PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง วิธีคำนวณเงินสะสมและบันทึกบัญชี สิ่งที่นายจ้างต้องรู้

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้จริง 1 ตุลาคม 2569 หลังเลื่อนมาหลายรอบ ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเตรียมตัวจริงจัง ต้องคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ ปรับระบบเงินเดือน และบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือกองทุนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13) ที่ให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงินเข้ากองทุน เพื่อเป็นหลักประกันเมื่อออกจากงาน เกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต หลักการคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็น “ภาคบังคับ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่สมัครใจ กำหนดบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนนี้อยู่ในกฎหมายตั้งแต่ปี 2541 แต่ถูกเลื่อนหลายครั้ง เพราะต้องรอออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ ล่าสุดกระทรวงแรงงานประกาศเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 (ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน) ใครต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน? นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ส่วนลูกจ้างก็ต้องจ่ายเงินสะสมด้วย นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง แล้วนำส่งพร้อมเงินสมทบฝั่งนายจ้าง นับลูกจ้าง 10 คน อย่างไร? จุดที่ SME หลายรายสับสนคือ “นับใครเป็นลูกจ้าง?” คำตอบสั้นๆ คือ นับทุกคนที่มีสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ สัญญาจ้าง หรือทดลองงาน สรุปเกณฑ์การนับลูกจ้าง ประเภทลูกจ้าง นับหรือไม่? หมายเหตุ พนักงานประจำ (full-time) นับ รวมทุกคนที่มีสัญญาจ้าง พนักงานทดลองงาน นับ มีสัญญาจ้างแรงงานแล้ว พนักงาน part-time รายชั่วโมง นับ ถ้ามีสัญญาจ้างแรงงาน ฟรีแลนซ์/รับเหมา (จ้างทำของ) ไม่นับ ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน กรรมการบริษัทที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ไม่นับ ไม่มีสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น ถ้ากิจการมีพนักงานประจำ 7 คน + ทดลองงาน 2 คน + part-time 2 คน = รวม 11 คน ก็เข้าเกณฑ์ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนแล้ว (ข้อมูลจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ คำนวณอย่างไร? เงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือเงินสะสมที่หักจากลูกจ้าง และเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเพิ่ม อัตราที่แน่ชัดจะกำหนดโดยกฎกระทรวง ซึ่ง ณ วันที่บทความนี้อัปเดต มีการกำหนดอัตราเริ่มต้นดังนี้ รายการ ผู้จ่าย อัตรา ฐานคำนวณ เงินสะสม ลูกจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน เงินสมทบ นายจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน อัตรานี้เป็นอัตราเริ่มต้น อาจปรับเพิ่มในอนาคตตามกฎกระทรวง ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมสวัสดิการฯก่อนเริ่มใช้จริง ตัวอย่างคำนวณ 3 ระดับเงินเดือน เงินเดือน 15,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 900 บาท เงินเดือน 25,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 1,500 บาท เงินเดือน 50,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 3,000 บาท สิ่งที่นายจ้างต้องจำคือ ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น 3% ของค่าจ้างรวมทุกคน เช่น ถ้ามีลูกจ้าง 15 คน เงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท ต้นทุนเงินสมทบจะเพิ่มเดือนละ 9,000 บาท หรือปีละ 108,000 บาท สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับ ลูกจ้างที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนจะได้รับเงินคืนเมื่อออกจากงาน เกษียณ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต โดยจำนวนเงินที่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำงานและยอดเงินสะสม สิทธิประโยชน์แบ่งเป็น 4 กรณี กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง vs กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต่างกันอย่างไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์เป็นภาคบังคับตามกฎหมาย ส่วน PVD เป็นสมัครใจ ผู้ประกอบการที่มี PVD อยู่แล้วยังต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์เพิ่มเติม เปรียบเทียบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ลักษณะ ภาคบังคับตามกฎหมาย สมัครใจ ใครต้องจัดตั้ง นายจ้าง 10 คนขึ้นไป (บังคับ) นายจ้างที่ต้องการ (สมัครใจ) ผู้บริหารกองทุน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน บริษัทจัดการกองทุนเอกชน อัตราเงินสะสม/สมทบ กำหนดโดยกฎกระทรวง ตกลงกันระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง สิทธิประโยชน์ทางภาษี รอประกาศ เงินสะสมลดหย่อนภาษีได้ ควรติดตามประกาศจากกรมสวัสดิการฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีมาตรการยกเว้นสำหรับกิจการที่มี PVD ในอนาคต วิธีบันทึกบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นักบัญชีต้องเพิ่มผังบัญชีใหม่ 3 รายการ และบันทึกรายการทุกเดือนเมื่อจ่ายเงินเดือน ได้แก่ การหักเงินสะสมจากลูกจ้าง การบันทึกเงินสมทบของนายจ้าง และการนำส่งเงินเข้ากองทุน ผังบัญชีที่ต้องเพิ่ม ผังบัญชีที่แนะนำให้เพิ่มในระบบ ตัวอย่างบันทึกรายการ ณ วันจ่ายเงินเดือน สมมุติลูกจ้างเงินเดือน 25,000 บาท เงินสะสม 3% = 750 บาท เงินสมทบ 3% = 750 บาท บันทึกหักเงินสะสมจากเงินเดือนลูกจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินเดือน (ค่าใช้จ่าย) 25,000 — เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 เงินเดือนค้างจ่าย — 24,250 บันทึกเงินสมทบส่วนนายจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ค่าใช้จ่าย) 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 บันทึก ณ วันนำส่งเงินเข้ากองทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินฝากธนาคาร — 1,500 Checklist เตรียมระบบเงินเดือนรับ 1 ตุลาคม 2569 กิจการควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ เพราะต้องปรับทั้งระบบ Payroll ผังบัญชี และงบประมาณ รายการด้านล่างคือ 7 สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จก่อน 1 ตุลาคม 2569 สิ่งที่ HR และนักบัญชีต้องทำก่อน 1 ต.ค. 69 สรุป: เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอ 1 ตุลาคม กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเพิ่มต้นทุนให้นายจ้าง แต่ก็เป็นหลักประกันที่ดีให้ลูกจ้าง สิ่งที่ต้องทำตอนนี้มี 3 เรื่อง คือ นับลูกจ้างว่าถึง 10 คนหรือยัง ตั้งผังบัญชีรองรับ และปรับระบบเงินเดือนให้พร้อมหักเงินสะสมอัตโนมัติ จัดการบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้นักบัญชีตั้งผังบัญชีรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ทันที พร้อมบันทึกรายการอัตโนมัติ ส่วน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินสะสม-สมทบและออกสลิปเงินเดือนที่แสดงรายการหักชัดเจน ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เตรียมระบบให้พร้อมก่อน 1 ตุลาคม 2569 คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถ้ากิจการมีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ต้องจ่ายไหม? ไม่ต้อง กฎหมายบังคับเฉพาะนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป แต่ถ้าภายหลังรับคนเพิ่มจนครบ 10 คน ก็ต้องเข้าระบบทันที ลูกจ้างได้เงินคืนเมื่อไร? ลูกจ้างได้รับเงินสะสมคืนเมื่อออกจากงาน ส่วนเงินสมทบจะได้คืนตามสัดส่วนระยะเวลาทำงาน ยิ่งทำงานนานยิ่งได้สัดส่วนเงินสมทบมากขึ้น นายจ้างที่ไม่จ่ายเงินเข้ากองทุน มีโทษอะไร? นายจ้างที่ฝ่าฝืนมีโทษปรับตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด ควรตรวจสอบบทลงโทษล่าสุดจากกรมสวัสดิการฯ ก่อนวันบังคับใช้ เงินสมทบส่วนนายจ้าง เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม? เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เช่นเดียวกับเงินสมทบประกันสังคม ถ้ามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ได้รับยกเว้นไหม? ณ ปัจจุบันยังไม่มีประกาศยกเว้น กิจการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วยังต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่ม แต่ควรติดตามประกาศจากกระทรวงแรงงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีมาตรการผ่อนปรนในภายหลังฉบับเต็มที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

RPA คืออะไร เข้าใจ Robotic Process Automation ฉบับ SME 2026

ทุกวันคุณใช้เวลากี่ชั่วโมงกับงานที่ต้องทำซ้ำเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นคีย์ข้อมูล ย้ายไฟล์ หรือตรวจเอกสาร? RPA คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ “บอทซอฟต์แวร์” ทำงานเหล่านี้แทนคุณ แม่นยำกว่า เร็วกว่า และทำงานได้ 24 ชั่วโมง RPA คืออะไร (Robotic Process Automation) RPA คือซอฟต์แวร์ที่จำลองการทำงานของคนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่น คลิก พิมพ์ คัดลอกข้อมูล หรือกรอกแบบฟอร์ม โดยทำงานตามคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (rule-based) ไม่ต้องเขียนโค้ดซับซ้อน พูดง่ายๆ คือ แทนที่คุณจะนั่งพิมพ์ตัวเลขจากใบเสร็จลงระบบทีละรายการ บอท RPA จะเปิดไฟล์ อ่านข้อมูล แล้วกรอกลงระบบให้เอง ภายในไม่กี่วินาที RPA ย่อมาจากอะไร RPA ย่อมาจาก Robotic Process Automation หรือแปลเป็นไทยว่า “กระบวนการอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ซอฟต์แวร์” RPA ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ RPA เหมือนกับ “การบันทึกมาโครใน Excel” แต่ทำได้กับทุกโปรแกรม ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชีที่ต้องบันทึกรายการจากใบกำกับภาษี 200 ใบต่อวัน แทนที่จะจ้างคนนั่งพิมพ์ บอท RPA สามารถอ่านเอกสาร คัดลอกเลขที่ ยอดเงิน วันที่ แล้วกรอกลงโปรแกรมให้ทั้งหมด ประเภทของ RPA — Attended, Unattended และ Hybrid RPA แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก เลือกใช้ตามลักษณะงานที่ต้องการ ประเภท ลักษณะ เหมาะกับงาน Attended RPA ทำงานร่วมกับคน เปิดใช้เมื่อคนสั่ง งานที่ต้องตัดสินใจบางขั้นตอน เช่น ตอบแชทลูกค้าโดยบอทช่วยดึงข้อมูล Unattended RPA ทำงานเองทั้งหมดไม่ต้องมีคนดู งานที่มีขั้นตอนชัดเจน เช่น ประมวลผลใบแจ้งหนี้กลางคืน Hybrid RPA ผสมทั้งสองแบบ งานที่เริ่มอัตโนมัติแต่บางจุดต้องให้คนอนุมัติ เช่น ตรวจเอกสาร แล้วส่งให้หัวหน้าอนุมัติ สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น Attended RPA มักเหมาะที่สุด เพราะยังสามารถควบคุมและเรียนรู้การทำงานของบอทไปพร้อมกัน ข้อดีของ RPA สำหรับธุรกิจ ธุรกิจที่นำ RPA มาใช้มักเห็นผลใน 3 ด้านหลัก ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน งานที่คนใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวัน เช่น กรอกข้อมูลลูกค้า ตรวจสอบยอดโอน หรือสร้างรายงาน บอท RPA ทำเสร็จได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้พนักงานมีเวลาทำงานที่สร้างมูลค่ามากกว่า เช่น วิเคราะห์ตัวเลขหรือดูแลลูกค้า ลดข้อผิดพลาดจาก Human Error คนพิมพ์ข้อมูลซ้ำทั้งวันย่อมมีโอกาสผิดพลาด แต่บอท RPA ทำตามกฎที่ตั้งไว้ทุกครั้ง ไม่หลุด ไม่ลืม ไม่สลับตัวเลข ซึ่งสำคัญมากสำหรับงานด้านการเงินที่ต้องการความแม่นยำสูง ประหยัดต้นทุนระยะยาว แม้การเริ่มต้นใช้ RPA จะมีค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าและฝึกอบรม แต่เมื่อระบบทำงานแล้ว ต้นทุนต่อรายการจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการจ้างคนทำงานเดิมซ้ำๆ ยิ่งปริมาณงานมากเท่าไร RPA ก็ยิ่งคุ้มค่า ตัวอย่างการใช้ RPA ในธุรกิจ SME RPA ไม่ได้เหมาะเฉพาะบริษัทใหญ่เท่านั้น SME ก็นำมาใช้ได้ในหลายส่วนงาน ด้านบัญชีและการเงิน สายงานบัญชีได้ประโยชน์จาก RPA มากที่สุด เพราะมีงานซ้ำปริมาณมากและต้องการความถูกต้องสูง ตัวอย่างที่องค์กรใช้กันจริง ได้แก่ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นการใช้ RPA แบบแยกต่างหาก (standalone) ซึ่งเหมาะกับองค์กรที่มีระบบหลายตัวไม่เชื่อมกัน สำหรับ SME ที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อยู่แล้ว งานเหล่านี้หลายอย่างถูกทำให้อัตโนมัติอยู่ในระบบแล้ว ไม่ต้องตั้งค่าบอทแยก งาน HR และเงินเดือน ฝ่ายบุคคลใช้ RPA ช่วยประมวลผลเงินเดือน คำนวณค่าล่วงเวลา ส่งสลิปเงินเดือนอัตโนมัติ หรือตรวจสอบใบลาของพนักงาน ธุรกิจที่มีพนักงาน 20-50 คนเริ่มเห็นผลชัดเจนว่าลดเวลาฝ่าย HR ได้หลายชั่วโมงต่อเดือน งานขาย การตลาด และดูแลลูกค้า บอท RPA ช่วยดึงข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง (อีเมล แชท เว็บไซต์) มารวมไว้ที่เดียว สร้างรายงานยอดขายรายวัน หรือส่งอีเมลแจ้งเตือนลูกค้าที่ค้างชำระโดยอัตโนมัติ RPA กับ AI ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนว่า RPA กับ AI เหมือนกันหรือไม่ คำตอบสั้นๆ คือ ไม่เหมือน แต่ใช้ร่วมกันได้ เกณฑ์ RPA AI (Artificial Intelligence) หลักการ ทำตามกฎที่ตั้งไว้ (rule-based) เรียนรู้และตัดสินใจเองได้ ข้อมูลที่จัดการ ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัด เช่น ตาราง แบบฟอร์ม ข้อมูลไม่มีโครงสร้าง เช่น ภาพ เสียง ข้อความอิสระ ตัวอย่าง คัดลอกข้อมูลจาก Excel ลง ERP แยกหมวดหมู่ใบเสร็จจากภาพถ่าย ความซับซ้อน ตั้งค่าง่าย ไม่ต้อง train model ต้อง train ด้วยข้อมูลจำนวนมาก ในทางปฏิบัติ หลายธุรกิจเริ่มรวม RPA เข้ากับ AI เรียกว่า Intelligent Automation เช่น ใช้ AI อ่านใบเสร็จจากภาพถ่ายแล้วส่งข้อมูลให้ RPA บันทึกลงระบบต่อ หรือใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มรายจ่ายแล้วให้ RPA สร้างรายงานสรุปอัตโนมัติทุกสัปดาห์ สำหรับ SME ที่กำลังตัดสินใจ ถ้ามีงานซ้ำที่ขั้นตอนชัดเจน เริ่มจาก RPA ก่อนได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอ AI เครื่องมือ RPA ยอดนิยม เครื่องมือ RPA ที่ใช้กันแพร่หลายมีหลายตัว แต่ละตัวเหมาะกับขนาดธุรกิจต่างกัน เครื่องมือ จุดเด่น เหมาะกับ UiPath ใช้งานง่าย มี community ใหญ่ ธุรกิจทุกขนาด มี plan ฟรีสำหรับทดลอง Power Automate (Microsoft) เชื่อมกับ Microsoft 365 ได้ทันที ธุรกิจที่ใช้ Microsoft อยู่แล้ว Automation Anywhere รองรับ cloud + on-premise องค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ Blue Prism เน้นความปลอดภัยระดับสูง ธุรกิจที่มีข้อกำหนดด้าน compliance สำหรับ SME ไทย Power Automate มักเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายที่สุด เพราะ Microsoft 365 หลาย SME ใช้อยู่แล้ว RPA กับอนาคตของงานบัญชี SME เทรนด์ในปี 2026 คือการรวม RPA เข้ากับ AI และระบบ Cloud Accounting ให้ทำงานสอดประสานกัน เช่น ระบบบัญชีออนไลน์สมัยใหม่มีฟีเจอร์ OCR สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ซึ่งเป็นการผสาน AI + RPA เข้าไปในเครื่องมือที่ SME ใช้งานอยู่ทุกวัน สำหรับ SME ไทย ไม่จำเป็นต้องลงทุนกับ RPA แยกต่างหาก เพราะโปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวเริ่มรวม automation เข้ามาในตัว ช่วยทำงานซ้ำให้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่าบอทเอง ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายจ่ายอัตโนมัติ หรือระบบออกใบเสนอราคาที่ดึงข้อมูลลูกค้าจากฐานข้อมูลมากรอกให้เอง ล้วนเป็นหลักการเดียวกับ RPA แต่ซ่อนอยู่ในเครื่องมือที่ใช้ทุกวัน สรุป: RPA คือตัวช่วยลดงานซ้ำ ให้คุณโฟกัสงานที่สำคัญกว่า เริ่มลดงานซ้ำด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คือโปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ที่มี AI ช่วยสแกนเอกสาร บันทึกรายการอัตโนมัติ และสร้างรายงานภาษีให้พร้อมยื่น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ RPA RPA เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน RPA เหมาะกับธุรกิจทุกขนาดที่มีงานซ้ำปริมาณมาก SME ที่มีพนักงาน 5-50 คนเริ่มเห็นผลชัด โดยเฉพาะงานบัญชีที่ต้องคีย์ข้อมูลเอกสารหลายร้อยรายการต่อเดือน ยิ่งปริมาณงานซ้ำมาก RPA ยิ่งคุ้มค่า RPA Developer คืออะไร RPA Developer คือคนที่ออกแบบและพัฒนาบอทให้ทำงานตามขั้นตอนที่ธุรกิจต้องการ ใช้เครื่องมืออย่าง UiPath หรือ Power Automate ในการสร้าง workflow โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดจากศูนย์ เพราะเครื่องมือส่วนใหญ่รองรับการตั้งค่าแบบ drag-and-drop RPA ต้องเขียนโค้ดเองไหม เครื่องมือ RPA ส่วนใหญ่ออกแบบมาให้ตั้งค่าแบบ “ลากวาง” (low-code/no-code) คนที่ไม่มีพื้นฐานโปรแกรมก็ใช้ได้ แต่ถ้าต้องการปรับแต่งขั้นสูง เช่น เชื่อมกับระบบ API ของบริษัท ก็อาจต้องเขียนโค้ดบางส่วน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

TFRS for NPAEs คืออะไร? สรุป NPAEs vs PAEs กิจการต้องใช้ตัวไหน

ผู้ประกอบการหลายคนเคยสงสัยว่า กิจการของตัวเองต้องใช้มาตรฐานบัญชีตัวไหน ระหว่าง TFRS for NPAEs กับ TFRS for PAEs คำตอบสั้น ๆ คือ ถ้าบริษัทไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และไม่ใช่สถาบันการเงิน ใช้ TFRS for NPAEs ได้เลย ซึ่งก็คือ SME กว่า 99% ในไทย บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ NPAEs คืออะไร ต่างจาก PAEs ตรงไหน ฉบับปรับปรุงล่าสุดเปลี่ยนอะไรบ้าง ไปจนถึงเรื่องงบการเงินและเงินลงทุนตามมาตรฐานนี้ NPAEs คืออะไร? NPAEs (Non-Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ พูดง่าย ๆ คือบริษัทที่ไม่ได้เอาหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ใช่สถาบันการเงินที่ดูแลเงินของคนอื่น กิจการ SME ส่วนใหญ่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียวที่จดทะเบียนนิติบุคคล ล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด กิจการที่จัดเป็น NPAEs มีลักษณะดังนี้ กิจการส่วนใหญ่ในไทย ทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) PAEs คืออะไร? PAEs (Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และกิจการที่อยู่ระหว่างยื่นขอจดทะเบียนหลักทรัพย์ กิจการเหล่านี้ดูแลเงินของนักลงทุนและประชาชนจำนวนมาก จึงต้องใช้มาตรฐาน TFRS for PAEs ฉบับเต็มที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนมากกว่า NPAEs กับ PAEs ต่างกันอย่างไร? ความแตกต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลและความซับซ้อนของมาตรฐานที่ใช้ สรุปเปรียบเทียบได้ดังนี้ หัวข้อ NPAEs PAEs กิจการที่ใช้ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน SME ทั่วไป บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน ประกันภัย มาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs (ฉบับย่อ) TFRS for PAEs (ฉบับเต็ม ตาม IFRS) จำนวนมาตรฐาน 1 ฉบับรวม หลายสิบฉบับ แยกตามเรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ใช้เฉพาะบางกรณี ใช้กว้างขวาง งบกระแสเงินสด ไม่บังคับ บังคับ การเปิดเผยข้อมูล น้อยกว่า เน้นเท่าที่จำเป็น มากและละเอียด ความซับซ้อน ต่ำกว่า เหมาะกับ SME สูง ต้องมีทีมบัญชีเฉพาะทาง กิจการคุณเป็น NPAEs หรือ PAEs? เช็คง่าย ๆ 3 ข้อ ถ้าตอบ “ไม่” ทั้งหมด กิจการคุณเป็น NPAEs ถ้าตอบ “ไม่” ทั้ง 3 ข้อ กิจการของคุณเป็น NPAEs ใช้มาตรฐานฉบับย่อนี้ได้เลย TFRS for NPAEs คืออะไร? มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับนี้มีอะไรบ้าง TFRS for NPAEs คือมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการ NPAEs ที่อธิบายไว้ข้างต้น ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) เป็นมาตรฐานฉบับย่อที่ลดความซับซ้อนลงจาก TFRS for PAEs เพื่อให้ SME ปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องมาตรฐานการบัญชี TFRS ฉบับสรุป) โครงสร้างของ TFRS for NPAEs มีกี่บท? TFRS for NPAEs รวมเนื้อหาไว้ในเล่มเดียว แบ่งเป็น 25 บท ครอบคลุมตั้งแต่กรอบแนวคิดทางบัญชี การนำเสนองบการเงิน ไปจนถึงเรื่องเฉพาะเช่น สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สัญญาเช่า รายได้ ผลประโยชน์พนักงาน ภาษีเงินได้ และเงินลงทุน ข้อดีของการรวมไว้ในเล่มเดียวคือนักบัญชีไม่ต้องเปิดหลายฉบับ ต่างจาก PAEs ที่ต้องอ้างอิงมาตรฐานแยกหลายสิบฉบับ NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 เปลี่ยนอะไรบ้าง? สภาวิชาชีพบัญชีออกฉบับปรับปรุง 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้มีดังนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้ เรื่อง สิ่งที่เปลี่ยน สัญญาเช่า เพิ่มบทใหม่เรื่องสัญญาเช่า แยกผู้เช่าและผู้ให้เช่าชัดเจนขึ้น ผู้เช่าต้องรับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า รายได้ ปรับหลักการรับรู้รายได้ให้ตรงตาม TFRS 15 มากขึ้น เน้นการโอนการควบคุม เครื่องมือทางการเงิน เพิ่มทางเลือกในการจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุน การนำเสนองบการเงิน ปรับรูปแบบให้ชัดเจนขึ้น เพิ่มข้อกำหนดเรื่องหมายเหตุประกอบงบ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ เรื่องที่กระทบมากที่สุดคือสัญญาเช่า โดยเฉพาะกิจการที่เช่าอาคาร สำนักงาน หรือรถยนต์ ต้องบันทึกบัญชีแตกต่างจากเดิม การนำเสนองบการเงินตาม NPAEs ต้องมีอะไรบ้าง? กิจการต้องจัดทำงบการเงินอย่างน้อย 4 รายการ (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 3) งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) แสดงภาพรวมว่ากิจการมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร ณ วันสิ้นรอบบัญชี เปรียบเทียบได้กับ “รูปถ่าย” สุขภาพการเงินของกิจการ งบกำไรขาดทุน (Statement of Profit or Loss) แสดงผลการดำเนินงานว่ามีรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) เท่าไร ในรอบบัญชีนั้น คล้ายกับ “สรุปผลประกอบการ” ของกิจการ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ แสดงว่าส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างงวด เช่น มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น จ่ายเงินปันผลออกไป หรือมีการเพิ่มทุน หมายเหตุประกอบงบการเงิน อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น นโยบายบัญชีที่ใช้ รายการสำคัญต่าง ๆ และข้อมูลที่ช่วยให้ผู้อ่านงบเข้าใจตัวเลขได้ดีขึ้น ข้อสังเกต กิจการ NPAEs ไม่จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสด ต่างจาก PAEs ที่บังคับ แต่ถ้าจัดทำก็จะช่วยให้เห็นภาพการไหลเวียนเงินสดของกิจการชัดเจนขึ้น เงินลงทุน ตาม NPAEs คิดอย่างไร? บทที่ 10 ของ TFRS for NPAEs กำหนดวิธีจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุนไว้เฉพาะ ซึ่งง่ายกว่า PAEs มาก ประเภทเงินลงทุนตาม NPAEs กิจการ NPAEs จัดเงินลงทุนเป็น 4 ประเภท ประเภท ตัวอย่าง วิธีวัดมูลค่า เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ราคาทุนตัดจำหน่าย เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียน ราคาทุนหักค่าเผื่อการด้อยค่า เงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม (เลือกได้) เงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ถือหุ้นในบริษัทอื่นเกิน 20% วิธีราคาทุนหรือส่วนได้เสีย วิธีวัดมูลค่าเงินลงทุนตาม NPAEs หลักการสำคัญคือ NPAEs เน้นใช้ราคาทุนเป็นหลัก ซึ่งง่ายกว่า PAEs ที่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรมในหลายกรณี สำหรับเงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในตลาด กิจการ NPAEs เลือกได้ระหว่างบันทึกตามราคาทุนหักค่าเผื่อด้อยค่า หรือใช้มูลค่ายุติธรรม ถ้าเลือกแบบไหนแล้วต้องใช้แบบนั้นสม่ำเสมอ ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องประเมินว่าเงินลงทุนด้อยค่าหรือไม่ ถ้ามูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่น่าจะกลับคืนมา ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อกิจการ NPAEs โตจนต้องเปลี่ยนเป็น PAEs ต้องทำอย่างไร? ถ้าวันหนึ่งกิจการเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเปลี่ยนจากการใช้ TFRS for NPAEs มาเป็น TFRS for PAEs ซึ่งมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเปลี่ยนผ่านต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี แนะนำให้ปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่เริ่มมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ สรุป: TFRS for NPAEs มาตรฐานบัญชีที่ SME ต้องรู้ จัดการงบการเงินตาม NPAEs ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกแบบมาให้ SME จัดการบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs ได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ปิดงบการเงิน ไปจนถึงส่งงบให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่าน DBD e-Filing ระบบ AI ของ PEAK ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ประหยัดเวลา และลดข้อผิดพลาด ดูแพ็กเกจและราคา PEAK หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ TFRS for NPAEs NPAEs ย่อมาจากอะไร? NPAEs ย่อมาจาก Non-Publicly Accountable Entities เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น กิจการ SME กว่า 99% ในไทยจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จึงใช้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ออกแบบมาให้เหมาะกับขนาดกิจการ กิจการ NPAEs จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสดหรือไม่? ไม่จำเป็น TFRS for NPAEs ไม่ได้บังคับให้จัดทำงบกระแสเงินสด แต่ถ้ากิจการต้องการทำก็สามารถทำได้ และจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพการเข้าออกของเงินสดได้ชัดเจนขึ้น สินค้าคงเหลือใน NPAEs วัดมูลค่าอย่างไร? สินค้าคงเหลือวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า วิธีคำนวณราคาทุนที่ใช้ได้ ได้แก่ วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ห้ามใช้วิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 8) ถ้าเปลี่ยนจาก NPAEs เป็น PAEs ต้องปรับงบการเงินย้อนหลังกี่ปี? ต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปีเปรียบเทียบ เพื่อให้ข้อมูลเทียบเคียงกันได้ตามมาตรฐาน PAEs ควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าร่วมกับผู้สอบบัญชี NPAEs กับ TFRS คืออะไร ต่างกันอย่างไร? TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือชื่อรวมของมาตรฐานการรายงานทางการเงินไทยทั้งหมด ส่วน NPAEs เป็นประเภทกิจการ ดังนั้น “TFRS for NPAEs” หมายถึงมาตรฐาน TFRS เวอร์ชันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับกิจการกลุ่มนี้ ซึ่งง่ายกว่าฉบับเต็มที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ปิดบัญชี คืออะไร ขั้นตอนปิดบัญชีรายเดือนและประจำปี พร้อมตัวอย่าง

นักบัญชีและเจ้าของกิจการที่ทำบัญชีเอง มักได้ยินคำว่า “ปิดบัญชี” ทุกสิ้นเดือนและสิ้นปี แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าต้องปิดบัญชีอะไรบ้าง ลำดับขั้นตอนเป็นอย่างไร และบันทึก Dr/Cr ตรงไหน ปิดบัญชี คืออะไร การปิดบัญชี คือการโอนยอดคงเหลือของ “บัญชีชั่วคราว” ทั้งหมด ได้แก่ บัญชีรายได้และบัญชีค่าใช้จ่าย เข้าสู่บัญชีกำไรขาดทุน เพื่อให้บัญชีชั่วคราวเหล่านี้มียอดเป็นศูนย์ พร้อมเริ่มต้นบันทึกรายการในงวดถัดไป ผลลัพธ์ของการปิดบัญชีคือ “กำไรสุทธิ” หรือ “ขาดทุนสุทธิ” ของงวดนั้น ซึ่งจะถูกโอนเข้าบัญชีกำไรสะสม (Retained Earnings) ในงบแสดงฐานะการเงิน ถ้าต้องการภาพรวมเรื่องการปิดงบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เตรียมเอกสาร กำหนดส่ง ไปจนถึงค่าปรับ อ่านได้ที่บทความปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ปิดบัญชี กับ ปิดงบการเงิน ต่างกันอย่างไร ปิดบัญชี ปิดงบการเงิน คืออะไร โอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้/ค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน จัดทำงบการเงินครบชุดเพื่อยื่นหน่วยงานรัฐ ขอบเขต ขั้นตอนทางบัญชี 1 ขั้นตอน กระบวนการทั้งหมด (รวมปิดบัญชีเป็น 1 step) ทำเมื่อไหร่ ทำได้ทั้งรายเดือนและรายปี ทำรายปี ผู้ทำ นักบัญชี นักบัญชี + CPA ตรวจสอบ บัญชีอะไรบ้างที่ต้องปิด ไม่ใช่ทุกบัญชีที่ต้องปิด มีแค่ 2 กลุ่มที่ต้องโอนยอดเป็นศูนย์ทุกงวด บัญชีชั่วคราว (ต้องปิด) บัญชีที่สะสมตัวเลขเฉพาะงวดนั้น พองวดจบต้องโอนออกเพื่อเริ่มนับใหม่ บัญชีถาวร (ไม่ต้องปิด) บัญชีที่ยอดคงเหลือยกไปงวดถัดไปตลอด ขั้นตอนการปิดบัญชี (พร้อมตัวอย่าง Journal Entry) การปิดบัญชีมี 4 ขั้นตอน เรียงตามลำดับที่ต้องทำ ขั้นที่ 1: ปิดบัญชีรายได้เข้ากำไรขาดทุน โอนยอดรายได้ทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีรายได้เป็นศูนย์ สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขาย 2,000,000 บาท และรายได้ค่าบริการ 500,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้จากการขาย 2,000,000 — รายได้ค่าบริการ 500,000 — กำไรขาดทุน — 2,500,000 ขั้นที่ 2: ปิดบัญชีค่าใช้จ่ายเข้ากำไรขาดทุน โอนยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ สมมุติ ค่าใช้จ่ายรวม 1,800,000 บาท (ต้นทุนสินค้า 1,200,000 + เงินเดือน 400,000 + ค่าเช่า 120,000 + ค่าเสื่อมราคา 80,000) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 1,800,000 — ต้นทุนสินค้าที่ขาย — 1,200,000 เงินเดือน — 400,000 ค่าเช่า — 120,000 ค่าเสื่อมราคา — 80,000 ขั้นที่ 3: โอนกำไร (ขาดทุน) สุทธิเข้ากำไรสะสม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้รวม — 2,500,000 บาท ค่าใช้จ่ายรวม — 1,800,000 บาท กำไรสุทธิ 2,500,000 – 1,800,000 700,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 700,000 — กำไรสะสม — 700,000 ขั้นที่ 4: ตรวจสอบว่าบัญชีชั่วคราวเป็นศูนย์ หลังปิดครบ 3 ขั้นตอน ตรวจสอบว่า: ถ้ายอดไม่เป็นศูนย์ แสดงว่ามีรายการที่ปิดไม่ครบ ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบ ปิดบัญชีรายเดือน ต้องทำอะไรบ้าง การปิดบัญชีไม่ได้ทำแค่สิ้นปี หลาย SME ปิดบัญชีรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยตัดสินใจได้เร็ว สิ่งที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน: ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดบัญชีสิ้นปีจะเบาลงมาก เพราะตัวเลขถูกตรวจสอบไปแล้วทุกเดือน กรณีขาดทุน ปิดบัญชีต่างจากกรณีกำไรไหม ขั้นตอนเหมือนกันทุกประการ ต่างแค่ทิศทางการโอน ถ้าค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ บัญชีกำไรขาดทุนจะมียอด Dr เหลืออยู่ ให้โอนเข้ากำไรสะสมด้าน Dr เช่นกัน ทำให้กำไรสะสมลดลง ตัวอย่าง: ถ้ารายได้ 1,000,000 ค่าใช้จ่าย 1,300,000 → ขาดทุนสุทธิ 300,000 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 300,000 — กำไรขาดทุน — 300,000 สรุป การปิดบัญชีเป็นขั้นตอนทางบัญชีที่ต้องทำทุกงวด โดยโอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้และค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน แล้วโอนต่อเข้ากำไรสะสม ทำ 4 ขั้นตอนตามลำดับ แล้วตรวจสอบว่ายอดเป็นศูนย์ ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดงบสิ้นปีจะง่ายขึ้นมาก จัดการปิดบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้การปิดบัญชีรายเดือนทำได้เร็วขึ้น เพราะรายการรายรับ-รายจ่ายถูกบันทึกไว้ตลอด ระบบสร้างงบทดลองให้อัตโนมัติ แค่ตรวจสอบตัวเลขแล้วกดปิดงวด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปิดบัญชี ปิดบัญชีผิดพลาด แก้ไขอย่างไร บันทึกรายการปรับปรุง (Adjusting Entries) กลับรายการที่ผิด แล้วบันทึกใหม่ให้ถูก ถ้าพบหลังงบผ่าน CPA แล้ว ต้องปรึกษาผู้สอบบัญชีว่าต้องแก้งบย้อนหลังหรือบันทึกในงวดปัจจุบัน ต้องปิดบัญชีทุกเดือนไหม หรือปีละครั้งก็พอ กฎหมายกำหนดแค่ปีละครั้ง แต่แนะนำให้ปิดรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยจับปัญหาได้เร็วก่อนสะสมจนแก้ยาก โปรแกรมบัญชีช่วยปิดบัญชีอัตโนมัติได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK สร้าง journal entry ปิดบัญชีให้อัตโนมัติเมื่อกดปิดงวด นักบัญชีแค่ตรวจสอบตัวเลขก่อนยืนยัน ปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคืออะไร หลังปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือจัดทำงบการเงินเพื่อยื่น DBD และกรมสรรพากร อ่านขั้นตอนทั้งหมดได้ที่ปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

สวัสดิการพนักงานสำหรับ SME ครบทุกประเภท หักภาษีได้อย่างไร

สวัสดิการพนักงานที่ดีช่วยดึงคนเก่งเข้าบริษัทได้ แต่ผู้ประกอบการหลายคนยังไม่รู้ว่าสวัสดิการบางอย่างสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ขณะที่บางอย่างเป็น “ประโยชน์เพิ่ม” ที่ต้องคำนวณเพิ่มให้พนักงานด้วย สวัสดิการพนักงาน คืออะไร และมีกี่ประเภท สวัสดิการพนักงาน คือ ผลตอบแทนที่บริษัทมอบให้พนักงานนอกเหนือจากเงินเดือน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ที่กฎหมายกำหนด หรือสิ่งที่บริษัทจัดให้เพิ่มเติมเอง สวัสดิการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก สวัสดิการตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายจ้างต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำให้พนักงาน ได้แก่ สวัสดิการนอกเหนือกฎหมาย คือสิ่งที่บริษัทจัดให้เพิ่มเติมเพื่อจูงใจพนักงาน ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่สวัสดิการเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ถ้าจัดทำให้ถูกเงื่อนไข สวัสดิการพนักงาน มีอะไรบ้าง รวมครบทุกประเภท นอกเหนือจากสวัสดิการตามกฎหมาย บริษัทยังจัดให้เพิ่มเติมได้หลายรูปแบบ แต่ละประเภทมีผลทางภาษีต่างกัน ค่ารักษาพยาบาลและประกันกลุ่ม ถือเป็นสวัสดิการที่พนักงานให้ความสำคัญอันดับต้นๆ บริษัทอาจจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โดยตรง หรือทำประกันกลุ่มพนักงาน (Group Insurance) ที่ครอบคลุมทั้งค่ารักษา ค่าทำฟัน และประกันชีวิต รถประจำตำแหน่ง ค่าเดินทาง และค่าโทรศัพท์ บริษัทอาจจัดรถให้ผู้บริหารใช้ หรือจ่ายค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ให้พนักงาน สวัสดิการกลุ่มนี้มีผลทางภาษีเพราะอาจถือเป็น “ประโยชน์เพิ่ม” ที่ต้องคำนวณเป็นรายได้ของพนักงาน โบนัส ค่าครองชีพ และเบี้ยเลี้ยง โบนัสประจำปี ค่าครองชีพรายเดือน และเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ล้วนเป็นสวัสดิการที่ช่วยดึงดูดและรักษาพนักงาน สวัสดิการด้านการศึกษาและพัฒนาทักษะ ทุนเรียนต่อ ค่าอบรมสัมมนา ค่าสอบใบรับรองวิชาชีพ เป็นสวัสดิการที่ช่วยเพิ่มศักยภาพพนักงานและองค์กรไปพร้อมกัน สวัสดิการยุคใหม่ที่กำลังเป็นเทรนด์ หลายบริษัทเริ่มนำ Flexible Benefits มาใช้ ให้พนักงานเลือกสวัสดิการได้ตามความต้องการของตัวเอง เช่น เลือกระหว่างค่าฟิตเนสกับค่าเรียนภาษา นอกจากนี้ยังมีวันลาแบบยืดหยุ่น Work From Home และค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับทำงานจากบ้าน สวัสดิการพนักงาน แบบไหนหักเป็นค่าใช้จ่ายภาษีได้ สวัสดิการที่บริษัทจ่ายให้พนักงานสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่ต้องเข้าเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด เงื่อนไข 3 ข้อที่สรรพากรกำหนด กรมสรรพากร กำหนดให้ค่าใช้จ่ายสวัสดิการหักภาษีได้ เมื่อเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ตัวอย่างสวัสดิการที่หักภาษีได้และหักไม่ได้ สวัสดิการ หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ เงื่อนไขสำคัญ ค่ารักษาพยาบาล ได้ ต้องมีระเบียบ กำหนดวงเงินชัด เบี้ยประกันกลุ่ม ได้ เบี้ยประกันตามจริง มีกรมธรรม์ โบนัสประจำปี ได้ จ่ายตามผลงาน มีหลักเกณฑ์ ค่าอบรมสัมมนา ได้ เกี่ยวข้องกับงาน มีหลักฐาน รถประจำตำแหน่ง ได้* *ส่วนที่พนักงานใช้ส่วนตัวต้องคำนวณเป็นประโยชน์เพิ่ม ค่าเลี้ยงรับรองพนักงาน (ไม่มีระเบียบ) ไม่ได้ ต้องมีระเบียบและเท่าเทียม เงินช่วยเหลือส่วนตัว (ไม่มีระเบียบ) ไม่ได้ ถือเป็นรายจ่ายส่วนตัว ค่ารักษาพยาบาลและประกันกลุ่ม ภาษีเป็นยังไง ค่ารักษาพยาบาลและประกันกลุ่มเป็นสวัสดิการที่มีผลทางภาษีทั้งฝั่งบริษัทและพนักงาน การทำความเข้าใจให้ถูกต้องช่วยให้วางแผนภาษีได้ดีขึ้น ค่ารักษาพยาบาลหักเป็นรายจ่ายได้แค่ไหน บริษัทนำค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายให้พนักงานมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทั้งจำนวน เมื่อเข้าเงื่อนไข 3 ข้อด้านบนครบ โดยต้องกำหนดวงเงินสูงสุดต่อคนต่อปีอย่างชัดเจน ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดวงเงินค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 30,000 บาทต่อคนต่อปี เมื่อพนักงานเบิกค่ารักษา 15,000 บาท บริษัทจ่ายจริง 15,000 บาท นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เต็มจำนวน ประกันกลุ่มพนักงาน เบี้ยประกันหักภาษีได้เท่าไร เบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายให้พนักงานหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้ทั้งจำนวน ไม่มีเพดานจำกัดตายตัว ตราบใดที่จ่ายจริง มีกรมธรรม์รองรับ และเป็นจำนวนที่สมเหตุสมผล (ตามหลักมาตรา 65 ตรี ประมวลรัษฎากร) เบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายครอบคลุมได้หลายความคุ้มครอง เช่น ฝั่งพนักงาน ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ไหม ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทจ่ายให้ตามระเบียบสวัสดิการ ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน จึงไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนเบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายให้พนักงาน ถือเป็นเงินได้ของพนักงานตามมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร พนักงานต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ด้วย แต่ถ้าเป็นเบี้ยประกันชีวิตที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป พนักงานสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2568) รถประจำตำแหน่งและค่าโทรศัพท์ คำนวณ “ประโยชน์เพิ่ม” อย่างไร เมื่อบริษัทจัดรถยนต์หรือจ่ายค่าโทรศัพท์ให้พนักงานใช้ สิ่งที่พนักงานได้รับนอกเหนือจากเงินเดือนเรียกว่า “ประโยชน์เพิ่ม” ซึ่งมีผลทางภาษีที่ต้องคำนวณให้ถูกต้อง ประโยชน์เพิ่ม (Fringe Benefit) คืออะไร ประโยชน์เพิ่มคือทรัพย์สินหรือบริการที่นายจ้างให้พนักงานใช้โดยไม่คิดค่าตอบแทน หรือคิดในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.23/2533 (ยังบังคับใช้ถึงปัจจุบัน) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ของพนักงาน ประโยชน์เพิ่มที่พบบ่อย ได้แก่ รถประจำตำแหน่ง ที่พักอาศัยที่บริษัทจัดให้ ค่าโทรศัพท์ส่วนตัว และค่าสมาชิกสโมสรต่างๆ วิธีคำนวณประโยชน์เพิ่ม รถประจำตำแหน่ง การคำนวณประโยชน์เพิ่มจากรถประจำตำแหน่งขึ้นอยู่กับว่าเป็นรถของบริษัทหรือรถเช่า และพนักงานใช้ส่วนตัวด้วยหรือไม่ กรณีรถยนต์ของบริษัท ให้พนักงานใช้ทั้งงานและส่วนตัว ตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร ประโยชน์เพิ่มคำนวณจากมูลค่าการใช้รถส่วนตัว ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถยนต์ราคา 1,000,000 บาท ให้ผู้จัดการใช้ ประเมินว่าใช้งานส่วนตัว 40% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าใช้จ่ายรถทั้งปี (ค่าเสื่อม ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม ประกัน) รวมค่าใช้จ่ายจริง 300,000 บาท สัดส่วนใช้ส่วนตัว 300,000 × 40% 120,000 บาท ประโยชน์เพิ่มต่อปี — 120,000 บาท ประโยชน์เพิ่ม 120,000 บาทนี้ต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ของพนักงานในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และบริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกับเงินเดือนด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายรถทั้ง 300,000 บาท บริษัทยังคงหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้เต็มจำนวน วิธีคำนวณประโยชน์เพิ่ม ค่าโทรศัพท์ ค่าโทรศัพท์ที่บริษัทจ่ายให้พนักงานแบ่งเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 ใช้เฉพาะงาน ถ้าบริษัทจัดซิมหรือเครื่องโทรศัพท์ให้ใช้งานเท่านั้น ไม่ถือเป็นประโยชน์เพิ่ม บริษัทหักค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวน กรณีที่ 2 ใช้ทั้งงานและส่วนตัว เช่น จ่ายค่าโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของพนักงานเดือนละ 2,000 บาท ถ้าไม่สามารถแยกส่วนงานกับส่วนตัวได้ ต้องถือเป็นประโยชน์เพิ่มทั้งจำนวน รายการ จำนวนเงิน ค่าโทรศัพท์ที่บริษัทจ่ายต่อเดือน 2,000 บาท ประโยชน์เพิ่มต่อปี 24,000 บาท ประโยชน์เพิ่ม 24,000 บาทนี้ต้องนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้ของพนักงาน ถ้าบริษัทอยากหลีกเลี่ยงปัญหาประโยชน์เพิ่ม ให้จัดซิมบริษัทแยกต่างหาก แล้วให้พนักงานใช้เฉพาะงาน จะไม่ต้องคำนวณประโยชน์เพิ่มเลย บันทึกบัญชีสวัสดิการพนักงานอย่างไรให้ถูกต้อง การบันทึกบัญชีสวัสดิการพนักงานต้องแยกประเภทค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ปิดงบและยื่นภาษีได้ถูกต้อง ตัวอย่างการบันทึก เมื่อบริษัทจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พนักงาน 15,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าสวัสดิการพนักงาน (ค่ารักษาพยาบาล) 15,000 — เงินสด/ธนาคาร — 15,000 การจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนจะช่วยให้สรรพากรตรวจสอบได้ง่าย ควรเก็บระเบียบสวัสดิการ ใบเสร็จ หลักฐานการจ่ายเงิน และกรมธรรม์ประกันกลุ่ม ไว้อย่างน้อย 5 ปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3) สรุป: วางแผนสวัสดิการให้ได้ทั้งใจพนักงานและประโยชน์ทางภาษี จัดการบัญชีสวัสดิการพนักงานให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้บันทึกค่าใช้จ่ายสวัสดิการพนักงานได้อย่างเป็นระบบ แยกประเภทชัดเจน พร้อมออกรายงานภาษีและรายงานค่าใช้จ่ายที่นำไปใช้ปิดงบและยื่นภาษีได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสวัสดิการพนักงานและภาษี บริษัทขนาดเล็กต้องจัดสวัสดิการอะไรบ้าง ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน บริษัททุกขนาดต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำ ได้แก่ ประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน และวันลาตามกฎหมาย ส่วนสวัสดิการเพิ่มเติมเช่น ประกันกลุ่ม ค่ารักษาพยาบาล ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท ซึ่งถ้าจัดให้อย่างถูกระเบียบก็หักเป็นค่าใช้จ่ายภาษีได้ด้วย ถ้าไม่มีระเบียบสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษร จะเกิดอะไรขึ้น สรรพากรอาจไม่ยอมรับให้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี และอาจประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ดังนั้นควรจัดทำระเบียบสวัสดิการให้ชัดเจน ระบุเงื่อนไข สิทธิ และวงเงินสูงสุดที่จ่ายให้ ประโยชน์เพิ่มที่ไม่ต้องคำนวณมีอะไรบ้าง สวัสดิการที่ไม่ถือเป็นประโยชน์เพิ่ม เช่น ชุดยูนิฟอร์มสำหรับงาน เครื่องมือทำงาน (คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์สำหรับงานเท่านั้น) ค่าอบรมที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อกิจการ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัวของพนักงาน Flexible Benefits คืออะไร บริษัทเล็กทำได้ไหม Flexible Benefits คือระบบที่ให้พนักงานเลือกสวัสดิการตามความต้องการของตัวเอง ภายในวงเงินที่บริษัทกำหนด บริษัทเล็กก็ทำได้ เช่น ให้วงเงิน 10,000 บาทต่อปี พนักงานเลือกใช้ระหว่างค่ายิม ค่าเรียนภาษา หรือค่าตรวจสุขภาพ ถ้ามีระเบียบชัดเจนก็หักภาษีได้เช่นกันดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

วงจรเงินสด คืออะไร คู่มือบริหารสภาพคล่องสำหรับ SME

ธุรกิจมีกำไรทุกเดือน แต่เงินสดไม่เคยพอจ่าย ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด และสาเหตุหลักมักไม่ใช่เรื่องรายได้ แต่คือ “วงจรเงินสด” ที่ยาวเกินไป วงจรเงินสด (Cash Cycle) คืออะไร? วงจรเงินสด คือระยะเวลาที่ธุรกิจใช้ไปตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ จนกระทั่งได้รับเงินคืนจากการขายสินค้านั้น โดยวัดเป็นจำนวน “วัน” ยิ่งจำนวนวันน้อย สภาพคล่องยิ่งดี ตัวอย่างง่ายๆ ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์สั่งซื้อสินค้าจากโรงงานแล้วจ่ายเงินทันที ใช้เวลาขาย 30 วัน แต่ให้ลูกค้าผ่อนชำระอีก 15 วัน รวมแล้วต้องรอ 45 วันกว่าจะได้เงินกลับมา ช่วง 45 วันนี้คือ “วงจรเงินสด” ของร้าน ในภาษาอังกฤษมักเรียกว่า Cash Conversion Cycle ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่นักวิเคราะห์การเงินทั่วโลกใช้ประเมินประสิทธิภาพการบริหารเงินทุนหมุนเวียน (อ้างอิง: Investopedia — Cash Conversion Cycle) วงจรเงินสดกับวงจรดำเนินงาน (Operating Cycle) ต่างกันอย่างไร? หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ความแตกต่างอยู่ที่ “เครดิตจากซัพพลายเออร์” วงจรดำเนินงาน (Operating Cycle) นับตั้งแต่ซื้อสินค้าจนถึงวันที่ได้รับเงินจากลูกค้า โดยยังไม่หักเครดิตที่ได้จากซัพพลายเออร์ ตัวชี้วัด สูตร ความหมาย วงจรดำเนินงาน (Operating Cycle) DIO + DSO ครอบคลุมเฉพาะฝั่งขาย ยังไม่หักเครดิตซื้อ วงจรเงินสด (Cash Cycle) DIO + DSO – DPO หักเครดิตซื้อแล้ว สะท้อนเงินสดที่ต้องสำรองจริง พูดง่ายๆ วงจรเงินสด คือ Operating Cycle ที่หักเครดิตจากเจ้าหนี้ออกแล้ว ทำให้เห็นจำนวนวันที่ธุรกิจต้อง “ควักเงินตัวเอง” จริงๆ สูตรวงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle) คำนวณอย่างไร? สูตรวงจรเงินสด ประกอบด้วย 3 ส่วน แต่ละส่วนสะท้อนพฤติกรรมที่ต่างกันของธุรกิจ สูตร Cash Conversion Cycle วงจรเงินสด = DIO + DSO – DPO องค์ประกอบ 3 ส่วนของสูตรวงจรเงินสด แต่ละตัวย่อมีความหมายและสูตรย่อยของตัวเอง องค์ประกอบ ชื่อเต็ม ความหมาย สูตรคำนวณ DIO Days Inventory Outstanding สินค้าอยู่ในสต็อกกี่วันก่อนขายได้ (สินค้าคงเหลือเฉลี่ย ÷ ต้นทุนขาย) × 365 DSO Days Sales Outstanding ขายแล้วรอเก็บเงินจากลูกค้ากี่วัน (ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย ÷ รายได้) × 365 DPO Days Payable Outstanding ได้เครดิตจากซัพพลายเออร์กี่วัน (เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย ÷ ต้นทุนขาย) × 365 DIO และ DSO ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะหมายความว่าธุรกิจขายสินค้าเร็วและเก็บเงินเร็ว ส่วน DPO ยิ่งมากยิ่งดี เพราะหมายความว่าได้เครดิตจากคู่ค้านานขึ้น ตัวอย่างการคำนวณวงจรเงินสดแบบเข้าใจง่าย สมมติ บริษัท สมาร์ทชอป จำกัด (ชื่อสมมติ) ขายสินค้าออนไลน์ มีข้อมูลทางการเงินดังนี้ รายการ จำนวน สินค้าคงเหลือเฉลี่ย 500,000 บาท ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย 300,000 บาท เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย 400,000 บาท ต้นทุนขาย (ต่อปี) 3,650,000 บาท รายได้ (ต่อปี) 6,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ DIO (สินค้าอยู่สต็อกกี่วัน) (500,000 ÷ 3,650,000) × 365 50 วัน DSO (รอเก็บเงินลูกค้ากี่วัน) (300,000 ÷ 6,000,000) × 365 18 วัน DPO (ได้เครดิตคู่ค้ากี่วัน) (400,000 ÷ 3,650,000) × 365 40 วัน วงจรเงินสด 50 + 18 – 40 28 วัน บริษัท สมาร์ทชอป จำกัด ต้อง “สำรองเงินทุน” ไว้ใช้ในธุรกิจ 28 วัน ตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้าจนได้เงินจากลูกค้ากลับมา พูดอีกแบบคือ สินค้าอยู่ในสต็อก 50 วัน บวกรอเก็บเงินอีก 18 วัน แต่ได้เครดิตจากคู่ค้า 40 วัน เลยเหลือวันที่ต้องสำรองเงินเองแค่ 28 วัน วงจรเงินสดบอกอะไรเกี่ยวกับธุรกิจ? วิเคราะห์ค่าวงจรเงินสด ค่าวงจรเงินสดช่วยให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจว่าเงินสด “ติดอยู่” ในธุรกิจนานแค่ไหน ถ้าเปรียบเทียบ วงจรเงินสดของตัวเองกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม จะเห็นจุดที่ต้องปรับปรุงชัดเจน วงจรเงินสดเป็นบวก เป็นลบ หมายความว่าอย่างไร? วงจรเงินสดมี 3 สถานการณ์หลัก ค่าวงจรเงินสด หมายความว่า ตัวอย่างธุรกิจ วงจรเงินสดเป็นบวก (เช่น +28 วัน) ธุรกิจต้องสำรองเงินทุนหมุนเวียนไว้ 28 วัน ยิ่งเลขสูง ยิ่งต้องมีเงินสำรองเยอะ ธุรกิจค้าปลีก ร้านวัสดุก่อสร้าง วงจรเงินสดเท่ากับ 0 เงินสดไหลเข้า-ออกพอดี ไม่ต้องสำรอง หายากในทางปฏิบัติ วงจรเงินสดเป็นลบ (เช่น -10 วัน) ธุรกิจได้เงินจากลูกค้าก่อนจ่ายซัพพลายเออร์ สภาพคล่องดีมาก ซูเปอร์มาร์เก็ต ธุรกิจ subscription ธุรกิจแบบ “เก็บเงินสดทันที” เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ มักมีวงจรเงินสดต่ำหรือติดลบ เพราะ DSO เกือบเป็นศูนย์ ในขณะที่ธุรกิจซื้อมาขายไปที่ให้เครดิต 30-60 วัน มักมีวงจรเงินสดสูง 5 กลยุทธ์ย่นวงจรเงินสดให้ SME สภาพคล่องดีขึ้น เมื่อรู้ค่าวงจรเงินสด แล้ว คำถามถัดไปคือ “ลดได้อย่างไร” หลักการง่ายๆ คือ ลด DIO, ลด DSO, เพิ่ม DPO รวมถึงใช้เครื่องมือทางการเงินช่วยเสริม 1. เร่งเก็บเงินจากลูกค้าให้เร็วขึ้น (ลด DSO) ลด DSO หมายถึงทำให้ลูกค้าจ่ายเงินเร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องตัดเครดิตทิ้ง แค่ปรับวิธีก็ช่วยได้ 2. ต่อรองเครดิตจากซัพพลายเออร์ให้นานขึ้น (เพิ่ม DPO) การได้เครดิตนานขึ้นเท่ากับมีเงินหมุนในมือนานขึ้น ลองต่อรองจากเครดิต 30 วันเป็น 45 วัน โดยเฉพาะถ้าสั่งซื้อเป็นประจำ ซัพพลายเออร์มักยินดีขยายเครดิตให้ลูกค้าที่จ่ายตรงเวลา 3. บริหารสินค้าคงคลังให้หมุนเร็วขึ้น (ลด DIO) สต็อกที่นอนค้างคือเงินที่ถูก “แช่แข็ง” วิธีลด DIO ได้แก่ 4. ใช้สินเชื่อหมุนเวียนหรือ factoring เสริมสภาพคล่อง สำหรับธุรกิจที่ DSO สูงเพราะลูกค้ารายใหญ่ขอเครดิตนาน การใช้บริการ factoring (ขายลูกหนี้การค้าให้สถาบันการเงิน) ช่วยให้ได้เงินสดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอครบกำหนด แม้จะมีค่าธรรมเนียม แต่ช่วยให้วงจรเงินสด สั้นลงได้ทันที อีกทางเลือกคือวงเงิน OD (overdraft) หรือสินเชื่อหมุนเวียน ซึ่งช่วยพยุงกระแสเงินสดในช่วงที่รอเก็บเงินจากลูกค้า 5. ใช้เทคโนโลยีติดตามลูกหนี้และเจ้าหนี้แบบเรียลไทม์ ธุรกิจ SME หลายรายยังติดตามลูกหนี้-เจ้าหนี้ด้วย Excel หรือจำในหัว ทำให้พลาดกำหนดเก็บเงินหรือจ่ายเงินช้าเกินจำเป็น การใช้โปรแกรมบัญชีที่แสดงอายุลูกหนี้ (AR Aging) และอายุเจ้าหนี้ (AP Aging) แบบเรียลไทม์ช่วยให้เห็นว่าใครค้างจ่ายกี่วัน ควรติดตามใครก่อน และกำหนดจ่ายเจ้าหนี้รายไหนใกล้ถึง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยตัดสินใจได้เร็วขึ้น ลดเวลาที่เงินติดค้างในระบบ กรณีศึกษา: วงจรเงินสดของธุรกิจ SME ไทย ลองดู 2 ธุรกิจที่มีวงจรเงินสดต่างกัน เพื่อให้เห็นผลกระทบชัดเจน ธุรกิจ ก — ร้านค้าออนไลน์ขายเครื่องสำอาง (ชื่อสมมติ) ตัวชี้วัด ค่า หมายเหตุ DIO 35 วัน สั่งสินค้าทีละน้อย หมุนเร็ว DSO 5 วัน ลูกค้าจ่ายเงินปลายทาง หรือโอนทันที DPO 30 วัน คู่ค้าให้เครดิต 30 วัน วงจรเงินสด 10 วัน เงินหมุนเร็ว ต้องสำรองทุนแค่ 10 วัน ร้านนี้มีวงจรเงินสดต่ำเพราะเก็บเงินจากลูกค้าเร็ว (DSO 5 วัน) และได้เครดิตจากคู่ค้านานพอ (DPO 30 วัน) ธุรกิจ ข — ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างส่งผู้รับเหมา (ชื่อสมมติ) ตัวชี้วัด ค่า หมายเหตุ DIO 60 วัน สต็อกสินค้าหลายประเภท หมุนช้า DSO 45 วัน ผู้รับเหมาขอเครดิต 30-60 วัน DPO 30 วัน คู่ค้าให้เครดิต 30 วัน วงจรเงินสด 75 วัน ต้องสำรองเงินทุน 75 วัน ธุรกิจ ข ต้องสำรองเงินมากกว่าธุรกิจ ก เกือบ 8 เท่า ถ้ารายจ่ายต่อวันอยู่ที่ 10,000 บาท ต้องเตรียมเงินถึง 750,000 บาท เทียบกับธุรกิจ ก ที่เตรียมแค่ 100,000 บาท วิธีปรับปรุงวงจรเงินสด ของธุรกิจ ข คือ ลด DSO ด้วยการเก็บเงินมัดจำ 30% ก่อนส่งสินค้า และลด DIO ด้วยการสั่งซื้อตามคำสั่งซื้อจริง ไม่สต็อกรอ สรุป: วงจรเงินสด ตัวชี้วัดที่ SME ต้องรู้ วงจรเงินสดไม่ใช่ตัวเลขสำหรับนักวิเคราะห์เท่านั้น ผู้ประกอบการ SME ควรคำนวณและติดตามเป็นประจำ ใช้ PEAK ช่วยติดตามและบริหารวงจรเงินสดได้อย่างไร? การคำนวณวงจรเงินสด ต้องอาศัยข้อมูลสินค้าคงเหลือ ลูกหนี้การค้า และเจ้าหนี้การค้าที่อัปเดตตลอด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ข้อมูลเหล่านี้อัปเดตอัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกรายการ ดูอายุลูกหนี้-เจ้าหนี้ได้ทันที และออกใบแจ้งหนี้พร้อมลิงก์ชำระเงินให้ลูกค้าในคลิกเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวงจรเงินสด (FAQ) วงจรเงินสดเท่าไรถึงเรียกว่าดี? ไม่มีค่าตายตัว เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีมาตรฐานต่างกัน ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์อาจมีวงจรเงินสดต่ำกว่า 15 วัน ขณะที่ธุรกิจผลิตอาจสูงถึง 60-90 วัน สิ่งที่สำคัญกว่าคือ วงจรเงินสดของธุรกิจเราลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหรือไม่ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือเปล่า วงจรเงินสดติดลบดีจริงหรือเปล่า? วงจรเงินสดติดลบหมายความว่าธุรกิจได้เงินจากลูกค้าก่อนที่จะต้องจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ ซึ่งถือว่าดีมากในแง่สภาพคล่อง เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่เก็บเงินทันทีแต่จ่ายซัพพลายเออร์ทีหลัง แต่ถ้า วงจรเงินสดติดลบเพราะ “ยืดจ่ายเจ้าหนี้” เกินกำหนดจนเสียความสัมพันธ์ ก็ไม่ใช่สัญญาณที่ดี วงจรเงินสดกับ Free Cash Flow เกี่ยวข้องกันอย่างไร? วงจรเงินสด และ Free Cash Flow (FCF) เป็นคนละตัวชี้วัด แต่มีความเชื่อมโยงกัน วงจรเงินสดวัด “ความเร็ว” ที่เงินสดหมุนกลับมา ส่วน FCF วัด “จำนวนเงินสด” ที่เหลือหลังจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด ธุรกิจที่วงจรเงินสดสั้น มักมี FCF ดีตามไปด้วย เพราะเงินไม่ติดค้างในระบบนาน ทำให้มีเงินสดอิสระไปลงทุนต่อยอดได้มากขึ้น SME ที่ไม่มีสินค้าคงคลังคำนวณวงจรเงินสด ได้ไหม? ได้ เช่น ธุรกิจบริการที่ไม่มีสต็อกสินค้า DIO จะเท่ากับศูนย์ ทำให้สูตรวงจรเงินสดเหลือแค่ DSO – DPO ซึ่งยังมีประโยชน์ในการวิเคราะห์ว่าเก็บเงินจากลูกค้าเร็วแค่ไหนเมื่อเทียบกับที่ต้องจ่ายซัพพลายเออร์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ที่ปรึกษาภาษี คืออะไร หน้าที่ วิธีเลือก ค่าบริการ ฉบับ SME

ปัจจุบันมาตรการทางภาษีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความสลับซับซ้อนขึ้นตามทิศทางการดำเนินธุรกิจ การวางแผนภาษีที่ดี นอกจากจะช่วยให้ชำระภาษีได้อย่างถูกต้องครบถ้วนยังเป็นการรักษาผลประโยชน์ขององค์กรในการบริหารค่าใช้จ่ายทางด้านภาษี อีกทั้งหลายธุรกิจประสบปัญหาจากการจัดการทางด้านภาษี ทำให้การชำระภาษีล่าช้าหรือไม่ถูกต้อง ต้องเสียเงินเพิ่มและเบี้ยปรับทางภาษีในมูลค่าสูง การมีที่ปรึกษาทางภาษีจึงเป็นกลยุทธที่สำคัญในการจัดการปัญหาด้านภาษีหรือเพื่อการวางแผนทางภาษีให้กับองค์กร

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

E-Document คืออะไร ตัวอย่าง ข้อดี และวิธีเริ่มใช้ในธุรกิจ

ทุกวันนี้ธุรกิจไหนยังจมอยู่กับกองกระดาษ ก็เสียทั้งเวลาและพื้นที่จัดเก็บ E-Document หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ คือทางออกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการเอกสารได้รวดเร็ว ปลอดภัย และถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่ความหมาย ข้อดี วิธีจัดเก็บ ไปจนถึงกฎหมายที่ต้องรู้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นใจ E-Document คืออะไร? ทำความรู้จักเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ E-Document (เอกสารอิเล็กทรอนิกส์) คือเอกสารที่สร้าง จัดเก็บ และส่งต่อในรูปแบบดิจิทัล แทนการใช้กระดาษแบบเดิม ครอบคลุมทั้งใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญา และเอกสารภายในองค์กร โดยมีผลทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารกระดาษ ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าแทนที่จะพิมพ์ใบเสร็จออกมาเป็นกระดาษแล้วส่งทางไปรษณีย์ คุณสามารถออกเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัล ส่งให้ลูกค้าผ่านอีเมลหรือระบบออนไลน์ได้ทันที ทั้งเร็วกว่าและลดต้นทุนได้อีกด้วย ความหมายตาม พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์) ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้น ส่ง รับ หรือจัดเก็บด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ มีผลทางกฎหมายเท่าเทียมกับเอกสารกระดาษ ผู้ประกอบการจึงวางใจได้ว่า e-document ที่ออกอย่างถูกต้องจะใช้เป็นหลักฐานทางธุรกิจและทางภาษีได้เต็มที่ ความแตกต่างระหว่าง E-Document, Paperless Office และ DMS หลายคนสับสนคำศัพท์เหล่านี้ มาดูความแตกต่างกันสั้นๆ คำศัพท์ ความหมาย ตัวอย่าง E-Document เอกสารที่สร้างและจัดเก็บเป็นดิจิทัลตั้งแต่ต้น ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) Paperless Office แนวคิดลดการใช้กระดาษทั้งองค์กร สแกนเอกสารกระดาษเก่าเข้าระบบ DMS (Document Management System) ซอฟต์แวร์จัดเก็บและบริหารเอกสาร ระบบจัดเก็บไฟล์ขององค์กร เช่น Google Drive, SharePoint พูดง่ายๆ คือ e-document เป็น “ตัวเอกสาร” ส่วน DMS เป็น “ระบบจัดการ” และ paperless คือ “แนวคิด” ที่ครอบคลุมทั้งหมด ตัวอย่างเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ธุรกิจใช้จริง เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้จำกัดแค่ใบเสร็จ แต่ครอบคลุมเอกสารหลายประเภทที่ธุรกิจใช้ทุกวัน ข้อดีของ E-Document สำหรับธุรกิจ SME การเปลี่ยนมาใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ให้ประโยชน์หลายด้านกับผู้ประกอบการ ลดต้นทุนกระดาษและค่าจัดเก็บ ธุรกิจที่ออกเอกสารเดือนละหลายร้อยฉบับ จะประหยัดทั้งค่ากระดาษ หมึกพิมพ์ ค่าจัดส่ง และพื้นที่เก็บแฟ้ม ลองคำนวณดู ต้นทุนเอกสารกระดาษต่อเดือน = 500 ฉบับ × 3 บาท = 1,500 บาท ต้นทุนต่อปี = 1,500 × 12 = 18,000 บาท ยังไม่รวมค่าส่งไปรษณีย์และพื้นที่จัดเก็บอีกต่างหาก เพิ่มความเร็วในการอนุมัติเอกสาร แทนที่จะส่งกระดาษวนรอบโต๊ะหลายคน ระบบ e-document ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติเอกสารผ่านออนไลน์ได้ทันที ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ลดเวลารอจากหลายวันเหลือไม่กี่นาที ค้นหาเอกสารได้ทันที ไม่ต้องเปิดตู้เอกสาร 10 ใบเพื่อหาใบเสร็จเก่า แค่พิมพ์ชื่อลูกค้าหรือเลขที่เอกสาร ระบบจะค้นหาให้ภายในไม่กี่วินาที ลดความเสี่ยงเอกสารสูญหาย เอกสารกระดาษอาจถูกน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือหายไปกับกาลเวลา แต่ e-document เก็บบนระบบ cloud สำรองข้อมูลอัตโนมัติ ปลอดภัยกว่ามาก รองรับการตรวจสอบตามกฎหมาย เมื่อสรรพากรหรือผู้สอบบัญชีขอดูเอกสาร คุณสามารถเรียกดูได้ทันทีพร้อม audit trail ที่บันทึกว่าใครสร้าง แก้ไข หรืออนุมัติเอกสารเมื่อไร ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทำงานอย่างไร ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document System) ช่วยจัดการเอกสารตั้งแต่สร้างจนถึงจัดเก็บถาวร โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ขั้นตอนการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเซ็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) สงสัยไหมว่าเซ็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ทำได้จริงหรือ? คำตอบคือได้ครับ กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยรับรองลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ระดับ ลักษณะ ตัวอย่างการใช้งาน ทั่วไป พิมพ์ชื่อ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ กดปุ่ม “ตกลง” อนุมัติเอกสารภายในบริษัท น่าเชื่อถือ มีการยืนยันตัวตน เช่น OTP, บัตรประชาชน สัญญาจ้างงาน ใบสั่งซื้อ เชื่อถือได้ (Digital Signature) ใช้ใบรับรองดิจิทัลจากหน่วยงานรับรอง e-Tax Invoice, เอกสารราชการ สำหรับธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ ลายเซ็นระดับทั่วไปหรือน่าเชื่อถือก็เพียงพอสำหรับงานประจำวัน เช่น อนุมัติใบเบิกค่าใช้จ่ายหรือลงนามสัญญาจ้าง การอนุมัติเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนอนุมัติเอกสารแบบดิจิทัลง่ายกว่าที่คิด ผู้สร้างเอกสารกดส่งเข้าระบบ ระบบแจ้งเตือนผู้อนุมัติทางอีเมลหรือแอป ผู้อนุมัติตรวจสอบแล้วกดอนุมัติหรือส่งกลับแก้ไข ทุกขั้นตอนมี audit trail บันทึกไว้ครบถ้วน ข้อดีคือไม่ต้องรอเอกสารกระดาษวนรอบออฟฟิศ ผู้บริหารที่เดินทางบ่อยก็อนุมัติผ่านมือถือได้ทันที กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ผู้ประกอบการควรรู้กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ e-document ได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ พ.ร.บ. ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายหลักที่รับรองว่าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมาย ดูแลโดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ประเด็นสำคัญที่ SME ต้องรู้คือ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์เก็บกี่ปี? ระยะเวลาจัดเก็บขึ้นอยู่กับประเภทเอกสาร ประเภทเอกสาร ระยะเวลาจัดเก็บ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เอกสารทางภาษี (ใบกำกับภาษี, ใบเสร็จ) ไม่น้อยกว่า 5 ปี ประมวลรัษฎากร (กฎหมายภาษีหลักของไทย) เอกสารทางบัญชี (งบการเงิน, สมุดบัญชี) ไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี 2543 เอกสารจดทะเบียนบริษัท ตลอดอายุกิจการ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เก็บเอกสารดิจิทัลก็ต้องปฏิบัติตามระยะเวลาเดียวกับเอกสารกระดาษ แนะนำให้สำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เช่น ในระบบ cloud และ external drive เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหาย วิธีเลือกระบบ E-Document ที่เหมาะกับธุรกิจ ระบบ e-document ในตลาดมีหลายตัวเลือก ก่อนตัดสินใจ ลองเช็ค feature สำคัญเหล่านี้ Feature สำคัญที่ระบบ E-Document ควรมี ระบบ E-Document สำหรับ SME กับองค์กรใหญ่ต่างกันอย่างไร เกณฑ์ SME องค์กรใหญ่ จำนวนเอกสาร/เดือน หลักร้อย หลักหมื่นขึ้นไป Feature ที่ต้องการ ออกเอกสาร + บัญชี + ภาษี ครบในตัว ระบบแยกส่วน เชื่อมต่อ ERP งบประมาณ ต้องคุ้มค่า ไม่มีค่าติดตั้งแพง ลงทุนได้สูง ปรับแต่งได้เต็มที่ ระบบที่เหมาะ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มี e-document ในตัว DMS ขนาดใหญ่ + ระบบ ERP สำหรับ SME ระบบที่รวม e-document เข้ากับบัญชีในตัวเดียวจะสะดวกและคุ้มค่าที่สุด ไม่ต้องซื้อซอฟต์แวร์หลายตัวแล้วมาเชื่อมต่อกันเอง สรุป: เริ่มใช้ E-Document อย่างไรให้ธุรกิจได้ประโยชน์สูงสุด พร้อมยกระดับงานเอกสาร? เริ่มต้นกับ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ที่รวมระบบออกเอกสาร e-Tax Invoice, e-Receipt พร้อมบันทึกบัญชีอัตโนมัติในที่เดียว ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ค้นหาเอกสารเก่าได้ทันที และรองรับการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าของกิจการกับสำนักงานบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ E-Document E-Document ต่างจาก E-Office อย่างไร? E-Document เน้นที่ตัวเอกสารดิจิทัล เช่น ใบเสร็จ สัญญา ส่วน E-Office คือระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ที่ครอบคลุมทั้งเอกสาร การสื่อสาร และ workflow ภายในองค์กร พูดง่ายๆ คือ e-document เป็นส่วนหนึ่งของ e-office มีโปรแกรม E-Document ฟรีไหม? โปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวมีฟีเจอร์ e-document ให้ใช้ฟรีในแพ็กเกจเริ่มต้น เช่น PEAK มีแพ็กเกจฟรีที่ออกเอกสารทางบัญชีพร้อมบันทึกบัญชีได้ทันที เหมาะสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ธุรกิจเล็กๆ จำเป็นต้องใช้ E-Document ไหม? ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ ช่วยลดต้นทุนและข้อผิดพลาด โดยเฉพาะถ้ายอดขายใกล้ถึง 1.8 ล้านบาท/ปี (เกณฑ์จดทะเบียน VAT) ระบบเอกสารดิจิทัลจะช่วยให้เปลี่ยนผ่านได้ราบรื่น เปลี่ยนจากเอกสารกระดาษมา E-Document ต้องทำอย่างไร? เริ่มจากเอกสารที่ใช้บ่อยที่สุดก่อน เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ สมัครโปรแกรมที่เหมาะ ตั้งค่าข้อมูลบริษัท แล้วออกเอกสารดิจิทัลได้เลย เอกสารกระดาษเก่าให้สแกนเก็บคู่กันจนหมดระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

Paperless คืออะไร คู่มือทำธุรกิจไร้กระดาษฉบับ SME

ธุรกิจของคุณยังเสียเวลากับกองเอกสาร ค้นหาใบเสร็จไม่เจอ หรือเก็บเอกสารจนหมดพื้นที่อยู่ไหม? Paperless คือแนวทางที่เปลี่ยนวิธีจัดการเอกสารทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัล ช่วยให้ SME ลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และทำงานได้จากทุกที่ Paperless คืออะไร? Paperless คือแนวคิดการลดหรือเลิกใช้กระดาษในการทำงาน โดยเปลี่ยนไปใช้เอกสารดิจิทัลแทน ตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญา ไปจนถึงเอกสารภายในองค์กร ในบริบทธุรกิจ แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องกำจัดกระดาษทุกแผ่นในวันเดียว แต่เป็นการค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่สร้าง จัดเก็บ และส่งเอกสารในรูปแบบดิจิทัลเป็นหลัก Paperless Office คือระบบแบบไหน? Paperless Office คือสำนักงานที่ออกแบบให้ทำงานโดยไม่พึ่งพากระดาษ โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลจัดการเอกสารทั้งหมด เช่น Cloud Storage, ระบบจัดการเอกสาร (DMS) และซอฟต์แวร์ลงลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ทำให้ Paperless Office ต่างจากสำนักงานทั่วไปคือทุกเอกสารสร้างและจัดเก็บบนระบบดิจิทัลตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่สแกนกระดาษแล้วเก็บไฟล์ ทำไมธุรกิจยุคใหม่ต้อง Go Paperless? ธุรกิจที่เปลี่ยนมาใช้ระบบไร้กระดาษได้รับประโยชน์หลายด้านพร้อมกัน ทั้งลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความเร็ว และลดความเสี่ยงจากเอกสารสูญหาย ลดต้นทุนกระดาษและค่าจัดเก็บ ค่าใช้จ่ายด้านกระดาษไม่ได้มีแค่ค่ากระดาษ ยังรวมถึงค่าหมึกพิมพ์ ค่าเครื่องพิมพ์ ค่าตู้เก็บเอกสาร พื้นที่จัดเก็บ และค่าแรงพนักงานที่ต้องจัดการเอกสาร ธุรกิจ SME ที่มีเอกสารหมุนเวียน 500 แผ่นต่อเดือน อาจเสียค่าใช้จ่ายรวมมากกว่า 5,000 บาทต่อเดือนเมื่อรวมทุกส่วน การเปลี่ยนเป็นระบบไร้กระดาษช่วยลดต้นทุนส่วนนี้ได้ 60-80% (ข้อมูลประมาณการ) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เอกสารดิจิทัลค้นหาได้ภายในวินาที เทียบกับการค้นหาเอกสารกระดาษที่อาจใช้เวลาหลายนาทีถึงหลายชั่วโมง ทีมงานหลายคนเปิดดูเอกสารเดียวกันพร้อมกันได้ ส่งต่อเอกสารเพื่ออนุมัติได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเดินเอกสาร รักษ์โลก ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การลดการใช้กระดาษช่วยลดการตัดต้นไม้ ลดพลังงานที่ใช้ในการผลิตกระดาษ และลดขยะจากเอกสารที่หมดอายุ หลายองค์กรใช้แนวคิดไร้กระดาษเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและการเข้าถึงที่ดีขึ้น เอกสารดิจิทัลตั้งค่าสิทธิ์การเข้าถึงได้ เช่น ให้เฉพาะฝ่ายบัญชีเปิดดูเอกสารการเงิน ป้องกันข้อมูลรั่วไหลได้ดีกว่ากระดาษที่ใครก็หยิบอ่านได้ เอกสารดิจิทัลยังสำรองข้อมูลได้อัตโนมัติ ไม่เสี่ยงสูญหายจากไฟไหม้หรือน้ำท่วม Paperless กับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต่างกันอย่างไร? หลายคนใช้คำว่า “Paperless” กับ “เอกสารอิเล็กทรอนิกส์” สลับกัน แต่จริงๆ แล้วมีความต่างที่สำคัญ Paperless เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ความหมาย แนวคิดการลดกระดาษทั้งระบบ เอกสารที่สร้างหรือจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล ขอบเขต ครอบคลุมวิธีทำงานทั้งองค์กร เฉพาะตัวเอกสาร ตัวอย่าง สำนักงานที่ไม่ใช้กระดาษเลย ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice), ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายรองรับ เป็นแนวคิด ไม่มีกฎหมายเฉพาะ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รองรับตามกฎหมาย เอกสารอิเล็กทรอนิกส์คือ “เครื่องมือ” ที่ช่วยให้ Paperless เกิดขึ้นได้จริง ตามกฎหมายไทย พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ รองรับการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้เทียบเท่าเอกสารกระดาษ (ข้อมูลจาก ETDA) ขั้นตอนทำ Paperless สำหรับ SME SME เปลี่ยนสู่ระบบไร้กระดาษได้ใน 5 ขั้นตอน ตั้งแต่ประเมินสถานะเอกสารปัจจุบัน เลือกเครื่องมือที่เหมาะสม วาง Workflow ดิจิทัล แปลงเอกสารเก่า ไปจนถึงวัดผลและปรับปรุง ไม่จำเป็นต้องทำทีเดียวทั้งหมด เริ่มจากจุดที่ส่งผลต่อการทำงานมากที่สุดก่อน ขั้นที่ 1 ประเมินสถานะเอกสารปัจจุบัน เริ่มจากสำรวจว่าธุรกิจใช้เอกสารกระดาษอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร และส่วนไหนเสียเวลามากที่สุด สิ่งที่ต้องทำ: ขั้นที่ 2 เลือกเครื่องมือและระบบจัดการเอกสาร ระบบจัดการเอกสาร (Document Management System หรือ DMS) คือหัวใจของ Paperless เลือกระบบที่ตอบโจทย์ธุรกิจคุณ สิ่งที่ควรพิจารณา: ขั้นที่ 3 วาง Workflow ดิจิทัลและฝึกอบรมทีม กำหนดขั้นตอนการทำงานใหม่ที่ไม่ใช้กระดาษ เช่น เมื่อรับออเดอร์จากลูกค้า ให้สร้างใบแจ้งหนี้บนระบบ ส่งอีเมลให้ลูกค้า ระบบจัดเก็บสำเนาให้อัตโนมัติ ฝึกอบรมทีมงานให้คุ้นเคยกับเครื่องมือใหม่ เริ่มจากแผนกที่ใช้เอกสารมากที่สุดก่อน เช่น ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย หรือฝ่ายจัดซื้อ ขั้นที่ 4 สแกนและแปลงเอกสารเก่าเป็นดิจิทัล เอกสารเก่าที่ยังต้องเก็บตามกฎหมาย ให้สแกนเป็นไฟล์ดิจิทัลแล้วจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ตั้งชื่อไฟล์ให้ค้นหาง่าย เช่น “invoice_บริษัทก_202608” และจัดแยกโฟลเดอร์ตามประเภทและปี ขั้นที่ 5 วัดผลและปรับปรุงต่อเนื่อง หลังเริ่มใช้ Paperless แล้ว ให้วัดผลทุก 3 เดือน ตัวชี้วัดที่ควรติดตาม: Paperless กับงานบัญชีและภาษี งานบัญชีคือส่วนที่ได้ประโยชน์จากระบบไร้กระดาษมากที่สุด เพราะต้องจัดการเอกสารจำนวนมากทุกเดือน ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบสำคัญจ่าย ไปจนถึงงบการเงิน ปัจจุบันกรมสรรพากรรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนเอกสารบัญชีเป็นดิจิทัลได้ตามกฎหมาย ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) กรมสรรพากรรองรับการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ที่มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าใบกำกับภาษีกระดาษ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ธุรกิจที่ใช้ e-Tax Invoice ไม่ต้องพิมพ์ ไม่ต้องส่งไปรษณีย์ ลดทั้งต้นทุนและเวลา ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากใบกำกับภาษี เอกสารอื่นอย่างใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล ก็เปลี่ยนเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งหมด ระบบบัญชีออนไลน์สร้างเอกสารเหล่านี้ได้อัตโนมัติ ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลหรือลิงก์ พร้อมจัดเก็บสำเนาดิจิทัลไว้ให้ ไม่ต้องพิมพ์ออกมา PEAK ช่วยให้ธุรกิจ Go Paperless ด้านบัญชีได้อย่างไร PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำงานบน Cloud ทั้งหมด ออกเอกสารบัญชีดิจิทัลได้ครบตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ไปจนถึง e-Tax Invoice ตามข้อกำหนดกรมสรรพากร ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลได้ทันที ไม่ต้องพิมพ์ออกมาอีก ROI ของ Paperless ประหยัดได้จริงเท่าไร? ตัวอย่างการคำนวณ ROI สำหรับ SME ที่ใช้เอกสาร 500 แผ่นต่อเดือน (ชื่อสมมุติ บริษัท ก จำกัด): รายการ ก่อน Paperless (บาท/เดือน) หลัง Paperless (บาท/เดือน) กระดาษ + หมึกพิมพ์ 2,000 200 ค่าบำรุงเครื่องพิมพ์ 500 100 ค่าพื้นที่จัดเก็บ 1,500 0 ค่าส่งเอกสาร (ไปรษณีย์/แมสเซนเจอร์) 1,500 0 ค่าระบบ Cloud/ซอฟต์แวร์ 0 1,500 รวม 5,500 1,800 ประหยัดได้ประมาณ 3,700 บาทต่อเดือน หรือ 44,400 บาทต่อปี ยังไม่รวมเวลาที่ทีมงานประหยัดจากการค้นหาและจัดเก็บเอกสาร SME ไทยที่เริ่ม Paperless แล้ว ทำอะไรบ้าง ธุรกิจ SME หลายประเภทในไทยเริ่มลดกระดาษได้จริงแล้ว โดยไม่ต้องรอเป็นองค์กรใหญ่ก่อน ร้านขายส่งวัสดุก่อสร้าง ที่ออกใบแจ้งหนี้วันละหลายสิบใบ เปลี่ยนมาออกเอกสารผ่านโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ส่งให้ลูกค้าทาง LINE หรืออีเมล ลดเวลาพิมพ์และจัดส่ง ลูกค้าได้เอกสารเร็วขึ้น ฝ่ายบัญชีตรวจสอบย้อนหลังง่าย สำนักงานบัญชี ที่ให้บริการลูกค้าหลายรายเปลี่ยนมาใช้ระบบบัญชีออนไลน์ ให้ลูกค้าอัปโหลดเอกสารเข้าระบบแทนการส่งกระดาษ ลดการสูญหายของเอกสาร เร่งการปิดงบ และทำงานร่วมกับลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ร้านค้าออนไลน์ ที่มียอดขายต่อเดือนหลายร้อยรายการ ใช้ระบบออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ ส่งให้ลูกค้าทางอีเมลทันทีหลังชำระเงิน ลดงานพิมพ์และจัดส่งเอกสาร ความท้าทายและข้อควรระวังในการทำ Paperless แม้ระบบไร้กระดาษจะมีข้อดีมาก แต่การเปลี่ยนผ่านก็มีสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือ ทีมงานไม่คุ้นเคยกับระบบใหม่ — คนที่ทำงานกับกระดาษมานานอาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลง วิธีแก้คือเริ่มจากแผนกที่พร้อมที่สุดก่อน ให้เห็นผลลัพธ์แล้วค่อยขยายไปแผนกอื่น ต้นทุนเริ่มต้น — ค่าซอฟต์แวร์ ค่าสแกนเนอร์ ค่าฝึกอบรม อาจเป็นค่าใช้จ่ายก้อนแรกที่ต้องลงทุน แต่จะคุ้มทุนภายใน 6-12 เดือนจากค่าใช้จ่ายที่ลดลง ความปลอดภัยของข้อมูล — เอกสารดิจิทัลต้องมีระบบสำรองข้อมูลและป้องกันการเข้าถึงที่ดี เลือกระบบที่มีการเข้ารหัสข้อมูลและสำรองข้อมูลอัตโนมัติ เอกสารบางอย่างยังต้องเป็นกระดาษ — เอกสารบางประเภทยังกำหนดให้ใช้กระดาษตามกฎหมาย ตรวจสอบข้อกำหนดของเอกสารแต่ละประเภทก่อนเปลี่ยนเป็นดิจิทัล สรุป: เริ่ม Paperless ไม่ยากอย่างที่คิด การทำธุรกิจไร้กระดาษไม่ใช่เรื่องขององค์กรใหญ่เท่านั้น SME ก็เริ่มได้ทันที สิ่งสำคัญคือเริ่มจากจุดที่เจ็บที่สุดก่อน เช่น เอกสารบัญชีที่หมุนเวียนทุกเดือน แล้วค่อยๆ ขยายไปส่วนอื่น สิ่งที่ควรลงมือทำตอนนี้: เริ่ม Paperless กับ PEAK วันนี้ ถ้าอยากลองเปลี่ยนเอกสารบัญชีเป็นดิจิทัลก่อนเป็นอันดับแรก PEAK ช่วยให้เริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งองค์กรพร้อมกัน ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Paperless ธุรกิจขนาดเล็กทำ Paperless ได้ไหม? ได้ และอาจทำได้ง่ายกว่าองค์กรใหญ่ด้วยซ้ำ เพราะมีเอกสารน้อยกว่า ทีมงานน้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงจึงเร็วกว่า เริ่มจากเปลี่ยนใบเสร็จและใบแจ้งหนี้เป็นดิจิทัลก่อน แค่นี้ก็เห็นผลแล้ว Paperless กับ EDI ต่างกันอย่างไร? EDI (Electronic Data Interchange) คือระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกิจระหว่างองค์กรในรูปแบบมาตรฐาน มักใช้ในอุตสาหกรรมนำเข้า-ส่งออกและโลจิสติกส์ ส่วน Paperless เป็นแนวคิดกว้างกว่า ครอบคลุมการลดกระดาษทุกรูปแบบในองค์กร EDI จึงเป็นส่วนหนึ่งของ Paperless แต่ Paperless ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ EDI เริ่มทำ Paperless ต้องลงทุนเท่าไร? ต้นทุนขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจและเครื่องมือที่เลือก SME ขนาดเล็กอาจเริ่มจากโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีแพ็กเกจเริ่มต้นหลักร้อยบาทต่อเดือน บวกค่าสแกนเนอร์สำหรับเอกสารเก่าประมาณ 3,000-5,000 บาท รวมแล้วลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 10,000 บาท และคุ้มทุนภายใน 3-6 เดือน กฎหมายไทยรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แทนกระดาษหรือไม่? รองรับ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กำหนดให้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าเอกสารกระดาษ รวมถึง e-Tax Invoice ที่กรมสรรพากรรองรับ และลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ลงนามในสัญญาและเอกสารทางธุรกิจได้ (ข้อมูลจาก ETDA) Paperless ช่วยเรื่องภาษีได้อย่างไร? ระบบไร้กระดาษที่เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้จัดเก็บเอกสารสำหรับยื่นภาษีได้ครบถ้วนและค้นหาง่าย ลดความเสี่ยงที่จะหาใบกำกับภาษีไม่เจอเมื่อถูกตรวจสอบ และช่วยให้ปิดงบได้เร็วขึ้นเพราะเอกสารครบอยู่ในระบบเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

19 min

นับสต๊อก คืออะไร วิธีนับ จัดการ และบันทึกบัญชีสินค้าคงคลัง

ผู้ประกอบการ SME หลายรายเคยเจอปัญหาสั่งสินค้ามาเกินจนเงินจม หรือสินค้าหมดตอนลูกค้าต้องการ ทั้งหมดเพราะไม่ได้นับสต๊อกสินค้าอย่างสม่ำเสมอ นับสต๊อก คืออะไร? ทำไมธุรกิจต้องนับ นับสต๊อก คือการตรวจนับจำนวนสินค้าที่มีอยู่จริงในคลังสินค้า แล้วนำไปเทียบกับตัวเลขในระบบบัญชีหรือสต๊อกการ์ด ถ้าตัวเลขไม่ตรงกัน แสดงว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น เช่น สินค้าสูญหาย บันทึกผิดพลาด หรือสินค้าเสียหาย ธุรกิจที่นับสต๊อกเป็นประจำจะได้ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งรู้ต้นทุนสินค้าที่แท้จริง วางแผนสั่งซื้อได้แม่นยำ ไม่เสียโอกาสขาย และปิดงบการเงินได้ถูกต้อง ยิ่ง SME ที่ทุนหมุนเวียนจำกัด การรู้ตัวเลขสินค้าคงเหลือที่แม่นยำช่วยป้องกันไม่ให้เงินจมอยู่ในสินค้าที่ขายไม่ออก ความแตกต่างระหว่าง สต๊อก สินค้าคงคลัง และสินค้าคงเหลือ คำทั้งสามนี้ใช้สลับกันบ่อยจนหลายคนสับสน ความจริงแล้วแตกต่างกันเล็กน้อย คำศัพท์ ความหมาย ตัวอย่าง สต๊อก (Stock) คำเรียกรวมสินค้าที่เก็บไว้ในคลัง “สต๊อกเสื้อผ้าเหลือ 500 ตัว” สินค้าคงคลัง (Inventory) สินค้าทุกประเภทที่ธุรกิจถือครองไว้ รวมถึงวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิต วัตถุดิบ + สินค้าระหว่างผลิต + สินค้าสำเร็จรูป สินค้าคงเหลือ (Ending Inventory) มูลค่าสินค้าที่เหลืออยู่ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ยอดที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ในบทความนี้จะใช้คำว่า “สต๊อก” และ “สินค้าคงคลัง” สลับกันตามบริบท ประเภทของสินค้าคงคลัง มีกี่แบบ? สินค้าคงคลังแบ่งได้ 4 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าอยู่ในขั้นตอนไหนของธุรกิจ ประเภท คืออะไร ตัวอย่าง วัตถุดิบ (Raw Materials) วัสดุที่ยังไม่ได้แปรรูป ผ้าดิบ เม็ดพลาสติก เหล็กแผ่น สินค้าระหว่างผลิต (Work-in-Process) สินค้าที่กำลังผลิตยังไม่เสร็จ เสื้อที่ตัดแล้วยังไม่เย็บ สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) สินค้าพร้อมขาย เสื้อที่แพ็คแล้วรอจัดส่ง วัสดุสิ้นเปลือง (MRO Supplies) ของใช้ในการดำเนินงานที่ไม่ได้ขาย กล่องพัสดุ สติ๊กเกอร์ หมึกพิมพ์ ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่โฟกัสที่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นโรงงานผลิต ต้องนับวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิตด้วย วิธีนับสต๊อกสินค้า 4 รูปแบบที่นิยม การเลือกวิธีนับสต๊อกขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ จำนวน SKU และงบประมาณ แต่ละวิธีมีข้อดีข้อจำกัดต่างกัน วิธี เหมาะกับ ข้อดี ข้อจำกัด นับทั้งหมด (Physical Count) ธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ได้ตัวเลขแม่นที่สุด ต้องหยุดขายชั่วคราว นับแบบวน (Cycle Counting) ธุรกิจที่มี SKU เยอะ ไม่ต้องหยุดขาย ต้องมีระบบจัดการดี ABC Analysis ธุรกิจที่สินค้ามีมูลค่าต่างกันมาก โฟกัสสินค้ามูลค่าสูง สินค้ากลุ่ม C อาจถูกมองข้าม เทคโนโลยี (Barcode/RFID) ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ เร็ว แม่นยำ real-time ต้องลงทุนอุปกรณ์ นับสต๊อกทั้งหมด (Physical Inventory Count) วิธีคลาสสิกที่นิยมมากที่สุด คือการหยุดรับ-จ่ายสินค้าชั่วคราว แล้วให้ทีมงานนับสินค้าทุกชิ้นในคลัง เหมาะกับ SME ที่มี SKU ไม่เกิน 500 รายการ ส่วนใหญ่จะทำปีละ 1-2 ครั้ง เช่น ก่อนปิดงบประจำปี นับสต๊อกแบบวน (Cycle Counting) แทนที่จะนับทุกอย่างในคราวเดียว ให้แบ่งสินค้าเป็นกลุ่มแล้วนับหมุนเวียนทุกวัน เช่น วันจันทร์นับหมวดเครื่องดื่ม วันอังคารนับหมวดขนม ข้อดีคือไม่ต้องปิดร้าน แต่ต้องมีระบบจัดการที่ดีพอจะติดตามได้ว่ากลุ่มไหนนับแล้ว กลุ่มไหนยังไม่นับ นับสต๊อกด้วย ABC Analysis แบ่งสินค้าเป็น 3 กลุ่มตามมูลค่า กลุ่ม A คือสินค้ามูลค่าสูง (มักมีสัดส่วนประมาณ 20% ของจำนวน SKU แต่คิดเป็น 80% ของมูลค่ารวม) ต้องนับบ่อยที่สุด เช่น ทุกสัปดาห์ กลุ่ม B นับทุกเดือน กลุ่ม C นับทุกไตรมาส นับสต๊อกด้วยเทคโนโลยี (Barcode และ RFID) ใช้เครื่องสแกน Barcode หรือ RFID อ่านข้อมูลสินค้าแล้วบันทึกเข้าระบบอัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาดจากการจดมือ และเห็นยอดสต๊อก real-time ปัจจุบันเครื่องสแกน Barcode ราคาเริ่มต้นไม่กี่พันบาท SME เริ่มใช้ได้ไม่ยาก ขั้นตอนการนับสต๊อกสินค้า ทำอย่างไรให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเลือกวิธีนับแบบไหน ขั้นตอนหลักมี 3 ช่วง คือ เตรียมตัวก่อนนับ ระหว่างนับ และหลังนับ เตรียมตัวก่อนนับ (Pre-count Preparation) การเตรียมตัวที่ดีช่วยให้การนับเร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น สิ่งที่ต้องทำก่อนวันนับ ระหว่างนับ เทคนิคนับให้แม่นยำ เทคนิคที่ช่วยให้ผลนับแม่นยำที่สุด หลังนับ ตรวจสอบและบันทึกผล เมื่อนับเสร็จแล้ว ต้องปิดงานให้ครบตามขั้นตอนนี้ ปัญหาสินค้าคงคลังที่พบบ่อย และวิธีแก้ไข ก่อนจะพูดถึงวิธีจัดการสต๊อกอย่างมืออาชีพ มาดูปัญหาที่ SME เจอบ่อยที่สุดกันก่อน สต๊อกล้น ต้นทุนจม เงินหมุนไม่ทัน สั่งของมาเกินความต้องการ สินค้ากองเต็มคลังแต่ขายไม่ออก เงินที่ควรจะหมุนไปลงทุนอย่างอื่นกลับจมอยู่กับสินค้า ยิ่งถ้าเป็นสินค้าที่มีวันหมดอายุ ยิ่งเสี่ยงขาดทุน วิธีแก้คือตั้งจุดสั่งซื้อ (Reorder Point) ให้ชัด และใช้ข้อมูลยอดขายย้อนหลังประกอบการตัดสินใจ สต๊อกขาด ขายไม่ได้ ลูกค้าหนีไปคู่แข่ง ตรงข้ามกับสต๊อกล้น คือสินค้าหมดตอนที่ลูกค้าต้องการ ทำให้เสียยอดขายและเสียลูกค้าไปให้คู่แข่ง วิธีป้องกันคือตั้ง Safety Stock (สต๊อกสำรอง) สำหรับสินค้าขายดี สต๊อกหาย ความผิดพลาดจากการจัดเก็บ สินค้าหายจากคลังโดยไม่รู้สาเหตุ อาจเกิดจากการจัดเก็บผิดที่ บันทึกรับ-จ่ายผิดพลาด หรือสินค้าเสียหาย การนับสต๊อกเป็นประจำช่วยให้เจอปัญหาเร็วก่อนที่ผลต่างจะสะสมจนแก้ยาก ต้นทุนสินค้าคงคลัง (Inventory Carrying Cost) ที่ SME ต้องรู้ หลายคนคิดว่าต้นทุนสินค้าคือแค่ราคาซื้อ แต่จริงๆ แล้วการถือครองสินค้าไว้ในคลังมีต้นทุนแฝงอีกหลายอย่าง ทั้งค่าเช่าคลัง ค่าประกัน ค่าเสื่อมสภาพ และค่าเสียโอกาสจากเงินที่จมอยู่ ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายตอนซื้อสินค้าเข้าคลังอีกด้วย วิธีคำนวณต้นทุนการถือครองสินค้า สูตรคำนวณแบบง่าย ต้นทุนการถือครอง = มูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย × อัตราต้นทุนการถือครอง (%) โดยทั่วไปอัตราต้นทุนการถือครองอยู่ที่ 20-30% ของมูลค่าสินค้าต่อปี ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) มีสินค้าเฉลี่ย 500,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้าเฉลี่ย — 500,000 บาท อัตราต้นทุนการถือครอง 25% — ต้นทุนการถือครองต่อปี 500,000 × 25% 125,000 บาท นั่นหมายความว่าทุกปี ร้านนี้เสียเงิน 125,000 บาทแค่จากการเก็บสินค้าไว้ในคลัง โดยที่ยังไม่รวมเงินทุนที่ควรหมุนไปทำอย่างอื่น การจัดการสินค้าคงคลังอย่างมืออาชีพ เมื่อเข้าใจปัญหาแล้ว ทีนี้มาดูวิธีจัดการสินค้าคงคลังที่ช่วยให้ธุรกิจไม่สต๊อกล้นและไม่สต๊อกขาด กลยุทธ์ EOQ, Safety Stock และ Reorder Point 3 เครื่องมือสำคัญที่ช่วยตัดสินใจเรื่องสต๊อก FIFO และ Weighted Average เลือกวิธีตีราคาสินค้าแบบไหนดี วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือมีผลต่อกำไรและภาษีโดยตรง ในประเทศไทยใช้ได้ 2 วิธีหลัก วิธี หลักการ เหมาะกับ FIFO (เข้าก่อน ออกก่อน) สินค้าที่ซื้อมาก่อน ถือว่าขายออกก่อน สินค้ามีวันหมดอายุ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง Weighted Average (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) คำนวณต้นทุนเฉลี่ยทุกครั้งที่รับสินค้าเข้า สินค้าที่ราคาไม่ผันผวนมาก หมายเหตุสำคัญ: วิธี LIFO (เข้าหลัง ออกก่อน) ที่หลายตำราต่างประเทศสอน ไม่สามารถใช้ในประเทศไทยได้ เพราะมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS/TAS 2 (สินค้าคงเหลือ) ของสภาวิชาชีพบัญชี ไม่อนุญาตให้ใช้วิธีนี้ และกรมสรรพากรก็ไม่ยอมรับเช่นกัน บัญชีสต๊อกสินค้า บันทึกอย่างไรให้ถูกต้องตามมาตรฐาน นอกจากนับสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย เพราะมูลค่าสินค้าคงเหลือส่งผลต่องบการเงินและภาษีโดยตรง ทุกครั้งที่ซื้อขายสินค้าต้องมีเอกสารประกอบ เช่น บิลเงินสดหรือใบกำกับภาษี ตัวอย่าง Journal Entry การรับ-จ่ายสินค้า กรณีซื้อสินค้าเข้าคลัง (ซื้อเสื้อ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินค้าคงเหลือ 20,000 — เงินสด/เจ้าหนี้การค้า — 20,000 กรณีขายสินค้า (ขายเสื้อ 30 ตัว ราคาขายตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ลูกหนี้การค้า 10,500 — รายได้จากการขาย — 10,500 ต้นทุนสินค้าที่ขาย 6,000 — สินค้าคงเหลือ — 6,000 ผลกระทบสต๊อกต่องบการเงิน มูลค่าสินค้าคงเหลือมีผลต่องบการเงิน 2 จุดสำคัญ โปรแกรมช่วยนับสต๊อกและจัดการสินค้าคงคลัง ธุรกิจที่มี SKU เกิน 50 รายการ การจัดการสต๊อกด้วย Excel เริ่มไม่ไหว เพราะข้อมูลกระจาย อัปเดตไม่ทัน และเสี่ยงผิดพลาดจากการพิมพ์ โปรแกรมจัดการสินค้าคงคลังช่วยให้เห็นยอดสต๊อก real-time ลดข้อผิดพลาด และเชื่อมกับระบบบัญชีได้โดยไม่ต้องบันทึกซ้ำ สรุป: นับสต๊อกเป็นประจำ ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง จัดการสต๊อกให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้ายังใช้ Excel จัดการสต๊อกอยู่ ลองเปลี่ยนมาใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ออกแบบมาให้ออกใบกำกับภาษี ออกใบแจ้งหนี้ แล้วตัดสต๊อกพร้อมบันทึกบัญชีให้อัตโนมัติ ไม่ต้องทำซ้ำ 2 ที่อีกต่อไป ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการนับสต๊อกสินค้า ควรนับสต๊อกบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ร้านค้าที่มีสินค้าหมุนเวียนเร็ว เช่น ร้านอาหารหรือร้านค้าออนไลน์ ควรนับทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ส่วนธุรกิจที่สินค้าหมุนช้า นับทุกไตรมาสหรือปีละ 2 ครั้งก็เพียงพอ ที่สำคัญคือนับสม่ำเสมอ ดีกว่านับห่างๆ แล้วเจอผลต่างมาก สต๊อกในระบบกับของจริงไม่ตรงกัน ต้องทำอย่างไร ก่อนอื่นให้หาสาเหตุก่อน อาจเป็นเพราะลืมบันทึกรับ-จ่าย สินค้าเสียหาย หรือสินค้าหาย เมื่อรู้สาเหตุแล้ว ให้ปรับยอดในระบบให้ตรงกับของจริง พร้อมบันทึกบัญชีรายการปรับปรุง และวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ FIFO กับ Weighted Average ต่างกันอย่างไรในแง่ภาษี ทั้ง 2 วิธีส่งผลต่อต้นทุนสินค้าที่ขายและกำไรสุทธิต่างกัน ในช่วงที่ราคาสินค้าสูงขึ้น FIFO จะทำให้ต้นทุนต่ำกว่า (เพราะใช้ของราคาเก่าที่ถูกกว่า) กำไรจึงสูงกว่าและเสียภาษีมากกว่า ส่วน Weighted Average จะให้ตัวเลขอยู่ตรงกลาง เมื่อเลือกวิธีใดแล้ว ต้องใช้วิธีเดิมสม่ำเสมอ จะเปลี่ยนไปมาไม่ได้ ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้โปรแกรมจัดการสต๊อกไหม ถ้ามีสินค้าไม่เกิน 20-30 รายการ Excel อาจเพียงพอ แต่เมื่อ SKU เพิ่มขึ้นหรือขายหลายช่องทาง การใช้โปรแกรมจะช่วยประหยัดเวลาและลดข้อผิดพลาดได้มาก โดยเฉพาะถ้าโปรแกรมเชื่อมกับระบบบัญชีได้ จะลดงานซ้ำซ้อนไปอีกขั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง วิธีคำนวณเงินสะสมและบันทึกบัญชี สิ่งที่นายจ้างต้องรู้

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้จริง 1 ตุลาคม 2569 หลังเลื่อนมาหลายรอบ ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเตรียมตัวจริงจัง ต้องคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ ปรับระบบเงินเดือน และบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือกองทุนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13) ที่ให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงินเข้ากองทุน เพื่อเป็นหลักประกันเมื่อออกจากงาน เกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต หลักการคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็น “ภาคบังคับ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่สมัครใจ กำหนดบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนนี้อยู่ในกฎหมายตั้งแต่ปี 2541 แต่ถูกเลื่อนหลายครั้ง เพราะต้องรอออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ ล่าสุดกระทรวงแรงงานประกาศเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 (ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน) ใครต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน? นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ส่วนลูกจ้างก็ต้องจ่ายเงินสะสมด้วย นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง แล้วนำส่งพร้อมเงินสมทบฝั่งนายจ้าง นับลูกจ้าง 10 คน อย่างไร? จุดที่ SME หลายรายสับสนคือ “นับใครเป็นลูกจ้าง?” คำตอบสั้นๆ คือ นับทุกคนที่มีสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ สัญญาจ้าง หรือทดลองงาน สรุปเกณฑ์การนับลูกจ้าง ประเภทลูกจ้าง นับหรือไม่? หมายเหตุ พนักงานประจำ (full-time) นับ รวมทุกคนที่มีสัญญาจ้าง พนักงานทดลองงาน นับ มีสัญญาจ้างแรงงานแล้ว พนักงาน part-time รายชั่วโมง นับ ถ้ามีสัญญาจ้างแรงงาน ฟรีแลนซ์/รับเหมา (จ้างทำของ) ไม่นับ ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน กรรมการบริษัทที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ไม่นับ ไม่มีสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น ถ้ากิจการมีพนักงานประจำ 7 คน + ทดลองงาน 2 คน + part-time 2 คน = รวม 11 คน ก็เข้าเกณฑ์ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนแล้ว (ข้อมูลจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ คำนวณอย่างไร? เงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือเงินสะสมที่หักจากลูกจ้าง และเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเพิ่ม อัตราที่แน่ชัดจะกำหนดโดยกฎกระทรวง ซึ่ง ณ วันที่บทความนี้อัปเดต มีการกำหนดอัตราเริ่มต้นดังนี้ รายการ ผู้จ่าย อัตรา ฐานคำนวณ เงินสะสม ลูกจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน เงินสมทบ นายจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน อัตรานี้เป็นอัตราเริ่มต้น อาจปรับเพิ่มในอนาคตตามกฎกระทรวง ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมสวัสดิการฯก่อนเริ่มใช้จริง ตัวอย่างคำนวณ 3 ระดับเงินเดือน เงินเดือน 15,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 900 บาท เงินเดือน 25,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 1,500 บาท เงินเดือน 50,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 3,000 บาท สิ่งที่นายจ้างต้องจำคือ ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น 3% ของค่าจ้างรวมทุกคน เช่น ถ้ามีลูกจ้าง 15 คน เงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท ต้นทุนเงินสมทบจะเพิ่มเดือนละ 9,000 บาท หรือปีละ 108,000 บาท สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับ ลูกจ้างที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนจะได้รับเงินคืนเมื่อออกจากงาน เกษียณ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต โดยจำนวนเงินที่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำงานและยอดเงินสะสม สิทธิประโยชน์แบ่งเป็น 4 กรณี กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง vs กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต่างกันอย่างไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์เป็นภาคบังคับตามกฎหมาย ส่วน PVD เป็นสมัครใจ ผู้ประกอบการที่มี PVD อยู่แล้วยังต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์เพิ่มเติม เปรียบเทียบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ลักษณะ ภาคบังคับตามกฎหมาย สมัครใจ ใครต้องจัดตั้ง นายจ้าง 10 คนขึ้นไป (บังคับ) นายจ้างที่ต้องการ (สมัครใจ) ผู้บริหารกองทุน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน บริษัทจัดการกองทุนเอกชน อัตราเงินสะสม/สมทบ กำหนดโดยกฎกระทรวง ตกลงกันระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง สิทธิประโยชน์ทางภาษี รอประกาศ เงินสะสมลดหย่อนภาษีได้ ควรติดตามประกาศจากกรมสวัสดิการฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีมาตรการยกเว้นสำหรับกิจการที่มี PVD ในอนาคต วิธีบันทึกบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นักบัญชีต้องเพิ่มผังบัญชีใหม่ 3 รายการ และบันทึกรายการทุกเดือนเมื่อจ่ายเงินเดือน ได้แก่ การหักเงินสะสมจากลูกจ้าง การบันทึกเงินสมทบของนายจ้าง และการนำส่งเงินเข้ากองทุน ผังบัญชีที่ต้องเพิ่ม ผังบัญชีที่แนะนำให้เพิ่มในระบบ ตัวอย่างบันทึกรายการ ณ วันจ่ายเงินเดือน สมมุติลูกจ้างเงินเดือน 25,000 บาท เงินสะสม 3% = 750 บาท เงินสมทบ 3% = 750 บาท บันทึกหักเงินสะสมจากเงินเดือนลูกจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินเดือน (ค่าใช้จ่าย) 25,000 — เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 เงินเดือนค้างจ่าย — 24,250 บันทึกเงินสมทบส่วนนายจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ค่าใช้จ่าย) 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 บันทึก ณ วันนำส่งเงินเข้ากองทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินฝากธนาคาร — 1,500 Checklist เตรียมระบบเงินเดือนรับ 1 ตุลาคม 2569 กิจการควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ เพราะต้องปรับทั้งระบบ Payroll ผังบัญชี และงบประมาณ รายการด้านล่างคือ 7 สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จก่อน 1 ตุลาคม 2569 สิ่งที่ HR และนักบัญชีต้องทำก่อน 1 ต.ค. 69 สรุป: เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอ 1 ตุลาคม กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเพิ่มต้นทุนให้นายจ้าง แต่ก็เป็นหลักประกันที่ดีให้ลูกจ้าง สิ่งที่ต้องทำตอนนี้มี 3 เรื่อง คือ นับลูกจ้างว่าถึง 10 คนหรือยัง ตั้งผังบัญชีรองรับ และปรับระบบเงินเดือนให้พร้อมหักเงินสะสมอัตโนมัติ จัดการบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้นักบัญชีตั้งผังบัญชีรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ทันที พร้อมบันทึกรายการอัตโนมัติ ส่วน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินสะสม-สมทบและออกสลิปเงินเดือนที่แสดงรายการหักชัดเจน ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เตรียมระบบให้พร้อมก่อน 1 ตุลาคม 2569 คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถ้ากิจการมีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ต้องจ่ายไหม? ไม่ต้อง กฎหมายบังคับเฉพาะนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป แต่ถ้าภายหลังรับคนเพิ่มจนครบ 10 คน ก็ต้องเข้าระบบทันที ลูกจ้างได้เงินคืนเมื่อไร? ลูกจ้างได้รับเงินสะสมคืนเมื่อออกจากงาน ส่วนเงินสมทบจะได้คืนตามสัดส่วนระยะเวลาทำงาน ยิ่งทำงานนานยิ่งได้สัดส่วนเงินสมทบมากขึ้น นายจ้างที่ไม่จ่ายเงินเข้ากองทุน มีโทษอะไร? นายจ้างที่ฝ่าฝืนมีโทษปรับตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด ควรตรวจสอบบทลงโทษล่าสุดจากกรมสวัสดิการฯ ก่อนวันบังคับใช้ เงินสมทบส่วนนายจ้าง เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม? เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ เช่นเดียวกับเงินสมทบประกันสังคม ถ้ามีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ได้รับยกเว้นไหม? ณ ปัจจุบันยังไม่มีประกาศยกเว้น กิจการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วยังต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพิ่ม แต่ควรติดตามประกาศจากกระทรวงแรงงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีมาตรการผ่อนปรนในภายหลังฉบับเต็มที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

RPA คืออะไร เข้าใจ Robotic Process Automation ฉบับ SME 2026

ทุกวันคุณใช้เวลากี่ชั่วโมงกับงานที่ต้องทำซ้ำเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นคีย์ข้อมูล ย้ายไฟล์ หรือตรวจเอกสาร? RPA คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ “บอทซอฟต์แวร์” ทำงานเหล่านี้แทนคุณ แม่นยำกว่า เร็วกว่า และทำงานได้ 24 ชั่วโมง RPA คืออะไร (Robotic Process Automation) RPA คือซอฟต์แวร์ที่จำลองการทำงานของคนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่น คลิก พิมพ์ คัดลอกข้อมูล หรือกรอกแบบฟอร์ม โดยทำงานตามคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (rule-based) ไม่ต้องเขียนโค้ดซับซ้อน พูดง่ายๆ คือ แทนที่คุณจะนั่งพิมพ์ตัวเลขจากใบเสร็จลงระบบทีละรายการ บอท RPA จะเปิดไฟล์ อ่านข้อมูล แล้วกรอกลงระบบให้เอง ภายในไม่กี่วินาที RPA ย่อมาจากอะไร RPA ย่อมาจาก Robotic Process Automation หรือแปลเป็นไทยว่า “กระบวนการอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ซอฟต์แวร์” RPA ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ RPA เหมือนกับ “การบันทึกมาโครใน Excel” แต่ทำได้กับทุกโปรแกรม ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชีที่ต้องบันทึกรายการจากใบกำกับภาษี 200 ใบต่อวัน แทนที่จะจ้างคนนั่งพิมพ์ บอท RPA สามารถอ่านเอกสาร คัดลอกเลขที่ ยอดเงิน วันที่ แล้วกรอกลงโปรแกรมให้ทั้งหมด ประเภทของ RPA — Attended, Unattended และ Hybrid RPA แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก เลือกใช้ตามลักษณะงานที่ต้องการ ประเภท ลักษณะ เหมาะกับงาน Attended RPA ทำงานร่วมกับคน เปิดใช้เมื่อคนสั่ง งานที่ต้องตัดสินใจบางขั้นตอน เช่น ตอบแชทลูกค้าโดยบอทช่วยดึงข้อมูล Unattended RPA ทำงานเองทั้งหมดไม่ต้องมีคนดู งานที่มีขั้นตอนชัดเจน เช่น ประมวลผลใบแจ้งหนี้กลางคืน Hybrid RPA ผสมทั้งสองแบบ งานที่เริ่มอัตโนมัติแต่บางจุดต้องให้คนอนุมัติ เช่น ตรวจเอกสาร แล้วส่งให้หัวหน้าอนุมัติ สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น Attended RPA มักเหมาะที่สุด เพราะยังสามารถควบคุมและเรียนรู้การทำงานของบอทไปพร้อมกัน ข้อดีของ RPA สำหรับธุรกิจ ธุรกิจที่นำ RPA มาใช้มักเห็นผลใน 3 ด้านหลัก ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน งานที่คนใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวัน เช่น กรอกข้อมูลลูกค้า ตรวจสอบยอดโอน หรือสร้างรายงาน บอท RPA ทำเสร็จได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้พนักงานมีเวลาทำงานที่สร้างมูลค่ามากกว่า เช่น วิเคราะห์ตัวเลขหรือดูแลลูกค้า ลดข้อผิดพลาดจาก Human Error คนพิมพ์ข้อมูลซ้ำทั้งวันย่อมมีโอกาสผิดพลาด แต่บอท RPA ทำตามกฎที่ตั้งไว้ทุกครั้ง ไม่หลุด ไม่ลืม ไม่สลับตัวเลข ซึ่งสำคัญมากสำหรับงานด้านการเงินที่ต้องการความแม่นยำสูง ประหยัดต้นทุนระยะยาว แม้การเริ่มต้นใช้ RPA จะมีค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าและฝึกอบรม แต่เมื่อระบบทำงานแล้ว ต้นทุนต่อรายการจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการจ้างคนทำงานเดิมซ้ำๆ ยิ่งปริมาณงานมากเท่าไร RPA ก็ยิ่งคุ้มค่า ตัวอย่างการใช้ RPA ในธุรกิจ SME RPA ไม่ได้เหมาะเฉพาะบริษัทใหญ่เท่านั้น SME ก็นำมาใช้ได้ในหลายส่วนงาน ด้านบัญชีและการเงิน สายงานบัญชีได้ประโยชน์จาก RPA มากที่สุด เพราะมีงานซ้ำปริมาณมากและต้องการความถูกต้องสูง ตัวอย่างที่องค์กรใช้กันจริง ได้แก่ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นการใช้ RPA แบบแยกต่างหาก (standalone) ซึ่งเหมาะกับองค์กรที่มีระบบหลายตัวไม่เชื่อมกัน สำหรับ SME ที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อยู่แล้ว งานเหล่านี้หลายอย่างถูกทำให้อัตโนมัติอยู่ในระบบแล้ว ไม่ต้องตั้งค่าบอทแยก งาน HR และเงินเดือน ฝ่ายบุคคลใช้ RPA ช่วยประมวลผลเงินเดือน คำนวณค่าล่วงเวลา ส่งสลิปเงินเดือนอัตโนมัติ หรือตรวจสอบใบลาของพนักงาน ธุรกิจที่มีพนักงาน 20-50 คนเริ่มเห็นผลชัดเจนว่าลดเวลาฝ่าย HR ได้หลายชั่วโมงต่อเดือน งานขาย การตลาด และดูแลลูกค้า บอท RPA ช่วยดึงข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง (อีเมล แชท เว็บไซต์) มารวมไว้ที่เดียว สร้างรายงานยอดขายรายวัน หรือส่งอีเมลแจ้งเตือนลูกค้าที่ค้างชำระโดยอัตโนมัติ RPA กับ AI ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนว่า RPA กับ AI เหมือนกันหรือไม่ คำตอบสั้นๆ คือ ไม่เหมือน แต่ใช้ร่วมกันได้ เกณฑ์ RPA AI (Artificial Intelligence) หลักการ ทำตามกฎที่ตั้งไว้ (rule-based) เรียนรู้และตัดสินใจเองได้ ข้อมูลที่จัดการ ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัด เช่น ตาราง แบบฟอร์ม ข้อมูลไม่มีโครงสร้าง เช่น ภาพ เสียง ข้อความอิสระ ตัวอย่าง คัดลอกข้อมูลจาก Excel ลง ERP แยกหมวดหมู่ใบเสร็จจากภาพถ่าย ความซับซ้อน ตั้งค่าง่าย ไม่ต้อง train model ต้อง train ด้วยข้อมูลจำนวนมาก ในทางปฏิบัติ หลายธุรกิจเริ่มรวม RPA เข้ากับ AI เรียกว่า Intelligent Automation เช่น ใช้ AI อ่านใบเสร็จจากภาพถ่ายแล้วส่งข้อมูลให้ RPA บันทึกลงระบบต่อ หรือใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มรายจ่ายแล้วให้ RPA สร้างรายงานสรุปอัตโนมัติทุกสัปดาห์ สำหรับ SME ที่กำลังตัดสินใจ ถ้ามีงานซ้ำที่ขั้นตอนชัดเจน เริ่มจาก RPA ก่อนได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอ AI เครื่องมือ RPA ยอดนิยม เครื่องมือ RPA ที่ใช้กันแพร่หลายมีหลายตัว แต่ละตัวเหมาะกับขนาดธุรกิจต่างกัน เครื่องมือ จุดเด่น เหมาะกับ UiPath ใช้งานง่าย มี community ใหญ่ ธุรกิจทุกขนาด มี plan ฟรีสำหรับทดลอง Power Automate (Microsoft) เชื่อมกับ Microsoft 365 ได้ทันที ธุรกิจที่ใช้ Microsoft อยู่แล้ว Automation Anywhere รองรับ cloud + on-premise องค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ Blue Prism เน้นความปลอดภัยระดับสูง ธุรกิจที่มีข้อกำหนดด้าน compliance สำหรับ SME ไทย Power Automate มักเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายที่สุด เพราะ Microsoft 365 หลาย SME ใช้อยู่แล้ว RPA กับอนาคตของงานบัญชี SME เทรนด์ในปี 2026 คือการรวม RPA เข้ากับ AI และระบบ Cloud Accounting ให้ทำงานสอดประสานกัน เช่น ระบบบัญชีออนไลน์สมัยใหม่มีฟีเจอร์ OCR สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ซึ่งเป็นการผสาน AI + RPA เข้าไปในเครื่องมือที่ SME ใช้งานอยู่ทุกวัน สำหรับ SME ไทย ไม่จำเป็นต้องลงทุนกับ RPA แยกต่างหาก เพราะโปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวเริ่มรวม automation เข้ามาในตัว ช่วยทำงานซ้ำให้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่าบอทเอง ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายจ่ายอัตโนมัติ หรือระบบออกใบเสนอราคาที่ดึงข้อมูลลูกค้าจากฐานข้อมูลมากรอกให้เอง ล้วนเป็นหลักการเดียวกับ RPA แต่ซ่อนอยู่ในเครื่องมือที่ใช้ทุกวัน สรุป: RPA คือตัวช่วยลดงานซ้ำ ให้คุณโฟกัสงานที่สำคัญกว่า เริ่มลดงานซ้ำด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คือโปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ที่มี AI ช่วยสแกนเอกสาร บันทึกรายการอัตโนมัติ และสร้างรายงานภาษีให้พร้อมยื่น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ RPA RPA เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน RPA เหมาะกับธุรกิจทุกขนาดที่มีงานซ้ำปริมาณมาก SME ที่มีพนักงาน 5-50 คนเริ่มเห็นผลชัด โดยเฉพาะงานบัญชีที่ต้องคีย์ข้อมูลเอกสารหลายร้อยรายการต่อเดือน ยิ่งปริมาณงานซ้ำมาก RPA ยิ่งคุ้มค่า RPA Developer คืออะไร RPA Developer คือคนที่ออกแบบและพัฒนาบอทให้ทำงานตามขั้นตอนที่ธุรกิจต้องการ ใช้เครื่องมืออย่าง UiPath หรือ Power Automate ในการสร้าง workflow โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดจากศูนย์ เพราะเครื่องมือส่วนใหญ่รองรับการตั้งค่าแบบ drag-and-drop RPA ต้องเขียนโค้ดเองไหม เครื่องมือ RPA ส่วนใหญ่ออกแบบมาให้ตั้งค่าแบบ “ลากวาง” (low-code/no-code) คนที่ไม่มีพื้นฐานโปรแกรมก็ใช้ได้ แต่ถ้าต้องการปรับแต่งขั้นสูง เช่น เชื่อมกับระบบ API ของบริษัท ก็อาจต้องเขียนโค้ดบางส่วน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

TFRS for NPAEs คืออะไร? สรุป NPAEs vs PAEs กิจการต้องใช้ตัวไหน

ผู้ประกอบการหลายคนเคยสงสัยว่า กิจการของตัวเองต้องใช้มาตรฐานบัญชีตัวไหน ระหว่าง TFRS for NPAEs กับ TFRS for PAEs คำตอบสั้น ๆ คือ ถ้าบริษัทไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และไม่ใช่สถาบันการเงิน ใช้ TFRS for NPAEs ได้เลย ซึ่งก็คือ SME กว่า 99% ในไทย บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ NPAEs คืออะไร ต่างจาก PAEs ตรงไหน ฉบับปรับปรุงล่าสุดเปลี่ยนอะไรบ้าง ไปจนถึงเรื่องงบการเงินและเงินลงทุนตามมาตรฐานนี้ NPAEs คืออะไร? NPAEs (Non-Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ พูดง่าย ๆ คือบริษัทที่ไม่ได้เอาหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ใช่สถาบันการเงินที่ดูแลเงินของคนอื่น กิจการ SME ส่วนใหญ่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียวที่จดทะเบียนนิติบุคคล ล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด กิจการที่จัดเป็น NPAEs มีลักษณะดังนี้ กิจการส่วนใหญ่ในไทย ทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) PAEs คืออะไร? PAEs (Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และกิจการที่อยู่ระหว่างยื่นขอจดทะเบียนหลักทรัพย์ กิจการเหล่านี้ดูแลเงินของนักลงทุนและประชาชนจำนวนมาก จึงต้องใช้มาตรฐาน TFRS for PAEs ฉบับเต็มที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนมากกว่า NPAEs กับ PAEs ต่างกันอย่างไร? ความแตกต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลและความซับซ้อนของมาตรฐานที่ใช้ สรุปเปรียบเทียบได้ดังนี้ หัวข้อ NPAEs PAEs กิจการที่ใช้ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน SME ทั่วไป บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน ประกันภัย มาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs (ฉบับย่อ) TFRS for PAEs (ฉบับเต็ม ตาม IFRS) จำนวนมาตรฐาน 1 ฉบับรวม หลายสิบฉบับ แยกตามเรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ใช้เฉพาะบางกรณี ใช้กว้างขวาง งบกระแสเงินสด ไม่บังคับ บังคับ การเปิดเผยข้อมูล น้อยกว่า เน้นเท่าที่จำเป็น มากและละเอียด ความซับซ้อน ต่ำกว่า เหมาะกับ SME สูง ต้องมีทีมบัญชีเฉพาะทาง กิจการคุณเป็น NPAEs หรือ PAEs? เช็คง่าย ๆ 3 ข้อ ถ้าตอบ “ไม่” ทั้งหมด กิจการคุณเป็น NPAEs ถ้าตอบ “ไม่” ทั้ง 3 ข้อ กิจการของคุณเป็น NPAEs ใช้มาตรฐานฉบับย่อนี้ได้เลย TFRS for NPAEs คืออะไร? มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับนี้มีอะไรบ้าง TFRS for NPAEs คือมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการ NPAEs ที่อธิบายไว้ข้างต้น ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) เป็นมาตรฐานฉบับย่อที่ลดความซับซ้อนลงจาก TFRS for PAEs เพื่อให้ SME ปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องมาตรฐานการบัญชี TFRS ฉบับสรุป) โครงสร้างของ TFRS for NPAEs มีกี่บท? TFRS for NPAEs รวมเนื้อหาไว้ในเล่มเดียว แบ่งเป็น 25 บท ครอบคลุมตั้งแต่กรอบแนวคิดทางบัญชี การนำเสนองบการเงิน ไปจนถึงเรื่องเฉพาะเช่น สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สัญญาเช่า รายได้ ผลประโยชน์พนักงาน ภาษีเงินได้ และเงินลงทุน ข้อดีของการรวมไว้ในเล่มเดียวคือนักบัญชีไม่ต้องเปิดหลายฉบับ ต่างจาก PAEs ที่ต้องอ้างอิงมาตรฐานแยกหลายสิบฉบับ NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 เปลี่ยนอะไรบ้าง? สภาวิชาชีพบัญชีออกฉบับปรับปรุง 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้มีดังนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้ เรื่อง สิ่งที่เปลี่ยน สัญญาเช่า เพิ่มบทใหม่เรื่องสัญญาเช่า แยกผู้เช่าและผู้ให้เช่าชัดเจนขึ้น ผู้เช่าต้องรับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า รายได้ ปรับหลักการรับรู้รายได้ให้ตรงตาม TFRS 15 มากขึ้น เน้นการโอนการควบคุม เครื่องมือทางการเงิน เพิ่มทางเลือกในการจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุน การนำเสนองบการเงิน ปรับรูปแบบให้ชัดเจนขึ้น เพิ่มข้อกำหนดเรื่องหมายเหตุประกอบงบ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ เรื่องที่กระทบมากที่สุดคือสัญญาเช่า โดยเฉพาะกิจการที่เช่าอาคาร สำนักงาน หรือรถยนต์ ต้องบันทึกบัญชีแตกต่างจากเดิม การนำเสนองบการเงินตาม NPAEs ต้องมีอะไรบ้าง? กิจการต้องจัดทำงบการเงินอย่างน้อย 4 รายการ (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 3) งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) แสดงภาพรวมว่ากิจการมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร ณ วันสิ้นรอบบัญชี เปรียบเทียบได้กับ “รูปถ่าย” สุขภาพการเงินของกิจการ งบกำไรขาดทุน (Statement of Profit or Loss) แสดงผลการดำเนินงานว่ามีรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) เท่าไร ในรอบบัญชีนั้น คล้ายกับ “สรุปผลประกอบการ” ของกิจการ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ แสดงว่าส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างงวด เช่น มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น จ่ายเงินปันผลออกไป หรือมีการเพิ่มทุน หมายเหตุประกอบงบการเงิน อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น นโยบายบัญชีที่ใช้ รายการสำคัญต่าง ๆ และข้อมูลที่ช่วยให้ผู้อ่านงบเข้าใจตัวเลขได้ดีขึ้น ข้อสังเกต กิจการ NPAEs ไม่จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสด ต่างจาก PAEs ที่บังคับ แต่ถ้าจัดทำก็จะช่วยให้เห็นภาพการไหลเวียนเงินสดของกิจการชัดเจนขึ้น เงินลงทุน ตาม NPAEs คิดอย่างไร? บทที่ 10 ของ TFRS for NPAEs กำหนดวิธีจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุนไว้เฉพาะ ซึ่งง่ายกว่า PAEs มาก ประเภทเงินลงทุนตาม NPAEs กิจการ NPAEs จัดเงินลงทุนเป็น 4 ประเภท ประเภท ตัวอย่าง วิธีวัดมูลค่า เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ราคาทุนตัดจำหน่าย เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียน ราคาทุนหักค่าเผื่อการด้อยค่า เงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม (เลือกได้) เงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ถือหุ้นในบริษัทอื่นเกิน 20% วิธีราคาทุนหรือส่วนได้เสีย วิธีวัดมูลค่าเงินลงทุนตาม NPAEs หลักการสำคัญคือ NPAEs เน้นใช้ราคาทุนเป็นหลัก ซึ่งง่ายกว่า PAEs ที่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรมในหลายกรณี สำหรับเงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในตลาด กิจการ NPAEs เลือกได้ระหว่างบันทึกตามราคาทุนหักค่าเผื่อด้อยค่า หรือใช้มูลค่ายุติธรรม ถ้าเลือกแบบไหนแล้วต้องใช้แบบนั้นสม่ำเสมอ ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องประเมินว่าเงินลงทุนด้อยค่าหรือไม่ ถ้ามูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่น่าจะกลับคืนมา ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อกิจการ NPAEs โตจนต้องเปลี่ยนเป็น PAEs ต้องทำอย่างไร? ถ้าวันหนึ่งกิจการเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเปลี่ยนจากการใช้ TFRS for NPAEs มาเป็น TFRS for PAEs ซึ่งมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเปลี่ยนผ่านต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี แนะนำให้ปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่เริ่มมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ สรุป: TFRS for NPAEs มาตรฐานบัญชีที่ SME ต้องรู้ จัดการงบการเงินตาม NPAEs ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกแบบมาให้ SME จัดการบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs ได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ปิดงบการเงิน ไปจนถึงส่งงบให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่าน DBD e-Filing ระบบ AI ของ PEAK ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ประหยัดเวลา และลดข้อผิดพลาด ดูแพ็กเกจและราคา PEAK หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ TFRS for NPAEs NPAEs ย่อมาจากอะไร? NPAEs ย่อมาจาก Non-Publicly Accountable Entities เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น กิจการ SME กว่า 99% ในไทยจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จึงใช้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ออกแบบมาให้เหมาะกับขนาดกิจการ กิจการ NPAEs จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสดหรือไม่? ไม่จำเป็น TFRS for NPAEs ไม่ได้บังคับให้จัดทำงบกระแสเงินสด แต่ถ้ากิจการต้องการทำก็สามารถทำได้ และจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพการเข้าออกของเงินสดได้ชัดเจนขึ้น สินค้าคงเหลือใน NPAEs วัดมูลค่าอย่างไร? สินค้าคงเหลือวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า วิธีคำนวณราคาทุนที่ใช้ได้ ได้แก่ วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ห้ามใช้วิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 8) ถ้าเปลี่ยนจาก NPAEs เป็น PAEs ต้องปรับงบการเงินย้อนหลังกี่ปี? ต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปีเปรียบเทียบ เพื่อให้ข้อมูลเทียบเคียงกันได้ตามมาตรฐาน PAEs ควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าร่วมกับผู้สอบบัญชี NPAEs กับ TFRS คืออะไร ต่างกันอย่างไร? TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือชื่อรวมของมาตรฐานการรายงานทางการเงินไทยทั้งหมด ส่วน NPAEs เป็นประเภทกิจการ ดังนั้น “TFRS for NPAEs” หมายถึงมาตรฐาน TFRS เวอร์ชันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับกิจการกลุ่มนี้ ซึ่งง่ายกว่าฉบับเต็มที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ปิดบัญชี คืออะไร ขั้นตอนปิดบัญชีรายเดือนและประจำปี พร้อมตัวอย่าง

นักบัญชีและเจ้าของกิจการที่ทำบัญชีเอง มักได้ยินคำว่า “ปิดบัญชี” ทุกสิ้นเดือนและสิ้นปี แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าต้องปิดบัญชีอะไรบ้าง ลำดับขั้นตอนเป็นอย่างไร และบันทึก Dr/Cr ตรงไหน ปิดบัญชี คืออะไร การปิดบัญชี คือการโอนยอดคงเหลือของ “บัญชีชั่วคราว” ทั้งหมด ได้แก่ บัญชีรายได้และบัญชีค่าใช้จ่าย เข้าสู่บัญชีกำไรขาดทุน เพื่อให้บัญชีชั่วคราวเหล่านี้มียอดเป็นศูนย์ พร้อมเริ่มต้นบันทึกรายการในงวดถัดไป ผลลัพธ์ของการปิดบัญชีคือ “กำไรสุทธิ” หรือ “ขาดทุนสุทธิ” ของงวดนั้น ซึ่งจะถูกโอนเข้าบัญชีกำไรสะสม (Retained Earnings) ในงบแสดงฐานะการเงิน ถ้าต้องการภาพรวมเรื่องการปิดงบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เตรียมเอกสาร กำหนดส่ง ไปจนถึงค่าปรับ อ่านได้ที่บทความปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ปิดบัญชี กับ ปิดงบการเงิน ต่างกันอย่างไร ปิดบัญชี ปิดงบการเงิน คืออะไร โอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้/ค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน จัดทำงบการเงินครบชุดเพื่อยื่นหน่วยงานรัฐ ขอบเขต ขั้นตอนทางบัญชี 1 ขั้นตอน กระบวนการทั้งหมด (รวมปิดบัญชีเป็น 1 step) ทำเมื่อไหร่ ทำได้ทั้งรายเดือนและรายปี ทำรายปี ผู้ทำ นักบัญชี นักบัญชี + CPA ตรวจสอบ บัญชีอะไรบ้างที่ต้องปิด ไม่ใช่ทุกบัญชีที่ต้องปิด มีแค่ 2 กลุ่มที่ต้องโอนยอดเป็นศูนย์ทุกงวด บัญชีชั่วคราว (ต้องปิด) บัญชีที่สะสมตัวเลขเฉพาะงวดนั้น พองวดจบต้องโอนออกเพื่อเริ่มนับใหม่ บัญชีถาวร (ไม่ต้องปิด) บัญชีที่ยอดคงเหลือยกไปงวดถัดไปตลอด ขั้นตอนการปิดบัญชี (พร้อมตัวอย่าง Journal Entry) การปิดบัญชีมี 4 ขั้นตอน เรียงตามลำดับที่ต้องทำ ขั้นที่ 1: ปิดบัญชีรายได้เข้ากำไรขาดทุน โอนยอดรายได้ทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีรายได้เป็นศูนย์ สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขาย 2,000,000 บาท และรายได้ค่าบริการ 500,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้จากการขาย 2,000,000 — รายได้ค่าบริการ 500,000 — กำไรขาดทุน — 2,500,000 ขั้นที่ 2: ปิดบัญชีค่าใช้จ่ายเข้ากำไรขาดทุน โอนยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ สมมุติ ค่าใช้จ่ายรวม 1,800,000 บาท (ต้นทุนสินค้า 1,200,000 + เงินเดือน 400,000 + ค่าเช่า 120,000 + ค่าเสื่อมราคา 80,000) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 1,800,000 — ต้นทุนสินค้าที่ขาย — 1,200,000 เงินเดือน — 400,000 ค่าเช่า — 120,000 ค่าเสื่อมราคา — 80,000 ขั้นที่ 3: โอนกำไร (ขาดทุน) สุทธิเข้ากำไรสะสม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้รวม — 2,500,000 บาท ค่าใช้จ่ายรวม — 1,800,000 บาท กำไรสุทธิ 2,500,000 – 1,800,000 700,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 700,000 — กำไรสะสม — 700,000 ขั้นที่ 4: ตรวจสอบว่าบัญชีชั่วคราวเป็นศูนย์ หลังปิดครบ 3 ขั้นตอน ตรวจสอบว่า: ถ้ายอดไม่เป็นศูนย์ แสดงว่ามีรายการที่ปิดไม่ครบ ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบ ปิดบัญชีรายเดือน ต้องทำอะไรบ้าง การปิดบัญชีไม่ได้ทำแค่สิ้นปี หลาย SME ปิดบัญชีรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยตัดสินใจได้เร็ว สิ่งที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน: ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดบัญชีสิ้นปีจะเบาลงมาก เพราะตัวเลขถูกตรวจสอบไปแล้วทุกเดือน กรณีขาดทุน ปิดบัญชีต่างจากกรณีกำไรไหม ขั้นตอนเหมือนกันทุกประการ ต่างแค่ทิศทางการโอน ถ้าค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ บัญชีกำไรขาดทุนจะมียอด Dr เหลืออยู่ ให้โอนเข้ากำไรสะสมด้าน Dr เช่นกัน ทำให้กำไรสะสมลดลง ตัวอย่าง: ถ้ารายได้ 1,000,000 ค่าใช้จ่าย 1,300,000 → ขาดทุนสุทธิ 300,000 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 300,000 — กำไรขาดทุน — 300,000 สรุป การปิดบัญชีเป็นขั้นตอนทางบัญชีที่ต้องทำทุกงวด โดยโอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้และค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน แล้วโอนต่อเข้ากำไรสะสม ทำ 4 ขั้นตอนตามลำดับ แล้วตรวจสอบว่ายอดเป็นศูนย์ ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดงบสิ้นปีจะง่ายขึ้นมาก จัดการปิดบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้การปิดบัญชีรายเดือนทำได้เร็วขึ้น เพราะรายการรายรับ-รายจ่ายถูกบันทึกไว้ตลอด ระบบสร้างงบทดลองให้อัตโนมัติ แค่ตรวจสอบตัวเลขแล้วกดปิดงวด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปิดบัญชี ปิดบัญชีผิดพลาด แก้ไขอย่างไร บันทึกรายการปรับปรุง (Adjusting Entries) กลับรายการที่ผิด แล้วบันทึกใหม่ให้ถูก ถ้าพบหลังงบผ่าน CPA แล้ว ต้องปรึกษาผู้สอบบัญชีว่าต้องแก้งบย้อนหลังหรือบันทึกในงวดปัจจุบัน ต้องปิดบัญชีทุกเดือนไหม หรือปีละครั้งก็พอ กฎหมายกำหนดแค่ปีละครั้ง แต่แนะนำให้ปิดรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยจับปัญหาได้เร็วก่อนสะสมจนแก้ยาก โปรแกรมบัญชีช่วยปิดบัญชีอัตโนมัติได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK สร้าง journal entry ปิดบัญชีให้อัตโนมัติเมื่อกดปิดงวด นักบัญชีแค่ตรวจสอบตัวเลขก่อนยืนยัน ปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคืออะไร หลังปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือจัดทำงบการเงินเพื่อยื่น DBD และกรมสรรพากร อ่านขั้นตอนทั้งหมดได้ที่ปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

สวัสดิการพนักงานสำหรับ SME ครบทุกประเภท หักภาษีได้อย่างไร

สวัสดิการพนักงานที่ดีช่วยดึงคนเก่งเข้าบริษัทได้ แต่ผู้ประกอบการหลายคนยังไม่รู้ว่าสวัสดิการบางอย่างสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ขณะที่บางอย่างเป็น “ประโยชน์เพิ่ม” ที่ต้องคำนวณเพิ่มให้พนักงานด้วย สวัสดิการพนักงาน คืออะไร และมีกี่ประเภท สวัสดิการพนักงาน คือ ผลตอบแทนที่บริษัทมอบให้พนักงานนอกเหนือจากเงินเดือน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ที่กฎหมายกำหนด หรือสิ่งที่บริษัทจัดให้เพิ่มเติมเอง สวัสดิการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก สวัสดิการตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายจ้างต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำให้พนักงาน ได้แก่ สวัสดิการนอกเหนือกฎหมาย คือสิ่งที่บริษัทจัดให้เพิ่มเติมเพื่อจูงใจพนักงาน ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่สวัสดิการเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ถ้าจัดทำให้ถูกเงื่อนไข สวัสดิการพนักงาน มีอะไรบ้าง รวมครบทุกประเภท นอกเหนือจากสวัสดิการตามกฎหมาย บริษัทยังจัดให้เพิ่มเติมได้หลายรูปแบบ แต่ละประเภทมีผลทางภาษีต่างกัน ค่ารักษาพยาบาลและประกันกลุ่ม ถือเป็นสวัสดิการที่พนักงานให้ความสำคัญอันดับต้นๆ บริษัทอาจจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โดยตรง หรือทำประกันกลุ่มพนักงาน (Group Insurance) ที่ครอบคลุมทั้งค่ารักษา ค่าทำฟัน และประกันชีวิต รถประจำตำแหน่ง ค่าเดินทาง และค่าโทรศัพท์ บริษัทอาจจัดรถให้ผู้บริหารใช้ หรือจ่ายค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ให้พนักงาน สวัสดิการกลุ่มนี้มีผลทางภาษีเพราะอาจถือเป็น “ประโยชน์เพิ่ม” ที่ต้องคำนวณเป็นรายได้ของพนักงาน โบนัส ค่าครองชีพ และเบี้ยเลี้ยง โบนัสประจำปี ค่าครองชีพรายเดือน และเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ล้วนเป็นสวัสดิการที่ช่วยดึงดูดและรักษาพนักงาน สวัสดิการด้านการศึกษาและพัฒนาทักษะ ทุนเรียนต่อ ค่าอบรมสัมมนา ค่าสอบใบรับรองวิชาชีพ เป็นสวัสดิการที่ช่วยเพิ่มศักยภาพพนักงานและองค์กรไปพร้อมกัน สวัสดิการยุคใหม่ที่กำลังเป็นเทรนด์ หลายบริษัทเริ่มนำ Flexible Benefits มาใช้ ให้พนักงานเลือกสวัสดิการได้ตามความต้องการของตัวเอง เช่น เลือกระหว่างค่าฟิตเนสกับค่าเรียนภาษา นอกจากนี้ยังมีวันลาแบบยืดหยุ่น Work From Home และค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับทำงานจากบ้าน สวัสดิการพนักงาน แบบไหนหักเป็นค่าใช้จ่ายภาษีได้ สวัสดิการที่บริษัทจ่ายให้พนักงานสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่ต้องเข้าเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด เงื่อนไข 3 ข้อที่สรรพากรกำหนด กรมสรรพากร กำหนดให้ค่าใช้จ่ายสวัสดิการหักภาษีได้ เมื่อเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ตัวอย่างสวัสดิการที่หักภาษีได้และหักไม่ได้ สวัสดิการ หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ เงื่อนไขสำคัญ ค่ารักษาพยาบาล ได้ ต้องมีระเบียบ กำหนดวงเงินชัด เบี้ยประกันกลุ่ม ได้ เบี้ยประกันตามจริง มีกรมธรรม์ โบนัสประจำปี ได้ จ่ายตามผลงาน มีหลักเกณฑ์ ค่าอบรมสัมมนา ได้ เกี่ยวข้องกับงาน มีหลักฐาน รถประจำตำแหน่ง ได้* *ส่วนที่พนักงานใช้ส่วนตัวต้องคำนวณเป็นประโยชน์เพิ่ม ค่าเลี้ยงรับรองพนักงาน (ไม่มีระเบียบ) ไม่ได้ ต้องมีระเบียบและเท่าเทียม เงินช่วยเหลือส่วนตัว (ไม่มีระเบียบ) ไม่ได้ ถือเป็นรายจ่ายส่วนตัว ค่ารักษาพยาบาลและประกันกลุ่ม ภาษีเป็นยังไง ค่ารักษาพยาบาลและประกันกลุ่มเป็นสวัสดิการที่มีผลทางภาษีทั้งฝั่งบริษัทและพนักงาน การทำความเข้าใจให้ถูกต้องช่วยให้วางแผนภาษีได้ดีขึ้น ค่ารักษาพยาบาลหักเป็นรายจ่ายได้แค่ไหน บริษัทนำค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายให้พนักงานมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทั้งจำนวน เมื่อเข้าเงื่อนไข 3 ข้อด้านบนครบ โดยต้องกำหนดวงเงินสูงสุดต่อคนต่อปีอย่างชัดเจน ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดวงเงินค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 30,000 บาทต่อคนต่อปี เมื่อพนักงานเบิกค่ารักษา 15,000 บาท บริษัทจ่ายจริง 15,000 บาท นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เต็มจำนวน ประกันกลุ่มพนักงาน เบี้ยประกันหักภาษีได้เท่าไร เบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายให้พนักงานหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้ทั้งจำนวน ไม่มีเพดานจำกัดตายตัว ตราบใดที่จ่ายจริง มีกรมธรรม์รองรับ และเป็นจำนวนที่สมเหตุสมผล (ตามหลักมาตรา 65 ตรี ประมวลรัษฎากร) เบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายครอบคลุมได้หลายความคุ้มครอง เช่น ฝั่งพนักงาน ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ไหม ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทจ่ายให้ตามระเบียบสวัสดิการ ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน จึงไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนเบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายให้พนักงาน ถือเป็นเงินได้ของพนักงานตามมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร พนักงานต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ด้วย แต่ถ้าเป็นเบี้ยประกันชีวิตที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป พนักงานสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2568) รถประจำตำแหน่งและค่าโทรศัพท์ คำนวณ “ประโยชน์เพิ่ม” อย่างไร เมื่อบริษัทจัดรถยนต์หรือจ่ายค่าโทรศัพท์ให้พนักงานใช้ สิ่งที่พนักงานได้รับนอกเหนือจากเงินเดือนเรียกว่า “ประโยชน์เพิ่ม” ซึ่งมีผลทางภาษีที่ต้องคำนวณให้ถูกต้อง ประโยชน์เพิ่ม (Fringe Benefit) คืออะไร ประโยชน์เพิ่มคือทรัพย์สินหรือบริการที่นายจ้างให้พนักงานใช้โดยไม่คิดค่าตอบแทน หรือคิดในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.23/2533 (ยังบังคับใช้ถึงปัจจุบัน) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ของพนักงาน ประโยชน์เพิ่มที่พบบ่อย ได้แก่ รถประจำตำแหน่ง ที่พักอาศัยที่บริษัทจัดให้ ค่าโทรศัพท์ส่วนตัว และค่าสมาชิกสโมสรต่างๆ วิธีคำนวณประโยชน์เพิ่ม รถประจำตำแหน่ง การคำนวณประโยชน์เพิ่มจากรถประจำตำแหน่งขึ้นอยู่กับว่าเป็นรถของบริษัทหรือรถเช่า และพนักงานใช้ส่วนตัวด้วยหรือไม่ กรณีรถยนต์ของบริษัท ให้พนักงานใช้ทั้งงานและส่วนตัว ตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร ประโยชน์เพิ่มคำนวณจากมูลค่าการใช้รถส่วนตัว ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถยนต์ราคา 1,000,000 บาท ให้ผู้จัดการใช้ ประเมินว่าใช้งานส่วนตัว 40% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าใช้จ่ายรถทั้งปี (ค่าเสื่อม ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม ประกัน) รวมค่าใช้จ่ายจริง 300,000 บาท สัดส่วนใช้ส่วนตัว 300,000 × 40% 120,000 บาท ประโยชน์เพิ่มต่อปี — 120,000 บาท ประโยชน์เพิ่ม 120,000 บาทนี้ต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ของพนักงานในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และบริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกับเงินเดือนด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายรถทั้ง 300,000 บาท บริษัทยังคงหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้เต็มจำนวน วิธีคำนวณประโยชน์เพิ่ม ค่าโทรศัพท์ ค่าโทรศัพท์ที่บริษัทจ่ายให้พนักงานแบ่งเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 ใช้เฉพาะงาน ถ้าบริษัทจัดซิมหรือเครื่องโทรศัพท์ให้ใช้งานเท่านั้น ไม่ถือเป็นประโยชน์เพิ่ม บริษัทหักค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวน กรณีที่ 2 ใช้ทั้งงานและส่วนตัว เช่น จ่ายค่าโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของพนักงานเดือนละ 2,000 บาท ถ้าไม่สามารถแยกส่วนงานกับส่วนตัวได้ ต้องถือเป็นประโยชน์เพิ่มทั้งจำนวน รายการ จำนวนเงิน ค่าโทรศัพท์ที่บริษัทจ่ายต่อเดือน 2,000 บาท ประโยชน์เพิ่มต่อปี 24,000 บาท ประโยชน์เพิ่ม 24,000 บาทนี้ต้องนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้ของพนักงาน ถ้าบริษัทอยากหลีกเลี่ยงปัญหาประโยชน์เพิ่ม ให้จัดซิมบริษัทแยกต่างหาก แล้วให้พนักงานใช้เฉพาะงาน จะไม่ต้องคำนวณประโยชน์เพิ่มเลย บันทึกบัญชีสวัสดิการพนักงานอย่างไรให้ถูกต้อง การบันทึกบัญชีสวัสดิการพนักงานต้องแยกประเภทค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ปิดงบและยื่นภาษีได้ถูกต้อง ตัวอย่างการบันทึก เมื่อบริษัทจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พนักงาน 15,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าสวัสดิการพนักงาน (ค่ารักษาพยาบาล) 15,000 — เงินสด/ธนาคาร — 15,000 การจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนจะช่วยให้สรรพากรตรวจสอบได้ง่าย ควรเก็บระเบียบสวัสดิการ ใบเสร็จ หลักฐานการจ่ายเงิน และกรมธรรม์ประกันกลุ่ม ไว้อย่างน้อย 5 ปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3) สรุป: วางแผนสวัสดิการให้ได้ทั้งใจพนักงานและประโยชน์ทางภาษี จัดการบัญชีสวัสดิการพนักงานให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้บันทึกค่าใช้จ่ายสวัสดิการพนักงานได้อย่างเป็นระบบ แยกประเภทชัดเจน พร้อมออกรายงานภาษีและรายงานค่าใช้จ่ายที่นำไปใช้ปิดงบและยื่นภาษีได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสวัสดิการพนักงานและภาษี บริษัทขนาดเล็กต้องจัดสวัสดิการอะไรบ้าง ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน บริษัททุกขนาดต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำ ได้แก่ ประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน และวันลาตามกฎหมาย ส่วนสวัสดิการเพิ่มเติมเช่น ประกันกลุ่ม ค่ารักษาพยาบาล ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท ซึ่งถ้าจัดให้อย่างถูกระเบียบก็หักเป็นค่าใช้จ่ายภาษีได้ด้วย ถ้าไม่มีระเบียบสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษร จะเกิดอะไรขึ้น สรรพากรอาจไม่ยอมรับให้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี และอาจประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ดังนั้นควรจัดทำระเบียบสวัสดิการให้ชัดเจน ระบุเงื่อนไข สิทธิ และวงเงินสูงสุดที่จ่ายให้ ประโยชน์เพิ่มที่ไม่ต้องคำนวณมีอะไรบ้าง สวัสดิการที่ไม่ถือเป็นประโยชน์เพิ่ม เช่น ชุดยูนิฟอร์มสำหรับงาน เครื่องมือทำงาน (คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์สำหรับงานเท่านั้น) ค่าอบรมที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อกิจการ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัวของพนักงาน Flexible Benefits คืออะไร บริษัทเล็กทำได้ไหม Flexible Benefits คือระบบที่ให้พนักงานเลือกสวัสดิการตามความต้องการของตัวเอง ภายในวงเงินที่บริษัทกำหนด บริษัทเล็กก็ทำได้ เช่น ให้วงเงิน 10,000 บาทต่อปี พนักงานเลือกใช้ระหว่างค่ายิม ค่าเรียนภาษา หรือค่าตรวจสุขภาพ ถ้ามีระเบียบชัดเจนก็หักภาษีได้เช่นกันดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก