PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบขอซื้อ คืออะไร ใช้ทำอะไร ครบจบทุกเรื่องที่ SME ต้องรู้

ธุรกิจที่เริ่มโตมักเจอปัญหาคล้ายกัน พนักงานสั่งซื้อของโดยไม่ผ่านการอนุมัติ สั่งซ้ำซ้อนกับแผนกอื่น หรือซื้อเกินงบโดยไม่รู้ตัว ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่เกิดจากการขาดระบบที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นทาง ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) คือเอกสารที่ช่วยแก้ปัญหานี้ เป็นจุดเริ่มต้นของระบบจัดซื้อที่เป็นระเบียบ ทำให้ทุกการสั่งซื้อต้องผ่านการอนุมัติก่อนเสมอ โดยในบทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจใบขอซื้อตั้งแต่ความหมาย ความแตกต่างจากใบสั่งซื้อ ไปจนถึงขั้นตอนอนุมัติและตัวอย่างฟอร์มที่นำไปใช้ได้ทันที ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) คืออะไร ใบขอซื้อ คือเอกสารภายในองค์กรที่พนักงานหรือหัวหน้าแผนกจัดทำขึ้น เพื่อแจ้งความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการ เอกสารนี้ต้องส่งให้ผู้มีอำนาจอนุมัติพิจารณาก่อนดำเนินการสั่งซื้อจริง พูดให้เข้าใจง่าย ใบขอซื้อเปรียบเสมือนใบขออนุญาตก่อนใช้เงินบริษัท ไม่ว่าจะซื้ออุปกรณ์สำนักงาน วัตถุดิบ หรือจ้างบริการต่าง ๆ ต้องเขียนใบขอซื้อก่อนเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารตรวจสอบว่าจำเป็นจริงหรือไม่ และงบประมาณเพียงพอหรือเปล่า เอกสารนี้ใช้ภายในองค์กรเท่านั้น ไม่ได้ส่งให้ผู้ขายหรือ Supplier เห็น ต่างจากใบสั่งซื้อที่เป็นเอกสารส่งออกไปยังผู้ขายโดยตรง ใบขอซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Requisition (PR) ในภาษาอังกฤษ ใบขอซื้อเรียกว่า Purchase Requisition หรือเรียกย่อว่า PR ส่วนในระบบจัดซื้อของหน่วยงานราชการไทย มักเรียกว่า ใบขอซื้อขอจ้าง ซึ่งครอบคลุมทั้งการซื้อสินค้าและจ้างบริการในเอกสารเดียวกัน ใบขอซื้อ (PR) ต่างจากใบสั่งซื้อ (PO) อย่างไร ใบขอซื้อ (PR) เป็นเอกสารขออนุมัติภายในก่อนสั่งซื้อ ส่วนใบสั่งซื้อ (PO – Purchase Order) เป็นเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการสั่งซื้อจริง ทั้งสองเป็นคนละขั้นตอนกัน โดย PR ต้องได้รับอนุมัติก่อน จึงจะออก PO ได้ หลายธุรกิจสับสนระหว่างสองเอกสารนี้ โดยเฉพาะ SME ที่เพิ่งเริ่มวางระบบจัดซื้อ ถ้าจะเปรียบเทียบให้ชัดเจน PR เหมือนใบขออนุญาตซื้อ ส่วน PO เหมือนใบสั่งของจริงที่ส่งให้ร้านค้า ตารางเปรียบเทียบ PR กับ PO หัวข้อ ใบขอซื้อ (PR) ใบสั่งซื้อ (PO) จุดประสงค์ ขออนุมัติภายในก่อนซื้อ สั่งซื้อจริงกับผู้ขาย ผู้จัดทำ พนักงานหรือหัวหน้าแผนก ฝ่ายจัดซื้อ ผู้รับเอกสาร ผู้อนุมัติภายในองค์กร ผู้ขายหรือ Supplier สถานะทางกฎหมาย เอกสารภายใน ไม่มีผลผูกพัน มีผลเป็นสัญญาซื้อขาย ลำดับการทำงาน ทำก่อน ทำหลังจาก PR ได้รับอนุมัติ ข้อมูลราคา ประมาณการ ราคาจริงจากผู้ขาย อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PR PO GR คืออะไร เพื่อเข้าใจภาพรวมเอกสารจัดซื้อทั้งหมด ทำไมธุรกิจ SME ควรเริ่มใช้ระบบใบขอซื้อ ธุรกิจที่มีระบบใบขอซื้อจะควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า ลดการซื้อซ้ำซ้อน และมีหลักฐานตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกรายการ ยิ่งธุรกิจโตขึ้น พนักงานมากขึ้น ยิ่งต้องมีระบบนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อสั่งซื้อแบบปากเปล่า SME หลายแห่งเริ่มต้นด้วยการสั่งซื้อแบบบอกปากเปล่า ช่วงแรกอาจไม่มีปัญหา แต่พอทีมขยาย ปัญหาจะตามมา เช่น ประโยชน์ของระบบใบขอซื้อ ธุรกิจที่นำระบบใบขอซื้อมาใช้จะได้ประโยชน์หลายด้าน ข้อมูลที่ต้องระบุในใบขอซื้อมีอะไรบ้าง ใบขอซื้อที่ดีต้องมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอให้ผู้อนุมัติตัดสินใจได้ โดยรายละเอียดหลักที่ควรระบุมีดังนี้ ข้อมูล รายละเอียด เลขที่ใบขอซื้อ รหัสเอกสารสำหรับอ้างอิงและติดตาม เช่น PR-001 วันที่ขอซื้อ วันที่จัดทำเอกสาร แผนกผู้ขอ ระบุว่าแผนกไหนเป็นผู้ขอ เพื่อติดตามค่าใช้จ่ายรายแผนก ชื่อผู้ขอซื้อ พนักงานที่เป็นผู้จัดทำใบขอซื้อ รายการสินค้าหรือบริการ ระบุชื่อ รายละเอียด ยี่ห้อ รุ่น (ถ้ามี) จำนวนและหน่วยนับ จำนวนที่ต้องการพร้อมหน่วย เช่น 10 กล่อง, 5 ชุด ราคาประมาณการ ราคาต่อหน่วยและราคารวม (ไม่จำเป็นต้องแม่นยัง เป็นการประมาณ) เหตุผลในการขอซื้อ อธิบายสั้น ๆ ว่าทำไมต้องซื้อ เช่น สต็อกหมด ลูกค้าสั่งเข้ามา วันที่ต้องการใช้ กำหนดส่งที่ต้องการ เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อวางแผนได้ ลายเซ็นผู้ขอ ลายเซ็นหรือชื่อผู้จัดทำ ลายเซ็นผู้อนุมัติ ช่องสำหรับผู้มีอำนาจอนุมัติลงนาม ข้อมูลบางรายการอาจปรับตามลักษณะธุรกิจ เช่น บางบริษัทเพิ่มช่องระบุผู้ขายที่แนะนำ หรือช่องอ้างอิงโครงการ ขั้นตอนการขอซื้อและอนุมัติใบขอซื้อ ขั้นตอนใบขอซื้อเริ่มจากผู้ที่ต้องการสินค้าเป็นผู้จัดทำเอกสาร ส่งให้ผู้มีอำนาจอนุมัติ แล้วจึงส่งต่อฝ่ายจัดซื้อดำเนินการออกใบสั่งซื้อ (PO) ต่อไป ขั้นตอนทั่วไปมี 5 ขั้นตอนหลัก ตัวอย่าง Workflow การอนุมัติใบขอซื้อ ในทางปฏิบัติ หลายบริษัทกำหนดระดับการอนุมัติตามวงเงิน เช่น การแบ่งระดับแบบนี้ช่วยให้การอนุมัติรวดเร็วสำหรับรายการเล็ก ๆ แต่ยังมีการควบคุมที่เข้มงวดสำหรับรายการใหญ่ สรุป – ใบขอซื้อ จุดเริ่มต้นของระบบจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ ใบขอซื้อไม่ใช่แค่เอกสารเพิ่มขั้นตอน แต่เป็นเครื่องมือควบคุมค่าใช้จ่าย ลดความผิดพลาด และมีหลักฐานตรวจสอบย้อนหลังได้ครบทุกรายการ สิ่งที่ควรเริ่มทำตอนนี้ คือ จัดการใบขอซื้อและเอกสารจัดซื้อทั้งหมดในที่เดียว เมื่อธุรกิจเริ่มมีใบขอซื้อจำนวนมาก การจัดการด้วย Excel หรือกระดาษอาจไม่ทันกับความเร็วของธุรกิจ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสารจัดซื้อ ใบสั่งซื้อ และบันทึกค่าใช้จ่ายได้ครบในระบบเดียว ลดงานกระดาษ ติดตามสถานะได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับใบขอซื้อ ใบขอซื้อจำเป็นต้องมีทุกธุรกิจหรือไม่ ไม่ได้บังคับตามกฎหมาย แต่ธุรกิจที่มีพนักงานตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือมีค่าใช้จ่ายจัดซื้อเป็นประจำ ควรเริ่มใช้ เพราะช่วยป้องกันค่าใช้จ่ายบานปลายและการซื้อซ้ำซ้อนได้ตั้งแต่ต้นทาง ใบขอซื้อต้องเก็บรักษาไว้นานแค่ไหน ตามหลักบัญชี เอกสารทางธุรกิจควรเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี เพื่อรองรับการตรวจสอบจากสรรพากรหรือผู้สอบบัญชี ส่วนเอกสาร PR เป็นหลักฐานสนับสนุนที่ช่วยยืนยันที่มาของค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ ใช้ใบขอซื้อแทนใบสั่งซื้อได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะใบขอซื้อเป็นเอกสารภายในสำหรับขออนุมัติ ส่วนใบสั่งซื้อ (PO) เป็นเอกสารที่ส่งให้ผู้ขาย ทั้งสองเอกสารมีผลทางกฎหมายต่างกัน และควรใช้คู่กัน SME ขนาดเล็กควรเริ่มใช้ใบขอซื้อตอนไหน เมื่อเริ่มมีการสั่งซื้อที่ต้องผ่านคนมากกว่า 1 คน หรือมีงบจัดซื้อรายเดือนเกิน 50,000 บาท เป็นสัญญาณว่าควรเริ่มวางระบบ ไม่ต้องรอให้บริษัทใหญ่ เริ่มจากฟอร์มง่าย ๆ ก่อนแล้วค่อยพัฒนาเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ธุรกิจบริการ คืออะไร เทคนิคจัดการด้านบัญชี และภาษีให้ถูกต้อง

ผู้ประกอบการหลายคนเปิดธุรกิจบริการแล้วพบว่า การบริหารบัญชีไม่เหมือนธุรกิจซื้อมาขายไป สินค้าจับต้องไม่ได้ งานส่งเป็นงวด รายได้รับรู้ไม่ตรงกับเงินที่ได้รับจริง แล้วต้องออกใบกำกับภาษีตอนไหนกันแน่ ปัญหาเหล่านี้พบได้บ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ปรึกษา เอาต์ซอร์ส หรือขนส่ง ที่คิดค่าบริการเป็นงวด บทความนี้จะพาดูตั้งแต่ธุรกิจบริการคืออะไร ไปจนถึงวิธีบริหารบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ธุรกิจบริการ คืออะไร ธุรกิจบริการ คือ ธุรกิจที่สร้างรายได้จากการให้บริการแทนการขายสินค้าที่จับต้องได้ ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชี บริษัทที่ปรึกษา บริษัทขนส่ง หรือบริษัทรับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ ลักษณะสำคัญของธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการมีลักษณะเฉพาะ 4 อย่างที่ส่งผลต่อการบริหารบัญชีโดยตรง ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจผลิต ต่างกันตรงไหน เรื่อง ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจผลิต รายได้ รับรู้ตามงวดงานหรือเมื่อบริการเสร็จ รับรู้เมื่อส่งมอบสินค้า รับรู้เมื่อส่งมอบสินค้า ต้นทุนหลัก ค่าแรง ค่าที่ปรึกษา ต้นทุนสินค้า วัตถุดิบ ค่าแรงผลิต สต็อก ไม่มีสินค้าคงเหลือ มีสต็อกสินค้า มีวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป ประเภทธุรกิจบริการที่พบบ่อย ธุรกิจบริการแบ่งได้หลายแบบ แต่ในมุมการบริหารบัญชี สิ่งที่ต้องดูคือลูกค้าเป็นใครและรูปแบบการคิดเงิน ธุรกิจบริการ B2B ยอดนิยม ธุรกิจบริการแบบ B2B มักคิดค่าบริการเป็นโปรเจกต์หรือสัญญารายเดือน ทำให้ต้องออกใบแจ้งหนี้เป็นงวดและรับรู้รายได้ตามความคืบหน้า ตัวอย่างธุรกิจที่พบบ่อยในไทย ได้แก่ ธุรกิจบริการ B2C ที่เติบโตในไทย ธุรกิจบริการ B2C มักคิดค่าบริการเป็นครั้งหรือแพ็กเกจ การบริหารบัญชีค่อนข้างตรงไปตรงมากว่า เช่น ร้านเสริมสวย คลินิกความงาม ฟิตเนส โรงเรียนสอนพิเศษ หรือบริการซ่อมบำรุง จุดรับรู้รายได้ของธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการรับรู้รายได้ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน TFRS 15 โดยมี 2 วิธีหลัก คือ รับรู้เมื่อบริการเสร็จ กับรับรู้ตามขั้นตอนความสำเร็จ การเลือกวิธีไหนขึ้นกับลักษณะสัญญาและระยะเวลาการให้บริการ รับรู้รายได้เมื่องานเสร็จสมบูรณ์ ใช้กับงานบริการที่เสร็จภายในระยะเวลาสั้น เช่น ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม หรืองานออกแบบโลโก้ชิ้นเดียว ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับซ่อมเครื่องจักรในราคา 50,000 บาท ทำเสร็จภายใน 3 วัน บริษัทรับรู้รายได้ 50,000 บาททั้งจำนวนเมื่อส่งมอบงานเสร็จ รับรู้รายได้ตามขั้นตอนความสำเร็จ ใช้กับงานบริการระยะยาวหรือแบ่งเป็นงวด เช่น สัญญาที่ปรึกษา 6 เดือน หรือโปรเจกต์พัฒนาซอฟต์แวร์ ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับงานที่ปรึกษามูลค่า 600,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน แบ่งเป็น 3 งวด เดือนที่ 2 ส่งมอบงวดแรกเสร็จ คิดเป็น 30% ของงานทั้งหมด จึงรับรู้รายได้ 180,000 บาทในเดือนนั้น เลือกวิธีไหนดี เกณฑ์ตัดสินใจง่าย ๆ เกณฑ์ รับรู้เมื่อเสร็จ รับรู้ตามความคืบหน้า ระยะเวลางาน สั้น ไม่เกิน 1 เดือน ยาว หลายเดือนหรือหลายงวด การแบ่งงวด ไม่ได้แบ่ง แบ่งงวดชัดเจน เหมาะกับ ซ่อมบำรุง ออกแบบชิ้นเดียว ที่ปรึกษา เอาต์ซอร์ส ก่อสร้าง หากธุรกิจของคุณรับงานเป็นโปรเจกต์ยาว ควรใช้วิธีรับรู้ตามความคืบหน้า เพื่อให้งบการเงินสะท้อนผลงานจริงในแต่ละงวด ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า จุดเกิดภาษี หรือ Tax Point ของงานบริการ สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสนคือ ต้องออกใบกำกับภาษีตอนไหนกันแน่ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 กำหนดให้ความรับผิดในการเสีย VAT ของงานบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระค่าบริการ ไม่ใช่เมื่องานเสร็จ ตัวอย่าง บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งมอบงานที่ปรึกษางวดแรกในเดือนมกราคม แต่ลูกค้าจ่ายเงินเดือนกุมภาพันธ์ Tax Point จึงเกิดในเดือนกุมภาพันธ์ ต้องออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT ในเดือนนั้น ข้อยกเว้น ถ้าออกใบกำกับภาษีก่อนรับเงิน Tax Point จะเกิด ณ วันที่ออกใบกำกับภาษีนั้นแทน กรณียกเว้น VAT สำหรับธุรกิจบริการบางประเภท บริการบางอย่างได้รับยกเว้น VAT ตามกฎหมาย เช่น บริการขนส่งในราชอาณาจักร บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล และบริการด้านการศึกษาของสถานศึกษา การออกใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีตามงวดงาน ธุรกิจบริการที่แบ่งงานเป็นงวด ต้องจัดการเอกสาร 2 ชุดให้สอดคล้องกัน ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ออกเมื่อส่งมอบงานแต่ละงวดเสร็จ เพื่อเรียกเก็บเงินจากลูกค้า ระบุรายละเอียดงวดงาน มูลค่า และกำหนดชำระ ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) สำหรับผู้จด VAT ต้องออกเมื่อได้รับชำระเงิน หรือเมื่อออกใบกำกับภาษี แล้วแต่อย่างใดเกิดก่อน ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี รายการบริการ จำนวนเงิน และ VAT แยกชัดเจน หลักง่าย ๆ คือ ส่งงาน 1 งวด ออก Invoice 1 ใบ พอลูกค้าจ่ายเงิน ออก Tax Invoice 1 ใบ วิธีคำนวณต้นทุนบริการ ต้นทุนบริการคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อส่งมอบบริการนั้น ๆ โดยตรง ซึ่งต่างจากธุรกิจขายสินค้าที่มีต้นทุนสินค้าชัดเจน ส่วนประกอบของต้นทุนบริการ ประเภท ตัวอย่าง ค่าแรงทางตรง เงินเดือนพนักงานที่ทำงานในโปรเจกต์ ค่าจ้างฟรีแลนซ์ วัสดุสิ้นเปลือง อุปกรณ์ที่ใช้ในการให้บริการ เช่น อะไหล่ซ่อม วัสดุทำความสะอาด ค่าใช้จ่ายอ้อม ค่าเช่าสำนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าซอฟต์แวร์ ปันส่วนตามงาน ตัวอย่าง บริษัท ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับงานวางระบบบัญชี 1 โปรเจกต์ ค่าแรงที่ปรึกษา 80,000 บาท ค่าเดินทาง 5,000 บาท ค่าซอฟต์แวร์ปันส่วน 3,000 บาท ต้นทุนบริการรวมทั้งสิ้น 88,000 บาท เคล็ดลับคือ บันทึกค่าใช้จ่ายแยกตามโปรเจกต์ตั้งแต่ต้น จะทำให้รู้ต้นทุนจริงของแต่ละงานและตั้งราคาได้แม่นยำขึ้น บริหารบัญชีธุรกิจบริการให้ถูกต้อง การบริหารบัญชีธุรกิจบริการมีจุดที่ต้องระวังมากกว่าธุรกิจขายสินค้า เพราะรายได้เกิดเป็นงวด ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าแรง และต้องจับคู่รายได้กับค่าใช้จ่ายให้ตรงงวด ตั้งผังบัญชีสำหรับธุรกิจบริการ ผังบัญชีที่ดีควรแยกรายได้ค่าบริการตามประเภทงาน เช่น รายได้ค่าที่ปรึกษา รายได้ค่าเอาต์ซอร์ส รายได้ค่าขนส่ง เพื่อให้วิเคราะห์ได้ว่าบริการประเภทไหนทำกำไรมากที่สุด จัดการรายได้ค้างรับและรายได้รับล่วงหน้า ธุรกิจบริการมักเจอ 2 สถานการณ์นี้ รายได้ค้างรับ เกิดเมื่อส่งมอบงานแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ต้องบันทึกเป็นรายได้ในงวดที่ส่งมอบ และตั้งลูกหนี้ค่าบริการรอรับเงิน รายได้รับล่วงหน้า เกิดเมื่อลูกค้าจ่ายเงินก่อนที่จะเริ่มทำงาน ต้องบันทึกเป็นหนี้สิน แล้วค่อยทยอยรับรู้เป็นรายได้เมื่อส่งมอบงานแต่ละงวด ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ การจัดการบัญชีธุรกิจบริการด้วยมือหรือ Excel อาจทำได้ในช่วงแรก แต่เมื่อโปรเจกต์เยอะขึ้น การออกใบแจ้งหนี้ตามงวด ติดตามรายได้ค้างรับ และจัดทำรายงานภาษีจะซับซ้อนมาก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบริการจัดการตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ บันทึกรายได้ตามงวดงาน ไปจนถึงจัดทำรายงานภาษีอัตโนมัติ ลดงานซ้ำและลดความผิดพลาดจากการบันทึกด้วยมือ สรุป – ธุรกิจบริการต้องบริหารบัญชีต่างจากธุรกิจขายสินค้า ธุรกิจบริการไม่ได้ยากกว่าธุรกิจขายสินค้า แต่มีจุดที่ต้องระวังต่างกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ เลือกวิธีรับรู้รายได้ให้ตรงกับลักษณะงาน ออกใบกำกับภาษีตาม Tax Point ที่ถูกต้อง และบันทึกต้นทุนแยกตามโปรเจกต์เพื่อรู้กำไรจริงของแต่ละงาน พร้อมจัดการบัญชีธุรกิจบริการให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาให้ SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการต้องจด VAT หรือไม่ ถ้ามีรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ตามกฎหมาย แต่ถ้ารายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ สามารถจดโดยสมัครใจได้เพื่อขอคืนภาษีซื้อ รายได้รับล่วงหน้ากับรายได้ค้างรับ ต่างกันอย่างไร รายได้รับล่วงหน้า คือเงินที่ลูกค้าจ่ายมาก่อนที่จะทำงาน ถือเป็นหนี้สินจนกว่าจะส่งมอบงาน ส่วนรายได้ค้างรับ คือรายได้จากงานที่ทำเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ถือเป็นสินทรัพย์ ธุรกิจบริการ B2B ต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายเองหรือไม่ ฝั่งผู้จ่ายเงิน (ลูกค้า) เป็นคนออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่ฝั่งผู้ให้บริการ แต่ผู้ให้บริการต้องเก็บหนังสือรับรองไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานหักภาษีตอนยื่นแบบ ต้นทุนบริการกับค่าใช้จ่ายในการขาย ต่างกันตรงไหน ต้นทุนบริการ คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งมอบบริการ เช่น ค่าแรงพนักงานที่ทำงานในโปรเจกต์ ส่วนค่าใช้จ่ายในการขาย คือค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้า เช่น ค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชัน ทั้งสองต้องแยกบัญชีกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ให้บริษัทเช่าบ้านตัวเอง ต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนจะเริ่มทำจริง

เจ้าของธุรกิจหลายคนเริ่มต้นบริษัทจากบ้านของตัวเอง เพราะประหยัดค่าเช่าออฟฟิศและสะดวกกว่าการหาที่ทำงานใหม่ แต่พอถึงเวลาทำบัญชีจริง คำถามที่ตามมาคือ เช่าบ้านตัวเองให้บริษัทที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ทำได้จริงไหม แล้วจะกลายเป็นช่องโหว่ที่สรรพากรจับผิดหรือเปล่า คำตอบสั้น ๆ คือทำได้ และเป็นวิธีที่ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากใช้ลดภาษีนิติบุคคลอย่างถูกกฎหมาย เพียงแต่ต้องทำให้ถูกขั้นตอน ตั้งแต่การทำสัญญาเช่า การกำหนดค่าเช่าให้สมเหตุสมผล ไปจนถึงเรื่องภาษีค่าเช่าบ้านที่เจ้าของบ้านต้องยื่นเอง บทความนี้จะพาไปดูทีละขั้นตอน ตั้งแต่หลักการ เงื่อนไขที่สรรพากรยอมรับ วิธีคำนวณผลประหยัดภาษี ไปจนถึงเอกสารที่ต้องเตรียม เพื่อให้เช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องถูกตรวจสอบภายหลัง เช่าบ้านตัวเองทำสำนักงานบริษัท ทำได้จริงไหม ทำได้จริง ตราบใดที่ทำสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดค่าเช่าตามราคาตลาด และทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ทางภาษีให้ครบ คือบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายตอนจ่ายค่าเช่า ส่วนเจ้าของบ้านนำรายได้ค่าเช่าไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเอง กรณีนี้ทางบัญชีเรียกว่าธุรกรรมระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน (related-party transaction) เพราะเจ้าของบ้านกับเจ้าของบริษัทเป็นคนเดียวกัน กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่สรรพากรจะให้ความสำคัญกับความสมเหตุสมผลของราคาค่าเช่าเป็นพิเศษ ถ้าตั้งราคาสูงหรือต่ำผิดปกติจนดูเหมือนตั้งใจโยกกำไรระหว่างบริษัทกับตัวบุคคล อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มภายหลัง หลักการ ทำไมเจ้าของบริษัทเช่าบ้านตัวเองให้บริษัทตัวเองได้ หลักการง่าย ๆ คือบริษัทกับบุคคลธรรมดาเป็นคนละหน่วยภาษีกัน แม้เจ้าของบ้านกับเจ้าของบริษัทจะเป็นคนเดียวกัน กฎหมายก็ยังมองทั้งสองฝ่ายแยกจากกันในทางบัญชีและภาษี เมื่อบริษัทจ่ายค่าเช่าให้เจ้าของบ้าน เงินก้อนนั้นถือเป็นรายจ่ายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท เพราะบริษัทต้องมีที่ตั้งสำนักงานอยู่แล้ว ส่วนเจ้าของบ้านก็มีหน้าที่นำเงินค่าเช่าที่ได้รับไปรวมเป็นเงินได้ของตัวเอง เหมือนกับกรณีที่บริษัทไปเช่าบ้านคนอื่นทำออฟฟิศทุกประการ เพียงแต่ในกรณีนี้เจ้าของบ้านกับเจ้าของบริษัทบังเอิญเป็นคนเดียวกันเท่านั้น เงื่อนไขสัญญาเช่าที่สรรพากรยอมรับ สัญญาเช่าต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุคู่สัญญา ระยะเวลาเช่า ค่าเช่ารายเดือน และวิธีชำระเงินให้ชัดเจน พร้อมมีหลักฐานการโอนเงินจริงทุกเดือน เพื่อพิสูจน์ได้ว่าธุรกรรมนี้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่บันทึกบัญชีลอย ๆ สัญญาเช่าต้องมีอะไรบ้าง สัญญาเช่าที่ใช้ได้จริงต้องระบุชื่อผู้ให้เช่า คือเจ้าของบ้านในฐานะบุคคลธรรมดา และผู้เช่า คือบริษัทในฐานะนิติบุคคล พร้อมเลขทะเบียนนิติบุคคลให้ครบถ้วน นอกจากนี้ต้องระบุที่ตั้งบ้านที่เช่า ระยะเวลาเช่า อัตราค่าเช่าต่อเดือน วันครบกำหนดชำระ และเงื่อนไขอื่น เช่น ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าน้ำค่าไฟ เหมือนสัญญาเช่าทั่วไปที่ทำกับผู้เช่าคนอื่น ทำไมต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร มีหลักฐานการโอนเงินจริง หลายคนคิดว่าเช่าบ้านตัวเองไม่จำเป็นต้องทำสัญญาจริงจัง เพราะเป็นเงินในกระเป๋าเดียวกัน แต่ในมุมมองของสรรพากร นี่คือธุรกรรมทางภาษีที่ต้องพิสูจน์ได้เหมือนธุรกรรมอื่นทุกอย่าง ถ้าไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมีสัญญาแต่ไม่มีหลักฐานโอนเงินตามจริง บริษัทเสี่ยงถูกสรรพากรตีความว่าค่าเช่าที่บันทึกไว้เป็นรายจ่ายต้องห้าม ไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ ทำให้เสียประโยชน์ทางภาษีที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก วิธีกำหนดค่าเช่าให้สมเหตุสมผล ค่าเช่าที่สมเหตุสมผลคือราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดของบ้านลักษณะเดียวกันในทำเลเดียวกัน ไม่ใช่ราคาที่เจ้าของบ้านตั้งขึ้นเองตามใจชอบ เพราะสรรพากรใช้หลักราคาตลาดในการตรวจสอบธุรกรรมระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกันเสมอ เกณฑ์ที่ใช้เทียบราคาตลาด วิธีหาราคาตลาดที่ทำได้ง่ายที่สุดคือเทียบกับประกาศให้เช่าบ้านหรือทาวน์เฮาส์ขนาดใกล้เคียงกันในย่านเดียวกัน จากเว็บอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป ปัจจัยที่ต้องเทียบให้ตรงกันคือขนาดพื้นที่ใช้สอย จำนวนห้อง ทำเล และสภาพบ้าน ถ้าเป็นไปได้ ควรเก็บหลักฐานราคาเปรียบเทียบไว้ประกอบการอธิบาย เผื่อสรรพากรสอบถามภายหลัง ความเสี่ยงถ้าตั้งค่าเช่าสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาดมากเกินไป ถ้าตั้งค่าเช่าสูงกว่าราคาตลาดมาก บริษัทจะมีรายจ่ายเกินจริง ทำให้กำไรลดลงผิดปกติ สรรพากรอาจมองว่าเป็นการโยกกำไรบริษัทไปให้เจ้าของบ้านเพื่อหลบภาษี ในทางกลับกัน ถ้าตั้งค่าเช่าต่ำกว่าราคาตลาดมาก ก็อาจถูกมองว่าตั้งใจให้บริษัทได้ประโยชน์ทางภาษีเกินควร ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือยึดราคาตลาดเป็นหลัก ไม่สูงหรือต่ำจนผิดปกติ การติดอากรแสตมป์สัญญาเช่า เรื่องสัญญาเช่าติดอากรแสตมป์เป็นอีกจุดที่พลาดกันบ่อย สัญญาเช่าบ้านทุกฉบับ รวมถึงสัญญาเช่าระหว่างเจ้าของบ้านกับบริษัทตัวเอง ต้องติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย โดยคำนวณจากมูลค่าค่าเช่าตลอดอายุสัญญา และต้องติดให้ครบทั้งต้นฉบับและคู่ฉบับ รายละเอียดเรื่องอัตราอากรแสตมป์และวิธีคำนวณแบบละเอียด อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิธีติดอากรแสตมป์สัญญาเช่าให้ถูกต้อง ของ PEAK ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฝั่งเจ้าของบ้านผู้รับค่าเช่า เมื่อได้รับค่าเช่าจากบริษัท เจ้าของบ้านต้องนำรายได้นี้ไปรวมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตัวเอง เพราะถือเป็นเงินได้ประเภทค่าเช่าทรัพย์สินตามกฎหมายภาษี ไม่ต่างจากการปล่อยเช่าบ้านให้คนทั่วไป ต้องยื่นแบบไหน รายได้ค่าเช่าบ้านต้องยื่นในแบบ ภ.ง.ด. 90 ซึ่งเป็นแบบยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภท โดยยื่นรวมกับเงินได้อื่นที่มีในปีภาษีนั้น เช่น เงินเดือนหรือรายได้จากธุรกิจส่วนตัว ถ้าเจ้าของบ้านมีรายได้จากค่าเช่าเป็นรายได้หลักเพียงอย่างเดียว ก็ยังต้องยื่น ภ.ง.ด. 90 เช่นกัน ไม่ใช่ ภ.ง.ด. 91 ซึ่งใช้เฉพาะผู้มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียว หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา หรือหักตามจริง แบบไหนคุ้มกว่า เรื่องรายได้ค่าเช่า หักค่าใช้จ่าย กฎหมายให้เลือกได้สองแบบ แบบแรกคือหักเหมาที่อัตราร้อยละ 30 ของรายได้ค่าเช่า โดยไม่ต้องมีหลักฐานอะไรเพิ่ม แบบที่สองคือหักตามค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น เช่น ค่าซ่อมแซม ค่าเสื่อมราคาบ้าน แต่ต้องมีหลักฐานครบทุกรายการ ตัวอย่างเช่น ถ้าได้ค่าเช่าปีละ 180,000 บาท หักเหมา 30 เปอร์เซ็นต์ จะเหลือเงินได้สุทธิ 126,000 บาท ถ้าค่าใช้จ่ายจริงของบ้านหลังนั้นต่ำกว่านี้ การหักเหมาจะคุ้มกว่า แต่ถ้าเพิ่งปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่ การหักตามจริงอาจคุ้มกว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่บริษัทต้องหักไว้ตอนจ่ายค่าเช่า ค่าเช่าหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่บริษัทมีหน้าที่หักไว้ทุกครั้งที่จ่ายค่าเช่าให้เจ้าของบ้าน ในอัตราร้อยละ 5 ของค่าเช่า แล้วนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด. 3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้าบันทึกรายการนี้ผิดพลาดหรือลืมนำส่ง บริษัทอาจต้องรับผิดชอบภาษีส่วนนี้เอง เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานภาษีที่ PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์ ช่วย SME จัดการได้ ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท บริษัทต้องหักไว้ 750 บาท จ่ายให้เจ้าของบ้านจริงเพียง 14,250 บาท พร้อมออกหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่เรียกกันว่าใบ 50 ทวิ ให้เจ้าของบ้านเก็บไว้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีปลายปี ค่าเช่าที่บริษัทนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ ประหยัดภาษีนิติบุคคลเท่าไหร่ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตัวอย่างของบริษัท เอบีซี จำกัด ชื่อสมมุติ ที่เจ้าของบริษัทเช่าบ้านตัวเองให้บริษัทเป็นสำนักงาน ในราคาตลาดเดือนละ 15,000 บาท รวมเป็นค่าเช่าทั้งปี 180,000 บาท ฝั่งบริษัท ค่าเช่า 180,000 บาทนี้ นำไปหักเป็นรายจ่ายก่อนคำนวณกำไรสุทธิได้เต็มจำนวน ถ้าบริษัทอยู่ในช่วงอัตราภาษี SME ที่ร้อยละ 15 บริษัทจะประหยัดภาษีนิติบุคคลประมาณ 180,000 คูณ 15 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 27,000 บาทต่อปี ฝั่งเจ้าของบ้าน รายได้ค่าเช่า 180,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายเหมา 30 เปอร์เซ็นต์ จะเหลือเงินได้สุทธิ 126,000 บาท ถ้าเงินได้ก้อนนี้ตกอยู่ในช่วงอัตราภาษีร้อยละ 10 จะเสียภาษีเพิ่มประมาณ 12,600 บาทต่อปี เมื่อหักลบกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายรวมกันประหยัดภาษีสุทธิประมาณ 14,400 บาทต่อปี ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างประกอบความเข้าใจเท่านั้น ผลประหยัดจริงขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของแต่ละคนและรายได้อื่นที่มี ควรให้นักบัญชีคำนวณให้ตรงกับสถานการณ์จริงอีกครั้ง เอกสารที่ต้องเตรียม เพื่อแจ้งใช้บ้านเป็นที่ตั้งบริษัท การใช้บ้านจดทะเบียนบริษัทไม่ได้จบแค่เรื่องสัญญาเช่าและอากรแสตมป์ ถ้าบ้านหลังนี้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหม่ หรือย้ายที่ตั้งจากที่เดิม เจ้าของกิจการต้องแจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วย เอกสารหลักที่ต้องเตรียมคือสัญญาเช่าบ้าน สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของบ้าน หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ กรณีเจ้าของบ้านไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท และหนังสือรับรองบริษัทฉบับล่าสุด ขั้นตอนแจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัทมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ อ่านคำแนะนำแบบครบทุกขั้นตอนได้ที่บทความ แจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัทต้องทำอย่างไร ของ PEAK ข้อควรระวัง ความเสี่ยงที่เจ้าของ SME มักพลาด ความเสี่ยงที่พบบ่อย ทำไมถึงเป็นปัญหา ไม่ทำสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร สรรพากรอาจตีความว่าค่าเช่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม ทำให้บริษัทหักภาษีไม่ได้ ตั้งค่าเช่าสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาดมาก เสี่ยงถูกประเมินว่าโยกกำไรเพื่อหลบภาษี ต้องเสียภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายตอนจ่ายค่าเช่า บริษัทมีความผิดฐานไม่หักภาษี ต้องรับผิดชอบภาษีที่ควรหักไว้เอง เจ้าของบ้านลืมยื่นรายได้ค่าเช่า ถือเป็นการยื่นภาษีไม่ครบ เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม ไม่มีหลักฐานการโอนเงินค่าเช่าจริง พิสูจน์ไม่ได้ว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริง อาจถูกตัดรายจ่ายทั้งก้อน สรุป – เช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศ ทำได้ถ้าทำให้ถูกขั้นตอน เช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศ เป็นวิธีลดภาษีนิติบุคคลที่ทำได้จริงและถูกกฎหมาย ตราบใดที่ทำสัญญาเช่าให้ครบถ้วน ตั้งค่าเช่าตามราคาตลาด และทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ทางภาษีของตัวเองให้ครบ สิ่งที่มักถูกมองข้ามไม่ใช่ตัวไอเดียการเช่าบ้านตัวเอง แต่คือรายละเอียดของเอกสารและการยื่นภาษีที่ต้องแม่นยำ ยิ่งบันทึกและเก็บหลักฐานเป็นระบบตั้งแต่ต้น ยิ่งลดความเสี่ยงถูกสรรพากรตรวจสอบภายหลัง จัดการค่าเช่าและภาษีให้เป็นระบบ ด้วย PEAK การจัดการค่าเช่า หัก ณ ที่จ่าย และเอกสารภาษีให้ครบทุกเดือน เป็นงานที่ต้องละเอียดและทำต่อเนื่อง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับรายจ่าย จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่าย และเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ในที่เดียว ลดความเสี่ยงตกหล่นเรื่องภาษี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศ เช่าบ้านตัวเองให้บริษัทได้ไหม ถ้าเจ้าของบ้านเป็นกรรมการบริษัทด้วย ได้ กรรมการบริษัทสามารถเป็นเจ้าของบ้านที่ให้บริษัทเช่าได้ในเวลาเดียวกัน กฎหมายไม่ได้ห้าม เพียงแต่ต้องทำสัญญาเช่าและกำหนดค่าเช่าตามราคาตลาดเหมือนกรณีทั่วไป ถ้าไม่ทำสัญญาเช่า บริษัทยังหักค่าเช่าเป็นรายจ่ายได้ไหม ทำได้ยาก เพราะสรรพากรต้องการหลักฐานยืนยันว่ามีการเช่าจริง ถ้าไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ค่าเช่าที่บันทึกไว้อาจถูกตัดออกจากรายจ่ายทั้งหมด บ้านที่ยังผ่อนกับธนาคารอยู่ เอามาเช่าให้บริษัทได้ไหม ได้ บ้านที่อยู่ระหว่างผ่อนก็นำมาทำสัญญาเช่าให้บริษัทได้ เพราะกรรมสิทธิ์ยังเป็นของเจ้าของบ้าน แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาสินเชื่อกับธนาคารก่อนว่ามีข้อห้ามเรื่องการนำไปให้เช่าเชิงพาณิชย์หรือไม่ บ้านที่ใช้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและที่ตั้งบริษัท คิดค่าเช่าเต็มบ้านได้ไหม ถ้าใช้พื้นที่บ้านทั้งหลังเป็นสำนักงาน คิดค่าเช่าเต็มบ้านตามราคาตลาดได้ แต่ถ้าใช้เพียงบางส่วน เช่น ชั้นล่างเป็นออฟฟิศ ชั้นบนยังพักอาศัยอยู่ ควรคิดค่าเช่าตามสัดส่วนพื้นที่ที่ใช้จริงเพื่อความสมเหตุสมผล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

Shipping คืออะไร ต้นทุนขนส่งที่ SME ต้องเข้าใจ

ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าหรือขายของออนไลน์คงเคยเจอแบบนี้ สินค้าต้นทุนชิ้นละ 100 บาท แต่พอบวกค่าขนส่งเข้าไป ต้นทุนจริงกลับพุ่งไปถึง 130 บาท กำไรที่คิดไว้หายไปเกือบครึ่ง ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด เพราะหลายคนมองข้ามค่า Shipping ตอนวางแผนราคาขาย Shipping คือการขนส่งสินค้าจากจุดต้นทางไปยังจุดปลายทาง ครอบคลุมตั้งแต่เตรียมสินค้า จัดทำเอกสาร ผ่านพิธีการศุลกากร ไปจนถึงส่งมอบถึงมือผู้รับ ไม่ว่าจะส่งพัสดุในประเทศหรือนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ Shipping ทั้งสิ้น บทความนี้อธิบาย Shipping ในมุมที่ส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจจริง ครอบคลุมประเภทการขนส่ง Incoterms ที่กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย วิธีบันทึกบัญชี และเทคนิคลดต้นทุนที่ SME นำไปใช้ได้ทันที Shipping กับ Logistics ต่างกันตรงไหน Shipping เป็นส่วนหนึ่งของ Logistics ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน Shipping เน้นที่การเคลื่อนย้ายสินค้าจากจุด A ไปจุด B ส่วน Logistics ครอบคลุมกว้างกว่า ทั้งจัดการคลังสินค้า วางแผนเส้นทาง จัดการสต็อก ไปจนถึงกระจายสินค้า ยกตัวอย่าง ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์สั่งสินค้าจากจีนมาขายในไทย ส่วนที่เป็น Shipping คือการขนส่งจากโรงงานจีนมาถึงคลังสินค้าในไทย ส่วน Logistics คือทุกอย่าง ตั้งแต่วางแผนสั่งซื้อ จัดเก็บสต็อก กระจายไปหน้าร้าน จนถึงส่งให้ลูกค้า ในธุรกิจนำเข้า-ส่งออก มักมีบริษัทชิปปิ้ง หรือ Shipping Agent ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดการขนส่งและพิธีการศุลกากรให้ ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องดำเนินการเอง ประเภทการขนส่งสินค้าที่ต้องรู้ การเลือกประเภทการขนส่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและระยะเวลา ผู้ประกอบการต้องเลือกให้เหมาะกับสินค้าและงบประมาณของตัวเอง การขนส่งทางเรือ (Sea Freight) เหมาะกับสินค้าจำนวนมากที่ไม่เร่งด่วน เช่น วัตถุดิบ สินค้าอุตสาหกรรม หรือสินค้า bulk ค่าขนส่งต่อหน่วยต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับทุกวิธี แต่ใช้เวลานาน โดยเฉลี่ยจากจีนมาไทยใช้เวลาประมาณ 5-14 วัน การขนส่งทางอากาศ (Air Freight) เหมาะกับสินค้ามูลค่าสูงหรือต้องส่งด่วน เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยา อาหารสด ใช้เวลา 1-3 วัน แต่ค่าขนส่งสูงกว่าทางเรือหลายเท่า ผู้ประกอบการควรเลือกใช้เฉพาะเมื่อมูลค่าสินค้าคุ้มกับค่าขนส่ง การขนส่งทางบก (Land Freight) เหมาะกับการขนส่งในประเทศหรือข้ามพรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมา มีทั้งรถบรรทุก รถไฟ และรถตู้คอนเทนเนอร์ ข้อดีคือเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลได้ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพถนนและระยะทาง การขนส่งพัสดุ (Parcel/Express Shipping) เหมาะกับธุรกิจ e-commerce ที่ส่งสินค้าชิ้นเล็กถึงมือลูกค้ารายบุคคล ผู้ให้บริการอย่าง Kerry, Flash Express, ไปรษณีย์ไทย รับจัดส่งตั้งแต่พัสดุเล็กไปจนถึงสินค้าขนาดกลาง ค่าบริการคิดตามน้ำหนักและขนาด เปรียบเทียบประเภทการขนส่ง ประเภท ค่าขนส่ง ระยะเวลา เหมาะกับ ทางเรือ ต่ำสุด 5-30 วัน สินค้าจำนวนมาก ไม่เร่ง ทางอากาศ สูงสุด 1-3 วัน สินค้ามูลค่าสูง ต้องส่งด่วน ทางบก ปานกลาง 1-7 วัน ในประเทศ ข้ามพรมแดน พัสดุ ตามชิ้น 1-5 วัน e-commerce ส่งถึงลูกค้า Shipping ส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจอย่างไร ค่า Shipping ไม่ใช่แค่ค่าส่งของธรรมดา แต่เป็นส่วนประกอบสำคัญของต้นทุนสินค้าที่ส่งผลต่อกำไรโดยตรง ถ้าไม่คิดค่า Shipping รวมเข้าไปตั้งแต่ต้น ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่คุ้มทุน องค์ประกอบของค่า Shipping ค่า Shipping ไม่ได้มีแค่ค่าขนส่งอย่างเดียว แต่รวมหลายรายการเข้าด้วยกัน ได้แก่ ค่าระวางสินค้า (Freight Charge) ค่าประกันภัย (Insurance) ค่าผ่านพิธีการศุลกากร (Customs Clearance) ค่าจัดเก็บสินค้า (Handling) และค่าธรรมเนียมท่าเรือหรือสนามบิน (Terminal Charge) วิธีคำนวณต้นทุนสินค้าเมื่อรวมค่า Shipping สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้ากระเป๋าจากจีน 1,000 ใบ ราคา FOB 50 บาทต่อใบ ค่าขนส่งทางเรือ 15,000 บาท ค่าประกันภัย 2,000 บาท ค่าพิธีการศุลกากร 3,000 บาท ต้นทุนสินค้ารวมค่า Shipping ทั้งหมดเท่ากับ 50,000 บวก 15,000 บวก 2,000 บวก 3,000 ได้ 70,000 บาท ต้นทุนต่อใบเท่ากับ 70 บาท ไม่ใช่ 50 บาทอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด การคำนวณแบบนี้ช่วยให้ตั้งราคาขายได้แม่นยำและเจรจากับซัพพลายเออร์ได้อย่างมีข้อมูล Incoterms กับค่า Shipping ใครรับผิดชอบค่าขนส่ง Incoterms คือข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ กำหนดว่าผู้ซื้อและผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงถึงจุดไหน จัดทำโดย International Chamber of Commerce หรือ ICC เวอร์ชันปัจจุบันคือ Incoterms 2020 Incoterms ที่ใช้บ่อยในธุรกิจ SME Incoterms ผู้ขายรับผิดชอบถึง ผู้ซื้อรับผิดชอบ EXW ส่งมอบที่โรงงานผู้ขาย ค่าขนส่งทั้งหมด ภาษีนำเข้า FOB ส่งสินค้าขึ้นเรือต้นทาง ค่าระวาง ประกันภัย ภาษีนำเข้า CIF ค่าระวางและประกันภัยถึงท่าปลายทาง ภาษีนำเข้า ขนส่งจากท่าถึงคลัง DDP ทุกอย่างถึงหน้าประตูผู้ซื้อ ไม่มี (ผู้ขายรับหมด) ผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มนำเข้า ควรเลือก CIF หรือ DDP เพราะผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งส่วนใหญ่ ทำให้ประเมินต้นทุนได้ง่ายกว่า ส่วน FOB เหมาะกับผู้ที่มีตัวแทนขนส่ง (Freight Forwarder) ของตัวเองแล้ว เจรจาค่าระวางได้ราคาดีกว่า บันทึกบัญชีค่าขนส่ง เป็นต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่ายขาย หลักสำคัญในการบันทึกบัญชีค่าขนส่งคือ ค่าขนส่งเข้าบันทึกเป็นต้นทุนสินค้า ส่วนค่าขนส่งออกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย ตามมาตรฐานการบัญชี NPAEs ของไทย ค่าขนส่งเข้า (Freight In) เป็นต้นทุนสินค้า ค่าขนส่งที่จ่ายเพื่อนำสินค้าเข้ามาในกิจการ เช่น ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ค่าภาษีนำเข้า ให้บันทึกรวมเป็นต้นทุนสินค้า เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการทำให้สินค้าอยู่ในสภาพพร้อมขาย ค่าขนส่งออก (Freight Out) เป็นค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าขนส่งที่จ่ายเพื่อส่งสินค้าไปให้ลูกค้า เช่น ค่าส่งพัสดุ ค่าขนส่งไปหน้าร้าน ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย ไม่ใช่ต้นทุนสินค้า เพราะเกิดขึ้นหลังจากสินค้าพร้อมขายแล้ว อ่านวิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่งแบบเจาะลึกพร้อมตัวอย่างครบขั้นตอนได้ที่ บทความวิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่ง เทคนิคลดต้นทุน Shipping สำหรับ SME ค่า Shipping เป็นต้นทุนที่ลดได้ ถ้ารู้วิธีจัดการอย่างเป็นระบบ รวมสินค้าในออร์เดอร์เดียว (Consolidation) แทนที่จะส่งสินค้าทีละล็อตเล็กๆ ให้รวมออร์เดอร์หลายรายการส่งพร้อมกัน การรวมตู้คอนเทนเนอร์แบบไม่เต็มตู้ (LCL) หรือเต็มตู้ (FCL) ช่วยลดค่าขนส่งต่อหน่วยได้มาก เพราะคิดราคาตามปริมาตรหรือน้ำหนัก ยิ่งส่งมากต่อเที่ยว ยิ่งประหยัด เจรจาสัญญาระยะยาวกับผู้ให้บริการ ถ้าใช้บริการขนส่งเป็นประจำ การทำสัญญาระยะยาวกับ Freight Forwarder ช่วยให้ได้ราคาดีกว่าจ่ายรายเที่ยว ผู้ให้บริการมักเสนออัตราพิเศษให้ลูกค้าประจำที่มีปริมาณสินค้าสม่ำเสมอ เลือกประเภทขนส่งให้ตรงกับสินค้า ไม่จำเป็นต้องส่งทุกอย่างทางอากาศ สินค้าที่ไม่เร่งด่วนควรส่งทางเรือ สินค้าชิ้นเล็กส่งพัสดุ ส่วนสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องถึงเร็วค่อยส่งทางอากาศ การจับคู่สินค้ากับวิธีขนส่งที่เหมาะสมช่วยลดต้นทุนได้ 15-30% โดยไม่กระทบคุณภาพบริการ เอกสารสำคัญที่ใช้ใน Shipping การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต้องใช้เอกสารหลายรายการ เอกสารหลักที่ผู้ประกอบการควรรู้จัก ได้แก่ นอกจากนี้ Shipping Mark คือเครื่องหมายที่ติดบนหีบห่อสินค้าเพื่อระบุผู้รับ จุดหมายปลายทาง และข้อมูลสำคัญ ช่วยป้องกันสินค้าสูญหายหรือส่งผิดที่ สำหรับเอกสารใบขนส่งสินค้าในประเทศ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความใบขนส่งสินค้า ซึ่งอธิบายวิธีจัดทำและรายละเอียดที่ต้องระบุ สรุป – ค่า Shipping เป็นมากกว่าแค่ค่าส่งของ Shipping ส่งผลต่อทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่ต้นทุนสินค้า ราคาขาย ไปจนถึงกำไรสุทธิ ผู้ประกอบการที่เข้าใจประเภทการขนส่ง รู้จัก Incoterms และบันทึกบัญชีค่าขนส่งได้ถูกต้อง จะวางแผนราคาขายได้แม่นยำ ลดต้นทุนได้จริง และตัดสินใจทางธุรกิจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน จัดการต้นทุนค่าขนส่งให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกค่าขนส่งเข้าเป็นต้นทุนสินค้า แยกค่าขนส่งออกเป็นค่าใช้จ่ายขาย และดูรายงานต้นทุนได้แบบ real-time ทำให้เห็นภาพต้นทุนจริงของสินค้าแต่ละรายการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Shipping Shipping fee คืออะไร Shipping fee คือค่าธรรมเนียมการขนส่งสินค้าที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายต้องจ่ายให้ผู้ให้บริการขนส่ง ครอบคลุมค่าระวาง ค่าจัดการสินค้า และค่าบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ใครเป็นคนจ่ายขึ้นอยู่กับข้อตกลง Incoterms ที่ตกลงกันไว้ Free shipping ทำงานอย่างไร Free shipping ไม่ได้หมายความว่าไม่มีค่าขนส่ง แต่ผู้ขายรับภาระค่าขนส่งแทนผู้ซื้อ โดยมักรวมค่าขนส่งเข้าไปในราคาสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการที่ใช้กลยุทธ์นี้ต้องคำนวณต้นทุนให้ครอบคลุมค่าขนส่งด้วย Drop shipping ต่างจาก Shipping ปกติอย่างไร Drop shipping คือโมเดลธุรกิจที่ผู้ขายไม่ต้องสต็อกสินค้า เมื่อมีออร์เดอร์ ซัพพลายเออร์จะส่งสินค้าตรงถึงลูกค้าแทน ผู้ขายจึงไม่ต้องจัดการเรื่อง Shipping เอง ต่างจาก Shipping ปกติที่ผู้ขายจัดส่งสินค้าจากคลังของตัวเอง Shipping Mark สำคัญอย่างไร Shipping Mark คือเครื่องหมายที่ติดบนหีบห่อสินค้าเพื่อระบุข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้รับ เลขที่ออร์เดอร์ จุดหมายปลายทาง ช่วยให้สินค้าถูกจัดส่งไปยังที่ถูกต้อง ลดปัญหาสินค้าสูญหายหรือส่งผิด โดยเฉพาะเมื่อส่งสินค้าหลายรายการในตู้คอนเทนเนอร์เดียวกัน Shipping Instruction คืออะไร Shipping Instruction (SI) คือเอกสารที่ผู้ส่งออกจัดทำขึ้นเพื่อแจ้งรายละเอียดการขนส่งให้บริษัทขนส่งหรือ Freight Forwarder ระบุข้อมูลเช่น ชื่อผู้รับ ท่าเรือต้นทาง-ปลายทาง รายละเอียดสินค้า และข้อกำหนดพิเศษ เป็นพื้นฐานในการออก Bill of Lading ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

การค้าระหว่างประเทศ เตรียมตัวอย่างไร ฉบับ SME ไทย

ผู้ประกอบการ SME หลายคนอยากขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะนำเข้าวัตถุดิบราคาดีจากจีน หรือส่งออกสินค้าไทยไปตลาดอาเซียน แต่พอเริ่มศึกษาจริง กลับเจอศัพท์อย่าง Incoterms, Letter of Credit, ภาษีศุลกากร แล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้ซับซ้อนเกินตัว จริง ๆ แล้วการค้าระหว่างประเทศไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าเข้าใจหลักสำคัญไม่กี่เรื่อง คุณก็พร้อมเริ่มต้นได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ SME ต้องรู้ก่อนนำเข้า-ส่งออกครั้งแรก ตั้งแต่พื้นฐาน เงื่อนไขการค้า วิธีชำระเงิน ไปจนถึงบัญชีและภาษีที่เกี่ยวข้อง การค้าระหว่างประเทศ หมายถึงอะไร การค้าระหว่างประเทศ คือ การซื้อขายสินค้าหรือบริการระหว่างผู้ประกอบการในประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง โดยแบ่งเป็น 2 ฝั่งหลัก ได้แก่ การนำเข้า (Import) คือซื้อสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย และการส่งออก (Export) คือขายสินค้าไทยไปต่างประเทศ ทำไม SME ไทยควรสนใจการค้าระหว่างประเทศ สำหรับ SME การค้าระหว่างประเทศเปิดโอกาสสำคัญ 3 ด้าน ขั้นตอนเริ่มต้นธุรกิจนำเข้า-ส่งออกสำหรับ SME ก่อนเริ่มนำเข้าหรือส่งออก SME ต้องเตรียมตัว 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ จดทะเบียนกับกรมศุลกากร เตรียมเอกสาร และเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสม ขั้นตอนแรก ผู้นำเข้า-ส่งออกต้องลงทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากร โดยต้องมีบัตรประชาชน (บุคคลธรรมดา) หรือหนังสือรับรองบริษัท (นิติบุคคล) พร้อมลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมทุกครั้ง ได้แก่ Invoice (ใบแจ้งหนี้), Packing List (รายการบรรจุสินค้า), Bill of Lading หรือ Airway Bill (ใบตราส่งสินค้า) และใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออก (สำหรับสินค้าควบคุมบางประเภท) Incoterms คืออะไร – เงื่อนไขการค้าที่ SME ต้องรู้ Incoterms (International Commercial Terms) คือเงื่อนไขสากลที่กำหนดว่าผู้ซื้อและผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการขนส่งสินค้าอย่างไร กำหนดโดยหอการค้านานาชาติ (ICC) เวอร์ชันปัจจุบันคือ Incoterms 2020 Incoterms ที่ SME ใช้บ่อย Incoterms ความหมาย ผู้ขายรับผิดชอบถึง EXW Ex Works ส่งมอบที่โรงงานผู้ขาย ผู้ซื้อรับภาระทั้งหมด FOB Free On Board ส่งสินค้าขึ้นเรือที่ท่าต้นทาง CIF Cost, Insurance, Freight จ่ายค่าขนส่งและประกันภัยถึงท่าปลายทาง DDP Delivered Duty Paid รับผิดชอบทุกอย่างจนถึงหน้าประตูผู้ซื้อ รวมภาษีนำเข้า สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มนำเข้า การเลือก CIF ช่วยลดความยุ่งยากเรื่องขนส่ง เพราะผู้ขายจัดการค่าขนส่งและประกันให้ ส่วน SME ที่ส่งออก มักเริ่มจาก FOB เพราะรับผิดชอบแค่ส่งสินค้าขึ้นเรือที่ท่าในไทย Letter of Credit (L/C) คืออะไร – วิธีชำระเงินที่ปลอดภัยสำหรับการค้าระหว่างประเทศ Letter of Credit คือหนังสือค้ำประกันที่ธนาคารออกให้ เพื่อรับรองว่าจะจ่ายเงินให้ผู้ขายเมื่อส่งมอบสินค้าตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ถือเป็นวิธีชำระเงินที่ปลอดภัยที่สุดในการค้าระหว่างประเทศ เพราะทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีธนาคารเป็นตัวกลาง ขั้นตอนเปิด L/C เริ่มจากผู้ซื้อยื่นคำขอเปิด L/C กับธนาคารในไทย จากนั้นธนาคารจะแจ้งไปยังธนาคารของผู้ขายในต่างประเทศ เมื่อผู้ขายส่งสินค้าและยื่นเอกสารตรงตามเงื่อนไข L/C ธนาคารจะจ่ายเงินให้ผู้ขาย นอกจาก L/C ยังมีวิธีชำระเงินอื่น เช่น การโอนเงินตรง (T/T) ที่เร็วกว่าแต่มีความเสี่ยงสูงกว่า หรือ D/P (Documents against Payment) ที่ผู้ซื้อจ่ายเงินเมื่อรับเอกสารขนส่ง SME ที่ค้ากับคู่ค้ารายใหม่ควรเริ่มจาก L/C เพื่อลดความเสี่ยง แล้วค่อยเปลี่ยนเป็น T/T เมื่อสร้างความไว้วางใจกันแล้ว การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน SME ที่ค้าระหว่างประเทศต้องรับมือกับค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน การบันทึกบัญชีรายการที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศจึงมีหลักสำคัญที่ต้องเข้าใจ กำไร-ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนแบ่งเป็น 2 ประเภท Realized (เกิดขึ้นจริง) คือ กำไรหรือขาดทุนที่เกิดตอนจ่ายเงินจริง ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อสินค้า 10,000 USD ตอนออกใบสั่งซื้ออัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 35.00 บาท ต่อดอลลาร์ แต่ตอนจ่ายเงินจริงอัตราเปลี่ยนเป็น 35.50 บาท ต่อดอลลาร์ บริษัทต้องจ่ายเพิ่ม 5,000 บาท ส่วนต่างนี้คือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง Unrealized (ยังไม่เกิดขึ้นจริง) คือ กำไรหรือขาดทุนที่ต้องบันทึกตอนปิดงบ เมื่อมียอดค้างชำระที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องปรับปรุงตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวด ตามมาตรฐานการบัญชี ภาษีศุลกากรและ VAT นำเข้า – สิ่งที่ SME ต้องรู้ก่อนนำเข้าสินค้า เมื่อนำเข้าสินค้าเข้าไทย ผู้นำเข้าต้องเสียภาษี 2 ประเภทหลัก ได้แก่ อากรขาเข้า (Customs Duty) ที่คิดตามพิกัดอัตราศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ที่คิดจากมูลค่าสินค้ารวมอากรขาเข้า วิธีคำนวณภาษีนำเข้า ตัวอย่าง สมมุตินำเข้าสินค้ามูลค่า CIF 100,000 บาท อัตราอากรขาเข้า 10% อากรขาเข้า = 100,000 x 10% = 10,000 บาท VAT = (100,000 + 10,000) x 7% = 7,700 บาท รวมภาษีนำเข้าทั้งหมด = 17,700 บาท ผู้นำเข้าสามารถนำ VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าไปเป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายได้ ถ้าจดทะเบียน VAT แล้ว รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราภาษีนำเข้าและภาษีศุลกากรสามารถอ่านเพิ่มเติมในบทความเฉพาะของ PEAK สิทธิประโยชน์จาก FTA – ลดต้นทุนนำเข้าได้อย่างไร FTA (Free Trade Agreement) คือข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ ที่ช่วยให้ผู้นำเข้า-ส่งออกเสียอากรขาเข้าในอัตราที่ต่ำลงหรือ 0% สำหรับสินค้าบางประเภท ปัจจุบันไทยมี FTA ที่สำคัญหลายฉบับ เช่น ASEAN Free Trade Area (AFTA) ที่อากรสินค้าส่วนใหญ่ระหว่างอาเซียนเป็น 0%, ข้อตกลง RCEP ที่ครอบคลุม 15 ประเทศ, JTEPA (ไทย-ญี่ปุ่น) และ TAFTA (ไทย-ออสเตรเลีย) วิธีขอใช้สิทธิ FTA ลดหย่อนภาษี ขั้นตอนหลักคือต้องขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin หรือ C/O) จากกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่าสินค้าผลิตในประเทศที่มี FTA กับไทย จากนั้นยื่น C/O ต่อกรมศุลกากรเพื่อขอลดอัตราอากร ตัวอย่าง ถ้านำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น อากรปกติ 10% แต่ใช้สิทธิ JTEPA อาจลดเหลือ 0-5% ทำให้ประหยัดต้นทุนหลักหมื่นต่อล็อตสินค้า ความเสี่ยงและวิธีบริหารความเสี่ยงในการค้าระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศมีความเสี่ยงหลักที่ SME ต้องระวัง ได้แก่ ความเสี่ยงจากค่าเงิน ความเสี่ยงจากการส่งมอบสินค้า และความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงิน ความเสี่ยงค่าเงิน (Currency Risk) เป็นเรื่องที่กระทบ SME มากที่สุด เช่น ถ้าตกลงขายสินค้า 50,000 USD ตอนเงินบาทอยู่ที่ 35 บาท ต่อดอลลาร์ จะได้เงิน 1,750,000 บาท แต่ถ้าตอนรับเงินจริงบาทแข็งเป็น 33 บาท ต่อดอลลาร์ จะได้แค่ 1,650,000 บาท หายไป 100,000 บาท วิธีบริหารความเสี่ยงค่าเงินที่ SME ทำได้ ได้แก่ การทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้า (Forward Contract) กับธนาคาร เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า หรือการกำหนดราคาขายเป็นเงินบาทแทนสกุลเงินต่างประเทศ รวมถึงกระจายคู่ค้าในหลายประเทศเพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินสกุลใดสกุลหนึ่ง สรุป – การค้าระหว่างประเทศ เริ่มต้นได้ถ้ารู้หลักสำคัญ การค้าระหว่างประเทศสำหรับ SME ไม่ต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องรู้เรื่องสำคัญให้ครบ ตั้งแต่เลือก Incoterms ที่เหมาะกับธุรกิจ เข้าใจวิธีชำระเงินอย่าง L/C บันทึกบัญชีอัตราแลกเปลี่ยนให้ถูกต้อง คำนวณภาษีนำเข้า และใช้สิทธิ FTA ลดต้นทุน เมื่อเข้าใจหลักเหล่านี้ การเปิดตลาดต่างประเทศจะเป็นเรื่องที่จัดการได้ เริ่มต้นค้าระหว่างประเทศอย่างมั่นใจ ด้วยระบบบัญชีที่พร้อม เมื่อเริ่มนำเข้า-ส่งออก สิ่งที่ยุ่งยากไม่แพ้การหาคู่ค้าคือการจัดการบัญชีหลายสกุลเงิน ภาษีนำเข้า และเอกสารที่ต้องถูกต้อง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยบันทึกรายการหลายสกุลเงิน คำนวณอัตราแลกเปลี่ยน และออกเอกสารบัญชีที่พร้อมยื่นต่อกรมสรรพากร ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ SME ต้องมีทุนเท่าไรถึงเริ่มนำเข้า-ส่งออกได้ ไม่มีขั้นต่ำตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติต้องมีเงินทุนเพียงพอสำหรับค่าสินค้า ค่าขนส่ง อากรขาเข้า และ VAT ซึ่งอาจต้องสำรองล่วงหน้า 2-3 เดือนก่อนได้เงินคืนจากการขาย การเริ่มจากล็อตเล็ก ๆ เช่น สั่งตัวอย่างสินค้ามาทดสอบตลาดก่อน จะช่วยลดความเสี่ยงด้านเงินทุน ความแตกต่างระหว่าง FOB กับ CIF คืออะไร FOB ผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งถึงท่าเรือต้นทาง หลังจากนั้นผู้ซื้อรับภาระเอง ส่วน CIF ผู้ขายรับผิดชอบเพิ่มอีก 2 อย่าง คือค่าขนส่งระหว่างประเทศและค่าประกันภัย SME มือใหม่ที่นำเข้ามักเลือก CIF เพราะง่ายกว่า ไม่ต้องจัดการเรื่องเรือและประกันเอง ต้องจด VAT ก่อนนำเข้าสินค้าหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องจด VAT ก่อนนำเข้า เพราะกรมศุลกากรจะเรียกเก็บ VAT 7% ณ ด่านศุลกากรอยู่แล้ว แต่ถ้าจด VAT แล้ว สามารถนำ VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าไปหักเป็นภาษีซื้อได้ ทำให้ต้นทุนจริงลดลง สำหรับ SME ที่นำเข้าเป็นประจำ การจด VAT จึงคุ้มค่ากว่า การบันทึกบัญชีรายการนำเข้า ใช้อัตราแลกเปลี่ยนวันไหน ตามมาตรฐานการบัญชี ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการ (วันที่ในใบกำกับสินค้า) สำหรับการบันทึกรายการเริ่มแรก และใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวดสำหรับการปรับปรุงยอดค้างชำระที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ส่วนต่างที่เกิดขึ้นบันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องมี

ทุกครั้งที่ธุรกิจจ่ายเงินออกไป ไม่ว่าจะเป็นค่าสินค้า ค่าจ้างผลิต หรือเงินเดือนพนักงาน สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือหลักฐานว่าเงินจำนวนนั้นจ่ายไปจริง จ่ายให้ใคร และได้รับอนุมัติแล้วหรือยัง หลายกิจการเริ่มพบปัญหาตอนผู้สอบบัญชีเข้ามาตรวจ แล้วเอกสารไม่ครบ หรือบางรายการไม่มีลายเซ็นอนุมัติ ใบสำคัญจ่ายคือเอกสารที่ช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่ความหมาย ข้อมูลที่ต้องระบุ ขั้นตอนอนุมัติ ไปจนถึงตัวอย่างฟอร์มพร้อมวิธีกรอก ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) คืออะไร ใบสำคัญจ่ายคือเอกสารภายในที่ธุรกิจจัดทำขึ้นเพื่อบันทึกรายละเอียดการจ่ายเงินแต่ละรายการ ทำหน้าที่เป็นหลักฐานว่าเงินจำนวนนี้ถูกจ่ายออกไปจริง ผ่านการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว และมีเอกสารประกอบครบถ้วน ในทางบัญชี ใบสำคัญจ่ายช่วยให้การบันทึกบัญชีด้านจ่ายเป็นระบบ ลดโอกาสผิดพลาดจากการจ่ายเงินโดยไม่มีหลักฐานรองรับ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Payment Voucher หรือบางที่ใช้คำว่า Disbursement Voucher ใบสำคัญจ่ายต่างจากใบสำคัญรับอย่างไร ใบสำคัญจ่ายบันทึกเงินที่จ่ายออก ส่วนใบสำคัญรับเงินบันทึกเงินที่รับเข้า ทั้งสองเป็นเอกสารภายในที่ใช้ควบคุมการเงิน แต่คนละด้านกัน รายการ ใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญรับ ใช้เมื่อ จ่ายเงินออก รับเงินเข้า ตัวอย่าง จ่ายค่าสินค้า จ่ายเงินเดือน รับค่าสินค้า รับชำระหนี้ เอกสารแนบ ใบแจ้งหนี้ หลักฐานโอนเงิน ใบเสร็จรับเงิน สำเนาเช็ค ทำไมธุรกิจถึงต้องมีใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายไม่ได้เป็นแค่เอกสารที่ทำตามรูปแบบ แต่เป็นเครื่องมือควบคุมภายในที่ช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินได้จริง ป้องกันการจ่ายเงินซ้ำซ้อนหรือไม่ได้อนุมัติ เมื่อมีใบสำคัญจ่ายทุกรายการ ฝ่ายบัญชีสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่ารายการนี้จ่ายไปแล้วหรือยัง ใครเป็นคนอนุมัติ ช่วยลดความเสี่ยงจากการจ่ายเงินซ้ำให้ผู้ขายรายเดิม หรือจ่ายเงินโดยไม่ผ่านขั้นตอนอนุมัติ สมมติบริษัทสั่งซื้อสินค้า 50,000 บาท ถ้าไม่มีระบบใบสำคัญจ่าย อาจเกิดกรณีที่ฝ่ายจัดซื้อส่งคำสั่งจ่ายซ้ำ แล้วฝ่ายบัญชีโอนเงินให้ 2 ครั้ง เป็นหลักฐานสำคัญสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชีต้องตรวจว่าทุกรายการจ่ายมีเอกสารประกอบครบถ้วน มีลายเซ็นอนุมัติ และตรงกับยอดในสมุดบัญชี ใบสำคัญจ่ายที่จัดเรียงเป็นระบบช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วขึ้น ลดข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีได้มาก ตามพ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 กิจการต้องเก็บเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ใบสำคัญจ่ายเป็นหนึ่งในเอกสารที่ต้องเก็บรักษา ข้อมูลที่ต้องระบุในใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายที่สมบูรณ์ควรมีข้อมูลเหล่านี้ครบ เพื่อให้ใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีได้อย่างถูกต้อง ข้อมูล รายละเอียด เลขที่เอกสาร เลขลำดับเพื่อค้นหาและอ้างอิงย้อนหลัง วันที่จ่ายเงิน วันที่ทำรายการจ่ายจริง จ่ายให้ ชื่อบุคคลหรือบริษัทที่รับเงิน รายการที่จ่าย รายละเอียดสินค้า บริการ หรือค่าใช้จ่ายที่จ่าย จำนวนเงิน ระบุทั้งตัวเลขและตัวอักษร วิธีการจ่าย เงินสด โอนธนาคาร หรือเช็ค (ระบุเลขเช็คด้วย) ผู้จัดทำ ผู้ตรวจสอบ ผู้อนุมัติ ลายเซ็นอย่างน้อย 3 คน แสดงการแบ่งหน้าที่ เอกสารแนบ ระบุจำนวนเอกสารแนบ เช่น ใบแจ้งหนี้ 1 ฉบับ ขั้นตอนการอนุมัติก่อนจ่ายเงิน การจ่ายเงินที่ดีไม่ควรให้คนคนเดียวทำทั้งหมด ตั้งแต่ขออนุมัติไปจนถึงโอนเงิน ระบบอนุมัติที่มีการแบ่งหน้าที่ช่วยป้องกันทุจริตและข้อผิดพลาดได้ ขั้นตอนที่ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้มีดังนี้ สำหรับกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงานไม่กี่คน อาจลดขั้นตอนลงเหลือ 3 ช่อง คือผู้จัดทำ ผู้ตรวจสอบ และผู้อนุมัติ แต่ควรแยกคนทำกับคนอนุมัติเสมอ เอกสารแนบที่ต้องมีคู่กับใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีเอกสารประกอบแนบด้วยเพื่อยืนยันว่ารายการจ่ายเกิดขึ้นจริง เอกสารที่ควรแนบมีดังนี้ ถ้าเอกสารแนบไม่ครบ ผู้สอบบัญชีอาจตั้งข้อสังเกตว่ารายการจ่ายนั้นไม่มีหลักฐานเพียงพอ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของงบการเงิน ตัวอย่างใบสำคัญจ่ายพร้อมวิธีกรอก ตัวอย่างด้านล่างเป็นรูปแบบที่ธุรกิจ SME ใช้กันทั่วไป คุณปรับรายละเอียดให้เหมาะกับกิจการได้ ตัวอย่างใบสำคัญจ่ายค่าสินค้า สมมติบริษัท กขค จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อวัตถุดิบจากร้านค้าส่ง มูลค่า 30,000 บาท จ่ายด้วยการโอนเงิน ช่อง กรอกว่า เลขที่ PV-2569/001 วันที่ 15 มกราคม 2569 จ่ายให้ ร้าน ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ ค่าวัตถุดิบตามใบแจ้งหนี้เลขที่ INV-001 จำนวนเงิน 30,000 บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) วิธีจ่าย โอนเงินผ่านธนาคาร เอกสารแนบ ใบแจ้งหนี้ 1 ฉบับ สลิปโอนเงิน 1 ฉบับ ตัวอย่างใบสำคัญจ่ายเงินเดือน กรณีจ่ายเงินเดือนพนักงาน 5 คน รวม 150,000 บาท กรอกช่องรายการว่า เงินเดือนพนักงานประจำเดือนมกราคม 2569 จำนวน 5 คน แนบรายงานเงินเดือน (Payroll Report) พร้อมหลักฐานโอนเงิน ในช่องผู้อนุมัติต้องเป็นผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำใบสำคัญจ่าย ปัญหาที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ ส่วนใหญ่เกิดจากความเคยชินมากกว่าไม่รู้ หลักเกณฑ์สรรพากรที่เกี่ยวข้องกับใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายไม่ได้ถูกกำหนดรูปแบบเฉพาะโดยกรมสรรพากร แต่สรรพากรกำหนดว่ารายจ่ายที่จะนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ต้องมีหลักฐานเพียงพอ ตามประมวลรัษฎากร รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ ใบสำคัญจ่ายที่มีเอกสารแนบครบจึงเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่ารายจ่ายนั้นเกิดขึ้นจริงและเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ กรณีที่ไม่สามารถหาใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้ เช่น ซื้อของจากร้านค้าเล็กๆ ที่ไม่ออกบิล กิจการสามารถจัดทำใบสำคัญจ่ายเป็นเอกสารภายในพร้อมระบุรายละเอียดให้ครบ เพื่อใช้ประกอบการบันทึกบัญชี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สรุป – ใบสำคัญจ่ายช่วยให้จ่ายเงินทุกบาทมีหลักฐาน ใบสำคัญจ่ายเป็นเอกสารที่ช่วยให้ธุรกิจควบคุมการจ่ายเงินได้อย่างเป็นระบบ จุดสำคัญที่ต้องจำคือ ทุกรายการจ่ายต้องมีเอกสารประกอบครบ มีลายเซ็นอนุมัติ และจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ ยิ่งกิจการเติบโต จำนวนรายการจ่ายยิ่งมาก การจัดการด้วยมือจะเริ่มไม่ทันและเกิดข้อผิดพลาดง่าย จัดการเอกสารบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณจัดการเอกสารทางบัญชี บันทึกรายรับ-รายจ่าย และออกรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด พร้อมเก็บเอกสารบนระบบ Cloud ที่ค้นหาย้อนหลังได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายใช้ตอนไหน ใช้ทุกครั้งที่กิจการจ่ายเงินออก ไม่ว่าจะจ่ายค่าสินค้า ค่าบริการ เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน หรือค่าสาธารณูปโภค ควรจัดทำก่อนหรือในวันที่จ่ายเงินจริง ใบสำคัญจ่ายภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Payment Voucher บางองค์กรใช้คำว่า Disbursement Voucher หรือ Cash Voucher (กรณีจ่ายเป็นเงินสด) ใบสำคัญจ่ายจำเป็นต้องมีลายเซ็นผู้อนุมัติไหม จำเป็น เพราะลายเซ็นผู้อนุมัติคือหลักฐานว่ารายการจ่ายนั้นผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุญาตแล้ว ถ้าไม่มีลายเซ็น ผู้สอบบัญชีจะตั้งข้อสังเกตว่าการจ่ายเงินนั้นอาจไม่ได้รับอนุมัติ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสำคัญจ่ายได้ที่ไหน ค้นหาได้จากเว็บไซต์ที่ให้บริการแบบฟอร์มบัญชีฟรี หรือใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีระบบออกใบสำคัญจ่ายอัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนการพิมพ์และจัดเก็บ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

พิกัดศุลกากร คืออะไร คู่มือ HS Code สำหรับผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ มักเจอคำว่า พิกัดศุลกากร หรือ HS Code ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการทำพิธีการศุลกากร หลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะรหัสเป็นตัวเลขหลายหลักที่ดูไม่คุ้นตา แต่ถ้าเข้าใจหลักการแล้ว จะพบว่ามันเป็นระบบที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา พิกัดศุลกากร คือรหัสตัวเลขที่ใช้จำแนกประเภทสินค้าในการค้าระหว่างประเทศ กำหนดโดยองค์การศุลกากรโลก (World Customs Organization หรือ WCO) เพื่อให้ทุกประเทศใช้มาตรฐานเดียวกันในการระบุว่าสินค้าชิ้นนั้นคืออะไร บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่โครงสร้างรหัส วิธีค้นหาพิกัดที่ถูกต้อง ไปจนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหากระบุผิดพลาด HS Code ย่อมาจากอะไร ทำไมต้องมี HS Code ย่อมาจาก Harmonized Commodity Description and Coding System เป็นระบบรหัสสากลที่ใช้จำแนกสินค้ามากกว่า 5,000 กลุ่ม ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศทั่วโลก เหตุผลที่ต้องมีพิกัดศุลกากร เพราะแต่ละประเทศต้องเก็บอากรนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันตามประเภทสินค้า การมีรหัสกลาง ทำให้กรมศุลกากรของทุกประเทศเข้าใจตรงกันว่าสินค้าชิ้นนั้นคืออะไร อัตราอากรเท่าไร และต้องมีเอกสารอะไรประกอบ ถ้าไม่มีระบบนี้ สินค้าชนิดเดียวกันอาจถูกเรียกชื่อต่างกัน แล้วเสียอากรผิดอัตราได้ โครงสร้างรหัส HS Code มีกี่หลัก อ่านอย่างไร รหัส HS Code มีโครงสร้างเป็นลำดับชั้น เริ่มจากหมวดกว้างไปจนถึงรายละเอียดสินค้าเฉพาะ ระดับสากล 6 หลัก กับระดับประเทศ 8-11 หลัก ในระดับสากล WCO กำหนดรหัสไว้ 6 หลัก ซึ่งทุกประเทศใช้เหมือนกัน แต่ละประเทศสามารถเพิ่มหลักต่อท้ายเพื่อจำแนกสินค้าให้ละเอียดขึ้นตามความต้องการของตนเอง สำหรับประเทศไทย ใช้ระบบ AHTN (ASEAN Harmonized Tariff Nomenclature) ที่มี 8 หลัก และอาจมีรหัสสถิติต่อท้ายอีก 3 หลัก รวมเป็น 11 หลัก ระดับ จำนวนหลัก ใช้โดย ตัวอย่าง สากล (HS) 6 หลัก ทุกประเทศเหมือนกัน 0901.21 อาเซียน (AHTN) 8 หลัก ประเทศสมาชิกอาเซียน 0901.21.20 ไทย (สถิติ) 11 หลัก ประเทศไทย 0901.21.20.000 ตัวอย่างการอ่านรหัส HS Code ลองดูตัวอย่างรหัส 0901.21 ซึ่งหมายถึง กาแฟคั่ว ไม่มีคาเฟอีน เห็นไหมว่ายิ่งหลักเลขมากขึ้น ยิ่งระบุรายละเอียดสินค้าได้แม่นยำขึ้น พิกัดศุลกากรขาเข้า 21 หมวดมีอะไรบ้าง สินค้าทั้งหมดในระบบ HS Code ถูกจัดเป็น 21 หมวด (Section) ตามประเภทของสินค้า ตั้งแต่สัตว์มีชีวิตไปจนถึงงานศิลปะ หมวด รายละเอียด 1 สัตว์มีชีวิต ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ 2 ผลิตภัณฑ์จากพืช 3 ไขมัน น้ำมัน 4 อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่ม ยาสูบ 5 แร่ธาตุ 6 ผลิตภัณฑ์เคมี 7 พลาสติก ยาง 8 หนังดิบ หนังฟอก 9 ไม้ ผลิตภัณฑ์จากไม้ 10 เยื่อไม้ กระดาษ 11 สิ่งทอ 12 รองเท้า หมวก ร่ม 13 หิน ปูน ซีเมนต์ แก้ว เซรามิก 14 อัญมณี โลหะมีค่า 15 โลหะสามัญ 16 เครื่องจักร เครื่องไฟฟ้า 17 ยานพาหนะ 18 เครื่องมือวิทยาศาสตร์ นาฬิกา เครื่องดนตรี 19 อาวุธ กระสุน 20 สินค้าเบ็ดเตล็ด เฟอร์นิเจอร์ 21 งานศิลปะ วัตถุสะสม วัตถุโบราณ ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องจำทั้ง 21 หมวด เพียงแค่รู้ว่าสินค้าของตนอยู่ในกลุ่มไหน แล้วค้นหาพิกัดที่แม่นยำจากเครื่องมือของกรมศุลกากรอีกทีหนึ่ง วิธีค้นหาพิกัดศุลกากรที่ถูกต้อง การค้นหาพิกัดที่ถูกต้องเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด เพราะพิกัดที่ผิดจะทำให้เสียอากรผิดอัตราและอาจถูกปรับได้ ค้นหาผ่านเว็บกรมศุลกากร ช่องทางหลักคือ ระบบ Integrated Tariff Database ของกรมศุลกากร ขั้นตอนมีดังนี้ ค้นหาผ่าน Tariff e-Service อีกช่องทางหนึ่งคือ Tariff e-Service ซึ่งเป็นระบบใหม่ของกรมศุลกากรที่ใช้งานง่ายกว่า รองรับการค้นหาด้วยรหัส HS Code โดยตรง และแสดงอัตราอากรตามข้อตกลง FTA ต่าง ๆ ด้วย ขอคำวินิจฉัยจากกรมศุลกากร (Advance Ruling) ถ้าสินค้ามีลักษณะพิเศษหรือจัดหมวดหมู่ได้ยาก คุณสามารถยื่นคำร้องขอ Advance Ruling จากกรมศุลกากร ได้ เจ้าหน้าที่จะวินิจฉัยพิกัดให้อย่างเป็นทางการ ผลคำวินิจฉัยมีผลผูกพันทั้งผู้นำเข้าและกรมศุลกากร จึงช่วยลดความเสี่ยงจากข้อพิพาทเรื่องพิกัดได้ ผลกระทบจากการระบุพิกัดศุลกากรผิด การระบุพิกัดผิดแม้เพียงหลักเดียว อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจหลายด้าน เสียอากรขาด ต้องชำระเพิ่มพร้อมค่าปรับ ถ้าพิกัดที่ระบุทำให้อัตราอากรต่ำกว่าความเป็นจริง ถือว่าเสียอากรขาด กรมศุลกากรมีอำนาจเรียกเก็บส่วนต่างพร้อมเบี้ยปรับ ตามพ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2560 หากพิสูจน์ได้ว่าเจตนาสำแดงเท็จ มีโทษทั้งปรับและจำคุก สมมุติว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 1 ล้านบาท ระบุพิกัดที่อัตราอากร 0% แต่พิกัดที่ถูกต้องคืออัตรา 5% แปลว่าต้องชำระอากรเพิ่ม 50,000 บาท บวกเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีก เสียอากรเกิน สูญเสียต้นทุนโดยไม่จำเป็น ในทางกลับกัน ถ้าพิกัดที่ระบุทำให้อัตราอากรสูงกว่าที่ควร คุณก็จ่ายอากรเกินโดยไม่รู้ตัว เรื่องนี้เกิดบ่อยกับผู้ประกอบการที่ไม่ได้ตรวจสอบพิกัดอย่างละเอียด แม้จะขอคืนได้ แต่กระบวนการใช้เวลาและกระทบกระแสเงินสด สินค้าถูกกักหรือถูกยึด ในกรณีร้ายแรง เช่น สินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตนำเข้าแต่ระบุพิกัดไม่ตรง สินค้าอาจถูกกักไว้ที่ท่าเรือหรือสนามบิน ทำให้ส่งมอบล่าช้า เสียค่าเก็บรักษา และกระทบแผนการขาย พิกัดศุลกากรกับ FTA ช่วยลดอากรนำเข้าได้อย่างไร ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเสียอากรนำเข้าต่ำลงหรือไม่ต้องเสียเลย สำหรับสินค้าบางประเภท โดยมีเงื่อนไขว่าต้องระบุพิกัดศุลกากรถูกต้อง และสินค้าต้องมีแหล่งกำเนิดจากประเทศคู่สัญญา FTA หลักที่ประเทศไทยใช้ได้ FTA ประเทศคู่สัญญา AFTA (ATIGA) อาเซียน 10 ประเทศ RCEP อาเซียน, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ TAFTA ไทย-ออสเตรเลีย JTEPA ไทย-ญี่ปุ่น TCFTA ไทย-จีน วิธีเช็คสิทธิ์ลดอากรตามพิกัด เข้าเว็บไซต์ Tariff e-Service แล้วค้นหาด้วย HS Code ของสินค้า ระบบจะแสดงอัตราอากรปกติ (MFN) และอัตราพิเศษตาม FTA แต่ละฉบับ ถ้าอัตรา FTA ต่ำกว่า ให้เตรียมหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) เพื่อใช้สิทธิ์ลดอากร ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้จากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ HS Code กับการทำบัญชีนำเข้า-ส่งออก พิกัดศุลกากรไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับพิธีการศุลกากร แต่ยังเชื่อมโยงกับการบันทึกบัญชีด้วย บันทึกอากรนำเข้าเป็นต้นทุนสินค้า เมื่อนำเข้าสินค้า อากรศุลกากรที่จ่ายต้องนำไปรวมเป็นต้นทุนสินค้า ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายงวดปัจจุบัน ตัวอย่าง นำเข้าสินค้ามูลค่า 100,000 บาท เสียอากร 5,000 บาท ต้นทุนสินค้าที่บันทึกในบัญชีคือ 105,000 บาท ถ้าพิกัดผิดทำให้เสียอากรเกิน ต้นทุนสินค้าก็สูงเกินจริง ส่งผลให้กำไรขั้นต้นบิดเบือนไปด้วย VAT สำหรับสินค้านำเข้า สินค้านำเข้าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% คำนวณจากราคา CIF (ราคาสินค้า ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย) บวกอากรขาเข้า ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT สามารถนำภาษีซื้อนำเข้าไปหักกับภาษีขายได้ตามปกติ ช่องทางสอบถามข้อมูลพิกัดศุลกากร ถ้ายังไม่แน่ใจเรื่องพิกัด สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมศุลกากร 1164, สำนักพิกัดอัตราศุลกากร กรมศุลกากร, ตัวแทนออกของ (Customs Broker) ที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมศุลกากร หรือสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์รวมความรู้เรื่องพิธีการศุลกากร สรุป – ระบุพิกัดศุลกากรให้ถูกต้อง ช่วยธุรกิจประหยัดต้นทุนและลดปัญหา พิกัดศุลกากรเป็นด่านแรกของการนำเข้า-ส่งออกที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ เพราะส่งผลต่อทั้งอัตราอากร ระยะเวลาผ่านพิธีการ และต้นทุนสินค้าที่บันทึกในบัญชี การลงทุนเวลาค้นหาพิกัดที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันค่าปรับ ลดต้นทุน และรักษากระแสเงินสดให้ธุรกิจเดินหน้าได้ราบรื่น จัดการบัญชีนำเข้า-ส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อระบุพิกัดศุลกากรถูกต้องแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือบันทึกต้นทุนนำเข้าให้ถูกต้องในระบบบัญชี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพิกัดศุลกากร HS Code กับ Tariff Code ต่างกันอย่างไร HS Code คือรหัสสากล 6 หลักที่กำหนดโดย WCO ใช้จำแนกสินค้าเหมือนกันทั่วโลก ส่วน Tariff Code คือรหัสที่แต่ละประเทศขยายเพิ่มจาก HS Code เพื่อกำหนดอัตราอากรเฉพาะของตน ในทางปฏิบัติ คนมักใช้สองคำนี้สลับกันได้ แต่ถ้าพูดในบริบทของประเทศไทย Tariff Code มักหมายถึงรหัส 8 หลักตามระบบ AHTN พิกัดศุลกากรขาเข้ากับขาออกต่างกันอย่างไร HS Code 6 หลักแรกเหมือนกันทั้งขาเข้าและขาออก สิ่งที่ต่างกันคืออัตราอากร สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก ยกเว้นสินค้าบางประเภท เช่น ไม้ หนังดิบ ที่รัฐกำหนดอัตราอากรขาออกไว้ ถ้าไม่แน่ใจพิกัดที่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร ขั้นตอนแรก ลองค้นหาจาก Integrated Tariff Database ที่ itd.customs.go.th ก่อน ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้ปรึกษาตัวแทนออกของ (Customs Broker) ที่มีใบอนุญาต หรือยื่นคำร้องขอ Advance Ruling จากกรมศุลกากร ซึ่งจะได้คำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ ใครเป็นคนกำหนดพิกัดศุลกากร รหัส HS Code กำหนดโดยองค์การศุลกากรโลก (WCO) ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยจะมีการทบทวนและปรับปรุงรหัสทุก 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนแปลง ฉบับล่าสุดคือ HS 2022 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ทำอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร ภาษี และการยื่น DBD

เมื่อธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หลายคนมักไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ไม่ว่าจะรับหุ้นส่วนใหม่ โอนหุ้นให้ลูก หรือปรับสัดส่วนในบริษัท คำถามที่ตามมาก็คล้ายกัน เตรียมเอกสารอะไรบ้าง แล้วมีภาษีที่ต้องจ่ายหรือเปล่า การโอนหุ้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าข้ามขั้นตอนสำคัญไปแม้แค่ข้อเดียว อาจเป็นปัญหาทางกฎหมายในภายหลังได้ บทความนี้สรุปครบทุกเรื่อง ตั้งแต่เอกสาร ภาษี ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ไปจนถึงข้อควรระวัง การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น (การโอนหุ้น) คืออะไร การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นคือการโอนหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมไปให้บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นการขาย ให้ หรือโอนภายในครอบครัว ตามกฎหมายกำหนดไว้ว่า การโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือลงลายเซ็นทั้งผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานอย่างน้อย 1 คน การโอนจะมีผลทางกฎหมายได้ ก็ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วเท่านั้น สำหรับพื้นฐานเรื่อง ผู้ถือหุ้นคืออะไร สิทธิและหน้าที่ เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนหุ้น ก่อนเริ่มโอนหุ้น ต้องเตรียมเอกสารหลัก 3 ชุด ได้แก่ ตราสารการโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้น และแบบ บอจ.5 ตราสารการโอนหุ้น (Share Transfer Instrument) ตราสารการโอนหุ้นคือเอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมี เพื่อแสดงว่าผู้โอนยินยอมส่งมอบหุ้นให้ผู้รับโอนจริง ต้องระบุจำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ราคาที่ตกลงซื้อขาย วันที่โอน และลายเซ็นทั้งสองฝ่ายพร้อมพยาน เอกสารนี้ต้องติดอากรแสตมป์ด้วย เพราะจัดเป็นตราสารตามบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 หนังสือสัญญาโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้นเป็นเอกสารเสริมที่ช่วยระบุเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น เงื่อนไขการชำระเงิน หรือข้อห้ามในการขายต่อ กรณีที่โอนหุ้นมีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น แบ่งชำระหลายงวด ควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแยกต่างหาก แบบ บอจ.5 และเอกสารประกอบ บอจ.5 คือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงรายชื่อ เอกสารประกอบที่ต้องแนบ ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนผู้ถือหุ้นใหม่ สำเนาทะเบียนบ้าน และหนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ยื่นเอง) รายละเอียดเกี่ยวกับ บอจ.5 คืออะไร ขอได้ที่ไหน ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการโอนหุ้น การโอนหุ้นมีภาษี 2 ประเภทที่ต้องพิจารณา คืออากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายทุกกรณี และภาษีเงินได้กรณีมีกำไรจากการขาย อากรแสตมป์การโอนหุ้น ตราสารการโอนหุ้นจัดอยู่ในบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 ตามประมวลรัษฎากร (หมวดอากรแสตมป์) รายการ รายละเอียด ประเภทตราสาร ตราสารโอนหุ้น (ลำดับที่ 10) อัตราอากร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ฐานคำนวณ ราคาหุ้นที่ชำระแล้ว หรือมูลค่าหุ้นที่โอน แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า ผู้เสียอากร ผู้โอน ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) หากไม่ติดอากรแสตมป์ ตราสารนั้นจะใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้ ภาษีเงินได้จากกำไรการขายหุ้น กรณีบุคคลธรรมดาขายหุ้นได้กำไร ต้องนำกำไรมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี สำหรับนิติบุคคล กำไรจากการขายหุ้นจะรวมคำนวณในกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ สิ่งสำคัญคือต้องเก็บหลักฐานราคาซื้อหุ้นเดิมไว้ เพื่อใช้คำนวณกำไรขาดทุนได้ถูกต้อง ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด หลังจากเตรียมเอกสารและเข้าใจเรื่องภาษีแล้ว มาดูขั้นตอนจริงทั้งหมด โดยมี 4 ขั้นตอนหลัก 1. ตรวจสอบข้อบังคับบริษัทและข้อจำกัดการโอนหุ้น ก่อนโอนหุ้น ต้องเช็คข้อบังคับบริษัทว่ามีเงื่อนไขจำกัดการโอนหรือไม่ บางบริษัทกำหนดว่าต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน (Right of First Refusal) ถ้าข้อบังคับกำหนดให้ต้องประชุมอนุมัติ ก็ต้องจัดประชุมและทำรายงานการประชุมให้เรียบร้อยก่อน 2. จัดทำเอกสารและชำระอากรแสตมป์ จัดทำตราสารการโอนหุ้นและสัญญาโอนหุ้นตามที่ระบุในหัวข้อเอกสารด้านบน ลงลายเซ็นให้ครบทุกฝ่าย แล้วติดอากรแสตมป์ตามอัตราในหัวข้อภาษี 3. แก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น บริษัทต้องจดแจ้งการโอนหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เพื่อให้การโอนมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ถ้าไม่จดแจ้ง การโอนจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ 4. ยื่นแบบ บอจ.5 ที่ DBD ขั้นตอนสุดท้ายคือยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัจจุบันยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้ วิธียื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น DBD ออนไลน์ ปัจจุบันยื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นผ่านระบบ DBD e-Filing ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ DBD e-Filing ข้อควรระวังสำคัญเมื่อมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น นอกจากเรื่องเอกสารและภาษีแล้ว ยังมี 2 ประเด็นที่มักถูกมองข้าม กรณีที่ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ถ้าการโอนหุ้นเกี่ยวข้องกับการเพิ่มทุนหรือลดทุนจดทะเบียน ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย การแก้ไขต้องมีมติพิเศษจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 และต้องจดทะเบียนกับ DBD แยกจากการยื่น บอจ.5 สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ถ้าผู้รับโอนเป็นชาวต่างชาติหรือนิติบุคคลต่างด้าว ต้องระวังเรื่องสัดส่วน กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กำหนดว่าธุรกิจส่วนใหญ่ที่ SME ทำอยู่ ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49 เปอร์เซ็นต์ หากโอนหุ้นแล้วสัดส่วนต่างชาติเกิน 49 เปอร์เซ็นต์ บริษัทจะถูกถือว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ต้องขออนุญาตก่อน สรุป – เตรียมให้ครบ ยื่นให้ถูก โอนหุ้นไม่มีสะดุด การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทำได้ไม่ยาก ขอแค่เตรียมเอกสารให้ครบ จ่ายอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง และยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ให้เรียบร้อย ส่วนที่หลายคนมองข้ามคือเรื่องภาษีเงินได้จากกำไรขายหุ้น และสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ วางแผนไว้ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา จัดการเอกสารบัญชีบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยน เอกสารทางบัญชีก็ต้องอัปเดตตาม PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย เอกสารทางการเงิน และรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องประชุมผู้ถือหุ้นหรือไม่ ไม่จำเป็นทุกกรณี ถ้าข้อบังคับบริษัทไม่ได้กำหนดไว้ ผู้ถือหุ้นสามารถโอนหุ้นได้เลยโดยทำตราสารการโอนหุ้น แต่ถ้าข้อบังคับระบุให้ต้องประชุมอนุมัติก่อน ก็ต้องทำตามนั้น โอนหุ้นให้คนในครอบครัวหรือลูก ทำอย่างไร ขั้นตอนเหมือนการโอนหุ้นทั่วไปที่อธิบายไว้ด้านบน สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมคือ ถ้าโอนให้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าตลาดมาก กรมสรรพากรอาจพิจารณาว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ผู้รับอาจต้องเสียภาษีเงินได้จากส่วนต่าง เปลี่ยนผู้ถือหุ้นมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายหลักคืออากรแสตมป์ตามอัตราในตารางด้านบน (1 บาทต่อทุก 1,000 บาท) การยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ไม่มีค่าธรรมเนียม ถ้าต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มตามที่ DBD กำหนด ระยะเวลาเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใช้เวลานานแค่ไหน ถ้าเอกสารครบและยื่นผ่านระบบออนไลน์ DBD จะดำเนินการประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้ามีเอกสารไม่ครบหรือข้อมูลไม่ตรง อาจต้องแก้ไขและยื่นใหม่ จำเป็นต้องจ้างสำนักงานบัญชีหรือทนายความจัดการโอนหุ้นให้หรือไม่ ไม่จำเป็นสำหรับกรณีทั่วไป เจ้าของกิจการดำเนินการเองได้ แต่ถ้ามีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือมีข้อพิพาท ควรปรึกษาทนายความหรือนักบัญชีที่มีประสบการณ์าร เพราะกรมสรรพากรอาจเข้าตรวจสอบได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

สัญญาเช่า คืออะไร เข้าใจ TFRS 16 พร้อมตัวอย่างบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการหลายคนคุ้นเคยกับการเช่าสำนักงาน เช่ารถ หรือเช่าเครื่องจักรเพื่อใช้ในกิจการ แต่พอถึงเรื่องการบันทึกบัญชีสัญญาเช่า กลับมีคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะเมื่อมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่อย่าง TFRS 16 เข้ามาเปลี่ยนวิธีการบันทึกแบบเดิมไปอย่างมาก พูดให้เข้าใจง่าย สัญญาเช่า คือ ข้อตกลงที่ผู้ให้เช่ามอบสิทธิในการใช้สินทรัพย์ให้แก่ผู้เช่าเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด ซึ่งในทางบัญชีไม่ได้เป็นแค่รายจ่ายรายเดือน แต่อาจต้องนำมาแสดงเป็นสินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินด้วย บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมายพื้นฐาน ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีตาม TFRS 16 แบบ step-by-step พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่ SME นำไปใช้ได้ทันที สัญญาเช่า คืออะไร ทั้งในมุมกฎหมายและมุมบัญชี สัญญาเช่า คือ ข้อตกลงที่ผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน เป็นระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้เช่าจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด ในทางบัญชี ความหมายกว้างกว่าหลักกฎหมายทั่วไป เพราะมาตรฐาน TFRS 16 กำหนดให้ผู้เช่าต้องพิจารณาว่าสัญญาใดเข้าข่ายตามนิยามทางบัญชี ซึ่งอาจรวมถึงสัญญาบริการบางประเภทที่ให้สิทธิควบคุมการใช้สินทรัพย์ด้วย สัญญาเช่า กับสัญญาเช่าซื้อ ต่างกันตรงไหน สัญญาเช่ากับสัญญาเช่าซื้อเป็นคนละเรื่องกัน แม้ชื่อจะคล้ายกันจนหลายคนสับสน รายการ สัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ ยังเป็นของผู้ให้เช่า โอนให้ผู้เช่าซื้อเมื่อผ่อนครบ เมื่อครบสัญญา คืนทรัพย์สินให้ผู้ให้เช่า ผู้เช่าซื้อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ตัวอย่าง เช่าสำนักงาน เช่าเครื่องจักร ผ่อนซื้อรถยนต์ ผ่อนซื้อเครื่องจักร พูดง่าย ๆ คือ สัญญาเช่าจ่ายค่าเช่าเพื่อใช้งาน ส่วนสัญญาเช่าซื้อจ่ายเพื่อเป็นเจ้าของในท้ายที่สุด TFRS 16 คืออะไร มาตรฐานบัญชีสัญญาเช่าฉบับใหม่ TFRS 16 คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ฉบับที่ 16 เรื่อง สัญญาเช่า ซึ่งอ้างอิงจาก IFRS 16 ของมาตรฐานสากล มีผลบังคับใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ตามประกาศของสภาวิชาชีพบัญชีฯ หลักการสำคัญ คือ ผู้เช่าต้องนำสัญญาเกือบทุกประเภทมาแสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ว่าจะเป็นแบบดำเนินงานหรือแบบการเงินตามการจำแนกเดิมก็ตาม TFRS 16 เปลี่ยนอะไรจากมาตรฐานเดิม ก่อนมี TFRS 16 มาตรฐานเดิม (TAS 17) แบ่งสัญญาเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบดำเนินงาน กับแบบการเงิน ปัญหาคือ ประเภทดำเนินงานไม่ต้องแสดงในงบดุล จึงทำให้หนี้สินที่แท้จริงของกิจการถูกซ่อนไว้ TFRS 16 แก้ปัญหานี้โดยยกเลิกการแบ่งประเภทสำหรับฝั่งผู้เช่า ให้บันทึกสัญญาทุกประเภทเข้างบดุลเป็น Right-of-Use Asset (สินทรัพย์สิทธิการเช่า) และ Lease Liability (หนี้สินจากการเช่า) รายการ TAS 17 (เดิม) TFRS 16 (ปัจจุบัน) สัญญาเช่าดำเนินงาน บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรายงวด ไม่ขึ้นงบดุล บันทึกเป็น ROU Asset และ Lease Liability ในงบดุล สัญญาเช่าการเงิน บันทึกในงบดุล บันทึกในงบดุล (เหมือนเดิม) ผลต่องบการเงิน หนี้สินถูกซ่อน ทำให้ D/E Ratio ดูต่ำกว่าจริง งบการเงินสะท้อนภาระผูกพันจริง Right-of-Use Asset คืออะไร Right-of-Use Asset หรือ สินทรัพย์สิทธิการเช่า คือ สินทรัพย์ที่ผู้เช่าบันทึกในงบดุลเพื่อแสดงสิทธิในการใช้ทรัพย์สินที่เช่าตลอดอายุสัญญา พูดให้เข้าใจง่าย คือ แม้ผู้เช่าไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ แต่มีสิทธิในการใช้สินทรัพย์นั้น ซึ่งสิทธินี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบดุล เช่นเดียวกับการบันทึกทะเบียนสินทรัพย์ประเภทอื่น ตัวอย่างเช่น บริษัทเช่าสำนักงาน 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ภายใต้ TFRS 16 บริษัทต้องบันทึกมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าทั้งหมดเป็น Right-of-Use Asset ไม่ใช่แค่ตัดค่าเช่าเป็นรายจ่ายทุกเดือนอย่างเดิม วิธีบันทึกบัญชีสัญญาเช่าตาม TFRS 16 แบบ Step-by-Step การบันทึกบัญชีตาม TFRS 16 มี 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การระบุว่าเป็นสัญญาเช่าหรือไม่ การวัดมูลค่าเริ่มต้น การบันทึกรายการ และการบันทึกค่าเสื่อมราคากับดอกเบี้ยในแต่ละงวด ขั้นตอนที่ 1 ระบุว่าเป็นสัญญาเช่าตาม TFRS 16 หรือไม่ สัญญาจะเข้าข่ายตาม TFRS 16 เมื่อเข้าเงื่อนไข 2 ข้อนี้พร้อมกัน ถ้าสัญญาระบุแค่ว่าผู้ให้บริการจะจัดหาพื้นที่ให้ใช้ โดยผู้ให้บริการเปลี่ยนพื้นที่ได้ตลอด สัญญานี้อาจไม่เข้าข่ายตาม TFRS 16 ขั้นตอนที่ 2 วัดมูลค่า Right-of-Use Asset และ Lease Liability เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นสัญญาเช่า ให้คำนวณมูลค่าเริ่มต้นโดยหามูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา สูตร Lease Liability = มูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าทั้งหมดที่ต้องจ่ายในอนาคต อัตราคิดลดที่ใช้ คือ อัตราดอกเบี้ยโดยนัยในสัญญาเช่า (Implicit Rate) ถ้าหาไม่ได้ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่ม (Incremental Borrowing Rate) ของผู้เช่า ROU Asset ณ วันเริ่มต้น = Lease Liability + ค่าใช้จ่ายเริ่มแรก (ถ้ามี) ค่าใช้จ่ายเริ่มแรก เช่น ค่านายหน้า หรือค่าปรับปรุงพื้นที่เช่า ขั้นตอนที่ 3 บันทึกรายการเริ่มต้น Journal Entry ณ วันที่เริ่มต้นสัญญาเช่า บัญชี เดบิต เครดิต สินทรัพย์สิทธิการเช่า (ROU Asset) XXX หนี้สินตามสัญญาเช่า (Lease Liability) XXX มูลค่าที่บันทึกทั้ง 2 ด้านจะเท่ากัน หากไม่มีค่าใช้จ่ายเริ่มแรกเพิ่มเติม ขั้นตอนที่ 4 บันทึกค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยรายงวด ในแต่ละงวด ผู้เช่าต้องบันทึก 2 รายการ ดังนี้ ค่าเสื่อมราคา ROU Asset หารเฉลี่ยตลอดอายุสัญญา (หรืออายุการใช้งาน แล้วแต่ว่าอย่างไหนสั้นกว่า) บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจาก Lease Liability คำนวณจากยอดหนี้สินคงเหลือคูณอัตราดอกเบี้ย บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน เมื่อจ่ายค่าเช่าจริง ส่วนหนึ่งจะลดยอด Lease Liability (ส่วนเงินต้น) และอีกส่วนเป็นดอกเบี้ย ตัวอย่าง บริษัท สมาร์ท จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าสำนักงาน สมมุติว่าบริษัท สมาร์ท จำกัด เช่าสำนักงาน 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท จ่ายต้นเดือน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่ม 5% ต่อปี การคำนวณ Lease Liability Journal Entry วันเริ่มต้นสัญญา บัญชี เดบิต เครดิต สินทรัพย์สิทธิการเช่า 1,001,000 บาท หนี้สินตามสัญญาเช่า 1,001,000 บาท การคำนวณรายเดือน แยกค่าเช่ารายเดือน 30,000 บาท ยอดหนี้สินคงเหลือจะลดลงเรื่อย ๆ ทุกเดือน เพราะดอกเบี้ยคำนวณจากยอดคงเหลือที่ลดลง ข้อยกเว้น TFRS 16 กรณีไหนไม่ต้องบันทึก Right-of-Use Asset TFRS 16 อนุญาตให้ผู้เช่าเลือกไม่บันทึก Right-of-Use Asset ได้ 2 กรณี เพื่อลดภาระงานบัญชีสำหรับสัญญาเช่าที่มีมูลค่าไม่มากหรืออายุสั้น สัญญาเช่าระยะสั้น ไม่เกิน 12 เดือน สัญญาที่มีอายุไม่เกิน 12 เดือน นับจากวันเริ่มต้น และไม่มีสิทธิเลือกซื้อ ผู้เช่าสามารถเลือกบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายรายงวดตามปกติได้ โดยไม่ต้องขึ้นงบดุล ตัวอย่าง เช่าพื้นที่จัดงานอีเวนต์ 6 เดือน หรือเช่ารถสำหรับโปรเจกต์ระยะสั้น สินทรัพย์อ้างอิงมูลค่าต่ำ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำเมื่ออยู่ในสภาพใหม่ (IFRS 16 ใช้เกณฑ์ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 150,000-175,000 บาท) สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรายงวดได้ เช่น เช่าเครื่องพิมพ์ เช่าโน้ตบุ๊ก หรือเช่าเครื่องทำน้ำ การเลือกใช้ข้อยกเว้นนี้ต้องเปิดเผยนโยบายไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เช่าหรือซื้อดี TFRS 16 ช่วยผู้บริหารตัดสินใจอย่างไร TFRS 16 ทำให้งบการเงินสะท้อนภาระผูกพันจากการเช่าได้จริง ผู้บริหารจึงสามารถเปรียบเทียบต้นทุนจริงระหว่างการเช่ากับการซื้อได้ชัดเจนขึ้น เพราะเห็นตัวเลขทั้งฝั่งสินทรัพย์และหนี้สินครบถ้วน ผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินที่ต้องรู้ เมื่อสัญญาเช่าขึ้นงบดุล อัตราส่วนทางการเงินหลายตัวจะเปลี่ยนไป ผู้บริหารที่เข้าใจผลกระทบนี้จะวางแผนโครงสร้างการเงินได้ดีขึ้น ทั้งเรื่องเงื่อนไขสินเชื่อกับธนาคาร และการรายงานต่อผู้ถือหุ้น สรุป – ทำความเข้าใจสัญญาเช่าและ TFRS 16 เพื่อจัดการงบการเงินอย่างมืออาชีพ TFRS 16 เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสัญญาเช่าจากแค่ค่าใช้จ่ายรายเดือน ให้กลายเป็นสินทรัพย์และหนี้สินที่ต้องแสดงในงบดุล ผู้ประกอบการที่เข้าใจหลักการนี้จะมีเครื่องมือในการตัดสินใจทางการเงินที่แม่นยำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเช่าหรือซื้อ เรื่องเงื่อนไขสินเชื่อ หรือการวางแผนงบประมาณระยะยาว จัดการสัญญาเช่าและ TFRS 16 ให้ถูกต้องและง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานทางการเงินได้ครบจบในที่เดียว ด้วยระบบ Cloud 100% พร้อม AI ที่ช่วยลดงานซ้ำและเพิ่มความแม่นยำ ให้คุณมั่นใจว่างบการเงินของกิจการถูกต้องตามมาตรฐาน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสัญญาเช่าและ TFRS 16 กิจการ SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้ TFRS 16 ด้วยหรือไม่ กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ไม่จำเป็นต้องใช้ TFRS 16 แต่สามารถเลือกใช้ได้โดยสมัครใจ กิจการ NPAEs ที่ต้องการใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับ NPAEs ให้ดูแนวปฏิบัติเรื่องสัญญาเช่าที่สภาวิชาชีพบัญชีฯ ประกาศ สัญญาเช่าระยะสั้นที่ต่อสัญญาทุกปี ต้องบันทึก ROU Asset หรือไม่ ถ้าสัญญาเดิมมีอายุไม่เกิน 12 เดือน และไม่มีสิทธิเลือกซื้อ สามารถใช้ข้อยกเว้นได้ แต่ถ้าในทางปฏิบัติมีการต่อสัญญาซ้ำหลายปีจนเห็นได้ว่ามีภาระผูกพันระยะยาว ผู้สอบบัญชีอาจพิจารณาว่าต้องบันทึกตาม TFRS 16 ค่าเช่าที่ผันแปรตามยอดขายต้องบันทึกเป็น Lease Liability ด้วยหรือไม่ ค่าเช่าผันแปร (Variable Lease Payments) ที่ขึ้นอยู่กับยอดขายหรือปริมาณการใช้ ไม่ต้องรวมในการคำนวณ Lease Liability ณ วันเริ่มต้น แต่ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดขึ้นจริง ส่วนค่าเช่าผันแปรที่อิงกับดัชนี เช่น CPI ต้องรวมอยู่ใน Lease Liability ตามประมาณการ ณ วันเริ่มต้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

เริ่มทำบัญชีด้วยตัวเอง คู่มือสำหรับ SME ตั้งแต่เริ่มต้น จนพร้อมส่งสรรพากร

จดทะเบียนบริษัทเรียบร้อย เปิดร้านออนไลน์ขายดี แต่พอถึงเรื่องทำบัญชี หลายคนสะดุดทันที เพราะไม่รู้ว่าต้องจดอะไร เก็บเอกสารอะไร แล้วสรรพากรจะมาตรวจตรงไหน จริง ๆ แล้วการทำบัญชีไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแค่เข้าใจหลักพื้นฐาน แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัวให้ชัด เก็บเอกสารให้ครบ แล้วบันทึกรายการสม่ำเสมอ ธุรกิจก็พร้อมส่งสรรพากรได้อย่างมั่นใจ บทความนี้จะพาคุณเดินทีละขั้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดที่ธุรกิจโตพอต้องอัปเกรดระบบบัญชี ทำบัญชีคืออะไร ทำไม SME ต้องทำ การทำบัญชีคือการบันทึกรายรับ รายจ่าย และการเคลื่อนไหวทางการเงินของธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เจ้าของกิจการรู้ว่าเงินเข้ามาจากไหน ออกไปทางไหน และเหลือเท่าไร สำหรับ SME การทำบัญชีไม่ได้มีไว้แค่ส่งสรรพากร แต่ช่วยให้เห็นกระแสเงินสดที่แท้จริง วางแผนภาษีล่วงหน้า และตัดสินใจเรื่องธุรกิจได้จากตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก ใครบ้างที่กฎหมายบังคับต้องทำบัญชี ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ผู้ที่ต้องจัดทำบัญชี ได้แก่ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล และนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในไทย โดยต้องจัดทำบัญชีตั้งแต่วันที่จดทะเบียน และปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือน บุคคลธรรมดาต้องทำบัญชีหรือไม่ บุคคลธรรมดาไม่ถูกบังคับตามพระราชบัญญัติการบัญชี แต่ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์หรือเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี คุณยังต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่ดี การจดบันทึกรายรับรายจ่ายจึงช่วยให้ยื่นภาษีถูกต้อง และพร้อมชี้แจงสรรพากรได้หากถูกเรียกตรวจ เริ่มต้นทำบัญชี ด้วยการแยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัวให้ชัด ก่อนจะบันทึกรายการใด ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือแยกเงินธุรกิจออกจากเงินส่วนตัวให้ชัดเจน เพราะถ้าใช้บัญชีเดียวกัน เวลาสรุปตัวเลขจะปนกันจนหาต้นทุนจริงไม่ได้ และยังเป็นหนึ่งในจุดที่สรรพากรตรวจสอบบ่อยด้วย เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจ วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกเฉพาะธุรกิจ ใช้รับเงินจากลูกค้าและจ่ายค่าใช้จ่ายธุรกิจทั้งหมดผ่านบัญชีนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท (ถ้าเป็นนิติบุคคล) บัตรประชาชนกรรมการ และตราประทับ (ถ้ามี) สำหรับบุคคลธรรมดา ใช้แค่บัตรประชาชนเปิดบัญชีออมทรัพย์แยกอีกบัญชีก็เพียงพอ ตัวอย่างการแยกรายจ่ายส่วนตัวกับธุรกิจ รายการ ส่วนตัว ธุรกิจ ค่ากาแฟดื่มเอง ส่วนตัว – ค่ากาแฟเลี้ยงลูกค้า – ค่ารับรอง ค่าน้ำมันรถไปเที่ยว ส่วนตัว – ค่าน้ำมันรถไปส่งสินค้า – ค่าขนส่ง หลักง่าย ๆ คือ ถ้ารายจ่ายนั้นเกิดขึ้นเพื่อธุรกิจโดยตรง ให้จ่ายผ่านบัญชีธุรกิจ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ให้จ่ายจากบัญชีส่วนตัว เอกสารที่ต้องเก็บประกอบการลงบัญชี เอกสารประกอบการลงบัญชีคือหลักฐานที่พิสูจน์ว่ารายการที่บันทึกเกิดขึ้นจริง ถ้าไม่มีเอกสาร สรรพากรถือว่ารายจ่ายนั้นพิสูจน์ไม่ได้ และอาจไม่ยอมให้หักเป็นค่าใช้จ่าย เอกสารฝั่งรายรับ เอกสารฝั่งรายจ่าย เก็บเอกสารไว้นานแค่ไหน กฎหมายกำหนดให้เก็บเอกสารบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี ส่วนเอกสารภาษีต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันยื่นแบบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 ทั้งนี้ ควรสแกนเก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลไว้ด้วย เผื่อเอกสารตัวจริงสูญหายหรือเสียหาย ขั้นตอนทำบัญชีด้วยตัวเอง ทำทีละขั้นไม่ยาก เมื่อแยกบัญชีเรียบร้อยและรู้แล้วว่าต้องเก็บเอกสารอะไร ขั้นตอนถัดไปคือเริ่มบันทึกรายการจริง โดยทำเป็นกิจวัตร ไม่ต้องรอสิ้นเดือน ขั้นที่ 1 บันทึกรายการประจำวัน ทุกครั้งที่มีเงินเข้าหรือเงินออก ให้จดทันที ระบุวันที่ รายละเอียดว่าจ่ายอะไรหรือได้รับจากใคร จำนวนเงิน และแนบเอกสารประกอบ ตัวอย่างเช่น ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์วันนี้มีรายการดังนี้ ตัวอย่างสมุดทำบัญชีรายรับรายจ่ายเบื้องต้น รายการ จำนวน (บาท) คงเหลือ (บาท) 1 ก.ย. ยอดยกมา – 50,000 2 ก.ย. ขายสินค้าออเดอร์ A001 +5,000 55,000 2 ก.ย. ค่าส่งพัสดุ -200 54,800 5 ก.ย. ซื้อวัตถุดิบ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) -12,000 42,800 สำหรับคนที่ต้องการตัวอย่างตารางและเทมเพลตที่ละเอียดกว่านี้ สามารถดูได้จากบทความตารางบัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับร้านค้า ซึ่งมีแบบฟอร์มพร้อมใช้ ขั้นที่ 2 จัดหมวดหมู่รายรับรายจ่าย อย่าแค่จดว่าจ่ายเงิน 3,000 บาท แต่ให้ระบุหมวดด้วย เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน เป็นต้น การจัดหมวดช่วยให้คุณเห็นว่ารายจ่ายส่วนไหนสูงผิดปกติ และยังช่วยให้นักบัญชีจัดทำงบการเงินได้ง่ายขึ้นเมื่อธุรกิจโต ขั้นที่ 3 ตรวจสอบยอดกับ statement ธนาคาร อย่างน้อยเดือนละครั้ง ให้เอาตัวเลขที่จดไว้มาเทียบกับ statement ธนาคาร ถ้ายอดตรงกันแสดงว่าบันทึกครบ ถ้ายอดไม่ตรง ให้ไล่หาว่ารายการไหนที่ตกหล่นหรือจดผิด ขั้นตอนนี้เรียกว่า Bank Reconciliation เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยจับข้อผิดพลาดได้เร็ว ขั้นที่ 4 สรุปรายเดือนและดูกระแสเงินสด สิ้นเดือน ให้สรุปยอดรวมรายรับ ยอดรวมรายจ่าย และยอดเงินคงเหลือ จากนั้นถามตัวเองว่า เดือนนี้กำไรหรือขาดทุน รายจ่ายหมวดไหนสูงขึ้น เงินสดพอจ่ายค่าใช้จ่ายเดือนหน้าหรือไม่ ตัวเลขเหล่านี้คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณบริหารธุรกิจได้จากข้อมูลจริง เครื่องมือช่วยทำบัญชี จด Excel หรือใช้โปรแกรม เลือกเครื่องมือที่เหมาะกับขนาดธุรกิจและจำนวนรายการต่อเดือน ไม่มีเครื่องมือไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มีเครื่องมือที่พอดีกับแต่ละช่วงเวลา จดด้วยสมุดหรือ Excel ข้อดีข้อเสีย เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการไม่มาก เช่น ฟรีแลนซ์ที่มีลูกค้า 5-10 รายต่อเดือน ข้อดีคือไม่มีค่าใช้จ่าย ปรับแต่งได้ตามใจ ข้อเสียคือเมื่อรายการเยอะขึ้น โอกาสจดผิดหรือลืมจดจะสูงขึ้น สูตร Excel อาจพังถ้าลบแถวผิด และไม่สามารถออกเอกสารภาษีได้อัตโนมัติ ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ข้อดีข้อเสีย เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการ 20 รายการขึ้นไปต่อเดือน หรือต้องออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษีเป็นประจำ ข้อดีคือบันทึกรายการได้เร็ว ออกเอกสารได้ทันที ดูรายงานการเงินแบบ real-time และลดข้อผิดพลาดจากการคำนวณมือ ข้อเสียคือมีค่าบริการรายเดือน (บางโปรแกรมเริ่มต้นฟรี) 7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ธุรกิจโดนสรรพากรเรียกตรวจ หลายข้อผิดพลาดเกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่ผลที่ตามมาอาจรุนแรง ตั้งแต่เสียเบี้ยปรับ จนถึงถูกประเมินภาษีเพิ่ม สิ่งที่ต้องระวังมีดังนี้ ไม่แยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจ เมื่อเงินส่วนตัวปนกับเงินธุรกิจ สรรพากรจะตั้งข้อสงสัยว่ารายได้ที่แท้จริงเท่าไร เพราะยอดเงินเข้าบัญชีไม่ตรงกับรายได้ที่ยื่นภาษี ปัญหานี้แก้ได้ง่ายตั้งแต่วันนี้ด้วยการเปิดบัญชีแยกตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ไม่เก็บเอกสารประกอบ ถ้าสรรพากรขอดูหลักฐานแล้วคุณไม่มี รายจ่ายนั้นจะถูกตัดออก ทำให้กำไรทางภาษีสูงขึ้น และต้องจ่ายภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีใบเสร็จ ควรทำใบสำคัญจ่ายกำกับไว้เสมอ ทำบัญชีส่งสรรพากรไม่ตรงกับรายได้จริง ตัวเลขในบัญชีต้องตรงกับแบบภาษีที่ยื่นและยอดเงินในบัญชีธนาคาร ถ้าสรรพากรพบว่ารายได้ในแบบภาษีต่ำกว่ายอดเงินเข้าบัญชีธนาคารมาก จะเป็น Red Flag ที่ทำให้ถูกเรียกตรวจสอบ นอกจากนี้ ข้อผิดพลาดอื่นที่พบบ่อย ได้แก่ ออกใบกำกับภาษีไม่ตรงเวลา ยื่นแบบภาษีล่าช้า ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อต้องหัก และคำนวณ VAT ผิดพลาด เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนจากบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นระบบบัญชีคู่ บัญชีรายรับรายจ่ายเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก แต่เมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง ระบบเดิมจะไม่เพียงพอ และถ้าเป็นนิติบุคคล กฎหมายบังคับให้ใช้ระบบบัญชีคู่ (Double-Entry) อยู่แล้ว สัญญาณที่บอกว่าธุรกิจต้องเริ่มวางระบบบัญชีใหม่ ถ้าคุณเจอสัญญาณเหล่านี้ หมายความว่าธุรกิจต้องการระบบที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อจัดการสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนให้ครบถ้วน ระบบบัญชีคู่ต่างจากบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างไร บัญชีรายรับรายจ่ายบันทึกแค่เงินเข้าและเงินออก ส่วนระบบบัญชีคู่บันทึกทุกรายการเป็น 2 ด้านเสมอ คือ เดบิตกับเครดิต ตัวอย่างเช่น ร้านขายสินค้าได้ 5,000 บาท โอนเข้าธนาคาร ระบบบัญชีคู่จะบันทึกดังนี้ รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินฝากธนาคาร 5,000 บาท – รายได้จากการขาย – 5,000 บาท ทุกรายการจะมียอดเดบิตรวมเท่ากับเครดิตเสมอ ทำให้มองเห็นภาพรวมทั้งสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ ค่าใช้จ่าย และส่วนของเจ้าของ ข้อดีคือจัดทำงบกำไรขาดทุนและงบดุลได้ ซึ่งจำเป็นสำหรับการกู้เงินธนาคาร หาผู้ร่วมลงทุน และยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรุป – ทำบัญชีเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ธุรกิจก็โตได้อย่างมั่นคง การทำบัญชีไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีเท่านั้น แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรเข้าใจ เริ่มจากแยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจ เก็บเอกสารทุกรายการ บันทึกรายรับรายจ่ายให้เป็นนิสัย ตรวจยอดกับธนาคารทุกเดือน และเมื่อธุรกิจโตก็อัปเกรดเป็นระบบบัญชีคู่ แค่นี้ก็พร้อมรับมือสรรพากรได้อย่างมั่นใจ พร้อมยกระดับการทำบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่า Excel ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป หรืออยากจัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินจากที่เดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี 30 วัน แล้วให้ PEAK ช่วยดูแลงานบัญชีให้คุณโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทำบัญชีธุรกิจ เจ้าของร้านค้าออนไลน์ต้องทำบัญชีหรือไม่ ถ้าเปิดร้านในนามบุคคลธรรมดา กฎหมายบัญชีไม่ได้บังคับ แต่คุณยังต้องยื่นภาษีเงินได้ประจำปี การจดรายรับรายจ่ายไว้จะช่วยให้เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ ซึ่งอาจประหยัดภาษีได้มากกว่าหักแบบเหมา ส่วนถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินตามกฎหมาย ทำบัญชีเอง กับจ้างสำนักงานบัญชี อันไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการและความซับซ้อนของธุรกิจ ถ้ามีรายการน้อยกว่า 30 รายการต่อเดือน สามารถทำเองได้ด้วย Excel หรือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ แต่ถ้าเป็นนิติบุคคลที่มีรายการซับซ้อน หรือต้องจัดทำงบการเงินประจำปี ควรมีนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีช่วยดูแล เพื่อความถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี ธุรกิจเพิ่งเริ่ม ยังไม่มีรายได้ ต้องทำบัญชีหรือไม่ ถ้าจดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ต้องทำบัญชีตั้งแต่วันจดทะเบียน แม้จะยังไม่มีรายได้เลยก็ตาม เพราะกฎหมายกำหนดให้ปิดบัญชีและยื่นงบการเงินทุกรอบ 12 เดือน ถ้าไม่ทำ มีโทษปรับสูงสุด 30,000 บาทตามพระราชบัญญัติการบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร จัดการสต็อกและตีราคาตามหลักบัญชี

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไหร่ ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต็อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนในงบการเงิน บทความนี้จะพาทำความเข้าใจเรื่อง สินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีบันทึกบัญชี การตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อสต็อกผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำและวางแผนจัดซื้อได้อย่างมั่นใจ สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่ายๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในไลน์ สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท (ซื้อมาขายไป vs. กิจการอุตสาหกรรม) ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ ประเภท คำอธิบาย สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) สินค้าที่พร้อมขายให้ลูกค้าได้ทันที ธุรกิจซื้อมาขายไปจะมีสินค้าประเภทนี้เป็นหลัก วัตถุดิบ (Raw Materials) วัสดุที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต เช่น ผ้า เหล็ก น้ำตาล พบในกิจการอุตสาหกรรม งานระหว่างทำ (Work in Process – WIP) สินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เช่น เสื้อที่ตัดแล้วแต่ยังไม่ได้เย็บ วัสดุสิ้นเปลือง (Supplies) วัสดุที่ใช้สนับสนุนการผลิตหรือขาย เช่น กล่องบรรจุภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักร ธุรกิจซื้อมาขายไป (เช่น ร้านค้าปลีก ร้านค้าออนไลน์) มักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต็อกซับซ้อนกว่ามาก ระบบการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ (Periodic vs. Perpetual) ระบบบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ได้แก่ ระบบต่อเนื่อง (Perpetual) ที่อัปเดตยอดทุกครั้งที่มีการซื้อขาย และระบบสิ้นงวด (Periodic) ที่คำนวณต้นทุนขายตอนปลายงวดเท่านั้น การเลือกระบบส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของต้นทุนขายในแต่ละเดือน ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบนี้บันทึกรายการซื้อเข้า-ขายออกทุกครั้งที่เกิดขึ้น ทำให้รู้ยอดสินค้าคงเหลือแบบ real-time เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการเคลื่อนไหวบ่อยและต้องการดูยอดสต็อกได้ตลอดเวลา เช่น ร้านค้าปลีกที่ใช้ระบบ POS หรือธุรกิจ e-Commerce ข้อดีคือเห็นต้นทุนขายทันทีหลังขายสินค้า ข้อเสียคือต้องมีระบบซอฟต์แวร์รองรับและบันทึกข้อมูลครบทุกรายการ ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบนี้ไม่ได้บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะคำนวณย้อนหลังตอนปลายงวดจากสูตร ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อสุทธิ – สินค้าคงเหลือปลายงวด เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายการไม่มากและยังไม่มีระบบซอฟต์แวร์ครบ แต่ข้อเสียคือไม่รู้ยอดสต็อกจริงจนกว่าจะนับสินค้าปลายงวด ซึ่งอาจทำให้พลาดปัญหาสินค้าหายระหว่างทางได้ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไป (COGS) และสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่สรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ย วิธี FIFO (First In, First Out) คืออะไร FIFO คือ วิธีตีราคาที่สมมุติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือ (ชื่อสมมุติ) สั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม คำนวณได้ดังนี้ ตัวอย่างเปรียบเทียบ FIFO vs. Weighted Average ด้วยตัวเลขจริง รายการ FIFO Weighted Average ต้นทุนขาย (120 ชิ้น) 6,100 บาท 6,300 บาท มูลค่าสินค้าคงเหลือ (80 ชิ้น) 4,400 บาท 4,200 บาท กำไรขั้นต้น (สมมุติขาย 120 ชิ้นที่ 80 บาท = 9,600) 3,500 บาท 3,300 บาท จะเห็นว่าวิธีที่ใช้ต่างกัน ตัวเลขกำไรก็ต่างกัน ทั้งที่สินค้าและยอดขายเหมือนกันทุกประการ นี่คือเหตุผลที่การเลือกวิธีตีราคามีความสำคัญ และเมื่อเลือกแล้วต้องใช้อย่างสม่ำเสมอตลอดรอบบัญชี ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละวิธี ธุรกิจไหนเหมาะกับวิธีไหน เกณฑ์ FIFO Weighted Average ความเหมาะสม สินค้ามีอายุหรือหมดอายุ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง สินค้าเหมือนกันทุกล็อต เช่น อะไหล่ วัสดุก่อสร้าง ข้อดี มูลค่าคงเหลือใกล้ราคาตลาด งบดุลสะท้อนความเป็นจริง คำนวณง่าย ไม่ต้องแยกล็อต เหมาะกับสินค้าจำนวนมาก ข้อเสีย ต้องติดตามล็อตสินค้า ซับซ้อนกว่า ต้นทุนขายอาจไม่สะท้อนราคาตลาดจริง สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจน FIFO เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และบันทึกผลต่าง การตรวจนับสต็อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที ไม่ใช่เพิกเฉยแล้วหวังว่าจะหาเจอทีหลัง วิธีตรวจนับสต็อก (Physical Count) กิจการมักตรวจนับแบบเต็มรูปแบบ (Full Count) ปีละครั้งตอนปลายรอบบัญชี หรือแบบหมุนเวียน (Cycle Count) ที่นับทีละกลุ่มสินค้าสลับกันไปตลอดปี สำหรับ SME ที่มีสินค้าไม่มากนัก การนับเต็มรูปแบบทุกไตรมาสจะช่วยจับปัญหาได้เร็วขึ้น ใครที่ต้องการเทคนิคเพิ่มเติมลองดูกลยุทธ์การนับสต็อกสินค้าที่เราเคยสรุปไว้ สินค้าขาด-เกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริง ไม่ตรง กับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ กรณีสินค้าขาด (ของจริงน้อยกว่าในระบบ) รายการ Dr. Cr. ผลขาดทุนจากการตรวจนับ (ค่าใช้จ่าย) X สินค้าคงเหลือ X กรณีสินค้าเกิน (ของจริงมากกว่าในระบบ) รายการ Dr. Cr. สินค้าคงเหลือ X กำไรจากการตรวจนับ (รายได้อื่น) X สิ่งสำคัญคือต้องหาสาเหตุของผลต่างด้วย ไม่ใช่แค่ปรับตัวเลข เพราะสินค้าขาดอาจเกิดจากการลักขโมย บันทึกผิดพลาด หรือสินค้าเสียหายระหว่างเก็บ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรณีสินค้าขาดหาย ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ โดยไม่มีหลักฐานชี้แจงเหตุผลที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการจดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย ดังนั้น การเก็บหลักฐานการตรวจนับ รายงานของเสีย และบันทึกเหตุผลที่สินค้าขาดหายอย่างชัดเจน จึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อป้องกันภาระภาษีที่ไม่จำเป็น สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) ของมาตรฐานการบัญชี การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ตาม TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย ตัวอย่างเช่น กิจการ ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินค้าคงเหลือในคลังที่ต้องประเมิน NRV วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุดและผลทางภาษี กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบ ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย ในทางภาษี กรมสรรพากรยอมให้นำผลขาดทุนจากการตัดจำหน่ายสินค้ามาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ต้องมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน หากสินค้าชำรุดจดทะเบียน VAT อยู่ อาจต้องเสีย VAT ด้วยเช่นเดียวกับกรณีสินค้าขาดหาย หากไม่มีหลักฐานชี้แจงเพียงพอ หากใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถศึกษาวิธีบันทึกรายการตัดจำหน่ายได้ที่คู่มือบันทึกตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด ผลกระทบของสต็อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต็อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนไปด้วย โดยผลกระทบเกิดขึ้น 2 ทิศทาง สต็อกบันทึกเกิน – กำไรสูงเกินจริง เมื่อสินค้าคงเหลือปลายงวดสูงเกินจริง ต้นทุนขายที่คำนวณได้จะต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะจากสูตรต้นทุนขายในระบบ Periodic ที่กล่าวไปข้างต้น ยิ่งสต็อกปลายงวดสูง ต้นทุนขายยิ่งต่ำ กำไรที่แสดงจึงสูงเกินจริง ตัวอย่างเช่น ถ้าสต็อกจริงมี 80,000 บาท แต่บันทึกไว้ 100,000 บาท ต้นทุนขายจะต่ำไป 20,000 บาท ทำให้กำไรสูงเกินจริง 20,000 บาท ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียภาษีเงินได้มากกว่าที่ควร สต็อกบันทึกขาด – ต้นทุนขายสูงเกิน กำไรต่ำเกินจริง กลับกัน ถ้าสต็อกปลายงวดต่ำกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายจะสูงเกิน กำไรที่แสดงจึงต่ำเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด เช่น คิดว่าธุรกิจกำลังขาดทุนทั้งที่จริงๆ แล้วทำกำไรอยู่ ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่า ความแม่นยำของข้อมูลสินค้าคงเหลือเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ การตรวจนับสต็อกสม่ำเสมอจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคลังสินค้า แต่เป็นเรื่องของความถูกต้องทางบัญชีโดยตรง สรุป – สินค้าคงเหลือจัดการดี ต้นทุนแม่น กำไรจริง การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ได้ยากอย่างที่คิด หัวใจอยู่ที่ 3 เรื่อง ได้แก่ เลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ (FIFO หรือ Weighted Average) แล้วใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต็อกสม่ำเสมออย่างน้อยทุกไตรมาส และบันทึกผลต่าง สินค้าเสื่อมสภาพ หรือสินค้าชำรุดเข้าบัญชีทันทีที่พบ เมื่อทำได้ครบทั้ง 3 ข้อ ต้นทุนขายที่คำนวณได้จะแม่นยำ งบกำไรขาดทุนจะสะท้อนความเป็นจริง และคุณจะวางแผนจัดซื้อได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องเดาว่ากำไรที่เห็นเป็นตัวเลขจริงหรือแค่ตัวเลขในกระดาษ จัดการสินค้าคงเหลือให้ง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต็อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต็อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรีได้เลย คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี สินค้าคงเหลือของกิจการอุตสาหกรรมได้แก่อะไรบ้าง กิจการอุตสาหกรรมมีสินค้าคงเหลือ 4 ประเภท ตั้งแต่วัตถุดิบ งานระหว่างทำ สินค้าสำเร็จรูป จนถึงวัสดุสิ้นเปลือง จุดที่ต้องระวังคือแต่ละประเภทมีวิธีตีราคาและบันทึกต้นทุนต่างกัน โดยเฉพาะงานระหว่างทำที่ต้องรวมค่าแรงและค่าโสหุ้ยการผลิตเข้าไปด้วย ไม่ใช่แค่ราคาวัตถุดิบอย่างเดียว FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือใกล้เคียงราคาตลาดมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง ในทางปฏิบัติ SME ส่วนใหญ่เลือก Weighted Average เพราะไม่ต้องแยกติดตามล็อตสินค้า ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับ สินค้าคงเหลือปลายงวด สำคัญอย่างไรต่อการคำนวณกำไร สินค้าคงเหลือปลายงวดเป็นตัวแปรสำคัญในสูตรต้นทุนขาย ถ้ายอดสต็อกปลายงวดคลาดเคลื่อน กำไรขั้นต้นที่คำนวณได้จะผิดไปด้วยในจำนวนเท่ากัน ดังนั้น การตรวจนับสต็อกก่อนปิดงบจึงเป็นขั้นตอนที่ข้ามไม่ได้ มาตรฐานการบัญชีเรื่องสินค้าคงเหลือกำหนดอะไรไว้บ้าง มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 (TAS 2) กำหนดว่าสินค้าคงเหลือต้องแสดงด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ห้ามใช้วิธี LIFO ในการตีราคา และต้องเปิดเผยวิธีตีราคาที่ใช้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน สำหรับกิจการ NPAEs ที่ใช้ TFRS for NPAEs หลักการจะคล้ายกันแต่มีข้อกำหนดบางส่วนที่ผ่อนปรนมากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

หนี้สินไม่หมุนเวียน คืออะไร ภาระหนี้ระยะยาวที่ธุรกิจต้องรู้

เคยเปิดงบแสดงฐานะการเงินแล้วเจอรายการหนี้สินไม่หมุนเวียนยาวเป็นพรืด แต่ไม่แน่ใจว่าแต่ละรายการหมายถึงอะไร หลายคนอาจรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของนักบัญชี ไม่เกี่ยวกับเจ้าของกิจการ แต่ความจริงแล้ว การเข้าใจหนี้สินไม่หมุนเวียนช่วยให้คุณมองเห็นภาระหนี้ระยะยาวของธุรกิจ และวางแผนชำระหนี้ได้ล่วงหน้า บทความนี้จะพาไปรู้จักว่า หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างจากงบการเงินจริงที่อ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที หนี้สินไม่หมุนเวียน คืออะไร (Non-current Liabilities) หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities) คือ ภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืน โดยมีกำหนดชำระเกินกว่า 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี พูดง่ายๆ คือ หนี้ระยะยาวที่ยังไม่ต้องจ่ายภายในปีนี้ รายการเหล่านี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) ส่วนล่าง แยกจากหนี้สินหมุนเวียนที่ต้องจ่ายภายในปี และอยู่คนละฝั่งกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่แสดงด้านบนของงบ ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น เงินกู้ยืมจากธนาคารที่มีสัญญาผ่อน 5 ปี หรือภาระผูกพันจ่ายเงินชดเชยพนักงานเมื่อเกษียณ ที่มา: หลักเกณฑ์การจำแนกหนี้สินตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 (TAS 1) เรื่องการนำเสนองบการเงิน โดยสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ หนี้สินหมุนเวียน vs ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร (วิธีจำแนก) ความแตกต่างหลักอยู่ที่ระยะเวลาครบกำหนดชำระ ถ้าต้องจ่ายภายใน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ถ้าเกิน 12 เดือน จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน รายการ หนี้สินหมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน ระยะเวลาชำระ ภายใน 12 เดือน เกิน 12 เดือน ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินกู้ระยะยาว หุ้นกู้ ผลกระทบ กระทบสภาพคล่อง กระทบโครงสร้างทุน เกณฑ์ 12 เดือน ตามมาตรฐานบัญชี (TAS 1) มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 กำหนดให้กิจการจำแนกหนี้สินเป็นหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้ หนี้สินที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้อใดเลย ให้จำแนกเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน สำหรับ SME ที่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) หลักเกณฑ์การจำแนกก็ใช้แนวทางเดียวกัน ข้อควรระวัง ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี (Current Portion of Long-term Debt) จุดที่ผู้ประกอบการสับสนบ่อยคือ เงินกู้ระยะยาวไม่ได้อยู่เป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนตลอดอายุสัญญา เมื่อเงินกู้ระยะยาวถึงกำหนดชำระภายใน 12 เดือนข้างหน้า ส่วนที่ถึงกำหนดนั้นต้องย้ายมาแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียนแทน ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กู้เงินธนาคาร 5 ล้านบาท ผ่อน 5 ปี ปีละ 1 ล้านบาท ในงบ ณ สิ้นปี ส่วนที่ต้องผ่อนปีหน้า 1 ล้านบาทจะแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน ส่วนที่เหลืออีก 3 ล้านบาทยังคงเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน การบันทึกบัญชีปรับปรุง ณ วันสิ้นปี (สมุดรายวันทั่วไป) รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินกู้ยืมระยะยาว 1,000,000 – ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี – 1,000,000 รายการนี้ทำให้งบแสดงฐานะการเงินสะท้อนภาระหนี้ที่แท้จริงของแต่ละช่วงเวลา หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง (รายการที่พบบ่อย) รายการหนี้สินไม่หมุนเวียนที่พบบ่อยในงบการเงินของธุรกิจไทยมีหลากหลาย ตั้งแต่เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นกู้ หนี้สินตามสัญญาเช่า ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน ไปจนถึงหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ประมาณการหนี้สินระยะยาว รวมถึงรายการอื่นๆ เช่น เงินมัดจำรับระยะยาว ตั๋วเงินจ่ายระยะยาว และหนี้สินจากสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งแต่ละรายการมีลักษณะแตกต่างกัน 1. เงินกู้ยืมระยะยาว (Long-term Loans) เงินกู้ยืมระยะยาวเป็นรายการที่พบบ่อยที่สุดใน SME โดยมากเป็นเงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงิน มีสัญญากำหนดผ่อนชำระเกิน 1 ปี เช่น กู้ซื้อที่ดินและอาคาร กู้ขยายกิจการ หรือกู้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะยาว สิ่งที่ต้องดูในงบคือ ยอดเงินกู้คงเหลือทั้งหมด หักด้วย Current Portion (ส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในปี ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น) จึงเป็นยอดสุทธิที่แสดงในส่วนหนี้สินไม่หมุนเวียน 2. หุ้นกู้ (Debentures หรือ Bonds) หุ้นกู้คือตราสารหนี้ที่บริษัทออกเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน ส่วนใหญ่พบในบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดจนกว่าจะครบกำหนดไถ่ถอน สำหรับ SME อาจไม่ค่อยพบรายการนี้ แต่ก็ควรรู้จักไว้เมื่อต้องอ่านงบการเงินของคู่ค้าหรือบริษัทที่จะร่วมลงทุน 3. หนี้สินตามสัญญาเช่าและเช่าซื้อ (Lease and Hire Purchase Liabilities) ตั้งแต่มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 หรือ TFRS 16 เรื่องสัญญาเช่า มีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2563 กิจการที่เช่าสำนักงาน เช่าโกดัง หรือเช่ารถยนต์ระยะยาว ต้องรับรู้ภาระผูกพันจากสัญญาเช่าเป็นหนี้สินในงบด้วย ส่วนที่ครบกำหนดเกิน 12 เดือนจะแสดงเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน นอกจากนี้ สัญญาเช่าซื้อ (Hire Purchase) เช่น ผ่อนเครื่องจักร ผ่อนรถกระบะ ก็จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนในส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเช่นกัน 4. ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน (Employee Benefit Obligations) ตามกฎหมายแรงงานกำหนดไว้ว่า กิจการต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานเมื่อเลิกจ้าง โดยคำนวณตามอายุงาน สูงสุด 400 วัน สำหรับพนักงานที่ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป ภาระผูกพันนี้ต้องประมาณการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Valuation) แล้วบันทึกเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนในงบ เพราะเป็นภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระยะยาว 5. หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred Tax Liabilities) เกิดจากผลต่างชั่วคราวระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับฐานภาษีของสินทรัพย์หรือหนี้สิน พูดง่ายๆ คือ กิจการอาจจ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควรในปีนี้ แต่จะต้องจ่ายเพิ่มในอนาคต จึงบันทึกส่วนต่างเป็นหนี้สินไว้ก่อน ตัวอย่างเช่น กิจการคิดค่าเสื่อมราคาทางบัญชีด้วยวิธีเส้นตรง 10 ปี แต่ทางภาษีหักค่าเสื่อมเร่งได้ 5 ปี ผลต่างนี้ทำให้เกิดหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี 6. ประมาณการหนี้สินระยะยาว (Long-term Provisions) เป็นหนี้สินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแต่ยังไม่แน่นอนในจำนวนเงินหรือเวลาที่จะจ่าย เช่น ค่ารื้อถอนอาคารเมื่อหมดสัญญาเช่าที่ดิน ค่าฟื้นฟูสภาพแวดล้อม หรือคดีความที่อยู่ระหว่างพิจารณาซึ่งมีโอกาสแพ้สูง กิจการต้องประมาณจำนวนเงินที่ดีที่สุดและบันทึกเป็นหนี้สินไว้ เมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะต้องจ่ายในอนาคต ตัวอย่างหนี้สินไม่หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน ลองดูตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน (สมมุติ) ของบริษัท ข จำกัด เพื่อให้เห็นภาพว่ารายการเหล่านี้แสดงในงบอย่างไร รายการ ปีปัจจุบัน (บาท) ปีก่อนหน้า (บาท) เงินกู้ยืมระยะยาว (สุทธิจาก current portion) 8,000,000 9,000,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 3,500,000 4,200,000 ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน 1,200,000 1,000,000 หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี 450,000 380,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 13,150,000 14,580,000 จากตัวอย่าง จะเห็นว่าเงินกู้ยืมระยะยาวมีสัดส่วนมากที่สุด และภาระรวมลดลงจากปีก่อน แสดงว่ากิจการทยอยชำระหนี้ระยะยาวได้ตามแผน วิเคราะห์ธุรกิจ หนี้สินไม่หมุนเวียน กับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) เป็นเครื่องมือที่ผู้บริหารและนักลงทุนใช้ประเมินว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับเงินทุนของผู้ถือหุ้น D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ จำนวน (บาท) หนี้สินรวม 20,000,000 ส่วนของผู้ถือหุ้น 10,000,000 D/E Ratio 20,000,000 / 10,000,000 = 2.0 เท่า ผลลัพธ์ 2.0 เท่า หมายความว่าทุกๆ 1 บาทที่เป็นทุนของผู้ถือหุ้น กิจการมีหนี้สิน 2 บาท ถ้าหนี้สินไม่หมุนเวียนมีสัดส่วนสูง D/E Ratio ก็จะสูงตามไปด้วย ผู้บริหารควรวางแผนกระแสเงินสดให้เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ในแต่ละงวด และเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น ธุรกิจผลิตอาหารมักมี D/E Ratio ไม่เกิน 2.0 เท่า ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจสูงถึง 3.0-5.0 เท่า สรุป – เข้าใจหนี้สินไม่หมุนเวียน ช่วยวางแผนธุรกิจได้ดีขึ้น หนี้สินไม่หมุนเวียนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ ขอเพียงเข้าใจว่ามีรายการอะไรบ้าง จำแนกให้ถูกต้องตามเกณฑ์ 12 เดือน และติดตามผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ ผู้ประกอบการก็สามารถบริหารหนี้ระยะยาวได้อย่างมั่นใจ จัดการบัญชีหนี้สินให้ครบถ้วน เริ่มต้นกับ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการหนี้สิน จัดทำงบการเงิน และติดตามสถานะทางการเงินของกิจการได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนี้สินไม่หมุนเวียน ตั๋วเงินจ่าย เป็นหนี้สินหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาครบกำหนดของตั๋ว ถ้าตั๋วเงินจ่ายครบกำหนดภายใน 12 เดือน จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ถ้าครบกำหนดเกิน 12 เดือน เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน 3 ปี จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน ดังนั้น ต้องดูที่ระยะเวลาครบกำหนดเป็นสำคัญ ไม่ใช่ประเภทของตราสาร เงินกู้ธนาคาร เป็นหนี้สินหมุนเวียนหรือไม่ เงินกู้ธนาคารอาจเป็นได้ทั้งสองประเภท ถ้าเป็นวงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) หรือเงินกู้ระยะสั้นที่ครบกำหนดภายในปี จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่เงินกู้ระยะยาว เช่น สินเชื่อซื้อเครื่องจักรผ่อน 5 ปี จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนในงบ ได้แก่ ส่วนที่ถึงกำหนดปีหน้า (Current Portion) อยู่ในหนี้สินหมุนเวียน และส่วนที่เหลืออยู่ในหนี้สินไม่หมุนเวียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบขอซื้อ คืออะไร ใช้ทำอะไร ครบจบทุกเรื่องที่ SME ต้องรู้

ธุรกิจที่เริ่มโตมักเจอปัญหาคล้ายกัน พนักงานสั่งซื้อของโดยไม่ผ่านการอนุมัติ สั่งซ้ำซ้อนกับแผนกอื่น หรือซื้อเกินงบโดยไม่รู้ตัว ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่เกิดจากการขาดระบบที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นทาง ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) คือเอกสารที่ช่วยแก้ปัญหานี้ เป็นจุดเริ่มต้นของระบบจัดซื้อที่เป็นระเบียบ ทำให้ทุกการสั่งซื้อต้องผ่านการอนุมัติก่อนเสมอ โดยในบทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจใบขอซื้อตั้งแต่ความหมาย ความแตกต่างจากใบสั่งซื้อ ไปจนถึงขั้นตอนอนุมัติและตัวอย่างฟอร์มที่นำไปใช้ได้ทันที ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) คืออะไร ใบขอซื้อ คือเอกสารภายในองค์กรที่พนักงานหรือหัวหน้าแผนกจัดทำขึ้น เพื่อแจ้งความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการ เอกสารนี้ต้องส่งให้ผู้มีอำนาจอนุมัติพิจารณาก่อนดำเนินการสั่งซื้อจริง พูดให้เข้าใจง่าย ใบขอซื้อเปรียบเสมือนใบขออนุญาตก่อนใช้เงินบริษัท ไม่ว่าจะซื้ออุปกรณ์สำนักงาน วัตถุดิบ หรือจ้างบริการต่าง ๆ ต้องเขียนใบขอซื้อก่อนเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารตรวจสอบว่าจำเป็นจริงหรือไม่ และงบประมาณเพียงพอหรือเปล่า เอกสารนี้ใช้ภายในองค์กรเท่านั้น ไม่ได้ส่งให้ผู้ขายหรือ Supplier เห็น ต่างจากใบสั่งซื้อที่เป็นเอกสารส่งออกไปยังผู้ขายโดยตรง ใบขอซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Requisition (PR) ในภาษาอังกฤษ ใบขอซื้อเรียกว่า Purchase Requisition หรือเรียกย่อว่า PR ส่วนในระบบจัดซื้อของหน่วยงานราชการไทย มักเรียกว่า ใบขอซื้อขอจ้าง ซึ่งครอบคลุมทั้งการซื้อสินค้าและจ้างบริการในเอกสารเดียวกัน ใบขอซื้อ (PR) ต่างจากใบสั่งซื้อ (PO) อย่างไร ใบขอซื้อ (PR) เป็นเอกสารขออนุมัติภายในก่อนสั่งซื้อ ส่วนใบสั่งซื้อ (PO – Purchase Order) เป็นเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการสั่งซื้อจริง ทั้งสองเป็นคนละขั้นตอนกัน โดย PR ต้องได้รับอนุมัติก่อน จึงจะออก PO ได้ หลายธุรกิจสับสนระหว่างสองเอกสารนี้ โดยเฉพาะ SME ที่เพิ่งเริ่มวางระบบจัดซื้อ ถ้าจะเปรียบเทียบให้ชัดเจน PR เหมือนใบขออนุญาตซื้อ ส่วน PO เหมือนใบสั่งของจริงที่ส่งให้ร้านค้า ตารางเปรียบเทียบ PR กับ PO หัวข้อ ใบขอซื้อ (PR) ใบสั่งซื้อ (PO) จุดประสงค์ ขออนุมัติภายในก่อนซื้อ สั่งซื้อจริงกับผู้ขาย ผู้จัดทำ พนักงานหรือหัวหน้าแผนก ฝ่ายจัดซื้อ ผู้รับเอกสาร ผู้อนุมัติภายในองค์กร ผู้ขายหรือ Supplier สถานะทางกฎหมาย เอกสารภายใน ไม่มีผลผูกพัน มีผลเป็นสัญญาซื้อขาย ลำดับการทำงาน ทำก่อน ทำหลังจาก PR ได้รับอนุมัติ ข้อมูลราคา ประมาณการ ราคาจริงจากผู้ขาย อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PR PO GR คืออะไร เพื่อเข้าใจภาพรวมเอกสารจัดซื้อทั้งหมด ทำไมธุรกิจ SME ควรเริ่มใช้ระบบใบขอซื้อ ธุรกิจที่มีระบบใบขอซื้อจะควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า ลดการซื้อซ้ำซ้อน และมีหลักฐานตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกรายการ ยิ่งธุรกิจโตขึ้น พนักงานมากขึ้น ยิ่งต้องมีระบบนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อสั่งซื้อแบบปากเปล่า SME หลายแห่งเริ่มต้นด้วยการสั่งซื้อแบบบอกปากเปล่า ช่วงแรกอาจไม่มีปัญหา แต่พอทีมขยาย ปัญหาจะตามมา เช่น ประโยชน์ของระบบใบขอซื้อ ธุรกิจที่นำระบบใบขอซื้อมาใช้จะได้ประโยชน์หลายด้าน ข้อมูลที่ต้องระบุในใบขอซื้อมีอะไรบ้าง ใบขอซื้อที่ดีต้องมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอให้ผู้อนุมัติตัดสินใจได้ โดยรายละเอียดหลักที่ควรระบุมีดังนี้ ข้อมูล รายละเอียด เลขที่ใบขอซื้อ รหัสเอกสารสำหรับอ้างอิงและติดตาม เช่น PR-001 วันที่ขอซื้อ วันที่จัดทำเอกสาร แผนกผู้ขอ ระบุว่าแผนกไหนเป็นผู้ขอ เพื่อติดตามค่าใช้จ่ายรายแผนก ชื่อผู้ขอซื้อ พนักงานที่เป็นผู้จัดทำใบขอซื้อ รายการสินค้าหรือบริการ ระบุชื่อ รายละเอียด ยี่ห้อ รุ่น (ถ้ามี) จำนวนและหน่วยนับ จำนวนที่ต้องการพร้อมหน่วย เช่น 10 กล่อง, 5 ชุด ราคาประมาณการ ราคาต่อหน่วยและราคารวม (ไม่จำเป็นต้องแม่นยัง เป็นการประมาณ) เหตุผลในการขอซื้อ อธิบายสั้น ๆ ว่าทำไมต้องซื้อ เช่น สต็อกหมด ลูกค้าสั่งเข้ามา วันที่ต้องการใช้ กำหนดส่งที่ต้องการ เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อวางแผนได้ ลายเซ็นผู้ขอ ลายเซ็นหรือชื่อผู้จัดทำ ลายเซ็นผู้อนุมัติ ช่องสำหรับผู้มีอำนาจอนุมัติลงนาม ข้อมูลบางรายการอาจปรับตามลักษณะธุรกิจ เช่น บางบริษัทเพิ่มช่องระบุผู้ขายที่แนะนำ หรือช่องอ้างอิงโครงการ ขั้นตอนการขอซื้อและอนุมัติใบขอซื้อ ขั้นตอนใบขอซื้อเริ่มจากผู้ที่ต้องการสินค้าเป็นผู้จัดทำเอกสาร ส่งให้ผู้มีอำนาจอนุมัติ แล้วจึงส่งต่อฝ่ายจัดซื้อดำเนินการออกใบสั่งซื้อ (PO) ต่อไป ขั้นตอนทั่วไปมี 5 ขั้นตอนหลัก ตัวอย่าง Workflow การอนุมัติใบขอซื้อ ในทางปฏิบัติ หลายบริษัทกำหนดระดับการอนุมัติตามวงเงิน เช่น การแบ่งระดับแบบนี้ช่วยให้การอนุมัติรวดเร็วสำหรับรายการเล็ก ๆ แต่ยังมีการควบคุมที่เข้มงวดสำหรับรายการใหญ่ สรุป – ใบขอซื้อ จุดเริ่มต้นของระบบจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ ใบขอซื้อไม่ใช่แค่เอกสารเพิ่มขั้นตอน แต่เป็นเครื่องมือควบคุมค่าใช้จ่าย ลดความผิดพลาด และมีหลักฐานตรวจสอบย้อนหลังได้ครบทุกรายการ สิ่งที่ควรเริ่มทำตอนนี้ คือ จัดการใบขอซื้อและเอกสารจัดซื้อทั้งหมดในที่เดียว เมื่อธุรกิจเริ่มมีใบขอซื้อจำนวนมาก การจัดการด้วย Excel หรือกระดาษอาจไม่ทันกับความเร็วของธุรกิจ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสารจัดซื้อ ใบสั่งซื้อ และบันทึกค่าใช้จ่ายได้ครบในระบบเดียว ลดงานกระดาษ ติดตามสถานะได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับใบขอซื้อ ใบขอซื้อจำเป็นต้องมีทุกธุรกิจหรือไม่ ไม่ได้บังคับตามกฎหมาย แต่ธุรกิจที่มีพนักงานตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือมีค่าใช้จ่ายจัดซื้อเป็นประจำ ควรเริ่มใช้ เพราะช่วยป้องกันค่าใช้จ่ายบานปลายและการซื้อซ้ำซ้อนได้ตั้งแต่ต้นทาง ใบขอซื้อต้องเก็บรักษาไว้นานแค่ไหน ตามหลักบัญชี เอกสารทางธุรกิจควรเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี เพื่อรองรับการตรวจสอบจากสรรพากรหรือผู้สอบบัญชี ส่วนเอกสาร PR เป็นหลักฐานสนับสนุนที่ช่วยยืนยันที่มาของค่าใช้จ่ายแต่ละรายการ ใช้ใบขอซื้อแทนใบสั่งซื้อได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะใบขอซื้อเป็นเอกสารภายในสำหรับขออนุมัติ ส่วนใบสั่งซื้อ (PO) เป็นเอกสารที่ส่งให้ผู้ขาย ทั้งสองเอกสารมีผลทางกฎหมายต่างกัน และควรใช้คู่กัน SME ขนาดเล็กควรเริ่มใช้ใบขอซื้อตอนไหน เมื่อเริ่มมีการสั่งซื้อที่ต้องผ่านคนมากกว่า 1 คน หรือมีงบจัดซื้อรายเดือนเกิน 50,000 บาท เป็นสัญญาณว่าควรเริ่มวางระบบ ไม่ต้องรอให้บริษัทใหญ่ เริ่มจากฟอร์มง่าย ๆ ก่อนแล้วค่อยพัฒนาเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ธุรกิจบริการ คืออะไร เทคนิคจัดการด้านบัญชี และภาษีให้ถูกต้อง

ผู้ประกอบการหลายคนเปิดธุรกิจบริการแล้วพบว่า การบริหารบัญชีไม่เหมือนธุรกิจซื้อมาขายไป สินค้าจับต้องไม่ได้ งานส่งเป็นงวด รายได้รับรู้ไม่ตรงกับเงินที่ได้รับจริง แล้วต้องออกใบกำกับภาษีตอนไหนกันแน่ ปัญหาเหล่านี้พบได้บ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ปรึกษา เอาต์ซอร์ส หรือขนส่ง ที่คิดค่าบริการเป็นงวด บทความนี้จะพาดูตั้งแต่ธุรกิจบริการคืออะไร ไปจนถึงวิธีบริหารบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ธุรกิจบริการ คืออะไร ธุรกิจบริการ คือ ธุรกิจที่สร้างรายได้จากการให้บริการแทนการขายสินค้าที่จับต้องได้ ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชี บริษัทที่ปรึกษา บริษัทขนส่ง หรือบริษัทรับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ ลักษณะสำคัญของธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการมีลักษณะเฉพาะ 4 อย่างที่ส่งผลต่อการบริหารบัญชีโดยตรง ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจผลิต ต่างกันตรงไหน เรื่อง ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจผลิต รายได้ รับรู้ตามงวดงานหรือเมื่อบริการเสร็จ รับรู้เมื่อส่งมอบสินค้า รับรู้เมื่อส่งมอบสินค้า ต้นทุนหลัก ค่าแรง ค่าที่ปรึกษา ต้นทุนสินค้า วัตถุดิบ ค่าแรงผลิต สต็อก ไม่มีสินค้าคงเหลือ มีสต็อกสินค้า มีวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป ประเภทธุรกิจบริการที่พบบ่อย ธุรกิจบริการแบ่งได้หลายแบบ แต่ในมุมการบริหารบัญชี สิ่งที่ต้องดูคือลูกค้าเป็นใครและรูปแบบการคิดเงิน ธุรกิจบริการ B2B ยอดนิยม ธุรกิจบริการแบบ B2B มักคิดค่าบริการเป็นโปรเจกต์หรือสัญญารายเดือน ทำให้ต้องออกใบแจ้งหนี้เป็นงวดและรับรู้รายได้ตามความคืบหน้า ตัวอย่างธุรกิจที่พบบ่อยในไทย ได้แก่ ธุรกิจบริการ B2C ที่เติบโตในไทย ธุรกิจบริการ B2C มักคิดค่าบริการเป็นครั้งหรือแพ็กเกจ การบริหารบัญชีค่อนข้างตรงไปตรงมากว่า เช่น ร้านเสริมสวย คลินิกความงาม ฟิตเนส โรงเรียนสอนพิเศษ หรือบริการซ่อมบำรุง จุดรับรู้รายได้ของธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการรับรู้รายได้ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน TFRS 15 โดยมี 2 วิธีหลัก คือ รับรู้เมื่อบริการเสร็จ กับรับรู้ตามขั้นตอนความสำเร็จ การเลือกวิธีไหนขึ้นกับลักษณะสัญญาและระยะเวลาการให้บริการ รับรู้รายได้เมื่องานเสร็จสมบูรณ์ ใช้กับงานบริการที่เสร็จภายในระยะเวลาสั้น เช่น ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม หรืองานออกแบบโลโก้ชิ้นเดียว ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับซ่อมเครื่องจักรในราคา 50,000 บาท ทำเสร็จภายใน 3 วัน บริษัทรับรู้รายได้ 50,000 บาททั้งจำนวนเมื่อส่งมอบงานเสร็จ รับรู้รายได้ตามขั้นตอนความสำเร็จ ใช้กับงานบริการระยะยาวหรือแบ่งเป็นงวด เช่น สัญญาที่ปรึกษา 6 เดือน หรือโปรเจกต์พัฒนาซอฟต์แวร์ ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับงานที่ปรึกษามูลค่า 600,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน แบ่งเป็น 3 งวด เดือนที่ 2 ส่งมอบงวดแรกเสร็จ คิดเป็น 30% ของงานทั้งหมด จึงรับรู้รายได้ 180,000 บาทในเดือนนั้น เลือกวิธีไหนดี เกณฑ์ตัดสินใจง่าย ๆ เกณฑ์ รับรู้เมื่อเสร็จ รับรู้ตามความคืบหน้า ระยะเวลางาน สั้น ไม่เกิน 1 เดือน ยาว หลายเดือนหรือหลายงวด การแบ่งงวด ไม่ได้แบ่ง แบ่งงวดชัดเจน เหมาะกับ ซ่อมบำรุง ออกแบบชิ้นเดียว ที่ปรึกษา เอาต์ซอร์ส ก่อสร้าง หากธุรกิจของคุณรับงานเป็นโปรเจกต์ยาว ควรใช้วิธีรับรู้ตามความคืบหน้า เพื่อให้งบการเงินสะท้อนผลงานจริงในแต่ละงวด ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า จุดเกิดภาษี หรือ Tax Point ของงานบริการ สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสนคือ ต้องออกใบกำกับภาษีตอนไหนกันแน่ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 กำหนดให้ความรับผิดในการเสีย VAT ของงานบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระค่าบริการ ไม่ใช่เมื่องานเสร็จ ตัวอย่าง บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งมอบงานที่ปรึกษางวดแรกในเดือนมกราคม แต่ลูกค้าจ่ายเงินเดือนกุมภาพันธ์ Tax Point จึงเกิดในเดือนกุมภาพันธ์ ต้องออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT ในเดือนนั้น ข้อยกเว้น ถ้าออกใบกำกับภาษีก่อนรับเงิน Tax Point จะเกิด ณ วันที่ออกใบกำกับภาษีนั้นแทน กรณียกเว้น VAT สำหรับธุรกิจบริการบางประเภท บริการบางอย่างได้รับยกเว้น VAT ตามกฎหมาย เช่น บริการขนส่งในราชอาณาจักร บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล และบริการด้านการศึกษาของสถานศึกษา การออกใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีตามงวดงาน ธุรกิจบริการที่แบ่งงานเป็นงวด ต้องจัดการเอกสาร 2 ชุดให้สอดคล้องกัน ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ออกเมื่อส่งมอบงานแต่ละงวดเสร็จ เพื่อเรียกเก็บเงินจากลูกค้า ระบุรายละเอียดงวดงาน มูลค่า และกำหนดชำระ ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) สำหรับผู้จด VAT ต้องออกเมื่อได้รับชำระเงิน หรือเมื่อออกใบกำกับภาษี แล้วแต่อย่างใดเกิดก่อน ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี รายการบริการ จำนวนเงิน และ VAT แยกชัดเจน หลักง่าย ๆ คือ ส่งงาน 1 งวด ออก Invoice 1 ใบ พอลูกค้าจ่ายเงิน ออก Tax Invoice 1 ใบ วิธีคำนวณต้นทุนบริการ ต้นทุนบริการคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อส่งมอบบริการนั้น ๆ โดยตรง ซึ่งต่างจากธุรกิจขายสินค้าที่มีต้นทุนสินค้าชัดเจน ส่วนประกอบของต้นทุนบริการ ประเภท ตัวอย่าง ค่าแรงทางตรง เงินเดือนพนักงานที่ทำงานในโปรเจกต์ ค่าจ้างฟรีแลนซ์ วัสดุสิ้นเปลือง อุปกรณ์ที่ใช้ในการให้บริการ เช่น อะไหล่ซ่อม วัสดุทำความสะอาด ค่าใช้จ่ายอ้อม ค่าเช่าสำนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าซอฟต์แวร์ ปันส่วนตามงาน ตัวอย่าง บริษัท ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับงานวางระบบบัญชี 1 โปรเจกต์ ค่าแรงที่ปรึกษา 80,000 บาท ค่าเดินทาง 5,000 บาท ค่าซอฟต์แวร์ปันส่วน 3,000 บาท ต้นทุนบริการรวมทั้งสิ้น 88,000 บาท เคล็ดลับคือ บันทึกค่าใช้จ่ายแยกตามโปรเจกต์ตั้งแต่ต้น จะทำให้รู้ต้นทุนจริงของแต่ละงานและตั้งราคาได้แม่นยำขึ้น บริหารบัญชีธุรกิจบริการให้ถูกต้อง การบริหารบัญชีธุรกิจบริการมีจุดที่ต้องระวังมากกว่าธุรกิจขายสินค้า เพราะรายได้เกิดเป็นงวด ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าแรง และต้องจับคู่รายได้กับค่าใช้จ่ายให้ตรงงวด ตั้งผังบัญชีสำหรับธุรกิจบริการ ผังบัญชีที่ดีควรแยกรายได้ค่าบริการตามประเภทงาน เช่น รายได้ค่าที่ปรึกษา รายได้ค่าเอาต์ซอร์ส รายได้ค่าขนส่ง เพื่อให้วิเคราะห์ได้ว่าบริการประเภทไหนทำกำไรมากที่สุด จัดการรายได้ค้างรับและรายได้รับล่วงหน้า ธุรกิจบริการมักเจอ 2 สถานการณ์นี้ รายได้ค้างรับ เกิดเมื่อส่งมอบงานแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ต้องบันทึกเป็นรายได้ในงวดที่ส่งมอบ และตั้งลูกหนี้ค่าบริการรอรับเงิน รายได้รับล่วงหน้า เกิดเมื่อลูกค้าจ่ายเงินก่อนที่จะเริ่มทำงาน ต้องบันทึกเป็นหนี้สิน แล้วค่อยทยอยรับรู้เป็นรายได้เมื่อส่งมอบงานแต่ละงวด ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ การจัดการบัญชีธุรกิจบริการด้วยมือหรือ Excel อาจทำได้ในช่วงแรก แต่เมื่อโปรเจกต์เยอะขึ้น การออกใบแจ้งหนี้ตามงวด ติดตามรายได้ค้างรับ และจัดทำรายงานภาษีจะซับซ้อนมาก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบริการจัดการตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ บันทึกรายได้ตามงวดงาน ไปจนถึงจัดทำรายงานภาษีอัตโนมัติ ลดงานซ้ำและลดความผิดพลาดจากการบันทึกด้วยมือ สรุป – ธุรกิจบริการต้องบริหารบัญชีต่างจากธุรกิจขายสินค้า ธุรกิจบริการไม่ได้ยากกว่าธุรกิจขายสินค้า แต่มีจุดที่ต้องระวังต่างกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ เลือกวิธีรับรู้รายได้ให้ตรงกับลักษณะงาน ออกใบกำกับภาษีตาม Tax Point ที่ถูกต้อง และบันทึกต้นทุนแยกตามโปรเจกต์เพื่อรู้กำไรจริงของแต่ละงาน พร้อมจัดการบัญชีธุรกิจบริการให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาให้ SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการต้องจด VAT หรือไม่ ถ้ามีรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ตามกฎหมาย แต่ถ้ารายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ สามารถจดโดยสมัครใจได้เพื่อขอคืนภาษีซื้อ รายได้รับล่วงหน้ากับรายได้ค้างรับ ต่างกันอย่างไร รายได้รับล่วงหน้า คือเงินที่ลูกค้าจ่ายมาก่อนที่จะทำงาน ถือเป็นหนี้สินจนกว่าจะส่งมอบงาน ส่วนรายได้ค้างรับ คือรายได้จากงานที่ทำเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ถือเป็นสินทรัพย์ ธุรกิจบริการ B2B ต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายเองหรือไม่ ฝั่งผู้จ่ายเงิน (ลูกค้า) เป็นคนออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่ฝั่งผู้ให้บริการ แต่ผู้ให้บริการต้องเก็บหนังสือรับรองไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานหักภาษีตอนยื่นแบบ ต้นทุนบริการกับค่าใช้จ่ายในการขาย ต่างกันตรงไหน ต้นทุนบริการ คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งมอบบริการ เช่น ค่าแรงพนักงานที่ทำงานในโปรเจกต์ ส่วนค่าใช้จ่ายในการขาย คือค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้า เช่น ค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชัน ทั้งสองต้องแยกบัญชีกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ให้บริษัทเช่าบ้านตัวเอง ต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนจะเริ่มทำจริง

เจ้าของธุรกิจหลายคนเริ่มต้นบริษัทจากบ้านของตัวเอง เพราะประหยัดค่าเช่าออฟฟิศและสะดวกกว่าการหาที่ทำงานใหม่ แต่พอถึงเวลาทำบัญชีจริง คำถามที่ตามมาคือ เช่าบ้านตัวเองให้บริษัทที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ทำได้จริงไหม แล้วจะกลายเป็นช่องโหว่ที่สรรพากรจับผิดหรือเปล่า คำตอบสั้น ๆ คือทำได้ และเป็นวิธีที่ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากใช้ลดภาษีนิติบุคคลอย่างถูกกฎหมาย เพียงแต่ต้องทำให้ถูกขั้นตอน ตั้งแต่การทำสัญญาเช่า การกำหนดค่าเช่าให้สมเหตุสมผล ไปจนถึงเรื่องภาษีค่าเช่าบ้านที่เจ้าของบ้านต้องยื่นเอง บทความนี้จะพาไปดูทีละขั้นตอน ตั้งแต่หลักการ เงื่อนไขที่สรรพากรยอมรับ วิธีคำนวณผลประหยัดภาษี ไปจนถึงเอกสารที่ต้องเตรียม เพื่อให้เช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องถูกตรวจสอบภายหลัง เช่าบ้านตัวเองทำสำนักงานบริษัท ทำได้จริงไหม ทำได้จริง ตราบใดที่ทำสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดค่าเช่าตามราคาตลาด และทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ทางภาษีให้ครบ คือบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายตอนจ่ายค่าเช่า ส่วนเจ้าของบ้านนำรายได้ค่าเช่าไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเอง กรณีนี้ทางบัญชีเรียกว่าธุรกรรมระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน (related-party transaction) เพราะเจ้าของบ้านกับเจ้าของบริษัทเป็นคนเดียวกัน กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่สรรพากรจะให้ความสำคัญกับความสมเหตุสมผลของราคาค่าเช่าเป็นพิเศษ ถ้าตั้งราคาสูงหรือต่ำผิดปกติจนดูเหมือนตั้งใจโยกกำไรระหว่างบริษัทกับตัวบุคคล อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มภายหลัง หลักการ ทำไมเจ้าของบริษัทเช่าบ้านตัวเองให้บริษัทตัวเองได้ หลักการง่าย ๆ คือบริษัทกับบุคคลธรรมดาเป็นคนละหน่วยภาษีกัน แม้เจ้าของบ้านกับเจ้าของบริษัทจะเป็นคนเดียวกัน กฎหมายก็ยังมองทั้งสองฝ่ายแยกจากกันในทางบัญชีและภาษี เมื่อบริษัทจ่ายค่าเช่าให้เจ้าของบ้าน เงินก้อนนั้นถือเป็นรายจ่ายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท เพราะบริษัทต้องมีที่ตั้งสำนักงานอยู่แล้ว ส่วนเจ้าของบ้านก็มีหน้าที่นำเงินค่าเช่าที่ได้รับไปรวมเป็นเงินได้ของตัวเอง เหมือนกับกรณีที่บริษัทไปเช่าบ้านคนอื่นทำออฟฟิศทุกประการ เพียงแต่ในกรณีนี้เจ้าของบ้านกับเจ้าของบริษัทบังเอิญเป็นคนเดียวกันเท่านั้น เงื่อนไขสัญญาเช่าที่สรรพากรยอมรับ สัญญาเช่าต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุคู่สัญญา ระยะเวลาเช่า ค่าเช่ารายเดือน และวิธีชำระเงินให้ชัดเจน พร้อมมีหลักฐานการโอนเงินจริงทุกเดือน เพื่อพิสูจน์ได้ว่าธุรกรรมนี้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่บันทึกบัญชีลอย ๆ สัญญาเช่าต้องมีอะไรบ้าง สัญญาเช่าที่ใช้ได้จริงต้องระบุชื่อผู้ให้เช่า คือเจ้าของบ้านในฐานะบุคคลธรรมดา และผู้เช่า คือบริษัทในฐานะนิติบุคคล พร้อมเลขทะเบียนนิติบุคคลให้ครบถ้วน นอกจากนี้ต้องระบุที่ตั้งบ้านที่เช่า ระยะเวลาเช่า อัตราค่าเช่าต่อเดือน วันครบกำหนดชำระ และเงื่อนไขอื่น เช่น ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าน้ำค่าไฟ เหมือนสัญญาเช่าทั่วไปที่ทำกับผู้เช่าคนอื่น ทำไมต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร มีหลักฐานการโอนเงินจริง หลายคนคิดว่าเช่าบ้านตัวเองไม่จำเป็นต้องทำสัญญาจริงจัง เพราะเป็นเงินในกระเป๋าเดียวกัน แต่ในมุมมองของสรรพากร นี่คือธุรกรรมทางภาษีที่ต้องพิสูจน์ได้เหมือนธุรกรรมอื่นทุกอย่าง ถ้าไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมีสัญญาแต่ไม่มีหลักฐานโอนเงินตามจริง บริษัทเสี่ยงถูกสรรพากรตีความว่าค่าเช่าที่บันทึกไว้เป็นรายจ่ายต้องห้าม ไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ ทำให้เสียประโยชน์ทางภาษีที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก วิธีกำหนดค่าเช่าให้สมเหตุสมผล ค่าเช่าที่สมเหตุสมผลคือราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดของบ้านลักษณะเดียวกันในทำเลเดียวกัน ไม่ใช่ราคาที่เจ้าของบ้านตั้งขึ้นเองตามใจชอบ เพราะสรรพากรใช้หลักราคาตลาดในการตรวจสอบธุรกรรมระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกันเสมอ เกณฑ์ที่ใช้เทียบราคาตลาด วิธีหาราคาตลาดที่ทำได้ง่ายที่สุดคือเทียบกับประกาศให้เช่าบ้านหรือทาวน์เฮาส์ขนาดใกล้เคียงกันในย่านเดียวกัน จากเว็บอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป ปัจจัยที่ต้องเทียบให้ตรงกันคือขนาดพื้นที่ใช้สอย จำนวนห้อง ทำเล และสภาพบ้าน ถ้าเป็นไปได้ ควรเก็บหลักฐานราคาเปรียบเทียบไว้ประกอบการอธิบาย เผื่อสรรพากรสอบถามภายหลัง ความเสี่ยงถ้าตั้งค่าเช่าสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาดมากเกินไป ถ้าตั้งค่าเช่าสูงกว่าราคาตลาดมาก บริษัทจะมีรายจ่ายเกินจริง ทำให้กำไรลดลงผิดปกติ สรรพากรอาจมองว่าเป็นการโยกกำไรบริษัทไปให้เจ้าของบ้านเพื่อหลบภาษี ในทางกลับกัน ถ้าตั้งค่าเช่าต่ำกว่าราคาตลาดมาก ก็อาจถูกมองว่าตั้งใจให้บริษัทได้ประโยชน์ทางภาษีเกินควร ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือยึดราคาตลาดเป็นหลัก ไม่สูงหรือต่ำจนผิดปกติ การติดอากรแสตมป์สัญญาเช่า เรื่องสัญญาเช่าติดอากรแสตมป์เป็นอีกจุดที่พลาดกันบ่อย สัญญาเช่าบ้านทุกฉบับ รวมถึงสัญญาเช่าระหว่างเจ้าของบ้านกับบริษัทตัวเอง ต้องติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย โดยคำนวณจากมูลค่าค่าเช่าตลอดอายุสัญญา และต้องติดให้ครบทั้งต้นฉบับและคู่ฉบับ รายละเอียดเรื่องอัตราอากรแสตมป์และวิธีคำนวณแบบละเอียด อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิธีติดอากรแสตมป์สัญญาเช่าให้ถูกต้อง ของ PEAK ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฝั่งเจ้าของบ้านผู้รับค่าเช่า เมื่อได้รับค่าเช่าจากบริษัท เจ้าของบ้านต้องนำรายได้นี้ไปรวมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตัวเอง เพราะถือเป็นเงินได้ประเภทค่าเช่าทรัพย์สินตามกฎหมายภาษี ไม่ต่างจากการปล่อยเช่าบ้านให้คนทั่วไป ต้องยื่นแบบไหน รายได้ค่าเช่าบ้านต้องยื่นในแบบ ภ.ง.ด. 90 ซึ่งเป็นแบบยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภท โดยยื่นรวมกับเงินได้อื่นที่มีในปีภาษีนั้น เช่น เงินเดือนหรือรายได้จากธุรกิจส่วนตัว ถ้าเจ้าของบ้านมีรายได้จากค่าเช่าเป็นรายได้หลักเพียงอย่างเดียว ก็ยังต้องยื่น ภ.ง.ด. 90 เช่นกัน ไม่ใช่ ภ.ง.ด. 91 ซึ่งใช้เฉพาะผู้มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียว หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา หรือหักตามจริง แบบไหนคุ้มกว่า เรื่องรายได้ค่าเช่า หักค่าใช้จ่าย กฎหมายให้เลือกได้สองแบบ แบบแรกคือหักเหมาที่อัตราร้อยละ 30 ของรายได้ค่าเช่า โดยไม่ต้องมีหลักฐานอะไรเพิ่ม แบบที่สองคือหักตามค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น เช่น ค่าซ่อมแซม ค่าเสื่อมราคาบ้าน แต่ต้องมีหลักฐานครบทุกรายการ ตัวอย่างเช่น ถ้าได้ค่าเช่าปีละ 180,000 บาท หักเหมา 30 เปอร์เซ็นต์ จะเหลือเงินได้สุทธิ 126,000 บาท ถ้าค่าใช้จ่ายจริงของบ้านหลังนั้นต่ำกว่านี้ การหักเหมาจะคุ้มกว่า แต่ถ้าเพิ่งปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่ การหักตามจริงอาจคุ้มกว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่บริษัทต้องหักไว้ตอนจ่ายค่าเช่า ค่าเช่าหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่บริษัทมีหน้าที่หักไว้ทุกครั้งที่จ่ายค่าเช่าให้เจ้าของบ้าน ในอัตราร้อยละ 5 ของค่าเช่า แล้วนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด. 3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้าบันทึกรายการนี้ผิดพลาดหรือลืมนำส่ง บริษัทอาจต้องรับผิดชอบภาษีส่วนนี้เอง เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานภาษีที่ PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์ ช่วย SME จัดการได้ ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท บริษัทต้องหักไว้ 750 บาท จ่ายให้เจ้าของบ้านจริงเพียง 14,250 บาท พร้อมออกหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่เรียกกันว่าใบ 50 ทวิ ให้เจ้าของบ้านเก็บไว้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีปลายปี ค่าเช่าที่บริษัทนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ ประหยัดภาษีนิติบุคคลเท่าไหร่ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตัวอย่างของบริษัท เอบีซี จำกัด ชื่อสมมุติ ที่เจ้าของบริษัทเช่าบ้านตัวเองให้บริษัทเป็นสำนักงาน ในราคาตลาดเดือนละ 15,000 บาท รวมเป็นค่าเช่าทั้งปี 180,000 บาท ฝั่งบริษัท ค่าเช่า 180,000 บาทนี้ นำไปหักเป็นรายจ่ายก่อนคำนวณกำไรสุทธิได้เต็มจำนวน ถ้าบริษัทอยู่ในช่วงอัตราภาษี SME ที่ร้อยละ 15 บริษัทจะประหยัดภาษีนิติบุคคลประมาณ 180,000 คูณ 15 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 27,000 บาทต่อปี ฝั่งเจ้าของบ้าน รายได้ค่าเช่า 180,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายเหมา 30 เปอร์เซ็นต์ จะเหลือเงินได้สุทธิ 126,000 บาท ถ้าเงินได้ก้อนนี้ตกอยู่ในช่วงอัตราภาษีร้อยละ 10 จะเสียภาษีเพิ่มประมาณ 12,600 บาทต่อปี เมื่อหักลบกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายรวมกันประหยัดภาษีสุทธิประมาณ 14,400 บาทต่อปี ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างประกอบความเข้าใจเท่านั้น ผลประหยัดจริงขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของแต่ละคนและรายได้อื่นที่มี ควรให้นักบัญชีคำนวณให้ตรงกับสถานการณ์จริงอีกครั้ง เอกสารที่ต้องเตรียม เพื่อแจ้งใช้บ้านเป็นที่ตั้งบริษัท การใช้บ้านจดทะเบียนบริษัทไม่ได้จบแค่เรื่องสัญญาเช่าและอากรแสตมป์ ถ้าบ้านหลังนี้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหม่ หรือย้ายที่ตั้งจากที่เดิม เจ้าของกิจการต้องแจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วย เอกสารหลักที่ต้องเตรียมคือสัญญาเช่าบ้าน สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของบ้าน หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ กรณีเจ้าของบ้านไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท และหนังสือรับรองบริษัทฉบับล่าสุด ขั้นตอนแจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัทมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ อ่านคำแนะนำแบบครบทุกขั้นตอนได้ที่บทความ แจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัทต้องทำอย่างไร ของ PEAK ข้อควรระวัง ความเสี่ยงที่เจ้าของ SME มักพลาด ความเสี่ยงที่พบบ่อย ทำไมถึงเป็นปัญหา ไม่ทำสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร สรรพากรอาจตีความว่าค่าเช่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม ทำให้บริษัทหักภาษีไม่ได้ ตั้งค่าเช่าสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาดมาก เสี่ยงถูกประเมินว่าโยกกำไรเพื่อหลบภาษี ต้องเสียภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายตอนจ่ายค่าเช่า บริษัทมีความผิดฐานไม่หักภาษี ต้องรับผิดชอบภาษีที่ควรหักไว้เอง เจ้าของบ้านลืมยื่นรายได้ค่าเช่า ถือเป็นการยื่นภาษีไม่ครบ เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม ไม่มีหลักฐานการโอนเงินค่าเช่าจริง พิสูจน์ไม่ได้ว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริง อาจถูกตัดรายจ่ายทั้งก้อน สรุป – เช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศ ทำได้ถ้าทำให้ถูกขั้นตอน เช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศ เป็นวิธีลดภาษีนิติบุคคลที่ทำได้จริงและถูกกฎหมาย ตราบใดที่ทำสัญญาเช่าให้ครบถ้วน ตั้งค่าเช่าตามราคาตลาด และทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ทางภาษีของตัวเองให้ครบ สิ่งที่มักถูกมองข้ามไม่ใช่ตัวไอเดียการเช่าบ้านตัวเอง แต่คือรายละเอียดของเอกสารและการยื่นภาษีที่ต้องแม่นยำ ยิ่งบันทึกและเก็บหลักฐานเป็นระบบตั้งแต่ต้น ยิ่งลดความเสี่ยงถูกสรรพากรตรวจสอบภายหลัง จัดการค่าเช่าและภาษีให้เป็นระบบ ด้วย PEAK การจัดการค่าเช่า หัก ณ ที่จ่าย และเอกสารภาษีให้ครบทุกเดือน เป็นงานที่ต้องละเอียดและทำต่อเนื่อง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับรายจ่าย จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่าย และเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ในที่เดียว ลดความเสี่ยงตกหล่นเรื่องภาษี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศ เช่าบ้านตัวเองให้บริษัทได้ไหม ถ้าเจ้าของบ้านเป็นกรรมการบริษัทด้วย ได้ กรรมการบริษัทสามารถเป็นเจ้าของบ้านที่ให้บริษัทเช่าได้ในเวลาเดียวกัน กฎหมายไม่ได้ห้าม เพียงแต่ต้องทำสัญญาเช่าและกำหนดค่าเช่าตามราคาตลาดเหมือนกรณีทั่วไป ถ้าไม่ทำสัญญาเช่า บริษัทยังหักค่าเช่าเป็นรายจ่ายได้ไหม ทำได้ยาก เพราะสรรพากรต้องการหลักฐานยืนยันว่ามีการเช่าจริง ถ้าไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ค่าเช่าที่บันทึกไว้อาจถูกตัดออกจากรายจ่ายทั้งหมด บ้านที่ยังผ่อนกับธนาคารอยู่ เอามาเช่าให้บริษัทได้ไหม ได้ บ้านที่อยู่ระหว่างผ่อนก็นำมาทำสัญญาเช่าให้บริษัทได้ เพราะกรรมสิทธิ์ยังเป็นของเจ้าของบ้าน แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาสินเชื่อกับธนาคารก่อนว่ามีข้อห้ามเรื่องการนำไปให้เช่าเชิงพาณิชย์หรือไม่ บ้านที่ใช้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและที่ตั้งบริษัท คิดค่าเช่าเต็มบ้านได้ไหม ถ้าใช้พื้นที่บ้านทั้งหลังเป็นสำนักงาน คิดค่าเช่าเต็มบ้านตามราคาตลาดได้ แต่ถ้าใช้เพียงบางส่วน เช่น ชั้นล่างเป็นออฟฟิศ ชั้นบนยังพักอาศัยอยู่ ควรคิดค่าเช่าตามสัดส่วนพื้นที่ที่ใช้จริงเพื่อความสมเหตุสมผล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

Shipping คืออะไร ต้นทุนขนส่งที่ SME ต้องเข้าใจ

ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าหรือขายของออนไลน์คงเคยเจอแบบนี้ สินค้าต้นทุนชิ้นละ 100 บาท แต่พอบวกค่าขนส่งเข้าไป ต้นทุนจริงกลับพุ่งไปถึง 130 บาท กำไรที่คิดไว้หายไปเกือบครึ่ง ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด เพราะหลายคนมองข้ามค่า Shipping ตอนวางแผนราคาขาย Shipping คือการขนส่งสินค้าจากจุดต้นทางไปยังจุดปลายทาง ครอบคลุมตั้งแต่เตรียมสินค้า จัดทำเอกสาร ผ่านพิธีการศุลกากร ไปจนถึงส่งมอบถึงมือผู้รับ ไม่ว่าจะส่งพัสดุในประเทศหรือนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ Shipping ทั้งสิ้น บทความนี้อธิบาย Shipping ในมุมที่ส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจจริง ครอบคลุมประเภทการขนส่ง Incoterms ที่กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย วิธีบันทึกบัญชี และเทคนิคลดต้นทุนที่ SME นำไปใช้ได้ทันที Shipping กับ Logistics ต่างกันตรงไหน Shipping เป็นส่วนหนึ่งของ Logistics ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน Shipping เน้นที่การเคลื่อนย้ายสินค้าจากจุด A ไปจุด B ส่วน Logistics ครอบคลุมกว้างกว่า ทั้งจัดการคลังสินค้า วางแผนเส้นทาง จัดการสต็อก ไปจนถึงกระจายสินค้า ยกตัวอย่าง ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์สั่งสินค้าจากจีนมาขายในไทย ส่วนที่เป็น Shipping คือการขนส่งจากโรงงานจีนมาถึงคลังสินค้าในไทย ส่วน Logistics คือทุกอย่าง ตั้งแต่วางแผนสั่งซื้อ จัดเก็บสต็อก กระจายไปหน้าร้าน จนถึงส่งให้ลูกค้า ในธุรกิจนำเข้า-ส่งออก มักมีบริษัทชิปปิ้ง หรือ Shipping Agent ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดการขนส่งและพิธีการศุลกากรให้ ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องดำเนินการเอง ประเภทการขนส่งสินค้าที่ต้องรู้ การเลือกประเภทการขนส่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและระยะเวลา ผู้ประกอบการต้องเลือกให้เหมาะกับสินค้าและงบประมาณของตัวเอง การขนส่งทางเรือ (Sea Freight) เหมาะกับสินค้าจำนวนมากที่ไม่เร่งด่วน เช่น วัตถุดิบ สินค้าอุตสาหกรรม หรือสินค้า bulk ค่าขนส่งต่อหน่วยต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับทุกวิธี แต่ใช้เวลานาน โดยเฉลี่ยจากจีนมาไทยใช้เวลาประมาณ 5-14 วัน การขนส่งทางอากาศ (Air Freight) เหมาะกับสินค้ามูลค่าสูงหรือต้องส่งด่วน เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยา อาหารสด ใช้เวลา 1-3 วัน แต่ค่าขนส่งสูงกว่าทางเรือหลายเท่า ผู้ประกอบการควรเลือกใช้เฉพาะเมื่อมูลค่าสินค้าคุ้มกับค่าขนส่ง การขนส่งทางบก (Land Freight) เหมาะกับการขนส่งในประเทศหรือข้ามพรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมา มีทั้งรถบรรทุก รถไฟ และรถตู้คอนเทนเนอร์ ข้อดีคือเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลได้ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพถนนและระยะทาง การขนส่งพัสดุ (Parcel/Express Shipping) เหมาะกับธุรกิจ e-commerce ที่ส่งสินค้าชิ้นเล็กถึงมือลูกค้ารายบุคคล ผู้ให้บริการอย่าง Kerry, Flash Express, ไปรษณีย์ไทย รับจัดส่งตั้งแต่พัสดุเล็กไปจนถึงสินค้าขนาดกลาง ค่าบริการคิดตามน้ำหนักและขนาด เปรียบเทียบประเภทการขนส่ง ประเภท ค่าขนส่ง ระยะเวลา เหมาะกับ ทางเรือ ต่ำสุด 5-30 วัน สินค้าจำนวนมาก ไม่เร่ง ทางอากาศ สูงสุด 1-3 วัน สินค้ามูลค่าสูง ต้องส่งด่วน ทางบก ปานกลาง 1-7 วัน ในประเทศ ข้ามพรมแดน พัสดุ ตามชิ้น 1-5 วัน e-commerce ส่งถึงลูกค้า Shipping ส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจอย่างไร ค่า Shipping ไม่ใช่แค่ค่าส่งของธรรมดา แต่เป็นส่วนประกอบสำคัญของต้นทุนสินค้าที่ส่งผลต่อกำไรโดยตรง ถ้าไม่คิดค่า Shipping รวมเข้าไปตั้งแต่ต้น ราคาขายที่ตั้งไว้อาจไม่คุ้มทุน องค์ประกอบของค่า Shipping ค่า Shipping ไม่ได้มีแค่ค่าขนส่งอย่างเดียว แต่รวมหลายรายการเข้าด้วยกัน ได้แก่ ค่าระวางสินค้า (Freight Charge) ค่าประกันภัย (Insurance) ค่าผ่านพิธีการศุลกากร (Customs Clearance) ค่าจัดเก็บสินค้า (Handling) และค่าธรรมเนียมท่าเรือหรือสนามบิน (Terminal Charge) วิธีคำนวณต้นทุนสินค้าเมื่อรวมค่า Shipping สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้ากระเป๋าจากจีน 1,000 ใบ ราคา FOB 50 บาทต่อใบ ค่าขนส่งทางเรือ 15,000 บาท ค่าประกันภัย 2,000 บาท ค่าพิธีการศุลกากร 3,000 บาท ต้นทุนสินค้ารวมค่า Shipping ทั้งหมดเท่ากับ 50,000 บวก 15,000 บวก 2,000 บวก 3,000 ได้ 70,000 บาท ต้นทุนต่อใบเท่ากับ 70 บาท ไม่ใช่ 50 บาทอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด การคำนวณแบบนี้ช่วยให้ตั้งราคาขายได้แม่นยำและเจรจากับซัพพลายเออร์ได้อย่างมีข้อมูล Incoterms กับค่า Shipping ใครรับผิดชอบค่าขนส่ง Incoterms คือข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ กำหนดว่าผู้ซื้อและผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงถึงจุดไหน จัดทำโดย International Chamber of Commerce หรือ ICC เวอร์ชันปัจจุบันคือ Incoterms 2020 Incoterms ที่ใช้บ่อยในธุรกิจ SME Incoterms ผู้ขายรับผิดชอบถึง ผู้ซื้อรับผิดชอบ EXW ส่งมอบที่โรงงานผู้ขาย ค่าขนส่งทั้งหมด ภาษีนำเข้า FOB ส่งสินค้าขึ้นเรือต้นทาง ค่าระวาง ประกันภัย ภาษีนำเข้า CIF ค่าระวางและประกันภัยถึงท่าปลายทาง ภาษีนำเข้า ขนส่งจากท่าถึงคลัง DDP ทุกอย่างถึงหน้าประตูผู้ซื้อ ไม่มี (ผู้ขายรับหมด) ผู้ประกอบการ SME ที่เพิ่งเริ่มนำเข้า ควรเลือก CIF หรือ DDP เพราะผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งส่วนใหญ่ ทำให้ประเมินต้นทุนได้ง่ายกว่า ส่วน FOB เหมาะกับผู้ที่มีตัวแทนขนส่ง (Freight Forwarder) ของตัวเองแล้ว เจรจาค่าระวางได้ราคาดีกว่า บันทึกบัญชีค่าขนส่ง เป็นต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่ายขาย หลักสำคัญในการบันทึกบัญชีค่าขนส่งคือ ค่าขนส่งเข้าบันทึกเป็นต้นทุนสินค้า ส่วนค่าขนส่งออกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย ตามมาตรฐานการบัญชี NPAEs ของไทย ค่าขนส่งเข้า (Freight In) เป็นต้นทุนสินค้า ค่าขนส่งที่จ่ายเพื่อนำสินค้าเข้ามาในกิจการ เช่น ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ค่าภาษีนำเข้า ให้บันทึกรวมเป็นต้นทุนสินค้า เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการทำให้สินค้าอยู่ในสภาพพร้อมขาย ค่าขนส่งออก (Freight Out) เป็นค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าขนส่งที่จ่ายเพื่อส่งสินค้าไปให้ลูกค้า เช่น ค่าส่งพัสดุ ค่าขนส่งไปหน้าร้าน ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย ไม่ใช่ต้นทุนสินค้า เพราะเกิดขึ้นหลังจากสินค้าพร้อมขายแล้ว อ่านวิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่งแบบเจาะลึกพร้อมตัวอย่างครบขั้นตอนได้ที่ บทความวิธีบันทึกบัญชีค่าขนส่ง เทคนิคลดต้นทุน Shipping สำหรับ SME ค่า Shipping เป็นต้นทุนที่ลดได้ ถ้ารู้วิธีจัดการอย่างเป็นระบบ รวมสินค้าในออร์เดอร์เดียว (Consolidation) แทนที่จะส่งสินค้าทีละล็อตเล็กๆ ให้รวมออร์เดอร์หลายรายการส่งพร้อมกัน การรวมตู้คอนเทนเนอร์แบบไม่เต็มตู้ (LCL) หรือเต็มตู้ (FCL) ช่วยลดค่าขนส่งต่อหน่วยได้มาก เพราะคิดราคาตามปริมาตรหรือน้ำหนัก ยิ่งส่งมากต่อเที่ยว ยิ่งประหยัด เจรจาสัญญาระยะยาวกับผู้ให้บริการ ถ้าใช้บริการขนส่งเป็นประจำ การทำสัญญาระยะยาวกับ Freight Forwarder ช่วยให้ได้ราคาดีกว่าจ่ายรายเที่ยว ผู้ให้บริการมักเสนออัตราพิเศษให้ลูกค้าประจำที่มีปริมาณสินค้าสม่ำเสมอ เลือกประเภทขนส่งให้ตรงกับสินค้า ไม่จำเป็นต้องส่งทุกอย่างทางอากาศ สินค้าที่ไม่เร่งด่วนควรส่งทางเรือ สินค้าชิ้นเล็กส่งพัสดุ ส่วนสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องถึงเร็วค่อยส่งทางอากาศ การจับคู่สินค้ากับวิธีขนส่งที่เหมาะสมช่วยลดต้นทุนได้ 15-30% โดยไม่กระทบคุณภาพบริการ เอกสารสำคัญที่ใช้ใน Shipping การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต้องใช้เอกสารหลายรายการ เอกสารหลักที่ผู้ประกอบการควรรู้จัก ได้แก่ นอกจากนี้ Shipping Mark คือเครื่องหมายที่ติดบนหีบห่อสินค้าเพื่อระบุผู้รับ จุดหมายปลายทาง และข้อมูลสำคัญ ช่วยป้องกันสินค้าสูญหายหรือส่งผิดที่ สำหรับเอกสารใบขนส่งสินค้าในประเทศ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความใบขนส่งสินค้า ซึ่งอธิบายวิธีจัดทำและรายละเอียดที่ต้องระบุ สรุป – ค่า Shipping เป็นมากกว่าแค่ค่าส่งของ Shipping ส่งผลต่อทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่ต้นทุนสินค้า ราคาขาย ไปจนถึงกำไรสุทธิ ผู้ประกอบการที่เข้าใจประเภทการขนส่ง รู้จัก Incoterms และบันทึกบัญชีค่าขนส่งได้ถูกต้อง จะวางแผนราคาขายได้แม่นยำ ลดต้นทุนได้จริง และตัดสินใจทางธุรกิจด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน จัดการต้นทุนค่าขนส่งให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกค่าขนส่งเข้าเป็นต้นทุนสินค้า แยกค่าขนส่งออกเป็นค่าใช้จ่ายขาย และดูรายงานต้นทุนได้แบบ real-time ทำให้เห็นภาพต้นทุนจริงของสินค้าแต่ละรายการ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Shipping Shipping fee คืออะไร Shipping fee คือค่าธรรมเนียมการขนส่งสินค้าที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายต้องจ่ายให้ผู้ให้บริการขนส่ง ครอบคลุมค่าระวาง ค่าจัดการสินค้า และค่าบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ใครเป็นคนจ่ายขึ้นอยู่กับข้อตกลง Incoterms ที่ตกลงกันไว้ Free shipping ทำงานอย่างไร Free shipping ไม่ได้หมายความว่าไม่มีค่าขนส่ง แต่ผู้ขายรับภาระค่าขนส่งแทนผู้ซื้อ โดยมักรวมค่าขนส่งเข้าไปในราคาสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการที่ใช้กลยุทธ์นี้ต้องคำนวณต้นทุนให้ครอบคลุมค่าขนส่งด้วย Drop shipping ต่างจาก Shipping ปกติอย่างไร Drop shipping คือโมเดลธุรกิจที่ผู้ขายไม่ต้องสต็อกสินค้า เมื่อมีออร์เดอร์ ซัพพลายเออร์จะส่งสินค้าตรงถึงลูกค้าแทน ผู้ขายจึงไม่ต้องจัดการเรื่อง Shipping เอง ต่างจาก Shipping ปกติที่ผู้ขายจัดส่งสินค้าจากคลังของตัวเอง Shipping Mark สำคัญอย่างไร Shipping Mark คือเครื่องหมายที่ติดบนหีบห่อสินค้าเพื่อระบุข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้รับ เลขที่ออร์เดอร์ จุดหมายปลายทาง ช่วยให้สินค้าถูกจัดส่งไปยังที่ถูกต้อง ลดปัญหาสินค้าสูญหายหรือส่งผิด โดยเฉพาะเมื่อส่งสินค้าหลายรายการในตู้คอนเทนเนอร์เดียวกัน Shipping Instruction คืออะไร Shipping Instruction (SI) คือเอกสารที่ผู้ส่งออกจัดทำขึ้นเพื่อแจ้งรายละเอียดการขนส่งให้บริษัทขนส่งหรือ Freight Forwarder ระบุข้อมูลเช่น ชื่อผู้รับ ท่าเรือต้นทาง-ปลายทาง รายละเอียดสินค้า และข้อกำหนดพิเศษ เป็นพื้นฐานในการออก Bill of Lading ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

การค้าระหว่างประเทศ เตรียมตัวอย่างไร ฉบับ SME ไทย

ผู้ประกอบการ SME หลายคนอยากขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะนำเข้าวัตถุดิบราคาดีจากจีน หรือส่งออกสินค้าไทยไปตลาดอาเซียน แต่พอเริ่มศึกษาจริง กลับเจอศัพท์อย่าง Incoterms, Letter of Credit, ภาษีศุลกากร แล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้ซับซ้อนเกินตัว จริง ๆ แล้วการค้าระหว่างประเทศไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าเข้าใจหลักสำคัญไม่กี่เรื่อง คุณก็พร้อมเริ่มต้นได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ SME ต้องรู้ก่อนนำเข้า-ส่งออกครั้งแรก ตั้งแต่พื้นฐาน เงื่อนไขการค้า วิธีชำระเงิน ไปจนถึงบัญชีและภาษีที่เกี่ยวข้อง การค้าระหว่างประเทศ หมายถึงอะไร การค้าระหว่างประเทศ คือ การซื้อขายสินค้าหรือบริการระหว่างผู้ประกอบการในประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง โดยแบ่งเป็น 2 ฝั่งหลัก ได้แก่ การนำเข้า (Import) คือซื้อสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย และการส่งออก (Export) คือขายสินค้าไทยไปต่างประเทศ ทำไม SME ไทยควรสนใจการค้าระหว่างประเทศ สำหรับ SME การค้าระหว่างประเทศเปิดโอกาสสำคัญ 3 ด้าน ขั้นตอนเริ่มต้นธุรกิจนำเข้า-ส่งออกสำหรับ SME ก่อนเริ่มนำเข้าหรือส่งออก SME ต้องเตรียมตัว 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ จดทะเบียนกับกรมศุลกากร เตรียมเอกสาร และเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสม ขั้นตอนแรก ผู้นำเข้า-ส่งออกต้องลงทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากร โดยต้องมีบัตรประชาชน (บุคคลธรรมดา) หรือหนังสือรับรองบริษัท (นิติบุคคล) พร้อมลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมทุกครั้ง ได้แก่ Invoice (ใบแจ้งหนี้), Packing List (รายการบรรจุสินค้า), Bill of Lading หรือ Airway Bill (ใบตราส่งสินค้า) และใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออก (สำหรับสินค้าควบคุมบางประเภท) Incoterms คืออะไร – เงื่อนไขการค้าที่ SME ต้องรู้ Incoterms (International Commercial Terms) คือเงื่อนไขสากลที่กำหนดว่าผู้ซื้อและผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการขนส่งสินค้าอย่างไร กำหนดโดยหอการค้านานาชาติ (ICC) เวอร์ชันปัจจุบันคือ Incoterms 2020 Incoterms ที่ SME ใช้บ่อย Incoterms ความหมาย ผู้ขายรับผิดชอบถึง EXW Ex Works ส่งมอบที่โรงงานผู้ขาย ผู้ซื้อรับภาระทั้งหมด FOB Free On Board ส่งสินค้าขึ้นเรือที่ท่าต้นทาง CIF Cost, Insurance, Freight จ่ายค่าขนส่งและประกันภัยถึงท่าปลายทาง DDP Delivered Duty Paid รับผิดชอบทุกอย่างจนถึงหน้าประตูผู้ซื้อ รวมภาษีนำเข้า สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มนำเข้า การเลือก CIF ช่วยลดความยุ่งยากเรื่องขนส่ง เพราะผู้ขายจัดการค่าขนส่งและประกันให้ ส่วน SME ที่ส่งออก มักเริ่มจาก FOB เพราะรับผิดชอบแค่ส่งสินค้าขึ้นเรือที่ท่าในไทย Letter of Credit (L/C) คืออะไร – วิธีชำระเงินที่ปลอดภัยสำหรับการค้าระหว่างประเทศ Letter of Credit คือหนังสือค้ำประกันที่ธนาคารออกให้ เพื่อรับรองว่าจะจ่ายเงินให้ผู้ขายเมื่อส่งมอบสินค้าตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน ถือเป็นวิธีชำระเงินที่ปลอดภัยที่สุดในการค้าระหว่างประเทศ เพราะทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีธนาคารเป็นตัวกลาง ขั้นตอนเปิด L/C เริ่มจากผู้ซื้อยื่นคำขอเปิด L/C กับธนาคารในไทย จากนั้นธนาคารจะแจ้งไปยังธนาคารของผู้ขายในต่างประเทศ เมื่อผู้ขายส่งสินค้าและยื่นเอกสารตรงตามเงื่อนไข L/C ธนาคารจะจ่ายเงินให้ผู้ขาย นอกจาก L/C ยังมีวิธีชำระเงินอื่น เช่น การโอนเงินตรง (T/T) ที่เร็วกว่าแต่มีความเสี่ยงสูงกว่า หรือ D/P (Documents against Payment) ที่ผู้ซื้อจ่ายเงินเมื่อรับเอกสารขนส่ง SME ที่ค้ากับคู่ค้ารายใหม่ควรเริ่มจาก L/C เพื่อลดความเสี่ยง แล้วค่อยเปลี่ยนเป็น T/T เมื่อสร้างความไว้วางใจกันแล้ว การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน SME ที่ค้าระหว่างประเทศต้องรับมือกับค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน การบันทึกบัญชีรายการที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศจึงมีหลักสำคัญที่ต้องเข้าใจ กำไร-ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนแบ่งเป็น 2 ประเภท Realized (เกิดขึ้นจริง) คือ กำไรหรือขาดทุนที่เกิดตอนจ่ายเงินจริง ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อสินค้า 10,000 USD ตอนออกใบสั่งซื้ออัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 35.00 บาท ต่อดอลลาร์ แต่ตอนจ่ายเงินจริงอัตราเปลี่ยนเป็น 35.50 บาท ต่อดอลลาร์ บริษัทต้องจ่ายเพิ่ม 5,000 บาท ส่วนต่างนี้คือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง Unrealized (ยังไม่เกิดขึ้นจริง) คือ กำไรหรือขาดทุนที่ต้องบันทึกตอนปิดงบ เมื่อมียอดค้างชำระที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องปรับปรุงตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวด ตามมาตรฐานการบัญชี ภาษีศุลกากรและ VAT นำเข้า – สิ่งที่ SME ต้องรู้ก่อนนำเข้าสินค้า เมื่อนำเข้าสินค้าเข้าไทย ผู้นำเข้าต้องเสียภาษี 2 ประเภทหลัก ได้แก่ อากรขาเข้า (Customs Duty) ที่คิดตามพิกัดอัตราศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ที่คิดจากมูลค่าสินค้ารวมอากรขาเข้า วิธีคำนวณภาษีนำเข้า ตัวอย่าง สมมุตินำเข้าสินค้ามูลค่า CIF 100,000 บาท อัตราอากรขาเข้า 10% อากรขาเข้า = 100,000 x 10% = 10,000 บาท VAT = (100,000 + 10,000) x 7% = 7,700 บาท รวมภาษีนำเข้าทั้งหมด = 17,700 บาท ผู้นำเข้าสามารถนำ VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าไปเป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายได้ ถ้าจดทะเบียน VAT แล้ว รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราภาษีนำเข้าและภาษีศุลกากรสามารถอ่านเพิ่มเติมในบทความเฉพาะของ PEAK สิทธิประโยชน์จาก FTA – ลดต้นทุนนำเข้าได้อย่างไร FTA (Free Trade Agreement) คือข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศ ที่ช่วยให้ผู้นำเข้า-ส่งออกเสียอากรขาเข้าในอัตราที่ต่ำลงหรือ 0% สำหรับสินค้าบางประเภท ปัจจุบันไทยมี FTA ที่สำคัญหลายฉบับ เช่น ASEAN Free Trade Area (AFTA) ที่อากรสินค้าส่วนใหญ่ระหว่างอาเซียนเป็น 0%, ข้อตกลง RCEP ที่ครอบคลุม 15 ประเทศ, JTEPA (ไทย-ญี่ปุ่น) และ TAFTA (ไทย-ออสเตรเลีย) วิธีขอใช้สิทธิ FTA ลดหย่อนภาษี ขั้นตอนหลักคือต้องขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin หรือ C/O) จากกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่าสินค้าผลิตในประเทศที่มี FTA กับไทย จากนั้นยื่น C/O ต่อกรมศุลกากรเพื่อขอลดอัตราอากร ตัวอย่าง ถ้านำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น อากรปกติ 10% แต่ใช้สิทธิ JTEPA อาจลดเหลือ 0-5% ทำให้ประหยัดต้นทุนหลักหมื่นต่อล็อตสินค้า ความเสี่ยงและวิธีบริหารความเสี่ยงในการค้าระหว่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศมีความเสี่ยงหลักที่ SME ต้องระวัง ได้แก่ ความเสี่ยงจากค่าเงิน ความเสี่ยงจากการส่งมอบสินค้า และความเสี่ยงจากการไม่ได้รับชำระเงิน ความเสี่ยงค่าเงิน (Currency Risk) เป็นเรื่องที่กระทบ SME มากที่สุด เช่น ถ้าตกลงขายสินค้า 50,000 USD ตอนเงินบาทอยู่ที่ 35 บาท ต่อดอลลาร์ จะได้เงิน 1,750,000 บาท แต่ถ้าตอนรับเงินจริงบาทแข็งเป็น 33 บาท ต่อดอลลาร์ จะได้แค่ 1,650,000 บาท หายไป 100,000 บาท วิธีบริหารความเสี่ยงค่าเงินที่ SME ทำได้ ได้แก่ การทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้า (Forward Contract) กับธนาคาร เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า หรือการกำหนดราคาขายเป็นเงินบาทแทนสกุลเงินต่างประเทศ รวมถึงกระจายคู่ค้าในหลายประเทศเพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินสกุลใดสกุลหนึ่ง สรุป – การค้าระหว่างประเทศ เริ่มต้นได้ถ้ารู้หลักสำคัญ การค้าระหว่างประเทศสำหรับ SME ไม่ต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องรู้เรื่องสำคัญให้ครบ ตั้งแต่เลือก Incoterms ที่เหมาะกับธุรกิจ เข้าใจวิธีชำระเงินอย่าง L/C บันทึกบัญชีอัตราแลกเปลี่ยนให้ถูกต้อง คำนวณภาษีนำเข้า และใช้สิทธิ FTA ลดต้นทุน เมื่อเข้าใจหลักเหล่านี้ การเปิดตลาดต่างประเทศจะเป็นเรื่องที่จัดการได้ เริ่มต้นค้าระหว่างประเทศอย่างมั่นใจ ด้วยระบบบัญชีที่พร้อม เมื่อเริ่มนำเข้า-ส่งออก สิ่งที่ยุ่งยากไม่แพ้การหาคู่ค้าคือการจัดการบัญชีหลายสกุลเงิน ภาษีนำเข้า และเอกสารที่ต้องถูกต้อง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยบันทึกรายการหลายสกุลเงิน คำนวณอัตราแลกเปลี่ยน และออกเอกสารบัญชีที่พร้อมยื่นต่อกรมสรรพากร ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ SME ต้องมีทุนเท่าไรถึงเริ่มนำเข้า-ส่งออกได้ ไม่มีขั้นต่ำตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติต้องมีเงินทุนเพียงพอสำหรับค่าสินค้า ค่าขนส่ง อากรขาเข้า และ VAT ซึ่งอาจต้องสำรองล่วงหน้า 2-3 เดือนก่อนได้เงินคืนจากการขาย การเริ่มจากล็อตเล็ก ๆ เช่น สั่งตัวอย่างสินค้ามาทดสอบตลาดก่อน จะช่วยลดความเสี่ยงด้านเงินทุน ความแตกต่างระหว่าง FOB กับ CIF คืออะไร FOB ผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งถึงท่าเรือต้นทาง หลังจากนั้นผู้ซื้อรับภาระเอง ส่วน CIF ผู้ขายรับผิดชอบเพิ่มอีก 2 อย่าง คือค่าขนส่งระหว่างประเทศและค่าประกันภัย SME มือใหม่ที่นำเข้ามักเลือก CIF เพราะง่ายกว่า ไม่ต้องจัดการเรื่องเรือและประกันเอง ต้องจด VAT ก่อนนำเข้าสินค้าหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องจด VAT ก่อนนำเข้า เพราะกรมศุลกากรจะเรียกเก็บ VAT 7% ณ ด่านศุลกากรอยู่แล้ว แต่ถ้าจด VAT แล้ว สามารถนำ VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าไปหักเป็นภาษีซื้อได้ ทำให้ต้นทุนจริงลดลง สำหรับ SME ที่นำเข้าเป็นประจำ การจด VAT จึงคุ้มค่ากว่า การบันทึกบัญชีรายการนำเข้า ใช้อัตราแลกเปลี่ยนวันไหน ตามมาตรฐานการบัญชี ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการ (วันที่ในใบกำกับสินค้า) สำหรับการบันทึกรายการเริ่มแรก และใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวดสำหรับการปรับปรุงยอดค้างชำระที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ส่วนต่างที่เกิดขึ้นบันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องมี

ทุกครั้งที่ธุรกิจจ่ายเงินออกไป ไม่ว่าจะเป็นค่าสินค้า ค่าจ้างผลิต หรือเงินเดือนพนักงาน สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือหลักฐานว่าเงินจำนวนนั้นจ่ายไปจริง จ่ายให้ใคร และได้รับอนุมัติแล้วหรือยัง หลายกิจการเริ่มพบปัญหาตอนผู้สอบบัญชีเข้ามาตรวจ แล้วเอกสารไม่ครบ หรือบางรายการไม่มีลายเซ็นอนุมัติ ใบสำคัญจ่ายคือเอกสารที่ช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่ความหมาย ข้อมูลที่ต้องระบุ ขั้นตอนอนุมัติ ไปจนถึงตัวอย่างฟอร์มพร้อมวิธีกรอก ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) คืออะไร ใบสำคัญจ่ายคือเอกสารภายในที่ธุรกิจจัดทำขึ้นเพื่อบันทึกรายละเอียดการจ่ายเงินแต่ละรายการ ทำหน้าที่เป็นหลักฐานว่าเงินจำนวนนี้ถูกจ่ายออกไปจริง ผ่านการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว และมีเอกสารประกอบครบถ้วน ในทางบัญชี ใบสำคัญจ่ายช่วยให้การบันทึกบัญชีด้านจ่ายเป็นระบบ ลดโอกาสผิดพลาดจากการจ่ายเงินโดยไม่มีหลักฐานรองรับ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Payment Voucher หรือบางที่ใช้คำว่า Disbursement Voucher ใบสำคัญจ่ายต่างจากใบสำคัญรับอย่างไร ใบสำคัญจ่ายบันทึกเงินที่จ่ายออก ส่วนใบสำคัญรับเงินบันทึกเงินที่รับเข้า ทั้งสองเป็นเอกสารภายในที่ใช้ควบคุมการเงิน แต่คนละด้านกัน รายการ ใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญรับ ใช้เมื่อ จ่ายเงินออก รับเงินเข้า ตัวอย่าง จ่ายค่าสินค้า จ่ายเงินเดือน รับค่าสินค้า รับชำระหนี้ เอกสารแนบ ใบแจ้งหนี้ หลักฐานโอนเงิน ใบเสร็จรับเงิน สำเนาเช็ค ทำไมธุรกิจถึงต้องมีใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายไม่ได้เป็นแค่เอกสารที่ทำตามรูปแบบ แต่เป็นเครื่องมือควบคุมภายในที่ช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินได้จริง ป้องกันการจ่ายเงินซ้ำซ้อนหรือไม่ได้อนุมัติ เมื่อมีใบสำคัญจ่ายทุกรายการ ฝ่ายบัญชีสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่ารายการนี้จ่ายไปแล้วหรือยัง ใครเป็นคนอนุมัติ ช่วยลดความเสี่ยงจากการจ่ายเงินซ้ำให้ผู้ขายรายเดิม หรือจ่ายเงินโดยไม่ผ่านขั้นตอนอนุมัติ สมมติบริษัทสั่งซื้อสินค้า 50,000 บาท ถ้าไม่มีระบบใบสำคัญจ่าย อาจเกิดกรณีที่ฝ่ายจัดซื้อส่งคำสั่งจ่ายซ้ำ แล้วฝ่ายบัญชีโอนเงินให้ 2 ครั้ง เป็นหลักฐานสำคัญสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชีต้องตรวจว่าทุกรายการจ่ายมีเอกสารประกอบครบถ้วน มีลายเซ็นอนุมัติ และตรงกับยอดในสมุดบัญชี ใบสำคัญจ่ายที่จัดเรียงเป็นระบบช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วขึ้น ลดข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีได้มาก ตามพ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 กิจการต้องเก็บเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ใบสำคัญจ่ายเป็นหนึ่งในเอกสารที่ต้องเก็บรักษา ข้อมูลที่ต้องระบุในใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายที่สมบูรณ์ควรมีข้อมูลเหล่านี้ครบ เพื่อให้ใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีได้อย่างถูกต้อง ข้อมูล รายละเอียด เลขที่เอกสาร เลขลำดับเพื่อค้นหาและอ้างอิงย้อนหลัง วันที่จ่ายเงิน วันที่ทำรายการจ่ายจริง จ่ายให้ ชื่อบุคคลหรือบริษัทที่รับเงิน รายการที่จ่าย รายละเอียดสินค้า บริการ หรือค่าใช้จ่ายที่จ่าย จำนวนเงิน ระบุทั้งตัวเลขและตัวอักษร วิธีการจ่าย เงินสด โอนธนาคาร หรือเช็ค (ระบุเลขเช็คด้วย) ผู้จัดทำ ผู้ตรวจสอบ ผู้อนุมัติ ลายเซ็นอย่างน้อย 3 คน แสดงการแบ่งหน้าที่ เอกสารแนบ ระบุจำนวนเอกสารแนบ เช่น ใบแจ้งหนี้ 1 ฉบับ ขั้นตอนการอนุมัติก่อนจ่ายเงิน การจ่ายเงินที่ดีไม่ควรให้คนคนเดียวทำทั้งหมด ตั้งแต่ขออนุมัติไปจนถึงโอนเงิน ระบบอนุมัติที่มีการแบ่งหน้าที่ช่วยป้องกันทุจริตและข้อผิดพลาดได้ ขั้นตอนที่ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้มีดังนี้ สำหรับกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงานไม่กี่คน อาจลดขั้นตอนลงเหลือ 3 ช่อง คือผู้จัดทำ ผู้ตรวจสอบ และผู้อนุมัติ แต่ควรแยกคนทำกับคนอนุมัติเสมอ เอกสารแนบที่ต้องมีคู่กับใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีเอกสารประกอบแนบด้วยเพื่อยืนยันว่ารายการจ่ายเกิดขึ้นจริง เอกสารที่ควรแนบมีดังนี้ ถ้าเอกสารแนบไม่ครบ ผู้สอบบัญชีอาจตั้งข้อสังเกตว่ารายการจ่ายนั้นไม่มีหลักฐานเพียงพอ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของงบการเงิน ตัวอย่างใบสำคัญจ่ายพร้อมวิธีกรอก ตัวอย่างด้านล่างเป็นรูปแบบที่ธุรกิจ SME ใช้กันทั่วไป คุณปรับรายละเอียดให้เหมาะกับกิจการได้ ตัวอย่างใบสำคัญจ่ายค่าสินค้า สมมติบริษัท กขค จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อวัตถุดิบจากร้านค้าส่ง มูลค่า 30,000 บาท จ่ายด้วยการโอนเงิน ช่อง กรอกว่า เลขที่ PV-2569/001 วันที่ 15 มกราคม 2569 จ่ายให้ ร้าน ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ ค่าวัตถุดิบตามใบแจ้งหนี้เลขที่ INV-001 จำนวนเงิน 30,000 บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) วิธีจ่าย โอนเงินผ่านธนาคาร เอกสารแนบ ใบแจ้งหนี้ 1 ฉบับ สลิปโอนเงิน 1 ฉบับ ตัวอย่างใบสำคัญจ่ายเงินเดือน กรณีจ่ายเงินเดือนพนักงาน 5 คน รวม 150,000 บาท กรอกช่องรายการว่า เงินเดือนพนักงานประจำเดือนมกราคม 2569 จำนวน 5 คน แนบรายงานเงินเดือน (Payroll Report) พร้อมหลักฐานโอนเงิน ในช่องผู้อนุมัติต้องเป็นผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำใบสำคัญจ่าย ปัญหาที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ ส่วนใหญ่เกิดจากความเคยชินมากกว่าไม่รู้ หลักเกณฑ์สรรพากรที่เกี่ยวข้องกับใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายไม่ได้ถูกกำหนดรูปแบบเฉพาะโดยกรมสรรพากร แต่สรรพากรกำหนดว่ารายจ่ายที่จะนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ต้องมีหลักฐานเพียงพอ ตามประมวลรัษฎากร รายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ ใบสำคัญจ่ายที่มีเอกสารแนบครบจึงเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่ารายจ่ายนั้นเกิดขึ้นจริงและเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการ กรณีที่ไม่สามารถหาใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายได้ เช่น ซื้อของจากร้านค้าเล็กๆ ที่ไม่ออกบิล กิจการสามารถจัดทำใบสำคัญจ่ายเป็นเอกสารภายในพร้อมระบุรายละเอียดให้ครบ เพื่อใช้ประกอบการบันทึกบัญชี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สรุป – ใบสำคัญจ่ายช่วยให้จ่ายเงินทุกบาทมีหลักฐาน ใบสำคัญจ่ายเป็นเอกสารที่ช่วยให้ธุรกิจควบคุมการจ่ายเงินได้อย่างเป็นระบบ จุดสำคัญที่ต้องจำคือ ทุกรายการจ่ายต้องมีเอกสารประกอบครบ มีลายเซ็นอนุมัติ และจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ ยิ่งกิจการเติบโต จำนวนรายการจ่ายยิ่งมาก การจัดการด้วยมือจะเริ่มไม่ทันและเกิดข้อผิดพลาดง่าย จัดการเอกสารบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณจัดการเอกสารทางบัญชี บันทึกรายรับ-รายจ่าย และออกรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด พร้อมเก็บเอกสารบนระบบ Cloud ที่ค้นหาย้อนหลังได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับใบสำคัญจ่าย ใบสำคัญจ่ายใช้ตอนไหน ใช้ทุกครั้งที่กิจการจ่ายเงินออก ไม่ว่าจะจ่ายค่าสินค้า ค่าบริการ เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน หรือค่าสาธารณูปโภค ควรจัดทำก่อนหรือในวันที่จ่ายเงินจริง ใบสำคัญจ่ายภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Payment Voucher บางองค์กรใช้คำว่า Disbursement Voucher หรือ Cash Voucher (กรณีจ่ายเป็นเงินสด) ใบสำคัญจ่ายจำเป็นต้องมีลายเซ็นผู้อนุมัติไหม จำเป็น เพราะลายเซ็นผู้อนุมัติคือหลักฐานว่ารายการจ่ายนั้นผ่านการตรวจสอบและได้รับอนุญาตแล้ว ถ้าไม่มีลายเซ็น ผู้สอบบัญชีจะตั้งข้อสังเกตว่าการจ่ายเงินนั้นอาจไม่ได้รับอนุมัติ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสำคัญจ่ายได้ที่ไหน ค้นหาได้จากเว็บไซต์ที่ให้บริการแบบฟอร์มบัญชีฟรี หรือใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีระบบออกใบสำคัญจ่ายอัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนการพิมพ์และจัดเก็บ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก