PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

9 min

Keynote : The New Mindset Human x AI วิธีผสานพลังคนและ AI ให้องค์กรเติบโต

Speaker : รวิศ หาญอุตสาหะ – CEO, SRICHAND และ Mission To The Moon MediaSession : The New Mindset Human x AI วิธีผสานพลังคนและ AI ให้องค์กรเติบโตEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Keynote : The New Mindset Human x AI การปฏิรูป Mindset : จากสัญชาตญาณ “กวาง” สู่ “สิงโต” ความกลัว AI คือ สัญชาตญาณพื้นฐาน มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อยู่รอดมาได้เพราะความขี้กลัว (Deer Mindset) แต่ในโลกธุรกิจยุค AI ความกลัวที่มากเกินไปจะกลายเป็น Victim Mentality ที่ทำให้เรามองว่าเทคโนโลยีคือภัยคุกคาม Strategic Moats : ป้อมปราการที่ AI ไม่อาจเลียนแบบ ในวันที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน มนุษย์ต้องถอยกลับมาโฟกัสในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คือ “Unfair Advantages” ของเรา Workflow Redesign : เปลี่ยน AI ให้เป็น Business Analyst ส่วนตัว การใช้ AI พิมพ์อีเมล คือ พื้นฐาน แต่ยุทธศาสตร์ระดับสูง คือ การใช้ AI เป็น Strategic Partner เพื่อหาจุดบอดของธุรกิจ ภาวะผู้นำแบบ Tight-Loose-Tight : สูตรลับการบริหารทีมยุคใหม่ เมื่อ AI ช่วยลดงาน Manual บทบาทของหัวหน้าต้องเปลี่ยนจาก “ผู้ควบคุม” ไปเป็น “โค้ช” (Coach) โดยใช้โมเดลที่คุณ Sigve Brekke (อดีต CEO Telenor/dtac) เคยแนะนำ ผู้นำที่ล้มเหลวที่สุด คือ พวก Loose-Tight-Loose (เป้าหมายเบลอ-จู้จี้ทุกขั้นตอน-แต่วัดผลอะไรไม่ได้เลย) บทสรุป : คุณค่าที่แท้จริงในฐานะ “Human in the Loop” คำถามที่แหลมคมที่สุด คือ “เราจะแยกแยะผู้บริหารที่เก่งออกจากคนธรรมดาได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนมี AI ช่วยเหมือนกัน?” คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว แต่อยู่ที่นิยามของความสำเร็จ ในโลกที่ “ไฟ” แห่ง AI กำลังลุกโชน หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การดับไฟ แต่ คือ การควบคุมความร้อนนั้นมาขับเคลื่อนเครื่องยนต์ของธุรกิจให้ทรงพลังกว่าเดิม โดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณและความรับผิดชอบในฐานะมนุษย์ไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : Business Financial Management 10 คำถาม “วางแผนการเงิน” ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

Speaker : ปัญญาพร ไวท์ยางกูร, ผู้เชี่ยวชาญด้านวางแผนการเงิน เจ้าของเพจครูหลินมันนี่วิชั่นSession : Business Financial Management 10 คำถาม “วางแผนการเงิน” ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 10 ล้านบาทEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Business Financial Management Phase 1 : Business Survival การวางรากฐานเพื่อความอยู่รอด ในเฟสนี้ เป้าหมายสูงสุดคือ “สภาพคล่อง (Liquidity)” เจ้าของธุรกิจต้องแก้ปัญหา “ขายดีแต่ไม่มีเงิน” โดยการตรวจสอบว่าเงินสดหายไปไหน ซึ่งส่วนใหญ่มักไปจมอยู่ในลูกหนี้ที่เก็บเงินไม่ได้ หรือสินค้าที่นอนนิ่งอยู่ในคลัง การแยกกระเป๋าเงิน : รากฐานของความโปร่งใสและมูลค่าธุรกิจ การแยกกระเป๋าเงินระหว่าง “เจ้าของ” และ “ธุรกิจ” ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นระเบียบ แต่คือการสร้างฐานข้อมูลที่สะท้อน “ประสิทธิภาพที่แท้จริง” (True Efficiency) ของกิจการ ซึ่งจำเป็นต่อการประเมินมูลค่าธุรกิจเพื่อขอสินเชื่อหรือหาผู้ร่วมทุน ประเด็นเปรียบเทียบ การใช้เงินปนกัน (Mixed Pockets) การแยกกระเป๋าเงิน (Separate Pockets) ความชัดเจนของกำไร ประเมินกำไรจริงไม่ได้ เพราะค่าใช้จ่ายปนกัน เห็นกำไรสุทธิที่แท้จริงเพื่อใช้วางแผนต่อ ผลกระทบทางบัญชี เกิด “ลูกหนี้กรรมการ” ซึ่งเป็นตาบาปในงบการเงิน งบการเงินสะอาด น่าเชื่อถือในสายตาธนาคาร ความเสี่ยงทางภาษี สรรพากรประเมินรายได้ดอกเบี้ยจากเงินกู้กรรมการ ลดความเสี่ยงการโดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การใช้จ่ายของเจ้าของ ดึงเงินออกตามใจชอบจนธุรกิจเสียสภาพคล่อง เจ้าของรับ “เงินเดือน” ที่แน่นอนและวางแผนภาษีได้ การตั้งเงินเดือนให้ตนเองควรตั้งในระดับที่ “ใช้พอ” เพื่อลดแรงจูงใจในการดึงเงินบริษัทออกนอกระบบ และควรให้ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่สูงไปกว่าฐานภาษีนิติบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงภาษี Cash Runaway : เงินสำรองคือสายป่านแห่งชีวิต สูตรที่ครูหลินเน้นย้ำคือการมีเงินสดสำรองอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Cost) กรณีศึกษา : น้องชายของครูหลิน (ช่างภาพฟรีแลนซ์) สามารถรอดพ้นวิกฤตโควิดที่ไม่มีงานนานถึง 1.5 ปีได้ เพราะมีเงินสำรอง 600,000 บาท (คำนวณจากค่าใช้จ่ายคงที่ 50,000 บาท x 12 เดือน) เงินก้อนนี้คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจไม่ล้มละลายในวันที่รายได้เป็นศูนย์ คุณไม่สามารถก้าวเข้าสู่ Phase 2 ได้อย่างมั่นคงหากบัญชีใน Phase 1 ยังไม่โปร่งใส เพราะข้อมูลที่บิดเบือนจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด Phase 2 : Profitability กลยุทธ์การสร้างกำไรอย่างแม่นยำ เมื่อรอดแล้ว ธุรกิจต้อง “รวย” อย่างเป็นระบบ โดยต้องเข้าใจโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง (Cost Structure) จุดคุ้มทุนที่ต้องเห็นภาพเป็น “จำนวนจิ้น” ครูหลินยกตัวอย่างที่ชัดเจนของร้านอาหารที่ต้องคำนวณว่าใน 1 วัน “ต้องขายให้ได้ 100 จาน” จึงจะคุ้มค่าเช่าและค่าแรงพนักงาน หากวันใดขายได้ต่ำกว่านี้เท่ากับขาดทุนทันที การรู้ตัวเลขรายวันช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์การตลาดได้ทันท่วงที การวิเคราะห์ SKU และ “กับดักสาขาในห้าง” เจ้าของธุรกิจมักโฟกัสที่ยอดขายรวมจนมองข้ามผลกำไรรายส่วน กลยุทธ์การจัดการต้นทุน 3 ระดับ Phase 3 : Growth & Sustainability การเติบโตอย่างมั่นคงและถูกวิธี การขยายธุรกิจโดยขาด “โครงสร้าง” คือการเดินหน้าสู่ความล้มเหลว เจ้าของธุรกิจต้องระวังสิ่งต่อไปนี้ The Executive Dashboard : เครื่องมือควบคุมธุรกิจรายวัน เพื่อการบริหารในระดับกลยุทธ์ เจ้าของธุรกิจควรมี Dashboard ที่มอนิเตอร์ตัวเลขสำคัญเหล่านี้ทุกวัน ตัวเลขสำคัญ (Metric) เหตุผลเชิงกลยุทธ์ (Strategic Reason) ยอดขาย (Sales) เพื่อวัดประสิทธิภาพทีมขายและแรงขับเคลื่อนธุรกิจ กำไรขั้นต้น (GP) เพื่อควบคุม Margin และประเมินความคุ้มค่าของสินค้า กำไรสุทธิ (Net Profit) เพื่อดูผลตอบแทนที่แท้จริงหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ลูกหนี้การค้า (AR) เพื่อติดตามสภาพคล่องและเร่งรัดการเก็บเงินก่อนจะกลายเป็นหนี้เสีย สินค้าคงเหลือ (Stock) เพื่อลดภาระเงินจมและป้องกันสินค้าเสื่อมสภาพ จุดคุ้มทุน (Break-even) เพื่อเป็น KPI รายวันให้พนักงานและรู้สถานะความปลอดภัย เงินสดคงเหลือ (Cash) เพื่อประเมิน “ลมหายใจ” และขีดความสามารถในการจ่ายชำระ ภาษีค้างจ่าย (Pending Tax) เพื่อสำรองเงินสดไว้ให้พร้อม ป้องกันวิกฤตขาดเงินในวันที่ 15 หรือ 23 บทสรุป : การทำธุรกิจให้เติบโตต้องใช้ฝีมือและการตลาดที่เฉียบคม แต่การจะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนข้ามศตวรรษ ต้องใช้ระบบบัญชี ภาษี และการเงินที่แข็งแกร่งเป็นเกราะคุ้มกัน หากคุณควบคุมตัวเลขเหล่านี้ได้ คุณคือผู้ที่ถือรหัสผ่านแห่งความสำเร็จอย่างแท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : e-Tax Invoice เข้าใจ “ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์” เพิ่มโอกาสธุรกิจเติบโต

Speaker : จักรพงษ์ ทรงกำพลพันธุ์, PEAKSession : e-Tax Invoice เข้าใจ “ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์” เพิ่มโอกาสธุรกิจเติบโตEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : e-Tax Invoice การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ : การทำความเข้าใจ 5 ประเด็นนี้เป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะ e-Tax Invoice คือเครื่องมือในการสร้าง “Operational Excellence” ช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและสร้างความน่าเชื่อถือระดับสากลให้กับคู่ค้าและสถาบันการเงิน นิยามและองค์ประกอบของ e-Tax Invoice : มากกว่าแค่ไฟล์ PDF ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการคิดว่าการสแกนกระดาษเป็นไฟล์ PDF แล้วส่งทางอีเมลคือ e-Tax Invoice ในความเป็นจริง เอกสารที่สมบูรณ์ตามกฎหมายต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก “So What?” : หากคุณเพียงแค่ “พิมพ์ สแกน และส่งอีเมล” คุณยังคงมีภาระทางกฎหมายในการจัดส่งใบกำกับภาษีกระดาษตัวจริงให้ลูกค้า และเสี่ยงต่อการตรวจสอบย้อนหลังที่ซับซ้อน ในขณะที่ e-Tax Invoice อย่างเป็นทางการช่วยตัดวงจรนี้ออกไปโดยสิ้นเชิง สร้างความปลอดภัยด้านข้อมูลและลดความเสี่ยงจากการถูกปลอมแปลงเอกสาร เปรียบเทียบเชิงลึก : การเลือกระบบที่เหมาะสมกับธุรกิจ เมื่อเข้าใจแล้วว่า e-Tax คือมาตรฐานข้อมูลทางกฎหมาย ขั้นตอนถัดไปคือการเลือก “ขนาด” ของระบบที่สอดคล้องกับปริมาณธุรกรรมขององค์กร หัวข้อเปรียบเทียบ e-Tax Invoice & e-Receipt (ระบบใหญ่) e-Tax Invoice by Time Stamp (ระบบเล็ก) กลุ่มเป้าหมาย ธุรกิจทุกขนาด (มุ่งเน้นปริมาณรายการสูง) รายได้ไม่ควรเกิน 30 ล้านบาท/ปี ประเภทเอกสาร ออกได้ครบทุกประเภท รวมถึง e-Receipt ออกได้เฉพาะใบกำกับภาษี และใบเพิ่มหนี้/ลดหนี้ ต้นทุน มีค่าบริการรายเดือน/รายใบ (Service Provider) ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายจากกรมสรรพากร ช่องทางการส่ง Email, SMS, Application, ระบบเชื่อมต่อตรง Email เท่านั้น วิธีการยืนยัน Digital Signature (ลงลายมือชื่อดิจิทัล) Time Stamp (ประทับรับรองเวลาโดย ETDA) ความยืดหยุ่น สูงกว่า : มีหน้าต่างเวลา 15 วันในการแก้ไขข้อมูล ต่ำกว่า : ต้องออกใบแทนหากต้องการแก้ไข กรณีศึกษา PEAK : แม้เกณฑ์รายได้ 30 ล้านบาทจะเป็นข้อแนะนำ แต่ในทางปฏิบัติควรพิจารณาจาก “ปริมาณธุรกรรม” (Invoice Volume) เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น PEAK ซึ่งมีรายได้หลักร้อยล้านบาท แต่ด้วยโมเดลธุรกิจแบบ B2B ที่มีการออกใบกำกับภาษีจำนวนไม่มากต่อเดือน จึงยังคงเลือกใช้ระบบ Small System (Time Stamp) ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากโดยยังคงความถูกต้องตามกฎหมายครบถ้วน ธุรกิจที่มีรายได้สูงแต่จำนวนบิลน้อยจึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าระบบใหญ่เสมอไป 7 ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ e-Tax การเปลี่ยนสู่ e-Tax ไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดกระดาษ แต่คือการยกระดับธุรกิจใน 7 มิติหลัก คู่มือการเริ่มต้น : ขั้นตอนการสมัครและติดตั้งระบบ สำหรับการเริ่มต้นด้วย ระบบเล็ก (by Time Stamp) ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย มีขั้นตอนสำคัญดังนี้ หมายเหตุสำหรับระบบใหญ่ : หากธุรกิจเลือกใช้ระบบใหญ่ (Service Provider) ขั้นตอนเหล่านี้จะง่ายขึ้นมาก เพราะผู้ให้บริการจะจัดการเรื่องใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) และการเชื่อมต่อทางเทคนิคให้ทั้งหมด การใช้งานจริงผ่านระบบ PEAK และการตรวจสอบความถูกต้อง ระบบบัญชี PEAK ถูกออกแบบมาเพื่อลดความซับซ้อนของขั้นตอนทางเทคนิค บทสรุป : FAQ และอนาคตของภาษีดิจิทัลในประเทศไทย บทสรุปส่งท้าย : e-Tax Invoice ไม่ใช่เพียงภาระทางบัญชี แต่คือโอกาสในการเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนและยกระดับความเร็วของธุรกิจ การเริ่มตั้งแต่วันนี้ขณะที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี 2 เท่า คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการก้าวสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : ยกระดับธุรกิจ SME ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

Speaker : ดร.โสภาพรรณ สัญญาณเสนาะ – Vice President ฝ่ายผู้จัดการใหญ่, ธนาคารกรุงเทพSession : ยกระดับธุรกิจ SME ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : ยกระดับธุรกิจ SME บริบทและความท้าทาย : ทำไม SME ไทยต้องขยับตัวทันที? โลกปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานใหม่ที่ SME ไม่อาจมองข้ามได้ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตาม Generation และมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม การแข่งขันแบบเดิมที่เน้น “ถูก” กำลังจะแพ้ทางให้กับความ “ยั่งยืนและมีคุณภาพ” หัวข้อ ความเสี่ยงหากไม่ปรับตัว โอกาสเมื่อใช้นวัตกรรม การแข่งขัน ติดกับดักสงครามราคา (Price War) และถูกทดแทนได้ง่าย สร้างความต่างด้วยเอกลักษณ์ (Uniqueness) และรักษา Margin ต้นทุน แบกรับต้นทุนพลังงานและแรงงานที่ผันผวน ลดความสูญเสียด้วยระบบ Automation และ Digital Manage ตลาดสากล ถูกกีดกันจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Exclusion) เป็นคู่ค้าที่ได้รับเลือก (Preferred Partner) ตามมาตรฐาน ESG การเงิน ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นและเสียโอกาสจากสิทธิภาษี เข้าถึงแหล่งทุนนวัตกรรมและสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับ SME Business Transformation : ผู้ประกอบการต้อง ปรับทัศนคติ จากการผลิตเพื่อรอรับคำสั่งซื้อ (Reactive) มาเป็นการ ยกระดับมูลค่า ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนำหน้า (Proactive) เพื่อสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งในตลาด ยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่า : จากสินค้าธรรมดาสู่นวัตกรรมสร้างชื่อ การสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยเรื่องยากเสมอไป แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจใน “อัตลักษณ์” (Uniqueness) Strategic Roadmap : การปรับปรุงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี ESG และมาตรฐานสากล : ใบเบิกทางสู่ตลาดโลก ESG (Environmental, Social, Governance) ไม่ใช่เพียงโครงการ CSR แต่เป็น “เงื่อนไขทางการค้า” (Trade Requirement) เจาะลึกขุมทรัพย์สนับสนุนจากภาครัฐ (Public Support Ecosystem) รัฐบาลมีงบประมาณสนับสนุนเพื่อดึงงานวิจัย ผ่านหน่วยงานที่ SME สามารถเข้าใช้บริการได้ทันที หน่วยงาน สิทธิประโยชน์หลัก กลุ่มเป้าหมาย วว. (TISTR) ผลิตจำนวนน้อย (Small Batch), จด อย., ทดสอบแล็บ ผู้ที่ต้องการทดลองตลาดสินค้าใหม่ ITAP สนับสนุนทุนวิจัย 50% (สูงสุด 4 แสนบาท) ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาเทคนิค/พัฒนาสูตร BOI ยกเว้นภาษี 3-5 ปี, ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ผู้ที่ลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (BCG, ดิจิทัล) DEPA ทุนสนับสนุนซอฟต์แวร์/ดิจิทัล 200,000 บาท ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Digital บทบาทของภาคธนาคารและหน่วยงาน TAS : เพื่อนคู่คิดทางธุรกิจ ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ธนาคารกรุงเทพได้จัดตั้งหน่วยงาน TAS (Technology Advisory Service) เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงเทคโนโลยี บทสรุปและก้าวต่อไปสำหรับผู้ประกอบการ ความสำเร็จในยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณ “ใหญ่” แค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณ “ปรับตัว” ได้เร็วเพียงใด นวัตกรรมไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน 3 ขั้นตอนแรกที่ SME ควรทำทันที : เทคโนโลยีมีอยู่รอบตัว กลไกสนับสนุนมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่คุณเปิดรับและเริ่ม “ก้าวแรก” ตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : From SME to Scalable Business ปลดล็อกธุรกิจแบบเดิม สู่การเติบโตแบบ Startup ในยุค AI

Speaker : ธนวัฒก์ บุญปัญญา – Head of Investment, Krungsri FinnovateSession : From SME to Scalable Business ปลดล็อกธุรกิจแบบเดิม สู่การเติบโตแบบ Startup ในยุค AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : From SME to Scalable Business คลื่นลูกใหม่แห่งการดิสรัปชัน : จากยุค PC ถึงยุค AI AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือใหม่ แต่คือ “คลื่นลูกที่ 4” ที่มีความสำคัญมากกว่าทุกยุคที่ผ่านมา ยุคของเทคโนโลยี แกนกลางการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบต่อพฤติกรรมและธุรกิจ PC Era การเข้าถึงคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล คอมพิวเตอร์ย้ายจากองค์กรใหญ่สู่ทุกบ้าน (Microsoft) Internet Era การเชื่อมต่อไร้พรมแดน เกิดการค้ารูปแบบใหม่และข้อมูลที่เข้าถึงได้ทั่วโลก (eBay) Cloud & Mobile ทุกอย่างอยู่บนสมาร์ทโฟน ธุรกรรมเกิดขึ้นได้ 24/7 และเกิด Platform (Grab, Shopee) AI Era “สมองกล” (The Brain) การแทนที่แรงงานทางปัญญาและการคิดวิเคราะห์อัตโนมัติ ในขณะที่ยุค PC และ Internet เน้นการเข้าถึงข้อมูล แต่ยุค AI คือการสร้าง “สมอง” ที่สามารถตัดสินใจและทำงานแทนมนุษย์ได้ในทุกเซกเมนต์ นี่คือคลื่นเทคโนโลยีที่จะสร้างผู้ชนะรายใหม่ และทำลายยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทัน ปลดล็อกข้อจำกัด SME : ก้าวข้ามกับดัก “Asset Heavy” ปัญหาที่ฉุดรั้ง SME ไทย คือการติดอยู่ในกับดักการเติบโตแบบเดิม ซึ่งมักมีเพดานกำไรสุทธิ (Net Profit) ไม่เกิน 15% เนื่องจากข้อจำกัด 3 ด้าน หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนเป็น Scalable Business คือการเปลี่ยนจาก Heavy Assets (โรงงาน, พนักงานจำนวนมาก) ไปสู่ Intangible Assets (ระบบซอฟต์แวร์, ข้อมูล, ทรัพย์สินทางปัญญา) ซึ่งเป็นสิ่งที่ Startup ใช้เพื่อสร้างการเติบโต ยุทธศาสตร์ AI Transformation : แผนการทำงานสู่ AI Company AI Transformation ไม่ใช่แค่การซื้อซอฟต์แวร์ แต่คือการปรับโครงสร้างการทำงาน (Operational Restructuring) โดยแบ่งเป็น 4 โมดูลหลักที่สร้าง Impact ได้ทันที แผนการทำงาน 5 ขั้น (AI Implementation Framework) พิมพ์เขียวการสร้างธุรกิจใหม่แบบ Startup (The Startup Playbook) สตีฟ แบลงก์ (Steve Blank) นิยามว่า Startup คือองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อค้นหาโมเดลธุรกิจที่ “ทำซ้ำได้ (Repeatable)” และ “ขยายตัวได้ (Scalable)” โดยใช้หลัก Innovation Trinity ผู้ประกอบการต้องยอมรับ “J-Curve” หรือช่วงที่ต้องยอมเจ็บปวดในระยะสั้นเพื่อทดสอบและพิสูจน์โมเดลธุรกิจ แทนที่จะรีบสร้างผลิตภัณฑ์ใหญ่โต ให้ใช้ Lean Canvas เพื่อหาทาง “ชนะในกระดาษ” ให้ได้ก่อน “จำไว้ว่าไอเดียนั้นราคาถูก แต่การลงมือทำและพิสูจน์โมเดลคือของจริง หากคุณไม่สามารถ Identify คุณค่าของธุรกิจออกมาบน Lean Canvas ได้ นั่นหมายความว่าคุณค่านั้นอาจไม่มีอยู่จริง การ Iteration (ปรับปรุงวนซ้ำ) บนกระดาษช่วยให้คุณไม่เจ็บตัวหนักเมื่อลงสนามจริง” บทสรุป : การปรับตัวสู่ AI Company ในสมการของการเปลี่ยนผ่าน “คน” ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด AI จะไม่มาแทนที่คน แต่คนที่มี AI จะมาแทนที่คนที่ไม่มี ธุรกิจที่ชนะคือธุรกิจที่ “ติดอาวุธ” ให้พนักงานหนึ่งคนทำงานได้เท่ากับสามคน 3 คำถามตรวจสอบตัวเอง (Self-Check Diagnostic) การเปลี่ยนแปลงมักมาพร้อมกับ Short-term pain ทั้งการปรับวัฒนธรรมองค์กรและการลงทุนในระบบ แต่ผลลัพธ์คือ Long-term gain ที่จะเปลี่ยน SME ของคุณให้กลายเป็นธุรกิจที่ไร้ขีดจำกัดในโลกยุค AIสีเขียว” ในออฟฟิศของคุณ แล้วเริ่ม “กินช้างทีละคำ” จากงานที่ซ้ำซากที่สุดเพียงงานเดียว แล้วคุณจะพบว่า Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดมและยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : SME Lending ทำอย่างไรให้ได้สินเชื่อธุรกิจ

Speaker : สาธิต บุญโฉลก – ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Head of Product Management, Customer Experience and Digital สายงานธุรกิจ SME ธนาคารยูโอบี ประเทศไทยSession : SME Lending ทำอย่างไรให้ได้สินเชื่อธุรกิจEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : SME Lending ทำอย่างไรให้ได้สินเชื่อธุรกิจ ภาพรวมสถานการณ์ SME ในประเทศไทย SME คือฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ด้วยสัดส่วน 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานถึง 70% ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก สสว. ระบุว่า SME กว่า 2.7 ล้านรายจาก 3 ล้านราย ยังติดอยู่ในกลุ่มรายย่อย (Micro) ที่เข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ได้ยากลำบาก สาเหตุหลักที่ SME รายย่อย “ตกม้าตาย” คือปัญหา Information Asymmetry หรือความไม่สมมาตรของข้อมูล ธุรกิจจำนวนมากยังดำเนินงานในนามบุคคลธรรมดาและขาดการจัดทำบัญชีที่เป็นระบบ ทำให้ธนาคารไม่สามารถประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงได้ การเข้าใจ Financing Needs และการสร้างระบบข้อมูลที่ธนาคารยอมรับจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกแหล่งเงินทุน การเลือกเครื่องมือทางการเงิน (Financing Needs) ให้ถูกประเภท การเลือกประเภทสินเชื่อผิดวัตถุประสงค์คือ “ความล้มเหลวเชิงกลยุทธ์” ที่ส่งผลเสียต่อกระแสเงินสดในระยะยาว ผู้ประกอบการต้องจับคู่ความต้องการใช้เงินกับผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง ประเภทสินเชื่อ วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ ลักษณะเด่น / ระยะเวลา สินเชื่อระยะยาว (Term Loan) ลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (โกดัง, เครื่องจักร, ออฟฟิศ) ผ่อนชำระสม่ำเสมอ ระยะเวลา 1-30 ปี (ตามอายุสินทรัพย์) วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) เสริมสภาพคล่องหมุนเวียนรายวัน (Unpredictable Liquidity) ใช้เท่าไหร่จ่ายดอกเบี้ยเท่านั้น ไม่มีกำหนดคืนต้นที่แน่นอน ตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) บริหารสต็อกหรือรอบการผลิต (Predictable Cycles) กู้ระยะสั้น (3-6 เดือน) มีกำหนดวันชำระคืนชัดเจน สินเชื่อเพื่อการค้า (Trade Finance) นำเข้า-ส่งออกสินค้า (LC, TR, etc.) ลดความเสี่ยงการชำระเงินระหว่างประเทศ วงเงินหนังสือค้ำประกัน (LG) ประมูลงานหรือวางค้ำประกันคู่สัญญา ใช้เครดิตธนาคารการันตีแทนการวางเงินสด ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการนำ OD ซึ่งมีดอกเบี้ยสูงกว่าไปใช้ซื้อทรัพย์สินระยะยาว หรือใช้เงินผิดประเภท (เช่น กู้ OD ไปซื้อทองหรือเล่นหุ้น) สิ่งนี้จะทำลายสภาพคล่องอย่างรุนแรง OD เหมาะสำหรับกรณีเงินขาดมือชั่วคราวที่ไม่คาดคิด ส่วนการซื้อสต็อกตามรอบธุรกิจควรใช้ PN เพื่อการบริหารต้นทุนที่แม่นยำกว่า เจาะลึกเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ (The 5 Cs of Credit) ธนาคารไม่ได้มองแค่ว่าคุณ “อยากได้เงินเท่าไหร่” แต่มองว่า “คุณจะคืนเงินได้หรือไม่” ผ่านกรอบวิเคราะห์ความเสี่ยง 5 ด้าน อุปสรรค “ยอดขายดีแต่กู้ไม่ผ่าน” และทางออกด้วยระบบดิจิทัล ปัญหาการถูกปฏิเสธสินเชื่อมักเกิดจาก “Lump Sum Problem” หรือการมีเงินก้อนใหญ่โอนเข้าบัญชีโดยไม่มีที่มาที่ไป หากคุณไม่สามารถอธิบายได้ ธนาคารจะ “ตัดยอดเงินนั้นทิ้ง” จากการคำนวณรายได้ทันที ทำให้ความสามารถในการกู้ของคุณลดลง บทบาทของระบบบัญชีดิจิทัล (เช่น PEAK) ในฐานะเครื่องมือกลยุทธ์ บทสรุปและคำแนะนำเชิงรุกสำหรับผู้ประกอบการ การเข้าถึงสินเชื่อคือการสะสมคะแนนความเชื่อมั่น (Scoring) ซึ่งต้องใช้เวลาและวินัยในการจัดการข้อมูล Checklist สำหรับการเตรียมตัวยื่นสินเชื่อแบบมืออาชีพ การมีระบบบัญชีที่ได้มาตรฐานและการเดินบัญชีอย่างมีกลยุทธ์ คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้ SME ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านเงินทุนและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : PEAK Automation Hub วางระบบจัดการข้อมูลหลังบ้านด้วย AI

Speaker : ว่าที่ ร.ต.สมาน ชาติชัย – PEAK Accounting Research Center Manager, PEAKSession : PEAK Automation Hub วางระบบจัดการข้อมูลหลังบ้านด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : PEAK Automation Hub ยุทธศาสตร์ “กินช้างทีละคำ” : วิธีบริหารงบประมาณและลดความเสี่ยง ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการมองภาพใหญ่เกินไปจนจัดการไม่ได้ ยุทธศาสตร์ “กินช้างทีละคำ” คือคำตอบของการบริหารงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลว โดยใช้วิธีแยกส่วนงานออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ การทำ Automation สำเร็จในงานเดียว เช่น ระบบส่งอีเมลแจ้งเตือนลูกค้า จะสร้างความมั่นใจให้กับทีมงานและผู้บริหาร ทำให้โปรเจกต์ขนาดใหญ่ในอนาคตมีความเป็นไปได้มากขึ้นและมีความเสี่ยงต่ำลง กรอบแนวคิดการคัดเลือกงาน (Automation Priority Framework) เพื่อให้การตัดสินใจเลือกงานที่จะทำ Automation แม่นยำที่สุด แนะนำให้ใช้ระบบสีร่วมกับ 4 Quadrants Matrix (แกน X : ความซับซ้อน / แกน Y : ความถี่) ประเภทงาน ลักษณะงาน ข้อแนะนำ งานสีเขียว ความถี่สูง / ซับซ้อนต่ำ (งานซ้ำๆ กฎชัดเจน) เริ่มทำทันที เพื่อคืนเวลาให้พนักงาน งานสีเหลือง ความถี่สูง / ซับซ้อนสูง (มีเงื่อนไขเฉพาะตัวเยอะ) ทำทีหลัง หรือใช้ผู้เชี่ยวชาญช่วยวางระบบ งานสีแดง ความถี่ต่ำ / ซับซ้อนสูง (ต้องใช้ดุลยพินิจ) ให้มนุษย์ทำ เพราะต้องใช้การตัดสินใจระดับบริหาร เป้าหมายสูงสุด : มุ่งเป้าไปที่ Quadrant “ความถี่สูงแต่ซับซ้อนต่ำ” เพราะเป็นจุดที่คุ้มค่าที่สุดในการสร้างระบบอัตโนมัติ 6 เสาหลักของการประยุกต์ใช้ PEAK Automation Hub แบ่งระบบงานออกเป็นสองกลุ่ม เพื่อให้ SME เลือกใช้งานได้ตามความพร้อม กลุ่มฟีเจอร์มาตรฐาน (Native PEAK Features) กลุ่มระบบสั่งทำพิเศษ (Custom AI & Scripting) เจาะลึกกรณีศึกษา : พลังของ AI ในงานที่ซับซ้อน Case 1 : ระบบออกใบเสนอราคา (Automated Quoting) ใช้ Claude Agent เขียน Google App Script เชื่อม Typeform เข้ากับ Google Sheet และระบบ PEAK Case 2 : ระบบจัดการ PO 4 ฝ่าย (The Productivity Breakthrough) การจัดการใบสั่งซื้อ (PO) ที่เคยใช้เวลา 2-3 วัน และต้องใช้คนถึง 4 แผนก (Sales, Account, Production, Packing) ทักษะที่สำคัญ : การเขียน Prompt ให้ได้งาน การสื่อสารกับ AI Agent (เช่น Claude) เพื่อให้เขียน Script ที่ใช้งานได้จริง ต้องใช้ 5 องค์ประกอบ ตัวอย่าง Prompt : “คุณคือผู้เชี่ยวชาญ Google App Script จงเขียน Script เพื่อดึงข้อมูลจาก Google Sheet ระบุชื่อไฟล์ ไปสร้างใบเสนอราคาในระบบ PEAK โดยมีเงื่อนไขว่าหากเป็นลูกค้าประเภทบริการให้ใช้รหัสรายได้ 401 แต่ถ้าเป็นสินค้าให้ใช้รหัส 402 พร้อมแนบลิงก์ใบเสนอราคากลับมาที่ Column J” อนาคตและความปลอดภัยของข้อมูล บทสรุป : มนุษย์คือผู้คุมบังเหียนที่แท้จริง จำไว้ว่า “AI มีไว้ช่วยคิด แต่ไม่ได้มีไว้ให้คิดแทน” แม้ระบบจะอัตโนมัติเพียงใด แต่มนุษย์ยังต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ 100% เสมอ Call to Action สำหรับผู้ประกอบการ : วันนี้คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินแสนเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลง ลองกลับไปสำรวจ “งานสีเขียว” ในออฟฟิศของคุณ แล้วเริ่ม “กินช้างทีละคำ” จากงานที่ซ้ำซากที่สุดเพียงงานเดียว แล้วคุณจะพบว่า Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดมและยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

11 min

สรุป Workshop : Tax to Wealth เทคนิคประหยัดภาษีฉบับ SME

Speaker : ธีร์ธวัช ลิขิตกิจวรกุล นายกสมาคมนักบัญชีไทย, ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี บริษัท อัลเทอร์เนแท็กส์ จำกัดSession : Tax to Wealth เทคนิคประหยัดภาษีฉบับ SMEEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Tax to Wealth ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของการบริหารภาษี หัวใจของการเป็น Business Architect คือการมองว่า การบริหารภาษี (Tax Management) = การบริหารกำไร (Profit Management) การที่บริษัทมีภาระภาษีสูงเกินจำเป็น หมายความว่าคุณกำลังสูญเสีย “กระแสเงินสดภายใน” (Internal Capital) ที่ควรจะนำไปต่อยอดธุรกิจได้ ยุทธศาสตร์สองกระเป๋า : Corporate vs. Owner การวางแผนภาษีที่แท้จริงต้องวิเคราะห์ภาพรวมทั้งระดับบริษัทและระดับบุคคล การบริหารจัดการรายจ่ายอย่างเป็นระบบจะช่วยเปลี่ยน “เงินบริษัท” ให้กลายเป็น “ความมั่งคั่งส่วนตัว” ของเจ้าของอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 100% การใช้วิธีสีเทา เช่น การซื้อบิลเท็จ นอกจากจะเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบย้อนหลังและค่าปรับมหาศาลแล้ว ยังทำให้งบการเงินบิดเบือน เสียความน่าเชื่อถือในการระดมทุนหรือขยายธุรกิจในอนาคต กลยุทธ์ที่ 1 : การบริหารค่าตอบแทนกรรมการและโบนัส (Tax to Wealth Foundation) ความเชื่อที่ว่า “ตั้งเงินเดือนน้อยเพื่อประหยัดภาษีบุคคล” คือกับดักที่ทำลายความมั่งคั่งของเจ้าของ SME พิจารณาการเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์ระหว่างนาย A และนาย B รายการเปรียบเทียบ นาย A (เงินเดือนน้อย) นาย B (เงินเดือนสูง) เงินเดือนต่อปี 300,000 บาท 2,400,000 บาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (เฉลี่ย) 0% 430,000 บาท (ประมาณ 17.9%) ภาษีที่บริษัทประหยัดได้ (20% CIT) 60,000 บาท 480,000 บาท ผลประโยชน์สุทธิระดับเจ้าของ ขาดทุนโอกาส กำไรภาษีส่วนต่างชัดเจน Strategist’s Note : หากคุณไม่ตั้งเงินเดือน แต่เลือกรับเป็นเงินปันผลแทน ภาระภาษีรวมคือ 28% (ภาษีนิติบุคคล 20% + ภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล 10% ของกำไรหลังภาษี) ในขณะที่การรับเงินเดือน 200,000 บาท มีอัตราภาษีเฉลี่ยเพียง 18% การตั้งเงินเดือนสูงในระดับที่เหมาะสมจึงเป็นการสร้าง “Internal Capital” ที่คุ้มค่ากว่า Checklist สำหรับการดำเนินการ : กลยุทธ์ที่ 2 : การใช้สินทรัพย์ส่วนตัวสร้างรายจ่าย (Leasing Strategy) การนำรถยนต์หรือที่ดินส่วนตัวมาให้บริษัทเช่า คือการสร้าง Tax-Free Cash Flow ที่ทรงพลังที่สุด กลยุทธ์ที่ 3 : Keyman Insurance และเงื่อนไขความสอดคล้อง Keyman Insurance คือการบริหารความเสี่ยงที่เปลี่ยนเบี้ยประกันเป็นรายจ่ายบริษัท แต่มี “จุดตาย” ที่ต้องระวัง กลยุทธ์ที่ 4 : การเปลี่ยนทุนเป็นหนี้และการบริหารดอกเบี้ย นี่คือกลยุทธ์ “Arbitrage Profit” หรือการทำกำไรจากส่วนต่างอัตราภาษี บทสรุป : การออกแบบโครงสร้างธุรกิจเพื่อความยั่งยืน การประหยัดภาษีไม่ใช่แค่การลดตัวเลข แต่คือการวางโครงสร้างเพื่อความมั่งคั่งของครอบครัวและองค์กร สิทธิประโยชน์และเทคนิคบริหารจัดการที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม : Strategist’s Final Advice : ประเมินโครงสร้างปัจจุบันและเริ่มดำเนินการปรับปรุงตั้งแต่วันนี้ โดยเน้นการทำเอกสารให้ครบถ้วน เพราะ “สรรพากรรู้จักธุรกิจของคุณน้อยกว่าที่คุณรู้ และอาวุธที่ดีที่สุดของคุณคือเอกสารที่ถูกต้องตามเนื้อหาจริง” ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

9 min

สรุป Keynote : CEO Branding for B2B Brand Love ปั้นผู้นำ มัดใจคู่ค้าองค์กร

Speaker : บุณย์ญานุช บุญบํารุงทรัพย์ – Chief Energizer Officer, PEETI PRSession : CEO Branding & B2B Brand Love มัดใจลูกค้า B2BEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Keynote : CEO Branding & B2B Brand Love โครงสร้างความรักในแบรนด์ (The Hierarchy of Brand Love) การที่ลูกค้าจะก้าวข้ามจากการเป็น “ผู้ซื้อ” (Buyer) มาเป็น “สาวก” (Advocate) ต้องผ่านระดับความรู้สึกที่เกื้อหนุนกัน ระดับความสัมพันธ์ ผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม นัยสำคัญเชิงกลยุทธ์ Visibility / Visual Notice (รับรู้) ลูกค้าแค่จำแบรนด์ได้ผ่านตา แต่ยังไม่มีความเชื่อถือหรือความผูกพัน Credibility Believe (เชื่อถือ) ลูกค้าเชื่อในความเก่งและประสบการณ์ แต่ยังไม่เกิดการตัดสินใจซื้อ Trust Purchase (ซื้อ) เกิดความไว้วางใจในความซื่อตรง (Integrity) จนนำไปสู่การทำธุรกรรม Brand Love Stay, Support, Share ลูกค้าอยู่ต่อ สนับสนุนเมื่อเกิดวิกฤต และบอกต่อ (NPS ระดับ 5) ธุรกิจ B2B ส่วนใหญ่มักติดหล่มอยู่ที่ระดับ Credibility คือ ลูกค้าเชื่อว่าเรา “เก่ง” แต่ยังไม่ “รัก” การจะก้าวไปสู่ Trust และ Brand Love ได้นั้น ต้องอาศัย “ความเป็นมนุษย์” (Human-to-Human) และความซื่อตรงที่สม่ำเสมอ เมื่อทำสำเร็จ แบรนด์จะได้รับอานิสงส์จาก Marketing Cost Optimization เพราะลูกค้าจะเป็นผู้ช่วยขายและปกป้องแบรนด์แทนคุณ CEO Branding : เมื่อผู้นำคือหน้าตาของ Purpose (The Face of Purpose) ในสมรภูมิ B2B ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่ “บริษัท” แต่ซื้อ “เจ้าของ” เพราะผู้นำ คือ ผู้กำหนดทิศทางและจริยธรรมของธุรกิจ กลยุทธ์การสื่อสารแบบ Purposeful Storytelling PR ยุคใหม่ คือ การสร้างความเชื่อมั่นผ่านการเล่าเรื่องที่แฝงเป้าหมาย 8 มุมมอง (Angles) เพื่อสร้างแรงดึงดูด 9 เรื่องเล่าที่เล่าได้ทั้งชีวิต (The 9 Timeless Stories) โครงสร้าง “Orange Frame” ของ PEETI PR บทสรุป : การสร้างธุรกิจที่มีหัวใจในโลกแห่งความจริง การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รัก คือ การยึดมั่นใน Value Proposition และ “จุดยืน” (Stand) ที่ชัดเจน เราไม่สามารถเป็นทุกอย่างเพื่อทุกคนได้ การที่ลูกค้าบางกลุ่มปฏิเสธเราเพราะราคาเป็นเรื่องปกติ แต่แบรนด์ที่มี “ดาวเหนือ” ที่ชัดเจนจะทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าที่เชื่อในคุณค่าเดียวกันเสมอ ลองกลับไปทบทวน “ดาวเหนือ” ของคุณในวันนี้ หากคุณสื่อสารมันออกมาอย่างทรงพลังและจริงใจ นั่น คือ จุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ที่เป็นที่รักและไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

11 min

สรุป Workshop : Personal & KOLs Tax Planning การวางแผนภาษีบุคคลธรรมดาและ KOLs

Speaker : จุฑามาศ บำรุงยุติ – เจ้าของเพจภาษีเลอค่า – กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัญชีเจทีเอ แอคเคาน์ติ้ง จำกัดSession : Personal & KOLs Tax Planning การวางแผนภาษีบุคคลธรรมดาและ KOLsEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Personal & KOLs Tax Planning เมื่อโลกโซเชียลคือหน้าต่างที่สรรพากรเฝ้ามอง ในสายตาของกรมสรรพากร KOL และ Influencer คือกลุ่มเป้าหมายใหม่ (Target Group) ที่ชัดเจนที่สุด หลักฐานคือการที่สรรพากรจัดทำไฟล์ “แนวทางการวางแผนภาษีสำหรับ KOL/Influencer” แจกจ่ายตั้งแต่ต้นปี นี่คือสัญญาณเตือนว่า “ความดัง” มักถูกตีความว่าเป็น “ความรวย” ร่องรอยดิจิทัล (Digital Footprint) ที่คุณสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรีวิวยอดขาย หรือไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา ล้วนถูกนำมาประเมินรายได้ การรอให้ได้รับจดหมายเรียกย้อนหลังคือความเสี่ยงที่อาจทำลายธุรกิจคุณได้ในชั่วข้ามคืน การวางแผนตั้งแต่วันที่เริ่มมีรายได้จึงเป็นทางเลือกของมืออาชีพเท่านั้น ถอดรหัสสูตรคำนวณภาษีฉบับ “หมูปิ้ง” (10-6-1-3) เพื่อให้เห็นภาพโครงสร้างภาษีที่เรียบง่ายที่สุด ให้คุณนึกถึงการขายหมูปิ้ง 1 ไม้ในราคา 10 บาท องค์ประกอบภาษี คำอธิบายเชิงกลยุทธ์ เปรียบเทียบกับหมูปิ้ง รายได้ (Revenue) สิ่งที่สรรพากรเห็น (มักถูกดักด้วยภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ราคาขาย 10 บาท ค่าใช้จ่าย (Expenses) จุดที่คนส่วนใหญ่พลาด เพราะไม่เก็บหลักฐาน ต้นทุนหมู/ถ่าน 6 บาท ค่าลดหย่อน (Deductions) สิทธิประโยชน์ส่วนตัวที่คุณต้องสำรวจเอง ค่าตัวคนขาย 1 บาท เงินได้สุทธิ (Net Income) ฐานภาษีที่เหลือให้ AI คำนวณ กำไร 3 บาท Advisor’s Note : แม้ปัจจุบันคนจะหันไปพึ่งพา AI ในการคำนวณภาษี แต่ AI ไม่สามารถระบุ “ค่าใช้จ่ายจริง” หรือ “สิทธิ์ลดหย่อน” ที่ซ่อนอยู่ได้ ข้อมูลในส่วนของเลข 6 และเลข 1 จึงเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องวางแผนเพื่อหาทางลดตัวเลขกำไร (เลข 3) ให้เหลือน้อยที่สุดอย่างถูกกฎหมาย 40(2) หรือ 40(8) : ยุทธศาสตร์การลดภาษีผ่านการบริหารประเภทเงินได้ ความเข้าใจเรื่องประเภทรายได้คือจุดแบ่งระหว่าง “คนเสียภาษีหนัก” กับ “นักวางแผนภาษี” กรณีศึกษา : กลยุทธ์ “ลิซ่า” (The Hero Insight) ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย : หากลิซ่าถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax 3%) ไว้ตลอดปี เป็นเงิน 30,000 บาท (แต่เก็บใบหักจริงได้ 22,500 บาท) เมื่อหักลบกับภาษีที่ต้องเสียจริง 2,500 บาท ลิซ่าจะได้ “เงินคืนภาษี” (Tax Refund) สูงถึง 20,000 บาท เปลี่ยนจากภาระการจ่ายเงินสดให้กลายเป็นกระแสเงินสดรับทันที ยุทธศาสตร์การบริหารค่าลดหย่อน : สำรวจสิทธิ์ใกล้ตัว ค่าลดหย่อนคือวิธีลดภาษีที่ต้นทุนต่ำที่สุด หากคุณรู้จักสิทธิ์ในครอบครัว พลังแห่งเอกสาร : ระบบการพิสูจน์ค่าใช้จ่าย 3 ชั้น การหักค่าใช้จ่ายตามจริง (40(8)) จะแข็งแกร่งก็ต่อเมื่อคุณมีระบบ “Audit-Proof” ที่ดี VAT 1.8 ล้านบาท : กำแพงภาษีที่อันตรายที่สุด เมื่อรายได้ (Gross Revenue) แตะ 1.8 ล้านบาท คุณมีเวลา 30 วันในการจดทะเบียน VAT คำเตือนสำคัญ : VAT ไม่ได้คำนวณจากกำไร (เลข 3 ในสูตรหมูปิ้ง) แต่คำนวณจาก “ยอดขายรวม” (เลข 10) นี่คือสาเหตุที่คนโดนภาษีย้อนหลังแล้วหมดตัว เพราะค่าปรับและเงินเพิ่มจาก VAT รุนแรงกว่าภาษีเงินได้หลายเท่า วิธีรับมือเมื่อได้รับจดหมายจากสรรพากร : บทสรุป : จดบริษัทเมื่อ “พร้อม” ไม่ใช่เพื่อ “หนี” การจดบริษัทไม่ใช่ทางออกสุดท้ายในการเลี่ยงภาษี แต่คือการยกระดับธุรกิจสู่ระบบมาตรฐาน คำถามที่คุณต้องตอบคือ “คุณพร้อมแบกรับหน้าที่ในฐานะกรรมการ (Director) แล้วหรือยัง?” Case Study เตือนใจ : มีกรณีผู้ที่ชื่อเป็นกรรมการใน 8 บริษัท และถูกสรรพากรไล่ตรวจสอบทีละบริษัทจนเกิดความเครียดมหาศาล การเป็นกรรมการมีความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ผูกพันตัวบุคคล แม้พาร์ทเนอร์จะแยกย้ายไปแล้ว แต่ชื่อของคุณยังคงอยู่กับหนี้ภาษีนั้น การจดบริษัทควรทำเมื่อระบบเอกสารคุณนิ่ง และต้องการสเกลธุรกิจอย่างจริงจังเท่านั้น การเสียภาษีที่ถูกต้องคือการวางรากฐานเพื่อเติบโตอย่างสง่างามและยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

10 min

สรุป Workshop : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude Cowork

Speaker : ตรีภพ เที่ยงตรง – ผู้ก่อตั้ง AI Thailand CommunitySession : Claude Cowork for SME ทำไมธุรกิจต้องใช้งาน Claude CoworkEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Claude Cowork for SME การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI Agent : จาก “การสนทนา” สู่ “การลงมือทำ” โลกของ AI กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Shift) จากเดิมที่เป็นยุคของ “Smart Chatbot” ที่เราเน้นการพิมพ์ถาม-ตอบ เข้าสู่ยุค “Agentic Process” อย่างเต็มตัวในปี 2026 ซึ่ง AI จะทำหน้าที่เป็น “Agent” ที่สามารถ “ดำเนินการ (Operate)” กระบวนการทางธุรกิจแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติ สำหรับ SME นี่คือโอกาสสำคัญในการลดภาระงานธุรการและงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน (Bureaucratic Burden) ผ่านระบบ Claude Cowork ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยคิด แต่เป็นพนักงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงาน Batch Processing ขนาดใหญ่ ช่วยให้องค์กรสามารถขยายตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานในสัดส่วนที่เท่ากัน วิเคราะห์ 3 โหมดการทำงาน : การเลือกเครื่องมือตามความเหมาะสมเชิงต้นทุน การเลือกโหมดที่ผิดคือการเสียต้นทุนโดยใช่เหตุ SME ควรเข้าใจการเลือกใช้โหมดให้สอดคล้องกับขั้นตอนของงาน โหมดการทำงาน ลักษณะเด่น วัตถุประสงค์หลัก ระดับการใช้ Token Chat รวดเร็ว, คล่องตัว การวางแผน (Planning), ระดมสมอง ต่ำ (Low) Code Interface สำหรับเทคนิค สร้างแอป, แก้ไข Bug, จัดการไฟล์เชิงลึก กลาง (Medium) Cowork เข้าถึง Local Files, รันอัตโนมัติ ทำงาน Batch ขนาดใหญ่, สรุปรายงานบัญชี สูง (High) คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ : ให้เริ่มที่โหมด Chat เพื่อวางแผนโครงสร้างงาน เมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้วจึงค่อยส่งต่อไปรันงานจริงในโหมด Cowork เพื่อลดการ “หมุน” (Spinning) ของ AI ที่จะสูบ Token โดยเปล่าประโยชน์ กลยุทธ์การเลือกโมเดลและการบริหารจัดการ Token (Cost Optimization) ในโลกของ AI Agent “คุณภาพของงาน” มักผันแปรตาม “ต้นทุน (Token)” ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการดังนี้ เทคนิคการประหยัดต้นทุน : AI จะย้อนอ่านประวัติการสนทนาทั้งหมดทุกครั้งที่เราสั่งงานใหม่ หากงานชิ้นใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทเก่า “ควรเปิด Session ใหม่เสมอ” เพื่อป้องกันภาวะ Token Drain ที่จะทำให้โควตาการใช้งานหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว การจัดโครงสร้างสารสนเทศ (Folder Structure) เพื่อลดความผิดพลาด อาการหลอนของ AI (Hallucination) มักเกิดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย การจัด “Clean Structure” จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยควรแบ่งโฟลเดอร์เป็น 4 ประเภท ในการตั้งค่า Project Instruction ควรเขียนด้วยตนเองให้ “สั้นและกระชับที่สุด” หลีกเลี่ยงการให้ AI เขียนให้เพราะจะทำให้คำสั่ง “บวม” และทำให้ AI หลุดโฟกัสจากเป้าหมายหลัก อาวุธ 3 ชิ้นของ Anthropic : กลยุทธ์การประกอบร่าง AI เปรียบเทียบการใช้งาน AI เหมือนการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA TSOX Framework : มาตรฐานการสั่งงาน AI Agent ขั้นสูง การสั่งงานระบบ Cowork ต้องการความชัดเจนกว่า Chatbot ทั่วไป เพื่อลดต้นทุนแฝงจากการที่ AI ทำงานผิดพลาด บทสรุปเชิงกลยุทธ์ : การสร้าง Digital IP สำหรับ SME Claude Cowork มอบพลัง 3 ประการที่ SME ไม่เคยมีมาก่อน ได้แก่ Batch Processing (จัดการไฟล์จำนวนมากพร้อมกัน), Multi-Sourcing (ดึงข้อมูลหลายแหล่งในคำสั่งเดียว) และ Scheduling (การตั้งเวลาทำงานอัตโนมัติ) รวมถึงฟีเจอร์ Dispatch (Beta) ที่เปรียบเสมือนรีโมทคอนโทรลให้คุณสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่ออฟฟิศผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ ข้อแนะนำด้านความปลอดภัย เป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการคือการสร้าง “Marketplace ของทักษะ” ภายในองค์กร การเปลี่ยนความรู้ของพนักงานให้กลายเป็น Skills ในระบบ AI คือการสร้าง สินทรัพย์ทางปัญญาดิจิทัล (Digital IP) ที่จะอยู่คู่กับบริษัทตลอดไป แม้พนักงานจะมีการผลัดเปลี่ยนก็ตาม นี่คือหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ที่แท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : AI for Accounting ตัวจัดการบัญชีด้วย AI

Speaker : กฤษ เกตุศร – เจ้าของเพจบัญชีคลับSession : AI for Accounting ตัวช่วยจัดการบัญชี ด้วย AIEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : AI for Accounting บริบทที่เปลี่ยนไป : เมื่อการทำบัญชีแบบเดิมคือความเสี่ยงของธุรกิจ โลกบัญชีกำลังเผชิญกับ “Paradigm Shift” หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ การยึดติดกับวิธีการทำบัญชีแบบเดิมที่เน้นแรงงานคน (Labor-intensive) ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณโตช้าลง แต่คือความเสี่ยงในการล่มสลายของธุรกิจ มีหลักฐานเชิงประจักษ์จากบริษัทขนาดใหญ่ที่เคยใช้พนักงานบัญชีสูงถึง 2,800 คน แต่เมื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง สามารถลดจำนวนพนักงานลงเหลือเพียง 200 คน โดยที่ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น นี่คือ Social Proof ที่ยืนยันว่าโครงสร้างต้นทุนแบบเดิมกำลังถูกสั่นคลอนด้วย Micro-transactions จำนวนมหาศาล ปัจจัยเปรียบเทียบ การบัญชีในอดีต การบัญชีในยุคปัจจุบัน (E-commerce) รูปแบบธุรกรรม High Value, Low Volume Micro-transactions (ธุรกรรมย่อย) ปริมาณเอกสาร หลักร้อยถึงพันใบต่อเดือน หลักหมื่นถึงแสนใบ (จาก Shopee/Lazada) มูลค่าต่อใบ สูง (หลักพันถึงหลักหมื่นบาท) ต่ำ (20, 30 หรือ 50 บาท) วิธีการจัดการ ใช้พนักงานอ่านและคีย์ข้อมูล แรงงานคนไม่คุ้มทุนและทำงานไม่ทัน Impact on Profit กำไรคงที่ตามปริมาณแรงงาน “สำนักงานบัญชีมูลนิธิ” (กำไรถดถอยจนอยู่ไม่ได้) วิกฤตที่สำนักงานบัญชีส่วนใหญ่กำลังเผชิญคือ ต้นทุนเงินเดือนพนักงานปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าบริการถูกกดต่ำลงจากสภาวะการแข่งขัน หากคุณไม่ใช้ AI มาช่วยจัดการ คุณจะไม่สามารถเสนอราคาที่ลูกค้า SME รับได้โดยที่ตัวคุณยังมีกำไรเหลืออยู่ เมื่อแรงงานคนเริ่มไม่คุ้มทุน เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เจาะลึกขีดความสามารถ AI : อาวุธลับใหม่ของนักบัญชี AI ในปัจจุบันได้ก้าวข้าม “กำแพงภาษา” (Language Barrier) และความไม่มีระเบียบของข้อมูล (Unstructured Data) ไปแล้ว ความสามารถของมันไม่ใช่แค่การจำ แต่อยู่ในระดับวิเคราะห์เชิงลึกผ่านขีดความสามารถหลัก 5 ด้าน กรณีศึกษาและผลลัพธ์เชิงประจักษ์ : ประสิทธิภาพในระดับ “วินาที” ในโลกธุรกิจ “เวลาคือต้นทุน” และความล่าช้าคือความสูญเสีย กรณีศึกษาจริงของบริษัทที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งประสบปัญหา “งบไม่ดุล” ในสมุดรายวันแยกประเภท (GL) ที่มีข้อมูลสูงถึง 80,000 บรรทัด นักบัญชีระดับผู้จัดการใช้เวลาหาจุดต่าง (Diff) นานถึง 2-3 วันแต่ไม่พบ จนต้องจ้างที่ปรึกษามืออาชีพที่มีค่าตัวสูงถึง 20,000 บาทต่อวัน เข้ามาช่วย แต่เมื่อนำ AI มาประมวลผล กลับสามารถระบุ Voucher ที่ผิดพลาดได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที เท่านั้น หากวิเคราะห์ผ่าน “Economics of AI” หรือเศรษฐศาสตร์ของ AI ความคุ้มค่านั้นมหาศาล อนาคตของนักบัญชี : การย้ายฐานที่มั่นจาก “ผู้บันทึก” สู่ “ผู้ให้ความเชื่อใจ” การเข้ามาของ AI ไม่ใช่การทำลายล้างอาชีพ แต่คือการ “บังคับให้ยกระดับ” (Forced Upskilling) นักบัญชีต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองว่า AI คือคู่แข่ง ให้มองว่าเป็น “Asset” หรือสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีที่ต้องควบคุม ป้อมปราการที่ AI ยังไม่สามารถก้าวข้ามได้ สำหรับนักบัญชีวัย 50 ปีขึ้นไป การปรับตัวอาจไม่ใช่เรื่องวิกฤตเพราะใกล้เกษียณ แต่สำหรับคนรุ่นอายุ 40 ปีที่ยังต้องทำงานอีก 10-20 ปี หากไม่เริ่มควบคุม AI ตั้งแต่วันนี้ คุณจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างถาวร การปรับตัวไม่ใช่การแข่งขันกับ AI แต่คือการเรียนรู้ที่จะควบคุม AI เพื่อยกระดับคุณค่าของตนเอง บทสรุป : ก้าวแรกสู่การเป็น Accounting AI-First Organization โลกของการทำงานบัญชีกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Change) อัตราการพัฒนาของ AI ไม่ได้เป็นเส้นทแยงมุม แต่เป็นเส้นตรงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (Exponential Growth) การเมินเฉยต่อเทคโนโลยีในวันนี้ คือการยินยอมให้ธุรกิจสูญพันธุ์ในอนาคต 3 Actionable Steps สำหรับการเริ่มต้น นักบัญชีที่มี AI เป็นอาวุธ จะไม่ใช่นักบัญชีที่จมกองเอกสารอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางใหม่ของโลกธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับองค์กรในยุค AI-First ได้อย่างยั่งยืน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

9 min

Keynote : The New Mindset Human x AI วิธีผสานพลังคนและ AI ให้องค์กรเติบโต

Speaker : รวิศ หาญอุตสาหะ – CEO, SRICHAND และ Mission To The Moon MediaSession : The New Mindset Human x AI วิธีผสานพลังคนและ AI ให้องค์กรเติบโตEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Keynote : The New Mindset Human x AI การปฏิรูป Mindset : จากสัญชาตญาณ “กวาง” สู่ “สิงโต” ความกลัว AI คือ สัญชาตญาณพื้นฐาน มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อยู่รอดมาได้เพราะความขี้กลัว (Deer Mindset) แต่ในโลกธุรกิจยุค AI ความกลัวที่มากเกินไปจะกลายเป็น Victim Mentality ที่ทำให้เรามองว่าเทคโนโลยีคือภัยคุกคาม Strategic Moats : ป้อมปราการที่ AI ไม่อาจเลียนแบบ ในวันที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน มนุษย์ต้องถอยกลับมาโฟกัสในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คือ “Unfair Advantages” ของเรา Workflow Redesign : เปลี่ยน AI ให้เป็น Business Analyst ส่วนตัว การใช้ AI พิมพ์อีเมล คือ พื้นฐาน แต่ยุทธศาสตร์ระดับสูง คือ การใช้ AI เป็น Strategic Partner เพื่อหาจุดบอดของธุรกิจ ภาวะผู้นำแบบ Tight-Loose-Tight : สูตรลับการบริหารทีมยุคใหม่ เมื่อ AI ช่วยลดงาน Manual บทบาทของหัวหน้าต้องเปลี่ยนจาก “ผู้ควบคุม” ไปเป็น “โค้ช” (Coach) โดยใช้โมเดลที่คุณ Sigve Brekke (อดีต CEO Telenor/dtac) เคยแนะนำ ผู้นำที่ล้มเหลวที่สุด คือ พวก Loose-Tight-Loose (เป้าหมายเบลอ-จู้จี้ทุกขั้นตอน-แต่วัดผลอะไรไม่ได้เลย) บทสรุป : คุณค่าที่แท้จริงในฐานะ “Human in the Loop” คำถามที่แหลมคมที่สุด คือ “เราจะแยกแยะผู้บริหารที่เก่งออกจากคนธรรมดาได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนมี AI ช่วยเหมือนกัน?” คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว แต่อยู่ที่นิยามของความสำเร็จ ในโลกที่ “ไฟ” แห่ง AI กำลังลุกโชน หน้าที่ของผู้นำไม่ใช่การดับไฟ แต่ คือ การควบคุมความร้อนนั้นมาขับเคลื่อนเครื่องยนต์ของธุรกิจให้ทรงพลังกว่าเดิม โดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณและความรับผิดชอบในฐานะมนุษย์ไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : Business Financial Management 10 คำถาม “วางแผนการเงิน” ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

Speaker : ปัญญาพร ไวท์ยางกูร, ผู้เชี่ยวชาญด้านวางแผนการเงิน เจ้าของเพจครูหลินมันนี่วิชั่นSession : Business Financial Management 10 คำถาม “วางแผนการเงิน” ธุรกิจที่มีรายได้ต่ำกว่า 10 ล้านบาทEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : Business Financial Management Phase 1 : Business Survival การวางรากฐานเพื่อความอยู่รอด ในเฟสนี้ เป้าหมายสูงสุดคือ “สภาพคล่อง (Liquidity)” เจ้าของธุรกิจต้องแก้ปัญหา “ขายดีแต่ไม่มีเงิน” โดยการตรวจสอบว่าเงินสดหายไปไหน ซึ่งส่วนใหญ่มักไปจมอยู่ในลูกหนี้ที่เก็บเงินไม่ได้ หรือสินค้าที่นอนนิ่งอยู่ในคลัง การแยกกระเป๋าเงิน : รากฐานของความโปร่งใสและมูลค่าธุรกิจ การแยกกระเป๋าเงินระหว่าง “เจ้าของ” และ “ธุรกิจ” ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นระเบียบ แต่คือการสร้างฐานข้อมูลที่สะท้อน “ประสิทธิภาพที่แท้จริง” (True Efficiency) ของกิจการ ซึ่งจำเป็นต่อการประเมินมูลค่าธุรกิจเพื่อขอสินเชื่อหรือหาผู้ร่วมทุน ประเด็นเปรียบเทียบ การใช้เงินปนกัน (Mixed Pockets) การแยกกระเป๋าเงิน (Separate Pockets) ความชัดเจนของกำไร ประเมินกำไรจริงไม่ได้ เพราะค่าใช้จ่ายปนกัน เห็นกำไรสุทธิที่แท้จริงเพื่อใช้วางแผนต่อ ผลกระทบทางบัญชี เกิด “ลูกหนี้กรรมการ” ซึ่งเป็นตาบาปในงบการเงิน งบการเงินสะอาด น่าเชื่อถือในสายตาธนาคาร ความเสี่ยงทางภาษี สรรพากรประเมินรายได้ดอกเบี้ยจากเงินกู้กรรมการ ลดความเสี่ยงการโดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม การใช้จ่ายของเจ้าของ ดึงเงินออกตามใจชอบจนธุรกิจเสียสภาพคล่อง เจ้าของรับ “เงินเดือน” ที่แน่นอนและวางแผนภาษีได้ การตั้งเงินเดือนให้ตนเองควรตั้งในระดับที่ “ใช้พอ” เพื่อลดแรงจูงใจในการดึงเงินบริษัทออกนอกระบบ และควรให้ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่สูงไปกว่าฐานภาษีนิติบุคคล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงภาษี Cash Runaway : เงินสำรองคือสายป่านแห่งชีวิต สูตรที่ครูหลินเน้นย้ำคือการมีเงินสดสำรองอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Cost) กรณีศึกษา : น้องชายของครูหลิน (ช่างภาพฟรีแลนซ์) สามารถรอดพ้นวิกฤตโควิดที่ไม่มีงานนานถึง 1.5 ปีได้ เพราะมีเงินสำรอง 600,000 บาท (คำนวณจากค่าใช้จ่ายคงที่ 50,000 บาท x 12 เดือน) เงินก้อนนี้คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจไม่ล้มละลายในวันที่รายได้เป็นศูนย์ คุณไม่สามารถก้าวเข้าสู่ Phase 2 ได้อย่างมั่นคงหากบัญชีใน Phase 1 ยังไม่โปร่งใส เพราะข้อมูลที่บิดเบือนจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด Phase 2 : Profitability กลยุทธ์การสร้างกำไรอย่างแม่นยำ เมื่อรอดแล้ว ธุรกิจต้อง “รวย” อย่างเป็นระบบ โดยต้องเข้าใจโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง (Cost Structure) จุดคุ้มทุนที่ต้องเห็นภาพเป็น “จำนวนจิ้น” ครูหลินยกตัวอย่างที่ชัดเจนของร้านอาหารที่ต้องคำนวณว่าใน 1 วัน “ต้องขายให้ได้ 100 จาน” จึงจะคุ้มค่าเช่าและค่าแรงพนักงาน หากวันใดขายได้ต่ำกว่านี้เท่ากับขาดทุนทันที การรู้ตัวเลขรายวันช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์การตลาดได้ทันท่วงที การวิเคราะห์ SKU และ “กับดักสาขาในห้าง” เจ้าของธุรกิจมักโฟกัสที่ยอดขายรวมจนมองข้ามผลกำไรรายส่วน กลยุทธ์การจัดการต้นทุน 3 ระดับ Phase 3 : Growth & Sustainability การเติบโตอย่างมั่นคงและถูกวิธี การขยายธุรกิจโดยขาด “โครงสร้าง” คือการเดินหน้าสู่ความล้มเหลว เจ้าของธุรกิจต้องระวังสิ่งต่อไปนี้ The Executive Dashboard : เครื่องมือควบคุมธุรกิจรายวัน เพื่อการบริหารในระดับกลยุทธ์ เจ้าของธุรกิจควรมี Dashboard ที่มอนิเตอร์ตัวเลขสำคัญเหล่านี้ทุกวัน ตัวเลขสำคัญ (Metric) เหตุผลเชิงกลยุทธ์ (Strategic Reason) ยอดขาย (Sales) เพื่อวัดประสิทธิภาพทีมขายและแรงขับเคลื่อนธุรกิจ กำไรขั้นต้น (GP) เพื่อควบคุม Margin และประเมินความคุ้มค่าของสินค้า กำไรสุทธิ (Net Profit) เพื่อดูผลตอบแทนที่แท้จริงหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ลูกหนี้การค้า (AR) เพื่อติดตามสภาพคล่องและเร่งรัดการเก็บเงินก่อนจะกลายเป็นหนี้เสีย สินค้าคงเหลือ (Stock) เพื่อลดภาระเงินจมและป้องกันสินค้าเสื่อมสภาพ จุดคุ้มทุน (Break-even) เพื่อเป็น KPI รายวันให้พนักงานและรู้สถานะความปลอดภัย เงินสดคงเหลือ (Cash) เพื่อประเมิน “ลมหายใจ” และขีดความสามารถในการจ่ายชำระ ภาษีค้างจ่าย (Pending Tax) เพื่อสำรองเงินสดไว้ให้พร้อม ป้องกันวิกฤตขาดเงินในวันที่ 15 หรือ 23 บทสรุป : การทำธุรกิจให้เติบโตต้องใช้ฝีมือและการตลาดที่เฉียบคม แต่การจะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนข้ามศตวรรษ ต้องใช้ระบบบัญชี ภาษี และการเงินที่แข็งแกร่งเป็นเกราะคุ้มกัน หากคุณควบคุมตัวเลขเหล่านี้ได้ คุณคือผู้ที่ถือรหัสผ่านแห่งความสำเร็จอย่างแท้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : e-Tax Invoice เข้าใจ “ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์” เพิ่มโอกาสธุรกิจเติบโต

Speaker : จักรพงษ์ ทรงกำพลพันธุ์, PEAKSession : e-Tax Invoice เข้าใจ “ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์” เพิ่มโอกาสธุรกิจเติบโตEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : e-Tax Invoice การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ : การทำความเข้าใจ 5 ประเด็นนี้เป็นก้าวแรกที่สำคัญ เพราะ e-Tax Invoice คือเครื่องมือในการสร้าง “Operational Excellence” ช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและสร้างความน่าเชื่อถือระดับสากลให้กับคู่ค้าและสถาบันการเงิน นิยามและองค์ประกอบของ e-Tax Invoice : มากกว่าแค่ไฟล์ PDF ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือการคิดว่าการสแกนกระดาษเป็นไฟล์ PDF แล้วส่งทางอีเมลคือ e-Tax Invoice ในความเป็นจริง เอกสารที่สมบูรณ์ตามกฎหมายต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก “So What?” : หากคุณเพียงแค่ “พิมพ์ สแกน และส่งอีเมล” คุณยังคงมีภาระทางกฎหมายในการจัดส่งใบกำกับภาษีกระดาษตัวจริงให้ลูกค้า และเสี่ยงต่อการตรวจสอบย้อนหลังที่ซับซ้อน ในขณะที่ e-Tax Invoice อย่างเป็นทางการช่วยตัดวงจรนี้ออกไปโดยสิ้นเชิง สร้างความปลอดภัยด้านข้อมูลและลดความเสี่ยงจากการถูกปลอมแปลงเอกสาร เปรียบเทียบเชิงลึก : การเลือกระบบที่เหมาะสมกับธุรกิจ เมื่อเข้าใจแล้วว่า e-Tax คือมาตรฐานข้อมูลทางกฎหมาย ขั้นตอนถัดไปคือการเลือก “ขนาด” ของระบบที่สอดคล้องกับปริมาณธุรกรรมขององค์กร หัวข้อเปรียบเทียบ e-Tax Invoice & e-Receipt (ระบบใหญ่) e-Tax Invoice by Time Stamp (ระบบเล็ก) กลุ่มเป้าหมาย ธุรกิจทุกขนาด (มุ่งเน้นปริมาณรายการสูง) รายได้ไม่ควรเกิน 30 ล้านบาท/ปี ประเภทเอกสาร ออกได้ครบทุกประเภท รวมถึง e-Receipt ออกได้เฉพาะใบกำกับภาษี และใบเพิ่มหนี้/ลดหนี้ ต้นทุน มีค่าบริการรายเดือน/รายใบ (Service Provider) ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายจากกรมสรรพากร ช่องทางการส่ง Email, SMS, Application, ระบบเชื่อมต่อตรง Email เท่านั้น วิธีการยืนยัน Digital Signature (ลงลายมือชื่อดิจิทัล) Time Stamp (ประทับรับรองเวลาโดย ETDA) ความยืดหยุ่น สูงกว่า : มีหน้าต่างเวลา 15 วันในการแก้ไขข้อมูล ต่ำกว่า : ต้องออกใบแทนหากต้องการแก้ไข กรณีศึกษา PEAK : แม้เกณฑ์รายได้ 30 ล้านบาทจะเป็นข้อแนะนำ แต่ในทางปฏิบัติควรพิจารณาจาก “ปริมาณธุรกรรม” (Invoice Volume) เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น PEAK ซึ่งมีรายได้หลักร้อยล้านบาท แต่ด้วยโมเดลธุรกิจแบบ B2B ที่มีการออกใบกำกับภาษีจำนวนไม่มากต่อเดือน จึงยังคงเลือกใช้ระบบ Small System (Time Stamp) ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากโดยยังคงความถูกต้องตามกฎหมายครบถ้วน ธุรกิจที่มีรายได้สูงแต่จำนวนบิลน้อยจึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าระบบใหญ่เสมอไป 7 ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ e-Tax การเปลี่ยนสู่ e-Tax ไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดกระดาษ แต่คือการยกระดับธุรกิจใน 7 มิติหลัก คู่มือการเริ่มต้น : ขั้นตอนการสมัครและติดตั้งระบบ สำหรับการเริ่มต้นด้วย ระบบเล็ก (by Time Stamp) ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย มีขั้นตอนสำคัญดังนี้ หมายเหตุสำหรับระบบใหญ่ : หากธุรกิจเลือกใช้ระบบใหญ่ (Service Provider) ขั้นตอนเหล่านี้จะง่ายขึ้นมาก เพราะผู้ให้บริการจะจัดการเรื่องใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) และการเชื่อมต่อทางเทคนิคให้ทั้งหมด การใช้งานจริงผ่านระบบ PEAK และการตรวจสอบความถูกต้อง ระบบบัญชี PEAK ถูกออกแบบมาเพื่อลดความซับซ้อนของขั้นตอนทางเทคนิค บทสรุป : FAQ และอนาคตของภาษีดิจิทัลในประเทศไทย บทสรุปส่งท้าย : e-Tax Invoice ไม่ใช่เพียงภาระทางบัญชี แต่คือโอกาสในการเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนและยกระดับความเร็วของธุรกิจ การเริ่มตั้งแต่วันนี้ขณะที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี 2 เท่า คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการก้าวสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

12 min

สรุป Workshop : ยกระดับธุรกิจ SME ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

Speaker : ดร.โสภาพรรณ สัญญาณเสนาะ – Vice President ฝ่ายผู้จัดการใหญ่, ธนาคารกรุงเทพSession : ยกระดับธุรกิจ SME ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมEvent : PEAK BIZSPHERE 2026 : Thailand’s B2B SME Conference 5 ไฮไลท์สำคัญที่ต้องรู้จาก Workshop : ยกระดับธุรกิจ SME บริบทและความท้าทาย : ทำไม SME ไทยต้องขยับตัวทันที? โลกปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานใหม่ที่ SME ไม่อาจมองข้ามได้ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตาม Generation และมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม การแข่งขันแบบเดิมที่เน้น “ถูก” กำลังจะแพ้ทางให้กับความ “ยั่งยืนและมีคุณภาพ” หัวข้อ ความเสี่ยงหากไม่ปรับตัว โอกาสเมื่อใช้นวัตกรรม การแข่งขัน ติดกับดักสงครามราคา (Price War) และถูกทดแทนได้ง่าย สร้างความต่างด้วยเอกลักษณ์ (Uniqueness) และรักษา Margin ต้นทุน แบกรับต้นทุนพลังงานและแรงงานที่ผันผวน ลดความสูญเสียด้วยระบบ Automation และ Digital Manage ตลาดสากล ถูกกีดกันจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Exclusion) เป็นคู่ค้าที่ได้รับเลือก (Preferred Partner) ตามมาตรฐาน ESG การเงิน ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นและเสียโอกาสจากสิทธิภาษี เข้าถึงแหล่งทุนนวัตกรรมและสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับ SME Business Transformation : ผู้ประกอบการต้อง ปรับทัศนคติ จากการผลิตเพื่อรอรับคำสั่งซื้อ (Reactive) มาเป็นการ ยกระดับมูลค่า ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนำหน้า (Proactive) เพื่อสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งในตลาด ยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่า : จากสินค้าธรรมดาสู่นวัตกรรมสร้างชื่อ การสร้างความแตกต่าง (Differentiation) ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยเรื่องยากเสมอไป แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจใน “อัตลักษณ์” (Uniqueness) Strategic Roadmap : การปรับปรุงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี ESG และมาตรฐานสากล : ใบเบิกทางสู่ตลาดโลก ESG (Environmental, Social, Governance) ไม่ใช่เพียงโครงการ CSR แต่เป็น “เงื่อนไขทางการค้า” (Trade Requirement) เจาะลึกขุมทรัพย์สนับสนุนจากภาครัฐ (Public Support Ecosystem) รัฐบาลมีงบประมาณสนับสนุนเพื่อดึงงานวิจัย ผ่านหน่วยงานที่ SME สามารถเข้าใช้บริการได้ทันที หน่วยงาน สิทธิประโยชน์หลัก กลุ่มเป้าหมาย วว. (TISTR) ผลิตจำนวนน้อย (Small Batch), จด อย., ทดสอบแล็บ ผู้ที่ต้องการทดลองตลาดสินค้าใหม่ ITAP สนับสนุนทุนวิจัย 50% (สูงสุด 4 แสนบาท) ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาเทคนิค/พัฒนาสูตร BOI ยกเว้นภาษี 3-5 ปี, ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ผู้ที่ลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (BCG, ดิจิทัล) DEPA ทุนสนับสนุนซอฟต์แวร์/ดิจิทัล 200,000 บาท ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Digital บทบาทของภาคธนาคารและหน่วยงาน TAS : เพื่อนคู่คิดทางธุรกิจ ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ธนาคารกรุงเทพได้จัดตั้งหน่วยงาน TAS (Technology Advisory Service) เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงเทคโนโลยี บทสรุปและก้าวต่อไปสำหรับผู้ประกอบการ ความสำเร็จในยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณ “ใหญ่” แค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณ “ปรับตัว” ได้เร็วเพียงใด นวัตกรรมไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน 3 ขั้นตอนแรกที่ SME ควรทำทันที : เทคโนโลยีมีอยู่รอบตัว กลไกสนับสนุนมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่คุณเปิดรับและเริ่ม “ก้าวแรก” ตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก