PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

20 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

สินเชื่อ OD คืออะไร สรุปสินเชื่อเบิกเกินบัญชี ดอกเบี้ย วิธีขอ ฉบับ SME

ผู้ประกอบการ SME หลายคนเจอปัญหาเงินหมุนไม่ทัน สั่งของแล้วยังไม่ได้เงินจากลูกค้า แต่ต้องจ่ายซัพพลายเออร์ก่อน สินเชื่อ OD คือทางออกที่ธนาคารออกแบบมาเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจในสถานการณ์แบบนี้โดยเฉพาะ บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า OD ทำงานยังไง ข้อดี-ข้อเสียมีอะไรบ้าง เหมาะกับธุรกิจแบบไหน และบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง OD คืออะไร ทำความเข้าใจสินเชื่อเบิกเกินบัญชี OD คือสินเชื่อเบิกเกินบัญชี (Overdraft) ที่ธนาคารอนุมัติให้ผู้ประกอบการเบิกเงินจากบัญชีกระแสรายวันได้มากกว่ายอดเงินฝากจริง ภายในวงเงินที่กำหนด โดยจ่ายดอกเบี้ยเฉพาะจำนวนเงินที่เบิกใช้จริงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ธนาคารอนุมัติวงเงิน OD 1 ล้านบาท ถ้าบัญชีมีเงิน 200,000 บาท คุณเบิกใช้ได้สูงสุด 1,200,000 บาท ส่วนที่เกิน 200,000 บาทจะคิดดอกเบี้ยตามจำนวนวันที่ใช้จริง พอลูกค้าจ่ายเงินเข้ามา ดอกเบี้ยก็หยุดทันที OD ย่อมาจากอะไร ความหมายทางการเงิน OD ย่อมาจาก Overdraft แปลตรงตัวว่า “เบิกเกินบัญชี” ในวงการธนาคารไทย มักเรียกว่า “สินเชื่อเบิกเกินบัญชี” หรือ “วงเงินโอดี” ต้องแยกจาก OD ในความหมายอื่น เช่น Organization Development (การพัฒนาองค์กร) ที่ใช้ในสาย HR เมื่อพูดถึง OD ในบริบทการเงินหรือธุรกิจ จะหมายถึงสินเชื่อประเภทนี้เสมอ วงเงิน OD ทำงานอย่างไร วงเงิน OD ผูกกับบัญชีกระแสรายวัน ผู้ประกอบการใช้เงินผ่านเช็คหรือโอนตามปกติ เมื่อเงินในบัญชีหมด ระบบจะเบิกจากวงเงิน OD ให้อัตโนมัติ พอมีเงินเข้าบัญชี ระบบจะหักชำระ OD คืนโดยอัตโนมัติเช่นกัน ไม่ต้องทำเรื่องเบิก-คืนทุกครั้ง ข้อดีและข้อเสียของสินเชื่อ OD ที่ SME ต้องรู้ ก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อ OD ควรชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียให้ชัดเจน ข้อดีของ OD ทำไม SME ถึงนิยมใช้ ข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องระวัง สินเชื่อ OD กับ Term Loan ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี คำถามที่ SME ถามบ่อยที่สุดคือ OD กับ Term Loan ต่างกันยังไง ตารางนี้เปรียบเทียบให้เห็นชัด เงื่อนไข สินเชื่อ OD Term Loan สินเชื่อหมุนเวียน (Revolving) ลักษณะการเบิก เบิกผ่านบัญชีที่ผูกไว้ ใช้เท่าไรก็ได้ในวงเงิน รับเงินก้อนเดียว มีวงเงินให้เบิก คล้าย OD ดอกเบี้ย คิดเฉพาะเงินที่ใช้จริง รายวัน คิดจากเงินต้นทั้งก้อน คิดเฉพาะที่ใช้จริง อัตราดอกเบี้ย สูงกว่า (ประมาณ 7-9% ต่อปี) ต่ำกว่า (MLR หรือต่ำกว่า) ปานกลาง การชำระคืน ชำระเมื่อไรก็ได้ ไม่มีงวดบังคับ ผ่อนเป็นงวดตามสัญญา ชำระเป็นรอบ เช่น ทุก 30-90 วัน เหมาะกับ หมุนเงินระยะสั้น สภาพคล่องรายวัน ลงทุนซื้อทรัพย์สิน ขยายกิจการ สั่งซื้อสินค้าล็อตใหญ่ สรุปง่ายๆ ถ้าต้องการเงินหมุนเวียนใช้แล้วคืน คืนแล้วใช้ เลือก OD ถ้าต้องการเงินก้อนใหญ่ลงทุนระยะยาว เลือก Term Loan ดอกเบี้ย OD คิดยังไง วิธีคำนวณแบบเข้าใจง่าย ดอกเบี้ย OD คำนวณแบบรายวัน คิดเฉพาะจำนวนเงินที่เบิกใช้เกินบัญชีจริง สูตรคือ ดอกเบี้ย = เงินต้นที่ใช้ OD × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365 ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ย OD สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีวงเงิน OD 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MOR+1% = 8% ต่อปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เบิกใช้ OD — 300,000 บาท ใช้งาน — 15 วัน ดอกเบี้ย OD 300,000 × 8% × 15 ÷ 365 986.30 บาท จ่ายดอกเบี้ยไม่ถึง 1,000 บาทสำหรับเงินหมุน 300,000 บาท 15 วัน ถ้าลูกค้าจ่ายเงินเข้ามาเร็วกว่านี้ ดอกเบี้ยก็ยิ่งน้อยลง สินเชื่อ OD เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ต้องมี OD ลองดูว่าคุณอยู่ในกลุ่มไหน เหมาะมาก — ธุรกิจที่มีรอบรับเงินจากลูกค้าไม่สม่ำเสมอ เช่น ธุรกิจรับเหมา ร้านค้าส่ง หรือบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่ให้เครดิตเทอม 30-90 วัน เงินเข้า-ออกไม่พร้อมกัน OD ช่วยให้จ่ายค่าใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องรอเงินจากลูกค้า ไม่จำเป็น — ธุรกิจที่รับเงินสดทันที เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก หรือธุรกิจออนไลน์ที่ลูกค้าจ่ายก่อนรับของ กรณีนี้กระแสเงินสดหมุนเร็วอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแบกดอกเบี้ย OD เอกสารและคุณสมบัติในการขอสินเชื่อ OD คุณสมบัติผู้ขอ คุณสมบัติหลักที่ธนาคารพิจารณาแตกต่างกันไปตามประเภทผู้ขอ เงื่อนไข นิติบุคคล บุคคลธรรมดา (ทำธุรกิจ) ระยะเวลาทำธุรกิจ มักต้อง 2 ปีขึ้นไป มักต้อง 1-2 ปีขึ้นไป งบการเงิน ต้องมีงบย้อนหลัง 2-3 ปี ต้องมี statement ย้อนหลัง 6-12 เดือน หลักประกัน อสังหาริมทรัพย์ หรือหน่วยงานค้ำประกัน SME อสังหาริมทรัพย์ หรือค้ำประกันบุคคล เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสารหลักที่ธนาคารส่วนใหญ่ต้องการมีดังนี้ เงื่อนไขแต่ละธนาคารอาจแตกต่างกัน ควรสอบถามธนาคารโดยตรงก่อนยื่นขอ สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน มีจริงไหม มีครับ ปัจจุบันบางธนาคารและสถาบันการเงินเสนอสินเชื่อ OD แบบไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยใช้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันแทน ข้อแลกเปลี่ยนคือ วงเงินมักน้อยกว่า (ไม่เกิน 1-5 ล้านบาท) และดอกเบี้ยสูงกว่า OD ที่มีหลักประกัน รวมถึงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. เพิ่มอีก 1-2% ต่อปี ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามได้ที่ธนาคารที่ร่วมโครงการกับ บสย. (ข้อมูลจาก บสย.) วิธีบันทึกบัญชีสินเชื่อ OD ขั้นตอนที่ถูกต้องตามมาตรฐาน การบันทึกบัญชี OD ต้องแยกเป็น 2 กรณีหลัก คือตอนเบิกใช้เงิน OD และตอนชำระคืน กรณีที่ 1 — เบิกใช้เงิน OD (เช่น เบิก 300,000 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 300,000 — เงินเบิกเกินบัญชี (OD) — 300,000 กรณีที่ 2 — ชำระคืน OD พร้อมดอกเบี้ย (คืน 300,000 + ดอกเบี้ย 986 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินเบิกเกินบัญชี (OD) 300,000 — ดอกเบี้ยจ่าย 986 — เงินสด / ธนาคาร — 300,986 ในงบแสดงฐานะการเงิน ยอด OD ที่ค้างชำระจะแสดงเป็น “หนี้สินหมุนเวียน” เพราะเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ชำระคืนได้ตลอด สรุป ทดลองใช้ PEAK ฟรี บันทึกรายการเบิก-ชำระ OD ด้วยมือเสี่ยงผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อเบิก-คืนบ่อย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายการ OD ตามมาตรฐาน NPAEs คำนวณดอกเบี้ยค้างจ่ายอัตโนมัติ พร้อมออกงบการเงินครบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินเชื่อ OD OD ผ่อนเป็นงวดได้ไหม? ไม่ได้ เพราะ OD ไม่มีตารางผ่อน ชำระเมื่อไรก็ได้ ยอดจะลดลงอัตโนมัติเมื่อมีเงินเข้าบัญชี ถ้าต้องการแบบผ่อนเป็นงวดชัดเจน ควรใช้ Term Loan แทน OD หมดวงเงินแล้วทำยังไง ถ้าใช้ OD จนเต็มวงเงินแล้ว ทางเลือกมี 3 ทาง คือ รอเงินจากลูกค้าเข้ามาเพื่อลดยอด OD ขอธนาคารพิจารณาเพิ่มวงเงิน หรือใช้สินเชื่อประเภทอื่นเสริม เช่น Factoring (ขายลูกหนี้การค้า) การพยายามเบิกเกินวงเงินจะถูกปฏิเสธจากระบบธนาคาร สินเชื่อ OD กับ P/N ต่างกันอย่างไร P/N (Promissory Note) คือสินเชื่อที่ออกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน มีกำหนดชำระคืนชัดเจน เช่น 90 วัน แล้วต้องต่ออายุ ส่วน OD เบิกใช้และชำระคืนได้ตลอดไม่มีกำหนด P/N เหมาะสำหรับเงินก้อนที่รู้ว่าจะใช้ระยะเวลาเท่าไร ส่วน OD เหมาะกับเงินหมุนที่ใช้ไม่แน่นอน ดอกเบี้ย OD แต่ละธนาคารประมาณเท่าไร อัตราดอกเบี้ย OD ขึ้นอยู่กับประเภทหลักประกันและความเสี่ยงของธุรกิจ ธนาคารที่มีหลักประกันดีอาจได้อัตราต่ำกว่า ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอจากหลายธนาคารแล้วนำมาเทียบทั้งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแฝง เช่น ค่าวิเคราะห์สินเชื่อ ค่าค้ำประกัน และค่าธรรมเนียมรายปี (เงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับธนาคารโดยตรง) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 19/08/2026

1. เพิ่มการแก้ไข อนุมัติและยกเลิกเอกสารผ่าน PEAK MCP จัดการเอกสารครบวงจร แพ็กเกจใช้งาน: PRO Plus ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่เชื่อมต่อ AI Assistant สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มชุดเครื่องมือ (Tools) ใหม่ในระบบ MCP (Model Context Protocol) ได้แก่ การแก้ไข (Edit), การอนุมัติ (Approve) และการยกเลิกเอกสาร (Void Document) สำหรับเอกสารประเภทต่างๆ จากเดิม 33 Tools รวมเป็น 51 Tools ช่วยให้ AI Agent สามารถปฏิบัติตามคำสั่งและจัดการสถานะเอกสารได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้อย่างสะดวก สามารถสั่งการผ่าน AI Assistant เพื่อให้แก้ไข อนุมัติ หรือยกเลิกเอกสารได้ทันที ปลอดภัยด้วยระบบล็อกข้อมูลมาตรฐานเดียวกับ PEAK ช่วยลดเวลาการทำงานและยกระดับการบริหารจัดการบัญชีอัตโนมัติได้อย่างเต็มรูปแบบ 2. ระบบติดตาม “ลูกค้าประจำ” พร้อมแจ้งเตือน Smart Insight ยอดไม่ตก ไม่พลาดทุกรอบการขาย แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและฝ่ายขาย สิ่งที่ระบบอัปเดต:  ประโยชน์ที่จะได้รับ: รู้การเคลื่อนไหวของลูกค้าประจำได้ทันทีเมื่อเริ่มซื้อช้ากว่าปกติ ช่วยให้ทีมขายเข้าไปติดตามได้ทันท่วงที หมดปัญหาลืมออกใบแจ้งหนี้หรือลืมตามยอดและช่วยให้เห็นภาพรวมและสถิติการสั่งซื้อของลูกค้าประจำแต่ละรายในที่เดียว วางแผนการขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น 3. เพิ่มการพิมพ์รายการเคลื่อนไหวทางการเงินและเคลื่อนไหวสินค้าหน้ารวมรายงาน พิมพ์รายงานได้สะดวกยิ่งกว่าเดิม แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: นักบัญชี และผู้ดูแลระบบ (Admin) สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มรายงาน “รายการเคลื่อนไหวทางการเงิน” และ “รายการเคลื่อนไหวสินค้า” เข้าไปในเมนู รวมรายงาน พร้อมปรับหน้าพิมพ์รายงาน เพิ่มช่อง Dropdown ให้เลือกช่องทางการเงิน หรือเลือกรายการสินค้า/บริการ/จัดชุด ได้อย่างสะดวกจากหน้ารวมรายงานทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ดึงรายงานได้รวดเร็วและสะดวกสบายขึ้น ไม่ต้องคลิกเข้าไปหน้าย่อยของแต่ละบัญชีธนาคารหรือสินค้ารายตัว สามารถเรียกดูและ Export รายงานสำคัญทั้งหมดได้ครบจบจากศูนย์รวมรายงานในที่เดียว 4. จัดการสต็อกและบัญชีได้ไวขึ้น ด้วยระบบคำนวณต้นทุนขายใหม่ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีการขายสินค้า, ฝ่ายสต็อก, ฝ่ายจัดซื้อ และนักบัญชี สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับรูปแบบการประมวลผลในหน้า “ความเคลื่อนไหวสต๊อกสินค้า” ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยระบบจะประมวลผลข้อมูลล็อตสินค้าเฉพาะเมื่อเปิดเข้ามาใช้งานหน้านี้โดยตรง ช่วยลดการทำงานเบื้องหลังที่ไม่จำเป็นขณะออกเอกสารทั่วไป ส่งผลให้หน้าจอแสดงจำนวนสินค้าคงเหลือ การบันทึกบัญชีต้นทุนขาย และรายงานสินค้าต่างๆ ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอยู่เสมอ ประโยชน์ที่จะได้รับ: ยกระดับความคล่องตัวในการทำงานทั้งระบบ! ช่วยให้ภาพรวมการใช้งานเร็วขึ้น ออกเอกสารการขาย บันทึกบัญชีต้นทุนขาย และเช็กยอดสินค้าคงเหลือได้อย่างราบรื่น ไร้สะดุด พร้อมรองรับการดึงข้อมูลล็อตสินค้าอย่างเจาะจงได้ทันทีเมื่อต้องการ

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 19/08/2026

1. Added document editing, approving, and voiding via PEAK MCP for end-to-end document management. Package: PRO Plus and above Suitable for: Users connected to AI Assistants System Updates: The system added new sets of tools (Tools) in the MCP system (Model Context Protocol), including editing (Edit), approving (Approve), and voiding documents (Void Document) for various document types from originally 33 Tools to a total of 51 Tools, helping AI Agents follow instructions and manage document statuses more completely. Benefits of Use: Work conveniently by giving instructions through AI Assistants to edit, approve, or void documents immediately. Secure with a data-locking system of the same standard as PEAK, helping to reduce working time and elevate fully automated accounting management. 2. “Regular Customer” tracking system with Smart Insight alerts to keep sales from dropping and never miss any sales cycle. Package: All active packages Suitable for: Business owners and sales teams System Updates: Benefits of Use: Instantly know regular customer movements when they start buying slower than usual. Helps sales teams follow up in a timely manner, eliminates the problem of forgetting to issue invoices or track amounts, and helps view the overall picture and purchase statistics for each regular customer in one place to plan sales more precisely. 3. Added printing for Financial movement and Stock movement on the report summary page, making report printing more convenient than before. Package: e-Document and above Suitable for: Accountants and System Administrators (Admins) System Updates: Added “Financial Movement Report” and “Stock Movement Report” reports into the Report Summary menu, along with adjusting the report printing page to add Dropdown fields for choosing financial channels or choosing products/services/bundles conveniently right from the report summary page. Benefits of Use: Pull reports faster and more conveniently without having to click into sub-pages for each individual bank account or product item. Able to view and export all key reports comprehensively from a single central report center. 4. Manage stock and accounting faster with the new cost of goods sold calculation system. Package: All active packages Suitable for: Businesses with product sales, inventory departments, purchasing departments, and accountants System Updates: The system adjusted the processing model on the “Inventory Movement” page to work more efficiently. The system will process product lot data only when entering to use this page directly, helping reduce unnecessary background tasks while issuing general documents. As a result, screen displays for remaining product quantities, cost of goods sold accounting records, and various inventory reports can process quickly and remain accurate at all times. Benefits of Use: Elevates agility across the entire system! Helps overall usage run faster. Issue sales documents, record cost of goods sold accounting entries, and check remaining product balances smoothly without interruption, while supporting specific product lot data retrieval immediately when needed.

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

Revenue คืออะไร สรุปรายได้ทางบัญชีที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

ตัวเลขรายได้เป็นสิ่งแรกที่นักลงทุนและธนาคารมองเมื่อประเมินธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการหลายคนยังสับสนระหว่าง revenue กับ profit จนมองภาพการเงินผิดไป บทความนี้อธิบายทุกมุมของ revenue ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงวิธีบันทึกตามมาตรฐานบัญชี พร้อมตัวอย่างที่ SME ไทยใช้ได้จริง Revenue คืออะไร? Revenue (รายได้) คือ เงินที่กิจการได้รับจากกิจกรรมหลักของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ยอดขายสินค้าหรือค่าบริการ โดยยังไม่ได้หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายออก ถ้าเปรียบเป็นน้ำในถัง revenue คือปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลเข้ามา ยังไม่ได้เปิดก๊อกออก ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ ตัวเลขนี้คือ revenue ส่วนเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ถึงจะเป็น “กำไร” Revenue, Income, Profit ต่างกันยังไง? หลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้ คำ ความหมาย ตัวอย่าง (ร้านขายเสื้อผ้า) Revenue (รายได้) เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ก่อนหักอะไรทั้งสิ้น ยอดขาย 500,000 บาท Income (รายได้สุทธิ) เงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แต่ยังไม่หักภาษี 500,000 – 350,000 = 150,000 บาท Profit (กำไรสุทธิ) เงินที่เหลือจริง ๆ หลังหักทุกอย่างรวมภาษี 150,000 – 30,000 = 120,000 บาท Revenue จึงเป็นตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดเสมอ ส่วน profit คือเงินที่เหลือจริงในกระเป๋า ประเภทของ Revenue Revenue แบ่งได้ 2 ประเภทหลักตามแหล่งที่มา รายได้จากการดำเนินงาน Operating Revenue คือ รายได้ที่เกิดจากกิจกรรมหลักของธุรกิจโดยตรง รายได้ประเภทนี้เป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจหลักทำเงินได้ดีแค่ไหน ตัวอย่างตามประเภทธุรกิจ เมื่อนักลงทุนหรือธนาคารขอดูงบ พวกเขาจะดู Operating Revenue เป็นลำดับแรก เพราะบอกได้ว่ากิจการยืนด้วยตัวเองได้หรือไม่ บางกรณีธนาคารอาจขอหนังสือรับรองรายได้เพิ่มเติมด้วย รายได้อื่น (Non-Operating) Non-Operating Revenue คือ รายได้ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจหลัก เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร กำไรจากการขายทรัพย์สินเก่า หรือรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ ทั้งนี้ถ้ารายได้ทุกทางรวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กิจการต้องจด VAT รายได้เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ จึงไม่ควรนำมาเป็นฐานวางแผนธุรกิจระยะยาว ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ขายรถตู้เก่าได้ 200,000 บาท ยอดนี้เป็นรายได้อื่น ไม่ควรนับรวมว่าเป็นผลประกอบการจากการขายสินค้า Gross Revenue vs Net Revenue ยอดขายที่เห็นในใบแจ้งหนี้อาจไม่ใช่ตัวเลขจริงที่นำไปใช้วิเคราะห์ธุรกิจ เพราะยังไม่ได้หักส่วนลดและสินค้าคืน จึงต้องแยกระหว่าง Gross กับ Net ให้ชัด Gross Revenue (รายได้รวม) Net Revenue (รายได้สุทธิ) คำนวณจาก ยอดขายทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้ ยอดขาย หักส่วนลด สินค้าคืน และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ใช้ทำอะไร ดูภาพรวมยอดขาย ใช้คำนวณกำไรขาดทุนจริง ปรากฏในงบ ไม่ปรากฏตรง ๆ แสดงเป็นบรรทัด “รายได้” ในงบกำไรขาดทุน สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่าง สูตรพื้นฐาน Net Revenue = Gross Revenue – ส่วนลด – สินค้าคืน – ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าออนไลน์เดือนกรกฎาคม 2026 รายการ จำนวนเงิน Gross Revenue (ยอดขายรวม) 800,000 บาท หัก ส่วนลดการค้า 40,000 บาท หัก สินค้ารับคืน 20,000 บาท Net Revenue (รายได้สุทธิ) 740,000 บาท ตัวเลข Net Revenue 740,000 บาทนี้เองที่จะนำไปใช้คำนวณกำไรขาดทุนต่อ เกณฑ์การรับรู้รายได้ตามมาตรฐานบัญชี Revenue Recognition คือ หลักที่กำหนดว่ากิจการจะ “บันทึก” ยอดขายเข้าบัญชีได้เมื่อไร ไม่ใช่แค่ได้เงินแล้วบันทึกทันที แต่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่มาตรฐานบัญชีกำหนด 5 เงื่อนไขตาม TFRS 15 มาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 (TFRS 15) เรื่องรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า กำหนดขั้นตอนรับรู้รายได้ไว้ 5 ขั้น (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) หลักสำคัญคือ “ส่งมอบแล้วจึงบันทึก” ไม่ใช่ “ได้เงินแล้วจึงบันทึก” รายได้รับล่วงหน้า (Unearned Revenue) Unearned Revenue หรือ Deferred Revenue คือ เงินที่ลูกค้าจ่ายมาแล้ว แต่กิจการยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าหรือบริการ ตัวอย่าง สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) รับเงินค่าบริการทำบัญชีรายปีล่วงหน้า 12,000 บาท วันที่รับเงินบันทึกเป็นหนี้สินก่อน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 12,000 — รายได้รับล่วงหน้า — 12,000 ทุกสิ้นเดือนที่ให้บริการแล้ว ทยอยบันทึกเป็นรายได้เดือนละ 1,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้รับล่วงหน้า 1,000 — รายได้จากการให้บริการ — 1,000 SME ที่ขายแพ็กเกจรายปี คอร์สเรียน หรือค่าสมาชิก ต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าบันทึกเป็นรายได้ทันทีทั้งก้อน ตัวเลขกำไรจะสูงเกินจริง รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) Accrued Revenue คือ ยอดที่กิจการทำงานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน ตัวอย่าง บริษัท ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ ส่งงานเสร็จวันที่ 25 กรกฎาคม ค่าบริการ 50,000 บาท แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินวันที่ 15 สิงหาคม ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ต้องบันทึกดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้ค้างรับ 50,000 — รายได้จากการให้บริการ — 50,000 เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริงในเดือนสิงหาคม จึงกลับรายการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 50,000 — รายได้ค้างรับ — 50,000 หลักการนี้เรียกว่า “เกณฑ์คงค้าง” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำบัญชี กิจการต้องบันทึกตามช่วงเวลาที่เกิดรายการจริง ไม่ใช่ตามวันที่ได้รับเงิน วิธีบันทึกรายได้พร้อมตัวอย่าง การบันทึกยอดขายทางบัญชีใช้ระบบบัญชีคู่ (Dr/Cr) เข้ามาจัดการ กฎง่าย ๆ คือ เดบิตฝั่งที่ “ได้เงิน” หรือ “มีสิทธิ์ได้เงิน” และเครดิตฝั่ง “รายได้” ตัวอย่างด้านล่างเป็นสถานการณ์ที่ SME เจอบ่อย ตัวอย่าง: ขายสินค้า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 10,000 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%) ลูกค้าจ่ายเงินสดทันที รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 10,700 — รายได้จากการขาย — 10,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 700 ตัวอย่าง: ให้บริการ สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) ทำบัญชีให้ลูกค้าเสร็จแล้ว ค่าบริการ 5,000 บาท แต่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 5,350 — รายได้จากการให้บริการ — 5,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 350 เมื่อลูกค้าจ่ายเงิน จึงบันทึกดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 5,350 — ลูกหนี้การค้า — 5,350 Revenue สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร รายได้เป็นตัวเลขแรกที่นักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้ามองเมื่อประเมินธุรกิจ เพราะบอกได้ว่ากิจการมีความสามารถในการหาลูกค้าและปิดการขายได้มากแค่ไหน เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้อย่างน้อย 3 มุม การดูตัวเลขเหล่านี้สม่ำเสมอช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสินค้า ปรับราคา หรือลดต้นทุน สรุป: Revenue คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจสุขภาพธุรกิจ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำหลังจากอ่านบทความนี้ เริ่มจัดการรายได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเรื่องรายได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย Revenue กับ Profit ต่างกันยังไง? ทั้งสองคำดูคล้ายกัน แต่ต่างกันมาก รายได้คือยอดเงินที่ไหลเข้าทั้งหมด ส่วน Profit คือเงินที่เหลือจริงหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และภาษีแล้ว ธุรกิจที่ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไร ถ้าต้นทุนสูงกว่ายอดขาย ก็ยังขาดทุนได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรดูทั้งสองตัวเลขควบคู่กัน Total Revenue คำนวณอย่างไร? Total Revenue คือ ยอดขายรวมทั้งหมดของทุกสินค้าหรือบริการ สูตรพื้นฐานคือ ราคาขายต่อหน่วย × จำนวนหน่วยที่ขายได้ ตัวอย่าง ร้านค้าขายสินค้าชิ้นละ 200 บาท ขายได้ 1,000 ชิ้น Total Revenue = 200 × 1,000 = 200,000 บาท ถ้ามีสินค้าหลายรายการ ให้คำนวณแต่ละรายการแล้วรวมกัน Revenue Model คืออะไร? Revenue Model คือ รูปแบบที่ธุรกิจใช้สร้างรายได้ การเลือก model ที่เหมาะช่วยให้วางแผนกระแสเงินสดได้แม่นยำ ตัวอย่าง model ที่พบบ่อยในไทย Revenue Growth วัดอย่างไร? อัตราเติบโตของรายได้วัดจากการเทียบยอดขายกับช่วงเวลาก่อนหน้า สูตร: (รายได้ปีนี้ – รายได้ปีก่อน) ÷ รายได้ปีก่อน × 100 ตัวอย่าง ปีก่อนรายได้ 1,000,000 บาท ปีนี้ 1,200,000 บาท อัตราเติบโต = (1,200,000 – 1,000,000) ÷ 1,000,000 × 100 = 20% ตัวเลขนี้เป็นบวกแสดงว่าธุรกิจเติบโต ถ้าติดลบติดต่อกันหลายไตรมาสควรวิเคราะห์สาเหตุและปรับกลยุทธ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีบุคคลธรรมดา คำนวณยังไง อัตรา ลดหย่อน วิธียื่น ครบจบ

พนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจที่ยังไม่ได้จดบริษัท ล้วนต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็น บทความนี้พาคำนวณภาษีทีละขั้น ตั้งแต่เช็คเงินได้ หักค่าลดหย่อน ไล่ตามขั้นบันไดภาษี ไปจนถึงวิธีผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 พร้อมตัวอย่างจริง 3 กรณี ให้คุณคำนวณภาษีเองได้ทันที ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือภาษีที่รัฐเก็บจากรายได้ของ “คนทั่วไป” ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ใครก็ตามที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบและเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดที่กฎหมายกำหนด (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ใครต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต่อไปนี้มีหน้าที่ยื่นแบบภาษี เกณฑ์นี้เป็น “เกณฑ์ยื่นแบบ” ไม่ได้หมายความว่าต้องจ่ายภาษีเสมอ เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว อาจไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ เงินได้พึงประเมินมีกี่ประเภท กฎหมายแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ต่างกัน ประเภท ตัวอย่างรายได้ หักค่าใช้จ่าย 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง เงินเดือน โบนัส 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(2) รับจ้างทำงาน ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่านายหน้า 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเขียนหนังสือ ค่าลิขสิทธิ์เพลง 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล ไม่ได้หัก (ดอกเบี้ย) 40(5)-(8) อื่นๆ ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย เหมา 40%-60% หรือตามจริง ถ้ามีรายได้หลายประเภท ให้แยกหักค่าใช้จ่ายตามประเภทแล้วค่อยรวมกัน อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได 2569 หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จะได้ “เงินได้สุทธิ” ซึ่งนำไปคิดภาษีตามอัตราขั้นบันได 8 ขั้น ยิ่งเงินได้สุทธิสูง อัตราภาษีก็ยิ่งสูงขึ้น ตารางอัตราภาษีขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น ภาษีสะสม 0 – 150,000 ยกเว้น 0 0 150,001 – 300,000 5% 7,500 7,500 300,001 – 500,000 10% 20,000 27,500 500,001 – 750,000 15% 37,500 65,000 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 115,000 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 365,000 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 1,265,000 5,000,001 ขึ้นไป 35% ไม่จำกัด — (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตรานี้ใช้กับปีภาษี 2569) 📊 [แทรกรูป: Infographic ตารางอัตราภาษีขั้นบันได (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] เนื้อหาภาษาไทย พื้นหลัง #2c90ed วิธีอ่านตาราง: ภาษีคิดทีละขั้น ไม่ใช่เหมาทั้งก้อน เช่น คนที่มีเงินได้สุทธิ 500,000 บาท ไม่ได้เสียภาษี 10% ทั้ง 500,000 แต่คิดแบบนี้ ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 รวม 500,000 27,500 บาท ค่าลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง ค่าลดหย่อน คือสิทธิที่กฎหมายให้นำไปหักจากเงินได้ก่อนคำนวณภาษี ยิ่งใช้สิทธิมาก เงินได้สุทธิยิ่งต่ำ ภาษียิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว รายการ จำนวน (บาท) ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 คู่สมรส (ไม่มีรายได้) 60,000 บุตร (คนละ) 30,000 บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป (เกิดตั้งแต่ปี 2561) 60,000 อุปการะบิดามารดา (คนละ) 30,000 อุปการะคนพิการ/ทุพพลภาพ (คนละ) 60,000 ค่าลดหย่อนประกันและการลงทุน รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ประกันสังคม ตามที่จ่ายจริง (สูงสุด 9,000) ประกันชีวิตทั่วไป 100,000 ประกันสุขภาพ 25,000 (รวมประกันชีวิตไม่เกิน 100,000) ประกันชีวิตแบบบำนาญ 200,000 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) 15% ของเงินเดือน ไม่เกิน 500,000 กองทุน SSF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 กองทุน RMF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 กองทุน ThaiESG ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 300,000 หมายเหตุ: กองทุนเพื่อการเกษียณ (PVD + SSF + RMF + ประกันบำนาญ + กบข.) รวมกันลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท ค่าลดหย่อนอื่นๆ รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ดอกเบี้ยบ้าน 100,000 เงินบริจาคทั่วไป ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหัก เงินบริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา 2 เท่าของที่จ่ายจริง ไม่เกิน 10% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2569 — ตรวจสอบสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมตามมาตรการรัฐแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทีละขั้นตอน สูตรหลักมี 3 ขั้นตอน ตัวอย่างที่ 1: พนักงานเงินเดือน นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นพนักงานบริษัท เงินเดือน 40,000 บาท มีประกันสังคม จ่ายประกันชีวิต 50,000 บาท/ปี และซื้อ SSF 50,000 บาท ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 40,000 × 12 480,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(1) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม 750 × 12 -9,000 บาท หักประกันชีวิต -50,000 บาท หัก SSF -50,000 บาท เงินได้สุทธิ 211,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 211,000 61,000 5% 3,050 รวมภาษี 3,050 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 3,050 บาท ภาษีที่นายจ้างหัก ณ ที่จ่ายแล้ว -3,050 บาท จ่ายเพิ่ม/ขอคืน 0 บาท นายสมชายไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพราะนายจ้างหักภาษีไว้ถูกต้องแล้ว ตัวอย่างที่ 2: ฟรีแลนซ์รับจ้างอิสระ นางสาวมินตรา (ชื่อสมมุติ) เป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ฟรีแลนซ์ มีรายได้จากการรับจ้างออกแบบ (เงินได้ประเภทที่ 2 คือ ค่าจ้างทำงานที่ไม่ใช่พนักงานประจำ) รวมทั้งปี 800,000 บาท ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้งที่รับงาน ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(2) 800,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท เงินได้สุทธิ 640,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 640,000 140,000 15% 21,000 รวมภาษี 48,500 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 48,500 บาท ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% 800,000 × 3% = -24,000 บาท จ่ายเพิ่ม 24,500 บาท มินตราต้องจ่ายภาษีเพิ่ม 24,500 บาท ตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) สิ่งที่ช่วยลดภาษีได้อีกคือเพิ่มค่าลดหย่อน เช่น ซื้อ SSF หรือ RMF ตัวอย่างที่ 3: เจ้าของธุรกิจ SME ที่เป็นบุคคลธรรมดา นายวิชัย (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ ยังไม่ได้จดบริษัท รายได้จากการค้าขาย (เงินได้ประเภทที่ 8 คือ รายได้จากธุรกิจ ค้าขาย ร้านค้า) รวมทั้งปี 1,500,000 บาท จ่ายประกันสังคม (มาตรา 40) ปีละ 3,000 บาท นายวิชัยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% สำหรับเงินได้ 40(8) ประเภทการค้า ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(8) 1,500,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 1,500,000 × 60% -900,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 -3,000 บาท เงินได้สุทธิ 537,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 537,000 37,000 15% 5,550 รวมภาษี 33,050 บาท นายวิชัยยังสามารถลดภาษีได้อีก ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงแทนเหมา (กรณีมีเอกสารค่าใช้จ่ายครบ) หรือพิจารณาจดนิติบุคคลเพื่อใช้อัตราภาษีนิติบุคคลที่อาจประหยัดกว่า การผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 คืออะไร หลายคนไม่รู้ว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถ “แบ่งจ่าย 2 งวด” ได้ โดยงวดที่ 2 คือการยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 (แบบยื่นภาษีครึ่งปีแรก สำหรับรายได้เดือน ม.ค. – มิ.ย.) ซึ่งเป็นการจ่ายภาษีล่วงหน้า แล้วนำไปหักออกจากภาษีทั้งปีตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ตอนต้นปีถัดไป ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ผู้ที่มีเงินได้ ประเภทที่ 5-8 (ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย) ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย.) ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกันยายนของปีนั้น พนักงานเงินเดือนที่มีรายได้แค่เงินเดือน (ประเภท 40(1) อย่างเดียว) ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กำหนดเวลายื่นภาษีบุคคลธรรมดา แบบ ยื่นเมื่อ สำหรับเงินได้ ยื่นออนไลน์ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) ก.ค. – ก.ย. ของปีนั้น ม.ค. – มิ.ย. เฉพาะ 40(5)-(8) ขยายถึง ต.ค. ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. ทุกประเภท ขยายถึง เม.ย. ภ.ง.ด.91 (เงินเดือนอย่างเดียว) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. เฉพาะ 40(1) ขยายถึง เม.ย. (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — วันขยายเวลายื่นออนไลน์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณเหมือนกับภาษีทั้งปี แต่ใช้เฉพาะรายได้ครึ่งปีแรก สมมุติว่านายวิชัย (จากตัวอย่างที่ 3) มีรายได้จากร้านค้าออนไลน์ครึ่งปีแรก 700,000 บาท คำนวณภาษีครึ่งปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ครึ่งปี 40(8) 700,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 700,000 × 60% -420,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว (ใช้เต็มจำนวน) -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 (6 เดือน) 3,000 ÷ 2 -1,500 บาท เงินได้สุทธิ 218,500 บาท ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 218,500 68,500 5% 3,425 ภาษีครึ่งปี 3,425 บาท นายวิชัยจ่ายภาษี 3,425 บาท ตอนยื่น ภ.ง.ด.94 แล้วตอนสิ้นปียื่น ภ.ง.ด.90 ก็นำ 3,425 บาท ไปหักออกจากภาษีทั้งปี ทำให้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออนไลน์ได้อย่างไร การยื่นผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนมีดังนี้ การยื่นออนไลน์มักได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ทำให้ไม่ต้องรีบลุ้นวันสุดท้าย สรุป: คำนวณภาษีบุคคลธรรมดา 3 ขั้นตอนจบ ถ้ามีรายได้หลายทาง อย่าลืมยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี จะได้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ตอนสิ้นปี จัดการภาษีให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารหัก ณ ที่จ่าย และสรุปรายงานภาษีให้อัตโนมัติ ลดงานคำนวณภาษีให้ SME และฟรีแลนซ์จัดการได้เองโดยไม่ต้องเป็นนักบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา เงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ ต้องยื่นภาษีไหม ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ (เช่น เงินเดือนไม่ถึง 120,000/ปี) กฎหมายไม่บังคับให้ยื่น แต่ถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ควรยื่นเพื่อขอเงินคืน ฟรีแลนซ์ถูกหัก 3% ไปแล้ว ต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกไหม ขึ้นอยู่กับรายได้ทั้งปี ถ้าคำนวณภาษีจริงแล้วน้อยกว่าที่ถูกหักไป ก็ขอคืนได้ แต่ถ้าภาษีจริงมากกว่า ต้องจ่ายเพิ่ม ยื่นภาษีล่าช้ามีโทษอะไร ยื่นแบบเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) SME รายได้เยอะ ควรจดบริษัทดีไหม ถ้าเงินได้สุทธิเกิน 750,000 บาท/ปี (เข้าขั้น 20% ขึ้นไป) ควรพิจารณาจดนิติบุคคล เพราะภาษีนิติบุคคลสูงสุดแค่ 20% และ SME กำไรไม่เกิน 300,000 บาทแรกได้ยกเว้นภาษี นอกจากนี้ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย จ่ายภาษีทีเดียวไม่ไหว ผ่อนได้ไหม สำหรับผู้ที่มีรายได้ประเภท 40(5)-(8) สามารถ “แบ่งจ่ายภาษีเป็น 2 งวด” ได้โดยการยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ส่วนภาษีที่ยื่นแล้วต้องจ่ายก้อน ปัจจุบันกรมสรรพากรยังไม่มีระบบผ่อนชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นงวดย่อย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ขายที่ดิน บ้าน คอนโด เสียภาษีอะไรบ้าง สรุปครบทุกรายการ

กำลังจะขายที่ดิน บ้าน หรือคอนโด แต่ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง รวมแล้วกี่บาท — บทความนี้สรุปครบทุกรายการที่ต้องจ่ายวันโอน พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง 2 กรณี ให้เห็นตัวเลขชัดก่อนตัดสินใจ ขายที่ดินต้องจ่ายอะไรบ้าง? ทุกครั้งที่โอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดิน ผู้ขายต้องเจอค่าใช้จ่ายหลัก 5 รายการ ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการคิดจาก “ราคาประเมินทุนทรัพย์” หรือ “ราคาซื้อขายจริง” แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตารางสรุปภาษีและค่าธรรมเนียมทุกรายการ รายการ อัตรา คิดจาก หมายเหตุ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ราคาประเมิน จ่ายวันโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เฉพาะถือครองไม่เกิน 5 ปี อากรแสตมป์ 0.5% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เสียเมื่อ ไม่ต้อง เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า ราคาประเมิน (หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง) หักไว้วันโอน นำไปเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปีได้ ภาษีท้องถิ่น 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะ — รวมอยู่ในอัตรา 3.3% แล้ว จุดสำคัญ: ภาษีธุรกิจเฉพาะกับอากรแสตมป์เสียอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ต้องจ่ายทั้งสองตัว ภาษีธุรกิจเฉพาะ คิดยังไง? ใครต้องจ่าย? ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax — ต่อไปเรียกสั้น ๆ ว่า SBT) เรียกเก็บจากผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครอง ไม่เกิน 5 ปี อัตราคือ 3.3% (ภาษี 3% + ภาษีท้องถิ่น 0.3%) คิดจากราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่าง ขายที่ดินราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท ที่ดินเปล่า vs บ้าน vs คอนโด ต่างกันไหม? อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะเท่ากัน คือ 3.3% ทุกประเภท สิ่งที่ต่างคือ “ราคาประเมิน” ที่ใช้คำนวณ บ้านพร้อมที่ดินใช้ราคาประเมินทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกัน ส่วนคอนโดใช้ราคาประเมินต่อตารางเมตรของห้องชุด ดังนั้น บ้านพร้อมที่ดินมักมีฐานภาษีสูงกว่าที่ดินเปล่าที่ขนาดเท่ากัน เพราะต้องรวมราคาสิ่งปลูกสร้างด้วย กรณีไหนได้ยกเว้น? ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (แต่เสียอากรแสตมป์แทน) เมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง (ข้อมูลจากพ.ร.ฎ. ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) ค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน คิดอย่างไร? ค่าธรรมเนียมโอน คือค่าจดทะเบียนสิทธิที่กรมที่ดิน อัตรา 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันว่าใครจ่าย หลายกรณีแบ่งคนละครึ่ง (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตัวอย่าง ที่ดินราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท อากรแสตมป์ เสียเท่าไหร่? อากรแสตมป์เสียเฉพาะกรณีที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น ถือครองเกิน 5 ปี อัตราคือ 0.5% ของราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ตัวอย่าง ขายบ้าน 5 ล้าน ราคาประเมิน 4 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน อากรแสตมป์ 5,000,000 × 0.5% 25,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร? กรมที่ดินเรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากผู้ขาย (บุคคลธรรมดา) ในวันโอน วิธีคำนวณ คือนำราคาประเมิน หักค่าใช้จ่ายเหมาตามจำนวนปีถือครอง แล้วนำเงินได้เฉลี่ยต่อปีไปคูณอัตราภาษีก้าวหน้า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาขึ้นกับวิธีได้มา ซื้อมาหักได้ 50% ได้จากมรดกหรือให้โดยเสน่หาหักได้ 50% เช่นกัน (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ผู้ขายนำภาษีที่ถูกหักวันโอนไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ประจำปีได้ ถ้าหักไว้เกินจะได้เงินคืน อ่านเพิ่มได้ที่ คู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล ต่างกันตรงไหน? รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า (5%-35%) คิดจากราคาประเมิน 1% ของราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าถือครองไม่เกิน 5 ปี 3.3% ทุกกรณี ไม่มียกเว้น ค่าธรรมเนียมโอน 2% 2% อากรแสตมป์ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จุดต่างสำคัญ: นิติบุคคลเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทุกกรณีไม่ว่าถือครองกี่ปี แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นอัตราคงที่ 1% ซึ่งต่ำกว่าบุคคลธรรมดาในหลายกรณี ตัวอย่างคำนวณภาษีขายที่ดิน ภาษีขายที่ดินรวมแล้วอาจเป็นเงินหลายแสนบาท ลองดู 2 กรณี ขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน ถือครอง 3 ปี นาย ก. (ชื่อสมมุติ) ซื้อที่ดินเปล่ามา 3 ปีก่อน ขายราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท อากรแสตมป์ ไม่ต้องเสีย (เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว) 0 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 4 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 3 ปี ประมาณ 86,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 331,000 บาท *ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายขึ้นกับรายละเอียดเฉพาะราย คำนวณจริงได้ที่เครื่องคำนวณภาษีของกรมสรรพากร ขายบ้านพร้อมที่ดิน 10 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี นาง ข. (ชื่อสมมุติ) ซื้อบ้านพร้อมที่ดินมา 7 ปี ขายราคา 10 ล้านบาท ราคาประเมินรวม 8 ล้านบาท ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 8,000,000 × 2% 160,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ ยกเว้น (ถือครองเกิน 5 ปี) 0 บาท อากรแสตมป์ 10,000,000 × 0.5% 50,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 8 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 7 ปี ประมาณ 118,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 328,000 บาท ขายบ้าน 10 ล้านจ่ายรวมใกล้เคียงกับขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน เพราะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าวางแผนได้ การถือครองให้ครบ 5 ปีช่วยประหยัดภาษีขายที่ดินได้มาก กรณีพิเศษ — มรดก ขายฝาก ให้โดยเสน่หา ขายที่ดินมรดก เสียภาษียังไง? ที่ดินจากมรดกไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ว่าจะขายเมื่อไร (ตามเงื่อนไขยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ) แต่ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมโอน 2% อากรแสตมป์ 0.5% และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ จุดที่ต้องระวัง: จำนวนปีถือครองสำหรับคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย นับจากวันที่ “ผู้ตาย” ได้กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่วันที่ทายาทรับมรดก ถ้าพ่อแม่ซื้อที่ดินมา 20 ปีก่อน ลูกรับมรดกแล้วขายทันที นับเป็นถือครอง 20 ปี ภาระภาษีจึงต่ำลงมาก ก่อนขายที่ดินมรดก ควรเตรียมเอกสารพิสูจน์สิทธิ์ให้ครบ เช่น ใบมรณบัตร คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และหลักฐานว่าผู้ตายถือครองมากี่ปี ขายฝากที่ดิน ต่างจากขายปกติยังไง? ขายฝากคือการขายโดยมีสิทธิไถ่คืนภายในเวลาที่กำหนด ในทางภาษี ขายฝากถือเป็น “การขาย” ต้องเสียภาษีเหมือนขายปกติทุกรายการ ถ้าผู้ขายฝากไถ่คืนภายในกำหนด ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนอีกครั้งตอนโอนคืน แต่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการไถ่คืน ก่อนทำสัญญาขายฝาก ควรคำนวณภาษีขายที่ดินล่วงหน้าทั้ง 2 รอบ ทั้งตอนขายฝากและตอนไถ่คืน เพื่อให้รู้ค่าใช้จ่ายที่แท้จริง ผู้ซื้อหรือผู้ขาย ใครออกค่าภาษี? กฎหมายไม่ได้บังคับว่าใครต้องจ่าย ตกลงกันเองในสัญญาได้ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปเป็นแบบนี้ รายการ ปกติใครจ่าย ค่าธรรมเนียมโอน 2% แบ่งคนละครึ่ง ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ผู้ขาย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผู้ขาย ก่อนตกลงราคาซื้อขาย ควรคำนวณภาษีขายที่ดินทั้งหมดไว้ล่วงหน้า เพราะอาจรวมเป็นเงินหลายแสนบาท เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนโอน เตรียมเอกสารให้ครบก่อนไปกรมที่ดิน เพื่อไม่ต้องไปหลายรอบ สรุป ก่อนขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณภาษีขายที่ดินทั้ง 5 รายการล่วงหน้า ถ้ารอให้พ้น 5 ปีจะประหยัด SBT 3.3% ได้ ใช้เครื่องคำนวณภาษีของกรมที่ดินช่วยคำนวณตัวเลขจริง เก็บเอกสารการซื้อ สัญญา และใบเสร็จค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ครบ เผื่อต้องใช้ประกอบการยื่นภาษีปลายปี ทดลองใช้ PEAK ฟรี ขายอสังหาริมทรัพย์ในนามนิติบุคคลต้องบันทึกบัญชีรายรับ ต้นทุน และภาษีที่ถูกหักให้ครบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายการเหล่านี้ให้เป็นระบบ ออกเอกสารภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเรื่องภาษีขายที่ดิน ถือครองเกิน 5 ปี แปลว่าไม่ต้องจ่ายภาษีเลยใช่ไหม? ไม่ใช่ ยกเว้นเฉพาะ SBT 3.3% เท่านั้น ผู้ขายยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโอน อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ มีชื่อในทะเบียนบ้านช่วยประหยัดภาษีได้จริงไหม? ได้ ถ้ามีชื่อในทะเบียนบ้านของอสังหาริมทรัพย์ที่จะขายไม่น้อยกว่า 1 ปีก่อนวันโอน จะได้ยกเว้น SBT 3.3% แม้ยังไม่ครบ 5 ปีก็ตาม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายวันโอน ขอคืนได้ไหม? ได้ นำไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี ถ้าคำนวณแล้วหักไว้เกินก็ขอคืนได้ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซื้อที่ดินแล้วขายภายในปีเดียว เสียภาษีเท่าไหร่? ต้องเสียครบทุกรายการ รวม SBT 3.3% ซึ่งเป็นรายการหนักสุด เพราะยังอยู่ในกรอบ 5 ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตรา วิธีคำนวณ กำหนดยื่น ครบจบ

เจ้าของกิจการหลายคนเปิดบริษัทแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีอะไร คำนวณยังไง ยื่นเมื่อไหร่ บทความนี้สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ที่เดียว ตั้งแต่อัตราภาษี SME วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ไปจนถึงเทคนิควางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร? ใครมีหน้าที่ต้องจ่ายบ้าง ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือภาษีที่รัฐจัดเก็บจากกำไรสุทธิของนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียน) ในอัตราสูงสุด 20% โดย SME ที่เข้าเงื่อนไขจะเสียต่ำกว่านี้ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ปีละ 1 ครั้ง ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่แค่บริษัทจำกัดเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีนี้ นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายของไทย ได้แก่ นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ได้รับการยกเว้นภาษี? บางองค์กรได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นองค์การกุศล สหกรณ์ และหน่วยงานรัฐบาล ส่วนบุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ยังไม่จดบริษัท) ไม่ได้เสียภาษีนิติบุคคล แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทน อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2568-2569 (อัปเดตล่าสุด) บริษัททั่วไปเสียภาษี 20% ของกำไรสุทธิ ส่วน SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะเสียภาษีตามตารางนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร รอบบัญชีปี 2568-2569) ประเภท กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น บริษัททั่วไป ทุกระดับ 20% ตามกำไรจริง SME 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 3,000,000 15% 405,000 บาท 3,000,001 ขึ้นไป 20% ตามกำไรจริง สิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับกิจการ BOI และเขตเศรษฐกิจพิเศษ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8-13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ส่วนกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอาจได้ลดอัตราภาษีเหลือ 10% เป็นเวลา 10 ปี ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับ BOI โดยตรง วิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับ SME ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ คือ “กำไรสุทธิทางภาษี” ไม่ใช่กำไรสุทธิทางบัญชีโดยตรง ต้องนำกำไรทางบัญชี มาบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม (ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่ยอมให้หัก เช่น ค่าปรับ ค่ารับรองเกินเกณฑ์) สูตร: กำไรทางบัญชี + รายจ่ายต้องห้าม – รายได้ที่ได้ยกเว้น = ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ ตัวอย่างการคำนวณภาษี SME แบบ Step-by-Step สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาทต่อปี ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี รายการ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ 8,500,000 บาท รายจ่ายต้องห้าม (ค่าปรับ + ค่ารับรองเกินเกณฑ์) 100,000 บาท กำไรสุทธิทางภาษี = รายได้ – ค่าใช้จ่าย + รายจ่ายต้องห้าม = 10,000,000 บาท – 8,500,000 บาท + 100,000 บาท = 1,600,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ขั้นกำไร อัตราภาษี 0 – 300,000 บาท ยกเว้น 300,001 – 1,600,000 บาท 15% กำไรส่วนที่เสียภาษี = 1,600,000 บาท – 300,000 บาท = 1,300,000 บาท ภาษี = 1,300,000 บาท × 15% = 195,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 195,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่เข้าเงื่อนไข SME จะต้องเสียภาษี 1,600,000 × 20% = 320,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 125,000 บาทจากสิทธิ SME เปรียบเทียบภาษี: บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล หลายคนสงสัยว่า “รายได้เท่าไหร่ถึงควรจดเป็นบริษัท?” คำตอบอยู่ที่การเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบ ตารางเปรียบเทียบภาระภาษี บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เกณฑ์ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี 5%-35% ตามขั้นเงินได้ 0%-20% ตามขั้นกำไร ฐานภาษี เงินได้สุทธิ (หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30%-60%) กำไรสุทธิ (หักค่าใช้จ่ายจริงตามหลักฐาน) อัตราสูงสุด 35% (เงินได้เกิน 5 ล้านบาท) 20% เงินเดือนเจ้าของ หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า (มีงบการเงิน) สรุปชัดๆ: รายได้หรือกำไรเท่าไหร่ที่จดบริษัทแล้วคุ้มกว่า? โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิก่อนหักภาษีเกิน 750,000 – 1,000,000 บาทต่อปี การจดเป็นนิติบุคคลมักประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราสูงสุดของบุคคลธรรมดาคือ 35% ในขณะที่นิติบุคคล SME สูงสุดแค่ 20% แต่ต้องคิดค่าใช้จ่ายบริหาร (ค่าสอบบัญชี ค่าทำบัญชี) ด้วย ตัวเลขนี้เป็นแนวทางกว้างๆ ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อคำนวณเฉพาะกรณีของคุณ ภาพรวมภาษีอื่นๆ ที่นิติบุคคลต้องรู้จัก นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว บริษัทยังมีหน้าที่เสียภาษีอื่นด้วย สรุปสั้นๆ ดังนี้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เวลาจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่าให้ใคร บริษัทต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่าย (อัตรา 1%-5% แล้วแต่ประเภท) แล้วนำส่งกรมสรรพากร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 คืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้าบริษัทมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT เรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า แล้วยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร ประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน VAT ส่วนอากรแสตมป์เป็นค่าธรรมเนียมบนเอกสารบางประเภท เช่น สัญญาเช่า สัญญากู้ วิธียื่นภาษีนิติบุคคล และ Timeline สำคัญตลอดทั้งปี Timeline การยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี 📊 [แทรกรูป: Infographic Timeline ยื่นภาษีนิติบุคคลตลอดปี (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] บริษัทที่ปิดรอบบัญชี 31 ธันวาคม มี deadline สำคัญดังนี้ แบบภาษี รอบ กำหนดยื่น ยื่นออนไลน์ได้ถึง ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ม.ค.-มิ.ย. ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก (ส.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ม.ค.-ธ.ค. ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี (พ.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต้องยื่นเมื่อไหร่ คำนวณอย่างไร? แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ต้องยื่นภายใน 2 เดือน หลังครบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี คำนวณโดยประมาณกำไรทั้งปี แล้วจ่ายภาษีไปก่อนครึ่งหนึ่ง ถ้าประมาณต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% อาจถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ภาษีนิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) แบบ ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบบัญชี พร้อมแนบงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจรับรองแล้ว 5 วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคล สำหรับ SME ให้ถูกกฎหมายและประหยัดที่สุด วางแผนภาษีไม่ได้แปลว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิตามกฎหมายให้เต็มที่ เทคนิคที่ SME ใช้ได้ทันที บริหารจัดการภาษีแบบมืออาชีพด้วย PEAK PEAK ช่วยให้ SME จัดการภาษีนิติบุคคลง่ายขึ้นด้วย AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ ออกรายงานภาษีพร้อมยื่น และแจ้งเตือน deadline ไม่ให้ยื่นล่าช้า ดูกำไรสุทธิแบบ real-time เพื่อประมาณภาษีล่วงหน้าได้ทุกเมื่อ สรุป: ภาษีเงินได้นิติบุคคล เรื่องสำคัญที่ทุกบริษัทต้องรู้ สิ่งที่ต้องจำไว้มีแค่นี้ พร้อมยกระดับการจัดการภาษี? เริ่มใช้ PEAK วันนี้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วย SME ออกรายงานภาษี คำนวณกำไรสุทธิ และแจ้งเตือน deadline ยื่นภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทเปิดใหม่ ไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลไหม? ต้องยื่น แม้จะไม่มีรายได้หรือยังขาดทุนอยู่ก็ตาม เพราะกฎหมายบังคับให้นิติบุคคลทุกรายยื่นแบบภาษีประจำปีตามกำหนด ถ้าไม่ยื่นอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 บาท และเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน บริษัทเสียภาษีเท่าไหร่? ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิและขนาดของบริษัท SME ที่กำไร 1 ล้านบาทจะเสียภาษีประมาณ 105,000 บาท (300,000 แรกยกเว้น + 700,000 ที่เหลือเสีย 15%) ส่วนบริษัทขนาดใหญ่เสียคงที่ 20% ภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่างจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่างไร? ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท ปีละ 1-2 ครั้ง ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเก็บจากรายจ่ายแต่ละครั้งที่จ่ายเงิน (เช่น จ่ายค่าจ้างหัก 3%) แล้วนำส่งทุกเดือน ทั้งสองเป็นคนละตัวกัน แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้สามารถนำมาเป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นปีได้ต้นวางระบบบัญชีในองค์กรให้แข็งแรง เป็นรากฐานที่ดีสู่การเติบโตขององค์กร มาพร้อมหน้าตาของโปรแกรมที่ใช้งานง่าย ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน พร้อมคู่มือการใช้งานออนไลน์สำหรับศึกษาการใช้งานได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

20 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

สินเชื่อ OD คืออะไร สรุปสินเชื่อเบิกเกินบัญชี ดอกเบี้ย วิธีขอ ฉบับ SME

ผู้ประกอบการ SME หลายคนเจอปัญหาเงินหมุนไม่ทัน สั่งของแล้วยังไม่ได้เงินจากลูกค้า แต่ต้องจ่ายซัพพลายเออร์ก่อน สินเชื่อ OD คือทางออกที่ธนาคารออกแบบมาเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจในสถานการณ์แบบนี้โดยเฉพาะ บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายว่า OD ทำงานยังไง ข้อดี-ข้อเสียมีอะไรบ้าง เหมาะกับธุรกิจแบบไหน และบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง OD คืออะไร ทำความเข้าใจสินเชื่อเบิกเกินบัญชี OD คือสินเชื่อเบิกเกินบัญชี (Overdraft) ที่ธนาคารอนุมัติให้ผู้ประกอบการเบิกเงินจากบัญชีกระแสรายวันได้มากกว่ายอดเงินฝากจริง ภายในวงเงินที่กำหนด โดยจ่ายดอกเบี้ยเฉพาะจำนวนเงินที่เบิกใช้จริงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ธนาคารอนุมัติวงเงิน OD 1 ล้านบาท ถ้าบัญชีมีเงิน 200,000 บาท คุณเบิกใช้ได้สูงสุด 1,200,000 บาท ส่วนที่เกิน 200,000 บาทจะคิดดอกเบี้ยตามจำนวนวันที่ใช้จริง พอลูกค้าจ่ายเงินเข้ามา ดอกเบี้ยก็หยุดทันที OD ย่อมาจากอะไร ความหมายทางการเงิน OD ย่อมาจาก Overdraft แปลตรงตัวว่า “เบิกเกินบัญชี” ในวงการธนาคารไทย มักเรียกว่า “สินเชื่อเบิกเกินบัญชี” หรือ “วงเงินโอดี” ต้องแยกจาก OD ในความหมายอื่น เช่น Organization Development (การพัฒนาองค์กร) ที่ใช้ในสาย HR เมื่อพูดถึง OD ในบริบทการเงินหรือธุรกิจ จะหมายถึงสินเชื่อประเภทนี้เสมอ วงเงิน OD ทำงานอย่างไร วงเงิน OD ผูกกับบัญชีกระแสรายวัน ผู้ประกอบการใช้เงินผ่านเช็คหรือโอนตามปกติ เมื่อเงินในบัญชีหมด ระบบจะเบิกจากวงเงิน OD ให้อัตโนมัติ พอมีเงินเข้าบัญชี ระบบจะหักชำระ OD คืนโดยอัตโนมัติเช่นกัน ไม่ต้องทำเรื่องเบิก-คืนทุกครั้ง ข้อดีและข้อเสียของสินเชื่อ OD ที่ SME ต้องรู้ ก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อ OD ควรชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียให้ชัดเจน ข้อดีของ OD ทำไม SME ถึงนิยมใช้ ข้อเสียและความเสี่ยงที่ต้องระวัง สินเชื่อ OD กับ Term Loan ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี คำถามที่ SME ถามบ่อยที่สุดคือ OD กับ Term Loan ต่างกันยังไง ตารางนี้เปรียบเทียบให้เห็นชัด เงื่อนไข สินเชื่อ OD Term Loan สินเชื่อหมุนเวียน (Revolving) ลักษณะการเบิก เบิกผ่านบัญชีที่ผูกไว้ ใช้เท่าไรก็ได้ในวงเงิน รับเงินก้อนเดียว มีวงเงินให้เบิก คล้าย OD ดอกเบี้ย คิดเฉพาะเงินที่ใช้จริง รายวัน คิดจากเงินต้นทั้งก้อน คิดเฉพาะที่ใช้จริง อัตราดอกเบี้ย สูงกว่า (ประมาณ 7-9% ต่อปี) ต่ำกว่า (MLR หรือต่ำกว่า) ปานกลาง การชำระคืน ชำระเมื่อไรก็ได้ ไม่มีงวดบังคับ ผ่อนเป็นงวดตามสัญญา ชำระเป็นรอบ เช่น ทุก 30-90 วัน เหมาะกับ หมุนเงินระยะสั้น สภาพคล่องรายวัน ลงทุนซื้อทรัพย์สิน ขยายกิจการ สั่งซื้อสินค้าล็อตใหญ่ สรุปง่ายๆ ถ้าต้องการเงินหมุนเวียนใช้แล้วคืน คืนแล้วใช้ เลือก OD ถ้าต้องการเงินก้อนใหญ่ลงทุนระยะยาว เลือก Term Loan ดอกเบี้ย OD คิดยังไง วิธีคำนวณแบบเข้าใจง่าย ดอกเบี้ย OD คำนวณแบบรายวัน คิดเฉพาะจำนวนเงินที่เบิกใช้เกินบัญชีจริง สูตรคือ ดอกเบี้ย = เงินต้นที่ใช้ OD × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365 ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ย OD สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีวงเงิน OD 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MOR+1% = 8% ต่อปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เบิกใช้ OD — 300,000 บาท ใช้งาน — 15 วัน ดอกเบี้ย OD 300,000 × 8% × 15 ÷ 365 986.30 บาท จ่ายดอกเบี้ยไม่ถึง 1,000 บาทสำหรับเงินหมุน 300,000 บาท 15 วัน ถ้าลูกค้าจ่ายเงินเข้ามาเร็วกว่านี้ ดอกเบี้ยก็ยิ่งน้อยลง สินเชื่อ OD เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ต้องมี OD ลองดูว่าคุณอยู่ในกลุ่มไหน เหมาะมาก — ธุรกิจที่มีรอบรับเงินจากลูกค้าไม่สม่ำเสมอ เช่น ธุรกิจรับเหมา ร้านค้าส่ง หรือบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่ให้เครดิตเทอม 30-90 วัน เงินเข้า-ออกไม่พร้อมกัน OD ช่วยให้จ่ายค่าใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องรอเงินจากลูกค้า ไม่จำเป็น — ธุรกิจที่รับเงินสดทันที เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก หรือธุรกิจออนไลน์ที่ลูกค้าจ่ายก่อนรับของ กรณีนี้กระแสเงินสดหมุนเร็วอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแบกดอกเบี้ย OD เอกสารและคุณสมบัติในการขอสินเชื่อ OD คุณสมบัติผู้ขอ คุณสมบัติหลักที่ธนาคารพิจารณาแตกต่างกันไปตามประเภทผู้ขอ เงื่อนไข นิติบุคคล บุคคลธรรมดา (ทำธุรกิจ) ระยะเวลาทำธุรกิจ มักต้อง 2 ปีขึ้นไป มักต้อง 1-2 ปีขึ้นไป งบการเงิน ต้องมีงบย้อนหลัง 2-3 ปี ต้องมี statement ย้อนหลัง 6-12 เดือน หลักประกัน อสังหาริมทรัพย์ หรือหน่วยงานค้ำประกัน SME อสังหาริมทรัพย์ หรือค้ำประกันบุคคล เอกสารที่ต้องเตรียม เอกสารหลักที่ธนาคารส่วนใหญ่ต้องการมีดังนี้ เงื่อนไขแต่ละธนาคารอาจแตกต่างกัน ควรสอบถามธนาคารโดยตรงก่อนยื่นขอ สินเชื่อ OD ไม่มีหลักประกัน มีจริงไหม มีครับ ปัจจุบันบางธนาคารและสถาบันการเงินเสนอสินเชื่อ OD แบบไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยใช้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันแทน ข้อแลกเปลี่ยนคือ วงเงินมักน้อยกว่า (ไม่เกิน 1-5 ล้านบาท) และดอกเบี้ยสูงกว่า OD ที่มีหลักประกัน รวมถึงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกัน บสย. เพิ่มอีก 1-2% ต่อปี ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามได้ที่ธนาคารที่ร่วมโครงการกับ บสย. (ข้อมูลจาก บสย.) วิธีบันทึกบัญชีสินเชื่อ OD ขั้นตอนที่ถูกต้องตามมาตรฐาน การบันทึกบัญชี OD ต้องแยกเป็น 2 กรณีหลัก คือตอนเบิกใช้เงิน OD และตอนชำระคืน กรณีที่ 1 — เบิกใช้เงิน OD (เช่น เบิก 300,000 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 300,000 — เงินเบิกเกินบัญชี (OD) — 300,000 กรณีที่ 2 — ชำระคืน OD พร้อมดอกเบี้ย (คืน 300,000 + ดอกเบี้ย 986 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินเบิกเกินบัญชี (OD) 300,000 — ดอกเบี้ยจ่าย 986 — เงินสด / ธนาคาร — 300,986 ในงบแสดงฐานะการเงิน ยอด OD ที่ค้างชำระจะแสดงเป็น “หนี้สินหมุนเวียน” เพราะเป็นสินเชื่อระยะสั้นที่ชำระคืนได้ตลอด สรุป ทดลองใช้ PEAK ฟรี บันทึกรายการเบิก-ชำระ OD ด้วยมือเสี่ยงผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อเบิก-คืนบ่อย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายการ OD ตามมาตรฐาน NPAEs คำนวณดอกเบี้ยค้างจ่ายอัตโนมัติ พร้อมออกงบการเงินครบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินเชื่อ OD OD ผ่อนเป็นงวดได้ไหม? ไม่ได้ เพราะ OD ไม่มีตารางผ่อน ชำระเมื่อไรก็ได้ ยอดจะลดลงอัตโนมัติเมื่อมีเงินเข้าบัญชี ถ้าต้องการแบบผ่อนเป็นงวดชัดเจน ควรใช้ Term Loan แทน OD หมดวงเงินแล้วทำยังไง ถ้าใช้ OD จนเต็มวงเงินแล้ว ทางเลือกมี 3 ทาง คือ รอเงินจากลูกค้าเข้ามาเพื่อลดยอด OD ขอธนาคารพิจารณาเพิ่มวงเงิน หรือใช้สินเชื่อประเภทอื่นเสริม เช่น Factoring (ขายลูกหนี้การค้า) การพยายามเบิกเกินวงเงินจะถูกปฏิเสธจากระบบธนาคาร สินเชื่อ OD กับ P/N ต่างกันอย่างไร P/N (Promissory Note) คือสินเชื่อที่ออกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน มีกำหนดชำระคืนชัดเจน เช่น 90 วัน แล้วต้องต่ออายุ ส่วน OD เบิกใช้และชำระคืนได้ตลอดไม่มีกำหนด P/N เหมาะสำหรับเงินก้อนที่รู้ว่าจะใช้ระยะเวลาเท่าไร ส่วน OD เหมาะกับเงินหมุนที่ใช้ไม่แน่นอน ดอกเบี้ย OD แต่ละธนาคารประมาณเท่าไร อัตราดอกเบี้ย OD ขึ้นอยู่กับประเภทหลักประกันและความเสี่ยงของธุรกิจ ธนาคารที่มีหลักประกันดีอาจได้อัตราต่ำกว่า ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอจากหลายธนาคารแล้วนำมาเทียบทั้งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแฝง เช่น ค่าวิเคราะห์สินเชื่อ ค่าค้ำประกัน และค่าธรรมเนียมรายปี (เงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับธนาคารโดยตรง) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 19/08/2026

1. เพิ่มการแก้ไข อนุมัติและยกเลิกเอกสารผ่าน PEAK MCP จัดการเอกสารครบวงจร แพ็กเกจใช้งาน: PRO Plus ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่เชื่อมต่อ AI Assistant สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มชุดเครื่องมือ (Tools) ใหม่ในระบบ MCP (Model Context Protocol) ได้แก่ การแก้ไข (Edit), การอนุมัติ (Approve) และการยกเลิกเอกสาร (Void Document) สำหรับเอกสารประเภทต่างๆ จากเดิม 33 Tools รวมเป็น 51 Tools ช่วยให้ AI Agent สามารถปฏิบัติตามคำสั่งและจัดการสถานะเอกสารได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้อย่างสะดวก สามารถสั่งการผ่าน AI Assistant เพื่อให้แก้ไข อนุมัติ หรือยกเลิกเอกสารได้ทันที ปลอดภัยด้วยระบบล็อกข้อมูลมาตรฐานเดียวกับ PEAK ช่วยลดเวลาการทำงานและยกระดับการบริหารจัดการบัญชีอัตโนมัติได้อย่างเต็มรูปแบบ 2. ระบบติดตาม “ลูกค้าประจำ” พร้อมแจ้งเตือน Smart Insight ยอดไม่ตก ไม่พลาดทุกรอบการขาย แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและฝ่ายขาย สิ่งที่ระบบอัปเดต:  ประโยชน์ที่จะได้รับ: รู้การเคลื่อนไหวของลูกค้าประจำได้ทันทีเมื่อเริ่มซื้อช้ากว่าปกติ ช่วยให้ทีมขายเข้าไปติดตามได้ทันท่วงที หมดปัญหาลืมออกใบแจ้งหนี้หรือลืมตามยอดและช่วยให้เห็นภาพรวมและสถิติการสั่งซื้อของลูกค้าประจำแต่ละรายในที่เดียว วางแผนการขายได้แม่นยำยิ่งขึ้น 3. เพิ่มการพิมพ์รายการเคลื่อนไหวทางการเงินและเคลื่อนไหวสินค้าหน้ารวมรายงาน พิมพ์รายงานได้สะดวกยิ่งกว่าเดิม แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: นักบัญชี และผู้ดูแลระบบ (Admin) สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มรายงาน “รายการเคลื่อนไหวทางการเงิน” และ “รายการเคลื่อนไหวสินค้า” เข้าไปในเมนู รวมรายงาน พร้อมปรับหน้าพิมพ์รายงาน เพิ่มช่อง Dropdown ให้เลือกช่องทางการเงิน หรือเลือกรายการสินค้า/บริการ/จัดชุด ได้อย่างสะดวกจากหน้ารวมรายงานทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ดึงรายงานได้รวดเร็วและสะดวกสบายขึ้น ไม่ต้องคลิกเข้าไปหน้าย่อยของแต่ละบัญชีธนาคารหรือสินค้ารายตัว สามารถเรียกดูและ Export รายงานสำคัญทั้งหมดได้ครบจบจากศูนย์รวมรายงานในที่เดียว 4. จัดการสต็อกและบัญชีได้ไวขึ้น ด้วยระบบคำนวณต้นทุนขายใหม่ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีการขายสินค้า, ฝ่ายสต็อก, ฝ่ายจัดซื้อ และนักบัญชี สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับรูปแบบการประมวลผลในหน้า “ความเคลื่อนไหวสต๊อกสินค้า” ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยระบบจะประมวลผลข้อมูลล็อตสินค้าเฉพาะเมื่อเปิดเข้ามาใช้งานหน้านี้โดยตรง ช่วยลดการทำงานเบื้องหลังที่ไม่จำเป็นขณะออกเอกสารทั่วไป ส่งผลให้หน้าจอแสดงจำนวนสินค้าคงเหลือ การบันทึกบัญชีต้นทุนขาย และรายงานสินค้าต่างๆ ประมวลผลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอยู่เสมอ ประโยชน์ที่จะได้รับ: ยกระดับความคล่องตัวในการทำงานทั้งระบบ! ช่วยให้ภาพรวมการใช้งานเร็วขึ้น ออกเอกสารการขาย บันทึกบัญชีต้นทุนขาย และเช็กยอดสินค้าคงเหลือได้อย่างราบรื่น ไร้สะดุด พร้อมรองรับการดึงข้อมูลล็อตสินค้าอย่างเจาะจงได้ทันทีเมื่อต้องการ

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 19/08/2026

1. Added document editing, approving, and voiding via PEAK MCP for end-to-end document management. Package: PRO Plus and above Suitable for: Users connected to AI Assistants System Updates: The system added new sets of tools (Tools) in the MCP system (Model Context Protocol), including editing (Edit), approving (Approve), and voiding documents (Void Document) for various document types from originally 33 Tools to a total of 51 Tools, helping AI Agents follow instructions and manage document statuses more completely. Benefits of Use: Work conveniently by giving instructions through AI Assistants to edit, approve, or void documents immediately. Secure with a data-locking system of the same standard as PEAK, helping to reduce working time and elevate fully automated accounting management. 2. “Regular Customer” tracking system with Smart Insight alerts to keep sales from dropping and never miss any sales cycle. Package: All active packages Suitable for: Business owners and sales teams System Updates: Benefits of Use: Instantly know regular customer movements when they start buying slower than usual. Helps sales teams follow up in a timely manner, eliminates the problem of forgetting to issue invoices or track amounts, and helps view the overall picture and purchase statistics for each regular customer in one place to plan sales more precisely. 3. Added printing for Financial movement and Stock movement on the report summary page, making report printing more convenient than before. Package: e-Document and above Suitable for: Accountants and System Administrators (Admins) System Updates: Added “Financial Movement Report” and “Stock Movement Report” reports into the Report Summary menu, along with adjusting the report printing page to add Dropdown fields for choosing financial channels or choosing products/services/bundles conveniently right from the report summary page. Benefits of Use: Pull reports faster and more conveniently without having to click into sub-pages for each individual bank account or product item. Able to view and export all key reports comprehensively from a single central report center. 4. Manage stock and accounting faster with the new cost of goods sold calculation system. Package: All active packages Suitable for: Businesses with product sales, inventory departments, purchasing departments, and accountants System Updates: The system adjusted the processing model on the “Inventory Movement” page to work more efficiently. The system will process product lot data only when entering to use this page directly, helping reduce unnecessary background tasks while issuing general documents. As a result, screen displays for remaining product quantities, cost of goods sold accounting records, and various inventory reports can process quickly and remain accurate at all times. Benefits of Use: Elevates agility across the entire system! Helps overall usage run faster. Issue sales documents, record cost of goods sold accounting entries, and check remaining product balances smoothly without interruption, while supporting specific product lot data retrieval immediately when needed.

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

Revenue คืออะไร สรุปรายได้ทางบัญชีที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

ตัวเลขรายได้เป็นสิ่งแรกที่นักลงทุนและธนาคารมองเมื่อประเมินธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการหลายคนยังสับสนระหว่าง revenue กับ profit จนมองภาพการเงินผิดไป บทความนี้อธิบายทุกมุมของ revenue ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงวิธีบันทึกตามมาตรฐานบัญชี พร้อมตัวอย่างที่ SME ไทยใช้ได้จริง Revenue คืออะไร? Revenue (รายได้) คือ เงินที่กิจการได้รับจากกิจกรรมหลักของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ยอดขายสินค้าหรือค่าบริการ โดยยังไม่ได้หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายออก ถ้าเปรียบเป็นน้ำในถัง revenue คือปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลเข้ามา ยังไม่ได้เปิดก๊อกออก ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ ตัวเลขนี้คือ revenue ส่วนเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ถึงจะเป็น “กำไร” Revenue, Income, Profit ต่างกันยังไง? หลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้ คำ ความหมาย ตัวอย่าง (ร้านขายเสื้อผ้า) Revenue (รายได้) เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ก่อนหักอะไรทั้งสิ้น ยอดขาย 500,000 บาท Income (รายได้สุทธิ) เงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แต่ยังไม่หักภาษี 500,000 – 350,000 = 150,000 บาท Profit (กำไรสุทธิ) เงินที่เหลือจริง ๆ หลังหักทุกอย่างรวมภาษี 150,000 – 30,000 = 120,000 บาท Revenue จึงเป็นตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดเสมอ ส่วน profit คือเงินที่เหลือจริงในกระเป๋า ประเภทของ Revenue Revenue แบ่งได้ 2 ประเภทหลักตามแหล่งที่มา รายได้จากการดำเนินงาน Operating Revenue คือ รายได้ที่เกิดจากกิจกรรมหลักของธุรกิจโดยตรง รายได้ประเภทนี้เป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจหลักทำเงินได้ดีแค่ไหน ตัวอย่างตามประเภทธุรกิจ เมื่อนักลงทุนหรือธนาคารขอดูงบ พวกเขาจะดู Operating Revenue เป็นลำดับแรก เพราะบอกได้ว่ากิจการยืนด้วยตัวเองได้หรือไม่ บางกรณีธนาคารอาจขอหนังสือรับรองรายได้เพิ่มเติมด้วย รายได้อื่น (Non-Operating) Non-Operating Revenue คือ รายได้ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจหลัก เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร กำไรจากการขายทรัพย์สินเก่า หรือรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ ทั้งนี้ถ้ารายได้ทุกทางรวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กิจการต้องจด VAT รายได้เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ จึงไม่ควรนำมาเป็นฐานวางแผนธุรกิจระยะยาว ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ขายรถตู้เก่าได้ 200,000 บาท ยอดนี้เป็นรายได้อื่น ไม่ควรนับรวมว่าเป็นผลประกอบการจากการขายสินค้า Gross Revenue vs Net Revenue ยอดขายที่เห็นในใบแจ้งหนี้อาจไม่ใช่ตัวเลขจริงที่นำไปใช้วิเคราะห์ธุรกิจ เพราะยังไม่ได้หักส่วนลดและสินค้าคืน จึงต้องแยกระหว่าง Gross กับ Net ให้ชัด Gross Revenue (รายได้รวม) Net Revenue (รายได้สุทธิ) คำนวณจาก ยอดขายทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้ ยอดขาย หักส่วนลด สินค้าคืน และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ใช้ทำอะไร ดูภาพรวมยอดขาย ใช้คำนวณกำไรขาดทุนจริง ปรากฏในงบ ไม่ปรากฏตรง ๆ แสดงเป็นบรรทัด “รายได้” ในงบกำไรขาดทุน สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่าง สูตรพื้นฐาน Net Revenue = Gross Revenue – ส่วนลด – สินค้าคืน – ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าออนไลน์เดือนกรกฎาคม 2026 รายการ จำนวนเงิน Gross Revenue (ยอดขายรวม) 800,000 บาท หัก ส่วนลดการค้า 40,000 บาท หัก สินค้ารับคืน 20,000 บาท Net Revenue (รายได้สุทธิ) 740,000 บาท ตัวเลข Net Revenue 740,000 บาทนี้เองที่จะนำไปใช้คำนวณกำไรขาดทุนต่อ เกณฑ์การรับรู้รายได้ตามมาตรฐานบัญชี Revenue Recognition คือ หลักที่กำหนดว่ากิจการจะ “บันทึก” ยอดขายเข้าบัญชีได้เมื่อไร ไม่ใช่แค่ได้เงินแล้วบันทึกทันที แต่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่มาตรฐานบัญชีกำหนด 5 เงื่อนไขตาม TFRS 15 มาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 (TFRS 15) เรื่องรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า กำหนดขั้นตอนรับรู้รายได้ไว้ 5 ขั้น (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) หลักสำคัญคือ “ส่งมอบแล้วจึงบันทึก” ไม่ใช่ “ได้เงินแล้วจึงบันทึก” รายได้รับล่วงหน้า (Unearned Revenue) Unearned Revenue หรือ Deferred Revenue คือ เงินที่ลูกค้าจ่ายมาแล้ว แต่กิจการยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าหรือบริการ ตัวอย่าง สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) รับเงินค่าบริการทำบัญชีรายปีล่วงหน้า 12,000 บาท วันที่รับเงินบันทึกเป็นหนี้สินก่อน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 12,000 — รายได้รับล่วงหน้า — 12,000 ทุกสิ้นเดือนที่ให้บริการแล้ว ทยอยบันทึกเป็นรายได้เดือนละ 1,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้รับล่วงหน้า 1,000 — รายได้จากการให้บริการ — 1,000 SME ที่ขายแพ็กเกจรายปี คอร์สเรียน หรือค่าสมาชิก ต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าบันทึกเป็นรายได้ทันทีทั้งก้อน ตัวเลขกำไรจะสูงเกินจริง รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) Accrued Revenue คือ ยอดที่กิจการทำงานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน ตัวอย่าง บริษัท ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ ส่งงานเสร็จวันที่ 25 กรกฎาคม ค่าบริการ 50,000 บาท แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินวันที่ 15 สิงหาคม ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ต้องบันทึกดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้ค้างรับ 50,000 — รายได้จากการให้บริการ — 50,000 เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริงในเดือนสิงหาคม จึงกลับรายการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 50,000 — รายได้ค้างรับ — 50,000 หลักการนี้เรียกว่า “เกณฑ์คงค้าง” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำบัญชี กิจการต้องบันทึกตามช่วงเวลาที่เกิดรายการจริง ไม่ใช่ตามวันที่ได้รับเงิน วิธีบันทึกรายได้พร้อมตัวอย่าง การบันทึกยอดขายทางบัญชีใช้ระบบบัญชีคู่ (Dr/Cr) เข้ามาจัดการ กฎง่าย ๆ คือ เดบิตฝั่งที่ “ได้เงิน” หรือ “มีสิทธิ์ได้เงิน” และเครดิตฝั่ง “รายได้” ตัวอย่างด้านล่างเป็นสถานการณ์ที่ SME เจอบ่อย ตัวอย่าง: ขายสินค้า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 10,000 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%) ลูกค้าจ่ายเงินสดทันที รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 10,700 — รายได้จากการขาย — 10,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 700 ตัวอย่าง: ให้บริการ สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) ทำบัญชีให้ลูกค้าเสร็จแล้ว ค่าบริการ 5,000 บาท แต่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 5,350 — รายได้จากการให้บริการ — 5,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 350 เมื่อลูกค้าจ่ายเงิน จึงบันทึกดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 5,350 — ลูกหนี้การค้า — 5,350 Revenue สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร รายได้เป็นตัวเลขแรกที่นักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้ามองเมื่อประเมินธุรกิจ เพราะบอกได้ว่ากิจการมีความสามารถในการหาลูกค้าและปิดการขายได้มากแค่ไหน เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้อย่างน้อย 3 มุม การดูตัวเลขเหล่านี้สม่ำเสมอช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสินค้า ปรับราคา หรือลดต้นทุน สรุป: Revenue คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจสุขภาพธุรกิจ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำหลังจากอ่านบทความนี้ เริ่มจัดการรายได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเรื่องรายได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย Revenue กับ Profit ต่างกันยังไง? ทั้งสองคำดูคล้ายกัน แต่ต่างกันมาก รายได้คือยอดเงินที่ไหลเข้าทั้งหมด ส่วน Profit คือเงินที่เหลือจริงหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และภาษีแล้ว ธุรกิจที่ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไร ถ้าต้นทุนสูงกว่ายอดขาย ก็ยังขาดทุนได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรดูทั้งสองตัวเลขควบคู่กัน Total Revenue คำนวณอย่างไร? Total Revenue คือ ยอดขายรวมทั้งหมดของทุกสินค้าหรือบริการ สูตรพื้นฐานคือ ราคาขายต่อหน่วย × จำนวนหน่วยที่ขายได้ ตัวอย่าง ร้านค้าขายสินค้าชิ้นละ 200 บาท ขายได้ 1,000 ชิ้น Total Revenue = 200 × 1,000 = 200,000 บาท ถ้ามีสินค้าหลายรายการ ให้คำนวณแต่ละรายการแล้วรวมกัน Revenue Model คืออะไร? Revenue Model คือ รูปแบบที่ธุรกิจใช้สร้างรายได้ การเลือก model ที่เหมาะช่วยให้วางแผนกระแสเงินสดได้แม่นยำ ตัวอย่าง model ที่พบบ่อยในไทย Revenue Growth วัดอย่างไร? อัตราเติบโตของรายได้วัดจากการเทียบยอดขายกับช่วงเวลาก่อนหน้า สูตร: (รายได้ปีนี้ – รายได้ปีก่อน) ÷ รายได้ปีก่อน × 100 ตัวอย่าง ปีก่อนรายได้ 1,000,000 บาท ปีนี้ 1,200,000 บาท อัตราเติบโต = (1,200,000 – 1,000,000) ÷ 1,000,000 × 100 = 20% ตัวเลขนี้เป็นบวกแสดงว่าธุรกิจเติบโต ถ้าติดลบติดต่อกันหลายไตรมาสควรวิเคราะห์สาเหตุและปรับกลยุทธ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก