PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

31 min

วิธีเลือกสำนักงานบัญชี เลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ

สำนักงานบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร สำนักงานบัญชี (Accounting Firm) คือ ผู้ให้บริการที่รับทำบัญชี ปิดงบการเงิน และยื่นภาษีแทนกิจการ โดยมีผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รับผิดชอบบัญชีของลูกค้าแต่ละราย การเลือกสำนักงานบัญชีที่เหมาะสมมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณวรรณา (ชื่อสมมุติ) เจ้าของ บริษัท เอ็มเคพี แพคเกจจิ้ง จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตกล่องกระดาษส่งโรงงานอุตสาหกรรมอาหารในจังหวัดชลบุรี จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว มีพนักงาน 12 คน และมีเอกสารซื้อขายหมุนเวียนประมาณ 300 ฉบับต่อเดือน ทำบัญชีต่างจากสอบบัญชีอย่างไร สำนักงานบัญชีทำหน้าที่จัดทำบัญชี บันทึกรายการค้า และจัดทำงบการเงินให้แก่กิจการ ส่วนผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินนั้นตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยผู้สอบบัญชีต้องมีความเป็นอิสระจากกิจการที่ตรวจ จึงไม่สามารถเป็นบุคคลคนเดียวกับผู้จัดทำบัญชีได้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ผู้สอบบัญชี คือใคร สำนักงานบัญชีทำอะไรบ้าง ขอบเขตการทำงานของสำนักงานบัญชีแบ่งออกเป็นงานประจำเดือน งานรอบครึ่งปี และงานประจำปี โดยรายละเอียดที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับสัญญาว่าจ้างที่ตกลงร่วมกัน รอบระยะเวลา ขอบเขตงานหลัก งานรายเดือน บันทึกบัญชีจากเอกสารซื้อขาย · ยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53) · ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) · จัดทำและนำส่งเงินสมทบประกันสังคม งานรอบครึ่งปี ประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) งานประจำปี ปิดบัญชีจัดทำงบการเงิน · ประสานงานผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) · ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 · นำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริการเสริมตามที่ตกลง จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท · จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม · บริการงานเงินเดือน (Payroll) · วางแผนและให้คำปรึกษาทางภาษี ผู้รับทำบัญชีมีกี่แบบ ผู้รับจ้างทำบัญชีในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก โดยทุกรูปแบบต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และต้องแจ้งรายชื่อเป็นผู้ทำบัญชีของกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รูปแบบผู้รับทำบัญชี ลักษณะการดำเนินงาน ข้อควรตรวจสอบก่อนว่าจ้าง นักบัญชีอิสระ (Freelance) ผู้ทำบัญชีรับงานและบริหารจัดการเพียงคนเดียว วุฒิการศึกษาตรงตามขนาดกิจการ · จำนวนลูกค้าในมือไม่เกินเกณฑ์ · แผนการส่งต่องานกรณีฉุกเฉิน สำนักงานบัญชีหรือบริษัทรับทำบัญชี จัดตั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีทีมงานผู้ทำบัญชีและผู้ช่วยแบ่งหน้าที่เป็นระบบ ตรวจสอบชื่อผู้ทำบัญชีที่แจ้งต่อ DBD · บุคคลที่รับผิดชอบและประสานงานจริงในแต่ละวัน สำนักงานบัญชีคุณภาพ สำนักงานบัญชีที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานคุณภาพจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบหนังสือรับรองและวันหมดอายุการรับรองมาตรฐาน คุณสมบัติผู้ทำบัญชีที่ควรรู้ ผู้ทำบัญชีที่มีคุณวุฒิปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป สามารถรับทำบัญชีให้แก่นิติบุคคลได้ทุกขนาด ส่วนผู้ที่มีคุณวุฒิอนุปริญญาหรือ ปวส. ทางการบัญชี สามารถรับทำบัญชีได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนและบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท นอกจากนี้ กฎหมายกำหนดให้ผู้ทำบัญชี 1 คน สามารถรับทำบัญชีได้ไม่เกิน 100 รายต่อปี และต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อปี ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร การรับรองคุณภาพของ DBD คืออะไร กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้การรับรองคุณภาพแก่สำนักงานบัญชีที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน 6 ด้าน เช่น การเปิดให้บริการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี มีฐานลูกค้านิติบุคคลไม่น้อยกว่า 15 ราย และมีหัวหน้าสำนักงานบัญชีที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีบัญชีพร้อมประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการทำงานให้แก่ผู้ประกอบการ ทำบัญชีเอง จ้างพนักงาน หรือจ้างสำนักงานบัญชี ก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางบริหารงานบัญชี ผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของ 3 ทางเลือกหลักจากปัจจัยด้านต้นทุน ความเชี่ยวชาญ และความต่อเนื่องของงาน เกณฑ์การพิจารณา ทำบัญชีด้วยตนเอง จ้างพนักงานบัญชีประจำ จ้างสำนักงานบัญชี ภาระต้นทุน ต่ำที่สุด แต่ใช้เวลาของเจ้าของกิจการสูง มีเงินเดือนประจำ สวัสดิการ และอุปกรณ์ทำงานทุกเดือน ค่าบริการรายเดือนและรายปีตามขอบเขตงานที่ตกลง ความรู้ความเชี่ยวชาญภาษี ขึ้นอยู่กับความรู้ของตัวเจ้าของกิจการ ขึ้นอยู่กับทักษะของพนักงานประจำเพียงคนเดียว มีทีมงานและผู้ทำบัญชีมืออาชีพคอยดูแลให้คำปรึกษา ความต่อเนื่องของงาน สะดุดเมื่อเจ้าของติดภารกิจอื่น เสี่ยงต่องานหยุดชะงักเมื่อพนักงานลาออก มีความต่อเนื่องสูง มีบุคลากรในทีมทดแทนงานได้ทันที การปิดงบและยื่นภาษีประจำปี ยังคงต้องจัดหาผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติ ทำได้หากพนักงานมีคุณสมบัติครบตามขนาดกิจการ รวมอยู่ในขอบเขตบริการที่ตกลงกันไว้ ความเหมาะสม ธุรกิจบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าขนาดเล็ก กิจการที่มีปริมาณเอกสารหมุนเวียนจำนวนมากทุกวัน ธุรกิจนิติบุคคล SME ส่วนใหญ่ สัญญาณว่าถึงเวลาต้องจ้างคนทำบัญชี บริษัท เอ็มเคพี แพคเกจจิ้ง จำกัด เข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อในปีที่สอง คุณวรรณาจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนจากการบันทึกบัญชีเองในตอนกลางคืนมาเป็นการว่าจ้างสำนักงานบัญชีมืออาชีพ ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แล้วยังต้องมีผู้ทำบัญชีไหม ยังคงต้องมีผู้ทำบัญชี แม้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยออกเอกสาร บันทึกรายการ และสรุปรายงานให้อัตโนมัติ แต่นิติบุคคลยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการระบุชื่อผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติเพื่อรับผิดชอบการปิดงบการเงินและการยื่นภาษี แนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน คือการที่เจ้าของกิจการออกเอกสารการขายและรับเงินผ่านโปรแกรมบัญชีออนไลน์ด้วยตนเอง จากนั้นให้สำนักงานบัญชีเข้ามาร่วมใช้งานบนระบบเดียวกันเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและปิดบัญชี ทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันโดยไม่ต้องเสียเวลาคีย์ข้อมูลซ้ำ สำนักงานบัญชีที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร สำนักงานบัญชีที่สามารถเป็นพาร์ตเนอร์ดูแลธุรกิจได้ในระยะยาว ควรมีคุณลักษณะสำคัญ 5 ด้าน 1. เข้าใจธุรกิจของลูกค้า มีความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของแต่ละประเภทธุรกิจ เช่น ธุรกิจผลิต ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจบริการ มีการบันทึกต้นทุนและสินค้าคงคลังที่แตกต่างกัน รวมถึงเข้าใจความแตกต่างในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น โรงงานรับจ้างผลิตย่อมมีจุดเน้นทางบัญชีต่างจากโรงงานที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์ของตนเอง 2. มีระบบและเครื่องมือที่ตรวจสอบได้ มีกระบวนการรับส่งเอกสาร การติดตามเอกสารที่สูญหาย และการแจ้งเตือนปัญหาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเจ้าของกิจการสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้ตลอดเวลาว่าเอกสารเดือนใดบันทึกเสร็จสิ้นแล้ว และยื่นแบบภาษีใดไปแล้วบ้าง 3. อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย สามารถสื่อสารประเด็นภาษีและข้อกำหนดทางบัญชีที่ซับซ้อนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมอธิบายเหตุผลประกอบตามข้อกฎหมาย โดยไม่ตอบเพียงแค่ว่าสามารถทำได้หรือทำไม่ได้ 4. สื่อสารเป็นระบบ กำหนดช่องทางการติดต่อ ผู้ประสานงานหลัก และกรอบเวลาในการตอบกลับไว้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือนเจ้าของกิจการล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดยื่นแบบภาษีเพื่อป้องกันค่าปรับ 5. ให้คำแนะนำที่ช่วยตัดสินใจ สามารถวิเคราะห์ตัวเลขในงบการเงินและรายงานให้ผู้บริหารทราบถึงจุดผิดปกติ เช่น ต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ หรืออัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ช้าลง พร้อมเสนอทางเลือกในการปรับปรุงที่สามารถปฏิบัติได้จริง ต้องตรวจสอบอะไรบ้างก่อนจ้างสำนักงานบัญชี ก่อนตัดสินใจลงนามในสัญญาว่าจ้าง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบ 4 จุดสำคัญ 4 เรื่องที่ต้องคุยก่อนเซ็นสัญญา ขอบเขตงานรายเดือน สำนักงานบัญชีบางแห่งบันทึกบัญชีครบถ้วนทุกเดือน ในขณะที่บางแห่งอาจเพียงแค่ยื่นแบบภาษีรายเดือนแล้วรวบรวมเอกสารไปบันทึกบัญชีในคราวเดียวตอนสิ้นปี หากผู้บริหารต้องการเห็นรายงานงบการเงินรายเดือนเพื่อดูผลกำไร จะต้องตกลงประเภทรายงานและกำหนดวันส่งมอบให้ชัดเจน วิธีส่งเอกสาร การส่งมอบเอกสารเป็นจุดที่เกิดข้อผิดพลาดได้บ่อย ควรตกลงรูปแบบการส่งมอบให้ชัดเจนว่าจะจัดส่งเป็นเอกสารกระดาษ ส่งไฟล์สแกน หรืออัปโหลดเข้าสู่โปรแกรมบัญชี พร้อมกำหนดวันตัดรอบเอกสารและแนวทางการติดตามเอกสารที่ตกหล่น สิทธิ์ในโปรแกรมบัญชี กรณีใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ร่วมกัน ควรกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลอย่างชัดเจนว่าฝ่ายใดมีหน้าที่ออกเอกสาร ฝ่ายใดบันทึกและปรับปรุงรายการ และที่สำคัญคือเมื่อสิ้นสุดสัญญาว่าจ้าง ฐานข้อมูลบัญชีทั้งหมดต้องยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของกิจการ ทดสอบด้วยคำถามจริง นำปัญหาที่ธุรกิจพบเจอจริงมาสอบถามในการพูดคุยครั้งแรก ตัวอย่างเช่น คุณวรรณานำประเด็นเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าขนส่ง และการจัดการรายได้จากการขายเศษกระดาษรีไซเคิลมาสอบถาม สำนักงานที่สามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจนพร้อมระบุเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ คือสำนักงานที่คุณวรรณาตัดสินใจร่วมงาน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยตอนเลือกสำนักงานบัญชี ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ ตัดสินใจเลือกจากราคาที่ต่ำที่สุด ขอบเขตงานอาจไม่ครอบคลุมการปิดงบการเงินและการยื่นภาษีประจำปี ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เพิ่มตอนสิ้นปี ไม่ได้จัดทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่สามารถควบคุมขอบเขตงานได้ชัดเจน และประสบปัญหาในการขอรับเอกสารคืนเมื่อเลิกจ้าง ไม่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ทำบัญชี อาจได้ผู้ทำบัญชีที่มีวุฒิไม่ตรงตามเกณฑ์ขนาดกิจการ หรือไม่ได้รับการแจ้งชื่อต่อ DBD อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ใช้บุคคลคนเดียวกันทั้งทำบัญชีและสอบบัญชี ขัดต่อหลักความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และอาจทำให้งบการเงินถูกปฏิเสธการรับรอง ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูลบัญชีของตนเอง เจ้าของกิจการไม่สามารถทราบสถานะทางการเงินและตัวเลขกำไรที่แท้จริงได้จนกว่าจะสิ้นปี ค่าทำบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร ค่าบริการทำบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย โดยสำนักงานแต่ละแห่งจะประเมินอัตราค่าบริการจากปัจจัยหลักในการปฏิบัติงาน ปัจจัยในการประเมินงาน ผลกระทบต่ออัตราค่าบริการทำบัญชี ปริมาณเอกสารต่อเดือน เอกสารใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และสลิปการโอนเงินจำนวนมากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสูงขึ้น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน จำนวนพนักงานในกิจการ มีภาระงานในการจัดทำบัญชีเงินเดือน การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) และการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม การบริหารสินค้าคงเหลือ ธุรกิจผลิตและซื้อมาขายไปต้องมีการควบคุมสต๊อกสินค้าและคำนวณต้นทุนขายที่มีความซับซ้อนกว่าธุรกิจบริการ ขอบเขตบริการรอบสิ้นปี การปิดบัญชี การจัดทำงบการเงิน การประสานงานผู้สอบบัญชี และการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 รวมอยู่ในแพ็กเกจหรือคิดแยกต่างหาก ทั้งนี้ ค่าบริการตรวจสอบบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายวิชาชีพที่แยกต่างหากจากค่าทำบัญชี เนื่องจากผู้สอบบัญชีต้องปฏิบัติงานอย่างเป็นอิสระ ศึกษาแนวทางการประเมินค่าตรวจสอบบัญชีได้ที่ ผู้สอบบัญชี คือใคร จ้างแล้ว เจ้าของกิจการยังต้องทำอะไร การว่าจ้างสำนักงานบัญชีไม่ได้หมายถึงการโอนภาระหน้าที่ตามกฎหมายทั้งหมด โดยกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทยังคงเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 หาสำนักงานบัญชีใกล้ฉันได้ที่ไหน หากกิจการใช้งานหรือวางแผนจะใช้งานโปรแกรม PEAK สามารถค้นหาสำนักงานบัญชีพันธมิตรได้ผ่าน หน้าค้นหาสำนักงานบัญชีของ PEAK ซึ่งมีสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์มากกว่า 1,800 แห่งทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น คุณวรรณาค้นหาสำนักงานบัญชีในจังหวัดชลบุรี และติดต่อสัมภาษณ์ 3 แห่งด้วยชุดคำถามเดียวกัน จากนั้นตัดสินใจเลือกสำนักงานที่ส่งใบเสนอราคาแยกขอบเขตงานรายเดือนและงานปิดงบการเงินอย่างชัดเจนที่สุด ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – สำนักงานบัญชี พาร์ตเนอร์คนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต สำนักงานบัญชีคือผู้ดูแลงานบันทึกบัญชี จัดทำงบการเงิน และยื่นแบบภาษีแทนกิจการ โดยมีผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นผู้รับผิดชอบ การเลือกสำนักงานบัญชีที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากความเข้าใจในธุรกิจ ระบบการทำงานที่ตรวจสอบได้ และความโปร่งใสของสัญญาบริการ ทั้งนี้ เจ้าของกิจการยังคงมีหน้าที่ในการส่งมอบเอกสารประกอบที่ถูกต้องและเก็บรักษาเอกสารไว้ตามที่กฎหมายกำหนด การเลือกพาร์ตเนอร์ด้านบัญชีที่ดีจะช่วยให้ผู้บริหารมีข้อมูลทางการเงินที่แม่นยำสำหรับวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ หาสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ PEAK ใกล้คุณ ผู้ประกอบการสามารถ ค้นหาสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ PEAK ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ร่วมกับกิจการ ครอบคลุมทั้งบริการทำบัญชีครบวงจร ที่ปรึกษาภาษี และจดทะเบียนบริษัท โดยสามารถเลือกค้นหาตามพื้นที่หรือขอรับคำแนะนำจากทีมงาน พร้อมเริ่มต้นจัดการงานเอกสารทางธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อเชื่อมต่องานบัญชีระหว่างธุรกิจและสำนักงานบัญชีอย่างไร้รอยต่อตั้งแต่วันนี้ ศึกษาข้อกำหนดทางวิชาชีพเพิ่มเติมได้ที่บทความ ผู้สอบบัญชี คือใคร และติดตามบทความน่ารู้เพื่อการบริหารกิจการได้ที่หมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสำนักงานบัญชี รับทำบัญชีเดือนละเท่าไหร่ อัตราค่าบริการทำบัญชีไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับปริมาณเอกสาร การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวนพนักงาน และขอบเขตงานรอบสิ้นปี ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอราคาที่แยกรายการค่างานประจำเดือนและงานปิดงบการเงินประจำปีอย่างชัดเจนจากสำนักงาน 2–3 แห่งเพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่า สำนักงานบัญชีกับนักบัญชีอิสระต่างกันอย่างไร นักบัญชีอิสระจะรับงานและบริหารจัดการเพียงคนเดียว ในขณะที่สำนักงานบัญชีจะทำงานเป็นทีม มีระบบตรวจสอบทานงาน และมีบุคลากรทดแทนเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้ ทั้งสองรูปแบบต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดและได้รับการแจ้งชื่อต่อ DBD เช่นเดียวกัน บริษัทเปิดใหม่ที่ยังไม่มีรายได้ต้องจ้างสำนักงานบัญชีไหม ต้องมีผู้ทำบัญชี เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน และนำส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีทุกปี แม้ในรอบปีนั้นจะยังไม่มีรายรับก็ตาม และหากกิจการได้จดทะเบียน VAT ไว้แล้ว จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนตามรอบปกติ ให้สำนักงานที่ทำบัญชีสอบบัญชีด้วยได้ไหม ไม่สามารถใช้ผู้สอบบัญชีคนเดียวกับผู้ทำบัญชีได้ เนื่องจากมาตรฐานวิชาชีพบัญชีกำหนดให้ผู้สอบบัญชีต้องมีความเป็นอิสระในการตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน การทำหน้าที่ทั้งสองอย่างโดยบุคคลหรือทีมงานเดียวกันจะถือว่าขัดต่อหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องทำอย่างไร ผู้ประกอบการควรแจ้งสำนักงานเดิมล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา ขอรับเอกสารประกอบการลงบัญชี สมุดบัญชี และไฟล์สำรองข้อมูลในระบบคืนให้ครบถ้วน จากนั้นให้ผู้ทำบัญชีรายใหม่ดำเนินการแจ้งรายชื่อเป็นผู้ทำบัญชีของกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มปฏิบัติงาน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท ต้องทำอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร และผลทางบัญชี

เพิ่มทุนจดทะเบียน คืออะไร และสำคัญอย่างไร เพิ่มทุนจดทะเบียน (Capital Increase) คือ การที่บริษัทจำกัดออกหุ้นใหม่เพื่อเพิ่มทุนจากที่จดไว้ตอนจัดตั้ง โดยต้องผ่านมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 และจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) การเพิ่มทุนจดทะเบียนมีความสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ผลิตชิ้นส่วนโลหะให้โรงงานประกอบรถยนต์ ที่จดทะเบียนด้วยทุน 2,000,000 บาท (20,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท) คุณธนพลถือ 12,000 หุ้น และคุณศิริพรถือ 8,000 หุ้น ปีที่สามบริษัทได้งานผลิตชิ้นส่วนให้ลูกค้ารายใหม่ และต้องซื้อเครื่อง CNC ราคา 3,000,000 บาท ทั้งสองคนจึงตัดสินใจเพิ่มทุนแทนการกู้เงินทั้งก้อน หุ้นเพิ่มทุนคืออะไร หุ้นเพิ่มทุน คือ หุ้นที่บริษัทออกใหม่ตามมติเพิ่มทุน หุ้นใหม่ต้องมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าหุ้นที่จดไว้เดิม ถ้าต้องการเปลี่ยนมูลค่าหุ้นต้องจดทะเบียนแก้ไขมูลค่าหุ้นก่อน ตามคู่มือการจดทะเบียนเพิ่มทุนของ DBD ขั้นตอนเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทมีอะไรบ้าง การเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทมี 5 ขั้นตอน และต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 14 วันนับจากวันที่ที่ประชุมลงมติ ขั้นตอน สิ่งที่ทำ กำหนดเวลา 1 กรรมการส่งหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ก่อนวันประชุมอย่างน้อย 14 วัน 2 ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษเพิ่มทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 วันประชุม 3 เสนอขายหุ้นใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน ตามวันตอบรับที่กำหนดในหนังสือเสนอขาย 4 รับชำระค่าหุ้นและออกหลักฐานการรับชำระให้ผู้ถือหุ้น ก่อนยื่นจดเพิ่มทุน 5 ยื่นจดทะเบียนกับ DBD ภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ 1. ส่งหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ส่งหนังสือนัดทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือส่งถึงผู้ถือหุ้นทุกคนตามทะเบียน ก่อนวันประชุมอย่างน้อย 14 วันหรือตามที่ข้อบังคับกำหนด ถ้าบริษัทมีหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ ต้องลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย หนังสือนัดต้องระบุวาระเพิ่มทุน จำนวนทุนที่จะเพิ่ม และข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 ที่จะแก้ไข การนับ 14 วันเริ่มจากวันถัดจากวันที่ส่งหนังสือหรือลงโฆษณาครั้งสุดท้าย 2. ประชุมและลงมติพิเศษ มติเพิ่มทุนต้องเป็นมติพิเศษ คือได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ในการประชุมเดียวกันให้ลงมติแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 ให้ตรงกับทุนใหม่ ถ้าผู้ถือหุ้นจะชำระค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินแทนเงิน เช่น โอนเครื่องจักรเข้าบริษัท ต้องระบุรายละเอียดทรัพย์สินนั้นไว้ในมติพิเศษให้ชัด 3. เสนอขายหุ้นใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิม หุ้นเพิ่มทุนต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมทุกคนตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่ ทำเป็นหนังสือระบุจำนวนหุ้นที่แต่ละคนมีสิทธิซื้อและวันสุดท้ายที่ต้องตอบรับ ถ้าพ้นกำหนดโดยไม่ตอบรับ ถือว่าไม่ซื้อ หุ้นที่ไม่มีผู้ซื้อ บริษัทขายให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นหรือให้กรรมการรับซื้อไว้เองได้ แต่หุ้นที่ออกใหม่ขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ ตามคู่มือของ DBD 4. รับชำระค่าหุ้น บริษัทรับเงินค่าหุ้นตามที่เรียกชำระ แล้วออกหลักฐานการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคน หลักฐานนี้ต้องแนบตอนยื่นจดทะเบียน ค่าหุ้นงวดแรกต้องไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1105 ถ้าขายหุ้นได้ไม่ครบในคราวเดียว ให้ยื่นจดมติพิเศษภายใน 14 วันก่อน แล้วจดเพิ่มทุนตามจำนวนหุ้นที่ขายได้ในแต่ละคราว 5. ยื่นจดทะเบียนเพิ่มทุนกับ DBD จดทะเบียนเพิ่มทุน DBD ได้ทั้งทางออนไลน์ผ่าน DBD Biz Regist และที่สำนักงาน ตามคู่มือของ DBD ระบบออนไลน์เป็นระบบเดียวกับที่ใช้จัดตั้งบริษัทซึ่งเป็นช่องทางเดียวตั้งแต่ 1 ก.ค. 2569 จึงควรเตรียมบัญชีผู้ใช้และ ThaID ของกรรมการให้พร้อม กรณีขายหุ้นได้ครบในคราวเดียว ให้ยื่นจดมติพิเศษ เพิ่มทุน และแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิพร้อมกันภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ เอกสารจดทะเบียนเพิ่มทุนมีอะไรบ้าง เอกสารหลักสำหรับการจดทะเบียนเพิ่มทุนตามคู่มือของ DBD มี 6 รายการ ส่วนเอกสารเฉพาะกรณีแนบเพิ่มเมื่อเข้าเงื่อนไข เอกสาร หมายเหตุ คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1) ทุกกรณี แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด ทุกกรณี รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) ระบุทุนใหม่และมติ หนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไข อากรแสตมป์ 50 บาท สำเนาหลักฐานการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทออกให้ผู้ถือหุ้น ทุกคนที่ชำระ สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอ ทุกกรณี หนังสือมอบอำนาจ ถ้ามอบให้ผู้อื่นยื่น อากร 10 บาท หลักฐานการอนุญาตจากหน่วยงานกำกับ เฉพาะธุรกิจ เช่น ธนาคาร ประกันภัย หลักทรัพย์ แบบ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ไม่อยู่ในชุดเอกสารเพิ่มทุนตามคู่มือของ DBD แต่รายชื่อผู้ถือหุ้นใหม่จะปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่บริษัทส่งพร้อมงบการเงินประจำปี ตัวอย่างรายงานการประชุมเพิ่มทุน รายงานการประชุมไม่ได้อยู่ในรายการแนบของคู่มือ แต่บริษัทต้องจัดทำและเก็บไว้เป็นหลักฐานของมติ ควรมีหัวข้ออย่างน้อยดังนี้ ค่าธรรมเนียมเพิ่มทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ ค่าจดทะเบียนเพิ่มทุนคิด 500 บาทต่อทุนที่เพิ่มทุก 100,000 บาท เศษของ 100,000 บาทนับเป็น 100,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท ส่วนการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเสีย 400 บาท ตามกฎกระทรวงค่าธรรมเนียม พ.ศ. 2549 ทุนที่เพิ่ม ค่าจดเพิ่มทุน แก้ไขบริคณห์สนธิ อากร รวม (บาท) 1,000,000 5,000 400 50 5,450 3,000,000 15,000 400 50 15,450 10,000,000 50,000 400 50 50,450 อย่าสับสนกับเพดาน 25,000 บาทซึ่งเป็นของค่าจดหนังสือบริคณห์สนธิตอนจัดตั้ง เพดานของการเพิ่มทุนคือ 250,000 บาท ถ้ายื่นจดมติพิเศษแยกไว้ก่อนขายหุ้น จะมีค่าจดทะเบียนเรื่องอื่นเพิ่มเรื่องละ 400 บาท ค่าธรรมเนียมสุดท้ายให้ยึดตามที่ระบบคำนวณตอนยื่น เพิ่มทุนเกิน 5 ล้านบาท ต้องรู้อะไรบ้าง ตัวเลข 5 ล้านบาทเกี่ยวกับการเพิ่มทุนใน 2 เรื่อง ซึ่งวัดจากตัวเลขต่างกัน เรื่อง วัดจาก ผลเมื่อเกิน 5 ล้านบาท เอกสารประกอบคำขอ ทุนจดทะเบียนหลังเพิ่มทุน ต้องแนบหลักฐานจากธนาคารและหนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้น ตามคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 1/2567 อัตราภาษี SME ทุนชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี เสียสิทธิยกเว้นกำไร 300,000 บาทแรกและอัตรา 15% เสียภาษี 20% ของกำไรทั้งหมด เงื่อนไขภาษีวัดที่ทุนชำระแล้ว ไม่ใช่ทุนจดทะเบียน ตามคู่มือภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ของกรมสรรพากร และรายได้ต้องไม่เกิน 30 ล้านบาทด้วย ตัวอย่างหนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้นดูได้ที่เอกสารของกองทะเบียนธุรกิจ ตัวอย่างการตัดสินใจของบริษัทเมทัลฟอร์ม บริษัทเพิ่มทุน 3,000,000 บาท เป็น 30,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท จัดสรรตามสัดส่วนเดิม 60:40 คุณธนพลซื้อ 18,000 หุ้น คุณศิริพรซื้อ 12,000 หุ้น และชำระเต็มจำนวน ทุนหลังเพิ่มเท่ากับ 5,000,000 บาทพอดี ไม่เกิน 5 ล้านบาท บริษัทจึงยังใช้อัตราภาษี SME ได้และไม่ต้องแนบหลักฐานทุนเกิน 5 ล้าน ถ้ากำไรปีถัดไป 2,000,000 บาท จะเสียภาษี 255,000 บาท เทียบกับ 400,000 บาทถ้าทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้าน ส่วนเงินที่ยังขาดสำหรับติดตั้งและวัตถุดิบ บริษัทเลือกขอสินเชื่อเครื่องจักรแทนการเพิ่มทุนเกิน 5 ล้าน เพราะคำนวณแล้วภาษีที่ประหยัดได้สูงกว่าดอกเบี้ยช่วงแรก เพิ่มทุนแล้วบันทึกบัญชีและเสียภาษีอย่างไร เงินค่าหุ้นเพิ่มทุนไม่ใช่รายได้ของบริษัท จึงไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล บันทึกเป็นการเพิ่มส่วนของเจ้าของ รายการ เดบิต เครดิต รับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนเต็มจำนวน เงินฝากธนาคาร 3,000,000 ทุนเรือนหุ้นสามัญ 3,000,000 จ่ายค่าธรรมเนียมจดทะเบียน ค่าธรรมเนียม 15,450 เงินฝากธนาคาร 15,450 ถ้าขายหุ้นใหม่สูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ ส่วนที่เกินบันทึกเป็นส่วนเกินมูลค่าหุ้น ต้องมีหนังสือบริคณห์สนธิที่อนุญาตไว้ และส่วนเกินต้องชำระพร้อมค่าหุ้นงวดแรก (มาตรา 1105) ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของรอบบัญชีที่จ่าย อ่านเรื่องภาษีต่อได้ที่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – เพิ่มทุนจดทะเบียน วางแผนทุนและภาษีให้พร้อมรับการเติบโต เพิ่มทุนจดทะเบียนต้องผ่านมติพิเศษ 3 ใน 4 ของเสียงผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง และยื่นจดภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ หุ้นใหม่ต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน และขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ ค่าจดเพิ่มทุน 500 บาทต่อทุนที่เพิ่มทุก 100,000 บาท สูงสุด 250,000 บาท สิทธิภาษี SME วัดจากทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนเอกสารทุนเกิน 5 ล้านวัดจากทุนจดทะเบียน เริ่มได้วันนี้ด้วยการคำนวณว่าทุนชำระแล้วหลังเพิ่มทุนจะเกิน 5 ล้านบาทหรือไม่ แล้วเทียบภาษีที่ต่างกันกับดอกเบี้ยถ้าใช้เงินกู้แทน ก่อนส่งหนังสือนัดประชุม บันทึกเงินเพิ่มทุนและติดตามทุนของบริษัทด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมเอกสารแนบ ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี และดูรายงานการเงินเพื่อติดตามส่วนของเจ้าของหลังเพิ่มทุน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านต่อเรื่องการตั้งทุนตั้งแต่แรกได้ที่ ทุนจดทะเบียนบริษัท ขั้นตอนจดทะเบียนทั้งหมดได้ที่ จดทะเบียนบริษัท และบทความอื่นในหมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพิ่มทุนจดทะเบียน จดทะเบียนเพิ่มทุนออนไลน์ได้ไหม ได้ ยื่นผ่านระบบ DBD Biz Regist โดยกรรมการที่ลงชื่อในคำขอต้องยืนยันตัวตนในระบบ ถ้าเอกสารครบ DBD ระบุว่ากรณีทั่วไปจดทะเบียนเสร็จได้ภายในวันเดียว เพิ่มทุนภาษาอังกฤษคืออะไร เพิ่มทุนจดทะเบียนภาษาอังกฤษคือ Capital Increase หรือ Increase of Registered Capital ส่วนหุ้นเพิ่มทุนคือ Newly Issued Shares เพิ่มทุนแล้วต้องเสียภาษีเพิ่มไหม เงินค่าหุ้นเพิ่มทุนไม่ใช่รายได้ จึงไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ถ้าทุนชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบบัญชีเกิน 5 ล้านบาท บริษัทจะเสียสิทธิอัตราภาษี SME ในรอบบัญชีนั้น ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้ไหม ได้ ผู้ถือหุ้นที่ไม่ตอบรับภายในกำหนดถือว่าไม่ซื้อ บริษัทนำหุ้นส่วนนั้นไปขายให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นหรือให้กรรมการรับซื้อได้ แต่ขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ เพิ่มทุนต้องชำระค่าหุ้นเต็มจำนวนไหม ไม่จำเป็นต้องชำระเต็มในคราวเดียว แต่ค่าหุ้นงวดแรกต้องไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้น ถ้าขายหุ้นเป็นคราว ๆ ให้จดมติพิเศษภายใน 14 วันก่อน แล้วจดเพิ่มทุนตามจำนวนหุ้นที่ขายและรับชำระได้ในแต่ละคราว เพิ่มทุนด้วยเครื่องจักรแทนเงินได้ไหม ได้ ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินได้ แต่ต้องระบุรายละเอียดทรัพย์สินในมติพิเศษให้ชัด และควรประเมินมูลค่าอย่างมีหลักฐานเพื่อใช้บันทึกบัญชีและคำนวณค่าเสื่อมราคา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

32 min

ผู้สอบบัญชีคือใคร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร

ผู้สอบบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร ผู้สอบบัญชี (Auditor) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินของกิจการอย่างเป็นอิสระ แล้วแสดงความเห็นว่างบการเงินนั้นถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินหรือไม่ โดยในวงการธุรกิจมักเรียกว่าผู้ตรวจสอบบัญชี นักตรวจสอบบัญชี หรือออดิเตอร์ บทบาทของผู้สอบบัญชีมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค (ชื่อสมมุติ) ผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าโรงงาน ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ปีล่าสุด 25 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อกำหนดในทางปฏิบัติ ผู้สอบบัญชีต่างจากนักบัญชีอย่างไร ผู้จัดทำและผู้ตรวจสอบทำงานกับงบการเงินชุดเดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งและมีบทบาทหน้าที่แยกขาดจากกัน ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้ทำบัญชี (นักบัญชี) ผู้สอบบัญชี (Auditor) หน้าที่หลัก บันทึกรายการบัญชีรายวันและจัดทำงบการเงิน ตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงินและออกหน้ารายงานแสดงความเห็น สังกัดการทำงาน พนักงานประจำของกิจการ หรือสำนักงานบัญชีที่รับจ้างทำบัญชี ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ต้องไม่มีส่วนได้เสียกับกิจการที่ตรวจ ใบอนุญาตวิชาชีพ ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีตามคุณสมบัติที่กำหนด ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี (CPA) หรือกรมสรรพากร (TA) ผลลัพธ์ของงาน งบการเงินประจำงวดและประจำปี หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชี CPA หรือ TA ไม่สามารถตรวจสอบงบการเงินที่ตนเองหรือทีมงานของตนเป็นผู้จัดทำได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความเป็นอิสระทางวิชาชีพ กิจการจึงต้องแยกผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีเป็นคนละคนเสมอ ผู้สอบบัญชี (ผู้ตรวจสอบบัญชี) มีกี่ประเภท ผู้ที่สามารถลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินตามกฎหมายไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต และมีกลุ่มคุณสมบัติเฉพาะสำหรับบริษัทในตลาดทุนอีก 1 กลุ่ม ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA (Certified Public Accountant) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 สามารถตรวจสอบและรับรองงบการเงินของนิติบุคคลได้ทุกรูปแบบ ทั้งบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกขนาด ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือ TA (Tax Auditor) คือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองบัญชีเฉพาะของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท โดย TA ไม่สามารถตรวจสอบและลงนามรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดได้ ผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทที่เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชี CPA ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง ผู้ตรวจสอบภายใน ไม่ใช่ผู้สอบบัญชีตามกฎหมาย ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) เป็นบุคลากรภายในหรือผู้รับจ้างที่ทำหน้าที่ประเมินระบบการควบคุมภายในและความเสี่ยงขององค์กร แต่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินเพื่อนำส่งหน่วยงานราชการ ศึกษารายละเอียดของงานตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่บทความ Audit คืออะไร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่าง CPA และ TA สรุปได้ผ่านเกณฑ์อำนาจหน้าที่และขอบเขตตามกฎหมายดังนี้ ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง กฎหมายรองรับ พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตต ประเภทกิจการที่ตรวจสอบได้ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ห้างหุ้นส่วนทุกขนาด เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก เกณฑ์ขนาดกิจการ ไม่จำกัดขนาดทุน สินทรัพย์ และรายได้ ทุน ≤ 5 ล้าน สินทรัพย์ ≤ 30 ล้าน รายได้ ≤ 30 ล้าน ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างชำระบัญชี มีอำนาจตรวจสอบได้ ไม่มีอำนาจตรวจสอบ เพดานจำนวนการลงนามต่องวดปี เป็นไปตามเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด รวมกับงาน CPA แล้วไม่เกิน 300 รายต่อปี กิจการแบบไหนต้องมีผู้สอบบัญชี ภาระหน้าที่ในการจัดให้มีผู้สอบบัญชีขึ้นอยู่กับรูปแบบการจดทะเบียนนิติบุคคลและขนาดของกิจการ รูปแบบองค์กรธุรกิจ ข้อกำหนดผู้สอบบัญชี ประเภทผู้สอบบัญชีที่สามารถใช้บริการได้ บุคคลธรรมดา / ร้านค้าพาณิชย์ทั่วไป ไม่ต้องมี ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบงบการเงิน ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก (ไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ) ต้องมี สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง TA หรือ CPA ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่เกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น บริษัทจำกัด / บริษัทมหาชนจำกัด ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างการชำระบัญชี ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณารูปแบบองค์กร สามารถศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและภาระผูกพันได้ที่บทความ บจก. หรือ หจก. เลือกแบบไหนดี ตัวอย่าง หจก. ที่โตจนต้องเปลี่ยนจาก TA เป็น CPA กรณีศึกษา หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค ในปี 2568 มีทุน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ 25 ล้านบาท ซึ่งไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ จึงสามารถว่าจ้าง TA ตรวจสอบงบการเงินได้ รอบปีบัญชี ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม รายได้รวม ประเภทผู้สอบบัญชีที่ต้องใช้ ปี 2568 2 ล้านบาท 18 ล้านบาท 25 ล้านบาท สามารถใช้ TA หรือ CPA ปี 2569 2 ล้านบาท 24 ล้านบาท 35 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (รายได้รวมเกิน 30 ล้านบาท) ปี 2570 (แปรสภาพเป็น บจก.) 10 ล้านบาท 30 ล้านบาท 42 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (เป็นบริษัทจำกัด) ในปี 2569 เมื่อกิจการได้รับงานเพิ่มขึ้นจนรายได้แตะ 35 ล้านบาท เกินเกณฑ์รายได้ 30 ล้านบาทเพียงข้อเดียว หจก. จะต้องปรับเปลี่ยนมาว่าจ้าง CPA ทันที กิจการจึงควรติดตามรายได้สะสมระหว่างปีเพื่อจัดหาผู้สอบบัญชีล่วงหน้า ผู้สอบบัญชีทำอะไรบ้าง กระบวนการตรวจสอบงบการเงินเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนวันสิ้นรอบปีบัญชี และเสร็จสิ้นเมื่อส่งมอบหน้ารายงานที่ลงนามรับรอง โดยมีขั้นตอนหลัก 5 ขั้นตอน ธุรกิจรับเหมาโดนตรวจจุดไหนเป็นพิเศษ แต่ละประเภทธุรกิจมีจุดเสี่ยงทางบัญชีที่แตกต่างกัน สำหรับธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบ ผู้สอบบัญชีจะให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก จุดตรวจสอบสำคัญ เหตุผลความเสี่ยงทางบัญชี สิ่งที่กิจการต้องจัดเตรียม การรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ รายได้ของโครงการระยะยาวต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง รายงานสรุปงบประมาณและต้นทุนจริงแยกรายโครงการ เงินประกันผลงานที่ลูกค้าหักไว้ (Retention) ยอดค้างรับนานและมีความเสี่ยงต่อการเก็บเงินไม่ได้ ทะเบียนคุมเงินประกันผลงานพร้อมระบุวันครบกำหนดคืน ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ยอดภาษีต้องสัมพันธ์กับรายได้และมีหลักฐานใช้เครดิตครบถ้วน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ครบทุกฉบับ วัสดุอุปกรณ์คงเหลือหน้างาน วัสดุที่สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้ติดตั้งต้องบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือ รายงานการเบิกจ่ายวัสดุแยกตามหน่วยงานและรายงานตรวจนับ ความเห็นของผู้สอบบัญชี 4 แบบ หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีจะแสดงความเห็นต่องบการเงินใน 4 รูปแบบ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกิจการอย่างมีนัยสำคัญ รูปแบบความเห็น ความหมายทางวิชาชีพ ผลกระทบต่อกิจการ ไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion) งบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินในสาระสำคัญ งบการเงินมีความน่าเชื่อถือสูงสุด ใช้ยื่นกู้และประมูลงานได้ตามปกติ มีเงื่อนไข (Qualified Opinion) งบการเงินถูกต้อง ยกเว้นเฉพาะรายการที่มีข้อผิดพลาดแต่ไม่แผ่กระจาย ธนาคารหรือคู่ค้าอาจขอเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมเฉพาะจุด ไม่ถูกต้อง (Adverse Opinion) งบการเงินมีข้อผิดพลาดที่มีสาระสำคัญและแผ่กระจายอย่างมาก ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างรุนแรง และอาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer of Opinion) ผู้สอบบัญชีถูกจำกัดขอบเขตหรือไม่ได้รับหลักฐานเพียงพอในการตรวจสอบ มักเกิดจากเอกสารสูญหาย กิจการต้องเร่งปรับปรุงระบบบัญชีทันที ปฏิทินทำงานกับผู้ตรวจสอบตลอดปี สำหรับกิจการที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ไทม์ไลน์การทำงานร่วมกับผู้สอบบัญชีจะมีลำดับดังนี้ ช่วงเวลาดำเนินงาน บทบาทหน้าที่ของกิจการ บทบาทหน้าที่ของผู้สอบบัญชี ตุลาคม – พฤศจิกายน ตกลงว่าจ้างและกำหนดขอบเขตระยะเวลาตรวจสอบ ประเมินความเป็นอิสระและจัดทำแผนการตรวจสอบล่วงหน้า ธันวาคม จัดเตรียมนัดหมายการตรวจนับสต๊อกและทรัพย์สินสิ้นปี เข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจนับสินค้าคงคลัง มกราคม – กุมภาพันธ์ ปิดสมุดบัญชี ส่งงบทดลองและแฟ้มเอกสารประกอบงบ ส่งหนังสือยืนยันยอดธนาคาร ลูกหนี้ และตรวจสอบรายการค้า มีนาคม บันทึกรายการปรับปรุงบัญชีตามข้อตรวจพบ สรุปผลการตรวจสอบและส่งร่างหน้ารายงานให้ผู้บริหาร เมษายน จัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงิน ออกหน้ารายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมลงลายมือชื่อรับรอง พฤษภาคม ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และนำส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing เสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบประจำปี เอกสารที่ควรเตรียมก่อนผู้ตรวจเข้างาน การเตรียมเอกสารให้พร้อมช่วยลดระยะเวลาตรวจสอบและป้องกันค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม โดยควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 หมวด ตรวจสอบรายชื่อผู้สอบบัญชีได้อย่างไร ก่อนตกลงว่าจ้าง กิจการควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้สอบบัญชีว่ายังคงมีผลสมบูรณ์และไม่ถูกพักใช้ใบอนุญาต ผ่าน 3 ช่องทาง เลือกผู้สอบบัญชีให้กิจการอย่างไร นอกเหนือจากความถูกต้องของใบอนุญาต กิจการควรพิจารณา 3 ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจว่าจ้าง ค่าสอบบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร ค่าบริการตรวจสอบบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย แต่กำหนดขึ้นจากความซับซ้อนและปริมาณงาน ปัจจัยกำหนดค่าบริการ ผลกระทบต่ออัตราค่าตรวจสอบบัญชี รูปแบบนิติบุคคล บริษัทจำกัดมีขั้นตอนตรวจสอบและข้อกำหนดมาตรฐานสูงกว่า หจก. ขนาดเล็ก ปริมาณธุรกรรมและขนาดรายได้ กิจการที่มีรายการค้าจำนวนมากต้องใช้เวลาและขนาดตัวอย่างในการสุ่มตรวจสูงขึ้น ความซับซ้อนของประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่มีงานระหว่างทำ สต๊อกสินค้าหลายคลัง หรือธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ความสมบูรณ์ของเอกสารทางบัญชี หากเอกสารไม่ครบถ้วนและต้องปรับปรุงตัวเลขมาก ค่าบริการจะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ใช้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อพิจารณาเพิ่มเติมได้ที่บทความ กิจการจำเป็นต้องจ้างผู้สอบบัญชีหรือไม่ อยากเป็นผู้สอบบัญชีต้องทำอย่างไร การก้าวสู่เส้นทางวิชาชีพผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ต้องผ่านเกณฑ์ 4 ขั้นตอนตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ขั้นตอน เกณฑ์คุณสมบัติและข้อกำหนด 1. คุณวุฒิการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง 2. การฝึกหัดงานสอบบัญชี ขึ้นทะเบียนผู้ฝึกหัดงานและเก็บชั่วโมงฝึกหัดงานไม่น้อยกว่า 3 ปี (ไม่เกิน 5 ปี) รวมไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง 3. การทดสอบความรู้ สอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดผ่านระบบ e-Testing 4. การขอรับใบอนุญาตและคงสถานะ ยื่นขอขึ้นทะเบียน CPA และเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ทุกปี เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้สอบบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเพื่อรักษาสถานภาพตามเกณฑ์ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร เก็บชั่วโมงยังไง ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – ผู้สอบบัญชี หัวใจสำคัญของความโปร่งใสและงบการเงินที่น่าเชื่อถือ ผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินอย่างเป็นอิสระเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า สถาบันการเงิน และหน่วยงานราชการ โดยบริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ ส่วนห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กสามารถเลือกใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การวางระบบบัญชีที่ดีและจัดเก็บเอกสารอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบงบการเงินดำเนินไปได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนของกิจการ เตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมส่งผู้สอบบัญชีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมแนบไฟล์เอกสารต้นฉบับในระบบคลาวด์ จัดทำสมุดบัญชีแยกประเภท งบทดลอง และทะเบียนทรัพย์สินอัตโนมัติ ช่วยให้ฝ่ายบัญชีสามารถส่งมอบข้อมูลและรายงานที่ครบถ้วนให้แก่ผู้สอบบัญชีได้อย่างรวดเร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับความถูกต้องของงานบัญชีและปิดงบการเงินได้อย่างมั่นใจ ศึกษาข้อกำหนดทางภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และติดตามความรู้ทางบัญชีได้ที่คลังบทความหมวด บัญชี ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชี ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไร คำว่าผู้สอบบัญชีในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Auditor ส่วนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตใช้คำว่า Certified Public Accountant (CPA) และผู้สอบบัญชีภาษีอากรใช้คำว่า Tax Auditor (TA) ผู้ตรวจสอบบัญชีกับผู้สอบบัญชีต่างกันไหม ในทางกฎหมายถือเป็นบุคคลเดียวกัน โดยพระราชบัญญัติการบัญชีและพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชีจะใช้คำว่า ผู้สอบบัญชี ส่วนคำว่า ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือ ออดิเตอร์ เป็นภาษาปากที่ใช้เรียกกันทั่วไป ทั้งนี้ หมายถึงผู้สอบบัญชีอิสระภายนอก (External Auditor) ไม่รวมถึงผู้ตรวจสอบภายในขององค์กร CPA คืออะไร ต่างจาก CPD อย่างไร CPA คือใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ส่วน CPD (Continuing Professional Development) คือการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทั้งผู้สอบบัญชี (CPA) และผู้ทำบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเก็บชั่วโมงทุกปีเพื่อต่ออายุและรักษาสถานภาพทางวิชาชีพ ผู้สอบบัญชีต้องจบอะไร ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง หากต้องการเป็น CPA จะต้องผ่านการฝึกหัดงานสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง และสอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ส่วนการเป็น TA จะต้องผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำอะไร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำหน้าที่เป็นทีมงานสนับสนุนของ CPA ในการลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสาร ทำการสุ่มตรวจรายการค้า ส่งหนังสือยืนยันยอด และจัดทำกระดาษทำการประกอบงบการเงิน แต่ไม่สามารถลงลายมือชื่อรับรองหน้ารายงานได้ โดยตำแหน่งนี้ใช้สำหรับเก็บชั่วโมงการทำงานเพื่อเตรียมสอบเป็น CPA บุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้องมี กิจการที่ประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ แต่มีหน้าที่รวบรวมเอกสารรายรับรายจ่ายเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้สอบบัญชีกับเจ้าหน้าที่สรรพากรต่างกันอย่างไร ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่กิจการว่าจ้างมาเพื่อตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินก่อนนำส่ง ส่วนเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรคือพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามประมวลรัษฎากรในการตรวจสอบการเสียภาษีและประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ดังนั้น งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้ว จึงยังคงมีโอกาสถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ นิติบุคคลส่งงบการเงินที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบได้ไหม ไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้งบการเงินของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องมีหน้ารายงานของผู้สอบบัญชีแนบประกอบการนำส่งเสมอ หากส่งงบการเงินโดยไม่มีลายมือชื่อผู้สอบบัญชี จะถือว่ายังไม่ได้นำส่งงบการเงินและมีโทษปรับตามกฎหมาย ห้างหุ้นส่วนเลือกใช้ CPA แทน TA ได้ไหม สามารถทำได้ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กมีสิทธิเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้ตามความประสงค์ ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนที่มีขนาดเกินเกณฑ์ หรืออยู่ระหว่างขั้นตอนการชำระบัญชี กฎหมายบังคับว่าต้องใช้บริการ CPA เท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

ทุนจดทะเบียนบริษัท คืออะไร ขั้นต่ำเท่าไร ควรตั้งเท่าไรดี

ทุนจดทะเบียนบริษัท คืออะไร และสำคัญอย่างไร ทุนจดทะเบียนบริษัท (Registered Capital) คือ จำนวนเงินทุนที่บริษัทแจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตอนจัดตั้ง คำนวณจากจำนวนหุ้นทั้งหมดคูณมูลค่าหุ้นละที่ตั้งไว้ เช่น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท เท่ากับทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ตัวเลขนี้มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณธนพลและคุณศิริพร (ชื่อสมมุติ) ที่ร่วมกันจัดตั้ง บริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ดำเนินธุรกิจรับผลิตชิ้นส่วนโลหะตามแบบให้แก่โรงงานประกอบรถยนต์ ทุนจดทะเบียนต่างจากทุนชำระแล้วอย่างไร ทุนจดทะเบียนคือมูลค่าหุ้นทั้งหมดที่แจ้งจดทะเบียนไว้ ส่วนทุนชำระแล้ว (Paid-up Capital) คือเงินค่าหุ้นจริงที่ผู้ถือหุ้นโอนเข้าสู่บัญชีบริษัทแล้ว ทั้งสองตัวเลขนี้อาจเท่ากันหรือทุนชำระแล้วน้อยกว่าก็ได้ ประเด็นเปรียบเทียบ ทุนจดทะเบียน (Registered Capital) ทุนชำระแล้ว (Paid-up Capital) ความหมาย จำนวนหุ้นทั้งหมด × มูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้น จำนวนเงินค่าหุ้นจริงที่บริษัทได้รับจากผู้ถือหุ้น เกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย ไม่กำหนดขั้นต่ำเป็นจำนวนเงิน ต้องชำระจริงไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้นที่จอง การปรับเปลี่ยนตัวเลข ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นและจดทะเบียนแก้ไข กรรมการเรียกชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลือได้ตามความจำเป็น การแสดงในเอกสาร แสดงในหนังสือรับรองนิติบุคคล (บอจ.3) แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน หมวดส่วนของผู้ถือหุ้น เงื่อนไขภาษี SME ไม่นำมาใช้เป็นเกณฑ์ ใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา (ต้องไม่เกิน 5 ล้านบาท) ทุนจดทะเบียนบริษัท ขั้นต่ำเท่าไร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของบริษัทจำกัดไว้เป็นตัวเงินตายตัว แต่มีข้อกำหนดพื้นฐาน 3 ข้อที่ทำให้เกิดเกณฑ์ขั้นต่ำทางทฤษฎี ในทางทฤษฎี ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำจึงเริ่มต้นที่ 10 บาท (2 คน × 1 หุ้น × 5 บาท) แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจไม่สามารถตั้งทุนระดับนี้ได้จริง เพราะทุนต้องเพียงพอต่อการดำเนินงานช่วงเริ่มต้น และหากตั้งทุนต่ำเกินไป ธนาคารจะปฏิเสธการเปิดบัญชีและคู่ค้าจะมองว่าธุรกิจขาดเสถียรภาพทางการเงิน ทุนจดทะเบียน ต้องมีเงินจริงไหม ต้องมีเงินจริง โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้องชำระเงินค่าหุ้นเข้าบริษัทอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้นที่จองก่อนจดทะเบียนจัดตั้ง เช่น หากจดทะเบียนทุน 1,000,000 บาท บริษัทต้องมีเงินสดโอนเข้าบัญชีจริงอย่างน้อย 250,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 750,000 บาท คณะกรรมการสามารถเรียกเก็บในภายหลังได้ เงินค่าหุ้นส่วนที่ยังไม่เรียกชำระไม่ได้หายไป ผู้ถือหุ้นยังคงมีภาระผูกพันต้องชำระเมื่อบริษัทเรียกเก็บ และหากเกิดกรณีเลิกกิจการหรือล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นส่วนที่ค้างอยู่จนครบเพื่อนำมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาทต้องใช้หลักฐานเพิ่ม บริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งด้วยทุนเกิน 5 ล้านบาท กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดให้ต้องแนบเอกสารรับรองจากธนาคารที่แสดงการรับชำระเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีจริง พร้อมหนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้นที่กรรมการลงนาม สำหรับบริษัทที่ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สามารถใช้ใบรับเงินค่าหุ้นที่บริษัทออกให้ผู้ถือหุ้นตามระเบียบปกติ ศึกษารายการเอกสารทั้งหมดได้ที่ เปิดบริษัท ต้องใช้อะไรบ้าง ทุนชำระแล้วแสดงในงบการเงินอย่างไร ในงบแสดงฐานะการเงิน หมวดส่วนของเจ้าของจะแจกแจงตัวเลขชัดเจน เช่น ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท และทุนที่ออกและชำระแล้ว 250,000 บาท สถาบันการเงินและคู่ค้าจะใช้ตัวเลขทุนชำระแล้วเป็นเกณฑ์พิจารณาความมั่นคง หากมีความพร้อมทางการเงิน การชำระเต็ม 100% ตั้งแต่วันแรกจะช่วยให้งบการเงินมีความน่าเชื่อถือสูงกว่า ควรตั้งทุนจดทะเบียนเท่าไรดี ทุนจดทะเบียนที่เหมาะสมคือจำนวนเงินที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานช่วงแรกจนกว่าธุรกิจจะมีกระแสเงินสดรับเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแนวทางประเมิน 3 ขั้นตอน ตัวอย่างการคำนวณของบริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เนื่องจากลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมให้เครดิตเทอม 60 วัน บริษัทจึงต้องมีเงินทุนหมุนเวียนสำรองล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน รายการประมาณการค่าใช้จ่าย จำนวนเงิน ค่าใช้จ่ายคงที่ดำเนินงาน (180,000 บาท/เดือน × 6 เดือน) 1,080,000 บาท เครื่องจักรตัดและพับโลหะเริ่มต้น 700,000 บาท สต๊อกวัตถุดิบแผ่นเหล็กตั้งต้น 220,000 บาท รวมเงินทุนที่ต้องใช้จริง 2,000,000 บาท คุณธนพลและคุณศิริพรจึงตั้งทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท แบ่งเป็น 20,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยคุณธนพลถือ 12,000 หุ้น (60%) คุณศิริพรถือ 8,000 หุ้น (40%) และชำระค่าหุ้นเต็มจำนวนเข้าบัญชีบริษัท เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขึ้นทะเบียนผู้ขายกับโรงงานประกอบรถยนต์ ปัจจัยที่ทำให้แต่ละธุรกิจต้องใช้ทุนต่างกัน ประเภทธุรกิจ ปัจจัยหลักที่กำหนดขนาดเงินทุน ธุรกิจบริการ เช่น ที่ปรึกษา พัฒนาระบบ เงินเดือนทีมงาน และระยะเวลาเครดิตเทอมในการเก็บเงินจากลูกค้า ธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading) เงินทุนในการสำรองสต๊อกสินค้า และการให้เครดิตการค้าแก่ลูกค้า ธุรกิจผลิตและโรงงาน ค่าเครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ และค่าแรงงานก่อนส่งมอบงาน ธุรกิจเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ ค่าจ้างพัฒนาผลิตภัณฑ์และการทำการตลาดก่อนที่จะมีผู้ใช้งานสร้างรายได้ หากเพิ่งเริ่มต้นและยังไม่แน่ใจ แนะนำให้ตั้งทุนจดทะเบียนครอบคลุมแผนการใช้จ่าย 6 เดือนก่อน จากนั้นจึงค่อยดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มทุนในภายหลังเมื่อกิจการเติบโตขึ้น ทุนจดทะเบียนมีผลต่อค่าธรรมเนียม ภาษี และความน่าเชื่อถืออย่างไร ขนาดของทุนจดทะเบียนส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและสิทธิประโยชน์ของบริษัทใน 3 ด้านหลัก ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนคิดตามทุน ค่าธรรมเนียมราชการในการจัดตั้งบริษัทคำนวณตามขนาดทุนจดทะเบียน โดยคิดค่าจดหนังสือบริคณห์สนธิ 50 บาท ต่อทุน 100,000 บาท และค่าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 500 บาท ต่อทุน 100,000 บาท พร้อมค่าอากรแสตมป์ 200 บาท ทุนจดทะเบียน ค่าหนังสือบริคณห์สนธิ ค่าจดจัดตั้งบริษัท อากรแสตมป์ รวมค่าธรรมเนียมราชการ 1,000,000 บาท 500 บาท 5,000 บาท 200 บาท 5,700 บาท 2,000,000 บาท 1,000 บาท 10,000 บาท 200 บาท 11,200 บาท 5,000,000 บาท 2,500 บาท 25,000 บาท 200 บาท 27,700 บาท ตรวจสอบขั้นตอนและรายการค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ จดทะเบียนบริษัท ขั้นตอนและค่าใช้จ่าย ทุนชำระแล้วเป็นเงื่อนไขของอัตราภาษี SME ภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณจากกำไรสุทธิทางภาษี ไม่ได้คิดจากทุนจดทะเบียน แต่บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ก็ต่อเมื่อเข้าเกณฑ์ 2 ข้อพร้อมกัน ได้แก่ ทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบบัญชีต้องไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าและบริการต้องไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี กำไรสุทธิทางภาษี อัตราภาษี SME (ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้าน) อัตราภาษีทั่วไป (ทุนชำระเกิน 5 ล้าน) 0 ถึง 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี เสียภาษี 20% 300,001 ถึง 3,000,000 บาท เสียภาษี 15% เสียภาษี 20% กำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษี 20% เสียภาษี 20% ตัวอย่างเช่น หากบริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มีกำไรสุทธิปีแรก 1,200,000 บาท การมีทุนชำระแล้ว 2 ล้านบาท จะทำให้เสียภาษีเพียง 135,000 บาท ในขณะที่หากมีทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีในอัตราทั่วไปถึง 240,000 บาท (ประหยัดภาษีได้ถึง 105,000 บาท) ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร ทุนมีผลต่อการขอสินเชื่อและการขึ้นทะเบียนผู้ขาย ธนาคารพิจารณาทุนชำระแล้วประกอบกับงบการเงินและกระแสเงินสดจริง ส่วนงานประมูลภาครัฐหรือลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่มักกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของทุนจดทะเบียนเพื่อเป็นหลักประกันสัญญา การตั้งตัวเลขทุนไว้สูงแต่ไม่มีเงินชำระจริงไม่ได้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพราะงบการเงินจะแสดงค่าหุ้นค้างชำระอย่างชัดเจน เพิ่มทุนและลดทุนจดทะเบียนทำอย่างไร การปรับเปลี่ยนทุนจดทะเบียนภายหลังการจัดตั้ง ต้องได้รับมติพิเศษจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหุ้นที่มาประชุม เพิ่มทุนจดทะเบียน บริษัทออกหุ้นสามัญใหม่ตามมติพิเศษ โดยต้องเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นก่อน และต้องยื่นจดทะเบียนเพิ่มทุนต่อนายทะเบียนภายใน 14 วันนับจากวันที่มีมติ ดูขั้นตอนและเอกสารได้ที่ เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท ลดทุนจดทะเบียน การลดทุนจดทะเบียนมีขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของเจ้าหนี้ โดยต้องลงมติพิเศษ ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ และส่งหนังสือแจ้งเจ้าหนี้ทุกราย พร้อมเปิดระยะเวลาให้คัดค้าน 30 วัน หากไม่มีผู้คัดค้านจึงจะจดทะเบียนลดทุนได้ ทั้งนี้ กฎหมายห้ามลดทุนให้ต่ำกว่า 1 ใน 4 ของทุนจดทะเบียนเดิมทั้งหมด วิธีเช็คทุนจดทะเบียนบริษัทของคู่ค้า ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบทุนจดทะเบียนและสถานะนิติบุคคลของคู่ค้าได้ฟรีผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยระบุชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก เพื่อตรวจสอบทุนจดทะเบียน รายชื่อกรรมการ และเปิดแท็บงบการเงินเพื่อตรวจสอบทุนชำระแล้วจริงก่อนตัดสินใจทำสัญญาการค้า ศึกษาวิธีค้นหาได้ที่ เลขนิติบุคคล 13 หลัก คืออะไร ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – ทุนจดทะเบียนบริษัท รากฐานความน่าเชื่อถือและการเติบโตของธุรกิจ ทุนจดทะเบียนบริษัทคือการกำหนดมูลค่าหุ้นและจำนวนหุ้นของกิจการ แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำเป็นตัวเงิน แต่การตั้งทุนควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายดำเนินงานจริงสำรอง 6 ถึง 12 เดือน เพื่อให้มีสภาพคล่องเพียงพอและสร้างความน่าเชื่อถือแก่คู่ค้า ทั้งนี้ การรักษาระดับทุนชำระแล้วไม่ให้เกิน 5 ล้านบาท จะช่วยให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME อย่างเต็มที่ บันทึกทุนและค่าใช้จ่ายของบริษัทใหม่ให้ครบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจเปิดใหม่สามารถบันทึกทุนจดทะเบียน รายการรับชำระค่าหุ้น และค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามหลักบัญชี ออกเอกสารทางการค้าได้ครบวงจร พร้อมติดตามกระแสเงินสดและงบการเงินแบบเรียลไทม์ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อวางระบบการเงินของบริษัทให้พร้อมรับการตรวจสอบตั้งแต่วันแรก ศึกษาข้อกำหนดทางบัญชีเพิ่มเติมได้ที่ ภ.ง.ด.50 คืออะไร และคลังบทความหมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนบริษัท ทุนจดทะเบียน 100,000 บาท จดบริษัทได้ไหม สามารถทำได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนขั้นต่ำเป็นจำนวนเงิน โดยทุน 100,000 บาทจะเสียค่าธรรมเนียมราชการในอัตราขั้นต่ำ แต่ผู้ประกอบการควรประเมินว่าเงินทุนดังกล่าวเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายดำเนินงานช่วงเริ่มต้น และเป็นที่ยอมรับของคู่ค้าหรือสถาบันการเงินที่ต้องติดต่อหรือไม่ ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ต้องมีเงินจริงเท่าไร ต้องมีเงินชำระค่าหุ้นเข้าบริษัทจริงอย่างน้อย 250,000 บาท (25% ของทุนจดทะเบียน) ก่อนยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ส่วนที่เหลืออีก 750,000 บาท คณะกรรมการบริษัทสามารถออกหนังสือเรียกชำระในภายหลังได้ ทุนจดทะเบียนภาษาอังกฤษคืออะไร ทุนจดทะเบียนในภาษาอังกฤษคือคำว่า Registered Capital หรือ Authorized Capital ส่วนทุนที่ชำระแล้วเรียกว่า Paid-up Capital ซึ่งเป็นคำศัพท์มาตรฐานที่ใช้ในหนังสือรับรองนิติบุคคลและงบการเงินสากล ตั้งทุนจดทะเบียนสูงไว้ก่อนมีข้อเสียไหม มีข้อเสียสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องชำระค่าธรรมเนียมราชการสูงขึ้นตามสัดส่วนทุน, หากทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาทจะเสียสิทธิประโยชน์อัตราภาษี SME และหากต้องการลดทุนในภายหลังจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ต้องลงโฆษณาหนังสือพิมพ์และรอระยะเวลาคัดค้านจากเจ้าหนี้ 30 วัน เอาเงินทุนของบริษัทออกมาใช้ส่วนตัวได้ไหม ไม่สามารถทำได้ เงินค่าหุ้นเป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล หากกรรมการนำเงินออกไปใช้ส่วนตัวโดยไม่มีเอกสารรายจ่ายของบริษัท ฝ่ายบัญชีต้องบันทึกเป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ และกรมสรรพากรมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยรับตามราคาตลาดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ทุนจดทะเบียน หจก ต่างจากบริษัทอย่างไร ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่มีการแบ่งทุนออกเป็นหุ้น และไม่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การเรียกชำระขั้นต่ำ 25% โดยทุนของห้างหุ้นส่วนจะมาจากการลงหุ้นด้วยเงินสด ทรัพย์สิน หรือแรงงานตามข้อตกลง ทั้งนี้ หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดจะลงหุ้นด้วยแรงงานไม่ได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

31 min

จดทะเบียนบริษัท ต้องทำอะไรบ้าง ขั้นตอน เอกสาร ค่าใช้จ่าย ครบจบ

จดทะเบียนบริษัท คืออะไร และสำคัญอย่างไร จดทะเบียนบริษัท (Company Registration) คือการจัดตั้งบริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หลังจดเสร็จ บริษัทจะมีเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ทำสัญญา เปิดบัญชีธนาคาร และเสียภาษีในนามบริษัทแยกจากผู้ถือหุ้น การจดทะเบียนบริษัทมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณภูมิและคุณแพร (ชื่อสมมุติ) ที่รับจ้างขนส่งสินค้าให้โรงงานในนามบุคคลธรรมดามา 3 ปี และกำลังจะเปิด บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพในทางปฏิบัติจริง บริษัทจำกัดต่างจากห้างหุ้นส่วนและทะเบียนพาณิชย์อย่างไร ประเด็นเปรียบเทียบ ทะเบียนพาณิชย์ (บุคคลธรรมดา) ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สถานะทางกฎหมาย ไม่ใช่นิติบุคคล นิติบุคคล นิติบุคคล จำนวนผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ 1 คน 2 คน 2 คน ความรับผิดชอบในหนี้สิน ไม่จำกัดจำนวน หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัด จำกัดไม่เกินค่าหุ้นที่ค้างชำระ อัตราภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา 0–35% นิติบุคคล สูงสุด 20% นิติบุคคล สูงสุด 20% ข้อกำหนดผู้สอบบัญชี ไม่ต้องมี CPA หรือ TA ตามเกณฑ์ขนาดทุน ต้องตรวจสอบโดย CPA ทุกปี ผู้ประกอบการสามารถศึกษาการเปรียบเทียบเชิงลึกเพิ่มเติมได้ที่บทความ บจก. หรือ หจก. เลือกแบบไหนดี ควรจดทะเบียนบริษัทเมื่อไหร่ แม้กฎหมายจะไม่ได้ระบุเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่บังคับให้ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แต่มีสัญญาณบ่งชี้สำคัญที่แสดงว่าธุรกิจถึงเวลาเปลี่ยนผ่านจากบุคคลธรรมดาสู่นิติบุคคล สัญญาณบ่งชี้ทางธุรกิจ เหตุผลสนับสนุน กำไรสุทธิเกินประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเริ่มสูงกว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ลูกค้าองค์กรกำหนดให้เป็นนิติบุคคล จำเป็นต้องมีหนังสือรับรองบริษัทเพื่อขึ้นทะเบียนผู้ขายและเข้าประมูลงาน มีผู้ร่วมลงทุนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป สามารถจัดสรรสัดส่วนความเป็นเจ้าของและผลตอบแทนผ่านจำนวนหุ้นได้อย่างโปร่งใส ความเสี่ยงและความรับผิดทางธุรกิจสูงขึ้น สัญญาจ้างมูลค่าสูงหรือการบริหารยานพาหนะหลายคันสร้างความเสี่ยงต่อทรัพย์สินส่วนตัว ต้องการเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจของธนาคาร สถาบันการเงินพิจารณาวงเงินสินเชื่อจากงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี ความพร้อมในการทำบัญชีอย่างเป็นระบบ บริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีและปิดงบการเงินส่งหน่วยงานรัฐทุกปี ตัวอย่างเทียบภาษีก่อนและหลังจดบริษัท สมมติปี 2568 คุณภูมิมีกำไรจากงานขนส่ง 1.5 ล้านบาท (หลังหักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้ว) การเปรียบเทียบภาระภาษีระหว่างบุคคลธรรมดากับบริษัทจำกัดที่เข้าเกณฑ์ SME จะเป็นดังนี้ รายการคำนวณภาษี บุคคลธรรมดา บริษัทจำกัด (SME) กำไรสุทธิทางภาษี 1,500,000 บาท 1,500,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มี เงินได้สุทธิ / ฐานภาษี 1,440,000 บาท 1,500,000 บาท วิธีการคำนวณ อัตราก้าวหน้าขั้นบันได 0–35% ยกเว้น 300,000 แรก ส่วนที่เหลือคิด 15% ยอดภาษีที่ต้องชำระ 225,000 บาท 180,000 บาท ในกรณีนี้ รูปแบบบริษัทเสียภาษีน้อยกว่า 45,000 บาท อย่างไรก็ตาม ต้องนำต้นทุนค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีรายปีมาหักลบเพื่อพิจารณาความคุ้มค่า ผู้ประกอบการสามารถดูรายละเอียดโครงสร้างภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ประเภทธุรกิจมีอะไรบ้าง เปิดบริษัทแล้วมีต้นทุนรายปีเพิ่มอะไรบ้าง การจัดตั้งบริษัทมีภาระค่าใช้จ่ายต่อเนื่องที่ต้องนำมาประเมินล่วงหน้า รายการต้นทุน ความถี่ คำอธิบายประกอบ ค่าบริการจัดทำบัญชี รายเดือน จ้างสำนักงานบัญชีภายนอกหรือมีฝ่ายบัญชีประจำบริษัท ค่าบริการตรวจสอบบัญชี รายปี กฎหมายกำหนดให้บริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบงบการเงินโดย CPA ค่าธรรมเนียมแก้ไขรายการทะเบียน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ การเปลี่ยนแปลงกรรมการ หรือการเพิ่มทุนจดทะเบียน เวลาในการบริหารจัดการ ต่อเนื่อง การจัดประชุมผู้ถือหุ้น การอนุมัติงบการเงิน และการลงนามในเอกสารธุรกรรม หากภาษีที่ประหยัดได้ต่อปีต่ำกว่าต้นทุนค่าบริการวิชาชีพเหล่านี้ และลูกค้าไม่ได้บังคับเรื่องนิติบุคคล การรอให้ธุรกิจมีกำไรสูงขึ้นอีกระดับก่อนจดทะเบียนจัดตั้งถือเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล จดทะเบียนบริษัทต้องมีกี่คน การจัดตั้งบริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 (ปรับลดจากเดิมที่เคยกำหนดไว้ 3 คน) โดยผู้เริ่มก่อการแต่ละคนต้องเข้าชื่อจองหุ้นอย่างน้อยคนละ 1 หุ้น และลงนามร่วมกันในหนังสือบริคณห์สนธิ สำหรับกฎหมายบริษัทจำกัดคนเดียวยังคงอยู่ในกระบวนการร่างกฎหมาย จึงยังไม่สามารถจดทะเบียนคนเดียวได้ในปัจจุบัน เปิดบริษัทต้องเตรียมอะไรบ้าง ก่อนเข้าสู่ระบบจดทะเบียนออนไลน์ ผู้ก่อตั้งต้องตกลงและจัดเตรียมข้อมูล 6 ส่วนให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันค่าธรรมเนียมในการแก้ไขข้อมูลในภายหลัง ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบรายการเอกสารอย่างละเอียดได้ที่บทความ เปิดบริษัท ต้องใช้อะไรบ้าง และศึกษาข้อกำหนดทางกฎหมายได้ที่ หนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ทำอย่างไร กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดรับจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ DBD Biz Regist เป็นช่องทางหลัก โดยมีขั้นตอนดำเนินงาน 7 ขั้นตอน ขั้นตอน รายละเอียดการปฏิบัติงาน ข้อกำหนดสำคัญ 1. จองชื่อนิติบุคคล ตรวจสอบความซ้ำซ้อนและยื่นจองชื่อผ่านระบบ ชื่อที่ได้รับอนุมัติมีอายุ 30 วัน ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายในกำหนด 2. ยืนยันตัวตนเข้าระบบ เข้าสู่ระบบ DBD Biz Regist และยืนยันตัวตนด้วย ThaID ผู้เริ่มก่อการและกรรมการทุกคนต้องลงทะเบียน ThaID ล่วงหน้า 3. กรอกข้อมูลหนังสือบริคณห์สนธิ บันทึกข้อมูลชื่อ ที่ตั้ง วัตถุประสงค์ ทุน และรายชื่อผู้เริ่มก่อการ ระบบจะเชื่อมโยงตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร 4. จัดการประชุมจัดตั้งบริษัท อนุมัติข้อบังคับ เลือกตั้งกรรมการ และแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้เริ่มก่อการส่งมอบงานและกิจการทั้งหมดให้แก่คณะกรรมการบริษัท 5. เรียกชำระเงินค่าหุ้น เรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นครั้งแรกอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้น ต้องดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งภายใน 3 เดือนนับจากวันประชุมจัดตั้ง 6. แนบเอกสารและลงนาม อัปโหลดเอกสารประกอบและลงลายมือชื่อดิจิทัลผ่าน ThaID ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องกดลงนามในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน 7. ชำระค่าธรรมเนียมและรับเอกสาร ชำระเงินค่าธรรมเนียมราชการผ่านช่องทาง e-Payment ระบบจะออกหนังสือรับรองและเอกสารสำคัญในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เขียนวัตถุประสงค์บริษัทอย่างไรไม่ต้องแก้ทีหลัง วัตถุประสงค์คือกรอบขอบเขตทางกฎหมายที่บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้ ระบบมีชุดวัตถุประสงค์สำเร็จรูปให้เลือกใช้ และเปิดให้เพิ่มข้อความเฉพาะของธุรกิจได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ เลือกชุดวัตถุประสงค์ด้านการขนส่งสินค้า พร้อมเพิ่มข้อกำหนดเรื่องการให้บริการเช่าคลังสินค้าและบริการให้เช่ายานพาหนะ เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจในอีก 2–3 ปีข้างหน้า การระบุให้ครอบคลุมตั้งแต่แรกช่วยลดค่าธรรมเนียมในการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิในภายหลัง จดออนไลน์ช่องทางเดียวกระทบผู้ก่อตั้งอย่างไร ผู้ที่มีอำนาจลงนามทุกคนต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน ThaID บนสมาร์ตโฟนและผ่านการพิสูจน์ตัวตนแล้ว หากมีผู้ถือหุ้นอยู่ต่างจังหวัด ไม่จำเป็นต้องเดินทางมารวมตัวเพื่อลงนามในกระดาษเหมือนในอดีต แต่สามารถนัดหมายเวลาเพื่อเข้าไปกดยืนยันตัวตนและลงลายมือชื่อดิจิทัลในระบบได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเอกสารแนบทุกฉบับต้องจัดเตรียมเป็นไฟล์สแกนที่คมชัด จองชื่อบริษัทอย่างไรให้ผ่านรอบแรก ชื่อที่ยื่นจองต้องไม่ซ้ำหรือมีเสียงเรียกขานคล้ายคลึงกับนิติบุคคลที่จดทะเบียนไว้แล้ว และต้องไม่มีคำต้องห้ามตามระเบียบของนายทะเบียน เช่น คำที่สื่อถึงหน่วยงานภาครัฐ พระนาม หรือคำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย โดยผู้ขอจัดตั้งควรเตรียมชื่อสำรองที่ต้องการไว้อย่างน้อย 2–3 ชื่อ ประชุมจัดตั้งและชำระค่าหุ้นทำในระบบได้พร้อมกัน ผู้เริ่มก่อการสามารถยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทพร้อมกันในวันเดียวได้ หากรวบรวมผู้ถือหุ้นครบถ้วน จัดการประชุมเรียบร้อย และมีการชำระค่าหุ้นตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างเช่น บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ จำกัด มีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท แบ่งเป็น 20,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีการเรียกชำระค่าหุ้นครั้งแรก 25% คิดเป็นเงินทุนชำระแล้ว 500,000 บาท ข้อผิดพลาดที่ทำให้คำขอจดทะเบียนถูกตีกลับ จดทะเบียนบริษัทเองหรือจ้างผู้รับจดทะเบียนดี เกณฑ์การพิจารณา ยื่นจดทะเบียนด้วยตนเอง ว่าจ้างสำนักงานบัญชีหรือผู้รับจดทะเบียน ความซับซ้อนของโครงสร้าง เหมาะกับโครงสร้างเรียบง่าย ผู้ถือหุ้น 2–3 คน เหมาะกับโครงสร้างซับซ้อน มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ การร่างข้อบังคับและวัตถุประสงค์ ใช้ชุดข้อความมาตรฐานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สามารถร่างข้อบังคับและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นเฉพาะตัวได้ เวลาในการตรวจสอบข้อมูล ผู้ประกอบการศึกษาขั้นตอนและตรวจข้อมูลด้วยตนเอง ผู้เชี่ยวชาญช่วยเตรียมเอกสารและตรวจทานความถูกต้อง ภาระค่าใช้จ่าย ชำระเฉพาะค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์ของทางราชการ มีค่าบริการวิชาชีพเพิ่มเติมตามที่ตกลงกับผู้ให้บริการ ค่าจดทะเบียนบริษัท เปิดบริษัทใช้เงินเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมราชการในการจัดตั้งบริษัทจำกัดคำนวณตามขนาดทุนจดทะเบียน ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รายการค่าธรรมเนียมทางราชการ อัตราการคำนวณ อัตราขั้นต่ำ อัตราสูงสุด จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) 50 บาท ต่อทุนทุก 100,000 บาท 500 บาท 25,000 บาท จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด 500 บาท ต่อทุนทุก 100,000 บาท 5,000 บาท 250,000 บาท อากรแสตมป์หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ อัตราคงที่ 200 บาท — — ตัวอย่างค่าธรรมเนียมราชการรวมตามระดับทุนจดทะเบียน ทุนจดทะเบียน ค่า บอจ.2 ค่าจดจัดตั้ง อากรแสตมป์ รวมค่าธรรมเนียมราชการ 1,000,000 บาท 500 บาท 5,000 บาท 200 บาท 5,700 บาท 2,000,000 บาท 1,000 บาท 10,000 บาท 200 บาท 11,200 บาท 5,000,000 บาท 2,500 บาท 25,000 บาท 200 บาท 27,700 บาท สำหรับ บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท จะมีภาระค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์รวม 11,200 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องเตรียมนอกจากค่าธรรมเนียมราชการ ทุนจดทะเบียนบริษัทตั้งเท่าไหร่ดี กฎหมายกำหนดมูลค่าหุ้นขั้นต่ำไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท และผู้เริ่มก่อการต้องถือครองอย่างน้อยคนละ 1 หุ้น แต่ไม่ได้บังคับทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเป็นตัวเงิน การกำหนดทุนจดทะเบียนขึ้นอยู่กับความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจริงและความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ข้อควรพิจารณาคือ หากทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาท กิจการจะไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME (กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี และกำไรส่วนที่เกินคิด 15%) ได้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ ทุนจดทะเบียนบริษัท ตั้งเท่าไรดี และหากต้องการขยายทุนในอนาคต ดูข้อมูลได้ที่ จดทะเบียนเพิ่มทุน จดทะเบียนบริษัทใช้เวลากี่วัน หากเตรียมข้อมูลครบถ้วนและผู้เกี่ยวข้องทุกคนยืนยันตัวตนผ่านระบบพร้อมเพรียงกัน กระบวนการยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดจัดตั้งบริษัทสามารถเสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียวกัน ระยะเวลาที่ใช้ส่วนใหญ่มักหมดไปกับขั้นตอนการเตรียมเอกสาร การตกลงสัดส่วนผู้ถือหุ้น และการจัดทำหนังสือยินยอมสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หลังจดทะเบียนบริษัทต้องทำอะไรต่อ หน้าที่และความรับผิดชอบของบริษัทเริ่มต้นขึ้นทันทีตั้งแต่วันที่นายทะเบียนอนุมัติการจัดตั้ง โดยมีไทม์ไลน์สำคัญที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังนี้ ระยะเวลาที่กำหนด หน้าที่ทางกฎหมายและบัญชีที่ต้องดำเนินการ ทันทีหลังจดทะเบียนเสร็จสิ้น เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารในนามบริษัท และโอนเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีนิติบุคคล ภายใน 30 วันหลังมีลูกจ้างคนแรก ขึ้นทะเบียนนายจ้างและขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคม ศึกษารายละเอียดที่ อัปเดตประกันสังคม 2569 ภายใน 30 วันหลังรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท ยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ดูขั้นตอนที่ จด VAT ต้องทำอย่างไร ทุกวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป ยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53) และแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายใน 6 เดือนหลังจดทะเบียนจัดตั้ง จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งแรกเพื่อรับรองกิจการ ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งรอบบัญชี ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ภายใน 4 เดือนหลังวันสิ้นรอบบัญชี จัดประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดย CPA และนำส่งงบการเงินต่อ DBD ภายใน 1 เดือนหลังประชุม ภายใน 150 วันหลังวันสิ้นรอบบัญชี ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีพร้อมชำระภาษีผ่านแบบ ภ.ง.ด.50 ย้ายกิจการจากบุคคลธรรมดาเข้าบริษัทต้องจัดการอะไร กรณีเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากบุคคลธรรมดาสู่บริษัทจำกัด ต้องจัดระเบียบ 4 ส่วนสำคัญ สรุป – การจดทะเบียนบริษัท คือก้าวแรกสู่การทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ การจดทะเบียนบริษัทจำกัดเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยจำกัดความรับผิดส่วนตัว ช่วยประหยัดภาษีเมื่อธุรกิจเริ่มมีกำไรเติบโต และเปิดโอกาสสู่การรับงานจากลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ การจัดตั้งบริษัทในปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ DBD Biz Regist เพียงมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 คน และยืนยันตัวตนผ่าน ThaID สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อมควบคู่กันคือการวางระบบเอกสารและการทำบัญชีตั้งแต่วันแรก เพื่อให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคงและถูกต้องตามกฎหมาย วางระบบบัญชีให้บริษัทใหม่ตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการบริษัทเปิดใหม่ในการจัดการงานบัญชีและภาษีอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี บันทึกรายรับรายจ่ายอัตโนมัติ ติดตามรายงานทางการเงินแบบเรียลไทม์ และเตรียมข้อมูลสำหรับส่งมอบให้ผู้สอบบัญชีเมื่อสิ้นรอบปี – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อวางรากฐานระบบบัญชีที่ได้มาตรฐานให้กับธุรกิจของคุณตั้งแต่วันนี้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อกำหนดทางภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และติดตามความรู้การบริหารกิจการได้ที่คลังบทความหมวด ธุรกิจ ของ PEAK คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนบริษัทคนเดียวได้ไหม ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ กฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้การจัดตั้งบริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน สำหรับกฎหมายบริษัทจำกัดคนเดียวยังคงอยู่ในขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมาย ยังไปจดทะเบียนบริษัทที่สำนักงานได้ไหม กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดให้การยื่นจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดต้องดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ DBD Biz Regist เป็นช่องทางหลัก หากผู้ประกอบการไม่สะดวกดำเนินการด้วยตนเอง สามารถแต่งตั้งสำนักงานบัญชีหรือตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญช่วยบันทึกและยื่นคำขอในระบบแทนได้ ใช้บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทได้ไหม สามารถใช้บ้านพักอาศัยของตนเองเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทได้ หรือหากเป็นสถานที่เช่าหรือบ้านของบุคคลอื่น จะต้องมีหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่จากเจ้าของกรรมสิทธิ์ พร้อมแนบสำเนาทะเบียนบ้านและเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ประกอบคำขอ เปิดบริษัทแล้วไม่มีพนักงานได้ไหม สามารถทำได้ บริษัทจำกัดไม่จำเป็นต้องมีการจ้างพนักงานประจำ โดยกรรมการผู้มีอำนาจสามารถเป็นผู้บริหารจัดการงานทั้งหมดได้เอง แต่บริษัทยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดทำบัญชี ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และนำส่งงบการเงินประจำปีตามปกติ จดบริษัทแล้วเลิกได้ไหม สามารถเลิกกิจการได้ แต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนการจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมถึงยื่นชำระภาษีและแจ้งต่อกรมสรรพากรให้เสร็จสิ้น การปล่อยบริษัททิ้งไว้โดยไม่ปิดงบการเงินจะทำให้มีโทษปรับตามกฎหมายทั้งต่อตัวบริษัทและกรรมการ ทุนจดทะเบียนต้องมีเงินจริงในบัญชีไหม ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการเรียกชำระค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้นที่จอง ซึ่งผู้ถือหุ้นต้องโอนเงินค่าหุ้นเข้าสู่บัญชีบริษัทจริง และกรรมการต้องเก็บหลักฐานการรับชำระเงินค่าหุ้นไว้สำหรับให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ ขอหนังสือรับรองบริษัทได้ที่ไหน เมื่อการจดทะเบียนเสร็จสิ้น ระบบจะออกหนังสือรับรองนิติบุคคลในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate) ให้ดาวน์โหลด หากต้องการขอฉบับใหม่ในภายหลัง สามารถยื่นคำขอผ่านระบบบริการ e-Service ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตลอดเวลา รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท ไม่มีเกณฑ์รายได้บังคับตายตัว แต่ในทางภาษี เมื่อธุรกิจมีกำไรสุทธิเกินประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME มักจะประหยัดกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ควรนำปัจจัยเรื่องความพร้อมในการทำบัญชี ความต้องการของลูกค้าองค์กร และความเสี่ยงทางธุรกิจมาพิจารณาร่วมด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

จัดซื้อจัดจ้าง คืออะไร คู่มือวางระบบ PR PO GR AP Payment สำหรับ SME

สินค้าหายจากคลังโดยไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนสั่งซื้อ หรือใบแจ้งหนี้มีราคาสูงกว่าที่ตกลงกันไว้แต่กลับถูกจ่ายเงินออกไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในธุรกิจ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การจัดทำใบขอซื้อ (PR) ไปจนถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน พร้อมเช็กลิสต์เอกสารสำคัญ วิธีการวางระบบควบคุมภายใน (Internal Control) เพื่อป้องกันการทุจริต และแนวทางการเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีอัตโนมัติ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) คืออะไร จัดซื้อจัดจ้าง คือกระบวนการทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการจัดหาสินค้า วัตถุดิบ หรืองานบริการจากภายนอกเข้ามาใช้งานในองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การระบุความต้องการ การค้นหาและคัดเลือกผู้จำหน่าย การเจรจาต่อรองราคา การออกเอกสารสั่งซื้อ การตรวจรับมอบของ ไปจนถึงการตั้งหนี้และการจ่ายเงินชำระหนี้ ทุกขั้นตอนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีเอกสารประกอบและมีสายการอนุมัติกำกับอย่างรัดกุม ธุรกิจขนาดใหญ่มักจะมีระบบซอฟต์แวร์จัดการกระบวนการนี้โดยเฉพาะ แต่ SME จำนวนมากยังคงใช้การสั่งงานด้วยวาจาหรือจดบันทึกลงสมุด ซึ่งเปิดช่องโหว่ให้เกิดความผิดพลาดและเสี่ยงต่อการทุจริตได้ง่าย จัดซื้อจัดจ้าง vs จัดซื้อ vs จัดหา ต่างกันอย่างไร คำศัพท์ทั้งสามคำนี้มักถูกนำมาใช้ปะปนกัน แต่ในทางบริหารจัดการมีขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คำศัพท์ ขอบเขตหน้าที่ ตัวอย่างการทำงาน จัดหา (Sourcing) ค้นหา เปรียบเทียบคุณสมบัติ และคัดเลือกคู่ค้า เปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขของร้านจำหน่ายกระดาษ A4 จำนวน 3 ร้านก่อนตัดสินใจเลือก จัดซื้อ (Purchasing) ขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าตามเอกสารที่ได้รับอนุมัติ การเปิดใบสั่งซื้อ (PO) ซื้อกระดาษ A4 จำนวน 50 รีม ตามสเปกที่ตกลงไว้ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) ครอบคลุมวงจรทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่แผนกขอใช้งานเปิดใบขอซื้อ ตรวจสอบผู้ขาย ออกเอกสาร ตรวจรับของ ไปจนถึงการจ่ายเงินและบันทึกบัญชี สรุปให้เข้าใจง่าย จัดซื้อจัดจ้างคือภาพรวมของทั้งระบบ ส่วนการจัดหาและการจัดซื้อเป็นเพียงขั้นตอนย่อยที่อยู่ภายใต้กระบวนการนี้ ทำไม SME ต้องวางระบบจัดซื้อ ธุรกิจที่ขาดระบบจัดซื้อที่เป็นมาตรฐาน มักต้องเผชิญกับปัญหาหลัก 3 ประการ การวางระบบจัดซื้อจัดจ้างจะช่วยอุดช่องโหว่ทั้ง 3 ด้านนี้ได้พร้อมกัน โดยใช้เอกสารหลักฐานและลำดับขั้นการอนุมัติเข้ามาเป็นเครื่องมือควบคุม 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างมาตรฐาน การจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์สำนักงาน หรือการจ้างบริการภายนอก จะต้องดำเนินผ่าน 5 ขั้นตอนตามมาตรฐาน PR PO GR AP และ Payment ลำดับขั้นตอน เอกสารหลัก ผู้รับผิดชอบ เป้าหมายสำคัญ 1. ขอซื้อ (PR) ใบขอซื้อ ผู้ใช้งานหรือแผนกต้นทาง ระบุความต้องการและตรวจสอบงบประมาณ 2. สั่งซื้อ (PO) ใบสั่งซื้อ ฝ่ายจัดซื้อ ตกลงราคา ปริมาณ และเงื่อนไขกับผู้ขาย 3. รับสินค้า (GR) ใบรับสินค้า แผนกคลังสินค้าหรือผู้ตรวจรับ ตรวจนับสินค้าให้ถูกต้องตรงตามสเปกและจำนวน 4. ตั้งหนี้ (AP) ใบแจ้งหนี้ + 3-Way Match ฝ่ายบัญชี ตรวจสอบเอกสาร 3 ฝ่ายให้ตรงกันก่อนอนุมัติตั้งหนี้ 5. จ่ายเงิน (Payment) ใบสำคัญจ่าย ฝ่ายการเงิน ชำระเงินตามรอบเครดิตและปิดวงจรบัญชี ขั้นที่ 1 ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) จุดเริ่มต้นควบคุมงบ ใบขอซื้อ (PR) คือเอกสารภายในที่พนักงานหรือแผนกที่ต้องการใช้งานสิ่งของ ใช้สำหรับแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการก่อนที่จะเกิดการสั่งซื้อจริง เช่น แผนกการตลาดต้องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพาใหม่ 3 เครื่อง จะต้องจัดทำเอกสาร PR ระบุรายละเอียดคุณสมบัติ จำนวน วัตถุประสงค์การใช้งาน และงบประมาณโดยประมาณ เพื่อส่งให้หัวหน้างานพิจารณาอนุมัติ PR ช่วยให้ผู้บริหารสามารถคัดกรองได้ตั้งแต่ต้นว่า รายการที่ขอนั้นมีความจำเป็นต่อธุรกิจจริงหรือไม่ และอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่วางไว้หรือไม่ ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังฝ่ายจัดซื้อ ขั้นที่ 2 ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เอกสารผูกพันกับผู้ขาย หลังจากใบขอซื้อได้รับการอนุมัติ ฝ่ายจัดซื้อจะดำเนินการคัดเลือกผู้ขาย ต่อรองราคา และจัดทำ ใบสั่งซื้อ (PO) ส่งมอบให้แก่ผู้ขายเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ เอกสาร PO จะระบุรายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย เงื่อนไขการชำระเงิน (เครดิตเทอม) สถานที่จัดส่ง และกำหนดวันส่งมอบไว้อย่างชัดเจน โดย PO ทำหน้าที่เสมือนสัญญาซื้อขายทางธุรกิจ หากผู้ขายส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามที่ระบุใน PO กิจการมีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะปฏิเสธการรับมอบได้ ขั้นที่ 3 ใบรับสินค้า (Goods Receipt) ตรวจรับให้ตรงสเปก เมื่อผู้ขายนำสินค้ามาส่งมอบ เจ้าหน้าที่คลังสินค้าหรือผู้มีหน้าที่ตรวจรับ จะต้องทำการตรวจสอบสินค้าจริงเทียบกับใบสั่งซื้อ (PO) ทั้งในแง่ของจำนวน สภาพความสมบูรณ์ และคุณสมบัติของสินค้า จากนั้นจึงจัดทำ ใบรับสินค้า (GR) หรือเซ็นรับรองในใบส่งของ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันปัญหาสินค้าสูญหายระหว่างทาง หรือการรับมอบสินค้าชำรุดเข้ามาเก็บไว้ในคลัง ขั้นที่ 4 ตั้งหนี้และตรวจสอบ (Accounts Payable) เทคนิค 3-Way Matching เมื่อฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีจากผู้ขาย จะต้องนำเอกสารมาผ่านการตรวจสอบด้วยเทคนิค 3-Way Matching ซึ่งเป็นการนำเอกสารหลัก 3 ฉบับมาตรวจทานความสอดคล้องกัน เอกสารที่นำมาเทียบ จุดที่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order – PO) รายการสินค้า ราคาต่อหน่วย จำนวน และเงื่อนไขการค้าที่ตกลงไว้ ใบรับสินค้า (Goods Receipt – GR) จำนวนสินค้าที่ได้รับจริงและสภาพความสมบูรณ์ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ยอดเงินรวมและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ หากเอกสารทั้ง 3 ฉบับมีข้อมูลตรงกัน ฝ่ายบัญชีจึงจะสามารถบันทึกตั้งเป็น เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) ได้ แต่หากพบว่าตัวเลขไม่ตรงกัน จะต้องระงับการตั้งหนี้ไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ ตัวอย่างการคำนวณและบันทึกบัญชีตั้งหนี้: บริษัท ก จำกัด สั่งซื้อวัตถุดิบมูลค่า 10,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อตรวจรับของและเอกสารตรงกัน ฝ่ายบัญชีจะบันทึกรายการดังนี้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้าก่อนภาษี — 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) 10,000 × 7% 700 บาท ยอดหนี้รวมที่ต้องชำระ 10,000 + 700 10,700 บาท การบันทึกบัญชีตั้งหนี้ในสมุดรายวันซื้อ:Dr. ซื้อวัตถุดิบ (หรือต้นทุนสินค้า) 10,000 บาทDr. ภาษีซื้อ 700 บาทCr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาท ขั้นที่ 5 จ่ายเงิน (Payment) ปิดวงจรบัญชี เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามรอบเครดิตเทอม ฝ่ายการเงินจะจัดทำ ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) พร้อมแนบหลักฐานการโอนเงินหรือเช็คธนาคาร และส่งมอบให้ฝ่ายบัญชีบันทึกปิดบัญชีเจ้าหนี้การค้า การบันทึกบัญชีจ่ายชำระหนี้:Dr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาทCr. เงินฝากธนาคาร (หรือเงินสด) 10,700 บาท การมีเอกสารกำกับครบถ้วนตั้งแต่ขั้นตอน PR จนถึง Payment ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Audit Trail) ได้ทุกรายการอย่างโปร่งใส Checklist เอกสารจัดซื้อจัดจ้างสำหรับ SME เพื่อให้ระบบจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรมีความสมบูรณ์ ธุรกิจควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 รายการนี้ให้พร้อมในแฟ้มรายการค้า วางระบบ Internal Control ป้องกันทุจริตจัดซื้อในองค์กร การควบคุมภายใน (Internal Control) คือกระบวนการที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดและการทุจริต โดยเฉพาะงานจัดซื้อซึ่งเกี่ยวข้องกับการอนุมัติจ่ายเงินโดยตรง 3 จุดโหว่ทุจริตจัดซื้อที่พบบ่อยใน SME ข้อผิดพลาดและการทุจริตที่พบได้บ่อยในธุรกิจขนาดเล็กมักมีลักษณะ 3 รูปแบบ สาเหตุหลักของปัญหาเหล่านี้เกิดจากการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลคนเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล การกำหนดให้ต้องมีใบเสนอราคาเปรียบเทียบอย่างน้อย 2-3 ราย และแยกผู้มีอำนาจอนุมัติออกจากผู้สั่งซื้อ จะช่วยตัดวงจรความเสี่ยงนี้ได้ทันที วิธีตั้ง Approval Matrix และแบ่งแยกหน้าที่ หลักการสำคัญของการควบคุมภายในคือ การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties – SoD) ซึ่งกำหนดว่า ผู้ขอซื้อ ผู้อนุมัติสั่งซื้อ ผู้ตรวจรับของ และผู้จ่ายเงิน จะต้องเป็นบุคคลคนละคนกัน สำหรับธุรกิจ SME ควรจัดทำตารางอำนาจดำเนินการ (Approval Matrix) ตามระดับวงเงินการจัดซื้ออย่างเป็นลายลักษณ์อักษร วงเงินการจัดซื้อต่อครั้ง ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ ไม่เกิน 5,000 บาท หัวหน้าแผนกต้นทาง 5,001 – 50,000 บาท ผู้จัดการฝ่าย 50,001 – 200,000 บาท กรรมการผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูง เกิน 200,000 บาทขึ้นไป คณะกรรมการจัดซื้อ (อนุมัติร่วมกันอย่างน้อย 2 ท่าน) นอกจากนี้ ควรกำหนดนโยบายเพิ่มเติมว่า หากรายการสั่งซื้อมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทขึ้นไป จะต้องแนบใบเสนอราคาจากผู้ขายอย่างน้อย 2 รายเสมอ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ ทางออก SME เชื่อมระบบจัดซื้อเข้ากับบัญชีอัตโนมัติ ปัญหาคอขวดที่หลายธุรกิจต้องเจอ คือแม้จะมีเอกสารจัดซื้อครบถ้วน แต่ฝ่ายบัญชียังต้องนำเอกสารเหล่านั้นมาคีย์ข้อมูลลงระบบใหม่อีกรอบ ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการคีย์ข้อมูลผิดพลาด เปลี่ยน PO เป็นรายการบันทึกบัญชีอัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ยุคใหม่ช่วยให้ข้อมูลไหลเวียนแบบไร้รอยต่อ เมื่อฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อ (PO) ในระบบ และเจ้าหน้าที่คลังกดยืนยันการรับมอบสินค้า (GR) ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังระบบบัญชีเพื่อสร้างรายการตั้งหนี้เจ้าหนี้การค้าให้อัตโนมัติทันที ช่วยลดงานคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและป้องกันความคลาดเคลื่อนของตัวเลขได้อย่างสมบูรณ์ ติดตามงบประมาณจัดซื้อ Real-time ผ่าน Dashboard ผู้บริหารสามารถตรวจสอบสถานะการจัดซื้อและยอดค่าใช้จ่ายสะสมแยกตามหมวดหมู่ได้แบบเรียลไทม์ผ่าน PEAK Board ช่วยให้มองเห็นทันทีว่างบประมาณแผนกใดกำลังจะเกินกรอบที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องรอการสรุปงบการเงินตอนสิ้นเดือน สรุป – วางระบบจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ การจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่เรื่องเฉพาะขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจ SME ทุกขนาดสามารถเริ่มต้นวางระบบที่รัดกุมได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการใช้เอกสาร PR, PO, GR และใบสำคัญจ่ายกำกับทุกธุรกรรม กำหนด Approval Matrix เพื่อแบ่งแยกหน้าที่คนขอซื้อ คนอนุมัติ และคนจ่ายเงินให้เป็นคนละคน และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชีเพื่อลดความผิดพลาดในการคีย์งานซ้ำ จัดการจัดซื้อและระบบบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจ SME บริหารงานจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกใบสั่งซื้อ (PO) การบันทึกตั้งหนี้ (AP) การจ่ายเงิน ไปจนถึงการลงบัญชีอัตโนมัติ พร้อม Dashboard ติดตามงบประมาณจัดซื้อแบบเรียลไทม์ ช่วยอุดรอยรั่วและป้องกันการทุจริตในองค์กรได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับระบบควบคุมภายในและการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจัดซื้อจัดจ้าง SME พนักงานน้อย จะแบ่งหน้าที่ Segregation of Duties ได้อย่างไร แม้บริษัทจะมีทีมงานเพียง 3-5 คน ก็สามารถวางระบบแบ่งแยกหน้าที่ได้ โดยกำหนดให้เจ้าของกิจการหรือกรรมการเป็นผู้อนุมัติเอกสาร PO และการจ่ายเงิน ในขณะที่พนักงานฝ่ายอื่นเป็นผู้จัดทำใบขอซื้อ (PR) และเป็นผู้ตรวจรับสินค้าจริง หลักการสำคัญที่สุดคือ บุคคลที่เป็นผู้ขอซื้อจะต้องไม่เป็นผู้อนุมัติเอกสารของตนเอง เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันความเสี่ยงในการทุจริตได้ในระดับสูง ถ้าไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างจะมีผลกับการยื่นภาษีหรือไม่ แม้ระบบจัดซื้อจัดจ้างจะไม่ได้เป็นข้อบังคับตามประมวลรัษฎากรโดยตรง แต่หากกิจการไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการจ่ายเงินที่ชัดเจน (เช่น ใบสั่งซื้อ ใบรับของ หรือหลักฐานการอนุมัติ) เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้าตรวจสอบ อาจถูกประเมินว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามเนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการจริง เอกสารจัดซื้อจึงทำหน้าที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการยืนยันสิทธิทางภาษี 3-Way Matching กับ 2-Way Matching ต่างกันอย่างไร 2-Way Matching จะตรวจสอบเปรียบเทียบเฉพาะเอกสารใบสั่งซื้อ (PO) กับใบแจ้งหนี้ (Invoice) เท่านั้น ซึ่งเหมาะกับการจัดซื้อบริการที่ไม่มีการส่งมอบสิ่งของ ส่วน 3-Way Matching จะเพิ่มเอกสารใบรับสินค้า (GR) เข้ามาตรวจสอบด้วย เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่ได้รับเข้ามาจริงมีจำนวนและสเปกตรงกับที่สั่งซื้อและตรงกับยอดที่เรียกเก็บเงิน เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการสต๊อกสินค้าหรือสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นล็อต เริ่มวางระบบจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้เวลานานแค่ไหน ธุรกิจ SME สามารถเริ่มต้นวางระบบจัดซื้อขั้นพื้นฐานได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยเริ่มจากการนำแบบฟอร์มใบขอซื้อ (PR) และใบสั่งซื้อ (PO) มาบังคับใช้ พร้อมทั้งกำหนดตารางอำนาจอนุมัติ (Approval Matrix) ให้ชัดเจน จากนั้นเมื่อทีมงานเริ่มคุ้นเคยกับขั้นตอน จึงค่อยขยายการใช้งานไปยังใบรับสินค้า (GR) และการตรวจเช็กแบบ 3-Way Matching ควบคู่กับโปรแกรมบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

POS คืออะไร เลือกอย่างไร ให้เหมาะกับธุรกิจ

POS (Point of Sale) คือระบบจัดการการขาย ณ จุดชำระเงิน ทำหน้าที่ตั้งแต่คิดเงิน รับชำระ ออกใบเสร็จ ตัดสต๊อกสินค้าอัตโนมัติ ไปจนถึงการสรุปรายงานยอดขายประจำวัน หากคุณเปิดร้านค้าหน้าร้านหรือร้านอาหาร ลองนึกภาพเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) ที่ได้รับการพัฒนาให้ชาญฉลาดและทำงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ นั่นคือบทบาทหน้าที่ของระบบ POS บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่พื้นฐานการทำงาน ความแตกต่างของแต่ละประเภท การเลือกใช้ให้ตรงกับโจทย์ธุรกิจ และแนวทางการเชื่อมต่อระบบขายหน้าร้านเข้ากับระบบบัญชี POS ทำงานอย่างไร ฟังก์ชันหลักมีอะไรบ้าง POS ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของทุกธุรกรรมหน้าร้าน ครอบคลุมทั้งขั้นตอนการขาย การรับเงิน และการบริหารคลังสินค้า โดยโครงสร้างของระบบจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์: คืออุปกรณ์กายภาพที่ใช้หน้าร้าน เช่น หน้าจอสัมผัส (Touchscreen Monitor หรือ Tablet) เครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์ใบเสร็จอย่างย่อ และลิ้นชักเก็บเงิน สำหรับร้านค้าขนาดเล็กอาจเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการใช้แท็บเล็ตเครื่องเดียวเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์ใบเสร็จผ่านบลูทูธ ซอฟต์แวร์: คือโปรแกรมหลักที่ทำงานประมวลผลอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่การคำนวณราคาสินค้า การหักส่วนลดโปรโมชัน การคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงการตัดยอดสินค้าคงคลังทันทีที่เกิดการขายสำเร็จ ฟังก์ชันการทำงานหลักของระบบ POS ครอบคลุม 5 ส่วนสำคัญ POS มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร ระบบ POS ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามลักษณะโครงสร้างการติดตั้งและการจัดเก็บข้อมูล ได้แก่ ระบบแบบติดตั้งบนเครื่อง (On-Premise) และระบบบนคลาวด์ (Cloud-based POS) ประเภทระบบ POS รูปแบบการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด ความเหมาะสม POS แบบติดตั้ง (On-Premise) ติดตั้งโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์ประจำร้านโดยตรง ใช้งานคิดเงินหน้าร้านได้ต่อเนื่องแม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ต้นทุนเริ่มต้นสูง อัปเดตระบบยาก ข้อมูลถูกผูกไว้กับเครื่องที่ร้านเท่านั้น ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต POS แบบคลาวด์ (Cloud POS) ทำงานผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บเบราว์เซอร์ และเก็บข้อมูลบน Cloud ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ อัปเดตฟังก์ชันอัตโนมัติ ตรวจสอบยอดขายได้ทุกที่ทุกเวลา จำเป็นต้องเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตในการซิงก์ข้อมูล ธุรกิจ SME ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้าที่มีหลายสาขา Cloud POS ได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ เนื่องจากเริ่มต้นได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์สเปกสูง เพียงใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนก็สามารถเปิดร้านและดูรายงานยอดขายแบบเรียลไทม์ได้จากทุกที่ ธุรกิจไหนใช้ POS แบบไหน ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการต่างกันอย่างไร ธุรกิจแต่ละประเภทมีขั้นตอนการดำเนินงานหน้าร้านที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความต้องการฟังก์ชันเฉพาะทางของระบบ POS แตกต่างกันไปด้วย ร้านอาหารและคาเฟ่ ร้านอาหารต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำในการจัดการคำสั่งซื้อ เพื่อประสานงานระหว่างพนักงานหน้าร้านกับห้องครัว ฟังก์ชันสำคัญที่ต้องมี ได้แก่ ร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกเน้นการควบคุม การจัดการสต๊อกสินค้า เป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากมีจำนวนรายการสินค้า (SKU) หลากหลายและหมุนเวียนเร็ว ฟังก์ชันสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจบริการ เช่น ร้านเสริมสวย สปา คลินิก ธุรกิจบริการไม่ได้ขายสินค้าที่หยิบจับได้ แต่ขายชั่วโมงการทำงานและความเชี่ยวชาญของพนักงาน ระบบ POS สำหรับกลุ่มนี้จึงต้องรองรับ เลือกระบบ POS อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ SME การเลือกระบบ POS ไม่ควรมองเพียงแค่เรื่องราคาถูกที่สุด แต่ควรประเมินว่าระบบนั้นช่วยลดขั้นตอนการทำงานและป้องกันความผิดพลาดได้จริงหรือไม่ โดยพิจารณาจาก 5 เกณฑ์หลัก ทำไม POS ต้องเชื่อมกับระบบบัญชี ผู้ประกอบการจำนวนมากใช้ระบบ POS คิดเงินหน้าร้านแยกขาดจาก ระบบบัญชี ผลลัพธ์คือฝ่ายการเงินต้องคอยนำสลิปหรือรายงานยอดขายรายวันมาคีย์ข้อมูลลงโปรแกรมบัญชีซ้ำอีกรอบ ซึ่งเสียเวลาและเสี่ยงต่อตัวเลขตกหล่น เมื่อนำระบบขายหน้าร้านมาเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชี ข้อมูลจะไหลเวียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ขั้นตอนการรับเงินหน้าร้านจนถึงการจัดทำงบการเงิน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ผ่าน API Connect เพื่อให้ข้อมูลยอดขายและต้นทุนสินค้าวิ่งเข้าสู่ระบบบัญชีโดยตรง ผู้ประกอบการสามารถสำรวจ ฟังก์ชันการทำงานทั้งหมดของ PEAK เพื่อวางแผนการจัดการข้อมูลธุรกิจให้ครบวงจร ร้านค้า SME ใช้ระบบ POS ในการทำงานจริงอย่างไร ตัวอย่างการใช้งานจริงในร้านกาแฟขนาดเล็กที่มีเมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่รวม 50 รายการ โดยใช้ระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตเชื่อมต่อเข้ากับโปรแกรมบัญชี สรุป – ระบบ ณ จุดขายช่วยให้ร้านค้า SME จัดการยอดขายและสต๊อกได้จากจุดเดียว ระบบ POS เป็นเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจที่มีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่การขายหน้าร้าน การควบคุมสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการจัดทำรายงานวิเคราะห์ยอดขาย การเลือกระบบ POS ที่ตอบโจทย์ประเภทธุรกิจและสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีหลังบ้านได้โดยตรง จะช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและป้องกันข้อผิดพลาดในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อม POS เข้ากับระบบบัญชีให้ข้อมูลไหลต่อเนื่องด้วย PEAK ยกระดับการบริหารร้านค้าหน้าร้านให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ผ่าน API ช่วยให้ยอดขายหน้าร้านไหลเข้าสู่ระบบบัญชีโดยอัตโนมัติ ตัดสต๊อกแม่นยำ พร้อมออกเอกสารและสรุปรายงานงบการเงินได้ครบวงจรในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการร้านค้าและงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่ายตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ POS POS กับเครื่องคิดเงินแบบเดิมต่างกันอย่างไร เครื่องคิดเงินหรือเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) แบบเดิม ทำหน้าที่คิดราคาสินค้ารวมและเปิดลิ้นชักเก็บเงินเท่านั้น ไม่สามารถตัดสต๊อกสินค้า ไม่สามารถแยกดูรายงานยอดขายเชิงลึก และไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบอื่นได้ ในขณะที่ระบบ POS ครอบคลุมการทำงานตั้งแต่การรับชำระเงินหลายรูปแบบ การตัดสต๊อกอัตโนมัติ การวิเคราะห์ยอดขาย ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชี ร้านเล็กสินค้าไม่กี่ตัว จำเป็นต้องใช้ POS ไหม หากร้านค้ามีสินค้าไม่เกิน 10 รายการ และรับเฉพาะเงินสดเพียงอย่างเดียว การจดบันทึกด้วยมืออาจยังเพียงพอในระยะเริ่มต้น แต่หากเริ่มรับชำระเงินผ่านการสแกน QR Code มีจำนวนรายการสินค้ามากขึ้น หรือต้องการติดตามสินค้าคงเหลืออย่างแม่นยำ การนำระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตมาใช้งานจะช่วยป้องกันเงินตกหล่นและลดเวลาในการตรวจนับสต๊อกได้อย่างมาก เปลี่ยนระบบ POS กลางทางทำได้ไหม มีขั้นตอนอย่างไร ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนระบบ POS ได้ โดยเริ่มต้นจากการนำข้อมูลรายการสินค้า รหัสบาร์โค้ด และราคาจากระบบเดิมออกมาเป็นไฟล์ Excel หรือ CSV เพื่อนำเข้าสู่ระบบใหม่ จากนั้นทำการตรวจสอบยอดสต๊อกสินค้าจริงเพื่อตั้งค่ายอดตั้งต้น และแนะนำให้เปิดทดลองใช้งานระบบใหม่ควบคู่กับระบบเดิมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้พนักงานเกิดความคุ้นเคยก่อนเปลี่ยนมาใช้งานระบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

22 min

ทวงหนี้ลูกค้า B2B อย่างไรให้ได้เงิน ไม่เสียความสัมพันธ์

ลูกค้าค้างจ่ายเงินเข้าสู่เดือนที่สองหรือสาม แต่คุณไม่กล้าทวงเพราะกลัวเสียลูกค้ารายใหญ่ ปัญหานี้เกิดขึ้นกับเจ้าของธุรกิจ SME แทบทุกรายที่ทำธุรกิจแบบให้เครดิตเทอม บทความนี้รวมแนวทางครบวงจรตั้งแต่การโทรเตือน การส่งจดหมายทวงหนี้อย่างมืออาชีพ การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ ไปจนถึงเงื่อนไขการตัดหนี้สูญเพื่อนำไปลงเป็นรายจ่ายทางภาษี พร้อมแจกเทมเพลตจดหมายทวงถาม 3 ขั้นที่นำไปปรับใช้ได้ทันที ทวงหนี้คืออะไร ทำไม SME ต้องมีระบบติดตามลูกหนี้ การทวงหนี้ คือขั้นตอนการติดตามให้ลูกหนี้ชำระเงินตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ทั้งค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่างวดตามสัญญา สำหรับธุรกิจ B2B ที่ให้เครดิตเทอม 30-90 วัน ระบบติดตามลูกหนี้ถือเป็นกลไกที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของธุรกิจ หลายธุรกิจปล่อยให้เกิดภาวะ ลูกหนี้ค้างชำระ นานเกินไปเพราะความเกรงใจคู่ค้า จนกลายเป็นปัญหาหนี้เสียที่ยากต่อการเรียกเก็บในที่สุด ลูกหนี้ค้างชำระทำให้กระแสเงินสดสะดุด ตัวเลขผลกระทบที่ SME ต้องรู้ ปัญหา Cash Flow หรือกระแสเงินสดตึงตัว เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ SME ต้องปิดกิจการ แม้จะมียอดขายและผลกำไรในงบการเงินดี แต่หากเงินสดไม่เข้าบัญชีตามกำหนด กิจการก็จะขาดสภาพคล่องในการจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายประจำ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด มียอดขาย 5,000,000 บาทต่อเดือน แต่มีลูกค้าค้างชำระรวม 2,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ยอดขายต่อเดือน — 5,000,000 บาท หัก: ยอดลูกหนี้ค้างชำระ ลูกค้าค้างชำระ 3 ราย (2,000,000) บาท เงินสดหมุนเวียนจริง ยอดขาย – ค้างชำระ 3,000,000 บาท หากบริษัทมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนละ 3,500,000 บาท กิจการจะขาดสภาพคล่องทันที 500,000 บาท และจำเป็นต้องกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อมาเสริมสภาพคล่อง ทำให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่า เจ้าหนี้สามารถติดตามทวงถามได้ในเวลาใด ใช้ถ้อยคำอย่างไร และมีพฤติกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ขอบเขตกฎหมาย การทวงหนี้ B2B คุ้มครองครอบคลุมแค่ไหน พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นหลัก หากคู่ค้าเป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) การบังคับชำระหนี้จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้มาปรับใช้กับลูกหนี้ B2B จะช่วยรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพและลดความขัดแย้งทางธุรกิจได้ดีที่สุด 7 ข้อห้ามสำคัญในการทวงหนี้ ป้องกันการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ขั้นตอนทวงหนี้ลูกค้า B2B 5 Step ที่ได้ผลจริงโดยไม่เสียคอนเนกชัน การทวงหนี้ในรูปแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ (B2B) ต้องยึดหลัก รวดเร็ว สุภาพ แต่หนักแน่น ยิ่งเริ่มติดตามเร็วเท่าไร โอกาสได้รับชำระหนี้คืนจะยิ่งสูงขึ้น Step 1 ตรวจสอบยอดหนี้และเอกสารประกอบให้ครบถ้วน ก่อนยกหูโทรศัพท์หรือส่งหนังสือทวงถาม ฝ่ายการเงินต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานทั้งหมด Step 2 โทรหรือส่งข้อความเตือนอย่างเป็นมิตร (หลังครบกำหนด 7 วัน) หลังเลยกำหนดชำระประมาณ 7 วัน ให้ติดต่อฝ่ายบัญชีเจ้าหนี้ของลูกค้าโดยตรง ใช้การสอบถามเชิงประสานงานเพื่อตรวจสอบว่าเอกสารตกหล่นหรือไม่ แทนการต่อว่า ตัวอย่างแนวทางการสื่อสาร: “สวัสดี ทางเราโทรมาสอบถามเรื่องใบแจ้งหนี้เลขที่ INV-2026-0045 ครบกำหนดวันที่ 25 สิงหาคม จึงอยากตรวจสอบว่ามีติดปัญหาในส่วนของเอกสารหรือขั้นตอนการอนุมัติใดหรือไม่” Step 3 ส่งจดหมายแจ้งเตือนชำระหนี้ (14 วัน) หากผ่านไป 14 วันยังไม่ได้รับการชำระหรือคำตอบที่ชัดเจน ให้ส่งจดหมายเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับที่ 1 ผ่านทางอีเมลและไปรษณีย์ โดยระบุเลขที่เอกสาร จำนวนเงิน และกำหนดชำระรอบใหม่อย่างชัดเจน Step 4 ส่งจดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (30 วัน) เมื่อหนี้ค้างชำระเกิน 30 วัน ให้เพิ่มระดับความเป็นทางการด้วยจดหมายทวงถามฉบับที่ 2 ส่งตรงถึงผู้มีอำนาจลงนามหรือผู้บริหารระดับสูงของคู่ค้า พร้อมแจ้งเงื่อนไขการระงับวงเงินเครดิตหรือการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามสัญญา Step 5 ส่งจดหมายเตือนครั้งสุดท้ายก่อนฟ้องคดี พร้อมเช็กอายุความ (60-90 วัน) หากล่วงเลยถึง 60-90 วัน ให้ส่งจดหมายบอกกล่าวทวงถามครั้งสุดท้าย (Final Demand Letter) ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล ข้อควรระวังเรื่องอายุความ: หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการทางธุรกิจ (B2B) มีอายุความเพียง 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) หากปล่อยให้เกิน 2 ปี สิทธิเรียกร้องทางศาลจะขาดอายุความ และจะส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขการตัดหนี้สูญทางภาษีทันที แจกเทมเพลตจดหมายทวงหนี้ B2B 3 ขั้น นำไปปรับใช้ได้ทันที เทมเพลตทั้ง 3 ระดับออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสื่อสารได้อย่างเป็นขั้นตอน รักษาสัมพันธภาพที่ดี แต่มีน้ำหนักทางเอกสาร ขั้นที่ 1 จดหมายเตือนอย่างสุภาพ (Friendly Reminder Notice) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: ฝ่ายบัญชีและการเงิน [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: แจ้งเตือนยอดค้างชำระค่าสินค้า/บริการ บริษัท [ชื่อบริษัทของคุณ] ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า ใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่ใบแจ้งหนี้] ลงวันที่ [วันที่ในเอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท ซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ [วันครบกำหนด] ยังไม่ปรากฏยอดการชำระในระบบ หากท่านได้ดำเนินการชำระเรียบร้อยแล้ว กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินเพื่อปรับปรุงข้อมูลในระบบ หรือหากมีข้อติดขัดประการใด กรุณาติดต่อกลับภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 2 จดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (Formal Collection Letter) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: กรรมการผู้จัดการ [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: ทวงถามยอดค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ (ครั้งที่ 2) ตามที่บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งเตือนยอดค้างชำระ เมื่อวันที่ [วันที่ส่งเตือนครั้งแรก] เกี่ยวกับใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่เอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท นั้น จนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือชำระเงินจากท่าน เพื่อป้องกันการระงับวงเงินสินเชื่อการค้าและการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามข้อตกลง จึงขอให้ท่านโปรดชำระยอดเงินดังกล่าวภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 3 จดหมายแจ้งเตือนก่อนฟ้องคดี (Final Demand Letter) การทวงหนี้ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรใช้วิธีเดียวกันกับลูกหนี้ทุกราย แต่ควรจัดลำดับความเสี่ยงด้วยรายงานวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Report) Aging Report คืออะไร วิธีอ่านตารางวิเคราะห์อายุลูกหนี้ Aging Report คือรายงานสรุปยอดลูกหนี้การค้าโดยจัดกลุ่มตามระยะเวลาที่ค้างชำระ ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นสุขภาพลูกหนี้ในภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว ชื่อลูกหนี้ ยังไม่ครบกำหนด 1-30 วัน 31-60 วัน 61-90 วัน เกิน 90 วัน ยอดรวม บริษัท ก จำกัด 50,000 30,000 — — — 80,000 บริษัท ข จำกัด — — 120,000 80,000 — 200,000 บริษัท ค จำกัด — — — — 150,000 150,000 จากตารางจะเห็นว่า บริษัท ค มียอดค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทันที ในขณะที่บริษัท ก ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติที่เพียงแค่ส่งข้อความแจ้งเตือนตามรอบ วิธีใช้รายงาน Aging Analysis ใน PEAK เพื่อติดตามหนี้อัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK มีระบบสร้างรายงาน Aging Report ให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับใบแจ้งหนี้ทันทีที่มีการเปิดบิล ช่วยให้ฝ่ายการเงินจัดกลุ่มลูกหนี้และตรวจจับลูกหนี้ที่เริ่มค้างชำระได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทำตารางคำนวณด้วยมือ การตัดหนี้สูญ เงื่อนไขทางบัญชีและเกณฑ์ภาษีสรรพากร หากติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้วแต่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระได้ กิจการจำเป็นต้องพิจารณาตัดหนี้สูญ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทั้งทางบัญชีและทางภาษีที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกัน ในทางบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs กิจการต้องประเมินและบันทึก ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เมื่อคาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้ และเมื่อมีหลักฐานแน่ชัดว่าไม่ได้รับชำระจริง จึงดำเนินการตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ เกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีตามมูลหนี้ การตัดหนี้สูญเพื่อนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) ซึ่งแบ่งตามยอดมูลหนี้ต่อรายลูกหนี้ดังนี้ มูลหนี้ต่อราย เงื่อนไขการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษี ไม่เกิน 200,000 บาท มีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างสมควรและชัดเจนว่าไม่ได้รับชำระ โดยไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล เกิน 200,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ต้องฟ้องคดีแพ่งหรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องแล้ว เกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องมีคำพิพากษาของศาล และได้ดำเนินการบังคับคดีแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ สำหรับหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 200,000 บาท การเก็บสำเนาจดหมายทวงถามและใบตอบรับไปรษณีย์ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่สรรพากรยอมรับในการตัดเป็นรายจ่ายทางภาษี ขั้นตอนและตัวอย่างการบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญ กรณีที่ 1: กิจการเคยบันทึกตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว Dr. ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 กรณีที่ 2: กิจการไม่ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ล่วงหน้า Dr. หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 สรุป – วางระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระอย่างเป็นมืออาชีพ การทวงหนี้ลูกค้า B2B ให้ได้รับเงินครบถ้วนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกดดันอย่างรุนแรง แต่ขึ้นอยู่กับความมีระเบียบในการวางระบบติดตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือการตรวจเช็กเอกสารให้รัดกุมก่อนส่งมอบสินค้า ติดตามหนี้ตามช่วงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และใช้รายงานวิเคราะห์อายุหนี้เพื่อคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า จัดการลูกหนี้ค้างชำระให้เป็นระบบด้วย PEAK เพื่อให้การบริหารเงินสดในธุรกิจไม่สะดุด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระและรายงาน Aging Analysis แบบเรียลไทม์ พร้อมช่วยให้คุณออกใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญได้อย่างถูกต้องตามหลักสรรพากร – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารสภาพคล่องทางการค้าของคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทวงหนี้ B2B ทวงหนี้กี่ครั้งถึงจะดำเนินการฟ้องร้องได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งขั้นต่ำก่อนยื่นฟ้อง แต่ศาลจะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้ใช้ความพยายามในการติดตามทวงถามอย่างสมควรแล้วหรือไม่ โดยทั่วไปการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามอย่างเป็นทางการ 2-3 ครั้ง พร้อมมีหลักฐานใบตอบรับจากไปรษณีย์ ถือว่าเพียงพอต่อการนำไปใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการพิจารณาคดี หนี้การค้า B2B มีอายุความกี่ปี หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการระหว่างคู่ค้าธุรกิจมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งต่างจากหนี้สัญญากู้ยืมเงินทั่วไปที่มีอายุความ 10 ปี ผู้ประกอบการจึงต้องระวังไม่ปล่อยให้ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 2 ปีจนขาดอายุความ หากตัดหนี้สูญไปแล้ว แต่ลูกหนี้กลับมาชำระภายหลัง ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อได้รับเงินชำระหนี้หลังจากตัดหนี้สูญไปแล้ว กิจการต้องบันทึกเป็นรายการ หนี้สูญรับคืน เพื่อรับรู้เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับเงิน โดยบันทึกบัญชีดังนี้ Dr. เงินสด / เงินฝากธนาคาร 100,000Cr. หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 100,000 รายได้ส่วนนี้จะต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี และหากกิจการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกใบกำกับภาษีตามรอบการรับเงินให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

Gross Profit คืออะไร พร้อมสูตร วิธีคำนวณ ดูจาก P&L

ผู้ประกอบการหลายคนเปิดร้านมาหลายปี แต่ยังแยกไม่ออกว่ากำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิต่างกันตรงไหน หรือเปิดดูเฉพาะกำไรสุทธิตอนสิ้นเดือนแล้วก็โล่งใจ แต่ความจริงแล้วมีตัวเลขทางการเงินตัวแรกที่ควรดูก่อน นั่นคือ กำไรขั้นต้น (Gross Profit หรือ GP) เพราะหาก GP เริ่มลดลงทั้งที่ยอดขายยังคงเติบโต แปลว่าโครงสร้างต้นทุนกำลังมีปัญหาโดยที่กำไรสุทธิอาจยังไม่ทันส่งสัญญาณเตือน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องกำไรขั้นต้นอย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ตัวอย่างตัวเลขจริงจาก 3 ประเภทธุรกิจ โครงสร้างกำไร 3 ระดับ ไปจนถึงวิธีอ่านงบกำไรขาดทุน และกลยุทธ์เพิ่มกำไรขั้นต้นโดยไม่ต้องขึ้นราคาสินค้า กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คืออะไร กำไรขั้นต้น คือ รายได้จากการขาย สินค้าหรือบริการ หักด้วยต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold หรือ COGS) ตาม มาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs ที่ใช้กับธุรกิจ SME ไทย กำไรขั้นต้นจะแสดงอยู่ในงบกำไรขาดทุน เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าธุรกิจทำกำไรจากตัวสินค้าหรือบริการได้เท่าไร ก่อนจะนำไปหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอื่น ๆ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน สมมติคุณขายเสื้อผ้าตัวละ 500 บาท ต้นทุนรับซื้อมาตัวละ 200 บาท กำไรขั้นต้นของคุณคือ 300 บาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้ถูกหักค่าเช่าร้าน เงินเดือนพนักงาน หรือค่าไฟ ต้นทุนขาย (COGS) ประกอบด้วยอะไรบ้าง ต้นทุนขาย หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิต จัดหา หรือซื้อสินค้ามาเพื่อขาย ประกอบด้วย สิ่งที่ไม่นับเป็นต้นทุนขาย ได้แก่ เงินเดือนฝ่ายบัญชี ค่าเช่าสำนักงาน และค่าการตลาด เนื่องจากถือเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ซึ่งไม่ผูกกับจำนวนการผลิตสินค้าโดยตรง สูตรคำนวณกำไรขั้นต้น พร้อมตัวอย่าง 3 ประเภทธุรกิจ สูตรพื้นฐานในการคำนวณกำไรขั้นต้นใช้ตัวเลขหลักเพียง 2 ตัว กำไรขั้นต้น (GP) = ยอดขายสุทธิ – ต้นทุนขาย ยอดขายสุทธิ คือ รายได้จากการขายทั้งหมดหลังหักส่วนลดการค้าและสินค้าที่รับคืน ส่วนต้นทุนขายจะมีวิธีคำนวณที่แตกต่างกันตามลักษณะของแต่ละธุรกิจ ตัวอย่างธุรกิจซื้อมาขายไป บริษัท ก จำกัด จำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน มีรายได้จากการขาย 800,000 บาท และมีต้นทุนซื้อสินค้ามา 480,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการขาย — 800,000 บาท ต้นทุนซื้อสินค้า — 480,000 บาท กำไรขั้นต้น 800,000 – 480,000 320,000 บาท ต้นทุนขายของธุรกิจซื้อมาขายไปจะคิดคำนวณได้ตรงไปตรงมาที่สุด เนื่องจากอิงจากราคาที่สั่งซื้อสินค้าสำเร็จรูปเข้ามาโดยตรง ตัวอย่างธุรกิจบริการ บริษัท ข จำกัด รับพัฒนาระบบและจัดทำเว็บไซต์ มีรายได้จากการให้บริการ 500,000 บาท โดยมีต้นทุนค่าบริการเป็นค่าแรงโปรแกรมเมอร์และค่าเช่า Server ประจำโครงการ 200,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการบริการ — 500,000 บาท ต้นทุนบริการ (ค่าแรงทีมพัฒนา + ค่า Server) — 200,000 บาท กำไรขั้นต้น 500,000 – 200,000 300,000 บาท ธุรกิจบริการมักจะมีสัดส่วนกำไรขั้นต้นสูงกว่าธุรกิจประเภทอื่น เพราะต้นทุนหลักคือแรงงานและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ได้มีต้นทุนวัตถุดิบทางกายภาพ ตัวอย่างธุรกิจผลิต บริษัท ค จำกัด ดำเนินกิจการโรงงานผลิตเบเกอรี่ มีรายได้จากการขาย 1,200,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการขาย — 1,200,000 บาท ค่าวัตถุดิบ (แป้ง นม เนย น้ำตาล) — 400,000 บาท ค่าแรงงานฝ่ายผลิต — 200,000 บาท ค่าโสหุ้ยการผลิต (ค่าไฟโรงงาน บรรจุภัณฑ์) — 100,000 บาท ต้นทุนขายรวม 400,000 + 200,000 + 100,000 700,000 บาท กำไรขั้นต้น 1,200,000 – 700,000 500,000 บาท ธุรกิจผลิตจะมีโครงสร้างต้นทุนขายที่ซับซ้อนที่สุด เพราะต้องนำค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงานคนงาน และค่าโสหุ้ยการผลิตมารวมกันก่อนนำไปหักลบออกจากยอดขาย โครงสร้างกำไร 3 ระดับ ต่างกันอย่างไร ในงบการเงินจะมีตัวเลขกำไรปรากฏอยู่ 3 ลำดับขั้น ซึ่งแต่ละระดับจะตัดค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง ประเภทกำไร สูตรการคำนวณ ตัวเลขนี้บอกอะไร กำไรขั้นต้น (GP) รายได้ – ต้นทุนขาย ตัวสินค้าและบริการสร้างผลกำไรได้ดีเพียงใด กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) กำไรขั้นต้น – ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร ประสิทธิภาพการทำกำไรของธุรกิจก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี กำไรสุทธิ (Net Profit) รายได้ทั้งหมด – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด – ภาษี ผลตอบแทนสุทธิสุดท้ายที่ตกถึงมือเจ้าของกิจการ หากธุรกิจมีกำไรขั้นต้นสูงแต่กำไรสุทธิต่ำ แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่บวมเกินไป เช่น ค่าเช่าพื้นที่ราคาแพง หรือภาระดอกเบี้ยเงินกู้ วิธีอ่านกำไรขั้นต้นในงบกำไรขาดทุน (P&L) ตามขั้นตอน การจัดทำงบการเงิน กำไรขั้นต้นจะปรากฏอยู่ในส่วนบนของงบกำไรขาดทุน โดยเรียงลำดับจากบนลงล่างดังนี้ ลำดับ รายการทางบัญชี ตัวเลขสมมติ 1 รายได้จากการขายหรือการให้บริการ 1,000,000 บาท 2 หัก: ต้นทุนขาย (600,000) บาท 3 กำไรขั้นต้น (Gross Profit) 400,000 บาท 4 หัก: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) (200,000) บาท 5 กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) 200,000 บาท 6 หัก: ดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (50,000) บาท 7 กำไรสุทธิ (Net Profit) 150,000 บาท กำไรขั้นต้นจะอยู่ บรรทัดที่ 3 เสมอ หากคุณใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ระบบจะประมวลผลตัวเลขบรรทัดนี้ให้อัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเปิดบิลขายและบันทึกต้นทุน โดยไม่ต้องรอจนถึงรอบ ปิดงบการเงิน ปลายปี อัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) และเกณฑ์มาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม การดูกำไรขั้นต้นเป็นตัวเงินบาทอาจไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งหรือปีก่อนหน้าได้อย่างชัดเจน จึงนิยมแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เรียกว่า อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อัตรากำไรขั้นต้น (%) = (กำไรขั้นต้น ÷ ยอดขายสุทธิ) × 100 แต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างต้นทุนที่ต่างกัน ตารางด้านล่างแสดงเกณฑ์มาตรฐานค่าเฉลี่ยของ GP Margin ที่ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อุตสาหกรรม GP Margin เฉลี่ยที่เหมาะสม ปัจจัยโครงสร้างต้นทุน ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง (Retail) 25-35% เน้นซื้อมาขายไป มาร์จินถูกกดดันจากการแข่งขันในตลาด ธุรกิจผลิตสินค้า (Manufacturing) 20-35% มีภาระต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงงานโรงงานสูง ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) 60-70% ต้นทุนวัตถุดิบค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย แต่มีค่าเช่าพื้นที่สูง ธุรกิจบริการวิชาชีพ (Service) 50-70% ไม่มีต้นทุนเนื้อสินค้า เน้นใช้ทักษะและเวลาทำงาน ธุรกิจเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ (SaaS) 70-85% ต้นทุนการทำซ้ำต่ำมากหลังจากพัฒนาระบบสำเร็จ หากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยติดต่อกัน 2-3 เดือน ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการต้องเร่งตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนทันที GP ลดลงทุกเดือน สัญญาณเตือนอะไร ต้องเช็คจุดไหน เมื่อพบว่ากำไรขั้นต้นลดลงอย่างต่อเนื่องแม้ว่ายอดขายจะเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมักมาจาก 3 ปัจจัยนี้ ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบในตลาดขยับตัวขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อหรือห่วงโซ่อุปทาน แต่ธุรกิจยังคงขายสินค้าราคาเดิม ทำให้ส่วนต่างของกำไรขั้นต้นถูกกัดกร่อนทีละน้อย ไม่กล้าปรับราคาขายตามต้นทุนที่แท้จริง หลายธุรกิจกังวลว่าลูกค้าจะหายจึงเลือกตรึงราคาเดิมไว้ ทางออกที่ดีคือต้องมีระบบบันทึกบัญชีที่แม่นยำ เพื่อให้ทราบต้นทุนที่แท้จริงแบบเรียลไทม์และวางแผนปรับราคาได้อย่างเหมาะสม สัดส่วนสินค้าที่ขายเปลี่ยนไป (Product Mix) บางช่วงเวลาสินค้าที่ขายดีกลับกลายเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ เช่น รายการที่นำมาจัดโปรโมชันลดราคา ส่งผลให้ภาพรวมของ GP Margin ทั้งกิจการลดลง แม้ว่ายอดขายรวมจะไม่ตกเลยก็ตาม 5 วิธีเพิ่มกำไรขั้นต้นโดยไม่ต้องขึ้นราคา การขึ้นราคาสินค้าไม่ใช่ทางเลือกเดียวในการแก้ปัญหา ผู้ประกอบการสามารถใช้ 5 กลยุทธ์นี้เพื่อเพิ่มกำไรขั้นต้นได้ทันที สรุป – กำไรขั้นต้น ตัวเลขแรกที่ SME ต้องควบคุม กำไรขั้นต้น (GP) เป็นดัชนีชี้วัดตัวแรกที่บอกว่า สินค้าหรือบริการของคุณยังสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อต้นทุนอยู่หรือไม่ การติดตาม GP และ GP Margin อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณตรวจพบความผิดปกติของโครงสร้างต้นทุนและแก้ไขได้ทันก่อนกระทบต่อกำไรสุทธิ สิ่งที่คุณควรทำทันทีคือ การเปิดดูตัวเลขของเดือนล่าสุด เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และสังเกตแนวโน้มย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน วิเคราะห์กำไรขั้นต้นแบบเรียลไทม์ด้วย PEAK Board หากคุณต้องการติดตามกำไรขั้นต้นและเห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน PEAK Board มี Dashboard ช่วยแสดงผลกำไรขั้นต้น ต้นทุนขาย และงบกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมต่อกับ PEAK Account เพื่อให้คุณตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารต้นทุนและควบคุมผลกำไรของธุรกิจอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกำไรขั้นต้น กำไรขั้นต้นติดลบ หมายความว่าอย่างไร กำไรขั้นต้นติดลบ แปลว่าต้นทุนขายสูงกว่ารายได้จากการขาย หรืออยู่ในภาวะยิ่งขายยิ่งขาดทุน ทุกการขายจะสร้างผลขาดทุนทันที สาเหตุหลักมาจากการตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนจริง หรือต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางแก้ไขคือต้องปรับโครงสร้างต้นทุนขายหรือขึ้นราคาขายทันที ไม่ใช่การตัดลดค่าใช้จ่ายฝ่ายบริหาร GP Margin ต่ำกว่า benchmark ต้องขึ้นราคาทันทีไหม ไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาทันที ควรตรวจสอบแนวทางเพิ่มกำไรขั้นต้นด้านอื่นก่อน เช่น การเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อขอลดราคาวัตถุดิบ การลดอัตราของเสียในกระบวนการผลิต หรือการปรับสัดส่วนการขายไปเน้นสินค้าที่มีมาร์จินสูง การขึ้นราคาควรเป็นทางเลือกหลังจากปรับปรุงประสิทธิภาพภายในแล้ว กำไรขั้นต้นเท่ากัน แต่ทำไมกำไรสุทธิต่างกันได้ เป็นไปได้ เพราะกำไรสุทธิจะต้องนำค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ดอกเบี้ย และภาษีมาหักลบด้วย สองธุรกิจที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันและมีกำไรขั้นต้นเท่ากัน ธุรกิจที่มีค่าเช่าสำนักงานถูกกว่าหรือมีต้นทุนการบริหารจัดการต่ำกว่า ย่อมมีกำไรสุทธิที่สูงกว่า ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้า มีวิธีคิดต้นทุนขายอย่างไร ธุรกิจบริการให้นับค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายที่ผูกพันกับงานบริการลูกค้าโดยตรงเป็นต้นทุนขาย เช่น ค่าจ้างโปรแกรมเมอร์ประจำโครงการ หรือค่าแรงพนักงานนวด โดยไม่รวมเงินเดือนฝ่ายสนับสนุน เช่น แอดมินหรือบัญชี แล้วนำมาคำนวณตามสูตรปกติ ควรตรวจเช็กกำไรขั้นต้นบ่อยแค่ไหน ควรเปิดดูอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และเปรียบเทียบกับผลงานในเดือนก่อนหน้า แต่หากใช้โปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard สรุปข้อมูลอัตโนมัติ จะสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวได้ทุกวัน ช่วยให้ตรวจพบปัญหาต้นทุนบวมได้อย่างรวดเร็ว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ROE คืออะไร ทำไมธนาคารอยากดู ก่อนปล่อยกู้

เจ้าของกิจการหลายคนเคยถูกธนาคารถามว่า ROE ของบริษัทเท่าไหร่ แล้วตอบไม่ได้ ตัวเลขนี้เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่คอยบอกว่า เงินลงทุนของคุณสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ดีแค่ไหน ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งแปลว่าคุณบริหารและใช้เงินทุนได้อย่างคุ้มค่า บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ พร้อมตัวอย่างจากงบจริงของ SME รวมถึงเหตุผลสำคัญที่ธนาคารมักจะขอดูตัวเลขนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ ROE คืออะไร ROE ย่อมาจาก Return on Equity หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าทุกบาทที่เจ้าของลงทุนไปนั้น สามารถสร้างกำไรสุทธิกลับมาได้กี่บาท สมมติคุณลงเงิน 1,000,000 บาท เพื่อเปิดร้านขายของออนไลน์ ปลายปีมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท แปลว่าทุก 100 บาทที่คุณลงทุนไป สามารถสร้างกำไรกลับมาได้ 20 บาท นั่นหมายความว่ากิจการของคุณมี ROE เท่ากับ 20% ตัวเลขนี้ช่วยบอกได้ว่าคุณควรลงทุนเพิ่มในธุรกิจนี้ หรือเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า ถ้าผลตอบแทนต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก การเอาเงินไปฝากธนาคารเฉย ๆ อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่าด้วยซ้ำ ทำไม ROE ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME ผู้ประกอบการ SME หลายคนมักดูแค่ว่าปีนี้กำไรเท่าไหร่ แต่ลืมดูว่าตัวเองต้องลงทุนไปเท่าไหร่กว่าจะได้กำไรก้อนนั้นมา อัตราส่วนนี้จะช่วยให้คุณเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของการบริหารงาน นอกจากนี้ ยังเป็นตัวเลขสำคัญที่ธนาคารและนักลงทุนดูก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติสินเชื่อ การพิจารณาร่วมลงทุน หรือการประเมินมูลค่ากิจการเพื่อซื้อขายธุรกิจ สูตรคำนวณ ROE พร้อมตัวอย่าง สูตรนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน สามารถใช้ตัวเลขแค่ 2 ตัวจาก งบการเงิน ประจำปีมาคำนวณได้เลย สูตร ROE ROE (%) = (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) × 100 กำไรสุทธิ (Net Income) หาได้จากบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หาได้จากหมวดทุนในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ตัวอย่างคำนวณ ROE จากงบจริง SME ไทย ร้านค้าออนไลน์ บริษัท ก จำกัด มีผลประกอบการดังนี้ วิธีคำนวณ: (500,000 ÷ 2,000,000) × 100 = 25% ผลลัพธ์ 25% หมายความว่าทุก 100 บาทที่เจ้าของลงทุนไป ธุรกิจสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ถึง 25 บาท ถือว่าใช้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ROE เท่าไหร่ถึงดี เกณฑ์มาตรฐานแยกตามประเภทธุรกิจ ความจริงแล้วไม่มีตัวเลขที่จัดว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เกณฑ์ทั่วไปคือถ้าผลตอบแทนสูงกว่า 15% จะถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่ทางที่ดีที่สุดคือต้องนำไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เกณฑ์ ROE ตามประเภทธุรกิจ ประเภทธุรกิจ ROE เฉลี่ย (โดยประมาณ) เหตุผล ค้าปลีก / e-Commerce 15-25% กำไรต่อชิ้นต่ำ แต่เน้นขายไว หมุนรอบเร็ว ธุรกิจบริการ 20-35% ใช้เงินลงทุนเรื่องทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่เป็นทักษะ กำไรจึงสูง ผลิตสินค้า / โรงงาน 10-20% ต้องลงทุนกับเครื่องจักรและคลังสินค้าสูง ทำให้คืนทุนช้ากว่า อสังหาริมทรัพย์ 8-15% ฐานทุนกว้างมาก ใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนจึงมักดูต่ำ ถ้าธุรกิจของคุณมีตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตารางนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องเริ่มปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน หรือหารายได้เพิ่ม ทำไมธนาคารดู ROE ก่อนปล่อยกู้ SME เมื่อ SME ยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารไม่ได้มองแค่ยอดขาย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ซึ่งตัวเลขอัตราส่วนนี้สามารถตอบคำถามนี้ได้ตรงประเด็นที่สุด ROE บอกอะไรธนาคารได้บ้าง ผลตอบแทนที่สูงบอกธนาคารว่าเจ้าของกิจการมีทักษะในการบริหารเงินทุนได้ดี มีโอกาสสูงที่จะชำระหนี้คืนได้ตรงเวลา ถ้ายิ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ แปลว่าการอนุมัติเงินกู้ไปขยายธุรกิจนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ในทางกลับกัน ผลตอบแทนที่ต่ำหรือติดลบ จะทำให้ธนาคารมองว่าธุรกิจอาจไม่มีกำลังมากพอที่จะชำระหนี้ โอกาสถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูควบคู่กับ ROE ธนาคารไม่ได้พิจารณาจากตัวเลขเดียว แต่จะดูอัตราส่วนอื่นประกอบกันด้วย เช่น ROE กับ ROA ต่างกันอย่างไร ทั้งสองตัวเลขใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ฐานทุนที่นำมาเทียบ ROE จะวัดผลตอบแทนเทียบกับเงินของเจ้าของเพียงอย่างเดียว ส่วน ROA (Return on Assets) จะวัดเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งรวมถึงเงินกู้หรือหนี้สินด้วย ธุรกิจที่กู้เงินมาหมุนเวียนเยอะอาจมีตัวเลขส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำ ทำให้ผลลัพธ์ ROE พุ่งสูงจนดูดีเกินจริง แต่ถ้าหันไปดู ROA จะพบว่าต่ำเตี้ยติดดินเพราะสินทรัพย์รวม (ที่มาจากหนี้) สูงมาก ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงแนะนำให้ดูทั้งสองตัวคู่กันเสมอเพื่อไม่ให้โดนหลอกตา DuPont Analysis แยกองค์ประกอบ ROE ให้เข้าใจลึกขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าผลตอบแทนที่สูงหรือต่ำนั้นมาจากสาเหตุอะไร โมเดลวิเคราะห์ทางการเงินที่ชื่อว่า DuPont Analysis จะช่วยแยกส่วนประกอบออกมาเป็น 3 ส่วน เพื่อให้คุณวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด สูตร DuPont 3 ตัวแปร ROE = Net Profit Margin × Asset Turnover × Equity Multiplier แปลความหมายแต่ละตัวแปรได้ดังนี้ ถ้าผลตอบแทนรวมต่ำ ให้คุณลองเช็กทีละตัวว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน กำไรต่อยอดขายน้อยไป หมุนสินทรัพย์ช้า หรือใช้หนี้น้อยเกินไป แล้วค่อยไปแก้ตรงจุดนั้น ROE ติดลบ หมายความว่าอะไร การติดลบเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ กำไรสุทธิติดลบ (บริษัทขาดทุน) หรือส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ (มีขาดทุนสะสมมากจนเกินทุนจดทะเบียน) ถ้าธุรกิจขาดทุนในปีนั้น กำไรสุทธิที่ติดลบจะส่งผลให้ผลตอบแทนติดลบตาม กรณีนี้ไม่ได้ร้ายแรงเสมอไป อาจเป็นเพราะเป็นช่วงลงทุนขยายกิจการในปีแรก ๆ แต่ถ้าสาเหตุมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรงกว่า หมายความว่ากิจการมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ต้องรีบแก้ไขโดยการเพิ่มทุนหรือลดหนี้อย่างด่วน วิธีเพิ่ม ROE สำหรับเจ้าของกิจการ SME จากสูตรตั้งต้น (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) การเพิ่มผลตอบแทนสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก เพิ่มกำไรสุทธิ วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้กำไรเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งรายได้จากช่องทางใหม่ การขึ้นราคา หรือการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์สามารถปรับโครงสร้างแพ็กเกจลดค่าขนส่งจากเดือนละ 50,000 เหลือ 35,000 บาท ซึ่งส่วนต่างที่ประหยัดได้จะไปเพิ่มในกำไรสุทธิโดยตรง บริหารส่วนของผู้ถือหุ้นให้เหมาะสม ถ้าธุรกิจมีเงินสดกองทิ้งไว้ในบัญชีมากเกินความจำเป็น ส่วนของทุนจะสูง แต่ผลตอบแทนจากการใช้เงินทุนจะต่ำ การจ่ายปันผลออกไปให้ผู้ถือหุ้น หรือนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อยอดขยายกิจการ จะช่วยปรับสัดส่วนนี้ให้สมดุลและดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้โปรแกรมบัญชีติดตามผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง การรู้ตัวเลขอัตราส่วนเหล่านี้เพียงปีละครั้งในตอนปิดงบนั้นไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในยุคนี้ คุณควรมีเครื่องมือที่ช่วยติดตามผลประกอบการเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับตัวและอุดรอยรั่วได้ทันท่วงที สรุป – ROE ตัวเลขเดียวที่บอกประสิทธิภาพเงินลงทุน ROE เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME มองเห็นว่าธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้คุ้มค่าแค่ไหน สิ่งที่คุณควรเริ่มทำต่อจากนี้คือ การนำงบการเงินล่าสุดมาคำนวณและเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม เตรียมตัวเลขเหล่านี้ให้พร้อมก่อนเดินเข้าไปขอสินเชื่อ และหมั่นติดตามอัตราส่วนสำคัญเป็นประจำโดยไม่ต้องรอดูแค่ตอนสิ้นปี เข้าใจธุรกิจได้ แค่กวาดสายตากับ PEAK Board หากคุณต้องการรู้สุขภาพทางการเงินโดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปยอดให้ PEAK Board มี Dashboard ที่คอยดึงข้อมูลจากงบการเงินมาแสดงภาพรวมแบบ Real-Time ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ให้คุณวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารการเงินของคุณให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROE ROE สูงเกินไปดีหรือไม่ ไม่เสมอไป ผลตอบแทนที่พุ่งสูงแบบผิดปกติ (เช่น เกิน 50%) อาจเกิดจากการที่ส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แปลว่าธุรกิจพึ่งพาหนี้สินเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ควรนำ D/E Ratio มาตรวจสอบประกอบด้วยเสมอ ROE ต่างจาก ROI อย่างไร ROI (Return on Investment) วัดผลตอบแทนจากการลงทุนเฉพาะโครงการ เช่น ลงทุนทำโฆษณา 100,000 บาท ได้ยอดขายเพิ่ม 300,000 บาท ส่วน ROE จะเป็นมาตรวัดผลการดำเนินงานระดับรวมของทั้งองค์กร SME ที่เพิ่งเปิดกิจการ ROE ต่ำ ถือว่าปกติไหม ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะในช่วงปีแรกธุรกิจมักมีค่าใช้จ่ายสูงจากการลงทุนเริ่มต้นในขณะที่กำไรสุทธิยังน้อย สิ่งที่ควรโฟกัสคือทิศทางแนวโน้ม ถ้าตัวเลขค่อย ๆ ขยับเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง DuPont Analysis ช่วยวิเคราะห์ผลการดำเนินงานอย่างไร DuPont จะดึงส่วนประกอบแยกออกมาเป็น 3 ส่วน คือ ความสามารถทำกำไรต่อยอดขาย ความเร็วในการหมุนสินทรัพย์ และสัดส่วนภาระหนี้ ช่วยให้ผู้บริหารรู้ทันทีว่าตัวเลขสวย ๆ ที่ได้มานั้นมาจากฝีมือการทำกำไรจริง หรือแค่มาจากการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก ยื่นขอสินเชื่อแล้วถูกปฏิเสธ ทำยังไงต่อ ให้สอบถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าอัตราส่วนตัวไหนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วนำมาปรับปรุง เช่น ถ้า D/E Ratio สูงเกินไปก็ให้หาทางลดหนี้ลงหรือเพิ่มทุน แต่ถ้าประเด็นอยู่ที่กำไรต่ำก็ต้องกลับมาปรับลดค่าใช้จ่ายให้งบสวยขึ้นก่อนไปยื่นใหม่รอบหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ROA คืออะไร สูตรและตัวอย่างคำนวณผลตอบแทนจากสินทรัพย์สำหรับ SME

ธุรกิจที่ลงทุนซื้อเครื่องจักร สต๊อกสินค้า หรือตกแต่งร้านอย่างอลังการ แต่กำไรกลับออกมาน้อยนิด อาจกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการใช้ทรัพย์สินไม่คุ้มค่า ROA คือตัวเลขที่จะช่วยไขคำตอบนี้ได้ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นเครื่องมือที่วัดว่า ทุกบาทที่ลงทุนเป็นสินทรัพย์นั้น สามารถสร้างกำไรกลับมาได้เท่าไร บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่สูตรคำนวณ ROA พร้อมยกตัวอย่างจากงบการเงินจริงของธุรกิจ SME การเปรียบเทียบข้อแตกต่างกับ ROE และแนะนำเทคนิคการปรับปรุงอัตราส่วนนี้ให้ดีขึ้น ROA คืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจควรรู้ ROA หรือ Return on Assets คืออัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดว่าธุรกิจสามารถนำสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ไปสร้างเป็นกำไรสุทธิได้ดีแค่ไหน ยิ่ง ROA มีค่าสูง แปลว่าธุรกิจสามารถบริหารทรัพย์สินได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ชื่อเต็มภาษาไทยคือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ แต่ในวงการธุรกิจและการเงินนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ROA ทำไม ROA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ สินทรัพย์ก็คือเงินที่จมอยู่ในระบบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรมูลค่าหลักล้าน รถบรรทุกขนส่ง สินค้าในสต๊อก หรือแม้แต่เงินสดในบัญชี ถ้าคุณมีสินทรัพย์เยอะแต่กลับทำกำไรได้น้อย แปลว่าเงินทุนของคุณกำลังถูกใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ROA จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมว่า ทรัพย์สินที่ประเคนลงทุนไปนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้คุ้มค่าเหนื่อยหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพของธุรกิจตัวเองเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเอาไปเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ยังได้ สูตรคำนวณ ROA พร้อมตัวอย่างจากงบ SME จริง สูตรการคำนวณไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด คุณสามารถดึงตัวเลขแค่ 2 ตัวที่อยู่ในงบการเงินมาคำนวณได้ทันที ROA (%) = (กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม) × 100 ตัวอย่างคำนวณ ROA จากงบการเงินจริง สมมติ บริษัท ก จำกัด เป็นร้านขายอุปกรณ์สำนักงานออนไลน์ มีงบการเงินปีล่าสุดดังนี้ วิธีคำนวณ: (600,000 ÷ 3,000,000) × 100 = 20% ผลลัพธ์ 20% หมายความว่า ทุก 100 บาทที่บริษัท ก นำไปลงทุนเป็นสินทรัพย์ จะสามารถสร้างผลกำไรกลับมาได้ 20 บาท กำไรสุทธิ คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน กำไรสุทธิ (Net Income) คือรายได้ทั้งหมดหักลบด้วยค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนสินค้า ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา และภาษี ตัวเลขสำคัญนี้จะอยู่ในบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน สินทรัพย์รวม คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน สินทรัพย์รวม (Total Assets) คือทรัพย์สินทุกอย่างที่กิจการมีสิทธิ์ครอบครอง ทั้งเงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เครื่องจักร อาคาร และที่ดิน ตัวเลขนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) เวลาคำนวณ บางตำราอาจแนะนำให้ใช้ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย คือการนำสินทรัพย์ต้นปีมารวมกับปลายปีแล้วหาร 2 เพื่อให้ตัวเลขมีความแม่นยำขึ้น แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นวิเคราะห์สุขภาพการเงิน การใช้สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปีก็เพียงพอที่จะเห็นภาพรวมแล้ว ROA เท่าไหร่ถึงดี ค่ามาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม ไม่มีค่า ROA ที่ฟันธงได้ว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างการลงทุนที่ต่างกันลิบลับ ธุรกิจที่ต้องประเดิมด้วยการซื้อเครื่องจักรหนักย่อมมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าธุรกิจที่ใช้แค่สมองและคอมพิวเตอร์ทำงาน หลักง่าย ๆ คือ หากมากกว่า 5% ถือว่าใช้ได้ และถ้าสูงกว่า 10% ถือว่าดีเยี่ยม แต่ก็ต้องนำไปเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกันอยู่เสมอ ROA ธุรกิจบริการ ธุรกิจผลิต และธุรกิจซื้อมาขายไป ต่างกันแค่ไหน ประเภทธุรกิจ ROA ทั่วไป เหตุผล ธุรกิจบริการ (ที่ปรึกษา, สำนักงานบัญชี, ฟรีแลนซ์) 15-30% ลงทุนทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่ใช้ทักษะคนทำงานเป็นหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไป (ร้านค้าออนไลน์, ค้าปลีก) 8-15% มีสต๊อกสินค้าและรอบเครดิตลูกหนี้การค้าอยู่ระดับหนึ่ง ธุรกิจผลิต (โรงงาน, แปรรูปอาหาร) 3-10% ต้องลงทุนกับเครื่องจักร โรงงาน อุปกรณ์หนัก ฐานสินทรัพย์จึงสูง สมมติว่าร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งมี ROA 5% ในขณะที่สำนักงานบัญชีก็มี 5% เท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองบริษัทนี้ทำผลงานได้ดีเท่ากัน เพราะร้านค้าออนไลน์มีสินทรัพย์จับต้องได้เยอะกว่า ระดับ 5% จึงพอรับได้ แต่สำหรับสำนักงานบัญชีที่ไม่ค่อยมีต้นทุนสินทรัพย์ ตัวเลขควรจะทะลุไปไกลกว่านี้ ROA ต่ำ หมายความว่าอะไร สาเหตุที่พบบ่อยใน SME อัตราส่วนที่ต่ำฟ้องให้เห็นว่าธุรกิจกำลังลงทุนในทรัพย์สินมากเกินไป แต่กลับเค้นกำไรจากทรัพย์สินเหล่านั้นออกมาได้น้อย สาเหตุยอดฮิตที่มักเจอในธุรกิจ SME ไทย ได้แก่ ถ้าตัวเลขผลตอบแทนของธุรกิจคุณร่วงลงทุกปี ควรเรียกประชุมทีมงานเพื่อตรวจสอบว่ามีสินทรัพย์หมวดไหนเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือกำไรสุทธิร่วงลงจากสาเหตุอะไร ROA กับ ROE ต่างกันอย่างไร ดูคู่กันถึงครบ ROA กับ ROE (Return on Equity) เป็นอัตราส่วนทางการเงินคู่แฝดที่มักถูกนำมาเปิดเทียบกัน ทั้งสองตัวใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกันแต่มองผ่านคนละเลนส์ ROA จะวัดประสิทธิภาพจากสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ในขณะที่ ROE จะโฟกัสเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้นหรือเงินที่เจ้าของควักกระเป๋าลงทุนไปจริง ๆ เท่านั้น ตารางเปรียบเทียบ ROA กับ ROE เกณฑ์ ROA ROE ชื่อเต็ม Return on Assets Return on Equity วัดอะไร ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด ผลตอบแทนจากเงินที่เจ้าของลงทุน รวมหนี้สินด้วยไหม รวม (เพราะสินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน) ไม่รวม (คิดเฉพาะเงินทุนของเจ้าของ) กรณีที่ขัดแย้งกัน – ROE อาจดูสูงลิ่ว เพราะกู้เงินมาหมุนจนหนี้ท่วม เหมาะดูเมื่อ เปรียบเทียบประสิทธิภาพข้ามอุตสาหกรรม เปรียบเทียบผลตอบแทนสำหรับนักลงทุน เมื่อไหร่ควรดู ROA เมื่อไหร่ควรดู ROE ถ้าคุณอยากรู้ว่าทีมบริหารใช้ทรัพยากรทุกเม็ดที่มีอยู่ได้คุ้มค่าแค่ไหน ให้หันไปมอง ROA เพราะมันคำนวณรวมทั้งเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียน แต่ถ้าอยากตอบคำถามนักลงทุนว่า เงินที่ใส่ลงไปมันงอกเงยคุ้มค่าแค่ไหน ให้ดู ROE มีหลายธุรกิจที่ชอบกู้หนี้ยืมสินมาขยายกิจการ ทำให้ผลลัพธ์ ROE ออกมาสูงและดูสวยงามมาก แต่พอไปกางดู ROA กลับพบว่าต่ำเรี่ยดิน เพราะมีสินทรัพย์รวมที่เกิดจากหนี้พองตัวอยู่ การวิเคราะห์ทั้งสองตัวแปรคู่กันจะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า ผลตอบแทนที่บริษัททำได้นั้นเกิดจากฝีมือการบริหารที่ดีจริง หรือแค่ใช้พลังของเงินกู้ วิธีปรับปรุง ROA ให้ดีขึ้นสำหรับ SME ไทย การปั้นตัวเลขให้ดีขึ้นสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือเพิ่มตัวเศษ (เพิ่มกำไร) หรือลดตัวส่วน (ลดการตุนสินทรัพย์) หรือถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ก็จะยิ่งดี เพิ่มกำไรสุทธิ การเพิ่มกำไรทำได้ทั้งฝั่งหาตังค์และฝั่งรัดเข็มขัด บริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ สินทรัพย์ที่จมอยู่เฉย ๆ จะทำให้ตัวหารเพิ่มขึ้นและฉุดผลตอบแทนลงมาอย่างน่าเสียดาย ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจช่วยติดตาม การติดตามอัตราส่วนสำคัญไม่ได้แปลว่าต้องรอให้ทีมบัญชีปิดงบตอนสิ้นปีเสมอไป ถ้าคุณมีโปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard นำเสนอภาพรวมการเงินแบบทันที คุณก็จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้รวดเร็วกว่า ข้อควรระวังในการใช้ ROA วิเคราะห์ธุรกิจ แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มหาศาล แต่ก็มีข้อควรระวังที่คุณไม่ควรมองข้าม ค่าเสื่อมราคาสะสมที่ถูกหักออกไปมาก อาจทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่โชว์ในงบดุลต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง ส่งผลให้ ROA ดีดตัวสูงเกินจริงได้ เช่น เครื่องจักรที่หักค่าเสื่อมจนเหลือมูลค่าทางบัญชีแค่ 1 บาท แต่ความจริงยังใช้งานผลิตของได้เต็มกำลัง สำหรับธุรกิจที่เน้นเช่าสินทรัพย์แทนการซื้อขาด (Leasing) สินทรัพย์รวมจะต่ำกว่าอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ROA ออกมาดูดีมาก แม้ว่าเนื้อแท้ของประสิทธิภาพการทำงานอาจจะไม่ได้เก่งไปกว่าคู่แข่งเลย ดังนั้น การตัดสินใจจาก ROA เพียงตัวเลขเดียวอาจไม่ครอบคลุม ควรนำไปพิจารณาร่วมกับ ROE และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพื่อให้ได้บทสรุปที่รอบด้านที่สุด สรุป – ROA ช่วยให้เห็นว่าทรัพย์สินสร้างกำไรได้คุ้มค่าหรือไม่ ROA ช่วยตอบคำถามสำคัญให้เจ้าของธุรกิจว่า กำไรที่ทำได้เมื่อเทียบกับเงินทุนก้อนโตที่ละลายไปในสินทรัพย์นั้น คุ้มค่าเหนื่อยจริง ๆ หรือไม่ ยิ่งมีตัวเลขสูงก็ยิ่งแสดงว่าการบริหารจัดการภายในนั้นยอดเยี่ยม แต่จำไว้เสมอว่าต้องเปรียบเทียบกับธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และอย่าลืมหยิบตัวเลข ROE มาวิเคราะห์ควบคู่ไปด้วยเสมอ วิเคราะห์สุขภาพธุรกิจของคุณ ไปกับ PEAK Board ผู้ประกอบการชั้นนำเลือกใช้ PEAK Board ช่วยแปลงตัวเลขทางบัญชีที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกราฟสวยงามเข้าใจง่าย ให้เจ้าของธุรกิจประเมินสถานการณ์ และดูอัตราส่วนสำคัญทางการเงินได้เองตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROA ROA ติดลบ หมายความว่าอะไร อาการติดลบเกิดจากการที่ธุรกิจมีผลขาดทุนสุทธิ (รายจ่ายเยอะกว่ารายได้) ทำให้ตัวเศษในสมการเป็นค่าติดลบ สถานการณ์นี้เป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน แต่ถ้าปล่อยให้ติดลบต่อเนื่องหลายปี ควรทบทวนโมเดลและแผนธุรกิจเสียใหม่ เปรียบเทียบ ROA ข้ามอุตสาหกรรมได้ไหม สามารถทำได้ แต่ต้องระวังให้ดีเพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างของเครื่องมือหากินต่างกัน โรงงานผลิตเครื่องจักรที่มีผลตอบแทน 5% อาจถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งในวงการอุตสาหกรรมหนัก แต่ถ้าเอา 5% นี้ไปเทียบกับบริษัทนายหน้าอสังหาฯ ตัวเลขระดับนี้จะถือว่าสอบตก การเปรียบเทียบที่ยุติธรรมที่สุดควรจับคู่กับธุรกิจที่มีประเภทและไซส์ใกล้เคียงกัน ROA ควรดูบ่อยแค่ไหน สำหรับกิจการ SME ที่มีการสรุปงบการเงินรายเดือน ควรหยิบตัวเลขนี้มาดูทุกไตรมาสเพื่อจับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องทนรอจนถึงตอนปิดงบสิ้นปี ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard สรุปภาพรวมให้ ก็ยิ่งเห็นปัญหาและหาทางหนีทีไล่ได้เร็วกว่าเดิม ROA กับ ROI ต่างกันตรงไหน ROA วัดความสามารถในการดึงกำไรออกมาจากสินทรัพย์ทั้งหมดของทั้งกิจการ ส่วน ROI (Return on Investment) จะวัดความคุ้มค่าจากเงินลงทุนแค่เฉพาะในโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งเท่านั้น เช่น ลงทุนซื้อโฆษณา Facebook ไป 10,000 บาท แล้วกวาดยอดขายกลับมาได้ 30,000 บาท ROI ของแคมเปญนี้จะพุ่งสูงถึง 200% ซึ่งขอบเขตของ ROI จะแคบกว่าและเจาะจงเป็นเรื่อง ๆ ไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

31 min

วิธีเลือกสำนักงานบัญชี เลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ

สำนักงานบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร สำนักงานบัญชี (Accounting Firm) คือ ผู้ให้บริการที่รับทำบัญชี ปิดงบการเงิน และยื่นภาษีแทนกิจการ โดยมีผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รับผิดชอบบัญชีของลูกค้าแต่ละราย การเลือกสำนักงานบัญชีที่เหมาะสมมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณวรรณา (ชื่อสมมุติ) เจ้าของ บริษัท เอ็มเคพี แพคเกจจิ้ง จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตกล่องกระดาษส่งโรงงานอุตสาหกรรมอาหารในจังหวัดชลบุรี จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว มีพนักงาน 12 คน และมีเอกสารซื้อขายหมุนเวียนประมาณ 300 ฉบับต่อเดือน ทำบัญชีต่างจากสอบบัญชีอย่างไร สำนักงานบัญชีทำหน้าที่จัดทำบัญชี บันทึกรายการค้า และจัดทำงบการเงินให้แก่กิจการ ส่วนผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินนั้นตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยผู้สอบบัญชีต้องมีความเป็นอิสระจากกิจการที่ตรวจ จึงไม่สามารถเป็นบุคคลคนเดียวกับผู้จัดทำบัญชีได้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ผู้สอบบัญชี คือใคร สำนักงานบัญชีทำอะไรบ้าง ขอบเขตการทำงานของสำนักงานบัญชีแบ่งออกเป็นงานประจำเดือน งานรอบครึ่งปี และงานประจำปี โดยรายละเอียดที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับสัญญาว่าจ้างที่ตกลงร่วมกัน รอบระยะเวลา ขอบเขตงานหลัก งานรายเดือน บันทึกบัญชีจากเอกสารซื้อขาย · ยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53) · ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) · จัดทำและนำส่งเงินสมทบประกันสังคม งานรอบครึ่งปี ประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) งานประจำปี ปิดบัญชีจัดทำงบการเงิน · ประสานงานผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) · ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 · นำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริการเสริมตามที่ตกลง จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท · จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม · บริการงานเงินเดือน (Payroll) · วางแผนและให้คำปรึกษาทางภาษี ผู้รับทำบัญชีมีกี่แบบ ผู้รับจ้างทำบัญชีในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก โดยทุกรูปแบบต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และต้องแจ้งรายชื่อเป็นผู้ทำบัญชีของกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รูปแบบผู้รับทำบัญชี ลักษณะการดำเนินงาน ข้อควรตรวจสอบก่อนว่าจ้าง นักบัญชีอิสระ (Freelance) ผู้ทำบัญชีรับงานและบริหารจัดการเพียงคนเดียว วุฒิการศึกษาตรงตามขนาดกิจการ · จำนวนลูกค้าในมือไม่เกินเกณฑ์ · แผนการส่งต่องานกรณีฉุกเฉิน สำนักงานบัญชีหรือบริษัทรับทำบัญชี จัดตั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีทีมงานผู้ทำบัญชีและผู้ช่วยแบ่งหน้าที่เป็นระบบ ตรวจสอบชื่อผู้ทำบัญชีที่แจ้งต่อ DBD · บุคคลที่รับผิดชอบและประสานงานจริงในแต่ละวัน สำนักงานบัญชีคุณภาพ สำนักงานบัญชีที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานคุณภาพจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบหนังสือรับรองและวันหมดอายุการรับรองมาตรฐาน คุณสมบัติผู้ทำบัญชีที่ควรรู้ ผู้ทำบัญชีที่มีคุณวุฒิปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป สามารถรับทำบัญชีให้แก่นิติบุคคลได้ทุกขนาด ส่วนผู้ที่มีคุณวุฒิอนุปริญญาหรือ ปวส. ทางการบัญชี สามารถรับทำบัญชีได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนและบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท นอกจากนี้ กฎหมายกำหนดให้ผู้ทำบัญชี 1 คน สามารถรับทำบัญชีได้ไม่เกิน 100 รายต่อปี และต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อปี ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร การรับรองคุณภาพของ DBD คืออะไร กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้การรับรองคุณภาพแก่สำนักงานบัญชีที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน 6 ด้าน เช่น การเปิดให้บริการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี มีฐานลูกค้านิติบุคคลไม่น้อยกว่า 15 ราย และมีหัวหน้าสำนักงานบัญชีที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีบัญชีพร้อมประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการทำงานให้แก่ผู้ประกอบการ ทำบัญชีเอง จ้างพนักงาน หรือจ้างสำนักงานบัญชี ก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางบริหารงานบัญชี ผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของ 3 ทางเลือกหลักจากปัจจัยด้านต้นทุน ความเชี่ยวชาญ และความต่อเนื่องของงาน เกณฑ์การพิจารณา ทำบัญชีด้วยตนเอง จ้างพนักงานบัญชีประจำ จ้างสำนักงานบัญชี ภาระต้นทุน ต่ำที่สุด แต่ใช้เวลาของเจ้าของกิจการสูง มีเงินเดือนประจำ สวัสดิการ และอุปกรณ์ทำงานทุกเดือน ค่าบริการรายเดือนและรายปีตามขอบเขตงานที่ตกลง ความรู้ความเชี่ยวชาญภาษี ขึ้นอยู่กับความรู้ของตัวเจ้าของกิจการ ขึ้นอยู่กับทักษะของพนักงานประจำเพียงคนเดียว มีทีมงานและผู้ทำบัญชีมืออาชีพคอยดูแลให้คำปรึกษา ความต่อเนื่องของงาน สะดุดเมื่อเจ้าของติดภารกิจอื่น เสี่ยงต่องานหยุดชะงักเมื่อพนักงานลาออก มีความต่อเนื่องสูง มีบุคลากรในทีมทดแทนงานได้ทันที การปิดงบและยื่นภาษีประจำปี ยังคงต้องจัดหาผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติ ทำได้หากพนักงานมีคุณสมบัติครบตามขนาดกิจการ รวมอยู่ในขอบเขตบริการที่ตกลงกันไว้ ความเหมาะสม ธุรกิจบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าขนาดเล็ก กิจการที่มีปริมาณเอกสารหมุนเวียนจำนวนมากทุกวัน ธุรกิจนิติบุคคล SME ส่วนใหญ่ สัญญาณว่าถึงเวลาต้องจ้างคนทำบัญชี บริษัท เอ็มเคพี แพคเกจจิ้ง จำกัด เข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อในปีที่สอง คุณวรรณาจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนจากการบันทึกบัญชีเองในตอนกลางคืนมาเป็นการว่าจ้างสำนักงานบัญชีมืออาชีพ ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แล้วยังต้องมีผู้ทำบัญชีไหม ยังคงต้องมีผู้ทำบัญชี แม้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยออกเอกสาร บันทึกรายการ และสรุปรายงานให้อัตโนมัติ แต่นิติบุคคลยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการระบุชื่อผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติเพื่อรับผิดชอบการปิดงบการเงินและการยื่นภาษี แนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน คือการที่เจ้าของกิจการออกเอกสารการขายและรับเงินผ่านโปรแกรมบัญชีออนไลน์ด้วยตนเอง จากนั้นให้สำนักงานบัญชีเข้ามาร่วมใช้งานบนระบบเดียวกันเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและปิดบัญชี ทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันโดยไม่ต้องเสียเวลาคีย์ข้อมูลซ้ำ สำนักงานบัญชีที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร สำนักงานบัญชีที่สามารถเป็นพาร์ตเนอร์ดูแลธุรกิจได้ในระยะยาว ควรมีคุณลักษณะสำคัญ 5 ด้าน 1. เข้าใจธุรกิจของลูกค้า มีความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของแต่ละประเภทธุรกิจ เช่น ธุรกิจผลิต ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจบริการ มีการบันทึกต้นทุนและสินค้าคงคลังที่แตกต่างกัน รวมถึงเข้าใจความแตกต่างในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น โรงงานรับจ้างผลิตย่อมมีจุดเน้นทางบัญชีต่างจากโรงงานที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์ของตนเอง 2. มีระบบและเครื่องมือที่ตรวจสอบได้ มีกระบวนการรับส่งเอกสาร การติดตามเอกสารที่สูญหาย และการแจ้งเตือนปัญหาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเจ้าของกิจการสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้ตลอดเวลาว่าเอกสารเดือนใดบันทึกเสร็จสิ้นแล้ว และยื่นแบบภาษีใดไปแล้วบ้าง 3. อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย สามารถสื่อสารประเด็นภาษีและข้อกำหนดทางบัญชีที่ซับซ้อนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมอธิบายเหตุผลประกอบตามข้อกฎหมาย โดยไม่ตอบเพียงแค่ว่าสามารถทำได้หรือทำไม่ได้ 4. สื่อสารเป็นระบบ กำหนดช่องทางการติดต่อ ผู้ประสานงานหลัก และกรอบเวลาในการตอบกลับไว้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือนเจ้าของกิจการล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดยื่นแบบภาษีเพื่อป้องกันค่าปรับ 5. ให้คำแนะนำที่ช่วยตัดสินใจ สามารถวิเคราะห์ตัวเลขในงบการเงินและรายงานให้ผู้บริหารทราบถึงจุดผิดปกติ เช่น ต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ หรืออัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ช้าลง พร้อมเสนอทางเลือกในการปรับปรุงที่สามารถปฏิบัติได้จริง ต้องตรวจสอบอะไรบ้างก่อนจ้างสำนักงานบัญชี ก่อนตัดสินใจลงนามในสัญญาว่าจ้าง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบ 4 จุดสำคัญ 4 เรื่องที่ต้องคุยก่อนเซ็นสัญญา ขอบเขตงานรายเดือน สำนักงานบัญชีบางแห่งบันทึกบัญชีครบถ้วนทุกเดือน ในขณะที่บางแห่งอาจเพียงแค่ยื่นแบบภาษีรายเดือนแล้วรวบรวมเอกสารไปบันทึกบัญชีในคราวเดียวตอนสิ้นปี หากผู้บริหารต้องการเห็นรายงานงบการเงินรายเดือนเพื่อดูผลกำไร จะต้องตกลงประเภทรายงานและกำหนดวันส่งมอบให้ชัดเจน วิธีส่งเอกสาร การส่งมอบเอกสารเป็นจุดที่เกิดข้อผิดพลาดได้บ่อย ควรตกลงรูปแบบการส่งมอบให้ชัดเจนว่าจะจัดส่งเป็นเอกสารกระดาษ ส่งไฟล์สแกน หรืออัปโหลดเข้าสู่โปรแกรมบัญชี พร้อมกำหนดวันตัดรอบเอกสารและแนวทางการติดตามเอกสารที่ตกหล่น สิทธิ์ในโปรแกรมบัญชี กรณีใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ร่วมกัน ควรกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลอย่างชัดเจนว่าฝ่ายใดมีหน้าที่ออกเอกสาร ฝ่ายใดบันทึกและปรับปรุงรายการ และที่สำคัญคือเมื่อสิ้นสุดสัญญาว่าจ้าง ฐานข้อมูลบัญชีทั้งหมดต้องยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของกิจการ ทดสอบด้วยคำถามจริง นำปัญหาที่ธุรกิจพบเจอจริงมาสอบถามในการพูดคุยครั้งแรก ตัวอย่างเช่น คุณวรรณานำประเด็นเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าขนส่ง และการจัดการรายได้จากการขายเศษกระดาษรีไซเคิลมาสอบถาม สำนักงานที่สามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจนพร้อมระบุเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ คือสำนักงานที่คุณวรรณาตัดสินใจร่วมงาน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยตอนเลือกสำนักงานบัญชี ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ ตัดสินใจเลือกจากราคาที่ต่ำที่สุด ขอบเขตงานอาจไม่ครอบคลุมการปิดงบการเงินและการยื่นภาษีประจำปี ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เพิ่มตอนสิ้นปี ไม่ได้จัดทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่สามารถควบคุมขอบเขตงานได้ชัดเจน และประสบปัญหาในการขอรับเอกสารคืนเมื่อเลิกจ้าง ไม่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ทำบัญชี อาจได้ผู้ทำบัญชีที่มีวุฒิไม่ตรงตามเกณฑ์ขนาดกิจการ หรือไม่ได้รับการแจ้งชื่อต่อ DBD อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ใช้บุคคลคนเดียวกันทั้งทำบัญชีและสอบบัญชี ขัดต่อหลักความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และอาจทำให้งบการเงินถูกปฏิเสธการรับรอง ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูลบัญชีของตนเอง เจ้าของกิจการไม่สามารถทราบสถานะทางการเงินและตัวเลขกำไรที่แท้จริงได้จนกว่าจะสิ้นปี ค่าทำบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร ค่าบริการทำบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย โดยสำนักงานแต่ละแห่งจะประเมินอัตราค่าบริการจากปัจจัยหลักในการปฏิบัติงาน ปัจจัยในการประเมินงาน ผลกระทบต่ออัตราค่าบริการทำบัญชี ปริมาณเอกสารต่อเดือน เอกสารใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และสลิปการโอนเงินจำนวนมากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสูงขึ้น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน จำนวนพนักงานในกิจการ มีภาระงานในการจัดทำบัญชีเงินเดือน การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) และการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม การบริหารสินค้าคงเหลือ ธุรกิจผลิตและซื้อมาขายไปต้องมีการควบคุมสต๊อกสินค้าและคำนวณต้นทุนขายที่มีความซับซ้อนกว่าธุรกิจบริการ ขอบเขตบริการรอบสิ้นปี การปิดบัญชี การจัดทำงบการเงิน การประสานงานผู้สอบบัญชี และการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 รวมอยู่ในแพ็กเกจหรือคิดแยกต่างหาก ทั้งนี้ ค่าบริการตรวจสอบบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายวิชาชีพที่แยกต่างหากจากค่าทำบัญชี เนื่องจากผู้สอบบัญชีต้องปฏิบัติงานอย่างเป็นอิสระ ศึกษาแนวทางการประเมินค่าตรวจสอบบัญชีได้ที่ ผู้สอบบัญชี คือใคร จ้างแล้ว เจ้าของกิจการยังต้องทำอะไร การว่าจ้างสำนักงานบัญชีไม่ได้หมายถึงการโอนภาระหน้าที่ตามกฎหมายทั้งหมด โดยกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทยังคงเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 หาสำนักงานบัญชีใกล้ฉันได้ที่ไหน หากกิจการใช้งานหรือวางแผนจะใช้งานโปรแกรม PEAK สามารถค้นหาสำนักงานบัญชีพันธมิตรได้ผ่าน หน้าค้นหาสำนักงานบัญชีของ PEAK ซึ่งมีสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์มากกว่า 1,800 แห่งทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น คุณวรรณาค้นหาสำนักงานบัญชีในจังหวัดชลบุรี และติดต่อสัมภาษณ์ 3 แห่งด้วยชุดคำถามเดียวกัน จากนั้นตัดสินใจเลือกสำนักงานที่ส่งใบเสนอราคาแยกขอบเขตงานรายเดือนและงานปิดงบการเงินอย่างชัดเจนที่สุด ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – สำนักงานบัญชี พาร์ตเนอร์คนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต สำนักงานบัญชีคือผู้ดูแลงานบันทึกบัญชี จัดทำงบการเงิน และยื่นแบบภาษีแทนกิจการ โดยมีผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นผู้รับผิดชอบ การเลือกสำนักงานบัญชีที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากความเข้าใจในธุรกิจ ระบบการทำงานที่ตรวจสอบได้ และความโปร่งใสของสัญญาบริการ ทั้งนี้ เจ้าของกิจการยังคงมีหน้าที่ในการส่งมอบเอกสารประกอบที่ถูกต้องและเก็บรักษาเอกสารไว้ตามที่กฎหมายกำหนด การเลือกพาร์ตเนอร์ด้านบัญชีที่ดีจะช่วยให้ผู้บริหารมีข้อมูลทางการเงินที่แม่นยำสำหรับวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ หาสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ PEAK ใกล้คุณ ผู้ประกอบการสามารถ ค้นหาสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ PEAK ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ร่วมกับกิจการ ครอบคลุมทั้งบริการทำบัญชีครบวงจร ที่ปรึกษาภาษี และจดทะเบียนบริษัท โดยสามารถเลือกค้นหาตามพื้นที่หรือขอรับคำแนะนำจากทีมงาน พร้อมเริ่มต้นจัดการงานเอกสารทางธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อเชื่อมต่องานบัญชีระหว่างธุรกิจและสำนักงานบัญชีอย่างไร้รอยต่อตั้งแต่วันนี้ ศึกษาข้อกำหนดทางวิชาชีพเพิ่มเติมได้ที่บทความ ผู้สอบบัญชี คือใคร และติดตามบทความน่ารู้เพื่อการบริหารกิจการได้ที่หมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสำนักงานบัญชี รับทำบัญชีเดือนละเท่าไหร่ อัตราค่าบริการทำบัญชีไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับปริมาณเอกสาร การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวนพนักงาน และขอบเขตงานรอบสิ้นปี ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอราคาที่แยกรายการค่างานประจำเดือนและงานปิดงบการเงินประจำปีอย่างชัดเจนจากสำนักงาน 2–3 แห่งเพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่า สำนักงานบัญชีกับนักบัญชีอิสระต่างกันอย่างไร นักบัญชีอิสระจะรับงานและบริหารจัดการเพียงคนเดียว ในขณะที่สำนักงานบัญชีจะทำงานเป็นทีม มีระบบตรวจสอบทานงาน และมีบุคลากรทดแทนเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้ ทั้งสองรูปแบบต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดและได้รับการแจ้งชื่อต่อ DBD เช่นเดียวกัน บริษัทเปิดใหม่ที่ยังไม่มีรายได้ต้องจ้างสำนักงานบัญชีไหม ต้องมีผู้ทำบัญชี เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน และนำส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีทุกปี แม้ในรอบปีนั้นจะยังไม่มีรายรับก็ตาม และหากกิจการได้จดทะเบียน VAT ไว้แล้ว จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนตามรอบปกติ ให้สำนักงานที่ทำบัญชีสอบบัญชีด้วยได้ไหม ไม่สามารถใช้ผู้สอบบัญชีคนเดียวกับผู้ทำบัญชีได้ เนื่องจากมาตรฐานวิชาชีพบัญชีกำหนดให้ผู้สอบบัญชีต้องมีความเป็นอิสระในการตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน การทำหน้าที่ทั้งสองอย่างโดยบุคคลหรือทีมงานเดียวกันจะถือว่าขัดต่อหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องทำอย่างไร ผู้ประกอบการควรแจ้งสำนักงานเดิมล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา ขอรับเอกสารประกอบการลงบัญชี สมุดบัญชี และไฟล์สำรองข้อมูลในระบบคืนให้ครบถ้วน จากนั้นให้ผู้ทำบัญชีรายใหม่ดำเนินการแจ้งรายชื่อเป็นผู้ทำบัญชีของกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มปฏิบัติงาน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท ต้องทำอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร และผลทางบัญชี

เพิ่มทุนจดทะเบียน คืออะไร และสำคัญอย่างไร เพิ่มทุนจดทะเบียน (Capital Increase) คือ การที่บริษัทจำกัดออกหุ้นใหม่เพื่อเพิ่มทุนจากที่จดไว้ตอนจัดตั้ง โดยต้องผ่านมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 และจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) การเพิ่มทุนจดทะเบียนมีความสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ผลิตชิ้นส่วนโลหะให้โรงงานประกอบรถยนต์ ที่จดทะเบียนด้วยทุน 2,000,000 บาท (20,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท) คุณธนพลถือ 12,000 หุ้น และคุณศิริพรถือ 8,000 หุ้น ปีที่สามบริษัทได้งานผลิตชิ้นส่วนให้ลูกค้ารายใหม่ และต้องซื้อเครื่อง CNC ราคา 3,000,000 บาท ทั้งสองคนจึงตัดสินใจเพิ่มทุนแทนการกู้เงินทั้งก้อน หุ้นเพิ่มทุนคืออะไร หุ้นเพิ่มทุน คือ หุ้นที่บริษัทออกใหม่ตามมติเพิ่มทุน หุ้นใหม่ต้องมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าหุ้นที่จดไว้เดิม ถ้าต้องการเปลี่ยนมูลค่าหุ้นต้องจดทะเบียนแก้ไขมูลค่าหุ้นก่อน ตามคู่มือการจดทะเบียนเพิ่มทุนของ DBD ขั้นตอนเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทมีอะไรบ้าง การเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทมี 5 ขั้นตอน และต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 14 วันนับจากวันที่ที่ประชุมลงมติ ขั้นตอน สิ่งที่ทำ กำหนดเวลา 1 กรรมการส่งหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ก่อนวันประชุมอย่างน้อย 14 วัน 2 ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษเพิ่มทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 วันประชุม 3 เสนอขายหุ้นใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน ตามวันตอบรับที่กำหนดในหนังสือเสนอขาย 4 รับชำระค่าหุ้นและออกหลักฐานการรับชำระให้ผู้ถือหุ้น ก่อนยื่นจดเพิ่มทุน 5 ยื่นจดทะเบียนกับ DBD ภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ 1. ส่งหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ส่งหนังสือนัดทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือส่งถึงผู้ถือหุ้นทุกคนตามทะเบียน ก่อนวันประชุมอย่างน้อย 14 วันหรือตามที่ข้อบังคับกำหนด ถ้าบริษัทมีหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ ต้องลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย หนังสือนัดต้องระบุวาระเพิ่มทุน จำนวนทุนที่จะเพิ่ม และข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 ที่จะแก้ไข การนับ 14 วันเริ่มจากวันถัดจากวันที่ส่งหนังสือหรือลงโฆษณาครั้งสุดท้าย 2. ประชุมและลงมติพิเศษ มติเพิ่มทุนต้องเป็นมติพิเศษ คือได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ในการประชุมเดียวกันให้ลงมติแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 ให้ตรงกับทุนใหม่ ถ้าผู้ถือหุ้นจะชำระค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินแทนเงิน เช่น โอนเครื่องจักรเข้าบริษัท ต้องระบุรายละเอียดทรัพย์สินนั้นไว้ในมติพิเศษให้ชัด 3. เสนอขายหุ้นใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิม หุ้นเพิ่มทุนต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมทุกคนตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่ ทำเป็นหนังสือระบุจำนวนหุ้นที่แต่ละคนมีสิทธิซื้อและวันสุดท้ายที่ต้องตอบรับ ถ้าพ้นกำหนดโดยไม่ตอบรับ ถือว่าไม่ซื้อ หุ้นที่ไม่มีผู้ซื้อ บริษัทขายให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นหรือให้กรรมการรับซื้อไว้เองได้ แต่หุ้นที่ออกใหม่ขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ ตามคู่มือของ DBD 4. รับชำระค่าหุ้น บริษัทรับเงินค่าหุ้นตามที่เรียกชำระ แล้วออกหลักฐานการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคน หลักฐานนี้ต้องแนบตอนยื่นจดทะเบียน ค่าหุ้นงวดแรกต้องไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1105 ถ้าขายหุ้นได้ไม่ครบในคราวเดียว ให้ยื่นจดมติพิเศษภายใน 14 วันก่อน แล้วจดเพิ่มทุนตามจำนวนหุ้นที่ขายได้ในแต่ละคราว 5. ยื่นจดทะเบียนเพิ่มทุนกับ DBD จดทะเบียนเพิ่มทุน DBD ได้ทั้งทางออนไลน์ผ่าน DBD Biz Regist และที่สำนักงาน ตามคู่มือของ DBD ระบบออนไลน์เป็นระบบเดียวกับที่ใช้จัดตั้งบริษัทซึ่งเป็นช่องทางเดียวตั้งแต่ 1 ก.ค. 2569 จึงควรเตรียมบัญชีผู้ใช้และ ThaID ของกรรมการให้พร้อม กรณีขายหุ้นได้ครบในคราวเดียว ให้ยื่นจดมติพิเศษ เพิ่มทุน และแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิพร้อมกันภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ เอกสารจดทะเบียนเพิ่มทุนมีอะไรบ้าง เอกสารหลักสำหรับการจดทะเบียนเพิ่มทุนตามคู่มือของ DBD มี 6 รายการ ส่วนเอกสารเฉพาะกรณีแนบเพิ่มเมื่อเข้าเงื่อนไข เอกสาร หมายเหตุ คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1) ทุกกรณี แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด ทุกกรณี รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) ระบุทุนใหม่และมติ หนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไข อากรแสตมป์ 50 บาท สำเนาหลักฐานการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทออกให้ผู้ถือหุ้น ทุกคนที่ชำระ สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอ ทุกกรณี หนังสือมอบอำนาจ ถ้ามอบให้ผู้อื่นยื่น อากร 10 บาท หลักฐานการอนุญาตจากหน่วยงานกำกับ เฉพาะธุรกิจ เช่น ธนาคาร ประกันภัย หลักทรัพย์ แบบ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ไม่อยู่ในชุดเอกสารเพิ่มทุนตามคู่มือของ DBD แต่รายชื่อผู้ถือหุ้นใหม่จะปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่บริษัทส่งพร้อมงบการเงินประจำปี ตัวอย่างรายงานการประชุมเพิ่มทุน รายงานการประชุมไม่ได้อยู่ในรายการแนบของคู่มือ แต่บริษัทต้องจัดทำและเก็บไว้เป็นหลักฐานของมติ ควรมีหัวข้ออย่างน้อยดังนี้ ค่าธรรมเนียมเพิ่มทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ ค่าจดทะเบียนเพิ่มทุนคิด 500 บาทต่อทุนที่เพิ่มทุก 100,000 บาท เศษของ 100,000 บาทนับเป็น 100,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท ส่วนการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเสีย 400 บาท ตามกฎกระทรวงค่าธรรมเนียม พ.ศ. 2549 ทุนที่เพิ่ม ค่าจดเพิ่มทุน แก้ไขบริคณห์สนธิ อากร รวม (บาท) 1,000,000 5,000 400 50 5,450 3,000,000 15,000 400 50 15,450 10,000,000 50,000 400 50 50,450 อย่าสับสนกับเพดาน 25,000 บาทซึ่งเป็นของค่าจดหนังสือบริคณห์สนธิตอนจัดตั้ง เพดานของการเพิ่มทุนคือ 250,000 บาท ถ้ายื่นจดมติพิเศษแยกไว้ก่อนขายหุ้น จะมีค่าจดทะเบียนเรื่องอื่นเพิ่มเรื่องละ 400 บาท ค่าธรรมเนียมสุดท้ายให้ยึดตามที่ระบบคำนวณตอนยื่น เพิ่มทุนเกิน 5 ล้านบาท ต้องรู้อะไรบ้าง ตัวเลข 5 ล้านบาทเกี่ยวกับการเพิ่มทุนใน 2 เรื่อง ซึ่งวัดจากตัวเลขต่างกัน เรื่อง วัดจาก ผลเมื่อเกิน 5 ล้านบาท เอกสารประกอบคำขอ ทุนจดทะเบียนหลังเพิ่มทุน ต้องแนบหลักฐานจากธนาคารและหนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้น ตามคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 1/2567 อัตราภาษี SME ทุนชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี เสียสิทธิยกเว้นกำไร 300,000 บาทแรกและอัตรา 15% เสียภาษี 20% ของกำไรทั้งหมด เงื่อนไขภาษีวัดที่ทุนชำระแล้ว ไม่ใช่ทุนจดทะเบียน ตามคู่มือภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ของกรมสรรพากร และรายได้ต้องไม่เกิน 30 ล้านบาทด้วย ตัวอย่างหนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้นดูได้ที่เอกสารของกองทะเบียนธุรกิจ ตัวอย่างการตัดสินใจของบริษัทเมทัลฟอร์ม บริษัทเพิ่มทุน 3,000,000 บาท เป็น 30,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท จัดสรรตามสัดส่วนเดิม 60:40 คุณธนพลซื้อ 18,000 หุ้น คุณศิริพรซื้อ 12,000 หุ้น และชำระเต็มจำนวน ทุนหลังเพิ่มเท่ากับ 5,000,000 บาทพอดี ไม่เกิน 5 ล้านบาท บริษัทจึงยังใช้อัตราภาษี SME ได้และไม่ต้องแนบหลักฐานทุนเกิน 5 ล้าน ถ้ากำไรปีถัดไป 2,000,000 บาท จะเสียภาษี 255,000 บาท เทียบกับ 400,000 บาทถ้าทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้าน ส่วนเงินที่ยังขาดสำหรับติดตั้งและวัตถุดิบ บริษัทเลือกขอสินเชื่อเครื่องจักรแทนการเพิ่มทุนเกิน 5 ล้าน เพราะคำนวณแล้วภาษีที่ประหยัดได้สูงกว่าดอกเบี้ยช่วงแรก เพิ่มทุนแล้วบันทึกบัญชีและเสียภาษีอย่างไร เงินค่าหุ้นเพิ่มทุนไม่ใช่รายได้ของบริษัท จึงไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล บันทึกเป็นการเพิ่มส่วนของเจ้าของ รายการ เดบิต เครดิต รับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนเต็มจำนวน เงินฝากธนาคาร 3,000,000 ทุนเรือนหุ้นสามัญ 3,000,000 จ่ายค่าธรรมเนียมจดทะเบียน ค่าธรรมเนียม 15,450 เงินฝากธนาคาร 15,450 ถ้าขายหุ้นใหม่สูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ ส่วนที่เกินบันทึกเป็นส่วนเกินมูลค่าหุ้น ต้องมีหนังสือบริคณห์สนธิที่อนุญาตไว้ และส่วนเกินต้องชำระพร้อมค่าหุ้นงวดแรก (มาตรา 1105) ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของรอบบัญชีที่จ่าย อ่านเรื่องภาษีต่อได้ที่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – เพิ่มทุนจดทะเบียน วางแผนทุนและภาษีให้พร้อมรับการเติบโต เพิ่มทุนจดทะเบียนต้องผ่านมติพิเศษ 3 ใน 4 ของเสียงผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง และยื่นจดภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ หุ้นใหม่ต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน และขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ ค่าจดเพิ่มทุน 500 บาทต่อทุนที่เพิ่มทุก 100,000 บาท สูงสุด 250,000 บาท สิทธิภาษี SME วัดจากทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนเอกสารทุนเกิน 5 ล้านวัดจากทุนจดทะเบียน เริ่มได้วันนี้ด้วยการคำนวณว่าทุนชำระแล้วหลังเพิ่มทุนจะเกิน 5 ล้านบาทหรือไม่ แล้วเทียบภาษีที่ต่างกันกับดอกเบี้ยถ้าใช้เงินกู้แทน ก่อนส่งหนังสือนัดประชุม บันทึกเงินเพิ่มทุนและติดตามทุนของบริษัทด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมเอกสารแนบ ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี และดูรายงานการเงินเพื่อติดตามส่วนของเจ้าของหลังเพิ่มทุน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านต่อเรื่องการตั้งทุนตั้งแต่แรกได้ที่ ทุนจดทะเบียนบริษัท ขั้นตอนจดทะเบียนทั้งหมดได้ที่ จดทะเบียนบริษัท และบทความอื่นในหมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพิ่มทุนจดทะเบียน จดทะเบียนเพิ่มทุนออนไลน์ได้ไหม ได้ ยื่นผ่านระบบ DBD Biz Regist โดยกรรมการที่ลงชื่อในคำขอต้องยืนยันตัวตนในระบบ ถ้าเอกสารครบ DBD ระบุว่ากรณีทั่วไปจดทะเบียนเสร็จได้ภายในวันเดียว เพิ่มทุนภาษาอังกฤษคืออะไร เพิ่มทุนจดทะเบียนภาษาอังกฤษคือ Capital Increase หรือ Increase of Registered Capital ส่วนหุ้นเพิ่มทุนคือ Newly Issued Shares เพิ่มทุนแล้วต้องเสียภาษีเพิ่มไหม เงินค่าหุ้นเพิ่มทุนไม่ใช่รายได้ จึงไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ถ้าทุนชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบบัญชีเกิน 5 ล้านบาท บริษัทจะเสียสิทธิอัตราภาษี SME ในรอบบัญชีนั้น ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้ไหม ได้ ผู้ถือหุ้นที่ไม่ตอบรับภายในกำหนดถือว่าไม่ซื้อ บริษัทนำหุ้นส่วนนั้นไปขายให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นหรือให้กรรมการรับซื้อได้ แต่ขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ เพิ่มทุนต้องชำระค่าหุ้นเต็มจำนวนไหม ไม่จำเป็นต้องชำระเต็มในคราวเดียว แต่ค่าหุ้นงวดแรกต้องไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้น ถ้าขายหุ้นเป็นคราว ๆ ให้จดมติพิเศษภายใน 14 วันก่อน แล้วจดเพิ่มทุนตามจำนวนหุ้นที่ขายและรับชำระได้ในแต่ละคราว เพิ่มทุนด้วยเครื่องจักรแทนเงินได้ไหม ได้ ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินได้ แต่ต้องระบุรายละเอียดทรัพย์สินในมติพิเศษให้ชัด และควรประเมินมูลค่าอย่างมีหลักฐานเพื่อใช้บันทึกบัญชีและคำนวณค่าเสื่อมราคา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

32 min

ผู้สอบบัญชีคือใคร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร

ผู้สอบบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร ผู้สอบบัญชี (Auditor) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินของกิจการอย่างเป็นอิสระ แล้วแสดงความเห็นว่างบการเงินนั้นถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินหรือไม่ โดยในวงการธุรกิจมักเรียกว่าผู้ตรวจสอบบัญชี นักตรวจสอบบัญชี หรือออดิเตอร์ บทบาทของผู้สอบบัญชีมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค (ชื่อสมมุติ) ผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าโรงงาน ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ปีล่าสุด 25 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อกำหนดในทางปฏิบัติ ผู้สอบบัญชีต่างจากนักบัญชีอย่างไร ผู้จัดทำและผู้ตรวจสอบทำงานกับงบการเงินชุดเดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งและมีบทบาทหน้าที่แยกขาดจากกัน ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้ทำบัญชี (นักบัญชี) ผู้สอบบัญชี (Auditor) หน้าที่หลัก บันทึกรายการบัญชีรายวันและจัดทำงบการเงิน ตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงินและออกหน้ารายงานแสดงความเห็น สังกัดการทำงาน พนักงานประจำของกิจการ หรือสำนักงานบัญชีที่รับจ้างทำบัญชี ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ต้องไม่มีส่วนได้เสียกับกิจการที่ตรวจ ใบอนุญาตวิชาชีพ ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีตามคุณสมบัติที่กำหนด ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี (CPA) หรือกรมสรรพากร (TA) ผลลัพธ์ของงาน งบการเงินประจำงวดและประจำปี หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชี CPA หรือ TA ไม่สามารถตรวจสอบงบการเงินที่ตนเองหรือทีมงานของตนเป็นผู้จัดทำได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความเป็นอิสระทางวิชาชีพ กิจการจึงต้องแยกผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีเป็นคนละคนเสมอ ผู้สอบบัญชี (ผู้ตรวจสอบบัญชี) มีกี่ประเภท ผู้ที่สามารถลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินตามกฎหมายไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต และมีกลุ่มคุณสมบัติเฉพาะสำหรับบริษัทในตลาดทุนอีก 1 กลุ่ม ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA (Certified Public Accountant) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 สามารถตรวจสอบและรับรองงบการเงินของนิติบุคคลได้ทุกรูปแบบ ทั้งบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกขนาด ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือ TA (Tax Auditor) คือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองบัญชีเฉพาะของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท โดย TA ไม่สามารถตรวจสอบและลงนามรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดได้ ผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทที่เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชี CPA ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง ผู้ตรวจสอบภายใน ไม่ใช่ผู้สอบบัญชีตามกฎหมาย ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) เป็นบุคลากรภายในหรือผู้รับจ้างที่ทำหน้าที่ประเมินระบบการควบคุมภายในและความเสี่ยงขององค์กร แต่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินเพื่อนำส่งหน่วยงานราชการ ศึกษารายละเอียดของงานตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่บทความ Audit คืออะไร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่าง CPA และ TA สรุปได้ผ่านเกณฑ์อำนาจหน้าที่และขอบเขตตามกฎหมายดังนี้ ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง กฎหมายรองรับ พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตต ประเภทกิจการที่ตรวจสอบได้ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ห้างหุ้นส่วนทุกขนาด เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก เกณฑ์ขนาดกิจการ ไม่จำกัดขนาดทุน สินทรัพย์ และรายได้ ทุน ≤ 5 ล้าน สินทรัพย์ ≤ 30 ล้าน รายได้ ≤ 30 ล้าน ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างชำระบัญชี มีอำนาจตรวจสอบได้ ไม่มีอำนาจตรวจสอบ เพดานจำนวนการลงนามต่องวดปี เป็นไปตามเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด รวมกับงาน CPA แล้วไม่เกิน 300 รายต่อปี กิจการแบบไหนต้องมีผู้สอบบัญชี ภาระหน้าที่ในการจัดให้มีผู้สอบบัญชีขึ้นอยู่กับรูปแบบการจดทะเบียนนิติบุคคลและขนาดของกิจการ รูปแบบองค์กรธุรกิจ ข้อกำหนดผู้สอบบัญชี ประเภทผู้สอบบัญชีที่สามารถใช้บริการได้ บุคคลธรรมดา / ร้านค้าพาณิชย์ทั่วไป ไม่ต้องมี ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบงบการเงิน ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก (ไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ) ต้องมี สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง TA หรือ CPA ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่เกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น บริษัทจำกัด / บริษัทมหาชนจำกัด ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างการชำระบัญชี ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณารูปแบบองค์กร สามารถศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและภาระผูกพันได้ที่บทความ บจก. หรือ หจก. เลือกแบบไหนดี ตัวอย่าง หจก. ที่โตจนต้องเปลี่ยนจาก TA เป็น CPA กรณีศึกษา หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค ในปี 2568 มีทุน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ 25 ล้านบาท ซึ่งไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ จึงสามารถว่าจ้าง TA ตรวจสอบงบการเงินได้ รอบปีบัญชี ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม รายได้รวม ประเภทผู้สอบบัญชีที่ต้องใช้ ปี 2568 2 ล้านบาท 18 ล้านบาท 25 ล้านบาท สามารถใช้ TA หรือ CPA ปี 2569 2 ล้านบาท 24 ล้านบาท 35 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (รายได้รวมเกิน 30 ล้านบาท) ปี 2570 (แปรสภาพเป็น บจก.) 10 ล้านบาท 30 ล้านบาท 42 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (เป็นบริษัทจำกัด) ในปี 2569 เมื่อกิจการได้รับงานเพิ่มขึ้นจนรายได้แตะ 35 ล้านบาท เกินเกณฑ์รายได้ 30 ล้านบาทเพียงข้อเดียว หจก. จะต้องปรับเปลี่ยนมาว่าจ้าง CPA ทันที กิจการจึงควรติดตามรายได้สะสมระหว่างปีเพื่อจัดหาผู้สอบบัญชีล่วงหน้า ผู้สอบบัญชีทำอะไรบ้าง กระบวนการตรวจสอบงบการเงินเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนวันสิ้นรอบปีบัญชี และเสร็จสิ้นเมื่อส่งมอบหน้ารายงานที่ลงนามรับรอง โดยมีขั้นตอนหลัก 5 ขั้นตอน ธุรกิจรับเหมาโดนตรวจจุดไหนเป็นพิเศษ แต่ละประเภทธุรกิจมีจุดเสี่ยงทางบัญชีที่แตกต่างกัน สำหรับธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบ ผู้สอบบัญชีจะให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก จุดตรวจสอบสำคัญ เหตุผลความเสี่ยงทางบัญชี สิ่งที่กิจการต้องจัดเตรียม การรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ รายได้ของโครงการระยะยาวต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง รายงานสรุปงบประมาณและต้นทุนจริงแยกรายโครงการ เงินประกันผลงานที่ลูกค้าหักไว้ (Retention) ยอดค้างรับนานและมีความเสี่ยงต่อการเก็บเงินไม่ได้ ทะเบียนคุมเงินประกันผลงานพร้อมระบุวันครบกำหนดคืน ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ยอดภาษีต้องสัมพันธ์กับรายได้และมีหลักฐานใช้เครดิตครบถ้วน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ครบทุกฉบับ วัสดุอุปกรณ์คงเหลือหน้างาน วัสดุที่สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้ติดตั้งต้องบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือ รายงานการเบิกจ่ายวัสดุแยกตามหน่วยงานและรายงานตรวจนับ ความเห็นของผู้สอบบัญชี 4 แบบ หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีจะแสดงความเห็นต่องบการเงินใน 4 รูปแบบ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกิจการอย่างมีนัยสำคัญ รูปแบบความเห็น ความหมายทางวิชาชีพ ผลกระทบต่อกิจการ ไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion) งบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินในสาระสำคัญ งบการเงินมีความน่าเชื่อถือสูงสุด ใช้ยื่นกู้และประมูลงานได้ตามปกติ มีเงื่อนไข (Qualified Opinion) งบการเงินถูกต้อง ยกเว้นเฉพาะรายการที่มีข้อผิดพลาดแต่ไม่แผ่กระจาย ธนาคารหรือคู่ค้าอาจขอเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมเฉพาะจุด ไม่ถูกต้อง (Adverse Opinion) งบการเงินมีข้อผิดพลาดที่มีสาระสำคัญและแผ่กระจายอย่างมาก ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างรุนแรง และอาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer of Opinion) ผู้สอบบัญชีถูกจำกัดขอบเขตหรือไม่ได้รับหลักฐานเพียงพอในการตรวจสอบ มักเกิดจากเอกสารสูญหาย กิจการต้องเร่งปรับปรุงระบบบัญชีทันที ปฏิทินทำงานกับผู้ตรวจสอบตลอดปี สำหรับกิจการที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ไทม์ไลน์การทำงานร่วมกับผู้สอบบัญชีจะมีลำดับดังนี้ ช่วงเวลาดำเนินงาน บทบาทหน้าที่ของกิจการ บทบาทหน้าที่ของผู้สอบบัญชี ตุลาคม – พฤศจิกายน ตกลงว่าจ้างและกำหนดขอบเขตระยะเวลาตรวจสอบ ประเมินความเป็นอิสระและจัดทำแผนการตรวจสอบล่วงหน้า ธันวาคม จัดเตรียมนัดหมายการตรวจนับสต๊อกและทรัพย์สินสิ้นปี เข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจนับสินค้าคงคลัง มกราคม – กุมภาพันธ์ ปิดสมุดบัญชี ส่งงบทดลองและแฟ้มเอกสารประกอบงบ ส่งหนังสือยืนยันยอดธนาคาร ลูกหนี้ และตรวจสอบรายการค้า มีนาคม บันทึกรายการปรับปรุงบัญชีตามข้อตรวจพบ สรุปผลการตรวจสอบและส่งร่างหน้ารายงานให้ผู้บริหาร เมษายน จัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงิน ออกหน้ารายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมลงลายมือชื่อรับรอง พฤษภาคม ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และนำส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing เสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบประจำปี เอกสารที่ควรเตรียมก่อนผู้ตรวจเข้างาน การเตรียมเอกสารให้พร้อมช่วยลดระยะเวลาตรวจสอบและป้องกันค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม โดยควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 หมวด ตรวจสอบรายชื่อผู้สอบบัญชีได้อย่างไร ก่อนตกลงว่าจ้าง กิจการควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้สอบบัญชีว่ายังคงมีผลสมบูรณ์และไม่ถูกพักใช้ใบอนุญาต ผ่าน 3 ช่องทาง เลือกผู้สอบบัญชีให้กิจการอย่างไร นอกเหนือจากความถูกต้องของใบอนุญาต กิจการควรพิจารณา 3 ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจว่าจ้าง ค่าสอบบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร ค่าบริการตรวจสอบบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย แต่กำหนดขึ้นจากความซับซ้อนและปริมาณงาน ปัจจัยกำหนดค่าบริการ ผลกระทบต่ออัตราค่าตรวจสอบบัญชี รูปแบบนิติบุคคล บริษัทจำกัดมีขั้นตอนตรวจสอบและข้อกำหนดมาตรฐานสูงกว่า หจก. ขนาดเล็ก ปริมาณธุรกรรมและขนาดรายได้ กิจการที่มีรายการค้าจำนวนมากต้องใช้เวลาและขนาดตัวอย่างในการสุ่มตรวจสูงขึ้น ความซับซ้อนของประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่มีงานระหว่างทำ สต๊อกสินค้าหลายคลัง หรือธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ความสมบูรณ์ของเอกสารทางบัญชี หากเอกสารไม่ครบถ้วนและต้องปรับปรุงตัวเลขมาก ค่าบริการจะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ใช้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อพิจารณาเพิ่มเติมได้ที่บทความ กิจการจำเป็นต้องจ้างผู้สอบบัญชีหรือไม่ อยากเป็นผู้สอบบัญชีต้องทำอย่างไร การก้าวสู่เส้นทางวิชาชีพผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ต้องผ่านเกณฑ์ 4 ขั้นตอนตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ขั้นตอน เกณฑ์คุณสมบัติและข้อกำหนด 1. คุณวุฒิการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง 2. การฝึกหัดงานสอบบัญชี ขึ้นทะเบียนผู้ฝึกหัดงานและเก็บชั่วโมงฝึกหัดงานไม่น้อยกว่า 3 ปี (ไม่เกิน 5 ปี) รวมไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง 3. การทดสอบความรู้ สอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดผ่านระบบ e-Testing 4. การขอรับใบอนุญาตและคงสถานะ ยื่นขอขึ้นทะเบียน CPA และเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ทุกปี เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้สอบบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเพื่อรักษาสถานภาพตามเกณฑ์ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร เก็บชั่วโมงยังไง ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – ผู้สอบบัญชี หัวใจสำคัญของความโปร่งใสและงบการเงินที่น่าเชื่อถือ ผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินอย่างเป็นอิสระเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า สถาบันการเงิน และหน่วยงานราชการ โดยบริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ ส่วนห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กสามารถเลือกใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การวางระบบบัญชีที่ดีและจัดเก็บเอกสารอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบงบการเงินดำเนินไปได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนของกิจการ เตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมส่งผู้สอบบัญชีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมแนบไฟล์เอกสารต้นฉบับในระบบคลาวด์ จัดทำสมุดบัญชีแยกประเภท งบทดลอง และทะเบียนทรัพย์สินอัตโนมัติ ช่วยให้ฝ่ายบัญชีสามารถส่งมอบข้อมูลและรายงานที่ครบถ้วนให้แก่ผู้สอบบัญชีได้อย่างรวดเร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับความถูกต้องของงานบัญชีและปิดงบการเงินได้อย่างมั่นใจ ศึกษาข้อกำหนดทางภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และติดตามความรู้ทางบัญชีได้ที่คลังบทความหมวด บัญชี ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชี ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไร คำว่าผู้สอบบัญชีในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Auditor ส่วนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตใช้คำว่า Certified Public Accountant (CPA) และผู้สอบบัญชีภาษีอากรใช้คำว่า Tax Auditor (TA) ผู้ตรวจสอบบัญชีกับผู้สอบบัญชีต่างกันไหม ในทางกฎหมายถือเป็นบุคคลเดียวกัน โดยพระราชบัญญัติการบัญชีและพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชีจะใช้คำว่า ผู้สอบบัญชี ส่วนคำว่า ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือ ออดิเตอร์ เป็นภาษาปากที่ใช้เรียกกันทั่วไป ทั้งนี้ หมายถึงผู้สอบบัญชีอิสระภายนอก (External Auditor) ไม่รวมถึงผู้ตรวจสอบภายในขององค์กร CPA คืออะไร ต่างจาก CPD อย่างไร CPA คือใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ส่วน CPD (Continuing Professional Development) คือการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทั้งผู้สอบบัญชี (CPA) และผู้ทำบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเก็บชั่วโมงทุกปีเพื่อต่ออายุและรักษาสถานภาพทางวิชาชีพ ผู้สอบบัญชีต้องจบอะไร ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง หากต้องการเป็น CPA จะต้องผ่านการฝึกหัดงานสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง และสอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ส่วนการเป็น TA จะต้องผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำอะไร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำหน้าที่เป็นทีมงานสนับสนุนของ CPA ในการลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสาร ทำการสุ่มตรวจรายการค้า ส่งหนังสือยืนยันยอด และจัดทำกระดาษทำการประกอบงบการเงิน แต่ไม่สามารถลงลายมือชื่อรับรองหน้ารายงานได้ โดยตำแหน่งนี้ใช้สำหรับเก็บชั่วโมงการทำงานเพื่อเตรียมสอบเป็น CPA บุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้องมี กิจการที่ประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ แต่มีหน้าที่รวบรวมเอกสารรายรับรายจ่ายเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้สอบบัญชีกับเจ้าหน้าที่สรรพากรต่างกันอย่างไร ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่กิจการว่าจ้างมาเพื่อตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินก่อนนำส่ง ส่วนเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรคือพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามประมวลรัษฎากรในการตรวจสอบการเสียภาษีและประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ดังนั้น งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้ว จึงยังคงมีโอกาสถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ นิติบุคคลส่งงบการเงินที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบได้ไหม ไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้งบการเงินของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องมีหน้ารายงานของผู้สอบบัญชีแนบประกอบการนำส่งเสมอ หากส่งงบการเงินโดยไม่มีลายมือชื่อผู้สอบบัญชี จะถือว่ายังไม่ได้นำส่งงบการเงินและมีโทษปรับตามกฎหมาย ห้างหุ้นส่วนเลือกใช้ CPA แทน TA ได้ไหม สามารถทำได้ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กมีสิทธิเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้ตามความประสงค์ ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนที่มีขนาดเกินเกณฑ์ หรืออยู่ระหว่างขั้นตอนการชำระบัญชี กฎหมายบังคับว่าต้องใช้บริการ CPA เท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

ทุนจดทะเบียนบริษัท คืออะไร ขั้นต่ำเท่าไร ควรตั้งเท่าไรดี

ทุนจดทะเบียนบริษัท คืออะไร และสำคัญอย่างไร ทุนจดทะเบียนบริษัท (Registered Capital) คือ จำนวนเงินทุนที่บริษัทแจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตอนจัดตั้ง คำนวณจากจำนวนหุ้นทั้งหมดคูณมูลค่าหุ้นละที่ตั้งไว้ เช่น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท เท่ากับทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ตัวเลขนี้มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณธนพลและคุณศิริพร (ชื่อสมมุติ) ที่ร่วมกันจัดตั้ง บริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ดำเนินธุรกิจรับผลิตชิ้นส่วนโลหะตามแบบให้แก่โรงงานประกอบรถยนต์ ทุนจดทะเบียนต่างจากทุนชำระแล้วอย่างไร ทุนจดทะเบียนคือมูลค่าหุ้นทั้งหมดที่แจ้งจดทะเบียนไว้ ส่วนทุนชำระแล้ว (Paid-up Capital) คือเงินค่าหุ้นจริงที่ผู้ถือหุ้นโอนเข้าสู่บัญชีบริษัทแล้ว ทั้งสองตัวเลขนี้อาจเท่ากันหรือทุนชำระแล้วน้อยกว่าก็ได้ ประเด็นเปรียบเทียบ ทุนจดทะเบียน (Registered Capital) ทุนชำระแล้ว (Paid-up Capital) ความหมาย จำนวนหุ้นทั้งหมด × มูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้น จำนวนเงินค่าหุ้นจริงที่บริษัทได้รับจากผู้ถือหุ้น เกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย ไม่กำหนดขั้นต่ำเป็นจำนวนเงิน ต้องชำระจริงไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้นที่จอง การปรับเปลี่ยนตัวเลข ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นและจดทะเบียนแก้ไข กรรมการเรียกชำระค่าหุ้นส่วนที่เหลือได้ตามความจำเป็น การแสดงในเอกสาร แสดงในหนังสือรับรองนิติบุคคล (บอจ.3) แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน หมวดส่วนของผู้ถือหุ้น เงื่อนไขภาษี SME ไม่นำมาใช้เป็นเกณฑ์ ใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา (ต้องไม่เกิน 5 ล้านบาท) ทุนจดทะเบียนบริษัท ขั้นต่ำเท่าไร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของบริษัทจำกัดไว้เป็นตัวเงินตายตัว แต่มีข้อกำหนดพื้นฐาน 3 ข้อที่ทำให้เกิดเกณฑ์ขั้นต่ำทางทฤษฎี ในทางทฤษฎี ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำจึงเริ่มต้นที่ 10 บาท (2 คน × 1 หุ้น × 5 บาท) แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจไม่สามารถตั้งทุนระดับนี้ได้จริง เพราะทุนต้องเพียงพอต่อการดำเนินงานช่วงเริ่มต้น และหากตั้งทุนต่ำเกินไป ธนาคารจะปฏิเสธการเปิดบัญชีและคู่ค้าจะมองว่าธุรกิจขาดเสถียรภาพทางการเงิน ทุนจดทะเบียน ต้องมีเงินจริงไหม ต้องมีเงินจริง โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต้องชำระเงินค่าหุ้นเข้าบริษัทอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้นที่จองก่อนจดทะเบียนจัดตั้ง เช่น หากจดทะเบียนทุน 1,000,000 บาท บริษัทต้องมีเงินสดโอนเข้าบัญชีจริงอย่างน้อย 250,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 750,000 บาท คณะกรรมการสามารถเรียกเก็บในภายหลังได้ เงินค่าหุ้นส่วนที่ยังไม่เรียกชำระไม่ได้หายไป ผู้ถือหุ้นยังคงมีภาระผูกพันต้องชำระเมื่อบริษัทเรียกเก็บ และหากเกิดกรณีเลิกกิจการหรือล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นส่วนที่ค้างอยู่จนครบเพื่อนำมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ ทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาทต้องใช้หลักฐานเพิ่ม บริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งด้วยทุนเกิน 5 ล้านบาท กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดให้ต้องแนบเอกสารรับรองจากธนาคารที่แสดงการรับชำระเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีจริง พร้อมหนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้นที่กรรมการลงนาม สำหรับบริษัทที่ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สามารถใช้ใบรับเงินค่าหุ้นที่บริษัทออกให้ผู้ถือหุ้นตามระเบียบปกติ ศึกษารายการเอกสารทั้งหมดได้ที่ เปิดบริษัท ต้องใช้อะไรบ้าง ทุนชำระแล้วแสดงในงบการเงินอย่างไร ในงบแสดงฐานะการเงิน หมวดส่วนของเจ้าของจะแจกแจงตัวเลขชัดเจน เช่น ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท และทุนที่ออกและชำระแล้ว 250,000 บาท สถาบันการเงินและคู่ค้าจะใช้ตัวเลขทุนชำระแล้วเป็นเกณฑ์พิจารณาความมั่นคง หากมีความพร้อมทางการเงิน การชำระเต็ม 100% ตั้งแต่วันแรกจะช่วยให้งบการเงินมีความน่าเชื่อถือสูงกว่า ควรตั้งทุนจดทะเบียนเท่าไรดี ทุนจดทะเบียนที่เหมาะสมคือจำนวนเงินที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานช่วงแรกจนกว่าธุรกิจจะมีกระแสเงินสดรับเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแนวทางประเมิน 3 ขั้นตอน ตัวอย่างการคำนวณของบริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เนื่องจากลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมให้เครดิตเทอม 60 วัน บริษัทจึงต้องมีเงินทุนหมุนเวียนสำรองล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน รายการประมาณการค่าใช้จ่าย จำนวนเงิน ค่าใช้จ่ายคงที่ดำเนินงาน (180,000 บาท/เดือน × 6 เดือน) 1,080,000 บาท เครื่องจักรตัดและพับโลหะเริ่มต้น 700,000 บาท สต๊อกวัตถุดิบแผ่นเหล็กตั้งต้น 220,000 บาท รวมเงินทุนที่ต้องใช้จริง 2,000,000 บาท คุณธนพลและคุณศิริพรจึงตั้งทุนจดทะเบียน 2,000,000 บาท แบ่งเป็น 20,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท โดยคุณธนพลถือ 12,000 หุ้น (60%) คุณศิริพรถือ 8,000 หุ้น (40%) และชำระค่าหุ้นเต็มจำนวนเข้าบัญชีบริษัท เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขึ้นทะเบียนผู้ขายกับโรงงานประกอบรถยนต์ ปัจจัยที่ทำให้แต่ละธุรกิจต้องใช้ทุนต่างกัน ประเภทธุรกิจ ปัจจัยหลักที่กำหนดขนาดเงินทุน ธุรกิจบริการ เช่น ที่ปรึกษา พัฒนาระบบ เงินเดือนทีมงาน และระยะเวลาเครดิตเทอมในการเก็บเงินจากลูกค้า ธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading) เงินทุนในการสำรองสต๊อกสินค้า และการให้เครดิตการค้าแก่ลูกค้า ธุรกิจผลิตและโรงงาน ค่าเครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ และค่าแรงงานก่อนส่งมอบงาน ธุรกิจเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ ค่าจ้างพัฒนาผลิตภัณฑ์และการทำการตลาดก่อนที่จะมีผู้ใช้งานสร้างรายได้ หากเพิ่งเริ่มต้นและยังไม่แน่ใจ แนะนำให้ตั้งทุนจดทะเบียนครอบคลุมแผนการใช้จ่าย 6 เดือนก่อน จากนั้นจึงค่อยดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มทุนในภายหลังเมื่อกิจการเติบโตขึ้น ทุนจดทะเบียนมีผลต่อค่าธรรมเนียม ภาษี และความน่าเชื่อถืออย่างไร ขนาดของทุนจดทะเบียนส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและสิทธิประโยชน์ของบริษัทใน 3 ด้านหลัก ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนคิดตามทุน ค่าธรรมเนียมราชการในการจัดตั้งบริษัทคำนวณตามขนาดทุนจดทะเบียน โดยคิดค่าจดหนังสือบริคณห์สนธิ 50 บาท ต่อทุน 100,000 บาท และค่าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท 500 บาท ต่อทุน 100,000 บาท พร้อมค่าอากรแสตมป์ 200 บาท ทุนจดทะเบียน ค่าหนังสือบริคณห์สนธิ ค่าจดจัดตั้งบริษัท อากรแสตมป์ รวมค่าธรรมเนียมราชการ 1,000,000 บาท 500 บาท 5,000 บาท 200 บาท 5,700 บาท 2,000,000 บาท 1,000 บาท 10,000 บาท 200 บาท 11,200 บาท 5,000,000 บาท 2,500 บาท 25,000 บาท 200 บาท 27,700 บาท ตรวจสอบขั้นตอนและรายการค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ จดทะเบียนบริษัท ขั้นตอนและค่าใช้จ่าย ทุนชำระแล้วเป็นเงื่อนไขของอัตราภาษี SME ภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณจากกำไรสุทธิทางภาษี ไม่ได้คิดจากทุนจดทะเบียน แต่บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์ อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ก็ต่อเมื่อเข้าเกณฑ์ 2 ข้อพร้อมกัน ได้แก่ ทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบบัญชีต้องไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าและบริการต้องไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี กำไรสุทธิทางภาษี อัตราภาษี SME (ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้าน) อัตราภาษีทั่วไป (ทุนชำระเกิน 5 ล้าน) 0 ถึง 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี เสียภาษี 20% 300,001 ถึง 3,000,000 บาท เสียภาษี 15% เสียภาษี 20% กำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษี 20% เสียภาษี 20% ตัวอย่างเช่น หากบริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มีกำไรสุทธิปีแรก 1,200,000 บาท การมีทุนชำระแล้ว 2 ล้านบาท จะทำให้เสียภาษีเพียง 135,000 บาท ในขณะที่หากมีทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีในอัตราทั่วไปถึง 240,000 บาท (ประหยัดภาษีได้ถึง 105,000 บาท) ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร ทุนมีผลต่อการขอสินเชื่อและการขึ้นทะเบียนผู้ขาย ธนาคารพิจารณาทุนชำระแล้วประกอบกับงบการเงินและกระแสเงินสดจริง ส่วนงานประมูลภาครัฐหรือลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่มักกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของทุนจดทะเบียนเพื่อเป็นหลักประกันสัญญา การตั้งตัวเลขทุนไว้สูงแต่ไม่มีเงินชำระจริงไม่ได้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพราะงบการเงินจะแสดงค่าหุ้นค้างชำระอย่างชัดเจน เพิ่มทุนและลดทุนจดทะเบียนทำอย่างไร การปรับเปลี่ยนทุนจดทะเบียนภายหลังการจัดตั้ง ต้องได้รับมติพิเศษจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหุ้นที่มาประชุม เพิ่มทุนจดทะเบียน บริษัทออกหุ้นสามัญใหม่ตามมติพิเศษ โดยต้องเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นก่อน และต้องยื่นจดทะเบียนเพิ่มทุนต่อนายทะเบียนภายใน 14 วันนับจากวันที่มีมติ ดูขั้นตอนและเอกสารได้ที่ เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท ลดทุนจดทะเบียน การลดทุนจดทะเบียนมีขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของเจ้าหนี้ โดยต้องลงมติพิเศษ ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ และส่งหนังสือแจ้งเจ้าหนี้ทุกราย พร้อมเปิดระยะเวลาให้คัดค้าน 30 วัน หากไม่มีผู้คัดค้านจึงจะจดทะเบียนลดทุนได้ ทั้งนี้ กฎหมายห้ามลดทุนให้ต่ำกว่า 1 ใน 4 ของทุนจดทะเบียนเดิมทั้งหมด วิธีเช็คทุนจดทะเบียนบริษัทของคู่ค้า ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบทุนจดทะเบียนและสถานะนิติบุคคลของคู่ค้าได้ฟรีผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยระบุชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก เพื่อตรวจสอบทุนจดทะเบียน รายชื่อกรรมการ และเปิดแท็บงบการเงินเพื่อตรวจสอบทุนชำระแล้วจริงก่อนตัดสินใจทำสัญญาการค้า ศึกษาวิธีค้นหาได้ที่ เลขนิติบุคคล 13 หลัก คืออะไร ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – ทุนจดทะเบียนบริษัท รากฐานความน่าเชื่อถือและการเติบโตของธุรกิจ ทุนจดทะเบียนบริษัทคือการกำหนดมูลค่าหุ้นและจำนวนหุ้นของกิจการ แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำเป็นตัวเงิน แต่การตั้งทุนควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายดำเนินงานจริงสำรอง 6 ถึง 12 เดือน เพื่อให้มีสภาพคล่องเพียงพอและสร้างความน่าเชื่อถือแก่คู่ค้า ทั้งนี้ การรักษาระดับทุนชำระแล้วไม่ให้เกิน 5 ล้านบาท จะช่วยให้กิจการได้รับสิทธิประโยชน์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME อย่างเต็มที่ บันทึกทุนและค่าใช้จ่ายของบริษัทใหม่ให้ครบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจเปิดใหม่สามารถบันทึกทุนจดทะเบียน รายการรับชำระค่าหุ้น และค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้อย่างถูกต้องตามหลักบัญชี ออกเอกสารทางการค้าได้ครบวงจร พร้อมติดตามกระแสเงินสดและงบการเงินแบบเรียลไทม์ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อวางระบบการเงินของบริษัทให้พร้อมรับการตรวจสอบตั้งแต่วันแรก ศึกษาข้อกำหนดทางบัญชีเพิ่มเติมได้ที่ ภ.ง.ด.50 คืออะไร และคลังบทความหมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทุนจดทะเบียนบริษัท ทุนจดทะเบียน 100,000 บาท จดบริษัทได้ไหม สามารถทำได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนขั้นต่ำเป็นจำนวนเงิน โดยทุน 100,000 บาทจะเสียค่าธรรมเนียมราชการในอัตราขั้นต่ำ แต่ผู้ประกอบการควรประเมินว่าเงินทุนดังกล่าวเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายดำเนินงานช่วงเริ่มต้น และเป็นที่ยอมรับของคู่ค้าหรือสถาบันการเงินที่ต้องติดต่อหรือไม่ ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ต้องมีเงินจริงเท่าไร ต้องมีเงินชำระค่าหุ้นเข้าบริษัทจริงอย่างน้อย 250,000 บาท (25% ของทุนจดทะเบียน) ก่อนยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ส่วนที่เหลืออีก 750,000 บาท คณะกรรมการบริษัทสามารถออกหนังสือเรียกชำระในภายหลังได้ ทุนจดทะเบียนภาษาอังกฤษคืออะไร ทุนจดทะเบียนในภาษาอังกฤษคือคำว่า Registered Capital หรือ Authorized Capital ส่วนทุนที่ชำระแล้วเรียกว่า Paid-up Capital ซึ่งเป็นคำศัพท์มาตรฐานที่ใช้ในหนังสือรับรองนิติบุคคลและงบการเงินสากล ตั้งทุนจดทะเบียนสูงไว้ก่อนมีข้อเสียไหม มีข้อเสียสำคัญ 3 ประการ คือ ต้องชำระค่าธรรมเนียมราชการสูงขึ้นตามสัดส่วนทุน, หากทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาทจะเสียสิทธิประโยชน์อัตราภาษี SME และหากต้องการลดทุนในภายหลังจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ต้องลงโฆษณาหนังสือพิมพ์และรอระยะเวลาคัดค้านจากเจ้าหนี้ 30 วัน เอาเงินทุนของบริษัทออกมาใช้ส่วนตัวได้ไหม ไม่สามารถทำได้ เงินค่าหุ้นเป็นทรัพย์สินของนิติบุคคล หากกรรมการนำเงินออกไปใช้ส่วนตัวโดยไม่มีเอกสารรายจ่ายของบริษัท ฝ่ายบัญชีต้องบันทึกเป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ และกรมสรรพากรมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยรับตามราคาตลาดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) ทุนจดทะเบียน หจก ต่างจากบริษัทอย่างไร ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่มีการแบ่งทุนออกเป็นหุ้น และไม่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การเรียกชำระขั้นต่ำ 25% โดยทุนของห้างหุ้นส่วนจะมาจากการลงหุ้นด้วยเงินสด ทรัพย์สิน หรือแรงงานตามข้อตกลง ทั้งนี้ หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดจะลงหุ้นด้วยแรงงานไม่ได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

31 min

จดทะเบียนบริษัท ต้องทำอะไรบ้าง ขั้นตอน เอกสาร ค่าใช้จ่าย ครบจบ

จดทะเบียนบริษัท คืออะไร และสำคัญอย่างไร จดทะเบียนบริษัท (Company Registration) คือการจัดตั้งบริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หลังจดเสร็จ บริษัทจะมีเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ทำสัญญา เปิดบัญชีธนาคาร และเสียภาษีในนามบริษัทแยกจากผู้ถือหุ้น การจดทะเบียนบริษัทมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณภูมิและคุณแพร (ชื่อสมมุติ) ที่รับจ้างขนส่งสินค้าให้โรงงานในนามบุคคลธรรมดามา 3 ปี และกำลังจะเปิด บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพในทางปฏิบัติจริง บริษัทจำกัดต่างจากห้างหุ้นส่วนและทะเบียนพาณิชย์อย่างไร ประเด็นเปรียบเทียบ ทะเบียนพาณิชย์ (บุคคลธรรมดา) ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สถานะทางกฎหมาย ไม่ใช่นิติบุคคล นิติบุคคล นิติบุคคล จำนวนผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ 1 คน 2 คน 2 คน ความรับผิดชอบในหนี้สิน ไม่จำกัดจำนวน หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัด จำกัดไม่เกินค่าหุ้นที่ค้างชำระ อัตราภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา 0–35% นิติบุคคล สูงสุด 20% นิติบุคคล สูงสุด 20% ข้อกำหนดผู้สอบบัญชี ไม่ต้องมี CPA หรือ TA ตามเกณฑ์ขนาดทุน ต้องตรวจสอบโดย CPA ทุกปี ผู้ประกอบการสามารถศึกษาการเปรียบเทียบเชิงลึกเพิ่มเติมได้ที่บทความ บจก. หรือ หจก. เลือกแบบไหนดี ควรจดทะเบียนบริษัทเมื่อไหร่ แม้กฎหมายจะไม่ได้ระบุเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่บังคับให้ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท แต่มีสัญญาณบ่งชี้สำคัญที่แสดงว่าธุรกิจถึงเวลาเปลี่ยนผ่านจากบุคคลธรรมดาสู่นิติบุคคล สัญญาณบ่งชี้ทางธุรกิจ เหตุผลสนับสนุน กำไรสุทธิเกินประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเริ่มสูงกว่าอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ลูกค้าองค์กรกำหนดให้เป็นนิติบุคคล จำเป็นต้องมีหนังสือรับรองบริษัทเพื่อขึ้นทะเบียนผู้ขายและเข้าประมูลงาน มีผู้ร่วมลงทุนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป สามารถจัดสรรสัดส่วนความเป็นเจ้าของและผลตอบแทนผ่านจำนวนหุ้นได้อย่างโปร่งใส ความเสี่ยงและความรับผิดทางธุรกิจสูงขึ้น สัญญาจ้างมูลค่าสูงหรือการบริหารยานพาหนะหลายคันสร้างความเสี่ยงต่อทรัพย์สินส่วนตัว ต้องการเข้าถึงสินเชื่อธุรกิจของธนาคาร สถาบันการเงินพิจารณาวงเงินสินเชื่อจากงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี ความพร้อมในการทำบัญชีอย่างเป็นระบบ บริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีและปิดงบการเงินส่งหน่วยงานรัฐทุกปี ตัวอย่างเทียบภาษีก่อนและหลังจดบริษัท สมมติปี 2568 คุณภูมิมีกำไรจากงานขนส่ง 1.5 ล้านบาท (หลังหักค่าใช้จ่ายตามจริงแล้ว) การเปรียบเทียบภาระภาษีระหว่างบุคคลธรรมดากับบริษัทจำกัดที่เข้าเกณฑ์ SME จะเป็นดังนี้ รายการคำนวณภาษี บุคคลธรรมดา บริษัทจำกัด (SME) กำไรสุทธิทางภาษี 1,500,000 บาท 1,500,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มี เงินได้สุทธิ / ฐานภาษี 1,440,000 บาท 1,500,000 บาท วิธีการคำนวณ อัตราก้าวหน้าขั้นบันได 0–35% ยกเว้น 300,000 แรก ส่วนที่เหลือคิด 15% ยอดภาษีที่ต้องชำระ 225,000 บาท 180,000 บาท ในกรณีนี้ รูปแบบบริษัทเสียภาษีน้อยกว่า 45,000 บาท อย่างไรก็ตาม ต้องนำต้นทุนค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีรายปีมาหักลบเพื่อพิจารณาความคุ้มค่า ผู้ประกอบการสามารถดูรายละเอียดโครงสร้างภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ประเภทธุรกิจมีอะไรบ้าง เปิดบริษัทแล้วมีต้นทุนรายปีเพิ่มอะไรบ้าง การจัดตั้งบริษัทมีภาระค่าใช้จ่ายต่อเนื่องที่ต้องนำมาประเมินล่วงหน้า รายการต้นทุน ความถี่ คำอธิบายประกอบ ค่าบริการจัดทำบัญชี รายเดือน จ้างสำนักงานบัญชีภายนอกหรือมีฝ่ายบัญชีประจำบริษัท ค่าบริการตรวจสอบบัญชี รายปี กฎหมายกำหนดให้บริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบงบการเงินโดย CPA ค่าธรรมเนียมแก้ไขรายการทะเบียน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น การย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ การเปลี่ยนแปลงกรรมการ หรือการเพิ่มทุนจดทะเบียน เวลาในการบริหารจัดการ ต่อเนื่อง การจัดประชุมผู้ถือหุ้น การอนุมัติงบการเงิน และการลงนามในเอกสารธุรกรรม หากภาษีที่ประหยัดได้ต่อปีต่ำกว่าต้นทุนค่าบริการวิชาชีพเหล่านี้ และลูกค้าไม่ได้บังคับเรื่องนิติบุคคล การรอให้ธุรกิจมีกำไรสูงขึ้นอีกระดับก่อนจดทะเบียนจัดตั้งถือเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล จดทะเบียนบริษัทต้องมีกี่คน การจัดตั้งบริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 (ปรับลดจากเดิมที่เคยกำหนดไว้ 3 คน) โดยผู้เริ่มก่อการแต่ละคนต้องเข้าชื่อจองหุ้นอย่างน้อยคนละ 1 หุ้น และลงนามร่วมกันในหนังสือบริคณห์สนธิ สำหรับกฎหมายบริษัทจำกัดคนเดียวยังคงอยู่ในกระบวนการร่างกฎหมาย จึงยังไม่สามารถจดทะเบียนคนเดียวได้ในปัจจุบัน เปิดบริษัทต้องเตรียมอะไรบ้าง ก่อนเข้าสู่ระบบจดทะเบียนออนไลน์ ผู้ก่อตั้งต้องตกลงและจัดเตรียมข้อมูล 6 ส่วนให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันค่าธรรมเนียมในการแก้ไขข้อมูลในภายหลัง ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบรายการเอกสารอย่างละเอียดได้ที่บทความ เปิดบริษัท ต้องใช้อะไรบ้าง และศึกษาข้อกำหนดทางกฎหมายได้ที่ หนังสือบริคณห์สนธิ คืออะไร ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ทำอย่างไร กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดรับจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ DBD Biz Regist เป็นช่องทางหลัก โดยมีขั้นตอนดำเนินงาน 7 ขั้นตอน ขั้นตอน รายละเอียดการปฏิบัติงาน ข้อกำหนดสำคัญ 1. จองชื่อนิติบุคคล ตรวจสอบความซ้ำซ้อนและยื่นจองชื่อผ่านระบบ ชื่อที่ได้รับอนุมัติมีอายุ 30 วัน ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภายในกำหนด 2. ยืนยันตัวตนเข้าระบบ เข้าสู่ระบบ DBD Biz Regist และยืนยันตัวตนด้วย ThaID ผู้เริ่มก่อการและกรรมการทุกคนต้องลงทะเบียน ThaID ล่วงหน้า 3. กรอกข้อมูลหนังสือบริคณห์สนธิ บันทึกข้อมูลชื่อ ที่ตั้ง วัตถุประสงค์ ทุน และรายชื่อผู้เริ่มก่อการ ระบบจะเชื่อมโยงตรวจสอบข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร 4. จัดการประชุมจัดตั้งบริษัท อนุมัติข้อบังคับ เลือกตั้งกรรมการ และแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้เริ่มก่อการส่งมอบงานและกิจการทั้งหมดให้แก่คณะกรรมการบริษัท 5. เรียกชำระเงินค่าหุ้น เรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นครั้งแรกอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้น ต้องดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งภายใน 3 เดือนนับจากวันประชุมจัดตั้ง 6. แนบเอกสารและลงนาม อัปโหลดเอกสารประกอบและลงลายมือชื่อดิจิทัลผ่าน ThaID ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องกดลงนามในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ครบถ้วน 7. ชำระค่าธรรมเนียมและรับเอกสาร ชำระเงินค่าธรรมเนียมราชการผ่านช่องทาง e-Payment ระบบจะออกหนังสือรับรองและเอกสารสำคัญในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เขียนวัตถุประสงค์บริษัทอย่างไรไม่ต้องแก้ทีหลัง วัตถุประสงค์คือกรอบขอบเขตทางกฎหมายที่บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้ ระบบมีชุดวัตถุประสงค์สำเร็จรูปให้เลือกใช้ และเปิดให้เพิ่มข้อความเฉพาะของธุรกิจได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ เลือกชุดวัตถุประสงค์ด้านการขนส่งสินค้า พร้อมเพิ่มข้อกำหนดเรื่องการให้บริการเช่าคลังสินค้าและบริการให้เช่ายานพาหนะ เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจในอีก 2–3 ปีข้างหน้า การระบุให้ครอบคลุมตั้งแต่แรกช่วยลดค่าธรรมเนียมในการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิในภายหลัง จดออนไลน์ช่องทางเดียวกระทบผู้ก่อตั้งอย่างไร ผู้ที่มีอำนาจลงนามทุกคนต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน ThaID บนสมาร์ตโฟนและผ่านการพิสูจน์ตัวตนแล้ว หากมีผู้ถือหุ้นอยู่ต่างจังหวัด ไม่จำเป็นต้องเดินทางมารวมตัวเพื่อลงนามในกระดาษเหมือนในอดีต แต่สามารถนัดหมายเวลาเพื่อเข้าไปกดยืนยันตัวตนและลงลายมือชื่อดิจิทัลในระบบได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเอกสารแนบทุกฉบับต้องจัดเตรียมเป็นไฟล์สแกนที่คมชัด จองชื่อบริษัทอย่างไรให้ผ่านรอบแรก ชื่อที่ยื่นจองต้องไม่ซ้ำหรือมีเสียงเรียกขานคล้ายคลึงกับนิติบุคคลที่จดทะเบียนไว้แล้ว และต้องไม่มีคำต้องห้ามตามระเบียบของนายทะเบียน เช่น คำที่สื่อถึงหน่วยงานภาครัฐ พระนาม หรือคำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย โดยผู้ขอจัดตั้งควรเตรียมชื่อสำรองที่ต้องการไว้อย่างน้อย 2–3 ชื่อ ประชุมจัดตั้งและชำระค่าหุ้นทำในระบบได้พร้อมกัน ผู้เริ่มก่อการสามารถยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทพร้อมกันในวันเดียวได้ หากรวบรวมผู้ถือหุ้นครบถ้วน จัดการประชุมเรียบร้อย และมีการชำระค่าหุ้นตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่างเช่น บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ จำกัด มีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท แบ่งเป็น 20,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีการเรียกชำระค่าหุ้นครั้งแรก 25% คิดเป็นเงินทุนชำระแล้ว 500,000 บาท ข้อผิดพลาดที่ทำให้คำขอจดทะเบียนถูกตีกลับ จดทะเบียนบริษัทเองหรือจ้างผู้รับจดทะเบียนดี เกณฑ์การพิจารณา ยื่นจดทะเบียนด้วยตนเอง ว่าจ้างสำนักงานบัญชีหรือผู้รับจดทะเบียน ความซับซ้อนของโครงสร้าง เหมาะกับโครงสร้างเรียบง่าย ผู้ถือหุ้น 2–3 คน เหมาะกับโครงสร้างซับซ้อน มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ การร่างข้อบังคับและวัตถุประสงค์ ใช้ชุดข้อความมาตรฐานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สามารถร่างข้อบังคับและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นเฉพาะตัวได้ เวลาในการตรวจสอบข้อมูล ผู้ประกอบการศึกษาขั้นตอนและตรวจข้อมูลด้วยตนเอง ผู้เชี่ยวชาญช่วยเตรียมเอกสารและตรวจทานความถูกต้อง ภาระค่าใช้จ่าย ชำระเฉพาะค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์ของทางราชการ มีค่าบริการวิชาชีพเพิ่มเติมตามที่ตกลงกับผู้ให้บริการ ค่าจดทะเบียนบริษัท เปิดบริษัทใช้เงินเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมราชการในการจัดตั้งบริษัทจำกัดคำนวณตามขนาดทุนจดทะเบียน ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รายการค่าธรรมเนียมทางราชการ อัตราการคำนวณ อัตราขั้นต่ำ อัตราสูงสุด จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) 50 บาท ต่อทุนทุก 100,000 บาท 500 บาท 25,000 บาท จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด 500 บาท ต่อทุนทุก 100,000 บาท 5,000 บาท 250,000 บาท อากรแสตมป์หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ อัตราคงที่ 200 บาท — — ตัวอย่างค่าธรรมเนียมราชการรวมตามระดับทุนจดทะเบียน ทุนจดทะเบียน ค่า บอจ.2 ค่าจดจัดตั้ง อากรแสตมป์ รวมค่าธรรมเนียมราชการ 1,000,000 บาท 500 บาท 5,000 บาท 200 บาท 5,700 บาท 2,000,000 บาท 1,000 บาท 10,000 บาท 200 บาท 11,200 บาท 5,000,000 บาท 2,500 บาท 25,000 บาท 200 บาท 27,700 บาท สำหรับ บริษัท ภูมิแพร โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท จะมีภาระค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์รวม 11,200 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องเตรียมนอกจากค่าธรรมเนียมราชการ ทุนจดทะเบียนบริษัทตั้งเท่าไหร่ดี กฎหมายกำหนดมูลค่าหุ้นขั้นต่ำไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท และผู้เริ่มก่อการต้องถือครองอย่างน้อยคนละ 1 หุ้น แต่ไม่ได้บังคับทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเป็นตัวเงิน การกำหนดทุนจดทะเบียนขึ้นอยู่กับความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจริงและความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ข้อควรพิจารณาคือ หากทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วเกิน 5 ล้านบาท กิจการจะไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME (กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี และกำไรส่วนที่เกินคิด 15%) ได้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ ทุนจดทะเบียนบริษัท ตั้งเท่าไรดี และหากต้องการขยายทุนในอนาคต ดูข้อมูลได้ที่ จดทะเบียนเพิ่มทุน จดทะเบียนบริษัทใช้เวลากี่วัน หากเตรียมข้อมูลครบถ้วนและผู้เกี่ยวข้องทุกคนยืนยันตัวตนผ่านระบบพร้อมเพรียงกัน กระบวนการยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิและจดจัดตั้งบริษัทสามารถเสร็จสิ้นได้ภายในวันเดียวกัน ระยะเวลาที่ใช้ส่วนใหญ่มักหมดไปกับขั้นตอนการเตรียมเอกสาร การตกลงสัดส่วนผู้ถือหุ้น และการจัดทำหนังสือยินยอมสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ หลังจดทะเบียนบริษัทต้องทำอะไรต่อ หน้าที่และความรับผิดชอบของบริษัทเริ่มต้นขึ้นทันทีตั้งแต่วันที่นายทะเบียนอนุมัติการจัดตั้ง โดยมีไทม์ไลน์สำคัญที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังนี้ ระยะเวลาที่กำหนด หน้าที่ทางกฎหมายและบัญชีที่ต้องดำเนินการ ทันทีหลังจดทะเบียนเสร็จสิ้น เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารในนามบริษัท และโอนเงินค่าหุ้นเข้าบัญชีนิติบุคคล ภายใน 30 วันหลังมีลูกจ้างคนแรก ขึ้นทะเบียนนายจ้างและขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคม ศึกษารายละเอียดที่ อัปเดตประกันสังคม 2569 ภายใน 30 วันหลังรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท ยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ดูขั้นตอนที่ จด VAT ต้องทำอย่างไร ทุกวันที่ 7 หรือ 15 ของเดือนถัดไป ยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53) และแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายใน 6 เดือนหลังจดทะเบียนจัดตั้ง จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งแรกเพื่อรับรองกิจการ ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งรอบบัญชี ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ภายใน 4 เดือนหลังวันสิ้นรอบบัญชี จัดประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดย CPA และนำส่งงบการเงินต่อ DBD ภายใน 1 เดือนหลังประชุม ภายใน 150 วันหลังวันสิ้นรอบบัญชี ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีพร้อมชำระภาษีผ่านแบบ ภ.ง.ด.50 ย้ายกิจการจากบุคคลธรรมดาเข้าบริษัทต้องจัดการอะไร กรณีเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากบุคคลธรรมดาสู่บริษัทจำกัด ต้องจัดระเบียบ 4 ส่วนสำคัญ สรุป – การจดทะเบียนบริษัท คือก้าวแรกสู่การทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ การจดทะเบียนบริษัทจำกัดเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยจำกัดความรับผิดส่วนตัว ช่วยประหยัดภาษีเมื่อธุรกิจเริ่มมีกำไรเติบโต และเปิดโอกาสสู่การรับงานจากลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ การจัดตั้งบริษัทในปัจจุบันมีความสะดวกรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ DBD Biz Regist เพียงมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 คน และยืนยันตัวตนผ่าน ThaID สิ่งสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อมควบคู่กันคือการวางระบบเอกสารและการทำบัญชีตั้งแต่วันแรก เพื่อให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคงและถูกต้องตามกฎหมาย วางระบบบัญชีให้บริษัทใหม่ตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการบริษัทเปิดใหม่ในการจัดการงานบัญชีและภาษีอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี บันทึกรายรับรายจ่ายอัตโนมัติ ติดตามรายงานทางการเงินแบบเรียลไทม์ และเตรียมข้อมูลสำหรับส่งมอบให้ผู้สอบบัญชีเมื่อสิ้นรอบปี – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อวางรากฐานระบบบัญชีที่ได้มาตรฐานให้กับธุรกิจของคุณตั้งแต่วันนี้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อกำหนดทางภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และติดตามความรู้การบริหารกิจการได้ที่คลังบทความหมวด ธุรกิจ ของ PEAK คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนบริษัทคนเดียวได้ไหม ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ กฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้การจัดตั้งบริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน สำหรับกฎหมายบริษัทจำกัดคนเดียวยังคงอยู่ในขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมาย ยังไปจดทะเบียนบริษัทที่สำนักงานได้ไหม กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดให้การยื่นจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดต้องดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ DBD Biz Regist เป็นช่องทางหลัก หากผู้ประกอบการไม่สะดวกดำเนินการด้วยตนเอง สามารถแต่งตั้งสำนักงานบัญชีหรือตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญช่วยบันทึกและยื่นคำขอในระบบแทนได้ ใช้บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทได้ไหม สามารถใช้บ้านพักอาศัยของตนเองเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทได้ หรือหากเป็นสถานที่เช่าหรือบ้านของบุคคลอื่น จะต้องมีหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่จากเจ้าของกรรมสิทธิ์ พร้อมแนบสำเนาทะเบียนบ้านและเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ประกอบคำขอ เปิดบริษัทแล้วไม่มีพนักงานได้ไหม สามารถทำได้ บริษัทจำกัดไม่จำเป็นต้องมีการจ้างพนักงานประจำ โดยกรรมการผู้มีอำนาจสามารถเป็นผู้บริหารจัดการงานทั้งหมดได้เอง แต่บริษัทยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดทำบัญชี ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และนำส่งงบการเงินประจำปีตามปกติ จดบริษัทแล้วเลิกได้ไหม สามารถเลิกกิจการได้ แต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนการจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมถึงยื่นชำระภาษีและแจ้งต่อกรมสรรพากรให้เสร็จสิ้น การปล่อยบริษัททิ้งไว้โดยไม่ปิดงบการเงินจะทำให้มีโทษปรับตามกฎหมายทั้งต่อตัวบริษัทและกรรมการ ทุนจดทะเบียนต้องมีเงินจริงในบัญชีไหม ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการเรียกชำระค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้นที่จอง ซึ่งผู้ถือหุ้นต้องโอนเงินค่าหุ้นเข้าสู่บัญชีบริษัทจริง และกรรมการต้องเก็บหลักฐานการรับชำระเงินค่าหุ้นไว้สำหรับให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบ ขอหนังสือรับรองบริษัทได้ที่ไหน เมื่อการจดทะเบียนเสร็จสิ้น ระบบจะออกหนังสือรับรองนิติบุคคลในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate) ให้ดาวน์โหลด หากต้องการขอฉบับใหม่ในภายหลัง สามารถยื่นคำขอผ่านระบบบริการ e-Service ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตลอดเวลา รายได้เท่าไหร่ควรจดบริษัท ไม่มีเกณฑ์รายได้บังคับตายตัว แต่ในทางภาษี เมื่อธุรกิจมีกำไรสุทธิเกินประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME มักจะประหยัดกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้งนี้ควรนำปัจจัยเรื่องความพร้อมในการทำบัญชี ความต้องการของลูกค้าองค์กร และความเสี่ยงทางธุรกิจมาพิจารณาร่วมด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก