PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

CK Cheong กับวิธีปรับตัวของธุรกิจในโลกที่ลูกค้าเป็น AI – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน SUMMIT 2026

ลองนึกภาพวันที่คุณตื่นมาแล้วพบว่ายอดขายวันนี้มาจาก AI Agent ไม่ใช่คน AI Agent เป็นตัวแทนที่ค้นหาสินค้า เปรียบเทียบราคา และกดจ่ายเงินแทนลูกค้าทั้งหมด ฟังดูเหมือนอนาคตอีกไกล แต่จริง ๆ แล้วมันเกิดขึ้นแล้วในบางประเทศ CK Cheong ซีอีโอของ Fastwork บนเวทีงาน ลงทุนแมน SUMMIT 2026 ในเซสชัน What’s Next for The Business Trend วิเคราะห์เทรนด์ธุรกิจ คิดโมเดลแห่งอนาคต พูดเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า ผู้ซื้อ ผู้ตัดสินใจ และผู้จ่ายเงินหลักในอนาคตจะไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่เป็น AI Agent บทความนี้สรุปเนื้อหาสำคัญจากเวทีนั้น พร้อมวิธีปรับตัวที่ธุรกิจไทยนำไปใช้ได้ทันที CK Cheong ซีอีโอ Fastwork กับมุมมอง AI Agent บนเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 CK Cheong เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Fastwork แพลตฟอร์มจ้างงานฟรีแลนซ์ที่เริ่มต้นในไทยแล้วขยายไปหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาเป็นหนึ่งใน speaker ที่ได้รับเชิญขึ้นเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 งานสัมมนาด้านธุรกิจและการลงทุนที่รวมผู้นำจากหลากหลายอุตสาหกรรม หัวข้อที่ CK เลือกพูดไม่ใช่เรื่องการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยงาน แต่เป็นมุมที่ใหม่กว่านั้นมาก นั่นคือ AI Agent กำลังกลายเป็นลูกค้าตัวจริงของธุรกิจ และแบรนด์ที่ไม่เตรียมพร้อมจะถูกข้ามไปอย่างเงียบ ๆ AI Agent คืออะไร – ทำความเข้าใจตัวแทน AI ที่ทำงานแทนคน AI Agent คือโปรแกรม AI ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้แบบครบวงจร ตั้งแต่รับคำสั่ง วางแผน ตัดสินใจ ไปจนถึงลงมือทำ โดยไม่ต้องรอให้คนมากดปุ่มทุกขั้นตอน สิ่งที่ทำให้ AI Agent ต่างจาก Chatbot ทั่วไปคือความสามารถในการลงมือทำได้จริง Chatbot ตอบคำถามได้ แต่ AI Agent เชื่อมต่อกับระบบชำระเงิน ระบบสต็อกสินค้า หรือแม้แต่ควบคุมคอมพิวเตอร์เพื่อทำธุรกรรมให้เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง AI Agent มีอะไรบ้าง – ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้ CK ยกตัวอย่างบนเวทีหลายตัวที่น่าสนใจ ตัวอย่างเหล่านี้ไม่ใช่ concept อีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ผู้ใช้จริงเริ่มทดลองแล้ววันนี้ Agentic AI กับ AI Agent ต่างกันตรงไหน หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ลองคิดแบบง่าย ๆ ว่า Agentic AI คือแนวคิดที่ให้ AI ทำงานแบบอิสระ ตัดสินใจเอง วางแผนเอง ส่วน AI Agent คือตัวโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาตามแนวคิดนั้น พูดง่าย ๆ คือ Agentic AI เป็นปรัชญา ส่วน AI Agent คือคนที่ลงมือทำตามปรัชญานั้น ในทางปฏิบัติทั้งสองคำมักถูกใช้แทนกันได้ แต่ถ้าต้องการความชัดเจน ให้จำว่า Agent เน้นที่ตัวโปรแกรม ส่วน Agentic เน้นที่คุณสมบัติของการทำงาน เมื่อ AI Agent กลายเป็นลูกค้า – จาก Search Engine สู่ Full Automation CK อธิบายวิวัฒนาการพฤติกรรมผู้บริโภคไว้ 3 ขั้นที่ชัดเจนมาก ขั้นที่ 1 ยุค Search Engine – มนุษย์ค้นหาข้อมูลเองผ่าน Google, TikTok, Lazada หรือ Shopee เปรียบเทียบเอง ตัดสินใจเอง แล้วกดซื้อเอง ขั้นที่ 2 ยุค AI Agent – AI สืบค้นข้อมูลแทน คัดสรรตัวเลือก ดึงรีวิวและ rating มาเปรียบเทียบ แล้วแนะนำตัวเลือกที่ดีที่สุดให้มนุษย์ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ขั้นที่ 3 ยุค Full Automation – AI ทำทุกอย่างแทน ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบ ตัดสินใจ สั่งซื้อ จ่ายเงิน จนถึงเติมสต็อกให้อัตโนมัติ โดยไม่ผ่านแอปหรือหน้าจอใด ๆ เลย กรณี Meta Muse ที่ CK ยกมาเป็นตัวอย่างของขั้นที่ 3 ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ผู้ใช้ไม่ได้เปิดแอปช็อปปิ้ง ไม่ได้เปรียบเทียบราคา แค่บอก AI ว่าผ้าอ้อมหมด แล้วของก็มาถึงบ้าน ผู้ซื้อตัวจริงในกรณีนี้คือ AI Agent ไม่ใช่มนุษย์ ธุรกิจที่ไม่มีตัวตนในสายตา AI Agent จะหายไปจากระบบเศรษฐกิจ CK เตือนไว้ชัดว่า ธุรกิจที่ไม่นำข้อมูล ผลงาน รีวิว และ rating ขึ้นสู่ระบบออนไลน์ในรูปแบบที่ AI Agent ดึงไปประมวลผลได้ ธุรกิจนั้นจะกลายเป็นธุรกิจที่ไม่มีตัวตน เมื่อ AI Agent ค้นหาร้านอาหาร ช่างซ่อม หรือสำนักงานบัญชีให้ลูกค้า มันจะดึงข้อมูลจากแหล่งออนไลน์ที่มีโครงสร้างชัดเจน ถ้าธุรกิจของคุณไม่มีข้อมูลเหล่านี้ AI Agent ก็ไม่มีทางแนะนำคุณได้ ธุรกิจของคุณจะถูกข้ามไปโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว การอวสานของ App – CK มองอนาคตที่เหลือแค่ AI Interface เดียว อีกประเด็นที่ CK พูดถึงบนเวทีคือ อนาคตที่ธุรกิจไม่ต้องสร้างแอปหรือหน้าจอซับซ้อนอีกต่อไป เพราะ AI จะกลายเป็น interface เดียวที่เชื่อมต่อทุกระบบหลังบ้าน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Salesforce Agentforce ที่ใช้ AI จาก Anthropic เป็นตัวกลาง พนักงานขายแค่พิมพ์หรือพูดว่าต้องการข้อมูลลูกค้ารายไหน ระบบก็ดึงข้อมูลจาก CRM มาให้ทันที ไม่ต้องเปิดหน้าจอหลายจอ ไม่ต้องจำวิธี filter ข้อมูล สำหรับ SME ไทย สิ่งที่ต้องคิดคือ ระบบหลังบ้านของธุรกิจพร้อมเชื่อมต่อกับ AI หรือยัง ถ้าข้อมูลยังอยู่ในกระดาษหรือ Excel ที่ไม่มี API เชื่อมต่อ ธุรกิจก็จะถูกตัดออกจากระบบนิเวศใหม่นี้ แบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไร – Executive Action Checklist จาก CK Cheong CK ไม่ได้แค่ชี้ปัญหา แต่ให้ checklist สำหรับผู้บริหารไว้ด้วย สรุปเป็นแนวทางที่ SME นำไปใช้ได้ทันที Audit Digital Presence – ทำให้ธุรกิจมีตัวตนในสายตา AI ก่อนจะคิดเรื่องอื่น ต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้า AI Agent ค้นหาธุรกิจแบบเดียวกับคุณ มันจะเจอคุณไหม ข้อมูลสินค้า ราคา รีวิว และ rating ของคุณอยู่ในรูปแบบที่ AI ดึงไปใช้ได้หรือเปล่า ถ้าคำตอบคือยังไม่แน่ใจ ให้เริ่มจากการทำให้ข้อมูลธุรกิจอยู่บนแพลตฟอร์มที่มีโครงสร้าง เช่น Google Business Profile ที่มีข้อมูลครบถ้วน เว็บไซต์ที่มี structured data หรือฐานข้อมูลสินค้าที่มี API ให้ระบบภายนอกเชื่อมต่อได้ เตรียมระบบหลังบ้านให้ AI Agent เชื่อมต่อได้ ระบบ CRM ระบบชำระเงิน และระบบบัญชี ทั้งหมดต้องพร้อมเชื่อมต่อกับ AI Agent ได้ เพราะเมื่อ AI Agent กลายเป็นลูกค้า มันจะทำธุรกรรมผ่าน API ไม่ใช่ผ่านหน้าเว็บแบบที่มนุษย์ใช้ SME ที่ยังใช้ระบบแยกส่วนหรือบันทึกข้อมูลด้วยมือ ควรเริ่มย้ายมาใช้ระบบ Cloud ที่รองรับการเชื่อมต่อ เพราะนี่คือ infrastructure พื้นฐานของยุคที่ AI เป็นลูกค้า AI Agent กับการทำบัญชีและการเงินของ SME CK ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับวงการบัญชี เขาเล่าว่าก่อนปี 2000 การกระทบยอดบัญชีธนาคาร (Bank Reconciliation) ต้องใช้คนทั้งตึกนั่งคิดดอกเบี้ยและเทียบยอดด้วยมือ พอ Excel เข้ามา คนทั้งตึกนั้นก็หายไป แต่ไม่ได้หมายความว่าคนตกงาน หลายคน reskill ตัวเองเป็น Financial Analyst ที่ใช้ Excel วิเคราะห์ข้อมูลแทน ในยุค AI Agent สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ AI จะทำ auto reconciliation ออก invoice อัตโนมัติ และจัดการงานบัญชีพื้นฐานได้ด้วยตัวเอง นักบัญชีที่ปรับตัวได้จะกลายเป็น AI Systems Auditor ที่ตรวจสอบความถูกต้องของระบบ AI แทน สิ่งที่ธุรกิจต้องเตรียมคือระบบบัญชีที่อยู่บน Cloud และพร้อมเชื่อมต่อกับ AI Agent ได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อ AI Agent เริ่มจัดการธุรกรรมให้ลูกค้า ระบบบัญชีต้องรับข้อมูลได้แบบ real-time ไม่ใช่รอคนมากรอกด้วยมือ สรุป – เมื่อลูกค้าไม่ใช่คน ธุรกิจที่พร้อมเชื่อมต่อจะไปต่อได้ insight จาก CK Cheong บนเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 ทำให้เห็นชัดว่า AI Agent ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยงาน แต่กำลังกลายเป็นลูกค้าตัวจริง ธุรกิจที่เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้จะได้เปรียบ ส่วนธุรกิจที่ยังไม่มีตัวตนในโลกดิจิทัลจะค่อย ๆ หายไปจากระบบเศรษฐกิจ CK ทิ้งคำถามไว้บนเวทีว่า องค์กรของคุณกำลังทำสิ่งเดิมแล้วหวังผลลัพธ์ใหม่ หรือกำลังกล้าที่จะทอยลูกเต๋าลูกใหม่ พร้อมปรับธุรกิจให้รับยุค AI Agent ด้วยระบบบัญชีที่เชื่อมต่อได้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยให้ธุรกิจจัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บนระบบ Cloud ที่พร้อมเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึง AI Agent ในอนาคต ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AI Agent AI Agent ใช้งานยังไง AI Agent ทำงานโดยรับคำสั่งจากผู้ใช้ผ่านข้อความหรือเสียง จากนั้นมันจะวางแผนและลงมือทำให้เสร็จโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น บอกให้จองตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุดไปเชียงใหม่สัปดาห์หน้า AI Agent จะค้นหา เปรียบเทียบ และจองให้โดยที่คุณไม่ต้องเปิดเว็บไซต์สายการบินเอง AI Agent จะมาแทนที่คนทำงานไหม CK อธิบายว่าไม่ใช่การแทนที่ แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาท เช่น พนักงาน Customer Service อาจเปลี่ยนเป็น AI Agent Trainer ที่สอนให้ AI ตอบลูกค้าได้ถูกต้อง สิ่งสำคัญคือการเป็น Problem Solver ที่มุ่งแก้ปัญหาให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่ Organizer ที่ทำงานตามขั้นตอนเดิมซ้ำ ๆ ธุรกิจขนาดเล็กต้องเตรียมตัวอย่างไรสำหรับยุค AI Agent เริ่มจาก 3 อย่างที่ทำได้ทันที หนึ่งคือทำให้ข้อมูลธุรกิจอยู่บนออนไลน์ในรูปแบบที่ AI อ่านได้ สองคือย้ายระบบหลังบ้านขึ้น Cloud เพื่อรองรับการเชื่อมต่อ API ในอนาคต สามคือเริ่มใช้ AI ในงานประจำวันเพื่อให้ทีมคุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับ AI ก่อนที่ AI Agent จะกลายเป็นลูกค้าจริง ๆ Meet Proxy คืออะไร ทำไม CK บอกว่าเป็นภัยเงียบขององค์กร Meet Proxy คือพฤติกรรมที่ผู้ส่งคัดลอกข้อความยาว ๆ จาก AI ส่งให้อีกฝ่าย แล้วผู้รับก็คัดลอกข้อความนั้นกลับเข้า AI ให้สรุปให้อีกที ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ทำความเข้าใจเนื้อหาจริงเลย CK เตือนว่าพฤติกรรมนี้สร้างต้นทุนแฝงมหาศาลให้องค์กร เพราะดูเหมือนทำงานแต่ไม่มีใครคิดจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

สร้างแผนการตลาดแบบ Dr.PONG – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน SUMMIT 2026

การสร้างแบรนด์ที่คนจดจำไม่จำเป็นต้องใช้งบมหาศาล แต่ต้องเข้าใจว่าลูกค้ามองเราอย่างไร และเราอยากให้เขาจำเราในแบบไหน คุณพงศ์ (นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์) CEO และผู้ก่อตั้ง Dr.PONG แบรนด์สกินแคร์ที่เติบโตจากออนไลน์จนกลายเป็นชื่อที่คนไทยรู้จักทั่วประเทศ ขึ้นเวทีงาน ลงทุนแมน SUMMIT 2026 ในเซสชัน The Scaling Up Playbook ขยายธุรกิจใหญ่ ทำอย่างไรให้แบรนด์โต พร้อมถ่ายทอดบทเรียนที่ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้ได้ทันที มาดูกันว่าคุณพงศ์พูดอะไรบ้างบนเวทีนี้ รู้จัก Dr.PONG – จากคลินิกหมอพงศ์สู่แบรนด์สกินแคร์ระดับส่งออก จุดเริ่มต้น คลินิกความงามสู่สกินแคร์ออนไลน์ คุณพงศ์เริ่มต้นจากคลินิกความงามเล็ก ๆ ก่อนขยายสู่สกินแคร์ ในยุคนั้นแบรนด์ที่ขายผ่าน Modern Trade อย่างห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อต้องถูกหักส่วนแบ่ง (GP – Gross Profit) สูงถึง 40% จากราคาขาย หมายความว่าจากสินค้าราคา 100 บาท แบรนด์ได้กลับมาแค่ 60 บาท Dr.PONG มองเห็นช่องว่างตรงนี้ จึงเลือกขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่ต้องเสียส่วนแบ่งให้ห้าง แล้วนำเงินส่วนต่าง 40% นั้นกลับไปใส่ในคุณภาพผลิตภัณฑ์แทน ผลลัพธ์คือสินค้าประสิทธิภาพสูงในราคาที่คุ้มค่ากว่าคู่แข่ง นี่คือตัวอย่างของ Channel Disruption ที่ SME สามารถเรียนรู้ได้ เลือกช่องทางที่ได้เปรียบแล้วเอางบที่เหลือไปสร้างคุณภาพ ไม่ใช่จ่ายค่าชั้นวาง ปัจจุบัน Dr.PONG ไม่ได้หยุดแค่การขาย แต่ร่วมวิจัยเทคโนโลยี Nano Liposome กับ NanoTEC และจัดตั้ง Dr. Pong SRL เพื่อผลิตวัตถุดิบเอง ลดการนำเข้า และต่อยอดเป็นธุรกิจ B2B ส่งออกไปถึงเกาหลีใต้ การสร้างแบรนด์คืออะไร ทำไม SME ยุคนี้ต้องใส่ใจ การสร้างแบรนด์ (Branding) คือการสร้างตัวตนให้ธุรกิจ ตั้งแต่ชื่อ โลโก้ ภาพลักษณ์ ไปจนถึงความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อสินค้าและบริการ เป้าหมายคือทำให้ลูกค้า นึกถึงเราก่อน เมื่อต้องการสินค้าในหมวดนั้น สำหรับ SME ที่งบจำกัด การสร้างแบรนด์ยิ่งสำคัญ เพราะแบรนด์ที่ชัดเจนช่วยลดต้นทุนการตลาดระยะยาว ลูกค้าที่จำแบรนด์ได้จะกลับมาซื้อซ้ำโดยไม่ต้องยิงโฆษณาทุกครั้ง Branding กับ Marketing ต่างกันตรงไหน Branding คือเรื่องของการบอกว่าเราเป็นใคร ส่วน Marketing คือวิธีที่เราสื่อสารตัวตนนั้นออกไป ถ้าแบรนด์ยังไม่ชัด การทำการตลาดจะสื่อสารไม่ตรงจุด เหมือนพูดกับคนฟังโดยไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดเรื่องอะไร Dr.PONG เป็นตัวอย่างที่ดี แบรนด์ชัดตั้งแต่แรกว่าต้องเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาคุ้มค่า ทุกแคมเปญจึงสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ไม่กระจัดกระจาย 5 บทเรียนสร้างแบรนด์ให้คนจำ จากเวที Scaling Up Playbook 1. ทำของดีที่สุดก่อน แล้วค่อยตั้งราคา คุณพงศ์บอกบนเวทีว่า Dr.PONG ไม่ได้เริ่มจากการตั้งราคาแล้วหาวัตถุดิบให้พอดีต้นทุน แต่เริ่มจากการทำสินค้าที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อน แล้วค่อยหาวิธีตั้งราคาที่เหมาะสม แนวคิดนี้ต่างจาก SME หลายรายที่ตั้งงบก่อนแล้วจำกัดคุณภาพตาม ผลลัพธ์คือสินค้าที่ไม่โดดเด่นพอจะแข่งในตลาดที่มีแบรนด์กว่า 10,000 รายในตลาดสกินแคร์ไทยมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท (ตัวเลขจากคุณพงศ์บนเวที) 2. ยอดขายคือครูที่ดีที่สุด – ทำการตลาดแบบเข้าใจง่าย คุณพงศ์เล่าว่า Dr.PONG เคยลง Billboard ขนาดใหญ่โดยใส่รูปคิมซอนโฮ (Kim Seon-ho) นักแสดงเกาหลีชื่อดังในฐานะพรีเซ็นเตอร์ พร้อมชื่อแบรนด์ชัดเจน แต่ผลสำรวจพบว่าผู้บริโภค 30-40% ยังคิดว่า Dr.PONG เป็นแบรนด์เกาหลี บทเรียนนี้สอนว่าผู้บริโภคมีเวลาจำกัด มองเห็นแค่สิ่งที่ตนคิด การสื่อสารแบรนด์ต้องเข้าใจได้ภายใน 3-5 วินาที ไม่ต้องท่ายาก ไม่ต้องซับซ้อน ยอดขายจะบอกเองว่าวิธีไหนได้ผล 3. Common Sense Branding – ลูกค้าเรียกป๋องก็ไม่เป็นไร ลูกค้าหลายคนเรียก Dr.PONG ว่า ป๋อง ซึ่งผิดจากชื่อจริง แทนที่จะแก้ไขทุกครั้ง คุณพงศ์เลือกปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะมองว่าความสนิทสนมสำคัญกว่าความถูกต้องตามทฤษฎี แนวคิดนี้เรียกว่า Common Sense Branding ไม่ยึดตำราตายตัว แต่ฟังลูกค้าก่อนว่าเขาสะดวกแบบไหน แบรนด์ที่เข้าถึงง่ายจะถูกจดจำง่ายกว่าแบรนด์ที่พยายามควบคุมทุกอย่าง 4. จัดการความคาดหวังลูกค้า – สินค้ากลิ่นไม่หอม แต่ได้ผลจริง Dr.PONG มีเซรั่มวิตามินซีผสมกลูต้าไธโอนที่ได้ผลดีมาก แต่มีกลิ่นคล้ายไข่เน่าเพราะสารออกฤทธิ์ แทนที่จะเปลี่ยนสูตรจนประสิทธิภาพลดลง Dr.PONG เลือกแจ้งลูกค้าล่วงหน้าว่ากลิ่นเป็นอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกประสิทธิภาพก่อนความหอม ผลลัพธ์คือลูกค้าที่ซื้อแล้วพอใจ เพราะรู้ล่วงหน้าและยอมรับ trade-off ได้ การจัดการความคาดหวังตั้งแต่ก่อนขายช่วยลดปัญหา complaint และสร้างความไว้ใจระยะยาว 5. ให้อำนาจทีมแก้ปัญหาทันที Dr.PONG มีสเปรย์ที่ใส่สารระงับกลิ่นกายความเข้มข้นสูง ทำให้บางครั้งหัวสเปรย์อุดตัน เมื่อลูกค้าแจ้งปัญหา ทีมไม่ต้องขอหลักฐานหรือรอยืนยัน แต่ส่งสินค้าชิ้นใหม่ให้ทันที แนวทางนี้เรียกว่า Zero-friction Claim ลดขั้นตอนให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ใส่ใจจริง ไม่ใช่แค่พูด ต้นทุนที่เสียไปจากการเปลี่ยนสินค้าน้อยกว่าต้นทุนการเสียลูกค้าไปตลอดชีวิต ขั้นตอนสร้างแบรนด์สำหรับ SME – ถอดจากแนวคิด Dr.PONG Step 1 กำหนด Positioning ที่ชัดเจน ก่อนทำอย่างอื่น ต้องตอบให้ได้ว่าสินค้าหรือบริการของเราต่างจากคู่แข่งตรงไหน Dr.PONG ตอบได้ชัดว่าต้องเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาที่ SME เข้าถึงได้ ถ้ายังตอบไม่ได้ ให้เริ่มจากจุดนี้ก่อนลงเงินทำการตลาด Step 2 เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ ไม่จำเป็นต้องอยู่ทุกช่องทาง เลือกช่องทางที่ต้นทุนต่ำและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรง Dr.PONG เริ่มจากออนไลน์เพราะไม่ต้องเสียส่วนแบ่งให้ห้าง แล้วเอาเงินที่ประหยัดได้ไปลงทุนกับคุณภาพสินค้าแทน SME สามารถใช้แนวคิดเดียวกันได้ เลือกช่องทาง 1-2 ช่องทางที่ถนัดแล้วทำให้ดี ดีกว่ากระจายไปทุกที่แต่ทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ Step 3 สร้าง Brand DNA ที่คนจดจำ Brand DNA คือสิ่งที่ทำให้คนนึกถึงแบรนด์ทันทีเมื่อเห็นหรือได้ยิน Dr.PONG สร้างภาพลักษณ์ของหมอที่เข้าถึงง่าย ไม่ถือตัว พร้อมรับฟังลูกค้า แม้ลูกค้าจะเรียกชื่อผิดก็ไม่เป็นไร สำหรับ SME ลองถามตัวเองว่าถ้าลูกค้าจะเล่าให้เพื่อนฟังเรื่องแบรนด์เรา เขาจะพูดว่าอะไร คำตอบนั้นคือ Brand DNA Step 4 ทดลองตลาดจริง วัดผลด้วยยอดขาย แผนการตลาดที่สวยบนกระดาษไม่มีความหมายถ้ายอดขายไม่ขยับ คุณพงศ์เน้นย้ำว่ายอดขายคือครูที่ดีที่สุด ทดลองทำจริง ดูตัวเลขจริง แล้วปรับตามผลลัพธ์ ไม่ต้องรอแผนสมบูรณ์แบบ Step 5 วางระบบหลังบ้านรองรับการเติบโต เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโต ปัญหาที่ตามมาคือระบบหลังบ้านตามไม่ทัน ทั้งเรื่องบัญชี การเงิน สต็อกสินค้า และภาษี ถ้าระบบไม่พร้อม การเติบโตจะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นโอกาส ผู้ประกอบการที่เตรียมระบบบัญชีและการเงินให้เป็นระบบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะตัดสินใจได้เร็วขึ้น เพราะเห็นตัวเลขจริงว่ากำไรเท่าไหร่ ต้นทุนตรงไหนลดได้ และช่องทางไหนคุ้มค่าที่สุด ยุคทองของผู้ประกอบการรายเล็ก คุณพงศ์ปิดท้ายเวทีด้วยข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจว่ายุคนี้คนตัวเล็กมีโอกาสสูงสุด ตั้งเป้าหมายในใจให้ชัด เส้นทางจะตามมาเอง ตลาดสกินแคร์ไทยมูลค่า 200,000 ล้านบาท แบ่งให้แบรนด์กว่า 10,000 ราย เฉลี่ยแล้วแบรนด์ละ 20 ล้านบาท ตัวเลขนี้บอกว่าแม้จะเริ่มเล็ก ก็มีพื้นที่ให้เติบโต ถ้ามีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและสินค้าที่ดีจริง ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายขึ้น ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ได้ ถ้ารู้จักใช้ข้อได้เปรียบของตัวเอง ทั้งความคล่องตัว ความใกล้ชิดลูกค้า และการจัดการธุรกิจที่เป็นระบบ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ สิ่งที่ต้องเริ่มก่อนเมื่อจะสร้างแบรนด์ เริ่มจากกำหนด Positioning ให้ชัดเจนว่าสินค้าหรือบริการต่างจากคู่แข่งตรงไหน และตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มไหน ก่อนลงเงินออกแบบโลโก้หรือทำโฆษณา ต้องตอบคำถามพื้นฐานเหล่านี้ให้ได้ก่อน เหมือน Dr.PONG ที่ชัดตั้งแต่แรกว่าเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาคุ้มค่า ขั้นตอนการสร้างแบรนด์มีอะไรบ้าง ขั้นตอนหลักมี 5 ข้อ ได้แก่ กำหนด Positioning, เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ, สร้าง Brand DNA ที่คนจดจำ, ทดลองตลาดจริงและวัดผลด้วยยอดขาย, สุดท้ายคือวางระบบหลังบ้านรองรับการเติบโต ทุกขั้นตอนไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกัน เริ่มจาก Positioning แล้วค่อยขยายทีละขั้น SME งบน้อยสร้างแบรนด์ได้ไหม ได้ Dr.PONG เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เริ่มจากการเลือกช่องทางออนไลน์ที่ต้นทุนต่ำ แล้วเอางบที่ประหยัดได้ไปใส่ในคุณภาพสินค้า ไม่ต้องลงโฆษณาแพงตั้งแต่แรก เริ่มจากสินค้าดี ลูกค้าจะบอกต่อเอง การสร้างแบรนด์ต่างจากการทำการตลาดอย่างไร Branding คือการกำหนดตัวตนว่าเราเป็นใคร ส่วน Marketing คือการสื่อสารตัวตนนั้นออกไป ทั้งสองต้องทำควบคู่กัน แต่ต้องเริ่มจาก Branding ก่อน ไม่เช่นนั้นการตลาดจะสื่อสารไม่ตรงจุดและเปลืองงบ สรุป – สร้างแบรนด์ให้คนจำ เริ่มจากสิ่งที่เรียบง่ายแต่ทำจริง บทเรียนจากคุณพงศ์แห่ง Dr.PONG บนเวที Scaling Up Playbook ในงานลงทุนแมน Summit ชี้ให้เห็นว่าการสร้างแบรนด์ที่คนจดจำไม่ได้ต้องใช้เงินมาก แต่ต้องใช้ความเข้าใจลูกค้า ทำสินค้าดี สื่อสารเรียบง่าย จัดการความคาดหวัง และให้อำนาจทีมแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ทำให้ Dr.PONG ต่างจากแบรนด์อื่น ไม่ใช่งบการตลาดที่มากกว่า แต่เป็นการตัดสินใจที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ เอางบไปใส่คุณภาพ และฟังลูกค้ามากกว่าฟังทฤษฎี เริ่มต้นสร้างธุรกิจอย่างเป็นระบบกับ PEAK เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโต ระบบหลังบ้านที่ดีจะช่วยให้คุณโฟกัสกับการสร้างแบรนด์ได้เต็มที่ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วย SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

เบื้องหลังไลฟ์ 100 ล้านบาท LA GLACE ใช้ DATA ช่วยทำธุรกิจได้อย่างไร – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน SUMMIT 2026

เคยสงสัยไหมว่าแบรนด์ที่ทำยอดขาย 100 ล้านบาทจากการไลฟ์ขายของ ใช้อะไรมากกว่าแค่พรีเซนเตอร์ดังและโปรโมชันลดราคา คำตอบคือ Data Driven หรือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล ที่ LA GLACE นำมาใช้ตั้งแต่วิเคราะห์ตลาด วางแผนการเงิน ไปจนถึงออกแบบคอนเทนต์ให้คนดูจนจบ บนเวทีงาน ลงทุนแมน SUMMIT 2026 ในเซสชัน Attention Marketing การตลาดชิงความสนใจ ทำแบบไหน ในยุคนี้ ทีม LA GLACE ได้แชร์เบื้องหลังแคมเปญที่เริ่มต้นจากไม่มีสต็อกสินค้าและไม่มีเงินทุน แต่ใช้ data วิเคราะห์โอกาสจนสร้างยอดขายทะลุเป้าหมาย บทความนี้สรุปกลยุทธ์ทั้งหมดพร้อมตัวเลขจริง และสูตรคำนวณที่เจ้าของธุรกิจ SME นำไปใช้ได้ทันที เบื้องหลังไลฟ์ 100 ล้านบาทของ LA GLACE – จากศูนย์สู่ยอดขาย 100 ล้าน แคมเปญนี้ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนก้อนใหญ่หรือสต็อกสินค้าพร้อมขาย แต่เริ่มจาก data ล้วน ทีม LA GLACE ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ตลาดอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงมือ ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 สเต็ปหลัก สเต็ป 1 วิเคราะห์ตลาดด้วย Data ไม่ใช่ความรู้สึก ก่อนจะตัดสินใจทำแคมเปญ ทีม LA GLACE ศึกษาตลาด Toner Pad ซึ่งมีมูลค่ารวม 2,400 ล้านบาท เฉพาะช่องทางออนไลน์มีมูลค่า 720 ล้านบาท สิ่งที่น่าสนใจคือ LA GLACE ครอง Engagement Share ใน keyword Toner Pad สูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นศักยภาพยอดขายเฉลี่ย 60 ล้านบาทต่อเดือน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่มาจากการวิเคราะห์ข้อมูล engagement จริงบนแพลตฟอร์ม (ข้อมูลจาก LA GLACE ในงานลงทุนแมน Summit 2026) สเต็ป 2 คำนวณย้อนกลับจากเป้า 100 ล้าน สู่ตาราง Traffic เมื่อตั้งเป้าหมายยอดขาย 100 ล้านบาท ทีมงานใช้สูตร Revenue = Traffic x Conversion Rate x AOV คำนวณย้อนกลับ (Working Backward) จากเป้า Revenue ไปหาปริมาณ Traffic ที่ต้องสร้าง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 280,000 ออเดอร์ จากนั้นจึงแปลงเป็นตาราง Traffic และ Engagement ที่ต้องสร้างในแต่ละช่องทาง วิธีนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่าต้องลงทุนเท่าไร ในช่องทางไหน และคาดหวังผลลัพธ์ได้แม่นยำ ไม่ใช่การตั้งเป้าแล้วลุ้นว่าจะถึงหรือไม่ สเต็ป 3 ใช้ Data เจรจา Credit Terms ได้สินค้าโดยไม่ต้องลงทุน นี่คือจุดที่ data driven เปลี่ยนเกมจริง เมื่อ LA GLACE มีตัวเลข demand ที่พิสูจน์ได้ ทีมงานนำข้อมูลเหล่านี้ไปเจรจากับโรงงานผู้ผลิตเพื่อขอ Credit Terms ผลคือได้สินค้ามาจำหน่ายก่อนโดยไม่ต้องใช้วงเงินของตัวเอง สำหรับ SME ที่ไม่มีเงินทุนหนา นี่คือบทเรียนสำคัญ ถ้าคุณมีข้อมูลที่แสดง demand ชัดเจน ข้อมูลนั้นสามารถใช้แทนเงินสดในการเจรจาต่อรองได้ สเต็ป 4 Neuro-Marketing ออกแบบคอนเทนต์ด้วยวิทยาศาสตร์สมอง LA GLACE ไม่ได้แค่สร้างคอนเทนต์สวย แต่ออกแบบวิดีโอโดยอิงหลัก Neuro-Marketing ที่กระตุ้นฮอร์โมนในสมอง 3 ตัว สเต็ป 5 เปลี่ยนอัลกอริทึมจากศัตรูเป็นนายหน้า อีกหนึ่ง insight สำคัญจากงาน Summit คือวิธีคิดเรื่องอัลกอริทึม LA GLACE มองว่าแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อการมองเห็น แต่สามารถเปลี่ยนให้เป็นนายหน้า (Broker) ที่ช่วยส่งคอนเทนต์ไปหากลุ่มเป้าหมายให้ฟรี หลักการคือ ถ้าแบรนด์ทำโฆษณาขายของตรงๆ แบบ Hard-sell คนจะกดข้าม แพลตฟอร์มจะมองแบรนด์เป็นแค่ลูกค้าที่ต้องจ่ายเงิน แต่ถ้าแบรนด์สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าจนคนดูจบ แพลตฟอร์มจะมองแบรนด์เป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยดึงคนให้อยู่ในระบบ อัลกอริทึมก็จะช่วยกระจายคอนเทนต์ให้เองโดยอัตโนมัติ สเต็ป 6 Omnichannel เมื่อออนไลน์ไม่พอ ต้องเติม OOH เมื่อ Traffic จากทีมงานและ Influencer บนโลกออนไลน์ไม่เพียงพอต่อเป้าหมาย LA GLACE จึงกระจายงบไปยังสื่อ Out-of-Home (OOH) เพื่อดึงคนกลุ่มใหม่ที่สื่อดิจิทัลเข้าไม่ถึง นอกจากนี้ยังนำภาพแคมเปญ OOH ที่มีพรีเซนเตอร์อย่างต้าวอู๋และ Offroad มาตัดต่อใหม่ ใส่จังหวะเพลงและเสียงเพื่อกระตุ้นระบบประสาท แล้วโพสต์ลง TikTok สร้าง Engagement รวมกันได้มากกว่า 400,000 Engagement ทำให้แคมเปญทะลุเป้าหมาย 100 ล้านบาท (ข้อมูลจาก LA GLACE และ Plan B Media ในงานลงทุนแมน Summit 2026) Data Driven คืออะไร Data Driven คือแนวทางการตัดสินใจทางธุรกิจที่อาศัยข้อมูลจริงเป็นตัวนำ ไม่ใช่ความรู้สึกหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาด วางแผนการเงิน ออกแบบสินค้า ไปจนถึงการตัดสินใจลงทุนในช่องทางต่าง ๆ จากกรณีของ LA GLACE จะเห็นว่า Data Driven ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีราคาแพงหรือทีม Data Scientist ขนาดใหญ่ แต่คือการเริ่มจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น ยอดขาย Engagement Share และ Conversion Rate แล้วนำมาตัดสินใจอย่างเป็นระบบ Data Driven ต่างจากการตัดสินใจแบบเดาอย่างไร ธุรกิจที่ตัดสินใจแบบเดา จะตั้งเป้าหมายคลุมเครือ เช่น อยากขายดีขึ้น แล้วลงมือทำทันทีโดยหวังว่าจะได้ผล ธุรกิจที่ใช้ Data Driven จะเริ่มจากตัวเลข เช่น ตลาดมีมูลค่า 2,400 ล้านบาท เราครอง Engagement 85 เปอร์เซ็นต์ ศักยภาพรายได้ 60 ล้านต่อเดือน จากนั้นจึงตั้งเป้าที่ชัดเจน คำนวณย้อนกลับว่าต้องทำอะไรบ้าง แล้วค่อยลงมือ แม้แต่ข้อมูลพื้นฐานอย่างรายรับรายจ่ายที่บันทึกอยู่แล้ว ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ Data Driven ได้ ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ LA GLACE สามารถเจรจา Credit Terms กับโรงงานได้สำเร็จ เพราะมีตัวเลขพิสูจน์ demand จริง ไม่ใช่แค่บอกว่า ขายได้แน่นอน ทำไม Data Driven ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจยุคนี้ ในยุคที่ผู้บริโภคมีสมาธิสั้นลงและสไลด์ฟีดอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจทางธุรกิจโดยไม่มีข้อมูลรองรับก็เหมือนขับรถโดยไม่ดูแผนที่ ตลาด Live Commerce เติบโตอย่างรวดเร็ว แบรนด์ที่มีข้อมูลจะมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น เช่น LA GLACE ที่เห็นว่าตัวเองครอง Engagement Share 85 เปอร์เซ็นต์ของ keyword Toner Pad จึงรู้ว่ามีโอกาสทำยอดขายได้สูง ขณะที่แบรนด์อื่นที่ไม่มีข้อมูลอาจมองข้ามโอกาสเดียวกันนี้ไป นอกจากนี้ data ยังช่วยลดความเสี่ยง เพราะทุกการตัดสินใจมีตัวเลขรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบโฆษณา การเลือกช่องทางขาย หรือการเจรจากับพาร์ทเนอร์ Data Driven Marketing คืออะไร บทเรียนจาก LA GLACE Data Driven Marketing คือการทำการตลาดที่ใช้ข้อมูลเป็นตัวกำหนดทิศทาง ตั้งแต่เลือกกลุ่มเป้าหมาย ออกแบบคอนเทนต์ ไปจนถึงเลือกช่องทางและวัดผล LA GLACE เป็นตัวอย่างที่ดีของ Data Driven Marketing เพราะไม่ได้ใช้ data แค่วิเคราะห์ตลาด แต่ใช้ตั้งแต่ออกแบบคอนเทนต์ (Neuro-Marketing 3 ฮอร์โมน) ไปจนถึงจัดสรรงบระหว่างช่องทางออนไลน์กับ OOH เครือข่าย Affiliate Creators กว่า 300,000 ช่องทาง สร้างระบบที่ขยายตัวเอง อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ LA GLACE สร้างเครือข่าย Affiliate Creators ที่ช่วยสร้างคอนเทนต์และติดตะกร้าขายสินค้าให้มากกว่า 300,000 ช่องทาง นี่คือ Data Driven ในอีกมิติหนึ่ง แทนที่แบรนด์จะตะโกนขายของเพียงลำพัง ก็ใช้ข้อมูลสร้างระบบที่มีคนช่วยขายให้โดยอัตโนมัติ ยิ่งมี data บอกว่าคอนเทนต์แบบไหนขายดี Affiliate ก็ยิ่งผลิตคอนเทนต์ที่ตรงจุดมากขึ้น เป็นระบบที่เติบโตด้วยตัวเอง สูตรคำนวณ Data-Driven สำหรับเจ้าของธุรกิจ ใช้ได้เลย สูตรที่ LA GLACE ใช้ในการวางแผนแคมเปญ 100 ล้านบาท เป็นสูตรพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจทุกคนนำไปประยุกต์ได้ Revenue = Traffic x Conversion Rate x AOV (มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์) วิธีใช้คือ เริ่มจากเป้าหมาย Revenue ที่ต้องการ แล้วคำนวณย้อนกลับ ตัวอย่างเช่น ถ้าเป้า 10 ล้านบาท AOV เฉลี่ย 500 บาท Conversion Rate 2 เปอร์เซ็นต์ จะต้องสร้าง Traffic 1,000,000 คน จากนั้นจึงจัดสรรงบไปตามช่องทางที่ให้ Traffic คุณภาพสูงสุด สูตรนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ LA GLACE ทำได้ดีคือการนำตัวเลขจริงมาใส่ในสูตร ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ทำให้แผนมีความน่าเชื่อถือมากพอที่จะใช้เจรจากับโรงงานและพาร์ทเนอร์ได้ วิธีอธิบายให้หุ้นส่วนหรือฝ่ายการเงินเข้าใจว่าทำไมต้องลงทุนกับ Data หลายธุรกิจเจอปัญหาว่าฝ่ายการเงินไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลงทุนกับ data หรือสื่อโฆษณา วิธีที่ดีที่สุดคือใช้สูตรข้างต้นคำนวณให้เห็นเป็นตัวเลข แทนที่จะบอกว่า ต้องทำโฆษณาเพราะจะช่วยเพิ่มยอดขาย ให้บอกว่า ถ้าลงทุนสื่อ OOH 2 ล้านบาท จะได้ Traffic เพิ่ม 500,000 คน คูณ Conversion Rate 2 เปอร์เซ็นต์ คูณ AOV 500 บาท คิดเป็น Revenue เพิ่ม 5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินลงทุน จะเห็นความคุ้มค่าทันที (สูตรและแนวทางจาก Session Attention Marketing งานลงทุนแมน Summit 2026) 5 ขั้นตอนเริ่มต้น Data Driven สำหรับ SME ไทย ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่ถึงจะทำ Data Driven ได้ SME ไทยเริ่มต้นได้จาก 5 ขั้นตอนนี้ สรุป Data ไม่ได้มีแค่ในบริษัทใหญ่ LA GLACE พิสูจน์แล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจาก case study นี้คือ LA GLACE ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนมหาศาลหรือเทคโนโลยีซับซ้อน แต่เริ่มจากข้อมูลที่วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ศึกษาตลาด คำนวณย้อนกลับ เจรจากับโรงงาน ออกแบบคอนเทนต์ด้วย Neuro-Marketing ไปจนถึงขยายช่องทางแบบ Omnichannel ทุกขั้นตอนขับเคลื่อนด้วย data ทั้งหมด นี่คือ Data Driven ในความหมายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ศัพท์เท่ ๆ ในห้องประชุม เริ่มต้น Data Driven Business กับ PEAK จุดเริ่มต้นของ Data Driven ที่ง่ายที่สุดสำหรับ SME คือการมี data ทางการเงินที่ถูกต้องและเห็นได้แบบ real-time PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณเห็นยอดขาย กำไรขาดทุน ต้นทุน และกระแสเงินสดได้ทันที ข้อมูลเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกการตัดสินใจทางธุรกิจมีข้อมูลรองรับ ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Data Driven Data Driven อ่านว่าอะไร แปลว่าอะไร Data Driven อ่านว่า เดต้า ดริฟเว่น แปลว่า ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หมายถึงแนวทางการตัดสินใจทางธุรกิจที่ใช้ข้อมูลจริงเป็นตัวนำ ไม่ใช่ความรู้สึกหรือสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว Data Driven ต่างจาก Data Analytics อย่างไร Data Analytics คือการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วน Data Driven คือวัฒนธรรมองค์กรที่ใช้ผลการวิเคราะห์เป็นตัวตัดสินใจจริง องค์กรอาจทำ Data Analytics แต่ถ้าผู้บริหารยังตัดสินใจตามสัญชาตญาณ ก็ยังไม่ถือว่าเป็น Data Driven SME ที่ไม่มีทีม Data Scientist เริ่มทำ Data Driven ได้อย่างไร เริ่มจาก data ที่มีอยู่แล้ว เช่น ข้อมูลยอดขาย ต้นทุน กำไร จากโปรแกรมบัญชี จากนั้นใช้สูตร Revenue = Traffic x Conversion Rate x AOV คำนวณย้อนกลับจากเป้าหมาย ไม่จำเป็นต้องมีทีมเฉพาะทาง แค่เริ่มจากการใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นระบบ Data Driven Organization คืออะไร Data Driven Organization คือองค์กรที่ทุกระดับตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก ตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุดไปจนถึงพนักงานหน้างาน ไม่ใช่แค่ฝ่าย IT หรือฝ่ายวิเคราะห์เท่านั้นที่ใช้ data แต่ทุกคนในองค์กรเข้าถึงข้อมูลและใช้ข้อมูลในการทำงานประจำวัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

เช่าซื้อ คืออะไร บันทึกบัญชีเช่าซื้ออย่างไรให้ถูกต้อง

บริษัทหลายแห่งผ่อนรถกระบะหรือเครื่องจักรกับไฟแนนซ์ แล้วบันทึกค่างวดทั้งก้อนเป็นค่าใช้จ่ายทุกเดือน ผลคือรถไม่มีอยู่ในงบการเงิน หนี้ที่ยังต้องผ่อนก็ไม่ปรากฏ และกำไรแต่ละปีผิดไปจากความจริง บทความนี้ จะมาอธิบายว่าการเช่าซื้อคืออะไร บันทึกบัญชีเช่าซื้ออย่างไรให้ถูกตั้งแต่วันรับรถจนผ่อนหมด และภาษีที่ต้องรู้ เช่าซื้อ คืออะไร เช่าซื้อ คือ สัญญาที่เจ้าของทรัพย์สินให้ผู้เช่าซื้อนำทรัพย์สินไปใช้ก่อน แล้วผ่อนชำระเป็นงวด เมื่อจ่ายครบตามสัญญา กรรมสิทธิ์จึงโอนเป็นของผู้เช่าซื้อ ระหว่างผ่อน ไฟแนนซ์ยังเป็นเจ้าของตามกฎหมาย สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ทรัพย์สินที่ธุรกิจนิยมผ่อนแบบนี้ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องจักร และอุปกรณ์ราคาสูง เพราะไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในวันเดียว การเช่าซื้อแม้จะยังไม่โอยกรรมสิทธิ์ แต่ในทางบัญชี บริษัทได้ใช้ประโยชน์และรับความเสี่ยงของทรัพย์สินแล้ว จึงต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ตั้งแต่วันรับมอบ เช่าซื้อ ลีสซิ่ง และกู้เงินซื้อ ต่างกันอย่างไร วิธีได้ทรัพย์สิน กรรมสิทธิ์ เช่าซื้อ โอนให้ผู้ผ่อนเมื่อจ่ายงวดสุดท้ายครบ ลีสซิ่ง เป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าผู้เช่าใช้สิทธิซื้อเมื่อครบสัญญา กู้เงินซื้อ เป็นของผู้ซื้อตั้งแต่วันซื้อ ส่วนเงินกู้เป็นหนี้กับธนาคาร ทางบัญชี ทั้งสามแบบมักจบที่การบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินเหมือนกัน ต่างกันที่ชื่อบัญชีหนี้สินและเอกสาร ส่วนลีสซิ่งต้องทดสอบเงื่อนไขก่อน ดูรายละเอียดได้ที่สัญญาเช่าเงินทุนกับสัญญาเช่าดำเนินงาน บัญชีเช่าซื้อ บันทึกเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย บัญชีเช่าซื้อของผู้ผ่อน บันทึกเป็นสินทรัพย์ด้วยราคาเงินสดของทรัพย์สิน และบันทึกยอดที่ต้องผ่อนทั้งหมดเป็นเจ้าหนี้เช่าซื้อ ส่วนต่างระหว่างยอดผ่อนกับราคาเงินสดคือดอกเบี้ย ซึ่งพักไว้เป็นดอกเบี้ยเช่าซื้อรอตัดบัญชี แล้วทยอยรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทุกงวด ค่างวดที่จ่ายไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งก้อน บันทึกผิดที่พบบ่อย บันทึกที่ถูก ค่างวดทุกเดือนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน ค่างวดไปลดเจ้าหนี้ ไม่บันทึกรถเป็นสินทรัพย์ เพราะยังไม่ได้เล่มทะเบียน บันทึกสินทรัพย์ตั้งแต่วันรับมอบ บันทึกรถด้วยยอดผ่อนรวมดอกเบี้ย บันทึกรถด้วยราคาเงินสด ไม่คิดค่าเสื่อมราคา คิดค่าเสื่อมตั้งแต่วันเริ่มใช้งาน ถ้าบันทึกค่างวดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน ปีแรกกำไรจะต่ำเกินไป และปีหลังผ่อนหมดกำไรจะสูงเกินไป เพราะไม่มีค่าเสื่อมราคามาหักเลย ดอกเบี้ยเช่าซื้อรอตัดบัญชี คืออะไร ดอกเบี้ยเช่าซื้อรอตัดบัญชี คือ ดอกเบี้ยทั้งสัญญาที่ยังไม่ถึงงวดรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย คำนวณจากยอดผ่อนทั้งหมดหักราคาเงินสด บัญชีนี้แสดงเป็นรายการหักจากเจ้าหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน ทุกงวด ให้โอนดอกเบี้ยส่วนของงวดนั้นออกจากบัญชีนี้ไปเป็นดอกเบี้ยจ่าย จนเหลือศูนย์เมื่อผ่อนครบ สูตรหาดอกเบี้ยทั้งสัญญา: ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี = ยอดผ่อนทั้งหมด – ราคาเงินสด ดอกเบี้ยแบบเส้นตรงกับวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง การแบ่งดอกเบี้ยแต่ละงวดทำได้ 2 วิธี วิธี หลักการ เส้นตรง แบ่งดอกเบี้ยเท่ากันทุกงวด อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือ งวดแรกสูง งวดหลังต่ำ TFRS for NPAEs ให้รับรู้ดอกเบี้ยตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ซึ่งสะท้อนต้นทุนเงินจริงกว่า ถ้าผลต่างจากวิธีเส้นตรงไม่มีสาระสำคัญ หรือสัญญาสั้นไม่เกิน 1 ปี กิจการบางแห่งใช้วิธีเส้นตรง ควรตกลงวิธีกับผู้สอบบัญชีและใช้ต่อเนื่องทุกปี อัตราในสัญญามักเป็นอัตราคงที่ (flat rate) ซึ่งคิดจากเงินต้นเต็มจำนวนตลอดสัญญา อัตราที่แท้จริงจึงสูงกว่าอัตราในสัญญาเกือบเท่าตัว ตัวอย่างการบันทึกบัญชีเช่าซื้อ ตัวอย่างการบันทึกบัญชีเช่าซื้อของผู้ผ่อนมี 4 ขั้น คือวันรับมอบทรัพย์สิน วันจ่ายค่างวด ตัดดอกเบี้ยรอตัดบัญชีทุกงวด และคิดค่าเสื่อมราคา ตัวอย่างนี้ใช้รถกระบะ เพราะไม่ติดเพดานค่าเสื่อมของรถยนต์นั่ง และเครดิต VAT ได้ ส่วนดอกเบี้ยคิดตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตาม TFRS for NPAEs ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จด VAT แล้ว ผ่อนรถกระบะราคาเงินสด 600,000 บาท (ไม่รวม VAT) กับไฟแนนซ์ ไม่มีเงินดาวน์ ผ่อนเดือนละ 14,000 บาท (ไม่รวม VAT) 48 งวด รวม 672,000 บาท อัตราในสัญญาแบบคงที่ 3% ต่อปี คิดเป็นอัตราที่แท้จริงประมาณ 0.47% ต่อเดือน หรือ 5.67% ต่อปี ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี = 672,000 – 600,000 = 72,000 บาท 1. วันรับมอบรถ รายการ จำนวนเงิน เดบิต ยานพาหนะ 600,000 บาท เดบิต ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี 72,000 บาท เครดิต เจ้าหนี้เช่าซื้อ 672,000 บาท 2. จ่ายค่างวดเดือนที่ 1 รายการ จำนวนเงิน เดบิต เจ้าหนี้เช่าซื้อ 14,000 บาท เดบิต ภาษีซื้อ 980 บาท เครดิต เงินฝากธนาคาร 14,980 บาท 3. ตัดดอกเบี้ยเดือนที่ 1 (600,000 × 0.4724%) รายการ จำนวนเงิน เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 2,834 บาท เครดิต ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี 2,834 บาท 4. ค่าเสื่อมราคาเดือนที่ 1 (600,000 ÷ 5 ปี ÷ 12 เดือน) รายการ จำนวนเงิน เดบิต ค่าเสื่อมราคา 10,000 บาท เครดิต ค่าเสื่อมราคาสะสม 10,000 บาท ดอกเบี้ยรายปีของสัญญานี้ เทียบ 2 วิธี ปีที่ อัตราที่แท้จริง / เส้นตรง 1 30,474 / 18,000 2 22,473 / 18,000 3 14,006 / 18,000 4 5,047 / 18,000 รวม 72,000 / 72,000 ดอกเบี้ยรวมเท่ากันทั้งสองวิธี ต่างกันที่จังหวะรับรู้ วิธีอัตราที่แท้จริงทำให้ปีแรกมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพราะเงินต้นคงเหลือยังมาก ดูขั้นตอนบันทึกในโปรแกรมได้ที่คู่มือ PEAK บันทึกเช่าซื้อรถยนต์ และทบทวนหลักการบันทึกได้ที่บทความ เดบิต เครดิต กรณีจ่ายเงินดาวน์ และกรณีรถยนต์นั่ง ถ้าบริษัท ก จ่ายเงินดาวน์ 100,000 บาท แล้วจัดไฟแนนซ์ 500,000 บาท อัตราคงที่ 3% ต่อปี 4 ปี ดอกเบี้ยทั้งสัญญาคือ 500,000 × 3% × 4 = 60,000 บาท ยอดผ่อนรวม 560,000 บาท (เดือนละประมาณ 11,667 บาท) วันรับมอบรถให้บันทึกเงินดาวน์เป็นเครดิตเงินฝากธนาคาร แล้วตั้งเจ้าหนี้เฉพาะยอดที่ยังต้องผ่อน รายการ จำนวนเงิน เดบิต ยานพาหนะ (ราคาเงินสดเต็มคัน) 600,000 บาท เดบิต ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี 60,000 บาท เครดิต เงินฝากธนาคาร (เงินดาวน์) 100,000 บาท เครดิต เจ้าหนี้เช่าซื้อ (ยอดผ่อนรวมดอกเบี้ย) 560,000 บาท เดบิตรวม 660,000 บาท เท่ากับเครดิตรวม 660,000 บาท ดอกเบี้ยคิดจากยอดจัดไฟแนนซ์ 500,000 บาท ไม่ใช่ราคาเต็มคัน ถ้าเป็นรถเก๋งหรือรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง VAT ที่จ่ายพร้อมค่างวดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนแทนบัญชีภาษีซื้อ นอกจากนี้ทางภาษีค่าเสื่อมหักได้จากราคาทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ซื้อรถในนามบริษัท แสดงเจ้าหนี้เช่าซื้อในงบการเงินอย่างไร ในงบแสดงฐานะการเงิน ให้แสดงเจ้าหนี้สุทธิจากดอกเบี้ยรอตัดบัญชี แล้วแยกส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปีเป็นหนี้สินหมุนเวียน สิ้นปีที่ 1 ของบริษัท ก รายการ จำนวนเงิน เจ้าหนี้เช่าซื้อ (672,000 – 168,000) 504,000 บาท หัก ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี (72,000 – 30,474) (41,526) บาท เจ้าหนี้สุทธิ 462,474 บาท แยกตามกำหนดชำระ จำนวนเงิน ส่วนที่ถึงกำหนดภายใน 1 ปี (168,000 – 22,473) 145,527 บาท ส่วนที่เกิน 1 ปี 316,947 บาท ฝั่งสินทรัพย์แสดงยานพาหนะ 600,000 บาท หักค่าเสื่อมราคาสะสม 120,000 บาท เหลือ 480,000 บาท ภาษีที่เกี่ยวกับการเช่าซื้อ ภาษีที่ผู้ผ่อนต้องรู้มี 2 เรื่อง คือ VAT และค่าเสื่อมราคา VAT เกิดเมื่อถึงกำหนดชำระแต่ละงวด ผู้ผ่อนจึงได้ใบกำกับภาษีและเครดิตภาษีซื้อเป็นรายงวด ส่วนค่าเสื่อมทางภาษี ราคาทุนคือยอดที่ต้องผ่อนทั้งหมดรวมดอกเบี้ย และค่าเสื่อมที่หักสะสมต้องไม่เกินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ เรื่อง หลักเกณฑ์ จุดเกิด VAT เมื่อถึงกำหนดชำระแต่ละงวด ตามมาตรา 78 (2) และคำสั่งกรมสรรพากร ป.36/2536 ภาษีซื้อรถกระบะ เครื่องจักร เครดิตได้ตามใบกำกับภาษีรายงวด ภาษีซื้อรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ภาษีซื้อต้องห้าม แต่นำไปเป็นรายจ่ายได้ ราคาทุนทางภาษี ยอดผ่อนทั้งหมดรวมดอกเบี้ย ตามข้อหารือ กค 0706/5750 ค่าเสื่อมทางภาษี สะสมแล้วไม่เกินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระในรอบบัญชีนั้น รถยนต์นั่ง ค่าเสื่อมคิดจากราคาทุนส่วนที่ไม่เกิน 1,000,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ค่าเสื่อมราคา ทางบัญชีบันทึกรถ 600,000 บาท และดอกเบี้ยจ่ายแยก ส่วนทางภาษีใช้ราคาทุน 672,000 บาท ตัวเลขจึงต่างกัน นักบัญชีต้องปรับปรุงตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ไม่ให้หักดอกเบี้ยซ้ำ ดูหลักคิดค่าเสื่อมเพิ่มเติมที่ค่าเสื่อมราคา ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกเช่าซื้อ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย คือการบันทึกค่างวดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน การไม่ตั้งดอกเบี้ยรอตัดบัญชี และการลืมแยกภาษีซื้อออกจากค่างวด ทั้งสามเรื่องทำให้สินทรัพย์ หนี้สิน และกำไรในงบการเงินผิด และทำให้ตัวเลขภาษีไม่ตรงกับเอกสารที่สรรพากรใช้ตรวจ ข้อผิดพลาด ผลกระทบ บันทึกค่างวดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน ไม่มีสินทรัพย์และหนี้สินในงบ กำไรผิดทุกปี ไม่ตั้งดอกเบี้ยรอตัดบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายไม่ถูกงวด รวม VAT ในค่างวดแล้วบันทึกลดเจ้าหนี้ทั้งหมด เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ และเจ้าหนี้เหลือผิด เริ่มคิดค่าเสื่อมเมื่อผ่อนครบ ค่าเสื่อมต่ำในปีแรก สูงในปีหลัง ปิดบัญชีก่อนกำหนดแล้วไม่ล้างดอกเบี้ยรอตัดบัญชีที่เหลือ ดอกเบี้ยรอตัดบัญชีค้างในงบ สรุป – การเช่าซื้อ ไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิด เช่าซื้อ คือการได้ใช้ทรัพย์สินก่อนแล้วผ่อนจนได้กรรมสิทธิ์ ทางบัญชีให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ด้วยราคาเงินสดตั้งแต่วันรับมอบ บันทึกเจ้าหนี้เต็มยอดผ่อน และพักส่วนต่างเป็นดอกเบี้ยรอตัดบัญชี จากนั้นทยอยตัดดอกเบี้ยและคิดค่าเสื่อมทุกงวด บันทึกเช่าซื้อและตัดดอกเบี้ยรายงวดในระบบเดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกสินทรัพย์ ตั้งเจ้าหนี้และดอกเบี้ยรอตัดบัญชี แล้วให้ระบบคิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือน ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือ PEAK บันทึกเช่าซื้อรถยนต์ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเช่าซื้อ เช่าซื้อกับลีสซิ่งต่างกันอย่างไร เช่าซื้อโอนกรรมสิทธิ์อัตโนมัติเมื่อผ่อนครบ แต่ลีสซิ่งเป็นการเช่าที่ผู้เช่ามีสิทธิเลือกซื้อเมื่อครบสัญญา ทางบัญชีลีสซิ่งต้องทดสอบเงื่อนไขสัญญาเช่าเงินทุนก่อน ปิดบัญชีเช่าซื้อก่อนกำหนด บันทึกอย่างไร บันทึกเดบิตเจ้าหนี้ด้วยยอดคงเหลือ เครดิตเงินฝากด้วยยอดที่จ่ายปิด และเครดิตดอกเบี้ยรอตัดบัญชีที่เหลือ ถ้าจ่ายปิดน้อยกว่ายอดสุทธิ ส่วนต่างเป็นส่วนลดดอกเบี้ย บันทึกลดดอกเบี้ยจ่าย ถ้าจ่ายมากกว่า ส่วนเกินเป็นดอกเบี้ยจ่ายหรือค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยเช่าซื้อหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม ทางภาษี ดอกเบี้ยรวมอยู่ในราคาทุนของทรัพย์สิน แล้วหักผ่านค่าเสื่อมราคา ไม่ได้หักแยกอีกรอบ ถ้าเป็นรถยนต์นั่ง ยอดรวมดอกเบี้ยอยู่ในเพดาน 1 ล้านบาท ผ่อนไม่ถึง 1 ปี ต้องใช้วิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงไหม สัญญาสั้นไม่เกิน 1 ปี ดอกเบี้ยมักมีสาระสำคัญน้อย หลายกิจการบันทึกแบบเส้นตรงหรือรับรู้ตามงวดที่จ่าย ควรตกลงกับผู้สอบบัญชีก่อน ภาษีซื้อของสัญญาเช่าซื้อ เครดิตได้ตอนไหน เครดิตได้ในเดือนภาษีตามวันที่ในใบกำกับภาษีของงวดนั้น ถ้ามีเหตุจำเป็น ยื่นเครดิตในเดือนถัดไปได้ไม่เกิน 6 เดือนตามมาตรา 82/3 เพราะความรับผิดในการเสีย VAT ของไฟแนนซ์เกิดเมื่อถึงกำหนดชำระแต่ละงวด ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป อ้างอิง TFRS for NPAEs และแนววินิจฉัยของกรมสรรพากร ตัวเลขตัวอย่างใช้เพื่ออธิบาย การบันทึกจริงควรใช้ตารางผ่อนจากสัญญาและปรึกษาผู้สอบบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

สัญญาเช่าเงินทุน คืออะไร ต่างจากสัญญาเช่าดำเนินงานอย่างไร

บริษัททำสัญญาลีสซิ่งรถกระบะ 4 ปี ผ่อนปีละ 168,000 บาท พอถึงสิ้นงวดบัญชี นักบัญชีต้องเลือกว่าจะบันทึกรถเป็นทรัพย์สินของบริษัท หรือบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายไปเรื่อยๆ คำตอบขึ้นกับว่าสัญญานั้นเป็นสัญญาเช่าเงินทุนหรือสัญญาเช่าดำเนินงาน โดยบทความนี้อธิบายตามมาตรฐานสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ใช้ สัญญาเช่าเงินทุน คืออะไร สัญญาเช่าเงินทุน คือ สัญญาเช่าที่โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนเกือบทั้งหมดของการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ไปให้ผู้เช่า แม้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายยังเป็นของผู้ให้เช่า ผู้เช่าจึงต้องบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินของตัวเอง เหมือนกู้เงินมาซื้อสินทรัพย์ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Finance lease หรือ Capital lease ตัวอย่างที่ SME เจอบ่อยคือลีสซิ่งรถยนต์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์สำนักงาน ที่ผ่อนเกือบตลอดอายุการใช้งาน และมีสิทธิซื้อในราคาต่ำเมื่อครบสัญญา สัญญาเช่าเงินทุน กับ สัญญาเช่าการเงิน คือคำเดียวกันไหม เป็นเรื่องเดียวกัน TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุงปี 2565 (ใช้ตั้งแต่ปี 2566) เปลี่ยนคำจาก สัญญาเช่าการเงิน เป็น สัญญาเช่าเงินทุน ในบทที่ 14 ชื่อเรียก ใช้ในบริบทไหน สัญญาเช่าเงินทุน TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง สัญญาเช่าการเงิน ชื่อเดิม ยังพบในตำราและเอกสารเก่า Finance lease / Capital lease ภาษาอังกฤษ ลีสซิ่ง ชื่อเรียกทางการค้าของสัญญาเช่าที่มีสิทธิซื้อ สัญญาเช่าดำเนินงาน คืออะไร สัญญาเช่าดำเนินงาน คือ สัญญาเช่าที่ความเสี่ยงและผลตอบแทนของการเป็นเจ้าของยังอยู่กับผู้ให้เช่า ผู้เช่าแค่ได้สิทธิใช้สินทรัพย์ตามระยะเวลาที่ตกลง ผู้เช่าจึงไม่บันทึกสินทรัพย์หรือหนี้สิน แต่รับรู้ค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายตลอดอายุสัญญา ภาษาอังกฤษเรียกว่า Operating lease เช่น เช่าสำนักงานรายเดือน หรือเช่ารถระยะสั้น สัญญาเช่าที่ไม่เข้าเงื่อนไขของสัญญาเช่าเงินทุนในหัวข้อถัดไป ให้จัดเป็นสัญญาเช่าดำเนินงาน เงื่อนไขที่ทำให้เป็นสัญญาเช่าเงินทุน หลักของ TFRS for NPAEs คือดูเนื้อหาของสัญญามากกว่ารูปแบบทางกฎหมาย ถ้าสัญญาที่บอกเลิกไม่ได้มีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ปกติจะจัดเป็นสัญญาเช่าเงินทุน เพราะแสดงว่าผู้เช่าได้รับความเสี่ยงและผลตอบแทนเกือบทั้งหมดของสินทรัพย์ไปแล้ว ไม่ว่าสัญญาจะใช้คำว่าเช่าก็ตาม เงื่อนไข คำถามเช็กตัวเอง โอนกรรมสิทธิ์เมื่อสิ้นสุดสัญญา ครบสัญญาแล้วรถเป็นของเราอัตโนมัติไหม มีสิทธิซื้อในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมมาก มีสิทธิซื้อคืนในราคาซากหรือราคาต่ำมากไหม อายุสัญญาครอบคลุมอายุการใช้งานส่วนใหญ่ ผ่อน 4 ปี กับรถที่ใช้ได้ 5 ปี ถือว่าส่วนใหญ่ไหม มูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าขั้นต่ำใกล้เคียงมูลค่ายุติธรรม ค่าเช่าทั้งสัญญาคิดเป็นมูลค่าวันนี้ใกล้ราคาเงินสดไหม โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนเกือบทั้งหมด ผู้เช่ารับภาระซ่อม ประกัน และความเสี่ยงที่รถเสื่อมค่าเองไหม ถ้าคำตอบเป็นใช่ตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป ให้พิจารณาเป็นสัญญาเช่าเงินทุนก่อน แล้วตรวจกับมาตรฐานฉบับเต็มบทที่ 14 อีกครั้ง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือบันทึกลีสซิ่งทุกสัญญาเป็นค่าเช่ารายเดือนโดยไม่ทดสอบเงื่อนไขเลย ทำให้สินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินต่ำกว่าความจริง สัญญาเช่าเงินทุน กับ สัญญาเช่าดำเนินงาน ต่างกันอย่างไร สองสัญญาต่างกันที่ผู้เช่าได้รับความเสี่ยงและผลตอบแทนของการเป็นเจ้าของหรือไม่ สัญญาเช่าเงินทุนให้ผู้เช่าบันทึกสินทรัพย์และหนี้สิน แล้วรับรู้ดอกเบี้ยและค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนสัญญาเช่าดำเนินงานให้ผู้เช่ารับรู้ค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาเท่านั้น งบการเงินของสองกรณีจึงต่างกันมาก เรื่อง สัญญาเช่าเงินทุน สัญญาเช่าดำเนินงาน สินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน บันทึกสินทรัพย์ที่เช่า ไม่บันทึก หนี้สิน บันทึกหนี้สินตามสัญญาเช่า ไม่บันทึก ค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจ่าย และค่าเสื่อมราคา ค่าเช่า ตามระยะเวลา ตัวอย่าง ลีสซิ่งรถ เครื่องจักร ที่มีสิทธิซื้อ เช่าสำนักงาน เช่ารถระยะสั้น ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสัญญาเช่าเงินทุน การบันทึกบัญชีสัญญาเช่าเงินทุนฝั่งผู้เช่ามี 3 ช่วง คือวันเริ่มสัญญา ทุกครั้งที่จ่ายค่าเช่า และสิ้นงวดบัญชี วันเริ่มสัญญาบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินด้วยมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์หรือมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าขั้นต่ำ แล้วแต่จำนวนใดต่ำกว่า จากนั้นแยกค่าเช่าแต่ละงวดเป็นเงินต้นกับดอกเบี้ย และคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ทุกปี ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ลีสซิ่งรถกระบะ ราคาเงินสด 600,000 บาท (ไม่รวม VAT) สัญญา 4 ปี จ่ายค่าเช่าปีละ 168,000 บาท ทุกสิ้นปี รวม 672,000 บาท มีสิทธิซื้อในราคาต่ำเมื่อครบสัญญา และคาดว่าใช้รถได้ 5 ปี ดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญาคือ 672,000 – 600,000 = 72,000 บาท อัตราดอกเบี้ยแฝงประมาณ 4.69% ต่อปี (คำนวณละเอียด 4.6925%) 1. วันเริ่มสัญญา รายการ จำนวนเงิน เดบิต ยานพาหนะภายใต้สัญญาเช่าเงินทุน 600,000 บาท เครดิต หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน 600,000 บาท 2. จ่ายค่าเช่างวดที่ 1 (สิ้นปีที่ 1) รายการ จำนวนเงิน เดบิต หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน 139,845 บาท เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย (600,000 × อัตราแฝง 4.6925%) 28,155 บาท เครดิต เงินสด 168,000 บาท 3. ค่าเสื่อมราคาปีที่ 1 (เส้นตรง 5 ปี ไม่มีราคาซาก) รายการ จำนวนเงิน เดบิต ค่าเสื่อมราคา 120,000 บาท เครดิต ค่าเสื่อมราคาสะสม 120,000 บาท ตารางแยกเงินต้นและดอกเบี้ยตลอดสัญญา ปีที่ ดอกเบี้ย / เงินต้น 1 28,155 / 139,845 2 21,593 / 146,407 3 14,723 / 153,277 4 7,529 / 160,471 รวม 72,000 / 600,000 ดอกเบี้ยลดลงทุกปีเพราะคิดจากเงินต้นคงเหลือ ถ้าผ่อนรายเดือน หลักการเดียวกัน แค่แบ่งเป็น 48 งวด หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน แสดงในงบการเงินอย่างไร ณ วันสิ้นงวด ให้แยกหนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุนเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ต้องจ่ายคืนภายใน 1 ปีเป็นหนี้สินหมุนเวียน ส่วนที่เหลือเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน จากตัวอย่างบริษัท ก สิ้นปีที่ 1 หนี้สินคงเหลือ 460,155 บาท แยกได้ดังนี้ รายการ จำนวนเงิน ส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี (เงินต้นงวดที่ 2) 146,407 บาท ส่วนที่ไม่ถึงกำหนดภายใน 1 ปี 313,748 บาท ฝั่งสินทรัพย์แสดงยานพาหนะ 600,000 บาท หักค่าเสื่อมราคาสะสม 120,000 บาท เหลือมูลค่าตามบัญชี 480,000 บาท ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสัญญาเช่าดำเนินงาน ถ้าบริษัท ก เช่ารถกระบะแบบไม่มีสิทธิซื้อ จ่ายเดือนละ 12,000 บาท ทุกเดือนบันทึก รายการ จำนวนเงิน เดบิต ค่าเช่ารถ 12,000 บาท เครดิต เงินสด 12,000 บาท ไม่มีสินทรัพย์ ไม่มีหนี้สิน และไม่มีค่าเสื่อมราคาให้คำนวณ สัญญาเช่าเงินทุน มีผลต่อภาษีอย่างไร ทางภาษี กรมสรรพากรดูตามรูปแบบสัญญามากกว่ามาตรฐานบัญชี ผู้เช่าหักค่าเช่าที่จ่ายจริงเป็นรายจ่ายได้ และเมื่อใช้สิทธิซื้อแล้วจึงหักค่าเสื่อมราคาจากราคาที่ซื้อ ตัวเลขทางบัญชีกับทางภาษีจึงมักไม่เท่ากัน ต้องปรับปรุงตอนยื่น ภ.ง.ด.50 และรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่งมีเพดานหักรายจ่าย เพดานรายจ่ายตามข้อหารือกรมสรรพากร กค 0706/11508 มีดังนี้ รายการ ผลทางภาษี ค่าเช่ารถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง หักได้ตามจ่ายจริง ไม่เกินคันละ 36,000 บาทต่อเดือน ค่าเสื่อมราคาหลังใช้สิทธิซื้อรถยนต์นั่ง หักได้จากต้นทุนส่วนที่ไม่เกิน 1,000,000 บาท รถกระบะ รถบรรทุก ไม่อยู่ในเพดานรถยนต์นั่ง เพดาน 36,000 บาทมาจากประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (20) ประกอบพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 315 และเพดาน 1,000,000 บาทมาจากพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายพร้อมค่าเช่ารถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42 ข้อยกเว้นคือกิจการให้เช่ารถโดยตรง ส่วนรถกระบะที่ใช้ในกิจการนำมาเครดิตได้ตามปกติ และสัญญาเช่าทุกฉบับยังต้องติดอากรแสตมป์ด้วย ลีสซิ่ง เช่าซื้อ และสัญญาเช่าเงินทุน ต่างกันอย่างไร ลีสซิ่งและเช่าซื้อเป็นรูปแบบสัญญาทางกฎหมาย ส่วนสัญญาเช่าเงินทุนเป็นการจัดประเภททางบัญชี ลีสซิ่ง คือ สัญญาเช่าที่ให้สิทธิผู้เช่าซื้อสินทรัพย์เมื่อครบสัญญา ส่วนเช่าซื้อกรรมสิทธิ์โอนให้ผู้เช่าซื้ออัตโนมัติเมื่อผ่อนครบ ทั้งสองแบบมักเข้าเงื่อนไขสัญญาเช่าเงินทุนในทางบัญชี สัญญา กรรมสิทธิ์ ลีสซิ่ง เป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าผู้เช่าใช้สิทธิซื้อ เช่าซื้อ โอนให้ผู้เช่าซื้อเมื่อผ่อนงวดสุดท้ายครบ เช่าทั่วไป เป็นของผู้ให้เช่าตลอด ไม่มีสิทธิซื้อ นิติบุคคลมักเลือกลีสซิ่งเพราะหักค่าเช่าเป็นรายจ่ายได้ตามเพดาน ส่วนบุคคลธรรมดานิยมเช่าซื้อเพราะได้กรรมสิทธิ์เมื่อผ่อนครบ NPAEs ต่างจาก TFRS 16 อย่างไร TFRS 16 ใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ เช่น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อ่านภาพรวมที่มาตรฐานการบัญชี TFRS มาตรฐานนี้ให้ผู้เช่ารับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินเกือบทุกสัญญา ฝั่งผู้เช่าจึงไม่แยกเช่าเงินทุนกับเช่าดำเนินงานแล้ว SME ที่ใช้ TFRS for NPAEs ยังแยก 2 ประเภทตามบทความนี้ ดูภาพรวมได้ที่TFRS for NPAEs คืออะไร สรุป – สัญญาเช่าเงินทุน ไม่ได้ดูจากแค่ชื่อสัญญา สัญญาเช่าเงินทุนไม่ได้ดูจากชื่อสัญญา แต่ดูว่าผู้เช่าได้ความเสี่ยงและผลตอบแทนของการเป็นเจ้าของไปแล้วหรือยัง ถ้าใช่ ต้องบันทึกสินทรัพย์ หนี้สิน ดอกเบี้ย และค่าเสื่อมราคา ถ้าไม่ใช่ เป็นสัญญาเช่าดำเนินงาน บันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายตามงวด บันทึกสัญญาเช่า ดอกเบี้ย และค่าเสื่อมราคาในระบบเดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกรถหรือเครื่องจักรตามสัญญาเช่าเป็นสินทรัพย์ แยกดอกเบี้ยแต่ละงวด และให้ระบบคำนวณค่าเสื่อมราคา ดูขั้นตอนที่วิธีบันทึกเช่าซื้อรถยนต์ใน PEAK – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสัญญาเช่าเงินทุน สัญญาเช่ามีกี่ประเภท ตาม TFRS for NPAEs ฝั่งผู้เช่ามี 2 ประเภท คือ สัญญาเช่าเงินทุน และสัญญาเช่าดำเนินงาน Financial lease ภาษาไทยคืออะไร คือสัญญาเช่าเงินทุน หรือชื่อเดิมว่าสัญญาเช่าการเงิน คนทั่วไปมักเรียกว่าลีสซิ่ง รถลีสซิ่งเป็นทรัพย์สินของใคร ตามกฎหมายเป็นของผู้ให้เช่าจนกว่าผู้เช่าใช้สิทธิซื้อ แต่ถ้าจัดเป็นสัญญาเช่าเงินทุน ผู้เช่าต้องบันทึกรถเป็นสินทรัพย์ตั้งแต่วันเริ่มสัญญา ปิดสัญญาลีสซิ่งก่อนกำหนด บันทึกบัญชีอย่างไร ล้างหนี้สินคงเหลือตามสัญญาเช่า บันทึกเงินที่จ่ายปิดสัญญา และรับรู้ผลต่างเป็นกำไรหรือขาดทุน ถ้าได้กรรมสิทธิ์รถ ให้โอนจากยานพาหนะภายใต้สัญญาเช่าเป็นยานพาหนะของกิจการ ลีสซิ่งรถต้องคิด VAT ทุกงวดไหม ต้องคิด ผู้ให้เช่าออกใบกำกับภาษีพร้อมค่าเช่าทุกงวด ถ้าหากเป็นรถกระบะที่ใช้ในกิจการ ผู้เช่าที่จด VAT นำภาษีซื้อมาเครดิตได้ ถ้าเป็นรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง เป็นภาษีซื้อต้องห้าม ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี คืออะไร คือดอกเบี้ยทั้งสัญญาที่ยังไม่ถึงงวดรับรู้ บางกิจการบันทึกหนี้สินด้วยยอดผ่อนรวม 672,000 บาท แล้วตั้งดอกเบี้ยรอตัดบัญชี 72,000 บาทหักไว้ ยอดสุทธิเท่ากับ 600,000 บาท ผลในงบการเงินเหมือนกัน ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อ้างอิง TFRS for NPAEs และแนววินิจฉัยของกรมสรรพากร การจัดประเภทสัญญาจริงควรพิจารณาจากเงื่อนไขในสัญญาและปรึกษาผู้สอบบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

ซื้อรถในนามบริษัท คุ้มกว่าไหม ภาษีและค่าใช้จ่ายที่หักได้

เจ้าของบริษัทหลายคนกำลังจะออกรถใหม่ แล้วได้ยินมาว่าซื้อในชื่อบริษัทช่วยประหยัดภาษี แต่จะจริงหรือไม่จริง ขึ้นอยู่กับ 3 เรื่อง คือรถเป็นประเภทไหน ราคาเท่าไร และใช้ทำงานจริงแค่ไหน บทความนี้รวมผลทาง VAT ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายรถบริษัท พร้อมตัวอย่างตัวเลข ให้ตัดสินใจได้ก่อนซื้อรถในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัท ดีไหม ซื้อรถในนามบริษัทคุ้มเมื่อรถใช้ในกิจการจริง เพราะบริษัทหักค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายรถเป็นรายจ่ายได้ รถกระบะหรือรถตู้เกิน 10 ที่นั่งยังเครดิต VAT ได้ แต่รถเก๋งราคาสูงได้ประโยชน์น้อยลง เพราะ VAT เครดิตไม่ได้ และค่าเสื่อมหักได้จากราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ข้อดี ข้อควรระวัง หักค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายรถเป็นรายจ่ายได้ รถยนต์นั่งเครดิต VAT ไม่ได้ รถกระบะ รถตู้เกิน 10 ที่นั่ง เครดิต VAT ได้ ค่าเสื่อมรถยนต์นั่งมีเพดาน 1 ล้านบาท ใช้เป็นหลักประกันหรือแสดงสินทรัพย์ของกิจการ ใช้ส่วนตัวไม่ได้ หักรายจ่ายส่วนนั้นไม่ได้ ค่าน้ำมัน ซ่อม ประกัน ออกในนามบริษัทได้ ขายรถภายหลังต้องเรียกเก็บ VAT ถ้าจด VAT ซื้อรถในนามบริษัท กับซื้อในนามส่วนตัว ต่างกันอย่างไร ถ้าซื้อในนามส่วนตัว ค่ารถ ค่าน้ำมัน และค่าซ่อม เป็นเงินส่วนตัวทั้งหมด นำมาหักภาษีไม่ได้ ถ้าซื้อรถในนามบริษัท ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นรายจ่ายของบริษัท แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าใช้ทำงาน เรื่อง ซื้อในนามส่วนตัว ซื้อในนามบริษัท เจ้าของรถตามทะเบียน กรรมการหรือเจ้าของ บริษัท ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายรถ หักไม่ได้ ยกเว้นทำสัญญาให้บริษัทเช่า หักเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ การใช้ส่วนตัว ใช้ได้เต็มที่ ทำไม่ได้ หรือต้องแยกค่าใช้จ่าย ขายรถภายหลัง เงินเข้าเจ้าของ ปกติไม่มี VAT เงินเข้าบริษัท เสีย VAT ถ้าจด VAT รถแบบไหนที่ใช้ในกิจการได้ตามมุมมองสรรพากร ก่อนซื้อรถในนามบริษัท ควรรู้ว่าสรรพากรแยกรถเป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง ซึ่งมีข้อจำกัดทั้ง VAT และค่าเสื่อม กลุ่มที่สองคือรถกระบะ รถตู้เกิน 10 ที่นั่ง รถบรรทุก และรถจักรยานยนต์ ซึ่งเครดิต VAT ได้และหักค่าเสื่อมได้เต็มราคาทุน ประเภทรถ ผลทางภาษีโดยสรุป รถเก๋ง SUV รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง VAT ต้องห้าม · ค่าเสื่อมจากราคาไม่เกิน 1 ล้าน รถกระบะตอนเดียว แค็บ และ 4 ประตูที่เป็นกระบะตามกฎหมายสรรพสามิต เครดิต VAT ได้ · ค่าเสื่อมเต็มราคาทุน รถตู้หรือรถโดยสารเกิน 10 ที่นั่ง เครดิต VAT ได้ · ค่าเสื่อมเต็มราคาทุน รถบรรทุก รถจักรยานยนต์ เครดิต VAT ได้ · ค่าเสื่อมเต็มราคาทุน กิจการให้เช่ารถโดยตรงได้รับยกเว้น เครดิต VAT และหักค่าเสื่อมรถยนต์นั่งได้เต็ม รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง คือรถแบบไหน สรรพากรอ้างการจัดประเภทตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งแยกรถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 คน และรถยนต์กระบะออกจากกัน รถกระบะ 4 ประตู (Double Cab) เป็นจุดที่คนสงสัยมากที่สุด – ตามข้อหารือ กค 0702/2833 ถ้ารถคันนั้นจัดเป็นรถยนต์กระบะตามกฎหมายสรรพสามิต ภาษีซื้อไม่ต้องห้าม ให้ดูประเภทรถในใบคู่มือจดทะเบียนก่อนซื้อ ภาษีซื้อรถยนต์ เครดิต VAT ได้ไหม ภาษีซื้อรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง เครดิตไม่ได้ เพราะเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42 ครอบคลุมทั้งซื้อ เช่าซื้อ และเช่า ส่วนรถกระบะ รถตู้เกิน 10 ที่นั่ง และรถบรรทุกที่ใช้ในกิจการ เครดิตได้ตามปกติ ถ้ามีใบกำกับภาษีเต็มรูปในนามบริษัท รายการ รถยนต์นั่ง รถกระบะ รถตู้เกิน 10 ที่นั่ง VAT ตอนซื้อหรือผ่อน เครดิตไม่ได้ เครดิตได้ VAT ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม เครดิตไม่ได้ ตามประกาศฉบับเดียวกัน เครดิตได้ ภาษีซื้อที่เครดิตไม่ได้ ไม่ได้หายไปเฉยๆ เมื่อซื้อรถในนามบริษัท ภาษีนี้รวมเข้าเป็นต้นทุนรถ หรือเป็นค่าใช้จ่ายของค่าน้ำมันและค่าซ่อมได้ หลักนี้อยู่ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) ค่าเสื่อมราคารถยนต์ในนามบริษัท หักได้เท่าไร ค่าเสื่อมราคารถยนต์ทางภาษีหักได้ไม่เกินปีละ 20% ของราคาทุน แต่รถยนต์นั่งหักจากราคาทุนส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์ค่าเสื่อมราคาของกรมสรรพากร ส่วนที่เกิน 1 ล้านหักไม่ได้ตลอดอายุ ยกเว้นกิจการให้เช่ารถ ส่วนรถกระบะและรถตู้เกิน 10 ที่นั่งหักได้เต็มราคาทุน เรื่อง หลักเกณฑ์ อัตราสูงสุด 20% ต่อปี (อายุอย่างน้อย 5 ปี) ฐานรถยนต์นั่ง ราคาทุนส่วนที่ไม่เกิน 1,000,000 บาท ฐานรถกระบะ รถตู้เกิน 10 ที่นั่ง ราคาทุนเต็มจำนวน ปีแรกและปีสุดท้าย เฉลี่ยตามจำนวนวันที่ถือครอง ดูวิธีเลือกวิธีคิดค่าเสื่อมแบบอื่นได้ที่ค่าเสื่อมราคาคืออะไร ตัวอย่างคำนวณค่าเสื่อมรถยนต์ราคาเกิน 1 ล้าน ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จด VAT แล้ว ซื้อรถในนามบริษัทเป็นรถเก๋งราคา 1,500,000 บาท บวก VAT 105,000 บาท จ่ายรวม 1,605,000 บาท ใช้งานทั้งปีและคิดค่าเสื่อม 5 ปี VAT เครดิตไม่ได้ จึงรวมเป็นต้นทุนรถ 1,605,000 บาท รายการ ต่อปี ค่าเสื่อมทางบัญชี (1,605,000 ÷ 5) 321,000 บาท ค่าเสื่อมทางภาษี (1,000,000 × 20%) 200,000 บาท ส่วนที่ต้องบวกกลับใน ภ.ง.ด.50 121,000 บาท ถ้าบริษัท ก ซื้อรถกระบะ 700,000 บาท บวก VAT 49,000 บาทแทน รายการ ผล VAT 49,000 บาท เครดิตเป็นภาษีซื้อได้ ค่าเสื่อมทางภาษีต่อปี (700,000 × 20%) 140,000 บาท หักได้เต็ม สรุปคือซื้อรถในนามบริษัทเป็นรถเก๋งราคา 1.5 ล้าน บริษัทหักรายจ่ายรวมได้แค่ 1 ล้าน ส่วนอีก 605,000 บาทเป็นต้นทุนที่หักภาษีไม่ได้เลย ค่าใช้จ่ายรถบริษัทที่หักเป็นรายจ่ายได้ ค่าใช้จ่ายรถบริษัทหักเป็นรายจ่ายได้เมื่อใช้ในกิจการและมีหลักฐานในนามบริษัท เช่น ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม ค่าประกันภัย ภาษีรถประจำปี และค่าทางด่วน ส่วน VAT ของค่าใช้จ่ายรถยนต์นั่งเครดิตไม่ได้ แต่รวมเป็นค่าใช้จ่ายได้ สิ่งที่สรรพากรตรวจคือรถถูกใช้ทำงานจริงหรือไม่ ค่าใช้จ่าย หลักฐานที่ควรมี ค่าน้ำมัน ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จระบุชื่อบริษัทและทะเบียนรถ ค่าซ่อม ค่าบำรุงรักษา ใบกำกับภาษีในนามบริษัท ค่าประกันภัย ภาษีรถ พ.ร.บ. กรมธรรม์และใบเสร็จในนามบริษัท ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ ใบเสร็จ และบันทึกการเดินทาง ถ้าบริษัทจ่ายค่าน้ำมันให้พนักงานที่ใช้รถส่วนตัว ข้อหารือ กค 0702/88 ระบุว่าหักได้เฉพาะส่วนที่จ่ายจริงเพื่องาน ส่วนที่จ่ายเกินเป็นรายจ่ายต้องห้าม ซื้อสด เช่าซื้อ หรือลีสซิ่ง แบบไหนคุ้มกว่า ซื้อสดและเช่าซื้อ บริษัทเป็นเจ้าของรถและหักค่าเสื่อมราคา โดยเช่าซื้อใช้ยอดผ่อนรวมดอกเบี้ยเป็นราคาทุน ลีสซิ่งบริษัทหักค่าเช่าเป็นรายจ่าย แต่รถยนต์นั่งมีเพดาน 36,000 บาทต่อเดือนต่อคัน ถ้าเป็นรถยนต์นั่ง ทั้งสามแบบเครดิต VAT ไม่ได้เหมือนกัน การเลือกจึงขึ้นกับกระแสเงินสดมากกว่าภาษี วิธีได้รถ รายจ่ายที่หักได้ ซื้อสด ค่าเสื่อมราคา (รถยนต์นั่งฐานไม่เกิน 1 ล้าน) เช่าซื้อ ค่าเสื่อมจากยอดตามสัญญารวมดอกเบี้ย (รถยนต์นั่งฐานไม่เกิน 1 ล้าน) ลีสซิ่ง ค่าเช่า (รถยนต์นั่งไม่เกิน 36,000 บาทต่อเดือน) ตัวอย่าง: บริษัท ก ลีสซิ่งรถเก๋งค่าเช่าเดือนละ 45,000 บาท (ไม่รวม VAT) บริษัทหักรายจ่ายได้แค่ 36,000 บาท อีก 9,000 บาทต่อเดือน หรือ 108,000 บาทต่อปี ต้องบวกกลับตอนยื่น ภ.ง.ด.50 เช่าซื้อรถ ดอกเบี้ยหักแยกได้ไหม ทางภาษี ราคาทุนของรถเช่าซื้อคือยอดที่ต้องผ่อนทั้งหมดตามสัญญา รวมดอกเบี้ยแล้ว ค่าเสื่อมที่หักสะสมในแต่ละปีต้องไม่เกินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ ตามข้อหารือ กค 0706/5750 และข้อหารือ กค 0706/3103 ถ้าเป็นรถยนต์นั่ง ยอดรวมดอกเบี้ยนี้ทั้งก้อนอยู่ในเพดาน 1 ล้านบาท บริษัทจึงหักดอกเบี้ยแยกเพิ่มไม่ได้ ทางบัญชียังบันทึกดอกเบี้ยจ่ายแยกตามงวดได้ตามปกติ ตัวเลขบัญชีกับภาษีจึงต่างกัน นักบัญชีต้องปรับตอนยื่น ภ.ง.ด.50 เพดานค่าเช่า 36,000 บาทมาจากข้อหารือ กค 0706/11508 ดูวิธีบันทึกบัญชีเช่าซื้อได้ที่คู่มือ PEAK บันทึกเช่าซื้อรถยนต์ ซื้อรถมือสองในนามบริษัท คิดภาษีอย่างไร ซื้อรถมือสองในนามบริษัทได้เหมือนรถใหม่ ราคาทุนคือราคาที่จ่ายจริง บวกค่าโอนและค่าใช้จ่ายที่ทำให้รถพร้อมใช้งาน แล้วหักค่าเสื่อมได้ไม่เกินปีละ 20% ตั้งแต่วันที่ได้รถมา จุดที่ต่างคือ VAT ขึ้นกับผู้ขาย ถ้าซื้อจากบุคคลธรรมดา จะไม่มีภาษีซื้อให้เครดิต ซื้อจากใคร VAT และหลักฐาน เต็นท์รถหรือบริษัทที่จด VAT ได้ใบกำกับภาษี รถบรรทุก กระบะ เครดิตได้ · รถยนต์นั่งเครดิตไม่ได้ บุคคลธรรมดาหรือผู้ไม่จด VAT ไม่มี VAT · ใช้สัญญาซื้อขายและหลักฐานรับเงิน ลานประมูลรถ ตรวจว่าใบเสร็จเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปในนามบริษัทหรือไม่ การซื้อรถเป็นการซื้อสินค้า บริษัทไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ขาย รถสิบล้อ รถบรรทุก รถกระบะมือสอง รถสิบล้อ รถบรรทุก และรถกระบะมือสองไม่ใช่รถยนต์นั่ง จึงไม่มีเพดาน 1 ล้านบาท บริษัทหักค่าเสื่อมได้จากราคาทุนเต็มจำนวน ตัวอย่าง: บริษัท ก ซื้อรถสิบล้อมือสองจากบุคคลธรรมดา ราคา 1,800,000 บาท จ่ายค่าโอนและค่าซ่อมให้พร้อมใช้งานอีก 50,000 บาท รายการ จำนวนเงิน ราคาทุนรถ (1,800,000 + 50,000) 1,850,000 บาท ค่าเสื่อมทางภาษีสูงสุดต่อปี (1,850,000 × 20%) 370,000 บาท ภาษีซื้อที่เครดิตได้ ไม่มี เพราะผู้ขายไม่ได้จด VAT ถ้าซื้อคันเดียวกันจากเต็นท์รถที่จด VAT ราคา 1,800,000 บาท บวก VAT 126,000 บาท บริษัทเครดิต VAT 126,000 บาทได้ ราคาทุนยังเป็น 1,850,000 บาทเท่าเดิม ส่วนรถเก๋งมือสอง ยังใช้เพดาน 1 ล้านบาทเหมือนรถใหม่ ซื้อมา 1,200,000 บาท หักค่าเสื่อมได้จากฐาน 1,000,000 บาทเท่านั้น ทางบัญชีอาจประมาณอายุใช้งานที่เหลือของรถมือสองสั้นกว่า 5 ปีได้ แต่ทางภาษีหักได้ไม่เกิน 20% ต่อปี ส่วนที่เกินต้องบวกกลับ เอกสารที่ต้องเก็บเมื่อซื้อรถมือสองจากบุคคลธรรมดา ผู้ขายที่เป็นบุคคลธรรมดาออกใบกำกับภาษีไม่ได้ บริษัทจึงต้องเก็บหลักฐานอื่นให้ครบ เพื่อยืนยันราคาทุนเวลาสรรพากรตรวจ กรรมการใช้รถบริษัทส่วนตัว ต้องระวังอะไร รถที่ซื้อในนามบริษัทต้องใช้เพื่อกิจการ ค่าใช้จ่ายส่วนที่เป็นการใช้ส่วนตัวของกรรมการหรือครอบครัว เป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) หักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้ ถ้าบริษัทให้กรรมการใช้รถส่วนตัวเป็นประจำ อาจถือเป็นประโยชน์เพิ่มที่กรรมการต้องนำไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา วิธีลดความเสี่ยง ใช้รถส่วนตัวของกรรมการทำงานให้บริษัท อีกทางคือกรรมการซื้อรถในชื่อตัวเอง แล้วทำสัญญาให้บริษัทเช่าในราคาที่สมเหตุสมผล แทนการซื้อรถในนามบริษัท โดยบริษัทสามารถหักค่าเช่าเป็นรายจ่ายได้ (รถยนต์นั่งไม่เกิน 36,000 บาทต่อเดือน) และต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ทุกครั้งที่จ่าย ส่วนกรรมการต้องนำค่าเช่าไปรวมเป็นเงินได้ประเภทที่ 5 อ่านได้จาก วิธีบันทึกบัญชีค่าเช่ารถและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกรถในนามบริษัท ใช้เอกสารอะไรบ้าง ออกรถหรือซื้อรถในนามบริษัทใช้เอกสารของนิติบุคคลเป็นหลัก ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท บัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม และ ภ.พ.20 ถ้าจด VAT ส่วนไฟแนนซ์มักขอเอกสารการเงินเพิ่ม เช่น งบการเงินย้อนหลังและรายการเดินบัญชี เพราะพิจารณาสินเชื่อจากผลประกอบการของบริษัท เอกสาร ใช้ทำอะไร หนังสือรับรองบริษัท (อายุไม่เกิน 1-3 เดือน ตามที่ไฟแนนซ์กำหนด) ยืนยันตัวตนนิติบุคคลและผู้มีอำนาจ บัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ ลงนามสัญญา ภ.พ.20 ออกใบกำกับภาษีในนามบริษัท งบการเงินย้อนหลัง ไฟแนนซ์พิจารณาวงเงิน รายการเดินบัญชีธนาคารของบริษัท ไฟแนนซ์พิจารณาความสามารถผ่อน ก่อนรับรถที่ซื้อในนามบริษัท ให้ตรวจว่าใบกำกับภาษี ใบเสร็จ และสมุดคู่มือจดทะเบียน ระบุชื่อและที่อยู่บริษัทถูกต้อง เอกสารเหล่านี้สำคัญ เพราะเป็นหลักฐานบันทึกสินทรัพย์และขอคืน VAT สรุป – ซื้อรถในนามบริษัท ได้ประโยชน์ทางภาษีจริง การจะได้ประโยชน์ทางภาษีสูงสุด บริษัทต้องใช้รถคันนั้น เพื่อการทำงานจริง โดยเฉพาะรถกระบะและรถตู้ที่เครดิต VAT ได้และหักค่าเสื่อมเต็มราคา ส่วนรถเก๋งราคาสูงได้ประโยชน์จำกัด เพราะ VAT ต้องห้ามและค่าเสื่อมหักได้แค่ฐาน 1 ล้านบาท บันทึกซื้อรถ ค่าเสื่อม และค่าใช้จ่ายรถในระบบเดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมบันทึกรถเป็นสินทรัพย์ ให้ระบบคิดค่าเสื่อมของรถที่ซื้อในนามบริษัททุกเดือน และแยกส่วนที่เกิน 1 ล้านตามคู่มือ PEAK บันทึกซื้อรถยนต์เกิน 1 ล้าน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการซื้อรถในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัท ใช้ส่วนตัวได้ไหม ไม่ควร ซื้อรถในนามบริษัทแล้วนำไปใช้ส่วนตัว ค่าใช้จ่ายส่วนนั้นหักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้ และอาจถือเป็นประโยชน์เพิ่มของกรรมการ ขายรถบริษัท ต้องเสีย VAT ไหม ถ้าบริษัทจด VAT ต้องเรียกเก็บ VAT 7% จากราคาขาย แม้รถคันนั้นเป็นรถที่ซื้อในนามบริษัทโดยเครดิต VAT ไม่ได้ และต้องรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในนามบริษัท ใช้หลักเดียวกันไหม รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ใช้หลักเดียวกัน คือ VAT ต้องห้ามและค่าเสื่อมฐานไม่เกิน 1 ล้านบาท ควรตรวจมาตรการส่งเสริมรถไฟฟ้าล่าสุดก่อนซื้อ ค่าน้ำมันรถเก๋งของบริษัท เครดิต VAT ได้ไหม ไม่ได้ VAT ของสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งเป็นภาษีซื้อต้องห้าม แต่ค่าน้ำมันรวม VAT หักเป็นรายจ่ายได้ ถ้าใช้ในกิจการ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซื้อรถได้เหมือนบริษัทไหม ได้ ซื้อรถในนามห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้หลักภาษีเงินได้นิติบุคคลและ VAT เดียวกับบริษัทจำกัด ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อ้างอิงประมวลรัษฎากร ประกาศและข้อหารือของกรมสรรพากร กรณีจริงควรตรวจประเภทรถและปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ ร่างใหม่ ธุรกิจต้องเตรียมอะไรบ้าง

ในวันที่เขียนบทความ (8 ตุลาคม 2569) – ร่างกฎหมายนี้ ยังอยู่ในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึง 29 ตุลาคม 2569 จึงยังไม่มีผลบังคับใช้ ตัวเลขในบทความอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรมสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างกฎหมายที่เสนอเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาทต่อการบินออกหนึ่งครั้ง จากผู้เดินทางทุกสัญชาติ ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีแค่นักท่องเที่ยว บริษัทที่ส่งพนักงานไปประชุม ดูงาน ออกบูธ หรือพาพนักงานเที่ยวต่างประเทศ ก็มีต้นทุนเพิ่มทุกเที่ยวบิน บทความนี้สรุปสาระของร่าง ต้นทุนที่ธุรกิจต้องคิด และวิธีบันทึกบัญชีภาษีเดินทางออกนอกประเทศ ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ คืออะไร ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ หรือชื่อทางการว่า ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร (Departure Tax) คือภาษีที่เก็บจากผู้เดินทางออกจากประเทศไทยทุกครั้ง ร่างใหม่เสนอเก็บจากทุกสัญชาติ ระยะแรกเก็บเฉพาะทางอากาศครั้งละ 1,000 บาท โดยสายการบินหรือตัวแทนขายตั๋วเก็บรวมกับค่าโดยสาร ประเทศไทยเคยมีภาษีเดินทางออกนอกประเทศมาแล้วตามพระราชกฤษฎีกาปี 2526 ซึ่งเก็บเฉพาะคนไทยและคนต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในไทย ต่อมายกเว้นการเดินทางทุกช่องทางจนไม่มีการเก็บจริง ในปี 2566 กรมสรรพากรเคยเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องนี้ แต่รอบนั้นเป็นการประเมินผลกฎหมายเดิม และชี้แจงว่าไม่ได้จะเก็บภาษี แต่รอบนี้ต่างกัน เพราะเป็นร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ที่กรมสรรพากรประกาศรับฟังความคิดเห็น ตั้งแต่ 30 กันยายน ถึง 29 ตุลาคม 2569 ต่างจากค่าธรรมเนียมสนามบิน (PSC) อย่างไร หลายคนเรียกค่าธรรมเนียมที่รวมอยู่ในตั๋วว่าภาษีสนามบิน แต่ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge หรือ PSC) เป็นค่าบริการที่ผู้ให้บริการท่าอากาศยานเก็บ ไม่ใช่ภาษี เรื่อง ค่าธรรมเนียมสนามบิน (PSC) ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ (ร่าง) ผู้เก็บตามกฎหมาย ผู้ให้บริการท่าอากาศยาน กรมสรรพากร ผ่านสายการบินหรือตัวแทนขายตั๋ว ลักษณะ ค่าบริการใช้สนามบิน ภาษีตาม พ.ร.บ. ผู้ได้รับยกเว้น เก็บอยู่แล้วในปัจจุบัน ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับ PSC สรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ร่าง พ.ร.บ. ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร กำหนดให้ผู้เดินทางทุกสัญชาติเสียภาษีทุกครั้งที่ออกนอกประเทศ อัตรากำหนดในกฎกระทรวงแต่ไม่เกินครั้งละ 5,000 บาท ระยะแรกเก็บเฉพาะทางอากาศ 1,000 บาท ยกเว้นทางบกและทางน้ำ มีผลเมื่อพ้น 180 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประเด็น สาระในร่าง ผู้เสียภาษี ผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรทุกสัญชาติ อัตราระยะแรก ทางอากาศครั้งละ 1,000 บาท เพดาน ไม่เกินครั้งละ 5,000 บาท ตามกฎกระทรวง ทางบกและทางน้ำ ยกเว้นในระยะแรก ผู้เรียกเก็บ ผู้ประกอบกิจการขนส่งหรือตัวแทนขายตั๋ว วันมีผล พ้น 180 วันนับจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั๋วที่ซื้อก่อนวันมีผล ไม่ต้องเสีย แม้เดินทางหลังวันมีผล เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องเสียหรือต้องนำส่ง เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ข้อมูลในตารางสรุปจากเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นของกรมสรรพากร ใครได้รับยกเว้น ร่างใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการยกเว้น PSC สำหรับการเดินทางทางอากาศ พนักงานบริษัทที่บินไปทำงานไม่อยู่ในกลุ่มยกเว้น เก็บอย่างไร และเริ่มเมื่อไร ผู้เดินทางต้องจ่ายก่อนออกนอกประเทศ โดยสายการบินหรือตัวแทนขายตั๋วจะเก็บพร้อมค่าโดยสาร กรณีไม่ได้ซื้อตั๋วผ่านผู้ขาย หรือไม่ได้จ่ายค่าโดยสาร ให้จ่ายตามวิธีที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศ แต่ในตัวร่างกฎหมายยังไม่ระบุแบบนำส่งและกำหนดเวลานำส่งของผู้เรียกเก็บ ต้องรอฟังจากประกาศหลังร่างผ่านการพิจารณา ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ กระทบต้นทุนธุรกิจอย่างไร ภาษีเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มต้นทุนธุรกิจตามจำนวนเที่ยวบินขาออกของพนักงาน ระยะแรกเพิ่มคนละ 1,000 บาทต่อเที่ยว ถ้าวันหนึ่งกฎกระทรวงปรับขึ้นถึงเพดาน ต้นทุนจะเพิ่มได้สูงสุด 5 เท่า ธุรกิจที่เดินทางบ่อย เช่น ส่งออก นำเข้า มีสาขาต่างประเทศ หรือจัดทริปพนักงาน จึงควรตั้งงบไว้ล่วงหน้า ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งพนักงานฝ่ายขาย 8 คน ไปพบลูกค้าต่างประเทศคนละ 5 ทริปต่อปี และพาพนักงาน 30 คน ไปเที่ยวต่างประเทศปีละ 1 ครั้ง รายการ อัตรา 1,000 บาท ทริปงาน 40 เที่ยว (8 × 5) 40,000 บาทต่อปี ทริปพนักงาน 30 เที่ยว 30,000 บาทต่อปี รวม 70,000 บาทต่อปี รายการ กรณีเพดาน 5,000 บาท ทริปงาน 40 เที่ยว 200,000 บาทต่อปี ทริปพนักงาน 30 เที่ยว 150,000 บาทต่อปี รวม 350,000 บาทต่อปี ธุรกิจ ผลกระทบหลัก บริษัทที่ส่งพนักงานไปต่างประเทศบ่อย งบค่าเดินทางเพิ่มตามจำนวนเที่ยว บริษัททัวร์ outbound และ MICE ราคาแพ็กเกจสูงขึ้น และมีหน้าที่เก็บแทนถ้าขายตั๋ว ตัวแทนขายตั๋วเครื่องบิน ต้องปรับระบบออกตั๋วและงานนำส่งภาษี สายการบิน ต้องเก็บและนำส่งตามกฎหมายใหม่ บันทึกบัญชีภาษีเดินทางออกนอกประเทศอย่างไร การบันทึกบัญชีภาษีเดินทางออกนอกประเทศขึ้นกับว่าบริษัทเป็นผู้จ่ายหรือผู้เก็บแทน ถ้าส่งพนักงานไปทำงาน ให้รวมเป็นค่าเดินทางต่างประเทศ หักรายจ่ายได้ ถ้าเป็นทริปสวัสดิการ ให้บันทึกเป็นค่าสวัสดิการ ถ้าบริษัทเป็นผู้ขายตั๋วที่เก็บภาษีแทนรัฐ ให้บันทึกเป็นหนี้สินรอนำส่ง ไม่ใช่รายได้ กรณี บัญชีที่ใช้ ส่งพนักงานไปทำงาน ค่าเดินทางต่างประเทศ พาพนักงานเที่ยว ทริปรางวัล ค่าสวัสดิการพนักงาน ขายตั๋วหรือแพ็กเกจที่เก็บภาษีแทน ภาษีเดินทางออกนอกประเทศรอนำส่ง (หนี้สิน) กรณีพนักงานเดินทางไปทำงาน ภาษีเดินทางออกนอกประเทศที่รวมอยู่ในตั๋ว เป็นส่วนหนึ่งของค่าเดินทางเพื่อกิจการ ภาษีตัวนี้ไม่อยู่ในรายการภาษีที่ห้ามหักตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (6) ซึ่งห้ามเฉพาะภาษีเงินได้ของบริษัท เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญา ตัวอย่าง: บริษัท ก ซื้อตั๋วเครื่องบินให้พนักงานไปประชุมที่สิงคโปร์ ราคา 12,000 บาท รวมภาษีเดินทาง 1,000 บาท รายการ จำนวนเงิน เดบิต ค่าเดินทางต่างประเทศ 12,000 บาท เครดิต เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 12,000 บาท ถ้าอยากเห็นต้นทุนภาษีตัวนี้แยกชัด เปิดบัญชีย่อย ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ ใต้หมวดค่าเดินทางได้ ทำให้ดูงบเดินทางรายปีง่ายขึ้น เอกสารที่ควรเก็บคือใบเสร็จหรือใบแจ้งหนี้ของสายการบิน ตั๋ว และใบขออนุมัติเดินทางที่ระบุวัตถุประสงค์งาน ถ้าเป็นการเดินทางส่วนตัวของกรรมการ ค่าใช้จ่ายนี้เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) ดูรายการอื่นได้ที่รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี กรณีพาพนักงานเที่ยวหรือทริปรางวัล ภาษีเดินทางออกนอกประเทศของทริปพนักงานรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายทริป บันทึกเป็นค่าสวัสดิการพนักงาน รายการ จำนวนเงิน เดบิต ค่าสวัสดิการพนักงาน (ภาษีเดินทาง 30 คน) 30,000 บาท เครดิต เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 30,000 บาท ตามแนวข้อหารือ กค 0706/9276 สวัสดิการที่จัดให้พนักงานทุกคนทุกตำแหน่ง บริษัทหักเป็นรายจ่ายได้ แต่ประโยชน์ที่พนักงานได้รับถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) ของพนักงาน ยกเว้นรายการที่กฎหมายยกเว้นไว้เฉพาะ ถ้าทริปให้เฉพาะผู้บริหารบางคน ความเสี่ยงที่จะเป็นรายจ่ายส่วนตัวสูงขึ้น ควรมีนโยบายสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษร ทริปพนักงานต่างจากค่ารับรองที่มีเพดาน 0.3% ของรายได้ ดูความต่างได้ที่ค่ารับรองและงานเลี้ยงพนักงาน กรณีธุรกิจทัวร์และตัวแทนขายตั๋วที่เก็บภาษีแทน ร่างกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการขนส่ง หรือตัวแทนที่จำหน่ายบัตรโดยสาร เป็นผู้เก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศแทนรัฐ บริษัททัวร์จึงบันทึกได้ 2 แบบ ขึ้นกับว่าออกตั๋วเองหรือไม่ ลักษณะธุรกิจ วิธีบันทึกภาษีเดินทาง ออกตั๋วเองในฐานะตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสาร หนี้สินรอนำส่ง ไม่ใช่รายได้ ซื้อตั๋วจากสายการบินหรือเอเจนซี่ที่รวมภาษีมาแล้ว ต้นทุนของแพ็กเกจ แบบแรก เงินที่เก็บจากลูกค้าเป็นของรัฐ บริษัทพักไว้เป็นหนี้สินจนกว่าจะนำส่ง แบบที่สอง บริษัทเป็นผู้จ่ายภาษีผ่านราคาตั๋ว จึงบันทึกเป็นต้นทุนตามปกติ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ก็ใช้หลักเดียวกัน คือเงินที่เก็บแทนรัฐเป็นหนี้สินของผู้เก็บ ไม่ใช่รายได้ ตัวอย่างแบบแรก: บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารที่ออกตั๋วเอง บริษัท ข ขายแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่นราคา 35,000 บาท รวมภาษีเดินทาง 1,000 บาท ตัวอย่างนี้ยังไม่รวม VAT 1. วันที่รับเงินจากลูกค้า รายการ จำนวนเงิน เดบิต เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 35,000 บาท เครดิต รายได้ค่าบริการทัวร์ 34,000 บาท เครดิต ภาษีเดินทางออกนอกประเทศรอนำส่ง 1,000 บาท 2. วันที่นำส่งภาษี รายการ จำนวนเงิน เดบิต ภาษีเดินทางออกนอกประเทศรอนำส่ง 1,000 บาท เครดิต เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 1,000 บาท ตัวอย่างแบบที่สอง: ถ้าบริษัท ข ซื้อตั๋วจากสายการบินราคา 18,000 บาท ซึ่งรวมภาษีเดินทาง 1,000 บาทแล้ว รายการ จำนวนเงิน เดบิต ต้นทุนแพ็กเกจทัวร์ (ตั๋วรวมภาษีเดินทาง) 18,000 บาท เครดิต เจ้าหนี้สายการบิน 18,000 บาท ราคาขายแพ็กเกจ 35,000 บาท บันทึกเป็นรายได้ทั้งจำนวน ถ้านำส่งช้าหรือไม่ครบ ร่างกำหนดเบี้ยปรับ 2 เท่าและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ทั้งสองรายการเป็นรายจ่ายต้องห้าม หักภาษีไม่ได้ ธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไร ช่วงนี้ร่างยังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ธุรกิจจึงมีเวลาเตรียมตัวก่อนกฎหมายมีผลอย่างน้อย 180 วันหลังประกาศ สิ่งที่ทำได้ทันทีคือประเมินจำนวนเที่ยวบินขาออกต่อปี ตั้งงบเผื่อ วางผังบัญชีให้แยกภาษีตัวนี้ได้ และส่งความเห็นถึงกรมสรรพากรก่อน 29 ตุลาคม 2569 ถ้าธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง สรุป – ภาษีเดินทางออกนอกประเทศยังเป็นร่าง ถ้าร่างภาษีนี้ผ่าน ธุรกิจที่เดินทางบ่อยจะมีต้นทุนเพิ่มตามจำนวนเที่ยวบิน และธุรกิจที่ขายตั๋วจะมีหน้าที่เก็บและนำส่งเพิ่มขึ้น ฝั่งบัญชีไม่ซับซ้อน ผู้จ่ายบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนผู้เก็บแทนบันทึกเป็นหนี้สิน แยกค่าเดินทางและภาษีที่เกี่ยวข้องในระบบบัญชีเดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ตั้งบัญชีย่อยค่าเดินทางต่างประเทศ ดูงบเดินทางรายเดือน และบันทึกหนี้สินรอนำส่งได้ในระบบเดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีเดินทางออกนอกประเทศ ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ เริ่มเก็บแล้วหรือยัง ยัง ณ 8 ตุลาคม 2569 เป็นร่างที่อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ถ้าผ่านและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะมีผลหลังจากนั้น 180 วัน เด็กต้องเสียภาษีเดินทางไหม เด็กอายุไม่เกิน 2 ปีได้รับยกเว้นตามร่าง เด็กที่อายุมากกว่านั้นต้องเสียเหมือนผู้ใหญ่ เดินทางทางรถหรือเรือ ต้องเสียไหม ระยะแรกไม่ต้องเสีย ร่างยกเว้นการเดินทางทางบกและทางน้ำ แต่เปิดช่องให้กำหนดเพิ่มภายหลัง ซื้อตั๋วไว้ก่อนกฎหมายมีผล ต้องเสียไหม ไม่ต้องเสีย ร่างกำหนดว่าตั๋วที่ซื้อก่อนวันกฎหมายมีผลไม่อยู่ในบังคับ แม้เดินทางหลังวันนั้น บริษัทนำภาษีเดินทางไปหักรายจ่ายได้ไหม ได้ ถ้าเป็นการเดินทางเพื่อกิจการและมีหลักฐาน เพราะไม่ใช่ภาษีที่ห้ามหักตามมาตรา 65 ตรี (6) แต่ถ้าเป็นทริปส่วนตัวของกรรมการ หักไม่ได้ ข้อมูลในบทความนี้สรุปจากร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ณ 8 ตุลาคม 2569 อัตรา ข้อยกเว้น และวิธีนำส่งอาจเปลี่ยนแปลง แนวทางบันทึกบัญชีเป็นความรู้ทั่วไป ควรตรวจกฎหมายฉบับประกาศใช้และปรึกษาผู้สอบบัญชีก่อนนำไปใช้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

คลังข้อมูลธุรกิจ คืออะไร วิธีเช็คคู่ค้าฉบับ SME ก่อนให้เครดิตเทอม

ก่อนปล่อยสินเชื่อการค้า 30-60 วันให้คู่ค้ารายใหม่ คุณเคยเช็คข้อมูลบริษัทเขาก่อนไหม? ปัญหาหนี้เสียจากคู่ค้าที่จ่ายเงินไม่ได้เป็นเรื่องที่ SME ไทยเจอบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่ต้องส่งของก่อนรับเงิน คลังข้อมูลธุรกิจ หรือ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) คือเครื่องมือฟรีที่ช่วยเช็คข้อมูลคู่ค้าได้ทันที ตั้งแต่สถานะบริษัท ทุนจดฯ ไปจนถึงงบการเงิน บทความนี้จะพาคุณเช็คคู่ค้าแบบครบทุกมิติ พร้อมสอนอ่านงบเบื้องต้นและ red flag ที่ต้องระวัง คลังข้อมูลธุรกิจ (DBD DataWarehouse+) คืออะไร คลังข้อมูลธุรกิจ คือระบบฐานข้อมูลออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวบรวมข้อมูลนิติบุคคลทุกรายที่จดทะเบียนในประเทศไทยไว้ในที่เดียว ข้อมูลอะไรบ้างที่ดูได้ในคลังข้อมูลธุรกิจ ข้อมูลหลักที่ดูได้มีดังนี้ สำหรับวิธีเข้าใช้งาน DBD DataWarehouse+ แบบละเอียดทุกขั้นตอน อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีดูงบการเงินบริษัทผ่าน DBD DataWarehouse+ ทำไม SME ต้องเช็คคู่ค้าก่อนทำธุรกิจ การเช็คคู่ค้าไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น SME ที่ให้เครดิตเทอมหรือรับงานโปรเจกต์ก็ต้องทำเช่นกัน เพราะเงินก้อนเดียวที่เก็บไม่ได้อาจกระทบ cash flow ทั้งระบบ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเมื่อไม่เช็คคู่ค้า ลองนึกภาพว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับผลิตสินค้าให้คู่ค้ารายหนึ่งมูลค่า 500,000 บาท ให้เครดิตเทอม 60 วัน พอครบกำหนดปรากฏว่าคู่ค้าไม่จ่าย โทรไปก็ไม่รับ สุดท้ายพบว่าบริษัทนั้นปิดกิจการไปแล้ว ถ้าเช็คข้อมูลจากคลังข้อมูลธุรกิจก่อน จะพบว่าบริษัทนั้นขาดทุนสะสมมาหลายปีและไม่ส่งงบการเงินให้ DBD มานานกว่า 2 ปี กรณีไหนบ้างที่ควรเช็คคู่ค้าทุกครั้ง ผู้ประกอบการควรเช็คข้อมูลคู่ค้าทุกครั้งในสถานการณ์เหล่านี้ วิธีเช็คคู่ค้าผ่านคลังข้อมูลธุรกิจ DBD ครบ 7 ข้อ เมื่อเข้าไปค้นหาชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคลในระบบ DBD DataWarehouse+ แล้ว ข้อมูล 7 จุดที่ต้องเช็คมีดังนี้ 1. เช็คสถานะนิติบุคคล ดูว่าบริษัทยังอยู่ในสถานะ “ยังดำเนินกิจการอยู่” หรือไม่ ถ้าสถานะเป็น “เสร็จการชำระบัญชี” หรือ “ถูกขีดชื่อ” แปลว่าบริษัทปิดตัวแล้ว ห้ามทำธุรกิจด้วยเด็ดขาด 2. ดูทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว ทุนจดทะเบียนบอกว่าเจ้าของลงเงินตั้งต้นเท่าไร สิ่งที่ต้องสังเกตคือ “ทุนชำระแล้ว” ต้องเท่ากับทุนจดทะเบียน ถ้าชำระไม่ครบอาจเป็นสัญญาณว่าเจ้าของยังไม่ได้ลงเงินจริง นอกจากนี้ ถ้าบริษัทจดทุนแค่ 10,000 บาท แต่รับงานหลักล้าน ก็ควรตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ 3. ตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นและกรรมการ ข้อมูลนี้บอกว่าใครเป็นเจ้าของจริงและใครมีอำนาจลงนาม ให้สังเกตว่ากรรมการมีชื่อเดียวกับบริษัทอื่นที่เคยมีปัญหาหรือไม่ และผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่น (อาจเป็น nominee) 4. ดูงบการเงินย้อนหลัง 3 ปี งบการเงินคือหัวใจของการเช็คคู่ค้า ดูว่าบริษัทมีรายได้สม่ำเสมอไหม กำไรหรือขาดทุน และมีสินทรัพย์เพียงพอรองรับหนี้สินหรือเปล่า รายละเอียดวิธีอ่านงบจะอธิบายในหัวข้อถัดไป 5. เช็คประวัติการส่งงบการเงิน บริษัทที่ยื่นงบให้ DBD ตรงเวลาทุกปีแสดงว่ามีระบบบัญชีที่ดี ถ้าไม่ส่งงบมานานกว่า 1 ปี อาจหมายความว่าบริษัทไม่ได้ดำเนินกิจการจริง หรือไม่มีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบ (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) 6. ดูประเภทธุรกิจที่จดทะเบียนไว้ ตรวจว่าประเภทธุรกิจที่จดทะเบียนไว้ตรงกับสิ่งที่บริษัทอ้างว่าทำหรือไม่ ถ้าจดทะเบียนเป็นบริษัทขนส่ง แต่มาเสนอขายซอฟต์แวร์ ก็ควรสอบถามเพิ่ม 7. ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น นอกจากคลังข้อมูลธุรกิจ ยังมีแหล่งอื่นที่ช่วยเช็คคู่ค้าได้เพิ่มเติม วิธีอ่านงบการเงินคู่ค้าเบื้องต้น คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็อ่านงบคู่ค้าได้ แค่ดู 4 ตัวเลขหลักนี้ก็พอประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นได้แล้ว อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) บอกว่าจ่ายหนี้ระยะสั้นได้ไหม Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน ตัวอย่าง ถ้าคู่ค้ามีสินทรัพย์หมุนเวียน 3,000,000 บาท และหนี้สินหมุนเวียน 2,000,000 บาท Current Ratio = 3,000,000 ÷ 2,000,000 = 1.5 เท่า ค่าที่ดีควรมากกว่า 1.0 เท่า ถ้าต่ำกว่า 1.0 แปลว่าบริษัทมีหนี้สินระยะสั้นมากกว่าสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินได้เร็ว อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) บอกว่ากู้มากเกินไปหรือเปล่า D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น ค่าที่ดีไม่ควรเกิน 2.0-3.0 เท่า (แตกต่างตามอุตสาหกรรม) ถ้า D/E สูงมาก แปลว่าบริษัทพึ่งพาเงินกู้เป็นหลัก ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ก็สูงตาม กำไร (ขาดทุน) สุทธิ บอกว่าทำกำไรได้จริงไหม ดูกำไรสุทธิย้อนหลัง 3 ปี ถ้ากำไรเพิ่มขึ้นทุกปีแสดงว่าธุรกิจเติบโต ถ้าขาดทุนติดต่อกันแสดงว่ามีปัญหา ที่สำคัญให้ดูตัวเลขจริง ไม่ใช่แค่เครื่องหมายบวกลบ เพราะบริษัทที่กำไรปีละ 10,000 บาทกับบริษัทที่กำไร 10 ล้านบาท ความเสี่ยงต่างกันมาก กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน บอกว่ามีเงินจ่ายจริงไหม ตัวเลขนี้สำคัญที่สุดสำหรับการเช็คคู่ค้า เพราะบริษัทอาจมีกำไรในงบ แต่ถ้ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ แปลว่ายังเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้จริง ไม่มีเงินสดมาจ่ายคุณ ตัวเลข ค่าที่ดี สัญญาณเตือน สภาพคล่อง (Current Ratio) มากกว่า 1.0 เท่า ต่ำกว่า 1.0 หนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ไม่เกิน 2.0-3.0 เท่า สูงกว่า 5.0 กำไรสุทธิ 3 ปี เพิ่มขึ้นหรือคงที่ ขาดทุนติดต่อกัน กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เป็นบวก ติดลบต่อเนื่อง 5 Red Flag สัญญาณเตือนว่าคู่ค้าอาจจ่ายเงินไม่ได้ ถ้าพบสัญญาณเหล่านี้ในข้อมูลคู่ค้า ควรพิจารณาลดวงเงิน ขอเงินมัดจำล่วงหน้า หรือขอค้ำประกัน ขาดทุนสะสมติดต่อกันหลายปี ขาดทุนปีเดียวอาจเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าขาดทุน 3 ปีติดต่อกัน แปลว่าธุรกิจยังหาทางทำกำไรไม่ได้ โอกาสที่จะมีเงินมาจ่ายคุณก็น้อยลงไปด้วย หนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ แปลว่าบริษัทมีหนี้มากกว่าสิ่งที่เป็นเจ้าของทั้งหมด สถานะแบบนี้เข้าข่ายอาจถูกฟ้องล้มละลายได้ ไม่ยื่นงบให้ DBD มากกว่า 1 ปี กฎหมายกำหนดให้บริษัทนำส่งงบประจำปีให้ DBD ภายใน 5 เดือนหลังปิดรอบบัญชี (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) ถ้าไม่ส่งมานาน แสดงว่าอาจไม่มีระบบบัญชี หรืออาจไม่ได้ดำเนินกิจการจริง ทุนจดทะเบียนต่ำมาก แต่รับงานใหญ่ บริษัทที่จดทุน 10,000-50,000 บาท แต่เสนอรับงานหลายล้านบาท ควรตั้งคำถาม เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ทรัพย์สินที่ใช้ชดเชยความเสียหายมีจำกัดมาก เปลี่ยนกรรมการหรือผู้ถือหุ้นบ่อย การเปลี่ยนกรรมการบ่อยอาจบ่งบอกถึงความไม่มั่นคงในการบริหาร หรืออาจเป็นการโอนหนี้ให้คนอื่นรับผิดชอบ สรุป – เช็คคู่ค้าก่อน ปลอดภัยกว่าตามเก็บหนี้ทีหลัง การเช็คคู่ค้าผ่านคลังข้อมูลธุรกิจ DBD ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แต่ช่วยป้องกันหนี้เสียได้หลายแสนถึงหลายล้านบาท สรุปสิ่งที่ต้องทำก่อนเริ่มซื้อขายกับคู่ค้ารายใหม่ จัดการบัญชีลูกหนี้และเครดิตคู่ค้าอย่างเป็นระบบด้วย PEAK หลังจากเช็คคู่ค้าแล้ว การจัดการบัญชีลูกหนี้อย่างเป็นระบบก็สำคัญไม่แพ้กัน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณออกใบแจ้งหนี้ ติดตามสถานะลูกหนี้แต่ละราย และดูรายงานอายุหนี้ (Aging Report) ได้แบบ real-time ผ่าน PEAK Board รู้ทันทีว่าลูกค้ารายไหนจ่ายช้า รายไหนเกินกำหนด – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับคลังข้อมูลธุรกิจ คลังข้อมูลธุรกิจ ดูฟรีไหม ใช่ ข้อมูลพื้นฐานอย่างสถานะบริษัท ทุนจดฯ รายชื่อกรรมการ และงบการเงินดูได้ฟรีที่ datawarehouse.dbd.go.th ไม่ต้องสมัครสมาชิก แต่ข้อมูลเชิงวิเคราะห์บางส่วนอาจต้องสมัครใช้บริการเพิ่มเติม ข้อมูลในคลังข้อมูลธุรกิจอัปเดตบ่อยแค่ไหน ข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล (สถานะ กรรมการ ทุน) อัปเดตตามที่บริษัทยื่นเปลี่ยนแปลงกับ DBD ส่วนงบการเงินจะอัปเดตหลังจากบริษัทส่งงบประจำปี ซึ่งส่วนใหญ่จะมีข้อมูลงบล่าช้าประมาณ 6-12 เดือน ถ้าคู่ค้ามี Red Flag ควรทำอย่างไร ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทำธุรกิจทันที แต่ควรปรับเงื่อนไขให้ลดความเสี่ยง เช่น เปลี่ยนเป็นเก็บเงินสดก่อนส่งของ ขอเงินมัดจำล่วงหน้า 30-50% หรือขอหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร นอกจาก DBD มีเว็บไหนเช็คบริษัทคู่ค้าได้อีก นอกจากคลังข้อมูลธุรกิจ DBD แล้ว ยังมีเว็บ CREDEN ที่วิเคราะห์ข้อมูลเครดิตธุรกิจ เว็บกรมบังคับคดี (led.go.th) สำหรับเช็คคดีบังคับคดี และเว็บศาลล้มละลายกลาง (cbc.coj.go.th) สำหรับเช็คคดีล้มละลาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

สัญญาเช่าที่ดิน คืออะไร สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องรู้ก่อนเซ็น

เช่าที่ดินเปิดโรงงาน คลังสินค้า หรือร้านค้า เรื่อง สัญญาเช่าที่ดิน ไม่ได้จบแค่เซ็นชื่อ ยังมีทั้งเรื่องจดทะเบียน อากรแสตมป์ และภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องรู้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่กฎหมาย ภาษี ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชี สัญญาเช่าที่ดินคืออะไร สัญญาเช่าที่ดินคือข้อตกลงที่เจ้าของที่ดินให้ผู้เช่าใช้ที่ดินตามระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้เช่าจ่ายค่าเช่าตอบแทน สำหรับ SME มักใช้ในกรณีเช่าพื้นที่เปิดโรงงาน คลังสินค้า หรือหน้าร้าน สิ่งสำคัญคือต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ ไม่ว่าจะเช่าระยะสั้นหรือยาว สัญญาเช่าที่ดินกับสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ต่างกันอย่างไร สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นคำกว้าง ครอบคลุมการเช่าทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายไม่ได้ทุกประเภท ทั้งที่ดิน อาคาร คอนโด ส่วนสัญญาเช่าที่ดินเจาะจงเฉพาะตัวที่ดินเท่านั้น ในทางปฏิบัติ ถ้าเช่าที่ดินเปล่าแล้วสร้างอาคารเอง จะเป็นสัญญาเช่าที่ดิน แต่ถ้าเช่าพร้อมอาคารจะเป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ ทั้งสองใช้หลักกฎหมายเดียวกัน องค์ประกอบสำคัญของสัญญาเช่าที่ดินมีอะไรบ้าง สัญญาเช่าที่ดินที่ดีควรระบุรายละเอียดเหล่านี้ให้ครบถ้วน เช่าที่ดินเกิน 3 ปี ต้องจดทะเบียนหรือไม่ ต้องจดทะเบียนครับ ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 538 สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เกิน 3 ปี ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน ถ้าไม่จดทะเบียน สัญญาจะบังคับใช้ได้เพียง 3 ปี พูดง่ายๆ คือ ถ้าเซ็นสัญญาเช่า 5 ปีแต่ไม่ได้จดทะเบียน เมื่อเกิดข้อพิพาทจะฟ้องร้องบังคับได้แค่ 3 ปีแรก ส่วนอีก 2 ปีที่เหลือจะไม่มีผลทางกฎหมาย วิธีจดทะเบียนสัญญาเช่าที่ดินที่สำนักงานที่ดิน ทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าต้องไปยื่นคำขอด้วยตัวเองที่สำนักงานที่ดินในเขตพื้นที่ที่ดินตั้งอยู่ เอกสารที่ต้องเตรียม เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสาร จัดทำสัญญาเช่าตามแบบของกรมที่ดิน แล้วบันทึกลงหลังโฉนด ใช้เวลาประมาณ 1 วันทำการ (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสัญญาเช่าที่ดินเท่าไร ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสัญญาเช่าคิดที่ 1% ของค่าเช่าตลอดอายุสัญญา (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าเช่าต่อเดือน — 50,000 บาท ระยะเวลาเช่า — 5 ปี (60 เดือน) ค่าเช่าตลอดสัญญา 50,000 × 60 3,000,000 บาท ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน 3,000,000 × 1% 30,000 บาท ค่าธรรมเนียมนี้ตามกฎหมายผู้ให้เช่าและผู้เช่าออกคนละครึ่ง แต่ในทางปฏิบัติมักตกลงกันว่าฝ่ายใดเป็นผู้รับภาระ ควรระบุไว้ในสัญญาให้ชัดเจน อากรแสตมป์สัญญาเช่าที่ดิน คำนวณอย่างไร อากรแสตมป์สัญญาเช่าคิดอัตรา 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท ของค่าเช่าตลอดอายุสัญญา (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) แต่ถ้าสัญญาเช่าจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินแล้ว ไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ซ้ำ เพราะเสียค่าธรรมเนียมจดทะเบียน 1% แทน ปิดอากรแสตมป์เฉพาะสัญญาที่ไม่ได้จดทะเบียนเท่านั้น ตัวอย่างการคำนวณอากรแสตมป์สัญญาเช่าที่ดิน สมมติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าที่ดินเปิดคลังสินค้า ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท ระยะเวลา 2 ปี ไม่ได้จดทะเบียน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าเช่าต่อเดือน — 30,000 บาท ระยะเวลาเช่า — 2 ปี (24 เดือน) ค่าเช่าตลอดสัญญา 30,000 × 24 720,000 บาท อากรแสตมป์ 720,000 ÷ 1,000 × 1 720 บาท อากรแสตมป์ต้องปิดทับสัญญาภายใน 15 วันนับจากวันทำสัญญา ถ้าปิดไม่ทันจะถูกเรียกเก็บเพิ่มอีก 2-6 เท่า อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอากรแสตมป์ได้ที่บทความอากรแสตมป์ของ PEAK รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าเช่า — 50,000 บาท หัก ณ ที่จ่าย 50,000 × 5% 2,500 บาท จ่ายผู้ให้เช่าจริง 50,000 – 2,500 47,500 บาท ผู้จ่ายต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้ให้เช่าทุกครั้ง แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีที่หักจากนิติบุคคล) หรือ ภ.ง.ด.3 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบุคคลธรรมดา) นำส่งกรมสรรพากร ค่าเช่าที่ดินเสีย VAT หรือไม่ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามประมวลรัษฎากร ดังนั้นค่าเช่าที่ดินไม่ต้องบวก VAT 7% และผู้ให้เช่าไม่ต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับค่าเช่านี้ แต่ถ้าสัญญามีค่าบริการอื่นรวมด้วย เช่น ค่าส่วนกลาง ค่ารักษาความปลอดภัย ส่วนที่เป็นค่าบริการอาจต้องเสีย VAT แยก บันทึกบัญชีค่าเช่าที่ดินอย่างไร ทุกครั้งที่จ่ายค่าเช่า ต้องบันทึกบัญชีให้ครบทั้งค่าใช้จ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง Journal Entry บันทึกค่าเช่ารายเดือน สมมติว่าจ่ายค่าเช่าที่ดินเดือนละ 50,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 5% รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเช่า 50,000 — เงินสด/ธนาคาร — 47,500 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย — 2,500 เมื่อนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้กรมสรรพากรแล้ว บันทึกเพิ่มอีกรายการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 2,500 — เงินสด/ธนาคาร — 2,500 บันทึกค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า (Prepaid Rent) ทำอย่างไร กรณีจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าหลายเดือน เช่น จ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 6 เดือน เดือนละ 50,000 บาท รวม 300,000 บาท ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ก่อน แล้วทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายทุกเดือน วันที่จ่ายเงิน — บันทึกเป็นค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า 300,000 — เงินสด/ธนาคาร — 285,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย — 15,000 สิ้นเดือน — ทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละ 50,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าเช่า 50,000 — ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า — 50,000 TFRS 16 คือมาตรฐานบัญชีที่กำหนดวิธีบันทึกสัญญาเช่าระยะยาว สำหรับกิจการที่ใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับเต็ม (TFRS) ผู้เช่าต้องรับรู้ “สิทธิการใช้สินทรัพย์” (Right-of-Use Asset) และ “หนี้สินตามสัญญาเช่า” (Lease Liability) ในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่ายๆ คือ แทนที่จะบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนอย่างเดียว TFRS 16 ให้แสดงว่ากิจการมี “สิทธิใช้ที่ดิน” เป็นสินทรัพย์ และมี “ภาระผูกพันจ่ายค่าเช่า” เป็นหนี้สิน NPAEs กับ TFRS 16 ต่างกันอย่างไร SME ต้องใช้มาตรฐานไหน รายการ NPAEs (SME ทั่วไป) TFRS 16 (กิจการในตลาดหลักทรัพย์/กิจการใหญ่) ใครต้องใช้ บริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ และกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ วิธีบันทึก บันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายรายงวดตามปกติ รับรู้ Right-of-Use Asset + Lease Liability ผลต่องบการเงิน สินทรัพย์และหนี้สินไม่เปลี่ยน สินทรัพย์เพิ่ม หนี้สินเพิ่ม ความซับซ้อน ง่าย เหมาะ SME ซับซ้อนกว่า ต้องคำนวณมูลค่าปัจจุบัน SME ส่วนใหญ่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) จึงบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนได้เลย ไม่ต้องทำ TFRS 16 แต่กิจการในตลาดหลักทรัพย์หรือกำลังวางแผนเข้าจดทะเบียน ควรเตรียมระบบบัญชีให้รองรับ TFRS 16 ตั้งแต่เนิ่นๆ (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) ก่อนเซ็นสัญญาเช่าที่ดินเปิดกิจการ ต้องเตรียมอะไรบ้าง สรุป – สัญญาเช่าที่ดิน สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจัดการ ก่อนเซ็นสัญญาเช่าที่ดินเปิดกิจการ สิ่งสำคัญที่ต้องจัดการมีดังนี้ จัดการบัญชีค่าเช่าและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการบันทึกค่าเช่า คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ ได้ในระบบเดียว ไม่ต้องคำนวณเอง ลดความผิดพลาด พร้อมรายงานค่าใช้จ่ายที่ดูได้ทุกเมื่อ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาเช่าที่ดิน สัญญาเช่าที่ดินด้วยวาจามีผลทางกฎหมายไหม สัญญาเช่าด้วยวาจามีผลบังคับได้เฉพาะกรณีเช่าไม่เกิน 3 ปี แต่จะพิสูจน์เงื่อนไขได้ยากมากเมื่อเกิดข้อพิพาท แนะนำให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ ไม่ว่าจะเช่าระยะสั้นแค่ไหน ผู้เช่าสร้างอาคารบนที่ดินเช่า เมื่อหมดสัญญาอาคารเป็นของใคร ตามหลักกฎหมาย สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นส่วนควบของที่ดิน ตกเป็นของเจ้าของที่ดิน ยกเว้นสัญญาจะระบุไว้เป็นอย่างอื่น ผู้ประกอบการที่วางแผนสร้างอาคารควรตกลงเรื่องนี้ในสัญญาให้ชัดเจนก่อนลงทุน ค่าเช่าที่ดินนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม ค่าเช่าที่ดินที่จ่ายเพื่อใช้ในกิจการสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทั้งจำนวน ไม่จำกัดวงเงิน เพียงแต่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงิน สัญญาเช่า และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายครบถ้วน สัญญาเช่าที่ดินจดทะเบียนได้สูงสุดกี่ปี สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนได้สูงสุด 30 ปี ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 540 ถ้าต้องการเช่านานกว่านี้ ต้องทำสัญญาใหม่หลังครบกำหนด ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

BOI คืออะไร สิทธิประโยชน์ภาษีที่ SME ต้องรู้

ผู้ประกอบการ SME หลายคนเคยได้ยินคำว่า BOI แต่ยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจตัวเองยื่นขอได้หรือเปล่า บทความนี้สรุปให้ครบทุกมุม ตั้งแต่ BOI คืออะไร สิทธิประโยชน์ที่ได้ ธุรกิจแบบไหนเข้าเกณฑ์ ไปจนถึงข้อควรระวังด้านบัญชีที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะเรื่องการจัดแยกบัญชีส่วนที่ได้สิทธิ์กับไม่ได้สิทธิ์ ซึ่งทำผิดอาจถูกเรียกภาษีคืนได้ BOI คืออะไร BOI คือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment) หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ แก่ธุรกิจที่ผ่านการอนุมัติ เพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ หน่วยงานนี้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน (พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 และฉบับแก้ไข) อยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี BOI ทำหน้าที่อะไร BOI ทำหน้าที่หลัก 3 อย่าง สิทธิประโยชน์ BOI มีอะไรบ้าง สิทธิประโยชน์ BOI แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และสิทธิประโยชน์ด้านอื่น ๆ โดยสิทธิที่ได้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ พื้นที่ตั้ง และเงื่อนไขเพิ่มเติมของแต่ละโครงการ สิทธิประโยชน์ รายละเอียด (ประมาณการ) เหมาะกับ ยกเว้น CIT 3-8 ปี ตามประเภทกิจการ ทุกธุรกิจที่ได้ BOI ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นทั้งหมดหรือบางส่วน ธุรกิจผลิตที่ต้องนำเข้าเครื่องจักร ยกเว้นอากรนำเข้าวัตถุดิบ เฉพาะวัตถุดิบเพื่อผลิตส่งออก ธุรกิจผลิตเพื่อส่งออก สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ถือครองที่ดิน แรงงานต่างด้าว โอนเงินตรา ธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ ยกเว้น CIT (ภาษีนิติบุคคล) 3-8 ปี สิทธิประโยชน์ที่ SME สนใจมากที่สุดคือ CIT exemption ปกติบริษัทไทยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax หรือ CIT) อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ แต่ถ้าได้รับการส่งเสริม จะได้รับยกเว้น CIT เป็นเวลา 3-8 ปี ขึ้นกับประเภทกิจการ (ข้อมูลประมาณการ ตรวจสอบล่าสุดที่ boi.go.th) ตัวอย่าง สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ได้รับ BOI ยกเว้นภาษี 8 ปี มีกำไรสุทธิปีละ 5 ล้านบาท รายการ ไม่มี BOI มี BOI (ยกเว้น 8 ปี) กำไรสุทธิ/ปี 5,000,000 บาท 5,000,000 บาท ภาษี CIT 20%/ปี 1,000,000 บาท 0 บาท ประหยัดภาษี 8 ปี — 8,000,000 บาท ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร ธุรกิจที่ได้รับ BOI และต้องนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรที่ใช้ในโครงการที่ได้รับส่งเสริม สิทธินี้ช่วยลดต้นทุนเริ่มต้นได้มาก โดยเฉพาะธุรกิจผลิตอุตสาหกรรมที่ต้องนำเข้าเครื่องจักรมูลค่าสูง (ข้อมูลจาก พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุน) ยกเว้นอากรนำเข้าวัตถุดิบ สำหรับธุรกิจที่ผลิตเพื่อส่งออก BOI ให้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบและวัสดุจำเป็นที่นำเข้ามาเพื่อผลิตสินค้าส่งออก ช่วยให้ต้นทุนการผลิตแข่งขันกับตลาดโลกได้ สิทธิประโยชน์ด้านอื่น ๆ นอกจากเรื่องภาษี BOI ยังให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ธุรกิจแบบไหนขอ BOI ได้ BOI แบ่งประเภทกิจการที่ส่งเสริมไว้หลายกลุ่ม ธุรกิจไม่จำเป็นต้องใหญ่ถึงจะขอได้ SME ก็มีสิทธิ์ยื่นขอได้เช่นกัน ผลิตและอุตสาหกรรม กลุ่มนี้ครอบคลุมกว้างมาก เช่น ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แปรรูปอาหาร ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตวัสดุก่อสร้าง หรือผลิตเวชภัณฑ์ ส่วนใหญ่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี CIT 5-8 ปี เทคโนโลยีและดิจิทัล กิจการกลุ่มนี้ BOI ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ Data Center บริการ Cloud Computing AI และ Machine Learning รวมถึงสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี กลุ่มนี้มักได้สิทธิยกเว้นภาษีสูงสุด 8 ปี ส่งออกและบริการ ธุรกิจโลจิสติกส์ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า บริการ BPO (Business Process Outsourcing) รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนา ก็เข้าเกณฑ์ยื่นขอ BOI ได้ SME ขอ BOI ได้ไหม ได้ BOI ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทใหญ่ แม้เป็น SME ก็ยื่นขอได้ถ้าธุรกิจอยู่ในประเภทที่ส่งเสริม สิ่งที่ BOI พิจารณาคือประเภทกิจการ แผนธุรกิจ และเงื่อนไขโครงการ ไม่ใช่ขนาดบริษัท ธุรกิจ SME ด้านเทคโนโลยี ผลิตสินค้านวัตกรรม หรือส่งออก มีโอกาสได้รับอนุมัติสูง ขั้นตอนยื่นขอ BOI ขั้นตอนหลักในการยื่นขอ BOI มี 5 ขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม ใช้เวลาพิจารณานานแค่ไหน โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 60-90 วันทำการ โครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าเกิน 750 ล้านบาท (ประมาณการ) อาจต้องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ BOI ซึ่งจะใช้เวลานานขึ้น ข้อควรระวัง — แยกรายได้ BOI กับ non-BOI ให้ถูก ส่วนนี้เป็นจุดที่ SME หลายรายมองข้ามจนเกิดปัญหาตามมา เมื่อได้รับ BOI แล้ว ธุรกิจมีหน้าที่แยกรายได้จาก 2 ส่วนออกจากกัน คือรายได้ที่ได้สิทธิ BOI กับรายได้ที่ไม่ได้สิทธิ BOI ทำไมต้องแยก กำไรจากกิจการที่ได้สิทธิ BOI ได้ยกเว้น CIT แต่กำไรจากกิจการที่ไม่ได้สิทธิยังต้องเสียภาษีตามปกติ ถ้าไม่แยกชัดเจน สรรพากรจะถือว่าทั้งหมดไม่ได้สิทธิยกเว้น และอาจเรียกคืนภาษีที่ยกเว้นไปทั้งหมดพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) แยกอย่างไรในทางปฏิบัติ การจัดแยกต้องทำตั้งแต่ระดับบัญชี ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับบัตรส่งเสริม ตัวอย่างโดนสรรพากรเรียกคืนภาษี สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ได้รับ BOI ยกเว้น CIT 5 ปี สำหรับสายผลิตสินค้า A แต่ยังมีสายผลิตสินค้า B ที่ไม่ได้รับ BOI ถ้าบริษัทลงบัญชีรวมกันหมดโดยไม่จัดแยก สรรพากรอาจตีความว่ารายได้จากสินค้า B ก็ถูกใช้สิทธิยกเว้นไปด้วย ผลคือบริษัทต้องจ่ายภาษีคืนพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอัตรา 1.5% ต่อเดือน (ข้อมูลอัตราเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร) สรุป – SME อย่าลืมเช็คสิทธิ์ของตนเอง BOI เป็นโอกาสที่ SME ไทยไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะธุรกิจผลิต ส่งออก และเทคโนโลยี สิทธิประโยชน์หลักคือยกเว้น CIT 3-8 ปี และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร สิ่งสำคัญที่สุดคือจัดระบบบัญชีให้แยกส่วนที่ได้สิทธิ์กับไม่ได้สิทธิ์ชัดเจนตั้งแต่วันแรก เพื่อป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลัง จัดการบัญชี BOI ให้เป็นระบบด้วย PEAK การจัดการบัญชีโครงการที่ได้รับส่งเสริมต้องอาศัยระบบที่ยืดหยุ่น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME ตั้งรหัสบัญชีแยกโครงการได้ตั้งแต่ต้น ติดตามตัวเลขแยกส่วนชัดเจน พร้อมออกรายงานงบการเงินได้ทันที ลดความเสี่ยงถูกตั้งข้อสงสัยจากหน่วยงานภาษี – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ BOI BOI กับ สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี SME ปกติต่างกันอย่างไร? สิทธิยกเว้นภาษี SME ปกติ (เช่น อัตราภาษีลดขั้นบันไดสำหรับนิติบุคคลขนาดเล็ก) ใช้ได้กับทุกธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ แต่ BOI ให้สิทธิยกเว้น CIT 100% เป็นเวลาหลายปี ซึ่งประหยัดได้มากกว่า ทั้งนี้ต้องเป็นกิจการที่ BOI กำหนดเท่านั้น หลังได้ BOI แล้วต้องส่งรายงานอะไรบ้าง? ธุรกิจที่ได้รับ BOI ต้องส่งรายงานผลการดำเนินงานให้ BOI เป็นประจำทุกปี รวมถึงรายงานการใช้เครื่องจักรและวัตถุดิบที่นำเข้า ถ้าไม่ส่งรายงานตามกำหนด BOI มีอำนาจเพิกถอนสิทธิประโยชน์ได้ ธุรกิจออนไลน์หรือ e-Commerce ขอ BOI ได้ไหม? ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ถ้าเป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือซอฟต์แวร์ มีโอกาสได้ แต่ถ้าเป็นร้านค้าออนไลน์ที่ซื้อมาขายไปอย่างเดียวโดยไม่มีการผลิตหรือพัฒนาเทคโนโลยี จะไม่เข้าเกณฑ์ ตรวจสอบรายการกิจการที่ส่งเสริมได้ที่ boi.go.th ถ้าเลิกกิจการก่อนครบกำหนด BOI จะเป็นอย่างไร? ต้องแจ้ง BOI และอาจถูกเรียกคืนสิทธิประโยชน์ที่ใช้ไปแล้ว รวมถึงอากรนำเข้าเครื่องจักรที่ได้ยกเว้น ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ BOI กับการหัก ณ ที่จ่าย เกี่ยวกันอย่างไร? แม้ได้รับยกเว้น CIT จาก BOI แต่เมื่อบริษัทจ่ายค่าบริการหรือค่าจ้างให้ผู้อื่น ยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามปกติ สิทธิ BOI ยกเว้นเฉพาะภาษีเงินได้ของตัวบริษัทเอง ไม่ได้ยกเว้นหน้าที่หักภาษีจากผู้อื่น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ธุรกิจบริการ คืออะไร เทคนิคจัดการด้านบัญชี และภาษีให้ถูกต้อง

ผู้ประกอบการหลายคนเปิดธุรกิจบริการแล้วพบว่า การบริหารบัญชีไม่เหมือนธุรกิจซื้อมาขายไป สินค้าจับต้องไม่ได้ งานส่งเป็นงวด รายได้รับรู้ไม่ตรงกับเงินที่ได้รับจริง แล้วต้องออกใบกำกับภาษีตอนไหนกันแน่ ปัญหาเหล่านี้พบได้บ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ปรึกษา เอาต์ซอร์ส หรือขนส่ง ที่คิดค่าบริการเป็นงวด บทความนี้จะพาดูตั้งแต่ธุรกิจบริการคืออะไร ไปจนถึงวิธีบริหารบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ธุรกิจบริการ คืออะไร ธุรกิจบริการ คือ ธุรกิจที่สร้างรายได้จากการให้บริการแทนการขายสินค้าที่จับต้องได้ ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชี บริษัทที่ปรึกษา บริษัทขนส่ง หรือบริษัทรับจ้างพัฒนาซอฟต์แวร์ ลักษณะสำคัญของธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการมีลักษณะเฉพาะ 4 อย่างที่ส่งผลต่อการบริหารบัญชีโดยตรง ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจผลิต ต่างกันตรงไหน เรื่อง ธุรกิจบริการ ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจผลิต รายได้ รับรู้ตามงวดงานหรือเมื่อบริการเสร็จ รับรู้เมื่อส่งมอบสินค้า รับรู้เมื่อส่งมอบสินค้า ต้นทุนหลัก ค่าแรง ค่าที่ปรึกษา ต้นทุนสินค้า วัตถุดิบ ค่าแรงผลิต สต็อก ไม่มีสินค้าคงเหลือ มีสต็อกสินค้า มีวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป ประเภทธุรกิจบริการที่พบบ่อย ธุรกิจบริการแบ่งได้หลายแบบ แต่ในมุมการบริหารบัญชี สิ่งที่ต้องดูคือลูกค้าเป็นใครและรูปแบบการคิดเงิน ธุรกิจบริการ B2B ยอดนิยม ธุรกิจบริการแบบ B2B มักคิดค่าบริการเป็นโปรเจกต์หรือสัญญารายเดือน ทำให้ต้องออกใบแจ้งหนี้เป็นงวดและรับรู้รายได้ตามความคืบหน้า ตัวอย่างธุรกิจที่พบบ่อยในไทย ได้แก่ ธุรกิจบริการ B2C ที่เติบโตในไทย ธุรกิจบริการ B2C มักคิดค่าบริการเป็นครั้งหรือแพ็กเกจ การบริหารบัญชีค่อนข้างตรงไปตรงมากว่า เช่น ร้านเสริมสวย คลินิกความงาม ฟิตเนส โรงเรียนสอนพิเศษ หรือบริการซ่อมบำรุง จุดรับรู้รายได้ของธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการรับรู้รายได้ตามมาตรฐานรายงานทางการเงิน TFRS 15 โดยมี 2 วิธีหลัก คือ รับรู้เมื่อบริการเสร็จ กับรับรู้ตามขั้นตอนความสำเร็จ การเลือกวิธีไหนขึ้นกับลักษณะสัญญาและระยะเวลาการให้บริการ รับรู้รายได้เมื่องานเสร็จสมบูรณ์ ใช้กับงานบริการที่เสร็จภายในระยะเวลาสั้น เช่น ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ตัดผม หรืองานออกแบบโลโก้ชิ้นเดียว ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับซ่อมเครื่องจักรในราคา 50,000 บาท ทำเสร็จภายใน 3 วัน บริษัทรับรู้รายได้ 50,000 บาททั้งจำนวนเมื่อส่งมอบงานเสร็จ รับรู้รายได้ตามขั้นตอนความสำเร็จ ใช้กับงานบริการระยะยาวหรือแบ่งเป็นงวด เช่น สัญญาที่ปรึกษา 6 เดือน หรือโปรเจกต์พัฒนาซอฟต์แวร์ ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับงานที่ปรึกษามูลค่า 600,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน แบ่งเป็น 3 งวด เดือนที่ 2 ส่งมอบงวดแรกเสร็จ คิดเป็น 30% ของงานทั้งหมด จึงรับรู้รายได้ 180,000 บาทในเดือนนั้น เลือกวิธีไหนดี เกณฑ์ตัดสินใจง่าย ๆ เกณฑ์ รับรู้เมื่อเสร็จ รับรู้ตามความคืบหน้า ระยะเวลางาน สั้น ไม่เกิน 1 เดือน ยาว หลายเดือนหรือหลายงวด การแบ่งงวด ไม่ได้แบ่ง แบ่งงวดชัดเจน เหมาะกับ ซ่อมบำรุง ออกแบบชิ้นเดียว ที่ปรึกษา เอาต์ซอร์ส ก่อสร้าง หากธุรกิจของคุณรับงานเป็นโปรเจกต์ยาว ควรใช้วิธีรับรู้ตามความคืบหน้า เพื่อให้งบการเงินสะท้อนผลงานจริงในแต่ละงวด ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า จุดเกิดภาษี หรือ Tax Point ของงานบริการ สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสับสนคือ ต้องออกใบกำกับภาษีตอนไหนกันแน่ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 กำหนดให้ความรับผิดในการเสีย VAT ของงานบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระค่าบริการ ไม่ใช่เมื่องานเสร็จ ตัวอย่าง บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งมอบงานที่ปรึกษางวดแรกในเดือนมกราคม แต่ลูกค้าจ่ายเงินเดือนกุมภาพันธ์ Tax Point จึงเกิดในเดือนกุมภาพันธ์ ต้องออกใบกำกับภาษีและนำส่ง VAT ในเดือนนั้น ข้อยกเว้น ถ้าออกใบกำกับภาษีก่อนรับเงิน Tax Point จะเกิด ณ วันที่ออกใบกำกับภาษีนั้นแทน กรณียกเว้น VAT สำหรับธุรกิจบริการบางประเภท บริการบางอย่างได้รับยกเว้น VAT ตามกฎหมาย เช่น บริการขนส่งในราชอาณาจักร บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล และบริการด้านการศึกษาของสถานศึกษา การออกใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีตามงวดงาน ธุรกิจบริการที่แบ่งงานเป็นงวด ต้องจัดการเอกสาร 2 ชุดให้สอดคล้องกัน ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ออกเมื่อส่งมอบงานแต่ละงวดเสร็จ เพื่อเรียกเก็บเงินจากลูกค้า ระบุรายละเอียดงวดงาน มูลค่า และกำหนดชำระ ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) สำหรับผู้จด VAT ต้องออกเมื่อได้รับชำระเงิน หรือเมื่อออกใบกำกับภาษี แล้วแต่อย่างใดเกิดก่อน ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี รายการบริการ จำนวนเงิน และ VAT แยกชัดเจน หลักง่าย ๆ คือ ส่งงาน 1 งวด ออก Invoice 1 ใบ พอลูกค้าจ่ายเงิน ออก Tax Invoice 1 ใบ วิธีคำนวณต้นทุนบริการ ต้นทุนบริการคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อส่งมอบบริการนั้น ๆ โดยตรง ซึ่งต่างจากธุรกิจขายสินค้าที่มีต้นทุนสินค้าชัดเจน ส่วนประกอบของต้นทุนบริการ ประเภท ตัวอย่าง ค่าแรงทางตรง เงินเดือนพนักงานที่ทำงานในโปรเจกต์ ค่าจ้างฟรีแลนซ์ วัสดุสิ้นเปลือง อุปกรณ์ที่ใช้ในการให้บริการ เช่น อะไหล่ซ่อม วัสดุทำความสะอาด ค่าใช้จ่ายอ้อม ค่าเช่าสำนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าซอฟต์แวร์ ปันส่วนตามงาน ตัวอย่าง บริษัท ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับงานวางระบบบัญชี 1 โปรเจกต์ ค่าแรงที่ปรึกษา 80,000 บาท ค่าเดินทาง 5,000 บาท ค่าซอฟต์แวร์ปันส่วน 3,000 บาท ต้นทุนบริการรวมทั้งสิ้น 88,000 บาท เคล็ดลับคือ บันทึกค่าใช้จ่ายแยกตามโปรเจกต์ตั้งแต่ต้น จะทำให้รู้ต้นทุนจริงของแต่ละงานและตั้งราคาได้แม่นยำขึ้น บริหารบัญชีธุรกิจบริการให้ถูกต้อง การบริหารบัญชีธุรกิจบริการมีจุดที่ต้องระวังมากกว่าธุรกิจขายสินค้า เพราะรายได้เกิดเป็นงวด ต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าแรง และต้องจับคู่รายได้กับค่าใช้จ่ายให้ตรงงวด ตั้งผังบัญชีสำหรับธุรกิจบริการ ผังบัญชีที่ดีควรแยกรายได้ค่าบริการตามประเภทงาน เช่น รายได้ค่าที่ปรึกษา รายได้ค่าเอาต์ซอร์ส รายได้ค่าขนส่ง เพื่อให้วิเคราะห์ได้ว่าบริการประเภทไหนทำกำไรมากที่สุด จัดการรายได้ค้างรับและรายได้รับล่วงหน้า ธุรกิจบริการมักเจอ 2 สถานการณ์นี้ รายได้ค้างรับ เกิดเมื่อส่งมอบงานแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ต้องบันทึกเป็นรายได้ในงวดที่ส่งมอบ และตั้งลูกหนี้ค่าบริการรอรับเงิน รายได้รับล่วงหน้า เกิดเมื่อลูกค้าจ่ายเงินก่อนที่จะเริ่มทำงาน ต้องบันทึกเป็นหนี้สิน แล้วค่อยทยอยรับรู้เป็นรายได้เมื่อส่งมอบงานแต่ละงวด ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ การจัดการบัญชีธุรกิจบริการด้วยมือหรือ Excel อาจทำได้ในช่วงแรก แต่เมื่อโปรเจกต์เยอะขึ้น การออกใบแจ้งหนี้ตามงวด ติดตามรายได้ค้างรับ และจัดทำรายงานภาษีจะซับซ้อนมาก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบริการจัดการตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ บันทึกรายได้ตามงวดงาน ไปจนถึงจัดทำรายงานภาษีอัตโนมัติ ลดงานซ้ำและลดความผิดพลาดจากการบันทึกด้วยมือ สรุป – ธุรกิจบริการต้องบริหารบัญชีต่างจากธุรกิจขายสินค้า ธุรกิจบริการไม่ได้ยากกว่าธุรกิจขายสินค้า แต่มีจุดที่ต้องระวังต่างกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ เลือกวิธีรับรู้รายได้ให้ตรงกับลักษณะงาน ออกใบกำกับภาษีตาม Tax Point ที่ถูกต้อง และบันทึกต้นทุนแยกตามโปรเจกต์เพื่อรู้กำไรจริงของแต่ละงาน พร้อมจัดการบัญชีธุรกิจบริการให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาให้ SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการต้องจด VAT หรือไม่ ถ้ามีรายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ตามกฎหมาย แต่ถ้ารายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ สามารถจดโดยสมัครใจได้เพื่อขอคืนภาษีซื้อ รายได้รับล่วงหน้ากับรายได้ค้างรับ ต่างกันอย่างไร รายได้รับล่วงหน้า คือเงินที่ลูกค้าจ่ายมาก่อนที่จะทำงาน ถือเป็นหนี้สินจนกว่าจะส่งมอบงาน ส่วนรายได้ค้างรับ คือรายได้จากงานที่ทำเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ถือเป็นสินทรัพย์ ธุรกิจบริการ B2B ต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายเองหรือไม่ ฝั่งผู้จ่ายเงิน (ลูกค้า) เป็นคนออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่ฝั่งผู้ให้บริการ แต่ผู้ให้บริการต้องเก็บหนังสือรับรองไว้เพื่อใช้เป็นหลักฐานหักภาษีตอนยื่นแบบ ต้นทุนบริการกับค่าใช้จ่ายในการขาย ต่างกันตรงไหน ต้นทุนบริการ คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งมอบบริการ เช่น ค่าแรงพนักงานที่ทำงานในโปรเจกต์ ส่วนค่าใช้จ่ายในการขาย คือค่าใช้จ่ายในการหาลูกค้า เช่น ค่าโฆษณา ค่าคอมมิชชัน ทั้งสองต้องแยกบัญชีกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

ให้บริษัทเช่าบ้านตัวเอง ต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนจะเริ่มทำจริง

เจ้าของธุรกิจหลายคนเริ่มต้นบริษัทจากบ้านของตัวเอง เพราะประหยัดค่าเช่าออฟฟิศและสะดวกกว่าการหาที่ทำงานใหม่ แต่พอถึงเวลาทำบัญชีจริง คำถามที่ตามมาคือ เช่าบ้านตัวเองให้บริษัทที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ทำได้จริงไหม แล้วจะกลายเป็นช่องโหว่ที่สรรพากรจับผิดหรือเปล่า คำตอบสั้น ๆ คือทำได้ และเป็นวิธีที่ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากใช้ลดภาษีนิติบุคคลอย่างถูกกฎหมาย เพียงแต่ต้องทำให้ถูกขั้นตอน ตั้งแต่การทำสัญญาเช่า การกำหนดค่าเช่าให้สมเหตุสมผล ไปจนถึงเรื่องภาษีค่าเช่าบ้านที่เจ้าของบ้านต้องยื่นเอง บทความนี้จะพาไปดูทีละขั้นตอน ตั้งแต่หลักการ เงื่อนไขที่สรรพากรยอมรับ วิธีคำนวณผลประหยัดภาษี ไปจนถึงเอกสารที่ต้องเตรียม เพื่อให้เช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องถูกตรวจสอบภายหลัง เช่าบ้านตัวเองทำสำนักงานบริษัท ทำได้จริงไหม ทำได้จริง ตราบใดที่ทำสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร กำหนดค่าเช่าตามราคาตลาด และทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ทางภาษีให้ครบ คือบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายตอนจ่ายค่าเช่า ส่วนเจ้าของบ้านนำรายได้ค่าเช่าไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเอง กรณีนี้ทางบัญชีเรียกว่าธุรกรรมระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน (related-party transaction) เพราะเจ้าของบ้านกับเจ้าของบริษัทเป็นคนเดียวกัน กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่สรรพากรจะให้ความสำคัญกับความสมเหตุสมผลของราคาค่าเช่าเป็นพิเศษ ถ้าตั้งราคาสูงหรือต่ำผิดปกติจนดูเหมือนตั้งใจโยกกำไรระหว่างบริษัทกับตัวบุคคล อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มภายหลัง หลักการ ทำไมเจ้าของบริษัทเช่าบ้านตัวเองให้บริษัทตัวเองได้ หลักการง่าย ๆ คือบริษัทกับบุคคลธรรมดาเป็นคนละหน่วยภาษีกัน แม้เจ้าของบ้านกับเจ้าของบริษัทจะเป็นคนเดียวกัน กฎหมายก็ยังมองทั้งสองฝ่ายแยกจากกันในทางบัญชีและภาษี เมื่อบริษัทจ่ายค่าเช่าให้เจ้าของบ้าน เงินก้อนนั้นถือเป็นรายจ่ายในการดำเนินธุรกิจของบริษัท เพราะบริษัทต้องมีที่ตั้งสำนักงานอยู่แล้ว ส่วนเจ้าของบ้านก็มีหน้าที่นำเงินค่าเช่าที่ได้รับไปรวมเป็นเงินได้ของตัวเอง เหมือนกับกรณีที่บริษัทไปเช่าบ้านคนอื่นทำออฟฟิศทุกประการ เพียงแต่ในกรณีนี้เจ้าของบ้านกับเจ้าของบริษัทบังเอิญเป็นคนเดียวกันเท่านั้น เงื่อนไขสัญญาเช่าที่สรรพากรยอมรับ สัญญาเช่าต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุคู่สัญญา ระยะเวลาเช่า ค่าเช่ารายเดือน และวิธีชำระเงินให้ชัดเจน พร้อมมีหลักฐานการโอนเงินจริงทุกเดือน เพื่อพิสูจน์ได้ว่าธุรกรรมนี้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่บันทึกบัญชีลอย ๆ สัญญาเช่าต้องมีอะไรบ้าง สัญญาเช่าที่ใช้ได้จริงต้องระบุชื่อผู้ให้เช่า คือเจ้าของบ้านในฐานะบุคคลธรรมดา และผู้เช่า คือบริษัทในฐานะนิติบุคคล พร้อมเลขทะเบียนนิติบุคคลให้ครบถ้วน นอกจากนี้ต้องระบุที่ตั้งบ้านที่เช่า ระยะเวลาเช่า อัตราค่าเช่าต่อเดือน วันครบกำหนดชำระ และเงื่อนไขอื่น เช่น ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าน้ำค่าไฟ เหมือนสัญญาเช่าทั่วไปที่ทำกับผู้เช่าคนอื่น ทำไมต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร มีหลักฐานการโอนเงินจริง หลายคนคิดว่าเช่าบ้านตัวเองไม่จำเป็นต้องทำสัญญาจริงจัง เพราะเป็นเงินในกระเป๋าเดียวกัน แต่ในมุมมองของสรรพากร นี่คือธุรกรรมทางภาษีที่ต้องพิสูจน์ได้เหมือนธุรกรรมอื่นทุกอย่าง ถ้าไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมีสัญญาแต่ไม่มีหลักฐานโอนเงินตามจริง บริษัทเสี่ยงถูกสรรพากรตีความว่าค่าเช่าที่บันทึกไว้เป็นรายจ่ายต้องห้าม ไม่สามารถนำมาหักภาษีได้ ทำให้เสียประโยชน์ทางภาษีที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก วิธีกำหนดค่าเช่าให้สมเหตุสมผล ค่าเช่าที่สมเหตุสมผลคือราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดของบ้านลักษณะเดียวกันในทำเลเดียวกัน ไม่ใช่ราคาที่เจ้าของบ้านตั้งขึ้นเองตามใจชอบ เพราะสรรพากรใช้หลักราคาตลาดในการตรวจสอบธุรกรรมระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกันเสมอ เกณฑ์ที่ใช้เทียบราคาตลาด วิธีหาราคาตลาดที่ทำได้ง่ายที่สุดคือเทียบกับประกาศให้เช่าบ้านหรือทาวน์เฮาส์ขนาดใกล้เคียงกันในย่านเดียวกัน จากเว็บอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป ปัจจัยที่ต้องเทียบให้ตรงกันคือขนาดพื้นที่ใช้สอย จำนวนห้อง ทำเล และสภาพบ้าน ถ้าเป็นไปได้ ควรเก็บหลักฐานราคาเปรียบเทียบไว้ประกอบการอธิบาย เผื่อสรรพากรสอบถามภายหลัง ความเสี่ยงถ้าตั้งค่าเช่าสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาดมากเกินไป ถ้าตั้งค่าเช่าสูงกว่าราคาตลาดมาก บริษัทจะมีรายจ่ายเกินจริง ทำให้กำไรลดลงผิดปกติ สรรพากรอาจมองว่าเป็นการโยกกำไรบริษัทไปให้เจ้าของบ้านเพื่อหลบภาษี ในทางกลับกัน ถ้าตั้งค่าเช่าต่ำกว่าราคาตลาดมาก ก็อาจถูกมองว่าตั้งใจให้บริษัทได้ประโยชน์ทางภาษีเกินควร ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือยึดราคาตลาดเป็นหลัก ไม่สูงหรือต่ำจนผิดปกติ การติดอากรแสตมป์สัญญาเช่า เรื่องสัญญาเช่าติดอากรแสตมป์เป็นอีกจุดที่พลาดกันบ่อย สัญญาเช่าบ้านทุกฉบับ รวมถึงสัญญาเช่าระหว่างเจ้าของบ้านกับบริษัทตัวเอง ต้องติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย โดยคำนวณจากมูลค่าค่าเช่าตลอดอายุสัญญา และต้องติดให้ครบทั้งต้นฉบับและคู่ฉบับ รายละเอียดเรื่องอัตราอากรแสตมป์และวิธีคำนวณแบบละเอียด อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิธีติดอากรแสตมป์สัญญาเช่าให้ถูกต้อง ของ PEAK ภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฝั่งเจ้าของบ้านผู้รับค่าเช่า เมื่อได้รับค่าเช่าจากบริษัท เจ้าของบ้านต้องนำรายได้นี้ไปรวมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตัวเอง เพราะถือเป็นเงินได้ประเภทค่าเช่าทรัพย์สินตามกฎหมายภาษี ไม่ต่างจากการปล่อยเช่าบ้านให้คนทั่วไป ต้องยื่นแบบไหน รายได้ค่าเช่าบ้านต้องยื่นในแบบ ภ.ง.ด. 90 ซึ่งเป็นแบบยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภท โดยยื่นรวมกับเงินได้อื่นที่มีในปีภาษีนั้น เช่น เงินเดือนหรือรายได้จากธุรกิจส่วนตัว ถ้าเจ้าของบ้านมีรายได้จากค่าเช่าเป็นรายได้หลักเพียงอย่างเดียว ก็ยังต้องยื่น ภ.ง.ด. 90 เช่นกัน ไม่ใช่ ภ.ง.ด. 91 ซึ่งใช้เฉพาะผู้มีเงินได้จากเงินเดือนอย่างเดียว หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา หรือหักตามจริง แบบไหนคุ้มกว่า เรื่องรายได้ค่าเช่า หักค่าใช้จ่าย กฎหมายให้เลือกได้สองแบบ แบบแรกคือหักเหมาที่อัตราร้อยละ 30 ของรายได้ค่าเช่า โดยไม่ต้องมีหลักฐานอะไรเพิ่ม แบบที่สองคือหักตามค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น เช่น ค่าซ่อมแซม ค่าเสื่อมราคาบ้าน แต่ต้องมีหลักฐานครบทุกรายการ ตัวอย่างเช่น ถ้าได้ค่าเช่าปีละ 180,000 บาท หักเหมา 30 เปอร์เซ็นต์ จะเหลือเงินได้สุทธิ 126,000 บาท ถ้าค่าใช้จ่ายจริงของบ้านหลังนั้นต่ำกว่านี้ การหักเหมาจะคุ้มกว่า แต่ถ้าเพิ่งปรับปรุงบ้านครั้งใหญ่ การหักตามจริงอาจคุ้มกว่า ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่บริษัทต้องหักไว้ตอนจ่ายค่าเช่า ค่าเช่าหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่บริษัทมีหน้าที่หักไว้ทุกครั้งที่จ่ายค่าเช่าให้เจ้าของบ้าน ในอัตราร้อยละ 5 ของค่าเช่า แล้วนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด. 3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ถ้าบันทึกรายการนี้ผิดพลาดหรือลืมนำส่ง บริษัทอาจต้องรับผิดชอบภาษีส่วนนี้เอง เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานภาษีที่ PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษีออนไลน์ ช่วย SME จัดการได้ ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าเดือนละ 15,000 บาท บริษัทต้องหักไว้ 750 บาท จ่ายให้เจ้าของบ้านจริงเพียง 14,250 บาท พร้อมออกหนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่เรียกกันว่าใบ 50 ทวิ ให้เจ้าของบ้านเก็บไว้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีปลายปี ค่าเช่าที่บริษัทนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ ประหยัดภาษีนิติบุคคลเท่าไหร่ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตัวอย่างของบริษัท เอบีซี จำกัด ชื่อสมมุติ ที่เจ้าของบริษัทเช่าบ้านตัวเองให้บริษัทเป็นสำนักงาน ในราคาตลาดเดือนละ 15,000 บาท รวมเป็นค่าเช่าทั้งปี 180,000 บาท ฝั่งบริษัท ค่าเช่า 180,000 บาทนี้ นำไปหักเป็นรายจ่ายก่อนคำนวณกำไรสุทธิได้เต็มจำนวน ถ้าบริษัทอยู่ในช่วงอัตราภาษี SME ที่ร้อยละ 15 บริษัทจะประหยัดภาษีนิติบุคคลประมาณ 180,000 คูณ 15 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 27,000 บาทต่อปี ฝั่งเจ้าของบ้าน รายได้ค่าเช่า 180,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายเหมา 30 เปอร์เซ็นต์ จะเหลือเงินได้สุทธิ 126,000 บาท ถ้าเงินได้ก้อนนี้ตกอยู่ในช่วงอัตราภาษีร้อยละ 10 จะเสียภาษีเพิ่มประมาณ 12,600 บาทต่อปี เมื่อหักลบกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายรวมกันประหยัดภาษีสุทธิประมาณ 14,400 บาทต่อปี ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างประกอบความเข้าใจเท่านั้น ผลประหยัดจริงขึ้นอยู่กับอัตราภาษีของแต่ละคนและรายได้อื่นที่มี ควรให้นักบัญชีคำนวณให้ตรงกับสถานการณ์จริงอีกครั้ง เอกสารที่ต้องเตรียม เพื่อแจ้งใช้บ้านเป็นที่ตั้งบริษัท การใช้บ้านจดทะเบียนบริษัทไม่ได้จบแค่เรื่องสัญญาเช่าและอากรแสตมป์ ถ้าบ้านหลังนี้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหม่ หรือย้ายที่ตั้งจากที่เดิม เจ้าของกิจการต้องแจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วย เอกสารหลักที่ต้องเตรียมคือสัญญาเช่าบ้าน สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของบ้าน หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ กรณีเจ้าของบ้านไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท และหนังสือรับรองบริษัทฉบับล่าสุด ขั้นตอนแจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัทมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ อ่านคำแนะนำแบบครบทุกขั้นตอนได้ที่บทความ แจ้งเปลี่ยนที่อยู่บริษัทต้องทำอย่างไร ของ PEAK ข้อควรระวัง ความเสี่ยงที่เจ้าของ SME มักพลาด ความเสี่ยงที่พบบ่อย ทำไมถึงเป็นปัญหา ไม่ทำสัญญาเช่าเป็นลายลักษณ์อักษร สรรพากรอาจตีความว่าค่าเช่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม ทำให้บริษัทหักภาษีไม่ได้ ตั้งค่าเช่าสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาดมาก เสี่ยงถูกประเมินว่าโยกกำไรเพื่อหลบภาษี ต้องเสียภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายตอนจ่ายค่าเช่า บริษัทมีความผิดฐานไม่หักภาษี ต้องรับผิดชอบภาษีที่ควรหักไว้เอง เจ้าของบ้านลืมยื่นรายได้ค่าเช่า ถือเป็นการยื่นภาษีไม่ครบ เสี่ยงถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม ไม่มีหลักฐานการโอนเงินค่าเช่าจริง พิสูจน์ไม่ได้ว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริง อาจถูกตัดรายจ่ายทั้งก้อน สรุป – เช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศ ทำได้ถ้าทำให้ถูกขั้นตอน เช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศ เป็นวิธีลดภาษีนิติบุคคลที่ทำได้จริงและถูกกฎหมาย ตราบใดที่ทำสัญญาเช่าให้ครบถ้วน ตั้งค่าเช่าตามราคาตลาด และทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ทางภาษีของตัวเองให้ครบ สิ่งที่มักถูกมองข้ามไม่ใช่ตัวไอเดียการเช่าบ้านตัวเอง แต่คือรายละเอียดของเอกสารและการยื่นภาษีที่ต้องแม่นยำ ยิ่งบันทึกและเก็บหลักฐานเป็นระบบตั้งแต่ต้น ยิ่งลดความเสี่ยงถูกสรรพากรตรวจสอบภายหลัง จัดการค่าเช่าและภาษีให้เป็นระบบ ด้วย PEAK การจัดการค่าเช่า หัก ณ ที่จ่าย และเอกสารภาษีให้ครบทุกเดือน เป็นงานที่ต้องละเอียดและทำต่อเนื่อง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับรายจ่าย จัดการภาษีหัก ณ ที่จ่าย และเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ในที่เดียว ลดความเสี่ยงตกหล่นเรื่องภาษี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเช่าบ้านตัวเองทำออฟฟิศ เช่าบ้านตัวเองให้บริษัทได้ไหม ถ้าเจ้าของบ้านเป็นกรรมการบริษัทด้วย ได้ กรรมการบริษัทสามารถเป็นเจ้าของบ้านที่ให้บริษัทเช่าได้ในเวลาเดียวกัน กฎหมายไม่ได้ห้าม เพียงแต่ต้องทำสัญญาเช่าและกำหนดค่าเช่าตามราคาตลาดเหมือนกรณีทั่วไป ถ้าไม่ทำสัญญาเช่า บริษัทยังหักค่าเช่าเป็นรายจ่ายได้ไหม ทำได้ยาก เพราะสรรพากรต้องการหลักฐานยืนยันว่ามีการเช่าจริง ถ้าไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ค่าเช่าที่บันทึกไว้อาจถูกตัดออกจากรายจ่ายทั้งหมด บ้านที่ยังผ่อนกับธนาคารอยู่ เอามาเช่าให้บริษัทได้ไหม ได้ บ้านที่อยู่ระหว่างผ่อนก็นำมาทำสัญญาเช่าให้บริษัทได้ เพราะกรรมสิทธิ์ยังเป็นของเจ้าของบ้าน แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขสัญญาสินเชื่อกับธนาคารก่อนว่ามีข้อห้ามเรื่องการนำไปให้เช่าเชิงพาณิชย์หรือไม่ บ้านที่ใช้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและที่ตั้งบริษัท คิดค่าเช่าเต็มบ้านได้ไหม ถ้าใช้พื้นที่บ้านทั้งหลังเป็นสำนักงาน คิดค่าเช่าเต็มบ้านตามราคาตลาดได้ แต่ถ้าใช้เพียงบางส่วน เช่น ชั้นล่างเป็นออฟฟิศ ชั้นบนยังพักอาศัยอยู่ ควรคิดค่าเช่าตามสัดส่วนพื้นที่ที่ใช้จริงเพื่อความสมเหตุสมผล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

CK Cheong กับวิธีปรับตัวของธุรกิจในโลกที่ลูกค้าเป็น AI – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน SUMMIT 2026

ลองนึกภาพวันที่คุณตื่นมาแล้วพบว่ายอดขายวันนี้มาจาก AI Agent ไม่ใช่คน AI Agent เป็นตัวแทนที่ค้นหาสินค้า เปรียบเทียบราคา และกดจ่ายเงินแทนลูกค้าทั้งหมด ฟังดูเหมือนอนาคตอีกไกล แต่จริง ๆ แล้วมันเกิดขึ้นแล้วในบางประเทศ CK Cheong ซีอีโอของ Fastwork บนเวทีงาน ลงทุนแมน SUMMIT 2026 ในเซสชัน What’s Next for The Business Trend วิเคราะห์เทรนด์ธุรกิจ คิดโมเดลแห่งอนาคต พูดเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า ผู้ซื้อ ผู้ตัดสินใจ และผู้จ่ายเงินหลักในอนาคตจะไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่เป็น AI Agent บทความนี้สรุปเนื้อหาสำคัญจากเวทีนั้น พร้อมวิธีปรับตัวที่ธุรกิจไทยนำไปใช้ได้ทันที CK Cheong ซีอีโอ Fastwork กับมุมมอง AI Agent บนเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 CK Cheong เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Fastwork แพลตฟอร์มจ้างงานฟรีแลนซ์ที่เริ่มต้นในไทยแล้วขยายไปหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาเป็นหนึ่งใน speaker ที่ได้รับเชิญขึ้นเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 งานสัมมนาด้านธุรกิจและการลงทุนที่รวมผู้นำจากหลากหลายอุตสาหกรรม หัวข้อที่ CK เลือกพูดไม่ใช่เรื่องการใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยงาน แต่เป็นมุมที่ใหม่กว่านั้นมาก นั่นคือ AI Agent กำลังกลายเป็นลูกค้าตัวจริงของธุรกิจ และแบรนด์ที่ไม่เตรียมพร้อมจะถูกข้ามไปอย่างเงียบ ๆ AI Agent คืออะไร – ทำความเข้าใจตัวแทน AI ที่ทำงานแทนคน AI Agent คือโปรแกรม AI ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้แบบครบวงจร ตั้งแต่รับคำสั่ง วางแผน ตัดสินใจ ไปจนถึงลงมือทำ โดยไม่ต้องรอให้คนมากดปุ่มทุกขั้นตอน สิ่งที่ทำให้ AI Agent ต่างจาก Chatbot ทั่วไปคือความสามารถในการลงมือทำได้จริง Chatbot ตอบคำถามได้ แต่ AI Agent เชื่อมต่อกับระบบชำระเงิน ระบบสต็อกสินค้า หรือแม้แต่ควบคุมคอมพิวเตอร์เพื่อทำธุรกรรมให้เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง AI Agent มีอะไรบ้าง – ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้วตอนนี้ CK ยกตัวอย่างบนเวทีหลายตัวที่น่าสนใจ ตัวอย่างเหล่านี้ไม่ใช่ concept อีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ผู้ใช้จริงเริ่มทดลองแล้ววันนี้ Agentic AI กับ AI Agent ต่างกันตรงไหน หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ลองคิดแบบง่าย ๆ ว่า Agentic AI คือแนวคิดที่ให้ AI ทำงานแบบอิสระ ตัดสินใจเอง วางแผนเอง ส่วน AI Agent คือตัวโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาตามแนวคิดนั้น พูดง่าย ๆ คือ Agentic AI เป็นปรัชญา ส่วน AI Agent คือคนที่ลงมือทำตามปรัชญานั้น ในทางปฏิบัติทั้งสองคำมักถูกใช้แทนกันได้ แต่ถ้าต้องการความชัดเจน ให้จำว่า Agent เน้นที่ตัวโปรแกรม ส่วน Agentic เน้นที่คุณสมบัติของการทำงาน เมื่อ AI Agent กลายเป็นลูกค้า – จาก Search Engine สู่ Full Automation CK อธิบายวิวัฒนาการพฤติกรรมผู้บริโภคไว้ 3 ขั้นที่ชัดเจนมาก ขั้นที่ 1 ยุค Search Engine – มนุษย์ค้นหาข้อมูลเองผ่าน Google, TikTok, Lazada หรือ Shopee เปรียบเทียบเอง ตัดสินใจเอง แล้วกดซื้อเอง ขั้นที่ 2 ยุค AI Agent – AI สืบค้นข้อมูลแทน คัดสรรตัวเลือก ดึงรีวิวและ rating มาเปรียบเทียบ แล้วแนะนำตัวเลือกที่ดีที่สุดให้มนุษย์ตัดสินใจขั้นสุดท้าย ขั้นที่ 3 ยุค Full Automation – AI ทำทุกอย่างแทน ตั้งแต่ค้นหา เปรียบเทียบ ตัดสินใจ สั่งซื้อ จ่ายเงิน จนถึงเติมสต็อกให้อัตโนมัติ โดยไม่ผ่านแอปหรือหน้าจอใด ๆ เลย กรณี Meta Muse ที่ CK ยกมาเป็นตัวอย่างของขั้นที่ 3 ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ผู้ใช้ไม่ได้เปิดแอปช็อปปิ้ง ไม่ได้เปรียบเทียบราคา แค่บอก AI ว่าผ้าอ้อมหมด แล้วของก็มาถึงบ้าน ผู้ซื้อตัวจริงในกรณีนี้คือ AI Agent ไม่ใช่มนุษย์ ธุรกิจที่ไม่มีตัวตนในสายตา AI Agent จะหายไปจากระบบเศรษฐกิจ CK เตือนไว้ชัดว่า ธุรกิจที่ไม่นำข้อมูล ผลงาน รีวิว และ rating ขึ้นสู่ระบบออนไลน์ในรูปแบบที่ AI Agent ดึงไปประมวลผลได้ ธุรกิจนั้นจะกลายเป็นธุรกิจที่ไม่มีตัวตน เมื่อ AI Agent ค้นหาร้านอาหาร ช่างซ่อม หรือสำนักงานบัญชีให้ลูกค้า มันจะดึงข้อมูลจากแหล่งออนไลน์ที่มีโครงสร้างชัดเจน ถ้าธุรกิจของคุณไม่มีข้อมูลเหล่านี้ AI Agent ก็ไม่มีทางแนะนำคุณได้ ธุรกิจของคุณจะถูกข้ามไปโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว การอวสานของ App – CK มองอนาคตที่เหลือแค่ AI Interface เดียว อีกประเด็นที่ CK พูดถึงบนเวทีคือ อนาคตที่ธุรกิจไม่ต้องสร้างแอปหรือหน้าจอซับซ้อนอีกต่อไป เพราะ AI จะกลายเป็น interface เดียวที่เชื่อมต่อทุกระบบหลังบ้าน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Salesforce Agentforce ที่ใช้ AI จาก Anthropic เป็นตัวกลาง พนักงานขายแค่พิมพ์หรือพูดว่าต้องการข้อมูลลูกค้ารายไหน ระบบก็ดึงข้อมูลจาก CRM มาให้ทันที ไม่ต้องเปิดหน้าจอหลายจอ ไม่ต้องจำวิธี filter ข้อมูล สำหรับ SME ไทย สิ่งที่ต้องคิดคือ ระบบหลังบ้านของธุรกิจพร้อมเชื่อมต่อกับ AI หรือยัง ถ้าข้อมูลยังอยู่ในกระดาษหรือ Excel ที่ไม่มี API เชื่อมต่อ ธุรกิจก็จะถูกตัดออกจากระบบนิเวศใหม่นี้ แบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไร – Executive Action Checklist จาก CK Cheong CK ไม่ได้แค่ชี้ปัญหา แต่ให้ checklist สำหรับผู้บริหารไว้ด้วย สรุปเป็นแนวทางที่ SME นำไปใช้ได้ทันที Audit Digital Presence – ทำให้ธุรกิจมีตัวตนในสายตา AI ก่อนจะคิดเรื่องอื่น ต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้า AI Agent ค้นหาธุรกิจแบบเดียวกับคุณ มันจะเจอคุณไหม ข้อมูลสินค้า ราคา รีวิว และ rating ของคุณอยู่ในรูปแบบที่ AI ดึงไปใช้ได้หรือเปล่า ถ้าคำตอบคือยังไม่แน่ใจ ให้เริ่มจากการทำให้ข้อมูลธุรกิจอยู่บนแพลตฟอร์มที่มีโครงสร้าง เช่น Google Business Profile ที่มีข้อมูลครบถ้วน เว็บไซต์ที่มี structured data หรือฐานข้อมูลสินค้าที่มี API ให้ระบบภายนอกเชื่อมต่อได้ เตรียมระบบหลังบ้านให้ AI Agent เชื่อมต่อได้ ระบบ CRM ระบบชำระเงิน และระบบบัญชี ทั้งหมดต้องพร้อมเชื่อมต่อกับ AI Agent ได้ เพราะเมื่อ AI Agent กลายเป็นลูกค้า มันจะทำธุรกรรมผ่าน API ไม่ใช่ผ่านหน้าเว็บแบบที่มนุษย์ใช้ SME ที่ยังใช้ระบบแยกส่วนหรือบันทึกข้อมูลด้วยมือ ควรเริ่มย้ายมาใช้ระบบ Cloud ที่รองรับการเชื่อมต่อ เพราะนี่คือ infrastructure พื้นฐานของยุคที่ AI เป็นลูกค้า AI Agent กับการทำบัญชีและการเงินของ SME CK ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนเกี่ยวกับวงการบัญชี เขาเล่าว่าก่อนปี 2000 การกระทบยอดบัญชีธนาคาร (Bank Reconciliation) ต้องใช้คนทั้งตึกนั่งคิดดอกเบี้ยและเทียบยอดด้วยมือ พอ Excel เข้ามา คนทั้งตึกนั้นก็หายไป แต่ไม่ได้หมายความว่าคนตกงาน หลายคน reskill ตัวเองเป็น Financial Analyst ที่ใช้ Excel วิเคราะห์ข้อมูลแทน ในยุค AI Agent สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ AI จะทำ auto reconciliation ออก invoice อัตโนมัติ และจัดการงานบัญชีพื้นฐานได้ด้วยตัวเอง นักบัญชีที่ปรับตัวได้จะกลายเป็น AI Systems Auditor ที่ตรวจสอบความถูกต้องของระบบ AI แทน สิ่งที่ธุรกิจต้องเตรียมคือระบบบัญชีที่อยู่บน Cloud และพร้อมเชื่อมต่อกับ AI Agent ได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อ AI Agent เริ่มจัดการธุรกรรมให้ลูกค้า ระบบบัญชีต้องรับข้อมูลได้แบบ real-time ไม่ใช่รอคนมากรอกด้วยมือ สรุป – เมื่อลูกค้าไม่ใช่คน ธุรกิจที่พร้อมเชื่อมต่อจะไปต่อได้ insight จาก CK Cheong บนเวทีลงทุนแมน SUMMIT 2026 ทำให้เห็นชัดว่า AI Agent ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยงาน แต่กำลังกลายเป็นลูกค้าตัวจริง ธุรกิจที่เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้จะได้เปรียบ ส่วนธุรกิจที่ยังไม่มีตัวตนในโลกดิจิทัลจะค่อย ๆ หายไปจากระบบเศรษฐกิจ CK ทิ้งคำถามไว้บนเวทีว่า องค์กรของคุณกำลังทำสิ่งเดิมแล้วหวังผลลัพธ์ใหม่ หรือกำลังกล้าที่จะทอยลูกเต๋าลูกใหม่ พร้อมปรับธุรกิจให้รับยุค AI Agent ด้วยระบบบัญชีที่เชื่อมต่อได้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยให้ธุรกิจจัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บนระบบ Cloud ที่พร้อมเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึง AI Agent ในอนาคต ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AI Agent AI Agent ใช้งานยังไง AI Agent ทำงานโดยรับคำสั่งจากผู้ใช้ผ่านข้อความหรือเสียง จากนั้นมันจะวางแผนและลงมือทำให้เสร็จโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น บอกให้จองตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุดไปเชียงใหม่สัปดาห์หน้า AI Agent จะค้นหา เปรียบเทียบ และจองให้โดยที่คุณไม่ต้องเปิดเว็บไซต์สายการบินเอง AI Agent จะมาแทนที่คนทำงานไหม CK อธิบายว่าไม่ใช่การแทนที่ แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาท เช่น พนักงาน Customer Service อาจเปลี่ยนเป็น AI Agent Trainer ที่สอนให้ AI ตอบลูกค้าได้ถูกต้อง สิ่งสำคัญคือการเป็น Problem Solver ที่มุ่งแก้ปัญหาให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่ Organizer ที่ทำงานตามขั้นตอนเดิมซ้ำ ๆ ธุรกิจขนาดเล็กต้องเตรียมตัวอย่างไรสำหรับยุค AI Agent เริ่มจาก 3 อย่างที่ทำได้ทันที หนึ่งคือทำให้ข้อมูลธุรกิจอยู่บนออนไลน์ในรูปแบบที่ AI อ่านได้ สองคือย้ายระบบหลังบ้านขึ้น Cloud เพื่อรองรับการเชื่อมต่อ API ในอนาคต สามคือเริ่มใช้ AI ในงานประจำวันเพื่อให้ทีมคุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับ AI ก่อนที่ AI Agent จะกลายเป็นลูกค้าจริง ๆ Meet Proxy คืออะไร ทำไม CK บอกว่าเป็นภัยเงียบขององค์กร Meet Proxy คือพฤติกรรมที่ผู้ส่งคัดลอกข้อความยาว ๆ จาก AI ส่งให้อีกฝ่าย แล้วผู้รับก็คัดลอกข้อความนั้นกลับเข้า AI ให้สรุปให้อีกที ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ทำความเข้าใจเนื้อหาจริงเลย CK เตือนว่าพฤติกรรมนี้สร้างต้นทุนแฝงมหาศาลให้องค์กร เพราะดูเหมือนทำงานแต่ไม่มีใครคิดจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

สร้างแผนการตลาดแบบ Dr.PONG – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน SUMMIT 2026

การสร้างแบรนด์ที่คนจดจำไม่จำเป็นต้องใช้งบมหาศาล แต่ต้องเข้าใจว่าลูกค้ามองเราอย่างไร และเราอยากให้เขาจำเราในแบบไหน คุณพงศ์ (นพ.ยุวพงศ์ สุทธินันท์) CEO และผู้ก่อตั้ง Dr.PONG แบรนด์สกินแคร์ที่เติบโตจากออนไลน์จนกลายเป็นชื่อที่คนไทยรู้จักทั่วประเทศ ขึ้นเวทีงาน ลงทุนแมน SUMMIT 2026 ในเซสชัน The Scaling Up Playbook ขยายธุรกิจใหญ่ ทำอย่างไรให้แบรนด์โต พร้อมถ่ายทอดบทเรียนที่ผู้ประกอบการ SME นำไปใช้ได้ทันที มาดูกันว่าคุณพงศ์พูดอะไรบ้างบนเวทีนี้ รู้จัก Dr.PONG – จากคลินิกหมอพงศ์สู่แบรนด์สกินแคร์ระดับส่งออก จุดเริ่มต้น คลินิกความงามสู่สกินแคร์ออนไลน์ คุณพงศ์เริ่มต้นจากคลินิกความงามเล็ก ๆ ก่อนขยายสู่สกินแคร์ ในยุคนั้นแบรนด์ที่ขายผ่าน Modern Trade อย่างห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อต้องถูกหักส่วนแบ่ง (GP – Gross Profit) สูงถึง 40% จากราคาขาย หมายความว่าจากสินค้าราคา 100 บาท แบรนด์ได้กลับมาแค่ 60 บาท Dr.PONG มองเห็นช่องว่างตรงนี้ จึงเลือกขายผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่ต้องเสียส่วนแบ่งให้ห้าง แล้วนำเงินส่วนต่าง 40% นั้นกลับไปใส่ในคุณภาพผลิตภัณฑ์แทน ผลลัพธ์คือสินค้าประสิทธิภาพสูงในราคาที่คุ้มค่ากว่าคู่แข่ง นี่คือตัวอย่างของ Channel Disruption ที่ SME สามารถเรียนรู้ได้ เลือกช่องทางที่ได้เปรียบแล้วเอางบที่เหลือไปสร้างคุณภาพ ไม่ใช่จ่ายค่าชั้นวาง ปัจจุบัน Dr.PONG ไม่ได้หยุดแค่การขาย แต่ร่วมวิจัยเทคโนโลยี Nano Liposome กับ NanoTEC และจัดตั้ง Dr. Pong SRL เพื่อผลิตวัตถุดิบเอง ลดการนำเข้า และต่อยอดเป็นธุรกิจ B2B ส่งออกไปถึงเกาหลีใต้ การสร้างแบรนด์คืออะไร ทำไม SME ยุคนี้ต้องใส่ใจ การสร้างแบรนด์ (Branding) คือการสร้างตัวตนให้ธุรกิจ ตั้งแต่ชื่อ โลโก้ ภาพลักษณ์ ไปจนถึงความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อสินค้าและบริการ เป้าหมายคือทำให้ลูกค้า นึกถึงเราก่อน เมื่อต้องการสินค้าในหมวดนั้น สำหรับ SME ที่งบจำกัด การสร้างแบรนด์ยิ่งสำคัญ เพราะแบรนด์ที่ชัดเจนช่วยลดต้นทุนการตลาดระยะยาว ลูกค้าที่จำแบรนด์ได้จะกลับมาซื้อซ้ำโดยไม่ต้องยิงโฆษณาทุกครั้ง Branding กับ Marketing ต่างกันตรงไหน Branding คือเรื่องของการบอกว่าเราเป็นใคร ส่วน Marketing คือวิธีที่เราสื่อสารตัวตนนั้นออกไป ถ้าแบรนด์ยังไม่ชัด การทำการตลาดจะสื่อสารไม่ตรงจุด เหมือนพูดกับคนฟังโดยไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดเรื่องอะไร Dr.PONG เป็นตัวอย่างที่ดี แบรนด์ชัดตั้งแต่แรกว่าต้องเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาคุ้มค่า ทุกแคมเปญจึงสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ไม่กระจัดกระจาย 5 บทเรียนสร้างแบรนด์ให้คนจำ จากเวที Scaling Up Playbook 1. ทำของดีที่สุดก่อน แล้วค่อยตั้งราคา คุณพงศ์บอกบนเวทีว่า Dr.PONG ไม่ได้เริ่มจากการตั้งราคาแล้วหาวัตถุดิบให้พอดีต้นทุน แต่เริ่มจากการทำสินค้าที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ก่อน แล้วค่อยหาวิธีตั้งราคาที่เหมาะสม แนวคิดนี้ต่างจาก SME หลายรายที่ตั้งงบก่อนแล้วจำกัดคุณภาพตาม ผลลัพธ์คือสินค้าที่ไม่โดดเด่นพอจะแข่งในตลาดที่มีแบรนด์กว่า 10,000 รายในตลาดสกินแคร์ไทยมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท (ตัวเลขจากคุณพงศ์บนเวที) 2. ยอดขายคือครูที่ดีที่สุด – ทำการตลาดแบบเข้าใจง่าย คุณพงศ์เล่าว่า Dr.PONG เคยลง Billboard ขนาดใหญ่โดยใส่รูปคิมซอนโฮ (Kim Seon-ho) นักแสดงเกาหลีชื่อดังในฐานะพรีเซ็นเตอร์ พร้อมชื่อแบรนด์ชัดเจน แต่ผลสำรวจพบว่าผู้บริโภค 30-40% ยังคิดว่า Dr.PONG เป็นแบรนด์เกาหลี บทเรียนนี้สอนว่าผู้บริโภคมีเวลาจำกัด มองเห็นแค่สิ่งที่ตนคิด การสื่อสารแบรนด์ต้องเข้าใจได้ภายใน 3-5 วินาที ไม่ต้องท่ายาก ไม่ต้องซับซ้อน ยอดขายจะบอกเองว่าวิธีไหนได้ผล 3. Common Sense Branding – ลูกค้าเรียกป๋องก็ไม่เป็นไร ลูกค้าหลายคนเรียก Dr.PONG ว่า ป๋อง ซึ่งผิดจากชื่อจริง แทนที่จะแก้ไขทุกครั้ง คุณพงศ์เลือกปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะมองว่าความสนิทสนมสำคัญกว่าความถูกต้องตามทฤษฎี แนวคิดนี้เรียกว่า Common Sense Branding ไม่ยึดตำราตายตัว แต่ฟังลูกค้าก่อนว่าเขาสะดวกแบบไหน แบรนด์ที่เข้าถึงง่ายจะถูกจดจำง่ายกว่าแบรนด์ที่พยายามควบคุมทุกอย่าง 4. จัดการความคาดหวังลูกค้า – สินค้ากลิ่นไม่หอม แต่ได้ผลจริง Dr.PONG มีเซรั่มวิตามินซีผสมกลูต้าไธโอนที่ได้ผลดีมาก แต่มีกลิ่นคล้ายไข่เน่าเพราะสารออกฤทธิ์ แทนที่จะเปลี่ยนสูตรจนประสิทธิภาพลดลง Dr.PONG เลือกแจ้งลูกค้าล่วงหน้าว่ากลิ่นเป็นอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกประสิทธิภาพก่อนความหอม ผลลัพธ์คือลูกค้าที่ซื้อแล้วพอใจ เพราะรู้ล่วงหน้าและยอมรับ trade-off ได้ การจัดการความคาดหวังตั้งแต่ก่อนขายช่วยลดปัญหา complaint และสร้างความไว้ใจระยะยาว 5. ให้อำนาจทีมแก้ปัญหาทันที Dr.PONG มีสเปรย์ที่ใส่สารระงับกลิ่นกายความเข้มข้นสูง ทำให้บางครั้งหัวสเปรย์อุดตัน เมื่อลูกค้าแจ้งปัญหา ทีมไม่ต้องขอหลักฐานหรือรอยืนยัน แต่ส่งสินค้าชิ้นใหม่ให้ทันที แนวทางนี้เรียกว่า Zero-friction Claim ลดขั้นตอนให้ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์ใส่ใจจริง ไม่ใช่แค่พูด ต้นทุนที่เสียไปจากการเปลี่ยนสินค้าน้อยกว่าต้นทุนการเสียลูกค้าไปตลอดชีวิต ขั้นตอนสร้างแบรนด์สำหรับ SME – ถอดจากแนวคิด Dr.PONG Step 1 กำหนด Positioning ที่ชัดเจน ก่อนทำอย่างอื่น ต้องตอบให้ได้ว่าสินค้าหรือบริการของเราต่างจากคู่แข่งตรงไหน Dr.PONG ตอบได้ชัดว่าต้องเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาที่ SME เข้าถึงได้ ถ้ายังตอบไม่ได้ ให้เริ่มจากจุดนี้ก่อนลงเงินทำการตลาด Step 2 เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ ไม่จำเป็นต้องอยู่ทุกช่องทาง เลือกช่องทางที่ต้นทุนต่ำและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรง Dr.PONG เริ่มจากออนไลน์เพราะไม่ต้องเสียส่วนแบ่งให้ห้าง แล้วเอาเงินที่ประหยัดได้ไปลงทุนกับคุณภาพสินค้าแทน SME สามารถใช้แนวคิดเดียวกันได้ เลือกช่องทาง 1-2 ช่องทางที่ถนัดแล้วทำให้ดี ดีกว่ากระจายไปทุกที่แต่ทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ Step 3 สร้าง Brand DNA ที่คนจดจำ Brand DNA คือสิ่งที่ทำให้คนนึกถึงแบรนด์ทันทีเมื่อเห็นหรือได้ยิน Dr.PONG สร้างภาพลักษณ์ของหมอที่เข้าถึงง่าย ไม่ถือตัว พร้อมรับฟังลูกค้า แม้ลูกค้าจะเรียกชื่อผิดก็ไม่เป็นไร สำหรับ SME ลองถามตัวเองว่าถ้าลูกค้าจะเล่าให้เพื่อนฟังเรื่องแบรนด์เรา เขาจะพูดว่าอะไร คำตอบนั้นคือ Brand DNA Step 4 ทดลองตลาดจริง วัดผลด้วยยอดขาย แผนการตลาดที่สวยบนกระดาษไม่มีความหมายถ้ายอดขายไม่ขยับ คุณพงศ์เน้นย้ำว่ายอดขายคือครูที่ดีที่สุด ทดลองทำจริง ดูตัวเลขจริง แล้วปรับตามผลลัพธ์ ไม่ต้องรอแผนสมบูรณ์แบบ Step 5 วางระบบหลังบ้านรองรับการเติบโต เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโต ปัญหาที่ตามมาคือระบบหลังบ้านตามไม่ทัน ทั้งเรื่องบัญชี การเงิน สต็อกสินค้า และภาษี ถ้าระบบไม่พร้อม การเติบโตจะกลายเป็นภาระแทนที่จะเป็นโอกาส ผู้ประกอบการที่เตรียมระบบบัญชีและการเงินให้เป็นระบบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะตัดสินใจได้เร็วขึ้น เพราะเห็นตัวเลขจริงว่ากำไรเท่าไหร่ ต้นทุนตรงไหนลดได้ และช่องทางไหนคุ้มค่าที่สุด ยุคทองของผู้ประกอบการรายเล็ก คุณพงศ์ปิดท้ายเวทีด้วยข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจว่ายุคนี้คนตัวเล็กมีโอกาสสูงสุด ตั้งเป้าหมายในใจให้ชัด เส้นทางจะตามมาเอง ตลาดสกินแคร์ไทยมูลค่า 200,000 ล้านบาท แบ่งให้แบรนด์กว่า 10,000 ราย เฉลี่ยแล้วแบรนด์ละ 20 ล้านบาท ตัวเลขนี้บอกว่าแม้จะเริ่มเล็ก ก็มีพื้นที่ให้เติบโต ถ้ามีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและสินค้าที่ดีจริง ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายขึ้น ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ได้ ถ้ารู้จักใช้ข้อได้เปรียบของตัวเอง ทั้งความคล่องตัว ความใกล้ชิดลูกค้า และการจัดการธุรกิจที่เป็นระบบ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ สิ่งที่ต้องเริ่มก่อนเมื่อจะสร้างแบรนด์ เริ่มจากกำหนด Positioning ให้ชัดเจนว่าสินค้าหรือบริการต่างจากคู่แข่งตรงไหน และตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มไหน ก่อนลงเงินออกแบบโลโก้หรือทำโฆษณา ต้องตอบคำถามพื้นฐานเหล่านี้ให้ได้ก่อน เหมือน Dr.PONG ที่ชัดตั้งแต่แรกว่าเป็นสกินแคร์ประสิทธิภาพสูง ราคาคุ้มค่า ขั้นตอนการสร้างแบรนด์มีอะไรบ้าง ขั้นตอนหลักมี 5 ข้อ ได้แก่ กำหนด Positioning, เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ, สร้าง Brand DNA ที่คนจดจำ, ทดลองตลาดจริงและวัดผลด้วยยอดขาย, สุดท้ายคือวางระบบหลังบ้านรองรับการเติบโต ทุกขั้นตอนไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกัน เริ่มจาก Positioning แล้วค่อยขยายทีละขั้น SME งบน้อยสร้างแบรนด์ได้ไหม ได้ Dr.PONG เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เริ่มจากการเลือกช่องทางออนไลน์ที่ต้นทุนต่ำ แล้วเอางบที่ประหยัดได้ไปใส่ในคุณภาพสินค้า ไม่ต้องลงโฆษณาแพงตั้งแต่แรก เริ่มจากสินค้าดี ลูกค้าจะบอกต่อเอง การสร้างแบรนด์ต่างจากการทำการตลาดอย่างไร Branding คือการกำหนดตัวตนว่าเราเป็นใคร ส่วน Marketing คือการสื่อสารตัวตนนั้นออกไป ทั้งสองต้องทำควบคู่กัน แต่ต้องเริ่มจาก Branding ก่อน ไม่เช่นนั้นการตลาดจะสื่อสารไม่ตรงจุดและเปลืองงบ สรุป – สร้างแบรนด์ให้คนจำ เริ่มจากสิ่งที่เรียบง่ายแต่ทำจริง บทเรียนจากคุณพงศ์แห่ง Dr.PONG บนเวที Scaling Up Playbook ในงานลงทุนแมน Summit ชี้ให้เห็นว่าการสร้างแบรนด์ที่คนจดจำไม่ได้ต้องใช้เงินมาก แต่ต้องใช้ความเข้าใจลูกค้า ทำสินค้าดี สื่อสารเรียบง่าย จัดการความคาดหวัง และให้อำนาจทีมแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ทำให้ Dr.PONG ต่างจากแบรนด์อื่น ไม่ใช่งบการตลาดที่มากกว่า แต่เป็นการตัดสินใจที่ชัดเจนตั้งแต่วันแรก เลือกช่องทางที่ได้เปรียบ เอางบไปใส่คุณภาพ และฟังลูกค้ามากกว่าฟังทฤษฎี เริ่มต้นสร้างธุรกิจอย่างเป็นระบบกับ PEAK เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโต ระบบหลังบ้านที่ดีจะช่วยให้คุณโฟกัสกับการสร้างแบรนด์ได้เต็มที่ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วย SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

เบื้องหลังไลฟ์ 100 ล้านบาท LA GLACE ใช้ DATA ช่วยทำธุรกิจได้อย่างไร – สรุปเนื้อหา ลงทุนแมน SUMMIT 2026

เคยสงสัยไหมว่าแบรนด์ที่ทำยอดขาย 100 ล้านบาทจากการไลฟ์ขายของ ใช้อะไรมากกว่าแค่พรีเซนเตอร์ดังและโปรโมชันลดราคา คำตอบคือ Data Driven หรือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล ที่ LA GLACE นำมาใช้ตั้งแต่วิเคราะห์ตลาด วางแผนการเงิน ไปจนถึงออกแบบคอนเทนต์ให้คนดูจนจบ บนเวทีงาน ลงทุนแมน SUMMIT 2026 ในเซสชัน Attention Marketing การตลาดชิงความสนใจ ทำแบบไหน ในยุคนี้ ทีม LA GLACE ได้แชร์เบื้องหลังแคมเปญที่เริ่มต้นจากไม่มีสต็อกสินค้าและไม่มีเงินทุน แต่ใช้ data วิเคราะห์โอกาสจนสร้างยอดขายทะลุเป้าหมาย บทความนี้สรุปกลยุทธ์ทั้งหมดพร้อมตัวเลขจริง และสูตรคำนวณที่เจ้าของธุรกิจ SME นำไปใช้ได้ทันที เบื้องหลังไลฟ์ 100 ล้านบาทของ LA GLACE – จากศูนย์สู่ยอดขาย 100 ล้าน แคมเปญนี้ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนก้อนใหญ่หรือสต็อกสินค้าพร้อมขาย แต่เริ่มจาก data ล้วน ทีม LA GLACE ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ตลาดอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงมือ ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 สเต็ปหลัก สเต็ป 1 วิเคราะห์ตลาดด้วย Data ไม่ใช่ความรู้สึก ก่อนจะตัดสินใจทำแคมเปญ ทีม LA GLACE ศึกษาตลาด Toner Pad ซึ่งมีมูลค่ารวม 2,400 ล้านบาท เฉพาะช่องทางออนไลน์มีมูลค่า 720 ล้านบาท สิ่งที่น่าสนใจคือ LA GLACE ครอง Engagement Share ใน keyword Toner Pad สูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นศักยภาพยอดขายเฉลี่ย 60 ล้านบาทต่อเดือน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่มาจากการวิเคราะห์ข้อมูล engagement จริงบนแพลตฟอร์ม (ข้อมูลจาก LA GLACE ในงานลงทุนแมน Summit 2026) สเต็ป 2 คำนวณย้อนกลับจากเป้า 100 ล้าน สู่ตาราง Traffic เมื่อตั้งเป้าหมายยอดขาย 100 ล้านบาท ทีมงานใช้สูตร Revenue = Traffic x Conversion Rate x AOV คำนวณย้อนกลับ (Working Backward) จากเป้า Revenue ไปหาปริมาณ Traffic ที่ต้องสร้าง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 280,000 ออเดอร์ จากนั้นจึงแปลงเป็นตาราง Traffic และ Engagement ที่ต้องสร้างในแต่ละช่องทาง วิธีนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่าต้องลงทุนเท่าไร ในช่องทางไหน และคาดหวังผลลัพธ์ได้แม่นยำ ไม่ใช่การตั้งเป้าแล้วลุ้นว่าจะถึงหรือไม่ สเต็ป 3 ใช้ Data เจรจา Credit Terms ได้สินค้าโดยไม่ต้องลงทุน นี่คือจุดที่ data driven เปลี่ยนเกมจริง เมื่อ LA GLACE มีตัวเลข demand ที่พิสูจน์ได้ ทีมงานนำข้อมูลเหล่านี้ไปเจรจากับโรงงานผู้ผลิตเพื่อขอ Credit Terms ผลคือได้สินค้ามาจำหน่ายก่อนโดยไม่ต้องใช้วงเงินของตัวเอง สำหรับ SME ที่ไม่มีเงินทุนหนา นี่คือบทเรียนสำคัญ ถ้าคุณมีข้อมูลที่แสดง demand ชัดเจน ข้อมูลนั้นสามารถใช้แทนเงินสดในการเจรจาต่อรองได้ สเต็ป 4 Neuro-Marketing ออกแบบคอนเทนต์ด้วยวิทยาศาสตร์สมอง LA GLACE ไม่ได้แค่สร้างคอนเทนต์สวย แต่ออกแบบวิดีโอโดยอิงหลัก Neuro-Marketing ที่กระตุ้นฮอร์โมนในสมอง 3 ตัว สเต็ป 5 เปลี่ยนอัลกอริทึมจากศัตรูเป็นนายหน้า อีกหนึ่ง insight สำคัญจากงาน Summit คือวิธีคิดเรื่องอัลกอริทึม LA GLACE มองว่าแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ไม่ได้เป็นศัตรูที่ต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อการมองเห็น แต่สามารถเปลี่ยนให้เป็นนายหน้า (Broker) ที่ช่วยส่งคอนเทนต์ไปหากลุ่มเป้าหมายให้ฟรี หลักการคือ ถ้าแบรนด์ทำโฆษณาขายของตรงๆ แบบ Hard-sell คนจะกดข้าม แพลตฟอร์มจะมองแบรนด์เป็นแค่ลูกค้าที่ต้องจ่ายเงิน แต่ถ้าแบรนด์สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณค่าจนคนดูจบ แพลตฟอร์มจะมองแบรนด์เป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยดึงคนให้อยู่ในระบบ อัลกอริทึมก็จะช่วยกระจายคอนเทนต์ให้เองโดยอัตโนมัติ สเต็ป 6 Omnichannel เมื่อออนไลน์ไม่พอ ต้องเติม OOH เมื่อ Traffic จากทีมงานและ Influencer บนโลกออนไลน์ไม่เพียงพอต่อเป้าหมาย LA GLACE จึงกระจายงบไปยังสื่อ Out-of-Home (OOH) เพื่อดึงคนกลุ่มใหม่ที่สื่อดิจิทัลเข้าไม่ถึง นอกจากนี้ยังนำภาพแคมเปญ OOH ที่มีพรีเซนเตอร์อย่างต้าวอู๋และ Offroad มาตัดต่อใหม่ ใส่จังหวะเพลงและเสียงเพื่อกระตุ้นระบบประสาท แล้วโพสต์ลง TikTok สร้าง Engagement รวมกันได้มากกว่า 400,000 Engagement ทำให้แคมเปญทะลุเป้าหมาย 100 ล้านบาท (ข้อมูลจาก LA GLACE และ Plan B Media ในงานลงทุนแมน Summit 2026) Data Driven คืออะไร Data Driven คือแนวทางการตัดสินใจทางธุรกิจที่อาศัยข้อมูลจริงเป็นตัวนำ ไม่ใช่ความรู้สึกหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาด วางแผนการเงิน ออกแบบสินค้า ไปจนถึงการตัดสินใจลงทุนในช่องทางต่าง ๆ จากกรณีของ LA GLACE จะเห็นว่า Data Driven ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีราคาแพงหรือทีม Data Scientist ขนาดใหญ่ แต่คือการเริ่มจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น ยอดขาย Engagement Share และ Conversion Rate แล้วนำมาตัดสินใจอย่างเป็นระบบ Data Driven ต่างจากการตัดสินใจแบบเดาอย่างไร ธุรกิจที่ตัดสินใจแบบเดา จะตั้งเป้าหมายคลุมเครือ เช่น อยากขายดีขึ้น แล้วลงมือทำทันทีโดยหวังว่าจะได้ผล ธุรกิจที่ใช้ Data Driven จะเริ่มจากตัวเลข เช่น ตลาดมีมูลค่า 2,400 ล้านบาท เราครอง Engagement 85 เปอร์เซ็นต์ ศักยภาพรายได้ 60 ล้านต่อเดือน จากนั้นจึงตั้งเป้าที่ชัดเจน คำนวณย้อนกลับว่าต้องทำอะไรบ้าง แล้วค่อยลงมือ แม้แต่ข้อมูลพื้นฐานอย่างรายรับรายจ่ายที่บันทึกอยู่แล้ว ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ Data Driven ได้ ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ LA GLACE สามารถเจรจา Credit Terms กับโรงงานได้สำเร็จ เพราะมีตัวเลขพิสูจน์ demand จริง ไม่ใช่แค่บอกว่า ขายได้แน่นอน ทำไม Data Driven ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจยุคนี้ ในยุคที่ผู้บริโภคมีสมาธิสั้นลงและสไลด์ฟีดอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจทางธุรกิจโดยไม่มีข้อมูลรองรับก็เหมือนขับรถโดยไม่ดูแผนที่ ตลาด Live Commerce เติบโตอย่างรวดเร็ว แบรนด์ที่มีข้อมูลจะมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น เช่น LA GLACE ที่เห็นว่าตัวเองครอง Engagement Share 85 เปอร์เซ็นต์ของ keyword Toner Pad จึงรู้ว่ามีโอกาสทำยอดขายได้สูง ขณะที่แบรนด์อื่นที่ไม่มีข้อมูลอาจมองข้ามโอกาสเดียวกันนี้ไป นอกจากนี้ data ยังช่วยลดความเสี่ยง เพราะทุกการตัดสินใจมีตัวเลขรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบโฆษณา การเลือกช่องทางขาย หรือการเจรจากับพาร์ทเนอร์ Data Driven Marketing คืออะไร บทเรียนจาก LA GLACE Data Driven Marketing คือการทำการตลาดที่ใช้ข้อมูลเป็นตัวกำหนดทิศทาง ตั้งแต่เลือกกลุ่มเป้าหมาย ออกแบบคอนเทนต์ ไปจนถึงเลือกช่องทางและวัดผล LA GLACE เป็นตัวอย่างที่ดีของ Data Driven Marketing เพราะไม่ได้ใช้ data แค่วิเคราะห์ตลาด แต่ใช้ตั้งแต่ออกแบบคอนเทนต์ (Neuro-Marketing 3 ฮอร์โมน) ไปจนถึงจัดสรรงบระหว่างช่องทางออนไลน์กับ OOH เครือข่าย Affiliate Creators กว่า 300,000 ช่องทาง สร้างระบบที่ขยายตัวเอง อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ LA GLACE สร้างเครือข่าย Affiliate Creators ที่ช่วยสร้างคอนเทนต์และติดตะกร้าขายสินค้าให้มากกว่า 300,000 ช่องทาง นี่คือ Data Driven ในอีกมิติหนึ่ง แทนที่แบรนด์จะตะโกนขายของเพียงลำพัง ก็ใช้ข้อมูลสร้างระบบที่มีคนช่วยขายให้โดยอัตโนมัติ ยิ่งมี data บอกว่าคอนเทนต์แบบไหนขายดี Affiliate ก็ยิ่งผลิตคอนเทนต์ที่ตรงจุดมากขึ้น เป็นระบบที่เติบโตด้วยตัวเอง สูตรคำนวณ Data-Driven สำหรับเจ้าของธุรกิจ ใช้ได้เลย สูตรที่ LA GLACE ใช้ในการวางแผนแคมเปญ 100 ล้านบาท เป็นสูตรพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจทุกคนนำไปประยุกต์ได้ Revenue = Traffic x Conversion Rate x AOV (มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์) วิธีใช้คือ เริ่มจากเป้าหมาย Revenue ที่ต้องการ แล้วคำนวณย้อนกลับ ตัวอย่างเช่น ถ้าเป้า 10 ล้านบาท AOV เฉลี่ย 500 บาท Conversion Rate 2 เปอร์เซ็นต์ จะต้องสร้าง Traffic 1,000,000 คน จากนั้นจึงจัดสรรงบไปตามช่องทางที่ให้ Traffic คุณภาพสูงสุด สูตรนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ LA GLACE ทำได้ดีคือการนำตัวเลขจริงมาใส่ในสูตร ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ทำให้แผนมีความน่าเชื่อถือมากพอที่จะใช้เจรจากับโรงงานและพาร์ทเนอร์ได้ วิธีอธิบายให้หุ้นส่วนหรือฝ่ายการเงินเข้าใจว่าทำไมต้องลงทุนกับ Data หลายธุรกิจเจอปัญหาว่าฝ่ายการเงินไม่เข้าใจว่าทำไมต้องลงทุนกับ data หรือสื่อโฆษณา วิธีที่ดีที่สุดคือใช้สูตรข้างต้นคำนวณให้เห็นเป็นตัวเลข แทนที่จะบอกว่า ต้องทำโฆษณาเพราะจะช่วยเพิ่มยอดขาย ให้บอกว่า ถ้าลงทุนสื่อ OOH 2 ล้านบาท จะได้ Traffic เพิ่ม 500,000 คน คูณ Conversion Rate 2 เปอร์เซ็นต์ คูณ AOV 500 บาท คิดเป็น Revenue เพิ่ม 5 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเงินลงทุน จะเห็นความคุ้มค่าทันที (สูตรและแนวทางจาก Session Attention Marketing งานลงทุนแมน Summit 2026) 5 ขั้นตอนเริ่มต้น Data Driven สำหรับ SME ไทย ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ใหญ่ถึงจะทำ Data Driven ได้ SME ไทยเริ่มต้นได้จาก 5 ขั้นตอนนี้ สรุป Data ไม่ได้มีแค่ในบริษัทใหญ่ LA GLACE พิสูจน์แล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจาก case study นี้คือ LA GLACE ไม่ได้เริ่มจากเงินทุนมหาศาลหรือเทคโนโลยีซับซ้อน แต่เริ่มจากข้อมูลที่วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ศึกษาตลาด คำนวณย้อนกลับ เจรจากับโรงงาน ออกแบบคอนเทนต์ด้วย Neuro-Marketing ไปจนถึงขยายช่องทางแบบ Omnichannel ทุกขั้นตอนขับเคลื่อนด้วย data ทั้งหมด นี่คือ Data Driven ในความหมายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ศัพท์เท่ ๆ ในห้องประชุม เริ่มต้น Data Driven Business กับ PEAK จุดเริ่มต้นของ Data Driven ที่ง่ายที่สุดสำหรับ SME คือการมี data ทางการเงินที่ถูกต้องและเห็นได้แบบ real-time PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณเห็นยอดขาย กำไรขาดทุน ต้นทุน และกระแสเงินสดได้ทันที ข้อมูลเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกการตัดสินใจทางธุรกิจมีข้อมูลรองรับ ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Data Driven Data Driven อ่านว่าอะไร แปลว่าอะไร Data Driven อ่านว่า เดต้า ดริฟเว่น แปลว่า ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หมายถึงแนวทางการตัดสินใจทางธุรกิจที่ใช้ข้อมูลจริงเป็นตัวนำ ไม่ใช่ความรู้สึกหรือสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว Data Driven ต่างจาก Data Analytics อย่างไร Data Analytics คือการวิเคราะห์ข้อมูล ส่วน Data Driven คือวัฒนธรรมองค์กรที่ใช้ผลการวิเคราะห์เป็นตัวตัดสินใจจริง องค์กรอาจทำ Data Analytics แต่ถ้าผู้บริหารยังตัดสินใจตามสัญชาตญาณ ก็ยังไม่ถือว่าเป็น Data Driven SME ที่ไม่มีทีม Data Scientist เริ่มทำ Data Driven ได้อย่างไร เริ่มจาก data ที่มีอยู่แล้ว เช่น ข้อมูลยอดขาย ต้นทุน กำไร จากโปรแกรมบัญชี จากนั้นใช้สูตร Revenue = Traffic x Conversion Rate x AOV คำนวณย้อนกลับจากเป้าหมาย ไม่จำเป็นต้องมีทีมเฉพาะทาง แค่เริ่มจากการใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นระบบ Data Driven Organization คืออะไร Data Driven Organization คือองค์กรที่ทุกระดับตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลเป็นหลัก ตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุดไปจนถึงพนักงานหน้างาน ไม่ใช่แค่ฝ่าย IT หรือฝ่ายวิเคราะห์เท่านั้นที่ใช้ data แต่ทุกคนในองค์กรเข้าถึงข้อมูลและใช้ข้อมูลในการทำงานประจำวัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

เช่าซื้อ คืออะไร บันทึกบัญชีเช่าซื้ออย่างไรให้ถูกต้อง

บริษัทหลายแห่งผ่อนรถกระบะหรือเครื่องจักรกับไฟแนนซ์ แล้วบันทึกค่างวดทั้งก้อนเป็นค่าใช้จ่ายทุกเดือน ผลคือรถไม่มีอยู่ในงบการเงิน หนี้ที่ยังต้องผ่อนก็ไม่ปรากฏ และกำไรแต่ละปีผิดไปจากความจริง บทความนี้ จะมาอธิบายว่าการเช่าซื้อคืออะไร บันทึกบัญชีเช่าซื้ออย่างไรให้ถูกตั้งแต่วันรับรถจนผ่อนหมด และภาษีที่ต้องรู้ เช่าซื้อ คืออะไร เช่าซื้อ คือ สัญญาที่เจ้าของทรัพย์สินให้ผู้เช่าซื้อนำทรัพย์สินไปใช้ก่อน แล้วผ่อนชำระเป็นงวด เมื่อจ่ายครบตามสัญญา กรรมสิทธิ์จึงโอนเป็นของผู้เช่าซื้อ ระหว่างผ่อน ไฟแนนซ์ยังเป็นเจ้าของตามกฎหมาย สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ทรัพย์สินที่ธุรกิจนิยมผ่อนแบบนี้ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก เครื่องจักร และอุปกรณ์ราคาสูง เพราะไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในวันเดียว การเช่าซื้อแม้จะยังไม่โอยกรรมสิทธิ์ แต่ในทางบัญชี บริษัทได้ใช้ประโยชน์และรับความเสี่ยงของทรัพย์สินแล้ว จึงต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ตั้งแต่วันรับมอบ เช่าซื้อ ลีสซิ่ง และกู้เงินซื้อ ต่างกันอย่างไร วิธีได้ทรัพย์สิน กรรมสิทธิ์ เช่าซื้อ โอนให้ผู้ผ่อนเมื่อจ่ายงวดสุดท้ายครบ ลีสซิ่ง เป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าผู้เช่าใช้สิทธิซื้อเมื่อครบสัญญา กู้เงินซื้อ เป็นของผู้ซื้อตั้งแต่วันซื้อ ส่วนเงินกู้เป็นหนี้กับธนาคาร ทางบัญชี ทั้งสามแบบมักจบที่การบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินเหมือนกัน ต่างกันที่ชื่อบัญชีหนี้สินและเอกสาร ส่วนลีสซิ่งต้องทดสอบเงื่อนไขก่อน ดูรายละเอียดได้ที่สัญญาเช่าเงินทุนกับสัญญาเช่าดำเนินงาน บัญชีเช่าซื้อ บันทึกเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย บัญชีเช่าซื้อของผู้ผ่อน บันทึกเป็นสินทรัพย์ด้วยราคาเงินสดของทรัพย์สิน และบันทึกยอดที่ต้องผ่อนทั้งหมดเป็นเจ้าหนี้เช่าซื้อ ส่วนต่างระหว่างยอดผ่อนกับราคาเงินสดคือดอกเบี้ย ซึ่งพักไว้เป็นดอกเบี้ยเช่าซื้อรอตัดบัญชี แล้วทยอยรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทุกงวด ค่างวดที่จ่ายไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งก้อน บันทึกผิดที่พบบ่อย บันทึกที่ถูก ค่างวดทุกเดือนเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน ค่างวดไปลดเจ้าหนี้ ไม่บันทึกรถเป็นสินทรัพย์ เพราะยังไม่ได้เล่มทะเบียน บันทึกสินทรัพย์ตั้งแต่วันรับมอบ บันทึกรถด้วยยอดผ่อนรวมดอกเบี้ย บันทึกรถด้วยราคาเงินสด ไม่คิดค่าเสื่อมราคา คิดค่าเสื่อมตั้งแต่วันเริ่มใช้งาน ถ้าบันทึกค่างวดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน ปีแรกกำไรจะต่ำเกินไป และปีหลังผ่อนหมดกำไรจะสูงเกินไป เพราะไม่มีค่าเสื่อมราคามาหักเลย ดอกเบี้ยเช่าซื้อรอตัดบัญชี คืออะไร ดอกเบี้ยเช่าซื้อรอตัดบัญชี คือ ดอกเบี้ยทั้งสัญญาที่ยังไม่ถึงงวดรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย คำนวณจากยอดผ่อนทั้งหมดหักราคาเงินสด บัญชีนี้แสดงเป็นรายการหักจากเจ้าหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน ทุกงวด ให้โอนดอกเบี้ยส่วนของงวดนั้นออกจากบัญชีนี้ไปเป็นดอกเบี้ยจ่าย จนเหลือศูนย์เมื่อผ่อนครบ สูตรหาดอกเบี้ยทั้งสัญญา: ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี = ยอดผ่อนทั้งหมด – ราคาเงินสด ดอกเบี้ยแบบเส้นตรงกับวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง การแบ่งดอกเบี้ยแต่ละงวดทำได้ 2 วิธี วิธี หลักการ เส้นตรง แบ่งดอกเบี้ยเท่ากันทุกงวด อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือ งวดแรกสูง งวดหลังต่ำ TFRS for NPAEs ให้รับรู้ดอกเบี้ยตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ซึ่งสะท้อนต้นทุนเงินจริงกว่า ถ้าผลต่างจากวิธีเส้นตรงไม่มีสาระสำคัญ หรือสัญญาสั้นไม่เกิน 1 ปี กิจการบางแห่งใช้วิธีเส้นตรง ควรตกลงวิธีกับผู้สอบบัญชีและใช้ต่อเนื่องทุกปี อัตราในสัญญามักเป็นอัตราคงที่ (flat rate) ซึ่งคิดจากเงินต้นเต็มจำนวนตลอดสัญญา อัตราที่แท้จริงจึงสูงกว่าอัตราในสัญญาเกือบเท่าตัว ตัวอย่างการบันทึกบัญชีเช่าซื้อ ตัวอย่างการบันทึกบัญชีเช่าซื้อของผู้ผ่อนมี 4 ขั้น คือวันรับมอบทรัพย์สิน วันจ่ายค่างวด ตัดดอกเบี้ยรอตัดบัญชีทุกงวด และคิดค่าเสื่อมราคา ตัวอย่างนี้ใช้รถกระบะ เพราะไม่ติดเพดานค่าเสื่อมของรถยนต์นั่ง และเครดิต VAT ได้ ส่วนดอกเบี้ยคิดตามวิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตาม TFRS for NPAEs ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จด VAT แล้ว ผ่อนรถกระบะราคาเงินสด 600,000 บาท (ไม่รวม VAT) กับไฟแนนซ์ ไม่มีเงินดาวน์ ผ่อนเดือนละ 14,000 บาท (ไม่รวม VAT) 48 งวด รวม 672,000 บาท อัตราในสัญญาแบบคงที่ 3% ต่อปี คิดเป็นอัตราที่แท้จริงประมาณ 0.47% ต่อเดือน หรือ 5.67% ต่อปี ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี = 672,000 – 600,000 = 72,000 บาท 1. วันรับมอบรถ รายการ จำนวนเงิน เดบิต ยานพาหนะ 600,000 บาท เดบิต ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี 72,000 บาท เครดิต เจ้าหนี้เช่าซื้อ 672,000 บาท 2. จ่ายค่างวดเดือนที่ 1 รายการ จำนวนเงิน เดบิต เจ้าหนี้เช่าซื้อ 14,000 บาท เดบิต ภาษีซื้อ 980 บาท เครดิต เงินฝากธนาคาร 14,980 บาท 3. ตัดดอกเบี้ยเดือนที่ 1 (600,000 × 0.4724%) รายการ จำนวนเงิน เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย 2,834 บาท เครดิต ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี 2,834 บาท 4. ค่าเสื่อมราคาเดือนที่ 1 (600,000 ÷ 5 ปี ÷ 12 เดือน) รายการ จำนวนเงิน เดบิต ค่าเสื่อมราคา 10,000 บาท เครดิต ค่าเสื่อมราคาสะสม 10,000 บาท ดอกเบี้ยรายปีของสัญญานี้ เทียบ 2 วิธี ปีที่ อัตราที่แท้จริง / เส้นตรง 1 30,474 / 18,000 2 22,473 / 18,000 3 14,006 / 18,000 4 5,047 / 18,000 รวม 72,000 / 72,000 ดอกเบี้ยรวมเท่ากันทั้งสองวิธี ต่างกันที่จังหวะรับรู้ วิธีอัตราที่แท้จริงทำให้ปีแรกมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพราะเงินต้นคงเหลือยังมาก ดูขั้นตอนบันทึกในโปรแกรมได้ที่คู่มือ PEAK บันทึกเช่าซื้อรถยนต์ และทบทวนหลักการบันทึกได้ที่บทความ เดบิต เครดิต กรณีจ่ายเงินดาวน์ และกรณีรถยนต์นั่ง ถ้าบริษัท ก จ่ายเงินดาวน์ 100,000 บาท แล้วจัดไฟแนนซ์ 500,000 บาท อัตราคงที่ 3% ต่อปี 4 ปี ดอกเบี้ยทั้งสัญญาคือ 500,000 × 3% × 4 = 60,000 บาท ยอดผ่อนรวม 560,000 บาท (เดือนละประมาณ 11,667 บาท) วันรับมอบรถให้บันทึกเงินดาวน์เป็นเครดิตเงินฝากธนาคาร แล้วตั้งเจ้าหนี้เฉพาะยอดที่ยังต้องผ่อน รายการ จำนวนเงิน เดบิต ยานพาหนะ (ราคาเงินสดเต็มคัน) 600,000 บาท เดบิต ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี 60,000 บาท เครดิต เงินฝากธนาคาร (เงินดาวน์) 100,000 บาท เครดิต เจ้าหนี้เช่าซื้อ (ยอดผ่อนรวมดอกเบี้ย) 560,000 บาท เดบิตรวม 660,000 บาท เท่ากับเครดิตรวม 660,000 บาท ดอกเบี้ยคิดจากยอดจัดไฟแนนซ์ 500,000 บาท ไม่ใช่ราคาเต็มคัน ถ้าเป็นรถเก๋งหรือรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง VAT ที่จ่ายพร้อมค่างวดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนแทนบัญชีภาษีซื้อ นอกจากนี้ทางภาษีค่าเสื่อมหักได้จากราคาทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ซื้อรถในนามบริษัท แสดงเจ้าหนี้เช่าซื้อในงบการเงินอย่างไร ในงบแสดงฐานะการเงิน ให้แสดงเจ้าหนี้สุทธิจากดอกเบี้ยรอตัดบัญชี แล้วแยกส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปีเป็นหนี้สินหมุนเวียน สิ้นปีที่ 1 ของบริษัท ก รายการ จำนวนเงิน เจ้าหนี้เช่าซื้อ (672,000 – 168,000) 504,000 บาท หัก ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี (72,000 – 30,474) (41,526) บาท เจ้าหนี้สุทธิ 462,474 บาท แยกตามกำหนดชำระ จำนวนเงิน ส่วนที่ถึงกำหนดภายใน 1 ปี (168,000 – 22,473) 145,527 บาท ส่วนที่เกิน 1 ปี 316,947 บาท ฝั่งสินทรัพย์แสดงยานพาหนะ 600,000 บาท หักค่าเสื่อมราคาสะสม 120,000 บาท เหลือ 480,000 บาท ภาษีที่เกี่ยวกับการเช่าซื้อ ภาษีที่ผู้ผ่อนต้องรู้มี 2 เรื่อง คือ VAT และค่าเสื่อมราคา VAT เกิดเมื่อถึงกำหนดชำระแต่ละงวด ผู้ผ่อนจึงได้ใบกำกับภาษีและเครดิตภาษีซื้อเป็นรายงวด ส่วนค่าเสื่อมทางภาษี ราคาทุนคือยอดที่ต้องผ่อนทั้งหมดรวมดอกเบี้ย และค่าเสื่อมที่หักสะสมต้องไม่เกินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ เรื่อง หลักเกณฑ์ จุดเกิด VAT เมื่อถึงกำหนดชำระแต่ละงวด ตามมาตรา 78 (2) และคำสั่งกรมสรรพากร ป.36/2536 ภาษีซื้อรถกระบะ เครื่องจักร เครดิตได้ตามใบกำกับภาษีรายงวด ภาษีซื้อรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ภาษีซื้อต้องห้าม แต่นำไปเป็นรายจ่ายได้ ราคาทุนทางภาษี ยอดผ่อนทั้งหมดรวมดอกเบี้ย ตามข้อหารือ กค 0706/5750 ค่าเสื่อมทางภาษี สะสมแล้วไม่เกินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระในรอบบัญชีนั้น รถยนต์นั่ง ค่าเสื่อมคิดจากราคาทุนส่วนที่ไม่เกิน 1,000,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ค่าเสื่อมราคา ทางบัญชีบันทึกรถ 600,000 บาท และดอกเบี้ยจ่ายแยก ส่วนทางภาษีใช้ราคาทุน 672,000 บาท ตัวเลขจึงต่างกัน นักบัญชีต้องปรับปรุงตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ไม่ให้หักดอกเบี้ยซ้ำ ดูหลักคิดค่าเสื่อมเพิ่มเติมที่ค่าเสื่อมราคา ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกเช่าซื้อ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย คือการบันทึกค่างวดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน การไม่ตั้งดอกเบี้ยรอตัดบัญชี และการลืมแยกภาษีซื้อออกจากค่างวด ทั้งสามเรื่องทำให้สินทรัพย์ หนี้สิน และกำไรในงบการเงินผิด และทำให้ตัวเลขภาษีไม่ตรงกับเอกสารที่สรรพากรใช้ตรวจ ข้อผิดพลาด ผลกระทบ บันทึกค่างวดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อน ไม่มีสินทรัพย์และหนี้สินในงบ กำไรผิดทุกปี ไม่ตั้งดอกเบี้ยรอตัดบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายไม่ถูกงวด รวม VAT ในค่างวดแล้วบันทึกลดเจ้าหนี้ทั้งหมด เสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ และเจ้าหนี้เหลือผิด เริ่มคิดค่าเสื่อมเมื่อผ่อนครบ ค่าเสื่อมต่ำในปีแรก สูงในปีหลัง ปิดบัญชีก่อนกำหนดแล้วไม่ล้างดอกเบี้ยรอตัดบัญชีที่เหลือ ดอกเบี้ยรอตัดบัญชีค้างในงบ สรุป – การเช่าซื้อ ไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิด เช่าซื้อ คือการได้ใช้ทรัพย์สินก่อนแล้วผ่อนจนได้กรรมสิทธิ์ ทางบัญชีให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ด้วยราคาเงินสดตั้งแต่วันรับมอบ บันทึกเจ้าหนี้เต็มยอดผ่อน และพักส่วนต่างเป็นดอกเบี้ยรอตัดบัญชี จากนั้นทยอยตัดดอกเบี้ยและคิดค่าเสื่อมทุกงวด บันทึกเช่าซื้อและตัดดอกเบี้ยรายงวดในระบบเดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกสินทรัพย์ ตั้งเจ้าหนี้และดอกเบี้ยรอตัดบัญชี แล้วให้ระบบคิดค่าเสื่อมราคาทุกเดือน ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือ PEAK บันทึกเช่าซื้อรถยนต์ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเช่าซื้อ เช่าซื้อกับลีสซิ่งต่างกันอย่างไร เช่าซื้อโอนกรรมสิทธิ์อัตโนมัติเมื่อผ่อนครบ แต่ลีสซิ่งเป็นการเช่าที่ผู้เช่ามีสิทธิเลือกซื้อเมื่อครบสัญญา ทางบัญชีลีสซิ่งต้องทดสอบเงื่อนไขสัญญาเช่าเงินทุนก่อน ปิดบัญชีเช่าซื้อก่อนกำหนด บันทึกอย่างไร บันทึกเดบิตเจ้าหนี้ด้วยยอดคงเหลือ เครดิตเงินฝากด้วยยอดที่จ่ายปิด และเครดิตดอกเบี้ยรอตัดบัญชีที่เหลือ ถ้าจ่ายปิดน้อยกว่ายอดสุทธิ ส่วนต่างเป็นส่วนลดดอกเบี้ย บันทึกลดดอกเบี้ยจ่าย ถ้าจ่ายมากกว่า ส่วนเกินเป็นดอกเบี้ยจ่ายหรือค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยเช่าซื้อหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม ทางภาษี ดอกเบี้ยรวมอยู่ในราคาทุนของทรัพย์สิน แล้วหักผ่านค่าเสื่อมราคา ไม่ได้หักแยกอีกรอบ ถ้าเป็นรถยนต์นั่ง ยอดรวมดอกเบี้ยอยู่ในเพดาน 1 ล้านบาท ผ่อนไม่ถึง 1 ปี ต้องใช้วิธีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงไหม สัญญาสั้นไม่เกิน 1 ปี ดอกเบี้ยมักมีสาระสำคัญน้อย หลายกิจการบันทึกแบบเส้นตรงหรือรับรู้ตามงวดที่จ่าย ควรตกลงกับผู้สอบบัญชีก่อน ภาษีซื้อของสัญญาเช่าซื้อ เครดิตได้ตอนไหน เครดิตได้ในเดือนภาษีตามวันที่ในใบกำกับภาษีของงวดนั้น ถ้ามีเหตุจำเป็น ยื่นเครดิตในเดือนถัดไปได้ไม่เกิน 6 เดือนตามมาตรา 82/3 เพราะความรับผิดในการเสีย VAT ของไฟแนนซ์เกิดเมื่อถึงกำหนดชำระแต่ละงวด ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป อ้างอิง TFRS for NPAEs และแนววินิจฉัยของกรมสรรพากร ตัวเลขตัวอย่างใช้เพื่ออธิบาย การบันทึกจริงควรใช้ตารางผ่อนจากสัญญาและปรึกษาผู้สอบบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

สัญญาเช่าเงินทุน คืออะไร ต่างจากสัญญาเช่าดำเนินงานอย่างไร

บริษัททำสัญญาลีสซิ่งรถกระบะ 4 ปี ผ่อนปีละ 168,000 บาท พอถึงสิ้นงวดบัญชี นักบัญชีต้องเลือกว่าจะบันทึกรถเป็นทรัพย์สินของบริษัท หรือบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายไปเรื่อยๆ คำตอบขึ้นกับว่าสัญญานั้นเป็นสัญญาเช่าเงินทุนหรือสัญญาเช่าดำเนินงาน โดยบทความนี้อธิบายตามมาตรฐานสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ใช้ สัญญาเช่าเงินทุน คืออะไร สัญญาเช่าเงินทุน คือ สัญญาเช่าที่โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนเกือบทั้งหมดของการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ไปให้ผู้เช่า แม้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายยังเป็นของผู้ให้เช่า ผู้เช่าจึงต้องบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินของตัวเอง เหมือนกู้เงินมาซื้อสินทรัพย์ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Finance lease หรือ Capital lease ตัวอย่างที่ SME เจอบ่อยคือลีสซิ่งรถยนต์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์สำนักงาน ที่ผ่อนเกือบตลอดอายุการใช้งาน และมีสิทธิซื้อในราคาต่ำเมื่อครบสัญญา สัญญาเช่าเงินทุน กับ สัญญาเช่าการเงิน คือคำเดียวกันไหม เป็นเรื่องเดียวกัน TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุงปี 2565 (ใช้ตั้งแต่ปี 2566) เปลี่ยนคำจาก สัญญาเช่าการเงิน เป็น สัญญาเช่าเงินทุน ในบทที่ 14 ชื่อเรียก ใช้ในบริบทไหน สัญญาเช่าเงินทุน TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง สัญญาเช่าการเงิน ชื่อเดิม ยังพบในตำราและเอกสารเก่า Finance lease / Capital lease ภาษาอังกฤษ ลีสซิ่ง ชื่อเรียกทางการค้าของสัญญาเช่าที่มีสิทธิซื้อ สัญญาเช่าดำเนินงาน คืออะไร สัญญาเช่าดำเนินงาน คือ สัญญาเช่าที่ความเสี่ยงและผลตอบแทนของการเป็นเจ้าของยังอยู่กับผู้ให้เช่า ผู้เช่าแค่ได้สิทธิใช้สินทรัพย์ตามระยะเวลาที่ตกลง ผู้เช่าจึงไม่บันทึกสินทรัพย์หรือหนี้สิน แต่รับรู้ค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายตลอดอายุสัญญา ภาษาอังกฤษเรียกว่า Operating lease เช่น เช่าสำนักงานรายเดือน หรือเช่ารถระยะสั้น สัญญาเช่าที่ไม่เข้าเงื่อนไขของสัญญาเช่าเงินทุนในหัวข้อถัดไป ให้จัดเป็นสัญญาเช่าดำเนินงาน เงื่อนไขที่ทำให้เป็นสัญญาเช่าเงินทุน หลักของ TFRS for NPAEs คือดูเนื้อหาของสัญญามากกว่ารูปแบบทางกฎหมาย ถ้าสัญญาที่บอกเลิกไม่ได้มีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ปกติจะจัดเป็นสัญญาเช่าเงินทุน เพราะแสดงว่าผู้เช่าได้รับความเสี่ยงและผลตอบแทนเกือบทั้งหมดของสินทรัพย์ไปแล้ว ไม่ว่าสัญญาจะใช้คำว่าเช่าก็ตาม เงื่อนไข คำถามเช็กตัวเอง โอนกรรมสิทธิ์เมื่อสิ้นสุดสัญญา ครบสัญญาแล้วรถเป็นของเราอัตโนมัติไหม มีสิทธิซื้อในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมมาก มีสิทธิซื้อคืนในราคาซากหรือราคาต่ำมากไหม อายุสัญญาครอบคลุมอายุการใช้งานส่วนใหญ่ ผ่อน 4 ปี กับรถที่ใช้ได้ 5 ปี ถือว่าส่วนใหญ่ไหม มูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าขั้นต่ำใกล้เคียงมูลค่ายุติธรรม ค่าเช่าทั้งสัญญาคิดเป็นมูลค่าวันนี้ใกล้ราคาเงินสดไหม โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนเกือบทั้งหมด ผู้เช่ารับภาระซ่อม ประกัน และความเสี่ยงที่รถเสื่อมค่าเองไหม ถ้าคำตอบเป็นใช่ตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป ให้พิจารณาเป็นสัญญาเช่าเงินทุนก่อน แล้วตรวจกับมาตรฐานฉบับเต็มบทที่ 14 อีกครั้ง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือบันทึกลีสซิ่งทุกสัญญาเป็นค่าเช่ารายเดือนโดยไม่ทดสอบเงื่อนไขเลย ทำให้สินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินต่ำกว่าความจริง สัญญาเช่าเงินทุน กับ สัญญาเช่าดำเนินงาน ต่างกันอย่างไร สองสัญญาต่างกันที่ผู้เช่าได้รับความเสี่ยงและผลตอบแทนของการเป็นเจ้าของหรือไม่ สัญญาเช่าเงินทุนให้ผู้เช่าบันทึกสินทรัพย์และหนี้สิน แล้วรับรู้ดอกเบี้ยและค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนสัญญาเช่าดำเนินงานให้ผู้เช่ารับรู้ค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายตามระยะเวลาเท่านั้น งบการเงินของสองกรณีจึงต่างกันมาก เรื่อง สัญญาเช่าเงินทุน สัญญาเช่าดำเนินงาน สินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน บันทึกสินทรัพย์ที่เช่า ไม่บันทึก หนี้สิน บันทึกหนี้สินตามสัญญาเช่า ไม่บันทึก ค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจ่าย และค่าเสื่อมราคา ค่าเช่า ตามระยะเวลา ตัวอย่าง ลีสซิ่งรถ เครื่องจักร ที่มีสิทธิซื้อ เช่าสำนักงาน เช่ารถระยะสั้น ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสัญญาเช่าเงินทุน การบันทึกบัญชีสัญญาเช่าเงินทุนฝั่งผู้เช่ามี 3 ช่วง คือวันเริ่มสัญญา ทุกครั้งที่จ่ายค่าเช่า และสิ้นงวดบัญชี วันเริ่มสัญญาบันทึกสินทรัพย์และหนี้สินด้วยมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์หรือมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าขั้นต่ำ แล้วแต่จำนวนใดต่ำกว่า จากนั้นแยกค่าเช่าแต่ละงวดเป็นเงินต้นกับดอกเบี้ย และคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ทุกปี ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ลีสซิ่งรถกระบะ ราคาเงินสด 600,000 บาท (ไม่รวม VAT) สัญญา 4 ปี จ่ายค่าเช่าปีละ 168,000 บาท ทุกสิ้นปี รวม 672,000 บาท มีสิทธิซื้อในราคาต่ำเมื่อครบสัญญา และคาดว่าใช้รถได้ 5 ปี ดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญาคือ 672,000 – 600,000 = 72,000 บาท อัตราดอกเบี้ยแฝงประมาณ 4.69% ต่อปี (คำนวณละเอียด 4.6925%) 1. วันเริ่มสัญญา รายการ จำนวนเงิน เดบิต ยานพาหนะภายใต้สัญญาเช่าเงินทุน 600,000 บาท เครดิต หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน 600,000 บาท 2. จ่ายค่าเช่างวดที่ 1 (สิ้นปีที่ 1) รายการ จำนวนเงิน เดบิต หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน 139,845 บาท เดบิต ดอกเบี้ยจ่าย (600,000 × อัตราแฝง 4.6925%) 28,155 บาท เครดิต เงินสด 168,000 บาท 3. ค่าเสื่อมราคาปีที่ 1 (เส้นตรง 5 ปี ไม่มีราคาซาก) รายการ จำนวนเงิน เดบิต ค่าเสื่อมราคา 120,000 บาท เครดิต ค่าเสื่อมราคาสะสม 120,000 บาท ตารางแยกเงินต้นและดอกเบี้ยตลอดสัญญา ปีที่ ดอกเบี้ย / เงินต้น 1 28,155 / 139,845 2 21,593 / 146,407 3 14,723 / 153,277 4 7,529 / 160,471 รวม 72,000 / 600,000 ดอกเบี้ยลดลงทุกปีเพราะคิดจากเงินต้นคงเหลือ ถ้าผ่อนรายเดือน หลักการเดียวกัน แค่แบ่งเป็น 48 งวด หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน แสดงในงบการเงินอย่างไร ณ วันสิ้นงวด ให้แยกหนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุนเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ต้องจ่ายคืนภายใน 1 ปีเป็นหนี้สินหมุนเวียน ส่วนที่เหลือเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน จากตัวอย่างบริษัท ก สิ้นปีที่ 1 หนี้สินคงเหลือ 460,155 บาท แยกได้ดังนี้ รายการ จำนวนเงิน ส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี (เงินต้นงวดที่ 2) 146,407 บาท ส่วนที่ไม่ถึงกำหนดภายใน 1 ปี 313,748 บาท ฝั่งสินทรัพย์แสดงยานพาหนะ 600,000 บาท หักค่าเสื่อมราคาสะสม 120,000 บาท เหลือมูลค่าตามบัญชี 480,000 บาท ตัวอย่างการบันทึกบัญชีสัญญาเช่าดำเนินงาน ถ้าบริษัท ก เช่ารถกระบะแบบไม่มีสิทธิซื้อ จ่ายเดือนละ 12,000 บาท ทุกเดือนบันทึก รายการ จำนวนเงิน เดบิต ค่าเช่ารถ 12,000 บาท เครดิต เงินสด 12,000 บาท ไม่มีสินทรัพย์ ไม่มีหนี้สิน และไม่มีค่าเสื่อมราคาให้คำนวณ สัญญาเช่าเงินทุน มีผลต่อภาษีอย่างไร ทางภาษี กรมสรรพากรดูตามรูปแบบสัญญามากกว่ามาตรฐานบัญชี ผู้เช่าหักค่าเช่าที่จ่ายจริงเป็นรายจ่ายได้ และเมื่อใช้สิทธิซื้อแล้วจึงหักค่าเสื่อมราคาจากราคาที่ซื้อ ตัวเลขทางบัญชีกับทางภาษีจึงมักไม่เท่ากัน ต้องปรับปรุงตอนยื่น ภ.ง.ด.50 และรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่งมีเพดานหักรายจ่าย เพดานรายจ่ายตามข้อหารือกรมสรรพากร กค 0706/11508 มีดังนี้ รายการ ผลทางภาษี ค่าเช่ารถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง หักได้ตามจ่ายจริง ไม่เกินคันละ 36,000 บาทต่อเดือน ค่าเสื่อมราคาหลังใช้สิทธิซื้อรถยนต์นั่ง หักได้จากต้นทุนส่วนที่ไม่เกิน 1,000,000 บาท รถกระบะ รถบรรทุก ไม่อยู่ในเพดานรถยนต์นั่ง เพดาน 36,000 บาทมาจากประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (20) ประกอบพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 315 และเพดาน 1,000,000 บาทมาจากพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายพร้อมค่าเช่ารถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง เป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42 ข้อยกเว้นคือกิจการให้เช่ารถโดยตรง ส่วนรถกระบะที่ใช้ในกิจการนำมาเครดิตได้ตามปกติ และสัญญาเช่าทุกฉบับยังต้องติดอากรแสตมป์ด้วย ลีสซิ่ง เช่าซื้อ และสัญญาเช่าเงินทุน ต่างกันอย่างไร ลีสซิ่งและเช่าซื้อเป็นรูปแบบสัญญาทางกฎหมาย ส่วนสัญญาเช่าเงินทุนเป็นการจัดประเภททางบัญชี ลีสซิ่ง คือ สัญญาเช่าที่ให้สิทธิผู้เช่าซื้อสินทรัพย์เมื่อครบสัญญา ส่วนเช่าซื้อกรรมสิทธิ์โอนให้ผู้เช่าซื้ออัตโนมัติเมื่อผ่อนครบ ทั้งสองแบบมักเข้าเงื่อนไขสัญญาเช่าเงินทุนในทางบัญชี สัญญา กรรมสิทธิ์ ลีสซิ่ง เป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าผู้เช่าใช้สิทธิซื้อ เช่าซื้อ โอนให้ผู้เช่าซื้อเมื่อผ่อนงวดสุดท้ายครบ เช่าทั่วไป เป็นของผู้ให้เช่าตลอด ไม่มีสิทธิซื้อ นิติบุคคลมักเลือกลีสซิ่งเพราะหักค่าเช่าเป็นรายจ่ายได้ตามเพดาน ส่วนบุคคลธรรมดานิยมเช่าซื้อเพราะได้กรรมสิทธิ์เมื่อผ่อนครบ NPAEs ต่างจาก TFRS 16 อย่างไร TFRS 16 ใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ เช่น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อ่านภาพรวมที่มาตรฐานการบัญชี TFRS มาตรฐานนี้ให้ผู้เช่ารับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินเกือบทุกสัญญา ฝั่งผู้เช่าจึงไม่แยกเช่าเงินทุนกับเช่าดำเนินงานแล้ว SME ที่ใช้ TFRS for NPAEs ยังแยก 2 ประเภทตามบทความนี้ ดูภาพรวมได้ที่TFRS for NPAEs คืออะไร สรุป – สัญญาเช่าเงินทุน ไม่ได้ดูจากแค่ชื่อสัญญา สัญญาเช่าเงินทุนไม่ได้ดูจากชื่อสัญญา แต่ดูว่าผู้เช่าได้ความเสี่ยงและผลตอบแทนของการเป็นเจ้าของไปแล้วหรือยัง ถ้าใช่ ต้องบันทึกสินทรัพย์ หนี้สิน ดอกเบี้ย และค่าเสื่อมราคา ถ้าไม่ใช่ เป็นสัญญาเช่าดำเนินงาน บันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายตามงวด บันทึกสัญญาเช่า ดอกเบี้ย และค่าเสื่อมราคาในระบบเดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกรถหรือเครื่องจักรตามสัญญาเช่าเป็นสินทรัพย์ แยกดอกเบี้ยแต่ละงวด และให้ระบบคำนวณค่าเสื่อมราคา ดูขั้นตอนที่วิธีบันทึกเช่าซื้อรถยนต์ใน PEAK – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสัญญาเช่าเงินทุน สัญญาเช่ามีกี่ประเภท ตาม TFRS for NPAEs ฝั่งผู้เช่ามี 2 ประเภท คือ สัญญาเช่าเงินทุน และสัญญาเช่าดำเนินงาน Financial lease ภาษาไทยคืออะไร คือสัญญาเช่าเงินทุน หรือชื่อเดิมว่าสัญญาเช่าการเงิน คนทั่วไปมักเรียกว่าลีสซิ่ง รถลีสซิ่งเป็นทรัพย์สินของใคร ตามกฎหมายเป็นของผู้ให้เช่าจนกว่าผู้เช่าใช้สิทธิซื้อ แต่ถ้าจัดเป็นสัญญาเช่าเงินทุน ผู้เช่าต้องบันทึกรถเป็นสินทรัพย์ตั้งแต่วันเริ่มสัญญา ปิดสัญญาลีสซิ่งก่อนกำหนด บันทึกบัญชีอย่างไร ล้างหนี้สินคงเหลือตามสัญญาเช่า บันทึกเงินที่จ่ายปิดสัญญา และรับรู้ผลต่างเป็นกำไรหรือขาดทุน ถ้าได้กรรมสิทธิ์รถ ให้โอนจากยานพาหนะภายใต้สัญญาเช่าเป็นยานพาหนะของกิจการ ลีสซิ่งรถต้องคิด VAT ทุกงวดไหม ต้องคิด ผู้ให้เช่าออกใบกำกับภาษีพร้อมค่าเช่าทุกงวด ถ้าหากเป็นรถกระบะที่ใช้ในกิจการ ผู้เช่าที่จด VAT นำภาษีซื้อมาเครดิตได้ ถ้าเป็นรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง เป็นภาษีซื้อต้องห้าม ดอกเบี้ยรอตัดบัญชี คืออะไร คือดอกเบี้ยทั้งสัญญาที่ยังไม่ถึงงวดรับรู้ บางกิจการบันทึกหนี้สินด้วยยอดผ่อนรวม 672,000 บาท แล้วตั้งดอกเบี้ยรอตัดบัญชี 72,000 บาทหักไว้ ยอดสุทธิเท่ากับ 600,000 บาท ผลในงบการเงินเหมือนกัน ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อ้างอิง TFRS for NPAEs และแนววินิจฉัยของกรมสรรพากร การจัดประเภทสัญญาจริงควรพิจารณาจากเงื่อนไขในสัญญาและปรึกษาผู้สอบบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

ซื้อรถในนามบริษัท คุ้มกว่าไหม ภาษีและค่าใช้จ่ายที่หักได้

เจ้าของบริษัทหลายคนกำลังจะออกรถใหม่ แล้วได้ยินมาว่าซื้อในชื่อบริษัทช่วยประหยัดภาษี แต่จะจริงหรือไม่จริง ขึ้นอยู่กับ 3 เรื่อง คือรถเป็นประเภทไหน ราคาเท่าไร และใช้ทำงานจริงแค่ไหน บทความนี้รวมผลทาง VAT ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายรถบริษัท พร้อมตัวอย่างตัวเลข ให้ตัดสินใจได้ก่อนซื้อรถในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัท ดีไหม ซื้อรถในนามบริษัทคุ้มเมื่อรถใช้ในกิจการจริง เพราะบริษัทหักค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายรถเป็นรายจ่ายได้ รถกระบะหรือรถตู้เกิน 10 ที่นั่งยังเครดิต VAT ได้ แต่รถเก๋งราคาสูงได้ประโยชน์น้อยลง เพราะ VAT เครดิตไม่ได้ และค่าเสื่อมหักได้จากราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ข้อดี ข้อควรระวัง หักค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายรถเป็นรายจ่ายได้ รถยนต์นั่งเครดิต VAT ไม่ได้ รถกระบะ รถตู้เกิน 10 ที่นั่ง เครดิต VAT ได้ ค่าเสื่อมรถยนต์นั่งมีเพดาน 1 ล้านบาท ใช้เป็นหลักประกันหรือแสดงสินทรัพย์ของกิจการ ใช้ส่วนตัวไม่ได้ หักรายจ่ายส่วนนั้นไม่ได้ ค่าน้ำมัน ซ่อม ประกัน ออกในนามบริษัทได้ ขายรถภายหลังต้องเรียกเก็บ VAT ถ้าจด VAT ซื้อรถในนามบริษัท กับซื้อในนามส่วนตัว ต่างกันอย่างไร ถ้าซื้อในนามส่วนตัว ค่ารถ ค่าน้ำมัน และค่าซ่อม เป็นเงินส่วนตัวทั้งหมด นำมาหักภาษีไม่ได้ ถ้าซื้อรถในนามบริษัท ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นรายจ่ายของบริษัท แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าใช้ทำงาน เรื่อง ซื้อในนามส่วนตัว ซื้อในนามบริษัท เจ้าของรถตามทะเบียน กรรมการหรือเจ้าของ บริษัท ค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายรถ หักไม่ได้ ยกเว้นทำสัญญาให้บริษัทเช่า หักเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ การใช้ส่วนตัว ใช้ได้เต็มที่ ทำไม่ได้ หรือต้องแยกค่าใช้จ่าย ขายรถภายหลัง เงินเข้าเจ้าของ ปกติไม่มี VAT เงินเข้าบริษัท เสีย VAT ถ้าจด VAT รถแบบไหนที่ใช้ในกิจการได้ตามมุมมองสรรพากร ก่อนซื้อรถในนามบริษัท ควรรู้ว่าสรรพากรแยกรถเป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง ซึ่งมีข้อจำกัดทั้ง VAT และค่าเสื่อม กลุ่มที่สองคือรถกระบะ รถตู้เกิน 10 ที่นั่ง รถบรรทุก และรถจักรยานยนต์ ซึ่งเครดิต VAT ได้และหักค่าเสื่อมได้เต็มราคาทุน ประเภทรถ ผลทางภาษีโดยสรุป รถเก๋ง SUV รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง VAT ต้องห้าม · ค่าเสื่อมจากราคาไม่เกิน 1 ล้าน รถกระบะตอนเดียว แค็บ และ 4 ประตูที่เป็นกระบะตามกฎหมายสรรพสามิต เครดิต VAT ได้ · ค่าเสื่อมเต็มราคาทุน รถตู้หรือรถโดยสารเกิน 10 ที่นั่ง เครดิต VAT ได้ · ค่าเสื่อมเต็มราคาทุน รถบรรทุก รถจักรยานยนต์ เครดิต VAT ได้ · ค่าเสื่อมเต็มราคาทุน กิจการให้เช่ารถโดยตรงได้รับยกเว้น เครดิต VAT และหักค่าเสื่อมรถยนต์นั่งได้เต็ม รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง คือรถแบบไหน สรรพากรอ้างการจัดประเภทตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งแยกรถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 คน และรถยนต์กระบะออกจากกัน รถกระบะ 4 ประตู (Double Cab) เป็นจุดที่คนสงสัยมากที่สุด – ตามข้อหารือ กค 0702/2833 ถ้ารถคันนั้นจัดเป็นรถยนต์กระบะตามกฎหมายสรรพสามิต ภาษีซื้อไม่ต้องห้าม ให้ดูประเภทรถในใบคู่มือจดทะเบียนก่อนซื้อ ภาษีซื้อรถยนต์ เครดิต VAT ได้ไหม ภาษีซื้อรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง เครดิตไม่ได้ เพราะเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42 ครอบคลุมทั้งซื้อ เช่าซื้อ และเช่า ส่วนรถกระบะ รถตู้เกิน 10 ที่นั่ง และรถบรรทุกที่ใช้ในกิจการ เครดิตได้ตามปกติ ถ้ามีใบกำกับภาษีเต็มรูปในนามบริษัท รายการ รถยนต์นั่ง รถกระบะ รถตู้เกิน 10 ที่นั่ง VAT ตอนซื้อหรือผ่อน เครดิตไม่ได้ เครดิตได้ VAT ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม เครดิตไม่ได้ ตามประกาศฉบับเดียวกัน เครดิตได้ ภาษีซื้อที่เครดิตไม่ได้ ไม่ได้หายไปเฉยๆ เมื่อซื้อรถในนามบริษัท ภาษีนี้รวมเข้าเป็นต้นทุนรถ หรือเป็นค่าใช้จ่ายของค่าน้ำมันและค่าซ่อมได้ หลักนี้อยู่ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) ค่าเสื่อมราคารถยนต์ในนามบริษัท หักได้เท่าไร ค่าเสื่อมราคารถยนต์ทางภาษีหักได้ไม่เกินปีละ 20% ของราคาทุน แต่รถยนต์นั่งหักจากราคาทุนส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์ค่าเสื่อมราคาของกรมสรรพากร ส่วนที่เกิน 1 ล้านหักไม่ได้ตลอดอายุ ยกเว้นกิจการให้เช่ารถ ส่วนรถกระบะและรถตู้เกิน 10 ที่นั่งหักได้เต็มราคาทุน เรื่อง หลักเกณฑ์ อัตราสูงสุด 20% ต่อปี (อายุอย่างน้อย 5 ปี) ฐานรถยนต์นั่ง ราคาทุนส่วนที่ไม่เกิน 1,000,000 บาท ฐานรถกระบะ รถตู้เกิน 10 ที่นั่ง ราคาทุนเต็มจำนวน ปีแรกและปีสุดท้าย เฉลี่ยตามจำนวนวันที่ถือครอง ดูวิธีเลือกวิธีคิดค่าเสื่อมแบบอื่นได้ที่ค่าเสื่อมราคาคืออะไร ตัวอย่างคำนวณค่าเสื่อมรถยนต์ราคาเกิน 1 ล้าน ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จด VAT แล้ว ซื้อรถในนามบริษัทเป็นรถเก๋งราคา 1,500,000 บาท บวก VAT 105,000 บาท จ่ายรวม 1,605,000 บาท ใช้งานทั้งปีและคิดค่าเสื่อม 5 ปี VAT เครดิตไม่ได้ จึงรวมเป็นต้นทุนรถ 1,605,000 บาท รายการ ต่อปี ค่าเสื่อมทางบัญชี (1,605,000 ÷ 5) 321,000 บาท ค่าเสื่อมทางภาษี (1,000,000 × 20%) 200,000 บาท ส่วนที่ต้องบวกกลับใน ภ.ง.ด.50 121,000 บาท ถ้าบริษัท ก ซื้อรถกระบะ 700,000 บาท บวก VAT 49,000 บาทแทน รายการ ผล VAT 49,000 บาท เครดิตเป็นภาษีซื้อได้ ค่าเสื่อมทางภาษีต่อปี (700,000 × 20%) 140,000 บาท หักได้เต็ม สรุปคือซื้อรถในนามบริษัทเป็นรถเก๋งราคา 1.5 ล้าน บริษัทหักรายจ่ายรวมได้แค่ 1 ล้าน ส่วนอีก 605,000 บาทเป็นต้นทุนที่หักภาษีไม่ได้เลย ค่าใช้จ่ายรถบริษัทที่หักเป็นรายจ่ายได้ ค่าใช้จ่ายรถบริษัทหักเป็นรายจ่ายได้เมื่อใช้ในกิจการและมีหลักฐานในนามบริษัท เช่น ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม ค่าประกันภัย ภาษีรถประจำปี และค่าทางด่วน ส่วน VAT ของค่าใช้จ่ายรถยนต์นั่งเครดิตไม่ได้ แต่รวมเป็นค่าใช้จ่ายได้ สิ่งที่สรรพากรตรวจคือรถถูกใช้ทำงานจริงหรือไม่ ค่าใช้จ่าย หลักฐานที่ควรมี ค่าน้ำมัน ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จระบุชื่อบริษัทและทะเบียนรถ ค่าซ่อม ค่าบำรุงรักษา ใบกำกับภาษีในนามบริษัท ค่าประกันภัย ภาษีรถ พ.ร.บ. กรมธรรม์และใบเสร็จในนามบริษัท ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ ใบเสร็จ และบันทึกการเดินทาง ถ้าบริษัทจ่ายค่าน้ำมันให้พนักงานที่ใช้รถส่วนตัว ข้อหารือ กค 0702/88 ระบุว่าหักได้เฉพาะส่วนที่จ่ายจริงเพื่องาน ส่วนที่จ่ายเกินเป็นรายจ่ายต้องห้าม ซื้อสด เช่าซื้อ หรือลีสซิ่ง แบบไหนคุ้มกว่า ซื้อสดและเช่าซื้อ บริษัทเป็นเจ้าของรถและหักค่าเสื่อมราคา โดยเช่าซื้อใช้ยอดผ่อนรวมดอกเบี้ยเป็นราคาทุน ลีสซิ่งบริษัทหักค่าเช่าเป็นรายจ่าย แต่รถยนต์นั่งมีเพดาน 36,000 บาทต่อเดือนต่อคัน ถ้าเป็นรถยนต์นั่ง ทั้งสามแบบเครดิต VAT ไม่ได้เหมือนกัน การเลือกจึงขึ้นกับกระแสเงินสดมากกว่าภาษี วิธีได้รถ รายจ่ายที่หักได้ ซื้อสด ค่าเสื่อมราคา (รถยนต์นั่งฐานไม่เกิน 1 ล้าน) เช่าซื้อ ค่าเสื่อมจากยอดตามสัญญารวมดอกเบี้ย (รถยนต์นั่งฐานไม่เกิน 1 ล้าน) ลีสซิ่ง ค่าเช่า (รถยนต์นั่งไม่เกิน 36,000 บาทต่อเดือน) ตัวอย่าง: บริษัท ก ลีสซิ่งรถเก๋งค่าเช่าเดือนละ 45,000 บาท (ไม่รวม VAT) บริษัทหักรายจ่ายได้แค่ 36,000 บาท อีก 9,000 บาทต่อเดือน หรือ 108,000 บาทต่อปี ต้องบวกกลับตอนยื่น ภ.ง.ด.50 เช่าซื้อรถ ดอกเบี้ยหักแยกได้ไหม ทางภาษี ราคาทุนของรถเช่าซื้อคือยอดที่ต้องผ่อนทั้งหมดตามสัญญา รวมดอกเบี้ยแล้ว ค่าเสื่อมที่หักสะสมในแต่ละปีต้องไม่เกินค่างวดที่ถึงกำหนดชำระ ตามข้อหารือ กค 0706/5750 และข้อหารือ กค 0706/3103 ถ้าเป็นรถยนต์นั่ง ยอดรวมดอกเบี้ยนี้ทั้งก้อนอยู่ในเพดาน 1 ล้านบาท บริษัทจึงหักดอกเบี้ยแยกเพิ่มไม่ได้ ทางบัญชียังบันทึกดอกเบี้ยจ่ายแยกตามงวดได้ตามปกติ ตัวเลขบัญชีกับภาษีจึงต่างกัน นักบัญชีต้องปรับตอนยื่น ภ.ง.ด.50 เพดานค่าเช่า 36,000 บาทมาจากข้อหารือ กค 0706/11508 ดูวิธีบันทึกบัญชีเช่าซื้อได้ที่คู่มือ PEAK บันทึกเช่าซื้อรถยนต์ ซื้อรถมือสองในนามบริษัท คิดภาษีอย่างไร ซื้อรถมือสองในนามบริษัทได้เหมือนรถใหม่ ราคาทุนคือราคาที่จ่ายจริง บวกค่าโอนและค่าใช้จ่ายที่ทำให้รถพร้อมใช้งาน แล้วหักค่าเสื่อมได้ไม่เกินปีละ 20% ตั้งแต่วันที่ได้รถมา จุดที่ต่างคือ VAT ขึ้นกับผู้ขาย ถ้าซื้อจากบุคคลธรรมดา จะไม่มีภาษีซื้อให้เครดิต ซื้อจากใคร VAT และหลักฐาน เต็นท์รถหรือบริษัทที่จด VAT ได้ใบกำกับภาษี รถบรรทุก กระบะ เครดิตได้ · รถยนต์นั่งเครดิตไม่ได้ บุคคลธรรมดาหรือผู้ไม่จด VAT ไม่มี VAT · ใช้สัญญาซื้อขายและหลักฐานรับเงิน ลานประมูลรถ ตรวจว่าใบเสร็จเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปในนามบริษัทหรือไม่ การซื้อรถเป็นการซื้อสินค้า บริษัทไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ขาย รถสิบล้อ รถบรรทุก รถกระบะมือสอง รถสิบล้อ รถบรรทุก และรถกระบะมือสองไม่ใช่รถยนต์นั่ง จึงไม่มีเพดาน 1 ล้านบาท บริษัทหักค่าเสื่อมได้จากราคาทุนเต็มจำนวน ตัวอย่าง: บริษัท ก ซื้อรถสิบล้อมือสองจากบุคคลธรรมดา ราคา 1,800,000 บาท จ่ายค่าโอนและค่าซ่อมให้พร้อมใช้งานอีก 50,000 บาท รายการ จำนวนเงิน ราคาทุนรถ (1,800,000 + 50,000) 1,850,000 บาท ค่าเสื่อมทางภาษีสูงสุดต่อปี (1,850,000 × 20%) 370,000 บาท ภาษีซื้อที่เครดิตได้ ไม่มี เพราะผู้ขายไม่ได้จด VAT ถ้าซื้อคันเดียวกันจากเต็นท์รถที่จด VAT ราคา 1,800,000 บาท บวก VAT 126,000 บาท บริษัทเครดิต VAT 126,000 บาทได้ ราคาทุนยังเป็น 1,850,000 บาทเท่าเดิม ส่วนรถเก๋งมือสอง ยังใช้เพดาน 1 ล้านบาทเหมือนรถใหม่ ซื้อมา 1,200,000 บาท หักค่าเสื่อมได้จากฐาน 1,000,000 บาทเท่านั้น ทางบัญชีอาจประมาณอายุใช้งานที่เหลือของรถมือสองสั้นกว่า 5 ปีได้ แต่ทางภาษีหักได้ไม่เกิน 20% ต่อปี ส่วนที่เกินต้องบวกกลับ เอกสารที่ต้องเก็บเมื่อซื้อรถมือสองจากบุคคลธรรมดา ผู้ขายที่เป็นบุคคลธรรมดาออกใบกำกับภาษีไม่ได้ บริษัทจึงต้องเก็บหลักฐานอื่นให้ครบ เพื่อยืนยันราคาทุนเวลาสรรพากรตรวจ กรรมการใช้รถบริษัทส่วนตัว ต้องระวังอะไร รถที่ซื้อในนามบริษัทต้องใช้เพื่อกิจการ ค่าใช้จ่ายส่วนที่เป็นการใช้ส่วนตัวของกรรมการหรือครอบครัว เป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3) หักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้ ถ้าบริษัทให้กรรมการใช้รถส่วนตัวเป็นประจำ อาจถือเป็นประโยชน์เพิ่มที่กรรมการต้องนำไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา วิธีลดความเสี่ยง ใช้รถส่วนตัวของกรรมการทำงานให้บริษัท อีกทางคือกรรมการซื้อรถในชื่อตัวเอง แล้วทำสัญญาให้บริษัทเช่าในราคาที่สมเหตุสมผล แทนการซื้อรถในนามบริษัท โดยบริษัทสามารถหักค่าเช่าเป็นรายจ่ายได้ (รถยนต์นั่งไม่เกิน 36,000 บาทต่อเดือน) และต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ทุกครั้งที่จ่าย ส่วนกรรมการต้องนำค่าเช่าไปรวมเป็นเงินได้ประเภทที่ 5 อ่านได้จาก วิธีบันทึกบัญชีค่าเช่ารถและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกรถในนามบริษัท ใช้เอกสารอะไรบ้าง ออกรถหรือซื้อรถในนามบริษัทใช้เอกสารของนิติบุคคลเป็นหลัก ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท บัตรประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม และ ภ.พ.20 ถ้าจด VAT ส่วนไฟแนนซ์มักขอเอกสารการเงินเพิ่ม เช่น งบการเงินย้อนหลังและรายการเดินบัญชี เพราะพิจารณาสินเชื่อจากผลประกอบการของบริษัท เอกสาร ใช้ทำอะไร หนังสือรับรองบริษัท (อายุไม่เกิน 1-3 เดือน ตามที่ไฟแนนซ์กำหนด) ยืนยันตัวตนนิติบุคคลและผู้มีอำนาจ บัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ ลงนามสัญญา ภ.พ.20 ออกใบกำกับภาษีในนามบริษัท งบการเงินย้อนหลัง ไฟแนนซ์พิจารณาวงเงิน รายการเดินบัญชีธนาคารของบริษัท ไฟแนนซ์พิจารณาความสามารถผ่อน ก่อนรับรถที่ซื้อในนามบริษัท ให้ตรวจว่าใบกำกับภาษี ใบเสร็จ และสมุดคู่มือจดทะเบียน ระบุชื่อและที่อยู่บริษัทถูกต้อง เอกสารเหล่านี้สำคัญ เพราะเป็นหลักฐานบันทึกสินทรัพย์และขอคืน VAT สรุป – ซื้อรถในนามบริษัท ได้ประโยชน์ทางภาษีจริง การจะได้ประโยชน์ทางภาษีสูงสุด บริษัทต้องใช้รถคันนั้น เพื่อการทำงานจริง โดยเฉพาะรถกระบะและรถตู้ที่เครดิต VAT ได้และหักค่าเสื่อมเต็มราคา ส่วนรถเก๋งราคาสูงได้ประโยชน์จำกัด เพราะ VAT ต้องห้ามและค่าเสื่อมหักได้แค่ฐาน 1 ล้านบาท บันทึกซื้อรถ ค่าเสื่อม และค่าใช้จ่ายรถในระบบเดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมบันทึกรถเป็นสินทรัพย์ ให้ระบบคิดค่าเสื่อมของรถที่ซื้อในนามบริษัททุกเดือน และแยกส่วนที่เกิน 1 ล้านตามคู่มือ PEAK บันทึกซื้อรถยนต์เกิน 1 ล้าน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการซื้อรถในนามบริษัท ซื้อรถในนามบริษัท ใช้ส่วนตัวได้ไหม ไม่ควร ซื้อรถในนามบริษัทแล้วนำไปใช้ส่วนตัว ค่าใช้จ่ายส่วนนั้นหักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้ และอาจถือเป็นประโยชน์เพิ่มของกรรมการ ขายรถบริษัท ต้องเสีย VAT ไหม ถ้าบริษัทจด VAT ต้องเรียกเก็บ VAT 7% จากราคาขาย แม้รถคันนั้นเป็นรถที่ซื้อในนามบริษัทโดยเครดิต VAT ไม่ได้ และต้องรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในนามบริษัท ใช้หลักเดียวกันไหม รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง ใช้หลักเดียวกัน คือ VAT ต้องห้ามและค่าเสื่อมฐานไม่เกิน 1 ล้านบาท ควรตรวจมาตรการส่งเสริมรถไฟฟ้าล่าสุดก่อนซื้อ ค่าน้ำมันรถเก๋งของบริษัท เครดิต VAT ได้ไหม ไม่ได้ VAT ของสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่งเป็นภาษีซื้อต้องห้าม แต่ค่าน้ำมันรวม VAT หักเป็นรายจ่ายได้ ถ้าใช้ในกิจการ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซื้อรถได้เหมือนบริษัทไหม ได้ ซื้อรถในนามห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้หลักภาษีเงินได้นิติบุคคลและ VAT เดียวกับบริษัทจำกัด ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ณ วันที่เผยแพร่ อ้างอิงประมวลรัษฎากร ประกาศและข้อหารือของกรมสรรพากร กรณีจริงควรตรวจประเภทรถและปรึกษาผู้สอบบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญภาษี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก