ค่าคอมมิชชั่น หรือที่เรียกสั้นว่า “ค่าคอม” (Commission) เป็นค่าตอบแทนที่ SME ใช้จูงใจทีมขายกันแทบทุกธุรกิจ แต่จะกำหนดอัตราเท่าไร คิดยังไง หักภาษีถูกต้องอย่างไร และลงบัญชีแบบไหน หลายคนยังสับสน บทความนี้อธิบายครบจบในที่เดียว ค่าคอมมิชชั่นคืออะไร ค่าคอมมิชชั่น คือ ค่าตอบแทนที่คิดจากผลงาน ไม่ใช่เงินเดือนคงที่ ต่างจากเงินเดือนตรงที่ไม่ได้จ่ายเท่ากันทุกเดือน แต่ขึ้นอยู่กับยอดขายจริง ยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่งได้มาก นิยมใช้กับทีมขาย ตัวแทนจำหน่าย นายหน้า และฟรีแลนซ์ เช่น บริษัทกำหนดว่าขายได้ 100,000 บาท ได้ค่าคอมมิชชั่น 5% 100,000 × 5% = 5,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น กับ Incentive ต่างกันอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจ่ายทุกครั้งที่ขายได้ ตามสัดส่วนที่ตกลง ส่วน Incentive คือรางวัลพิเศษที่บริษัทกำหนดเป็นครั้งคราว เช่น โบนัสเมื่อทำยอดถึงเป้ารายไตรมาส ไม่ได้ผูกกับทุกยอดขาย ค่าคอมมิชชั่นมีกี่ประเภท ค่าคอมมิชชั่นมี 6 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการเลือกใช้ได้ตามลักษณะธุรกิจ 1. คิดตามเปอร์เซ็นต์ยอดขาย เป็นแบบที่นิยมมากที่สุด กำหนดอัตราคงที่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนสินค้าค่อนข้างคงที่ เช่น ค่าคอมมิชชั่น 3% ของยอดขาย ทีมขายทำได้ 500,000 บาท 500,000 × 3% = 15,000 บาท ข้อดี คือ ทั้งบริษัทและพนักงานเข้าใจตรงกันง่าย ไม่ต้องรอปิดยอดกำไร ข้อเสียคือไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนจริง ถ้าสินค้าบางตัวกำไรน้อยแต่ขายได้เยอะ ค่าคอมอาจกินกำไรหมด 2. คิดแบบขั้นบันได แบ่งยอดขายเป็นช่วง แต่ละช่วงได้ค่าคอมไม่เท่ากัน เช่น ส่วนของยอดขาย อัตราค่าคอม 0 ถึง 100,000 บาท 3% ส่วนที่เกิน 100,000 ถึง 300,000 บาท 5% ส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไป 7% ถ้าขายได้ 400,000 บาท ไม่ได้คิด 7% ทั้งก้อน แต่แบ่งคิดทีละขั้น (ดูตัวอย่างคำนวณใน section ถัดไป) วิธีนี้ช่วยจูงใจให้ดันยอดขายให้สูงที่สุด 3. คิดตามกำไร คิดค่าคอมจากกำไรจริง ไม่ใช่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนไม่คงที่ เช่น ธุรกิจรับเหมาหรือตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักร ตัวอย่าง 4. แบบผสม เงินเดือนประจำรวมกับค่าคอมมิชชั่น ให้เงินเดือนพื้นฐานที่มั่นคง บวกค่าคอมตามยอดขาย แม้เดือนไหนขายไม่ได้เลย ก็ยังมีเงินเดือนพื้นฐานประกันรายได้ เหมาะกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรือธนาคาร ที่ต้องการรักษาทีมขายมืออาชีพไว้ ตัวอย่าง 5. 100% Commission ไม่มีเงินเดือน เฉพาะค่าคอมมิชชั่น ตรงข้ามกับแบบผสม คือไม่มีเงินเดือนพื้นฐานเลย รายได้ทั้งหมดมาจากค่าคอมอย่างเดียว เหมาะกับตัวแทนขายอิสระ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ หรือตัวแทนประกัน ข้อดีคือบริษัทไม่มีต้นทุนคงที่ด้านเงินเดือน แต่ข้อเสียคือหาคนมาทำงานยากกว่า 6. Residual Commission ค่าคอมมิชชั่นจากลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ ทีมขายได้ค่าคอมต่อเนื่องทุกครั้งที่ลูกค้าเก่าซื้อซ้ำหรือต่อสัญญา เหมาะกับธุรกิจแบบสมาชิก SaaS หรือบริการรายเดือน ช่วยจูงใจให้ทีมขายดูแลลูกค้าเก่า ไม่ใช่แค่หาลูกค้าใหม่อย่างเดียว วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น พร้อมตัวอย่างคำนวณ สูตรพื้นฐาน : ค่าคอมมิชชั่น = ยอดขาย × อัตราค่าคอม ถ้าเป็นแบบขั้นบันได ให้แยกคิดทีละขั้นแล้วรวมกัน สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดค่าคอมแบบขั้นบันไดให้ทีมขาย ทีมขายทำยอดได้ 400,000 บาทในเดือนนั้น แบ่งคิดค่าคอมทีละขั้นได้ดังนี้ ขั้น ส่วนของยอดขาย อัตรา ค่าคอม 1 100,000 บาทแรก 3% 3,000 บาท 2 200,000 บาทถัดไป (100,001-300,000) 5% 10,000 บาท 3 100,000 บาทที่เหลือ (300,001-400,000) 7% 7,000 บาท รวม 400,000 บาท 20,000 บาท วิธีกำหนดค่าคอมมิชชั่นให้เหมาะกับธุรกิจ การกำหนดอัตราค่าคอมมิชชั่นที่ดีต้องสมดุลระหว่างแรงจูงใจของทีมขายกับกำไรของธุรกิจ มีหลักคิด 4 ข้อ ค่าคอมมิชชั่น หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ ค่าคอมถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี (ปีภาษี 2568) บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับ อัตราที่หักขึ้นอยู่กับว่าจ่ายให้ใคร จ่ายให้ใคร ประเภทเงินได้ อัตราหัก แบบที่ยื่น พนักงานบริษัท 40(1) เงินเดือน/ค่าจ้าง อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 บุคคลภายนอก (ตัวแทน/นายหน้า) 40(2) ค่านายหน้า อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 นิติบุคคล ค่านายหน้า/ค่าบริการ 3% ภ.ง.ด.53 กรณีจ่ายให้พนักงานบริษัท ค่าคอมที่จ่ายให้พนักงานประจำถือเป็นเงินได้ประเภท 40(1) เช่นเดียวกับเงินเดือน บริษัทต้องนำค่าคอมรวมกับเงินเดือน แล้วหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน) ตัวอย่าง กรณีจ่ายให้บุคคลภายนอกหรือตัวแทนขาย ค่าคอมที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(2) เช่น ตัวแทนขาย นายหน้า หรือฟรีแลนซ์ บริษัทต้องหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 เช่นเดียวกับพนักงาน ข้อควรระวัง : หลายบริษัทเข้าใจผิดว่าค่านายหน้าต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.3 จริงแล้วค่านายหน้าเป็นเงินได้ 40(2) ต้องใช้ ภ.ง.ด.1 แต่ถ้าจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้นิติบุคคล ต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกกรณี และต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป บันทึกบัญชีค่าคอมมิชชั่นอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expense) ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ตัวอย่าง บริษัทจ่ายค่าคอม 20,000 บาท ให้พนักงาน (ไม่มี WHT แยก) รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร 20,000 ถ้าจ่ายให้บุคคลภายนอก 20,000 บาท หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า สมมติหัก 1,000 บาท จ่ายจริง 19,000 บาท บันทึกดังนี้ รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร (จ่ายจริง) 19,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,000 ค่าคอมที่จ่ายจริงและมีหลักฐานถูกต้อง สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ แต่ต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจน เช่น สัญญาการจ่ายค่าคอม หลักฐานยอดขาย และใบเสร็จรับเงิน ถ้าไม่มีหลักฐาน กรมสรรพากรอาจถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามได้ สรุป: ค่าคอมมิชชั่น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจัดการให้ครบ ได้แก่ เลือกประเภทค่าคอมให้ตรงกับธุรกิจ กำหนดอัตราเป็นลายลักษณ์อักษร หักภาษีถูกต้องตามประเภทผู้รับ และลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย จัดการค่าคอมมิชชั่นให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคิดเงินเดือนรวมค่าคอม หักภาษีอัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีครบในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่น ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานไหม ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่าย ถ้าบริษัทจ่ายค่าคอมเพื่อจูงใจให้ทำยอดเพิ่ม ไม่ถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องนำมาคิดฐานเงินสมทบประกันสังคมหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง แต่ถ้าจ่ายเป็นประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานปกติ อาจถือเป็นค่าจ้างได้ อัตราค่าคอมมิชชั่นทั่วไปอยู่ที่เท่าไร ไม่มีอัตราตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและกำไรของธุรกิจ อุตสาหกรรม อัตราค่าคอมทั่วไป ค้าปลีก 1 ถึง 5% ธุรกิจบริการ 5 ถึง 15% อสังหาริมทรัพย์ 3 ถึง 5% ของราคาขาย ค่าคอมมิชชั่นต้องออกใบ 50 ทวิไหม ต้องออกทุกครั้ง ทั้งกรณีจ่ายให้พนักงานและบุคคลภายนอก บริษัทต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เพื่อให้ผู้รับนำไปยื่นภาษีประจำปี