PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

30 ต.ค. 2026

PEAK Account

6 min

PEAK ร่วมงาน FAST LANE GROWTH SUMMIT 2026

ภายในงานสัมมนา FAST LANE GROWTH SUMMIT 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง LH Bank และ Mission To The Moon เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 คุณภีม เพชรเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง PEAK Account ได้ร่วมขึ้นเวทีแบ่งปันวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “The Infrastructure Behind Smart SMEs” เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในระบบโครงสร้างพื้นฐานของงานหลังบ้านสำหรับธุรกิจยุคใหม่ ปัญหาคลาสสิกของ SME เมื่อธุรกิจเจอภาวะขายดีแต่หลังบ้านพัง คุณภีมได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ไทยมักต้องเผชิญ นั่นคือภาวะ “ขายดีแต่หลังบ้านพัง” เมื่อยอดขายและจำนวนธุรกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่กระบวนการทำงานด้านเอกสารและบัญชีแบบดั้งเดิมกลับไม่สามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นตามความเติบโตขององค์กรได้ ผลกระทบที่ตามมาจากการที่ระบบหลังบ้านไม่พร้อม คือความจำเป็นที่ต้องเพิ่มจำนวนบุคลากรเพื่อจัดการเอกสาร นำไปสู่ต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์ (Human Error) จนในที่สุด งานหลังบ้านที่เคยเป็นเพียงส่วนสนับสนุนได้กลายมาเป็นคอขวดที่ฉุดรั้งการเติบโตของทั้งองค์กร พลิกเกมธุรกิจด้วย Micro-Automation เริ่มต้นง่าย เห็นผลจริง แนวคิด Micro-Automation หรือการนำระบบอัตโนมัติขนาดเล็กมาปรับใช้ในจุดที่เกิดการทำงานซ้ำซ้อน จึงเป็นคำตอบสำคัญที่ช่วยให้องค์กรทุกขนาดสามารถเริ่มต้นทรานส์ฟอร์มได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาล ตัวอย่างการใช้งานจริงที่เห็นภาพชัดเจน คือฟังก์ชันการค้นหาชื่อและที่อยู่คู่ค้าอัตโนมัติด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักในโปรแกรมบัญชี PEAK ซึ่งเชื่อมต่อและดึงข้อมูลจากกรมสรรพากรโดยตรง ช่วยตัดภาระของพนักงานในการพิมพ์ชื่อและที่อยู่บริษัทด้วยตนเอง แม้จะดูเป็นขั้นตอนเล็กๆ แต่เมื่อคำนวณจากปริมาณเอกสารที่หมุนเวียนในระบบ PEAK มากกว่า 7 ล้านใบต่อเดือน การลดขั้นตอนเพียงจุดนี้จุดเดียว สามารถช่วยขจัดความผิดพลาดในการออกเอกสาร ลดการทำงานซ้ำซ้อน ประหยัดทั้งเวลา และลดต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจได้อย่างมหาศาล บริการตรวจเช็กสุขภาพหลังบ้าน Back-Office Health Check เพื่อ SME ไทย นอกจากการบรรยายวิสัยทัศน์แล้ว ภายในงานยังมีการเปิดพื้นที่ให้คำปรึกษาด้านการวางระบบบัญชีดิจิทัลและการตรวจเช็กสุขภาพหลังบ้าน (Back-Office Health Check) โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก PEAK แก่ผู้ประกอบการ SME อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทย ให้สามารถเปลี่ยนระบบงานหลังบ้านจากที่เป็นภาระฉุดรั้ง ให้กลายเป็นฐานส่งจรวดที่พร้อมรองรับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด PEAK, Building SMART Business เปลี่ยนระบบหลังบ้านให้เป็นฐานส่งจรวดสู่ SMART Business การเติบโตของธุรกิจ SME อย่างยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของงานหลังบ้านที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ การนำแนวคิด Micro-Automation มาปรับใช้กับงานเอกสารและบัญชี จะช่วยปลดล็อกภาระงานซ้ำซ้อน ลดต้นทุน และป้องกันข้อผิดพลาด เพื่อให้ธุรกิจพร้อมทะยานสู่การเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ เริ่มต้นวางรากฐานระบบบัญชีดิจิทัลและลดขั้นตอนเอกสารหลังบ้านตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

30 ต.ค. 2026

PEAK Account

12 min

6 ไอเดียธุรกิจที่น่าสนใจ ในปี 2570 พร้อมหลักการบัญชีที่ต้องรู้

เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนคงไม่อยากเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต การลุกขึ้นมาเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัว จึงเป็นความฝันที่หลายคนอยากทำให้สำเร็จ แต่คำถามยอดฮิตที่ตามมาคือ แล้วจะลงทุนอะไรดี เพื่อให้คุณเลือกเส้นทางที่ใช่ ทั้งตรงกับแพชชั่นและตอบโจทย์ตลาดที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ วันนี้ OfficeMate ร่วมกับ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จะพาคุณมาอัปเดต 6 ไอเดียธุรกิจที่น่าสนใจในปี 2570 พร้อมทริคทางบัญชีง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้มาฝากกัน 6 ธุรกิจที่น่าสนใจ ปี 2570 มีอะไรบ้าง ปี 2570 เป็นปีที่เทรนด์สุขภาพมาแรง พฤติกรรมของผู้บริโภคให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ส่วนด้านความรักสวยรักงาม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์แฟชั่นยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอ 1. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการทำอาหาร ธุรกิจอาหารเป็นจุดเริ่มต้นของใครหลายคน เพราะไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นการขายหน้าบ้าน ขายในตลาดนัด งานเทศกาล หรือรับออเดอร์ผ่านแอปเดลิเวอรี ตลอดจนต่อยอดไปเป็นหน้าร้านของตนเองได้ 2. ธุรกิจขายของออนไลน์ (เสื้อผ้า แฟชั่น และของแต่งบ้าน) เหมาะกับคนที่มีรสนิยมหรือรักการแต่งตัว ใช้สมาร์ตโฟนเครื่องเดียวก็เริ่มเปิดร้านบนแอปฯ อีคอมเมิร์ซ หรือโซเชียลมีเดียได้เลยโดยไม่ต้องสต๊อกของเยอะ 3. ทำแบรนด์สุขภาพ อาหารเสริม และสกินแคร์ เทรนด์สุขภาพและการดูแลตัวเองยังคงมาแรงในปี 2570 ปัจจุบันคุณไม่จำเป็นต้องมีโรงงานเอง เพราะสามารถจ้างโรงงาน (OEM) ผลิตและติดแบรนด์ของคุณได้เลย หน้าที่หลักของคุณคือการลุยทำการตลาดอย่างเดียว 4. ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) หากคุณไม่อยากเริ่มจากศูนย์ ธุรกิจแฟรนไชส์คือคำตอบ เพราะเจ้าของแบรนด์มีระบบงาน วิธีการ ดำเนินงาน และการตลาดมาให้พร้อม ยิ่งแบรนด์ดัง ยิ่งการันตีฐานลูกค้าได้มาก เช่น แฟรนไชส์ OfficeMate Plus ที่มีสินค้าพร้อมขายมากกว่า 100,000 รายการ 5. ธุรกิจคอร์สออนไลน์ หรือการทำฟรีแลนซ์ หากคุณมีความรู้เฉพาะทาง เช่น ออกแบบ ทำบัญชี หรือภาษาต่างประเทศ นี่คือธุรกิจที่ต้นทุนต่ำมาก อัดคลิปเพียงครั้งเดียวแต่สร้างรายได้ต่อเนื่อง (Passive Income) หรือจะรับสอนตัวต่อตัวก็ทำได้ 6. ธุรกิจสุขภาพและการออกกำลังกาย เหมาะกับเทรนเนอร์ ครูสอนโยคะ หรือคนที่รักการออกกำลังกาย เริ่มต้นได้จากการสอนแบบตัวต่อตัวตามสวนสาธารณะ แล้วค่อยขยับขยายไปเช่าสตูดิโอเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง หรืออาจทำเป็นคอร์สออนไลน์ก็ได้ เลือกธุรกิจที่น่าสนใจให้เหมาะกับตัวเองอย่างไร แต่ละคนมีความถนัดแต่ละด้านแตกต่างกันไป แต่มีปัจจัย 4 ข้อที่จะตอบได้ว่าธุรกิจที่กำลังคิดอยู่นั้น เหมาะกับเราหรือไม่ ใครที่มองหาธุรกิจที่น่าสนใจ ลงทุนน้อย ให้ดูแบบที่ไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องสต๊อกของเยอะ แต่ทุนน้อยไม่ได้แปลว่าเสี่ยงน้อย เพราะเวลาและแรงที่ใส่ไปก็เป็นต้นทุนเหมือนกัน แต่ถ้ายังเลือกไม่ถูก ว่าจะขายอาหาร ทำแบรนด์ของตัวเอง ซื้อแฟรนไชส์ หรือเปิดร้านออนไลน์ ลองอ่านไอเดียเริ่มธุรกิจ 4 แบบจาก OfficeMate อาจจุดไฟให้คุณกล้าเริ่มธุรกิจแรกของตนเอง 3 เรื่องโครงสร้างธุรกิจที่ควรวางแผนตั้งแต่วันแรก (หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้น ควรตรวจสอบระเบียบใบอนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง) สรุป – เลือกธุรกิจที่น่าสนใจได้แล้ว เริ่มต้นอย่างไรให้ไม่สะดุด การเริ่มต้นธุรกิจในปี 2570 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับไอเดียเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่เป็นระบบตั้งแต่วันแรก หลายคนมักพลาดตรงที่เริ่มขายทันทีโดยไม่ได้คำนวณต้นทุน หรือไม่เข้าใจโครงสร้างธุรกิจของตนเอง การเริ่มต้นที่ดีจึงไม่ใช่แค่การลุยทำการตลาด แต่คือการเตรียมพร้อมทั้งโครงสร้างต้นทุน วินัยทางบัญชี และการเลือกใช้เครื่องมือทุ่นแรงที่ถูกต้องตั้งแต่วันแรก เพื่อให้คุณมองเห็นทิศทางกระแสเงินสดที่ชัดเจน และมีเวลาโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจได้อย่างมั่นใจ จดรายรับรายจ่ายของธุรกิจแรกด้วย PEAK พอเริ่มมีออเดอร์ งานที่ตามมาคือออกเอกสารให้ลูกค้าและเก็บรายรับรายจ่ายให้ครบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบเสนอราคาและใบเสร็จรับเงิน และเชื่อมต่อข้อมูลร้านค้าออนไลน์เพื่อลงบัญชีโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน นอกจากนี้ ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate ให้คุณเลือกช้อปอุปกรณ์สำนักงาน, อุปกรณ์ไอที หรือเฟอร์นิเจอร์ ได้ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงาน, เก้าอี้สุขภาพ หรือสินค้าเพื่อธุรกิจอื่นๆ ก็สั่งสะดวกผ่านระบบ OFM พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที ช่วยให้การบริหารจัดการเอกสารเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

กองทุนเงินทดแทน 2570 อัตราเงินสมทบใหม่ลดเท่าไร นายจ้างต้องรู้

นายจ้างหลายคนเคยสงสัยว่าเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่จ่ายอยู่ทุกปี ปีนี้ต้องจ่ายเท่าเดิมหรือเปล่า โดยเฉพาะเจ้าของกิจการ SME ที่ต้องบริหารต้นทุนให้คุ้มทุกบาท ข่าวดีคือ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป ภาครัฐปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนลง พร้อมเพิ่มส่วนลดค่าประสบการณ์ (Experience Rate) จากเดิมสูงสุด 50% เป็น 70% ซึ่งหมายความว่ากิจการที่ดูแลความปลอดภัยดี จะประหยัดต้นทุนได้มากขึ้นกว่าเดิม บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่กองทุนเงินทดแทนคืออะไร อัตราใหม่เป็นเท่าไร วิธีคำนวณ และสิ่งที่นายจ้างต้องเตรียมตัว กองทุนเงินทดแทน คืออะไร กองทุนเงินทดแทนคือกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากการทำงาน โดยนายจ้างเป็นฝ่ายจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฝ่ายเดียว ลูกจ้างไม่ต้องจ่าย กองทุนนี้อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และทำหน้าที่จ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้างเมื่อเกิดเหตุจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนรายได้ที่ขาดหาย หรือค่าทำศพ กองทุนเงินทดแทน กับ กองทุนประกันสังคม ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่างสองกองทุนนี้ สรุปสั้น ๆ คือ กองทุนเงินทดแทนคุ้มครองเฉพาะกรณีที่เกิดจากการทำงาน ส่วนกองทุนประกันสังคมคุ้มครองกรณีทั่วไปนอกเหนือจากงาน รายการ กองทุนเงินทดแทน กองทุนประกันสังคม ผู้จ่ายเงินสมทบ นายจ้างฝ่ายเดียว นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐร่วมกัน คุ้มครองกรณี เจ็บป่วย บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากการทำงาน เจ็บป่วยทั่วไป คลอดบุตร ว่างงาน ชราภาพ กฎหมาย พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เมื่อลูกจ้างบาดเจ็บจากการทำงาน ให้ใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทนก่อน ส่วนเจ็บป่วยจากสาเหตุอื่นให้ใช้สิทธิประกันสังคม กิจการแบบไหนมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบ นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้าง และจ่ายเงินสมทบเป็นรายปี โดยอัตราเงินสมทบจะแตกต่างกันตามประเภทกิจการ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น กิจการประเภทสำนักงาน จะจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่ากิจการประเภทก่อสร้างหรือเหมืองแร่ เพราะความเสี่ยงต่ำกว่า อัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ปี 2570 ปรับลดลงเท่าไร สำนักงานประกันสังคมประกาศปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป โดยปรับลดในกลุ่มกิจการจำนวน 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัส ช่วยลดต้นทุนให้นายจ้างกว่า 344,521 แห่ง (ประมาณ 75% ของนายจ้างทั้งหมด) รวมกว่า 1,700 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ไม่มีนายจ้างรายใดที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากการปรับโครงสร้างนี้ เปรียบเทียบอัตราเงินสมทบเดิม vs อัตราใหม่ปี 2570 ประเภทกิจการ อัตราเดิม (ต่อค่าจ้าง) อัตราใหม่ปี 2570 ลดลง สำนักงาน ธนาคาร ค้าปลีก 0.2% [อัตราใหม่] [x%] โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป 0.4% – 0.7% [อัตราใหม่] [x%] ก่อสร้าง 0.7% – 1.0% [อัตราใหม่] [x%] หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นตัวอย่างเบื้องต้น อัตราจริงแบ่งตามรหัสประเภทกิจการ สามารถตรวจสอบอัตราของกิจการตัวเองได้ที่ระบบ WCF Platform ของ สปส. ทำไมภาครัฐจึงปรับลดอัตราเงินสมทบในปีนี้ สปส. ปรับลดอัตราเงินสมทบให้ตรงกับระดับความเสี่ยงในปัจจุบันของแต่ละประเภทกิจการ เมื่อสถิติการเกิดอุบัติเหตุในภาพรวมลดลง อัตราเงินสมทบก็ถูกปรับลดตาม นอกจากนี้ยังเป็นมาตรการลดภาระต้นทุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME โดยไม่กระทบต่อสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง ลูกจ้างยังคงได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและเงินทดแทนเต็ม 100% ตามกฎหมายเดิม อัตราค่าประสบการณ์ (Experience Rate) คืออะไร อัตราค่าประสบการณ์คือกลไกที่ สปส. ใช้ปรับอัตราเงินสมทบของแต่ละกิจการ ตามประวัติการเกิดอุบัติเหตุจริง ถ้ากิจการมีประวัติความปลอดภัยดี ก็จะได้ส่วนลดจากอัตราฐาน แต่ถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย อาจถูกปรับเพิ่มอัตรา พูดง่าย ๆ คือ กิจการที่ดูแลพนักงานดี จ่ายน้อยลง กิจการที่มีอุบัติเหตุบ่อย จ่ายมากขึ้น เงื่อนไขการได้รับส่วนลดค่าประสบการณ์ สปส. ใช้ อัตราส่วนการสูญเสีย (Loss Ratio) เป็นตัววัดหลัก คำนวณจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุหรือการยื่นขอเบิกเงินทดแทนในสถานประกอบการนั้น ๆ เทียบกับเงินสมทบที่จ่ายเข้ามา ถ้ากิจการมี Loss Ratio ต่ำ (อุบัติเหตุน้อย เบิกเงินทดแทนน้อย) จะได้รับส่วนลดจากอัตราฐาน แต่ถ้า Loss Ratio สูง อาจถูกปรับเพิ่มอัตราจากฐานได้เช่นกัน เงื่อนไขการได้รับส่วนลดค่าประสบการณ์ (ส่งเงินสมทบครบ 4 ปีขึ้นไป) ในช่วง 4 ปีแรก นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบในอัตราเงินสมทบหลัก ตามระดับความเสี่ยงของประเภทกิจการ ซึ่งอยู่ระหว่าง 0.2% ถึง 1.0% ของค่าจ้าง ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป สปส. จะนำอัตราส่วนการสูญเสีย (Loss Ratio) มาคำนวณปรับอัตราเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากอัตราฐาน กิจการที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่จะยังไม่ได้รับส่วนลดนี้ ต้องจ่ายตามอัตราหลักจนครบ 4 ปีก่อน ดังนั้น ยิ่งดูแลความปลอดภัยตั้งแต่เนิ่น ๆ ยิ่งมีโอกาสได้ส่วนลดสูงเมื่อครบกำหนด ส่วนลดใหม่สูงสุด 70% ใครได้ประโยชน์บ้าง การปรับปรุงในปี 2570 เพิ่มเพดานส่วนลดค่าประสบการณ์จากเดิมสูงสุด 50% เป็น 70% ของอัตราเงินสมทบฐาน สำหรับสถานประกอบการที่มีสถิติอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ กิจการที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือกิจการที่ สำหรับ SME ที่มีพนักงาน 10-50 คน ส่วนลดนี้อาจช่วยประหยัดต้นทุนได้หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและจำนวนพนักงาน วิธีตรวจสอบอัตราค่าประสบการณ์ประจำปีของกิจการ นายจ้างสามารถตรวจสอบอัตราค่าประสบการณ์ของกิจการตัวเองได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้ เงินสมทบกองทุนเงินทดแทน มีวิธีคำนวณอย่างไร เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนคำนวณจากค่าจ้างรวมของลูกจ้างทุกคนในรอบปี คูณด้วยอัตราเงินสมทบของประเภทกิจการนั้น สูตร: เงินสมทบ = ค่าจ้างรวมทั้งปี x อัตราเงินสมทบ (%) ทั้งนี้ ค่าจ้างที่ใช้คำนวณมีเพดานสูงสุดที่ 240,000 บาทต่อคนต่อปี (เฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท) ถ้าลูกจ้างคนใดได้เงินเดือนมากกว่า 20,000 บาท ก็คำนวณที่ 20,000 บาทเป็นเพดาน ตัวอย่างการคำนวณเงินสมทบตามอัตราใหม่ปี 2570 สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นกิจการประเภทสำนักงาน มีพนักงาน 10 คน เงินเดือนคนละ 18,000 บาท ถ้าบริษัทนี้ส่งเงินสมทบมาครบ 4 ปี และมีประวัติความปลอดภัยดี อาจได้รับส่วนลดค่าประสบการณ์สูงสุด 70% ทำให้จ่ายจริงเหลือเพียง 4,320 x 30% = 1,296 บาทต่อปี นายจ้างต้องเตรียมตัวอย่างไร เมื่ออัตราเงินสมทบเปลี่ยน เมื่ออัตราเงินสมทบปรับเปลี่ยน นายจ้างควรดำเนินการดังนี้ แบบฟอร์มและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง (กท.20ก, กท.25ค, กท.26ก) แบบฟอร์มที่นายจ้างต้องรู้จักมี 3 แบบหลัก วิธีบันทึกบัญชีเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนสำหรับ SME เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกิจการ และนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ วิธีบันทึกบัญชีทำได้ดังนี้ เมื่อจ่ายเงินสมทบ ให้บันทึก สำหรับกิจการที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายจ่ายประเภทนี้ผ่านระบบ PEAK Payroll ได้ โดยระบบจะจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายให้อัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลาในการจัดทำงบการเงิน สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนเงินทดแทน มีอะไรบ้าง แม้นายจ้างเป็นฝ่ายจ่ายเงินสมทบ แต่สิทธิประโยชน์จะตกอยู่กับลูกจ้างเมื่อประสบเหตุจากการทำงาน สิทธิหลัก ได้แก่ สรุป อัตราเงินสมทบลดลง นายจ้างควรเช็คสิทธิ์ทุกต้นปี การปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2570 เป็นข่าวดีสำหรับนายจ้าง SME สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือ จัดการบัญชีเงินเดือนและเงินสมทบให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยจัดการรายจ่ายเงินเดือน เงินสมทบประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทนได้ครบในที่เดียว พร้อมออกรายงานการเงินอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทน กองทุนเงินทดแทนต้องจ่ายเมื่อไร นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเป็นรายปี โดยงวดแรก จ่ายภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้าง งวดต่อ ๆ ไป จ่ายภายในเดือนมกราคมของทุกปี ถ้าจ่ายล่าช้าจะต้องเสียเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างเจ็บจากการทำงาน ต้องแจ้งภายในกี่วัน นายจ้างต้องแจ้งการประสบอันตรายของลูกจ้างต่อ สปส. ภายใน 15 วันนับจากวันที่ทราบเหตุ โดยใช้แบบ กท.16 กิจการใหม่ยังไม่ครบ 4 ปี จะได้ส่วนลดค่าประสบการณ์ไหม ยังไม่ได้ กิจการที่ส่งเงินสมทบไม่ครบตามระยะเวลาที่กำหนดจะจ่ายตามอัตราฐานของประเภทกิจการนั้น ๆ ไปก่อน เมื่อครบกำหนดแล้ว สปส. จะพิจารณาปรับอัตราตามประวัติความปลอดภัยของกิจการ เงินสมทบกองทุนเงินทดแทน นำไปลดหย่อนภาษีได้ไหม เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามจริง ไม่ใช่การลดหย่อน แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ในการคำนวณกำไรสุทธิ หมายเหตุ: ข้อมูลอัตราเงินสมทบในบทความนี้อ้างอิงจากประกาศกระทรวงแรงงาน ณ วันที่เผยแพร่ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมก่อนนำไปใช้อ้างอิง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

29 ต.ค. 2026

PEAK Account

22 min

CSAT คืออะไร ช่วยเรื่อง CX อย่างไร สูตรคำนวณ และตัวอย่าง

CSAT คืออะไร CSAT (Customer Satisfaction Score) คือ คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าต่อการซื้อหรือการใช้บริการครั้งใดครั้งหนึ่ง ธุรกิจวัดคะแนนนี้ด้วยคำถามสั้น ๆ ข้อเดียวว่า “พอใจกับงานครั้งนี้แค่ไหน” แล้วให้ลูกค้าเลือกคะแนน 1 ถึง 5 ส่วนคำว่า Customer Satisfaction แปลว่าความพึงพอใจของลูกค้า ไม่มีกฎหมายบังคับให้วัดคะแนนนี้ ธุรกิจทุกขนาดเลือกใช้เองได้ คะแนนนี้เหมาะกับงานที่ส่งมอบเป็นครั้ง ๆ เช่น ส่งสินค้า ติดตั้ง ซ่อมบำรุง หรือวางบิล เพราะลูกค้าเพิ่งเจอประสบการณ์นั้นมาจริง ธุรกิจได้ประโยชน์จากคะแนนความพอใจรายครั้ง 3 อย่าง ตัวชี้วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลประสบการณ์ลูกค้า (CX) ซึ่งมองภาพทั้งเส้นทางที่ลูกค้าเจอกับธุรกิจ ส่วนคะแนนความพอใจรายครั้งช่วยบอกว่าจุดไหนในเส้นทางนั้นยังสะดุด ตัวอย่างที่ใช้ตลอดบทความนี้คือ บริษัท ศรีราชาโลจิสติกส์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งรับขนส่งสินค้าให้ร้านวัสดุก่อสร้าง 40 ราย บริษัทเริ่มส่งแบบสอบถามหลังส่งของและหลังวางบิลตั้งแต่เดือนสิงหาคม CSAT คำนวณอย่างไร CSAT score คิดจากจำนวนลูกค้าที่ให้ 4 หรือ 5 คะแนน (พอใจและพอใจมาก) หารด้วยจำนวนผู้ตอบทั้งหมด แล้วคูณ 100 ผลที่ได้เป็นเปอร์เซ็นต์ วิธีนี้เรียกว่า Top-two Box ซึ่งนับเฉพาะ 2 ช่องคะแนนบนสุด ตามคำอธิบายของ Qualtrics CSAT = (จำนวนผู้ตอบ 4 และ 5 คะแนน ÷ จำนวนผู้ตอบทั้งหมด) × 100 สูตรนี้ไม่นับผู้ที่ให้ 3 คะแนนเป็นลูกค้าที่พอใจ เพราะคนกลุ่มนี้รู้สึกเฉย ๆ และพร้อมเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นถ้ามีตัวเลือกที่ดีกว่า ตัวอย่างคำนวณจากผลสำรวจจริง ศรีราชาโลจิสติกส์ส่งแบบสอบถามหลังงานในเดือนกันยายน 300 ครั้ง ได้คำตอบกลับ 96 ราย คิดเป็นอัตราตอบกลับ 32% ผลแต่ละระดับคะแนนเป็นไปตามตารางนี้ คะแนน ความหมาย จำนวนผู้ตอบ 5 พอใจมาก 40 4 พอใจ 32 3 เฉย ๆ 12 2 ไม่พอใจ 8 1 ไม่พอใจมาก 4 รวม 96 ลูกค้าที่พอใจ 40 + 32 = 72 ราย CSAT = (72 ÷ 96) × 100 = 75% พูดง่าย ๆ คือ ลูกค้า 3 ใน 4 รายพอใจกับงานเดือนนี้ ส่วนอีก 24 รายคือกลุ่มที่บริษัทต้องอ่านความเห็นต่อว่าติดขัดตรงไหน แบบเปอร์เซ็นต์กับแบบค่าเฉลี่ยให้ผลต่างกันอย่างไร สองแบบนี้ต่างกันที่วิธีอ่านผล แบบเปอร์เซ็นต์บอกว่าลูกค้าที่พอใจมีกี่ส่วน ส่วนแบบค่าเฉลี่ยบอกคะแนนกลางของทุกคน ข้อมูลชุดเดียวกันจึงออกมาเป็นตัวเลขคนละแบบ ค่าเฉลี่ยของศรีราชาโลจิสติกส์ = (5 × 40) + (4 × 32) + (3 × 12) + (2 × 8) + (1 × 4) = 384 คะแนน ÷ 96 ราย = 4.0 คะแนน ตัวเลข 75% กับ 4.0 มาจากคำตอบชุดเดียวกัน จุดที่ธุรกิจมักพลาดคือ เดือนหนึ่งดูค่าเฉลี่ยจากแบบฟอร์มออนไลน์ อีกเดือนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วนำสองตัวเลขมาเทียบกัน ทางที่ดีที่สุดคือเลือกวิธีเดียวแล้วใช้ต่อเนื่องทุกรอบ คะแนน CSAT เท่าไรถึงเรียกว่าดี ไม่มีเกณฑ์กลางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ คะแนนขึ้นกับประเภทงาน ช่องทางที่ถาม และกลุ่มลูกค้า ตัวเลขที่ดีจึงคือตัวเลขที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับตัวเองในรอบก่อน และไม่ลดลงหลังเปลี่ยนขั้นตอนทำงาน เว็บไซต์ภาษาไทยหลายแห่งเขียนว่าคะแนน 75 ถึง 85% ขึ้นไปถือว่าดี แต่ไม่ได้ระบุแหล่งข้อมูลหรืออุตสาหกรรมที่ใช้เทียบ ส่วน Qualtrics เองอธิบายว่าการเทียบคะแนนข้ามธุรกิจทำได้ไม่แม่นยำ ธุรกิจจึงควรใช้ตัวเลขแบบนี้เป็นแค่ภาพคร่าว ๆ ศรีราชาโลจิสติกส์ได้ 70% ในเดือนสิงหาคม (56 จาก 80 ราย) และขึ้นเป็น 75% ในเดือนกันยายน แนวโน้มนี้บอกได้มากกว่าการไปเทียบกับตัวเลขของบริษัทอื่น ถ้าบริษัทจะนำคะแนนนี้ไปตั้งเป็น KPI ของทีม ก็ควรตั้งเป้าจากค่าเดิมของบริษัทเอง อีกเรื่องที่ต้องรู้คือ จำนวนผู้ตอบน้อยทำให้คะแนนแกว่ง ถ้าเดือนนั้นมีคนตอบแค่ 10 ราย คนเดียวที่เปลี่ยนจาก 4 เป็น 3 คะแนนจะทำให้ผลลดลงถึง 10 จุด ธุรกิจจึงควรดูผลรวม 2 ถึง 3 เดือน หรือระบุจำนวนผู้ตอบไว้ข้างคะแนนทุกครั้ง ควรถามความพอใจลูกค้าตอนไหนในงาน B2B ธุรกิจควรถามลูกค้าทันทีหลังจุดที่ลูกค้าได้รับงานหรือเอกสารจากเรา จุดที่ควรถามโดยทั่วไปมี 4 จุด คือ หลังเริ่มงานหรือเปิดบัญชีลูกค้าใหม่ หลังส่งมอบสินค้าหรือบริการ หลังวางบิลและรับชำระเงิน และหลังแก้ปัญหาที่ลูกค้าแจ้งเข้ามา ในงาน B2B ธุรกิจมักลืมถามหลังวางบิล ทั้งที่ช่วงนี้ลูกค้าต้องตรวจเอกสาร ส่งต่อให้ฝ่ายบัญชี และอนุมัติจ่ายเงิน ถ้ายอดไม่ตรงหรือเอกสารไม่ครบ ลูกค้าจะเสียเวลา และเราก็ได้รับเงินช้าตามไปด้วย ศรีราชาโลจิสติกส์แยกผลเดือนกันยายนตามจุดที่ถาม ได้ตามตารางนี้ จุดที่ถาม ผู้ตอบ ให้ 4 ถึง 5 คะแนน CSAT หลังส่งของ 60 48 80% หลังวางบิล 36 24 66.7% รวม 96 72 75% ตารางนี้บอก 2 เรื่อง ถ้าลูกค้าบ่นว่าของมาช้า ควรดูความเห็นคู่กับระยะเวลาส่งมอบ (Lead Time) ด้วย จะได้รู้ว่าความไม่พอใจมาจากเวลาที่ช้าจริงหรือมาจากการแจ้งเวลาไม่ตรง ตัวอย่างแบบสอบถามความพึงพอใจของลูกค้า แบบสอบถามความพึงพอใจของลูกค้าที่ได้ผลควรมีแค่ 2 ข้อ คือคำถามให้คะแนน 1 ข้อ และคำถามเปิดให้เขียนเหตุผล 1 ข้อ ยิ่งคำถามยาว คนตอบยิ่งน้อยลง ศรีราชาโลจิสติกส์ใช้คำถาม 2 ข้อนี้หลังส่งของ หลังวางบิล บริษัทเปลี่ยนแค่ข้อ 1 เป็น “เอกสารวางบิลรอบนี้ตรวจและนำไปเบิกจ่ายได้สะดวกแค่ไหน” และใช้สเกลกับคำถามเปิดแบบเดิม จึงนำผลสองจุดมาเทียบกันได้ ข้อควรระวังคือ คำถามต้องระบุงานครั้งนั้นให้ชัด เช่น วันที่หรือเลขที่เอกสาร ลูกค้า B2B มักได้รับงานจากเราหลายรอบต่อเดือน ถ้าถามกว้าง ๆ ลูกค้าจะตอบโดยนึกถึงหลายครั้งปนกัน ส่งแบบสอบถามทางไหนให้ลูกค้าตอบ ธุรกิจควรส่งแบบสอบถามทางช่องทางที่ลูกค้าคุยกับเราอยู่แล้ว และส่งภายใน 24 ชั่วโมงหลังจบงาน ช่องทางที่ธุรกิจไทยใช้ได้มีดังนี้ ถ้าธุรกิจใช้ระบบ CRM อยู่ ควรบันทึกคะแนนไว้ที่ข้อมูลลูกค้ารายนั้น จะได้เห็นว่าลูกค้ารายไหนให้คะแนนต่ำซ้ำหลายรอบ เก็บข้อมูลลูกค้าในแบบสอบถามอย่างไรให้ถูก PDPA ถ้าแบบสอบถามเก็บชื่อ เบอร์โทร หรืออีเมลของผู้ตอบ บริษัทซึ่งเป็นผู้เก็บข้อมูลต้องแจ้งให้ผู้ตอบทราบรายละเอียดก่อนหรือขณะเก็บ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23 เว้นแต่ผู้ตอบทราบรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว เรื่องที่ต้องแจ้งตามมาตรา 23 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีหลายข้อ เช่น วัตถุประสงค์ของการเก็บ ข้อมูลที่เก็บและระยะเวลาที่เก็บ ผู้ที่อาจได้รับข้อมูลต่อ ช่องทางติดต่อผู้เก็บข้อมูล และสิทธิของผู้ตอบ ในทางปฏิบัติ บริษัทใส่ข้อความสั้น ๆ ไว้หัวแบบฟอร์มได้ เช่น “บริษัทเก็บชื่อและเบอร์โทรเพื่อติดต่อกลับเรื่องคุณภาพบริการเท่านั้น เก็บไว้ 1 ปี” แล้วแนบลิงก์ประกาศความเป็นส่วนตัวฉบับเต็ม ถ้าบริษัทไม่จำเป็นต้องติดต่อผู้ตอบกลับ การทำแบบสอบถามแบบไม่ระบุตัวตนจะช่วยลดภาระส่วนนี้ ผู้ที่ต้องการภาพรวมอ่านต่อได้ที่บทความกฎหมาย PDPA CSAT ต่างจาก NPS และ CES อย่างไร ทั้ง 3 ตัววัดคนละเรื่อง CSAT วัดความพอใจต่องานครั้งเดียว NPS วัดความภักดีต่อธุรกิจในภาพรวม ส่วน CES (Customer Effort Score) วัดว่าลูกค้าต้องออกแรงมากแค่ไหนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ ธุรกิจใช้ customer satisfaction metrics ทั้ง 3 ตัวนี้คู่กันได้ ตัวชี้วัด วัดอะไร ถามเมื่อไร ใช้ตัดสินใจเรื่อง CSAT ความพอใจต่องานครั้งนั้น หลังส่งมอบหรือวางบิลแต่ละครั้ง ขั้นตอนไหนต้องแก้ NPS โอกาสที่ลูกค้าจะแนะนำเราต่อ ทุกไตรมาสหรือทุกครึ่งปี ความสัมพันธ์ภาพรวมกับลูกค้า CES ความยากง่ายในการใช้บริการ หลังแจ้งปัญหา สั่งงาน หรือชำระเงิน ขั้นตอนไหนยุ่งยากเกินไป ตารางนี้บอก 2 เรื่อง นำคะแนนความพอใจไปปรับธุรกิจอย่างไร ธุรกิจนำคะแนนไปใช้ได้ใน 4 ขั้น คือ ติดต่อกลับลูกค้าที่ให้คะแนนต่ำ หาสาเหตุจากคำถามเปิด แก้ขั้นตอนที่เป็นต้นเหตุ แล้ววัดซ้ำในรอบถัดไป ขั้นที่ธุรกิจมักข้ามคือการติดต่อกลับ ทั้งที่ขั้นนี้ทำให้ลูกค้ารู้ว่าธุรกิจนำความเห็นของเขาไปใช้จริง ศรีราชาโลจิสติกส์ให้ทีมบัญชีโทรกลับลูกค้าที่ให้ 1 ถึง 2 คะแนนหลังวางบิลภายใน 2 วันทำการ และพบว่าต้นเหตุคือพนักงานพิมพ์ใบแจ้งหนี้ใหม่จากใบส่งของที่เป็นกระดาษ ตัวเลขจึงคลาดกันบ่อย บริษัทเปลี่ยนมาออกใบแจ้งหนี้จากข้อมูลชุดเดียวกับใบส่งของ พนักงานจึงไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ผลคือในเดือนตุลาคม คะแนนหลังวางบิลขึ้นเป็น 83.3% (30 จาก 36 ราย) จาก 66.7% ในเดือนก่อน ข้อควรรู้เกี่ยวกับ CSAT สรุป เริ่มวัดความพอใจลูกค้าจากจุดไหนก่อน ธุรกิจเริ่มได้ในสัปดาห์นี้ด้วยการเลือกจุดเดียวที่ลูกค้าบ่นบ่อยที่สุด อาจเป็นการส่งของหรือการวางบิล ตั้งคำถาม 2 ข้อตามตัวอย่างในบทความ ส่งหลังงานทุกครั้งเป็นเวลา 1 เดือน แล้วนับผลด้วยสูตรเดียวกันเพื่อดูว่าควรแก้อะไรก่อน ลดความผิดพลาดของเอกสารวางบิลด้วย PEAK ถ้าคะแนนหลังวางบิลต่ำเพราะยอดในเอกสารไม่ตรงกัน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และใบกำกับภาษีจากข้อมูลรายการเดียวกัน ลดการพิมพ์ตัวเลขซ้ำ และนักบัญชีเข้ามาตรวจต่อได้ในระบบเดียว ถ้าอยากลองกับงานวางบิลจริง เริ่มได้ด้วยการทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องการดูแลลูกค้าและการเก็บเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CSAT ควรใช้สเกล 1 ถึง 5 หรือ 1 ถึง 10 ควรใช้สเกล 1 ถึง 5 เป็นหลัก เพราะเป็นสเกลที่นิยมสำหรับ CSAT และแต่ละช่องมีคำกำกับชัดเจนจากไม่พอใจมากถึงพอใจมาก ถ้าเปลี่ยนสเกลกลางทาง ผลจะเทียบกับรอบก่อนไม่ได้ ต้องมีผู้ตอบกี่รายถึงเชื่อถือคะแนนได้ ไม่มีจำนวนตายตัว แต่ยิ่งผู้ตอบน้อย คะแนนก็ยิ่งแกว่ง ถ้าเดือนไหนมีผู้ตอบน้อย ธุรกิจควรรวมผล 2 ถึง 3 เดือนก่อนสรุป และเขียนจำนวนผู้ตอบไว้ข้างคะแนนทุกครั้ง Customer Satisfaction กับ CSAT ต่างกันไหม ต่างกัน Customer Satisfaction คือความพึงพอใจของลูกค้าโดยรวมในฐานะแนวคิด ส่วน CSAT คือวิธีวัดแบบหนึ่งที่แปลงความพอใจต่องานครั้งหนึ่งเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ ทำแบบสอบถามวัดความพอใจฟรีได้ด้วยอะไร ใช้แบบฟอร์มออนไลน์ฟรีอย่าง Google Forms ได้ โดยสร้างคำถามแบบเลือกคะแนน 1 ถึง 5 แล้วส่งลิงก์ทาง LINE หรืออีเมล คำตอบจะรวมอยู่ในตาราง ธุรกิจนับด้วยสูตรได้ทันที คะแนนความพอใจต่ำควรแก้อะไรก่อน ควรแก้เรื่องที่ลูกค้าเขียนถึงบ่อยที่สุดก่อน วิธีหาคือจัดกลุ่มความเห็นของผู้ที่ให้ 1 ถึง 2 คะแนน นับว่าแต่ละเรื่องเกิดกี่ครั้ง แล้วเริ่มจากเรื่องที่มากที่สุดและแก้ได้ภายในเดือนเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

28 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร อยู่หมวดไหน พร้อมตัวอย่างการบันทึกบัญชี

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร และสำคัญอย่างไร บัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable หรือ AR) คือ บัญชีที่บันทึกสิทธิเรียกร้องเงินที่กิจการมีต่อลูกค้า จากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ ส่งของหรือทำงานให้แล้ว แต่เงินจะเข้าตามเครดิตที่ตกลงกันไว้ มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) บทที่ 7 ให้ความหมายว่า ลูกหนี้คือสิทธิที่กิจการจะได้รับเงินสดหรือทรัพยากรอื่นเมื่อถึงกำหนดชำระ บริษัทจำกัดส่วนใหญ่ในไทยใช้มาตรฐานนี้ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน บทความนี้ใช้ตัวอย่างเดียวตลอดเรื่อง คือ บริษัท อุดรไฟฟ้าซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าให้ผู้รับเหมา จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และให้เครดิตลูกค้า 30 วัน Account Receivable ย่อมาจากอะไร ภาษาอังกฤษใช้คำไหน Account Receivable คือ คำภาษาอังกฤษของบัญชีลูกหนี้ เขียนย่อว่า AR ในงบการเงินมักใช้ Accounts Receivable หรือ Trade Receivables สำหรับลูกหนี้การค้า ส่วน Other Receivables คือลูกหนี้อื่น คำว่า Receivable แปลตรงตัวว่า “ที่จะได้รับ” ใครอ่านงบภาษาอังกฤษหรือคุยกับคู่ค้าต่างประเทศ ดูคำคู่กันเพิ่มได้ที่ ศัพท์บัญชีภาษาอังกฤษ ลูกหนี้การค้า หมายถึงอะไร ต่างจากลูกหนี้อื่นอย่างไร ลูกหนี้การค้า หมายถึง ลูกหนี้ที่เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการตามปกติของกิจการ ซึ่งส่งใบแจ้งหนี้แล้วหรือมีข้อตกลงเป็นทางการ รวมถึงลูกหนี้ในรูปตั๋วเงินรับ (NPAEs ย่อหน้า 7.1.1) ลูกหนี้อื่น คือ ลูกหนี้ที่ไม่ได้มาจากการค้าขายหลัก เช่น เงินให้กรรมการหรือพนักงานกู้ยืม (ย่อหน้า 7.1.2) สองกลุ่มนี้ต้องแยกบัญชีกัน เพราะใช้วิเคราะห์ต่างกัน หัวข้อ ลูกหนี้การค้า ลูกหนี้อื่น ที่มา ขายสินค้า ให้บริการ เงินให้กู้ยืม เงินทดรองจ่าย รายได้อื่นค้างรับ เอกสาร ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ตั๋วเงินรับ สัญญากู้ยืม บันทึกอนุมัติ ใช้วิเคราะห์ อัตราหมุนเวียน อายุหนี้ ความเสี่ยงรายการกับบุคคลเกี่ยวข้อง ตัวอย่างอุดรไฟฟ้าซัพพลาย ผู้รับเหมาซื้อสายไฟเครดิต 30 วัน ให้กรรมการกู้ยืม 300,000 บาท ถ้าอุดรไฟฟ้าซัพพลายรวมเงินให้กรรมการกู้ 300,000 บาทไว้ในลูกหนี้การค้า อัตราหมุนเวียนจะดูช้ากว่าความจริง ส่วนการแบ่งลูกหนี้ตามมุมกฎหมายและการทวงถาม ดูต่อได้ที่ ประเภทของลูกหนี้ ลูกหนี้การค้า อยู่หมวดไหนในงบการเงิน ลูกหนี้การค้าอยู่หมวดสินทรัพย์ และส่วนใหญ่จัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะคาดว่าจะได้รับเงินภายในรอบการดำเนินงานปกติหรือภายใน 12 เดือน ตามเกณฑ์ NPAEs ย่อหน้า 4.8.1 เลขผังบัญชีจึงมักขึ้นต้นด้วยหมวด 1 NPAEs ย่อหน้า 4.9.3 กำหนดให้ “ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น” เป็นรายการขั้นต่ำที่ต้องแสดงในงบแสดงฐานะการเงิน และย่อหน้า 7.3 ให้แสดงด้วยมูลค่าที่จะได้รับ หลังหักค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ในงบปลายปีของอุดรไฟฟ้าซัพพลาย ยอดค้างรับจากผู้รับเหมาแสดงในสินทรัพย์หมุนเวียน ส่วนเงินให้กรรมการกู้ 300,000 บาทแสดงเป็นลูกหนี้อื่นแยกบรรทัด ผู้อ่านงบจึงเห็นว่าเงินค้างรับมาจากการค้าขายเท่าไร ลูกหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการค้าตามปกติและครบกำหนดเกิน 12 เดือน เช่น เงินให้กู้ยืมระยะยาว จัดเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ส่วนลูกหนี้การค้าที่ผ่อนชำระยาว ผู้ทำบัญชีพิจารณาจากรอบการดำเนินงานของกิจการ ดูหลักแบ่งหมวดเพิ่มเติมได้ที่ สินทรัพย์หมุนเวียน บัญชีลูกหนี้ ทำอะไรบ้างในแต่ละเดือน งานของบัญชีลูกหนี้มี 5 อย่างหลัก ตั้งแต่ออกเอกสารเรียกเก็บเงินจนถึงรายงานยอดค้างให้ผู้บริหาร กิจการเล็กอาจให้คนเดียวทำทั้งหมด ส่วนกิจการที่ลูกค้าเยอะมักมีผู้ทำบัญชีลูกหนี้แยก จุดที่มักพลาดคือรับเงินโอนแล้วไม่รู้ว่าเป็นของใบไหน ยอดค้างรายตัวจึงเพี้ยน ใส่เลขที่ใน ใบแจ้งหนี้ และขอให้ลูกค้าอ้างเลขนั้นตอนโอน จะจับคู่ได้เร็วขึ้นมาก ตัวอย่างบันทึกบัญชีลูกหนี้ ตั้งแต่ขายเชื่อจนรับเงิน ทำอย่างไร บันทึก 2 ครั้ง คือวันขายเชื่อกับวันรับเงิน วันขายให้ลูกหนี้การค้าเพิ่มด้วยยอดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนวันรับเงินให้ลูกหนี้ลดลงเท่ากับเงินที่ได้รับ สมมติวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 อุดรไฟฟ้าซัพพลายขายสายไฟให้ผู้รับเหมา 1 ราย ราคา 100,000 บาท ภาษีขาย 7,000 บาท รวม 107,000 บาท ครบกำหนด 30 วัน และลูกค้าโอนเงินครบวันที่ 5 ธันวาคม 2569 วันที่ รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) 5 พ.ย. 2569 ลูกหนี้การค้า 107,000 ขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 5 ธ.ค. 2569 เงินฝากธนาคาร 107,000 ลูกหนี้การค้า 107,000 ภาษีขายเกิดตั้งแต่วันส่งมอบสินค้า แม้ยังไม่ได้รับเงิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 78 (1)) ภาษีขาย 7,000 บาทจึงอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนพฤศจิกายน ถ้าลูกค้าจ่ายช้ากว่าวันยื่นแบบ กิจการต้องใช้เงินของตัวเองนำส่งภาษีก้อนนี้ไปก่อน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่การให้เครดิตยาวกินสภาพคล่อง ลูกค้าคืนสินค้าหรือได้ส่วนลด บันทึกอย่างไร ลดลูกหนี้ตามยอดที่ออกใบลดหนี้ และลดภาษีขายส่วนนั้นไปพร้อมกัน ห้ามลดยอดลูกหนี้เฉย ๆ โดยไม่มีเอกสาร เพราะยอดภาษีขายในรายงานจะไม่ตรงกับบัญชี สมมติผู้รับเหมาคืนสายไฟชำรุดราคา 10,000 บาท อุดรไฟฟ้าซัพพลายออกใบลดหนี้ 10,700 บาท บันทึก เดบิต รับคืนสินค้า 10,000 บาท และภาษีขาย 700 บาท เครดิต ลูกหนี้การค้า 10,700 บาท ยอดที่ลูกค้าต้องจ่ายเหลือ 96,300 บาท Aging ลูกหนี้ คืออะไร ใช้ประเมินความเสี่ยงอย่างไร Aging ลูกหนี้ คือ การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Analysis) โดยแบ่งยอดค้างตามจำนวนวันที่เลยกำหนด แล้วดูว่ายอดก้อนใหญ่อยู่ช่วงไหน ยิ่งค้างนาน โอกาสเก็บได้ยิ่งลดลง รายงานนี้เรียกว่ารายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) คำว่า Aging แปลว่า อายุ ในงานบัญชีหมายถึงอายุของยอดที่ลูกค้ายังค้างชำระ นับจากวันครบกำหนดตามใบแจ้งหนี้ ณ 31 ธันวาคม 2569 อุดรไฟฟ้าซัพพลายมียอดลูกหนี้ค้างรับ 2,400,000 บาท แบ่งได้ดังนี้ อายุหนี้ ยอดค้าง (บาท) สัดส่วน สิ่งที่ควรทำ ยังไม่ถึงกำหนด 1,500,000 62.50% ส่งใบแจ้งหนี้ตรงรอบ เลยกำหนด 1 ถึง 30 วัน 500,000 20.83% โทรหรือส่งข้อความเตือน เลยกำหนด 31 ถึง 60 วัน 200,000 8.33% ส่งหนังสือทวงถาม พักเครดิตใหม่ เลยกำหนด 61 ถึง 90 วัน 120,000 5.00% นัดคุยแผนผ่อนชำระ เลยกำหนดเกิน 90 วัน 80,000 3.33% ผู้ทำบัญชีประเมินค่าเผื่อ ทวงถามเป็นลายลักษณ์อักษร รวม 2,400,000 100% ยอดที่เลยกำหนดเกิน 60 วันรวม 200,000 บาท หรือร้อยละ 8.33 ของลูกหนี้ทั้งหมด ตัวเลขนี้ควรเทียบกับเดือนก่อน ถ้าสัดส่วนสูงขึ้นทุกเดือน แปลว่าการเก็บเงินเริ่มมีปัญหา แม้ยอดขายยังโตอยู่ ใน PEAK เปิดรายงานอายุลูกหนี้ได้ที่เมนูผู้ติดต่อ → ดูภาพรวม → พิมพ์รายงาน แล้วเลือกรายงานอายุลูกหนี้ ระบุวันที่ที่ต้องการดูยอด และกรองตามกลุ่มผู้ติดต่อได้ ตามวิธีพิมพ์รายงานอายุลูกหนี้ใน PEAK ไฟล์รายงานดาวน์โหลดหรือส่งทางอีเมลได้ อุดรไฟฟ้าซัพพลายดึงรายงานนี้ทุกสิ้นเดือน แล้วส่งรายชื่อลูกค้าที่เลยกำหนดเกิน 30 วันให้ทีมขายโทรตามก่อนรับคำสั่งซื้อใหม่ ดูพฤติกรรมการจ่ายของลูกค้าแต่ละรายอย่างไร ดูประวัติว่าลูกค้าจ่ายตรงกำหนดหรือช้ากี่วันโดยเฉลี่ยในช่วง 6 ถึง 12 เดือน ลูกค้าที่ช้าซ้ำหลายรอบควรปรับเงื่อนไขก่อนรับคำสั่งซื้อใหม่ เช่น ในตัวอย่าง ยอด 80,000 บาทที่ค้างเกิน 90 วันมาจากผู้รับเหมารายเดียว อุดรไฟฟ้าซัพพลายจึงพักวงเงินรายนี้ไว้ก่อน หลักการตั้งวงเงินและนับวันครบกำหนดอ่านต่อได้ที่ เครดิตเทอม อัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้า คำนวณอย่างไร อัตราหมุนเวียนลูกหนี้การค้า (Account Receivable Turnover) คำนวณจากยอดขายเชื่อสุทธิหารด้วยลูกหนี้การค้าเฉลี่ย บอกว่าในหนึ่งปีกิจการเก็บเงินจากลูกหนี้ได้กี่รอบ อัตราหมุนเวียน = ยอดขายเชื่อสุทธิ ÷ ((ลูกหนี้ต้นปี + ลูกหนี้ปลายปี) ÷ 2) ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย = 365 ÷ อัตราหมุนเวียน อุดรไฟฟ้าซัพพลายมียอดขายเชื่อสุทธิทั้งปี 18,000,000 บาท ลูกหนี้ต้นปี 2,000,000 บาท ปลายปี 2,400,000 บาท ลูกหนี้เฉลี่ยจึงเท่ากับ 2,200,000 บาท กิจการให้เครดิต 30 วัน แต่เก็บเงินจริงเฉลี่ย 44.6 วัน ช้ากว่าเงื่อนไขราว 15 วัน ไม่มีค่ามาตรฐานตายตัวว่ากี่รอบถึงดี ให้เทียบกับเครดิตเทอมของตัวเองและแนวโน้มปีก่อน ตัวชี้วัดคู่กันนี้อธิบายละเอียดใน ระยะเวลาเก็บหนี้ (DSO) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ทำให้ยอดลูกหนี้ในงบเปลี่ยนอย่างไร ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทำให้ยอดลูกหนี้ในงบลดลงเหลือมูลค่าที่คาดว่าจะเก็บได้ โดยแสดงเป็นรายการหักจากลูกหนี้การค้า และรับรู้หนี้สงสัยจะสูญเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน (NPAEs ย่อหน้า 7.3 และ 7.6) NPAEs ย่อหน้า 7.5 ให้ประมาณได้ 3 วิธี คือ ร้อยละของยอดขายเชื่อสุทธิ ร้อยละตามอายุลูกหนี้ และพิจารณาลูกหนี้แต่ละราย กิจการเลือกวิธีที่เหมาะกับข้อมูลของตัวเองและใช้ให้สม่ำเสมอ อุดรไฟฟ้าซัพพลายให้ผู้ทำบัญชีพิจารณาผู้รับเหมาที่ค้าง 80,000 บาทเป็นรายตัว แล้วประเมินว่าน่าจะเก็บไม่ได้ร้อยละ 75 ค่าเผื่อจึงเท่ากับ 60,000 บาท งบแสดงลูกหนี้ 2,400,000 บาท หักค่าเผื่อ 60,000 บาท สุทธิ 2,340,000 บาท ถ้าใช้วิธีร้อยละตามอายุลูกหนี้แทน และสมมติอัตราตามช่วงอายุในตารางด้านบน ค่าเผื่อจะสูงกว่าวิธีรายตัว เพราะตั้งเผื่อทุกช่วงอายุ ไม่ใช่เฉพาะรายที่มีปัญหา 1,500,000 × 1% + 500,000 × 3% + 200,000 × 10% + 120,000 × 30% + 80,000 × 50% = 15,000 + 15,000 + 20,000 + 36,000 + 40,000 = 126,000 บาท (อัตราเป็นตัวเลขสมมติ) ทางภาษี ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นเงินสำรองที่ห้ามนำมาหักเป็นรายจ่าย (ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1)) ต้องบวกกลับตอนคำนวณกำไรสุทธิ ขั้นตอนบันทึกและตัวอย่างครบทุกวิธีอยู่ใน วิธีตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ บัญชี AR กับบัญชี AP ต่างกันอย่างไร AR คือเงินที่ลูกค้าค้างกิจการ เป็นสินทรัพย์ ส่วน AP (Accounts Payable) คือเงินที่กิจการค้างผู้ขาย เป็นหนี้สิน สองบัญชีนี้เป็นภาพสะท้อนกัน ใบแจ้งหนี้ใบเดียวเป็น AR ของผู้ขายและเป็น AP ของผู้ซื้อ หัวข้อ AR (ลูกหนี้) AP (เจ้าหนี้) ความหมาย เงินที่จะได้รับจากลูกค้า เงินที่ต้องจ่ายให้ผู้ขาย หมวดในงบ สินทรัพย์หมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียน เกิดจาก ขายเชื่อ ซื้อเชื่อ เป้าหมายจัดการ เก็บให้เร็วตามกำหนด จ่ายตรงกำหนด ไม่เร็วเกินจำเป็น ตัวชี้วัด อัตราหมุนเวียนลูกหนี้ DSO อัตราหมุนเวียนเจ้าหนี้ DPO ถ้าอุดรไฟฟ้าซัพพลายเก็บเงินลูกค้าเฉลี่ย 44.6 วัน แต่ต้องจ่ายผู้ผลิตสายไฟภายใน 30 วัน ช่องว่างราว 15 วันคือเงินที่ต้องหามาหมุนเอง ฝั่งเจ้าหนี้อ่านต่อได้ที่ บัญชีเจ้าหนี้ (Account Payable) ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ สรุป บัญชีลูกหนี้ เริ่มจากตรงไหนดี เริ่มวันนี้ด้วยการดึงยอดลูกหนี้รายตัว ณ สิ้นเดือนล่าสุด แบ่งเป็น 5 ช่วงอายุหนี้ แล้วเลือกลูกค้า 3 รายที่ค้างนานที่สุดมาโทรตามภายในสัปดาห์นี้ ติดตามลูกหนี้รายตัวและอายุหนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยเก็บและติดตามข้อมูลลูกค้า ประวัติการซื้อขาย และระยะเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าชำระเงิน ส่วนรายงานอายุลูกหนี้ที่พิมพ์ได้จากเมนูผู้ติดต่อ ช่วยให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีดูยอดค้างชุดเดียวกันก่อนตัดสินใจตามเงิน และจัดยอดลูกหนี้ให้พร้อมก่อนปิดงบปลายปี ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องบัญชีและการเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ หนี้สงสัยจะสูญกับหนี้สูญต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ความแน่นอน หนี้สงสัยจะสูญเป็นการประมาณว่าอาจเก็บไม่ได้ จึงตั้งค่าเผื่อไว้ก่อนโดยลูกหนี้ยังอยู่ในบัญชี ส่วนหนี้สูญคือหนี้ที่ติดตามครบแล้วเก็บไม่ได้จริง จึงตัดออกจากบัญชีลูกหนี้ (NPAEs ย่อหน้า 7.7) ทางภาษี การตัดหนี้สูญเป็นรายจ่ายต้องทำตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 เช่น มีหลักฐานการทวงถาม รายละเอียดอ่านได้ที่ หนี้สูญทางภาษี ควรทำรายงานอายุลูกหนี้บ่อยแค่ไหน อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตอนปิดบัญชีสิ้นเดือน กิจการที่มีลูกค้าเยอะหรือให้เครดิตยาวควรดูทุกสัปดาห์ และควรดูละเอียดเป็นพิเศษก่อนปิดงบปลายปี เพราะเป็นข้อมูลที่ใช้ประเมินค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ลูกค้าไม่กี่ราย ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไหม ต้องพิจารณา ถ้ามีลูกหนี้ที่อาจเก็บไม่ได้ ไม่ว่าลูกค้าจะมีกี่ราย กิจการที่ลูกค้าน้อยมักใช้วิธีพิจารณาลูกหนี้แต่ละรายตาม NPAEs ย่อหน้า 7.5 เพราะได้ตัวเลขใกล้ความจริงกว่าการใช้อัตราร้อยละรวม ตั๋วเงินรับนับเป็นลูกหนี้การค้าไหม นับ ถ้าตั๋วเงินรับนั้นเกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการ NPAEs ย่อหน้า 7.1.1 ระบุว่าลูกหนี้การค้ารวมถึงลูกหนี้ในรูปตั๋วเงินรับ ในทางปฏิบัติมักแยกบัญชีย่อยไว้เพื่อติดตามวันครบกำหนดของตั๋วแต่ละใบ ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ บันทึกลูกหนี้อย่างไร ตัดลูกหนี้เต็มยอดใบแจ้งหนี้ แล้วบันทึกส่วนที่ถูกหักเป็นภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นสินทรัพย์ เกิดกับค่าบริการ ไม่ใช่การขายสินค้า สมมติอุดรไฟฟ้าซัพพลายรับงานติดตั้ง 50,000 บาท ภาษีขาย 3,500 บาท ลูกค้าหักร้อยละ 3 ของค่าบริการ 1,500 บาท แล้วโอน 52,000 บาท บันทึก เดบิต เงินฝากธนาคาร 52,000 บาท และภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 1,500 บาท เครดิต ลูกหนี้การค้า 53,500 บาท ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

28 ต.ค. 2026

PEAK Account

22 min

TFRS คืออะไร สรุปมาตรฐานรายงานทางการเงินไทย PAEs NPAEs

TFRS คืออะไร และสำคัญอย่างไร TFRS (Thai Financial Reporting Standards) คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดให้กิจการใช้จัดทำงบการเงิน เช่น รับรู้รายได้เมื่อไร วัดมูลค่าสินทรัพย์อย่างไร และต้องเปิดเผยข้อมูลอะไรในหมายเหตุ สภาวิชาชีพบัญชีมีอำนาจกำหนดมาตรฐานตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 มาตรา 7 (3) และมาตรา 34 มาตรฐานแต่ละฉบับใช้บังคับได้เมื่อได้รับความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน บทความนี้ใช้ตัวอย่างเดียวตลอดเรื่อง คือ บริษัท ระยองพลาสติกโมลด์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกส่งผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ รายได้ปีละ 80 ล้านบาท และกำลังคิดว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอีก 3 ปี ใครเป็นผู้ออก และมาตรฐานมีผลบังคับอย่างไร ผู้ออกคือสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) ผ่านคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี โดยปรับเนื้อหาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (IFRS) ที่ออกโดย International Accounting Standards Board (IASB) ขั้นตอนคือเผยแพร่ร่าง รับฟังความคิดเห็น ให้คณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชีเห็นชอบ แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตัวอย่างเช่น มาตรฐานสำหรับกิจการ NPAEs ฉบับปัจจุบันออกตามประกาศสภาวิชาชีพบัญชีที่ 48/2565 ชุด TFRS ประกอบด้วยมาตรฐานการบัญชีอะไรบ้าง ชุดมาตรฐานที่สภาวิชาชีพบัญชีเผยแพร่มี 5 ส่วน คือ กรอบแนวคิด มาตรฐานการบัญชี (TAS) มาตรฐานการรายงานทางการเงิน การตีความมาตรฐานการบัญชี (TSIC) และการตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRIC) คำว่า TFRS จึงใช้เรียกทั้งชุดและใช้เป็นชื่อฉบับด้วย ส่วนของชุดมาตรฐาน ความหมาย ตัวอย่างในฉบับปรับปรุง 2568 กรอบแนวคิด (Framework) หลักพื้นฐานของการจัดทำงบ กรอบแนวคิดสำหรับการรายงานทางการเงิน TAS มาตรฐานการบัญชี TAS 1 การนำเสนองบการเงิน · TAS 2 สินค้าคงเหลือ · TAS 16 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ TFRS (ฉบับ) มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 9 เครื่องมือทางการเงิน · TFRS 15 รายได้ · TFRS 16 สัญญาเช่า TSIC การตีความมาตรฐานการบัญชี TSIC 32 สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ต้นทุนเว็บไซต์ TFRIC การตีความมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRIC 23 ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับวิธีการทางภาษีเงินได้ ฉบับปรับปรุง 2568 มีมาตรฐานการบัญชี (TAS) อยู่ 25 ฉบับ ตั้งแต่ TAS 1 ถึง TAS 41 ใช้ร่วมกับฉบับ TFRS 1 ถึง 17 ชุดนี้คือชุดเต็มที่กิจการ PAEs ต้องใช้ TAS คืออะไร ยังใช้อยู่ไหม ยังใช้อยู่ TAS (Thai Accounting Standards) คือ มาตรฐานการบัญชีที่ตั้งเลขตามมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IAS) เดิม เช่น TAS 2 สินค้าคงเหลือ และ TAS 16 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุดฉบับปรับปรุง 2568 ส่วน TFRS ย่อมาจาก Thai Financial Reporting Standards บางฉบับจะถูกแทนในอนาคต เช่น TAS 1 การนำเสนองบการเงิน จะถูกแทนด้วยมาตรฐานฉบับใหม่เรื่องการแสดงรายการในงบ ตามร่างที่กำหนดให้มีผลปี 2571 คำย่อเหล่านี้และคำศัพท์อื่นดูเพิ่มได้ที่ ศัพท์บัญชีภาษาอังกฤษ TFRS ต่างจาก IFRS อย่างไร IFRS คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ ย่อมาจาก International Financial Reporting Standards ออกโดย IASB ส่วนมาตรฐานไทยคือฉบับที่สภาวิชาชีพบัญชีนำ IFRS มาปรับเป็นภาษาไทยและประกาศใช้ในประเทศ เนื้อหาหลักจึงตรงกัน แต่ใช้บังคับได้เฉพาะในไทย หัวข้อ IFRS มาตรฐานไทย (ชุดเต็ม) ผู้ออก IASB สภาวิชาชีพบัญชี ภาษา อังกฤษ (ต้นฉบับ) ไทย การบังคับใช้ แต่ละประเทศเลือกนำไปใช้ บังคับเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา การปรับปรุง ออกฉบับรวมเล่มทุกปี ปรับตามฉบับรวมเล่ม โดยวันมีผลในไทยอาจช้ากว่า ชุดสำหรับกิจการเล็ก IFRS for SMEs มาตรฐานสำหรับกิจการ NPAEs (ฉบับของไทยเอง) หน้ามาตรฐานบนเว็บสภาวิชาชีพบัญชีระบุว่า ฉบับปรับปรุง 2568 ปรับตาม IFRS ฉบับรวมเล่มปี 2025 และฉบับปรับปรุง 2569 ปรับตามฉบับรวมเล่มปี 2026 จึงเห็นได้ว่าไทยปรับตามสากลเป็นรอบปี กิจการไหนใช้ TFRS for PAEs กิจการไหนใช้ NPAEs กิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) ต้องใช้ชุดเต็ม ส่วนกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ใช้มาตรฐานที่ทำมาเฉพาะ ซึ่งสั้นกว่าและเรียบง่ายกว่า บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มหลัง มาตรฐานสำหรับกิจการ NPAEs ย่อหน้า 2.2 กำหนดว่า กิจการที่ไม่ใช่ NPAEs คือกิจการ 4 กลุ่มนี้ ระยองพลาสติกโมลด์เป็นบริษัทจำกัด ไม่มีหุ้นซื้อขายต่อประชาชน และไม่ได้ดูแลเงินของคนอื่น จึงเป็น NPAEs กิจการกลุ่มนี้ยังเลือกใช้ชุดเต็มได้ถ้าใช้ทุกฉบับอย่างสม่ำเสมอ (ย่อหน้า 2.4) ส่วนรายละเอียดและตารางเทียบสองชุดอยู่ใน TFRS for NPAEs ถ้าเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ ต้องเปลี่ยนมาตรฐานเมื่อไร ต้องเปลี่ยนตั้งแต่เริ่มยื่นงบต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้น เพราะ NPAEs ย่อหน้า 2.2.1 นับกิจการที่อยู่ในกระบวนการนี้เป็นกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะแล้ว ไม่ต้องรอให้หุ้นเข้าซื้อขายจริง ถ้าระยองพลาสติกโมลด์จะยื่นในปี 2572 งบที่ใช้ยื่นต้องจัดทำตามชุดเต็ม และต้องใช้ TFRS 1 การนำมาตรฐานมาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งต้องทำตัวเลขเปรียบเทียบย้อนหลังด้วย การคุยกับผู้สอบบัญชีล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ถึง 2 ปีจึงช่วยให้มีเวลาเตรียมข้อมูล TFRS ฉบับที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง และ NPAEs ใช้บทไหนแทน ฉบับที่ถูกถามบ่อยคือ รายได้ สัญญาเช่า และเครื่องมือทางการเงิน ทั้งหมดนี้เป็นของชุดเต็ม กิจการ NPAEs ไม่ได้ใช้ฉบับเหล่านี้โดยตรง แต่ใช้บทที่เขียนเรื่องเดียวกันในมาตรฐาน NPAEs ซึ่งมีหลักเกณฑ์ไม่เหมือนกันทุกจุด เรื่อง ชุดเต็ม (PAEs) มาตรฐาน NPAEs (ปรับปรุง 2565) รายได้ TFRS 15 รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า บทที่ 18 รายได้ สัญญาเช่า TFRS 16 สัญญาเช่า บทที่ 14 สัญญาเช่า ลูกหนี้ เงินลงทุน TFRS 9 เครื่องมือทางการเงิน บทที่ 7 ลูกหนี้ · บทที่ 9 เงินลงทุน สินค้าคงเหลือ TAS 2 บทที่ 8 ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ TAS 16 บทที่ 10 การรวมธุรกิจ TFRS 3 บทที่ 25 TFRS 15 คือ มาตรฐานเรื่องรายได้ที่ใช้ขั้นตอนวิเคราะห์สัญญา 5 ขั้น ส่วน TFRS 3 คือ เรื่องการรวมธุรกิจเมื่อซื้อหรือควบรวมกิจการ ฉบับอื่นที่พบในงานเฉพาะทาง ได้แก่ งบการเงินรวม (TFRS 10) มูลค่ายุติธรรม (TFRS 13) สัญญาประกันภัย (TFRS 17) และการจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ (TFRS 2) เรื่องลูกหนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นความต่างชัด ชุดเต็มประเมินผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ส่วน NPAEs ใช้ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 3 วิธีตามบทที่ 7 ดูวิธีบันทึกฝั่ง NPAEs ได้ที่ บัญชีลูกหนี้ สัญญาเช่าตาม TFRS 16 กับ NPAEs ทำให้งบต่างกันแค่ไหน ต่างกันทั้งงบแสดงฐานะการเงินและค่าใช้จ่าย NPAEs บทที่ 14 ยังแบ่งสัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าเงินทุนกับสัญญาเช่าดำเนินงาน ส่วน TFRS 16 ให้ผู้เช่ารับรู้สิทธิการใช้สินทรัพย์และหนี้สินตามสัญญาเช่าเกือบทุกสัญญา สมมติระยองพลาสติกโมลด์เช่าเครื่องฉีดพลาสติก 36 เดือน จ่ายสิ้นเดือนละ 50,000 บาท ผู้ทำบัญชีประเมินว่าเป็นสัญญาเช่าดำเนินงานตาม NPAEs ถ้าใช้ชุดเต็มให้ใช้อัตราคิดลดสมมติร้อยละ 5 ต่อปี รายการปีแรก NPAEs บทที่ 14 TFRS 16 สินทรัพย์ในงบแสดงฐานะการเงิน ไม่มี สิทธิการใช้สินทรัพย์ 1,668,285 บาท หนี้สินสิ้นปีแรก ไม่มี หนี้สินตามสัญญาเช่า 1,139,695 บาท ค่าใช้จ่ายปีแรก ค่าเช่า 50,000 × 12 = 600,000 บาท ค่าเสื่อมราคา 556,095 + ดอกเบี้ย 71,410 = 627,505 บาท ค่าใช้จ่ายปีแรกตามชุดเต็มสูงกว่า 27,505 บาท เพราะดอกเบี้ยช่วงต้นสัญญาสูง และงบจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบอัตราส่วนหนี้สินที่ธนาคารใช้ดู วิธีบันทึกบัญชีทีละรายการอ่านต่อได้ที่ สัญญาเช่าตาม TFRS 16 ฉบับปรับปรุงล่าสุดมีผลเมื่อไร มีอะไรเปลี่ยน ฉบับที่ใช้ในปี 2569 คือฉบับปรับปรุง 2568 มีผลกับรอบบัญชีที่เริ่ม ณ หรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2569 การปรับปรุงรอบนี้มีเพียง 1 เรื่อง คือกรณีสกุลเงินต่างประเทศแลกเปลี่ยนไม่ได้ (Lack of Exchangeability) ซึ่งกระทบ TAS 21 และ TFRS 1 ฉบับ มีผลกับรอบบัญชีที่เริ่ม ณ หรือหลัง ประเด็นหลัก สถานะ (26 ต.ค. 2569) ปรับปรุง 2568 1 มกราคม 2569 สกุลเงินแลกเปลี่ยนไม่ได้ (TAS 21, TFRS 1) ใช้อยู่ปัจจุบัน ปรับปรุง 2569 1 มกราคม 2570 การจัดประเภทและวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงิน (TFRS 9) ประกาศสำหรับปีหน้า ฉบับใหม่ TFRS 18 · TFRS 19 · TAS 7 แก้ไข 1 มกราคม 2571 การแสดงรายการในงบ · การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทย่อย ร่าง อยู่ระหว่างกระบวนการ การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในตารางเป็นของชุดเต็ม มาตรฐาน NPAEs ฉบับที่ใช้อยู่ยังเป็นฉบับปรับปรุง 2565 ระยองพลาสติกโมลด์ที่ปิดงบปีปฏิทินจึงไม่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงบในปี 2569 เว้นแต่จะเลือกใช้ชุดเต็ม SME ต้องทำอะไรบ้างให้งบเป็นไปตามมาตรฐาน ขั้นตอนหลักมี 4 ขั้น ตั้งแต่ระบุว่ากิจการต้องใช้ชุดไหน ไปจนถึงส่งงบ ผู้ทำบัญชีเป็นคนทำงานส่วนใหญ่ แต่เจ้าของกิจการต้องรู้กำหนดเวลาและตัดสินใจเรื่องนโยบายร่วมกัน ระยองพลาสติกโมลด์เลือกวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับเม็ดพลาสติก เพราะราคาซื้อขึ้นลงบ่อย การเลือกวิธีมีผลต่อกำไรตามที่อธิบายใน ตีราคาสินค้าคงเหลือ รอบบัญชีที่สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2569 บริษัทต้องประชุมอนุมัติงบภายใน 30 เมษายน 2570 แล้วส่งงบภายใน 1 เดือนนับจากวันประชุม ขั้นตอนเตรียมงบแต่ละส่วนดูได้ที่ วิธีจัดทำงบการเงิน ข้อควรรู้เกี่ยวกับ TFRS สรุป – TFRS ต้องจำอะไรบ้าง เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดงบปีล่าสุดของกิจการ ดูในหมายเหตุประกอบงบข้อแรกว่าระบุชุดมาตรฐานไหน แล้วถามผู้ทำบัญชีว่าแผนธุรกิจ 3 ปีข้างหน้าทำให้ต้องเปลี่ยนชุดหรือไม่ เตรียมข้อมูลปิดงบร่วมกับผู้ทำบัญชีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกบัญชีและออกเอกสารซื้อขายในระบบเดียว เจ้าของกิจการ ผู้ทำบัญชี และผู้สอบบัญชีจึงทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกัน เมื่อใกล้ปิดงบ ผู้ทำบัญชีดูรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกไว้ แล้วตรวจตัวเลขกับเจ้าของกิจการก่อนส่งให้ผู้สอบบัญชี เริ่มจัดข้อมูลให้พร้อมก่อนช่วงปิดงบปลายปี ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องบัญชีและภาษีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ TFRS TFRS 18 คืออะไร เริ่มใช้เมื่อไร TFRS 18 คือ มาตรฐานเรื่องการแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน ซึ่งจะใช้แทน TAS 1 ตามร่างที่สภาวิชาชีพบัญชีเผยแพร่ กำหนดให้มีผลกับรอบบัญชีที่เริ่ม ณ หรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2571 และใช้กับกิจการที่ใช้ชุดเต็ม บริษัทจำกัดขนาดเล็กต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ต้องมี บริษัทจำกัดทุกขนาดต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจและแสดงความเห็นก่อนส่งงบ ส่วนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ไม่ต้องใช้ CPA ตามพระราชบัญญัติการบัญชี มาตรา 11 และใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ที่ได้รับอนุญาตตามประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตต ตรวจได้ TFRS กับ GAAP ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ผู้ออกและประเทศที่ใช้ มาตรฐานไทยปรับมาจาก IFRS ส่วนคำว่า GAAP (Generally Accepted Accounting Principles) มักหมายถึงหลักการบัญชีของสหรัฐอเมริกา (US GAAP) ซึ่งบางเรื่องมีหลักเกณฑ์ไม่เหมือนกัน กิจการไทยจัดทำงบตามมาตรฐานไทย ส่วนบริษัทที่ต้องรายงานต่อบริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกาอาจต้องทำข้อมูลอีกชุด กิจการ NPAEs เลือกใช้ชุดเต็มได้ไหม ได้ มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 2.4 ให้กิจการที่ไม่ประสงค์จะใช้มาตรฐาน NPAEs จัดทำรายงานตามชุดเต็มได้ แต่ต้องใช้ทุกฉบับและใช้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เลือกใช้เฉพาะบางฉบับ มาตรฐาน NPAEs ฉบับปัจจุบันคือฉบับไหน ฉบับปรับปรุง 2565 ตามประกาศสภาวิชาชีพบัญชีที่ 48/2565 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ฉบับนี้ยกเลิกฉบับเดิมตามประกาศที่ 20/2554 ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร ต่างจากเต็มรูปยังไง ใครออกได้บ้าง

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice หรือ ABB) คือ ใบกำกับภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งทำกิจการค้าปลีกออกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ และแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/6 บางคนเรียกว่าใบกำกับภาษีแบบย่อ ที่เห็นบ่อยที่สุดคือสลิปจากเครื่องคิดเงินของร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน หรือห้างค้าปลีก ซึ่งพิมพ์คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” หรือ “TAX INV (ABB)” ไว้หัวสลิป เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท ช่างดีวัสดุภัณฑ์ จำกัด ร้านวัสดุก่อสร้างที่จด VAT และขายหน้าร้านทั้งให้ลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาที่เป็นบริษัท ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูปอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูป 3 จุดหลัก คือ ไม่ต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ แสดงราคาที่รวม VAT แล้วแทนการแยก VAT และผู้ซื้อนำภาษีซื้อไปเครดิตไม่ได้ ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการครบ 8 ข้อตามมาตรา 86/4 และผู้ซื้อที่จด VAT ใช้เป็นหลักฐานหักภาษีซื้อได้ ประเด็น ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ มาตราที่กำหนด 86/4 86/6 ใครออกได้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกประเภท ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ค้าปลีก หรือได้รับอนุมัติตาม 86/7 คำว่า “ใบกำกับภาษี” ต้องมี ต้องมี ข้อมูลผู้ขาย ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษี ชื่อหรือชื่อย่อ และเลขผู้เสียภาษี ข้อมูลผู้ซื้อ ชื่อและที่อยู่ ไม่ต้องมี รายการสินค้า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า การแสดง VAT แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ระบุว่าราคารวม VAT แล้ว ผู้ซื้อเครดิตภาษีซื้อ ได้ ไม่ได้ สมมติช่างดีวัสดุภัณฑ์ขายสีและแปรง 2,140 บาทให้ลูกค้าทั่วไป ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะแสดงยอด 2,140 บาทพร้อมข้อความว่ารวม VAT แล้ว แต่ถ้าผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทซื้อของ 10,700 บาทและขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบนั้นต้องแยกให้เห็นว่ามูลค่าสินค้า 10,000 บาท และ VAT 700 บาท ร้านแบบไหนมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)แล้ว และทำกิจการค้าปลีก ตามมาตรา 86/6 แต่ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียนออกแทนไม่ได้ กิจการที่ไม่ใช่ค้าปลีกแต่จำเป็นต้องออก เช่น ขายให้คนจำนวนมากเหมือนร้านค้าปลีก ยื่นขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ตามมาตรา 86/7 โดยต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น และอธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขเพิ่มได้ ส่วนร้านที่ไม่ได้จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ทุกแบบ เอกสารที่ออกได้คือบิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องขออนุมัติไหม ต้องขอ ร้านค้าปลีกที่จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินออกใบกำกับภาษีประเภทนี้ ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีตามมาตรา 86/6 และใช้เครื่องตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด รายละเอียดอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ซึ่งให้ยื่นแบบคำขอ ภ.พ.06 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ถ้าไม่แน่ใจว่าระบบที่ร้านใช้เข้าข่ายเครื่องบันทึกการเก็บเงินหรือไม่ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่ก่อนเริ่มใช้ ขายปลีกไม่เกิน 1,000 บาท ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่จำต้องออก ถ้ากิจการเข้าเงื่อนไขขายปลีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 154) การขายที่มูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี เว้นแต่ผู้ซื้อเรียกร้อง ข้อยกเว้นนี้มาจากมาตรา 86/8 และประกาศเดียวกันกำหนดให้จัดทำใบกำกับภาษีรวมยอดขายเหล่านี้ทุกวันทำการ ร้านจึงยังต้องรวบรวมยอดขายไว้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมีเอกสารเลย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องมีรายการอะไรบ้าง ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อย 7 ข้อตามมาตรา 86/6 ซึ่งเป็นรายการที่กรมสรรพากรใช้ตรวจว่าเอกสารนั้นเป็นใบกำกับภาษีจริง รายการทั้งหมดต้องเป็นภาษาไทย ใช้สกุลเงินไทย และเลขไทยหรือเลขอารบิก เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ร้านที่อยากพิมพ์ชื่อสินค้าเป็นรหัส ต้องแจ้งอธิบดีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนใช้ ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อของช่างดีวัสดุภัณฑ์ จะมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ชื่อร้าน เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก เลขที่ใบ รายการสีและแปรงพร้อมจำนวน ยอด 2,140 บาท ข้อความ “ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” และวันที่ขาย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ผู้ซื้อใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (2) กำหนดให้ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 และ 86/7 เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อนี้ออกตามมาตรา 82/5 (6) ภาษีซื้อในเอกสารนี้จึงจัดอยู่ในภาษีซื้อต้องห้าม ไม่ว่ายอดซื้อจะมากแค่ไหน สมมติผู้รับเหมารายหนึ่งซื้อวัสดุจากช่างดีวัสดุภัณฑ์ 10,700 บาท แต่ลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปและได้แค่สลิป ภาษีซื้อ 700 บาทในยอดนั้นจะนำไปหักภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ไม่ได้ ซื้อของแล้วได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อ บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกยอดรวม VAT ทั้งจำนวนเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของสิ่งที่ซื้อ ไม่แยกภาษีซื้อออกมา เพราะภาษีก้อนนี้เครดิตไม่ได้ จากตัวอย่างผู้รับเหมา จะบันทึกค่าวัสดุ 10,700 บาท ไม่ใช่วัสดุ 10,000 บาทกับภาษีซื้อ 700 บาท ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) เป็นรายจ่ายได้ แต่รายจ่ายนั้นต้องเป็นรายจ่ายของกิจการจริงและไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ข้ออื่น ก่อนปิดงบควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจหลักฐานประกอบ ได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อมาแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ไหม ขอได้ในทางปฏิบัติ ร้านค้าปลีกหลายแห่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแทนแล้วยกเลิกใบเดิม แต่ตัวบทไม่ได้บังคับให้ร้านต้องเปลี่ยนให้ทุกกรณี ทางที่แน่นอนกว่าคือขอแบบเต็มรูปตั้งแต่ก่อนชำระเงิน ก่อนจ่ายเงิน ให้แจ้งร้านว่าต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูป พร้อมให้ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ผู้รับเหมาที่ซื้อของประจำควรเก็บข้อมูลชุดนี้ไว้ในมือถือ ร้านที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องลงรายงานภาษีขายอย่างไร ร้านค้าปลีกที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ลงรายงานภาษีขายเป็นยอดรวมรายวันได้ ไม่ต้องลงทีละใบ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ข้อ 7 (2) แต่ละวันให้ลงมูลค่าสินค้าและจำนวน VAT ทั้งหมดแยกจากกัน และระบุเลขที่เป็นช่วง “เลขที่…ถึงเลขที่…” (ถ้าออกเป็นเล่มให้ระบุเล่มที่ด้วย) ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ในใบกำกับภาษี เพราะราคาในสลิปรวม VAT ไว้แล้ว ร้านต้องแยก VAT ออกเอง สูตรคือ VAT = ราคารวม × 7 ÷ 107 สมมติวันหนึ่งช่างดีวัสดุภัณฑ์ออกสลิปจากหน้าร้าน 85 ใบ ยอดรวม 53,500 บาท 53,500 × 7 ÷ 107 = 3,500 บาท รายงานภาษีขายของวันนั้นจะมี 1 บรรทัด คือ มูลค่าสินค้า 50,000 บาท VAT 3,500 บาท พร้อมเลขที่ใบแรกถึงใบสุดท้ายของวัน แล้วยอดทั้งเดือนจะไปรวมในแบบ ภ.พ.30 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องใบกำกับภาษีอย่างย่อมีอะไรบ้าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมี 5 แบบ ทั้งฝั่งร้านที่ออกเอกสารและฝั่งผู้ซื้อที่รับเอกสาร ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วยโปรแกรมบัญชีได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีที่ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีได้ มักมีรูปแบบใบกำกับภาษีอย่างย่อให้เลือกพิมพ์ ข้อดีคือเลขที่เอกสารเรียงต่อกันเอง และยอดขายไปรวมในรายงานภาษีขายโดยไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ตอนเลือกโปรแกรม ให้เช็กว่าแบบฟอร์มที่พิมพ์ออกมามีรายการครบ 7 ข้อของมาตรา 86/6 โดยเฉพาะข้อความว่ารวม VAT แล้ว ส่วนเรื่องขออนุมัติเครื่องบันทึกการเก็บเงินยังเป็นหน้าที่ของกิจการเอง โปรแกรมไม่ได้ขออนุมัติแทน ข้อควรรู้ก่อนออกหรือรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ สรุป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ร้านค้าและผู้ซื้อต้องเช็กอะไร เรื่องที่ควรเช็กก่อนคือสลิปที่ได้มาเดือนนี้ หยิบใบที่ซื้อเข้ากิจการแล้วดูหัวกระดาษ ใบไหนเขียนว่าอย่างย่อแต่ถูกลงเป็นภาษีซื้อในรายงาน ให้แก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป ส่วนร้านค้า ให้หยิบสลิปของร้านมาเทียบกับ 7 รายการด้านบนสักใบ ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วย PEAK ร้านที่ขายให้ทั้งลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาแบบช่างดีวัสดุภัณฑ์ สร้างใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีใน PEAK แล้วพิมพ์เป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ทั้งขนาด A4 และเครื่องพิมพ์ POS 58 mm ตามวิธีออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อใน PEAK เมื่อกดอนุมัติเอกสาร ระบบจะบันทึกรายการบัญชีของใบนั้นให้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Abbreviated Tax Invoice ตัวย่อ ABB บางแห่งใช้คำว่า Simplified Tax Invoice บนสลิปมักพิมพ์ว่า TAX INV (ABB) ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปเรียกว่า Full Tax Invoice ทำใบกำกับภาษีอย่างย่อใน Excel ได้ไหม ได้ ถ้าเป็นร้านค้าปลีกที่จด VAT และแบบฟอร์มมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/6 พร้อมเลขที่เรียงต่อกัน แต่ถ้าออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ต้องได้รับอนุมัติตามประกาศฉบับที่ 46 ก่อน ต้องเก็บใบกำกับภาษีอย่างย่อไว้กี่ปี ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษีไว้ นับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

OCR คืออะไร ต่างจาก AI ยังไง และใช้ทำงานบัญชีอะไรได้บ้าง

OCR คืออะไร และใช้ในงานบัญชีได้อย่างไร OCR (Optical Character Recognition) คือ เทคโนโลยีที่แปลงข้อความในภาพ เช่น รูปถ่าย เอกสารสแกน ไฟล์ PDF ใบเสร็จ หรือลายมือ ให้เป็นข้อความดิจิทัลที่คอมพิวเตอร์อ่าน ค้นหา และแก้ไขได้ โดยไม่ต้องนั่งพิมพ์ใหม่ทีละตัว พูดง่าย ๆ คือ เปลี่ยนข้อมูลบนกระดาษให้เป็นข้อมูลแบบ Digital ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ตัวเลข และรหัสสินค้า จะถูกดึงออกมาเก็บในระบบ แล้วนำไปใช้ต่อในงานเอกสารและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) ได้ในทันที ระบบ OCR สามารถนำมาใช้กับงานบัญชีได้หลากหลาย อาทิ ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท สยามพาร์ทซัพพลาย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรที่ได้รับใบกำกับภาษีซื้อและใบแจ้งหนี้จากผู้ขายเดือนละ 300 ใบ และใช้เวลาคีย์เอกสารเหล่านี้เดือนละ 15 ชั่วโมง OCR ย่อมาจากอะไร OCR ย่อมาจาก Optical Character Recognition บางแหล่งแปลเป็นภาษาไทยว่า การอ่านอักขระด้วยแสง และบางแหล่งใช้คำว่า การรู้จำอักขระด้วยแสง ทั้งสองคำหมายถึงการให้เครื่องอ่านตัวอักษรจากภาพที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์หรือกล้องดิจิทัล งานที่ใช้เทคโนโลยีนี้บ่อยมี 3 แบบ OCR มีหลักการทำงานอย่างไร วิธีการทำงานของ OCR แยกออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก นอกจากตัวอักษรและตัวเลขแล้ว เทคโนโลยี OCR ยังสามารถจดจำรูปทรง แพทเทิร์น หรือรูปแบบเอกสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการทำบัญชี โดยใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีฟีเจอร์ SMART KEY (AI OCR) ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าเอกสารบัญชีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น AI OCR คืออะไร ต่างจาก OCR แบบเดิมอย่างไร AI OCR คือ OCR ที่ใช้โมเดลเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ช่วยอ่าน จึงเข้าใจทั้งตัวอักษรและโครงสร้างเอกสาร เช่น รู้ว่าตัวเลขตรงไหนคือยอดรวม ตรงไหนคือภาษี แม้ผู้ขายแต่ละรายจัดหน้าไม่เหมือนกัน OCR แบบเดิมจะอ่านตัวอักษรได้ แต่ต้องบอกตำแหน่งกับโปรแกรมไว้ก่อน หากผู้ขายเปลี่ยนรูปแบบใบกำกับภาษี ก็ต้องมาชี้ตำแหน่งใหม่ด้วยตนเอง ประเด็น OCR แบบเดิม AI OCR สิ่งที่อ่านได้ ตัวอักษรและตัวเลข ตัวอักษร ตัวเลข และความหมายของแต่ละช่อง เอกสารต่างรูปแบบ ต้องปรับค่าใหม่ทีละแบบ อ่านได้เลย ไม่ต้องปรับค่าอะไร ลายมือและภาพไม่ชัด โอกาสเกิดข้อผิดพลาดสูง อ่านได้ดีกว่า แต่ยังมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ได้ ได้ข้อความทั้งหน้า เป็นกล่องเดียว ได้ข้อมูลแยกเป็นช่อง เช่น ผู้ขาย วันที่ ยอดรวม ไม่ว่าเอไอจะพัฒนาไปแค่ไหน ผู้ใช้งานยังคงมีหน้าที่ตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานโดยเฉพาะงานบัญชี ที่ข้อมูลมักมีความละเอียดอ่อน เช่น เลขที่บัญชี หรือชื่อกิจการ ข้อมูลเหล่านี้ หากสะกดผิดเพียงนิดเดียว อาจสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้ OCR ใช้กับเอกสารบัญชีอะไรได้บ้าง ระบบ OCR สามารถใช้ได้กับเอกสารบัญชีแทบทุกประเภท โดยเฉพาะกับ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีซื้อ ใบแจ้งหนี้ และใบเสนอราคาจากผู้ขาย ที่มักเป็นเอกสารที่มีรูปแบบตายตัว ทั้งนี้ ผู้ใช้งานยังต้องหมั่นตรวจเอกสารอยู๋เสมอ ตามตารางแนะนำการใช้งานด้านล่าง ช่องข้อมูล OCR ดึงให้ได้ สิ่งที่ผู้ทำบัญชีต้องตรวจเอง ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ได้ เลข 13 หลักตรงกับผู้ขายจริง และระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา เลขที่และวันที่ของเอกสาร ได้ วันที่อยู่ในเดือนภาษีที่จะใช้สิทธิ รายการสินค้า จำนวน ราคา ได้ ตรงกับใบสั่งซื้อและของที่รับจริง มูลค่าก่อนภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ ภาษีแยกออกจากมูลค่าสินค้าชัดเจน และคำนวณถูก ผังบัญชีที่ใช้บันทึก ไม่ได้ (ระบบบางตัวเสนอให้) ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ เลือกตามลักษณะรายจ่ายจริง ทีมบัญชีของสยามพาร์ทซัพพลายใช้ตารางนี้ตรวจเอกสารทั้ง 300 ใบ โดยดูช่องเลขผู้เสียภาษีและสาขาก่อน เพราะเป็นช่องที่กระทบภาษีซื้อของเดือนนั้นโดยตรง ข้อดีของเทคโนโลยี OCR มีอะไรบ้าง ข้อดีของ OCR ในงานบัญชีมี 4 ข้อหลัก คือ ลดความผิดพลาดจากการพิมพ์ ประหยัดเวลาคีย์เอกสาร เปิดเวลาให้ผู้ทำบัญชีไปทำงานวิเคราะห์ และลดการใช้กระดาษ 1. ช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี OCR ลดความผิดพลาดด้วยการดึงข้อความจากเอกสารต้นฉบับตรง ๆ แทนการพิมพ์ตาม เช่น ภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินจากสมาร์ตโฟน ระบบจะแยกข้อมูลเป็นส่วน ๆ ได้แก่ ชื่อผู้ขาย (Vendor) วันที่ (Date) วิธีการจ่ายเงิน (Payment) และจำนวนเงิน (Total) เมื่อข้อมูลอยู่ในช่องที่ถูกต้องแล้ว ผู้ทำบัญชีเหลือหน้าที่เทียบกับภาพต้นฉบับ แทนการพิมพ์ทุกตัวเลขเอง โอกาสกดเลขสลับหลักจึงลดลง 2. ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานของนักบัญชี เวลาที่ประหยัดได้ขึ้นกับจำนวนเอกสารและเวลาตรวจทานต่อใบ วิธีคิดง่าย ๆ คือ เวลาที่ประหยัด = จำนวนเอกสาร × (เวลาคีย์ต่อใบ − เวลาตรวจทานต่อใบ) หากพนักงานใช้เวลาคีย์เอกสาร ใบละ 3 นาที การจะทำเอกสาร 300 ใบ ต้องใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมงต่อเดือน แต่หากเรานำ OCR มาใช้กับงานนี้ จะลดงานของพนักงานลง เหลือเพียงแค่ตรวจว่าเอกสารที่ออกมานั้น ถูกต้องหรือไม่ จากเดิมที่ใช้เวลา 3 นาทีต่อใบ ลดลงเหลือเพียง 1 นาทีต่อใบ ประหยัดเวลาทั้งทีมได้ถึง 10 ชั่วโมงต่อเดือนต่อคน 3. ช่วยพัฒนาการทำงานของนักบัญชี OCR ช่วยให้นักบัญชีย้ายเวลาจากการพิมพ์เอกสารกองโตไปทำงานวิเคราะห์ เช่น ดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดไหนเพิ่มผิดปกติ หรือเตรียมตัวเลขให้ผู้บริหารวางแผนการเงิน ซึ่งเป็นงานของนักบัญชีบริหารที่เครื่องทำแทนไม่ได้ 4. ช่วยลดการใช้กระดาษ OCR ลดการใช้กระดาษเพราะเอกสารที่แปลงเป็นข้อมูลแล้วเรียกดูในระบบได้โดยไม่ต้องพิมพ์ออกมา กิจการจึงลดค่าวัสดุสำนักงานและเดินไปสู่ธุรกิจไร้กระดาษ (Paperless)ได้ทีละขั้น ข้อจำกัดของ OCR ที่นักบัญชีต้องตรวจเองมีอะไรบ้าง OCR อ่านได้แค่สิ่งที่อยู่บนภาพ แต่ตัดสินไม่ได้ว่าเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผู้ทำบัญชีจึงยังต้องตรวจ 3 เรื่องเองทุกครั้ง คือ ความแม่นของตัวเลข ความครบของใบกำกับภาษี และการเก็บต้นฉบับ ตัวเลขที่อ่านผิดเกิดจากอะไร ตัวเลขผิดส่วนใหญ่เกิดจากภาพไม่ชัด เช่น ถ่ายเอียง แสงสะท้อน กระดาษยับ หรือหมึกเครื่องพิมพ์ใบเสร็จจาง ตัวเลข 3 กับ 8 และ 1 กับ 7 จึงสลับกันได้ ในเดือนหนึ่ง สยามพาร์ทซัพพลายพบใบกำกับภาษี 6 ใบจาก 300 ใบ หรือร้อยละ 2 ที่ระบบอ่านเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายผิดเพราะภาพเบลอ ทีมบัญชีต้องแก้เลขให้ตรงกับต้นฉบับก่อนบันทึก ไม่อย่างนั้นรายงานภาษีซื้อจะมีเลขผู้ขายที่ไม่มีอยู่จริง ใบกำกับภาษีที่อ่านได้ครบ แปลว่าใช้สิทธิภาษีซื้อได้เลยไหม ไม่เสมอไป ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 เช่น คำว่า “ใบกำกับภาษี” ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ และภาษีที่แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) ยังกำหนดให้ระบุ “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่” ของผู้ขาย และของผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ช่องนี้จึงเป็นอีกจุดที่ต้องดูทุกใบ ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้อก้อนนั้นจะนำมาหักไม่ได้ตามมาตรา 82/5 ระบบอ่านข้อความได้ครบ ไม่ได้แปลว่าเอกสารผ่านเงื่อนไขนี้ ผู้ทำบัญชีควรตรวจรายการด้วยตัวเอง และรู้วิธีตรวจใบกำกับภาษีปลอมไว้ด้วย มีไฟล์ในระบบแล้ว ทิ้งเอกสารต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรทิ้ง ไฟล์ที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึก ส่วนหลักฐานทางภาษียังเป็นเอกสารต้นฉบับ ซึ่งต้องเก็บไว้ตามระยะเวลาเก็บเอกสารบัญชีที่กฎหมายกำหนด เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานเอกสารบัญชีอย่างไร เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานบัญชีจาก 5 เกณฑ์ คือ เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีโดยตรง ตรวจความครบของใบกำกับภาษี เก็บไฟล์ต้นฉบับคู่กับรายการ อัปโหลดได้หลายช่องทาง และให้คนตรวจก่อนบันทึก เกณฑ์ชุดนี้ใช้ร่วมกับวิธีเลือกโปรแกรมบัญชีได้ เพราะ OCR ที่ดีแต่แยกจากระบบบัญชี จะยังเหลืองานคัดลอกข้อมูลอยู่ คลังเอกสารของ PEAK ช่วยคีย์เอกสารอย่างไร PEAK มีคลังเอกสารที่ใช้ OCR อ่านข้อความจากไฟล์ที่อัปโหลด แล้วช่วยกรอกรายละเอียดลงเอกสารให้ ผู้ใช้ตรวจกับไฟล์ต้นฉบับในหน้าเดียวกัน แล้วกดอนุมัติเมื่อข้อมูลถูกต้อง ขั้นตอนตามวิธีสร้างเอกสารจากคลังเอกสารมี 4 ขั้น สมมติพนักงานจัดซื้อของสยามพาร์ทซัพพลายส่งรูปใบกำกับภาษี 20 ใบผ่าน LINE ระบบขึ้นแถบเตือนที่ 1 ใบซึ่งไม่ระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขาของผู้ขาย ทีมบัญชีจึงขอใบใหม่ก่อนนำไปใช้สิทธิภาษีซื้อ ส่วนอีก 19 ใบตรวจแล้วกดอนุมัติได้เลย เอกสารที่สร้างจากไฟล์ในคลังเอกสารได้ มีทั้งฝั่งรายรับและรายจ่าย ฝั่ง เอกสาร รายรับ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบรับเงินมัดจำ รายจ่าย เอกสารค่าใช้จ่าย ใบซื้อสินทรัพย์ ใบจ่ายเงินมัดจำ ใบสั่งซื้อ (PO) ภาษีซื้อ แนบไฟล์ใบกำกับภาษีซื้อ SMART Key อ่านเลขที่ใบกำกับภาษีให้ ที่หน้าบันทึกค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้าก็ลากไฟล์ใบเสร็จเข้ามาได้เช่นกัน SMART Key จะอ่านตัวเลข รายการ และผู้ติดต่อ แล้วกรอกลงช่องให้ ผู้ใช้ตรวจก่อนบันทึกเหมือนเดิม ข้อควรรู้ก่อนใช้ระบบอ่านเอกสารในงานบัญชี สรุป OCR คืออะไร และเริ่มใช้กับเอกสารบัญชีอย่างไร เริ่มได้ในสัปดาห์นี้ด้วยการนับว่าเดือนที่แล้วได้รับเอกสารจากผู้ขายกี่ใบ แล้วจับเวลาคีย์ 10 ใบ ตัวเลข 2 ตัวนี้จะบอกว่าทีมบัญชีเสียเวลากับงานพิมพ์ไปกี่ชั่วโมงต่อเดือน และ OCR จะคืนเวลาได้มากแค่ไหน ลดเวลาคีย์เอกสารผู้ขายด้วยคลังเอกสาร PEAK ถ้าทีมบัญชีใช้เวลาเดือนละ 15 ชั่วโมงไปกับการพิมพ์ใบกำกับภาษี 300 ใบแบบสยามพาร์ทซัพพลาย คลังเอกสารและตัวช่วยคีย์อัตโนมัติของ PEAKใช้ OCR อ่านข้อมูลและช่วยกรอกเอกสารให้ ทีมบัญชีเหลือแค่ตรวจกับต้นฉบับแล้วอนุมัติ ฟีเจอร์นี้อยู่ในแพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป และอัปโหลดไฟล์เข้าคลังเอกสารได้ไม่จำกัดจำนวน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องระบบเอกสารและบัญชีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ OCR OCR ใน PDF คืออะไร OCR ใน PDF คือการให้โปรแกรมอ่านข้อความจากไฟล์ PDF ที่เป็นภาพสแกน แล้วฝังชั้นข้อความไว้ในไฟล์ ไฟล์นั้นจึงค้นหาคำ คัดลอก และเลือกข้อความได้ เหมือน PDF ที่สร้างจากโปรแกรมพิมพ์เอกสาร OCR คือ AI ไหม ไม่ใช่ทั้งหมด OCR แบบเดิมจดจำตัวอักษรด้วยการเทียบรูปร่างกับฐานข้อมูล ส่วน AI OCR ใช้การเรียนรู้ของเครื่องช่วยอ่านโครงสร้างเอกสาร ทั้งสองแบบเรียกว่า OCR แต่มีเพียงแบบหลังที่ใช้ AI OCR สแกนเอกสารได้อย่างไร สแกนได้จากภาพ 2 แหล่ง คือ เครื่องสแกนเนอร์และกล้องมือถือ ระบบจะปรับภาพให้ตรงและคมชัด แยกตัวอักษรทีละตัว จดจำว่าเป็นตัวอะไร แล้วรวมเป็นข้อความ ภาพยิ่งชัด ผลลัพธ์ยิ่งต้องแก้น้อย เอกสารที่ได้จาก OCR ใช้ยื่นภาษีแทนต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรใช้แทน ข้อความที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึกบัญชี ส่วนหลักฐานในการใช้สิทธิภาษีซื้อคือใบกำกับภาษีต้นฉบับ ก่อนทิ้งเอกสารกระดาษหรือเก็บเป็นไฟล์แทน ควรสอบถามผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรถึงเงื่อนไขที่ใช้กับกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% สรุปเสียงจากทุกฝ่าย ผลกระทบ SME และวิธีเตรียมตัว

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME หรือนักบัญชีที่เห็นข่าว VAT 10% แล้วเริ่มกังวลว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร คุณไม่ได้กังวลคนเดียว เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงจากหลายฝ่ายตั้งแต่ระดับสากลอย่าง IMF ไปจนถึงภาคเอกชนไทย บทความนี้สรุปให้ครบว่าใครพูดอะไรบ้าง ผลกระทบต่อ SME จริง ๆ เป็นยังไง และถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% จริง ธุรกิจของคุณต้องเตรียมตัวอย่างไร IMF แนะนำไทยขึ้น VAT 10% จากการประชุมที่กรุงเทพ ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เสนอให้ไทยพิจารณาปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กลับไปที่ 10% ตามอัตราจริงในกฎหมาย ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงาน Article IV Consultation ซึ่ง IMF จัดทำให้กับประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี ช่องว่างรายได้รัฐ กับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เหตุผลหลักที่ IMF แนะนำคือ ไทยกำลังเผชิญกับปัญหา รายได้ภาครัฐไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สวัสดิการผู้สูงอายุ และโครงสร้างพื้นฐาน สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14-15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้ปานกลาง-สูง ที่อยู่ราว 20-25% การเพิ่ม VAT จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ IMF มองว่าช่วยลดช่องว่างนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ข้อมูลจาก IMF Article IV Consultation) อัตรา VAT ไทย 7% เป็นอัตราพิเศษมาตลอด หลายคนอาจไม่รู้ว่าอัตรา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม กำหนดไว้ที่ 10% มาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มใช้ แต่รัฐบาลได้ออก พ.ร.ฎ. ลดอัตราลงเหลือ 7% เป็นมาตรการชั่วคราว แล้วต่ออายุมาเรื่อย ๆ รวมแล้วมากกว่า 20 ครั้ง พูดง่าย ๆ คือ VAT 7% ที่เราคุ้นเคย ไม่ใช่อัตราถาวร แต่เป็นอัตราที่รัฐบาลลดให้ และต่ออายุทุก 1-2 ปีมาตลอด สรุปเสียงเรื่อง VAT 10% จากทุกฝ่าย ประเด็นการขึ้น VAT 10% ไม่ได้มีแค่ IMF ที่พูดถึง แต่มีหลายฝ่ายแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนและกังวล คุณปีเตอร์ บรอยเออร์ (Peter Breuer) หัวหน้าคณะผู้แทน IMF ประจำไทย ในฐานะ IMF Mission Chief for Thailand คุณ Breuer ได้ระบุในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ว่า อัตรา VAT 7% ของไทยในปัจจุบันเป็นหนึ่งในอัตราที่ต่ำที่สุดของโลก และไทยควรเพิ่มรายได้ภาครัฐผ่านการปฏิรูปภาษี โดย VAT เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะฐานภาษีกว้างและต้นทุนจัดเก็บต่ำ สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ เสนอขึ้น VAT 10% แบบค่อยเป็นค่อยไป ในฝั่งสภาไทย สว. ปิยพัฒน์ สมานคติวัฒน์ รองประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการคลัง (วุฒิสภา) ได้เสนอแผนปรับ VAT จาก 7% เป็น 10% แบบทยอยขึ้นภายใน 3 ปี โดยประเมินว่าจะสร้างรายได้เพิ่มให้รัฐราว 3 แสนล้านบาทต่อปี ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ขึ้น VAT อย่างเดียว แต่รวมถึงการขยายฐานภาษีเงินได้และลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น กระทรวงการคลัง และ ครม. ยังไม่พร้อมขึ้นตอนนี้ ฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีระมัดระวัง ครม. มีมติต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT เหลือ 7% ออกไปอีก โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และการขึ้น VAT ในช่วงนี้จะกระทบค่าครองชีพของประชาชน ภาคเอกชน กังวลผลกระทบต่อ SME โดยตรง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย แสดงความกังวลว่า การขึ้น VAT 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่มี margin ต่ำ เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ภาคเอกชนเสนอว่า ถ้าจะขึ้น VAT ต้องมีมาตรการเยียวยาคู่กัน เช่น การยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือมาตรการช่วย SME ช่วงเปลี่ยนผ่าน World Bank และนักเศรษฐศาสตร์ มองในมุมระยะยาว ไม่ใช่แค่ IMF เท่านั้น ธนาคารโลก (World Bank) ก็เคยแนะนำให้ไทยขยายฐานภาษีเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังมาถึง รายจ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีก 10-20 ปีข้างหน้า การเพิ่มรายได้ภาครัฐตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น VAT 10% เริ่มเมื่อไหร่ สถานะล่าสุดและ Timeline ณ ตอนนี้ ยังไม่มีกำหนดแน่ชัดว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ สถานะล่าสุด พ.ร.ฎ. ต่ออายุ VAT 7% เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ครม. มีมติอนุมัติขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2570 เพื่อพยุงค่าครองชีพและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร) ปัจจัยที่จะทำให้ขึ้นจริง หรือเลื่อนออกไปอีก การตัดสินใจขึ้น VAT ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง ในอดีตเคยมีการเสนอขึ้น VAT หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ต่ออายุอัตราเดิมมาตลอดกว่า 30 ปี ผลกระทบ VAT 10% ต่อ SME ต้นทุนเพิ่มเท่าไร สำหรับ SME สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% (จาก 7% เป็น 10%) จะส่งผลกระทบต่อทั้งต้นทุนสินค้าและราคาขาย ตัวอย่างคำนวณ ต้นทุนเพิ่มเท่าไรเมื่อ VAT ขึ้น 3% สมมติร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าราคา 1,000 บาท รายการ VAT 7% (ปัจจุบัน) VAT 10% (ถ้าขึ้น) ราคาสินค้าก่อน VAT 1,000 บาท 1,000 บาท VAT ที่เรียกเก็บ 70 บาท 100 บาท ราคาขายรวม VAT 1,070 บาท 1,100 บาท ส่วนต่างที่ลูกค้าจ่ายเพิ่ม – 30 บาท ต่อชิ้น ตัวเลข 30 บาทอาจดูไม่มาก แต่ถ้ายอดขาย 10,000 ชิ้นต่อเดือน ลูกค้าจะจ่ายเพิ่ม 300,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อน้อยลง หรือหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่า สำหรับธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้จะเรียกเก็บ VAT จากลูกค้าแล้วนำส่งสรรพากร แต่ผลกระทบอยู่ที่ราคาขายที่สูงขึ้นจะกระทบยอดขาย ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ธุรกิจที่มี margin ต่ำจะรู้สึกมากที่สุด เช่น ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการรายย่อย และฟรีแลนซ์ เพราะการปรับราคาขึ้น 3% อาจทำให้สูญเสียลูกค้า ในขณะที่การรับภาระเองก็กินเข้าไปในกำไร ธุรกิจที่รับผลกระทบน้อยกว่าคือธุรกิจที่มี margin สูง หรือสินค้าที่ไม่มีทางเลือกอื่น (สินค้าจำเป็น) ผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ ในมุมผู้บริโภค VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะส่งผ่านมาในราคาสินค้าและบริการแทบทุกชนิด ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงค่าบริการต่าง ๆ ผู้ประกอบการ SME จึงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น (เสี่ยงเสียลูกค้า) หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง (กำไรลดลง) เปรียบเทียบอัตรา VAT ไทย กับประเทศในอาเซียน เพื่อให้เห็นภาพว่าอัตรา VAT 10% อยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ประเทศ อัตรา VAT/GST ฟิลิปปินส์ 12% อินโดนีเซีย 12% (สินค้าทั่วไปยังใช้ 11%) กัมพูชา 10% เวียดนาม 10% (อัตราทั่วไป) ไทย (ถ้าขึ้น) 10% สิงคโปร์ 9% (GST) มาเลเซีย 8% (Sales Tax) ไทย (ปัจจุบัน) 7% จะเห็นว่าแม้ VAT 10% จะสูงกว่าอัตราปัจจุบัน แต่ยังอยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชา และต่ำกว่าฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย SME ต้องเตรียมตัวอย่างไร 5 แนวทางรับมือ VAT 10% แม้ว่า VAT จะยังไม่ขึ้นในตอนนี้ แต่การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้ธุรกิจปรับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่ง 1. ทบทวนโครงสร้างราคาตั้งแต่วันนี้ ลองคำนวณว่าถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% กำไรของสินค้าแต่ละตัวจะเปลี่ยนไปเท่าไร เพราะถ้ารอจนวันที่ประกาศขึ้นจริง การปรับราคาอาจทำได้ยากกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่ลูกค้าจำราคาได้ดี ลองใช้วิธีคำนวณ VAT ที่ถูกต้องเพื่อวางแผนราคาล่วงหน้า 2. เตรียมระบบบัญชีให้พร้อมรับอัตราใหม่ ระบบออกใบกำกับภาษีและระบบบัญชีต้องสามารถเปลี่ยนอัตรา VAT ได้ทันทีเมื่อมีประกาศ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ทำเรื่องนี้ได้ง่ายกว่าทำด้วยมือ 3. วางแผนกระแสเงินสดรับช่วงเปลี่ยนผ่าน ช่วงเปลี่ยนอัตราภาษี ต้องระวังเรื่องใบกำกับภาษีที่ออกก่อนและหลังวันเปลี่ยน เพราะ VAT ขาเข้า (ซื้อ) และ VAT ขาออก (ขาย) อาจไม่ตรงกัน ทำให้เงินสดหมุนเวียนติดขัดได้ 4. ติดตามข่าวมาตรการเยียวยาจากรัฐ ถ้ารัฐบาลตัดสินใจขึ้น VAT จริง มักจะมีมาตรการเยียวยาควบคู่ เช่น ยกเว้น VAT สำหรับสินค้าจำเป็น หรือสิทธิลดหย่อนพิเศษสำหรับ SME การติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ไม่พลาดสิทธิประโยชน์ 5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการภาษีอัตโนมัติ การจัดการ VAT ด้วยมือจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่ออัตราเปลี่ยน โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้อัตโนมัติ ลดความเสี่ยงที่จะคำนวณผิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน สรุป การเตรียมตัวคือสิ่งที่ SME ทำได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่า VAT จะขึ้นเป็น 10% เมื่อไร สิ่งที่แน่นอนคือเรื่องนี้จะกลับมาเป็นข่าวอีกแน่นอน เพราะทั้ง IMF, World Bank และภาคการเมืองไทยต่างเห็นตรงกันว่าไทยจำเป็นต้องเพิ่มรายได้ภาครัฐ ส่วนจะขึ้นเมื่อไรขึ้นอยู่กับจังหวะเศรษฐกิจและการเมือง สำหรับ SME การเตรียมตัวล่วงหน้าไม่มีข้อเสีย ทบทวนโครงสร้างราคา เตรียมระบบบัญชีให้พร้อม และใช้เครื่องมือที่ช่วยจัดการภาษีได้อัตโนมัติ PEAK ช่วยจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มให้ง่ายขึ้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยคำนวณ VAT, ออกใบกำกับภาษี และจัดทำรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ไม่ว่าอัตรา VAT จะเป็น 7% หรือ 10% ก็ปรับได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VAT 10% VAT 10% คืออะไร ต่างจาก VAT 7% ที่ใช้อยู่ตรงไหน VAT 10% คืออัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายจริง ที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วน 7% ที่ใช้อยู่ปัจจุบันเป็นอัตราลดพิเศษที่รัฐบาลออก พ.ร.ฎ. ลดให้ชั่วคราว และต่ออายุมาตลอดกว่า 30 ปี อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร ขึ้น VAT 10% จะเริ่มเมื่อไร ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด ปัจจุบัน ครม. ได้ต่ออายุ พ.ร.ฎ. ลดอัตรา VAT 7% ออกไปอีก การขึ้นจริงขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจ ความพร้อมของมาตรการเยียวยา และสถานการณ์ทางการเมือง VAT 10% กระทบ SME อย่างไร VAT ที่เพิ่มขึ้น 3% จะทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น โดยสินค้าราคา 1,000 บาทจะมี VAT เพิ่มจาก 70 บาทเป็น 100 บาท ธุรกิจ SME ต้องตัดสินใจว่าจะปรับราคาขายขึ้น หรือรับภาระต้นทุนเพิ่มเอง ธุรกิจ margin ต่ำจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ถ้า VAT ขึ้นเป็น 10% ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่หรือไม่ ไม่ต้องจดใหม่ ธุรกิจที่จด VAT อยู่แล้วจะใช้อัตราใหม่อัตโนมัติตามประกาศของกรมสรรพากร เกณฑ์รายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปีที่ต้องจด VAT ยังคงเท่าเดิม เว้นแต่รัฐบาลจะประกาศเปลี่ยนแปลง หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้รวบรวม ณ วันที่เผยแพร่ นโยบายภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากกรมสรรพากร ก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

หนี้สิน คืออะไร ประเภท ตัวอย่าง และวิธีจัดการหนี้สินสำหรับธุรกิจ

หนี้สิน (Liabilities) คืออะไร และสำคัญอย่างไร หนี้สิน (Liabilities) คือ ภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนให้ผู้อื่นในอนาคต เช่น ซื้อสินค้ามาแต่ยังไม่ได้จ่าย หรือกู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ ภาระเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของธุรกิจทุกขนาด มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ปรับปรุง 2565 ย่อหน้า 3.18.2 นิยามว่าเป็นภาระผูกพันปัจจุบันที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต และการชำระจะทำให้กิจการสูญเสียทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจ กิจการรับรู้รายการนี้ในงบเมื่อเข้าเกณฑ์ครบ 2 ข้อ คือ ค่อนข้างแน่ว่าประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจะออกจากกิจการ และวัดมูลค่าที่ต้องชำระได้อย่างน่าเชื่อถือ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ลำปางเซรามิกเทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งกระเบื้องเซรามิกให้ผู้รับเหมา จด VAT แล้ว ณ 31 ธันวาคม 2569 มีสินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท และภาระหนี้รวม 2 ล้านบาท ความหมายทางบัญชีต่างจากหนี้ส่วนตัวอย่างไร หนี้สิน หมายถึง ภาระของกิจการในทางบัญชี ไม่ใช่ภาระของเจ้าของ คำเดียวกันจึงใช้ได้ 2 บริบท และต้องแยกให้ออก โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่เคยใช้เงินส่วนตัวหมุนในธุรกิจ มุมมอง หนี้สินทางบัญชี (Liabilities) หนี้สินส่วนบุคคล (Personal Debt) ใครเป็นหนี้ บริษัท หรือกิจการ ตัวบุคคล ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน หนี้ กยศ. แสดงที่ไหน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ข้อมูลเครดิตบูโร มองอย่างไร เป็นเรื่องปกติ ทุกธุรกิจมี ขึ้นกับเป้าหมายการกู้และกำลังจ่ายคืน ประเภทของหนี้สิน มีอะไรบ้าง หนี้สินมีกี่ประเภท ตอบสั้น ๆ คือ 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินไม่หมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8 กำหนดให้แยกแสดง 2 กลุ่มนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน ตัวแบ่งหลักคือระยะเวลาที่ต้องชำระ นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันที่เกิดหนี้ หนี้สินหมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินหมุนเวียน คือ หนี้ที่ต้องจ่ายคืนภายใน 12 เดือน หรือภายในรอบการดำเนินงานปกติ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Current Liabilities เป็นภาระที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า (ค่าสินค้าที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้จ่าย) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ภาษีค้างนำส่ง และเงินกู้ระยะสั้น มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8.2 ให้จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ข้อสุดท้ายมีผลกับเงินกู้ระยะยาวด้วย ถ้ากิจการผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ก่อนหรือ ณ วันสิ้นงวดจนเจ้าหนี้เรียกคืนได้ทันที ยอดนั้นต้องย้ายมาเป็นหนี้สินหมุนเวียน แม้เจ้าหนี้จะผ่อนผันให้ภายหลัง ลำปางเซรามิกเทรดมีภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 บาท กับเงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 บาท ทั้ง 2 รายการต้องจ่ายในเดือนถัดไป จึงอยู่ในกลุ่มนี้ เงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระใน 12 เดือน แสดงตรงไหน แสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.9.18 กำหนดให้แยกบรรทัด “เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี” ออกจากยอดเงินกู้ระยะยาวที่เหลือ ลำปางเซรามิกเทรดมีเงินกู้ธนาคารคงเหลือ 1,000,000 บาท ผ่อนปีละ 200,000 บาท งบสิ้นปี 2569 จึงแสดง 200,000 บาทเป็นหนี้สินหมุนเวียน และ 800,000 บาทเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน คือ หนี้ที่ครบกำหนดชำระเกิน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Non-current Liabilities มักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ใช้ลงทุนขยายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เงินกู้ระยะยาวจากธนาคาร (กู้ซื้อเครื่องจักร ที่ดิน อาคาร) หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (ลีสซิ่งรถยนต์ เช่าเครื่องจักร) หุ้นกู้ที่บริษัทออก และประมาณการหนี้สินระยะยาว เช่น ผลประโยชน์พนักงานที่จะจ่ายในอนาคต TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 ใช้คำว่า “สัญญาเช่าเงินทุน” แทนคำเดิม “สัญญาเช่าการเงิน” ดูวิธีจัดประเภทและรายการหนี้สินระยะยาวแบบละเอียดได้ในบทความเฉพาะเรื่อง รายการไหนที่ SME มักลืมบันทึก รายการที่หลุดบ่อยคือภาระที่ยังไม่มีใบแจ้งหนี้มาเตือน เพราะเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ถึงวันจ่าย ถ้าไม่บันทึก งบจะแสดงภาระต่ำกว่าความจริง หนี้สินธุรกิจ มีอะไรบ้าง 10 ตัวอย่างที่พบบ่อยใน SME รายการที่พบบ่อยมี 10 รายการตามตารางนี้ 8 รายการเป็นหนี้สินหมุนเวียน อีก 2 รายการเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน # รายการหนี้สิน ประเภท ตัวอย่างสถานการณ์ 1 เจ้าหนี้การค้า หมุนเวียน สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ เครดิต 30 วัน 2 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมุนเวียน เงินเดือนพนักงานสิ้นเดือนที่ยังไม่ได้จ่าย 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย หมุนเวียน VAT ที่เก็บจากลูกค้าแล้ว รอยื่นแบบ ภ.พ.30 4 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง หมุนเวียน หักภาษีจากค่าจ้างฟรีแลนซ์ รอนำส่งสรรพากร 5 เงินกู้ยืมระยะสั้น หมุนเวียน วงเงิน OD หรือเงินกู้หมุนเวียนจากธนาคาร 6 เงินรับล่วงหน้า หมุนเวียน ลูกค้าจ่ายมัดจำก่อนรับสินค้า 7 เงินกู้ยืมระยะยาว ไม่หมุนเวียน กู้ธนาคารซื้อเครื่องจักร ผ่อน 5 ปี 8 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน ไม่หมุนเวียน ลีสซิ่งรถกระบะใช้ในกิจการ 9 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง หมุนเวียน สมทบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง รอนำส่ง 10 ดอกเบี้ยค้างจ่าย หมุนเวียน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย รายการที่ยอดมักสูงสุดใน SME คือเจ้าหนี้การค้า เพราะเกิดทุกครั้งที่ซื้อสินค้าแบบให้เครดิต ส่วนลีสซิ่งรถหรือเครื่องจักร ต้องดูเนื้อหาสัญญาก่อนว่าเป็นสัญญาเช่าเงินทุนหรือสัญญาเช่าดำเนินงาน เพราะแบบหลังไม่ได้แสดงเป็นหนี้สินในงบ งบของลำปางเซรามิกเทรดมี 8 จาก 10 รายการนี้ ขาดเพียงเงินกู้ยืมระยะสั้นกับดอกเบี้ยค้างจ่าย เพราะบริษัทไม่ได้ใช้วงเงิน OD และจ่ายดอกเบี้ยตรงงวดทุกเดือน หนี้สินในงบการเงิน แสดงอย่างไร แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) คู่กับส่วนของเจ้าของ และยอดรวม 2 ส่วนนี้ต้องเท่ากับสินทรัพย์รวมเสมอ ภายในส่วนหนี้สินแยกเป็นหมุนเวียนก่อน แล้วตามด้วยไม่หมุนเวียน ผู้อ่านงบมักดู 2 จุดแรก คือยอดหนี้สินหมุนเวียนเทียบสินทรัพย์หมุนเวียน และยอดหนี้รวมเทียบส่วนของเจ้าของ ภาพรวมการอ่านงบการเงินทั้งชุดดูต่อได้ในบทความเฉพาะ สมการบัญชีพื้นฐาน ใช้ตรวจงบอย่างไร ใช้ตรวจว่างบสมดุล สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 3.18.3 นิยามส่วนของเจ้าของว่าเป็นส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์หลังหักภาระหนี้ทั้งสิ้น รายการของลำปางเซรามิกเทรด จำนวนเงิน (บาท) สินทรัพย์รวม 5,000,000 หนี้สินรวม 2,000,000 ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 ตรวจสอบได้จาก 2,000,000 + 3,000,000 = 5,000,000 บาท ถ้ายอดไม่เท่ากัน แปลว่ามีรายการบันทึกตกหล่นหรือบันทึกผิดฝั่ง ตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน ส่วนหนี้สินเป็นอย่างไร ส่วนหนี้สินของลำปางเซรามิกเทรด ณ 31 ธันวาคม 2569 แยกเป็นหมุนเวียน 1,000,000 บาท และไม่หมุนเวียน 1,000,000 บาท ตามตารางนี้ (ข้อมูลสมมติ) รายการ จำนวนเงิน (บาท) หนี้สินหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้า 450,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 150,000 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 100,000 เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 หนี้สินไม่หมุนเวียน เงินกู้ยืมระยะยาว (สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดภายในหนึ่งปี) 800,000 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (รถกระบะส่งของ) 200,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 1,000,000 รวมหนี้สินทั้งสิ้น 2,000,000 D/E Ratio ใช้ดูภาระหนี้ของธุรกิจอย่างไร อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio หรือ D/E Ratio) ใช้ดูว่าธุรกิจพึ่งเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินของเจ้าของ สูตรคือ D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ รายการ การคำนวณ ผล หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท D/E Ratio 2,000,000 ÷ 3,000,000 0.67 เท่า ผล 0.67 เท่าหมายความว่าเงินทุนของเจ้าของทุก 1 บาท ธุรกิจมีภาระหนี้ 0.67 บาท ตัวเลขนี้ไม่มีเกณฑ์เดียวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ ให้เทียบกับเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และแนวโน้มของกิจการเอง ธนาคารแต่ละแห่งอาจกำหนดเพดาน D/E Ratio ไว้ในสัญญาไม่เท่ากัน ก่อนกู้เพิ่มจึงควรเปิดสัญญาเดิมดูว่ามีเงื่อนไขนี้หรือไม่ ดูหนี้ระยะสั้นเทียบสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างไร ใช้ Current Ratio คือสินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน ถ้ามากกว่า 1 แปลว่าสินทรัพย์ที่จะกลายเป็นเงินสดใน 12 เดือนมีมากกว่าภาระที่ต้องจ่ายในช่วงเดียวกัน ลำปางเซรามิกเทรดมีสินทรัพย์หมุนเวียน 1,500,000 บาท หารด้วยหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 บาท ได้ 1.5 เท่า และมีเงินทุนหมุนเวียน 1,500,000 − 1,000,000 = 500,000 บาท หนี้ดีกับหนี้เสีย ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่เงินกู้สร้างรายได้กลับมามากกว่าดอกเบี้ยหรือไม่ หนี้ที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโต ส่วนหนี้ที่เสียดึงกระแสเงินสดลงทุกเดือน เกณฑ์ หนี้ดี หนี้เสีย จุดประสงค์ ลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม ใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายได้ ตัวอย่าง กู้ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิต กู้ขยายสาขา กู้มาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเพราะรายได้ไม่พอ ผลลัพธ์ ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย ดอกเบี้ยสะสมจนจ่ายไม่ไหว สัญญาณ ธุรกิจเติบโตหลังกู้ ต้องกู้เพิ่มเรื่อย ๆ เพื่อจ่ายหนี้เก่า ลำปางเซรามิกเทรดกำลังพิจารณากู้อีก 1,000,000 บาทสร้างโกดัง D/E จะขึ้นจาก 0.67 เป็น (2,000,000 + 1,000,000) ÷ 3,000,000 = 1.0 เท่า บริษัทจึงตั้งเงื่อนไขว่าจะกู้ต่อเมื่อค่าเช่าโกดังภายนอกที่ประหยัดได้และยอดขายที่เพิ่มขึ้น ครอบคลุมค่างวดและดอกเบี้ยรายปี ถ้าไม่ถึง ให้เช่าโกดังต่อไปก่อน วิธีจัดการและลดหนี้สินสำหรับธุรกิจทำอย่างไร เริ่มจากสำรวจหนี้ทั้งหมด จัดลำดับตามดอกเบี้ย เจรจากับเจ้าหนี้ ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วติดตามตัวเลขสม่ำเสมอ ธุรกิจที่จัดการหนี้เป็นระบบจะเห็นปัญหาสภาพคล่องก่อนถึงวันที่ต้องจ่าย ธุรกิจมีภาระหนี้มาก ทำอย่างไรดี ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ตามลำดับ ลำปางเซรามิกเทรดทำตารางหนี้ 8 รายการตามงบ แล้วพบว่าเจ้าหนี้การค้า 450,000 บาทครบกำหนดพร้อมกันในเดือนมกราคม บริษัทจึงขอเลื่อนเครดิตกับซัพพลายเออร์ 2 รายจาก 30 วันเป็น 45 วัน ข้อควรรู้เกี่ยวกับหนี้สิน สรุป – หนี้สินต้องจำอะไรบ้าง เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดงบเดือนล่าสุด ทำตารางหนี้ทุกรายการพร้อมวันครบกำหนด แล้วทำเครื่องหมายรายการที่ต้องจ่ายภายใน 3 เดือนข้างหน้า เพื่อเตรียมเงินสดหรือเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้า ติดตามเจ้าหนี้และงบแสดงฐานะการเงินด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ กำหนดบัญชีเจ้าหนี้แยกรายคู่ค้า บันทึกจ่ายชำระเงินให้เจ้าหนี้ และออกงบฐานะการเงินจากข้อมูลชุดเดียวกัน PEAK Board วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินรายเดือน ไตรมาส หรือรายปี เจ้าของกิจการกับผู้ทำบัญชีจึงเห็นภาระหนี้ชุดเดียวกันก่อนตัดสินใจกู้เพิ่ม เริ่มจัดตารางหนี้ให้เป็นระบบ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องงบการเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนี้สิน หนี้สินกับค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ความหมายในงบ ค่าใช้จ่ายคือต้นทุนที่ใช้ไปในงวดและอยู่ในงบกำไรขาดทุน ส่วนภาระหนี้คือยอดที่ยังต้องจ่ายและอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน เงินเดือนธันวาคมที่ยังไม่จ่ายจึงเป็นทั้งค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายพร้อมกัน เงินกู้ยืมกรรมการจัดเป็นหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ขึ้นกับข้อตกลง ถ้าไม่มีกำหนดชำระหรือกรรมการเรียกคืนเมื่อใดก็ได้ กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนชำระอย่างไม่มีเงื่อนไขอย่างน้อย 12 เดือน จึงจัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน ถ้าสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่เรียกคืนก่อน 12 เดือน จัดเป็นไม่หมุนเวียน เงินมัดจำที่รับจากลูกค้าเป็นรายได้หรือภาระที่ต้องคืน เป็นภาระก่อน กิจการบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าในหนี้สินหมุนเวียนจนกว่าจะส่งสินค้าหรือให้บริการ แล้วจึงโอนเป็นรายได้ ถ้าไม่ส่งของตามสัญญา กิจการต้องคืนเงินก้อนนั้น นำสินเชื่อส่วนบุคคลมาใช้ในกิจการได้ไหม ได้ แต่ต้องแยกบัญชีให้ชัด สินเชื่อเป็นหนี้ของเจ้าของ ไม่ใช่ของบริษัท เมื่อนำเงินเข้าบริษัท ให้ตกลงก่อนว่าเป็นเงินให้กู้ยืมจากกรรมการหรือเงินเพิ่มทุน แล้วทำเอกสารรองรับ ผลทางภาษีของดอกเบี้ยให้ปรึกษาผู้ทำบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายอยู่หมวดไหนในงบ อยู่ในหนี้สินหมุนเวียน เพราะต้องยื่นแบบและนำส่งภายในเดือนถัดไป ในงบมักแสดงรวมในเจ้าหนี้อื่นหรือหนี้สินหมุนเวียนอื่น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

30 ต.ค. 2026

PEAK Account

6 min

PEAK ร่วมงาน FAST LANE GROWTH SUMMIT 2026

ภายในงานสัมมนา FAST LANE GROWTH SUMMIT 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง LH Bank และ Mission To The Moon เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 คุณภีม เพชรเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง PEAK Account ได้ร่วมขึ้นเวทีแบ่งปันวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “The Infrastructure Behind Smart SMEs” เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในระบบโครงสร้างพื้นฐานของงานหลังบ้านสำหรับธุรกิจยุคใหม่ ปัญหาคลาสสิกของ SME เมื่อธุรกิจเจอภาวะขายดีแต่หลังบ้านพัง คุณภีมได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญที่ผู้ประกอบการ SME ไทยมักต้องเผชิญ นั่นคือภาวะ “ขายดีแต่หลังบ้านพัง” เมื่อยอดขายและจำนวนธุรกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่กระบวนการทำงานด้านเอกสารและบัญชีแบบดั้งเดิมกลับไม่สามารถรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นตามความเติบโตขององค์กรได้ ผลกระทบที่ตามมาจากการที่ระบบหลังบ้านไม่พร้อม คือความจำเป็นที่ต้องเพิ่มจำนวนบุคลากรเพื่อจัดการเอกสาร นำไปสู่ต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์ (Human Error) จนในที่สุด งานหลังบ้านที่เคยเป็นเพียงส่วนสนับสนุนได้กลายมาเป็นคอขวดที่ฉุดรั้งการเติบโตของทั้งองค์กร พลิกเกมธุรกิจด้วย Micro-Automation เริ่มต้นง่าย เห็นผลจริง แนวคิด Micro-Automation หรือการนำระบบอัตโนมัติขนาดเล็กมาปรับใช้ในจุดที่เกิดการทำงานซ้ำซ้อน จึงเป็นคำตอบสำคัญที่ช่วยให้องค์กรทุกขนาดสามารถเริ่มต้นทรานส์ฟอร์มได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาล ตัวอย่างการใช้งานจริงที่เห็นภาพชัดเจน คือฟังก์ชันการค้นหาชื่อและที่อยู่คู่ค้าอัตโนมัติด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักในโปรแกรมบัญชี PEAK ซึ่งเชื่อมต่อและดึงข้อมูลจากกรมสรรพากรโดยตรง ช่วยตัดภาระของพนักงานในการพิมพ์ชื่อและที่อยู่บริษัทด้วยตนเอง แม้จะดูเป็นขั้นตอนเล็กๆ แต่เมื่อคำนวณจากปริมาณเอกสารที่หมุนเวียนในระบบ PEAK มากกว่า 7 ล้านใบต่อเดือน การลดขั้นตอนเพียงจุดนี้จุดเดียว สามารถช่วยขจัดความผิดพลาดในการออกเอกสาร ลดการทำงานซ้ำซ้อน ประหยัดทั้งเวลา และลดต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจได้อย่างมหาศาล บริการตรวจเช็กสุขภาพหลังบ้าน Back-Office Health Check เพื่อ SME ไทย นอกจากการบรรยายวิสัยทัศน์แล้ว ภายในงานยังมีการเปิดพื้นที่ให้คำปรึกษาด้านการวางระบบบัญชีดิจิทัลและการตรวจเช็กสุขภาพหลังบ้าน (Back-Office Health Check) โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก PEAK แก่ผู้ประกอบการ SME อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทย ให้สามารถเปลี่ยนระบบงานหลังบ้านจากที่เป็นภาระฉุดรั้ง ให้กลายเป็นฐานส่งจรวดที่พร้อมรองรับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด PEAK, Building SMART Business เปลี่ยนระบบหลังบ้านให้เป็นฐานส่งจรวดสู่ SMART Business การเติบโตของธุรกิจ SME อย่างยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานของงานหลังบ้านที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ การนำแนวคิด Micro-Automation มาปรับใช้กับงานเอกสารและบัญชี จะช่วยปลดล็อกภาระงานซ้ำซ้อน ลดต้นทุน และป้องกันข้อผิดพลาด เพื่อให้ธุรกิจพร้อมทะยานสู่การเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ เริ่มต้นวางรากฐานระบบบัญชีดิจิทัลและลดขั้นตอนเอกสารหลังบ้านตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

30 ต.ค. 2026

PEAK Account

12 min

6 ไอเดียธุรกิจที่น่าสนใจ ในปี 2570 พร้อมหลักการบัญชีที่ต้องรู้

เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนคงไม่อยากเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต การลุกขึ้นมาเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัว จึงเป็นความฝันที่หลายคนอยากทำให้สำเร็จ แต่คำถามยอดฮิตที่ตามมาคือ แล้วจะลงทุนอะไรดี เพื่อให้คุณเลือกเส้นทางที่ใช่ ทั้งตรงกับแพชชั่นและตอบโจทย์ตลาดที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ วันนี้ OfficeMate ร่วมกับ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จะพาคุณมาอัปเดต 6 ไอเดียธุรกิจที่น่าสนใจในปี 2570 พร้อมทริคทางบัญชีง่าย ๆ ที่ใครก็ทำได้มาฝากกัน 6 ธุรกิจที่น่าสนใจ ปี 2570 มีอะไรบ้าง ปี 2570 เป็นปีที่เทรนด์สุขภาพมาแรง พฤติกรรมของผู้บริโภคให้ความสนใจกับการดูแลสุขภาพกาย และสุขภาพใจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ส่วนด้านความรักสวยรักงาม และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์แฟชั่นยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอ 1. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการทำอาหาร ธุรกิจอาหารเป็นจุดเริ่มต้นของใครหลายคน เพราะไม่ต้องใช้ต้นทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นการขายหน้าบ้าน ขายในตลาดนัด งานเทศกาล หรือรับออเดอร์ผ่านแอปเดลิเวอรี ตลอดจนต่อยอดไปเป็นหน้าร้านของตนเองได้ 2. ธุรกิจขายของออนไลน์ (เสื้อผ้า แฟชั่น และของแต่งบ้าน) เหมาะกับคนที่มีรสนิยมหรือรักการแต่งตัว ใช้สมาร์ตโฟนเครื่องเดียวก็เริ่มเปิดร้านบนแอปฯ อีคอมเมิร์ซ หรือโซเชียลมีเดียได้เลยโดยไม่ต้องสต๊อกของเยอะ 3. ทำแบรนด์สุขภาพ อาหารเสริม และสกินแคร์ เทรนด์สุขภาพและการดูแลตัวเองยังคงมาแรงในปี 2570 ปัจจุบันคุณไม่จำเป็นต้องมีโรงงานเอง เพราะสามารถจ้างโรงงาน (OEM) ผลิตและติดแบรนด์ของคุณได้เลย หน้าที่หลักของคุณคือการลุยทำการตลาดอย่างเดียว 4. ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) หากคุณไม่อยากเริ่มจากศูนย์ ธุรกิจแฟรนไชส์คือคำตอบ เพราะเจ้าของแบรนด์มีระบบงาน วิธีการ ดำเนินงาน และการตลาดมาให้พร้อม ยิ่งแบรนด์ดัง ยิ่งการันตีฐานลูกค้าได้มาก เช่น แฟรนไชส์ OfficeMate Plus ที่มีสินค้าพร้อมขายมากกว่า 100,000 รายการ 5. ธุรกิจคอร์สออนไลน์ หรือการทำฟรีแลนซ์ หากคุณมีความรู้เฉพาะทาง เช่น ออกแบบ ทำบัญชี หรือภาษาต่างประเทศ นี่คือธุรกิจที่ต้นทุนต่ำมาก อัดคลิปเพียงครั้งเดียวแต่สร้างรายได้ต่อเนื่อง (Passive Income) หรือจะรับสอนตัวต่อตัวก็ทำได้ 6. ธุรกิจสุขภาพและการออกกำลังกาย เหมาะกับเทรนเนอร์ ครูสอนโยคะ หรือคนที่รักการออกกำลังกาย เริ่มต้นได้จากการสอนแบบตัวต่อตัวตามสวนสาธารณะ แล้วค่อยขยับขยายไปเช่าสตูดิโอเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง หรืออาจทำเป็นคอร์สออนไลน์ก็ได้ เลือกธุรกิจที่น่าสนใจให้เหมาะกับตัวเองอย่างไร แต่ละคนมีความถนัดแต่ละด้านแตกต่างกันไป แต่มีปัจจัย 4 ข้อที่จะตอบได้ว่าธุรกิจที่กำลังคิดอยู่นั้น เหมาะกับเราหรือไม่ ใครที่มองหาธุรกิจที่น่าสนใจ ลงทุนน้อย ให้ดูแบบที่ไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้องสต๊อกของเยอะ แต่ทุนน้อยไม่ได้แปลว่าเสี่ยงน้อย เพราะเวลาและแรงที่ใส่ไปก็เป็นต้นทุนเหมือนกัน แต่ถ้ายังเลือกไม่ถูก ว่าจะขายอาหาร ทำแบรนด์ของตัวเอง ซื้อแฟรนไชส์ หรือเปิดร้านออนไลน์ ลองอ่านไอเดียเริ่มธุรกิจ 4 แบบจาก OfficeMate อาจจุดไฟให้คุณกล้าเริ่มธุรกิจแรกของตนเอง 3 เรื่องโครงสร้างธุรกิจที่ควรวางแผนตั้งแต่วันแรก (หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้น ควรตรวจสอบระเบียบใบอนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง) สรุป – เลือกธุรกิจที่น่าสนใจได้แล้ว เริ่มต้นอย่างไรให้ไม่สะดุด การเริ่มต้นธุรกิจในปี 2570 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับไอเดียเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่เป็นระบบตั้งแต่วันแรก หลายคนมักพลาดตรงที่เริ่มขายทันทีโดยไม่ได้คำนวณต้นทุน หรือไม่เข้าใจโครงสร้างธุรกิจของตนเอง การเริ่มต้นที่ดีจึงไม่ใช่แค่การลุยทำการตลาด แต่คือการเตรียมพร้อมทั้งโครงสร้างต้นทุน วินัยทางบัญชี และการเลือกใช้เครื่องมือทุ่นแรงที่ถูกต้องตั้งแต่วันแรก เพื่อให้คุณมองเห็นทิศทางกระแสเงินสดที่ชัดเจน และมีเวลาโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจได้อย่างมั่นใจ จดรายรับรายจ่ายของธุรกิจแรกด้วย PEAK พอเริ่มมีออเดอร์ งานที่ตามมาคือออกเอกสารให้ลูกค้าและเก็บรายรับรายจ่ายให้ครบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบเสนอราคาและใบเสร็จรับเงิน และเชื่อมต่อข้อมูลร้านค้าออนไลน์เพื่อลงบัญชีโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน นอกจากนี้ ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate ให้คุณเลือกช้อปอุปกรณ์สำนักงาน, อุปกรณ์ไอที หรือเฟอร์นิเจอร์ ได้ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะทำงาน, เก้าอี้สุขภาพ หรือสินค้าเพื่อธุรกิจอื่นๆ ก็สั่งสะดวกผ่านระบบ OFM พร้อมรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที ช่วยให้การบริหารจัดการเอกสารเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

29 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

กองทุนเงินทดแทน 2570 อัตราเงินสมทบใหม่ลดเท่าไร นายจ้างต้องรู้

นายจ้างหลายคนเคยสงสัยว่าเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่จ่ายอยู่ทุกปี ปีนี้ต้องจ่ายเท่าเดิมหรือเปล่า โดยเฉพาะเจ้าของกิจการ SME ที่ต้องบริหารต้นทุนให้คุ้มทุกบาท ข่าวดีคือ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป ภาครัฐปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนลง พร้อมเพิ่มส่วนลดค่าประสบการณ์ (Experience Rate) จากเดิมสูงสุด 50% เป็น 70% ซึ่งหมายความว่ากิจการที่ดูแลความปลอดภัยดี จะประหยัดต้นทุนได้มากขึ้นกว่าเดิม บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่กองทุนเงินทดแทนคืออะไร อัตราใหม่เป็นเท่าไร วิธีคำนวณ และสิ่งที่นายจ้างต้องเตรียมตัว กองทุนเงินทดแทน คืออะไร กองทุนเงินทดแทนคือกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 เพื่อคุ้มครองลูกจ้างที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากการทำงาน โดยนายจ้างเป็นฝ่ายจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฝ่ายเดียว ลูกจ้างไม่ต้องจ่าย กองทุนนี้อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และทำหน้าที่จ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้างเมื่อเกิดเหตุจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนรายได้ที่ขาดหาย หรือค่าทำศพ กองทุนเงินทดแทน กับ กองทุนประกันสังคม ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่างสองกองทุนนี้ สรุปสั้น ๆ คือ กองทุนเงินทดแทนคุ้มครองเฉพาะกรณีที่เกิดจากการทำงาน ส่วนกองทุนประกันสังคมคุ้มครองกรณีทั่วไปนอกเหนือจากงาน รายการ กองทุนเงินทดแทน กองทุนประกันสังคม ผู้จ่ายเงินสมทบ นายจ้างฝ่ายเดียว นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐร่วมกัน คุ้มครองกรณี เจ็บป่วย บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากการทำงาน เจ็บป่วยทั่วไป คลอดบุตร ว่างงาน ชราภาพ กฎหมาย พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เมื่อลูกจ้างบาดเจ็บจากการทำงาน ให้ใช้สิทธิกองทุนเงินทดแทนก่อน ส่วนเจ็บป่วยจากสาเหตุอื่นให้ใช้สิทธิประกันสังคม กิจการแบบไหนมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบ นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้าง และจ่ายเงินสมทบเป็นรายปี โดยอัตราเงินสมทบจะแตกต่างกันตามประเภทกิจการ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น กิจการประเภทสำนักงาน จะจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่ากิจการประเภทก่อสร้างหรือเหมืองแร่ เพราะความเสี่ยงต่ำกว่า อัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ปี 2570 ปรับลดลงเท่าไร สำนักงานประกันสังคมประกาศปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป โดยปรับลดในกลุ่มกิจการจำนวน 452 รหัสกิจการ จากทั้งหมด 1,091 รหัส ช่วยลดต้นทุนให้นายจ้างกว่า 344,521 แห่ง (ประมาณ 75% ของนายจ้างทั้งหมด) รวมกว่า 1,700 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ไม่มีนายจ้างรายใดที่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากการปรับโครงสร้างนี้ เปรียบเทียบอัตราเงินสมทบเดิม vs อัตราใหม่ปี 2570 ประเภทกิจการ อัตราเดิม (ต่อค่าจ้าง) อัตราใหม่ปี 2570 ลดลง สำนักงาน ธนาคาร ค้าปลีก 0.2% [อัตราใหม่] [x%] โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป 0.4% – 0.7% [อัตราใหม่] [x%] ก่อสร้าง 0.7% – 1.0% [อัตราใหม่] [x%] หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นตัวอย่างเบื้องต้น อัตราจริงแบ่งตามรหัสประเภทกิจการ สามารถตรวจสอบอัตราของกิจการตัวเองได้ที่ระบบ WCF Platform ของ สปส. ทำไมภาครัฐจึงปรับลดอัตราเงินสมทบในปีนี้ สปส. ปรับลดอัตราเงินสมทบให้ตรงกับระดับความเสี่ยงในปัจจุบันของแต่ละประเภทกิจการ เมื่อสถิติการเกิดอุบัติเหตุในภาพรวมลดลง อัตราเงินสมทบก็ถูกปรับลดตาม นอกจากนี้ยังเป็นมาตรการลดภาระต้นทุนให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME โดยไม่กระทบต่อสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง ลูกจ้างยังคงได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและเงินทดแทนเต็ม 100% ตามกฎหมายเดิม อัตราค่าประสบการณ์ (Experience Rate) คืออะไร อัตราค่าประสบการณ์คือกลไกที่ สปส. ใช้ปรับอัตราเงินสมทบของแต่ละกิจการ ตามประวัติการเกิดอุบัติเหตุจริง ถ้ากิจการมีประวัติความปลอดภัยดี ก็จะได้ส่วนลดจากอัตราฐาน แต่ถ้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อย อาจถูกปรับเพิ่มอัตรา พูดง่าย ๆ คือ กิจการที่ดูแลพนักงานดี จ่ายน้อยลง กิจการที่มีอุบัติเหตุบ่อย จ่ายมากขึ้น เงื่อนไขการได้รับส่วนลดค่าประสบการณ์ สปส. ใช้ อัตราส่วนการสูญเสีย (Loss Ratio) เป็นตัววัดหลัก คำนวณจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุหรือการยื่นขอเบิกเงินทดแทนในสถานประกอบการนั้น ๆ เทียบกับเงินสมทบที่จ่ายเข้ามา ถ้ากิจการมี Loss Ratio ต่ำ (อุบัติเหตุน้อย เบิกเงินทดแทนน้อย) จะได้รับส่วนลดจากอัตราฐาน แต่ถ้า Loss Ratio สูง อาจถูกปรับเพิ่มอัตราจากฐานได้เช่นกัน เงื่อนไขการได้รับส่วนลดค่าประสบการณ์ (ส่งเงินสมทบครบ 4 ปีขึ้นไป) ในช่วง 4 ปีแรก นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบในอัตราเงินสมทบหลัก ตามระดับความเสี่ยงของประเภทกิจการ ซึ่งอยู่ระหว่าง 0.2% ถึง 1.0% ของค่าจ้าง ตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป สปส. จะนำอัตราส่วนการสูญเสีย (Loss Ratio) มาคำนวณปรับอัตราเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากอัตราฐาน กิจการที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่จะยังไม่ได้รับส่วนลดนี้ ต้องจ่ายตามอัตราหลักจนครบ 4 ปีก่อน ดังนั้น ยิ่งดูแลความปลอดภัยตั้งแต่เนิ่น ๆ ยิ่งมีโอกาสได้ส่วนลดสูงเมื่อครบกำหนด ส่วนลดใหม่สูงสุด 70% ใครได้ประโยชน์บ้าง การปรับปรุงในปี 2570 เพิ่มเพดานส่วนลดค่าประสบการณ์จากเดิมสูงสุด 50% เป็น 70% ของอัตราเงินสมทบฐาน สำหรับสถานประกอบการที่มีสถิติอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงานต่ำ กิจการที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือกิจการที่ สำหรับ SME ที่มีพนักงาน 10-50 คน ส่วนลดนี้อาจช่วยประหยัดต้นทุนได้หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและจำนวนพนักงาน วิธีตรวจสอบอัตราค่าประสบการณ์ประจำปีของกิจการ นายจ้างสามารถตรวจสอบอัตราค่าประสบการณ์ของกิจการตัวเองได้ผ่านช่องทางต่อไปนี้ เงินสมทบกองทุนเงินทดแทน มีวิธีคำนวณอย่างไร เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนคำนวณจากค่าจ้างรวมของลูกจ้างทุกคนในรอบปี คูณด้วยอัตราเงินสมทบของประเภทกิจการนั้น สูตร: เงินสมทบ = ค่าจ้างรวมทั้งปี x อัตราเงินสมทบ (%) ทั้งนี้ ค่าจ้างที่ใช้คำนวณมีเพดานสูงสุดที่ 240,000 บาทต่อคนต่อปี (เฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท) ถ้าลูกจ้างคนใดได้เงินเดือนมากกว่า 20,000 บาท ก็คำนวณที่ 20,000 บาทเป็นเพดาน ตัวอย่างการคำนวณเงินสมทบตามอัตราใหม่ปี 2570 สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นกิจการประเภทสำนักงาน มีพนักงาน 10 คน เงินเดือนคนละ 18,000 บาท ถ้าบริษัทนี้ส่งเงินสมทบมาครบ 4 ปี และมีประวัติความปลอดภัยดี อาจได้รับส่วนลดค่าประสบการณ์สูงสุด 70% ทำให้จ่ายจริงเหลือเพียง 4,320 x 30% = 1,296 บาทต่อปี นายจ้างต้องเตรียมตัวอย่างไร เมื่ออัตราเงินสมทบเปลี่ยน เมื่ออัตราเงินสมทบปรับเปลี่ยน นายจ้างควรดำเนินการดังนี้ แบบฟอร์มและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง (กท.20ก, กท.25ค, กท.26ก) แบบฟอร์มที่นายจ้างต้องรู้จักมี 3 แบบหลัก วิธีบันทึกบัญชีเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนสำหรับ SME เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกิจการ และนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ วิธีบันทึกบัญชีทำได้ดังนี้ เมื่อจ่ายเงินสมทบ ให้บันทึก สำหรับกิจการที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK สามารถบันทึกรายจ่ายประเภทนี้ผ่านระบบ PEAK Payroll ได้ โดยระบบจะจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายให้อัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลาในการจัดทำงบการเงิน สิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนเงินทดแทน มีอะไรบ้าง แม้นายจ้างเป็นฝ่ายจ่ายเงินสมทบ แต่สิทธิประโยชน์จะตกอยู่กับลูกจ้างเมื่อประสบเหตุจากการทำงาน สิทธิหลัก ได้แก่ สรุป อัตราเงินสมทบลดลง นายจ้างควรเช็คสิทธิ์ทุกต้นปี การปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนปี 2570 เป็นข่าวดีสำหรับนายจ้าง SME สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือ จัดการบัญชีเงินเดือนและเงินสมทบให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ช่วยจัดการรายจ่ายเงินเดือน เงินสมทบประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทนได้ครบในที่เดียว พร้อมออกรายงานการเงินอัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทน กองทุนเงินทดแทนต้องจ่ายเมื่อไร นายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบเป็นรายปี โดยงวดแรก จ่ายภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้าง งวดต่อ ๆ ไป จ่ายภายในเดือนมกราคมของทุกปี ถ้าจ่ายล่าช้าจะต้องเสียเงินเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด ลูกจ้างเจ็บจากการทำงาน ต้องแจ้งภายในกี่วัน นายจ้างต้องแจ้งการประสบอันตรายของลูกจ้างต่อ สปส. ภายใน 15 วันนับจากวันที่ทราบเหตุ โดยใช้แบบ กท.16 กิจการใหม่ยังไม่ครบ 4 ปี จะได้ส่วนลดค่าประสบการณ์ไหม ยังไม่ได้ กิจการที่ส่งเงินสมทบไม่ครบตามระยะเวลาที่กำหนดจะจ่ายตามอัตราฐานของประเภทกิจการนั้น ๆ ไปก่อน เมื่อครบกำหนดแล้ว สปส. จะพิจารณาปรับอัตราตามประวัติความปลอดภัยของกิจการ เงินสมทบกองทุนเงินทดแทน นำไปลดหย่อนภาษีได้ไหม เงินสมทบกองทุนเงินทดแทนถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามจริง ไม่ใช่การลดหย่อน แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ในการคำนวณกำไรสุทธิ หมายเหตุ: ข้อมูลอัตราเงินสมทบในบทความนี้อ้างอิงจากประกาศกระทรวงแรงงาน ณ วันที่เผยแพร่ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมก่อนนำไปใช้อ้างอิง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

29 ต.ค. 2026

PEAK Account

22 min

CSAT คืออะไร ช่วยเรื่อง CX อย่างไร สูตรคำนวณ และตัวอย่าง

CSAT คืออะไร CSAT (Customer Satisfaction Score) คือ คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าต่อการซื้อหรือการใช้บริการครั้งใดครั้งหนึ่ง ธุรกิจวัดคะแนนนี้ด้วยคำถามสั้น ๆ ข้อเดียวว่า “พอใจกับงานครั้งนี้แค่ไหน” แล้วให้ลูกค้าเลือกคะแนน 1 ถึง 5 ส่วนคำว่า Customer Satisfaction แปลว่าความพึงพอใจของลูกค้า ไม่มีกฎหมายบังคับให้วัดคะแนนนี้ ธุรกิจทุกขนาดเลือกใช้เองได้ คะแนนนี้เหมาะกับงานที่ส่งมอบเป็นครั้ง ๆ เช่น ส่งสินค้า ติดตั้ง ซ่อมบำรุง หรือวางบิล เพราะลูกค้าเพิ่งเจอประสบการณ์นั้นมาจริง ธุรกิจได้ประโยชน์จากคะแนนความพอใจรายครั้ง 3 อย่าง ตัวชี้วัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลประสบการณ์ลูกค้า (CX) ซึ่งมองภาพทั้งเส้นทางที่ลูกค้าเจอกับธุรกิจ ส่วนคะแนนความพอใจรายครั้งช่วยบอกว่าจุดไหนในเส้นทางนั้นยังสะดุด ตัวอย่างที่ใช้ตลอดบทความนี้คือ บริษัท ศรีราชาโลจิสติกส์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งรับขนส่งสินค้าให้ร้านวัสดุก่อสร้าง 40 ราย บริษัทเริ่มส่งแบบสอบถามหลังส่งของและหลังวางบิลตั้งแต่เดือนสิงหาคม CSAT คำนวณอย่างไร CSAT score คิดจากจำนวนลูกค้าที่ให้ 4 หรือ 5 คะแนน (พอใจและพอใจมาก) หารด้วยจำนวนผู้ตอบทั้งหมด แล้วคูณ 100 ผลที่ได้เป็นเปอร์เซ็นต์ วิธีนี้เรียกว่า Top-two Box ซึ่งนับเฉพาะ 2 ช่องคะแนนบนสุด ตามคำอธิบายของ Qualtrics CSAT = (จำนวนผู้ตอบ 4 และ 5 คะแนน ÷ จำนวนผู้ตอบทั้งหมด) × 100 สูตรนี้ไม่นับผู้ที่ให้ 3 คะแนนเป็นลูกค้าที่พอใจ เพราะคนกลุ่มนี้รู้สึกเฉย ๆ และพร้อมเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นถ้ามีตัวเลือกที่ดีกว่า ตัวอย่างคำนวณจากผลสำรวจจริง ศรีราชาโลจิสติกส์ส่งแบบสอบถามหลังงานในเดือนกันยายน 300 ครั้ง ได้คำตอบกลับ 96 ราย คิดเป็นอัตราตอบกลับ 32% ผลแต่ละระดับคะแนนเป็นไปตามตารางนี้ คะแนน ความหมาย จำนวนผู้ตอบ 5 พอใจมาก 40 4 พอใจ 32 3 เฉย ๆ 12 2 ไม่พอใจ 8 1 ไม่พอใจมาก 4 รวม 96 ลูกค้าที่พอใจ 40 + 32 = 72 ราย CSAT = (72 ÷ 96) × 100 = 75% พูดง่าย ๆ คือ ลูกค้า 3 ใน 4 รายพอใจกับงานเดือนนี้ ส่วนอีก 24 รายคือกลุ่มที่บริษัทต้องอ่านความเห็นต่อว่าติดขัดตรงไหน แบบเปอร์เซ็นต์กับแบบค่าเฉลี่ยให้ผลต่างกันอย่างไร สองแบบนี้ต่างกันที่วิธีอ่านผล แบบเปอร์เซ็นต์บอกว่าลูกค้าที่พอใจมีกี่ส่วน ส่วนแบบค่าเฉลี่ยบอกคะแนนกลางของทุกคน ข้อมูลชุดเดียวกันจึงออกมาเป็นตัวเลขคนละแบบ ค่าเฉลี่ยของศรีราชาโลจิสติกส์ = (5 × 40) + (4 × 32) + (3 × 12) + (2 × 8) + (1 × 4) = 384 คะแนน ÷ 96 ราย = 4.0 คะแนน ตัวเลข 75% กับ 4.0 มาจากคำตอบชุดเดียวกัน จุดที่ธุรกิจมักพลาดคือ เดือนหนึ่งดูค่าเฉลี่ยจากแบบฟอร์มออนไลน์ อีกเดือนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วนำสองตัวเลขมาเทียบกัน ทางที่ดีที่สุดคือเลือกวิธีเดียวแล้วใช้ต่อเนื่องทุกรอบ คะแนน CSAT เท่าไรถึงเรียกว่าดี ไม่มีเกณฑ์กลางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ คะแนนขึ้นกับประเภทงาน ช่องทางที่ถาม และกลุ่มลูกค้า ตัวเลขที่ดีจึงคือตัวเลขที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับตัวเองในรอบก่อน และไม่ลดลงหลังเปลี่ยนขั้นตอนทำงาน เว็บไซต์ภาษาไทยหลายแห่งเขียนว่าคะแนน 75 ถึง 85% ขึ้นไปถือว่าดี แต่ไม่ได้ระบุแหล่งข้อมูลหรืออุตสาหกรรมที่ใช้เทียบ ส่วน Qualtrics เองอธิบายว่าการเทียบคะแนนข้ามธุรกิจทำได้ไม่แม่นยำ ธุรกิจจึงควรใช้ตัวเลขแบบนี้เป็นแค่ภาพคร่าว ๆ ศรีราชาโลจิสติกส์ได้ 70% ในเดือนสิงหาคม (56 จาก 80 ราย) และขึ้นเป็น 75% ในเดือนกันยายน แนวโน้มนี้บอกได้มากกว่าการไปเทียบกับตัวเลขของบริษัทอื่น ถ้าบริษัทจะนำคะแนนนี้ไปตั้งเป็น KPI ของทีม ก็ควรตั้งเป้าจากค่าเดิมของบริษัทเอง อีกเรื่องที่ต้องรู้คือ จำนวนผู้ตอบน้อยทำให้คะแนนแกว่ง ถ้าเดือนนั้นมีคนตอบแค่ 10 ราย คนเดียวที่เปลี่ยนจาก 4 เป็น 3 คะแนนจะทำให้ผลลดลงถึง 10 จุด ธุรกิจจึงควรดูผลรวม 2 ถึง 3 เดือน หรือระบุจำนวนผู้ตอบไว้ข้างคะแนนทุกครั้ง ควรถามความพอใจลูกค้าตอนไหนในงาน B2B ธุรกิจควรถามลูกค้าทันทีหลังจุดที่ลูกค้าได้รับงานหรือเอกสารจากเรา จุดที่ควรถามโดยทั่วไปมี 4 จุด คือ หลังเริ่มงานหรือเปิดบัญชีลูกค้าใหม่ หลังส่งมอบสินค้าหรือบริการ หลังวางบิลและรับชำระเงิน และหลังแก้ปัญหาที่ลูกค้าแจ้งเข้ามา ในงาน B2B ธุรกิจมักลืมถามหลังวางบิล ทั้งที่ช่วงนี้ลูกค้าต้องตรวจเอกสาร ส่งต่อให้ฝ่ายบัญชี และอนุมัติจ่ายเงิน ถ้ายอดไม่ตรงหรือเอกสารไม่ครบ ลูกค้าจะเสียเวลา และเราก็ได้รับเงินช้าตามไปด้วย ศรีราชาโลจิสติกส์แยกผลเดือนกันยายนตามจุดที่ถาม ได้ตามตารางนี้ จุดที่ถาม ผู้ตอบ ให้ 4 ถึง 5 คะแนน CSAT หลังส่งของ 60 48 80% หลังวางบิล 36 24 66.7% รวม 96 72 75% ตารางนี้บอก 2 เรื่อง ถ้าลูกค้าบ่นว่าของมาช้า ควรดูความเห็นคู่กับระยะเวลาส่งมอบ (Lead Time) ด้วย จะได้รู้ว่าความไม่พอใจมาจากเวลาที่ช้าจริงหรือมาจากการแจ้งเวลาไม่ตรง ตัวอย่างแบบสอบถามความพึงพอใจของลูกค้า แบบสอบถามความพึงพอใจของลูกค้าที่ได้ผลควรมีแค่ 2 ข้อ คือคำถามให้คะแนน 1 ข้อ และคำถามเปิดให้เขียนเหตุผล 1 ข้อ ยิ่งคำถามยาว คนตอบยิ่งน้อยลง ศรีราชาโลจิสติกส์ใช้คำถาม 2 ข้อนี้หลังส่งของ หลังวางบิล บริษัทเปลี่ยนแค่ข้อ 1 เป็น “เอกสารวางบิลรอบนี้ตรวจและนำไปเบิกจ่ายได้สะดวกแค่ไหน” และใช้สเกลกับคำถามเปิดแบบเดิม จึงนำผลสองจุดมาเทียบกันได้ ข้อควรระวังคือ คำถามต้องระบุงานครั้งนั้นให้ชัด เช่น วันที่หรือเลขที่เอกสาร ลูกค้า B2B มักได้รับงานจากเราหลายรอบต่อเดือน ถ้าถามกว้าง ๆ ลูกค้าจะตอบโดยนึกถึงหลายครั้งปนกัน ส่งแบบสอบถามทางไหนให้ลูกค้าตอบ ธุรกิจควรส่งแบบสอบถามทางช่องทางที่ลูกค้าคุยกับเราอยู่แล้ว และส่งภายใน 24 ชั่วโมงหลังจบงาน ช่องทางที่ธุรกิจไทยใช้ได้มีดังนี้ ถ้าธุรกิจใช้ระบบ CRM อยู่ ควรบันทึกคะแนนไว้ที่ข้อมูลลูกค้ารายนั้น จะได้เห็นว่าลูกค้ารายไหนให้คะแนนต่ำซ้ำหลายรอบ เก็บข้อมูลลูกค้าในแบบสอบถามอย่างไรให้ถูก PDPA ถ้าแบบสอบถามเก็บชื่อ เบอร์โทร หรืออีเมลของผู้ตอบ บริษัทซึ่งเป็นผู้เก็บข้อมูลต้องแจ้งให้ผู้ตอบทราบรายละเอียดก่อนหรือขณะเก็บ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 23 เว้นแต่ผู้ตอบทราบรายละเอียดนั้นอยู่แล้ว เรื่องที่ต้องแจ้งตามมาตรา 23 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีหลายข้อ เช่น วัตถุประสงค์ของการเก็บ ข้อมูลที่เก็บและระยะเวลาที่เก็บ ผู้ที่อาจได้รับข้อมูลต่อ ช่องทางติดต่อผู้เก็บข้อมูล และสิทธิของผู้ตอบ ในทางปฏิบัติ บริษัทใส่ข้อความสั้น ๆ ไว้หัวแบบฟอร์มได้ เช่น “บริษัทเก็บชื่อและเบอร์โทรเพื่อติดต่อกลับเรื่องคุณภาพบริการเท่านั้น เก็บไว้ 1 ปี” แล้วแนบลิงก์ประกาศความเป็นส่วนตัวฉบับเต็ม ถ้าบริษัทไม่จำเป็นต้องติดต่อผู้ตอบกลับ การทำแบบสอบถามแบบไม่ระบุตัวตนจะช่วยลดภาระส่วนนี้ ผู้ที่ต้องการภาพรวมอ่านต่อได้ที่บทความกฎหมาย PDPA CSAT ต่างจาก NPS และ CES อย่างไร ทั้ง 3 ตัววัดคนละเรื่อง CSAT วัดความพอใจต่องานครั้งเดียว NPS วัดความภักดีต่อธุรกิจในภาพรวม ส่วน CES (Customer Effort Score) วัดว่าลูกค้าต้องออกแรงมากแค่ไหนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ ธุรกิจใช้ customer satisfaction metrics ทั้ง 3 ตัวนี้คู่กันได้ ตัวชี้วัด วัดอะไร ถามเมื่อไร ใช้ตัดสินใจเรื่อง CSAT ความพอใจต่องานครั้งนั้น หลังส่งมอบหรือวางบิลแต่ละครั้ง ขั้นตอนไหนต้องแก้ NPS โอกาสที่ลูกค้าจะแนะนำเราต่อ ทุกไตรมาสหรือทุกครึ่งปี ความสัมพันธ์ภาพรวมกับลูกค้า CES ความยากง่ายในการใช้บริการ หลังแจ้งปัญหา สั่งงาน หรือชำระเงิน ขั้นตอนไหนยุ่งยากเกินไป ตารางนี้บอก 2 เรื่อง นำคะแนนความพอใจไปปรับธุรกิจอย่างไร ธุรกิจนำคะแนนไปใช้ได้ใน 4 ขั้น คือ ติดต่อกลับลูกค้าที่ให้คะแนนต่ำ หาสาเหตุจากคำถามเปิด แก้ขั้นตอนที่เป็นต้นเหตุ แล้ววัดซ้ำในรอบถัดไป ขั้นที่ธุรกิจมักข้ามคือการติดต่อกลับ ทั้งที่ขั้นนี้ทำให้ลูกค้ารู้ว่าธุรกิจนำความเห็นของเขาไปใช้จริง ศรีราชาโลจิสติกส์ให้ทีมบัญชีโทรกลับลูกค้าที่ให้ 1 ถึง 2 คะแนนหลังวางบิลภายใน 2 วันทำการ และพบว่าต้นเหตุคือพนักงานพิมพ์ใบแจ้งหนี้ใหม่จากใบส่งของที่เป็นกระดาษ ตัวเลขจึงคลาดกันบ่อย บริษัทเปลี่ยนมาออกใบแจ้งหนี้จากข้อมูลชุดเดียวกับใบส่งของ พนักงานจึงไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ผลคือในเดือนตุลาคม คะแนนหลังวางบิลขึ้นเป็น 83.3% (30 จาก 36 ราย) จาก 66.7% ในเดือนก่อน ข้อควรรู้เกี่ยวกับ CSAT สรุป เริ่มวัดความพอใจลูกค้าจากจุดไหนก่อน ธุรกิจเริ่มได้ในสัปดาห์นี้ด้วยการเลือกจุดเดียวที่ลูกค้าบ่นบ่อยที่สุด อาจเป็นการส่งของหรือการวางบิล ตั้งคำถาม 2 ข้อตามตัวอย่างในบทความ ส่งหลังงานทุกครั้งเป็นเวลา 1 เดือน แล้วนับผลด้วยสูตรเดียวกันเพื่อดูว่าควรแก้อะไรก่อน ลดความผิดพลาดของเอกสารวางบิลด้วย PEAK ถ้าคะแนนหลังวางบิลต่ำเพราะยอดในเอกสารไม่ตรงกัน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และใบกำกับภาษีจากข้อมูลรายการเดียวกัน ลดการพิมพ์ตัวเลขซ้ำ และนักบัญชีเข้ามาตรวจต่อได้ในระบบเดียว ถ้าอยากลองกับงานวางบิลจริง เริ่มได้ด้วยการทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องการดูแลลูกค้าและการเก็บเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CSAT ควรใช้สเกล 1 ถึง 5 หรือ 1 ถึง 10 ควรใช้สเกล 1 ถึง 5 เป็นหลัก เพราะเป็นสเกลที่นิยมสำหรับ CSAT และแต่ละช่องมีคำกำกับชัดเจนจากไม่พอใจมากถึงพอใจมาก ถ้าเปลี่ยนสเกลกลางทาง ผลจะเทียบกับรอบก่อนไม่ได้ ต้องมีผู้ตอบกี่รายถึงเชื่อถือคะแนนได้ ไม่มีจำนวนตายตัว แต่ยิ่งผู้ตอบน้อย คะแนนก็ยิ่งแกว่ง ถ้าเดือนไหนมีผู้ตอบน้อย ธุรกิจควรรวมผล 2 ถึง 3 เดือนก่อนสรุป และเขียนจำนวนผู้ตอบไว้ข้างคะแนนทุกครั้ง Customer Satisfaction กับ CSAT ต่างกันไหม ต่างกัน Customer Satisfaction คือความพึงพอใจของลูกค้าโดยรวมในฐานะแนวคิด ส่วน CSAT คือวิธีวัดแบบหนึ่งที่แปลงความพอใจต่องานครั้งหนึ่งเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์ ทำแบบสอบถามวัดความพอใจฟรีได้ด้วยอะไร ใช้แบบฟอร์มออนไลน์ฟรีอย่าง Google Forms ได้ โดยสร้างคำถามแบบเลือกคะแนน 1 ถึง 5 แล้วส่งลิงก์ทาง LINE หรืออีเมล คำตอบจะรวมอยู่ในตาราง ธุรกิจนับด้วยสูตรได้ทันที คะแนนความพอใจต่ำควรแก้อะไรก่อน ควรแก้เรื่องที่ลูกค้าเขียนถึงบ่อยที่สุดก่อน วิธีหาคือจัดกลุ่มความเห็นของผู้ที่ให้ 1 ถึง 2 คะแนน นับว่าแต่ละเรื่องเกิดกี่ครั้ง แล้วเริ่มจากเรื่องที่มากที่สุดและแก้ได้ภายในเดือนเดียว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก