PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

จัดซื้อจัดจ้าง คืออะไร คู่มือวางระบบ PR PO GR AP Payment สำหรับ SME

สินค้าหายจากคลังโดยไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนสั่งซื้อ หรือใบแจ้งหนี้มีราคาสูงกว่าที่ตกลงกันไว้แต่กลับถูกจ่ายเงินออกไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในธุรกิจ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การจัดทำใบขอซื้อ (PR) ไปจนถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน พร้อมเช็กลิสต์เอกสารสำคัญ วิธีการวางระบบควบคุมภายใน (Internal Control) เพื่อป้องกันการทุจริต และแนวทางการเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีอัตโนมัติ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) คืออะไร จัดซื้อจัดจ้าง คือกระบวนการทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการจัดหาสินค้า วัตถุดิบ หรืองานบริการจากภายนอกเข้ามาใช้งานในองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การระบุความต้องการ การค้นหาและคัดเลือกผู้จำหน่าย การเจรจาต่อรองราคา การออกเอกสารสั่งซื้อ การตรวจรับมอบของ ไปจนถึงการตั้งหนี้และการจ่ายเงินชำระหนี้ ทุกขั้นตอนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีเอกสารประกอบและมีสายการอนุมัติกำกับอย่างรัดกุม ธุรกิจขนาดใหญ่มักจะมีระบบซอฟต์แวร์จัดการกระบวนการนี้โดยเฉพาะ แต่ SME จำนวนมากยังคงใช้การสั่งงานด้วยวาจาหรือจดบันทึกลงสมุด ซึ่งเปิดช่องโหว่ให้เกิดความผิดพลาดและเสี่ยงต่อการทุจริตได้ง่าย จัดซื้อจัดจ้าง vs จัดซื้อ vs จัดหา ต่างกันอย่างไร คำศัพท์ทั้งสามคำนี้มักถูกนำมาใช้ปะปนกัน แต่ในทางบริหารจัดการมีขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คำศัพท์ ขอบเขตหน้าที่ ตัวอย่างการทำงาน จัดหา (Sourcing) ค้นหา เปรียบเทียบคุณสมบัติ และคัดเลือกคู่ค้า เปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขของร้านจำหน่ายกระดาษ A4 จำนวน 3 ร้านก่อนตัดสินใจเลือก จัดซื้อ (Purchasing) ขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าตามเอกสารที่ได้รับอนุมัติ การเปิดใบสั่งซื้อ (PO) ซื้อกระดาษ A4 จำนวน 50 รีม ตามสเปกที่ตกลงไว้ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) ครอบคลุมวงจรทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่แผนกขอใช้งานเปิดใบขอซื้อ ตรวจสอบผู้ขาย ออกเอกสาร ตรวจรับของ ไปจนถึงการจ่ายเงินและบันทึกบัญชี สรุปให้เข้าใจง่าย จัดซื้อจัดจ้างคือภาพรวมของทั้งระบบ ส่วนการจัดหาและการจัดซื้อเป็นเพียงขั้นตอนย่อยที่อยู่ภายใต้กระบวนการนี้ ทำไม SME ต้องวางระบบจัดซื้อ ธุรกิจที่ขาดระบบจัดซื้อที่เป็นมาตรฐาน มักต้องเผชิญกับปัญหาหลัก 3 ประการ การวางระบบจัดซื้อจัดจ้างจะช่วยอุดช่องโหว่ทั้ง 3 ด้านนี้ได้พร้อมกัน โดยใช้เอกสารหลักฐานและลำดับขั้นการอนุมัติเข้ามาเป็นเครื่องมือควบคุม 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างมาตรฐาน การจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์สำนักงาน หรือการจ้างบริการภายนอก จะต้องดำเนินผ่าน 5 ขั้นตอนตามมาตรฐาน PR PO GR AP และ Payment ลำดับขั้นตอน เอกสารหลัก ผู้รับผิดชอบ เป้าหมายสำคัญ 1. ขอซื้อ (PR) ใบขอซื้อ ผู้ใช้งานหรือแผนกต้นทาง ระบุความต้องการและตรวจสอบงบประมาณ 2. สั่งซื้อ (PO) ใบสั่งซื้อ ฝ่ายจัดซื้อ ตกลงราคา ปริมาณ และเงื่อนไขกับผู้ขาย 3. รับสินค้า (GR) ใบรับสินค้า แผนกคลังสินค้าหรือผู้ตรวจรับ ตรวจนับสินค้าให้ถูกต้องตรงตามสเปกและจำนวน 4. ตั้งหนี้ (AP) ใบแจ้งหนี้ + 3-Way Match ฝ่ายบัญชี ตรวจสอบเอกสาร 3 ฝ่ายให้ตรงกันก่อนอนุมัติตั้งหนี้ 5. จ่ายเงิน (Payment) ใบสำคัญจ่าย ฝ่ายการเงิน ชำระเงินตามรอบเครดิตและปิดวงจรบัญชี ขั้นที่ 1 ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) จุดเริ่มต้นควบคุมงบ ใบขอซื้อ (PR) คือเอกสารภายในที่พนักงานหรือแผนกที่ต้องการใช้งานสิ่งของ ใช้สำหรับแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการก่อนที่จะเกิดการสั่งซื้อจริง เช่น แผนกการตลาดต้องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพาใหม่ 3 เครื่อง จะต้องจัดทำเอกสาร PR ระบุรายละเอียดคุณสมบัติ จำนวน วัตถุประสงค์การใช้งาน และงบประมาณโดยประมาณ เพื่อส่งให้หัวหน้างานพิจารณาอนุมัติ PR ช่วยให้ผู้บริหารสามารถคัดกรองได้ตั้งแต่ต้นว่า รายการที่ขอนั้นมีความจำเป็นต่อธุรกิจจริงหรือไม่ และอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่วางไว้หรือไม่ ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังฝ่ายจัดซื้อ ขั้นที่ 2 ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เอกสารผูกพันกับผู้ขาย หลังจากใบขอซื้อได้รับการอนุมัติ ฝ่ายจัดซื้อจะดำเนินการคัดเลือกผู้ขาย ต่อรองราคา และจัดทำ ใบสั่งซื้อ (PO) ส่งมอบให้แก่ผู้ขายเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ เอกสาร PO จะระบุรายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย เงื่อนไขการชำระเงิน (เครดิตเทอม) สถานที่จัดส่ง และกำหนดวันส่งมอบไว้อย่างชัดเจน โดย PO ทำหน้าที่เสมือนสัญญาซื้อขายทางธุรกิจ หากผู้ขายส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามที่ระบุใน PO กิจการมีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะปฏิเสธการรับมอบได้ ขั้นที่ 3 ใบรับสินค้า (Goods Receipt) ตรวจรับให้ตรงสเปก เมื่อผู้ขายนำสินค้ามาส่งมอบ เจ้าหน้าที่คลังสินค้าหรือผู้มีหน้าที่ตรวจรับ จะต้องทำการตรวจสอบสินค้าจริงเทียบกับใบสั่งซื้อ (PO) ทั้งในแง่ของจำนวน สภาพความสมบูรณ์ และคุณสมบัติของสินค้า จากนั้นจึงจัดทำ ใบรับสินค้า (GR) หรือเซ็นรับรองในใบส่งของ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันปัญหาสินค้าสูญหายระหว่างทาง หรือการรับมอบสินค้าชำรุดเข้ามาเก็บไว้ในคลัง ขั้นที่ 4 ตั้งหนี้และตรวจสอบ (Accounts Payable) เทคนิค 3-Way Matching เมื่อฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีจากผู้ขาย จะต้องนำเอกสารมาผ่านการตรวจสอบด้วยเทคนิค 3-Way Matching ซึ่งเป็นการนำเอกสารหลัก 3 ฉบับมาตรวจทานความสอดคล้องกัน เอกสารที่นำมาเทียบ จุดที่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order – PO) รายการสินค้า ราคาต่อหน่วย จำนวน และเงื่อนไขการค้าที่ตกลงไว้ ใบรับสินค้า (Goods Receipt – GR) จำนวนสินค้าที่ได้รับจริงและสภาพความสมบูรณ์ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ยอดเงินรวมและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ หากเอกสารทั้ง 3 ฉบับมีข้อมูลตรงกัน ฝ่ายบัญชีจึงจะสามารถบันทึกตั้งเป็น เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) ได้ แต่หากพบว่าตัวเลขไม่ตรงกัน จะต้องระงับการตั้งหนี้ไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ ตัวอย่างการคำนวณและบันทึกบัญชีตั้งหนี้: บริษัท ก จำกัด สั่งซื้อวัตถุดิบมูลค่า 10,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อตรวจรับของและเอกสารตรงกัน ฝ่ายบัญชีจะบันทึกรายการดังนี้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้าก่อนภาษี — 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) 10,000 × 7% 700 บาท ยอดหนี้รวมที่ต้องชำระ 10,000 + 700 10,700 บาท การบันทึกบัญชีตั้งหนี้ในสมุดรายวันซื้อ:Dr. ซื้อวัตถุดิบ (หรือต้นทุนสินค้า) 10,000 บาทDr. ภาษีซื้อ 700 บาทCr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาท ขั้นที่ 5 จ่ายเงิน (Payment) ปิดวงจรบัญชี เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามรอบเครดิตเทอม ฝ่ายการเงินจะจัดทำ ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) พร้อมแนบหลักฐานการโอนเงินหรือเช็คธนาคาร และส่งมอบให้ฝ่ายบัญชีบันทึกปิดบัญชีเจ้าหนี้การค้า การบันทึกบัญชีจ่ายชำระหนี้:Dr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาทCr. เงินฝากธนาคาร (หรือเงินสด) 10,700 บาท การมีเอกสารกำกับครบถ้วนตั้งแต่ขั้นตอน PR จนถึง Payment ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Audit Trail) ได้ทุกรายการอย่างโปร่งใส Checklist เอกสารจัดซื้อจัดจ้างสำหรับ SME เพื่อให้ระบบจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรมีความสมบูรณ์ ธุรกิจควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 รายการนี้ให้พร้อมในแฟ้มรายการค้า วางระบบ Internal Control ป้องกันทุจริตจัดซื้อในองค์กร การควบคุมภายใน (Internal Control) คือกระบวนการที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดและการทุจริต โดยเฉพาะงานจัดซื้อซึ่งเกี่ยวข้องกับการอนุมัติจ่ายเงินโดยตรง 3 จุดโหว่ทุจริตจัดซื้อที่พบบ่อยใน SME ข้อผิดพลาดและการทุจริตที่พบได้บ่อยในธุรกิจขนาดเล็กมักมีลักษณะ 3 รูปแบบ สาเหตุหลักของปัญหาเหล่านี้เกิดจากการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลคนเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล การกำหนดให้ต้องมีใบเสนอราคาเปรียบเทียบอย่างน้อย 2-3 ราย และแยกผู้มีอำนาจอนุมัติออกจากผู้สั่งซื้อ จะช่วยตัดวงจรความเสี่ยงนี้ได้ทันที วิธีตั้ง Approval Matrix และแบ่งแยกหน้าที่ หลักการสำคัญของการควบคุมภายในคือ การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties – SoD) ซึ่งกำหนดว่า ผู้ขอซื้อ ผู้อนุมัติสั่งซื้อ ผู้ตรวจรับของ และผู้จ่ายเงิน จะต้องเป็นบุคคลคนละคนกัน สำหรับธุรกิจ SME ควรจัดทำตารางอำนาจดำเนินการ (Approval Matrix) ตามระดับวงเงินการจัดซื้ออย่างเป็นลายลักษณ์อักษร วงเงินการจัดซื้อต่อครั้ง ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ ไม่เกิน 5,000 บาท หัวหน้าแผนกต้นทาง 5,001 – 50,000 บาท ผู้จัดการฝ่าย 50,001 – 200,000 บาท กรรมการผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูง เกิน 200,000 บาทขึ้นไป คณะกรรมการจัดซื้อ (อนุมัติร่วมกันอย่างน้อย 2 ท่าน) นอกจากนี้ ควรกำหนดนโยบายเพิ่มเติมว่า หากรายการสั่งซื้อมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทขึ้นไป จะต้องแนบใบเสนอราคาจากผู้ขายอย่างน้อย 2 รายเสมอ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ ทางออก SME เชื่อมระบบจัดซื้อเข้ากับบัญชีอัตโนมัติ ปัญหาคอขวดที่หลายธุรกิจต้องเจอ คือแม้จะมีเอกสารจัดซื้อครบถ้วน แต่ฝ่ายบัญชียังต้องนำเอกสารเหล่านั้นมาคีย์ข้อมูลลงระบบใหม่อีกรอบ ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการคีย์ข้อมูลผิดพลาด เปลี่ยน PO เป็นรายการบันทึกบัญชีอัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ยุคใหม่ช่วยให้ข้อมูลไหลเวียนแบบไร้รอยต่อ เมื่อฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อ (PO) ในระบบ และเจ้าหน้าที่คลังกดยืนยันการรับมอบสินค้า (GR) ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังระบบบัญชีเพื่อสร้างรายการตั้งหนี้เจ้าหนี้การค้าให้อัตโนมัติทันที ช่วยลดงานคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและป้องกันความคลาดเคลื่อนของตัวเลขได้อย่างสมบูรณ์ ติดตามงบประมาณจัดซื้อ Real-time ผ่าน Dashboard ผู้บริหารสามารถตรวจสอบสถานะการจัดซื้อและยอดค่าใช้จ่ายสะสมแยกตามหมวดหมู่ได้แบบเรียลไทม์ผ่าน PEAK Board ช่วยให้มองเห็นทันทีว่างบประมาณแผนกใดกำลังจะเกินกรอบที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องรอการสรุปงบการเงินตอนสิ้นเดือน สรุป – วางระบบจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ การจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่เรื่องเฉพาะขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจ SME ทุกขนาดสามารถเริ่มต้นวางระบบที่รัดกุมได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการใช้เอกสาร PR, PO, GR และใบสำคัญจ่ายกำกับทุกธุรกรรม กำหนด Approval Matrix เพื่อแบ่งแยกหน้าที่คนขอซื้อ คนอนุมัติ และคนจ่ายเงินให้เป็นคนละคน และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชีเพื่อลดความผิดพลาดในการคีย์งานซ้ำ จัดการจัดซื้อและระบบบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจ SME บริหารงานจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกใบสั่งซื้อ (PO) การบันทึกตั้งหนี้ (AP) การจ่ายเงิน ไปจนถึงการลงบัญชีอัตโนมัติ พร้อม Dashboard ติดตามงบประมาณจัดซื้อแบบเรียลไทม์ ช่วยอุดรอยรั่วและป้องกันการทุจริตในองค์กรได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับระบบควบคุมภายในและการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจัดซื้อจัดจ้าง SME พนักงานน้อย จะแบ่งหน้าที่ Segregation of Duties ได้อย่างไร แม้บริษัทจะมีทีมงานเพียง 3-5 คน ก็สามารถวางระบบแบ่งแยกหน้าที่ได้ โดยกำหนดให้เจ้าของกิจการหรือกรรมการเป็นผู้อนุมัติเอกสาร PO และการจ่ายเงิน ในขณะที่พนักงานฝ่ายอื่นเป็นผู้จัดทำใบขอซื้อ (PR) และเป็นผู้ตรวจรับสินค้าจริง หลักการสำคัญที่สุดคือ บุคคลที่เป็นผู้ขอซื้อจะต้องไม่เป็นผู้อนุมัติเอกสารของตนเอง เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันความเสี่ยงในการทุจริตได้ในระดับสูง ถ้าไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างจะมีผลกับการยื่นภาษีหรือไม่ แม้ระบบจัดซื้อจัดจ้างจะไม่ได้เป็นข้อบังคับตามประมวลรัษฎากรโดยตรง แต่หากกิจการไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการจ่ายเงินที่ชัดเจน (เช่น ใบสั่งซื้อ ใบรับของ หรือหลักฐานการอนุมัติ) เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้าตรวจสอบ อาจถูกประเมินว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามเนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการจริง เอกสารจัดซื้อจึงทำหน้าที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการยืนยันสิทธิทางภาษี 3-Way Matching กับ 2-Way Matching ต่างกันอย่างไร 2-Way Matching จะตรวจสอบเปรียบเทียบเฉพาะเอกสารใบสั่งซื้อ (PO) กับใบแจ้งหนี้ (Invoice) เท่านั้น ซึ่งเหมาะกับการจัดซื้อบริการที่ไม่มีการส่งมอบสิ่งของ ส่วน 3-Way Matching จะเพิ่มเอกสารใบรับสินค้า (GR) เข้ามาตรวจสอบด้วย เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่ได้รับเข้ามาจริงมีจำนวนและสเปกตรงกับที่สั่งซื้อและตรงกับยอดที่เรียกเก็บเงิน เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการสต๊อกสินค้าหรือสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นล็อต เริ่มวางระบบจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้เวลานานแค่ไหน ธุรกิจ SME สามารถเริ่มต้นวางระบบจัดซื้อขั้นพื้นฐานได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยเริ่มจากการนำแบบฟอร์มใบขอซื้อ (PR) และใบสั่งซื้อ (PO) มาบังคับใช้ พร้อมทั้งกำหนดตารางอำนาจอนุมัติ (Approval Matrix) ให้ชัดเจน จากนั้นเมื่อทีมงานเริ่มคุ้นเคยกับขั้นตอน จึงค่อยขยายการใช้งานไปยังใบรับสินค้า (GR) และการตรวจเช็กแบบ 3-Way Matching ควบคู่กับโปรแกรมบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

POS คืออะไร เลือกอย่างไร ให้เหมาะกับธุรกิจ

POS (Point of Sale) คือระบบจัดการการขาย ณ จุดชำระเงิน ทำหน้าที่ตั้งแต่คิดเงิน รับชำระ ออกใบเสร็จ ตัดสต๊อกสินค้าอัตโนมัติ ไปจนถึงการสรุปรายงานยอดขายประจำวัน หากคุณเปิดร้านค้าหน้าร้านหรือร้านอาหาร ลองนึกภาพเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) ที่ได้รับการพัฒนาให้ชาญฉลาดและทำงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ นั่นคือบทบาทหน้าที่ของระบบ POS บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่พื้นฐานการทำงาน ความแตกต่างของแต่ละประเภท การเลือกใช้ให้ตรงกับโจทย์ธุรกิจ และแนวทางการเชื่อมต่อระบบขายหน้าร้านเข้ากับระบบบัญชี POS ทำงานอย่างไร ฟังก์ชันหลักมีอะไรบ้าง POS ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของทุกธุรกรรมหน้าร้าน ครอบคลุมทั้งขั้นตอนการขาย การรับเงิน และการบริหารคลังสินค้า โดยโครงสร้างของระบบจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์: คืออุปกรณ์กายภาพที่ใช้หน้าร้าน เช่น หน้าจอสัมผัส (Touchscreen Monitor หรือ Tablet) เครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์ใบเสร็จอย่างย่อ และลิ้นชักเก็บเงิน สำหรับร้านค้าขนาดเล็กอาจเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการใช้แท็บเล็ตเครื่องเดียวเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์ใบเสร็จผ่านบลูทูธ ซอฟต์แวร์: คือโปรแกรมหลักที่ทำงานประมวลผลอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่การคำนวณราคาสินค้า การหักส่วนลดโปรโมชัน การคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงการตัดยอดสินค้าคงคลังทันทีที่เกิดการขายสำเร็จ ฟังก์ชันการทำงานหลักของระบบ POS ครอบคลุม 5 ส่วนสำคัญ POS มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร ระบบ POS ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามลักษณะโครงสร้างการติดตั้งและการจัดเก็บข้อมูล ได้แก่ ระบบแบบติดตั้งบนเครื่อง (On-Premise) และระบบบนคลาวด์ (Cloud-based POS) ประเภทระบบ POS รูปแบบการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด ความเหมาะสม POS แบบติดตั้ง (On-Premise) ติดตั้งโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์ประจำร้านโดยตรง ใช้งานคิดเงินหน้าร้านได้ต่อเนื่องแม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ต้นทุนเริ่มต้นสูง อัปเดตระบบยาก ข้อมูลถูกผูกไว้กับเครื่องที่ร้านเท่านั้น ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต POS แบบคลาวด์ (Cloud POS) ทำงานผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บเบราว์เซอร์ และเก็บข้อมูลบน Cloud ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ อัปเดตฟังก์ชันอัตโนมัติ ตรวจสอบยอดขายได้ทุกที่ทุกเวลา จำเป็นต้องเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตในการซิงก์ข้อมูล ธุรกิจ SME ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้าที่มีหลายสาขา Cloud POS ได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ เนื่องจากเริ่มต้นได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์สเปกสูง เพียงใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนก็สามารถเปิดร้านและดูรายงานยอดขายแบบเรียลไทม์ได้จากทุกที่ ธุรกิจไหนใช้ POS แบบไหน ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการต่างกันอย่างไร ธุรกิจแต่ละประเภทมีขั้นตอนการดำเนินงานหน้าร้านที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความต้องการฟังก์ชันเฉพาะทางของระบบ POS แตกต่างกันไปด้วย ร้านอาหารและคาเฟ่ ร้านอาหารต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำในการจัดการคำสั่งซื้อ เพื่อประสานงานระหว่างพนักงานหน้าร้านกับห้องครัว ฟังก์ชันสำคัญที่ต้องมี ได้แก่ ร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกเน้นการควบคุม การจัดการสต๊อกสินค้า เป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากมีจำนวนรายการสินค้า (SKU) หลากหลายและหมุนเวียนเร็ว ฟังก์ชันสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจบริการ เช่น ร้านเสริมสวย สปา คลินิก ธุรกิจบริการไม่ได้ขายสินค้าที่หยิบจับได้ แต่ขายชั่วโมงการทำงานและความเชี่ยวชาญของพนักงาน ระบบ POS สำหรับกลุ่มนี้จึงต้องรองรับ เลือกระบบ POS อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ SME การเลือกระบบ POS ไม่ควรมองเพียงแค่เรื่องราคาถูกที่สุด แต่ควรประเมินว่าระบบนั้นช่วยลดขั้นตอนการทำงานและป้องกันความผิดพลาดได้จริงหรือไม่ โดยพิจารณาจาก 5 เกณฑ์หลัก ทำไม POS ต้องเชื่อมกับระบบบัญชี ผู้ประกอบการจำนวนมากใช้ระบบ POS คิดเงินหน้าร้านแยกขาดจาก ระบบบัญชี ผลลัพธ์คือฝ่ายการเงินต้องคอยนำสลิปหรือรายงานยอดขายรายวันมาคีย์ข้อมูลลงโปรแกรมบัญชีซ้ำอีกรอบ ซึ่งเสียเวลาและเสี่ยงต่อตัวเลขตกหล่น เมื่อนำระบบขายหน้าร้านมาเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชี ข้อมูลจะไหลเวียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ขั้นตอนการรับเงินหน้าร้านจนถึงการจัดทำงบการเงิน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ผ่าน API Connect เพื่อให้ข้อมูลยอดขายและต้นทุนสินค้าวิ่งเข้าสู่ระบบบัญชีโดยตรง ผู้ประกอบการสามารถสำรวจ ฟังก์ชันการทำงานทั้งหมดของ PEAK เพื่อวางแผนการจัดการข้อมูลธุรกิจให้ครบวงจร ร้านค้า SME ใช้ระบบ POS ในการทำงานจริงอย่างไร ตัวอย่างการใช้งานจริงในร้านกาแฟขนาดเล็กที่มีเมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่รวม 50 รายการ โดยใช้ระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตเชื่อมต่อเข้ากับโปรแกรมบัญชี สรุป – ระบบ ณ จุดขายช่วยให้ร้านค้า SME จัดการยอดขายและสต๊อกได้จากจุดเดียว ระบบ POS เป็นเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจที่มีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่การขายหน้าร้าน การควบคุมสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการจัดทำรายงานวิเคราะห์ยอดขาย การเลือกระบบ POS ที่ตอบโจทย์ประเภทธุรกิจและสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีหลังบ้านได้โดยตรง จะช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและป้องกันข้อผิดพลาดในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อม POS เข้ากับระบบบัญชีให้ข้อมูลไหลต่อเนื่องด้วย PEAK ยกระดับการบริหารร้านค้าหน้าร้านให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ผ่าน API ช่วยให้ยอดขายหน้าร้านไหลเข้าสู่ระบบบัญชีโดยอัตโนมัติ ตัดสต๊อกแม่นยำ พร้อมออกเอกสารและสรุปรายงานงบการเงินได้ครบวงจรในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการร้านค้าและงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่ายตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ POS POS กับเครื่องคิดเงินแบบเดิมต่างกันอย่างไร เครื่องคิดเงินหรือเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) แบบเดิม ทำหน้าที่คิดราคาสินค้ารวมและเปิดลิ้นชักเก็บเงินเท่านั้น ไม่สามารถตัดสต๊อกสินค้า ไม่สามารถแยกดูรายงานยอดขายเชิงลึก และไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบอื่นได้ ในขณะที่ระบบ POS ครอบคลุมการทำงานตั้งแต่การรับชำระเงินหลายรูปแบบ การตัดสต๊อกอัตโนมัติ การวิเคราะห์ยอดขาย ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชี ร้านเล็กสินค้าไม่กี่ตัว จำเป็นต้องใช้ POS ไหม หากร้านค้ามีสินค้าไม่เกิน 10 รายการ และรับเฉพาะเงินสดเพียงอย่างเดียว การจดบันทึกด้วยมืออาจยังเพียงพอในระยะเริ่มต้น แต่หากเริ่มรับชำระเงินผ่านการสแกน QR Code มีจำนวนรายการสินค้ามากขึ้น หรือต้องการติดตามสินค้าคงเหลืออย่างแม่นยำ การนำระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตมาใช้งานจะช่วยป้องกันเงินตกหล่นและลดเวลาในการตรวจนับสต๊อกได้อย่างมาก เปลี่ยนระบบ POS กลางทางทำได้ไหม มีขั้นตอนอย่างไร ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนระบบ POS ได้ โดยเริ่มต้นจากการนำข้อมูลรายการสินค้า รหัสบาร์โค้ด และราคาจากระบบเดิมออกมาเป็นไฟล์ Excel หรือ CSV เพื่อนำเข้าสู่ระบบใหม่ จากนั้นทำการตรวจสอบยอดสต๊อกสินค้าจริงเพื่อตั้งค่ายอดตั้งต้น และแนะนำให้เปิดทดลองใช้งานระบบใหม่ควบคู่กับระบบเดิมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้พนักงานเกิดความคุ้นเคยก่อนเปลี่ยนมาใช้งานระบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

22 min

ทวงหนี้ลูกค้า B2B อย่างไรให้ได้เงิน ไม่เสียความสัมพันธ์

ลูกค้าค้างจ่ายเงินเข้าสู่เดือนที่สองหรือสาม แต่คุณไม่กล้าทวงเพราะกลัวเสียลูกค้ารายใหญ่ ปัญหานี้เกิดขึ้นกับเจ้าของธุรกิจ SME แทบทุกรายที่ทำธุรกิจแบบให้เครดิตเทอม บทความนี้รวมแนวทางครบวงจรตั้งแต่การโทรเตือน การส่งจดหมายทวงหนี้อย่างมืออาชีพ การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ ไปจนถึงเงื่อนไขการตัดหนี้สูญเพื่อนำไปลงเป็นรายจ่ายทางภาษี พร้อมแจกเทมเพลตจดหมายทวงถาม 3 ขั้นที่นำไปปรับใช้ได้ทันที ทวงหนี้คืออะไร ทำไม SME ต้องมีระบบติดตามลูกหนี้ การทวงหนี้ คือขั้นตอนการติดตามให้ลูกหนี้ชำระเงินตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ทั้งค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่างวดตามสัญญา สำหรับธุรกิจ B2B ที่ให้เครดิตเทอม 30-90 วัน ระบบติดตามลูกหนี้ถือเป็นกลไกที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของธุรกิจ หลายธุรกิจปล่อยให้เกิดภาวะ ลูกหนี้ค้างชำระ นานเกินไปเพราะความเกรงใจคู่ค้า จนกลายเป็นปัญหาหนี้เสียที่ยากต่อการเรียกเก็บในที่สุด ลูกหนี้ค้างชำระทำให้กระแสเงินสดสะดุด ตัวเลขผลกระทบที่ SME ต้องรู้ ปัญหา Cash Flow หรือกระแสเงินสดตึงตัว เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ SME ต้องปิดกิจการ แม้จะมียอดขายและผลกำไรในงบการเงินดี แต่หากเงินสดไม่เข้าบัญชีตามกำหนด กิจการก็จะขาดสภาพคล่องในการจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายประจำ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด มียอดขาย 5,000,000 บาทต่อเดือน แต่มีลูกค้าค้างชำระรวม 2,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ยอดขายต่อเดือน — 5,000,000 บาท หัก: ยอดลูกหนี้ค้างชำระ ลูกค้าค้างชำระ 3 ราย (2,000,000) บาท เงินสดหมุนเวียนจริง ยอดขาย – ค้างชำระ 3,000,000 บาท หากบริษัทมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนละ 3,500,000 บาท กิจการจะขาดสภาพคล่องทันที 500,000 บาท และจำเป็นต้องกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อมาเสริมสภาพคล่อง ทำให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่า เจ้าหนี้สามารถติดตามทวงถามได้ในเวลาใด ใช้ถ้อยคำอย่างไร และมีพฤติกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ขอบเขตกฎหมาย การทวงหนี้ B2B คุ้มครองครอบคลุมแค่ไหน พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นหลัก หากคู่ค้าเป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) การบังคับชำระหนี้จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้มาปรับใช้กับลูกหนี้ B2B จะช่วยรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพและลดความขัดแย้งทางธุรกิจได้ดีที่สุด 7 ข้อห้ามสำคัญในการทวงหนี้ ป้องกันการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ขั้นตอนทวงหนี้ลูกค้า B2B 5 Step ที่ได้ผลจริงโดยไม่เสียคอนเนกชัน การทวงหนี้ในรูปแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ (B2B) ต้องยึดหลัก รวดเร็ว สุภาพ แต่หนักแน่น ยิ่งเริ่มติดตามเร็วเท่าไร โอกาสได้รับชำระหนี้คืนจะยิ่งสูงขึ้น Step 1 ตรวจสอบยอดหนี้และเอกสารประกอบให้ครบถ้วน ก่อนยกหูโทรศัพท์หรือส่งหนังสือทวงถาม ฝ่ายการเงินต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานทั้งหมด Step 2 โทรหรือส่งข้อความเตือนอย่างเป็นมิตร (หลังครบกำหนด 7 วัน) หลังเลยกำหนดชำระประมาณ 7 วัน ให้ติดต่อฝ่ายบัญชีเจ้าหนี้ของลูกค้าโดยตรง ใช้การสอบถามเชิงประสานงานเพื่อตรวจสอบว่าเอกสารตกหล่นหรือไม่ แทนการต่อว่า ตัวอย่างแนวทางการสื่อสาร: “สวัสดี ทางเราโทรมาสอบถามเรื่องใบแจ้งหนี้เลขที่ INV-2026-0045 ครบกำหนดวันที่ 25 สิงหาคม จึงอยากตรวจสอบว่ามีติดปัญหาในส่วนของเอกสารหรือขั้นตอนการอนุมัติใดหรือไม่” Step 3 ส่งจดหมายแจ้งเตือนชำระหนี้ (14 วัน) หากผ่านไป 14 วันยังไม่ได้รับการชำระหรือคำตอบที่ชัดเจน ให้ส่งจดหมายเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับที่ 1 ผ่านทางอีเมลและไปรษณีย์ โดยระบุเลขที่เอกสาร จำนวนเงิน และกำหนดชำระรอบใหม่อย่างชัดเจน Step 4 ส่งจดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (30 วัน) เมื่อหนี้ค้างชำระเกิน 30 วัน ให้เพิ่มระดับความเป็นทางการด้วยจดหมายทวงถามฉบับที่ 2 ส่งตรงถึงผู้มีอำนาจลงนามหรือผู้บริหารระดับสูงของคู่ค้า พร้อมแจ้งเงื่อนไขการระงับวงเงินเครดิตหรือการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามสัญญา Step 5 ส่งจดหมายเตือนครั้งสุดท้ายก่อนฟ้องคดี พร้อมเช็กอายุความ (60-90 วัน) หากล่วงเลยถึง 60-90 วัน ให้ส่งจดหมายบอกกล่าวทวงถามครั้งสุดท้าย (Final Demand Letter) ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล ข้อควรระวังเรื่องอายุความ: หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการทางธุรกิจ (B2B) มีอายุความเพียง 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) หากปล่อยให้เกิน 2 ปี สิทธิเรียกร้องทางศาลจะขาดอายุความ และจะส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขการตัดหนี้สูญทางภาษีทันที แจกเทมเพลตจดหมายทวงหนี้ B2B 3 ขั้น นำไปปรับใช้ได้ทันที เทมเพลตทั้ง 3 ระดับออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสื่อสารได้อย่างเป็นขั้นตอน รักษาสัมพันธภาพที่ดี แต่มีน้ำหนักทางเอกสาร ขั้นที่ 1 จดหมายเตือนอย่างสุภาพ (Friendly Reminder Notice) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: ฝ่ายบัญชีและการเงิน [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: แจ้งเตือนยอดค้างชำระค่าสินค้า/บริการ บริษัท [ชื่อบริษัทของคุณ] ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า ใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่ใบแจ้งหนี้] ลงวันที่ [วันที่ในเอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท ซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ [วันครบกำหนด] ยังไม่ปรากฏยอดการชำระในระบบ หากท่านได้ดำเนินการชำระเรียบร้อยแล้ว กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินเพื่อปรับปรุงข้อมูลในระบบ หรือหากมีข้อติดขัดประการใด กรุณาติดต่อกลับภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 2 จดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (Formal Collection Letter) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: กรรมการผู้จัดการ [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: ทวงถามยอดค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ (ครั้งที่ 2) ตามที่บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งเตือนยอดค้างชำระ เมื่อวันที่ [วันที่ส่งเตือนครั้งแรก] เกี่ยวกับใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่เอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท นั้น จนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือชำระเงินจากท่าน เพื่อป้องกันการระงับวงเงินสินเชื่อการค้าและการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามข้อตกลง จึงขอให้ท่านโปรดชำระยอดเงินดังกล่าวภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 3 จดหมายแจ้งเตือนก่อนฟ้องคดี (Final Demand Letter) การทวงหนี้ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรใช้วิธีเดียวกันกับลูกหนี้ทุกราย แต่ควรจัดลำดับความเสี่ยงด้วยรายงานวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Report) Aging Report คืออะไร วิธีอ่านตารางวิเคราะห์อายุลูกหนี้ Aging Report คือรายงานสรุปยอดลูกหนี้การค้าโดยจัดกลุ่มตามระยะเวลาที่ค้างชำระ ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นสุขภาพลูกหนี้ในภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว ชื่อลูกหนี้ ยังไม่ครบกำหนด 1-30 วัน 31-60 วัน 61-90 วัน เกิน 90 วัน ยอดรวม บริษัท ก จำกัด 50,000 30,000 — — — 80,000 บริษัท ข จำกัด — — 120,000 80,000 — 200,000 บริษัท ค จำกัด — — — — 150,000 150,000 จากตารางจะเห็นว่า บริษัท ค มียอดค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทันที ในขณะที่บริษัท ก ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติที่เพียงแค่ส่งข้อความแจ้งเตือนตามรอบ วิธีใช้รายงาน Aging Analysis ใน PEAK เพื่อติดตามหนี้อัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK มีระบบสร้างรายงาน Aging Report ให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับใบแจ้งหนี้ทันทีที่มีการเปิดบิล ช่วยให้ฝ่ายการเงินจัดกลุ่มลูกหนี้และตรวจจับลูกหนี้ที่เริ่มค้างชำระได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทำตารางคำนวณด้วยมือ การตัดหนี้สูญ เงื่อนไขทางบัญชีและเกณฑ์ภาษีสรรพากร หากติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้วแต่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระได้ กิจการจำเป็นต้องพิจารณาตัดหนี้สูญ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทั้งทางบัญชีและทางภาษีที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกัน ในทางบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs กิจการต้องประเมินและบันทึก ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เมื่อคาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้ และเมื่อมีหลักฐานแน่ชัดว่าไม่ได้รับชำระจริง จึงดำเนินการตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ เกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีตามมูลหนี้ การตัดหนี้สูญเพื่อนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) ซึ่งแบ่งตามยอดมูลหนี้ต่อรายลูกหนี้ดังนี้ มูลหนี้ต่อราย เงื่อนไขการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษี ไม่เกิน 200,000 บาท มีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างสมควรและชัดเจนว่าไม่ได้รับชำระ โดยไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล เกิน 200,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ต้องฟ้องคดีแพ่งหรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องแล้ว เกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องมีคำพิพากษาของศาล และได้ดำเนินการบังคับคดีแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ สำหรับหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 200,000 บาท การเก็บสำเนาจดหมายทวงถามและใบตอบรับไปรษณีย์ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่สรรพากรยอมรับในการตัดเป็นรายจ่ายทางภาษี ขั้นตอนและตัวอย่างการบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญ กรณีที่ 1: กิจการเคยบันทึกตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว Dr. ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 กรณีที่ 2: กิจการไม่ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ล่วงหน้า Dr. หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 สรุป – วางระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระอย่างเป็นมืออาชีพ การทวงหนี้ลูกค้า B2B ให้ได้รับเงินครบถ้วนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกดดันอย่างรุนแรง แต่ขึ้นอยู่กับความมีระเบียบในการวางระบบติดตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือการตรวจเช็กเอกสารให้รัดกุมก่อนส่งมอบสินค้า ติดตามหนี้ตามช่วงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และใช้รายงานวิเคราะห์อายุหนี้เพื่อคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า จัดการลูกหนี้ค้างชำระให้เป็นระบบด้วย PEAK เพื่อให้การบริหารเงินสดในธุรกิจไม่สะดุด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระและรายงาน Aging Analysis แบบเรียลไทม์ พร้อมช่วยให้คุณออกใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญได้อย่างถูกต้องตามหลักสรรพากร – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารสภาพคล่องทางการค้าของคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทวงหนี้ B2B ทวงหนี้กี่ครั้งถึงจะดำเนินการฟ้องร้องได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งขั้นต่ำก่อนยื่นฟ้อง แต่ศาลจะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้ใช้ความพยายามในการติดตามทวงถามอย่างสมควรแล้วหรือไม่ โดยทั่วไปการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามอย่างเป็นทางการ 2-3 ครั้ง พร้อมมีหลักฐานใบตอบรับจากไปรษณีย์ ถือว่าเพียงพอต่อการนำไปใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการพิจารณาคดี หนี้การค้า B2B มีอายุความกี่ปี หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการระหว่างคู่ค้าธุรกิจมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งต่างจากหนี้สัญญากู้ยืมเงินทั่วไปที่มีอายุความ 10 ปี ผู้ประกอบการจึงต้องระวังไม่ปล่อยให้ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 2 ปีจนขาดอายุความ หากตัดหนี้สูญไปแล้ว แต่ลูกหนี้กลับมาชำระภายหลัง ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อได้รับเงินชำระหนี้หลังจากตัดหนี้สูญไปแล้ว กิจการต้องบันทึกเป็นรายการ หนี้สูญรับคืน เพื่อรับรู้เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับเงิน โดยบันทึกบัญชีดังนี้ Dr. เงินสด / เงินฝากธนาคาร 100,000Cr. หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 100,000 รายได้ส่วนนี้จะต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี และหากกิจการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกใบกำกับภาษีตามรอบการรับเงินให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

Gross Profit คืออะไร พร้อมสูตร วิธีคำนวณ ดูจาก P&L

ผู้ประกอบการหลายคนเปิดร้านมาหลายปี แต่ยังแยกไม่ออกว่ากำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิต่างกันตรงไหน หรือเปิดดูเฉพาะกำไรสุทธิตอนสิ้นเดือนแล้วก็โล่งใจ แต่ความจริงแล้วมีตัวเลขทางการเงินตัวแรกที่ควรดูก่อน นั่นคือ กำไรขั้นต้น (Gross Profit หรือ GP) เพราะหาก GP เริ่มลดลงทั้งที่ยอดขายยังคงเติบโต แปลว่าโครงสร้างต้นทุนกำลังมีปัญหาโดยที่กำไรสุทธิอาจยังไม่ทันส่งสัญญาณเตือน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องกำไรขั้นต้นอย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ตัวอย่างตัวเลขจริงจาก 3 ประเภทธุรกิจ โครงสร้างกำไร 3 ระดับ ไปจนถึงวิธีอ่านงบกำไรขาดทุน และกลยุทธ์เพิ่มกำไรขั้นต้นโดยไม่ต้องขึ้นราคาสินค้า กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คืออะไร กำไรขั้นต้น คือ รายได้จากการขาย สินค้าหรือบริการ หักด้วยต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold หรือ COGS) ตาม มาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs ที่ใช้กับธุรกิจ SME ไทย กำไรขั้นต้นจะแสดงอยู่ในงบกำไรขาดทุน เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าธุรกิจทำกำไรจากตัวสินค้าหรือบริการได้เท่าไร ก่อนจะนำไปหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอื่น ๆ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน สมมติคุณขายเสื้อผ้าตัวละ 500 บาท ต้นทุนรับซื้อมาตัวละ 200 บาท กำไรขั้นต้นของคุณคือ 300 บาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้ถูกหักค่าเช่าร้าน เงินเดือนพนักงาน หรือค่าไฟ ต้นทุนขาย (COGS) ประกอบด้วยอะไรบ้าง ต้นทุนขาย หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิต จัดหา หรือซื้อสินค้ามาเพื่อขาย ประกอบด้วย สิ่งที่ไม่นับเป็นต้นทุนขาย ได้แก่ เงินเดือนฝ่ายบัญชี ค่าเช่าสำนักงาน และค่าการตลาด เนื่องจากถือเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ซึ่งไม่ผูกกับจำนวนการผลิตสินค้าโดยตรง สูตรคำนวณกำไรขั้นต้น พร้อมตัวอย่าง 3 ประเภทธุรกิจ สูตรพื้นฐานในการคำนวณกำไรขั้นต้นใช้ตัวเลขหลักเพียง 2 ตัว กำไรขั้นต้น (GP) = ยอดขายสุทธิ – ต้นทุนขาย ยอดขายสุทธิ คือ รายได้จากการขายทั้งหมดหลังหักส่วนลดการค้าและสินค้าที่รับคืน ส่วนต้นทุนขายจะมีวิธีคำนวณที่แตกต่างกันตามลักษณะของแต่ละธุรกิจ ตัวอย่างธุรกิจซื้อมาขายไป บริษัท ก จำกัด จำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน มีรายได้จากการขาย 800,000 บาท และมีต้นทุนซื้อสินค้ามา 480,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการขาย — 800,000 บาท ต้นทุนซื้อสินค้า — 480,000 บาท กำไรขั้นต้น 800,000 – 480,000 320,000 บาท ต้นทุนขายของธุรกิจซื้อมาขายไปจะคิดคำนวณได้ตรงไปตรงมาที่สุด เนื่องจากอิงจากราคาที่สั่งซื้อสินค้าสำเร็จรูปเข้ามาโดยตรง ตัวอย่างธุรกิจบริการ บริษัท ข จำกัด รับพัฒนาระบบและจัดทำเว็บไซต์ มีรายได้จากการให้บริการ 500,000 บาท โดยมีต้นทุนค่าบริการเป็นค่าแรงโปรแกรมเมอร์และค่าเช่า Server ประจำโครงการ 200,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการบริการ — 500,000 บาท ต้นทุนบริการ (ค่าแรงทีมพัฒนา + ค่า Server) — 200,000 บาท กำไรขั้นต้น 500,000 – 200,000 300,000 บาท ธุรกิจบริการมักจะมีสัดส่วนกำไรขั้นต้นสูงกว่าธุรกิจประเภทอื่น เพราะต้นทุนหลักคือแรงงานและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ได้มีต้นทุนวัตถุดิบทางกายภาพ ตัวอย่างธุรกิจผลิต บริษัท ค จำกัด ดำเนินกิจการโรงงานผลิตเบเกอรี่ มีรายได้จากการขาย 1,200,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการขาย — 1,200,000 บาท ค่าวัตถุดิบ (แป้ง นม เนย น้ำตาล) — 400,000 บาท ค่าแรงงานฝ่ายผลิต — 200,000 บาท ค่าโสหุ้ยการผลิต (ค่าไฟโรงงาน บรรจุภัณฑ์) — 100,000 บาท ต้นทุนขายรวม 400,000 + 200,000 + 100,000 700,000 บาท กำไรขั้นต้น 1,200,000 – 700,000 500,000 บาท ธุรกิจผลิตจะมีโครงสร้างต้นทุนขายที่ซับซ้อนที่สุด เพราะต้องนำค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงานคนงาน และค่าโสหุ้ยการผลิตมารวมกันก่อนนำไปหักลบออกจากยอดขาย โครงสร้างกำไร 3 ระดับ ต่างกันอย่างไร ในงบการเงินจะมีตัวเลขกำไรปรากฏอยู่ 3 ลำดับขั้น ซึ่งแต่ละระดับจะตัดค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง ประเภทกำไร สูตรการคำนวณ ตัวเลขนี้บอกอะไร กำไรขั้นต้น (GP) รายได้ – ต้นทุนขาย ตัวสินค้าและบริการสร้างผลกำไรได้ดีเพียงใด กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) กำไรขั้นต้น – ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร ประสิทธิภาพการทำกำไรของธุรกิจก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี กำไรสุทธิ (Net Profit) รายได้ทั้งหมด – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด – ภาษี ผลตอบแทนสุทธิสุดท้ายที่ตกถึงมือเจ้าของกิจการ หากธุรกิจมีกำไรขั้นต้นสูงแต่กำไรสุทธิต่ำ แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่บวมเกินไป เช่น ค่าเช่าพื้นที่ราคาแพง หรือภาระดอกเบี้ยเงินกู้ วิธีอ่านกำไรขั้นต้นในงบกำไรขาดทุน (P&L) ตามขั้นตอน การจัดทำงบการเงิน กำไรขั้นต้นจะปรากฏอยู่ในส่วนบนของงบกำไรขาดทุน โดยเรียงลำดับจากบนลงล่างดังนี้ ลำดับ รายการทางบัญชี ตัวเลขสมมติ 1 รายได้จากการขายหรือการให้บริการ 1,000,000 บาท 2 หัก: ต้นทุนขาย (600,000) บาท 3 กำไรขั้นต้น (Gross Profit) 400,000 บาท 4 หัก: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) (200,000) บาท 5 กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) 200,000 บาท 6 หัก: ดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (50,000) บาท 7 กำไรสุทธิ (Net Profit) 150,000 บาท กำไรขั้นต้นจะอยู่ บรรทัดที่ 3 เสมอ หากคุณใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ระบบจะประมวลผลตัวเลขบรรทัดนี้ให้อัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเปิดบิลขายและบันทึกต้นทุน โดยไม่ต้องรอจนถึงรอบ ปิดงบการเงิน ปลายปี อัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) และเกณฑ์มาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม การดูกำไรขั้นต้นเป็นตัวเงินบาทอาจไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งหรือปีก่อนหน้าได้อย่างชัดเจน จึงนิยมแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เรียกว่า อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อัตรากำไรขั้นต้น (%) = (กำไรขั้นต้น ÷ ยอดขายสุทธิ) × 100 แต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างต้นทุนที่ต่างกัน ตารางด้านล่างแสดงเกณฑ์มาตรฐานค่าเฉลี่ยของ GP Margin ที่ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อุตสาหกรรม GP Margin เฉลี่ยที่เหมาะสม ปัจจัยโครงสร้างต้นทุน ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง (Retail) 25-35% เน้นซื้อมาขายไป มาร์จินถูกกดดันจากการแข่งขันในตลาด ธุรกิจผลิตสินค้า (Manufacturing) 20-35% มีภาระต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงงานโรงงานสูง ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) 60-70% ต้นทุนวัตถุดิบค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย แต่มีค่าเช่าพื้นที่สูง ธุรกิจบริการวิชาชีพ (Service) 50-70% ไม่มีต้นทุนเนื้อสินค้า เน้นใช้ทักษะและเวลาทำงาน ธุรกิจเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ (SaaS) 70-85% ต้นทุนการทำซ้ำต่ำมากหลังจากพัฒนาระบบสำเร็จ หากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยติดต่อกัน 2-3 เดือน ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการต้องเร่งตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนทันที GP ลดลงทุกเดือน สัญญาณเตือนอะไร ต้องเช็คจุดไหน เมื่อพบว่ากำไรขั้นต้นลดลงอย่างต่อเนื่องแม้ว่ายอดขายจะเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมักมาจาก 3 ปัจจัยนี้ ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบในตลาดขยับตัวขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อหรือห่วงโซ่อุปทาน แต่ธุรกิจยังคงขายสินค้าราคาเดิม ทำให้ส่วนต่างของกำไรขั้นต้นถูกกัดกร่อนทีละน้อย ไม่กล้าปรับราคาขายตามต้นทุนที่แท้จริง หลายธุรกิจกังวลว่าลูกค้าจะหายจึงเลือกตรึงราคาเดิมไว้ ทางออกที่ดีคือต้องมีระบบบันทึกบัญชีที่แม่นยำ เพื่อให้ทราบต้นทุนที่แท้จริงแบบเรียลไทม์และวางแผนปรับราคาได้อย่างเหมาะสม สัดส่วนสินค้าที่ขายเปลี่ยนไป (Product Mix) บางช่วงเวลาสินค้าที่ขายดีกลับกลายเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ เช่น รายการที่นำมาจัดโปรโมชันลดราคา ส่งผลให้ภาพรวมของ GP Margin ทั้งกิจการลดลง แม้ว่ายอดขายรวมจะไม่ตกเลยก็ตาม 5 วิธีเพิ่มกำไรขั้นต้นโดยไม่ต้องขึ้นราคา การขึ้นราคาสินค้าไม่ใช่ทางเลือกเดียวในการแก้ปัญหา ผู้ประกอบการสามารถใช้ 5 กลยุทธ์นี้เพื่อเพิ่มกำไรขั้นต้นได้ทันที สรุป – กำไรขั้นต้น ตัวเลขแรกที่ SME ต้องควบคุม กำไรขั้นต้น (GP) เป็นดัชนีชี้วัดตัวแรกที่บอกว่า สินค้าหรือบริการของคุณยังสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อต้นทุนอยู่หรือไม่ การติดตาม GP และ GP Margin อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณตรวจพบความผิดปกติของโครงสร้างต้นทุนและแก้ไขได้ทันก่อนกระทบต่อกำไรสุทธิ สิ่งที่คุณควรทำทันทีคือ การเปิดดูตัวเลขของเดือนล่าสุด เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และสังเกตแนวโน้มย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน วิเคราะห์กำไรขั้นต้นแบบเรียลไทม์ด้วย PEAK Board หากคุณต้องการติดตามกำไรขั้นต้นและเห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน PEAK Board มี Dashboard ช่วยแสดงผลกำไรขั้นต้น ต้นทุนขาย และงบกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมต่อกับ PEAK Account เพื่อให้คุณตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารต้นทุนและควบคุมผลกำไรของธุรกิจอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกำไรขั้นต้น กำไรขั้นต้นติดลบ หมายความว่าอย่างไร กำไรขั้นต้นติดลบ แปลว่าต้นทุนขายสูงกว่ารายได้จากการขาย หรืออยู่ในภาวะยิ่งขายยิ่งขาดทุน ทุกการขายจะสร้างผลขาดทุนทันที สาเหตุหลักมาจากการตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนจริง หรือต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางแก้ไขคือต้องปรับโครงสร้างต้นทุนขายหรือขึ้นราคาขายทันที ไม่ใช่การตัดลดค่าใช้จ่ายฝ่ายบริหาร GP Margin ต่ำกว่า benchmark ต้องขึ้นราคาทันทีไหม ไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาทันที ควรตรวจสอบแนวทางเพิ่มกำไรขั้นต้นด้านอื่นก่อน เช่น การเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อขอลดราคาวัตถุดิบ การลดอัตราของเสียในกระบวนการผลิต หรือการปรับสัดส่วนการขายไปเน้นสินค้าที่มีมาร์จินสูง การขึ้นราคาควรเป็นทางเลือกหลังจากปรับปรุงประสิทธิภาพภายในแล้ว กำไรขั้นต้นเท่ากัน แต่ทำไมกำไรสุทธิต่างกันได้ เป็นไปได้ เพราะกำไรสุทธิจะต้องนำค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ดอกเบี้ย และภาษีมาหักลบด้วย สองธุรกิจที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันและมีกำไรขั้นต้นเท่ากัน ธุรกิจที่มีค่าเช่าสำนักงานถูกกว่าหรือมีต้นทุนการบริหารจัดการต่ำกว่า ย่อมมีกำไรสุทธิที่สูงกว่า ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้า มีวิธีคิดต้นทุนขายอย่างไร ธุรกิจบริการให้นับค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายที่ผูกพันกับงานบริการลูกค้าโดยตรงเป็นต้นทุนขาย เช่น ค่าจ้างโปรแกรมเมอร์ประจำโครงการ หรือค่าแรงพนักงานนวด โดยไม่รวมเงินเดือนฝ่ายสนับสนุน เช่น แอดมินหรือบัญชี แล้วนำมาคำนวณตามสูตรปกติ ควรตรวจเช็กกำไรขั้นต้นบ่อยแค่ไหน ควรเปิดดูอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และเปรียบเทียบกับผลงานในเดือนก่อนหน้า แต่หากใช้โปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard สรุปข้อมูลอัตโนมัติ จะสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวได้ทุกวัน ช่วยให้ตรวจพบปัญหาต้นทุนบวมได้อย่างรวดเร็ว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ROE คืออะไร ทำไมธนาคารอยากดู ก่อนปล่อยกู้

เจ้าของกิจการหลายคนเคยถูกธนาคารถามว่า ROE ของบริษัทเท่าไหร่ แล้วตอบไม่ได้ ตัวเลขนี้เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่คอยบอกว่า เงินลงทุนของคุณสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ดีแค่ไหน ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งแปลว่าคุณบริหารและใช้เงินทุนได้อย่างคุ้มค่า บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ พร้อมตัวอย่างจากงบจริงของ SME รวมถึงเหตุผลสำคัญที่ธนาคารมักจะขอดูตัวเลขนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ ROE คืออะไร ROE ย่อมาจาก Return on Equity หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าทุกบาทที่เจ้าของลงทุนไปนั้น สามารถสร้างกำไรสุทธิกลับมาได้กี่บาท สมมติคุณลงเงิน 1,000,000 บาท เพื่อเปิดร้านขายของออนไลน์ ปลายปีมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท แปลว่าทุก 100 บาทที่คุณลงทุนไป สามารถสร้างกำไรกลับมาได้ 20 บาท นั่นหมายความว่ากิจการของคุณมี ROE เท่ากับ 20% ตัวเลขนี้ช่วยบอกได้ว่าคุณควรลงทุนเพิ่มในธุรกิจนี้ หรือเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า ถ้าผลตอบแทนต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก การเอาเงินไปฝากธนาคารเฉย ๆ อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่าด้วยซ้ำ ทำไม ROE ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME ผู้ประกอบการ SME หลายคนมักดูแค่ว่าปีนี้กำไรเท่าไหร่ แต่ลืมดูว่าตัวเองต้องลงทุนไปเท่าไหร่กว่าจะได้กำไรก้อนนั้นมา อัตราส่วนนี้จะช่วยให้คุณเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของการบริหารงาน นอกจากนี้ ยังเป็นตัวเลขสำคัญที่ธนาคารและนักลงทุนดูก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติสินเชื่อ การพิจารณาร่วมลงทุน หรือการประเมินมูลค่ากิจการเพื่อซื้อขายธุรกิจ สูตรคำนวณ ROE พร้อมตัวอย่าง สูตรนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน สามารถใช้ตัวเลขแค่ 2 ตัวจาก งบการเงิน ประจำปีมาคำนวณได้เลย สูตร ROE ROE (%) = (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) × 100 กำไรสุทธิ (Net Income) หาได้จากบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หาได้จากหมวดทุนในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ตัวอย่างคำนวณ ROE จากงบจริง SME ไทย ร้านค้าออนไลน์ บริษัท ก จำกัด มีผลประกอบการดังนี้ วิธีคำนวณ: (500,000 ÷ 2,000,000) × 100 = 25% ผลลัพธ์ 25% หมายความว่าทุก 100 บาทที่เจ้าของลงทุนไป ธุรกิจสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ถึง 25 บาท ถือว่าใช้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ROE เท่าไหร่ถึงดี เกณฑ์มาตรฐานแยกตามประเภทธุรกิจ ความจริงแล้วไม่มีตัวเลขที่จัดว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เกณฑ์ทั่วไปคือถ้าผลตอบแทนสูงกว่า 15% จะถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่ทางที่ดีที่สุดคือต้องนำไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เกณฑ์ ROE ตามประเภทธุรกิจ ประเภทธุรกิจ ROE เฉลี่ย (โดยประมาณ) เหตุผล ค้าปลีก / e-Commerce 15-25% กำไรต่อชิ้นต่ำ แต่เน้นขายไว หมุนรอบเร็ว ธุรกิจบริการ 20-35% ใช้เงินลงทุนเรื่องทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่เป็นทักษะ กำไรจึงสูง ผลิตสินค้า / โรงงาน 10-20% ต้องลงทุนกับเครื่องจักรและคลังสินค้าสูง ทำให้คืนทุนช้ากว่า อสังหาริมทรัพย์ 8-15% ฐานทุนกว้างมาก ใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนจึงมักดูต่ำ ถ้าธุรกิจของคุณมีตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตารางนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องเริ่มปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน หรือหารายได้เพิ่ม ทำไมธนาคารดู ROE ก่อนปล่อยกู้ SME เมื่อ SME ยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารไม่ได้มองแค่ยอดขาย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ซึ่งตัวเลขอัตราส่วนนี้สามารถตอบคำถามนี้ได้ตรงประเด็นที่สุด ROE บอกอะไรธนาคารได้บ้าง ผลตอบแทนที่สูงบอกธนาคารว่าเจ้าของกิจการมีทักษะในการบริหารเงินทุนได้ดี มีโอกาสสูงที่จะชำระหนี้คืนได้ตรงเวลา ถ้ายิ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ แปลว่าการอนุมัติเงินกู้ไปขยายธุรกิจนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ในทางกลับกัน ผลตอบแทนที่ต่ำหรือติดลบ จะทำให้ธนาคารมองว่าธุรกิจอาจไม่มีกำลังมากพอที่จะชำระหนี้ โอกาสถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูควบคู่กับ ROE ธนาคารไม่ได้พิจารณาจากตัวเลขเดียว แต่จะดูอัตราส่วนอื่นประกอบกันด้วย เช่น ROE กับ ROA ต่างกันอย่างไร ทั้งสองตัวเลขใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ฐานทุนที่นำมาเทียบ ROE จะวัดผลตอบแทนเทียบกับเงินของเจ้าของเพียงอย่างเดียว ส่วน ROA (Return on Assets) จะวัดเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งรวมถึงเงินกู้หรือหนี้สินด้วย ธุรกิจที่กู้เงินมาหมุนเวียนเยอะอาจมีตัวเลขส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำ ทำให้ผลลัพธ์ ROE พุ่งสูงจนดูดีเกินจริง แต่ถ้าหันไปดู ROA จะพบว่าต่ำเตี้ยติดดินเพราะสินทรัพย์รวม (ที่มาจากหนี้) สูงมาก ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงแนะนำให้ดูทั้งสองตัวคู่กันเสมอเพื่อไม่ให้โดนหลอกตา DuPont Analysis แยกองค์ประกอบ ROE ให้เข้าใจลึกขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าผลตอบแทนที่สูงหรือต่ำนั้นมาจากสาเหตุอะไร โมเดลวิเคราะห์ทางการเงินที่ชื่อว่า DuPont Analysis จะช่วยแยกส่วนประกอบออกมาเป็น 3 ส่วน เพื่อให้คุณวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด สูตร DuPont 3 ตัวแปร ROE = Net Profit Margin × Asset Turnover × Equity Multiplier แปลความหมายแต่ละตัวแปรได้ดังนี้ ถ้าผลตอบแทนรวมต่ำ ให้คุณลองเช็กทีละตัวว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน กำไรต่อยอดขายน้อยไป หมุนสินทรัพย์ช้า หรือใช้หนี้น้อยเกินไป แล้วค่อยไปแก้ตรงจุดนั้น ROE ติดลบ หมายความว่าอะไร การติดลบเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ กำไรสุทธิติดลบ (บริษัทขาดทุน) หรือส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ (มีขาดทุนสะสมมากจนเกินทุนจดทะเบียน) ถ้าธุรกิจขาดทุนในปีนั้น กำไรสุทธิที่ติดลบจะส่งผลให้ผลตอบแทนติดลบตาม กรณีนี้ไม่ได้ร้ายแรงเสมอไป อาจเป็นเพราะเป็นช่วงลงทุนขยายกิจการในปีแรก ๆ แต่ถ้าสาเหตุมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรงกว่า หมายความว่ากิจการมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ต้องรีบแก้ไขโดยการเพิ่มทุนหรือลดหนี้อย่างด่วน วิธีเพิ่ม ROE สำหรับเจ้าของกิจการ SME จากสูตรตั้งต้น (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) การเพิ่มผลตอบแทนสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก เพิ่มกำไรสุทธิ วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้กำไรเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งรายได้จากช่องทางใหม่ การขึ้นราคา หรือการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์สามารถปรับโครงสร้างแพ็กเกจลดค่าขนส่งจากเดือนละ 50,000 เหลือ 35,000 บาท ซึ่งส่วนต่างที่ประหยัดได้จะไปเพิ่มในกำไรสุทธิโดยตรง บริหารส่วนของผู้ถือหุ้นให้เหมาะสม ถ้าธุรกิจมีเงินสดกองทิ้งไว้ในบัญชีมากเกินความจำเป็น ส่วนของทุนจะสูง แต่ผลตอบแทนจากการใช้เงินทุนจะต่ำ การจ่ายปันผลออกไปให้ผู้ถือหุ้น หรือนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อยอดขยายกิจการ จะช่วยปรับสัดส่วนนี้ให้สมดุลและดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้โปรแกรมบัญชีติดตามผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง การรู้ตัวเลขอัตราส่วนเหล่านี้เพียงปีละครั้งในตอนปิดงบนั้นไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในยุคนี้ คุณควรมีเครื่องมือที่ช่วยติดตามผลประกอบการเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับตัวและอุดรอยรั่วได้ทันท่วงที สรุป – ROE ตัวเลขเดียวที่บอกประสิทธิภาพเงินลงทุน ROE เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME มองเห็นว่าธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้คุ้มค่าแค่ไหน สิ่งที่คุณควรเริ่มทำต่อจากนี้คือ การนำงบการเงินล่าสุดมาคำนวณและเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม เตรียมตัวเลขเหล่านี้ให้พร้อมก่อนเดินเข้าไปขอสินเชื่อ และหมั่นติดตามอัตราส่วนสำคัญเป็นประจำโดยไม่ต้องรอดูแค่ตอนสิ้นปี เข้าใจธุรกิจได้ แค่กวาดสายตากับ PEAK Board หากคุณต้องการรู้สุขภาพทางการเงินโดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปยอดให้ PEAK Board มี Dashboard ที่คอยดึงข้อมูลจากงบการเงินมาแสดงภาพรวมแบบ Real-Time ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ให้คุณวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารการเงินของคุณให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROE ROE สูงเกินไปดีหรือไม่ ไม่เสมอไป ผลตอบแทนที่พุ่งสูงแบบผิดปกติ (เช่น เกิน 50%) อาจเกิดจากการที่ส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แปลว่าธุรกิจพึ่งพาหนี้สินเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ควรนำ D/E Ratio มาตรวจสอบประกอบด้วยเสมอ ROE ต่างจาก ROI อย่างไร ROI (Return on Investment) วัดผลตอบแทนจากการลงทุนเฉพาะโครงการ เช่น ลงทุนทำโฆษณา 100,000 บาท ได้ยอดขายเพิ่ม 300,000 บาท ส่วน ROE จะเป็นมาตรวัดผลการดำเนินงานระดับรวมของทั้งองค์กร SME ที่เพิ่งเปิดกิจการ ROE ต่ำ ถือว่าปกติไหม ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะในช่วงปีแรกธุรกิจมักมีค่าใช้จ่ายสูงจากการลงทุนเริ่มต้นในขณะที่กำไรสุทธิยังน้อย สิ่งที่ควรโฟกัสคือทิศทางแนวโน้ม ถ้าตัวเลขค่อย ๆ ขยับเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง DuPont Analysis ช่วยวิเคราะห์ผลการดำเนินงานอย่างไร DuPont จะดึงส่วนประกอบแยกออกมาเป็น 3 ส่วน คือ ความสามารถทำกำไรต่อยอดขาย ความเร็วในการหมุนสินทรัพย์ และสัดส่วนภาระหนี้ ช่วยให้ผู้บริหารรู้ทันทีว่าตัวเลขสวย ๆ ที่ได้มานั้นมาจากฝีมือการทำกำไรจริง หรือแค่มาจากการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก ยื่นขอสินเชื่อแล้วถูกปฏิเสธ ทำยังไงต่อ ให้สอบถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าอัตราส่วนตัวไหนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วนำมาปรับปรุง เช่น ถ้า D/E Ratio สูงเกินไปก็ให้หาทางลดหนี้ลงหรือเพิ่มทุน แต่ถ้าประเด็นอยู่ที่กำไรต่ำก็ต้องกลับมาปรับลดค่าใช้จ่ายให้งบสวยขึ้นก่อนไปยื่นใหม่รอบหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ROA คืออะไร สูตรและตัวอย่างคำนวณผลตอบแทนจากสินทรัพย์สำหรับ SME

ธุรกิจที่ลงทุนซื้อเครื่องจักร สต๊อกสินค้า หรือตกแต่งร้านอย่างอลังการ แต่กำไรกลับออกมาน้อยนิด อาจกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการใช้ทรัพย์สินไม่คุ้มค่า ROA คือตัวเลขที่จะช่วยไขคำตอบนี้ได้ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นเครื่องมือที่วัดว่า ทุกบาทที่ลงทุนเป็นสินทรัพย์นั้น สามารถสร้างกำไรกลับมาได้เท่าไร บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่สูตรคำนวณ ROA พร้อมยกตัวอย่างจากงบการเงินจริงของธุรกิจ SME การเปรียบเทียบข้อแตกต่างกับ ROE และแนะนำเทคนิคการปรับปรุงอัตราส่วนนี้ให้ดีขึ้น ROA คืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจควรรู้ ROA หรือ Return on Assets คืออัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดว่าธุรกิจสามารถนำสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ไปสร้างเป็นกำไรสุทธิได้ดีแค่ไหน ยิ่ง ROA มีค่าสูง แปลว่าธุรกิจสามารถบริหารทรัพย์สินได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ชื่อเต็มภาษาไทยคือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ แต่ในวงการธุรกิจและการเงินนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ROA ทำไม ROA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ สินทรัพย์ก็คือเงินที่จมอยู่ในระบบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรมูลค่าหลักล้าน รถบรรทุกขนส่ง สินค้าในสต๊อก หรือแม้แต่เงินสดในบัญชี ถ้าคุณมีสินทรัพย์เยอะแต่กลับทำกำไรได้น้อย แปลว่าเงินทุนของคุณกำลังถูกใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ROA จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมว่า ทรัพย์สินที่ประเคนลงทุนไปนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้คุ้มค่าเหนื่อยหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพของธุรกิจตัวเองเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเอาไปเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ยังได้ สูตรคำนวณ ROA พร้อมตัวอย่างจากงบ SME จริง สูตรการคำนวณไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด คุณสามารถดึงตัวเลขแค่ 2 ตัวที่อยู่ในงบการเงินมาคำนวณได้ทันที ROA (%) = (กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม) × 100 ตัวอย่างคำนวณ ROA จากงบการเงินจริง สมมติ บริษัท ก จำกัด เป็นร้านขายอุปกรณ์สำนักงานออนไลน์ มีงบการเงินปีล่าสุดดังนี้ วิธีคำนวณ: (600,000 ÷ 3,000,000) × 100 = 20% ผลลัพธ์ 20% หมายความว่า ทุก 100 บาทที่บริษัท ก นำไปลงทุนเป็นสินทรัพย์ จะสามารถสร้างผลกำไรกลับมาได้ 20 บาท กำไรสุทธิ คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน กำไรสุทธิ (Net Income) คือรายได้ทั้งหมดหักลบด้วยค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนสินค้า ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา และภาษี ตัวเลขสำคัญนี้จะอยู่ในบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน สินทรัพย์รวม คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน สินทรัพย์รวม (Total Assets) คือทรัพย์สินทุกอย่างที่กิจการมีสิทธิ์ครอบครอง ทั้งเงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เครื่องจักร อาคาร และที่ดิน ตัวเลขนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) เวลาคำนวณ บางตำราอาจแนะนำให้ใช้ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย คือการนำสินทรัพย์ต้นปีมารวมกับปลายปีแล้วหาร 2 เพื่อให้ตัวเลขมีความแม่นยำขึ้น แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นวิเคราะห์สุขภาพการเงิน การใช้สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปีก็เพียงพอที่จะเห็นภาพรวมแล้ว ROA เท่าไหร่ถึงดี ค่ามาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม ไม่มีค่า ROA ที่ฟันธงได้ว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างการลงทุนที่ต่างกันลิบลับ ธุรกิจที่ต้องประเดิมด้วยการซื้อเครื่องจักรหนักย่อมมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าธุรกิจที่ใช้แค่สมองและคอมพิวเตอร์ทำงาน หลักง่าย ๆ คือ หากมากกว่า 5% ถือว่าใช้ได้ และถ้าสูงกว่า 10% ถือว่าดีเยี่ยม แต่ก็ต้องนำไปเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกันอยู่เสมอ ROA ธุรกิจบริการ ธุรกิจผลิต และธุรกิจซื้อมาขายไป ต่างกันแค่ไหน ประเภทธุรกิจ ROA ทั่วไป เหตุผล ธุรกิจบริการ (ที่ปรึกษา, สำนักงานบัญชี, ฟรีแลนซ์) 15-30% ลงทุนทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่ใช้ทักษะคนทำงานเป็นหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไป (ร้านค้าออนไลน์, ค้าปลีก) 8-15% มีสต๊อกสินค้าและรอบเครดิตลูกหนี้การค้าอยู่ระดับหนึ่ง ธุรกิจผลิต (โรงงาน, แปรรูปอาหาร) 3-10% ต้องลงทุนกับเครื่องจักร โรงงาน อุปกรณ์หนัก ฐานสินทรัพย์จึงสูง สมมติว่าร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งมี ROA 5% ในขณะที่สำนักงานบัญชีก็มี 5% เท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองบริษัทนี้ทำผลงานได้ดีเท่ากัน เพราะร้านค้าออนไลน์มีสินทรัพย์จับต้องได้เยอะกว่า ระดับ 5% จึงพอรับได้ แต่สำหรับสำนักงานบัญชีที่ไม่ค่อยมีต้นทุนสินทรัพย์ ตัวเลขควรจะทะลุไปไกลกว่านี้ ROA ต่ำ หมายความว่าอะไร สาเหตุที่พบบ่อยใน SME อัตราส่วนที่ต่ำฟ้องให้เห็นว่าธุรกิจกำลังลงทุนในทรัพย์สินมากเกินไป แต่กลับเค้นกำไรจากทรัพย์สินเหล่านั้นออกมาได้น้อย สาเหตุยอดฮิตที่มักเจอในธุรกิจ SME ไทย ได้แก่ ถ้าตัวเลขผลตอบแทนของธุรกิจคุณร่วงลงทุกปี ควรเรียกประชุมทีมงานเพื่อตรวจสอบว่ามีสินทรัพย์หมวดไหนเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือกำไรสุทธิร่วงลงจากสาเหตุอะไร ROA กับ ROE ต่างกันอย่างไร ดูคู่กันถึงครบ ROA กับ ROE (Return on Equity) เป็นอัตราส่วนทางการเงินคู่แฝดที่มักถูกนำมาเปิดเทียบกัน ทั้งสองตัวใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกันแต่มองผ่านคนละเลนส์ ROA จะวัดประสิทธิภาพจากสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ในขณะที่ ROE จะโฟกัสเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้นหรือเงินที่เจ้าของควักกระเป๋าลงทุนไปจริง ๆ เท่านั้น ตารางเปรียบเทียบ ROA กับ ROE เกณฑ์ ROA ROE ชื่อเต็ม Return on Assets Return on Equity วัดอะไร ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด ผลตอบแทนจากเงินที่เจ้าของลงทุน รวมหนี้สินด้วยไหม รวม (เพราะสินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน) ไม่รวม (คิดเฉพาะเงินทุนของเจ้าของ) กรณีที่ขัดแย้งกัน – ROE อาจดูสูงลิ่ว เพราะกู้เงินมาหมุนจนหนี้ท่วม เหมาะดูเมื่อ เปรียบเทียบประสิทธิภาพข้ามอุตสาหกรรม เปรียบเทียบผลตอบแทนสำหรับนักลงทุน เมื่อไหร่ควรดู ROA เมื่อไหร่ควรดู ROE ถ้าคุณอยากรู้ว่าทีมบริหารใช้ทรัพยากรทุกเม็ดที่มีอยู่ได้คุ้มค่าแค่ไหน ให้หันไปมอง ROA เพราะมันคำนวณรวมทั้งเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียน แต่ถ้าอยากตอบคำถามนักลงทุนว่า เงินที่ใส่ลงไปมันงอกเงยคุ้มค่าแค่ไหน ให้ดู ROE มีหลายธุรกิจที่ชอบกู้หนี้ยืมสินมาขยายกิจการ ทำให้ผลลัพธ์ ROE ออกมาสูงและดูสวยงามมาก แต่พอไปกางดู ROA กลับพบว่าต่ำเรี่ยดิน เพราะมีสินทรัพย์รวมที่เกิดจากหนี้พองตัวอยู่ การวิเคราะห์ทั้งสองตัวแปรคู่กันจะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า ผลตอบแทนที่บริษัททำได้นั้นเกิดจากฝีมือการบริหารที่ดีจริง หรือแค่ใช้พลังของเงินกู้ วิธีปรับปรุง ROA ให้ดีขึ้นสำหรับ SME ไทย การปั้นตัวเลขให้ดีขึ้นสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือเพิ่มตัวเศษ (เพิ่มกำไร) หรือลดตัวส่วน (ลดการตุนสินทรัพย์) หรือถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ก็จะยิ่งดี เพิ่มกำไรสุทธิ การเพิ่มกำไรทำได้ทั้งฝั่งหาตังค์และฝั่งรัดเข็มขัด บริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ สินทรัพย์ที่จมอยู่เฉย ๆ จะทำให้ตัวหารเพิ่มขึ้นและฉุดผลตอบแทนลงมาอย่างน่าเสียดาย ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจช่วยติดตาม การติดตามอัตราส่วนสำคัญไม่ได้แปลว่าต้องรอให้ทีมบัญชีปิดงบตอนสิ้นปีเสมอไป ถ้าคุณมีโปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard นำเสนอภาพรวมการเงินแบบทันที คุณก็จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้รวดเร็วกว่า ข้อควรระวังในการใช้ ROA วิเคราะห์ธุรกิจ แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มหาศาล แต่ก็มีข้อควรระวังที่คุณไม่ควรมองข้าม ค่าเสื่อมราคาสะสมที่ถูกหักออกไปมาก อาจทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่โชว์ในงบดุลต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง ส่งผลให้ ROA ดีดตัวสูงเกินจริงได้ เช่น เครื่องจักรที่หักค่าเสื่อมจนเหลือมูลค่าทางบัญชีแค่ 1 บาท แต่ความจริงยังใช้งานผลิตของได้เต็มกำลัง สำหรับธุรกิจที่เน้นเช่าสินทรัพย์แทนการซื้อขาด (Leasing) สินทรัพย์รวมจะต่ำกว่าอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ROA ออกมาดูดีมาก แม้ว่าเนื้อแท้ของประสิทธิภาพการทำงานอาจจะไม่ได้เก่งไปกว่าคู่แข่งเลย ดังนั้น การตัดสินใจจาก ROA เพียงตัวเลขเดียวอาจไม่ครอบคลุม ควรนำไปพิจารณาร่วมกับ ROE และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพื่อให้ได้บทสรุปที่รอบด้านที่สุด สรุป – ROA ช่วยให้เห็นว่าทรัพย์สินสร้างกำไรได้คุ้มค่าหรือไม่ ROA ช่วยตอบคำถามสำคัญให้เจ้าของธุรกิจว่า กำไรที่ทำได้เมื่อเทียบกับเงินทุนก้อนโตที่ละลายไปในสินทรัพย์นั้น คุ้มค่าเหนื่อยจริง ๆ หรือไม่ ยิ่งมีตัวเลขสูงก็ยิ่งแสดงว่าการบริหารจัดการภายในนั้นยอดเยี่ยม แต่จำไว้เสมอว่าต้องเปรียบเทียบกับธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และอย่าลืมหยิบตัวเลข ROE มาวิเคราะห์ควบคู่ไปด้วยเสมอ วิเคราะห์สุขภาพธุรกิจของคุณ ไปกับ PEAK Board ผู้ประกอบการชั้นนำเลือกใช้ PEAK Board ช่วยแปลงตัวเลขทางบัญชีที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกราฟสวยงามเข้าใจง่าย ให้เจ้าของธุรกิจประเมินสถานการณ์ และดูอัตราส่วนสำคัญทางการเงินได้เองตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROA ROA ติดลบ หมายความว่าอะไร อาการติดลบเกิดจากการที่ธุรกิจมีผลขาดทุนสุทธิ (รายจ่ายเยอะกว่ารายได้) ทำให้ตัวเศษในสมการเป็นค่าติดลบ สถานการณ์นี้เป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน แต่ถ้าปล่อยให้ติดลบต่อเนื่องหลายปี ควรทบทวนโมเดลและแผนธุรกิจเสียใหม่ เปรียบเทียบ ROA ข้ามอุตสาหกรรมได้ไหม สามารถทำได้ แต่ต้องระวังให้ดีเพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างของเครื่องมือหากินต่างกัน โรงงานผลิตเครื่องจักรที่มีผลตอบแทน 5% อาจถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งในวงการอุตสาหกรรมหนัก แต่ถ้าเอา 5% นี้ไปเทียบกับบริษัทนายหน้าอสังหาฯ ตัวเลขระดับนี้จะถือว่าสอบตก การเปรียบเทียบที่ยุติธรรมที่สุดควรจับคู่กับธุรกิจที่มีประเภทและไซส์ใกล้เคียงกัน ROA ควรดูบ่อยแค่ไหน สำหรับกิจการ SME ที่มีการสรุปงบการเงินรายเดือน ควรหยิบตัวเลขนี้มาดูทุกไตรมาสเพื่อจับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องทนรอจนถึงตอนปิดงบสิ้นปี ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard สรุปภาพรวมให้ ก็ยิ่งเห็นปัญหาและหาทางหนีทีไล่ได้เร็วกว่าเดิม ROA กับ ROI ต่างกันตรงไหน ROA วัดความสามารถในการดึงกำไรออกมาจากสินทรัพย์ทั้งหมดของทั้งกิจการ ส่วน ROI (Return on Investment) จะวัดความคุ้มค่าจากเงินลงทุนแค่เฉพาะในโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งเท่านั้น เช่น ลงทุนซื้อโฆษณา Facebook ไป 10,000 บาท แล้วกวาดยอดขายกลับมาได้ 30,000 บาท ROI ของแคมเปญนี้จะพุ่งสูงถึง 200% ซึ่งขอบเขตของ ROI จะแคบกว่าและเจาะจงเป็นเรื่อง ๆ ไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

CapEx OpEx คืออะไร ต่างกันตรงไหน พร้อมวิธีบันทึกบัญชี

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนเจอค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่แล้วไม่แน่ใจว่าควรบันทึกเป็นทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายดี คำตอบอยู่ที่การแยก CapEx กับ OpEx ให้ถูกต้อง เพราะสองตัวนี้ส่งผลต่อตัวเลขกำไร ภาษี และ งบการเงิน ของธุรกิจโดยตรง บทความนี้อธิบายทั้ง CapEx และ OpEx พร้อมตัวอย่างที่เกิดใน SME ไทย วิธีบันทึกบัญชี และเคล็ดลับการเลือกใช้ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ CapEx (Capital Expenditure) หรือรายจ่ายฝ่ายทุนคืออะไร CapEx คือรายจ่ายที่ธุรกิจจ่ายเพื่อซื้อหรือปรับปรุงสินทรัพย์ที่ใช้งานได้นานกว่า 1 ปี เช่น อาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ รายจ่ายประเภทนี้ไม่ได้หักเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียวทั้งก้อน แต่จะต้องทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคาตลอดอายุการใช้งาน ตัวอย่าง CapEx ที่ SME เจอบ่อย CapEx กับค่าเสื่อมราคาเกี่ยวข้องกันอย่างไร การคิดค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการทยอยหักมูลค่า สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปี ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ซื้อเครื่องพิมพ์ราคา 60,000 บาท อายุใช้งาน 5 ปี จะหักค่าเสื่อมราคาได้ปีละ 12,000 บาท แทนที่จะหักทีเดียวทั้ง 60,000 บาท การทยอยหักแบบนี้ทำให้ตัวเลขกำไรในแต่ละปีมีความสม่ำเสมอกว่า ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี NPAEs ที่ SME ทั่วไปใช้งาน (อ้างอิงข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี tfac.or.th) OpEx (Operating Expenditure) หรือค่าใช้จ่ายดำเนินงานคืออะไร OpEx คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจในแต่ละวัน เป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไปภายในงวดบัญชีนั้น ไม่ได้สร้างสินทรัพย์ถาวรให้ธุรกิจ เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าโฆษณา ตัวอย่าง OpEx ที่ SME เจอบ่อย CapEx กับ OpEx ต่างกันอย่างไร CapEx กับ OpEx มีความแตกต่างกันตั้งแต่ลักษณะการจ่าย วิธีบันทึกบัญชี ไปจนถึงผลกระทบต่อภาษี ตารางด้านล่างนี้จะช่วยสรุปความแตกต่างสำคัญให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หัวข้อ CapEx (รายจ่ายฝ่ายทุน) OpEx (ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) ลักษณะ ลงทุนซื้อสินทรัพย์ระยะยาว ค่าใช้จ่ายประจำวันที่ใช้แล้วหมดไป ตัวอย่าง เครื่องจักร รถยนต์ อาคาร ค่าเช่า เงินเดือน ค่าโฆษณา บันทึกบัญชี บันทึกเป็นสินทรัพย์ ทยอยหักค่าเสื่อมราคา หักเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนในงวดที่เกิด ผลต่องบการเงิน แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) แสดงในงบกำไรขาดทุน ผลต่อภาษี หักภาษีได้ทีละน้อยผ่านค่าเสื่อมราคา หักภาษีได้ทั้งจำนวนในปีที่จ่าย จำนวนเงิน มักเป็นก้อนใหญ่ จ่ายครั้งเดียว จำนวนเล็กกว่า แต่จ่ายสม่ำเสมอ ผลกระทบต่อภาษีต่างกันอย่างไร จุดที่ผู้ประกอบการควรรู้คือ CapEx จะทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทีละน้อยตามค่าเสื่อมราคาในแต่ละปี ส่วน OpEx จะสามารถหักภาษีได้ทั้งจำนวนทันทีในปีที่จ่าย ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด ซื้อคอมพิวเตอร์ 90,000 บาท (CapEx) อายุใช้งาน 3 ปี จะหักค่าเสื่อมราคาได้ปีละ 30,000 บาท แต่ถ้าเปลี่ยนไปจ่ายค่าเช่าคอมพิวเตอร์เดือนละ 3,000 บาท รวมปีละ 36,000 บาท (OpEx) บริษัทจะหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 36,000 บาทในปีนั้นทันที ผลลัพธ์คือ OpEx ช่วยลดกำไรทางภาษีในปีที่จ่ายได้มากกว่า CapEx ในช่วงปีแรก (อ้างอิงตามหลักเกณฑ์การหักค่าเสื่อมราคาของกรมสรรพากร rd.go.th) วิธีบันทึกบัญชี CapEx และ OpEx CapEx กับ OpEx จะใช้ผังบัญชีคนละตัว โดย รับรู้รายการสินทรัพย์ สำหรับ CapEx เข้าฝั่งสินทรัพย์ในงบดุลก่อนแล้วค่อยทยอยหัก ส่วน OpEx จะเข้าฝั่งค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนทันที บันทึกบัญชี CapEx (เมื่อซื้อสินทรัพย์) ตัวอย่าง ซื้อคอมพิวเตอร์ 60,000 บาท จ่ายด้วยเงินสด Dr. อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์) 60,000Cr. เงินสด 60,000 เมื่อถึงวันสิ้นปี ต้องบันทึกค่าเสื่อมราคา (สมมติอายุใช้งาน 5 ปี หักปีละ 12,000 บาท) Dr. ค่าเสื่อมราคา อุปกรณ์ 12,000Cr. ค่าเสื่อมราคาสะสม อุปกรณ์ 12,000 บันทึกบัญชี OpEx (จ่ายค่าใช้จ่ายประจำงวด) ตัวอย่าง จ่ายค่าเช่าสำนักงานเดือนละ 25,000 บาท Dr. ค่าเช่าสำนักงาน (ค่าใช้จ่าย) 25,000Cr. เงินสด 25,000 จะเห็นได้ว่า OpEx บันทึกได้เรียบง่ายกว่ามาก เพราะหักจบภายในงวดเดียว ไม่ต้องคอยติดตามสินทรัพย์หรือคำนวณค่าเสื่อมราคาทุกสิ้นปี ควรเลือก CapEx หรือ OpEx เคล็ดลับสำหรับ SME ในยุคที่ธุรกิจหันมาใช้บริการระบบ Cloud และ SaaS มากขึ้น การเลือกระหว่างการ ซื้อขาด กับ เช่าใช้ เป็นคำถามที่ผู้ประกอบการ SME เจอบ่อยมาก สถานการณ์ คำแนะนำ เหตุผล มีเงินทุนพร้อมและต้องการเป็นเจ้าของ CapEx (ซื้อ) ระยะยาวอาจถูกกว่า มีสินทรัพย์เป็นของบริษัท เพิ่งเริ่มธุรกิจ เงินทุนจำกัด OpEx (เช่า) ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ กระแสเงินสดไม่สะดุด เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว (ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ IT) OpEx (Subscription) เปลี่ยนได้ง่าย ไม่ต้องแบกสินทรัพย์ที่ล้าสมัย ใช้งานหนักทุกวันเป็นเวลานาน (เครื่องจักร รถขนส่ง) CapEx (ซื้อ) คุ้มค่ากว่าถ้าใช้จนครบอายุการใช้งาน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือโปรแกรมบัญชี ถ้าซื้อซอฟต์แวร์มาติดตั้งเอง (CapEx) ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์ อัปเดตเอง และเสียค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในทีเดียว แต่ถ้าเลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แบบ Subscription (OpEx) จะได้รับการอัปเดตอัตโนมัติ ลดภาระฝ่าย IT และจ่ายเท่าที่ใช้งานจริง ธุรกิจ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นมักเลือก OpEx มากกว่า เพราะไม่ต้องลงทุนหนักตั้งแต่แรก รักษากระแสเงินสดได้ดี และยืดหยุ่นกว่าในกรณีที่ธุรกิจต้องปรับตัว ในทางกลับกัน ธุรกิจที่โตเต็มที่แล้วและมีเงินทุนพร้อม การลงทุนแบบ CapEx อาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เพราะไม่ต้องคอยจ่ายค่าเช่าทุกเดือนและมีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง สรุป – CapEx กับ OpEx ต่างกันอย่างไร CapEx คือรายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว ทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคา ส่วน OpEx คือค่าใช้จ่ายประจำวันที่หักได้ทันที สิ่งสำคัญที่ SME ควรจำคือ จัดการสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกทั้ง CapEx และ OpEx ได้อย่างถูกต้อง คำนวณค่าเสื่อมราคาอัตโนมัติผ่าน PEAK Asset และบันทึกค่าใช้จ่ายดำเนินงานผ่าน PEAK Account ได้สะดวก – ทดลองใช้ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CapEx OpEx ค่าซ่อมแซมสินทรัพย์ถือเป็น CapEx หรือ OpEx ขึ้นอยู่กับว่าการซ่อมนั้นยืดอายุหรือเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์หรือไม่ ถ้าซ่อมเพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติ เช่น เปลี่ยนยางรถ ถือเป็น OpEx แต่ถ้าเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่ทำให้สินทรัพย์ใช้งานได้นานขึ้นหรือมีประสิทธิภาพดีขึ้น เช่น เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ถือเป็น CapEx ที่ต้องบวกเข้าไปในมูลค่าสินทรัพย์ SME ขนาดเล็กต้องแยก CapEx กับ OpEx ด้วยหรือเปล่า ต้องแยก เพราะมาตรฐานการบัญชี NPAEs ที่ SME ใช้กำหนดไว้ว่าสินทรัพย์ที่มีอายุใช้งานเกิน 1 ปีต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรและคิดค่าเสื่อมราคา ถ้าบันทึกผิดอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้องและอาจมีปัญหากับกรมสรรพากรตอนยื่นภาษีได้ ค่า Subscription ซอฟต์แวร์รายปี นับเป็น CapEx หรือ OpEx ถือเป็น OpEx เพราะเป็นค่าบริการที่จ่ายเพื่อใช้งานในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ธุรกิจเป็นเจ้าของตัวซอฟต์แวร์นั้น แม้จะจ่ายเป็นรายปีก็ยังถือเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ต่างจากกรณีที่คุณซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์แบบขาดมาเป็นของบริษัท ซึ่งจะถูกนับเป็น CapEx (สินทรัพย์ไม่มีตัวตน) PEAK ช่วยจัดการ CapEx OpEx ได้อย่างไร โปรแกรมบัญชี PEAK มีระบบจัดการสินทรัพย์ที่คอยคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ โดยคุณสามารถตั้งค่าอายุการใช้งานและวิธีคิดค่าเสื่อมได้ ส่วนการบันทึกฝั่ง OpEx ก็สามารถทำได้ตามปกติ โดยข้อมูลทุกอย่างจะเชื่อมโยงเข้าหากันโดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

Dead Stock คืออะไร สินค้าค้างสต๊อก เอาไปลงรายจ่ายภาษีได้ไหม

สินค้าค้างสต๊อก หรือ Dead Stock เป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการ SME เจอบ่อย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าขายไม่ออก หมดอายุ หรือล้าสมัย คำถามที่ตามมาคือ จะตัดออกจากบัญชีอย่างไร แล้วนำไปลงเป็นรายจ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีได้ไหม บทความนี้จะพาคุณไปดูตั้งแต่ความหมาย สาเหตุ วิธีจัดการ ไม่ว่าจะทำลาย ขายลดราคา หรือบริจาค ไปจนถึงเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนดว่าต้องมีหลักฐานอะไรบ้างถึงจะนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ Dead Stock คืออะไร Dead Stock คือสินค้าคงเหลือที่ขายไม่ออก ไม่มีความต้องการในตลาด หรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถขายได้ตามราคาปกติ สินค้าเหล่านี้จะค้างอยู่ในคลังเป็นเวลานานโดยไม่สร้างรายได้ แต่ยังคงกินพื้นที่จัดเก็บและสร้างต้นทุนให้กับธุรกิจ ตัวอย่างที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ไทย เช่น เสื้อผ้าตกเทรนด์ อาหารและเครื่องสำอางที่ใกล้หมดอายุ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นเก่า หรือวัตถุดิบที่ผลิตเข้ามาเกินความต้องการ Dead Stock กับ Slow Moving Stock และ Obsolete Stock ต่างกันอย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนมักสับสนระหว่าง 3 คำนี้ ความแตกต่างหลักอยู่ที่สถานะว่า “ยังพอขายได้หรือไม่” ถ้าสินค้าเริ่มขายช้าลง (Slow Moving) แต่คุณไม่รีบจัดการ สุดท้ายก็จะกลายเป็น Dead Stock และ Obsolete Stock ตามลำดับ สาเหตุที่ทำให้เกิด Dead Stock Dead Stock ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตัวสินค้าไม่ดี แต่มักเกิดจากการวางแผนจัดการคลังที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง สาเหตุหลักที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ได้แก่ Dead Stock ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร สินค้าค้างสต๊อกดูเผิน ๆ อาจเหมือนแค่มีของกองอยู่ แต่ต้นทุนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสูงกว่าที่คิด สินค้าที่ค้างอยู่ในคลังทำให้เงินทุนจม ไม่สามารถนำเงินสดไปหมุนเวียนซื้อสินค้าตัวอื่นที่ขายได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีค่าเช่าพื้นที่คลังสินค้า ค่าไฟ และค่าดูแลรักษาที่ต้องจ่ายทุกเดือน ยิ่งเก็บไว้นาน ต้นทุนยิ่งสูงขึ้น ในด้านบัญชี สินค้าค้างสต๊อกทำให้ตัวเลข สินค้าคงเหลือ ในงบดุลสูงกว่าความเป็นจริง เพราะมูลค่าจริงของสินค้าเหล่านี้ลดลงไปแล้ว ตามมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป (NPAEs) กิจการต้องปรับมูลค่าสินค้าให้สะท้อนมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) 3 วิธีจัดการ Dead Stock และผลทางภาษี เมื่อสินค้ากลายเป็น Dead Stock ผู้ประกอบการมี 3 ทางเลือกในการจัดการ ซึ่งแต่ละทางมีผลทางบัญชีและภาษีต่างกัน ทำลายสินค้า ต้องทำอย่างไรให้ถูกต้อง การทำลายสินค้าเป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับสินค้าที่ไม่สามารถขายหรือบริจาคได้ แต่ต้องทำให้ถูกขั้นตอน ไม่เช่นนั้นสรรพากรจะไม่ยอมให้ลงรายจ่าย ขั้นตอนที่ต้องทำมีดังนี้ ขายลดราคา ผลทางบัญชีเป็นอย่างไร ถ้าสินค้ายังพอขายได้ การลดราคาเพื่อเทขายเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการทำลายทิ้ง เพราะยังได้กระแสเงินสดกลับมาบางส่วน ส่วนต่างระหว่างต้นทุนกับราคาขายจริง คุณสามารถนำไปลงเป็นผลขาดทุนจากการขายสินค้าได้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้าขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก สรรพากรอาจเข้าตรวจสอบว่าเป็นการขายจริงหรือเป็นการพยายามถ่ายโอนสินค้า กิจการจึงควรเก็บหลักฐานที่แสดงว่าเป็นราคาตลาดจริง หรือเก็บหลักฐานว่าสินค้าเสื่อมสภาพจนต้องขายถูก บริจาค สามารถลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ การบริจาคสินค้าค้างสต๊อกสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องบริจาคให้หน่วยงานราชการ สถานศึกษาของรัฐ หรือองค์กรสาธารณกุศลที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยนำมูลค่าของสินค้ามาหักเป็นรายจ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิทางภาษี (ก่อนหักรายจ่ายบริจาค) สิ่งสำคัญคือต้องขอรับใบรับบริจาคจากหน่วยงานที่รับ พร้อมระบุรายการและมูลค่าสินค้าให้ชัดเจนเพื่อเป็นหลักฐานทางบัญชี Dead Stock ลงรายจ่ายภาษีได้ไหม มีเงื่อนไขอะไรที่สรรพากรกำหนดบ้าง คำตอบสั้น ๆ คือ ลงเป็นรายจ่ายได้ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขให้ครบถ้วน ถ้าเอกสารไม่ครบ สรรพากรจะไม่ยอมให้หัก และจะถือว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม เงื่อนไขหลักในการลงรายจ่าย ตามประมวลรัษฎากร การตัดมูลค่าสินค้าค้างสต๊อกเพื่อนำมาเป็นรายจ่าย ต้องเข้าเกณฑ์ดังนี้ หลักฐานที่สรรพากรยอมรับ มีอะไรบ้าง จุดที่ผู้ประกอบการหลายคนพลาดคือ เข้าใจว่าแค่ตัดยอดออกจากระบบบัญชีก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงต้องมีเอกสารประกอบครบทุกข้อ ได้แก่ หนังสือแจ้งการทำลายสินค้าต่อสรรพากร คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ รายงานระบุรายการ ลายเซ็นกรรมการและพยานภายนอก (เช่น ผู้สอบบัญชี) และภาพถ่ายประกอบ ถ้าทำเอกสารไม่ครบ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคุณทำลายสินค้าทิ้งไปแล้วแต่เอกสารไม่ครบ จะถูกสรรพากรมองว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม ผลที่ตามมาคือ ตัวอย่างการบันทึกบัญชี Dead Stock สมมติ บริษัท ก จำกัด มีสินค้าค้างสต๊อกมูลค่า 50,000 บาท และได้ผ่านขั้นตอนการแจ้งทำลายถูกต้องแล้ว บันทึกตัดมูลค่าสินค้าที่ทำลาย (แสดงมูลค่าก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม): ผลขาดทุนจะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน และนำไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ กรณีที่นำไปขายลดราคาได้บางส่วน: (เช่น ขายได้ 10,000 บาท จากต้นทุน 50,000 บาท) วิธีป้องกันไม่ให้เกิด Dead Stock การจัดการปัญหาของค้างเป็นเรื่องที่ต้องทำเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว แต่การวางระบบป้องกันตั้งแต่ต้นย่อมดีกว่าเสมอ วิเคราะห์ข้อมูลยอดขายก่อนสั่งซื้อ: ดูยอดขายย้อนหลังอย่างน้อย 3-6 เดือน เช็กว่าสินค้าไหนขายดี ไหนขายช้า แล้วสั่งซื้อตามข้อมูลความต้องการจริง หมุนเวียนสินค้าตามหลัก FIFO: สินค้าที่เข้าคลังก่อนต้องนำออกไปขายก่อน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มที่มีวันหมดอายุ ตรวจนับสินค้าสม่ำเสมอ: การนับสต๊อก เป็นประจำจะช่วยให้คุณเห็นความผิดปกติและเจอสินค้าที่เริ่มขายช้าตั้งแต่เนิ่น ๆ ใช้ระบบบริหารคลังแบบเรียลไทม์: แทนที่จะนับด้วยมือหรือใช้ Excel การใช้ระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้เห็นสถานะสินค้าตลอดเวลา Dead Stock ไม่ใช่แค่ปัญหาสินค้าค้าง แต่กระทบทั้งเงินทุน พื้นที่ และตัวเลขในงบการเงิน สิ่งที่คุณควรทำคือการแยกของที่ขายช้าออกจากของที่ขายไม่ได้ให้ชัดเจน เลือกวิธีจัดการที่เหมาะสม และเตรียมเอกสารแจ้งสรรพากรให้ครบถ้วนก่อนลงมือทำลายทิ้ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณติดตามสินค้าคงเหลือแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของสต๊อก และลงบันทึกบัญชีการตัดสินค้าได้อย่างถูกต้อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อลดความเสี่ยงจากของค้างสต๊อกสะสมตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Dead Stock สินค้าค้างสต๊อก Dead Stock ต้องทำลายเท่านั้นหรือเปล่า ถึงจะลงรายจ่ายได้ ไม่จำเป็นต้องทำลายเท่านั้น การขายลดราคาก็สามารถนำผลขาดทุนจากส่วนต่างมาลงเป็นรายจ่ายได้เช่นกัน หรือการนำไปบริจาคให้หน่วยงานที่กฎหมายกำหนดก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ แต่ละวิธีจะมีขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียมแตกต่างกัน ผู้ประกอบการรายเล็ก ทำลายสินค้าเองที่ร้านได้ไหม ทำได้ ไม่ว่ากิจการจะเล็กหรือใหญ่ ขอแค่ทำตามขั้นตอนตามกฎหมายให้ครบถ้วน เช่น แจ้งสรรพากรล่วงหน้า 30 วัน ตั้งกรรมการทำลาย เชิญบุคคลภายนอกมาเป็นพยาน จัดทำรายงาน และถ่ายรูปเก็บไว้ ก็ไม่จำเป็นต้องจ้างบริษัทภายนอกมาทำลายให้ สินค้าหมดอายุ ต้องรอให้หมดอายุก่อนถึงจะตัดบัญชีได้ใช่ไหม ไม่จำเป็นต้องรอ ถ้าคุณมีข้อมูลพิสูจน์ได้ว่าสินค้านั้นใกล้หมดอายุจนไม่สามารถนำไปวางขายได้แล้ว (เช่น เหลืออายุน้อยกว่า 1 เดือน) สามารถประเมินมูลค่าลดลงและบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าได้ตามมาตรฐานบัญชี แต่สิทธิในการลงเป็นรายจ่ายทางภาษีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณดำเนินการทำลายจริงพร้อมเอกสารครบถ้วนเท่านั้น ทำลายสินค้าแล้ว ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือไม่ ถ้าคุณดำเนินการทำลายถูกต้องตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด (แจ้งล่วงหน้า 30 วัน มีเอกสารและพยานครบ) จะไม่ถือว่าเป็นการขายสินค้า จึงไม่ต้องเสียภาษีขาย แต่ถ้าทำลายแบบเอกสารไม่ครบ สรรพากรจะถือว่าของขาดจากรายงาน ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นการขาย กิจการต้องนำส่ง VAT 7% คำนวณจากราคาตลาด ณ วันที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ควรปรึกษานักบัญชีก่อนลงมือทำลายเสมอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

CAPEX คืออะไร เข้าใจ CAPEX vs OPEX ถ้าบันทึกผิด ต้องเสียภาษีเพิ่ม

ซื้อเครื่องจักร 1 ล้านบาทแล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีเดียว ฟังดูง่าย แต่สรรพากรตรวจพบเมื่อไร ธุรกิจอาจต้องจ่ายภาษีย้อนหลังหลักแสน CAPEX กับ OPEX เป็นสองคำที่ผู้ประกอบการ SME ต้องแยกให้ออก เพราะการบันทึกบัญชีผิดหมวดจะส่งผลต่อการคำนวณกำไรและภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยตรง บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างพร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง เพื่อให้คุณบันทึกบัญชีได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก รายจ่ายฝ่ายทุน (CAPEX) คืออะไร CAPEX ย่อมาจาก Capital Expenditure หรือ รายจ่ายฝ่ายทุน คือเงินที่กิจการจ่ายเพื่อซื้อหรือปรับปรุงสินทรัพย์ที่ใช้งานได้นานเกิน 1 ปี ตัวอย่างเช่น เครื่องจักร อาคาร รถยนต์ หรือคอมพิวเตอร์ ในทางบัญชี CAPEX จะไม่ถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายทันทีทั้งก้อน แต่ต้องบันทึกเป็น สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ก่อน จากนั้นจึงทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานตามที่กฎหมายกำหนด ตัวอย่าง CAPEX ที่พบบ่อยใน SME ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) คืออะไร OPEX ย่อมาจาก Operating Expenditure หรือ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน คือรายจ่ายประจำที่ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อไปได้ในแต่ละวัน OPEX สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทันทีแบบเต็มจำนวนในงวดบัญชีที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องทยอยหักเหมือนกับ CAPEX ตัวอย่าง OPEX ที่พบบ่อยใน SME CAPEX กับ OPEX ต่างกันยังไง ความแตกต่างหลักคือ CAPEX ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา ส่วน OPEX สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันทีในปีนั้น สรุปง่าย ๆ คือ ถ้าซื้อของมาแล้วใช้งานได้นานเกิน 1 ปี มักจะเป็น CAPEX แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วหมดไปในงวดนั้น จะเป็น OPEX ตารางนี้เปรียบเทียบ 6 เกณฑ์สำคัญให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เกณฑ์ CAPEX (รายจ่ายฝ่ายทุน) OPEX (ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน) ลักษณะ ซื้อสินทรัพย์ใช้งานระยะยาว ค่าใช้จ่ายประจำวัน อายุการใช้งาน เกิน 1 ปี ใช้หมดในงวดนั้น บันทึกบัญชี บันทึกเป็นสินทรัพย์ บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย หักภาษี ทยอยหักผ่านค่าเสื่อมราคา หักทั้งจำนวนในปีนั้น ผลต่องบการเงิน ปรากฏในงบดุล ปรากฏในงบกำไรขาดทุน ตัวอย่าง เครื่องจักร, รถ, คอม ค่าเช่า, เงินเดือน, ค่าไฟ บันทึก CAPEX กับ OPEX ผิดหมวด SME เสียภาษีเพิ่มได้อย่างไร นี่คือจุดที่ผู้ประกอบการ SME หลายรายพลาดโดยไม่รู้ตัว การบันทึกรายจ่ายผิดหมวดระหว่าง CAPEX กับ OPEX ส่งผลต่อการเสีย ภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยตรง บันทึก CAPEX เป็น OPEX จะเกิดอะไรขึ้น สมมติบริษัท ก จำกัด ซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท แล้วบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่ซื้อ ขั้นที่ 1 เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่หักได้ในปีแรกถ้าบันทึกถูก (CAPEX) จะหักค่าเสื่อมราคาได้ 200,000 บาท (สมมติอายุ 5 ปี) แต่ถ้าบันทึกผิด (OPEX) กิจการจะหักไปเต็ม ๆ 1,000,000 บาท เท่ากับว่าหักค่าใช้จ่ายเกินจริงไปถึง 800,000 บาท ขั้นที่ 2 ผลกระทบทางภาษี (สมมติอัตรา 20%)ส่วนต่างที่หักเกินไป 800,000 บาท เมื่อคูณอัตราภาษี 20% เท่ากับว่ากิจการต้องจ่ายภาษีคืนให้สรรพากร 160,000 บาท (ยังไม่รวมเบี้ยปรับ 1-2 เท่า และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน) กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บย้อนหลังได้ 2 ปี หรือสูงสุด 5 ปี กรณีสงสัยว่าหลีกเลี่ยงภาษี (ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร) บันทึก OPEX เป็น CAPEX ก็เสียประโยชน์ กรณีกลับกัน ถ้านำค่าใช้จ่ายประจำไปบันทึกเป็นสินทรัพย์ กิจการจะหักค่าใช้จ่ายได้ช้าลง ทำให้กำไรสุทธิสูงกว่าความเป็นจริง ผลคือต้องเสียภาษีมากกว่าที่ควรจะต้องจ่ายในปีนั้น แม้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็เสียโอกาสทางภาษีไปฟรี ๆ วิธีตัดสินว่ารายจ่ายเป็น CAPEX หรือ OPEX การแยก CAPEX กับ OPEX ให้พิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ 1) ใช้งานได้นานเกิน 1 ปีหรือไม่ 2) มูลค่าสูงพอที่จะตั้งเป็นสินทรัพย์หรือไม่ และ 3) เป็นการซ่อมแซมปกติหรือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินทรัพย์เดิม ถ้าเข้าข่ายใช้งานยาวและเพิ่มมูลค่า ให้บันทึกเป็น CAPEX ก่อนบันทึกรายจ่ายแต่ละรายการ ลองตอบ 3 คำถามนี้เพื่อช่วยตัดสินใจ ถ้าคำตอบคือใช่ทั้ง 3 ข้อ ให้ รับรู้รายการสินทรัพย์ เป็น CAPEX แล้วทยอยตัดจ่ายผ่านค่าเสื่อมราคา ตัวอย่างที่ SME มักตัดสินใจผิด เช่น ค่าซ่อมแอร์สำนักงาน 8,000 บาท ถ้าเป็นการซ่อมให้กลับมาเย็นตามปกติ ถือเป็น OPEX หักค่าใช้จ่ายได้ทันที แต่ถ้าเปลี่ยนแอร์ตัวใหม่ 35,000 บาท ถือเป็น CAPEX เพราะเป็นสินทรัพย์ใหม่ที่ใช้งานได้หลายปี มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้องกับ CAPEX SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะใช้มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป (NPAEs) บทที่ 10 ว่าด้วยที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ มาตรฐานนี้กำหนดให้บันทึกสินทรัพย์ด้วยราคาทุน แล้วหักค่าเสื่อมราคาตามอายุที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ส่วนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นจะใช้มาตรฐาน TFRS ฉบับเต็ม ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องการตีราคาใหม่ แต่สำหรับ SME ทั่วไป NPAEs ก็ถือว่าครอบคลุมเพียงพอแล้ว วิธีบันทึกบัญชี CAPEX ที่ถูกต้อง เมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็น CAPEX ขั้นตอนบันทึกจะมี 2 ส่วนคือ บันทึกสินทรัพย์ตอนซื้อ และทยอยหักค่าเสื่อมราคาทุกสิ้นปี ตัวอย่าง ซื้อคอมพิวเตอร์ 50,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี บันทึกตอนซื้อDr. อุปกรณ์สำนักงาน 50,000Cr. เงินสด/ธนาคาร 50,000 บันทึกค่าเสื่อมราคาทุกสิ้นปี (วิธีเส้นตรง)ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 50,000 ÷ 5 ปี = 10,000 บาท/ปี การคิดค่าเสื่อมราคา คือการทยอยหักมูลค่าของสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายทีละปี วิธีเส้นตรงเป็นวิธีที่ SME ใช้บ่อยที่สุด เพราะคำนวณง่ายและหักเท่ากันทุกปี อายุการใช้งานตามกฎหมายไทย กฎหมายได้กำหนดอายุการใช้งานขั้นต่ำไว้สำหรับสินทรัพย์แต่ละประเภท (ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145) เช่น หมายเหตุ กิจการสามารถกำหนดอายุการใช้งานจริงได้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ห้ามน้อยกว่า ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดนโยบายที่เหมาะสมกับธุรกิจ การแยก CAPEX กับ OPEX ให้ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงทางภาษีได้อย่างมหาศาล จำไว้ว่า CAPEX คือรายจ่ายซื้อสินทรัพย์ระยะยาวที่ต้องทยอยหักค่าเสื่อม ส่วน OPEX คือค่าใช้จ่ายประจำที่หักได้ทันที การบันทึกผิดหมวดอาจทำให้กิจการถูกเรียกภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่รู้ตัว จัดการสินทรัพย์ให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรกด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ที่ช่วยบันทึกสินทรัพย์ถาวรและคำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ ลดความเสี่ยงจากการบันทึกผิดหมวด จัดการบัญชีครบจบในระบบเดียวได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CAPEX และ OPEX CAPEX ย่อมาจากอะไร CAPEX ย่อมาจาก Capital Expenditure แปลเป็นไทยว่า รายจ่ายฝ่ายทุน หมายถึงเงินลงทุนที่กิจการจ่ายเพื่อซื้อสินทรัพย์ระยะยาวเข้ามาใช้ประโยชน์ในธุรกิจ ซื้อคอมพิวเตอร์เป็น CAPEX หรือ OPEX ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละกิจการ ถ้ามูลค่าเกินเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด ให้บันทึกเป็นสินทรัพย์ (CAPEX) แล้วตัดจ่าย 3-5 ปี แต่ถ้ามูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ บางกิจการอาจเลือกบันทึกเป็น OPEX ได้เลย เช่ารถเป็น CAPEX หรือ OPEX ค่าเช่ารถถือเป็น OPEX เพราะกิจการไม่ได้เป็นเจ้าของรถคันนั้น จึงสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันที ซึ่งต่างจากการซื้อรถซึ่งต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์แล้วตัดจ่ายผ่านค่าเสื่อม 5 ปี CAPEX มีผลต่อภาษีอย่างไร CAPEX ทำให้กิจการหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทีละน้อยผ่านค่าเสื่อมราคา แทนที่จะหักทั้งก้อนในปีเดียว ข้อดีคือช่วยกระจายภาระภาษีให้สม่ำเสมอ แต่ผู้ประกอบการต้องวางแผนกระแสเงินสดให้ดี เพราะจ่ายเงินซื้อไปแล้วทั้งก้อนแต่กลับหักภาษีได้แค่ทีละปี บันทึก CAPEX ผิดไปแล้ว แก้ไขอย่างไร คุณต้องปรับปรุงรายการบัญชี (Adjusting Entry) โดยย้ายจากบัญชีค่าใช้จ่ายกลับไปเป็นบัญชีสินทรัพย์ แล้วเริ่มคิดค่าเสื่อมราคาใหม่ตั้งแต่วันที่ซื้อ หากข้อผิดพลาดนี้กระทบต่องบที่ยื่นไปแล้ว ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อยื่นแก้ไขงบการเงินและแบบภาษีให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

Inventory Management จัดการสต๊อกยังไง ไม่ให้ของหายและเงินจม

ของหาย นับสต๊อกไม่ตรง หรือสั่งซื้อของเข้ามามากเกินไปจนเงินจม ถ้าคุณกำลังเจอปัญหาแบบนี้อยู่ แปลว่าธุรกิจคุณต้องการระบบ Inventory Management เข้ามาช่วยจัดการด่วน ระบบจัดการสินค้าคงคลังช่วยให้คุณรู้ว่ามีของอะไรอยู่เท่าไร ต้องสั่งซื้อเมื่อไร และมีสินค้าตัวไหนค้างสต๊อกจนต้องรีบระบายออก บทความนี้จะพาคุณไปดูตั้งแต่ปัญหาที่ SME ต้องเจอ วิธีจัดการที่ใช้ได้ผลจริง ไปจนถึงสูตรวัดผลว่าสต๊อกของคุณทำงานได้ดีหรือกำลังมีปัญหา Inventory Management คืออะไร Inventory Management คือการบริหารสินค้าคงคลังทั้งหมดของธุรกิจ ตั้งแต่การสั่งซื้อ จัดเก็บ ติดตาม ไปจนถึงขายออก เป้าหมายหลักคือการมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า แต่ต้องไม่เก็บมากเกินไปจนเงินทุนจมอยู่ในคลัง พูดง่าย ๆ คือการบริหารให้มีของพอขาย แต่ไม่เหลือจนล้นโกดัง สินค้าคงคลังมีกี่ประเภท สินค้าคงคลังแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปอาจมีแค่สินค้าประเภทที่ 3 แต่ถ้าเป็นธุรกิจผลิตจะมีครบทั้ง 3 ประเภท ซึ่งต้องหาวิธีจัดการแยกกัน ทำไม SME ต้องจัดการสต๊อก สินค้าคงคลังคือเงินที่แปลงสภาพเป็นสิ่งของ ถ้าจัดการไม่ดี เงินทุนหมุนเวียนจะหายไปโดยที่คุณไม่รู้ตัว สมมติว่าร้านค้าออนไลน์สต๊อกสินค้าไว้มูลค่า 500,000 บาท แต่ขายได้เดือนละ 100,000 บาท เงินจำนวนนี้จะถูกล็อกอยู่ในสต๊อก และต้องรอถึง 5 เดือนกว่าจะหมุนกลับมาเป็นเงินสด ในขณะที่ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ยังคงเดินอยู่ทุกวัน การจัดการสต๊อกสินค้าที่ดีจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนของทุกธุรกิจ 5 ปัญหาสต๊อกที่ SME เจอบ่อย ก่อนจะไปดูวิธีแก้ปัญหา เรามาดูปัญหาเรื่องการจัดการสต๊อกที่ SME ไทยเจอบ่อยที่สุดกันก่อน ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วยระบบ Inventory Management ที่เหมาะสม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ราคาแพง แค่ปรับวิธีคิดให้ถูกก็เริ่มต้นได้แล้ว 4 วิธีจัดการสต๊อกให้ได้ผล ปัจจุบันมีเทคนิคมากมายที่ธุรกิจทั่วโลกใช้บริหารคลังสินค้า แต่ 4 วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะและนำมาปรับใช้กับ SME ไทยได้ง่ายที่สุด Just-in-Time (JIT) สั่งพอดีใช้ Just-in-Time คือการสั่งซื้อสินค้าเข้ามาเฉพาะตอนที่ต้องใช้จริง โดยไม่เก็บสต๊อกล่วงหน้าเอาไว้มากนัก เป้าหมายคือเพื่อลดต้นทุนการเก็บรักษาและลดปัญหาของค้างสต๊อก ตัวอย่างเช่น ร้านเบเกอรีที่สั่งแป้งและครีมมาทุกสัปดาห์ตามยอดสั่งจองของลูกค้า แทนที่จะสต็อกไว้เต็มโกดังเป็นเดือน วิธีนี้เหมาะกับธุรกิจที่ซัพพลายเออร์สามารถส่งของได้เร็ว และมีความต้องการสินค้าจากลูกค้าค่อนข้างคงที่ แต่จะไม่เหมาะกับร้านค้าที่ยอดขายผันผวนรุนแรง หรือซัพพลายเออร์ส่งของล่าช้าบ่อย ๆ EOQ สั่งซื้อเท่าไรถึงคุ้ม EOQ (Economic Order Quantity) คือสูตรการคำนวณหาปริมาณสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างต้นทุนค่าสั่งซื้อกับต้นทุนค่าเก็บรักษา สูตร EOQ คือ รากที่สองของ (2 คูณ ความต้องการต่อปี คูณ ต้นทุนการสั่งซื้อ หารด้วย ต้นทุนค่าเก็บรักษา) ตัวอย่างเช่น ร้านค้าปลีกแห่งหนึ่งขายสินค้า ก ได้ 1,200 ชิ้นต่อปี ต้นทุนสั่งซื้อครั้งละ 500 บาท และมีค่าเก็บรักษาชิ้นละ 10 บาทต่อปี เมื่อเข้าสูตรคำนวณจะได้ผลลัพธ์ประมาณ 346 ชิ้นต่อครั้ง หมายความว่าการสั่งซื้อครั้งละ 346 ชิ้น จะทำให้กิจการประหยัดต้นทุนรวมได้มากที่สุด Safety Stock เผื่อของไว้แค่ไหนดี Safety Stock คือการเก็บสต๊อกสำรองไว้เผื่อกรณีที่ของมาช้า หรือมียอดขายพุ่งกระฉูดกว่าปกติ สูตรคำนวณแบบง่าย ๆ คือ นำยอดขายสูงสุดต่อวันมาลบกับยอดขายเฉลี่ยต่อวัน จากนั้นนำไปคูณด้วยระยะเวลาการจัดส่ง ตัวอย่างเช่น สินค้า ข ขายเฉลี่ย 10 ชิ้นต่อวัน แต่วันที่ขายดีสุดขายได้ 15 ชิ้น และใช้เวลาจัดส่ง 7 วัน จะคำนวณได้ว่า (15 ลบ 10) คูณ 7 เท่ากับ 35 ชิ้น หมายความว่าร้านนี้ควรมีสต๊อกสำรองอย่างน้อย 35 ชิ้นเก็บไว้เสมอ เพื่อป้องกันของขาดสต๊อกในช่วงที่ขายดี ABC Analysis แบ่งสินค้าตามความสำคัญ ABC Analysis คือการแบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่มตามสัดส่วนมูลค่าที่ทำรายได้ เพื่อให้ผู้บริหารรู้ว่าสินค้าตัวไหนต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด หลักการสำคัญคือของมูลค่าสูงต้องได้รับการดูแลเยอะ ส่วนของมูลค่าต่ำให้ดูแลน้อยลง เพราะทรัพยากรด้านเวลาและบุคลากรของเรามีจำกัด วัดผลด้วย Inventory Turnover เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการจัดการสต๊อกสินค้าของกิจการเราทำได้ดีหรือไม่ ตัวเลขสำคัญที่ต้องนำมาดูคือ Inventory Turnover Ratio Inventory Turnover คืออัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าคงคลังถูกขายออกและเติมเข้ากี่รอบในช่วงเวลาหนึ่ง ยิ่งตัวเลขนี้สูง ยิ่งแปลว่าสินค้าหมุนเวียนออกจากคลังได้เร็ว สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่างจริง Inventory Turnover เท่ากับ ต้นทุนสินค้าขาย หารด้วย สินค้าคงคลังเฉลี่ย ตัวอย่างเช่น ร้านค้า ก มีต้นทุนสินค้าขายทั้งปี 3,000,000 บาท มีสินค้าคงคลังต้นปีมูลค่า 600,000 บาท และปลายปีมูลค่า 400,000 บาท (ทำให้สินค้าคงคลังเฉลี่ยคือ 500,000 บาท) เมื่อนำ 3,000,000 หารด้วย 500,000 จะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 6 รอบต่อปี หมายความว่าสินค้าของร้านนี้มีการหมุนเวียน 6 รอบต่อปี หรือเฉลี่ยทุก 2 เดือนสต๊อกจะถูกขายจนหมดและถูกเติมเข้าไปใหม่ ซึ่งตัวเลขต้นทุนและสินค้าคงคลังเหล่านี้ สามารถดึงได้จากงบกำไรขาดทุนและงบดุลที่โปรแกรมบัญชีสร้างให้อัตโนมัติ เคล็ดลับ: หากต้องการให้ตัวเลขเหล่านี้แม่นยำยิ่งขึ้น คุณควรมี เอกสารบัตรสต๊อกสินค้า (Stock Card) ที่จดบันทึกการเข้าออกแบบรายวันด้วย ตัวเลขเท่าไรถึงจะถือว่าดี ตัวเลขผลลัพธ์ที่ดีจะขึ้นอยู่กับประเภทของแต่ละธุรกิจด้วย ตัวอย่างเช่น ร้านค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ควรอยู่ที่ 8-12 รอบต่อปี ธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วไปควรอยู่ที่ 6-10 รอบต่อปี ส่วนอุตสาหกรรมผลิตควรอยู่ที่ 4-8 รอบต่อปี ถ้าพบว่าตัวเลขของกิจการคุณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม แสดงว่าอาจมีสินค้าค้างสต๊อกมากเกินไป ต้องกลับไปตรวจดูว่ามีสินค้าตัวไหนที่ควรจัดโปรโมชันเพื่อระบายออกบ้าง ระบบสต๊อกเชื่อมบัญชี ลดงานซ้ำได้อย่างไร เรื่องการจัดการสต๊อกกับงานบัญชีเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ SME หลายรายมักจัดการแยกส่วนกัน เช่น บันทึกสต๊อกใน Excel ส่วนงานบัญชีไปทำในอีกโปรแกรม ทำให้ข้อมูลไม่เคยตรงกันและพนักงานต้องเสียเวลาทำงานซ้ำซ้อน สต๊อกกระทบงบการเงินตรงไหน สินค้าคงคลังจะไปปรากฏอยู่ในงบการเงิน 2 จุดสำคัญ จุดที่ 1 งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล): สินค้าถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน ยิ่งสต๊อกเยอะ ตัวเลขสินทรัพย์ก็จะสูงตาม แต่ไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป เพราะนั่นคือเงินสดที่คุณยังนำออกมาใช้ไม่ได้จุดที่ 2 งบกำไรขาดทุน: สินค้าเกี่ยวข้องกับต้นทุนขายโดยตรง ตามมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป (NPAEs) การตีมูลค่าสินค้าคงเหลือต้องใช้วิธี FIFO หรือวิธีถัวเฉลี่ยเท่านั้น ไม่สามารถใช้วิธี LIFO ได้ ซึ่งจะส่งผลต่อตัวเลขกำไรสุทธิที่คุณต้องนำไปเสียภาษี ใช้โปรแกรมบัญชีจัดการสต๊อกในที่เดียว ถ้าระบบ Inventory Management สามารถเชื่อมต่อกับบัญชีได้ เมื่อบันทึกขายสินค้า 1 รายการ ระบบจะวิ่งไปตัดสต๊อกให้โดยอัตโนมัติ พร้อมคำนวณต้นทุนสินค้าขายและอัปเดตยอดของที่เหลืออยู่ทันที โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK รองรับการบันทึกซื้อขายและตัดสต๊อกอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลสินค้าคงคลังและข้อมูลบัญชีตรงกันเสมอ ช่วยลดงานคีย์ซ้ำและข้อผิดพลาด และหากธุรกิจของคุณต้องออก ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เป็นประจำ ก็สามารถสร้างเอกสารและเชื่อมข้อมูลเข้าคลังได้ในระบบเดียว ระบบการจัดการสต๊อกสินค้าไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด คุณสามารถเริ่มจากการรับรู้ปัญหาของธุรกิจตัวเอง เลือกวิธีจัดการที่เหมาะสม และหมั่นวัดผลรอบการหมุนเวียนเป็นประจำ สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรทำตั้งแต่วันนี้ คือการนับของจริงเทียบกับข้อมูลในระบบ จัดกลุ่มสินค้าแบบ ABC Analysis และคำนวณหาอัตราการหมุนเวียนเพื่อให้เห็นภาพรวมธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกเอกสารซื้อขาย ตัดสต๊อกอัตโนมัติ และดูภาพรวมสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ โดยข้อมูลทั้งหมดจะเชื่อมโยงกับระบบบัญชีโดยที่พนักงานไม่ต้องมาคีย์งานซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วเริ่มจัดการระบบบริหารคลังสินค้าอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Inventory Management Inventory Management ต่างจาก Warehouse Management อย่างไร Inventory Management เน้นบริหารในมุมของจำนวนและมูลค่าสินค้า เช่น ต้องสั่งซื้อเท่าไร เก็บไว้เท่าไร ขายไปเท่าไร ส่วน Warehouse Management จะเน้นบริหารพื้นที่และขั้นตอนทางกายภาพในคลังสินค้า เช่น จะวางของตรงไหน หรือใช้เส้นทางไหนในการหยิบสินค้าให้เร็วที่สุด SME ขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์จัดการสต๊อกหรือไม่ ถ้ามีสินค้าน้อยกว่า 20 รายการ การใช้แผ่นงาน Excel อาจยังเพียงพอ แต่ถ้าเริ่มมีมากกว่า 20 รายการขึ้นไป การนับและกรอกด้วยมือจะเริ่มเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย การใช้โปรแกรมเข้ามาช่วยจะประหยัดเวลาและลดข้อผิดพลาดได้มหาศาล โดยเฉพาะร้านที่ขายผ่านออนไลน์หลายช่องทางพร้อมกัน FIFO กับ LIFO ต่างกันอย่างไร FIFO (First In, First Out) คือการนำของที่เข้าคลังก่อนไปขายออกก่อน เหมาะกับสินค้าที่มีวันหมดอายุ ส่วน LIFO (Last In, First Out) คือการเอาของใหม่ที่เพิ่งเข้ามาไปขายก่อน อย่างไรก็ตาม มาตรฐานบัญชีไทยไม่อนุญาตให้ใช้ LIFO ดังนั้น SME ไทยจึงควรใช้วิธี FIFO หรือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเท่านั้น Inventory Turnover ยิ่งสูงยิ่งดีเสมอไปหรือไม่ โดยทั่วไปยิ่งตัวเลขสูงยิ่งเป็นเรื่องดี แต่ถ้าสูงมากเกินไปอาจหมายความว่าคุณมีสต๊อกน้อยเกินไปจนเสี่ยงของขาด ลูกค้าสั่งแล้วต้องให้รอของนาน ควรดูตัวเลขนี้ควบคู่กับอัตราการขาดสต๊อก (Stockout Rate) ถ้าอัตราหมุนเวียนสูงแต่ของไม่เคยขาดสต๊อกเลย แปลว่าคุณจัดการคลังได้ดีเยี่ยม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

Stock Card คืออะไร ทำไม SME ต้องมีบัตรสต๊อกสินค้า

ผู้ประกอบการหลายคนมักเก็บสต๊อกสินค้าไว้เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่เคยมีเอกสารติดตามเลยว่าของแต่ละตัวเข้าออกจำนวนเท่าไร ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องการบริหารจัดการภายในที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ถ้าวันหนึ่งสรรพากรเข้ามาตรวจคลังสินค้าแล้วยอดของจริงไม่ตรงกับตัวเลขในงบการเงิน Stock Card หรือบัตรสต๊อกสินค้า คือเครื่องมือสำคัญที่ใช้บันทึกการเคลื่อนไหวของสินค้าแต่ละรายการ ตั้งแต่รับเข้า จ่ายออก จนถึงจำนวนคงเหลือ โดยในบทความนี้จะพาคุณมาเข้าใจการทำสต๊อกการ์ดในทุกมุม ตั้งแต่ความหมาย องค์ประกอบ วิธีกรอก ไปจนถึงการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการใช้ Excel กับโปรแกรมบัญชี Stock Card (บัตรสต๊อกสินค้า) คืออะไร บัตรสต๊อกสินค้า (Stock Card) คือเอกสารที่ใช้บันทึกการรับเข้าและจ่ายออกของสินค้าแต่ละรายการ โดยมีหน้าที่แสดงจำนวนและมูลค่าคงเหลือให้เป็นปัจจุบันเสมอ เปรียบเสมือนสมุดบัญชีเงินฝากของสินค้าแต่ละตัว ที่บอกเราได้ทันทีว่าตอนนี้มีของเหลือกี่ชิ้นและมีมูลค่ารวมเท่าไร กิจการที่มีสินค้าคงเหลือเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจควรจัดทำบัตรสต๊อกอย่างเคร่งครัด เช่น ร้านค้าออนไลน์ ธุรกิจซื้อมาขายไป หรือโรงงานผลิต Stock Card กับ Bin Card ต่างกันตรงไหน หลายคนมักสับสนระหว่างสองคำนี้ ข้อแตกต่างคือ Stock Card จะบันทึกทั้งจำนวนและมูลค่าต้นทุนของสินค้า ส่วน Bin Card จะบันทึกเฉพาะจำนวนชิ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยปกติฝ่ายบัญชีจะดูแล Stock Card ในขณะที่ฝ่ายคลังสินค้าจะดูแล Bin Card ทำไม SME ต้องมีบัตรสต๊อกสินค้า เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของภาษี เมื่อสรรพากรเข้าตรวจสอบกิจการ สิ่งแรก ๆ ที่มักจะตรวจคือการนำตัวเลขสินค้าคงเหลือในงบการเงินมาเทียบกับปริมาณสต๊อกที่มีอยู่จริงในคลัง สรรพากรตรวจสต๊อกอย่างไร กรมสรรพากรมีอำนาจตรวจสอบสินค้าของกิจการตามประมวลรัษฎากร โดยจะเปรียบเทียบข้อมูล 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ตัวเลขในงบการเงิน ปริมาณของจริงในคลัง และเอกสารการซื้อขาย ถ้ายอดของจริงน้อยกว่าในบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ สรรพากรอาจตั้งข้อสังเกตว่ากิจการขายสินค้าออกไปแล้วแต่จงใจไม่หลีกเลี่ยงการบันทึกรายได้ กรณีนี้อาจนำไปสู่การประเมินภาษีเพิ่มตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ในทางปฏิบัติ กิจการที่มีบัตรสต๊อกครบถ้วนจะสามารถชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ได้ง่ายกว่ามาก เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าสินค้าเข้าออกเมื่อไร จำนวนเท่าไร และตรงกับเอกสารใบเสร็จหมายเลขอะไร ประโยชน์ทางธุรกิจนอกเหนือจากเรื่องภาษี นอกจากเรื่องภาษีแล้ว บัตรสต๊อกยังช่วยแก้ปัญหาและติดปีกให้ธุรกิจได้อีกหลายด้าน องค์ประกอบของ Stock Card ที่ถูกต้องมีอะไรบ้าง บัตรสต๊อกที่ดีต้องมีข้อมูลครบถ้วนและเพียงพอสำหรับการตรวจสอบย้อนหลัง รายละเอียดมาตรฐานที่ต้องระบุมีดังนี้ ข้อมูลที่ต้องมี คำอธิบาย ชื่อสินค้า ระบุชื่อเต็ม เช่น ขนาด สี รุ่น รหัสสินค้า (SKU) รหัสเฉพาะที่ตั้งให้สินค้าแต่ละตัว ไม่ซ้ำกัน หน่วยนับ ชิ้น กล่อง กิโลกรัม ลิตร วันที่ทำรายการ วันที่รับเข้า หรือ วันที่จ่ายออก เลขที่เอกสาร เลขที่ใบรับสินค้า ใบส่งของ หรือใบกำกับภาษี จำนวนรับเข้าและจ่ายออก จำนวนที่รับเข้า หรือตัดออกจากคลัง ยอดคงเหลือ จำนวนที่เหลือหลังหักลบทำรายการ ราคาต่อหน่วย ต้นทุนต่อหน่วย (อิงตามวิธีตีราคาที่ธุรกิจเลือก) มูลค่ารวม ยอดคงเหลือคูณด้วยราคาต่อหน่วย ธุรกิจส่วนใหญ่มักเลือกคำนวณต้นทุนต่อหน่วย (ราคาต่อหน่วย) ด้วยวิธี FIFO หรือถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ซึ่งเป็นวิธีที่มาตรฐานบัญชี TAS 2 ยอมรับ หากคุณยังไม่แน่ใจว่ากิจการควรใช้วิธีไหน สามารถอ่านเปรียบเทียบได้ที่ ตีราคาสินค้าคงเหลือ FIFO vs ถัวเฉลี่ย วิธีทำ Stock Card ที่ถูกต้อง การจัดทำบัตรสต๊อกให้ถูกต้องมี 4 ขั้นตอนหลักที่ทำตามได้ทันที เคล็ดลับ: พยายามบันทึกทุกรายการในวันเดียวกับที่เกิดการเคลื่อนไหวจริง ยิ่งปล่อยเอกสารค้างไว้นาน ยิ่งเสี่ยงต่อการลืมและเกิดข้อผิดพลาด โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวของสินค้าทุกวัน ควรกำหนดให้พนักงานบัญชีหรือคลังสินค้าบันทึกข้อมูลให้เสร็จก่อนเลิกงาน ตัวอย่างการกรอก Stock Card ด้วยวิธี FIFO เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูตัวอย่างร้านขายอุปกรณ์สำนักงาน ที่ต้องการบันทึกการเข้าออกของกระดาษ A4 (รหัส SKU: PAP-A4-001) โดยใช้วิธีตีราคาแบบเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) วันที่ เอกสาร รายการ รับเข้า ราคา/หน่วย จ่ายออก คงเหลือ มูลค่าคงเหลือ 1 ก.ค. – ยอดยกมา – – – 50 5,000 5 ก.ค. INV-0045 ซื้อเข้า 100 105 – 150 15,500 12 ก.ค. SO-0112 ขายออก – – 30 120 12,500 20 ก.ค. INV-0051 ซื้อเข้า 80 110 – 200 21,300 28 ก.ค. SO-0120 ขายออก – – 50 150 16,300 จากตัวอย่าง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ร้านจะมีกระดาษ A4 เหลือ 150 รีม มูลค่าต้นทุนรวม 16,300 บาท ตัวเลขนี้สามารถดึงไปใช้ประกอบการทำงบการเงินได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาไปนับของใหม่ทั้งหมดตอนสิ้นปี ที่สำคัญคือ ถ้าสรรพากรเข้ามาสุ่มตรวจ กิจการสามารถนำบัตรสต๊อกใบนี้แสดงให้ดูได้เลยว่า สินค้าเข้าออกตรงกับใบเสร็จเลขที่เท่าไรบ้าง (เช่น INV-0045 หรือ SO-0112) ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงใบกำกับภาษีได้ทุกรายการ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำบัตรสต๊อก ข้อผิดพลาดเหล่านี้มักจะทำให้บัตรสต๊อกขาดความน่าเชื่อถือ และสร้างปัญหาหนักตอนที่ต้องชี้แจงกับสรรพากร ซึ่งหลายข้อคุณสามารถป้องกันได้ง่าย ๆ ถ้ารู้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นวางระบบ Stock Card ทำเอง (Excel) หรือใช้โปรแกรมบัญชีแบบไหนดีกว่ากัน สำหรับ SME ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นทำสต๊อกการ์ดด้วยวิธีไหนดี นี่คือข้อเปรียบเทียบระหว่างการใช้โปรแกรมตารางคำนวณกับการใช้ระบบบัญชีคลาวด์ เกณฑ์เปรียบเทียบ Excel โปรแกรมบัญชี (เช่น PEAK) ต้นทุน ฟรี (ถ้าคอมพิวเตอร์มีโปรแกรมอยู่แล้ว) มีค่าใช้จ่ายเป็นแพ็กเกจรายเดือนหรือรายปี การตั้งค่า ต้องเสียเวลาออกแบบเทมเพลตเอง มีฟอร์มมาตรฐาน พร้อมใช้งานทันที การบันทึกรายการ ต้องกรอกข้อมูลเองทุกครั้งที่มีการซื้อขาย เชื่อมกับเอกสารซื้อขายและอัปเดตอัตโนมัติ การคำนวณยอด ต้องตั้งสูตรเอง ซึ่งเสี่ยงต่อการพิมพ์ผิด ระบบคำนวณให้อัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาด ความเหมาะสม กิจการที่มีสินค้าเพียง 10-20 รายการ กิจการที่มีสินค้าตั้งแต่ 20 รายการขึ้นไป การใช้ Excel เหมาะกับธุรกิจเปิดใหม่ที่มีสินค้าไม่กี่รายการ แต่เมื่อคุณเริ่มมีสินค้าหลากหลายขึ้น การใช้โปรแกรมบัญชีจะช่วยลดงานคีย์ซ้ำและลดโอกาสผิดพลาดจากมนุษย์ (Human error) ได้มหาศาล ข้อดีที่สำคัญที่สุดของโปรแกรมบัญชีคือ เมื่อคุณออกใบแจ้งหนี้หรือบันทึกบิลซื้อ ระบบจะวิ่งไปอัปเดตบัตรสต๊อกให้เองโดยอัตโนมัติ ทำให้คุณไม่ต้องเปิดไฟล์แยกหลาย ๆ ไฟล์มากรอกข้อมูลซ้ำ บัตรสต๊อกคือเอกสารแผ่นเล็ก ๆ ที่ช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ระดับภาษีได้ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจ SME ควรลงมือทำตั้งแต่วันนี้ คือการกำหนดรหัสสินค้าให้ชัดเจน เริ่มบันทึกยอดรับเข้าจ่ายออก และหมั่นตรวจนับของจริงในคลังอย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออก Stock Card ให้คุณอัตโนมัติ ทันทีที่คุณบันทึกเอกสารซื้อขาย ระบบจะอัปเดตยอดคงเหลือและมูลค่าต้นทุนให้ทันที คุณจึงไม่ต้องเสียเวลาผูกสูตรหรือกลัวตัวเลขผิดพลาด พร้อมมีรายงานสต๊อกที่ใช้ปิดงบและเตรียมรับการตรวจสอบได้ตลอดเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน แล้วเริ่มจัดระบบหลังบ้านให้เป็นมืออาชีพ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Stock Card Stock Card ต้องเก็บรักษากี่ปี เอกสารที่เกี่ยวกับบัญชีและภาษีต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันยื่นแบบภาษี บัตรสต๊อกก็ควรเก็บไว้ 5 ปีเช่นกัน เพราะสรรพากรอาจขอเรียกดูย้อนหลังได้ หากกิจการจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล ควรสำรองข้อมูล (Backup) ไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เพื่อป้องกันไฟล์เสียหาย ธุรกิจแบบไหนจำเป็นต้องทำ Stock Card ทุกธุรกิจที่มีสินค้าคงเหลือแสดงอยู่ในงบการเงินควรทำบัตรสต๊อก โดยเฉพาะธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และโรงงานผลิต ส่วนธุรกิจบริการที่ไม่มีการเก็บสินค้าคงเหลือ เช่น สำนักงานบัญชีหรือที่ปรึกษา ไม่มีความจำเป็นต้องทำเอกสารนี้ สรรพากรตรวจ Stock Card จริงหรือไม่ จริง สรรพากรมีอำนาจขอเข้าตรวจนับสินค้า ณ สถานประกอบการได้ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมไว้เสมอคือ บัตรสต๊อกที่อัปเดตครบถ้วน เอกสารการซื้อขายที่ตัวเลขตรงกับในบัตร และยอดมูลค่าที่ตรงกับงบการเงินที่ส่งให้รัฐ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีจัดการและตีราคาตามหลักบัญชีที่ SME ต้องรู้

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไร ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือไม่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต๊อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนและภาษีที่คุณต้องจ่าย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องสินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อนับสต๊อกแล้วตัวเลขผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำที่สุด สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่าย ๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในสายการผลิต สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปมักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่ามาก วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่สรรพากรยอมรับ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปและสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก วิธี FIFO (First-In, First-Out) FIFO คือวิธีตีราคาที่สมมติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือสั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม จะคำนวณได้ดังนี้ ข้อแนะนำ: สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจนอย่างอาหารหรือเครื่องสำอาง FIFO จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และการจัดการผลต่าง การตรวจนับสต๊อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที สินค้าขาดหรือเกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริงไม่ตรงกับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานโดยไม่มีหลักฐานชี้แจงที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการที่จดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด จัดการอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่า (NRV) ตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย หากคำนวณแล้วพบว่า NRV ต่ำกว่าต้นทุนเดิม กิจการต้องบันทึกเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลงเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบให้ครบถ้วน ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย เพื่อให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ผลกระทบของสต๊อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต๊อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนทันที ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าความแม่นยำของข้อมูลสินค้าเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ หมายเหตุ: นอกจากการตีราคาและการบริหารสต๊อกแล้ว การเลือก “ระบบบันทึกบัญชี” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณต้องการทราบว่าระบบบันทึกแบบ Perpetual และ Periodic มีการลงบันทึกเดบิต-เครดิตต่างกันอย่างไร สามารถอ่านบทความเจาะลึกของเราได้ที่ เจาะลึกบัญชี Perpetual vs Periodic พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก หัวใจสำคัญคือการเลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ ใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ และบันทึกรายการปรับปรุงให้ถูกต้องตามความเป็นจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต๊อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต๊อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์จัดการสต๊อกที่เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบันมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง แต่ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับให้ใช้งานได้ อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี คำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสต๊อกเฉลี่ย ยิ่งตัวเลขสูงแปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของสภาพคล่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

จัดซื้อจัดจ้าง คืออะไร คู่มือวางระบบ PR PO GR AP Payment สำหรับ SME

สินค้าหายจากคลังโดยไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนสั่งซื้อ หรือใบแจ้งหนี้มีราคาสูงกว่าที่ตกลงกันไว้แต่กลับถูกจ่ายเงินออกไปแล้ว ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในธุรกิจ SME ที่ยังไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจ 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่การจัดทำใบขอซื้อ (PR) ไปจนถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน พร้อมเช็กลิสต์เอกสารสำคัญ วิธีการวางระบบควบคุมภายใน (Internal Control) เพื่อป้องกันการทุจริต และแนวทางการเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีอัตโนมัติ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) คืออะไร จัดซื้อจัดจ้าง คือกระบวนการทั้งหมดที่ธุรกิจใช้ในการจัดหาสินค้า วัตถุดิบ หรืองานบริการจากภายนอกเข้ามาใช้งานในองค์กร ครอบคลุมตั้งแต่การระบุความต้องการ การค้นหาและคัดเลือกผู้จำหน่าย การเจรจาต่อรองราคา การออกเอกสารสั่งซื้อ การตรวจรับมอบของ ไปจนถึงการตั้งหนี้และการจ่ายเงินชำระหนี้ ทุกขั้นตอนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องมีเอกสารประกอบและมีสายการอนุมัติกำกับอย่างรัดกุม ธุรกิจขนาดใหญ่มักจะมีระบบซอฟต์แวร์จัดการกระบวนการนี้โดยเฉพาะ แต่ SME จำนวนมากยังคงใช้การสั่งงานด้วยวาจาหรือจดบันทึกลงสมุด ซึ่งเปิดช่องโหว่ให้เกิดความผิดพลาดและเสี่ยงต่อการทุจริตได้ง่าย จัดซื้อจัดจ้าง vs จัดซื้อ vs จัดหา ต่างกันอย่างไร คำศัพท์ทั้งสามคำนี้มักถูกนำมาใช้ปะปนกัน แต่ในทางบริหารจัดการมีขอบเขตการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คำศัพท์ ขอบเขตหน้าที่ ตัวอย่างการทำงาน จัดหา (Sourcing) ค้นหา เปรียบเทียบคุณสมบัติ และคัดเลือกคู่ค้า เปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขของร้านจำหน่ายกระดาษ A4 จำนวน 3 ร้านก่อนตัดสินใจเลือก จัดซื้อ (Purchasing) ขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าตามเอกสารที่ได้รับอนุมัติ การเปิดใบสั่งซื้อ (PO) ซื้อกระดาษ A4 จำนวน 50 รีม ตามสเปกที่ตกลงไว้ จัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) ครอบคลุมวงจรทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่แผนกขอใช้งานเปิดใบขอซื้อ ตรวจสอบผู้ขาย ออกเอกสาร ตรวจรับของ ไปจนถึงการจ่ายเงินและบันทึกบัญชี สรุปให้เข้าใจง่าย จัดซื้อจัดจ้างคือภาพรวมของทั้งระบบ ส่วนการจัดหาและการจัดซื้อเป็นเพียงขั้นตอนย่อยที่อยู่ภายใต้กระบวนการนี้ ทำไม SME ต้องวางระบบจัดซื้อ ธุรกิจที่ขาดระบบจัดซื้อที่เป็นมาตรฐาน มักต้องเผชิญกับปัญหาหลัก 3 ประการ การวางระบบจัดซื้อจัดจ้างจะช่วยอุดช่องโหว่ทั้ง 3 ด้านนี้ได้พร้อมกัน โดยใช้เอกสารหลักฐานและลำดับขั้นการอนุมัติเข้ามาเป็นเครื่องมือควบคุม 5 ขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างมาตรฐาน การจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์สำนักงาน หรือการจ้างบริการภายนอก จะต้องดำเนินผ่าน 5 ขั้นตอนตามมาตรฐาน PR PO GR AP และ Payment ลำดับขั้นตอน เอกสารหลัก ผู้รับผิดชอบ เป้าหมายสำคัญ 1. ขอซื้อ (PR) ใบขอซื้อ ผู้ใช้งานหรือแผนกต้นทาง ระบุความต้องการและตรวจสอบงบประมาณ 2. สั่งซื้อ (PO) ใบสั่งซื้อ ฝ่ายจัดซื้อ ตกลงราคา ปริมาณ และเงื่อนไขกับผู้ขาย 3. รับสินค้า (GR) ใบรับสินค้า แผนกคลังสินค้าหรือผู้ตรวจรับ ตรวจนับสินค้าให้ถูกต้องตรงตามสเปกและจำนวน 4. ตั้งหนี้ (AP) ใบแจ้งหนี้ + 3-Way Match ฝ่ายบัญชี ตรวจสอบเอกสาร 3 ฝ่ายให้ตรงกันก่อนอนุมัติตั้งหนี้ 5. จ่ายเงิน (Payment) ใบสำคัญจ่าย ฝ่ายการเงิน ชำระเงินตามรอบเครดิตและปิดวงจรบัญชี ขั้นที่ 1 ใบขอซื้อ (Purchase Requisition) จุดเริ่มต้นควบคุมงบ ใบขอซื้อ (PR) คือเอกสารภายในที่พนักงานหรือแผนกที่ต้องการใช้งานสิ่งของ ใช้สำหรับแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการก่อนที่จะเกิดการสั่งซื้อจริง เช่น แผนกการตลาดต้องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์พกพาใหม่ 3 เครื่อง จะต้องจัดทำเอกสาร PR ระบุรายละเอียดคุณสมบัติ จำนวน วัตถุประสงค์การใช้งาน และงบประมาณโดยประมาณ เพื่อส่งให้หัวหน้างานพิจารณาอนุมัติ PR ช่วยให้ผู้บริหารสามารถคัดกรองได้ตั้งแต่ต้นว่า รายการที่ขอนั้นมีความจำเป็นต่อธุรกิจจริงหรือไม่ และอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณที่วางไว้หรือไม่ ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังฝ่ายจัดซื้อ ขั้นที่ 2 ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เอกสารผูกพันกับผู้ขาย หลังจากใบขอซื้อได้รับการอนุมัติ ฝ่ายจัดซื้อจะดำเนินการคัดเลือกผู้ขาย ต่อรองราคา และจัดทำ ใบสั่งซื้อ (PO) ส่งมอบให้แก่ผู้ขายเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อ เอกสาร PO จะระบุรายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย เงื่อนไขการชำระเงิน (เครดิตเทอม) สถานที่จัดส่ง และกำหนดวันส่งมอบไว้อย่างชัดเจน โดย PO ทำหน้าที่เสมือนสัญญาซื้อขายทางธุรกิจ หากผู้ขายส่งมอบสินค้าไม่ตรงตามที่ระบุใน PO กิจการมีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะปฏิเสธการรับมอบได้ ขั้นที่ 3 ใบรับสินค้า (Goods Receipt) ตรวจรับให้ตรงสเปก เมื่อผู้ขายนำสินค้ามาส่งมอบ เจ้าหน้าที่คลังสินค้าหรือผู้มีหน้าที่ตรวจรับ จะต้องทำการตรวจสอบสินค้าจริงเทียบกับใบสั่งซื้อ (PO) ทั้งในแง่ของจำนวน สภาพความสมบูรณ์ และคุณสมบัติของสินค้า จากนั้นจึงจัดทำ ใบรับสินค้า (GR) หรือเซ็นรับรองในใบส่งของ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันปัญหาสินค้าสูญหายระหว่างทาง หรือการรับมอบสินค้าชำรุดเข้ามาเก็บไว้ในคลัง ขั้นที่ 4 ตั้งหนี้และตรวจสอบ (Accounts Payable) เทคนิค 3-Way Matching เมื่อฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีจากผู้ขาย จะต้องนำเอกสารมาผ่านการตรวจสอบด้วยเทคนิค 3-Way Matching ซึ่งเป็นการนำเอกสารหลัก 3 ฉบับมาตรวจทานความสอดคล้องกัน เอกสารที่นำมาเทียบ จุดที่ต้องตรวจสอบความถูกต้อง ใบสั่งซื้อ (Purchase Order – PO) รายการสินค้า ราคาต่อหน่วย จำนวน และเงื่อนไขการค้าที่ตกลงไว้ ใบรับสินค้า (Goods Receipt – GR) จำนวนสินค้าที่ได้รับจริงและสภาพความสมบูรณ์ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ยอดเงินรวมและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ หากเอกสารทั้ง 3 ฉบับมีข้อมูลตรงกัน ฝ่ายบัญชีจึงจะสามารถบันทึกตั้งเป็น เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) ได้ แต่หากพบว่าตัวเลขไม่ตรงกัน จะต้องระงับการตั้งหนี้ไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ ตัวอย่างการคำนวณและบันทึกบัญชีตั้งหนี้: บริษัท ก จำกัด สั่งซื้อวัตถุดิบมูลค่า 10,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) เมื่อตรวจรับของและเอกสารตรงกัน ฝ่ายบัญชีจะบันทึกรายการดังนี้ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่าสินค้าก่อนภาษี — 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) 10,000 × 7% 700 บาท ยอดหนี้รวมที่ต้องชำระ 10,000 + 700 10,700 บาท การบันทึกบัญชีตั้งหนี้ในสมุดรายวันซื้อ:Dr. ซื้อวัตถุดิบ (หรือต้นทุนสินค้า) 10,000 บาทDr. ภาษีซื้อ 700 บาทCr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาท ขั้นที่ 5 จ่ายเงิน (Payment) ปิดวงจรบัญชี เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามรอบเครดิตเทอม ฝ่ายการเงินจะจัดทำ ใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) พร้อมแนบหลักฐานการโอนเงินหรือเช็คธนาคาร และส่งมอบให้ฝ่ายบัญชีบันทึกปิดบัญชีเจ้าหนี้การค้า การบันทึกบัญชีจ่ายชำระหนี้:Dr. เจ้าหนี้การค้า 10,700 บาทCr. เงินฝากธนาคาร (หรือเงินสด) 10,700 บาท การมีเอกสารกำกับครบถ้วนตั้งแต่ขั้นตอน PR จนถึง Payment ช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Audit Trail) ได้ทุกรายการอย่างโปร่งใส Checklist เอกสารจัดซื้อจัดจ้างสำหรับ SME เพื่อให้ระบบจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรมีความสมบูรณ์ ธุรกิจควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 รายการนี้ให้พร้อมในแฟ้มรายการค้า วางระบบ Internal Control ป้องกันทุจริตจัดซื้อในองค์กร การควบคุมภายใน (Internal Control) คือกระบวนการที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดและการทุจริต โดยเฉพาะงานจัดซื้อซึ่งเกี่ยวข้องกับการอนุมัติจ่ายเงินโดยตรง 3 จุดโหว่ทุจริตจัดซื้อที่พบบ่อยใน SME ข้อผิดพลาดและการทุจริตที่พบได้บ่อยในธุรกิจขนาดเล็กมักมีลักษณะ 3 รูปแบบ สาเหตุหลักของปัญหาเหล่านี้เกิดจากการรวมอำนาจไว้ที่บุคคลคนเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล การกำหนดให้ต้องมีใบเสนอราคาเปรียบเทียบอย่างน้อย 2-3 ราย และแยกผู้มีอำนาจอนุมัติออกจากผู้สั่งซื้อ จะช่วยตัดวงจรความเสี่ยงนี้ได้ทันที วิธีตั้ง Approval Matrix และแบ่งแยกหน้าที่ หลักการสำคัญของการควบคุมภายในคือ การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties – SoD) ซึ่งกำหนดว่า ผู้ขอซื้อ ผู้อนุมัติสั่งซื้อ ผู้ตรวจรับของ และผู้จ่ายเงิน จะต้องเป็นบุคคลคนละคนกัน สำหรับธุรกิจ SME ควรจัดทำตารางอำนาจดำเนินการ (Approval Matrix) ตามระดับวงเงินการจัดซื้ออย่างเป็นลายลักษณ์อักษร วงเงินการจัดซื้อต่อครั้ง ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติ ไม่เกิน 5,000 บาท หัวหน้าแผนกต้นทาง 5,001 – 50,000 บาท ผู้จัดการฝ่าย 50,001 – 200,000 บาท กรรมการผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับสูง เกิน 200,000 บาทขึ้นไป คณะกรรมการจัดซื้อ (อนุมัติร่วมกันอย่างน้อย 2 ท่าน) นอกจากนี้ ควรกำหนดนโยบายเพิ่มเติมว่า หากรายการสั่งซื้อมีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาทขึ้นไป จะต้องแนบใบเสนอราคาจากผู้ขายอย่างน้อย 2 รายเสมอ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ ทางออก SME เชื่อมระบบจัดซื้อเข้ากับบัญชีอัตโนมัติ ปัญหาคอขวดที่หลายธุรกิจต้องเจอ คือแม้จะมีเอกสารจัดซื้อครบถ้วน แต่ฝ่ายบัญชียังต้องนำเอกสารเหล่านั้นมาคีย์ข้อมูลลงระบบใหม่อีกรอบ ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและเสี่ยงต่อการคีย์ข้อมูลผิดพลาด เปลี่ยน PO เป็นรายการบันทึกบัญชีอัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ยุคใหม่ช่วยให้ข้อมูลไหลเวียนแบบไร้รอยต่อ เมื่อฝ่ายจัดซื้อออกใบสั่งซื้อ (PO) ในระบบ และเจ้าหน้าที่คลังกดยืนยันการรับมอบสินค้า (GR) ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังระบบบัญชีเพื่อสร้างรายการตั้งหนี้เจ้าหนี้การค้าให้อัตโนมัติทันที ช่วยลดงานคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อนและป้องกันความคลาดเคลื่อนของตัวเลขได้อย่างสมบูรณ์ ติดตามงบประมาณจัดซื้อ Real-time ผ่าน Dashboard ผู้บริหารสามารถตรวจสอบสถานะการจัดซื้อและยอดค่าใช้จ่ายสะสมแยกตามหมวดหมู่ได้แบบเรียลไทม์ผ่าน PEAK Board ช่วยให้มองเห็นทันทีว่างบประมาณแผนกใดกำลังจะเกินกรอบที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องรอการสรุปงบการเงินตอนสิ้นเดือน สรุป – วางระบบจัดซื้อจัดจ้าง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ การจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่เรื่องเฉพาะขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจ SME ทุกขนาดสามารถเริ่มต้นวางระบบที่รัดกุมได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากการใช้เอกสาร PR, PO, GR และใบสำคัญจ่ายกำกับทุกธุรกรรม กำหนด Approval Matrix เพื่อแบ่งแยกหน้าที่คนขอซื้อ คนอนุมัติ และคนจ่ายเงินให้เป็นคนละคน และเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชีเพื่อลดความผิดพลาดในการคีย์งานซ้ำ จัดการจัดซื้อและระบบบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจ SME บริหารงานจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกใบสั่งซื้อ (PO) การบันทึกตั้งหนี้ (AP) การจ่ายเงิน ไปจนถึงการลงบัญชีอัตโนมัติ พร้อม Dashboard ติดตามงบประมาณจัดซื้อแบบเรียลไทม์ ช่วยอุดรอยรั่วและป้องกันการทุจริตในองค์กรได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับระบบควบคุมภายในและการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจัดซื้อจัดจ้าง SME พนักงานน้อย จะแบ่งหน้าที่ Segregation of Duties ได้อย่างไร แม้บริษัทจะมีทีมงานเพียง 3-5 คน ก็สามารถวางระบบแบ่งแยกหน้าที่ได้ โดยกำหนดให้เจ้าของกิจการหรือกรรมการเป็นผู้อนุมัติเอกสาร PO และการจ่ายเงิน ในขณะที่พนักงานฝ่ายอื่นเป็นผู้จัดทำใบขอซื้อ (PR) และเป็นผู้ตรวจรับสินค้าจริง หลักการสำคัญที่สุดคือ บุคคลที่เป็นผู้ขอซื้อจะต้องไม่เป็นผู้อนุมัติเอกสารของตนเอง เพียงเท่านี้ก็สามารถป้องกันความเสี่ยงในการทุจริตได้ในระดับสูง ถ้าไม่มีระบบจัดซื้อจัดจ้างจะมีผลกับการยื่นภาษีหรือไม่ แม้ระบบจัดซื้อจัดจ้างจะไม่ได้เป็นข้อบังคับตามประมวลรัษฎากรโดยตรง แต่หากกิจการไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบการจ่ายเงินที่ชัดเจน (เช่น ใบสั่งซื้อ ใบรับของ หรือหลักฐานการอนุมัติ) เมื่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเข้าตรวจสอบ อาจถูกประเมินว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามเนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการจริง เอกสารจัดซื้อจึงทำหน้าที่เป็นพยานหลักฐานสำคัญในการยืนยันสิทธิทางภาษี 3-Way Matching กับ 2-Way Matching ต่างกันอย่างไร 2-Way Matching จะตรวจสอบเปรียบเทียบเฉพาะเอกสารใบสั่งซื้อ (PO) กับใบแจ้งหนี้ (Invoice) เท่านั้น ซึ่งเหมาะกับการจัดซื้อบริการที่ไม่มีการส่งมอบสิ่งของ ส่วน 3-Way Matching จะเพิ่มเอกสารใบรับสินค้า (GR) เข้ามาตรวจสอบด้วย เพื่อยืนยันว่าสินค้าที่ได้รับเข้ามาจริงมีจำนวนและสเปกตรงกับที่สั่งซื้อและตรงกับยอดที่เรียกเก็บเงิน เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีการสต๊อกสินค้าหรือสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นล็อต เริ่มวางระบบจัดซื้อจัดจ้างต้องใช้เวลานานแค่ไหน ธุรกิจ SME สามารถเริ่มต้นวางระบบจัดซื้อขั้นพื้นฐานได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยเริ่มจากการนำแบบฟอร์มใบขอซื้อ (PR) และใบสั่งซื้อ (PO) มาบังคับใช้ พร้อมทั้งกำหนดตารางอำนาจอนุมัติ (Approval Matrix) ให้ชัดเจน จากนั้นเมื่อทีมงานเริ่มคุ้นเคยกับขั้นตอน จึงค่อยขยายการใช้งานไปยังใบรับสินค้า (GR) และการตรวจเช็กแบบ 3-Way Matching ควบคู่กับโปรแกรมบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

17 min

POS คืออะไร เลือกอย่างไร ให้เหมาะกับธุรกิจ

POS (Point of Sale) คือระบบจัดการการขาย ณ จุดชำระเงิน ทำหน้าที่ตั้งแต่คิดเงิน รับชำระ ออกใบเสร็จ ตัดสต๊อกสินค้าอัตโนมัติ ไปจนถึงการสรุปรายงานยอดขายประจำวัน หากคุณเปิดร้านค้าหน้าร้านหรือร้านอาหาร ลองนึกภาพเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) ที่ได้รับการพัฒนาให้ชาญฉลาดและทำงานเชื่อมโยงกันทั้งระบบ นั่นคือบทบาทหน้าที่ของระบบ POS บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่พื้นฐานการทำงาน ความแตกต่างของแต่ละประเภท การเลือกใช้ให้ตรงกับโจทย์ธุรกิจ และแนวทางการเชื่อมต่อระบบขายหน้าร้านเข้ากับระบบบัญชี POS ทำงานอย่างไร ฟังก์ชันหลักมีอะไรบ้าง POS ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของทุกธุรกรรมหน้าร้าน ครอบคลุมทั้งขั้นตอนการขาย การรับเงิน และการบริหารคลังสินค้า โดยโครงสร้างของระบบจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์: คืออุปกรณ์กายภาพที่ใช้หน้าร้าน เช่น หน้าจอสัมผัส (Touchscreen Monitor หรือ Tablet) เครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องพิมพ์ใบเสร็จอย่างย่อ และลิ้นชักเก็บเงิน สำหรับร้านค้าขนาดเล็กอาจเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการใช้แท็บเล็ตเครื่องเดียวเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์ใบเสร็จผ่านบลูทูธ ซอฟต์แวร์: คือโปรแกรมหลักที่ทำงานประมวลผลอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่การคำนวณราคาสินค้า การหักส่วนลดโปรโมชัน การคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงการตัดยอดสินค้าคงคลังทันทีที่เกิดการขายสำเร็จ ฟังก์ชันการทำงานหลักของระบบ POS ครอบคลุม 5 ส่วนสำคัญ POS มีกี่ประเภท แตกต่างกันอย่างไร ระบบ POS ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามลักษณะโครงสร้างการติดตั้งและการจัดเก็บข้อมูล ได้แก่ ระบบแบบติดตั้งบนเครื่อง (On-Premise) และระบบบนคลาวด์ (Cloud-based POS) ประเภทระบบ POS รูปแบบการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด ความเหมาะสม POS แบบติดตั้ง (On-Premise) ติดตั้งโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์ประจำร้านโดยตรง ใช้งานคิดเงินหน้าร้านได้ต่อเนื่องแม้ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ต้นทุนเริ่มต้นสูง อัปเดตระบบยาก ข้อมูลถูกผูกไว้กับเครื่องที่ร้านเท่านั้น ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือซูเปอร์มาร์เก็ต POS แบบคลาวด์ (Cloud POS) ทำงานผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บเบราว์เซอร์ และเก็บข้อมูลบน Cloud ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ อัปเดตฟังก์ชันอัตโนมัติ ตรวจสอบยอดขายได้ทุกที่ทุกเวลา จำเป็นต้องเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตในการซิงก์ข้อมูล ธุรกิจ SME ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้าที่มีหลายสาขา Cloud POS ได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ เนื่องจากเริ่มต้นได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์สเปกสูง เพียงใช้แท็บเล็ตหรือสมาร์ตโฟนก็สามารถเปิดร้านและดูรายงานยอดขายแบบเรียลไทม์ได้จากทุกที่ ธุรกิจไหนใช้ POS แบบไหน ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการต่างกันอย่างไร ธุรกิจแต่ละประเภทมีขั้นตอนการดำเนินงานหน้าร้านที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความต้องการฟังก์ชันเฉพาะทางของระบบ POS แตกต่างกันไปด้วย ร้านอาหารและคาเฟ่ ร้านอาหารต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำในการจัดการคำสั่งซื้อ เพื่อประสานงานระหว่างพนักงานหน้าร้านกับห้องครัว ฟังก์ชันสำคัญที่ต้องมี ได้แก่ ร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกเน้นการควบคุม การจัดการสต๊อกสินค้า เป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากมีจำนวนรายการสินค้า (SKU) หลากหลายและหมุนเวียนเร็ว ฟังก์ชันสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจบริการ เช่น ร้านเสริมสวย สปา คลินิก ธุรกิจบริการไม่ได้ขายสินค้าที่หยิบจับได้ แต่ขายชั่วโมงการทำงานและความเชี่ยวชาญของพนักงาน ระบบ POS สำหรับกลุ่มนี้จึงต้องรองรับ เลือกระบบ POS อย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ SME การเลือกระบบ POS ไม่ควรมองเพียงแค่เรื่องราคาถูกที่สุด แต่ควรประเมินว่าระบบนั้นช่วยลดขั้นตอนการทำงานและป้องกันความผิดพลาดได้จริงหรือไม่ โดยพิจารณาจาก 5 เกณฑ์หลัก ทำไม POS ต้องเชื่อมกับระบบบัญชี ผู้ประกอบการจำนวนมากใช้ระบบ POS คิดเงินหน้าร้านแยกขาดจาก ระบบบัญชี ผลลัพธ์คือฝ่ายการเงินต้องคอยนำสลิปหรือรายงานยอดขายรายวันมาคีย์ข้อมูลลงโปรแกรมบัญชีซ้ำอีกรอบ ซึ่งเสียเวลาและเสี่ยงต่อตัวเลขตกหล่น เมื่อนำระบบขายหน้าร้านมาเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชี ข้อมูลจะไหลเวียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ขั้นตอนการรับเงินหน้าร้านจนถึงการจัดทำงบการเงิน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ผ่าน API Connect เพื่อให้ข้อมูลยอดขายและต้นทุนสินค้าวิ่งเข้าสู่ระบบบัญชีโดยตรง ผู้ประกอบการสามารถสำรวจ ฟังก์ชันการทำงานทั้งหมดของ PEAK เพื่อวางแผนการจัดการข้อมูลธุรกิจให้ครบวงจร ร้านค้า SME ใช้ระบบ POS ในการทำงานจริงอย่างไร ตัวอย่างการใช้งานจริงในร้านกาแฟขนาดเล็กที่มีเมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่รวม 50 รายการ โดยใช้ระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตเชื่อมต่อเข้ากับโปรแกรมบัญชี สรุป – ระบบ ณ จุดขายช่วยให้ร้านค้า SME จัดการยอดขายและสต๊อกได้จากจุดเดียว ระบบ POS เป็นเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจที่มีบทบาทครอบคลุมตั้งแต่การขายหน้าร้าน การควบคุมสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการจัดทำรายงานวิเคราะห์ยอดขาย การเลือกระบบ POS ที่ตอบโจทย์ประเภทธุรกิจและสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบบัญชีหลังบ้านได้โดยตรง จะช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและป้องกันข้อผิดพลาดในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อม POS เข้ากับระบบบัญชีให้ข้อมูลไหลต่อเนื่องด้วย PEAK ยกระดับการบริหารร้านค้าหน้าร้านให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ POS ผ่าน API ช่วยให้ยอดขายหน้าร้านไหลเข้าสู่ระบบบัญชีโดยอัตโนมัติ ตัดสต๊อกแม่นยำ พร้อมออกเอกสารและสรุปรายงานงบการเงินได้ครบวงจรในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการร้านค้าและงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่ายตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ POS POS กับเครื่องคิดเงินแบบเดิมต่างกันอย่างไร เครื่องคิดเงินหรือเครื่องบันทึกเงินสด (Cash Register) แบบเดิม ทำหน้าที่คิดราคาสินค้ารวมและเปิดลิ้นชักเก็บเงินเท่านั้น ไม่สามารถตัดสต๊อกสินค้า ไม่สามารถแยกดูรายงานยอดขายเชิงลึก และไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบอื่นได้ ในขณะที่ระบบ POS ครอบคลุมการทำงานตั้งแต่การรับชำระเงินหลายรูปแบบ การตัดสต๊อกอัตโนมัติ การวิเคราะห์ยอดขาย ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชี ร้านเล็กสินค้าไม่กี่ตัว จำเป็นต้องใช้ POS ไหม หากร้านค้ามีสินค้าไม่เกิน 10 รายการ และรับเฉพาะเงินสดเพียงอย่างเดียว การจดบันทึกด้วยมืออาจยังเพียงพอในระยะเริ่มต้น แต่หากเริ่มรับชำระเงินผ่านการสแกน QR Code มีจำนวนรายการสินค้ามากขึ้น หรือต้องการติดตามสินค้าคงเหลืออย่างแม่นยำ การนำระบบ Cloud POS บนแท็บเล็ตมาใช้งานจะช่วยป้องกันเงินตกหล่นและลดเวลาในการตรวจนับสต๊อกได้อย่างมาก เปลี่ยนระบบ POS กลางทางทำได้ไหม มีขั้นตอนอย่างไร ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนระบบ POS ได้ โดยเริ่มต้นจากการนำข้อมูลรายการสินค้า รหัสบาร์โค้ด และราคาจากระบบเดิมออกมาเป็นไฟล์ Excel หรือ CSV เพื่อนำเข้าสู่ระบบใหม่ จากนั้นทำการตรวจสอบยอดสต๊อกสินค้าจริงเพื่อตั้งค่ายอดตั้งต้น และแนะนำให้เปิดทดลองใช้งานระบบใหม่ควบคู่กับระบบเดิมอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อให้พนักงานเกิดความคุ้นเคยก่อนเปลี่ยนมาใช้งานระบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

22 min

ทวงหนี้ลูกค้า B2B อย่างไรให้ได้เงิน ไม่เสียความสัมพันธ์

ลูกค้าค้างจ่ายเงินเข้าสู่เดือนที่สองหรือสาม แต่คุณไม่กล้าทวงเพราะกลัวเสียลูกค้ารายใหญ่ ปัญหานี้เกิดขึ้นกับเจ้าของธุรกิจ SME แทบทุกรายที่ทำธุรกิจแบบให้เครดิตเทอม บทความนี้รวมแนวทางครบวงจรตั้งแต่การโทรเตือน การส่งจดหมายทวงหนี้อย่างมืออาชีพ การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ ไปจนถึงเงื่อนไขการตัดหนี้สูญเพื่อนำไปลงเป็นรายจ่ายทางภาษี พร้อมแจกเทมเพลตจดหมายทวงถาม 3 ขั้นที่นำไปปรับใช้ได้ทันที ทวงหนี้คืออะไร ทำไม SME ต้องมีระบบติดตามลูกหนี้ การทวงหนี้ คือขั้นตอนการติดตามให้ลูกหนี้ชำระเงินตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้ ทั้งค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่างวดตามสัญญา สำหรับธุรกิจ B2B ที่ให้เครดิตเทอม 30-90 วัน ระบบติดตามลูกหนี้ถือเป็นกลไกที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของธุรกิจ หลายธุรกิจปล่อยให้เกิดภาวะ ลูกหนี้ค้างชำระ นานเกินไปเพราะความเกรงใจคู่ค้า จนกลายเป็นปัญหาหนี้เสียที่ยากต่อการเรียกเก็บในที่สุด ลูกหนี้ค้างชำระทำให้กระแสเงินสดสะดุด ตัวเลขผลกระทบที่ SME ต้องรู้ ปัญหา Cash Flow หรือกระแสเงินสดตึงตัว เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ SME ต้องปิดกิจการ แม้จะมียอดขายและผลกำไรในงบการเงินดี แต่หากเงินสดไม่เข้าบัญชีตามกำหนด กิจการก็จะขาดสภาพคล่องในการจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายประจำ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด มียอดขาย 5,000,000 บาทต่อเดือน แต่มีลูกค้าค้างชำระรวม 2,000,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ยอดขายต่อเดือน — 5,000,000 บาท หัก: ยอดลูกหนี้ค้างชำระ ลูกค้าค้างชำระ 3 ราย (2,000,000) บาท เงินสดหมุนเวียนจริง ยอดขาย – ค้างชำระ 3,000,000 บาท หากบริษัทมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนละ 3,500,000 บาท กิจการจะขาดสภาพคล่องทันที 500,000 บาท และจำเป็นต้องกู้ยืมเงินระยะสั้นเพื่อมาเสริมสภาพคล่อง ทำให้ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนว่า เจ้าหนี้สามารถติดตามทวงถามได้ในเวลาใด ใช้ถ้อยคำอย่างไร และมีพฤติกรรมใดบ้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ซึ่งหากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับ ขอบเขตกฎหมาย การทวงหนี้ B2B คุ้มครองครอบคลุมแค่ไหน พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ มีเจตนารมณ์คุ้มครองลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดาเป็นหลัก หากคู่ค้าเป็นนิติบุคคล (เช่น บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) การบังคับชำระหนี้จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้มาปรับใช้กับลูกหนี้ B2B จะช่วยรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพและลดความขัดแย้งทางธุรกิจได้ดีที่สุด 7 ข้อห้ามสำคัญในการทวงหนี้ ป้องกันการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ขั้นตอนทวงหนี้ลูกค้า B2B 5 Step ที่ได้ผลจริงโดยไม่เสียคอนเนกชัน การทวงหนี้ในรูปแบบธุรกิจสู่ธุรกิจ (B2B) ต้องยึดหลัก รวดเร็ว สุภาพ แต่หนักแน่น ยิ่งเริ่มติดตามเร็วเท่าไร โอกาสได้รับชำระหนี้คืนจะยิ่งสูงขึ้น Step 1 ตรวจสอบยอดหนี้และเอกสารประกอบให้ครบถ้วน ก่อนยกหูโทรศัพท์หรือส่งหนังสือทวงถาม ฝ่ายการเงินต้องตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานทั้งหมด Step 2 โทรหรือส่งข้อความเตือนอย่างเป็นมิตร (หลังครบกำหนด 7 วัน) หลังเลยกำหนดชำระประมาณ 7 วัน ให้ติดต่อฝ่ายบัญชีเจ้าหนี้ของลูกค้าโดยตรง ใช้การสอบถามเชิงประสานงานเพื่อตรวจสอบว่าเอกสารตกหล่นหรือไม่ แทนการต่อว่า ตัวอย่างแนวทางการสื่อสาร: “สวัสดี ทางเราโทรมาสอบถามเรื่องใบแจ้งหนี้เลขที่ INV-2026-0045 ครบกำหนดวันที่ 25 สิงหาคม จึงอยากตรวจสอบว่ามีติดปัญหาในส่วนของเอกสารหรือขั้นตอนการอนุมัติใดหรือไม่” Step 3 ส่งจดหมายแจ้งเตือนชำระหนี้ (14 วัน) หากผ่านไป 14 วันยังไม่ได้รับการชำระหรือคำตอบที่ชัดเจน ให้ส่งจดหมายเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับที่ 1 ผ่านทางอีเมลและไปรษณีย์ โดยระบุเลขที่เอกสาร จำนวนเงิน และกำหนดชำระรอบใหม่อย่างชัดเจน Step 4 ส่งจดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (30 วัน) เมื่อหนี้ค้างชำระเกิน 30 วัน ให้เพิ่มระดับความเป็นทางการด้วยจดหมายทวงถามฉบับที่ 2 ส่งตรงถึงผู้มีอำนาจลงนามหรือผู้บริหารระดับสูงของคู่ค้า พร้อมแจ้งเงื่อนไขการระงับวงเงินเครดิตหรือการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามสัญญา Step 5 ส่งจดหมายเตือนครั้งสุดท้ายก่อนฟ้องคดี พร้อมเช็กอายุความ (60-90 วัน) หากล่วงเลยถึง 60-90 วัน ให้ส่งจดหมายบอกกล่าวทวงถามครั้งสุดท้าย (Final Demand Letter) ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล ข้อควรระวังเรื่องอายุความ: หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการทางธุรกิจ (B2B) มีอายุความเพียง 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) หากปล่อยให้เกิน 2 ปี สิทธิเรียกร้องทางศาลจะขาดอายุความ และจะส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขการตัดหนี้สูญทางภาษีทันที แจกเทมเพลตจดหมายทวงหนี้ B2B 3 ขั้น นำไปปรับใช้ได้ทันที เทมเพลตทั้ง 3 ระดับออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสื่อสารได้อย่างเป็นขั้นตอน รักษาสัมพันธภาพที่ดี แต่มีน้ำหนักทางเอกสาร ขั้นที่ 1 จดหมายเตือนอย่างสุภาพ (Friendly Reminder Notice) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: ฝ่ายบัญชีและการเงิน [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: แจ้งเตือนยอดค้างชำระค่าสินค้า/บริการ บริษัท [ชื่อบริษัทของคุณ] ขอเรียนแจ้งให้ทราบว่า ใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่ใบแจ้งหนี้] ลงวันที่ [วันที่ในเอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท ซึ่งครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ [วันครบกำหนด] ยังไม่ปรากฏยอดการชำระในระบบ หากท่านได้ดำเนินการชำระเรียบร้อยแล้ว กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินเพื่อปรับปรุงข้อมูลในระบบ หรือหากมีข้อติดขัดประการใด กรุณาติดต่อกลับภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 2 จดหมายทวงถามอย่างเป็นทางการ (Formal Collection Letter) เลขที่เอกสาร: [เลขที่เอกสาร]วันที่: [วันที่ออกจดหมาย]เรียน: กรรมการผู้จัดการ [ชื่อบริษัทลูกค้า]เรื่อง: ทวงถามยอดค้างชำระตามใบแจ้งหนี้ (ครั้งที่ 2) ตามที่บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งเตือนยอดค้างชำระ เมื่อวันที่ [วันที่ส่งเตือนครั้งแรก] เกี่ยวกับใบแจ้งหนี้เลขที่ [เลขที่เอกสาร] จำนวนเงิน [จำนวนเงิน] บาท นั้น จนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อหรือชำระเงินจากท่าน เพื่อป้องกันการระงับวงเงินสินเชื่อการค้าและการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามข้อตกลง จึงขอให้ท่านโปรดชำระยอดเงินดังกล่าวภายในวันที่ [ระบุวันที่] ขอแสดงความนับถือ[ชื่อผู้มีอำนาจลงนาม/ชื่อบริษัท] ขั้นที่ 3 จดหมายแจ้งเตือนก่อนฟ้องคดี (Final Demand Letter) การทวงหนี้ที่มีประสิทธิภาพไม่ควรใช้วิธีเดียวกันกับลูกหนี้ทุกราย แต่ควรจัดลำดับความเสี่ยงด้วยรายงานวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Report) Aging Report คืออะไร วิธีอ่านตารางวิเคราะห์อายุลูกหนี้ Aging Report คือรายงานสรุปยอดลูกหนี้การค้าโดยจัดกลุ่มตามระยะเวลาที่ค้างชำระ ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นสุขภาพลูกหนี้ในภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว ชื่อลูกหนี้ ยังไม่ครบกำหนด 1-30 วัน 31-60 วัน 61-90 วัน เกิน 90 วัน ยอดรวม บริษัท ก จำกัด 50,000 30,000 — — — 80,000 บริษัท ข จำกัด — — 120,000 80,000 — 200,000 บริษัท ค จำกัด — — — — 150,000 150,000 จากตารางจะเห็นว่า บริษัท ค มียอดค้างชำระเกิน 90 วัน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทันที ในขณะที่บริษัท ก ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติที่เพียงแค่ส่งข้อความแจ้งเตือนตามรอบ วิธีใช้รายงาน Aging Analysis ใน PEAK เพื่อติดตามหนี้อัตโนมัติ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK มีระบบสร้างรายงาน Aging Report ให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับใบแจ้งหนี้ทันทีที่มีการเปิดบิล ช่วยให้ฝ่ายการเงินจัดกลุ่มลูกหนี้และตรวจจับลูกหนี้ที่เริ่มค้างชำระได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาทำตารางคำนวณด้วยมือ การตัดหนี้สูญ เงื่อนไขทางบัญชีและเกณฑ์ภาษีสรรพากร หากติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้วแต่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระได้ กิจการจำเป็นต้องพิจารณาตัดหนี้สูญ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทั้งทางบัญชีและทางภาษีที่ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกัน ในทางบัญชีตามมาตรฐาน NPAEs กิจการต้องประเมินและบันทึก ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เมื่อคาดว่าจะเก็บเงินไม่ได้ และเมื่อมีหลักฐานแน่ชัดว่าไม่ได้รับชำระจริง จึงดำเนินการตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ เกณฑ์การจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีตามมูลหนี้ การตัดหนี้สูญเพื่อนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (9) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 374 พ.ศ. 2564) ซึ่งแบ่งตามยอดมูลหนี้ต่อรายลูกหนี้ดังนี้ มูลหนี้ต่อราย เงื่อนไขการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษี ไม่เกิน 200,000 บาท มีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างสมควรและชัดเจนว่าไม่ได้รับชำระ โดยไม่ต้องฟ้องร้องคดีต่อศาล เกิน 200,000 บาท แต่ไม่เกิน 2,000,000 บาท ต้องฟ้องคดีแพ่งหรือยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย และศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องแล้ว เกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องมีคำพิพากษาของศาล และได้ดำเนินการบังคับคดีแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินพอชำระหนี้ สำหรับหนี้ที่มีมูลค่าไม่เกิน 200,000 บาท การเก็บสำเนาจดหมายทวงถามและใบตอบรับไปรษณีย์ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่สรรพากรยอมรับในการตัดเป็นรายจ่ายทางภาษี ขั้นตอนและตัวอย่างการบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญ กรณีที่ 1: กิจการเคยบันทึกตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว Dr. ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 กรณีที่ 2: กิจการไม่ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ล่วงหน้า Dr. หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 100,000Cr. ลูกหนี้การค้า 100,000 สรุป – วางระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระอย่างเป็นมืออาชีพ การทวงหนี้ลูกค้า B2B ให้ได้รับเงินครบถ้วนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกดดันอย่างรุนแรง แต่ขึ้นอยู่กับความมีระเบียบในการวางระบบติดตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ คือการตรวจเช็กเอกสารให้รัดกุมก่อนส่งมอบสินค้า ติดตามหนี้ตามช่วงเวลาอย่างสม่ำเสมอ และใช้รายงานวิเคราะห์อายุหนี้เพื่อคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า จัดการลูกหนี้ค้างชำระให้เป็นระบบด้วย PEAK เพื่อให้การบริหารเงินสดในธุรกิจไม่สะดุด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีระบบติดตามลูกหนี้ค้างชำระและรายงาน Aging Analysis แบบเรียลไทม์ พร้อมช่วยให้คุณออกใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล และบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญได้อย่างถูกต้องตามหลักสรรพากร – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารสภาพคล่องทางการค้าของคุณตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทวงหนี้ B2B ทวงหนี้กี่ครั้งถึงจะดำเนินการฟ้องร้องได้ กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนครั้งขั้นต่ำก่อนยื่นฟ้อง แต่ศาลจะพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้ใช้ความพยายามในการติดตามทวงถามอย่างสมควรแล้วหรือไม่ โดยทั่วไปการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามอย่างเป็นทางการ 2-3 ครั้ง พร้อมมีหลักฐานใบตอบรับจากไปรษณีย์ ถือว่าเพียงพอต่อการนำไปใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการพิจารณาคดี หนี้การค้า B2B มีอายุความกี่ปี หนี้ค่าสินค้าหรือค่าบริการระหว่างคู่ค้าธุรกิจมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่หนี้ถึงกำหนดชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) ซึ่งต่างจากหนี้สัญญากู้ยืมเงินทั่วไปที่มีอายุความ 10 ปี ผู้ประกอบการจึงต้องระวังไม่ปล่อยให้ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 2 ปีจนขาดอายุความ หากตัดหนี้สูญไปแล้ว แต่ลูกหนี้กลับมาชำระภายหลัง ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อได้รับเงินชำระหนี้หลังจากตัดหนี้สูญไปแล้ว กิจการต้องบันทึกเป็นรายการ หนี้สูญรับคืน เพื่อรับรู้เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับเงิน โดยบันทึกบัญชีดังนี้ Dr. เงินสด / เงินฝากธนาคาร 100,000Cr. หนี้สูญได้รับคืน (รายได้อื่น) 100,000 รายได้ส่วนนี้จะต้องนำไปรวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี และหากกิจการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องออกใบกำกับภาษีตามรอบการรับเงินให้ถูกต้อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

Gross Profit คืออะไร พร้อมสูตร วิธีคำนวณ ดูจาก P&L

ผู้ประกอบการหลายคนเปิดร้านมาหลายปี แต่ยังแยกไม่ออกว่ากำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิต่างกันตรงไหน หรือเปิดดูเฉพาะกำไรสุทธิตอนสิ้นเดือนแล้วก็โล่งใจ แต่ความจริงแล้วมีตัวเลขทางการเงินตัวแรกที่ควรดูก่อน นั่นคือ กำไรขั้นต้น (Gross Profit หรือ GP) เพราะหาก GP เริ่มลดลงทั้งที่ยอดขายยังคงเติบโต แปลว่าโครงสร้างต้นทุนกำลังมีปัญหาโดยที่กำไรสุทธิอาจยังไม่ทันส่งสัญญาณเตือน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องกำไรขั้นต้นอย่างละเอียด ตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ตัวอย่างตัวเลขจริงจาก 3 ประเภทธุรกิจ โครงสร้างกำไร 3 ระดับ ไปจนถึงวิธีอ่านงบกำไรขาดทุน และกลยุทธ์เพิ่มกำไรขั้นต้นโดยไม่ต้องขึ้นราคาสินค้า กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คืออะไร กำไรขั้นต้น คือ รายได้จากการขาย สินค้าหรือบริการ หักด้วยต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold หรือ COGS) ตาม มาตรฐานการรายงานทางการเงิน NPAEs ที่ใช้กับธุรกิจ SME ไทย กำไรขั้นต้นจะแสดงอยู่ในงบกำไรขาดทุน เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าธุรกิจทำกำไรจากตัวสินค้าหรือบริการได้เท่าไร ก่อนจะนำไปหักค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอื่น ๆ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน สมมติคุณขายเสื้อผ้าตัวละ 500 บาท ต้นทุนรับซื้อมาตัวละ 200 บาท กำไรขั้นต้นของคุณคือ 300 บาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้ถูกหักค่าเช่าร้าน เงินเดือนพนักงาน หรือค่าไฟ ต้นทุนขาย (COGS) ประกอบด้วยอะไรบ้าง ต้นทุนขาย หมายถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิต จัดหา หรือซื้อสินค้ามาเพื่อขาย ประกอบด้วย สิ่งที่ไม่นับเป็นต้นทุนขาย ได้แก่ เงินเดือนฝ่ายบัญชี ค่าเช่าสำนักงาน และค่าการตลาด เนื่องจากถือเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ซึ่งไม่ผูกกับจำนวนการผลิตสินค้าโดยตรง สูตรคำนวณกำไรขั้นต้น พร้อมตัวอย่าง 3 ประเภทธุรกิจ สูตรพื้นฐานในการคำนวณกำไรขั้นต้นใช้ตัวเลขหลักเพียง 2 ตัว กำไรขั้นต้น (GP) = ยอดขายสุทธิ – ต้นทุนขาย ยอดขายสุทธิ คือ รายได้จากการขายทั้งหมดหลังหักส่วนลดการค้าและสินค้าที่รับคืน ส่วนต้นทุนขายจะมีวิธีคำนวณที่แตกต่างกันตามลักษณะของแต่ละธุรกิจ ตัวอย่างธุรกิจซื้อมาขายไป บริษัท ก จำกัด จำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน มีรายได้จากการขาย 800,000 บาท และมีต้นทุนซื้อสินค้ามา 480,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการขาย — 800,000 บาท ต้นทุนซื้อสินค้า — 480,000 บาท กำไรขั้นต้น 800,000 – 480,000 320,000 บาท ต้นทุนขายของธุรกิจซื้อมาขายไปจะคิดคำนวณได้ตรงไปตรงมาที่สุด เนื่องจากอิงจากราคาที่สั่งซื้อสินค้าสำเร็จรูปเข้ามาโดยตรง ตัวอย่างธุรกิจบริการ บริษัท ข จำกัด รับพัฒนาระบบและจัดทำเว็บไซต์ มีรายได้จากการให้บริการ 500,000 บาท โดยมีต้นทุนค่าบริการเป็นค่าแรงโปรแกรมเมอร์และค่าเช่า Server ประจำโครงการ 200,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการบริการ — 500,000 บาท ต้นทุนบริการ (ค่าแรงทีมพัฒนา + ค่า Server) — 200,000 บาท กำไรขั้นต้น 500,000 – 200,000 300,000 บาท ธุรกิจบริการมักจะมีสัดส่วนกำไรขั้นต้นสูงกว่าธุรกิจประเภทอื่น เพราะต้นทุนหลักคือแรงงานและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ได้มีต้นทุนวัตถุดิบทางกายภาพ ตัวอย่างธุรกิจผลิต บริษัท ค จำกัด ดำเนินกิจการโรงงานผลิตเบเกอรี่ มีรายได้จากการขาย 1,200,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการขาย — 1,200,000 บาท ค่าวัตถุดิบ (แป้ง นม เนย น้ำตาล) — 400,000 บาท ค่าแรงงานฝ่ายผลิต — 200,000 บาท ค่าโสหุ้ยการผลิต (ค่าไฟโรงงาน บรรจุภัณฑ์) — 100,000 บาท ต้นทุนขายรวม 400,000 + 200,000 + 100,000 700,000 บาท กำไรขั้นต้น 1,200,000 – 700,000 500,000 บาท ธุรกิจผลิตจะมีโครงสร้างต้นทุนขายที่ซับซ้อนที่สุด เพราะต้องนำค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงานคนงาน และค่าโสหุ้ยการผลิตมารวมกันก่อนนำไปหักลบออกจากยอดขาย โครงสร้างกำไร 3 ระดับ ต่างกันอย่างไร ในงบการเงินจะมีตัวเลขกำไรปรากฏอยู่ 3 ลำดับขั้น ซึ่งแต่ละระดับจะตัดค่าใช้จ่ายแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง ประเภทกำไร สูตรการคำนวณ ตัวเลขนี้บอกอะไร กำไรขั้นต้น (GP) รายได้ – ต้นทุนขาย ตัวสินค้าและบริการสร้างผลกำไรได้ดีเพียงใด กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) กำไรขั้นต้น – ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร ประสิทธิภาพการทำกำไรของธุรกิจก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี กำไรสุทธิ (Net Profit) รายได้ทั้งหมด – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด – ภาษี ผลตอบแทนสุทธิสุดท้ายที่ตกถึงมือเจ้าของกิจการ หากธุรกิจมีกำไรขั้นต้นสูงแต่กำไรสุทธิต่ำ แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่บวมเกินไป เช่น ค่าเช่าพื้นที่ราคาแพง หรือภาระดอกเบี้ยเงินกู้ วิธีอ่านกำไรขั้นต้นในงบกำไรขาดทุน (P&L) ตามขั้นตอน การจัดทำงบการเงิน กำไรขั้นต้นจะปรากฏอยู่ในส่วนบนของงบกำไรขาดทุน โดยเรียงลำดับจากบนลงล่างดังนี้ ลำดับ รายการทางบัญชี ตัวเลขสมมติ 1 รายได้จากการขายหรือการให้บริการ 1,000,000 บาท 2 หัก: ต้นทุนขาย (600,000) บาท 3 กำไรขั้นต้น (Gross Profit) 400,000 บาท 4 หัก: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) (200,000) บาท 5 กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) 200,000 บาท 6 หัก: ดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (50,000) บาท 7 กำไรสุทธิ (Net Profit) 150,000 บาท กำไรขั้นต้นจะอยู่ บรรทัดที่ 3 เสมอ หากคุณใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ระบบจะประมวลผลตัวเลขบรรทัดนี้ให้อัตโนมัติทุกครั้งที่มีการเปิดบิลขายและบันทึกต้นทุน โดยไม่ต้องรอจนถึงรอบ ปิดงบการเงิน ปลายปี อัตรากำไรขั้นต้น (GP Margin) และเกณฑ์มาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม การดูกำไรขั้นต้นเป็นตัวเงินบาทอาจไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งหรือปีก่อนหน้าได้อย่างชัดเจน จึงนิยมแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เรียกว่า อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) อัตรากำไรขั้นต้น (%) = (กำไรขั้นต้น ÷ ยอดขายสุทธิ) × 100 แต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างต้นทุนที่ต่างกัน ตารางด้านล่างแสดงเกณฑ์มาตรฐานค่าเฉลี่ยของ GP Margin ที่ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อุตสาหกรรม GP Margin เฉลี่ยที่เหมาะสม ปัจจัยโครงสร้างต้นทุน ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง (Retail) 25-35% เน้นซื้อมาขายไป มาร์จินถูกกดดันจากการแข่งขันในตลาด ธุรกิจผลิตสินค้า (Manufacturing) 20-35% มีภาระต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงงานโรงงานสูง ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) 60-70% ต้นทุนวัตถุดิบค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย แต่มีค่าเช่าพื้นที่สูง ธุรกิจบริการวิชาชีพ (Service) 50-70% ไม่มีต้นทุนเนื้อสินค้า เน้นใช้ทักษะและเวลาทำงาน ธุรกิจเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ (SaaS) 70-85% ต้นทุนการทำซ้ำต่ำมากหลังจากพัฒนาระบบสำเร็จ หากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยติดต่อกัน 2-3 เดือน ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการต้องเร่งตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนทันที GP ลดลงทุกเดือน สัญญาณเตือนอะไร ต้องเช็คจุดไหน เมื่อพบว่ากำไรขั้นต้นลดลงอย่างต่อเนื่องแม้ว่ายอดขายจะเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมักมาจาก 3 ปัจจัยนี้ ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบในตลาดขยับตัวขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อหรือห่วงโซ่อุปทาน แต่ธุรกิจยังคงขายสินค้าราคาเดิม ทำให้ส่วนต่างของกำไรขั้นต้นถูกกัดกร่อนทีละน้อย ไม่กล้าปรับราคาขายตามต้นทุนที่แท้จริง หลายธุรกิจกังวลว่าลูกค้าจะหายจึงเลือกตรึงราคาเดิมไว้ ทางออกที่ดีคือต้องมีระบบบันทึกบัญชีที่แม่นยำ เพื่อให้ทราบต้นทุนที่แท้จริงแบบเรียลไทม์และวางแผนปรับราคาได้อย่างเหมาะสม สัดส่วนสินค้าที่ขายเปลี่ยนไป (Product Mix) บางช่วงเวลาสินค้าที่ขายดีกลับกลายเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ เช่น รายการที่นำมาจัดโปรโมชันลดราคา ส่งผลให้ภาพรวมของ GP Margin ทั้งกิจการลดลง แม้ว่ายอดขายรวมจะไม่ตกเลยก็ตาม 5 วิธีเพิ่มกำไรขั้นต้นโดยไม่ต้องขึ้นราคา การขึ้นราคาสินค้าไม่ใช่ทางเลือกเดียวในการแก้ปัญหา ผู้ประกอบการสามารถใช้ 5 กลยุทธ์นี้เพื่อเพิ่มกำไรขั้นต้นได้ทันที สรุป – กำไรขั้นต้น ตัวเลขแรกที่ SME ต้องควบคุม กำไรขั้นต้น (GP) เป็นดัชนีชี้วัดตัวแรกที่บอกว่า สินค้าหรือบริการของคุณยังสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อต้นทุนอยู่หรือไม่ การติดตาม GP และ GP Margin อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณตรวจพบความผิดปกติของโครงสร้างต้นทุนและแก้ไขได้ทันก่อนกระทบต่อกำไรสุทธิ สิ่งที่คุณควรทำทันทีคือ การเปิดดูตัวเลขของเดือนล่าสุด เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และสังเกตแนวโน้มย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน วิเคราะห์กำไรขั้นต้นแบบเรียลไทม์ด้วย PEAK Board หากคุณต้องการติดตามกำไรขั้นต้นและเห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอปิดงบสิ้นเดือน PEAK Board มี Dashboard ช่วยแสดงผลกำไรขั้นต้น ต้นทุนขาย และงบกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมต่อกับ PEAK Account เพื่อให้คุณตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารต้นทุนและควบคุมผลกำไรของธุรกิจอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกำไรขั้นต้น กำไรขั้นต้นติดลบ หมายความว่าอย่างไร กำไรขั้นต้นติดลบ แปลว่าต้นทุนขายสูงกว่ารายได้จากการขาย หรืออยู่ในภาวะยิ่งขายยิ่งขาดทุน ทุกการขายจะสร้างผลขาดทุนทันที สาเหตุหลักมาจากการตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนจริง หรือต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางแก้ไขคือต้องปรับโครงสร้างต้นทุนขายหรือขึ้นราคาขายทันที ไม่ใช่การตัดลดค่าใช้จ่ายฝ่ายบริหาร GP Margin ต่ำกว่า benchmark ต้องขึ้นราคาทันทีไหม ไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาทันที ควรตรวจสอบแนวทางเพิ่มกำไรขั้นต้นด้านอื่นก่อน เช่น การเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อขอลดราคาวัตถุดิบ การลดอัตราของเสียในกระบวนการผลิต หรือการปรับสัดส่วนการขายไปเน้นสินค้าที่มีมาร์จินสูง การขึ้นราคาควรเป็นทางเลือกหลังจากปรับปรุงประสิทธิภาพภายในแล้ว กำไรขั้นต้นเท่ากัน แต่ทำไมกำไรสุทธิต่างกันได้ เป็นไปได้ เพราะกำไรสุทธิจะต้องนำค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ดอกเบี้ย และภาษีมาหักลบด้วย สองธุรกิจที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันและมีกำไรขั้นต้นเท่ากัน ธุรกิจที่มีค่าเช่าสำนักงานถูกกว่าหรือมีต้นทุนการบริหารจัดการต่ำกว่า ย่อมมีกำไรสุทธิที่สูงกว่า ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้า มีวิธีคิดต้นทุนขายอย่างไร ธุรกิจบริการให้นับค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายที่ผูกพันกับงานบริการลูกค้าโดยตรงเป็นต้นทุนขาย เช่น ค่าจ้างโปรแกรมเมอร์ประจำโครงการ หรือค่าแรงพนักงานนวด โดยไม่รวมเงินเดือนฝ่ายสนับสนุน เช่น แอดมินหรือบัญชี แล้วนำมาคำนวณตามสูตรปกติ ควรตรวจเช็กกำไรขั้นต้นบ่อยแค่ไหน ควรเปิดดูอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และเปรียบเทียบกับผลงานในเดือนก่อนหน้า แต่หากใช้โปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard สรุปข้อมูลอัตโนมัติ จะสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวได้ทุกวัน ช่วยให้ตรวจพบปัญหาต้นทุนบวมได้อย่างรวดเร็ว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ROE คืออะไร ทำไมธนาคารอยากดู ก่อนปล่อยกู้

เจ้าของกิจการหลายคนเคยถูกธนาคารถามว่า ROE ของบริษัทเท่าไหร่ แล้วตอบไม่ได้ ตัวเลขนี้เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่คอยบอกว่า เงินลงทุนของคุณสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ดีแค่ไหน ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งแปลว่าคุณบริหารและใช้เงินทุนได้อย่างคุ้มค่า บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ พร้อมตัวอย่างจากงบจริงของ SME รวมถึงเหตุผลสำคัญที่ธนาคารมักจะขอดูตัวเลขนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ ROE คืออะไร ROE ย่อมาจาก Return on Equity หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าทุกบาทที่เจ้าของลงทุนไปนั้น สามารถสร้างกำไรสุทธิกลับมาได้กี่บาท สมมติคุณลงเงิน 1,000,000 บาท เพื่อเปิดร้านขายของออนไลน์ ปลายปีมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท แปลว่าทุก 100 บาทที่คุณลงทุนไป สามารถสร้างกำไรกลับมาได้ 20 บาท นั่นหมายความว่ากิจการของคุณมี ROE เท่ากับ 20% ตัวเลขนี้ช่วยบอกได้ว่าคุณควรลงทุนเพิ่มในธุรกิจนี้ หรือเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า ถ้าผลตอบแทนต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก การเอาเงินไปฝากธนาคารเฉย ๆ อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่าด้วยซ้ำ ทำไม ROE ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME ผู้ประกอบการ SME หลายคนมักดูแค่ว่าปีนี้กำไรเท่าไหร่ แต่ลืมดูว่าตัวเองต้องลงทุนไปเท่าไหร่กว่าจะได้กำไรก้อนนั้นมา อัตราส่วนนี้จะช่วยให้คุณเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของการบริหารงาน นอกจากนี้ ยังเป็นตัวเลขสำคัญที่ธนาคารและนักลงทุนดูก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติสินเชื่อ การพิจารณาร่วมลงทุน หรือการประเมินมูลค่ากิจการเพื่อซื้อขายธุรกิจ สูตรคำนวณ ROE พร้อมตัวอย่าง สูตรนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน สามารถใช้ตัวเลขแค่ 2 ตัวจาก งบการเงิน ประจำปีมาคำนวณได้เลย สูตร ROE ROE (%) = (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) × 100 กำไรสุทธิ (Net Income) หาได้จากบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หาได้จากหมวดทุนในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ตัวอย่างคำนวณ ROE จากงบจริง SME ไทย ร้านค้าออนไลน์ บริษัท ก จำกัด มีผลประกอบการดังนี้ วิธีคำนวณ: (500,000 ÷ 2,000,000) × 100 = 25% ผลลัพธ์ 25% หมายความว่าทุก 100 บาทที่เจ้าของลงทุนไป ธุรกิจสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ถึง 25 บาท ถือว่าใช้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ROE เท่าไหร่ถึงดี เกณฑ์มาตรฐานแยกตามประเภทธุรกิจ ความจริงแล้วไม่มีตัวเลขที่จัดว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เกณฑ์ทั่วไปคือถ้าผลตอบแทนสูงกว่า 15% จะถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่ทางที่ดีที่สุดคือต้องนำไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เกณฑ์ ROE ตามประเภทธุรกิจ ประเภทธุรกิจ ROE เฉลี่ย (โดยประมาณ) เหตุผล ค้าปลีก / e-Commerce 15-25% กำไรต่อชิ้นต่ำ แต่เน้นขายไว หมุนรอบเร็ว ธุรกิจบริการ 20-35% ใช้เงินลงทุนเรื่องทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่เป็นทักษะ กำไรจึงสูง ผลิตสินค้า / โรงงาน 10-20% ต้องลงทุนกับเครื่องจักรและคลังสินค้าสูง ทำให้คืนทุนช้ากว่า อสังหาริมทรัพย์ 8-15% ฐานทุนกว้างมาก ใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนจึงมักดูต่ำ ถ้าธุรกิจของคุณมีตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตารางนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องเริ่มปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน หรือหารายได้เพิ่ม ทำไมธนาคารดู ROE ก่อนปล่อยกู้ SME เมื่อ SME ยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารไม่ได้มองแค่ยอดขาย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ซึ่งตัวเลขอัตราส่วนนี้สามารถตอบคำถามนี้ได้ตรงประเด็นที่สุด ROE บอกอะไรธนาคารได้บ้าง ผลตอบแทนที่สูงบอกธนาคารว่าเจ้าของกิจการมีทักษะในการบริหารเงินทุนได้ดี มีโอกาสสูงที่จะชำระหนี้คืนได้ตรงเวลา ถ้ายิ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ แปลว่าการอนุมัติเงินกู้ไปขยายธุรกิจนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ในทางกลับกัน ผลตอบแทนที่ต่ำหรือติดลบ จะทำให้ธนาคารมองว่าธุรกิจอาจไม่มีกำลังมากพอที่จะชำระหนี้ โอกาสถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูควบคู่กับ ROE ธนาคารไม่ได้พิจารณาจากตัวเลขเดียว แต่จะดูอัตราส่วนอื่นประกอบกันด้วย เช่น ROE กับ ROA ต่างกันอย่างไร ทั้งสองตัวเลขใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ฐานทุนที่นำมาเทียบ ROE จะวัดผลตอบแทนเทียบกับเงินของเจ้าของเพียงอย่างเดียว ส่วน ROA (Return on Assets) จะวัดเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งรวมถึงเงินกู้หรือหนี้สินด้วย ธุรกิจที่กู้เงินมาหมุนเวียนเยอะอาจมีตัวเลขส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำ ทำให้ผลลัพธ์ ROE พุ่งสูงจนดูดีเกินจริง แต่ถ้าหันไปดู ROA จะพบว่าต่ำเตี้ยติดดินเพราะสินทรัพย์รวม (ที่มาจากหนี้) สูงมาก ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงแนะนำให้ดูทั้งสองตัวคู่กันเสมอเพื่อไม่ให้โดนหลอกตา DuPont Analysis แยกองค์ประกอบ ROE ให้เข้าใจลึกขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าผลตอบแทนที่สูงหรือต่ำนั้นมาจากสาเหตุอะไร โมเดลวิเคราะห์ทางการเงินที่ชื่อว่า DuPont Analysis จะช่วยแยกส่วนประกอบออกมาเป็น 3 ส่วน เพื่อให้คุณวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด สูตร DuPont 3 ตัวแปร ROE = Net Profit Margin × Asset Turnover × Equity Multiplier แปลความหมายแต่ละตัวแปรได้ดังนี้ ถ้าผลตอบแทนรวมต่ำ ให้คุณลองเช็กทีละตัวว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน กำไรต่อยอดขายน้อยไป หมุนสินทรัพย์ช้า หรือใช้หนี้น้อยเกินไป แล้วค่อยไปแก้ตรงจุดนั้น ROE ติดลบ หมายความว่าอะไร การติดลบเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ กำไรสุทธิติดลบ (บริษัทขาดทุน) หรือส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ (มีขาดทุนสะสมมากจนเกินทุนจดทะเบียน) ถ้าธุรกิจขาดทุนในปีนั้น กำไรสุทธิที่ติดลบจะส่งผลให้ผลตอบแทนติดลบตาม กรณีนี้ไม่ได้ร้ายแรงเสมอไป อาจเป็นเพราะเป็นช่วงลงทุนขยายกิจการในปีแรก ๆ แต่ถ้าสาเหตุมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรงกว่า หมายความว่ากิจการมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ต้องรีบแก้ไขโดยการเพิ่มทุนหรือลดหนี้อย่างด่วน วิธีเพิ่ม ROE สำหรับเจ้าของกิจการ SME จากสูตรตั้งต้น (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) การเพิ่มผลตอบแทนสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก เพิ่มกำไรสุทธิ วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้กำไรเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งรายได้จากช่องทางใหม่ การขึ้นราคา หรือการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์สามารถปรับโครงสร้างแพ็กเกจลดค่าขนส่งจากเดือนละ 50,000 เหลือ 35,000 บาท ซึ่งส่วนต่างที่ประหยัดได้จะไปเพิ่มในกำไรสุทธิโดยตรง บริหารส่วนของผู้ถือหุ้นให้เหมาะสม ถ้าธุรกิจมีเงินสดกองทิ้งไว้ในบัญชีมากเกินความจำเป็น ส่วนของทุนจะสูง แต่ผลตอบแทนจากการใช้เงินทุนจะต่ำ การจ่ายปันผลออกไปให้ผู้ถือหุ้น หรือนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อยอดขยายกิจการ จะช่วยปรับสัดส่วนนี้ให้สมดุลและดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้โปรแกรมบัญชีติดตามผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง การรู้ตัวเลขอัตราส่วนเหล่านี้เพียงปีละครั้งในตอนปิดงบนั้นไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในยุคนี้ คุณควรมีเครื่องมือที่ช่วยติดตามผลประกอบการเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับตัวและอุดรอยรั่วได้ทันท่วงที สรุป – ROE ตัวเลขเดียวที่บอกประสิทธิภาพเงินลงทุน ROE เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME มองเห็นว่าธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้คุ้มค่าแค่ไหน สิ่งที่คุณควรเริ่มทำต่อจากนี้คือ การนำงบการเงินล่าสุดมาคำนวณและเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม เตรียมตัวเลขเหล่านี้ให้พร้อมก่อนเดินเข้าไปขอสินเชื่อ และหมั่นติดตามอัตราส่วนสำคัญเป็นประจำโดยไม่ต้องรอดูแค่ตอนสิ้นปี เข้าใจธุรกิจได้ แค่กวาดสายตากับ PEAK Board หากคุณต้องการรู้สุขภาพทางการเงินโดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปยอดให้ PEAK Board มี Dashboard ที่คอยดึงข้อมูลจากงบการเงินมาแสดงภาพรวมแบบ Real-Time ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ให้คุณวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารการเงินของคุณให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROE ROE สูงเกินไปดีหรือไม่ ไม่เสมอไป ผลตอบแทนที่พุ่งสูงแบบผิดปกติ (เช่น เกิน 50%) อาจเกิดจากการที่ส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แปลว่าธุรกิจพึ่งพาหนี้สินเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ควรนำ D/E Ratio มาตรวจสอบประกอบด้วยเสมอ ROE ต่างจาก ROI อย่างไร ROI (Return on Investment) วัดผลตอบแทนจากการลงทุนเฉพาะโครงการ เช่น ลงทุนทำโฆษณา 100,000 บาท ได้ยอดขายเพิ่ม 300,000 บาท ส่วน ROE จะเป็นมาตรวัดผลการดำเนินงานระดับรวมของทั้งองค์กร SME ที่เพิ่งเปิดกิจการ ROE ต่ำ ถือว่าปกติไหม ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะในช่วงปีแรกธุรกิจมักมีค่าใช้จ่ายสูงจากการลงทุนเริ่มต้นในขณะที่กำไรสุทธิยังน้อย สิ่งที่ควรโฟกัสคือทิศทางแนวโน้ม ถ้าตัวเลขค่อย ๆ ขยับเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง DuPont Analysis ช่วยวิเคราะห์ผลการดำเนินงานอย่างไร DuPont จะดึงส่วนประกอบแยกออกมาเป็น 3 ส่วน คือ ความสามารถทำกำไรต่อยอดขาย ความเร็วในการหมุนสินทรัพย์ และสัดส่วนภาระหนี้ ช่วยให้ผู้บริหารรู้ทันทีว่าตัวเลขสวย ๆ ที่ได้มานั้นมาจากฝีมือการทำกำไรจริง หรือแค่มาจากการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก ยื่นขอสินเชื่อแล้วถูกปฏิเสธ ทำยังไงต่อ ให้สอบถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าอัตราส่วนตัวไหนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วนำมาปรับปรุง เช่น ถ้า D/E Ratio สูงเกินไปก็ให้หาทางลดหนี้ลงหรือเพิ่มทุน แต่ถ้าประเด็นอยู่ที่กำไรต่ำก็ต้องกลับมาปรับลดค่าใช้จ่ายให้งบสวยขึ้นก่อนไปยื่นใหม่รอบหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

ROA คืออะไร สูตรและตัวอย่างคำนวณผลตอบแทนจากสินทรัพย์สำหรับ SME

ธุรกิจที่ลงทุนซื้อเครื่องจักร สต๊อกสินค้า หรือตกแต่งร้านอย่างอลังการ แต่กำไรกลับออกมาน้อยนิด อาจกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการใช้ทรัพย์สินไม่คุ้มค่า ROA คือตัวเลขที่จะช่วยไขคำตอบนี้ได้ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นเครื่องมือที่วัดว่า ทุกบาทที่ลงทุนเป็นสินทรัพย์นั้น สามารถสร้างกำไรกลับมาได้เท่าไร บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่สูตรคำนวณ ROA พร้อมยกตัวอย่างจากงบการเงินจริงของธุรกิจ SME การเปรียบเทียบข้อแตกต่างกับ ROE และแนะนำเทคนิคการปรับปรุงอัตราส่วนนี้ให้ดีขึ้น ROA คืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจควรรู้ ROA หรือ Return on Assets คืออัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดว่าธุรกิจสามารถนำสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ไปสร้างเป็นกำไรสุทธิได้ดีแค่ไหน ยิ่ง ROA มีค่าสูง แปลว่าธุรกิจสามารถบริหารทรัพย์สินได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ชื่อเต็มภาษาไทยคือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ แต่ในวงการธุรกิจและการเงินนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ROA ทำไม ROA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ สินทรัพย์ก็คือเงินที่จมอยู่ในระบบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรมูลค่าหลักล้าน รถบรรทุกขนส่ง สินค้าในสต๊อก หรือแม้แต่เงินสดในบัญชี ถ้าคุณมีสินทรัพย์เยอะแต่กลับทำกำไรได้น้อย แปลว่าเงินทุนของคุณกำลังถูกใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ROA จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมว่า ทรัพย์สินที่ประเคนลงทุนไปนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้คุ้มค่าเหนื่อยหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพของธุรกิจตัวเองเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเอาไปเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ยังได้ สูตรคำนวณ ROA พร้อมตัวอย่างจากงบ SME จริง สูตรการคำนวณไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด คุณสามารถดึงตัวเลขแค่ 2 ตัวที่อยู่ในงบการเงินมาคำนวณได้ทันที ROA (%) = (กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม) × 100 ตัวอย่างคำนวณ ROA จากงบการเงินจริง สมมติ บริษัท ก จำกัด เป็นร้านขายอุปกรณ์สำนักงานออนไลน์ มีงบการเงินปีล่าสุดดังนี้ วิธีคำนวณ: (600,000 ÷ 3,000,000) × 100 = 20% ผลลัพธ์ 20% หมายความว่า ทุก 100 บาทที่บริษัท ก นำไปลงทุนเป็นสินทรัพย์ จะสามารถสร้างผลกำไรกลับมาได้ 20 บาท กำไรสุทธิ คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน กำไรสุทธิ (Net Income) คือรายได้ทั้งหมดหักลบด้วยค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนสินค้า ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา และภาษี ตัวเลขสำคัญนี้จะอยู่ในบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน สินทรัพย์รวม คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน สินทรัพย์รวม (Total Assets) คือทรัพย์สินทุกอย่างที่กิจการมีสิทธิ์ครอบครอง ทั้งเงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เครื่องจักร อาคาร และที่ดิน ตัวเลขนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) เวลาคำนวณ บางตำราอาจแนะนำให้ใช้ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย คือการนำสินทรัพย์ต้นปีมารวมกับปลายปีแล้วหาร 2 เพื่อให้ตัวเลขมีความแม่นยำขึ้น แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นวิเคราะห์สุขภาพการเงิน การใช้สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปีก็เพียงพอที่จะเห็นภาพรวมแล้ว ROA เท่าไหร่ถึงดี ค่ามาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม ไม่มีค่า ROA ที่ฟันธงได้ว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างการลงทุนที่ต่างกันลิบลับ ธุรกิจที่ต้องประเดิมด้วยการซื้อเครื่องจักรหนักย่อมมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าธุรกิจที่ใช้แค่สมองและคอมพิวเตอร์ทำงาน หลักง่าย ๆ คือ หากมากกว่า 5% ถือว่าใช้ได้ และถ้าสูงกว่า 10% ถือว่าดีเยี่ยม แต่ก็ต้องนำไปเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกันอยู่เสมอ ROA ธุรกิจบริการ ธุรกิจผลิต และธุรกิจซื้อมาขายไป ต่างกันแค่ไหน ประเภทธุรกิจ ROA ทั่วไป เหตุผล ธุรกิจบริการ (ที่ปรึกษา, สำนักงานบัญชี, ฟรีแลนซ์) 15-30% ลงทุนทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่ใช้ทักษะคนทำงานเป็นหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไป (ร้านค้าออนไลน์, ค้าปลีก) 8-15% มีสต๊อกสินค้าและรอบเครดิตลูกหนี้การค้าอยู่ระดับหนึ่ง ธุรกิจผลิต (โรงงาน, แปรรูปอาหาร) 3-10% ต้องลงทุนกับเครื่องจักร โรงงาน อุปกรณ์หนัก ฐานสินทรัพย์จึงสูง สมมติว่าร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งมี ROA 5% ในขณะที่สำนักงานบัญชีก็มี 5% เท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองบริษัทนี้ทำผลงานได้ดีเท่ากัน เพราะร้านค้าออนไลน์มีสินทรัพย์จับต้องได้เยอะกว่า ระดับ 5% จึงพอรับได้ แต่สำหรับสำนักงานบัญชีที่ไม่ค่อยมีต้นทุนสินทรัพย์ ตัวเลขควรจะทะลุไปไกลกว่านี้ ROA ต่ำ หมายความว่าอะไร สาเหตุที่พบบ่อยใน SME อัตราส่วนที่ต่ำฟ้องให้เห็นว่าธุรกิจกำลังลงทุนในทรัพย์สินมากเกินไป แต่กลับเค้นกำไรจากทรัพย์สินเหล่านั้นออกมาได้น้อย สาเหตุยอดฮิตที่มักเจอในธุรกิจ SME ไทย ได้แก่ ถ้าตัวเลขผลตอบแทนของธุรกิจคุณร่วงลงทุกปี ควรเรียกประชุมทีมงานเพื่อตรวจสอบว่ามีสินทรัพย์หมวดไหนเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือกำไรสุทธิร่วงลงจากสาเหตุอะไร ROA กับ ROE ต่างกันอย่างไร ดูคู่กันถึงครบ ROA กับ ROE (Return on Equity) เป็นอัตราส่วนทางการเงินคู่แฝดที่มักถูกนำมาเปิดเทียบกัน ทั้งสองตัวใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกันแต่มองผ่านคนละเลนส์ ROA จะวัดประสิทธิภาพจากสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ในขณะที่ ROE จะโฟกัสเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้นหรือเงินที่เจ้าของควักกระเป๋าลงทุนไปจริง ๆ เท่านั้น ตารางเปรียบเทียบ ROA กับ ROE เกณฑ์ ROA ROE ชื่อเต็ม Return on Assets Return on Equity วัดอะไร ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด ผลตอบแทนจากเงินที่เจ้าของลงทุน รวมหนี้สินด้วยไหม รวม (เพราะสินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน) ไม่รวม (คิดเฉพาะเงินทุนของเจ้าของ) กรณีที่ขัดแย้งกัน – ROE อาจดูสูงลิ่ว เพราะกู้เงินมาหมุนจนหนี้ท่วม เหมาะดูเมื่อ เปรียบเทียบประสิทธิภาพข้ามอุตสาหกรรม เปรียบเทียบผลตอบแทนสำหรับนักลงทุน เมื่อไหร่ควรดู ROA เมื่อไหร่ควรดู ROE ถ้าคุณอยากรู้ว่าทีมบริหารใช้ทรัพยากรทุกเม็ดที่มีอยู่ได้คุ้มค่าแค่ไหน ให้หันไปมอง ROA เพราะมันคำนวณรวมทั้งเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียน แต่ถ้าอยากตอบคำถามนักลงทุนว่า เงินที่ใส่ลงไปมันงอกเงยคุ้มค่าแค่ไหน ให้ดู ROE มีหลายธุรกิจที่ชอบกู้หนี้ยืมสินมาขยายกิจการ ทำให้ผลลัพธ์ ROE ออกมาสูงและดูสวยงามมาก แต่พอไปกางดู ROA กลับพบว่าต่ำเรี่ยดิน เพราะมีสินทรัพย์รวมที่เกิดจากหนี้พองตัวอยู่ การวิเคราะห์ทั้งสองตัวแปรคู่กันจะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า ผลตอบแทนที่บริษัททำได้นั้นเกิดจากฝีมือการบริหารที่ดีจริง หรือแค่ใช้พลังของเงินกู้ วิธีปรับปรุง ROA ให้ดีขึ้นสำหรับ SME ไทย การปั้นตัวเลขให้ดีขึ้นสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือเพิ่มตัวเศษ (เพิ่มกำไร) หรือลดตัวส่วน (ลดการตุนสินทรัพย์) หรือถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ก็จะยิ่งดี เพิ่มกำไรสุทธิ การเพิ่มกำไรทำได้ทั้งฝั่งหาตังค์และฝั่งรัดเข็มขัด บริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ สินทรัพย์ที่จมอยู่เฉย ๆ จะทำให้ตัวหารเพิ่มขึ้นและฉุดผลตอบแทนลงมาอย่างน่าเสียดาย ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจช่วยติดตาม การติดตามอัตราส่วนสำคัญไม่ได้แปลว่าต้องรอให้ทีมบัญชีปิดงบตอนสิ้นปีเสมอไป ถ้าคุณมีโปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard นำเสนอภาพรวมการเงินแบบทันที คุณก็จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้รวดเร็วกว่า ข้อควรระวังในการใช้ ROA วิเคราะห์ธุรกิจ แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มหาศาล แต่ก็มีข้อควรระวังที่คุณไม่ควรมองข้าม ค่าเสื่อมราคาสะสมที่ถูกหักออกไปมาก อาจทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่โชว์ในงบดุลต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง ส่งผลให้ ROA ดีดตัวสูงเกินจริงได้ เช่น เครื่องจักรที่หักค่าเสื่อมจนเหลือมูลค่าทางบัญชีแค่ 1 บาท แต่ความจริงยังใช้งานผลิตของได้เต็มกำลัง สำหรับธุรกิจที่เน้นเช่าสินทรัพย์แทนการซื้อขาด (Leasing) สินทรัพย์รวมจะต่ำกว่าอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ROA ออกมาดูดีมาก แม้ว่าเนื้อแท้ของประสิทธิภาพการทำงานอาจจะไม่ได้เก่งไปกว่าคู่แข่งเลย ดังนั้น การตัดสินใจจาก ROA เพียงตัวเลขเดียวอาจไม่ครอบคลุม ควรนำไปพิจารณาร่วมกับ ROE และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพื่อให้ได้บทสรุปที่รอบด้านที่สุด สรุป – ROA ช่วยให้เห็นว่าทรัพย์สินสร้างกำไรได้คุ้มค่าหรือไม่ ROA ช่วยตอบคำถามสำคัญให้เจ้าของธุรกิจว่า กำไรที่ทำได้เมื่อเทียบกับเงินทุนก้อนโตที่ละลายไปในสินทรัพย์นั้น คุ้มค่าเหนื่อยจริง ๆ หรือไม่ ยิ่งมีตัวเลขสูงก็ยิ่งแสดงว่าการบริหารจัดการภายในนั้นยอดเยี่ยม แต่จำไว้เสมอว่าต้องเปรียบเทียบกับธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และอย่าลืมหยิบตัวเลข ROE มาวิเคราะห์ควบคู่ไปด้วยเสมอ วิเคราะห์สุขภาพธุรกิจของคุณ ไปกับ PEAK Board ผู้ประกอบการชั้นนำเลือกใช้ PEAK Board ช่วยแปลงตัวเลขทางบัญชีที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกราฟสวยงามเข้าใจง่าย ให้เจ้าของธุรกิจประเมินสถานการณ์ และดูอัตราส่วนสำคัญทางการเงินได้เองตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROA ROA ติดลบ หมายความว่าอะไร อาการติดลบเกิดจากการที่ธุรกิจมีผลขาดทุนสุทธิ (รายจ่ายเยอะกว่ารายได้) ทำให้ตัวเศษในสมการเป็นค่าติดลบ สถานการณ์นี้เป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน แต่ถ้าปล่อยให้ติดลบต่อเนื่องหลายปี ควรทบทวนโมเดลและแผนธุรกิจเสียใหม่ เปรียบเทียบ ROA ข้ามอุตสาหกรรมได้ไหม สามารถทำได้ แต่ต้องระวังให้ดีเพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างของเครื่องมือหากินต่างกัน โรงงานผลิตเครื่องจักรที่มีผลตอบแทน 5% อาจถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งในวงการอุตสาหกรรมหนัก แต่ถ้าเอา 5% นี้ไปเทียบกับบริษัทนายหน้าอสังหาฯ ตัวเลขระดับนี้จะถือว่าสอบตก การเปรียบเทียบที่ยุติธรรมที่สุดควรจับคู่กับธุรกิจที่มีประเภทและไซส์ใกล้เคียงกัน ROA ควรดูบ่อยแค่ไหน สำหรับกิจการ SME ที่มีการสรุปงบการเงินรายเดือน ควรหยิบตัวเลขนี้มาดูทุกไตรมาสเพื่อจับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องทนรอจนถึงตอนปิดงบสิ้นปี ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard สรุปภาพรวมให้ ก็ยิ่งเห็นปัญหาและหาทางหนีทีไล่ได้เร็วกว่าเดิม ROA กับ ROI ต่างกันตรงไหน ROA วัดความสามารถในการดึงกำไรออกมาจากสินทรัพย์ทั้งหมดของทั้งกิจการ ส่วน ROI (Return on Investment) จะวัดความคุ้มค่าจากเงินลงทุนแค่เฉพาะในโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งเท่านั้น เช่น ลงทุนซื้อโฆษณา Facebook ไป 10,000 บาท แล้วกวาดยอดขายกลับมาได้ 30,000 บาท ROI ของแคมเปญนี้จะพุ่งสูงถึง 200% ซึ่งขอบเขตของ ROI จะแคบกว่าและเจาะจงเป็นเรื่อง ๆ ไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก