PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

28 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร อยู่หมวดไหน พร้อมตัวอย่างการบันทึกบัญชี

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร และสำคัญอย่างไร บัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable หรือ AR) คือ บัญชีที่บันทึกสิทธิเรียกร้องเงินที่กิจการมีต่อลูกค้า จากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ ส่งของหรือทำงานให้แล้ว แต่เงินจะเข้าตามเครดิตที่ตกลงกันไว้ มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) บทที่ 7 ให้ความหมายว่า ลูกหนี้คือสิทธิที่กิจการจะได้รับเงินสดหรือทรัพยากรอื่นเมื่อถึงกำหนดชำระ บริษัทจำกัดส่วนใหญ่ในไทยใช้มาตรฐานนี้ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน บทความนี้ใช้ตัวอย่างเดียวตลอดเรื่อง คือ บริษัท อุดรไฟฟ้าซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้ผู้รับเหมา จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และให้เครดิตลูกค้า 30 วัน Account Receivable ย่อมาจากอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำไหน Account Receivable คือ คำภาษาอังกฤษของบัญชีลูกหนี้ เขียนย่อว่า AR ในงบการเงินมักใช้ Accounts Receivable หรือ Trade Receivables สำหรับลูกหนี้การค้า ส่วน Other Receivables คือลูกหนี้อื่น คำว่า Receivable แปลตรงตัวว่า “ที่จะได้รับ” ใครอ่านงบภาษาอังกฤษหรือคุยกับคู่ค้าต่างประเทศ ดูคำคู่กันเพิ่มได้ที่ ศัพท์บัญชีภาษาอังกฤษ ลูกหนี้การค้า หมายถึงอะไร ต่างจากลูกหนี้อื่นอย่างไร ลูกหนี้การค้า หมายถึง ลูกหนี้ที่เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการตามปกติของกิจการ ซึ่งส่งใบแจ้งหนี้แล้วหรือมีข้อตกลงเป็นทางการ รวมถึงลูกหนี้ในรูปตั๋วเงินรับ (NPAEs ย่อหน้า 7.1.1) ลูกหนี้อื่น คือ ลูกหนี้ที่ไม่ได้มาจากการค้าขายหลัก เช่น เงินให้กรรมการหรือพนักงานกู้ยืม (ย่อหน้า 7.1.2) สองกลุ่มนี้ต้องแยกบัญชีกัน เพราะใช้วิเคราะห์ต่างกัน หัวข้อ ลูกหนี้การค้า ลูกหนี้อื่น ที่มา ขายสินค้า ให้บริการ เงินให้กู้ยืม เงินทดรองจ่าย รายได้อื่นค้างรับ เอกสาร ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ตั๋วเงินรับ สัญญากู้ยืม บันทึกอนุมัติ ใช้วิเคราะห์ อัตราหมุนเวียน อายุหนี้ ความเสี่ยงรายการกับบุคคลเกี่ยวข้อง ตัวอย่างอุดรไฟฟ้าซัพพลาย ผู้รับเหมาซื้อสายไฟเครดิต 30 วัน ให้กรรมการกู้ยืม 300,000 บาท ถ้าอุดรไฟฟ้าซัพพลายรวมเงินให้กรรมการกู้ 300,000 บาทไว้ในลูกหนี้การค้า อัตราหมุนเวียนจะดูช้ากว่าความจริง ส่วนการแบ่งลูกหนี้ตามมุมกฎหมายและการทวงถาม ดูต่อได้ที่ ประเภทของลูกหนี้ ลูกหนี้การค้า อยู่หมวดไหนในงบการเงิน ลูกหนี้การค้าอยู่หมวดสินทรัพย์ และส่วนใหญ่จัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะคาดว่าจะได้รับเงินภายในรอบการดำเนินงานปกติหรือภายใน 12 เดือน ตามเกณฑ์ NPAEs ย่อหน้า 4.8.1 เลขผังบัญชีจึงมักขึ้นต้นด้วยหมวด 1 NPAEs ย่อหน้า 4.9.3 กำหนดให้ “ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น” เป็นรายการขั้นต่ำที่ต้องแสดงในงบแสดงฐานะการเงิน และย่อหน้า 7.3 ให้แสดงด้วยมูลค่าที่จะได้รับ หลังหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ในงบปลายปีของอุดรไฟฟ้าซัพพลาย ยอดค้างรับจากผู้รับเหมาแสดงในสินทรัพย์หมุนเวียน ส่วนเงินให้กรรมการกู้ 300,000 บาทแสดงเป็นลูกหนี้อื่นแยกบรรทัด ผู้อ่านงบจึงเห็นว่าเงินค้างรับมาจากการค้าขายเท่าไร ลูกหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการค้าตามปกติและครบกำหนดเกิน 12 เดือน เช่น เงินให้กู้ยืมระยะยาว จัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ส่วนลูกหนี้การค้าที่ผ่อนชำระยาว ผู้ทำบัญชีพิจารณาจากรอบการดำเนินงานของกิจการ ดูหลักแบ่งหมวดเพิ่มเติมได้ที่ สินทรัพย์หมุนเวียน บัญชีลูกหนี้ ทำอะไรบ้างในแต่ละเดือน งานของบัญชีลูกหนี้มี 5 อย่างหลัก ตั้งแต่ออกเอกสารเรียกเก็บเงินจนถึงรายงานยอดค้างให้ผู้บริหาร กิจการเล็กอาจให้คนเดียวทำทั้งหมด ส่วนกิจการที่ลูกค้าเยอะมักมีผู้ทำบัญชีลูกหนี้แยก จุดที่มักพลาดคือรับเงินโอนแล้วไม่รู้ว่าเป็นของใบไหน ยอดค้างรายตัวจึงเพี้ยน ใส่เลขที่ใน ใบแจ้งหนี้ และขอให้ลูกค้าอ้างเลขนั้นตอนโอน จะจับคู่ได้เร็วขึ้นมาก ตัวอย่างบันทึกบัญชีลูกหนี้ ตั้งแต่ขายเชื่อจนรับเงิน ทำอย่างไร บันทึก 2 ครั้ง คือวันขายเชื่อกับวันรับเงิน วันขายให้ลูกหนี้การค้าเพิ่มด้วยยอดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนวันรับเงินให้ลูกหนี้ลดลงเท่ากับเงินที่ได้รับ สมมติวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 อุดรไฟฟ้าซัพพลายขายสายไฟให้ผู้รับเหมา 1 ราย ราคา 100,000 บาท ภาษีขาย 7,000 บาท รวม 107,000 บาท ครบกำหนด 30 วัน และลูกค้าโอนเงินครบวันที่ 5 ธันวาคม 2569 วันที่ รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) 5 พ.ย. 2569 ลูกหนี้การค้า 107,000 ขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 5 ธ.ค. 2569 เงินฝากธนาคาร 107,000 ลูกหนี้การค้า 107,000 ภาษีขายเกิดตั้งแต่วันส่งมอบสินค้า แม้ยังไม่ได้รับเงิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 78 (1)) ภาษีขาย 7,000 บาทจึงอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนพฤศจิกายน ถ้าลูกค้าจ่ายช้ากว่าวันยื่นแบบ กิจการต้องใช้เงินของตัวเองนำส่งภาษีก้อนนี้ไปก่อน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่การให้เครดิตยาวกินสภาพคล่อง ลูกค้าคืนสินค้าหรือได้ส่วนลด บันทึกอย่างไร ลดลูกหนี้ตามยอดที่ออกใบลดหนี้ และลดภาษีขายส่วนนั้นไปพร้อมกัน ห้ามลดยอดลูกหนี้เฉย ๆ โดยไม่มีเอกสาร เพราะยอดภาษีขายในรายงานจะไม่ตรงกับบัญชี สมมติผู้รับเหมาคืนสายไฟชำรุดราคา 10,000 บาท อุดรไฟฟ้าซัพพลายออกใบลดหนี้ 10,700 บาท บันทึก เดบิต รับคืนสินค้า 10,000 บาท และภาษีขาย 700 บาท เครดิต ลูกหนี้การค้า 10,700 บาท ยอดที่ลูกค้าต้องจ่ายเหลือ 96,300 บาท Aging ลูกหนี้ คืออะไร ใช้ประเมินความเสี่ยงอย่างไร Aging ลูกหนี้ คือ การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Analysis) โดยแบ่งยอดค้างตามจำนวนวันที่เลยกำหนด แล้วดูว่ายอดก้อนใหญ่อยู่ช่วงไหน ยิ่งค้างนาน โอกาสเก็บได้ยิ่งลดลง รายงานนี้เรียกว่ารายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) คำว่า Aging แปลว่า อายุ ในงานบัญชีหมายถึงอายุของยอดที่ลูกค้ายังค้างชำระ นับจากวันครบกำหนดตามใบแจ้งหนี้ ณ 31 ธันวาคม 2569 อุดรไฟฟ้าซัพพลายมียอดลูกหนี้ค้างรับ 2,400,000 บาท แบ่งได้ดังนี้ อายุหนี้ ยอดค้าง (บาท) สัดส่วน สิ่งที่ควรทำ ยังไม่ถึงกำหนด 1,500,000 62.50% ส่งใบแจ้งหนี้ตรงรอบ เลยกำหนด 1 ถึง 30 วัน 500,000 20.83% โทรหรือส่งข้อความเตือน เลยกำหนด 31 ถึง 60 วัน 200,000 8.33% ส่งหนังสือทวงถาม พักเครดิตใหม่ เลยกำหนด 61 ถึง 90 วัน 120,000 5.00% นัดคุยแผนผ่อนชำระ เลยกำหนดเกิน 90 วัน 80,000 3.33% ผู้ทำบัญชีประเมินค่าเผื่อ ทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร รวม 2,400,000 100% ยอดที่เลยกำหนดเกิน 60 วันรวม 200,000 บาท หรือร้อยละ 8.33 ของลูกหนี้ทั้งหมด ตัวเลขนี้ควรเทียบกับเดือนก่อน ถ้าสัดส่วนสูงขึ้นทุกเดือน แปลว่าการเก็บเงินเริ่มมีปัญหา แม้ยอดขายยังโตอยู่ ใน PEAK เปิดรายงานอายุลูกหนี้ได้ที่เมนูผู้ติดต่อ → ดูภาพรวม → พิมพ์รายงาน แล้วเลือกรายงานอายุลูกหนี้ ระบุวันที่ที่ต้องการดูยอด และกรองตามกลุ่มผู้ติดต่อได้ ตามวิธีพิมพ์รายงานอายุลูกหนี้ใน PEAK ไฟล์รายงานดาวน์โหลดหรือส่งทางอีเมลได้ อุดรไฟฟ้าซัพพลายดึงรายงานนี้ทุกสิ้นเดือน แล้วส่งรายชื่อลูกค้าที่เลยกำหนดเกิน 30 วันให้ทีมขายโทรตามก่อนรับคำสั่งซื้อใหม่ ดูพฤติกรรมการจ่ายของลูกค้าแต่ละรายอย่างไร ดูประวัติว่าลูกค้าจ่ายตรงกำหนดหรือช้ากี่วันโดยเฉลี่ยในช่วง 6 ถึง 12 เดือน ลูกค้าที่ช้าซ้ำหลายรอบควรปรับเงื่อนไขก่อนรับคำสั่งซื้อใหม่ เช่น ในตัวอย่าง ยอด 80,000 บาทที่ค้างเกิน 90 วันมาจากผู้รับเหมารายเดียว อุดรไฟฟ้าซัพพลายจึงพักวงเงินรายนี้ไว้ก่อน หลักการตั้งวงเงินและนับวันครบกำหนดอ่านต่อได้ที่ เครดิตเทอม อัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้า คำนวณอย่างไร อัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (Account Receivable Turnover) คำนวณจากยอดขายเชื่อสุทธิหารด้วยลูกหนี้การค้าเฉลี่ย บอกว่าในหนึ่งปีกิจการเก็บเงินจากลูกหนี้ได้กี่รอบ อัตราหมุนเวียน = ยอดขายเชื่อสุทธิ ÷ ((ลูกหนี้ต้นปี + ลูกหนี้ปลายปี) ÷ 2) ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย = 365 ÷ อัตราหมุนเวียน อุดรไฟฟ้าซัพพลายมียอดขายเชื่อสุทธิทั้งปี 18,000,000 บาท ลูกหนี้ต้นปี 2,000,000 บาท ปลายปี 2,400,000 บาท ลูกหนี้เฉลี่ยจึงเท่ากับ 2,200,000 บาท กิจการให้เครดิต 30 วัน แต่เก็บเงินจริงเฉลี่ย 44.6 วัน ช้ากว่าเงื่อนไขราว 15 วัน ไม่มีค่ามาตรฐานตายตัวว่ากี่รอบถึงดี ให้เทียบกับเครดิตเทอมของตัวเองและแนวโน้มปีก่อน ตัวชี้วัดคู่กันนี้อธิบายละเอียดใน ระยะเวลาเก็บหนี้ (DSO) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ทำให้ยอดลูกหนี้ในงบเปลี่ยนอย่างไร ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทำให้ยอดลูกหนี้ในงบลดลงเหลือมูลค่าที่คาดว่าจะเก็บได้ โดยแสดงเป็นรายการหักจากลูกหนี้การค้า และรับรู้หนี้สงสัยจะสูญเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน (NPAEs ย่อหน้า 7.3 และ 7.6) NPAEs ย่อหน้า 7.5 ให้ประมาณได้ 3 วิธี คือ ร้อยละของยอดขายเชื่อสุทธิ ร้อยละตามอายุลูกหนี้ และพิจารณาลูกหนี้แต่ละราย กิจการเลือกวิธีที่เหมาะกับข้อมูลของตัวเองและใช้ให้สม่ำเสมอ อุดรไฟฟ้าซัพพลายให้ผู้ทำบัญชีพิจารณาผู้รับเหมาที่ค้าง 80,000 บาทเป็นรายตัว แล้วประเมินว่าน่าจะเก็บไม่ได้ร้อยละ 75 ค่าเผื่อจึงเท่ากับ 60,000 บาท งบแสดงลูกหนี้ 2,400,000 บาท หักค่าเผื่อ 60,000 บาท สุทธิ 2,340,000 บาท ถ้าใช้วิธีร้อยละตามอายุลูกหนี้แทน และสมมติอัตราตามช่วงอายุในตารางด้านบน ค่าเผื่อจะสูงกว่าวิธีรายตัว เพราะตั้งเผื่อทุกช่วงอายุ ไม่ใช่เฉพาะรายที่มีปัญหา 1,500,000 × 1% + 500,000 × 3% + 200,000 × 10% + 120,000 × 30% + 80,000 × 50% = 15,000 + 15,000 + 20,000 + 36,000 + 40,000 = 126,000 บาท (อัตราเป็นตัวเลขสมมติ) ทางภาษี ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นเงินสำรองที่ห้ามนำมาหักเป็นรายจ่าย (ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1)) ต้องบวกกลับตอนคำนวณกำไรสุทธิ ขั้นตอนบันทึกและตัวอย่างครบทุกวิธีอยู่ใน วิธีตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ บัญชี AR กับบัญชี AP ต่างกันอย่างไร AR คือเงินที่ลูกค้าค้างกิจการ เป็นสินทรัพย์ ส่วน AP (Accounts Payable) คือเงินที่กิจการค้างผู้ขาย เป็นหนี้สิน สองบัญชีนี้เป็นภาพสะท้อนกัน ใบแจ้งหนี้ใบเดียวเป็น AR ของผู้ขายและเป็น AP ของผู้ซื้อ หัวข้อ AR (ลูกหนี้) AP (เจ้าหนี้) ความหมาย เงินที่จะได้รับจากลูกค้า เงินที่ต้องจ่ายให้ผู้ขาย หมวดในงบ สินทรัพย์หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน เกิดจาก ขายเชื่อ ซื้อเชื่อ เป้าหมายจัดการ เก็บให้เร็วตามกำหนด จ่ายตรงกำหนด ไม่เร็วเกินจำเป็น ตัวชี้วัด อัตราหมุนเวียนลูกหนี้ DSO อัตราหมุนเวียนเจ้าหนี้ DPO ถ้าอุดรไฟฟ้าซัพพลายเก็บเงินลูกค้าเฉลี่ย 44.6 วัน แต่ต้องจ่ายผู้ผลิตสายไฟภายใน 30 วัน ช่องว่างราว 15 วันคือเงินที่ต้องหามาหมุนเอง ฝั่งเจ้าหนี้อ่านต่อได้ที่ บัญชีเจ้าหนี้ (Account Payable) ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ สรุป บัญชีลูกหนี้ เริ่มจากตรงไหนดี เริ่มวันนี้ด้วยการดึงยอดลูกหนี้รายตัว ณ สิ้นเดือนล่าสุด แบ่งเป็น 5 ช่วงอายุหนี้ แล้วเลือกลูกค้า 3 รายที่ค้างนานที่สุดมาโทรตามภายในสัปดาห์นี้ ติดตามลูกหนี้รายตัวและอายุหนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยเก็บและติดตามข้อมูลลูกค้า ประวัติการซื้อขาย และระยะเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าชำระเงิน ส่วนรายงานอายุลูกหนี้ที่พิมพ์ได้จากเมนูผู้ติดต่อ ช่วยให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีดูยอดค้างชุดเดียวกันก่อนตัดสินใจตามเงิน และจัดยอดลูกหนี้ให้พร้อมก่อนปิดงบปลายปี ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องบัญชีและการเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ หนี้สงสัยจะสูญกับหนี้สูญต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ความแน่นอน หนี้สงสัยจะสูญเป็นการประมาณว่าอาจเก็บไม่ได้ จึงตั้งค่าเผื่อไว้ก่อนโดยลูกหนี้ยังอยู่ในบัญชี ส่วนหนี้สูญคือหนี้ที่ติดตามครบแล้วเก็บไม่ได้จริง จึงตัดออกจากบัญชีลูกหนี้ (NPAEs ย่อหน้า 7.7) ทางภาษี การตัดหนี้สูญเป็นรายจ่ายต้องทำตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 เช่น มีหลักฐานการทวงถาม รายละเอียดอ่านได้ที่ หนี้สูญทางภาษี ควรทำรายงานอายุลูกหนี้บ่อยแค่ไหน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตอนปิดบัญชีสิ้นเดือน กิจการที่มีลูกค้าเยอะหรือให้เครดิตยาวควรดูทุกสัปดาห์ และควรดูละเอียดเป็นพิเศษก่อนปิดงบปลายปี เพราะเป็นข้อมูลที่ใช้ประเมินค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ลูกค้าไม่กี่ราย ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไหม ต้องพิจารณา ถ้ามีลูกหนี้ที่อาจเก็บไม่ได้ ไม่ว่าลูกค้าจะมีกี่ราย กิจการที่ลูกค้าน้อยมักใช้วิธีพิจารณาลูกหนี้แต่ละรายตาม NPAEs ย่อหน้า 7.5 เพราะได้ตัวเลขใกล้ความจริงกว่าการใช้อัตราร้อยละรวม ตั๋วเงินรับนับเป็นลูกหนี้การค้าไหม นับ ถ้าตั๋วเงินรับนั้นเกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการ NPAEs ย่อหน้า 7.1.1 ระบุว่าลูกหนี้การค้ารวมถึงลูกหนี้ในรูปตั๋วเงินรับ ในทางปฏิบัติมักแยกบัญชีย่อยไว้เพื่อติดตามวันครบกำหนดของตั๋วแต่ละใบ ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ บันทึกลูกหนี้อย่างไร ตัดลูกหนี้เต็มยอดใบแจ้งหนี้ แล้วบันทึกส่วนที่ถูกหักเป็นภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นสินทรัพย์ เกิดกับค่าบริการ ไม่ใช่การขายสินค้า สมมติอุดรไฟฟ้าซัพพลายรับงานติดตั้ง 50,000 บาท ภาษีขาย 3,500 บาท ลูกค้าหักร้อยละ 3 ของค่าบริการ 1,500 บาท แล้วโอน 52,000 บาท บันทึก เดบิต เงินฝากธนาคาร 52,000 บาท และภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 1,500 บาท เครดิต ลูกหนี้การค้า 53,500 บาท ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ต.ค. 2026

PEAK Account

22 min

TFRS คืออะไร สรุปมาตรฐานรายงานทางการเงินไทย PAEs NPAEs

TFRS คืออะไร และสำคัญอย่างไร TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดให้กิจการใช้จัดทำงบการเงิน เช่น รับรู้รายได้เมื่อไร วัดมูลค่าสินทรัพย์อย่างไร และต้องเปิดเผยข้อมูลอะไรในหมายเหตุ สภาวิชาชีพบัญชีมีอำนาจกำหนดมาตรฐานตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 7 (3) และมาตรา 34 มาตรฐานแต่ละฉบับใช้บังคับได้เมื่อได้รับความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน บทความนี้ใช้ตัวอย่างเดียวตลอดเรื่อง คือ บริษัท ระยองพลาสติกโมลด์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกส่งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รายได้ปีละ 80 ล้านบาท และกำลังคิดว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 3 ปี ใครเป็นผู้ออก และมาตรฐานมีผลบังคับอย่างไร ผู้ออกคือสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) ผ่านคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี โดยปรับเนื้อหาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (IFRS) ที่ออกโดย International Accounting Standards Board (IASB) ขั้นตอนคือเผยแพร่ร่าง รับฟังความคิดเห็น ให้คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีเห็นชอบ แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตัวอย่างเช่น มาตรฐานสำหรับกิจการ NPAEs ฉบับปัจจุบันออกตามประกาศสภาวิชาชีพบัญชีที่ 48/2565 ชุด TFRS ประกอบด้วยมาตรฐานการบัญชีอะไรบ้าง ชุดมาตรฐานที่สภาวิชาชีพบัญชีเผยแพร่มี 5 ส่วน คือ กรอบแนวคิด มาตรฐานการบัญชี (TAS) มาตรฐานการรายงานทางการเงิน การตีความมาตรฐานการบัญชี (TSIC) และการตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRIC) คำว่า TFRS จึงใช้เรียกทั้งชุดและใช้เป็นชื่อฉบับด้วย ส่วนของชุดมาตรฐาน ความหมาย ตัวอย่างในฉบับปรับปรุง 2568 กรอบแนวคิด (Framework) หลักพื้นฐานของการจัดทำงบ กรอบแนวคิดสำหรับการรายงานทางการเงิน TAS มาตรฐานการบัญชี TAS 1 การนำเสนองบการเงิน · TAS 2 สินค้าคงเหลือ · TAS 16 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ TFRS (ฉบับ) มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 9 เครื่องมือทางการเงิน · TFRS 15 รายได้ · TFRS 16 สัญญาเช่า TSIC การตีความมาตรฐานการบัญชี TSIC 32 สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ต้นทุนเว็บไซต์ TFRIC การตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRIC 23 ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับวิธีการทางภาษีเงินได้ ฉบับปรับปรุง 2568 มีมาตรฐานการบัญชี (TAS) อยู่ 25 ฉบับ ตั้งแต่ TAS 1 ถึง TAS 41 ใช้ร่วมกับฉบับ TFRS 1 ถึง 17 ชุดนี้คือชุดเต็มที่กิจการ PAEs ต้องใช้ TAS คืออะไร ยังใช้อยู่ไหม ยังใช้อยู่ TAS (Thai Accounting Standards) คือ มาตรฐานการบัญชีที่ตั้งเลขตามมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IAS) เดิม เช่น TAS 2 สินค้าคงเหลือ และ TAS 16 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุดฉบับปรับปรุง 2568 ส่วน TFRS ย่อมาจาก Thai Financial Reporting Standards บางฉบับจะถูกแทนในอนาคต เช่น TAS 1 การนำเสนองบการเงิน จะถูกแทนด้วยมาตรฐานฉบับใหม่เรื่องการแสดงรายการในงบ ตามร่างที่กำหนดให้มีผลปี 2571 คำย่อเหล่านี้และคำศัพท์อื่นดูเพิ่มได้ที่ ศัพท์บัญชีภาษาอังกฤษ TFRS ต่างจาก IFRS อย่างไร IFRS คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ ย่อมาจาก International Financial Reporting Standards ออกโดย IASB ส่วนมาตรฐานไทยคือฉบับที่สภาวิชาชีพบัญชีนำ IFRS มาปรับเป็นภาษาไทยและประกาศใช้ในประเทศ เนื้อหาหลักจึงตรงกัน แต่ใช้บังคับได้เฉพาะในไทย หัวข้อ IFRS มาตรฐานไทย (ชุดเต็ม) ผู้ออก IASB สภาวิชาชีพบัญชี ภาษา อังกฤษ (ต้นฉบับ) ไทย การบังคับใช้ แต่ละประเทศเลือกนำไปใช้ บังคับเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา การปรับปรุง ออกฉบับรวมเล่มทุกปี ปรับตามฉบับรวมเล่ม โดยวันมีผลในไทยอาจช้ากว่า ชุดสำหรับกิจการเล็ก IFRS for SMEs มาตรฐานสำหรับกิจการ NPAEs (ฉบับของไทยเอง) หน้ามาตรฐานบนเว็บสภาวิชาชีพบัญชีระบุว่า ฉบับปรับปรุง 2568 ปรับตาม IFRS ฉบับรวมเล่มปี 2025 และฉบับปรับปรุง 2569 ปรับตามฉบับรวมเล่มปี 2026 จึงเห็นได้ว่าไทยปรับตามสากลเป็นรอบปี กิจการไหนใช้ TFRS for PAEs กิจการไหนใช้ NPAEs กิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) ต้องใช้ชุดเต็ม ส่วนกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ใช้มาตรฐานที่ทำมาเฉพาะ ซึ่งสั้นกว่าและเรียบง่ายกว่า บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มหลัง มาตรฐานสำหรับกิจการ NPAEs ย่อหน้า 2.2 กำหนดว่า กิจการที่ไม่ใช่ NPAEs คือกิจการ 4 กลุ่มนี้ ระยองพลาสติกโมลด์เป็นบริษัทจำกัด ไม่มีหุ้นซื้อขายต่อประชาชน และไม่ได้ดูแลเงินของคนอื่น จึงเป็น NPAEs กิจการกลุ่มนี้ยังเลือกใช้ชุดเต็มได้ถ้าใช้ทุกฉบับอย่างสม่ำเสมอ (ย่อหน้า 2.4) ส่วนรายละเอียดและตารางเทียบสองชุดอยู่ใน TFRS for NPAEs ถ้าเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ต้องเปลี่ยนมาตรฐานเมื่อไร ต้องเปลี่ยนตั้งแต่เริ่มยื่นงบต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้น เพราะ NPAEs ย่อหน้า 2.2.1 นับกิจการที่อยู่ในกระบวนการนี้เป็นกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะแล้ว ไม่ต้องรอให้หุ้นเข้าซื้อขายจริง ถ้าระยองพลาสติกโมลด์จะยื่นในปี 2572 งบที่ใช้ยื่นต้องจัดทำตามชุดเต็ม และต้องใช้ TFRS 1 การนำมาตรฐานมาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งต้องทำตัวเลขเปรียบเทียบย้อนหลังด้วย การคุยกับผู้สอบบัญชีล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ถึง 2 ปีจึงช่วยให้มีเวลาเตรียมข้อมูล TFRS ฉบับที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง และ NPAEs ใช้บทไหนแทน ฉบับที่ถูกถามบ่อยคือ รายได้ สัญญาเช่า และเครื่องมือทางการเงิน ทั้งหมดนี้เป็นของชุดเต็ม กิจการ NPAEs ไม่ได้ใช้ฉบับเหล่านี้โดยตรง แต่ใช้บทที่เขียนเรื่องเดียวกันในมาตรฐาน NPAEs ซึ่งมีหลักเกณฑ์ไม่เหมือนกันทุกจุด เรื่อง ชุดเต็ม (PAEs) มาตรฐาน NPAEs (ปรับปรุง 2565) รายได้ TFRS 15 รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า บทที่ 18 รายได้ สัญญาเช่า TFRS 16 สัญญาเช่า บทที่ 14 สัญญาเช่า ลูกหนี้ เงินลงทุน TFRS 9 เครื่องมือทางการเงิน บทที่ 7 ลูกหนี้ · บทที่ 9 เงินลงทุน สินค้าคงเหลือ TAS 2 บทที่ 8 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ TAS 16 บทที่ 10 การรวมธุรกิจ TFRS 3 บทที่ 25 TFRS 15 คือ มาตรฐานเรื่องรายได้ที่ใช้ขั้นตอนวิเคราะห์สัญญา 5 ขั้น ส่วน TFRS 3 คือ เรื่องการรวมธุรกิจเมื่อซื้อหรือควบรวมกิจการ ฉบับอื่นที่พบในงานเฉพาะทาง ได้แก่ งบการเงินรวม (TFRS 10) มูลค่ายุติธรรม (TFRS 13) สัญญาประกันภัย (TFRS 17) และการจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ (TFRS 2) เรื่องลูกหนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นความต่างชัด ชุดเต็มประเมินผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ส่วน NPAEs ใช้ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 3 วิธีตามบทที่ 7 ดูวิธีบันทึกฝั่ง NPAEs ได้ที่ บัญชีลูกหนี้ สัญญาเช่าตาม TFRS 16 กับ NPAEs ทำให้งบต่างกันแค่ไหน ต่างกันทั้งงบแสดงฐานะการเงินและค่าใช้จ่าย NPAEs บทที่ 14 ยังแบ่งสัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าเงินทุนกับสัญญาเช่าดำเนินงาน ส่วน TFRS 16 ให้ผู้เช่ารับรู้สิทธิการใช้สินทรัพย์และหนี้สินตามสัญญาเช่าเกือบทุกสัญญา สมมติระยองพลาสติกโมลด์เช่าเครื่องฉีดพลาสติก 36 เดือน จ่ายสิ้นเดือนละ 50,000 บาท ผู้ทำบัญชีประเมินว่าเป็นสัญญาเช่าดำเนินงานตาม NPAEs ถ้าใช้ชุดเต็มให้ใช้อัตราคิดลดสมมติร้อยละ 5 ต่อปี รายการปีแรก NPAEs บทที่ 14 TFRS 16 สินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน ไม่มี สิทธิการใช้สินทรัพย์ 1,668,285 บาท หนี้สินสิ้นปีแรก ไม่มี หนี้สินตามสัญญาเช่า 1,139,695 บาท ค่าใช้จ่ายปีแรก ค่าเช่า 50,000 × 12 = 600,000 บาท ค่าเสื่อมราคา 556,095 + ดอกเบี้ย 71,410 = 627,505 บาท ค่าใช้จ่ายปีแรกตามชุดเต็มสูงกว่า 27,505 บาท เพราะดอกเบี้ยช่วงต้นสัญญาสูง และงบจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบอัตราส่วนหนี้สินที่ธนาคารใช้ดู วิธีบันทึกบัญชีทีละรายการอ่านต่อได้ที่ สัญญาเช่าตาม TFRS 16 ฉบับปรับปรุงล่าสุดมีผลเมื่อไร มีอะไรเปลี่ยน ฉบับที่ใช้ในปี 2569 คือฉบับปรับปรุง 2568 มีผลกับรอบบัญชีที่เริ่ม ณ หรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2569 การปรับปรุงรอบนี้มีเพียง 1 เรื่อง คือกรณีสกุลเงินต่างประเทศแลกเปลี่ยนไม่ได้ (Lack of Exchangeability) ซึ่งกระทบ TAS 21 และ TFRS 1 ฉบับ มีผลกับรอบบัญชีที่เริ่ม ณ หรือหลัง ประเด็นหลัก สถานะ (26 ต.ค. 2569) ปรับปรุง 2568 1 มกราคม 2569 สกุลเงินแลกเปลี่ยนไม่ได้ (TAS 21, TFRS 1) ใช้อยู่ปัจจุบัน ปรับปรุง 2569 1 มกราคม 2570 การจัดประเภทและวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน (TFRS 9) ประกาศสำหรับปีหน้า ฉบับใหม่ TFRS 18 · TFRS 19 · TAS 7 แก้ไข 1 มกราคม 2571 การแสดงรายการในงบ · การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทย่อย ร่าง อยู่ระหว่างกระบวนการ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในตารางเป็นของชุดเต็ม มาตรฐาน NPAEs ฉบับที่ใช้อยู่ยังเป็นฉบับปรับปรุง 2565 ระยองพลาสติกโมลด์ที่ปิดงบปีปฏิทินจึงไม่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงบในปี 2569 เว้นแต่จะเลือกใช้ชุดเต็ม SME ต้องทำอะไรบ้างให้งบเป็นไปตามมาตรฐาน ขั้นตอนหลักมี 4 ขั้น ตั้งแต่ระบุว่ากิจการต้องใช้ชุดไหน ไปจนถึงส่งงบ ผู้ทำบัญชีเป็นคนทำงานส่วนใหญ่ แต่เจ้าของกิจการต้องรู้กำหนดเวลาและตัดสินใจเรื่องนโยบายร่วมกัน ระยองพลาสติกโมลด์เลือกวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับเม็ดพลาสติก เพราะราคาซื้อขึ้นลงบ่อย การเลือกวิธีมีผลต่อกำไรตามที่อธิบายใน ตีราคาสินค้าคงเหลือ รอบบัญชีที่สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2569 บริษัทต้องประชุมอนุมัติงบภายใน 30 เมษายน 2570 แล้วส่งงบภายใน 1 เดือนนับจากวันประชุม ขั้นตอนเตรียมงบแต่ละส่วนดูได้ที่ วิธีจัดทำงบการเงิน ข้อควรรู้เกี่ยวกับ TFRS สรุป – TFRS ต้องจำอะไรบ้าง เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดงบปีล่าสุดของกิจการ ดูในหมายเหตุประกอบงบข้อแรกว่าระบุชุดมาตรฐานไหน แล้วถามผู้ทำบัญชีว่าแผนธุรกิจ 3 ปีข้างหน้าทำให้ต้องเปลี่ยนชุดหรือไม่ เตรียมข้อมูลปิดงบร่วมกับผู้ทำบัญชีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกบัญชีและออกเอกสารซื้อขายในระบบเดียว เจ้าของกิจการ ผู้ทำบัญชี และผู้สอบบัญชีจึงทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน เมื่อใกล้ปิดงบ ผู้ทำบัญชีดูรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกไว้ แล้วตรวจตัวเลขกับเจ้าของกิจการก่อนส่งให้ผู้สอบบัญชี เริ่มจัดข้อมูลให้พร้อมก่อนช่วงปิดงบปลายปี ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องบัญชีและภาษีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ TFRS TFRS 18 คืออะไร เริ่มใช้เมื่อไร TFRS 18 คือ มาตรฐานเรื่องการแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน ซึ่งจะใช้แทน TAS 1 ตามร่างที่สภาวิชาชีพบัญชีเผยแพร่ กำหนดให้มีผลกับรอบบัญชีที่เริ่ม ณ หรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2571 และใช้กับกิจการที่ใช้ชุดเต็ม บริษัทจำกัดขนาดเล็กต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ต้องมี บริษัทจำกัดทุกขนาดต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจและแสดงความเห็นก่อนส่งงบ ส่วนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ไม่ต้องใช้ CPA ตามพระราชบัญญัติการบัญชี มาตรา 11 และใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ที่ได้รับอนุญาตตามประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตต ตรวจได้ TFRS กับ GAAP ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ผู้ออกและประเทศที่ใช้ มาตรฐานไทยปรับมาจาก IFRS ส่วนคำว่า GAAP (Generally Accepted Accounting Principles) มักหมายถึงหลักการบัญชีของสหรัฐอเมริกา (US GAAP) ซึ่งบางเรื่องมีหลักเกณฑ์ไม่เหมือนกัน กิจการไทยจัดทำงบตามมาตรฐานไทย ส่วนบริษัทที่ต้องรายงานต่อบริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกาอาจต้องทำข้อมูลอีกชุด กิจการ NPAEs เลือกใช้ชุดเต็มได้ไหม ได้ มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 2.4 ให้กิจการที่ไม่ประสงค์จะใช้มาตรฐาน NPAEs จัดทำรายงานตามชุดเต็มได้ แต่ต้องใช้ทุกฉบับและใช้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เลือกใช้เฉพาะบางฉบับ มาตรฐาน NPAEs ฉบับปัจจุบันคือฉบับไหน ฉบับปรับปรุง 2565 ตามประกาศสภาวิชาชีพบัญชีที่ 48/2565 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ฉบับนี้ยกเลิกฉบับเดิมตามประกาศที่ 20/2554 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร ต่างจากเต็มรูปยังไง ใครออกได้บ้าง

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice หรือ ABB) คือ ใบกำกับภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งทำกิจการค้าปลีกออกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ และแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/6 บางคนเรียกว่าใบกำกับภาษีแบบย่อ ที่เห็นบ่อยที่สุดคือสลิปจากเครื่องคิดเงินของร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน หรือห้างค้าปลีก ซึ่งพิมพ์คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” หรือ “TAX INV (ABB)” ไว้หัวสลิป เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท ช่างดีวัสดุภัณฑ์ จำกัด ร้านวัสดุก่อสร้างที่จด VAT และขายหน้าร้านทั้งให้ลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาที่เป็นบริษัท ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูปอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูป 3 จุดหลัก คือ ไม่ต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ แสดงราคาที่รวม VAT แล้วแทนการแยก VAT และผู้ซื้อนำภาษีซื้อไปเครดิตไม่ได้ ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการครบ 8 ข้อตามมาตรา 86/4 และผู้ซื้อที่จด VAT ใช้เป็นหลักฐานหักภาษีซื้อได้ ประเด็น ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ มาตราที่กำหนด 86/4 86/6 ใครออกได้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกประเภท ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ค้าปลีก หรือได้รับอนุมัติตาม 86/7 คำว่า “ใบกำกับภาษี” ต้องมี ต้องมี ข้อมูลผู้ขาย ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษี ชื่อหรือชื่อย่อ และเลขผู้เสียภาษี ข้อมูลผู้ซื้อ ชื่อและที่อยู่ ไม่ต้องมี รายการสินค้า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า การแสดง VAT แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ระบุว่าราคารวม VAT แล้ว ผู้ซื้อเครดิตภาษีซื้อ ได้ ไม่ได้ สมมติช่างดีวัสดุภัณฑ์ขายสีและแปรง 2,140 บาทให้ลูกค้าทั่วไป ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะแสดงยอด 2,140 บาทพร้อมข้อความว่ารวม VAT แล้ว แต่ถ้าผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทซื้อของ 10,700 บาทและขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบนั้นต้องแยกให้เห็นว่ามูลค่าสินค้า 10,000 บาท และ VAT 700 บาท ร้านแบบไหนมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)แล้ว และทำกิจการค้าปลีก ตามมาตรา 86/6 แต่ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียนออกแทนไม่ได้ กิจการที่ไม่ใช่ค้าปลีกแต่จำเป็นต้องออก เช่น ขายให้คนจำนวนมากเหมือนร้านค้าปลีก ยื่นขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ตามมาตรา 86/7 โดยต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น และอธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขเพิ่มได้ ส่วนร้านที่ไม่ได้จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ทุกแบบ เอกสารที่ออกได้คือบิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องขออนุมัติไหม ต้องขอ ร้านค้าปลีกที่จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินออกใบกำกับภาษีประเภทนี้ ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีตามมาตรา 86/6 และใช้เครื่องตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด รายละเอียดอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ซึ่งให้ยื่นแบบคำขอ ภ.พ.06 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ถ้าไม่แน่ใจว่าระบบที่ร้านใช้เข้าข่ายเครื่องบันทึกการเก็บเงินหรือไม่ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่ก่อนเริ่มใช้ ขายปลีกไม่เกิน 1,000 บาท ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่จำต้องออก ถ้ากิจการเข้าเงื่อนไขขายปลีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 154) การขายที่มูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี เว้นแต่ผู้ซื้อเรียกร้อง ข้อยกเว้นนี้มาจากมาตรา 86/8 และประกาศเดียวกันกำหนดให้จัดทำใบกำกับภาษีรวมยอดขายเหล่านี้ทุกวันทำการ ร้านจึงยังต้องรวบรวมยอดขายไว้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมีเอกสารเลย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องมีรายการอะไรบ้าง ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อย 7 ข้อตามมาตรา 86/6 ซึ่งเป็นรายการที่กรมสรรพากรใช้ตรวจว่าเอกสารนั้นเป็นใบกำกับภาษีจริง รายการทั้งหมดต้องเป็นภาษาไทย ใช้สกุลเงินไทย และเลขไทยหรือเลขอารบิก เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ร้านที่อยากพิมพ์ชื่อสินค้าเป็นรหัส ต้องแจ้งอธิบดีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนใช้ ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อของช่างดีวัสดุภัณฑ์ จะมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ชื่อร้าน เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก เลขที่ใบ รายการสีและแปรงพร้อมจำนวน ยอด 2,140 บาท ข้อความ “ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” และวันที่ขาย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ผู้ซื้อใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (2) กำหนดให้ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 และ 86/7 เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อนี้ออกตามมาตรา 82/5 (6) ภาษีซื้อในเอกสารนี้จึงจัดอยู่ในภาษีซื้อต้องห้าม ไม่ว่ายอดซื้อจะมากแค่ไหน สมมติผู้รับเหมารายหนึ่งซื้อวัสดุจากช่างดีวัสดุภัณฑ์ 10,700 บาท แต่ลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปและได้แค่สลิป ภาษีซื้อ 700 บาทในยอดนั้นจะนำไปหักภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ไม่ได้ ซื้อของแล้วได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อ บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกยอดรวม VAT ทั้งจำนวนเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของสิ่งที่ซื้อ ไม่แยกภาษีซื้อออกมา เพราะภาษีก้อนนี้เครดิตไม่ได้ จากตัวอย่างผู้รับเหมา จะบันทึกค่าวัสดุ 10,700 บาท ไม่ใช่วัสดุ 10,000 บาทกับภาษีซื้อ 700 บาท ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) เป็นรายจ่ายได้ แต่รายจ่ายนั้นต้องเป็นรายจ่ายของกิจการจริงและไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ข้ออื่น ก่อนปิดงบควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจหลักฐานประกอบ ได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อมาแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ไหม ขอได้ในทางปฏิบัติ ร้านค้าปลีกหลายแห่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแทนแล้วยกเลิกใบเดิม แต่ตัวบทไม่ได้บังคับให้ร้านต้องเปลี่ยนให้ทุกกรณี ทางที่แน่นอนกว่าคือขอแบบเต็มรูปตั้งแต่ก่อนชำระเงิน ก่อนจ่ายเงิน ให้แจ้งร้านว่าต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูป พร้อมให้ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ผู้รับเหมาที่ซื้อของประจำควรเก็บข้อมูลชุดนี้ไว้ในมือถือ ร้านที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องลงรายงานภาษีขายอย่างไร ร้านค้าปลีกที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ลงรายงานภาษีขายเป็นยอดรวมรายวันได้ ไม่ต้องลงทีละใบ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ข้อ 7 (2) แต่ละวันให้ลงมูลค่าสินค้าและจำนวน VAT ทั้งหมดแยกจากกัน และระบุเลขที่เป็นช่วง “เลขที่…ถึงเลขที่…” (ถ้าออกเป็นเล่มให้ระบุเล่มที่ด้วย) ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ในใบกำกับภาษี เพราะราคาในสลิปรวม VAT ไว้แล้ว ร้านต้องแยก VAT ออกเอง สูตรคือ VAT = ราคารวม × 7 ÷ 107 สมมติวันหนึ่งช่างดีวัสดุภัณฑ์ออกสลิปจากหน้าร้าน 85 ใบ ยอดรวม 53,500 บาท 53,500 × 7 ÷ 107 = 3,500 บาท รายงานภาษีขายของวันนั้นจะมี 1 บรรทัด คือ มูลค่าสินค้า 50,000 บาท VAT 3,500 บาท พร้อมเลขที่ใบแรกถึงใบสุดท้ายของวัน แล้วยอดทั้งเดือนจะไปรวมในแบบ ภ.พ.30 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องใบกำกับภาษีอย่างย่อมีอะไรบ้าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมี 5 แบบ ทั้งฝั่งร้านที่ออกเอกสารและฝั่งผู้ซื้อที่รับเอกสาร ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วยโปรแกรมบัญชีได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีที่ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีได้ มักมีรูปแบบใบกำกับภาษีอย่างย่อให้เลือกพิมพ์ ข้อดีคือเลขที่เอกสารเรียงต่อกันเอง และยอดขายไปรวมในรายงานภาษีขายโดยไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ตอนเลือกโปรแกรม ให้เช็กว่าแบบฟอร์มที่พิมพ์ออกมามีรายการครบ 7 ข้อของมาตรา 86/6 โดยเฉพาะข้อความว่ารวม VAT แล้ว ส่วนเรื่องขออนุมัติเครื่องบันทึกการเก็บเงินยังเป็นหน้าที่ของกิจการเอง โปรแกรมไม่ได้ขออนุมัติแทน ข้อควรรู้ก่อนออกหรือรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ สรุป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ร้านค้าและผู้ซื้อต้องเช็กอะไร เรื่องที่ควรเช็กก่อนคือสลิปที่ได้มาเดือนนี้ หยิบใบที่ซื้อเข้ากิจการแล้วดูหัวกระดาษ ใบไหนเขียนว่าอย่างย่อแต่ถูกลงเป็นภาษีซื้อในรายงาน ให้แก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป ส่วนร้านค้า ให้หยิบสลิปของร้านมาเทียบกับ 7 รายการด้านบนสักใบ ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วย PEAK ร้านที่ขายให้ทั้งลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาแบบช่างดีวัสดุภัณฑ์ สร้างใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีใน PEAK แล้วพิมพ์เป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ทั้งขนาด A4 และเครื่องพิมพ์ POS 58 mm ตามวิธีออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อใน PEAK เมื่อกดอนุมัติเอกสาร ระบบจะบันทึกรายการบัญชีของใบนั้นให้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Abbreviated Tax Invoice ตัวย่อ ABB บางแห่งใช้คำว่า Simplified Tax Invoice บนสลิปมักพิมพ์ว่า TAX INV (ABB) ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปเรียกว่า Full Tax Invoice ทำใบกำกับภาษีอย่างย่อใน Excel ได้ไหม ได้ ถ้าเป็นร้านค้าปลีกที่จด VAT และแบบฟอร์มมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/6 พร้อมเลขที่เรียงต่อกัน แต่ถ้าออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ต้องได้รับอนุมัติตามประกาศฉบับที่ 46 ก่อน ต้องเก็บใบกำกับภาษีอย่างย่อไว้กี่ปี ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษีไว้ นับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

OCR คืออะไร ต่างจาก AI ยังไง และใช้ทำงานบัญชีอะไรได้บ้าง

OCR คืออะไร และใช้ในงานบัญชีได้อย่างไร OCR (Optical Character Recognition) คือ เทคโนโลยีที่แปลงข้อความในภาพ เช่น รูปถ่าย เอกสารสแกน ไฟล์ PDF ใบเสร็จ หรือลายมือ ให้เป็นข้อความดิจิทัลที่คอมพิวเตอร์อ่าน ค้นหา และแก้ไขได้ โดยไม่ต้องนั่งพิมพ์ใหม่ทีละตัว พูดง่าย ๆ คือ เปลี่ยนข้อมูลบนกระดาษให้เป็นข้อมูลแบบ Digital ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ตัวเลข และรหัสสินค้า จะถูกดึงออกมาเก็บในระบบ แล้วนำไปใช้ต่อในงานเอกสารและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) ได้ในทันที ระบบ OCR สามารถนำมาใช้กับงานบัญชีได้หลากหลาย อาทิ ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท สยามพาร์ทซัพพลาย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรที่ได้รับใบกำกับภาษีซื้อและใบแจ้งหนี้จากผู้ขายเดือนละ 300 ใบ และใช้เวลาคีย์เอกสารเหล่านี้เดือนละ 15 ชั่วโมง OCR ย่อมาจากอะไร OCR ย่อมาจาก Optical Character Recognition บางแหล่งแปลเป็นภาษาไทยว่า การอ่านอักขระด้วยแสง และบางแหล่งใช้คำว่า การรู้จำอักขระด้วยแสง ทั้งสองคำหมายถึงการให้เครื่องอ่านตัวอักษรจากภาพที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์หรือกล้องดิจิทัล งานที่ใช้เทคโนโลยีนี้บ่อยมี 3 แบบ OCR มีหลักการทำงานอย่างไร วิธีการทำงานของ OCR แยกออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก นอกจากตัวอักษรและตัวเลขแล้ว เทคโนโลยี OCR ยังสามารถจดจำรูปทรง แพทเทิร์น หรือรูปแบบเอกสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการทำบัญชี โดยใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีฟีเจอร์ SMART KEY (AI OCR) ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าเอกสารบัญชีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น AI OCR คืออะไร ต่างจาก OCR แบบเดิมอย่างไร AI OCR คือ OCR ที่ใช้โมเดลเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ช่วยอ่าน จึงเข้าใจทั้งตัวอักษรและโครงสร้างเอกสาร เช่น รู้ว่าตัวเลขตรงไหนคือยอดรวม ตรงไหนคือภาษี แม้ผู้ขายแต่ละรายจัดหน้าไม่เหมือนกัน OCR แบบเดิมจะอ่านตัวอักษรได้ แต่ต้องบอกตำแหน่งกับโปรแกรมไว้ก่อน หากผู้ขายเปลี่ยนรูปแบบใบกำกับภาษี ก็ต้องมาชี้ตำแหน่งใหม่ด้วยตนเอง ประเด็น OCR แบบเดิม AI OCR สิ่งที่อ่านได้ ตัวอักษรและตัวเลข ตัวอักษร ตัวเลข และความหมายของแต่ละช่อง เอกสารต่างรูปแบบ ต้องปรับค่าใหม่ทีละแบบ อ่านได้เลย ไม่ต้องปรับค่าอะไร ลายมือและภาพไม่ชัด โอกาสเกิดข้อผิดพลาดสูง อ่านได้ดีกว่า แต่ยังมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ได้ ได้ข้อความทั้งหน้า เป็นกล่องเดียว ได้ข้อมูลแยกเป็นช่อง เช่น ผู้ขาย วันที่ ยอดรวม ไม่ว่าเอไอจะพัฒนาไปแค่ไหน ผู้ใช้งานยังคงมีหน้าที่ตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานโดยเฉพาะงานบัญชี ที่ข้อมูลมักมีความละเอียดอ่อน เช่น เลขที่บัญชี หรือชื่อกิจการ ข้อมูลเหล่านี้ หากสะกดผิดเพียงนิดเดียว อาจสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้ OCR ใช้กับเอกสารบัญชีอะไรได้บ้าง ระบบ OCR สามารถใช้ได้กับเอกสารบัญชีแทบทุกประเภท โดยเฉพาะกับ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีซื้อ ใบแจ้งหนี้ และใบเสนอราคาจากผู้ขาย ที่มักเป็นเอกสารที่มีรูปแบบตายตัว ทั้งนี้ ผู้ใช้งานยังต้องหมั่นตรวจเอกสารอยู๋เสมอ ตามตารางแนะนำการใช้งานด้านล่าง ช่องข้อมูล OCR ดึงให้ได้ สิ่งที่ผู้ทำบัญชีต้องตรวจเอง ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ได้ เลข 13 หลักตรงกับผู้ขายจริง และระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา เลขที่และวันที่ของเอกสาร ได้ วันที่อยู่ในเดือนภาษีที่จะใช้สิทธิ รายการสินค้า จำนวน ราคา ได้ ตรงกับใบสั่งซื้อและของที่รับจริง มูลค่าก่อนภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ ภาษีแยกออกจากมูลค่าสินค้าชัดเจน และคำนวณถูก ผังบัญชีที่ใช้บันทึก ไม่ได้ (ระบบบางตัวเสนอให้) ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ เลือกตามลักษณะรายจ่ายจริง ทีมบัญชีของสยามพาร์ทซัพพลายใช้ตารางนี้ตรวจเอกสารทั้ง 300 ใบ โดยดูช่องเลขผู้เสียภาษีและสาขาก่อน เพราะเป็นช่องที่กระทบภาษีซื้อของเดือนนั้นโดยตรง ข้อดีของเทคโนโลยี OCR มีอะไรบ้าง ข้อดีของ OCR ในงานบัญชีมี 4 ข้อหลัก คือ ลดความผิดพลาดจากการพิมพ์ ประหยัดเวลาคีย์เอกสาร เปิดเวลาให้ผู้ทำบัญชีไปทำงานวิเคราะห์ และลดการใช้กระดาษ 1. ช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี OCR ลดความผิดพลาดด้วยการดึงข้อความจากเอกสารต้นฉบับตรง ๆ แทนการพิมพ์ตาม เช่น ภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินจากสมาร์ตโฟน ระบบจะแยกข้อมูลเป็นส่วน ๆ ได้แก่ ชื่อผู้ขาย (Vendor) วันที่ (Date) วิธีการจ่ายเงิน (Payment) และจำนวนเงิน (Total) เมื่อข้อมูลอยู่ในช่องที่ถูกต้องแล้ว ผู้ทำบัญชีเหลือหน้าที่เทียบกับภาพต้นฉบับ แทนการพิมพ์ทุกตัวเลขเอง โอกาสกดเลขสลับหลักจึงลดลง 2. ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานของนักบัญชี เวลาที่ประหยัดได้ขึ้นกับจำนวนเอกสารและเวลาตรวจทานต่อใบ วิธีคิดง่าย ๆ คือ เวลาที่ประหยัด = จำนวนเอกสาร × (เวลาคีย์ต่อใบ − เวลาตรวจทานต่อใบ) หากพนักงานใช้เวลาคีย์เอกสาร ใบละ 3 นาที การจะทำเอกสาร 300 ใบ ต้องใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมงต่อเดือน แต่หากเรานำ OCR มาใช้กับงานนี้ จะลดงานของพนักงานลง เหลือเพียงแค่ตรวจว่าเอกสารที่ออกมานั้น ถูกต้องหรือไม่ จากเดิมที่ใช้เวลา 3 นาทีต่อใบ ลดลงเหลือเพียง 1 นาทีต่อใบ ประหยัดเวลาทั้งทีมได้ถึง 10 ชั่วโมงต่อเดือนต่อคน 3. ช่วยพัฒนาการทำงานของนักบัญชี OCR ช่วยให้นักบัญชีย้ายเวลาจากการพิมพ์เอกสารกองโตไปทำงานวิเคราะห์ เช่น ดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดไหนเพิ่มผิดปกติ หรือเตรียมตัวเลขให้ผู้บริหารวางแผนการเงิน ซึ่งเป็นงานของนักบัญชีบริหารที่เครื่องทำแทนไม่ได้ 4. ช่วยลดการใช้กระดาษ OCR ลดการใช้กระดาษเพราะเอกสารที่แปลงเป็นข้อมูลแล้วเรียกดูในระบบได้โดยไม่ต้องพิมพ์ออกมา กิจการจึงลดค่าวัสดุสำนักงานและเดินไปสู่ธุรกิจไร้กระดาษ (Paperless)ได้ทีละขั้น ข้อจำกัดของ OCR ที่นักบัญชีต้องตรวจเองมีอะไรบ้าง OCR อ่านได้แค่สิ่งที่อยู่บนภาพ แต่ตัดสินไม่ได้ว่าเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผู้ทำบัญชีจึงยังต้องตรวจ 3 เรื่องเองทุกครั้ง คือ ความแม่นของตัวเลข ความครบของใบกำกับภาษี และการเก็บต้นฉบับ ตัวเลขที่อ่านผิดเกิดจากอะไร ตัวเลขผิดส่วนใหญ่เกิดจากภาพไม่ชัด เช่น ถ่ายเอียง แสงสะท้อน กระดาษยับ หรือหมึกเครื่องพิมพ์ใบเสร็จจาง ตัวเลข 3 กับ 8 และ 1 กับ 7 จึงสลับกันได้ ในเดือนหนึ่ง สยามพาร์ทซัพพลายพบใบกำกับภาษี 6 ใบจาก 300 ใบ หรือร้อยละ 2 ที่ระบบอ่านเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายผิดเพราะภาพเบลอ ทีมบัญชีต้องแก้เลขให้ตรงกับต้นฉบับก่อนบันทึก ไม่อย่างนั้นรายงานภาษีซื้อจะมีเลขผู้ขายที่ไม่มีอยู่จริง ใบกำกับภาษีที่อ่านได้ครบ แปลว่าใช้สิทธิภาษีซื้อได้เลยไหม ไม่เสมอไป ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 เช่น คำว่า “ใบกำกับภาษี” ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ และภาษีที่แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) ยังกำหนดให้ระบุ “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่” ของผู้ขาย และของผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ช่องนี้จึงเป็นอีกจุดที่ต้องดูทุกใบ ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้อก้อนนั้นจะนำมาหักไม่ได้ตามมาตรา 82/5 ระบบอ่านข้อความได้ครบ ไม่ได้แปลว่าเอกสารผ่านเงื่อนไขนี้ ผู้ทำบัญชีควรตรวจรายการด้วยตัวเอง และรู้วิธีตรวจใบกำกับภาษีปลอมไว้ด้วย มีไฟล์ในระบบแล้ว ทิ้งเอกสารต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรทิ้ง ไฟล์ที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึก ส่วนหลักฐานทางภาษียังเป็นเอกสารต้นฉบับ ซึ่งต้องเก็บไว้ตามระยะเวลาเก็บเอกสารบัญชีที่กฎหมายกำหนด เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานเอกสารบัญชีอย่างไร เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานบัญชีจาก 5 เกณฑ์ คือ เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีโดยตรง ตรวจความครบของใบกำกับภาษี เก็บไฟล์ต้นฉบับคู่กับรายการ อัปโหลดได้หลายช่องทาง และให้คนตรวจก่อนบันทึก เกณฑ์ชุดนี้ใช้ร่วมกับวิธีเลือกโปรแกรมบัญชีได้ เพราะ OCR ที่ดีแต่แยกจากระบบบัญชี จะยังเหลืองานคัดลอกข้อมูลอยู่ คลังเอกสารของ PEAK ช่วยคีย์เอกสารอย่างไร PEAK มีคลังเอกสารที่ใช้ OCR อ่านข้อความจากไฟล์ที่อัปโหลด แล้วช่วยกรอกรายละเอียดลงเอกสารให้ ผู้ใช้ตรวจกับไฟล์ต้นฉบับในหน้าเดียวกัน แล้วกดอนุมัติเมื่อข้อมูลถูกต้อง ขั้นตอนตามวิธีสร้างเอกสารจากคลังเอกสารมี 4 ขั้น สมมติพนักงานจัดซื้อของสยามพาร์ทซัพพลายส่งรูปใบกำกับภาษี 20 ใบผ่าน LINE ระบบขึ้นแถบเตือนที่ 1 ใบซึ่งไม่ระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขาของผู้ขาย ทีมบัญชีจึงขอใบใหม่ก่อนนำไปใช้สิทธิภาษีซื้อ ส่วนอีก 19 ใบตรวจแล้วกดอนุมัติได้เลย เอกสารที่สร้างจากไฟล์ในคลังเอกสารได้ มีทั้งฝั่งรายรับและรายจ่าย ฝั่ง เอกสาร รายรับ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบรับเงินมัดจำ รายจ่าย เอกสารค่าใช้จ่าย ใบซื้อสินทรัพย์ ใบจ่ายเงินมัดจำ ใบสั่งซื้อ (PO) ภาษีซื้อ แนบไฟล์ใบกำกับภาษีซื้อ SMART Key อ่านเลขที่ใบกำกับภาษีให้ ที่หน้าบันทึกค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้าก็ลากไฟล์ใบเสร็จเข้ามาได้เช่นกัน SMART Key จะอ่านตัวเลข รายการ และผู้ติดต่อ แล้วกรอกลงช่องให้ ผู้ใช้ตรวจก่อนบันทึกเหมือนเดิม ข้อควรรู้ก่อนใช้ระบบอ่านเอกสารในงานบัญชี สรุป OCR คืออะไร และเริ่มใช้กับเอกสารบัญชีอย่างไร เริ่มได้ในสัปดาห์นี้ด้วยการนับว่าเดือนที่แล้วได้รับเอกสารจากผู้ขายกี่ใบ แล้วจับเวลาคีย์ 10 ใบ ตัวเลข 2 ตัวนี้จะบอกว่าทีมบัญชีเสียเวลากับงานพิมพ์ไปกี่ชั่วโมงต่อเดือน และ OCR จะคืนเวลาได้มากแค่ไหน ลดเวลาคีย์เอกสารผู้ขายด้วยคลังเอกสาร PEAK ถ้าทีมบัญชีใช้เวลาเดือนละ 15 ชั่วโมงไปกับการพิมพ์ใบกำกับภาษี 300 ใบแบบสยามพาร์ทซัพพลาย คลังเอกสารและตัวช่วยคีย์อัตโนมัติของ PEAKใช้ OCR อ่านข้อมูลและช่วยกรอกเอกสารให้ ทีมบัญชีเหลือแค่ตรวจกับต้นฉบับแล้วอนุมัติ ฟีเจอร์นี้อยู่ในแพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป และอัปโหลดไฟล์เข้าคลังเอกสารได้ไม่จำกัดจำนวน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องระบบเอกสารและบัญชีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ OCR OCR ใน PDF คืออะไร OCR ใน PDF คือการให้โปรแกรมอ่านข้อความจากไฟล์ PDF ที่เป็นภาพสแกน แล้วฝังชั้นข้อความไว้ในไฟล์ ไฟล์นั้นจึงค้นหาคำ คัดลอก และเลือกข้อความได้ เหมือน PDF ที่สร้างจากโปรแกรมพิมพ์เอกสาร OCR คือ AI ไหม ไม่ใช่ทั้งหมด OCR แบบเดิมจดจำตัวอักษรด้วยการเทียบรูปร่างกับฐานข้อมูล ส่วน AI OCR ใช้การเรียนรู้ของเครื่องช่วยอ่านโครงสร้างเอกสาร ทั้งสองแบบเรียกว่า OCR แต่มีเพียงแบบหลังที่ใช้ AI OCR สแกนเอกสารได้อย่างไร สแกนได้จากภาพ 2 แหล่ง คือ เครื่องสแกนเนอร์และกล้องมือถือ ระบบจะปรับภาพให้ตรงและคมชัด แยกตัวอักษรทีละตัว จดจำว่าเป็นตัวอะไร แล้วรวมเป็นข้อความ ภาพยิ่งชัด ผลลัพธ์ยิ่งต้องแก้น้อย เอกสารที่ได้จาก OCR ใช้ยื่นภาษีแทนต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรใช้แทน ข้อความที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึกบัญชี ส่วนหลักฐานในการใช้สิทธิภาษีซื้อคือใบกำกับภาษีต้นฉบับ ก่อนทิ้งเอกสารกระดาษหรือเก็บเป็นไฟล์แทน ควรสอบถามผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรถึงเงื่อนไขที่ใช้กับกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% สรุปเสียงจากทุกฝ่าย ผลกระทบ SME และวิธีเตรียมตัว

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME หรือนักบัญชีที่เห็นข่าว VAT 10% แล้วเริ่มกังวลว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร คุณไม่ได้กังวลคนเดียว เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงจากหลายฝ่ายตั้งแต่ระดับสากลอย่าง IMF ไปจนถึงภาคเอกชนไทย บทความนี้สรุปให้ครบว่าใครพูดอะไรบ้าง ผลกระทบต่อ SME จริง ๆ เป็นยังไง และถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% จริง ธุรกิจของคุณต้องเตรียมตัวอย่างไร IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% จากการประชุมที่กรุงเทพ ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสนอให้ไทยพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กลับไปที่ 10% ตามอัตราจริงในกฎหมาย ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงาน Article IV Consultation ซึ่ง IMF จัดทำให้กับประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี ช่องว่างรายได้รัฐ กับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เหตุผลหลักที่ IMF แนะนำคือ ไทยกำลังเผชิญกับปัญหา รายได้ภาครัฐไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สวัสดิการผู้สูงอายุ และโครงสร้างพื้นฐาน สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14-15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลาง-สูง ที่อยู่ราว 20-25% การเพิ่ม VAT จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ IMF มองว่าช่วยลดช่องว่างนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ข้อมูลจาก IMF Article IV Consultation) อัตรา VAT ไทย 7% เป็นอัตราพิเศษมาตลอด หลายคนอาจไม่รู้ว่าอัตรา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม กำหนดไว้ที่ 10% มาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มใช้ แต่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ฎ. ลดอัตราลงเหลือ 7% เป็นมาตรการชั่วคราว แล้วต่ออายุมาเรื่อย ๆ รวมแล้วมากกว่า 20 ครั้ง พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่เราคุ้นเคย ไม่ใช่อัตราถาวร แต่เป็นอัตราที่รัฐบาลลดให้ และต่ออายุทุก 1-2 ปีมาตลอด สรุปเสียงเรื่อง VAT 10% จากทุกฝ่าย ประเด็นการขึ้น VAT 10% ไม่ได้มีแค่ IMF ที่พูดถึง แต่มีหลายฝ่ายแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนและกังวล คุณปีเตอร์ บรอยเออร์ (Peter Breuer) หัวหน้าคณะผู้แทน IMF ประจำไทย ในฐานะ IMF Mission Chief for Thailand คุณ Breuer ได้ระบุในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ว่า อัตรา VAT 7% ของไทยในปัจจุบันเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดของโลก และไทยควรเพิ่มรายได้ภาครัฐผ่านการปฏิรูปภาษี โดย VAT เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะฐานภาษีกว้างและต้นทุนจัดเก็บต่ำ สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ เสนอขึ้น VAT 10% แบบค่อยเป็นค่อยไป ในฝั่งสภาไทย สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ รองประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการคลัง (วุฒิสภา) ได้เสนอแผนปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% แบบทยอยขึ้นภายใน 3 ปี โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้เพิ่มให้รัฐราว 3 แสนล้านบาทต่อปี ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ขึ้น VAT อย่างเดียว แต่รวมถึงการขยายฐานภาษีเงินได้และลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น กระทรวงการคลัง และ ครม. ยังไม่พร้อมขึ้นตอนนี้ ฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีระมัดระวัง ครม. มีมติต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT เหลือ 7% ออกไปอีก โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และการขึ้น VAT ในช่วงนี้จะกระทบค่าครองชีพของประชาชน ภาคเอกชน กังวลผลกระทบต่อ SME โดยตรง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย แสดงความกังวลว่า การขึ้น VAT 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่มี margin ต่ำ เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ภาคเอกชนเสนอว่า ถ้าจะขึ้น VAT ต้องมีมาตรการเยียวยาคู่กัน เช่น การยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือมาตรการช่วย SME ช่วงเปลี่ยนผ่าน World Bank และนักเศรษฐศาสตร์ มองในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ IMF เท่านั้น ธนาคารโลก (World Bank) ก็เคยแนะนำให้ไทยขยายฐานภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังมาถึง รายจ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 10-20 ปีข้างหน้า การเพิ่มรายได้ภาครัฐตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น VAT 10% เริ่มเมื่อไหร่ สถานะล่าสุดและ Timeline ณ ตอนนี้ ยังไม่มีกำหนดแน่ชัดว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ สถานะล่าสุด พ.ร.ฎ. ต่ออายุ VAT 7% เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ครม. มีมติอนุมัติขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 เพื่อพยุงค่าครองชีพและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร) ปัจจัยที่จะทำให้ขึ้นจริง หรือเลื่อนออกไปอีก การตัดสินใจขึ้น VAT ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง ในอดีตเคยมีการเสนอขึ้น VAT หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต่ออายุอัตราเดิมมาตลอดกว่า 30 ปี ผลกระทบ VAT 10% ต่อ SME ต้นทุนเพิ่มเท่าไร สำหรับ SME สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% (จาก 7% เป็น 10%) จะส่งผลกระทบต่อทั้งต้นทุนสินค้าและราคาขาย ตัวอย่างคำนวณ ต้นทุนเพิ่มเท่าไรเมื่อ VAT ขึ้น 3% สมมติร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 1,000 บาท รายการ VAT 7% (ปัจจุบัน) VAT 10% (ถ้าขึ้น) ราคาสินค้าก่อน VAT 1,000 บาท 1,000 บาท VAT ที่เรียกเก็บ 70 บาท 100 บาท ราคาขายรวม VAT 1,070 บาท 1,100 บาท ส่วนต่างที่ลูกค้าจ่ายเพิ่ม – 30 บาท ต่อชิ้น ตัวเลข 30 บาทอาจดูไม่มาก แต่ถ้ายอดขาย 10,000 ชิ้นต่อเดือน ลูกค้าจะจ่ายเพิ่ม 300,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อน้อยลง หรือหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่า สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้จะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าแล้วนำส่งสรรพากร แต่ผลกระทบอยู่ที่ราคาขายที่สูงขึ้นจะกระทบยอดขาย ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ธุรกิจที่มี margin ต่ำจะรู้สึกมากที่สุด เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการรายย่อย และฟรีแลนซ์ เพราะการปรับราคาขึ้น 3% อาจทำให้สูญเสียลูกค้า ในขณะที่การรับภาระเองก็กินเข้าไปในกำไร ธุรกิจที่รับผลกระทบน้อยกว่าคือธุรกิจที่มี margin สูง หรือสินค้าที่ไม่มีทางเลือกอื่น (สินค้าจำเป็น) ผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ ในมุมผู้บริโภค VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะส่งผ่านมาในราคาสินค้าและบริการแทบทุกชนิด ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงค่าบริการต่าง ๆ ผู้ประกอบการ SME จึงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น (เสี่ยงเสียลูกค้า) หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง (กำไรลดลง) เปรียบเทียบอัตรา VAT ไทย กับประเทศในอาเซียน เพื่อให้เห็นภาพว่าอัตรา VAT 10% อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ประเทศ อัตรา VAT/GST ฟิลิปปินส์ 12% อินโดนีเซีย 12% (สินค้าทั่วไปยังใช้ 11%) กัมพูชา 10% เวียดนาม 10% (อัตราทั่วไป) ไทย (ถ้าขึ้น) 10% สิงคโปร์ 9% (GST) มาเลเซีย 8% (Sales Tax) ไทย (ปัจจุบัน) 7% จะเห็นว่าแม้ VAT 10% จะสูงกว่าอัตราปัจจุบัน แต่ยังอยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชา และต่ำกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย SME ต้องเตรียมตัวอย่างไร 5 แนวทางรับมือ VAT 10% แม้ว่า VAT จะยังไม่ขึ้นในตอนนี้ แต่การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่ง 1. ทบทวนโครงสร้างราคาตั้งแต่วันนี้ ลองคำนวณว่าถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% กำไรของสินค้าแต่ละตัวจะเปลี่ยนไปเท่าไร เพราะถ้ารอจนวันที่ประกาศขึ้นจริง การปรับราคาอาจทำได้ยากกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่ลูกค้าจำราคาได้ดี ลองใช้วิธีคำนวณ VAT ที่ถูกต้องเพื่อวางแผนราคาล่วงหน้า 2. เตรียมระบบบัญชีให้พร้อมรับอัตราใหม่ ระบบออกใบกำกับภาษีและระบบบัญชีต้องสามารถเปลี่ยนอัตรา VAT ได้ทันทีเมื่อมีประกาศ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ทำเรื่องนี้ได้ง่ายกว่าทำด้วยมือ 3. วางแผนกระแสเงินสดรับช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงเปลี่ยนอัตราภาษี ต้องระวังเรื่องใบกำกับภาษีที่ออกก่อนและหลังวันเปลี่ยน เพราะ VAT ขาเข้า (ซื้อ) และ VAT ขาออก (ขาย) อาจไม่ตรงกัน ทำให้เงินสดหมุนเวียนติดขัดได้ 4. ติดตามข่าวมาตรการเยียวยาจากรัฐ ถ้ารัฐบาลตัดสินใจขึ้น VAT จริง มักจะมีมาตรการเยียวยาควบคู่ เช่น ยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือสิทธิลดหย่อนพิเศษสำหรับ SME การติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์ 5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการภาษีอัตโนมัติ การจัดการ VAT ด้วยมือจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่ออัตราเปลี่ยน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้อัตโนมัติ ลดความเสี่ยงที่จะคำนวณผิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน สรุป การเตรียมตัวคือสิ่งที่ SME ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่แน่นอนคือเรื่องนี้จะกลับมาเป็นข่าวอีกแน่นอน เพราะทั้ง IMF, World Bank และภาคการเมืองไทยต่างเห็นตรงกันว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ภาครัฐ ส่วนจะขึ้นเมื่อไรขึ้นอยู่กับจังหวะเศรษฐกิจและการเมือง สำหรับ SME การเตรียมตัวล่วงหน้าไม่มีข้อเสีย ทบทวนโครงสร้างราคา เตรียมระบบบัญชีให้พร้อม และใช้เครื่องมือที่ช่วยจัดการภาษีได้อัตโนมัติ PEAK ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้ง่ายขึ้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าอัตรา VAT จะเป็น 7% หรือ 10% ก็ปรับได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VAT 10% VAT 10% คืออะไร ต่างจาก VAT 7% ที่ใช้อยู่ตรงไหน VAT 10% คืออัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายจริง ที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน 7% ที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นอัตราลดพิเศษที่รัฐบาลออก พ.ร.ฎ. ลดให้ชั่วคราว และต่ออายุมาตลอดกว่า 30 ปี อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร ขึ้น VAT 10% จะเริ่มเมื่อไร ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ปัจจุบัน ครม. ได้ต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT 7% ออกไปอีก การขึ้นจริงขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง VAT 10% กระทบ SME อย่างไร VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น โดยสินค้าราคา 1,000 บาทจะมี VAT เพิ่มจาก 70 บาทเป็น 100 บาท ธุรกิจ SME ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง ธุรกิจ margin ต่ำจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่หรือไม่ ไม่ต้องจดใหม่ ธุรกิจที่จด VAT อยู่แล้วจะใช้อัตราใหม่อัตโนมัติตามประกาศของกรมสรรพากร เกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปีที่ต้องจด VAT ยังคงเท่าเดิม เว้นแต่รัฐบาลจะประกาศเปลี่ยนแปลง หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้รวบรวม ณ วันที่เผยแพร่ นโยบายภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากร ก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

หนี้สิน คืออะไร ประเภท ตัวอย่าง และวิธีจัดการหนี้สินสำหรับธุรกิจ

หนี้สิน (Liabilities) คืออะไร และสำคัญอย่างไร หนี้สิน (Liabilities) คือ ภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนให้ผู้อื่นในอนาคต เช่น ซื้อสินค้ามาแต่ยังไม่ได้จ่าย หรือกู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ ภาระเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของธุรกิจทุกขนาด มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ปรับปรุง 2565 ย่อหน้า 3.18.2 นิยามว่าเป็นภาระผูกพันปัจจุบันที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต และการชำระจะทำให้กิจการสูญเสียทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจ กิจการรับรู้รายการนี้ในงบเมื่อเข้าเกณฑ์ครบ 2 ข้อ คือ ค่อนข้างแน่ว่าประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจะออกจากกิจการ และวัดมูลค่าที่ต้องชำระได้อย่างน่าเชื่อถือ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ลำปางเซรามิกเทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งกระเบื้องเซรามิกให้ผู้รับเหมา จด VAT แล้ว ณ 31 ธันวาคม 2569 มีสินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท และภาระหนี้รวม 2 ล้านบาท ความหมายทางบัญชีต่างจากหนี้ส่วนตัวอย่างไร หนี้สิน หมายถึง ภาระของกิจการในทางบัญชี ไม่ใช่ภาระของเจ้าของ คำเดียวกันจึงใช้ได้ 2 บริบท และต้องแยกให้ออก โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่เคยใช้เงินส่วนตัวหมุนในธุรกิจ มุมมอง หนี้สินทางบัญชี (Liabilities) หนี้สินส่วนบุคคล (Personal Debt) ใครเป็นหนี้ บริษัท หรือกิจการ ตัวบุคคล ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน หนี้ กยศ. แสดงที่ไหน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ข้อมูลเครดิตบูโร มองอย่างไร เป็นเรื่องปกติ ทุกธุรกิจมี ขึ้นกับเป้าหมายการกู้และกำลังจ่ายคืน ประเภทของหนี้สิน มีอะไรบ้าง หนี้สินมีกี่ประเภท ตอบสั้น ๆ คือ 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินไม่หมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8 กำหนดให้แยกแสดง 2 กลุ่มนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน ตัวแบ่งหลักคือระยะเวลาที่ต้องชำระ นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันที่เกิดหนี้ หนี้สินหมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินหมุนเวียน คือ หนี้ที่ต้องจ่ายคืนภายใน 12 เดือน หรือภายในรอบการดำเนินงานปกติ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Current Liabilities เป็นภาระที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า (ค่าสินค้าที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้จ่าย) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ภาษีค้างนำส่ง และเงินกู้ระยะสั้น มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8.2 ให้จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ข้อสุดท้ายมีผลกับเงินกู้ระยะยาวด้วย ถ้ากิจการผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ก่อนหรือ ณ วันสิ้นงวดจนเจ้าหนี้เรียกคืนได้ทันที ยอดนั้นต้องย้ายมาเป็นหนี้สินหมุนเวียน แม้เจ้าหนี้จะผ่อนผันให้ภายหลัง ลำปางเซรามิกเทรดมีภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 บาท กับเงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 บาท ทั้ง 2 รายการต้องจ่ายในเดือนถัดไป จึงอยู่ในกลุ่มนี้ เงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระใน 12 เดือน แสดงตรงไหน แสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.9.18 กำหนดให้แยกบรรทัด “เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี” ออกจากยอดเงินกู้ระยะยาวที่เหลือ ลำปางเซรามิกเทรดมีเงินกู้ธนาคารคงเหลือ 1,000,000 บาท ผ่อนปีละ 200,000 บาท งบสิ้นปี 2569 จึงแสดง 200,000 บาทเป็นหนี้สินหมุนเวียน และ 800,000 บาทเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน คือ หนี้ที่ครบกำหนดชำระเกิน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Non-current Liabilities มักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ใช้ลงทุนขยายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เงินกู้ระยะยาวจากธนาคาร (กู้ซื้อเครื่องจักร ที่ดิน อาคาร) หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (ลีสซิ่งรถยนต์ เช่าเครื่องจักร) หุ้นกู้ที่บริษัทออก และประมาณการหนี้สินระยะยาว เช่น ผลประโยชน์พนักงานที่จะจ่ายในอนาคต TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 ใช้คำว่า “สัญญาเช่าเงินทุน” แทนคำเดิม “สัญญาเช่าการเงิน” ดูวิธีจัดประเภทและรายการหนี้สินระยะยาวแบบละเอียดได้ในบทความเฉพาะเรื่อง รายการไหนที่ SME มักลืมบันทึก รายการที่หลุดบ่อยคือภาระที่ยังไม่มีใบแจ้งหนี้มาเตือน เพราะเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ถึงวันจ่าย ถ้าไม่บันทึก งบจะแสดงภาระต่ำกว่าความจริง หนี้สินธุรกิจ มีอะไรบ้าง 10 ตัวอย่างที่พบบ่อยใน SME รายการที่พบบ่อยมี 10 รายการตามตารางนี้ 8 รายการเป็นหนี้สินหมุนเวียน อีก 2 รายการเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน # รายการหนี้สิน ประเภท ตัวอย่างสถานการณ์ 1 เจ้าหนี้การค้า หมุนเวียน สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ เครดิต 30 วัน 2 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมุนเวียน เงินเดือนพนักงานสิ้นเดือนที่ยังไม่ได้จ่าย 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย หมุนเวียน VAT ที่เก็บจากลูกค้าแล้ว รอยื่นแบบ ภ.พ.30 4 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง หมุนเวียน หักภาษีจากค่าจ้างฟรีแลนซ์ รอนำส่งสรรพากร 5 เงินกู้ยืมระยะสั้น หมุนเวียน วงเงิน OD หรือเงินกู้หมุนเวียนจากธนาคาร 6 เงินรับล่วงหน้า หมุนเวียน ลูกค้าจ่ายมัดจำก่อนรับสินค้า 7 เงินกู้ยืมระยะยาว ไม่หมุนเวียน กู้ธนาคารซื้อเครื่องจักร ผ่อน 5 ปี 8 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน ไม่หมุนเวียน ลีสซิ่งรถกระบะใช้ในกิจการ 9 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง หมุนเวียน สมทบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง รอนำส่ง 10 ดอกเบี้ยค้างจ่าย หมุนเวียน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย รายการที่ยอดมักสูงสุดใน SME คือเจ้าหนี้การค้า เพราะเกิดทุกครั้งที่ซื้อสินค้าแบบให้เครดิต ส่วนลีสซิ่งรถหรือเครื่องจักร ต้องดูเนื้อหาสัญญาก่อนว่าเป็นสัญญาเช่าเงินทุนหรือสัญญาเช่าดำเนินงาน เพราะแบบหลังไม่ได้แสดงเป็นหนี้สินในงบ งบของลำปางเซรามิกเทรดมี 8 จาก 10 รายการนี้ ขาดเพียงเงินกู้ยืมระยะสั้นกับดอกเบี้ยค้างจ่าย เพราะบริษัทไม่ได้ใช้วงเงิน OD และจ่ายดอกเบี้ยตรงงวดทุกเดือน หนี้สินในงบการเงิน แสดงอย่างไร แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) คู่กับส่วนของเจ้าของ และยอดรวม 2 ส่วนนี้ต้องเท่ากับสินทรัพย์รวมเสมอ ภายในส่วนหนี้สินแยกเป็นหมุนเวียนก่อน แล้วตามด้วยไม่หมุนเวียน ผู้อ่านงบมักดู 2 จุดแรก คือยอดหนี้สินหมุนเวียนเทียบสินทรัพย์หมุนเวียน และยอดหนี้รวมเทียบส่วนของเจ้าของ ภาพรวมการอ่านงบการเงินทั้งชุดดูต่อได้ในบทความเฉพาะ สมการบัญชีพื้นฐาน ใช้ตรวจงบอย่างไร ใช้ตรวจว่างบสมดุล สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 3.18.3 นิยามส่วนของเจ้าของว่าเป็นส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์หลังหักภาระหนี้ทั้งสิ้น รายการของลำปางเซรามิกเทรด จำนวนเงิน (บาท) สินทรัพย์รวม 5,000,000 หนี้สินรวม 2,000,000 ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 ตรวจสอบได้จาก 2,000,000 + 3,000,000 = 5,000,000 บาท ถ้ายอดไม่เท่ากัน แปลว่ามีรายการบันทึกตกหล่นหรือบันทึกผิดฝั่ง ตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน ส่วนหนี้สินเป็นอย่างไร ส่วนหนี้สินของลำปางเซรามิกเทรด ณ 31 ธันวาคม 2569 แยกเป็นหมุนเวียน 1,000,000 บาท และไม่หมุนเวียน 1,000,000 บาท ตามตารางนี้ (ข้อมูลสมมติ) รายการ จำนวนเงิน (บาท) หนี้สินหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้า 450,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 150,000 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 100,000 เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 หนี้สินไม่หมุนเวียน เงินกู้ยืมระยะยาว (สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดภายในหนึ่งปี) 800,000 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (รถกระบะส่งของ) 200,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 1,000,000 รวมหนี้สินทั้งสิ้น 2,000,000 D/E Ratio ใช้ดูภาระหนี้ของธุรกิจอย่างไร อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio หรือ D/E Ratio) ใช้ดูว่าธุรกิจพึ่งเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินของเจ้าของ สูตรคือ D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ รายการ การคำนวณ ผล หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท D/E Ratio 2,000,000 ÷ 3,000,000 0.67 เท่า ผล 0.67 เท่าหมายความว่าเงินทุนของเจ้าของทุก 1 บาท ธุรกิจมีภาระหนี้ 0.67 บาท ตัวเลขนี้ไม่มีเกณฑ์เดียวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ ให้เทียบกับเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และแนวโน้มของกิจการเอง ธนาคารแต่ละแห่งอาจกำหนดเพดาน D/E Ratio ไว้ในสัญญาไม่เท่ากัน ก่อนกู้เพิ่มจึงควรเปิดสัญญาเดิมดูว่ามีเงื่อนไขนี้หรือไม่ ดูหนี้ระยะสั้นเทียบสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างไร ใช้ Current Ratio คือสินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน ถ้ามากกว่า 1 แปลว่าสินทรัพย์ที่จะกลายเป็นเงินสดใน 12 เดือนมีมากกว่าภาระที่ต้องจ่ายในช่วงเดียวกัน ลำปางเซรามิกเทรดมีสินทรัพย์หมุนเวียน 1,500,000 บาท หารด้วยหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 บาท ได้ 1.5 เท่า และมีเงินทุนหมุนเวียน 1,500,000 − 1,000,000 = 500,000 บาท หนี้ดีกับหนี้เสีย ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่เงินกู้สร้างรายได้กลับมามากกว่าดอกเบี้ยหรือไม่ หนี้ที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโต ส่วนหนี้ที่เสียดึงกระแสเงินสดลงทุกเดือน เกณฑ์ หนี้ดี หนี้เสีย จุดประสงค์ ลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม ใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายได้ ตัวอย่าง กู้ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิต กู้ขยายสาขา กู้มาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเพราะรายได้ไม่พอ ผลลัพธ์ ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย ดอกเบี้ยสะสมจนจ่ายไม่ไหว สัญญาณ ธุรกิจเติบโตหลังกู้ ต้องกู้เพิ่มเรื่อย ๆ เพื่อจ่ายหนี้เก่า ลำปางเซรามิกเทรดกำลังพิจารณากู้อีก 1,000,000 บาทสร้างโกดัง D/E จะขึ้นจาก 0.67 เป็น (2,000,000 + 1,000,000) ÷ 3,000,000 = 1.0 เท่า บริษัทจึงตั้งเงื่อนไขว่าจะกู้ต่อเมื่อค่าเช่าโกดังภายนอกที่ประหยัดได้และยอดขายที่เพิ่มขึ้น ครอบคลุมค่างวดและดอกเบี้ยรายปี ถ้าไม่ถึง ให้เช่าโกดังต่อไปก่อน วิธีจัดการและลดหนี้สินสำหรับธุรกิจทำอย่างไร เริ่มจากสำรวจหนี้ทั้งหมด จัดลำดับตามดอกเบี้ย เจรจากับเจ้าหนี้ ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วติดตามตัวเลขสม่ำเสมอ ธุรกิจที่จัดการหนี้เป็นระบบจะเห็นปัญหาสภาพคล่องก่อนถึงวันที่ต้องจ่าย ธุรกิจมีภาระหนี้มาก ทำอย่างไรดี ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ตามลำดับ ลำปางเซรามิกเทรดทำตารางหนี้ 8 รายการตามงบ แล้วพบว่าเจ้าหนี้การค้า 450,000 บาทครบกำหนดพร้อมกันในเดือนมกราคม บริษัทจึงขอเลื่อนเครดิตกับซัพพลายเออร์ 2 รายจาก 30 วันเป็น 45 วัน ข้อควรรู้เกี่ยวกับหนี้สิน สรุป – หนี้สินต้องจำอะไรบ้าง เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดงบเดือนล่าสุด ทำตารางหนี้ทุกรายการพร้อมวันครบกำหนด แล้วทำเครื่องหมายรายการที่ต้องจ่ายภายใน 3 เดือนข้างหน้า เพื่อเตรียมเงินสดหรือเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้า ติดตามเจ้าหนี้และงบแสดงฐานะการเงินด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ กำหนดบัญชีเจ้าหนี้แยกรายคู่ค้า บันทึกจ่ายชำระเงินให้เจ้าหนี้ และออกงบฐานะการเงินจากข้อมูลชุดเดียวกัน PEAK Board วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินรายเดือน ไตรมาส หรือรายปี เจ้าของกิจการกับผู้ทำบัญชีจึงเห็นภาระหนี้ชุดเดียวกันก่อนตัดสินใจกู้เพิ่ม เริ่มจัดตารางหนี้ให้เป็นระบบ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องงบการเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนี้สิน หนี้สินกับค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ความหมายในงบ ค่าใช้จ่ายคือต้นทุนที่ใช้ไปในงวดและอยู่ในงบกำไรขาดทุน ส่วนภาระหนี้คือยอดที่ยังต้องจ่ายและอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน เงินเดือนธันวาคมที่ยังไม่จ่ายจึงเป็นทั้งค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายพร้อมกัน เงินกู้ยืมกรรมการจัดเป็นหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ขึ้นกับข้อตกลง ถ้าไม่มีกำหนดชำระหรือกรรมการเรียกคืนเมื่อใดก็ได้ กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนชำระอย่างไม่มีเงื่อนไขอย่างน้อย 12 เดือน จึงจัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน ถ้าสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่เรียกคืนก่อน 12 เดือน จัดเป็นไม่หมุนเวียน เงินมัดจำที่รับจากลูกค้าเป็นรายได้หรือภาระที่ต้องคืน เป็นภาระก่อน กิจการบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าในหนี้สินหมุนเวียนจนกว่าจะส่งสินค้าหรือให้บริการ แล้วจึงโอนเป็นรายได้ ถ้าไม่ส่งของตามสัญญา กิจการต้องคืนเงินก้อนนั้น นำสินเชื่อส่วนบุคคลมาใช้ในกิจการได้ไหม ได้ แต่ต้องแยกบัญชีให้ชัด สินเชื่อเป็นหนี้ของเจ้าของ ไม่ใช่ของบริษัท เมื่อนำเงินเข้าบริษัท ให้ตกลงก่อนว่าเป็นเงินให้กู้ยืมจากกรรมการหรือเงินเพิ่มทุน แล้วทำเอกสารรองรับ ผลทางภาษีของดอกเบี้ยให้ปรึกษาผู้ทำบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายอยู่หมวดไหนในงบ อยู่ในหนี้สินหมุนเวียน เพราะต้องยื่นแบบและนำส่งภายในเดือนถัดไป ในงบมักแสดงรวมในเจ้าหนี้อื่นหรือหนี้สินหมุนเวียนอื่น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

ของขวัญลูกค้า หักภาษีได้ไหม มาดูกฎหมาย VAT และวิธีบันทึกบัญชี

ของขวัญลูกค้า คืออะไรในทางภาษี และสำคัญอย่างไร ของขวัญลูกค้า คือ สิ่งของที่กิจการให้ลูกค้าหรือคู่ค้าเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เช่น กระเช้าปีใหม่ ปฏิทิน หรือของที่ระลึก ในทางภาษีจัดเป็นค่ารับรอง จึงหักเป็นรายจ่ายได้เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 หลักเกณฑ์ปัจจุบันแก้ไขโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 222 (พ.ศ. 2542) ส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (4) เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ชลบุรีอะไหล่ยนต์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอะไหล่ให้อู่ซ่อมรถ จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว รายได้ปี 2569 รวม 25 ล้านบาท ทุนชำระแล้ว 5 ล้านบาท และวางแผนแจกกระเช้าปีใหม่ให้ลูกค้า 40 ราย ของขวัญลูกค้าหักภาษีได้ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง หักได้เมื่อครบ 7 เงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 และที่แก้ไขโดยฉบับที่ 222 ขาดข้อใดข้อหนึ่ง รายจ่ายส่วนนั้นจะไม่เป็นค่ารับรองที่หักได้ เงื่อนไข รายละเอียด ลักษณะรายจ่าย จำเป็นตามธรรมเนียมทางการค้าทั่วไป และให้เพื่อประโยชน์ของกิจการ ผู้รับ ต้องไม่ใช่ลูกจ้างของกิจการ เว้นแต่ลูกจ้างที่มีหน้าที่เข้าร่วมรับรอง ผู้อนุมัติ กรรมการ หุ้นส่วน ผู้จัดการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ต้องอนุมัติหรือสั่งจ่าย มูลค่าสิ่งของ ไม่เกินคนละ 2,000 บาทในแต่ละคราว เพดานทั้งปี ไม่เกินร้อยละ 0.3 ของยอดรายได้หรือยอดขาย หรือทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี แล้วแต่อย่างใดมากกว่า เพดานสูงสุด ไม่เกิน 10 ล้านบาท หลักฐาน มีใบรับหรือหลักฐานของผู้รับเงิน เว้นแต่ผู้รับไม่ต้องออกใบรับตามประมวลรัษฎากร ของที่มูลค่าเกิน 2,000 บาทต่อคนต่อคราวไม่เข้าหลักเกณฑ์ค่ารับรอง และส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้าม ส่วนวิธีบวกกลับให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีของกิจการ ตัวอย่าง ชลบุรีอะไหล่ยนต์ตั้งใจให้ไวน์ราคา 3,210 บาทแก่เจ้าของอู่รายใหญ่ 1 ราย ของชิ้นนี้เกิน 2,000 บาท จึงต้องแยกพิจารณาจากกระเช้าที่ให้ลูกค้ารายอื่น เพดานร้อยละ 0.3 คิดอย่างไร คิดจากฐานที่มากกว่าระหว่างยอดรายได้หรือยอดขาย กับทุนที่ชำระแล้ว แล้วคูณร้อยละ 0.3 ยอดนี้เป็นวงเงินรวมของค่ารับรองทั้งปี ทั้งค่าเลี้ยง ค่าที่พัก และของขวัญ ไม่ใช่วงเงินของขวัญอย่างเดียว รายการของชลบุรีอะไหล่ยนต์ การคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) เพดานจากยอดรายได้ 25,000,000 × 0.3% 75,000 เพดานจากทุนชำระแล้ว 5,000,000 × 0.3% 15,000 เพดานที่ใช้ (ฐานที่มากกว่า) 75,000 กระเช้าลูกค้า 40 ชุด 40 × 1,605 64,200 เลี้ยงรับรองลูกค้าปีใหม่ 18,000 ค่ารับรองรวม 64,200 + 18,000 82,200 ส่วนที่เกินเพดาน 82,200 − 75,000 7,200 ส่วนเกิน 7,200 บาทยังบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ แต่ต้องบวกกลับตอนคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี เหมือนค่าใช้จ่ายต้องห้ามรายการอื่น หลักเกณฑ์ค่ารับรองแบบครบทุกรายการ เช่น ค่าเลี้ยงและค่าที่พัก อ่านต่อได้ที่ค่ารับรอง ภาษีซื้อของขวัญลูกค้า นำมาเครดิตได้ไหม ไม่ได้ ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง รวมถึงค่าสิ่งของที่ให้ผู้ได้รับการรับรอง เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 17 ข้อ 5 ข่าวดีคือภาษีซื้อต้องห้ามกลุ่มนี้นำไปรวมเป็นรายจ่ายได้ ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) ยกเว้นให้ภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 (4) ไม่ต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิ กระเช้าของชลบุรีอะไหล่ยนต์ราคาชุดละ 1,500 บาท บวก VAT 105 บาท รวม 1,605 บาท ภาษีซื้อทั้ง 40 ชุดคือ 4,200 บาท บริษัทบันทึกยอด 64,200 บาททั้งก้อนเป็นค่ารับรอง ไม่แยก 4,200 บาทไปเครดิต ดูประเภทอื่นได้ที่ภาษีซื้อต้องห้าม ซื้อของขวัญให้ลูกค้า บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกเป็นค่ารับรองในหมวดค่าใช้จ่าย ด้วยยอดที่รวม VAT แล้ว แยกตามวิธีจ่ายเงิน และตอนปิดงบให้เทียบยอดรวมกับเพดานร้อยละ 0.3 เพื่อหาส่วนที่ต้องบวกกลับ จ่ายเงินสดหรือโอนทันที บัญชี เดบิต เครดิต ค่ารับรอง 64,200 เงินสด / เงินฝากธนาคาร 64,200 ซื้อเชื่อจากร้านค้า บัญชี เดบิต เครดิต ค่ารับรอง 64,200 เจ้าหนี้การค้า 64,200 ตอนยื่น ภ.ง.ด.50 (แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี) ชลบุรีอะไหล่ยนต์บวกกลับ 7,200 บาทในรายการรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย ตัวเลขทางบัญชีไม่ต้องแก้ ต้องเก็บเอกสารอะไรไว้รับรองค่าใช้จ่าย เก็บเอกสาร 3 อย่าง และหลักฐานเสริมอีก 1 อย่าง ให้พิสูจน์ได้ว่าซื้อจริง ให้ใคร มูลค่าต่อคนเท่าไร และใครอนุมัติ การอนุมัติหรือสั่งจ่ายโดยผู้มีอำนาจเป็นเงื่อนไขในกฎกระทรวงโดยตรง เอกสารลงนามจึงเป็นหลักฐานที่ดีที่สุด ชลบุรีอะไหล่ยนต์ให้ฝ่ายขายจัดทำรายชื่อลูกค้า 40 รายพร้อมลายมือชื่อผู้รับ แล้วให้กรรมการผู้จัดการลงนามอนุมัติก่อนสั่งซื้อ ของขวัญปีใหม่ให้พนักงาน ต่างจากให้ลูกค้าอย่างไร ต่างกันตั้งแต่ประเภทรายจ่าย ของขวัญที่ให้พนักงานไม่ใช่ค่ารับรอง เพราะผู้รับเป็นลูกจ้าง บริษัทบันทึกเป็นค่าสวัสดิการ ซึ่งไม่อยู่ในเพดานร้อยละ 0.3 ฝั่งพนักงาน กรมสรรพากรเคยตอบข้อหารือว่าค่าเลี้ยงงานปีใหม่เป็นการให้ตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (10) แต่เงินสวัสดิการที่จ่ายเป็นเงินเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) ส่วนบริษัทหักเป็นรายจ่ายได้ เรื่อง ของขวัญลูกค้า ของขวัญพนักงาน ประเภทรายจ่าย ค่ารับรอง ค่าสวัสดิการ วงเงิน คนละไม่เกิน 2,000 บาทต่อคราว และเพดานร้อยละ 0.3 ไม่อยู่ในเพดานค่ารับรอง ฝั่งผู้รับ ไม่เกี่ยวกับภาษีของกิจการ ต้องดูว่าเป็นเงินได้หรือได้รับยกเว้น ของขวัญที่เป็นสิ่งของมูลค่าสูงหรือให้เฉพาะบางคน ให้ปรึกษาผู้ทำบัญชีว่าต้องรวมเป็นเงินได้ของพนักงานหรือไม่ รายการสวัสดิการอื่นอ่านได้ที่สวัสดิการพนักงาน ชลบุรีอะไหล่ยนต์แจกกระเช้าให้พนักงาน 25 คน คนละ 800 บาท รวม 20,000 บาท บันทึกเป็นค่าสวัสดิการแยกจากค่ารับรอง ยอดนี้จึงไม่ทำให้เพดาน 75,000 บาทเต็มเร็วขึ้น เลือกของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้าอย่างไรให้หักภาษีได้ เลือกจากงบต่อคนไม่เกิน 2,000 บาท ทำรายชื่อผู้รับตั้งแต่ก่อนซื้อ และแยกของลูกค้าออกจากของพนักงาน จากนั้นค่อยเลือกประเภทของที่ลูกค้าใช้ได้จริง ชลบุรีอะไหล่ยนต์ตัดสินใจลดงบเลี้ยงรับรองปีหน้าลง เพราะปีนี้ค่ารับรองรวมเกินเพดาน 7,200 บาท ส่วนไวน์ 3,210 บาทเปลี่ยนเป็นกระเช้าราคาไม่เกิน 2,000 บาท ข้อควรรู้เกี่ยวกับของขวัญลูกค้า สรุป – ของขวัญลูกค้าต้องจำอะไรบ้าง ก่อนสั่งซื้อของขวัญปีใหม่ เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดยอดค่ารับรองที่ใช้ไปแล้วทั้งปี คำนวณเพดานร้อยละ 0.3 แล้วทำรายชื่อลูกค้าพร้อมงบต่อคนไม่เกิน 2,000 บาท ส่งให้ผู้มีอำนาจอนุมัติก่อนสั่งซื้อ บันทึกค่ารับรองและแนบเอกสารด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ บันทึกค่าใช้จ่ายและแนบไฟล์เอกสาร ทั้งใบกำกับภาษี รายชื่อผู้รับ และเอกสารอนุมัติไว้กับรายการเดียวกัน ผู้ทำบัญชีจึงหยิบยอดค่ารับรองทั้งปีมาเทียบเพดานได้จากรายงานแยกประเภทตอนปิดงบ ให้เอกสารของขวัญปีใหม่ครบตั้งแต่วันซื้อ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับของขวัญลูกค้า ของขวัญต้องมีโลโก้บริษัทถึงจะหักค่าใช้จ่ายได้ไหม ไม่ต้อง กฎกระทรวงไม่ได้กำหนดเรื่องโลโก้ เงื่อนไขอยู่ที่ผู้รับ ผู้อนุมัติ มูลค่าต่อคน เพดานทั้งปี และหลักฐาน โลโก้ช่วยให้เห็นว่าเป็นของเพื่อธุรกิจ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขทางภาษี จัดงานเลี้ยงปีใหม่ที่มีทั้งลูกค้าและพนักงาน บันทึกอย่างไร แยกยอดตามผู้เข้าร่วม ส่วนของลูกค้าบันทึกเป็นค่ารับรองและอยู่ในเพดานร้อยละ 0.3 ส่วนของพนักงานบันทึกเป็นค่าสวัสดิการ พนักงานที่มีหน้าที่ต้อนรับลูกค้าในงานนับรวมในค่ารับรองได้ ซื้อเหล้าให้ลูกค้า บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกเป็นค่ารับรองเหมือนของขวัญอื่น ทั้งเหล้าและไวน์ต้องมีมูลค่าไม่เกินคนละ 2,000 บาทต่อคราว และนับรวมในเพดานร้อยละ 0.3 ภาษีซื้อเครดิตไม่ได้ แต่รวมเป็นค่าใช้จ่ายได้ ถ้าราคาใกล้ 2,000 บาท ให้ตรวจกับผู้ทำบัญชีว่านับมูลค่าก่อนหรือหลัง VAT ของขวัญเกิน 2,000 บาทต่อคน ต้องทำอย่างไร ของชิ้นนั้นไม่เข้าหลักเกณฑ์ค่ารับรอง และส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นรายจ่ายต้องห้าม ถ้ายังต้องการให้ ให้แจ้งผู้ทำบัญชีตั้งแต่ตอนบันทึก เพื่อบวกกลับตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ภาษีมรดก คืออะไร คิดยังไง อัตราภาษี วิธีคำนวณ และการยื่น ภ.ม.60

ภาษีมรดก คืออะไร และสำคัญอย่างไร ภาษีมรดก (Inheritance Tax) คือ ภาษีการรับมรดกที่เก็บจากผู้ได้รับมรดก เมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันเกิน 100 ล้านบาท โดยเสียเฉพาะส่วนที่เกิน ผู้เสียคือผู้รับ ไม่ใช่กองมรดกหรือผู้ตาย กฎหมายที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ใช้กับมรดกของเจ้ามรดกที่ตายตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป และกรมสรรพากรอธิบายว่าเกณฑ์นี้ดูจากมูลค่าที่ทายาทแต่ละคนได้รับ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง ครอบครัวผู้ก่อตั้ง บริษัท ศรีนครพลาสติก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ก่อตั้งเสียชีวิต ทิ้งหุ้นบริษัท ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก หลังหักหนี้ที่ตกทอดและส่วนที่ภรรยาได้รับแล้ว เหลือมรดกที่ส่งต่อให้ลูก 2 คนรวม 150 ล้านบาท ใครเป็นผู้เสียภาษี และใครไม่อยู่ในบังคับ ผู้เสียคือผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ได้แก่ บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย และนิติบุคคลที่ถือว่ามีสัญชาติไทย ตามมาตรา 11 และ 12 ของกฎหมายนี้ ผู้รับมรดกบางกลุ่มไม่อยู่ในบังคับ ที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวคือคู่สมรสของเจ้ามรดก มรดกที่คู่สมรสได้รับไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก ไม่ว่ามูลค่าจะเท่าไร ในกรณีศรีนครพลาสติก ภรรยาของผู้ก่อตั้งไม่ต้องเสียภาษีส่วนที่ตัวเองได้รับ ส่วนลูกทั้ง 2 คนเป็นผู้สืบสันดาน จึงต้องดูว่าแต่ละคนได้รับเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่ ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง มี 5 ประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากในประเทศไทย ยานพาหนะที่มีทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกา ทรัพย์สินที่อยู่นอก 5 ประเภทนี้ไม่ถูกนำมารวมในฐานภาษี ภาษีมรดกที่ดิน คิดอย่างไร ที่ดิน บ้าน อาคาร และคอนโดมิเนียมรวมอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นำมูลค่ามารวมกับทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน แล้วเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ที่ดินจึงไม่ได้มีอัตราภาษีมรดกแยกต่างหาก มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริง ทายาทที่ได้ที่ดินมายังมีภาษีรายปีของตัวเองด้วย อ่านเพิ่มที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หุ้นบริษัทครอบครัวนับรวมด้วยไหม นับรวม หุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใช้มูลค่าทางบัญชีของรอบบัญชีก่อนรอบที่ได้รับกรรมสิทธิ์ ส่วนหุ้นในตลาดใช้ค่าที่สูงกว่าระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับราคาเมื่อตลาดปิดในวันที่ได้รับมรดก กองมรดกของศรีนครพลาสติกจึงต้องนับทั้งหุ้นบริษัทที่ผู้ก่อตั้งถือ ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก ส่วนที่ส่งต่อให้ลูกหลังหักหนี้และส่วนของภรรยาคือ 150 ล้านบาท สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นรายใหม่อ่านได้ที่ผู้ถือหุ้น เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินอื่นนับอย่างไร นับเฉพาะเงินฝากหรือเงินลักษณะเดียวกันที่อยู่ในประเทศไทย และยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน เช่น รถยนต์ ส่วนทรัพย์สินทางการเงินประเภทอื่นต้องมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเพิ่มก่อน จึงจะนับรวม อัตราภาษีมรดกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดอย่างไร อัตราภาษีมรดกมี 2 อัตรา คือ ร้อยละ 10 สำหรับผู้รับทั่วไป และร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก ตามมาตรา 16 คิดเฉพาะมูลค่าส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ผู้รับมรดก อัตรา บุพการี (พ่อ แม่) หรือผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน) ร้อยละ 5 ผู้รับอื่น เช่น พี่น้อง ญาติ เพื่อน ร้อยละ 10 คู่สมรสของเจ้ามรดก ไม่อยู่ในบังคับ สูตรคือ ภาษีมรดก = (มูลค่ามรดกที่ได้รับ − หนี้สินที่ตกทอด − 100,000,000) × อัตราภาษี ตัวอย่าง ศรีนครพลาสติกมีมรดกสุทธิที่ส่งต่อให้ลูก 150 ล้านบาท ภาระภาษีต่างกันมากตามวิธีแบ่ง วิธีแบ่ง การคำนวณ ภาษีที่ต้องเสีย ลูกคนโตรับทั้งหมด 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 5% 2,500,000 บาท ลูก 2 คนรับคนละ 75 ล้านบาท แต่ละคนไม่เกิน 100 ล้านบาท 0 บาท ถ้าผู้รับเป็นน้องของเจ้ามรดก 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 10% 5,000,000 บาท การแบ่งมรดกต้องเป็นไปตามพินัยกรรมหรือกฎหมายว่าด้วยมรดก ตัวอย่างนี้จึงแสดงผลทางภาษีของแต่ละแบบ ไม่ใช่คำแนะนำให้เลือกแบ่งเพื่อเลี่ยงภาษี กรณีไหนได้รับยกเว้น หรือไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเสียเมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกรายเดียวรวมกันไม่เกิน 100 ล้านบาท และมีกรณีที่กฎหมายยกเว้นหรือไม่ใช้บังคับอีก 4 กลุ่ม ในกรณีศรีนครพลาสติก ส่วนที่ภรรยาได้รับไม่ต้องเสียภาษี ส่วนลูกต้องดูแยกรายคน ภาษีการรับให้ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ต่างกันที่จังหวะเวลา ภาษีมรดกเกิดเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ส่วนภาษีการรับให้เกิดเมื่อโอนให้กันขณะยังมีชีวิต และอยู่ในประมวลรัษฎากร ไม่ใช่ใน พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก เรื่อง ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดเมื่อ เจ้ามรดกเสียชีวิต ให้กันขณะผู้ให้ยังมีชีวิต เกณฑ์ รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายเกิน 100 ล้านบาท อสังหาฯ ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท · เงินได้จากบุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี · จากผู้อื่นตามประเพณี ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี อัตรา ร้อยละ 5 หรือ 10 เลือกเสียร้อยละ 5 แยกจากเงินได้อื่น หรือรวมคำนวณตามปกติ ผู้เสีย ผู้รับมรดก ผู้รับ ยกเว้นอสังหาฯ ที่ให้บุตร ผู้โอนเป็นผู้เสีย แบบที่ยื่น ภ.ม.60 ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) หรือ ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ตัวอย่างสมมติ ถ้าผู้ก่อตั้งศรีนครพลาสติกโอนที่ดินมูลค่า 30 ล้านบาทให้ลูกตอนยังมีชีวิต ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทคือ 10 ล้านบาท ภาษีร้อยละ 5 เท่ากับ 500,000 บาท และผู้โอนเป็นผู้เสีย การให้ที่ไม่เกินเกณฑ์ได้รับยกเว้นเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 ของประมวลรัษฎากร ยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีอย่างไร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดกที่เป็นเหตุให้มีหน้าที่เสียภาษี ยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาแห่งใดก็ได้ หรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนด ถ้าเงินก้อนไม่พอ ขอผ่อนชำระได้ไม่เกิน 5 ปี โดยยื่นคำร้องพร้อมแบบ เงื่อนไขหลักมีดังนี้ ยื่นช้าหรือยื่นขาดมีภาระเพิ่ม 3 แบบ คือ เบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีเมื่อไม่ยื่นภายในกำหนด เบี้ยปรับ 0.5 เท่าเมื่อยื่นขาด และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนแต่ไม่เกินภาษีที่ต้องชำระ ถ้าไม่ยื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าลูกคนโตของศรีนครพลาสติกรับทั้ง 150 ล้านบาท ต้องยื่น ภ.ม.60 ภายใน 150 วัน และขอผ่อนภาษี 2,500,000 บาทภายใน 2 ปีได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม ช่องทางยื่นออนไลน์ให้ตรวจล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เจ้าของกิจการควรเตรียมอะไรก่อนส่งต่อธุรกิจ เตรียม 3 เรื่อง ได้แก่ บัญชีทรัพย์สินทั้งหมด การแยกทรัพย์สินของบริษัทออกจากของส่วนตัว และการเทียบภาระภาษีระหว่างส่งต่อเป็นมรดกกับโอนให้ขณะมีชีวิต ยิ่งเริ่มเร็ว ทางเลือกยิ่งมาก หลักการวางแผนทั่วไปอ่านได้ที่การวางแผนภาษี ครอบครัวศรีนครพลาสติกพบว่าที่ดินโรงงานเป็นชื่อผู้ก่อตั้ง ไม่ใช่ชื่อบริษัท จึงต้องนับเป็นมรดกส่วนตัว เรื่องที่มีหลายทางเลือกแบบนี้ควรให้ที่ปรึกษาภาษีและผู้จัดการมรดกดูเอกสารจริง เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่เสียชีวิต บริษัทต้องทำอะไรบ้าง บริษัทยังเป็นนิติบุคคลเดิม งบการเงินและภาษีของบริษัทดำเนินต่อตามปกติ สิ่งที่เปลี่ยนคือผู้ถือหุ้นและอาจรวมถึงกรรมการ งานหลักจึงเป็นการโอนหุ้นตามมรดกและแก้ทะเบียนให้ตรงกับความจริง ขั้นตอนและเอกสารอ่านได้ที่เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ศรีนครพลาสติกแก้ทะเบียนผู้ถือหุ้นหลังผู้จัดการมรดกโอนหุ้นให้ลูก 2 คน และใช้มูลค่าทางบัญชีจากงบของรอบบัญชีก่อนรอบที่ลูกได้รับหุ้นเป็นฐานคำนวณมูลค่า ข้อควรรู้เกี่ยวกับภาษีมรดก สรุป – ภาษีมรดกต้องจำอะไรบ้าง ถ้าเป็นเจ้าของกิจการที่ถือหุ้นและที่ดินมูลค่าสูง เริ่มวันนี้ด้วยการทำรายการทรัพย์สินว่าอะไรเป็นชื่อบริษัท อะไรเป็นชื่อตัวเอง พร้อมมูลค่าโดยประมาณ แล้วนำรายการนี้ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญภาษี เตรียมข้อมูลบริษัทให้ทายาทใช้ต่อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกตลอดปี ทายาทและผู้ทำบัญชีจึงมีงบล่าสุดของบริษัทพร้อมใช้ เมื่อต้องประเมินมูลค่าหุ้นหรือจัดการเรื่องผู้ถือหุ้น ส่วนทรัพย์สินที่เป็นชื่อบริษัท PEAK Asset ช่วยเก็บทะเบียนและติดตามสินทรัพย์ขององค์กรไว้ในระบบเดียว เริ่มจัดข้อมูลบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีและเงินได้เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีมรดก ที่ดินมรดกเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอัตราแยกสำหรับที่ดิน มูลค่าที่ดินรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน ถ้าเกิน 100 ล้านบาท ส่วนที่เกินเสียร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และร้อยละ 10 สำหรับคนอื่น ถ้าภายหลังขายที่ดินนั้น ให้ดูขายที่ดินต้องเสียภาษีอะไรบ้าง มรดกไม่ถึง 100 ล้านบาท ต้องยื่นแบบไหม กฎหมายกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดกเป็นผู้ยื่น ภ.ม.60 ผู้ที่ได้รับรวมไม่เกิน 100 ล้านบาทจึงไม่มีภาษีต้องชำระ ถ้าไม่แน่ใจเรื่องมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับ ให้สอบถามสำนักงานสรรพากรพื้นที่ รับมรดกเป็นหุ้นบริษัทครอบครัว ต้องเสียภาษีไหม ต้องนับรวม หุ้นของบริษัทจำกัดเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในฐานภาษี และกรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์คำนวณมูลค่า ถ้ามูลค่าหุ้นรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกันเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีส่วนที่เกิน จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม ได้ ยื่นคำร้องขอผ่อนพร้อมแบบ ภ.ม.60 ผ่อนได้ไม่เกิน 5 ปี ผ่อนภายใน 2 ปีไม่เสียเงินเพิ่ม เกิน 2 ปีเสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.50 ต่อเดือน และต้องวางหลักประกันภายใน 30 วัน โอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต ต้องเสียภาษีมรดกไหม ไม่ใช่ภาษีมรดก แต่เข้าเรื่องภาษีการรับให้ เช่น โอนอสังหาริมทรัพย์ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทเสียร้อยละ 5 โดยผู้โอนเป็นผู้เสีย ส่วนเงินหรือทรัพย์สินอื่นมีเกณฑ์ต่อปีของผู้รับ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

ที่ปรึกษาภาษี คืออะไร หน้าที่ วิธีเลือก ค่าบริการ และช่องทางปรึกษาฟรี

ที่ปรึกษาภาษี คืออะไร และสำคัญอย่างไร ที่ปรึกษาภาษี (Tax Consultant หรือ Tax Advisor) คือ บุคคลหรือบริษัทที่มีความรู้เฉพาะทางด้านกฎหมายภาษี ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ วางแผน และจัดการเรื่องภาษีให้กับธุรกิจหรือบุคคลธรรมดา ช่วยให้เสียภาษีถูกต้องและไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กฎหมายภาษีหลักของไทยคือประมวลรัษฎากร ผู้ที่ทำงานด้านนี้มักเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) นักบัญชีที่ชำนาญภาษี หรือทนายความด้านภาษี แต่ละกลุ่มมีใบอนุญาตและขอบเขตงานต่างกัน สำหรับเจ้าของกิจการ การมีคนช่วยดูเรื่องภาษีสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท สยามแพ็คซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) จัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ให้โรงงาน จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว รายได้ปีละ 38 ล้านบาท และเพิ่งเริ่มจ่ายค่าซอฟต์แวร์ให้ผู้ให้บริการต่างประเทศ หน้าที่ของที่ปรึกษาภาษี มีอะไรบ้าง งานหลักมี 3 ด้าน คือ วางแผนภาษีล่วงหน้า ตอบคำถามและเตรียมยื่นแบบ และช่วยแก้ปัญหาเมื่อมีข้อพิพาทกับกรมสรรพากร บางรายรับครบทั้ง 3 ด้าน บางรายรับเฉพาะเรื่อง จึงควรถามขอบเขตก่อนจ้าง วางแผนภาษี (Tax Planning) ช่วยธุรกิจอย่างไร ช่วยให้เห็นภาระภาษีก่อนตัดสินใจ การวางแผนภาษีคือการดูโครงสร้างรายได้ รายจ่าย และธุรกรรมที่กำลังจะเกิด แล้วเลือกทางที่ถูกกฎหมายและภาระภาษีเหมาะสม เช่น จังหวะการซื้อสินทรัพย์ หรือรายจ่ายที่หักได้เพิ่ม ดูตัวอย่างเทคนิคที่ใช้ได้จริงในวิธีประหยัดภาษีนิติบุคคล ถ้าธุรกิจกำลังลงทุนขยายกิจการ ที่ปรึกษาอาจช่วยดูว่าเข้าเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ BOI หรือไม่ สิทธิแบบนี้เป็นการยกเว้นหรือลดภาษีตามเงื่อนไขการส่งเสริม ไม่ใช่การลดหย่อนทั่วไป ให้คำปรึกษาและเตรียมยื่นแบบทำอะไรบ้าง ตอบคำถามที่ผู้ประกอบการไม่แน่ใจ เช่น ต้องจด VAT หรือยัง จ่ายเงินแบบนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร หรือรายจ่ายนี้หักได้ไหม บางรายช่วยตรวจเอกสารและเตรียมแบบภาษีก่อนยื่น กรณีสยามแพ็คซัพพลาย คำถามแรกคือค่าซอฟต์แวร์ที่จ่ายไปต่างประเทศต้องดูเรื่องภาษีอะไรบ้าง ที่ปรึกษาจะดูทั้งภาษีที่ผู้จ่ายต้องนำส่งและอนุสัญญาภาษีซ้อนของประเทศผู้รับเงิน ตรวจสอบและแก้ปัญหาเมื่อสรรพากรเรียกตรวจอย่างไร ทบทวนแบบที่ยื่นไปแล้ว หาจุดที่ผิด และเตรียมคำชี้แจงพร้อมเอกสาร ถ้าเจอข้อผิดพลาดจริง จะแนะนำให้ยื่นแบบเพิ่มเติมโดยเร็ว เพราะภาษีที่ชำระขาดมีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนตามมาตรา 27 ยิ่งช้ายิ่งสะสม จ้างสำนักงานบัญชี ผู้สอบบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญภาษี ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่งานหลัก ผู้เชี่ยวชาญภาษีเน้นการตัดสินใจและปัญหาเฉพาะเรื่อง สำนักงานบัญชีดูแลการบันทึกบัญชีและยื่นแบบประจำ ผู้สอบบัญชีตรวจและรับรองงบการเงิน ส่วนโปรแกรมบัญชีเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล เกณฑ์ ที่ปรึกษาภาษี สำนักงานบัญชี ผู้สอบบัญชี (CPA / TA) โปรแกรมบัญชี งานหลัก วางแผนภาษี ตอบคำถามเฉพาะเรื่อง ช่วยเมื่อถูกตรวจ บันทึกบัญชี ปิดงบ ยื่นแบบรายเดือนและรายปี ตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน บันทึกรายการ ออกเอกสาร ดูรายงาน ช่วงที่ใช้ ก่อนตัดสินใจ หรือเมื่อมีปัญหา ทุกเดือน ปีละครั้งหลังปิดงบ ทุกวัน รูปแบบค่าบริการ รายครั้ง รายเดือน หรือรายโปรเจกต์ รายเดือน ต่องานตรวจสอบ ค่าใช้งานตามแพ็กเกจ สามบทบาทนี้ทำงานร่วมกันได้ หลายกิจการจ้างสำนักงานบัญชีดูงานประจำ แล้วจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษีเฉพาะเรื่องที่ซับซ้อน ส่วนผู้สอบบัญชีเข้ามาตรวจและแสดงความเห็นต่องบปีละครั้ง เมื่อไรธุรกิจควรปรึกษาภาษีกับผู้เชี่ยวชาญ เมื่อการตัดสินใจครั้งนั้นมีผลภาษีมากหรือผิดแล้วแก้ยาก ไม่ใช่ทุกกิจการต้องจ้างประจำ สัญญาณที่ควรเริ่มปรึกษาภาษีมี 5 แบบ สยามแพ็คซัพพลายเข้าข่าย 2 ข้อพร้อมกัน คือจ่ายเงินไปต่างประเทศ และได้รับหนังสือเชิญพบจากสรรพากรพื้นที่ จึงตัดสินใจหาผู้เชี่ยวชาญช่วยดูเอกสารก่อนวันนัด ถ้าปล่อยไว้จนถูกประเมิน ภาระจะย้อนไปหลายปี ดูความเสี่ยงได้ที่ภาษีย้อนหลัง วิธีเลือกที่ปรึกษาภาษีที่ดี ควรดูอะไรบ้าง ดู 3 เรื่อง ได้แก่ ใบอนุญาตที่ตรวจสอบได้ ประสบการณ์ในธุรกิจแบบเดียวกัน และขอบเขตงานที่เขียนไว้ชัด เลือกผิดคนอาจเสียทั้งค่าบริการและเวลา โดยปัญหาเดิมยังไม่จบ ใบอนุญาตและคุณสมบัติที่ต้องเช็ก มีอะไรบ้าง ให้ขอดูใบอนุญาตที่ตรวจสอบได้ ตำแหน่งที่ปรึกษาเป็นชื่อเรียกงาน ส่วนใบอนุญาตที่ใช้ยืนยันความรู้มีหลายแบบ แต่ละแบบออกโดยหน่วยงานต่างกัน ความต่างของ CPA และ TA อ่านเพิ่มได้ที่ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมสำคัญแค่ไหน สำคัญมาก เพราะแต่ละธุรกิจมีจุดเสี่ยงทางภาษีต่างกัน ร้านค้าออนไลน์มีเรื่องค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและ VAT ธุรกิจก่อสร้างมีเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายหลายขั้น ส่วนธุรกิจนำเข้ามีเรื่องภาษีศุลกากร ให้ถามตรง ๆ ว่าเคยดูแลธุรกิจแบบเดียวกันกี่ราย และเคยช่วยลูกค้าตอบหนังสือจากกรมสรรพากรหรือไม่ สยามแพ็คซัพพลายเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาต CPA และเคยดูแลธุรกิจจัดจำหน่าย ต้องตกลงขอบเขตงานอะไรก่อนจ้าง ต้องเขียนให้ชัดว่าที่ปรึกษาทำอะไร และกิจการต้องทำอะไรเอง เช่น ใครเป็นคนยื่นแบบ ใครลงนาม คำแนะนำส่งเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ และถ้าต้องไปพบเจ้าหน้าที่ คิดค่าบริการเพิ่มอย่างไร เก็บใบเสนอราคาและสัญญาไว้กับเอกสารบัญชี ภาระภาษียังเป็นของกิจการ คำแนะนำที่เป็นลายลักษณ์อักษรจึงช่วยให้ย้อนดูได้ว่าตัดสินใจจากข้อมูลอะไร ก่อนเริ่มปรึกษาภาษี ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง เตรียมเอกสาร 4 กลุ่ม จะช่วยให้การคุยครั้งแรกตรงประเด็นและไม่ต้องนัดซ้ำ ยิ่งเอกสารครบ ผู้เชี่ยวชาญยิ่งประเมินงานและค่าบริการได้แม่นขึ้น สยามแพ็คซัพพลายเตรียมงบการเงิน 2 ปี แบบ ภ.พ.30 ครบ 12 เดือน แบบ ภ.ง.ด.50 ปีล่าสุด สัญญาซอฟต์แวร์ และหนังสือเชิญพบฉบับจริงไปในวันแรก ค่าบริการที่ปรึกษาภาษีคิดอย่างไร คิดได้ 3 แบบ คือ รายครั้งหรือรายชั่วโมง รายเดือน และรายโปรเจกต์ ราคาขึ้นกับความซับซ้อน ปริมาณเอกสาร ความเร่งด่วน และต้องไปพบเจ้าหน้าที่หรือไม่ จึงควรขอใบเสนอราคาจาก 2 ถึง 3 รายด้วยขอบเขตงานเดียวกัน รูปแบบ เหมาะกับ สิ่งที่ควรระบุในใบเสนอราคา รายครั้งหรือรายชั่วโมง คำถามเฉพาะเรื่อง ต้องการความเห็นเร็ว จำนวนชั่วโมง คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ รายเดือน กิจการที่มีคำถามภาษีต่อเนื่อง จำนวนครั้งที่ปรึกษาได้ งานที่รวมและไม่รวม รายโปรเจกต์ ถูกเรียกตรวจ ปรับโครงสร้าง ธุรกรรมต่างประเทศ ขอบเขต ระยะเวลา ค่าใช้จ่ายเพิ่มเมื่องานเกินขอบเขต สำหรับงานตรวจบัญชีของ TA กรมสรรพากรกำหนดว่าตกลงค่าธรรมเนียมกันได้ แต่ห้ามคิดเป็นอัตราจากยอดรายได้หรือมูลค่าสินทรัพย์ของกิจการ สยามแพ็คซัพพลายได้รับใบเสนอราคาแบบโปรเจกต์ 40,000 บาท ครอบคลุมการตรวจเอกสาร เตรียมคำชี้แจง และไปพบเจ้าหน้าที่ 1 ครั้ง จ่ายค่าที่ปรึกษาภาษี ต้องหัก ณ ที่จ่ายและลงบัญชีอย่างไร ขึ้นกับผู้รับเงิน ถ้าจ่ายให้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากรตอบข้อหารือว่าค่าที่ปรึกษาภาษีและบัญชีเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) ผู้จ่ายต้องหักภาษีตามมาตรา 50(1) ถ้าจ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้หักร้อยละ 3 ตามคำสั่ง ท.ป.4/2528 ข้อ 12/1 หลักการหักและนำส่งทั่วไปอ่านได้ที่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง สยามแพ็คซัพพลายจ่ายค่าที่ปรึกษาให้บริษัทที่ปรึกษาที่จด VAT ยอดโอนจริงคำนวณได้ดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) ค่าที่ปรึกษาตามใบเสนอราคา 40,000 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (40,000 × 7%) 2,800 หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% (40,000 × 3%) (1,200) ยอดโอนจริง (40,000 + 2,800 − 1,200) 41,600 ค่าที่ปรึกษาที่เกี่ยวกับกิจการและมีหลักฐานครบเป็นรายจ่ายที่หักได้ ส่วนรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม บริษัทนี้รายได้เกินเกณฑ์ SME จึงเสียภาษีร้อยละ 20 รายจ่าย 40,000 บาทลดภาษีได้ประมาณ 8,000 บาท ภาษีซื้อ 2,800 บาทนำไปเครดิตใน ภ.พ.30 ได้เมื่อได้รับใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง และบริษัทต้องออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ พร้อมยื่น ภ.ง.ด.53 สำหรับเงินที่หักไว้ ปรึกษาเรื่องภาษีฟรีได้ที่ไหนบ้าง ปรึกษาเรื่องภาษีฟรีได้ผ่านช่องทางของกรมสรรพากร 2 ช่องทางหลัก คือระบบนัดหมาย e-Appointment และศูนย์ RD Intelligence Center 1161 เหมาะกับคำถามข้อกฎหมายเบื้องต้นก่อนตัดสินใจจ้างผู้เชี่ยวชาญ นัดหมายผ่าน e-Appointment กรมสรรพากร ทำอย่างไร กรอกข้อมูลในระบบให้ครบ แล้วรอเจ้าหน้าที่ติดต่อตามวันและรอบเวลาที่นัด ระบบนี้ให้ความเห็นข้อกฎหมายภาษีอากรเบื้องต้นแก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ตามข้อเท็จจริงที่ผู้ขอแจ้งเท่านั้น ข้อมูลที่ต้องกรอกตามหน้าe-Appointment ของกรมสรรพากร มีดังนี้ ถ้าเจ้าหน้าที่ติดต่อไม่ได้ตามนัด ระบบถือว่าไม่ประสงค์รับความเห็น และห้ามบันทึกเสียงหรือภาพระหว่างรับบริการ สยามแพ็คซัพพลายใช้ช่องทางนี้ถามเรื่องภาษีของค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศก่อนวันพบที่ปรึกษา โทรถาม RD Intelligence Center 1161 ได้ไหม ได้ หมายเลข 1161 คือศูนย์ RD Intelligence Center ของกรมสรรพากร เหมาะกับคำถามสั้น ๆ เช่น กำหนดยื่นแบบ หรือขั้นตอนการยื่นออนไลน์ ระวังสายแอบอ้าง กรมสรรพากรเตือนว่าไม่มีเจ้าหน้าที่โทรติดตามชำระภาษีหรือแจ้งคืนเงิน คำตอบจากทั้งสองช่องทางเป็นความเห็นเบื้องต้นจากข้อเท็จจริงที่แจ้ง ถ้าเรื่องซับซ้อนหรือมีเงินภาษีจำนวนมาก ควรให้ผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญดูเอกสารจริงอีกครั้ง ข้อควรรู้ก่อนจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษี สรุป – ที่ปรึกษาภาษีต้องจำอะไรบ้าง ถ้ามีเรื่องภาษีค้างใจอยู่ เริ่มวันนี้ด้วยการเขียนคำถาม 3 ข้อที่สำคัญที่สุด รวบรวมงบการเงินและแบบภาษีปีล่าสุด แล้วจองคิว e-Appointment ก่อน ถ้าคำตอบยังไม่พอ ค่อยนำชุดเอกสารนี้ไปขอใบเสนอราคาจากผู้เชี่ยวชาญ ส่งข้อมูลบัญชีให้ผู้เชี่ยวชาญได้ครบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกตลอดปี ผู้ทำบัญชีและที่ปรึกษาจึงดูข้อมูลชุดเดียวกัน ไม่ต้องรวบรวมไฟล์ใหม่ทุกครั้งที่มีคำถาม ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายของค่าบริการที่จ่ายออก PEAK Tax สร้างแบบ ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 และหนังสือรับรอง 50 ทวิ และนำออกไฟล์เพื่อยื่นออนไลน์ได้ เตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนนัดปรึกษาครั้งถัดไป ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีธุรกิจเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับที่ปรึกษาภาษี ค่าที่ปรึกษาเป็นเงินได้มาตราไหน ส่วนใหญ่เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(2) กรมสรรพากรตอบข้อหารือว่าค่าที่ปรึกษาภาษีและบัญชีที่บุคคลธรรมดาได้รับเป็นเงินได้จากการรับทำงานให้ และศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าค่าที่ปรึกษารายเดือนไม่ใช่ 40(6) ถ้าลักษณะงานต่างไป ให้ตรวจกับกรมสรรพากร ดูประเภทเงินได้ทั้งหมดที่เงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท ที่ปรึกษาภาษีกับนักบัญชีทำงานต่างกันอย่างไร นักบัญชีบันทึกรายการ ปิดงบ และยื่นแบบตามกำหนด ส่วนผู้เชี่ยวชาญภาษีดูการตัดสินใจและปัญหาเฉพาะเรื่อง เช่น วางแผนก่อนลงทุน หรือตอบหนังสือจากสรรพากร กิจการส่วนใหญ่ใช้นักบัญชีเป็นหลัก แล้วจ้างผู้เชี่ยวชาญเป็นครั้งคราว ธุรกิจขนาดเล็กต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญภาษีไหม ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าธุรกิจไม่ซับซ้อนและมีผู้ทำบัญชีดูแลอยู่แล้ว เริ่มจากช่องทางฟรีของกรมสรรพากรได้ แต่เมื่อมีธุรกรรมต่างประเทศ ได้รับหนังสือจากสรรพากร หรือกำลังเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ค่าที่ปรึกษาภาษีหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม ได้ ถ้าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการและมีหลักฐานครบ เช่น ใบเสนอราคา ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จ และหลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย ค่าที่ปรึกษาเรื่องส่วนตัวของกรรมการไม่เกี่ยวกับกิจการ จึงหักไม่ได้ ปรึกษาภาษีกับกรมสรรพากรฟรีได้จริงไหม ได้ ผ่านระบบ e-Appointment และศูนย์ RD Intelligence Center 1161 คำตอบเป็นความเห็นเบื้องต้นตามข้อเท็จจริงที่แจ้ง เหมาะกับคำถามข้อกฎหมายทั่วไป ถ้าต้องการให้ดูเอกสารจริงหรือวางแผนหลายปี ควรใช้ผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

27 min

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร นับวันอย่างไร กติกาใหม่ กขค.

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร และสำคัญอย่างไร เครดิตเทอม (Credit Term) หรือสินเชื่อการค้า คือ ระยะเวลาที่ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อจ่ายเงินหลังได้รับสินค้าหรือบริการแล้ว เช่น ส่งของวันนี้ แล้วให้จ่ายภายใน 30 วัน ระยะเวลานี้มาจากการตกลงกันระหว่างคู่ค้า และควรเขียนไว้เป็นหนังสือ การขายแบบให้เครดิตพบได้ทั่วไปในธุรกิจที่ขายให้ธุรกิจด้วยกัน (B2B) เพราะผู้ซื้อองค์กรจ่ายเงินตามรอบบัญชี ส่วนการขายหน้าร้านให้ลูกค้าทั่วไปมักรับเงินทันที สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยพาเลทแพ็ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตพาเลทไม้ พนักงาน 45 คน รายได้ปีล่าสุด 60 ล้านบาท และขายพาเลทให้โรงงานอาหารที่มีรายได้ 3,000 ล้านบาทต่อปี Credit Term กับ Payment Term ต่างกันอย่างไร Payment Term คือเงื่อนไขการชำระเงินทั้งหมดในการซื้อขาย เช่น มัดจำกี่เปอร์เซ็นต์ แบ่งจ่ายกี่งวด จ่ายผ่านช่องทางไหน ส่วน credit term คือ ส่วนหนึ่งของ Payment Term ที่บอกว่าหลังส่งของแล้วผู้ซื้อมีเวลาจ่ายเงินกี่วัน ใบเสนอราคาของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียน Payment Term ว่า “ไม่มีมัดจำ ชำระโดยโอนเข้าบัญชีบริษัท Credit Term 45 วัน” ลูกค้าเห็นครบทั้งวิธีจ่ายและกำหนดจ่ายในบรรทัดเดียว เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึงอะไร และเริ่มนับวันไหน เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึง ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มนับที่ตกลงกัน ภาษาอังกฤษมักเขียนว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ส่วนวันเริ่มนับ ถ้าไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ประกาศ กขค. ใช้วันที่ส่งมอบครบและส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ตามประกาศ กขค. ข้อ 5(2) การนับเริ่มเมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามจำนวน ประเภท และคุณภาพที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ส่วนการฝากขายให้นับจากวันที่ขายสินค้าได้ครบตามจำนวนหรืออัตราที่ตกลง ตัวอย่าง ไทยพาเลทแพ็คส่งพาเลท 400 ชิ้น ชิ้นละ 500 บาท พร้อมใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีครบในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จุดที่มักพลาดคือ เอกสารไม่ครบในวันส่งของ สมมติใบแจ้งหนี้ไม่มีเลขใบสั่งซื้อ (PO) ของลูกค้า แล้วไทยพาเลทแพ็คส่งใบใหม่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 วันครบกำหนดจะเลื่อนเป็น 25 ธันวาคม 2569 เงินเข้าช้าไป 7 วันเพราะเอกสารใบเดียว เครดิต 15 วัน 45 วัน 60 วัน ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จำนวนวันที่ผู้ขายรอเงิน ยิ่งยาว ผู้ซื้อได้เปรียบเรื่องเงินสด ส่วนผู้ขายรับความเสี่ยงมากขึ้น การเลือกจึงขึ้นกับประวัติลูกค้าและเงินสดของผู้ขายเอง รูปแบบ หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ที่ยังไม่มีประวัติ Net 15 จ่ายภายใน 15 วัน ลูกค้ารายเล็ก ยอดซื้อไม่สูง Net 30 จ่ายภายใน 30 วัน ลูกค้าประจำที่จ่ายตรงเวลา Net 45 จ่ายภายใน 45 วัน ลูกค้าองค์กรที่มีรอบจ่ายเดือนละครั้ง Net 60 ขึ้นไป จ่ายภายใน 60 วันหรือมากกว่า งานโครงการ หรือกรณีมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ อ่านตารางนี้อย่างไร กติกาเครดิตเทอมใหม่ของ กขค. ที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 คืออะไร คือประกาศที่กำหนดให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่ายเงิน SME ภายใน 45 วันสำหรับการค้า การผลิต และบริการ และภายใน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร เว้นแต่ตกลงระยะเวลาสั้นกว่าไว้แล้ว ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และมีผลเมื่อพ้น 30 วัน คือวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ชื่อเต็มคือ “ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)” ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 17(2) และ 57(4) ลงนามวันที่ 21 กันยายน 2569 ระยะเวลาตามข้อ 5(1) ของประกาศ สรุปได้ตามตารางนี้ ประเภทสินค้าหรือบริการ ระยะเวลาสูงสุด เงื่อนไข การค้า การผลิต และบริการ ไม่เกิน 45 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่ไม่ซับซ้อน ไม่เกิน 30 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว ประกาศเปิดให้กำหนดต่างจากนี้ได้ ถ้ามีเหตุผลอันสมควรที่รับฟังได้ทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ และอยู่ในกรอบสัญญา การจ่ายเกิน 45 วันจึงไม่ได้ผิดทันที แต่ผู้ซื้อต้องอธิบายเหตุผลได้ โรงงานอาหารที่ซื้อจากไทยพาเลทแพ็คเคยใช้สัญญามาตรฐาน 90 วัน ถ้านับจาก 3 พฤศจิกายน 2569 จะครบกำหนด 1 กุมภาพันธ์ 2570 หลังประกาศมีผล ถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควร กรอบที่ควรใช้คือไม่เกิน 18 ธันวาคม 2569 ใครต้องทำตามกติกานี้ ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งซื้อจาก SME ตามข้อ 2 ของประกาศ ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หมายถึงผู้ที่มีรายได้ในปีบัญชีที่ผ่านมาตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รายได้นี้นับรวมผู้ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการ เช่น บริษัทในเครือเดียวกัน ส่วนค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ต ค้าส่งแบบบริการตนเอง (Cash and Carry) ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ธุรกิจแบบไหนนับเป็น SME ตามประกาศนี้ นับจากประเภทกิจการ จำนวนการจ้างงาน และรายได้ต่อปี โดยต้องผ่านทั้ง 2 เงื่อนไขพร้อมกัน ประเภทกิจการ จ้างงาน รายได้ต่อปี ผลิตสินค้า ไม่เกิน 200 คน และไม่เกิน 500 ล้านบาท บริการ ค้าส่ง หรือค้าปลีก ไม่เกิน 100 คน และไม่เกิน 300 ล้านบาท ไทยพาเลทแพ็คเป็นกิจการผลิต พนักงาน 45 คน รายได้ 60 ล้านบาท จึงเป็น SME ส่วนโรงงานอาหารรายได้ 3,000 ล้านบาท เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ การซื้อขายคู่นี้จึงอยู่ในขอบเขตประกาศ จุดที่ต้องระวังคือ แนวทางฉบับปี 2564 ใช้คำว่า “หรือ” ระหว่างจ้างงานกับรายได้ แต่ฉบับใหม่ใช้คำว่า “และ” บทความเก่าที่ยังเขียนเกณฑ์แบบ “หรือ” จึงอาจไม่ตรงกับประกาศฉบับนี้ แนวทางเดิมปี 2564 ยังใช้อยู่ไหม ประกาศฉบับใหม่ไม่ได้เขียนข้อยกเลิกแนวทางเดิมไว้ แนวทางเดิมลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 18 มิถุนายน 2564 และใช้กับผู้ประกอบธุรกิจรายใดก็ตามที่เป็นคู่ค้ากับ SME ผู้ขาย บทนำของฉบับใหม่ระบุว่าแนวทางเดิมใช้มากว่า 4 ปีแล้ว แต่ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ซื้อรายใหญ่ ฉบับใหม่จึงกำหนดเฉพาะคู่ค้ารายใหญ่ไว้ชัดขึ้น ถ้าคู่ค้าไม่ใช่รายใหญ่และต้องการรู้ว่าแนวทางเดิมยังใช้กับกรณีของตนอย่างไร ควรสอบถามสำนักงาน กขค. โดยตรง ผู้ซื้อรายใหญ่ทำอะไรไม่ได้ และมีโทษอย่างไร ทำไม่ได้ 3 เรื่องหลักตามข้อ 7 คือ ประวิงการจ่ายเงินเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่มีเหตุผลหรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน และบังคับเงื่อนไขพิเศษที่เพิ่มภาระให้ SME โดยไม่จำเป็น ผู้ฝ่าฝืนเสี่ยงโทษปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ หน้าที่และข้อห้ามของผู้ซื้อรายใหญ่สรุปได้ตามตารางนี้ ข้อในประกาศ สาระสำคัญ ข้อ 5(3) ต้องแจ้งให้ SME รู้สิทธิรับเงินภายในเครดิตเทอม และแสดงขั้นตอนจ่ายเงินให้ชัดเจน ข้อ 6 ห้ามใช้สัญญาสำเร็จรูป (Standard Form Contract) แบบเดียวกันกับ SME ทุกรายในเรื่องระยะเวลาจ่ายเงินอย่างไม่เป็นธรรม ข้อ 7(1) ห้ามประวิงจ่ายเงินเกินระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ข้อ 7(2) ห้ามเปลี่ยนระยะเวลาหรือเงื่อนไขในสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน ข้อ 7(3) ห้ามบังคับเงื่อนไขพิเศษเกี่ยวกับเครดิตที่สร้างภาระเกินจำเป็น ข้อ 8 ถ้าต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่รู้เฉพาะฝั่งผู้ซื้อ ผู้ซื้อมีหน้าที่แสดงหลักฐาน ข้อ 9 กำหนดว่า ผู้ซื้อรายใหญ่ที่ฝ่าฝืนถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57(4) ต้องรับโทษตามมาตรา 82 คือปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่ทำผิด ถ้าทำผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ข้อ 10 ยังระบุว่า การฝ่าฝืนอาจเป็นความผิดตามมาตรา 50 54 และ 55 ของพระราชบัญญัติเดียวกันด้วย การตัดสินแต่ละกรณีเป็นอำนาจของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า SME ถูกจ่ายช้ากว่าเครดิตเทอม ทำอะไรได้บ้าง ทำได้ 3 ขั้น คือ ติดตามทวงถามพร้อมหลักฐาน เก็บเอกสารให้ครบ และร้องเรียนต่อสำนักงาน กขค. ถ้าผู้ซื้อเป็นรายใหญ่และยังประวิงโดยไม่มีเหตุผล สมมติวันที่ 18 ธันวาคม 2569 ผ่านไปแล้ว โรงงานอาหารยังไม่จ่าย 214,000 บาท และอ้างว่าสัญญาเดิมให้ 90 วัน ไทยพาเลทแพ็คมีใบส่งของที่ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน และอีเมลส่งใบแจ้งหนี้ในวันเดียวกัน หลักฐานสองชิ้นนี้ยืนยันวันเริ่มนับได้ ให้เครดิตเทอมลูกค้ากี่วันดี หลักจำง่าย ๆ คือ วันที่ให้ลูกค้าไม่ควรยาวกว่าวันที่ได้จากซัพพลายเออร์ ถ้าให้ลูกค้านานกว่า กิจการต้องหาเงินมาสำรองจ่ายค่าวัตถุดิบในช่วงที่ยังไม่ได้เงินจากลูกค้า ตัวอย่าง ไม้ที่ใช้ทำพาเลท 400 ชิ้นมีต้นทุน 130,000 บาท ซัพพลายเออร์ให้เครดิต 30 วัน ไทยพาเลทแพ็คจึงต้องจ่ายค่าไม้วันที่ 3 ธันวาคม 2569 เครดิตที่ให้โรงงานอาหาร วันรับเงิน วันจ่ายค่าไม้ เงินสดขาด ระยะเวลาที่ขาด 45 วัน 18 ธ.ค. 2569 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 15 วัน 90 วัน 1 ก.พ. 2570 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 60 วัน ส่วนต่างของสองแบบอยู่ที่ระยะเวลา ยอดเงินขาดเท่ากัน แต่แบบ 90 วันต้องหาเงินมาหมุนนานกว่า 4 เท่า ถ้ามีคำสั่งซื้อแบบนี้ทุกเดือน ยอดเงินจมจะซ้อนกันหลายก้อน วิธีคิดช่องว่างเงินสดแบบเต็มอ่านได้ที่กระแสเงินสด (Cash Flow) ส่วนการดูว่ากิจการมีเงินพอรองรับการให้เครดิตหรือไม่ ใช้ตัวเลขเงินทุนหมุนเวียน ก่อนให้ลูกค้าใหม่ซื้อเชื่อ ต้องเช็กอะไร เช็ก 3 เรื่อง คือ ข้อมูลนิติบุคคลและงบการเงิน ประวัติการชำระหนี้ และวงเงินที่จะให้ เริ่มด้วยยอดเล็กหรือเงินสดก่อน แล้วค่อยขยายเครดิตเมื่อลูกค้าจ่ายตรงเวลา ไทยพาเลทแพ็คใช้นโยบายนี้กับลูกค้ารายย่อยของตัวเอง ลูกค้าใหม่ทุกรายจ่ายเงินสดตอนรับของ และจะได้เครดิต 30 วันเมื่อซื้อครบ 6 เดือนโดยไม่เคยค้างชำระ นโยบายนี้เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย ต้องเขียนระยะเวลาชำระเงินไว้ในเอกสารอะไรบ้าง ควรเขียนไว้ใน 4 เอกสาร คือ ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อหรือสัญญา ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายใช้วันครบกำหนดเดียวกัน และมีหลักฐานเมื่อเกิดข้อโต้แย้ง เอกสาร สิ่งที่ควรระบุ ใบเสนอราคา Credit Term เช่น 45 วัน และวิธีชำระเงิน ใบสั่งซื้อ / สัญญา ระยะเวลาเดียวกับใบเสนอราคา และวันเริ่มนับ ใบแจ้งหนี้ วันที่ออก วันครบกำหนด และเลขใบสั่งซื้อของลูกค้า ใบวางบิล รายการใบแจ้งหนี้ที่รวม และวันนัดชำระ ใบแจ้งหนี้ของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียนว่า “Credit Term 45 วัน ครบกำหนด 18 ธันวาคม 2569” พร้อมเลขใบสั่งซื้อของโรงงานอาหารทุกใบ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าเห็นวันจ่ายตรงกันตั้งแต่วันรับเอกสาร ลำดับว่าเอกสารใบไหนออกก่อนหลังดูได้ที่ลำดับเอกสารหลังปิดการขาย รายการที่ควรมีบนใบแจ้งหนี้ เช่น วันครบกำหนดและเลขใบสั่งซื้อ ดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ประกาศ กขค. ไม่ได้บังคับรูปแบบเอกสารของผู้ขาย แต่การเขียนวันครบกำหนดไว้ชัดช่วยให้ใช้สิทธิตามข้อ 5(3) ได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ซื้อรายใหญ่ต้องแจ้งสิทธิและขั้นตอนจ่ายเงินให้ SME ทราบอยู่แล้ว ข้อควรรู้เกี่ยวกับเครดิตเทอม สรุป – เครดิตเทอมต้องจำอะไรบ้าง กติกาใหม่ช่วยได้เฉพาะ SME ที่มีหลักฐานครบ เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดสัญญาและใบสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่ทุกราย จดระยะเวลาชำระที่ใช้อยู่ แล้วเทียบกับกรอบ 45 วันที่ใช้ตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2569 ตั้งวงเงินขายเชื่อและติดตามลูกหนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยกำหนดวงเงินขายเชื่อและเครดิตเทอมแยกตามลูกค้า ออกใบแจ้งหนี้และใบวางบิล พร้อมรายงานลูกหนี้ตามอายุหนี้ (Aging AR) ให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีเห็นยอดค้างของลูกค้าแต่ละรายชุดเดียวกัน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ธุรกิจที่ต้องการขอเครดิตเทอมในการซื้ออุปกรณ์สำนักงาน ดูขั้นตอนและเงื่อนไขได้ที่ OfficeMate ขอเครดิตเทอมออนไลน์ ลูกค้า OfficeMate (OFM) รับส่วนลดพิเศษเมื่อสมัคร PEAK แพ็กเกจรายปี ลงทะเบียนรับสิทธิ์ที่ ติดตาม OfficeMate ได้ที่ อ่านเรื่องลูกหนี้และเงินสดของธุรกิจ B2B เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครดิตเทอม ระยะเวลาให้เครดิตเริ่มนับตอนไหน เริ่มนับตามที่ตกลงในสัญญา ถ้าเป็นกรณีผู้ซื้อรายใหญ่กับ SME ประกาศ กขค. ข้อ 5(2) ให้นับจากวันที่ส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน เครดิตเทอมห้ามกำหนดเกินกี่วัน ไม่มีตัวเลขห้ามเด็ดขาด ประกาศ กขค. ให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่าย SME ภายใน 45 วัน หรือ 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร แต่กำหนดต่างจากนี้ได้ถ้ามีเหตุผลอันสมควรทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ ใครบ้างที่ต้องทำตามกติกาจ่ายเงิน SME ผู้ประกอบธุรกิจที่มีรายได้ปีบัญชีก่อนตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รวมบริษัทในเครือ และค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจาก SME ตามประกาศที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 ผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกัน ต้องทำตามกรอบ 45 วันไหม ไม่อยู่ในประกาศฉบับใหม่ เพราะฉบับนี้ใช้กับผู้ซื้อรายใหญ่ แต่แนวทางเดิมปี 2564 ซึ่งกำหนดกรอบ 30 ถึง 45 วันเช่นกัน เขียนให้ใช้กับคู่ค้าของ SME ทุกขนาด และยังลงอยู่ในหน้าประกาศของ กขค. กรณีผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกันจึงควรสอบถามสำนักงาน กขค. ก่อนยึดตามสัญญาอย่างเดียว เครดิต 30 วัน ภาษาอังกฤษเขียนอย่างไร เขียนได้ว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ในใบแจ้งหนี้มักเขียนคู่กับวันครบกำหนด เช่น “Net 30 Due Date 3 Dec 2026” เพื่อไม่ให้ลูกค้านับวันต่างกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

ปิดงบเสร็จ ต้องขอเอกสารอะไรคืน เช็กลิสต์สำหรับเปลี่ยนสำนักงานบัญชี

การขอเอกสารคืนเมื่อเปลี่ยนสำนักงานบัญชี ต้องขออะไรบ้าง เมื่อเจ้าของกิจการจ้างสำหนักงานบัญชี ย่อมมีการส่งมอบเอกสารการเงิน และภาษีเป็นเรื่องปกติ โดยสำนักงานบัญชีมักจะส่งคืน ในช่วงหลังจากปิดงบเสร็จแล้ว หรือเมื่อเจ้าของกิจการต้องการเปลี่ยนสำนักงานบัญชีที่ใช้อยู่ โดยตามกฎหมาย เจ้าของกิจการมีหน้าที่จัดเก็บเอกสาร โดยสำนักงานบัญชีเป็นเพียงผู้รับจ้างจัดทำ ดังนั้น หากเอกสารค้างอยู่ที่สำนักงานบัญชีเป็นเวลานาน ถ้าเจ้าของต้องรีบใช้ อาจจะหาไม่เจอ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท สยามเทคซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งอะไหล่เครื่องจักรให้โรงงาน จด VAT มีรอบบัญชี 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม และตัดสินใจเปลี่ยนสำนักงานบัญชีตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ใครมีหน้าที่เก็บเอกสารบัญชี และต้องเก็บไว้ที่ไหน กิจการเป็นผู้มีหน้าที่เก็บ และต้องเก็บไว้ที่สถานที่ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 13 ถ้าจะเก็บไว้ที่อื่น เช่น ที่สำนักงานบัญชี ต้องยื่นขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน ระยะเวลาเก็บกำหนดไว้ในมาตรา 14 คือไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี สั่งให้ธุรกิจบางประเภทเก็บนานกว่านั้นได้ แต่ไม่เกิน 7 ปี ส่วนรายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย และใบกำกับภาษี ประมวลรัษฎากรมาตรา 87/3 ให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปีเช่นกัน และอธิบดีกรมสรรพากรอาจสั่งให้เก็บถึง 7 ปี จุดที่มักเข้าใจผิดคือ คิดว่าสำนักงานบัญชีต้องเก็บเอกสารแทนลูกค้าตามกฎหมาย ถ้าเอกสารสูญหายหรือเสียหาย มาตรา 15 ให้กิจการแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบ รายละเอียดว่าเอกสารแต่ละประเภทเก็บกี่ปีและทำลายอย่างไร อ่านต่อที่เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ปิดงบเสร็จแล้ว ควรได้เอกสารคืนเมื่อไร ควรได้คืนครบหลังงานปลายปีชิ้นสุดท้ายเสร็จ คือหลังส่งงบการเงิน ยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี) เพราะผู้ทำบัญชียังต้องใช้เอกสารจนถึงวันนั้น สำหรับบริษัทจำกัด มาตรา 11 ของพระราชบัญญัติการบัญชีให้ส่งงบการเงินภายใน 1 เดือนนับจากวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบ ไทม์ไลน์ปิดงบปี 2568 ของสยามเทคซัพพลายเป็นแบบนี้ วันที่ งาน เอกสารที่เกิดขึ้น 31 ธ.ค. 2568 ปิดบัญชีรอบปี 2568 งบทดลอง 28 เม.ย. 2569 ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติงบ รายงานการประชุม งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีลงนาม 5 พ.ค. 2569 ยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 และหลักฐานการยื่น 20 พ.ค. 2569 ส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing (ส่งได้ถึง 28 พ.ค. 2569) แบบ ส.บช.3 และหลักฐานการนำส่ง 25 พ.ค. 2569 ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 แบบ ภ.ง.ด.50 ใบเสร็จค่าภาษี มิ.ย. 2569 ขอเอกสารปี 2568 คืนครบชุด หนังสือรับเอกสาร อ่านตารางนี้อย่างไร เอกสารปิดงบการเงินที่ต้องขอคืนมีอะไรบ้าง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ บัญชีและงบการเงิน แบบภาษีและหลักฐานการนำส่ง และเอกสารรายการค้าต้นฉบับ ให้ตรวจทีละกลุ่มตามตารางด้านล่าง แล้วเซ็นรับพร้อมระบุปีที่ครอบคลุม บัญชีและงบการเงิน มีอะไรบ้าง กลุ่มนี้คือผลงานที่ผู้ทำบัญชีจัดทำจากเอกสารของกิจการทั้งปี เอกสาร ใช้ทำอะไร ควรได้แบบไหน สมุดรายวัน (รับ จ่าย ซื้อ ขาย ทั่วไป) ดูรายการค้าที่บันทึกแต่ละวัน ไฟล์หรือพิมพ์ บัญชีแยกประเภท ดูยอดแยกตามบัญชี เช่น เงินสด ลูกหนี้ ไฟล์หรือพิมพ์ งบทดลอง ณ วันสิ้นปี ตั้งยอดยกมาปีถัดไป ไฟล์ งบการเงินและหมายเหตุประกอบงบ ยื่นธนาคาร แสดงต่อผู้ลงทุน ฉบับที่ผู้สอบบัญชีลงนาม รายงานของผู้สอบบัญชี แสดงความเห็นของผู้สอบต่องบ ฉบับลงนาม ทะเบียนทรัพย์สิน และตารางค่าเสื่อมราคา ใช้คำนวณค่าเสื่อมปีถัดไป ไฟล์ รายละเอียดลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสินค้าคงเหลือ ใช้ติดตามหนี้และตรวจนับสต๊อก ไฟล์ แบบภาษีและหลักฐานการนำส่ง มีอะไรบ้าง กลุ่มนี้เป็นหลักฐานว่ากิจการยื่นแบบและจ่ายภาษีครบ ควรได้ทั้งแบบ ใบแนบ และใบเสร็จหรือหลักฐานการยื่นออนไลน์ เอกสาร ความถี่ ควรได้อะไรบ้าง ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน แบบ รายงานภาษีซื้อและภาษีขาย ใบเสร็จ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ทุกเดือนที่มีการจ่าย แบบ ใบแนบ ใบเสร็จ ภ.ง.ด.1ก (แบบสรุปเงินเดือนและภาษีที่หักทั้งปี) ปีละครั้ง แบบและหลักฐานการยื่น ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี) ปีละครั้ง แบบ ประมาณการ ใบเสร็จ ภ.ง.ด.50 ปีละครั้ง แบบ ใบเสร็จ แบบ ส.บช.3 (แบบนำส่งงบการเงิน) ปีละครั้ง หลักฐานการนำส่งผ่าน DBD e-Filing บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ปีละครั้ง ฉบับที่ยื่นและหลักฐานการยื่น รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ปีละครั้ง ฉบับที่อนุมัติงบ รายงานการประชุมที่ใช้ยื่นคู่กับงบควรมีรายละเอียดครบ ดูวิธีเขียนได้ที่รายงานการประชุม ถ้ามีลูกจ้าง ให้ขอแบบนำส่งเงินสมทบประกันสังคมรายเดือนพร้อมหลักฐานการจ่ายด้วย เอกสารรายการค้าต้นฉบับ มีอะไรบ้าง คือเอกสารที่กิจการส่งให้ผู้ทำบัญชีตลอดปี เช่น ใบกำกับภาษีซื้อและขาย ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ได้รับ สัญญา และ Bank Statement พร้อมงบกระทบยอด เอกสารกลุ่มนี้เป็นต้นฉบับของกิจการ ถ้าเคยส่งเป็นกระดาษ ควรได้กระดาษคืน ไม่ใช่แค่ไฟล์สแกน สยามเทคซัพพลายใช้วิธีจัดเป็นแฟ้มรายเดือน 12 แฟ้ม ตรวจนับจำนวนแฟ้มก่อนเซ็นรับ เปลี่ยนสำนักงานบัญชีกลางปี ต้องส่งต่องานอะไรเพิ่ม ต้องส่งต่อ 4 อย่าง คือ งบทดลอง ณ วันเปลี่ยน ผังบัญชีและไฟล์ข้อมูลในโปรแกรม สถานะแบบภาษีรายเดือนที่ยื่นแล้ว และข้อตกลงว่าใครยื่นแบบที่ครบกำหนดหลังวันเปลี่ยน สยามเทคซัพพลายเปลี่ยนสำนักงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จึงขอให้สำนักงานเดิมส่งงบทดลอง ณ 30 มิถุนายน 2569 และยืนยันว่าแบบ ภ.พ.30 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ของเดือนมิถุนายนยื่นครบแล้ว งานที่ต้องตกลงให้ชัดคือ ภ.ง.ด.51 ของรอบมกราคม ถึง มิถุนายน 2569 ซึ่งต้องยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของรอบหกเดือนแรก ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 107 คือภายใน 31 สิงหาคม 2569 สยามเทคซัพพลายตกลงให้สำนักงานใหม่เป็นผู้ยื่น และให้สำนักงานเดิมส่งข้อมูลรายได้ครึ่งปีมาให้ครบ งาน ใครรับผิดชอบ หลักฐานที่ต้องได้ แบบรายเดือนถึงเดือนมิถุนายน สำนักงานเดิม แบบและใบเสร็จครบ 6 เดือน งบทดลอง ณ 30 มิ.ย. 2569 สำนักงานเดิม ไฟล์งบทดลองและรายละเอียดยอด ภ.ง.ด.51 ครึ่งปี 2569 สำนักงานใหม่ ข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายครึ่งปีจากสำนักงานเดิม แบบรายเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สำนักงานใหม่ แบบและใบเสร็จ ส่งให้กิจการทุกเดือน ก่อนเซ็นสัญญากับสำนักงานใหม่ ควรถามวิธีรับช่วงงานกลางปีให้ชัด ดูเกณฑ์อื่นได้ที่วิธีเลือกสำนักงานบัญชีที่ดี ต้องเปลี่ยนรหัสผ่านและสิทธิ์ระบบอะไรบ้าง ต้องเปลี่ยนทุกระบบที่สำนักงานเดิมเคยเข้าใช้แทนกิจการ หลัก ๆ มี 4 ระบบ คือ ระบบยื่นแบบของกรมสรรพากร DBD e-Filing ระบบประกันสังคม และโปรแกรมบัญชี ถ้าเคยให้สิทธิ์ธนาคารออนไลน์ ให้ยกเลิกด้วย ฝั่งผู้รับทำบัญชีมีขั้นตอนของตัวเองด้วย ผู้ทำบัญชี ต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีผ่านระบบ e-Accountant ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ควรถามสำนักงานใหม่ว่าแจ้งแล้วหรือยัง หนังสือส่งมอบงานบัญชีควรมีอะไรบ้าง ควรมี 5 ส่วน คือ รายการเอกสารที่ส่ง ปีที่ครอบคลุม งานที่ยังค้าง วันที่ส่งและรับ และลายเซ็นของทั้งสองฝ่าย หนังสือนี้เป็นหลักฐานว่าเอกสารออกจากมือสำนักงานเดิมครบแล้ว สยามเทคซัพพลายทำหนังสือส่งมอบลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 มี 12 รายการ ครอบคลุมเอกสารปี 2564 ถึง 2568 และระบุว่าไม่มีแบบภาษีค้างยื่นถึงเดือนมิถุนายน 2569 สิ่งที่ต้องส่งให้สำนักงานใหม่ทุกเดือนหลังจากนี้ ดูได้ที่เช็กลิสต์ทำงานร่วมกับสำนักงานบัญชี ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี สรุป – เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องจำอะไรบ้าง การเปลี่ยนสำนักงานบัญชีไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนกังวล หัวใจอยู่ที่รายการเอกสารที่ครบ เริ่มได้วันนี้ด้วยการพิมพ์ตาราง 3 กลุ่มในบทความนี้ แล้วติ๊กว่ามีเอกสารปีล่าสุดอยู่ในมือแล้วกี่รายการ เก็บเอกสารบัญชีไว้กับกิจการด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีคลังเอกสารที่แนบไฟล์คู่กับรายการบัญชี และล็อกข้อมูลของปีที่ปิดงบแล้วได้ ตัวเลขในงบจึงไม่ถูกแก้ย้อนหลังระหว่างส่งต่องานให้สำนักงานใหม่ ถ้ากำลังมองหาผู้รับทำบัญชีรายใหม่ ดูสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ของ PEAK อ่านเรื่องงานปลายปีและการตรวจสอบเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี สำนักงานบัญชีไม่ยอมคืนเอกสาร ทำอย่างไร เริ่มจากทำหนังสือขอคืนอย่างเป็นทางการ ระบุรายการและวันที่ต้องการ แล้วตรวจสัญญาจ้างว่าเขียนเรื่องการคืนเอกสารไว้อย่างไร เอกสารต้นฉบับเป็นของกิจการ และกิจการมีหน้าที่เก็บตามมาตรา 14 ถ้ายังไม่ได้คืน ควรปรึกษานักกฎหมาย ขอเอกสารย้อนหลังหลายปีได้ไหม ได้ ขอได้ทุกปีที่เคยฝากไว้ ควรขอให้ครบอย่างน้อย 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี เพราะเป็นระยะเวลาที่กิจการต้องเก็บตามพระราชบัญญัติการบัญชี ขอเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้ไหม ได้สำหรับบัญชี งบทดลอง และรายงานที่ผู้ทำบัญชีออกจากโปรแกรม แต่เอกสารต้นฉบับที่กิจการเคยส่งเป็นกระดาษ ควรได้กระดาษคืน และงบการเงินควรได้ฉบับที่ผู้สอบบัญชีลงนาม เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องแจ้งหน่วยงานรัฐไหม มีขั้นตอนฝั่งผู้ทำบัญชี ผู้ทำบัญชีของสำนักงานใหม่ต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีผ่านระบบ e-Accountant ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่วนฝั่งกิจการให้เปลี่ยนรหัสผ่านและข้อมูลผู้ติดต่อในระบบยื่นแบบเอง ถ้าไม่แน่ใจกรณีของตน ควรสอบถามกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ซื้อทรัพย์สินปลายปี ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้อย่างไร วิธีคิดค่าเสื่อมราคา

ซื้อทรัพย์สินปลายปี ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้จริงไหม และสำคัญอย่างไร ซื้อทรัพย์สินปลายปี (Year-end Asset Purchase) คือ การซื้อเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ ยานพาหนะ หรืออาคารเข้ากิจการก่อนวันปิดรอบบัญชี เพื่อให้เริ่มหักค่าเสื่อมราคาได้ในรอบนั้น ลดภาษีได้จริงแต่ลดผ่านค่าเสื่อมราคา ไม่ใช่หักราคาซื้อทั้งก้อน หลายคนเข้าใจว่าซื้อของ 1 ล้านบาทเดือนธันวาคม กำไรจะลดลง 1 ล้านบาททันที ความจริงคือค่าเสื่อมราคาทางภาษีคิดตามจำนวนวันที่ได้ทรัพย์สินมาในรอบบัญชี เว้นแต่กิจการเข้าเกณฑ์ค่าเสื่อมเบื้องต้นของ SME เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยเมทัลพาร์ท จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างกลึงชิ้นส่วนโลหะให้โรงงาน รอบบัญชี 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน 45 ล้านบาท ลูกจ้าง 80 คน และวางแผนซื้อเครื่องกลึงใหม่วันที่ 20 ธันวาคม 2569 ทำไมซื้อทรัพย์สินแล้วหักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนไม่ได้ เพราะเป็นรายจ่ายลงทุน ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (5) ห้ามนำรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนมาหักเป็นรายจ่ายในปีที่จ่าย ทรัพย์สินที่ใช้ได้หลายปีจึงต้องทยอยหักผ่านค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 ถ้าบันทึกราคาซื้อเครื่องจักรเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน ต้องบวกกลับเมื่อคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี เหมือนค่าใช้จ่ายต้องห้ามรายการอื่น กิจการเลือกวิธีและอัตราค่าเสื่อมได้ตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป แต่เมื่อเลือกแล้วต้องใช้ต่อเนื่อง จะเปลี่ยนได้เมื่ออธิบดีอนุมัติ ตามมาตรา 3 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ค่าเสื่อมราคาทางภาษีของทรัพย์สินที่ซื้อปลายปีคิดอย่างไร คิดตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินมาในรอบบัญชี และต้องไม่เกินอัตราสูงสุดตามประเภททรัพย์สินในมาตรา 4 ของพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 ทรัพย์สินที่ได้มาปลายปีจึงได้ค่าเสื่อมรอบแรกเพียงไม่กี่วัน ประเภททรัพย์สิน อัตราสูงสุดต่อปี อาคารถาวร ร้อยละ 5 อาคารชั่วคราว ร้อยละ 100 ทรัพย์สินอื่นที่สึกหรอได้ เช่น เครื่องจักร ยานพาหนะ (นอกจากที่ดินและสินค้า) ร้อยละ 20 ที่ดิน หักค่าเสื่อมไม่ได้ ตัวอย่าง ไทยเมทัลพาร์ทซื้อเครื่องกลึง CNC ราคา 1,000,000 บาท ได้มาวันที่ 20 ธันวาคม 2569 ถือครองในรอบบัญชี 12 วัน ถ้าใช้อัตราปกติ ร้อยละ 20 ต่อปี รายการ การคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าเสื่อมรอบบัญชี 2569 1,000,000 × 20% × 12 ÷ 365 6,575.34 ภาษีที่ลดได้ (อัตรา 20%) 6,575.34 × 20% 1,315.07 จ่ายเงิน 1 ล้านบาทเพื่อลดภาษีปีนี้ราว 1,315 บาท ส่วนที่เหลือของต้นทุนหักต่อในรอบถัดไป วิธีคำนวณแบบอื่นอ่านได้ที่วิธีคิดค่าเสื่อมราคา SME หักค่าเสื่อมเบื้องต้นในวันที่ได้มาได้เท่าไร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างลูกจ้างไม่เกิน 200 คน หักค่าเสื่อมเบื้องต้นในวันที่ได้ทรัพย์สินมาได้ 3 ประเภท ส่วนที่เหลือของต้นทุนหักตามเงื่อนไขและอัตราปกติ ทรัพย์สิน หักเบื้องต้นในวันที่ได้มา มาตรา (พ.ร.ฎ. 145) คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ร้อยละ 40 ของต้นทุน มาตรา 4 จัตวา อาคารโรงงาน ร้อยละ 25 ของต้นทุน มาตรา 4 เบญจ เครื่องจักรและอุปกรณ์ของเครื่องจักร ร้อยละ 40 ของต้นทุน มาตรา 4 ฉ ไทยเมทัลพาร์ทเข้าเกณฑ์ เครื่องกลึง 1,000,000 บาทจึงหักเบื้องต้น 1,000,000 × 40% = 400,000 บาทในวันที่ 20 ธันวาคม ลดภาษีได้ 400,000 × 20% = 80,000 บาท ส่วนที่เหลือ 600,000 บาทหักตามมาตรา 4 ในรอบต่อไป เกณฑ์ SME ด้านค่าเสื่อมต่างจากเกณฑ์อัตราภาษี SME อย่างไร เป็นคนละเกณฑ์ เกณฑ์ค่าเสื่อมเบื้องต้นดูสินทรัพย์ถาวรและจำนวนลูกจ้าง ส่วนเกณฑ์อัตราภาษีขั้นบันไดดูทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท กิจการหนึ่งอาจเข้าเกณฑ์เดียวและไม่เข้าอีกเกณฑ์ ไทยเมทัลพาร์ทมีทุน 10 ล้านบาท รายได้ 60 ล้านบาท จึงเสียภาษีอัตราปกติร้อยละ 20 แต่ยังใช้ค่าเสื่อมเบื้องต้นได้ สิทธิอื่นของกิจการขนาดเล็กดูได้ที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลครบทุกรายการ ทรัพย์สินแต่ละประเภทหักได้ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่อัตรา ระยะเวลา และเพดานต้นทุน เครื่องจักรและคอมพิวเตอร์มีสิทธิเบื้องต้นสำหรับ SME รถยนต์นั่งมีเพดานต้นทุน ส่วนอาคารหักได้ช้ากว่าและที่ดินหักไม่ได้ เครื่องจักรและอุปกรณ์หักได้อย่างไร หักตามอัตราปกติไม่เกินร้อยละ 20 ต่อปีตามระยะเวลาที่ได้มา ถ้าเป็น SME ตามเกณฑ์ข้างต้น หักเบื้องต้นร้อยละ 40 ในวันที่ได้มา สิทธินี้ใช้กับเครื่องจักรที่ได้มาตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2545 เป็นต้นไป คอมพิวเตอร์และโปรแกรมหักได้เร็วแค่ไหน หักได้ภายในสามรอบระยะเวลาบัญชีนับแต่วันที่ได้มา และต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้ได้ตามประสงค์ ถ้าเป็น SME หักเบื้องต้นร้อยละ 40 ในวันที่ได้มา ไทยเมทัลพาร์ทซื้อคอมพิวเตอร์และโปรแกรม CAD 300,000 บาท ติดตั้งพร้อมใช้วันที่ 20 ธันวาคม จึงหักเบื้องต้น 120,000 บาท ลดภาษีได้ 24,000 บาท รถยนต์นั่งมีข้อจำกัดอะไร รถยนต์นั่งหรือรถโดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน หักค่าเสื่อมจากต้นทุนเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เว้นแต่กิจการให้เช่ารถยนต์ รถราคา 1.5 ล้านบาทจึงใช้ฐานค่าเสื่อมเพียง 1 ล้านบาท และไม่มีสิทธิค่าเสื่อมเบื้องต้นแบบ SME ภาษีมูลค่าเพิ่มของรถยนต์นั่งยังเป็นภาษีซื้อต้องห้าม นำไปหักภาษีขายไม่ได้ เว้นแต่กิจการขายหรือให้เช่ารถ อาคารและที่ดินหักได้หรือไม่ อาคารถาวรหักได้ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ถ้าเป็นอาคารโรงงานของ SME หักเบื้องต้นร้อยละ 25 ในวันที่ได้มา ส่วนที่ดินไม่เสื่อมสภาพ จึงหักค่าเสื่อมราคาไม่ได้ ซื้อที่ดินพร้อมอาคารต้องแยกราคาที่ดินออกก่อนคำนวณ ซื้อทรัพย์สินปลายปีคุ้มไหม เทียบเงินสดกับภาษีที่ลด คุ้มเมื่อเป็นของที่กิจการต้องซื้ออยู่แล้ว และซื้อให้ทันก่อนปิดรอบเพื่อเริ่มหักค่าเสื่อม ไม่คุ้มถ้าซื้อเพียงเพื่อลดภาษี เพราะเงินสดที่จ่ายออกไปมากกว่าภาษีที่ลดได้หลายเท่า ทรัพย์สินของไทยเมทัลพาร์ท (ซื้อ 20 ธ.ค. 2569) ราคา (บาท) ค่าเสื่อมรอบ 2569 ที่ใช้ในตัวอย่าง (บาท) ภาษีที่ลดได้ 20% (บาท) เครื่องกลึง CNC (ใช้สิทธิ SME) 1,000,000 400,000 80,000 เครื่องกลึง CNC (ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ SME) 1,000,000 6,575.34 1,315.07 คอมพิวเตอร์และโปรแกรม CAD (ใช้สิทธิ SME) 300,000 120,000 24,000 รถยนต์นั่ง 5 ที่นั่ง 1,500,000 1,000,000 × 20% × 12 ÷ 365 = 6,575.34 1,315.07 ตารางนี้นับเฉพาะส่วนเบื้องต้นหรือค่าเสื่อม 12 วัน ไม่รวมส่วนที่เหลือที่หักในรอบต่อไป แม้ใช้สิทธิ SME ครบ เงินที่จ่าย 1 ล้านบาทก็ลดภาษีปีนี้ได้ 80,000 บาท ต้องเตรียมเอกสารอะไรให้หักค่าเสื่อมได้ เตรียมหลักฐาน 3 อย่าง และบันทึกเหตุผลทางธุรกิจไว้ด้วย ให้พิสูจน์ได้ว่ากิจการได้ทรัพย์สินมาเมื่อไร ราคาทุนเท่าไร และใช้ในกิจการ วันที่ในเอกสารคือตัวกำหนดว่าค่าเสื่อมเริ่มในรอบไหน การบริหารสินทรัพย์ถาวรให้ครบวงจรอ่านต่อได้ในบทความนี้ ไทยเมทัลพาร์ทนัดผู้ขายส่งมอบและติดตั้งเครื่องกลึงวันที่ 20 ธันวาคม และให้ผู้ขายออกใบกำกับภาษีวันเดียวกัน เพื่อให้วันที่ได้มาอยู่ในรอบบัญชี 2569 ชัดเจน วางแผนภาษีนิติบุคคลก่อนปิดงบปลายปีควรทำอะไร เริ่มจากประมาณกำไรทั้งปี แล้วดูว่าทรัพย์สินที่จำเป็นต้องซื้ออยู่แล้วควรซื้อก่อนหรือหลังปิดรอบ จากนั้นคุยกับผู้ทำบัญชีเรื่องวิธีค่าเสื่อม สิทธิ SME และเอกสาร ควรทำตั้งแต่เดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน ไม่ใช่วันสุดท้ายของปี เทคนิคประหยัดภาษีอื่นที่ใช้ร่วมกันได้อ่านที่วิธีประหยัดภาษีนิติบุคคล ไทยเมทัลพาร์ทตัดสินใจซื้อเครื่องกลึงและคอมพิวเตอร์ก่อนปิดงบ เพราะต้องใช้กับงานใหม่ต้นปี 2570 อยู่แล้ว ส่วนรถยนต์นั่งเลื่อนไปปีหน้า เพราะภาษีที่ลดได้น้อยและภาษีซื้อขอคืนไม่ได้ ข้อควรรู้เกี่ยวกับการซื้อทรัพย์สินก่อนปิดงบ สรุป – ซื้อทรัพย์สินปลายปีต้องจำอะไรบ้าง ถ้าเหลือเวลาก่อนปิดงบปีนี้ เริ่มวันนี้ด้วยการเขียนรายการทรัพย์สินที่ต้องซื้อจริง ใส่ราคาและวันส่งมอบที่ผู้ขายทำได้ แล้วส่งให้ผู้ทำบัญชีประเมินค่าเสื่อมและภาษีที่ลดได้ก่อนตัดสินใจ ติดตามทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคาด้วย PEAK PEAK Asset ช่วยเก็บทะเบียนและติดตามสินทรัพย์ขององค์กร ผู้ทำบัญชีจึงเห็นราคาทุน วันที่ได้มา และค่าเสื่อมของทรัพย์สินที่ซื้อปลายปีในระบบเดียว ดูวิธีเรียกรายงานค่าเสื่อมราคาได้ที่ดูข้อมูลและพิมพ์รายงานค่าเสื่อมราคาแบบรายเดือนใน PEAK เริ่มบันทึกทรัพย์สินให้พร้อมก่อนปิดงบ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์สินก่อนปิดงบ ซื้อทรัพย์สินวันที่ 31 ธันวาคม ได้ค่าเสื่อมไหม ได้ ถ้าได้ทรัพย์สินมาในวันนั้นจริงและรอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม อัตราปกติจะได้ค่าเสื่อมเพียง 1 วัน ส่วน SME ที่เข้าเกณฑ์ได้ค่าเสื่อมเบื้องต้นเต็มจำนวนในวันที่ได้มา สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้รับของภายในสิ้นปี หักค่าเสื่อมได้หรือไม่ ยังไม่ได้ ค่าเสื่อมคิดตามระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินมา และคอมพิวเตอร์ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้ เงินมัดจำที่จ่ายก่อนส่งมอบจึงยังไม่ใช่ค่าเสื่อม ให้เริ่มหักในรอบที่ได้รับทรัพย์สิน บริษัทไม่ใช่ SME ใช้ค่าเสื่อมเบื้องต้น 40% ได้ไหม ไม่ได้ ถ้าสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินเกิน 200 ล้านบาทหรือจ้างลูกจ้างเกิน 200 คน ต้องหักตามอัตราปกติตามจำนวนวัน ส่วนคอมพิวเตอร์ยังหักได้ภายในสามรอบบัญชีตามมาตรา 4 จัตวา ซื้อปลายปีแล้วต้องใช้วิธีค่าเสื่อมเดิมตลอดไหม ต้องใช้ต่อเนื่อง เมื่อเลือกวิธีการทางบัญชีและอัตราสำหรับทรัพย์สินแล้ว จะเปลี่ยนได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร ควรตกลงวิธีกับผู้ทำบัญชีก่อนบันทึกรายการแรก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร อยู่หมวดไหน พร้อมตัวอย่างการบันทึกบัญชี

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร และสำคัญอย่างไร บัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable หรือ AR) คือ บัญชีที่บันทึกสิทธิเรียกร้องเงินที่กิจการมีต่อลูกค้า จากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ ส่งของหรือทำงานให้แล้ว แต่เงินจะเข้าตามเครดิตที่ตกลงกันไว้ มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) บทที่ 7 ให้ความหมายว่า ลูกหนี้คือสิทธิที่กิจการจะได้รับเงินสดหรือทรัพยากรอื่นเมื่อถึงกำหนดชำระ บริษัทจำกัดส่วนใหญ่ในไทยใช้มาตรฐานนี้ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน บทความนี้ใช้ตัวอย่างเดียวตลอดเรื่อง คือ บริษัท อุดรไฟฟ้าซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้ผู้รับเหมา จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และให้เครดิตลูกค้า 30 วัน Account Receivable ย่อมาจากอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำไหน Account Receivable คือ คำภาษาอังกฤษของบัญชีลูกหนี้ เขียนย่อว่า AR ในงบการเงินมักใช้ Accounts Receivable หรือ Trade Receivables สำหรับลูกหนี้การค้า ส่วน Other Receivables คือลูกหนี้อื่น คำว่า Receivable แปลตรงตัวว่า “ที่จะได้รับ” ใครอ่านงบภาษาอังกฤษหรือคุยกับคู่ค้าต่างประเทศ ดูคำคู่กันเพิ่มได้ที่ ศัพท์บัญชีภาษาอังกฤษ ลูกหนี้การค้า หมายถึงอะไร ต่างจากลูกหนี้อื่นอย่างไร ลูกหนี้การค้า หมายถึง ลูกหนี้ที่เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการตามปกติของกิจการ ซึ่งส่งใบแจ้งหนี้แล้วหรือมีข้อตกลงเป็นทางการ รวมถึงลูกหนี้ในรูปตั๋วเงินรับ (NPAEs ย่อหน้า 7.1.1) ลูกหนี้อื่น คือ ลูกหนี้ที่ไม่ได้มาจากการค้าขายหลัก เช่น เงินให้กรรมการหรือพนักงานกู้ยืม (ย่อหน้า 7.1.2) สองกลุ่มนี้ต้องแยกบัญชีกัน เพราะใช้วิเคราะห์ต่างกัน หัวข้อ ลูกหนี้การค้า ลูกหนี้อื่น ที่มา ขายสินค้า ให้บริการ เงินให้กู้ยืม เงินทดรองจ่าย รายได้อื่นค้างรับ เอกสาร ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ตั๋วเงินรับ สัญญากู้ยืม บันทึกอนุมัติ ใช้วิเคราะห์ อัตราหมุนเวียน อายุหนี้ ความเสี่ยงรายการกับบุคคลเกี่ยวข้อง ตัวอย่างอุดรไฟฟ้าซัพพลาย ผู้รับเหมาซื้อสายไฟเครดิต 30 วัน ให้กรรมการกู้ยืม 300,000 บาท ถ้าอุดรไฟฟ้าซัพพลายรวมเงินให้กรรมการกู้ 300,000 บาทไว้ในลูกหนี้การค้า อัตราหมุนเวียนจะดูช้ากว่าความจริง ส่วนการแบ่งลูกหนี้ตามมุมกฎหมายและการทวงถาม ดูต่อได้ที่ ประเภทของลูกหนี้ ลูกหนี้การค้า อยู่หมวดไหนในงบการเงิน ลูกหนี้การค้าอยู่หมวดสินทรัพย์ และส่วนใหญ่จัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะคาดว่าจะได้รับเงินภายในรอบการดำเนินงานปกติหรือภายใน 12 เดือน ตามเกณฑ์ NPAEs ย่อหน้า 4.8.1 เลขผังบัญชีจึงมักขึ้นต้นด้วยหมวด 1 NPAEs ย่อหน้า 4.9.3 กำหนดให้ “ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น” เป็นรายการขั้นต่ำที่ต้องแสดงในงบแสดงฐานะการเงิน และย่อหน้า 7.3 ให้แสดงด้วยมูลค่าที่จะได้รับ หลังหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ในงบปลายปีของอุดรไฟฟ้าซัพพลาย ยอดค้างรับจากผู้รับเหมาแสดงในสินทรัพย์หมุนเวียน ส่วนเงินให้กรรมการกู้ 300,000 บาทแสดงเป็นลูกหนี้อื่นแยกบรรทัด ผู้อ่านงบจึงเห็นว่าเงินค้างรับมาจากการค้าขายเท่าไร ลูกหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการค้าตามปกติและครบกำหนดเกิน 12 เดือน เช่น เงินให้กู้ยืมระยะยาว จัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ส่วนลูกหนี้การค้าที่ผ่อนชำระยาว ผู้ทำบัญชีพิจารณาจากรอบการดำเนินงานของกิจการ ดูหลักแบ่งหมวดเพิ่มเติมได้ที่ สินทรัพย์หมุนเวียน บัญชีลูกหนี้ ทำอะไรบ้างในแต่ละเดือน งานของบัญชีลูกหนี้มี 5 อย่างหลัก ตั้งแต่ออกเอกสารเรียกเก็บเงินจนถึงรายงานยอดค้างให้ผู้บริหาร กิจการเล็กอาจให้คนเดียวทำทั้งหมด ส่วนกิจการที่ลูกค้าเยอะมักมีผู้ทำบัญชีลูกหนี้แยก จุดที่มักพลาดคือรับเงินโอนแล้วไม่รู้ว่าเป็นของใบไหน ยอดค้างรายตัวจึงเพี้ยน ใส่เลขที่ใน ใบแจ้งหนี้ และขอให้ลูกค้าอ้างเลขนั้นตอนโอน จะจับคู่ได้เร็วขึ้นมาก ตัวอย่างบันทึกบัญชีลูกหนี้ ตั้งแต่ขายเชื่อจนรับเงิน ทำอย่างไร บันทึก 2 ครั้ง คือวันขายเชื่อกับวันรับเงิน วันขายให้ลูกหนี้การค้าเพิ่มด้วยยอดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนวันรับเงินให้ลูกหนี้ลดลงเท่ากับเงินที่ได้รับ สมมติวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 อุดรไฟฟ้าซัพพลายขายสายไฟให้ผู้รับเหมา 1 ราย ราคา 100,000 บาท ภาษีขาย 7,000 บาท รวม 107,000 บาท ครบกำหนด 30 วัน และลูกค้าโอนเงินครบวันที่ 5 ธันวาคม 2569 วันที่ รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) 5 พ.ย. 2569 ลูกหนี้การค้า 107,000 ขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 5 ธ.ค. 2569 เงินฝากธนาคาร 107,000 ลูกหนี้การค้า 107,000 ภาษีขายเกิดตั้งแต่วันส่งมอบสินค้า แม้ยังไม่ได้รับเงิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 78 (1)) ภาษีขาย 7,000 บาทจึงอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนพฤศจิกายน ถ้าลูกค้าจ่ายช้ากว่าวันยื่นแบบ กิจการต้องใช้เงินของตัวเองนำส่งภาษีก้อนนี้ไปก่อน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่การให้เครดิตยาวกินสภาพคล่อง ลูกค้าคืนสินค้าหรือได้ส่วนลด บันทึกอย่างไร ลดลูกหนี้ตามยอดที่ออกใบลดหนี้ และลดภาษีขายส่วนนั้นไปพร้อมกัน ห้ามลดยอดลูกหนี้เฉย ๆ โดยไม่มีเอกสาร เพราะยอดภาษีขายในรายงานจะไม่ตรงกับบัญชี สมมติผู้รับเหมาคืนสายไฟชำรุดราคา 10,000 บาท อุดรไฟฟ้าซัพพลายออกใบลดหนี้ 10,700 บาท บันทึก เดบิต รับคืนสินค้า 10,000 บาท และภาษีขาย 700 บาท เครดิต ลูกหนี้การค้า 10,700 บาท ยอดที่ลูกค้าต้องจ่ายเหลือ 96,300 บาท Aging ลูกหนี้ คืออะไร ใช้ประเมินความเสี่ยงอย่างไร Aging ลูกหนี้ คือ การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Analysis) โดยแบ่งยอดค้างตามจำนวนวันที่เลยกำหนด แล้วดูว่ายอดก้อนใหญ่อยู่ช่วงไหน ยิ่งค้างนาน โอกาสเก็บได้ยิ่งลดลง รายงานนี้เรียกว่ารายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) คำว่า Aging แปลว่า อายุ ในงานบัญชีหมายถึงอายุของยอดที่ลูกค้ายังค้างชำระ นับจากวันครบกำหนดตามใบแจ้งหนี้ ณ 31 ธันวาคม 2569 อุดรไฟฟ้าซัพพลายมียอดลูกหนี้ค้างรับ 2,400,000 บาท แบ่งได้ดังนี้ อายุหนี้ ยอดค้าง (บาท) สัดส่วน สิ่งที่ควรทำ ยังไม่ถึงกำหนด 1,500,000 62.50% ส่งใบแจ้งหนี้ตรงรอบ เลยกำหนด 1 ถึง 30 วัน 500,000 20.83% โทรหรือส่งข้อความเตือน เลยกำหนด 31 ถึง 60 วัน 200,000 8.33% ส่งหนังสือทวงถาม พักเครดิตใหม่ เลยกำหนด 61 ถึง 90 วัน 120,000 5.00% นัดคุยแผนผ่อนชำระ เลยกำหนดเกิน 90 วัน 80,000 3.33% ผู้ทำบัญชีประเมินค่าเผื่อ ทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร รวม 2,400,000 100% ยอดที่เลยกำหนดเกิน 60 วันรวม 200,000 บาท หรือร้อยละ 8.33 ของลูกหนี้ทั้งหมด ตัวเลขนี้ควรเทียบกับเดือนก่อน ถ้าสัดส่วนสูงขึ้นทุกเดือน แปลว่าการเก็บเงินเริ่มมีปัญหา แม้ยอดขายยังโตอยู่ ใน PEAK เปิดรายงานอายุลูกหนี้ได้ที่เมนูผู้ติดต่อ → ดูภาพรวม → พิมพ์รายงาน แล้วเลือกรายงานอายุลูกหนี้ ระบุวันที่ที่ต้องการดูยอด และกรองตามกลุ่มผู้ติดต่อได้ ตามวิธีพิมพ์รายงานอายุลูกหนี้ใน PEAK ไฟล์รายงานดาวน์โหลดหรือส่งทางอีเมลได้ อุดรไฟฟ้าซัพพลายดึงรายงานนี้ทุกสิ้นเดือน แล้วส่งรายชื่อลูกค้าที่เลยกำหนดเกิน 30 วันให้ทีมขายโทรตามก่อนรับคำสั่งซื้อใหม่ ดูพฤติกรรมการจ่ายของลูกค้าแต่ละรายอย่างไร ดูประวัติว่าลูกค้าจ่ายตรงกำหนดหรือช้ากี่วันโดยเฉลี่ยในช่วง 6 ถึง 12 เดือน ลูกค้าที่ช้าซ้ำหลายรอบควรปรับเงื่อนไขก่อนรับคำสั่งซื้อใหม่ เช่น ในตัวอย่าง ยอด 80,000 บาทที่ค้างเกิน 90 วันมาจากผู้รับเหมารายเดียว อุดรไฟฟ้าซัพพลายจึงพักวงเงินรายนี้ไว้ก่อน หลักการตั้งวงเงินและนับวันครบกำหนดอ่านต่อได้ที่ เครดิตเทอม อัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้า คำนวณอย่างไร อัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (Account Receivable Turnover) คำนวณจากยอดขายเชื่อสุทธิหารด้วยลูกหนี้การค้าเฉลี่ย บอกว่าในหนึ่งปีกิจการเก็บเงินจากลูกหนี้ได้กี่รอบ อัตราหมุนเวียน = ยอดขายเชื่อสุทธิ ÷ ((ลูกหนี้ต้นปี + ลูกหนี้ปลายปี) ÷ 2) ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย = 365 ÷ อัตราหมุนเวียน อุดรไฟฟ้าซัพพลายมียอดขายเชื่อสุทธิทั้งปี 18,000,000 บาท ลูกหนี้ต้นปี 2,000,000 บาท ปลายปี 2,400,000 บาท ลูกหนี้เฉลี่ยจึงเท่ากับ 2,200,000 บาท กิจการให้เครดิต 30 วัน แต่เก็บเงินจริงเฉลี่ย 44.6 วัน ช้ากว่าเงื่อนไขราว 15 วัน ไม่มีค่ามาตรฐานตายตัวว่ากี่รอบถึงดี ให้เทียบกับเครดิตเทอมของตัวเองและแนวโน้มปีก่อน ตัวชี้วัดคู่กันนี้อธิบายละเอียดใน ระยะเวลาเก็บหนี้ (DSO) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ทำให้ยอดลูกหนี้ในงบเปลี่ยนอย่างไร ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทำให้ยอดลูกหนี้ในงบลดลงเหลือมูลค่าที่คาดว่าจะเก็บได้ โดยแสดงเป็นรายการหักจากลูกหนี้การค้า และรับรู้หนี้สงสัยจะสูญเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน (NPAEs ย่อหน้า 7.3 และ 7.6) NPAEs ย่อหน้า 7.5 ให้ประมาณได้ 3 วิธี คือ ร้อยละของยอดขายเชื่อสุทธิ ร้อยละตามอายุลูกหนี้ และพิจารณาลูกหนี้แต่ละราย กิจการเลือกวิธีที่เหมาะกับข้อมูลของตัวเองและใช้ให้สม่ำเสมอ อุดรไฟฟ้าซัพพลายให้ผู้ทำบัญชีพิจารณาผู้รับเหมาที่ค้าง 80,000 บาทเป็นรายตัว แล้วประเมินว่าน่าจะเก็บไม่ได้ร้อยละ 75 ค่าเผื่อจึงเท่ากับ 60,000 บาท งบแสดงลูกหนี้ 2,400,000 บาท หักค่าเผื่อ 60,000 บาท สุทธิ 2,340,000 บาท ถ้าใช้วิธีร้อยละตามอายุลูกหนี้แทน และสมมติอัตราตามช่วงอายุในตารางด้านบน ค่าเผื่อจะสูงกว่าวิธีรายตัว เพราะตั้งเผื่อทุกช่วงอายุ ไม่ใช่เฉพาะรายที่มีปัญหา 1,500,000 × 1% + 500,000 × 3% + 200,000 × 10% + 120,000 × 30% + 80,000 × 50% = 15,000 + 15,000 + 20,000 + 36,000 + 40,000 = 126,000 บาท (อัตราเป็นตัวเลขสมมติ) ทางภาษี ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นเงินสำรองที่ห้ามนำมาหักเป็นรายจ่าย (ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1)) ต้องบวกกลับตอนคำนวณกำไรสุทธิ ขั้นตอนบันทึกและตัวอย่างครบทุกวิธีอยู่ใน วิธีตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ บัญชี AR กับบัญชี AP ต่างกันอย่างไร AR คือเงินที่ลูกค้าค้างกิจการ เป็นสินทรัพย์ ส่วน AP (Accounts Payable) คือเงินที่กิจการค้างผู้ขาย เป็นหนี้สิน สองบัญชีนี้เป็นภาพสะท้อนกัน ใบแจ้งหนี้ใบเดียวเป็น AR ของผู้ขายและเป็น AP ของผู้ซื้อ หัวข้อ AR (ลูกหนี้) AP (เจ้าหนี้) ความหมาย เงินที่จะได้รับจากลูกค้า เงินที่ต้องจ่ายให้ผู้ขาย หมวดในงบ สินทรัพย์หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน เกิดจาก ขายเชื่อ ซื้อเชื่อ เป้าหมายจัดการ เก็บให้เร็วตามกำหนด จ่ายตรงกำหนด ไม่เร็วเกินจำเป็น ตัวชี้วัด อัตราหมุนเวียนลูกหนี้ DSO อัตราหมุนเวียนเจ้าหนี้ DPO ถ้าอุดรไฟฟ้าซัพพลายเก็บเงินลูกค้าเฉลี่ย 44.6 วัน แต่ต้องจ่ายผู้ผลิตสายไฟภายใน 30 วัน ช่องว่างราว 15 วันคือเงินที่ต้องหามาหมุนเอง ฝั่งเจ้าหนี้อ่านต่อได้ที่ บัญชีเจ้าหนี้ (Account Payable) ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ สรุป บัญชีลูกหนี้ เริ่มจากตรงไหนดี เริ่มวันนี้ด้วยการดึงยอดลูกหนี้รายตัว ณ สิ้นเดือนล่าสุด แบ่งเป็น 5 ช่วงอายุหนี้ แล้วเลือกลูกค้า 3 รายที่ค้างนานที่สุดมาโทรตามภายในสัปดาห์นี้ ติดตามลูกหนี้รายตัวและอายุหนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยเก็บและติดตามข้อมูลลูกค้า ประวัติการซื้อขาย และระยะเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าชำระเงิน ส่วนรายงานอายุลูกหนี้ที่พิมพ์ได้จากเมนูผู้ติดต่อ ช่วยให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีดูยอดค้างชุดเดียวกันก่อนตัดสินใจตามเงิน และจัดยอดลูกหนี้ให้พร้อมก่อนปิดงบปลายปี ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องบัญชีและการเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ หนี้สงสัยจะสูญกับหนี้สูญต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ความแน่นอน หนี้สงสัยจะสูญเป็นการประมาณว่าอาจเก็บไม่ได้ จึงตั้งค่าเผื่อไว้ก่อนโดยลูกหนี้ยังอยู่ในบัญชี ส่วนหนี้สูญคือหนี้ที่ติดตามครบแล้วเก็บไม่ได้จริง จึงตัดออกจากบัญชีลูกหนี้ (NPAEs ย่อหน้า 7.7) ทางภาษี การตัดหนี้สูญเป็นรายจ่ายต้องทำตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 เช่น มีหลักฐานการทวงถาม รายละเอียดอ่านได้ที่ หนี้สูญทางภาษี ควรทำรายงานอายุลูกหนี้บ่อยแค่ไหน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตอนปิดบัญชีสิ้นเดือน กิจการที่มีลูกค้าเยอะหรือให้เครดิตยาวควรดูทุกสัปดาห์ และควรดูละเอียดเป็นพิเศษก่อนปิดงบปลายปี เพราะเป็นข้อมูลที่ใช้ประเมินค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ลูกค้าไม่กี่ราย ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไหม ต้องพิจารณา ถ้ามีลูกหนี้ที่อาจเก็บไม่ได้ ไม่ว่าลูกค้าจะมีกี่ราย กิจการที่ลูกค้าน้อยมักใช้วิธีพิจารณาลูกหนี้แต่ละรายตาม NPAEs ย่อหน้า 7.5 เพราะได้ตัวเลขใกล้ความจริงกว่าการใช้อัตราร้อยละรวม ตั๋วเงินรับนับเป็นลูกหนี้การค้าไหม นับ ถ้าตั๋วเงินรับนั้นเกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการ NPAEs ย่อหน้า 7.1.1 ระบุว่าลูกหนี้การค้ารวมถึงลูกหนี้ในรูปตั๋วเงินรับ ในทางปฏิบัติมักแยกบัญชีย่อยไว้เพื่อติดตามวันครบกำหนดของตั๋วแต่ละใบ ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ บันทึกลูกหนี้อย่างไร ตัดลูกหนี้เต็มยอดใบแจ้งหนี้ แล้วบันทึกส่วนที่ถูกหักเป็นภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นสินทรัพย์ เกิดกับค่าบริการ ไม่ใช่การขายสินค้า สมมติอุดรไฟฟ้าซัพพลายรับงานติดตั้ง 50,000 บาท ภาษีขาย 3,500 บาท ลูกค้าหักร้อยละ 3 ของค่าบริการ 1,500 บาท แล้วโอน 52,000 บาท บันทึก เดบิต เงินฝากธนาคาร 52,000 บาท และภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 1,500 บาท เครดิต ลูกหนี้การค้า 53,500 บาท ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ต.ค. 2026

PEAK Account

22 min

TFRS คืออะไร สรุปมาตรฐานรายงานทางการเงินไทย PAEs NPAEs

TFRS คืออะไร และสำคัญอย่างไร TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดให้กิจการใช้จัดทำงบการเงิน เช่น รับรู้รายได้เมื่อไร วัดมูลค่าสินทรัพย์อย่างไร และต้องเปิดเผยข้อมูลอะไรในหมายเหตุ สภาวิชาชีพบัญชีมีอำนาจกำหนดมาตรฐานตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 7 (3) และมาตรา 34 มาตรฐานแต่ละฉบับใช้บังคับได้เมื่อได้รับความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน บทความนี้ใช้ตัวอย่างเดียวตลอดเรื่อง คือ บริษัท ระยองพลาสติกโมลด์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกส่งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รายได้ปีละ 80 ล้านบาท และกำลังคิดว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 3 ปี ใครเป็นผู้ออก และมาตรฐานมีผลบังคับอย่างไร ผู้ออกคือสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) ผ่านคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี โดยปรับเนื้อหาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (IFRS) ที่ออกโดย International Accounting Standards Board (IASB) ขั้นตอนคือเผยแพร่ร่าง รับฟังความคิดเห็น ให้คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีเห็นชอบ แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตัวอย่างเช่น มาตรฐานสำหรับกิจการ NPAEs ฉบับปัจจุบันออกตามประกาศสภาวิชาชีพบัญชีที่ 48/2565 ชุด TFRS ประกอบด้วยมาตรฐานการบัญชีอะไรบ้าง ชุดมาตรฐานที่สภาวิชาชีพบัญชีเผยแพร่มี 5 ส่วน คือ กรอบแนวคิด มาตรฐานการบัญชี (TAS) มาตรฐานการรายงานทางการเงิน การตีความมาตรฐานการบัญชี (TSIC) และการตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRIC) คำว่า TFRS จึงใช้เรียกทั้งชุดและใช้เป็นชื่อฉบับด้วย ส่วนของชุดมาตรฐาน ความหมาย ตัวอย่างในฉบับปรับปรุง 2568 กรอบแนวคิด (Framework) หลักพื้นฐานของการจัดทำงบ กรอบแนวคิดสำหรับการรายงานทางการเงิน TAS มาตรฐานการบัญชี TAS 1 การนำเสนองบการเงิน · TAS 2 สินค้าคงเหลือ · TAS 16 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ TFRS (ฉบับ) มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 9 เครื่องมือทางการเงิน · TFRS 15 รายได้ · TFRS 16 สัญญาเช่า TSIC การตีความมาตรฐานการบัญชี TSIC 32 สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ต้นทุนเว็บไซต์ TFRIC การตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRIC 23 ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับวิธีการทางภาษีเงินได้ ฉบับปรับปรุง 2568 มีมาตรฐานการบัญชี (TAS) อยู่ 25 ฉบับ ตั้งแต่ TAS 1 ถึง TAS 41 ใช้ร่วมกับฉบับ TFRS 1 ถึง 17 ชุดนี้คือชุดเต็มที่กิจการ PAEs ต้องใช้ TAS คืออะไร ยังใช้อยู่ไหม ยังใช้อยู่ TAS (Thai Accounting Standards) คือ มาตรฐานการบัญชีที่ตั้งเลขตามมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IAS) เดิม เช่น TAS 2 สินค้าคงเหลือ และ TAS 16 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุดฉบับปรับปรุง 2568 ส่วน TFRS ย่อมาจาก Thai Financial Reporting Standards บางฉบับจะถูกแทนในอนาคต เช่น TAS 1 การนำเสนองบการเงิน จะถูกแทนด้วยมาตรฐานฉบับใหม่เรื่องการแสดงรายการในงบ ตามร่างที่กำหนดให้มีผลปี 2571 คำย่อเหล่านี้และคำศัพท์อื่นดูเพิ่มได้ที่ ศัพท์บัญชีภาษาอังกฤษ TFRS ต่างจาก IFRS อย่างไร IFRS คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ ย่อมาจาก International Financial Reporting Standards ออกโดย IASB ส่วนมาตรฐานไทยคือฉบับที่สภาวิชาชีพบัญชีนำ IFRS มาปรับเป็นภาษาไทยและประกาศใช้ในประเทศ เนื้อหาหลักจึงตรงกัน แต่ใช้บังคับได้เฉพาะในไทย หัวข้อ IFRS มาตรฐานไทย (ชุดเต็ม) ผู้ออก IASB สภาวิชาชีพบัญชี ภาษา อังกฤษ (ต้นฉบับ) ไทย การบังคับใช้ แต่ละประเทศเลือกนำไปใช้ บังคับเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา การปรับปรุง ออกฉบับรวมเล่มทุกปี ปรับตามฉบับรวมเล่ม โดยวันมีผลในไทยอาจช้ากว่า ชุดสำหรับกิจการเล็ก IFRS for SMEs มาตรฐานสำหรับกิจการ NPAEs (ฉบับของไทยเอง) หน้ามาตรฐานบนเว็บสภาวิชาชีพบัญชีระบุว่า ฉบับปรับปรุง 2568 ปรับตาม IFRS ฉบับรวมเล่มปี 2025 และฉบับปรับปรุง 2569 ปรับตามฉบับรวมเล่มปี 2026 จึงเห็นได้ว่าไทยปรับตามสากลเป็นรอบปี กิจการไหนใช้ TFRS for PAEs กิจการไหนใช้ NPAEs กิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) ต้องใช้ชุดเต็ม ส่วนกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ใช้มาตรฐานที่ทำมาเฉพาะ ซึ่งสั้นกว่าและเรียบง่ายกว่า บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มหลัง มาตรฐานสำหรับกิจการ NPAEs ย่อหน้า 2.2 กำหนดว่า กิจการที่ไม่ใช่ NPAEs คือกิจการ 4 กลุ่มนี้ ระยองพลาสติกโมลด์เป็นบริษัทจำกัด ไม่มีหุ้นซื้อขายต่อประชาชน และไม่ได้ดูแลเงินของคนอื่น จึงเป็น NPAEs กิจการกลุ่มนี้ยังเลือกใช้ชุดเต็มได้ถ้าใช้ทุกฉบับอย่างสม่ำเสมอ (ย่อหน้า 2.4) ส่วนรายละเอียดและตารางเทียบสองชุดอยู่ใน TFRS for NPAEs ถ้าเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ต้องเปลี่ยนมาตรฐานเมื่อไร ต้องเปลี่ยนตั้งแต่เริ่มยื่นงบต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้น เพราะ NPAEs ย่อหน้า 2.2.1 นับกิจการที่อยู่ในกระบวนการนี้เป็นกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะแล้ว ไม่ต้องรอให้หุ้นเข้าซื้อขายจริง ถ้าระยองพลาสติกโมลด์จะยื่นในปี 2572 งบที่ใช้ยื่นต้องจัดทำตามชุดเต็ม และต้องใช้ TFRS 1 การนำมาตรฐานมาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งต้องทำตัวเลขเปรียบเทียบย้อนหลังด้วย การคุยกับผู้สอบบัญชีล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ถึง 2 ปีจึงช่วยให้มีเวลาเตรียมข้อมูล TFRS ฉบับที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง และ NPAEs ใช้บทไหนแทน ฉบับที่ถูกถามบ่อยคือ รายได้ สัญญาเช่า และเครื่องมือทางการเงิน ทั้งหมดนี้เป็นของชุดเต็ม กิจการ NPAEs ไม่ได้ใช้ฉบับเหล่านี้โดยตรง แต่ใช้บทที่เขียนเรื่องเดียวกันในมาตรฐาน NPAEs ซึ่งมีหลักเกณฑ์ไม่เหมือนกันทุกจุด เรื่อง ชุดเต็ม (PAEs) มาตรฐาน NPAEs (ปรับปรุง 2565) รายได้ TFRS 15 รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า บทที่ 18 รายได้ สัญญาเช่า TFRS 16 สัญญาเช่า บทที่ 14 สัญญาเช่า ลูกหนี้ เงินลงทุน TFRS 9 เครื่องมือทางการเงิน บทที่ 7 ลูกหนี้ · บทที่ 9 เงินลงทุน สินค้าคงเหลือ TAS 2 บทที่ 8 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ TAS 16 บทที่ 10 การรวมธุรกิจ TFRS 3 บทที่ 25 TFRS 15 คือ มาตรฐานเรื่องรายได้ที่ใช้ขั้นตอนวิเคราะห์สัญญา 5 ขั้น ส่วน TFRS 3 คือ เรื่องการรวมธุรกิจเมื่อซื้อหรือควบรวมกิจการ ฉบับอื่นที่พบในงานเฉพาะทาง ได้แก่ งบการเงินรวม (TFRS 10) มูลค่ายุติธรรม (TFRS 13) สัญญาประกันภัย (TFRS 17) และการจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ (TFRS 2) เรื่องลูกหนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นความต่างชัด ชุดเต็มประเมินผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ส่วน NPAEs ใช้ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 3 วิธีตามบทที่ 7 ดูวิธีบันทึกฝั่ง NPAEs ได้ที่ บัญชีลูกหนี้ สัญญาเช่าตาม TFRS 16 กับ NPAEs ทำให้งบต่างกันแค่ไหน ต่างกันทั้งงบแสดงฐานะการเงินและค่าใช้จ่าย NPAEs บทที่ 14 ยังแบ่งสัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าเงินทุนกับสัญญาเช่าดำเนินงาน ส่วน TFRS 16 ให้ผู้เช่ารับรู้สิทธิการใช้สินทรัพย์และหนี้สินตามสัญญาเช่าเกือบทุกสัญญา สมมติระยองพลาสติกโมลด์เช่าเครื่องฉีดพลาสติก 36 เดือน จ่ายสิ้นเดือนละ 50,000 บาท ผู้ทำบัญชีประเมินว่าเป็นสัญญาเช่าดำเนินงานตาม NPAEs ถ้าใช้ชุดเต็มให้ใช้อัตราคิดลดสมมติร้อยละ 5 ต่อปี รายการปีแรก NPAEs บทที่ 14 TFRS 16 สินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน ไม่มี สิทธิการใช้สินทรัพย์ 1,668,285 บาท หนี้สินสิ้นปีแรก ไม่มี หนี้สินตามสัญญาเช่า 1,139,695 บาท ค่าใช้จ่ายปีแรก ค่าเช่า 50,000 × 12 = 600,000 บาท ค่าเสื่อมราคา 556,095 + ดอกเบี้ย 71,410 = 627,505 บาท ค่าใช้จ่ายปีแรกตามชุดเต็มสูงกว่า 27,505 บาท เพราะดอกเบี้ยช่วงต้นสัญญาสูง และงบจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบอัตราส่วนหนี้สินที่ธนาคารใช้ดู วิธีบันทึกบัญชีทีละรายการอ่านต่อได้ที่ สัญญาเช่าตาม TFRS 16 ฉบับปรับปรุงล่าสุดมีผลเมื่อไร มีอะไรเปลี่ยน ฉบับที่ใช้ในปี 2569 คือฉบับปรับปรุง 2568 มีผลกับรอบบัญชีที่เริ่ม ณ หรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2569 การปรับปรุงรอบนี้มีเพียง 1 เรื่อง คือกรณีสกุลเงินต่างประเทศแลกเปลี่ยนไม่ได้ (Lack of Exchangeability) ซึ่งกระทบ TAS 21 และ TFRS 1 ฉบับ มีผลกับรอบบัญชีที่เริ่ม ณ หรือหลัง ประเด็นหลัก สถานะ (26 ต.ค. 2569) ปรับปรุง 2568 1 มกราคม 2569 สกุลเงินแลกเปลี่ยนไม่ได้ (TAS 21, TFRS 1) ใช้อยู่ปัจจุบัน ปรับปรุง 2569 1 มกราคม 2570 การจัดประเภทและวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน (TFRS 9) ประกาศสำหรับปีหน้า ฉบับใหม่ TFRS 18 · TFRS 19 · TAS 7 แก้ไข 1 มกราคม 2571 การแสดงรายการในงบ · การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทย่อย ร่าง อยู่ระหว่างกระบวนการ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในตารางเป็นของชุดเต็ม มาตรฐาน NPAEs ฉบับที่ใช้อยู่ยังเป็นฉบับปรับปรุง 2565 ระยองพลาสติกโมลด์ที่ปิดงบปีปฏิทินจึงไม่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงบในปี 2569 เว้นแต่จะเลือกใช้ชุดเต็ม SME ต้องทำอะไรบ้างให้งบเป็นไปตามมาตรฐาน ขั้นตอนหลักมี 4 ขั้น ตั้งแต่ระบุว่ากิจการต้องใช้ชุดไหน ไปจนถึงส่งงบ ผู้ทำบัญชีเป็นคนทำงานส่วนใหญ่ แต่เจ้าของกิจการต้องรู้กำหนดเวลาและตัดสินใจเรื่องนโยบายร่วมกัน ระยองพลาสติกโมลด์เลือกวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับเม็ดพลาสติก เพราะราคาซื้อขึ้นลงบ่อย การเลือกวิธีมีผลต่อกำไรตามที่อธิบายใน ตีราคาสินค้าคงเหลือ รอบบัญชีที่สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2569 บริษัทต้องประชุมอนุมัติงบภายใน 30 เมษายน 2570 แล้วส่งงบภายใน 1 เดือนนับจากวันประชุม ขั้นตอนเตรียมงบแต่ละส่วนดูได้ที่ วิธีจัดทำงบการเงิน ข้อควรรู้เกี่ยวกับ TFRS สรุป – TFRS ต้องจำอะไรบ้าง เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดงบปีล่าสุดของกิจการ ดูในหมายเหตุประกอบงบข้อแรกว่าระบุชุดมาตรฐานไหน แล้วถามผู้ทำบัญชีว่าแผนธุรกิจ 3 ปีข้างหน้าทำให้ต้องเปลี่ยนชุดหรือไม่ เตรียมข้อมูลปิดงบร่วมกับผู้ทำบัญชีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกบัญชีและออกเอกสารซื้อขายในระบบเดียว เจ้าของกิจการ ผู้ทำบัญชี และผู้สอบบัญชีจึงทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน เมื่อใกล้ปิดงบ ผู้ทำบัญชีดูรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกไว้ แล้วตรวจตัวเลขกับเจ้าของกิจการก่อนส่งให้ผู้สอบบัญชี เริ่มจัดข้อมูลให้พร้อมก่อนช่วงปิดงบปลายปี ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องบัญชีและภาษีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ TFRS TFRS 18 คืออะไร เริ่มใช้เมื่อไร TFRS 18 คือ มาตรฐานเรื่องการแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน ซึ่งจะใช้แทน TAS 1 ตามร่างที่สภาวิชาชีพบัญชีเผยแพร่ กำหนดให้มีผลกับรอบบัญชีที่เริ่ม ณ หรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2571 และใช้กับกิจการที่ใช้ชุดเต็ม บริษัทจำกัดขนาดเล็กต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ต้องมี บริษัทจำกัดทุกขนาดต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจและแสดงความเห็นก่อนส่งงบ ส่วนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ไม่ต้องใช้ CPA ตามพระราชบัญญัติการบัญชี มาตรา 11 และใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ที่ได้รับอนุญาตตามประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตต ตรวจได้ TFRS กับ GAAP ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ผู้ออกและประเทศที่ใช้ มาตรฐานไทยปรับมาจาก IFRS ส่วนคำว่า GAAP (Generally Accepted Accounting Principles) มักหมายถึงหลักการบัญชีของสหรัฐอเมริกา (US GAAP) ซึ่งบางเรื่องมีหลักเกณฑ์ไม่เหมือนกัน กิจการไทยจัดทำงบตามมาตรฐานไทย ส่วนบริษัทที่ต้องรายงานต่อบริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกาอาจต้องทำข้อมูลอีกชุด กิจการ NPAEs เลือกใช้ชุดเต็มได้ไหม ได้ มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 2.4 ให้กิจการที่ไม่ประสงค์จะใช้มาตรฐาน NPAEs จัดทำรายงานตามชุดเต็มได้ แต่ต้องใช้ทุกฉบับและใช้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เลือกใช้เฉพาะบางฉบับ มาตรฐาน NPAEs ฉบับปัจจุบันคือฉบับไหน ฉบับปรับปรุง 2565 ตามประกาศสภาวิชาชีพบัญชีที่ 48/2565 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ฉบับนี้ยกเลิกฉบับเดิมตามประกาศที่ 20/2554 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร ต่างจากเต็มรูปยังไง ใครออกได้บ้าง

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice หรือ ABB) คือ ใบกำกับภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งทำกิจการค้าปลีกออกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ และแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/6 บางคนเรียกว่าใบกำกับภาษีแบบย่อ ที่เห็นบ่อยที่สุดคือสลิปจากเครื่องคิดเงินของร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน หรือห้างค้าปลีก ซึ่งพิมพ์คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” หรือ “TAX INV (ABB)” ไว้หัวสลิป เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท ช่างดีวัสดุภัณฑ์ จำกัด ร้านวัสดุก่อสร้างที่จด VAT และขายหน้าร้านทั้งให้ลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาที่เป็นบริษัท ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูปอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูป 3 จุดหลัก คือ ไม่ต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ แสดงราคาที่รวม VAT แล้วแทนการแยก VAT และผู้ซื้อนำภาษีซื้อไปเครดิตไม่ได้ ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการครบ 8 ข้อตามมาตรา 86/4 และผู้ซื้อที่จด VAT ใช้เป็นหลักฐานหักภาษีซื้อได้ ประเด็น ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ มาตราที่กำหนด 86/4 86/6 ใครออกได้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกประเภท ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ค้าปลีก หรือได้รับอนุมัติตาม 86/7 คำว่า “ใบกำกับภาษี” ต้องมี ต้องมี ข้อมูลผู้ขาย ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษี ชื่อหรือชื่อย่อ และเลขผู้เสียภาษี ข้อมูลผู้ซื้อ ชื่อและที่อยู่ ไม่ต้องมี รายการสินค้า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า การแสดง VAT แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ระบุว่าราคารวม VAT แล้ว ผู้ซื้อเครดิตภาษีซื้อ ได้ ไม่ได้ สมมติช่างดีวัสดุภัณฑ์ขายสีและแปรง 2,140 บาทให้ลูกค้าทั่วไป ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะแสดงยอด 2,140 บาทพร้อมข้อความว่ารวม VAT แล้ว แต่ถ้าผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทซื้อของ 10,700 บาทและขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบนั้นต้องแยกให้เห็นว่ามูลค่าสินค้า 10,000 บาท และ VAT 700 บาท ร้านแบบไหนมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)แล้ว และทำกิจการค้าปลีก ตามมาตรา 86/6 แต่ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียนออกแทนไม่ได้ กิจการที่ไม่ใช่ค้าปลีกแต่จำเป็นต้องออก เช่น ขายให้คนจำนวนมากเหมือนร้านค้าปลีก ยื่นขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ตามมาตรา 86/7 โดยต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น และอธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขเพิ่มได้ ส่วนร้านที่ไม่ได้จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ทุกแบบ เอกสารที่ออกได้คือบิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องขออนุมัติไหม ต้องขอ ร้านค้าปลีกที่จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินออกใบกำกับภาษีประเภทนี้ ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีตามมาตรา 86/6 และใช้เครื่องตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด รายละเอียดอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ซึ่งให้ยื่นแบบคำขอ ภ.พ.06 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ถ้าไม่แน่ใจว่าระบบที่ร้านใช้เข้าข่ายเครื่องบันทึกการเก็บเงินหรือไม่ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่ก่อนเริ่มใช้ ขายปลีกไม่เกิน 1,000 บาท ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่จำต้องออก ถ้ากิจการเข้าเงื่อนไขขายปลีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 154) การขายที่มูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี เว้นแต่ผู้ซื้อเรียกร้อง ข้อยกเว้นนี้มาจากมาตรา 86/8 และประกาศเดียวกันกำหนดให้จัดทำใบกำกับภาษีรวมยอดขายเหล่านี้ทุกวันทำการ ร้านจึงยังต้องรวบรวมยอดขายไว้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมีเอกสารเลย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องมีรายการอะไรบ้าง ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อย 7 ข้อตามมาตรา 86/6 ซึ่งเป็นรายการที่กรมสรรพากรใช้ตรวจว่าเอกสารนั้นเป็นใบกำกับภาษีจริง รายการทั้งหมดต้องเป็นภาษาไทย ใช้สกุลเงินไทย และเลขไทยหรือเลขอารบิก เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ร้านที่อยากพิมพ์ชื่อสินค้าเป็นรหัส ต้องแจ้งอธิบดีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนใช้ ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อของช่างดีวัสดุภัณฑ์ จะมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ชื่อร้าน เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก เลขที่ใบ รายการสีและแปรงพร้อมจำนวน ยอด 2,140 บาท ข้อความ “ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” และวันที่ขาย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ผู้ซื้อใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (2) กำหนดให้ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 และ 86/7 เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อนี้ออกตามมาตรา 82/5 (6) ภาษีซื้อในเอกสารนี้จึงจัดอยู่ในภาษีซื้อต้องห้าม ไม่ว่ายอดซื้อจะมากแค่ไหน สมมติผู้รับเหมารายหนึ่งซื้อวัสดุจากช่างดีวัสดุภัณฑ์ 10,700 บาท แต่ลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปและได้แค่สลิป ภาษีซื้อ 700 บาทในยอดนั้นจะนำไปหักภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ไม่ได้ ซื้อของแล้วได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อ บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกยอดรวม VAT ทั้งจำนวนเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของสิ่งที่ซื้อ ไม่แยกภาษีซื้อออกมา เพราะภาษีก้อนนี้เครดิตไม่ได้ จากตัวอย่างผู้รับเหมา จะบันทึกค่าวัสดุ 10,700 บาท ไม่ใช่วัสดุ 10,000 บาทกับภาษีซื้อ 700 บาท ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) เป็นรายจ่ายได้ แต่รายจ่ายนั้นต้องเป็นรายจ่ายของกิจการจริงและไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ข้ออื่น ก่อนปิดงบควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจหลักฐานประกอบ ได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อมาแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ไหม ขอได้ในทางปฏิบัติ ร้านค้าปลีกหลายแห่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแทนแล้วยกเลิกใบเดิม แต่ตัวบทไม่ได้บังคับให้ร้านต้องเปลี่ยนให้ทุกกรณี ทางที่แน่นอนกว่าคือขอแบบเต็มรูปตั้งแต่ก่อนชำระเงิน ก่อนจ่ายเงิน ให้แจ้งร้านว่าต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูป พร้อมให้ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ผู้รับเหมาที่ซื้อของประจำควรเก็บข้อมูลชุดนี้ไว้ในมือถือ ร้านที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องลงรายงานภาษีขายอย่างไร ร้านค้าปลีกที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ลงรายงานภาษีขายเป็นยอดรวมรายวันได้ ไม่ต้องลงทีละใบ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ข้อ 7 (2) แต่ละวันให้ลงมูลค่าสินค้าและจำนวน VAT ทั้งหมดแยกจากกัน และระบุเลขที่เป็นช่วง “เลขที่…ถึงเลขที่…” (ถ้าออกเป็นเล่มให้ระบุเล่มที่ด้วย) ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ในใบกำกับภาษี เพราะราคาในสลิปรวม VAT ไว้แล้ว ร้านต้องแยก VAT ออกเอง สูตรคือ VAT = ราคารวม × 7 ÷ 107 สมมติวันหนึ่งช่างดีวัสดุภัณฑ์ออกสลิปจากหน้าร้าน 85 ใบ ยอดรวม 53,500 บาท 53,500 × 7 ÷ 107 = 3,500 บาท รายงานภาษีขายของวันนั้นจะมี 1 บรรทัด คือ มูลค่าสินค้า 50,000 บาท VAT 3,500 บาท พร้อมเลขที่ใบแรกถึงใบสุดท้ายของวัน แล้วยอดทั้งเดือนจะไปรวมในแบบ ภ.พ.30 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องใบกำกับภาษีอย่างย่อมีอะไรบ้าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมี 5 แบบ ทั้งฝั่งร้านที่ออกเอกสารและฝั่งผู้ซื้อที่รับเอกสาร ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วยโปรแกรมบัญชีได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีที่ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีได้ มักมีรูปแบบใบกำกับภาษีอย่างย่อให้เลือกพิมพ์ ข้อดีคือเลขที่เอกสารเรียงต่อกันเอง และยอดขายไปรวมในรายงานภาษีขายโดยไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ตอนเลือกโปรแกรม ให้เช็กว่าแบบฟอร์มที่พิมพ์ออกมามีรายการครบ 7 ข้อของมาตรา 86/6 โดยเฉพาะข้อความว่ารวม VAT แล้ว ส่วนเรื่องขออนุมัติเครื่องบันทึกการเก็บเงินยังเป็นหน้าที่ของกิจการเอง โปรแกรมไม่ได้ขออนุมัติแทน ข้อควรรู้ก่อนออกหรือรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ สรุป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ร้านค้าและผู้ซื้อต้องเช็กอะไร เรื่องที่ควรเช็กก่อนคือสลิปที่ได้มาเดือนนี้ หยิบใบที่ซื้อเข้ากิจการแล้วดูหัวกระดาษ ใบไหนเขียนว่าอย่างย่อแต่ถูกลงเป็นภาษีซื้อในรายงาน ให้แก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป ส่วนร้านค้า ให้หยิบสลิปของร้านมาเทียบกับ 7 รายการด้านบนสักใบ ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วย PEAK ร้านที่ขายให้ทั้งลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาแบบช่างดีวัสดุภัณฑ์ สร้างใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีใน PEAK แล้วพิมพ์เป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ทั้งขนาด A4 และเครื่องพิมพ์ POS 58 mm ตามวิธีออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อใน PEAK เมื่อกดอนุมัติเอกสาร ระบบจะบันทึกรายการบัญชีของใบนั้นให้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Abbreviated Tax Invoice ตัวย่อ ABB บางแห่งใช้คำว่า Simplified Tax Invoice บนสลิปมักพิมพ์ว่า TAX INV (ABB) ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปเรียกว่า Full Tax Invoice ทำใบกำกับภาษีอย่างย่อใน Excel ได้ไหม ได้ ถ้าเป็นร้านค้าปลีกที่จด VAT และแบบฟอร์มมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/6 พร้อมเลขที่เรียงต่อกัน แต่ถ้าออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ต้องได้รับอนุมัติตามประกาศฉบับที่ 46 ก่อน ต้องเก็บใบกำกับภาษีอย่างย่อไว้กี่ปี ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษีไว้ นับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

OCR คืออะไร ต่างจาก AI ยังไง และใช้ทำงานบัญชีอะไรได้บ้าง

OCR คืออะไร และใช้ในงานบัญชีได้อย่างไร OCR (Optical Character Recognition) คือ เทคโนโลยีที่แปลงข้อความในภาพ เช่น รูปถ่าย เอกสารสแกน ไฟล์ PDF ใบเสร็จ หรือลายมือ ให้เป็นข้อความดิจิทัลที่คอมพิวเตอร์อ่าน ค้นหา และแก้ไขได้ โดยไม่ต้องนั่งพิมพ์ใหม่ทีละตัว พูดง่าย ๆ คือ เปลี่ยนข้อมูลบนกระดาษให้เป็นข้อมูลแบบ Digital ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ตัวเลข และรหัสสินค้า จะถูกดึงออกมาเก็บในระบบ แล้วนำไปใช้ต่อในงานเอกสารและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) ได้ในทันที ระบบ OCR สามารถนำมาใช้กับงานบัญชีได้หลากหลาย อาทิ ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท สยามพาร์ทซัพพลาย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรที่ได้รับใบกำกับภาษีซื้อและใบแจ้งหนี้จากผู้ขายเดือนละ 300 ใบ และใช้เวลาคีย์เอกสารเหล่านี้เดือนละ 15 ชั่วโมง OCR ย่อมาจากอะไร OCR ย่อมาจาก Optical Character Recognition บางแหล่งแปลเป็นภาษาไทยว่า การอ่านอักขระด้วยแสง และบางแหล่งใช้คำว่า การรู้จำอักขระด้วยแสง ทั้งสองคำหมายถึงการให้เครื่องอ่านตัวอักษรจากภาพที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์หรือกล้องดิจิทัล งานที่ใช้เทคโนโลยีนี้บ่อยมี 3 แบบ OCR มีหลักการทำงานอย่างไร วิธีการทำงานของ OCR แยกออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก นอกจากตัวอักษรและตัวเลขแล้ว เทคโนโลยี OCR ยังสามารถจดจำรูปทรง แพทเทิร์น หรือรูปแบบเอกสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการทำบัญชี โดยใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีฟีเจอร์ SMART KEY (AI OCR) ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าเอกสารบัญชีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น AI OCR คืออะไร ต่างจาก OCR แบบเดิมอย่างไร AI OCR คือ OCR ที่ใช้โมเดลเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ช่วยอ่าน จึงเข้าใจทั้งตัวอักษรและโครงสร้างเอกสาร เช่น รู้ว่าตัวเลขตรงไหนคือยอดรวม ตรงไหนคือภาษี แม้ผู้ขายแต่ละรายจัดหน้าไม่เหมือนกัน OCR แบบเดิมจะอ่านตัวอักษรได้ แต่ต้องบอกตำแหน่งกับโปรแกรมไว้ก่อน หากผู้ขายเปลี่ยนรูปแบบใบกำกับภาษี ก็ต้องมาชี้ตำแหน่งใหม่ด้วยตนเอง ประเด็น OCR แบบเดิม AI OCR สิ่งที่อ่านได้ ตัวอักษรและตัวเลข ตัวอักษร ตัวเลข และความหมายของแต่ละช่อง เอกสารต่างรูปแบบ ต้องปรับค่าใหม่ทีละแบบ อ่านได้เลย ไม่ต้องปรับค่าอะไร ลายมือและภาพไม่ชัด โอกาสเกิดข้อผิดพลาดสูง อ่านได้ดีกว่า แต่ยังมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ได้ ได้ข้อความทั้งหน้า เป็นกล่องเดียว ได้ข้อมูลแยกเป็นช่อง เช่น ผู้ขาย วันที่ ยอดรวม ไม่ว่าเอไอจะพัฒนาไปแค่ไหน ผู้ใช้งานยังคงมีหน้าที่ตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานโดยเฉพาะงานบัญชี ที่ข้อมูลมักมีความละเอียดอ่อน เช่น เลขที่บัญชี หรือชื่อกิจการ ข้อมูลเหล่านี้ หากสะกดผิดเพียงนิดเดียว อาจสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้ OCR ใช้กับเอกสารบัญชีอะไรได้บ้าง ระบบ OCR สามารถใช้ได้กับเอกสารบัญชีแทบทุกประเภท โดยเฉพาะกับ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีซื้อ ใบแจ้งหนี้ และใบเสนอราคาจากผู้ขาย ที่มักเป็นเอกสารที่มีรูปแบบตายตัว ทั้งนี้ ผู้ใช้งานยังต้องหมั่นตรวจเอกสารอยู๋เสมอ ตามตารางแนะนำการใช้งานด้านล่าง ช่องข้อมูล OCR ดึงให้ได้ สิ่งที่ผู้ทำบัญชีต้องตรวจเอง ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ได้ เลข 13 หลักตรงกับผู้ขายจริง และระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา เลขที่และวันที่ของเอกสาร ได้ วันที่อยู่ในเดือนภาษีที่จะใช้สิทธิ รายการสินค้า จำนวน ราคา ได้ ตรงกับใบสั่งซื้อและของที่รับจริง มูลค่าก่อนภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ ภาษีแยกออกจากมูลค่าสินค้าชัดเจน และคำนวณถูก ผังบัญชีที่ใช้บันทึก ไม่ได้ (ระบบบางตัวเสนอให้) ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ เลือกตามลักษณะรายจ่ายจริง ทีมบัญชีของสยามพาร์ทซัพพลายใช้ตารางนี้ตรวจเอกสารทั้ง 300 ใบ โดยดูช่องเลขผู้เสียภาษีและสาขาก่อน เพราะเป็นช่องที่กระทบภาษีซื้อของเดือนนั้นโดยตรง ข้อดีของเทคโนโลยี OCR มีอะไรบ้าง ข้อดีของ OCR ในงานบัญชีมี 4 ข้อหลัก คือ ลดความผิดพลาดจากการพิมพ์ ประหยัดเวลาคีย์เอกสาร เปิดเวลาให้ผู้ทำบัญชีไปทำงานวิเคราะห์ และลดการใช้กระดาษ 1. ช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี OCR ลดความผิดพลาดด้วยการดึงข้อความจากเอกสารต้นฉบับตรง ๆ แทนการพิมพ์ตาม เช่น ภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินจากสมาร์ตโฟน ระบบจะแยกข้อมูลเป็นส่วน ๆ ได้แก่ ชื่อผู้ขาย (Vendor) วันที่ (Date) วิธีการจ่ายเงิน (Payment) และจำนวนเงิน (Total) เมื่อข้อมูลอยู่ในช่องที่ถูกต้องแล้ว ผู้ทำบัญชีเหลือหน้าที่เทียบกับภาพต้นฉบับ แทนการพิมพ์ทุกตัวเลขเอง โอกาสกดเลขสลับหลักจึงลดลง 2. ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานของนักบัญชี เวลาที่ประหยัดได้ขึ้นกับจำนวนเอกสารและเวลาตรวจทานต่อใบ วิธีคิดง่าย ๆ คือ เวลาที่ประหยัด = จำนวนเอกสาร × (เวลาคีย์ต่อใบ − เวลาตรวจทานต่อใบ) หากพนักงานใช้เวลาคีย์เอกสาร ใบละ 3 นาที การจะทำเอกสาร 300 ใบ ต้องใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมงต่อเดือน แต่หากเรานำ OCR มาใช้กับงานนี้ จะลดงานของพนักงานลง เหลือเพียงแค่ตรวจว่าเอกสารที่ออกมานั้น ถูกต้องหรือไม่ จากเดิมที่ใช้เวลา 3 นาทีต่อใบ ลดลงเหลือเพียง 1 นาทีต่อใบ ประหยัดเวลาทั้งทีมได้ถึง 10 ชั่วโมงต่อเดือนต่อคน 3. ช่วยพัฒนาการทำงานของนักบัญชี OCR ช่วยให้นักบัญชีย้ายเวลาจากการพิมพ์เอกสารกองโตไปทำงานวิเคราะห์ เช่น ดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดไหนเพิ่มผิดปกติ หรือเตรียมตัวเลขให้ผู้บริหารวางแผนการเงิน ซึ่งเป็นงานของนักบัญชีบริหารที่เครื่องทำแทนไม่ได้ 4. ช่วยลดการใช้กระดาษ OCR ลดการใช้กระดาษเพราะเอกสารที่แปลงเป็นข้อมูลแล้วเรียกดูในระบบได้โดยไม่ต้องพิมพ์ออกมา กิจการจึงลดค่าวัสดุสำนักงานและเดินไปสู่ธุรกิจไร้กระดาษ (Paperless)ได้ทีละขั้น ข้อจำกัดของ OCR ที่นักบัญชีต้องตรวจเองมีอะไรบ้าง OCR อ่านได้แค่สิ่งที่อยู่บนภาพ แต่ตัดสินไม่ได้ว่าเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผู้ทำบัญชีจึงยังต้องตรวจ 3 เรื่องเองทุกครั้ง คือ ความแม่นของตัวเลข ความครบของใบกำกับภาษี และการเก็บต้นฉบับ ตัวเลขที่อ่านผิดเกิดจากอะไร ตัวเลขผิดส่วนใหญ่เกิดจากภาพไม่ชัด เช่น ถ่ายเอียง แสงสะท้อน กระดาษยับ หรือหมึกเครื่องพิมพ์ใบเสร็จจาง ตัวเลข 3 กับ 8 และ 1 กับ 7 จึงสลับกันได้ ในเดือนหนึ่ง สยามพาร์ทซัพพลายพบใบกำกับภาษี 6 ใบจาก 300 ใบ หรือร้อยละ 2 ที่ระบบอ่านเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายผิดเพราะภาพเบลอ ทีมบัญชีต้องแก้เลขให้ตรงกับต้นฉบับก่อนบันทึก ไม่อย่างนั้นรายงานภาษีซื้อจะมีเลขผู้ขายที่ไม่มีอยู่จริง ใบกำกับภาษีที่อ่านได้ครบ แปลว่าใช้สิทธิภาษีซื้อได้เลยไหม ไม่เสมอไป ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 เช่น คำว่า “ใบกำกับภาษี” ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ และภาษีที่แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) ยังกำหนดให้ระบุ “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่” ของผู้ขาย และของผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ช่องนี้จึงเป็นอีกจุดที่ต้องดูทุกใบ ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้อก้อนนั้นจะนำมาหักไม่ได้ตามมาตรา 82/5 ระบบอ่านข้อความได้ครบ ไม่ได้แปลว่าเอกสารผ่านเงื่อนไขนี้ ผู้ทำบัญชีควรตรวจรายการด้วยตัวเอง และรู้วิธีตรวจใบกำกับภาษีปลอมไว้ด้วย มีไฟล์ในระบบแล้ว ทิ้งเอกสารต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรทิ้ง ไฟล์ที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึก ส่วนหลักฐานทางภาษียังเป็นเอกสารต้นฉบับ ซึ่งต้องเก็บไว้ตามระยะเวลาเก็บเอกสารบัญชีที่กฎหมายกำหนด เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานเอกสารบัญชีอย่างไร เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานบัญชีจาก 5 เกณฑ์ คือ เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีโดยตรง ตรวจความครบของใบกำกับภาษี เก็บไฟล์ต้นฉบับคู่กับรายการ อัปโหลดได้หลายช่องทาง และให้คนตรวจก่อนบันทึก เกณฑ์ชุดนี้ใช้ร่วมกับวิธีเลือกโปรแกรมบัญชีได้ เพราะ OCR ที่ดีแต่แยกจากระบบบัญชี จะยังเหลืองานคัดลอกข้อมูลอยู่ คลังเอกสารของ PEAK ช่วยคีย์เอกสารอย่างไร PEAK มีคลังเอกสารที่ใช้ OCR อ่านข้อความจากไฟล์ที่อัปโหลด แล้วช่วยกรอกรายละเอียดลงเอกสารให้ ผู้ใช้ตรวจกับไฟล์ต้นฉบับในหน้าเดียวกัน แล้วกดอนุมัติเมื่อข้อมูลถูกต้อง ขั้นตอนตามวิธีสร้างเอกสารจากคลังเอกสารมี 4 ขั้น สมมติพนักงานจัดซื้อของสยามพาร์ทซัพพลายส่งรูปใบกำกับภาษี 20 ใบผ่าน LINE ระบบขึ้นแถบเตือนที่ 1 ใบซึ่งไม่ระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขาของผู้ขาย ทีมบัญชีจึงขอใบใหม่ก่อนนำไปใช้สิทธิภาษีซื้อ ส่วนอีก 19 ใบตรวจแล้วกดอนุมัติได้เลย เอกสารที่สร้างจากไฟล์ในคลังเอกสารได้ มีทั้งฝั่งรายรับและรายจ่าย ฝั่ง เอกสาร รายรับ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบรับเงินมัดจำ รายจ่าย เอกสารค่าใช้จ่าย ใบซื้อสินทรัพย์ ใบจ่ายเงินมัดจำ ใบสั่งซื้อ (PO) ภาษีซื้อ แนบไฟล์ใบกำกับภาษีซื้อ SMART Key อ่านเลขที่ใบกำกับภาษีให้ ที่หน้าบันทึกค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้าก็ลากไฟล์ใบเสร็จเข้ามาได้เช่นกัน SMART Key จะอ่านตัวเลข รายการ และผู้ติดต่อ แล้วกรอกลงช่องให้ ผู้ใช้ตรวจก่อนบันทึกเหมือนเดิม ข้อควรรู้ก่อนใช้ระบบอ่านเอกสารในงานบัญชี สรุป OCR คืออะไร และเริ่มใช้กับเอกสารบัญชีอย่างไร เริ่มได้ในสัปดาห์นี้ด้วยการนับว่าเดือนที่แล้วได้รับเอกสารจากผู้ขายกี่ใบ แล้วจับเวลาคีย์ 10 ใบ ตัวเลข 2 ตัวนี้จะบอกว่าทีมบัญชีเสียเวลากับงานพิมพ์ไปกี่ชั่วโมงต่อเดือน และ OCR จะคืนเวลาได้มากแค่ไหน ลดเวลาคีย์เอกสารผู้ขายด้วยคลังเอกสาร PEAK ถ้าทีมบัญชีใช้เวลาเดือนละ 15 ชั่วโมงไปกับการพิมพ์ใบกำกับภาษี 300 ใบแบบสยามพาร์ทซัพพลาย คลังเอกสารและตัวช่วยคีย์อัตโนมัติของ PEAKใช้ OCR อ่านข้อมูลและช่วยกรอกเอกสารให้ ทีมบัญชีเหลือแค่ตรวจกับต้นฉบับแล้วอนุมัติ ฟีเจอร์นี้อยู่ในแพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป และอัปโหลดไฟล์เข้าคลังเอกสารได้ไม่จำกัดจำนวน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องระบบเอกสารและบัญชีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ OCR OCR ใน PDF คืออะไร OCR ใน PDF คือการให้โปรแกรมอ่านข้อความจากไฟล์ PDF ที่เป็นภาพสแกน แล้วฝังชั้นข้อความไว้ในไฟล์ ไฟล์นั้นจึงค้นหาคำ คัดลอก และเลือกข้อความได้ เหมือน PDF ที่สร้างจากโปรแกรมพิมพ์เอกสาร OCR คือ AI ไหม ไม่ใช่ทั้งหมด OCR แบบเดิมจดจำตัวอักษรด้วยการเทียบรูปร่างกับฐานข้อมูล ส่วน AI OCR ใช้การเรียนรู้ของเครื่องช่วยอ่านโครงสร้างเอกสาร ทั้งสองแบบเรียกว่า OCR แต่มีเพียงแบบหลังที่ใช้ AI OCR สแกนเอกสารได้อย่างไร สแกนได้จากภาพ 2 แหล่ง คือ เครื่องสแกนเนอร์และกล้องมือถือ ระบบจะปรับภาพให้ตรงและคมชัด แยกตัวอักษรทีละตัว จดจำว่าเป็นตัวอะไร แล้วรวมเป็นข้อความ ภาพยิ่งชัด ผลลัพธ์ยิ่งต้องแก้น้อย เอกสารที่ได้จาก OCR ใช้ยื่นภาษีแทนต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรใช้แทน ข้อความที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึกบัญชี ส่วนหลักฐานในการใช้สิทธิภาษีซื้อคือใบกำกับภาษีต้นฉบับ ก่อนทิ้งเอกสารกระดาษหรือเก็บเป็นไฟล์แทน ควรสอบถามผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรถึงเงื่อนไขที่ใช้กับกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% สรุปเสียงจากทุกฝ่าย ผลกระทบ SME และวิธีเตรียมตัว

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME หรือนักบัญชีที่เห็นข่าว VAT 10% แล้วเริ่มกังวลว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร คุณไม่ได้กังวลคนเดียว เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงจากหลายฝ่ายตั้งแต่ระดับสากลอย่าง IMF ไปจนถึงภาคเอกชนไทย บทความนี้สรุปให้ครบว่าใครพูดอะไรบ้าง ผลกระทบต่อ SME จริง ๆ เป็นยังไง และถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% จริง ธุรกิจของคุณต้องเตรียมตัวอย่างไร IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% จากการประชุมที่กรุงเทพ ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสนอให้ไทยพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กลับไปที่ 10% ตามอัตราจริงในกฎหมาย ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงาน Article IV Consultation ซึ่ง IMF จัดทำให้กับประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี ช่องว่างรายได้รัฐ กับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เหตุผลหลักที่ IMF แนะนำคือ ไทยกำลังเผชิญกับปัญหา รายได้ภาครัฐไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สวัสดิการผู้สูงอายุ และโครงสร้างพื้นฐาน สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14-15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลาง-สูง ที่อยู่ราว 20-25% การเพิ่ม VAT จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ IMF มองว่าช่วยลดช่องว่างนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ข้อมูลจาก IMF Article IV Consultation) อัตรา VAT ไทย 7% เป็นอัตราพิเศษมาตลอด หลายคนอาจไม่รู้ว่าอัตรา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม กำหนดไว้ที่ 10% มาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มใช้ แต่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ฎ. ลดอัตราลงเหลือ 7% เป็นมาตรการชั่วคราว แล้วต่ออายุมาเรื่อย ๆ รวมแล้วมากกว่า 20 ครั้ง พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่เราคุ้นเคย ไม่ใช่อัตราถาวร แต่เป็นอัตราที่รัฐบาลลดให้ และต่ออายุทุก 1-2 ปีมาตลอด สรุปเสียงเรื่อง VAT 10% จากทุกฝ่าย ประเด็นการขึ้น VAT 10% ไม่ได้มีแค่ IMF ที่พูดถึง แต่มีหลายฝ่ายแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนและกังวล คุณปีเตอร์ บรอยเออร์ (Peter Breuer) หัวหน้าคณะผู้แทน IMF ประจำไทย ในฐานะ IMF Mission Chief for Thailand คุณ Breuer ได้ระบุในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ว่า อัตรา VAT 7% ของไทยในปัจจุบันเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดของโลก และไทยควรเพิ่มรายได้ภาครัฐผ่านการปฏิรูปภาษี โดย VAT เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะฐานภาษีกว้างและต้นทุนจัดเก็บต่ำ สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ เสนอขึ้น VAT 10% แบบค่อยเป็นค่อยไป ในฝั่งสภาไทย สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ รองประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการคลัง (วุฒิสภา) ได้เสนอแผนปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% แบบทยอยขึ้นภายใน 3 ปี โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้เพิ่มให้รัฐราว 3 แสนล้านบาทต่อปี ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ขึ้น VAT อย่างเดียว แต่รวมถึงการขยายฐานภาษีเงินได้และลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น กระทรวงการคลัง และ ครม. ยังไม่พร้อมขึ้นตอนนี้ ฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีระมัดระวัง ครม. มีมติต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT เหลือ 7% ออกไปอีก โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และการขึ้น VAT ในช่วงนี้จะกระทบค่าครองชีพของประชาชน ภาคเอกชน กังวลผลกระทบต่อ SME โดยตรง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย แสดงความกังวลว่า การขึ้น VAT 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่มี margin ต่ำ เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ภาคเอกชนเสนอว่า ถ้าจะขึ้น VAT ต้องมีมาตรการเยียวยาคู่กัน เช่น การยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือมาตรการช่วย SME ช่วงเปลี่ยนผ่าน World Bank และนักเศรษฐศาสตร์ มองในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ IMF เท่านั้น ธนาคารโลก (World Bank) ก็เคยแนะนำให้ไทยขยายฐานภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังมาถึง รายจ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 10-20 ปีข้างหน้า การเพิ่มรายได้ภาครัฐตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น VAT 10% เริ่มเมื่อไหร่ สถานะล่าสุดและ Timeline ณ ตอนนี้ ยังไม่มีกำหนดแน่ชัดว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ สถานะล่าสุด พ.ร.ฎ. ต่ออายุ VAT 7% เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ครม. มีมติอนุมัติขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 เพื่อพยุงค่าครองชีพและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร) ปัจจัยที่จะทำให้ขึ้นจริง หรือเลื่อนออกไปอีก การตัดสินใจขึ้น VAT ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง ในอดีตเคยมีการเสนอขึ้น VAT หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต่ออายุอัตราเดิมมาตลอดกว่า 30 ปี ผลกระทบ VAT 10% ต่อ SME ต้นทุนเพิ่มเท่าไร สำหรับ SME สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% (จาก 7% เป็น 10%) จะส่งผลกระทบต่อทั้งต้นทุนสินค้าและราคาขาย ตัวอย่างคำนวณ ต้นทุนเพิ่มเท่าไรเมื่อ VAT ขึ้น 3% สมมติร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 1,000 บาท รายการ VAT 7% (ปัจจุบัน) VAT 10% (ถ้าขึ้น) ราคาสินค้าก่อน VAT 1,000 บาท 1,000 บาท VAT ที่เรียกเก็บ 70 บาท 100 บาท ราคาขายรวม VAT 1,070 บาท 1,100 บาท ส่วนต่างที่ลูกค้าจ่ายเพิ่ม – 30 บาท ต่อชิ้น ตัวเลข 30 บาทอาจดูไม่มาก แต่ถ้ายอดขาย 10,000 ชิ้นต่อเดือน ลูกค้าจะจ่ายเพิ่ม 300,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อน้อยลง หรือหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่า สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้จะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าแล้วนำส่งสรรพากร แต่ผลกระทบอยู่ที่ราคาขายที่สูงขึ้นจะกระทบยอดขาย ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ธุรกิจที่มี margin ต่ำจะรู้สึกมากที่สุด เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการรายย่อย และฟรีแลนซ์ เพราะการปรับราคาขึ้น 3% อาจทำให้สูญเสียลูกค้า ในขณะที่การรับภาระเองก็กินเข้าไปในกำไร ธุรกิจที่รับผลกระทบน้อยกว่าคือธุรกิจที่มี margin สูง หรือสินค้าที่ไม่มีทางเลือกอื่น (สินค้าจำเป็น) ผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ ในมุมผู้บริโภค VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะส่งผ่านมาในราคาสินค้าและบริการแทบทุกชนิด ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงค่าบริการต่าง ๆ ผู้ประกอบการ SME จึงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น (เสี่ยงเสียลูกค้า) หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง (กำไรลดลง) เปรียบเทียบอัตรา VAT ไทย กับประเทศในอาเซียน เพื่อให้เห็นภาพว่าอัตรา VAT 10% อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ประเทศ อัตรา VAT/GST ฟิลิปปินส์ 12% อินโดนีเซีย 12% (สินค้าทั่วไปยังใช้ 11%) กัมพูชา 10% เวียดนาม 10% (อัตราทั่วไป) ไทย (ถ้าขึ้น) 10% สิงคโปร์ 9% (GST) มาเลเซีย 8% (Sales Tax) ไทย (ปัจจุบัน) 7% จะเห็นว่าแม้ VAT 10% จะสูงกว่าอัตราปัจจุบัน แต่ยังอยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชา และต่ำกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย SME ต้องเตรียมตัวอย่างไร 5 แนวทางรับมือ VAT 10% แม้ว่า VAT จะยังไม่ขึ้นในตอนนี้ แต่การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่ง 1. ทบทวนโครงสร้างราคาตั้งแต่วันนี้ ลองคำนวณว่าถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% กำไรของสินค้าแต่ละตัวจะเปลี่ยนไปเท่าไร เพราะถ้ารอจนวันที่ประกาศขึ้นจริง การปรับราคาอาจทำได้ยากกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่ลูกค้าจำราคาได้ดี ลองใช้วิธีคำนวณ VAT ที่ถูกต้องเพื่อวางแผนราคาล่วงหน้า 2. เตรียมระบบบัญชีให้พร้อมรับอัตราใหม่ ระบบออกใบกำกับภาษีและระบบบัญชีต้องสามารถเปลี่ยนอัตรา VAT ได้ทันทีเมื่อมีประกาศ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ทำเรื่องนี้ได้ง่ายกว่าทำด้วยมือ 3. วางแผนกระแสเงินสดรับช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงเปลี่ยนอัตราภาษี ต้องระวังเรื่องใบกำกับภาษีที่ออกก่อนและหลังวันเปลี่ยน เพราะ VAT ขาเข้า (ซื้อ) และ VAT ขาออก (ขาย) อาจไม่ตรงกัน ทำให้เงินสดหมุนเวียนติดขัดได้ 4. ติดตามข่าวมาตรการเยียวยาจากรัฐ ถ้ารัฐบาลตัดสินใจขึ้น VAT จริง มักจะมีมาตรการเยียวยาควบคู่ เช่น ยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือสิทธิลดหย่อนพิเศษสำหรับ SME การติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์ 5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการภาษีอัตโนมัติ การจัดการ VAT ด้วยมือจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่ออัตราเปลี่ยน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้อัตโนมัติ ลดความเสี่ยงที่จะคำนวณผิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน สรุป การเตรียมตัวคือสิ่งที่ SME ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่แน่นอนคือเรื่องนี้จะกลับมาเป็นข่าวอีกแน่นอน เพราะทั้ง IMF, World Bank และภาคการเมืองไทยต่างเห็นตรงกันว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ภาครัฐ ส่วนจะขึ้นเมื่อไรขึ้นอยู่กับจังหวะเศรษฐกิจและการเมือง สำหรับ SME การเตรียมตัวล่วงหน้าไม่มีข้อเสีย ทบทวนโครงสร้างราคา เตรียมระบบบัญชีให้พร้อม และใช้เครื่องมือที่ช่วยจัดการภาษีได้อัตโนมัติ PEAK ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้ง่ายขึ้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าอัตรา VAT จะเป็น 7% หรือ 10% ก็ปรับได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VAT 10% VAT 10% คืออะไร ต่างจาก VAT 7% ที่ใช้อยู่ตรงไหน VAT 10% คืออัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายจริง ที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน 7% ที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นอัตราลดพิเศษที่รัฐบาลออก พ.ร.ฎ. ลดให้ชั่วคราว และต่ออายุมาตลอดกว่า 30 ปี อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร ขึ้น VAT 10% จะเริ่มเมื่อไร ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ปัจจุบัน ครม. ได้ต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT 7% ออกไปอีก การขึ้นจริงขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง VAT 10% กระทบ SME อย่างไร VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น โดยสินค้าราคา 1,000 บาทจะมี VAT เพิ่มจาก 70 บาทเป็น 100 บาท ธุรกิจ SME ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง ธุรกิจ margin ต่ำจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่หรือไม่ ไม่ต้องจดใหม่ ธุรกิจที่จด VAT อยู่แล้วจะใช้อัตราใหม่อัตโนมัติตามประกาศของกรมสรรพากร เกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปีที่ต้องจด VAT ยังคงเท่าเดิม เว้นแต่รัฐบาลจะประกาศเปลี่ยนแปลง หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้รวบรวม ณ วันที่เผยแพร่ นโยบายภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากร ก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

หนี้สิน คืออะไร ประเภท ตัวอย่าง และวิธีจัดการหนี้สินสำหรับธุรกิจ

หนี้สิน (Liabilities) คืออะไร และสำคัญอย่างไร หนี้สิน (Liabilities) คือ ภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนให้ผู้อื่นในอนาคต เช่น ซื้อสินค้ามาแต่ยังไม่ได้จ่าย หรือกู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ ภาระเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของธุรกิจทุกขนาด มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ปรับปรุง 2565 ย่อหน้า 3.18.2 นิยามว่าเป็นภาระผูกพันปัจจุบันที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต และการชำระจะทำให้กิจการสูญเสียทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจ กิจการรับรู้รายการนี้ในงบเมื่อเข้าเกณฑ์ครบ 2 ข้อ คือ ค่อนข้างแน่ว่าประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจะออกจากกิจการ และวัดมูลค่าที่ต้องชำระได้อย่างน่าเชื่อถือ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ลำปางเซรามิกเทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งกระเบื้องเซรามิกให้ผู้รับเหมา จด VAT แล้ว ณ 31 ธันวาคม 2569 มีสินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท และภาระหนี้รวม 2 ล้านบาท ความหมายทางบัญชีต่างจากหนี้ส่วนตัวอย่างไร หนี้สิน หมายถึง ภาระของกิจการในทางบัญชี ไม่ใช่ภาระของเจ้าของ คำเดียวกันจึงใช้ได้ 2 บริบท และต้องแยกให้ออก โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่เคยใช้เงินส่วนตัวหมุนในธุรกิจ มุมมอง หนี้สินทางบัญชี (Liabilities) หนี้สินส่วนบุคคล (Personal Debt) ใครเป็นหนี้ บริษัท หรือกิจการ ตัวบุคคล ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน หนี้ กยศ. แสดงที่ไหน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ข้อมูลเครดิตบูโร มองอย่างไร เป็นเรื่องปกติ ทุกธุรกิจมี ขึ้นกับเป้าหมายการกู้และกำลังจ่ายคืน ประเภทของหนี้สิน มีอะไรบ้าง หนี้สินมีกี่ประเภท ตอบสั้น ๆ คือ 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินไม่หมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8 กำหนดให้แยกแสดง 2 กลุ่มนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน ตัวแบ่งหลักคือระยะเวลาที่ต้องชำระ นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันที่เกิดหนี้ หนี้สินหมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินหมุนเวียน คือ หนี้ที่ต้องจ่ายคืนภายใน 12 เดือน หรือภายในรอบการดำเนินงานปกติ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Current Liabilities เป็นภาระที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า (ค่าสินค้าที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้จ่าย) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ภาษีค้างนำส่ง และเงินกู้ระยะสั้น มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8.2 ให้จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ข้อสุดท้ายมีผลกับเงินกู้ระยะยาวด้วย ถ้ากิจการผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ก่อนหรือ ณ วันสิ้นงวดจนเจ้าหนี้เรียกคืนได้ทันที ยอดนั้นต้องย้ายมาเป็นหนี้สินหมุนเวียน แม้เจ้าหนี้จะผ่อนผันให้ภายหลัง ลำปางเซรามิกเทรดมีภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 บาท กับเงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 บาท ทั้ง 2 รายการต้องจ่ายในเดือนถัดไป จึงอยู่ในกลุ่มนี้ เงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระใน 12 เดือน แสดงตรงไหน แสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.9.18 กำหนดให้แยกบรรทัด “เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี” ออกจากยอดเงินกู้ระยะยาวที่เหลือ ลำปางเซรามิกเทรดมีเงินกู้ธนาคารคงเหลือ 1,000,000 บาท ผ่อนปีละ 200,000 บาท งบสิ้นปี 2569 จึงแสดง 200,000 บาทเป็นหนี้สินหมุนเวียน และ 800,000 บาทเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน คือ หนี้ที่ครบกำหนดชำระเกิน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Non-current Liabilities มักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ใช้ลงทุนขยายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เงินกู้ระยะยาวจากธนาคาร (กู้ซื้อเครื่องจักร ที่ดิน อาคาร) หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (ลีสซิ่งรถยนต์ เช่าเครื่องจักร) หุ้นกู้ที่บริษัทออก และประมาณการหนี้สินระยะยาว เช่น ผลประโยชน์พนักงานที่จะจ่ายในอนาคต TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 ใช้คำว่า “สัญญาเช่าเงินทุน” แทนคำเดิม “สัญญาเช่าการเงิน” ดูวิธีจัดประเภทและรายการหนี้สินระยะยาวแบบละเอียดได้ในบทความเฉพาะเรื่อง รายการไหนที่ SME มักลืมบันทึก รายการที่หลุดบ่อยคือภาระที่ยังไม่มีใบแจ้งหนี้มาเตือน เพราะเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ถึงวันจ่าย ถ้าไม่บันทึก งบจะแสดงภาระต่ำกว่าความจริง หนี้สินธุรกิจ มีอะไรบ้าง 10 ตัวอย่างที่พบบ่อยใน SME รายการที่พบบ่อยมี 10 รายการตามตารางนี้ 8 รายการเป็นหนี้สินหมุนเวียน อีก 2 รายการเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน # รายการหนี้สิน ประเภท ตัวอย่างสถานการณ์ 1 เจ้าหนี้การค้า หมุนเวียน สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ เครดิต 30 วัน 2 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมุนเวียน เงินเดือนพนักงานสิ้นเดือนที่ยังไม่ได้จ่าย 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย หมุนเวียน VAT ที่เก็บจากลูกค้าแล้ว รอยื่นแบบ ภ.พ.30 4 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง หมุนเวียน หักภาษีจากค่าจ้างฟรีแลนซ์ รอนำส่งสรรพากร 5 เงินกู้ยืมระยะสั้น หมุนเวียน วงเงิน OD หรือเงินกู้หมุนเวียนจากธนาคาร 6 เงินรับล่วงหน้า หมุนเวียน ลูกค้าจ่ายมัดจำก่อนรับสินค้า 7 เงินกู้ยืมระยะยาว ไม่หมุนเวียน กู้ธนาคารซื้อเครื่องจักร ผ่อน 5 ปี 8 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน ไม่หมุนเวียน ลีสซิ่งรถกระบะใช้ในกิจการ 9 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง หมุนเวียน สมทบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง รอนำส่ง 10 ดอกเบี้ยค้างจ่าย หมุนเวียน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย รายการที่ยอดมักสูงสุดใน SME คือเจ้าหนี้การค้า เพราะเกิดทุกครั้งที่ซื้อสินค้าแบบให้เครดิต ส่วนลีสซิ่งรถหรือเครื่องจักร ต้องดูเนื้อหาสัญญาก่อนว่าเป็นสัญญาเช่าเงินทุนหรือสัญญาเช่าดำเนินงาน เพราะแบบหลังไม่ได้แสดงเป็นหนี้สินในงบ งบของลำปางเซรามิกเทรดมี 8 จาก 10 รายการนี้ ขาดเพียงเงินกู้ยืมระยะสั้นกับดอกเบี้ยค้างจ่าย เพราะบริษัทไม่ได้ใช้วงเงิน OD และจ่ายดอกเบี้ยตรงงวดทุกเดือน หนี้สินในงบการเงิน แสดงอย่างไร แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) คู่กับส่วนของเจ้าของ และยอดรวม 2 ส่วนนี้ต้องเท่ากับสินทรัพย์รวมเสมอ ภายในส่วนหนี้สินแยกเป็นหมุนเวียนก่อน แล้วตามด้วยไม่หมุนเวียน ผู้อ่านงบมักดู 2 จุดแรก คือยอดหนี้สินหมุนเวียนเทียบสินทรัพย์หมุนเวียน และยอดหนี้รวมเทียบส่วนของเจ้าของ ภาพรวมการอ่านงบการเงินทั้งชุดดูต่อได้ในบทความเฉพาะ สมการบัญชีพื้นฐาน ใช้ตรวจงบอย่างไร ใช้ตรวจว่างบสมดุล สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 3.18.3 นิยามส่วนของเจ้าของว่าเป็นส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์หลังหักภาระหนี้ทั้งสิ้น รายการของลำปางเซรามิกเทรด จำนวนเงิน (บาท) สินทรัพย์รวม 5,000,000 หนี้สินรวม 2,000,000 ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 ตรวจสอบได้จาก 2,000,000 + 3,000,000 = 5,000,000 บาท ถ้ายอดไม่เท่ากัน แปลว่ามีรายการบันทึกตกหล่นหรือบันทึกผิดฝั่ง ตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน ส่วนหนี้สินเป็นอย่างไร ส่วนหนี้สินของลำปางเซรามิกเทรด ณ 31 ธันวาคม 2569 แยกเป็นหมุนเวียน 1,000,000 บาท และไม่หมุนเวียน 1,000,000 บาท ตามตารางนี้ (ข้อมูลสมมติ) รายการ จำนวนเงิน (บาท) หนี้สินหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้า 450,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 150,000 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 100,000 เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 หนี้สินไม่หมุนเวียน เงินกู้ยืมระยะยาว (สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดภายในหนึ่งปี) 800,000 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (รถกระบะส่งของ) 200,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 1,000,000 รวมหนี้สินทั้งสิ้น 2,000,000 D/E Ratio ใช้ดูภาระหนี้ของธุรกิจอย่างไร อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio หรือ D/E Ratio) ใช้ดูว่าธุรกิจพึ่งเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินของเจ้าของ สูตรคือ D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ รายการ การคำนวณ ผล หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท D/E Ratio 2,000,000 ÷ 3,000,000 0.67 เท่า ผล 0.67 เท่าหมายความว่าเงินทุนของเจ้าของทุก 1 บาท ธุรกิจมีภาระหนี้ 0.67 บาท ตัวเลขนี้ไม่มีเกณฑ์เดียวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ ให้เทียบกับเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และแนวโน้มของกิจการเอง ธนาคารแต่ละแห่งอาจกำหนดเพดาน D/E Ratio ไว้ในสัญญาไม่เท่ากัน ก่อนกู้เพิ่มจึงควรเปิดสัญญาเดิมดูว่ามีเงื่อนไขนี้หรือไม่ ดูหนี้ระยะสั้นเทียบสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างไร ใช้ Current Ratio คือสินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน ถ้ามากกว่า 1 แปลว่าสินทรัพย์ที่จะกลายเป็นเงินสดใน 12 เดือนมีมากกว่าภาระที่ต้องจ่ายในช่วงเดียวกัน ลำปางเซรามิกเทรดมีสินทรัพย์หมุนเวียน 1,500,000 บาท หารด้วยหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 บาท ได้ 1.5 เท่า และมีเงินทุนหมุนเวียน 1,500,000 − 1,000,000 = 500,000 บาท หนี้ดีกับหนี้เสีย ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่เงินกู้สร้างรายได้กลับมามากกว่าดอกเบี้ยหรือไม่ หนี้ที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโต ส่วนหนี้ที่เสียดึงกระแสเงินสดลงทุกเดือน เกณฑ์ หนี้ดี หนี้เสีย จุดประสงค์ ลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม ใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายได้ ตัวอย่าง กู้ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิต กู้ขยายสาขา กู้มาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเพราะรายได้ไม่พอ ผลลัพธ์ ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย ดอกเบี้ยสะสมจนจ่ายไม่ไหว สัญญาณ ธุรกิจเติบโตหลังกู้ ต้องกู้เพิ่มเรื่อย ๆ เพื่อจ่ายหนี้เก่า ลำปางเซรามิกเทรดกำลังพิจารณากู้อีก 1,000,000 บาทสร้างโกดัง D/E จะขึ้นจาก 0.67 เป็น (2,000,000 + 1,000,000) ÷ 3,000,000 = 1.0 เท่า บริษัทจึงตั้งเงื่อนไขว่าจะกู้ต่อเมื่อค่าเช่าโกดังภายนอกที่ประหยัดได้และยอดขายที่เพิ่มขึ้น ครอบคลุมค่างวดและดอกเบี้ยรายปี ถ้าไม่ถึง ให้เช่าโกดังต่อไปก่อน วิธีจัดการและลดหนี้สินสำหรับธุรกิจทำอย่างไร เริ่มจากสำรวจหนี้ทั้งหมด จัดลำดับตามดอกเบี้ย เจรจากับเจ้าหนี้ ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วติดตามตัวเลขสม่ำเสมอ ธุรกิจที่จัดการหนี้เป็นระบบจะเห็นปัญหาสภาพคล่องก่อนถึงวันที่ต้องจ่าย ธุรกิจมีภาระหนี้มาก ทำอย่างไรดี ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ตามลำดับ ลำปางเซรามิกเทรดทำตารางหนี้ 8 รายการตามงบ แล้วพบว่าเจ้าหนี้การค้า 450,000 บาทครบกำหนดพร้อมกันในเดือนมกราคม บริษัทจึงขอเลื่อนเครดิตกับซัพพลายเออร์ 2 รายจาก 30 วันเป็น 45 วัน ข้อควรรู้เกี่ยวกับหนี้สิน สรุป – หนี้สินต้องจำอะไรบ้าง เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดงบเดือนล่าสุด ทำตารางหนี้ทุกรายการพร้อมวันครบกำหนด แล้วทำเครื่องหมายรายการที่ต้องจ่ายภายใน 3 เดือนข้างหน้า เพื่อเตรียมเงินสดหรือเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้า ติดตามเจ้าหนี้และงบแสดงฐานะการเงินด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ กำหนดบัญชีเจ้าหนี้แยกรายคู่ค้า บันทึกจ่ายชำระเงินให้เจ้าหนี้ และออกงบฐานะการเงินจากข้อมูลชุดเดียวกัน PEAK Board วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินรายเดือน ไตรมาส หรือรายปี เจ้าของกิจการกับผู้ทำบัญชีจึงเห็นภาระหนี้ชุดเดียวกันก่อนตัดสินใจกู้เพิ่ม เริ่มจัดตารางหนี้ให้เป็นระบบ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องงบการเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนี้สิน หนี้สินกับค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ความหมายในงบ ค่าใช้จ่ายคือต้นทุนที่ใช้ไปในงวดและอยู่ในงบกำไรขาดทุน ส่วนภาระหนี้คือยอดที่ยังต้องจ่ายและอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน เงินเดือนธันวาคมที่ยังไม่จ่ายจึงเป็นทั้งค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายพร้อมกัน เงินกู้ยืมกรรมการจัดเป็นหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ขึ้นกับข้อตกลง ถ้าไม่มีกำหนดชำระหรือกรรมการเรียกคืนเมื่อใดก็ได้ กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนชำระอย่างไม่มีเงื่อนไขอย่างน้อย 12 เดือน จึงจัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน ถ้าสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่เรียกคืนก่อน 12 เดือน จัดเป็นไม่หมุนเวียน เงินมัดจำที่รับจากลูกค้าเป็นรายได้หรือภาระที่ต้องคืน เป็นภาระก่อน กิจการบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าในหนี้สินหมุนเวียนจนกว่าจะส่งสินค้าหรือให้บริการ แล้วจึงโอนเป็นรายได้ ถ้าไม่ส่งของตามสัญญา กิจการต้องคืนเงินก้อนนั้น นำสินเชื่อส่วนบุคคลมาใช้ในกิจการได้ไหม ได้ แต่ต้องแยกบัญชีให้ชัด สินเชื่อเป็นหนี้ของเจ้าของ ไม่ใช่ของบริษัท เมื่อนำเงินเข้าบริษัท ให้ตกลงก่อนว่าเป็นเงินให้กู้ยืมจากกรรมการหรือเงินเพิ่มทุน แล้วทำเอกสารรองรับ ผลทางภาษีของดอกเบี้ยให้ปรึกษาผู้ทำบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายอยู่หมวดไหนในงบ อยู่ในหนี้สินหมุนเวียน เพราะต้องยื่นแบบและนำส่งภายในเดือนถัดไป ในงบมักแสดงรวมในเจ้าหนี้อื่นหรือหนี้สินหมุนเวียนอื่น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก