PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชี คืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันรายการค้า ประกอบการตรวจสอบบัญชี และใช้ยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งสองประเภทให้ครบ เพราะนักบัญชีใช้ทั้งหมดในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้ยืนยันว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้แสดงการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ยืนยันว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในหัวข้อถัดไป ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้  ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย ใบกำกับภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐมีอำนาจเรียกตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามอายุความทั่วไปใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งใช้เมื่อประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดอายุความไว้เฉพาะ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบช่วยให้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที  ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที สำหรับเทคนิคเลือกตู้เอกสารและชั้นวางที่เหมาะสมกับปริมาณเอกสาร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความจัดระเบียบเอกสารบัญชี จาก Officemate เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรทำอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และดูรายงานการเงินได้จากทุกที่ ไม่ต้องมีความรู้บัญชีก็ใช้งานได้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อป เฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และ อุปกรณ์สำนักงาน คุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวก มีบริการส่งฟรี*ถึงที่ พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องรีบขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคาร พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดหาย เมื่อใด และจัดการอย่างไร สำหรับ ใบกำกับภาษี ที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร วิธีทำ และกฎหมายที่ SME ต้องรู้

ส่งเอกสารให้ลูกค้าเซ็นแต่ต้องรอปริ้นท์ ส่งไปรษณีย์ แล้วสแกนกลับ — ปัญหานี้หมดไปถ้าใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ e-signature คืออะไร มีกี่ระดับตามกฎหมายไทย ใช้กับเอกสารภาษีได้หรือไม่ ไปจนถึงวิธีทำฟรีแบบ step-by-step ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) คืออะไร? ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คือ ตัวอักษร สัญลักษณ์ เสียง หรือกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ที่แนบหรือเชื่อมโยงกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อระบุตัวตนของผู้ลงลายมือชื่อและแสดงว่าผู้นั้นยอมรับข้อความในเอกสาร (ตามนิยามใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544) พูดง่าย ๆ คือทุกวิธีที่แสดงเจตนายอมรับเอกสารโดยไม่ต้องเซ็นบนกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ชื่อ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ กดยอมรับในระบบ หรือใช้ใบรับรองดิจิทัล ล้วนเป็น e-signature ทั้งสิ้น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ vs ลายเซ็นดิจิทัล vs ลายมือชื่อจริง ต่างกันอย่างไร? หลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน เปรียบเทียบ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) ลายมือชื่อจริง (Wet Signature) รูปแบบ พิมพ์ชื่อ วาดบนหน้าจอ กดยอมรับ ใช้ใบรับรองดิจิทัล (Certificate) เข้ารหัส เซ็นด้วยปากกาบนกระดาษ ความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ สูงมาก ตรวจสอบการแก้ไขได้ ปลอมแปลงได้ง่ายกว่า ผลทางกฎหมาย มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ (ระดับสูงสุด) มีผลตามกฎหมายทั่วไป เหมาะกับ เอกสารธุรกิจทั่วไป สัญญาภายใน เอกสารที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เอกสารที่กฎหมายบังคับ เช่น โฉนด ลายเซ็นดิจิทัล คือ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ “ประเภทหนึ่ง” ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพิ่มความปลอดภัย จึงเป็น subset ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน 3 ระดับของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายไทย (ETDA) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แบ่งลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เป็น 3 ระดับ ตามความน่าเชื่อถือ ระดับ วิธีการ ตัวอย่างการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ระดับ 1 — ทั่วไป พิมพ์ชื่อ กดยอมรับ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ ยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ สัญญาภายในบริษัท พื้นฐาน ระดับ 2 — เชื่อถือได้ ใช้ระบบยืนยันตัวตน เช่น OTP, e-KYC ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญาจ้าง กลาง ระดับ 3 — เชื่อถือได้สูง ใช้ใบรับรองดิจิทัลจากผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต (CA) e-Tax Invoice, เอกสารยื่นหน่วยงานรัฐ สูงสุด SME ส่วนใหญ่ใช้ระดับ 1–2 ก็เพียงพอสำหรับเอกสารธุรกิจทั่วไป ส่วนระดับ 3 จำเป็นเฉพาะเอกสารที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐหรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง กฎหมายลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ใช้แทนเซ็นจริงได้หรือไม่? คำตอบสั้นคือ ได้ในเกือบทุกกรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (แก้ไขเพิ่มเติม 2562) กำหนดว่าลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายมือชื่อบนกระดาษ ไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ข้อยกเว้นที่ยังใช้ไม่ได้ เช่น เอกสารที่กฎหมายเฉพาะบังคับให้ทำเป็นกระดาษ (โฉนดที่ดิน, พินัยกรรม, ตั๋วเงินบางประเภท) เอกสารบัญชีและภาษีที่ใช้ e-signature ได้ เจ้าของธุรกิจมักสงสัยว่าเอกสารภาษีใช้ e-signature ได้จริงหรือเปล่า สรุปให้ดังนี้ เอกสาร ใช้ e-signature ได้? หมายเหตุ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ กฎหมายกำหนดให้มีลายเซ็น ไม่จำกัดรูปแบบ ใบกำกับภาษี / e-Tax Invoice ได้ ต้องใช้ระดับ 3 (ใบรับรองดิจิทัล) สำหรับ e-Tax Invoice ใบเสร็จรับเงิน / ใบแจ้งหนี้ ได้ ระดับ 1–2 เพียงพอ e-Withholding Tax ไม่ต้องเซ็นเลย ระบบ e-WHT ให้ธนาคารหักและนำส่งอัตโนมัติ แบบ ภ.ง.ด. ยื่นออนไลน์ ใช้ระบบ e-Filing ลงนามผ่าน Digital ID ของกรมสรรพากร สัญญาจ้างงาน / สัญญาการค้า ได้ ระดับ 2 ขึ้นไปแนะนำ วิธีทำลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ฟรี ทำได้เลยตอนนี้ สำหรับ SME ที่ต้องการเริ่มใช้ e-signature ทำได้หลายวิธี เรียงจากง่ายสุดไปยาก เคล็ดลับ: ไฟล์ลายเซ็นควรเป็น PNG พื้นหลังโปร่งใส ขนาด 300×150 พิกเซลขึ้นไป เพื่อให้คมชัดเมื่อแทรกในเอกสาร ข้อควรระวังเมื่อใช้ e-signature ในเอกสารธุรกิจ สรุป e-signature มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายเซ็นจริงตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ควรลงมือทำต่อจากนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่รองรับ e-signature ในเอกสารบัญชีและภาษี ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายพร้อมลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ครบจบในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (FAQ) e-signature ใช้ในศาลเป็นหลักฐานได้ไหม? ได้ ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ศาลไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่น้ำหนักหลักฐานขึ้นกับระดับที่ใช้ ระดับ 3 ที่มีใบรับรองดิจิทัลจะมีน้ำหนักสูงสุด ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีค่าใช้จ่ายไหม? ระดับ 1 (วาด/พิมพ์ชื่อ) ทำฟรีได้ทันที ระดับ 2–3 มีค่าใช้จ่ายขึ้นกับผู้ให้บริการ เช่น บริการ CA (Certificate Authority) ของไทยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี ต่างชาติเซ็น e-signature ในเอกสารไทยได้ไหม? ได้ พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ ไม่จำกัดสัญชาติของผู้เซ็น ขอให้สามารถยืนยันตัวตนได้และทั้งสองฝ่ายตกลงยอมรับรูปแบบการเซ็น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีอายุหมดไหม? ตัวลายเซ็นไม่มีวันหมดอายุ แต่ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) ที่ใช้ในระดับ 3 มีอายุตามที่ผู้ออกกำหนด ต้องต่ออายุก่อนหมด มิฉะนั้นเอกสารที่เซ็นหลังจากนั้นอาจไม่ผ่านการตรวจสอบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

ฟรีแลนซ์ ยื่นภาษียังไง สรุปครบ คำนวณภาษี หักค่าใช้จ่าย ลดหย่อน

YouTuber, TikToker, Influencer หรือ Streamer ที่มีรายได้จาก platform ออนไลน์ ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นค่า Ad Revenue, เงิน Sponsorship หรือรายได้จาก Affiliate ล้วนต้องนำมาคำนวณภาษีทั้งหมด บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ฟรีแลนซ์และ Content Creator ต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทเงินได้ วิธีคำนวณภาษี ไปจนถึงขั้นตอนยื่นภาษีออนไลน์ พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่ใช้ได้ทันที Content Creator ต้องเสียภาษีไหม? ต้องเสียภาษี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ฟรีแลนซ์หรือ Content Creator แม้จะไม่ได้จดทะเบียนบริษัท รายได้ที่ได้รับก็ถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ที่ต้องนำมายื่นภาษี รายได้เท่าไรถึงต้องยื่นภาษี เกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบภาษี ขึ้นอยู่กับสถานะและประเภทเงินได้ สถานะ ประเภทเงินได้ เกณฑ์รายได้ต่อปี คนโสด เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 120,000 บาท คนโสด รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 60,000 บาท มีคู่สมรส เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 220,000 บาท มีคู่สมรส รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 120,000 บาท (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) Content Creator ส่วนใหญ่มีรายได้จากหลายทาง จึงจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(2) หรือ 40(8) ซึ่งเกณฑ์ต่ำมาก คนโสดแค่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี (เฉลี่ย 5,000 บาทต่อเดือน) ก็ต้องยื่นแบบแล้ว รายได้ Content Creator จัดเป็นเงินได้ประเภทไหน? 40(2) vs 40(8) รายได้ของ Content Creator อาจจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 (มาตรา 40(2)) หรือประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานและแหล่งรายได้ การจัดประเภทให้ถูกต้องสำคัญมาก เพราะกระทบ “อัตราหักค่าใช้จ่าย” โดยตรง รายได้จาก YouTube, TikTok, Instagram เป็นเงินได้ประเภทไหน รายได้จาก Ad Revenue ที่ platform จ่ายให้โดยตรง (เช่น YouTube AdSense, TikTok Creator Fund) มักถูกตีความเป็น เงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานให้ โดย Creator สร้าง content แล้ว platform จ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน อย่างไรก็ตาม บาง Creator อาจตีความว่าเป็น 40(8) ได้เช่นกัน หากทำในรูปแบบธุรกิจที่ลงทุนอุปกรณ์และจ้างทีมงาน แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดประเภทให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานจริง รายได้จาก Sponsorship, Affiliate, ขายสินค้า รายได้ที่ได้รับจากการทำธุรกิจในชื่อตัวเอง เช่น ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือรายได้จาก Affiliate จัดเป็น เงินได้ 40(8) ซึ่งเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจ ส่วนรายได้จาก Sponsorship (แบรนด์จ้างรีวิว) ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญา ถ้าแบรนด์จ้างทำงานชิ้นเดียว อาจเป็น 40(2) แต่ถ้า Creator รับงานหลายแบรนด์ในเชิงธุรกิจ อาจจัดเป็น 40(8) ได้ สรุปตาราง: ประเภทรายได้ Content Creator แหล่งรายได้ ประเภทเงินได้ หักค่าใช้จ่ายเหมา YouTube AdSense / TikTok Creator Fund 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท แบรนด์จ้างรีวิว (Sponsorship) 40(2) หรือ 40(8) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท หรือ 60% ตามประเภทธุรกิจ Affiliate Commission 40(8) 60% หรือตามจริง ขายสินค้าออนไลน์ (Merch, สินค้าตัวเอง) 40(8) 60% หรือตามจริง Donation / Super Chat / สติกเกอร์ 40(8) 60% หรือตามจริง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — อัตราหักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11) สิ่งสำคัญ: ถ้ามีรายได้หลายประเภทในปีเดียวกัน ต้องแยกคำนวณค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้แต่ละตัว ไม่ใช่รวมทั้งหมดแล้วหักทีเดียว วิธีคำนวณภาษีเงินได้สำหรับ Content Creator ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณจาก “เงินได้สุทธิ” ซึ่งก็คือรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จากนั้นนำไปเทียบกับอัตราภาษีแบบขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% 1,000,001 – 2,000,000 25% 2,000,001 – 5,000,000 30% 5,000,001 ขึ้นไป 35% ตัวอย่าง: YouTuber รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน สมมุติ Content Creator (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จาก YouTube AdSense เดือนละ 50,000 บาท จัดเป็นเงินได้ 40(2) ทั้งหมด ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 50,000 × 12 เดือน 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว — 60,000 บาท หักประกันสังคม (สมมุติ) — 9,000 บาท เงินได้สุทธิ 600,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 431,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้นเงินได้สุทธิ คำนวณ ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท 300,001 – 431,000 131,000 × 10% 13,100 บาท รวมภาษีทั้งปี 20,600 บาท Creator คนนี้มีรายได้ปีละ 600,000 บาท เสียภาษีประมาณ 20,600 บาท คิดเป็นราว 3.4% ของรายได้ ถ้ามีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม (เช่น ประกันชีวิต, กองทุน SSF/RMF) ภาษีจะลดลงอีก หักค่าใช้จ่ายจริง vs เหมาจ่าย อะไรคุ้มกว่า ค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) หักได้แค่ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งถ้ารายได้สูง จำนวนที่หักได้อาจน้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริง Creator ที่ลงทุนซื้อกล้อง คอมพิวเตอร์ ไมค์ ค่าเช่าสตูดิโอ หรือจ้างตัดต่อ อาจได้ประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่ายตามจริงมากกว่า แต่ต้องเก็บหลักฐานทุกรายการ ทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และบันทึกรายจ่ายให้ครบถ้วน หัก ณ ที่จ่ายที่ Content Creator ต้องรู้ เมื่อ Creator ทำงานกับแบรนด์หรือ Agency ผู้จ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ โดยอัตราที่พบบ่อยคือ ประเภทงาน อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง รับจ้างรีวิวสินค้า (40(2)) 3% จ้างรีวิว 30,000 บาท หัก 900 บาท รับจริง 29,100 บาท จ้างผ่าน Agency (นิติบุคคล) 3% หรือ 5% ขึ้นกับสัญญา ขึ้นอยู่กับว่า Creator ทำสัญญากับ Agency รูปแบบไหน ข้อสำคัญ: เงินที่ถูกหักไปไม่ได้หายไป ผู้จ้างจะออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ เก็บไว้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีเพื่อนำมาเครดิตภาษีคืนได้ ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ วิธียื่นภาษีออนไลน์สำหรับ Content Creator Content Creator ที่มีรายได้หลายประเภท ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ไม่ใช่ ภ.ง.ด.91 ที่ใช้สำหรับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร มีดังนี้ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.90 คือภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป แต่ถ้ายื่นผ่าน e-Filing มักได้ขยายเวลาเพิ่มประมาณ 8 วัน (ตรวจสอบกำหนดแต่ละปีที่ efiling.rd.go.th) ค่าลดหย่อนที่ Content Creator ใช้ได้ ค่าลดหย่อนช่วยลดเงินได้สุทธิก่อนคำนวณภาษี ยิ่งลดหย่อนมาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนที่ Creator ใช้ได้บ่อยที่สุดคือ หมายเหตุ: SSF + RMF + กองทุนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องรวมกันต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี รายละเอียดเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เอกสารที่ต้องเตรียมและวิธีจัดการรายได้จาก platform Creator ที่ไม่เคยจัดระบบเอกสารมาก่อน มักลำบากตอนยื่นภาษี เอกสารที่ควรเตรียมไว้ตลอดปี ได้แก่ เคล็ดลับ: สร้างโฟลเดอร์แยกตามเดือน เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและภาพถ่ายเอกสาร ตอนปลายปีจะได้ไม่ต้องไล่หาย้อนหลัง หรือใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น เมื่อไรต้องจด VAT และเมื่อไรควรเปิดนิติบุคคล ถ้ารายได้จากธุรกิจ Content Creator ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับ Creator ที่รายได้โตเร็ว การเปิดบริษัทจำกัด (นิติบุคคล) อาจช่วยประหยัดภาษีได้ เพราะ ข้อแนะนำคือ เมื่อรายได้เริ่มถึง 1 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ลองปรึกษานักบัญชีเพื่อเปรียบเทียบว่าการเปิดนิติบุคคลคุ้มกว่าการเป็นบุคคลธรรมดาหรือไม่ สรุป: Content Creator เสียภาษียังไงไม่ให้โดนย้อนหลัง สิ่งที่ต้องทำเพื่อจัดการภาษีให้เรียบร้อย จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ Content Creator และฟรีแลนซ์บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดอยู่บนระบบ Cloud ใช้งานได้ทุกที่ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษี Content Creator Content Creator ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ 91? ต้องยื่นแบบ 90 ตามที่อธิบายในหัวข้อ “วิธียื่นภาษีออนไลน์” ด้านบน เพราะรายได้จากการทำ Content ไม่ใช่เงินเดือนจากนายจ้างรายเดียว แบบ 91 ใช้เฉพาะคนที่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว (เงินได้ 40(1)) เท่านั้น รายได้จากต่างประเทศ เช่น YouTube หรือ TikTok ต้องเสียภาษีไทยไหม? ต้องเสียภาษี ถ้าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (อาศัยอยู่ในไทยรวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีนั้น) รายได้ที่ได้รับจาก Google หรือ TikTok แม้จะเป็นบริษัทต่างประเทศ แต่ถ้านำเงินเข้ามาในไทยในปีเดียวกับที่ได้รับ ต้องนำมายื่นภาษีด้วย ถ้าไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน ทำยังไง? สามารถยื่นภาษีย้อนหลังได้ โดยติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือยื่นผ่านระบบ e-Filing ย้อนหลังได้บางปี การยื่นย้อนหลังด้วยตัวเองดีกว่าถูกเรียกตรวจสอบ เพราะถ้าถูกเรียกอาจมีค่าปรับและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น เงินได้ 40(2) ยื่นแบบอะไร? ยื่นแบบ 90 เช่นเดียวกับ Content Creator ทั่วไป เพราะเงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานที่ไม่ใช่เงินเดือนประจำ ไม่เข้าเงื่อนไขของแบบ 91 ที่ใช้เฉพาะเงินเดือนอย่างเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง ครบทุกชนิด พร้อมตัวอย่าง SME

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิดงบดุลมาแล้วงงกับคำว่า “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน” ว่าตกลงมันคืออะไร แล้วมีอะไรบ้างที่นับเป็นสินทรัพย์ประเภทนี้ บทความนี้รวบรวมทรัพย์สินประเภทนี้ครบทุกชนิดที่ SME ต้องรู้ พร้อมตัวอย่างธุรกิจจริง ตารางเปรียบเทียบกับสินทรัพย์หมุนเวียน และคำตอบสำหรับคำถามที่คนถามบ่อยที่สุด สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน คืออะไร สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจถือครองไว้ใช้งานระยะยาวเกิน 1 ปี และไม่ได้ตั้งใจเปลี่ยนเป็นเงินสดภายในรอบบัญชีปกติ พูดง่ายๆ คือของที่ซื้อมาแล้ว “เก็บไว้ใช้” ไม่ใช่ “เอาไว้ขายหมุนเงิน” ลองนึกถึงร้านกาแฟร้านหนึ่ง เครื่องชงกาแฟราคาแสนกว่าบาทที่ซื้อมาใช้ทุกวันคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะร้านซื้อมาเพื่อใช้ผลิตกาแฟไปอีกหลายปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ ต่างจากเมล็ดกาแฟในสต๊อกที่ซื้อมาแล้วขายหมดภายในไม่กี่สัปดาห์ เกณฑ์ที่ใช้แยกว่าสินทรัพย์ตัวไหน “ไม่หมุนเวียน” มีอยู่ 2 ข้อหลัก สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง (รายการครบ 10+ ชนิด) ทรัพย์สินกลุ่มนี้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ตามลักษณะการใช้งาน โดยกลุ่มที่ SME เจอบ่อยที่สุดคือที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมทั้งหมดก่อนลงรายละเอียดแต่ละกลุ่ม กลุ่มสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ตัวอย่างรายการ มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ซอฟต์แวร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38) ค่าความนิยม มูลค่าส่วนเกินจากการซื้อกิจการ มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 3 เงินลงทุนระยะยาว หุ้น พันธบัตร เงินฝากประจำเกิน 1 ปี มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่ดินหรืออาคารที่ปล่อยเช่า มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 40 (TAS 40) สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย ทรัพย์สินที่ประกาศขายแล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (Property, Plant & Equipment) กลุ่มนี้คือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME มีมากที่สุด เป็นของที่จับต้องได้และใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ที่ดินที่ตั้งกิจการ อาคารสำนักงาน เครื่องจักรในโรงงาน รถยนต์ส่งของ คอมพิวเตอร์ และเฟอร์นิเจอร์ สินทรัพย์กลุ่มนี้ (ยกเว้นที่ดิน) ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกปี ค่าเสื่อมราคาคือการทยอยหักมูลค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ใช้งาน 3 ปี ก็หักเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 10,000 บาท การบันทึกและติดตามค่าเสื่อมราคาถือเป็นหน้าที่ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16 เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือทรัพย์สินที่มีมูลค่าแต่จับต้องไม่ได้ เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สัมปทาน และซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาใช้งานระยะยาว ยกตัวอย่างร้านเบเกอรีที่จดเครื่องหมายการค้าโลโก้ของตัวเอง หรือบริษัทซอฟต์แวร์ที่ถือสิทธิบัตรเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้แม้จับต้องไม่ได้แต่สร้างรายได้ระยะยาวให้ธุรกิจ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38 เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตน) โดยทยอยตัดจำหน่ายมูลค่าตามอายุการใช้ประโยชน์คล้ายค่าเสื่อมราคา ค่าความนิยม (Goodwill) — สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนหรือไม่? ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนประเภทไม่มีตัวตน เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจซื้อกิจการอื่นในราคาสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่แท้จริง ส่วนต่างที่จ่ายเกินไปนั้นคือค่าความนิยม ซึ่งสะท้อนมูลค่าของชื่อเสียง ฐานลูกค้า หรือทีมงานที่ติดมากับกิจการ ค่าความนิยมจะปรากฏในงบดุลเฉพาะกรณีที่มีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น ธุรกิจสร้างค่าความนิยมของตัวเองขึ้นมาบันทึกในงบไม่ได้ และตามมาตรฐานปัจจุบันไม่ตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายรายปี แต่ต้องทดสอบการด้อยค่าทุกปีแทน เงินลงทุนระยะยาว เงินลงทุนระยะยาวคือเงินที่ธุรกิจนำไปลงทุนโดยตั้งใจถือเกิน 1 ปี เช่น การซื้อหุ้นของบริษัทอื่น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝากประจำที่มีกำหนดเกินหนึ่งปี ต่างจากเงินลงทุนระยะสั้นที่ตั้งใจขายทำกำไรภายในปีเดียว สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย (TFRS 5) เมื่อธุรกิจตัดสินใจขายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนบางรายการ เช่น ประกาศขายอาคารเก่าที่เลิกใช้แล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) กำหนดให้จัดประเภทสินทรัพย์นั้นเป็น “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย” แยกออกมาต่างหาก เงื่อนไขหลักคือทรัพย์สินนั้นต้องพร้อมขายทันทีในสภาพปัจจุบัน และมีแผนขายที่ชัดเจนภายใน 12 เดือน เมื่อจัดประเภทแล้วจะหยุดคิดค่าเสื่อมราคา และวัดมูลค่าด้วยราคาที่ต่ำกว่าระหว่างมูลค่าตามบัญชีกับมูลค่าที่คาดว่าจะขายได้สุทธิ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น นอกจากกลุ่มหลักข้างต้น ยังมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นที่พบได้ เช่น เงินมัดจำระยะยาว ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าที่มีอายุเกิน 1 ปี และสิทธิการเช่าระยะยาว รายการเหล่านี้มักมีมูลค่าไม่มากแต่ยังต้องแสดงแยกในงบดุลเพื่อความครบถ้วน สินทรัพย์หมุนเวียน คืออะไร มีอะไรบ้าง สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจคาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดภายใน 1 ปี เป็นสินทรัพย์ที่ “หมุน” เข้าออกในการดำเนินงานประจำวัน จึงเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องของธุรกิจได้ดีที่สุด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอเทียบกับหนี้สินระยะสั้น มักมีสภาพคล่องดีและจ่ายหนี้ได้ทันเวลา รายการสินทรัพย์หมุนเวียน 10 ชนิด สินทรัพย์หมุนเวียนที่พบบ่อยในธุรกิจ SME เรียงจากสภาพคล่องสูงไปต่ำ มีดังนี้ สินทรัพย์หมุนเวียน vs สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างหลักอยู่ที่ระยะเวลาถือครองและวัตถุประสงค์การใช้งาน สินทรัพย์หมุนเวียนใช้หมุนเวียนในระยะสั้น ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนถือไว้ใช้งานระยะยาว ตารางด้านล่างสรุปข้อแตกต่างให้เห็นชัดในทุกมิติ หัวข้อเปรียบเทียบ สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ระยะเวลาถือครอง ไม่เกิน 1 ปี เกิน 1 ปี วัตถุประสงค์ หมุนเวียนใช้ในงานประจำวัน ใช้งานระยะยาว สภาพคล่อง สูง เปลี่ยนเป็นเงินสดง่าย ต่ำ เปลี่ยนเป็นเงินสดยาก ค่าเสื่อมราคา ไม่มี มี (ยกเว้นที่ดิน) ตัวอย่าง เงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ลิขสิทธิ์ การแสดงในงบดุล แสดงก่อน เรียงตามสภาพคล่อง แสดงถัดจากสินทรัพย์หมุนเวียน จุดที่หลายคนสับสนคือสินทรัพย์ตัวเดียวกันอาจเป็นได้ทั้งสองประเภท ขึ้นอยู่กับ “เจตนาการถือครอง” เช่น รถยนต์ที่บริษัทซื้อมาใช้ส่งของคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่ถ้าเป็นเต็นท์รถที่ซื้อรถมาเพื่อขายต่อ รถคันเดียวกันจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือซึ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนทันที หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-Current Liabilities) คือภาระหนี้ที่ธุรกิจต้องชำระในระยะเวลาเกิน 1 ปี เป็นอีกด้านของงบดุลที่มักถูกพูดถึงคู่กับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะทั้งสองสะท้อนโครงสร้างการเงินระยะยาวของกิจการ หนี้สินไม่หมุนเวียนที่ SME พบบ่อยมีดังนี้ การดูสัดส่วนระหว่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกับหนี้สินไม่หมุนเวียน ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นว่าธุรกิจใช้เงินกู้ระยะยาวไปลงทุนในทรัพย์สินถาวรมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนในธุรกิจ SME ทฤษฎีอาจเข้าใจยาก แต่เมื่อเห็นตัวอย่างจากธุรกิจจริงจะชัดเจนขึ้นมาก ลองดูว่าธุรกิจแต่ละแบบมีทรัพย์สินระยะยาวอะไรบ้าง ตัวอย่างธุรกิจร้านอาหารและร้านค้า สมมติร้านอาหาร “ครัวคุณแม่” (ชื่อสมมติ) เปิดกิจการมา 3 ปี ทรัพย์สินระยะยาวของร้านประกอบด้วยเครื่องครัวอุตสาหกรรม ตู้แช่ เฟอร์นิเจอร์ในร้าน เครื่องปรับอากาศ และเงินประกันค่าเช่าพื้นที่ที่จ่ายไว้ตอนเซ็นสัญญา ทั้งหมดนี้เป็นของที่ร้านซื้อมาใช้งานยาวหลายปี ไม่ได้เอาไว้ขาย ส่วนวัตถุดิบอาหาร เงินสดในลิ้นชัก และยอดที่ลูกค้าเปิดบิลค้างไว้ คือสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะหมุนเข้าออกทุกวัน ในทางกลับกัน ร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ขายเสื้อผ้าจะมีทรัพย์สินระยะยาวน้อยกว่า เพราะทรัพย์สินหลักคือสต๊อกเสื้อผ้าซึ่งเป็นสินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอาจมีเพียงคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายสินค้า และชั้นวางในคลัง จัดการสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนด้วยมือ โดยเฉพาะการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินหลายรายการ เป็นงานที่ใช้เวลาและผิดพลาดง่าย โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Accounting Software) อย่าง PEAK มีระบบทะเบียนทรัพย์สินที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ และเชื่อมข้อมูลเข้างบการเงินได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมสินทรัพย์ทั้งหมดในที่เดียว สรุป: สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME ต้องรู้ เมื่อเข้าใจสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนแล้ว สิ่งที่เจ้าของกิจการควรลงมือทำต่อมีดังนี้ เริ่มจัดการบัญชีธุรกิจให้ SMART ด้วย PEAK พร้อมยกระดับการจัดการทรัพย์สินและบัญชีของธุรกิจแล้วหรือยัง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้คุณติดตามสินทรัพย์ คำนวณค่าเสื่อมราคา และดูงบการเงินแบบเรียลไทม์ได้ในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มสร้างระบบบัญชีที่ทำงานแทนคุณได้ตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานในร้านหรือสำนักงานถือเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน อยู่ในกลุ่มที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพราะใช้งานต่อเนื่องหลายปีและต้องคิดค่าเสื่อมราคา ยกเว้นกรณีที่ธุรกิจขายเครื่องตกแต่งเป็นสินค้า ตัวมันจึงจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือ อุปกรณ์สำนักงานเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่ อุปกรณ์สำนักงานที่มีมูลค่าสูงและใช้งานเกิน 1 ปี เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โต๊ะทำงาน จัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่วัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วหมดไปอย่างกระดาษ หมึกพิมพ์ หรือเครื่องเขียน จะถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 10 ชนิด มีอะไรบ้าง หากเรียงรายการที่พบบ่อย 10 อันดับแรก ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ อุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ค่าความนิยม เงินลงทุนระยะยาว และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยแต่ละธุรกิจจะมีรายการมากน้อยต่างกันตามลักษณะกิจการ ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเสมอ จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เพราะสะท้อนมูลค่าระยะยาวที่ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร? สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ คือ Non-Current Assets ส่วนคำศัพท์ที่เจอบ่อยในงบการเงินภาษาอังกฤษ ได้แก่ Fixed Assets (สินทรัพย์ถาวร), Property, Plant and Equipment หรือ PP&E (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์), Intangible Assets (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน) และ Long-term Investments (เงินลงทุนระยะยาว)ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้นผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

การบัญชีเบื้องต้น คืออะไร สรุปพื้นฐานบัญชีครบจบฉบับเข้าใจง่าย

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิดร้านได้ ขายเก่ง แต่พอถึงเวลาสรุปว่ากำไรจริงเท่าไรกลับตอบไม่ได้ ปัญหานี้มักมาจากช่องว่างเรื่องเดียว นั่นคือ การบัญชีเบื้องต้น ข่าวดีคือความรู้พื้นฐานบัญชีไม่ได้ยากอย่างที่คิด และไม่จำเป็นต้องจบบัญชีมาก่อน บทความนี้รวบรวม 6 ความรู้พื้นฐานบัญชีที่นักบัญชีมือใหม่และเจ้าของกิจการควรเข้าใจ ตั้งแต่ความหมาย สมการบัญชี ไปจนถึงงบการเงิน พร้อมตัวอย่างจากธุรกิจจริงที่นำไปใช้ได้ทันที การบัญชีคืออะไร และสำคัญกับธุรกิจอย่างไร การบัญชี (Accounting) คือการจดบันทึก จัดหมวดหมู่ สรุปผล และรายงานรายการเงินของกิจการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าธุรกิจมีเงินเข้าออกเท่าไร มีทรัพย์สินและหนี้สินอยู่เท่าไร และสุดท้ายได้กำไรหรือขาดทุน พูดสั้นๆ การบัญชีหมายถึงการเปลี่ยน “เอกสารกองโต” ให้กลายเป็นตัวเลขที่อ่านแล้วตัดสินใจได้ ความสำคัญของการบัญชีมีทั้งมุมธุรกิจและมุมกฎหมาย ในมุมธุรกิจ ตัวเลขบัญชีช่วยให้คุณรู้ต้นทุนจริง ตั้งราคาขายได้แม่นขึ้น และวางแผนการเงินล่วงหน้าได้ ส่วนมุมกฎหมาย ธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (พ.ร.บ.การบัญชี) แล้วนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD) เมื่อเข้าใจภาพรวมแล้ว มาดูกันว่าความรู้พื้นฐานบัญชีที่ต้องรู้จริงๆ มีอะไรบ้าง การบัญชีเบื้องต้นมีอะไรบ้าง การบัญชีเบื้องต้นสรุปได้เป็น 6 ความรู้หลักที่ต่อยอดกันเป็นลำดับ ได้แก่ สมการบัญชี 5 หมวดบัญชี หลักเดบิตและเครดิต วงจรบัญชี งบการเงิน และทักษะที่นักบัญชีมือใหม่ควรมี ทั้ง 6 เรื่องนี้คือแกนที่ทำให้อ่านตัวเลขธุรกิจรู้เรื่อง ก่อนลงรายละเอียด นี่คือภาพรวมของทั้ง 6 หัวข้อ # ความรู้พื้นฐาน ตอบคำถามว่า 1 สมการบัญชี ทรัพย์สินกับเงินทุนสมดุลกันอย่างไร 2 5 หมวดบัญชี รายการเงินแต่ละอย่างจัดอยู่กลุ่มไหน 3 เดบิตและเครดิต บันทึกรายการลงด้านไหน 4 วงจรบัญชี ทำบัญชีมีขั้นตอนอะไรบ้าง 5 งบการเงิน ผลลัพธ์สุดท้ายอ่านอย่างไร 6 ทักษะนักบัญชีมือใหม่ ต้องพัฒนาอะไรเพิ่ม 1. สมการบัญชี พื้นฐานของทุกอย่าง สมการบัญชีคือหัวใจของการบัญชีเบื้องต้นทั้งหมด เขียนได้สั้นๆ ว่า สินทรัพย์เท่ากับหนี้สินบวกส่วนของเจ้าของ ความหมายคือทรัพย์สินทุกอย่างในธุรกิจต้องมีที่มาของเงิน ไม่มาจากการกู้ ก็มาจากเงินที่เจ้าของลงเอง สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ ลองดูตัวอย่างร้านกาแฟเปิดใหม่ เจ้าของลงเงินเอง 100,000 บาท และกู้ธนาคารมาอีก 50,000 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์และตกแต่งร้าน รายการ จำนวนเงิน สินทรัพย์ (เงินสด + อุปกรณ์ร้าน) 150,000 บาท หนี้สิน (เงินกู้ธนาคาร) 50,000 บาท ส่วนของเจ้าของ (เงินลงทุน) 100,000 บาท จะเห็นว่าสองฝั่งเท่ากันเสมอ คือ 150,000 = 50,000 + 100,000 หลักนี้เองที่ทำให้บัญชีตรวจสอบความถูกต้องของตัวเองได้ ถ้าวันไหนสมการไม่สมดุล แปลว่ามีการบันทึกผิดพลาดที่ไหนสักจุด 2. 5 หมวดบัญชี จัดกลุ่มรายการให้เป็นระบบ ทุกรายการเงินในธุรกิจถูกจัดเข้าหมวดบัญชีหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้ และค่าใช้จ่าย การรู้ว่ารายการหนึ่งอยู่หมวดไหนคือก้าวแรกก่อนลงบันทึกทุกครั้ง หลักการบัญชี 5 หมวด มีอะไรบ้าง หลักการบัญชี 5 หมวดแบ่งตามบทบาทของรายการในธุรกิจ สรุปพร้อมตัวอย่างได้ดังนี้ หมวดบัญชี ความหมาย ตัวอย่าง สินทรัพย์ (Assets) สิ่งที่ธุรกิจมีและใช้สร้างประโยชน์ เงินสด สินค้าคงเหลือ อุปกรณ์ หนี้สิน (Liabilities) ภาระที่ต้องจ่ายคืน เงินกู้ เจ้าหนี้การค้า ส่วนของเจ้าของ (Equity) เงินทุนของเจ้าของ เงินลงทุน กำไรสะสม รายได้ (Revenue) เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ยอดขาย ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย (Expenses) ต้นทุนในการทำธุรกิจ ค่าเช่า เงินเดือน ค่าวัตถุดิบ สามหมวดแรกคือตัวตั้งของสมการบัญชี ส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายคือตัวที่ทำให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละงวด 3. เดบิตและเครดิต อ่านให้เข้าใจใน 5 นาที เดบิตและเครดิตคือการบันทึกบัญชีแบบสองด้าน ทุกรายการต้องลงทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาด้วยยอดเท่ากันเสมอ คนมักเข้าใจผิดว่าฝั่งซ้ายคือเพิ่มและฝั่งขวาคือลด ความจริงคือขึ้นอยู่กับว่าเป็นบัญชีหมวดไหน ตารางนี้สรุปว่าแต่ละหมวดเพิ่มหรือลดต้องลงด้านไหน หมวดบัญชี เพิ่มขึ้นบันทึกด้าน ลดลงบันทึกด้าน สินทรัพย์ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่าย เดบิต เครดิต หนี้สิน เครดิต เดบิต ส่วนของเจ้าของ เครดิต เดบิต รายได้ เครดิต เดบิต ลองดูตัวอย่างร้านค้าออนไลน์ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท โดยจ่ายเป็นเงินสด รายการนี้ทำให้อุปกรณ์ (สินทรัพย์) เพิ่มขึ้น และเงินสด (สินทรัพย์) ลดลงเท่ากัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 30,000 — เงินสด — 30,000 ยอดสองด้านเท่ากันที่ 30,000 บาท นี่คือหลักการบันทึกบัญชีที่ใช้กับทุกรายการ ไม่ว่าจะซื้อของ จ่ายเงินเดือน หรือรับเงินจากลูกค้า 4. วงจรบัญชี 5 ขั้นตอนการทำบัญชี วงจรบัญชีคือลำดับขั้นตอนการทำบัญชีตั้งแต่ได้เอกสารจนออกมาเป็นงบการเงิน สำหรับธุรกิจทั่วไปสรุปเป็น 5 ขั้นตอนหลักที่ทำวนซ้ำทุกงวดบัญชี ขั้นตอนการทำบัญชีทั้ง 5 นี้จะวนกลับมาเริ่มใหม่ทุกเดือนหรือทุกปี การเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ขั้นแรกคือกุญแจที่ทำให้ทุกขั้นตอนที่เหลือราบรื่น 5. งบการเงินเบื้องต้นที่ต้องรู้จัก งบการเงินคือรายงานสรุปผลปลายทางของวงจรบัญชี บอกทั้งฐานะการเงินและผลกำไรขาดทุนของธุรกิจ งบที่มือใหม่ควรอ่านให้เป็นมี 2 ฉบับหลัก งบแสดงฐานะการเงิน (หรือที่เรียกกันติดปากว่างบดุล) บอกว่า ณ วันสิ้นงวด ธุรกิจมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร เป็นภาพนิ่งของฐานะการเงิน ณ จุดเวลาหนึ่ง งบกำไรขาดทุน บอกว่าตลอดงวดที่ผ่านมา ธุรกิจมีรายได้เท่าไร หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไรสุทธิเท่าไร ตัวเลขกำไรสุทธินี้เองที่นำไปคิดภาษีเงินได้และวัดว่าธุรกิจไปได้ดีแค่ไหน นอกจากสองงบนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นยังมีงบกระแสเงินสดและงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของเพิ่มเติม แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่ม การอ่านงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนให้เข้าใจก็เพียงพอต่อการตัดสินใจในแต่ละเดือนแล้ว 6. ความรู้และทักษะที่นักบัญชีมือใหม่ควรมี นอกจากทฤษฎี การเป็นนักบัญชีที่ทำงานได้จริงต้องอาศัยทักษะเพิ่มอีกหลายด้าน ทักษะเหล่านี้พัฒนาได้ด้วยการฝึกทำงานจริงควบคู่กับความรู้พื้นฐานบัญชีข้างต้น ทักษะด้านดิจิทัลคือจุดที่เปลี่ยนไปมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนที่ใช้เครื่องมือช่วยงานเป็นจะมีเวลาไปโฟกัสงานวิเคราะห์ที่สร้างคุณค่ากับธุรกิจได้มากกว่างานคีย์ข้อมูลซ้ำๆ สรุป: เริ่มต้นการบัญชีเบื้องต้นอย่างมั่นใจ การบัญชีเบื้องต้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อเข้าใจ 6 พื้นฐานนี้แล้ว คุณจะอ่านตัวเลขธุรกิจของตัวเองได้ชัดขึ้นทันที ลองเริ่มลงมือจากสามก้าวนี้ จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้ว ก้าวต่อไปคือทำให้บัญชีเป็นระบบโดยไม่ต้องจมกับงานคีย์มือ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายการ ออกเอกสาร และสรุปงบการเงินให้อัตโนมัติ พร้อม AI ช่วยลดงานซ้ำ ให้เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีมีเวลาไปโฟกัสการเติบโต เริ่มสร้างธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบัญชีเบื้องต้น การบัญชีเบื้องต้นกับการบัญชีขั้นสูงต่างกันอย่างไร การบัญชีเบื้องต้นเน้นการบันทึกและสรุปรายการประจำวันจนออกเป็นงบการเงิน ส่วนการบัญชีขั้นสูงต่อยอดไปที่การวิเคราะห์ต้นทุน การบัญชีบริหาร และการวางแผนภาษี มือใหม่ควรแม่นพื้นฐานให้ครบก่อน แล้วขั้นสูงจะเข้าใจง่ายขึ้นเอง ไม่ได้จบบัญชี เรียนรู้การบัญชีเบื้องต้นเองได้ไหม ได้แน่นอน เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเริ่มจากศูนย์และเรียนรู้ระหว่างทำจริง แนะนำให้เริ่มจากเข้าใจสมการบัญชีและ 5 หมวดบัญชีก่อน แล้วฝึกกับบิลจริงของธุรกิจตัวเอง การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจะทำให้เห็นภาพเร็วขึ้น เพราะระบบจัดหมวดและตรวจความสมดุลให้อัตโนมัติ ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องทำบัญชีตามมาตรฐานไหม ถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐานและนำส่งตามกฎหมาย ส่วนบุคคลธรรมดาที่ยังไม่จดบริษัทไม่ได้ถูกบังคับเท่า แต่การทำบัญชีไว้ก็ช่วยให้รู้กำไรจริงและเตรียมยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ควรเริ่มทำบัญชีด้วยมือหรือใช้โปรแกรมบัญชีเลย การจดด้วยมือช่วยให้เข้าใจหลักการช่วงแรก แต่พอรายการเริ่มเยอะ การจดมือจะเสี่ยงตกหล่นและกินเวลามาก ธุรกิจส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมบัญชีตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดข้อผิดพลาดและได้งบการเงินแบบเรียลไทม์ไปตัดสินใจได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

Cash Flow คืออะไร คู่มือกระแสเงินสดฉบับสมบูรณ์สำหรับ SME

ธุรกิจที่มีกำไรบนกระดาษ ไม่ได้แปลว่าจะมีเงินจ่ายค่าเช่าเดือนหน้า ปัญหานี้เกิดจากการไม่เข้าใจ Cash Flow หรือกระแสเงินสด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าธุรกิจจะ “อยู่รอด” ได้จริงหรือไม่ บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่ความหมาย ประเภท งบกระแสเงินสด ไปจนถึงวิธีบริหารกระแสเงินสดสำหรับ SME ที่นำไปใช้ได้ทันที Cash Flow คือ (กระแสเงินสด คืออะไร?) Cash Flow คือ เงินสดที่เคลื่อนเข้าและออกจากธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายเดือนหรือรายไตรมาส เงินไหลเข้าเมื่อลูกค้าจ่ายเงิน เงินไหลออกเมื่อจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ลองนึกภาพอ่างอาบน้ำ น้ำที่ไหลเข้าคือรายรับ น้ำที่ไหลออกคือรายจ่าย ถ้าน้ำไหลออกเร็วกว่าไหลเข้า อ่างก็แห้ง ธุรกิจก็เช่นกัน ทำไม Cash Flow จึงสำคัญกว่ากำไร กำไรคือตัวเลขทางบัญชีที่บอกว่ารายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย แต่ Cash Flow คือเงินสดที่มีอยู่จริงในมือ ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ ต้นทุน 300,000 บาท กำไรบนกระดาษ 200,000 บาท แต่ถ้าลูกค้าจ่ายเป็นเครดิต 60 วัน ร้านก็ยังไม่ได้เงินสดจริง ในขณะที่ค่าเช่าโกดัง เงินเดือนพนักงาน ค่าโฆษณา ต้องจ่ายภายในเดือนนี้ทั้งหมด การออกใบแจ้งหนี้ตรงเวลาจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยเร่ง Cash Flow เข้า ธุรกิจจึงเจ๊งได้แม้มีกำไร ถ้า Cash Flow ติดลบนานเกินไป 3 ประเภทของ Cash Flow ที่ต้องรู้ กระแสเงินสดแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามกิจกรรมทางธุรกิจ แต่ละประเภทบอกเรื่องต่างกัน ประเภท เงินเข้า (ตัวอย่าง) เงินออก (ตัวอย่าง) Operating (ดำเนินงาน) รับเงินจากลูกค้า จ่ายค่าวัตถุดิบ เงินเดือน Investing (ลงทุน) ขายเครื่องจักร ขายที่ดิน ซื้ออุปกรณ์ ลงทุนเปิดสาขา Financing (จัดหาเงิน) กู้เงินจากธนาคาร เพิ่มทุน จ่ายคืนเงินกู้ จ่ายเงินปันผล กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operating Cash Flow) เป็นส่วนสำคัญที่สุดของ Cash Flow เพราะบอกว่าธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้จริงหรือเปล่า ถ้าตัวเลขนี้เป็นบวกต่อเนื่อง แสดงว่าธุรกิจหลักแข็งแรง กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Investing Cash Flow) ตัวเลขนี้มักติดลบในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยายตัว เพราะต้องซื้อเครื่องจักร เปิดสาขาใหม่ หรือลงทุนในเทคโนโลยี ไม่จำเป็นต้องตกใจถ้าติดลบ แต่ต้องดูว่าเงินที่ลงทุนไปจะสร้าง Operating Cash Flow กลับมาได้หรือไม่ กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (Financing Cash Flow) บอกว่าธุรกิจหาเงินทุนมาจากไหนและจ่ายคืนอย่างไร ถ้ากู้เงินมาเพิ่มจะเป็นบวก ถ้าจ่ายคืนเงินกู้จะเป็นลบ SME ที่กำลังเติบโตมักมีส่วนนี้เป็นบวกจากการกู้ยืม งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คืออะไร งบกระแสเงินสด คือ รายงานทางการเงินที่แสดงการเคลื่อนไหวของเงินสดจากทุกกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่ง เป็น 1 ใน 5 งบการเงินที่บริษัทต้องจัดทำตามมาตรฐานบัญชี NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) องค์ประกอบของงบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ซึ่งตรงกับ 3 ประเภท Cash Flow ที่อธิบายไว้ ผลรวมของทั้ง 3 ส่วนจะบอกว่าเงินสดของธุรกิจเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไรในช่วงเวลานั้น วิธีอ่านงบกระแสเงินสดแบบง่ายๆ ไม่ต้องอ่านทุกบรรทัด ให้โฟกัส 3 จุดนี้ Cash Flow บวก หรือ ติดลบ บอกอะไร? (วิธีอ่านสัญญาณสุขภาพธุรกิจ) ตัวเลขบวกหรือลบในแต่ละกิจกรรม ไม่ได้แปลว่า “ดี” หรือ “แย่” เสมอไป ต้องอ่านประกอบกัน กิจกรรม บวก (+) หมายถึง ลบ (-) หมายถึง Operating ธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้ (ดี) ธุรกิจหลักใช้เงินมากกว่าที่หาได้ (ต้องระวัง) Investing ขายทรัพย์สิน (อาจหดตัว) กำลังลงทุนขยายกิจการ (ดี ถ้ามีแผน) Financing กู้เงินเพิ่ม หรือเพิ่มทุน จ่ายคืนหนี้ หรือจ่ายปันผล (ดี ถ้า Operating แข็งแรง) ตัวอย่างธุรกิจที่สุขภาพดี มักมี Operating บวก, Investing ลบ (กำลังลงทุน), Financing ลบ (จ่ายคืนหนี้ได้) วิธีทำ Cash Flow แบบง่ายๆ สำหรับ SME SME ไม่จำเป็นต้องจ้างนักบัญชีมาทำงบกระแสเงินสดตั้งแต่วันแรก เริ่มจากการติดตามเงินเข้า-ออกด้วยวิธีง่าย ๆ ก่อนได้ ขั้นตอนสร้าง Cash Flow Statement ด้วยตัวเอง ตัวอย่าง Cash Flow ธุรกิจ SME จริง สมมุติร้านเบเกอรี่ออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ต้องการทำ Cash Flow เดือนมิถุนายน รายการ จำนวนเงิน กิจกรรมดำเนินงาน รับเงินจากลูกค้า +120,000 บาท จ่ายค่าวัตถุดิบ -45,000 บาท จ่ายเงินเดือนพนักงาน -30,000 บาท จ่ายค่าเช่า + สาธารณูปโภค -15,000 บาท รวม Operating +30,000 บาท กิจกรรมลงทุน ซื้อเตาอบใหม่ -25,000 บาท รวม Investing -25,000 บาท กิจกรรมจัดหาเงิน จ่ายคืนเงินกู้ -5,000 บาท รวม Financing -5,000 บาท เงินสดเปลี่ยนแปลงสุทธิ 0 บาท เงินสดต้นเดือน 80,000 บาท เงินสดปลายเดือน 80,000 บาท จากตัวอย่างนี้ ร้านมี Operating Cash Flow เป็นบวก 30,000 บาท แสดงว่าธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้ดี ส่วนเงินที่หายไปคือการลงทุนซื้อเตาอบและจ่ายคืนเงินกู้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ Free Cash Flow คืออะไร (กระแสเงินสดอิสระ) Free Cash Flow คือ เงินสดที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายดำเนินงานและค่าลงทุนในทรัพย์สินออกแล้ว พูดง่าย ๆ คือ “เงินที่ธุรกิจนำไปใช้ได้อิสระ” จะเอาไปขยายกิจการ จ่ายหนี้ หรือเก็บสำรองก็ได้ สูตรคำนวณ Free Cash Flow สูตรหลักมีขั้นตอนเดียว Free Cash Flow = Operating Cash Flow – รายจ่ายลงทุน (CapEx) ตัวอย่างจากร้านเบเกอรี่ข้างต้น ขั้นที่ 1 — ดึงตัวเลขจาก Cash Flow Statement รายการ จำนวนเงิน Operating Cash Flow 30,000 บาท รายจ่ายลงทุน (ซื้อเตาอบ) 25,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณ Free Cash Flow รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน Free Cash Flow 30,000 – 25,000 5,000 บาท ผลลัพธ์เป็นบวก แสดงว่าธุรกิจมีเงินเหลือหลังลงทุนแล้ว ถ้าตัวเลขนี้ติดลบต่อเนื่อง อาจหมายความว่าธุรกิจลงทุนเกินตัว หรือธุรกิจหลักสร้างเงินสดไม่พอ ตัวอย่างบันทึกบัญชีเงินสดรับ-จ่าย (Journal Entry) เมื่อร้านเบเกอรี่รับเงินจากลูกค้า 120,000 บาท และจ่ายค่าวัตถุดิบ 45,000 บาท บันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้ รับเงินจากลูกค้า รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/เงินฝากธนาคาร 120,000 — รายได้จากการขาย — 120,000 จ่ายค่าวัตถุดิบ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ต้นทุนวัตถุดิบ 45,000 — เงินสด/เงินฝากธนาคาร — 45,000 การบันทึกเหล่านี้คือที่มาของตัวเลขในงบกระแสเงินสด โปรแกรมบัญชีจะสร้างรายงานให้อัตโนมัติจากการบันทึกรายวัน การบริหาร Cash Flow (Cash Management) อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหาร Cash Flow คือ การวางแผนให้เงินสดไหลเข้ามากกว่าไหลออก และมีเงินเพียงพอจ่ายค่าใช้จ่ายตรงเวลาเสมอ SME ที่บริหารกระแสเงินสดได้ดีจะอยู่รอดได้แม้ยอดขายผันผวน 7 สัญญาณเตือนภัย Cash Flow มีปัญหา สังเกตสัญญาณเหล่านี้เพื่อแก้ไขก่อนสายเกินไป ถ้าพบ 3 ข้อขึ้นไป ควรวิเคราะห์ Cash Flow ทันที 5 เคล็ดลับบริหาร Cash Flow ให้ธุรกิจเติบโตมั่นคง Cash Flow Forecast วางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า Cash Flow Forecast คือการคาดการณ์เงินสดเข้า-ออกในอนาคต ช่วยให้เตรียมตัวล่วงหน้าว่าเดือนไหนเงินจะตึง เดือนไหนเงินจะเหลือ วิธีทำง่าย ๆ คือ ใช้ข้อมูล Cash Flow ย้อนหลัง 3-6 เดือน แล้วประมาณการรายรับ-รายจ่ายล่วงหน้า 3 เดือน โดยคำนึงถึงฤดูกาลขายดี ช่วงที่ต้องจ่ายภาษี หรือค่าใช้จ่ายพิเศษ เครื่องมือช่วยจัดการ Cash Flow สำหรับธุรกิจยุคใหม่ โปรแกรมบัญชีออนไลน์คือเครื่องมือที่ช่วยให้ SME เห็นสถานะเงินสดแบบ Real-time โดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้เร็วขึ้น เมื่อธุรกิจโตขึ้น ข้อมูลซับซ้อนขึ้น การทำด้วยมือหรือ Excel อาจไม่เพียงพอ โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ Cash Flow ได้อย่างไร? โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME เห็นสถานะเงินสดแบบ Real-time โดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน เมื่อบันทึกรายการ ระบบจะอัปเดตยอด Cash Flow ให้ทันที ออกใบแจ้งหนี้แล้วติดตามสถานะการชำระเงินอัตโนมัติ ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้เร็วขึ้น สรุป: Cash Flow คือหัวใจของธุรกิจ SME ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว สิ่งที่ควรลงมือทำทันทีคือ พร้อมยกระดับการจัดการ Cash Flow? ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณเห็นสถานะ Cash Flow แบบ Real-time ออกเอกสาร จัดการลูกหนี้ และวิเคราะห์ข้อมูลการเงินด้วย AI ทั้งหมดในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Cash Flow Positive Cash Flow กับ Negative Cash Flow คืออะไร? Positive Cash Flow คือช่วงที่เงินไหลเข้ามากกว่าไหลออก ส่วน Negative Cash Flow คือช่วงที่เงินไหลออกมากกว่าเข้า การมี Negative Cash Flow ชั่วคราวไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะเจ๊ง เช่น ช่วงลงทุนขยายสาขา แต่ถ้าติดลบต่อเนื่องหลายเดือนโดยไม่มีแผนรองรับ ต้องรีบแก้ไข Cash Flow ติดลบ แต่มีกำไร เกิดจากอะไร? สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการบันทึกรายได้ตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ซึ่งนับรายได้ตอนออกใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ตอนรับเงิน ดังนั้นถ้าลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน กำไรขึ้นแต่ Cash Flow ไม่เข้า นอกจากนี้การลงทุนซื้อทรัพย์สินจำนวนมากในช่วงเดียว หรือการจ่ายคืนเงินกู้ก้อนใหญ่ ก็ทำให้ Cash Flow ติดลบได้เช่นกัน SME ควรมี Cash Flow สำรองกี่เดือน? แนะนำให้สำรองเงินสดไว้อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่า เงินเดือน ค่าสาธารณูปโภค ยิ่งธุรกิจมีลูกค้าน้อยรายหรือรายได้ผันผวนมาก ควรสำรองมากขึ้น (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องวินัยการเงินและสภาพคล่องสำหรับ SME) Cash Flow Statement ต้องทำทุกเดือนไหม? ตามกฎหมาย บริษัทต้องจัดทำงบกระแสเงินสดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) แต่สำหรับการบริหารธุรกิจจริง แนะนำให้ทำทุกเดือนเพื่อให้เห็นปัญหาเร็ว โปรแกรมบัญชีอย่าง PEAK ช่วยให้ Cash Flow อัปเดตอัตโนมัติทุกวันจากการบันทึกรายการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

วิธีจัดทำงบการเงิน ครบทุกขั้นตอน ฉบับเจ้าของธุรกิจ

เจ้าของธุรกิจหลายคนรู้ว่าต้องส่งงบการเงินทุกปี แต่พอถึงเวลาจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหน บางคนไม่รู้ว่าต้องเตรียมเอกสารอะไร และจุดไหนที่พลาดบ่อยจนโดนค่าปรับ บทความนี้สรุปการทำงบการเงินให้ครบตั้งแต่ต้นจนจบ อ่านรอบเดียวเห็นภาพทั้งขั้นตอน พร้อมวิธีลดงานซ้ำด้วยระบบบัญชีที่ออกงบให้อัตโนมัติ งบการเงินคืออะไร ทำไมทุกธุรกิจต้องจัดทำ งบการเงินคือรายงานที่สรุปฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการในรอบบัญชีหนึ่ง เปรียบเหมือนใบตรวจสุขภาพประจำปีของธุรกิจ ที่บอกว่ากิจการมีทรัพย์สิน หนี้สิน และกำไรขาดทุนเท่าไร สำหรับนิติบุคคล (บริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน) การจัดทำงบการเงินไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายการบัญชี พ.ศ. 2543 ที่ต้องส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกปี นอกจากทำตามกฎหมายแล้ว งบที่ถูกต้องยังช่วยให้คุณเห็นตัวเลขจริง ตัดสินใจธุรกิจได้แม่นขึ้น และใช้ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารได้ด้วย อยากเข้าใจว่าตัวเลขแต่ละบรรทัดหมายถึงอะไรและอ่านงบให้เป็น อ่านต่อได้ที่ งบการเงินคืออะไร และวิธีวิเคราะห์งบการเงิน งบการเงินมีอะไรบ้าง งบการเงินฉบับสมบูรณ์ประกอบด้วย 5 ส่วนหลักตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 1 เรื่องการนำเสนองบการเงิน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี หรือ TFAC) แต่ละส่วนตอบคำถามคนละแบบเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ทั้ง 5 ส่วนต้องมาด้วยกันเสมอ ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งถือว่างบยังไม่สมบูรณ์ ถ้าอยากอ่านตัวเลขในแต่ละส่วนให้เข้าใจง่ายขึ้น ดูเทคนิคได้ที่ วิธีอ่านงบการเงิน ขั้นตอนการจัดทำงบการเงิน การจัดทำงบการเงินทำตามลำดับ 5 ขั้นตอนหลัก จากการรวบรวมเอกสารไปจนถึงส่งงบ ทำตามลำดับนี้จะช่วยให้ตัวเลขในงบตรงกับความเป็นจริงและตรวจย้อนกลับได้ รวบรวมและตรวจสอบเอกสาร เริ่มจากเก็บเอกสารรายรับรายจ่ายทั้งปีให้ครบ ทั้งใบกำกับภาษี ใบเสร็จ ใบแจ้งหนี้ และรายการเดินบัญชีธนาคาร ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด เพราะถ้าเอกสารตกหล่นตั้งแต่ต้น งบที่ออกมาก็จะไม่ตรงกับความจริง บันทึกบัญชีให้ครบถ้วน นำเอกสารทุกใบมาบันทึกเป็นรายการบัญชีตามวันที่เกิดจริง แยกหมวดรายได้ ค่าใช้จ่าย ทรัพย์สิน และหนี้สินให้ชัดเจน ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ระบบจะช่วยจัดหมวดและรวมยอดให้อัตโนมัติ ลดโอกาสคีย์ตัวเลขผิด ปรับปรุงรายการปลายงวด ก่อนปิดบัญชี ต้องปรับปรุงรายการที่ยังไม่ได้บันทึกให้ครบ เช่น ค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน รายได้ค้างรับ และค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ยกตัวอย่างค่าเสื่อมราคา คือการทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์มาใช้ในออฟฟิศ ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท หมายความว่าจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 10,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี ไม่ใช่หักทั้งก้อนในปีเดียว จัดทำงบทดลองและสรุปเป็นงบการเงิน เมื่อบันทึกและปรับปรุงครบ ระบบจะรวมยอดทุกบัญชีออกมาเป็นงบทดลอง เพื่อตรวจว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากัน จากนั้นจึงจัดกลุ่มตัวเลขออกมาเป็นงบการเงินทั้ง 5 ส่วน ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี บริษัทจำกัดทุกแห่งต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองงบการเงินก่อนนำส่ง ส่วนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กบางกรณีได้รับการยกเว้น ควรตรวจเงื่อนไขล่าสุดกับผู้สอบบัญชีของคุณ เพราะเกณฑ์นี้มีรายละเอียดปลีกย่อย เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนจัดทำงบการเงิน ก่อนลงมือ ควรเตรียมเอกสารให้พร้อมทั้งรอบปีบัญชี จะช่วยให้บันทึกบัญชีได้ต่อเนื่องไม่ต้องหยุดตามหาเอกสารทีหลัง ใครมีหน้าที่จัดทำงบการเงิน และต้องส่งเมื่อไร ผู้มีหน้าที่จัดทำงบการเงินคือนิติบุคคลทุกประเภท ได้แก่ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน และห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน โดยต้องจัดทำและนำส่งภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดหลังปิดรอบบัญชี ไทม์ไลน์การส่งงบของบริษัทจำกัดสรุปได้ตามตารางนี้ (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมสรรพากร) กำหนดการ ระยะเวลา จัดประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงิน ภายใน 4 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี นำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (ภาษีนิติบุคคลประจำปี) ต่อกรมสรรพากร ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี ปัจจุบันการนำส่งงบทำผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหลัก ดูวิธีนำส่งและตรวจสอบสถานะแบบละเอียดได้ที่ วิธียื่นงบการเงินออนไลน์ มาตรฐานบัญชีที่ใช้จัดทำงบ NPAEs กับ TFRS ต่างกันอย่างไร ก่อนจัดทำงบ ต้องรู้ว่าธุรกิจของคุณใช้มาตรฐานบัญชีชุดไหน เพราะกำหนดรูปแบบและรายละเอียดของงบต่างกัน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักตามข้อมูลของสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) มาตรฐาน ใช้กับ ลักษณะ TFRS for NPAEs SME ทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รายละเอียดน้อยกว่า ทำง่ายกว่า เหมาะกับธุรกิจส่วนใหญ่ TFRS (ฉบับเต็ม) บริษัทมหาชนและกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ละเอียดและซับซ้อนกว่า มีข้อกำหนดเปิดเผยข้อมูลมาก SME ส่วนใหญ่ใช้มาตรฐานสำหรับ NPAEs ซึ่งออกแบบมาให้เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและเล็กโดยเฉพาะ หากไม่แน่ใจว่ากิจการเข้าข่ายกลุ่มไหน ควรสอบถามผู้สอบบัญชี เพราะมาตรฐานมีการปรับปรุงเป็นระยะ มาตรฐานและรูปแบบการนำเสนองบการเงินมีการปรับปรุงเป็นระยะ ก่อนจัดทำงบทุกปีจึงควรตรวจรูปแบบล่าสุดที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) ประกาศ เพื่อให้งบที่ส่งตรงตามเกณฑ์ปีปัจจุบัน เรื่องสำคัญและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดทำงบการเงิน จุดที่พลาดบ่อยมักไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่มองข้าม แล้วส่งผลใหญ่ตอนปิดงบ ระวัง 5 จุดนี้ไว้จะช่วยให้งบเชื่อถือได้และไม่เสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น ถ้าอยากดูภาพรวมสิ่งที่ต้องทำช่วงปิดบัญชีสิ้นปีทั้งหมด อ่านต่อได้ที่ เช็กลิสต์ปิดบัญชีสิ้นปี สรุป: จัดทำงบการเงินให้ครบ ถูกต้อง ตรงเวลา การจัดทำงบการเงินจะไม่ยากเลยถ้าวางระบบให้ดีตั้งแต่ต้นปี เริ่มลงมือได้จาก 3 ข้อนี้ ให้ PEAK ช่วยออกงบการเงินอัตโนมัติ เมื่อคุณบันทึกรายการซื้อขายและรายจ่ายในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ระบบจะประมวลผลและออกงบการเงินทั้ง 5 ส่วนให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมเอกสารและภาษีไว้ในที่เดียว ช่วยลดงานคีย์ซ้ำและความผิดพลาดตอนปิดงบ ให้คุณมีเวลาไปโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจมากขึ้น เริ่มสร้างระบบบัญชีที่พร้อมออกงบได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจัดทำงบการเงิน ทำงบการเงินเองโดยไม่มีนักบัญชีได้ไหม เจ้าของธุรกิจบันทึกบัญชีเองได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดหมวดและรวมยอด แต่ตอนนำส่ง บริษัทจำกัดยังต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและรับรองงบก่อนเสมอ จึงควรวางแผนหาผู้สอบบัญชีไว้ล่วงหน้า ถ้าปีนี้ธุรกิจยังไม่มีรายได้ ต้องทำงบการเงินไหม ต้องทำ แม้กิจการไม่มีรายได้หรือหยุดดำเนินงานชั่วคราว นิติบุคคลก็ยังมีหน้าที่จัดทำและนำส่งงบการเงิน (เรียกกันว่างบเปล่า) ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตามกำหนด การไม่ส่งมีโทษปรับเช่นกัน จัดทำงบการเงินใช้เวลานานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการและความครบของเอกสาร ถ้าบันทึกบัญชีสม่ำเสมอทั้งปี ตอนปิดงบจะใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าปล่อยเอกสารกองไว้ทำทีเดียวปลายปี อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์และเสี่ยงตกหล่น การบันทึกต่อเนื่องจึงช่วยประหยัดเวลาได้มาก งบการเงินกับงบทดลองต่างกันอย่างไร งบทดลองเป็นรายงานภายในที่รวมยอดทุกบัญชีเพื่อตรวจว่าเดบิตกับเครดิตเท่ากัน ยังไม่ใช่เอกสารที่ใช้นำส่ง ส่วนงบการเงินคือฉบับสมบูรณ์ 5 ส่วนที่จัดรูปแบบตามมาตรฐานแล้ว ใช้ยื่นต่อหน่วยงานได้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ครบทุกรายการ มาตรการใหม่ฉบับ SME

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนจ่ายภาษีเกินทุกปี เพราะไม่รู้ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่นำมาลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ บทความนี้สรุปรายการลดหย่อนทั้งหมด ทั้งรายจ่ายปกติ รายจ่ายหัก 2 เท่า เงินบริจาค และมาตรการใหม่ปี 2568-2569 พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง ให้คุณวางแผนภาษีได้ทันก่อนปิดรอบบัญชี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME 2568-2569 เป็นเท่าไร? SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้สิทธิเสียภาษีในอัตราขั้นบันได ซึ่งต่ำกว่าบริษัททั่วไปที่เสียอัตราเดียว 20% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี SME อัตราภาษีนิติบุคคลทั่วไป 0 – 300,000 ยกเว้น 20% 300,001 – 3,000,000 15% 20% มากกว่า 3,000,000 20% 20% เงื่อนไขที่ต้องครบทั้ง 2 ข้อ ถ้ารายได้เกิน 30 ล้านบาทแม้แค่บาทเดียว จะเสียสิทธิอัตรา SME ทั้งจำนวน กลายเป็นเสีย 20% ตั้งแต่บาทแรก ค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีนิติบุคคลมีอะไรบ้าง? ค่าใช้จ่ายที่นำมาหักกำไรสุทธิเพื่อลดภาษีนิติบุคคลได้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวกับกิจการจริงและมีหลักฐานครบ ที่สำคัญต้องไม่เข้าข่าย “รายจ่ายต้องห้าม” ตามประมวลรัษฎากร (กฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) รายจ่ายทั่วไปที่หักได้ตามจริง รายจ่ายในกลุ่มนี้หักได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริง ขอแค่มีเอกสารครบ ทุกรายจ่ายต้องมีใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐาน ถ้าจ่ายให้บุคคลหรือบริษัทอื่นอย่าลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนดด้วย รายจ่ายที่หักได้ 2 เท่า กรมสรรพากรให้สิทธิหักรายจ่ายบางรายการได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจลงทุนในด้านที่ภาครัฐส่งเสริม ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่ซื้อมาใช้ในกิจการ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร รถยนต์ สามารถทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ปีละส่วน เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” ตัวอย่าง ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท อายุการใช้งาน 3 ปี หักค่าเสื่อมได้ปีละ 10,000 บาท เบี้ยประกันและสวัสดิการพนักงาน เงินบริจาค ลดหย่อนภาษี 2 เท่า นิติบุคคล ทำได้อย่างไร? เงินบริจาคให้องค์กรบางประเภทนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนที่บริจาคจริง แต่รวมกันต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี) องค์กรที่บริจาคแล้วหักได้ 2 เท่า เงินบริจาคทั่วไป (หักได้ 1 เท่า) เงินบริจาคให้วัด มูลนิธิ หรือองค์กรการกุศลอื่นที่ไม่อยู่ในรายชื่อข้างต้น หักเป็นรายจ่ายได้ 1 เท่า แต่รวมกันต้องไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (3)) บริจาคสิ่งของก็หักได้เช่นกัน โดยคิดตามมูลค่าตลาดของสิ่งของ ณ วันที่บริจาค และต้องมีหลักฐานการรับบริจาคจากองค์กรนั้น มาตรการภาษีใหม่ 2568-2569 ที่ SME ต้องรู้ ภาครัฐออกมาตรการภาษีใหม่เป็นระยะ เจ้าของกิจการควรติดตามเพื่อใช้สิทธิให้ครบ โซล่าเซลล์ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล กิจการที่ติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในสถานประกอบการ สามารถหักค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งได้ในรอบบัญชีที่ติดตั้ง นอกจากนี้อาจหักค่าเสื่อมราคาแบบเร่งได้ตามประกาศกรมสรรพากร ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับสำนักงานสรรพากรพื้นที่ มาตรการหักรายจ่าย 2 เท่าสำหรับระบบ IT กิจการ SME ที่ลงทุนซื้อหรือจ้างพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระบบ e-Tax Invoice หรือซอฟต์แวร์บัญชี ยังคงใช้สิทธิหัก 2 เท่าได้ ทั้งนี้ต้องเป็นการจ่ายให้ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับ DEPA (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ขึ้นทะเบียนได้ที่ depa.or.th วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคลให้ประหยัดที่สุด การลดหย่อนภาษีนิติบุคคลไม่ใช่แค่รู้ว่าหักอะไรได้บ้าง แต่ต้อง “วางแผนล่วงหน้า” ก่อนปิดรอบบัญชี ตัวอย่างคำนวณภาษีนิติบุคคล SME สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาท/ปี ค่าใช้จ่ายรวม 8 ล้านบาท ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี — 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่าย (รวมลดหย่อน) — 8,000,000 บาท กำไรสุทธิ 10,000,000 – 8,000,000 2,000,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ช่วงกำไรสุทธิ อัตรา ภาษีที่ต้องจ่าย 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 2,000,000 15% 255,000 บาท รวมภาษีทั้งปี — 255,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่ได้เป็น SME จะเสียภาษี 20% เต็มจำนวน = 2,000,000 × 20% = 400,000 บาท ต่างกัน 145,000 บาท สรุป: ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลอย่างไรให้คุ้มที่สุด วางแผนภาษีนิติบุคคลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยแยกหมวดค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ ออกรายงานกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ให้ครบถ้วน ทำให้เห็นภาพชัดว่ายังเหลือสิทธิลดหย่อนอะไรอีก ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับลดหย่อนภาษีนิติบุคคล นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา ลดหย่อนภาษีต่างกันอย่างไร? นิติบุคคล (บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน) ลดหย่อนโดยนำ “ค่าใช้จ่ายจริง” มาหักจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี ส่วนบุคคลธรรมดามีทั้งหักค่าใช้จ่ายเหมา (60%) หรือจริง แล้วยังมีค่าลดหย่อนส่วนตัวเพิ่ม เช่น ประกันชีวิต กองทุน SSF ซึ่งนิติบุคคลไม่มี เงินบริจาควัด ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ไหม? ได้ แต่หักได้ 1 เท่าตามจำนวนที่บริจาคจริง รวมกันไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ หากต้องการหัก 2 เท่า ต้องบริจาคให้สถานศึกษา สถานพยาบาลของรัฐ หรือองค์กรที่อยู่ในรายชื่อที่กรมสรรพากรกำหนด ค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักภาษีไม่ได้มีอะไรบ้าง? ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ ค่าปรับภาษี เงินสำรองที่ตั้งเกินกว่ากฎหมายกำหนด รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ และรายจ่ายที่ถูกพิสูจน์ว่าเป็นเท็จ ล้วนเป็น “รายจ่ายต้องห้าม” ที่เอามาหักภาษีไม่ได้ บริจาคสิ่งของ ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้หรือไม่? ได้ โดยใช้มูลค่าตลาดของสิ่งของ ณ วันที่บริจาค เป็นฐานคำนวณ ต้องมีใบรับบริจาคจากองค์กรที่รับ ระบุรายละเอียดและมูลค่าสิ่งของไว้ชัดเจน ยื่นภาษีนิติบุคคลช้า มีผลอย่างไร? ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ล่าช้าจะถูกเรียกเก็บค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท บวกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย นับจากวันครบกำหนด หากชำระภาษีขาดเกิน 25% ของภาษีที่ต้องเสียจริง ยังอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 20% ของภาษีที่ชำระขาด (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

17 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชี คืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันรายการค้า ประกอบการตรวจสอบบัญชี และใช้ยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งสองประเภทให้ครบ เพราะนักบัญชีใช้ทั้งหมดในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้ยืนยันว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้แสดงการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ยืนยันว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในหัวข้อถัดไป ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้  ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย ใบกำกับภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐมีอำนาจเรียกตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามอายุความทั่วไปใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งใช้เมื่อประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดอายุความไว้เฉพาะ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบช่วยให้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที  ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที สำหรับเทคนิคเลือกตู้เอกสารและชั้นวางที่เหมาะสมกับปริมาณเอกสาร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความจัดระเบียบเอกสารบัญชี จาก Officemate เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรทำอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และดูรายงานการเงินได้จากทุกที่ ไม่ต้องมีความรู้บัญชีก็ใช้งานได้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อป เฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และ อุปกรณ์สำนักงาน คุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวก มีบริการส่งฟรี*ถึงที่ พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องรีบขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคาร พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดหาย เมื่อใด และจัดการอย่างไร สำหรับ ใบกำกับภาษี ที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร วิธีทำ และกฎหมายที่ SME ต้องรู้

ส่งเอกสารให้ลูกค้าเซ็นแต่ต้องรอปริ้นท์ ส่งไปรษณีย์ แล้วสแกนกลับ — ปัญหานี้หมดไปถ้าใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ e-signature คืออะไร มีกี่ระดับตามกฎหมายไทย ใช้กับเอกสารภาษีได้หรือไม่ ไปจนถึงวิธีทำฟรีแบบ step-by-step ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) คืออะไร? ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คือ ตัวอักษร สัญลักษณ์ เสียง หรือกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ที่แนบหรือเชื่อมโยงกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อระบุตัวตนของผู้ลงลายมือชื่อและแสดงว่าผู้นั้นยอมรับข้อความในเอกสาร (ตามนิยามใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544) พูดง่าย ๆ คือทุกวิธีที่แสดงเจตนายอมรับเอกสารโดยไม่ต้องเซ็นบนกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ชื่อ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ กดยอมรับในระบบ หรือใช้ใบรับรองดิจิทัล ล้วนเป็น e-signature ทั้งสิ้น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ vs ลายเซ็นดิจิทัล vs ลายมือชื่อจริง ต่างกันอย่างไร? หลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน เปรียบเทียบ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) ลายมือชื่อจริง (Wet Signature) รูปแบบ พิมพ์ชื่อ วาดบนหน้าจอ กดยอมรับ ใช้ใบรับรองดิจิทัล (Certificate) เข้ารหัส เซ็นด้วยปากกาบนกระดาษ ความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ สูงมาก ตรวจสอบการแก้ไขได้ ปลอมแปลงได้ง่ายกว่า ผลทางกฎหมาย มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ (ระดับสูงสุด) มีผลตามกฎหมายทั่วไป เหมาะกับ เอกสารธุรกิจทั่วไป สัญญาภายใน เอกสารที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เอกสารที่กฎหมายบังคับ เช่น โฉนด ลายเซ็นดิจิทัล คือ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ “ประเภทหนึ่ง” ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพิ่มความปลอดภัย จึงเป็น subset ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน 3 ระดับของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายไทย (ETDA) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แบ่งลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เป็น 3 ระดับ ตามความน่าเชื่อถือ ระดับ วิธีการ ตัวอย่างการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ระดับ 1 — ทั่วไป พิมพ์ชื่อ กดยอมรับ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ ยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ สัญญาภายในบริษัท พื้นฐาน ระดับ 2 — เชื่อถือได้ ใช้ระบบยืนยันตัวตน เช่น OTP, e-KYC ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญาจ้าง กลาง ระดับ 3 — เชื่อถือได้สูง ใช้ใบรับรองดิจิทัลจากผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต (CA) e-Tax Invoice, เอกสารยื่นหน่วยงานรัฐ สูงสุด SME ส่วนใหญ่ใช้ระดับ 1–2 ก็เพียงพอสำหรับเอกสารธุรกิจทั่วไป ส่วนระดับ 3 จำเป็นเฉพาะเอกสารที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐหรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง กฎหมายลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ใช้แทนเซ็นจริงได้หรือไม่? คำตอบสั้นคือ ได้ในเกือบทุกกรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (แก้ไขเพิ่มเติม 2562) กำหนดว่าลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายมือชื่อบนกระดาษ ไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ข้อยกเว้นที่ยังใช้ไม่ได้ เช่น เอกสารที่กฎหมายเฉพาะบังคับให้ทำเป็นกระดาษ (โฉนดที่ดิน, พินัยกรรม, ตั๋วเงินบางประเภท) เอกสารบัญชีและภาษีที่ใช้ e-signature ได้ เจ้าของธุรกิจมักสงสัยว่าเอกสารภาษีใช้ e-signature ได้จริงหรือเปล่า สรุปให้ดังนี้ เอกสาร ใช้ e-signature ได้? หมายเหตุ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ กฎหมายกำหนดให้มีลายเซ็น ไม่จำกัดรูปแบบ ใบกำกับภาษี / e-Tax Invoice ได้ ต้องใช้ระดับ 3 (ใบรับรองดิจิทัล) สำหรับ e-Tax Invoice ใบเสร็จรับเงิน / ใบแจ้งหนี้ ได้ ระดับ 1–2 เพียงพอ e-Withholding Tax ไม่ต้องเซ็นเลย ระบบ e-WHT ให้ธนาคารหักและนำส่งอัตโนมัติ แบบ ภ.ง.ด. ยื่นออนไลน์ ใช้ระบบ e-Filing ลงนามผ่าน Digital ID ของกรมสรรพากร สัญญาจ้างงาน / สัญญาการค้า ได้ ระดับ 2 ขึ้นไปแนะนำ วิธีทำลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ฟรี ทำได้เลยตอนนี้ สำหรับ SME ที่ต้องการเริ่มใช้ e-signature ทำได้หลายวิธี เรียงจากง่ายสุดไปยาก เคล็ดลับ: ไฟล์ลายเซ็นควรเป็น PNG พื้นหลังโปร่งใส ขนาด 300×150 พิกเซลขึ้นไป เพื่อให้คมชัดเมื่อแทรกในเอกสาร ข้อควรระวังเมื่อใช้ e-signature ในเอกสารธุรกิจ สรุป e-signature มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายเซ็นจริงตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ควรลงมือทำต่อจากนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่รองรับ e-signature ในเอกสารบัญชีและภาษี ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายพร้อมลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ครบจบในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (FAQ) e-signature ใช้ในศาลเป็นหลักฐานได้ไหม? ได้ ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ศาลไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่น้ำหนักหลักฐานขึ้นกับระดับที่ใช้ ระดับ 3 ที่มีใบรับรองดิจิทัลจะมีน้ำหนักสูงสุด ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีค่าใช้จ่ายไหม? ระดับ 1 (วาด/พิมพ์ชื่อ) ทำฟรีได้ทันที ระดับ 2–3 มีค่าใช้จ่ายขึ้นกับผู้ให้บริการ เช่น บริการ CA (Certificate Authority) ของไทยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี ต่างชาติเซ็น e-signature ในเอกสารไทยได้ไหม? ได้ พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ ไม่จำกัดสัญชาติของผู้เซ็น ขอให้สามารถยืนยันตัวตนได้และทั้งสองฝ่ายตกลงยอมรับรูปแบบการเซ็น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีอายุหมดไหม? ตัวลายเซ็นไม่มีวันหมดอายุ แต่ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) ที่ใช้ในระดับ 3 มีอายุตามที่ผู้ออกกำหนด ต้องต่ออายุก่อนหมด มิฉะนั้นเอกสารที่เซ็นหลังจากนั้นอาจไม่ผ่านการตรวจสอบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

ฟรีแลนซ์ ยื่นภาษียังไง สรุปครบ คำนวณภาษี หักค่าใช้จ่าย ลดหย่อน

YouTuber, TikToker, Influencer หรือ Streamer ที่มีรายได้จาก platform ออนไลน์ ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นค่า Ad Revenue, เงิน Sponsorship หรือรายได้จาก Affiliate ล้วนต้องนำมาคำนวณภาษีทั้งหมด บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ฟรีแลนซ์และ Content Creator ต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทเงินได้ วิธีคำนวณภาษี ไปจนถึงขั้นตอนยื่นภาษีออนไลน์ พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่ใช้ได้ทันที Content Creator ต้องเสียภาษีไหม? ต้องเสียภาษี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ฟรีแลนซ์หรือ Content Creator แม้จะไม่ได้จดทะเบียนบริษัท รายได้ที่ได้รับก็ถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ที่ต้องนำมายื่นภาษี รายได้เท่าไรถึงต้องยื่นภาษี เกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบภาษี ขึ้นอยู่กับสถานะและประเภทเงินได้ สถานะ ประเภทเงินได้ เกณฑ์รายได้ต่อปี คนโสด เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 120,000 บาท คนโสด รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 60,000 บาท มีคู่สมรส เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 220,000 บาท มีคู่สมรส รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 120,000 บาท (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) Content Creator ส่วนใหญ่มีรายได้จากหลายทาง จึงจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(2) หรือ 40(8) ซึ่งเกณฑ์ต่ำมาก คนโสดแค่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี (เฉลี่ย 5,000 บาทต่อเดือน) ก็ต้องยื่นแบบแล้ว รายได้ Content Creator จัดเป็นเงินได้ประเภทไหน? 40(2) vs 40(8) รายได้ของ Content Creator อาจจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 (มาตรา 40(2)) หรือประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานและแหล่งรายได้ การจัดประเภทให้ถูกต้องสำคัญมาก เพราะกระทบ “อัตราหักค่าใช้จ่าย” โดยตรง รายได้จาก YouTube, TikTok, Instagram เป็นเงินได้ประเภทไหน รายได้จาก Ad Revenue ที่ platform จ่ายให้โดยตรง (เช่น YouTube AdSense, TikTok Creator Fund) มักถูกตีความเป็น เงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานให้ โดย Creator สร้าง content แล้ว platform จ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน อย่างไรก็ตาม บาง Creator อาจตีความว่าเป็น 40(8) ได้เช่นกัน หากทำในรูปแบบธุรกิจที่ลงทุนอุปกรณ์และจ้างทีมงาน แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดประเภทให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานจริง รายได้จาก Sponsorship, Affiliate, ขายสินค้า รายได้ที่ได้รับจากการทำธุรกิจในชื่อตัวเอง เช่น ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือรายได้จาก Affiliate จัดเป็น เงินได้ 40(8) ซึ่งเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจ ส่วนรายได้จาก Sponsorship (แบรนด์จ้างรีวิว) ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญา ถ้าแบรนด์จ้างทำงานชิ้นเดียว อาจเป็น 40(2) แต่ถ้า Creator รับงานหลายแบรนด์ในเชิงธุรกิจ อาจจัดเป็น 40(8) ได้ สรุปตาราง: ประเภทรายได้ Content Creator แหล่งรายได้ ประเภทเงินได้ หักค่าใช้จ่ายเหมา YouTube AdSense / TikTok Creator Fund 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท แบรนด์จ้างรีวิว (Sponsorship) 40(2) หรือ 40(8) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท หรือ 60% ตามประเภทธุรกิจ Affiliate Commission 40(8) 60% หรือตามจริง ขายสินค้าออนไลน์ (Merch, สินค้าตัวเอง) 40(8) 60% หรือตามจริง Donation / Super Chat / สติกเกอร์ 40(8) 60% หรือตามจริง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — อัตราหักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11) สิ่งสำคัญ: ถ้ามีรายได้หลายประเภทในปีเดียวกัน ต้องแยกคำนวณค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้แต่ละตัว ไม่ใช่รวมทั้งหมดแล้วหักทีเดียว วิธีคำนวณภาษีเงินได้สำหรับ Content Creator ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณจาก “เงินได้สุทธิ” ซึ่งก็คือรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จากนั้นนำไปเทียบกับอัตราภาษีแบบขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% 1,000,001 – 2,000,000 25% 2,000,001 – 5,000,000 30% 5,000,001 ขึ้นไป 35% ตัวอย่าง: YouTuber รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน สมมุติ Content Creator (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จาก YouTube AdSense เดือนละ 50,000 บาท จัดเป็นเงินได้ 40(2) ทั้งหมด ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 50,000 × 12 เดือน 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว — 60,000 บาท หักประกันสังคม (สมมุติ) — 9,000 บาท เงินได้สุทธิ 600,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 431,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้นเงินได้สุทธิ คำนวณ ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท 300,001 – 431,000 131,000 × 10% 13,100 บาท รวมภาษีทั้งปี 20,600 บาท Creator คนนี้มีรายได้ปีละ 600,000 บาท เสียภาษีประมาณ 20,600 บาท คิดเป็นราว 3.4% ของรายได้ ถ้ามีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม (เช่น ประกันชีวิต, กองทุน SSF/RMF) ภาษีจะลดลงอีก หักค่าใช้จ่ายจริง vs เหมาจ่าย อะไรคุ้มกว่า ค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) หักได้แค่ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งถ้ารายได้สูง จำนวนที่หักได้อาจน้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริง Creator ที่ลงทุนซื้อกล้อง คอมพิวเตอร์ ไมค์ ค่าเช่าสตูดิโอ หรือจ้างตัดต่อ อาจได้ประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่ายตามจริงมากกว่า แต่ต้องเก็บหลักฐานทุกรายการ ทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และบันทึกรายจ่ายให้ครบถ้วน หัก ณ ที่จ่ายที่ Content Creator ต้องรู้ เมื่อ Creator ทำงานกับแบรนด์หรือ Agency ผู้จ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ โดยอัตราที่พบบ่อยคือ ประเภทงาน อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง รับจ้างรีวิวสินค้า (40(2)) 3% จ้างรีวิว 30,000 บาท หัก 900 บาท รับจริง 29,100 บาท จ้างผ่าน Agency (นิติบุคคล) 3% หรือ 5% ขึ้นกับสัญญา ขึ้นอยู่กับว่า Creator ทำสัญญากับ Agency รูปแบบไหน ข้อสำคัญ: เงินที่ถูกหักไปไม่ได้หายไป ผู้จ้างจะออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ เก็บไว้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีเพื่อนำมาเครดิตภาษีคืนได้ ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ วิธียื่นภาษีออนไลน์สำหรับ Content Creator Content Creator ที่มีรายได้หลายประเภท ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ไม่ใช่ ภ.ง.ด.91 ที่ใช้สำหรับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร มีดังนี้ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.90 คือภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป แต่ถ้ายื่นผ่าน e-Filing มักได้ขยายเวลาเพิ่มประมาณ 8 วัน (ตรวจสอบกำหนดแต่ละปีที่ efiling.rd.go.th) ค่าลดหย่อนที่ Content Creator ใช้ได้ ค่าลดหย่อนช่วยลดเงินได้สุทธิก่อนคำนวณภาษี ยิ่งลดหย่อนมาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนที่ Creator ใช้ได้บ่อยที่สุดคือ หมายเหตุ: SSF + RMF + กองทุนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องรวมกันต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี รายละเอียดเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เอกสารที่ต้องเตรียมและวิธีจัดการรายได้จาก platform Creator ที่ไม่เคยจัดระบบเอกสารมาก่อน มักลำบากตอนยื่นภาษี เอกสารที่ควรเตรียมไว้ตลอดปี ได้แก่ เคล็ดลับ: สร้างโฟลเดอร์แยกตามเดือน เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและภาพถ่ายเอกสาร ตอนปลายปีจะได้ไม่ต้องไล่หาย้อนหลัง หรือใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น เมื่อไรต้องจด VAT และเมื่อไรควรเปิดนิติบุคคล ถ้ารายได้จากธุรกิจ Content Creator ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับ Creator ที่รายได้โตเร็ว การเปิดบริษัทจำกัด (นิติบุคคล) อาจช่วยประหยัดภาษีได้ เพราะ ข้อแนะนำคือ เมื่อรายได้เริ่มถึง 1 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ลองปรึกษานักบัญชีเพื่อเปรียบเทียบว่าการเปิดนิติบุคคลคุ้มกว่าการเป็นบุคคลธรรมดาหรือไม่ สรุป: Content Creator เสียภาษียังไงไม่ให้โดนย้อนหลัง สิ่งที่ต้องทำเพื่อจัดการภาษีให้เรียบร้อย จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ Content Creator และฟรีแลนซ์บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดอยู่บนระบบ Cloud ใช้งานได้ทุกที่ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษี Content Creator Content Creator ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ 91? ต้องยื่นแบบ 90 ตามที่อธิบายในหัวข้อ “วิธียื่นภาษีออนไลน์” ด้านบน เพราะรายได้จากการทำ Content ไม่ใช่เงินเดือนจากนายจ้างรายเดียว แบบ 91 ใช้เฉพาะคนที่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว (เงินได้ 40(1)) เท่านั้น รายได้จากต่างประเทศ เช่น YouTube หรือ TikTok ต้องเสียภาษีไทยไหม? ต้องเสียภาษี ถ้าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (อาศัยอยู่ในไทยรวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีนั้น) รายได้ที่ได้รับจาก Google หรือ TikTok แม้จะเป็นบริษัทต่างประเทศ แต่ถ้านำเงินเข้ามาในไทยในปีเดียวกับที่ได้รับ ต้องนำมายื่นภาษีด้วย ถ้าไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน ทำยังไง? สามารถยื่นภาษีย้อนหลังได้ โดยติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือยื่นผ่านระบบ e-Filing ย้อนหลังได้บางปี การยื่นย้อนหลังด้วยตัวเองดีกว่าถูกเรียกตรวจสอบ เพราะถ้าถูกเรียกอาจมีค่าปรับและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น เงินได้ 40(2) ยื่นแบบอะไร? ยื่นแบบ 90 เช่นเดียวกับ Content Creator ทั่วไป เพราะเงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานที่ไม่ใช่เงินเดือนประจำ ไม่เข้าเงื่อนไขของแบบ 91 ที่ใช้เฉพาะเงินเดือนอย่างเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง ครบทุกชนิด พร้อมตัวอย่าง SME

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิดงบดุลมาแล้วงงกับคำว่า “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน” ว่าตกลงมันคืออะไร แล้วมีอะไรบ้างที่นับเป็นสินทรัพย์ประเภทนี้ บทความนี้รวบรวมทรัพย์สินประเภทนี้ครบทุกชนิดที่ SME ต้องรู้ พร้อมตัวอย่างธุรกิจจริง ตารางเปรียบเทียบกับสินทรัพย์หมุนเวียน และคำตอบสำหรับคำถามที่คนถามบ่อยที่สุด สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน คืออะไร สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจถือครองไว้ใช้งานระยะยาวเกิน 1 ปี และไม่ได้ตั้งใจเปลี่ยนเป็นเงินสดภายในรอบบัญชีปกติ พูดง่ายๆ คือของที่ซื้อมาแล้ว “เก็บไว้ใช้” ไม่ใช่ “เอาไว้ขายหมุนเงิน” ลองนึกถึงร้านกาแฟร้านหนึ่ง เครื่องชงกาแฟราคาแสนกว่าบาทที่ซื้อมาใช้ทุกวันคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะร้านซื้อมาเพื่อใช้ผลิตกาแฟไปอีกหลายปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ ต่างจากเมล็ดกาแฟในสต๊อกที่ซื้อมาแล้วขายหมดภายในไม่กี่สัปดาห์ เกณฑ์ที่ใช้แยกว่าสินทรัพย์ตัวไหน “ไม่หมุนเวียน” มีอยู่ 2 ข้อหลัก สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง (รายการครบ 10+ ชนิด) ทรัพย์สินกลุ่มนี้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ตามลักษณะการใช้งาน โดยกลุ่มที่ SME เจอบ่อยที่สุดคือที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมทั้งหมดก่อนลงรายละเอียดแต่ละกลุ่ม กลุ่มสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ตัวอย่างรายการ มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ซอฟต์แวร์ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38) ค่าความนิยม มูลค่าส่วนเกินจากการซื้อกิจการ มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 3 เงินลงทุนระยะยาว หุ้น พันธบัตร เงินฝากประจำเกิน 1 ปี มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ที่ดินหรืออาคารที่ปล่อยเช่า มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 40 (TAS 40) สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย ทรัพย์สินที่ประกาศขายแล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (Property, Plant & Equipment) กลุ่มนี้คือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME มีมากที่สุด เป็นของที่จับต้องได้และใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ที่ดินที่ตั้งกิจการ อาคารสำนักงาน เครื่องจักรในโรงงาน รถยนต์ส่งของ คอมพิวเตอร์ และเฟอร์นิเจอร์ สินทรัพย์กลุ่มนี้ (ยกเว้นที่ดิน) ต้องคิดค่าเสื่อมราคาทุกปี ค่าเสื่อมราคาคือการทยอยหักมูลค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน เช่น ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ใช้งาน 3 ปี ก็หักเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 10,000 บาท การบันทึกและติดตามค่าเสื่อมราคาถือเป็นหน้าที่ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 16 (TAS 16 เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์) สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือทรัพย์สินที่มีมูลค่าแต่จับต้องไม่ได้ เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สัมปทาน และซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาใช้งานระยะยาว ยกตัวอย่างร้านเบเกอรีที่จดเครื่องหมายการค้าโลโก้ของตัวเอง หรือบริษัทซอฟต์แวร์ที่ถือสิทธิบัตรเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้แม้จับต้องไม่ได้แต่สร้างรายได้ระยะยาวให้ธุรกิจ จึงบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38 เรื่องสินทรัพย์ไม่มีตัวตน) โดยทยอยตัดจำหน่ายมูลค่าตามอายุการใช้ประโยชน์คล้ายค่าเสื่อมราคา ค่าความนิยม (Goodwill) — สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนหรือไม่? ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนประเภทไม่มีตัวตน เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจซื้อกิจการอื่นในราคาสูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่แท้จริง ส่วนต่างที่จ่ายเกินไปนั้นคือค่าความนิยม ซึ่งสะท้อนมูลค่าของชื่อเสียง ฐานลูกค้า หรือทีมงานที่ติดมากับกิจการ ค่าความนิยมจะปรากฏในงบดุลเฉพาะกรณีที่มีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น ธุรกิจสร้างค่าความนิยมของตัวเองขึ้นมาบันทึกในงบไม่ได้ และตามมาตรฐานปัจจุบันไม่ตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายรายปี แต่ต้องทดสอบการด้อยค่าทุกปีแทน เงินลงทุนระยะยาว เงินลงทุนระยะยาวคือเงินที่ธุรกิจนำไปลงทุนโดยตั้งใจถือเกิน 1 ปี เช่น การซื้อหุ้นของบริษัทอื่น พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินฝากประจำที่มีกำหนดเกินหนึ่งปี ต่างจากเงินลงทุนระยะสั้นที่ตั้งใจขายทำกำไรภายในปีเดียว สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย (TFRS 5) เมื่อธุรกิจตัดสินใจขายสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนบางรายการ เช่น ประกาศขายอาคารเก่าที่เลิกใช้แล้ว มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 5 (TFRS 5) กำหนดให้จัดประเภทสินทรัพย์นั้นเป็น “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ถือไว้เพื่อขาย” แยกออกมาต่างหาก เงื่อนไขหลักคือทรัพย์สินนั้นต้องพร้อมขายทันทีในสภาพปัจจุบัน และมีแผนขายที่ชัดเจนภายใน 12 เดือน เมื่อจัดประเภทแล้วจะหยุดคิดค่าเสื่อมราคา และวัดมูลค่าด้วยราคาที่ต่ำกว่าระหว่างมูลค่าตามบัญชีกับมูลค่าที่คาดว่าจะขายได้สุทธิ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น นอกจากกลุ่มหลักข้างต้น ยังมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นที่พบได้ เช่น เงินมัดจำระยะยาว ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าที่มีอายุเกิน 1 ปี และสิทธิการเช่าระยะยาว รายการเหล่านี้มักมีมูลค่าไม่มากแต่ยังต้องแสดงแยกในงบดุลเพื่อความครบถ้วน สินทรัพย์หมุนเวียน คืออะไร มีอะไรบ้าง สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) คือทรัพย์สินที่ธุรกิจคาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดหรือใช้หมดภายใน 1 ปี เป็นสินทรัพย์ที่ “หมุน” เข้าออกในการดำเนินงานประจำวัน จึงเป็นตัวชี้วัดสภาพคล่องของธุรกิจได้ดีที่สุด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์หมุนเวียนมากพอเทียบกับหนี้สินระยะสั้น มักมีสภาพคล่องดีและจ่ายหนี้ได้ทันเวลา รายการสินทรัพย์หมุนเวียน 10 ชนิด สินทรัพย์หมุนเวียนที่พบบ่อยในธุรกิจ SME เรียงจากสภาพคล่องสูงไปต่ำ มีดังนี้ สินทรัพย์หมุนเวียน vs สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างหลักอยู่ที่ระยะเวลาถือครองและวัตถุประสงค์การใช้งาน สินทรัพย์หมุนเวียนใช้หมุนเวียนในระยะสั้น ส่วนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนถือไว้ใช้งานระยะยาว ตารางด้านล่างสรุปข้อแตกต่างให้เห็นชัดในทุกมิติ หัวข้อเปรียบเทียบ สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ระยะเวลาถือครอง ไม่เกิน 1 ปี เกิน 1 ปี วัตถุประสงค์ หมุนเวียนใช้ในงานประจำวัน ใช้งานระยะยาว สภาพคล่อง สูง เปลี่ยนเป็นเงินสดง่าย ต่ำ เปลี่ยนเป็นเงินสดยาก ค่าเสื่อมราคา ไม่มี มี (ยกเว้นที่ดิน) ตัวอย่าง เงินสด ลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ลิขสิทธิ์ การแสดงในงบดุล แสดงก่อน เรียงตามสภาพคล่อง แสดงถัดจากสินทรัพย์หมุนเวียน จุดที่หลายคนสับสนคือสินทรัพย์ตัวเดียวกันอาจเป็นได้ทั้งสองประเภท ขึ้นอยู่กับ “เจตนาการถือครอง” เช่น รถยนต์ที่บริษัทซื้อมาใช้ส่งของคือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่ถ้าเป็นเต็นท์รถที่ซื้อรถมาเพื่อขายต่อ รถคันเดียวกันจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือซึ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนทันที หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-Current Liabilities) คือภาระหนี้ที่ธุรกิจต้องชำระในระยะเวลาเกิน 1 ปี เป็นอีกด้านของงบดุลที่มักถูกพูดถึงคู่กับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เพราะทั้งสองสะท้อนโครงสร้างการเงินระยะยาวของกิจการ หนี้สินไม่หมุนเวียนที่ SME พบบ่อยมีดังนี้ การดูสัดส่วนระหว่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนกับหนี้สินไม่หมุนเวียน ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นว่าธุรกิจใช้เงินกู้ระยะยาวไปลงทุนในทรัพย์สินถาวรมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนในธุรกิจ SME ทฤษฎีอาจเข้าใจยาก แต่เมื่อเห็นตัวอย่างจากธุรกิจจริงจะชัดเจนขึ้นมาก ลองดูว่าธุรกิจแต่ละแบบมีทรัพย์สินระยะยาวอะไรบ้าง ตัวอย่างธุรกิจร้านอาหารและร้านค้า สมมติร้านอาหาร “ครัวคุณแม่” (ชื่อสมมติ) เปิดกิจการมา 3 ปี ทรัพย์สินระยะยาวของร้านประกอบด้วยเครื่องครัวอุตสาหกรรม ตู้แช่ เฟอร์นิเจอร์ในร้าน เครื่องปรับอากาศ และเงินประกันค่าเช่าพื้นที่ที่จ่ายไว้ตอนเซ็นสัญญา ทั้งหมดนี้เป็นของที่ร้านซื้อมาใช้งานยาวหลายปี ไม่ได้เอาไว้ขาย ส่วนวัตถุดิบอาหาร เงินสดในลิ้นชัก และยอดที่ลูกค้าเปิดบิลค้างไว้ คือสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะหมุนเข้าออกทุกวัน ในทางกลับกัน ร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ขายเสื้อผ้าจะมีทรัพย์สินระยะยาวน้อยกว่า เพราะทรัพย์สินหลักคือสต๊อกเสื้อผ้าซึ่งเป็นสินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอาจมีเพียงคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายสินค้า และชั้นวางในคลัง จัดการสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนด้วยมือ โดยเฉพาะการคำนวณค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินหลายรายการ เป็นงานที่ใช้เวลาและผิดพลาดง่าย โปรแกรมบัญชีออนไลน์ (Accounting Software) อย่าง PEAK มีระบบทะเบียนทรัพย์สินที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ และเชื่อมข้อมูลเข้างบการเงินได้ทันที ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมสินทรัพย์ทั้งหมดในที่เดียว สรุป: สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่ SME ต้องรู้ เมื่อเข้าใจสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนแล้ว สิ่งที่เจ้าของกิจการควรลงมือทำต่อมีดังนี้ เริ่มจัดการบัญชีธุรกิจให้ SMART ด้วย PEAK พร้อมยกระดับการจัดการทรัพย์สินและบัญชีของธุรกิจแล้วหรือยัง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยให้คุณติดตามสินทรัพย์ คำนวณค่าเสื่อมราคา และดูงบการเงินแบบเรียลไทม์ได้ในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มสร้างระบบบัญชีที่ทำงานแทนคุณได้ตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ที่ธุรกิจซื้อมาใช้งานในร้านหรือสำนักงานถือเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน อยู่ในกลุ่มที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพราะใช้งานต่อเนื่องหลายปีและต้องคิดค่าเสื่อมราคา ยกเว้นกรณีที่ธุรกิจขายเครื่องตกแต่งเป็นสินค้า ตัวมันจึงจะกลายเป็นสินค้าคงเหลือ อุปกรณ์สำนักงานเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่ อุปกรณ์สำนักงานที่มีมูลค่าสูงและใช้งานเกิน 1 ปี เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โต๊ะทำงาน จัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน แต่วัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้แล้วหมดไปอย่างกระดาษ หมึกพิมพ์ หรือเครื่องเขียน จะถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทันที สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 10 ชนิด มีอะไรบ้าง หากเรียงรายการที่พบบ่อย 10 อันดับแรก ได้แก่ ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ อุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ค่าความนิยม เงินลงทุนระยะยาว และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน โดยแต่ละธุรกิจจะมีรายการมากน้อยต่างกันตามลักษณะกิจการ ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ค่าความนิยมเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเสมอ จัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เพราะสะท้อนมูลค่าระยะยาวที่ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้น สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร? สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ภาษาอังกฤษ คือ Non-Current Assets ส่วนคำศัพท์ที่เจอบ่อยในงบการเงินภาษาอังกฤษ ได้แก่ Fixed Assets (สินทรัพย์ถาวร), Property, Plant and Equipment หรือ PP&E (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์), Intangible Assets (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน) และ Long-term Investments (เงินลงทุนระยะยาว)ได้จากการซื้อกิจการ ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะสั้นได้ และปรากฏในงบดุลเฉพาะเมื่อมีการซื้อกิจการจริงเท่านั้นผู้ประกอบการจัดการเรื่องภาษีและบัญชีได้อย่างถูกต้องรองรับการเติบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

การบัญชีเบื้องต้น คืออะไร สรุปพื้นฐานบัญชีครบจบฉบับเข้าใจง่าย

เจ้าของธุรกิจหลายคนเปิดร้านได้ ขายเก่ง แต่พอถึงเวลาสรุปว่ากำไรจริงเท่าไรกลับตอบไม่ได้ ปัญหานี้มักมาจากช่องว่างเรื่องเดียว นั่นคือ การบัญชีเบื้องต้น ข่าวดีคือความรู้พื้นฐานบัญชีไม่ได้ยากอย่างที่คิด และไม่จำเป็นต้องจบบัญชีมาก่อน บทความนี้รวบรวม 6 ความรู้พื้นฐานบัญชีที่นักบัญชีมือใหม่และเจ้าของกิจการควรเข้าใจ ตั้งแต่ความหมาย สมการบัญชี ไปจนถึงงบการเงิน พร้อมตัวอย่างจากธุรกิจจริงที่นำไปใช้ได้ทันที การบัญชีคืออะไร และสำคัญกับธุรกิจอย่างไร การบัญชี (Accounting) คือการจดบันทึก จัดหมวดหมู่ สรุปผล และรายงานรายการเงินของกิจการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าธุรกิจมีเงินเข้าออกเท่าไร มีทรัพย์สินและหนี้สินอยู่เท่าไร และสุดท้ายได้กำไรหรือขาดทุน พูดสั้นๆ การบัญชีหมายถึงการเปลี่ยน “เอกสารกองโต” ให้กลายเป็นตัวเลขที่อ่านแล้วตัดสินใจได้ ความสำคัญของการบัญชีมีทั้งมุมธุรกิจและมุมกฎหมาย ในมุมธุรกิจ ตัวเลขบัญชีช่วยให้คุณรู้ต้นทุนจริง ตั้งราคาขายได้แม่นขึ้น และวางแผนการเงินล่วงหน้าได้ ส่วนมุมกฎหมาย ธุรกิจที่จดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (พ.ร.บ.การบัญชี) แล้วนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD) เมื่อเข้าใจภาพรวมแล้ว มาดูกันว่าความรู้พื้นฐานบัญชีที่ต้องรู้จริงๆ มีอะไรบ้าง การบัญชีเบื้องต้นมีอะไรบ้าง การบัญชีเบื้องต้นสรุปได้เป็น 6 ความรู้หลักที่ต่อยอดกันเป็นลำดับ ได้แก่ สมการบัญชี 5 หมวดบัญชี หลักเดบิตและเครดิต วงจรบัญชี งบการเงิน และทักษะที่นักบัญชีมือใหม่ควรมี ทั้ง 6 เรื่องนี้คือแกนที่ทำให้อ่านตัวเลขธุรกิจรู้เรื่อง ก่อนลงรายละเอียด นี่คือภาพรวมของทั้ง 6 หัวข้อ # ความรู้พื้นฐาน ตอบคำถามว่า 1 สมการบัญชี ทรัพย์สินกับเงินทุนสมดุลกันอย่างไร 2 5 หมวดบัญชี รายการเงินแต่ละอย่างจัดอยู่กลุ่มไหน 3 เดบิตและเครดิต บันทึกรายการลงด้านไหน 4 วงจรบัญชี ทำบัญชีมีขั้นตอนอะไรบ้าง 5 งบการเงิน ผลลัพธ์สุดท้ายอ่านอย่างไร 6 ทักษะนักบัญชีมือใหม่ ต้องพัฒนาอะไรเพิ่ม 1. สมการบัญชี พื้นฐานของทุกอย่าง สมการบัญชีคือหัวใจของการบัญชีเบื้องต้นทั้งหมด เขียนได้สั้นๆ ว่า สินทรัพย์เท่ากับหนี้สินบวกส่วนของเจ้าของ ความหมายคือทรัพย์สินทุกอย่างในธุรกิจต้องมีที่มาของเงิน ไม่มาจากการกู้ ก็มาจากเงินที่เจ้าของลงเอง สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ ลองดูตัวอย่างร้านกาแฟเปิดใหม่ เจ้าของลงเงินเอง 100,000 บาท และกู้ธนาคารมาอีก 50,000 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์และตกแต่งร้าน รายการ จำนวนเงิน สินทรัพย์ (เงินสด + อุปกรณ์ร้าน) 150,000 บาท หนี้สิน (เงินกู้ธนาคาร) 50,000 บาท ส่วนของเจ้าของ (เงินลงทุน) 100,000 บาท จะเห็นว่าสองฝั่งเท่ากันเสมอ คือ 150,000 = 50,000 + 100,000 หลักนี้เองที่ทำให้บัญชีตรวจสอบความถูกต้องของตัวเองได้ ถ้าวันไหนสมการไม่สมดุล แปลว่ามีการบันทึกผิดพลาดที่ไหนสักจุด 2. 5 หมวดบัญชี จัดกลุ่มรายการให้เป็นระบบ ทุกรายการเงินในธุรกิจถูกจัดเข้าหมวดบัญชีหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้ และค่าใช้จ่าย การรู้ว่ารายการหนึ่งอยู่หมวดไหนคือก้าวแรกก่อนลงบันทึกทุกครั้ง หลักการบัญชี 5 หมวด มีอะไรบ้าง หลักการบัญชี 5 หมวดแบ่งตามบทบาทของรายการในธุรกิจ สรุปพร้อมตัวอย่างได้ดังนี้ หมวดบัญชี ความหมาย ตัวอย่าง สินทรัพย์ (Assets) สิ่งที่ธุรกิจมีและใช้สร้างประโยชน์ เงินสด สินค้าคงเหลือ อุปกรณ์ หนี้สิน (Liabilities) ภาระที่ต้องจ่ายคืน เงินกู้ เจ้าหนี้การค้า ส่วนของเจ้าของ (Equity) เงินทุนของเจ้าของ เงินลงทุน กำไรสะสม รายได้ (Revenue) เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ยอดขาย ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย (Expenses) ต้นทุนในการทำธุรกิจ ค่าเช่า เงินเดือน ค่าวัตถุดิบ สามหมวดแรกคือตัวตั้งของสมการบัญชี ส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายคือตัวที่ทำให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละงวด 3. เดบิตและเครดิต อ่านให้เข้าใจใน 5 นาที เดบิตและเครดิตคือการบันทึกบัญชีแบบสองด้าน ทุกรายการต้องลงทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาด้วยยอดเท่ากันเสมอ คนมักเข้าใจผิดว่าฝั่งซ้ายคือเพิ่มและฝั่งขวาคือลด ความจริงคือขึ้นอยู่กับว่าเป็นบัญชีหมวดไหน ตารางนี้สรุปว่าแต่ละหมวดเพิ่มหรือลดต้องลงด้านไหน หมวดบัญชี เพิ่มขึ้นบันทึกด้าน ลดลงบันทึกด้าน สินทรัพย์ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่าย เดบิต เครดิต หนี้สิน เครดิต เดบิต ส่วนของเจ้าของ เครดิต เดบิต รายได้ เครดิต เดบิต ลองดูตัวอย่างร้านค้าออนไลน์ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท โดยจ่ายเป็นเงินสด รายการนี้ทำให้อุปกรณ์ (สินทรัพย์) เพิ่มขึ้น และเงินสด (สินทรัพย์) ลดลงเท่ากัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 30,000 — เงินสด — 30,000 ยอดสองด้านเท่ากันที่ 30,000 บาท นี่คือหลักการบันทึกบัญชีที่ใช้กับทุกรายการ ไม่ว่าจะซื้อของ จ่ายเงินเดือน หรือรับเงินจากลูกค้า 4. วงจรบัญชี 5 ขั้นตอนการทำบัญชี วงจรบัญชีคือลำดับขั้นตอนการทำบัญชีตั้งแต่ได้เอกสารจนออกมาเป็นงบการเงิน สำหรับธุรกิจทั่วไปสรุปเป็น 5 ขั้นตอนหลักที่ทำวนซ้ำทุกงวดบัญชี ขั้นตอนการทำบัญชีทั้ง 5 นี้จะวนกลับมาเริ่มใหม่ทุกเดือนหรือทุกปี การเก็บเอกสารให้ครบตั้งแต่ขั้นแรกคือกุญแจที่ทำให้ทุกขั้นตอนที่เหลือราบรื่น 5. งบการเงินเบื้องต้นที่ต้องรู้จัก งบการเงินคือรายงานสรุปผลปลายทางของวงจรบัญชี บอกทั้งฐานะการเงินและผลกำไรขาดทุนของธุรกิจ งบที่มือใหม่ควรอ่านให้เป็นมี 2 ฉบับหลัก งบแสดงฐานะการเงิน (หรือที่เรียกกันติดปากว่างบดุล) บอกว่า ณ วันสิ้นงวด ธุรกิจมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร เป็นภาพนิ่งของฐานะการเงิน ณ จุดเวลาหนึ่ง งบกำไรขาดทุน บอกว่าตลอดงวดที่ผ่านมา ธุรกิจมีรายได้เท่าไร หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไรสุทธิเท่าไร ตัวเลขกำไรสุทธินี้เองที่นำไปคิดภาษีเงินได้และวัดว่าธุรกิจไปได้ดีแค่ไหน นอกจากสองงบนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นยังมีงบกระแสเงินสดและงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของเพิ่มเติม แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่ม การอ่านงบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุนให้เข้าใจก็เพียงพอต่อการตัดสินใจในแต่ละเดือนแล้ว 6. ความรู้และทักษะที่นักบัญชีมือใหม่ควรมี นอกจากทฤษฎี การเป็นนักบัญชีที่ทำงานได้จริงต้องอาศัยทักษะเพิ่มอีกหลายด้าน ทักษะเหล่านี้พัฒนาได้ด้วยการฝึกทำงานจริงควบคู่กับความรู้พื้นฐานบัญชีข้างต้น ทักษะด้านดิจิทัลคือจุดที่เปลี่ยนไปมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คนที่ใช้เครื่องมือช่วยงานเป็นจะมีเวลาไปโฟกัสงานวิเคราะห์ที่สร้างคุณค่ากับธุรกิจได้มากกว่างานคีย์ข้อมูลซ้ำๆ สรุป: เริ่มต้นการบัญชีเบื้องต้นอย่างมั่นใจ การบัญชีเบื้องต้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อเข้าใจ 6 พื้นฐานนี้แล้ว คุณจะอ่านตัวเลขธุรกิจของตัวเองได้ชัดขึ้นทันที ลองเริ่มลงมือจากสามก้าวนี้ จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้ว ก้าวต่อไปคือทำให้บัญชีเป็นระบบโดยไม่ต้องจมกับงานคีย์มือ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายการ ออกเอกสาร และสรุปงบการเงินให้อัตโนมัติ พร้อม AI ช่วยลดงานซ้ำ ให้เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีมีเวลาไปโฟกัสการเติบโต เริ่มสร้างธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการบัญชีเบื้องต้น การบัญชีเบื้องต้นกับการบัญชีขั้นสูงต่างกันอย่างไร การบัญชีเบื้องต้นเน้นการบันทึกและสรุปรายการประจำวันจนออกเป็นงบการเงิน ส่วนการบัญชีขั้นสูงต่อยอดไปที่การวิเคราะห์ต้นทุน การบัญชีบริหาร และการวางแผนภาษี มือใหม่ควรแม่นพื้นฐานให้ครบก่อน แล้วขั้นสูงจะเข้าใจง่ายขึ้นเอง ไม่ได้จบบัญชี เรียนรู้การบัญชีเบื้องต้นเองได้ไหม ได้แน่นอน เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเริ่มจากศูนย์และเรียนรู้ระหว่างทำจริง แนะนำให้เริ่มจากเข้าใจสมการบัญชีและ 5 หมวดบัญชีก่อน แล้วฝึกกับบิลจริงของธุรกิจตัวเอง การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจะทำให้เห็นภาพเร็วขึ้น เพราะระบบจัดหมวดและตรวจความสมดุลให้อัตโนมัติ ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องทำบัญชีตามมาตรฐานไหม ถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินตามมาตรฐานและนำส่งตามกฎหมาย ส่วนบุคคลธรรมดาที่ยังไม่จดบริษัทไม่ได้ถูกบังคับเท่า แต่การทำบัญชีไว้ก็ช่วยให้รู้กำไรจริงและเตรียมยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ควรเริ่มทำบัญชีด้วยมือหรือใช้โปรแกรมบัญชีเลย การจดด้วยมือช่วยให้เข้าใจหลักการช่วงแรก แต่พอรายการเริ่มเยอะ การจดมือจะเสี่ยงตกหล่นและกินเวลามาก ธุรกิจส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมบัญชีตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดข้อผิดพลาดและได้งบการเงินแบบเรียลไทม์ไปตัดสินใจได้ทันที ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก