PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

Revenue คืออะไร สรุปรายได้ทางบัญชีที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

ตัวเลขรายได้เป็นสิ่งแรกที่นักลงทุนและธนาคารมองเมื่อประเมินธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการหลายคนยังสับสนระหว่าง revenue กับ profit จนมองภาพการเงินผิดไป บทความนี้อธิบายทุกมุมของ revenue ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงวิธีบันทึกตามมาตรฐานบัญชี พร้อมตัวอย่างที่ SME ไทยใช้ได้จริง Revenue คืออะไร? Revenue (รายได้) คือ เงินที่กิจการได้รับจากกิจกรรมหลักของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ยอดขายสินค้าหรือค่าบริการ โดยยังไม่ได้หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายออก ถ้าเปรียบเป็นน้ำในถัง revenue คือปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลเข้ามา ยังไม่ได้เปิดก๊อกออก ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ ตัวเลขนี้คือ revenue ส่วนเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ถึงจะเป็น “กำไร” Revenue, Income, Profit ต่างกันยังไง? หลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้ คำ ความหมาย ตัวอย่าง (ร้านขายเสื้อผ้า) Revenue (รายได้) เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ก่อนหักอะไรทั้งสิ้น ยอดขาย 500,000 บาท Income (รายได้สุทธิ) เงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แต่ยังไม่หักภาษี 500,000 – 350,000 = 150,000 บาท Profit (กำไรสุทธิ) เงินที่เหลือจริง ๆ หลังหักทุกอย่างรวมภาษี 150,000 – 30,000 = 120,000 บาท Revenue จึงเป็นตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดเสมอ ส่วน profit คือเงินที่เหลือจริงในกระเป๋า ประเภทของ Revenue Revenue แบ่งได้ 2 ประเภทหลักตามแหล่งที่มา รายได้จากการดำเนินงาน Operating Revenue คือ รายได้ที่เกิดจากกิจกรรมหลักของธุรกิจโดยตรง รายได้ประเภทนี้เป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจหลักทำเงินได้ดีแค่ไหน ตัวอย่างตามประเภทธุรกิจ เมื่อนักลงทุนหรือธนาคารขอดูงบ พวกเขาจะดู Operating Revenue เป็นลำดับแรก เพราะบอกได้ว่ากิจการยืนด้วยตัวเองได้หรือไม่ บางกรณีธนาคารอาจขอหนังสือรับรองรายได้เพิ่มเติมด้วย รายได้อื่น (Non-Operating) Non-Operating Revenue คือ รายได้ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจหลัก เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร กำไรจากการขายทรัพย์สินเก่า หรือรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ ทั้งนี้ถ้ารายได้ทุกทางรวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กิจการต้องจด VAT รายได้เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ จึงไม่ควรนำมาเป็นฐานวางแผนธุรกิจระยะยาว ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ขายรถตู้เก่าได้ 200,000 บาท ยอดนี้เป็นรายได้อื่น ไม่ควรนับรวมว่าเป็นผลประกอบการจากการขายสินค้า Gross Revenue vs Net Revenue ยอดขายที่เห็นในใบแจ้งหนี้อาจไม่ใช่ตัวเลขจริงที่นำไปใช้วิเคราะห์ธุรกิจ เพราะยังไม่ได้หักส่วนลดและสินค้าคืน จึงต้องแยกระหว่าง Gross กับ Net ให้ชัด Gross Revenue (รายได้รวม) Net Revenue (รายได้สุทธิ) คำนวณจาก ยอดขายทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้ ยอดขาย หักส่วนลด สินค้าคืน และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ใช้ทำอะไร ดูภาพรวมยอดขาย ใช้คำนวณกำไรขาดทุนจริง ปรากฏในงบ ไม่ปรากฏตรง ๆ แสดงเป็นบรรทัด “รายได้” ในงบกำไรขาดทุน สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่าง สูตรพื้นฐาน Net Revenue = Gross Revenue – ส่วนลด – สินค้าคืน – ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าออนไลน์เดือนกรกฎาคม 2026 รายการ จำนวนเงิน Gross Revenue (ยอดขายรวม) 800,000 บาท หัก ส่วนลดการค้า 40,000 บาท หัก สินค้ารับคืน 20,000 บาท Net Revenue (รายได้สุทธิ) 740,000 บาท ตัวเลข Net Revenue 740,000 บาทนี้เองที่จะนำไปใช้คำนวณกำไรขาดทุนต่อ เกณฑ์การรับรู้รายได้ตามมาตรฐานบัญชี Revenue Recognition คือ หลักที่กำหนดว่ากิจการจะ “บันทึก” ยอดขายเข้าบัญชีได้เมื่อไร ไม่ใช่แค่ได้เงินแล้วบันทึกทันที แต่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่มาตรฐานบัญชีกำหนด 5 เงื่อนไขตาม TFRS 15 มาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 (TFRS 15) เรื่องรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า กำหนดขั้นตอนรับรู้รายได้ไว้ 5 ขั้น (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) หลักสำคัญคือ “ส่งมอบแล้วจึงบันทึก” ไม่ใช่ “ได้เงินแล้วจึงบันทึก” รายได้รับล่วงหน้า (Unearned Revenue) Unearned Revenue หรือ Deferred Revenue คือ เงินที่ลูกค้าจ่ายมาแล้ว แต่กิจการยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าหรือบริการ ตัวอย่าง สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) รับเงินค่าบริการทำบัญชีรายปีล่วงหน้า 12,000 บาท วันที่รับเงินบันทึกเป็นหนี้สินก่อน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 12,000 — รายได้รับล่วงหน้า — 12,000 ทุกสิ้นเดือนที่ให้บริการแล้ว ทยอยบันทึกเป็นรายได้เดือนละ 1,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้รับล่วงหน้า 1,000 — รายได้จากการให้บริการ — 1,000 SME ที่ขายแพ็กเกจรายปี คอร์สเรียน หรือค่าสมาชิก ต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าบันทึกเป็นรายได้ทันทีทั้งก้อน ตัวเลขกำไรจะสูงเกินจริง รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) Accrued Revenue คือ ยอดที่กิจการทำงานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน ตัวอย่าง บริษัท ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ ส่งงานเสร็จวันที่ 25 กรกฎาคม ค่าบริการ 50,000 บาท แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินวันที่ 15 สิงหาคม ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ต้องบันทึกดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้ค้างรับ 50,000 — รายได้จากการให้บริการ — 50,000 เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริงในเดือนสิงหาคม จึงกลับรายการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 50,000 — รายได้ค้างรับ — 50,000 หลักการนี้เรียกว่า “เกณฑ์คงค้าง” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำบัญชี กิจการต้องบันทึกตามช่วงเวลาที่เกิดรายการจริง ไม่ใช่ตามวันที่ได้รับเงิน วิธีบันทึกรายได้พร้อมตัวอย่าง การบันทึกยอดขายทางบัญชีใช้ระบบบัญชีคู่ (Dr/Cr) เข้ามาจัดการ กฎง่าย ๆ คือ เดบิตฝั่งที่ “ได้เงิน” หรือ “มีสิทธิ์ได้เงิน” และเครดิตฝั่ง “รายได้” ตัวอย่างด้านล่างเป็นสถานการณ์ที่ SME เจอบ่อย ตัวอย่าง: ขายสินค้า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 10,000 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%) ลูกค้าจ่ายเงินสดทันที รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 10,700 — รายได้จากการขาย — 10,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 700 ตัวอย่าง: ให้บริการ สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) ทำบัญชีให้ลูกค้าเสร็จแล้ว ค่าบริการ 5,000 บาท แต่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 5,350 — รายได้จากการให้บริการ — 5,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 350 เมื่อลูกค้าจ่ายเงิน จึงบันทึกดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 5,350 — ลูกหนี้การค้า — 5,350 Revenue สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร รายได้เป็นตัวเลขแรกที่นักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้ามองเมื่อประเมินธุรกิจ เพราะบอกได้ว่ากิจการมีความสามารถในการหาลูกค้าและปิดการขายได้มากแค่ไหน เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้อย่างน้อย 3 มุม การดูตัวเลขเหล่านี้สม่ำเสมอช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสินค้า ปรับราคา หรือลดต้นทุน สรุป: Revenue คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจสุขภาพธุรกิจ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำหลังจากอ่านบทความนี้ เริ่มจัดการรายได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเรื่องรายได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย Revenue กับ Profit ต่างกันยังไง? ทั้งสองคำดูคล้ายกัน แต่ต่างกันมาก รายได้คือยอดเงินที่ไหลเข้าทั้งหมด ส่วน Profit คือเงินที่เหลือจริงหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และภาษีแล้ว ธุรกิจที่ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไร ถ้าต้นทุนสูงกว่ายอดขาย ก็ยังขาดทุนได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรดูทั้งสองตัวเลขควบคู่กัน Total Revenue คำนวณอย่างไร? Total Revenue คือ ยอดขายรวมทั้งหมดของทุกสินค้าหรือบริการ สูตรพื้นฐานคือ ราคาขายต่อหน่วย × จำนวนหน่วยที่ขายได้ ตัวอย่าง ร้านค้าขายสินค้าชิ้นละ 200 บาท ขายได้ 1,000 ชิ้น Total Revenue = 200 × 1,000 = 200,000 บาท ถ้ามีสินค้าหลายรายการ ให้คำนวณแต่ละรายการแล้วรวมกัน Revenue Model คืออะไร? Revenue Model คือ รูปแบบที่ธุรกิจใช้สร้างรายได้ การเลือก model ที่เหมาะช่วยให้วางแผนกระแสเงินสดได้แม่นยำ ตัวอย่าง model ที่พบบ่อยในไทย Revenue Growth วัดอย่างไร? อัตราเติบโตของรายได้วัดจากการเทียบยอดขายกับช่วงเวลาก่อนหน้า สูตร: (รายได้ปีนี้ – รายได้ปีก่อน) ÷ รายได้ปีก่อน × 100 ตัวอย่าง ปีก่อนรายได้ 1,000,000 บาท ปีนี้ 1,200,000 บาท อัตราเติบโต = (1,200,000 – 1,000,000) ÷ 1,000,000 × 100 = 20% ตัวเลขนี้เป็นบวกแสดงว่าธุรกิจเติบโต ถ้าติดลบติดต่อกันหลายไตรมาสควรวิเคราะห์สาเหตุและปรับกลยุทธ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีบุคคลธรรมดา คำนวณยังไง อัตรา ลดหย่อน วิธียื่น ครบจบ

พนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจที่ยังไม่ได้จดบริษัท ล้วนต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็น บทความนี้พาคำนวณภาษีทีละขั้น ตั้งแต่เช็คเงินได้ หักค่าลดหย่อน ไล่ตามขั้นบันไดภาษี ไปจนถึงวิธีผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 พร้อมตัวอย่างจริง 3 กรณี ให้คุณคำนวณภาษีเองได้ทันที ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือภาษีที่รัฐเก็บจากรายได้ของ “คนทั่วไป” ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ใครก็ตามที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบและเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดที่กฎหมายกำหนด (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ใครต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต่อไปนี้มีหน้าที่ยื่นแบบภาษี เกณฑ์นี้เป็น “เกณฑ์ยื่นแบบ” ไม่ได้หมายความว่าต้องจ่ายภาษีเสมอ เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว อาจไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ เงินได้พึงประเมินมีกี่ประเภท กฎหมายแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ต่างกัน ประเภท ตัวอย่างรายได้ หักค่าใช้จ่าย 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง เงินเดือน โบนัส 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(2) รับจ้างทำงาน ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่านายหน้า 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเขียนหนังสือ ค่าลิขสิทธิ์เพลง 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล ไม่ได้หัก (ดอกเบี้ย) 40(5)-(8) อื่นๆ ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย เหมา 40%-60% หรือตามจริง ถ้ามีรายได้หลายประเภท ให้แยกหักค่าใช้จ่ายตามประเภทแล้วค่อยรวมกัน อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได 2569 หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จะได้ “เงินได้สุทธิ” ซึ่งนำไปคิดภาษีตามอัตราขั้นบันได 8 ขั้น ยิ่งเงินได้สุทธิสูง อัตราภาษีก็ยิ่งสูงขึ้น ตารางอัตราภาษีขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น ภาษีสะสม 0 – 150,000 ยกเว้น 0 0 150,001 – 300,000 5% 7,500 7,500 300,001 – 500,000 10% 20,000 27,500 500,001 – 750,000 15% 37,500 65,000 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 115,000 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 365,000 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 1,265,000 5,000,001 ขึ้นไป 35% ไม่จำกัด — (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตรานี้ใช้กับปีภาษี 2569) 📊 [แทรกรูป: Infographic ตารางอัตราภาษีขั้นบันได (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] เนื้อหาภาษาไทย พื้นหลัง #2c90ed วิธีอ่านตาราง: ภาษีคิดทีละขั้น ไม่ใช่เหมาทั้งก้อน เช่น คนที่มีเงินได้สุทธิ 500,000 บาท ไม่ได้เสียภาษี 10% ทั้ง 500,000 แต่คิดแบบนี้ ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 รวม 500,000 27,500 บาท ค่าลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง ค่าลดหย่อน คือสิทธิที่กฎหมายให้นำไปหักจากเงินได้ก่อนคำนวณภาษี ยิ่งใช้สิทธิมาก เงินได้สุทธิยิ่งต่ำ ภาษียิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว รายการ จำนวน (บาท) ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 คู่สมรส (ไม่มีรายได้) 60,000 บุตร (คนละ) 30,000 บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป (เกิดตั้งแต่ปี 2561) 60,000 อุปการะบิดามารดา (คนละ) 30,000 อุปการะคนพิการ/ทุพพลภาพ (คนละ) 60,000 ค่าลดหย่อนประกันและการลงทุน รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ประกันสังคม ตามที่จ่ายจริง (สูงสุด 9,000) ประกันชีวิตทั่วไป 100,000 ประกันสุขภาพ 25,000 (รวมประกันชีวิตไม่เกิน 100,000) ประกันชีวิตแบบบำนาญ 200,000 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) 15% ของเงินเดือน ไม่เกิน 500,000 กองทุน SSF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 กองทุน RMF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 กองทุน ThaiESG ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 300,000 หมายเหตุ: กองทุนเพื่อการเกษียณ (PVD + SSF + RMF + ประกันบำนาญ + กบข.) รวมกันลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท ค่าลดหย่อนอื่นๆ รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ดอกเบี้ยบ้าน 100,000 เงินบริจาคทั่วไป ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหัก เงินบริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา 2 เท่าของที่จ่ายจริง ไม่เกิน 10% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2569 — ตรวจสอบสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมตามมาตรการรัฐแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทีละขั้นตอน สูตรหลักมี 3 ขั้นตอน ตัวอย่างที่ 1: พนักงานเงินเดือน นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นพนักงานบริษัท เงินเดือน 40,000 บาท มีประกันสังคม จ่ายประกันชีวิต 50,000 บาท/ปี และซื้อ SSF 50,000 บาท ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 40,000 × 12 480,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(1) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม 750 × 12 -9,000 บาท หักประกันชีวิต -50,000 บาท หัก SSF -50,000 บาท เงินได้สุทธิ 211,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 211,000 61,000 5% 3,050 รวมภาษี 3,050 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 3,050 บาท ภาษีที่นายจ้างหัก ณ ที่จ่ายแล้ว -3,050 บาท จ่ายเพิ่ม/ขอคืน 0 บาท นายสมชายไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพราะนายจ้างหักภาษีไว้ถูกต้องแล้ว ตัวอย่างที่ 2: ฟรีแลนซ์รับจ้างอิสระ นางสาวมินตรา (ชื่อสมมุติ) เป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ฟรีแลนซ์ มีรายได้จากการรับจ้างออกแบบ (เงินได้ประเภทที่ 2 คือ ค่าจ้างทำงานที่ไม่ใช่พนักงานประจำ) รวมทั้งปี 800,000 บาท ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้งที่รับงาน ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(2) 800,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท เงินได้สุทธิ 640,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 640,000 140,000 15% 21,000 รวมภาษี 48,500 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 48,500 บาท ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% 800,000 × 3% = -24,000 บาท จ่ายเพิ่ม 24,500 บาท มินตราต้องจ่ายภาษีเพิ่ม 24,500 บาท ตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) สิ่งที่ช่วยลดภาษีได้อีกคือเพิ่มค่าลดหย่อน เช่น ซื้อ SSF หรือ RMF ตัวอย่างที่ 3: เจ้าของธุรกิจ SME ที่เป็นบุคคลธรรมดา นายวิชัย (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ ยังไม่ได้จดบริษัท รายได้จากการค้าขาย (เงินได้ประเภทที่ 8 คือ รายได้จากธุรกิจ ค้าขาย ร้านค้า) รวมทั้งปี 1,500,000 บาท จ่ายประกันสังคม (มาตรา 40) ปีละ 3,000 บาท นายวิชัยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% สำหรับเงินได้ 40(8) ประเภทการค้า ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(8) 1,500,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 1,500,000 × 60% -900,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 -3,000 บาท เงินได้สุทธิ 537,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 537,000 37,000 15% 5,550 รวมภาษี 33,050 บาท นายวิชัยยังสามารถลดภาษีได้อีก ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงแทนเหมา (กรณีมีเอกสารค่าใช้จ่ายครบ) หรือพิจารณาจดนิติบุคคลเพื่อใช้อัตราภาษีนิติบุคคลที่อาจประหยัดกว่า การผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 คืออะไร หลายคนไม่รู้ว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถ “แบ่งจ่าย 2 งวด” ได้ โดยงวดที่ 2 คือการยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 (แบบยื่นภาษีครึ่งปีแรก สำหรับรายได้เดือน ม.ค. – มิ.ย.) ซึ่งเป็นการจ่ายภาษีล่วงหน้า แล้วนำไปหักออกจากภาษีทั้งปีตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ตอนต้นปีถัดไป ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ผู้ที่มีเงินได้ ประเภทที่ 5-8 (ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย) ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย.) ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกันยายนของปีนั้น พนักงานเงินเดือนที่มีรายได้แค่เงินเดือน (ประเภท 40(1) อย่างเดียว) ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กำหนดเวลายื่นภาษีบุคคลธรรมดา แบบ ยื่นเมื่อ สำหรับเงินได้ ยื่นออนไลน์ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) ก.ค. – ก.ย. ของปีนั้น ม.ค. – มิ.ย. เฉพาะ 40(5)-(8) ขยายถึง ต.ค. ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. ทุกประเภท ขยายถึง เม.ย. ภ.ง.ด.91 (เงินเดือนอย่างเดียว) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. เฉพาะ 40(1) ขยายถึง เม.ย. (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — วันขยายเวลายื่นออนไลน์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณเหมือนกับภาษีทั้งปี แต่ใช้เฉพาะรายได้ครึ่งปีแรก สมมุติว่านายวิชัย (จากตัวอย่างที่ 3) มีรายได้จากร้านค้าออนไลน์ครึ่งปีแรก 700,000 บาท คำนวณภาษีครึ่งปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ครึ่งปี 40(8) 700,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 700,000 × 60% -420,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว (ใช้เต็มจำนวน) -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 (6 เดือน) 3,000 ÷ 2 -1,500 บาท เงินได้สุทธิ 218,500 บาท ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 218,500 68,500 5% 3,425 ภาษีครึ่งปี 3,425 บาท นายวิชัยจ่ายภาษี 3,425 บาท ตอนยื่น ภ.ง.ด.94 แล้วตอนสิ้นปียื่น ภ.ง.ด.90 ก็นำ 3,425 บาท ไปหักออกจากภาษีทั้งปี ทำให้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออนไลน์ได้อย่างไร การยื่นผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนมีดังนี้ การยื่นออนไลน์มักได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ทำให้ไม่ต้องรีบลุ้นวันสุดท้าย สรุป: คำนวณภาษีบุคคลธรรมดา 3 ขั้นตอนจบ ถ้ามีรายได้หลายทาง อย่าลืมยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี จะได้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ตอนสิ้นปี จัดการภาษีให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารหัก ณ ที่จ่าย และสรุปรายงานภาษีให้อัตโนมัติ ลดงานคำนวณภาษีให้ SME และฟรีแลนซ์จัดการได้เองโดยไม่ต้องเป็นนักบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา เงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ ต้องยื่นภาษีไหม ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ (เช่น เงินเดือนไม่ถึง 120,000/ปี) กฎหมายไม่บังคับให้ยื่น แต่ถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ควรยื่นเพื่อขอเงินคืน ฟรีแลนซ์ถูกหัก 3% ไปแล้ว ต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกไหม ขึ้นอยู่กับรายได้ทั้งปี ถ้าคำนวณภาษีจริงแล้วน้อยกว่าที่ถูกหักไป ก็ขอคืนได้ แต่ถ้าภาษีจริงมากกว่า ต้องจ่ายเพิ่ม ยื่นภาษีล่าช้ามีโทษอะไร ยื่นแบบเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) SME รายได้เยอะ ควรจดบริษัทดีไหม ถ้าเงินได้สุทธิเกิน 750,000 บาท/ปี (เข้าขั้น 20% ขึ้นไป) ควรพิจารณาจดนิติบุคคล เพราะภาษีนิติบุคคลสูงสุดแค่ 20% และ SME กำไรไม่เกิน 300,000 บาทแรกได้ยกเว้นภาษี นอกจากนี้ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย จ่ายภาษีทีเดียวไม่ไหว ผ่อนได้ไหม สำหรับผู้ที่มีรายได้ประเภท 40(5)-(8) สามารถ “แบ่งจ่ายภาษีเป็น 2 งวด” ได้โดยการยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ส่วนภาษีที่ยื่นแล้วต้องจ่ายก้อน ปัจจุบันกรมสรรพากรยังไม่มีระบบผ่อนชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นงวดย่อย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ขายที่ดิน บ้าน คอนโด เสียภาษีอะไรบ้าง สรุปครบทุกรายการ

กำลังจะขายที่ดิน บ้าน หรือคอนโด แต่ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง รวมแล้วกี่บาท — บทความนี้สรุปครบทุกรายการที่ต้องจ่ายวันโอน พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง 2 กรณี ให้เห็นตัวเลขชัดก่อนตัดสินใจ ขายที่ดินต้องจ่ายอะไรบ้าง? ทุกครั้งที่โอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดิน ผู้ขายต้องเจอค่าใช้จ่ายหลัก 5 รายการ ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการคิดจาก “ราคาประเมินทุนทรัพย์” หรือ “ราคาซื้อขายจริง” แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตารางสรุปภาษีและค่าธรรมเนียมทุกรายการ รายการ อัตรา คิดจาก หมายเหตุ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ราคาประเมิน จ่ายวันโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เฉพาะถือครองไม่เกิน 5 ปี อากรแสตมป์ 0.5% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เสียเมื่อ ไม่ต้อง เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า ราคาประเมิน (หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง) หักไว้วันโอน นำไปเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปีได้ ภาษีท้องถิ่น 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะ — รวมอยู่ในอัตรา 3.3% แล้ว จุดสำคัญ: ภาษีธุรกิจเฉพาะกับอากรแสตมป์เสียอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ต้องจ่ายทั้งสองตัว ภาษีธุรกิจเฉพาะ คิดยังไง? ใครต้องจ่าย? ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax — ต่อไปเรียกสั้น ๆ ว่า SBT) เรียกเก็บจากผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครอง ไม่เกิน 5 ปี อัตราคือ 3.3% (ภาษี 3% + ภาษีท้องถิ่น 0.3%) คิดจากราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่าง ขายที่ดินราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท ที่ดินเปล่า vs บ้าน vs คอนโด ต่างกันไหม? อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะเท่ากัน คือ 3.3% ทุกประเภท สิ่งที่ต่างคือ “ราคาประเมิน” ที่ใช้คำนวณ บ้านพร้อมที่ดินใช้ราคาประเมินทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกัน ส่วนคอนโดใช้ราคาประเมินต่อตารางเมตรของห้องชุด ดังนั้น บ้านพร้อมที่ดินมักมีฐานภาษีสูงกว่าที่ดินเปล่าที่ขนาดเท่ากัน เพราะต้องรวมราคาสิ่งปลูกสร้างด้วย กรณีไหนได้ยกเว้น? ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (แต่เสียอากรแสตมป์แทน) เมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง (ข้อมูลจากพ.ร.ฎ. ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) ค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน คิดอย่างไร? ค่าธรรมเนียมโอน คือค่าจดทะเบียนสิทธิที่กรมที่ดิน อัตรา 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันว่าใครจ่าย หลายกรณีแบ่งคนละครึ่ง (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตัวอย่าง ที่ดินราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท อากรแสตมป์ เสียเท่าไหร่? อากรแสตมป์เสียเฉพาะกรณีที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น ถือครองเกิน 5 ปี อัตราคือ 0.5% ของราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ตัวอย่าง ขายบ้าน 5 ล้าน ราคาประเมิน 4 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน อากรแสตมป์ 5,000,000 × 0.5% 25,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร? กรมที่ดินเรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากผู้ขาย (บุคคลธรรมดา) ในวันโอน วิธีคำนวณ คือนำราคาประเมิน หักค่าใช้จ่ายเหมาตามจำนวนปีถือครอง แล้วนำเงินได้เฉลี่ยต่อปีไปคูณอัตราภาษีก้าวหน้า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาขึ้นกับวิธีได้มา ซื้อมาหักได้ 50% ได้จากมรดกหรือให้โดยเสน่หาหักได้ 50% เช่นกัน (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ผู้ขายนำภาษีที่ถูกหักวันโอนไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ประจำปีได้ ถ้าหักไว้เกินจะได้เงินคืน อ่านเพิ่มได้ที่ คู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล ต่างกันตรงไหน? รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า (5%-35%) คิดจากราคาประเมิน 1% ของราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าถือครองไม่เกิน 5 ปี 3.3% ทุกกรณี ไม่มียกเว้น ค่าธรรมเนียมโอน 2% 2% อากรแสตมป์ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จุดต่างสำคัญ: นิติบุคคลเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทุกกรณีไม่ว่าถือครองกี่ปี แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นอัตราคงที่ 1% ซึ่งต่ำกว่าบุคคลธรรมดาในหลายกรณี ตัวอย่างคำนวณภาษีขายที่ดิน ภาษีขายที่ดินรวมแล้วอาจเป็นเงินหลายแสนบาท ลองดู 2 กรณี ขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน ถือครอง 3 ปี นาย ก. (ชื่อสมมุติ) ซื้อที่ดินเปล่ามา 3 ปีก่อน ขายราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท อากรแสตมป์ ไม่ต้องเสีย (เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว) 0 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 4 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 3 ปี ประมาณ 86,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 331,000 บาท *ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายขึ้นกับรายละเอียดเฉพาะราย คำนวณจริงได้ที่เครื่องคำนวณภาษีของกรมสรรพากร ขายบ้านพร้อมที่ดิน 10 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี นาง ข. (ชื่อสมมุติ) ซื้อบ้านพร้อมที่ดินมา 7 ปี ขายราคา 10 ล้านบาท ราคาประเมินรวม 8 ล้านบาท ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 8,000,000 × 2% 160,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ ยกเว้น (ถือครองเกิน 5 ปี) 0 บาท อากรแสตมป์ 10,000,000 × 0.5% 50,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 8 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 7 ปี ประมาณ 118,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 328,000 บาท ขายบ้าน 10 ล้านจ่ายรวมใกล้เคียงกับขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน เพราะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าวางแผนได้ การถือครองให้ครบ 5 ปีช่วยประหยัดภาษีขายที่ดินได้มาก กรณีพิเศษ — มรดก ขายฝาก ให้โดยเสน่หา ขายที่ดินมรดก เสียภาษียังไง? ที่ดินจากมรดกไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ว่าจะขายเมื่อไร (ตามเงื่อนไขยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ) แต่ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมโอน 2% อากรแสตมป์ 0.5% และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ จุดที่ต้องระวัง: จำนวนปีถือครองสำหรับคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย นับจากวันที่ “ผู้ตาย” ได้กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่วันที่ทายาทรับมรดก ถ้าพ่อแม่ซื้อที่ดินมา 20 ปีก่อน ลูกรับมรดกแล้วขายทันที นับเป็นถือครอง 20 ปี ภาระภาษีจึงต่ำลงมาก ก่อนขายที่ดินมรดก ควรเตรียมเอกสารพิสูจน์สิทธิ์ให้ครบ เช่น ใบมรณบัตร คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และหลักฐานว่าผู้ตายถือครองมากี่ปี ขายฝากที่ดิน ต่างจากขายปกติยังไง? ขายฝากคือการขายโดยมีสิทธิไถ่คืนภายในเวลาที่กำหนด ในทางภาษี ขายฝากถือเป็น “การขาย” ต้องเสียภาษีเหมือนขายปกติทุกรายการ ถ้าผู้ขายฝากไถ่คืนภายในกำหนด ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนอีกครั้งตอนโอนคืน แต่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการไถ่คืน ก่อนทำสัญญาขายฝาก ควรคำนวณภาษีขายที่ดินล่วงหน้าทั้ง 2 รอบ ทั้งตอนขายฝากและตอนไถ่คืน เพื่อให้รู้ค่าใช้จ่ายที่แท้จริง ผู้ซื้อหรือผู้ขาย ใครออกค่าภาษี? กฎหมายไม่ได้บังคับว่าใครต้องจ่าย ตกลงกันเองในสัญญาได้ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปเป็นแบบนี้ รายการ ปกติใครจ่าย ค่าธรรมเนียมโอน 2% แบ่งคนละครึ่ง ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ผู้ขาย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผู้ขาย ก่อนตกลงราคาซื้อขาย ควรคำนวณภาษีขายที่ดินทั้งหมดไว้ล่วงหน้า เพราะอาจรวมเป็นเงินหลายแสนบาท เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนโอน เตรียมเอกสารให้ครบก่อนไปกรมที่ดิน เพื่อไม่ต้องไปหลายรอบ สรุป ก่อนขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณภาษีขายที่ดินทั้ง 5 รายการล่วงหน้า ถ้ารอให้พ้น 5 ปีจะประหยัด SBT 3.3% ได้ ใช้เครื่องคำนวณภาษีของกรมที่ดินช่วยคำนวณตัวเลขจริง เก็บเอกสารการซื้อ สัญญา และใบเสร็จค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ครบ เผื่อต้องใช้ประกอบการยื่นภาษีปลายปี ทดลองใช้ PEAK ฟรี ขายอสังหาริมทรัพย์ในนามนิติบุคคลต้องบันทึกบัญชีรายรับ ต้นทุน และภาษีที่ถูกหักให้ครบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายการเหล่านี้ให้เป็นระบบ ออกเอกสารภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเรื่องภาษีขายที่ดิน ถือครองเกิน 5 ปี แปลว่าไม่ต้องจ่ายภาษีเลยใช่ไหม? ไม่ใช่ ยกเว้นเฉพาะ SBT 3.3% เท่านั้น ผู้ขายยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโอน อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ มีชื่อในทะเบียนบ้านช่วยประหยัดภาษีได้จริงไหม? ได้ ถ้ามีชื่อในทะเบียนบ้านของอสังหาริมทรัพย์ที่จะขายไม่น้อยกว่า 1 ปีก่อนวันโอน จะได้ยกเว้น SBT 3.3% แม้ยังไม่ครบ 5 ปีก็ตาม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายวันโอน ขอคืนได้ไหม? ได้ นำไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี ถ้าคำนวณแล้วหักไว้เกินก็ขอคืนได้ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซื้อที่ดินแล้วขายภายในปีเดียว เสียภาษีเท่าไหร่? ต้องเสียครบทุกรายการ รวม SBT 3.3% ซึ่งเป็นรายการหนักสุด เพราะยังอยู่ในกรอบ 5 ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตรา วิธีคำนวณ กำหนดยื่น ครบจบ

เจ้าของกิจการหลายคนเปิดบริษัทแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีอะไร คำนวณยังไง ยื่นเมื่อไหร่ บทความนี้สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ที่เดียว ตั้งแต่อัตราภาษี SME วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ไปจนถึงเทคนิควางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร? ใครมีหน้าที่ต้องจ่ายบ้าง ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือภาษีที่รัฐจัดเก็บจากกำไรสุทธิของนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียน) ในอัตราสูงสุด 20% โดย SME ที่เข้าเงื่อนไขจะเสียต่ำกว่านี้ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ปีละ 1 ครั้ง ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่แค่บริษัทจำกัดเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีนี้ นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายของไทย ได้แก่ นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ได้รับการยกเว้นภาษี? บางองค์กรได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นองค์การกุศล สหกรณ์ และหน่วยงานรัฐบาล ส่วนบุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ยังไม่จดบริษัท) ไม่ได้เสียภาษีนิติบุคคล แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทน อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2568-2569 (อัปเดตล่าสุด) บริษัททั่วไปเสียภาษี 20% ของกำไรสุทธิ ส่วน SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะเสียภาษีตามตารางนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร รอบบัญชีปี 2568-2569) ประเภท กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น บริษัททั่วไป ทุกระดับ 20% ตามกำไรจริง SME 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 3,000,000 15% 405,000 บาท 3,000,001 ขึ้นไป 20% ตามกำไรจริง สิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับกิจการ BOI และเขตเศรษฐกิจพิเศษ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8-13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ส่วนกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอาจได้ลดอัตราภาษีเหลือ 10% เป็นเวลา 10 ปี ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับ BOI โดยตรง วิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับ SME ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ คือ “กำไรสุทธิทางภาษี” ไม่ใช่กำไรสุทธิทางบัญชีโดยตรง ต้องนำกำไรทางบัญชี มาบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม (ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่ยอมให้หัก เช่น ค่าปรับ ค่ารับรองเกินเกณฑ์) สูตร: กำไรทางบัญชี + รายจ่ายต้องห้าม – รายได้ที่ได้ยกเว้น = ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ ตัวอย่างการคำนวณภาษี SME แบบ Step-by-Step สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาทต่อปี ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี รายการ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ 8,500,000 บาท รายจ่ายต้องห้าม (ค่าปรับ + ค่ารับรองเกินเกณฑ์) 100,000 บาท กำไรสุทธิทางภาษี = รายได้ – ค่าใช้จ่าย + รายจ่ายต้องห้าม = 10,000,000 บาท – 8,500,000 บาท + 100,000 บาท = 1,600,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ขั้นกำไร อัตราภาษี 0 – 300,000 บาท ยกเว้น 300,001 – 1,600,000 บาท 15% กำไรส่วนที่เสียภาษี = 1,600,000 บาท – 300,000 บาท = 1,300,000 บาท ภาษี = 1,300,000 บาท × 15% = 195,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 195,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่เข้าเงื่อนไข SME จะต้องเสียภาษี 1,600,000 × 20% = 320,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 125,000 บาทจากสิทธิ SME เปรียบเทียบภาษี: บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล หลายคนสงสัยว่า “รายได้เท่าไหร่ถึงควรจดเป็นบริษัท?” คำตอบอยู่ที่การเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบ ตารางเปรียบเทียบภาระภาษี บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เกณฑ์ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี 5%-35% ตามขั้นเงินได้ 0%-20% ตามขั้นกำไร ฐานภาษี เงินได้สุทธิ (หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30%-60%) กำไรสุทธิ (หักค่าใช้จ่ายจริงตามหลักฐาน) อัตราสูงสุด 35% (เงินได้เกิน 5 ล้านบาท) 20% เงินเดือนเจ้าของ หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า (มีงบการเงิน) สรุปชัดๆ: รายได้หรือกำไรเท่าไหร่ที่จดบริษัทแล้วคุ้มกว่า? โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิก่อนหักภาษีเกิน 750,000 – 1,000,000 บาทต่อปี การจดเป็นนิติบุคคลมักประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราสูงสุดของบุคคลธรรมดาคือ 35% ในขณะที่นิติบุคคล SME สูงสุดแค่ 20% แต่ต้องคิดค่าใช้จ่ายบริหาร (ค่าสอบบัญชี ค่าทำบัญชี) ด้วย ตัวเลขนี้เป็นแนวทางกว้างๆ ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อคำนวณเฉพาะกรณีของคุณ ภาพรวมภาษีอื่นๆ ที่นิติบุคคลต้องรู้จัก นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว บริษัทยังมีหน้าที่เสียภาษีอื่นด้วย สรุปสั้นๆ ดังนี้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เวลาจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่าให้ใคร บริษัทต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่าย (อัตรา 1%-5% แล้วแต่ประเภท) แล้วนำส่งกรมสรรพากร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 คืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้าบริษัทมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT เรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า แล้วยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร ประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน VAT ส่วนอากรแสตมป์เป็นค่าธรรมเนียมบนเอกสารบางประเภท เช่น สัญญาเช่า สัญญากู้ วิธียื่นภาษีนิติบุคคล และ Timeline สำคัญตลอดทั้งปี Timeline การยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี 📊 [แทรกรูป: Infographic Timeline ยื่นภาษีนิติบุคคลตลอดปี (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] บริษัทที่ปิดรอบบัญชี 31 ธันวาคม มี deadline สำคัญดังนี้ แบบภาษี รอบ กำหนดยื่น ยื่นออนไลน์ได้ถึง ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ม.ค.-มิ.ย. ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก (ส.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ม.ค.-ธ.ค. ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี (พ.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต้องยื่นเมื่อไหร่ คำนวณอย่างไร? แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ต้องยื่นภายใน 2 เดือน หลังครบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี คำนวณโดยประมาณกำไรทั้งปี แล้วจ่ายภาษีไปก่อนครึ่งหนึ่ง ถ้าประมาณต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% อาจถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ภาษีนิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) แบบ ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบบัญชี พร้อมแนบงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจรับรองแล้ว 5 วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคล สำหรับ SME ให้ถูกกฎหมายและประหยัดที่สุด วางแผนภาษีไม่ได้แปลว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิตามกฎหมายให้เต็มที่ เทคนิคที่ SME ใช้ได้ทันที บริหารจัดการภาษีแบบมืออาชีพด้วย PEAK PEAK ช่วยให้ SME จัดการภาษีนิติบุคคลง่ายขึ้นด้วย AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ ออกรายงานภาษีพร้อมยื่น และแจ้งเตือน deadline ไม่ให้ยื่นล่าช้า ดูกำไรสุทธิแบบ real-time เพื่อประมาณภาษีล่วงหน้าได้ทุกเมื่อ สรุป: ภาษีเงินได้นิติบุคคล เรื่องสำคัญที่ทุกบริษัทต้องรู้ สิ่งที่ต้องจำไว้มีแค่นี้ พร้อมยกระดับการจัดการภาษี? เริ่มใช้ PEAK วันนี้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วย SME ออกรายงานภาษี คำนวณกำไรสุทธิ และแจ้งเตือน deadline ยื่นภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทเปิดใหม่ ไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลไหม? ต้องยื่น แม้จะไม่มีรายได้หรือยังขาดทุนอยู่ก็ตาม เพราะกฎหมายบังคับให้นิติบุคคลทุกรายยื่นแบบภาษีประจำปีตามกำหนด ถ้าไม่ยื่นอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 บาท และเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน บริษัทเสียภาษีเท่าไหร่? ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิและขนาดของบริษัท SME ที่กำไร 1 ล้านบาทจะเสียภาษีประมาณ 105,000 บาท (300,000 แรกยกเว้น + 700,000 ที่เหลือเสีย 15%) ส่วนบริษัทขนาดใหญ่เสียคงที่ 20% ภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่างจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่างไร? ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท ปีละ 1-2 ครั้ง ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเก็บจากรายจ่ายแต่ละครั้งที่จ่ายเงิน (เช่น จ่ายค่าจ้างหัก 3%) แล้วนำส่งทุกเดือน ทั้งสองเป็นคนละตัวกัน แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้สามารถนำมาเป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นปีได้ต้นวางระบบบัญชีในองค์กรให้แข็งแรง เป็นรากฐานที่ดีสู่การเติบโตขององค์กร มาพร้อมหน้าตาของโปรแกรมที่ใช้งานง่าย ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน พร้อมคู่มือการใช้งานออนไลน์สำหรับศึกษาการใช้งานได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

งบประมาณ คืออะไร สรุปครบ ประเภท วิธีจัดทำ ฉบับ SME

ทุกธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงมักมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือการวางแผนการเงินที่ชัดเจนก่อนลงมือใช้เงิน เจ้าของกิจการหลายคนเก่งเรื่องขาย แต่พอถึงเวลาต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนเพิ่มดีไหม หรือเดือนหน้าจะมีเงินพอจ่ายซัพพลายเออร์หรือเปล่า กลับตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยทำงบประมาณเอาไว้ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่ความหมายของงบประมาณ ประเภทที่ธุรกิจควรรู้ วิธีจัดทำทีละขั้นตอน ไปจนถึงตัวอย่าง Budget Plan ที่นำไปปรับใช้กับกิจการของคุณได้จริง งบประมาณ คืออะไร? งบประมาณ (Budget) คือ แผนการเงินที่ประมาณการรายรับและรายจ่ายของธุรกิจล่วงหน้าในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายไตรมาสหรือรายปี เพื่อใช้เป็นกรอบในการใช้เงินและวัดผลว่าทำได้ตามแผนหรือไม่ พูดให้เห็นภาพง่ายขึ้น งบประมาณก็เหมือนแผนที่การเงินของธุรกิจ คุณกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าเดือนนี้จะมีเงินเข้าประมาณเท่าไร และจะใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง เมื่อถึงสิ้นเดือนจึงเทียบดูว่าตัวเลขจริงห่างจากที่วางไว้แค่ไหน งบที่ดีไม่ใช่การเดาตัวเลขให้สวยงาม แต่คือการประมาณการจากข้อมูลจริงที่ผ่านมา บวกกับเป้าหมายที่ตั้งใจจะไปให้ถึง จุดนี้เองที่ทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในกระดาษ ทำไมธุรกิจ SME ต้องทำงบประมาณ งบประมาณช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นอนาคตการเงินล่วงหน้า ตัดสินใจใช้เงินได้อย่างมั่นใจ และรู้ตัวก่อนที่เงินสดจะขาดมือ ธุรกิจที่มีแผนแบบนี้จึงควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าและเติบโตได้อย่างมีทิศทาง ลองนึกถึงร้านขายของออนไลน์ร้านหนึ่งที่รายได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่เจ้าของไม่เคยวางงบไว้ พอมีเงินเข้าก็สั่งของเพิ่ม ซื้ออุปกรณ์ใหม่ ยิงโฆษณาเต็มที่ สุดท้ายพอถึงกำหนดจ่ายค่าสินค้ากลับพบว่าเงินสดไม่พอ ทั้งที่กำไรบนกระดาษยังเป็นบวก ปัญหานี้เกิดจากการไม่มีงบคุมการใช้เงิน ประโยชน์หลักของการทำงบสำหรับธุรกิจมีดังนี้ งบประมาณมีกี่ประเภท? แต่ละแบบใช้ทำอะไร ธุรกิจไม่ได้มีงบประมาณแบบเดียว แต่แบ่งออกได้หลายประเภทตามลักษณะการใช้เงิน การเข้าใจแต่ละประเภทจะช่วยให้คุณวางแผนได้ครบทุกด้าน ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมก่อนลงรายละเอียด ประเภทงบประมาณ ใช้วางแผนเรื่องอะไร ตัวอย่าง งบดำเนินงาน รายได้และค่าใช้จ่ายประจำวัน เงินเดือน ค่าเช่า ค่าการตลาด งบลงทุน การลงทุนในทรัพย์สินระยะยาว ซื้อเครื่องจักร เปิดสาขาใหม่ งบประมาณการขาย เป้ายอดขายในแต่ละช่วง ยอดขายรายเดือนแยกตามสินค้า งบประมาณการผลิต ต้นทุนและปริมาณการผลิต วัตถุดิบ ค่าแรงในการผลิต งบเงินสด เงินสดเข้าออกในแต่ละช่วง เงินที่รับจริงและจ่ายจริง งบดำเนินงาน (Operating Budget) งบดำเนินงาน คือแผนรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการทำธุรกิจตามปกติ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าการตลาด และค่าน้ำค่าไฟ เป็นงบที่ธุรกิจทุกขนาดต้องมี เพราะสะท้อนต้นทุนในการรักษาให้กิจการเดินได้ทุกวัน งบลงทุน งบประมาณการขาย และการผลิต งบลงทุนใช้วางแผนการใช้เงินก้อนใหญ่กับทรัพย์สินที่ให้ผลระยะยาว เช่น ซื้อเครื่องจักรหรือเปิดสาขา ส่วนงบประมาณการขายคือการตั้งเป้ายอดขายแยกตามสินค้าและช่วงเวลา และงบประมาณการผลิตใช้กับธุรกิจที่ผลิตสินค้าเอง เพื่อวางแผนวัตถุดิบและกำลังการผลิตให้พอดีกับยอดขายที่ตั้งไว้ งบเงินสด (Cash Budget) งบเงินสด คือแผนเงินสดที่รับจริงและจ่ายจริงในแต่ละช่วง ต่างจากงบดำเนินงานตรงที่งบเงินสดสนใจ “จังหวะเวลา” ของเงิน ธุรกิจที่ขายเชื่อและเก็บเงินได้ช้าควรทำงบนี้เป็นพิเศษ เพราะกำไรดีแต่เงินสดขาดมือคือสาเหตุที่ทำให้หลายกิจการสะดุด วิธีจัดทำงบประมาณ ทีละขั้นตอน การจัดทำงบประมาณเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลจริงที่ผ่านมา แล้วตั้งเป้าหมาย ประมาณการรายรับรายจ่าย และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ทำตามลำดับดังนี้ การบริหารงบประมาณที่ดีอยู่ที่ขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง แผนที่ทำครั้งเดียวแล้วเก็บใส่ลิ้นชักจะไม่ช่วยอะไร แต่งบที่ถูกทบทวนทุกเดือนจะกลายเป็นเข็มทิศให้ธุรกิจปรับตัวได้ทันเหตุการณ์ ตัวอย่างการทำ Budget Plan เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สมมติร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ชื่อร้าน ก (ชื่อสมมุติ) ต้องการวางงบรายเดือน โดยประมาณการจากยอดขายเฉลี่ยที่ผ่านมา หัวใจของ Budget Plan คือการหากำไรตามแผน ซึ่งคำนวณจากสูตรนี้ กำไรตามแผน = รายได้ − ค่าใช้จ่ายทั้งหมด กำไรตามแผน = 200,000 − (90,000 + 25,000 + 30,000 + 15,000) กำไรตามแผน = 40,000 บาท เมื่อแทนตัวเลขของร้าน ก ลงในสูตร จะได้ Budget Plan อย่างง่ายดังตารางนี้ รายการ ประมาณการ (บาท/เดือน) หมายเหตุ รายได้จากการขาย 200,000 อิงรายได้เฉลี่ย 3 เดือน ต้นทุนสินค้า 90,000 ประมาณ 45% ของยอดขาย ค่าการตลาดและโฆษณา 25,000 ยิงโฆษณาออนไลน์ เงินเดือนและค่าจ้าง 30,000 พนักงาน 2 คน ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น 15,000 คลังสินค้าและค่าส่ง กำไรตามแผน 40,000 รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด จากตารางจะเห็นว่าร้าน ก ตั้งเป้ากำไรไว้เดือนละ 40,000 บาท เมื่อถึงสิ้นเดือนเจ้าของร้านนำผลจริงมาดูว่าห่างจากแผนแค่ไหน ถ้าค่าการตลาดจริงพุ่งเป็น 40,000 บาทแต่รายได้ไม่ขยับ ก็จะรู้ทันทีว่าต้องทบทวนแผนโฆษณา นี่คือพลังของการมีงบเป็นตัวเทียบ งบประมาณธุรกิจ ต่างจากงบประมาณแผ่นดินอย่างไร เวลาค้นคำว่างบประมาณ คุณอาจเจอข่าวเรื่องงบประมาณแผ่นดินหรือสำนักงบประมาณปะปนมาด้วย สองคำนี้ใช้หลักการวางแผนการเงินคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ผู้ใช้และเป้าหมาย งบประมาณแผ่นดินคือแผนรายรับรายจ่ายของภาครัฐทั้งประเทศ ซึ่งมาจากภาษีและต้องผ่านการอนุมัติตามกฎหมาย ส่วนงบประมาณธุรกิจคือแผนการเงินของกิจการเอกชนที่เจ้าของกำหนดขึ้นเพื่อบริหารเงินของตัวเอง บทความนี้โฟกัสที่งบประมาณธุรกิจ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ SME ทุกรายนำไปใช้ได้ทันที สรุป สิ่งที่ควรลงมือทำหลังอ่านบทความนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ความยากของการทำงบไม่ใช่การตั้งตัวเลข แต่คือการติดตามผลทุกเดือน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยดึงรายงานรายรับ-รายจ่ายมาเปรียบเทียบกับแผนได้ทันที ไม่ต้องรวมยอดจากหลายไฟล์ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับงบประมาณ ธุรกิจขนาดเล็กเพิ่งเริ่มต้น จำเป็นต้องทำงบประมาณไหม จำเป็น และยิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี เพราะธุรกิจเล็กมีเงินสำรองน้อย ความผิดพลาดในการใช้เงินจึงกระทบหนักกว่าธุรกิจใหญ่ แผนงบอย่างง่ายเพียงหน้าเดียวก็ช่วยให้คุณเห็นภาพและตัดสินใจได้ดีขึ้นแล้ว ควรทำงบประมาณบ่อยแค่ไหน แนะนำให้วางงบเป็นรายปีเพื่อดูภาพใหญ่ แล้วซอยเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาสเพื่อติดตามผล จากนั้นทบทวนทุกเดือนโดยเทียบตัวเลขจริงกับแผน หากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงมากก็ปรับให้ทันสถานการณ์ได้ งบประมาณกับงบการเงิน ต่างกันอย่างไร งบประมาณเป็นแผนการเงินที่มองไปข้างหน้าว่าธุรกิจ “ตั้งใจ” จะรับและจ่ายเท่าไร ส่วนงบการเงินเป็นรายงานที่สรุปสิ่งที่ “เกิดขึ้นจริง” ไปแล้ว ทั้งสองอย่างใช้คู่กัน โดยนำผลจริงจากงบการเงินมาวัดผลแล้วปรับแผนรอบถัดไป ถ้าทำงบประมาณแล้วตัวเลขจริงไม่ตรงกับแผน ควรทำอย่างไร ส่วนต่างเป็นเรื่องปกติและคือประโยชน์ของการทำงบประมาณ ให้หาสาเหตุว่าต่างเพราะอะไร เช่น ยอดขายต่ำกว่าเป้าหรือค่าใช้จ่ายบางตัวสูงเกินคาด แล้วนำบทเรียนไปปรับงบรอบถัดไปให้แม่นยำขึ้น ไม่ใช่มองว่าเป็นความล้มเหลว Budget กับ Budgeting ต่างกันอย่างไร? Budget แปลว่า “งบประมาณ” คือตัวแผนการเงินที่ตั้งไว้ ส่วน Budgeting คือ “กระบวนการ” ลงมือวางแผนและควบคุมเงินตามงบที่ตั้งไว้ พูดง่าย ๆ Budget คือแผน Budgeting คือการทำตามแผนและติดตามผล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

17 ส.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เอกสารบัญชี มีอะไรบ้าง เก็บกี่ปี พร้อมวิธีจัดเก็บและทำลายที่ถูกต้อง

เอกสารบัญชีเป็นหลักฐานทางการเงินที่ทุกกิจการต้องจัดเก็บตามกฎหมาย ตั้งแต่ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ไปจนถึงรายการเดินบัญชีธนาคาร โดยกฎหมายกำหนดให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี และแนะนำให้เก็บ 10 ปี เพื่อรองรับกรณีที่หน่วยงานรัฐเรียกตรวจสอบย้อนหลัง บทความนี้รวมครบทั้งประเภทเอกสารที่ต้องมี ระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมาย วิธีจัดแฟ้มให้เป็นระบบ และขั้นตอนทำลายเอกสารที่ถูกต้อง เอกสารบัญชี คืออะไร เอกสารบัญชี หรือเอกสารทางบัญชี คือ เอกสารที่ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีของกิจการ เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย เอกสารเหล่านี้แสดงรายละเอียดของธุรกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย การรับเงิน หรือการจ่ายเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้ทุกนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีและเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด เอกสารบัญชีมีความสำคัญเพราะใช้ยืนยันรายการค้า ประกอบการตรวจสอบบัญชี และใช้ยื่นภาษี หากเอกสารไม่ครบ กิจการอาจเสียสิทธิในการหักค่าใช้จ่ายหรือเครดิตภาษีซื้อได้ เอกสารทางบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ เอกสารภายนอกที่ได้รับจากคู่ค้าหรือหน่วยงานอื่น เช่น ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย รายการเดินบัญชีจากธนาคาร และเอกสารภายในที่กิจการจัดทำขึ้นเอง เช่น ใบกำกับภาษีขาย ใบสำคัญจ่าย สลิปเงินเดือน กิจการต้องจัดเก็บทั้งสองประเภทให้ครบ เพราะนักบัญชีใช้ทั้งหมดในการบันทึกรายการ เอกสารประกอบการลงบัญชี มีอะไรบ้าง เอกสารที่กิจการต้องจัดเตรียมสำหรับการทำบัญชีแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ควรจัดเตรียมเอกสารทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้ครบก่อนส่ง เพราะหากขาดเอกสารใด นักบัญชีอาจบันทึกค่าใช้จ่ายไม่ครบ ทำให้เสียภาษีมากกว่าที่ควร เอกสารด้านรายได้ (เอกสารขาย) เอกสารกลุ่มนี้ยืนยันว่ากิจการมีรายได้เกิดขึ้น ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ตัวอย่างเช่น กิจการที่มียอดขาย 500,000 บาทต่อเดือน อาจมีใบกำกับภาษีขายเดือนละ 50-100 ฉบับ ซึ่งต้องเก็บทุกฉบับ สำหรับกิจการที่ขายสินค้าออนไลน์ ควรพิมพ์หรือบันทึกข้อมูลคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มไว้ด้วย เพราะหากแพลตฟอร์มปิดระบบหรือลบข้อมูล จะไม่สามารถย้อนกลับไปดูได้ เอกสารด้านค่าใช้จ่าย (เอกสารซื้อ) เอกสารกลุ่มนี้แสดงการใช้จ่ายของกิจการ ได้แก่ กิจการต้องเก็บเอกสารเหล่านี้ตามลำดับวันที่ เพราะใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายและเครดิตภาษีซื้อ รายการเดินบัญชี (Bank Statement) รายการเดินบัญชีธนาคารเป็นเอกสารสำคัญที่แสดงการรับเงินและจ่ายเงินของกิจการ ช่วยให้นักบัญชีกระทบยอดได้ถูกต้อง หากกิจการมีบัญชีธนาคารหลายบัญชี ต้องเตรียมรายการเดินบัญชีของทุกธนาคารให้ครบ ปัจจุบันสามารถดาวน์โหลด Statement ออนไลน์จากแอปธนาคารได้โดยไม่ต้องไปขอที่สาขา เอกสารเงินเดือนและประกันสังคม กิจการที่มีพนักงานต้องจัดเก็บเอกสารต่อไปนี้ เอกสารเหล่านี้ยืนยันว่ากิจการนำส่งภาษีและประกันสังคมถูกต้อง นอกจากนี้ เมื่อสิ้นปีกิจการต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้พนักงานทุกคน เพื่อใช้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กิจการควรเก็บสำเนาเอกสารเหล่านี้ไว้ด้วย เอกสารภาษี เอกสารภาษีที่ต้องจัดเก็บประกอบด้วย เอกสารเหล่านี้ต้องเก็บรักษาตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในหัวข้อถัดไป ข้อควรระวังคือ แบบแสดงรายการภาษีที่ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ควรบันทึกหลักฐานการยื่นไว้ด้วย เช่น หน้าจอยืนยัน หมายเลขอ้างอิง และใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ตามกฎหมาย คำถามที่ผู้ประกอบการถามบ่อยที่สุดคือ เอกสารบัญชีเก็บกี่ปีถึงจะทำลายได้ กฎหมายหลักที่กำหนดเรื่องนี้มี 2 ฉบับ กฎหมายบัญชี กำหนดเก็บไม่น้อยกว่า 5 ปี พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ประกอบการเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจขยายระยะเวลาให้เกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปีได้  ประมวลรัษฎากร เก็บเอกสารภาษี 5 ปี ประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 กำหนดให้เก็บเอกสารภาษี เช่น รายงานภาษีซื้อ-ขาย ใบกำกับภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อธิบดีกรมสรรพากรสามารถสั่งขยายได้แต่ไม่เกิน 7 ปี ทำไมแนะนำเก็บ 10 ปี แม้กฎหมายกำหนดขั้นต่ำ 5 ปี แต่ในทางปฏิบัติแนะนำให้เก็บเอกสารทางบัญชีไว้ 10 ปี เพราะหน่วยงานรัฐมีอำนาจเรียกตรวจสอบหรือประเมินภาษีย้อนหลังได้สูงสุด 10 ปี ตามอายุความทั่วไปใน ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งใช้เมื่อประมวลรัษฎากรไม่ได้กำหนดอายุความไว้เฉพาะ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการมีผลขาดทุนสะสมยกมา หรืออยู่ระหว่างข้อพิพาททางภาษี การมีเอกสารครบช่วยให้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที  ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามา 8 ปี ถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังในปีที่ 7 แต่เพราะเก็บเอกสารไว้ครบ จึงสามารถแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายและภาษีซื้อได้ทั้งหมด หากทำลายเอกสารไปตั้งแต่ปีที่ 6 อาจต้องเสียภาษีเพิ่มหลายแสนบาทเพราะพิสูจน์ไม่ได้ จัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างไรให้เป็นระบบ การจัดเก็บเอกสารที่ดีไม่ใช่แค่เก็บให้ครบ แต่ต้องค้นหาได้ง่ายเมื่อต้องใช้งาน กิจการ SME ขนาดเล็กที่มีรายการค้าเดือนละ 30-50 รายการ อาจมีเอกสารบัญชีปีละ 500-1,000 แผ่น หากไม่มีระบบจัดเก็บที่ดี การค้นหาเอกสารเพียง 1 ฉบับอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จัดแฟ้มเอกสารตามหมวดหมู่ วิธีที่ง่ายและเป็นระบบที่สุดคือแบ่งแฟ้มตามประเภทเอกสาร ตัวอย่างเช่น ภายในแต่ละแฟ้มให้เรียงตามลำดับวันที่ เพื่อให้ค้นหาง่ายเมื่อถูกตรวจสอบ เทคนิคเพิ่มเติมคือ ตั้งชื่อแฟ้มให้ระบุเดือนและปีชัดเจน เช่น “เอกสารซื้อ-มกราคม 2569” เมื่อครบปีให้ย้ายแฟ้มทั้งปีไปเก็บรวมกันในกล่องที่ระบุปีบัญชี พร้อมเขียนรายการประเภทเอกสารไว้หน้ากล่อง วิธีนี้ช่วยให้สามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้ภายในไม่กี่นาที สำหรับเทคนิคเลือกตู้เอกสารและชั้นวางที่เหมาะสมกับปริมาณเอกสาร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ บทความจัดระเบียบเอกสารบัญชี จาก Officemate เก็บเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ปัจจุบันกรมสรรพากรอนุญาตให้จัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อ คือ ข้อมูลต้องเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้ ต้องเก็บในรูปแบบเดียวกับที่สร้างหรือส่ง และต้องเก็บข้อมูลที่ระบุต้นทางและปลายทางรวมถึงวันเวลาได้ อย่างไรก็ตาม การสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ดิจิทัล ยังไม่สามารถทำลายต้นฉบับกระดาษได้ทันที ยกเว้นจะใช้ระบบที่ได้รับการรับรองตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.การบัญชี ดังนั้นแนะนำให้เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและต้นฉบับกระดาษควบคู่กันไป จนกว่าจะครบระยะเวลาที่กำหนด โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้การจัดเก็บเอกสารเป็นระบบมากขึ้น เพราะเอกสารทางบัญชีถูกบันทึกและจัดเก็บในระบบคลาวด์อัตโนมัติ ค้นหาง่าย และเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา ครบกำหนดแล้วทำลายเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง เมื่อเก็บเอกสารครบตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว กิจการสามารถทำลายเอกสารได้ แต่ควรทำอย่างเป็นระบบ เพราะหากทำลายเอกสารโดยไม่มีหลักฐาน อาจเกิดปัญหาภายหลังหากถูกเรียกตรวจสอบ ข้อควรระวังคือ หากกิจการอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบภาษี หรือมีข้อพิพาททางกฎหมาย ห้ามทำลายเอกสารที่เกี่ยวข้องแม้จะครบกำหนดแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ควรเก็บรายงานการทำลายเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เพราะรายงานนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่ากิจการได้ทำลายเอกสารตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กรณีที่มีเอกสารจำนวนมาก เช่น กล่องเอกสาร 20-30 กล่อง อาจพิจารณาใช้บริการบริษัทรับทำลายเอกสารที่มีใบรับรองการทำลาย สรุป: เอกสารบัญชี จัดการให้ครบจบในที่เดียว เอกสารบัญชีมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่เอกสารขาย เอกสารซื้อ รายการเดินบัญชีธนาคาร ไปจนถึงเอกสารภาษีและเงินเดือน ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี แต่แนะนำเก็บ 10 ปีเพื่อความปลอดภัย การจัดเก็บที่ดีต้องแยกหมวดหมู่ชัดเจนและเรียงตามวันที่ เมื่อครบกำหนดสามารถทำลายได้แต่ต้องมีบันทึกเป็นหลักฐาน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือ ตรวจสอบว่าเอกสารบัญชีของกิจการครบถ้วนหรือไม่ จัดหมวดหมู่แฟ้มให้เป็นระบบ และกำหนดตารางทบทวนเอกสารเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบได้อย่างมาก จัดการบัญชีธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่วันแรกด้วย PEAK PEAK คือ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจออกเอกสาร บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และดูรายงานการเงินได้จากทุกที่ ไม่ต้องมีความรู้บัญชีก็ใช้งานได้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อป เฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และ อุปกรณ์สำนักงาน คุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวก มีบริการส่งฟรี*ถึงที่ พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเอกสารบัญชี เอกสารบัญชีหายต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีสูญหาย กิจการต้องรีบขอสำเนาจากคู่ค้าหรือธนาคาร พร้อมจัดทำบันทึกภายในระบุว่าเอกสารใดหาย เมื่อใด และจัดการอย่างไร สำหรับ ใบกำกับภาษี ที่สูญหาย สามารถขอสำเนาจากผู้ออกได้ โดยให้ผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง ทั้งนี้ ควรแจ้งนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลให้ทราบทันที เพื่อแก้ไขในงบการเงินได้อย่างถูกต้อง ไม่มีใบเสร็จจากผู้ขาย ลงบัญชีได้ไหม ลงบัญชีได้ แต่ต้องจัดทำเอกสารทดแทนให้ถูกต้อง ขั้นตอนคือ ให้ผู้รับเงินเซ็นรับเงินบนใบสำคัญจ่ายหรือใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน จากนั้นแนบสลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายเงินประกอบ ข้อสำคัญคือต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้รับเงินให้ครบ มิฉะนั้นอาจไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ เก็บเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้หรือไม่ ได้ แต่ต้องเลือก format ไฟล์ที่เหมาะสม ไฟล์ PDF เป็นรูปแบบที่แนะนำมากที่สุดเพราะแก้ไขเนื้อหาได้ยาก มีความน่าเชื่อถือสูง ควรตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมาย เช่น “ใบกำกับภาษี-0001-มกราคม-2569.pdf” และจัดเก็บในโฟลเดอร์แยกตามเดือนและปี ส่วนเอกสารที่สร้างจากระบบดิจิทัลตั้งแต่แรก เช่น e-Tax Invoice สามารถเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ ไม่เก็บเอกสารบัญชีมีโทษอะไร ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ไม่จัดเก็บเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท (พ.ร.บ.การบัญชี 2543 มาตรา 29) นอกจากโทษปรับแล้ว ผลกระทบที่หนักกว่าคือกิจการอาจสูญเสียสิทธิในการหักภาษีซื้อและค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

11 min

ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร วิธีทำ และกฎหมายที่ SME ต้องรู้

ส่งเอกสารให้ลูกค้าเซ็นแต่ต้องรอปริ้นท์ ส่งไปรษณีย์ แล้วสแกนกลับ — ปัญหานี้หมดไปถ้าใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ e-signature คืออะไร มีกี่ระดับตามกฎหมายไทย ใช้กับเอกสารภาษีได้หรือไม่ ไปจนถึงวิธีทำฟรีแบบ step-by-step ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) คืออะไร? ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ คือ ตัวอักษร สัญลักษณ์ เสียง หรือกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ที่แนบหรือเชื่อมโยงกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อระบุตัวตนของผู้ลงลายมือชื่อและแสดงว่าผู้นั้นยอมรับข้อความในเอกสาร (ตามนิยามใน พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544) พูดง่าย ๆ คือทุกวิธีที่แสดงเจตนายอมรับเอกสารโดยไม่ต้องเซ็นบนกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ชื่อ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ กดยอมรับในระบบ หรือใช้ใบรับรองดิจิทัล ล้วนเป็น e-signature ทั้งสิ้น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ vs ลายเซ็นดิจิทัล vs ลายมือชื่อจริง ต่างกันอย่างไร? หลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน เปรียบเทียบ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) ลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) ลายมือชื่อจริง (Wet Signature) รูปแบบ พิมพ์ชื่อ วาดบนหน้าจอ กดยอมรับ ใช้ใบรับรองดิจิทัล (Certificate) เข้ารหัส เซ็นด้วยปากกาบนกระดาษ ความปลอดภัย ขึ้นอยู่กับวิธีที่ใช้ สูงมาก ตรวจสอบการแก้ไขได้ ปลอมแปลงได้ง่ายกว่า ผลทางกฎหมาย มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ มีผลตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ (ระดับสูงสุด) มีผลตามกฎหมายทั่วไป เหมาะกับ เอกสารธุรกิจทั่วไป สัญญาภายใน เอกสารที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เอกสารที่กฎหมายบังคับ เช่น โฉนด ลายเซ็นดิจิทัล คือ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ “ประเภทหนึ่ง” ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสเพิ่มความปลอดภัย จึงเป็น subset ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน 3 ระดับของลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายไทย (ETDA) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แบ่งลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์เป็น 3 ระดับ ตามความน่าเชื่อถือ ระดับ วิธีการ ตัวอย่างการใช้งาน ความน่าเชื่อถือ ระดับ 1 — ทั่วไป พิมพ์ชื่อ กดยอมรับ วาดลายเซ็นบนหน้าจอ ยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการ สัญญาภายในบริษัท พื้นฐาน ระดับ 2 — เชื่อถือได้ ใช้ระบบยืนยันตัวตน เช่น OTP, e-KYC ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน สัญญาจ้าง กลาง ระดับ 3 — เชื่อถือได้สูง ใช้ใบรับรองดิจิทัลจากผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต (CA) e-Tax Invoice, เอกสารยื่นหน่วยงานรัฐ สูงสุด SME ส่วนใหญ่ใช้ระดับ 1–2 ก็เพียงพอสำหรับเอกสารธุรกิจทั่วไป ส่วนระดับ 3 จำเป็นเฉพาะเอกสารที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐหรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง กฎหมายลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ใช้แทนเซ็นจริงได้หรือไม่? คำตอบสั้นคือ ได้ในเกือบทุกกรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (แก้ไขเพิ่มเติม 2562) กำหนดว่าลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายมือชื่อบนกระดาษ ไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ ข้อยกเว้นที่ยังใช้ไม่ได้ เช่น เอกสารที่กฎหมายเฉพาะบังคับให้ทำเป็นกระดาษ (โฉนดที่ดิน, พินัยกรรม, ตั๋วเงินบางประเภท) เอกสารบัญชีและภาษีที่ใช้ e-signature ได้ เจ้าของธุรกิจมักสงสัยว่าเอกสารภาษีใช้ e-signature ได้จริงหรือเปล่า สรุปให้ดังนี้ เอกสาร ใช้ e-signature ได้? หมายเหตุ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ได้ กฎหมายกำหนดให้มีลายเซ็น ไม่จำกัดรูปแบบ ใบกำกับภาษี / e-Tax Invoice ได้ ต้องใช้ระดับ 3 (ใบรับรองดิจิทัล) สำหรับ e-Tax Invoice ใบเสร็จรับเงิน / ใบแจ้งหนี้ ได้ ระดับ 1–2 เพียงพอ e-Withholding Tax ไม่ต้องเซ็นเลย ระบบ e-WHT ให้ธนาคารหักและนำส่งอัตโนมัติ แบบ ภ.ง.ด. ยื่นออนไลน์ ใช้ระบบ e-Filing ลงนามผ่าน Digital ID ของกรมสรรพากร สัญญาจ้างงาน / สัญญาการค้า ได้ ระดับ 2 ขึ้นไปแนะนำ วิธีทำลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ ฟรี ทำได้เลยตอนนี้ สำหรับ SME ที่ต้องการเริ่มใช้ e-signature ทำได้หลายวิธี เรียงจากง่ายสุดไปยาก เคล็ดลับ: ไฟล์ลายเซ็นควรเป็น PNG พื้นหลังโปร่งใส ขนาด 300×150 พิกเซลขึ้นไป เพื่อให้คมชัดเมื่อแทรกในเอกสาร ข้อควรระวังเมื่อใช้ e-signature ในเอกสารธุรกิจ สรุป e-signature มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าลายเซ็นจริงตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ควรลงมือทำต่อจากนี้ มีดังนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่รองรับ e-signature ในเอกสารบัญชีและภาษี ออกใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายพร้อมลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ได้ครบจบในระบบเดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ (FAQ) e-signature ใช้ในศาลเป็นหลักฐานได้ไหม? ได้ ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ศาลไม่สามารถปฏิเสธว่าเอกสารไม่สมบูรณ์เพียงเพราะเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่น้ำหนักหลักฐานขึ้นกับระดับที่ใช้ ระดับ 3 ที่มีใบรับรองดิจิทัลจะมีน้ำหนักสูงสุด ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีค่าใช้จ่ายไหม? ระดับ 1 (วาด/พิมพ์ชื่อ) ทำฟรีได้ทันที ระดับ 2–3 มีค่าใช้จ่ายขึ้นกับผู้ให้บริการ เช่น บริการ CA (Certificate Authority) ของไทยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี ต่างชาติเซ็น e-signature ในเอกสารไทยได้ไหม? ได้ พ.ร.บ.ธุรกรรมฯ ไม่จำกัดสัญชาติของผู้เซ็น ขอให้สามารถยืนยันตัวตนได้และทั้งสองฝ่ายตกลงยอมรับรูปแบบการเซ็น ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ มีอายุหมดไหม? ตัวลายเซ็นไม่มีวันหมดอายุ แต่ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificate) ที่ใช้ในระดับ 3 มีอายุตามที่ผู้ออกกำหนด ต้องต่ออายุก่อนหมด มิฉะนั้นเอกสารที่เซ็นหลังจากนั้นอาจไม่ผ่านการตรวจสอบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก

14 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

ฟรีแลนซ์ ยื่นภาษียังไง สรุปครบ คำนวณภาษี หักค่าใช้จ่าย ลดหย่อน

YouTuber, TikToker, Influencer หรือ Streamer ที่มีรายได้จาก platform ออนไลน์ ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกปี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นค่า Ad Revenue, เงิน Sponsorship หรือรายได้จาก Affiliate ล้วนต้องนำมาคำนวณภาษีทั้งหมด บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่ฟรีแลนซ์และ Content Creator ต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทเงินได้ วิธีคำนวณภาษี ไปจนถึงขั้นตอนยื่นภาษีออนไลน์ พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่ใช้ได้ทันที Content Creator ต้องเสียภาษีไหม? ต้องเสียภาษี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ฟรีแลนซ์หรือ Content Creator แม้จะไม่ได้จดทะเบียนบริษัท รายได้ที่ได้รับก็ถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ที่ต้องนำมายื่นภาษี รายได้เท่าไรถึงต้องยื่นภาษี เกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องยื่นแบบภาษี ขึ้นอยู่กับสถานะและประเภทเงินได้ สถานะ ประเภทเงินได้ เกณฑ์รายได้ต่อปี คนโสด เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 120,000 บาท คนโสด รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 60,000 บาท มีคู่สมรส เงินเดือนอย่างเดียว (40(1)) เกิน 220,000 บาท มีคู่สมรส รายได้ประเภทอื่น (40(2)-(8)) เกิน 120,000 บาท (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) Content Creator ส่วนใหญ่มีรายได้จากหลายทาง จึงจัดเป็นเงินได้ประเภท 40(2) หรือ 40(8) ซึ่งเกณฑ์ต่ำมาก คนโสดแค่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี (เฉลี่ย 5,000 บาทต่อเดือน) ก็ต้องยื่นแบบแล้ว รายได้ Content Creator จัดเป็นเงินได้ประเภทไหน? 40(2) vs 40(8) รายได้ของ Content Creator อาจจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 (มาตรา 40(2)) หรือประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8)) ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานและแหล่งรายได้ การจัดประเภทให้ถูกต้องสำคัญมาก เพราะกระทบ “อัตราหักค่าใช้จ่าย” โดยตรง รายได้จาก YouTube, TikTok, Instagram เป็นเงินได้ประเภทไหน รายได้จาก Ad Revenue ที่ platform จ่ายให้โดยตรง (เช่น YouTube AdSense, TikTok Creator Fund) มักถูกตีความเป็น เงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานให้ โดย Creator สร้าง content แล้ว platform จ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน อย่างไรก็ตาม บาง Creator อาจตีความว่าเป็น 40(8) ได้เช่นกัน หากทำในรูปแบบธุรกิจที่ลงทุนอุปกรณ์และจ้างทีมงาน แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดประเภทให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานจริง รายได้จาก Sponsorship, Affiliate, ขายสินค้า รายได้ที่ได้รับจากการทำธุรกิจในชื่อตัวเอง เช่น ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือรายได้จาก Affiliate จัดเป็น เงินได้ 40(8) ซึ่งเป็นรายได้จากการประกอบธุรกิจ ส่วนรายได้จาก Sponsorship (แบรนด์จ้างรีวิว) ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญา ถ้าแบรนด์จ้างทำงานชิ้นเดียว อาจเป็น 40(2) แต่ถ้า Creator รับงานหลายแบรนด์ในเชิงธุรกิจ อาจจัดเป็น 40(8) ได้ สรุปตาราง: ประเภทรายได้ Content Creator แหล่งรายได้ ประเภทเงินได้ หักค่าใช้จ่ายเหมา YouTube AdSense / TikTok Creator Fund 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท แบรนด์จ้างรีวิว (Sponsorship) 40(2) หรือ 40(8) 50% ไม่เกิน 100,000 บาท หรือ 60% ตามประเภทธุรกิจ Affiliate Commission 40(8) 60% หรือตามจริง ขายสินค้าออนไลน์ (Merch, สินค้าตัวเอง) 40(8) 60% หรือตามจริง Donation / Super Chat / สติกเกอร์ 40(8) 60% หรือตามจริง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — อัตราหักค่าใช้จ่ายตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11) สิ่งสำคัญ: ถ้ามีรายได้หลายประเภทในปีเดียวกัน ต้องแยกคำนวณค่าใช้จ่ายตามประเภทเงินได้แต่ละตัว ไม่ใช่รวมทั้งหมดแล้วหักทีเดียว วิธีคำนวณภาษีเงินได้สำหรับ Content Creator ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณจาก “เงินได้สุทธิ” ซึ่งก็คือรายได้ทั้งปีหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จากนั้นนำไปเทียบกับอัตราภาษีแบบขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 150,001 – 300,000 5% 300,001 – 500,000 10% 500,001 – 750,000 15% 750,001 – 1,000,000 20% 1,000,001 – 2,000,000 25% 2,000,001 – 5,000,000 30% 5,000,001 ขึ้นไป 35% ตัวอย่าง: YouTuber รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน สมมุติ Content Creator (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จาก YouTube AdSense เดือนละ 50,000 บาท จัดเป็นเงินได้ 40(2) ทั้งหมด ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 50,000 × 12 เดือน 600,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว — 60,000 บาท หักประกันสังคม (สมมุติ) — 9,000 บาท เงินได้สุทธิ 600,000 – 100,000 – 60,000 – 9,000 431,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้นเงินได้สุทธิ คำนวณ ภาษี 0 – 150,000 ยกเว้น 0 บาท 150,001 – 300,000 150,000 × 5% 7,500 บาท 300,001 – 431,000 131,000 × 10% 13,100 บาท รวมภาษีทั้งปี 20,600 บาท Creator คนนี้มีรายได้ปีละ 600,000 บาท เสียภาษีประมาณ 20,600 บาท คิดเป็นราว 3.4% ของรายได้ ถ้ามีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม (เช่น ประกันชีวิต, กองทุน SSF/RMF) ภาษีจะลดลงอีก หักค่าใช้จ่ายจริง vs เหมาจ่าย อะไรคุ้มกว่า ค่าใช้จ่ายเหมา 40(2) หักได้แค่ 50% ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งถ้ารายได้สูง จำนวนที่หักได้อาจน้อยกว่าค่าใช้จ่ายจริง Creator ที่ลงทุนซื้อกล้อง คอมพิวเตอร์ ไมค์ ค่าเช่าสตูดิโอ หรือจ้างตัดต่อ อาจได้ประโยชน์จากการหักค่าใช้จ่ายตามจริงมากกว่า แต่ต้องเก็บหลักฐานทุกรายการ ทั้งใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และบันทึกรายจ่ายให้ครบถ้วน หัก ณ ที่จ่ายที่ Content Creator ต้องรู้ เมื่อ Creator ทำงานกับแบรนด์หรือ Agency ผู้จ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ โดยอัตราที่พบบ่อยคือ ประเภทงาน อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง รับจ้างรีวิวสินค้า (40(2)) 3% จ้างรีวิว 30,000 บาท หัก 900 บาท รับจริง 29,100 บาท จ้างผ่าน Agency (นิติบุคคล) 3% หรือ 5% ขึ้นกับสัญญา ขึ้นอยู่กับว่า Creator ทำสัญญากับ Agency รูปแบบไหน ข้อสำคัญ: เงินที่ถูกหักไปไม่ได้หายไป ผู้จ้างจะออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ เก็บไว้เป็นหลักฐานตอนยื่นภาษีเพื่อนำมาเครดิตภาษีคืนได้ ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ วิธียื่นภาษีออนไลน์สำหรับ Content Creator Content Creator ที่มีรายได้หลายประเภท ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ไม่ใช่ ภ.ง.ด.91 ที่ใช้สำหรับคนมีเงินเดือนอย่างเดียว ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร มีดังนี้ กำหนดยื่น ภ.ง.ด.90 คือภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป แต่ถ้ายื่นผ่าน e-Filing มักได้ขยายเวลาเพิ่มประมาณ 8 วัน (ตรวจสอบกำหนดแต่ละปีที่ efiling.rd.go.th) ค่าลดหย่อนที่ Content Creator ใช้ได้ ค่าลดหย่อนช่วยลดเงินได้สุทธิก่อนคำนวณภาษี ยิ่งลดหย่อนมาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนที่ Creator ใช้ได้บ่อยที่สุดคือ หมายเหตุ: SSF + RMF + กองทุนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องรวมกันต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี รายละเอียดเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เอกสารที่ต้องเตรียมและวิธีจัดการรายได้จาก platform Creator ที่ไม่เคยจัดระบบเอกสารมาก่อน มักลำบากตอนยื่นภาษี เอกสารที่ควรเตรียมไว้ตลอดปี ได้แก่ เคล็ดลับ: สร้างโฟลเดอร์แยกตามเดือน เก็บทั้งไฟล์ดิจิทัลและภาพถ่ายเอกสาร ตอนปลายปีจะได้ไม่ต้องไล่หาย้อนหลัง หรือใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น เมื่อไรต้องจด VAT และเมื่อไรควรเปิดนิติบุคคล ถ้ารายได้จากธุรกิจ Content Creator ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สำหรับ Creator ที่รายได้โตเร็ว การเปิดบริษัทจำกัด (นิติบุคคล) อาจช่วยประหยัดภาษีได้ เพราะ ข้อแนะนำคือ เมื่อรายได้เริ่มถึง 1 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป ลองปรึกษานักบัญชีเพื่อเปรียบเทียบว่าการเปิดนิติบุคคลคุ้มกว่าการเป็นบุคคลธรรมดาหรือไม่ สรุป: Content Creator เสียภาษียังไงไม่ให้โดนย้อนหลัง สิ่งที่ต้องทำเพื่อจัดการภาษีให้เรียบร้อย จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ Content Creator และฟรีแลนซ์บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษีได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดอยู่บนระบบ Cloud ใช้งานได้ทุกที่ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษี Content Creator Content Creator ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 หรือ 91? ต้องยื่นแบบ 90 ตามที่อธิบายในหัวข้อ “วิธียื่นภาษีออนไลน์” ด้านบน เพราะรายได้จากการทำ Content ไม่ใช่เงินเดือนจากนายจ้างรายเดียว แบบ 91 ใช้เฉพาะคนที่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว (เงินได้ 40(1)) เท่านั้น รายได้จากต่างประเทศ เช่น YouTube หรือ TikTok ต้องเสียภาษีไทยไหม? ต้องเสียภาษี ถ้าเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (อาศัยอยู่ในไทยรวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปในปีภาษีนั้น) รายได้ที่ได้รับจาก Google หรือ TikTok แม้จะเป็นบริษัทต่างประเทศ แต่ถ้านำเงินเข้ามาในไทยในปีเดียวกับที่ได้รับ ต้องนำมายื่นภาษีด้วย ถ้าไม่เคยยื่นภาษีมาก่อน ทำยังไง? สามารถยื่นภาษีย้อนหลังได้ โดยติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ หรือยื่นผ่านระบบ e-Filing ย้อนหลังได้บางปี การยื่นย้อนหลังด้วยตัวเองดีกว่าถูกเรียกตรวจสอบ เพราะถ้าถูกเรียกอาจมีค่าปรับและเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น เงินได้ 40(2) ยื่นแบบอะไร? ยื่นแบบ 90 เช่นเดียวกับ Content Creator ทั่วไป เพราะเงินได้ 40(2) คือรายได้จากรับจ้างทำงานที่ไม่ใช่เงินเดือนประจำ ไม่เข้าเงื่อนไขของแบบ 91 ที่ใช้เฉพาะเงินเดือนอย่างเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

Revenue คืออะไร สรุปรายได้ทางบัญชีที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

ตัวเลขรายได้เป็นสิ่งแรกที่นักลงทุนและธนาคารมองเมื่อประเมินธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการหลายคนยังสับสนระหว่าง revenue กับ profit จนมองภาพการเงินผิดไป บทความนี้อธิบายทุกมุมของ revenue ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงวิธีบันทึกตามมาตรฐานบัญชี พร้อมตัวอย่างที่ SME ไทยใช้ได้จริง Revenue คืออะไร? Revenue (รายได้) คือ เงินที่กิจการได้รับจากกิจกรรมหลักของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ยอดขายสินค้าหรือค่าบริการ โดยยังไม่ได้หักต้นทุนและค่าใช้จ่ายออก ถ้าเปรียบเป็นน้ำในถัง revenue คือปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลเข้ามา ยังไม่ได้เปิดก๊อกออก ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายได้ 500,000 บาทในเดือนนี้ ตัวเลขนี้คือ revenue ส่วนเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ถึงจะเป็น “กำไร” Revenue, Income, Profit ต่างกันยังไง? หลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้ คำ ความหมาย ตัวอย่าง (ร้านขายเสื้อผ้า) Revenue (รายได้) เงินที่ได้จากการขาย/บริการ ก่อนหักอะไรทั้งสิ้น ยอดขาย 500,000 บาท Income (รายได้สุทธิ) เงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน แต่ยังไม่หักภาษี 500,000 – 350,000 = 150,000 บาท Profit (กำไรสุทธิ) เงินที่เหลือจริง ๆ หลังหักทุกอย่างรวมภาษี 150,000 – 30,000 = 120,000 บาท Revenue จึงเป็นตัวเลขที่ใหญ่ที่สุดเสมอ ส่วน profit คือเงินที่เหลือจริงในกระเป๋า ประเภทของ Revenue Revenue แบ่งได้ 2 ประเภทหลักตามแหล่งที่มา รายได้จากการดำเนินงาน Operating Revenue คือ รายได้ที่เกิดจากกิจกรรมหลักของธุรกิจโดยตรง รายได้ประเภทนี้เป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจหลักทำเงินได้ดีแค่ไหน ตัวอย่างตามประเภทธุรกิจ เมื่อนักลงทุนหรือธนาคารขอดูงบ พวกเขาจะดู Operating Revenue เป็นลำดับแรก เพราะบอกได้ว่ากิจการยืนด้วยตัวเองได้หรือไม่ บางกรณีธนาคารอาจขอหนังสือรับรองรายได้เพิ่มเติมด้วย รายได้อื่น (Non-Operating) Non-Operating Revenue คือ รายได้ที่ไม่ได้มาจากธุรกิจหลัก เช่น ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร กำไรจากการขายทรัพย์สินเก่า หรือรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ ทั้งนี้ถ้ารายได้ทุกทางรวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กิจการต้องจด VAT รายได้เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ จึงไม่ควรนำมาเป็นฐานวางแผนธุรกิจระยะยาว ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ขายรถตู้เก่าได้ 200,000 บาท ยอดนี้เป็นรายได้อื่น ไม่ควรนับรวมว่าเป็นผลประกอบการจากการขายสินค้า Gross Revenue vs Net Revenue ยอดขายที่เห็นในใบแจ้งหนี้อาจไม่ใช่ตัวเลขจริงที่นำไปใช้วิเคราะห์ธุรกิจ เพราะยังไม่ได้หักส่วนลดและสินค้าคืน จึงต้องแยกระหว่าง Gross กับ Net ให้ชัด Gross Revenue (รายได้รวม) Net Revenue (รายได้สุทธิ) คำนวณจาก ยอดขายทั้งหมดตามใบแจ้งหนี้ ยอดขาย หักส่วนลด สินค้าคืน และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ใช้ทำอะไร ดูภาพรวมยอดขาย ใช้คำนวณกำไรขาดทุนจริง ปรากฏในงบ ไม่ปรากฏตรง ๆ แสดงเป็นบรรทัด “รายได้” ในงบกำไรขาดทุน สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่าง สูตรพื้นฐาน Net Revenue = Gross Revenue – ส่วนลด – สินค้าคืน – ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าออนไลน์เดือนกรกฎาคม 2026 รายการ จำนวนเงิน Gross Revenue (ยอดขายรวม) 800,000 บาท หัก ส่วนลดการค้า 40,000 บาท หัก สินค้ารับคืน 20,000 บาท Net Revenue (รายได้สุทธิ) 740,000 บาท ตัวเลข Net Revenue 740,000 บาทนี้เองที่จะนำไปใช้คำนวณกำไรขาดทุนต่อ เกณฑ์การรับรู้รายได้ตามมาตรฐานบัญชี Revenue Recognition คือ หลักที่กำหนดว่ากิจการจะ “บันทึก” ยอดขายเข้าบัญชีได้เมื่อไร ไม่ใช่แค่ได้เงินแล้วบันทึกทันที แต่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่มาตรฐานบัญชีกำหนด 5 เงื่อนไขตาม TFRS 15 มาตรฐานรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 15 (TFRS 15) เรื่องรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า กำหนดขั้นตอนรับรู้รายได้ไว้ 5 ขั้น (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) หลักสำคัญคือ “ส่งมอบแล้วจึงบันทึก” ไม่ใช่ “ได้เงินแล้วจึงบันทึก” รายได้รับล่วงหน้า (Unearned Revenue) Unearned Revenue หรือ Deferred Revenue คือ เงินที่ลูกค้าจ่ายมาแล้ว แต่กิจการยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าหรือบริการ ตัวอย่าง สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) รับเงินค่าบริการทำบัญชีรายปีล่วงหน้า 12,000 บาท วันที่รับเงินบันทึกเป็นหนี้สินก่อน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 12,000 — รายได้รับล่วงหน้า — 12,000 ทุกสิ้นเดือนที่ให้บริการแล้ว ทยอยบันทึกเป็นรายได้เดือนละ 1,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้รับล่วงหน้า 1,000 — รายได้จากการให้บริการ — 1,000 SME ที่ขายแพ็กเกจรายปี คอร์สเรียน หรือค่าสมาชิก ต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะถ้าบันทึกเป็นรายได้ทันทีทั้งก้อน ตัวเลขกำไรจะสูงเกินจริง รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) Accrued Revenue คือ ยอดที่กิจการทำงานเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน ตัวอย่าง บริษัท ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับจ้างออกแบบเว็บไซต์ ส่งงานเสร็จวันที่ 25 กรกฎาคม ค่าบริการ 50,000 บาท แต่ลูกค้าจะจ่ายเงินวันที่ 15 สิงหาคม ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ต้องบันทึกดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้ค้างรับ 50,000 — รายได้จากการให้บริการ — 50,000 เมื่อลูกค้าจ่ายเงินจริงในเดือนสิงหาคม จึงกลับรายการ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 50,000 — รายได้ค้างรับ — 50,000 หลักการนี้เรียกว่า “เกณฑ์คงค้าง” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำบัญชี กิจการต้องบันทึกตามช่วงเวลาที่เกิดรายการจริง ไม่ใช่ตามวันที่ได้รับเงิน วิธีบันทึกรายได้พร้อมตัวอย่าง การบันทึกยอดขายทางบัญชีใช้ระบบบัญชีคู่ (Dr/Cr) เข้ามาจัดการ กฎง่าย ๆ คือ เดบิตฝั่งที่ “ได้เงิน” หรือ “มีสิทธิ์ได้เงิน” และเครดิตฝั่ง “รายได้” ตัวอย่างด้านล่างเป็นสถานการณ์ที่ SME เจอบ่อย ตัวอย่าง: ขายสินค้า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 10,000 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%) ลูกค้าจ่ายเงินสดทันที รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 10,700 — รายได้จากการขาย — 10,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 700 ตัวอย่าง: ให้บริการ สำนักงานบัญชี ค (ชื่อสมมุติ) ทำบัญชีให้ลูกค้าเสร็จแล้ว ค่าบริการ 5,000 บาท แต่ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 5,350 — รายได้จากการให้บริการ — 5,000 ภาษีขาย (VAT 7%) — 350 เมื่อลูกค้าจ่ายเงิน จึงบันทึกดังนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 5,350 — ลูกหนี้การค้า — 5,350 Revenue สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร รายได้เป็นตัวเลขแรกที่นักลงทุน ธนาคาร และคู่ค้ามองเมื่อประเมินธุรกิจ เพราะบอกได้ว่ากิจการมีความสามารถในการหาลูกค้าและปิดการขายได้มากแค่ไหน เจ้าของกิจการควรติดตามตัวเลขรายได้อย่างน้อย 3 มุม การดูตัวเลขเหล่านี้สม่ำเสมอช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยายสินค้า ปรับราคา หรือลดต้นทุน สรุป: Revenue คือจุดเริ่มต้นของการเข้าใจสุขภาพธุรกิจ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำหลังจากอ่านบทความนี้ เริ่มจัดการรายได้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการเรื่องรายได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย Revenue กับ Profit ต่างกันยังไง? ทั้งสองคำดูคล้ายกัน แต่ต่างกันมาก รายได้คือยอดเงินที่ไหลเข้าทั้งหมด ส่วน Profit คือเงินที่เหลือจริงหลังหักต้นทุน ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และภาษีแล้ว ธุรกิจที่ยอดขายสูงไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไร ถ้าต้นทุนสูงกว่ายอดขาย ก็ยังขาดทุนได้ ดังนั้นเจ้าของกิจการควรดูทั้งสองตัวเลขควบคู่กัน Total Revenue คำนวณอย่างไร? Total Revenue คือ ยอดขายรวมทั้งหมดของทุกสินค้าหรือบริการ สูตรพื้นฐานคือ ราคาขายต่อหน่วย × จำนวนหน่วยที่ขายได้ ตัวอย่าง ร้านค้าขายสินค้าชิ้นละ 200 บาท ขายได้ 1,000 ชิ้น Total Revenue = 200 × 1,000 = 200,000 บาท ถ้ามีสินค้าหลายรายการ ให้คำนวณแต่ละรายการแล้วรวมกัน Revenue Model คืออะไร? Revenue Model คือ รูปแบบที่ธุรกิจใช้สร้างรายได้ การเลือก model ที่เหมาะช่วยให้วางแผนกระแสเงินสดได้แม่นยำ ตัวอย่าง model ที่พบบ่อยในไทย Revenue Growth วัดอย่างไร? อัตราเติบโตของรายได้วัดจากการเทียบยอดขายกับช่วงเวลาก่อนหน้า สูตร: (รายได้ปีนี้ – รายได้ปีก่อน) ÷ รายได้ปีก่อน × 100 ตัวอย่าง ปีก่อนรายได้ 1,000,000 บาท ปีนี้ 1,200,000 บาท อัตราเติบโต = (1,200,000 – 1,000,000) ÷ 1,000,000 × 100 = 20% ตัวเลขนี้เป็นบวกแสดงว่าธุรกิจเติบโต ถ้าติดลบติดต่อกันหลายไตรมาสควรวิเคราะห์สาเหตุและปรับกลยุทธ์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ภาษีบุคคลธรรมดา คำนวณยังไง อัตรา ลดหย่อน วิธียื่น ครบจบ

พนักงานเงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจที่ยังไม่ได้จดบริษัท ล้วนต้องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็น บทความนี้พาคำนวณภาษีทีละขั้น ตั้งแต่เช็คเงินได้ หักค่าลดหย่อน ไล่ตามขั้นบันไดภาษี ไปจนถึงวิธีผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 พร้อมตัวอย่างจริง 3 กรณี ให้คุณคำนวณภาษีเองได้ทันที ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือภาษีที่รัฐเก็บจากรายได้ของ “คนทั่วไป” ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ใครก็ตามที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบและเสียภาษีตามอัตราขั้นบันไดที่กฎหมายกำหนด (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ใครต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต่อไปนี้มีหน้าที่ยื่นแบบภาษี เกณฑ์นี้เป็น “เกณฑ์ยื่นแบบ” ไม่ได้หมายความว่าต้องจ่ายภาษีเสมอ เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว อาจไม่ต้องเสียภาษีก็ได้ เงินได้พึงประเมินมีกี่ประเภท กฎหมายแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ต่างกัน ประเภท ตัวอย่างรายได้ หักค่าใช้จ่าย 40(1) เงินเดือน ค่าจ้าง เงินเดือน โบนัส 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(2) รับจ้างทำงาน ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่านายหน้า 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(3) ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเขียนหนังสือ ค่าลิขสิทธิ์เพลง 50% ไม่เกิน 100,000 บาท 40(4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล ไม่ได้หัก (ดอกเบี้ย) 40(5)-(8) อื่นๆ ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย เหมา 40%-60% หรือตามจริง ถ้ามีรายได้หลายประเภท ให้แยกหักค่าใช้จ่ายตามประเภทแล้วค่อยรวมกัน อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได 2569 หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว จะได้ “เงินได้สุทธิ” ซึ่งนำไปคิดภาษีตามอัตราขั้นบันได 8 ขั้น ยิ่งเงินได้สุทธิสูง อัตราภาษีก็ยิ่งสูงขึ้น ตารางอัตราภาษีขั้นบันได เงินได้สุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น ภาษีสะสม 0 – 150,000 ยกเว้น 0 0 150,001 – 300,000 5% 7,500 7,500 300,001 – 500,000 10% 20,000 27,500 500,001 – 750,000 15% 37,500 65,000 750,001 – 1,000,000 20% 50,000 115,000 1,000,001 – 2,000,000 25% 250,000 365,000 2,000,001 – 5,000,000 30% 900,000 1,265,000 5,000,001 ขึ้นไป 35% ไม่จำกัด — (ข้อมูลจากกรมสรรพากร อัตรานี้ใช้กับปีภาษี 2569) 📊 [แทรกรูป: Infographic ตารางอัตราภาษีขั้นบันได (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] เนื้อหาภาษาไทย พื้นหลัง #2c90ed วิธีอ่านตาราง: ภาษีคิดทีละขั้น ไม่ใช่เหมาทั้งก้อน เช่น คนที่มีเงินได้สุทธิ 500,000 บาท ไม่ได้เสียภาษี 10% ทั้ง 500,000 แต่คิดแบบนี้ ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 รวม 500,000 27,500 บาท ค่าลดหย่อนภาษี 2569 มีอะไรบ้าง ค่าลดหย่อน คือสิทธิที่กฎหมายให้นำไปหักจากเงินได้ก่อนคำนวณภาษี ยิ่งใช้สิทธิมาก เงินได้สุทธิยิ่งต่ำ ภาษียิ่งน้อยลง ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว รายการ จำนวน (บาท) ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 คู่สมรส (ไม่มีรายได้) 60,000 บุตร (คนละ) 30,000 บุตรคนที่ 2 เป็นต้นไป (เกิดตั้งแต่ปี 2561) 60,000 อุปการะบิดามารดา (คนละ) 30,000 อุปการะคนพิการ/ทุพพลภาพ (คนละ) 60,000 ค่าลดหย่อนประกันและการลงทุน รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ประกันสังคม ตามที่จ่ายจริง (สูงสุด 9,000) ประกันชีวิตทั่วไป 100,000 ประกันสุขภาพ 25,000 (รวมประกันชีวิตไม่เกิน 100,000) ประกันชีวิตแบบบำนาญ 200,000 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) 15% ของเงินเดือน ไม่เกิน 500,000 กองทุน SSF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 200,000 กองทุน RMF 30% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 กองทุน ThaiESG ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 300,000 หมายเหตุ: กองทุนเพื่อการเกษียณ (PVD + SSF + RMF + ประกันบำนาญ + กบข.) รวมกันลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท ค่าลดหย่อนอื่นๆ รายการ ลดหย่อนสูงสุด (บาท) ดอกเบี้ยบ้าน 100,000 เงินบริจาคทั่วไป ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหัก เงินบริจาคเพื่อการศึกษา/กีฬา 2 เท่าของที่จ่ายจริง ไม่เกิน 10% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2569 — ตรวจสอบสิทธิลดหย่อนเพิ่มเติมตามมาตรการรัฐแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทีละขั้นตอน สูตรหลักมี 3 ขั้นตอน ตัวอย่างที่ 1: พนักงานเงินเดือน นายสมชาย (ชื่อสมมุติ) เป็นพนักงานบริษัท เงินเดือน 40,000 บาท มีประกันสังคม จ่ายประกันชีวิต 50,000 บาท/ปี และซื้อ SSF 50,000 บาท ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินเดือนทั้งปี 40,000 × 12 480,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(1) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม 750 × 12 -9,000 บาท หักประกันชีวิต -50,000 บาท หัก SSF -50,000 บาท เงินได้สุทธิ 211,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 211,000 61,000 5% 3,050 รวมภาษี 3,050 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 3,050 บาท ภาษีที่นายจ้างหัก ณ ที่จ่ายแล้ว -3,050 บาท จ่ายเพิ่ม/ขอคืน 0 บาท นายสมชายไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพราะนายจ้างหักภาษีไว้ถูกต้องแล้ว ตัวอย่างที่ 2: ฟรีแลนซ์รับจ้างอิสระ นางสาวมินตรา (ชื่อสมมุติ) เป็นกราฟิกดีไซน์เนอร์ฟรีแลนซ์ มีรายได้จากการรับจ้างออกแบบ (เงินได้ประเภทที่ 2 คือ ค่าจ้างทำงานที่ไม่ใช่พนักงานประจำ) รวมทั้งปี 800,000 บาท ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% ทุกครั้งที่รับงาน ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(2) 800,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 40(2) 50% ไม่เกิน 100,000 -100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท เงินได้สุทธิ 640,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 640,000 140,000 15% 21,000 รวมภาษี 48,500 บาท ขั้นที่ 3 — ภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม/ขอคืน รายการ จำนวนเงิน ภาษีที่คำนวณได้ 48,500 บาท ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% 800,000 × 3% = -24,000 บาท จ่ายเพิ่ม 24,500 บาท มินตราต้องจ่ายภาษีเพิ่ม 24,500 บาท ตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) สิ่งที่ช่วยลดภาษีได้อีกคือเพิ่มค่าลดหย่อน เช่น ซื้อ SSF หรือ RMF ตัวอย่างที่ 3: เจ้าของธุรกิจ SME ที่เป็นบุคคลธรรมดา นายวิชัย (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ ยังไม่ได้จดบริษัท รายได้จากการค้าขาย (เงินได้ประเภทที่ 8 คือ รายได้จากธุรกิจ ค้าขาย ร้านค้า) รวมทั้งปี 1,500,000 บาท จ่ายประกันสังคม (มาตรา 40) ปีละ 3,000 บาท นายวิชัยเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% สำหรับเงินได้ 40(8) ประเภทการค้า ขั้นที่ 1 — คำนวณเงินได้สุทธิ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 40(8) 1,500,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 1,500,000 × 60% -900,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 -3,000 บาท เงินได้สุทธิ 537,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามขั้นบันได ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 300,000 150,000 5% 7,500 300,001 – 500,000 200,000 10% 20,000 500,001 – 537,000 37,000 15% 5,550 รวมภาษี 33,050 บาท นายวิชัยยังสามารถลดภาษีได้อีก ถ้าเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงแทนเหมา (กรณีมีเอกสารค่าใช้จ่ายครบ) หรือพิจารณาจดนิติบุคคลเพื่อใช้อัตราภาษีนิติบุคคลที่อาจประหยัดกว่า การผ่อนจ่ายภาษีงวดที่ 2 คืออะไร หลายคนไม่รู้ว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถ “แบ่งจ่าย 2 งวด” ได้ โดยงวดที่ 2 คือการยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 (แบบยื่นภาษีครึ่งปีแรก สำหรับรายได้เดือน ม.ค. – มิ.ย.) ซึ่งเป็นการจ่ายภาษีล่วงหน้า แล้วนำไปหักออกจากภาษีทั้งปีตอนยื่น ภ.ง.ด.90 ตอนต้นปีถัดไป ใครต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ผู้ที่มีเงินได้ ประเภทที่ 5-8 (ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา ค้าขาย) ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. – มิ.ย.) ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายในเดือนกันยายนของปีนั้น พนักงานเงินเดือนที่มีรายได้แค่เงินเดือน (ประเภท 40(1) อย่างเดียว) ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กำหนดเวลายื่นภาษีบุคคลธรรมดา แบบ ยื่นเมื่อ สำหรับเงินได้ ยื่นออนไลน์ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) ก.ค. – ก.ย. ของปีนั้น ม.ค. – มิ.ย. เฉพาะ 40(5)-(8) ขยายถึง ต.ค. ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. ทุกประเภท ขยายถึง เม.ย. ภ.ง.ด.91 (เงินเดือนอย่างเดียว) ม.ค. – มี.ค. ปีถัดไป ม.ค. – ธ.ค. เฉพาะ 40(1) ขยายถึง เม.ย. (ข้อมูลจากกรมสรรพากร — วันขยายเวลายื่นออนไลน์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศแต่ละปี) วิธีคำนวณภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณเหมือนกับภาษีทั้งปี แต่ใช้เฉพาะรายได้ครึ่งปีแรก สมมุติว่านายวิชัย (จากตัวอย่างที่ 3) มีรายได้จากร้านค้าออนไลน์ครึ่งปีแรก 700,000 บาท คำนวณภาษีครึ่งปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ครึ่งปี 40(8) 700,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% 700,000 × 60% -420,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว (ใช้เต็มจำนวน) -60,000 บาท หักประกันสังคม ม.40 (6 เดือน) 3,000 ÷ 2 -1,500 บาท เงินได้สุทธิ 218,500 บาท ขั้น เงินได้ อัตรา ภาษี 0 – 150,000 150,000 ยกเว้น 0 150,001 – 218,500 68,500 5% 3,425 ภาษีครึ่งปี 3,425 บาท นายวิชัยจ่ายภาษี 3,425 บาท ตอนยื่น ภ.ง.ด.94 แล้วตอนสิ้นปียื่น ภ.ง.ด.90 ก็นำ 3,425 บาท ไปหักออกจากภาษีทั้งปี ทำให้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ทีเดียว ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออนไลน์ได้อย่างไร การยื่นผ่าน e-Filing ของกรมสรรพากร ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขั้นตอนมีดังนี้ การยื่นออนไลน์มักได้ขยายเวลาเพิ่มอีก 8 วัน ทำให้ไม่ต้องรีบลุ้นวันสุดท้าย สรุป: คำนวณภาษีบุคคลธรรมดา 3 ขั้นตอนจบ ถ้ามีรายได้หลายทาง อย่าลืมยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี จะได้ไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ตอนสิ้นปี จัดการภาษีให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารหัก ณ ที่จ่าย และสรุปรายงานภาษีให้อัตโนมัติ ลดงานคำนวณภาษีให้ SME และฟรีแลนซ์จัดการได้เองโดยไม่ต้องเป็นนักบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดา เงินได้ไม่ถึงเกณฑ์ ต้องยื่นภาษีไหม ถ้ามีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ (เช่น เงินเดือนไม่ถึง 120,000/ปี) กฎหมายไม่บังคับให้ยื่น แต่ถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ควรยื่นเพื่อขอเงินคืน ฟรีแลนซ์ถูกหัก 3% ไปแล้ว ต้องจ่ายภาษีเพิ่มอีกไหม ขึ้นอยู่กับรายได้ทั้งปี ถ้าคำนวณภาษีจริงแล้วน้อยกว่าที่ถูกหักไป ก็ขอคืนได้ แต่ถ้าภาษีจริงมากกว่า ต้องจ่ายเพิ่ม ยื่นภาษีล่าช้ามีโทษอะไร ยื่นแบบเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) SME รายได้เยอะ ควรจดบริษัทดีไหม ถ้าเงินได้สุทธิเกิน 750,000 บาท/ปี (เข้าขั้น 20% ขึ้นไป) ควรพิจารณาจดนิติบุคคล เพราะภาษีนิติบุคคลสูงสุดแค่ 20% และ SME กำไรไม่เกิน 300,000 บาทแรกได้ยกเว้นภาษี นอกจากนี้ ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย จ่ายภาษีทีเดียวไม่ไหว ผ่อนได้ไหม สำหรับผู้ที่มีรายได้ประเภท 40(5)-(8) สามารถ “แบ่งจ่ายภาษีเป็น 2 งวด” ได้โดยการยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ส่วนภาษีที่ยื่นแล้วต้องจ่ายก้อน ปัจจุบันกรมสรรพากรยังไม่มีระบบผ่อนชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นงวดย่อย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ขายที่ดิน บ้าน คอนโด เสียภาษีอะไรบ้าง สรุปครบทุกรายการ

กำลังจะขายที่ดิน บ้าน หรือคอนโด แต่ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง รวมแล้วกี่บาท — บทความนี้สรุปครบทุกรายการที่ต้องจ่ายวันโอน พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง 2 กรณี ให้เห็นตัวเลขชัดก่อนตัดสินใจ ขายที่ดินต้องจ่ายอะไรบ้าง? ทุกครั้งที่โอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่กรมที่ดิน ผู้ขายต้องเจอค่าใช้จ่ายหลัก 5 รายการ ค่าใช้จ่ายแต่ละรายการคิดจาก “ราคาประเมินทุนทรัพย์” หรือ “ราคาซื้อขายจริง” แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตารางสรุปภาษีและค่าธรรมเนียมทุกรายการ รายการ อัตรา คิดจาก หมายเหตุ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ราคาประเมิน จ่ายวันโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เฉพาะถือครองไม่เกิน 5 ปี อากรแสตมป์ 0.5% ราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) เสียเมื่อ ไม่ต้อง เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า ราคาประเมิน (หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง) หักไว้วันโอน นำไปเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปีได้ ภาษีท้องถิ่น 10% ของภาษีธุรกิจเฉพาะ — รวมอยู่ในอัตรา 3.3% แล้ว จุดสำคัญ: ภาษีธุรกิจเฉพาะกับอากรแสตมป์เสียอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ต้องจ่ายทั้งสองตัว ภาษีธุรกิจเฉพาะ คิดยังไง? ใครต้องจ่าย? ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax — ต่อไปเรียกสั้น ๆ ว่า SBT) เรียกเก็บจากผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครอง ไม่เกิน 5 ปี อัตราคือ 3.3% (ภาษี 3% + ภาษีท้องถิ่น 0.3%) คิดจากราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่าง ขายที่ดินราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท ที่ดินเปล่า vs บ้าน vs คอนโด ต่างกันไหม? อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะเท่ากัน คือ 3.3% ทุกประเภท สิ่งที่ต่างคือ “ราคาประเมิน” ที่ใช้คำนวณ บ้านพร้อมที่ดินใช้ราคาประเมินทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมกัน ส่วนคอนโดใช้ราคาประเมินต่อตารางเมตรของห้องชุด ดังนั้น บ้านพร้อมที่ดินมักมีฐานภาษีสูงกว่าที่ดินเปล่าที่ขนาดเท่ากัน เพราะต้องรวมราคาสิ่งปลูกสร้างด้วย กรณีไหนได้ยกเว้น? ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ (แต่เสียอากรแสตมป์แทน) เมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง (ข้อมูลจากพ.ร.ฎ. ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร) ค่าธรรมเนียมโอนที่ดิน คิดอย่างไร? ค่าธรรมเนียมโอน คือค่าจดทะเบียนสิทธิที่กรมที่ดิน อัตรา 2% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันว่าใครจ่าย หลายกรณีแบ่งคนละครึ่ง (ข้อมูลจากกรมที่ดิน) ตัวอย่าง ที่ดินราคาประเมิน 4 ล้านบาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท อากรแสตมป์ เสียเท่าไหร่? อากรแสตมป์เสียเฉพาะกรณีที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น ถือครองเกิน 5 ปี อัตราคือ 0.5% ของราคาขายหรือราคาประเมิน แล้วแต่ราคาใดสูงกว่า (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ตัวอย่าง ขายบ้าน 5 ล้าน ราคาประเมิน 4 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน อากรแสตมป์ 5,000,000 × 0.5% 25,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คำนวณอย่างไร? กรมที่ดินเรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากผู้ขาย (บุคคลธรรมดา) ในวันโอน วิธีคำนวณ คือนำราคาประเมิน หักค่าใช้จ่ายเหมาตามจำนวนปีถือครอง แล้วนำเงินได้เฉลี่ยต่อปีไปคูณอัตราภาษีก้าวหน้า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาขึ้นกับวิธีได้มา ซื้อมาหักได้ 50% ได้จากมรดกหรือให้โดยเสน่หาหักได้ 50% เช่นกัน (อัตราตามประมวลรัษฎากร) ผู้ขายนำภาษีที่ถูกหักวันโอนไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบยื่นภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้หลายประเภท) ประจำปีได้ ถ้าหักไว้เกินจะได้เงินคืน อ่านเพิ่มได้ที่ คู่มือภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล ต่างกันตรงไหน? รายการ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราก้าวหน้า (5%-35%) คิดจากราคาประเมิน 1% ของราคาขายหรือราคาประเมิน (เลือกราคาที่สูงกว่า) ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าถือครองไม่เกิน 5 ปี 3.3% ทุกกรณี ไม่มียกเว้น ค่าธรรมเนียมโอน 2% 2% อากรแสตมป์ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 0.5% ถ้าไม่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จุดต่างสำคัญ: นิติบุคคลเสียภาษีธุรกิจเฉพาะทุกกรณีไม่ว่าถือครองกี่ปี แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นอัตราคงที่ 1% ซึ่งต่ำกว่าบุคคลธรรมดาในหลายกรณี ตัวอย่างคำนวณภาษีขายที่ดิน ภาษีขายที่ดินรวมแล้วอาจเป็นเงินหลายแสนบาท ลองดู 2 กรณี ขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน ถือครอง 3 ปี นาย ก. (ชื่อสมมุติ) ซื้อที่ดินเปล่ามา 3 ปีก่อน ขายราคา 5 ล้านบาท ราคาประเมิน 4 ล้านบาท ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 4,000,000 × 2% 80,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ 5,000,000 × 3.3% 165,000 บาท อากรแสตมป์ ไม่ต้องเสีย (เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว) 0 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 4 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 3 ปี ประมาณ 86,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 331,000 บาท *ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายขึ้นกับรายละเอียดเฉพาะราย คำนวณจริงได้ที่เครื่องคำนวณภาษีของกรมสรรพากร ขายบ้านพร้อมที่ดิน 10 ล้าน ถือครองเกิน 5 ปี นาง ข. (ชื่อสมมุติ) ซื้อบ้านพร้อมที่ดินมา 7 ปี ขายราคา 10 ล้านบาท ราคาประเมินรวม 8 ล้านบาท ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าธรรมเนียมโอน 8,000,000 × 2% 160,000 บาท ภาษีธุรกิจเฉพาะ ยกเว้น (ถือครองเกิน 5 ปี) 0 บาท อากรแสตมป์ 10,000,000 × 0.5% 50,000 บาท ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ราคาประเมิน 8 ล้าน หักค่าใช้จ่าย 50% เฉลี่ย 7 ปี ประมาณ 118,000 บาท* รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 328,000 บาท ขายบ้าน 10 ล้านจ่ายรวมใกล้เคียงกับขายที่ดินเปล่า 5 ล้าน เพราะไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ถ้าวางแผนได้ การถือครองให้ครบ 5 ปีช่วยประหยัดภาษีขายที่ดินได้มาก กรณีพิเศษ — มรดก ขายฝาก ให้โดยเสน่หา ขายที่ดินมรดก เสียภาษียังไง? ที่ดินจากมรดกไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ว่าจะขายเมื่อไร (ตามเงื่อนไขยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ) แต่ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมโอน 2% อากรแสตมป์ 0.5% และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ จุดที่ต้องระวัง: จำนวนปีถือครองสำหรับคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย นับจากวันที่ “ผู้ตาย” ได้กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่วันที่ทายาทรับมรดก ถ้าพ่อแม่ซื้อที่ดินมา 20 ปีก่อน ลูกรับมรดกแล้วขายทันที นับเป็นถือครอง 20 ปี ภาระภาษีจึงต่ำลงมาก ก่อนขายที่ดินมรดก ควรเตรียมเอกสารพิสูจน์สิทธิ์ให้ครบ เช่น ใบมรณบัตร คำสั่งศาลแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และหลักฐานว่าผู้ตายถือครองมากี่ปี ขายฝากที่ดิน ต่างจากขายปกติยังไง? ขายฝากคือการขายโดยมีสิทธิไถ่คืนภายในเวลาที่กำหนด ในทางภาษี ขายฝากถือเป็น “การขาย” ต้องเสียภาษีเหมือนขายปกติทุกรายการ ถ้าผู้ขายฝากไถ่คืนภายในกำหนด ต้องเสียค่าธรรมเนียมโอนอีกครั้งตอนโอนคืน แต่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการไถ่คืน ก่อนทำสัญญาขายฝาก ควรคำนวณภาษีขายที่ดินล่วงหน้าทั้ง 2 รอบ ทั้งตอนขายฝากและตอนไถ่คืน เพื่อให้รู้ค่าใช้จ่ายที่แท้จริง ผู้ซื้อหรือผู้ขาย ใครออกค่าภาษี? กฎหมายไม่ได้บังคับว่าใครต้องจ่าย ตกลงกันเองในสัญญาได้ แต่ธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปเป็นแบบนี้ รายการ ปกติใครจ่าย ค่าธรรมเนียมโอน 2% แบ่งคนละครึ่ง ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ผู้ขาย ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผู้ขาย ก่อนตกลงราคาซื้อขาย ควรคำนวณภาษีขายที่ดินทั้งหมดไว้ล่วงหน้า เพราะอาจรวมเป็นเงินหลายแสนบาท เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนโอน เตรียมเอกสารให้ครบก่อนไปกรมที่ดิน เพื่อไม่ต้องไปหลายรอบ สรุป ก่อนขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณภาษีขายที่ดินทั้ง 5 รายการล่วงหน้า ถ้ารอให้พ้น 5 ปีจะประหยัด SBT 3.3% ได้ ใช้เครื่องคำนวณภาษีของกรมที่ดินช่วยคำนวณตัวเลขจริง เก็บเอกสารการซื้อ สัญญา และใบเสร็จค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ครบ เผื่อต้องใช้ประกอบการยื่นภาษีปลายปี ทดลองใช้ PEAK ฟรี ขายอสังหาริมทรัพย์ในนามนิติบุคคลต้องบันทึกบัญชีรายรับ ต้นทุน และภาษีที่ถูกหักให้ครบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยบันทึกรายการเหล่านี้ให้เป็นระบบ ออกเอกสารภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเรื่องภาษีขายที่ดิน ถือครองเกิน 5 ปี แปลว่าไม่ต้องจ่ายภาษีเลยใช่ไหม? ไม่ใช่ ยกเว้นเฉพาะ SBT 3.3% เท่านั้น ผู้ขายยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมโอน อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามปกติ มีชื่อในทะเบียนบ้านช่วยประหยัดภาษีได้จริงไหม? ได้ ถ้ามีชื่อในทะเบียนบ้านของอสังหาริมทรัพย์ที่จะขายไม่น้อยกว่า 1 ปีก่อนวันโอน จะได้ยกเว้น SBT 3.3% แม้ยังไม่ครบ 5 ปีก็ตาม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายวันโอน ขอคืนได้ไหม? ได้ นำไปเครดิตตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี ถ้าคำนวณแล้วหักไว้เกินก็ขอคืนได้ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซื้อที่ดินแล้วขายภายในปีเดียว เสียภาษีเท่าไหร่? ต้องเสียครบทุกรายการ รวม SBT 3.3% ซึ่งเป็นรายการหนักสุด เพราะยังอยู่ในกรอบ 5 ปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

19 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีเงินได้นิติบุคคล อัตรา วิธีคำนวณ กำหนดยื่น ครบจบ

เจ้าของกิจการหลายคนเปิดบริษัทแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีอะไร คำนวณยังไง ยื่นเมื่อไหร่ บทความนี้สรุปทุกเรื่องเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ที่เดียว ตั้งแต่อัตราภาษี SME วิธีคำนวณพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง ไปจนถึงเทคนิควางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร? ใครมีหน้าที่ต้องจ่ายบ้าง ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือภาษีที่รัฐจัดเก็บจากกำไรสุทธิของนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียน) ในอัตราสูงสุด 20% โดย SME ที่เข้าเงื่อนไขจะเสียต่ำกว่านี้ ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ปีละ 1 ครั้ง ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่แค่บริษัทจำกัดเท่านั้นที่ต้องเสียภาษีนี้ นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายของไทย ได้แก่ นิติบุคคลประเภทใดบ้าง ที่ได้รับการยกเว้นภาษี? บางองค์กรได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล เช่น มูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นองค์การกุศล สหกรณ์ และหน่วยงานรัฐบาล ส่วนบุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ยังไม่จดบริษัท) ไม่ได้เสียภาษีนิติบุคคล แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแทน อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล 2568-2569 (อัปเดตล่าสุด) บริษัททั่วไปเสียภาษี 20% ของกำไรสุทธิ ส่วน SME ที่ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะเสียภาษีตามตารางนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร รอบบัญชีปี 2568-2569) ประเภท กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในขั้น บริษัททั่วไป ทุกระดับ 20% ตามกำไรจริง SME 0 – 300,000 ยกเว้น 0 บาท 300,001 – 3,000,000 15% 405,000 บาท 3,000,001 ขึ้นไป 20% ตามกำไรจริง สิทธิประโยชน์ภาษีสำหรับกิจการ BOI และเขตเศรษฐกิจพิเศษ กิจการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8-13 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ ส่วนกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอาจได้ลดอัตราภาษีเหลือ 10% เป็นเวลา 10 ปี ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับ BOI โดยตรง วิธีคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับ SME ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคล ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ คือ “กำไรสุทธิทางภาษี” ไม่ใช่กำไรสุทธิทางบัญชีโดยตรง ต้องนำกำไรทางบัญชี มาบวกกลับรายจ่ายต้องห้าม (ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายไม่ยอมให้หัก เช่น ค่าปรับ ค่ารับรองเกินเกณฑ์) สูตร: กำไรทางบัญชี + รายจ่ายต้องห้าม – รายได้ที่ได้ยกเว้น = ฐานภาษีที่ใช้คำนวณ ตัวอย่างการคำนวณภาษี SME แบบ Step-by-Step สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท รายได้ 10 ล้านบาทต่อปี ขั้นที่ 1 — คำนวณกำไรสุทธิทางภาษี รายการ จำนวนเงิน รายได้ทั้งปี 10,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ 8,500,000 บาท รายจ่ายต้องห้าม (ค่าปรับ + ค่ารับรองเกินเกณฑ์) 100,000 บาท กำไรสุทธิทางภาษี = รายได้ – ค่าใช้จ่าย + รายจ่ายต้องห้าม = 10,000,000 บาท – 8,500,000 บาท + 100,000 บาท = 1,600,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณภาษีตามอัตรา SME ขั้นกำไร อัตราภาษี 0 – 300,000 บาท ยกเว้น 300,001 – 1,600,000 บาท 15% กำไรส่วนที่เสียภาษี = 1,600,000 บาท – 300,000 บาท = 1,300,000 บาท ภาษี = 1,300,000 บาท × 15% = 195,000 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่าย = 195,000 บาท ถ้าบริษัทเดียวกันไม่เข้าเงื่อนไข SME จะต้องเสียภาษี 1,600,000 × 20% = 320,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 125,000 บาทจากสิทธิ SME เปรียบเทียบภาษี: บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล หลายคนสงสัยว่า “รายได้เท่าไหร่ถึงควรจดเป็นบริษัท?” คำตอบอยู่ที่การเปรียบเทียบภาระภาษีทั้งสองแบบ ตารางเปรียบเทียบภาระภาษี บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เกณฑ์ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (SME) อัตราภาษี 5%-35% ตามขั้นเงินได้ 0%-20% ตามขั้นกำไร ฐานภาษี เงินได้สุทธิ (หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 30%-60%) กำไรสุทธิ (หักค่าใช้จ่ายจริงตามหลักฐาน) อัตราสูงสุด 35% (เงินได้เกิน 5 ล้านบาท) 20% เงินเดือนเจ้าของ หักเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้ หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า (มีงบการเงิน) สรุปชัดๆ: รายได้หรือกำไรเท่าไหร่ที่จดบริษัทแล้วคุ้มกว่า? โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิก่อนหักภาษีเกิน 750,000 – 1,000,000 บาทต่อปี การจดเป็นนิติบุคคลมักประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราสูงสุดของบุคคลธรรมดาคือ 35% ในขณะที่นิติบุคคล SME สูงสุดแค่ 20% แต่ต้องคิดค่าใช้จ่ายบริหาร (ค่าสอบบัญชี ค่าทำบัญชี) ด้วย ตัวเลขนี้เป็นแนวทางกว้างๆ ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อคำนวณเฉพาะกรณีของคุณ ภาพรวมภาษีอื่นๆ ที่นิติบุคคลต้องรู้จัก นอกจากภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว บริษัทยังมีหน้าที่เสียภาษีอื่นด้วย สรุปสั้นๆ ดังนี้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เวลาจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่าให้ใคร บริษัทต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่าย (อัตรา 1%-5% แล้วแต่ประเภท) แล้วนำส่งกรมสรรพากร อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 คืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถ้าบริษัทมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT เรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า แล้วยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ธุรกิจบางประเภท เช่น ธนาคาร ประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแทน VAT ส่วนอากรแสตมป์เป็นค่าธรรมเนียมบนเอกสารบางประเภท เช่น สัญญาเช่า สัญญากู้ วิธียื่นภาษีนิติบุคคล และ Timeline สำคัญตลอดทั้งปี Timeline การยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี 📊 [แทรกรูป: Infographic Timeline ยื่นภาษีนิติบุคคลตลอดปี (optional — มีหรือไม่มีก็ได้)] บริษัทที่ปิดรอบบัญชี 31 ธันวาคม มี deadline สำคัญดังนี้ แบบภาษี รอบ กำหนดยื่น ยื่นออนไลน์ได้ถึง ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ม.ค.-มิ.ย. ภายใน 2 เดือนหลังครึ่งปีแรก (ส.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภ.ง.ด.50 (ประจำปี) ม.ค.-ธ.ค. ภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี (พ.ค.) ขยายอีก 8 วัน ภาษีนิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) ต้องยื่นเมื่อไหร่ คำนวณอย่างไร? แบบ ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลครึ่งปี) ต้องยื่นภายใน 2 เดือน หลังครบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี คำนวณโดยประมาณกำไรทั้งปี แล้วจ่ายภาษีไปก่อนครึ่งหนึ่ง ถ้าประมาณต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% อาจถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ภาษีนิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) แบบ ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นภายใน 150 วัน นับจากวันสิ้นรอบบัญชี พร้อมแนบงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจรับรองแล้ว 5 วิธีวางแผนภาษีนิติบุคคล สำหรับ SME ให้ถูกกฎหมายและประหยัดที่สุด วางแผนภาษีไม่ได้แปลว่าหนีภาษี แต่คือการใช้สิทธิตามกฎหมายให้เต็มที่ เทคนิคที่ SME ใช้ได้ทันที บริหารจัดการภาษีแบบมืออาชีพด้วย PEAK PEAK ช่วยให้ SME จัดการภาษีนิติบุคคลง่ายขึ้นด้วย AI ที่วิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ ออกรายงานภาษีพร้อมยื่น และแจ้งเตือน deadline ไม่ให้ยื่นล่าช้า ดูกำไรสุทธิแบบ real-time เพื่อประมาณภาษีล่วงหน้าได้ทุกเมื่อ สรุป: ภาษีเงินได้นิติบุคคล เรื่องสำคัญที่ทุกบริษัทต้องรู้ สิ่งที่ต้องจำไว้มีแค่นี้ พร้อมยกระดับการจัดการภาษี? เริ่มใช้ PEAK วันนี้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วย SME ออกรายงานภาษี คำนวณกำไรสุทธิ และแจ้งเตือน deadline ยื่นภาษีอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทเปิดใหม่ ไม่มีรายได้ ต้องยื่นภาษีนิติบุคคลไหม? ต้องยื่น แม้จะไม่มีรายได้หรือยังขาดทุนอยู่ก็ตาม เพราะกฎหมายบังคับให้นิติบุคคลทุกรายยื่นแบบภาษีประจำปีตามกำหนด ถ้าไม่ยื่นอาจถูกปรับสูงสุด 2,000 บาท และเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน บริษัทเสียภาษีเท่าไหร่? ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิและขนาดของบริษัท SME ที่กำไร 1 ล้านบาทจะเสียภาษีประมาณ 105,000 บาท (300,000 แรกยกเว้น + 700,000 ที่เหลือเสีย 15%) ส่วนบริษัทขนาดใหญ่เสียคงที่ 20% ภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่างจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่างไร? ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัท ปีละ 1-2 ครั้ง ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายเก็บจากรายจ่ายแต่ละครั้งที่จ่ายเงิน (เช่น จ่ายค่าจ้างหัก 3%) แล้วนำส่งทุกเดือน ทั้งสองเป็นคนละตัวกัน แต่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกหักไว้สามารถนำมาเป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นปีได้ต้นวางระบบบัญชีในองค์กรให้แข็งแรง เป็นรากฐานที่ดีสู่การเติบโตขององค์กร มาพร้อมหน้าตาของโปรแกรมที่ใช้งานง่าย ใช้เวลาเรียนรู้ไม่นาน พร้อมคู่มือการใช้งานออนไลน์สำหรับศึกษาการใช้งานได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก