PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีจัดการและตีราคาตามหลักบัญชีที่ SME ต้องรู้

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไร ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือไม่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต๊อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนและภาษีที่คุณต้องจ่าย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องสินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อนับสต๊อกแล้วตัวเลขผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำที่สุด สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่าย ๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในสายการผลิต สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปมักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่ามาก วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่สรรพากรยอมรับ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปและสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก วิธี FIFO (First-In, First-Out) FIFO คือวิธีตีราคาที่สมมติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือสั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม จะคำนวณได้ดังนี้ ข้อแนะนำ: สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจนอย่างอาหารหรือเครื่องสำอาง FIFO จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และการจัดการผลต่าง การตรวจนับสต๊อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที สินค้าขาดหรือเกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริงไม่ตรงกับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานโดยไม่มีหลักฐานชี้แจงที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการที่จดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด จัดการอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่า (NRV) ตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย หากคำนวณแล้วพบว่า NRV ต่ำกว่าต้นทุนเดิม กิจการต้องบันทึกเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลงเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบให้ครบถ้วน ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย เพื่อให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ผลกระทบของสต๊อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต๊อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนทันที ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าความแม่นยำของข้อมูลสินค้าเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ หมายเหตุ: นอกจากการตีราคาและการบริหารสต๊อกแล้ว การเลือก “ระบบบันทึกบัญชี” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณต้องการทราบว่าระบบบันทึกแบบ Perpetual และ Periodic มีการลงบันทึกเดบิต-เครดิตต่างกันอย่างไร สามารถอ่านบทความเจาะลึกของเราได้ที่ เจาะลึกบัญชี Perpetual vs Periodic พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก หัวใจสำคัญคือการเลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ ใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ และบันทึกรายการปรับปรุงให้ถูกต้องตามความเป็นจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต๊อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต๊อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์จัดการสต๊อกที่เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบันมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง แต่ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับให้ใช้งานได้ อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี คำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสต๊อกเฉลี่ย ยิ่งตัวเลขสูงแปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของสภาพคล่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

12 min

Perpetual vs Periodic ต่างกันยังไง เจาะลึกวิธีบันทึกบัญชีสต๊อกสินค้า

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการสินค้าคงเหลือให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีหลายคนยังสับสนคือ เวลาเริ่มต้นทำบัญชี ควรเลือกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของทั้งสองระบบ พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี (เดบิต-เครดิต) ให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับกิจการได้อย่างถูกต้อง ทำไมต้องเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้า ตามมาตรฐานบัญชี กิจการที่มีสินค้าคงเหลือจะต้องเลือกนโยบายการบันทึกบัญชี 1 ใน 2 ระบบนี้ และเมื่อเลือกแล้วจะต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ การเลือกระบบที่ถูกต้องจะช่วยให้การทำงานของนักบัญชีง่ายขึ้น และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นตัวเลขต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด เกณฑ์เปรียบเทียบ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) การอัปเดตยอดสินค้า อัปเดตทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (Real-time) อัปเดตตอนสิ้นงวดเท่านั้น การรับรู้ต้นทุนขาย รู้ต้นทุนขายทันทีที่ขายสินค้า ต้องรอตรวจนับและคำนวณปลายงวด ความซับซ้อน สูงกว่า (ต้องบันทึกต้นทุนทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกรายได้ไปก่อน) เหมาะกับธุรกิจแบบไหน สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ, ขายออนไลน์ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย เจาะลึกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) คือการบันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที สั่งซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้า 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคาตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท)เมื่อใช้ระบบ Perpetual ทุกครั้งที่ขายจะต้องบันทึก 2 คู่บัญชีเสมอ คือฝั่งรายได้และฝั่งต้นทุน บันทึกรายได้: บันทึกตัดสต๊อกและรับรู้ต้นทุน: การลงบัญชีแบบนี้ทำให้ผู้บริหารเห็นกำไรขั้นต้นได้ทันทีหลังจากที่ขายสินค้าเสร็จ เจาะลึกระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) คือระบบที่ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะบันทึกรวบยอดซื้อเข้าไปก่อน แล้วรอจนถึงสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) ค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นนำมาเข้าสูตรเพื่อคำนวณหาต้นทุนขาย สูตรคำนวณ: ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้าสังเกตว่าจะเดบิตไปที่บัญชี “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกในงบดุลจะไม่ขยับเลยจนกว่าจะถึงสิ้นงวด 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคา 350 บาท)บันทึกแค่รายได้เท่านั้น ไม่มีการบันทึกตัดต้นทุนขาย 3. บันทึกรายการปรับปรุงตอนสิ้นงวดสมมติว่าตอนสิ้นเดือน ตรวจนับสต๊อกพบว่ามีเมาส์เหลือ 90 ตัว (มูลค่าต้นทุน 18,000 บาท) กิจการจะต้องนำยอดนี้มาตั้งเป็นสินค้าคงเหลือปลายงวด และคำนวณต้นทุนขายดังนี้:(0 + 20,000) – 18,000 = ต้นทุนขาย 2,000 บาท SME ควรเลือกระบบไหนถึงจะดีที่สุด ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ การเลือกขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและความพร้อมของกิจการ อย่างไรก็ตาม สำหรับ SME ที่มีแนวโน้มจะเติบโต แนะนำให้วางระบบ Perpetual ตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น ระบบนี้จะช่วยลดความผิดพลาดและให้ข้อมูลที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้าเป็นรากฐานสำคัญของการทำธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเลือกระบบ Perpetual ที่แสดงตัวเลขแบบเรียลไทม์ หรือ Periodic ที่เน้นการตรวจนับตอนสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือการบันทึกให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและใช้อย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการทำงานของระบบ Perpetual อย่างเต็มรูปแบบ ทุกครั้งที่คุณสร้างใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน ระบบจะวิ่งไปลงบันทึกรายได้และตัดบัญชีต้นทุนขายให้คุณอัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการลงบัญชีสองฝั่ง และให้คุณดูรายงานกำไรขั้นต้นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการทำงานบัญชีให้ง่ายขึ้นตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบบัญชีสินค้า ใช้ระบบ Perpetual จำเป็นต้องนับสต๊อกปลายปีหรือไม่ จำเป็นต้องนับสต๊อก แม้ระบบ Perpetual จะบอกตัวเลขคงเหลือแบบเรียลไทม์ได้ แต่กิจการยังคงต้องทำ Physical Count ตอนปลายงวด เพื่อยืนยันว่าของที่มีอยู่จริงตรงกับตัวเลขในระบบหรือไม่ หากพบว่ามีของหายหรือชำรุด จะได้ปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องก่อนปิดงบ ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องใช้ระบบเหล่านี้หรือไม่ ไม่ต้องใช้ หากธุรกิจของคุณเป็นงานบริการล้วน ๆ และไม่มีสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ก็จะไม่มีบัญชีสินค้าคงเหลือในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการให้บริการและมีมูลค่าสูง ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน PEAK ตั้งค่าระบบบันทึกบัญชีสินค้าแบบไหน โดยค่าเริ่มต้น (Default) ระบบของ PEAK จะถูกตั้งค่าการบันทึกสินค้าคงเหลือเป็นแบบ Perpetual เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานเห็นต้นทุนแบบเรียลไทม์ แต่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปปรับตั้งค่าในเมนูตั้งค่านโยบายบัญชี เพื่อเปลี่ยนเป็นระบบ Periodic ได้หากกิจการมีความจำเป็นต้องใช้ระบบนั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

การตีราคาสินค้าคงเหลือ FIFO vs ถัวเฉลี่ย เลือกวิธีไหนกำไรต่างกัน

การตีราคาสินค้าคงเหลือคือการหามูลค่าต้นทุนของสินค้าที่ยังขายไม่หมดในวันสิ้นงวดบัญชี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณกำไรสุทธิและภาษีที่ธุรกิจต้องจ่าย การเลือกวิธีที่ถูกต้องจะช่วยให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงและบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาขายหรือซื้อวัตถุดิบมาผลิต สินค้าแต่ละ lot มักจะซื้อมาในราคาไม่เท่ากัน พอถึงวันปิดงบ เจ้าของธุรกิจจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่าของที่เหลืออยู่ควรตีราคาเท่าไร บทความนี้จะอธิบายวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ 2 แบบหลักที่ SME ไทยนิยมใช้ ได้แก่ FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก พร้อมตัวอย่างตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน สินค้าคงเหลือคืออะไร และทำไมต้องตีราคา สินค้าคงเหลือ (Inventory) คือสินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบ และงานระหว่างผลิตที่ธุรกิจถืออยู่ ณ วันสิ้นรอบบัญชี ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ของกิจการ การตีราคาสินค้าคงเหลือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะเหตุผลหลักคือของแต่ละ lot ซื้อมาคนละราคา ถ้าขายไปบางส่วน ส่วนที่เหลือจะต้องคิดต้นทุนอย่างไร วิธีที่เลือกจะไปกำหนดมูลค่าของต้นทุนขาย ซึ่งกระทบกำไรสุทธิและภาษีโดยตรง มาตรฐานบัญชีที่กำกับเรื่องนี้คือ TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะใช้ NPAEs บทที่ 8 ซึ่งมีหลักการเรื่องวิธีตีราคาเหมือนกัน FIFO คืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร FIFO ย่อมาจาก First-In, First-Out แปลว่าเข้าก่อน ออกก่อน เวลาขายสินค้าหรือเบิกวัตถุดิบ กิจการจะสมมติว่าของที่ซื้อมาก่อนถูกขายออกไปก่อน ด้วยวิธีนี้ สินค้าคงเหลือที่ค้างอยู่ในคลังจะเป็น lot ที่ซื้อมาทีหลังซึ่งมักเป็นราคาอัปเดตล่าสุด วิธีนี้เข้าใจง่ายและตรงกับการไหลของสินค้าจริงในหลายธุรกิจ เช่น ร้านขายอาหารที่ต้องเอาของเก่าออกก่อนเพื่อกันของเสีย ข้อดีของ FIFO ข้อเสียของ FIFO ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักคืออะไร เหมาะกับใคร วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost) เป็นอีกวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่นิยมใช้ หลักการคือคำนวณต้นทุนต่อหน่วยใหม่ทุกครั้งที่ซื้อสินค้าเข้ามา คำนวณได้โดยเอามูลค่าสินค้าทั้งหมดที่มี หารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด สูตรคำนวณต้นทุนเฉลี่ย ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย = มูลค่าสินค้าคงเหลือรวม หารด้วย จำนวนหน่วยรวม ทุกครั้งที่ซื้อ lot ใหม่เข้ามา ต้นทุนต่อหน่วยจะถูกนำมาเฉลี่ยใหม่อีกรอบ ข้อดีของถัวเฉลี่ย ข้อเสียของถัวเฉลี่ย ตัวอย่างเปรียบเทียบ FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก สมมติบริษัท ก จำกัด ขายกระเป๋าผ้า ต้องตีราคาสินค้าคงเหลือปลายเดือน โดยมีข้อมูลซื้อขายในเดือนสิงหาคมดังนี้ วันที่ รายการ จำนวน (ใบ) ราคาต่อหน่วย (บาท) รวม (บาท) 1 ส.ค. สินค้าต้นงวด 100 150 15,000 10 ส.ค. ซื้อเพิ่ม lot 2 200 180 36,000 20 ส.ค. ซื้อเพิ่ม lot 3 100 200 20,000 รวมพร้อมขาย ไม่มี 400 ไม่มี 71,000 25 ส.ค. ขายออก 250 ไม่มี ไม่มี สินค้าคงเหลือ ไม่มี 150 ไม่มี หาคำตอบ ขายไป 250 ใบ เหลือ 150 ใบ คำถามคือ 150 ใบนี้ควรตีราคาเท่าไร คำนวณแบบ FIFO FIFO จะสมมติว่าของที่ซื้อก่อนถูกขายออกไปก่อน ขั้นที่ 1: ขาย 250 ใบ เรียงจาก lot เก่าสุด lot ที่ขาย จำนวนที่ขาย ราคาต่อหน่วย ต้นทุนขาย lot 1 (1 ส.ค.) 100 ใบ (หมด lot) 150 15,000 lot 2 (10 ส.ค.) 150 ใบ (เหลือ 50) 180 27,000 รวมต้นทุนขาย 250 ใบ ไม่มี 42,000 บาท ขั้นที่ 2: สินค้าคงเหลือ 150 ใบ lot ที่เหลือ จำนวน ราคาต่อหน่วย มูลค่า lot 2 (10 ส.ค.) เหลือ 50 ใบ 180 9,000 lot 3 (20 ส.ค.) ทั้ง lot 100 ใบ 200 20,000 รวมสินค้าคงเหลือ 150 ใบ ไม่มี 29,000 บาท คำนวณแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ขั้นที่ 1: หาต้นทุนเฉลี่ย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้ารวม 15,000 + 36,000 + 20,000 71,000 บาท จำนวนหน่วยรวม 100 + 200 + 100 400 ใบ ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย 71,000 หาร 400 177.50 บาท ขั้นที่ 2: ต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุนขาย (250 ใบ) 250 × 177.50 44,375 บาท สินค้าคงเหลือ (150 ใบ) 150 × 177.50 26,625 บาท สรุปผลเปรียบเทียบ รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย ผลต่าง ต้นทุนขาย 42,000 บาท 44,375 บาท 2,375 บาท สินค้าคงเหลือ 29,000 บาท 26,625 บาท 2,375 บาท กำไรขั้นต้น (สมมติขาย 250 ใบ ราคาใบละ 300 บาท เป็นเงิน 75,000 บาท) 33,000 บาท 30,625 บาท 2,375 บาท ในช่วงที่ราคาสินค้าขึ้น FIFO จะให้กำไรสูงกว่าเพราะต้นทุนขายต่ำกว่า ส่วนถัวเฉลี่ยจะให้กำไรต่ำกว่า เลือกวิธีไหน กระทบภาษีนิติบุคคลอย่างไร วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือจะกระทบภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยตรง เพราะเมื่อต้นทุนขายเปลี่ยน กำไรก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย สมมติบริษัท ก จำกัด มีค่าใช้จ่ายอื่น 15,000 บาท และไม่มีรายได้อื่น ขั้นที่ 1: คำนวณกำไรสุทธิ รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย รายได้จากการขาย 75,000 75,000 ต้นทุนขาย (42,000) (44,375) กำไรขั้นต้น 33,000 30,625 ค่าใช้จ่ายอื่น (15,000) (15,000) กำไรสุทธิ 18,000 15,625 ขั้นที่ 2: คำนวณภาษี (ตามฐานภาษี SME ปัจจุบัน) แม้ในตัวอย่างรายเดือนกำไรสุทธิจะยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ถ้าธุรกิจมียอดขายใหญ่ขึ้นทั้งปี ผลต่างจะชัดเจนมาก สมมติกำไรสุทธิทั้งปีคำนวณได้ 1,800,000 บาท (แบบ FIFO) กับ 1,562,500 บาท (แบบถัวเฉลี่ย) ภาษีจะต่างกันตามอัตราภาษี SME (กำไร 300,001 – 3,000,000 บาท เสีย 15%) รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย กำไรสุทธิทั้งปี 1,800,000 1,562,500 1 – 300,000 (ยกเว้น) 0 0 300,001 – 3,000,000 (15%) 225,000 189,375 ภาษีรวม 225,000 189,375 ผลต่างภาษี ไม่มี ประหยัดได้ 35,625 บาท ในตัวอย่างนี้ วิธีถัวเฉลี่ยทำให้เสียภาษีน้อยกว่าเพราะกำไรต่ำกว่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ตลาดราคาสินค้าเป็นขาขึ้นหรือขาลง SME ขายของ กับ โรงงานผลิต ควรเลือกวิธีไหน ไม่มีสูตรตายตัวว่าวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ แต่สามารถเลือกตามลักษณะสินค้าได้ ลักษณะธุรกิจ แนะนำ เหตุผล ขายสินค้ามีวันหมดอายุ (อาหาร เครื่องสำอาง) FIFO ตรงกับการไหลจริง ของเก่าต้องออกก่อนเสมอ ขายสินค้าที่ราคาขึ้นต่อเนื่อง (อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นใหญ่ วัสดุก่อสร้าง) ถัวเฉลี่ย ต้นทุนเฉลี่ยช่วยให้กำไรไม่พุ่งจนต้องเสียภาษีสูงเกินไป สินค้าหลาย lot ผสมกัน (น้ำมัน เคมีภัณฑ์ เมล็ดพืช) ถัวเฉลี่ย แยก lot ไม่ได้ในทางปฏิบัติ ถัวเฉลี่ยสะท้อนต้นทุนได้จริงกว่า สินค้าราคาคงที่หรือผันผวนน้อย วิธีไหนก็ได้ ผลต่างน้อย ให้เลือกตามที่โปรแกรมบัญชีจัดการง่ายที่สุด โรงงานผลิตสินค้ามาตรฐาน ถัวเฉลี่ย วัตถุดิบมักผสมกันในขั้นตอนการผลิตไปแล้ว ขายสินค้ามูลค่าสูง แยกชิ้นชัดเจน (รถยนต์ เพชร อสังหาริมทรัพย์) เฉพาะเจาะจง ใช้วิธี Specific Identification ระบุต้นทุนเฉพาะของชิ้นนั้น คำแนะนำก่อนตัดสินใจควรปรึกษานักบัญชีก่อนเลือกวิธี เพราะเลือกแล้วต้องใช้วิธีเดิมอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าแนวโน้มราคาสินค้าที่ซื้อเป็นขาขึ้นตลอด วิธีถัวเฉลี่ยอาจช่วยลดผลกระทบทางภาษีได้ดีกว่า ที่สำคัญคือต้องเช็คว่าระบบบัญชีที่ใช้อยู่รองรับการคำนวณแบบไหน ข้อควรระวังในการตีราคาสินค้าคงเหลือ การตีราคาสินค้าคงเหลือผิดวิธีหรือไม่สม่ำเสมอจะส่งผลกระทบ 3 ด้าน คือ ภาษี งบการเงิน และการตรวจสอบบัญชี ด้านภาษี สรรพากรอาจประเมินภาษีเพิ่มเติมหากพบว่ามีการเปลี่ยนวิธีตีราคาบ่อย ๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ด้านงบการเงิน หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ต่ำกว่าราคาทุน กิจการต้องตีราคาลดลง เช่น กรณีสินค้าล้าสมัยหรือราคาตลาดตก ด้านผู้สอบบัญชี ผู้สอบจะตรวจสอบว่ากิจการใช้วิธีตีราคาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนโดยไม่เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ อาจถูกตั้งข้อสังเกตในรายงาน ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่เหมาะสม เป็นกุญแจสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อกำไรและกระแสเงินสดของกิจการ ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ FIFO ที่สะท้อนราคาตลาดปัจจุบัน หรือถัวเฉลี่ยที่ช่วยลดความผันผวนของต้นทุน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความถูกต้องและสม่ำเสมอในการบันทึกบัญชี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการบันทึกสินค้าคงเหลือทั้งแบบ FIFO และถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ช่วยคำนวณต้นทุนขายให้คุณโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของสต๊อก ช่วยให้การปิดงบไวขึ้น ข้อมูลแม่นยำ และพร้อมสำหรับการเติบโต ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วเริ่มบริหารสต๊อกอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตีราคาสินค้าคงเหลือ เปลี่ยนวิธีตีราคาระหว่างปีได้หรือไม่ ไม่ควรเปลี่ยนวิธีระหว่างปี กิจการต้องใช้วิธีเดิมอย่างสม่ำเสมอ หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนจริง ๆ ให้เริ่มเปลี่ยนเมื่อขึ้นต้นรอบบัญชีใหม่ และต้องเปิดเผยเหตุผลที่เหมาะสมในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย ถ้าราคาสินค้าตกลง ต้องตีราคาลดด้วยหรือไม่ ต้องตีราคาลดลง หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ต่ำกว่าราคาทุนที่บันทึกไว้ กิจการต้องบันทึกเป็นผลขาดทุนจากการตีราคาลดลง ไม่ว่าจะใช้วิธีคำนวณต้นทุนแบบ FIFO หรือถัวเฉลี่ยก็ต้องปฏิบัติตามหลักการนี้เหมือนกัน ธุรกิจบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดบริษัทต้องตีราคาสินค้าแบบนี้ด้วยหรือไม่ ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาที่เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ควรบันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลืออย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ แต่ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย (เช่น 60% สำหรับการขาย) ก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งคำนวณต้นทุนแยกทีละ lot โปรแกรมบัญชีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือให้อัตโนมัติหรือไม่ โปรแกรมบัญชีส่วนใหญ่รวมถึง PEAK รองรับการคำนวณต้นทุนทั้งแบบ FIFO และถัวเฉลี่ย ระบบจะคำนวณต้นทุนขายให้อัตโนมัติทันทีที่บันทึกรายการขายหรือเบิกใช้ ทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นต้นทุนที่แท้จริงได้แบบเรียลไทม์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

บริหารสต๊อกสินค้ายังไง ให้เงินไม่จม เคล็ดลับที่ SME ต้องรู้

หลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจ SME ต้องปวดหัวกับปัญหาสินค้าล้นโกดัง แม้ยอดขายจะดูดีแต่กลับไม่มีเงินสดหมุนเวียนในกิจการ สินค้าที่กองเต็มโกดังไม่ได้แปลว่าธุรกิจดีเสมอไป ตรงกันข้าม ถ้าสต๊อกสินค้ามากเกินจำเป็น เงินสดที่ควรนำไปหมุนเวียนจะถูกระงับไว้ในสินค้าเหล่านั้นแทน บทความนี้สรุปวิธีบริหารสต๊อกสินค้าที่ SME ใช้ได้จริง ตั้งแต่การแบ่งกลุ่มสินค้า คำนวณจุดสั่งซื้อ ไปจนถึงเรื่องที่หลายคนมองข้าม เช่น สต๊อกสินค้าไม่ตรงกับบัญชีแล้วสรรพากรตรวจอะไรได้บ้าง สต๊อกสินค้า คืออะไร สต๊อกสินค้า (Stock) หรือสินค้าคงคลัง (Inventory) คือสินค้าและวัตถุดิบทั้งหมดที่ธุรกิจถือไว้เพื่อขายหรือใช้ในการผลิต ทั้งสินค้าที่อยู่ในคลัง สินค้าระหว่างทาง และสินค้าที่รอจัดส่ง โดยในทางบัญชี สินค้าคงเหลือถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการ ยิ่งถือสต๊อกมาก เงินก็จมอยู่ในสินค้ามากตามไปด้วย ความแตกต่างระหว่าง Stock กับ Inventory ในทางปฏิบัติ ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ แต่ถ้าแยกละเอียด Stock มักหมายถึงสินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมขาย ส่วน Inventory ครอบคลุมกว่า รวมถึงวัตถุดิบและงานระหว่างผลิตด้วย สำหรับ SME ไทยที่ทำธุรกิจซื้อมาขายไป ไม่ต้องแยกซับซ้อน เรียกรวมว่าสต๊อกสินค้าก็เพียงพอ สต๊อก 3 ประเภทที่ต้องรู้ ธุรกิจที่มีการผลิตหรือแปรรูปจะมีสต๊อก 3 ประเภท ส่วนธุรกิจซื้อมาขายไป จะมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก สต๊อกบวมคือสาเหตุหลักที่ทำให้เงินจม สต๊อกบวมคือสถานการณ์ที่ธุรกิจถือสต๊อกสินค้ามากเกินกว่าที่ขายได้จริง เงินที่ควรนำไปหมุนเวียนในธุรกิจกลับกลายเป็นสต๊อกสินค้าที่วางอยู่ในคลังโดยไม่สร้างรายได้ ปัญหานี้พบบ่อยใน SME ที่สั่งซื้อล็อตใหญ่เพราะได้ส่วนลด หรือคาดการณ์ยอดขายสูงเกินจริง ค่าเสียโอกาสเมื่อธุรกิจมีสต๊อกค้าง 1 ล้านบาท ลองคิดง่าย ๆ ถ้าธุรกิจมีสต๊อกค้างอยู่ 1 ล้านบาท เงินจำนวนนั้นไม่ได้อยู่เฉย ๆ มันมีต้นทุนซ่อนอยู่ รวมแล้ว การถือสต๊อก 1 ล้านบาท อาจมีต้นทุนแฝงสูงถึง 200,000-300,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและวิธีจัดเก็บ เช็คสัญญาณเตือนว่าสต๊อกของคุณเริ่มบวม ลองสังเกตสัญญาณเหล่านี้ เพื่อให้รู้ทันก่อนที่ปัญหาสต๊อกจะกระทบเงินหมุนเวียน ถ้าตรงกัน 2-3 ข้อ ถึงเวลาปรับวิธีบริหารสต๊อกแล้ว 3 วิธีบริหารสต๊อกสินค้าไม่ให้เงินจม ABC Analysis – แบ่งกลุ่มสินค้าตามมูลค่า ABC Analysis คือวิธีจัดกลุ่มสินค้าตามมูลค่าการขาย เพื่อให้รู้ว่าสินค้าตัวไหนสำคัญ ตัวไหนควรให้ความสนใจน้อยลง กลุ่ม สัดส่วนรายการ สัดส่วนมูลค่า วิธีดูแล A (มูลค่าสูง) ประมาณ 10-20% ประมาณ 70-80% ติดตามใกล้ชิด เช็คทุกสัปดาห์ สั่งซื้อบ่อยแต่ทีละน้อย B (มูลค่ากลาง) ประมาณ 20-30% ประมาณ 15-20% เช็คทุก 2-4 สัปดาห์ สั่งซื้อตามรอบปกติ C (มูลค่าต่ำ) ประมาณ 50-70% ประมาณ 5-10% เช็คทุกเดือนหรือทุกไตรมาส สั่งซื้อทีละมากเพื่อลดต้นทุนสั่ง ตัวอย่าง ร้านขายอุปกรณ์ไอทีมีสินค้า 200 รายการ ร้านนี้ควรโฟกัสดูแลสต๊อกกลุ่ม A อย่างใกล้ชิด ส่วนกลุ่ม C สั่งทีละมากได้เพราะต้นทุนจมไม่สูง Reorder Point – กำหนดจุดสั่งซื้อให้พอดี Reorder Point (ROP) คือจุดที่สต๊อกลดลงถึงระดับหนึ่งแล้วต้องสั่งซื้อเพิ่ม เพื่อให้สินค้ามาถึงก่อนที่ของจะหมด สูตรคำนวณ Reorder Point ROP = ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × ระยะเวลาจัดส่ง ตัวอย่าง ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายเสื้อยืดรุ่นหนึ่งเฉลี่ยวันละ 10 ตัว และใช้เวลาสั่งจากซัพพลายเออร์ 7 วัน ROP = 10 × 7 = 70 ตัว เมื่อสต๊อกเสื้อยืดรุ่นนี้เหลือ 70 ตัว ต้องสั่งซื้อทันที ไม่อย่างนั้นของจะหมดก่อนของใหม่มาถึง Safety Stock – การคำนวณสต๊อกสำรอง Safety Stock คือสต๊อกเผื่อเหลือเผื่อขาด เพื่อรับมือกับยอดขายที่พุ่งผิดปกติหรือซัพพลายเออร์ส่งล่าช้า สูตรคำนวณแบบง่าย Safety Stock = (ยอดขายสูงสุดต่อวัน – ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน) × ระยะเวลาจัดส่ง ตัวอย่าง จากร้านเสื้อผ้าข้างต้น ยอดขายเฉลี่ย 10 ตัวต่อวัน แต่วันที่ขายดีสุดขายได้ 15 ตัว Safety Stock = (15 – 10) × 7 = 35 ตัว ดังนั้น ROP ที่ปลอดภัยจริง ๆ คือ 70 + 35 = 105 ตัว ร้านนี้ควรสั่งซื้อสต๊อกสินค้าใหม่เมื่อสต๊อกเหลือ 105 ตัว เมื่อคำนวณจุดสั่งซื้อได้แล้ว สามารถออกใบสั่งซื้อให้ซัพพลายเออร์ได้ทันที สิ่งที่สรรพากรจะตรวจสอบเมื่อนับสต๊อกไม่ตรง การนับสต๊อกสินค้าเป็นเรื่องสำคัญทั้งในแง่การบริหารและในแง่กฎหมาย ถ้าสต๊อกสินค้าในบัญชีกับของจริงในคลังไม่ตรงกัน อาจมีปัญหาตามมา วิธีเลือกการนับสต๊อกแบบ Periodic และ Perpetual วิธีนับสต๊อกหลัก ๆ มี 2 แบบ วิธี ลักษณะ เหมาะกับ Periodic (นับเป็นงวด) นับสต๊อกจริงตามรอบ เช่น ทุกเดือนหรือทุกไตรมาส ร้านค้าขนาดเล็กที่สินค้าไม่เยอะ Perpetual (นับต่อเนื่อง) บันทึกสต๊อกทุกครั้งที่มีการซื้อขาย อัปเดตแบบ real-time ธุรกิจที่มีสินค้าหลายรายการ ใช้ระบบซอฟต์แวร์ช่วย ธุรกิจที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์มักใช้แบบ Perpetual เพราะระบบบันทึกสต๊อกให้อัตโนมัติทุกครั้งที่ออกเอกสารซื้อขาย วิธีแก้ปัญหาสต๊อกในบัญชีกับของจริงไม่ตรงกัน ปัญหาสต๊อกไม่ตรงเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น บันทึกผิด สินค้าเสียหายแต่ไม่ได้ตัดออก หรือสินค้าสูญหาย วิธีแก้ไขเบื้องต้น ผลทางภาษีเมื่อสรรพากรตรวจพบ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ กิจการต้องตีราคาสินค้าคงเหลือตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า ถ้าสรรพากรเข้าตรวจสอบแล้วพบว่าสต๊อกในบัญชีไม่ตรงกับของจริง อาจเกิดปัญหาเหล่านี้ ควรนับสต๊อกจริงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือแนะนำทุกไตรมาส และเก็บเอกสารการนับไว้เป็นหลักฐาน หากไม่มั่นใจควรปรึกษานักบัญชีหรือสำนักงานบัญชี วิธีตัดบัญชีสำหรับของเสื่อมและของเสีย สินค้าที่เสื่อมสภาพ หมดอายุ ล้าสมัย หรือเสียหายจนขายไม่ได้ ไม่ควรปล่อยค้างอยู่ในบัญชีเพราะจะทำให้ตัวเลขสินทรัพย์ไม่ตรงกับความเป็นจริง ขั้นตอนตัดสินค้าออกจากบัญชี เอกสารและวิธีรายงานสรรพากร สำหรับการตัดสินค้าเสื่อมสภาพออกจากบัญชี เอกสารที่ควรเตรียมไว้ ในทางภาษี กิจการสามารถนำค่าเสียหายจากสินค้าเสื่อมสภาพมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจนและสมเหตุสมผล หากสต๊อกมีมูลค่าสูง ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อให้การบันทึกบัญชีถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 สินค้าคงเหลือ ที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี การบริหารสต๊อกสินค้าไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการพื้นที่ในคลัง แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและกระแสเงินสดของธุรกิจ สิ่งที่ SME ควรเริ่มลงมือทำ คือการใช้ ABC Analysis เพื่อแบ่งกลุ่มสินค้าที่ควรให้ความสำคัญ ตั้ง Reorder Point และ Safety Stock เพื่อให้สั่งซื้อได้พอดี รวมถึงหมั่นนับสต๊อกจริงเทียบกับระบบอย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมระบบที่ช่วยให้คุณบันทึกซื้อขายสินค้าและอัปเดตสต๊อกได้แบบ real-time ดูรายงานผ่าน Dashboard ได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มจัดการระบบหลังบ้านอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสต๊อกสินค้า สต๊อกกี่วันถึงเหมาะสม ดูได้จาก Inventory Turnover Ratio คือจำนวนรอบที่สต๊อกหมุนเวียนใน 1 ปี คำนวณจากต้นทุนสินค้าขายหารด้วยมูลค่าสต๊อกเฉลี่ย ธุรกิจค้าปลีกทั่วไปมักมีอัตราหมุนเวียนประมาณ 4-8 รอบต่อปี แปลว่าสต๊อกอยู่ในคลังเฉลี่ยประมาณ 45-90 วันก่อนขายออก ถ้าสินค้าอยู่ในคลังนานกว่า 90 วัน ควรพิจารณาลดปริมาณสั่งซื้อ ร้านเล็กต้องทำ ABC Analysis หรือไม่ ร้านที่มีสินค้าตั้งแต่ 20-30 รายการขึ้นไป เริ่มทำ ABC Analysis ได้เลย ไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์พิเศษ แค่เรียงลำดับสินค้าตามยอดขายแล้วแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ก็จะเห็นชัดว่าสินค้าตัวไหนทำเงินมากที่สุดและควรดูแลสต๊อกอย่างใกล้ชิด ส่วนร้านที่มีสินค้าไม่กี่รายการก็ใช้วิธีสังเกตยอดขายและสั่งซื้อตามประสบการณ์ได้ ใช้ Excel จัดการสต๊อกได้หรือไม่ ทำได้ แต่มีข้อจำกัด Excel เหมาะกับร้านเล็กที่มีสินค้าไม่เกิน 50-100 รายการ เมื่อสินค้าเยอะขึ้น ข้อมูลจะเริ่มผิดพลาดง่ายเพราะต้องกรอกมือทุกครั้ง ไม่อัปเดตแบบ real-time และเชื่อมกับระบบบัญชีไม่ได้ ถ้าธุรกิจเริ่มโตจนมีสินค้าหลายร้อยรายการ ควรใช้โปรแกรมบัญชีที่เชื่อมระบบสต๊อกอัตโนมัติจะปลอดภัยกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

ผู้ประกอบการ หมายถึงอะไร 5 หน้าที่ภาษีที่ต้องรู้

ผู้รับเหมา ช่างที่รับงานให้โรงงาน หรือฟรีแลนซ์ที่รับงานจากบริษัท อาจยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็น “ผู้ประกอบการ” ตามกฎหมายแล้ว และมีหน้าที่ทางภาษีตามมาทันที บทความนี้สรุปให้ครบว่าผู้ประกอบการคือใคร ควรมีคุณสมบัติอะไร มีกี่ประเภท ต้องทำอะไรบ้างเรื่องภาษีและบัญชี รายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT และเมื่อไหร่ควรจดบริษัท ผู้ประกอบการคืออะไร ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) คือบุคคลหรือนิติบุคคลที่ทำธุรกิจเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะขายสินค้า ให้บริการ รับเหมา หรือผลิตสินค้า ทั้งที่จดทะเบียนเป็นบริษัทแล้วและที่ทำในชื่อตัวเอง ในทางปฏิบัติ แค่เริ่มรับเงินจากการขายของหรือรับจ้างทำงาน ก็นับเป็นผู้ประกอบการแล้ว ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทก่อน บทบาทของผู้ประกอบการต่อเศรษฐกิจมี 3 เรื่องหลัก คือสร้างงาน สร้างรายได้ภาษีให้รัฐ และเชื่อมห่วงโซ่ธุรกิจ เพราะผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากเป็นซัพพลายเออร์และผู้ให้บริการของบริษัทใหญ่ ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างคุณต้น (ชื่อสมมุติ) ช่างที่รับติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบปรับอากาศให้ร้านค้าและโรงงาน เริ่มรับงานในชื่อตัวเอง ปีแรกมีรายได้ 2 ล้านบาท ความหมายตามกฎหมายภาษีไทย ประมวลรัษฎากร (กฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) ใช้คำว่า “ผู้ประกอบการ” ในหมวดภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงผู้ขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือยัง ส่วน พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไว้ ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด พูดง่าย ๆ คือ ทำธุรกิจแล้วมีรายได้ กฎหมายถือว่าเป็นผู้ประกอบการ ส่วนหน้าที่ทำบัญชีแบบเต็มรูปแบบจะตามมาเมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต่างจากเจ้าของกิจการและฟรีแลนซ์อย่างไร คำเหล่านี้ใช้ปนกันบ่อย สรุปความต่างได้ดังนี้ คำ ความหมาย ตัวอย่าง ผู้ประกอบการ คำรวมที่หมายถึงทุกคนที่ทำธุรกิจ ผู้รับเหมาติดตั้งระบบ โรงงานผลิตชิ้นส่วน บริษัทขนส่ง เจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของธุรกิจ เจ้าของบริษัทรับเหมา เจ้าของโรงพิมพ์ ฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการที่รับงานอิสระ ไม่มีนายจ้างประจำ นักออกแบบที่รับงานจากบริษัท ที่ปรึกษาระบบ IT ทั้ง 3 กลุ่มต้องยื่นภาษีเงินได้จากรายได้ที่ได้รับเหมือนกัน ต่างกันที่แบบภาษีและหน้าที่อื่นที่ตามมาเมื่อธุรกิจโตขึ้น คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ดีมีอะไรบ้าง คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาว ไม่ได้มีแค่ความกล้าเสี่ยง แต่รวมถึงวินัยด้านตัวเลขด้วย คุณสมบัติ ในทางปฏิบัติ มองเห็นโอกาส รู้ว่าลูกค้าธุรกิจขาดอะไร เช่น โรงงานต้องการทีมซ่อมบำรุงที่มาตรงเวลา กล้าตัดสินใจและรับความเสี่ยง ลงทุนซื้อเครื่องมือ รับงานใหญ่ หรือจ้างทีมเพิ่ม อ่านตัวเลขเป็น ดูกำไรขาดทุนและกระแสเงินสดได้ ไม่ใช่ดูแค่ยอดขาย แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัว เปิดบัญชีธนาคารแยก เก็บเอกสารทุกใบ รู้หน้าที่ภาษี ยื่นแบบตรงเวลา ไม่เสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สร้างความน่าเชื่อถือ ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ลูกค้าแบบ B2B อย่างโรงงานหรือบริษัทจะดูความพร้อมด้านเอกสารก่อนเลือกผู้รับเหมา คุณสมบัติด้านบัญชีจึงมีผลกับการได้งานโดยตรง ผู้ประกอบการมีกี่ประเภท ผู้ประกอบการไทยแบ่งตามรูปแบบการจดทะเบียนได้ 3 แบบหลัก แต่ละแบบเสียภาษีต่างกัน รูปแบบ ภาษีที่เสีย เหมาะกับ บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราขั้นบันได 0-35% เริ่มต้นธุรกิจ รายได้ยังไม่มาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตราทั่วไป 20% (SME มีอัตราลดหลั่น) ธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง มีหุ้นส่วน บริษัทจำกัด ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตราทั่วไป 20% (SME มีอัตราลดหลั่น) ธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือและรับงานจากบริษัทใหญ่ บุคคลธรรมดา (ทะเบียนพาณิชย์) วิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มธุรกิจคือทำในชื่อตัวเอง เสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดตั้งแต่ 0% ถึง 35% ไม่ต้องจดบริษัทและไม่ต้องจ้างผู้สอบบัญชี ถ้าประกอบพาณิชยกิจตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ขายสินค้าหรือขายออนไลน์ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มประกอบกิจการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) เหมาะกับธุรกิจที่มีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราสูงสุด 20% ซึ่งต่ำกว่าอัตราสูงสุดของบุคคลธรรมดาที่ 35% หจก. ขนาดเล็กที่ทุน สินทรัพย์ และรายได้ไม่เกินเกณฑ์ ใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ตรวจงบแทนผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้ ต้นทุนรายปีจึงต่ำกว่าบริษัท บริษัทจำกัด รูปแบบยอดนิยมของธุรกิจที่โตแล้ว เพราะน่าเชื่อถือสูง ขอสินเชื่อง่ายกว่า และลูกค้าองค์กรหลายแห่งรับเฉพาะคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคล ค่าธรรมเนียมราชการขั้นต่ำสำหรับทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท คือ 5,500 บาท (จดหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท + จดตั้งบริษัท 5,000 บาท) ตามกฎกระทรวงค่าธรรมเนียม พ.ศ. 2549 อ่านขั้นตอนเพิ่มได้ที่ หนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร อ่านเปรียบเทียบเพิ่มเติมได้ที่ บริษัทจำกัด หรือ หจก. เลือกอะไรดี 5 หน้าที่ภาษีและบัญชีที่ต้องทำทันที หน้าที่ของผู้ประกอบการด้านภาษีและบัญชีมี 5 ข้อหลัก บางข้อเริ่มทันทีที่มีรายได้ บางข้อเริ่มเมื่อถึงเกณฑ์หรือเมื่อจ้างคน ลำดับ หน้าที่ ใครต้องทำ กำหนดเวลา 1 ยื่นภาษีเงินได้ ทุกคนที่มีรายได้ บุคคลธรรมดา ปีละ 1-2 ครั้ง · นิติบุคคล ปีละ 2 ครั้ง 2 หักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินเดือน และนิติบุคคลที่จ่ายค่าบริการหรือค่าจ้างทำของ ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ออนไลน์ถึงวันที่ 15) 3 จด VAT เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ 4 ส่งเงินสมทบประกันสังคม ผู้ที่มีลูกจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป 5 จัดทำบัญชีและส่งงบ นิติบุคคล (หจก./บริษัท) ตลอดปี + ส่งงบภายใน 5 เดือนหลังปิดบัญชี 1. ยื่นภาษีเงินได้ ทุกคนที่มีรายได้จากธุรกิจต้องยื่นแบบภาษีเงินได้ แม้คำนวณแล้วไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม บุคคลธรรมดา ยื่น 2 ครั้งต่อปีถ้ามีรายได้จากธุรกิจ ตามกำหนดยื่นแบบของกรมสรรพากร นิติบุคคล ยื่น 2 ครั้งต่อรอบบัญชี กรณีคุณต้น รายได้ครึ่งปีแรก 1 ล้านบาท เกิน 60,000 บาท จึงต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกันยายน ก่อนยื่น ภ.ง.ด.90 ต้นปีถัดไป 2. หักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่ผู้จ่ายเงินหักไว้ก่อนจ่ายแล้วนำส่งกรมสรรพากรแทนผู้รับเงิน ผู้ประกอบการจึงเจอเรื่องนี้ 2 ฝั่ง คือฝั่งถูกหักและฝั่งต้องหัก ฝั่งถูกหัก โรงงานที่จ้างคุณต้นเป็นบริษัท จึงต้องหักภาษี 3% ของค่าจ้างทำของตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 แล้วออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ ให้คุณต้นเก็บไว้ใช้เครดิตตอนยื่นภาษีปลายปี ฝั่งต้องหัก หน้าที่หัก 3% ค่าบริการหรือค่าจ้างทำของเป็นของผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคล บุคคลธรรมดาที่จ้างคนอื่นทำงานไม่มีหน้าที่นี้ ยกเว้นการจ่ายเงินเดือนพนักงาน ซึ่งต้องหักและยื่น ภ.ง.ด.1 ทุกราย ปีที่ 2 คุณต้นจดบริษัทแล้วจ้างช่างอิสระมาช่วยเดินท่อ 10,000 บาท บริษัทต้องหักภาษี 3% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าจ้างช่างอิสระ ตามสัญญา 10,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10,000 × 3% 300 บาท จ่ายจริง 10,000 – 300 9,700 บาท จากนั้นบริษัทออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ ให้ช่าง และยื่น ภ.ง.ด.3 (แบบสำหรับผู้รับเงินที่เป็นบุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้าผู้รับเงินเป็นนิติบุคคลใช้แบบ ภ.ง.ด.53 อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และหนังสือรับรอง 50 ทวิ 3. จดทะเบียน VAT ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ ตามมาตรา 85/1 แห่งประมวลรัษฎากร อัตรา VAT ปัจจุบันคือ 7% ลดจากอัตราตามกฎหมาย 10% โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการต่ออัตรา 7% ถึง 30 ก.ย. 2570 คุณต้นมีรายได้ 2 ล้านบาทในปีแรก จึงต้องจด VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดรายรับสะสมเกิน 1.8 ล้านบาท ไม่ต้องรอถึงสิ้นปี 4. ส่งเงินสมทบประกันสังคม เมื่อมีลูกจ้างคนแรก ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน แล้วนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นายจ้างและลูกจ้างจ่ายฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง โดยตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดเพิ่มเป็น 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุดจึงเป็น 875 บาทต่อเดือนต่อฝ่าย อ่านรายละเอียดที่ อัปเดตประกันสังคม 2569 รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ช่าง 2 คน เงินเดือนคนละ 18,000 บาท ใช้ฐานสูงสุด 17,500 – เงินสมทบลูกจ้าง (หักจากเงินเดือน) 17,500 × 5% × 2 คน 1,750 บาท เงินสมทบนายจ้าง 17,500 × 5% × 2 คน 1,750 บาท นำส่งรวมต่อเดือน 1,750 + 1,750 3,500 บาท ถ้าทำธุรกิจคนเดียวไม่มีลูกจ้าง สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 (เคยทำงานในระบบมาก่อน) หรือมาตรา 40 ได้ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ประกันสังคม 5. จัดทำบัญชี นิติบุคคล (หจก. หรือ บริษัทจำกัด) มีหน้าที่จัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 และส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ผู้ตรวจงบขึ้นกับรูปแบบกิจการ บริษัทจำกัดต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจทุกปี ส่วน หจก. ที่ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ แม้เป็นบุคคลธรรมดา การบันทึกรายรับรายจ่ายช่วยให้รู้ว่าควรเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือตามจริง และรู้ล่วงหน้าว่ารายรับใกล้ถึงเกณฑ์ VAT เมื่อไหร่ รายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT? เกณฑ์จด VAT คือรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยนับจากรายรับก่อนหักค่าใช้จ่าย ผู้ที่รายรับยังไม่ถึงเกณฑ์ขอจดโดยสมัครใจได้ ผู้รับเหมาที่ทำงานให้โรงงานหรือบริษัทมักจด VAT เร็วกว่าเกณฑ์ เพราะลูกค้านิติบุคคลที่จด VAT นำภาษีซื้อไปหักได้ และหลายรายกำหนดให้คู่ค้าออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ หลังจด VAT แล้ว กิจการมีหน้าที่เพิ่ม 4 อย่าง วิธีนับรายรับ ขั้นตอนจด และเอกสารที่ใช้ อ่านต่อได้ที่ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องทำอย่างไร เมื่อไหร่ควรจดบริษัท? ผู้ประกอบการหลายคนเริ่มในชื่อตัวเอง แต่เมื่อรายได้และค่าใช้จ่ายจริงสูงขึ้น หรือลูกค้าองค์กรเริ่มขอให้เป็นนิติบุคคล การจดบริษัทอาจคุ้มกว่า รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (บริษัทจำกัด) อัตราภาษี ขั้นบันได 0-35% ของเงินได้สุทธิ 20% (SME: กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้น ส่วน 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15%) หักค่าใช้จ่าย เหมา 60% หรือตามจริง ตามจริงทุกรายการที่มีหลักฐาน ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า รับงานองค์กรและขอสินเชื่อง่าย ค่าจดทะเบียน ไม่มีค่าจดบริษัท ขั้นต่ำ 5,500 บาท สำหรับทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท ผู้ตรวจงบ ไม่ต้อง บริษัทต้องใช้ CPA ทุกปี (หจก. ขนาดเล็กใช้ TA ได้) อัตรา SME ใช้กับบริษัทหรือ หจก. ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ตัวอย่างคำนวณภาษี รายได้ 2 ล้านบาท คุณต้นมีรายได้ค่ารับเหมาติดตั้งระบบปรับอากาศ 2 ล้านบาทต่อปี (ไม่รวม VAT) ค่าใช้จ่ายจริง ทั้งค่าอุปกรณ์ ค่าแรงช่าง และค่ารถ รวม 1.2 ล้านบาท กรณี 1 บุคคลธรรมดา (หักค่าใช้จ่ายเหมา 60%) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ ค่ารับเหมาทั้งปี 2,000,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 2,000,000 × 60% 1,200,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว ลดหย่อนผู้มีเงินได้ 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 2,000,000 – 1,200,000 – 60,000 740,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย 7,500 + 20,000 + 36,000 (อัตราขั้นบันได) 63,500 บาท ถ้าลูกค้าทั้งหมดเป็นนิติบุคคล คุณต้นถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว 2,000,000 × 3% = 60,000 บาท ตอนยื่นภาษีจึงจ่ายเพิ่มเพียง 3,500 บาท กรณี 2 บริษัทจำกัด (เข้าเงื่อนไข SME) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ ค่ารับเหมาทั้งปี 2,000,000 บาท หักค่าใช้จ่ายจริง ตามหลักฐาน 1,200,000 บาท กำไรสุทธิ 2,000,000 – 1,200,000 800,000 บาท ภาษีนิติบุคคล (800,000 – 300,000) × 15% 75,000 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าลดหย่อนอื่นของบุคคลธรรมดา และยังไม่รวมค่าสอบบัญชีของบริษัท ภาษีจริงขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละปี จากตัวอย่าง บุคคลธรรมดาเสียภาษี 63,500 บาท ส่วนบริษัทเสีย 75,000 บาท ในปีแรกการทำในชื่อตัวเองจึงยังได้เปรียบ แต่ถ้าค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่า 60% ของรายได้ หรือรายได้โตขึ้นจนเงินได้สุทธิเข้าขั้น 30-35% บริษัทจะเสียภาษีน้อยกว่า เพราะหักค่าใช้จ่ายตามจริงและอัตราสูงสุดอยู่ที่ 20% ทั้ง 2 กรณีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท จึงต้องจด VAT เหมือนกัน การจดบริษัทไม่ได้ช่วยเลี่ยงหน้าที่นี้ เริ่มต้นธุรกิจต้องเตรียมอะไร ผู้ประกอบการรายใหม่ควรเตรียม 6 อย่างตั้งแต่วันแรก สรุป – ผู้ประกอบการหมายถึงทุกคนที่ทำธุรกิจ และมีหน้าที่ภาษีตามมาทันที ไม่ว่าจะรับเหมางานให้โรงงาน รับงานอิสระจากบริษัท หรือเปิดบริษัทเต็มรูปแบบ ทุกคนเป็นผู้ประกอบการในสายตากฎหมาย และมีหน้าที่ยื่นภาษีตั้งแต่บาทแรกที่มีรายได้ สิ่งที่ควรจำ คือบุคคลธรรมดายื่น ภ.ง.ด.94 กลางปีและ ภ.ง.ด.90 ต้นปี นิติบุคคลยื่น ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50 รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต้องจด VAT ภายใน 30 วัน และมีลูกจ้างต้องส่งประกันสังคมสูงสุด 875 บาทต่อฝ่าย เริ่มได้วันนี้ด้วยการรวมรายรับ 6 เดือนล่าสุด ถ้าเกิน 60,000 บาท ให้ลงปฏิทินยื่น ภ.ง.ด.94 ไว้ และถ้าเกิน 900,000 บาท แปลว่าทั้งปีมีโอกาสถึงเกณฑ์ VAT จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการงานบัญชีในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี บันทึกรายรับรายจ่าย ไปจนถึงปิดงบการเงิน เหมาะกับผู้ประกอบการที่ทำงานกับลูกค้าธุรกิจและต้องการเอกสารถูกต้องทุกใบ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการ ภาษาอังกฤษคืออะไร? ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Entrepreneur หมายถึงผู้ที่เริ่มต้นและบริหารธุรกิจโดยรับความเสี่ยงเอง ส่วนคำว่า SME Owner หรือ Business Owner ใช้เรียกเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ฟรีแลนซ์ถือเป็นผู้ประกอบการไหม? ถือเป็นผู้ประกอบการตามกฎหมาย เพราะมีรายได้จากการให้บริการ ฟรีแลนซ์ต้องยื่นภาษีทุกปี ถ้ารายได้ครึ่งปีแรกเกินเกณฑ์ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ด้วย และถ้ารายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต้องจด VAT ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนมีความผิดไหม? ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ถ้าเป็นพาณิชยกิจที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์แต่ไม่จด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาทจนกว่าจะจด ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 กรณีรายรับเกินเกณฑ์แต่ไม่จด VAT จะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากกรมสรรพากร ผู้ประกอบการ SME คืออะไร? ต่างจากผู้ประกอบการทั่วไปอย่างไร? SME ย่อมาจาก Small and Medium Enterprises คือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แบ่งตามจำนวนพนักงานและรายได้ต่อปี ตามเกณฑ์ของ สสว. ธุรกิจบริการและการค้าขนาดย่อมมีพนักงานไม่เกิน 30 คน หรือรายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี ส่วนภาคการผลิตขนาดย่อมไม่เกิน 50 คน หรือรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท นิยาม SME ของ สสว. ใช้กับการขอรับการส่งเสริม ส่วนอัตราภาษีนิติบุคคล SME ใช้เกณฑ์ของกรมสรรพากร คือทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ต้องจ้างนักบัญชีเลยไหม หรือใช้โปรแกรมบัญชีได้? บุคคลธรรมดาเริ่มจากโปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ได้เลย ใช้ออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย และดูภาพรวมธุรกิจ ถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กฎหมายกำหนดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่ DBD กำหนด และต้องให้ผู้สอบบัญชีตรวจงบทุกปี โดยบริษัทจำกัดใช้ CPA ส่วน หจก. ขนาดเล็กใช้ TA ได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

SWOT คืออะไร แนวทางการวิเคราะห์ จุดแข็ง-จุดอ่อน โอกาส-อุปสรรค ในธุรกิจ

ผู้ประกอบการ SME หลายคนรู้สึกว่าธุรกิจเดินหน้าไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยหยุดประเมินว่าตัวเองเก่งเรื่องอะไร หรืออ่อนตรงไหน พอเจอปัญหาก็แก้เป็นจุดๆ ไม่เห็นภาพรวม ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด และเครื่องมือที่ช่วยจัดระเบียบความคิดได้ดีที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ SWOT Analysis หรือการวิเคราะห์ SWOT SWOT Analysis เป็นเครื่องมือวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของตัวเองอย่างเป็นระบบ บทความนี้จะพาไปเข้าใจ SWOT ตั้งแต่พื้นฐาน ขั้นตอนการทำ ไปจนถึงตัวอย่างจริงของธุรกิจ SME ไทย SWOT Analysis คืออะไร SWOT Analysis คือเครื่องมือวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่ใช้ประเมินปัจจัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้อย่างรอบด้าน คำว่า SWOT ย่อมาจาก 4 ตัวอักษร ได้แก่ Strengths (จุดแข็ง), Weaknesses (จุดอ่อน), Opportunities (โอกาส) และ Threats (อุปสรรค) โดย 2 ตัวแรกเป็นปัจจัยภายในที่ธุรกิจควบคุมได้ ส่วน 2 ตัวหลังเป็นปัจจัยภายนอกที่ต้องเตรียมรับมือ แนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 โดย Albert Humphrey จาก Stanford Research Institute ปัจจุบันถูกใช้อย่างแพร่หลายตั้งแต่บริษัทข้ามชาติไปจนถึงร้านค้าเล็กๆ องค์ประกอบของ SWOT มีอะไรบ้าง SWOT แบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยแต่ละส่วนทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองธุรกิจจากมุมที่ต่างกัน Strengths – จุดแข็ง จุดแข็งคือสิ่งที่ธุรกิจทำได้ดีกว่าคู่แข่ง เป็นปัจจัยภายในที่สร้างความได้เปรียบ ตัวอย่างจุดแข็งที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ไทย ได้แก่ ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน, สินค้าที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร, ฐานลูกค้าประจำที่แข็งแกร่ง หรือระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ Weaknesses – จุดอ่อน จุดอ่อนคือข้อจำกัดภายในที่ทำให้ธุรกิจเสียเปรียบ สิ่งสำคัญคือต้องยอมรับจุดอ่อนอย่างตรงไปตรงมา เพราะการมองข้ามจะทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ตัวอย่างเช่น เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ, ระบบบัญชีไม่เป็นระบบทำให้ไม่เห็นงบการเงินที่แท้จริง, ขาดทักษะการตลาดออนไลน์ หรือพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย Opportunities – โอกาส โอกาสคือปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น เทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนแปลง, นโยบายรัฐที่สนับสนุน SME, เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดต้นทุน หรือคู่แข่งที่ถอนตัวออกจากตลาด ผู้ประกอบการที่ทำการวิเคราะห์นี้เป็นประจำจะมองเห็นโอกาสเหล่านี้เร็วกว่าคนที่ไม่เคยทำ Threats – อุปสรรค อุปสรรคคือปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เช่น คู่แข่งรายใหม่ที่มีเงินทุนมากกว่า, กฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลง, ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การระบุอุปสรรคล่วงหน้าไม่ได้หมายความว่าจะหลีกเลี่ยงได้ทั้งหมด แต่ช่วยให้เตรียมแผนรับมือได้ดีกว่า ทำไมธุรกิจ SME ต้องทำ SWOT Analysis ธุรกิจ SME มักมีทรัพยากรจำกัด ทั้งเงินทุน คน และเวลา การวิเคราะห์แบบนี้ช่วยให้จัดลำดับความสำคัญได้ว่าควรโฟกัสเรื่องอะไรก่อน แทนที่จะพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน นอกจากนี้ เครื่องมือนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสื่อสารกับทีมงาน พาร์ตเนอร์ หรือนักลงทุนได้ชัดเจนขึ้น เพราะทุกคนเห็นภาพเดียวกันว่าธุรกิจอยู่ตรงไหนและกำลังจะไปทางไหน ขั้นตอนการทำ SWOT Analysis การวิเคราะห์ SWOT ที่ดีไม่ได้แค่นั่งคิดคนเดียวแล้วเขียนลงตาราง แต่ต้องมีขั้นตอนที่เป็นระบบ กำหนดเป้าหมายที่ต้องการวิเคราะห์ ก่อนเริ่ม ให้ตั้งคำถามว่ากำลังวิเคราะห์เรื่องอะไร เช่น วิเคราะห์ธุรกิจโดยรวม, วิเคราะห์สินค้าใหม่ก่อนเปิดตัว หรือวิเคราะห์แผนการขยายสาขา การกำหนดขอบเขตให้ชัดจะทำให้ผลลัพธ์ใช้ได้จริง รวบรวมข้อมูลปัจจัยภายในและภายนอก ปัจจัยภายใน ให้ดูจากข้อมูลที่มีอยู่ เช่น รายงานยอดขาย, งบกำไรขาดทุน, feedback จากลูกค้า, ความสามารถของทีมงาน ปัจจัยภายนอก ให้ดูจากสภาพตลาด, ข่าวอุตสาหกรรม, นโยบายรัฐ, พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป จัดทำตาราง SWOT จัดข้อมูลลงในตาราง 4 ช่อง โดยแต่ละช่องไม่ควรมีเกิน 5-7 ข้อ เลือกเฉพาะประเด็นที่สำคัญจริงๆ ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก S – จุดแข็ง O – โอกาส W – จุดอ่อน T – อุปสรรค วิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญ ไม่ใช่ทุกข้อที่เขียนจะมีน้ำหนักเท่ากัน ให้จัดลำดับว่าข้อไหนส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากที่สุด แล้วเลือก 2-3 ข้อที่สำคัญที่สุดจากแต่ละช่องมาวางแผนต่อ นำผลวิเคราะห์ไปใช้วางกลยุทธ์ ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดแต่หลายคนข้ามไป วิเคราะห์แล้วเก็บใส่ลิ้นชักไม่มีประโยชน์ ต้องนำผลมาวางแผนปฏิบัติจริง ซึ่ง TOWS Matrix เป็นเครื่องมือที่ช่วยต่อยอดได้ดี TOWS Matrix – ต่อยอด SWOT ไปสู่กลยุทธ์จริง TOWS Matrix เป็นเครื่องมือที่นำผล SWOT มาจับคู่กัน เพื่อสร้างกลยุทธ์ที่นำไปปฏิบัติได้จริง แทนที่จะแค่รู้ว่ามีจุดแข็งอะไร ก็จะรู้ด้วยว่าจะใช้จุดแข็งนั้นทำอะไรได้ กลยุทธ์ วิธีคิด ตัวอย่าง SO (จุดแข็ง คว้าโอกาส) ใช้จุดแข็งที่มีคว้าโอกาสที่เปิดให้ มีทีมงานเก่งเทคโนโลยี ขยายไปขายออนไลน์ WO (แก้จุดอ่อน ด้วยโอกาส) ใช้โอกาสภายนอกมาชดเชยจุดอ่อน ระบบบัญชียังไม่ดี ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์มาช่วย ST (จุดแข็ง รับมืออุปสรรค) ใช้จุดแข็งป้องกันภัยคุกคาม มีฐานลูกค้าประจำ ป้องกันคู่แข่งรายใหม่ด้วยโปรแกรมสมาชิก WT (ลดจุดอ่อน หลีกเลี่ยงอุปสรรค) ลดผลกระทบจากจุดอ่อนที่โดนอุปสรรคซ้ำ เงินทุนจำกัด ลดต้นทุนคงที่ด้วยระบบ Cloud แทนลงทุนซื้อซอฟต์แวร์แพง ตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT ของธุรกิจ SME ไทย ตัวอย่างด้านล่างเป็นสถานการณ์สมมุติ เพื่อให้เห็นภาพว่า SWOT ของธุรกิจแต่ละประเภทมีหน้าตาเป็นอย่างไร ตัวอย่าง SWOT ร้านกาแฟ จุดแข็ง (S) จุดอ่อน (W) เมล็ดกาแฟคุณภาพสูง คั่วเอง ทำเลอยู่ในซอย ลูกค้าใหม่หายาก บรรยากาศร้านดี มี community ต้นทุนวัตถุดิบสูง กำไรต่อแก้วบาง โอกาส (O) อุปสรรค (T) เทรนด์กาแฟ specialty กำลังโต ร้านกาแฟรายใหญ่เปิดใกล้ ราคาถูกกว่า ขายออนไลน์ผ่าน delivery app ได้ ต้นทุนนมและน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้น ตัวอย่าง SWOT ธุรกิจขายของออนไลน์ จุดแข็ง (S) จุดอ่อน (W) สินค้าหลากหลาย จัดส่งเร็ว ระบบจัดการสต็อกยังใช้ Excel มีฐานผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย ไม่มีทีมบัญชี เจ้าของทำเองทุกอย่าง โอกาส (O) อุปสรรค (T) ตลาด E-commerce ไทยเติบโตต่อเนื่อง แพลตฟอร์มปรับค่าธรรมเนียมสูงขึ้น เทคโนโลยี AI ช่วยทำการตลาดได้ง่ายขึ้น คู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น ตัวอย่าง SWOT สำนักงานบัญชี จุดแข็ง (S) จุดอ่อน (W) ทีมนักบัญชีประสบการณ์สูง ยังใช้ระบบ manual หลายขั้นตอน ลูกค้าเชื่อมั่นมานานกว่า 10 ปี รับลูกค้าใหม่ได้จำกัดเพราะคนไม่พอ โอกาส (O) อุปสรรค (T) SME เปิดใหม่ต้องการสำนักงานบัญชี โปรแกรมบัญชีออนไลน์ทำให้ SME ทำเองได้ รัฐส่งเสริม e-Tax ทำให้งานดิจิทัลมากขึ้น กฎระเบียบเปลี่ยนบ่อย ต้องอัปเดตตลอด ตัวอย่างสำนักงานบัญชีด้านบนจะเห็นว่า โปรแกรมบัญชีออนไลน์ อยู่ในช่องอุปสรรค แต่ถ้ามองในมุมกลยุทธ์ WO สำนักงานบัญชีสามารถใช้โปรแกรมเหล่านี้มาช่วยลดงาน manual แล้วรับลูกค้าได้มากขึ้นแทน SWOT Analysis กับการบริหารการเงินของธุรกิจ เครื่องมือนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ด้านกลยุทธ์ทั่วไป ยังใช้ประเมินสุขภาพการเงินของธุรกิจได้ด้วย ตัวอย่างการใช้การวิเคราะห์นี้ในมุมการเงิน ได้แก่ ดูว่าจุดแข็งทางการเงินของธุรกิจคืออะไร เช่น กระแสเงินสดดี กำไรขั้นต้นสูง ส่วนจุดอ่อนอาจเป็นเรื่องที่ยังไม่มีระบบบัญชีที่ชัดเจน ทำให้ไม่เห็นตัวเลขจริงเวลาต้องตัดสินใจ ผู้ประกอบการที่ต้องการเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนทางการเงินอย่างชัดเจน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ดูรายรับ-รายจ่าย กำไรขาดทุน และกระแสเงินสดได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ SWOT Analysis หลายธุรกิจทำการวิเคราะห์แล้วไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ สาเหตุมักมาจากข้อผิดพลาดเหล่านี้ สรุป – SWOT Analysis ไม่ใช่แค่วิเคราะห์ แต่ต้องนำไปใช้จริง เครื่องมือที่ดีที่สุดคือเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้ การวิเคราะห์จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการนำผลไปต่อยอดเป็นแผนปฏิบัติจริง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ TOWS Matrix วางกลยุทธ์ การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา หรือการปรับแผนธุรกิจตามโอกาสที่เห็น ใช้ PEAK ดูจุดแข็ง-จุดอ่อนทางการเงินธุรกิจ การทำ SWOT ด้านการเงินจะง่ายขึ้นเมื่อมีข้อมูลตัวเลขจริงอยู่ในมือ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME ดูรายรับ-รายจ่าย กำไรขาดทุน และกระแสเงินสดได้ครบในที่เดียว ไม่ต้องเดาตัวเลข – ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SWOT Analysis SWOT Analysis กับ PEST Analysis ต่างกันอย่างไร SWOT วิเคราะห์ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ส่วน PEST (Political, Economic, Social, Technological) วิเคราะห์เฉพาะปัจจัยภายนอกระดับมหภาค หลายธุรกิจใช้ PEST ก่อนเพื่อหาปัจจัยภายนอก แล้วนำผลมาใส่ในช่อง O และ T ของ SWOT ควรทำ SWOT Analysis บ่อยแค่ไหน แนะนำให้ทบทวนทุก 6 เดือน หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น เปิดตัวสินค้าใหม่ มีคู่แข่งรายใหญ่เข้าตลาด หรือนโยบายรัฐเปลี่ยน ไม่จำเป็นต้องทำใหม่ทั้งหมด แค่ทบทวนและปรับจากครั้งก่อน ธุรกิจเพิ่งเริ่มต้นควรทำ SWOT เมื่อไร ควรทำตั้งแต่ก่อนเริ่มธุรกิจ เพราะ SWOT จะช่วยให้เห็นว่าไอเดียธุรกิจมีจุดแข็งอะไร ตลาดมีโอกาสไหม และมีอุปสรรคอะไรที่ต้องเตรียมรับมือ ทำตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่ารอจนเจอปัญหาแล้วค่อยมาวิเคราะห์ SWOT ตัวเอง (Personal SWOT) ทำได้ไหม ทำได้ ใช้หลักการเดียวกัน แต่เปลี่ยนจากวิเคราะห์ธุรกิจเป็นวิเคราะห์ตัวเอง เช่น จุดแข็งคือทักษะอะไรที่ทำได้ดี จุดอ่อนคืออะไรที่ต้องพัฒนา โอกาสคือเทรนด์อาชีพที่กำลังเติบโต Personal SWOT ช่วยวางแผนพัฒนาอาชีพได้ดี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

หนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร ตัวอย่างการกรอก บอจ.2 ค่าธรรมเนียม วิธีแก้ไข

หนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร และสำคัญอย่างไร? หนังสือบริคณห์สนธิ (Memorandum of Association) คือ เอกสารที่ผู้เริ่มก่อการจัดทำเพื่อแสดงเจตนาตั้งบริษัทจำกัด ระบุชื่อบริษัท จังหวัดที่ตั้งสำนักงาน วัตถุประสงค์ ทุน และรายชื่อผู้เริ่มก่อการ แล้วยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ด้วยแบบ บอจ.2 ก่อนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท บางคนเรียกสั้น ๆ ว่า “บริคณห์สนธิ” หรือ “ใบบริคณห์สนธิ” ซึ่งหมายถึงเอกสารเดียวกัน ข้อกำหนดหลักอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1097–1099 สำหรับผู้ที่กำลังจะตั้งบริษัท เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณนนท์และคุณมิว วิศวกรไฟฟ้า 2 คนที่ลาออกจากบริษัทเดิมมาตั้ง “บริษัท นนท์มิว เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด” (ชื่อสมมติ) รับติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้าให้โรงงานในจังหวัดชลบุรี ทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับบริษัท และหนังสือรับรองบริษัท ต่างกันอย่างไร? ทั้ง 3 เอกสารเกี่ยวกับบริษัทจำกัดเหมือนกัน แต่เกิดคนละช่วงและใช้คนละงาน เอกสาร เกิดเมื่อไร ใช้ทำอะไร หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) ก่อนจัดตั้งบริษัท แสดงโครงสร้างพื้นฐาน ชื่อ ที่ตั้ง วัตถุประสงค์ ทุน ผู้เริ่มก่อการ ข้อบังคับบริษัท ตอนจัดตั้งหรือภายหลัง (จะมีหรือไม่ก็ได้) กติกาภายใน เช่น การประชุม การจ่ายเงินปันผล อำนาจกรรมการ หนังสือรับรองบริษัท ออกโดย DBD หลังจัดตั้งแล้ว ยืนยันข้อมูลปัจจุบัน เช่น กรรมการ อำนาจลงนาม ทุน ที่ตั้ง ลูกค้าที่ขอเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนผู้ขายส่วนใหญ่ขอหนังสือรับรองบริษัทเป็นหลัก บางรายขอสำเนา บอจ.2 เพิ่ม เพื่อดูว่าวัตถุประสงค์ของบริษัทครอบคลุมงานที่จะจ้างหรือไม่ กติกาภายในของบริษัทอ่านต่อได้ที่บทความ ข้อบังคับบริษัท หนังสือบริคณห์สนธิต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? ป.พ.พ. มาตรา 1098 กำหนดรายการไว้ 6 ข้อ และคู่มือการจดทะเบียนของ DBD เพิ่มรายละเอียดที่ต้องกรอกจริงในแบบ บอจ.2 ข้อ ข้อมูล เงื่อนไขที่ต้องรู้ 1 ชื่อบริษัท ต้องตรงกับชื่อที่จองไว้ และลงท้ายด้วย “จำกัด” 2 จังหวัดที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ระบุระดับจังหวัด ไม่ต้องใส่บ้านเลขที่ 3 วัตถุประสงค์ กรอกในแบบ ว. แนบท้าย 4 ถ้อยคำว่าความรับผิดของผู้ถือหุ้นมีจำกัด เป็นข้อความที่พิมพ์ไว้ในแบบแล้ว 5 ทุนจดทะเบียน แบ่งเป็นหุ้นมูลค่าเท่ากัน หุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท 6 ผู้เริ่มก่อการ ชื่อ ที่อยู่ อาชีพ อายุ เลขบัตร และจำนวนหุ้นที่จอง พร้อมลายมือชื่อ – พยาน 2 คน ชื่อ ที่อยู่ อายุ เลขบัตร และลายมือชื่อ ผู้เริ่มก่อการต้องมีอย่างน้อย 2 คน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1097 ที่แก้ไขให้ลดจากเดิม 3 คน และคู่มือ DBD กำหนดว่าต้องเป็นบุคคลธรรมดา อายุไม่ต่ำกว่า 12 ปี และจองหุ้นคนละอย่างน้อย 1 หุ้น นิติบุคคลจึงเป็นผู้เริ่มก่อการไม่ได้ แต่เข้ามาถือหุ้นภายหลังได้ วัตถุประสงค์ของบริษัทควรเขียนอย่างไร? วัตถุประสงค์ควรเขียนให้ครอบคลุมงานที่จะทำจริงใน 2–3 ปีข้างหน้า โดยเลือกข้อความจากแบบ ว. ที่ DBD จัดไว้เป็นหลัก แล้วเพิ่มข้อที่ธุรกิจเฉพาะทางต้องใช้ เพราะข้อความมาตรฐานผ่านการตรวจของนายทะเบียนง่ายกว่าข้อความที่เขียนเอง บริษัทของคุณนนท์เลือกวัตถุประสงค์ 4 กลุ่ม คือ รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้า รับซ่อมบำรุงและตรวจสอบระบบไฟฟ้า ซื้อขายอุปกรณ์ไฟฟ้า และให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรม กลุ่มสุดท้ายยังไม่มีงานในปีแรก แต่ใส่ไว้เพราะลูกค้าโรงงานบางรายจ้างออกแบบระบบก่อนติดตั้ง ธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับ เช่น งานที่ต้องมีใบอนุญาตจากหน่วยงานอื่น ต้องเตรียมหนังสืออนุญาตแนบตอนยื่นด้วยตามคู่มือ DBD การเขียนวัตถุประสงค์กว้างไว้ไม่ได้ทำให้ทำธุรกิจที่ต้องขออนุญาตได้ทันที จุดที่ทำให้ถูกตีกลับบ่อยคือชื่อบริษัทในแบบไม่ตรงกับชื่อที่จองไว้แม้ต่างกันเพียงวรรคเดียว และวัตถุประสงค์ที่เขียนเองจนนายทะเบียนอ่านแล้วตีความไม่ได้ ตัวอย่างหนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) กรอกอย่างไร? ตัวอย่างนี้เป็นข้อมูลที่บริษัทของคุณนนท์กรอกลงแบบ บอจ.2 ทุกข้อ ใช้เทียบกับแบบ บอจ.2 ของ DBD ได้ทันที ข้อในแบบ ข้อมูลที่กรอก ข้อ 1 ชื่อบริษัท บริษัท นนท์มิว เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ข้อ 2 สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่จังหวัด ชลบุรี ข้อ 3 วัตถุประสงค์ ตามแบบ ว. แนบท้าย (รับเหมาติดตั้ง ซ่อมบำรุง และตรวจสอบระบบไฟฟ้าในโรงงานและอาคาร จำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า) ข้อ 4 ความรับผิด ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้น ข้อ 5 ทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท แบ่งเป็น 20,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ข้อ 6 ผู้เริ่มก่อการ คนที่ 1 นายนนท์ (สมมติ) อายุ 34 ปี อาชีพวิศวกร จอง 12,000 หุ้น ข้อ 6 ผู้เริ่มก่อการ คนที่ 2 นางสาวมิว (สมมติ) อายุ 32 ปี อาชีพวิศวกร จอง 8,000 หุ้น พยาน 2 คน เพื่อนร่วมงานเดิม 2 คน พร้อมเลขบัตรและลายมือชื่อ ยอดหุ้นที่ผู้เริ่มก่อการจองรวมกันคือ 12,000 + 8,000 = 20,000 หุ้น เท่ากับจำนวนหุ้นทั้งหมดพอดี สัดส่วนถือหุ้นจึงเป็นคุณนนท์ร้อยละ 60 และคุณมิวร้อยละ 40 ก่อนยื่นจริง ควรตรวจ 3 จุดที่ทำให้แบบถูกส่งกลับบ่อยที่สุด ทั้ง 2 คนเขียนวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมทั้งงานติดตั้ง ซ่อมบำรุง และขายอุปกรณ์ตั้งแต่แรก เพราะลูกค้าโรงงานบางรายเปิดประมูลงานซ่อมบำรุงรายปี และขอดูวัตถุประสงค์ก่อนรับเข้าระบบผู้ขาย จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิมีขั้นตอนอย่างไร? ขั้นตอนหลักมี 4 ขั้น ทำได้ทั้งที่สำนักงาน DBD และออนไลน์ผ่านระบบ DBD Biz Regist ถ้าจด บอจ.2 ไว้แล้วแต่ไม่จดจัดตั้งบริษัทภายใน 3 ปีนับแต่วันจด เอกสารจะสิ้นผล และผู้เริ่มก่อการไม่ผูกพันตามเอกสารนั้นอีก สถานะของบริษัทหลังจดจัดตั้งอ่านต่อได้ที่บทความ นิติบุคคลคืออะไร ประชุมจัดตั้งบริษัทต้องตกลงอะไรบ้าง? การประชุมจัดตั้งเป็นขั้นที่เปลี่ยนผู้เริ่มก่อการให้กลายเป็นบริษัทจริง ที่ประชุมต้องตกลงอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ ข้อบังคับบริษัท (ถ้ามี) สัญญาที่ผู้เริ่มก่อการทำไว้แทนบริษัท การแต่งตั้งกรรมการและผู้สอบบัญชี และการเรียกชำระค่าหุ้น ค่าหุ้นต้องเรียกชำระครั้งแรกไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้น (มาตรา 1110) บริษัทของคุณนนท์ตกลงเรียกชำระร้อยละ 25 ก่อน คิดเป็น 2,000,000 × 25% = 500,000 บาท คุณนนท์จ่าย 12,000 × 25 = 300,000 บาท และคุณมิวจ่าย 8,000 × 25 = 200,000 บาท ส่วนที่เหลือเรียกชำระเมื่อบริษัทต้องใช้เงินทุนเพิ่ม หลังประชุมแล้ว กรรมการต้องยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทภายใน 3 เดือน ถ้าเกินกำหนดกฎหมายถือว่าบริษัทไม่ได้ตั้งขึ้น และต้องคืนเงินค่าหุ้นที่รับไว้ให้ผู้จองซื้อหุ้น (มาตรา 1112) ซึ่งเป็นเหตุผลอีกข้อที่ SME นิยมจดทุกขั้นตอนให้จบในวันเดียว จดแยกกับจดพร้อมจัดตั้งบริษัทในวันเดียวต่างกันอย่างไร? SME ส่วนใหญ่จดพร้อมกันในวันเดียว เพราะมีผู้ถือหุ้นไม่กี่คนและตกลงทุกเรื่องไว้แล้ว ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ให้บริการจดทั้ง 2 อย่างภายในวันเดียว ประเด็น จดแยก จดพร้อมกันในวันเดียว เหมาะกับ ยังหาผู้ถือหุ้นไม่ครบ หรือยังไม่พร้อมชำระค่าหุ้น ผู้ถือหุ้นครบ ตกลงกรรมการและทุนแล้ว ความเสี่ยง ลืมจดจัดตั้งจนครบ 3 ปี เอกสารสิ้นผล ต้องเตรียมเอกสารครบทุกชุดในครั้งเดียว ค่าธรรมเนียม เท่ากัน เท่ากัน คุณนนท์และคุณมิวเลือกจดพร้อมกัน เพราะมีลูกค้าโรงงานรอออกใบสั่งซื้อในนามบริษัทตั้งแต่เดือนแรก ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิเท่าไร? ค่าธรรมเนียมจด บอจ.2 คิด 50 บาทต่อทุนทุก 100,000 บาท ขั้นต่ำ 500 บาท สูงสุด 25,000 บาท เศษของ 100,000 บาทนับเป็น 100,000 บาท ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม… พ.ศ. 2549 ข้อ 1(3) และมีอากรแสตมป์ติดแบบ บอจ.2 อีก 200 บาท ค่าจดจัดตั้งบริษัทคิดแยกอีกรายการ คือ 500 บาทต่อทุนทุก 100,000 บาท ขั้นต่ำ 5,000 บาท สูงสุด 250,000 บาท ตามข้อ 1(8) ทุนจดทะเบียน จด บอจ.2 จดจัดตั้งบริษัท รวม 2 รายการ 1,000,000 บาท 10 × 50 = 500 10 × 500 = 5,000 5,500 2,000,000 บาท (บริษัทคุณนนท์) 20 × 50 = 1,000 20 × 500 = 10,000 11,000 60,000,000 บาท 600 × 50 = 30,000 → ชนเพดาน 25,000 600 × 500 = 300,000 → ชนเพดาน 250,000 275,000 บริษัทของคุณนนท์จ่ายค่าธรรมเนียม 2 รายการรวม 11,000 บาท บวกอากรแสตมป์ บอจ.2 อีก 200 บาท ยังไม่รวมค่าหนังสือรับรองและค่ารับรองสำเนาที่ขอเพิ่มหลังจัดตั้ง ทุนจดทะเบียนส่งผลต่อค่าธรรมเนียมโดยตรง แต่ทุนต่ำเกินไปก็ทำให้ลูกค้าโรงงานบางรายไม่รับเข้าระบบผู้ขาย จึงควรตั้งทุนให้สมดุลกับขนาดงานที่จะรับ แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิต้องทำอย่างไร? ทุกการแก้ไขต้องผ่านมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น คือคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง (มาตรา 1194) แล้วยื่นจดทะเบียนแก้ไขกับ DBD ด้วยแบบ บอจ.4 ภายใน 14 วันนับแต่วันที่ลงมติพิเศษ (มาตรา 1146) เอกสารฉบับที่แก้แล้วเรียกว่าหนังสือบริคณห์สนธิ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ยื่นพร้อมรายงานการประชุมที่ลงมติ เรื่องที่เปลี่ยน แก้ข้อไหน ค่าธรรมเนียม (กฎกระทรวง พ.ศ. 2549) เปลี่ยนชื่อบริษัท ข้อ 1 (ต้องจองชื่อใหม่ก่อน) ค่าแก้ไข 400 บาทต่อครั้ง ข้อ 1(5) ย้ายสำนักงานใหญ่ไปต่างจังหวัด ข้อ 2 400 บาท เพิ่มหรือเปลี่ยนวัตถุประสงค์ ข้อ 3 400 บาท เพิ่มทุน ทุนตามข้อ 5 จดทะเบียนเพิ่มทุน 500 บาทต่อทุนที่เพิ่มทุก 100,000 บาท สูงสุด 250,000 บาท ข้อ 1(9) ย้ายสำนักงานภายในจังหวัดเดิมไม่ต้องแก้เอกสารนี้ เพราะเอกสารระบุแค่จังหวัด แต่ต้องจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานเป็นรายการอื่น ซึ่งมีค่าธรรมเนียมรายการละ 400 บาท ตามข้อ 1(13) ตัวอย่างบริษัทคุณนนท์ปีที่ 2: ได้สัญญาซ่อมบำรุงกับโรงงานใหญ่ในจังหวัดระยอง จึงย้ายสำนักงานใหญ่ไประยองและเพิ่มทุนจาก 2,000,000 เป็น 5,000,000 บาท จากที่เห็นในทางปฏิบัติ บริษัทที่ตั้งวัตถุประสงค์กว้างพอตั้งแต่แรกแทบไม่ต้องกลับมาแก้ข้อ 3 อีก ต่างจากชื่อและที่ตั้งที่เปลี่ยนตามธุรกิจซึ่งวางแผนล่วงหน้าได้ยาก ขอสำเนาหนังสือบริคณห์สนธิได้ที่ไหน? ขอได้ 2 ช่องทาง คือ ระบบ DBD e-Service บนเว็บไซต์ DBD และบริการ e-Certificate ที่ยื่นคำขอผ่านเว็บไซต์หรือที่สาขาธนาคารพันธมิตร ตามคู่มือบริการหนังสือรับรองและรับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลของ DBD ช่องทาง ค่าธรรมเนียมราชการ ค่าบริการเพิ่ม รับเอกสาร DBD e-Service รับรองสำเนาเอกสารจดทะเบียน 50 บาทต่อหน้า – รับเอง ไปรษณีย์ EMS หรือไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ e-Certificate (ธนาคาร) 50 บาทต่อหน้า หน้า 1–5 รวม 100 บาท หน้าต่อไปหน้าละ 20 บาท รับที่สาขาธนาคาร ลูกค้าโรงงานขอสำเนา บอจ.2 ของบริษัทคุณนนท์พร้อมหนังสือรับรองบริษัท สมมติเอกสารมี 2 หน้า ถ้าขอผ่านธนาคารจะจ่ายค่ารับรองสำเนา 2 × 50 = 100 บาท บวกค่าบริการธนาคาร 100 บาท รวม 200 บาท ใครก็ขอสำเนาเอกสารจดทะเบียนของบริษัทอื่นได้ ฝ่ายจัดซื้อจึงใช้ช่องทางเดียวกันนี้ตรวจคู่ค้ารายใหม่ได้ด้วย ก่อนยื่นควรเช็กชื่อและเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลักให้ถูก เพื่อไม่ให้ได้เอกสารของบริษัทที่ชื่อคล้ายกัน ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือบริคณห์สนธิ เอกสารที่จดครั้งเดียวตอนตั้งบริษัทนี้ส่งผลยาวตลอดอายุบริษัท จึงมีรายละเอียดที่ควรรู้ก่อนยื่น สรุป – หนังสือบริคณห์สนธิต้องจำอะไรบ้าง? เอกสารก่อตั้งฉบับนี้กำหนดกรอบของบริษัทตั้งแต่วันแรก ยิ่งเขียนชัดและวางแผนล่วงหน้า ยิ่งไม่ต้องกลับมาแก้และเสียค่าธรรมเนียมซ้ำ ถ้ากำลังจะตั้งบริษัท ลองร่างวัตถุประสงค์โดยไล่งานที่จะรับใน 3 ปีข้างหน้า แล้วคำนวณค่าธรรมเนียมจากทุนที่ตั้งใจจะจดแบบตารางของคุณนนท์ก่อนยื่น วันที่จดจัดตั้งเสร็จ งานต่อไปคือออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษีให้ลูกค้าในนามบริษัท ซึ่งถ้าเริ่มจาก Excel จะต้องย้ายระบบอีกครั้งเมื่องานเยอะขึ้น โปรแกรมบัญชี PEAK ออกเอกสารขายตั้งแต่ใบเสนอราคาจนถึงใบกำกับภาษี และบันทึกบัญชีจากเอกสารเหล่านั้นให้ตั้งแต่บริษัทเปิดวันแรก ขั้นตอนเตรียมตัวจดบริษัททั้งหมดอ่านต่อได้ที่บทความ เตรียมตัวจดทะเบียนบริษัท ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังสือบริคณห์สนธิ หนังสือบริคณห์สนธิภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร? เรียกว่า Memorandum of Association หรือย่อว่า MOA เวลาแปลเอกสารบริษัทเพื่อใช้กับคู่ค้าต่างประเทศ มักแปลคู่กับหนังสือรับรองบริษัท (Company Affidavit หรือ Company Certificate) หนังสือบริคณห์สนธิมีอายุกี่ปี? ไม่มีวันหมดอายุหลังจัดตั้งบริษัทแล้ว แต่ถ้าจดเอกสารนี้แล้วไม่จดจัดตั้งบริษัทภายใน 3 ปีนับแต่วันจด เอกสารจะสิ้นผล และต้องเริ่มจองชื่อและจดใหม่ทั้งหมด ชาวต่างชาติเป็นผู้เริ่มก่อการได้ไหม? ได้ คู่มือ DBD กำหนดเพียงว่าผู้เริ่มก่อการต้องเป็นบุคคลธรรมดาอายุไม่ต่ำกว่า 12 ปี แต่บริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นต้องดูเพิ่มว่าธุรกิจนั้นต้องขออนุญาตตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ และต้องเตรียมหลักฐานการลงทุนตามคำสั่ง DBD ที่ 2/2569 ขอเอกสารบริคณห์สนธิออนไลน์ได้ไหม? ได้ทั้ง 2 แบบ ถ้าจะยื่นจดใหม่ให้ใช้ระบบ DBD Biz Regist ถ้าจะขอสำเนาของบริษัทที่จดแล้ว ให้ใช้ DBD e-Service หรือ e-Certificate ค่ารับรองสำเนาหน้าละ 50 บาท ห้างหุ้นส่วนต้องมีหนังสือบริคณห์สนธิไหม? ไม่ต้อง เอกสารนี้ใช้กับบริษัทจำกัดเท่านั้น ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนด้วยแบบคำขอของห้างหุ้นส่วนโดยตรง กรอก บอจ.2 ผิดหลังยื่นไปแล้วต้องทำอย่างไร? ถ้านายทะเบียนยังไม่รับจด ให้แก้ตามที่นายทะเบียนแจ้งแล้วยื่นใหม่ ถ้ารับจดและจัดตั้งบริษัทแล้ว ต้องแก้ด้วยมติพิเศษของผู้ถือหุ้นและจดทะเบียนแก้ไขด้วยแบบ บอจ.4 เสียค่าธรรมเนียมตามรายการที่แก้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

16 ต.ค. 2026

PEAK Account

28 min

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร สิทธิ์ลดหย่อนภาษี เงื่อนไขการจ่าย นายจ้างตั้งกองทุนอย่างไร

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คืออะไร และสำคัญอย่างไร? กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund หรือ PVD) คือ กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยสมัครใจ ลูกจ้างจ่าย “เงินสะสม” และนายจ้างจ่าย “เงินสมทบ” เข้ากองทุนทุกเดือน แล้วให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) นำไปลงทุน เงินก้อนนี้จะคืนให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน เกษียณ หรือเสียชีวิต PVD จัดตั้งตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 และอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน ก.ล.ต. กองทุนแยกเป็นนิติบุคคลต่างหากจากบริษัท แม้บริษัทจะมีปัญหาทางการเงิน เงินในกองทุนก็ยังเป็นของสมาชิก เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณบี เจ้าของบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในที่มีพนักงาน 12 คน กำลังตัดสินใจว่าจะตั้ง PVD หรือไม่ และคุณแนน สถาปนิกของบริษัท เงินเดือน 30,000 บาท หรือปีละ 360,000 บาท เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาจากไหน? เงินในบัญชีของสมาชิกแต่ละคนแบ่งเป็น 4 ส่วน การแยก 4 ส่วนนี้ให้ออกเป็นพื้นฐานของเรื่องภาษีและเงินที่ได้ตอนลาออก ส่วนที่ ชื่อ มาจากไหน ลาออกแล้วได้เท่าไร 1 เงินสะสม ลูกจ้างหักจากเงินเดือนตัวเอง ได้ครบทุกกรณี 2 ผลประโยชน์ของเงินสะสม ผลตอบแทนจากการลงทุนเงินส่วนที่ 1 ได้ครบทุกกรณี 3 เงินสมทบ นายจ้างจ่ายเพิ่มให้ ตามอายุงานที่ข้อบังคับกองทุนกำหนด 4 ผลประโยชน์ของเงินสมทบ ผลตอบแทนจากการลงทุนเงินส่วนที่ 3 ตามอายุงานที่ข้อบังคับกองทุนกำหนด ส่วนที่ 1 และ 2 เป็นของลูกจ้างเสมอ ส่วนที่ 3 และ 4 ขึ้นกับว่าทำงานมานานพอตามเงื่อนไขของกองทุนหรือยัง เงินสะสมและเงินสมทบหักกี่เปอร์เซ็นต์? กฎหมายกำหนดให้ทั้งเงินสะสมและเงินสมทบอยู่ระหว่าง 2–15% ของค่าจ้าง ตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อัตราที่ใช้จริงในแต่ละบริษัทกำหนดไว้ในข้อบังคับของกองทุน หลายบทความเขียนว่านายจ้างต้องสมทบไม่น้อยกว่าที่ลูกจ้างสะสม แต่ตัวบทมาตรา 10 กำหนดเพียงช่วง 2–15% ของทั้ง 2 ฝ่าย ในทางปฏิบัติบริษัทส่วนใหญ่สมทบเท่ากับหรือมากกว่าเงินสะสม เพราะเป็นสวัสดิการที่ใช้ดึงคน แต่เป็นการตกลงในข้อบังคับกองทุน ไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายบังคับ รายการ อัตราตามกฎหมาย ตัวอย่างคุณแนน (5% ทั้ง 2 ฝ่าย) เงินสะสม (ลูกจ้าง) 2–15% ของค่าจ้าง 30,000 × 5% = 1,500 บาท/เดือน เงินสมทบ (นายจ้าง) 2–15% ของค่าจ้าง 30,000 × 5% = 1,500 บาท/เดือน รวมเข้ากองทุน – 3,000 บาท/เดือน หรือ 36,000 บาท/ปี บางกองทุนให้ลูกจ้างเลือกอัตราเงินสะสมเองได้ เช่น 3% 5% 10% หรือ 15% และให้เปลี่ยนได้ปีละครั้ง ส่วนเงินสมทบมักผูกกับอายุงาน เช่น ทำงานครบ 5 ปีสมทบเพิ่มจาก 5% เป็น 7% ทำงานกี่ปีถึงได้เงินสมทบของนายจ้างครบ? ไม่มีกฎหมายกำหนดจำนวนปีตายตัว ทุกกองทุนเขียนเงื่อนไขไว้ในข้อบังคับ เรียกว่า Vesting ตัวอย่างข้อบังคับของบริษัทคุณบีเป็นดังนี้ อายุงาน สัดส่วนเงินสมทบ (ส่วนที่ 3 และ 4) ที่ได้รับ ไม่ถึง 1 ปี 0% 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี 50% 3 ปี แต่ไม่ถึง 5 ปี 75% 5 ปีขึ้นไป 100% ส่วนที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายคืนให้ลูกจ้างจะกลับเข้ากองทุนหรือคืนนายจ้างตามที่ข้อบังคับเขียนไว้ ลูกจ้างที่อยากรู้ตัวเลขของตัวเองควรขอดูข้อบังคับกองทุนจากฝ่ายบุคคล เพราะแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่? เงินสะสมที่ลูกจ้างจ่ายเข้า PVD ใช้ลดภาษีได้ 2 ชั้น และต้องดูเพดานรวมกับกองทุนเกษียณอื่นด้วย ชั้น สิทธิ เพดาน แหล่ง 1 หักลดหย่อน ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10,000 บาท กรมสรรพากร 2 ยกเว้นเงินได้ส่วนที่เกิน 10,000 บาท ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และไม่เกิน 490,000 บาท กฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2 (35) เพดานรวม รวมกับ RMF ประกันชีวิตแบบบำนาญ และกองทุนเกษียณอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ไม่เกิน 500,000 บาท กรมสรรพากร คุณแนนสะสมปีละ 18,000 บาท ใช้หักลดหย่อนได้ 10,000 บาท ส่วนที่เหลือ 8,000 บาทได้รับยกเว้น เพราะยังไม่เกิน 15% ของค่าจ้างทั้งปี (360,000 × 15% = 54,000 บาท) รวมแล้วเงินสะสมทั้ง 18,000 บาทไม่ต้องนำมาคิดภาษี ถ้าคุณแนนเพิ่มอัตราเงินสะสมเป็น 15% จะสะสมปีละ 54,000 บาท ลดหย่อนได้ 10,000 บาท และยกเว้นได้อีก 44,000 บาท ใช้สิทธิเต็มเพดาน 15% ของค่าจ้างพอดี เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายให้ไม่ถือเป็นเงินได้ของลูกจ้างในปีที่จ่าย ภาษีจะไปเกิดตอนรับเงินออกจากกองทุนแทน ซึ่งอธิบายในหัวข้อถัดไป ลาออกจากงานได้เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเท่าไหร่? เมื่อลาออกจากงาน ลูกจ้างได้เงินส่วนที่ 1 และ 2 ครบ บวกส่วนที่ 3 และ 4 ตามสัดส่วน Vesting ส่วนภาษีขึ้นกับอายุงานและอายุตัว ตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. สรุปไว้ กรณี ภาษีของส่วนที่ 2–4 ส่วนที่ 1 (เงินสะสม) ทำงานไม่ถึง 5 ปี นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้ทั้งปี ไม่เสียภาษี ทำงาน 5 ปีขึ้นไป เลือกรวมกับเงินได้ทั้งปี หรือแยกคำนวณ โดยหัก 7,000 บาทคูณจำนวนปีที่ทำงาน แล้วหักอีกครึ่งหนึ่งของที่เหลือ ไม่เสียภาษี อายุ 55 ปีขึ้นไป และเป็นสมาชิกกองทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือออกเพราะตาย ทุพพลภาพ ได้รับยกเว้นภาษีทั้งจำนวน ไม่เสียภาษี กรณีได้รับยกเว้นเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2 (36) และหลักเกณฑ์ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 188) ซึ่งนับระยะเวลาสมาชิกรวมกองทุนเดิมที่โอนย้ายมาด้วย ตัวอย่างคุณแนนลาออกเมื่อทำงานครบ 4 ปี สมมติผลตอบแทนตลอด 4 ปีเป็นส่วนละ 4,000 บาท ส่วน ยอดในกองทุน ได้รับ 1 เงินสะสม 18,000 × 4 = 72,000 72,000 2 ผลประโยชน์เงินสะสม 4,000 4,000 3 เงินสมทบ 18,000 × 4 = 72,000 72,000 × 75% = 54,000 4 ผลประโยชน์เงินสมทบ 4,000 4,000 × 75% = 3,000 รวม 152,000 133,000 คุณแนนได้รับเงินรวม 133,000 บาท เพราะทำงานไม่ถึง 5 ปี ส่วนที่ 2–4 รวม 61,000 บาท (4,000 + 54,000 + 3,000) ต้องนำไปรวมกับเงินเดือนทั้งปีเพื่อคำนวณภาษี ส่วนเงินสะสม 72,000 บาทไม่ต้องเสียภาษี ถ้าคุณแนนทำงานครบ 6 ปีและส่วนที่ 2–4 รวมเป็น 130,000 บาท เลือกแยกคำนวณได้ โดยหัก 7,000 × 6 = 42,000 บาท เหลือ 88,000 บาท แล้วหักอีกครึ่งหนึ่ง เหลือเงินได้ที่ต้องคิดภาษีแยก 44,000 บาท ซึ่งมักเสียภาษีน้อยกว่ารวมกับเงินเดือน วิธีคิดภาษีเงินก้อนตอนออกจากงานแบบอื่นอ่านต่อได้ที่บทความ เกษียณอายุ เงินเกษียณได้เท่าไร เสียภาษียังไง ลาออกแล้วกี่วันได้เงิน และมีทางเลือกอะไรบ้าง? กองทุนต้องจ่ายเงินให้ครั้งเดียวภายใน 30 วันนับแต่วันสิ้นสมาชิกภาพ ตามมาตรา 23 ของ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ก่อนรับเงิน ลูกจ้างเลือกได้ 3 ทาง ทางเลือก เงื่อนไข ภาษี รับเงินออกมา ได้ภายใน 30 วัน ตามตารางข้างบน คงเงินไว้ในกองทุนเดิม ข้อบังคับต้องให้คงไว้ได้ไม่น้อยกว่า 90 วันนับแต่ออกจากงาน (มาตรา 23/3) อาจมีค่าธรรมเนียมรายปี ยังไม่เกิดภาษี จนกว่าจะรับเงิน โอนเงิน โอนเข้ากองทุนของนายจ้างใหม่ หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพสำหรับเงิน PVD (RMF for PVD) (มาตรา 23/4) ยังไม่เกิดภาษี และนับอายุสมาชิกต่อเนื่อง ถ้าคุณแนนย้ายไปบริษัทใหม่ที่มี PVD การโอนเงินไปกองทุนใหม่ช่วยให้อายุสมาชิกนับต่อ และเมื่อครบอายุ 55 ปีกับเป็นสมาชิกครบ 5 ปี เงินทั้งหมดจะได้รับยกเว้นภาษี อีกกรณีที่คนสับสนบ่อยคือลาออกจากกองทุนแต่ยังทำงานอยู่ที่เดิม กรณีนี้ส่วนที่ 2–4 ที่ได้รับต้องนำไปรวมคำนวณภาษีทั้งปี และมักต้องรอระยะเวลาตามข้อบังคับก่อนสมัครกลับเข้ากองทุนได้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างและประกันสังคมอย่างไร? ทั้ง 3 กองทุนหักจากเงินเดือนเหมือนกัน แต่มีหน้าที่และภาคบังคับต่างกัน ประเด็น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ประกันสังคม บังคับไหม สมัครใจ บังคับกิจการ 10 คนขึ้นไปที่ไม่มี PVD บังคับนายจ้างทุกรายที่มีลูกจ้าง อัตราต่อฝ่าย 2–15% ของค่าจ้าง 0.25% ใน 5 ปีแรก แล้วเป็น 0.5% (ตามมติ ครม. 14 ต.ค. 2569 เริ่ม 1 ม.ค. 2570 อยู่ระหว่างออกกฎหมาย) 5% ของค่าจ้าง ตามฐานค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด ผู้ดูแล บลจ. ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม ได้เงินเมื่อไร ออกจากงาน เกษียณ เสียชีวิต ออกจากงาน เสียชีวิต ตามสิทธิประโยชน์ 7 กรณี เช่น เจ็บป่วย ว่างงาน ชราภาพ สิทธิภาษีลูกจ้าง ลดหย่อน 10,000 + ยกเว้นส่วนเกิน – ลดหย่อนตามเงินสมทบที่จ่าย อัตรากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเดิมมาจากกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบ พ.ศ. 2568 ซึ่งให้เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 ต่อมาครม. รับหลักการร่างกฎหมายใหม่เมื่อ 14 ตุลาคม 2569 ให้เลื่อนวันเริ่มออกไป 3 เดือน อัตราเท่าเดิม ร่างนี้ยังรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนเกณฑ์ 10 คนและข้อยกเว้นสำหรับกิจการที่มี PVD มาจากมาตรา 130 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ถ้าลูกจ้างบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก PVD เช่น ยังทดลองงานหรือเลือกไม่สมัคร ลูกจ้างกลุ่มนั้นยังต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตามแนวทางที่สำนักกฎหมายและสำนักบัญชีหลายแห่งอธิบายตรงกัน รายละเอียดอ่านต่อได้ที่บทความ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 คืออะไร ประกันสังคมต้องจ่ายทุกกรณี ไม่ว่าบริษัทจะมี PVD หรือไม่ การตั้ง PVD จึงแทนได้เฉพาะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิทธิประโยชน์ประกันสังคมแต่ละกรณีดูได้ที่บทความ เช็คสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 39 40 นายจ้างควรตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไหม และต้นทุนเท่าไร? คำตอบขึ้นกับว่ากิจการต้องการใช้สวัสดิการดึงคนมากแค่ไหน เพราะต้นทุน PVD สูงกว่ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหลายเท่า บริษัทคุณบีมีพนักงาน 12 คน ค่าจ้างรวมเดือนละ 300,000 บาท ต้นทุนของนายจ้างแต่ละทางเป็นดังนี้ ทางเลือก อัตราสมทบนายจ้าง ต่อเดือน ต่อปี กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 0.25% 750 9,000 PVD สมทบ 3% 3% 9,000 108,000 PVD สมทบ 5% 5% 15,000 180,000 ต้นทุน PVD 5% สูงกว่ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 20 เท่า แต่มีข้อดีที่ต้องชั่งด้วย ในทางกลับกัน ถ้าพนักงานส่วนใหญ่เป็นพนักงานชั่วคราวหรือเปลี่ยนงานเร็ว ประโยชน์เรื่องรักษาคนจะลดลง และกิจการที่กระแสเงินสดยังไม่นิ่งอาจเริ่มจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก่อน แล้วค่อยตั้ง PVD เมื่อพร้อม คุณบีเลือกเริ่ม PVD ที่สมทบ 3% ก่อน เพราะต้นทุนปีละ 108,000 บาทยังรับได้ และวางแผนเพิ่มอัตราสมทบตามอายุงานในข้อบังคับ แทนการเริ่มที่ 5% แล้วลดไม่ได้ นายจ้างจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร? SME ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งกองทุนใหม่ของตัวเอง แต่เข้าร่วมกองทุนแบบหลายนายจ้าง (Pooled Fund) ที่ บลจ. จัดไว้แล้ว ซึ่งเริ่มได้เร็วกว่าและใช้เอกสารน้อยกว่า ขั้นตอนหลักเป็นดังนี้ ข้อที่นายจ้างพลาดบ่อยที่สุดคือกำหนดส่งเงิน มาตรา 10 ให้ส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่จ่ายค่าจ้าง ถ้าส่งช้าหรือไม่ครบต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนของยอดที่ค้าง บันทึกบัญชีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร? ในแต่ละงวดเงินเดือนมี 3 รายการที่เกี่ยวกับ PVD ตัวอย่างนี้ใช้เงินเดือนคุณแนน 30,000 บาท และตัดรายการหักอื่น เช่น ประกันสังคมและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกเพื่อให้ดูง่าย รายการ เดบิต เครดิต 1. จ่ายเงินเดือนและหักเงินสะสม เงินเดือน 30,000 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 1,500 · เงินฝากธนาคาร 28,500 2. บันทึกเงินสมทบของนายจ้าง เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1,500 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 1,500 3. นำส่งเข้ากองทุนภายใน 3 วันทำการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 3,000 เงินฝากธนาคาร 3,000 บัญชีเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่ายเป็นหนี้สินที่ต้องเป็นศูนย์หลังนำส่ง ถ้าปลายเดือนยังมียอดค้าง แปลว่ามีงวดที่ยังไม่ได้ส่งเงิน เงินสะสมของลูกจ้างแสดงเป็นรายการหักในสลิปเงินเดือน รายละเอียดว่าสลิปต้องมีข้อมูลอะไรบ้างอ่านต่อได้ที่บทความ สลิปเงินเดือน และการหักภาษีจากเงินเดือนดูได้ที่บทความ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จากที่เห็นในทางปฏิบัติ ปัญหาของ PVD ใน SME ไม่ได้อยู่ที่ตอนตั้งกองทุน แต่อยู่ที่ไม่มีใครอธิบายข้อบังคับให้ลูกจ้างเข้าใจตั้งแต่วันแรก สรุป – กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องจำอะไรบ้าง? PVD ให้ประโยชน์ทั้งลูกจ้างและนายจ้าง แต่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องเข้าใจข้อบังคับกองทุนของตัวเอง เพราะตัวเลขที่ได้จริงตอนลาออกขึ้นกับข้อบังคับมากกว่ากฎหมาย ถ้าเป็นลูกจ้าง ลองขอข้อบังคับกองทุนจากฝ่ายบุคคลแล้วดูตาราง Vesting ของตัวเอง ถ้าเป็นนายจ้าง ลองคำนวณต้นทุน PVD ที่อัตรา 3% เทียบกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแบบตารางของคุณบี พอมีพนักงานเกิน 10 คน การหักเงินสะสม บันทึกเงินสมทบ และส่งเงินให้ทันภายใน 3 วันทำการทุกงวดด้วย Excel พลาดง่าย และพลาดแต่ละครั้งมีเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน PEAK Payroll มีรายการหักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เปิดใช้ในระบบเงินเดือน หักเงินสะสมพร้อมคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายในงวดเดียวกัน และบันทึกเงินสมทบกับยอดค้างจ่ายเข้าบัญชีได้ต่อเนื่อง ดูภาพรวมระบบได้ที่คู่มือระบบเงินเดือนใน PEAK Payroll และขั้นตอนกรณีมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือ PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ PVD ย่อมาจากอะไร และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาษาอังกฤษคืออะไร? PVD ย่อมาจาก Provident Fund ซึ่งเป็นชื่อภาษาอังกฤษของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คำว่า Provident แปลว่าการเตรียมไว้สำหรับอนาคต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเหมาะกับใคร? เหมาะกับลูกจ้างที่ตั้งใจทำงานกับบริษัทนานพอจะได้เงินสมทบเต็มตาม Vesting และต้องการลดภาษี ส่วนคนที่วางแผนย้ายงานเร็ว ยังควรสมัครเพราะได้ทั้งสิทธิลดหย่อนและเงินสะสมคืนครบ เพียงได้เงินสมทบไม่เต็ม ลาออกจากกองทุนแต่ไม่ลาออกจากงานได้ไหม? ได้ ถ้าข้อบังคับกองทุนอนุญาต แต่ส่วนที่ 2–4 ที่ได้รับต้องนำไปรวมคำนวณภาษีทั้งปี และส่วนใหญ่ต้องรอระยะเวลาตามข้อบังคับก่อนสมัครกลับเข้ากองทุน เปลี่ยนงานแล้วโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปที่ใหม่ได้ไหม? ได้ ถ้าบริษัทใหม่มี PVD ให้แจ้งโอนเงินเข้ากองทุนใหม่ อายุสมาชิกจะนับต่อเนื่อง ถ้าบริษัทใหม่ไม่มี PVD ให้คงเงินไว้ในกองทุนเดิมหรือโอนเข้า RMF for PVD เพื่อยังไม่ต้องเสียภาษี บริษัทที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คนต้องจ่ายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไหม? ยังไม่ต้อง มาตรา 130 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน บังคับกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปก่อน ส่วนกิจการที่เล็กกว่าจะบังคับเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนด แต่ยังสมัครเข้าร่วมแบบสมัครใจได้ถ้านายจ้างยินยอม เช็คยอดเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ที่ไหน? ดูได้จากใบแจ้งยอดเงินที่ บลจ. ส่งให้สมาชิก หรือเข้าระบบออนไลน์ของ บลจ. ที่ดูแลกองทุนของบริษัท ถ้าไม่รู้ว่าบริษัทใช้ บลจ. ไหน ให้สอบถามฝ่ายบุคคลเพื่อขอรหัสนายจ้างและช่องทางเข้าระบบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เริ่มเก็บเมื่อไร หักกี่เปอร์เซ็นต์ ใครต้องจ่าย และลงบัญชีอย่างไร

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้จริง 1 ตุลาคม 2570 หลังเลื่อนมาหลายรอบ ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเตรียมตัวจริงจัง ต้องคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ ปรับระบบเงินเดือน และบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร และสำคัญอย่างไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund หรือ EWF) คือ กองทุนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 ที่ลูกจ้างจ่าย “เงินสะสม” และนายจ้างจ่าย “เงินสมทบ” ทุกเดือน แล้วคืนเงินให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน หรือให้ทายาทเมื่อลูกจ้างเสียชีวิต กองทุนอยู่ในความดูแลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กฎหมายมีมาตั้งแต่ปี 2541 แต่ส่วนที่บังคับให้นายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินทุกเดือนเพิ่งกำหนดวันเริ่มในช่วงหลัง และถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง เรื่องนี้สำคัญต่อทั้งนายจ้างและลูกจ้าง 3 ด้าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายไม่ควรละเลย ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณโอ๊ต เจ้าของบริษัทผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ส่งโรงงานอาหารและเครื่องสำอาง มีพนักงาน 14 คน เป็นพนักงานประจำ 8 คน เงินเดือนคนละ 20,000 บาท และพนักงานรายวัน 6 คน ค่าจ้างวันละ 400 บาท ทำงานเดือนละ 26 วัน บริษัทของคุณโอ๊ตยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าจ้างรวมทั้งบริษัทอยู่ที่เดือนละ 222,400 บาท กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเก็บเงินเมื่อไหร่? ล่าสุดเมื่อ 14 ตุลาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการร่างกฎหมาย 3 ฉบับที่กระทรวงแรงงานเสนอ ให้เลื่อนวันเริ่มเก็บเงินสะสมและเงินสมทบจาก 1 ตุลาคม 2569 ไปเป็น 1 มกราคม 2570 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักกี่เปอร์เซ็นต์? ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมและนายจ้างจ่ายเงินสมทบในอัตราเท่ากัน คิดจากค่าจ้างของลูกจ้างแต่ละคน ตามร่างกฎกระทรวงที่ ครม. รับหลักการ ช่วงเวลา (ตามมติ ครม. 14 ต.ค. 2569) ลูกจ้าง นายจ้าง รวม 5 ปีแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2570 0.25% 0.25% 0.50% ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2575 0.5% 0.5% 1.0% กฎหมายแม่บทคือมาตรา 131 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดเพดานไว้ว่าอัตราที่ออกเป็นกฎกระทรวงต้องไม่เกินร้อยละ 5 ของค่าจ้าง ตัวเลข 3% หรือ 5% ที่เห็นในบางแหล่งจึงเป็นเพดานหรือข้อมูลเก่า ไม่ใช่อัตราที่ต้องจ่ายจริง ทั้งนี้ นายจ้างควรรอประกาศเริ่มใช้งานกฏหมายอย่างแน่ชัด โดยตัวเลขในบทความนี้ จะเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าเท่านั้น ค่าจ้างที่ใช้คิดคือค่าจ้างตามความหมายของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้างรายวัน และค่าจ้างตามผลงาน ส่วนเงินที่ไม่แน่นอนอย่างโบนัสไม่นำมาคิด ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเพดานฐานค่าจ้างแบบประกันสังคม ตัวอย่างคำนวณเงินเดือนและค่าจ้างรายวัน ค่าจ้างต่อเดือน ลูกจ้างจ่าย (0.25%) นายจ้างจ่าย (0.25%) คิดรวมกันเป็น (บาท) 15,000 37.50 37.50 75 25,000 62.50 62.50 125 50,000 125 125 250 บริษัทของคุณโอ๊ตคิดรายคนแล้วรวมกันดังนี้ กลุ่ม ค่าจ้างต่อคนต่อเดือน เงินสะสมต่อคน จำนวนคน เงินสะสมรวม รายเดือน 20,000 50 8 400 รายวัน 400 × 26 = 10,400 26 6 156 รวม ค่าจ้างรวม 222,400 – 14 556 ลูกจ้างทั้งบริษัทถูกหักรวม 556 บาท และคุณโอ๊ตจ่ายเงินสมทบอีก 556 บาท รวมนำส่งเดือนละ 1,112 บาท ต้นทุนส่วนนายจ้างทั้งปีคือ 556 × 12 = 6,672 บาท ซึ่งเทียบกับค่าจ้างรวมทั้งปีแล้วน้อยมาก สำหรับพนักงานรายวัน ยิ่งจำนวนวันทำงานน้อย จำนวนเงินที่ต้องส่งก็น้อยตาม ส่วนของพนักงานที่เข้ามาเริ่มงานหรือลาออกกลางเดือน ให้คิดจากค่าจ้างที่จ่ายจริงในงวดนั้น ยอดที่หักต่อคนมักเป็นทศนิยม เช่น 37.50 บาท ควรกำหนดวิธีปัดเศษให้เหมือนกันทุกงวด และให้ยอดในสลิป ยอดในบัญชี และยอดที่นำส่งตามแบบ สกล.3 ตรงกันทุกบาท เพราะยอดที่ไม่ตรงกันเพียงไม่กี่สตางค์ก็ทำให้ต้องตามแก้ทั้งรายชื่อ ใครต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และใครได้รับยกเว้น? ตามมาตรา 130 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ลูกจ้างของกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเป็นสมาชิกกองทุน ยกเว้นกิจการที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจัดสวัสดิการให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง กลุ่ม ต้องเข้าไหม กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องเข้า กิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ยังไม่บังคับ จะบังคับเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนด แต่สมัครใจเข้าได้ถ้านายจ้างยินยอม กิจการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือสวัสดิการแทนตามกฎกระทรวง ได้รับยกเว้นตามเงื่อนไข (ดูหัวข้อย่อยถัดไป) งานที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานไม่ใช้บังคับหรือใช้บังคับบางส่วน ขึ้นกับประเภทงาน ควรตรวจกับ กสร. การนับ 10 คนนับลูกจ้างทุกคนที่มีสัญญาจ้างกับกิจการ รวมพนักงานทดลองงานและพนักงานรายวัน บริษัทของคุณโอ๊ตมีพนักงานออฟฟิศรายเดือน 8 คนกับพนักงานฝ่ายผลิตรายวัน 6 คน รวม 14 คน จึงอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเข้า แม้พนักงานรายเดือนจะไม่ถึง 10 คนก็ตาม ผู้ที่ไม่ใช่ลูกจ้าง เช่น ฟรีแลนซ์ที่รับจ้างทำของ ผู้รับเหมา และกรรมการที่ไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้าง ไม่นับรวม มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วต้องจ่ายไหม? ถ้าลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กิจการไม่ต้องจ่ายเข้า EWF แต่ถ้ามีลูกจ้างบางคนไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น ยังไม่ผ่านทดลองงานหรือเลือกไม่สมัคร ลูกจ้างกลุ่มนั้นยังต้องเข้า EWF ซึ่งเป็นแนวทางที่สำนักกฎหมายและสำนักบัญชีหลายแห่งอธิบายตรงกัน หลักเกณฑ์ละเอียดอยู่ในกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. 2567 ซึ่งกำลังถูกแก้ไขให้มีผล 1 มกราคม 2570 พร้อมวันเริ่มเก็บเงิน ตัวอย่าง ถ้าคุณโอ๊ตตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เฉพาะพนักงานออฟฟิศ 8 คน พนักงานฝ่ายผลิต 6 คนยังต้องเข้า EWF ตามปกติ อัตราและวิธีคิดของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอ่านต่อได้ที่บทความ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร ลูกจ้างได้เงินคืนเมื่อไร และได้เท่าไร? มาตรา 133 กำหนดว่าเมื่อลูกจ้างออกจากงาน กองทุนจะจ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลของเงินทั้ง 2 ส่วนให้ลูกจ้าง ไม่ว่าจะลาออกเอง ถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณ ต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ส่วนของนายจ้างขึ้นกับอายุงาน กรณี ผู้รับเงิน ได้เงินอะไร ลาออก ถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณ ลูกจ้าง เงินสะสม + เงินสมทบ + ดอกผล ครบทั้งหมด ลูกจ้างเสียชีวิต ผู้ที่ลูกจ้างระบุไว้เป็นหนังสือ ถ้าไม่ได้ระบุ ให้บุตร สามีหรือภรรยา บิดาและมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ คนละเท่า ๆ กัน เงินทั้งหมดในบัญชี เงินก้อนนี้เป็นคนละส่วนกับค่าชดเชยที่นายจ้างต้องจ่ายเมื่อเลิกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้ง 2 อย่างไม่ได้ใช้แทนกัน ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจึงได้ทั้งค่าชดเชยตามอายุงานและเงินจากกองทุน ตัวอย่าง พนักงานฝ่ายขายของคุณโอ๊ตที่เงินเดือน 20,000 บาท ทำงานครบ 2 ปีแล้วลาออก จะมีเงินสะสม 50 × 24 = 1,200 บาท และเงินสมทบอีก 1,200 บาท รวม 2,400 บาท บวกดอกผลที่กองทุนประกาศ ลูกจ้างที่ย้ายงานไปอยู่กิจการอื่นก็ยังได้รับเงินก้อนนี้ตอนออกจากที่เดิม ไม่ต้องรอให้ครบอายุงาน และเมื่อเริ่มงานใหม่ที่เข้าเกณฑ์ ก็เริ่มสะสมใหม่กับนายจ้างรายใหม่ ขั้นตอนและระยะเวลาการขอรับเงินเป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการกองทุน ลูกจ้างควรเก็บหนังสือรับรองการทำงานหรือหลักฐานการออกจากงานไว้ใช้ยื่น และนายจ้างควรให้ลูกจ้างระบุผู้รับประโยชน์ไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ากองทุน กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันสังคมอย่างไร? ทั้ง 3 กองทุนหักจากเงินเดือนเหมือนกัน แต่มีหน้าที่และภาคบังคับต่างกัน กิจการหนึ่งอาจต้องจ่ายมากกว่า 1 กองทุนพร้อมกัน ประเด็น EWF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม บังคับไหม บังคับกิจการ 10 คนขึ้นไปที่ไม่ได้รับยกเว้น ตามความสมัครใจของพนักงาน บังคับนายจ้างทุกราย ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป อัตราต่อฝ่าย 0.25% แล้วเป็น 0.5% 2–15% ของค่าจ้าง 5% ของค่าจ้าง ตามฐานค่าจ้างที่กฎหมายกำหนด ผู้ดูแล กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน บริษัทจัดการกองทุน ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. สำนักงานประกันสังคม ได้เงินเมื่อไร ออกจากงานทุกกรณี หรือเสียชีวิต ออกจากงาน เกษียณ เสียชีวิต (ส่วนนายจ้างตามอายุงาน) ตามสิทธิประโยชน์ 7 กรณี แทนกันได้ไหม แทนได้ด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือสวัสดิการตามกฎกระทรวง – แทนไม่ได้ ต้องจ่ายทุกกรณี ประกันสังคมเป็นภาระที่ต้องจ่ายแยกเสมอ บริษัทของคุณโอ๊ตจึงต้องหักทั้งประกันสังคมและ EWF ในงวดเดียวกัน สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมแต่ละกรณีดูได้ที่บทความ เช็คสิทธิประกันสังคม มาตรา 33 39 40 ส่วนฐานค่าจ้างและเพดานเงินสมทบประกันสังคมปีล่าสุดดูได้ที่บทความ ประกันสังคม 2569 ปรับเพดานใหม่ ซึ่งต่างจาก EWF ที่ยังไม่มีเพดานฐานค่าจ้าง นายจ้างต้องทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ขึ้นทะเบียนจนนำส่งเงิน? หน้าที่ของนายจ้างแบ่งเป็นงานครั้งแรกกับงานทุกเดือน ใช้เวลาเตรียมไม่นาน แต่พลาดแล้วมีเงินเพิ่มทุกเดือน กำหนดนำส่งวันที่ 15 มาจากระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ ว่าด้วยการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่ม พ.ศ. 2567 ข้อ 5 ซึ่งให้ส่ง “ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินสะสม” ส่งช้าหรือไม่ส่งมีโทษอะไร? ระเบียบฉบับเดียวกันกำหนดผลของการส่งช้าหรือไม่ครบไว้ชัดเจน สถานการณ์ ผล ส่งช้าหรือส่งไม่ครบ เสียเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนของยอดที่ค้าง เศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปนับเป็น 1 เดือน (ข้อ 7) หักเงินลูกจ้างไม่ครบ นายจ้างต้องจ่ายส่วนที่ขาดเอง พร้อมเงินเพิ่ม (ข้อ 8) ค้างไม่จ่าย พนักงานตรวจแรงงานมีหนังสือเตือนให้จ่ายภายในเวลาที่กำหนด ไม่น้อยกว่า 30 วัน (ข้อ 9) ถ้าบริษัทของคุณโอ๊ตลืมส่งยอด 1,112 บาทของเดือนหนึ่งไป 2 เดือน จะเสียเงินเพิ่ม 1,112 × 5% × 2 = 111.20 บาท ตัวเลขดูไม่มาก แต่สะสมทุกเดือนที่ค้าง และเป็นหลักฐานการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือผูกวันนำส่งเข้ากับรอบงานเงินเดือน เช่น จ่ายค่าจ้างวันสิ้นเดือน แล้วกำหนดวันนำส่ง EWF ไว้ไม่เกินวันที่ 10 ของเดือนถัดไป เหลือเวลาสำรองอีก 5 วันถ้าระบบหรือเอกสารมีปัญหา และใช้วันเดียวกับวันตรวจยอดค้างจ่ายในบัญชี บันทึกบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอย่างไร? ในแต่ละงวดมี 3 รายการที่เกี่ยวกับ EWF ตัวอย่างนี้ใช้ค่าจ้างรวมของบริษัทคุณโอ๊ต 222,400 บาท และตัดรายการหักอื่น เช่น ประกันสังคมและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกเพื่อให้ดูง่าย รายการ เดบิต เครดิต 1. จ่ายค่าจ้างและหักเงินสะสม เงินเดือนและค่าจ้าง 222,400 เงินสะสม EWF ค้างจ่าย 556 · เงินฝากธนาคาร 221,844 2. บันทึกเงินสมทบของนายจ้าง เงินสมทบ EWF 556 เงินสะสม EWF ค้างจ่าย 556 3. นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เงินสะสม EWF ค้างจ่าย 1,112 เงินฝากธนาคาร 1,112 บัญชีที่ต้องเพิ่มในผังบัญชีมี 2 บัญชี คือ เงินสมทบ EWF (ค่าใช้จ่าย) และเงินสะสม EWF ค้างจ่าย (หนี้สินหมุนเวียน ใช้พักทั้งส่วนลูกจ้างและนายจ้างจนกว่าจะนำส่ง) ยอดค้างจ่ายควรเป็นศูนย์หลังวันที่ 15 ของทุกเดือน ถ้าไม่เป็นศูนย์แปลว่ามีงวดที่ยังไม่ได้ส่ง เรื่องภาษี ณ วันที่เขียนยังไม่พบหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรที่ออกมาเฉพาะสำหรับเงินสะสม EWF ทั้งเรื่องลดหย่อนของลูกจ้างและการหักรายจ่ายของนายจ้าง ควรตรวจกับผู้สอบบัญชีก่อนปิดงบ รายการหักในสลิปควรแยกบรรทัด “EWF” หรือ “กองทุนสงเคราะห์ฯ” ออกจากประกันสังคมให้ชัด รายละเอียดว่าสลิปต้องมีข้อมูลอะไรบ้างอ่านต่อได้ที่บทความ สลิปเงินเดือน ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จากที่เห็นในทางปฏิบัติ ปัญหาของกิจการเล็กไม่ได้อยู่ที่ยอดเงิน เพราะต้นทุนต่อเดือนต่ำมาก แต่อยู่ที่ลืมหักพนักงานรายวันและลืมนำส่งให้ทันวันที่ 15 สรุป – กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องเข้าใจอะไรบ้าง? EWF เป็นภาระเล็กในแง่ตัวเงิน แต่เป็นภาระบังคับที่ต้องทำทุกงวดเงินเดือน และมีเงินเพิ่มถ้าส่งช้า ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองนับลูกจ้างทุกคนที่มีสัญญาจ้างรวมพนักงานรายวัน แล้วคำนวณยอดหักต่อเดือนแบบตารางของคุณโอ๊ต จะรู้ทันทีว่ากิจการต้องเข้าหรือไม่และต้องเตรียมเงินเท่าไร ความยุ่งยากจริงอยู่ที่ต้องหัก 0.25% ทุกคนทุกงวด รวมพนักงานรายวันที่ค่าจ้างไม่เท่ากันทุกเดือน แล้วนำส่งให้ทันวันที่ 15 ถ้าทำด้วยมือ ตัวเลขผิดง่ายและพลาดแต่ละครั้งมีเงินเพิ่ม PEAK Payroll มีการตั้งค่า EWF ในหน้าตั้งค่าทั่วไปคู่กับประกันสังคม ใช้รายการเงินหักในงวดเงินเดือน และบันทึกบัญชีเงินเดือนเข้า PEAK อัตโนมัติ ดูภาพรวมระบบได้ที่คู่มือระบบเงินเดือนใน PEAK Payroll ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างภาษาอังกฤษเรียกว่า Employee Welfare Fund ย่อว่า EWF ระบบออนไลน์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ใช้ชื่อนี้ ลูกจ้างเลือกไม่เข้ากองทุนได้ไหม? ไม่ได้ ถ้ากิจการอยู่ในเกณฑ์บังคับและลูกจ้างไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การเป็นสมาชิกเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่ความสมัครใจของลูกจ้างแต่ละคน พนักงานทดลองงานและพนักงานรายวันต้องถูกหักไหม? ต้องหัก เพราะเป็นลูกจ้างที่มีสัญญาจ้างกับกิจการ พนักงานรายวันคิดจากค่าจ้างที่ได้จริงในเดือนนั้น และทั้ง 2 กลุ่มนับรวมในเกณฑ์ 10 คนด้วย กิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คนเข้ากองทุนเองได้ไหม? ได้ ถ้านายจ้างยินยอม ให้ยื่นแบบ สกล.3/1 สำหรับการเข้าร่วมโดยสมัครใจ ส่วนการบังคับกิจการขนาดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนด ลาออกหรือถูกเลิกจ้างได้เงินคืนเต็มไหม? ได้เต็ม ทั้งเงินสะสม เงินสมทบของนายจ้าง และดอกผล ไม่ว่าออกจากงานด้วยเหตุใด ต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ส่วนของนายจ้างขึ้นกับอายุงาน นายจ้างที่หักเงินลูกจ้างไปแล้วในเดือนตุลาคม 2569 ต้องทำอย่างไร? ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ประกาศชัดเจน เพราะการเลื่อนเป็นมติ ครม. ที่ยังรอออกกฎหมาย ให้บันทึกยอดที่หักไว้แยกเป็นเงินค้างจ่าย ยังไม่ปิดบัญชี แล้วสอบถามสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ว่าต้องคืนลูกจ้างหรือนำส่ง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ค่าลิขสิทธิ์ คิดภาษีอย่างไร อัตราตามผู้รับเงิน ตัวอย่างคำนวณ บันทึกบัญชี และ VAT

ค่าลิขสิทธิ์ คืออะไร? และคิดภาษีอย่างไร? ค่าลิขสิทธิ์ หรือ Royalty Fee คือ เงินที่จ่ายเพื่อใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น เช่น ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สูตรการผลิต หรือสิทธิแฟรนไชส์ ประมวลรัษฎากรจัดเงินก้อนนี้เป็นเงินได้ตามมาตรา 40(3) ผู้จ่ายจึงมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง อัตราที่ต้องหักไม่ได้มีตัวเลขเดียว ขึ้นกับว่าผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัท และอยู่ในไทยหรือต่างประเทศ ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือหัก 3% กับทุกคน ซึ่งถูกเฉพาะกรณีผู้รับเป็นบริษัทในไทย สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณเจน เจ้าของบริษัทร้านกาแฟ ที่จ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ คือ ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ให้คุณโอ๊ตซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้านให้บริษัทในไทย และค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขาให้บริษัทในญี่ปุ่น เงินได้มาตรา 40(3) ครอบคลุมอะไรบ้าง? มาตรา 40(3) ครอบคลุมค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น ในทางปฏิบัติจึงรวมหลายรายการที่ SME จ่ายอยู่แล้วโดยไม่ได้เรียกชื่อแบบนี้ คำว่า “ค่าลิขสิทธิ์” กับ “ค่าสิทธิ” ในทางภาษีจึงอยู่ในเงินได้ประเภทเดียวกัน ไม่ต้องแยกอัตรา สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือผู้รับเงินเป็นใคร ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์? อัตราขึ้นกับผู้รับเงิน 4 กลุ่ม ตามคู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการ SME ของกรมสรรพากร ผู้รับเงิน อัตราหัก แบบที่ยื่น บุคคลธรรมดาผู้อยู่ในประเทศไทย อัตราก้าวหน้า 5–35% คำนวณตามมาตรา 50(1) ภ.ง.ด.2 บุคคลธรรมดาที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในไทย 15% ภ.ง.ด.2 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในไทย 3% ภ.ง.ด.53 นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย 15% หรือตามอนุสัญญาภาษีซ้อน ภ.ง.ด.54 ทุกแบบต้องยื่นและนำส่งภาษีภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน ถ้าผู้รับเป็นมูลนิธิหรือสมาคม อัตราหักเป็น 10% ตามคู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่ายของกรมสรรพากร จ่ายให้บริษัทในไทย หัก 3% กรณีนี้ตรงไปตรงมาที่สุด หัก 3% จากยอดก่อน VAT ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับ และยื่น ภ.ง.ด.53 ความต่างของแบบ ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.53 และ ภ.ง.ด.3 ต่างกันอย่างไร จ่ายให้บุคคลธรรมดาในไทย คำนวณตามอัตราก้าวหน้า ค่าลิขสิทธิ์ที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาไม่ได้หักอัตราคงที่ แต่ต้องคำนวณเหมือนหักภาษีเงินเดือน คือประมาณเงินได้ทั้งปีจากผู้จ่ายรายนี้ หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วเฉลี่ยตามจำนวนครั้งที่จ่าย ค่าใช้จ่ายที่หักได้สำหรับค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น คือ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท หรือหักตามจริง ตามหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายของกรมสรรพากร ภาษีที่หักไว้ยื่นด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 ไม่ใช่ ภ.ง.ด.3 จ่ายให้ต่างประเทศ หัก 15% Royalty ที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศซึ่งไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษี 15% ตามมาตรา 70 และยื่น ภ.ง.ด.54 รายละเอียดของแบบนี้อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.54 คืออะไร อัตรา 15% ลดลงได้ถ้าไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศผู้รับ และอนุสัญญานั้นกำหนดอัตราค่าสิทธิไว้ต่ำกว่า แต่ไม่ใช่ทุกประเทศ ตัวอย่างเช่น อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น ข้อ 12 กำหนดภาษีค่าสิทธิไว้ไม่เกิน 15% บริษัทของคุณเจนจึงยังต้องหักเต็มอัตรา ควรเปิดข้อ “ค่าสิทธิ” ของอนุสัญญาประเทศนั้นทุกครั้งก่อนจ่าย ค่าลิขสิทธิ์ต้องเสีย VAT ด้วยหรือไม่? ต้องพิจารณา เพราะการให้ใช้สิทธิเป็นการให้บริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาระ VAT แยกเป็น 2 กรณีตามที่อยู่ของผู้รับเงิน ผู้รับเงิน ใครรับผิดชอบ VAT ผู้จ่ายต้องทำอะไร อยู่ในไทยและจดทะเบียน VAT ผู้รับเงินออกใบกำกับภาษี จ่าย VAT 7% และใช้เป็นภาษีซื้อได้ อยู่ในไทยแต่ไม่ได้จด VAT ไม่มี VAT ไม่ต้องจ่าย VAT อยู่ต่างประเทศ ผู้จ่ายในไทยนำส่งแทน ยื่น ภ.พ.36 และนำส่ง VAT 7% กรณีต่างประเทศ ภาษีที่ชำระตาม ภ.พ.36 นำไปเป็นภาษีซื้อของเดือนภาษีที่ได้ชำระแล้ว ตามข้อหารือของกรมสรรพากร เพราะใบเสร็จของกรมสรรพากรใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ ภาษีซื้อจึงเกิดในเดือนที่ชำระ ไม่ใช่เดือนที่จ่ายค่าสิทธิ ความต่างของ ภ.พ.36 กับ ภ.ง.ด.54 อ่านต่อได้ที่บทความ ภ.พ.36 คืออะไร ตัวอย่างการคำนวณหัก ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ทั้ง 3 กรณี กลับมาที่บริษัทของคุณเจน ซึ่งจดทะเบียน VAT แล้ว ในเดือนมกราคม 2570 มีรายการจ่ายค่าสิทธิ 3 รายการ กรณีที่ 1 จ่ายบริษัทในไทย ค่าใช้ซอฟต์แวร์ขายหน้าร้าน 100,000 บาท บวก VAT ผู้ขายจดทะเบียน VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิก่อน VAT 100,000 VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 หัก ณ ที่จ่าย 3% 100,000 × 3% 3,000 ยอดโอนให้ผู้รับ 100,000 + 7,000 − 3,000 104,000 คุณเจนยื่น ภ.ง.ด.53 นำส่ง 3,000 บาท และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้บริษัทผู้รับ กรณีที่ 2 จ่ายบุคคลธรรมดาในไทย ค่าสิทธิใช้สูตรเครื่องดื่มและแบรนด์ของคุณโอ๊ต เดือนละ 30,000 บาท ทั้งปี 360,000 บาท สมมติคุณโอ๊ตแจ้งใช้เฉพาะค่าลดหย่อนส่วนตัว และไม่ได้จด VAT รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) เงินได้ทั้งปีจากบริษัทของคุณเจน 30,000 × 12 360,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 360,000 × 50% = 180,000 ใช้เพดาน 100,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 เงินได้สุทธิ 360,000 − 100,000 − 60,000 200,000 ภาษีทั้งปี 150,000 แรกยกเว้น · 50,000 × 5% 2,500 หัก ณ ที่จ่ายต่อเดือน 2,500 ÷ 12 208.33 ยอดโอนให้คุณโอ๊ตต่อเดือน 30,000 − 208.33 29,791.67 ถ้าหัก 3% ตามที่เข้าใจผิด คุณเจนจะหักเดือนละ 900 บาท มากกว่าที่ควรเกือบ 4 เท่า และยื่นผิดแบบ ตัวเลขจริงของแต่ละรายขึ้นกับเงินได้และค่าลดหย่อนที่ผู้รับแจ้ง กรณีที่ 3 จ่ายบริษัทในญี่ปุ่น ค่าใช้ซอฟต์แวร์จัดการสาขา 500,000 บาท ผู้รับไม่ได้ประกอบกิจการในไทย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ค่าสิทธิ 500,000 หัก ณ ที่จ่าย 15% (ภ.ง.ด.54) 500,000 × 15% 75,000 ยอดโอนไปญี่ปุ่น 500,000 − 75,000 425,000 VAT นำส่งแทน (ภ.พ.36) 500,000 × 7% 35,000 คุณเจนต้องยื่น 2 แบบภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2570 คือ ภ.ง.ด.54 นำส่ง 75,000 บาท และ ภ.พ.36 นำส่ง 35,000 บาท ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ตได้ขยายเวลาอีก 8 วัน แล้วนำ VAT 35,000 บาทไปเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ชำระ บันทึกบัญชีค่าลิขสิทธิ์อย่างไร? บันทึกยอดค่าสิทธิเป็นค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนก่อนหักภาษี และบันทึกภาษีที่หักไว้เป็นหนี้สินจนกว่าจะนำส่ง ตัวอย่างจากกรณีที่ 1 และ 3 ของคุณเจน วันจ่ายเงินกรณีที่ 1 (บริษัทในไทย) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 100,000 ภาษีซื้อ 7,000 เงินฝากธนาคาร 104,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 3,000 วันจ่ายเงินกรณีที่ 3 (บริษัทในญี่ปุ่น) บัญชี เดบิต เครดิต ค่าสิทธิซอฟต์แวร์ 500,000 เงินฝากธนาคาร 425,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 วันยื่น ภ.ง.ด.54 และ ภ.พ.36 บัญชี เดบิต เครดิต ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 75,000 ภาษีซื้อ 35,000 เงินฝากธนาคาร 110,000 VAT ตาม ภ.พ.36 บันทึกเป็นภาษีซื้อในวันที่ชำระ เพราะเป็นวันที่ได้หลักฐานจากกรมสรรพากร ถ้าบันทึกตั้งแต่วันจ่ายค่าสิทธิ ภาษีซื้อในบัญชีจะไม่ตรงกับเดือนที่ใช้ใน ภ.พ.30 ขั้นตอนยื่นแบบภาษีเมื่อจ่ายค่าลิขสิทธิ์ อัตราหัก ณ ที่จ่ายของเงินได้ประเภทอื่นดูรวมได้ที่หน้า อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของ PEAK ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์ จากประสบการณ์ ปัญหาที่พบบ่อยของ SME ไม่ใช่การคำนวณ 15% ผิด แต่เป็นการลืมยื่น ภ.พ.36 เพราะคิดว่าหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วจบ สรุป – ค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่ายต้องจำอะไรบ้าง? ค่าลิขสิทธิ์ไม่มีอัตราหักเดียว ผู้จ่ายต้องเริ่มจากถามว่าผู้รับเป็นใคร แล้วเลือกอัตรา แบบที่ยื่น และภาระ VAT ให้ตรงกรณี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองดึงรายการจ่ายค่าซอฟต์แวร์ ค่าแฟรนไชส์ และค่าใช้แบรนด์ของปีนี้ออกมา แล้วเช็กว่าผู้รับแต่ละรายถูกหักด้วยอัตราและแบบที่ถูกต้องหรือไม่ รายการค่าสิทธิมักจ่ายซ้ำทุกเดือนให้ผู้รับเดิม ถ้าต้องจำอัตราและแบบเองทุกครั้งจะพลาดง่าย โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกค่าใช้จ่ายพร้อมภาษีหัก ณ ที่จ่าย และพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษีได้จากหน้าข้อมูลการชำระของเอกสารนั้น ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์หัก ณ ที่จ่าย ค่าซอฟต์แวร์รายเดือนต้องหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือนไหม? ต้องหักทุกครั้งที่จ่าย ถ้าจ่ายรายเดือนก็หักและยื่นแบบทุกเดือน เช่น จ่ายค่าใช้ซอฟต์แวร์ให้บริษัทในไทยเดือนละ 10,000 บาท ต้องหักเดือนละ 300 บาท และยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกเดือน ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าลิขสิทธิ์จะเกิดอะไรขึ้น? ผู้จ่ายต้องรับผิดร่วมกับผู้รับเงินในภาษีที่ไม่ได้หักตามมาตรา 54 และเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องนำส่งตามมาตรา 27 ถ้ายื่นแบบช้ายังมีเบี้ยปรับและค่าปรับเพิ่ม ค่าแฟรนไชส์ถือเป็นค่าลิขสิทธิ์ไหม? ถือเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ถ้าเป็นค่าตอบแทนการใช้แบรนด์ ระบบ หรือสูตร อัตราหักจึงเป็นไปตามผู้รับ คือ 3% ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย และคำนวณตามอัตราก้าวหน้าถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดา จ่ายค่าสิทธิให้มูลนิธิหรือสมาคมหักเท่าไร? หัก 10% และยื่น ภ.ง.ด.53 ยกเว้นมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้ได้รับยกเว้นตามมาตรา 47(7)(ข) ค่าลิขสิทธิ์กับค่าบริการหักภาษีต่างกันไหม? ถ้าผู้รับเป็นบริษัทในไทย ทั้งสองแบบหัก 3% เท่ากัน แต่ถ้าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาหรืออยู่ต่างประเทศ ประเภทเงินได้มีผลต่ออัตรา วิธีคำนวณ และแบบที่ยื่น จึงต้องดูสัญญาว่าจ่ายเพื่อใช้สิทธิหรือจ่ายเพื่อให้ทำงานให้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

เครื่องหมายการค้า คืออะไร ทำไม SME ต้องจด TM ก่อนโดนก๊อป

สร้างแบรนด์มาตั้งนาน แต่วันดีคืนดีมีคนเอาชื่อไปใช้ แล้วคุณทำอะไรไม่ได้เลย เพราะยังไม่ได้จดเครื่องหมายการค้า เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงกับ SME ไทยหลายราย สิ่งนี้เป็นเกราะป้องกันแบรนด์ที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจทุกขนาด บทความนี้จะพาคุณเข้าใจครบทุกเรื่อง ตั้งแต่เครื่องหมายการค้าคืออะไร ทำไมต้องจด ขั้นตอนจดทะเบียน ค่าใช้จ่าย ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีที่หลายคนไม่รู้ เครื่องหมายการค้า (Trademark) คืออะไร เครื่องหมายการค้า คือ เครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ เพื่อแสดงว่าสินค้านั้นแตกต่างจากของคนอื่น อาจเป็นชื่อ โลโก้ รูปภาพ คำ ตัวอักษร ตัวเลข ลายเซ็น สี เสียง หรือรูปร่างของสินค้าก็ได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (กฎหมายเครื่องหมายการค้า) พูดง่ายๆ คือทุกอย่างที่ทำให้ลูกค้า “จำแบรนด์คุณได้” สามารถจดเป็น Trademark ได้ทั้งนั้น เช่น ชื่อร้าน โลโก้ หรือแม้แต่เสียงจิงเกิลโฆษณา เครื่องหมายการค้ามีกี่ประเภท กฎหมายไทยแบ่งเครื่องหมายออกเป็น 4 ประเภท ประเภท ใช้กับ ตัวอย่าง เครื่องหมายการค้า (Trademark) สินค้า โลโก้บนสินค้าที่ขาย เครื่องหมายบริการ (Service Mark) บริการ โลโก้ร้านอาหาร สำนักงานบัญชี เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) รับรองคุณภาพ มอก. อย. ฮาลาล เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) กลุ่ม/สมาคม เครื่องหมายสมาคมผู้ผลิตอาหาร สำหรับ SME ส่วนใหญ่จะใช้ “เครื่องหมายการค้า” หรือ “เครื่องหมายบริการ” เป็นหลัก สัญลักษณ์ TM กับ ® ต่างกันอย่างไร TM (Trademark) คือสัญลักษณ์ที่ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องจดทะเบียน เป็นการประกาศว่า “นี่คือเครื่องหมายการค้าของเรา” แต่ไม่มีผลคุ้มครองทางกฎหมาย ® (Registered) คือสัญลักษณ์ที่ใช้ได้เฉพาะเครื่องหมายที่ผ่านการจดทะเบียนแล้ว มีผลคุ้มครองทางกฎหมายเต็มที่ ใครละเมิดสามารถฟ้องร้องได้ เครื่องหมายการค้า vs ลิขสิทธิ์ vs สิทธิบัตร ต่างกันยังไง หลายคนสับสนว่าสามอย่างนี้ต่างกันอย่างไร สรุปสั้นๆ ในตาราง รายการ เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร คุ้มครองอะไร ชื่อ โลโก้ แบรนด์ ผลงานสร้างสรรค์ (เพลง หนังสือ ซอฟต์แวร์) สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม ต้องจดทะเบียนไหม ต้องจด จึงจะคุ้มครอง คุ้มครองอัตโนมัติทันทีที่สร้าง ต้องจด ระยะเวลา 10 ปี ต่ออายุได้ไม่จำกัด ตลอดชีวิต + 50 ปี 20 ปี (ต่อไม่ได้) หน่วยงาน กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับ SME ที่สร้างแบรนด์ สิ่งที่ต้องจดก่อนเลยคือ “เครื่องหมายการค้า” เพราะถ้าไม่จด คนอื่นอาจจดชื่อแบรนด์คุณไปก่อนได้ ทำไม SME ต้องจดเครื่องหมายการค้า 3 เหตุผลที่ไม่จดแล้วจะเสียโอกาส การจด Trademark ไม่ใช่เรื่องของธุรกิจใหญ่เท่านั้น SME ที่เพิ่งเริ่มต้นยิ่งต้องจด เพราะแบรนด์คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของธุรกิจ 1. ป้องกันคนอื่นใช้ชื่อหรือโลโก้เดียวกัน เมื่อจดทะเบียนแล้ว คุณมีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายนั้นกับสินค้าหรือบริการที่จดไว้ ไม่มีใครสามารถใช้ชื่อหรือโลโก้ที่เหมือนหรือคล้ายกันได้ (ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา) 2. มีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ ถ้ามีคนลอกเลียนแบรนด์คุณ คุณสามารถฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ ตามกฎหมายเครื่องหมายการค้า ผู้ละเมิดอาจถูกจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าไม่ได้จดทะเบียน คุณจะฟ้องร้องใครไม่ได้เลย แม้จะใช้ชื่อนั้นมาก่อน 3. สร้างมูลค่าให้แบรนด์ที่จับต้องได้ทางบัญชี Trademark ที่จดทะเบียนแล้วสามารถบันทึกเป็น “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” (Intangible Asset) ในงบการเงินของบริษัทได้ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าบริษัทเวลาขอสินเชื่อหรือหาผู้ร่วมทุน นอกจากนี้ Trademark ยังอนุญาตให้คนอื่นใช้ได้ (License) เพื่อสร้างรายได้เพิ่ม หรือโอนขายได้เหมือนทรัพย์สินทั่วไป เหตุผลอื่นที่สำคัญ ได้แก่ การสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้า (เห็นเครื่องหมาย ® แล้วมั่นใจ) และการปกป้องแบรนด์เมื่อขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ขั้นตอนจดเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขั้นตอนจดทะเบียน Trademark มี 5 ขั้นตอนหลัก ใช้เวลาประมาณ 12-18 เดือน เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสารที่ต้องใช้ยื่นจดทะเบียน ยื่นจดออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ทำยังไง ปัจจุบันสามารถยื่นจด Trademark ออนไลน์ได้ผ่านระบบ e-Filing ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยไม่ต้องเดินทางไปยื่นด้วยตัวเอง ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ระยะเวลาพิจารณาและขั้นตอนคัดค้าน ขั้นตอน ระยะเวลาโดยประมาณ นายทะเบียนตรวจสอบ 6-12 เดือน ประกาศโฆษณา 60 วัน ออกหนังสือสำคัญ (ไม่มีผู้คัดค้าน) 1-2 เดือนหลังประกาศ รวมทั้งหมด ประมาณ 12-18 เดือน ถ้ามีผู้ยื่นคัดค้านภายใน 60 วัน จะต้องพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งอาจใช้เวลานานขึ้น ค่าใช้จ่ายในการจดเครื่องหมายการค้า ค่าใช้จ่ายในการจด Trademark แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ค่าธรรมเนียมกรมทรัพย์สินทางปัญญา ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนคิดตามจำนวนรายการสินค้าหรือบริการที่ยื่นจด ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ผู้ประกอบการจด VAT สามารถขอใบกำกับภาษีได้ตามปกติ รายการ ค่าธรรมเนียม ค่ายื่นคำขอจดทะเบียน 1,000 บาท ต่อสินค้า/บริการทุก 5 รายการ ค่าจดทะเบียน (เมื่อผ่านการตรวจสอบ) 600 บาท ต่อสินค้า/บริการทุก 5 รายการ ค่าต่ออายุ (ทุก 10 ปี) 2,000 บาท ต่อสินค้า/บริการทุก 5 รายการ (ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา – อัตราอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบอีกครั้งก่อนยื่น) ตัวอย่างเช่น ถ้าจด Trademark สำหรับสินค้า 1-5 รายการ ในจำพวกเดียว จะเสียค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1,600 บาท (ค่ายื่น 1,000 + ค่าจดทะเบียน 600) ค่าจ้างทนายความหรือตัวแทน ถ้ายื่นเอง ไม่เสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่ถ้าจ้างทนายความหรือตัวแทนเครื่องหมายการค้า จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 5,000-15,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเครื่องหมาย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น แนะนำยื่นจดเองผ่านระบบ e-Filing เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เครื่องหมายการค้ากับการบันทึกบัญชี – สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ SME ต้องรู้ เรื่องที่เว็บอื่นไม่ค่อยพูดถึงคือ Trademark ที่จดทะเบียนแล้วไม่ใช่แค่เอกสารกฎหมาย แต่เป็น “สินทรัพย์” ของบริษัทที่ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง บันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Asset) อย่างไร? ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 38 เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) Trademark ที่ได้มาจากการจดทะเบียนให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนด้วย “ราคาทุน” ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ราคาทุนที่บันทึกได้ ได้แก่ ตัวอย่าง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จด Trademark มีค่าใช้จ่ายรวม 20,000 บาท บันทึกบัญชีดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน — เครื่องหมายการค้า 20,000 — เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร — 20,000 ตัดจำหน่าย (Amortization) 10 ปี — ตัวอย่างคำนวณ Trademark ที่จดทะเบียนแล้วมีอายุการให้ประโยชน์จำกัด (10 ปีตามที่จดทะเบียน) จึงต้อง “ตัดจำหน่าย” ทยอยเป็นค่าใช้จ่ายทุกปี วิธีที่นิยมคือตัดจำหน่ายแบบเส้นตรง (Straight-line Method) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุนเครื่องหมายการค้า — 20,000 บาท อายุการให้ประโยชน์ — 10 ปี ค่าตัดจำหน่ายต่อปี 20,000 ÷ 10 2,000 บาท/ปี บันทึกบัญชีค่าตัดจำหน่ายทุกสิ้นปี รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน 2,000 — ค่าตัดจำหน่ายสะสม — เครื่องหมายการค้า — 2,000 หมายเหตุ: ถ้าต่ออายุหลังครบ 10 ปี ค่าใช้จ่ายในการต่ออายุให้บันทึกเพิ่มเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ แล้วตัดจำหน่ายใหม่อีก 10 ปี ใช้ PEAK บันทึกค่าเครื่องหมายการค้าอย่างไร สำหรับ SME ที่ใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถบันทึกค่า Trademark ได้ง่ายๆ โดยตั้งหมวดสินทรัพย์ไม่มีตัวตนในผังบัญชี แล้วบันทึกรายการจ่ายผ่านระบบ ระบบจะช่วยคำนวณค่าตัดจำหน่ายให้อัตโนมัติ ลดโอกาสผิดพลาดจากการคำนวณเอง เครื่องหมายการค้า หมดอายุเมื่อไร ต่ออายุยังไง Trademark ที่จดทะเบียนมีอายุ 10 ปี นับจากวันยื่นคำขอ เมื่อใกล้หมดอายุต้องยื่นต่ออายุภายใน 90 วันก่อนวันหมดอายุ (ข้อมูลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา) ข้อดีคือ Trademark ต่ออายุได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ต่างจากสิทธิบัตรที่หมดอายุแล้วต่อไม่ได้ ดังนั้นถ้าดูแลดี แบรนด์ของคุณจะได้รับความคุ้มครองตลอดไป แต่ถ้าลืมต่ออายุจนหมดอายุไปแล้ว เครื่องหมายจะสิ้นสุดการคุ้มครองทันที ใครจะมาจดชื่อเดียวกันก็ทำได้ สรุป – จดเครื่องหมายการค้าวันนี้ ปกป้องแบรนด์ก่อนสาย Trademark เป็นทั้ง “เกราะป้องกัน” ทางกฎหมายและ “สินทรัพย์” ทางบัญชีที่มีมูลค่าจริง สิ่งที่ SME ควรทำตอนนี้ จัดการบัญชีเครื่องหมายการค้าให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกสินทรัพย์ไม่มีตัวตนและตั้งค่าตัดจำหน่ายอัตโนมัติได้ง่ายๆ ไม่ต้องคำนวณเอง ลดงานซ้ำ เพิ่มเวลาให้โฟกัสที่การเติบโตธุรกิจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า บุคคลธรรมดาจดเครื่องหมายการค้าได้ไหม ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท บุคคลธรรมดาสามารถยื่นจด Trademark ได้เลย เหมาะสำหรับฟรีแลนซ์หรือเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่ยังไม่ได้จดบริษัท เมื่อจดแล้วสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลงเป็นต้นทุนธุรกิจได้ด้วย หากต้องออกบิลเงินสดให้ลูกค้า ก็ใส่เครื่องหมาย ® กำกับแบรนด์ได้ทันที ถ้าถูกปฏิเสธการจดทะเบียน ทำอย่างไร ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง สาเหตุที่พบบ่อยคือเครื่องหมายคล้ายกับของที่จดไว้แล้ว หรือเป็นคำที่ใช้กันทั่วไป หากเป็นกรณีหลัง อาจต้องปรับแก้เครื่องหมายแล้วยื่นใหม่ จดเครื่องหมายการค้าในไทยแล้ว คุ้มครองต่างประเทศด้วยไหม ไม่คุ้มครอง การจดทะเบียนในไทยคุ้มครองเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ถ้าต้องการคุ้มครองในต่างประเทศ ต้องยื่นจดทะเบียนในแต่ละประเทศ หรือใช้ระบบ Madrid Protocol ยื่นขอความคุ้มครองหลายประเทศพร้อมกัน เครื่องหมายการค้ากับค่าความนิยม (Goodwill) เหมือนกันไหม ต่างกัน ค่าความนิยมเกิดจากการซื้อกิจการในราคาที่สูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ส่วนเครื่องหมายการค้าเป็นสินทรัพย์ที่ระบุได้ชัดเจนและแยกออกจากกิจการได้ ทั้งสองบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเหมือนกัน แต่ค่าความนิยมไม่ตัดจำหน่าย (ทดสอบการด้อยค่าแทน) ส่วนเครื่องหมายการค้าตัดจำหน่ายตามอายุ 10 ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

นักลงทุน ดูอะไรในงบการเงิน คู่มือเตรียมตัวสำหรับ SME ก่อนหาทุน

ถ้าคุณเป็นเจ้าของ SME ที่กำลังมองหาเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ สิ่งแรกที่ต้องเตรียมไม่ใช่สไลด์สวย แต่คือ “งบการเงินที่อ่านรู้เรื่อง” เพราะผู้ลงทุนทุกรายจะเปิดดูตัวเลขก่อนตัดสินใจ บทความนี้สรุปตั้งแต่ตัวเลขที่ผู้ลงทุนดู มาตรฐานบัญชี วิธีเตรียมเอกสารนำเสนอ จนถึงเทคนิคต่อรองมูลค่ากิจการ เขียนจากมุม “เจ้าของ SME” เข้าใจง่าย นักลงทุนมีกี่ประเภท SME ควรรู้จักใครก่อนหาทุน นักลงทุน (Investor) คือบุคคลหรือองค์กรที่ใส่เงินเข้าธุรกิจเพื่อแลกกับส่วนแบ่งหุ้นหรือผลตอบแทนในอนาคต สำหรับ SME ไทย ผู้ลงทุนหลักที่ควรรู้จักมี 3 กลุ่ม 1. Angel Investor คือนักลงทุนส่วนบุคคล Angel Investor คือคนที่ใช้เงินส่วนตัวลงทุนในธุรกิจระยะเริ่มต้น มักลงทุน 1 ถึง 10 ล้านบาท เหมาะกับ SME ที่มีรายได้แล้วแต่ต้องการเงินเร่งเติบโต ข้อดีคือตัดสินใจเร็ว แต่วงเงินจำกัด 2. Venture Capital (VC) คือกองทุนร่วมทุน VC คือบริษัทที่ระดมเงินจากผู้ลงทุนหลายรายแล้วนำไปลงในธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง วงเงินตั้งแต่ 10 ล้านถึงหลักร้อยล้านบาท โดย VC มักจะตรวจสอบตัวเลขทางการเงินละเอียดกว่า Angel และมักขอที่นั่งในบอร์ดบริษัท 3. Private Equity (PE) คือกองทุนสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ PE ลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรมั่นคงแล้ว วงเงินหลักร้อยล้านขึ้นไป โดยทั่วไป SME ที่เพิ่งเริ่มต้นยังไม่ถึงขั้นนี้ แต่ควรรู้ไว้เพื่อวางแผนระยะยาว นักลงทุนดูอะไรในงบการเงิน 5 ตัวเลขสำคัญที่ต้องเตรียม ก่อนจะนัดคุยกับผู้ลงทุน คุณต้องรู้ว่าเขาเปิดงบแล้วดูตรงไหน สรุป 5 ตัวเลขที่ให้ความสำคัญมากที่สุดเมื่อพิจารณาธุรกิจ SME 1. Revenue Growth หรืออัตราการเติบโตของรายได้ ผู้ลงทุนอยากเห็นว่ารายได้เพิ่มขึ้นทุกปีสม่ำเสมอ ลองดูตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้ปี 2568 ที่ 5 ล้านบาท ปี 2569 เพิ่มเป็น 8 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ รายได้ปี 2568 — 5,000,000 บาท รายได้ปี 2569 — 8,000,000 บาท Revenue Growth (8M – 5M) ÷ 5M × 100 60% อัตราการเติบโต 60% ถือว่าน่าสนใจมากสำหรับ SME ระยะเริ่มต้น ถ้าตัวเลขนี้สม่ำเสมอ 2 ถึง 3 ปีติดต่อกัน ผู้ลงทุนจะมั่นใจว่าธุรกิจไม่ได้โตแค่ปีเดียว 2. Gross Profit Margin หรืออัตรากำไรขั้นต้น GP Margin บอกว่าหลังหักต้นทุนสินค้าแล้ว ธุรกิจเหลือเงินกี่เปอร์เซ็นต์ ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแปลว่าทำกำไรได้เยอะก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น สำหรับธุรกิจบริการมักมีอัตรากำไรขั้นต้น 50% ขึ้นไป ส่วนธุรกิจซื้อมาขายไปอาจอยู่ที่ 20 ถึง 30% 3. Burn Rate หรืออัตราการใช้เงิน Burn Rate คือจำนวนเงินที่ธุรกิจใช้จ่ายสุทธิต่อเดือน สมมุติรายจ่าย 500,000 บาท รายรับ 300,000 บาท Burn Rate จะเท่ากับ 200,000 บาทต่อเดือน ถ้าบริษัทมีเงินสดเหลือ 2 ล้านบาท จะอยู่ได้อีก 10 เดือน (เรียกว่า Runway) ผู้ลงทุนใช้ตัวเลขนี้ประเมินว่าต้องใส่เงินเท่าไรจึงจะพอ 4. Unit Economics คือเศรษฐศาสตร์ต่อลูกค้า 1 ราย สิ่งที่ผู้ลงทุนถามเสมอคือ “หาลูกค้า 1 คนใช้เงินเท่าไร และลูกค้า 1 คนสร้างรายได้ให้เท่าไร” ตัวเลขหลัก 2 ตัว ได้แก่ ถ้า LTV มากกว่า CAC อย่างน้อย 3 เท่า จะถูกมองว่าโมเดลธุรกิจคุ้มค่า ตัวอย่างนี้ LTV ÷ CAC = 24,000 ÷ 3,000 = 8 เท่า ซึ่งถือว่าดีมาก 5. Cash Flow Statement หรืองบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดบอกว่าเงินสดเข้าออกจากธุรกิจจริงเท่าไร แม้งบกำไรขาดทุนจะแสดงว่ามีกำไร แต่ถ้าเงินสดติดลบก็อาจมีปัญหาสภาพคล่อง ผู้ลงทุนจะดู Cash Flow จาก 3 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน งบการเงินต้องได้มาตรฐานอะไร? TFRS กับ NPAEs สำหรับ SME ผู้ลงทุนจะตรวจด้วยว่างบการเงินของคุณจัดทำตามมาตรฐานบัญชีที่รับรองหรือไม่ ถ้างบไม่ได้มาตรฐาน ตัวเลขทั้งหมดจะไม่น่าเชื่อถือ NPAEs คือมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) คือมาตรฐานที่ SME ทั่วไปใช้ โดยมาตรฐานนี้ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ครอบคลุมการบันทึกบัญชี การออกงบการเงิน และการเปิดเผยข้อมูล โดยไม่ซับซ้อนเท่า TFRS ฉบับเต็ม SME ที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้ NPAEs ได้ เพราะยังไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และเพียงพอสำหรับการยื่นงบต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เมื่อไรต้องเปลี่ยนเป็น TFRS ฉบับเต็ม TFRS (Thai Financial Reporting Standards) ฉบับเต็มเป็นมาตรฐานสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) หมายความว่า ถ้าคุณวางแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือ VC บางรายกำหนดว่าต้องใช้ TFRS คุณจะต้องปรับระบบบัญชีให้รองรับ สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มหานักลงทุน NPAEs เพียงพอในขั้นแรก แต่ต้องมั่นใจว่างบจัดทำถูกต้องตามมาตรฐาน ไม่ใช่แค่จดบันทึกรายรับรายจ่ายลงสมุด ต้อง Audit งบการเงินก่อนหานักลงทุนไหม งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ (Audit) จากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต จะน่าเชื่อถือกว่างบที่ยังไม่ได้ตรวจ ผู้ลงทุนส่วนใหญ่จะของบ Audit อย่างน้อย 1 ถึง 2 ปีย้อนหลัง แต่ถ้าธุรกิจคุณยังไม่เคย Audit ให้เริ่มเตรียมล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนก่อนนัดคุย วิธีหานักลงทุน สำหรับ SME ไทย หลังจากงบการเงินพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเตรียมเอกสารนำเสนอและหาช่องทางเข้าถึงผู้ลงทุน เตรียม Pitch Deck ที่นักลงทุนอยากเห็น Pitch Deck คือสไลด์นำเสนอธุรกิจ ส่วนใหญ่ไม่ควรเกิน 12 ถึง 15 สไลด์ เนื้อหาที่ต้องมี ได้แก่ Data Room คือห้องเอกสารที่นักลงทุนต้องเข้าถึง Data Room คือโฟลเดอร์ออนไลน์ที่รวบรวมเอกสารสำคัญทั้งหมดของธุรกิจ เอกสารที่ต้องมี ได้แก่ ช่องทางหานักลงทุนในไทย สำหรับ SME ไทย ช่องทางหลักเข้าถึงผู้ลงทุน ได้แก่ Valuation เบื้องต้น ที่ SME ควรเข้าใจก่อนคุยกับนักลงทุน Valuation คือการประเมินมูลค่าบริษัท เป็นหัวข้อที่ SME หลายรายรู้สึกยากเพราะเต็มไปด้วยสูตร แต่สิ่งที่ต้องรู้จริงมีแค่ 2 วิธีหลัก P/E Ratio สำหรับธุรกิจที่มีกำไรแล้ว P/E Ratio (Price to Earnings Ratio) คือการคูณกำไรสุทธิด้วยตัวคูณของอุตสาหกรรม ลองดูตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรสุทธิ 2 ล้านบาทต่อปี P/E อุตสาหกรรมอยู่ที่ 10 เท่า รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ กำไรสุทธิ — 2,000,000 บาท P/E อุตสาหกรรม — 10 เท่า มูลค่าบริษัท 2M × 10 20,000,000 บาท ตัวเลขนี้เป็นจุดเริ่มต้นเจรจา ไม่ใช่ราคาตายตัว นักลงทุนอาจปรับขึ้นลงตาม Growth Rate และความเสี่ยงของธุรกิจ DCF สำหรับธุรกิจที่ยังไม่มีกำไร DCF (Discounted Cash Flow) คือวิธีประเมินมูลค่าจากกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้ในอนาคต แล้วคิดลดกลับเป็นมูลค่าปัจจุบัน วิธีนี้ซับซ้อนกว่า P/E และมักต้องใช้ที่ปรึกษาช่วยคำนวณ โดยหลักการที่ SME ควรเข้าใจคือ ยิ่งกระแสเงินสดในอนาคตมั่นคง มูลค่าบริษัทยิ่งสูง ถ้าจะต่อรอง Valuation ให้ได้ผลดี ควรเตรียม Financial Projection ที่มีสมมุติฐานชัดเจนและอ้างอิงข้อมูลตลาดจริง ไม่ใช่ตัวเลขเดาเอา ข้อควรระวังก่อนเจรจา Term Sheet Term Sheet คือเอกสารสรุปเงื่อนไขเบื้องต้นที่ผู้ลงทุนเสนอก่อนลงทุนจริง ยังไม่ใช่สัญญาผูกมัด แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องอ่านให้ดี เงื่อนไขที่ต้องอ่านอย่างละเอียด ควรมีทนายหรือที่ปรึกษาร่วมเจรจา การเจรจาโดยไม่มีที่ปรึกษาเสี่ยงต่อการยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ค่าจ้างทนายหรือที่ปรึกษาการเงินเฉพาะทางอาจอยู่ที่ 50,000 ถึง 200,000 บาทต่อครั้ง ตัวเลขนี้คุ้มค่ากว่าการสูญเสียสัดส่วนหุ้นเกินไป ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงนามทุกกรณี สรุป – Checklist เตรียมตัวก่อนพบนักลงทุน สิ่งที่ SME ต้องเตรียมให้พร้อมก่อนเริ่มหานักลงทุน จัดการงบการเงินให้พร้อมหานักลงทุน ด้วย PEAK งบการเงินที่น่าเชื่อถือเริ่มต้นจากระบบบัญชีที่ดี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์รองรับมาตรฐาน NPAEs ช่วยออกงบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสดอัตโนมัติ ระบบวิเคราะห์ธุรกิจ Real-Time ผ่าน PEAK Board แสดงอัตราเติบโตรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นให้เห็นภาพชัด – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการหานักลงทุนสำหรับ SME SME รายได้เท่าไรถึงจะหานักลงทุนได้ ไม่มีเกณฑ์ตายตัว Angel Investor บางรายลงทุนตั้งแต่ธุรกิจยังไม่มีรายได้ แต่ต้องพิสูจน์ว่ามีตลาดจริง สำหรับ VC ส่วนใหญ่จะอยากเห็นรายได้ประจำ (Recurring Revenue) อย่างน้อยเดือนละ 100,000 ถึง 500,000 บาทขึ้นไป หานักลงทุนต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายหลักที่ต้องเตรียม (เป็นค่าประมาณการ อาจแตกต่างตามขนาดธุรกิจ) ต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดก่อนหานักลงทุนไหม ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนในรูปแบบบริษัทจำกัดเท่านั้น เพราะแบ่งสัดส่วนหุ้นได้ชัดเจน ถ้าคุณยังเป็นบุคคลธรรมดาหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ ควรจดทะเบียนบริษัทจำกัดก่อนเริ่มเจรจากับนักลงทุน ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยเตรียมงบให้ได้มาตรฐานได้อย่างไร โปรแกรมบัญชีที่รองรับมาตรฐาน SME จะช่วยบันทึกรายการอัตโนมัติและออกงบครบทั้ง 5 รายการ ได้แก่ งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีจัดการและตีราคาตามหลักบัญชีที่ SME ต้องรู้

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไร ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือไม่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต๊อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนและภาษีที่คุณต้องจ่าย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องสินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อนับสต๊อกแล้วตัวเลขผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำที่สุด สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่าย ๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในสายการผลิต สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปมักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่ามาก วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่สรรพากรยอมรับ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปและสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก วิธี FIFO (First-In, First-Out) FIFO คือวิธีตีราคาที่สมมติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือสั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม จะคำนวณได้ดังนี้ ข้อแนะนำ: สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจนอย่างอาหารหรือเครื่องสำอาง FIFO จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และการจัดการผลต่าง การตรวจนับสต๊อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที สินค้าขาดหรือเกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริงไม่ตรงกับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานโดยไม่มีหลักฐานชี้แจงที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการที่จดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด จัดการอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่า (NRV) ตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย หากคำนวณแล้วพบว่า NRV ต่ำกว่าต้นทุนเดิม กิจการต้องบันทึกเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลงเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบให้ครบถ้วน ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย เพื่อให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ผลกระทบของสต๊อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต๊อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนทันที ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าความแม่นยำของข้อมูลสินค้าเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ หมายเหตุ: นอกจากการตีราคาและการบริหารสต๊อกแล้ว การเลือก “ระบบบันทึกบัญชี” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณต้องการทราบว่าระบบบันทึกแบบ Perpetual และ Periodic มีการลงบันทึกเดบิต-เครดิตต่างกันอย่างไร สามารถอ่านบทความเจาะลึกของเราได้ที่ เจาะลึกบัญชี Perpetual vs Periodic พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก หัวใจสำคัญคือการเลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ ใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ และบันทึกรายการปรับปรุงให้ถูกต้องตามความเป็นจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต๊อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต๊อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์จัดการสต๊อกที่เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบันมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง แต่ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับให้ใช้งานได้ อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี คำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสต๊อกเฉลี่ย ยิ่งตัวเลขสูงแปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของสภาพคล่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

12 min

Perpetual vs Periodic ต่างกันยังไง เจาะลึกวิธีบันทึกบัญชีสต๊อกสินค้า

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการสินค้าคงเหลือให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีหลายคนยังสับสนคือ เวลาเริ่มต้นทำบัญชี ควรเลือกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของทั้งสองระบบ พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี (เดบิต-เครดิต) ให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับกิจการได้อย่างถูกต้อง ทำไมต้องเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้า ตามมาตรฐานบัญชี กิจการที่มีสินค้าคงเหลือจะต้องเลือกนโยบายการบันทึกบัญชี 1 ใน 2 ระบบนี้ และเมื่อเลือกแล้วจะต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ การเลือกระบบที่ถูกต้องจะช่วยให้การทำงานของนักบัญชีง่ายขึ้น และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นตัวเลขต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด เกณฑ์เปรียบเทียบ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) การอัปเดตยอดสินค้า อัปเดตทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (Real-time) อัปเดตตอนสิ้นงวดเท่านั้น การรับรู้ต้นทุนขาย รู้ต้นทุนขายทันทีที่ขายสินค้า ต้องรอตรวจนับและคำนวณปลายงวด ความซับซ้อน สูงกว่า (ต้องบันทึกต้นทุนทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกรายได้ไปก่อน) เหมาะกับธุรกิจแบบไหน สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ, ขายออนไลน์ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย เจาะลึกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) คือการบันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที สั่งซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้า 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคาตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท)เมื่อใช้ระบบ Perpetual ทุกครั้งที่ขายจะต้องบันทึก 2 คู่บัญชีเสมอ คือฝั่งรายได้และฝั่งต้นทุน บันทึกรายได้: บันทึกตัดสต๊อกและรับรู้ต้นทุน: การลงบัญชีแบบนี้ทำให้ผู้บริหารเห็นกำไรขั้นต้นได้ทันทีหลังจากที่ขายสินค้าเสร็จ เจาะลึกระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) คือระบบที่ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะบันทึกรวบยอดซื้อเข้าไปก่อน แล้วรอจนถึงสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) ค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นนำมาเข้าสูตรเพื่อคำนวณหาต้นทุนขาย สูตรคำนวณ: ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้าสังเกตว่าจะเดบิตไปที่บัญชี “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกในงบดุลจะไม่ขยับเลยจนกว่าจะถึงสิ้นงวด 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคา 350 บาท)บันทึกแค่รายได้เท่านั้น ไม่มีการบันทึกตัดต้นทุนขาย 3. บันทึกรายการปรับปรุงตอนสิ้นงวดสมมติว่าตอนสิ้นเดือน ตรวจนับสต๊อกพบว่ามีเมาส์เหลือ 90 ตัว (มูลค่าต้นทุน 18,000 บาท) กิจการจะต้องนำยอดนี้มาตั้งเป็นสินค้าคงเหลือปลายงวด และคำนวณต้นทุนขายดังนี้:(0 + 20,000) – 18,000 = ต้นทุนขาย 2,000 บาท SME ควรเลือกระบบไหนถึงจะดีที่สุด ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ การเลือกขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและความพร้อมของกิจการ อย่างไรก็ตาม สำหรับ SME ที่มีแนวโน้มจะเติบโต แนะนำให้วางระบบ Perpetual ตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น ระบบนี้จะช่วยลดความผิดพลาดและให้ข้อมูลที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้าเป็นรากฐานสำคัญของการทำธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเลือกระบบ Perpetual ที่แสดงตัวเลขแบบเรียลไทม์ หรือ Periodic ที่เน้นการตรวจนับตอนสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือการบันทึกให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและใช้อย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการทำงานของระบบ Perpetual อย่างเต็มรูปแบบ ทุกครั้งที่คุณสร้างใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน ระบบจะวิ่งไปลงบันทึกรายได้และตัดบัญชีต้นทุนขายให้คุณอัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการลงบัญชีสองฝั่ง และให้คุณดูรายงานกำไรขั้นต้นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการทำงานบัญชีให้ง่ายขึ้นตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบบัญชีสินค้า ใช้ระบบ Perpetual จำเป็นต้องนับสต๊อกปลายปีหรือไม่ จำเป็นต้องนับสต๊อก แม้ระบบ Perpetual จะบอกตัวเลขคงเหลือแบบเรียลไทม์ได้ แต่กิจการยังคงต้องทำ Physical Count ตอนปลายงวด เพื่อยืนยันว่าของที่มีอยู่จริงตรงกับตัวเลขในระบบหรือไม่ หากพบว่ามีของหายหรือชำรุด จะได้ปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องก่อนปิดงบ ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องใช้ระบบเหล่านี้หรือไม่ ไม่ต้องใช้ หากธุรกิจของคุณเป็นงานบริการล้วน ๆ และไม่มีสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ก็จะไม่มีบัญชีสินค้าคงเหลือในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการให้บริการและมีมูลค่าสูง ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน PEAK ตั้งค่าระบบบันทึกบัญชีสินค้าแบบไหน โดยค่าเริ่มต้น (Default) ระบบของ PEAK จะถูกตั้งค่าการบันทึกสินค้าคงเหลือเป็นแบบ Perpetual เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานเห็นต้นทุนแบบเรียลไทม์ แต่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปปรับตั้งค่าในเมนูตั้งค่านโยบายบัญชี เพื่อเปลี่ยนเป็นระบบ Periodic ได้หากกิจการมีความจำเป็นต้องใช้ระบบนั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

การตีราคาสินค้าคงเหลือ FIFO vs ถัวเฉลี่ย เลือกวิธีไหนกำไรต่างกัน

การตีราคาสินค้าคงเหลือคือการหามูลค่าต้นทุนของสินค้าที่ยังขายไม่หมดในวันสิ้นงวดบัญชี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณกำไรสุทธิและภาษีที่ธุรกิจต้องจ่าย การเลือกวิธีที่ถูกต้องจะช่วยให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงและบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจที่ซื้อสินค้ามาขายหรือซื้อวัตถุดิบมาผลิต สินค้าแต่ละ lot มักจะซื้อมาในราคาไม่เท่ากัน พอถึงวันปิดงบ เจ้าของธุรกิจจึงต้องตอบคำถามให้ได้ว่าของที่เหลืออยู่ควรตีราคาเท่าไร บทความนี้จะอธิบายวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ 2 แบบหลักที่ SME ไทยนิยมใช้ ได้แก่ FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก พร้อมตัวอย่างตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน สินค้าคงเหลือคืออะไร และทำไมต้องตีราคา สินค้าคงเหลือ (Inventory) คือสินค้าสำเร็จรูป วัตถุดิบ และงานระหว่างผลิตที่ธุรกิจถืออยู่ ณ วันสิ้นรอบบัญชี ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ของกิจการ การตีราคาสินค้าคงเหลือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะเหตุผลหลักคือของแต่ละ lot ซื้อมาคนละราคา ถ้าขายไปบางส่วน ส่วนที่เหลือจะต้องคิดต้นทุนอย่างไร วิธีที่เลือกจะไปกำหนดมูลค่าของต้นทุนขาย ซึ่งกระทบกำไรสุทธิและภาษีโดยตรง มาตรฐานบัญชีที่กำกับเรื่องนี้คือ TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะใช้ NPAEs บทที่ 8 ซึ่งมีหลักการเรื่องวิธีตีราคาเหมือนกัน FIFO คืออะไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร FIFO ย่อมาจาก First-In, First-Out แปลว่าเข้าก่อน ออกก่อน เวลาขายสินค้าหรือเบิกวัตถุดิบ กิจการจะสมมติว่าของที่ซื้อมาก่อนถูกขายออกไปก่อน ด้วยวิธีนี้ สินค้าคงเหลือที่ค้างอยู่ในคลังจะเป็น lot ที่ซื้อมาทีหลังซึ่งมักเป็นราคาอัปเดตล่าสุด วิธีนี้เข้าใจง่ายและตรงกับการไหลของสินค้าจริงในหลายธุรกิจ เช่น ร้านขายอาหารที่ต้องเอาของเก่าออกก่อนเพื่อกันของเสีย ข้อดีของ FIFO ข้อเสียของ FIFO ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักคืออะไร เหมาะกับใคร วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost) เป็นอีกวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่นิยมใช้ หลักการคือคำนวณต้นทุนต่อหน่วยใหม่ทุกครั้งที่ซื้อสินค้าเข้ามา คำนวณได้โดยเอามูลค่าสินค้าทั้งหมดที่มี หารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด สูตรคำนวณต้นทุนเฉลี่ย ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย = มูลค่าสินค้าคงเหลือรวม หารด้วย จำนวนหน่วยรวม ทุกครั้งที่ซื้อ lot ใหม่เข้ามา ต้นทุนต่อหน่วยจะถูกนำมาเฉลี่ยใหม่อีกรอบ ข้อดีของถัวเฉลี่ย ข้อเสียของถัวเฉลี่ย ตัวอย่างเปรียบเทียบ FIFO กับถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก สมมติบริษัท ก จำกัด ขายกระเป๋าผ้า ต้องตีราคาสินค้าคงเหลือปลายเดือน โดยมีข้อมูลซื้อขายในเดือนสิงหาคมดังนี้ วันที่ รายการ จำนวน (ใบ) ราคาต่อหน่วย (บาท) รวม (บาท) 1 ส.ค. สินค้าต้นงวด 100 150 15,000 10 ส.ค. ซื้อเพิ่ม lot 2 200 180 36,000 20 ส.ค. ซื้อเพิ่ม lot 3 100 200 20,000 รวมพร้อมขาย ไม่มี 400 ไม่มี 71,000 25 ส.ค. ขายออก 250 ไม่มี ไม่มี สินค้าคงเหลือ ไม่มี 150 ไม่มี หาคำตอบ ขายไป 250 ใบ เหลือ 150 ใบ คำถามคือ 150 ใบนี้ควรตีราคาเท่าไร คำนวณแบบ FIFO FIFO จะสมมติว่าของที่ซื้อก่อนถูกขายออกไปก่อน ขั้นที่ 1: ขาย 250 ใบ เรียงจาก lot เก่าสุด lot ที่ขาย จำนวนที่ขาย ราคาต่อหน่วย ต้นทุนขาย lot 1 (1 ส.ค.) 100 ใบ (หมด lot) 150 15,000 lot 2 (10 ส.ค.) 150 ใบ (เหลือ 50) 180 27,000 รวมต้นทุนขาย 250 ใบ ไม่มี 42,000 บาท ขั้นที่ 2: สินค้าคงเหลือ 150 ใบ lot ที่เหลือ จำนวน ราคาต่อหน่วย มูลค่า lot 2 (10 ส.ค.) เหลือ 50 ใบ 180 9,000 lot 3 (20 ส.ค.) ทั้ง lot 100 ใบ 200 20,000 รวมสินค้าคงเหลือ 150 ใบ ไม่มี 29,000 บาท คำนวณแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ขั้นที่ 1: หาต้นทุนเฉลี่ย รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้ารวม 15,000 + 36,000 + 20,000 71,000 บาท จำนวนหน่วยรวม 100 + 200 + 100 400 ใบ ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย 71,000 หาร 400 177.50 บาท ขั้นที่ 2: ต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ต้นทุนขาย (250 ใบ) 250 × 177.50 44,375 บาท สินค้าคงเหลือ (150 ใบ) 150 × 177.50 26,625 บาท สรุปผลเปรียบเทียบ รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย ผลต่าง ต้นทุนขาย 42,000 บาท 44,375 บาท 2,375 บาท สินค้าคงเหลือ 29,000 บาท 26,625 บาท 2,375 บาท กำไรขั้นต้น (สมมติขาย 250 ใบ ราคาใบละ 300 บาท เป็นเงิน 75,000 บาท) 33,000 บาท 30,625 บาท 2,375 บาท ในช่วงที่ราคาสินค้าขึ้น FIFO จะให้กำไรสูงกว่าเพราะต้นทุนขายต่ำกว่า ส่วนถัวเฉลี่ยจะให้กำไรต่ำกว่า เลือกวิธีไหน กระทบภาษีนิติบุคคลอย่างไร วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือจะกระทบภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยตรง เพราะเมื่อต้นทุนขายเปลี่ยน กำไรก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย สมมติบริษัท ก จำกัด มีค่าใช้จ่ายอื่น 15,000 บาท และไม่มีรายได้อื่น ขั้นที่ 1: คำนวณกำไรสุทธิ รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย รายได้จากการขาย 75,000 75,000 ต้นทุนขาย (42,000) (44,375) กำไรขั้นต้น 33,000 30,625 ค่าใช้จ่ายอื่น (15,000) (15,000) กำไรสุทธิ 18,000 15,625 ขั้นที่ 2: คำนวณภาษี (ตามฐานภาษี SME ปัจจุบัน) แม้ในตัวอย่างรายเดือนกำไรสุทธิจะยังไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ถ้าธุรกิจมียอดขายใหญ่ขึ้นทั้งปี ผลต่างจะชัดเจนมาก สมมติกำไรสุทธิทั้งปีคำนวณได้ 1,800,000 บาท (แบบ FIFO) กับ 1,562,500 บาท (แบบถัวเฉลี่ย) ภาษีจะต่างกันตามอัตราภาษี SME (กำไร 300,001 – 3,000,000 บาท เสีย 15%) รายการ FIFO ถัวเฉลี่ย กำไรสุทธิทั้งปี 1,800,000 1,562,500 1 – 300,000 (ยกเว้น) 0 0 300,001 – 3,000,000 (15%) 225,000 189,375 ภาษีรวม 225,000 189,375 ผลต่างภาษี ไม่มี ประหยัดได้ 35,625 บาท ในตัวอย่างนี้ วิธีถัวเฉลี่ยทำให้เสียภาษีน้อยกว่าเพราะกำไรต่ำกว่า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ตลาดราคาสินค้าเป็นขาขึ้นหรือขาลง SME ขายของ กับ โรงงานผลิต ควรเลือกวิธีไหน ไม่มีสูตรตายตัวว่าวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ แต่สามารถเลือกตามลักษณะสินค้าได้ ลักษณะธุรกิจ แนะนำ เหตุผล ขายสินค้ามีวันหมดอายุ (อาหาร เครื่องสำอาง) FIFO ตรงกับการไหลจริง ของเก่าต้องออกก่อนเสมอ ขายสินค้าที่ราคาขึ้นต่อเนื่อง (อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นใหญ่ วัสดุก่อสร้าง) ถัวเฉลี่ย ต้นทุนเฉลี่ยช่วยให้กำไรไม่พุ่งจนต้องเสียภาษีสูงเกินไป สินค้าหลาย lot ผสมกัน (น้ำมัน เคมีภัณฑ์ เมล็ดพืช) ถัวเฉลี่ย แยก lot ไม่ได้ในทางปฏิบัติ ถัวเฉลี่ยสะท้อนต้นทุนได้จริงกว่า สินค้าราคาคงที่หรือผันผวนน้อย วิธีไหนก็ได้ ผลต่างน้อย ให้เลือกตามที่โปรแกรมบัญชีจัดการง่ายที่สุด โรงงานผลิตสินค้ามาตรฐาน ถัวเฉลี่ย วัตถุดิบมักผสมกันในขั้นตอนการผลิตไปแล้ว ขายสินค้ามูลค่าสูง แยกชิ้นชัดเจน (รถยนต์ เพชร อสังหาริมทรัพย์) เฉพาะเจาะจง ใช้วิธี Specific Identification ระบุต้นทุนเฉพาะของชิ้นนั้น คำแนะนำก่อนตัดสินใจควรปรึกษานักบัญชีก่อนเลือกวิธี เพราะเลือกแล้วต้องใช้วิธีเดิมอย่างต่อเนื่อง หากพบว่าแนวโน้มราคาสินค้าที่ซื้อเป็นขาขึ้นตลอด วิธีถัวเฉลี่ยอาจช่วยลดผลกระทบทางภาษีได้ดีกว่า ที่สำคัญคือต้องเช็คว่าระบบบัญชีที่ใช้อยู่รองรับการคำนวณแบบไหน ข้อควรระวังในการตีราคาสินค้าคงเหลือ การตีราคาสินค้าคงเหลือผิดวิธีหรือไม่สม่ำเสมอจะส่งผลกระทบ 3 ด้าน คือ ภาษี งบการเงิน และการตรวจสอบบัญชี ด้านภาษี สรรพากรอาจประเมินภาษีเพิ่มเติมหากพบว่ามีการเปลี่ยนวิธีตีราคาบ่อย ๆ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ด้านงบการเงิน หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ต่ำกว่าราคาทุน กิจการต้องตีราคาลดลง เช่น กรณีสินค้าล้าสมัยหรือราคาตลาดตก ด้านผู้สอบบัญชี ผู้สอบจะตรวจสอบว่ากิจการใช้วิธีตีราคาอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนโดยไม่เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ อาจถูกตั้งข้อสังเกตในรายงาน ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกวิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่เหมาะสม เป็นกุญแจสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อกำไรและกระแสเงินสดของกิจการ ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ FIFO ที่สะท้อนราคาตลาดปัจจุบัน หรือถัวเฉลี่ยที่ช่วยลดความผันผวนของต้นทุน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความถูกต้องและสม่ำเสมอในการบันทึกบัญชี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการบันทึกสินค้าคงเหลือทั้งแบบ FIFO และถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ช่วยคำนวณต้นทุนขายให้คุณโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของสต๊อก ช่วยให้การปิดงบไวขึ้น ข้อมูลแม่นยำ และพร้อมสำหรับการเติบโต ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วเริ่มบริหารสต๊อกอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตีราคาสินค้าคงเหลือ เปลี่ยนวิธีตีราคาระหว่างปีได้หรือไม่ ไม่ควรเปลี่ยนวิธีระหว่างปี กิจการต้องใช้วิธีเดิมอย่างสม่ำเสมอ หากมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนจริง ๆ ให้เริ่มเปลี่ยนเมื่อขึ้นต้นรอบบัญชีใหม่ และต้องเปิดเผยเหตุผลที่เหมาะสมในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย ถ้าราคาสินค้าตกลง ต้องตีราคาลดด้วยหรือไม่ ต้องตีราคาลดลง หากมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ต่ำกว่าราคาทุนที่บันทึกไว้ กิจการต้องบันทึกเป็นผลขาดทุนจากการตีราคาลดลง ไม่ว่าจะใช้วิธีคำนวณต้นทุนแบบ FIFO หรือถัวเฉลี่ยก็ต้องปฏิบัติตามหลักการนี้เหมือนกัน ธุรกิจบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดบริษัทต้องตีราคาสินค้าแบบนี้ด้วยหรือไม่ ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาที่เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ควรบันทึกต้นทุนสินค้าคงเหลืออย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ แต่ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่าย (เช่น 60% สำหรับการขาย) ก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งคำนวณต้นทุนแยกทีละ lot โปรแกรมบัญชีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือให้อัตโนมัติหรือไม่ โปรแกรมบัญชีส่วนใหญ่รวมถึง PEAK รองรับการคำนวณต้นทุนทั้งแบบ FIFO และถัวเฉลี่ย ระบบจะคำนวณต้นทุนขายให้อัตโนมัติทันทีที่บันทึกรายการขายหรือเบิกใช้ ทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นต้นทุนที่แท้จริงได้แบบเรียลไทม์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

บริหารสต๊อกสินค้ายังไง ให้เงินไม่จม เคล็ดลับที่ SME ต้องรู้

หลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจ SME ต้องปวดหัวกับปัญหาสินค้าล้นโกดัง แม้ยอดขายจะดูดีแต่กลับไม่มีเงินสดหมุนเวียนในกิจการ สินค้าที่กองเต็มโกดังไม่ได้แปลว่าธุรกิจดีเสมอไป ตรงกันข้าม ถ้าสต๊อกสินค้ามากเกินจำเป็น เงินสดที่ควรนำไปหมุนเวียนจะถูกระงับไว้ในสินค้าเหล่านั้นแทน บทความนี้สรุปวิธีบริหารสต๊อกสินค้าที่ SME ใช้ได้จริง ตั้งแต่การแบ่งกลุ่มสินค้า คำนวณจุดสั่งซื้อ ไปจนถึงเรื่องที่หลายคนมองข้าม เช่น สต๊อกสินค้าไม่ตรงกับบัญชีแล้วสรรพากรตรวจอะไรได้บ้าง สต๊อกสินค้า คืออะไร สต๊อกสินค้า (Stock) หรือสินค้าคงคลัง (Inventory) คือสินค้าและวัตถุดิบทั้งหมดที่ธุรกิจถือไว้เพื่อขายหรือใช้ในการผลิต ทั้งสินค้าที่อยู่ในคลัง สินค้าระหว่างทาง และสินค้าที่รอจัดส่ง โดยในทางบัญชี สินค้าคงเหลือถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการ ยิ่งถือสต๊อกมาก เงินก็จมอยู่ในสินค้ามากตามไปด้วย ความแตกต่างระหว่าง Stock กับ Inventory ในทางปฏิบัติ ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ แต่ถ้าแยกละเอียด Stock มักหมายถึงสินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมขาย ส่วน Inventory ครอบคลุมกว่า รวมถึงวัตถุดิบและงานระหว่างผลิตด้วย สำหรับ SME ไทยที่ทำธุรกิจซื้อมาขายไป ไม่ต้องแยกซับซ้อน เรียกรวมว่าสต๊อกสินค้าก็เพียงพอ สต๊อก 3 ประเภทที่ต้องรู้ ธุรกิจที่มีการผลิตหรือแปรรูปจะมีสต๊อก 3 ประเภท ส่วนธุรกิจซื้อมาขายไป จะมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก สต๊อกบวมคือสาเหตุหลักที่ทำให้เงินจม สต๊อกบวมคือสถานการณ์ที่ธุรกิจถือสต๊อกสินค้ามากเกินกว่าที่ขายได้จริง เงินที่ควรนำไปหมุนเวียนในธุรกิจกลับกลายเป็นสต๊อกสินค้าที่วางอยู่ในคลังโดยไม่สร้างรายได้ ปัญหานี้พบบ่อยใน SME ที่สั่งซื้อล็อตใหญ่เพราะได้ส่วนลด หรือคาดการณ์ยอดขายสูงเกินจริง ค่าเสียโอกาสเมื่อธุรกิจมีสต๊อกค้าง 1 ล้านบาท ลองคิดง่าย ๆ ถ้าธุรกิจมีสต๊อกค้างอยู่ 1 ล้านบาท เงินจำนวนนั้นไม่ได้อยู่เฉย ๆ มันมีต้นทุนซ่อนอยู่ รวมแล้ว การถือสต๊อก 1 ล้านบาท อาจมีต้นทุนแฝงสูงถึง 200,000-300,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและวิธีจัดเก็บ เช็คสัญญาณเตือนว่าสต๊อกของคุณเริ่มบวม ลองสังเกตสัญญาณเหล่านี้ เพื่อให้รู้ทันก่อนที่ปัญหาสต๊อกจะกระทบเงินหมุนเวียน ถ้าตรงกัน 2-3 ข้อ ถึงเวลาปรับวิธีบริหารสต๊อกแล้ว 3 วิธีบริหารสต๊อกสินค้าไม่ให้เงินจม ABC Analysis – แบ่งกลุ่มสินค้าตามมูลค่า ABC Analysis คือวิธีจัดกลุ่มสินค้าตามมูลค่าการขาย เพื่อให้รู้ว่าสินค้าตัวไหนสำคัญ ตัวไหนควรให้ความสนใจน้อยลง กลุ่ม สัดส่วนรายการ สัดส่วนมูลค่า วิธีดูแล A (มูลค่าสูง) ประมาณ 10-20% ประมาณ 70-80% ติดตามใกล้ชิด เช็คทุกสัปดาห์ สั่งซื้อบ่อยแต่ทีละน้อย B (มูลค่ากลาง) ประมาณ 20-30% ประมาณ 15-20% เช็คทุก 2-4 สัปดาห์ สั่งซื้อตามรอบปกติ C (มูลค่าต่ำ) ประมาณ 50-70% ประมาณ 5-10% เช็คทุกเดือนหรือทุกไตรมาส สั่งซื้อทีละมากเพื่อลดต้นทุนสั่ง ตัวอย่าง ร้านขายอุปกรณ์ไอทีมีสินค้า 200 รายการ ร้านนี้ควรโฟกัสดูแลสต๊อกกลุ่ม A อย่างใกล้ชิด ส่วนกลุ่ม C สั่งทีละมากได้เพราะต้นทุนจมไม่สูง Reorder Point – กำหนดจุดสั่งซื้อให้พอดี Reorder Point (ROP) คือจุดที่สต๊อกลดลงถึงระดับหนึ่งแล้วต้องสั่งซื้อเพิ่ม เพื่อให้สินค้ามาถึงก่อนที่ของจะหมด สูตรคำนวณ Reorder Point ROP = ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × ระยะเวลาจัดส่ง ตัวอย่าง ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายเสื้อยืดรุ่นหนึ่งเฉลี่ยวันละ 10 ตัว และใช้เวลาสั่งจากซัพพลายเออร์ 7 วัน ROP = 10 × 7 = 70 ตัว เมื่อสต๊อกเสื้อยืดรุ่นนี้เหลือ 70 ตัว ต้องสั่งซื้อทันที ไม่อย่างนั้นของจะหมดก่อนของใหม่มาถึง Safety Stock – การคำนวณสต๊อกสำรอง Safety Stock คือสต๊อกเผื่อเหลือเผื่อขาด เพื่อรับมือกับยอดขายที่พุ่งผิดปกติหรือซัพพลายเออร์ส่งล่าช้า สูตรคำนวณแบบง่าย Safety Stock = (ยอดขายสูงสุดต่อวัน – ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน) × ระยะเวลาจัดส่ง ตัวอย่าง จากร้านเสื้อผ้าข้างต้น ยอดขายเฉลี่ย 10 ตัวต่อวัน แต่วันที่ขายดีสุดขายได้ 15 ตัว Safety Stock = (15 – 10) × 7 = 35 ตัว ดังนั้น ROP ที่ปลอดภัยจริง ๆ คือ 70 + 35 = 105 ตัว ร้านนี้ควรสั่งซื้อสต๊อกสินค้าใหม่เมื่อสต๊อกเหลือ 105 ตัว เมื่อคำนวณจุดสั่งซื้อได้แล้ว สามารถออกใบสั่งซื้อให้ซัพพลายเออร์ได้ทันที สิ่งที่สรรพากรจะตรวจสอบเมื่อนับสต๊อกไม่ตรง การนับสต๊อกสินค้าเป็นเรื่องสำคัญทั้งในแง่การบริหารและในแง่กฎหมาย ถ้าสต๊อกสินค้าในบัญชีกับของจริงในคลังไม่ตรงกัน อาจมีปัญหาตามมา วิธีเลือกการนับสต๊อกแบบ Periodic และ Perpetual วิธีนับสต๊อกหลัก ๆ มี 2 แบบ วิธี ลักษณะ เหมาะกับ Periodic (นับเป็นงวด) นับสต๊อกจริงตามรอบ เช่น ทุกเดือนหรือทุกไตรมาส ร้านค้าขนาดเล็กที่สินค้าไม่เยอะ Perpetual (นับต่อเนื่อง) บันทึกสต๊อกทุกครั้งที่มีการซื้อขาย อัปเดตแบบ real-time ธุรกิจที่มีสินค้าหลายรายการ ใช้ระบบซอฟต์แวร์ช่วย ธุรกิจที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์มักใช้แบบ Perpetual เพราะระบบบันทึกสต๊อกให้อัตโนมัติทุกครั้งที่ออกเอกสารซื้อขาย วิธีแก้ปัญหาสต๊อกในบัญชีกับของจริงไม่ตรงกัน ปัญหาสต๊อกไม่ตรงเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น บันทึกผิด สินค้าเสียหายแต่ไม่ได้ตัดออก หรือสินค้าสูญหาย วิธีแก้ไขเบื้องต้น ผลทางภาษีเมื่อสรรพากรตรวจพบ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ กิจการต้องตีราคาสินค้าคงเหลือตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า ถ้าสรรพากรเข้าตรวจสอบแล้วพบว่าสต๊อกในบัญชีไม่ตรงกับของจริง อาจเกิดปัญหาเหล่านี้ ควรนับสต๊อกจริงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือแนะนำทุกไตรมาส และเก็บเอกสารการนับไว้เป็นหลักฐาน หากไม่มั่นใจควรปรึกษานักบัญชีหรือสำนักงานบัญชี วิธีตัดบัญชีสำหรับของเสื่อมและของเสีย สินค้าที่เสื่อมสภาพ หมดอายุ ล้าสมัย หรือเสียหายจนขายไม่ได้ ไม่ควรปล่อยค้างอยู่ในบัญชีเพราะจะทำให้ตัวเลขสินทรัพย์ไม่ตรงกับความเป็นจริง ขั้นตอนตัดสินค้าออกจากบัญชี เอกสารและวิธีรายงานสรรพากร สำหรับการตัดสินค้าเสื่อมสภาพออกจากบัญชี เอกสารที่ควรเตรียมไว้ ในทางภาษี กิจการสามารถนำค่าเสียหายจากสินค้าเสื่อมสภาพมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจนและสมเหตุสมผล หากสต๊อกมีมูลค่าสูง ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อให้การบันทึกบัญชีถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 สินค้าคงเหลือ ที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี การบริหารสต๊อกสินค้าไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการพื้นที่ในคลัง แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและกระแสเงินสดของธุรกิจ สิ่งที่ SME ควรเริ่มลงมือทำ คือการใช้ ABC Analysis เพื่อแบ่งกลุ่มสินค้าที่ควรให้ความสำคัญ ตั้ง Reorder Point และ Safety Stock เพื่อให้สั่งซื้อได้พอดี รวมถึงหมั่นนับสต๊อกจริงเทียบกับระบบอย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมระบบที่ช่วยให้คุณบันทึกซื้อขายสินค้าและอัปเดตสต๊อกได้แบบ real-time ดูรายงานผ่าน Dashboard ได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มจัดการระบบหลังบ้านอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสต๊อกสินค้า สต๊อกกี่วันถึงเหมาะสม ดูได้จาก Inventory Turnover Ratio คือจำนวนรอบที่สต๊อกหมุนเวียนใน 1 ปี คำนวณจากต้นทุนสินค้าขายหารด้วยมูลค่าสต๊อกเฉลี่ย ธุรกิจค้าปลีกทั่วไปมักมีอัตราหมุนเวียนประมาณ 4-8 รอบต่อปี แปลว่าสต๊อกอยู่ในคลังเฉลี่ยประมาณ 45-90 วันก่อนขายออก ถ้าสินค้าอยู่ในคลังนานกว่า 90 วัน ควรพิจารณาลดปริมาณสั่งซื้อ ร้านเล็กต้องทำ ABC Analysis หรือไม่ ร้านที่มีสินค้าตั้งแต่ 20-30 รายการขึ้นไป เริ่มทำ ABC Analysis ได้เลย ไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์พิเศษ แค่เรียงลำดับสินค้าตามยอดขายแล้วแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ก็จะเห็นชัดว่าสินค้าตัวไหนทำเงินมากที่สุดและควรดูแลสต๊อกอย่างใกล้ชิด ส่วนร้านที่มีสินค้าไม่กี่รายการก็ใช้วิธีสังเกตยอดขายและสั่งซื้อตามประสบการณ์ได้ ใช้ Excel จัดการสต๊อกได้หรือไม่ ทำได้ แต่มีข้อจำกัด Excel เหมาะกับร้านเล็กที่มีสินค้าไม่เกิน 50-100 รายการ เมื่อสินค้าเยอะขึ้น ข้อมูลจะเริ่มผิดพลาดง่ายเพราะต้องกรอกมือทุกครั้ง ไม่อัปเดตแบบ real-time และเชื่อมกับระบบบัญชีไม่ได้ ถ้าธุรกิจเริ่มโตจนมีสินค้าหลายร้อยรายการ ควรใช้โปรแกรมบัญชีที่เชื่อมระบบสต๊อกอัตโนมัติจะปลอดภัยกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

ผู้ประกอบการ หมายถึงอะไร 5 หน้าที่ภาษีที่ต้องรู้

ผู้รับเหมา ช่างที่รับงานให้โรงงาน หรือฟรีแลนซ์ที่รับงานจากบริษัท อาจยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็น “ผู้ประกอบการ” ตามกฎหมายแล้ว และมีหน้าที่ทางภาษีตามมาทันที บทความนี้สรุปให้ครบว่าผู้ประกอบการคือใคร ควรมีคุณสมบัติอะไร มีกี่ประเภท ต้องทำอะไรบ้างเรื่องภาษีและบัญชี รายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT และเมื่อไหร่ควรจดบริษัท ผู้ประกอบการคืออะไร ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) คือบุคคลหรือนิติบุคคลที่ทำธุรกิจเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะขายสินค้า ให้บริการ รับเหมา หรือผลิตสินค้า ทั้งที่จดทะเบียนเป็นบริษัทแล้วและที่ทำในชื่อตัวเอง ในทางปฏิบัติ แค่เริ่มรับเงินจากการขายของหรือรับจ้างทำงาน ก็นับเป็นผู้ประกอบการแล้ว ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทก่อน บทบาทของผู้ประกอบการต่อเศรษฐกิจมี 3 เรื่องหลัก คือสร้างงาน สร้างรายได้ภาษีให้รัฐ และเชื่อมห่วงโซ่ธุรกิจ เพราะผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากเป็นซัพพลายเออร์และผู้ให้บริการของบริษัทใหญ่ ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างคุณต้น (ชื่อสมมุติ) ช่างที่รับติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบปรับอากาศให้ร้านค้าและโรงงาน เริ่มรับงานในชื่อตัวเอง ปีแรกมีรายได้ 2 ล้านบาท ความหมายตามกฎหมายภาษีไทย ประมวลรัษฎากร (กฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) ใช้คำว่า “ผู้ประกอบการ” ในหมวดภาษีมูลค่าเพิ่ม หมายถึงผู้ขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือยัง ส่วน พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไว้ ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด พูดง่าย ๆ คือ ทำธุรกิจแล้วมีรายได้ กฎหมายถือว่าเป็นผู้ประกอบการ ส่วนหน้าที่ทำบัญชีแบบเต็มรูปแบบจะตามมาเมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต่างจากเจ้าของกิจการและฟรีแลนซ์อย่างไร คำเหล่านี้ใช้ปนกันบ่อย สรุปความต่างได้ดังนี้ คำ ความหมาย ตัวอย่าง ผู้ประกอบการ คำรวมที่หมายถึงทุกคนที่ทำธุรกิจ ผู้รับเหมาติดตั้งระบบ โรงงานผลิตชิ้นส่วน บริษัทขนส่ง เจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของธุรกิจ เจ้าของบริษัทรับเหมา เจ้าของโรงพิมพ์ ฟรีแลนซ์ ผู้ประกอบการที่รับงานอิสระ ไม่มีนายจ้างประจำ นักออกแบบที่รับงานจากบริษัท ที่ปรึกษาระบบ IT ทั้ง 3 กลุ่มต้องยื่นภาษีเงินได้จากรายได้ที่ได้รับเหมือนกัน ต่างกันที่แบบภาษีและหน้าที่อื่นที่ตามมาเมื่อธุรกิจโตขึ้น คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ดีมีอะไรบ้าง คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาว ไม่ได้มีแค่ความกล้าเสี่ยง แต่รวมถึงวินัยด้านตัวเลขด้วย คุณสมบัติ ในทางปฏิบัติ มองเห็นโอกาส รู้ว่าลูกค้าธุรกิจขาดอะไร เช่น โรงงานต้องการทีมซ่อมบำรุงที่มาตรงเวลา กล้าตัดสินใจและรับความเสี่ยง ลงทุนซื้อเครื่องมือ รับงานใหญ่ หรือจ้างทีมเพิ่ม อ่านตัวเลขเป็น ดูกำไรขาดทุนและกระแสเงินสดได้ ไม่ใช่ดูแค่ยอดขาย แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัว เปิดบัญชีธนาคารแยก เก็บเอกสารทุกใบ รู้หน้าที่ภาษี ยื่นแบบตรงเวลา ไม่เสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สร้างความน่าเชื่อถือ ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ลูกค้าแบบ B2B อย่างโรงงานหรือบริษัทจะดูความพร้อมด้านเอกสารก่อนเลือกผู้รับเหมา คุณสมบัติด้านบัญชีจึงมีผลกับการได้งานโดยตรง ผู้ประกอบการมีกี่ประเภท ผู้ประกอบการไทยแบ่งตามรูปแบบการจดทะเบียนได้ 3 แบบหลัก แต่ละแบบเสียภาษีต่างกัน รูปแบบ ภาษีที่เสีย เหมาะกับ บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราขั้นบันได 0-35% เริ่มต้นธุรกิจ รายได้ยังไม่มาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตราทั่วไป 20% (SME มีอัตราลดหลั่น) ธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง มีหุ้นส่วน บริษัทจำกัด ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตราทั่วไป 20% (SME มีอัตราลดหลั่น) ธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือและรับงานจากบริษัทใหญ่ บุคคลธรรมดา (ทะเบียนพาณิชย์) วิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มธุรกิจคือทำในชื่อตัวเอง เสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดตั้งแต่ 0% ถึง 35% ไม่ต้องจดบริษัทและไม่ต้องจ้างผู้สอบบัญชี ถ้าประกอบพาณิชยกิจตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ขายสินค้าหรือขายออนไลน์ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มประกอบกิจการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) เหมาะกับธุรกิจที่มีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราสูงสุด 20% ซึ่งต่ำกว่าอัตราสูงสุดของบุคคลธรรมดาที่ 35% หจก. ขนาดเล็กที่ทุน สินทรัพย์ และรายได้ไม่เกินเกณฑ์ ใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ตรวจงบแทนผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้ ต้นทุนรายปีจึงต่ำกว่าบริษัท บริษัทจำกัด รูปแบบยอดนิยมของธุรกิจที่โตแล้ว เพราะน่าเชื่อถือสูง ขอสินเชื่อง่ายกว่า และลูกค้าองค์กรหลายแห่งรับเฉพาะคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคล ค่าธรรมเนียมราชการขั้นต่ำสำหรับทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท คือ 5,500 บาท (จดหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท + จดตั้งบริษัท 5,000 บาท) ตามกฎกระทรวงค่าธรรมเนียม พ.ศ. 2549 อ่านขั้นตอนเพิ่มได้ที่ หนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร อ่านเปรียบเทียบเพิ่มเติมได้ที่ บริษัทจำกัด หรือ หจก. เลือกอะไรดี 5 หน้าที่ภาษีและบัญชีที่ต้องทำทันที หน้าที่ของผู้ประกอบการด้านภาษีและบัญชีมี 5 ข้อหลัก บางข้อเริ่มทันทีที่มีรายได้ บางข้อเริ่มเมื่อถึงเกณฑ์หรือเมื่อจ้างคน ลำดับ หน้าที่ ใครต้องทำ กำหนดเวลา 1 ยื่นภาษีเงินได้ ทุกคนที่มีรายได้ บุคคลธรรมดา ปีละ 1-2 ครั้ง · นิติบุคคล ปีละ 2 ครั้ง 2 หักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินเดือน และนิติบุคคลที่จ่ายค่าบริการหรือค่าจ้างทำของ ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ออนไลน์ถึงวันที่ 15) 3 จด VAT เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ 4 ส่งเงินสมทบประกันสังคม ผู้ที่มีลูกจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป 5 จัดทำบัญชีและส่งงบ นิติบุคคล (หจก./บริษัท) ตลอดปี + ส่งงบภายใน 5 เดือนหลังปิดบัญชี 1. ยื่นภาษีเงินได้ ทุกคนที่มีรายได้จากธุรกิจต้องยื่นแบบภาษีเงินได้ แม้คำนวณแล้วไม่ต้องเสียภาษีก็ตาม บุคคลธรรมดา ยื่น 2 ครั้งต่อปีถ้ามีรายได้จากธุรกิจ ตามกำหนดยื่นแบบของกรมสรรพากร นิติบุคคล ยื่น 2 ครั้งต่อรอบบัญชี กรณีคุณต้น รายได้ครึ่งปีแรก 1 ล้านบาท เกิน 60,000 บาท จึงต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกันยายน ก่อนยื่น ภ.ง.ด.90 ต้นปีถัดไป 2. หักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่ผู้จ่ายเงินหักไว้ก่อนจ่ายแล้วนำส่งกรมสรรพากรแทนผู้รับเงิน ผู้ประกอบการจึงเจอเรื่องนี้ 2 ฝั่ง คือฝั่งถูกหักและฝั่งต้องหัก ฝั่งถูกหัก โรงงานที่จ้างคุณต้นเป็นบริษัท จึงต้องหักภาษี 3% ของค่าจ้างทำของตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 แล้วออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ ให้คุณต้นเก็บไว้ใช้เครดิตตอนยื่นภาษีปลายปี ฝั่งต้องหัก หน้าที่หัก 3% ค่าบริการหรือค่าจ้างทำของเป็นของผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคล บุคคลธรรมดาที่จ้างคนอื่นทำงานไม่มีหน้าที่นี้ ยกเว้นการจ่ายเงินเดือนพนักงาน ซึ่งต้องหักและยื่น ภ.ง.ด.1 ทุกราย ปีที่ 2 คุณต้นจดบริษัทแล้วจ้างช่างอิสระมาช่วยเดินท่อ 10,000 บาท บริษัทต้องหักภาษี 3% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าจ้างช่างอิสระ ตามสัญญา 10,000 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10,000 × 3% 300 บาท จ่ายจริง 10,000 – 300 9,700 บาท จากนั้นบริษัทออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ ให้ช่าง และยื่น ภ.ง.ด.3 (แบบสำหรับผู้รับเงินที่เป็นบุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้าผู้รับเงินเป็นนิติบุคคลใช้แบบ ภ.ง.ด.53 อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และหนังสือรับรอง 50 ทวิ 3. จดทะเบียน VAT ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับเกินเกณฑ์ ตามมาตรา 85/1 แห่งประมวลรัษฎากร อัตรา VAT ปัจจุบันคือ 7% ลดจากอัตราตามกฎหมาย 10% โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการต่ออัตรา 7% ถึง 30 ก.ย. 2570 คุณต้นมีรายได้ 2 ล้านบาทในปีแรก จึงต้องจด VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดรายรับสะสมเกิน 1.8 ล้านบาท ไม่ต้องรอถึงสิ้นปี 4. ส่งเงินสมทบประกันสังคม เมื่อมีลูกจ้างคนแรก ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน แล้วนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นายจ้างและลูกจ้างจ่ายฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง โดยตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดเพิ่มเป็น 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุดจึงเป็น 875 บาทต่อเดือนต่อฝ่าย อ่านรายละเอียดที่ อัปเดตประกันสังคม 2569 รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ช่าง 2 คน เงินเดือนคนละ 18,000 บาท ใช้ฐานสูงสุด 17,500 – เงินสมทบลูกจ้าง (หักจากเงินเดือน) 17,500 × 5% × 2 คน 1,750 บาท เงินสมทบนายจ้าง 17,500 × 5% × 2 คน 1,750 บาท นำส่งรวมต่อเดือน 1,750 + 1,750 3,500 บาท ถ้าทำธุรกิจคนเดียวไม่มีลูกจ้าง สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 (เคยทำงานในระบบมาก่อน) หรือมาตรา 40 ได้ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ประกันสังคม 5. จัดทำบัญชี นิติบุคคล (หจก. หรือ บริษัทจำกัด) มีหน้าที่จัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 และส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ผู้ตรวจงบขึ้นกับรูปแบบกิจการ บริษัทจำกัดต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจทุกปี ส่วน หจก. ที่ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ แม้เป็นบุคคลธรรมดา การบันทึกรายรับรายจ่ายช่วยให้รู้ว่าควรเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือตามจริง และรู้ล่วงหน้าว่ารายรับใกล้ถึงเกณฑ์ VAT เมื่อไหร่ รายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT? เกณฑ์จด VAT คือรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยนับจากรายรับก่อนหักค่าใช้จ่าย ผู้ที่รายรับยังไม่ถึงเกณฑ์ขอจดโดยสมัครใจได้ ผู้รับเหมาที่ทำงานให้โรงงานหรือบริษัทมักจด VAT เร็วกว่าเกณฑ์ เพราะลูกค้านิติบุคคลที่จด VAT นำภาษีซื้อไปหักได้ และหลายรายกำหนดให้คู่ค้าออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ หลังจด VAT แล้ว กิจการมีหน้าที่เพิ่ม 4 อย่าง วิธีนับรายรับ ขั้นตอนจด และเอกสารที่ใช้ อ่านต่อได้ที่ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องทำอย่างไร เมื่อไหร่ควรจดบริษัท? ผู้ประกอบการหลายคนเริ่มในชื่อตัวเอง แต่เมื่อรายได้และค่าใช้จ่ายจริงสูงขึ้น หรือลูกค้าองค์กรเริ่มขอให้เป็นนิติบุคคล การจดบริษัทอาจคุ้มกว่า รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (บริษัทจำกัด) อัตราภาษี ขั้นบันได 0-35% ของเงินได้สุทธิ 20% (SME: กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้น ส่วน 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15%) หักค่าใช้จ่าย เหมา 60% หรือตามจริง ตามจริงทุกรายการที่มีหลักฐาน ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า รับงานองค์กรและขอสินเชื่อง่าย ค่าจดทะเบียน ไม่มีค่าจดบริษัท ขั้นต่ำ 5,500 บาท สำหรับทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท ผู้ตรวจงบ ไม่ต้อง บริษัทต้องใช้ CPA ทุกปี (หจก. ขนาดเล็กใช้ TA ได้) อัตรา SME ใช้กับบริษัทหรือ หจก. ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ตัวอย่างคำนวณภาษี รายได้ 2 ล้านบาท คุณต้นมีรายได้ค่ารับเหมาติดตั้งระบบปรับอากาศ 2 ล้านบาทต่อปี (ไม่รวม VAT) ค่าใช้จ่ายจริง ทั้งค่าอุปกรณ์ ค่าแรงช่าง และค่ารถ รวม 1.2 ล้านบาท กรณี 1 บุคคลธรรมดา (หักค่าใช้จ่ายเหมา 60%) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ ค่ารับเหมาทั้งปี 2,000,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 2,000,000 × 60% 1,200,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว ลดหย่อนผู้มีเงินได้ 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 2,000,000 – 1,200,000 – 60,000 740,000 บาท ภาษีที่ต้องจ่าย 7,500 + 20,000 + 36,000 (อัตราขั้นบันได) 63,500 บาท ถ้าลูกค้าทั้งหมดเป็นนิติบุคคล คุณต้นถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว 2,000,000 × 3% = 60,000 บาท ตอนยื่นภาษีจึงจ่ายเพิ่มเพียง 3,500 บาท กรณี 2 บริษัทจำกัด (เข้าเงื่อนไข SME) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ ค่ารับเหมาทั้งปี 2,000,000 บาท หักค่าใช้จ่ายจริง ตามหลักฐาน 1,200,000 บาท กำไรสุทธิ 2,000,000 – 1,200,000 800,000 บาท ภาษีนิติบุคคล (800,000 – 300,000) × 15% 75,000 บาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าลดหย่อนอื่นของบุคคลธรรมดา และยังไม่รวมค่าสอบบัญชีของบริษัท ภาษีจริงขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละปี จากตัวอย่าง บุคคลธรรมดาเสียภาษี 63,500 บาท ส่วนบริษัทเสีย 75,000 บาท ในปีแรกการทำในชื่อตัวเองจึงยังได้เปรียบ แต่ถ้าค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่า 60% ของรายได้ หรือรายได้โตขึ้นจนเงินได้สุทธิเข้าขั้น 30-35% บริษัทจะเสียภาษีน้อยกว่า เพราะหักค่าใช้จ่ายตามจริงและอัตราสูงสุดอยู่ที่ 20% ทั้ง 2 กรณีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท จึงต้องจด VAT เหมือนกัน การจดบริษัทไม่ได้ช่วยเลี่ยงหน้าที่นี้ เริ่มต้นธุรกิจต้องเตรียมอะไร ผู้ประกอบการรายใหม่ควรเตรียม 6 อย่างตั้งแต่วันแรก สรุป – ผู้ประกอบการหมายถึงทุกคนที่ทำธุรกิจ และมีหน้าที่ภาษีตามมาทันที ไม่ว่าจะรับเหมางานให้โรงงาน รับงานอิสระจากบริษัท หรือเปิดบริษัทเต็มรูปแบบ ทุกคนเป็นผู้ประกอบการในสายตากฎหมาย และมีหน้าที่ยื่นภาษีตั้งแต่บาทแรกที่มีรายได้ สิ่งที่ควรจำ คือบุคคลธรรมดายื่น ภ.ง.ด.94 กลางปีและ ภ.ง.ด.90 ต้นปี นิติบุคคลยื่น ภ.ง.ด.51 และ ภ.ง.ด.50 รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต้องจด VAT ภายใน 30 วัน และมีลูกจ้างต้องส่งประกันสังคมสูงสุด 875 บาทต่อฝ่าย เริ่มได้วันนี้ด้วยการรวมรายรับ 6 เดือนล่าสุด ถ้าเกิน 60,000 บาท ให้ลงปฏิทินยื่น ภ.ง.ด.94 ไว้ และถ้าเกิน 900,000 บาท แปลว่าทั้งปีมีโอกาสถึงเกณฑ์ VAT จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการงานบัญชีในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี บันทึกรายรับรายจ่าย ไปจนถึงปิดงบการเงิน เหมาะกับผู้ประกอบการที่ทำงานกับลูกค้าธุรกิจและต้องการเอกสารถูกต้องทุกใบ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการ ภาษาอังกฤษคืออะไร? ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Entrepreneur หมายถึงผู้ที่เริ่มต้นและบริหารธุรกิจโดยรับความเสี่ยงเอง ส่วนคำว่า SME Owner หรือ Business Owner ใช้เรียกเจ้าของกิจการขนาดเล็ก ฟรีแลนซ์ถือเป็นผู้ประกอบการไหม? ถือเป็นผู้ประกอบการตามกฎหมาย เพราะมีรายได้จากการให้บริการ ฟรีแลนซ์ต้องยื่นภาษีทุกปี ถ้ารายได้ครึ่งปีแรกเกินเกณฑ์ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ด้วย และถ้ารายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต้องจด VAT ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนมีความผิดไหม? ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ถ้าเป็นพาณิชยกิจที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์แต่ไม่จด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาทจนกว่าจะจด ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 กรณีรายรับเกินเกณฑ์แต่ไม่จด VAT จะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากกรมสรรพากร ผู้ประกอบการ SME คืออะไร? ต่างจากผู้ประกอบการทั่วไปอย่างไร? SME ย่อมาจาก Small and Medium Enterprises คือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แบ่งตามจำนวนพนักงานและรายได้ต่อปี ตามเกณฑ์ของ สสว. ธุรกิจบริการและการค้าขนาดย่อมมีพนักงานไม่เกิน 30 คน หรือรายได้ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อปี ส่วนภาคการผลิตขนาดย่อมไม่เกิน 50 คน หรือรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท นิยาม SME ของ สสว. ใช้กับการขอรับการส่งเสริม ส่วนอัตราภาษีนิติบุคคล SME ใช้เกณฑ์ของกรมสรรพากร คือทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ต้องจ้างนักบัญชีเลยไหม หรือใช้โปรแกรมบัญชีได้? บุคคลธรรมดาเริ่มจากโปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ได้เลย ใช้ออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย และดูภาพรวมธุรกิจ ถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล กฎหมายกำหนดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่ DBD กำหนด และต้องให้ผู้สอบบัญชีตรวจงบทุกปี โดยบริษัทจำกัดใช้ CPA ส่วน หจก. ขนาดเล็กใช้ TA ได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

SWOT คืออะไร แนวทางการวิเคราะห์ จุดแข็ง-จุดอ่อน โอกาส-อุปสรรค ในธุรกิจ

ผู้ประกอบการ SME หลายคนรู้สึกว่าธุรกิจเดินหน้าไปเรื่อยๆ โดยไม่เคยหยุดประเมินว่าตัวเองเก่งเรื่องอะไร หรืออ่อนตรงไหน พอเจอปัญหาก็แก้เป็นจุดๆ ไม่เห็นภาพรวม ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด และเครื่องมือที่ช่วยจัดระเบียบความคิดได้ดีที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ SWOT Analysis หรือการวิเคราะห์ SWOT SWOT Analysis เป็นเครื่องมือวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของตัวเองอย่างเป็นระบบ บทความนี้จะพาไปเข้าใจ SWOT ตั้งแต่พื้นฐาน ขั้นตอนการทำ ไปจนถึงตัวอย่างจริงของธุรกิจ SME ไทย SWOT Analysis คืออะไร SWOT Analysis คือเครื่องมือวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่ใช้ประเมินปัจจัยทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้อย่างรอบด้าน คำว่า SWOT ย่อมาจาก 4 ตัวอักษร ได้แก่ Strengths (จุดแข็ง), Weaknesses (จุดอ่อน), Opportunities (โอกาส) และ Threats (อุปสรรค) โดย 2 ตัวแรกเป็นปัจจัยภายในที่ธุรกิจควบคุมได้ ส่วน 2 ตัวหลังเป็นปัจจัยภายนอกที่ต้องเตรียมรับมือ แนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 โดย Albert Humphrey จาก Stanford Research Institute ปัจจุบันถูกใช้อย่างแพร่หลายตั้งแต่บริษัทข้ามชาติไปจนถึงร้านค้าเล็กๆ องค์ประกอบของ SWOT มีอะไรบ้าง SWOT แบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยแต่ละส่วนทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองธุรกิจจากมุมที่ต่างกัน Strengths – จุดแข็ง จุดแข็งคือสิ่งที่ธุรกิจทำได้ดีกว่าคู่แข่ง เป็นปัจจัยภายในที่สร้างความได้เปรียบ ตัวอย่างจุดแข็งที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ไทย ได้แก่ ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน, สินค้าที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร, ฐานลูกค้าประจำที่แข็งแกร่ง หรือระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ Weaknesses – จุดอ่อน จุดอ่อนคือข้อจำกัดภายในที่ทำให้ธุรกิจเสียเปรียบ สิ่งสำคัญคือต้องยอมรับจุดอ่อนอย่างตรงไปตรงมา เพราะการมองข้ามจะทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ตัวอย่างเช่น เงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ, ระบบบัญชีไม่เป็นระบบทำให้ไม่เห็นงบการเงินที่แท้จริง, ขาดทักษะการตลาดออนไลน์ หรือพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย Opportunities – โอกาส โอกาสคือปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น เทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนแปลง, นโยบายรัฐที่สนับสนุน SME, เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลดต้นทุน หรือคู่แข่งที่ถอนตัวออกจากตลาด ผู้ประกอบการที่ทำการวิเคราะห์นี้เป็นประจำจะมองเห็นโอกาสเหล่านี้เร็วกว่าคนที่ไม่เคยทำ Threats – อุปสรรค อุปสรรคคือปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เช่น คู่แข่งรายใหม่ที่มีเงินทุนมากกว่า, กฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลง, ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การระบุอุปสรรคล่วงหน้าไม่ได้หมายความว่าจะหลีกเลี่ยงได้ทั้งหมด แต่ช่วยให้เตรียมแผนรับมือได้ดีกว่า ทำไมธุรกิจ SME ต้องทำ SWOT Analysis ธุรกิจ SME มักมีทรัพยากรจำกัด ทั้งเงินทุน คน และเวลา การวิเคราะห์แบบนี้ช่วยให้จัดลำดับความสำคัญได้ว่าควรโฟกัสเรื่องอะไรก่อน แทนที่จะพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน นอกจากนี้ เครื่องมือนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสื่อสารกับทีมงาน พาร์ตเนอร์ หรือนักลงทุนได้ชัดเจนขึ้น เพราะทุกคนเห็นภาพเดียวกันว่าธุรกิจอยู่ตรงไหนและกำลังจะไปทางไหน ขั้นตอนการทำ SWOT Analysis การวิเคราะห์ SWOT ที่ดีไม่ได้แค่นั่งคิดคนเดียวแล้วเขียนลงตาราง แต่ต้องมีขั้นตอนที่เป็นระบบ กำหนดเป้าหมายที่ต้องการวิเคราะห์ ก่อนเริ่ม ให้ตั้งคำถามว่ากำลังวิเคราะห์เรื่องอะไร เช่น วิเคราะห์ธุรกิจโดยรวม, วิเคราะห์สินค้าใหม่ก่อนเปิดตัว หรือวิเคราะห์แผนการขยายสาขา การกำหนดขอบเขตให้ชัดจะทำให้ผลลัพธ์ใช้ได้จริง รวบรวมข้อมูลปัจจัยภายในและภายนอก ปัจจัยภายใน ให้ดูจากข้อมูลที่มีอยู่ เช่น รายงานยอดขาย, งบกำไรขาดทุน, feedback จากลูกค้า, ความสามารถของทีมงาน ปัจจัยภายนอก ให้ดูจากสภาพตลาด, ข่าวอุตสาหกรรม, นโยบายรัฐ, พฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป จัดทำตาราง SWOT จัดข้อมูลลงในตาราง 4 ช่อง โดยแต่ละช่องไม่ควรมีเกิน 5-7 ข้อ เลือกเฉพาะประเด็นที่สำคัญจริงๆ ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก S – จุดแข็ง O – โอกาส W – จุดอ่อน T – อุปสรรค วิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญ ไม่ใช่ทุกข้อที่เขียนจะมีน้ำหนักเท่ากัน ให้จัดลำดับว่าข้อไหนส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากที่สุด แล้วเลือก 2-3 ข้อที่สำคัญที่สุดจากแต่ละช่องมาวางแผนต่อ นำผลวิเคราะห์ไปใช้วางกลยุทธ์ ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดแต่หลายคนข้ามไป วิเคราะห์แล้วเก็บใส่ลิ้นชักไม่มีประโยชน์ ต้องนำผลมาวางแผนปฏิบัติจริง ซึ่ง TOWS Matrix เป็นเครื่องมือที่ช่วยต่อยอดได้ดี TOWS Matrix – ต่อยอด SWOT ไปสู่กลยุทธ์จริง TOWS Matrix เป็นเครื่องมือที่นำผล SWOT มาจับคู่กัน เพื่อสร้างกลยุทธ์ที่นำไปปฏิบัติได้จริง แทนที่จะแค่รู้ว่ามีจุดแข็งอะไร ก็จะรู้ด้วยว่าจะใช้จุดแข็งนั้นทำอะไรได้ กลยุทธ์ วิธีคิด ตัวอย่าง SO (จุดแข็ง คว้าโอกาส) ใช้จุดแข็งที่มีคว้าโอกาสที่เปิดให้ มีทีมงานเก่งเทคโนโลยี ขยายไปขายออนไลน์ WO (แก้จุดอ่อน ด้วยโอกาส) ใช้โอกาสภายนอกมาชดเชยจุดอ่อน ระบบบัญชียังไม่ดี ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์มาช่วย ST (จุดแข็ง รับมืออุปสรรค) ใช้จุดแข็งป้องกันภัยคุกคาม มีฐานลูกค้าประจำ ป้องกันคู่แข่งรายใหม่ด้วยโปรแกรมสมาชิก WT (ลดจุดอ่อน หลีกเลี่ยงอุปสรรค) ลดผลกระทบจากจุดอ่อนที่โดนอุปสรรคซ้ำ เงินทุนจำกัด ลดต้นทุนคงที่ด้วยระบบ Cloud แทนลงทุนซื้อซอฟต์แวร์แพง ตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT ของธุรกิจ SME ไทย ตัวอย่างด้านล่างเป็นสถานการณ์สมมุติ เพื่อให้เห็นภาพว่า SWOT ของธุรกิจแต่ละประเภทมีหน้าตาเป็นอย่างไร ตัวอย่าง SWOT ร้านกาแฟ จุดแข็ง (S) จุดอ่อน (W) เมล็ดกาแฟคุณภาพสูง คั่วเอง ทำเลอยู่ในซอย ลูกค้าใหม่หายาก บรรยากาศร้านดี มี community ต้นทุนวัตถุดิบสูง กำไรต่อแก้วบาง โอกาส (O) อุปสรรค (T) เทรนด์กาแฟ specialty กำลังโต ร้านกาแฟรายใหญ่เปิดใกล้ ราคาถูกกว่า ขายออนไลน์ผ่าน delivery app ได้ ต้นทุนนมและน้ำตาลปรับตัวสูงขึ้น ตัวอย่าง SWOT ธุรกิจขายของออนไลน์ จุดแข็ง (S) จุดอ่อน (W) สินค้าหลากหลาย จัดส่งเร็ว ระบบจัดการสต็อกยังใช้ Excel มีฐานผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย ไม่มีทีมบัญชี เจ้าของทำเองทุกอย่าง โอกาส (O) อุปสรรค (T) ตลาด E-commerce ไทยเติบโตต่อเนื่อง แพลตฟอร์มปรับค่าธรรมเนียมสูงขึ้น เทคโนโลยี AI ช่วยทำการตลาดได้ง่ายขึ้น คู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น ตัวอย่าง SWOT สำนักงานบัญชี จุดแข็ง (S) จุดอ่อน (W) ทีมนักบัญชีประสบการณ์สูง ยังใช้ระบบ manual หลายขั้นตอน ลูกค้าเชื่อมั่นมานานกว่า 10 ปี รับลูกค้าใหม่ได้จำกัดเพราะคนไม่พอ โอกาส (O) อุปสรรค (T) SME เปิดใหม่ต้องการสำนักงานบัญชี โปรแกรมบัญชีออนไลน์ทำให้ SME ทำเองได้ รัฐส่งเสริม e-Tax ทำให้งานดิจิทัลมากขึ้น กฎระเบียบเปลี่ยนบ่อย ต้องอัปเดตตลอด ตัวอย่างสำนักงานบัญชีด้านบนจะเห็นว่า โปรแกรมบัญชีออนไลน์ อยู่ในช่องอุปสรรค แต่ถ้ามองในมุมกลยุทธ์ WO สำนักงานบัญชีสามารถใช้โปรแกรมเหล่านี้มาช่วยลดงาน manual แล้วรับลูกค้าได้มากขึ้นแทน SWOT Analysis กับการบริหารการเงินของธุรกิจ เครื่องมือนี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ด้านกลยุทธ์ทั่วไป ยังใช้ประเมินสุขภาพการเงินของธุรกิจได้ด้วย ตัวอย่างการใช้การวิเคราะห์นี้ในมุมการเงิน ได้แก่ ดูว่าจุดแข็งทางการเงินของธุรกิจคืออะไร เช่น กระแสเงินสดดี กำไรขั้นต้นสูง ส่วนจุดอ่อนอาจเป็นเรื่องที่ยังไม่มีระบบบัญชีที่ชัดเจน ทำให้ไม่เห็นตัวเลขจริงเวลาต้องตัดสินใจ ผู้ประกอบการที่ต้องการเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนทางการเงินอย่างชัดเจน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ดูรายรับ-รายจ่าย กำไรขาดทุน และกระแสเงินสดได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ SWOT Analysis หลายธุรกิจทำการวิเคราะห์แล้วไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ สาเหตุมักมาจากข้อผิดพลาดเหล่านี้ สรุป – SWOT Analysis ไม่ใช่แค่วิเคราะห์ แต่ต้องนำไปใช้จริง เครื่องมือที่ดีที่สุดคือเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้ การวิเคราะห์จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการนำผลไปต่อยอดเป็นแผนปฏิบัติจริง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ TOWS Matrix วางกลยุทธ์ การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา หรือการปรับแผนธุรกิจตามโอกาสที่เห็น ใช้ PEAK ดูจุดแข็ง-จุดอ่อนทางการเงินธุรกิจ การทำ SWOT ด้านการเงินจะง่ายขึ้นเมื่อมีข้อมูลตัวเลขจริงอยู่ในมือ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME ดูรายรับ-รายจ่าย กำไรขาดทุน และกระแสเงินสดได้ครบในที่เดียว ไม่ต้องเดาตัวเลข – ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SWOT Analysis SWOT Analysis กับ PEST Analysis ต่างกันอย่างไร SWOT วิเคราะห์ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ส่วน PEST (Political, Economic, Social, Technological) วิเคราะห์เฉพาะปัจจัยภายนอกระดับมหภาค หลายธุรกิจใช้ PEST ก่อนเพื่อหาปัจจัยภายนอก แล้วนำผลมาใส่ในช่อง O และ T ของ SWOT ควรทำ SWOT Analysis บ่อยแค่ไหน แนะนำให้ทบทวนทุก 6 เดือน หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น เปิดตัวสินค้าใหม่ มีคู่แข่งรายใหญ่เข้าตลาด หรือนโยบายรัฐเปลี่ยน ไม่จำเป็นต้องทำใหม่ทั้งหมด แค่ทบทวนและปรับจากครั้งก่อน ธุรกิจเพิ่งเริ่มต้นควรทำ SWOT เมื่อไร ควรทำตั้งแต่ก่อนเริ่มธุรกิจ เพราะ SWOT จะช่วยให้เห็นว่าไอเดียธุรกิจมีจุดแข็งอะไร ตลาดมีโอกาสไหม และมีอุปสรรคอะไรที่ต้องเตรียมรับมือ ทำตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่ารอจนเจอปัญหาแล้วค่อยมาวิเคราะห์ SWOT ตัวเอง (Personal SWOT) ทำได้ไหม ทำได้ ใช้หลักการเดียวกัน แต่เปลี่ยนจากวิเคราะห์ธุรกิจเป็นวิเคราะห์ตัวเอง เช่น จุดแข็งคือทักษะอะไรที่ทำได้ดี จุดอ่อนคืออะไรที่ต้องพัฒนา โอกาสคือเทรนด์อาชีพที่กำลังเติบโต Personal SWOT ช่วยวางแผนพัฒนาอาชีพได้ดี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก