PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

สัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารที่ต้องรู้จัก ก่อนจะเซ็นสัญญา

ผู้ประกอบการหลายคนที่กำลังจะซื้อที่ดินสร้างโกดัง ซื้อตึกแถวเปิดร้าน หรือขายอสังหาริมทรัพย์ของกิจการ มักเจอคำว่า สัญญาจะซื้อจะขาย แล้วสับสนว่าต่างจากสัญญาซื้อขายจริงตรงไหน เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่ถ้าเข้าใจผิดแม้แค่จุดเดียว อาจเสียเงินมัดจำฟรี หรือถูกอีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์โอนทันที แต่เป็นแค่ข้อตกลงล่วงหน้าว่าทั้งสองฝ่ายจะไปทำสัญญาซื้อขายจริงที่สำนักงานที่ดินในวันโอน สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร สัญญาจะซื้อจะขาย คือ ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ที่ตกลงกันว่าจะไปทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่กำหนดไว้ โดยกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ณ วันที่เซ็นสัญญาฉบับนี้ พูดง่ายๆ คือเป็นสัญญาจองล่วงหน้า ผู้ซื้อวางเงินมัดจำไว้เป็นหลักประกัน แล้วนัดวันไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินอีกครั้ง เหตุผลที่ต้องมีสัญญาฉบับนี้ เพราะการซื้อขายอสังหาฯ มักใช้เวลาเตรียมตัวหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบโฉนด ขอสินเชื่อธนาคาร หรือเตรียมเอกสาร หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นถือเป็นโมฆะ สำหรับสัญญาจะซื้อจะขาย กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนังสือลงชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือการวางมัดจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ (ข้อมูลจาก สำนักงานอัยการสูงสุด) สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างจากสัญญาซื้อขายตรงไหน ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนสับสนระหว่างสองสัญญานี้ ความต่างหลักคือ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นแค่ข้อตกลงว่าจะซื้อจะขายในอนาคต ส่วนสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์จริง รายการ สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาซื้อขาย กรรมสิทธิ์ ยังไม่โอน – เป็นข้อตกลงล่วงหน้า โอนทันทีที่จดทะเบียน สถานที่ทำ ทำที่ไหนก็ได้ ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน หลักฐาน ทำเป็นหนังสือลงชื่อ หรือวางมัดจำ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ถ้าไม่ทำตาม ฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนโอนได้ ถ้าไม่จดทะเบียน ถือเป็นโมฆะ ส่วนประกอบสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ ข้อมูลคู่สัญญา ระบุชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ครบ ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องระบุชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล และชื่อผู้มีอำนาจลงนามด้วย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท ก จำกัด จะซื้อที่ดินสร้างคลังสินค้า ต้องระบุเลขทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทและชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม รายละเอียดทรัพย์สิน ระบุประเภททรัพย์สิน ที่ตั้ง เลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง เนื้อที่ ให้ตรงกับโฉนดที่ดินทุกตัวอักษร ถ้าเป็นบ้านพร้อมที่ดินหรือคอนโด ต้องระบุเลขที่บ้านและรายละเอียดสิ่งปลูกสร้างด้วย ราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน ระบุราคาซื้อขายทั้งหมด จำนวนเงินมัดจำ งวดการผ่อนชำระ (ถ้ามี) และยอดเงินที่ต้องจ่ายในวันโอน ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 5,000,000 บาท วางมัดจำวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือ 4,500,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ กำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ ต้องระบุวันที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินให้ชัดเจน ถ้าไม่ระบุวัน อาจเกิดปัญหาว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผัดวันไปเรื่อยๆ และอีกฝ่ายฟ้องร้องได้ยาก เงื่อนไขการผิดสัญญาและค่าเสียหาย ข้อนี้สำคัญมากแต่หลายคนมองข้าม ควรระบุให้ชัดว่าถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาจะมีผลอย่างไร เช่น ผู้ซื้อไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำ หรือผู้ขายไม่ยอมโอน ผู้ซื้อเรียกมัดจำคืนพร้อมค่าเสียหายได้ ประเภทอสังหาฯ ที่ใช้สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายใช้ได้กับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท แต่รายละเอียดที่ต้องระบุในสัญญาจะต่างกันตามลักษณะทรัพย์สิน ที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องระบุเลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง ตำบล อำเภอ จังหวัด และเนื้อที่ให้ตรงกับโฉนด ถ้าเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต้องระบุรายละเอียดอาคารเพิ่มเติม เช่น ประเภทอาคาร จำนวนชั้น และเลขที่บ้าน บ้านพร้อมที่ดิน สัญญาจะซื้อจะขายบ้านในโครงการจัดสรร ควรตรวจสอบว่าผู้ขายมีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ เพราะถ้าไม่มี สัญญาอาจมีปัญหาภายหลัง นอกจากนี้ควรระบุรายการที่รวมในราคาให้ชัด เช่น เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน แอร์ หรืออุปกรณ์ที่โครงการตกลงว่าจะให้ คอนโดมิเนียมและห้องชุด สัญญาจะซื้อจะขายคอนโดต้องระบุเลขที่ห้องชุด ชั้น อาคาร และเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ต้องตรวจสอบด้วยว่าห้องชุดปลอดภาระผูกพัน ไม่ติดจำนองกับธนาคาร และนิติบุคคลอาคารชุดไม่มีค่าส่วนกลางค้างจ่าย เงินมัดจำและดาวน์ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนวางเงิน เงินมัดจำ คือ เงินที่ผู้ซื้อวางให้ผู้ขายเป็นหลักประกันว่าจะมาทำสัญญาซื้อขายจริง กฎหมายคุ้มครองเรื่องมัดจำไว้ชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 377-378 จำนวนเงินมัดจำที่เหมาะสม กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินมัดจำตายตัว แต่ในทางปฏิบัติมักอยู่ที่ 5-10% ของราคาซื้อขาย ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 3,000,000 บาท เงินมัดจำที่เหมาะสมอยู่ที่ 150,000-300,000 บาท ถ้าวางมัดจำสูงเกินไป ศาลอาจลดจำนวนมัดจำลงได้ เช่น ศาลฎีกาเคยลดมัดจำจาก 500,000 บาท (คิดเป็น 35.71% ของราคา) เหลือ 200,000 บาท เพราะเห็นว่าสูงเกินส่วน (คำพิพากษาฎีกาที่ 7302/2559) กรณีริบมัดจำตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 378 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่ ถ้าทำสัญญาสำเร็จ มัดจำจะนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขาย หรือคืนให้ผู้ซื้อ ถ้าฝ่ายผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำได้ทันที และถ้าฝ่ายผู้ขายผิดสัญญา ต้องคืนมัดจำให้ผู้ซื้อ ตัวอย่าง ผู้ซื้อวางมัดจำ 200,000 บาท แต่ไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายริบมัดจำ 200,000 บาทได้ทันที กลับกัน ถ้าผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ยอมขาย ผู้ซื้อเรียกเงิน 200,000 บาทคืนได้ สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ควรเช็ครายการต่อไปนี้ให้ครบ เพื่อป้องกันปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อย ค่าใช้จ่ายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาฯ นอกจากราคาซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน รายการ อัตรา ผู้รับภาระ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ของราคาประเมิน (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ตามตกลง (มักแบ่งคนละครึ่ง) ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินจำนอง (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ผู้ซื้อ ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองไม่เกิน 5 ปี) ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองเกิน 5 ปี) ผู้ขาย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราก้าวหน้า หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง ผู้ขาย (ข้อมูลจาก กรมที่ดินและกรมสรรพากร อัปเดตปีภาษี 2570) ตัวอย่าง ซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ถ้าได้สิทธิ์มาตรการลดหย่อน ค่าโอนจาก 60,000 บาท (2%) เหลือเพียง 300 บาท (0.01%) ประหยัดไปกว่า 59,700 บาท ค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับราคาประเมิน จำนวนปีถือครอง และประเภทผู้ขาย (ดูรายละเอียดภาษีและค่าธรรมเนียมขายอสังหาฯ ครบทุกรายการ) ผู้ประกอบการที่ซื้อขายอสังหาฯ เพื่อธุรกิจ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้บันทึกเป็นรายจ่ายทางบัญชีได้ โดยเฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผู้ขายต้องเสียเมื่อถือครองไม่เกิน 5 ปี และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่หักจากผู้ขายในวันโอน สรุป : เมื่อเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง ก็เซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่คุ้มครองทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ สัญญาฉบับนี้ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ ต้องตรวจรายละเอียดทุกข้อก่อนเซ็น วางมัดจำในจำนวนที่เหมาะสม และเตรียมค่าใช้จ่ายภาษีให้พร้อมก่อนวันโอน เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ สิ่งที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องบัญชีและภาษี ทั้งการบันทึกค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมโอน และภาษีที่เกี่ยวข้อง จัดการภาษีและค่าใช้จ่ายหลังซื้อขายอสังหาฯ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง สัญญาจะซื้อจะขายไม่ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน แค่ทำเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย หรือวางมัดจำก็มีผลทางกฎหมายแล้ว ส่วนที่ต้องจดทะเบียนคือสัญญาซื้อขายจริงในวันโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายมีอายุกี่ปี กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุสัญญาตายตัว แต่อายุความในการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์คือ 10 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดโอนตามสัญญา ในทางปฏิบัติ ควรกำหนดระยะเวลาโอนไว้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อ ถ้าผู้ขายไม่ยอมโอนตามสัญญา ทำอย่างไร ผู้ซื้อฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือเรียกคืนเงินมัดจำพร้อมค่าเสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 ผู้ขายที่รับมัดจำแล้วผิดสัญญาต้องคืนมัดจำ แนะนำให้เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ ทั้งสัญญา ใบเสร็จมัดจำ และหลักฐานการติดต่อ สัญญาจะซื้อจะขายกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน (ท.ด.13) ต่างกันตรงไหน สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาระหว่างเอกชน ทำกันเองก่อนวันโอน ส่วน ท.ด.13 คือหนังสือสัญญาขายที่ดินที่เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจัดทำขึ้นในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งสองฉบับมีผลทางกฎหมายต่างกัน สัญญาจะซื้อจะขายบอกว่าจะซื้อจะขาย ส่วน ท.ด.13 ยืนยันว่าซื้อขายเสร็จแล้ว ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้ที่ไหน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้จากเว็บไซต์สำนักงานอัยการสูงสุด (ago.go.th) หรือเว็บไซต์กรมที่ดิน (dol.go.th) ซึ่งเป็นแหล่งทางราชการที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ควรปรับแต่งรายละเอียดให้ตรงกับการซื้อขายจริงของคุณ ไม่ควรใช้แบบฟอร์มตรงๆ โดยไม่แก้ไข

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 02/09/2026

1. Added Chart of Accounts icons and display settings, making account code searches easier and faster. Package: All active packages Suitable for: Users who want to select account codes more conveniently. System Updates: The system added category icons and designated colors for account codes, along with a chart of accounts display settings system to enable/disable usage, as well as customize icon displays and account code names according to your preferences. Benefits of Use: Helps scan and search for account codes across various lists more easily, reduces working time and steps, and allows customizing the account code display format to suit your own workflow. 2. Added support for calculating and filing the “Employee Welfare Fund” (EWF) in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses with 10 or more employees that need to make contributions to the Employee Welfare Fund. System Updates: The system added end-to-end support for the Employee Welfare Fund (EWF): Benefits of Use: Helps manage Employee Welfare Fund matters accurately in accordance with legal requirements. Automatically calculates accumulated and matching contribution amounts on payslips. Records accrued liabilities and expense accounts in PEAK accurately, reducing document preparation time and facilitating quick report submission. 3. Added support for Social Security filings for foreign employees in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate. 4. Added support for document types on PEAK Mobile Application, helping approve documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and executives who want to approve documents anytime, anywhere using their mobile phones. System Updates: The system expanded the list of document types awaiting approval on the main page of PEAK Mobile, such as Credit Notes, Debit Notes, Billing Notes, Deposit Receipts/Payments. Users can review document details and approve or reject documents directly from the app, with support for approving multiple documents at once or individually. Benefits of Use: Helps executives approve important documents quickly via mobile phone without wasting time logging in on the website. Eliminates pending approval backlogs and enables faster, more flexible operations.

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 02/09/2026

1. เพิ่มไอคอนผังบัญชีและระบบตั้งค่าการแสดงผล ช่วยค้นหาผังบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเลือกผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้นสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มไอคอนและสีกำหนดหมวดหมู่ให้กับผังบัญชี พร้อมเพิ่มระบบตั้งค่าการแสดงผลผังบัญชีให้สามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งาน รวมถึงปรับแต่งการแสดงผลไอคอน ชื่อผังบัญชีได้ตามความต้องการประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้สแกนค้นหาผังบัญชีในรายการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน พร้อมปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลผังบัญชีให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองได้ 2. เพิ่มการรองรับการคำนวณและยื่น “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (EWF) ใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มการรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund – EWF) แบบครบวงจร  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยจัดการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย คำนวณยอดเงินสะสมและสมทบให้อัตโนมัติในสลิปเงินเดือน บันทึกบัญชีค้างจ่ายและค่าใช้จ่ายเข้าใน PEAK ได้แม่นยำ ลดเวลาจัดทำเอกสารและอำนวยความสะดวกในการยื่นรายงานได้อย่างรวดเร็ว 3. เพิ่มการรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับพนักงานต่างด้าวใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีพนักงานทั้งคนไทยและต่างชาติ สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มช่องกรอกเลขที่ผู้ประกันตน เพื่อรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับกรณีพนักงานต่างด้าว โดยรองรับทั้งการกรอกข้อมูลพนักงานทีละคนและการนำเข้าข้อมูลพนักงาน โดยไฟล์ยื่นประกันสังคมดังกล่าวจะถูกสร้างทันทีเมื่อมีการทำจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดเวลาและขั้นตอนการแก้ไขไฟล์ประกันสังคมด้วยมือ สามารถนำไฟล์ที่ Export จากระบบไปอัปโหลดเข้าสู่ระบบของประกันสังคมได้ทันที ช่วยให้การยื่นประกันสังคมสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น 4. เพิ่มการรองรับประเภทเอกสาร บน PEAK Mobile Application ช่วยให้อนุมัติเอกสารได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและผู้บริหารที่ต้องการอนุมัติเอกสารผ่านมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มรายการประเภทเอกสารที่รอการอนุมัติบนหน้าหลักของ PEAK Mobile ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น ใบลดหนี้, ใบเพิ่มหนี้, ใบวางบิล, ใบรับ/ใบจ่ายเงินมัดจำ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเอกสาร พร้อมปุ่มกดอนุมัติหรือไม่อนุมัติเอกสาร โดยสามารถอนุมัติเอกสารหลายฉบับพร้อมกันหรืออนุมัติเอกสารทีละใบได้ทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ผู้บริหารอนุมัติเอกสารที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วผ่านมือถือ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ หมดปัญหาเอกสารค้างอนุมัติ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้แบบ Real-time

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง วิธีคำนวณเงินสะสมและบันทึกบัญชี สิ่งที่นายจ้างต้องรู้

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้จริง 1 ตุลาคม 2569 หลังเลื่อนมาหลายรอบ ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเตรียมตัวจริงจัง ต้องคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ ปรับระบบเงินเดือน และบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือกองทุนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13) ที่ให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงินเข้ากองทุน เพื่อเป็นหลักประกันเมื่อออกจากงาน เกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต หลักการคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็น “ภาคบังคับ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่สมัครใจ กำหนดบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนนี้อยู่ในกฎหมายตั้งแต่ปี 2541 แต่ถูกเลื่อนหลายครั้ง เพราะต้องรอออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ ล่าสุดกระทรวงแรงงานประกาศเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 (ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน) ใครต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน? นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ส่วนลูกจ้างก็ต้องจ่ายเงินสะสมด้วย นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง แล้วนำส่งพร้อมเงินสมทบฝั่งนายจ้าง นับลูกจ้าง 10 คน อย่างไร? จุดที่ SME หลายรายสับสนคือ “นับใครเป็นลูกจ้าง?” คำตอบสั้นๆ คือ นับทุกคนที่มีสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ สัญญาจ้าง หรือทดลองงาน สรุปเกณฑ์การนับลูกจ้าง ประเภทลูกจ้าง นับหรือไม่? หมายเหตุ พนักงานประจำ (full-time) นับ รวมทุกคนที่มีสัญญาจ้าง พนักงานทดลองงาน นับ มีสัญญาจ้างแรงงานแล้ว พนักงาน part-time รายชั่วโมง นับ ถ้ามีสัญญาจ้างแรงงาน ฟรีแลนซ์/รับเหมา (จ้างทำของ) ไม่นับ ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน กรรมการบริษัทที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ไม่นับ ไม่มีสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น ถ้ากิจการมีพนักงานประจำ 7 คน + ทดลองงาน 2 คน + part-time 2 คน = รวม 11 คน ก็เข้าเกณฑ์ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนแล้ว (ข้อมูลจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ คำนวณอย่างไร? เงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือเงินสะสมที่หักจากลูกจ้าง และเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเพิ่ม อัตราที่แน่ชัดจะกำหนดโดยกฎกระทรวง ซึ่ง ณ วันที่บทความนี้อัปเดต มีการกำหนดอัตราเริ่มต้นดังนี้ รายการ ผู้จ่าย อัตรา ฐานคำนวณ เงินสะสม ลูกจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน เงินสมทบ นายจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน อัตรานี้เป็นอัตราเริ่มต้น อาจปรับเพิ่มในอนาคตตามกฎกระทรวง ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมสวัสดิการฯก่อนเริ่มใช้จริง ตัวอย่างคำนวณ 3 ระดับเงินเดือน เงินเดือน 15,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 900 บาท เงินเดือน 25,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 1,500 บาท เงินเดือน 50,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 3,000 บาท สิ่งที่นายจ้างต้องจำคือ ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น 3% ของค่าจ้างรวมทุกคน เช่น ถ้ามีลูกจ้าง 15 คน เงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท ต้นทุนเงินสมทบจะเพิ่มเดือนละ 9,000 บาท หรือปีละ 108,000 บาท สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับ ลูกจ้างที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนจะได้รับเงินคืนเมื่อออกจากงาน เกษียณ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต โดยจำนวนเงินที่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำงานและยอดเงินสะสม สิทธิประโยชน์แบ่งเป็น 4 กรณี กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง vs กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต่างกันอย่างไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์เป็นภาคบังคับตามกฎหมาย ส่วน PVD เป็นสมัครใจ ผู้ประกอบการที่มี PVD อยู่แล้วยังต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์เพิ่มเติม เปรียบเทียบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ลักษณะ ภาคบังคับตามกฎหมาย สมัครใจ ใครต้องจัดตั้ง นายจ้าง 10 คนขึ้นไป (บังคับ) นายจ้างที่ต้องการ (สมัครใจ) ผู้บริหารกองทุน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน บริษัทจัดการกองทุนเอกชน อัตราเงินสะสม/สมทบ กำหนดโดยกฎกระทรวง ตกลงกันระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง สิทธิประโยชน์ทางภาษี รอประกาศ เงินสะสมลดหย่อนภาษีได้ ควรติดตามประกาศจากกรมสวัสดิการฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีมาตรการยกเว้นสำหรับกิจการที่มี PVD ในอนาคต วิธีบันทึกบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นักบัญชีต้องเพิ่มผังบัญชีใหม่ 3 รายการ และบันทึกรายการทุกเดือนเมื่อจ่ายเงินเดือน ได้แก่ การหักเงินสะสมจากลูกจ้าง การบันทึกเงินสมทบของนายจ้าง และการนำส่งเงินเข้ากองทุน ผังบัญชีที่ต้องเพิ่ม ผังบัญชีที่แนะนำให้เพิ่มในระบบ ตัวอย่างบันทึกรายการ ณ วันจ่ายเงินเดือน สมมุติลูกจ้างเงินเดือน 25,000 บาท เงินสะสม 3% = 750 บาท เงินสมทบ 3% = 750 บาท บันทึกหักเงินสะสมจากเงินเดือนลูกจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินเดือน (ค่าใช้จ่าย) 25,000 — เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 เงินเดือนค้างจ่าย — 24,250 บันทึกเงินสมทบส่วนนายจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ค่าใช้จ่าย) 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 บันทึก ณ วันนำส่งเงินเข้ากองทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินฝากธนาคาร — 1,500 Checklist เตรียมระบบเงินเดือนรับ 1 ตุลาคม 2569 กิจการควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ เพราะต้องปรับทั้งระบบ Payroll ผังบัญชี และงบประมาณ รายการด้านล่างคือ 7 สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จก่อน 1 ตุลาคม 2569 สิ่งที่ HR และนักบัญชีต้องทำก่อน 1 ต.ค. 69 สรุป: เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอ 1 ตุลาคม กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเพิ่มต้นทุนให้นายจ้าง แต่ก็เป็นหลักประกันที่ดีให้ลูกจ้าง สิ่งที่ต้องทำตอนนี้มี 3 เรื่อง คือ นับลูกจ้างว่าถึง 10 คนหรือยัง ตั้งผังบัญชีรองรับ และปรับระบบเงินเดือนให้พร้อมหักเงินสะสมอัตโนมัติ จัดการบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้นักบัญชีตั้งผังบัญชีรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ทันที พร้อมบันทึกรายการอัตโนมัติ ส่วน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินสะสม-สมทบและออกสลิปเงินเดือนที่แสดงรายการหักชัดเจน ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เตรียมระบบให้พร้อมก่อน 1 ตุลาคม 2569 คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

RPA คืออะไร เข้าใจ Robotic Process Automation ฉบับ SME 2026

ทุกวันคุณใช้เวลากี่ชั่วโมงกับงานที่ต้องทำซ้ำเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นคีย์ข้อมูล ย้ายไฟล์ หรือตรวจเอกสาร? RPA คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ “บอทซอฟต์แวร์” ทำงานเหล่านี้แทนคุณ แม่นยำกว่า เร็วกว่า และทำงานได้ 24 ชั่วโมง RPA คืออะไร (Robotic Process Automation) RPA คือซอฟต์แวร์ที่จำลองการทำงานของคนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่น คลิก พิมพ์ คัดลอกข้อมูล หรือกรอกแบบฟอร์ม โดยทำงานตามคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (rule-based) ไม่ต้องเขียนโค้ดซับซ้อน พูดง่ายๆ คือ แทนที่คุณจะนั่งพิมพ์ตัวเลขจากใบเสร็จลงระบบทีละรายการ บอท RPA จะเปิดไฟล์ อ่านข้อมูล แล้วกรอกลงระบบให้เอง ภายในไม่กี่วินาที RPA ย่อมาจากอะไร RPA ย่อมาจาก Robotic Process Automation หรือแปลเป็นไทยว่า “กระบวนการอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ซอฟต์แวร์” RPA ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ RPA เหมือนกับ “การบันทึกมาโครใน Excel” แต่ทำได้กับทุกโปรแกรม ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชีที่ต้องบันทึกรายการจากใบกำกับภาษี 200 ใบต่อวัน แทนที่จะจ้างคนนั่งพิมพ์ บอท RPA สามารถอ่านเอกสาร คัดลอกเลขที่ ยอดเงิน วันที่ แล้วกรอกลงโปรแกรมให้ทั้งหมด ประเภทของ RPA — Attended, Unattended และ Hybrid RPA แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก เลือกใช้ตามลักษณะงานที่ต้องการ ประเภท ลักษณะ เหมาะกับงาน Attended RPA ทำงานร่วมกับคน เปิดใช้เมื่อคนสั่ง งานที่ต้องตัดสินใจบางขั้นตอน เช่น ตอบแชทลูกค้าโดยบอทช่วยดึงข้อมูล Unattended RPA ทำงานเองทั้งหมดไม่ต้องมีคนดู งานที่มีขั้นตอนชัดเจน เช่น ประมวลผลใบแจ้งหนี้กลางคืน Hybrid RPA ผสมทั้งสองแบบ งานที่เริ่มอัตโนมัติแต่บางจุดต้องให้คนอนุมัติ เช่น ตรวจเอกสาร แล้วส่งให้หัวหน้าอนุมัติ สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น Attended RPA มักเหมาะที่สุด เพราะยังสามารถควบคุมและเรียนรู้การทำงานของบอทไปพร้อมกัน ข้อดีของ RPA สำหรับธุรกิจ ธุรกิจที่นำ RPA มาใช้มักเห็นผลใน 3 ด้านหลัก ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน งานที่คนใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวัน เช่น กรอกข้อมูลลูกค้า ตรวจสอบยอดโอน หรือสร้างรายงาน บอท RPA ทำเสร็จได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้พนักงานมีเวลาทำงานที่สร้างมูลค่ามากกว่า เช่น วิเคราะห์ตัวเลขหรือดูแลลูกค้า ลดข้อผิดพลาดจาก Human Error คนพิมพ์ข้อมูลซ้ำทั้งวันย่อมมีโอกาสผิดพลาด แต่บอท RPA ทำตามกฎที่ตั้งไว้ทุกครั้ง ไม่หลุด ไม่ลืม ไม่สลับตัวเลข ซึ่งสำคัญมากสำหรับงานด้านการเงินที่ต้องการความแม่นยำสูง ประหยัดต้นทุนระยะยาว แม้การเริ่มต้นใช้ RPA จะมีค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าและฝึกอบรม แต่เมื่อระบบทำงานแล้ว ต้นทุนต่อรายการจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการจ้างคนทำงานเดิมซ้ำๆ ยิ่งปริมาณงานมากเท่าไร RPA ก็ยิ่งคุ้มค่า ตัวอย่างการใช้ RPA ในธุรกิจ SME RPA ไม่ได้เหมาะเฉพาะบริษัทใหญ่เท่านั้น SME ก็นำมาใช้ได้ในหลายส่วนงาน ด้านบัญชีและการเงิน สายงานบัญชีได้ประโยชน์จาก RPA มากที่สุด เพราะมีงานซ้ำปริมาณมากและต้องการความถูกต้องสูง ตัวอย่างที่องค์กรใช้กันจริง ได้แก่ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นการใช้ RPA แบบแยกต่างหาก (standalone) ซึ่งเหมาะกับองค์กรที่มีระบบหลายตัวไม่เชื่อมกัน สำหรับ SME ที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อยู่แล้ว งานเหล่านี้หลายอย่างถูกทำให้อัตโนมัติอยู่ในระบบแล้ว ไม่ต้องตั้งค่าบอทแยก งาน HR และเงินเดือน ฝ่ายบุคคลใช้ RPA ช่วยประมวลผลเงินเดือน คำนวณค่าล่วงเวลา ส่งสลิปเงินเดือนอัตโนมัติ หรือตรวจสอบใบลาของพนักงาน ธุรกิจที่มีพนักงาน 20-50 คนเริ่มเห็นผลชัดเจนว่าลดเวลาฝ่าย HR ได้หลายชั่วโมงต่อเดือน งานขาย การตลาด และดูแลลูกค้า บอท RPA ช่วยดึงข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง (อีเมล แชท เว็บไซต์) มารวมไว้ที่เดียว สร้างรายงานยอดขายรายวัน หรือส่งอีเมลแจ้งเตือนลูกค้าที่ค้างชำระโดยอัตโนมัติ RPA กับ AI ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนว่า RPA กับ AI เหมือนกันหรือไม่ คำตอบสั้นๆ คือ ไม่เหมือน แต่ใช้ร่วมกันได้ เกณฑ์ RPA AI (Artificial Intelligence) หลักการ ทำตามกฎที่ตั้งไว้ (rule-based) เรียนรู้และตัดสินใจเองได้ ข้อมูลที่จัดการ ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัด เช่น ตาราง แบบฟอร์ม ข้อมูลไม่มีโครงสร้าง เช่น ภาพ เสียง ข้อความอิสระ ตัวอย่าง คัดลอกข้อมูลจาก Excel ลง ERP แยกหมวดหมู่ใบเสร็จจากภาพถ่าย ความซับซ้อน ตั้งค่าง่าย ไม่ต้อง train model ต้อง train ด้วยข้อมูลจำนวนมาก ในทางปฏิบัติ หลายธุรกิจเริ่มรวม RPA เข้ากับ AI เรียกว่า Intelligent Automation เช่น ใช้ AI อ่านใบเสร็จจากภาพถ่ายแล้วส่งข้อมูลให้ RPA บันทึกลงระบบต่อ หรือใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มรายจ่ายแล้วให้ RPA สร้างรายงานสรุปอัตโนมัติทุกสัปดาห์ สำหรับ SME ที่กำลังตัดสินใจ ถ้ามีงานซ้ำที่ขั้นตอนชัดเจน เริ่มจาก RPA ก่อนได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอ AI เครื่องมือ RPA ยอดนิยม เครื่องมือ RPA ที่ใช้กันแพร่หลายมีหลายตัว แต่ละตัวเหมาะกับขนาดธุรกิจต่างกัน เครื่องมือ จุดเด่น เหมาะกับ UiPath ใช้งานง่าย มี community ใหญ่ ธุรกิจทุกขนาด มี plan ฟรีสำหรับทดลอง Power Automate (Microsoft) เชื่อมกับ Microsoft 365 ได้ทันที ธุรกิจที่ใช้ Microsoft อยู่แล้ว Automation Anywhere รองรับ cloud + on-premise องค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ Blue Prism เน้นความปลอดภัยระดับสูง ธุรกิจที่มีข้อกำหนดด้าน compliance สำหรับ SME ไทย Power Automate มักเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายที่สุด เพราะ Microsoft 365 หลาย SME ใช้อยู่แล้ว RPA กับอนาคตของงานบัญชี SME เทรนด์ในปี 2026 คือการรวม RPA เข้ากับ AI และระบบ Cloud Accounting ให้ทำงานสอดประสานกัน เช่น ระบบบัญชีออนไลน์สมัยใหม่มีฟีเจอร์ OCR สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ซึ่งเป็นการผสาน AI + RPA เข้าไปในเครื่องมือที่ SME ใช้งานอยู่ทุกวัน สำหรับ SME ไทย ไม่จำเป็นต้องลงทุนกับ RPA แยกต่างหาก เพราะโปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวเริ่มรวม automation เข้ามาในตัว ช่วยทำงานซ้ำให้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่าบอทเอง ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายจ่ายอัตโนมัติ หรือระบบออกใบเสนอราคาที่ดึงข้อมูลลูกค้าจากฐานข้อมูลมากรอกให้เอง ล้วนเป็นหลักการเดียวกับ RPA แต่ซ่อนอยู่ในเครื่องมือที่ใช้ทุกวัน สรุป: RPA คือตัวช่วยลดงานซ้ำ ให้คุณโฟกัสงานที่สำคัญกว่า เริ่มลดงานซ้ำด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คือโปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ที่มี AI ช่วยสแกนเอกสาร บันทึกรายการอัตโนมัติ และสร้างรายงานภาษีให้พร้อมยื่น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ RPA RPA เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน RPA เหมาะกับธุรกิจทุกขนาดที่มีงานซ้ำปริมาณมาก SME ที่มีพนักงาน 5-50 คนเริ่มเห็นผลชัด โดยเฉพาะงานบัญชีที่ต้องคีย์ข้อมูลเอกสารหลายร้อยรายการต่อเดือน ยิ่งปริมาณงานซ้ำมาก RPA ยิ่งคุ้มค่า RPA Developer คืออะไร RPA Developer คือคนที่ออกแบบและพัฒนาบอทให้ทำงานตามขั้นตอนที่ธุรกิจต้องการ ใช้เครื่องมืออย่าง UiPath หรือ Power Automate ในการสร้าง workflow โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดจากศูนย์ เพราะเครื่องมือส่วนใหญ่รองรับการตั้งค่าแบบ drag-and-drop RPA ต้องเขียนโค้ดเองไหม เครื่องมือ RPA ส่วนใหญ่ออกแบบมาให้ตั้งค่าแบบ “ลากวาง” (low-code/no-code) คนที่ไม่มีพื้นฐานโปรแกรมก็ใช้ได้ แต่ถ้าต้องการปรับแต่งขั้นสูง เช่น เชื่อมกับระบบ API ของบริษัท ก็อาจต้องเขียนโค้ดบางส่วน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

TFRS for NPAEs คืออะไร? สรุป NPAEs vs PAEs กิจการต้องใช้ตัวไหน

ผู้ประกอบการหลายคนเคยสงสัยว่า กิจการของตัวเองต้องใช้มาตรฐานบัญชีตัวไหน ระหว่าง TFRS for NPAEs กับ TFRS for PAEs คำตอบสั้น ๆ คือ ถ้าบริษัทไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และไม่ใช่สถาบันการเงิน ใช้ TFRS for NPAEs ได้เลย ซึ่งก็คือ SME กว่า 99% ในไทย บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ NPAEs คืออะไร ต่างจาก PAEs ตรงไหน ฉบับปรับปรุงล่าสุดเปลี่ยนอะไรบ้าง ไปจนถึงเรื่องงบการเงินและเงินลงทุนตามมาตรฐานนี้ NPAEs คืออะไร? NPAEs (Non-Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ พูดง่าย ๆ คือบริษัทที่ไม่ได้เอาหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ใช่สถาบันการเงินที่ดูแลเงินของคนอื่น กิจการ SME ส่วนใหญ่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียวที่จดทะเบียนนิติบุคคล ล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด กิจการที่จัดเป็น NPAEs มีลักษณะดังนี้ กิจการส่วนใหญ่ในไทย ทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) PAEs คืออะไร? PAEs (Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และกิจการที่อยู่ระหว่างยื่นขอจดทะเบียนหลักทรัพย์ กิจการเหล่านี้ดูแลเงินของนักลงทุนและประชาชนจำนวนมาก จึงต้องใช้มาตรฐาน TFRS for PAEs ฉบับเต็มที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนมากกว่า NPAEs กับ PAEs ต่างกันอย่างไร? ความแตกต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลและความซับซ้อนของมาตรฐานที่ใช้ สรุปเปรียบเทียบได้ดังนี้ หัวข้อ NPAEs PAEs กิจการที่ใช้ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน SME ทั่วไป บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน ประกันภัย มาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs (ฉบับย่อ) TFRS for PAEs (ฉบับเต็ม ตาม IFRS) จำนวนมาตรฐาน 1 ฉบับรวม หลายสิบฉบับ แยกตามเรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ใช้เฉพาะบางกรณี ใช้กว้างขวาง งบกระแสเงินสด ไม่บังคับ บังคับ การเปิดเผยข้อมูล น้อยกว่า เน้นเท่าที่จำเป็น มากและละเอียด ความซับซ้อน ต่ำกว่า เหมาะกับ SME สูง ต้องมีทีมบัญชีเฉพาะทาง กิจการคุณเป็น NPAEs หรือ PAEs? เช็คง่าย ๆ 3 ข้อ ถ้าตอบ “ไม่” ทั้งหมด กิจการคุณเป็น NPAEs ถ้าตอบ “ไม่” ทั้ง 3 ข้อ กิจการของคุณเป็น NPAEs ใช้มาตรฐานฉบับย่อนี้ได้เลย TFRS for NPAEs คืออะไร? มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับนี้มีอะไรบ้าง TFRS for NPAEs คือมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการ NPAEs ที่อธิบายไว้ข้างต้น ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) เป็นมาตรฐานฉบับย่อที่ลดความซับซ้อนลงจาก TFRS for PAEs เพื่อให้ SME ปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องมาตรฐานการบัญชี TFRS ฉบับสรุป) โครงสร้างของ TFRS for NPAEs มีกี่บท? TFRS for NPAEs รวมเนื้อหาไว้ในเล่มเดียว แบ่งเป็น 25 บท ครอบคลุมตั้งแต่กรอบแนวคิดทางบัญชี การนำเสนองบการเงิน ไปจนถึงเรื่องเฉพาะเช่น สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สัญญาเช่า รายได้ ผลประโยชน์พนักงาน ภาษีเงินได้ และเงินลงทุน ข้อดีของการรวมไว้ในเล่มเดียวคือนักบัญชีไม่ต้องเปิดหลายฉบับ ต่างจาก PAEs ที่ต้องอ้างอิงมาตรฐานแยกหลายสิบฉบับ NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 เปลี่ยนอะไรบ้าง? สภาวิชาชีพบัญชีออกฉบับปรับปรุง 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้มีดังนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้ เรื่อง สิ่งที่เปลี่ยน สัญญาเช่า เพิ่มบทใหม่เรื่องสัญญาเช่า แยกผู้เช่าและผู้ให้เช่าชัดเจนขึ้น ผู้เช่าต้องรับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า รายได้ ปรับหลักการรับรู้รายได้ให้ตรงตาม TFRS 15 มากขึ้น เน้นการโอนการควบคุม เครื่องมือทางการเงิน เพิ่มทางเลือกในการจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุน การนำเสนองบการเงิน ปรับรูปแบบให้ชัดเจนขึ้น เพิ่มข้อกำหนดเรื่องหมายเหตุประกอบงบ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ เรื่องที่กระทบมากที่สุดคือสัญญาเช่า โดยเฉพาะกิจการที่เช่าอาคาร สำนักงาน หรือรถยนต์ ต้องบันทึกบัญชีแตกต่างจากเดิม การนำเสนองบการเงินตาม NPAEs ต้องมีอะไรบ้าง? กิจการต้องจัดทำงบการเงินอย่างน้อย 4 รายการ (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 3) งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) แสดงภาพรวมว่ากิจการมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร ณ วันสิ้นรอบบัญชี เปรียบเทียบได้กับ “รูปถ่าย” สุขภาพการเงินของกิจการ งบกำไรขาดทุน (Statement of Profit or Loss) แสดงผลการดำเนินงานว่ามีรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) เท่าไร ในรอบบัญชีนั้น คล้ายกับ “สรุปผลประกอบการ” ของกิจการ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ แสดงว่าส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างงวด เช่น มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น จ่ายเงินปันผลออกไป หรือมีการเพิ่มทุน หมายเหตุประกอบงบการเงิน อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น นโยบายบัญชีที่ใช้ รายการสำคัญต่าง ๆ และข้อมูลที่ช่วยให้ผู้อ่านงบเข้าใจตัวเลขได้ดีขึ้น ข้อสังเกต กิจการ NPAEs ไม่จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสด ต่างจาก PAEs ที่บังคับ แต่ถ้าจัดทำก็จะช่วยให้เห็นภาพการไหลเวียนเงินสดของกิจการชัดเจนขึ้น เงินลงทุน ตาม NPAEs คิดอย่างไร? บทที่ 10 ของ TFRS for NPAEs กำหนดวิธีจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุนไว้เฉพาะ ซึ่งง่ายกว่า PAEs มาก ประเภทเงินลงทุนตาม NPAEs กิจการ NPAEs จัดเงินลงทุนเป็น 4 ประเภท ประเภท ตัวอย่าง วิธีวัดมูลค่า เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ราคาทุนตัดจำหน่าย เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียน ราคาทุนหักค่าเผื่อการด้อยค่า เงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม (เลือกได้) เงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ถือหุ้นในบริษัทอื่นเกิน 20% วิธีราคาทุนหรือส่วนได้เสีย วิธีวัดมูลค่าเงินลงทุนตาม NPAEs หลักการสำคัญคือ NPAEs เน้นใช้ราคาทุนเป็นหลัก ซึ่งง่ายกว่า PAEs ที่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรมในหลายกรณี สำหรับเงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในตลาด กิจการ NPAEs เลือกได้ระหว่างบันทึกตามราคาทุนหักค่าเผื่อด้อยค่า หรือใช้มูลค่ายุติธรรม ถ้าเลือกแบบไหนแล้วต้องใช้แบบนั้นสม่ำเสมอ ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องประเมินว่าเงินลงทุนด้อยค่าหรือไม่ ถ้ามูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่น่าจะกลับคืนมา ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อกิจการ NPAEs โตจนต้องเปลี่ยนเป็น PAEs ต้องทำอย่างไร? ถ้าวันหนึ่งกิจการเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเปลี่ยนจากการใช้ TFRS for NPAEs มาเป็น TFRS for PAEs ซึ่งมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเปลี่ยนผ่านต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี แนะนำให้ปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่เริ่มมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ สรุป: TFRS for NPAEs มาตรฐานบัญชีที่ SME ต้องรู้ จัดการงบการเงินตาม NPAEs ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกแบบมาให้ SME จัดการบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs ได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ปิดงบการเงิน ไปจนถึงส่งงบให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่าน DBD e-Filing ระบบ AI ของ PEAK ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ประหยัดเวลา และลดข้อผิดพลาด ดูแพ็กเกจและราคา PEAK หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ TFRS for NPAEs NPAEs ย่อมาจากอะไร? NPAEs ย่อมาจาก Non-Publicly Accountable Entities เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น กิจการ SME กว่า 99% ในไทยจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จึงใช้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ออกแบบมาให้เหมาะกับขนาดกิจการ กิจการ NPAEs จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสดหรือไม่? ไม่จำเป็น TFRS for NPAEs ไม่ได้บังคับให้จัดทำงบกระแสเงินสด แต่ถ้ากิจการต้องการทำก็สามารถทำได้ และจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพการเข้าออกของเงินสดได้ชัดเจนขึ้น สินค้าคงเหลือใน NPAEs วัดมูลค่าอย่างไร? สินค้าคงเหลือวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า วิธีคำนวณราคาทุนที่ใช้ได้ ได้แก่ วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ห้ามใช้วิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 8) ถ้าเปลี่ยนจาก NPAEs เป็น PAEs ต้องปรับงบการเงินย้อนหลังกี่ปี? ต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปีเปรียบเทียบ เพื่อให้ข้อมูลเทียบเคียงกันได้ตามมาตรฐาน PAEs ควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าร่วมกับผู้สอบบัญชี NPAEs กับ TFRS คืออะไร ต่างกันอย่างไร? TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือชื่อรวมของมาตรฐานการรายงานทางการเงินไทยทั้งหมด ส่วน NPAEs เป็นประเภทกิจการ ดังนั้น “TFRS for NPAEs” หมายถึงมาตรฐาน TFRS เวอร์ชันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับกิจการกลุ่มนี้ ซึ่งง่ายกว่าฉบับเต็มที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

9 min

ปิดบัญชี คืออะไร ขั้นตอนปิดบัญชีรายเดือนและประจำปี พร้อมตัวอย่าง

นักบัญชีและเจ้าของกิจการที่ทำบัญชีเอง มักได้ยินคำว่า “ปิดบัญชี” ทุกสิ้นเดือนและสิ้นปี แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าต้องปิดบัญชีอะไรบ้าง ลำดับขั้นตอนเป็นอย่างไร และบันทึก Dr/Cr ตรงไหน ปิดบัญชี คืออะไร การปิดบัญชี คือการโอนยอดคงเหลือของ “บัญชีชั่วคราว” ทั้งหมด ได้แก่ บัญชีรายได้และบัญชีค่าใช้จ่าย เข้าสู่บัญชีกำไรขาดทุน เพื่อให้บัญชีชั่วคราวเหล่านี้มียอดเป็นศูนย์ พร้อมเริ่มต้นบันทึกรายการในงวดถัดไป ผลลัพธ์ของการปิดบัญชีคือ “กำไรสุทธิ” หรือ “ขาดทุนสุทธิ” ของงวดนั้น ซึ่งจะถูกโอนเข้าบัญชีกำไรสะสม (Retained Earnings) ในงบแสดงฐานะการเงิน ถ้าต้องการภาพรวมเรื่องการปิดงบทั้งกระบวนการ ตั้งแต่เตรียมเอกสาร กำหนดส่ง ไปจนถึงค่าปรับ อ่านได้ที่บทความปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ปิดบัญชี กับ ปิดงบการเงิน ต่างกันอย่างไร ปิดบัญชี ปิดงบการเงิน คืออะไร โอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้/ค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน จัดทำงบการเงินครบชุดเพื่อยื่นหน่วยงานรัฐ ขอบเขต ขั้นตอนทางบัญชี 1 ขั้นตอน กระบวนการทั้งหมด (รวมปิดบัญชีเป็น 1 step) ทำเมื่อไหร่ ทำได้ทั้งรายเดือนและรายปี ทำรายปี ผู้ทำ นักบัญชี นักบัญชี + CPA ตรวจสอบ บัญชีอะไรบ้างที่ต้องปิด ไม่ใช่ทุกบัญชีที่ต้องปิด มีแค่ 2 กลุ่มที่ต้องโอนยอดเป็นศูนย์ทุกงวด บัญชีชั่วคราว (ต้องปิด) บัญชีที่สะสมตัวเลขเฉพาะงวดนั้น พองวดจบต้องโอนออกเพื่อเริ่มนับใหม่ บัญชีถาวร (ไม่ต้องปิด) บัญชีที่ยอดคงเหลือยกไปงวดถัดไปตลอด ขั้นตอนการปิดบัญชี (พร้อมตัวอย่าง Journal Entry) การปิดบัญชีมี 4 ขั้นตอน เรียงตามลำดับที่ต้องทำ ขั้นที่ 1: ปิดบัญชีรายได้เข้ากำไรขาดทุน โอนยอดรายได้ทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีรายได้เป็นศูนย์ สมมุติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากการขาย 2,000,000 บาท และรายได้ค่าบริการ 500,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รายได้จากการขาย 2,000,000 — รายได้ค่าบริการ 500,000 — กำไรขาดทุน — 2,500,000 ขั้นที่ 2: ปิดบัญชีค่าใช้จ่ายเข้ากำไรขาดทุน โอนยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าบัญชีกำไรขาดทุน ทำให้บัญชีค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ สมมุติ ค่าใช้จ่ายรวม 1,800,000 บาท (ต้นทุนสินค้า 1,200,000 + เงินเดือน 400,000 + ค่าเช่า 120,000 + ค่าเสื่อมราคา 80,000) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 1,800,000 — ต้นทุนสินค้าที่ขาย — 1,200,000 เงินเดือน — 400,000 ค่าเช่า — 120,000 ค่าเสื่อมราคา — 80,000 ขั้นที่ 3: โอนกำไร (ขาดทุน) สุทธิเข้ากำไรสะสม รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้รวม — 2,500,000 บาท ค่าใช้จ่ายรวม — 1,800,000 บาท กำไรสุทธิ 2,500,000 – 1,800,000 700,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรขาดทุน 700,000 — กำไรสะสม — 700,000 ขั้นที่ 4: ตรวจสอบว่าบัญชีชั่วคราวเป็นศูนย์ หลังปิดครบ 3 ขั้นตอน ตรวจสอบว่า: ถ้ายอดไม่เป็นศูนย์ แสดงว่ามีรายการที่ปิดไม่ครบ ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบ ปิดบัญชีรายเดือน ต้องทำอะไรบ้าง การปิดบัญชีไม่ได้ทำแค่สิ้นปี หลาย SME ปิดบัญชีรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยตัดสินใจได้เร็ว สิ่งที่ต้องทำทุกสิ้นเดือน: ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดบัญชีสิ้นปีจะเบาลงมาก เพราะตัวเลขถูกตรวจสอบไปแล้วทุกเดือน กรณีขาดทุน ปิดบัญชีต่างจากกรณีกำไรไหม ขั้นตอนเหมือนกันทุกประการ ต่างแค่ทิศทางการโอน ถ้าค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ บัญชีกำไรขาดทุนจะมียอด Dr เหลืออยู่ ให้โอนเข้ากำไรสะสมด้าน Dr เช่นกัน ทำให้กำไรสะสมลดลง ตัวอย่าง: ถ้ารายได้ 1,000,000 ค่าใช้จ่าย 1,300,000 → ขาดทุนสุทธิ 300,000 รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) กำไรสะสม 300,000 — กำไรขาดทุน — 300,000 สรุป การปิดบัญชีเป็นขั้นตอนทางบัญชีที่ต้องทำทุกงวด โดยโอนยอดบัญชีชั่วคราว (รายได้และค่าใช้จ่าย) เข้ากำไรขาดทุน แล้วโอนต่อเข้ากำไรสะสม ทำ 4 ขั้นตอนตามลำดับ แล้วตรวจสอบว่ายอดเป็นศูนย์ ถ้าทำรายเดือนสม่ำเสมอ ตอนปิดงบสิ้นปีจะง่ายขึ้นมาก จัดการปิดบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้การปิดบัญชีรายเดือนทำได้เร็วขึ้น เพราะรายการรายรับ-รายจ่ายถูกบันทึกไว้ตลอด ระบบสร้างงบทดลองให้อัตโนมัติ แค่ตรวจสอบตัวเลขแล้วกดปิดงวด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปิดบัญชี ปิดบัญชีผิดพลาด แก้ไขอย่างไร บันทึกรายการปรับปรุง (Adjusting Entries) กลับรายการที่ผิด แล้วบันทึกใหม่ให้ถูก ถ้าพบหลังงบผ่าน CPA แล้ว ต้องปรึกษาผู้สอบบัญชีว่าต้องแก้งบย้อนหลังหรือบันทึกในงวดปัจจุบัน ต้องปิดบัญชีทุกเดือนไหม หรือปีละครั้งก็พอ กฎหมายกำหนดแค่ปีละครั้ง แต่แนะนำให้ปิดรายเดือนเพื่อรู้กำไรขาดทุนทุกเดือน ช่วยจับปัญหาได้เร็วก่อนสะสมจนแก้ยาก โปรแกรมบัญชีช่วยปิดบัญชีอัตโนมัติได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK สร้าง journal entry ปิดบัญชีให้อัตโนมัติเมื่อกดปิดงวด นักบัญชีแค่ตรวจสอบตัวเลขก่อนยืนยัน ปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคืออะไร หลังปิดบัญชีแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือจัดทำงบการเงินเพื่อยื่น DBD และกรมสรรพากร อ่านขั้นตอนทั้งหมดได้ที่ปิดงบการเงิน ฉบับเจ้าของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ส.ค. 2026

PEAK Account

14 min

แจ้งเข้าประกันสังคม วิธียื่น เอกสาร และเงินสมทบ ฉบับนายจ้าง

รับพนักงานใหม่เข้าทำงานแล้ว สิ่งที่ต้องทำทันทีคือแจ้งเข้าประกันสังคมให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด ไม่อย่างนั้นอาจเจอค่าปรับสูงถึง 20,000 บาท (ถ้าเพิ่งเปิดบริษัทใหม่ อ่านคู่มือจดทะเบียนบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนประกอบด้วย) ประกันสังคม คืออะไร ทำไมนายจ้างต้องแจ้งเข้า ประกันสังคม คือระบบสวัสดิการที่รัฐจัดขึ้น ให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ ว่างงาน และกรณีสงเคราะห์บุตร (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม) ตามกฎหมายประกันสังคม นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างและแจ้งลูกจ้างเข้าประกันสังคมทุกคน หากไม่ทำอาจมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ประกันสังคมมาตรา 33 สำหรับพนักงาน พนักงานบริษัทที่ทำงานประจำจัดอยู่ในมาตรา 33 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความคุ้มครองมากที่สุด ครอบคลุม 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ส่วนมาตรา 39 คือผู้เคยเป็นพนักงานแล้วลาออกแต่สมัครใจจ่ายต่อเอง และมาตรา 40 สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่ทั้งสองมาตรานี้ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของนายจ้างโดยตรง สิทธิประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับจากประกันสังคม มาตรา 33 การแจ้งเข้าประกันสังคมให้พนักงานไม่ใช่แค่หน้าที่ตามกฎหมาย แต่ยังเป็นสวัสดิการสำคัญที่ช่วยดึงดูดคนเก่งเข้ามาทำงานด้วย สิทธิประโยชน์หลักมีดังนี้ นายจ้างต้องแจ้งเข้าประกันสังคมเมื่อไร? กำหนดเวลาและเดดไลน์ ตามกฎหมายประกันสังคมที่กำหนดไว้ นายจ้างต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเข้าประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานใหม่คนแรกหรือพนักงานเพิ่มเติม สถานการณ์ กำหนดเวลา หมายเหตุ เปิดบริษัทใหม่ มีลูกจ้างคนแรก ภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้าง ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้าง + แจ้งลูกจ้าง พร้อมกัน รับพนักงานเพิ่ม (ขึ้นทะเบียนนายจ้างแล้ว) ภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน แจ้งเฉพาะลูกจ้างเข้าใหม่ พนักงานลาออก ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่ลาออก ใช้แบบ สปส. 6-09 หากไม่แจ้งภายในกำหนด นายจ้างมีความผิดตามกฎหมาย อาจถูกปรับไม่เกิน 20,000 บาท และต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่มอีก 2% ต่อเดือน เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับแจ้งเข้าประกันสังคม เอกสารที่ต้องใช้จะต่างกันตามสถานะของนายจ้างและลูกจ้าง ตรวจสอบให้ครบก่อนยื่นเพื่อไม่ต้องแก้ไขซ้ำ เอกสารสำหรับบริษัทเปิดใหม่ (ขึ้นทะเบียนนายจ้างครั้งแรก) นายจ้างที่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม ต้องเตรียมเอกสารเหล่านี้ เอกสารฝั่งลูกจ้าง: กรณีไม่เคยมีประกันสังคม (สปส. 1-03) และกรณีเคยมีแล้ว (สปส. 1-03/1) เอกสารฝั่งลูกจ้างต่างกันตามสถานะการเป็นผู้ประกันตน ประเภทลูกจ้าง แบบฟอร์มที่ใช้ เอกสารเพิ่มเติม ไม่เคยมีประกันสังคม (เช่น เด็กจบใหม่) สปส. 1-03 (ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนใหม่) สำเนาบัตรประชาชน + เลือกโรงพยาบาลตามสิทธิ เคยมีประกันสังคมแล้ว (เคยทำงานที่อื่นมาก่อน) สปส. 1-03/1 (แจ้งการรับผู้ประกันตนเข้าทำงาน) สำเนาบัตรประชาชน + เลขที่บัตรประกันสังคมเดิม ข้อสำคัญ ถ้าใช้แบบฟอร์มผิดประเภท เอกสารจะถูกตีกลับ ให้ถาม พนักงานตั้งแต่วันแรกว่าเคยมีประกันสังคมมาก่อนหรือไม่ วิธีแจ้งเข้าประกันสังคมออนไลน์ ผ่านระบบ e-Service ปัจจุบันนายจ้างสามารถยื่นเอกสารประกันสังคมผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมได้ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานเอง ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม) อัตราเงินสมทบประกันสังคม 2569 และวิธีคำนวณ เงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 เรียกเก็บจากทั้งนายจ้างและลูกจ้าง โดยคำนวณจากฐานเงินเดือนที่กำหนด รายการ อัตรา หมายเหตุ ลูกจ้างจ่าย 5% ของเงินเดือน สูงสุดไม่เกิน 875 บาท/เดือน นายจ้างจ่าย 5% ของเงินเดือน สูงสุดไม่เกิน 875 บาท/เดือน ฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณ ขั้นต่ำ 1,650 บาท สูงสุด 17,500 บาท ปรับใหม่ปี 2569-2571 (จากเดิม 15,000 บาท) (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม ฐานค่าจ้างสูงสุดปรับเป็น 17,500 บาท มีผลปี 2569-2571 ตรวจสอบอัตราเงินสมทบล่าสุด) ตัวอย่างการคำนวณเงินสมทบ สูตรคำนวณเงินสมทบแต่ละฝ่ายต่อเดือน ฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณ (สูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท) × 5% = เงินสมทบที่ต้องหักนำส่ง (บาท) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับพนักงานใหม่ 3 คน เงินเดือนต่างกัน พนักงาน เงินเดือน ฐานที่ใช้คำนวณ เงินสมทบลูกจ้าง (5%) เงินสมทบนายจ้าง (5%) คนที่ 1 15,000 บาท 15,000 บาท 750 บาท 750 บาท คนที่ 2 17,500 บาท 17,500 บาท 875 บาท 875 บาท คนที่ 3 50,000 บาท 17,500 บาท 875 บาท 875 บาท รวม 2,500 บาท/เดือน 2,500 บาท/เดือน จากตัวอย่างจะเห็นว่า ไม่ว่าเงินเดือนจะสูงแค่ไหน เงินสมทบสูงสุดต่อคนคือ 875 บาท/เดือน เพราะเพดานเงินเดือนที่ใช้คำนวณปรับเป็น 17,500 บาทตั้งแต่ปี 2569 นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบ (ทั้งส่วนของตัวเองและส่วนที่หักจากลูกจ้าง) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นอกจากประกันสังคมแล้ว นายจ้างยังต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนพนักงานทุกเดือนด้วย ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อแจ้งเข้าประกันสังคม หลายบริษัทเจอปัญหาที่แก้ได้ง่ายถ้ารู้ล่วงหน้า บทสรุป การแจ้งเข้าประกันสังคมไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ถ้าเตรียมตัวถูกจะจบได้ภายในไม่กี่นาทีผ่านระบบออนไลน์ สิ่งที่ต้องจำคือ แจ้งภายใน 30 วัน ใช้แบบฟอร์มให้ถูกประเภท (สปส. 1-03 หรือ สปส. 1-03/1) และนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป จัดการเงินเดือนและประกันสังคมให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินสมทบอัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และเชื่อมข้อมูลเข้าระบบบัญชีครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแจ้งเข้าประกันสังคม พนักงาน Part-time หรือสัญญาจ้างชั่วคราว ต้องแจ้งเข้าประกันสังคมไหม? ต้องแจ้ง ถ้าพนักงานทำงานตั้งแต่ 1 วันขึ้นไปและมีนิติสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง กฎหมายไม่ได้ยกเว้นตามจำนวนชั่วโมงหรือประเภทสัญญา ยกเว้นกรณีจ้างทำของ (freelance) ที่ไม่ถือเป็นลูกจ้าง ถ้าพนักงานย้ายมาจากบริษัทอื่น สิทธิประกันสังคมจะขาดช่วงไหม? ไม่ขาดช่วง ถ้านายจ้างใหม่แจ้งเข้าภายใน 30 วัน ระบบจะเชื่อมต่อสิทธิให้อัตโนมัติ แต่ถ้าแจ้งช้ากว่านั้น พนักงานอาจมีช่วงที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง นายจ้างเปลี่ยนที่อยู่บริษัท ต้องแจ้งประกันสังคมด้วยไหม? ต้องแจ้ง ภายใน 15 วันนับจากวันที่เปลี่ยนแปลง ยื่นแบบ สปส. 6-15 ผ่านระบบ e-Service หรือไปที่สำนักงานประกันสังคมเขตที่ตั้งใหม่ จ้างลูกจ้างต่างด้าว ต้องแจ้งเข้าประกันสังคมไหม? ต้องแจ้ง ลูกจ้างต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้อง มีสิทธิได้รับความคุ้มครองประกันสังคมเช่นเดียวกับลูกจ้างสัญชาติไทย

29 ส.ค. 2026

PEAK Account

18 min

สวัสดิการพนักงานสำหรับ SME ครบทุกประเภท หักภาษีได้อย่างไร

สวัสดิการพนักงานที่ดีช่วยดึงคนเก่งเข้าบริษัทได้ แต่ผู้ประกอบการหลายคนยังไม่รู้ว่าสวัสดิการบางอย่างสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ขณะที่บางอย่างเป็น “ประโยชน์เพิ่ม” ที่ต้องคำนวณเพิ่มให้พนักงานด้วย สวัสดิการพนักงาน คืออะไร และมีกี่ประเภท สวัสดิการพนักงาน คือ ผลตอบแทนที่บริษัทมอบให้พนักงานนอกเหนือจากเงินเดือน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ที่กฎหมายกำหนด หรือสิ่งที่บริษัทจัดให้เพิ่มเติมเอง สวัสดิการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก สวัสดิการตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายจ้างต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำให้พนักงาน ได้แก่ สวัสดิการนอกเหนือกฎหมาย คือสิ่งที่บริษัทจัดให้เพิ่มเติมเพื่อจูงใจพนักงาน ไม่มีกฎหมายบังคับ แต่สวัสดิการเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ถ้าจัดทำให้ถูกเงื่อนไข สวัสดิการพนักงาน มีอะไรบ้าง รวมครบทุกประเภท นอกเหนือจากสวัสดิการตามกฎหมาย บริษัทยังจัดให้เพิ่มเติมได้หลายรูปแบบ แต่ละประเภทมีผลทางภาษีต่างกัน ค่ารักษาพยาบาลและประกันกลุ่ม ถือเป็นสวัสดิการที่พนักงานให้ความสำคัญอันดับต้นๆ บริษัทอาจจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โดยตรง หรือทำประกันกลุ่มพนักงาน (Group Insurance) ที่ครอบคลุมทั้งค่ารักษา ค่าทำฟัน และประกันชีวิต รถประจำตำแหน่ง ค่าเดินทาง และค่าโทรศัพท์ บริษัทอาจจัดรถให้ผู้บริหารใช้ หรือจ่ายค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ให้พนักงาน สวัสดิการกลุ่มนี้มีผลทางภาษีเพราะอาจถือเป็น “ประโยชน์เพิ่ม” ที่ต้องคำนวณเป็นรายได้ของพนักงาน โบนัส ค่าครองชีพ และเบี้ยเลี้ยง โบนัสประจำปี ค่าครองชีพรายเดือน และเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ล้วนเป็นสวัสดิการที่ช่วยดึงดูดและรักษาพนักงาน สวัสดิการด้านการศึกษาและพัฒนาทักษะ ทุนเรียนต่อ ค่าอบรมสัมมนา ค่าสอบใบรับรองวิชาชีพ เป็นสวัสดิการที่ช่วยเพิ่มศักยภาพพนักงานและองค์กรไปพร้อมกัน สวัสดิการยุคใหม่ที่กำลังเป็นเทรนด์ หลายบริษัทเริ่มนำ Flexible Benefits มาใช้ ให้พนักงานเลือกสวัสดิการได้ตามความต้องการของตัวเอง เช่น เลือกระหว่างค่าฟิตเนสกับค่าเรียนภาษา นอกจากนี้ยังมีวันลาแบบยืดหยุ่น Work From Home และค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับทำงานจากบ้าน สวัสดิการพนักงาน แบบไหนหักเป็นค่าใช้จ่ายภาษีได้ สวัสดิการที่บริษัทจ่ายให้พนักงานสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ แต่ต้องเข้าเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนด เงื่อนไข 3 ข้อที่สรรพากรกำหนด กรมสรรพากร กำหนดให้ค่าใช้จ่ายสวัสดิการหักภาษีได้ เมื่อเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ตัวอย่างสวัสดิการที่หักภาษีได้และหักไม่ได้ สวัสดิการ หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ เงื่อนไขสำคัญ ค่ารักษาพยาบาล ได้ ต้องมีระเบียบ กำหนดวงเงินชัด เบี้ยประกันกลุ่ม ได้ เบี้ยประกันตามจริง มีกรมธรรม์ โบนัสประจำปี ได้ จ่ายตามผลงาน มีหลักเกณฑ์ ค่าอบรมสัมมนา ได้ เกี่ยวข้องกับงาน มีหลักฐาน รถประจำตำแหน่ง ได้* *ส่วนที่พนักงานใช้ส่วนตัวต้องคำนวณเป็นประโยชน์เพิ่ม ค่าเลี้ยงรับรองพนักงาน (ไม่มีระเบียบ) ไม่ได้ ต้องมีระเบียบและเท่าเทียม เงินช่วยเหลือส่วนตัว (ไม่มีระเบียบ) ไม่ได้ ถือเป็นรายจ่ายส่วนตัว ค่ารักษาพยาบาลและประกันกลุ่ม ภาษีเป็นยังไง ค่ารักษาพยาบาลและประกันกลุ่มเป็นสวัสดิการที่มีผลทางภาษีทั้งฝั่งบริษัทและพนักงาน การทำความเข้าใจให้ถูกต้องช่วยให้วางแผนภาษีได้ดีขึ้น ค่ารักษาพยาบาลหักเป็นรายจ่ายได้แค่ไหน บริษัทนำค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายให้พนักงานมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทั้งจำนวน เมื่อเข้าเงื่อนไข 3 ข้อด้านบนครบ โดยต้องกำหนดวงเงินสูงสุดต่อคนต่อปีอย่างชัดเจน ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดวงเงินค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 30,000 บาทต่อคนต่อปี เมื่อพนักงานเบิกค่ารักษา 15,000 บาท บริษัทจ่ายจริง 15,000 บาท นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เต็มจำนวน ประกันกลุ่มพนักงาน เบี้ยประกันหักภาษีได้เท่าไร เบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายให้พนักงานหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้ทั้งจำนวน ไม่มีเพดานจำกัดตายตัว ตราบใดที่จ่ายจริง มีกรมธรรม์รองรับ และเป็นจำนวนที่สมเหตุสมผล (ตามหลักมาตรา 65 ตรี ประมวลรัษฎากร) เบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายครอบคลุมได้หลายความคุ้มครอง เช่น ฝั่งพนักงาน ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ไหม ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทจ่ายให้ตามระเบียบสวัสดิการ ไม่ถือเป็นเงินได้ของพนักงาน จึงไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนเบี้ยประกันกลุ่มที่บริษัทจ่ายให้พนักงาน ถือเป็นเงินได้ของพนักงานตามมาตรา 40(1) ของประมวลรัษฎากร พนักงานต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ด้วย แต่ถ้าเป็นเบี้ยประกันชีวิตที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป พนักงานสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2568) รถประจำตำแหน่งและค่าโทรศัพท์ คำนวณ “ประโยชน์เพิ่ม” อย่างไร เมื่อบริษัทจัดรถยนต์หรือจ่ายค่าโทรศัพท์ให้พนักงานใช้ สิ่งที่พนักงานได้รับนอกเหนือจากเงินเดือนเรียกว่า “ประโยชน์เพิ่ม” ซึ่งมีผลทางภาษีที่ต้องคำนวณให้ถูกต้อง ประโยชน์เพิ่ม (Fringe Benefit) คืออะไร ประโยชน์เพิ่มคือทรัพย์สินหรือบริการที่นายจ้างให้พนักงานใช้โดยไม่คิดค่าตอบแทน หรือคิดในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.23/2533 (ยังบังคับใช้ถึงปัจจุบัน) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้ของพนักงาน ประโยชน์เพิ่มที่พบบ่อย ได้แก่ รถประจำตำแหน่ง ที่พักอาศัยที่บริษัทจัดให้ ค่าโทรศัพท์ส่วนตัว และค่าสมาชิกสโมสรต่างๆ วิธีคำนวณประโยชน์เพิ่ม รถประจำตำแหน่ง การคำนวณประโยชน์เพิ่มจากรถประจำตำแหน่งขึ้นอยู่กับว่าเป็นรถของบริษัทหรือรถเช่า และพนักงานใช้ส่วนตัวด้วยหรือไม่ กรณีรถยนต์ของบริษัท ให้พนักงานใช้ทั้งงานและส่วนตัว ตามแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร ประโยชน์เพิ่มคำนวณจากมูลค่าการใช้รถส่วนตัว ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถยนต์ราคา 1,000,000 บาท ให้ผู้จัดการใช้ ประเมินว่าใช้งานส่วนตัว 40% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าใช้จ่ายรถทั้งปี (ค่าเสื่อม ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม ประกัน) รวมค่าใช้จ่ายจริง 300,000 บาท สัดส่วนใช้ส่วนตัว 300,000 × 40% 120,000 บาท ประโยชน์เพิ่มต่อปี — 120,000 บาท ประโยชน์เพิ่ม 120,000 บาทนี้ต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ของพนักงานในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และบริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกับเงินเดือนด้วย ส่วนค่าใช้จ่ายรถทั้ง 300,000 บาท บริษัทยังคงหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้เต็มจำนวน วิธีคำนวณประโยชน์เพิ่ม ค่าโทรศัพท์ ค่าโทรศัพท์ที่บริษัทจ่ายให้พนักงานแบ่งเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 ใช้เฉพาะงาน ถ้าบริษัทจัดซิมหรือเครื่องโทรศัพท์ให้ใช้งานเท่านั้น ไม่ถือเป็นประโยชน์เพิ่ม บริษัทหักค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวน กรณีที่ 2 ใช้ทั้งงานและส่วนตัว เช่น จ่ายค่าโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของพนักงานเดือนละ 2,000 บาท ถ้าไม่สามารถแยกส่วนงานกับส่วนตัวได้ ต้องถือเป็นประโยชน์เพิ่มทั้งจำนวน รายการ จำนวนเงิน ค่าโทรศัพท์ที่บริษัทจ่ายต่อเดือน 2,000 บาท ประโยชน์เพิ่มต่อปี 24,000 บาท ประโยชน์เพิ่ม 24,000 บาทนี้ต้องนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้ของพนักงาน ถ้าบริษัทอยากหลีกเลี่ยงปัญหาประโยชน์เพิ่ม ให้จัดซิมบริษัทแยกต่างหาก แล้วให้พนักงานใช้เฉพาะงาน จะไม่ต้องคำนวณประโยชน์เพิ่มเลย บันทึกบัญชีสวัสดิการพนักงานอย่างไรให้ถูกต้อง การบันทึกบัญชีสวัสดิการพนักงานต้องแยกประเภทค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน เพื่อให้ปิดงบและยื่นภาษีได้ถูกต้อง ตัวอย่างการบันทึก เมื่อบริษัทจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พนักงาน 15,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าสวัสดิการพนักงาน (ค่ารักษาพยาบาล) 15,000 — เงินสด/ธนาคาร — 15,000 การจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนจะช่วยให้สรรพากรตรวจสอบได้ง่าย ควรเก็บระเบียบสวัสดิการ ใบเสร็จ หลักฐานการจ่ายเงิน และกรมธรรม์ประกันกลุ่ม ไว้อย่างน้อย 5 ปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3) สรุป: วางแผนสวัสดิการให้ได้ทั้งใจพนักงานและประโยชน์ทางภาษี จัดการบัญชีสวัสดิการพนักงานให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้บันทึกค่าใช้จ่ายสวัสดิการพนักงานได้อย่างเป็นระบบ แยกประเภทชัดเจน พร้อมออกรายงานภาษีและรายงานค่าใช้จ่ายที่นำไปใช้ปิดงบและยื่นภาษีได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสวัสดิการพนักงานและภาษี บริษัทขนาดเล็กต้องจัดสวัสดิการอะไรบ้าง ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน บริษัททุกขนาดต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำ ได้แก่ ประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน และวันลาตามกฎหมาย ส่วนสวัสดิการเพิ่มเติมเช่น ประกันกลุ่ม ค่ารักษาพยาบาล ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท ซึ่งถ้าจัดให้อย่างถูกระเบียบก็หักเป็นค่าใช้จ่ายภาษีได้ด้วย ถ้าไม่มีระเบียบสวัสดิการเป็นลายลักษณ์อักษร จะเกิดอะไรขึ้น สรรพากรอาจไม่ยอมรับให้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี และอาจประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ดังนั้นควรจัดทำระเบียบสวัสดิการให้ชัดเจน ระบุเงื่อนไข สิทธิ และวงเงินสูงสุดที่จ่ายให้ ประโยชน์เพิ่มที่ไม่ต้องคำนวณมีอะไรบ้าง สวัสดิการที่ไม่ถือเป็นประโยชน์เพิ่ม เช่น ชุดยูนิฟอร์มสำหรับงาน เครื่องมือทำงาน (คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์สำหรับงานเท่านั้น) ค่าอบรมที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อกิจการ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัวของพนักงาน Flexible Benefits คืออะไร บริษัทเล็กทำได้ไหม Flexible Benefits คือระบบที่ให้พนักงานเลือกสวัสดิการตามความต้องการของตัวเอง ภายในวงเงินที่บริษัทกำหนด บริษัทเล็กก็ทำได้ เช่น ให้วงเงิน 10,000 บาทต่อปี พนักงานเลือกใช้ระหว่างค่ายิม ค่าเรียนภาษา หรือค่าตรวจสุขภาพ ถ้ามีระเบียบชัดเจนก็หักภาษีได้เช่นกันดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

วงจรเงินสด คืออะไร คู่มือบริหารสภาพคล่องสำหรับ SME

ธุรกิจมีกำไรทุกเดือน แต่เงินสดไม่เคยพอจ่าย ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด และสาเหตุหลักมักไม่ใช่เรื่องรายได้ แต่คือ “วงจรเงินสด” ที่ยาวเกินไป วงจรเงินสด (Cash Cycle) คืออะไร? วงจรเงินสด คือระยะเวลาที่ธุรกิจใช้ไปตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ จนกระทั่งได้รับเงินคืนจากการขายสินค้านั้น โดยวัดเป็นจำนวน “วัน” ยิ่งจำนวนวันน้อย สภาพคล่องยิ่งดี ตัวอย่างง่ายๆ ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์สั่งซื้อสินค้าจากโรงงานแล้วจ่ายเงินทันที ใช้เวลาขาย 30 วัน แต่ให้ลูกค้าผ่อนชำระอีก 15 วัน รวมแล้วต้องรอ 45 วันกว่าจะได้เงินกลับมา ช่วง 45 วันนี้คือ “วงจรเงินสด” ของร้าน ในภาษาอังกฤษมักเรียกว่า Cash Conversion Cycle ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่นักวิเคราะห์การเงินทั่วโลกใช้ประเมินประสิทธิภาพการบริหารเงินทุนหมุนเวียน (อ้างอิง: Investopedia — Cash Conversion Cycle) วงจรเงินสดกับวงจรดำเนินงาน (Operating Cycle) ต่างกันอย่างไร? หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ความแตกต่างอยู่ที่ “เครดิตจากซัพพลายเออร์” วงจรดำเนินงาน (Operating Cycle) นับตั้งแต่ซื้อสินค้าจนถึงวันที่ได้รับเงินจากลูกค้า โดยยังไม่หักเครดิตที่ได้จากซัพพลายเออร์ ตัวชี้วัด สูตร ความหมาย วงจรดำเนินงาน (Operating Cycle) DIO + DSO ครอบคลุมเฉพาะฝั่งขาย ยังไม่หักเครดิตซื้อ วงจรเงินสด (Cash Cycle) DIO + DSO – DPO หักเครดิตซื้อแล้ว สะท้อนเงินสดที่ต้องสำรองจริง พูดง่ายๆ วงจรเงินสด คือ Operating Cycle ที่หักเครดิตจากเจ้าหนี้ออกแล้ว ทำให้เห็นจำนวนวันที่ธุรกิจต้อง “ควักเงินตัวเอง” จริงๆ สูตรวงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle) คำนวณอย่างไร? สูตรวงจรเงินสด ประกอบด้วย 3 ส่วน แต่ละส่วนสะท้อนพฤติกรรมที่ต่างกันของธุรกิจ สูตร Cash Conversion Cycle วงจรเงินสด = DIO + DSO – DPO องค์ประกอบ 3 ส่วนของสูตรวงจรเงินสด แต่ละตัวย่อมีความหมายและสูตรย่อยของตัวเอง องค์ประกอบ ชื่อเต็ม ความหมาย สูตรคำนวณ DIO Days Inventory Outstanding สินค้าอยู่ในสต็อกกี่วันก่อนขายได้ (สินค้าคงเหลือเฉลี่ย ÷ ต้นทุนขาย) × 365 DSO Days Sales Outstanding ขายแล้วรอเก็บเงินจากลูกค้ากี่วัน (ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย ÷ รายได้) × 365 DPO Days Payable Outstanding ได้เครดิตจากซัพพลายเออร์กี่วัน (เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย ÷ ต้นทุนขาย) × 365 DIO และ DSO ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะหมายความว่าธุรกิจขายสินค้าเร็วและเก็บเงินเร็ว ส่วน DPO ยิ่งมากยิ่งดี เพราะหมายความว่าได้เครดิตจากคู่ค้านานขึ้น ตัวอย่างการคำนวณวงจรเงินสดแบบเข้าใจง่าย สมมติ บริษัท สมาร์ทชอป จำกัด (ชื่อสมมติ) ขายสินค้าออนไลน์ มีข้อมูลทางการเงินดังนี้ รายการ จำนวน สินค้าคงเหลือเฉลี่ย 500,000 บาท ลูกหนี้การค้าเฉลี่ย 300,000 บาท เจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย 400,000 บาท ต้นทุนขาย (ต่อปี) 3,650,000 บาท รายได้ (ต่อปี) 6,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ DIO (สินค้าอยู่สต็อกกี่วัน) (500,000 ÷ 3,650,000) × 365 50 วัน DSO (รอเก็บเงินลูกค้ากี่วัน) (300,000 ÷ 6,000,000) × 365 18 วัน DPO (ได้เครดิตคู่ค้ากี่วัน) (400,000 ÷ 3,650,000) × 365 40 วัน วงจรเงินสด 50 + 18 – 40 28 วัน บริษัท สมาร์ทชอป จำกัด ต้อง “สำรองเงินทุน” ไว้ใช้ในธุรกิจ 28 วัน ตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้าจนได้เงินจากลูกค้ากลับมา พูดอีกแบบคือ สินค้าอยู่ในสต็อก 50 วัน บวกรอเก็บเงินอีก 18 วัน แต่ได้เครดิตจากคู่ค้า 40 วัน เลยเหลือวันที่ต้องสำรองเงินเองแค่ 28 วัน วงจรเงินสดบอกอะไรเกี่ยวกับธุรกิจ? วิเคราะห์ค่าวงจรเงินสด ค่าวงจรเงินสดช่วยให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจว่าเงินสด “ติดอยู่” ในธุรกิจนานแค่ไหน ถ้าเปรียบเทียบ วงจรเงินสดของตัวเองกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม จะเห็นจุดที่ต้องปรับปรุงชัดเจน วงจรเงินสดเป็นบวก เป็นลบ หมายความว่าอย่างไร? วงจรเงินสดมี 3 สถานการณ์หลัก ค่าวงจรเงินสด หมายความว่า ตัวอย่างธุรกิจ วงจรเงินสดเป็นบวก (เช่น +28 วัน) ธุรกิจต้องสำรองเงินทุนหมุนเวียนไว้ 28 วัน ยิ่งเลขสูง ยิ่งต้องมีเงินสำรองเยอะ ธุรกิจค้าปลีก ร้านวัสดุก่อสร้าง วงจรเงินสดเท่ากับ 0 เงินสดไหลเข้า-ออกพอดี ไม่ต้องสำรอง หายากในทางปฏิบัติ วงจรเงินสดเป็นลบ (เช่น -10 วัน) ธุรกิจได้เงินจากลูกค้าก่อนจ่ายซัพพลายเออร์ สภาพคล่องดีมาก ซูเปอร์มาร์เก็ต ธุรกิจ subscription ธุรกิจแบบ “เก็บเงินสดทันที” เช่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ มักมีวงจรเงินสดต่ำหรือติดลบ เพราะ DSO เกือบเป็นศูนย์ ในขณะที่ธุรกิจซื้อมาขายไปที่ให้เครดิต 30-60 วัน มักมีวงจรเงินสดสูง 5 กลยุทธ์ย่นวงจรเงินสดให้ SME สภาพคล่องดีขึ้น เมื่อรู้ค่าวงจรเงินสด แล้ว คำถามถัดไปคือ “ลดได้อย่างไร” หลักการง่ายๆ คือ ลด DIO, ลด DSO, เพิ่ม DPO รวมถึงใช้เครื่องมือทางการเงินช่วยเสริม 1. เร่งเก็บเงินจากลูกค้าให้เร็วขึ้น (ลด DSO) ลด DSO หมายถึงทำให้ลูกค้าจ่ายเงินเร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้องตัดเครดิตทิ้ง แค่ปรับวิธีก็ช่วยได้ 2. ต่อรองเครดิตจากซัพพลายเออร์ให้นานขึ้น (เพิ่ม DPO) การได้เครดิตนานขึ้นเท่ากับมีเงินหมุนในมือนานขึ้น ลองต่อรองจากเครดิต 30 วันเป็น 45 วัน โดยเฉพาะถ้าสั่งซื้อเป็นประจำ ซัพพลายเออร์มักยินดีขยายเครดิตให้ลูกค้าที่จ่ายตรงเวลา 3. บริหารสินค้าคงคลังให้หมุนเร็วขึ้น (ลด DIO) สต็อกที่นอนค้างคือเงินที่ถูก “แช่แข็ง” วิธีลด DIO ได้แก่ 4. ใช้สินเชื่อหมุนเวียนหรือ factoring เสริมสภาพคล่อง สำหรับธุรกิจที่ DSO สูงเพราะลูกค้ารายใหญ่ขอเครดิตนาน การใช้บริการ factoring (ขายลูกหนี้การค้าให้สถาบันการเงิน) ช่วยให้ได้เงินสดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอครบกำหนด แม้จะมีค่าธรรมเนียม แต่ช่วยให้วงจรเงินสด สั้นลงได้ทันที อีกทางเลือกคือวงเงิน OD (overdraft) หรือสินเชื่อหมุนเวียน ซึ่งช่วยพยุงกระแสเงินสดในช่วงที่รอเก็บเงินจากลูกค้า 5. ใช้เทคโนโลยีติดตามลูกหนี้และเจ้าหนี้แบบเรียลไทม์ ธุรกิจ SME หลายรายยังติดตามลูกหนี้-เจ้าหนี้ด้วย Excel หรือจำในหัว ทำให้พลาดกำหนดเก็บเงินหรือจ่ายเงินช้าเกินจำเป็น การใช้โปรแกรมบัญชีที่แสดงอายุลูกหนี้ (AR Aging) และอายุเจ้าหนี้ (AP Aging) แบบเรียลไทม์ช่วยให้เห็นว่าใครค้างจ่ายกี่วัน ควรติดตามใครก่อน และกำหนดจ่ายเจ้าหนี้รายไหนใกล้ถึง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยตัดสินใจได้เร็วขึ้น ลดเวลาที่เงินติดค้างในระบบ กรณีศึกษา: วงจรเงินสดของธุรกิจ SME ไทย ลองดู 2 ธุรกิจที่มีวงจรเงินสดต่างกัน เพื่อให้เห็นผลกระทบชัดเจน ธุรกิจ ก — ร้านค้าออนไลน์ขายเครื่องสำอาง (ชื่อสมมติ) ตัวชี้วัด ค่า หมายเหตุ DIO 35 วัน สั่งสินค้าทีละน้อย หมุนเร็ว DSO 5 วัน ลูกค้าจ่ายเงินปลายทาง หรือโอนทันที DPO 30 วัน คู่ค้าให้เครดิต 30 วัน วงจรเงินสด 10 วัน เงินหมุนเร็ว ต้องสำรองทุนแค่ 10 วัน ร้านนี้มีวงจรเงินสดต่ำเพราะเก็บเงินจากลูกค้าเร็ว (DSO 5 วัน) และได้เครดิตจากคู่ค้านานพอ (DPO 30 วัน) ธุรกิจ ข — ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างส่งผู้รับเหมา (ชื่อสมมติ) ตัวชี้วัด ค่า หมายเหตุ DIO 60 วัน สต็อกสินค้าหลายประเภท หมุนช้า DSO 45 วัน ผู้รับเหมาขอเครดิต 30-60 วัน DPO 30 วัน คู่ค้าให้เครดิต 30 วัน วงจรเงินสด 75 วัน ต้องสำรองเงินทุน 75 วัน ธุรกิจ ข ต้องสำรองเงินมากกว่าธุรกิจ ก เกือบ 8 เท่า ถ้ารายจ่ายต่อวันอยู่ที่ 10,000 บาท ต้องเตรียมเงินถึง 750,000 บาท เทียบกับธุรกิจ ก ที่เตรียมแค่ 100,000 บาท วิธีปรับปรุงวงจรเงินสด ของธุรกิจ ข คือ ลด DSO ด้วยการเก็บเงินมัดจำ 30% ก่อนส่งสินค้า และลด DIO ด้วยการสั่งซื้อตามคำสั่งซื้อจริง ไม่สต็อกรอ สรุป: วงจรเงินสด ตัวชี้วัดที่ SME ต้องรู้ วงจรเงินสดไม่ใช่ตัวเลขสำหรับนักวิเคราะห์เท่านั้น ผู้ประกอบการ SME ควรคำนวณและติดตามเป็นประจำ ใช้ PEAK ช่วยติดตามและบริหารวงจรเงินสดได้อย่างไร? การคำนวณวงจรเงินสด ต้องอาศัยข้อมูลสินค้าคงเหลือ ลูกหนี้การค้า และเจ้าหนี้การค้าที่อัปเดตตลอด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ข้อมูลเหล่านี้อัปเดตอัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกรายการ ดูอายุลูกหนี้-เจ้าหนี้ได้ทันที และออกใบแจ้งหนี้พร้อมลิงก์ชำระเงินให้ลูกค้าในคลิกเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวงจรเงินสด (FAQ) วงจรเงินสดเท่าไรถึงเรียกว่าดี? ไม่มีค่าตายตัว เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีมาตรฐานต่างกัน ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์อาจมีวงจรเงินสดต่ำกว่า 15 วัน ขณะที่ธุรกิจผลิตอาจสูงถึง 60-90 วัน สิ่งที่สำคัญกว่าคือ วงจรเงินสดของธุรกิจเราลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหรือไม่ และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือเปล่า วงจรเงินสดติดลบดีจริงหรือเปล่า? วงจรเงินสดติดลบหมายความว่าธุรกิจได้เงินจากลูกค้าก่อนที่จะต้องจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ ซึ่งถือว่าดีมากในแง่สภาพคล่อง เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่เก็บเงินทันทีแต่จ่ายซัพพลายเออร์ทีหลัง แต่ถ้า วงจรเงินสดติดลบเพราะ “ยืดจ่ายเจ้าหนี้” เกินกำหนดจนเสียความสัมพันธ์ ก็ไม่ใช่สัญญาณที่ดี วงจรเงินสดกับ Free Cash Flow เกี่ยวข้องกันอย่างไร? วงจรเงินสด และ Free Cash Flow (FCF) เป็นคนละตัวชี้วัด แต่มีความเชื่อมโยงกัน วงจรเงินสดวัด “ความเร็ว” ที่เงินสดหมุนกลับมา ส่วน FCF วัด “จำนวนเงินสด” ที่เหลือหลังจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด ธุรกิจที่วงจรเงินสดสั้น มักมี FCF ดีตามไปด้วย เพราะเงินไม่ติดค้างในระบบนาน ทำให้มีเงินสดอิสระไปลงทุนต่อยอดได้มากขึ้น SME ที่ไม่มีสินค้าคงคลังคำนวณวงจรเงินสด ได้ไหม? ได้ เช่น ธุรกิจบริการที่ไม่มีสต็อกสินค้า DIO จะเท่ากับศูนย์ ทำให้สูตรวงจรเงินสดเหลือแค่ DSO – DPO ซึ่งยังมีประโยชน์ในการวิเคราะห์ว่าเก็บเงินจากลูกค้าเร็วแค่ไหนเมื่อเทียบกับที่ต้องจ่ายซัพพลายเออร์ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ที่ปรึกษาภาษี คืออะไร หน้าที่ วิธีเลือก ค่าบริการ ฉบับ SME

ปัจจุบันมาตรการทางภาษีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความสลับซับซ้อนขึ้นตามทิศทางการดำเนินธุรกิจ การวางแผนภาษีที่ดี นอกจากจะช่วยให้ชำระภาษีได้อย่างถูกต้องครบถ้วนยังเป็นการรักษาผลประโยชน์ขององค์กรในการบริหารค่าใช้จ่ายทางด้านภาษี อีกทั้งหลายธุรกิจประสบปัญหาจากการจัดการทางด้านภาษี ทำให้การชำระภาษีล่าช้าหรือไม่ถูกต้อง ต้องเสียเงินเพิ่มและเบี้ยปรับทางภาษีในมูลค่าสูง การมีที่ปรึกษาทางภาษีจึงเป็นกลยุทธที่สำคัญในการจัดการปัญหาด้านภาษีหรือเพื่อการวางแผนทางภาษีให้กับองค์กร

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

สัญญาจะซื้อจะขาย เอกสารที่ต้องรู้จัก ก่อนจะเซ็นสัญญา

ผู้ประกอบการหลายคนที่กำลังจะซื้อที่ดินสร้างโกดัง ซื้อตึกแถวเปิดร้าน หรือขายอสังหาริมทรัพย์ของกิจการ มักเจอคำว่า สัญญาจะซื้อจะขาย แล้วสับสนว่าต่างจากสัญญาซื้อขายจริงตรงไหน เรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่ถ้าเข้าใจผิดแม้แค่จุดเดียว อาจเสียเงินมัดจำฟรี หรือถูกอีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์โอนทันที แต่เป็นแค่ข้อตกลงล่วงหน้าว่าทั้งสองฝ่ายจะไปทำสัญญาซื้อขายจริงที่สำนักงานที่ดินในวันโอน สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร สัญญาจะซื้อจะขาย คือ ข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ที่ตกลงกันว่าจะไปทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่กำหนดไว้ โดยกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ณ วันที่เซ็นสัญญาฉบับนี้ พูดง่ายๆ คือเป็นสัญญาจองล่วงหน้า ผู้ซื้อวางเงินมัดจำไว้เป็นหลักประกัน แล้วนัดวันไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินอีกครั้ง เหตุผลที่ต้องมีสัญญาฉบับนี้ เพราะการซื้อขายอสังหาฯ มักใช้เวลาเตรียมตัวหลายเดือน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบโฉนด ขอสินเชื่อธนาคาร หรือเตรียมเอกสาร หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 456 กำหนดว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่เช่นนั้นถือเป็นโมฆะ สำหรับสัญญาจะซื้อจะขาย กฎหมายกำหนดว่าต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ หนังสือลงชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือการวางมัดจำ หรือการชำระหนี้บางส่วน จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ (ข้อมูลจาก สำนักงานอัยการสูงสุด) สัญญาจะซื้อจะขาย ต่างจากสัญญาซื้อขายตรงไหน ผู้ซื้อและผู้ขายหลายคนสับสนระหว่างสองสัญญานี้ ความต่างหลักคือ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นแค่ข้อตกลงว่าจะซื้อจะขายในอนาคต ส่วนสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์จริง รายการ สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาซื้อขาย กรรมสิทธิ์ ยังไม่โอน – เป็นข้อตกลงล่วงหน้า โอนทันทีที่จดทะเบียน สถานที่ทำ ทำที่ไหนก็ได้ ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน หลักฐาน ทำเป็นหนังสือลงชื่อ หรือวางมัดจำ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ถ้าไม่ทำตาม ฟ้องบังคับให้ไปจดทะเบียนโอนได้ ถ้าไม่จดทะเบียน ถือเป็นโมฆะ ส่วนประกอบสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง ส่วนประกอบหลักที่ขาดไม่ได้มีดังนี้ ข้อมูลคู่สัญญา ระบุชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ครบ ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องระบุชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล และชื่อผู้มีอำนาจลงนามด้วย ตัวอย่าง ถ้าบริษัท ก จำกัด จะซื้อที่ดินสร้างคลังสินค้า ต้องระบุเลขทะเบียนนิติบุคคลของบริษัทและชื่อกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม รายละเอียดทรัพย์สิน ระบุประเภททรัพย์สิน ที่ตั้ง เลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง เนื้อที่ ให้ตรงกับโฉนดที่ดินทุกตัวอักษร ถ้าเป็นบ้านพร้อมที่ดินหรือคอนโด ต้องระบุเลขที่บ้านและรายละเอียดสิ่งปลูกสร้างด้วย ราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน ระบุราคาซื้อขายทั้งหมด จำนวนเงินมัดจำ งวดการผ่อนชำระ (ถ้ามี) และยอดเงินที่ต้องจ่ายในวันโอน ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 5,000,000 บาท วางมัดจำวันทำสัญญา 500,000 บาท ส่วนที่เหลือ 4,500,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ กำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ ต้องระบุวันที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินให้ชัดเจน ถ้าไม่ระบุวัน อาจเกิดปัญหาว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผัดวันไปเรื่อยๆ และอีกฝ่ายฟ้องร้องได้ยาก เงื่อนไขการผิดสัญญาและค่าเสียหาย ข้อนี้สำคัญมากแต่หลายคนมองข้าม ควรระบุให้ชัดว่าถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาจะมีผลอย่างไร เช่น ผู้ซื้อไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำ หรือผู้ขายไม่ยอมโอน ผู้ซื้อเรียกมัดจำคืนพร้อมค่าเสียหายได้ ประเภทอสังหาฯ ที่ใช้สัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายใช้ได้กับอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท แต่รายละเอียดที่ต้องระบุในสัญญาจะต่างกันตามลักษณะทรัพย์สิน ที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องระบุเลขที่โฉนด เลขที่ดิน ระวาง ตำบล อำเภอ จังหวัด และเนื้อที่ให้ตรงกับโฉนด ถ้าเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต้องระบุรายละเอียดอาคารเพิ่มเติม เช่น ประเภทอาคาร จำนวนชั้น และเลขที่บ้าน บ้านพร้อมที่ดิน สัญญาจะซื้อจะขายบ้านในโครงการจัดสรร ควรตรวจสอบว่าผู้ขายมีใบอนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ เพราะถ้าไม่มี สัญญาอาจมีปัญหาภายหลัง นอกจากนี้ควรระบุรายการที่รวมในราคาให้ชัด เช่น เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน แอร์ หรืออุปกรณ์ที่โครงการตกลงว่าจะให้ คอนโดมิเนียมและห้องชุด สัญญาจะซื้อจะขายคอนโดต้องระบุเลขที่ห้องชุด ชั้น อาคาร และเนื้อที่ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ต้องตรวจสอบด้วยว่าห้องชุดปลอดภาระผูกพัน ไม่ติดจำนองกับธนาคาร และนิติบุคคลอาคารชุดไม่มีค่าส่วนกลางค้างจ่าย เงินมัดจำและดาวน์ สิ่งที่ต้องรู้ก่อนวางเงิน เงินมัดจำ คือ เงินที่ผู้ซื้อวางให้ผู้ขายเป็นหลักประกันว่าจะมาทำสัญญาซื้อขายจริง กฎหมายคุ้มครองเรื่องมัดจำไว้ชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 377-378 จำนวนเงินมัดจำที่เหมาะสม กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินมัดจำตายตัว แต่ในทางปฏิบัติมักอยู่ที่ 5-10% ของราคาซื้อขาย ตัวอย่าง ซื้อที่ดิน 3,000,000 บาท เงินมัดจำที่เหมาะสมอยู่ที่ 150,000-300,000 บาท ถ้าวางมัดจำสูงเกินไป ศาลอาจลดจำนวนมัดจำลงได้ เช่น ศาลฎีกาเคยลดมัดจำจาก 500,000 บาท (คิดเป็น 35.71% ของราคา) เหลือ 200,000 บาท เพราะเห็นว่าสูงเกินส่วน (คำพิพากษาฎีกาที่ 7302/2559) กรณีริบมัดจำตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 378 กำหนดไว้ 3 กรณี ได้แก่ ถ้าทำสัญญาสำเร็จ มัดจำจะนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของราคาซื้อขาย หรือคืนให้ผู้ซื้อ ถ้าฝ่ายผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายมีสิทธิ์ริบมัดจำได้ทันที และถ้าฝ่ายผู้ขายผิดสัญญา ต้องคืนมัดจำให้ผู้ซื้อ ตัวอย่าง ผู้ซื้อวางมัดจำ 200,000 บาท แต่ไม่มาโอนตามนัด ผู้ขายริบมัดจำ 200,000 บาทได้ทันที กลับกัน ถ้าผู้ขายเปลี่ยนใจไม่ยอมขาย ผู้ซื้อเรียกเงิน 200,000 บาทคืนได้ สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ก่อนเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ควรเช็ครายการต่อไปนี้ให้ครบ เพื่อป้องกันปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อย ค่าใช้จ่ายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอสังหาฯ นอกจากราคาซื้อขาย ผู้ซื้อและผู้ขายต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน รายการ อัตรา ผู้รับภาระ ค่าธรรมเนียมโอน 2% ของราคาประเมิน (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ตามตกลง (มักแบ่งคนละครึ่ง) ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินจำนอง (ลดเหลือ 0.01% สำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท มาตรการหมดอายุ 30 มิ.ย. 2570) ผู้ซื้อ ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองไม่เกิน 5 ปี) ผู้ขาย อากรแสตมป์ 0.5% ของราคาขาย (เฉพาะกรณีถือครองเกิน 5 ปี) ผู้ขาย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อัตราก้าวหน้า หักค่าใช้จ่ายตามปีถือครอง ผู้ขาย (ข้อมูลจาก กรมที่ดินและกรมสรรพากร อัปเดตปีภาษี 2570) ตัวอย่าง ซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ถ้าได้สิทธิ์มาตรการลดหย่อน ค่าโอนจาก 60,000 บาท (2%) เหลือเพียง 300 บาท (0.01%) ประหยัดไปกว่า 59,700 บาท ค่าธรรมเนียมและภาษีที่เกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับราคาประเมิน จำนวนปีถือครอง และประเภทผู้ขาย (ดูรายละเอียดภาษีและค่าธรรมเนียมขายอสังหาฯ ครบทุกรายการ) ผู้ประกอบการที่ซื้อขายอสังหาฯ เพื่อธุรกิจ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้บันทึกเป็นรายจ่ายทางบัญชีได้ โดยเฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะที่ผู้ขายต้องเสียเมื่อถือครองไม่เกิน 5 ปี และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่หักจากผู้ขายในวันโอน สรุป : เมื่อเข้าใจสิทธิ์ของตัวเอง ก็เซ็นสัญญาได้อย่างมั่นใจ สัญญาจะซื้อจะขายเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่คุ้มครองทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สิ่งสำคัญที่ต้องจำคือ สัญญาฉบับนี้ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ ต้องตรวจรายละเอียดทุกข้อก่อนเซ็น วางมัดจำในจำนวนที่เหมาะสม และเตรียมค่าใช้จ่ายภาษีให้พร้อมก่อนวันโอน เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ สิ่งที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องบัญชีและภาษี ทั้งการบันทึกค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมโอน และภาษีที่เกี่ยวข้อง จัดการภาษีและค่าใช้จ่ายหลังซื้อขายอสังหาฯ ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง สัญญาจะซื้อจะขายไม่ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน แค่ทำเป็นหนังสือลงชื่อทั้งสองฝ่าย หรือวางมัดจำก็มีผลทางกฎหมายแล้ว ส่วนที่ต้องจดทะเบียนคือสัญญาซื้อขายจริงในวันโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายมีอายุกี่ปี กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุสัญญาตายตัว แต่อายุความในการฟ้องบังคับตามสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์คือ 10 ปี นับจากวันที่ครบกำหนดโอนตามสัญญา ในทางปฏิบัติ ควรกำหนดระยะเวลาโอนไว้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อ ถ้าผู้ขายไม่ยอมโอนตามสัญญา ทำอย่างไร ผู้ซื้อฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ผู้ขายไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือเรียกคืนเงินมัดจำพร้อมค่าเสียหาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 ผู้ขายที่รับมัดจำแล้วผิดสัญญาต้องคืนมัดจำ แนะนำให้เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ ทั้งสัญญา ใบเสร็จมัดจำ และหลักฐานการติดต่อ สัญญาจะซื้อจะขายกับหนังสือสัญญาขายที่ดิน (ท.ด.13) ต่างกันตรงไหน สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาระหว่างเอกชน ทำกันเองก่อนวันโอน ส่วน ท.ด.13 คือหนังสือสัญญาขายที่ดินที่เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจัดทำขึ้นในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งสองฉบับมีผลทางกฎหมายต่างกัน สัญญาจะซื้อจะขายบอกว่าจะซื้อจะขาย ส่วน ท.ด.13 ยืนยันว่าซื้อขายเสร็จแล้ว ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้ที่ไหน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจะซื้อจะขายได้จากเว็บไซต์สำนักงานอัยการสูงสุด (ago.go.th) หรือเว็บไซต์กรมที่ดิน (dol.go.th) ซึ่งเป็นแหล่งทางราชการที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ควรปรับแต่งรายละเอียดให้ตรงกับการซื้อขายจริงของคุณ ไม่ควรใช้แบบฟอร์มตรงๆ โดยไม่แก้ไข

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

3 min

Update Function PEAK 02/09/2026

1. Added Chart of Accounts icons and display settings, making account code searches easier and faster. Package: All active packages Suitable for: Users who want to select account codes more conveniently. System Updates: The system added category icons and designated colors for account codes, along with a chart of accounts display settings system to enable/disable usage, as well as customize icon displays and account code names according to your preferences. Benefits of Use: Helps scan and search for account codes across various lists more easily, reduces working time and steps, and allows customizing the account code display format to suit your own workflow. 2. Added support for calculating and filing the “Employee Welfare Fund” (EWF) in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses with 10 or more employees that need to make contributions to the Employee Welfare Fund. System Updates: The system added end-to-end support for the Employee Welfare Fund (EWF): Benefits of Use: Helps manage Employee Welfare Fund matters accurately in accordance with legal requirements. Automatically calculates accumulated and matching contribution amounts on payslips. Records accrued liabilities and expense accounts in PEAK accurately, reducing document preparation time and facilitating quick report submission. 3. Added support for Social Security filings for foreign employees in PEAK Payroll. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate. 4. Added support for document types on PEAK Mobile Application, helping approve documents more conveniently. Package: e-Document package and above Suitable for: Business owners and executives who want to approve documents anytime, anywhere using their mobile phones. System Updates: The system expanded the list of document types awaiting approval on the main page of PEAK Mobile, such as Credit Notes, Debit Notes, Billing Notes, Deposit Receipts/Payments. Users can review document details and approve or reject documents directly from the app, with support for approving multiple documents at once or individually. Benefits of Use: Helps executives approve important documents quickly via mobile phone without wasting time logging in on the website. Eliminates pending approval backlogs and enables faster, more flexible operations.

2 ก.ย. 2026

PEAK Account

6 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 02/09/2026

1. เพิ่มไอคอนผังบัญชีและระบบตั้งค่าการแสดงผล ช่วยค้นหาผังบัญชีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการเลือกผังบัญชีได้สะดวกยิ่งขึ้นสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มไอคอนและสีกำหนดหมวดหมู่ให้กับผังบัญชี พร้อมเพิ่มระบบตั้งค่าการแสดงผลผังบัญชีให้สามารถเลือกเปิด-ปิดการใช้งาน รวมถึงปรับแต่งการแสดงผลไอคอน ชื่อผังบัญชีได้ตามความต้องการประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้สแกนค้นหาผังบัญชีในรายการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน พร้อมปรับแต่งรูปแบบการแสดงผลผังบัญชีให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองได้ 2. เพิ่มการรองรับการคำนวณและยื่น “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” (EWF) ใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ที่ต้องนำส่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มการรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund – EWF) แบบครบวงจร  ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยจัดการเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย คำนวณยอดเงินสะสมและสมทบให้อัตโนมัติในสลิปเงินเดือน บันทึกบัญชีค้างจ่ายและค่าใช้จ่ายเข้าใน PEAK ได้แม่นยำ ลดเวลาจัดทำเอกสารและอำนวยความสะดวกในการยื่นรายงานได้อย่างรวดเร็ว 3. เพิ่มการรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับพนักงานต่างด้าวใน PEAK Payroll แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: กิจการที่มีพนักงานทั้งคนไทยและต่างชาติ สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มช่องกรอกเลขที่ผู้ประกันตน เพื่อรองรับการยื่นประกันสังคมสำหรับกรณีพนักงานต่างด้าว โดยรองรับทั้งการกรอกข้อมูลพนักงานทีละคนและการนำเข้าข้อมูลพนักงาน โดยไฟล์ยื่นประกันสังคมดังกล่าวจะถูกสร้างทันทีเมื่อมีการทำจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ที่จะได้รับ: ลดเวลาและขั้นตอนการแก้ไขไฟล์ประกันสังคมด้วยมือ สามารถนำไฟล์ที่ Export จากระบบไปอัปโหลดเข้าสู่ระบบของประกันสังคมได้ทันที ช่วยให้การยื่นประกันสังคมสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น 4. เพิ่มการรองรับประเภทเอกสาร บน PEAK Mobile Application ช่วยให้อนุมัติเอกสารได้สะดวกยิ่งขึ้น แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของกิจการและผู้บริหารที่ต้องการอนุมัติเอกสารผ่านมือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา สิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบเพิ่มรายการประเภทเอกสารที่รอการอนุมัติบนหน้าหลักของ PEAK Mobile ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น ใบลดหนี้, ใบเพิ่มหนี้, ใบวางบิล, ใบรับ/ใบจ่ายเงินมัดจำ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเอกสาร พร้อมปุ่มกดอนุมัติหรือไม่อนุมัติเอกสาร โดยสามารถอนุมัติเอกสารหลายฉบับพร้อมกันหรืออนุมัติเอกสารทีละใบได้ทันที ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยให้ผู้บริหารอนุมัติเอกสารที่สำคัญได้อย่างรวดเร็วผ่านมือถือ ไม่ต้องเสียเวลาเข้าใช้งานบนเว็บไซต์ หมดปัญหาเอกสารค้างอนุมัติ พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานได้แบบ Real-time

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง วิธีคำนวณเงินสะสมและบันทึกบัญชี สิ่งที่นายจ้างต้องรู้

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้จริง 1 ตุลาคม 2569 หลังเลื่อนมาหลายรอบ ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องเตรียมตัวจริงจัง ต้องคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ ปรับระบบเงินเดือน และบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือกองทุนตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13) ที่ให้นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันสะสมเงินเข้ากองทุน เพื่อเป็นหลักประกันเมื่อออกจากงาน เกษียณอายุ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต หลักการคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็น “ภาคบังคับ” ตามกฎหมาย ไม่ใช่สมัครใจ กำหนดบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนนี้อยู่ในกฎหมายตั้งแต่ปี 2541 แต่ถูกเลื่อนหลายครั้ง เพราะต้องรอออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ ล่าสุดกระทรวงแรงงานประกาศเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 (ข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน) ใครต้องจ่ายเงินเข้ากองทุน? นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ส่วนลูกจ้างก็ต้องจ่ายเงินสะสมด้วย นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง แล้วนำส่งพร้อมเงินสมทบฝั่งนายจ้าง นับลูกจ้าง 10 คน อย่างไร? จุดที่ SME หลายรายสับสนคือ “นับใครเป็นลูกจ้าง?” คำตอบสั้นๆ คือ นับทุกคนที่มีสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ สัญญาจ้าง หรือทดลองงาน สรุปเกณฑ์การนับลูกจ้าง ประเภทลูกจ้าง นับหรือไม่? หมายเหตุ พนักงานประจำ (full-time) นับ รวมทุกคนที่มีสัญญาจ้าง พนักงานทดลองงาน นับ มีสัญญาจ้างแรงงานแล้ว พนักงาน part-time รายชั่วโมง นับ ถ้ามีสัญญาจ้างแรงงาน ฟรีแลนซ์/รับเหมา (จ้างทำของ) ไม่นับ ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน กรรมการบริษัทที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ไม่นับ ไม่มีสัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้น ถ้ากิจการมีพนักงานประจำ 7 คน + ทดลองงาน 2 คน + part-time 2 คน = รวม 11 คน ก็เข้าเกณฑ์ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนแล้ว (ข้อมูลจาก กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ คำนวณอย่างไร? เงินที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน คือเงินสะสมที่หักจากลูกจ้าง และเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเพิ่ม อัตราที่แน่ชัดจะกำหนดโดยกฎกระทรวง ซึ่ง ณ วันที่บทความนี้อัปเดต มีการกำหนดอัตราเริ่มต้นดังนี้ รายการ ผู้จ่าย อัตรา ฐานคำนวณ เงินสะสม ลูกจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน เงินสมทบ นายจ้าง 3% ของค่าจ้าง ค่าจ้างรายเดือน อัตรานี้เป็นอัตราเริ่มต้น อาจปรับเพิ่มในอนาคตตามกฎกระทรวง ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากกรมสวัสดิการฯก่อนเริ่มใช้จริง ตัวอย่างคำนวณ 3 ระดับเงินเดือน เงินเดือน 15,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 15,000 × 3% 450 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 900 บาท เงินเดือน 25,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 25,000 × 3% 750 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 1,500 บาท เงินเดือน 50,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินสะสม (ลูกจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท เงินสมทบ (นายจ้าง) 50,000 × 3% 1,500 บาท รวมจ่ายเข้ากองทุน/เดือน — 3,000 บาท สิ่งที่นายจ้างต้องจำคือ ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น 3% ของค่าจ้างรวมทุกคน เช่น ถ้ามีลูกจ้าง 15 คน เงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท ต้นทุนเงินสมทบจะเพิ่มเดือนละ 9,000 บาท หรือปีละ 108,000 บาท สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับ ลูกจ้างที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนจะได้รับเงินคืนเมื่อออกจากงาน เกษียณ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต โดยจำนวนเงินที่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาทำงานและยอดเงินสะสม สิทธิประโยชน์แบ่งเป็น 4 กรณี กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง vs กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต่างกันอย่างไร? กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นคนละระบบกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์เป็นภาคบังคับตามกฎหมาย ส่วน PVD เป็นสมัครใจ ผู้ประกอบการที่มี PVD อยู่แล้วยังต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์เพิ่มเติม เปรียบเทียบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ลักษณะ ภาคบังคับตามกฎหมาย สมัครใจ ใครต้องจัดตั้ง นายจ้าง 10 คนขึ้นไป (บังคับ) นายจ้างที่ต้องการ (สมัครใจ) ผู้บริหารกองทุน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน บริษัทจัดการกองทุนเอกชน อัตราเงินสะสม/สมทบ กำหนดโดยกฎกระทรวง ตกลงกันระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง สิทธิประโยชน์ทางภาษี รอประกาศ เงินสะสมลดหย่อนภาษีได้ ควรติดตามประกาศจากกรมสวัสดิการฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีมาตรการยกเว้นสำหรับกิจการที่มี PVD ในอนาคต วิธีบันทึกบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นักบัญชีต้องเพิ่มผังบัญชีใหม่ 3 รายการ และบันทึกรายการทุกเดือนเมื่อจ่ายเงินเดือน ได้แก่ การหักเงินสะสมจากลูกจ้าง การบันทึกเงินสมทบของนายจ้าง และการนำส่งเงินเข้ากองทุน ผังบัญชีที่ต้องเพิ่ม ผังบัญชีที่แนะนำให้เพิ่มในระบบ ตัวอย่างบันทึกรายการ ณ วันจ่ายเงินเดือน สมมุติลูกจ้างเงินเดือน 25,000 บาท เงินสะสม 3% = 750 บาท เงินสมทบ 3% = 750 บาท บันทึกหักเงินสะสมจากเงินเดือนลูกจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินเดือน (ค่าใช้จ่าย) 25,000 — เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 เงินเดือนค้างจ่าย — 24,250 บันทึกเงินสมทบส่วนนายจ้าง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ค่าใช้จ่าย) 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย — 750 บันทึก ณ วันนำส่งเงินเข้ากองทุน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ค้างจ่าย 750 — เงินฝากธนาคาร — 1,500 Checklist เตรียมระบบเงินเดือนรับ 1 ตุลาคม 2569 กิจการควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ เพราะต้องปรับทั้งระบบ Payroll ผังบัญชี และงบประมาณ รายการด้านล่างคือ 7 สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จก่อน 1 ตุลาคม 2569 สิ่งที่ HR และนักบัญชีต้องทำก่อน 1 ต.ค. 69 สรุป: เตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอ 1 ตุลาคม กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเพิ่มต้นทุนให้นายจ้าง แต่ก็เป็นหลักประกันที่ดีให้ลูกจ้าง สิ่งที่ต้องทำตอนนี้มี 3 เรื่อง คือ นับลูกจ้างว่าถึง 10 คนหรือยัง ตั้งผังบัญชีรองรับ และปรับระบบเงินเดือนให้พร้อมหักเงินสะสมอัตโนมัติ จัดการบัญชีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้นักบัญชีตั้งผังบัญชีรองรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ทันที พร้อมบันทึกรายการอัตโนมัติ ส่วน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินสะสม-สมทบและออกสลิปเงินเดือนที่แสดงรายการหักชัดเจน ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เตรียมระบบให้พร้อมก่อน 1 ตุลาคม 2569 คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

1 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

RPA คืออะไร เข้าใจ Robotic Process Automation ฉบับ SME 2026

ทุกวันคุณใช้เวลากี่ชั่วโมงกับงานที่ต้องทำซ้ำเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นคีย์ข้อมูล ย้ายไฟล์ หรือตรวจเอกสาร? RPA คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้ “บอทซอฟต์แวร์” ทำงานเหล่านี้แทนคุณ แม่นยำกว่า เร็วกว่า และทำงานได้ 24 ชั่วโมง RPA คืออะไร (Robotic Process Automation) RPA คือซอฟต์แวร์ที่จำลองการทำงานของคนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่น คลิก พิมพ์ คัดลอกข้อมูล หรือกรอกแบบฟอร์ม โดยทำงานตามคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (rule-based) ไม่ต้องเขียนโค้ดซับซ้อน พูดง่ายๆ คือ แทนที่คุณจะนั่งพิมพ์ตัวเลขจากใบเสร็จลงระบบทีละรายการ บอท RPA จะเปิดไฟล์ อ่านข้อมูล แล้วกรอกลงระบบให้เอง ภายในไม่กี่วินาที RPA ย่อมาจากอะไร RPA ย่อมาจาก Robotic Process Automation หรือแปลเป็นไทยว่า “กระบวนการอัตโนมัติด้วยหุ่นยนต์ซอฟต์แวร์” RPA ทำงานอย่างไร หลักการทำงานของ RPA เหมือนกับ “การบันทึกมาโครใน Excel” แต่ทำได้กับทุกโปรแกรม ขั้นตอนหลักมี 3 ส่วน ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชีที่ต้องบันทึกรายการจากใบกำกับภาษี 200 ใบต่อวัน แทนที่จะจ้างคนนั่งพิมพ์ บอท RPA สามารถอ่านเอกสาร คัดลอกเลขที่ ยอดเงิน วันที่ แล้วกรอกลงโปรแกรมให้ทั้งหมด ประเภทของ RPA — Attended, Unattended และ Hybrid RPA แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก เลือกใช้ตามลักษณะงานที่ต้องการ ประเภท ลักษณะ เหมาะกับงาน Attended RPA ทำงานร่วมกับคน เปิดใช้เมื่อคนสั่ง งานที่ต้องตัดสินใจบางขั้นตอน เช่น ตอบแชทลูกค้าโดยบอทช่วยดึงข้อมูล Unattended RPA ทำงานเองทั้งหมดไม่ต้องมีคนดู งานที่มีขั้นตอนชัดเจน เช่น ประมวลผลใบแจ้งหนี้กลางคืน Hybrid RPA ผสมทั้งสองแบบ งานที่เริ่มอัตโนมัติแต่บางจุดต้องให้คนอนุมัติ เช่น ตรวจเอกสาร แล้วส่งให้หัวหน้าอนุมัติ สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น Attended RPA มักเหมาะที่สุด เพราะยังสามารถควบคุมและเรียนรู้การทำงานของบอทไปพร้อมกัน ข้อดีของ RPA สำหรับธุรกิจ ธุรกิจที่นำ RPA มาใช้มักเห็นผลใน 3 ด้านหลัก ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน งานที่คนใช้เวลา 2 ชั่วโมงต่อวัน เช่น กรอกข้อมูลลูกค้า ตรวจสอบยอดโอน หรือสร้างรายงาน บอท RPA ทำเสร็จได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้พนักงานมีเวลาทำงานที่สร้างมูลค่ามากกว่า เช่น วิเคราะห์ตัวเลขหรือดูแลลูกค้า ลดข้อผิดพลาดจาก Human Error คนพิมพ์ข้อมูลซ้ำทั้งวันย่อมมีโอกาสผิดพลาด แต่บอท RPA ทำตามกฎที่ตั้งไว้ทุกครั้ง ไม่หลุด ไม่ลืม ไม่สลับตัวเลข ซึ่งสำคัญมากสำหรับงานด้านการเงินที่ต้องการความแม่นยำสูง ประหยัดต้นทุนระยะยาว แม้การเริ่มต้นใช้ RPA จะมีค่าใช้จ่ายในการตั้งค่าและฝึกอบรม แต่เมื่อระบบทำงานแล้ว ต้นทุนต่อรายการจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการจ้างคนทำงานเดิมซ้ำๆ ยิ่งปริมาณงานมากเท่าไร RPA ก็ยิ่งคุ้มค่า ตัวอย่างการใช้ RPA ในธุรกิจ SME RPA ไม่ได้เหมาะเฉพาะบริษัทใหญ่เท่านั้น SME ก็นำมาใช้ได้ในหลายส่วนงาน ด้านบัญชีและการเงิน สายงานบัญชีได้ประโยชน์จาก RPA มากที่สุด เพราะมีงานซ้ำปริมาณมากและต้องการความถูกต้องสูง ตัวอย่างที่องค์กรใช้กันจริง ได้แก่ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นการใช้ RPA แบบแยกต่างหาก (standalone) ซึ่งเหมาะกับองค์กรที่มีระบบหลายตัวไม่เชื่อมกัน สำหรับ SME ที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อยู่แล้ว งานเหล่านี้หลายอย่างถูกทำให้อัตโนมัติอยู่ในระบบแล้ว ไม่ต้องตั้งค่าบอทแยก งาน HR และเงินเดือน ฝ่ายบุคคลใช้ RPA ช่วยประมวลผลเงินเดือน คำนวณค่าล่วงเวลา ส่งสลิปเงินเดือนอัตโนมัติ หรือตรวจสอบใบลาของพนักงาน ธุรกิจที่มีพนักงาน 20-50 คนเริ่มเห็นผลชัดเจนว่าลดเวลาฝ่าย HR ได้หลายชั่วโมงต่อเดือน งานขาย การตลาด และดูแลลูกค้า บอท RPA ช่วยดึงข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง (อีเมล แชท เว็บไซต์) มารวมไว้ที่เดียว สร้างรายงานยอดขายรายวัน หรือส่งอีเมลแจ้งเตือนลูกค้าที่ค้างชำระโดยอัตโนมัติ RPA กับ AI ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนว่า RPA กับ AI เหมือนกันหรือไม่ คำตอบสั้นๆ คือ ไม่เหมือน แต่ใช้ร่วมกันได้ เกณฑ์ RPA AI (Artificial Intelligence) หลักการ ทำตามกฎที่ตั้งไว้ (rule-based) เรียนรู้และตัดสินใจเองได้ ข้อมูลที่จัดการ ข้อมูลที่มีโครงสร้างชัด เช่น ตาราง แบบฟอร์ม ข้อมูลไม่มีโครงสร้าง เช่น ภาพ เสียง ข้อความอิสระ ตัวอย่าง คัดลอกข้อมูลจาก Excel ลง ERP แยกหมวดหมู่ใบเสร็จจากภาพถ่าย ความซับซ้อน ตั้งค่าง่าย ไม่ต้อง train model ต้อง train ด้วยข้อมูลจำนวนมาก ในทางปฏิบัติ หลายธุรกิจเริ่มรวม RPA เข้ากับ AI เรียกว่า Intelligent Automation เช่น ใช้ AI อ่านใบเสร็จจากภาพถ่ายแล้วส่งข้อมูลให้ RPA บันทึกลงระบบต่อ หรือใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มรายจ่ายแล้วให้ RPA สร้างรายงานสรุปอัตโนมัติทุกสัปดาห์ สำหรับ SME ที่กำลังตัดสินใจ ถ้ามีงานซ้ำที่ขั้นตอนชัดเจน เริ่มจาก RPA ก่อนได้เลย ไม่จำเป็นต้องรอ AI เครื่องมือ RPA ยอดนิยม เครื่องมือ RPA ที่ใช้กันแพร่หลายมีหลายตัว แต่ละตัวเหมาะกับขนาดธุรกิจต่างกัน เครื่องมือ จุดเด่น เหมาะกับ UiPath ใช้งานง่าย มี community ใหญ่ ธุรกิจทุกขนาด มี plan ฟรีสำหรับทดลอง Power Automate (Microsoft) เชื่อมกับ Microsoft 365 ได้ทันที ธุรกิจที่ใช้ Microsoft อยู่แล้ว Automation Anywhere รองรับ cloud + on-premise องค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ Blue Prism เน้นความปลอดภัยระดับสูง ธุรกิจที่มีข้อกำหนดด้าน compliance สำหรับ SME ไทย Power Automate มักเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายที่สุด เพราะ Microsoft 365 หลาย SME ใช้อยู่แล้ว RPA กับอนาคตของงานบัญชี SME เทรนด์ในปี 2026 คือการรวม RPA เข้ากับ AI และระบบ Cloud Accounting ให้ทำงานสอดประสานกัน เช่น ระบบบัญชีออนไลน์สมัยใหม่มีฟีเจอร์ OCR สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ซึ่งเป็นการผสาน AI + RPA เข้าไปในเครื่องมือที่ SME ใช้งานอยู่ทุกวัน สำหรับ SME ไทย ไม่จำเป็นต้องลงทุนกับ RPA แยกต่างหาก เพราะโปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวเริ่มรวม automation เข้ามาในตัว ช่วยทำงานซ้ำให้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่าบอทเอง ตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์สแกนใบเสร็จแล้วบันทึกรายจ่ายอัตโนมัติ หรือระบบออกใบเสนอราคาที่ดึงข้อมูลลูกค้าจากฐานข้อมูลมากรอกให้เอง ล้วนเป็นหลักการเดียวกับ RPA แต่ซ่อนอยู่ในเครื่องมือที่ใช้ทุกวัน สรุป: RPA คือตัวช่วยลดงานซ้ำ ให้คุณโฟกัสงานที่สำคัญกว่า เริ่มลดงานซ้ำด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คือโปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ที่มี AI ช่วยสแกนเอกสาร บันทึกรายการอัตโนมัติ และสร้างรายงานภาษีให้พร้อมยื่น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ RPA RPA เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน RPA เหมาะกับธุรกิจทุกขนาดที่มีงานซ้ำปริมาณมาก SME ที่มีพนักงาน 5-50 คนเริ่มเห็นผลชัด โดยเฉพาะงานบัญชีที่ต้องคีย์ข้อมูลเอกสารหลายร้อยรายการต่อเดือน ยิ่งปริมาณงานซ้ำมาก RPA ยิ่งคุ้มค่า RPA Developer คืออะไร RPA Developer คือคนที่ออกแบบและพัฒนาบอทให้ทำงานตามขั้นตอนที่ธุรกิจต้องการ ใช้เครื่องมืออย่าง UiPath หรือ Power Automate ในการสร้าง workflow โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดจากศูนย์ เพราะเครื่องมือส่วนใหญ่รองรับการตั้งค่าแบบ drag-and-drop RPA ต้องเขียนโค้ดเองไหม เครื่องมือ RPA ส่วนใหญ่ออกแบบมาให้ตั้งค่าแบบ “ลากวาง” (low-code/no-code) คนที่ไม่มีพื้นฐานโปรแกรมก็ใช้ได้ แต่ถ้าต้องการปรับแต่งขั้นสูง เช่น เชื่อมกับระบบ API ของบริษัท ก็อาจต้องเขียนโค้ดบางส่วน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

31 ส.ค. 2026

PEAK Account

15 min

TFRS for NPAEs คืออะไร? สรุป NPAEs vs PAEs กิจการต้องใช้ตัวไหน

ผู้ประกอบการหลายคนเคยสงสัยว่า กิจการของตัวเองต้องใช้มาตรฐานบัญชีตัวไหน ระหว่าง TFRS for NPAEs กับ TFRS for PAEs คำตอบสั้น ๆ คือ ถ้าบริษัทไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และไม่ใช่สถาบันการเงิน ใช้ TFRS for NPAEs ได้เลย ซึ่งก็คือ SME กว่า 99% ในไทย บทความนี้สรุปครบตั้งแต่ NPAEs คืออะไร ต่างจาก PAEs ตรงไหน ฉบับปรับปรุงล่าสุดเปลี่ยนอะไรบ้าง ไปจนถึงเรื่องงบการเงินและเงินลงทุนตามมาตรฐานนี้ NPAEs คืออะไร? NPAEs (Non-Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ พูดง่าย ๆ คือบริษัทที่ไม่ได้เอาหุ้นไปขายในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ใช่สถาบันการเงินที่ดูแลเงินของคนอื่น กิจการ SME ส่วนใหญ่ในไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียวที่จดทะเบียนนิติบุคคล ล้วนจัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด กิจการที่จัดเป็น NPAEs มีลักษณะดังนี้ กิจการส่วนใหญ่ในไทย ทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จัดอยู่ในกลุ่ม NPAEs ทั้งหมด (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี) PAEs คืออะไร? PAEs (Publicly Accountable Entities) คือกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมหาชน สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย และกิจการที่อยู่ระหว่างยื่นขอจดทะเบียนหลักทรัพย์ กิจการเหล่านี้ดูแลเงินของนักลงทุนและประชาชนจำนวนมาก จึงต้องใช้มาตรฐาน TFRS for PAEs ฉบับเต็มที่มีรายละเอียดและความซับซ้อนมากกว่า NPAEs กับ PAEs ต่างกันอย่างไร? ความแตกต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลและความซับซ้อนของมาตรฐานที่ใช้ สรุปเปรียบเทียบได้ดังนี้ หัวข้อ NPAEs PAEs กิจการที่ใช้ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วน SME ทั่วไป บริษัทจดทะเบียน สถาบันการเงิน ประกันภัย มาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs (ฉบับย่อ) TFRS for PAEs (ฉบับเต็ม ตาม IFRS) จำนวนมาตรฐาน 1 ฉบับรวม หลายสิบฉบับ แยกตามเรื่อง การวัดมูลค่ายุติธรรม ใช้เฉพาะบางกรณี ใช้กว้างขวาง งบกระแสเงินสด ไม่บังคับ บังคับ การเปิดเผยข้อมูล น้อยกว่า เน้นเท่าที่จำเป็น มากและละเอียด ความซับซ้อน ต่ำกว่า เหมาะกับ SME สูง ต้องมีทีมบัญชีเฉพาะทาง กิจการคุณเป็น NPAEs หรือ PAEs? เช็คง่าย ๆ 3 ข้อ ถ้าตอบ “ไม่” ทั้งหมด กิจการคุณเป็น NPAEs ถ้าตอบ “ไม่” ทั้ง 3 ข้อ กิจการของคุณเป็น NPAEs ใช้มาตรฐานฉบับย่อนี้ได้เลย TFRS for NPAEs คืออะไร? มาตรฐานรายงานทางการเงินฉบับนี้มีอะไรบ้าง TFRS for NPAEs คือมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการ NPAEs ที่อธิบายไว้ข้างต้น ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) เป็นมาตรฐานฉบับย่อที่ลดความซับซ้อนลงจาก TFRS for PAEs เพื่อให้ SME ปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องมาตรฐานการบัญชี TFRS ฉบับสรุป) โครงสร้างของ TFRS for NPAEs มีกี่บท? TFRS for NPAEs รวมเนื้อหาไว้ในเล่มเดียว แบ่งเป็น 25 บท ครอบคลุมตั้งแต่กรอบแนวคิดทางบัญชี การนำเสนองบการเงิน ไปจนถึงเรื่องเฉพาะเช่น สินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สัญญาเช่า รายได้ ผลประโยชน์พนักงาน ภาษีเงินได้ และเงินลงทุน ข้อดีของการรวมไว้ในเล่มเดียวคือนักบัญชีไม่ต้องเปิดหลายฉบับ ต่างจาก PAEs ที่ต้องอ้างอิงมาตรฐานแยกหลายสิบฉบับ NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 เปลี่ยนอะไรบ้าง? สภาวิชาชีพบัญชีออกฉบับปรับปรุง 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้มีดังนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักบัญชีต้องรู้ เรื่อง สิ่งที่เปลี่ยน สัญญาเช่า เพิ่มบทใหม่เรื่องสัญญาเช่า แยกผู้เช่าและผู้ให้เช่าชัดเจนขึ้น ผู้เช่าต้องรับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่า รายได้ ปรับหลักการรับรู้รายได้ให้ตรงตาม TFRS 15 มากขึ้น เน้นการโอนการควบคุม เครื่องมือทางการเงิน เพิ่มทางเลือกในการจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุน การนำเสนองบการเงิน ปรับรูปแบบให้ชัดเจนขึ้น เพิ่มข้อกำหนดเรื่องหมายเหตุประกอบงบ สำหรับ SME ส่วนใหญ่ เรื่องที่กระทบมากที่สุดคือสัญญาเช่า โดยเฉพาะกิจการที่เช่าอาคาร สำนักงาน หรือรถยนต์ ต้องบันทึกบัญชีแตกต่างจากเดิม การนำเสนองบการเงินตาม NPAEs ต้องมีอะไรบ้าง? กิจการต้องจัดทำงบการเงินอย่างน้อย 4 รายการ (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 3) งบแสดงฐานะการเงิน (Statement of Financial Position) แสดงภาพรวมว่ากิจการมีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร ณ วันสิ้นรอบบัญชี เปรียบเทียบได้กับ “รูปถ่าย” สุขภาพการเงินของกิจการ งบกำไรขาดทุน (Statement of Profit or Loss) แสดงผลการดำเนินงานว่ามีรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) เท่าไร ในรอบบัญชีนั้น คล้ายกับ “สรุปผลประกอบการ” ของกิจการ งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ แสดงว่าส่วนของเจ้าของเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างงวด เช่น มีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น จ่ายเงินปันผลออกไป หรือมีการเพิ่มทุน หมายเหตุประกอบงบการเงิน อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น นโยบายบัญชีที่ใช้ รายการสำคัญต่าง ๆ และข้อมูลที่ช่วยให้ผู้อ่านงบเข้าใจตัวเลขได้ดีขึ้น ข้อสังเกต กิจการ NPAEs ไม่จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสด ต่างจาก PAEs ที่บังคับ แต่ถ้าจัดทำก็จะช่วยให้เห็นภาพการไหลเวียนเงินสดของกิจการชัดเจนขึ้น เงินลงทุน ตาม NPAEs คิดอย่างไร? บทที่ 10 ของ TFRS for NPAEs กำหนดวิธีจัดประเภทและวัดมูลค่าเงินลงทุนไว้เฉพาะ ซึ่งง่ายกว่า PAEs มาก ประเภทเงินลงทุนตาม NPAEs กิจการ NPAEs จัดเงินลงทุนเป็น 4 ประเภท ประเภท ตัวอย่าง วิธีวัดมูลค่า เงินลงทุนในตราสารหนี้ที่จะถือจนครบกำหนด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ราคาทุนตัดจำหน่าย เงินลงทุนในตราสารทุนที่ไม่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียน ราคาทุนหักค่าเผื่อการด้อยค่า เงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในความต้องการของตลาด หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม (เลือกได้) เงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ถือหุ้นในบริษัทอื่นเกิน 20% วิธีราคาทุนหรือส่วนได้เสีย วิธีวัดมูลค่าเงินลงทุนตาม NPAEs หลักการสำคัญคือ NPAEs เน้นใช้ราคาทุนเป็นหลัก ซึ่งง่ายกว่า PAEs ที่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรมในหลายกรณี สำหรับเงินลงทุนในตราสารทุนที่อยู่ในตลาด กิจการ NPAEs เลือกได้ระหว่างบันทึกตามราคาทุนหักค่าเผื่อด้อยค่า หรือใช้มูลค่ายุติธรรม ถ้าเลือกแบบไหนแล้วต้องใช้แบบนั้นสม่ำเสมอ ทุกสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องประเมินว่าเงินลงทุนด้อยค่าหรือไม่ ถ้ามูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญและไม่น่าจะกลับคืนมา ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า เมื่อกิจการ NPAEs โตจนต้องเปลี่ยนเป็น PAEs ต้องทำอย่างไร? ถ้าวันหนึ่งกิจการเติบโตจนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเปลี่ยนจากการใช้ TFRS for NPAEs มาเป็น TFRS for PAEs ซึ่งมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเปลี่ยนผ่านต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี แนะนำให้ปรึกษาผู้สอบบัญชีตั้งแต่เริ่มมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ สรุป: TFRS for NPAEs มาตรฐานบัญชีที่ SME ต้องรู้ จัดการงบการเงินตาม NPAEs ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ออกแบบมาให้ SME จัดการบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs ได้ครบจบในระบบเดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ปิดงบการเงิน ไปจนถึงส่งงบให้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่าน DBD e-Filing ระบบ AI ของ PEAK ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ประหยัดเวลา และลดข้อผิดพลาด ดูแพ็กเกจและราคา PEAK หรือทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ TFRS for NPAEs NPAEs ย่อมาจากอะไร? NPAEs ย่อมาจาก Non-Publicly Accountable Entities เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัดทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น กิจการ SME กว่า 99% ในไทยจัดอยู่ในกลุ่มนี้ จึงใช้มาตรฐานบัญชีฉบับที่ออกแบบมาให้เหมาะกับขนาดกิจการ กิจการ NPAEs จำเป็นต้องจัดทำงบกระแสเงินสดหรือไม่? ไม่จำเป็น TFRS for NPAEs ไม่ได้บังคับให้จัดทำงบกระแสเงินสด แต่ถ้ากิจการต้องการทำก็สามารถทำได้ และจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นภาพการเข้าออกของเงินสดได้ชัดเจนขึ้น สินค้าคงเหลือใน NPAEs วัดมูลค่าอย่างไร? สินค้าคงเหลือวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า วิธีคำนวณราคาทุนที่ใช้ได้ ได้แก่ วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ห้ามใช้วิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) (ตาม TFRS for NPAEs บทที่ 8) ถ้าเปลี่ยนจาก NPAEs เป็น PAEs ต้องปรับงบการเงินย้อนหลังกี่ปี? ต้องปรับปรุงงบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปีเปรียบเทียบ เพื่อให้ข้อมูลเทียบเคียงกันได้ตามมาตรฐาน PAEs ควรเริ่มวางแผนล่วงหน้าร่วมกับผู้สอบบัญชี NPAEs กับ TFRS คืออะไร ต่างกันอย่างไร? TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือชื่อรวมของมาตรฐานการรายงานทางการเงินไทยทั้งหมด ส่วน NPAEs เป็นประเภทกิจการ ดังนั้น “TFRS for NPAEs” หมายถึงมาตรฐาน TFRS เวอร์ชันที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับกิจการกลุ่มนี้ ซึ่งง่ายกว่าฉบับเต็มที่ใช้กับบริษัทจดทะเบียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก