PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

นิติบุคคล คืออะไร มีกี่ประเภท เลือกแบบไหนดีสำหรับ SME

หลายคนเริ่มต้นธุรกิจด้วยคำถามเดียวกันว่า “นิติบุคคลคืออะไร” แล้วต่างจากทำธุรกิจในชื่อตัวเองอย่างไร บทความนี้อธิบายครบทั้งความหมาย ประเภท และข้อดีของการจดทะเบียน พร้อมตัวอย่างคำนวณภาษีจริง ช่วยให้เห็นภาพชัดว่าทำไม SME หลายรายจึงเลือกจดบริษัท นิติบุคคล คืออะไร นิติบุคคล คือ องค์กรที่จดทะเบียนแล้วมีสถานะทางกฎหมายเหมือน “คน” อีกคนหนึ่ง ทำสัญญา เป็นเจ้าของทรัพย์สิน เปิดบัญชีธนาคาร และรับผิดชอบหนี้สินได้ในชื่อขององค์กร โดยไม่ต้องใช้ชื่อเจ้าของ สิ่งที่ต่างจากการทำธุรกิจในชื่อตัวเอง คือ ความรับผิดชอบหนี้สินจำกัดอยู่แค่ในนามบริษัท ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของ นิติบุคคลมีกี่ประเภท ที่ SME ไทยพบบ่อยมี 3 ประเภทหลัก แต่ละแบบมีโครงสร้างและความรับผิดชอบต่างกัน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล คือ การที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันทำธุรกิจ แล้วนำไปจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ข้อควรรู้คือ หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัดจำนวน ถ้าธุรกิจเป็นหนี้ เจ้าหนี้เรียกร้องจากทรัพย์สินส่วนตัวของหุ้นส่วนได้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) หจก. แตกต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญตรงที่มีหุ้นส่วน 2 แบบ แบบแรกคือ “หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด” ที่รับผิดเฉพาะเงินที่ลงทุน แบบที่สองคือ “หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด” ที่ต้องรับผิดทั้งหมด หจก. เป็นรูปแบบที่นิยมในธุรกิจขนาดเล็กเพราะจดทะเบียนง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำกว่าบริษัทจำกัด บริษัทจำกัด (บจ.) บริษัทจำกัด คือ รูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทย ปัจจุบันใช้ผู้ร่วมก่อการเพียง 2 คนก็จดทะเบียนได้ ตามกฎหมายแพ่งฯ ที่แก้ไขใหม่ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ข้อดีสำคัญคือผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนเงินที่ลงหุ้นเท่านั้น ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว เลือกประเภทไหนดี ถ้าเพิ่งเริ่มต้นและมีหุ้นส่วนที่ไว้ใจ หจก. เป็นตัวเลือกที่ดีเพราะจดง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำกว่า เช่น ร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก หรือธุรกิจบริการที่ทำกับเพื่อน ถ้าต้องการความน่าเชื่อถือสูง วางแผนขยายธุรกิจ หรือต้องยื่นกู้ธนาคาร บริษัทจำกัดเหมาะกว่าเพราะผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดและโอนหุ้นเปลี่ยนมือได้ง่าย อ่านรายละเอียดเพิ่มที่เปรียบเทียบบริษัทจำกัดกับห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาต่างกันอย่างไร ทั้งสอง คือ สถานะทางกฎหมายที่ส่งผลต่อภาษี ความรับผิดชอบหนี้สิน และความน่าเชื่อถือของธุรกิจโดยตรง ก่อนตัดสินใจจดทะเบียน ควรเปรียบเทียบให้ชัดว่าแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ หัวข้อ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ความรับผิดชอบหนี้ ไม่จำกัด ใช้ทรัพย์สินส่วนตัวชำระได้ จำกัดเฉพาะเงินลงทุน (บจ.) อัตราภาษี ขั้นบันได 5% ถึง 35% SME สูงสุด 20% ความน่าเชื่อถือ ขึ้นกับชื่อเสียงส่วนตัว มีหนังสือรับรอง DBD ยื่นกู้ธนาคารง่ายกว่า การทำบัญชี ไม่บังคับ (ยกเว้นจด VAT) ต้องจัดทำงบการเงินทุกปี มีผู้สอบบัญชีรับรอง การเปลี่ยนเจ้าของ โอนยาก ธุรกิจผูกกับตัวบุคคล โอนหุ้นได้ ธุรกิจดำเนินต่อแม้เปลี่ยนผู้ถือหุ้น ทำไมต้องจดทะเบียนนิติบุคคล ข้อดีที่ผู้ประกอบการต้องรู้ การจดทะเบียน คือ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ข้อดีหลักมี 3 เรื่อง ตัวอย่างเปรียบเทียบภาษี: นิติบุคคล vs บุคคลธรรมดา สมมุติเจ้าของร้านค้าออนไลน์มีกำไรสุทธิเท่ากัน เปรียบเทียบภาษีที่ต้องจ่ายดังนี้ กำไรสุทธิ (บาท/ปี) ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล SME ประหยัดได้ 1,000,000 ~103,000 105,000 ใกล้เคียงกัน 2,000,000 ~365,000 255,000 110,000 บาท 5,000,000 ~1,265,000 805,000 460,000 บาท ยิ่งกำไรสูง ช่องว่างยิ่งห่าง เพราะบุคคลธรรมดาเสียภาษีขั้นบันไดสูงสุด 35% ขณะที่ฝั่งจดทะเบียนสูงสุดแค่ 20% โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกิน 1 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป การจดเป็นบริษัทจำกัดจะเริ่มประหยัดภาษีได้ชัดเจน (ข้อมูลอัตราภาษีอ้างอิงจากกรมสรรพากร สำหรับ SME ที่ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) ขั้นตอนจดทะเบียนนิติบุคคล ฉบับเข้าใจง่าย การจดทะเบียนบริษัทจำกัดในปัจจุบันทำได้ผ่านระบบ DBD Biz Regist ทั้งหมด ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานพาณิชย์ มีขั้นตอนหลัก 5 ข้อ 1. จองชื่อบริษัท ผ่านระบบออนไลน์ของ DBD ชื่อที่จองไว้มีอายุ 30 วัน ควรเตรียมชื่อสำรองไว้ 2-3 ชื่อเผื่อชื่อแรกซ้ำ 2. กรอกข้อมูลจัดตั้งบริษัท ได้แก่ เป้าหมายธุรกิจ ทุนจดทะเบียน รายชื่อผู้ถือหุ้น และกรรมการ 3. ลงนามอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เกี่ยวข้องลงนามผ่านแอป ThaID 4. ชำระค่าธรรมเนียม อัตราออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 5,500 บาท สำหรับค่าจดทะเบียนจัดตั้ง 5,000 บาท และค่าหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท 5. รอนายทะเบียนอนุมัติ ใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 5 วันทำการ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนจดทะเบียน ได้แก่ ชื่อบริษัทที่ต้องการ ทุนจดทะเบียน (แนะนำเริ่มที่ 1 ล้านบาท สำหรับ SME ทั่วไป) รายชื่อผู้ถือหุ้นพร้อมสำเนาบัตรประชาชน ที่อยู่สำนักงานใหญ่ และข้อมูลผู้สอบบัญชี เลขทะเบียนนิติบุคคลคืออะไร ดูได้จากที่ไหน เลขทะเบียน คือ เลข 13 หลักที่ DBD ออกให้เมื่อจดทะเบียนสำเร็จ เลขนี้ใช้เป็นทั้งเลขทะเบียนบริษัทและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีในตัวเดียวกัน ไม่ต้องขอแยก เลขนี้ต้องใช้ในหลายเรื่อง เช่น เปิดบัญชีธนาคาร ออกใบกำกับภาษี ยื่นแบบภาษีกับกรมสรรพากร และทำสัญญากับคู่ค้า วิธีดูเลขทะเบียนทำได้ 2 ช่องทาง ช่องทางที่ 1 ดูจาก “หนังสือรับรองการจดทะเบียน” ที่ได้จาก DBD เลข 13 หลักจะอยู่ด้านบนของเอกสาร ช่องทางที่ 2 ค้นหาจากเว็บไซต์ DBD Datawarehouse พิมพ์ชื่อบริษัทก็จะเจอเลขทะเบียนพร้อมข้อมูลอื่นๆ สรุป: นิติบุคคลคือจุดเริ่มต้นธุรกิจที่มั่นคง นิติบุคคลคือองค์กรที่กฎหมายรับรองให้มีสิทธิและหน้าที่แยกจากเจ้าของ การจดทะเบียนช่วยให้ธุรกิจน่าเชื่อถือมากขึ้น แยกหนี้สินส่วนตัวออกจากธุรกิจ และประหยัดภาษีได้เมื่อกำไรถึงจุดที่คุ้มค่า ขั้นตอนจดทะเบียนผ่านระบบ DBD Biz Regist ทำได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทาง ค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 5,500 บาท ใช้เวลาไม่เกิน 5 วันทำการ จัดการบัญชีบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อจดทะเบียนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือจัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ออกเอกสารทางธุรกิจ บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และเตรียมงบการเงินส่งผู้สอบบัญชีได้ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับนิติบุคคล หจก. เป็นนิติบุคคลหรือไม่ หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่งฯ ตั้งแต่วันที่จดทะเบียนกับ DBD สำเร็จ แต่ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียน จะยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย ส่วนห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนก็เช่นกัน ถือเป็นแค่ “คณะบุคคล” ไม่ใช่นิติบุคคล ต้องเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดา ไม่ได้สิทธิ์อัตราภาษี SME จดนิติบุคคลคนเดียวได้ไหม ได้ ตั้งแต่กฎหมายแพ่งฯ แก้ไขใหม่ (พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ 7 ก.พ. 2566) บริษัทจำกัดจดทะเบียนด้วยผู้ร่วมก่อการ 2 คนขึ้นไป (จากเดิม 3 คน) ทำให้การจดทะเบียนง่ายขึ้นมาก ส่วนกรณี “คนเดียว” จริงๆ ที่ไม่มีหุ้นส่วนเลย อาจพิจารณาจดทะเบียนพาณิชย์ในนามบุคคลธรรมดาก่อน แล้วค่อยจดบริษัทเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น นิติบุคคลจำเป็นต้องมีผู้สอบบัญชีไหม จำเป็น ทุกรูปแบบต้องจัดทำงบการเงินและให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจรับรองก่อนยื่นต่อ DBD ทุกปี ค่าสอบบัญชีสำหรับ SME ขนาดเล็กเริ่มต้นประมาณ 5,000 ถึง 15,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการ นอกจากนี้ยังต้องมี “ผู้ทำบัญชี” ที่ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีดูแลบัญชีให้ด้วย นิติบุคคลต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ภาษีหลักที่ต้องเสียมี 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ยื่นปีละ 2 ครั้ง คือครึ่งปีและสิ้นปี, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นทุกเดือน และภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายค่าบริการ ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป นอกจากนี้ยังต้องยื่นงบการเงินต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชีด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร พร้อมวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเจอกับคำว่า “ภาษีซื้อ” และ “ภาษีขาย” ทุกเดือน เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นหัวใจของการคำนวณ VAT ที่ต้องนำส่งหรือขอคืนจากกรมสรรพากร บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ภาษีซื้อต้องห้ามที่เคลมไม่ได้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้ถูกต้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ภาษีซื้อและภาษีขายเป็นองค์ประกอบของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7% ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องจัดการทุกเดือน ทั้งสองตัวนี้ทำงานคู่กัน โดยผลต่างจะบอกว่าเดือนนั้นกิจการต้อง “จ่ายเพิ่ม” หรือ “ขอคืน” ภาษีจากกรมสรรพากร ภาษีซื้อ (Input VAT) คืออะไร ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการจ่ายออกไปเมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากผู้ขายที่จดทะเบียน VAT เช่น ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าบริการขนส่ง หรือจ่ายค่าเช่าสำนักงาน ทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการที่มี VAT กิจการจะได้รับใบกำกับภาษีจากผู้ขาย ซึ่งจำนวน VAT ที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นก็คือ “ภาษีซื้อ” ที่กิจการสามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Input VAT หรือ Input Tax ภาษีขาย (Output VAT) คืออะไร ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่ว่าลูกค้าจะจดทะเบียน VAT หรือไม่ก็ตาม เงิน VAT ที่เก็บจากลูกค้านี้ไม่ใช่รายได้ของกิจการ แต่เป็นเงินที่ต้องนำส่งให้กรมสรรพากร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Output VAT หรือ Output Tax วิธีคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย พร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณ VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในแต่ละเดือนคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ลองดูตัวอย่างจากกิจการของ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจขายอุปกรณ์สำนักงานแบบ B2B กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มียอดขายอุปกรณ์สำนักงาน 500,000 บาท และซื้อสินค้ามาขาย 300,000 บาท ภาษีขาย = 500,000 × 7% = 35,000 บาท ภาษีซื้อ = 300,000 × 7% = 21,000 บาท VAT ต้องนำส่ง = 35,000 – 21,000 = 14,000 บาท กิจการต้องนำส่ง VAT จำนวน 14,000 บาท ให้กรมสรรพากรพร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม) ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เดือนกุมภาพันธ์ บริษัทเดิมขายสินค้าได้ 200,000 บาท แต่สั่งซื้อสินค้าเข้าสต็อกถึง 400,000 บาท ภาษีขาย = 200,000 × 7% = 14,000 บาท ภาษีซื้อ = 400,000 × 7% = 28,000 บาท ส่วนต่าง = 14,000 – 28,000 = -14,000 บาท กิจการไม่ต้องจ่าย VAT ในเดือนนี้ และมีสิทธิเลือกได้ 2 ทาง คือขอคืนเป็นเงินสดจากกรมสรรพากร หรือเก็บไว้เป็นเครดิตภาษีหักในเดือนถัดไป ภาษีซื้อต้องห้าม รายการที่นำมาหักไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้ามคือ VAT ที่กิจการจ่ายไปแล้ว แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่บทความ เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการจัดการภาษีซื้อที่ควรรู้ บันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ทำอย่างไร การบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย เป็นขั้นตอนที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน เมื่อกิจการสร้างเอกสารซื้อขายที่มี VAT ระบบบัญชีจะแยกยอดภาษีออกจากมูลค่าสินค้าให้อัตโนมัติ แต่ยังต้อง “โอนปิด” ยอดภาษีซื้อกับภาษีขายเข้าด้วยกัน เพื่อสรุปจำนวน VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในเดือนนั้น ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย อยู่หมวดไหน ภาษีซื้ออยู่ในผังบัญชีหมวด 1 (สินทรัพย์) เพราะถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อกรมสรรพากร ส่วนภาษีขายอยู่ในผังบัญชีหมวด 2 (หนี้สิน) เพราะเป็นเงินที่กิจการเก็บจากลูกค้าแล้วต้องนำส่ง ผังบัญชี ชื่อบัญชี หมวด 115401 ภาษีซื้อ สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) 215301 ภาษีขาย หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 215302 เจ้าหนี้สรรพากร หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 115405 ลูกหนี้สรรพากร สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) ตัวอย่าง journal entry โอนปิดภาษีซื้อ ภาษีขาย สมมติเดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีภาษีขาย 35,000 บาท และภาษีซื้อ 21,000 บาท ภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่ง 14,000 บาท ขั้นตอนที่ 1 โอนปิดภาษีซื้อและภาษีขาย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีขาย (215301) 35,000 ภาษีซื้อ (115401) 21,000 เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 ขั้นตอนที่ 2 จ่ายชำระ VAT ให้กรมสรรพากร รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 เงินฝากธนาคาร 14,000 กรณีที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขั้นตอนที่ 1 จะบันทึกส่วนต่างไปที่บัญชี “ลูกหนี้สรรพากร (115405)” ถ้าเลือกขอคืนเป็นเงินสด หรือบัญชี “เครดิต ภ.พ.30 (115451)” ถ้าเลือกทบยอดไปเดือนถัดไป สรุป: ภาษีซื้อ ภาษีขาย สิ่งที่ SME ต้องจำ ภาษีซื้อคือ VAT ที่กิจการจ่ายออกไปตอนซื้อ ส่วนภาษีขายคือ VAT ที่เก็บจากลูกค้าตอนขาย ทุกสิ้นเดือนนำภาษีขายหักภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถขอคืนหรือทบยอดได้ เรื่องภาษีซื้อ ภาษีขาย บันทึกบัญชีให้ถูกต้องนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าบันทึกผิดอาจทำให้ยอด VAT ที่ยื่นไม่ตรงกับข้อมูลจริง ที่สำคัญคือต้องตรวจใบกำกับภาษีให้ครบถ้วนถูกต้องก่อนนำมาเคลมเป็นภาษีซื้อ เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาษีซื้อต้องห้าม จัดการภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกภาษีซื้อ ภาษีขายอัตโนมัติเมื่อสร้างเอกสารซื้อขาย พร้อมออกรายงานภาษีซื้อ ภาษีขายตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการและนักบัญชีประหยัดเวลาจัดทำรายงานและลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบ ภ.พ.30 ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ใครบ้างที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วเท่านั้น โดยกิจการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีมีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หากยังไม่จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต้องยื่นเมื่อไร ด้วยแบบอะไร กิจการต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้กรมสรรพากรทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมแนบรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายประกอบด้วย แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ต้องยื่นแบบเปล่า การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรจะได้รับเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวนำมาหักได้ไหม ไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโดยตรง เช่น ค่าช้อปปิ้งส่วนตัว ค่าซ่อมรถยนต์ส่วนบุคคล หรือค่าเลี้ยงรับรองที่ไม่ใช่เพื่อกิจการ ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ซื้อสินค้ามาใช้ในกิจการ มีใบกำกับภาษีครบ แต่กลับนำมาเคลมภาษีซื้อไม่ได้ เพราะรายการนั้นเข้าข่ายเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” (Non-deductible Input VAT) บทความนี้สรุปครบทั้ง 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ตารางสรุปว่าลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ และวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร ภาษีซื้อต้องห้าม คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กิจการจ่ายไปตอนซื้อสินค้าหรือรับบริการ แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย หรือขอคืนจากกรมสรรพากรได้ พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่จ่ายไปจริง แต่เอามาลดยอดภาษีตอนยื่นแบบรายเดือนไม่ได้ ต้องรับภาระเองทั้งจำนวน ซึ่งต่างจากภาษีซื้อปกติที่สามารถนำไปหักจากภาษีขายในแต่ละเดือนได้ กฎหมายที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับหลัก ได้แก่ มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุภาษีซื้อต้องห้าม 6 ประเภท และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ที่ขยายรายละเอียดเพิ่มเติม ภาษีซื้อต้องห้าม มีอะไรบ้าง (6 ประเภทหลัก) กฎหมายกำหนดภาษีซื้อที่ห้ามนำมาหักไว้ 6 ประเภท ดังนี้ 1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือแสดงใบกำกับภาษีไม่ได้ ถ้ากิจการซื้อสินค้าหรือรับบริการแล้วไม่มีใบกำกับภาษีมายืนยัน ก็ไม่สามารถเคลม VAT ได้ กรณีที่พบบ่อยคือใบกำกับภาษีสูญหายแล้วไม่ได้ขอออกใหม่ หรือผู้ขายไม่ยอมออกใบกำกับภาษีให้ 2. ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันเดือนปี รายการสินค้า และจำนวนเงิน ถ้ามีการขีดฆ่า ลบ แก้ไข หรือข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ไม่ได้ใช้ในการประกอบกิจการโดยตรง ไม่สามารถนำมาเคลมได้ ตัวอย่างเช่น กิจการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไปใช้ที่บ้านกรรมการ ไม่ได้ใช้ในสำนักงาน ภาษีซื้อส่วนนี้ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 4. ภาษีซื้อจากค่ารับรอง ค่ารับรอง เช่น ค่าอาหารเลี้ยงรับรองลูกค้า ค่าของขวัญ หรือค่าใช้จ่ายในการรับรองแขก ภาษีซื้อที่เกิดจากค่ารับรองเหล่านี้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตัวค่ารับรองเองยังสามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด คือต้องไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และรวมทั้งปีต้องไม่เกิน 0.3% ของรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า 5. ใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ออก ถ้ากิจการรับใบกำกับภาษีจากบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ใบกำกับภาษีฉบับนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง และภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ก่อนรับใบกำกับภาษี ควรตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้าผ่านระบบ VAT INFO ของกรมสรรพากร ก่อนเสมอ 6. ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 42 นอกจาก 5 ข้อข้างต้น อธิบดีกรมสรรพากรยังกำหนดรายการภาษีซื้อต้องห้ามเพิ่มเติมไว้ในประกาศฉบับที่ 42 ซึ่งรายการที่ SME เจอบ่อยที่สุดมี 3 ข้อ ได้แก่ ภาษีซื้อจากรถยนต์นั่งที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ครอบคลุมทั้งการซื้อ เช่าซื้อ เช่า และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ทั้งหมดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ยกเว้นกิจการที่ขายรถยนต์นั่ง หรือให้เช่ารถยนต์นั่งโดยเฉพาะ ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ เช่น ใบเสร็จจากร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือปั๊มน้ำมัน (แบบย่อ) ไม่สามารถนำมาเคลมภาษีซื้อได้ ต้องขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ ภาษีซื้อจากการซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT ถ้ากิจการทำทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วซื้อทรัพย์สินมาใช้เฉพาะส่วนที่ไม่ต้องเสีย VAT ภาษีซื้อส่วนนี้เคลมไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้าม ลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ จุดที่ SME สับสนมากที่สุดคือ ภาษีซื้อต้องห้าม “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ไม่ได้” เป็นคนละเรื่องกัน ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ตารางต่อไปนี้สรุปให้ชัด ประเภทภาษีซื้อต้องห้าม เคลม VAT (หัก ภ.พ.30) ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ ไม่มีใบกำกับภาษี ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ภาษีซื้อไม่เกี่ยวกับกิจการ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ค่ารับรอง ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารับรอง) ใบกำกับออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารถ) ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้ามีหลักฐานอื่นประกอบ) ทรัพย์สินใช้ในกิจการไม่ต้องเสีย VAT (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้าเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับกิจการ) สรุปสั้น ๆ คือ ภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีฯ ส่วนใหญ่ยังลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ แต่ภาษีซื้อต้องห้ามจากใบกำกับภาษีที่มีปัญหา หรือไม่เกี่ยวกับกิจการ ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้เลย ตัวอย่างภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME เจอบ่อย ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งของกรรมการ (เก๋ง 5 ที่นั่ง ใช้ในกิจการ) เดือนละ 5,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 350 บาท VAT 350 บาทนี้เคลมไม่ได้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ที่กล่าวข้างต้น นำไปหักจากภาษีขายไม่ได้ แต่สามารถรวม VAT 350 บาทเป็นส่วนหนึ่งของค่าน้ำมัน แล้วลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้รวม 5,350 บาทได้ ค่ารับรองลูกค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลี้ยงอาหารลูกค้า 2 ท่านที่ร้านอาหาร ค่าอาหาร 3,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 210 บาท รวมจ่าย 3,210 บาท VAT 210 บาทเคลมไม่ได้เช่นกัน แต่ค่าอาหารรวม VAT จำนวน 3,210 บาท สามารถลงเป็นค่ารับรองได้ เพราะจ่ายคนละ 1,605 บาท ไม่เกินเกณฑ์ 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ทั้งนี้ต้องมีผู้มีอำนาจอนุมัติ และมีหลักฐานผู้รับเงินประกอบ ใบกำกับภาษีอย่างย่อจากร้านค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้ออุปกรณ์สำนักงานจากร้านสะดวกซื้อ 500 บาท ได้รับเฉพาะใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ระบุแค่ชื่อร้าน วันที่ รายการ ราคารวม VAT) ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ภาษีซื้อ 32.71 บาท (500 × 7/107) เคลม VAT ไม่ได้ เพราะเป็นใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจากร้านค้าทุกครั้ง โดยแจ้งชื่อบริษัท ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้ผู้ขาย วิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามบันทึกบัญชีต่างจากภาษีซื้อปกติ เพราะไม่สามารถตั้งเป็นลูกหนี้กรมสรรพากรได้ ต้องรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งกรรมการ 5,000 บาท VAT 350 บาท จ่ายเงินสด 5,350 บาท ภาษีซื้อปกติ (ถ้าเป็นรถกระบะ) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,000.00 Dr ภาษีซื้อ 350.00 Cr เงินสด 5,350.00 ภาษีซื้อต้องห้าม (รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,350.00 Cr เงินสด 5,350.00 จะเห็นว่า VAT 350 บาทไม่ได้แยกบัญชีภาษีซื้อออกมา แต่รวมเข้าไปในค่าน้ำมันรถเลย เพราะไม่สามารถนำไปเคลมได้ ระบบบัญชีต้องมีช่องให้ระบุว่ารายการนี้เป็นภาษีซื้อที่เคลมไม่ได้ เพื่อไม่ให้ระบบดึงยอดไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่จะนำส่งสรรพากร วิธีป้องกันปัญหาภาษีซื้อต้องห้าม ปัญหาเรื่องนี้ส่วนใหญ่ป้องกันได้ ถ้าตรวจสอบเอกสารก่อนบันทึกบัญชี สรุป: ภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามมี 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกิจการไม่สามารถนำมาหักจากภาษีขายหรือขอคืนจากสรรพากรได้ สิ่งที่ SME ต้องจำคือ “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้” เป็นคนละเรื่อง ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ เช่น ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง ค่ารับรอง และภาษีซื้อตามใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปทุกครั้ง ตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้า และบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้ามแยกออกจากภาษีซื้อปกติให้ชัดเจน จัดการภาษีซื้อให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการแยกภาษีซื้อปกติกับภาษีซื้อต้องห้ามได้ตั้งแต่ขั้นตอนบันทึกรายการ ระบบจะไม่ดึงภาษีซื้อต้องห้ามไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่ยื่นสรรพากร ช่วยลดความผิดพลาดและลดความเสี่ยงถูกสรรพากรเรียกเงินคืน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามกับภาษีซื้อไม่ขอคืน ต่างกันอย่างไร ภาษีซื้อต้องห้ามเป็นรายการที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าเคลมไม่ได้ ไม่ว่ากิจการจะต้องการเคลมหรือไม่ ส่วนภาษีซื้อไม่ขอคืนเป็นกรณีที่กิจการมีสิทธิ์เคลมได้ แต่เลือกไม่ขอคืนเอง เช่น กิจการที่รายได้จากกิจการไม่ต้องเสีย VAT มีสัดส่วนมากกว่า 90% สามารถเลือกไม่เฉลี่ยภาษีซื้อได้ ซึ่งทำให้ภาษีซื้อทั้งหมดกลายเป็นภาษีซื้อที่ไม่ขอคืน ค่าน้ำมันรถกระบะ เคลม VAT ได้ไหม ได้ รถกระบะไม่เข้าข่ายรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถกระบะจึงเคลม VAT ได้ปกติ ขอเพียงมีใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม ต้องยื่น ภ.พ.30 อย่างไร ภาษีซื้อที่กฎหมายห้ามเคลมไม่ต้องนำไปกรอกในช่อง “ภาษีซื้อ” ของแบบ ภ.พ.30 เพราะไม่สามารถหักจากภาษีขายได้ ให้กรอกเฉพาะภาษีซื้อที่เคลมได้เท่านั้น ส่วนภาษีซื้อต้องห้ามให้บันทึกแยกไว้ในรายงานภาษีซื้อ โดยระบุว่าเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” เพื่อเป็นหลักฐาน ถ้าเผลอเคลมภาษีซื้อต้องห้ามไปแล้ว ทำอย่างไร ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงยอดภาษีซื้อให้ถูกต้อง โดยลดยอดภาษีซื้อที่เคลมไปผิดออก แล้วชำระภาษีส่วนต่างพร้อมเงินเพิ่มอัตรา 1.5% ต่อเดือน (นับจากวันครบกำหนดยื่นจนถึงวันชำระ) ควรดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อลดเงินเพิ่มที่ต้องจ่าย การเฉลี่ยภาษีซื้อ ต่างจากภาษีซื้อต้องห้ามอย่างไร การเฉลี่ยภาษีซื้อเป็นเรื่องของกิจการที่ประกอบทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วมีค่าใช้จ่ายร่วมที่แยกไม่ได้ว่าใช้ในกิจการไหน ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้ของแต่ละกิจการ ส่วนที่เฉลี่ยไปให้กิจการไม่ต้องเสีย VAT จะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ถ้ากิจการไม่ทำการเฉลี่ย กฎหมายถือว่าภาษีซื้อทั้งจำนวนเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ผู้ถือหุ้น คือใคร สิทธิ หน้าที่ เอกสารสำคัญที่เจ้าของ SME ต้องรู้

เจ้าของกิจการที่กำลังจดทะเบียนบริษัทหรือบริหารบริษัทอยู่ มักเจอคำถามว่าผู้ถือหุ้นมีบทบาทอะไรบ้าง ต่างจากกรรมการตรงไหน และต้องจัดเตรียมเอกสารอะไร บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่สิทธิ หน้าที่ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงเรื่องภาษีเงินปันผล ผู้ถือหุ้น (Shareholder) คืออะไร ผู้ถือหุ้น คือ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท โดยจำนวนหุ้นที่ถือจะแสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เช่น ถือหุ้น 60% ก็มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท 60% ผู้ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น และมีสิทธิได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร ผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด vs บริษัทมหาชน ทั้งบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนมีเจ้าของหุ้นในสถานะเหมือนกัน แต่เงื่อนไขต่างกันหลายจุด บริษัทจำกัดจำกัดการโอนหุ้นได้ตามข้อบังคับบริษัท ในขณะที่บริษัทมหาชนเปิดขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ นอกจากนี้บริษัทมหาชนต้องมีผู้เริ่มก่อการไม่น้อยกว่า 15 คน ขณะที่บริษัทจำกัดใช้เพียง 2 คนขึ้นไป บริษัทจำกัดต้องมีผู้ถือหุ้นกี่คน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา บริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการ (เจ้าของหุ้น) อย่างน้อย 2 คน ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 3 คน ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) ที่แก้ไขมาตรา 1097 ใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการ SME ที่ต้องการจดทะเบียนบริษัทจำกัดสามารถหาผู้ร่วมลงทุนเพียงคนเดียวก็เพียงพอ ช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทได้ในบทความของ PEAK ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นแต่ละคนต้องถือหุ้นอย่างน้อย 1 หุ้น โดยมูลค่าหุ้นต่ำสุดไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะตั้งมูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริษัท ต่างกันอย่างไร ผู้ถือหุ้นเป็น “เจ้าของ” บริษัท ส่วนกรรมการเป็น “ผู้บริหาร” ที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นให้ดูแลการดำเนินงาน ทั้งสองตำแหน่งมีอำนาจและหน้าที่ต่างกัน ดังนี้ ผู้ถือหุ้น ลงทุนด้วยเงินเพื่อแลกกับหุ้น มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม ได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร และรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ กรรมการบริษัท ได้รับแต่งตั้งจากที่ประชุม มีหน้าที่บริหารกิจการตามนโยบายของบริษัท ลงนามในเอกสารสัญญาแทนบริษัท และรับผิดชอบต่อบริษัทในฐานะผู้บริหาร (Fiduciary Duty) สำหรับ SME ในประเทศไทย ผู้ถือหุ้นกับกรรมการมักเป็นคนเดียวกัน เช่น เจ้าของกิจการถือหุ้น 80% และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติและถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดมีอะไรบ้าง เจ้าของหุ้นในบริษัทจำกัดมีสิทธิตามกฎหมายหลายประการ ไม่ว่าจะถือหุ้นมากหรือน้อยก็ตาม สิทธิหลักที่ควรรู้ ได้แก่ หน้าที่และความรับผิดของผู้ถือหุ้น เจ้าของหุ้นในบริษัทจำกัดมี “ความรับผิดจำกัด” หมายความว่ารับผิดชอบหนี้สินของบริษัทเพียงไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว หน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติมีดังนี้ ตัวอย่างการคำนวณความรับผิดจำกัด นายสมชาย ถือหุ้นในบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จำนวน 500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็น 50,000 บาท แต่ชำระค่าหุ้นไปแล้ว 25,000 บาท ค่าหุ้นทั้งหมด = 500 × 100 = 50,000 บาท ชำระแล้ว = 25,000 บาท ยังค้างชำระ = 50,000 – 25,000 = 25,000 บาท หากบริษัทมีหนี้สินและถูกเรียกร้อง นายสมชายรับผิดเพิ่มเติมได้สูงสุดเพียง 25,000 บาท (ส่วนที่ยังค้างชำระ) เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวนอกเหนือจากนี้จะไม่ถูกกระทบ แต่ถ้านายสมชายชำระค่าหุ้นครบ 50,000 บาทแล้ว จะไม่ต้องรับผิดเพิ่มเติมอีกเลย เอกสารเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่ต้องรู้ เจ้าของกิจการ SME ที่มีบริษัทจำกัดต้องจัดทำและเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับเจ้าของหุ้นหลายรายการ เอกสารสำคัญได้แก่ สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น คือ เอกสารที่บันทึกรายชื่อเจ้าของหุ้นทั้งหมดของบริษัท จำนวนหุ้นที่แต่ละคนถือ และวันที่เข้าเป็นหรือพ้นจากการเป็นเจ้าของหุ้น กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของบริษัท ผู้ที่ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิขอตรวจดูสมุดทะเบียนนี้ได้ในเวลาทำการ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 คือ แบบฟอร์มบัญชีรายชื่อที่ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เอกสารนี้ระบุชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นของเจ้าของหุ้นแต่ละคน บริษัทจำกัดต้องยื่นบอจ.5 เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ เอกสารนี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัท ทำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงเจ้าของหุ้น เช่น โอนหุ้นให้บุคคลอื่นหรือรับผู้ลงทุนใหม่ ขั้นตอนหลักมีดังนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อบังคับของบริษัทบางแห่งอาจกำหนดเงื่อนไขพิเศษในการโอนหุ้น เช่น ต้องเสนอขายให้เจ้าของหุ้นเดิมก่อน ควรตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนดำเนินการ ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงิน คืออะไร ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบริษัทที่เป็นของผู้ถือหุ้น คำนวณจาก สินทรัพย์ทั้งหมดลบด้วยหนี้สินทั้งหมด ส่วนนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ส่วนของผู้ถือหุ้น = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีสินทรัพย์รวม 5,000,000 บาท และหนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของผู้ถือหุ้น = 5,000,000 – 2,000,000 = 3,000,000 บาท หมายความว่ามูลค่าที่ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของจริงในบริษัทนี้คือ 3 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นประกอบด้วยหลายรายการ เช่น ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น กำไรสะสม และสำรองตามกฎหมาย เจ้าของกิจการที่อ่านงบการเงินเป็นจะใช้ตัวเลขนี้ประเมินความแข็งแกร่งของบริษัทได้ หากตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแสดงว่าบริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มให้เจ้าของได้อย่างต่อเนื่อง สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินบนเว็บไซต์ PEAK สรุป: ผู้ถือหุ้นบริษัท สิ่งที่ SME ต้องจัดการ จัดการเอกสารผู้ถือหุ้นและงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดทำงบการเงินได้ถูกต้อง ติดตามรายได้-ค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ และเชื่อมต่อข้อมูลกับนักบัญชีได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า Shareholder หรือ Stockholder ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ ส่วนคำว่า Stakeholder มีความหมายกว้างกว่า หมายถึง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งรวมถึงพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และชุมชนด้วย ไม่ใช่เฉพาะเจ้าของหุ้น ผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีเงินปันผลอย่างไร เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผล บริษัทจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ไว้ก่อนจ่าย เจ้าของหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดามี 2 ทางเลือก คือ ยอมให้หัก 10% แล้วจบ (Final Tax) โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อีกทางเลือกหนึ่งคือนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งอาจได้ภาษีคืนหากอัตราภาษีจริงต่ำกว่า 10% ทั้งนี้ หากเลือกยื่นรวม ต้องนำเงินปันผลจากทุกบริษัทมาคำนวณทั้งหมด เลือกเฉพาะบางบริษัทไม่ได้ ผู้ถือหุ้นลาออกได้ไหม ต้องทำอย่างไร กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า “ลาออก” เพราะเจ้าของหุ้นไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท วิธีที่จะยุติการถือหุ้นคือการโอนหุ้นให้บุคคลอื่น โดยทำตราสารโอนหุ้นและบันทึกในสมุดทะเบียนตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อการเปลี่ยนแปลงข้างต้น สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ข้อบังคับบริษัทอาจมีเงื่อนไขการโอนหุ้น เช่น ต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการก่อน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

10 min

FIFO FEFO คืออะไร วิธีคำนวณต้นทุนและจัดการสต็อกที่ SME ต้องรู้

ซื้อเสื้อยืดเข้าร้านมา 3 ล็อต ล็อตแรก 80 บาท ล็อตสอง 90 บาท ล็อตสาม 100 บาท พอขายออกไป 1 ตัว ต้นทุนคือเท่าไร 80 หรือ 90 หรือ 100? ถ้าเป็นร้านอาหารเสริมที่มีวันหมดอายุ ล็อตไหนหมดอายุก่อนต้องหยิบออกก่อน จะใช้วิธีเดียวกันได้ไหม? คำตอบคือ “วิธีจัดการสต็อก” กับ “วิธีคำนวณต้นทุน” เป็นคนละเรื่องกัน แต่ทำงานร่วมกัน บทความนี้อธิบายทุกวิธีที่ SME ต้องรู้ พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง FIFO (First In First Out) คืออะไร FIFO ย่อมาจาก First In First Out แปลว่า “เข้าก่อน ออกก่อน” ใช้ได้ 2 มุม มุมคลังสินค้า: สินค้าล็อตที่เข้าคลังก่อนจะถูกหยิบออกส่งลูกค้าก่อน ลดปัญหาสินค้าค้างนาน มุมบัญชี: สินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อนจะถูกนำราคาต้นทุนมาคิดก่อนเมื่อขายออก ทำให้สินค้าคงเหลือในสต็อกสะท้อนราคาตลาดล่าสุด FIFO เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในไทย เหมาะกับสินค้าแฟชั่นที่ตกรุ่นเร็ว สินค้าที่ราคาเปลี่ยนแปลงบ่อย และธุรกิจนำเข้าที่ต้นทุนผันผวนตามค่าเงิน FEFO (First Expired First Out) คืออะไร FEFO ย่อมาจาก First Expired First Out แปลว่า “หมดอายุก่อน ออกก่อน” ไม่ได้ดูว่าเข้าคลังก่อนหรือหลัง แต่ดูว่าล็อตไหนหมดอายุก่อนก็หยิบออกก่อน ตัวอย่าง: นมกล่อง 3 ล็อต ล็อต A หมดอายุ 30 มี.ค. ล็อต B หมดอายุ 15 มี.ค. ล็อต C หมดอายุ 20 เม.ย. ถ้าใช้ FIFO จะหยิบล็อต A ก่อน (เข้าก่อน) แต่ถ้าใช้ FEFO จะหยิบล็อต B ก่อน (หมดอายุก่อน) ซึ่งป้องกันสินค้าหมดอายุในสต็อกได้ดีกว่า FEFO เหมาะกับธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง อาหารเสริม วัตถุดิบทำอาหาร และสินค้าทุกประเภทที่มีวันหมดอายุชัดเจน ข้อสำคัญ: FEFO เป็นวิธีจัดการคลังสินค้า ไม่ใช่วิธีคำนวณต้นทุนทางบัญชี ดังนั้นธุรกิจอาหารอาจใช้ FEFO หยิบของ แต่ใช้ FIFO หรือ Weighted Average คำนวณต้นทุนในระบบบัญชี ทั้ง 2 วิธีใช้ร่วมกันได้ Weighted Average (ต้นทุนถัวเฉลี่ย) คืออะไร Weighted Average หรือต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือการนำต้นทุนสินค้าทุกล็อตมาเฉลี่ยรวมกัน แล้วใช้ราคาเฉลี่ยนั้นเป็นต้นทุนขายทุกชิ้น สูตร: ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น = มูลค่าสินค้าทั้งหมดในสต็อก ÷ จำนวนสินค้าทั้งหมด ตัวอย่าง: สต็อกมีสินค้า 200 ชิ้น มูลค่ารวม 18,000 บาท → ต้นทุนเฉลี่ย = 90 บาท/ชิ้น พอซื้อล็อตใหม่เข้ามา 100 ชิ้น ราคา 100 บาท → สต็อกใหม่ 300 ชิ้น มูลค่า 28,000 บาท → ต้นทุนเฉลี่ยใหม่ = 93.33 บาท/ชิ้น ข้อดีคือคำนวณง่าย ไม่ต้องติดตามว่าชิ้นไหนมาจากล็อตไหน เหมาะกับร้านค้าปลีก วัสดุสำนักงาน อุปกรณ์ทั่วไป และธุรกิจผลิตที่วัตถุดิบผสมกันแยกล็อตยาก แล้ว LIFO ล่ะ ใช้ในไทยได้ไหม LIFO (Last In First Out) คือ “เข้าหลัง ออกก่อน” ใช้ล็อตล่าสุดมาคิดต้นทุนก่อน เป็นวิธีที่นิยมในสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับธุรกิจในไทย มาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS) และมาตรฐาน NPAEs ไม่อนุญาตให้ใช้ LIFO ในการคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ ดังนั้นถ้าทำบัญชีอย่างเป็นทางการ เลือกได้แค่ FIFO หรือ Weighted Average เท่านั้น FIFO vs Weighted Average คำนวณต้นทุนต่างกันยังไง ตัวอย่าง: ร้านขายเสื้อยืด ซื้อเข้ามา 3 ล็อต แล้วขาย 150 ตัว ข้อมูลการซื้อ: วันที่ รายการ จำนวน ราคา/ตัว รวม 1 ม.ค. ซื้อล็อต 1 100 ตัว 80 บ. 8,000 15 ม.ค. ซื้อล็อต 2 100 ตัว 90 บ. 9,000 1 ก.พ. ซื้อล็อต 3 100 ตัว 100 บ. 10,000 รวมในสต็อก 300 ตัว 27,000 10 ก.พ. ขาย 150 ตัว 150 บ. 22,500 คำนวณแบบ FIFO: ขาย 150 ตัว → หยิบล็อตเก่าสุดก่อน: ล็อต 1 ทั้ง 100 ตัว (×80 = 8,000) + ล็อต 2 อีก 50 ตัว (×90 = 4,500) สินค้าคงเหลือ: ล็อต 2 อีก 50 ตัว (90 บ.) + ล็อต 3 ทั้ง 100 ตัว (100 บ.) = 14,500 บาท คำนวณแบบ Weighted Average: ต้นทุนเฉลี่ย = 27,000 ÷ 300 = 90 บาท/ตัว เปรียบเทียบผลลัพธ์: FIFO Weighted Average ผลต่าง ต้นทุนขาย 12,500 13,500 1,000 กำไรขั้นต้น 10,000 9,000 1,000 มูลค่าสต็อกคงเหลือ 14,500 13,500 1,000 ในช่วงที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น (เงินเฟ้อ) FIFO จะแสดงกำไรสูงกว่า เพราะใช้ต้นทุนล็อตเก่า (ถูกกว่า) มาคิดก่อน แต่กำไรที่สูงกว่าก็หมายความว่าอาจต้องเสียภาษีมากกว่าด้วย ถ้าราคาสินค้าลดลง ผลจะกลับกัน: สมมุติซื้อล็อต 1 ราคา 100 บ. ล็อต 2 ราคา 90 บ. ล็อต 3 ราคา 80 บ. พอขาย 150 ตัว FIFO จะใช้ล็อตเก่า (แพงกว่า) มาคิดก่อน → ต้นทุนขาย FIFO = 14,500 บ. สูงกว่า WA = 13,500 บ. → กำไร FIFO ต่ำกว่า WA ถึง 1,000 บ. นี่คือสูตรการคิดต้นทุนสินค้าที่ต้องเข้าใจก่อนเลือกวิธี เลือกวิธีไหนดี ขึ้นอยู่กับธุรกิจอะไร ประเภทธุรกิจ จัดการคลัง คำนวณต้นทุน (บัญชี) เหตุผล ร้านอาหาร / อาหารเสริม / ยา FEFO FIFO สินค้ามีวันหมดอายุ FEFO ลดของเสีย ร้านเสื้อผ้า / แฟชั่น FIFO FIFO สินค้าตกรุ่นเร็ว ล็อตเก่าออกก่อน ร้านค้าปลีก / วัสดุสำนักงาน FIFO Weighted Average สินค้าจำนวนมาก ราคาไม่ผันผวนมาก ธุรกิจนำเข้า FIFO FIFO ราคาผันผวนตามค่าเงิน ต้องแยกล็อต ธุรกิจผลิต FEFO หรือ FIFO Weighted Average วัตถุดิบผสมกัน แยกล็อตยาก ข้อสำคัญ: เมื่อเลือกวิธีคำนวณต้นทุนแล้ว ต้องใช้สม่ำเสมอตลอดรอบบัญชี ไม่ควรเปลี่ยนไปมาระหว่างปี เพราะขัดหลักความสม่ำเสมอ (Consistency) ในมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจตั้งข้อสังเกต นอกจากประเภทธุรกิจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ซอฟต์แวร์บัญชีที่ใช้รองรับวิธีไหนบ้าง (บางโปรแกรมรองรับแค่ Weighted Average) ผู้สอบบัญชีแนะนำวิธีไหน (ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องมีผู้สอบ) และสินค้าคงเหลือในงบการเงินจะแสดงมูลค่าที่แตกต่างกันตามวิธีที่เลือก ซึ่งกระทบอัตราส่วนทางการเงินที่ธนาคารใช้พิจารณาสินเชื่อด้วย ตั้งค่าวิธีคำนวณต้นทุนใน PEAK PEAK Account รองรับทั้ง FIFO และ Weighted Average ตั้งค่าได้ที่เมนู ตั้งค่า → สินค้า/บริการ → เลือกวิธีคำนวณต้นทุน ระบบจะคำนวณต้นทุนขาย มูลค่าสต็อกคงเหลือ และกำไรขั้นต้นให้อัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกขาย ไม่ต้องคำนวณด้วยมือ เชื่อมกับระบบ SKU เพื่อตัดสต็อกอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FIFO FEFO และการคำนวณต้นทุน ธุรกิจไทยใช้ LIFO ได้ไหม ไม่ได้ มาตรฐานบัญชี TFRS for SMEs และ NPAEs ที่ใช้ในประเทศไทยไม่อนุญาตวิธี LIFO สำหรับคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ เลือกได้แค่ FIFO หรือ Weighted Average FIFO กับ FEFO ใช้ร่วมกันได้ไหม ได้ เพราะเป็นคนละเรื่อง FEFO เป็นวิธีจัดการคลัง (หยิบของที่หมดอายุก่อนออกก่อน) ส่วน FIFO เป็นวิธีคำนวณต้นทุนทางบัญชี ธุรกิจอาหารหลายเจ้าใช้ FEFO จัดคลัง แต่ใช้ FIFO คำนวณต้นทุนในระบบบัญชี เปลี่ยนวิธีคำนวณต้นทุนระหว่างปีได้ไหม ไม่ควร หลักความสม่ำเสมอ (Consistency) กำหนดว่าต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดรอบบัญชี ถ้าจะเปลี่ยนต้องมีเหตุผลเพียงพอ เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน และปรับปรุงงบย้อนหลัง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร สิ่งที่นายจ้าง SME ต้องรู้

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องส่งเงินเข้า “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ตามกฎหมาย ทำให้เจ้าของกิจการ SME หลายคนเริ่มถามว่า ควรจัดตั้ง PVD เองหรือรอกฎหมายบังคับดี บทความนี้ตอบทุกคำถามจากมุมนายจ้าง ตั้งแต่ความแตกต่าง วิธีจัดตั้ง ต้นทุนที่ต้องจ่าย ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund (PVD) คือกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยสมัครใจ ตามพ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้ลูกจ้างเมื่อเกษียณอายุ ลาออก ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เงินในกองทุนมาจาก 2 ส่วน เงินสะสม (Employee Contribution) คือเงินที่หักจากเงินเดือนลูกจ้างทุกเดือน อัตรา 2-15% ของเงินเดือน ตามที่ลูกจ้างเลือก เงินสมทบ (Employer Contribution) คือเงินที่นายจ้างจ่ายเพิ่มให้ลูกจ้างอีกส่วน อัตรา 2-15% ของเงินเดือน ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง เงินทั้ง 2 ส่วนจะถูกนำไปลงทุนโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เมื่อลูกจ้างออกจากงานจะได้รับเงินสะสม + เงินสมทบ + ผลประโยชน์จากการลงทุน รวมเป็นก้อนเดียว PVD ต่างจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างยังไง นี่คือคำถามยอดฮิตของปี 2569 เพราะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ลักษณะ สมัครใจ บังคับตามกฎหมาย เริ่มใช้ มีมาตั้งแต่ พ.ร.บ. 2530 1 ต.ค. 2569 (ใหม่!) ใครต้องจ่าย เฉพาะบริษัทที่จัดตั้ง PVD บริษัท ≥10 คน ที่ไม่มี PVD อัตราสมทบ 2-15% (เลือกได้) 0.25% (ช่วงแรก) → 0.50% (ต.ค. 2574) ผู้บริหารกองทุน บลจ. เอกชน (เลือกได้) กระทรวงแรงงาน ผลตอบแทนจากการลงทุน มี (ตามนโยบายกองทุน) ไม่มี ลดหย่อนภาษี ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ยังไม่ชัดเจน (รอประกาศ) ลูกจ้างลาออก ได้เงินคืนไหม ได้ ตามเงื่อนไข Vesting ได้ทั้งหมด (ลาออกก็ได้คืน) ข้อสำคัญ: ถ้าบริษัทมี PVD อยู่แล้ว ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก PVD ไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ แต่ลูกจ้างที่ไม่ได้สมัครเข้า PVD ยังต้องจ่ายอยู่ดี กิจการที่ได้รับยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ได้แก่ กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน งานเกษตรกรรม งานรับใช้ในบ้าน มูลนิธิ สมาคม และองค์กรไม่แสวงหากำไร ส่วนกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปและไม่มี PVD ต้องยื่นแบบ สกล.3 เพื่อขึ้นทะเบียน กิจการที่ได้รับยกเว้นแต่ต้องการสมัครใจเข้าร่วม ยื่นแบบ สกล.3/1 ประโยชน์ของ PVD สำหรับนายจ้าง PVD ไม่ใช่แค่สวัสดิการให้พนักงาน แต่มีประโยชน์กับนายจ้างด้วย ดึงดูดและรักษาคนเก่ง บริษัทที่มี PVD จะดึงดูดผู้สมัครงานได้มากกว่า และเงื่อนไข Vesting (รับเงินสมทบตามอายุงาน) ช่วยลดอัตราการลาออก ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้า PVD นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ทั้งจำนวน ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง ยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถ้ามี PVD ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก PVD ไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ ต้นทุนแรงงานเพิ่มเท่าไร ตัวอย่างคำนวณ ตัวอย่าง: บริษัทมีพนักงาน 10 คน เงินเดือนเฉลี่ย 25,000 บาท PVD สมทบ 5% กองทุนสงเคราะห์ 0.25% ต้นทุนเพิ่ม/คน/เดือน 1,250 บ. 62.50 บ. ต้นทุนเพิ่มรวม 10 คน/เดือน 12,500 บ. 625 บ. ต้นทุนเพิ่มรวม/ปี 150,000 บ. 7,500 บ. PVD ต้นทุนสูงกว่ากองทุนสงเคราะห์ 20 เท่า (150,000 vs 7,500 ต่อปี) แต่พนักงานได้ประโยชน์มากกว่ามาก เงินถูกนำไปลงทุน มีผลตอบแทน และลดหย่อนภาษีได้ทั้ง 2 ฝ่าย เปรียบเทียบอัตราสมทบ PVD ที่ต่างกัน (พนักงาน 10 คน เงินเดือนเฉลี่ย 25,000 บ.): อัตราสมทบ ต้นทุนเพิ่ม/คน/เดือน ต้นทุนรวม/ปี หมายเหตุ 3% 750 90,000 ขั้นต่ำที่พบบ่อย 5% 1,250 150,000 ค่าเฉลี่ยตลาด 10% 2,500 300,000 ค่าสูง บริษัทใหญ่ กองทุนสงเคราะห์ 0.25% 62.50 7,500 บังคับ (ถ้าไม่มี PVD) เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนกับการรักษาคนเก่ง หลายบริษัท SME เริ่มที่ 3% ก่อน แล้วค่อยปรับเพิ่มเมื่อธุรกิจโตขึ้น นายจ้างจัดตั้ง PVD ยังไง ขั้นตอนที่ 1: เลือก บลจ. เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนย้อนหลัง จำนวนนโยบายลงทุน บลจ. ที่นิยม เช่น MFC KTAM TISCO กรุงศรี SCB กสิกร ขั้นตอนที่ 2: ร่างข้อบังคับกองทุน กำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ เงื่อนไข Vesting นโยบายการลงทุน บลจ. จะช่วยร่างให้ ขั้นตอนที่ 3: จดทะเบียนกองทุน ยื่นกับนายทะเบียน (สำนักงาน ก.ล.ต.) ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนตั้งแต่เริ่มเจรจากับ บลจ. จนจดทะเบียนเสร็จ ขั้นตอนที่ 4: เริ่มหักเงินสะสม เมื่อจดทะเบียนเสร็จ เริ่มหักเงินสะสมจากสลิปเงินเดือนพนักงาน พร้อมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง: ค่าธรรมเนียมจัดตั้งกองทุนประมาณ 5,000-20,000 บาท (ขึ้นอยู่กับ บลจ.) ค่าบริหารจัดการรายปีประมาณ 0.5-1.5% ของมูลค่ากองทุน บลจ. บางเจ้ายกเว้นค่าจัดตั้งให้ถ้ามีสมาชิกตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป บันทึกบัญชี PVD ยังไง เมื่อจ่ายเงินเดือนพนักงานที่มี PVD นายจ้างต้องบันทึกบัญชี 2 ส่วน ตัวอย่าง: พนักงาน ก เงินเดือน 30,000 บาท สะสม 5% (1,500 บ.) นายจ้างสมทบ 5% (1,500 บ.) เงินสมทบของนายจ้าง (ค่าใช้จ่ายบริษัท): รายการ Dr. Cr. เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ค่าใช้จ่าย) 1,500 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย (หนี้สิน) 1,500 เงินสะสมของลูกจ้าง (หักจากเงินเดือน): รายการ Dr. Cr. เงินเดือนค้างจ่าย 1,500 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 1,500 รวมแล้วบัญชี “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย” จะมียอด 3,000 บาท (สะสม 1,500 + สมทบ 1,500) เมื่อนำส่งเงินให้ บลจ. แล้ว บันทึก Dr. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 3,000 / Cr. เงินฝากธนาคาร 3,000 จัดการ PVD ในระบบเงินเดือนด้วย PEAK PEAK Payroll รองรับการหักเงินสะสม PVD จากเงินเดือนพนักงาน บันทึกเงินสมทบของนายจ้าง คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีต่อเนื่อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างลาออกก่อน 5 ปี ได้เงินสมทบเท่าไร (Vesting) ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข Vesting ที่บริษัทกำหนด ตัวอย่างทั่วไป: ทำงาน 1-3 ปีได้ 50% ของเงินสมทบ ทำงาน 3-5 ปีได้ 75% ทำงาน 5 ปีขึ้นไปได้ 100% แต่เงินสะสมของลูกจ้างจะได้คืนทั้งหมด 100% เสมอ ไม่ว่าจะทำงานกี่ปี PVD ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร สำหรับลูกจ้าง: เงินสะสมส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 490,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี (เมื่อรวมกับ RMF SSF กบข. ไม่เกิน 500,000 บาท) สำหรับนายจ้าง: เงินสมทบหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ทั้งจำนวน ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง บริษัทเล็ก 5-10 คน ควรมี PVD ไหม ถ้ามีพนักงานไม่ถึง 10 คน ไม่ถูกบังคับเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จึงไม่จำเป็นต้องรีบจัดตั้ง PVD แต่ถ้าต้องการดึงดูดคนเก่งและลดหย่อนภาษี PVD ก็เป็นทางเลือกที่ดี บลจ. หลายเจ้ารับจัดตั้งสำหรับบริษัทตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 เริ่มเมื่อไร จ่ายเท่าไร เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 หักจากลูกจ้าง 0.25% นายจ้างสมทบ 0.25% นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป งวดแรก 15 พฤศจิกายน 2569 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 ปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% นายจ้างไม่ส่งเงินมีโทษปรับ 5% ต่อเดือนของเงินที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

นิติบุคคล คืออะไร มีกี่ประเภท เลือกแบบไหนดีสำหรับ SME

หลายคนเริ่มต้นธุรกิจด้วยคำถามเดียวกันว่า “นิติบุคคลคืออะไร” แล้วต่างจากทำธุรกิจในชื่อตัวเองอย่างไร บทความนี้อธิบายครบทั้งความหมาย ประเภท และข้อดีของการจดทะเบียน พร้อมตัวอย่างคำนวณภาษีจริง ช่วยให้เห็นภาพชัดว่าทำไม SME หลายรายจึงเลือกจดบริษัท นิติบุคคล คืออะไร นิติบุคคล คือ องค์กรที่จดทะเบียนแล้วมีสถานะทางกฎหมายเหมือน “คน” อีกคนหนึ่ง ทำสัญญา เป็นเจ้าของทรัพย์สิน เปิดบัญชีธนาคาร และรับผิดชอบหนี้สินได้ในชื่อขององค์กร โดยไม่ต้องใช้ชื่อเจ้าของ สิ่งที่ต่างจากการทำธุรกิจในชื่อตัวเอง คือ ความรับผิดชอบหนี้สินจำกัดอยู่แค่ในนามบริษัท ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของ นิติบุคคลมีกี่ประเภท ที่ SME ไทยพบบ่อยมี 3 ประเภทหลัก แต่ละแบบมีโครงสร้างและความรับผิดชอบต่างกัน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล คือ การที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันทำธุรกิจ แล้วนำไปจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ข้อควรรู้คือ หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัดจำนวน ถ้าธุรกิจเป็นหนี้ เจ้าหนี้เรียกร้องจากทรัพย์สินส่วนตัวของหุ้นส่วนได้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) หจก. แตกต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญตรงที่มีหุ้นส่วน 2 แบบ แบบแรกคือ “หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด” ที่รับผิดเฉพาะเงินที่ลงทุน แบบที่สองคือ “หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด” ที่ต้องรับผิดทั้งหมด หจก. เป็นรูปแบบที่นิยมในธุรกิจขนาดเล็กเพราะจดทะเบียนง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำกว่าบริษัทจำกัด บริษัทจำกัด (บจ.) บริษัทจำกัด คือ รูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทย ปัจจุบันใช้ผู้ร่วมก่อการเพียง 2 คนก็จดทะเบียนได้ ตามกฎหมายแพ่งฯ ที่แก้ไขใหม่ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ข้อดีสำคัญคือผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนเงินที่ลงหุ้นเท่านั้น ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว เลือกประเภทไหนดี ถ้าเพิ่งเริ่มต้นและมีหุ้นส่วนที่ไว้ใจ หจก. เป็นตัวเลือกที่ดีเพราะจดง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำกว่า เช่น ร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก หรือธุรกิจบริการที่ทำกับเพื่อน ถ้าต้องการความน่าเชื่อถือสูง วางแผนขยายธุรกิจ หรือต้องยื่นกู้ธนาคาร บริษัทจำกัดเหมาะกว่าเพราะผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดและโอนหุ้นเปลี่ยนมือได้ง่าย อ่านรายละเอียดเพิ่มที่เปรียบเทียบบริษัทจำกัดกับห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาต่างกันอย่างไร ทั้งสอง คือ สถานะทางกฎหมายที่ส่งผลต่อภาษี ความรับผิดชอบหนี้สิน และความน่าเชื่อถือของธุรกิจโดยตรง ก่อนตัดสินใจจดทะเบียน ควรเปรียบเทียบให้ชัดว่าแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ หัวข้อ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ความรับผิดชอบหนี้ ไม่จำกัด ใช้ทรัพย์สินส่วนตัวชำระได้ จำกัดเฉพาะเงินลงทุน (บจ.) อัตราภาษี ขั้นบันได 5% ถึง 35% SME สูงสุด 20% ความน่าเชื่อถือ ขึ้นกับชื่อเสียงส่วนตัว มีหนังสือรับรอง DBD ยื่นกู้ธนาคารง่ายกว่า การทำบัญชี ไม่บังคับ (ยกเว้นจด VAT) ต้องจัดทำงบการเงินทุกปี มีผู้สอบบัญชีรับรอง การเปลี่ยนเจ้าของ โอนยาก ธุรกิจผูกกับตัวบุคคล โอนหุ้นได้ ธุรกิจดำเนินต่อแม้เปลี่ยนผู้ถือหุ้น ทำไมต้องจดทะเบียนนิติบุคคล ข้อดีที่ผู้ประกอบการต้องรู้ การจดทะเบียน คือ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ข้อดีหลักมี 3 เรื่อง ตัวอย่างเปรียบเทียบภาษี: นิติบุคคล vs บุคคลธรรมดา สมมุติเจ้าของร้านค้าออนไลน์มีกำไรสุทธิเท่ากัน เปรียบเทียบภาษีที่ต้องจ่ายดังนี้ กำไรสุทธิ (บาท/ปี) ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล SME ประหยัดได้ 1,000,000 ~103,000 105,000 ใกล้เคียงกัน 2,000,000 ~365,000 255,000 110,000 บาท 5,000,000 ~1,265,000 805,000 460,000 บาท ยิ่งกำไรสูง ช่องว่างยิ่งห่าง เพราะบุคคลธรรมดาเสียภาษีขั้นบันไดสูงสุด 35% ขณะที่ฝั่งจดทะเบียนสูงสุดแค่ 20% โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกิน 1 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป การจดเป็นบริษัทจำกัดจะเริ่มประหยัดภาษีได้ชัดเจน (ข้อมูลอัตราภาษีอ้างอิงจากกรมสรรพากร สำหรับ SME ที่ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) ขั้นตอนจดทะเบียนนิติบุคคล ฉบับเข้าใจง่าย การจดทะเบียนบริษัทจำกัดในปัจจุบันทำได้ผ่านระบบ DBD Biz Regist ทั้งหมด ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานพาณิชย์ มีขั้นตอนหลัก 5 ข้อ 1. จองชื่อบริษัท ผ่านระบบออนไลน์ของ DBD ชื่อที่จองไว้มีอายุ 30 วัน ควรเตรียมชื่อสำรองไว้ 2-3 ชื่อเผื่อชื่อแรกซ้ำ 2. กรอกข้อมูลจัดตั้งบริษัท ได้แก่ เป้าหมายธุรกิจ ทุนจดทะเบียน รายชื่อผู้ถือหุ้น และกรรมการ 3. ลงนามอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เกี่ยวข้องลงนามผ่านแอป ThaID 4. ชำระค่าธรรมเนียม อัตราออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 5,500 บาท สำหรับค่าจดทะเบียนจัดตั้ง 5,000 บาท และค่าหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท 5. รอนายทะเบียนอนุมัติ ใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 5 วันทำการ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนจดทะเบียน ได้แก่ ชื่อบริษัทที่ต้องการ ทุนจดทะเบียน (แนะนำเริ่มที่ 1 ล้านบาท สำหรับ SME ทั่วไป) รายชื่อผู้ถือหุ้นพร้อมสำเนาบัตรประชาชน ที่อยู่สำนักงานใหญ่ และข้อมูลผู้สอบบัญชี เลขทะเบียนนิติบุคคลคืออะไร ดูได้จากที่ไหน เลขทะเบียน คือ เลข 13 หลักที่ DBD ออกให้เมื่อจดทะเบียนสำเร็จ เลขนี้ใช้เป็นทั้งเลขทะเบียนบริษัทและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีในตัวเดียวกัน ไม่ต้องขอแยก เลขนี้ต้องใช้ในหลายเรื่อง เช่น เปิดบัญชีธนาคาร ออกใบกำกับภาษี ยื่นแบบภาษีกับกรมสรรพากร และทำสัญญากับคู่ค้า วิธีดูเลขทะเบียนทำได้ 2 ช่องทาง ช่องทางที่ 1 ดูจาก “หนังสือรับรองการจดทะเบียน” ที่ได้จาก DBD เลข 13 หลักจะอยู่ด้านบนของเอกสาร ช่องทางที่ 2 ค้นหาจากเว็บไซต์ DBD Datawarehouse พิมพ์ชื่อบริษัทก็จะเจอเลขทะเบียนพร้อมข้อมูลอื่นๆ สรุป: นิติบุคคลคือจุดเริ่มต้นธุรกิจที่มั่นคง นิติบุคคลคือองค์กรที่กฎหมายรับรองให้มีสิทธิและหน้าที่แยกจากเจ้าของ การจดทะเบียนช่วยให้ธุรกิจน่าเชื่อถือมากขึ้น แยกหนี้สินส่วนตัวออกจากธุรกิจ และประหยัดภาษีได้เมื่อกำไรถึงจุดที่คุ้มค่า ขั้นตอนจดทะเบียนผ่านระบบ DBD Biz Regist ทำได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทาง ค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 5,500 บาท ใช้เวลาไม่เกิน 5 วันทำการ จัดการบัญชีบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อจดทะเบียนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือจัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ออกเอกสารทางธุรกิจ บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และเตรียมงบการเงินส่งผู้สอบบัญชีได้ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับนิติบุคคล หจก. เป็นนิติบุคคลหรือไม่ หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่งฯ ตั้งแต่วันที่จดทะเบียนกับ DBD สำเร็จ แต่ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียน จะยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย ส่วนห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนก็เช่นกัน ถือเป็นแค่ “คณะบุคคล” ไม่ใช่นิติบุคคล ต้องเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดา ไม่ได้สิทธิ์อัตราภาษี SME จดนิติบุคคลคนเดียวได้ไหม ได้ ตั้งแต่กฎหมายแพ่งฯ แก้ไขใหม่ (พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ 7 ก.พ. 2566) บริษัทจำกัดจดทะเบียนด้วยผู้ร่วมก่อการ 2 คนขึ้นไป (จากเดิม 3 คน) ทำให้การจดทะเบียนง่ายขึ้นมาก ส่วนกรณี “คนเดียว” จริงๆ ที่ไม่มีหุ้นส่วนเลย อาจพิจารณาจดทะเบียนพาณิชย์ในนามบุคคลธรรมดาก่อน แล้วค่อยจดบริษัทเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น นิติบุคคลจำเป็นต้องมีผู้สอบบัญชีไหม จำเป็น ทุกรูปแบบต้องจัดทำงบการเงินและให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจรับรองก่อนยื่นต่อ DBD ทุกปี ค่าสอบบัญชีสำหรับ SME ขนาดเล็กเริ่มต้นประมาณ 5,000 ถึง 15,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการ นอกจากนี้ยังต้องมี “ผู้ทำบัญชี” ที่ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีดูแลบัญชีให้ด้วย นิติบุคคลต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ภาษีหลักที่ต้องเสียมี 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ยื่นปีละ 2 ครั้ง คือครึ่งปีและสิ้นปี, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นทุกเดือน และภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายค่าบริการ ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป นอกจากนี้ยังต้องยื่นงบการเงินต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชีด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร พร้อมวิธีคำนวณและบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเจอกับคำว่า “ภาษีซื้อ” และ “ภาษีขาย” ทุกเดือน เพราะทั้งสองตัวนี้เป็นหัวใจของการคำนวณ VAT ที่ต้องนำส่งหรือขอคืนจากกรมสรรพากร บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลข ภาษีซื้อต้องห้ามที่เคลมไม่ได้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้ถูกต้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย คืออะไร ภาษีซื้อและภาษีขายเป็นองค์ประกอบของภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อัตรา 7% ที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องจัดการทุกเดือน ทั้งสองตัวนี้ทำงานคู่กัน โดยผลต่างจะบอกว่าเดือนนั้นกิจการต้อง “จ่ายเพิ่ม” หรือ “ขอคืน” ภาษีจากกรมสรรพากร ภาษีซื้อ (Input VAT) คืออะไร ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการจ่ายออกไปเมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากผู้ขายที่จดทะเบียน VAT เช่น ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าบริการขนส่ง หรือจ่ายค่าเช่าสำนักงาน ทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการที่มี VAT กิจการจะได้รับใบกำกับภาษีจากผู้ขาย ซึ่งจำนวน VAT ที่ปรากฏในใบกำกับภาษีนั้นก็คือ “ภาษีซื้อ” ที่กิจการสามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Input VAT หรือ Input Tax ภาษีขาย (Output VAT) คืออะไร ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ที่กิจการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่ว่าลูกค้าจะจดทะเบียน VAT หรือไม่ก็ตาม เงิน VAT ที่เก็บจากลูกค้านี้ไม่ใช่รายได้ของกิจการ แต่เป็นเงินที่ต้องนำส่งให้กรมสรรพากร ภาษาอังกฤษเรียกว่า Output VAT หรือ Output Tax วิธีคำนวณภาษีซื้อ ภาษีขาย พร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณ VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในแต่ละเดือนคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ ลองดูตัวอย่างจากกิจการของ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจขายอุปกรณ์สำนักงานแบบ B2B กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มียอดขายอุปกรณ์สำนักงาน 500,000 บาท และซื้อสินค้ามาขาย 300,000 บาท ภาษีขาย = 500,000 × 7% = 35,000 บาท ภาษีซื้อ = 300,000 × 7% = 21,000 บาท VAT ต้องนำส่ง = 35,000 – 21,000 = 14,000 บาท กิจการต้องนำส่ง VAT จำนวน 14,000 บาท ให้กรมสรรพากรพร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม) ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เดือนกุมภาพันธ์ บริษัทเดิมขายสินค้าได้ 200,000 บาท แต่สั่งซื้อสินค้าเข้าสต็อกถึง 400,000 บาท ภาษีขาย = 200,000 × 7% = 14,000 บาท ภาษีซื้อ = 400,000 × 7% = 28,000 บาท ส่วนต่าง = 14,000 – 28,000 = -14,000 บาท กิจการไม่ต้องจ่าย VAT ในเดือนนี้ และมีสิทธิเลือกได้ 2 ทาง คือขอคืนเป็นเงินสดจากกรมสรรพากร หรือเก็บไว้เป็นเครดิตภาษีหักในเดือนถัดไป ภาษีซื้อต้องห้าม รายการที่นำมาหักไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้ามคือ VAT ที่กิจการจ่ายไปแล้ว แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่บทความ เรื่องสำคัญเกี่ยวกับการจัดการภาษีซื้อที่ควรรู้ บันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย ทำอย่างไร การบันทึกบัญชีภาษีซื้อ ภาษีขาย เป็นขั้นตอนที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน เมื่อกิจการสร้างเอกสารซื้อขายที่มี VAT ระบบบัญชีจะแยกยอดภาษีออกจากมูลค่าสินค้าให้อัตโนมัติ แต่ยังต้อง “โอนปิด” ยอดภาษีซื้อกับภาษีขายเข้าด้วยกัน เพื่อสรุปจำนวน VAT ที่ต้องจ่ายหรือขอคืนในเดือนนั้น ผังบัญชีที่เกี่ยวข้อง ภาษีซื้อ ภาษีขาย อยู่หมวดไหน ภาษีซื้ออยู่ในผังบัญชีหมวด 1 (สินทรัพย์) เพราะถือเป็นสิทธิเรียกร้องที่กิจการมีต่อกรมสรรพากร ส่วนภาษีขายอยู่ในผังบัญชีหมวด 2 (หนี้สิน) เพราะเป็นเงินที่กิจการเก็บจากลูกค้าแล้วต้องนำส่ง ผังบัญชี ชื่อบัญชี หมวด 115401 ภาษีซื้อ สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) 215301 ภาษีขาย หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 215302 เจ้าหนี้สรรพากร หนี้สินหมุนเวียน (หมวด 2) 115405 ลูกหนี้สรรพากร สินทรัพย์หมุนเวียน (หมวด 1) ตัวอย่าง journal entry โอนปิดภาษีซื้อ ภาษีขาย สมมติเดือนมกราคม บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีภาษีขาย 35,000 บาท และภาษีซื้อ 21,000 บาท ภาษีขายมากกว่า ต้องนำส่ง 14,000 บาท ขั้นตอนที่ 1 โอนปิดภาษีซื้อและภาษีขาย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีขาย (215301) 35,000 ภาษีซื้อ (115401) 21,000 เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 ขั้นตอนที่ 2 จ่ายชำระ VAT ให้กรมสรรพากร รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้สรรพากร (215302) 14,000 เงินฝากธนาคาร 14,000 กรณีที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขั้นตอนที่ 1 จะบันทึกส่วนต่างไปที่บัญชี “ลูกหนี้สรรพากร (115405)” ถ้าเลือกขอคืนเป็นเงินสด หรือบัญชี “เครดิต ภ.พ.30 (115451)” ถ้าเลือกทบยอดไปเดือนถัดไป สรุป: ภาษีซื้อ ภาษีขาย สิ่งที่ SME ต้องจำ ภาษีซื้อคือ VAT ที่กิจการจ่ายออกไปตอนซื้อ ส่วนภาษีขายคือ VAT ที่เก็บจากลูกค้าตอนขาย ทุกสิ้นเดือนนำภาษีขายหักภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าต้องจ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าสามารถขอคืนหรือทบยอดได้ เรื่องภาษีซื้อ ภาษีขาย บันทึกบัญชีให้ถูกต้องนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าบันทึกผิดอาจทำให้ยอด VAT ที่ยื่นไม่ตรงกับข้อมูลจริง ที่สำคัญคือต้องตรวจใบกำกับภาษีให้ครบถ้วนถูกต้องก่อนนำมาเคลมเป็นภาษีซื้อ เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาษีซื้อต้องห้าม จัดการภาษีซื้อ ภาษีขาย ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกภาษีซื้อ ภาษีขายอัตโนมัติเมื่อสร้างเอกสารซื้อขาย พร้อมออกรายงานภาษีซื้อ ภาษีขายตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนดได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการและนักบัญชีประหยัดเวลาจัดทำรายงานและลดข้อผิดพลาดในการยื่นแบบ ภ.พ.30 ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ใครบ้างที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วเท่านั้น โดยกิจการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีมีหน้าที่ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ หากยังไม่จดทะเบียน VAT ก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษีซื้อ ภาษีขาย ภาษีซื้อ ภาษีขาย ต้องยื่นเมื่อไร ด้วยแบบอะไร กิจการต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ให้กรมสรรพากรทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมแนบรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขายประกอบด้วย แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ต้องยื่นแบบเปล่า การยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรจะได้รับเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวนำมาหักได้ไหม ไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโดยตรง เช่น ค่าช้อปปิ้งส่วนตัว ค่าซ่อมรถยนต์ส่วนบุคคล หรือค่าเลี้ยงรับรองที่ไม่ใช่เพื่อกิจการ ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามที่ไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการที่จด VAT หลายคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ ซื้อสินค้ามาใช้ในกิจการ มีใบกำกับภาษีครบ แต่กลับนำมาเคลมภาษีซื้อไม่ได้ เพราะรายการนั้นเข้าข่ายเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” (Non-deductible Input VAT) บทความนี้สรุปครบทั้ง 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ตารางสรุปว่าลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ และวิธีบันทึกบัญชีที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร ภาษีซื้อต้องห้าม คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กิจการจ่ายไปตอนซื้อสินค้าหรือรับบริการ แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย หรือขอคืนจากกรมสรรพากรได้ พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่จ่ายไปจริง แต่เอามาลดยอดภาษีตอนยื่นแบบรายเดือนไม่ได้ ต้องรับภาระเองทั้งจำนวน ซึ่งต่างจากภาษีซื้อปกติที่สามารถนำไปหักจากภาษีขายในแต่ละเดือนได้ กฎหมายที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับหลัก ได้แก่ มาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งระบุภาษีซื้อต้องห้าม 6 ประเภท และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ที่ขยายรายละเอียดเพิ่มเติม ภาษีซื้อต้องห้าม มีอะไรบ้าง (6 ประเภทหลัก) กฎหมายกำหนดภาษีซื้อที่ห้ามนำมาหักไว้ 6 ประเภท ดังนี้ 1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือแสดงใบกำกับภาษีไม่ได้ ถ้ากิจการซื้อสินค้าหรือรับบริการแล้วไม่มีใบกำกับภาษีมายืนยัน ก็ไม่สามารถเคลม VAT ได้ กรณีที่พบบ่อยคือใบกำกับภาษีสูญหายแล้วไม่ได้ขอออกใหม่ หรือผู้ขายไม่ยอมออกใบกำกับภาษีให้ 2. ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันเดือนปี รายการสินค้า และจำนวนเงิน ถ้ามีการขีดฆ่า ลบ แก้ไข หรือข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง ภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ภาษีซื้อจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการที่ไม่ได้ใช้ในการประกอบกิจการโดยตรง ไม่สามารถนำมาเคลมได้ ตัวอย่างเช่น กิจการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไปใช้ที่บ้านกรรมการ ไม่ได้ใช้ในสำนักงาน ภาษีซื้อส่วนนี้ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม 4. ภาษีซื้อจากค่ารับรอง ค่ารับรอง เช่น ค่าอาหารเลี้ยงรับรองลูกค้า ค่าของขวัญ หรือค่าใช้จ่ายในการรับรองแขก ภาษีซื้อที่เกิดจากค่ารับรองเหล่านี้เป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินเท่าไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตัวค่ารับรองเองยังสามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด คือต้องไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และรวมทั้งปีต้องไม่เกิน 0.3% ของรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า 5. ใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ออก ถ้ากิจการรับใบกำกับภาษีจากบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ใบกำกับภาษีฉบับนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง และภาษีซื้อตามใบกำกับนั้นเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ก่อนรับใบกำกับภาษี ควรตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้าผ่านระบบ VAT INFO ของกรมสรรพากร ก่อนเสมอ 6. ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีฯ ฉบับที่ 42 นอกจาก 5 ข้อข้างต้น อธิบดีกรมสรรพากรยังกำหนดรายการภาษีซื้อต้องห้ามเพิ่มเติมไว้ในประกาศฉบับที่ 42 ซึ่งรายการที่ SME เจอบ่อยที่สุดมี 3 ข้อ ได้แก่ ภาษีซื้อจากรถยนต์นั่งที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ครอบคลุมทั้งการซื้อ เช่าซื้อ เช่า และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ทั้งหมดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ยกเว้นกิจการที่ขายรถยนต์นั่ง หรือให้เช่ารถยนต์นั่งโดยเฉพาะ ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ เช่น ใบเสร็จจากร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร หรือปั๊มน้ำมัน (แบบย่อ) ไม่สามารถนำมาเคลมภาษีซื้อได้ ต้องขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ ภาษีซื้อจากการซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้ในกิจการที่ไม่ต้องเสีย VAT ถ้ากิจการทำทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วซื้อทรัพย์สินมาใช้เฉพาะส่วนที่ไม่ต้องเสีย VAT ภาษีซื้อส่วนนี้เคลมไม่ได้ ภาษีซื้อต้องห้าม ลงค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ จุดที่ SME สับสนมากที่สุดคือ ภาษีซื้อต้องห้าม “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ไม่ได้” เป็นคนละเรื่องกัน ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ ตารางต่อไปนี้สรุปให้ชัด ประเภทภาษีซื้อต้องห้าม เคลม VAT (หัก ภ.พ.30) ลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ ไม่มีใบกำกับภาษี ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ภาษีซื้อไม่เกี่ยวกับกิจการ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ ค่ารับรอง ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารับรอง) ใบกำกับออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ ❌ ไม่ได้ ❌ ไม่ได้ รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (รวมเป็นส่วนหนึ่งของค่ารถ) ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้ามีหลักฐานอื่นประกอบ) ทรัพย์สินใช้ในกิจการไม่ต้องเสีย VAT (ฉ.42) ❌ ไม่ได้ ✅ ได้ (ถ้าเป็นรายจ่ายเกี่ยวกับกิจการ) สรุปสั้น ๆ คือ ภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีฯ ส่วนใหญ่ยังลงค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ แต่ภาษีซื้อต้องห้ามจากใบกำกับภาษีที่มีปัญหา หรือไม่เกี่ยวกับกิจการ ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้เลย ตัวอย่างภาษีซื้อต้องห้ามที่ SME เจอบ่อย ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งของกรรมการ (เก๋ง 5 ที่นั่ง ใช้ในกิจการ) เดือนละ 5,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 350 บาท VAT 350 บาทนี้เคลมไม่ได้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ที่กล่าวข้างต้น นำไปหักจากภาษีขายไม่ได้ แต่สามารถรวม VAT 350 บาทเป็นส่วนหนึ่งของค่าน้ำมัน แล้วลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้รวม 5,350 บาทได้ ค่ารับรองลูกค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลี้ยงอาหารลูกค้า 2 ท่านที่ร้านอาหาร ค่าอาหาร 3,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 210 บาท รวมจ่าย 3,210 บาท VAT 210 บาทเคลมไม่ได้เช่นกัน แต่ค่าอาหารรวม VAT จำนวน 3,210 บาท สามารถลงเป็นค่ารับรองได้ เพราะจ่ายคนละ 1,605 บาท ไม่เกินเกณฑ์ 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง ทั้งนี้ต้องมีผู้มีอำนาจอนุมัติ และมีหลักฐานผู้รับเงินประกอบ ใบกำกับภาษีอย่างย่อจากร้านค้า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้ออุปกรณ์สำนักงานจากร้านสะดวกซื้อ 500 บาท ได้รับเฉพาะใบกำกับภาษีอย่างย่อ (ระบุแค่ชื่อร้าน วันที่ รายการ ราคารวม VAT) ไม่มีชื่อผู้ซื้อ ภาษีซื้อ 32.71 บาท (500 × 7/107) เคลม VAT ไม่ได้ เพราะเป็นใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจากร้านค้าทุกครั้ง โดยแจ้งชื่อบริษัท ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้ผู้ขาย วิธีบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามบันทึกบัญชีต่างจากภาษีซื้อปกติ เพราะไม่สามารถตั้งเป็นลูกหนี้กรมสรรพากรได้ ต้องรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่าย ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เติมน้ำมันรถยนต์นั่งกรรมการ 5,000 บาท VAT 350 บาท จ่ายเงินสด 5,350 บาท ภาษีซื้อปกติ (ถ้าเป็นรถกระบะ) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,000.00 Dr ภาษีซื้อ 350.00 Cr เงินสด 5,350.00 ภาษีซื้อต้องห้าม (รถยนต์นั่ง ≤10 ที่นั่ง) บันทึกแบบนี้ Dr/Cr บัญชี จำนวนเงิน Dr ค่าน้ำมันรถ 5,350.00 Cr เงินสด 5,350.00 จะเห็นว่า VAT 350 บาทไม่ได้แยกบัญชีภาษีซื้อออกมา แต่รวมเข้าไปในค่าน้ำมันรถเลย เพราะไม่สามารถนำไปเคลมได้ ระบบบัญชีต้องมีช่องให้ระบุว่ารายการนี้เป็นภาษีซื้อที่เคลมไม่ได้ เพื่อไม่ให้ระบบดึงยอดไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่จะนำส่งสรรพากร วิธีป้องกันปัญหาภาษีซื้อต้องห้าม ปัญหาเรื่องนี้ส่วนใหญ่ป้องกันได้ ถ้าตรวจสอบเอกสารก่อนบันทึกบัญชี สรุป: ภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามมี 6 ประเภทตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกิจการไม่สามารถนำมาหักจากภาษีขายหรือขอคืนจากสรรพากรได้ สิ่งที่ SME ต้องจำคือ “เคลม VAT ไม่ได้” กับ “ลงค่าใช้จ่ายไม่ได้” เป็นคนละเรื่อง ภาษีซื้อต้องห้ามบางรายการยังลงเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้ได้ เช่น ค่าน้ำมันรถยนต์นั่ง ค่ารับรอง และภาษีซื้อตามใบกำกับอย่างย่อ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปทุกครั้ง ตรวจสอบสถานะ VAT ของคู่ค้า และบันทึกบัญชีภาษีซื้อต้องห้ามแยกออกจากภาษีซื้อปกติให้ชัดเจน จัดการภาษีซื้อให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการแยกภาษีซื้อปกติกับภาษีซื้อต้องห้ามได้ตั้งแต่ขั้นตอนบันทึกรายการ ระบบจะไม่ดึงภาษีซื้อต้องห้ามไปรวมในรายงานภาษีซื้อที่ยื่นสรรพากร ช่วยลดความผิดพลาดและลดความเสี่ยงถูกสรรพากรเรียกเงินคืน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีซื้อต้องห้าม ภาษีซื้อต้องห้ามกับภาษีซื้อไม่ขอคืน ต่างกันอย่างไร ภาษีซื้อต้องห้ามเป็นรายการที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่าเคลมไม่ได้ ไม่ว่ากิจการจะต้องการเคลมหรือไม่ ส่วนภาษีซื้อไม่ขอคืนเป็นกรณีที่กิจการมีสิทธิ์เคลมได้ แต่เลือกไม่ขอคืนเอง เช่น กิจการที่รายได้จากกิจการไม่ต้องเสีย VAT มีสัดส่วนมากกว่า 90% สามารถเลือกไม่เฉลี่ยภาษีซื้อได้ ซึ่งทำให้ภาษีซื้อทั้งหมดกลายเป็นภาษีซื้อที่ไม่ขอคืน ค่าน้ำมันรถกระบะ เคลม VAT ได้ไหม ได้ รถกระบะไม่เข้าข่ายรถยนต์นั่งตามประกาศอธิบดีฯ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถกระบะจึงเคลม VAT ได้ปกติ ขอเพียงมีใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ถูกต้อง ภาษีซื้อต้องห้าม ต้องยื่น ภ.พ.30 อย่างไร ภาษีซื้อที่กฎหมายห้ามเคลมไม่ต้องนำไปกรอกในช่อง “ภาษีซื้อ” ของแบบ ภ.พ.30 เพราะไม่สามารถหักจากภาษีขายได้ ให้กรอกเฉพาะภาษีซื้อที่เคลมได้เท่านั้น ส่วนภาษีซื้อต้องห้ามให้บันทึกแยกไว้ในรายงานภาษีซื้อ โดยระบุว่าเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” เพื่อเป็นหลักฐาน ถ้าเผลอเคลมภาษีซื้อต้องห้ามไปแล้ว ทำอย่างไร ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 เพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงยอดภาษีซื้อให้ถูกต้อง โดยลดยอดภาษีซื้อที่เคลมไปผิดออก แล้วชำระภาษีส่วนต่างพร้อมเงินเพิ่มอัตรา 1.5% ต่อเดือน (นับจากวันครบกำหนดยื่นจนถึงวันชำระ) ควรดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อลดเงินเพิ่มที่ต้องจ่าย การเฉลี่ยภาษีซื้อ ต่างจากภาษีซื้อต้องห้ามอย่างไร การเฉลี่ยภาษีซื้อเป็นเรื่องของกิจการที่ประกอบทั้งกิจการที่ต้องเสีย VAT และไม่ต้องเสีย VAT แล้วมีค่าใช้จ่ายร่วมที่แยกไม่ได้ว่าใช้ในกิจการไหน ต้องเฉลี่ยภาษีซื้อตามสัดส่วนรายได้ของแต่ละกิจการ ส่วนที่เฉลี่ยไปให้กิจการไม่ต้องเสีย VAT จะกลายเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ถ้ากิจการไม่ทำการเฉลี่ย กฎหมายถือว่าภาษีซื้อทั้งจำนวนเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/6 แห่งประมวลรัษฎากร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก