PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

6 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

EBITDA คืออะไร? สูตร วิธีคำนวณ และตัวอย่างจริงสำหรับ SME

EBITDA คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจทำกำไรจากการดำเนินงานได้เท่าไร โดยยังไม่นับดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หลายคนเข้าใจว่าตัวเลขนี้เป็นเรื่องของนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่เจ้าของ SME ก็ใช้ได้เช่นกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงตัวอย่างตัวเลขจริงที่นำไปใช้ได้ทันที EBITDA คืออะไร ย่อมาจากอะไร EBITDA (อ่านว่า อี-บิท-ด้า) ย่อมาจาก Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation, and Amortization แปลเป็นไทยว่า กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักของธุรกิจ เหตุผลที่ต้องไม่นับ 4 รายการนี้ เพราะแต่ละรายการไม่ได้สะท้อนฝีมือการบริหารโดยตรง เมื่อตัดตัวแปรเหล่านี้ออก จะเห็นว่าธุรกิจทำเงินจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไร สูตร EBITDA พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง คำนวณได้ 2 วิธี ทั้งสองวิธีได้ผลลัพธ์เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่ามีข้อมูลตัวไหนอยู่ในมือ สูตรที่ 1 เริ่มจากกำไรสุทธิ (Bottom-Up) วิธีนี้เหมาะกับคนที่เปิดงบกำไรขาดทุนแล้วเห็นบรรทัดกำไรสุทธิก่อน เอากำไรสุทธิมาบวกกลับรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก EBITDA = กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่าย + ภาษี + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย สูตรที่ 2 เริ่มจากกำไรจากการดำเนินงาน (Top-Down) วิธีนี้เหมาะกับคนที่ดูงบแล้วเจอบรรทัดกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) เพราะตัวเลขนี้หักดอกเบี้ยและภาษีไปแล้ว จึงบวกกลับแค่ค่าเสื่อมราคากับค่าตัดจำหน่าย EBITDA = กำไรจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย ตัวอย่างคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ยอดขาย 5 ล้านบาทต่อปี สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ มีตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนปี 2568 ดังนี้ คำนวณแบบ Bottom-Up EBITDA = 800,000 + 100,000 + 200,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจหลักสร้างกำไรได้ 1.3 ล้านบาทต่อปี ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา EBIT กับ EBITDA ต่างกันอย่างไร EBIT คือกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (Earnings Before Interest and Taxes) ยังไม่บวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายกลับ ตัวเลขทั้งคู่วัดกำไรจากการดำเนินงาน แต่ลึกต่างกัน จากตัวอย่างบริษัท ก ข้างต้น EBIT = 800,000 + 100,000 + 200,000 = 1,100,000 บาท EBITDA = 1,100,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท EBIT ไม่บวกค่าเสื่อมราคากลับ จึงได้ตัวเลขต่ำกว่า EBITDA เสมอ EBIT และ EBITDA เหมาะกับธุรกิจประเภทใด ธุรกิจที่มีทรัพย์สินถาวรมาก เช่น โรงงานผลิต โรงแรม หรือโลจิสติกส์ ควรใช้ EBIT เป็นตัวหลัก เพราะค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนที่สะท้อนการดำเนินงานจริง ส่วนธุรกิจบริการ เทคโนโลยี หรือร้านค้าออนไลน์ที่ทรัพย์สินถาวรไม่สูง ใช้ EBITDA ได้สะดวกกว่า เพราะตัดความแตกต่างของนโยบายค่าเสื่อมราคาออก EBIT Margin และ EBITDA Margin คืออะไร ใช้ประเมินธุรกิจอย่างไร ทั้งสองคืออัตราส่วนที่บอกว่าทุก 100 บาทที่ขายได้ เหลือเป็นกำไรจากการดำเนินงานกี่บาท EBIT Margin วัดกำไรหลังหักค่าเสื่อมราคาแล้ว ส่วน EBITDA Margin วัดกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา สูตร EBIT Margin และ EBITDA Margin EBIT Margin (%) = EBIT ÷ รายได้ × 100 EBITDA Margin (%) = EBITDA ÷ รายได้ × 100 ตัวอย่างเปรียบเทียบ 2 ธุรกิจ สมมติเปรียบเทียบร้านค้าออนไลน์ 2 แห่ง บริษัท ก (ชื่อสมมุติ) รายได้ 5 ล้านบาท EBIT Margin = 1,100,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 22% EBITDA Margin = 1,300,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 26% บริษัท ข (ชื่อสมมุติ) รายได้ 10 ล้านบาท EBITDA 2 ล้านบาท EBITDA Margin = 2,000,000 ÷ 10,000,000 × 100 = 20% แม้บริษัท ข มีรายได้มากกว่า แต่ Margin ต่ำกว่า แปลว่าบริษัท ก บริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพกว่า ถ้าค่าเสื่อมราคาสูง ช่องว่างระหว่าง Margin ทั้งสองจะยิ่งห่าง ธุรกิจที่ลงทุนในทรัพย์สินราคาแพง เช่น โรงแรมหรือโรงงาน ควรดูทั้งสองตัวเทียบกัน ทำไม EBITDA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ SME ตัวเลขนี้ช่วยให้เจ้าของ SME เข้าใจภาพรวมธุรกิจได้เร็ว โดยไม่ต้องอ่านงบการเงินทั้งฉบับ ใช้ได้ทั้งวิเคราะห์ตัวเอง เทียบคู่แข่ง และเตรียมตัวเข้าหาแหล่งเงินทุน ใช้ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารดูตรงไหน เวลาขอสินเชื่อ ธนาคารมักดูอัตราส่วน Debt-to-EBITDA Ratio ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ หมายความว่ากำไรจากการดำเนินงานเพียงพอจะจ่ายหนี้ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีหนี้สินรวม 3 ล้านบาท และ EBITDA 1.3 ล้านบาท Debt-to-EBITDA = 3,000,000 ÷ 1,300,000 = 2.3 เท่า ตัวเลข 2.3 เท่าหมายความว่าถ้าใช้กำไรจากการดำเนินงานทั้งหมดไปจ่ายหนี้ จะหมดภายใน 2.3 ปี ยิ่งต่ำยิ่งดีในสายตาธนาคาร ใช้ประเมินมูลค่ากิจการด้วย EV/EBITDA EV/EBITDA (Enterprise Value to EBITDA) เป็นอัตราส่วนยอดนิยมสำหรับประเมินมูลค่าธุรกิจ โดย EV คือมูลค่ารวมของกิจการ ตัวเลขนี้บอกว่านักลงทุนต้องจ่ายกี่เท่าของกำไรจากการดำเนินงาน ถึงจะซื้อธุรกิจนี้ได้ทั้งหมด ถ้าอัตราส่วนต่ำ อาจหมายความว่าธุรกิจราคาถูกเมื่อเทียบกับกำลังทำกำไร เป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของ SME ที่เตรียมขายกิจการหรือหานักลงทุนเข้ามาร่วมทุน ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้ EBITDA EBITDA มีประโยชน์ แต่ไม่สมบูรณ์แบบ ควรเข้าใจข้อจำกัดก่อนนำไปตัดสินใจ ไม่นับค่าใช้จ่ายลงทุนในทรัพย์สิน ธุรกิจที่ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ทุกปี จะมีตัวเลขนี้สูงเพราะไม่นับค่าเสื่อมราคา แต่จริงๆ ต้องจ่ายเงินซื้อทรัพย์สินจริง กระแสเงินสดอาจไม่ดีเท่า ไม่แสดงภาระหนี้ บริษัทที่กู้เงินมาก ตัวเลขอาจดูดี แต่กำไรสุทธิอาจต่ำเพราะดอกเบี้ยกินหมด ควรดูคู่กับงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสด เปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรมได้ยาก ธุรกิจบริการที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก Margin จะสูงกว่าธุรกิจผลิต การเทียบจึงต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกัน สรุป EBITDA ตัวเลขที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจเร็วขึ้น ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้เจ้าของ SME มองเห็นกำลังทำกำไรที่แท้จริง โดยตัดตัวแปรที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานออก จัดการงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK อยากดูกำไรขาดทุนของธุรกิจแบบ Real-time ไม่ต้องรอปิดบัญชี? PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยดูรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรได้ทุกเวลา และ PEAK Board ช่วยวิเคราะห์ผลประกอบการแยกตามสาขา แผนก หรือโปรเจกต์ เห็นตัวเลขชัดเจนก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ EBITDA EBITDA ติดลบหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าธุรกิจยังสร้างกำไรจากการดำเนินงานหลักไม่ได้ แม้จะยังไม่นับดอกเบี้ยและภาษีก็ตาม มักเจอใน Startup ที่ลงทุนหนักเพื่อสร้างฐานลูกค้า ถ้าติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาส ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบรายได้ กำไรสุทธิกับ EBITDA ต่างกันตรงไหน กำไรสุทธิ (Net Profit) หักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เป็นตัวเลขที่เหลือจริงๆ ส่วน EBITDA หักแค่ต้นทุนจากการดำเนินงาน จึงได้ตัวเลขสูงกว่าเสมอ นักวิเคราะห์ใช้กำไรสุทธิดูผลตอบแทนจริงของเจ้าของ และใช้ตัวหลังเปรียบเทียบฝีมือการบริหาร ธุรกิจประเภทไหนควรใช้เป็นตัวชี้วัด เหมาะกับธุรกิจที่มีค่าเสื่อมราคาสูง เช่น โรงแรม โรงงาน โลจิสติกส์ หรือธุรกิจเทคโนโลยีที่ลงทุนในซอฟต์แวร์มาก จะช่วยแยกผลกระทบของค่าเสื่อมราคาออก ทำให้เห็นฝีมือบริหารชัดขึ้น ส่วนธุรกิจบริการขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก ดูกำไรสุทธิอาจเพียงพอ EBITDA Margin เท่าไรถึงถือว่าดี ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ธุรกิจซอฟต์แวร์มักมี Margin สูง 30-40% เพราะต้นทุนผันแปรต่ำ ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอาจอยู่ที่ 5-15% หลักง่ายๆ คือเทียบกับค่าเฉลี่ยของธุรกิจประเภทเดียวกัน ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ย แสดงว่าบริหารต้นทุนได้ดี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

ค่าคอมมิชชั่นคืออะไร กำหนดอย่างไร และหักภาษีกี่เปอร์เซ็นต์

ค่าคอมมิชชั่น หรือที่เรียกสั้นว่า “ค่าคอม” (Commission) เป็นค่าตอบแทนที่ SME ใช้จูงใจทีมขายกันแทบทุกธุรกิจ แต่จะกำหนดอัตราเท่าไร คิดยังไง หักภาษีถูกต้องอย่างไร และลงบัญชีแบบไหน หลายคนยังสับสน บทความนี้อธิบายครบจบในที่เดียว ค่าคอมมิชชั่นคืออะไร ค่าคอมมิชชั่น คือ ค่าตอบแทนที่คิดจากผลงาน ไม่ใช่เงินเดือนคงที่ ต่างจากเงินเดือนตรงที่ไม่ได้จ่ายเท่ากันทุกเดือน แต่ขึ้นอยู่กับยอดขายจริง ยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่งได้มาก นิยมใช้กับทีมขาย ตัวแทนจำหน่าย นายหน้า และฟรีแลนซ์ เช่น บริษัทกำหนดว่าขายได้ 100,000 บาท ได้ค่าคอมมิชชั่น 5% 100,000 × 5% = 5,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น กับ Incentive ต่างกันอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจ่ายทุกครั้งที่ขายได้ ตามสัดส่วนที่ตกลง ส่วน Incentive คือรางวัลพิเศษที่บริษัทกำหนดเป็นครั้งคราว เช่น โบนัสเมื่อทำยอดถึงเป้ารายไตรมาส ไม่ได้ผูกกับทุกยอดขาย ค่าคอมมิชชั่นมีกี่ประเภท ค่าคอมมิชชั่นมี 6 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการเลือกใช้ได้ตามลักษณะธุรกิจ 1. คิดตามเปอร์เซ็นต์ยอดขาย เป็นแบบที่นิยมมากที่สุด กำหนดอัตราคงที่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนสินค้าค่อนข้างคงที่ เช่น ค่าคอมมิชชั่น 3% ของยอดขาย ทีมขายทำได้ 500,000 บาท 500,000 × 3% = 15,000 บาท ข้อดี คือ ทั้งบริษัทและพนักงานเข้าใจตรงกันง่าย ไม่ต้องรอปิดยอดกำไร ข้อเสียคือไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนจริง ถ้าสินค้าบางตัวกำไรน้อยแต่ขายได้เยอะ ค่าคอมอาจกินกำไรหมด 2. คิดแบบขั้นบันได แบ่งยอดขายเป็นช่วง แต่ละช่วงได้ค่าคอมไม่เท่ากัน เช่น ส่วนของยอดขาย อัตราค่าคอม 0 ถึง 100,000 บาท 3% ส่วนที่เกิน 100,000 ถึง 300,000 บาท 5% ส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไป 7% ถ้าขายได้ 400,000 บาท ไม่ได้คิด 7% ทั้งก้อน แต่แบ่งคิดทีละขั้น (ดูตัวอย่างคำนวณใน section ถัดไป) วิธีนี้ช่วยจูงใจให้ดันยอดขายให้สูงที่สุด 3. คิดตามกำไร คิดค่าคอมจากกำไรจริง ไม่ใช่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนไม่คงที่ เช่น ธุรกิจรับเหมาหรือตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักร ตัวอย่าง 4. แบบผสม เงินเดือนประจำรวมกับค่าคอมมิชชั่น ให้เงินเดือนพื้นฐานที่มั่นคง บวกค่าคอมตามยอดขาย แม้เดือนไหนขายไม่ได้เลย ก็ยังมีเงินเดือนพื้นฐานประกันรายได้ เหมาะกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรือธนาคาร ที่ต้องการรักษาทีมขายมืออาชีพไว้ ตัวอย่าง 5. 100% Commission ไม่มีเงินเดือน เฉพาะค่าคอมมิชชั่น ตรงข้ามกับแบบผสม คือไม่มีเงินเดือนพื้นฐานเลย รายได้ทั้งหมดมาจากค่าคอมอย่างเดียว เหมาะกับตัวแทนขายอิสระ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ หรือตัวแทนประกัน ข้อดีคือบริษัทไม่มีต้นทุนคงที่ด้านเงินเดือน แต่ข้อเสียคือหาคนมาทำงานยากกว่า 6. Residual Commission ค่าคอมมิชชั่นจากลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ ทีมขายได้ค่าคอมต่อเนื่องทุกครั้งที่ลูกค้าเก่าซื้อซ้ำหรือต่อสัญญา เหมาะกับธุรกิจแบบสมาชิก SaaS หรือบริการรายเดือน ช่วยจูงใจให้ทีมขายดูแลลูกค้าเก่า ไม่ใช่แค่หาลูกค้าใหม่อย่างเดียว วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น พร้อมตัวอย่างคำนวณ สูตรพื้นฐาน : ค่าคอมมิชชั่น = ยอดขาย × อัตราค่าคอม ถ้าเป็นแบบขั้นบันได ให้แยกคิดทีละขั้นแล้วรวมกัน สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดค่าคอมแบบขั้นบันไดให้ทีมขาย ทีมขายทำยอดได้ 400,000 บาทในเดือนนั้น แบ่งคิดค่าคอมทีละขั้นได้ดังนี้ ขั้น ส่วนของยอดขาย อัตรา ค่าคอม 1 100,000 บาทแรก 3% 3,000 บาท 2 200,000 บาทถัดไป (100,001-300,000) 5% 10,000 บาท 3 100,000 บาทที่เหลือ (300,001-400,000) 7% 7,000 บาท รวม 400,000 บาท 20,000 บาท วิธีกำหนดค่าคอมมิชชั่นให้เหมาะกับธุรกิจ การกำหนดอัตราค่าคอมมิชชั่นที่ดีต้องสมดุลระหว่างแรงจูงใจของทีมขายกับกำไรของธุรกิจ มีหลักคิด 4 ข้อ ค่าคอมมิชชั่น หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ ค่าคอมถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี (ปีภาษี 2568) บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับ อัตราที่หักขึ้นอยู่กับว่าจ่ายให้ใคร จ่ายให้ใคร ประเภทเงินได้ อัตราหัก แบบที่ยื่น พนักงานบริษัท 40(1) เงินเดือน/ค่าจ้าง อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 บุคคลภายนอก (ตัวแทน/นายหน้า) 40(2) ค่านายหน้า อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 นิติบุคคล ค่านายหน้า/ค่าบริการ 3% ภ.ง.ด.53 กรณีจ่ายให้พนักงานบริษัท ค่าคอมที่จ่ายให้พนักงานประจำถือเป็นเงินได้ประเภท 40(1) เช่นเดียวกับเงินเดือน บริษัทต้องนำค่าคอมรวมกับเงินเดือน แล้วหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน) ตัวอย่าง กรณีจ่ายให้บุคคลภายนอกหรือตัวแทนขาย ค่าคอมที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(2) เช่น ตัวแทนขาย นายหน้า หรือฟรีแลนซ์ บริษัทต้องหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 เช่นเดียวกับพนักงาน ข้อควรระวัง : หลายบริษัทเข้าใจผิดว่าค่านายหน้าต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.3 จริงแล้วค่านายหน้าเป็นเงินได้ 40(2) ต้องใช้ ภ.ง.ด.1 แต่ถ้าจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้นิติบุคคล ต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกกรณี และต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป บันทึกบัญชีค่าคอมมิชชั่นอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expense) ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ตัวอย่าง บริษัทจ่ายค่าคอม 20,000 บาท ให้พนักงาน (ไม่มี WHT แยก) รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร 20,000 ถ้าจ่ายให้บุคคลภายนอก 20,000 บาท หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า สมมติหัก 1,000 บาท จ่ายจริง 19,000 บาท บันทึกดังนี้ รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร (จ่ายจริง) 19,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,000 ค่าคอมที่จ่ายจริงและมีหลักฐานถูกต้อง สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ แต่ต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจน เช่น สัญญาการจ่ายค่าคอม หลักฐานยอดขาย และใบเสร็จรับเงิน ถ้าไม่มีหลักฐาน กรมสรรพากรอาจถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามได้ สรุป: ค่าคอมมิชชั่น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจัดการให้ครบ ได้แก่ เลือกประเภทค่าคอมให้ตรงกับธุรกิจ กำหนดอัตราเป็นลายลักษณ์อักษร หักภาษีถูกต้องตามประเภทผู้รับ และลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย จัดการค่าคอมมิชชั่นให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคิดเงินเดือนรวมค่าคอม หักภาษีอัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีครบในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่น ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานไหม ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่าย ถ้าบริษัทจ่ายค่าคอมเพื่อจูงใจให้ทำยอดเพิ่ม ไม่ถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องนำมาคิดฐานเงินสมทบประกันสังคมหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง แต่ถ้าจ่ายเป็นประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานปกติ อาจถือเป็นค่าจ้างได้ อัตราค่าคอมมิชชั่นทั่วไปอยู่ที่เท่าไร ไม่มีอัตราตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและกำไรของธุรกิจ อุตสาหกรรม อัตราค่าคอมทั่วไป ค้าปลีก 1 ถึง 5% ธุรกิจบริการ 5 ถึง 15% อสังหาริมทรัพย์ 3 ถึง 5% ของราคาขาย ค่าคอมมิชชั่นต้องออกใบ 50 ทวิไหม ต้องออกทุกครั้ง ทั้งกรณีจ่ายให้พนักงานและบุคคลภายนอก บริษัทต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เพื่อให้ผู้รับนำไปยื่นภาษีประจำปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

รู้จักใบเสร็จรับเงิน และข้อมูลที่ต้องมี เพื่อออกเอกสารอย่างถูกต้อง

ทุกวันนี้เวลาซื้อของหรือทานข้าวในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินมาด้วยเสมอ ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ขอก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องรู้จักและเข้าใจ เพื่อออกเอกสารให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับใบเสร็จมากขึ้น พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลย ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน หรือ Receipt คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับเงินจากผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายมีการบังคับให้ผู้ขายต้องออกใบเสร็จทุกครั้งเมื่อรับเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100 บาทขึ้นไป โดยใบเสร็จรับเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระดาษ และเป็นใบเสร็จรับเงินออนไลน์ ได้อีกด้วยทั้งนี้ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และธุรกิจที่ยังไม่ได้จดจะออกใบเสร็จรับเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถออกเป็นรูปแบบใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มีข้อมูลของสินค้าหรือบริการ และรายละเอียดทั่วไปได้ 2. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรืออาจเรียกว่าเป็น ใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา ที่จะได้รับเป็นกระดาษใบเล็กที่จะได้รับหลังชำระเงินให้ร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร โดยจะระบุข้อมูลที่อยู่ของผู้ขาย ข้อมูลสินค้าหรือบริการ และราคา แต่ไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ได้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเป็นธุรกิจประเภทค้าปลีกและค้าขายกับลูกค้ารายย่อย ที่มีจำนวนการซื้อขายต่อวันหลายครั้ง และลูกค้าไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องนำใบเสร็จรับเงินไปใช้ในการดำเนินการด้านเอกสารต่อ 3. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ถัดมาคือ  ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยจะเป็นรูปแบบที่มีข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีการระบุข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งธุรกิจที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และโดยส่วนใหญ่จะออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นกิจการ เพราะมักจะต้องใช้เอกสารนี้ในการดำเนินการด้านบัญชี นอกจากนี้ทั้ง 3 รูปแบบยังมี บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินรูปแบบหนึ่งที่มีรายละเอียดน้อยมากที่สุด มักใช้กันในร้านขายของชำ ร้านขายของทั่วไป เขียนรายละเอียดด้วยมือ ซึ่งเป็นรูปแบบใบเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกัน โดยสรุปแล้วในการออกใบเสร็จรับเงินขึ้นอยู่กับว่าดำเนินธุรกิจประเภทไหนและทำธุรกิจกับใคร ซึ่งการรู้จักประเภทของใบเสร็จรับเงินทุกรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ต้องมีบนใบเสร็จรับเงิน สำหรับใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 รูปแบบนั้นมีข้อมูลที่ต้องระบุค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยตามความละเอียดของแต่ละประเภท ซึ่งทั้ง 3 แบบมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุดังนี้ 1. ข้อมูลในใบเสร็จรับเงินทั่วไป โดยใบเสร็จรับเงินรูปแบบนี้ออกเป็นไฟล์ PDF เพื่อความสะดวกในการส่งเอกสารได้ 2. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สามารถออกแบบเอกสารเป็นไฟล์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกได้เช่นเดียวกัน 3. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยปกติใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะได้รับเป็นรูปแบบกระดาษมากกว่าไฟล์ออนไลน์  ความแตกต่างระหว่างใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด บิลเงินสด และใบเสร็จรับเงินเป็นสองประเภทเอกสารที่มักเข้าใจผิด เพราะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับมีรายละเอียด วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือในทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถดูความแตกต่างเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ได้เลย! รายการ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด วัตถุประสงค์ ยืนยันการได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อย บันทึกการขายและรับเงินในทันที รายละเอียดในเอกสาร -ชื่อที่อยู่ผู้ขาย/ผู้ซื้อ -วันที่-รายการสินค้า/บริการ-จำนวนเงิน-ลายเซ็นผู้รับเงิน มักแสดงเฉพาะรายการสินค้า/บริการ จำนวนเงิน และวันที่ขาย การใช้งาน เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบการ/กิจการ ทุกประเภทโดยเฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว มักใช้ในร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือร้านให้บริการทั่วไป การใช้งานในทางภาษี ใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติไม่สามารถใช้ยื่นภาษีได้ สถานะทางกฎหมาย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ ไม่สาารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ เว้นแต่ว่ามีการใช้คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” ในเอกสาร ความน่าเชื่อถือ มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์ ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือที่น้อยกว่า ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? นอกจากใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสดแล้ว ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทเอกสารที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหมือนกัน 100% แต่ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ผู้ประกอบการควรทราบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ไม่ต้องจด VAT ก็ออกเอกสารได้ ต้องจด VAT ถึงออกเอกสารได้ ออกเอกสารเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการมูลค่า 100 บาทขึ้นไป ต้องออกเอกสารทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ออกเมื่อรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการแล้วเท่านั้น ออกเอกสารทันทีที่ส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ออกใบเสร็จรับเงินอย่างไรให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว การออกใบเสร็จรับเงินโดยเฉพาะแบบย่อ ที่ในแต่ละวันต้องออกให้ผู้ซื้อจำนวนหลายครั้ง ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้รูปแบบการพิมพ์ใบเสร็จผ่านโปรแกรมหน้าร้าน เช่น ระบบ POS ที่สามารถพิมพ์ใบเสร็จให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงินได้ทันที  นอกจากนี้ในกรณีที่พิมพ์ใบเสร็จแบบใบกำกับภาษี ที่ต้องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็มีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มาพร้อม ฟอร์มใบเสร็จรับเงิน ในระบบให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือช่วยบันทึกเอกสารให้อัตโนมัติในระบบ สามารถเรียกดูได้ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลดปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าแบบออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยสร้างใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมระบบการจัดการด้านบัญชีอย่างครบวงจรเพื่อธุรกิจทุกขนาด ให้การทำงานเป็นระบบ ลดขั้นตอนอันยุ่งยาก และเพิ่ม Productivity ของพนักงาน โดยโปรแกรม PEAK สามารถจัดทำใบเสร็จรับเงินได้ทุกรูปแบบทั้งใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา และใบเสร็จรับเงินที่ใช้กับนิติบุคคล รวมไปถึงการพิมพ์ใบเสนอราคา หรือใบแจ้งหนี้ที่มักใช้ในขั้นตอนการซื้อขายเช่นกัน หรือถ้าอยากจบปัญหายุ่งยากทางเอกสารบัญชี สามารถเลือกบริษัทรับทำบัญชีเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

บอจ.5 คือ อะไร บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ทุกบริษัทต้องยื่น

บอจ.5 คือ แบบฟอร์มบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด ใช้แสดงว่าใครถือหุ้นกี่หุ้น มูลค่าเท่าไร บริษัทต้องนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 14 วันหลังประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ถ้ายื่นไม่ทัน กรรมการจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท เอกสารนี้ถูกใช้ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นในหลายสถานการณ์ เช่น ธนาคารขอดูก่อนอนุมัติสินเชื่อ หรือคู่ค้าตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญา หน่วยงานรัฐก็ใช้ประกอบการพิจารณาประมูลงานเช่นกัน บอจ.5 คือ อะไร สำคัญอย่างไร “บอจ.” ย่อมาจาก “บริษัทจำกัด” เป็นชุดแบบฟอร์มที่ DBD กำหนดไว้ บอจ.5 มีชื่อเต็มว่า “สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น” ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กรรมการต้องส่งสำเนาฉบับนี้ไปยังนายทะเบียนทุกปี สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารอีกชุดหนึ่งที่เกี่ยวข้อง บริษัทต้องจัดทำสมุดทะเบียนเก็บไว้ที่สำนักงาน ส่วน บอจ.5 คือสำเนาที่คัดจากสมุดทะเบียนเพื่อส่งให้ DBD ข้อมูลที่ต้องระบุใน บอจ.5 บอจ.5 ต้องระบุข้อมูลสำคัญ ดังนี้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้น 3 คน แบบ บอจ.5 ก็ต้องระบุข้อมูลครบทั้ง 3 คน พร้อมจำนวนหุ้นและมูลค่าที่ชำระแล้ว บอจ.5 กับ หนังสือรับรองบริษัท ต่างกันอย่างไร บอจ.5 แสดงว่า “ใครถือหุ้นในบริษัท” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทแสดงว่า “บริษัทมีตัวตนจริงและใครมีอำนาจลงนาม” ทั้งสองเป็นคนละเอกสาร แต่มักถูกขอพร้อมกัน รายการ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) หนังสือรับรองบริษัท ออกโดย บริษัทจัดทำเอง แล้วยื่น DBD DBD ออกให้เมื่อขอคัด เนื้อหา รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ชื่อบริษัท ที่ตั้ง ทุนจดทะเบียน กรรมการ อำนาจลงนาม เปรียบเทียบ เหมือนทะเบียนบ้านของบริษัท เหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ค่าธรรมเนียมคัด 150 บาท 200 บาท ใช้ทำอะไร ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น ยืนยันตัวตนบริษัท เปิดบัญชีธนาคาร ขึ้นทะเบียนประกันสังคม เวลาไปติดต่อธนาคารหรือยื่นประมูลงาน มักถูกขอทั้ง 2 ฉบับพร้อมกัน ฉบับหนึ่งยืนยันตัวตนบริษัท อีกฉบับยืนยันโครงสร้างผู้ถือหุ้น ใครต้องยื่น บอจ.5 และยื่นเมื่อไหร่ ทุกบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนกับ DBD ต้องยื่น บอจ.5 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ต้องยื่นแบบนี้ เพราะใช้แบบฟอร์มคนละชุด ยื่นภายในกี่วัน กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กำหนดให้กรรมการต้องส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยังนายทะเบียนภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมสามัญ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 25 เมษายน 2569 ก็ต้องยื่น บอจ.5 ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ข้อสำคัญคือ ระบบ DBD e-Filing บังคับให้ยื่น บอจ.5 ก่อนจึงจะเปิดให้ยื่นงบการเงินประจำปีได้ นักบัญชีจึงควรเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้า กรณีไหนต้องยื่น บอจ.5 เพิ่ม นอกจากการยื่นประจำปีแล้ว ยังมีกรณีที่ต้องยื่น บอจ.5 เพิ่มเติม ได้แก่ วิธีขอและยื่น บอจ.5 ออนไลน์ ผ่าน DBD e-Filing ปัจจุบันสามารถยื่นและดาวน์โหลด บอจ.5 ผ่านระบบออนไลน์ของ DBD ได้ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน DBD มีวิดีโอสอนขั้นตอนการยื่นที่ efiling.dbd.go.th ด้วย ก่อนเริ่มยื่น ให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้พร้อม ได้แก่ เลขทะเบียนนิติบุคคล รหัสผ่าน DBD e-Filing รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุด จำนวนหุ้น และมูลค่าที่ชำระแล้วของแต่ละคน วิธียื่น บอจ.5 ออนไลน์ วิธีดาวน์โหลด บอจ.5 ที่ยื่นไว้แล้ว ถ้าต้องการดาวน์โหลดสำเนา บอจ.5 ฉบับล่าสุดที่เคยยื่นไว้ ให้ Login เข้าระบบ DBD e-Filing แล้วเลือก “เรียกดูเอกสารที่นำส่ง” จากนั้นกด Download ได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย ขั้นตอนคัด บอจ.5 ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถ้าต้องการ บอจ.5 ฉบับที่ DBD รับรอง เพื่อใช้ยื่นธนาคารหรือประมูลงาน สามารถขอคัดได้ 2 ช่องทาง ตัวอย่าง บอจ.5 พร้อมวิธีกรอก ตัวอย่างข้อมูลที่ต้องกรอกใน บอจ.5 สำหรับบริษัทขนาดเล็ก มีดังนี้ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน: 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) จำนวนหุ้นทั้งหมด: 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ลำดับ ชื่อผู้ถือหุ้น สัญชาติ เลขที่ใบหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าที่ชำระแล้ว 1 นายก (ชื่อสมมุติ) ไทย 0001-5000 5,000 500,000 บาท 2 นางข (ชื่อสมมุติ) ไทย 5001-8000 3,000 300,000 บาท 3 นายค (ชื่อสมมุติ) ไทย 8001-10000 2,000 200,000 บาท รวม 10,000 1,000,000 บาท ข้อควรระวังในการกรอก: ตรวจสอบว่ายอดรวมจำนวนหุ้นและมูลค่าหุ้นตรงกับทุนจดทะเบียน ถ้าไม่ตรง ระบบ DBD e-Filing จะไม่ให้ยื่น และอย่าลืมระบุรายชื่อผู้ที่พ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้นในรอบปีด้วย (ถ้ามี) ไม่ยื่น บอจ.5 มีโทษอะไร ถ้าบริษัทไม่ยื่น บอจ.5 หรือยื่นล่าช้า กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท ตามพ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ สมมุติว่า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คน ถ้ายื่นไม่ทัน ทั้ง 2 คนจะถูกปรับรวมเป็น 4,000 บาท นอกจากนี้ยังปิดกั้นการยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing อีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดค่าปรับงบการเงินตามมาเป็นทอด ๆ สรุป บอจ.5 เป็นเอกสารที่ดูเหมือนง่าย แต่ถ้าลืมยื่นจะเกิดปัญหาลูกโซ่ ตั้งแต่ค่าปรับกรรมการไปจนถึงยื่นงบการเงินไม่ได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือตั้งปฏิทินเตือนล่วงหน้า 1 สัปดาห์ก่อนครบกำหนด และใช้ระบบ DBD e-Filing ยื่นออนไลน์ จัดการเอกสารบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และเอกสารทางบัญชีไว้ในที่เดียว ลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารตกหล่น ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ บอจ.5 บอจ.5 ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร บอจ.5 ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “List of Shareholders” หรือ “Shareholder Register” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทที่ DBD ออกให้ เรียกว่า “Certificate of Juristic Person Registration” บอจ.5 กับ บอจ.2 บอจ.3 ต่างกันอย่างไร แบบฟอร์ม “บอจ.” แต่ละเลขมีหน้าที่ต่างกัน บอจ.2 และ บอจ.3 ใช้ตอนจดทะเบียนเท่านั้น ส่วน บอจ.5 ต้องยื่นอัปเดตทุกปี แก้ไข บอจ.5 ทำอย่างไร ถ้าต้องการแก้ไข บอจ.5 ที่เคยยื่นไปแล้ว ให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจาก DBD e-Filing กรอกข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วยื่นนำส่งใหม่ ระบบจะบันทึกฉบับล่าสุดทับฉบับเดิมบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

โครงสร้างองค์กร คืออะไร มีกี่แบบ พร้อมตัวอย่างสำหรับ SME

เปิดบริษัทมาสักพัก ทีมเริ่มโตจาก 3 คนเป็น 15 คน แต่ยังไม่รู้ว่าใครรายงานใคร ใครอนุมัติอะไร ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ แปลว่าถึงเวลาวางโครงสร้างองค์กรให้ชัดแล้ว บทความนี้จะอธิบายว่าโครงสร้างองค์กรคืออะไร มีกี่แบบ พร้อมตัวอย่างแผนผังองค์กรสำหรับ SME ที่นำไปใช้ได้จริง โครงสร้างองค์กร คืออะไร โครงสร้างองค์กร (Organizational Structure) คือแผนผังที่แสดงตำแหน่งงาน สายการบังคับบัญชา และหน้าที่ของทุกคนในบริษัท ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าใครทำหน้าที่อะไร ต้องรายงานใคร และใครมีอำนาจตัดสินใจเรื่องไหน พูดง่าย ๆ ก็คือ “แผนที่ของทีม” ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก 5 คน หรือบริษัทใหญ่ 500 คน ทุกที่ล้วนต้องมีโครงสร้างบริษัทที่ชัดเจน เพื่อให้การทำงานไม่สับสนและเติบโตได้อย่างเป็นระบบ ทำไมธุรกิจต้องมีโครงสร้างองค์กร เมื่อธุรกิจเริ่มโต การทำงานแบบ “ใครว่างก็ทำ” จะเริ่มมีปัญหา เพราะไม่มีใครรู้ชัดว่าใครรับผิดชอบอะไร โครงสร้างองค์กรที่ดีช่วยแก้ปัญหานี้ได้หลายทาง องค์ประกอบของโครงสร้างองค์กรที่ดี ก่อนเลือกว่าจะจัดโครงสร้างแบบไหน ต้องเข้าใจองค์ประกอบหลัก 3 ข้อก่อน สายการบังคับบัญชา (Chain of Command) คือลำดับว่าใครรายงานใคร เช่น พนักงานขายรายงานหัวหน้าฝ่ายขาย หัวหน้าฝ่ายขายรายงานผู้บริหาร ยิ่งสายนี้ชัดเจน การตัดสินใจก็ยิ่งเร็ว ขอบเขตการควบคุม (Span of Control) คือจำนวนลูกน้องที่หัวหน้า 1 คนดูแล ถ้าดูแล 3-5 คน เรียกว่า narrow span ถ้าดูแล 10-15 คน เรียกว่า wide span ธุรกิจ SME ที่ทีมเล็กมักใช้ wide span เพราะหัวหน้าดูแลหลายคนได้ การแบ่งหน้าที่ (Division of Labor) คือการแบ่งงานตามความถนัด เช่น แยกคนทำบัญชี คนดูแลการขาย คนจัดการสต็อก ไม่ให้คน ๆ เดียวทำทุกอย่างจนงานไม่มีคุณภาพ โครงสร้างองค์กร 7 แบบที่นิยมใช้ แผนผังองค์กรที่ธุรกิจนิยมใช้มี 7 รูปแบบหลัก แต่ละแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดต่างกัน 1. แบบลำดับขั้น (Hierarchical) เป็นโครงสร้างคลาสสิกที่สุด จัดเป็นรูปปิรามิด ผู้บริหารสูงสุดอยู่บนสุด แบ่งสายงานลงมาเป็นชั้น ๆ ข้อดีคือทุกคนรู้ว่าต้องรายงานใคร ข้อเสียคือการตัดสินใจอาจช้าเพราะต้องผ่านหลายขั้น 2. แบบตามหน้าที่ (Functional) คล้ายแบบลำดับขั้น แต่แบ่งทีมตามความเชี่ยวชาญ เช่น ฝ่ายการตลาด ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย แต่ละฝ่ายมีหัวหน้าดูแลอิสระ ข้อดีคือพนักงานพัฒนาทักษะเฉพาะทางได้ดี ข้อเสียคืออาจเกิดการทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” 3. แบบแนวนอน (Flat) มีลำดับชั้นน้อยมาก เจ้าของดูแลทีมทั้งหมดโดยตรง เหมาะกับธุรกิจเริ่มต้นที่มีทีม 5-10 คน ข้อดีคือสื่อสารเร็ว ตัดสินใจไว ข้อเสียคือเมื่อทีมโตเกิน 15-20 คน จะดูแลไม่ทั่วถึง 4. แบบหน่วยงาน (Divisional) แบ่งทีมตามสายผลิตภัณฑ์ พื้นที่ หรือกลุ่มลูกค้า แต่ละหน่วยทำงานเหมือนบริษัทย่อย มีทีมการตลาด บัญชี ขาย ของตัวเอง เหมาะกับธุรกิจที่มีหลายสาขาหรือหลายแบรนด์ 5. แบบแมทริกซ์ (Matrix) พนักงาน 1 คนรายงาน 2 หัวหน้าพร้อมกัน เช่น รายงานหัวหน้าฝ่ายการตลาดและหัวหน้าโปรเจกต์ด้วย ข้อดีคือใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ดี ข้อเสียคืออาจสับสนว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ 6. แบบทีมงาน (Team-based) จัดทีมตามโปรเจกต์หรือเป้าหมาย ไม่ยึดแผนกตายตัว เมื่อจบโปรเจกต์ก็จัดทีมใหม่ เหมาะกับเอเจนซีหรือบริษัท IT ที่ต้องปรับตัวเร็ว 7. แบบเครือข่าย (Network) สำนักงานหลักทำหน้าที่ประสานงาน ส่วนงานบางอย่างจ้างภายนอก (Outsource) เช่น จ้างสำนักงานบัญชี จ้างฟรีแลนซ์ทำกราฟิก เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นและควบคุมต้นทุน เปรียบเทียบโครงสร้างองค์กรแต่ละแบบ แบบ เหมาะกับ ขนาดทีม ข้อดีหลัก ข้อจำกัด ลำดับขั้น องค์กรใหญ่ ราชการ 50 คนขึ้นไป สายงานชัดเจน ตัดสินใจช้า ตามหน้าที่ ธุรกิจแบ่งแผนกชัด 20-100 คน เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำงานแบบ silo แนวนอน Startup ธุรกิจเริ่มต้น 5-15 คน สื่อสารเร็ว ดูแลไม่ทั่วเมื่อโต หน่วยงาน หลายสาขา แบรนด์ 50 คนขึ้นไป ตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะ ต้นทุนสูง งานซ้ำ แมทริกซ์ โปรเจกต์ข้ามแผนก 30 คนขึ้นไป ใช้ทรัพยากรร่วมกัน สับสนเรื่องอำนาจ ทีมงาน เอเจนซี IT 10-50 คน ยืดหยุ่น ปรับทีมได้ ขาดเสถียรภาพ เครือข่าย outsource มาก ไม่จำกัด ต้นทุนต่ำ คล่องตัว ควบคุมคุณภาพยาก วิธีเลือกโครงสร้างองค์กรให้เหมาะกับ SME ไม่มีโครงสร้างไหนที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกธุรกิจ สิ่งที่ต้องพิจารณาคือขนาดทีม ประเภทธุรกิจ และความซับซ้อนของงาน ถ้าทีมยังมีไม่เกิน 10 คน โครงสร้างแบบแนวนอนเหมาะที่สุด เจ้าของดูแลทุกคนโดยตรง สื่อสารง่ายและตัดสินใจได้เร็ว เมื่อทีมโตเป็น 15-30 คน ควรเปลี่ยนเป็นแบบตามหน้าที่ แบ่งฝ่ายชัดเจน เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายบัญชี แต่ละฝ่ายมีหัวหน้ารับผิดชอบ ถ้ามีหลายสาขาหรือหลายสายผลิตภัณฑ์ โครงสร้างแบบหน่วยงานจะช่วยให้แต่ละสาขาบริหารได้อิสระ สิ่งสำคัญคืออย่ายึดติดกับโครงสร้างเดียวตลอดไป เมื่อธุรกิจเปลี่ยน โครงสร้างก็ต้องปรับตาม ตัวอย่างแผนผังองค์กร SME ร้านค้าออนไลน์ 5-8 คน เจ้าของเป็นหัวหน้าหลัก ดูแลทุกคนโดยตรง ทีมอาจมีฝ่ายรับออเดอร์ 2 คน ฝ่ายแพ็คส่ง 2 คน และฝ่ายดูแลโซเชียลมีเดีย 1 คน ไม่จำเป็นต้องมีหัวหน้าแผนก เพราะเจ้าของสื่อสารกับทุกคนได้ทุกวัน เป็นโครงสร้างแบบแนวนอนโดยธรรมชาติ ธุรกิจบริการ 20-40 คน เช่น สำนักงานบัญชี หรือบริษัทรับเหมา ควรใช้โครงสร้างแบบตามหน้าที่ แบ่งเป็น 3-4 ฝ่าย เช่น ฝ่ายให้บริการลูกค้า ฝ่ายบัญชีภายใน ฝ่ายธุรการ ฝ่ายการตลาด แต่ละฝ่ายมีหัวหน้ารายงานตรงต่อผู้บริหาร ธุรกิจที่ outsource งานบางส่วน เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่จ้างสำนักงานบัญชีภายนอก จ้างฟรีแลนซ์ถ่ายรูปสินค้า จ้างขนส่งผ่าน 3PL ทีมประจำอาจมีแค่ 3-5 คน แต่มีเครือข่ายพันธมิตรรอบข้าง เป็นโครงสร้างแบบเครือข่ายที่ SME ไทยใช้กันมากโดยไม่รู้ตัว โครงสร้างองค์กรกับการจัดการบัญชีและ Payroll โครงสร้างองค์กรไม่ได้เป็นแค่ผังตำแหน่ง แต่มีผลต่อการจัดการบัญชีและเงินเดือนด้วย เช่น ถ้าแบ่งฝ่ายชัดเจน ก็ตั้งศูนย์ต้นทุน (Cost Center) แยกตามแผนกได้ ทำให้รู้ว่าแผนกไหนใช้งบเท่าไร สายอนุมัติก็เช่นกัน ถ้าโครงสร้างชัดก็กำหนดได้ว่า ค่าใช้จ่ายวงเงินเท่าไรต้องให้ใครอนุมัติ ป้องกันการใช้จ่ายเกินงบ เรื่อง Payroll ยิ่งสำคัญ เพราะโครงสร้างบริษัทบอกว่ามีกี่ตำแหน่ง แต่ละตำแหน่งฐานเงินเดือนเท่าไร มีค่าตำแหน่งอะไรเพิ่ม HR สามารถใช้ข้อมูลจากผังองค์กรเป็นฐานคำนวณเงินเดือน สลิปเงินเดือน และหักภาษี ณ ที่จ่ายได้อย่างถูกต้อง ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีที่เชื่อมกับระบบเงินเดือน ข้อมูลจะไหลจากผังองค์กรไปสู่การทำบัญชีได้โดยอัตโนมัติ สรุป: โครงสร้างองค์กรที่ดีช่วยธุรกิจโตอย่างมั่นคง โครงสร้างองค์กรไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น ธุรกิจ SME ที่มีทีมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปก็ควรเริ่มวางแผนผังองค์กรให้ชัด เลือกโครงสร้างที่เหมาะกับขนาดทีมและประเภทธุรกิจ แล้วปรับเปลี่ยนเมื่อธุรกิจเติบโต เมื่อโครงสร้างชัด การจัดการบัญชี Payroll และภาษีก็ทำได้ง่ายขึ้น ลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยจัดระบบบัญชีและเงินเดือนให้ตรงกับโครงสร้างองค์กรของคุณ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโครงสร้างองค์กร โครงสร้างการบริหารในองค์การประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สายการบังคับบัญชาที่บอกว่าใครรายงานใคร ขอบเขตการควบคุมที่กำหนดว่าหัวหน้า 1 คนดูแลกี่คน และการแบ่งหน้าที่ที่กำหนดว่าใครทำงานอะไร นอกจากนี้ยังรวมถึงระบบสื่อสารภายในและระดับอำนาจตัดสินใจ โครงสร้างองค์การแบบแมทริกซ์เหมาะกับธุรกิจแบบไหน เหมาะกับธุรกิจที่มีโปรเจกต์ข้ามแผนกบ่อย เช่น บริษัทที่ปรึกษา เอเจนซีโฆษณา หรือบริษัท IT ที่ต้องดึงคนจากหลายฝ่ายมาทำโปรเจกต์ร่วมกัน ไม่แนะนำสำหรับ SME ขนาดเล็กที่ทีมยังไม่ถึง 30 คน เพราะอาจสับสนเรื่องสายบังคับบัญชา SME ขนาดเล็กควรเลือกโครงสร้างองค์กรแบบไหน ทีม 5-15 คน ควรเริ่มจากโครงสร้างแบบแนวนอน (Flat) ที่เจ้าของดูแลทุกคนโดยตรง เมื่อทีมโตเกิน 15 คน ค่อยปรับเป็นแบบตามหน้าที่ โดยตั้งหัวหน้าแผนกขึ้นมาแบ่งเบาภาระ ไม่ต้องเริ่มจากโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินไป โครงสร้างองค์กรกับ Organization Chart ต่างกันไหม ทั้งสองคำมักใช้แทนกันได้ในทางปฏิบัติ แต่ถ้าแยกให้ชัด โครงสร้างองค์กร หมายถึงระบบจัดการทั้งหมด รวมถึงสายอำนาจ หน้าที่ และวิธีทำงาน ส่วนผังองค์กร (Organization Chart) คือแผนภาพ ที่แสดงโครงสร้างนั้นออกมาให้เห็นเป็นรูป

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ภ.ง.ด. 90 กับ ภ.ง.ด. 91 ต่างกันอย่างไร ยื่นแบบไหนถึงจะถูกต้อง

ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหมือนกัน แต่ต่างกันตรง “ประเภทรายได้” ของผู้ยื่น ถ้ามีแค่เงินเดือน ให้ยื่น ภ.ง.ด. 91 แต่ถ้ามีรายได้จากหลายทาง ต้องยื่นแบบ 90 แทน ไม่ว่าจะเปิดร้านออนไลน์ รับงานฟรีแลนซ์ หรือปล่อยเช่าคอนโด เลือกผิดแบบนอกจากต้องยื่นใหม่แล้ว อาจโดนค่าปรับอีกด้วย ภ.ง.ด. 90 คืออะไร ภ.ง.ด. 90 คือ แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี สำหรับผู้ที่มีเงินได้หลายประเภท หรือมีเงินได้ประเภทเดียวที่ไม่ใช่เงินเดือน ตามกฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ใครต้องยื่น ภ.ง.ด. 90 ผู้ที่มีรายได้ตามมาตรา 40(1) ถึง 40(8) หลายประเภท หรือมีรายได้ 40(2) ถึง 40(8) เพียงอย่างเดียว เช่น เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบ 90 คือ เกิน 60,000 บาทต่อปี (คนโสด) หรือเกิน 120,000 บาทต่อปี (มีคู่สมรส) ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร แม้คำนวณภาษีแล้วไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ก็ยังต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 91 คืออะไร ภ.ง.ด. 91 คือ แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี สำหรับผู้ที่มีรายได้เฉพาะเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส หรือค่าตอบแทนจากการจ้างแรงงาน ตามมาตรา 40(1) เพียงอย่างเดียว ใครต้องยื่น ภ.ง.ด. 91 ผู้ที่มีรายได้จากนายจ้างเพียงทางเดียว ได้แก่ เกณฑ์ขั้นต่ำอยู่ที่ เกิน 120,000 บาทต่อปี (คนโสด) หรือเกิน 220,000 บาทต่อปี (มีคู่สมรส) สูงกว่าแบบ 90 เพราะผู้มีเงินเดือนหักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ได้สูงสุด 100,000 บาท เงินได้สุทธิจึงน้อยกว่า ภ.ง.ด. 90 กับ 91 ต่างกันอย่างไร ดูจาก “แหล่งรายได้” เป็นหลัก ตารางนี้สรุปข้อแตกต่างสำคัญทั้งหมดไว้ รายการ ภ.ง.ด. 90 ภ.ง.ด. 91 ประเภทรายได้ หลายประเภท หรือไม่ใช่เงินเดือนอย่างเดียว เงินเดือนอย่างเดียว ตามมาตรา 40(1) เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ (โสด) เกิน 60,000 บาทต่อปี เกิน 120,000 บาทต่อปี เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ (คู่สมรส) เกิน 120,000 บาทต่อปี เกิน 220,000 บาทต่อปี กำหนดยื่น 1 ม.ค. ถึง 31 มี.ค. ปีถัดไป เหมือนกัน ยื่นออนไลน์ ได้ ผ่าน efiling.rd.go.th ได้ ผ่าน efiling.rd.go.th หักค่าใช้จ่าย ตามประเภทรายได้ แตกต่างกัน เหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ตัวอย่างการเลือกแบบยื่นภาษีที่ถูกต้อง สถานการณ์ที่ 1 — มนุษย์เงินเดือน: นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) ทำงานบริษัทเอกชน เงินเดือน 35,000 บาท ได้โบนัสปีละ 1 เดือน รวมทั้งปี 455,000 บาท ไม่มีรายได้ทางอื่น → ยื่น ภ.ง.ด. 91 สถานการณ์ที่ 2 — พนักงานที่ขายของออนไลน์: นางสาวพิมพ์ (ชื่อสมมุติ) เงินเดือน 28,000 บาท ขายเสื้อผ้าผ่าน Shopee อีกเดือนละ 8,000 บาท → ยื่น ภ.ง.ด. 90 เพราะมีทั้งเงินเดือน 40(1) และรายได้จากการค้า 40(8) สถานการณ์ที่ 3 — ฟรีแลนซ์: นายเก่ง (ชื่อสมมุติ) รับงานออกแบบกราฟิก รายได้ปีละ 480,000 บาท ไม่มีนายจ้างประจำ → ยื่น ภ.ง.ด. 90 เพราะไม่ใช่เงินเดือน 40(1) จัดเป็น 40(2) หรือ 40(8) แล้วแต่ลักษณะสัญญา สถานการณ์ที่ 4 — ข้าราชการที่มีรายได้เสริม: นายวิทย์ (ชื่อสมมุติ) เป็นข้าราชการ เงินเดือน 32,000 บาท มีคอนโดปล่อยเช่าอีกเดือนละ 12,000 บาท → ยื่น ภ.ง.ด. 90 เพราะนอกจากเงินเดือนราชการ 40(1) แล้ว ยังมีค่าเช่า 40(5) เพิ่มเข้ามา เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนยื่นภาษี ไม่ว่าจะยื่นแบบ 90 หรือ 91 ต้องเตรียมเอกสารเหล่านี้ วิธียื่น ภ.ง.ด. 90 และ 91 ออนไลน์ผ่าน e-Filing กรมสรรพากรเปิดให้ยื่นภาษีผ่านระบบ e-Filing ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนหลักมีดังนี้ การยื่นภาษีออนไลน์จะได้รับสิทธิ์ขยายเวลายื่นเพิ่มอีก 8 วัน ทำให้กำหนดเวลาขยับจาก 31 มีนาคม เป็น 8 เมษายนของทุกปี ดูขั้นตอนละเอียดเพิ่มเติมได้ที่วิธียื่นภาษี ภ.ง.ด. 91 ออนไลน์ ยื่นผิดแบบแล้วทำอย่างไร หลายคนเคยยื่น ภ.ง.ด. 91 ทั้งที่มีรายได้จากการขายของออนไลน์หรือค่าเช่าด้วย กรณีแบบนี้แก้ไขได้ กรณียื่นเพิ่มเติมหลังกำหนด ถ้ามีภาษีต้องชำระเพิ่ม จะโดนเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ค้าง แต่ไม่โดนค่าปรับอาญา เพราะถือว่ายื่นแบบไปแล้ว ดูรายละเอียดที่การแก้ไขเมื่อยื่นภาษีไม่ครบ สรุป จัดการรายได้และเอกสารภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดประเภทรายได้และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ลดเวลาเตรียมเอกสารภาษีให้กิจการ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภ.ง.ด. 90 และ 91 ข้าราชการต้องยื่น ภ.ง.ด. แบบไหน ถ้ามีแค่เงินเดือนราชการ ยื่น ภ.ง.ด. 91 แต่ถ้ามีรายได้เสริม เช่น ปล่อยเช่าบ้าน รับสอนพิเศษ หรือเป็นวิทยากร ต้องยื่นแบบ 90 แทน ขายของออนไลน์ต้องยื่น ภ.ง.ด. 90 หรือ 91 ขายของออนไลน์จัดเป็นเงินได้ประเภท 40(8) ถ้ามีเงินเดือนจากงานประจำด้วย ต้องยื่น ภ.ง.ด. 90 ถ้าขายของออนไลน์เป็นอาชีพหลักโดยไม่มีเงินเดือน ก็ยื่น ภ.ง.ด. 90 เช่นกัน เพราะรายได้ไม่ใช่ 40(1) เงินเดือน ภ.ง.ด. 90 กับ 91 ต่างจาก ภ.ง.ด. 94 อย่างไร แบบ 90 และ 91 ใช้ยื่นภาษีประจำปี (รายได้ ม.ค. ถึง ธ.ค.) ส่วน ภ.ง.ด. 94 ใช้ยื่นภาษีครึ่งปีแรก (ม.ค. ถึง มิ.ย.) เฉพาะผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(5) ถึง 40(8) เช่น ค่าเช่า รับเหมาก่อสร้าง หรือขายของออนไลน์ กำหนดยื่นภายในเดือนกันยายนของทุกปี ยื่นภาษีไม่ทันกำหนดมีโทษอะไร ไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา มีโทษปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท ถ้ามีภาษีต้องชำระ จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ค้าง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่บทลงโทษเมื่อยื่นภาษีล่าช้า นายจ้าง SME ต้องเตรียมอะไรให้พนักงานยื่น ภ.ง.ด. 91 นายจ้างมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคนภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป นอกจากนี้ยังต้องยื่น ภ.ง.ด.1 สรุปรายปีต่อกรมสรรพากรด้วย PEAK Payroll ช่วยออก 50 ทวิ และจัดทำไฟล์ ภ.ง.ด.1 ให้อัตโนมัติ ลดงาน HR ได้ทันที เจ้าของกิจการจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง ยื่นแบบไหน กรรมการบริษัทที่รับเงินเดือนจากกิจการของตัวเอง ถือเป็นเงินได้ 40(1) ถ้ามีรายได้แค่นี้ ยื่น ภ.ง.ด. 91 ได้ แต่ถ้ามีเงินปันผลจากบริษัทด้วย จะเป็นเงินได้ 40(4) เพิ่มเข้ามา ต้องเปลี่ยนไปยื่นแบบ 90 แทน

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

กิจการเจ้าของคนเดียว คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

กิจการเจ้าของคนเดียว คือธุรกิจที่มีเจ้าของเพียงคนเดียวเป็นผู้ลงทุน บริหาร และรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ต้องมีหุ้นส่วนหรือจดทะเบียนเป็นบริษัท เป็นรูปแบบธุรกิจที่พบมากที่สุดในกลุ่ม SME ไทย เพราะตั้งได้เร็ว ค่าใช้จ่ายต่ำ และข้อบังคับทางกฎหมายน้อย กิจการเจ้าของคนเดียวคืออะไร กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) มีสถานะทางกฎหมายเป็น “บุคคลธรรมดา” ไม่ใช่นิติบุคคล จึงไม่ต้องจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ไม่ต้องยื่นงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลักษณะของกิจการเจ้าของคนเดียว ข้อดีของกิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวเป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการเลือกมากที่สุดเพราะ ข้อเสียของกิจการเจ้าของคนเดียว ข้อจำกัดสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกรูปแบบนี้ ตัวอย่างกิจการเจ้าของคนเดียวมีร้านอะไรบ้าง กิจการเจ้าของคนเดียวไม่ได้จำกัดแค่ร้านค้าเล็ก หลายธุรกิจที่เริ่มจากเจ้าของคนเดียวมีรายได้หลักแสนถึงหลักล้านต่อเดือน ธุรกิจซื้อมาขายไปและค้าส่ง ธุรกิจบริการวิชาชีพ ธุรกิจรับเหมาและงานโปรเจกต์ กิจการเจ้าของคนเดียวต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง เจ้าของธุรกิจที่ค้าขายในนามบุคคลธรรมดา ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันนับตั้งแต่เริ่มกิจการ ถ้าไม่จดมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท และปรับต่อเนื่องวันละไม่เกิน 100 บาท จดทะเบียนพาณิชย์ ยื่นจดได้ที่สำนักงานเขต (กรุงเทพฯ) หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ต่างจังหวัด) ค่าธรรมเนียม 50 บาท ใช้เอกสารหลัก ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน แผนที่ตั้งร้าน และแบบฟอร์มคำขอจดทะเบียนตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้าเข้าเกณฑ์) ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ถ้ารายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านก็จดสมัครใจได้เพื่อขอคืนภาษีซื้อ ภาษีที่กิจการเจ้าของคนเดียวต้องรู้ กิจการเจ้าของคนเดียวมีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา จึงเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ใช่อัตราคงที่เหมือนนิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิ 0-150,000 บาทต่อปี ได้รับยกเว้นภาษี ส่วนที่เกิน 150,000-300,000 บาท เสีย 5% จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดสูงสุด 35% เมื่อเงินได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาท ตัวอย่าง: ตัวแทนจำหน่ายสินค้ามีรายได้ปีละ 800,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% เหลือ 320,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 260,000 บาท คิดเป็นภาษี 5,500 บาท ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด ถ้ามีค่าใช้จ่ายจริงมากกว่า 60% สามารถเลือกหักตามจริงแทนได้ แต่ต้องมีหลักฐานครบ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าจ้างฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงิน เช่น จ้างออกแบบโลโก้ 10,000 บาท หัก 3% = 300 บาท จ่ายจริง 9,700 บาท นำส่ง 300 บาทให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป เปรียบเทียบกิจการเจ้าของคนเดียวกับรูปแบบธุรกิจอื่น รายการ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด จำนวนเจ้าของขั้นต่ำ 1 คน 2 คนขึ้นไป 2 คนขึ้นไป ความรับผิดในหนี้สิน ไม่จำกัด จำกัดเฉพาะหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด จำกัดตามมูลค่าหุ้น ภาษี บุคคลธรรมดา 0-35% นิติบุคคล สูงสุด 20% นิติบุคคล สูงสุด 20% ต้องจัดทำบัญชี ไม่บังคับ บังคับ บังคับ ต้องยื่นงบการเงิน ไม่ต้อง ต้องยื่น DBD ทุกปี ต้องยื่น DBD ทุกปี ค่าจดทะเบียนเริ่มต้น 50 บาท (ทะเบียนพาณิชย์) 1,000 บาทขึ้นไป 5,500 บาทขึ้นไป เหมาะกับ ธุรกิจเริ่มต้น รายได้ยังน้อย ธุรกิจขนาดกลาง มีหุ้นส่วน ธุรกิจที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ถ้ารายได้เริ่มสูงขึ้นจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดาเกิน 20% อาจถึงเวลาพิจารณาจดทะเบียนบริษัทเพื่อประหยัดภาษี สรุป: กิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวเหมาะกับผู้ประกอบการที่ต้องการทดลองตลาดก่อนขยายกิจการ สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันแรก ได้แก่ จดทะเบียนพาณิชย์ให้ถูกต้อง แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจให้ชัดเจน และเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายไว้ตั้งแต่ต้น จัดการบัญชีกิจการเจ้าของคนเดียวให้เป็นระบบด้วย PEAK แม้กฎหมายจะไม่บังคับ แต่การมีระบบบัญชีตั้งแต่เริ่มต้นช่วยให้เห็นตัวเลขกำไรที่แท้จริง และพร้อมขยายเป็นบริษัทในอนาคต PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกเอกสารครบทั้งใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกิจการเจ้าของคนเดียว กิจการเจ้าของคนเดียวต้องทำบัญชีไหม ตามกฎหมายไม่ได้บังคับให้กิจการเจ้าของคนเดียวจัดทำบัญชีตามมาตรฐาน แต่ในทางปฏิบัติควรบันทึกรายรับรายจ่ายไว้ เพราะเวลายื่นภาษี ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงจะต้องมีหลักฐานประกอบ ถ้ากรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ การมีบันทึกบัญชีจะช่วยให้ชี้แจงได้ง่ายขึ้น กิจการเจ้าของคนเดียวรายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT เกณฑ์อยู่ที่ 1.8 ล้านบาทต่อปี นับจากรายได้รวมไม่ใช่กำไร ถ้าธุรกิจซื้อมาขายไปที่ต้นทุนสินค้าสูง การจด VAT สมัครใจตั้งแต่ยอดยังไม่ถึงเกณฑ์อาจคุ้มกว่า เพราะนำภาษีซื้อจากต้นทุนสินค้ามาหักออกจากภาษีขายได้ กิจการเจ้าของคนเดียวเลิกกิจการต้องทำอย่างไร ยื่นจดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่เลิก ที่หน่วยงานเดียวกับที่จดทะเบียนตั้งใหม่ ค่าธรรมเนียม 20 บาท ถ้าจด VAT ไว้ต้องยื่นเลิกทะเบียน VAT กับกรมสรรพากรด้วย แล้วยื่นภาษีเงินได้ให้ครบถ้วนสำหรับปีที่เลิก กิจการเจ้าของคนเดียวจ้างพนักงานได้ไหม ได้ การจ้างพนักงานไม่ได้เปลี่ยนสถานะธุรกิจ แต่เจ้าของต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน เช่น จ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคม นอกจากนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงานและยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ทุกเดือนด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ภาษีป้าย คิดยังไง สรุปอัตรา วิธีคำนวณ และกำหนดยื่น ปี 2569

ธุรกิจที่ติดป้ายชื่อร้าน ป้ายโฆษณา หรือป้ายโลโก้ ต้องเสียภาษีป้ายทุกปี ภาษีนี้คำนวณจากพื้นที่ป้ายคูณอัตราตามประเภทอักษร เริ่มที่ 5 บาทต่อ 500 ตร.ซม. บทความนี้สรุปอัตราภาษีป้ายทุกประเภท วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างจริงสำหรับร้านค้า กำหนดยื่น จ่ายที่ไหน และวิธีบันทึกบัญชี ภาษีป้ายคืออะไร ภาษีป้าย คือภาษีท้องถิ่นที่จัดเก็บเป็นรายปีจากป้ายที่ใช้เพื่อธุรกิจหรือหารายได้ ไม่ว่าจะเป็นป้ายชื่อร้าน ป้ายโฆษณา หรือป้ายโลโก้ หน่วยงานที่จัดเก็บ คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ไม่ใช่กรมสรรพากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษี คือเจ้าของป้ายหรือผู้ครอบครองป้าย ถ้าไม่มีผู้ยื่นแบบ เจ้าหน้าที่อาจเรียกเก็บจากเจ้าของอาคารแทน (มาตรา 7 พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ. 2510) ป้ายแบบไหนต้องเสียภาษี แบบไหนได้ยกเว้น ป้ายที่ต้องเสียภาษี ป้ายที่ต้องเสียภาษี คือป้ายที่แสดงชื่อ ยี่ห้อ เครื่องหมาย หรือข้อความอื่นที่เกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ว่าจะติดตั้งบนวัตถุใด ตัวอย่างเช่น ป้ายที่ได้รับยกเว้นภาษี ป้ายบางประเภทได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ได้แก่ (มาตรา 6 และ 8 พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ. 2510) อัตราภาษีป้าย 3 ประเภท ปี 2569 ปี 2569 ยังใช้อัตราตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราภาษีป้าย พ.ศ. 2563 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2564 แบ่งตามลักษณะอักษรเป็น 3 ประเภท ประเภท ลักษณะป้าย ป้ายทั่วไป (บาท/500 ตร.ซม.) ป้ายเคลื่อนที่ (บาท/500 ตร.ซม.) 1 อักษรไทยล้วน 5 10 2 อักษรไทยปนต่างประเทศ หรือปนภาพ 26 52 3 ไม่มีอักษรไทย หรืออักษรไทยอยู่ใต้อักษรต่างประเทศ 50 52 ป้ายที่คำนวณภาษีแล้วได้ต่ำกว่า 200 บาท ต้องเสียภาษีขั้นต่ำ 200 บาทต่อป้าย (มาตรา 18 พ.ร.บ.ภาษีป้าย) ป้ายประเภทที่ 1 อักษรไทยล้วน ป้ายที่ใช้ตัวอักษรภาษาไทยทั้งหมด ไม่มีอักษรต่างประเทศและไม่มีโลโก้ต่างชาติ เช่น ป้าย “ร้านข้าวต้ม สมศรี” เสียภาษีน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับป้ายประเภทอื่น ป้ายประเภทที่ 2 อักษรไทยปนต่างประเทศ ป้ายที่มีทั้งอักษรไทยและอักษรต่างประเทศ เช่น ป้าย “ร้านกาแฟ Café” เงื่อนไขสำคัญ คืออักษรไทยต้องอยู่เหนืออักษรต่างประเทศและมีขนาดไม่เล็กกว่า ถ้าอักษรไทยอยู่ใต้หรือเล็กกว่าอักษรต่างประเทศ จะถูกจัดเป็นประเภทที่ 3 ทันที ซึ่งเสียภาษีเกือบ 2 เท่า ป้ายประเภทที่ 3 ไม่มีอักษรไทย ป้ายที่ใช้ภาษาต่างประเทศล้วน หรือมีอักษรไทยแต่อยู่ใต้อักษรต่างประเทศ เสียภาษีสูงที่สุด เช่น ป้าย “STARBUCKS” ที่เป็นภาษาอังกฤษล้วน ภาษีป้ายคิดยังไง สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณภาษีป้าย ภาษีป้าย = (พื้นที่ป้าย ÷ 500) × อัตราภาษีตามประเภท คำนวณพื้นที่ป้ายจากส่วนกว้างที่สุด × ส่วนยาวที่สุด (เป็น ตร.ซม.) กฎการปัดเศษ: ถ้าเศษเกิน 250 ตร.ซม. ปัดขึ้นเป็นอีก 500 ตร.ซม. ถ้าเศษไม่เกิน 250 ตร.ซม. ปัดทิ้ง ตัวอย่างคำนวณภาษีป้ายร้านค้า SME ตัวอย่าง 1 — ร้านกาแฟ ป้ายไทยปนอังกฤษ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ติดป้าย “กาแฟดี Café” หน้าร้าน ขนาดกว้าง 120 ซม. × ยาว 80 ซม. อักษรไทยอยู่เหนืออักษรอังกฤษ → ป้ายประเภทที่ 2 ตัวอย่าง 2 — ร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ ป้ายไทยล้วน ร้าน “ช่างหนึ่ง ซ่อมรถ” ติดป้ายขนาดกว้าง 200 ซม. × ยาว 100 ซม. ใช้อักษรไทยล้วน → ป้ายประเภทที่ 1 ตัวอย่าง 3 — ร้านสะดวกซื้อ ป้ายภาษาอังกฤษล้วน ร้าน “QuickMart” ติดป้ายไฟขนาดกว้าง 300 ซม. × ยาว 100 ซม. ภาษาอังกฤษล้วน ข้อความไม่เคลื่อนที่ → ป้ายประเภทที่ 3 (ข) ป้ายภาษาอังกฤษล้วนเสียภาษีมากกว่าป้ายไทยล้วนถึง 10 เท่า การเพิ่มชื่อไทยไว้ด้านบนป้ายจะช่วยลดจากอัตราประเภทที่ 3 (50 บาท) เหลือประเภทที่ 2 (26 บาท) ยื่นภาษีป้ายเมื่อไร จ่ายที่ไหน กำหนดยื่นแบบ ภ.ป.1 เจ้าของป้ายต้องยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายในเดือนมกราคมถึง 31 มีนาคมของทุกปี (มาตรา 12 พ.ร.บ.ภาษีป้าย) หลังยื่นแบบ เจ้าหน้าที่จะออกแบบแจ้งการประเมิน (ภ.ป.3) ต้องชำระภาษีภายใน 15 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง สำหรับป้ายที่ติดตั้งระหว่างปี ต้องยื่นแบบภายใน 15 วันนับจากวันติดตั้ง (มาตรา 14) ภาษีจะคิดตามจำนวนเดือนที่เหลือในปีนั้น ตัวอย่าง ถ้าติดป้ายเดือนกรกฎาคม จะเสียภาษีแค่ 6 เดือน เท่ากับครึ่งหนึ่งของภาษีเต็มปี สถานที่ชำระภาษีป้าย ชำระได้ที่หน่วยงานท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ ได้แก่ บางพื้นที่เปิดให้ชำระผ่านช่องทางออนไลน์หรือธนาคารกรุงไทย ควรสอบถามหน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ก่อน ผ่อนชำระภาษีป้ายได้ไหม ได้ ถ้าภาษีที่ต้องชำระตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ขอผ่อนเป็น 3 งวดเท่ากัน โดยต้องแจ้งเป็นหนังสือก่อนครบกำหนดชำระ (มาตรา 19 ทวิ พ.ร.บ.ภาษีป้าย) ไม่จ่ายภาษีป้ายมีโทษอะไร การไม่ยื่นแบบหรือชำระล่าช้ามีเงินเพิ่ม 3 กรณี (มาตรา 25 พ.ร.บ.ภาษีป้าย) ตัวอย่าง ภาษีป้าย 3,000 บาท ถ้าไม่ยื่นแบบ เสียเงินเพิ่ม 300 บาท รวม 3,300 บาท ถ้าชำระล่าช้าอีก 2 เดือน เสียเงินเพิ่มอีก 120 บาท (3,000 × 2% × 2 เดือน) รวม 3,420 บาท บันทึกบัญชีภาษีป้ายอย่างไร ภาษีป้ายเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการที่นำไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีเงินได้ได้ บันทึกบัญชีดังนี้ ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ชำระภาษีป้าย 494 บาท ควรเก็บใบเสร็จรับเงินจากหน่วยงานท้องถิ่นไว้เป็นหลักฐาน เพราะใช้ประกอบการบันทึกบัญชีและยื่นภาษีเงินได้ประจำปี สำหรับกิจการที่มีป้ายหลายจุด ให้รวมยอดภาษีทั้งหมดบันทึกเป็นรายการเดียวในเดือนที่ชำระได้ สรุป ภาษีป้ายคำนวณง่าย แค่รู้ขนาดป้ายกับประเภทอักษรก็คำนวณเองได้ ต้องยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายในเดือนมีนาคมทุกปี จ่ายที่หน่วยงานท้องถิ่นในพื้นที่ จัดการค่าใช้จ่ายภาษีป้ายให้เป็นระบบด้วย PEAK ธุรกิจที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายการนี้ในหมวดค่าใช้จ่ายได้ทันที ทั้งภาษีป้ายและภาษีที่ดิน ใช้ ช่วยให้ข้อมูลค่าใช้จ่ายภาษีครบถ้วนตอนปิดงบ เพื่อให้การจัดการค่าใช้จ่ายและภาษีของธุรกิจคุณครบวงจรยิ่งขึ้น PEAK ยังเป็นพาร์ทเนอร์กับ OfficeMate (OFM) ที่พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยสินค้าและบริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สำนักงาน ปริ้นเตอร์ สินค้าไอที หรือเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งช่วยให้คุณควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายผ่านระบบจัดซื้อที่ทันสมัย พร้อมสิทธิประโยชน์ในการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง เพื่อนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในโปรแกรมบัญชี PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีป้าย ภาษีป้าย 2569 จ่ายเมื่อไหร่ ยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายในเดือนมกราคมถึง 31 มีนาคม 2569 ชำระภาษีภายใน 15 วันหลังได้รับแจ้งประเมิน ติดป้ายหน้าร้านเสียภาษีไหม เสียภาษี ถ้าป้ายแสดงชื่อร้านหรือเครื่องหมายเพื่อประกอบธุรกิจ ยกเว้นป้ายภายในอาคารที่มองจากนอกไม่เห็นและพื้นที่ไม่เกิน 3 ตร.ม. ภาษีป้ายร้านค้า คิดยังไง ใช้สูตร (กว้าง × ยาว ÷ 500) × อัตราภาษีตามประเภทป้าย ดูอัตราได้ในตารางเปรียบเทียบด้านบน ภาษีขั้นต่ำ 200 บาทต่อป้าย ป้าย LED หรือป้ายดิจิทัลเสียภาษีป้ายไหม เสียภาษี และมีอัตราสูงกว่าป้ายทั่วไป เพราะจัดเป็นป้ายเคลื่อนที่ ตัวอย่างเช่น ป้ายไทยล้วนแบบ LED จ่าย 10 บาทต่อ 500 ตร.ซม. (ป้ายทั่วไปจ่าย 5 บาท) ภาษีป้ายจ่ายที่ไหน จ่ายที่หน่วยงานท้องถิ่นที่ป้ายตั้งอยู่ ดูรายละเอียดในหัวข้อ “สถานที่ชำระภาษีป้าย” ด้านบน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

6 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

EBITDA คืออะไร? สูตร วิธีคำนวณ และตัวอย่างจริงสำหรับ SME

EBITDA คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจทำกำไรจากการดำเนินงานได้เท่าไร โดยยังไม่นับดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หลายคนเข้าใจว่าตัวเลขนี้เป็นเรื่องของนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่เจ้าของ SME ก็ใช้ได้เช่นกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงตัวอย่างตัวเลขจริงที่นำไปใช้ได้ทันที EBITDA คืออะไร ย่อมาจากอะไร EBITDA (อ่านว่า อี-บิท-ด้า) ย่อมาจาก Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation, and Amortization แปลเป็นไทยว่า กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักของธุรกิจ เหตุผลที่ต้องไม่นับ 4 รายการนี้ เพราะแต่ละรายการไม่ได้สะท้อนฝีมือการบริหารโดยตรง เมื่อตัดตัวแปรเหล่านี้ออก จะเห็นว่าธุรกิจทำเงินจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไร สูตร EBITDA พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง คำนวณได้ 2 วิธี ทั้งสองวิธีได้ผลลัพธ์เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่ามีข้อมูลตัวไหนอยู่ในมือ สูตรที่ 1 เริ่มจากกำไรสุทธิ (Bottom-Up) วิธีนี้เหมาะกับคนที่เปิดงบกำไรขาดทุนแล้วเห็นบรรทัดกำไรสุทธิก่อน เอากำไรสุทธิมาบวกกลับรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก EBITDA = กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่าย + ภาษี + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย สูตรที่ 2 เริ่มจากกำไรจากการดำเนินงาน (Top-Down) วิธีนี้เหมาะกับคนที่ดูงบแล้วเจอบรรทัดกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) เพราะตัวเลขนี้หักดอกเบี้ยและภาษีไปแล้ว จึงบวกกลับแค่ค่าเสื่อมราคากับค่าตัดจำหน่าย EBITDA = กำไรจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย ตัวอย่างคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ยอดขาย 5 ล้านบาทต่อปี สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ มีตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนปี 2568 ดังนี้ คำนวณแบบ Bottom-Up EBITDA = 800,000 + 100,000 + 200,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจหลักสร้างกำไรได้ 1.3 ล้านบาทต่อปี ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา EBIT กับ EBITDA ต่างกันอย่างไร EBIT คือกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (Earnings Before Interest and Taxes) ยังไม่บวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายกลับ ตัวเลขทั้งคู่วัดกำไรจากการดำเนินงาน แต่ลึกต่างกัน จากตัวอย่างบริษัท ก ข้างต้น EBIT = 800,000 + 100,000 + 200,000 = 1,100,000 บาท EBITDA = 1,100,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท EBIT ไม่บวกค่าเสื่อมราคากลับ จึงได้ตัวเลขต่ำกว่า EBITDA เสมอ EBIT และ EBITDA เหมาะกับธุรกิจประเภทใด ธุรกิจที่มีทรัพย์สินถาวรมาก เช่น โรงงานผลิต โรงแรม หรือโลจิสติกส์ ควรใช้ EBIT เป็นตัวหลัก เพราะค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนที่สะท้อนการดำเนินงานจริง ส่วนธุรกิจบริการ เทคโนโลยี หรือร้านค้าออนไลน์ที่ทรัพย์สินถาวรไม่สูง ใช้ EBITDA ได้สะดวกกว่า เพราะตัดความแตกต่างของนโยบายค่าเสื่อมราคาออก EBIT Margin และ EBITDA Margin คืออะไร ใช้ประเมินธุรกิจอย่างไร ทั้งสองคืออัตราส่วนที่บอกว่าทุก 100 บาทที่ขายได้ เหลือเป็นกำไรจากการดำเนินงานกี่บาท EBIT Margin วัดกำไรหลังหักค่าเสื่อมราคาแล้ว ส่วน EBITDA Margin วัดกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา สูตร EBIT Margin และ EBITDA Margin EBIT Margin (%) = EBIT ÷ รายได้ × 100 EBITDA Margin (%) = EBITDA ÷ รายได้ × 100 ตัวอย่างเปรียบเทียบ 2 ธุรกิจ สมมติเปรียบเทียบร้านค้าออนไลน์ 2 แห่ง บริษัท ก (ชื่อสมมุติ) รายได้ 5 ล้านบาท EBIT Margin = 1,100,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 22% EBITDA Margin = 1,300,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 26% บริษัท ข (ชื่อสมมุติ) รายได้ 10 ล้านบาท EBITDA 2 ล้านบาท EBITDA Margin = 2,000,000 ÷ 10,000,000 × 100 = 20% แม้บริษัท ข มีรายได้มากกว่า แต่ Margin ต่ำกว่า แปลว่าบริษัท ก บริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพกว่า ถ้าค่าเสื่อมราคาสูง ช่องว่างระหว่าง Margin ทั้งสองจะยิ่งห่าง ธุรกิจที่ลงทุนในทรัพย์สินราคาแพง เช่น โรงแรมหรือโรงงาน ควรดูทั้งสองตัวเทียบกัน ทำไม EBITDA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ SME ตัวเลขนี้ช่วยให้เจ้าของ SME เข้าใจภาพรวมธุรกิจได้เร็ว โดยไม่ต้องอ่านงบการเงินทั้งฉบับ ใช้ได้ทั้งวิเคราะห์ตัวเอง เทียบคู่แข่ง และเตรียมตัวเข้าหาแหล่งเงินทุน ใช้ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารดูตรงไหน เวลาขอสินเชื่อ ธนาคารมักดูอัตราส่วน Debt-to-EBITDA Ratio ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ หมายความว่ากำไรจากการดำเนินงานเพียงพอจะจ่ายหนี้ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีหนี้สินรวม 3 ล้านบาท และ EBITDA 1.3 ล้านบาท Debt-to-EBITDA = 3,000,000 ÷ 1,300,000 = 2.3 เท่า ตัวเลข 2.3 เท่าหมายความว่าถ้าใช้กำไรจากการดำเนินงานทั้งหมดไปจ่ายหนี้ จะหมดภายใน 2.3 ปี ยิ่งต่ำยิ่งดีในสายตาธนาคาร ใช้ประเมินมูลค่ากิจการด้วย EV/EBITDA EV/EBITDA (Enterprise Value to EBITDA) เป็นอัตราส่วนยอดนิยมสำหรับประเมินมูลค่าธุรกิจ โดย EV คือมูลค่ารวมของกิจการ ตัวเลขนี้บอกว่านักลงทุนต้องจ่ายกี่เท่าของกำไรจากการดำเนินงาน ถึงจะซื้อธุรกิจนี้ได้ทั้งหมด ถ้าอัตราส่วนต่ำ อาจหมายความว่าธุรกิจราคาถูกเมื่อเทียบกับกำลังทำกำไร เป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของ SME ที่เตรียมขายกิจการหรือหานักลงทุนเข้ามาร่วมทุน ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้ EBITDA EBITDA มีประโยชน์ แต่ไม่สมบูรณ์แบบ ควรเข้าใจข้อจำกัดก่อนนำไปตัดสินใจ ไม่นับค่าใช้จ่ายลงทุนในทรัพย์สิน ธุรกิจที่ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ทุกปี จะมีตัวเลขนี้สูงเพราะไม่นับค่าเสื่อมราคา แต่จริงๆ ต้องจ่ายเงินซื้อทรัพย์สินจริง กระแสเงินสดอาจไม่ดีเท่า ไม่แสดงภาระหนี้ บริษัทที่กู้เงินมาก ตัวเลขอาจดูดี แต่กำไรสุทธิอาจต่ำเพราะดอกเบี้ยกินหมด ควรดูคู่กับงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสด เปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรมได้ยาก ธุรกิจบริการที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก Margin จะสูงกว่าธุรกิจผลิต การเทียบจึงต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกัน สรุป EBITDA ตัวเลขที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจเร็วขึ้น ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้เจ้าของ SME มองเห็นกำลังทำกำไรที่แท้จริง โดยตัดตัวแปรที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานออก จัดการงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK อยากดูกำไรขาดทุนของธุรกิจแบบ Real-time ไม่ต้องรอปิดบัญชี? PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยดูรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรได้ทุกเวลา และ PEAK Board ช่วยวิเคราะห์ผลประกอบการแยกตามสาขา แผนก หรือโปรเจกต์ เห็นตัวเลขชัดเจนก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ EBITDA EBITDA ติดลบหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าธุรกิจยังสร้างกำไรจากการดำเนินงานหลักไม่ได้ แม้จะยังไม่นับดอกเบี้ยและภาษีก็ตาม มักเจอใน Startup ที่ลงทุนหนักเพื่อสร้างฐานลูกค้า ถ้าติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาส ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบรายได้ กำไรสุทธิกับ EBITDA ต่างกันตรงไหน กำไรสุทธิ (Net Profit) หักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เป็นตัวเลขที่เหลือจริงๆ ส่วน EBITDA หักแค่ต้นทุนจากการดำเนินงาน จึงได้ตัวเลขสูงกว่าเสมอ นักวิเคราะห์ใช้กำไรสุทธิดูผลตอบแทนจริงของเจ้าของ และใช้ตัวหลังเปรียบเทียบฝีมือการบริหาร ธุรกิจประเภทไหนควรใช้เป็นตัวชี้วัด เหมาะกับธุรกิจที่มีค่าเสื่อมราคาสูง เช่น โรงแรม โรงงาน โลจิสติกส์ หรือธุรกิจเทคโนโลยีที่ลงทุนในซอฟต์แวร์มาก จะช่วยแยกผลกระทบของค่าเสื่อมราคาออก ทำให้เห็นฝีมือบริหารชัดขึ้น ส่วนธุรกิจบริการขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก ดูกำไรสุทธิอาจเพียงพอ EBITDA Margin เท่าไรถึงถือว่าดี ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ธุรกิจซอฟต์แวร์มักมี Margin สูง 30-40% เพราะต้นทุนผันแปรต่ำ ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอาจอยู่ที่ 5-15% หลักง่ายๆ คือเทียบกับค่าเฉลี่ยของธุรกิจประเภทเดียวกัน ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ย แสดงว่าบริหารต้นทุนได้ดี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

ค่าคอมมิชชั่นคืออะไร กำหนดอย่างไร และหักภาษีกี่เปอร์เซ็นต์

ค่าคอมมิชชั่น หรือที่เรียกสั้นว่า “ค่าคอม” (Commission) เป็นค่าตอบแทนที่ SME ใช้จูงใจทีมขายกันแทบทุกธุรกิจ แต่จะกำหนดอัตราเท่าไร คิดยังไง หักภาษีถูกต้องอย่างไร และลงบัญชีแบบไหน หลายคนยังสับสน บทความนี้อธิบายครบจบในที่เดียว ค่าคอมมิชชั่นคืออะไร ค่าคอมมิชชั่น คือ ค่าตอบแทนที่คิดจากผลงาน ไม่ใช่เงินเดือนคงที่ ต่างจากเงินเดือนตรงที่ไม่ได้จ่ายเท่ากันทุกเดือน แต่ขึ้นอยู่กับยอดขายจริง ยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่งได้มาก นิยมใช้กับทีมขาย ตัวแทนจำหน่าย นายหน้า และฟรีแลนซ์ เช่น บริษัทกำหนดว่าขายได้ 100,000 บาท ได้ค่าคอมมิชชั่น 5% 100,000 × 5% = 5,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น กับ Incentive ต่างกันอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจ่ายทุกครั้งที่ขายได้ ตามสัดส่วนที่ตกลง ส่วน Incentive คือรางวัลพิเศษที่บริษัทกำหนดเป็นครั้งคราว เช่น โบนัสเมื่อทำยอดถึงเป้ารายไตรมาส ไม่ได้ผูกกับทุกยอดขาย ค่าคอมมิชชั่นมีกี่ประเภท ค่าคอมมิชชั่นมี 6 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการเลือกใช้ได้ตามลักษณะธุรกิจ 1. คิดตามเปอร์เซ็นต์ยอดขาย เป็นแบบที่นิยมมากที่สุด กำหนดอัตราคงที่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนสินค้าค่อนข้างคงที่ เช่น ค่าคอมมิชชั่น 3% ของยอดขาย ทีมขายทำได้ 500,000 บาท 500,000 × 3% = 15,000 บาท ข้อดี คือ ทั้งบริษัทและพนักงานเข้าใจตรงกันง่าย ไม่ต้องรอปิดยอดกำไร ข้อเสียคือไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนจริง ถ้าสินค้าบางตัวกำไรน้อยแต่ขายได้เยอะ ค่าคอมอาจกินกำไรหมด 2. คิดแบบขั้นบันได แบ่งยอดขายเป็นช่วง แต่ละช่วงได้ค่าคอมไม่เท่ากัน เช่น ส่วนของยอดขาย อัตราค่าคอม 0 ถึง 100,000 บาท 3% ส่วนที่เกิน 100,000 ถึง 300,000 บาท 5% ส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไป 7% ถ้าขายได้ 400,000 บาท ไม่ได้คิด 7% ทั้งก้อน แต่แบ่งคิดทีละขั้น (ดูตัวอย่างคำนวณใน section ถัดไป) วิธีนี้ช่วยจูงใจให้ดันยอดขายให้สูงที่สุด 3. คิดตามกำไร คิดค่าคอมจากกำไรจริง ไม่ใช่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนไม่คงที่ เช่น ธุรกิจรับเหมาหรือตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักร ตัวอย่าง 4. แบบผสม เงินเดือนประจำรวมกับค่าคอมมิชชั่น ให้เงินเดือนพื้นฐานที่มั่นคง บวกค่าคอมตามยอดขาย แม้เดือนไหนขายไม่ได้เลย ก็ยังมีเงินเดือนพื้นฐานประกันรายได้ เหมาะกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรือธนาคาร ที่ต้องการรักษาทีมขายมืออาชีพไว้ ตัวอย่าง 5. 100% Commission ไม่มีเงินเดือน เฉพาะค่าคอมมิชชั่น ตรงข้ามกับแบบผสม คือไม่มีเงินเดือนพื้นฐานเลย รายได้ทั้งหมดมาจากค่าคอมอย่างเดียว เหมาะกับตัวแทนขายอิสระ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ หรือตัวแทนประกัน ข้อดีคือบริษัทไม่มีต้นทุนคงที่ด้านเงินเดือน แต่ข้อเสียคือหาคนมาทำงานยากกว่า 6. Residual Commission ค่าคอมมิชชั่นจากลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ ทีมขายได้ค่าคอมต่อเนื่องทุกครั้งที่ลูกค้าเก่าซื้อซ้ำหรือต่อสัญญา เหมาะกับธุรกิจแบบสมาชิก SaaS หรือบริการรายเดือน ช่วยจูงใจให้ทีมขายดูแลลูกค้าเก่า ไม่ใช่แค่หาลูกค้าใหม่อย่างเดียว วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น พร้อมตัวอย่างคำนวณ สูตรพื้นฐาน : ค่าคอมมิชชั่น = ยอดขาย × อัตราค่าคอม ถ้าเป็นแบบขั้นบันได ให้แยกคิดทีละขั้นแล้วรวมกัน สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดค่าคอมแบบขั้นบันไดให้ทีมขาย ทีมขายทำยอดได้ 400,000 บาทในเดือนนั้น แบ่งคิดค่าคอมทีละขั้นได้ดังนี้ ขั้น ส่วนของยอดขาย อัตรา ค่าคอม 1 100,000 บาทแรก 3% 3,000 บาท 2 200,000 บาทถัดไป (100,001-300,000) 5% 10,000 บาท 3 100,000 บาทที่เหลือ (300,001-400,000) 7% 7,000 บาท รวม 400,000 บาท 20,000 บาท วิธีกำหนดค่าคอมมิชชั่นให้เหมาะกับธุรกิจ การกำหนดอัตราค่าคอมมิชชั่นที่ดีต้องสมดุลระหว่างแรงจูงใจของทีมขายกับกำไรของธุรกิจ มีหลักคิด 4 ข้อ ค่าคอมมิชชั่น หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ ค่าคอมถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี (ปีภาษี 2568) บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับ อัตราที่หักขึ้นอยู่กับว่าจ่ายให้ใคร จ่ายให้ใคร ประเภทเงินได้ อัตราหัก แบบที่ยื่น พนักงานบริษัท 40(1) เงินเดือน/ค่าจ้าง อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 บุคคลภายนอก (ตัวแทน/นายหน้า) 40(2) ค่านายหน้า อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 นิติบุคคล ค่านายหน้า/ค่าบริการ 3% ภ.ง.ด.53 กรณีจ่ายให้พนักงานบริษัท ค่าคอมที่จ่ายให้พนักงานประจำถือเป็นเงินได้ประเภท 40(1) เช่นเดียวกับเงินเดือน บริษัทต้องนำค่าคอมรวมกับเงินเดือน แล้วหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน) ตัวอย่าง กรณีจ่ายให้บุคคลภายนอกหรือตัวแทนขาย ค่าคอมที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(2) เช่น ตัวแทนขาย นายหน้า หรือฟรีแลนซ์ บริษัทต้องหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 เช่นเดียวกับพนักงาน ข้อควรระวัง : หลายบริษัทเข้าใจผิดว่าค่านายหน้าต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.3 จริงแล้วค่านายหน้าเป็นเงินได้ 40(2) ต้องใช้ ภ.ง.ด.1 แต่ถ้าจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้นิติบุคคล ต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกกรณี และต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป บันทึกบัญชีค่าคอมมิชชั่นอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expense) ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ตัวอย่าง บริษัทจ่ายค่าคอม 20,000 บาท ให้พนักงาน (ไม่มี WHT แยก) รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร 20,000 ถ้าจ่ายให้บุคคลภายนอก 20,000 บาท หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า สมมติหัก 1,000 บาท จ่ายจริง 19,000 บาท บันทึกดังนี้ รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร (จ่ายจริง) 19,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,000 ค่าคอมที่จ่ายจริงและมีหลักฐานถูกต้อง สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ แต่ต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจน เช่น สัญญาการจ่ายค่าคอม หลักฐานยอดขาย และใบเสร็จรับเงิน ถ้าไม่มีหลักฐาน กรมสรรพากรอาจถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามได้ สรุป: ค่าคอมมิชชั่น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจัดการให้ครบ ได้แก่ เลือกประเภทค่าคอมให้ตรงกับธุรกิจ กำหนดอัตราเป็นลายลักษณ์อักษร หักภาษีถูกต้องตามประเภทผู้รับ และลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย จัดการค่าคอมมิชชั่นให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคิดเงินเดือนรวมค่าคอม หักภาษีอัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีครบในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่น ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานไหม ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่าย ถ้าบริษัทจ่ายค่าคอมเพื่อจูงใจให้ทำยอดเพิ่ม ไม่ถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องนำมาคิดฐานเงินสมทบประกันสังคมหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง แต่ถ้าจ่ายเป็นประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานปกติ อาจถือเป็นค่าจ้างได้ อัตราค่าคอมมิชชั่นทั่วไปอยู่ที่เท่าไร ไม่มีอัตราตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและกำไรของธุรกิจ อุตสาหกรรม อัตราค่าคอมทั่วไป ค้าปลีก 1 ถึง 5% ธุรกิจบริการ 5 ถึง 15% อสังหาริมทรัพย์ 3 ถึง 5% ของราคาขาย ค่าคอมมิชชั่นต้องออกใบ 50 ทวิไหม ต้องออกทุกครั้ง ทั้งกรณีจ่ายให้พนักงานและบุคคลภายนอก บริษัทต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เพื่อให้ผู้รับนำไปยื่นภาษีประจำปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

รู้จักใบเสร็จรับเงิน และข้อมูลที่ต้องมี เพื่อออกเอกสารอย่างถูกต้อง

ทุกวันนี้เวลาซื้อของหรือทานข้าวในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินมาด้วยเสมอ ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ขอก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องรู้จักและเข้าใจ เพื่อออกเอกสารให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับใบเสร็จมากขึ้น พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลย ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน หรือ Receipt คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับเงินจากผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายมีการบังคับให้ผู้ขายต้องออกใบเสร็จทุกครั้งเมื่อรับเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100 บาทขึ้นไป โดยใบเสร็จรับเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระดาษ และเป็นใบเสร็จรับเงินออนไลน์ ได้อีกด้วยทั้งนี้ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และธุรกิจที่ยังไม่ได้จดจะออกใบเสร็จรับเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถออกเป็นรูปแบบใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มีข้อมูลของสินค้าหรือบริการ และรายละเอียดทั่วไปได้ 2. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรืออาจเรียกว่าเป็น ใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา ที่จะได้รับเป็นกระดาษใบเล็กที่จะได้รับหลังชำระเงินให้ร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร โดยจะระบุข้อมูลที่อยู่ของผู้ขาย ข้อมูลสินค้าหรือบริการ และราคา แต่ไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ได้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเป็นธุรกิจประเภทค้าปลีกและค้าขายกับลูกค้ารายย่อย ที่มีจำนวนการซื้อขายต่อวันหลายครั้ง และลูกค้าไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องนำใบเสร็จรับเงินไปใช้ในการดำเนินการด้านเอกสารต่อ 3. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ถัดมาคือ  ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยจะเป็นรูปแบบที่มีข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีการระบุข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งธุรกิจที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และโดยส่วนใหญ่จะออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นกิจการ เพราะมักจะต้องใช้เอกสารนี้ในการดำเนินการด้านบัญชี นอกจากนี้ทั้ง 3 รูปแบบยังมี บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินรูปแบบหนึ่งที่มีรายละเอียดน้อยมากที่สุด มักใช้กันในร้านขายของชำ ร้านขายของทั่วไป เขียนรายละเอียดด้วยมือ ซึ่งเป็นรูปแบบใบเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกัน โดยสรุปแล้วในการออกใบเสร็จรับเงินขึ้นอยู่กับว่าดำเนินธุรกิจประเภทไหนและทำธุรกิจกับใคร ซึ่งการรู้จักประเภทของใบเสร็จรับเงินทุกรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ต้องมีบนใบเสร็จรับเงิน สำหรับใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 รูปแบบนั้นมีข้อมูลที่ต้องระบุค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยตามความละเอียดของแต่ละประเภท ซึ่งทั้ง 3 แบบมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุดังนี้ 1. ข้อมูลในใบเสร็จรับเงินทั่วไป โดยใบเสร็จรับเงินรูปแบบนี้ออกเป็นไฟล์ PDF เพื่อความสะดวกในการส่งเอกสารได้ 2. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สามารถออกแบบเอกสารเป็นไฟล์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกได้เช่นเดียวกัน 3. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยปกติใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะได้รับเป็นรูปแบบกระดาษมากกว่าไฟล์ออนไลน์  ความแตกต่างระหว่างใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด บิลเงินสด และใบเสร็จรับเงินเป็นสองประเภทเอกสารที่มักเข้าใจผิด เพราะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับมีรายละเอียด วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือในทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถดูความแตกต่างเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ได้เลย! รายการ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด วัตถุประสงค์ ยืนยันการได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อย บันทึกการขายและรับเงินในทันที รายละเอียดในเอกสาร -ชื่อที่อยู่ผู้ขาย/ผู้ซื้อ -วันที่-รายการสินค้า/บริการ-จำนวนเงิน-ลายเซ็นผู้รับเงิน มักแสดงเฉพาะรายการสินค้า/บริการ จำนวนเงิน และวันที่ขาย การใช้งาน เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบการ/กิจการ ทุกประเภทโดยเฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว มักใช้ในร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือร้านให้บริการทั่วไป การใช้งานในทางภาษี ใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติไม่สามารถใช้ยื่นภาษีได้ สถานะทางกฎหมาย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ ไม่สาารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ เว้นแต่ว่ามีการใช้คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” ในเอกสาร ความน่าเชื่อถือ มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์ ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือที่น้อยกว่า ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? นอกจากใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสดแล้ว ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทเอกสารที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหมือนกัน 100% แต่ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ผู้ประกอบการควรทราบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ไม่ต้องจด VAT ก็ออกเอกสารได้ ต้องจด VAT ถึงออกเอกสารได้ ออกเอกสารเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการมูลค่า 100 บาทขึ้นไป ต้องออกเอกสารทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ออกเมื่อรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการแล้วเท่านั้น ออกเอกสารทันทีที่ส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ออกใบเสร็จรับเงินอย่างไรให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว การออกใบเสร็จรับเงินโดยเฉพาะแบบย่อ ที่ในแต่ละวันต้องออกให้ผู้ซื้อจำนวนหลายครั้ง ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้รูปแบบการพิมพ์ใบเสร็จผ่านโปรแกรมหน้าร้าน เช่น ระบบ POS ที่สามารถพิมพ์ใบเสร็จให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงินได้ทันที  นอกจากนี้ในกรณีที่พิมพ์ใบเสร็จแบบใบกำกับภาษี ที่ต้องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็มีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มาพร้อม ฟอร์มใบเสร็จรับเงิน ในระบบให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือช่วยบันทึกเอกสารให้อัตโนมัติในระบบ สามารถเรียกดูได้ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลดปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าแบบออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยสร้างใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมระบบการจัดการด้านบัญชีอย่างครบวงจรเพื่อธุรกิจทุกขนาด ให้การทำงานเป็นระบบ ลดขั้นตอนอันยุ่งยาก และเพิ่ม Productivity ของพนักงาน โดยโปรแกรม PEAK สามารถจัดทำใบเสร็จรับเงินได้ทุกรูปแบบทั้งใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา และใบเสร็จรับเงินที่ใช้กับนิติบุคคล รวมไปถึงการพิมพ์ใบเสนอราคา หรือใบแจ้งหนี้ที่มักใช้ในขั้นตอนการซื้อขายเช่นกัน หรือถ้าอยากจบปัญหายุ่งยากทางเอกสารบัญชี สามารถเลือกบริษัทรับทำบัญชีเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

บอจ.5 คือ อะไร บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ทุกบริษัทต้องยื่น

บอจ.5 คือ แบบฟอร์มบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด ใช้แสดงว่าใครถือหุ้นกี่หุ้น มูลค่าเท่าไร บริษัทต้องนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 14 วันหลังประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ถ้ายื่นไม่ทัน กรรมการจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท เอกสารนี้ถูกใช้ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นในหลายสถานการณ์ เช่น ธนาคารขอดูก่อนอนุมัติสินเชื่อ หรือคู่ค้าตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญา หน่วยงานรัฐก็ใช้ประกอบการพิจารณาประมูลงานเช่นกัน บอจ.5 คือ อะไร สำคัญอย่างไร “บอจ.” ย่อมาจาก “บริษัทจำกัด” เป็นชุดแบบฟอร์มที่ DBD กำหนดไว้ บอจ.5 มีชื่อเต็มว่า “สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น” ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กรรมการต้องส่งสำเนาฉบับนี้ไปยังนายทะเบียนทุกปี สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารอีกชุดหนึ่งที่เกี่ยวข้อง บริษัทต้องจัดทำสมุดทะเบียนเก็บไว้ที่สำนักงาน ส่วน บอจ.5 คือสำเนาที่คัดจากสมุดทะเบียนเพื่อส่งให้ DBD ข้อมูลที่ต้องระบุใน บอจ.5 บอจ.5 ต้องระบุข้อมูลสำคัญ ดังนี้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้น 3 คน แบบ บอจ.5 ก็ต้องระบุข้อมูลครบทั้ง 3 คน พร้อมจำนวนหุ้นและมูลค่าที่ชำระแล้ว บอจ.5 กับ หนังสือรับรองบริษัท ต่างกันอย่างไร บอจ.5 แสดงว่า “ใครถือหุ้นในบริษัท” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทแสดงว่า “บริษัทมีตัวตนจริงและใครมีอำนาจลงนาม” ทั้งสองเป็นคนละเอกสาร แต่มักถูกขอพร้อมกัน รายการ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) หนังสือรับรองบริษัท ออกโดย บริษัทจัดทำเอง แล้วยื่น DBD DBD ออกให้เมื่อขอคัด เนื้อหา รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ชื่อบริษัท ที่ตั้ง ทุนจดทะเบียน กรรมการ อำนาจลงนาม เปรียบเทียบ เหมือนทะเบียนบ้านของบริษัท เหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ค่าธรรมเนียมคัด 150 บาท 200 บาท ใช้ทำอะไร ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น ยืนยันตัวตนบริษัท เปิดบัญชีธนาคาร ขึ้นทะเบียนประกันสังคม เวลาไปติดต่อธนาคารหรือยื่นประมูลงาน มักถูกขอทั้ง 2 ฉบับพร้อมกัน ฉบับหนึ่งยืนยันตัวตนบริษัท อีกฉบับยืนยันโครงสร้างผู้ถือหุ้น ใครต้องยื่น บอจ.5 และยื่นเมื่อไหร่ ทุกบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนกับ DBD ต้องยื่น บอจ.5 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ต้องยื่นแบบนี้ เพราะใช้แบบฟอร์มคนละชุด ยื่นภายในกี่วัน กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กำหนดให้กรรมการต้องส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยังนายทะเบียนภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมสามัญ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 25 เมษายน 2569 ก็ต้องยื่น บอจ.5 ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ข้อสำคัญคือ ระบบ DBD e-Filing บังคับให้ยื่น บอจ.5 ก่อนจึงจะเปิดให้ยื่นงบการเงินประจำปีได้ นักบัญชีจึงควรเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้า กรณีไหนต้องยื่น บอจ.5 เพิ่ม นอกจากการยื่นประจำปีแล้ว ยังมีกรณีที่ต้องยื่น บอจ.5 เพิ่มเติม ได้แก่ วิธีขอและยื่น บอจ.5 ออนไลน์ ผ่าน DBD e-Filing ปัจจุบันสามารถยื่นและดาวน์โหลด บอจ.5 ผ่านระบบออนไลน์ของ DBD ได้ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน DBD มีวิดีโอสอนขั้นตอนการยื่นที่ efiling.dbd.go.th ด้วย ก่อนเริ่มยื่น ให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้พร้อม ได้แก่ เลขทะเบียนนิติบุคคล รหัสผ่าน DBD e-Filing รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุด จำนวนหุ้น และมูลค่าที่ชำระแล้วของแต่ละคน วิธียื่น บอจ.5 ออนไลน์ วิธีดาวน์โหลด บอจ.5 ที่ยื่นไว้แล้ว ถ้าต้องการดาวน์โหลดสำเนา บอจ.5 ฉบับล่าสุดที่เคยยื่นไว้ ให้ Login เข้าระบบ DBD e-Filing แล้วเลือก “เรียกดูเอกสารที่นำส่ง” จากนั้นกด Download ได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย ขั้นตอนคัด บอจ.5 ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถ้าต้องการ บอจ.5 ฉบับที่ DBD รับรอง เพื่อใช้ยื่นธนาคารหรือประมูลงาน สามารถขอคัดได้ 2 ช่องทาง ตัวอย่าง บอจ.5 พร้อมวิธีกรอก ตัวอย่างข้อมูลที่ต้องกรอกใน บอจ.5 สำหรับบริษัทขนาดเล็ก มีดังนี้ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน: 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) จำนวนหุ้นทั้งหมด: 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ลำดับ ชื่อผู้ถือหุ้น สัญชาติ เลขที่ใบหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าที่ชำระแล้ว 1 นายก (ชื่อสมมุติ) ไทย 0001-5000 5,000 500,000 บาท 2 นางข (ชื่อสมมุติ) ไทย 5001-8000 3,000 300,000 บาท 3 นายค (ชื่อสมมุติ) ไทย 8001-10000 2,000 200,000 บาท รวม 10,000 1,000,000 บาท ข้อควรระวังในการกรอก: ตรวจสอบว่ายอดรวมจำนวนหุ้นและมูลค่าหุ้นตรงกับทุนจดทะเบียน ถ้าไม่ตรง ระบบ DBD e-Filing จะไม่ให้ยื่น และอย่าลืมระบุรายชื่อผู้ที่พ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้นในรอบปีด้วย (ถ้ามี) ไม่ยื่น บอจ.5 มีโทษอะไร ถ้าบริษัทไม่ยื่น บอจ.5 หรือยื่นล่าช้า กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท ตามพ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ สมมุติว่า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คน ถ้ายื่นไม่ทัน ทั้ง 2 คนจะถูกปรับรวมเป็น 4,000 บาท นอกจากนี้ยังปิดกั้นการยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing อีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดค่าปรับงบการเงินตามมาเป็นทอด ๆ สรุป บอจ.5 เป็นเอกสารที่ดูเหมือนง่าย แต่ถ้าลืมยื่นจะเกิดปัญหาลูกโซ่ ตั้งแต่ค่าปรับกรรมการไปจนถึงยื่นงบการเงินไม่ได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือตั้งปฏิทินเตือนล่วงหน้า 1 สัปดาห์ก่อนครบกำหนด และใช้ระบบ DBD e-Filing ยื่นออนไลน์ จัดการเอกสารบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และเอกสารทางบัญชีไว้ในที่เดียว ลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารตกหล่น ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ บอจ.5 บอจ.5 ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร บอจ.5 ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “List of Shareholders” หรือ “Shareholder Register” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทที่ DBD ออกให้ เรียกว่า “Certificate of Juristic Person Registration” บอจ.5 กับ บอจ.2 บอจ.3 ต่างกันอย่างไร แบบฟอร์ม “บอจ.” แต่ละเลขมีหน้าที่ต่างกัน บอจ.2 และ บอจ.3 ใช้ตอนจดทะเบียนเท่านั้น ส่วน บอจ.5 ต้องยื่นอัปเดตทุกปี แก้ไข บอจ.5 ทำอย่างไร ถ้าต้องการแก้ไข บอจ.5 ที่เคยยื่นไปแล้ว ให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจาก DBD e-Filing กรอกข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วยื่นนำส่งใหม่ ระบบจะบันทึกฉบับล่าสุดทับฉบับเดิมบโต ช่วยให้ธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง

สั่งของไปแต่ได้ไม่ตรงสเปก ผู้ขายบอกว่าไม่เคยตกลงราคานี้ ฝ่ายบัญชีหาหลักฐานไม่เจอว่าซื้ออะไรจากใคร ปัญหาเหล่านี้พบบ่อยในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร บทความนี้อธิบายทุกเรื่องตั้งแต่องค์ประกอบ ตัวอย่างฟอร์มจริง พร้อมข้อผิดพลาดที่ต้องระวัง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) คืออะไร ใบสั่งซื้อ คือเอกสารที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย เพื่อยืนยันรายการสินค้าหรือบริการ พร้อมระบุราคาและเงื่อนไขที่ต้องการสั่งซื้อ เมื่อผู้ขายได้รับใบ PO และตอบรับแล้ว เอกสารนี้จะมีผลเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตาม หากลูกค้าเห็นด้วยกับใบเสนอราคา จะออกใบสั่งซื้อตอบกลับไป เอกสารทั้งสองจึงทำงานคู่กันในวงจรการซื้อขาย ใบสั่งซื้อสำคัญอย่างไรต่อธุรกิจ เอกสารฉบับนี้ช่วยให้กิจการควบคุมการจัดซื้อได้อย่างเป็นระบบ ลดปัญหาของหาย ของไม่ตรงสเปก และงบบานปลาย นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อเกิดข้อพิพาท ช่วยให้ฝ่ายบัญชีตรวจสอบรายจ่ายได้ง่ายขึ้น เหตุผลที่กิจการควรออกเอกสารนี้ทุกครั้ง: องค์ประกอบและตัวอย่างใบสั่งซื้อที่ถูกต้อง เอกสารที่สมบูรณ์ต้องมีข้อมูลครบถ้วนพอให้ผู้ขายอ่านจบแล้วเตรียมสินค้าได้ทันที ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย ส่วนบนของเอกสารต้องระบุข้อมูลของทั้งสองฝ่าย ได้แก่ ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี นอกจากนี้ต้องระบุเลขที่เอกสาร วันที่ออก และเอกสารอ้างอิง ข้อมูลเหล่านี้สำคัญเพราะใช้จับคู่กับใบแจ้งหนี้ในภายหลัง รายละเอียดสินค้าหรือบริการ ระบุรายการแยกทีละรายการ ไม่รวมทุกอย่างเป็นยอดเดียว จากตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากผู้ขาย เลขที่เอกสาร PO-20260600001 คำอธิบาย จำนวน ราคา ส่วนลด VAT มูลค่าก่อนภาษี โต๊ะทำงาน (P00005) 20 2,000 0 7% 40,000 มูลค่าที่คำนวณภาษี 7%: 40,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%: 2,800 บาท จำนวนเงินทั้งสิ้น: 42,800 บาท เงื่อนไขการชำระเงินและวันส่งมอบ เงื่อนไขที่ต้องระบุ: ลายเซ็นและการอนุมัติ ควรมีช่องลงนามทั้งฝ่ายผู้ซื้อ (ผู้ออกเอกสาร + ผู้อนุมัติ) และฝ่ายผู้ขาย (ผู้รับเอกสาร) พร้อมวันที่ลงนาม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็น แต่การลงนามช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายรับทราบเงื่อนไขแล้ว ขั้นตอนการออกใบสั่งซื้ออย่างถูกต้อง การออกใบสั่งซื้อมี 5 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กหรือใหญ่ก็ใช้ขั้นตอนเดียวกัน เคล็ดลับ: เก็บสำเนาใบ PO ทุกฉบับไว้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มกระดาษหรือไฟล์ดิจิทัล ถ้ามีหลายรายการต่อเดือน แนะนำใช้โปรแกรมบัญชีแทน Excel เพราะค้นหาได้เร็วกว่าและลดโอกาสตกหล่น ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถสร้างใบสั่งซื้อในระบบได้เลย ระบบจะเชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าให้อัตโนมัติ ใบสั่งซื้อต่างจากใบแจ้งหนี้อย่างไร ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่างเอกสาร 2 ประเภทนี้ แต่แต่ละฉบับมีหน้าที่และจังหวะการออกต่างกัน เอกสาร ออกเมื่อไร หน้าที่ ผลทางบัญชี ใบสั่งซื้อ (PO) ก่อนส่งมอบสินค้า ยืนยันว่าต้องการซื้ออะไร ยังไม่บันทึกค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ (Invoice) หลังส่งมอบสินค้า เรียกเก็บเงินค่าสินค้า บันทึกเป็นเจ้าหนี้การค้า ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อโต๊ะทำงาน 42,800 บาท เอกสารจะเรียงตามลำดับดังนี้: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออกใบสั่งซื้อ หลายกิจการออกเอกสารแล้วเจอปัญหาภายหลัง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากข้อมูลไม่ครบหรือไม่ชัดเจน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ธุรกิจเล็กจำเป็นต้องออกใบ PO ไหม กฎหมายไม่ได้บังคับว่าทุกธุรกิจต้องออกใบ PO แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีการสั่งซื้อหลายรายการต่อเดือน หรือมีหลายคนดูแลเรื่องจัดซื้อ ใบ PO จะช่วยป้องกันความสับสนได้มาก ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งอุปกรณ์สำนักงานที่สั่งสินค้าเดือนละ 2-3 ครั้งจากเจ้าเดิม อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าขยายเป็น 3 สาขาแล้วสั่งสินค้าจากหลายซัพพลายเออร์ ใบ PO จะช่วยให้ทุกสาขาสั่งของถูกต้อง ไม่ซ้ำ ไม่ขาด สร้างใบสั่งซื้อออนไลน์ด้วยโปรแกรมบัญชี การทำเอกสารด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยลดเวลาสร้างเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ และเชื่อมต่อไปยังเอกสารอื่นได้อัตโนมัติ ข้อดีของการใช้โปรแกรมออนไลน์: เมื่อเทียบกับการทำเอง เช่น พิมพ์ใน Excel หรือ Word ข้อดีหลักคือข้อมูลผู้ขายและรายการสินค้าจะถูกบันทึกไว้ในระบบ ครั้งต่อไปไม่ต้องพิมพ์ใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วยประหยัดเวลาเมื่อต้องออกเอกสารบ่อย สรุป: ใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อเป็นเอกสารพื้นฐานที่ช่วยให้การจัดซื้อมีระบบ มีหลักฐานอ้างอิง และตรวจสอบได้ ควรออกเอกสารทุกครั้งที่สั่งซื้อจากคู่ค้า ระบุองค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะรายละเอียดสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระ และวันส่งมอบ จัดการเอกสารจัดซื้อให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้กิจการสร้างใบสั่งซื้อได้สะดวก มีแบบฟอร์มพร้อมใช้ เชื่อมข้อมูลกับใบแจ้งหนี้และการรับสินค้าอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบสั่งซื้อ ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ใบสั่งซื้อ ภาษาอังกฤษ คือ Purchase Order ย่อว่า PO อ่านว่า “พี-โอ” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในวงการธุรกิจ คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เช่น PO Number (เลขที่ใบสั่งซื้อ) Delivery Date (วันส่งมอบ) Payment Terms (เงื่อนไขการชำระเงิน) PO กับ PR ต่างกันตรงไหน ใบสั่งซื้อ (PO) คือเอกสารที่ส่งให้ผู้ขายเพื่อยืนยันการซื้อ ส่วนใบขอซื้อ (PR หรือ Purchase Requisition) คือเอกสารภายในที่พนักงานใช้ขออนุมัติก่อนจะออก PO อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ PR PO GR คืออะไร ใบสั่งซื้อมีผลทางกฎหมายไหม ใบ PO ที่ลงลายเซ็นทั้งสองฝ่ายแล้ว ถือเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายสามารถใช้ใบ PO เป็นหลักฐานเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเจรจาตกลงกันก่อนถึงขั้นฟ้องร้อง ใบ PO ต้องเก็บกี่ปี เอกสารทางบัญชี รวมถึงใบสั่งซื้อ กฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี (พ.ร.บ. การบัญชี 2543 มาตรา 14) แนะนำเก็บไว้ 7-10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐอาจเรียกตรวจสอบย้อนหลังได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความเอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก