PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีมรดก คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม จนกระทั่งถึงวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจให้ทายาท ถ้าทรัพย์สินที่รับมีมูลค่าสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับต้องเสียภาษี นอกจากนี้ยังมี “ภาษีการรับให้” อีกตัวที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนยังแยกไม่ออก ภาษีมรดก คืออะไร ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต (เจ้ามรดก) เมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท กฎหมายหลักที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 สรุปสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ใครต้องเสียภาษีมรดก? ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ “ผู้รับมรดก” ไม่ใช่ผู้เสียชีวิต โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ถ้ามรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีการรับให้ คืออะไร? ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ภาษีการรับให้ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการ “ให้” ขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกตรงที่ มรดกเกิดหลังผู้ให้เสียชีวิต แต่การรับให้เกิดขณะยังมีชีวิต กฎหมายนี้มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศใช้พร้อมกับ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตารางเปรียบเทียบ ภาษีมรดก vs ภาษีการรับให้ รายการ ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดจาก ผู้ให้เสียชีวิต (รับมรดก) ผู้ให้ยังมีชีวิต (ให้โดยเสน่หา) เกณฑ์ขั้นต่ำ มรดกสุทธิเกิน 100 ล้าน อสังหาฯ เกิน 20 ล้าน หรือ สังหาฯ เกิน 10 ล้าน/ปี อัตราภาษี 5% (ทายาทตามกฎหมาย) / 10% (คนอื่น) 5% หรือนับรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน แบบยื่น ภ.ม.60 (ภายใน 150 วัน) รวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปี กฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) แก้ไขเพิ่มเติม ผู้เสียภาษี ผู้รับมรดก ผู้รับการให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องพิจารณาภาษีการรับให้ด้วย ไม่ใช่แค่ภาษีมรดก ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ภาษีมรดกไม่ได้เก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประเภทหลัก อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในที่ดินต่าง ๆ ทรัพย์สินประเภทนี้มักมีมูลค่าสูงและเป็นทรัพย์สินหลักของธุรกิจครอบครัว จึงเป็นหัวข้อที่คนค้นหามากที่สุด เงินฝากและหลักทรัพย์ เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร สำหรับเจ้าของกิจการ หุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของก็รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย ดังนั้นการจัดงบการเงินให้เป็นระเบียบจึงสำคัญมาก ยานพาหนะและทรัพย์สินอื่น ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย เช่น รถยนต์ เรือ รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีมรดก กี่เปอร์เซ็นต์? วิธีคำนวณที่ถูกต้อง อัตราภาษีมรดกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้ามรดก ผู้รับมรดก อัตราภาษี หมายเหตุ บุพการี หรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน) 5% ทายาทโดยธรรม บุคคลอื่น 10% เช่น พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก คิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กรณีศึกษา: เจ้าของกิจการส่งต่อธุรกิจให้ลูก สมมุติว่าคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เจ้าของกิจการ เสียชีวิตและมีทรัพย์สินทั้งหมด 150 ล้านบาท ลูกชายเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด คำนวณภาษีมรดก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มรดกสุทธิ 150,000,000 บาท ส่วนที่ได้รับยกเว้น 100,000,000 บาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี 150,000,000 – 100,000,000 50,000,000 บาท อัตราภาษี (ลูก = ผู้สืบสันดาน) 5% ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย 50,000,000 × 5% 2,500,000 บาท ลูกชายต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และจ่ายภาษี 2.5 ล้านบาท ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ข้อยกเว้นภาษีมรดก กรณีใดบ้างที่ไม่ต้องเสีย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้หลายกรณี ที่สำคัญได้แก่ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ภาษีมรดก กับการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องวางแผน สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีมรดกไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัว แต่กระทบถึงความต่อเนื่องของธุรกิจด้วย การวางแผนภาษีก่อนส่งต่อกิจการ เจ้าของกิจการที่ทรัพย์สินรวมอาจถึงเกณฑ์ ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบต่อบัญชีธุรกิจ เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ เมื่อเจ้าของกิจการเสียชีวิตและทายาทรับช่วงต่อ มีเรื่องที่ต้องจัดการทางบัญชีหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการปรับปรุงงบการเงิน ถ้าธุรกิจมีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นกว่ามาก วิธียื่นภาษีมรดก ขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมีขั้นตอนดังนี้ สรุป: ภาษีมรดกและภาษีการรับให้ เจ้าของกิจการเตรียมตัวอย่างไร จัดการบัญชีธุรกิจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมทรัพย์สินและสถานะการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน ทั้งงบดุล รายงานผู้ถือหุ้น และเอกสารบัญชีที่เป็นระบบ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภาษีหรือส่งต่อกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีมรดก ภาษีมรดกเรียกเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภทหรือไม่? ไม่ใช่ทุกประเภท กฎหมายกำหนดเฉพาะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามกฎกระทรวง ทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องประดับ งานศิลปะ ไม่อยู่ในขอบเขตนี้ ถ้ารับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่พ่อเป็นเจ้าของ ต้องเสียภาษีมรดกไหม? ถ้าหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ จะอยู่ในขอบเขตภาษีมรดก แต่ต้องดูมูลค่ารวมด้วยว่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าของกิจการอยากโอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต จะเสียภาษีอะไร? จะเข้าเงื่อนไขภาษีการรับให้แทน ถ้าโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกเกิน 20 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะเสียภาษี 5% ถ้าโอนสังหาริมทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะนับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม? ได้ กฎหมายอนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมรดกได้ไม่เกิน 5 ปี โดย 2 ปีแรกไม่เสียเงินเพิ่ม หลังจากนั้นเสียเงินเพิ่ม 0.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภ.พ.30 คืออะไร คู่มือยื่น VAT รายเดือนสำหรับผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนเจอปัญหาเดียวกัน กรอกแบบไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าต้องยื่นเมื่อไร หรือเผลอยื่นช้าจนเจอเบี้ยปรับ ภ.พ.30 คืออะไร แบบ ภ.พ.30 คือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT Return Form ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องยื่นต่อกรมสรรพากรทุกเดือน เพื่อสรุปยอดภาษีขายและภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนนั้น พูดให้เข้าใจง่าย ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ คุณเก็บ VAT 7% จากลูกค้าเป็นภาษีขาย และเวลาซื้อของเข้าร้าน คุณก็จ่าย VAT 7% ให้ผู้ขายเป็นภาษีซื้อ แบบนี้คือเอกสารที่สรุปว่าเดือนนี้คุณเก็บภาษีขายได้เท่าไร จ่ายภาษีซื้อไปเท่าไร แล้วต้องนำส่งส่วนต่างให้สรรพากร หรือมีสิทธิ์ขอคืน ใครมีหน้าที่ต้องยื่น ภ.พ.30 ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทุกราย มีหน้าที่ยื่นแบบนี้เป็นประจำทุกรอบเดือนภาษี ตามมาตรา 83 ประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง หรือนิติบุคคลอย่างบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วน กิจการที่มียอดขายถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT ไม่ว่าจะขายหน้าร้านหรือออนไลน์ ส่วนกิจการที่ยอดขายยังไม่ถึงเกณฑ์ สามารถจดทะเบียนได้โดยสมัครใจ เพื่อเครดิตภาษีซื้อคืน กรณีไม่มีรายได้ ต้องยื่น ภ.พ.30 ไหม ต้องยื่น แม้เดือนนั้นไม่มีรายได้เลย เพราะเมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว หน้าที่ยื่นแบบจะมีตลอดจนกว่าจะขอถอนทะเบียน ถ้าเดือนไหนไม่มียอดขายและยอดซื้อ ให้ยื่นแบบเปล่ากรอกเป็น 0 จะได้ไม่โดนค่าปรับ หลายคนเข้าใจผิดว่า “ไม่มีรายได้ก็ไม่ต้องยื่น” แต่ความจริงคือ สรรพากรมองว่าผู้ประกอบการจด VAT ต้องรายงานทุกรอบเดือนภาษี ไม่ว่ายอดจะเป็นศูนย์ก็ตาม ภ.พ.30 ต้องยื่นภายในเมื่อไร ตามมาตรา 83 ประมวลรัษฎากร ยื่นกระดาษภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่วนยื่นออนไลน์ได้เพิ่มอีก 8 วัน ตามประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 7 มีผลถึง 31 มกราคม 2570 ช่องทางยื่น กำหนดเวลา หมายเหตุ ยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากร ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น ภาษีเดือน ม.ค. ยื่นภายใน 15 ก.พ. ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ได้เพิ่ม 8 วัน เมื่อยื่นและชำระผ่านอินเทอร์เน็ต ถ้ากำหนดเวลาตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไป วิธียื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ผ่าน e-Filing การยื่นแบบออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ช่วยประหยัดเวลาเดินทางและมีระบบช่วยคำนวณ ลดความผิดพลาดจากการกรอกมือ เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่น ขั้นตอนยื่นแบบออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นแบบครั้งแรก ต้องสมัครสมาชิก e-Filing ก่อน โดยใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีและข้อมูลกิจการยืนยันตัวตน หลังจากสมัครเสร็จจะได้รหัสผ่านสำหรับเข้าระบบ สามารถใช้ยื่นแบบภาษีได้ทุกประเภท ไม่ใช่แค่แบบยื่น VAT เท่านั้น วิธีกรอก ภ.พ.30 พร้อมตัวอย่าง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายอุปกรณ์สำนักงานออนไลน์ เดือน ม.ค. 2569 มียอดขาย 500,000 บาทก่อน VAT และซื้อสินค้าเข้าร้าน 300,000 บาทก่อน VAT คำนวณ VAT ที่ต้องนำส่ง รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีขาย 500,000 × 7% 35,000 บาท ภาษีซื้อ 300,000 × 7% 21,000 บาท VAT ที่ต้องนำส่ง 35,000 – 21,000 14,000 บาท บริษัท ก จำกัด ต้องนำส่ง VAT 14,000 บาทให้สรรพากร พร้อมยื่นแบบออนไลน์ภายในวันที่ 23 ก.พ. 2569 ตัวอย่างกรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ถ้าเดือนไหนซื้อสินค้าเข้ามากกว่าขายออก ภาษีซื้อจะมากกว่าภาษีขาย สมมุติเดือน ก.พ. 2569 บริษัท ก มียอดขาย 200,000 บาท แต่สั่งสินค้าเข้า 400,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีขาย 200,000 × 7% 14,000 บาท ภาษีซื้อ 400,000 × 7% 28,000 บาท ภาษีซื้อเกิน 28,000 – 14,000 14,000 บาท กรณีนี้ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบตามปกติ ส่วนภาษีซื้อที่เกิน 14,000 บาท สามารถนำไปเครดิตในเดือนถัดไปหรือขอคืนจากกรมสรรพากรได้ ภ.พ.30 ต่างจาก ภ.พ.20 อย่างไร รายการ ภ.พ.20 ภ.พ.30 ชื่อเต็ม แบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ทำอะไร ยื่นครั้งเดียวตอนจดทะเบียน VAT ยื่นทุกเดือนเพื่อนำส่ง VAT ความถี่ ครั้งเดียว ทุกเดือน กรอกอะไร ข้อมูลกิจการ สถานประกอบการ ยอดภาษีขาย ภาษีซื้อ ส่วนต่าง ภ.พ.30 ต่างจาก ภ.ง.ด.50 อย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 เพราะชื่อคล้ายกัน บางคนเรียก “ภ.ง.ด.30” แต่ชื่อทางการของแบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีคือ ภ.ง.ด.50 รายการ ภ.พ.30 ภ.ง.ด.50 ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ใครต้องยื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ความถี่ ทุกเดือน ปีละ 1 ครั้ง (ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี) คำนวณจาก ภาษีขาย หักด้วย ภาษีซื้อ กำไรสุทธิ คูณ อัตราภาษี จำง่ายๆ ว่าแบบยื่น VAT เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากมูลค่าสินค้า ส่วน ภ.ง.ด.50 เกี่ยวกับภาษีที่คำนวณจากกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด) ผู้ประกอบการนิติบุคคลที่จดทะเบียน VAT ต้องยื่นทั้งสองแบบ แบบยื่น VAT ยื่นรายเดือน ส่วน ภ.ง.ด.50 ยื่นปีละครั้ง ทำไมยอดขาย ภ.พ.30 ไม่ตรงกับรายได้ ภ.ง.ด.50 เมื่อรวมยอดขายจาก ภ.พ.30 ทั้ง 12 เดือน แล้วเทียบกับรายได้ที่แสดงในแบบ ภ.ง.ด.50 ตัวเลขมักไม่ตรงกัน เป็นเรื่องปกติที่เกิดจากความแตกต่างของฐานภาษี ไม่ได้แปลว่ามีข้อผิดพลาด แต่ต้องอธิบายสาเหตุได้เมื่อสรรพากรสอบถาม สาเหตุหลักที่ยอดไม่ตรง สาเหตุ คำอธิบาย ตัวอย่าง รายได้ที่ไม่ต้องเสีย VAT กิจการอาจมีรายได้บางประเภทที่ยกเว้น VAT เช่น ดอกเบี้ย กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ต้องนำมารวมในภาษีเงินได้ ดอกเบี้ยเงินฝาก 50,000 บาท/ปี อยู่ใน ภ.ง.ด.50 แต่ไม่อยู่ในแบบยื่น VAT จุดรับรู้รายได้ต่างกัน แบบยื่น VAT รับรู้ตามจุดที่ออกใบกำกับภาษี ส่วน ภ.ง.ด.50 รับรู้ตามเกณฑ์สิทธิ์ทางบัญชี (ตามมาตรา 65 ประมวลรัษฎากร) ออกใบกำกับภาษีเดือน ธ.ค. แต่ส่งมอบงานเดือน ม.ค. ปีถัดไป ส่วนลดและใบลดหนี้ ใบลดหนี้ลดยอดในแบบยื่น VAT ในเดือนที่ออก แต่อาจปรับปรุงต่างช่วงในงบการเงิน ออกใบลดหนี้เดือน มี.ค. แต่ปรับงบปีทีเดียวตอนปิดบัญชี รอบบัญชีไม่ตรงปีปฏิทิน บริษัทที่มีรอบบัญชี เม.ย. ถึง มี.ค. จะมียอดรวม 12 เดือนของแบบยื่น VAT ไม่ตรงกับช่วงเวลาที่ ภ.ง.ด.50 ครอบคลุม สินค้า VAT 0% (ส่งออก) ยอดส่งออกปรากฏในแบบยื่น VAT ช่อง VAT 0% แต่คิดอัตราแลกเปลี่ยนคนละวันกับที่บันทึกรายได้ในงบการเงิน วิธีกระทบยอดให้ตรงก่อนยื่นภาษี เมื่อเตรียมยื่น ภ.ง.ด.50 ควรทำกระดาษทำการกระทบยอดไว้เป็นหลักฐาน ถ้าใช้ PEAK จัดทำบัญชี ระบบจะช่วยออกรายงานภาษีซื้อ-ขายที่ตรงกับงบการเงินอัตโนมัติ ช่วยลดโอกาสที่ยอดจะคลาดเคลื่อน ยื่น ภ.พ.30 ล่าช้า มีบทลงโทษอะไรบ้าง การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลย มีโทษตามประมวลรัษฎากร 3 ส่วน เบี้ยปรับ คิดจากจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง กรณี อัตราเบี้ยปรับ ยื่นแบบภายใน 7 วันหลังครบกำหนด เบี้ยปรับ 2% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 7 วัน แต่ไม่เกิน 15 วัน เบี้ยปรับ 5% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 15 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน เบี้ยปรับ 10% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน เบี้ยปรับ 15% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 60 วันขึ้นไป หรือไม่ยื่น เบี้ยปรับ 20% ของภาษี เงินเพิ่ม คิด 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของภาษีที่ต้องนำส่ง นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดจนถึงวันที่ชำระ ตามมาตรา 89/1 ประมวลรัษฎากร ค่าปรับอาญา กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนด ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ต่อแบบที่ไม่ยื่น ตัวอย่างคำนวณ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ต้องนำส่ง VAT 10,000 บาท แต่ยื่นช้าไป 45 วัน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องนำส่ง 10,000 บาท เบี้ยปรับ (ช้า 45 วัน = 15%) 10,000 × 15% 1,500 บาท เงินเพิ่ม (ช้า 2 เดือน) 10,000 × 1.5% × 2 300 บาท ค่าปรับอาญา สูงสุด 2,000 บาท รวมต้องจ่าย 10,000 + 1,500 + 300 + ค่าปรับ 11,800+ บาท จากตัวอย่างจะเห็นว่ายื่นช้าแค่ 45 วัน ต้องจ่ายเพิ่มอย่างน้อย 1,800 บาท ไม่รวมค่าปรับอาญา ยิ่งช้ามากเบี้ยปรับยิ่งสูง ดังนั้นตั้งเตือนปฏิทินไว้ล่วงหน้าคือทางที่ดีที่สุด สรุป: ภ.พ.30 ยื่นให้ครบ ยื่นให้ตรงเวลา สิ่งที่ผู้ประกอบการจด VAT ต้องจำ จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่ออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ไปจนถึงสร้างแบบแสดงรายการ VAT พร้อมยื่นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.พ.30 กำหนดยื่น ภ.พ.30 ตรงวันหยุด เลื่อนได้ไหม ได้ ถ้ากำหนดเวลาตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไปโดยอัตโนมัติ ทั้งการยื่นกระดาษและยื่นออนไลน์ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.พ.36 ใช้ในกรณีที่กิจการในไทยจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศซึ่งไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย เช่น ค่าโฆษณา Facebook หรือค่า Google Ads ต้องนำส่ง VAT 7% แทนผู้ให้บริการต่างชาติ (อ่านเพิ่มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ส่วนแบบยื่น VAT ปกติใช้สำหรับการซื้อขายภายในประเทศ ยื่น ภ.พ.30 ผิด แก้ไขได้ไหม ได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติม ผ่าน e-Filing หรือที่สำนักงานสรรพากร ระบุเดือนภาษีที่ต้องการแก้ไข แล้วกรอกตัวเลขที่ถูกต้องใหม่ ถ้าแก้แล้วมีภาษีต้องจ่ายเพิ่ม จะมีเงินเพิ่มคิด 1.5% ต่อเดือนของส่วนต่างที่จ่ายเพิ่ม แนะนำให้ตรวจสอบรายงานภาษีซื้อและภาษีขายให้ตรงกับใบกำกับภาษีก่อนยื่น จะได้ไม่ต้องยื่นแบบเพิ่มเติมทีหลัง เก็บเอกสาร ภ.พ.30 แบบไหนดี กระดาษหรือดิจิทัล กฎหมายกำหนดให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันที่ยื่นแบบ จะเก็บกระดาษอย่างเดียวก็ได้ แต่แนะนำให้สแกนเก็บไฟล์ดิจิทัลคู่กันเสมอ เพราะเอกสารกระดาษอาจเสื่อมสภาพหรือสูญหายได้ ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รายงานภาษีจะถูกเก็บในระบบอัตโนมัติ ดึงมาได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

เงินปันผล หรือ เงินเดือนกรรมการ จ่ายแบบไหนประหยัดภาษีกว่า

กรรมการที่เป็นผู้ถือหุ้นด้วย มีเงินได้ 2 ทางเลือกจากบริษัท คือ “เงินเดือน” กับ “เงินปันผล” ภาษีที่ต้องจ่ายรวมทั้งระบบต่างกันมาก บทความนี้คำนวณให้ดูจริง 3 กรณี เพื่อหาจุดที่ภาษีรวมต่ำที่สุด เงินปันผล vs เงินเดือนกรรมการ ต่างกันอย่างไร เงินปันผล คืออะไร เงินปันผลคือส่วนแบ่งกำไรของบริษัทที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้น โดยจ่ายได้หลังจากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลแล้วเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้ ต้องมีกำไรสะสมจริงและกันเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด รายละเอียดเงื่อนไขอยู่ในหัวข้อ “เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้” ด้านล่าง ส่วนขั้นตอนบันทึกบัญชีอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความขั้นตอนจ่ายเงินปันผลของ PEAK เงินเดือนกรรมการ คืออะไร เงินเดือนกรรมการคือค่าตอบแทนรายเดือนที่บริษัทจ่ายให้กรรมการในฐานะพนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือน ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) จุดที่ต้องระวังคือ “เงินเดือนกรรมการ” กับ “ค่าตอบแทนกรรมการ” ไม่เหมือนกัน ภาษีเงินปันผล ต้องเสียเท่าไร หักอย่างไร เงินปันผลถูกเก็บภาษี 2 ชั้น ชั้นแรกคือภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรของบริษัท ชั้นที่สองคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ถือหุ้น ภาษีนิติบุคคล (ฝั่งบริษัท) บริษัทต้องเสีย CIT จากกำไรสุทธิก่อน จึงจะนำกำไรหลังภาษีมาจ่ายเป็นเงินปันผลได้ รายได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษีนิติบุคคล กำไรสุทธิ 0 – 300,000 ยกเว้น (เฉพาะ SME ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท + รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี) กำไรสุทธิ 300,001 ขึ้นไป 15% (SME ที่เข้าเกณฑ์) กำไรสุทธิ 3,000,001 ขึ้นไป 20% ทั่วไป (ไม่ใช่ SME) 20% ทั้งจำนวน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตราภาษีปี 2568-2569) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% (ฝั่งผู้ถือหุ้น) เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทุกครั้ง ผู้ถือหุ้นเลือกได้ 2 ทาง เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือสิทธิ์ที่ให้ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้วมาหักออกจากภาษีส่วนบุคคล เพื่อลดภาระภาษีซ้ำซ้อน (ตามมาตรา 47 ทวิ ประมวลรัษฎากร) ตัวอย่างเช่น บริษัทมีกำไร 100 บาท เสียภาษีนิติบุคคล 20% คือ 20 บาท เหลือจ่ายปันผล 80 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินปันผลที่ได้รับ 80 บาท เครดิตภาษี 80 × 20/80 20 บาท เงินได้ที่ต้องนำไปรวมยื่น 80 + 20 100 บาท ถ้าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 20% จะขอคืนภาษีส่วนต่างได้ แต่ถ้าสูงกว่า 20% ต้องจ่ายเพิ่ม สรุปง่ายคือ ฐานภาษีต่ำควรนำไปรวมยื่น ฐานภาษีสูงควรหัก 10% แล้วจบ ภาษีเงินเดือนกรรมการ คำนวณอย่างไร เงินเดือนกรรมการถูกหักภาษีเหมือนพนักงานทั่วไป แต่มีทั้งข้อดีและต้นทุนที่ต้องพิจารณา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปัจจุบัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสะสมสูงสุด 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 1,265,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% ประกันสังคม: กรรมการต้องจ่ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ากรรมการเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “นายจ้าง” ตามแนววินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคม กรรมการที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทและถือหุ้นหลัก ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบการทำงาน ไม่มีหัวหน้า ถือเป็น “นายจ้าง” ไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม กรณีในบทความนี้ (กรรมการถือหุ้น 100% ทำงานในฐานะเจ้าของ) ถือเป็นนายจ้าง จึงไม่มีต้นทุนประกันสังคมในการคำนวณ แต่ถ้ากรรมการทำงานประจำภายใต้สัญญาจ้าง มีหัวหน้าสั่งงาน ปฏิบัติตามระเบียบ ก็ถือเป็นลูกจ้างที่ต้องจ่ายประกันสังคม 5% ไม่เกิน 750 บาท/เดือน ทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง เงินเดือนเป็นค่าใช้จ่ายหักภาษีนิติบุคคลได้ เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการ บริษัทนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณ CIT ได้เต็มจำนวน ต่างจากเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรหลังหักภาษี นี่คือข้อได้เปรียบหลักของเงินเดือน ยิ่งจ่ายเงินเดือนมาก กำไรสุทธิของบริษัทยิ่งลดลง CIT ก็ลดตาม เงื่อนไขการจ่ายเงินเดือนกรรมการ ให้สรรพากรยอมรับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมรับเงินเดือนกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ถ้าพบว่าจ่ายสูงเกินสมควร ส่งผลให้บริษัทต้องเสีย CIT เพิ่ม (อ่านเพิ่มเรื่องสิทธิ์ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME) เงื่อนไขที่ต้องระวัง เปรียบเทียบ: เงินเดือนกรรมการ vs เงินปันผล ต่างกันอย่างไร ตารางนี้สรุปความแตกต่างครบทุกมิติ ช่วยให้เห็นภาพรวมก่อนลงรายละเอียดการคำนวณ มิติ เงินเดือนกรรมการ เงินปันผล ประเภทเงินได้ เงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) เงินได้ประเภทที่ 4(ข) (เงินปันผล) ภาษีฝั่งบริษัท หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ลดกำไรสุทธิ ลด CIT หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ จ่ายจากกำไรหลังภาษี ภาษีฝั่งบุคคล อัตราก้าวหน้า 0-35% หัก ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปรวมยื่น ประกันสังคม ไม่ต้องจ่าย (ถ้ากรรมการเป็นนายจ้าง/ผู้ถือหุ้นหลัก) ไม่ต้องจ่าย เงื่อนไขการจ่าย จ่ายได้ทุกเดือน ไม่ต้องมีกำไร ต้องมีกำไรสะสม + กันสำรอง 5% ความยืดหยุ่น ปรับเพิ่มลดได้ ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น สิทธิ์ลดหย่อน หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ใช้เครดิตภาษีได้ ตัวอย่างคำนวณภาษี: กรณีกำไร 1 ล้านบาท สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี มีกำไรก่อนหักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กรรมการ 1 คนเป็นผู้ถือหุ้น 100% ไม่มีรายได้อื่น Case 1: จ่ายเป็นเงินเดือนกรรมการทั้งหมด จ่ายเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท/ปี (เดือนละ 83,333 บาท) ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 1,000,000 0 บาท ภาษีนิติบุคคล 0 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 1,000,000 – 100,000 – 60,000 840,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 10% 20,000 บาท ภาษี 500,001 – 750,000 250,000 × 15% 37,500 บาท ภาษี 750,001 – 840,000 90,000 × 20% 18,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 1 = 0 + 83,000 = 83,000 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 1,000,000 – 83,000 = 917,000 บาท Case 2: จ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ไม่จ่ายเงินเดือน บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลจากกำไร 1 ล้านบาท แล้วจ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิ 1,000,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 1,000,000 700,000 × 15% 105,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 105,000 บาท ขั้นที่ 2 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 1,000,000 – 105,000 895,000 บาท กันสำรองตามกฎหมาย 5% 895,000 × 5% 44,750 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 895,000 – 44,750 850,250 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 850,250 × 10% 85,025 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 2 = 105,000 + 85,025 = 190,025 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 850,250 – 85,025 = 765,225 บาท Case 3: จ่ายแบบผสม (จุด Sweet Spot ที่ประหยัดภาษีรวมได้มากที่สุด) จ่ายเงินเดือน 500,000 บาท/ปี (เดือนละ 41,667 บาท) ส่วนที่เหลือจ่ายเป็นเงินปันผล ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 500,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 500,000 500,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 15% 30,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 30,000 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินเดือนกรรมการ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 500,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 500,000 – 100,000 – 60,000 340,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 340,000 40,000 × 10% 4,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 11,500 บาท ขั้นที่ 3 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 500,000 – 30,000 470,000 บาท กันสำรอง 5% 470,000 × 5% 23,500 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 470,000 – 23,500 446,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 446,500 × 10% 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 3 = 30,000 + 11,500 + 44,650 = 86,150 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = (500,000 – 11,500) + (446,500 – 44,650) = 890,350 บาท สรุปผลเปรียบเทียบ 3 กรณี Case 1: เงินเดือนล้วน Case 2: ปันผลล้วน Case 3: ผสม ภาษีนิติบุคคล 0 บาท 105,000 บาท 30,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท 0 บาท 11,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 0 บาท 85,025 บาท 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ 83,000 190,025 86,150 เงินค้างบริษัท (สำรอง) 0 บาท 44,750 บาท 23,500 บาท เงินสุทธิกรรมการได้รับ 917,000 765,225 890,350 จ่ายแบบผสม (Case 3) ภาษีรวมต่ำที่สุด เพราะใช้ข้อดีของทั้งสองทางพร้อมกัน คือเงินเดือนช่วยลดกำไรของบริษัท (ลด CIT) ขณะที่เงินปันผลเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียง 10% หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นกรณีสมมุติเพื่อเปรียบเทียบ ผลลัพธ์จริงขึ้นกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและสิทธิ์ลดหย่อนอื่น ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ วิธีวางแผนจ่ายเงินเดือน + ปันผล ให้ประหยัดภาษีสูงสุด สูตรหาจุดคุ้มทุน: เงินเดือนเท่าไร ส่วนเหลือจ่ายปันผล หลักคิดง่ายคือ กรรมการควรจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง “เท่าที่อัตราภาษีส่วนเพิ่ม (Marginal Tax Rate) ยังต่ำกว่าอัตราภาษีรวมของเงินปันผล” สำหรับ SME ที่เสีย CIT 15% บวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 10% ภาษีรวมของเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 23.5% ดังนั้นจ่ายเงินเดือนได้จนกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาจะถึงขั้น 20-25% จึงค่อยเปลี่ยนส่วนที่เหลือเป็นปันผล แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้ ก่อนจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องเตรียมเรื่องเหล่านี้ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อประกาศจ่ายเงินปันผล 100,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 100,000 บาท เงินปันผลค้างจ่าย 90,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 10,000 บาท ข้อควรระวังและผลกระทบทางกฎหมาย ถ้าสรรพากรเห็นว่าเงินเดือนกรรมการสูงเกินสมควร บริษัทอาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ดูเงื่อนไขที่ต้องระวังในหัวข้อด้านบน) การจ่ายปันผลเกินกว่ากำไรที่มีจริงถือว่าผิดกฎหมาย กรรมการอาจต้องรับผิดชอบส่วนตัว สำหรับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล ต้องพิจารณาเรื่อง Transfer Pricing ด้วย เพราะการตั้งเงินเดือนกรรมการระหว่างบริษัทในเครือต้องเป็นราคาตลาด สรุป: วางแผนจ่ายผสม ภาษีรวมต่ำสุด จัดการบัญชีเงินเดือนและเงินปันผลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยจัดการทั้งระบบเงินเดือน (Payroll) และบันทึกบัญชีเงินปันผล ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ ดูรายงานกำไรสะสมได้ทันทีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินปันผลและเงินเดือนกรรมการ เงินปันผลเสียภาษีไหม และต้องนำไปยื่น ภ.ง.ด.90/91 ตอนปลายปีหรือไม่ เงินปันผลเสียภาษีแน่นอน โดยถูกหัก 10% ตอนรับเงิน ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะหักแล้วจบ หรือนำไปรวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนปลายปี ถ้านำไปรวมยื่น สามารถใช้เครดิตภาษีหักออกได้ กรณีฐานภาษีต่ำกว่า 10% จะได้คืนภาษีด้วย เงินปันผลหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ เงินปันผลที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาต้องหักภาษี 10% ของจำนวนที่จ่าย บริษัทผู้จ่ายนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เงินเดือนกรรมการกับเงินปันผล จ่ายแบบไหนดีกว่า ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกกรณี ขึ้นกับขนาดกำไร จำนวนผู้ถือหุ้น และสิทธิ์ลดหย่อนที่มี จากตัวอย่างในบทความ การจ่ายแบบผสมมักให้ภาษีรวมต่ำสุด เพราะใช้ประโยชน์ทางภาษีจากทั้งเงินเดือนและปันผลพร้อมกัน กรรมการจ่ายเงินเดือนตัวเองเท่าไรได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดเพดานไว้ตายตัว แต่สรรพากรจะพิจารณาว่าเหมาะสมกับขนาดกิจการหรือไม่ เงินเดือนที่สูงเกินจริงอาจทำให้บริษัทเสียภาษีเพิ่ม แนวปฏิบัติคือดูเงินเดือนตำแหน่งเดียวกันในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นเกณฑ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีและตีราคาที่ SME ต้องรู้

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการ “สินค้าคงเหลือ” ให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่หลายคนยังสับสนคือ ควรเลือกบันทึกบัญชีแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่? สินค้าคงเหลือคืออะไร? (Inventory) สินค้าคงเหลือ คือทรัพย์สินของกิจการที่ถือไว้เพื่อขายในการดำเนินธุรกิจตามปกติ หรืออยู่ระหว่างการผลิตเพื่อขาย รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตด้วย ตามหลักมาตรฐานบัญชี (TAS 2) ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดไว้ พูดง่ายๆ ก็คือ ของที่ซื้อมาขาย หรือของที่ผลิตเพื่อขาย ที่ยังเหลืออยู่ ณ วันที่ปิดงบ ทั้งหมดนับเป็น Inventory สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบการเงิน? ในงบแสดงฐานะการเงิน สินค้าคงเหลืออยู่หมวด “สินทรัพย์หมุนเวียน” เพราะคาดว่าจะขายได้ภายใน 1 รอบบัญชี โดยแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า (ตามโครงสร้างงบการเงินของมาตรฐานรายงานทางการเงิน NPAEs) ประเภทของสินค้าคงเหลือ Inventory แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ประเภท ตัวอย่าง ธุรกิจที่พบ วัตถุดิบ (Raw Materials) ผ้า ไม้ เหล็ก โรงงานผลิต งานระหว่างทำ (Work in Process) เสื้อที่ตัดเย็บแล้วยังไม่เสร็จ โรงงานผลิต สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) สินค้าพร้อมขาย ร้านค้าออนไลน์ ค้าปลีก นำเข้าส่งออก ธุรกิจซื้อมาขายไป เช่น ร้านค้าออนไลน์ จะมีแค่ “สินค้าสำเร็จรูป” เพราะไม่ได้ผลิตเอง การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ 2 ระบบที่ต้องเลือก การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือมี 2 ระบบหลัก ได้แก่ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) และแบบสิ้นงวด (Periodic) กิจการต้องเลือกระบบใดระบบหนึ่งแล้วใช้ต่อเนื่องตลอดรอบบัญชี ก่อนลงรายละเอียดแต่ละระบบ ดูตารางเปรียบเทียบภาพรวมก่อน เกณฑ์ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) อัปเดตยอดสินค้า ทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (real-time) ตอนสิ้นงวดเท่านั้น รู้ต้นทุนขายทันที ใช่ ไม่ ต้องรอตรวจนับ ความซับซ้อน สูงกว่า (บันทึกทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกตอนสิ้นงวด) เหมาะกับ สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย ใช้โปรแกรมบัญชี เหมาะมาก ใช้ได้ แต่ไม่จำเป็น ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) ระบบนี้บันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายอุปกรณ์ไอที ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท รวม 20,000 บาท บันทึกตอนซื้อสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ 20,000 เงินสด/เจ้าหนี้การค้า 20,000 บันทึกตอนขายสินค้า (ขาย 10 ตัว ราคาขายตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 3,500 รายได้จากการขาย 3,500 ต้นทุนขาย 2,000 สินค้าคงเหลือ 2,000 สังเกตว่าทุกครั้งที่ขาย ต้องบันทึก 2 คู่ ทั้งรายได้และต้นทุน ทำให้รู้กำไรขั้นต้นทันทีหลังขาย ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) ระบบนี้ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขาย แต่จะรอจนสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) แล้วค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นคำนวณต้นทุนขายย้อนกลับ ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท บันทึกตอนซื้อสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ซื้อสินค้า 20,000 เงินสด/เจ้าหนี้การค้า 20,000 สังเกตว่าเดบิตไปที่ “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกไม่เปลี่ยนจนกว่าจะถึงสิ้นงวด บันทึกตอนขาย บันทึกแค่รายได้ ไม่บันทึกต้นทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 3,500 รายได้จากการขาย 3,500 บันทึกสิ้นงวด ตรวจนับพบเมาส์เหลือ 90 ตัว (ต้นทุน 18,000 บาท) ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด = 0 บาท + 20,000 บาท – 18,000 บาท = 2,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ (ปลายงวด) 18,000 ต้นทุนขาย 2,000 ซื้อสินค้า 20,000 เปรียบเทียบ Perpetual vs Periodic เลือกแบบไหนดี? ไม่มีระบบไหนดีกว่าเสมอ ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ลองเช็คตามเกณฑ์นี้ ถ้าธุรกิจคุณเป็นแบบนี้ แนะนำใช้ มีสินค้า SKU เยอะ มูลค่าสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง Perpetual ต้องรู้ยอดสต๊อก real-time ขายออนไลน์หลายช่องทาง (Shopee, Lazada, หน้าเว็บ) Perpetual ป้องกันขายเกินสต๊อก สินค้าไม่กี่รายการ มูลค่าต่ำ เช่น ร้านขายของชำ Periodic ง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว (เช่น PEAK) Perpetual โปรแกรมบันทึกให้อัตโนมัติ ยังทำบัญชีด้วย Excel หรือกระดาษ Periodic จัดการง่ายกว่า สำหรับ SME ที่กำลังเติบโตและมีสินค้าหลายรายการ ระบบ Perpetual เหมาะกว่าในระยะยาว เพราะช่วยให้เห็นต้นทุนจริงทันทีและวางแผนสั่งซื้อได้แม่นยำ การปรับปรุงบัญชีสินค้าคงเหลือปลายงวด ไม่ว่าจะใช้ระบบไหน ทุกกิจการต้องตรวจนับสินค้าจริง ณ วันสิ้นงวด แล้วปรับปรุงยอดในบัญชีให้ตรงกับของจริง ถ้าพบว่าสินค้าชำรุด สูญหาย หรือล้าสมัย ต้องตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น PEAK มีคู่มือการตั้งค่าระบบบันทึกสินค้าคงเหลือแบบสิ้นงวดที่อธิบายขั้นตอนปรับปรุงปลายงวดอย่างละเอียด วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ หลังเลือกระบบบันทึกแล้ว ต้องเลือก “วิธีตีราคา” ว่าจะคำนวณต้นทุนสินค้าอย่างไร วิธีที่ใช้กันมากในไทยมี 2 วิธีหลัก FIFO (First-In, First-Out) FIFO หมายถึง “เข้าก่อน ออกก่อน” สินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกคิดเป็นต้นทุนขายก่อน สต๊อกปลายงวดจึงเป็นสินค้าล็อตล่าสุด ซึ่งสะท้อนราคาตลาดปัจจุบันได้ดี วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่มีอายุจำกัด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรือสินค้าที่ราคาเปลี่ยนบ่อย Weighted Average (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) คิดต้นทุนจากราคาเฉลี่ยของสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ ทุกครั้งที่ซื้อล็อตใหม่เข้ามาจะคำนวณราคาเฉลี่ยใหม่ ขั้นตอน วิธีคำนวณ ตัวอย่าง 1. รวมมูลค่าสต๊อกทั้งหมด มูลค่าเดิม + มูลค่าที่ซื้อใหม่ 10,000 บาท + 12,000 บาท = 22,000 บาท 2. รวมจำนวนหน่วยทั้งหมด จำนวนเดิม + จำนวนที่ซื้อใหม่ 50 ชิ้น + 60 ชิ้น = 110 ชิ้น 3. หาต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย มูลค่ารวม ÷ จำนวนรวม 22,000 ÷ 110 = 200 บาท/ชิ้น วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่ราคาไม่ผันผวนมาก และช่วยลดความซับซ้อนในการคำนวณ รายงานสินค้าคงเหลือที่ธุรกิจต้องทำ ธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้าต้องจัดทำรายงานเพื่อใช้ตรวจสอบภายในและยื่นต่อหน่วยงานภาครัฐ (ตามพ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) รายงานหลักที่ต้องทำ ได้แก่ กรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบรายงานสินค้าคงเหลือระหว่างตรวจสอบภาษี ดังนั้นควรจัดทำให้เป็นปัจจุบันเสมอ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกสินค้าคงเหลือ จากประสบการณ์ที่ PEAK ทำงานร่วมกับ SME หลากหลายธุรกิจ ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยมี 4 เรื่องหลัก สรุป สินค้าคงเหลือเป็นตัวเลขสำคัญที่กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษี SME ที่เริ่มต้นแนะนำใช้ระบบ Perpetual เพราะเห็นยอดสต๊อก real-time ส่วนวิธีตีราคาเลือก FIFO หรือ Weighted Average ตามประเภทสินค้า จัดการสินค้าคงเหลือให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยบันทึกรับเข้า-จ่ายออกอัตโนมัติทุกครั้งที่สร้างใบซื้อ-ใบขาย ดูยอดสต๊อกได้ทันทีไม่ต้องรอสิ้นเดือน ออกรายงานสินค้าคงเหลือพร้อมยื่นได้เลย ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ ใช้ระบบ Perpetual อยู่ เปลี่ยนเป็น Periodic ได้ไหม? เปลี่ยนได้ แต่ควรเปลี่ยนตอนต้นรอบบัญชีใหม่ ไม่ใช่กลางปี เพราะต้องปรับปรุงยอดต้นงวดให้ตรง และต้องเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย (ตามข้อกำหนดของมาตรฐานบัญชี TAS 8) สินค้าคงเหลือมีผลต่อภาษีอย่างไร? สินค้าคงเหลือกระทบต้นทุนขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่หักจากรายได้ก่อนคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ถ้ายอดสต๊อกสูงเกินจริง ต้นทุนขายจะต่ำไป ส่งผลให้กำไรสุทธิสูงและเสียภาษีมากขึ้น ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องทำรายงานสินค้าคงเหลือไหม? ไม่ต้อง ถ้าเป็นงานบริการล้วนๆ ไม่มีสินค้าถือขาย ก็ไม่มีรายการสต๊อกในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลือง (เช่น อะไหล่ น้ำยา) ที่มูลค่ามากพอ ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร? เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี Inventory Turnover = ต้นทุนขาย (บาท) ÷ สต๊อกเฉลี่ย (บาท) ตัวอย่าง: ต้นทุนขายทั้งปี 1,200,000 บาท ÷ สต๊อกเฉลี่ย 200,000 บาท = 6 รอบ/ปี ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งดี แปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

สัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารที่ต้องรู้จัก ก่อนจะเซ็นสัญญา

ผู้ประกอบการหลายคนที่กำลังจะซื้อที่ดินสร้างโกดัง ซื้อตึกแถวเปิดร้าน หรือขายอสังหาริมทรัพย์ของกิจการ มักเจอคำว่า สัญญาจะซื้อจะขาย แล้วสับสนว่าต่างจากสัญญาซื้อขายจริงตรงไหน เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่ถ้าเข้าใจผิดแม้แค่จุดเดียว อาจเสียเงินมัดจำฟรี หรือถูกอีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์โอนทันที แต่เป็นแค่ข้อตกลงล่วงหน้าว่าทั้งสองฝ่ายจะไปทำสัญญาซื้อขายจริงที่สำนักงานที่ดินในวันโอน สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร สัญญาจะซื้อจะขาย คือ ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ที่ตกลงกันว่าจะไปทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่กำหนดไว้ โดยกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ณ วันที่เซ็นสัญญาฉบับนี้ พูดง่ายๆ คือเป็นสัญญาจองล่วงหน้า ผู้ซื้อวางเงินมัดจำไว้เป็นหลักประกัน แล้วนัดวันไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินอีกครั้ง เหตุผลที่ต้องมีสัญญาฉบับนี้ เพราะการซื้อขายอสังหาฯ มักใช้เวลาเตรียมตัวหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบโฉนด ขอสินเชื่อธนาคาร หรือเตรียมเอกสาร หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นถือเป็นโมฆะ สำหรับสัญญาจะซื้อจะขาย กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนังสือลงชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือการวางมัดจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ (ข้อมูลจาก สำนักงานอัยการสูงสุด) สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างจากสัญญาซื้อขายตรงไหน ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนสับสนระหว่างสองสัญญานี้ ความต่างหลักคือ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นแค่ข้อตกลงว่าจะซื้อจะขายในอนาคต ส่วนสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์จริง รายการ สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาซื้อขาย กรรมสิทธิ์ ยังไม่โอน – เป็นข้อตกลงล่วงหน้า โอนทันทีที่จดทะเบียน สถานที่ทำ ทำที่ไหนก็ได้ ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน หลักฐาน ทำเป็นหนังสือลงชื่อ หรือวางมัดจำ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ถ้าไม่ทำตาม ฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนโอนได้ ถ้าไม่จดทะเบียน ถือเป็นโมฆะ ส่วนประกอบสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ ข้อมูลคู่สัญญา ระบุชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ครบ ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องระบุชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล และชื่อผู้มีอำนาจลงนามด้วย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท ก จำกัด จะซื้อที่ดินสร้างคลังสินค้า ต้องระบุเลขทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทและชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม รายละเอียดทรัพย์สิน ระบุประเภททรัพย์สิน ที่ตั้ง เลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง เนื้อที่ ให้ตรงกับโฉนดที่ดินทุกตัวอักษร ถ้าเป็นบ้านพร้อมที่ดินหรือคอนโด ต้องระบุเลขที่บ้านและรายละเอียดสิ่งปลูกสร้างด้วย ราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน ระบุราคาซื้อขายทั้งหมด จำนวนเงินมัดจำ งวดการผ่อนชำระ (ถ้ามี) และยอดเงินที่ต้องจ่ายในวันโอน ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 5,000,000 บาท วางมัดจำวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือ 4,500,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ กำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ ต้องระบุวันที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินให้ชัดเจน ถ้าไม่ระบุวัน อาจเกิดปัญหาว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผัดวันไปเรื่อยๆ และอีกฝ่ายฟ้องร้องได้ยาก เงื่อนไขการผิดสัญญาและค่าเสียหาย ข้อนี้สำคัญมากแต่หลายคนมองข้าม ควรระบุให้ชัดว่าถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาจะมีผลอย่างไร เช่น ผู้ซื้อไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำ หรือผู้ขายไม่ยอมโอน ผู้ซื้อเรียกมัดจำคืนพร้อมค่าเสียหายได้ ประเภทอสังหาฯ ที่ใช้สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายใช้ได้กับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท แต่รายละเอียดที่ต้องระบุในสัญญาจะต่างกันตามลักษณะทรัพย์สิน ที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องระบุเลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง ตำบล อำเภอ จังหวัด และเนื้อที่ให้ตรงกับโฉนด ถ้าเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต้องระบุรายละเอียดอาคารเพิ่มเติม เช่น ประเภทอาคาร จำนวนชั้น และเลขที่บ้าน บ้านพร้อมที่ดิน สัญญาจะซื้อจะขายบ้านในโครงการจัดสรร ควรตรวจสอบว่าผู้ขายมีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ เพราะถ้าไม่มี สัญญาอาจมีปัญหาภายหลัง นอกจากนี้ควรระบุรายการที่รวมในราคาให้ชัด เช่น เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน แอร์ หรืออุปกรณ์ที่โครงการตกลงว่าจะให้ คอนโดมิเนียมและห้องชุด สัญญาจะซื้อจะขายคอนโดต้องระบุเลขที่ห้องชุด ชั้น อาคาร และเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ต้องตรวจสอบด้วยว่าห้องชุดปลอดภาระผูกพัน ไม่ติดจำนองกับธนาคาร และนิติบุคคลอาคารชุดไม่มีค่าส่วนกลางค้างจ่าย เงินมัดจำและดาวน์ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนวางเงิน เงินมัดจำ คือ เงินที่ผู้ซื้อวางให้ผู้ขายเป็นหลักประกันว่าจะมาทำสัญญาซื้อขายจริง กฎหมายคุ้มครองเรื่องมัดจำไว้ชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 377-378 จำนวนเงินมัดจำที่เหมาะสม กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินมัดจำตายตัว แต่ในทางปฏิบัติมักอยู่ที่ 5-10% ของราคาซื้อขาย ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 3,000,000 บาท เงินมัดจำที่เหมาะสมอยู่ที่ 150,000-300,000 บาท ถ้าวางมัดจำสูงเกินไป ศาลอาจลดจำนวนมัดจำลงได้ เช่น ศาลฎีกาเคยลดมัดจำจาก 500,000 บาท (คิดเป็น 35.71% ของราคา) เหลือ 200,000 บาท เพราะเห็นว่าสูงเกินส่วน (คำพิพากษาฎีกาที่ 7302/2559) กรณีริบมัดจำตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 378 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่ ถ้าทำสัญญาสำเร็จ มัดจำจะนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขาย หรือคืนให้ผู้ซื้อ ถ้าฝ่ายผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำได้ทันที และถ้าฝ่ายผู้ขายผิดสัญญา ต้องคืนมัดจำให้ผู้ซื้อ ตัวอย่าง ผู้ซื้อวางมัดจำ 200,000 บาท แต่ไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายริบมัดจำ 200,000 บาทได้ทันที กลับกัน ถ้าผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ยอมขาย ผู้ซื้อเรียกเงิน 200,000 บาทคืนได้ สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ควรเช็ครายการต่อไปนี้ให้ครบ เพื่อป้องกันปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อย ค่าใช้จ่ายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาฯ นอกจากราคาซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน รายการ อัตรา ผู้รับภาระ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ของราคาประเมิน (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ตามตกลง (มักแบ่งคนละครึ่ง) ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินจำนอง (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ผู้ซื้อ ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองไม่เกิน 5 ปี) ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองเกิน 5 ปี) ผู้ขาย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราก้าวหน้า หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง ผู้ขาย (ข้อมูลจาก กรมที่ดินและกรมสรรพากร อัปเดตปีภาษี 2570) ตัวอย่าง ซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ถ้าได้สิทธิ์มาตรการลดหย่อน ค่าโอนจาก 60,000 บาท (2%) เหลือเพียง 300 บาท (0.01%) ประหยัดไปกว่า 59,700 บาท ค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับราคาประเมิน จำนวนปีถือครอง และประเภทผู้ขาย (ดูรายละเอียดภาษีและค่าธรรมเนียมขายอสังหาฯ ครบทุกรายการ) ผู้ประกอบการที่ซื้อขายอสังหาฯ เพื่อธุรกิจ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้บันทึกเป็นรายจ่ายทางบัญชีได้ โดยเฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผู้ขายต้องเสียเมื่อถือครองไม่เกิน 5 ปี และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่หักจากผู้ขายในวันโอน สรุป : เมื่อเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง ก็เซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่คุ้มครองทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ สัญญาฉบับนี้ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ ต้องตรวจรายละเอียดทุกข้อก่อนเซ็น วางมัดจำในจำนวนที่เหมาะสม และเตรียมค่าใช้จ่ายภาษีให้พร้อมก่อนวันโอน เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ สิ่งที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องบัญชีและภาษี ทั้งการบันทึกค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมโอน และภาษีที่เกี่ยวข้อง จัดการภาษีและค่าใช้จ่ายหลังซื้อขายอสังหาฯ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง สัญญาจะซื้อจะขายไม่ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน แค่ทำเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย หรือวางมัดจำก็มีผลทางกฎหมายแล้ว ส่วนที่ต้องจดทะเบียนคือสัญญาซื้อขายจริงในวันโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายมีอายุกี่ปี กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุสัญญาตายตัว แต่อายุความในการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์คือ 10 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดโอนตามสัญญา ในทางปฏิบัติ ควรกำหนดระยะเวลาโอนไว้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อ ถ้าผู้ขายไม่ยอมโอนตามสัญญา ทำอย่างไร ผู้ซื้อฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือเรียกคืนเงินมัดจำพร้อมค่าเสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 ผู้ขายที่รับมัดจำแล้วผิดสัญญาต้องคืนมัดจำ แนะนำให้เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ ทั้งสัญญา ใบเสร็จมัดจำ และหลักฐานการติดต่อ สัญญาจะซื้อจะขายกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน (ท.ด.13) ต่างกันตรงไหน สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาระหว่างเอกชน ทำกันเองก่อนวันโอน ส่วน ท.ด.13 คือหนังสือสัญญาขายที่ดินที่เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจัดทำขึ้นในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งสองฉบับมีผลทางกฎหมายต่างกัน สัญญาจะซื้อจะขายบอกว่าจะซื้อจะขาย ส่วน ท.ด.13 ยืนยันว่าซื้อขายเสร็จแล้ว ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้ที่ไหน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้จากเว็บไซต์สำนักงานอัยการสูงสุด (ago.go.th) หรือเว็บไซต์กรมที่ดิน (dol.go.th) ซึ่งเป็นแหล่งทางราชการที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ควรปรับแต่งรายละเอียดให้ตรงกับการซื้อขายจริงของคุณ ไม่ควรใช้แบบฟอร์มตรงๆ โดยไม่แก้ไข

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 02/09/2026

1. Added Chart of Accounts icons and display settings, making account code searches easier and faster. Package: All active packages Suitable for: Users who want to select account codes more conveniently. System Updates: The system added category icons and designated colors for account codes, along with a chart of accounts display settings system to enable/disable usage, as well as customize icon displays and account code names according to your preferences. Benefits of Use: Helps scan and search for account codes across various lists more easily, reduces working time and steps, and allows customizing the account code display format to suit your own workflow. 2. Added support for calculating and filing the “Employee Welfare Fund” (EWF) in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses with 10 or more employees that need to make contributions to the Employee Welfare Fund. System Updates: The system added end-to-end support for the Employee Welfare Fund (EWF): Benefits of Use: Helps manage Employee Welfare Fund matters accurately in accordance with legal requirements. Automatically calculates accumulated and matching contribution amounts on payslips. Records accrued liabilities and expense accounts in PEAK accurately, reducing document preparation time and facilitating quick report submission. 3. Added support for Social Security filings for foreign employees in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate. 4. Added support for document types on PEAK Mobile Application, helping approve documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and executives who want to approve documents anytime, anywhere using their mobile phones. System Updates: The system expanded the list of document types awaiting approval on the main page of PEAK Mobile, such as Credit Notes, Debit Notes, Billing Notes, Deposit Receipts/Payments. Users can review document details and approve or reject documents directly from the app, with support for approving multiple documents at once or individually. Benefits of Use: Helps executives approve important documents quickly via mobile phone without wasting time logging in on the website. Eliminates pending approval backlogs and enables faster, more flexible operations.

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 02/09/2026

1. เพิ่มไอคอนผังบัญชีและระบบตั้งค่าการแสดงผล ช่วยค้นหาผังบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเลือกผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้นสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มไอคอนและสีกำหนดหมวดหมู่ให้กับผังบัญชี พร้อมเพิ่มระบบตั้งค่าการแสดงผลผังบัญชีให้สามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งาน รวมถึงปรับแต่งการแสดงผลไอคอน ชื่อผังบัญชีได้ตามความต้องการประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้สแกนค้นหาผังบัญชีในรายการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน พร้อมปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลผังบัญชีให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองได้ 2. เพิ่มการรองรับการคำนวณและยื่น “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (EWF) ใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มการรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund – EWF) แบบครบวงจร  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยจัดการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย คำนวณยอดเงินสะสมและสมทบให้อัตโนมัติในสลิปเงินเดือน บันทึกบัญชีค้างจ่ายและค่าใช้จ่ายเข้าใน PEAK ได้แม่นยำ ลดเวลาจัดทำเอกสารและอำนวยความสะดวกในการยื่นรายงานได้อย่างรวดเร็ว 3. เพิ่มการรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับพนักงานต่างด้าวใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีพนักงานทั้งคนไทยและต่างชาติ สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มช่องกรอกเลขที่ผู้ประกันตน เพื่อรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับกรณีพนักงานต่างด้าว โดยรองรับทั้งการกรอกข้อมูลพนักงานทีละคนและการนำเข้าข้อมูลพนักงาน โดยไฟล์ยื่นประกันสังคมดังกล่าวจะถูกสร้างทันทีเมื่อมีการทำจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดเวลาและขั้นตอนการแก้ไขไฟล์ประกันสังคมด้วยมือ สามารถนำไฟล์ที่ Export จากระบบไปอัปโหลดเข้าสู่ระบบของประกันสังคมได้ทันที ช่วยให้การยื่นประกันสังคมสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น 4. เพิ่มการรองรับประเภทเอกสาร บน PEAK Mobile Application ช่วยให้อนุมัติเอกสารได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและผู้บริหารที่ต้องการอนุมัติเอกสารผ่านมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มรายการประเภทเอกสารที่รอการอนุมัติบนหน้าหลักของ PEAK Mobile ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น ใบลดหนี้, ใบเพิ่มหนี้, ใบวางบิล, ใบรับ/ใบจ่ายเงินมัดจำ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเอกสาร พร้อมปุ่มกดอนุมัติหรือไม่อนุมัติเอกสาร โดยสามารถอนุมัติเอกสารหลายฉบับพร้อมกันหรืออนุมัติเอกสารทีละใบได้ทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ผู้บริหารอนุมัติเอกสารที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วผ่านมือถือ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ หมดปัญหาเอกสารค้างอนุมัติ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้แบบ Real-time

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง วิธีคำนวณเงินสะสมและบันทึกบัญชี สิ่งที่นายจ้างต้องรู้

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้จริง 1 ตุลาคม 2569 หลังเลื่อนมาหลายรอบ ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเตรียมตัวจริงจัง ต้องคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ ปรับระบบเงินเดือน และบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือกองทุนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13) ที่ให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงินเข้ากองทุน เพื่อเป็นหลักประกันเมื่อออกจากงาน เกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต หลักการคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็น “ภาคบังคับ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่สมัครใจ กำหนดบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนนี้อยู่ในกฎหมายตั้งแต่ปี 2541 แต่ถูกเลื่อนหลายครั้ง เพราะต้องรอออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ ล่าสุดกระทรวงแรงงานประกาศเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 (ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน) ใครต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน? นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ส่วนลูกจ้างก็ต้องจ่ายเงินสะสมด้วย นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง แล้วนำส่งพร้อมเงินสมทบฝั่งนายจ้าง นับลูกจ้าง 10 คน อย่างไร? จุดที่ SME หลายรายสับสนคือ “นับใครเป็นลูกจ้าง?” คำตอบสั้นๆ คือ นับทุกคนที่มีสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ สัญญาจ้าง หรือทดลองงาน สรุปเกณฑ์การนับลูกจ้าง ประเภทลูกจ้าง นับหรือไม่? หมายเหตุ พนักงานประจำ (full-time) นับ รวมทุกคนที่มีสัญญาจ้าง พนักงานทดลองงาน นับ มีสัญญาจ้างแรงงานแล้ว พนักงาน part-time รายชั่วโมง นับ ถ้ามีสัญญาจ้างแรงงาน ฟรีแลนซ์/รับเหมา (จ้างทำของ) ไม่นับ ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน กรรมการบริษัทที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ไม่นับ ไม่มีสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น ถ้ากิจการมีพนักงานประจำ 7 คน + ทดลองงาน 2 คน + part-time 2 คน = รวม 11 คน ก็เข้าเกณฑ์ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนแล้ว (ข้อมูลจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ คำนวณอย่างไร? เงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือเงินสะสมที่หักจากลูกจ้าง และเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเพิ่ม อัตราที่แน่ชัดจะกำหนดโดยกฎกระทรวง ซึ่ง ณ วันที่บทความนี้อัปเดต มีการกำหนดอัตราเริ่มต้นดังนี้ รายการ ผู้จ่าย อัตรา ฐานคำนวณ เงินสะสม ลูกจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน เงินสมทบ นายจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน อัตรานี้เป็นอัตราเริ่มต้น อาจปรับเพิ่มในอนาคตตามกฎกระทรวง ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมสวัสดิการฯก่อนเริ่มใช้จริง ตัวอย่างคำนวณ 3 ระดับเงินเดือน เงินเดือน 15,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 900 บาท เงินเดือน 25,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 1,500 บาท เงินเดือน 50,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 3,000 บาท สิ่งที่นายจ้างต้องจำคือ ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น 3% ของค่าจ้างรวมทุกคน เช่น ถ้ามีลูกจ้าง 15 คน เงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท ต้นทุนเงินสมทบจะเพิ่มเดือนละ 9,000 บาท หรือปีละ 108,000 บาท สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับ ลูกจ้างที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนจะได้รับเงินคืนเมื่อออกจากงาน เกษียณ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต โดยจำนวนเงินที่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำงานและยอดเงินสะสม สิทธิประโยชน์แบ่งเป็น 4 กรณี กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง vs กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต่างกันอย่างไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์เป็นภาคบังคับตามกฎหมาย ส่วน PVD เป็นสมัครใจ ผู้ประกอบการที่มี PVD อยู่แล้วยังต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์เพิ่มเติม เปรียบเทียบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ลักษณะ ภาคบังคับตามกฎหมาย สมัครใจ ใครต้องจัดตั้ง นายจ้าง 10 คนขึ้นไป (บังคับ) นายจ้างที่ต้องการ (สมัครใจ) ผู้บริหารกองทุน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน บริษัทจัดการกองทุนเอกชน อัตราเงินสะสม/สมทบ กำหนดโดยกฎกระทรวง ตกลงกันระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง สิทธิประโยชน์ทางภาษี รอประกาศ เงินสะสมลดหย่อนภาษีได้ ควรติดตามประกาศจากกรมสวัสดิการฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีมาตรการยกเว้นสำหรับกิจการที่มี PVD ในอนาคต วิธีบันทึกบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นักบัญชีต้องเพิ่มผังบัญชีใหม่ 3 รายการ และบันทึกรายการทุกเดือนเมื่อจ่ายเงินเดือน ได้แก่ การหักเงินสะสมจากลูกจ้าง การบันทึกเงินสมทบของนายจ้าง และการนำส่งเงินเข้ากองทุน ผังบัญชีที่ต้องเพิ่ม ผังบัญชีที่แนะนำให้เพิ่มในระบบ ตัวอย่างบันทึกรายการ ณ วันจ่ายเงินเดือน สมมุติลูกจ้างเงินเดือน 25,000 บาท เงินสะสม 3% = 750 บาท เงินสมทบ 3% = 750 บาท บันทึกหักเงินสะสมจากเงินเดือนลูกจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินเดือน (ค่าใช้จ่าย) 25,000 — เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 เงินเดือนค้างจ่าย — 24,250 บันทึกเงินสมทบส่วนนายจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ค่าใช้จ่าย) 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 บันทึก ณ วันนำส่งเงินเข้ากองทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินฝากธนาคาร — 1,500 Checklist เตรียมระบบเงินเดือนรับ 1 ตุลาคม 2569 กิจการควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ เพราะต้องปรับทั้งระบบ Payroll ผังบัญชี และงบประมาณ รายการด้านล่างคือ 7 สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จก่อน 1 ตุลาคม 2569 สิ่งที่ HR และนักบัญชีต้องทำก่อน 1 ต.ค. 69 สรุป: เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอ 1 ตุลาคม กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเพิ่มต้นทุนให้นายจ้าง แต่ก็เป็นหลักประกันที่ดีให้ลูกจ้าง สิ่งที่ต้องทำตอนนี้มี 3 เรื่อง คือ นับลูกจ้างว่าถึง 10 คนหรือยัง ตั้งผังบัญชีรองรับ และปรับระบบเงินเดือนให้พร้อมหักเงินสะสมอัตโนมัติ จัดการบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้นักบัญชีตั้งผังบัญชีรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ทันที พร้อมบันทึกรายการอัตโนมัติ ส่วน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินสะสม-สมทบและออกสลิปเงินเดือนที่แสดงรายการหักชัดเจน ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เตรียมระบบให้พร้อมก่อน 1 ตุลาคม 2569 คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

RPA คืออะไร เข้าใจ Robotic Process Automation ฉบับ SME 2026

ทุกวันคุณใช้เวลากี่ชั่วโมงกับงานที่ต้องทำซ้ำเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นคีย์ข้อมูล ย้ายไฟล์ หรือตรวจเอกสาร? RPA คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ “บอทซอฟต์แวร์” ทำงานเหล่านี้แทนคุณ แม่นยำกว่า เร็วกว่า และทำงานได้ 24 ชั่วโมง RPA คืออะไร (Robotic Process Automation) RPA คือซอฟต์แวร์ที่จำลองการทำงานของคนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่น คลิก พิมพ์ คัดลอกข้อมูล หรือกรอกแบบฟอร์ม โดยทำงานตามคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (rule-based) ไม่ต้องเขียนโค้ดซับซ้อน พูดง่ายๆ คือ แทนที่คุณจะนั่งพิมพ์ตัวเลขจากใบเสร็จลงระบบทีละรายการ บอท RPA จะเปิดไฟล์ อ่านข้อมูล แล้วกรอกลงระบบให้เอง ภายในไม่กี่วินาที RPA ย่อมาจากอะไร RPA ย่อมาจาก Robotic Process Automation หรือแปลเป็นไทยว่า “กระบวนการอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ซอฟต์แวร์” RPA ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ RPA เหมือนกับ “การบันทึกมาโครใน Excel” แต่ทำได้กับทุกโปรแกรม ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชีที่ต้องบันทึกรายการจากใบกำกับภาษี 200 ใบต่อวัน แทนที่จะจ้างคนนั่งพิมพ์ บอท RPA สามารถอ่านเอกสาร คัดลอกเลขที่ ยอดเงิน วันที่ แล้วกรอกลงโปรแกรมให้ทั้งหมด ประเภทของ RPA — Attended, Unattended และ Hybrid RPA แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก เลือกใช้ตามลักษณะงานที่ต้องการ ประเภท ลักษณะ เหมาะกับงาน Attended RPA ทำงานร่วมกับคน เปิดใช้เมื่อคนสั่ง งานที่ต้องตัดสินใจบางขั้นตอน เช่น ตอบแชทลูกค้าโดยบอทช่วยดึงข้อมูล Unattended RPA ทำงานเองทั้งหมดไม่ต้องมีคนดู งานที่มีขั้นตอนชัดเจน เช่น ประมวลผลใบแจ้งหนี้กลางคืน Hybrid RPA ผสมทั้งสองแบบ งานที่เริ่มอัตโนมัติแต่บางจุดต้องให้คนอนุมัติ เช่น ตรวจเอกสาร แล้วส่งให้หัวหน้าอนุมัติ สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น Attended RPA มักเหมาะที่สุด เพราะยังสามารถควบคุมและเรียนรู้การทำงานของบอทไปพร้อมกัน ข้อดีของ RPA สำหรับธุรกิจ ธุรกิจที่นำ RPA มาใช้มักเห็นผลใน 3 ด้านหลัก ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน งานที่คนใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวัน เช่น กรอกข้อมูลลูกค้า ตรวจสอบยอดโอน หรือสร้างรายงาน บอท RPA ทำเสร็จได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้พนักงานมีเวลาทำงานที่สร้างมูลค่ามากกว่า เช่น วิเคราะห์ตัวเลขหรือดูแลลูกค้า ลดข้อผิดพลาดจาก Human Error คนพิมพ์ข้อมูลซ้ำทั้งวันย่อมมีโอกาสผิดพลาด แต่บอท RPA ทำตามกฎที่ตั้งไว้ทุกครั้ง ไม่หลุด ไม่ลืม ไม่สลับตัวเลข ซึ่งสำคัญมากสำหรับงานด้านการเงินที่ต้องการความแม่นยำสูง ประหยัดต้นทุนระยะยาว แม้การเริ่มต้นใช้ RPA จะมีค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าและฝึกอบรม แต่เมื่อระบบทำงานแล้ว ต้นทุนต่อรายการจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการจ้างคนทำงานเดิมซ้ำๆ ยิ่งปริมาณงานมากเท่าไร RPA ก็ยิ่งคุ้มค่า ตัวอย่างการใช้ RPA ในธุรกิจ SME RPA ไม่ได้เหมาะเฉพาะบริษัทใหญ่เท่านั้น SME ก็นำมาใช้ได้ในหลายส่วนงาน ด้านบัญชีและการเงิน สายงานบัญชีได้ประโยชน์จาก RPA มากที่สุด เพราะมีงานซ้ำปริมาณมากและต้องการความถูกต้องสูง ตัวอย่างที่องค์กรใช้กันจริง ได้แก่ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นการใช้ RPA แบบแยกต่างหาก (standalone) ซึ่งเหมาะกับองค์กรที่มีระบบหลายตัวไม่เชื่อมกัน สำหรับ SME ที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อยู่แล้ว งานเหล่านี้หลายอย่างถูกทำให้อัตโนมัติอยู่ในระบบแล้ว ไม่ต้องตั้งค่าบอทแยก งาน HR และเงินเดือน ฝ่ายบุคคลใช้ RPA ช่วยประมวลผลเงินเดือน คำนวณค่าล่วงเวลา ส่งสลิปเงินเดือนอัตโนมัติ หรือตรวจสอบใบลาของพนักงาน ธุรกิจที่มีพนักงาน 20-50 คนเริ่มเห็นผลชัดเจนว่าลดเวลาฝ่าย HR ได้หลายชั่วโมงต่อเดือน งานขาย การตลาด และดูแลลูกค้า บอท RPA ช่วยดึงข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง (อีเมล แชท เว็บไซต์) มารวมไว้ที่เดียว สร้างรายงานยอดขายรายวัน หรือส่งอีเมลแจ้งเตือนลูกค้าที่ค้างชำระโดยอัตโนมัติ RPA กับ AI ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนว่า RPA กับ AI เหมือนกันหรือไม่ คำตอบสั้นๆ คือ ไม่เหมือน แต่ใช้ร่วมกันได้ เกณฑ์ RPA AI (Artificial Intelligence) หลักการ ทำตามกฎที่ตั้งไว้ (rule-based) เรียนรู้และตัดสินใจเองได้ ข้อมูลที่จัดการ ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัด เช่น ตาราง แบบฟอร์ม ข้อมูลไม่มีโครงสร้าง เช่น ภาพ เสียง ข้อความอิสระ ตัวอย่าง คัดลอกข้อมูลจาก Excel ลง ERP แยกหมวดหมู่ใบเสร็จจากภาพถ่าย ความซับซ้อน ตั้งค่าง่าย ไม่ต้อง train model ต้อง train ด้วยข้อมูลจำนวนมาก ในทางปฏิบัติ หลายธุรกิจเริ่มรวม RPA เข้ากับ AI เรียกว่า Intelligent Automation เช่น ใช้ AI อ่านใบเสร็จจากภาพถ่ายแล้วส่งข้อมูลให้ RPA บันทึกลงระบบต่อ หรือใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มรายจ่ายแล้วให้ RPA สร้างรายงานสรุปอัตโนมัติทุกสัปดาห์ สำหรับ SME ที่กำลังตัดสินใจ ถ้ามีงานซ้ำที่ขั้นตอนชัดเจน เริ่มจาก RPA ก่อนได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอ AI เครื่องมือ RPA ยอดนิยม เครื่องมือ RPA ที่ใช้กันแพร่หลายมีหลายตัว แต่ละตัวเหมาะกับขนาดธุรกิจต่างกัน เครื่องมือ จุดเด่น เหมาะกับ UiPath ใช้งานง่าย มี community ใหญ่ ธุรกิจทุกขนาด มี plan ฟรีสำหรับทดลอง Power Automate (Microsoft) เชื่อมกับ Microsoft 365 ได้ทันที ธุรกิจที่ใช้ Microsoft อยู่แล้ว Automation Anywhere รองรับ cloud + on-premise องค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ Blue Prism เน้นความปลอดภัยระดับสูง ธุรกิจที่มีข้อกำหนดด้าน compliance สำหรับ SME ไทย Power Automate มักเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายที่สุด เพราะ Microsoft 365 หลาย SME ใช้อยู่แล้ว RPA กับอนาคตของงานบัญชี SME เทรนด์ในปี 2026 คือการรวม RPA เข้ากับ AI และระบบ Cloud Accounting ให้ทำงานสอดประสานกัน เช่น ระบบบัญชีออนไลน์สมัยใหม่มีฟีเจอร์ OCR สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ซึ่งเป็นการผสาน AI + RPA เข้าไปในเครื่องมือที่ SME ใช้งานอยู่ทุกวัน สำหรับ SME ไทย ไม่จำเป็นต้องลงทุนกับ RPA แยกต่างหาก เพราะโปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวเริ่มรวม automation เข้ามาในตัว ช่วยทำงานซ้ำให้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่าบอทเอง ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายจ่ายอัตโนมัติ หรือระบบออกใบเสนอราคาที่ดึงข้อมูลลูกค้าจากฐานข้อมูลมากรอกให้เอง ล้วนเป็นหลักการเดียวกับ RPA แต่ซ่อนอยู่ในเครื่องมือที่ใช้ทุกวัน สรุป: RPA คือตัวช่วยลดงานซ้ำ ให้คุณโฟกัสงานที่สำคัญกว่า เริ่มลดงานซ้ำด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คือโปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ที่มี AI ช่วยสแกนเอกสาร บันทึกรายการอัตโนมัติ และสร้างรายงานภาษีให้พร้อมยื่น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ RPA RPA เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน RPA เหมาะกับธุรกิจทุกขนาดที่มีงานซ้ำปริมาณมาก SME ที่มีพนักงาน 5-50 คนเริ่มเห็นผลชัด โดยเฉพาะงานบัญชีที่ต้องคีย์ข้อมูลเอกสารหลายร้อยรายการต่อเดือน ยิ่งปริมาณงานซ้ำมาก RPA ยิ่งคุ้มค่า RPA Developer คืออะไร RPA Developer คือคนที่ออกแบบและพัฒนาบอทให้ทำงานตามขั้นตอนที่ธุรกิจต้องการ ใช้เครื่องมืออย่าง UiPath หรือ Power Automate ในการสร้าง workflow โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดจากศูนย์ เพราะเครื่องมือส่วนใหญ่รองรับการตั้งค่าแบบ drag-and-drop RPA ต้องเขียนโค้ดเองไหม เครื่องมือ RPA ส่วนใหญ่ออกแบบมาให้ตั้งค่าแบบ “ลากวาง” (low-code/no-code) คนที่ไม่มีพื้นฐานโปรแกรมก็ใช้ได้ แต่ถ้าต้องการปรับแต่งขั้นสูง เช่น เชื่อมกับระบบ API ของบริษัท ก็อาจต้องเขียนโค้ดบางส่วน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

TFRS for NPAEs คืออะไร? สรุป NPAEs vs PAEs กิจการต้องใช้ตัวไหน

ผู้ประกอบการหลายคนเคยสงสัยว่า กิจการของตัวเองต้องใช้มาตรฐานบัญชีตัวไหน ระหว่าง TFRS for NPAEs กับ TFRS for PAEs คำตอบสั้น ๆ คือ ถ้าบริษัทไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และไม่ใช่สถาบันการเงิน ใช้ TFRS for NPAEs ได้เลย ซึ่งก็คือ SME กว่า 99% ในไทย บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ NPAEs คืออะไร ต่างจาก PAEs ตรงไหน ฉบับปรับปรุงล่าสุดเปลี่ยนอะไรบ้าง ไปจนถึงเรื่องงบการเงินและเงินลงทุนตามมาตรฐานนี้ NPAEs คืออะไร? NPAEs (Non-Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ พูดง่าย ๆ คือบริษัทที่ไม่ได้เอาหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ใช่สถาบันการเงินที่ดูแลเงินของคนอื่น กิจการ SME ส่วนใหญ่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียวที่จดทะเบียนนิติบุคคล ล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด กิจการที่จัดเป็น NPAEs มีลักษณะดังนี้ กิจการส่วนใหญ่ในไทย ทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) PAEs คืออะไร? PAEs (Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และกิจการที่อยู่ระหว่างยื่นขอจดทะเบียนหลักทรัพย์ กิจการเหล่านี้ดูแลเงินของนักลงทุนและประชาชนจำนวนมาก จึงต้องใช้มาตรฐาน TFRS for PAEs ฉบับเต็มที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนมากกว่า NPAEs กับ PAEs ต่างกันอย่างไร? ความแตกต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลและความซับซ้อนของมาตรฐานที่ใช้ สรุปเปรียบเทียบได้ดังนี้ หัวข้อ NPAEs PAEs กิจการที่ใช้ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน SME ทั่วไป บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน ประกันภัย มาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs (ฉบับย่อ) TFRS for PAEs (ฉบับเต็ม ตาม IFRS) จำนวนมาตรฐาน 1 ฉบับรวม หลายสิบฉบับ แยกตามเรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ใช้เฉพาะบางกรณี ใช้กว้างขวาง งบกระแสเงินสด ไม่บังคับ บังคับ การเปิดเผยข้อมูล น้อยกว่า เน้นเท่าที่จำเป็น มากและละเอียด ความซับซ้อน ต่ำกว่า เหมาะกับ SME สูง ต้องมีทีมบัญชีเฉพาะทาง กิจการคุณเป็น NPAEs หรือ PAEs? เช็คง่าย ๆ 3 ข้อ ถ้าตอบ “ไม่” ทั้งหมด กิจการคุณเป็น NPAEs ถ้าตอบ “ไม่” ทั้ง 3 ข้อ กิจการของคุณเป็น NPAEs ใช้มาตรฐานฉบับย่อนี้ได้เลย TFRS for NPAEs คืออะไร? มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับนี้มีอะไรบ้าง TFRS for NPAEs คือมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการ NPAEs ที่อธิบายไว้ข้างต้น ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) เป็นมาตรฐานฉบับย่อที่ลดความซับซ้อนลงจาก TFRS for PAEs เพื่อให้ SME ปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องมาตรฐานการบัญชี TFRS ฉบับสรุป) โครงสร้างของ TFRS for NPAEs มีกี่บท? TFRS for NPAEs รวมเนื้อหาไว้ในเล่มเดียว แบ่งเป็น 25 บท ครอบคลุมตั้งแต่กรอบแนวคิดทางบัญชี การนำเสนองบการเงิน ไปจนถึงเรื่องเฉพาะเช่น สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สัญญาเช่า รายได้ ผลประโยชน์พนักงาน ภาษีเงินได้ และเงินลงทุน ข้อดีของการรวมไว้ในเล่มเดียวคือนักบัญชีไม่ต้องเปิดหลายฉบับ ต่างจาก PAEs ที่ต้องอ้างอิงมาตรฐานแยกหลายสิบฉบับ NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 เปลี่ยนอะไรบ้าง? สภาวิชาชีพบัญชีออกฉบับปรับปรุง 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้มีดังนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้ เรื่อง สิ่งที่เปลี่ยน สัญญาเช่า เพิ่มบทใหม่เรื่องสัญญาเช่า แยกผู้เช่าและผู้ให้เช่าชัดเจนขึ้น ผู้เช่าต้องรับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า รายได้ ปรับหลักการรับรู้รายได้ให้ตรงตาม TFRS 15 มากขึ้น เน้นการโอนการควบคุม เครื่องมือทางการเงิน เพิ่มทางเลือกในการจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุน การนำเสนองบการเงิน ปรับรูปแบบให้ชัดเจนขึ้น เพิ่มข้อกำหนดเรื่องหมายเหตุประกอบงบ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ เรื่องที่กระทบมากที่สุดคือสัญญาเช่า โดยเฉพาะกิจการที่เช่าอาคาร สำนักงาน หรือรถยนต์ ต้องบันทึกบัญชีแตกต่างจากเดิม การนำเสนองบการเงินตาม NPAEs ต้องมีอะไรบ้าง? กิจการต้องจัดทำงบการเงินอย่างน้อย 4 รายการ (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 3) งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) แสดงภาพรวมว่ากิจการมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร ณ วันสิ้นรอบบัญชี เปรียบเทียบได้กับ “รูปถ่าย” สุขภาพการเงินของกิจการ งบกำไรขาดทุน (Statement of Profit or Loss) แสดงผลการดำเนินงานว่ามีรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) เท่าไร ในรอบบัญชีนั้น คล้ายกับ “สรุปผลประกอบการ” ของกิจการ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ แสดงว่าส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างงวด เช่น มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น จ่ายเงินปันผลออกไป หรือมีการเพิ่มทุน หมายเหตุประกอบงบการเงิน อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น นโยบายบัญชีที่ใช้ รายการสำคัญต่าง ๆ และข้อมูลที่ช่วยให้ผู้อ่านงบเข้าใจตัวเลขได้ดีขึ้น ข้อสังเกต กิจการ NPAEs ไม่จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสด ต่างจาก PAEs ที่บังคับ แต่ถ้าจัดทำก็จะช่วยให้เห็นภาพการไหลเวียนเงินสดของกิจการชัดเจนขึ้น เงินลงทุน ตาม NPAEs คิดอย่างไร? บทที่ 10 ของ TFRS for NPAEs กำหนดวิธีจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุนไว้เฉพาะ ซึ่งง่ายกว่า PAEs มาก ประเภทเงินลงทุนตาม NPAEs กิจการ NPAEs จัดเงินลงทุนเป็น 4 ประเภท ประเภท ตัวอย่าง วิธีวัดมูลค่า เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ราคาทุนตัดจำหน่าย เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียน ราคาทุนหักค่าเผื่อการด้อยค่า เงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม (เลือกได้) เงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ถือหุ้นในบริษัทอื่นเกิน 20% วิธีราคาทุนหรือส่วนได้เสีย วิธีวัดมูลค่าเงินลงทุนตาม NPAEs หลักการสำคัญคือ NPAEs เน้นใช้ราคาทุนเป็นหลัก ซึ่งง่ายกว่า PAEs ที่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรมในหลายกรณี สำหรับเงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในตลาด กิจการ NPAEs เลือกได้ระหว่างบันทึกตามราคาทุนหักค่าเผื่อด้อยค่า หรือใช้มูลค่ายุติธรรม ถ้าเลือกแบบไหนแล้วต้องใช้แบบนั้นสม่ำเสมอ ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องประเมินว่าเงินลงทุนด้อยค่าหรือไม่ ถ้ามูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่น่าจะกลับคืนมา ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อกิจการ NPAEs โตจนต้องเปลี่ยนเป็น PAEs ต้องทำอย่างไร? ถ้าวันหนึ่งกิจการเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเปลี่ยนจากการใช้ TFRS for NPAEs มาเป็น TFRS for PAEs ซึ่งมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเปลี่ยนผ่านต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี แนะนำให้ปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่เริ่มมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ สรุป: TFRS for NPAEs มาตรฐานบัญชีที่ SME ต้องรู้ จัดการงบการเงินตาม NPAEs ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกแบบมาให้ SME จัดการบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs ได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ปิดงบการเงิน ไปจนถึงส่งงบให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่าน DBD e-Filing ระบบ AI ของ PEAK ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ประหยัดเวลา และลดข้อผิดพลาด ดูแพ็กเกจและราคา PEAK หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ TFRS for NPAEs NPAEs ย่อมาจากอะไร? NPAEs ย่อมาจาก Non-Publicly Accountable Entities เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น กิจการ SME กว่า 99% ในไทยจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จึงใช้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ออกแบบมาให้เหมาะกับขนาดกิจการ กิจการ NPAEs จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสดหรือไม่? ไม่จำเป็น TFRS for NPAEs ไม่ได้บังคับให้จัดทำงบกระแสเงินสด แต่ถ้ากิจการต้องการทำก็สามารถทำได้ และจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพการเข้าออกของเงินสดได้ชัดเจนขึ้น สินค้าคงเหลือใน NPAEs วัดมูลค่าอย่างไร? สินค้าคงเหลือวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า วิธีคำนวณราคาทุนที่ใช้ได้ ได้แก่ วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ห้ามใช้วิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 8) ถ้าเปลี่ยนจาก NPAEs เป็น PAEs ต้องปรับงบการเงินย้อนหลังกี่ปี? ต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปีเปรียบเทียบ เพื่อให้ข้อมูลเทียบเคียงกันได้ตามมาตรฐาน PAEs ควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าร่วมกับผู้สอบบัญชี NPAEs กับ TFRS คืออะไร ต่างกันอย่างไร? TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือชื่อรวมของมาตรฐานการรายงานทางการเงินไทยทั้งหมด ส่วน NPAEs เป็นประเภทกิจการ ดังนั้น “TFRS for NPAEs” หมายถึงมาตรฐาน TFRS เวอร์ชันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับกิจการกลุ่มนี้ ซึ่งง่ายกว่าฉบับเต็มที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ปิดบัญชี คืออะไร ขั้นตอนปิดบัญชีรายเดือนและประจำปี พร้อมตัวอย่าง

นักบัญชีและเจ้าของกิจการที่ทำบัญชีเอง มักได้ยินคำว่า “ปิดบัญชี” ทุกสิ้นเดือนและสิ้นปี แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าต้องปิดบัญชีอะไรบ้าง ลำดับขั้นตอนเป็นอย่างไร และบันทึก Dr/Cr ตรงไหน ปิดบัญชี คืออะไร การปิดบัญชี คือการโอนยอดคงเหลือของ “บัญชีชั่วคราว” ทั้งหมด ได้แก่ บัญชีรายได้และบัญชีค่าใช้จ่าย เข้าสู่บัญชีกำไรขาดทุน เพื่อให้บัญชีชั่วคราวเหล่านี้มียอดเป็นศูนย์ พร้อมเริ่มต้นบันทึกรายการในงวดถัดไป ผลลัพธ์ของการปิดบัญชีคือ “กำไรสุทธิ” หรือ “ขาดทุนสุทธิ” ของงวดนั้น ซึ่งจะถูกโอนเข้าบัญชีกำไรสะสม (Retained Earnings) ในงบแสดงฐานะการเงิน ถ้าต้องการภาพรวมเรื่องการปิดงบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เตรียมเอกสาร กำหนดส่ง ไปจนถึงค่าปรับ อ่านได้ที่บทความปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ปิดบัญชี กับ ปิดงบการเงิน ต่างกันอย่างไร ปิดบัญชี ปิดงบการเงิน คืออะไร โอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้/ค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน จัดทำงบการเงินครบชุดเพื่อยื่นหน่วยงานรัฐ ขอบเขต ขั้นตอนทางบัญชี 1 ขั้นตอน กระบวนการทั้งหมด (รวมปิดบัญชีเป็น 1 step) ทำเมื่อไหร่ ทำได้ทั้งรายเดือนและรายปี ทำรายปี ผู้ทำ นักบัญชี นักบัญชี + CPA ตรวจสอบ บัญชีอะไรบ้างที่ต้องปิด ไม่ใช่ทุกบัญชีที่ต้องปิด มีแค่ 2 กลุ่มที่ต้องโอนยอดเป็นศูนย์ทุกงวด บัญชีชั่วคราว (ต้องปิด) บัญชีที่สะสมตัวเลขเฉพาะงวดนั้น พองวดจบต้องโอนออกเพื่อเริ่มนับใหม่ บัญชีถาวร (ไม่ต้องปิด) บัญชีที่ยอดคงเหลือยกไปงวดถัดไปตลอด ขั้นตอนการปิดบัญชี (พร้อมตัวอย่าง Journal Entry) การปิดบัญชีมี 4 ขั้นตอน เรียงตามลำดับที่ต้องทำ ขั้นที่ 1: ปิดบัญชีรายได้เข้ากำไรขาดทุน โอนยอดรายได้ทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีรายได้เป็นศูนย์ สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขาย 2,000,000 บาท และรายได้ค่าบริการ 500,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้จากการขาย 2,000,000 — รายได้ค่าบริการ 500,000 — กำไรขาดทุน — 2,500,000 ขั้นที่ 2: ปิดบัญชีค่าใช้จ่ายเข้ากำไรขาดทุน โอนยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ สมมุติ ค่าใช้จ่ายรวม 1,800,000 บาท (ต้นทุนสินค้า 1,200,000 + เงินเดือน 400,000 + ค่าเช่า 120,000 + ค่าเสื่อมราคา 80,000) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 1,800,000 — ต้นทุนสินค้าที่ขาย — 1,200,000 เงินเดือน — 400,000 ค่าเช่า — 120,000 ค่าเสื่อมราคา — 80,000 ขั้นที่ 3: โอนกำไร (ขาดทุน) สุทธิเข้ากำไรสะสม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้รวม — 2,500,000 บาท ค่าใช้จ่ายรวม — 1,800,000 บาท กำไรสุทธิ 2,500,000 – 1,800,000 700,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 700,000 — กำไรสะสม — 700,000 ขั้นที่ 4: ตรวจสอบว่าบัญชีชั่วคราวเป็นศูนย์ หลังปิดครบ 3 ขั้นตอน ตรวจสอบว่า: ถ้ายอดไม่เป็นศูนย์ แสดงว่ามีรายการที่ปิดไม่ครบ ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบ ปิดบัญชีรายเดือน ต้องทำอะไรบ้าง การปิดบัญชีไม่ได้ทำแค่สิ้นปี หลาย SME ปิดบัญชีรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยตัดสินใจได้เร็ว สิ่งที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน: ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดบัญชีสิ้นปีจะเบาลงมาก เพราะตัวเลขถูกตรวจสอบไปแล้วทุกเดือน กรณีขาดทุน ปิดบัญชีต่างจากกรณีกำไรไหม ขั้นตอนเหมือนกันทุกประการ ต่างแค่ทิศทางการโอน ถ้าค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ บัญชีกำไรขาดทุนจะมียอด Dr เหลืออยู่ ให้โอนเข้ากำไรสะสมด้าน Dr เช่นกัน ทำให้กำไรสะสมลดลง ตัวอย่าง: ถ้ารายได้ 1,000,000 ค่าใช้จ่าย 1,300,000 → ขาดทุนสุทธิ 300,000 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 300,000 — กำไรขาดทุน — 300,000 สรุป การปิดบัญชีเป็นขั้นตอนทางบัญชีที่ต้องทำทุกงวด โดยโอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้และค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน แล้วโอนต่อเข้ากำไรสะสม ทำ 4 ขั้นตอนตามลำดับ แล้วตรวจสอบว่ายอดเป็นศูนย์ ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดงบสิ้นปีจะง่ายขึ้นมาก จัดการปิดบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้การปิดบัญชีรายเดือนทำได้เร็วขึ้น เพราะรายการรายรับ-รายจ่ายถูกบันทึกไว้ตลอด ระบบสร้างงบทดลองให้อัตโนมัติ แค่ตรวจสอบตัวเลขแล้วกดปิดงวด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปิดบัญชี ปิดบัญชีผิดพลาด แก้ไขอย่างไร บันทึกรายการปรับปรุง (Adjusting Entries) กลับรายการที่ผิด แล้วบันทึกใหม่ให้ถูก ถ้าพบหลังงบผ่าน CPA แล้ว ต้องปรึกษาผู้สอบบัญชีว่าต้องแก้งบย้อนหลังหรือบันทึกในงวดปัจจุบัน ต้องปิดบัญชีทุกเดือนไหม หรือปีละครั้งก็พอ กฎหมายกำหนดแค่ปีละครั้ง แต่แนะนำให้ปิดรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยจับปัญหาได้เร็วก่อนสะสมจนแก้ยาก โปรแกรมบัญชีช่วยปิดบัญชีอัตโนมัติได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK สร้าง journal entry ปิดบัญชีให้อัตโนมัติเมื่อกดปิดงวด นักบัญชีแค่ตรวจสอบตัวเลขก่อนยืนยัน ปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคืออะไร หลังปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือจัดทำงบการเงินเพื่อยื่น DBD และกรมสรรพากร อ่านขั้นตอนทั้งหมดได้ที่ปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

แจ้งเข้าประกันสังคม วิธียื่น เอกสาร และเงินสมทบ ฉบับนายจ้าง

รับพนักงานใหม่เข้าทำงานแล้ว สิ่งที่ต้องทำทันทีคือแจ้งเข้าประกันสังคมให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด ไม่อย่างนั้นอาจเจอค่าปรับสูงถึง 20,000 บาท (ถ้าเพิ่งเปิดบริษัทใหม่ อ่านคู่มือจดทะเบียนบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนประกอบด้วย) ประกันสังคม คืออะไร ทำไมนายจ้างต้องแจ้งเข้า ประกันสังคม คือระบบสวัสดิการที่รัฐจัดขึ้น ให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ ว่างงาน และกรณีสงเคราะห์บุตร (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) ตามกฎหมายประกันสังคม นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและแจ้งลูกจ้างเข้าประกันสังคมทุกคน หากไม่ทำอาจมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ประกันสังคมมาตรา 33 สำหรับพนักงาน พนักงานบริษัทที่ทำงานประจำจัดอยู่ในมาตรา 33 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความคุ้มครองมากที่สุด ครอบคลุม 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ส่วนมาตรา 39 คือผู้เคยเป็นพนักงานแล้วลาออกแต่สมัครใจจ่ายต่อเอง และมาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่ทั้งสองมาตรานี้ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของนายจ้างโดยตรง สิทธิประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับจากประกันสังคม มาตรา 33 การแจ้งเข้าประกันสังคมให้พนักงานไม่ใช่แค่หน้าที่ตามกฎหมาย แต่ยังเป็นสวัสดิการสำคัญที่ช่วยดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงานด้วย สิทธิประโยชน์หลักมีดังนี้ นายจ้างต้องแจ้งเข้าประกันสังคมเมื่อไร? กำหนดเวลาและเดดไลน์ ตามกฎหมายประกันสังคมที่กำหนดไว้ นายจ้างต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเข้าประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานใหม่คนแรกหรือพนักงานเพิ่มเติม สถานการณ์ กำหนดเวลา หมายเหตุ เปิดบริษัทใหม่ มีลูกจ้างคนแรก ภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้าง ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้าง + แจ้งลูกจ้าง พร้อมกัน รับพนักงานเพิ่ม (ขึ้นทะเบียนนายจ้างแล้ว) ภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน แจ้งเฉพาะลูกจ้างเข้าใหม่ พนักงานลาออก ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่ลาออก ใช้แบบ สปส. 6-09 หากไม่แจ้งภายในกำหนด นายจ้างมีความผิดตามกฎหมาย อาจถูกปรับไม่เกิน 20,000 บาท และต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มอีก 2% ต่อเดือน เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับแจ้งเข้าประกันสังคม เอกสารที่ต้องใช้จะต่างกันตามสถานะของนายจ้างและลูกจ้าง ตรวจสอบให้ครบก่อนยื่นเพื่อไม่ต้องแก้ไขซ้ำ เอกสารสำหรับบริษัทเปิดใหม่ (ขึ้นทะเบียนนายจ้างครั้งแรก) นายจ้างที่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม ต้องเตรียมเอกสารเหล่านี้ เอกสารฝั่งลูกจ้าง: กรณีไม่เคยมีประกันสังคม (สปส. 1-03) และกรณีเคยมีแล้ว (สปส. 1-03/1) เอกสารฝั่งลูกจ้างต่างกันตามสถานะการเป็นผู้ประกันตน ประเภทลูกจ้าง แบบฟอร์มที่ใช้ เอกสารเพิ่มเติม ไม่เคยมีประกันสังคม (เช่น เด็กจบใหม่) สปส. 1-03 (ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนใหม่) สำเนาบัตรประชาชน + เลือกโรงพยาบาลตามสิทธิ เคยมีประกันสังคมแล้ว (เคยทำงานที่อื่นมาก่อน) สปส. 1-03/1 (แจ้งการรับผู้ประกันตนเข้าทำงาน) สำเนาบัตรประชาชน + เลขที่บัตรประกันสังคมเดิม ข้อสำคัญ ถ้าใช้แบบฟอร์มผิดประเภท เอกสารจะถูกตีกลับ ให้ถาม พนักงานตั้งแต่วันแรกว่าเคยมีประกันสังคมมาก่อนหรือไม่ วิธีแจ้งเข้าประกันสังคมออนไลน์ ผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันนายจ้างสามารถยื่นเอกสารประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมได้ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานเอง ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม) อัตราเงินสมทบประกันสังคม 2569 และวิธีคำนวณ เงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 เรียกเก็บจากทั้งนายจ้างและลูกจ้าง โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนที่กำหนด รายการ อัตรา หมายเหตุ ลูกจ้างจ่าย 5% ของเงินเดือน สูงสุดไม่เกิน 875 บาท/เดือน นายจ้างจ่าย 5% ของเงินเดือน สูงสุดไม่เกิน 875 บาท/เดือน ฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณ ขั้นต่ำ 1,650 บาท สูงสุด 17,500 บาท ปรับใหม่ปี 2569-2571 (จากเดิม 15,000 บาท) (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม ฐานค่าจ้างสูงสุดปรับเป็น 17,500 บาท มีผลปี 2569-2571 ตรวจสอบอัตราเงินสมทบล่าสุด) ตัวอย่างการคำนวณเงินสมทบ สูตรคำนวณเงินสมทบแต่ละฝ่ายต่อเดือน ฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณ (สูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท) × 5% = เงินสมทบที่ต้องหักนำส่ง (บาท) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับพนักงานใหม่ 3 คน เงินเดือนต่างกัน พนักงาน เงินเดือน ฐานที่ใช้คำนวณ เงินสมทบลูกจ้าง (5%) เงินสมทบนายจ้าง (5%) คนที่ 1 15,000 บาท 15,000 บาท 750 บาท 750 บาท คนที่ 2 17,500 บาท 17,500 บาท 875 บาท 875 บาท คนที่ 3 50,000 บาท 17,500 บาท 875 บาท 875 บาท รวม 2,500 บาท/เดือน 2,500 บาท/เดือน จากตัวอย่างจะเห็นว่า ไม่ว่าเงินเดือนจะสูงแค่ไหน เงินสมทบสูงสุดต่อคนคือ 875 บาท/เดือน เพราะเพดานเงินเดือนที่ใช้คำนวณปรับเป็น 17,500 บาทตั้งแต่ปี 2569 นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบ (ทั้งส่วนของตัวเองและส่วนที่หักจากลูกจ้าง) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นอกจากประกันสังคมแล้ว นายจ้างยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงานทุกเดือนด้วย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อแจ้งเข้าประกันสังคม หลายบริษัทเจอปัญหาที่แก้ได้ง่ายถ้ารู้ล่วงหน้า บทสรุป การแจ้งเข้าประกันสังคมไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ถ้าเตรียมตัวถูกจะจบได้ภายในไม่กี่นาทีผ่านระบบออนไลน์ สิ่งที่ต้องจำคือ แจ้งภายใน 30 วัน ใช้แบบฟอร์มให้ถูกประเภท (สปส. 1-03 หรือ สปส. 1-03/1) และนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป จัดการเงินเดือนและประกันสังคมให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินสมทบอัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และเชื่อมข้อมูลเข้าระบบบัญชีครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแจ้งเข้าประกันสังคม พนักงาน Part-time หรือสัญญาจ้างชั่วคราว ต้องแจ้งเข้าประกันสังคมไหม? ต้องแจ้ง ถ้าพนักงานทำงานตั้งแต่ 1 วันขึ้นไปและมีนิติสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง กฎหมายไม่ได้ยกเว้นตามจำนวนชั่วโมงหรือประเภทสัญญา ยกเว้นกรณีจ้างทำของ (freelance) ที่ไม่ถือเป็นลูกจ้าง ถ้าพนักงานย้ายมาจากบริษัทอื่น สิทธิประกันสังคมจะขาดช่วงไหม? ไม่ขาดช่วง ถ้านายจ้างใหม่แจ้งเข้าภายใน 30 วัน ระบบจะเชื่อมต่อสิทธิให้อัตโนมัติ แต่ถ้าแจ้งช้ากว่านั้น พนักงานอาจมีช่วงที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง นายจ้างเปลี่ยนที่อยู่บริษัท ต้องแจ้งประกันสังคมด้วยไหม? ต้องแจ้ง ภายใน 15 วันนับจากวันที่เปลี่ยนแปลง ยื่นแบบ สปส. 6-15 ผ่านระบบ e-Service หรือไปที่สำนักงานประกันสังคมเขตที่ตั้งใหม่ จ้างลูกจ้างต่างด้าว ต้องแจ้งเข้าประกันสังคมไหม? ต้องแจ้ง ลูกจ้างต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้อง มีสิทธิได้รับความคุ้มครองประกันสังคมเช่นเดียวกับลูกจ้างสัญชาติไทย

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีมรดก คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม จนกระทั่งถึงวันที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจให้ทายาท ถ้าทรัพย์สินที่รับมีมูลค่าสูงถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้รับต้องเสียภาษี นอกจากนี้ยังมี “ภาษีการรับให้” อีกตัวที่เกี่ยวข้อง แต่หลายคนยังแยกไม่ออก ภาษีมรดก คืออะไร ภาษีมรดก คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากผู้เสียชีวิต (เจ้ามรดก) เมื่อมูลค่ามรดกสุทธิเกิน 100 ล้านบาท กฎหมายหลักที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 สรุปสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ใครต้องเสียภาษีมรดก? ผู้ที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ “ผู้รับมรดก” ไม่ใช่ผู้เสียชีวิต โดยต้องเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ ถ้ามรดกที่ได้รับไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีการรับให้ คืออะไร? ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ภาษีการรับให้ คือภาษีที่เรียกเก็บจากผู้ได้รับทรัพย์สินจากการ “ให้” ขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากภาษีมรดกตรงที่ มรดกเกิดหลังผู้ให้เสียชีวิต แต่การรับให้เกิดขณะยังมีชีวิต กฎหมายนี้มาจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ซึ่งประกาศใช้พร้อมกับ พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ตารางเปรียบเทียบ ภาษีมรดก vs ภาษีการรับให้ รายการ ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดจาก ผู้ให้เสียชีวิต (รับมรดก) ผู้ให้ยังมีชีวิต (ให้โดยเสน่หา) เกณฑ์ขั้นต่ำ มรดกสุทธิเกิน 100 ล้าน อสังหาฯ เกิน 20 ล้าน หรือ สังหาฯ เกิน 10 ล้าน/ปี อัตราภาษี 5% (ทายาทตามกฎหมาย) / 10% (คนอื่น) 5% หรือนับรวมเป็นเงินได้พึงประเมิน แบบยื่น ภ.ม.60 (ภายใน 150 วัน) รวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ประจำปี กฎหมาย พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(8) แก้ไขเพิ่มเติม ผู้เสียภาษี ผู้รับมรดก ผู้รับการให้ สำหรับเจ้าของกิจการที่คิดจะโอนทรัพย์สินให้ลูกหลานขณะยังมีชีวิตอยู่ ต้องพิจารณาภาษีการรับให้ด้วย ไม่ใช่แค่ภาษีมรดก ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ภาษีมรดกไม่ได้เก็บจากทรัพย์สินทุกประเภท กฎหมายกำหนดไว้ 5 ประเภทหลัก อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในที่ดินต่าง ๆ ทรัพย์สินประเภทนี้มักมีมูลค่าสูงและเป็นทรัพย์สินหลักของธุรกิจครอบครัว จึงเป็นหัวข้อที่คนค้นหามากที่สุด เงินฝากและหลักทรัพย์ เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร สำหรับเจ้าของกิจการ หุ้นในบริษัทที่เป็นเจ้าของก็รวมอยู่ในหมวดนี้ด้วย ดังนั้นการจัดงบการเงินให้เป็นระเบียบจึงสำคัญมาก ยานพาหนะและทรัพย์สินอื่น ยานพาหนะที่จดทะเบียนในไทย เช่น รถยนต์ เรือ รวมถึงทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง อัตราภาษีมรดก กี่เปอร์เซ็นต์? วิธีคำนวณที่ถูกต้อง อัตราภาษีมรดกขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับมรดกกับเจ้ามรดก ผู้รับมรดก อัตราภาษี หมายเหตุ บุพการี หรือผู้สืบสันดาน (พ่อ แม่ ลูก หลาน) 5% ทายาทโดยธรรม บุคคลอื่น 10% เช่น พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก คิดภาษีเฉพาะส่วนที่เกินเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กรณีศึกษา: เจ้าของกิจการส่งต่อธุรกิจให้ลูก สมมุติว่าคุณสมชาย (ชื่อสมมุติ) เจ้าของกิจการ เสียชีวิตและมีทรัพย์สินทั้งหมด 150 ล้านบาท ลูกชายเป็นผู้รับมรดกทั้งหมด คำนวณภาษีมรดก รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มรดกสุทธิ 150,000,000 บาท ส่วนที่ได้รับยกเว้น 100,000,000 บาท ส่วนที่ต้องเสียภาษี 150,000,000 – 100,000,000 50,000,000 บาท อัตราภาษี (ลูก = ผู้สืบสันดาน) 5% ภาษีมรดกที่ต้องจ่าย 50,000,000 × 5% 2,500,000 บาท ลูกชายต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และจ่ายภาษี 2.5 ล้านบาท ตามกำหนดเวลาที่กฎหมายระบุ ข้อยกเว้นภาษีมรดก กรณีใดบ้างที่ไม่ต้องเสีย กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้หลายกรณี ที่สำคัญได้แก่ ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ภาษีมรดก กับการส่งต่อธุรกิจ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องวางแผน สำหรับเจ้าของกิจการ ภาษีมรดกไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สินส่วนตัว แต่กระทบถึงความต่อเนื่องของธุรกิจด้วย การวางแผนภาษีก่อนส่งต่อกิจการ เจ้าของกิจการที่ทรัพย์สินรวมอาจถึงเกณฑ์ ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ ผลกระทบต่อบัญชีธุรกิจ เมื่อเจ้าของเปลี่ยนมือ เมื่อเจ้าของกิจการเสียชีวิตและทายาทรับช่วงต่อ มีเรื่องที่ต้องจัดการทางบัญชีหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการปรับปรุงงบการเงิน ถ้าธุรกิจมีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านจะราบรื่นกว่ามาก วิธียื่นภาษีมรดก ขั้นตอนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้รับมรดกที่ต้องเสียภาษีมีขั้นตอนดังนี้ สรุป: ภาษีมรดกและภาษีการรับให้ เจ้าของกิจการเตรียมตัวอย่างไร จัดการบัญชีธุรกิจให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมทรัพย์สินและสถานะการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน ทั้งงบดุล รายงานผู้ถือหุ้น และเอกสารบัญชีที่เป็นระบบ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนภาษีหรือส่งต่อกิจการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีมรดก ภาษีมรดกเรียกเก็บจากทรัพย์สินทุกประเภทหรือไม่? ไม่ใช่ทุกประเภท กฎหมายกำหนดเฉพาะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นตามกฎกระทรวง ทรัพย์สินอื่น เช่น เครื่องประดับ งานศิลปะ ไม่อยู่ในขอบเขตนี้ ถ้ารับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่พ่อเป็นเจ้าของ ต้องเสียภาษีมรดกไหม? ถ้าหุ้นนั้นเป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ จะอยู่ในขอบเขตภาษีมรดก แต่ต้องดูมูลค่ารวมด้วยว่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำหรือไม่ ถ้าไม่ถึง ก็ไม่ต้องเสีย ถ้าเจ้าของกิจการอยากโอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต จะเสียภาษีอะไร? จะเข้าเงื่อนไขภาษีการรับให้แทน ถ้าโอนอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกเกิน 20 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะเสียภาษี 5% ถ้าโอนสังหาริมทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เกินจะนับเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องยื่นภาษีด้วย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อเปรียบเทียบว่าวิธีไหนประหยัดภาษีมากกว่า จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม? ได้ กฎหมายอนุญาตให้ผ่อนชำระภาษีมรดกได้ไม่เกิน 5 ปี โดย 2 ปีแรกไม่เสียเงินเพิ่ม หลังจากนั้นเสียเงินเพิ่ม 0.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภ.พ.30 คืออะไร คู่มือยื่น VAT รายเดือนสำหรับผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนเจอปัญหาเดียวกัน กรอกแบบไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าต้องยื่นเมื่อไร หรือเผลอยื่นช้าจนเจอเบี้ยปรับ ภ.พ.30 คืออะไร แบบ ภ.พ.30 คือแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT Return Form ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องยื่นต่อกรมสรรพากรทุกเดือน เพื่อสรุปยอดภาษีขายและภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนนั้น พูดให้เข้าใจง่าย ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ คุณเก็บ VAT 7% จากลูกค้าเป็นภาษีขาย และเวลาซื้อของเข้าร้าน คุณก็จ่าย VAT 7% ให้ผู้ขายเป็นภาษีซื้อ แบบนี้คือเอกสารที่สรุปว่าเดือนนี้คุณเก็บภาษีขายได้เท่าไร จ่ายภาษีซื้อไปเท่าไร แล้วต้องนำส่งส่วนต่างให้สรรพากร หรือมีสิทธิ์ขอคืน ใครมีหน้าที่ต้องยื่น ภ.พ.30 ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทุกราย มีหน้าที่ยื่นแบบนี้เป็นประจำทุกรอบเดือนภาษี ตามมาตรา 83 ประมวลรัษฎากร ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง หรือนิติบุคคลอย่างบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วน กิจการที่มียอดขายถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT ไม่ว่าจะขายหน้าร้านหรือออนไลน์ ส่วนกิจการที่ยอดขายยังไม่ถึงเกณฑ์ สามารถจดทะเบียนได้โดยสมัครใจ เพื่อเครดิตภาษีซื้อคืน กรณีไม่มีรายได้ ต้องยื่น ภ.พ.30 ไหม ต้องยื่น แม้เดือนนั้นไม่มีรายได้เลย เพราะเมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว หน้าที่ยื่นแบบจะมีตลอดจนกว่าจะขอถอนทะเบียน ถ้าเดือนไหนไม่มียอดขายและยอดซื้อ ให้ยื่นแบบเปล่ากรอกเป็น 0 จะได้ไม่โดนค่าปรับ หลายคนเข้าใจผิดว่า “ไม่มีรายได้ก็ไม่ต้องยื่น” แต่ความจริงคือ สรรพากรมองว่าผู้ประกอบการจด VAT ต้องรายงานทุกรอบเดือนภาษี ไม่ว่ายอดจะเป็นศูนย์ก็ตาม ภ.พ.30 ต้องยื่นภายในเมื่อไร ตามมาตรา 83 ประมวลรัษฎากร ยื่นกระดาษภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ส่วนยื่นออนไลน์ได้เพิ่มอีก 8 วัน ตามประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 7 มีผลถึง 31 มกราคม 2570 ช่องทางยื่น กำหนดเวลา หมายเหตุ ยื่นกระดาษที่สำนักงานสรรพากร ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น ภาษีเดือน ม.ค. ยื่นภายใน 15 ก.พ. ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ภายในวันที่ 23 ของเดือนถัดไป ได้เพิ่ม 8 วัน เมื่อยื่นและชำระผ่านอินเทอร์เน็ต ถ้ากำหนดเวลาตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไป วิธียื่น ภ.พ.30 ออนไลน์ผ่าน e-Filing การยื่นแบบออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ช่วยประหยัดเวลาเดินทางและมีระบบช่วยคำนวณ ลดความผิดพลาดจากการกรอกมือ เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่น ขั้นตอนยื่นแบบออนไลน์ สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นแบบครั้งแรก ต้องสมัครสมาชิก e-Filing ก่อน โดยใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีและข้อมูลกิจการยืนยันตัวตน หลังจากสมัครเสร็จจะได้รหัสผ่านสำหรับเข้าระบบ สามารถใช้ยื่นแบบภาษีได้ทุกประเภท ไม่ใช่แค่แบบยื่น VAT เท่านั้น วิธีกรอก ภ.พ.30 พร้อมตัวอย่าง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายอุปกรณ์สำนักงานออนไลน์ เดือน ม.ค. 2569 มียอดขาย 500,000 บาทก่อน VAT และซื้อสินค้าเข้าร้าน 300,000 บาทก่อน VAT คำนวณ VAT ที่ต้องนำส่ง รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีขาย 500,000 × 7% 35,000 บาท ภาษีซื้อ 300,000 × 7% 21,000 บาท VAT ที่ต้องนำส่ง 35,000 – 21,000 14,000 บาท บริษัท ก จำกัด ต้องนำส่ง VAT 14,000 บาทให้สรรพากร พร้อมยื่นแบบออนไลน์ภายในวันที่ 23 ก.พ. 2569 ตัวอย่างกรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ถ้าเดือนไหนซื้อสินค้าเข้ามากกว่าขายออก ภาษีซื้อจะมากกว่าภาษีขาย สมมุติเดือน ก.พ. 2569 บริษัท ก มียอดขาย 200,000 บาท แต่สั่งสินค้าเข้า 400,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีขาย 200,000 × 7% 14,000 บาท ภาษีซื้อ 400,000 × 7% 28,000 บาท ภาษีซื้อเกิน 28,000 – 14,000 14,000 บาท กรณีนี้ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่ยังต้องยื่นแบบตามปกติ ส่วนภาษีซื้อที่เกิน 14,000 บาท สามารถนำไปเครดิตในเดือนถัดไปหรือขอคืนจากกรมสรรพากรได้ ภ.พ.30 ต่างจาก ภ.พ.20 อย่างไร รายการ ภ.พ.20 ภ.พ.30 ชื่อเต็ม แบบคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ทำอะไร ยื่นครั้งเดียวตอนจดทะเบียน VAT ยื่นทุกเดือนเพื่อนำส่ง VAT ความถี่ ครั้งเดียว ทุกเดือน กรอกอะไร ข้อมูลกิจการ สถานประกอบการ ยอดภาษีขาย ภาษีซื้อ ส่วนต่าง ภ.พ.30 ต่างจาก ภ.ง.ด.50 อย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง ภ.พ.30 กับ ภ.ง.ด.50 เพราะชื่อคล้ายกัน บางคนเรียก “ภ.ง.ด.30” แต่ชื่อทางการของแบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีคือ ภ.ง.ด.50 รายการ ภ.พ.30 ภ.ง.ด.50 ประเภทภาษี ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ใครต้องยื่น ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ความถี่ ทุกเดือน ปีละ 1 ครั้ง (ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี) คำนวณจาก ภาษีขาย หักด้วย ภาษีซื้อ กำไรสุทธิ คูณ อัตราภาษี จำง่ายๆ ว่าแบบยื่น VAT เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บจากมูลค่าสินค้า ส่วน ภ.ง.ด.50 เกี่ยวกับภาษีที่คำนวณจากกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด) ผู้ประกอบการนิติบุคคลที่จดทะเบียน VAT ต้องยื่นทั้งสองแบบ แบบยื่น VAT ยื่นรายเดือน ส่วน ภ.ง.ด.50 ยื่นปีละครั้ง ทำไมยอดขาย ภ.พ.30 ไม่ตรงกับรายได้ ภ.ง.ด.50 เมื่อรวมยอดขายจาก ภ.พ.30 ทั้ง 12 เดือน แล้วเทียบกับรายได้ที่แสดงในแบบ ภ.ง.ด.50 ตัวเลขมักไม่ตรงกัน เป็นเรื่องปกติที่เกิดจากความแตกต่างของฐานภาษี ไม่ได้แปลว่ามีข้อผิดพลาด แต่ต้องอธิบายสาเหตุได้เมื่อสรรพากรสอบถาม สาเหตุหลักที่ยอดไม่ตรง สาเหตุ คำอธิบาย ตัวอย่าง รายได้ที่ไม่ต้องเสีย VAT กิจการอาจมีรายได้บางประเภทที่ยกเว้น VAT เช่น ดอกเบี้ย กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ต้องนำมารวมในภาษีเงินได้ ดอกเบี้ยเงินฝาก 50,000 บาท/ปี อยู่ใน ภ.ง.ด.50 แต่ไม่อยู่ในแบบยื่น VAT จุดรับรู้รายได้ต่างกัน แบบยื่น VAT รับรู้ตามจุดที่ออกใบกำกับภาษี ส่วน ภ.ง.ด.50 รับรู้ตามเกณฑ์สิทธิ์ทางบัญชี (ตามมาตรา 65 ประมวลรัษฎากร) ออกใบกำกับภาษีเดือน ธ.ค. แต่ส่งมอบงานเดือน ม.ค. ปีถัดไป ส่วนลดและใบลดหนี้ ใบลดหนี้ลดยอดในแบบยื่น VAT ในเดือนที่ออก แต่อาจปรับปรุงต่างช่วงในงบการเงิน ออกใบลดหนี้เดือน มี.ค. แต่ปรับงบปีทีเดียวตอนปิดบัญชี รอบบัญชีไม่ตรงปีปฏิทิน บริษัทที่มีรอบบัญชี เม.ย. ถึง มี.ค. จะมียอดรวม 12 เดือนของแบบยื่น VAT ไม่ตรงกับช่วงเวลาที่ ภ.ง.ด.50 ครอบคลุม สินค้า VAT 0% (ส่งออก) ยอดส่งออกปรากฏในแบบยื่น VAT ช่อง VAT 0% แต่คิดอัตราแลกเปลี่ยนคนละวันกับที่บันทึกรายได้ในงบการเงิน วิธีกระทบยอดให้ตรงก่อนยื่นภาษี เมื่อเตรียมยื่น ภ.ง.ด.50 ควรทำกระดาษทำการกระทบยอดไว้เป็นหลักฐาน ถ้าใช้ PEAK จัดทำบัญชี ระบบจะช่วยออกรายงานภาษีซื้อ-ขายที่ตรงกับงบการเงินอัตโนมัติ ช่วยลดโอกาสที่ยอดจะคลาดเคลื่อน ยื่น ภ.พ.30 ล่าช้า มีบทลงโทษอะไรบ้าง การยื่นแบบล่าช้าหรือไม่ยื่นเลย มีโทษตามประมวลรัษฎากร 3 ส่วน เบี้ยปรับ คิดจากจำนวนภาษีที่ต้องนำส่ง กรณี อัตราเบี้ยปรับ ยื่นแบบภายใน 7 วันหลังครบกำหนด เบี้ยปรับ 2% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 7 วัน แต่ไม่เกิน 15 วัน เบี้ยปรับ 5% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 15 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน เบี้ยปรับ 10% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน เบี้ยปรับ 15% ของภาษี ยื่นแบบหลัง 60 วันขึ้นไป หรือไม่ยื่น เบี้ยปรับ 20% ของภาษี เงินเพิ่ม คิด 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของภาษีที่ต้องนำส่ง นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดจนถึงวันที่ชำระ ตามมาตรา 89/1 ประมวลรัษฎากร ค่าปรับอาญา กรณีไม่ยื่นแบบภายในกำหนด ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ต่อแบบที่ไม่ยื่น ตัวอย่างคำนวณ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ต้องนำส่ง VAT 10,000 บาท แต่ยื่นช้าไป 45 วัน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีที่ต้องนำส่ง 10,000 บาท เบี้ยปรับ (ช้า 45 วัน = 15%) 10,000 × 15% 1,500 บาท เงินเพิ่ม (ช้า 2 เดือน) 10,000 × 1.5% × 2 300 บาท ค่าปรับอาญา สูงสุด 2,000 บาท รวมต้องจ่าย 10,000 + 1,500 + 300 + ค่าปรับ 11,800+ บาท จากตัวอย่างจะเห็นว่ายื่นช้าแค่ 45 วัน ต้องจ่ายเพิ่มอย่างน้อย 1,800 บาท ไม่รวมค่าปรับอาญา ยิ่งช้ามากเบี้ยปรับยิ่งสูง ดังนั้นตั้งเตือนปฏิทินไว้ล่วงหน้าคือทางที่ดีที่สุด สรุป: ภ.พ.30 ยื่นให้ครบ ยื่นให้ตรงเวลา สิ่งที่ผู้ประกอบการจด VAT ต้องจำ จัดการ VAT ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่ออกใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย ไปจนถึงสร้างแบบแสดงรายการ VAT พร้อมยื่นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.พ.30 กำหนดยื่น ภ.พ.30 ตรงวันหยุด เลื่อนได้ไหม ได้ ถ้ากำหนดเวลาตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนไปวันทำการถัดไปโดยอัตโนมัติ ทั้งการยื่นกระดาษและยื่นออนไลน์ ภ.พ.30 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.พ.36 ใช้ในกรณีที่กิจการในไทยจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศซึ่งไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย เช่น ค่าโฆษณา Facebook หรือค่า Google Ads ต้องนำส่ง VAT 7% แทนผู้ให้บริการต่างชาติ (อ่านเพิ่มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ส่วนแบบยื่น VAT ปกติใช้สำหรับการซื้อขายภายในประเทศ ยื่น ภ.พ.30 ผิด แก้ไขได้ไหม ได้ โดยยื่นแบบเพิ่มเติม ผ่าน e-Filing หรือที่สำนักงานสรรพากร ระบุเดือนภาษีที่ต้องการแก้ไข แล้วกรอกตัวเลขที่ถูกต้องใหม่ ถ้าแก้แล้วมีภาษีต้องจ่ายเพิ่ม จะมีเงินเพิ่มคิด 1.5% ต่อเดือนของส่วนต่างที่จ่ายเพิ่ม แนะนำให้ตรวจสอบรายงานภาษีซื้อและภาษีขายให้ตรงกับใบกำกับภาษีก่อนยื่น จะได้ไม่ต้องยื่นแบบเพิ่มเติมทีหลัง เก็บเอกสาร ภ.พ.30 แบบไหนดี กระดาษหรือดิจิทัล กฎหมายกำหนดให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันที่ยื่นแบบ จะเก็บกระดาษอย่างเดียวก็ได้ แต่แนะนำให้สแกนเก็บไฟล์ดิจิทัลคู่กันเสมอ เพราะเอกสารกระดาษอาจเสื่อมสภาพหรือสูญหายได้ ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รายงานภาษีจะถูกเก็บในระบบอัตโนมัติ ดึงมาได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

เงินปันผล หรือ เงินเดือนกรรมการ จ่ายแบบไหนประหยัดภาษีกว่า

กรรมการที่เป็นผู้ถือหุ้นด้วย มีเงินได้ 2 ทางเลือกจากบริษัท คือ “เงินเดือน” กับ “เงินปันผล” ภาษีที่ต้องจ่ายรวมทั้งระบบต่างกันมาก บทความนี้คำนวณให้ดูจริง 3 กรณี เพื่อหาจุดที่ภาษีรวมต่ำที่สุด เงินปันผล vs เงินเดือนกรรมการ ต่างกันอย่างไร เงินปันผล คืออะไร เงินปันผลคือส่วนแบ่งกำไรของบริษัทที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้น โดยจ่ายได้หลังจากบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลแล้วเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้ ต้องมีกำไรสะสมจริงและกันเงินสำรองตามที่กฎหมายกำหนด รายละเอียดเงื่อนไขอยู่ในหัวข้อ “เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้” ด้านล่าง ส่วนขั้นตอนบันทึกบัญชีอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความขั้นตอนจ่ายเงินปันผลของ PEAK เงินเดือนกรรมการ คืออะไร เงินเดือนกรรมการคือค่าตอบแทนรายเดือนที่บริษัทจ่ายให้กรรมการในฐานะพนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภทเงินเดือน ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) จุดที่ต้องระวังคือ “เงินเดือนกรรมการ” กับ “ค่าตอบแทนกรรมการ” ไม่เหมือนกัน ภาษีเงินปันผล ต้องเสียเท่าไร หักอย่างไร เงินปันผลถูกเก็บภาษี 2 ชั้น ชั้นแรกคือภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรของบริษัท ชั้นที่สองคือภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากผู้ถือหุ้น ภาษีนิติบุคคล (ฝั่งบริษัท) บริษัทต้องเสีย CIT จากกำไรสุทธิก่อน จึงจะนำกำไรหลังภาษีมาจ่ายเป็นเงินปันผลได้ รายได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษีนิติบุคคล กำไรสุทธิ 0 – 300,000 ยกเว้น (เฉพาะ SME ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท + รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี) กำไรสุทธิ 300,001 ขึ้นไป 15% (SME ที่เข้าเกณฑ์) กำไรสุทธิ 3,000,001 ขึ้นไป 20% ทั่วไป (ไม่ใช่ SME) 20% ทั้งจำนวน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตราภาษีปี 2568-2569) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% (ฝั่งผู้ถือหุ้น) เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทุกครั้ง ผู้ถือหุ้นเลือกได้ 2 ทาง เครดิตภาษีเงินปันผล คืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผล คือสิทธิ์ที่ให้ผู้ถือหุ้นนำภาษีที่บริษัทจ่ายไปแล้วมาหักออกจากภาษีส่วนบุคคล เพื่อลดภาระภาษีซ้ำซ้อน (ตามมาตรา 47 ทวิ ประมวลรัษฎากร) ตัวอย่างเช่น บริษัทมีกำไร 100 บาท เสียภาษีนิติบุคคล 20% คือ 20 บาท เหลือจ่ายปันผล 80 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินปันผลที่ได้รับ 80 บาท เครดิตภาษี 80 × 20/80 20 บาท เงินได้ที่ต้องนำไปรวมยื่น 80 + 20 100 บาท ถ้าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 20% จะขอคืนภาษีส่วนต่างได้ แต่ถ้าสูงกว่า 20% ต้องจ่ายเพิ่ม สรุปง่ายคือ ฐานภาษีต่ำควรนำไปรวมยื่น ฐานภาษีสูงควรหัก 10% แล้วจบ ภาษีเงินเดือนกรรมการ คำนวณอย่างไร เงินเดือนกรรมการถูกหักภาษีเหมือนพนักงานทั่วไป แต่มีทั้งข้อดีและต้นทุนที่ต้องพิจารณา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราก้าวหน้า) อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปัจจุบัน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสะสมสูงสุด 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 5% 7,500 บาท 300,001 – 500,000 10% 27,500 บาท 500,001 – 750,000 15% 65,000 บาท 750,001 – 1,000,000 20% 115,000 บาท 1,000,001 – 2,000,000 25% 365,000 บาท 2,000,001 – 5,000,000 30% 1,265,000 บาท 5,000,001 ขึ้นไป 35% ประกันสังคม: กรรมการต้องจ่ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ากรรมการเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “นายจ้าง” ตามแนววินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคม กรรมการที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทและถือหุ้นหลัก ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบการทำงาน ไม่มีหัวหน้า ถือเป็น “นายจ้าง” ไม่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม กรณีในบทความนี้ (กรรมการถือหุ้น 100% ทำงานในฐานะเจ้าของ) ถือเป็นนายจ้าง จึงไม่มีต้นทุนประกันสังคมในการคำนวณ แต่ถ้ากรรมการทำงานประจำภายใต้สัญญาจ้าง มีหัวหน้าสั่งงาน ปฏิบัติตามระเบียบ ก็ถือเป็นลูกจ้างที่ต้องจ่ายประกันสังคม 5% ไม่เกิน 750 บาท/เดือน ทั้งฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง เงินเดือนเป็นค่าใช้จ่ายหักภาษีนิติบุคคลได้ เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการ บริษัทนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณ CIT ได้เต็มจำนวน ต่างจากเงินปันผลที่จ่ายจากกำไรหลังหักภาษี นี่คือข้อได้เปรียบหลักของเงินเดือน ยิ่งจ่ายเงินเดือนมาก กำไรสุทธิของบริษัทยิ่งลดลง CIT ก็ลดตาม เงื่อนไขการจ่ายเงินเดือนกรรมการ ให้สรรพากรยอมรับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมรับเงินเดือนกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ถ้าพบว่าจ่ายสูงเกินสมควร ส่งผลให้บริษัทต้องเสีย CIT เพิ่ม (อ่านเพิ่มเรื่องสิทธิ์ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME) เงื่อนไขที่ต้องระวัง เปรียบเทียบ: เงินเดือนกรรมการ vs เงินปันผล ต่างกันอย่างไร ตารางนี้สรุปความแตกต่างครบทุกมิติ ช่วยให้เห็นภาพรวมก่อนลงรายละเอียดการคำนวณ มิติ เงินเดือนกรรมการ เงินปันผล ประเภทเงินได้ เงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน) เงินได้ประเภทที่ 4(ข) (เงินปันผล) ภาษีฝั่งบริษัท หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ ลดกำไรสุทธิ ลด CIT หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ จ่ายจากกำไรหลังภาษี ภาษีฝั่งบุคคล อัตราก้าวหน้า 0-35% หัก ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปรวมยื่น ประกันสังคม ไม่ต้องจ่าย (ถ้ากรรมการเป็นนายจ้าง/ผู้ถือหุ้นหลัก) ไม่ต้องจ่าย เงื่อนไขการจ่าย จ่ายได้ทุกเดือน ไม่ต้องมีกำไร ต้องมีกำไรสะสม + กันสำรอง 5% ความยืดหยุ่น ปรับเพิ่มลดได้ ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น สิทธิ์ลดหย่อน หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 บาท + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ใช้เครดิตภาษีได้ ตัวอย่างคำนวณภาษี: กรณีกำไร 1 ล้านบาท สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท/ปี มีกำไรก่อนหักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กรรมการ 1 คนเป็นผู้ถือหุ้น 100% ไม่มีรายได้อื่น Case 1: จ่ายเป็นเงินเดือนกรรมการทั้งหมด จ่ายเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท/ปี (เดือนละ 83,333 บาท) ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 1,000,000 0 บาท ภาษีนิติบุคคล 0 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 1,000,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 1,000,000 – 100,000 – 60,000 840,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 10% 20,000 บาท ภาษี 500,001 – 750,000 250,000 × 15% 37,500 บาท ภาษี 750,001 – 840,000 90,000 × 20% 18,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 1 = 0 + 83,000 = 83,000 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 1,000,000 – 83,000 = 917,000 บาท Case 2: จ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ไม่จ่ายเงินเดือน บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลจากกำไร 1 ล้านบาท แล้วจ่ายเป็นเงินปันผลทั้งหมด ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรสุทธิ 1,000,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 1,000,000 700,000 × 15% 105,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 105,000 บาท ขั้นที่ 2 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 1,000,000 – 105,000 895,000 บาท กันสำรองตามกฎหมาย 5% 895,000 × 5% 44,750 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 895,000 – 44,750 850,250 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 850,250 × 10% 85,025 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 2 = 105,000 + 85,025 = 190,025 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = 850,250 – 85,025 = 765,225 บาท Case 3: จ่ายแบบผสม (จุด Sweet Spot ที่ประหยัดภาษีรวมได้มากที่สุด) จ่ายเงินเดือน 500,000 บาท/ปี (เดือนละ 41,667 บาท) ส่วนที่เหลือจ่ายเป็นเงินปันผล ขั้นที่ 1 ภาษีนิติบุคคล รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรก่อนหักเงินเดือน 1,000,000 บาท หักเงินเดือนกรรมการ 500,000 บาท กำไรสุทธิ 1,000,000 – 500,000 500,000 บาท ภาษี 0 – 300,000 ยกเว้น (SME) 0 บาท ภาษี 300,001 – 500,000 200,000 × 15% 30,000 บาท ภาษีนิติบุคคล 30,000 บาท ขั้นที่ 2 ภาษีเงินเดือนกรรมการ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 500,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 500,000 – 100,000 – 60,000 340,000 บาท ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท ภาษี 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท ภาษี 300,001 – 340,000 40,000 × 10% 4,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 11,500 บาท ขั้นที่ 3 จ่ายเงินปันผล + หัก ณ ที่จ่าย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน กำไรหลังภาษี 500,000 – 30,000 470,000 บาท กันสำรอง 5% 470,000 × 5% 23,500 บาท เงินปันผลจ่ายได้ 470,000 – 23,500 446,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% 446,500 × 10% 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ Case 3 = 30,000 + 11,500 + 44,650 = 86,150 บาท เงินสุทธิที่กรรมการได้รับ = (500,000 – 11,500) + (446,500 – 44,650) = 890,350 บาท สรุปผลเปรียบเทียบ 3 กรณี Case 1: เงินเดือนล้วน Case 2: ปันผลล้วน Case 3: ผสม ภาษีนิติบุคคล 0 บาท 105,000 บาท 30,000 บาท ภาษีบุคคลธรรมดา 83,000 บาท 0 บาท 11,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 0 บาท 85,025 บาท 44,650 บาท ภาษีรวมทั้งระบบ 83,000 190,025 86,150 เงินค้างบริษัท (สำรอง) 0 บาท 44,750 บาท 23,500 บาท เงินสุทธิกรรมการได้รับ 917,000 765,225 890,350 จ่ายแบบผสม (Case 3) ภาษีรวมต่ำที่สุด เพราะใช้ข้อดีของทั้งสองทางพร้อมกัน คือเงินเดือนช่วยลดกำไรของบริษัท (ลด CIT) ขณะที่เงินปันผลเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพียง 10% หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นกรณีสมมุติเพื่อเปรียบเทียบ ผลลัพธ์จริงขึ้นกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและสิทธิ์ลดหย่อนอื่น ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ วิธีวางแผนจ่ายเงินเดือน + ปันผล ให้ประหยัดภาษีสูงสุด สูตรหาจุดคุ้มทุน: เงินเดือนเท่าไร ส่วนเหลือจ่ายปันผล หลักคิดง่ายคือ กรรมการควรจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง “เท่าที่อัตราภาษีส่วนเพิ่ม (Marginal Tax Rate) ยังต่ำกว่าอัตราภาษีรวมของเงินปันผล” สำหรับ SME ที่เสีย CIT 15% บวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 10% ภาษีรวมของเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 23.5% ดังนั้นจ่ายเงินเดือนได้จนกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาจะถึงขั้น 20-25% จึงค่อยเปลี่ยนส่วนที่เหลือเป็นปันผล แนวทางปฏิบัติสำหรับ SME เงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลที่ต้องรู้ ก่อนจ่ายเงินปันผล บริษัทต้องเตรียมเรื่องเหล่านี้ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเมื่อประกาศจ่ายเงินปันผล 100,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 100,000 บาท เงินปันผลค้างจ่าย 90,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 10,000 บาท ข้อควรระวังและผลกระทบทางกฎหมาย ถ้าสรรพากรเห็นว่าเงินเดือนกรรมการสูงเกินสมควร บริษัทอาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม (ดูเงื่อนไขที่ต้องระวังในหัวข้อด้านบน) การจ่ายปันผลเกินกว่ากำไรที่มีจริงถือว่าผิดกฎหมาย กรรมการอาจต้องรับผิดชอบส่วนตัว สำหรับบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล ต้องพิจารณาเรื่อง Transfer Pricing ด้วย เพราะการตั้งเงินเดือนกรรมการระหว่างบริษัทในเครือต้องเป็นราคาตลาด สรุป: วางแผนจ่ายผสม ภาษีรวมต่ำสุด จัดการบัญชีเงินเดือนและเงินปันผลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยจัดการทั้งระบบเงินเดือน (Payroll) และบันทึกบัญชีเงินปันผล ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ ดูรายงานกำไรสะสมได้ทันทีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินปันผลและเงินเดือนกรรมการ เงินปันผลเสียภาษีไหม และต้องนำไปยื่น ภ.ง.ด.90/91 ตอนปลายปีหรือไม่ เงินปันผลเสียภาษีแน่นอน โดยถูกหัก 10% ตอนรับเงิน ผู้ถือหุ้นเลือกได้ว่าจะหักแล้วจบ หรือนำไปรวมยื่นในแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนปลายปี ถ้านำไปรวมยื่น สามารถใช้เครดิตภาษีหักออกได้ กรณีฐานภาษีต่ำกว่า 10% จะได้คืนภาษีด้วย เงินปันผลหัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ เงินปันผลที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาต้องหักภาษี 10% ของจำนวนที่จ่าย บริษัทผู้จ่ายนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เงินเดือนกรรมการกับเงินปันผล จ่ายแบบไหนดีกว่า ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกสำหรับทุกกรณี ขึ้นกับขนาดกำไร จำนวนผู้ถือหุ้น และสิทธิ์ลดหย่อนที่มี จากตัวอย่างในบทความ การจ่ายแบบผสมมักให้ภาษีรวมต่ำสุด เพราะใช้ประโยชน์ทางภาษีจากทั้งเงินเดือนและปันผลพร้อมกัน กรรมการจ่ายเงินเดือนตัวเองเท่าไรได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดเพดานไว้ตายตัว แต่สรรพากรจะพิจารณาว่าเหมาะสมกับขนาดกิจการหรือไม่ เงินเดือนที่สูงเกินจริงอาจทำให้บริษัทเสียภาษีเพิ่ม แนวปฏิบัติคือดูเงินเดือนตำแหน่งเดียวกันในอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นเกณฑ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีและตีราคาที่ SME ต้องรู้

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการ “สินค้าคงเหลือ” ให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่หลายคนยังสับสนคือ ควรเลือกบันทึกบัญชีแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่? สินค้าคงเหลือคืออะไร? (Inventory) สินค้าคงเหลือ คือทรัพย์สินของกิจการที่ถือไว้เพื่อขายในการดำเนินธุรกิจตามปกติ หรืออยู่ระหว่างการผลิตเพื่อขาย รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตด้วย ตามหลักมาตรฐานบัญชี (TAS 2) ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดไว้ พูดง่ายๆ ก็คือ ของที่ซื้อมาขาย หรือของที่ผลิตเพื่อขาย ที่ยังเหลืออยู่ ณ วันที่ปิดงบ ทั้งหมดนับเป็น Inventory สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบการเงิน? ในงบแสดงฐานะการเงิน สินค้าคงเหลืออยู่หมวด “สินทรัพย์หมุนเวียน” เพราะคาดว่าจะขายได้ภายใน 1 รอบบัญชี โดยแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า (ตามโครงสร้างงบการเงินของมาตรฐานรายงานทางการเงิน NPAEs) ประเภทของสินค้าคงเหลือ Inventory แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ประเภท ตัวอย่าง ธุรกิจที่พบ วัตถุดิบ (Raw Materials) ผ้า ไม้ เหล็ก โรงงานผลิต งานระหว่างทำ (Work in Process) เสื้อที่ตัดเย็บแล้วยังไม่เสร็จ โรงงานผลิต สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) สินค้าพร้อมขาย ร้านค้าออนไลน์ ค้าปลีก นำเข้าส่งออก ธุรกิจซื้อมาขายไป เช่น ร้านค้าออนไลน์ จะมีแค่ “สินค้าสำเร็จรูป” เพราะไม่ได้ผลิตเอง การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ 2 ระบบที่ต้องเลือก การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือมี 2 ระบบหลัก ได้แก่ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) และแบบสิ้นงวด (Periodic) กิจการต้องเลือกระบบใดระบบหนึ่งแล้วใช้ต่อเนื่องตลอดรอบบัญชี ก่อนลงรายละเอียดแต่ละระบบ ดูตารางเปรียบเทียบภาพรวมก่อน เกณฑ์ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) อัปเดตยอดสินค้า ทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (real-time) ตอนสิ้นงวดเท่านั้น รู้ต้นทุนขายทันที ใช่ ไม่ ต้องรอตรวจนับ ความซับซ้อน สูงกว่า (บันทึกทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกตอนสิ้นงวด) เหมาะกับ สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย ใช้โปรแกรมบัญชี เหมาะมาก ใช้ได้ แต่ไม่จำเป็น ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) ระบบนี้บันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายอุปกรณ์ไอที ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท รวม 20,000 บาท บันทึกตอนซื้อสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ 20,000 เงินสด/เจ้าหนี้การค้า 20,000 บันทึกตอนขายสินค้า (ขาย 10 ตัว ราคาขายตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 3,500 รายได้จากการขาย 3,500 ต้นทุนขาย 2,000 สินค้าคงเหลือ 2,000 สังเกตว่าทุกครั้งที่ขาย ต้องบันทึก 2 คู่ ทั้งรายได้และต้นทุน ทำให้รู้กำไรขั้นต้นทันทีหลังขาย ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) ระบบนี้ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขาย แต่จะรอจนสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) แล้วค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นคำนวณต้นทุนขายย้อนกลับ ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท บันทึกตอนซื้อสินค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ซื้อสินค้า 20,000 เงินสด/เจ้าหนี้การค้า 20,000 สังเกตว่าเดบิตไปที่ “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกไม่เปลี่ยนจนกว่าจะถึงสิ้นงวด บันทึกตอนขาย บันทึกแค่รายได้ ไม่บันทึกต้นทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 3,500 รายได้จากการขาย 3,500 บันทึกสิ้นงวด ตรวจนับพบเมาส์เหลือ 90 ตัว (ต้นทุน 18,000 บาท) ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด = 0 บาท + 20,000 บาท – 18,000 บาท = 2,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ (ปลายงวด) 18,000 ต้นทุนขาย 2,000 ซื้อสินค้า 20,000 เปรียบเทียบ Perpetual vs Periodic เลือกแบบไหนดี? ไม่มีระบบไหนดีกว่าเสมอ ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ลองเช็คตามเกณฑ์นี้ ถ้าธุรกิจคุณเป็นแบบนี้ แนะนำใช้ มีสินค้า SKU เยอะ มูลค่าสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง Perpetual ต้องรู้ยอดสต๊อก real-time ขายออนไลน์หลายช่องทาง (Shopee, Lazada, หน้าเว็บ) Perpetual ป้องกันขายเกินสต๊อก สินค้าไม่กี่รายการ มูลค่าต่ำ เช่น ร้านขายของชำ Periodic ง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว (เช่น PEAK) Perpetual โปรแกรมบันทึกให้อัตโนมัติ ยังทำบัญชีด้วย Excel หรือกระดาษ Periodic จัดการง่ายกว่า สำหรับ SME ที่กำลังเติบโตและมีสินค้าหลายรายการ ระบบ Perpetual เหมาะกว่าในระยะยาว เพราะช่วยให้เห็นต้นทุนจริงทันทีและวางแผนสั่งซื้อได้แม่นยำ การปรับปรุงบัญชีสินค้าคงเหลือปลายงวด ไม่ว่าจะใช้ระบบไหน ทุกกิจการต้องตรวจนับสินค้าจริง ณ วันสิ้นงวด แล้วปรับปรุงยอดในบัญชีให้ตรงกับของจริง ถ้าพบว่าสินค้าชำรุด สูญหาย หรือล้าสมัย ต้องตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น PEAK มีคู่มือการตั้งค่าระบบบันทึกสินค้าคงเหลือแบบสิ้นงวดที่อธิบายขั้นตอนปรับปรุงปลายงวดอย่างละเอียด วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ หลังเลือกระบบบันทึกแล้ว ต้องเลือก “วิธีตีราคา” ว่าจะคำนวณต้นทุนสินค้าอย่างไร วิธีที่ใช้กันมากในไทยมี 2 วิธีหลัก FIFO (First-In, First-Out) FIFO หมายถึง “เข้าก่อน ออกก่อน” สินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกคิดเป็นต้นทุนขายก่อน สต๊อกปลายงวดจึงเป็นสินค้าล็อตล่าสุด ซึ่งสะท้อนราคาตลาดปัจจุบันได้ดี วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่มีอายุจำกัด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรือสินค้าที่ราคาเปลี่ยนบ่อย Weighted Average (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) คิดต้นทุนจากราคาเฉลี่ยของสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ ทุกครั้งที่ซื้อล็อตใหม่เข้ามาจะคำนวณราคาเฉลี่ยใหม่ ขั้นตอน วิธีคำนวณ ตัวอย่าง 1. รวมมูลค่าสต๊อกทั้งหมด มูลค่าเดิม + มูลค่าที่ซื้อใหม่ 10,000 บาท + 12,000 บาท = 22,000 บาท 2. รวมจำนวนหน่วยทั้งหมด จำนวนเดิม + จำนวนที่ซื้อใหม่ 50 ชิ้น + 60 ชิ้น = 110 ชิ้น 3. หาต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย มูลค่ารวม ÷ จำนวนรวม 22,000 ÷ 110 = 200 บาท/ชิ้น วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่ราคาไม่ผันผวนมาก และช่วยลดความซับซ้อนในการคำนวณ รายงานสินค้าคงเหลือที่ธุรกิจต้องทำ ธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้าต้องจัดทำรายงานเพื่อใช้ตรวจสอบภายในและยื่นต่อหน่วยงานภาครัฐ (ตามพ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) รายงานหลักที่ต้องทำ ได้แก่ กรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบรายงานสินค้าคงเหลือระหว่างตรวจสอบภาษี ดังนั้นควรจัดทำให้เป็นปัจจุบันเสมอ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกสินค้าคงเหลือ จากประสบการณ์ที่ PEAK ทำงานร่วมกับ SME หลากหลายธุรกิจ ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยมี 4 เรื่องหลัก สรุป สินค้าคงเหลือเป็นตัวเลขสำคัญที่กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษี SME ที่เริ่มต้นแนะนำใช้ระบบ Perpetual เพราะเห็นยอดสต๊อก real-time ส่วนวิธีตีราคาเลือก FIFO หรือ Weighted Average ตามประเภทสินค้า จัดการสินค้าคงเหลือให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยบันทึกรับเข้า-จ่ายออกอัตโนมัติทุกครั้งที่สร้างใบซื้อ-ใบขาย ดูยอดสต๊อกได้ทันทีไม่ต้องรอสิ้นเดือน ออกรายงานสินค้าคงเหลือพร้อมยื่นได้เลย ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ ใช้ระบบ Perpetual อยู่ เปลี่ยนเป็น Periodic ได้ไหม? เปลี่ยนได้ แต่ควรเปลี่ยนตอนต้นรอบบัญชีใหม่ ไม่ใช่กลางปี เพราะต้องปรับปรุงยอดต้นงวดให้ตรง และต้องเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย (ตามข้อกำหนดของมาตรฐานบัญชี TAS 8) สินค้าคงเหลือมีผลต่อภาษีอย่างไร? สินค้าคงเหลือกระทบต้นทุนขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่หักจากรายได้ก่อนคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ถ้ายอดสต๊อกสูงเกินจริง ต้นทุนขายจะต่ำไป ส่งผลให้กำไรสุทธิสูงและเสียภาษีมากขึ้น ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องทำรายงานสินค้าคงเหลือไหม? ไม่ต้อง ถ้าเป็นงานบริการล้วนๆ ไม่มีสินค้าถือขาย ก็ไม่มีรายการสต๊อกในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลือง (เช่น อะไหล่ น้ำยา) ที่มูลค่ามากพอ ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร? เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี Inventory Turnover = ต้นทุนขาย (บาท) ÷ สต๊อกเฉลี่ย (บาท) ตัวอย่าง: ต้นทุนขายทั้งปี 1,200,000 บาท ÷ สต๊อกเฉลี่ย 200,000 บาท = 6 รอบ/ปี ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งดี แปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

สัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารที่ต้องรู้จัก ก่อนจะเซ็นสัญญา

ผู้ประกอบการหลายคนที่กำลังจะซื้อที่ดินสร้างโกดัง ซื้อตึกแถวเปิดร้าน หรือขายอสังหาริมทรัพย์ของกิจการ มักเจอคำว่า สัญญาจะซื้อจะขาย แล้วสับสนว่าต่างจากสัญญาซื้อขายจริงตรงไหน เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่ถ้าเข้าใจผิดแม้แค่จุดเดียว อาจเสียเงินมัดจำฟรี หรือถูกอีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์โอนทันที แต่เป็นแค่ข้อตกลงล่วงหน้าว่าทั้งสองฝ่ายจะไปทำสัญญาซื้อขายจริงที่สำนักงานที่ดินในวันโอน สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร สัญญาจะซื้อจะขาย คือ ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ที่ตกลงกันว่าจะไปทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่กำหนดไว้ โดยกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ณ วันที่เซ็นสัญญาฉบับนี้ พูดง่ายๆ คือเป็นสัญญาจองล่วงหน้า ผู้ซื้อวางเงินมัดจำไว้เป็นหลักประกัน แล้วนัดวันไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินอีกครั้ง เหตุผลที่ต้องมีสัญญาฉบับนี้ เพราะการซื้อขายอสังหาฯ มักใช้เวลาเตรียมตัวหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบโฉนด ขอสินเชื่อธนาคาร หรือเตรียมเอกสาร หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นถือเป็นโมฆะ สำหรับสัญญาจะซื้อจะขาย กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนังสือลงชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือการวางมัดจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ (ข้อมูลจาก สำนักงานอัยการสูงสุด) สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างจากสัญญาซื้อขายตรงไหน ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนสับสนระหว่างสองสัญญานี้ ความต่างหลักคือ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นแค่ข้อตกลงว่าจะซื้อจะขายในอนาคต ส่วนสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์จริง รายการ สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาซื้อขาย กรรมสิทธิ์ ยังไม่โอน – เป็นข้อตกลงล่วงหน้า โอนทันทีที่จดทะเบียน สถานที่ทำ ทำที่ไหนก็ได้ ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน หลักฐาน ทำเป็นหนังสือลงชื่อ หรือวางมัดจำ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ถ้าไม่ทำตาม ฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนโอนได้ ถ้าไม่จดทะเบียน ถือเป็นโมฆะ ส่วนประกอบสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ ข้อมูลคู่สัญญา ระบุชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ครบ ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องระบุชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล และชื่อผู้มีอำนาจลงนามด้วย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท ก จำกัด จะซื้อที่ดินสร้างคลังสินค้า ต้องระบุเลขทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทและชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม รายละเอียดทรัพย์สิน ระบุประเภททรัพย์สิน ที่ตั้ง เลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง เนื้อที่ ให้ตรงกับโฉนดที่ดินทุกตัวอักษร ถ้าเป็นบ้านพร้อมที่ดินหรือคอนโด ต้องระบุเลขที่บ้านและรายละเอียดสิ่งปลูกสร้างด้วย ราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน ระบุราคาซื้อขายทั้งหมด จำนวนเงินมัดจำ งวดการผ่อนชำระ (ถ้ามี) และยอดเงินที่ต้องจ่ายในวันโอน ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 5,000,000 บาท วางมัดจำวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือ 4,500,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ กำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ ต้องระบุวันที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินให้ชัดเจน ถ้าไม่ระบุวัน อาจเกิดปัญหาว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผัดวันไปเรื่อยๆ และอีกฝ่ายฟ้องร้องได้ยาก เงื่อนไขการผิดสัญญาและค่าเสียหาย ข้อนี้สำคัญมากแต่หลายคนมองข้าม ควรระบุให้ชัดว่าถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาจะมีผลอย่างไร เช่น ผู้ซื้อไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำ หรือผู้ขายไม่ยอมโอน ผู้ซื้อเรียกมัดจำคืนพร้อมค่าเสียหายได้ ประเภทอสังหาฯ ที่ใช้สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายใช้ได้กับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท แต่รายละเอียดที่ต้องระบุในสัญญาจะต่างกันตามลักษณะทรัพย์สิน ที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องระบุเลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง ตำบล อำเภอ จังหวัด และเนื้อที่ให้ตรงกับโฉนด ถ้าเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต้องระบุรายละเอียดอาคารเพิ่มเติม เช่น ประเภทอาคาร จำนวนชั้น และเลขที่บ้าน บ้านพร้อมที่ดิน สัญญาจะซื้อจะขายบ้านในโครงการจัดสรร ควรตรวจสอบว่าผู้ขายมีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ เพราะถ้าไม่มี สัญญาอาจมีปัญหาภายหลัง นอกจากนี้ควรระบุรายการที่รวมในราคาให้ชัด เช่น เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน แอร์ หรืออุปกรณ์ที่โครงการตกลงว่าจะให้ คอนโดมิเนียมและห้องชุด สัญญาจะซื้อจะขายคอนโดต้องระบุเลขที่ห้องชุด ชั้น อาคาร และเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ต้องตรวจสอบด้วยว่าห้องชุดปลอดภาระผูกพัน ไม่ติดจำนองกับธนาคาร และนิติบุคคลอาคารชุดไม่มีค่าส่วนกลางค้างจ่าย เงินมัดจำและดาวน์ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนวางเงิน เงินมัดจำ คือ เงินที่ผู้ซื้อวางให้ผู้ขายเป็นหลักประกันว่าจะมาทำสัญญาซื้อขายจริง กฎหมายคุ้มครองเรื่องมัดจำไว้ชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 377-378 จำนวนเงินมัดจำที่เหมาะสม กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินมัดจำตายตัว แต่ในทางปฏิบัติมักอยู่ที่ 5-10% ของราคาซื้อขาย ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 3,000,000 บาท เงินมัดจำที่เหมาะสมอยู่ที่ 150,000-300,000 บาท ถ้าวางมัดจำสูงเกินไป ศาลอาจลดจำนวนมัดจำลงได้ เช่น ศาลฎีกาเคยลดมัดจำจาก 500,000 บาท (คิดเป็น 35.71% ของราคา) เหลือ 200,000 บาท เพราะเห็นว่าสูงเกินส่วน (คำพิพากษาฎีกาที่ 7302/2559) กรณีริบมัดจำตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 378 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่ ถ้าทำสัญญาสำเร็จ มัดจำจะนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขาย หรือคืนให้ผู้ซื้อ ถ้าฝ่ายผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำได้ทันที และถ้าฝ่ายผู้ขายผิดสัญญา ต้องคืนมัดจำให้ผู้ซื้อ ตัวอย่าง ผู้ซื้อวางมัดจำ 200,000 บาท แต่ไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายริบมัดจำ 200,000 บาทได้ทันที กลับกัน ถ้าผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ยอมขาย ผู้ซื้อเรียกเงิน 200,000 บาทคืนได้ สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ควรเช็ครายการต่อไปนี้ให้ครบ เพื่อป้องกันปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อย ค่าใช้จ่ายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาฯ นอกจากราคาซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน รายการ อัตรา ผู้รับภาระ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ของราคาประเมิน (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ตามตกลง (มักแบ่งคนละครึ่ง) ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินจำนอง (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ผู้ซื้อ ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองไม่เกิน 5 ปี) ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองเกิน 5 ปี) ผู้ขาย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราก้าวหน้า หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง ผู้ขาย (ข้อมูลจาก กรมที่ดินและกรมสรรพากร อัปเดตปีภาษี 2570) ตัวอย่าง ซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ถ้าได้สิทธิ์มาตรการลดหย่อน ค่าโอนจาก 60,000 บาท (2%) เหลือเพียง 300 บาท (0.01%) ประหยัดไปกว่า 59,700 บาท ค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับราคาประเมิน จำนวนปีถือครอง และประเภทผู้ขาย (ดูรายละเอียดภาษีและค่าธรรมเนียมขายอสังหาฯ ครบทุกรายการ) ผู้ประกอบการที่ซื้อขายอสังหาฯ เพื่อธุรกิจ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้บันทึกเป็นรายจ่ายทางบัญชีได้ โดยเฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผู้ขายต้องเสียเมื่อถือครองไม่เกิน 5 ปี และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่หักจากผู้ขายในวันโอน สรุป : เมื่อเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง ก็เซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่คุ้มครองทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ สัญญาฉบับนี้ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ ต้องตรวจรายละเอียดทุกข้อก่อนเซ็น วางมัดจำในจำนวนที่เหมาะสม และเตรียมค่าใช้จ่ายภาษีให้พร้อมก่อนวันโอน เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ สิ่งที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องบัญชีและภาษี ทั้งการบันทึกค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมโอน และภาษีที่เกี่ยวข้อง จัดการภาษีและค่าใช้จ่ายหลังซื้อขายอสังหาฯ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง สัญญาจะซื้อจะขายไม่ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน แค่ทำเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย หรือวางมัดจำก็มีผลทางกฎหมายแล้ว ส่วนที่ต้องจดทะเบียนคือสัญญาซื้อขายจริงในวันโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายมีอายุกี่ปี กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุสัญญาตายตัว แต่อายุความในการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์คือ 10 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดโอนตามสัญญา ในทางปฏิบัติ ควรกำหนดระยะเวลาโอนไว้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อ ถ้าผู้ขายไม่ยอมโอนตามสัญญา ทำอย่างไร ผู้ซื้อฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือเรียกคืนเงินมัดจำพร้อมค่าเสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 ผู้ขายที่รับมัดจำแล้วผิดสัญญาต้องคืนมัดจำ แนะนำให้เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ ทั้งสัญญา ใบเสร็จมัดจำ และหลักฐานการติดต่อ สัญญาจะซื้อจะขายกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน (ท.ด.13) ต่างกันตรงไหน สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาระหว่างเอกชน ทำกันเองก่อนวันโอน ส่วน ท.ด.13 คือหนังสือสัญญาขายที่ดินที่เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจัดทำขึ้นในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งสองฉบับมีผลทางกฎหมายต่างกัน สัญญาจะซื้อจะขายบอกว่าจะซื้อจะขาย ส่วน ท.ด.13 ยืนยันว่าซื้อขายเสร็จแล้ว ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้ที่ไหน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้จากเว็บไซต์สำนักงานอัยการสูงสุด (ago.go.th) หรือเว็บไซต์กรมที่ดิน (dol.go.th) ซึ่งเป็นแหล่งทางราชการที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ควรปรับแต่งรายละเอียดให้ตรงกับการซื้อขายจริงของคุณ ไม่ควรใช้แบบฟอร์มตรงๆ โดยไม่แก้ไข

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 02/09/2026

1. Added Chart of Accounts icons and display settings, making account code searches easier and faster. Package: All active packages Suitable for: Users who want to select account codes more conveniently. System Updates: The system added category icons and designated colors for account codes, along with a chart of accounts display settings system to enable/disable usage, as well as customize icon displays and account code names according to your preferences. Benefits of Use: Helps scan and search for account codes across various lists more easily, reduces working time and steps, and allows customizing the account code display format to suit your own workflow. 2. Added support for calculating and filing the “Employee Welfare Fund” (EWF) in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses with 10 or more employees that need to make contributions to the Employee Welfare Fund. System Updates: The system added end-to-end support for the Employee Welfare Fund (EWF): Benefits of Use: Helps manage Employee Welfare Fund matters accurately in accordance with legal requirements. Automatically calculates accumulated and matching contribution amounts on payslips. Records accrued liabilities and expense accounts in PEAK accurately, reducing document preparation time and facilitating quick report submission. 3. Added support for Social Security filings for foreign employees in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate. 4. Added support for document types on PEAK Mobile Application, helping approve documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and executives who want to approve documents anytime, anywhere using their mobile phones. System Updates: The system expanded the list of document types awaiting approval on the main page of PEAK Mobile, such as Credit Notes, Debit Notes, Billing Notes, Deposit Receipts/Payments. Users can review document details and approve or reject documents directly from the app, with support for approving multiple documents at once or individually. Benefits of Use: Helps executives approve important documents quickly via mobile phone without wasting time logging in on the website. Eliminates pending approval backlogs and enables faster, more flexible operations.