PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

5 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 16/09/2026

1. จัดการไฟล์เอกสารง่ายขึ้นด้วยคลังเอกสาร รวมทุกไฟล์แนบไว้ในที่เดียว แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไปเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องจัดการแนบไฟล์เอกสารในระบบเป็นประจำสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับปรุงเมนูคลังเอกสารให้รวบรวมไฟล์ที่แนบอยู่บนเอกสารทุกใบมาแสดง เช่น ไฟล์แนบจากเอกสารรายรับ-รายจ่าย, สมุดรายวัน, PEAK Application เป็นต้น มาไว้ในหน้าเดียว พร้อมปรับปรุงหน้าตัวอย่างไฟล์ ให้แสดงข้อมูลละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น นามสกุลไฟล์, ขนาดไฟล์, ช่องทางที่อัปโหลด, เวลาที่แนบไฟล์ และชื่อผู้แนบ และหากมีการเพิ่มไฟล์บนระบบที่ชื่อซ้ำกัน ระบบจะมีการเปลี่ยนชื่อไฟล์ให้อัตโนมัติ และสามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์บนระบบตามที่ต้องการได้ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นและค้นหาไฟล์ได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องไล่เปิดดูทีละเอกสาร สามารถตรวจสอบประวัติการแนบไฟล์และป้องกันการนำไฟล์เดิมเข้ามาบันทึกบนระบบซ้ำ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและป้องกันไฟล์เอกสารตกหล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  2. ยกระดับความปลอดภัยเข้าถึงเอกสารด้วยการตั้งค่าการแสดงข้อมูลสาธารณะ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนูตั้งค่า “การแสดงข้อมูลสาธารณะ” ในหน้าตั้งค่าเอกสาร โดยแบ่งหมวดหมู่เอกสารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่  โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกกำหนดสิทธิ์การเข้าดูลิงก์ (Online View) ได้ 2 รูปแบบ คือ “ทุกคนที่มีลิงก์” หรือ “เฉพาะคนในกิจการ” ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตั้งค่าการเข้าถึงลิงก์ให้ตรงตามนโยบายความปลอดภัยของแต่ละกิจการ ป้องกันบุคคลภายนอกเข้าถึงข้อมูลเอกสารสำคัญหรือข้อมูลภาษีโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นใจในการแชร์ลิงก์ทำงานร่วมกันภายในทีมได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น 3. ออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่ายได้ง่าย ๆ บน PEAK Mobile App แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของธุรกิจ และผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์สร้างและอนุมัติบันทึกค่าใช้จ่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนู “ใบหัก ณ ที่จ่าย” บนแอปพลิเคชัน PEAK Mobile ช่วยให้สามารถออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่าย (EXP) และสร้างภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ได้พร้อมกันทันทีในขั้นตอนเดียว ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการบันทึกเอกสารสองรอบ ได้เอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายและใบหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน ตอบโจทย์การทำงานของเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 16/09/2026

1. Manage document files more easily with File Vault, gathering all attached files into one place. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who regularly manage document file attachments in the system. System Updates: The system improved the File Vault menu to gather files attached to documents and display them on a single page, such as attachments from income and expense documents, journals, PEAK Application, etc., along with updating the file preview page to display more detailed information such as file extension, file size, upload channel, attachment timestamp, and the uploader’s name. Furthermore, if duplicate file names are added to the system, the system will automatically rename the file, and users can rename files on the system as desired. Benefits of Use: Work together smoothly and search for files conveniently and quickly without having to open each document one by one. Check file attachment history and prevent duplicate files in the system into the system, effectively reducing redundancy and preventing missing document files. 2. Elevate document access security with Setting Public Link. Package: All packages Suitable for: Users who want to control data privacy and security within the organization. System Updates: Added the “Setting Public Link” settings menu in the document settings page, categorizing documents into 4 main groups: Users can choose 2 link access options (Online View): “Anyone with the link” or “Only people in your company”. Benefits of Use: Increases flexibility in adjusting link access settings to align with each business’s security policy. Prevents unauthorized third parties from accessing important document data or tax information, while boosting confidence when safely sharing links to collaborate within the team. 3. Issue withholding tax certificates along with recording expenses easily on PEAK Mobile App. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate.

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

งบทดลอง คืออะไร ใช้ทำอะไร วิธีทำ และตัวอย่าง

เจ้าของธุรกิจหลายคนไม่เคยเปิดดูงบทดลองเลย รอดูตัวเลขตอนปิดงบสิ้นปี ทั้งที่งบนี้เป็นเครื่องมือตรวจสุขภาพการเงินที่ช่วยให้เห็นปัญหาได้เร็วกว่ารองบการเงินจริง โดยบทความนี้จะพาคุณมาเข้าใจงบทดลอง ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีทำ พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่เจ้าของธุรกิจอ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที งบทดลอง (Trial Balance) คืออะไร? งบทดลอง คือ รายงานสรุปยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ณ วันใดวันหนึ่ง ใช้ตรวจสอบว่าการบันทึกบัญชีถูกต้องหรือไม่ หลักการสำคัญอยู่ที่ระบบบัญชีคู่ (Double-Entry Bookkeeping) ซึ่งกำหนดว่ายอดรวมฝั่งเดบิต (Debit) และเครดิต (Credit) ต้องเท่ากันเสมอ หากยอดไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการบันทึกบัญชีผิดพลาด แม้กฎหมายจะไม่บังคับให้ยื่นงบทดลองต่อกรมสรรพากร แต่ในเชิงบริหาร งบนี้มีประโยชน์หลายด้าน งบทดลองมีกี่ประเภท งบทดลองแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามช่วงเวลาของการตรวจสอบบัญชี แต่ละแบบมีจุดประสงค์ต่างกัน งบทดลองก่อนปรับปรุง เป็นงบที่จัดทำก่อนบันทึกรายการปรับปรุงบัญชี เช่น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย รายได้ค้างรับ หรือค่าเสื่อมราคา ตัวเลขในงบนี้สะท้อนเฉพาะรายการที่บันทึกจริงในช่วงระหว่างรอบบัญชี ยังไม่มีรายการตามเกณฑ์คงค้าง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ ปิดรอบเดือนมิถุนายน ยังไม่ได้บันทึกค่าเช่าออฟฟิศค้างจ่าย 15,000 บาท งบทดลองก่อนปรับปรุงจะยังไม่มียอดนี้ แต่ก็ยังใช้เช็กเบื้องต้นได้ว่าเดบิตและเครดิตตรงกันหรือเปล่า งบทดลองหลังปรับปรุง เป็นงบที่จัดทำหลังบันทึกรายการปรับปรุงครบแล้ว เช่น ตัดค่าเสื่อมราคา บันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และรายได้ค้างรับ ตัวเลขในงบนี้จึงสะท้อนผลการดำเนินงานได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด สามารถนำไปจัดทำงบกำไรขาดทุนได้ทันที งบทดลองหลังปิดบัญชี เป็นงบที่จัดทำหลังปิดบัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายเข้ากำไรสะสมเรียบร้อยแล้ว จึงเหลือเฉพาะบัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และทุน เพื่อยืนยันว่ายอดคงเหลือพร้อมเริ่มต้นรอบบัญชีถัดไปอย่างถูกต้อง ส่วนประกอบและวิธีทำงบทดลอง ส่วนประกอบของงบทดลอง งบทดลองประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ส่วน รายละเอียด ส่วนหัว ชื่อกิจการ, ชื่อรายงาน (งบทดลอง), วันที่จัดทำ รายละเอียด เลขที่บัญชี, ชื่อบัญชี, ยอดเดบิต, ยอดเครดิต, ยอดรวม บัญชีจะเรียงตามหมวด 5 หมวดหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ และค่าใช้จ่าย ขั้นตอนการทำงบทดลอง ตัวอย่างงบทดลองร้านค้า SME สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเสื้อผ้าออนไลน์ จัดทำงบทดลองหลังปรับปรุง ณ วันที่ 30 มิถุนายน ชื่อบัญชี เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินสด 150,000 ลูกหนี้การค้า 80,000 สินค้าคงเหลือ 200,000 อุปกรณ์สำนักงาน 50,000 เจ้าหนี้การค้า 120,000 เงินกู้ยืม 100,000 ทุนจดทะเบียน 200,000 รายได้จากการขาย 350,000 ต้นทุนขาย 180,000 ค่าเช่า 30,000 เงินเดือนพนักงาน 40,000 ค่าสาธารณูปโภค 15,000 ค่าโฆษณาออนไลน์ 25,000 รวม 770,000 770,000 ยอดรวมเดบิตและเครดิตเท่ากันที่ 770,000 บาท แสดงว่าการบันทึกบัญชีถูกต้องตามหลักบัญชีคู่ จากตัวอย่างนี้ เจ้าของธุรกิจสามารถเห็นได้ทันทีว่า ต้นทุนขายอยู่ที่ 180,000 บาท คิดเป็นราว 51% ของรายได้ขาย และมีลูกหนี้ค้างชำระอยู่ 80,000 บาทที่ต้องติดตาม ข้อควรระวัง เมื่อทำงบทดลอง ถ้ายอดเดบิตและเครดิตไม่เท่ากัน ให้ตรวจสอบสาเหตุเหล่านี้ สาเหตุ วิธีแก้ไข กรอกตัวเลขผิด เช่น 15,000 เป็น 51,000 ตรวจทานยอดกับเอกสารต้นฉบับ บันทึกสลับฝั่งเดบิตกับเครดิต เช็คหมวดบัญชีว่าควรอยู่ฝั่งไหน บันทึกรายการตกหล่นหรือซ้ำ เทียบจำนวนรายการกับเอกสาร เลือกชื่อบัญชีไม่ตรงกับรายการจริง ทบทวนผังบัญชีที่ตั้งค่าไว้ เมื่อพบข้อผิดพลาด ให้แก้ไขรายการในบัญชีแยกประเภทก่อน แล้วจึงทำงบทดลองใหม่จนกว่ายอดจะตรงกัน งบทดลองต้องทำตอนไหน แนะนำให้ทำทุกเดือนหลังปิดรอบบัญชี เพราะช่วยตรวจสอบยอดบัญชีได้ต่อเนื่อง ถ้ามีข้อผิดพลาดจะพบและแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องรอมาตรวจย้อนหลังทีเดียวตอนสิ้นปี โดยเฉพาะกับสำหรับธุรกิจที่มีรายการบัญชีจำนวนมาก การทำงบทดลองเป็นประจำยังช่วยให้การปิดงบสิ้นปีเร็วขึ้น เพราะข้อมูลถูกตรวจสอบมาเป็นรายเดือนแล้ว ทำงบทดลองด้วย Excel หรือโปรแกรมบัญชี ธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายการไม่มาก สามารถทำงบทดลองด้วย Excel ได้ โดยสร้างตารางแยกคอลัมน์เดบิตและเครดิต แล้วใช้สูตร SUM ตรวจสอบยอดรวม แต่ถ้าธุรกิจมีรายการจำนวนมาก การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก เพราะระบบสรุปงบทดลองให้อัตโนมัติจากเอกสารที่บันทึกไว้ ไม่ต้องคีย์ตัวเลขเองหรือรวมยอดใหม่ 3 จุดเช็กรายจ่ายแฝงในงบทดลอง ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ นอกจากเช็กว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากันหรือไม่ เจ้าของธุรกิจควรดูจุดเหล่านี้เพิ่ม เพราะอาจมีรายจ่ายแฝงซ่อนอยู่ จุดสังเกต: หากยอดรวมในบัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ” มียอดสูงอย่างผิดปกติ ผลกระทบ: มักเป็นจุดที่ซ่อนรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ชัดเจน หรือรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ วิธีแก้ไข: เจ้าของธุรกิจควรเรียกดูรายละเอียดเชิงลึกในบัญชีนี้ทันที เพื่อคัดกรองและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างมูลค่าออก จุดสังเกต: รายการที่ควรเป็นต้นทุนขาย (COGS) เช่น ค่าวัตถุดิบ หรือค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ถูกนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป ผลกระทบ: ทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า “ต้นทุนต่ำ” จึงวางแผนกลยุทธ์หรือตั้งราคาสินค้าผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วต้นทุนเหล่านั้นไปแฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายส่วนอื่น วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความถูกต้องของการแยกประเภทบัญชีเพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงก่อนวางแผนกำไร จุดสังเกต: มีการบันทึกรายการที่มีลักษณะเดียวกันซ้ำซ้อนกันในหลายประเภทบัญชี ผลกระทบ: ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้การวิเคราะห์ผลประกอบการคลาดเคลื่อนและเสียโอกาสในการบริหารกระแสเงินสด วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของรายการบัญชีเพื่อปรับปรุงตัวเลขให้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ วิธีเช็กยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้จากงบทดลอง งบทดลองยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจดูสภาพคล่องเบื้องต้นได้ โดยเช็กจาก 2 บัญชีหลัก วิธีเช็ก ลูกหนี้ จากงบทดลอง วิธีเช็ก เจ้าหนี้ จากงบทดลอง ขั้นตอนการเรียกดูงบทดลองใน PEAK Account ในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คุณสามารถเรียกดูงบทดลองได้ ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน จากตัวอย่างงบทดลองของบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ลูกหนี้ 80,000 บาท คิดเป็นราว 23% ของยอดขาย 350,000 บาท ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม ส่วนเจ้าหนี้ 120,000 บาท เทียบกับต้นทุนขาย 180,000 บาท คิดเป็น 67% ซึ่งต้องวางแผนกระแสเงินสดให้ดี สรุป: งบทดลองช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้เร็วขึ้น งบทดลองไม่ใช่แค่เอกสารบัญชีที่ดูว่าเดบิตเท่ากับเครดิตหรือเปล่า แต่เป็นเครื่องมือบริหารที่ช่วยให้เห็นภาพรวมการเงินได้ทุกเดือน ไม่ต้องรอสิ้นปี ถ้าทำเป็นประจำ จะช่วยจับปัญหาค่าใช้จ่ายแฝง ลูกหนี้ค้างนาน หรือเจ้าหนี้ที่ต้องรีบจ่าย ได้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม ดูงบทดลองได้ทุกเมื่อ ด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK Account ช่วยให้เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีเรียกดูงบทดลองได้ทันที ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน เข้าเมนู บัญชี แล้วเลือก งบทดลอง กดพิมพ์รายงานเพื่อ Export เป็นไฟล์ Excel ได้เลย ทดลองใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับงบทดลอง งบทดลองต่างจากงบการเงินอย่างไร งบทดลองเป็นรายงานภายในที่ใช้ตรวจสอบว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากันหรือไม่ เปรียบเหมือนการเช็กร่างกายก่อนตรวจสุขภาพจริง ส่วนงบการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงิน เป็นรายงานที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐ ใช้ประเมินผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของธุรกิจ งบทดลองต้องยื่นสรรพากรไหม ไม่ต้องยื่น งบทดลองเป็นรายงานภายในที่ทำเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นกรมสรรพากร ทำงบทดลองด้วย Excel ได้ไหม ทำได้ แต่ต้องอาศัยความละเอียดในการคีย์ข้อมูลและรวมยอด เพราะมีโอกาสพิมพ์ตัวเลขผิด สลับฝั่งเดบิตกับเครดิต หรือบันทึกซ้ำโดยไม่รู้ตัว ถ้าธุรกิจมีรายการบัญชีจำนวนมาก การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลาได้มาก เพราะระบบสรุปงบทดลองให้อัตโนมัติจากเอกสารที่บันทึกในระบบ งบทดลองต้องทำทุกเดือนไหม แนะนำให้ทำทุกเดือน เพราะช่วยตรวจสอบยอดบัญชีได้ต่อเนื่อง ถ้ามีความผิดพลาดจะพบและแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องใช้เวลาตรวจย้อนหลังตอนปิดงบสิ้นปี ใครควรดูงบทดลองบ้าง ไม่ใช่แค่นักบัญชีเท่านั้น เจ้าของกิจการและผู้บริหารก็ควรดูงบทดลองเป็นประจำ เพื่อใช้ประเมินสถานะการเงินและวางแผนธุรกิจ ในช่วงปิดงบประจำปี ผู้สอบบัญชีก็ใช้งบทดลองเป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบงบการเงินเช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

Internal Audit คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ

เจ้าของกิจการหลายคนเข้าใจว่า Internal Audit เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ แต่จริงแล้วธุรกิจขนาดเล็กที่ตรวจสอบภายในสม่ำเสมอจะพบข้อผิดพลาดได้เร็วกว่า แก้ไขได้ทันเวลา และลดความเสี่ยงเรื่องภาษีหรือค่าปรับ Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) คืออะไร Internal Audit คือการตรวจสอบที่จัดทำโดยคนภายในองค์กรเอง เพื่อประเมินว่าระบบการเงิน การปฏิบัติงาน และการควบคุมภายในยังทำงานได้ดี ถูกต้อง และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ ต่างจากการตรวจสอบภายนอก (External Audit) ที่เน้นยืนยันงบการเงินตามมาตรฐาน การตรวจสอบภายในเน้น “หาจุดที่ปรับปรุงได้” มากกว่า “หาข้อผิดพลาด” เพียงอย่างเดียว ความหมายของ Internal Audit ตามมาตรฐาน IIA สถาบันผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditors หรือ IIA) ให้นิยามว่า Internal Audit เป็นกิจกรรมที่ให้ความเชื่อมั่นและคำปรึกษาอย่างเป็นอิสระ โดยมีเป้าหมายเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร (อ้างอิง IIA) พูดง่ายๆ คือ Internal Audit ทำหน้าที่เป็น “ตาที่สาม” ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสิ่งที่ระบบปกติอาจมองข้าม Internal Auditor คือใคร บทบาทและหน้าที่ Internal Auditor คือผู้ตรวจสอบภายในที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบงาน เอกสาร และข้อมูลทางการเงินขององค์กร บทบาทหลักประกอบด้วย สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่มีทีม Auditor ประจำ เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีสามารถทำหน้าที่นี้ได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นเครื่องมือช่วย ทำไมเจ้าของกิจการต้องทำ Internal Audit สาเหตุหลักเพราะช่วยลดความเสี่ยง 3 ด้านสำคัญ เจ้าของกิจการที่ทำ Internal Audit อย่างน้อยปีละครั้ง มักพบปัญหาเล็กน้อยก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาว Internal Audit ตรวจอะไรบ้าง ขอบเขตของ Internal Audit ครอบคลุม 3 ด้านหลักที่ เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ ด้านการเงินและระบบบัญชี ตรวจสอบว่าการบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง มีเอกสารประกอบครบ และยอดคงเหลือในบัญชีตรงกับ Statement จากธนาคาร ตัวอย่างเช่น ตรวจว่าใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้าทุกใบมีการบันทึกรายได้ในระบบบัญชีแล้ว ด้านการปฏิบัติงานและขั้นตอนการทำงาน (Operations) ตรวจว่าขั้นตอนการทำงานเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายต้องผ่านผู้จัดการก่อนเบิกจ่าย หรือการรับสินค้าเข้าคลังต้องมีการตรวจนับก่อนลงบันทึก ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด (Compliance) ตรวจว่ากิจการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยื่นภาษีตรงกำหนด ออกใบกำกับภาษีถูกต้องตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด และจัดทำงบการเงินส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายในเวลาที่กำหนด 4 ขั้นตอนการทำ Internal Audit สำหรับเจ้าของกิจการ เจ้าของกิจการสามารถทำ Internal Audit ได้ด้วยตัวเอง โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก 1. วางแผนการตรวจสอบ (Audit Planning) กำหนดให้ชัดเจนว่าจะตรวจอะไร ช่วงเวลาไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ: บริษัท ก จำกัด) วางแผนตรวจเรื่องรายได้และภาษีขายทุกไตรมาส โดยให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ทำ 2. ลงมือตรวจสอบ (Fieldwork) ลงมือตรวจตามแผน โดยเทียบข้อมูลจริงกับเอกสาร เช่น เทียบยอดขายในระบบกับจำนวนเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร หรือสุ่มตรวจเอกสารภาษีว่าออกถูกต้องตามเกณฑ์ ตัวอย่างการตรวจพบข้อผิดพลาด สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ฝ่ายบัญชีลงเป็น “ค่าใช้จ่าย” ทั้งก้อนในเดือนที่ซื้อ แต่ตามหลักบัญชีที่ถูกต้อง ต้องลงเป็น “สินทรัพย์” แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา สิ่งที่บันทึกผิด รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าใช้จ่ายคอมพิวเตอร์ 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 สิ่งที่ถูกต้อง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์) 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 จากนั้นทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยคอมพิวเตอร์มักใช้อายุ 3 ปี ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท ผลกระทบถ้าบันทึกผิด รายการ บันทึกผิด บันทึกถูก ผลต่าง ค่าใช้จ่ายปีแรก 30,000 บาท 10,000 บาท สูงเกินจริง 20,000 บาท กำไรสุทธิปีแรก ต่ำเกินจริง 20,000 บาท ถูกต้อง ภาษีที่จ่ายน้อยลง (ถ้าอัตรา 20%) 4,000 บาท ถ้าบันทึกผิดแบบนี้ กำไรปีแรกจะต่ำเกินจริง 20,000 บาท ส่งผลให้จ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควร 4,000 บาท ซึ่งอาจถูกสรรพากรตรวจพบและเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ 3. สรุปผลและจัดทำรายงาน (Reporting) บันทึกสิ่งที่พบเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุให้ชัดว่า พบปัญหาอะไร ความเสี่ยงอยู่ระดับไหน และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร รายงานนี้ไม่ต้องซับซ้อน อาจเป็นตารางสั้นๆ ที่ระบุ “พบปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข กำหนดเสร็จ” 4. ติดตามผลการแก้ไข (Follow-up) ขั้นตอนที่หลายธุรกิจมักข้าม คือการกลับมาตรวจซ้ำว่าปัญหาที่พบได้รับการแก้ไขจริง กำหนดวันติดตามผลให้ชัดเจน เช่น 30 วันหลังส่งรายงาน แล้วตรวจว่าแก้ไขครบถ้วนหรือยัง Internal Audit Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ Checklist ด้านล่างนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทันที Checklist ด้านการเงินและบัญชี รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ รายรับ-รายจ่ายบันทึกครบถ้วน ตรงกับเอกสาร ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ยอดเงินในบัญชีธนาคารตรงกับบัญชีบริษัท (Bank Reconciliation) ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้ออกครบทุกรายการ ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ลูกหนี้ค้างชำระเกินกำหนด มีการติดตาม ทุกเดือน เจ้าของกิจการ/ฝ่ายขาย เจ้าหนี้ค้างจ่ายบันทึกครบ ไม่มีรายการตกหล่น ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี สินทรัพย์ถาวรตรวจนับจริง ตรงกับทะเบียน ปีละ 1 ครั้ง เจ้าของกิจการ Checklist ด้านเอกสารและระบบควบคุมภายใน รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ เอกสารทางการเงินจัดเก็บเป็นระบบ ค้นหาได้ภายใน 5 นาที ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี การอนุมัติรายจ่ายมีผู้รับผิดชอบลงนามชัดเจน ทุกรายการ เจ้าของกิจการ แยกหน้าที่ ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน ผู้บันทึกบัญชี ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ สำรองข้อมูลบัญชี อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ฝ่ายบัญชี/IT รหัสเข้าระบบบัญชีจำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ Checklist ด้านภาษีและกฎหมาย รายการตรวจ กำหนดเวลา ผู้รับผิดชอบ ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ใบกำกับภาษีออกถูกต้อง ครบเลข 13 หลัก ทุกรายการ ฝ่ายบัญชี เก็บเอกสารภาษีย้อนหลัง อย่างน้อย 5 ปี ฝ่ายบัญชี ส่งงบการเงินประจำปีต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังปิดรอบบัญชี ฝ่ายบัญชี/สำนักงานบัญชี Internal Audit vs External Audit ต่างกันอย่างไร ทั้งสองประเภทมีเป้าหมายต่างกัน ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัด เกณฑ์เปรียบเทียบ Internal Audit External Audit ผู้ตรวจสอบ คนในองค์กร หรือที่ปรึกษาที่ว่าจ้าง ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จากภายนอก เป้าหมายหลัก ปรับปรุงระบบควบคุม ลดความเสี่ยง รับรองงบการเงินว่าถูกต้องตามมาตรฐาน ความถี่ ทำได้ตลอดปี ตามแผนที่กำหนด ปีละ 1 ครั้ง ตอนปิดงบการเงิน บังคับตามกฎหมาย ไม่บังคับสำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป บังคับสำหรับบริษัทที่ต้องมีผู้สอบบัญชี รายงานต่อใคร ผู้บริหารภายใน ผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับ สำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป External Audit อาจเป็นเรื่องที่ต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ Internal Audit คือสิ่งที่เลือกทำเพิ่มเพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ External Auditor จะมาตรวจ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Internal Audit ที่เจ้าของกิจการต้องระวัง จากประสบการณ์ที่พบบ่อยในเจ้าของกิจการมี 4 ข้อผิดพลาดหลักที่ควรระวัง ยกระดับ Internal Audit ให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีช่วยให้ Audit ทำได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะระบบบัญชีออนไลน์ที่เก็บข้อมูลบน Cloud เพราะ Auditor สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกรายการได้ทันทีโดยไม่ต้องขอเอกสารกระดาษ ดึงรายงานเปรียบเทียบยอดระหว่างช่วงเวลาได้ในคลิกเดียว และตรวจสอบรายการย้อนหลังได้โดยไม่สูญหาย เตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมตรวจด้วยระบบบัญชี PEAK PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยเจ้าของกิจการเตรียมพร้อมรับ Audit ได้ง่ายขึ้น ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติจากการเชื่อมต่อธนาคาร ออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร และสร้างรายงานทางการเงินที่พร้อมตรวจได้ทุกเมื่อ เมื่อข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น Internal Audit ก็ทำได้เร็วและพบปัญหาน้อยลง สรุป: Internal Audit ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นปัญหาก่อน Internal Audit ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเจ้าของกิจการ สิ่งที่ต้องทำคือ จัดการบัญชีให้พร้อมรับการตรวจสอบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ทันที ข้อมูลพร้อมตรวจสอบตลอดเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี เริ่มสร้างธุรกิจ SMART ที่พร้อมรับทุกการตรวจสอบ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Internal Audit เจ้าของกิจการจำเป็นต้องจ้าง Internal Auditor แยกต่างหากไหม ไม่จำเป็นเสมอไป เจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-20 คน สามารถให้เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นแนวทาง เมื่อธุรกิจโตขึ้นและมีรายการทางการเงินซับซ้อนมากขึ้น ค่อยพิจารณาจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสำนักงานตรวจสอบจากภายนอก Internal Audit กับ Internal Control ต่างกันอย่างไร Internal Control คือระบบควบคุมภายในที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด เช่น กฎการอนุมัติค่าใช้จ่าย ส่วน Internal Audit คือการตรวจสอบว่า Internal Control เหล่านั้นยังทำงานได้ดีหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ Internal Control เป็นกฎ และ Internal Audit เป็นการตรวจว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎ Internal Audit ต้องทำปีละกี่ครั้ง ไม่มีกฎหมายกำหนดจำนวนครั้งตายตัว แต่แนะนำอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือทุก 3 เดือน เพื่อจับปัญหาได้เร็วก่อนปิดงบประจำปี ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก อาจทำเดือนละครั้งในช่วงที่มียอดธุรกรรมมาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

FV คืออะไร เข้าใจ Future Value มูลค่าเงินในอนาคต ฉบับเจ้าของกิจการ

เงิน 1 ล้านบาทวันนี้ กับ 1 ล้านบาทอีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าไม่เท่ากัน ถ้าเข้าใจ FV (Future Value) คุณจะรู้ว่าเงินก้อนนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต FV คืออะไร (Future Value คือ มูลค่าเงินในอนาคต) FV หรือ Future Value คือการคำนวณว่าเงินจำนวนหนึ่งจะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต โดยคิดรวมผลตอบแทนตลอดระยะเวลาที่กำหนด ผลตอบแทนที่ว่านี้อาจเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก กำไรจากการลงทุน หรืออัตราเงินเฟ้อ ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ พูดง่ายกว่านั้น ถ้าคุณฝากเงิน 100,000 บาทในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี FV จะบอกคุณว่าอีก 5 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็นเท่าไร แนวคิดนี้มาจากหลัก Time Value of Money (มูลค่าของเงินตามเวลา) เงิน 1 บาทวันนี้มีค่ามากกว่า 1 บาทในอนาคต เพราะนำไปสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้ หลักการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการเงินธุรกิจ ทั้งการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ การวิเคราะห์สินเชื่อ และการวางแผนงบประมาณระยะยาว ทำไมเจ้าของกิจการต้องรู้จัก FV สำหรับเจ้าของกิจการ FV ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำราเรียน แต่เป็นเครื่องมือช่วยตอบคำถามเรื่องเงินที่ใช้ได้จริงในการบริหารกิจการ สูตร FV (Future Value Formula) พร้อมอธิบายทีละตัวแปร สูตร FV มี 3 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะการลงทุนหรือการออม เลือกใช้ตามสถานการณ์ของคุณ สูตร FV แบบดอกเบี้ยเดี่ยว (Simple Interest) ใช้เมื่อได้รับดอกเบี้ยจากเงินต้นเท่านั้น ไม่มีการนำดอกเบี้ยมาทบเข้าเงินต้น FV = PV × (1 + r × n) ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PV เงินต้น (Present Value) 100,000 บาท r อัตราดอกเบี้ยต่อปี 5% = 0.05 n จำนวนปี 3 ปี สูตร FV แบบดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) เป็นสูตรที่ใช้บ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะผลตอบแทนของงวดก่อนจะถูกรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ทำให้เงินเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ FV = PV × (1 + r)^n ถ้าทบต้นมากกว่าปีละ 1 ครั้ง (เช่น รายเดือน) ปรับสูตรเป็น FV = PV × (1 + r/m)^(n × m) โดย m คือจำนวนครั้งที่ทบต้นต่อปี เช่น ทบต้นรายเดือน m = 12 สูตร FV แบบเงินงวด (Annuity) ใช้เมื่อลงทุนหรือออมเงินเท่ากันทุกงวด เช่น ฝากเงินเดือนละ 10,000 บาท FV = PMT × [((1 + r)^n – 1) / r] ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PMT จำนวนเงินที่จ่ายแต่ละงวด 10,000 บาท/เดือน r อัตราดอกเบี้ยต่องวด 6%/12 = 0.5% ต่อเดือน n จำนวนงวด 36 เดือน (3 ปี) ตัวอย่างการคำนวณ FV ที่เจ้าของกิจการใช้ได้จริง ตัวอย่างที่ 1: ลงทุนซื้อเครื่องจักร 1 ล้านบาท คุ้มไหมใน 5 ปี บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเงิน 1,000,000 บาท กำลังเลือกระหว่างซื้อเครื่องจักรใหม่หรือฝากธนาคาร ถ้าฝากที่ดอกเบี้ย 4% ทบต้นรายปี อีก 5 ปีจะได้เท่าไร รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินต้น (PV) 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย (r) 4% ต่อปี 0.04 จำนวนปี (n) 5 ปี FV 1,000,000 × (1 + 0.04)^5 1,216,653 บาท ถ้าฝากธนาคาร เงินจะโตเป็นราว 1.22 ล้านบาท ดังนั้นถ้าเครื่องจักรสร้างรายได้หรือลดต้นทุนมากกว่า 216,653 บาทใน 5 ปี การซื้อเครื่องจักรก็คุ้มกว่า ตัวอย่างที่ 2: เก็บเงินสำรองธุรกิจเดือนละ 10,000 บาท อีก 3 ปีจะมีเท่าไร บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออมเงินเดือนละ 10,000 บาท ในบัญชีที่ให้ผลตอบแทน 3% ต่อปี ทบต้นรายเดือน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินออมต่อเดือน (PMT) 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน (r) 3%/12 0.25% จำนวนเดือน (n) 3 × 12 36 เดือน FV (เงินงวด) 10,000 × [((1.0025)^36 – 1) / 0.0025] 376,453 บาท จ่ายเงินจริง 360,000 บาท (10,000 × 36) แต่ผลตอบแทนที่ทบต้นทุกเดือนทำให้เงินงอกเป็น 376,453 บาท ได้กำไรจากดอกเบี้ยราว 16,453 บาท ตัวอย่างที่ 3: เปรียบเทียบ 2 ทางเลือกลงทุนด้วย FV เจ้าของกิจการมีเงิน 500,000 บาท กำลังเลือกระหว่าง 2 ทาง ทางเลือก ผลตอบแทน ระยะเวลา FV A: ฝากประจำ 3% ทบต้นรายปี 3% 5 ปี 500,000 × (1.03)^5 = 579,637 บาท B: ลงทุนกองทุนรวม คาดหวัง 7% ต่อปี 7% 5 ปี 500,000 × (1.07)^5 = 701,276 บาท ทางเลือก B ให้ FV สูงกว่าราว 121,639 บาท แต่ผลตอบแทนจากกองทุนไม่การันตี เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลตอบแทนที่คาดหวังกับความเสี่ยงที่รับได้ FV กับ PV ต่างกันอย่างไร FV (Future Value) และ PV (Present Value) เป็นแนวคิดที่คู่กัน ใช้ร่วมกันในการวิเคราะห์การเงินธุรกิจ FV (Future Value) PV (Present Value) ความหมาย มูลค่าเงินในอนาคต มูลค่าเงินในปัจจุบัน คำถามที่ตอบ “เงินวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นเท่าไร?” “เงินในอนาคต คิดเป็นมูลค่าวันนี้เท่าไร?” ใช้เมื่อ วางแผนออม ประเมินเงินสำรอง ประเมินโครงการลงทุน ตีมูลค่าสินทรัพย์ ทิศทาง ปัจจุบัน → อนาคต อนาคต → ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น “ฝากเงิน 1 แสนวันนี้ อีก 3 ปีจะมีเท่าไร” ให้ใช้ FV แต่ถ้าถามว่า “เงิน 1 แสนอีก 3 ปีข้างหน้า คิดเป็นค่าวันนี้เท่าไร” ให้ใช้ PV ข้อผิดพลาดที่เจ้าของกิจการทำบ่อยเรื่อง FV ใช้ผลตอบแทนที่ไม่การันตีมาคำนวณ เจ้าของกิจการหลายคนใช้ตัวเลขผลตอบแทน “ที่คาดหวัง” มาคำนวณ FV เช่น คาดว่าจะได้กำไร 10% ต่อปี แล้วเอาตัวเลขนี้ไปวางแผนทั้งหมด ปัญหาคือผลตอบแทนจริงอาจต่ำกว่ามาก วิธีที่ปลอดภัยกว่า คือคำนวณ FV ด้วยตัวเลขที่ระมัดระวัง (conservative) เช่น ลดลง 20-30% จากที่คาดหวัง ลืมคิดเงินเฟ้อ FV บอกว่าเงินจะเติบโตเป็นเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าเงินก้อนนั้นจะซื้อของได้เท่าเดิมไหม ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี เงิน 1 ล้านบาทในอีก 5 ปีจะมีกำลังซื้อเท่ากับ 863,000 บาทวันนี้เท่านั้น เจ้าของกิจการควรคำนวณ FV แบบ “หลังหักเงินเฟ้อ” ด้วย โดยใช้อัตราผลตอบแทนจริง (ผลตอบแทน ลบ เงินเฟ้อ) แทนผลตอบแทนตัวเลขบนกระดาษ ลืมหักภาษีจากผลตอบแทน ดอกเบี้ยเงินฝากถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เงินปันผลถูกหัก 10% กำไรจากการขายหุ้นอาจมีภาษีด้วย ถ้าคำนวณ FV จากผลตอบแทนก่อนหักภาษี ตัวเลขที่ได้จะสูงเกินจริง ต้องใช้ผลตอบแทนหลังหักภาษีในการคำนวณเสมอ เปรียบเทียบทางเลือกที่ระยะเวลาต่างกัน FV ของเงิน 500,000 บาทใน 5 ปีกับ FV ของเงิน 500,000 บาทใน 3 ปี เปรียบเทียบตรงๆ ไม่ได้ เพราะระยะเวลาต่างกัน ต้องปรับให้ระยะเวลาเท่ากันก่อน หรือใช้ผลตอบแทนต่อปี (annualized return) เปรียบเทียบแทน FV กับการวางแผนการเงินธุรกิจ นอกจากการคำนวณตัวเลข FV ยังเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจได้หลายด้าน การประเมินโครงการลงทุน ก่อนลงทุนในโครงการใหม่ ลองคำนวณ FV ของเงินก้อนนั้นถ้านำไปลงทุนทางอื่นแทน ตัวเลขนี้บอก “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของโครงการ ถ้าโครงการให้ผลตอบแทนต่ำกว่า FV ของทางเลือกอื่น อาจไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน การวางแผนเงินสำรองธุรกิจ ถ้าตั้งเป้าว่าต้องมีเงินสำรอง 1 ล้านบาทใน 3 ปี ใช้สูตร FV แบบเงินงวดคำนวณย้อนกลับว่าต้องออมเดือนละเท่าไร ช่วยให้วางแผนได้จริงจัง ดีกว่าเดาสุ่มว่า “น่าจะพอ” การตั้งราคาสินค้าให้รองรับเงินเฟ้อ ถ้าต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นปีละ 5% ใช้ FV คำนวณว่าอีก 2 ปี ต้นทุนจะเป็นเท่าไร จะได้ตั้งราคาขายให้มีกำไรเพียงพอตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอให้ต้นทุนขึ้นแล้วค่อยปรับราคาตามหลัง สรุป: FV ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเงินบนตัวเลขจริง FV (Future Value) คือเครื่องมือคำนวณว่าเงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต ไม่ว่าจะออมเงิน ลงทุน หรือเปรียบเทียบทางเลือก สิ่งที่ต้องจำ จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการดูภาพรวมการเงินธุรกิจได้ทันที นำตัวเลขจริงไปวางแผนการเงินได้แม่นยำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ FV (Future Value) FV ติดลบได้ไหม ในทางทฤษฎี FV ไม่ติดลบ เพราะเป็นค่าที่บอกว่าเงินจะโตเป็นเท่าไร แต่ใน Excel ผลลัพธ์อาจแสดงเป็นลบ ถ้าใส่ค่า pmt เป็นบวก เพราะ Excel ใช้เครื่องหมายลบแทน “เงินไหลออก” แก้โดยใส่ pmt เป็นจำนวนลบ เช่น -10000 FV กับ NPV ใช้ต่างกันอย่างไร FV ตอบว่า “เงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต” ส่วน NPV (Net Present Value คือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ) ตอบว่า “กระแสเงินสดจากโครงการทั้งหมด คิดเป็นค่าวันนี้เหลือเท่าไร” ถ้าต้องเลือกว่าจะลงทุนโครงการไหน ใช้ NPV ถ้าต้องวางแผนเงินออม ใช้ FV ดอกเบี้ยทบต้นกับ FV เกี่ยวกันอย่างไร Compound Interest คือกลไกที่ทำให้ FV เพิ่มขึ้นเร็ว เพราะผลตอบแทนงวดก่อนจะรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ยิ่งทบต้นบ่อย FV ยิ่งสูง เช่น ทบต้นรายเดือนให้ FV สูงกว่ารายปีที่อัตราเดียวกัน ตามที่อธิบายในหัวข้อสูตร FV ด้านบน ใช้ FV คำนวณเงินเฟ้อได้ไหม ได้ โดยใช้อัตราเงินเฟ้อแทนอัตราดอกเบี้ยในสูตร FV เช่น ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี ต้นทุนวัตถุดิบ 100,000 บาทวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นราว 115,927 บาท ช่วยวางแผนต้นทุนล่วงหน้าได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ทยอยจ่าย คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีผ่อนชำระและผลทางภาษี

ซื้อรถกระบะ เช่าซื้อเครื่องจักร หรือผ่อนค่าประกันภัย เจ้าของกิจการที่แบ่งจ่ายเป็นงวดต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่งวดแรก ถ้าบันทึกผิด งบการเงินจะคลาดเคลื่อน และอาจมีปัญหาตอนยื่นภาษี ทยอยจ่าย คืออะไร ทยอยจ่าย คือการแบ่งชำระเงินเป็นงวดตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แทนที่จะจ่ายเต็มจำนวนครั้งเดียว ในทางบัญชี เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแยกเป็น 2 ส่วนเสมอ คือส่วนที่ลดยอดหนี้ (เงินต้น) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย ถ้าไม่แยก ราคาทุนสินทรัพย์จะสูงเกินจริง และค่าเสื่อมราคาก็ผิดตามไปด้วย รูปแบบการทยอยจ่ายที่พบบ่อยในธุรกิจ ก่อนลงรายละเอียดการบันทึกบัญชี มาดูก่อนว่าเจ้าของกิจการ มักเจอการทยอยจ่ายแบบไหนบ้าง รูปแบบ ลักษณะ ตัวอย่าง ผ่อนชำระสินทรัพย์ (Hire Purchase) ซื้อของแล้วผ่อนจ่าย กรรมสิทธิ์โอนเมื่อจ่ายครบ ซื้อรถกระบะผ่อน 60 งวด สัญญาเช่าซื้อ (Finance Lease) เช่าใช้สินทรัพย์ระยะยาว มีทางเลือกซื้อเมื่อครบสัญญา เช่าซื้อเครื่องจักร 36 งวด ผ่อนชำระเงินกู้ กู้เงินจากธนาคารแล้วทยอยคืนเป็นงวด กู้ซื้ออาคารสำนักงาน ทยอยจ่ายค่าใช้จ่ายเป็นงวด แบ่งจ่ายค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมหลายเดือน ค่าประกันภัยรายปี จ่ายเป็น 4 งวด แต่ละรูปแบบมีวิธีบันทึกบัญชีต่างกัน มาดูทีละกรณีพร้อมตัวอย่าง วิธีบันทึกบัญชีการทยอยจ่ายพร้อมตัวอย่าง บันทึกบัญชีซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท วางเงินดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนชำระ 20 งวด งวดละ 27,500 บาท (รวมดอกเบี้ย 50,000 บาท) วันที่ซื้อ บันทึกสินทรัพย์ตามราคาเงินสด (ไม่รวมดอกเบี้ย) และบันทึกหนี้สินส่วนที่ยังไม่ได้จ่าย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รถยนต์ 600,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 50,000 เงินสด (ดาวน์) 100,000 เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 550,000 เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน (งวดละ 27,500 บาท สมมุติดอกเบี้ยงวดนี้ 2,500 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 25,000 ดอกเบี้ยจ่าย 2,500 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 2,500 เงินสด 27,500 หลักการคือ เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ลดยอดหนี้ (25,000 บาท) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย (2,500 บาท) วิธีนี้ทำให้งบการเงินแสดงภาระหนี้คงเหลือได้ตรงกับความเป็นจริง บันทึกบัญชีเช่าซื้อ การเช่าซื้อ (Finance Lease) บันทึกคล้ายกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างออกไป ได้แก่ “สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า” และ “หนี้สินตามสัญญาเช่า” ตาม TFRS 16 อ้างอิง สภาวิชาชีพบัญชี สมมุติว่า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าซื้อเครื่องจักรมูลค่า 300,000 บาท ผ่อน 12 งวด รวมดอกเบี้ย 18,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า 300,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 18,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 318,000 เมื่อจ่ายค่างวด ก็แยกเงินต้นกับดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน ตารางผ่อนชำระ วิธีทำและใช้งาน ตารางผ่อนชำระ ช่วยให้เห็นภาพว่าในแต่ละงวด เงินที่จ่ายไปเป็นเงินต้นเท่าไร เป็นดอกเบี้ยเท่าไร และยอดคงเหลือเท่าไร ตัวอย่างตารางผ่อนชำระเครื่องจักรของบริษัท ข จำกัด (3 งวดแรก) งวดที่ ค่างวด ดอกเบี้ย เงินต้น ยอดคงเหลือ 1 26,500 1,500 25,000 275,000 2 26,500 1,375 25,125 249,875 3 26,500 1,249 25,251 224,624 ดอกเบี้ยแต่ละงวดคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือ ยิ่งจ่ายไปเรื่อย ส่วนดอกเบี้ยจะลดลง ส่วนเงินต้นจะเพิ่มขึ้น ผลทางภาษีของการทยอยจ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับการผ่อนชำระ เมื่อกิจการที่จด VAT ซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สิทธิ์ในการขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายออกใบกำกับภาษีเมื่อไร สิ่งสำคัญคือต้องเก็บใบกำกับภาษีให้ครบ เพราะถ้าไม่มีใบกำกับภาษี จะนำ VAT มาหักไม่ได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับการผ่อนชำระ โดยทั่วไป การผ่อนซื้อสินค้าไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย เพราะเป็นการซื้อสินค้า ไม่ใช่การจ้างบริการ แต่มีกรณีที่ต้องระวังคือ แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อดูรายละเอียดแต่ละสัญญา เพราะเงื่อนไขต่างกันได้ตามลักษณะธุรกรรม ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่ซื้อผ่อน นำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม ได้ สินทรัพย์ที่ซื้อผ่อนชำระสามารถคิดค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามปกติ เริ่มคิดตั้งแต่วันที่รับมอบสินทรัพย์ ไม่ต้องรอจ่ายครบ ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท (ไม่รวม VAT) อายุการใช้งาน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุนรถกระบะ 600,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 600,000 ÷ 5 ปี 120,000 บาท/ปี ค่าเสื่อมราคา 120,000 บาท/ปี นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี อ้างอิง กรมสรรพากร ผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากร กรณีที่กิจการมีภาษีค้างจ่าย สามารถยื่นขอผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากรได้ แบ่งจ่ายเป็นรายเดือน ไม่เกิน 12 งวด สำหรับภาษีที่ค้างไม่เกิน 50,000 บาท อาจได้รับอนุมัติงวดมากกว่านั้นตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ต้องยื่นคำร้องขอผ่อนชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ อ้างอิง กรมสรรพากร เมื่อบันทึกบัญชี ให้บันทึกภาษีค้างจ่ายเป็นหนี้สิน แล้วลดยอดลงทุกครั้งที่จ่ายแต่ละงวด ถ้ามีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ให้บันทึกแยกเป็นค่าใช้จ่ายอีกรายการหนึ่ง ข้อควรระวังในการบันทึกบัญชีทยอยจ่าย เรื่องที่เจ้าของกิจการต้องระวัง เพราะมักบันทึกผิดบ่อย สรุป: จัดการบัญชีทยอยจ่ายให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก การทยอยจ่ายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ แต่การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้งบการเงินน่าเชื่อถือ และไม่มีปัญหาตอนยื่นภาษี สิ่งที่ต้องทำทุกครั้ง จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี จัดการภาษี และออกเอกสารได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทยอยจ่ายในทางบัญชี ซื้อรถผ่อนชำระ บันทึกบัญชียังไง บันทึกรถยนต์เป็นสินทรัพย์ตามราคาเงินสดในวันที่รับรถ พร้อมบันทึกเจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อน เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน ให้แยกส่วนเงินต้นลดยอดเจ้าหนี้ กับส่วนดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่าย ดูตัวอย่าง Journal Entry ได้ในหัวข้อด้านบน ผ่อนชำระกับเช่าซื้อต่างกันอย่างไร ผ่อนชำระ (Hire Purchase) กรรมสิทธิ์โอนให้ผู้ซื้อเมื่อจ่ายครบ ส่วนเช่าซื้อ (Finance Lease) กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าผู้เช่าจะใช้สิทธิ์ซื้อเมื่อครบสัญญา ทางบัญชี ทั้งสองแบบบันทึกเป็นสินทรัพย์และหนี้สินเหมือนกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างกัน ทยอยจ่ายค่าประกันภัยรายปี บันทึกบัญชีอย่างไร ค่าประกันภัยรายปีที่แบ่งจ่ายเป็นงวด ให้บันทึกเป็น “ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า” ในวันทำสัญญา แล้วทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนตามระยะเวลาที่ได้รับความคุ้มครอง ไม่ใช่ตามงวดที่จ่ายเงิน กิจการที่ไม่ได้จด VAT ซื้อของผ่อนชำระต้องทำอย่างไร บันทึกราคาทุนสินทรัพย์รวม VAT เข้าไปด้วย เพราะไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ทำให้ราคาทุนสินทรัพย์สูงกว่ากิจการที่จด VAT และค่าเสื่อมราคาต่อปีก็จะสูงตามไปด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

บัญชีชุดเดียว คืออะไร ทำไม SME ต้องทำ พร้อมวิธีเริ่มต้น

บัญชีชุดเดียว คืออะไร ทำไม SME ต้องทำ พร้อมวิธีเริ่มต้น SME ที่ยังทำบัญชีหลายชุดแยกยื่นสรรพากรกับธนาคาร เสี่ยงถูกตรวจสอบและขอสินเชื่อไม่ผ่านมากขึ้นทุกปี เพราะปัจจุบันกรมสรรพากรใช้ Big Data จับคู่ข้อมูลข้ามระบบได้แล้ว บทความนี้อธิบายว่าบัญชีชุดเดียวคืออะไร ข้อดีที่ได้ สิทธิประโยชน์ทางภาษี 10 สัญญาณเสี่ยงที่ต้องระวัง และวิธีเริ่มต้นทำบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME  บัญชีชุดเดียว คืออะไร บัญชีชุดเดียว คือการจัดทำบัญชีและงบการเงินของกิจการเพียงชุดเดียวที่สะท้อนข้อมูลตามความเป็นจริง ใช้ยื่นกรมสรรพากร ยื่นธนาคาร และใช้ตัดสินใจบริหารธุรกิจได้ทุกจุด โดยไม่ต้องทำบัญชีหลายชุดแยกตามวัตถุประสงค์ มาตรการนี้เกิดจากนโยบายของกรมสรรพากรที่ต้องการยกระดับมาตรฐานบัญชีของธุรกิจ SME ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นสากลมากขึ้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร มาตรการส่งเสริมบัญชีชุดเดียว) ทำไมกรมสรรพากรถึงบังคับให้ SME ทำบัญชีชุดเดียว ในอดีต ผู้ประกอบการหลายรายทำบัญชีหลายชุด เช่น ชุดหนึ่งยื่นสรรพากรที่แสดงกำไรต่ำเพื่อเสียภาษีน้อย อีกชุดยื่นธนาคารที่แสดงตัวเลขสวยเกินจริงเพื่อขอสินเชื่อ ทำให้รัฐไม่มีข้อมูลจริงสำหรับวางนโยบายช่วยเหลือ SME และธนาคารก็ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงได้ถูกต้อง กรมสรรพากรจึงผลักดันนโยบายบัญชีชุดเดียวขึ้นมา เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน บัญชีชุดเดียว ต่างจากบัญชีหลายชุด อย่างไร ด้าน บัญชีหลายชุด (แบบเดิม) บัญชีชุดเดียว จำนวนบัญชี 2-3 ชุดขึ้นไป แยกตามวัตถุประสงค์ ชุดเดียว ใช้ทุกจุด ความถูกต้อง ตัวเลขอาจไม่ตรงกัน ขึ้นกับว่ายื่นใคร ตรงกับความเป็นจริง ตรวจสอบได้ ต้นทุน จ่ายค่าทำบัญชีหลายชุด เสียเวลามาก จ่ายครั้งเดียว ประหยัดกว่า ความเสี่ยง ถูกตรวจพบได้ง่ายขึ้นในยุค e-Filing ไม่มีความเสี่ยง เพราะข้อมูลตรงกันหมด ขอสินเชื่อ ธนาคารอาจปฏิเสธถ้าตัวเลขไม่ตรงกับสรรพากร ผ่านการพิจารณาง่ายขึ้น ข้อดีของการทำบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME การทำบัญชีชุดเดียวให้ประโยชน์กับผู้ประกอบการ 3 ด้านหลัก ทั้งเรื่องการเงิน ภาษี และการบริหารธุรกิจ ขอสินเชื่อธนาคารง่ายขึ้น ตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 กรมสรรพากรร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ SME ที่ต้องการขอสินเชื่อต้องยื่นบัญชีชุดเดียวกับที่ยื่นกรมสรรพากร ถ้าธนาคารพบว่างบการเงินไม่ตรงกัน จะไม่อนุมัติสินเชื่อ ซึ่งบทความจาก OfficeMate เรื่องบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME ระบุเพิ่มเติมว่า หากธนาคารพาณิชย์ใดอนุมัติสินเชื่อให้กิจการที่ยื่นบัญชีไม่ตรงกัน ธนาคารนั้นก็มีความผิดฐานร่วมปกปิดและเลี่ยงภาษีด้วย เมื่อกิจการมีงบการเงินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ธนาคารจะเห็นตัวเลขที่น่าเชื่อถือ ทำให้พิจารณาอนุมัติวงเงินได้เร็วขึ้นและได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสรรพากร SME ที่เข้าร่วมมาตรการบัญชีชุดเดียวจะได้รับสิทธิประโยชน์หลายอย่าง เห็นสุขภาพการเงินที่แท้จริงของกิจการ เมื่อบัญชีสะท้อนตัวเลขจริง เจ้าของกิจการจะเห็นรายได้ ต้นทุน และกำไรที่แท้จริง ทำให้วางแผนธุรกิจได้แม่นยำ ตัดสินใจลงทุนหรือขยายกิจการบนพื้นฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่ตกแต่งมา วิธีเริ่มทำบัญชีชุดเดียว สำหรับ SME ที่เพิ่งจดบริษัท SME ที่เพิ่งจดทะเบียนบริษัทสามารถเริ่มทำบัญชีชุดเดียวได้ตั้งแต่วันแรก ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรก็ยิ่งไม่ต้องกลับไปแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง ทำตาม 4 ขั้นตอนนี้ เอกสารและสมุดบัญชีที่ต้องจัดทำ ตามกฎหมาย นิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน) ต้องจัดทำเอกสารบัญชีครบ ประกอบด้วย สมุดบัญชีรายวัน 5 เล่ม งบการเงิน ที่ต้องจัดทำประจำปี กิจการต้องส่งงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ผ่านระบบ DBD e-Filing และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ให้กรมสรรพากรภายใน 150 วัน ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร  10 สัญญาณที่สรรพากรจับตาว่าเลี่ยงภาษี กรมสรรพากรใช้ระบบ Big Data และ Data Analytics วิเคราะห์งบการเงินของธุรกิจ โดยมี 10 ลักษณะที่เข้าข่ายเลี่ยงภาษี สินทรัพย์ หนี้สินและทุน รายได้ ค่าใช้จ่าย ถ้ากิจการมีลักษณะตรงกับข้อใดข้อหนึ่ง ควรตรวจสอบบัญชีของตัวเองทันทีก่อนยื่นงบการเงิน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ผ่านรายงานไทยรัฐ) ผลเสียถ้าไม่ทำบัญชีชุดเดียว ในปี 2569 ในปี 2569 ความเสี่ยงของการไม่ทำบัญชีชุดเดียวสูงกว่าในอดีตมาก เพราะกรมสรรพากรพัฒนาระบบตรวจสอบที่ทันสมัยขึ้น ระบบ e-Filing และ e-Tax Invoice ทำให้สรรพากรเห็นข้อมูลรายรับรายจ่ายของกิจการแบบ real-time ส่วนระบบ e-Payment ทำให้ธุรกรรมทุกรายการที่ผ่านธนาคารมีหลักฐานชัดเจน ถ้ายื่นบัญชีที่ตัวเลขไม่ตรงกับข้อมูลในระบบ โอกาสถูกตรวจพบสูงมาก ผลที่ตามมาคือ ถูกเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง, เสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม, ธนาคารปฏิเสธวงเงิน และอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานหลีกเลี่ยงภาษี นอกจากนี้ เมื่อกิจการ SME รายอื่นทำบัญชีชุดเดียวกันหมดแล้ว เจ้าหน้าที่สรรพากรจะมีเวลาเข้าตรวจกิจการที่ยังไม่ปฏิบัติตามมาตรการนี้ได้อย่างละเอียดมากขึ้น สรุป: บัญชีชุดเดียว สรุปแล้ว การทำบัญชีเพียงชุดเดียวที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ช่วย SME ใน 3 เรื่องหลัก สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น ขั้นตอนแรกคือแยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับกิจการ บันทึกทุกรายการ เก็บเอกสารครบ และใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ จัดการบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ทำบัญชีชุดเดียวได้ง่าย ทุกรายการถูกบันทึกในระบบเดียว ออกเอกสารได้ครบ ทั้งใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี และใบแจ้งหนี้ พร้อมสรุปรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายให้อัตโนมัติ ระบบยังรองรับ e-Tax Invoice และ AI ช่วยกระทบยอดธนาคาร ลดงานซ้ำให้เจ้าของกิจการมีเวลาไปโฟกัสการเติบโตของธุรกิจ นอกจากนี้ ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อปเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และอุปกรณ์สำนักงานคุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวกพร้อมบริการส่งฟรี* และรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับบัญชีชุดเดียว บัญชีชุดเดียว กับบัญชีคู่ (double entry) เป็นเรื่องเดียวกันไหม ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน “บัญชีชุดเดียว” หมายถึงนโยบายให้กิจการจัดทำบัญชีเพียงชุดเดียวที่สะท้อนข้อมูลจริง ส่วน “บัญชีคู่ (double entry)” คือวิธีการบันทึกบัญชีที่ลงทั้งฝั่งเดบิตและเครดิต ทั้งสองเป็นคนละเรื่องกัน กิจการที่ทำบัญชีชุดเดียวก็ยังใช้ระบบบัญชีคู่ในการบันทึกรายการตามปกติ ธุรกิจบุคคลธรรมดาต้องทำบัญชีชุดเดียวด้วยไหม มาตรการบัญชีชุดเดียวเน้นที่นิติบุคคล คือบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน ส่วนบุคคลธรรมดา (คนที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง ยังไม่จดบริษัท) ยังไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการนี้โดยตรง แต่ก็ควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ถูกต้องเพื่อประโยชน์ในการยื่นภาษีประจำปี ถ้าเคยทำบัญชีหลายชุด เริ่มปรับเป็นชุดเดียวได้อย่างไร เริ่มจากสำรวจบัญชีทุกชุดที่มีอยู่ แล้วเลือกชุดที่สะท้อนตัวเลขจริงของกิจการมากที่สุดเป็นฐาน จากนั้นให้นักบัญชีช่วยปรับปรุงรายการให้ถูกต้อง และเริ่มบันทึกทุกรายการจริงในระบบเดียวตั้งแต่วันที่ปรับ ถ้ามีภาษีค้างจ่ายจากรอบก่อนหน้า ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนจ่ายให้ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีชุดเดียว ประมาณเท่าไร ขึ้นอยู่กับขนาดกิจการและจำนวนรายการต่อเดือน โดยทั่วไปสำนักงานบัญชีคิดค่าบริการสำหรับกิจการขนาดเล็กเริ่มต้นประมาณ 2,000-5,000 บาท/เดือน ราคาจะแตกต่างกันตามจำนวนเอกสาร ความซับซ้อนของธุรกิจ และบริการเสริมเช่นวางระบบบัญชีหรือให้คำปรึกษาภาษี ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอราคาจากสำนักงานบัญชีหลายแห่งเพื่อเปรียบเทียบ หรือเลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แล้วให้นักบัญชีตรวจสอบเป็นระยะเพื่อประหยัดต้นทุน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง Facebook : : : : officemate_thailand?lang=enWebsite : สอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้เมื่อจ่ายเงินต่างประเทศ

เจ้าของกิจการที่จ่ายค่าบริการ ค่าสิทธิ หรือเงินปันผลให้บริษัทต่างประเทศ มักเจอปัญหาถูกเก็บภาษีซ้ำทั้งในไทยและประเทศปลายทาง อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศที่ช่วยลดหรือยกเว้นภาษีซ้ำนี้ได้ อนุสัญญาภาษีซ้อน คืออะไร อนุสัญญาภาษีซ้อน คือข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเก็บภาษีซ้ำจากรายได้ก้อนเดียวกัน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Double Tax Agreement (DTA) สมมุติว่าบริษัทไทยจ้างบริษัทญี่ปุ่นออกแบบระบบ ค่าจ้าง 1 ล้านบาท เงินก้อนนี้อาจถูกเก็บภาษีทั้งในไทยและญี่ปุ่น อนุสัญญาภาษีซ้อนเข้ามาช่วยกำหนดว่าประเทศไหนเก็บภาษีอะไร หรือจำกัดเพดานอัตราภาษีไว้ หลักการสำคัญที่ควรรู้ อนุสัญญาภาษีซ้อนใช้ 2 วิธีหลักในการป้องกันภาษีซ้ำ สิ่งสำคัญคืออนุสัญญามีผลเหนือกว่ากฎหมายภาษีภายในประเทศ ถ้าอนุสัญญากำหนดอัตราภาษีต่ำกว่าที่กฎหมายไทยกำหนด ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ใช้อัตราที่ต่ำกว่าได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ประเทศที่ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อน ปัจจุบันไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับ 61 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมคู่ค้าสำคัญทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา (รายชื่อเต็มจากกรมสรรพากร) ประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยบ่อยที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลีย และอินเดีย ตารางอัตราเพดานภาษีประเทศยอดนิยม อนุสัญญาแต่ละประเทศกำหนดเพดานอัตราภาษีไว้ไม่เท่ากัน ตารางด้านล่างสรุปอัตราสำหรับประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยมากที่สุด ประเทศ เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ญี่ปุ่น 15% (หรือ 20%) 25% 15% สหรัฐอเมริกา 10% (หรือ 15%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 8%) จีน 15% (หรือ 20%) 10% 15% สิงคโปร์ 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) ฮ่องกง 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) เกาหลีใต้ 10% (หรือ 20%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) (อัตราที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น สัดส่วนการถือหุ้น หรือประเภทค่าสิทธิ ตรวจสอบรายละเอียดจากตารางเพดานอัตราภาษีของกรมสรรพากร) ประเทศที่ไม่มีอนุสัญญากับไทย เช่น ไต้หวัน บราซิล และอาร์เจนตินา การจ่ายเงินไปประเทศเหล่านี้ต้องใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทยเต็มจำนวน ไม่สามารถใช้อัตราเพดานที่ต่ำกว่าได้ ภาษีประเภทใดบ้างที่อนุสัญญาคุ้มครอง อนุสัญญาภาษีซ้อนครอบคลุมรายได้ 4 ประเภทหลักที่ SME ไทยมักเกี่ยวข้อง ประเภทรายได้ ตัวอย่างสถานการณ์ ประมวลรัษฎากรไทย เงินปันผล (Dividends) ลงทุนในบริษัทต่างชาติแล้วได้ปันผล หัก 10% ดอกเบี้ย (Interest) กู้เงินจากธนาคารต่างประเทศ หัก 15% ค่าสิทธิ (Royalties) ใช้ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร หัก 15% ค่าบริการ (Service Fees) จ้างที่ปรึกษา วิศวกร โปรแกรมเมอร์ต่างชาติ หัก 15% ถ้ามีอนุสัญญาภาษีซ้อน อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจลดลงเหลือ 5-10% แทน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับแต่ละประเทศ วิธีใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน (ขั้นตอนปฏิบัติ) การใช้สิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ผู้จ่ายเงินต้องทำเอง ขั้นตอนมีดังนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ตัวอย่างคำนวณภาษี (Case Study) กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทญี่ปุ่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทญี่ปุ่น 500,000 บาท เปรียบเทียบกรณีใช้สิทธิ์อนุสัญญา กับไม่ใช้สิทธิ์ รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 15% (อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 15% = 75,000 บาท กรณีนี้อัตราอนุสัญญาเท่ากับอัตราปกติ จึงไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทสิงคโปร์ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทสิงคโปร์ 500,000 บาท รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 10% (อนุสัญญาไทย-สิงคโปร์) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 10% = 50,000 บาท ประหยัดภาษี 25,000 บาท กรณีนี้ใช้สิทธิ์อนุสัญญาช่วยลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายลง 25,000 บาท เงินที่ประหยัดได้นี้ทำให้บริษัทคู่ค้าได้รับเงินมากขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่อรองค่าบริการเป็นไปได้ง่ายกว่า ข้อควรระวังในการใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าใช้อัตราอนุสัญญาโดยไม่มีเอกสาร Certificate of Residence มายืนยัน กรมสรรพากรอาจปฏิเสธและเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน นอกจากนี้ เจ้าของกิจการควรระวังเรื่องเหล่านี้ สรุป: อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการบัญชีและภาษีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยเจ้าของกิจการออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ และติดตามกำหนดยื่นภาษีได้ในที่เดียว ลดโอกาสยื่นล่าช้าหรือคำนวณผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าไม่มีอนุสัญญากับประเทศนั้น ต้องทำอย่างไร ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติของกฎหมายไทย (เช่น 15% สำหรับค่าสิทธิ) ผู้รับเงินต่างประเทศอาจนำภาษีที่ถูกหักไปขอเครดิตในประเทศตัวเอง ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น Certificate of Residence ขอจากไหน ให้บริษัทคู่ค้าต่างประเทศขอจากหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศนั้น เช่น ญี่ปุ่นขอจาก National Tax Agency สิงคโปร์ขอจาก IRAS โดยเอกสารต้องระบุว่าบริษัทมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศนั้นจริง ยื่น ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.ง.ด.54 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้ต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่ง VAT เมื่อจ่ายค่าบริการต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบอาจต้องยื่นพร้อมกัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความ ภงด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ตราสารทุน คืออะไร ทางเลือกระดมทุนที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ตราสารทุน เป็นเครื่องมือทางการเงินที่เจ้าของกิจการ หลายคนเคยได้ยิน แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเองอย่างไร จริง ๆ แล้วมันคือทั้ง ทางเลือกลงทุน และ ทางเลือกระดมเงินทุน ในคราวเดียวกัน ตราสารทุน คืออะไร ตราสารทุน (Equity Instruments) คือหลักทรัพย์ที่แสดงความเป็นเจ้าของในกิจการ เมื่อคุณถือตราสารทุน คุณเป็น เจ้าของร่วม ของบริษัทนั้น ไม่ใช่เจ้าหนี้ ลักษณะสำคัญมี 3 ข้อ ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ หุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อหุ้นบริษัทใด ก็เป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทนั้นทันที อ้างอิง ตลาดหลักทรัพย์ ตราสารทุน มีอะไรบ้าง ประเภทที่ควรรู้ ตราสารทุนแบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลัก ประเภท ลักษณะสำคัญ เหมาะกับ หุ้นสามัญ มีสิทธิออกเสียง ปันผลไม่คงที่ นักลงทุนที่ต้องการมีส่วนร่วมบริหาร หุ้นบุริมสิทธิ ได้ปันผลก่อน มักไม่มีสิทธิออกเสียง นักลงทุนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) สิทธิซื้อหุ้นในอนาคตราคาที่กำหนด นักลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโต ใบแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) อนุพันธ์อ้างอิงราคาหุ้น ซื้อขายระยะสั้น นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง หุ้นสามัญ คืออะไร หุ้นสามัญ (Common Stock) คือตราสารทุนพื้นฐานที่พบมากที่สุด ผู้ถือมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร และได้ส่วนแบ่งทรัพย์สินหากบริษัทเลิกกิจการ ข้อดีคือมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงจากทั้งปันผลและราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น แต่ข้อเสียคือผลตอบแทนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ หุ้นบุริมสิทธิ คืออะไร หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) คือตราสารทุนที่ให้สิทธิพิเศษบางอย่างเหนือกว่าหุ้นสามัญ โดยเฉพาะเรื่องเงินปันผล ผู้ถือจะได้รับปันผลในอัตราคงที่ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่แลกกับการไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม หุ้นสามัญ vs หุ้นบุริมสิทธิ ต่างกันอย่างไร เกณฑ์เปรียบเทียบ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สิทธิออกเสียง มี มักไม่มี เงินปันผล ไม่คงที่ ขึ้นกับกำไร อัตราคงที่ ได้รับก่อน ลำดับรับเงินคืนเมื่อเลิกกิจการ ได้รับหลังสุด ได้รับก่อนหุ้นสามัญ โอกาสกำไรจากราคาหุ้น (Capital Gain) สูง ต่ำกว่า ความเสี่ยง สูงกว่า ต่ำกว่า เหมาะกับ ผู้ที่ต้องการเติบโตระยะยาว ผู้ที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ ตราสารทุน กับ ตราสารหนี้ ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างหลักคือ ตราสารทุนทำให้คุณเป็น เจ้าของ แต่ตราสารหนี้ทำให้คุณเป็น เจ้าหนี้ ของกิจการ เกณฑ์ ตราสารทุน ตราสารหนี้ สถานะผู้ถือ เจ้าของร่วม เจ้าหนี้ ผลตอบแทน เงินปันผล (ไม่คงที่) ดอกเบี้ย (คงที่) ระยะเวลา ไม่มีครบกำหนด มีวันครบกำหนดไถ่ถอน ความเสี่ยง สูงกว่า ต่ำกว่า โอกาสกำไร สูงกว่า (ราคาหุ้นอาจเพิ่ม) จำกัด (ได้แค่ดอกเบี้ย) ตัวอย่าง หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ สรุปง่าย ๆ คือ ตราสารทุนให้โอกาสกำไรสูงกว่าแต่เสี่ยงกว่า ส่วนตราสารหนี้ให้รายได้คงที่แต่โอกาสกำไรจำกัด ข้อดีและข้อเสียของตราสารทุน ก่อนตัดสินใจลงทุนหรือระดมทุนผ่านตราสารทุน ควรเข้าใจข้อดีข้อเสียให้ชัด ข้อดี ข้อเสีย ตราสารทุน เหมาะกับใคร ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้ สำหรับ นักลงทุน เหมาะกับคนที่มีเป้าหมายระยะยาว รับความผันผวนได้ และต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากหรือพันธบัตร ถ้าเพิ่งเริ่มลงทุนและยังไม่อยากเลือกหุ้นเอง กองทุนตราสารทุนอาจเป็นทางเลือกที่ดี สำหรับ เจ้าของกิจการ เป็นทางเลือกระดมทุนโดยไม่ต้องกู้เงิน เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนจำนวนมากเพื่อขยายกิจการ แต่ต้องยอมรับว่าจะมีผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของ ตราสารทุนกับ SME: ทางเลือกระดมทุนที่ต้องรู้ ส่วนนี้เป็นมุมที่หลายคนมองข้าม เจ้าของกิจการไม่ได้แค่ ลงทุน ในตราสารทุน แต่ยังสามารถ ออกตราสารทุน เพื่อระดมเงินทุนได้ด้วย SME ออกหุ้นระดมทุนได้อย่างไร SME สามารถระดมทุนผ่านตราสารทุนได้หลายช่องทาง ผลกระทบต่องบการเงินเมื่อออกตราสารทุน เมื่อบริษัทออกหุ้นเพิ่มทุน จะมีผลต่อ “ส่วนของเจ้าของ” ในงบการเงินโดยตรง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกหุ้นสามัญเพิ่ม 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 1,000,000 ทุนจดทะเบียน (หุ้นสามัญ) 1,000,000 ผลคือเงินสดเพิ่มขึ้น 1 ล้านบาท และส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นเท่ากัน สังเกตว่าไม่มีหนี้สินเพิ่ม ต่างจากการกู้เงินที่เพิ่มทั้งเงินสดและหนี้สิน เจ้าของกิจการที่ต้องการเรียนรู้การอ่านงบการเงินเพิ่มเติมสามารถดูบทความแนะนำของ PEAK ได้ กองทุนตราสารทุน คืออะไร กองทุนตราสารทุน (Equity Fund) คือกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในหุ้นเป็นหลัก มีผู้จัดการกองทุนคอยเลือกหุ้นให้ เหมาะกับคนที่อยากลงทุนในตลาดหุ้นแต่ไม่มีเวลาวิเคราะห์หุ้นเอง ข้อดีคือกระจายความเสี่ยงอัตโนมัติเพราะลงทุนในหุ้นหลายตัว เริ่มต้นด้วยเงินไม่มากก็ได้ แต่มีค่าธรรมเนียมจัดการกองทุนที่ต้องจ่ายทุกปี สรุป: ตราสารทุน เครื่องมือการเงินที่ SME ต้องเข้าใจ ตราสารทุนเป็นได้ทั้งเครื่องมือลงทุนและเครื่องมือระดมทุน เจ้าของกิจการที่เข้าใจความแตกต่างระหว่างหุ้นสามัญกับหุ้นบุริมสิทธิ และเปรียบเทียบกับตราสารหนี้ได้ จะเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับเป้าหมายธุรกิจได้ถูกต้อง จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อธุรกิจเติบโตและมีผู้ถือหุ้นหลายราย การจัดการบัญชีที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี จัดการภาษี และออกเอกสารได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตราสารทุน ตราสารทุน คือ หุ้น ใช่ไหม หุ้นเป็นตราสารทุนประเภทหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ยังรวมถึงใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) และใบแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ด้วย พูดง่าย ๆ คือ “หุ้นทุกตัวเป็นตราสารทุน แต่ตราสารทุนไม่ใช่แค่หุ้น” ตราสารทุนต่างประเทศ คืออะไร คือหลักทรัพย์ที่ออกโดยบริษัทในต่างประเทศ เช่น หุ้นของ Apple หรือ Samsung นักลงทุนไทยสามารถลงทุนได้ผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) หรือผ่านโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นต่างประเทศ SME ที่ยังไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ออกหุ้นได้ไหม ได้ บริษัทจำกัดทุกขนาดสามารถเพิ่มทุนจดทะเบียนและออกหุ้นเพิ่มให้ผู้ลงทุนรายใหม่ได้ เพียงแต่ต้องทำผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น แล้วจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ตราสารทุน ผลตอบแทนมาจากอะไร มาจาก 2 ทาง คือเงินปันผลที่บริษัทจ่ายเมื่อมีกำไร และกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น ทั้งสองส่วนนี้ไม่รับประกัน ต่างจากดอกเบี้ยตราสารหนี้ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ภาษีสรรพสามิต คืออะไร สินค้าที่ต้องเสีย อัตราและวิธีคำนวณ

เจ้าของกิจการหลายคนเคยเห็นคำว่า ภาษีสรรพสามิต บนฉลากสินค้าหรือในข่าวปรับราคาน้ำมัน แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันต่างจาก VAT ยังไง และเกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเองไหม ภาษีสรรพสามิต คืออะไร (Excise Tax) ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) คือภาษีทางอ้อมที่รัฐเก็บจากสินค้าและบริการบางประเภทเป็นการเฉพาะ เช่น น้ำมัน สุรา บุหรี่ รถยนต์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เป้าหมายหลักมี 2 ข้อ คือสร้างรายได้ให้รัฐ และควบคุมการบริโภคสินค้าที่อาจกระทบสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม จัดเก็บโดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ภาษีสรรพสามิต ต่างจาก VAT อย่างไร คนจำนวนมากสับสนระหว่างภาษีสรรพสามิตกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แม้ทั้งสองจะเป็นภาษีทางอ้อมเหมือนกัน แต่มีจุดต่างชัดเจน เปรียบเทียบ ภาษีสรรพสามิต VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เก็บจากสินค้าอะไร เฉพาะสินค้าที่กำหนดในกฎหมาย เช่น น้ำมัน สุรา รถยนต์ สินค้าและบริการเกือบทุกชนิด อัตรา ต่างกันตามประเภทสินค้า (ตั้งแต่ 0% ถึงกว่า 50%) อัตราเดียว 7% หน่วยงานจัดเก็บ กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร จุดจัดเก็บ ณ โรงงานผลิตหรือด่านศุลกากร (กรณีนำเข้า) ทุกขั้นตอนการซื้อขาย สินค้าบางอย่าง เช่น เบียร์ ต้องเสียทั้งภาษีสรรพสามิตและ VAT ซึ่ง VAT จะคำนวณจากราคาที่รวมภาษีสรรพสามิตแล้วอีกทอดหนึ่ง ใครมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต ผู้ที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ต้นทางของสินค้า ได้แก่ แม้ผู้ประกอบการจะเป็นคนจ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในทางปฏิบัติ ภาระภาษีมักถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้า ผู้บริโภคจึงเป็นผู้แบกรับต้นทุนจริงในท้ายที่สุด สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต มีอะไรบ้าง สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีแบ่งเป็นหมวดหลัก หมวด สินค้า/บริการ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เบนซิน ดีเซล ก๊าซ LPG NGV น้ำมันหล่อลื่น (รายได้สรรพสามิตสูงสุด) เครื่องดื่ม เบียร์ ไวน์ สุรา น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟกระป๋อง เครื่องดื่มชูกำลัง (น้ำตาลสูง = ภาษีสูงกว่า) ยาสูบ บุหรี่ ซิการ์ ยาเส้น บุหรี่ไฟฟ้า (อัตราภาษีสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง) รถยนต์และยานพาหนะ รถยนต์นั่ง รถกระบะ มอเตอร์ไซค์ รถ ATV รถ EV (ได้อัตราพิเศษ) สินค้าและบริการอื่น แบตเตอรี่ เครื่องปรับอากาศ น้ำหอม เครื่องสำอาง สนามกอล์ฟ ไนท์คลับ เรือยอทช์ อัตราภาษีสรรพสามิต แต่ละประเภทสินค้า อัตราภาษีสรรพสามิตแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและวิธีคำนวณ สรุปอัตราหลักได้ดังนี้ ประเภทสินค้า อัตราตามมูลค่า (%) อัตราตามปริมาณ น้ำมันเบนซิน 6.50 บาท/ลิตร น้ำมันดีเซล 6.44 บาท/ลิตร (ปรับลดเหลือ ~1.01 ช่วงมาตรการรัฐ) เบียร์ 22% 430 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ สุราขาว 2% 155 บาท/ลิตรแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ บุหรี่ 40% 1.20 บาท/มวน น้ำอัดลม 14% 1 บาท/ลิตร (ปรับเพิ่มตามปริมาณน้ำตาล) รถยนต์นั่ง (เครื่อง > 3,000cc) 40% รถยนต์นั่ง EV 2% (มาตรการส่งเสริม ถึง 31 ธ.ค. 2568) เครื่องปรับอากาศ 10% สนามกอล์ฟ 10% ของรายรับ อ้างอิง กฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต และ พิกัดอัตราสรรพสามิต อัตราบางรายการอาจปรับเปลี่ยนตามมาตรการรัฐ วิธีคำนวณภาษีสรรพสามิต (สูตรและตัวอย่าง) การคำนวณภาษีสรรพสามิตมี 2 วิธี แล้วใช้ตัวเลขที่สูงกว่า การคำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) คิดจากราคาขายส่ง ณ โรงงานหรือราคา CIF (กรณีนำเข้า) ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ราคาขายส่งหรือราคา CIF × อัตราภาษีตามมูลค่า การคำนวณตามปริมาณ (Specific Rate) คิดจากจำนวนหน่วยสินค้า เช่น ลิตร กิโลกรัม มวน ตามสูตร ภาษีสรรพสามิต = ปริมาณสินค้า × อัตราภาษีต่อหน่วย ตัวอย่างการคำนวณจริง กรณีน้ำอัดลม สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตน้ำอัดลม 10,000 ลิตร ราคาขายส่ง ณ โรงงานลิตรละ 15 บาท ขั้นที่ 1 คำนวณตามมูลค่า (Ad Valorem) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาขายส่งรวม 10,000 × 15 150,000 บาท ภาษีตามมูลค่า 150,000 × 14% 21,000 บาท ขั้นที่ 2 คำนวณตามปริมาณ (Specific) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ปริมาณผลิต 10,000 ลิตร ภาษีตามปริมาณ 10,000 × 1 บาท/ลิตร 10,000 บาท ขั้นที่ 3 เปรียบเทียบ รายการ จำนวนเงิน ตามมูลค่า 21,000 บาท ตามปริมาณ 10,000 บาท ต้องจ่ายจริง (ตัวที่สูงกว่า) 21,000 บาท กฎหมายกำหนดให้ใช้ตัวเลขที่สูงกว่าระหว่าง 2 วิธี ดังนั้นบริษัท ก จำกัด ต้องเสียภาษีสรรพสามิต 21,000 บาท ข้อยกเว้นและกรณีที่ได้ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต สินค้าบางประเภทได้รับยกเว้นหรือลดอัตราภาษีสรรพสามิต เช่น อ้างอิง กรมสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต เกี่ยวข้องกับ SME อย่างไร เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยตรง เพราะภาษีนี้เก็บจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าเฉพาะประเภท แต่ถ้าธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลิตเครื่องดื่ม แปรรูปสุรา นำเข้ารถยนต์ หรือประกอบธุรกิจสถานบันเทิง มีหน้าที่จดทะเบียนสรรพสามิต ยื่นแบบ และชำระภาษีตามกำหนด ต้องวางแผนต้นทุนให้ครอบคลุมภาษีนี้ตั้งแต่ขั้นกำหนดราคาขาย สำหรับเจ้าของกิจการทั่วไปที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ภาษีสรรพสามิตถูกบวกอยู่ในราคาต้นทุนสินค้าแล้ว สิ่งที่ต้องจัดการ คือบันทึกต้นทุนให้ถูกต้อง เพื่อคำนวณกำไรและภาษีเงินได้นิติบุคคลได้แม่นยำ สรุป: ภาษีสรรพสามิต สิ่งที่ต้องจำ ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากสินค้าเฉพาะประเภทตั้งแต่ต้นทาง เจ้าของกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต้องจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ส่วนเจ้าของกิจการทั่วไปแม้ไม่ได้จ่ายภาษีนี้โดยตรง แต่ควรเข้าใจว่ามันส่งผลต่อราคาต้นทุนสินค้า สิ่งที่ควรทำต่อ จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร จัดการภาษีได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต ภาษาอังกฤษคืออะไร ภาษีสรรพสามิตในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Excise Tax” หรือ “Excise Duty” เป็นคำที่ใช้ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ภาษีสรรพสามิต คำนวณจากอะไร คำนวณจาก 2 ฐาน คือ มูลค่า (ราคาขาย ณ โรงงานหรือราคานำเข้า) กับปริมาณ (จำนวนลิตร มวน กิโลกรัม) แล้วใช้ยอดที่สูงกว่าเป็นภาษีที่ต้องจ่าย ตัวอย่างตัวเลขดูได้ในหัวข้อวิธีคำนวณด้านบน ภาษีสรรพสามิต จ่ายที่ไหน จ่ายออนไลน์ได้ไหม ผู้ประกอบการสามารถยื่นแบบและชำระภาษีสรรพสามิตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพสามิตได้ที่ excise.go.th หรือยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ผู้บริโภคต้องจ่ายภาษีสรรพสามิตเองไหม ตามกฎหมาย ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเป็นผู้จ่ายภาษีให้รัฐ แต่ในความเป็นจริง ภาระภาษีถูกรวมอยู่ในราคาสินค้าแล้ว เช่น เวลาซื้อเบียร์ 1 ขวด ราคาที่จ่ายมีภาษีสรรพสามิตบวกอยู่โดยที่ผู้ซื้อไม่ต้องไปยื่นแบบเอง เปิดร้านขายเหล้า-บุหรี่ ต้องเสียภาษีสรรพสามิตไหม ร้านค้าปลีกที่ซื้อสินค้ามาขายต่อ ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตเอง เพราะโรงงานหรือผู้นำเข้าจ่ายไปแล้วก่อนสินค้าจะมาถึงร้าน แต่ร้านค้ายังต้องมี “ใบอนุญาตขายสุรา” หรือ “ใบอนุญาตขายยาสูบ” ตามกฎหมาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ค่าจ้าง คืออะไร ต้นทุนจ้างพนักงานจริงที่เจ้าของกิจการต้องรู้

จ้างพนักงานเงินเดือน 20,000 บาท แต่ต้นทุนจริงอาจสูงถึง 25,000-30,000 บาทต่อคน นอกจากตัวเลขบนสลิปเงินเดือนแล้ว ยังมีเงินสมทบกองทุนต่างๆ สวัสดิการ และค่าล่วงเวลาที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม ค่าจ้างคืออะไร ความหมายตามกฎหมายแรงงาน ค่าจ้าง คือเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงาน โดยคำนวณตามระยะเวลาหรือผลงาน นิยามนี้ใช้เป็นฐานคำนวณสิทธิต่างๆ ของลูกจ้าง ไม่ว่าจะเป็นค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย หรือเงินสมทบประกันสังคม อ้างอิง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่ทุกเงินที่จ่ายให้พนักงานจะนับเป็นค่าจ้าง เงินที่นับต้องเป็นเงินตอบแทนการทำงานเท่านั้น นับเป็นค่าจ้าง ไม่นับเป็นค่าจ้าง เงินเดือนประจำ โบนัส ค่าครองชีพที่จ่ายประจำ ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าคอมมิชชันที่จ่ายเป็นประจำ ค่าเดินทาง ค่าตำแหน่งที่จ่ายทุกเดือน เบี้ยขยัน เซอร์วิสชาร์จที่แบ่งให้พนักงาน ค่าเช่าบ้าน ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าตอบแทน ต่างกันอย่างไร คำสามคำนี้ใช้ปนกันบ่อย แต่ความหมายตามกฎหมายต่างกัน คำ ความหมาย ตัวอย่าง ค่าจ้าง เงินที่จ่ายตอบแทนการทำงาน ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เงินเดือน + ค่าตำแหน่ง + ค่าคอมมิชชัน เงินเดือน ค่าจ้างประจำที่จ่ายเป็นรายเดือน เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง 20,000 บาท/เดือน ค่าตอบแทน คำกว้างกว่า ครอบคลุมทั้งค่าจ้างและผลประโยชน์อื่น เงินเดือน + โบนัส + สวัสดิการ + ประกันสุขภาพ เจ้าของธุรกิจต้องแยกให้ชัด เพราะสิทธิตามกฎหมาย เช่น ค่าชดเชยเลิกจ้าง คำนวณจาก ค่าจ้าง เท่านั้น ไม่รวมโบนัสหรือสวัสดิการ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 2569 ค่าจ้างขั้นต่ำ คืออัตราต่ำสุดที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างต่อวัน กำหนดโดยคณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงาน อัตราแตกต่างตามพื้นที่ อัตราล่าสุดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 อ้างอิง กระทรวงแรงงาน พื้นที่ ค่าจ้างขั้นต่ำ (บาท/วัน) กรุงเทพฯ และปริมณฑล 400 ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง 370-400 จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ 337-380 ต้นทุนจ้างจริง ไม่ใช่แค่เงินเดือน เจ้าของธุรกิจหลายคนคิดแค่เงินเดือนตอนวางแผนจ้างพนักงาน แต่ต้นทุนจ้างจริงมีมากกว่านั้น ประเภท รายการ อัตรา/จำนวน กฎหมายบังคับ ประกันสังคมส่วนนายจ้าง 5% ของเงินเดือน สูงสุด 750 บาท/เดือน อ้างอิง ประกันสังคม กฎหมายบังคับ กองทุนเงินทดแทน 0.2-1.0% ของเงินเดือนรวมทั้งปี อ้างอิง ประกันสังคม ธุรกิจจ่ายเพิ่ม สวัสดิการ (ค่ารักษาพยาบาล ประกันกลุ่ม ค่าอาหาร) ขึ้นกับนโยบายบริษัท ธุรกิจจ่ายเพิ่ม โบนัสประจำปี 1-3 เดือน ธุรกิจจ่ายเพิ่ม ค่าล่วงเวลา (OT) 1.5-3 เท่าของค่าจ้างรายชั่วโมง ธุรกิจจ่ายเพิ่ม ต้นทุนสรรหาและอบรม ค่าลงประกาศงาน ค่าฝึกอบรม ค่าอุปกรณ์ ตัวอย่างคำนวณ: จ้างพนักงาน 1 คน จ่ายจริงเท่าไร สมมุติจ้างพนักงานเงินเดือน 20,000 บาท ทำงานที่สำนักงานทั่วไป ต้นทุนจ้างจริงต่อเดือนคำนวณได้ดังนี้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือน 20,000 บาท ประกันสังคม (นายจ้าง 5%) 15,000 × 5% (ฐานสูงสุด) 750 บาท กองทุนเงินทดแทน (0.2%) 20,000 × 0.2% 40 บาท สวัสดิการ (ประกันกลุ่ม) ประมาณ 500 บาท ต้นทุนจ้างต่อเดือน 21,290 บาท ถ้ารวมต้นทุนรายปี ยังต้องบวกโบนัส (สมมุติ 1 เดือน = 20,000 บาท) และค่าอุปกรณ์ ค่าอบรม อีกประมาณ 10,000-20,000 บาท รายการ จำนวนเงิน ต้นทุนจ้างต่อเดือน × 12 255,480 บาท โบนัส 1 เดือน 20,000 บาท ค่าอุปกรณ์ + อบรม 15,000 บาท ต้นทุนจ้างจริงต่อปี 290,480 บาท จะเห็นว่าจากเงินเดือน 20,000 บาท ต้นทุนจริงรายปีสูงกว่าที่คิดประมาณ 20-25% วิธีคำนวณค่าจ้างรายวันและรายชั่วโมง เจ้าของธุรกิจต้องรู้วิธีคำนวณค่าจ้างรายวันเพื่อใช้คำนวณค่าล่วงเวลาและค่าชดเชย ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน สูตรคำนวณมีดังนี้ พนักงานรายเดือน ค่าจ้างรายวัน = เงินเดือน ÷ 30 ตัวอย่าง เงินเดือน 20,000 บาท ค่าจ้างรายวัน = 20,000 ÷ 30 = 666.67 บาท ค่าจ้างรายชั่วโมง = ค่าจ้างรายวัน ÷ 8 ชั่วโมง = 666.67 ÷ 8 = 83.33 บาท ตัวเลขนี้ใช้คำนวณค่าล่วงเวลา เช่น OT วันปกติ จ่าย 1.5 เท่าของค่าจ้างรายชั่วโมง = 83.33 × 1.5 = 125 บาท/ชั่วโมง ค่าจ้างออกจากงาน ต้นทุนที่ต้องรู้ก่อนเลิกจ้าง นอกจากต้นทุนระหว่างทำงาน เจ้าของธุรกิจยังต้องเตรียมค่าใช้จ่ายกรณีเลิกจ้างพนักงาน ซึ่งเป็นต้นทุนที่หลายคนลืมวางแผนไว้ ค่าชดเชยตามอายุงาน กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด อ้างอิง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน อายุงาน ค่าชดเชย 120 วัน – 1 ปี 30 วัน 1 – 3 ปี 90 วัน 3 – 6 ปี 180 วัน 6 – 10 ปี 240 วัน 10 – 20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน ตัวอย่าง พนักงานเงินเดือน 20,000 บาท ทำงานมา 5 ปี ค่าชดเชยเลิกจ้าง = 6 เดือน = 120,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถ้านายจ้างเลิกจ้างทันทีโดยไม่บอกล่วงหน้า ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวอีกอย่างน้อย 1 งวดเงินเดือน ดังนั้นเลิกจ้างพนักงานเงินเดือน 20,000 บาทที่ทำงาน 5 ปี อาจต้องจ่ายรวม 140,000 บาท ค่าชดเชย 120,000 บาท + สินจ้างแทนการบอกกล่าว 20,000 บาท ยังไม่รวมค่าจ้างสำหรับวันลาพักร้อนที่เหลืออยู่ ซึ่งนายจ้างต้องจ่ายคืนด้วย อ่านเพิ่มเติมเรื่องสิทธิของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง ได้ที่ PEAK Blog ค่าจ้าง หัก ณ ที่จ่าย นายจ้างต้องหักอย่างไร เมื่อจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือน แล้วนำส่งกรมสรรพากร ใช้แบบ ภ.ง.ด.1 ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป วิธีคำนวณคือ ประมาณเงินได้ทั้งปีของพนักงาน หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า จากนั้นหารด้วย 12 เพื่อหักเป็นรายเดือน อ่านเพิ่มเติมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ฉบับเข้าใจง่าย ได้ที่ PEAK Blog เคล็ดลับบริหารค่าจ้างให้คุ้มค่าสำหรับ SME การบริหารเงินเดือนและผลตอบแทนที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง เคล็ดลับที่ทำได้ทันทีมีดังนี้ สรุป: ค่าจ้างพนักงาน ต้นทุนจริงที่ต้องวางแผน เงินเดือนเป็นแค่ส่วนหนึ่งของต้นทุนการจ้างพนักงาน เจ้าของกิจการควรประเมินค่าใช้จ่ายจริงทั้งหมดของทีม รวมเงินสมทบกองทุน สวัสดิการ โบนัส และเผื่อค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง แล้ววางงบประมาณรายปีให้ครอบคลุม เพื่อไม่ให้ต้นทุนแฝงกลายเป็นปัญหากระแสเงินสด อ่านเพิ่มเติมเรื่องประกันสังคมนายจ้างจ่ายเท่าไร ได้ที่ PEAK Blog จัดการบัญชีและเงินเดือนให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการจัดการเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้จากระบบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าจ้างพนักงาน ค่าคอมมิชชันนับเป็นค่าจ้างหรือไม่ ถ้าจ่ายเป็นประจำทุกเดือนตามผลงาน กฎหมายนับเป็นค่าจ้าง ต้องนำไปคำนวณค่าล่วงเวลาและค่าชดเชยด้วย แต่ถ้าจ่ายเป็นครั้งคราวตามดุลยพินิจของนายจ้าง ไม่นับ ธุรกิจขนาดเล็ก 1-5 คน ต้องจ่ายประกันสังคมไหม ต้องจ่าย กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน และจ่ายเงินสมทบทุกเดือน เลิกจ้างพนักงานช่วงทดลองงาน ต้องจ่ายค่าชดเชยไหม ถ้าพนักงานทำงานไม่ครบ 120 วัน ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ถ้าครบ 120 วันแล้ว ต้องจ่าย 30 วัน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงทดลองงานหรือไม่ เพราะกฎหมายไม่ได้ยกเว้นช่วงทดลองงาน ค่าจ้างต่างจากค่าจ้างเหมาบริการอย่างไร ค่าจ้างจ่ายให้ “ลูกจ้าง” ตามสัญญาจ้างแรงงาน มีสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานทุกข้อ ส่วนจ้างเหมาบริการจ่ายให้ “ผู้รับจ้าง” ตามสัญญาจ้างทำของ ไม่มีสิทธิค่าชดเชยหรือประกันสังคมจากผู้ว่าจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

กรรมการบริษัท คือใคร อำนาจ หน้าที่ เปลี่ยนกรรมการ สรุปครบ

เจ้าของกิจการที่เพิ่งจดทะเบียนบริษัท มักสงสัยว่ากรรมการบริษัทต้องทำอะไรบ้าง เปลี่ยนกรรมการยุ่งยากไหม แล้วเงินกู้ยืมกรรมการจัดการยังไง กรรมการบริษัท คืออะไร กรรมการบริษัท คือบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้มีอำนาจบริหารจัดการกิจการ ทำหน้าที่ตัดสินใจแทนบริษัทในเรื่องสำคัญ เช่น ลงนามสัญญา เปิดบัญชีธนาคาร หรือยื่นภาษี บริษัทจำกัดต้องมีกรรมการอย่างน้อย 1 คน ไม่มีกำหนดจำนวนสูงสุด แต่ส่วนใหญ่ SME มักตั้งไว้ 1-3 คนเพื่อความคล่องตัว กรรมการไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้น ใครก็ได้ที่บรรลุนิติภาวะและไม่เป็นบุคคลล้มละลาย สามารถเป็นกรรมการได้ ต่างจากผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของบริษัท กรรมการคือ คนทำงาน ที่บริหารแทนเจ้าของ วิธีดูว่าใครเป็นกรรมการบริษัท ให้เปิดหนังสือรับรองบริษัทจาก DBD จะระบุชื่อกรรมการ อำนาจลงนาม และเงื่อนไขการลงนามไว้ชัดเจน ประเภทของกรรมการบริษัท กรรมการบริษัทมีหลายแบบ ขึ้นกับบทบาทและอำนาจที่ได้รับมอบหมาย ประเภท บทบาท พบใน กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ลงนามผูกพันบริษัทตามที่ระบุในหนังสือรับรอง บริษัทจำกัดทุกแห่ง กรรมการผู้จัดการ (MD) บริหารงานประจำวัน ตัดสินใจเชิงปฏิบัติ บริษัทขนาดกลาง-ใหญ่ ประธานกรรมการ ดูแลภาพรวม เป็นประธานที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัทมหาชน/ครอบครัว กรรมการอิสระ ตรวจสอบถ่วงดุล ไม่มีส่วนได้เสียกับบริษัท บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น สำหรับ SME ส่วนใหญ่ เจ้าของกิจการจะเป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ทำหน้าที่ทุกอย่างตั้งแต่ลงนามสัญญาไปจนถึงยื่นภาษี CEO เป็นตำแหน่งบริหารภายในองค์กร ไม่ใช่ตำแหน่งตามกฎหมาย ส่วนประธานกรรมการก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกับ CEO บริษัทใหญ่มักแบ่งหน้าที่กันชัดเจน อำนาจและหน้าที่ของกรรมการบริษัท กรรมการมีหน้าที่บริหารบริษัทด้วยความซื่อสัตย์ ระมัดระวัง และเพื่อประโยชน์ของบริษัท ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หน้าที่หลักที่ต้องรู้มีดังนี้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกรรมการ 2 คน หนังสือรับรองระบุว่ากรรมการ 2 คนลงนามร่วมกัน ถ้ากรรมการคนเดียวไปลงนามสัญญา สัญญานั้นไม่ผูกพันบริษัท ถ้ากรรมการทำให้บริษัทเสียหายจากความประมาทหรือทุจริต กรรมการต้องรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว เช่น กู้เงินในนามบริษัทไปใช้ส่วนตัว หรือไม่ยื่นงบการเงินจนบริษัทถูกปรับ ผู้ถือหุ้นสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรรมการได้ ค่าตอบแทนและประกันสังคมกรรมการ กรรมการบริษัทจะมีเงินเดือนหรือไม่ก็ได้ ขึ้นกับมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น หลายบริษัท SME กรรมการที่เป็นเจ้าของเลือกรับเป็น ค่าตอบแทนกรรมการ ผู้จ่ายต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า ค่าตอบแทนกรรมการต่างจากเงินเดือนพนักงาน เพราะกรรมการไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงาน เช่น ค่าชดเชย วันลาพักร้อน หรือประกันสังคมอัตโนมัติ เรื่องประกันสังคม กรรมการที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างของบริษัท ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ แต่สมัครเองตามมาตรา 39 (เคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อน) หรือมาตรา 40 (ไม่เคยเป็น) ได้ ถ้ากรรมการทำงานเป็นพนักงานด้วย มีสัญญาจ้างชัดเจน สามารถขึ้นประกันสังคมมาตรา 33 ได้ตามปกติ บริษัทต้องนำส่งเงินสมทบทั้งส่วนนายจ้างและลูกจ้างเหมือนพนักงานทั่วไป การเปลี่ยนกรรมการบริษัท ขั้นตอนและเอกสาร เมื่อต้องเปลี่ยนกรรมการบริษัท ไม่ว่าจะเพราะลาออก ถอดถอน หรือแต่งตั้งเพิ่ม ต้องจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกับ DBD ทุกครั้ง กรณีที่ต้องเปลี่ยนกรรมการ ขั้นตอนจดทะเบียนเปลี่ยนกรรมการที่ DBD เอกสารที่ต้องเตรียม ปัจจุบันสามารถยื่นผ่านระบบ DBD e-Filing ออนไลน์ได้ สะดวกกว่าไปสำนักงาน ใช้เวลาอนุมัติประมาณ 1-3 วันทำการ กรณีกรรมการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล ก็ต้องยื่นแก้ไขข้อมูลกับ DBD เช่นเดียวกัน โดยใช้เอกสารเปลี่ยนชื่อจากอำเภอประกอบ แนะนำให้จัดการโดยเร็ว เพราะข้อมูลกรรมการที่ไม่ตรงกับบัตรประชาชนอาจสร้างปัญหาเวลาทำธุรกรรมกับธนาคาร เงินกู้ยืมกรรมการ สิ่งที่ต้องรู้ทั้งบัญชีและภาษี เงินกู้ยืมกรรมการ คือเงินที่กรรมการให้บริษัทยืม หรือบริษัทให้กรรมการยืม ซึ่งมี 2 ทิศทาง แต่ละแบบมีผลทางภาษีต่างกัน กรรมการให้บริษัทยืมเงิน กรณีนี้พบบ่อยใน SME เจ้าของมักเอาเงินส่วนตัวใส่บริษัทตอนเริ่มต้นกิจการ บริษัทต้องทำสัญญากู้ยืมเป็นเอกสาร กำหนดอัตราดอกเบี้ยชัดเจน ถ้าบริษัทจ่ายดอกเบี้ยให้กรรมการ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป วิธีบันทึกบัญชีเมื่อบริษัทรับเงินกู้จากกรรมการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 500,000 เงินกู้ยืมกรรมการ 500,000 บริษัทให้กรรมการยืมเงิน กรณีนี้ต้องระวังมาก กรมสรรพากรถือว่าบริษัทต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการในอัตราตลาด ถ้าไม่คิดหรือคิดต่ำกว่า สรรพากรจะประเมินดอกเบี้ยเพิ่มเป็นรายได้ของบริษัท รวมถึงต้องเสีย VAT 7% จากดอกเบี้ยนั้นด้วย ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ให้กรรมการยืมเงิน 1,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินให้กู้ยืม 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยที่ต้องคิด (สมมุติ 5%/ปี) 1,000,000 × 5% 50,000 บาท/ปี VAT ที่ต้องเสียจากดอกเบี้ย 50,000 × 7% 3,500 บาท/ปี ข้อควรระวัง ถ้าเงินให้กู้ยืมกรรมการปรากฏในงบการเงินเป็นจำนวนมาก ผู้สอบบัญชีอาจตั้งข้อสังเกต และสรรพากรอาจตรวจสอบเพิ่มเติม ทางที่ดีควรมีสัญญากู้ยืมชัดเจน กำหนดระยะเวลาคืน และบันทึกบัญชีให้ถูกต้องทุกรายการ PEAK ช่วยบันทึกเงินกู้ยืมกรรมการและคำนวณดอกเบี้ยให้อัตโนมัติ ดูวิธีบันทึกเงินให้กู้ยืมใน PEAK สรุป: กรรมการบริษัท เรื่องที่ต้องจัดการให้ครบ สิ่งที่เจ้าของกิจการควรทำเมื่อเข้าใจบทบาทกรรมการแล้ว จัดการบัญชีและเอกสารบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี จัดการภาษี และออกเอกสารได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกรรมการบริษัท กรรมการบริษัท กับผู้ถือหุ้น ต่างกันตรงไหน ผู้ถือหุ้นคือเจ้าของบริษัท มีสิทธิรับเงินปันผลและออกเสียงในที่ประชุม ส่วนกรรมการคือคนที่ได้รับมอบหมายให้บริหารงาน ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของ คนเดียวกันเป็นได้ทั้งสองบทบาท เปลี่ยนกรรมการบริษัทใช้เวลากี่วัน ถ้าเอกสารครบ ยื่นผ่าน DBD e-Filing ออนไลน์ใช้เวลาอนุมัติประมาณ 1-3 วันทำการ ส่วนยื่นที่สำนักงานจะได้รับอนุมัติภายในวันเดียว บริษัทให้กรรมการยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยได้ไหม ทำได้ แต่กรมสรรพากรจะประเมินดอกเบี้ยตามอัตราตลาดเป็นรายได้ของบริษัท และต้องเสีย VAT จากดอกเบี้ยนั้นด้วย จึงแนะนำให้ทำสัญญาคิดดอกเบี้ยให้เหมาะสมตั้งแต่แรก กรรมการบริษัทต้องมีอย่างน้อยกี่คน กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 1 คน ไม่มีจำนวนสูงสุด แต่ SME ส่วนใหญ่ตั้งไว้ 1-3 คน เพื่อความคล่องตัวในการตัดสินใจ กรรมการบริษัททำประกันสังคมมาตรา 33 ได้ไหม ได้เฉพาะกรณีที่กรรมการเป็นลูกจ้างของบริษัทด้วย คือมีสัญญาจ้างแรงงานชัดเจน ถ้าเป็นกรรมการอย่างเดียว ต้องสมัครมาตรา 39 หรือ 40 แทน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

5 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 16/09/2026

1. จัดการไฟล์เอกสารง่ายขึ้นด้วยคลังเอกสาร รวมทุกไฟล์แนบไว้ในที่เดียว แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไปเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องจัดการแนบไฟล์เอกสารในระบบเป็นประจำสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับปรุงเมนูคลังเอกสารให้รวบรวมไฟล์ที่แนบอยู่บนเอกสารทุกใบมาแสดง เช่น ไฟล์แนบจากเอกสารรายรับ-รายจ่าย, สมุดรายวัน, PEAK Application เป็นต้น มาไว้ในหน้าเดียว พร้อมปรับปรุงหน้าตัวอย่างไฟล์ ให้แสดงข้อมูลละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น นามสกุลไฟล์, ขนาดไฟล์, ช่องทางที่อัปโหลด, เวลาที่แนบไฟล์ และชื่อผู้แนบ และหากมีการเพิ่มไฟล์บนระบบที่ชื่อซ้ำกัน ระบบจะมีการเปลี่ยนชื่อไฟล์ให้อัตโนมัติ และสามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์บนระบบตามที่ต้องการได้ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นและค้นหาไฟล์ได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องไล่เปิดดูทีละเอกสาร สามารถตรวจสอบประวัติการแนบไฟล์และป้องกันการนำไฟล์เดิมเข้ามาบันทึกบนระบบซ้ำ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและป้องกันไฟล์เอกสารตกหล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  2. ยกระดับความปลอดภัยเข้าถึงเอกสารด้วยการตั้งค่าการแสดงข้อมูลสาธารณะ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนูตั้งค่า “การแสดงข้อมูลสาธารณะ” ในหน้าตั้งค่าเอกสาร โดยแบ่งหมวดหมู่เอกสารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่  โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกกำหนดสิทธิ์การเข้าดูลิงก์ (Online View) ได้ 2 รูปแบบ คือ “ทุกคนที่มีลิงก์” หรือ “เฉพาะคนในกิจการ” ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตั้งค่าการเข้าถึงลิงก์ให้ตรงตามนโยบายความปลอดภัยของแต่ละกิจการ ป้องกันบุคคลภายนอกเข้าถึงข้อมูลเอกสารสำคัญหรือข้อมูลภาษีโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นใจในการแชร์ลิงก์ทำงานร่วมกันภายในทีมได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น 3. ออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่ายได้ง่าย ๆ บน PEAK Mobile App แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของธุรกิจ และผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์สร้างและอนุมัติบันทึกค่าใช้จ่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนู “ใบหัก ณ ที่จ่าย” บนแอปพลิเคชัน PEAK Mobile ช่วยให้สามารถออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่าย (EXP) และสร้างภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ได้พร้อมกันทันทีในขั้นตอนเดียว ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการบันทึกเอกสารสองรอบ ได้เอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายและใบหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน ตอบโจทย์การทำงานของเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 16/09/2026

1. Manage document files more easily with File Vault, gathering all attached files into one place. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who regularly manage document file attachments in the system. System Updates: The system improved the File Vault menu to gather files attached to documents and display them on a single page, such as attachments from income and expense documents, journals, PEAK Application, etc., along with updating the file preview page to display more detailed information such as file extension, file size, upload channel, attachment timestamp, and the uploader’s name. Furthermore, if duplicate file names are added to the system, the system will automatically rename the file, and users can rename files on the system as desired. Benefits of Use: Work together smoothly and search for files conveniently and quickly without having to open each document one by one. Check file attachment history and prevent duplicate files in the system into the system, effectively reducing redundancy and preventing missing document files. 2. Elevate document access security with Setting Public Link. Package: All packages Suitable for: Users who want to control data privacy and security within the organization. System Updates: Added the “Setting Public Link” settings menu in the document settings page, categorizing documents into 4 main groups: Users can choose 2 link access options (Online View): “Anyone with the link” or “Only people in your company”. Benefits of Use: Increases flexibility in adjusting link access settings to align with each business’s security policy. Prevents unauthorized third parties from accessing important document data or tax information, while boosting confidence when safely sharing links to collaborate within the team. 3. Issue withholding tax certificates along with recording expenses easily on PEAK Mobile App. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate.

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

งบทดลอง คืออะไร ใช้ทำอะไร วิธีทำ และตัวอย่าง

เจ้าของธุรกิจหลายคนไม่เคยเปิดดูงบทดลองเลย รอดูตัวเลขตอนปิดงบสิ้นปี ทั้งที่งบนี้เป็นเครื่องมือตรวจสุขภาพการเงินที่ช่วยให้เห็นปัญหาได้เร็วกว่ารองบการเงินจริง โดยบทความนี้จะพาคุณมาเข้าใจงบทดลอง ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีทำ พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่เจ้าของธุรกิจอ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที งบทดลอง (Trial Balance) คืออะไร? งบทดลอง คือ รายงานสรุปยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ณ วันใดวันหนึ่ง ใช้ตรวจสอบว่าการบันทึกบัญชีถูกต้องหรือไม่ หลักการสำคัญอยู่ที่ระบบบัญชีคู่ (Double-Entry Bookkeeping) ซึ่งกำหนดว่ายอดรวมฝั่งเดบิต (Debit) และเครดิต (Credit) ต้องเท่ากันเสมอ หากยอดไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการบันทึกบัญชีผิดพลาด แม้กฎหมายจะไม่บังคับให้ยื่นงบทดลองต่อกรมสรรพากร แต่ในเชิงบริหาร งบนี้มีประโยชน์หลายด้าน งบทดลองมีกี่ประเภท งบทดลองแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามช่วงเวลาของการตรวจสอบบัญชี แต่ละแบบมีจุดประสงค์ต่างกัน งบทดลองก่อนปรับปรุง เป็นงบที่จัดทำก่อนบันทึกรายการปรับปรุงบัญชี เช่น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย รายได้ค้างรับ หรือค่าเสื่อมราคา ตัวเลขในงบนี้สะท้อนเฉพาะรายการที่บันทึกจริงในช่วงระหว่างรอบบัญชี ยังไม่มีรายการตามเกณฑ์คงค้าง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ ปิดรอบเดือนมิถุนายน ยังไม่ได้บันทึกค่าเช่าออฟฟิศค้างจ่าย 15,000 บาท งบทดลองก่อนปรับปรุงจะยังไม่มียอดนี้ แต่ก็ยังใช้เช็กเบื้องต้นได้ว่าเดบิตและเครดิตตรงกันหรือเปล่า งบทดลองหลังปรับปรุง เป็นงบที่จัดทำหลังบันทึกรายการปรับปรุงครบแล้ว เช่น ตัดค่าเสื่อมราคา บันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และรายได้ค้างรับ ตัวเลขในงบนี้จึงสะท้อนผลการดำเนินงานได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด สามารถนำไปจัดทำงบกำไรขาดทุนได้ทันที งบทดลองหลังปิดบัญชี เป็นงบที่จัดทำหลังปิดบัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายเข้ากำไรสะสมเรียบร้อยแล้ว จึงเหลือเฉพาะบัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และทุน เพื่อยืนยันว่ายอดคงเหลือพร้อมเริ่มต้นรอบบัญชีถัดไปอย่างถูกต้อง ส่วนประกอบและวิธีทำงบทดลอง ส่วนประกอบของงบทดลอง งบทดลองประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ส่วน รายละเอียด ส่วนหัว ชื่อกิจการ, ชื่อรายงาน (งบทดลอง), วันที่จัดทำ รายละเอียด เลขที่บัญชี, ชื่อบัญชี, ยอดเดบิต, ยอดเครดิต, ยอดรวม บัญชีจะเรียงตามหมวด 5 หมวดหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ และค่าใช้จ่าย ขั้นตอนการทำงบทดลอง ตัวอย่างงบทดลองร้านค้า SME สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเสื้อผ้าออนไลน์ จัดทำงบทดลองหลังปรับปรุง ณ วันที่ 30 มิถุนายน ชื่อบัญชี เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินสด 150,000 ลูกหนี้การค้า 80,000 สินค้าคงเหลือ 200,000 อุปกรณ์สำนักงาน 50,000 เจ้าหนี้การค้า 120,000 เงินกู้ยืม 100,000 ทุนจดทะเบียน 200,000 รายได้จากการขาย 350,000 ต้นทุนขาย 180,000 ค่าเช่า 30,000 เงินเดือนพนักงาน 40,000 ค่าสาธารณูปโภค 15,000 ค่าโฆษณาออนไลน์ 25,000 รวม 770,000 770,000 ยอดรวมเดบิตและเครดิตเท่ากันที่ 770,000 บาท แสดงว่าการบันทึกบัญชีถูกต้องตามหลักบัญชีคู่ จากตัวอย่างนี้ เจ้าของธุรกิจสามารถเห็นได้ทันทีว่า ต้นทุนขายอยู่ที่ 180,000 บาท คิดเป็นราว 51% ของรายได้ขาย และมีลูกหนี้ค้างชำระอยู่ 80,000 บาทที่ต้องติดตาม ข้อควรระวัง เมื่อทำงบทดลอง ถ้ายอดเดบิตและเครดิตไม่เท่ากัน ให้ตรวจสอบสาเหตุเหล่านี้ สาเหตุ วิธีแก้ไข กรอกตัวเลขผิด เช่น 15,000 เป็น 51,000 ตรวจทานยอดกับเอกสารต้นฉบับ บันทึกสลับฝั่งเดบิตกับเครดิต เช็คหมวดบัญชีว่าควรอยู่ฝั่งไหน บันทึกรายการตกหล่นหรือซ้ำ เทียบจำนวนรายการกับเอกสาร เลือกชื่อบัญชีไม่ตรงกับรายการจริง ทบทวนผังบัญชีที่ตั้งค่าไว้ เมื่อพบข้อผิดพลาด ให้แก้ไขรายการในบัญชีแยกประเภทก่อน แล้วจึงทำงบทดลองใหม่จนกว่ายอดจะตรงกัน งบทดลองต้องทำตอนไหน แนะนำให้ทำทุกเดือนหลังปิดรอบบัญชี เพราะช่วยตรวจสอบยอดบัญชีได้ต่อเนื่อง ถ้ามีข้อผิดพลาดจะพบและแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องรอมาตรวจย้อนหลังทีเดียวตอนสิ้นปี โดยเฉพาะกับสำหรับธุรกิจที่มีรายการบัญชีจำนวนมาก การทำงบทดลองเป็นประจำยังช่วยให้การปิดงบสิ้นปีเร็วขึ้น เพราะข้อมูลถูกตรวจสอบมาเป็นรายเดือนแล้ว ทำงบทดลองด้วย Excel หรือโปรแกรมบัญชี ธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายการไม่มาก สามารถทำงบทดลองด้วย Excel ได้ โดยสร้างตารางแยกคอลัมน์เดบิตและเครดิต แล้วใช้สูตร SUM ตรวจสอบยอดรวม แต่ถ้าธุรกิจมีรายการจำนวนมาก การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก เพราะระบบสรุปงบทดลองให้อัตโนมัติจากเอกสารที่บันทึกไว้ ไม่ต้องคีย์ตัวเลขเองหรือรวมยอดใหม่ 3 จุดเช็กรายจ่ายแฝงในงบทดลอง ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ นอกจากเช็กว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากันหรือไม่ เจ้าของธุรกิจควรดูจุดเหล่านี้เพิ่ม เพราะอาจมีรายจ่ายแฝงซ่อนอยู่ จุดสังเกต: หากยอดรวมในบัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ” มียอดสูงอย่างผิดปกติ ผลกระทบ: มักเป็นจุดที่ซ่อนรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ชัดเจน หรือรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ วิธีแก้ไข: เจ้าของธุรกิจควรเรียกดูรายละเอียดเชิงลึกในบัญชีนี้ทันที เพื่อคัดกรองและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างมูลค่าออก จุดสังเกต: รายการที่ควรเป็นต้นทุนขาย (COGS) เช่น ค่าวัตถุดิบ หรือค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ถูกนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป ผลกระทบ: ทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า “ต้นทุนต่ำ” จึงวางแผนกลยุทธ์หรือตั้งราคาสินค้าผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วต้นทุนเหล่านั้นไปแฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายส่วนอื่น วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความถูกต้องของการแยกประเภทบัญชีเพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงก่อนวางแผนกำไร จุดสังเกต: มีการบันทึกรายการที่มีลักษณะเดียวกันซ้ำซ้อนกันในหลายประเภทบัญชี ผลกระทบ: ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้การวิเคราะห์ผลประกอบการคลาดเคลื่อนและเสียโอกาสในการบริหารกระแสเงินสด วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของรายการบัญชีเพื่อปรับปรุงตัวเลขให้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ วิธีเช็กยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้จากงบทดลอง งบทดลองยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจดูสภาพคล่องเบื้องต้นได้ โดยเช็กจาก 2 บัญชีหลัก วิธีเช็ก ลูกหนี้ จากงบทดลอง วิธีเช็ก เจ้าหนี้ จากงบทดลอง ขั้นตอนการเรียกดูงบทดลองใน PEAK Account ในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คุณสามารถเรียกดูงบทดลองได้ ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน จากตัวอย่างงบทดลองของบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ลูกหนี้ 80,000 บาท คิดเป็นราว 23% ของยอดขาย 350,000 บาท ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม ส่วนเจ้าหนี้ 120,000 บาท เทียบกับต้นทุนขาย 180,000 บาท คิดเป็น 67% ซึ่งต้องวางแผนกระแสเงินสดให้ดี สรุป: งบทดลองช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้เร็วขึ้น งบทดลองไม่ใช่แค่เอกสารบัญชีที่ดูว่าเดบิตเท่ากับเครดิตหรือเปล่า แต่เป็นเครื่องมือบริหารที่ช่วยให้เห็นภาพรวมการเงินได้ทุกเดือน ไม่ต้องรอสิ้นปี ถ้าทำเป็นประจำ จะช่วยจับปัญหาค่าใช้จ่ายแฝง ลูกหนี้ค้างนาน หรือเจ้าหนี้ที่ต้องรีบจ่าย ได้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม ดูงบทดลองได้ทุกเมื่อ ด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK Account ช่วยให้เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีเรียกดูงบทดลองได้ทันที ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน เข้าเมนู บัญชี แล้วเลือก งบทดลอง กดพิมพ์รายงานเพื่อ Export เป็นไฟล์ Excel ได้เลย ทดลองใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับงบทดลอง งบทดลองต่างจากงบการเงินอย่างไร งบทดลองเป็นรายงานภายในที่ใช้ตรวจสอบว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากันหรือไม่ เปรียบเหมือนการเช็กร่างกายก่อนตรวจสุขภาพจริง ส่วนงบการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงิน เป็นรายงานที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐ ใช้ประเมินผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของธุรกิจ งบทดลองต้องยื่นสรรพากรไหม ไม่ต้องยื่น งบทดลองเป็นรายงานภายในที่ทำเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นกรมสรรพากร ทำงบทดลองด้วย Excel ได้ไหม ทำได้ แต่ต้องอาศัยความละเอียดในการคีย์ข้อมูลและรวมยอด เพราะมีโอกาสพิมพ์ตัวเลขผิด สลับฝั่งเดบิตกับเครดิต หรือบันทึกซ้ำโดยไม่รู้ตัว ถ้าธุรกิจมีรายการบัญชีจำนวนมาก การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลาได้มาก เพราะระบบสรุปงบทดลองให้อัตโนมัติจากเอกสารที่บันทึกในระบบ งบทดลองต้องทำทุกเดือนไหม แนะนำให้ทำทุกเดือน เพราะช่วยตรวจสอบยอดบัญชีได้ต่อเนื่อง ถ้ามีความผิดพลาดจะพบและแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องใช้เวลาตรวจย้อนหลังตอนปิดงบสิ้นปี ใครควรดูงบทดลองบ้าง ไม่ใช่แค่นักบัญชีเท่านั้น เจ้าของกิจการและผู้บริหารก็ควรดูงบทดลองเป็นประจำ เพื่อใช้ประเมินสถานะการเงินและวางแผนธุรกิจ ในช่วงปิดงบประจำปี ผู้สอบบัญชีก็ใช้งบทดลองเป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบงบการเงินเช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

Internal Audit คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ

เจ้าของกิจการหลายคนเข้าใจว่า Internal Audit เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ แต่จริงแล้วธุรกิจขนาดเล็กที่ตรวจสอบภายในสม่ำเสมอจะพบข้อผิดพลาดได้เร็วกว่า แก้ไขได้ทันเวลา และลดความเสี่ยงเรื่องภาษีหรือค่าปรับ Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) คืออะไร Internal Audit คือการตรวจสอบที่จัดทำโดยคนภายในองค์กรเอง เพื่อประเมินว่าระบบการเงิน การปฏิบัติงาน และการควบคุมภายในยังทำงานได้ดี ถูกต้อง และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ ต่างจากการตรวจสอบภายนอก (External Audit) ที่เน้นยืนยันงบการเงินตามมาตรฐาน การตรวจสอบภายในเน้น “หาจุดที่ปรับปรุงได้” มากกว่า “หาข้อผิดพลาด” เพียงอย่างเดียว ความหมายของ Internal Audit ตามมาตรฐาน IIA สถาบันผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditors หรือ IIA) ให้นิยามว่า Internal Audit เป็นกิจกรรมที่ให้ความเชื่อมั่นและคำปรึกษาอย่างเป็นอิสระ โดยมีเป้าหมายเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร (อ้างอิง IIA) พูดง่ายๆ คือ Internal Audit ทำหน้าที่เป็น “ตาที่สาม” ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสิ่งที่ระบบปกติอาจมองข้าม Internal Auditor คือใคร บทบาทและหน้าที่ Internal Auditor คือผู้ตรวจสอบภายในที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบงาน เอกสาร และข้อมูลทางการเงินขององค์กร บทบาทหลักประกอบด้วย สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่มีทีม Auditor ประจำ เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีสามารถทำหน้าที่นี้ได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นเครื่องมือช่วย ทำไมเจ้าของกิจการต้องทำ Internal Audit สาเหตุหลักเพราะช่วยลดความเสี่ยง 3 ด้านสำคัญ เจ้าของกิจการที่ทำ Internal Audit อย่างน้อยปีละครั้ง มักพบปัญหาเล็กน้อยก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาว Internal Audit ตรวจอะไรบ้าง ขอบเขตของ Internal Audit ครอบคลุม 3 ด้านหลักที่ เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ ด้านการเงินและระบบบัญชี ตรวจสอบว่าการบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง มีเอกสารประกอบครบ และยอดคงเหลือในบัญชีตรงกับ Statement จากธนาคาร ตัวอย่างเช่น ตรวจว่าใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้าทุกใบมีการบันทึกรายได้ในระบบบัญชีแล้ว ด้านการปฏิบัติงานและขั้นตอนการทำงาน (Operations) ตรวจว่าขั้นตอนการทำงานเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายต้องผ่านผู้จัดการก่อนเบิกจ่าย หรือการรับสินค้าเข้าคลังต้องมีการตรวจนับก่อนลงบันทึก ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด (Compliance) ตรวจว่ากิจการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยื่นภาษีตรงกำหนด ออกใบกำกับภาษีถูกต้องตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด และจัดทำงบการเงินส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายในเวลาที่กำหนด 4 ขั้นตอนการทำ Internal Audit สำหรับเจ้าของกิจการ เจ้าของกิจการสามารถทำ Internal Audit ได้ด้วยตัวเอง โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก 1. วางแผนการตรวจสอบ (Audit Planning) กำหนดให้ชัดเจนว่าจะตรวจอะไร ช่วงเวลาไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ: บริษัท ก จำกัด) วางแผนตรวจเรื่องรายได้และภาษีขายทุกไตรมาส โดยให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ทำ 2. ลงมือตรวจสอบ (Fieldwork) ลงมือตรวจตามแผน โดยเทียบข้อมูลจริงกับเอกสาร เช่น เทียบยอดขายในระบบกับจำนวนเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร หรือสุ่มตรวจเอกสารภาษีว่าออกถูกต้องตามเกณฑ์ ตัวอย่างการตรวจพบข้อผิดพลาด สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ฝ่ายบัญชีลงเป็น “ค่าใช้จ่าย” ทั้งก้อนในเดือนที่ซื้อ แต่ตามหลักบัญชีที่ถูกต้อง ต้องลงเป็น “สินทรัพย์” แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา สิ่งที่บันทึกผิด รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าใช้จ่ายคอมพิวเตอร์ 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 สิ่งที่ถูกต้อง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์) 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 จากนั้นทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยคอมพิวเตอร์มักใช้อายุ 3 ปี ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท ผลกระทบถ้าบันทึกผิด รายการ บันทึกผิด บันทึกถูก ผลต่าง ค่าใช้จ่ายปีแรก 30,000 บาท 10,000 บาท สูงเกินจริง 20,000 บาท กำไรสุทธิปีแรก ต่ำเกินจริง 20,000 บาท ถูกต้อง ภาษีที่จ่ายน้อยลง (ถ้าอัตรา 20%) 4,000 บาท ถ้าบันทึกผิดแบบนี้ กำไรปีแรกจะต่ำเกินจริง 20,000 บาท ส่งผลให้จ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควร 4,000 บาท ซึ่งอาจถูกสรรพากรตรวจพบและเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ 3. สรุปผลและจัดทำรายงาน (Reporting) บันทึกสิ่งที่พบเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุให้ชัดว่า พบปัญหาอะไร ความเสี่ยงอยู่ระดับไหน และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร รายงานนี้ไม่ต้องซับซ้อน อาจเป็นตารางสั้นๆ ที่ระบุ “พบปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข กำหนดเสร็จ” 4. ติดตามผลการแก้ไข (Follow-up) ขั้นตอนที่หลายธุรกิจมักข้าม คือการกลับมาตรวจซ้ำว่าปัญหาที่พบได้รับการแก้ไขจริง กำหนดวันติดตามผลให้ชัดเจน เช่น 30 วันหลังส่งรายงาน แล้วตรวจว่าแก้ไขครบถ้วนหรือยัง Internal Audit Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ Checklist ด้านล่างนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทันที Checklist ด้านการเงินและบัญชี รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ รายรับ-รายจ่ายบันทึกครบถ้วน ตรงกับเอกสาร ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ยอดเงินในบัญชีธนาคารตรงกับบัญชีบริษัท (Bank Reconciliation) ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้ออกครบทุกรายการ ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ลูกหนี้ค้างชำระเกินกำหนด มีการติดตาม ทุกเดือน เจ้าของกิจการ/ฝ่ายขาย เจ้าหนี้ค้างจ่ายบันทึกครบ ไม่มีรายการตกหล่น ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี สินทรัพย์ถาวรตรวจนับจริง ตรงกับทะเบียน ปีละ 1 ครั้ง เจ้าของกิจการ Checklist ด้านเอกสารและระบบควบคุมภายใน รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ เอกสารทางการเงินจัดเก็บเป็นระบบ ค้นหาได้ภายใน 5 นาที ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี การอนุมัติรายจ่ายมีผู้รับผิดชอบลงนามชัดเจน ทุกรายการ เจ้าของกิจการ แยกหน้าที่ ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน ผู้บันทึกบัญชี ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ สำรองข้อมูลบัญชี อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ฝ่ายบัญชี/IT รหัสเข้าระบบบัญชีจำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ Checklist ด้านภาษีและกฎหมาย รายการตรวจ กำหนดเวลา ผู้รับผิดชอบ ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ใบกำกับภาษีออกถูกต้อง ครบเลข 13 หลัก ทุกรายการ ฝ่ายบัญชี เก็บเอกสารภาษีย้อนหลัง อย่างน้อย 5 ปี ฝ่ายบัญชี ส่งงบการเงินประจำปีต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังปิดรอบบัญชี ฝ่ายบัญชี/สำนักงานบัญชี Internal Audit vs External Audit ต่างกันอย่างไร ทั้งสองประเภทมีเป้าหมายต่างกัน ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัด เกณฑ์เปรียบเทียบ Internal Audit External Audit ผู้ตรวจสอบ คนในองค์กร หรือที่ปรึกษาที่ว่าจ้าง ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จากภายนอก เป้าหมายหลัก ปรับปรุงระบบควบคุม ลดความเสี่ยง รับรองงบการเงินว่าถูกต้องตามมาตรฐาน ความถี่ ทำได้ตลอดปี ตามแผนที่กำหนด ปีละ 1 ครั้ง ตอนปิดงบการเงิน บังคับตามกฎหมาย ไม่บังคับสำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป บังคับสำหรับบริษัทที่ต้องมีผู้สอบบัญชี รายงานต่อใคร ผู้บริหารภายใน ผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับ สำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป External Audit อาจเป็นเรื่องที่ต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ Internal Audit คือสิ่งที่เลือกทำเพิ่มเพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ External Auditor จะมาตรวจ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Internal Audit ที่เจ้าของกิจการต้องระวัง จากประสบการณ์ที่พบบ่อยในเจ้าของกิจการมี 4 ข้อผิดพลาดหลักที่ควรระวัง ยกระดับ Internal Audit ให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีช่วยให้ Audit ทำได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะระบบบัญชีออนไลน์ที่เก็บข้อมูลบน Cloud เพราะ Auditor สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกรายการได้ทันทีโดยไม่ต้องขอเอกสารกระดาษ ดึงรายงานเปรียบเทียบยอดระหว่างช่วงเวลาได้ในคลิกเดียว และตรวจสอบรายการย้อนหลังได้โดยไม่สูญหาย เตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมตรวจด้วยระบบบัญชี PEAK PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยเจ้าของกิจการเตรียมพร้อมรับ Audit ได้ง่ายขึ้น ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติจากการเชื่อมต่อธนาคาร ออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร และสร้างรายงานทางการเงินที่พร้อมตรวจได้ทุกเมื่อ เมื่อข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น Internal Audit ก็ทำได้เร็วและพบปัญหาน้อยลง สรุป: Internal Audit ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นปัญหาก่อน Internal Audit ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเจ้าของกิจการ สิ่งที่ต้องทำคือ จัดการบัญชีให้พร้อมรับการตรวจสอบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ทันที ข้อมูลพร้อมตรวจสอบตลอดเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี เริ่มสร้างธุรกิจ SMART ที่พร้อมรับทุกการตรวจสอบ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Internal Audit เจ้าของกิจการจำเป็นต้องจ้าง Internal Auditor แยกต่างหากไหม ไม่จำเป็นเสมอไป เจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-20 คน สามารถให้เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นแนวทาง เมื่อธุรกิจโตขึ้นและมีรายการทางการเงินซับซ้อนมากขึ้น ค่อยพิจารณาจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสำนักงานตรวจสอบจากภายนอก Internal Audit กับ Internal Control ต่างกันอย่างไร Internal Control คือระบบควบคุมภายในที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด เช่น กฎการอนุมัติค่าใช้จ่าย ส่วน Internal Audit คือการตรวจสอบว่า Internal Control เหล่านั้นยังทำงานได้ดีหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ Internal Control เป็นกฎ และ Internal Audit เป็นการตรวจว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎ Internal Audit ต้องทำปีละกี่ครั้ง ไม่มีกฎหมายกำหนดจำนวนครั้งตายตัว แต่แนะนำอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือทุก 3 เดือน เพื่อจับปัญหาได้เร็วก่อนปิดงบประจำปี ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก อาจทำเดือนละครั้งในช่วงที่มียอดธุรกรรมมาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

FV คืออะไร เข้าใจ Future Value มูลค่าเงินในอนาคต ฉบับเจ้าของกิจการ

เงิน 1 ล้านบาทวันนี้ กับ 1 ล้านบาทอีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าไม่เท่ากัน ถ้าเข้าใจ FV (Future Value) คุณจะรู้ว่าเงินก้อนนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต FV คืออะไร (Future Value คือ มูลค่าเงินในอนาคต) FV หรือ Future Value คือการคำนวณว่าเงินจำนวนหนึ่งจะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต โดยคิดรวมผลตอบแทนตลอดระยะเวลาที่กำหนด ผลตอบแทนที่ว่านี้อาจเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก กำไรจากการลงทุน หรืออัตราเงินเฟ้อ ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ พูดง่ายกว่านั้น ถ้าคุณฝากเงิน 100,000 บาทในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี FV จะบอกคุณว่าอีก 5 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็นเท่าไร แนวคิดนี้มาจากหลัก Time Value of Money (มูลค่าของเงินตามเวลา) เงิน 1 บาทวันนี้มีค่ามากกว่า 1 บาทในอนาคต เพราะนำไปสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้ หลักการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการเงินธุรกิจ ทั้งการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ การวิเคราะห์สินเชื่อ และการวางแผนงบประมาณระยะยาว ทำไมเจ้าของกิจการต้องรู้จัก FV สำหรับเจ้าของกิจการ FV ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำราเรียน แต่เป็นเครื่องมือช่วยตอบคำถามเรื่องเงินที่ใช้ได้จริงในการบริหารกิจการ สูตร FV (Future Value Formula) พร้อมอธิบายทีละตัวแปร สูตร FV มี 3 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะการลงทุนหรือการออม เลือกใช้ตามสถานการณ์ของคุณ สูตร FV แบบดอกเบี้ยเดี่ยว (Simple Interest) ใช้เมื่อได้รับดอกเบี้ยจากเงินต้นเท่านั้น ไม่มีการนำดอกเบี้ยมาทบเข้าเงินต้น FV = PV × (1 + r × n) ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PV เงินต้น (Present Value) 100,000 บาท r อัตราดอกเบี้ยต่อปี 5% = 0.05 n จำนวนปี 3 ปี สูตร FV แบบดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) เป็นสูตรที่ใช้บ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะผลตอบแทนของงวดก่อนจะถูกรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ทำให้เงินเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ FV = PV × (1 + r)^n ถ้าทบต้นมากกว่าปีละ 1 ครั้ง (เช่น รายเดือน) ปรับสูตรเป็น FV = PV × (1 + r/m)^(n × m) โดย m คือจำนวนครั้งที่ทบต้นต่อปี เช่น ทบต้นรายเดือน m = 12 สูตร FV แบบเงินงวด (Annuity) ใช้เมื่อลงทุนหรือออมเงินเท่ากันทุกงวด เช่น ฝากเงินเดือนละ 10,000 บาท FV = PMT × [((1 + r)^n – 1) / r] ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PMT จำนวนเงินที่จ่ายแต่ละงวด 10,000 บาท/เดือน r อัตราดอกเบี้ยต่องวด 6%/12 = 0.5% ต่อเดือน n จำนวนงวด 36 เดือน (3 ปี) ตัวอย่างการคำนวณ FV ที่เจ้าของกิจการใช้ได้จริง ตัวอย่างที่ 1: ลงทุนซื้อเครื่องจักร 1 ล้านบาท คุ้มไหมใน 5 ปี บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเงิน 1,000,000 บาท กำลังเลือกระหว่างซื้อเครื่องจักรใหม่หรือฝากธนาคาร ถ้าฝากที่ดอกเบี้ย 4% ทบต้นรายปี อีก 5 ปีจะได้เท่าไร รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินต้น (PV) 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย (r) 4% ต่อปี 0.04 จำนวนปี (n) 5 ปี FV 1,000,000 × (1 + 0.04)^5 1,216,653 บาท ถ้าฝากธนาคาร เงินจะโตเป็นราว 1.22 ล้านบาท ดังนั้นถ้าเครื่องจักรสร้างรายได้หรือลดต้นทุนมากกว่า 216,653 บาทใน 5 ปี การซื้อเครื่องจักรก็คุ้มกว่า ตัวอย่างที่ 2: เก็บเงินสำรองธุรกิจเดือนละ 10,000 บาท อีก 3 ปีจะมีเท่าไร บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออมเงินเดือนละ 10,000 บาท ในบัญชีที่ให้ผลตอบแทน 3% ต่อปี ทบต้นรายเดือน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินออมต่อเดือน (PMT) 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน (r) 3%/12 0.25% จำนวนเดือน (n) 3 × 12 36 เดือน FV (เงินงวด) 10,000 × [((1.0025)^36 – 1) / 0.0025] 376,453 บาท จ่ายเงินจริง 360,000 บาท (10,000 × 36) แต่ผลตอบแทนที่ทบต้นทุกเดือนทำให้เงินงอกเป็น 376,453 บาท ได้กำไรจากดอกเบี้ยราว 16,453 บาท ตัวอย่างที่ 3: เปรียบเทียบ 2 ทางเลือกลงทุนด้วย FV เจ้าของกิจการมีเงิน 500,000 บาท กำลังเลือกระหว่าง 2 ทาง ทางเลือก ผลตอบแทน ระยะเวลา FV A: ฝากประจำ 3% ทบต้นรายปี 3% 5 ปี 500,000 × (1.03)^5 = 579,637 บาท B: ลงทุนกองทุนรวม คาดหวัง 7% ต่อปี 7% 5 ปี 500,000 × (1.07)^5 = 701,276 บาท ทางเลือก B ให้ FV สูงกว่าราว 121,639 บาท แต่ผลตอบแทนจากกองทุนไม่การันตี เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลตอบแทนที่คาดหวังกับความเสี่ยงที่รับได้ FV กับ PV ต่างกันอย่างไร FV (Future Value) และ PV (Present Value) เป็นแนวคิดที่คู่กัน ใช้ร่วมกันในการวิเคราะห์การเงินธุรกิจ FV (Future Value) PV (Present Value) ความหมาย มูลค่าเงินในอนาคต มูลค่าเงินในปัจจุบัน คำถามที่ตอบ “เงินวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นเท่าไร?” “เงินในอนาคต คิดเป็นมูลค่าวันนี้เท่าไร?” ใช้เมื่อ วางแผนออม ประเมินเงินสำรอง ประเมินโครงการลงทุน ตีมูลค่าสินทรัพย์ ทิศทาง ปัจจุบัน → อนาคต อนาคต → ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น “ฝากเงิน 1 แสนวันนี้ อีก 3 ปีจะมีเท่าไร” ให้ใช้ FV แต่ถ้าถามว่า “เงิน 1 แสนอีก 3 ปีข้างหน้า คิดเป็นค่าวันนี้เท่าไร” ให้ใช้ PV ข้อผิดพลาดที่เจ้าของกิจการทำบ่อยเรื่อง FV ใช้ผลตอบแทนที่ไม่การันตีมาคำนวณ เจ้าของกิจการหลายคนใช้ตัวเลขผลตอบแทน “ที่คาดหวัง” มาคำนวณ FV เช่น คาดว่าจะได้กำไร 10% ต่อปี แล้วเอาตัวเลขนี้ไปวางแผนทั้งหมด ปัญหาคือผลตอบแทนจริงอาจต่ำกว่ามาก วิธีที่ปลอดภัยกว่า คือคำนวณ FV ด้วยตัวเลขที่ระมัดระวัง (conservative) เช่น ลดลง 20-30% จากที่คาดหวัง ลืมคิดเงินเฟ้อ FV บอกว่าเงินจะเติบโตเป็นเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าเงินก้อนนั้นจะซื้อของได้เท่าเดิมไหม ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี เงิน 1 ล้านบาทในอีก 5 ปีจะมีกำลังซื้อเท่ากับ 863,000 บาทวันนี้เท่านั้น เจ้าของกิจการควรคำนวณ FV แบบ “หลังหักเงินเฟ้อ” ด้วย โดยใช้อัตราผลตอบแทนจริง (ผลตอบแทน ลบ เงินเฟ้อ) แทนผลตอบแทนตัวเลขบนกระดาษ ลืมหักภาษีจากผลตอบแทน ดอกเบี้ยเงินฝากถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เงินปันผลถูกหัก 10% กำไรจากการขายหุ้นอาจมีภาษีด้วย ถ้าคำนวณ FV จากผลตอบแทนก่อนหักภาษี ตัวเลขที่ได้จะสูงเกินจริง ต้องใช้ผลตอบแทนหลังหักภาษีในการคำนวณเสมอ เปรียบเทียบทางเลือกที่ระยะเวลาต่างกัน FV ของเงิน 500,000 บาทใน 5 ปีกับ FV ของเงิน 500,000 บาทใน 3 ปี เปรียบเทียบตรงๆ ไม่ได้ เพราะระยะเวลาต่างกัน ต้องปรับให้ระยะเวลาเท่ากันก่อน หรือใช้ผลตอบแทนต่อปี (annualized return) เปรียบเทียบแทน FV กับการวางแผนการเงินธุรกิจ นอกจากการคำนวณตัวเลข FV ยังเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจได้หลายด้าน การประเมินโครงการลงทุน ก่อนลงทุนในโครงการใหม่ ลองคำนวณ FV ของเงินก้อนนั้นถ้านำไปลงทุนทางอื่นแทน ตัวเลขนี้บอก “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของโครงการ ถ้าโครงการให้ผลตอบแทนต่ำกว่า FV ของทางเลือกอื่น อาจไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน การวางแผนเงินสำรองธุรกิจ ถ้าตั้งเป้าว่าต้องมีเงินสำรอง 1 ล้านบาทใน 3 ปี ใช้สูตร FV แบบเงินงวดคำนวณย้อนกลับว่าต้องออมเดือนละเท่าไร ช่วยให้วางแผนได้จริงจัง ดีกว่าเดาสุ่มว่า “น่าจะพอ” การตั้งราคาสินค้าให้รองรับเงินเฟ้อ ถ้าต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นปีละ 5% ใช้ FV คำนวณว่าอีก 2 ปี ต้นทุนจะเป็นเท่าไร จะได้ตั้งราคาขายให้มีกำไรเพียงพอตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอให้ต้นทุนขึ้นแล้วค่อยปรับราคาตามหลัง สรุป: FV ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเงินบนตัวเลขจริง FV (Future Value) คือเครื่องมือคำนวณว่าเงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต ไม่ว่าจะออมเงิน ลงทุน หรือเปรียบเทียบทางเลือก สิ่งที่ต้องจำ จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการดูภาพรวมการเงินธุรกิจได้ทันที นำตัวเลขจริงไปวางแผนการเงินได้แม่นยำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ FV (Future Value) FV ติดลบได้ไหม ในทางทฤษฎี FV ไม่ติดลบ เพราะเป็นค่าที่บอกว่าเงินจะโตเป็นเท่าไร แต่ใน Excel ผลลัพธ์อาจแสดงเป็นลบ ถ้าใส่ค่า pmt เป็นบวก เพราะ Excel ใช้เครื่องหมายลบแทน “เงินไหลออก” แก้โดยใส่ pmt เป็นจำนวนลบ เช่น -10000 FV กับ NPV ใช้ต่างกันอย่างไร FV ตอบว่า “เงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต” ส่วน NPV (Net Present Value คือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ) ตอบว่า “กระแสเงินสดจากโครงการทั้งหมด คิดเป็นค่าวันนี้เหลือเท่าไร” ถ้าต้องเลือกว่าจะลงทุนโครงการไหน ใช้ NPV ถ้าต้องวางแผนเงินออม ใช้ FV ดอกเบี้ยทบต้นกับ FV เกี่ยวกันอย่างไร Compound Interest คือกลไกที่ทำให้ FV เพิ่มขึ้นเร็ว เพราะผลตอบแทนงวดก่อนจะรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ยิ่งทบต้นบ่อย FV ยิ่งสูง เช่น ทบต้นรายเดือนให้ FV สูงกว่ารายปีที่อัตราเดียวกัน ตามที่อธิบายในหัวข้อสูตร FV ด้านบน ใช้ FV คำนวณเงินเฟ้อได้ไหม ได้ โดยใช้อัตราเงินเฟ้อแทนอัตราดอกเบี้ยในสูตร FV เช่น ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี ต้นทุนวัตถุดิบ 100,000 บาทวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นราว 115,927 บาท ช่วยวางแผนต้นทุนล่วงหน้าได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ทยอยจ่าย คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีผ่อนชำระและผลทางภาษี

ซื้อรถกระบะ เช่าซื้อเครื่องจักร หรือผ่อนค่าประกันภัย เจ้าของกิจการที่แบ่งจ่ายเป็นงวดต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่งวดแรก ถ้าบันทึกผิด งบการเงินจะคลาดเคลื่อน และอาจมีปัญหาตอนยื่นภาษี ทยอยจ่าย คืออะไร ทยอยจ่าย คือการแบ่งชำระเงินเป็นงวดตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แทนที่จะจ่ายเต็มจำนวนครั้งเดียว ในทางบัญชี เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแยกเป็น 2 ส่วนเสมอ คือส่วนที่ลดยอดหนี้ (เงินต้น) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย ถ้าไม่แยก ราคาทุนสินทรัพย์จะสูงเกินจริง และค่าเสื่อมราคาก็ผิดตามไปด้วย รูปแบบการทยอยจ่ายที่พบบ่อยในธุรกิจ ก่อนลงรายละเอียดการบันทึกบัญชี มาดูก่อนว่าเจ้าของกิจการ มักเจอการทยอยจ่ายแบบไหนบ้าง รูปแบบ ลักษณะ ตัวอย่าง ผ่อนชำระสินทรัพย์ (Hire Purchase) ซื้อของแล้วผ่อนจ่าย กรรมสิทธิ์โอนเมื่อจ่ายครบ ซื้อรถกระบะผ่อน 60 งวด สัญญาเช่าซื้อ (Finance Lease) เช่าใช้สินทรัพย์ระยะยาว มีทางเลือกซื้อเมื่อครบสัญญา เช่าซื้อเครื่องจักร 36 งวด ผ่อนชำระเงินกู้ กู้เงินจากธนาคารแล้วทยอยคืนเป็นงวด กู้ซื้ออาคารสำนักงาน ทยอยจ่ายค่าใช้จ่ายเป็นงวด แบ่งจ่ายค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมหลายเดือน ค่าประกันภัยรายปี จ่ายเป็น 4 งวด แต่ละรูปแบบมีวิธีบันทึกบัญชีต่างกัน มาดูทีละกรณีพร้อมตัวอย่าง วิธีบันทึกบัญชีการทยอยจ่ายพร้อมตัวอย่าง บันทึกบัญชีซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท วางเงินดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนชำระ 20 งวด งวดละ 27,500 บาท (รวมดอกเบี้ย 50,000 บาท) วันที่ซื้อ บันทึกสินทรัพย์ตามราคาเงินสด (ไม่รวมดอกเบี้ย) และบันทึกหนี้สินส่วนที่ยังไม่ได้จ่าย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รถยนต์ 600,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 50,000 เงินสด (ดาวน์) 100,000 เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 550,000 เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน (งวดละ 27,500 บาท สมมุติดอกเบี้ยงวดนี้ 2,500 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 25,000 ดอกเบี้ยจ่าย 2,500 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 2,500 เงินสด 27,500 หลักการคือ เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ลดยอดหนี้ (25,000 บาท) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย (2,500 บาท) วิธีนี้ทำให้งบการเงินแสดงภาระหนี้คงเหลือได้ตรงกับความเป็นจริง บันทึกบัญชีเช่าซื้อ การเช่าซื้อ (Finance Lease) บันทึกคล้ายกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างออกไป ได้แก่ “สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า” และ “หนี้สินตามสัญญาเช่า” ตาม TFRS 16 อ้างอิง สภาวิชาชีพบัญชี สมมุติว่า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าซื้อเครื่องจักรมูลค่า 300,000 บาท ผ่อน 12 งวด รวมดอกเบี้ย 18,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า 300,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 18,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 318,000 เมื่อจ่ายค่างวด ก็แยกเงินต้นกับดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน ตารางผ่อนชำระ วิธีทำและใช้งาน ตารางผ่อนชำระ ช่วยให้เห็นภาพว่าในแต่ละงวด เงินที่จ่ายไปเป็นเงินต้นเท่าไร เป็นดอกเบี้ยเท่าไร และยอดคงเหลือเท่าไร ตัวอย่างตารางผ่อนชำระเครื่องจักรของบริษัท ข จำกัด (3 งวดแรก) งวดที่ ค่างวด ดอกเบี้ย เงินต้น ยอดคงเหลือ 1 26,500 1,500 25,000 275,000 2 26,500 1,375 25,125 249,875 3 26,500 1,249 25,251 224,624 ดอกเบี้ยแต่ละงวดคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือ ยิ่งจ่ายไปเรื่อย ส่วนดอกเบี้ยจะลดลง ส่วนเงินต้นจะเพิ่มขึ้น ผลทางภาษีของการทยอยจ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับการผ่อนชำระ เมื่อกิจการที่จด VAT ซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สิทธิ์ในการขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายออกใบกำกับภาษีเมื่อไร สิ่งสำคัญคือต้องเก็บใบกำกับภาษีให้ครบ เพราะถ้าไม่มีใบกำกับภาษี จะนำ VAT มาหักไม่ได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับการผ่อนชำระ โดยทั่วไป การผ่อนซื้อสินค้าไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย เพราะเป็นการซื้อสินค้า ไม่ใช่การจ้างบริการ แต่มีกรณีที่ต้องระวังคือ แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อดูรายละเอียดแต่ละสัญญา เพราะเงื่อนไขต่างกันได้ตามลักษณะธุรกรรม ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่ซื้อผ่อน นำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม ได้ สินทรัพย์ที่ซื้อผ่อนชำระสามารถคิดค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามปกติ เริ่มคิดตั้งแต่วันที่รับมอบสินทรัพย์ ไม่ต้องรอจ่ายครบ ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท (ไม่รวม VAT) อายุการใช้งาน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุนรถกระบะ 600,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 600,000 ÷ 5 ปี 120,000 บาท/ปี ค่าเสื่อมราคา 120,000 บาท/ปี นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี อ้างอิง กรมสรรพากร ผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากร กรณีที่กิจการมีภาษีค้างจ่าย สามารถยื่นขอผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากรได้ แบ่งจ่ายเป็นรายเดือน ไม่เกิน 12 งวด สำหรับภาษีที่ค้างไม่เกิน 50,000 บาท อาจได้รับอนุมัติงวดมากกว่านั้นตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ต้องยื่นคำร้องขอผ่อนชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ อ้างอิง กรมสรรพากร เมื่อบันทึกบัญชี ให้บันทึกภาษีค้างจ่ายเป็นหนี้สิน แล้วลดยอดลงทุกครั้งที่จ่ายแต่ละงวด ถ้ามีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ให้บันทึกแยกเป็นค่าใช้จ่ายอีกรายการหนึ่ง ข้อควรระวังในการบันทึกบัญชีทยอยจ่าย เรื่องที่เจ้าของกิจการต้องระวัง เพราะมักบันทึกผิดบ่อย สรุป: จัดการบัญชีทยอยจ่ายให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก การทยอยจ่ายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ แต่การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้งบการเงินน่าเชื่อถือ และไม่มีปัญหาตอนยื่นภาษี สิ่งที่ต้องทำทุกครั้ง จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี จัดการภาษี และออกเอกสารได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทยอยจ่ายในทางบัญชี ซื้อรถผ่อนชำระ บันทึกบัญชียังไง บันทึกรถยนต์เป็นสินทรัพย์ตามราคาเงินสดในวันที่รับรถ พร้อมบันทึกเจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อน เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน ให้แยกส่วนเงินต้นลดยอดเจ้าหนี้ กับส่วนดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่าย ดูตัวอย่าง Journal Entry ได้ในหัวข้อด้านบน ผ่อนชำระกับเช่าซื้อต่างกันอย่างไร ผ่อนชำระ (Hire Purchase) กรรมสิทธิ์โอนให้ผู้ซื้อเมื่อจ่ายครบ ส่วนเช่าซื้อ (Finance Lease) กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าผู้เช่าจะใช้สิทธิ์ซื้อเมื่อครบสัญญา ทางบัญชี ทั้งสองแบบบันทึกเป็นสินทรัพย์และหนี้สินเหมือนกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างกัน ทยอยจ่ายค่าประกันภัยรายปี บันทึกบัญชีอย่างไร ค่าประกันภัยรายปีที่แบ่งจ่ายเป็นงวด ให้บันทึกเป็น “ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า” ในวันทำสัญญา แล้วทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนตามระยะเวลาที่ได้รับความคุ้มครอง ไม่ใช่ตามงวดที่จ่ายเงิน กิจการที่ไม่ได้จด VAT ซื้อของผ่อนชำระต้องทำอย่างไร บันทึกราคาทุนสินทรัพย์รวม VAT เข้าไปด้วย เพราะไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ทำให้ราคาทุนสินทรัพย์สูงกว่ากิจการที่จด VAT และค่าเสื่อมราคาต่อปีก็จะสูงตามไปด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก