเริ่มจากราคาก่อนภาษี แล้วบวก VAT 7% เพิ่มเข้าไป เพื่อได้ราคารวมที่จะเรียกเก็บจากลูกค้า ตัวอย่าง: บริษัทขายสินค้าราคา 1,000 บาท (ราคายังไม่รวม VAT)VAT 7% = 1,000 × 7% = 70 บาทราคารวม VAT ที่เก็บจากลูกค้า = 1,000 + 70 = 1,070 บาท ถอด VAT คือการทำอะไร ถอด VAT คือเริ่มจากราคารวม VAT แล้วคำนวณย้อนกลับ เพื่อแยกว่าส่วนไหนเป็นราคาสินค้าและส่วนไหนเป็น VAT 7% ตัวอย่าง: บริษัทได้รับใบเสร็จ 1,070 บาท (รวม VAT แล้ว) และต้องการรู้ว่า VAT เท่าไรราคาก่อน VAT = 1,070 ÷ 1.07 = 1,000 บาทยอด VAT 7% = 1,070 – 1,000 = 70 บาท 3 สูตรถอด VAT 7% ที่ต้องรู้ — ใช้สูตรไหน เมื่อไหร่ สูตรถอด VAT 7% มี 3 แบบหลัก แต่ละแบบตอบคำถามต่างกัน เลือกตามสิ่งที่อยากรู้ สูตร ใช้เมื่อต้องการ สมการ ÷ 1.07 ราคาก่อน VAT ราคารวม ÷ 1.07 × 7 ÷ 107 ตัวเลข VAT อย่างเดียว ราคารวม × 7 ÷ 107 × 1.07 ราคารวมจากราคาก่อน VAT ราคาก่อน VAT × 1.07 สูตรที่ 1: ถอดราคาก่อน VAT จากราคารวม (÷ 1.07) ใช้เมื่อรู้ราคารวม VAT แล้วอยากรู้ว่าราคาจริงก่อนภาษีเท่าไร นิยมใช้มากที่สุดในการทำบัญชี สมการ: ราคาก่อน VAT = ราคารวม VAT ÷ 1.07 ตัวอย่าง: ซื้อวัตถุดิบมา 5,350 บาท (รวม VAT แล้ว)ราคาก่อน VAT = 5,350 ÷ 1.07 = 5,000 บาทยอด VAT7%  = 5,350 – 5,000 = 350 บาท เมื่อบันทึกค่าใช้จ่าย จำเป็นจะต้องแยก “ค่าวัตถุดิบ 5,000 บาท” กับ “ภาษีซื้อ 350 บาท” ออกจากกัน เพื่อเวลายื่นภาษี สามารถนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายได้ถูกต้อง สูตรที่ 2: หาเฉพาะ VAT จากราคารวม (× 7 ÷ 107) ใช้เมื่ออยากรู้แค่ว่า VAT ในราคารวมนั้นเท่าไร โดยไม่ต้องหาราคาก่อน VAT ก่อน สมการ: VAT = ราคารวม VAT × 7 ÷ 107 ตัวอย่าง: ใบเสร็จค่าบริการ 10,700 บาท อยากรู้ว่า VAT เท่าไรVAT = 10,700 × 7 ÷ 107 = 700 บาท สูตรนี้กับสูตรที่ 1 ให้ผลเหมือนกัน เพียงแต่สลับลำดับการคำนวณ ใช้แบบไหนก็ได้ตามที่ถนัด สูตรที่ 3: คิด VAT จากราคาก่อนภาษี (× 1.07) ใช้เมื่อรู้ราคาก่อน VAT แล้วอยากรู้ราคาที่จะเรียกเก็บจากลูกค้า ซึ่งเป็นสูตร “คิด VAT” ไม่ใช่ “ถอด VAT” แต่สำคัญพอๆ กัน สมการ: ราคารวม VAT = ราคาก่อน VAT × 1.07 ตัวอย่าง: ค่าบริการออกแบบ 20,000 บาท (ก่อน VAT) ราคาที่เรียกเก็บลูกค้า = 20,000 × 1.07 = 21,400 บาท ตัวอย่างการคำนวณถอด VAT 7% ตัวอย่างที่ 1: ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ซื้อกล่องพัสดุ 3,210 บาท (รวม VAT) อยากรู้ว่าค่ากล่องจริงๆ เท่าไร และ VAT เท่าไรที่จะนำไปเป็นภาษีซื้อ วิธีการคำนวณ: มูลค่ากล่องพัสดุ 3,210 ÷ 1.07 = 3,000 บาท (ราคาก่อน VAT) VAT = 3,210 – 3,000 = 210 บาท ตัวอย่างการบันทึกบัญชี:เดบิต ค่าวัสดุสิ้นเปลือง    3,000เดบิต ภาษีซื้อ                   210เครดิต เงินสด               3,210 ตัวอย่างที่ 2: ฟรีแลนซ์รับใบแจ้งหนี้ค่าโฆษณา Facebook 10,700 บาท (รวม VAT) อยากรู้ว่าสามารถนำ VAT เท่าไรไปเป็นภาษีซื้อ (กรณีจด VAT แล้ว) วิธีการคำนวณ: 10,700 × 7 ÷ 107 = 700 บาท (VAT ที่ซ่อนอยู่)ราคาก่อน VAT = 10,700 – 700 = 10,000 บาท หมายเหตุ: ค่าโฆษณา Facebook ออกโดยบริษัทต่างประเทศ ไม่มีใบกำกับภาษีแบบไทย — กรณีนี้ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) เพิ่มเติม ดูวิธีบันทึกรายการ ภ.พ.36 ใน PEAK ราคาไม่รวม VAT กับราคารวม VAT ต่างกันอย่างไร ราคาที่เห็นในชีวิตประจำวันมีอยู่ 2 แบบ คือ “ราคาไม่รวม VAT” และ “ราคารวม VAT” ซึ่งสร้างความสับสนบ่อยมากโดยเฉพาะตอนเจรจาราคากับคู่ค้า ราคาไม่รวม VAT คืออะไร ราคาไม่รวม VAT คือราคาที่ยังไม่ได้บวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไป เวลาเห็นป้ายราคา “5,000 บาท ไม่รวม VAT” หมายความว่าต้องจ่ายเพิ่ม VAT 7% อีก 350 บาท รวมเป็น 5,350 บาท คำอื่นที่มีความหมายเดียวกัน: ราคาก่อน VAT, ราคายังไม่รวมภาษี, ex VAT, net price ใช้เมื่อไร: ในใบเสนอราคาระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ที่ทั้งสองฝ่ายจด VAT — เพราะฝ่ายซื้อจะนำ VAT ไปหักเป็นภาษีซื้อได้ จึงสนใจแค่ราคาก่อน VAT ราคารวม VAT หาได้อย่างไร ราคารวม VAT คือราคาที่ผู้ซื้อจ่ายจริง รวม VAT เข้าไปแล้ว เรียกอีกชื่อว่า inclusive VAT หรือ gross price ถ้ารู้ราคาไม่รวม VAT ให้คูณ 1.07 เพื่อได้ราคารวม ถ้ารู้ราคารวม VAT ให้หาร 1.07 เพื่อได้ราคาไม่รวม VAT ตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อย: ลูกค้าจ่าย 5,350 บาท แต่ใบเสนอราคาระบุ “5,000 บาท ไม่รวม VAT” — บางคนเข้าใจผิดว่าลูกค้าจ่ายเกิน ที่จริงถูกต้องแล้ว เพราะ 5,000 บวก VAT 7% = 5,350 บาท 4 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ถอด VAT ผิดบ่อย — และวิธีแก้ แม้สูตรจะง่าย แต่ข้อผิดพลาดในการถอด VAT เกิดขึ้นบ่อยมาก โดยเฉพาะในกิจการที่เพิ่งจด VAT ใหม่ ผิดพลาดที่ 1: ใช้สูตรหารด้วย 0.07 แทน 1.07 เช่น 1,070 ÷ 0.07 = 15,285 ซึ่งผิดทั้งหมด ที่ถูก: 1,070 ÷ 1.07 = 1,000 บาท ผิดพลาดที่ 2: คิดว่า VAT 7% = ราคารวม × 7% โดยตรง เช่น 1,070 × 7% = 74.9 บาท ซึ่งผิด ที่ถูก: VAT ในราคารวม 1,070 บาท = 1,070 × 7 ÷ 107 = 70 บาท (ไม่ใช่ 74.9 บาท) เหตุผล: 7% คำนวณจากราคาก่อน VAT (1,000) ไม่ใช่จากราคารวม (1,070) ผิดพลาดที่ 3: ถอด VAT จากใบเสร็จที่ไม่มี VAT ร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้จด VAT ไม่ต้องเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ดังนั้นราคาในใบเสร็จของพวกเขาไม่มี VAT รวมอยู่ — ถ้านำมาถอด VAT จะได้ตัวเลขที่ไม่มีความหมาย และบันทึกบัญชีผิด สามารถนำเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ขายตรวจสอบสถานะที่เว็บไซต์กรมสรรพากร ผิดพลาดที่ 4: ปัดเศษผิด กรมสรรพากรกำหนดให้ปัดเศษ VAT เป็น 2 ตำแหน่งทศนิยม โดยยึดหลักปัดขึ้นถ้าทศนิยมตำแหน่งที่ 3 เป็น 5 ขึ้นไป สรุป: วิธีถอด VAT 7% ให้ถูกต้องทุกครั้ง ออกใบกำกับภาษีและคำนวณ VAT ให้อัตโนมัติด้วย PEAK ถ้ากิจการคุณจด VAT แล้ว ทุกครั้งที่ออกใบเสนอราคาหรือใบกำกับภาษี PEAK Account จะคำนวณ VAT ให้อัตโนมัติ แยกราคาก่อน VAT และ VAT โดยไม่ต้องถอดเองทุกครั้ง และข้อมูลภาษีซื้อ–ภาษีขายจะถูกรวบรวมไว้พร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้ทันที คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการถอด VAT 7% ถอด VAT 7% ใช้ ÷ 107 หรือ ÷ 1.07 ต่างกันอย่างไร ทั้งสองสูตรให้ผลเหมือนกัน เพียงแต่ต้องระวังการจับคู่ให้ถูกต้อง ถ้าใช้ ÷ 1.07 หารด้วยตัวเลขนี้เพื่อได้ “ราคาก่อน VAT” ตรงๆ ถ้าใช้ × 7 ÷ 107 คูณและหารเพื่อได้ “ตัวเลข VAT” อย่างเดียว ห้ามสลับ: ÷ 107 แบบไม่คูณอะไรก่อนนั้นผิด ต้องเป็น × 7 ÷ 107 หรือเทียบเท่า กิจการที่ไม่ได้จด VAT ต้องถอด VAT ไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่ได้จด VAT ไม่มีภาษีซื้อและภาษีขายในระบบ VAT ดังนั้นไม่ต้องถอด VAT ออกจากใบเสร็จที่ได้รับ กิจการที่ต้องจด VAT คือกิจการที่มีรายได้จากขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1) หรือที่สมัครใจจดก่อนถึงเกณฑ์ ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ กรมสรรพากร rd.go.th ถอด VAT แล้วได้เลขทศนิยม ปัดขึ้นหรือปัดลง ใช้หลักปัดปกติ — ทศนิยมตำแหน่งที่ 3 ถ้าเป็น 5 ขึ้นไปให้ปัดขึ้น ถ้าต่ำกว่า 5 ให้ตัดทิ้ง แสดงผลเป็น 2 ตำแหน่งทศนิยม ตัวอย่าง: 5,000 ÷ 1.07 = 4,672.897… ปัดเป็น 4,672.90 บาท กรมสรรพากรไม่ได้กำหนดวิธีปัดเศษอย่างเคร่งครัดสำหรับกิจการทั่วไป แต่ควรใช้แนวทางเดียวกันสม่ำเสมอในทุกรายการ และบันทึกไว้ในนโยบายการบัญชีของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภ.พ.30 คืออะไร? ผู้ประกอบการจด VAT ต้องรู้ก่อนยื่นภาษี

ทุกเดือนที่ผ่านไปโดยไม่ได้ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่สะสมขึ้นเรื่อย ๆ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่แบบฟอร์มนี้คืออะไร ใครต้องยื่น กำหนดเวลา วิธียื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ไปจนถึงตัวอย่างคำนวณ VAT จริงที่นำไปใช้ได้ทันที ภ.พ.30 คืออะไร ภ.พ.30 คือ แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน ที่สรุปยอดภาษีขาย (VAT ที่เก็บจากลูกค้า) เทียบกับภาษีซื้อ (VAT ที่จ่ายให้ผู้ขาย) ในเดือนนั้น ถ้าภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่งส่วนต่างให้กรมสรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่า ก็ขอคืนหรือเก็บเป็นเครดิตยกไปเดือนถัดไปได้ ใครมีหน้าที่ยื่น ภ.พ.30 กิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ เมื่อจดแล้ว หน้าที่ยื่น ภ.พ.30 จะเกิดขึ้นทุกเดือนนับจากนั้น แม้เดือนไหนไม่มียอดซื้อหรือยอดขายเลย ก็ต้องยื่นแบบเปล่า มิฉะนั้นจะถูกคิดค่าปรับ ตัวอย่างกิจการที่ต้องยื่น เช่น สำนักงานบัญชี บริษัทขายส่งสินค้า หรือบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่จด VAT แล้ว กำหนดเวลายื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ ปี 2569 กำหนดเวลายื่นแบ่งเป็น 2 กรณี ยื่นแบบกระดาษ — ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนภาษี เช่น ภาษีเดือนมิถุนายน 2569 ต้องยื่นภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing — ได้สิทธิขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน จากวันสุดท้ายของการยื่นแบบกระดาษ กรณีเดียวกันคือยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 สิทธินี้มีผลตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 31 มกราคม 2570 ตามประกาศกระทรวงการคลัง (อ้างอิง: กรมสรรพากร) ยื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ ได้ถึงวันไหน ถ้าวันที่ 23 ตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไป ตรวจสอบวันครบกำหนดแต่ละเดือนได้ที่ ปฏิทินภาษีอากร กรมสรรพากร วิธียื่นแบบ ภ.พ.30 ออนไลน์ ผ่าน e-Filing การยื่นออนไลน์ทำผ่านเว็บไซต์ e-Filing ของกรมสรรพากร (efiling.rd.go.th) โดยมีขั้นตอนหลัก ดังนี้ ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 กรมสรรพากรปรับปรุงแบบฟอร์มใหม่ บนระบบ e-Filing ในส่วนของแบบยื่นเพิ่มเติม จะมีช่องกรอกยอดขายแจ้งไว้ขาดและยอดซื้อแจ้งไว้เกินเพิ่มเติม ตัวอย่างการคำนวณภาษีที่ต้องกรอกในแบบ ภ.พ.30 ตัวอย่าง: บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ธุรกิจขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน) มีรายการเดือนมิถุนายน 2569 บริษัทต้องนำส่ง 14,000 บาทให้กรมสรรพากรภายในกำหนด กรณีภาษีซื้อมากกว่า: สมมติเดือนถัดมาบริษัทซื้อเครื่องจักร 800,000 บาท (ภาษีซื้อ 56,000 บาท) แต่ขายสินค้าได้ 400,000 บาท (ภาษีขาย 28,000 บาท) ภาษีชำระเกิน = 56,000 − 28,000 = 28,000 บาท บริษัทเลือกได้ว่าจะขอคืนเป็นเงินสด หรือเก็บเป็นเครดิตหักกับภาษีเดือนถัดไป ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทั้งสองเป็นแบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกรณี เปรียบเทียบ ภ.พ.30 ภ.พ.36 ใช้สำหรับ สรุปภาษีซื้อ-ภาษีขายรายเดือน นำส่ง VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้ต่างประเทศ ตัวอย่าง ขายสินค้าในประเทศ เก็บ VAT จากลูกค้า จ่ายค่า Google Ads, ค่าที่ปรึกษาต่างประเทศ กำหนดยื่น ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 (กระดาษ) / 23 (ออนไลน์) ภายใน 7 วัน นับจากสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ใครยื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ผู้จ่ายเงินค่าบริการให้ต่างประเทศ หากกิจการของคุณใช้บริการจากต่างประเทศ เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ต้องยื่น ภ.พ.36 เพื่อนำส่ง VAT แทนผู้ให้บริการต่างประเทศ แล้วนำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นไปรวมในแบบยื่นรายเดือนของเดือนนั้นด้วย (อ่านเพิ่ม: ภาษีมูลค่าเพิ่มมีกี่แบบ) ค่าปรับและเงินเพิ่มกรณียื่น ภ.พ.30 ไม่ทัน การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลยมีบทลงโทษที่ค่อนข้างหนัก ตามประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ดังนี้ เบี้ยปรับ — กรณีไม่ยื่นแบบหรือยื่นเกินกำหนดเวลา ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 89(2) เช่น มีภาษีต้องชำระ 14,000 บาท เบี้ยปรับเต็มจำนวน = 28,000 บาท แต่ถ้ามายื่นเองโดยไม่ได้รับหนังสือเตือนจากสรรพากร จะลดเหลือ 2% ของเบี้ยปรับ คือ 28,000 × 2% = 560 บาท เงินเพิ่ม — คิดอัตรา 1.5% ต่อเดือน (หรือเศษของเดือน) ของภาษีที่ต้องชำระ โดยไม่รวมเบี้ยปรับ ตามมาตรา 89/1 เช่น ภาษี 14,000 บาท ล่าช้า 3 เดือน เงินเพิ่ม = 14,000 × 1.5% × 3 = 630 บาท ค่าปรับอาญา — กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 90 ถ้าวางแผนไม่ดีอาจต้องจ่ายทั้งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญารวมกัน ซึ่งมากกว่าตัวภาษีหลายเท่า สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือตั้งเตือนปฏิทินทุกเดือน หรือใช้โปรแกรมบัญชีที่ช่วยเตือนกำหนดยื่นให้อัตโนมัติ สรุป สิ่งสำคัญที่ควรจำ: ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23 ของเดือนถัดไป เตรียมรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายให้ครบ เพียงเท่านี้ก็ลดความเสี่ยงเรื่องค่าปรับได้แล้ว จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK Tax PEAK Tax ช่วยดึงข้อมูลรายการภาษีซื้อ-ภาษีขาย จากเอกสารที่บันทึกในโปรแกรม PEAK มาสรุปเป็นแบบให้อัตโนมัติ พร้อมตรวจจับรายการผิดปกติก่อนนำส่งสรรพากร ลดโอกาสกรอกผิดและประหยัดเวลาให้นักบัญชีได้มาก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.พ.30 ภ.พ.30 ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “VAT Return Form P.P.30” หรือ “Monthly Value Added Tax Return” ใช้ในบริบทการสื่อสารกับผู้สอบบัญชีหรือคู่ค้าต่างประเทศ ไม่มีรายได้เดือนนี้ ต้องยื่น ภ.พ.30 ไหม ต้องยื่น เพราะหน้าที่ยื่นแบบเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จดทะเบียน VAT จนกว่าจะยกเลิกทะเบียน เดือนไหนไม่มีรายการก็ยื่นแบบเปล่าไปก่อน เทคนิคกระทบยอดรายได้ ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 นักบัญชีควรตรวจสอบให้ยอดรายได้ที่ยื่นในแบบรายเดือนตลอดทั้งปี ตรงกับยอดรายได้ในแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคล) โดยนำรายได้ตามงบทดลองมาบวกลบรายการที่ทำให้ยอดต่างกัน เช่น ลูกหนี้การค้า เงินมัดจำรับล่วงหน้า หรือรายได้ที่ไม่อยู่ในระบบ VAT หากยอดไม่ตรงอาจถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบได้ ดูขั้นตอนแบบละเอียดได้ที่ คู่มือกระทบยอดรายได้ใน PEAK กรอกแบบ ภ.พ.30 ผิด แก้ไขยังไง สามารถยื่นแบบเพิ่มเติมผ่าน e-Filing ได้ โดยเลือกเมนู “ยื่นเพิ่มเติม” ระบุเดือนภาษีที่ต้องการแก้ไข แล้วกรอกตัวเลขที่ถูกต้องแทนที่ของเดิม ถ้ายื่นเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาจะไม่มีเบี้ยปรับ แต่ถ้าเลยกำหนดแล้วจะมีเบี้ยปรับตามมาตรา 89(3) หรือ 89(4) ผู้ใช้ PEAK สามารถดูขั้นตอนได้ที่ วิธียื่น ภ.พ.30 เพิ่มเติมใน PEAK Tax ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ภ.ง.ด.94 คืออะไร ใครต้องยื่น ยื่นเมื่อไหร่ พร้อมวิธีคำนวณภาษีครึ่งปี

ช่วง ก.ค.-ก.ย. ของทุกปี ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาต้องยื่นภาษีครึ่งปี หลายคนไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าเกณฑ์หรือเปล่า คำนวณอย่างไร ลดหย่อนอะไรได้บ้าง บทความนี้ตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ ภ.ง.ด.94 พร้อมตัวอย่างคำนวณจากกรณีจริงของ SME ภ.ง.ด.94 คือแบบภาษีอะไร ภ.ง.ด.94 คือแบบฟอร์มที่ใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี โดยนำรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรก (1 ม.ค. ถึง 30 มิ.ย.) มาคำนวณและชำระภาษีล่วงหน้า ภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีถือเป็นการจ่ายล่วงหน้า ไม่ได้เป็นภาษีเพิ่ม เมื่อถึงปลายปีให้นำยอดนี้ไปหักออกจากภาษีประจำปี (ภ.ง.ด.90) ได้ ช่วยกระจายภาระให้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว นอกจากนี้ การยื่นภาษีครึ่งปียังเป็นจุดเช็คพอยต์ที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ ได้ทบทวนตัวเลขรายรับและค่าใช้จ่ายที่ผ่านมา เห็นภาพรวมก่อนวางแผนภาษีสิ้นปี ใครต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 บ้าง ผู้ที่ต้องยื่นคือบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ตามมาตรา 40(5) ถึง 40(8) ในช่วงครึ่งปีแรก รวมกันตั้งแต่ 60,000 บาทขึ้นไป (กรณีคนโสด) หรือ 120,000 บาท กรณีสมรส ส่วนคนที่มีเงินเดือนอย่างเดียว ซึ่งเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 เงินได้ 4 ประเภทที่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 เงินได้ที่เข้าข่ายต้องยื่น ภ.ง.ด.94 มีเฉพาะ 4 ประเภทนี้เท่านั้น ภ.ง.ด.94 ยื่นเมื่อไหร่ กำหนดยื่นปี 2569 ยื่นแบบกระดาษได้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ถึง 30 ก.ย. 2569 ถ้ายื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing กรมสรรพากร จะได้ขยายเวลาถึงวันที่ 8 ต.ค. 2569 ช่องทาง กำหนดสุดท้าย ยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากร 30 ก.ย. 2569 ยื่นออนไลน์ (e-Filing) 8 ต.ค. 2569 ช่วงรายได้ที่นำมายื่นคือ 1 ม.ค. ถึง 30 มิ.ย. 2569 เท่านั้น ภ.ง.ด.90 กับ ภ.ง.ด.94 ต่างกันอย่างไร ภ.ง.ด.94 ยื่นภาษีครึ่งปีแรก ส่วน ภ.ง.ด.90 ยื่นภาษีประจำปีทั้งปี ทั้งสองเป็นคนละรอบกัน ไม่ได้ซ้ำซ้อน รายการ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ช่วงรายได้ ม.ค. – มิ.ย. ม.ค. – ธ.ค. กำหนดยื่น ก.ค. – ก.ย. ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป เงินได้ที่ยื่น เฉพาะ 40(5)-40(8) ทุกประเภท 40(1)-40(8) ค่าลดหย่อน ใช้ได้เพียงกึ่งหนึ่ง ใช้ได้เต็มจำนวน ภาษีที่จ่าย นำไปเครดิตตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ภาษีประจำปี วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94 คำนวณภาษีครึ่งปีโดยนำรายได้ช่วง ม.ค.-มิ.ย. มาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันไดเหมือนภาษีสิ้นปี เงินได้สุทธิ = เงินได้ครึ่งปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน จากนั้นนำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% ตัวอย่างคำนวณภาษีครึ่งปี สมมุติ นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นที่ปรึกษาธุรกิจอิสระ มีรายได้ครึ่งปีแรก 480,000 บาท เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง 180,000 บาท เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 480,000 – 180,000 = 300,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 30,000 บาท (กึ่งหนึ่งของ 60,000) เงินได้สุทธิ = 300,000 – 30,000 = 270,000 บาท คำนวณภาษี 150,000 แรก = ยกเว้น 120,000 ถัดไป (ส่วนที่เกิน 150,000) = 120,000 × 5% = 6,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายครึ่งปี = 6,000 บาท เมื่อสิ้นปี นายสมชายนำยอด 6,000 บาทนี้ไปหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายทั้งปีใน ภ.ง.ด.90 ค่าลดหย่อนที่ใช้กับ ภ.ง.ด.94 มีอะไรบ้าง ค่าลดหย่อนส่วนใหญ่ที่ใช้ได้ใน ภ.ง.ด.94 จะเหลือเพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนเต็มปี ตัวอย่างเช่น ค่าลดหย่อน เต็มปี (ภ.ง.ด.90) ครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ส่วนตัว 60,000 บาท 30,000 บาท คู่สมรส (ไม่มีรายได้) 60,000 บาท 30,000 บาท บุตร (คนละ) 30,000 บาท 15,000 บาท บิดามารดา (คนละ) 30,000 บาท 15,000 บาท ประกันชีวิต 10,000 แรก กึ่งหนึ่ง ส่วนเกินตามจริงไม่เกิน 90,000 ตามที่จ่ายจริง ม.ค.-มิ.ย. ดอกเบี้ยบ้าน 10,000 แรก กึ่งหนึ่ง ส่วนเกินตามจริงไม่เกิน 90,000 ตามที่จ่ายจริง ม.ค.-มิ.ย. สำหรับมาตรการลดหย่อนพิเศษอื่น เช่น Easy E-Receipt ที่เคยมีในปีก่อน ให้ตรวจสอบประกาศจากกรมสรรพากรว่าปีภาษี 2569 มีมาตรการใดที่ใช้ได้บ้าง ข้อควรระวัง: กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และกองทุนครู ไม่สามารถนำมาลดหย่อนใน ภ.ง.ด.94 ได้ ต้องใช้ตอนยื่นภาษีสิ้นปีเท่านั้น ยื่น ภ.ง.ด.94 ช่องทางไหนได้บ้าง ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing กรมสรรพากร ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เข้าระบบ เลือกแบบภาษีครึ่งปี กรอกข้อมูลเงินได้และค่าลดหย่อน แล้วยืนยันการส่งแบบ ถ้าต้องการยื่นกระดาษ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากเว็บไซต์กรมสรรพากร กรอกข้อมูลแล้วนำไปยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ หลังจากยื่นแบบแล้ว สามารถเลือกช่องทางชำระภาษีได้หลายทาง เช่น Internet Banking, บัตรเครดิต, QR Code หรือชำระที่เคาน์เตอร์ธนาคาร ไม่ยื่น ภ.ง.ด.94 มีโทษอะไร ถ้าเข้าเกณฑ์ต้องยื่นแล้วไม่ยื่น จะเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และถูกคิดเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดยื่น ตัวอย่างเช่น นายสมชายมีภาษีครึ่งปีที่ต้องจ่าย 6,000 บาท แต่ไม่ได้ยื่น เมื่อยื่นภาษีสิ้นปีจะถูกคิดเงินเพิ่มจากยอด 6,000 บาท ในอัตรา 1.5% ต่อเดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไป ยิ่งปล่อยนานยิ่งจ่ายเพิ่มมาก แม้จะยื่นภาษีปลายปีทีเดียวก็ได้ แต่ภาษีที่ควรจ่ายตอนครึ่งปีจะถูกคิดเงินเพิ่มย้อนหลัง การยื่นตรงเวลาจึงช่วยประหยัดค่าปรับและกระจายภาระภาษีได้ดีกว่า สรุป ภ.ง.ด.94 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนยื่นภาษีครึ่งปี สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่นมีเพียง 3 อย่าง คือ ข้อมูลรายรับครึ่งปีแรก หลักฐานค่าใช้จ่าย และรายการค่าลดหย่อนที่ใช้ได้ (จำไว้ว่าใช้ได้เพียงกึ่งหนึ่ง) เมื่อเตรียมครบแล้ว คำนวณตามขั้นบันได แล้วยื่นแบบให้ทันกำหนด 30 ก.ย. หรือ 8 ต.ค. ถ้ายื่นออนไลน์ จัดการรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK ผู้ประกอบการที่ต้องยื่นภาษีครึ่งปี จำเป็นต้องมีข้อมูลรายรับ-รายจ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติ ดูสรุปยอดได้ทุกเมื่อ HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที ทำให้เตรียมตัวยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ ภ.ง.ด.94 มีเงินเดือนอย่างเดียว ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ไหม ไม่ต้อง เงินเดือนเป็นเงินได้ประเภท 40(1) ไม่อยู่ในเกณฑ์ แต่ถ้ามีรายได้เสริมจากงานที่ปรึกษาหรือรับเหมาด้วย ส่วนรายได้เสริมนั้นต้องนำมาพิจารณา ยื่น ภ.ง.ด.94 แล้ว ต้องยื่นภาษีปลายปีอีกไหม ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 อีกครั้งตอนต้นปีถัดไป โดยนำรายได้ทั้ง 12 เดือนมาคำนวณใหม่ แล้วหักภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีออก ถ้าจ่ายเกินก็ขอคืนได้ จ่ายภาษีครึ่งปีไปแล้ว แต่สิ้นปีคำนวณใหม่แล้วจ่ายเกิน ขอคืนได้ไหม ได้ เมื่อยื่น ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี ระบบจะนำภาษีที่จ่ายตอนครึ่งปีมาหักออกอัตโนมัติ ถ้ารายได้ครึ่งปีหลังน้อยกว่าครึ่งปีแรกจนภาษีทั้งปีต่ำกว่ายอดที่จ่ายไปแล้ว สามารถยื่นขอคืนเงินภาษีส่วนต่างจากกรมสรรพากรได้ คำนวณภาษีครึ่งปีแล้วไม่ถึงเกณฑ์ต้องจ่าย จำเป็นต้องยื่นไหม ถ้ามีเงินได้ถึงเกณฑ์ 60,000 บาท ยังคงมีหน้าที่ยื่นแบบ แม้คำนวณแล้วไม่มีภาษีต้องจ่าย เพราะหน้าที่ยื่นแบบกับการมีภาษีต้องชำระเป็นคนละเรื่องกันถูกต้อง ที่สำคัญคือใช้งานง่าย ใช้เวลาศึกษาไม่นานก็สามารถจัดการระบบบัญชีของธุรกิจให้เป็นระเบียบมากขึ้น เตรียมความพร้อมสู่การเติบโตในอนาคต! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินทรัพย์ คืออะไร มีกี่ประเภท สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

เปิดงบการเงินมาเจอคำว่า “สินทรัพย์” อยู่แทบทุกหน้า แต่เจ้าของกิจการหลายคนยังแยกไม่ออกว่าอะไรนับเป็นสินทรัพย์ อะไรเป็นแค่ค่าใช้จ่าย ซื้อโน้ตบุ๊กมาทำงานบันทึกบัญชีอย่างไร แล้วต่างจาก “ทรัพย์สิน” ตรงไหน บทความนี้จะตอบทุกคำถามเรื่องสินทรัพย์ที่ SME ต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท ไปจนถึงตัวอย่างจริงที่ใช้ได้ทันที สินทรัพย์คืออะไร สินทรัพย์ หรือ Asset ในภาษาอังกฤษ คือสิ่งที่ธุรกิจมีอยู่ในมือและสามารถสร้างรายได้หรือเปลี่ยนเป็นเงินได้ ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน NPAEs ของสภาวิชาชีพบัญชี สิ่งที่จะนับเป็นสินทรัพย์ทางบัญชีได้ต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อพร้อมกัน ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เงินฝากธนาคาร สินค้าที่รอขาย คอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงาน หรือแม้แต่ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ล้วนเข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบการเงินได้ทั้งหมด สินทรัพย์กับทรัพย์สิน ต่างกันตรงไหน หลายคนใช้คำว่า “สินทรัพย์” กับ “ทรัพย์สิน” สลับกัน แต่ทั้งสองคำมีที่มาต่างกัน ทรัพย์สิน (Property) เป็นคำทางกฎหมาย หมายถึงวัตถุทั้งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่ถือครองได้และมีมูลค่าเป็นเงิน เน้นที่ “กรรมสิทธิ์” คือต้องเป็นเจ้าของ สินทรัพย์ (Asset) เป็นคำทางบัญชี มีความหมายกว้างกว่า เพราะเน้นที่ “การควบคุม” ตัวอย่างเช่น เครื่องจักรที่เช่าการเงินระยะยาว บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่บันทึกในงบการเงินได้เพราะใช้ประโยชน์ตลอดสัญญา จำง่ายๆ ว่าทรัพย์สินเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ สินทรัพย์มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง ในทางบัญชี สินทรัพย์แบ่งได้หลายมุม มุมแรกที่ใช้บ่อยที่สุดคือแบ่งตามระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ประโยชน์ ได้แก่ หมุนเวียนกับไม่หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียนคือสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดไปภายใน 1 ปี เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงเหลือ สินทรัพย์กลุ่มนี้บอกถึงสภาพคล่องของธุรกิจว่ามีเงินหมุนเวียนเพียงพอหรือไม่ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความสินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือสินทรัพย์ที่กิจการถือไว้ใช้งานนานกว่า 1 ปี เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และยานพาหนะ สินทรัพย์กลุ่มนี้ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคาทุกปี (ยกเว้นที่ดิน) เพื่อกระจายต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง สินทรัพย์มีตัวตนกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน อีกมุมหนึ่งที่ใช้แบ่งคือดูว่าจับต้องได้หรือไม่ สินทรัพย์มีตัวตน (Tangible Assets) คือของที่จับต้องได้ เช่น อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ รถขนส่ง สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) คือของที่มองไม่เห็นแต่มีมูลค่า เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มไม่หมุนเวียน และต้องทยอยตัดมูลค่าตามอายุการให้ประโยชน์ ซื้อของมาเมื่อไรถือเป็นสินทรัพย์ เมื่อไรเป็นค่าใช้จ่าย นี่เป็นคำถามที่เจ้าของ SME สับสนบ่อยที่สุด หลักง่ายๆ คือดูที่ “อายุการใช้งาน” และ “มูลค่า” ถ้าของที่ซื้อมาใช้ได้นานกว่า 1 ปี และมีมูลค่าสูงพอ ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วทยอยตัดค่าเสื่อมราคาทุกปี แต่ถ้าของที่ซื้อมาใช้หมดเร็วหรือมูลค่าต่ำ ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อโน้ตบุ๊กราคา 35,000 บาท คาดว่าจะใช้งาน 3 ปี กรณีนี้บันทึกเป็นสินทรัพย์ แล้วตัดค่าเสื่อมราคาปีละประมาณ 11,667 บาท แต่ถ้าซื้อหมึกพิมพ์ราคา 500 บาท ใช้หมดภายในเดือน ก็บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้เลย ในทางปฏิบัติ หลายกิจการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ เช่น ของที่มีราคาต่ำกว่า 2,000 บาท ให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทันทีแม้ว่าจะใช้ได้นานกว่า 1 ปี สินทรัพย์แสดงในงบการเงินอย่างไร สินทรัพย์แสดงอยู่ฝั่งซ้ายของงบแสดงฐานะการเงิน (เดิมเรียกว่างบดุล) โดยเรียงจากสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุดไปต่ำสุด เริ่มจากเงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ไปจนถึงที่ดินและอาคาร สมการบัญชีพื้นฐานคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ สมการนี้บอกว่า ทุกอย่างที่ธุรกิจมีต้องมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง คือกู้ยืมมา (หนี้สิน) หรือเจ้าของลงทุนเอง (ส่วนของเจ้าของ) สมการนี้ต้องสมดุลเสมอ ถ้าไม่สมดุลแสดงว่ามีรายการบันทึกผิดพลาด ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีเงินสดในมือ 500,000 บาท สินค้าคงเหลือ 300,000 บาท และอุปกรณ์สำนักงาน 200,000 บาท รวมเท่ากับ 1,000,000 บาท ฝั่งขวาของงบจะแสดงว่าเงิน 1 ล้านบาทนี้มาจากเงินกู้ธนาคาร 400,000 บาท (หนี้สิน) กับเจ้าของลงทุนเอง 600,000 บาท (ส่วนของเจ้าของ) รวมเท่ากับ 1,000,000 บาทเช่นกัน ตัวอย่างสินทรัพย์ของธุรกิจ SME ประเภทธุรกิจ ตัวอย่างสินทรัพย์หมุนเวียน ตัวอย่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ร้านค้าส่ง เงินสด ลูกหนี้ สินค้าในคลัง คลังสินค้า รถขนส่ง ชั้นวาง สำนักงานบัญชี เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้ค่าบริการ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมบัญชี เฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจบริการซ่อมบำรุง เงินสด วัสดุสิ้นเปลืองที่สต็อก เครื่องมือช่าง รถบริการ อุปกรณ์ จะเห็นว่าธุรกิจแต่ละประเภทมีองค์ประกอบแตกต่างกัน ร้านค้าส่งจะมีสินค้าคงเหลือเป็นตัวหลักในฝั่งหมุนเวียน ขณะที่สำนักงานบัญชีจะมีลูกหนี้ค่าบริการเป็นหลักแทน การจัดหมวดให้ถูกต้องช่วยให้งบการเงินสะท้อนสถานะธุรกิจได้จริง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการคำนวณภาษี เพราะรายการที่บันทึกเป็นของใช้ระยะยาวจะตัดค่าเสื่อมราคาได้ทุกปี ต่างจากรายการที่ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียว หากจัดหมวดผิดอาจทำให้เสียภาษีเกินหรือขาดได้ สรุป: สินทรัพย์คือพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยให้คุณบันทึกทะเบียนสินทรัพย์ได้ง่าย คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ และแสดงข้อมูลสินทรัพย์ในงบการเงินได้ทันที ไม่ต้องคำนวณเอง คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์ สินทรัพย์มีตัวตนกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ต่างกันอย่างไร สินทรัพย์มีตัวตนคือสิ่งที่จับต้องได้ เช่น อาคาร รถยนต์ เครื่องจักร ส่วนสินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีมูลค่าทางธุรกิจ เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ทั้งสองชนิดอยู่ในกลุ่มไม่หมุนเวียนเหมือนกัน แต่วิธีวัดมูลค่าและการตรวจนับทางบัญชีแตกต่างกัน เพราะของที่จับต้องไม่ได้จะตรวจสอบความมีอยู่จริงได้ยากกว่า ซื้อคอมพิวเตอร์ถือเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกิจการ บางบริษัทกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 2,000 บาท บางแห่งกำหนดที่ 5,000 บาท หากราคาซื้อสูงกว่าเกณฑ์ก็บันทึกเป็นอุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน) ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ สินทรัพย์ ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร สินทรัพย์ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Asset (เอียดเซ็ท) เมื่อพูดถึงสินทรัพย์รวมของกิจการจะใช้คำว่า Assets (พหูพจน์) ส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนคือ Current Assets และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือ Non-Current Assets ที่ดินเป็นสินทรัพย์ประเภทใด ที่ดินจัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนประเภทมีตัวตน อยู่ในหมวด ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ข้อพิเศษของที่ดินคือไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะที่ดินไม่เสื่อมสภาพจากการใช้งานตามกาลเวลา สินทรัพย์สำคัญต่อการขอสินเชื่อธุรกิจอย่างไร ธนาคารดูมูลค่าสินทรัพย์ในงบการเงินเพื่อประเมินความมั่นคงของธุรกิจ กิจการที่มีสินทรัพย์สูงกว่าหนี้สินมากจะได้รับการพิจารณาสินเชื่อง่ายกว่า นอกจากนี้สินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดินหรืออาคาร ยังใช้เป็นหลักค้ำประกันสินเชื่อได้อีกด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

หนังสือรับรองบริษัท คืออะไร ใช้เมื่อไร พร้อมวิธีคัดออนไลน์

เจ้าของกิจการหลายคนเพิ่งรู้ว่าต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทก็ตอนที่ธนาคารหรือคู่ค้าร้องขอ พอถึงเวลาจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องขอจากไหน เอกสารมีอายุกี่เดือน หรือต่างจาก บอจ.5 ตรงไหน บทความนี้ตอบครบทุกคำถามเรื่องหนังสือรับรองบริษัท ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงวิธีคัดออนไลน์ด้วยตัวเอง พร้อมค่าธรรมเนียมและข้อควรระวัง หนังสือรับรองบริษัทคืออะไร มีข้อมูลอะไรบ้าง หนังสือรับรองบริษัท คือเอกสารที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ออกให้ เพื่อยืนยันว่าบริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและมีตัวตนจริง เปรียบเหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ที่คู่ค้าและธนาคารใช้ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานได้ทันที เอกสารนี้เรียกเป็นทางการว่า “หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล” ข้อมูลที่ระบุมี 5 รายการหลัก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท มีกรรมการ 2 คน ลงนามร่วมกัน ข้อมูลทั้งหมดจะแสดงในหนังสือรับรองฉบับเดียว ธุรกิจต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทเมื่อไร กิจการมักต้องใช้หนังสือรับรองในหลายสถานการณ์ โดยแต่ละหน่วยงานกำหนดอายุเอกสารที่ยอมรับต่างกัน (ดูรายละเอียดอายุในหัวข้อ “ใช้ได้กี่เดือน”) เปิดบัญชีธนาคาร ธนาคารทุกแห่งกำหนดให้ใช้หนังสือรับรองคู่กับ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) เพื่อตรวจสอบอำนาจลงนาม ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ล่วงหน้า 1 ถึง 2 วันก่อนนัดเปิดบัญชี ยื่นประมูลงานราชการ เอกสารประกอบซองประมูลต้องมีหนังสือรับรองเสมอ ควรเผื่อเวลาคัดเอกสารก่อนวันยื่นซองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ข้อดีของการคัดหนังสือรับรองออนไลน์คือทำได้ทุกวันรวมวันหยุด ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารและสถาบันการเงินใช้หนังสือรับรองยืนยันสถานะกิจการก่อนอนุมัติวงเงิน บางแห่งขอหนังสือรับรองพร้อมงบการเงินและ บอจ.5 ด้วย ซึ่งขอพร้อมกันได้ในระบบ e-Service ยืนยันตัวตนกิจการใน PEAK การ Verify กิจการบน PEAK ต้องใช้หนังสือรับรองเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและป้องกันการถูกแอบอ้าง กิจการที่ Verify แล้วจะแสดงเครื่องหมายยืนยันบนระบบ วิธีคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ระบบ DBD e-Service เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06:00 ถึง 21:00 น. รวมวันหยุดราชการ บุคคลทั่วไปสามารถคัดหนังสือรับรองของบริษัทใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เกี่ยวข้อง (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบ e-Service เข้าเว็บไซต์ ebiz.dbd.go.th แล้วกดลงทะเบียน กรอกข้อมูล Username, Password และข้อมูลติดต่อ เมื่อลงทะเบียนเสร็จให้เข้าสู่ระบบด้วย Username ที่สร้างไว้ หากเคยลงทะเบียนแล้วให้ล็อกอินได้ทันที เลือกเอกสารและค้นหาบริษัท เลือก “หนังสือรับรอง” เป็นประเภทเอกสารที่ต้องการ หากต้องการ บอจ.5 หรืองบการเงินด้วย สามารถเลือกเพิ่มในขั้นตอนเดียวกัน จากนั้นกรอกเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ระบบรองรับการขอเอกสารหลายบริษัทพร้อมกัน ตรวจสอบรายการและชำระเงิน ระบบจะแสดงค่าธรรมเนียมรวมให้ตรวจสอบก่อนยืนยัน เลือกรูปแบบใบเสร็จได้ทั้งในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จากนั้นกดพิมพ์ใบนำชำระเงิน ชำระได้หลายช่องทาง ทั้งสแกน QR Code, Internet Banking หรือที่เคาน์เตอร์ธนาคาร รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อชำระเงินเสร็จ กลับมาที่หน้า “ติดตามสถานะ” ในระบบ e-Service เอกสารจะพร้อมดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ที่มีลายเซ็นดิจิทัลของ DBD หากเลือกรับเอกสารตัวจริง DBD จะจัดส่งทางไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมคัดหนังสือรับรอง ออนไลน์ vs ไปสำนักงาน ค่าธรรมเนียมแตกต่างตามช่องทางและประเภทเอกสาร (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) เอกสาร ออนไลน์ (e-Service) ที่สำนักงาน DBD หนังสือรับรองนิติบุคคล 200 บาท รายการละ 40 บาท (ปกติ 5 รายการ รวม 200 บาท) ค่าบริการธนาคาร 150 บาท ไม่มี รวมหนังสือรับรอง 350 บาท 200 บาท รับรองสำเนา บอจ.5 150 บาท หน้าละ 50 บาท ตัวอย่างเช่น คัดหนังสือรับรองออนไลน์พร้อม บอจ.5 จะเสียค่าธรรมเนียมรวม 200 + 150 + ค่าบริการธนาคาร 150 = 500 บาท การขอออนไลน์มีค่าบริการธนาคารเพิ่ม 150 บาท แต่ประหยัดเวลาเดินทางและรอคิว นิติบุคคลใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ลดค่าธรรมเนียมครึ่งราคา หนังสือรับรองบริษัทใช้ได้กี่เดือน กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุการใช้งานของหนังสือรับรอง แต่หน่วยงานที่รับเอกสารจะกำหนดเอง ดังนี้ หน่วยงานปลายทาง อายุที่ยอมรับ ตัวอย่างการใช้งาน ธนาคาร ไม่เกิน 1 เดือน เปิดบัญชี ขอสินเชื่อ หน่วยงานราชการ ไม่เกิน 3 เดือน ประมูลงาน ขอใบอนุญาต คู่ค้าเอกชน 3 ถึง 6 เดือน ทำสัญญา ยื่นเป็นคู่ค้า PEAK Verify กิจการ ไม่เกิน 3 เดือน ยืนยันตัวตนกิจการบน PEAK ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ใกล้วันที่ใช้งานมากที่สุด เพื่อไม่ให้เอกสารหมดอายุก่อนยื่น หนังสือรับรองบริษัทกับ บอจ.5 ต่างกันอย่างไร หลายกิจการสับสนว่าต้องขอเอกสารไหน เพราะธนาคารมักขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน รายการ หนังสือรับรองบริษัท บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ออกโดย DBD รับรอง DBD รับรองสำเนา ข้อมูลหลัก ชื่อ ที่ตั้ง ทุน กรรมการ วัตถุประสงค์ รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น สัดส่วนการถือหุ้น ใช้เมื่อ ยืนยันตัวตนบริษัท ตรวจสอบอำนาจกรรมการ ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น สรุปง่าย ๆ คือ หนังสือรับรองบอกว่า “บริษัทนี้คือใคร” ส่วน บอจ.5 บอกว่า “ใครเป็นเจ้าของ” หากต้องเปิดบัญชีธนาคาร ควรขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน ข้อควรระวังเมื่อคัดหนังสือรับรองออนไลน์ สรุป: คัดหนังสือรับรองออนไลน์ง่ายกว่าที่คิด การคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ทำได้ 4 ขั้นตอน คือลงทะเบียน เลือกเอกสาร ชำระเงิน แล้วดาวน์โหลด ใช้เวลาไม่เกิน 1 วันทำการ สิ่งสำคัญที่สุดคือคัดเอกสารให้ใกล้วันใช้งาน และเลือกอายุให้ตรงกับที่หน่วยงานปลายทางกำหนด จัดการเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อมีหนังสือรับรองพร้อมแล้ว กิจการสามารถใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จัดการเอกสารทางการเงินได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน จนถึงใบกำกับภาษี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังสือรับรองบริษัท คัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ใช้เวลากี่วัน การขอแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์จะได้รับเอกสารภายในวันทำการเดียวกัน หลังระบบตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย หากเลือกรับเอกสารตัวจริงทางไปรษณีย์จะใช้เวลาเพิ่มอีก 3 ถึง 5 วันทำการ ขอหนังสือรับรองบริษัทของบริษัทอื่นได้ไหม ได้ เพราะข้อมูลนิติบุคคลเป็นข้อมูลสาธารณะ ไม่ต้องแนบหนังสือมอบอำนาจหรือแสดงเหตุผล เพียงชำระค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) หนังสือรับรองอิเล็กทรอนิกส์ใช้แทนฉบับจริงได้หรือไม่ ได้ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์จาก DBD มีลายเซ็นดิจิทัลรับรอง ถือเป็นเอกสารต้นฉบับทางราชการ ธนาคารและหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ยอมรับ (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารได้ที่หน้า “ตรวจสอบเอกสาร” บนเว็บ DBD e-Service ขอหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนออนไลน์ได้ไหม ได้ ระบบ DBD e-Service รองรับทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน และบริษัทมหาชนจำกัด ขั้นตอนและค่าธรรมเนียมเหมือนกันทุกประเภทนิติบุคคล เพียงกรอกเลขทะเบียน 13 หลัก ขอหนังสือรับรองบริษัทผ่านธนาคารทำอย่างไร นอกจาก e-Service แล้ว กิจการยังขอผ่านสาขาธนาคารที่ร่วมโครงการ DBD e-Certificate ได้ ปัจจุบันมี 10 ธนาคาร เช่น กสิกรไทย กรุงไทย กรุงเทพ ไทยพาณิชย์ รวมกว่า 4,000 สาขาทั่วประเทศ ค่าธรรมเนียมเท่ากับการขอผ่าน e-Service แจ้งเลขทะเบียนนิติบุคคลที่สาขาได้ทันที ขอหนังสือรับรองบริษัทภาษาอังกฤษออนไลน์ได้ไหม ได้ DBD มีระบบแยกต่างหากที่ encert.dbd.go.th สำหรับขอหนังสือรับรองฉบับภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,200 บาท (ค่ากฎกระทรวง 200 + ค่าดำเนินการแปล 1,000 บาท) เหมาะสำหรับกิจการที่ต้องใช้เอกสารทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ระบบนี้แยกจาก e-Service ที่ออกฉบับภาษาไทย หากต้องนำไปใช้ต่างประเทศอาจต้องรับรองเอกสารเพิ่มที่กระทรวงการต่างประเทศ (Legalization) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร สิ่งที่นายจ้าง SME ต้องรู้

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องส่งเงินเข้า “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ตามกฎหมาย ทำให้เจ้าของกิจการ SME หลายคนเริ่มถามว่า ควรจัดตั้ง PVD เองหรือรอกฎหมายบังคับดี บทความนี้ตอบทุกคำถามจากมุมนายจ้าง ตั้งแต่ความแตกต่าง วิธีจัดตั้ง ต้นทุนที่ต้องจ่าย ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund (PVD) คือกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยสมัครใจ ตามพ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้ลูกจ้างเมื่อเกษียณอายุ ลาออก ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เงินในกองทุนมาจาก 2 ส่วน เงินสะสม (Employee Contribution) คือเงินที่หักจากเงินเดือนลูกจ้างทุกเดือน อัตรา 2-15% ของเงินเดือน ตามที่ลูกจ้างเลือก เงินสมทบ (Employer Contribution) คือเงินที่นายจ้างจ่ายเพิ่มให้ลูกจ้างอีกส่วน อัตรา 2-15% ของเงินเดือน ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง เงินทั้ง 2 ส่วนจะถูกนำไปลงทุนโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เมื่อลูกจ้างออกจากงานจะได้รับเงินสะสม + เงินสมทบ + ผลประโยชน์จากการลงทุน รวมเป็นก้อนเดียว PVD ต่างจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างยังไง นี่คือคำถามยอดฮิตของปี 2569 เพราะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ลักษณะ สมัครใจ บังคับตามกฎหมาย เริ่มใช้ มีมาตั้งแต่ พ.ร.บ. 2530 1 ต.ค. 2569 (ใหม่!) ใครต้องจ่าย เฉพาะบริษัทที่จัดตั้ง PVD บริษัท ≥10 คน ที่ไม่มี PVD อัตราสมทบ 2-15% (เลือกได้) 0.25% (ช่วงแรก) → 0.50% (ต.ค. 2574) ผู้บริหารกองทุน บลจ. เอกชน (เลือกได้) กระทรวงแรงงาน ผลตอบแทนจากการลงทุน มี (ตามนโยบายกองทุน) ไม่มี ลดหย่อนภาษี ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ยังไม่ชัดเจน (รอประกาศ) ลูกจ้างลาออก ได้เงินคืนไหม ได้ ตามเงื่อนไข Vesting ได้ทั้งหมด (ลาออกก็ได้คืน) ข้อสำคัญ: ถ้าบริษัทมี PVD อยู่แล้ว ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก PVD ไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ แต่ลูกจ้างที่ไม่ได้สมัครเข้า PVD ยังต้องจ่ายอยู่ดี กิจการที่ได้รับยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ได้แก่ กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน งานเกษตรกรรม งานรับใช้ในบ้าน มูลนิธิ สมาคม และองค์กรไม่แสวงหากำไร ส่วนกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปและไม่มี PVD ต้องยื่นแบบ สกล.3 เพื่อขึ้นทะเบียน กิจการที่ได้รับยกเว้นแต่ต้องการสมัครใจเข้าร่วม ยื่นแบบ สกล.3/1 ประโยชน์ของ PVD สำหรับนายจ้าง PVD ไม่ใช่แค่สวัสดิการให้พนักงาน แต่มีประโยชน์กับนายจ้างด้วย ดึงดูดและรักษาคนเก่ง บริษัทที่มี PVD จะดึงดูดผู้สมัครงานได้มากกว่า และเงื่อนไข Vesting (รับเงินสมทบตามอายุงาน) ช่วยลดอัตราการลาออก ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้า PVD นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ทั้งจำนวน ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง ยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถ้ามี PVD ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก PVD ไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ ต้นทุนแรงงานเพิ่มเท่าไร ตัวอย่างคำนวณ ตัวอย่าง: บริษัทมีพนักงาน 10 คน เงินเดือนเฉลี่ย 25,000 บาท PVD สมทบ 5% กองทุนสงเคราะห์ 0.25% ต้นทุนเพิ่ม/คน/เดือน 1,250 บ. 62.50 บ. ต้นทุนเพิ่มรวม 10 คน/เดือน 12,500 บ. 625 บ. ต้นทุนเพิ่มรวม/ปี 150,000 บ. 7,500 บ. PVD ต้นทุนสูงกว่ากองทุนสงเคราะห์ 20 เท่า (150,000 vs 7,500 ต่อปี) แต่พนักงานได้ประโยชน์มากกว่ามาก เงินถูกนำไปลงทุน มีผลตอบแทน และลดหย่อนภาษีได้ทั้ง 2 ฝ่าย เปรียบเทียบอัตราสมทบ PVD ที่ต่างกัน (พนักงาน 10 คน เงินเดือนเฉลี่ย 25,000 บ.): อัตราสมทบ ต้นทุนเพิ่ม/คน/เดือน ต้นทุนรวม/ปี หมายเหตุ 3% 750 90,000 ขั้นต่ำที่พบบ่อย 5% 1,250 150,000 ค่าเฉลี่ยตลาด 10% 2,500 300,000 ค่าสูง บริษัทใหญ่ กองทุนสงเคราะห์ 0.25% 62.50 7,500 บังคับ (ถ้าไม่มี PVD) เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนกับการรักษาคนเก่ง หลายบริษัท SME เริ่มที่ 3% ก่อน แล้วค่อยปรับเพิ่มเมื่อธุรกิจโตขึ้น นายจ้างจัดตั้ง PVD ยังไง ขั้นตอนที่ 1: เลือก บลจ. เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนย้อนหลัง จำนวนนโยบายลงทุน บลจ. ที่นิยม เช่น MFC KTAM TISCO กรุงศรี SCB กสิกร ขั้นตอนที่ 2: ร่างข้อบังคับกองทุน กำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ เงื่อนไข Vesting นโยบายการลงทุน บลจ. จะช่วยร่างให้ ขั้นตอนที่ 3: จดทะเบียนกองทุน ยื่นกับนายทะเบียน (สำนักงาน ก.ล.ต.) ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนตั้งแต่เริ่มเจรจากับ บลจ. จนจดทะเบียนเสร็จ ขั้นตอนที่ 4: เริ่มหักเงินสะสม เมื่อจดทะเบียนเสร็จ เริ่มหักเงินสะสมจากสลิปเงินเดือนพนักงาน พร้อมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง: ค่าธรรมเนียมจัดตั้งกองทุนประมาณ 5,000-20,000 บาท (ขึ้นอยู่กับ บลจ.) ค่าบริหารจัดการรายปีประมาณ 0.5-1.5% ของมูลค่ากองทุน บลจ. บางเจ้ายกเว้นค่าจัดตั้งให้ถ้ามีสมาชิกตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป บันทึกบัญชี PVD ยังไง เมื่อจ่ายเงินเดือนพนักงานที่มี PVD นายจ้างต้องบันทึกบัญชี 2 ส่วน ตัวอย่าง: พนักงาน ก เงินเดือน 30,000 บาท สะสม 5% (1,500 บ.) นายจ้างสมทบ 5% (1,500 บ.) เงินสมทบของนายจ้าง (ค่าใช้จ่ายบริษัท): รายการ Dr. Cr. เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ค่าใช้จ่าย) 1,500 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย (หนี้สิน) 1,500 เงินสะสมของลูกจ้าง (หักจากเงินเดือน): รายการ Dr. Cr. เงินเดือนค้างจ่าย 1,500 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 1,500 รวมแล้วบัญชี “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย” จะมียอด 3,000 บาท (สะสม 1,500 + สมทบ 1,500) เมื่อนำส่งเงินให้ บลจ. แล้ว บันทึก Dr. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 3,000 / Cr. เงินฝากธนาคาร 3,000 จัดการ PVD ในระบบเงินเดือนด้วย PEAK PEAK Payroll รองรับการหักเงินสะสม PVD จากเงินเดือนพนักงาน บันทึกเงินสมทบของนายจ้าง คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีต่อเนื่อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างลาออกก่อน 5 ปี ได้เงินสมทบเท่าไร (Vesting) ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข Vesting ที่บริษัทกำหนด ตัวอย่างทั่วไป: ทำงาน 1-3 ปีได้ 50% ของเงินสมทบ ทำงาน 3-5 ปีได้ 75% ทำงาน 5 ปีขึ้นไปได้ 100% แต่เงินสะสมของลูกจ้างจะได้คืนทั้งหมด 100% เสมอ ไม่ว่าจะทำงานกี่ปี PVD ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร สำหรับลูกจ้าง: เงินสะสมส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 490,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี (เมื่อรวมกับ RMF SSF กบข. ไม่เกิน 500,000 บาท) สำหรับนายจ้าง: เงินสมทบหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ทั้งจำนวน ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง บริษัทเล็ก 5-10 คน ควรมี PVD ไหม ถ้ามีพนักงานไม่ถึง 10 คน ไม่ถูกบังคับเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จึงไม่จำเป็นต้องรีบจัดตั้ง PVD แต่ถ้าต้องการดึงดูดคนเก่งและลดหย่อนภาษี PVD ก็เป็นทางเลือกที่ดี บลจ. หลายเจ้ารับจัดตั้งสำหรับบริษัทตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 เริ่มเมื่อไร จ่ายเท่าไร เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 หักจากลูกจ้าง 0.25% นายจ้างสมทบ 0.25% นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป งวดแรก 15 พฤศจิกายน 2569 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 ปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% นายจ้างไม่ส่งเงินมีโทษปรับ 5% ต่อเดือนของเงินที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

แคชเชียร์เช็ค คืออะไร ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง วิธีซื้อและใช้ในธุรกิจ

ต้องจ่ายเงินค่าที่ดิน 5 ล้านบาท จะพกเงินสดไปก็ไม่ปลอดภัย โอนผ่านแอปก็เกินวงเงิน ทางออกที่ใช้กันมาอย่างยาวนานคือ “แคชเชียร์เช็ค” เช็คที่ธนาคารเป็นคนออก รับรองว่ามีเงินจ่ายแน่นอน บทความนี้อธิบายว่าแคชเชียร์เช็คคืออะไร ต่างจากเช็คธรรมดายังไง ซื้อที่ไหน ค่าธรรมเนียมเท่าไร ขึ้นเงินยังไง พร้อมวิธีบันทึกบัญชีที่เว็บอื่นไม่มีสอน แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) คืออะไร แคชเชียร์เช็คคือเช็คที่ออกโดยธนาคาร โดยธนาคารจะหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อเช็คทันที แล้วออกเช็คในนามของธนาคารให้ผู้ซื้อนำไปมอบให้ผู้รับเงิน จุดสำคัญคือ ธนาคารเป็นผู้รับรองการจ่ายเงิน ไม่ใช่บุคคลหรือบริษัท ทำให้ผู้รับเช็คมั่นใจได้ว่าจะได้เงินแน่นอน ไม่มีปัญหาเช็คเด้งเหมือนเช็คทั่วไป (ยกเว้นธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier’s Check (สะกดแบบอเมริกัน) บางธนาคารเรียกว่า “เช็คของธนาคาร” หรือ “แบงก์ดราฟต์” แคชเชียร์เช็ค ต่างจากเช็คทั่วไปยังไง แคชเชียร์เช็ค เช็คทั่วไป ผู้สั่งจ่าย ธนาคาร บุคคล/บริษัท หักเงินเมื่อไร ทันทีที่ซื้อเช็ค เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงิน โอกาสเช็คเด้ง แทบไม่มี มีได้ถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ต้องมีบัญชีธนาคาร ไม่ต้อง (จ่ายเงินสดซื้อได้) ต้องมีบัญชีกระแสรายวัน ค่าธรรมเนียม ~20 บาท/ฉบับ ไม่มี (แต่มีค่าสมุดเช็ค) เหมาะกับ ธุรกรรมใหญ่ ซื้อบ้าน ซื้อรถ จดทะเบียนบริษัท จ่ายค่าสินค้า/บริการทั่วไป สรุปง่าย ๆ คือ แคชเชียร์เช็คปลอดภัยกว่า เพราะธนาคารการันตีว่ามีเงินจ่ายจริง ส่วนเช็คทั่วไปขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบัญชีมีเงินพอหรือไม่ ณ วันที่นำไปขึ้นเงิน ใช้แคชเชียร์เช็คในสถานการณ์ไหนบ้าง ซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์ เป็นสถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะซื้อบ้าน คอนโด ที่ดิน เจ้าหน้าที่ที่กรมที่ดินมักแนะนำให้ใช้แคชเชียร์เช็คเพราะสะดวกและปลอดภัย ซื้อรถยนต์เงินสด ศูนย์รถยนต์ส่วนใหญ่รับแคชเชียร์เช็คเป็นช่องทางชำระเงินหลัก เพราะยอดเงินสูงเกินวงเงินโอนออนไลน์ของหลายธนาคาร ชำระเงินทุนจดทะเบียนบริษัท เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อาจขอดูหลักฐานว่ามีเงินทุนจริง ขั้นตอนคือ ผู้เริ่มก่อการต้องเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท แล้วนำเงินค่าหุ้นฝากเข้าบัญชี โดยนิยมใช้วิธีซื้อเช็คแบงก์สั่งจ่ายในนามบริษัทแล้วนำไปฝาก เพราะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีเงินทุนจริง ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำตามกฎหมายคือ 5 บาท (ขั้นต่ำ 1 หุ้น × มูลค่าหุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1117) แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จดทะเบียนที่ 1-5 ล้านบาท ตามความน่าเชื่อถือที่ต้องการ ชำระเงินระหว่างธุรกิจ เมื่อคู่ค้าที่ยังไม่เคยทำธุรกิจด้วยกันมาก่อนต้องการความมั่นใจ แคชเชียร์เช็คช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ วิธีซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคาร ซื้อได้ที่ทุกสาขาของธนาคารพาณิชย์ ไม่จำเป็นต้องมีบัญชีกับธนาคารที่ซื้อ (แต่ถ้ามีบัญชีจะสะดวกกว่าเพราะหักจากบัญชีได้เลย) เตรียมข้อมูล: ชื่อผู้รับเงิน (ต้องระบุชัดเจน) จำนวนเงิน และบัตรประชาชนของผู้ซื้อ ชำระเงินตามจำนวนที่ระบุ พร้อมค่าธรรมเนียม ซึ่งแต่ละธนาคารคิดใกล้เคียงกัน (ตรวจสอบอัตราล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ ธปท.) ธนาคาร ค่าธรรมเนียม/ฉบับ กสิกรไทย 20 บาท กรุงเทพ 20 บาท ไทยพาณิชย์ 20 บาท กรุงไทย 20 บาท บางธนาคารเริ่มเปิดให้สั่งซื้อเช็คแบงก์ผ่านแอปมือถือหรือ Internet Banking ได้แล้ว โดยไม่ต้องไปสาขา ตรวจสอบกับธนาคารที่ใช้บริการ รับแคชเชียร์เช็ค พร้อมใบเสร็จรับเงินและต้นขั้วเช็ค เก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน ข้อควรรู้: ถ้าซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ธนาคารอาจขอเอกสารเพิ่มเติมตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) เช่น หลักฐานที่มาของเงิน สัญญาซื้อขาย เป็นต้น บันทึกบัญชีแคชเชียร์เช็คยังไง เมื่อบริษัทซื้อแคชเชียร์เช็คเพื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ ต้องบันทึกบัญชีดังนี้ กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คแล้วส่งมอบให้ผู้รับทันที: รายการ Dr. Cr. เจ้าหนี้การค้า (หรือบัญชีที่จ่าย) XXX เงินฝากธนาคาร XXX เงินถูกหักจากบัญชีทันทีที่ซื้อเช็ค จึงเครดิตเงินฝากธนาคาร ไม่ต้องรอจนผู้รับนำเช็คไปขึ้นเงิน กรณีซื้อแคชเชียร์เช็คไว้แต่ยังไม่ส่งมอบ: รายการ Dr. Cr. แคชเชียร์เช็ครอจ่าย XXX เงินฝากธนาคาร XXX พอส่งมอบเช็คให้ผู้รับแล้ว จึงบันทึก Dr. เจ้าหนี้ / Cr. เช็ครอจ่าย กรณีบริษัทรับเช็คแบงก์จากลูกค้า: รายการ Dr. Cr. เช็ครับ (สินทรัพย์) XXX ลูกหนี้การค้า XXX เมื่อนำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารแล้ว จึงบันทึก Dr. เงินฝากธนาคาร / Cr. เช็ครับ สำหรับเช็คแบงก์จะขึ้นเงินได้ทันที (ไม่ต้องรอ clearing เหมือนเช็คทั่วไป) ถ้าเป็นสาขาเดียวกับที่ออกเช็ค สำหรับผู้ใช้ PEAK ระบบมีฟังก์ชันบันทึกเช็ครับ-จ่ายโดยเฉพาะ ไม่ต้องลงรายการด้วยมือ ดูวิธีใช้งาน ข้อควรระวังในการใช้แคชเชียร์เช็ค สูญหายหรือถูกขโมย ต้องแจ้งธนาคารที่ออกเช็คทันทีเพื่อระงับการจ่ายเงิน แล้วไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน นำใบแจ้งความมายื่นกับธนาคารเพื่อขอออกเช็คใหม่ ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บต่างพื้นที่ ถ้านำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคารในจังหวัดอื่น อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม เช่น หมื่นละ 10 บาท ไม่สามารถยกเลิกได้ง่าย ต่างจากเช็คทั่วไปที่เจ้าของบัญชีสั่งอายัดได้ ต้องนำตัวเช็คจริง ใบเสร็จ และบัตรประชาชน ไปติดต่อที่สาขาธนาคารเพื่อทำเรื่องยกเลิกและขอเงินคืน ทางเลือกอื่นที่ใช้แทนได้ ปัจจุบันหลายธุรกรรมที่เคยต้องใช้เช็คแบงก์ สามารถใช้วิธีอื่นแทนได้แล้ว เช่น โอนเงินข้ามธนาคาร (ORFT) สำหรับยอดสูงถึง 2 ล้านบาท/ครั้ง พร้อมเพย์สำหรับยอดไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือบริการ Bulk Payment สำหรับจ่ายหลายรายพร้อมกัน แต่สำหรับธุรกรรมที่ต้องการหลักฐานทางกายภาพ (เช่น จดทะเบียนที่กรมที่ดิน) เช็คแบงก์ยังคงเป็นทางเลือกหลัก คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแคชเชียร์เช็ค แคชเชียร์เช็คมีอายุกี่วัน หมดอายุไหม ตามป.พ.พ. มาตรา 991 ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คที่ยื่นเกิน 6 เดือนนับจากวันออก ในทางปฏิบัติ ธนาคารส่วนใหญ่แนะนำให้นำแคชเชียร์เช็คไปขึ้นเงินภายใน 6 เดือน ถ้าเกินกำหนดนี้อาจต้องติดต่อธนาคารเป็นกรณีพิเศษ แคชเชียร์เช็คขึ้นเงินต่างธนาคารได้ไหม ได้ นำไปฝากเข้าบัญชีที่ธนาคารอื่นได้ แต่ต้องรอ clearing ประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้าต้องการเงินทันทีควรไปขึ้นเงินที่ธนาคารเดียวกับที่ออกเช็ค ซื้อแคชเชียร์เช็คเกิน 2 ล้านบาท ต้องทำยังไง ซื้อได้ แต่ธนาคารจะขอเอกสารเพิ่มเติมตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน เช่น สัญญาซื้อขาย หลักฐานที่มาของเงิน ควรเตรียมเอกสารไปล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เสียเวลา แคชเชียร์เช็คเด้งได้ไหม แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อแล้วตั้งแต่วันที่ออกเช็ค เงินอยู่ในความดูแลของธนาคาร กรณีเดียวที่อาจเกิดขึ้นคือธนาคารที่ออกเช็คล้มละลาย ซึ่งในประเทศไทยมีระบบกองทุนคุ้มครองเงินฝาก (DPA) คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

Payment Gateway คืออะไร ทำงานยังไง เลือกแบบไหนดีสำหรับธุรกิจ

Payment Gateway คือระบบตัวกลางที่เชื่อมระหว่างร้านค้าออนไลน์กับธนาคารของลูกค้า ทำหน้าที่ตรวจสอบและอนุมัติการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือกระเป๋าเงินออนไลน์ ให้ธุรกิจรับเงินจากลูกค้าได้ทันที บทความนี้จะพาไปดูว่า Payment Gateway ทำงานอย่างไร มีกี่แบบ และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ Payment Gateway คืออะไร Payment Gateway คือระบบตัวกลางที่ทำหน้าที่รับข้อมูลการชำระเงินจากลูกค้า เข้ารหัสข้อมูลให้ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล แล้วส่งต่อไปยังธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อตรวจสอบวงเงินและอนุมัติ ก่อนแจ้งผลกลับมาที่ร้านค้าให้จัดส่งสินค้าหรือบริการต่อได้ทันที โดยทั้งขั้นตอนเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น Payment Gateway เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ระบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่ขายของหรือให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น ธุรกิจ e-Commerce ที่มีเว็บไซต์ของตัวเอง ธุรกิจขายคอร์สเรียนหรือบริการดิจิทัล และร้านค้าที่ขายผ่านแอปพลิเคชัน เพราะช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินจบในหน้าเดียว โดยไม่ต้องโอนเงินแล้วส่งสลิปยืนยันเอง Payment Gateway ทำงานอย่างไร เมื่อลูกค้ากดชำระเงินบนเว็บไซต์ ระบบจะเข้ารหัสข้อมูลบัตรของลูกค้าทันที ส่งไปให้ธนาคารตรวจสอบวงเงินและอนุมัติ จากนั้นแจ้งผลกลับมาที่ร้านค้าภายในไม่กี่วินาที ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรอนานและร้านค้าไม่ต้องมาตรวจสอบการโอนเงินด้วยตัวเอง ขั้นตอนแบบเข้าใจง่ายมี 4 จุดหลัก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาที ลูกค้าไม่ต้องรอ และร้านค้าไม่ต้องมานั่งตรวจสลิปเอง Payment Gateway มีกี่รูปแบบ Payment Gateway ในไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือแบบที่ธนาคารพัฒนาเอง (Bank) และแบบที่ผู้ให้บริการเอกชนทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Non-Bank) แต่ละแบบมีจุดเด่นและเงื่อนไขต่างกัน เหมาะกับธุรกิจคนละขนาด Payment Gateway แบบ Bank มีอะไรบ้าง ระบบนี้คือแบบที่ธนาคารพัฒนาและดูแลเอง เชื่อมต่อตรงกับระบบธนาคาร จึงมีความปลอดภัยสูงและค่าธรรมเนียมต่อรายการค่อนข้างต่ำ แต่สมัครยากกว่าเพราะธนาคารมักกำหนดเงื่อนไขเรื่องทุนจดทะเบียนและเงินฝากค้ำประกัน ตัวอย่างที่ใช้กันในไทย Payment Gateway แบบ Non-Bank มีอะไรบ้าง ระบบนี้คือแบบที่ผู้ให้บริการเอกชนทำหน้าที่เป็นตัวกลางแทนธนาคาร สมัครง่าย ใช้เวลาอนุมัติเร็ว ไม่ต้องมีเงินฝากค้ำประกัน จึงเหมาะกับธุรกิจ SME และร้านค้าที่เพิ่งเริ่มขายออนไลน์ ตัวอย่างที่ใช้กันในไทย Bank vs Non-Bank เลือกแบบไหนดี ปัจจัยที่ต่างกันชัดที่สุดของ Payment Gateway Thailand ระหว่าง Bank และ Non-Bank คือเงินฝากค้ำประกันและความยุ่งยากในการสมัคร ธนาคารส่วนใหญ่กำหนดให้ต้องมีเงินฝากค้ำประกัน เช่น K Payment Gateway กำหนดขั้นต่ำ 300,000 บาท หรือ 1% ของยอดขายต่อเดือน แล้วแต่จำนวนไหนสูงกว่า (อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย) ส่วน Non-Bank ส่วนใหญ่ไม่ต้องวางเงินค้ำประกันเลย ปัจจัย Payment Gateway แบบ Bank Payment Gateway แบบ Non-Bank เงินฝากค้ำประกัน ต้องมี มักอยู่ที่หลักแสนบาทขึ้นไป ส่วนใหญ่ไม่ต้องมี ค่าธรรมเนียมต่อรายการ ค่อนข้างต่ำ สูงกว่า Bank เล็กน้อย ระยะเวลาอนุมัติ ใช้เวลานาน หลักสัปดาห์ถึงเดือน รวดเร็ว หลักวันถึงสัปดาห์ เงื่อนไขการสมัคร เข้มงวด มักต้องมีทุนจดทะเบียนและผลประกอบการย้อนหลัง ผ่อนปรนกว่า เหมาะกับธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น เหมาะกับ บริษัทที่มียอดขายสูงและมั่นคงแล้ว SME ร้านค้าออนไลน์ และธุรกิจที่เพิ่งเริ่มขาย ถ้าธุรกิจของคุณยังเพิ่งเปิดร้านหรือยอดขายยังไม่แน่นอน Non-Bank ตอบโจทย์กว่าเพราะสมัครง่ายและไม่ต้องกันเงินก้อนไว้ค้ำประกัน แต่ถ้าธุรกิจมั่นคงแล้วและต้องการค่าธรรมเนียมที่ต่ำในระยะยาว Bank อาจคุ้มค่ากว่า วิธีเลือก Payment Gateway ให้เหมาะกับธุรกิจ ก่อนสมัครใช้งาน Payment Gateway เจ้าไหนดี ให้เช็ค 5 เรื่องนี้ก่อน ความปลอดภัยของ Payment Gateway ที่ควรรู้ Payment Gateway ที่ให้บริการในไทยต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามกฎหมายระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน 2560) ซึ่งกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้ใช้บริการไว้ชัดเจน ในด้านเทคนิค ผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือจะใช้มาตรฐาน PCI DSS (มาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลบัตรเครดิตระดับสากล) ควบคู่กับระบบยืนยันตัวตน 3D Secure ที่ให้ลูกค้ายืนยันรหัส OTP ก่อนตัดเงินทุกครั้ง ก่อนเลือกใช้เจ้าไหน ลองเช็คว่าเว็บไซต์ของผู้ให้บริการระบุมาตรฐานเหล่านี้ไว้ชัดเจนหรือไม่ สรุป: Payment Gateway ตัวช่วยให้ธุรกิจออนไลน์รับเงินง่ายขึ้น Payment Gateway คือระบบที่ทำให้ร้านค้าออนไลน์รับเงินจากลูกค้าได้ทันทีอย่างปลอดภัย สิ่งที่ต้องจำคือเลือกให้ตรงกับขนาดธุรกิจ เช็คค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขให้ครบ แล้วเลือกเจ้าที่รองรับช่องทางที่ลูกค้าคุณใช้จริง เชื่อมต่อ Payment Gateway กับระบบบัญชีในที่เดียว เปลี่ยนงานคีย์บันทึกรับเงินซ้ำๆ ด้วยPEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Payment Gateway ได้โดยตรงในระบบ เช่น Beam, Payso หรือผ่านระบบธนาคาร เช่น SCB, Krungsri, BBL ผ่านเมนูตั้งค่าเอกสาร เลือกช่องทางการรับชำระเงิน เมื่อลูกค้ากดชำระเงินบนใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จของ PEAK ยอดขายจะลงบัญชีอัตโนมัติทันที ไม่ต้องคีย์ซ้ำทุกรายการ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Payment Gateway PEAK รองรับการเชื่อมต่อ Payment Gateway ใดบ้าง PEAK รองรับการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Payment Gateway เช่น Beam, Payso หรือเชื่อมต่อระบบธนาคาร โดยเลือกเชื่อมต่อได้มากกว่า 1 เจ้าพร้อมกัน เพื่อให้ลูกค้าจ่ายผ่านช่องทางที่สะดวกที่สุดสำหรับตัวเอง ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจาก PEAK ในการเชื่อมต่อ Payment Gateway ของไทยมีอะไรบ้าง ในไทยมีทั้งแบบ Bank เช่น Merchant iPay (BBL), Krungsri Biz Payment Gateway (BAY), UOB Payment Gateway และแบบ Non-Bank เช่น Payso, Beam, PayPal, GB PrimePay, Omise, 2C2P ธุรกิจเลือกใช้ได้มากกว่า 1 เจ้าพร้อมกันเพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกชำระเงินหลากหลาย Payment Gateway ต่างจาก Payment Link อย่างไร Payment Gateway คือระบบเบื้องหลังที่เชื่อมต่อกับหน้าเว็บไซต์เพื่อรับชำระเงินแบบอัตโนมัติ ส่วน Payment Link คือลิงก์ชำระเงินที่สร้างแยกเป็นรายการ ส่งให้ลูกค้าทางแชทหรือโซเชียลมีเดียได้โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์ ธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่มีเว็บไซต์มักเริ่มจาก Payment Link ก่อน ธุรกิจขนาดเล็กควรใช้ Payment Gateway แบบไหน ธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มขายออนไลน์ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารซับซ้อนก็เริ่มใช้งานได้ทันที เพียงมีบัญชีธนาคารและเว็บไซต์หรือเพจร้านค้า ก็สมัครแบบ Non-Bank อย่าง Payso หรือ Beam ได้ภายในไม่กี่วัน ไม่ต้องรอผลประกอบการย้อนหลังหรือทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเหมือนแบบ Bank Payment Gateway มีค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมต่อรายการของแบบ Bank มักอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์ต่อรายการ เช่น K Payment Gateway อยู่ที่ 3.25% (อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย) ส่วนแบบ Non-Bank มักอยู่ที่ 2 ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ต่อรายการ ตัวเลขจริงแตกต่างกันตามผู้ให้บริการและประเภทบัตรที่ลูกค้าใช้ ควรสอบถามอัตราล่าสุดจากผู้ให้บริการโดยตรงก่อนสมัคร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

16 min

เข้าใจค่าเสื่อมราคา สรุปวิธีคำนวณและอัตราตามกฎหมาย

ค่าเสื่อมราคา เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการควรรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไป พูดง่ายๆ ค่าเสื่อมราคา คือ การทยอยหักมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เพราะถึงแม้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเหมือนการจ่ายเงินสด แต่กลับส่งผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ และต่อการตัดสินใจด้านการลงทุนในอนาคต หากไม่มีการคำนวณที่ถูกต้อง ตัวเลขทางบัญชีอาจไม่สะท้อนสภาพจริงของกิจการ และทำให้เจ้าของธุรกิจวางแผนผิดทิศได้โดยไม่รู้ตัว ในหัวข้อถัดไป เราจะพาไปดู 5 ด้านสำคัญที่ค่าเสื่อมราคาสะท้อนเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ พร้อมวิธีนำไปใช้วางแผนการเงินให้แม่นยำขึ้น ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ค่าเสื่อมราคา คือค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เกิดจากมูลค่าของสินทรัพย์ถาวรลดลงตามการใช้งาน สินทรัพย์ถาวรในที่นี้หมายถึงของที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานเกิน 1 ปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อาคารสำนักงาน หรือคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ซื้อเครื่องชงกาแฟราคา 150,000 บาท คาดว่าใช้งานได้ 5 ปีก่อนต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ แทนที่จะลงเป็นค่าใช้จ่าย 150,000 บาททันทีในเดือนที่ซื้อ ร้านต้องทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคาปีละ 30,000 บาท ตลอด 5 ปี เพื่อให้ต้นทุนกาแฟแต่ละปีสะท้อนการใช้เครื่องจริง สินทรัพย์ถาวร คืออะไร และอะไรบ้างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อม สิสินทรัพย์ถาวร คือทรัพย์สินที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ มีตัวตนจับต้องได้ ใช้งานเพื่อสร้างรายได้ ไม่ได้มีไว้ขาย และมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี เช่น เครื่องจักรในโรงงาน รถส่งของ หรืออาคารโกดังเก็บสินค้า แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่ธุรกิจซื้อมาจะต้องคิดค่าเสื่อมราคา ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 มาตรา 4(5) กรมสรรพากรกำหนดชัดว่าทรัพย์สินที่หักค่าเสื่อมได้คือ “ทรัพย์สินอย่างอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า” นั่นหมายความว่ามีของอยู่ 2 อย่างที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเลย ที่ดินไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เพราะโดยสภาพแล้วที่ดินไม่เสื่อมสภาพลงตามการใช้งาน ต่างจากอาคารที่ปลูกอยู่บนที่ดินซึ่งต้องคิดค่าเสื่อม ส่วนสินค้าคงเหลือก็ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาเช่นกัน เพราะสินค้าคงเหลือถูกซื้อมาเพื่อขายต่อ ไม่ใช่เพื่อใช้งานระยะยาว บัญชีจะบันทึกเป็นต้นทุนขายเมื่อขายออกไปแทน ค่าเสื่อมราคา มีผลต่อธุรกิจอย่างไร การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพจริงของกิจการใน 5 เรื่องหลัก วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา มีกี่วิธี ค่าเสื่อมราคาคำนวณได้ 4 วิธีหลัก แต่ละวิธีเหมาะกับสินทรัพย์ต่างประเภทกัน วิธีเส้นตรง (Straight-line Method) เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะคำนวณง่าย ค่าเสื่อมเท่ากันทุกปี สูตรคือ ราคาทุนลบมูลค่าซาก (ราคาที่คาดว่าจะขายสินทรัพย์ได้เมื่อเลิกใช้งาน) หารด้วยอายุการใช้งาน ตัวอย่าง บริษัท ขนส่งไว จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคาทุน 500,000 บาท มูลค่าซากประเมินไว้ 50,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี คำนวณได้ (500,000 ลบ 50,000) หารด้วย 5 เท่ากับ 90,000 บาทต่อปี เท่ากันทุกปีตลอด 5 ปี ดูตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคาแบบละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีคิดค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double Declining Balance) เหมาะกับสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็วช่วงแรก เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ วิธีนี้คิดค่าเสื่อมสูงในปีแรกแล้วค่อยๆ ลดลง โดยใช้อัตราเส้นตรงคูณ 2 แล้วคูณกับมูลค่าคงเหลือต้นปี วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum of the Years Digits) เป็นอีกวิธีแบบเร่งค่าเสื่อม เหมาะกับเครื่องจักรหรือยานพาหนะที่มีอายุใช้งานพอสมควรแต่เสื่อมสภาพเร็วในช่วงต้น คำนวณจากผลรวมจำนวนปีมาหารสัดส่วนในแต่ละปี วิธีตามผลผลิตหรือชั่วโมงทำงาน (Units of Production) เหมาะกับสินทรัพย์ที่วัดปริมาณการใช้งานได้ชัดเจน เช่น เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงาน คำนวณจากราคาทุนลบมูลค่าซาก หารด้วยจำนวนหน่วยผลิตทั้งหมดที่คาดว่าจะได้ตลอดอายุการใช้งาน ตารางเปรียบเทียบ 4 วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา วิธีคำนวณ ลักษณะค่าเสื่อม เหมาะกับสินทรัพย์ เส้นตรง เท่ากันทุกปี อาคาร เฟอร์นิเจอร์ ยอดลดลงทวีคูณ สูงปีแรก ลดลงเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลรวมจำนวนปี สูงปีแรก ลดลงแบบขั้นบันได เครื่องจักร ยานพาหนะ ตามผลผลิต ผันตามปริมาณใช้งานจริง เครื่องจักรที่นับชั่วโมงทำงานได้ อัตราค่าเสื่อมราคาตามกฎหมาย ต้องหักเท่าไร สำหรับการคำนวณภาษี กรมสรรพากรกำหนดเพดานอัตราค่าเสื่อมราคาไว้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 แยกตามประเภทสินทรัพย์ดังนี้ ประเภทสินทรัพย์ อัตราสูงสุดต่อปี อาคารถาวร 5 เปอร์เซ็นต์ อาคารชั่วคราว 100 เปอร์เซ็นต์ สิทธิการเช่า (ไม่มีสัญญาต่ออายุ) 100 หารด้วยจำนวนปีอายุสัญญาเช่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ดินและสินค้า เช่น เครื่องจักร รถยนต์ อุปกรณ์ 20 เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจสามารถเลือกใช้อัตราต่ำกว่าเพดานนี้ได้ตามอายุการใช้งานจริง แต่ห้ามหักเกินเพดานที่กำหนด (อ้างอิงจากกรมสรรพากร พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145) สิทธิพิเศษสำหรับ SME ถ้าธุรกิจมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กฎหมายให้สิทธิหักค่าเสื่อมราคาเร่งด่วนในวันที่ได้ทรัพย์สินมา ดังนี้ สิทธินี้ช่วยให้ธุรกิจ SME ลดภาษีได้เร็วขึ้นในปีที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ ตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) ค่าเสื่อมราคา ต่างจากค่าตัดจำหน่ายอย่างไร ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเป็นแนวคิดเดียวกันคือทยอยหักมูลค่าสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่าย แต่ใช้เรียกกับสินทรัพย์คนละประเภท ค่าเสื่อมราคาใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้ เช่น เครื่องจักร อาคาร รถยนต์ ส่วนค่าตัดจำหน่ายใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือค่าความนิยม (กู๊ดวิล) ตัวอย่างเช่น ธุรกิจซื้อเครื่องจักรราคา 1 ล้านบาท จะบันทึกเป็นค่าเสื่อมราคา แต่ถ้าซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาใช้ในกิจการราคา 200,000 บาท จะบันทึกเป็นค่าตัดจำหน่ายแทน แม้หลักการคำนวณจะคล้ายกันมาก ตัวอย่างการบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคา เมื่อคำนวณค่าเสื่อมราคาได้แล้ว ต้องบันทึกบัญชีทุกสิ้นงวดหรือสิ้นปี โดยลงรายการดังนี้ เดบิต (ฝั่งบันทึกรายการที่เพิ่มค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์) ค่าเสื่อมราคา บันทึกในงบกำไรขาดทุนเป็นค่าใช้จ่าย เครดิต (ฝั่งตรงข้ามของเดบิต) ค่าเสื่อมราคาสะสม บันทึกในงบแสดงฐานะการเงิน หักจากมูลค่าสินทรัพย์ ตัวอย่างจากร้านกาแฟ “คาเฟ่ กาแฟดี (ชื่อสมมุติ)” ที่คำนวณค่าเสื่อมเครื่องชงกาแฟได้ปีละ 30,000 บาท จะบันทึกบัญชีทุกสิ้นปีเป็น เดบิตค่าเสื่อมราคา 30,000 บาท เครดิตค่าเสื่อมราคาสะสม 30,000 บาท เมื่อครบ 5 ปี ยอดค่าเสื่อมราคาสะสมจะเท่ากับ 150,000 บาท เท่ากับราคาทุนของเครื่องพอดี ค่าเสื่อมราคาสะสมนี้จะแสดงอยู่ในหมวดสินทรัพย์ของงบแสดงฐานะการเงิน หักลบจากราคาทุนเดิม ทำให้เห็นมูลค่าตามบัญชีที่แท้จริงของสินทรัพย์ในวันนั้น สรุป: จัดการค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น การคิดค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องช่วยให้ธุรกิจเห็นต้นทุนจริง วางแผนลงทุนทันเวลา และใช้สิทธิลดภาษีได้เต็มที่ สิ่งที่ต้องจำคือ ที่ดินและสินค้าคงเหลือไม่ต้องคิดค่าเสื่อม เลือกวิธีคำนวณให้เหมาะกับประเภทสินทรัพย์ และตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าเงื่อนไข SME ที่ได้สิทธิหักเร่งด่วนหรือไม่ คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติ แม่นยำตามกฎหมาย ด้วย PEAK Asset ถ้าไม่อยากคำนวณค่าเสื่อมราคาด้วยมือทุกเดือนPEAK Asset โปรแกรมบริหารจัดการสินทรัพย์ ช่วยคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติตามอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมออกรายงานสินทรัพย์ถาวรได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคา อยู่หมวดบัญชีไหน ค่าเสื่อมราคาอยู่ในหมวดค่าใช้จ่าย แสดงในงบกำไรขาดทุน ส่วนค่าเสื่อมราคาสะสมอยู่ในหมวดสินทรัพย์ หักลบจากราคาทุนของสินทรัพย์นั้นในงบแสดงฐานะการเงิน ค่าเสื่อมราคา คิดยังไงให้เร็วที่สุด วิธีที่คำนวณง่ายและเร็วที่สุดคือวิธีเส้นตรง เอาราคาทุนลบมูลค่าซาก แล้วหารด้วยจำนวนปีอายุการใช้งาน ได้ตัวเลขที่ต้องหักต่อปีทันที เหมาะกับสินทรัพย์ทั่วไปที่ไม่ต้องการคำนวณซับซ้อน ค่าเสื่อมราคา ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ค่าเสื่อมราคาภาษาอังกฤษเรียกว่า Depreciation ส่วนค่าตัดจำหน่ายเรียกว่า Amortization ทั้งสองคำมักถูกใช้แยกกันตามประเภทสินทรัพย์ที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนหรือทุกปี ทางบัญชีสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้ทั้งรายเดือนและรายปี ขึ้นอยู่กับรอบการปิดงบของธุรกิจ ถ้าต้องการดูตัวเลขกำไรขาดทุนรายเดือนที่แม่นยำ แนะนำให้คิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือนแทนการคิดรวมทีเดียวตอนสิ้นปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ปรับเงินเดือนพนักงาน คำนวณยังไง อัปเดตกฎหมายแรงงาน

ถึงช่วงปลายปีทีไร เจ้าของกิจการ SME ต้องปวดหัวกับคำถามเดิมที่ว่า เราควรปรับเงินเดือนให้พนักงานเท่าไรดี จะปรับน้อยกลัวคนลาออก ปรับมากก็กลัวบริษัทแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว บทความนี้รวมทุกเรื่องเกี่ยวกับการจัดการเงินเดือน ตั้งแต่กฎหมายแรงงาน ค่าแรงขั้นต่ำ การคำนวณเงินเดือน 3 แบบ ตลอดจนปัจจัยที่ควรพิจารณาในการปรับเงินเดือนพนักงาน กฎหมายแรงงานว่าด้วยเรื่องค่าจ้าง สิ่งที่นายจ้างต้องรู้ ก่อนจะคิดปรับเงินเดือนพนักงาน นายจ้างต้องรู้กรอบกฎหมายก่อน ลดเงินเดือนไม่ได้ หากลูกจ้างไม่ยินยอม ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างไม่สามารถลดค่าจ้างลูกจ้างได้ หากไม่ได้รับความยินยอม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากตกลงกับลูกจ้างได้ ต้องมีการลงลายลักษณ์อักษร จ่ายต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราที่ประกาศ ฝ่าฝืนมีโทษตามมาตรา 144 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จ่ายเงินเดือนตรงเวลาทุกเดือน ต้องจ่ายอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามวันที่ตกลงไว้ ถ้าจ่ายล่าช้าถือว่าผิดสัญญาจ้าง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (กฎหมายใหม่ 2569) ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมาย ค่าแรงขั้นต่ำ 2569 นายจ้างต้องปรับเงินเดือนไหม อัตราค่าแรงขั้นต่ำปัจจุบันเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง (ฉบับที่ 14) กระทรวงแรงงาน มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 อัตรา 337–400 บาทต่อวัน โดยแต่ละจังหวัด มีกำหนดค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกันไป พื้นที่อัตราสูงสุด 400 บาท/วัน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และ อ.เกาะสมุย (สุราษฎร์ธานี) ส่วนอัตราต่ำสุด 337 บาท/วัน อยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หมายเหตุ: หากมีพนักงานคนใดที่ยังได้ค่าตอบแทนไม่ถึงขั้นต่ำ นายจ้างต้องปรับให้ค่าแรงเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สูตรคำนวณปรับเงินเดือนแบบเปอร์เซ็นต์ วิธีการคำนวณการปรับเงินเดือนขั้นพื้นฐาน สำหรับองค์กร SME ขนาดเล็ก สามารถทำได้ตามสูตรนี้ เงินเดือนใหม่ = เงินเดือนเดิม × (1 + อัตราปรับ%) ตัวอย่าง: เงินเดือนเดิม 25,000 บาท ปรับขึ้น 5% 25,000 × (1 + 0.05) = 25,000 × 1.05 = 26,250 บาท → เพิ่มขึ้น 1,250 บาท/เดือน เงินเดือนเดิม ปรับ 3% ปรับ 5% ปรับ 7% 15,000 15,450 (+450) 15,750 (+750) 16,050 (+1,050) 25,000 25,750 (+750) 26,250 (+1,250) 26,750 (+1,750) 40,000 41,200 (+1,200) 42,000 (+2,000) 42,800 (+2,800) ฐานเฉลี่ยการปรับเงินเดือนในประเทศไทย สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ จะอยู่ที่ 4-6% ต่อปี แต่สำหรับธุรกิจ SME อาจปรับขึ้นตามกำลังของบริษัท สูตรปรับฐานเงินเดือนตามโครงสร้างองค์กร (Compa-Ratio) สำหรับบริษัทที่มีโครงสร้างเงินเดือนชัดเจน หรือกระบอกเงินเดือนชัดเจน อาจใช้ Compensation Ratio เพื่อช่วยตัดสินใจว่าควรปรับเท่าไร สูตร: Compa-Ratio = เงินเดือนปัจจุบัน ÷ เงินเดือนกลาง (Midpoint) ของตำแหน่ง หมายเหตุ: ตำแหน่งนักบัญชี มีเงินเดือนกลางอยู่ที่ 30,000 บาท โดยนายไก่ ได้เงินเดือนที่ 25,000 บาท เมื่อคำนวณ Compa-Ratio จะได้ที่ 25,000 ÷ 30,000 = 0.83 ตัวเลขนี้หมายความว่า นายไก่ยังได้ต่ำกว่าค่ากลางของตำแหน่งอยู่ 17% ควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เข้าใกล้ค่ากลางมากขึ้น ส่วนพนักงานที่ Compa-Ratio เกิน 1.0 แสดงว่าได้สูงกว่าค่ากลางแล้ว อาจพิจารณาปรับเงินเดือนในอัตราต่ำลง หรือพิจารณาเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นแทน ปรับเงินเดือนตามผลงาน (Performance-Based) คำนวณยังไง องค์กรขนาดใหญ่ มักใช้คะแนนประเมินผลงานเป็นตัวกำหนดอัตราปรับ แทนที่จะปรับเท่ากันทุกคน โดยมีลักษณะ ดังนี้ ระดับผลงาน คะแนน อัตราปรับ (ตัวอย่าง) ดีเด่น (Outstanding) 5 8-10% ดีมาก (Very Good) 4 6-7% ดี (Good) 3 4-5% พอใช้ (Fair) 2 2-3% ต้องปรับปรุง (Needs Improvement) 1 0% วิธีนี้ จะมอบรางวัลให้กับพนักงานที่มีผลงานดี ช่วยลดความขัดแย้ง แต่องค์กรเองต้องมีระบบประเมินการทำงานที่เป็นธรรมด้วย ปัจจัยที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาก่อนปรับเงินเดือน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้นายจ้างต้องปรับขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างทุกปี ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับนายจ้างและองค์กร ที่มีสิทธิ์ในการปรับเงินเดือนได้ตามเหมาะสม โดยอาจคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ ผลประกอบการของบริษัท — ต้องดูว่ากำไรขององค์กร มีมากเพียงพอจะรับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ อัตราเงินเฟ้อ — บริษัทควรพิจารณาปรับเงินเดือนให้เทียบเท่า หรือสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเล็กน้อย ค่าตอบแทนในตลาด — หากคู่แข่งพร้อมจ่ายมากกว่า ลูกจ้างอาจย้ายบริษัท องค์กรจึงควรพิจารณาจากอัตราตลาดในอุตสาหกรรมเดียวกัน อายุงานและความรับผิดชอบ — ลูกจ้างที่อยู่มานานหรือรับภาระงานมากขึ้นควรได้รับการพิจารณาปรับขึ้นเป็นพิเศษ จัดการปรับเงินเดือนทั้งบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK การปรับเงินเดือนพนักงานทีละคนใน Excel เสี่ยงผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ประกันสังคมตามเพดานใหม่ และออกสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง PEAK Payroll ช่วยปรับฐานเงินเดือนพนักงานทั้งบริษัทได้ในไม่กี่คลิก ระบบคำนวณภาษีและประกันสังคมให้อัตโนมัติตามอัตราใหม่ ออกสลิปให้พนักงานทุกคน และลงบัญชีเงินเดือนต่อเนื่องโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนพนักงาน ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ละจังหวัด จะหาอ่านได้จากไหน สามารถอ่านประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดได้ จากหน้าเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน การคำนวณเงินเดือนขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ คิดยังไง ทำได้โดยใช้เงินเดือนเดิมคูณ 1.03 ตัวอย่าง: เงินเดือน 20,000 × 1.03 = 20,600 บาท หากต้องการปรับเปอร์เซนต์อื่น ให้แทนค่าในเลข 1.xx แทน ปรับเงินเดือนพนักงานแต่ละคนไม่เท่ากัน ผิดกฎหมายไหม ไม่ผิด ถ้ามีเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เช่น ปรับตามผลประเมินผลงาน ตามอายุงาน หรือตามโครงสร้างเงินเดือน แต่ต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เช่น ปรับตามเพศ เชื้อชาติ หรือสถานะสมรส นายจ้างลดเงินเดือนพนักงานไม่ได้ แต่บริษัทขาดทุน แล้วบริษัทมีตัวเลือกอะไรบ้าง หากบริษัทต้องการลดต้นทุนด้านบุคลากร อาจเริ่มจากพิจารณาลดชั่วโมงการทำงาน ลดค่าล่วงเวลา หรือชะลอการจ่ายโบนัส แต่ในทุกการตัดสินใจ ต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย และมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งสิ้น กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 คืออะไร กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกฎหมายใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 โดยบริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนนี้ เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน ปรับเงินเดือนพนักงานแล้ว ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเปลี่ยนไหม การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะคิดจากเงินได้สุทธิทั้งปี โดยเมื่อเงินเดือนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เงินได้สุทธิสูงขึ้นเช่นกัน อาจทำให้เข้าขั้นภาษีที่สูงกว่าเดิม นายจ้างจึงต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ ตั้งแต่เดือนที่ปรับเงินเดือน และปรับยอดหักในสลิปเงินเดือนให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

21 min

Audit คืออะไร สิ่งที่ธุรกิจต้องรู้ ทำไมธุรกิจต้องตรวจสอบบัญชี

สำหรับเจ้าของกิจการ SME ไทย คำว่า “ออดิท” มักทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้าธุรกิจคุณจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กฎหมายไทยกำหนดให้ต้องผ่าน audit ทุกปี ไม่ว่าจะมีกำไรหรือไม่ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจว่า audit คืออะไร มีกี่ประเภท และมีขั้นตอนทำอย่างไร ทำความรู้จัก ออดิท (Audit) คืออะไร? Audit คือ การตรวจสอบและประเมินข้อมูลทางการเงิน การดำเนินงาน หรือระบบต่างๆ ขององค์กร โดยผู้ตรวจสอบที่มีความเป็นอิสระ เพื่อให้ความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่รายงานออกมาตรงกับความเป็นจริง คำว่า “ออดิท” มาจากภาษาละตินว่า audire ที่แปลว่า “ได้ยิน” ในอดีตผู้ตรวจสอบจะ “ฟัง” การอ่านบัญชีดังๆ เพื่อตรวจความถูกต้อง วันนี้ audit ซับซ้อนกว่านั้นมาก โดยผู้ตรวจสอบจะเข้ามาดูเอกสาร พูดคุยกับพนักงาน และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อยืนยันว่าทุกอย่างถูกต้อง ทำไม audit ถึงสำคัญ? เพราะการออดิทเปรียบเสมือนกับหลักประกันที่ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ทั้งนักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้าที่จะมาลงทุนกับบริษัทต่างมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับ Audit มีกี่ประเภท? รู้จักก่อนเลือกใช้ถูก ถ้าพูดถึงคำว่า “การตรวจสอบบัญชี” หรือ “Audit” หลายคนอาจจะคิดว่ามันเหมือนๆ กันไปหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว Audit แบ่งออกเป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับ “คนตรวจ” และ “เป้าหมาย” ซึ่งมีความสำคัญกับธุรกิจแตกต่างกันไป ดังนี้ แบ่งตาม “ผู้ตรวจ” — 3 ประเภทหลัก การตรวจสอบภายนอก (External Audit) เป็นการตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสของงบการเงินโดยบุคคลภายนอกที่เป็นอิสระ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคคลทั่วไปและหน่วยงานราชการ โดยกฎหมายไทยบังคับให้บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัดทุกแห่งต้องทำเป็นประจำทุกปี ผู้ที่จะเข้ามาตรวจสอบและเซ็นรับรองงบการเงินนี้ได้ จะต้องเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ที่ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชี หรือหากเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดขนาดเล็กก็สามารถใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การตรวจสอบภายใน (Internal Audit) เป็นการตรวจสอบเพื่ออุดรอยรั่วและประเมินระบบการควบคุมภายในขององค์กร โดยเน้นดูว่าขั้นตอนการทำงานมีประสิทธิภาพไหม มีจุดไหนที่มีความเสี่ยงหรือเสี่ยงต่อการทุจริตหรือไม่ การตรวจประเภทนี้มักพบในธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ หรือบริษัทที่เตรียมตัวจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องการเช็กสุขภาพองค์กรอยู่เสมอ คนตรวจจะเป็นผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) ซึ่งเป็นได้ทั้งทีมพนักงานในบริษัทเอง หรือจะจ้างบริษัทที่ปรึกษาจากภายนอก (Outsource) เข้ามาช่วยดูก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพ แต่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการวางระบบและบัญชีอย่างดี การตรวจสอบของรัฐ (Government Audit) เป็นการตรวจสอบการบริหารจัดการเงินและทรัพย์สินของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินที่มาจากเงินภาษีของประชาชนเป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และถูกต้องตามกฎหมาย กลุ่มที่ต้องรับการตรวจนี้จึงจำกัดเฉพาะหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรต่างๆ ที่มีการเบิกใช้เงินงบประมาณของรัฐ โดยมีหน่วยงานหลักอย่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือหน่วยงานตรวจสอบเฉพาะของภาครัฐเป็นผู้เข้าตรวจสอบ แบ่งตาม “ลักษณะงาน” — 5 ประเภทที่พบบ่อย Financial Audit (การตรวจสอบทางการเงิน) เป็น audit ที่คนทั่วไปรู้จักมากที่สุด ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จะตรวจสอบงบการเงินประจำปี เช่น งบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด เป้าหมายคือยืนยันว่างบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS for NPAEs สำหรับ SME ทั่วไป) Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) Internal Audit คือ การตรวจสอบที่ทำโดยทีมงานภายในองค์กรเอง หรือที่ปรึกษาที่จ้างมา เพื่อประเมินว่าระบบงานมีประสิทธิภาพ การควบคุมภายในแข็งแกร่งพอ และพนักงานทำตามนโยบายบริษัทจริงไหม ต่างจาก Financial Audit ที่มุ่งเน้นงบการเงิน Internal Audit มองภาพรวมของการดำเนินงานทั้งองค์กร Operational Audit (การตรวจสอบการดำเนินงาน) ตรวจสอบว่าการดำเนินงานขององค์กรบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ โดยเน้นที่ประสิทธิภาพและความคุ้มค่า เช่น ขั้นตอนจัดซื้อใช้เวลานานเกินไปไหม หรือต้นทุนการผลิตสูงกว่าที่ควรไหม IT Audit (การตรวจสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ) ในยุคที่ธุรกิจพึ่งพาระบบดิจิทัล IT Audit คือการตรวจสอบว่าระบบ IT ขององค์กรมีความปลอดภัย เชื่อถือได้ และข้อมูลไม่รั่วไหล ธุรกิจที่ดูแลข้อมูลลูกค้าจำนวนมากควรให้ความสำคัญกับ audit ประเภทนี้ Compliance Audit (การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ) ตรวจสอบว่าองค์กรปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือมาตรฐานที่กำหนดจากภายนอกหรือไม่ เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายภาษี หรือมาตรฐาน ISO ที่ได้รับการรับรองไว้ Auditor คือใคร? เข้าใจก่อนว่าต้องจ้างใคร Auditor คือ ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่ “ออดิเตอร์” ไม่ได้มีแค่คนเดียว แบ่งออกได้หลักๆ 3 ประเภทที่ SME ไทยต้องรู้จัก ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) — External Auditor คือผู้ตรวจสอบบัญชีจากภายนอกที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) มีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชน บริษัทจำกัดทุกแห่งในไทยต้องจ้าง CPA ตรวจสอบงบการเงินทุกปี ไม่มีข้อยกเว้น (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ผู้ตรวจสอบบัญชีภาษีอากร (TA) คือผู้ตรวจสอบบัญชีที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมสรรพากร ตรวจสอบงบการเงินได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ค่าธรรมเนียมมักถูกกว่า CPA ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) คือพนักงานหรือทีมงานภายในองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบการทำงานภายใน ไม่ต้องมีใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพ แต่ต้องมีความรู้ด้านบัญชีและการตรวจสอบ มักพบในธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ จุดสำคัญที่คนมักสับสน: External Auditor (CPA/TA) ตรวจงบการเงินเพื่อรายงานให้บุคคลภายนอก ส่วน Internal Auditor ตรวจระบบภายในเพื่อรายงานให้ผู้บริหาร ทั้งสองมีบทบาทต่างกัน รายการ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) ใบอนุญาตจาก สภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) กรมสรรพากร ไม่ต้องมีใบอนุญาต ตรวจให้ใคร บริษัทจำกัด, บริษัทมหาชน หจก. ที่ทุน/สินทรัพย์/รายได้ไม่เกินเกณฑ์ ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ทุกประเภท รายงานถึง ผู้ถือหุ้น, DBD, สรรพากร สรรพากร ผู้บริหารและคณะกรรมการ ค่าธรรมเนียม สูงกว่า (ตามขนาดงาน) ถูกกว่า CPA ขึ้นกับโครงสร้างองค์กร กฎหมายบังคับ บริษัทจำกัดทุกแห่ง เฉพาะ หจก. ที่เกินเกณฑ์บางส่วน กฎหมายไม่บังคับ (สมัครใจ) ขั้นตอนการทำ Audit มีอะไรบ้าง? การ audit มาตรฐานมี 4 ขั้นหลัก ใช้เวลาโดยรวมประมาณ 2–8 สัปดาห์ขึ้นกับขนาดกิจการ ขั้นที่ 1 — วางแผนและกำหนดขอบเขต Auditor จะศึกษาธุรกิจของคุณก่อน เช่น ประเภทธุรกิจ ขนาดกิจการ ความเสี่ยงที่อาจมี แล้วกำหนดว่าจะตรวจอะไร ช่วงไหน และใช้เวลานานแค่ไหน ขั้นนี้มักจบด้วยการลงนามในสัญญาให้บริการ ขั้นที่ 2 — รวบรวมหลักฐานและตรวจสอบ นี่คือขั้นที่ใช้เวลานานที่สุด Auditor จะขอเอกสารจากคุณ เช่น สมุดบัญชี ใบกำกับภาษี สัญญาต่างๆ รายการธนาคาร และอาจสัมภาษณ์พนักงานบางคน ตัวอย่าง: ถ้าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดลูกหนี้ 5 ล้านบาทในงบ Auditor อาจขอดูใบแจ้งหนี้และการยืนยันยอดจากลูกค้าว่าตัวเลขตรงกันจริง ขั้นที่ 3 — วิเคราะห์และประเมินผล Auditor วิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมา เปรียบเทียบกับปีก่อน ตรวจสอบว่ามีความผิดปกติ ข้อผิดพลาด หรือความเสี่ยงที่ต้องรายงานหรือไม่ ขั้นที่ 4 — จัดทำรายงานผู้สอบบัญชี ผลลัพธ์สุดท้ายคือ “รายงานผู้สอบบัญชี” ที่ Auditor จะแสดงความเห็นว่างบการเงินของคุณถูกต้องหรือไม่ มี 4 ระดับความเห็น ได้แก่ ไม่มีเงื่อนไข (ดีที่สุด) มีเงื่อนไข ปฏิเสธการแสดงความเห็น และไม่แสดงความเห็น ทำไมธุรกิจต้อง Audit? ประโยชน์ที่ SME มองข้ามไม่ควร หลายคนมองว่า audit คือภาระ แต่จริงๆ แล้วมีประโยชน์ชัดเจนอย่างน้อย 4 ด้าน สร้างความน่าเชื่อถือกับนักลงทุนและธนาคาร งบการเงินที่ผ่าน audit จาก CPA ทำให้ธนาคารและนักลงทุนมั่นใจในตัวเลขที่คุณนำเสนอ เพิ่มโอกาสได้รับสินเชื่อหรือดึงดูดเงินลงทุนได้ง่ายขึ้น ป้องกันทุจริตและลดความเสี่ยง เมื่อพนักงานรู้ว่ามีการ audit ประจำปี โอกาสที่จะมีการยักยอกหรือปลอมแปลงเอกสารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และถ้าเกิดความผิดปกติก็ตรวจพบได้เร็วก่อนที่ความเสียหายจะขยายตัว ปฏิบัติตามกฎหมาย บริษัทจำกัดในไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจาก CPA ต่อ DBD ทุกปี ไม่ส่งหรือส่งช้ามีโทษปรับ ปรับปรุงระบบภายในให้แข็งแกร่ง Auditor มักให้คำแนะนำจุดอ่อนในระบบบัญชีหรือการควบคุมภายในที่เจ้าของกิจการมองข้าม ทำให้ธุรกิจวางแผนและตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น บริษัทไหนต้อง Audit ตามกฎหมายไทย? นี่คือส่วนที่ SME ไทยถามบ่อยที่สุด ขึ้นอยู่กับรูปแบบนิติบุคคลของธุรกิจคุณ (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด — ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจสอบงบการเงินทุกปีโดยไม่มีข้อยกเว้น และต้องส่งงบการเงินต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลและห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) — แบ่งเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 หาก ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม หรือรายได้รวม เกิน 30 ล้านบาท (หรือทุนเกิน 5 ล้านบาท) ต้องมี CPA ตรวจสอบงบการเงิน กรณีที่ 2 หาก ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และสินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท — ยกเว้นไม่ต้องมี CPA ตรวจรับรองงบการเงิน แต่ยังต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) พร้อมรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ต่อกรมสรรพากร สรุปง่ายๆ: ถ้าจดเป็นบริษัทจำกัด ต้องจ้าง CPA เสมอ ส่วน หจก. เล็กที่ยังไม่เกินเกณฑ์อาจไม่ต้องใช้ CPA แต่ควรปรึกษานักบัญชีให้ชัดเจนก่อน เตรียมพร้อมรับการ Audit อย่างไร? สิ่งที่ต้องทำก่อน Auditor เข้า ยิ่งจัดระบบได้ดีก่อน audit ยิ่งใช้เวลาน้อย ค่าธรรมเนียมอาจถูกลง และผลลัพธ์ออกมาดี นี่คือสิ่งที่ควรเตรียม จัดเอกสารให้ครบและเป็นระบบ Auditor จะขอเอกสารเหล่านี้เสมอ ได้แก่ งบการเงิน สมุดบัญชีรายวัน รายการธนาคาร ใบกำกับภาษีซื้อ-ขาย สัญญาต่างๆ และเอกสารประกอบการลงบัญชี ทุกอย่างควรเก็บไว้ที่เดียวและหาง่าย ตรวจสอบตัวเลขให้ตรงกับบัญชี ยอดธนาคารต้องตรงกับสมุดบัญชี ยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องตรงกับเอกสารประกอบ ถ้ามีส่วนต่างต้องอธิบายได้ ให้ข้อมูลกับทีมงานก่อน บอกพนักงานที่เกี่ยวข้องว่าจะมี audit เพื่อเตรียมพร้อมตอบคำถาม Auditor ไม่ใช่ซ่อนข้อมูล แต่ให้ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือ ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดระบบ ถ้าบัญชียังทำใน Excel หรือสมุดกระดาษ การหาข้อมูลย้อนหลังจะยากและใช้เวลานาน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account ช่วยจัดเก็บเอกสาร รายการธนาคาร และงบการเงินไว้เป็นระบบ ทำให้เตรียมข้อมูลก่อน audit ได้ง่ายขึ้นมาก สรุป: Audit ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ต้องรู้จักเตรียมพร้อม Audit คือเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจโปร่งใส น่าเชื่อถือ และเติบโตอย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่ภาระตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องจำจากบทความนี้: เริ่มจัดระบบบัญชีให้พร้อม Audit ด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ถ้าอยากเตรียมพร้อมรับการ audit โดยไม่ต้องตามหาเอกสารวุ่นวาย PEAK Account ช่วยจัดระบบบัญชี ออกเอกสาร และดูงบการเงินได้แบบ real-time ทดลองใช้ฟรี 30 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Audit (ออดิท) Audit กับ Accounting ต่างกันอย่างไร? Accounting (การทำบัญชี) คือการบันทึกและจัดทำข้อมูลทางการเงินประจำวัน เช่น บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี ส่วน Audit คือการตรวจสอบว่าข้อมูลที่ทำบัญชีไว้นั้นถูกต้องหรือไม่ ทั้งสองอย่างต้องทำควบคู่กัน แต่คนละขั้นตอนและคนละคนทำ บริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งจดทะเบียน ต้อง Audit ไหม? ถ้าจดทะเบียนเป็น บริษัทจำกัด ตั้งแต่ปีแรกก็ต้องมี CPA ตรวจสอบงบการเงินแล้ว ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องขนาด แต่ถ้าจด ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ที่มีทุน/สินทรัพย์/รายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กล่าวไป อาจไม่ต้องใช้ CPA แต่ควรปรึกษานักบัญชีก่อน ออดิท ตรวจอะไรบ้าง? Financial Audit ตรวจหลักๆ ได้แก่ งบการเงิน (งบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด) รายการธนาคาร ลูกหนี้-เจ้าหนี้ สินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ถาวร และรายการภาษีที่เกี่ยวข้อง Auditor อาจขอดูสัญญา ใบกำกับภาษี และเอกสารประกอบการลงบัญชีด้วย ออดิท คืองานอะไร? ต้องจบอะไรถึงทำได้? งาน audit คือ การตรวจสอบและให้ความเห็นต่องบการเงินหรือการดำเนินงานองค์กร สำหรับ External Auditor ต้องจบปริญญาตรีบัญชีและสอบผ่านเพื่อรับใบอนุญาต CPA จากสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) ซึ่งต้องสอบหลายวิชาและเก็บชั่วโมงฝึกปฏิบัติ ส่วน Internal Auditor เน้นประสบการณ์และความรู้ในสายงานมากกว่า ค่าจ้าง Auditor เท่าไร? ค่าธรรมเนียม CPA ในไทยแตกต่างกันตามขนาดธุรกิจและความซับซ้อนของงาน โดยทั่วไปสำหรับ SME เริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 8,000–30,000 บาทต่อปี (ราคาโดยประมาณ ขึ้นกับขนาดธุรกิจและสำนักงานที่เลือก) ธุรกิจที่มีรายการซับซ้อนอาจสูงกว่านั้น แนะนำให้ขอใบเสนอราคาจากหลายสำนักงาน และตรวจสอบใบอนุญาตผู้สอบบัญชีได้ที่ tfac.or.th