YouTuber, TikToker, Influencer หรือ Streamer ที่มีรายได้จาก platform ออนไลน์ ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นค่า Ad Revenue, เงิน Sponsorship หรือรายได้จาก Affiliate ล้วนต้องนำมาคำนวณภาษีทั้งหมด บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ฟรีแลนซ์และ Content Creator ต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทเงินได้ วิธีคำนวณภาษี ไปจนถึงขั้นตอนยื่นภาษีออนไลน์ พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่ใช้ได้ทันที Content Creator ต้องเสียภาษีไหม? ต้องเสียภาษี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ฟรีแลนซ์หรือ Content Creator แม้จะไม่ได้จดทะเบียนบริษัท รายได้ที่ได้รับก็ถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ที่ต้องนำมายื่นภาษี รายได้เท่าไรถึงต้องยื่นภาษี เกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบภาษี ขึ้นอยู่กับสถานะและประเภทเงินได้ สถานะ ประเภทเงินได้ เกณฑ์รายได้ต่อปี คนโสด เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 120,000 บาท คนโสด รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 60,000 บาท มีคู่สมรส เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 220,000 บาท มีคู่สมรส รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 120,000 บาท (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) Content Creator ส่วนใหญ่มีรายได้จากหลายทาง จึงจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(2) หรือ 40(8) ซึ่งเกณฑ์ต่ำมาก คนโสดแค่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี (เฉลี่ย 5,000 บาทต่อเดือน) ก็ต้องยื่นแบบแล้ว รายได้ Content Creator จัดเป็นเงินได้ประเภทไหน? 40(2) vs 40(8) รายได้ของ Content Creator อาจจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 (มาตรา 40(2)) หรือประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานและแหล่งรายได้ การจัดประเภทให้ถูกต้องสำคัญมาก เพราะกระทบ “อัตราหักค่าใช้จ่าย” โดยตรง รายได้จาก YouTube, TikTok, Instagram เป็นเงินได้ประเภทไหน รายได้จาก Ad Revenue ที่ platform จ่ายให้โดยตรง (เช่น YouTube AdSense, TikTok Creator Fund) มักถูกตีความเป็น เงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานให้ โดย Creator สร้าง content แล้ว platform จ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน อย่างไรก็ตาม บาง Creator อาจตีความว่าเป็น 40(8) ได้เช่นกัน หากทำในรูปแบบธุรกิจที่ลงทุนอุปกรณ์และจ้างทีมงาน แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดประเภทให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานจริง รายได้จาก Sponsorship, Affiliate, ขายสินค้า รายได้ที่ได้รับจากการทำธุรกิจในชื่อตัวเอง เช่น ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือรายได้จาก Affiliate จัดเป็น เงินได้ 40(8) ซึ่งเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจ ส่วนรายได้จาก Sponsorship (แบรนด์จ้างรีวิว) ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญา ถ้าแบรนด์จ้างทำงานชิ้นเดียว อาจเป็น 40(2) แต่ถ้า Creator รับงานหลายแบรนด์ในเชิงธุรกิจ อาจจัดเป็น 40(8) ได้ สรุปตาราง: ประเภทรายได้ Content Creator แหล่งรายได้ ประเภทเงินได้ หักค่าใช้จ่ายเหมา YouTube AdSense / TikTok Creator Fund 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท แบรนด์จ้างรีวิว (Sponsorship) 40(2) หรือ 40(8) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท หรือ 60% ตามประเภทธุรกิจ Affiliate Commission 40(8) 60% หรือตามจริง ขายสินค้าออนไลน์ (Merch, สินค้าตัวเอง) 40(8) 60% หรือตามจริง Donation / Super Chat / สติกเกอร์ 40(8) 60% หรือตามจริง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — อัตราหักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11) สิ่งสำคัญ: ถ้ามีรายได้หลายประเภทในปีเดียวกัน ต้องแยกคำนวณค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้แต่ละตัว ไม่ใช่รวมทั้งหมดแล้วหักทีเดียว วิธีคำนวณภาษีเงินได้สำหรับ Content Creator ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณจาก “เงินได้สุทธิ” ซึ่งก็คือรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จากนั้นนำไปเทียบกับอัตราภาษีแบบขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% 1,000,001 – 2,000,000 25% 2,000,001 – 5,000,000 30% 5,000,001 ขึ้นไป 35% ตัวอย่าง: YouTuber รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน สมมุติ Content Creator (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จาก YouTube AdSense เดือนละ 50,000 บาท จัดเป็นเงินได้ 40(2) ทั้งหมด ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 50,000 × 12 เดือน 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว — 60,000 บาท หักประกันสังคม (สมมุติ) — 9,000 บาท เงินได้สุทธิ 600,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 431,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้นเงินได้สุทธิ คำนวณ ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท 300,001 – 431,000 131,000 × 10% 13,100 บาท รวมภาษีทั้งปี 20,600 บาท Creator คนนี้มีรายได้ปีละ 600,000 บาท เสียภาษีประมาณ 20,600 บาท คิดเป็นราว 3.4% ของรายได้ ถ้ามีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม (เช่น ประกันชีวิต, กองทุน SSF/RMF) ภาษีจะลดลงอีก หักค่าใช้จ่ายจริง vs เหมาจ่าย อะไรคุ้มกว่า ค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) หักได้แค่ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งถ้ารายได้สูง จำนวนที่หักได้อาจน้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริง Creator ที่ลงทุนซื้อกล้อง คอมพิวเตอร์ ไมค์ ค่าเช่าสตูดิโอ หรือจ้างตัดต่อ อาจได้ประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่ายตามจริงมากกว่า แต่ต้องเก็บหลักฐานทุกรายการ ทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และบันทึกรายจ่ายให้ครบถ้วน หัก ณ ที่จ่ายที่ Content Creator ต้องรู้ เมื่อ Creator ทำงานกับแบรนด์หรือ Agency ผู้จ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ โดยอัตราที่พบบ่อยคือ ประเภทงาน อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง รับจ้างรีวิวสินค้า (40(2)) 3% จ้างรีวิว 30,000 บาท หัก 900 บาท รับจริง 29,100 บาท จ้างผ่าน Agency (นิติบุคคล) 3% หรือ 5% ขึ้นกับสัญญา ขึ้นอยู่กับว่า Creator ทำสัญญากับ Agency รูปแบบไหน ข้อสำคัญ: เงินที่ถูกหักไปไม่ได้หายไป ผู้จ้างจะออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ เก็บไว้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีเพื่อนำมาเครดิตภาษีคืนได้ ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ วิธียื่นภาษีออนไลน์สำหรับ Content Creator Content Creator ที่มีรายได้หลายประเภท ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ไม่ใช่ ภ.ง.ด.91 ที่ใช้สำหรับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร มีดังนี้ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.90 คือภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป แต่ถ้ายื่นผ่าน e-Filing มักได้ขยายเวลาเพิ่มประมาณ 8 วัน (ตรวจสอบกำหนดแต่ละปีที่ efiling.rd.go.th) ค่าลดหย่อนที่ Content Creator ใช้ได้ ค่าลดหย่อนช่วยลดเงินได้สุทธิก่อนคำนวณภาษี ยิ่งลดหย่อนมาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนที่ Creator ใช้ได้บ่อยที่สุดคือ หมายเหตุ: SSF + RMF + กองทุนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องรวมกันต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี รายละเอียดเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เอกสารที่ต้องเตรียมและวิธีจัดการรายได้จาก platform Creator ที่ไม่เคยจัดระบบเอกสารมาก่อน มักลำบากตอนยื่นภาษี เอกสารที่ควรเตรียมไว้ตลอดปี ได้แก่ เคล็ดลับ: สร้างโฟลเดอร์แยกตามเดือน เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและภาพถ่ายเอกสาร ตอนปลายปีจะได้ไม่ต้องไล่หาย้อนหลัง หรือใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น เมื่อไรต้องจด VAT และเมื่อไรควรเปิดนิติบุคคล ถ้ารายได้จากธุรกิจ Content Creator ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับ Creator ที่รายได้โตเร็ว การเปิดบริษัทจำกัด (นิติบุคคล) อาจช่วยประหยัดภาษีได้ เพราะ ข้อแนะนำคือ เมื่อรายได้เริ่มถึง 1 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ลองปรึกษานักบัญชีเพื่อเปรียบเทียบว่าการเปิดนิติบุคคลคุ้มกว่าการเป็นบุคคลธรรมดาหรือไม่ สรุป: Content Creator เสียภาษียังไงไม่ให้โดนย้อนหลัง สิ่งที่ต้องทำเพื่อจัดการภาษีให้เรียบร้อย จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ Content Creator และฟรีแลนซ์บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดอยู่บนระบบ Cloud ใช้งานได้ทุกที่ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษี Content Creator Content Creator ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ 91? ต้องยื่นแบบ 90 ตามที่อธิบายในหัวข้อ “วิธียื่นภาษีออนไลน์” ด้านบน เพราะรายได้จากการทำ Content ไม่ใช่เงินเดือนจากนายจ้างรายเดียว แบบ 91 ใช้เฉพาะคนที่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว (เงินได้ 40(1)) เท่านั้น รายได้จากต่างประเทศ เช่น YouTube หรือ TikTok ต้องเสียภาษีไทยไหม? ต้องเสียภาษี ถ้าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (อาศัยอยู่ในไทยรวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีนั้น) รายได้ที่ได้รับจาก Google หรือ TikTok แม้จะเป็นบริษัทต่างประเทศ แต่ถ้านำเงินเข้ามาในไทยในปีเดียวกับที่ได้รับ ต้องนำมายื่นภาษีด้วย ถ้าไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน ทำยังไง? สามารถยื่นภาษีย้อนหลังได้ โดยติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือยื่นผ่านระบบ e-Filing ย้อนหลังได้บางปี การยื่นย้อนหลังด้วยตัวเองดีกว่าถูกเรียกตรวจสอบ เพราะถ้าถูกเรียกอาจมีค่าปรับและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น เงินได้ 40(2) ยื่นแบบอะไร? ยื่นแบบ 90 เช่นเดียวกับ Content Creator ทั่วไป เพราะเงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานที่ไม่ใช่เงินเดือนประจำ ไม่เข้าเงื่อนไขของแบบ 91 ที่ใช้เฉพาะเงินเดือนอย่างเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก