PEAK Account

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

Performance คืออะไร ตัวชี้วัดที่คู่ค้าและนักลงทุนใช้ประเมินธุรกิจ

วลาคู่ค้ารายใหม่ขอดูตัวเลขก่อนเซ็นสัญญา หรือนักลงทุนนัดประชุมแล้วถามถึงผลประกอบการ ผู้ประกอบการหลายคนรู้สึกไม่มั่นใจว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง สถานการณ์แบบนี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด เพราะคำว่า Performance ในโลกธุรกิจไม่ได้หมายถึงแค่ทำงานได้ดีหรือไม่ดี แต่อาจหมายถึงตัวเลขทางการเงินในธุรกิจของคุณแข็งแรงแค่ไหน โดยในบทความนี้ จะสรุปนิยาม Performance ในมุมผลประกอบการ พร้อมตัวชี้วัดที่ SME ควรรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อถึงเวลาเจรจากับคู่ค้าหรือนักลงทุน Performance คืออะไร Performance ในบริบทธุรกิจ หมายถึง ผลการดำเนินงานหรือผลประกอบการ (Financial Performance) ซึ่งวัดได้จากตัวเลขทางการเงิน เช่น รายได้ กำไร สภาพคล่อง และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนได้ว่าธุรกิจดำเนินงานได้ดีแค่ไหนในช่วงเวลาที่กำหนด Performance ในบริบทธุรกิจ กับความหมายทั่วไป ต่างกันอย่างไร คำว่า Performance มีหลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบท ในด้าน HR หมายถึงผลงานของพนักงาน ในด้าน IT หมายถึงประสิทธิภาพของระบบ แต่เมื่อใช้ในบริบทบัญชีและการเงิน Performance หมายถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจทั้งหมด อ่านได้จากงบการเงินของบริษัท บทความนี้เจาะเฉพาะ Performance ในมุมตัวชี้วัดผลประกอบการที่ stakeholder ใช้ประเมินธุรกิจก่อนร่วมงาน ทำไม Performance ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME SME ที่ต้องการขอสินเชื่อ หาคู่ค้ารายใหม่ หรือเปิดรับนักลงทุน ล้วนต้องแสดงตัวเลขผลประกอบการ ให้ธุรกิจของตนดูน่าเชื่อถือ และใช้เป็นหลักฐานสำคัญ ว่าธุรกิจของคุณน่าร่วมงานด้วยหรือไม่ ยิ่ง Performance ชัดเจนเท่าไหร่ โอกาสปิดดีลก็สูงขึ้นเท่านั้น คู่ค้า B2B ประเมินอะไรก่อนร่วมงาน คู่ค้า B2B มักประเมิน 3 เรื่องหลักก่อนตกลงทำธุรกิจด้วย นักลงทุนดูตัวเลขอะไรก่อนตัดสินใจ คู่ค้าอาจจะดูเรื่องสภาพคล่องเป็นหลัก แต่กับนักลงทุน มักต้องการข้อมูลมากกว่านั้น โดยเฉพาะกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต อาทิ ตัวชี้วัดผลประกอบการที่ SME ต้องรู้ ตัวชี้วัดผลประกอบการ หรือ Financial Performance Metrics แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามหลักการบัญชี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ใช้อัตราส่วนเหล่านี้วิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนเช่นกัน SME สามารถนำมาใช้ประเมินธุรกิจตัวเองได้ กลุ่มตัวชี้วัด ตัวอย่างอัตราส่วน บอกอะไร กำไร (Profitability) Gross Margin, Net Profit Margin สินค้าหรือบริการทำกำไรได้แค่ไหน สภาพคล่อง (Liquidity) Current Ratio, Quick Ratio จ่ายหนี้ระยะสั้นได้ทันหรือไม่ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ROA, ROE, Asset Turnover ใช้ทรัพยากรคุ้มค่าแค่ไหน หนี้สิน (Leverage) D/E Ratio พึ่งพาเงินกู้มากน้อยเพียงใด การอ่านตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ลองดูตัวอย่างง่ายๆ วิธีติดตามผลประกอบการอย่างเป็นระบบ การรู้ว่าต้องดูตัวเลขอะไรเป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญกว่าคือการติดตามตัวเลขเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ SME ที่ต้องการติดตาม Performance อย่างเป็นระบบ สามารถเริ่มจาก 3 ขั้นตอน ดังนี้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account ช่วยบันทึกรายการและสรุปรายงานการเงินให้อัตโนมัติ และ PEAK Board แสดง Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมธุรกิจได้ทันที สรุป ตัวเลข Performance คือภาษาที่ธุรกิจใช้สร้างความน่าเชื่อถือ Performance ไม่ได้เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ที่เข้าใจตัวชี้วัดผลประกอบการและติดตามตัวเลขอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจเข้ามา ก็พร้อมเจรจาได้อย่างมั่นใจ สิ่งสำคัญคือเริ่มจัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ เพราะตัวเลขที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน จัดการผลประกอบการให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมสรุป Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ผ่าน PEAK Board – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Performance ผลประกอบการ ดูผลประกอบการของบริษัทอื่นได้ที่ไหน สามารถตรวจสอบงบการเงินของนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยค้นหาจากชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล ข้อมูลที่แสดงจะเป็นงบการเงินที่บริษัทยื่นประจำปี ผลประกอบการติดลบ หมายความว่าธุรกิจจะล้มหรือไม่ ไม่จำเป็นเสมอไป ผลประกอบการติดลบหมายถึงค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ในงวดนั้น ซึ่งอาจเกิดจากการลงทุนขยายกิจการหรือต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำ สิ่งที่ควรดูเพิ่มคือแนวโน้มย้อนหลัง 3-4 ไตรมาส ถ้าติดลบต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรายได้ SME ต้องรายงานผลประกอบการบ่อยแค่ไหน นิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อ DBD ปีละ 1 ครั้ง ภายใน 5 เดือนหลังวันสิ้นรอบบัญชี แต่สำหรับการบริหารจัดการภายใน แนะนำให้ติดตามตัวเลขทุกเดือนหรืออย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อให้ปรับแผนได้ทัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

NPV คืออะไร สูตรคำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ ฉบับ SME

SME ที่กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องจักร จะเปิดสาขาเพิ่ม หรือลงทุนขยายกิจการดีหรือไม่ อาจไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่มีตัวเลขคอยบอก แต่จริงๆ แล้วผู้ประกอบการ SME สามารถใช้ NPV (Net Present Value) หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ ที่จะช่วยตอบคำถามว่าถึงเวลาหรือยังที่จะตัดสินใจ โดยบทความนี้ จะพาคุณมาคำนวณด้วยตัวเลขจริง พร้อมเชื่อมโยงผลกระทบทางภาษีที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม NPV (Net Present Value) คืออะไร NPV หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ คือเครื่องมือทางการเงินที่ใช้วัดว่า การลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ โดยนำกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตมาคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบัน แล้วหักด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น พูดง่ายๆ คือ เครื่องมือนี้ตอบคำถามว่า ถ้าลงทุนเงินก้อนนี้วันนี้ เงินที่ได้คืนในอนาคตจะคุ้มกว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นหรือเปล่า โดยผลลัพธ์มีได้ 2 กรณี NPV มีหลักการคิดยังไง เพราะเงิน 100,000 บาทวันนี้ กับ 100,000 บาทอีก 3 ปีข้างหน้า มีมูลค่าไม่เท่ากัน เงินที่มีอยู่วันนี้ สามารถนำไปลงทุน หรือฝากธนาคาร ให้เกิดกำไรงอกเงย สร้างผลตอบแทนได้ แต่หากถือไว้เฉยๆ อาจมีมูลค่าลดลง ซึ่งเป็นผลจากเงินเฟ้อ หลักคิดนี้เรียกว่า Time Value of Money หรือ มูลค่าเงินตามเวลา NPV ใช้หลักการนี้ในการคำนวณ โดยนำเงินที่จะได้ในอนาคต มาเปรียบเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายไปในวันนี้ สูตร NPV และองค์ประกอบที่ต้องรู้ สูตรการคำนวณคือ นำกระแสเงินสดสุทธิ (Cash Flow) ของแต่ละปี มาหารด้วย (1 + อัตราคิดลด) ยกกำลังจำนวนปี แล้วรวมทุกปีเข้าด้วยกัน จากนั้นหักเงินลงทุนเริ่มต้นออก NPV = ( CF ปีที่ 1 / (1+r)^1 + CF ปีที่ 2 / (1+r)^2 + … + CF ปีที่ n / (1+r)^ n ) – เงินลงทุนเริ่มต้น ตัวแปร ความหมาย CF (Cash Flow) กระแสเงินสดสุทธิที่ได้รับในแต่ละปี r (Discount Rate) อัตราคิดลด คือ ผลตอบแทนขั้นต่ำที่คุณคาดหวัง n จำนวนปีที่ใช้ประเมิน Discount Rate (อัตราคิดลด) สำหรับ SME ไทยใช้เท่าไรดี Discount Rate คือ อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการคาดหวังจากการลงทุน ถ้าโครงการไหนให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่านี้ ก็ไม่คุ้มที่จะลงทุน สำหรับ SME ไทย discount rate ที่ใช้กันทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 8-15% โดยขึ้นอยู่กับ ตัวอย่างคำนวณ NPV สำหรับ SME กรณีซื้อเครื่องจักรขยายกิจการ สมมุติ บริษัท กอไก่ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตชิ้นส่วนพลาสติก กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องฉีดพลาสติกใหม่ราคา 1,000,000 บาท เพื่อเพิ่มกำลังผลิต โดยมีข้อมูลประมาณการ ดังนี้ ขั้นตอนคำนวณแบบ step-by-step ปีที่ กระแสเงินสด (บาท) ตัวหาร (1+0.10)^n มูลค่าปัจจุบัน (บาท) 0 -1,000,000 1.000 -1,000,000 1 300,000 1.100 272,727 2 300,000 1.210 247,934 3 300,000 1.331 225,394 4 300,000 1.464 204,904 5 300,000 1.611 186,276 รวม NPV   137,235 บาท คำนวณแล้ว ได้ผลลัพธ์ 137,235 บาท ซึ่งเป็นบวก หมายความว่า การซื้อเครื่องจักรนี้คุ้มค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการประมาณ 137,235 บาท เมื่อเทียบกับการเอาเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทน 10% เปรียบเทียบ ก่อน vs หลัง ใช้ NPV ช่วยตัดสินใจ  ไม่คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ วิธีคิด ลงทุน 1 ล้าน ได้คืนปีละ 3 แสน 5 ปีได้ 1.5 ล้าน กำไร 5 แสน ลงทุน 1 ล้าน เงินที่ได้คืนในอนาคตคิดเป็นมูลค่าวันนี้ได้ 1,137,235 บาท กำไรจริง 137,235 บาท ข้อดี คิดง่าย เข้าใจเร็ว สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง เปรียบเทียบทางเลือกได้ ข้อจำกัด ไม่คำนึงถึงค่าเงินที่เปลี่ยนตามเวลา อาจตัดสินใจผิด ต้องประมาณกระแสเงินสดและ discount rate ให้แม่นยำ หากไม่คำนวณด้วย NPV เจ้าของกิจการอาจคิดว่า การลงทุนนี้ จะได้กำไร 500,000 บาท แต่พอคิดมูลค่าเงินตามเวลาแล้ว กำไรจริงอยู่ที่ 137,235 บาท ตัวเลขต่างกันมาก ในบางกรณี การคิดด้วย NPV อาจทำให้กำไรบางลง จนไม่คุ้มค่าการลงทุนได้ด้วย NPV กับผลกระทบทางภาษี สิ่งที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม การคำนวณ NPV ให้แม่นยำ ไม่ได้ดูแค่รายรับ-รายจ่าย แต่ต้องคำนึงถึงภาษีด้วย เพราะภาษีมีผลกระทบต่อกระแสเงินสดสุทธิ ที่ต้องใช้คำนวณในสูตรเช่นกัน ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์กับกระแสเงินสดใน NPV เมื่อซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท เงินทั้งก้อนนั้นไม่ได้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปีเดียว แต่ทยอยตัดเป็นค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เครื่องจักรสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้สูงสุด 20% ต่อปี (อายุการใช้งาน 5 ปี) เพราะค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายจริง แต่ช่วยลดกำไรทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือ เงินสดจริงที่เพิ่มเข้ามาในกระแสเงินสด ตัวอย่าง ถ้าเครื่องจักรราคา 1,000,000 บาท คิดค่าเสื่อมราคาปีละ 200,000 บาท และกิจการเสียภาษีนิติบุคคล 20% จะประหยัดภาษีได้ปีละ 200,000 x 20% = 40,000 บาท เงินจำนวนนี้ทำให้กระแสเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลลัพธ์การคำนวณสูงขึ้นตามไปด้วย สิทธิประโยชน์ภาษี (BOI และมาตรการลดหย่อน) ที่เปลี่ยน NPV นอกจากค่าเสื่อมราคาปกติ ผู้ประกอบการบางรายอาจได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี หรือหักค่าเสื่อมราคาเร่งได้ สิทธิเหล่านี้เพิ่มกระแสเงินสดหลังภาษีอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนจากติดลบเป็นบวกได้ ก่อนคำนวณ ลองเช็คว่าการลงทุนของคุณเข้าเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ภาษีใดบ้าง เพราะอาจเปลี่ยนผลการตัดสินใจทั้งหมด NPV กับ IRR ต่างกันอย่างไร ใช้ตัวไหนดีกว่า ตัวแรกบอกว่า โครงการนี้สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าไร ในขณะที่ IRR (Internal Rate of Return) บอกว่า โครงการนี้ให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์  NPV IRR บอกอะไร มูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนเงิน อัตราผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ เกณฑ์ตัดสินใจ NPV มากกว่า 0 ควรลงทุน IRR มากกว่า discount rate ควรลงทุน จุดแข็ง เปรียบเทียบโครงการขนาดต่างกันได้ชัดเจน เข้าใจง่าย สื่อสารกับคนอื่นได้เร็ว ข้อจำกัด ต้องกำหนด discount rate ก่อน อาจให้ผลลัพธ์หลายค่าในบางกรณี สำหรับผู้ประกอบการ SME แนะนำใช้ตัวแรกเป็นเครื่องมือหลัก เพราะบอกเป็นจำนวนเงินชัดเจน แล้วใช้ IRR เป็นตัวเสริมสำหรับสื่อสารกับหุ้นส่วนหรือธนาคาร สรุป NPV ช่วย SME ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเลข ไม่ใช่แค่ความรู้สึก การตัดสินใจลงทุนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกกิจการ เครื่องมืออย่าง NPV ช่วยให้คุณเปรียบเทียบทางเลือกด้วยตัวเลขที่สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง ไม่ใช่แค่บวกลบรายรับ-รายจ่ายแบบหยาบ และสิ่งที่ทำให้การคำนวณแม่นยำยิ่งขึ้น คือการนำข้อมูลกระแสเงินสดจริงของกิจการมาใช้ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ยิ่งข้อมูลจริง ผลลัพธ์ยิ่งน่าเชื่อถือ ใช้ข้อมูลจริงจากระบบบัญชีมาคำนวณ NPV ได้ทันที ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ข้อมูลรายรับ-รายจ่าย กระแสเงินสด และรายงานวิเคราะห์ธุรกิจจาก PEAK Board จะช่วยให้คุณดึงตัวเลขจริงมาใช้คำนวณได้ทันที ไม่ต้องรวบรวมเอกสารเอง – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NPV (มูลค่าปัจจุบันสุทธิ) NPV ติดลบ แปลว่าห้ามลงทุนเลยหรือเปล่า ไม่เสมอไป ผลลัพธ์ติดลบหมายความว่า ผลตอบแทนทางการเงินไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับ discount rate ที่กำหนด แต่บางโครงการมีคุณค่าเชิงกลยุทธ์ที่ตัวเลขจับไม่ได้ เช่น การลงทุนเพื่อรักษาลูกค้ารายใหญ่ หรือสร้างแบรนด์ในตลาดใหม่ ในกรณีนี้ควรพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขอย่างเดียว ผู้ประกอบการ SME คำนวณ NPV ด้วยตัวเองได้ไหม ได้ เพราะหลักการไม่ซับซ้อน แค่ต้องมีข้อมูล 3 อย่าง คือ เงินลงทุนเริ่มต้น กระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้แต่ละปี และ discount rate สิ่งสำคัญคือข้อมูลกระแสเงินสดต้องมาจากตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว การดึงตัวเลขมาใช้จะง่ายขึ้นมาก ค่าเสื่อมราคาเกี่ยวอะไรกับ NPV ค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายออกจริง แต่ช่วยลดกำไรสุทธิทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้นจริง ซึ่งทำให้ผลลัพธ์สูงขึ้น ผู้ประกอบการที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ใหม่ควรรวมผลประหยัดภาษีจากค่าเสื่อมราคาเข้าไปในการคำนวณด้วย เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ตั๋วสัญญาใช้เงิน คืออะไร เครื่องมือการเงิน B2B ที่ธุรกิจต้องรู้

การทำธุรกิจ B2B มักไม่ได้เงินสดในทันที แต่ต้องรอรอบบัญชีของลูกค้า ยิ่งลูกค้าสั่งสินค้าหรือใช้บริการเยอะ เจ้าของกิจการก็ต้องรับความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงนี้ จึงเกิดเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่ช่วยสร้างหลักประกันให้กับเจ้าของกิจการ SME และยังคุ้มครองด้วยกฎหมาย ในบทความนี้ คุณจะได้รู้จักกับตั๋วสัญญาใช้เงิน การใช้งานจริง เงื่อนไขภาษี ข้อกฎหมาย ตลอดจนความเสี่ยงที่ SME ต้องรู้ ตั๋วสัญญาใช้เงินคืออะไร ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) คือเอกสารที่ผู้ออกตั๋วให้คำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้รับตามวันที่กำหนด โดยไม่มีเงื่อนไขแนบท้าย เอกสารนี้มีผลบังคับตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 982 ถึง 1011 ที่หากไม่จ่ายตามกำหนด ผู้ถือตั๋วฟ้องร้องได้ทันที องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ตั๋วสมบูรณ์ตามกฎหมาย ตั๋วจะมีผลทางกฎหมายได้ ต้องมีรายการครบตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 983 รายการ ตัวอย่าง คำว่า ตั๋วสัญญาใช้เงิน ในตัวเอกสาร ระบุไว้ที่หัวเอกสาร คำมั่นว่าจะใช้เงินโดยไม่มีเงื่อนไข จ่ายเงินจำนวน 500,000 บาท วันถึงกำหนดใช้เงิน 90 วันนับจากวันที่ออกตั๋ว สถานที่ใช้เงิน สำนักงานใหญ่ บริษัท ก จำกัด ชื่อผู้รับเงิน บริษัท ข จำกัด วันที่และสถานที่ออกตั๋ว 1 กันยายน – กรุงเทพฯ ลายเซ็นผู้ออกตั๋ว กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หากขาดรายการใดรายการหนึ่ง ตั๋วอาจไม่สมบูรณ์และใช้บังคับไม่ได้ ทำไม SME ถึงใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินแทนเงินสด ธุรกิจ B2B มักมียอดชำระสูง การให้เครดิตเทอมจึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งถ้าหากไม่มีการทำเอกสารสัญญาให้ชัดเจน ผู้ขายจะเสียเปรียบหากเกิดการผิดนัดชำระ การใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน จะช่วยปกป้องทั้งสองฝ่าย ผู้ซื้อได้เวลาหมุนเงิน และผู้ขายจะมีหลักฐานที่ชัดเจนกว่าการใช้แค่ใบแจ้งหนี้ นอกจากนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินยังสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ หรืออาจนำไปขายกับธนาคาร เพื่อการรับเงินสดก่อนครบกำหนด ตัวอย่างการใช้ตั๋วสัญญา จัดการเครดิตคู่ค้า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ค้าส่งวัสดุก่อสร้าง สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุกเดือน มูลค่าราว 500,000 บาท แทนที่จะจ่ายเงินสดทันที บริษัท ก ออกตั๋วกำหนดจ่ายภายใน 90 วัน วิธีนี้ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น ตั๋วสัญญาใช้เงินกับตั๋วแลกเงิน ต่างกันตรงไหน เปรียบเทียบ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 2 ฝ่าย 3 ฝ่าย ผู้รับผิดชอบจ่ายเงิน ผู้ออกตั๋ว (ลูกหนี้เอง) ผู้จ่าย (ต้องรับรองก่อน) ต้องรับรองตั๋วก่อนหรือไม่ ไม่ต้อง ต้องมี (ผู้จ่ายรับรอง) กรณีใช้งาน การค้า B2B ระหว่างคู่ค้า การค้าระหว่างประเทศ SME ไทยที่ซื้อขายในประเทศมักเลือกตั๋วสัญญาใช้เงิน เพราะมีแค่ 2 ฝ่าย ไม่ต้องรอใครรับรอง ตั๋วสัญญาใช้เงิน กับอากรแสตมป์ เสียเท่าไร และอย่างไร ตั๋วชนิดนี้ต้องติดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลำดับที่ 9 โดยคำนวณที่อัตรา 3 บาทต่อทุก 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท โดยผู้ออกตั๋วเป็นผู้เสียอากร อ้างอิงจากตัวอย่างเดิม – บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกตั๋วมูลค่า 500,000 บาท คำนวณอากรได้ดังนี้ 500,000 ÷ 2,000 = 250 x 3 = 750 บาท หมายความว่าตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 500,000 บาทนี้ ต้องติดอากร 750 บาท หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ ตั๋วใบนี้จะใช้เป็นหลักฐานในศาลไม่ได้ ผู้ออกตั๋วและผู้รับตั๋ว จึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าติดอากรครบก่อนลงลายเซ็น ความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต้องรู้ก่อนรับตั๋ว แม้ตั๋วจะมีผลบังคับทางกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้เงินแน่นอน หากผู้ออกตั๋วไม่มีเงินจ่ายเมื่อถึงกำหนด ผู้ถือตั๋วต้องฟ้องร้องเอง ซึ่งใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย ความเสี่ยงหลักคือ หากผู้ออกตั๋วมีสถานะทางการเงินไม่มั่นคง ตั๋วเงินไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เว้นแต่จะระบุเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างจากสินเชื่อธนาคารที่มีการประเมินเครดิตก่อน ผู้ที่จะรับตั๋วควรประเมินคู่ค้าทุกครั้ง วิธีประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วสัญญาใช้เงิน ก่อนตอบตกลงรับตั๋วจากคู่ค้า ลองตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ การบันทึกบัญชีตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายอย่างง่าย เมื่อธุรกิจรับตั๋วจากลูกค้า ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินรับฝั่งสินทรัพย์ พร้อมลดยอดลูกหนี้การค้า และเมื่อตั๋วครบกำหนด ก็ลดยอดตั๋วเงินรับและเพิ่มเงินสดเข้ามาแทน หากธุรกิจเป็นฝ่ายออกตั๋วให้ซัพพลายเออร์ ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินจ่ายฝั่งหนี้สิน พร้อมลดยอดเจ้าหนี้การค้า เมื่อจ่ายเงินตามตั๋วแล้ว ก็ลดยอดตั๋วเงินจ่ายและลดเงินสด กรณีนำตั๋วไปขายลดกับธนาคาร ต้องบันทึกส่วนลดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินด้วย เพราะธนาคารจะหักส่วนลดก่อนจ่ายเงินให้ ทำให้ได้รับเงินจริงน้อยกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว ต้องติดตามวันครบกำหนดของตั๋วทุกใบให้ดี หากพลาดอาจเสียสิทธิในการไล่เบี้ยจากผู้สลักหลัง แต่ถ้าไม่อยากพลาด ผู้ประกอบการที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK จะบันทึกรายการเหล่านี้ได้สะดวก พร้อมจัดหมวดหมู่ให้อัตโนมัติ ช่วยติดตามตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายได้ครบโดยไม่ต้องจัดการด้วยมือ สรุป ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเครื่องมือคู่ค้า ไม่ใช่แค่เอกสารกฎหมาย ตั๋วเงินชนิดนี้ไม่ได้มีไว้แค่ให้นักกฎหมายใช้ แต่เป็นเครื่องมือที่ SME จัดการเครดิตคู่ค้าได้จริง ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ติดอากรแสตมป์ให้ครบ และประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วทุกครั้ง เมื่อทำครบทุกขั้นตอน ตั๋วจะกลายเป็นเครื่องมือบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพ จัดการบัญชีตั๋วสัญญาใช้เงิน ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการรายงานการเงินครบในที่เดียว ลดงานซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการจัดการด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินมีอายุความเท่าไร อายุความในการฟ้องร้องเรียกเงินตามตั๋วคือ 3 ปี นับจากวันที่ตั๋วถึงกำหนดชำระ ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1001 ผู้ถือตั๋วควรเรียกเก็บเงินหรือฟ้องร้องก่อนหมดอายุความ ถ้าผู้ออกตั๋วไม่จ่ายเงินตามกำหนด ต้องทำอย่างไร ผู้ถือตั๋วยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลได้ โดยใช้ตั๋วเป็นหลักฐาน ข้อดีคือศาลถือว่าตั๋วเป็นหลักฐานแห่งหนี้ในตัว ไม่ต้องพิสูจน์ที่มาของมูลหนี้เพิ่ม จึงฟ้องง่ายกว่ากรณีที่มีแค่ใบแจ้งหนี้ ทั้งนี้ควรปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการให้ถูกขั้นตอน ตั๋วสัญญาใช้เงินต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ตั๋วเงินเป็นเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่การขายสินค้าหรือบริการ จึงไม่ต้องเสีย VAT ตัวตั๋วเอง แต่สินค้าที่เป็นต้นเหตุให้ออกตั๋ว เช่น การซื้อวัสดุก่อสร้าง ยังต้องเสีย VAT ตามปกติ สิ่งที่ต้องเสียสำหรับตัวตั๋วคืออากรแสตมป์เท่านั้นม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

10 min

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร วิธีประเมินความเสี่ยงหนี้สงสัยจะสูญ

SME หลายรายมักเจอปัญหาเก็บเงินลูกค้าได้ช้า ทั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว หรืออาจเก็บไม่ได้เลยก็มี โดยเฉพาะธุรกิจที่ให้เครดิตเทอม เสี่ยงที่บัญชีลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ โดยในบทความนี้ จะพาคุณเข้าใจวิธีประเมินความเสี่ยงของบัญชีลูกหนี้ และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พร้อมเรียนรู้วิธีการติดตามหนี้ค้างชำระ ไม่ให้เป็นหนี้สูญไปเปล่า บัญชีลูกหนี้คืออะไร บัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable) คือสิทธิเรียกร้องเงินที่กิจการมีต่อลูกค้า เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ สำหรับ SME การจัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบมีความสำคัญหลายด้าน ลูกหนี้ที่เก็บเงินได้ช้าจะกระทบกระแสเงินสด ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง หากไม่ติดตามลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ อาจกลายเป็นหนี้สูญซึ่งกระทบกำไรสุทธิโดยตรง นอกจากนี้ การจัดการข้อมูลลูกหนี้ที่ถูกต้องยังช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนการเงินได้แม่นยำขึ้น วิธีประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้า การประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้าคือการวิเคราะห์ว่าลูกหนี้แต่ละรายมีโอกาสชำระเงินได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งทำการประเมินบ่อย จะช่วยให้รู้ตัวเร็วขึ้น ว่าลูกหนี้รายไหนมีความเสี่ยงสูง การวิเคราะห์อายุหนี้ค้างชำระ (Aging Analysis) วิธีที่ SME ใช้กันมากที่สุด คือการแบ่งลูกหนี้ตามจำนวนวันที่ค้างชำระ ยิ่งหนี้ค้างนาน แปลว่ายิ่งมีความเสี่ยงสูง ช่วงอายุหนี้ ระดับความเสี่ยง ยังไม่ถึงกำหนด ต่ำ ค้าง 1-30 วัน ต่ำ-ปานกลาง ค้าง 31-60 วัน ปานกลาง ค้าง 61-90 วัน สูง ค้างเกิน 90 วัน สูงมาก ลองนึกภาพว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท เมื่อลองจัดกลุ่มตามอายุหนี้พบว่า หนี้การค้ากว่า 400,000 บาท ค้างเป็นเวลาเกิน 90 วัน แปลว่า 40% ของลูกหนี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมาก ต้องเร่งติดตามทันที ดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้าแต่ละราย การดูประวัติการชำระเงินของลูกค้าแต่ละรายช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น ลูกค้าที่จ่ายตรงเวลาทุกครั้งมีความเสี่ยงต่ำ ส่วนลูกค้าที่จ่ายล่าช้าซ้ำหลายครั้ง กิจการอาจต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญคืออะไร คำนวณอย่างไรให้ถูกต้อง ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือจำนวนเงินที่กิจการประเมินไว้ว่าจะเก็บจากลูกหนี้ไม่ได้ โดยจะบันทึกเป็นรายจ่ายในงบกำไรขาดทุน และหักออกจากยอดลูกหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง การตั้งค่าเผื่อนี้เป็นหลักการบัญชีที่สำคัญตามมาตรฐาน NPAEs ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ในไทยใช้มาตรฐานนี้ คำนวณแบบร้อยละของยอดขายเชื่อ วิธีนี้เหมาะกับกิจการที่มียอดขายเชื่อค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยกำหนดอัตราร้อยละจากประสบการณ์ในอดีต ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดขายเชื่อทั้งปี 5,000,000 บาท จากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีพบว่าเก็บเงินไม่ได้เฉลี่ย 2% ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ = 5,000,000 x 2% = 100,000 บาท คำนวณแบบอายุหนี้ (Aging Method) วิธีนี้จะแม่นยำกว่าวิธีอื่น เพราะการกำหนดอัตราแตกต่างกันตามอายุหนี้ ยิ่งหนี้ค้างนาน อัตราค่าเผื่อก็จะยิ่งสูงขึ้น ลองดูตัวอย่างจากบริษัท ก จำกัด ที่มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท ช่วงอายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราค่าเผื่อ ค่าเผื่อหนี้สูญ (บาท) ยังไม่ถึงกำหนด 300,000 1% 300,000 x 1% = 3,000 ค้าง 1-30 วัน 200,000 3% 200,000 x 3% = 6,000 ค้าง 31-60 วัน 100,000 10% 100,000 x 10% = 10,000 ค้าง 61-90 วัน 100,000 30% 100,000 x 30% = 30,000 ค้างเกิน 90 วัน 300,000 50% 300,000 x 50% = 150,000 ยอดรวม 1,000,000 199,000 เห็นได้ว่าลูกหนี้ที่ค้างเกินกว่า 90 วัน แม้จะมียอดเพียงแค่ 300,000 บาท แต่เพราะความเสี่ยงที่จะเก็บไม่ได้สูงมาก การตั้งค่าเผื่อที่ 150,000 บาท จึงสมเหตุสมผล สรุป : การจัดการบัญชีลูกหนี้ที่ดี เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การจัดการบัญชีลูกหนี้ไม่ใช่แค่การทวงเงิน แต่เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงด้วย Aging Analysis และดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้า เพื่อการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ถูกต้อง และใช้เครื่องมือที่ช่วยติดตามอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งรู้เร็วว่ารายไหนเสี่ยง ยิ่งลดโอกาสที่หนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ จัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการขายเชื่อ ติดตามสถานะลูกหนี้ และดูรายงานลูกหนี้ค้างชำระได้ในที่เดียว ระบบเชื่อมต่อข้อมูลตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ไปจนถึงการรับชำระเงิน ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการกระทบยอดด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ หนี้สงสัยจะสูญกับหนี้สูญต่างกันอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญคือหนี้ที่กิจการประมาณการว่ามีโอกาสเก็บไม่ได้ แต่ยังไม่แน่นอน 100% จึงบันทึกเป็นค่าเผื่อไว้ก่อน ส่วนหนี้สูญคือหนี้ที่กิจการตัดสินใจแล้วว่าไม่สามารถเก็บได้จริง หลังจากติดตามทวงถามครบทุกขั้นตอนแล้ว กิจการจึงตัดจำหน่ายออกจากบัญชี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การตัดหนี้สูญทางภาษีต้องมีหลักฐานการทวงถามและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด SME ควรทำ Aging Analysis บ่อยแค่ไหน ทุกกิจการควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ถ้ากิจการมีลูกหนี้จำนวนมากหรือให้เครดิตเทอมยาว ควรทำทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายไตรมาสหรือก่อนปิดงบการเงิน การทำบ่อยช่วยให้เห็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่หนี้จะเลื่อนไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่สูงขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กที่มีลูกค้าไม่กี่ราย ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยหรือไม่ แม้กิจการจะมีลูกค้าน้อย แต่ถ้ามีการขายเชื่อก็ควรตั้งค่าเผื่อไว้ เพราะทำให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้ามีไม่กี่รายอาจใช้วิธีประเมินเป็นรายลูกค้า (Specific Identification) แทนการใช้อัตราร้อยละ จะได้ตัวเลขแม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

5 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 16/09/2026

1. จัดการไฟล์เอกสารง่ายขึ้นด้วยคลังเอกสาร รวมทุกไฟล์แนบไว้ในที่เดียว แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไปเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องจัดการแนบไฟล์เอกสารในระบบเป็นประจำสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับปรุงเมนูคลังเอกสารให้รวบรวมไฟล์ที่แนบอยู่บนเอกสารทุกใบมาแสดง เช่น ไฟล์แนบจากเอกสารรายรับ-รายจ่าย, สมุดรายวัน, PEAK Application เป็นต้น มาไว้ในหน้าเดียว พร้อมปรับปรุงหน้าตัวอย่างไฟล์ ให้แสดงข้อมูลละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น นามสกุลไฟล์, ขนาดไฟล์, ช่องทางที่อัปโหลด, เวลาที่แนบไฟล์ และชื่อผู้แนบ และหากมีการเพิ่มไฟล์บนระบบที่ชื่อซ้ำกัน ระบบจะมีการเปลี่ยนชื่อไฟล์ให้อัตโนมัติ และสามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์บนระบบตามที่ต้องการได้ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นและค้นหาไฟล์ได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องไล่เปิดดูทีละเอกสาร สามารถตรวจสอบประวัติการแนบไฟล์และป้องกันการนำไฟล์เดิมเข้ามาบันทึกบนระบบซ้ำ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและป้องกันไฟล์เอกสารตกหล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  2. ยกระดับความปลอดภัยเข้าถึงเอกสารด้วยการตั้งค่าการแสดงข้อมูลสาธารณะ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนูตั้งค่า “การแสดงข้อมูลสาธารณะ” ในหน้าตั้งค่าเอกสาร โดยแบ่งหมวดหมู่เอกสารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่  โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกกำหนดสิทธิ์การเข้าดูลิงก์ (Online View) ได้ 2 รูปแบบ คือ “ทุกคนที่มีลิงก์” หรือ “เฉพาะคนในกิจการ” ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตั้งค่าการเข้าถึงลิงก์ให้ตรงตามนโยบายความปลอดภัยของแต่ละกิจการ ป้องกันบุคคลภายนอกเข้าถึงข้อมูลเอกสารสำคัญหรือข้อมูลภาษีโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นใจในการแชร์ลิงก์ทำงานร่วมกันภายในทีมได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น 3. ออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่ายได้ง่าย ๆ บน PEAK Mobile App แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของธุรกิจ และผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์สร้างและอนุมัติบันทึกค่าใช้จ่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนู “ใบหัก ณ ที่จ่าย” บนแอปพลิเคชัน PEAK Mobile ช่วยให้สามารถออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่าย (EXP) และสร้างภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ได้พร้อมกันทันทีในขั้นตอนเดียว ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการบันทึกเอกสารสองรอบ ได้เอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายและใบหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน ตอบโจทย์การทำงานของเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 16/09/2026

1. Manage document files more easily with File Vault, gathering all attached files into one place. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who regularly manage document file attachments in the system. System Updates: The system improved the File Vault menu to gather files attached to documents and display them on a single page, such as attachments from income and expense documents, journals, PEAK Application, etc., along with updating the file preview page to display more detailed information such as file extension, file size, upload channel, attachment timestamp, and the uploader’s name. Furthermore, if duplicate file names are added to the system, the system will automatically rename the file, and users can rename files on the system as desired. Benefits of Use: Work together smoothly and search for files conveniently and quickly without having to open each document one by one. Check file attachment history and prevent duplicate files in the system into the system, effectively reducing redundancy and preventing missing document files. 2. Elevate document access security with Setting Public Link. Package: All packages Suitable for: Users who want to control data privacy and security within the organization. System Updates: Added the “Setting Public Link” settings menu in the document settings page, categorizing documents into 4 main groups: Users can choose 2 link access options (Online View): “Anyone with the link” or “Only people in your company”. Benefits of Use: Increases flexibility in adjusting link access settings to align with each business’s security policy. Prevents unauthorized third parties from accessing important document data or tax information, while boosting confidence when safely sharing links to collaborate within the team. 3. Issue withholding tax certificates along with recording expenses easily on PEAK Mobile App. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate.

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

งบทดลอง คืออะไร ใช้ทำอะไร วิธีทำ และตัวอย่าง

เจ้าของธุรกิจหลายคนไม่เคยเปิดดูงบทดลองเลย รอดูตัวเลขตอนปิดงบสิ้นปี ทั้งที่งบนี้เป็นเครื่องมือตรวจสุขภาพการเงินที่ช่วยให้เห็นปัญหาได้เร็วกว่ารองบการเงินจริง โดยบทความนี้จะพาคุณมาเข้าใจงบทดลอง ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีทำ พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่เจ้าของธุรกิจอ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที งบทดลอง (Trial Balance) คืออะไร? งบทดลอง คือ รายงานสรุปยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ณ วันใดวันหนึ่ง ใช้ตรวจสอบว่าการบันทึกบัญชีถูกต้องหรือไม่ หลักการสำคัญอยู่ที่ระบบบัญชีคู่ (Double-Entry Bookkeeping) ซึ่งกำหนดว่ายอดรวมฝั่งเดบิต (Debit) และเครดิต (Credit) ต้องเท่ากันเสมอ หากยอดไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการบันทึกบัญชีผิดพลาด แม้กฎหมายจะไม่บังคับให้ยื่นงบทดลองต่อกรมสรรพากร แต่ในเชิงบริหาร งบนี้มีประโยชน์หลายด้าน งบทดลองมีกี่ประเภท งบทดลองแบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามช่วงเวลาของการตรวจสอบบัญชี แต่ละแบบมีจุดประสงค์ต่างกัน งบทดลองก่อนปรับปรุง เป็นงบที่จัดทำก่อนบันทึกรายการปรับปรุงบัญชี เช่น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย รายได้ค้างรับ หรือค่าเสื่อมราคา ตัวเลขในงบนี้สะท้อนเฉพาะรายการที่บันทึกจริงในช่วงระหว่างรอบบัญชี ยังไม่มีรายการตามเกณฑ์คงค้าง ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ ปิดรอบเดือนมิถุนายน ยังไม่ได้บันทึกค่าเช่าออฟฟิศค้างจ่าย 15,000 บาท งบทดลองก่อนปรับปรุงจะยังไม่มียอดนี้ แต่ก็ยังใช้เช็กเบื้องต้นได้ว่าเดบิตและเครดิตตรงกันหรือเปล่า งบทดลองหลังปรับปรุง เป็นงบที่จัดทำหลังบันทึกรายการปรับปรุงครบแล้ว เช่น ตัดค่าเสื่อมราคา บันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่าย และรายได้ค้างรับ ตัวเลขในงบนี้จึงสะท้อนผลการดำเนินงานได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด สามารถนำไปจัดทำงบกำไรขาดทุนได้ทันที งบทดลองหลังปิดบัญชี เป็นงบที่จัดทำหลังปิดบัญชีรายได้และค่าใช้จ่ายเข้ากำไรสะสมเรียบร้อยแล้ว จึงเหลือเฉพาะบัญชีสินทรัพย์ หนี้สิน และทุน เพื่อยืนยันว่ายอดคงเหลือพร้อมเริ่มต้นรอบบัญชีถัดไปอย่างถูกต้อง ส่วนประกอบและวิธีทำงบทดลอง ส่วนประกอบของงบทดลอง งบทดลองประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ส่วน รายละเอียด ส่วนหัว ชื่อกิจการ, ชื่อรายงาน (งบทดลอง), วันที่จัดทำ รายละเอียด เลขที่บัญชี, ชื่อบัญชี, ยอดเดบิต, ยอดเครดิต, ยอดรวม บัญชีจะเรียงตามหมวด 5 หมวดหลัก ได้แก่ สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ และค่าใช้จ่าย ขั้นตอนการทำงบทดลอง ตัวอย่างงบทดลองร้านค้า SME สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเสื้อผ้าออนไลน์ จัดทำงบทดลองหลังปรับปรุง ณ วันที่ 30 มิถุนายน ชื่อบัญชี เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินสด 150,000 ลูกหนี้การค้า 80,000 สินค้าคงเหลือ 200,000 อุปกรณ์สำนักงาน 50,000 เจ้าหนี้การค้า 120,000 เงินกู้ยืม 100,000 ทุนจดทะเบียน 200,000 รายได้จากการขาย 350,000 ต้นทุนขาย 180,000 ค่าเช่า 30,000 เงินเดือนพนักงาน 40,000 ค่าสาธารณูปโภค 15,000 ค่าโฆษณาออนไลน์ 25,000 รวม 770,000 770,000 ยอดรวมเดบิตและเครดิตเท่ากันที่ 770,000 บาท แสดงว่าการบันทึกบัญชีถูกต้องตามหลักบัญชีคู่ จากตัวอย่างนี้ เจ้าของธุรกิจสามารถเห็นได้ทันทีว่า ต้นทุนขายอยู่ที่ 180,000 บาท คิดเป็นราว 51% ของรายได้ขาย และมีลูกหนี้ค้างชำระอยู่ 80,000 บาทที่ต้องติดตาม ข้อควรระวัง เมื่อทำงบทดลอง ถ้ายอดเดบิตและเครดิตไม่เท่ากัน ให้ตรวจสอบสาเหตุเหล่านี้ สาเหตุ วิธีแก้ไข กรอกตัวเลขผิด เช่น 15,000 เป็น 51,000 ตรวจทานยอดกับเอกสารต้นฉบับ บันทึกสลับฝั่งเดบิตกับเครดิต เช็คหมวดบัญชีว่าควรอยู่ฝั่งไหน บันทึกรายการตกหล่นหรือซ้ำ เทียบจำนวนรายการกับเอกสาร เลือกชื่อบัญชีไม่ตรงกับรายการจริง ทบทวนผังบัญชีที่ตั้งค่าไว้ เมื่อพบข้อผิดพลาด ให้แก้ไขรายการในบัญชีแยกประเภทก่อน แล้วจึงทำงบทดลองใหม่จนกว่ายอดจะตรงกัน งบทดลองต้องทำตอนไหน แนะนำให้ทำทุกเดือนหลังปิดรอบบัญชี เพราะช่วยตรวจสอบยอดบัญชีได้ต่อเนื่อง ถ้ามีข้อผิดพลาดจะพบและแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องรอมาตรวจย้อนหลังทีเดียวตอนสิ้นปี โดยเฉพาะกับสำหรับธุรกิจที่มีรายการบัญชีจำนวนมาก การทำงบทดลองเป็นประจำยังช่วยให้การปิดงบสิ้นปีเร็วขึ้น เพราะข้อมูลถูกตรวจสอบมาเป็นรายเดือนแล้ว ทำงบทดลองด้วย Excel หรือโปรแกรมบัญชี ธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายการไม่มาก สามารถทำงบทดลองด้วย Excel ได้ โดยสร้างตารางแยกคอลัมน์เดบิตและเครดิต แล้วใช้สูตร SUM ตรวจสอบยอดรวม แต่ถ้าธุรกิจมีรายการจำนวนมาก การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก เพราะระบบสรุปงบทดลองให้อัตโนมัติจากเอกสารที่บันทึกไว้ ไม่ต้องคีย์ตัวเลขเองหรือรวมยอดใหม่ 3 จุดเช็กรายจ่ายแฝงในงบทดลอง ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ นอกจากเช็กว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากันหรือไม่ เจ้าของธุรกิจควรดูจุดเหล่านี้เพิ่ม เพราะอาจมีรายจ่ายแฝงซ่อนอยู่ จุดสังเกต: หากยอดรวมในบัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ” มียอดสูงอย่างผิดปกติ ผลกระทบ: มักเป็นจุดที่ซ่อนรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ชัดเจน หรือรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ วิธีแก้ไข: เจ้าของธุรกิจควรเรียกดูรายละเอียดเชิงลึกในบัญชีนี้ทันที เพื่อคัดกรองและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างมูลค่าออก จุดสังเกต: รายการที่ควรเป็นต้นทุนขาย (COGS) เช่น ค่าวัตถุดิบ หรือค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ถูกนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป ผลกระทบ: ทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า “ต้นทุนต่ำ” จึงวางแผนกลยุทธ์หรือตั้งราคาสินค้าผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วต้นทุนเหล่านั้นไปแฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายส่วนอื่น วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความถูกต้องของการแยกประเภทบัญชีเพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงก่อนวางแผนกำไร จุดสังเกต: มีการบันทึกรายการที่มีลักษณะเดียวกันซ้ำซ้อนกันในหลายประเภทบัญชี ผลกระทบ: ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้การวิเคราะห์ผลประกอบการคลาดเคลื่อนและเสียโอกาสในการบริหารกระแสเงินสด วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของรายการบัญชีเพื่อปรับปรุงตัวเลขให้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ วิธีเช็กยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้จากงบทดลอง งบทดลองยังช่วยให้เจ้าของธุรกิจดูสภาพคล่องเบื้องต้นได้ โดยเช็กจาก 2 บัญชีหลัก วิธีเช็ก ลูกหนี้ จากงบทดลอง วิธีเช็ก เจ้าหนี้ จากงบทดลอง ขั้นตอนการเรียกดูงบทดลองใน PEAK Account ในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คุณสามารถเรียกดูงบทดลองได้ ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน จากตัวอย่างงบทดลองของบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ลูกหนี้ 80,000 บาท คิดเป็นราว 23% ของยอดขาย 350,000 บาท ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม ส่วนเจ้าหนี้ 120,000 บาท เทียบกับต้นทุนขาย 180,000 บาท คิดเป็น 67% ซึ่งต้องวางแผนกระแสเงินสดให้ดี สรุป: งบทดลองช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้เร็วขึ้น งบทดลองไม่ใช่แค่เอกสารบัญชีที่ดูว่าเดบิตเท่ากับเครดิตหรือเปล่า แต่เป็นเครื่องมือบริหารที่ช่วยให้เห็นภาพรวมการเงินได้ทุกเดือน ไม่ต้องรอสิ้นปี ถ้าทำเป็นประจำ จะช่วยจับปัญหาค่าใช้จ่ายแฝง ลูกหนี้ค้างนาน หรือเจ้าหนี้ที่ต้องรีบจ่าย ได้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม ดูงบทดลองได้ทุกเมื่อ ด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK Account ช่วยให้เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีเรียกดูงบทดลองได้ทันที ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน เข้าเมนู บัญชี แล้วเลือก งบทดลอง กดพิมพ์รายงานเพื่อ Export เป็นไฟล์ Excel ได้เลย ทดลองใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับงบทดลอง งบทดลองต่างจากงบการเงินอย่างไร งบทดลองเป็นรายงานภายในที่ใช้ตรวจสอบว่ายอดเดบิตและเครดิตเท่ากันหรือไม่ เปรียบเหมือนการเช็กร่างกายก่อนตรวจสุขภาพจริง ส่วนงบการเงิน เช่น งบกำไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงิน เป็นรายงานที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐ ใช้ประเมินผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของธุรกิจ งบทดลองต้องยื่นสรรพากรไหม ไม่ต้องยื่น งบทดลองเป็นรายงานภายในที่ทำเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี ไม่ใช่เอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นกรมสรรพากร ทำงบทดลองด้วย Excel ได้ไหม ทำได้ แต่ต้องอาศัยความละเอียดในการคีย์ข้อมูลและรวมยอด เพราะมีโอกาสพิมพ์ตัวเลขผิด สลับฝั่งเดบิตกับเครดิต หรือบันทึกซ้ำโดยไม่รู้ตัว ถ้าธุรกิจมีรายการบัญชีจำนวนมาก การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลาได้มาก เพราะระบบสรุปงบทดลองให้อัตโนมัติจากเอกสารที่บันทึกในระบบ งบทดลองต้องทำทุกเดือนไหม แนะนำให้ทำทุกเดือน เพราะช่วยตรวจสอบยอดบัญชีได้ต่อเนื่อง ถ้ามีความผิดพลาดจะพบและแก้ไขได้ทันที ไม่ต้องใช้เวลาตรวจย้อนหลังตอนปิดงบสิ้นปี ใครควรดูงบทดลองบ้าง ไม่ใช่แค่นักบัญชีเท่านั้น เจ้าของกิจการและผู้บริหารก็ควรดูงบทดลองเป็นประจำ เพื่อใช้ประเมินสถานะการเงินและวางแผนธุรกิจ ในช่วงปิดงบประจำปี ผู้สอบบัญชีก็ใช้งบทดลองเป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบงบการเงินเช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

Internal Audit คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ

เจ้าของกิจการหลายคนเข้าใจว่า Internal Audit เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ แต่จริงแล้วธุรกิจขนาดเล็กที่ตรวจสอบภายในสม่ำเสมอจะพบข้อผิดพลาดได้เร็วกว่า แก้ไขได้ทันเวลา และลดความเสี่ยงเรื่องภาษีหรือค่าปรับ Internal Audit (การตรวจสอบภายใน) คืออะไร Internal Audit คือการตรวจสอบที่จัดทำโดยคนภายในองค์กรเอง เพื่อประเมินว่าระบบการเงิน การปฏิบัติงาน และการควบคุมภายในยังทำงานได้ดี ถูกต้อง และเป็นไปตามนโยบายที่กำหนดไว้ ต่างจากการตรวจสอบภายนอก (External Audit) ที่เน้นยืนยันงบการเงินตามมาตรฐาน การตรวจสอบภายในเน้น “หาจุดที่ปรับปรุงได้” มากกว่า “หาข้อผิดพลาด” เพียงอย่างเดียว ความหมายของ Internal Audit ตามมาตรฐาน IIA สถาบันผู้ตรวจสอบภายในสากล (The Institute of Internal Auditors หรือ IIA) ให้นิยามว่า Internal Audit เป็นกิจกรรมที่ให้ความเชื่อมั่นและคำปรึกษาอย่างเป็นอิสระ โดยมีเป้าหมายเพิ่มคุณค่าและปรับปรุงการดำเนินงานขององค์กร (อ้างอิง IIA) พูดง่ายๆ คือ Internal Audit ทำหน้าที่เป็น “ตาที่สาม” ที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสิ่งที่ระบบปกติอาจมองข้าม Internal Auditor คือใคร บทบาทและหน้าที่ Internal Auditor คือผู้ตรวจสอบภายในที่ทำหน้าที่ตรวจสอบระบบงาน เอกสาร และข้อมูลทางการเงินขององค์กร บทบาทหลักประกอบด้วย สำหรับเจ้าของกิจการที่ยังไม่มีทีม Auditor ประจำ เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีสามารถทำหน้าที่นี้ได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นเครื่องมือช่วย ทำไมเจ้าของกิจการต้องทำ Internal Audit สาเหตุหลักเพราะช่วยลดความเสี่ยง 3 ด้านสำคัญ เจ้าของกิจการที่ทำ Internal Audit อย่างน้อยปีละครั้ง มักพบปัญหาเล็กน้อยก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งประหยัดทั้งเวลาและเงินในระยะยาว Internal Audit ตรวจอะไรบ้าง ขอบเขตของ Internal Audit ครอบคลุม 3 ด้านหลักที่ เจ้าของกิจการควรให้ความสำคัญ ด้านการเงินและระบบบัญชี ตรวจสอบว่าการบันทึกรายรับ-รายจ่ายถูกต้อง มีเอกสารประกอบครบ และยอดคงเหลือในบัญชีตรงกับ Statement จากธนาคาร ตัวอย่างเช่น ตรวจว่าใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้าทุกใบมีการบันทึกรายได้ในระบบบัญชีแล้ว ด้านการปฏิบัติงานและขั้นตอนการทำงาน (Operations) ตรวจว่าขั้นตอนการทำงานเป็นไปตามนโยบายที่กำหนด เช่น การอนุมัติค่าใช้จ่ายต้องผ่านผู้จัดการก่อนเบิกจ่าย หรือการรับสินค้าเข้าคลังต้องมีการตรวจนับก่อนลงบันทึก ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด (Compliance) ตรวจว่ากิจการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยื่นภาษีตรงกำหนด ออกใบกำกับภาษีถูกต้องตามรูปแบบที่กรมสรรพากรกำหนด และจัดทำงบการเงินส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายในเวลาที่กำหนด 4 ขั้นตอนการทำ Internal Audit สำหรับเจ้าของกิจการ เจ้าของกิจการสามารถทำ Internal Audit ได้ด้วยตัวเอง โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลัก 1. วางแผนการตรวจสอบ (Audit Planning) กำหนดให้ชัดเจนว่าจะตรวจอะไร ช่วงเวลาไหน และใครเป็นผู้รับผิดชอบ ตัวอย่าง ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ: บริษัท ก จำกัด) วางแผนตรวจเรื่องรายได้และภาษีขายทุกไตรมาส โดยให้ฝ่ายบัญชีเป็นผู้ทำ 2. ลงมือตรวจสอบ (Fieldwork) ลงมือตรวจตามแผน โดยเทียบข้อมูลจริงกับเอกสาร เช่น เทียบยอดขายในระบบกับจำนวนเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร หรือสุ่มตรวจเอกสารภาษีว่าออกถูกต้องตามเกณฑ์ ตัวอย่างการตรวจพบข้อผิดพลาด สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อคอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ฝ่ายบัญชีลงเป็น “ค่าใช้จ่าย” ทั้งก้อนในเดือนที่ซื้อ แต่ตามหลักบัญชีที่ถูกต้อง ต้องลงเป็น “สินทรัพย์” แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา สิ่งที่บันทึกผิด รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าใช้จ่ายคอมพิวเตอร์ 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 สิ่งที่ถูกต้อง รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) อุปกรณ์สำนักงาน (สินทรัพย์) 30,000 เงินสด/ธนาคาร 30,000 จากนั้นทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยคอมพิวเตอร์มักใช้อายุ 3 ปี ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 ÷ 3 = 10,000 บาท ผลกระทบถ้าบันทึกผิด รายการ บันทึกผิด บันทึกถูก ผลต่าง ค่าใช้จ่ายปีแรก 30,000 บาท 10,000 บาท สูงเกินจริง 20,000 บาท กำไรสุทธิปีแรก ต่ำเกินจริง 20,000 บาท ถูกต้อง ภาษีที่จ่ายน้อยลง (ถ้าอัตรา 20%) 4,000 บาท ถ้าบันทึกผิดแบบนี้ กำไรปีแรกจะต่ำเกินจริง 20,000 บาท ส่งผลให้จ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควร 4,000 บาท ซึ่งอาจถูกสรรพากรตรวจพบและเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ 3. สรุปผลและจัดทำรายงาน (Reporting) บันทึกสิ่งที่พบเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุให้ชัดว่า พบปัญหาอะไร ความเสี่ยงอยู่ระดับไหน และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร รายงานนี้ไม่ต้องซับซ้อน อาจเป็นตารางสั้นๆ ที่ระบุ “พบปัญหา สาเหตุ แนวทางแก้ไข กำหนดเสร็จ” 4. ติดตามผลการแก้ไข (Follow-up) ขั้นตอนที่หลายธุรกิจมักข้าม คือการกลับมาตรวจซ้ำว่าปัญหาที่พบได้รับการแก้ไขจริง กำหนดวันติดตามผลให้ชัดเจน เช่น 30 วันหลังส่งรายงาน แล้วตรวจว่าแก้ไขครบถ้วนหรือยัง Internal Audit Checklist สำหรับเจ้าของกิจการ Checklist ด้านล่างนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทันที Checklist ด้านการเงินและบัญชี รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ รายรับ-รายจ่ายบันทึกครบถ้วน ตรงกับเอกสาร ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ยอดเงินในบัญชีธนาคารตรงกับบัญชีบริษัท (Bank Reconciliation) ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี ใบเสร็จรับเงินและใบแจ้งหนี้ออกครบทุกรายการ ทุกสัปดาห์ ฝ่ายบัญชี ลูกหนี้ค้างชำระเกินกำหนด มีการติดตาม ทุกเดือน เจ้าของกิจการ/ฝ่ายขาย เจ้าหนี้ค้างจ่ายบันทึกครบ ไม่มีรายการตกหล่น ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี สินทรัพย์ถาวรตรวจนับจริง ตรงกับทะเบียน ปีละ 1 ครั้ง เจ้าของกิจการ Checklist ด้านเอกสารและระบบควบคุมภายใน รายการตรวจ ความถี่ ผู้รับผิดชอบ เอกสารทางการเงินจัดเก็บเป็นระบบ ค้นหาได้ภายใน 5 นาที ทุกเดือน ฝ่ายบัญชี การอนุมัติรายจ่ายมีผู้รับผิดชอบลงนามชัดเจน ทุกรายการ เจ้าของกิจการ แยกหน้าที่ ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน ผู้บันทึกบัญชี ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ สำรองข้อมูลบัญชี อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ฝ่ายบัญชี/IT รหัสเข้าระบบบัญชีจำกัดเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง ทุกไตรมาส (ทบทวน) เจ้าของกิจการ Checklist ด้านภาษีและกฎหมาย รายการตรวจ กำหนดเวลา ผู้รับผิดชอบ ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ฝ่ายบัญชี ใบกำกับภาษีออกถูกต้อง ครบเลข 13 หลัก ทุกรายการ ฝ่ายบัญชี เก็บเอกสารภาษีย้อนหลัง อย่างน้อย 5 ปี ฝ่ายบัญชี ส่งงบการเงินประจำปีต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังปิดรอบบัญชี ฝ่ายบัญชี/สำนักงานบัญชี Internal Audit vs External Audit ต่างกันอย่างไร ทั้งสองประเภทมีเป้าหมายต่างกัน ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัด เกณฑ์เปรียบเทียบ Internal Audit External Audit ผู้ตรวจสอบ คนในองค์กร หรือที่ปรึกษาที่ว่าจ้าง ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จากภายนอก เป้าหมายหลัก ปรับปรุงระบบควบคุม ลดความเสี่ยง รับรองงบการเงินว่าถูกต้องตามมาตรฐาน ความถี่ ทำได้ตลอดปี ตามแผนที่กำหนด ปีละ 1 ครั้ง ตอนปิดงบการเงิน บังคับตามกฎหมาย ไม่บังคับสำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป บังคับสำหรับบริษัทที่ต้องมีผู้สอบบัญชี รายงานต่อใคร ผู้บริหารภายใน ผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับ สำหรับ เจ้าของกิจการทั่วไป External Audit อาจเป็นเรื่องที่ต้องทำตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ Internal Audit คือสิ่งที่เลือกทำเพิ่มเพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่ External Auditor จะมาตรวจ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ Internal Audit ที่เจ้าของกิจการต้องระวัง จากประสบการณ์ที่พบบ่อยในเจ้าของกิจการมี 4 ข้อผิดพลาดหลักที่ควรระวัง ยกระดับ Internal Audit ให้มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีช่วยให้ Audit ทำได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น โดยเฉพาะระบบบัญชีออนไลน์ที่เก็บข้อมูลบน Cloud เพราะ Auditor สามารถเข้าถึงข้อมูลทุกรายการได้ทันทีโดยไม่ต้องขอเอกสารกระดาษ ดึงรายงานเปรียบเทียบยอดระหว่างช่วงเวลาได้ในคลิกเดียว และตรวจสอบรายการย้อนหลังได้โดยไม่สูญหาย เตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมตรวจด้วยระบบบัญชี PEAK PEAK เป็นโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยเจ้าของกิจการเตรียมพร้อมรับ Audit ได้ง่ายขึ้น ระบบบันทึกรายรับ-รายจ่ายอัตโนมัติจากการเชื่อมต่อธนาคาร ออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามเกณฑ์กรมสรรพากร และสร้างรายงานทางการเงินที่พร้อมตรวจได้ทุกเมื่อ เมื่อข้อมูลบัญชีเป็นระบบตั้งแต่ต้น Internal Audit ก็ทำได้เร็วและพบปัญหาน้อยลง สรุป: Internal Audit ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นปัญหาก่อน Internal Audit ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเจ้าของกิจการ สิ่งที่ต้องทำคือ จัดการบัญชีให้พร้อมรับการตรวจสอบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ทันที ข้อมูลพร้อมตรวจสอบตลอดเวลา ทดลองใช้ PEAK ฟรี เริ่มสร้างธุรกิจ SMART ที่พร้อมรับทุกการตรวจสอบ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Internal Audit เจ้าของกิจการจำเป็นต้องจ้าง Internal Auditor แยกต่างหากไหม ไม่จำเป็นเสมอไป เจ้าของกิจการขนาดเล็กที่มีพนักงาน 5-20 คน สามารถให้เจ้าของกิจการหรือฝ่ายบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบได้เอง โดยใช้ Checklist เป็นแนวทาง เมื่อธุรกิจโตขึ้นและมีรายการทางการเงินซับซ้อนมากขึ้น ค่อยพิจารณาจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือสำนักงานตรวจสอบจากภายนอก Internal Audit กับ Internal Control ต่างกันอย่างไร Internal Control คือระบบควบคุมภายในที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด เช่น กฎการอนุมัติค่าใช้จ่าย ส่วน Internal Audit คือการตรวจสอบว่า Internal Control เหล่านั้นยังทำงานได้ดีหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ Internal Control เป็นกฎ และ Internal Audit เป็นการตรวจว่าทุกคนปฏิบัติตามกฎ Internal Audit ต้องทำปีละกี่ครั้ง ไม่มีกฎหมายกำหนดจำนวนครั้งตายตัว แต่แนะนำอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง หรือทุก 3 เดือน เพื่อจับปัญหาได้เร็วก่อนปิดงบประจำปี ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก อาจทำเดือนละครั้งในช่วงที่มียอดธุรกรรมมาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

FV คืออะไร เข้าใจ Future Value มูลค่าเงินในอนาคต ฉบับเจ้าของกิจการ

เงิน 1 ล้านบาทวันนี้ กับ 1 ล้านบาทอีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าไม่เท่ากัน ถ้าเข้าใจ FV (Future Value) คุณจะรู้ว่าเงินก้อนนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต FV คืออะไร (Future Value คือ มูลค่าเงินในอนาคต) FV หรือ Future Value คือการคำนวณว่าเงินจำนวนหนึ่งจะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต โดยคิดรวมผลตอบแทนตลอดระยะเวลาที่กำหนด ผลตอบแทนที่ว่านี้อาจเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก กำไรจากการลงทุน หรืออัตราเงินเฟ้อ ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ พูดง่ายกว่านั้น ถ้าคุณฝากเงิน 100,000 บาทในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 3% ต่อปี FV จะบอกคุณว่าอีก 5 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็นเท่าไร แนวคิดนี้มาจากหลัก Time Value of Money (มูลค่าของเงินตามเวลา) เงิน 1 บาทวันนี้มีค่ามากกว่า 1 บาทในอนาคต เพราะนำไปสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้ หลักการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการเงินธุรกิจ ทั้งการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ การวิเคราะห์สินเชื่อ และการวางแผนงบประมาณระยะยาว ทำไมเจ้าของกิจการต้องรู้จัก FV สำหรับเจ้าของกิจการ FV ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำราเรียน แต่เป็นเครื่องมือช่วยตอบคำถามเรื่องเงินที่ใช้ได้จริงในการบริหารกิจการ สูตร FV (Future Value Formula) พร้อมอธิบายทีละตัวแปร สูตร FV มี 3 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะการลงทุนหรือการออม เลือกใช้ตามสถานการณ์ของคุณ สูตร FV แบบดอกเบี้ยเดี่ยว (Simple Interest) ใช้เมื่อได้รับดอกเบี้ยจากเงินต้นเท่านั้น ไม่มีการนำดอกเบี้ยมาทบเข้าเงินต้น FV = PV × (1 + r × n) ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PV เงินต้น (Present Value) 100,000 บาท r อัตราดอกเบี้ยต่อปี 5% = 0.05 n จำนวนปี 3 ปี สูตร FV แบบดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) เป็นสูตรที่ใช้บ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะผลตอบแทนของงวดก่อนจะถูกรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ทำให้เงินเติบโตเร็วขึ้นเรื่อยๆ FV = PV × (1 + r)^n ถ้าทบต้นมากกว่าปีละ 1 ครั้ง (เช่น รายเดือน) ปรับสูตรเป็น FV = PV × (1 + r/m)^(n × m) โดย m คือจำนวนครั้งที่ทบต้นต่อปี เช่น ทบต้นรายเดือน m = 12 สูตร FV แบบเงินงวด (Annuity) ใช้เมื่อลงทุนหรือออมเงินเท่ากันทุกงวด เช่น ฝากเงินเดือนละ 10,000 บาท FV = PMT × [((1 + r)^n – 1) / r] ตัวแปร ความหมาย ตัวอย่าง PMT จำนวนเงินที่จ่ายแต่ละงวด 10,000 บาท/เดือน r อัตราดอกเบี้ยต่องวด 6%/12 = 0.5% ต่อเดือน n จำนวนงวด 36 เดือน (3 ปี) ตัวอย่างการคำนวณ FV ที่เจ้าของกิจการใช้ได้จริง ตัวอย่างที่ 1: ลงทุนซื้อเครื่องจักร 1 ล้านบาท คุ้มไหมใน 5 ปี บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเงิน 1,000,000 บาท กำลังเลือกระหว่างซื้อเครื่องจักรใหม่หรือฝากธนาคาร ถ้าฝากที่ดอกเบี้ย 4% ทบต้นรายปี อีก 5 ปีจะได้เท่าไร รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินต้น (PV) 1,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย (r) 4% ต่อปี 0.04 จำนวนปี (n) 5 ปี FV 1,000,000 × (1 + 0.04)^5 1,216,653 บาท ถ้าฝากธนาคาร เงินจะโตเป็นราว 1.22 ล้านบาท ดังนั้นถ้าเครื่องจักรสร้างรายได้หรือลดต้นทุนมากกว่า 216,653 บาทใน 5 ปี การซื้อเครื่องจักรก็คุ้มกว่า ตัวอย่างที่ 2: เก็บเงินสำรองธุรกิจเดือนละ 10,000 บาท อีก 3 ปีจะมีเท่าไร บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออมเงินเดือนละ 10,000 บาท ในบัญชีที่ให้ผลตอบแทน 3% ต่อปี ทบต้นรายเดือน รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินออมต่อเดือน (PMT) 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน (r) 3%/12 0.25% จำนวนเดือน (n) 3 × 12 36 เดือน FV (เงินงวด) 10,000 × [((1.0025)^36 – 1) / 0.0025] 376,453 บาท จ่ายเงินจริง 360,000 บาท (10,000 × 36) แต่ผลตอบแทนที่ทบต้นทุกเดือนทำให้เงินงอกเป็น 376,453 บาท ได้กำไรจากดอกเบี้ยราว 16,453 บาท ตัวอย่างที่ 3: เปรียบเทียบ 2 ทางเลือกลงทุนด้วย FV เจ้าของกิจการมีเงิน 500,000 บาท กำลังเลือกระหว่าง 2 ทาง ทางเลือก ผลตอบแทน ระยะเวลา FV A: ฝากประจำ 3% ทบต้นรายปี 3% 5 ปี 500,000 × (1.03)^5 = 579,637 บาท B: ลงทุนกองทุนรวม คาดหวัง 7% ต่อปี 7% 5 ปี 500,000 × (1.07)^5 = 701,276 บาท ทางเลือก B ให้ FV สูงกว่าราว 121,639 บาท แต่ผลตอบแทนจากกองทุนไม่การันตี เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผลตอบแทนที่คาดหวังกับความเสี่ยงที่รับได้ FV กับ PV ต่างกันอย่างไร FV (Future Value) และ PV (Present Value) เป็นแนวคิดที่คู่กัน ใช้ร่วมกันในการวิเคราะห์การเงินธุรกิจ FV (Future Value) PV (Present Value) ความหมาย มูลค่าเงินในอนาคต มูลค่าเงินในปัจจุบัน คำถามที่ตอบ “เงินวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นเท่าไร?” “เงินในอนาคต คิดเป็นมูลค่าวันนี้เท่าไร?” ใช้เมื่อ วางแผนออม ประเมินเงินสำรอง ประเมินโครงการลงทุน ตีมูลค่าสินทรัพย์ ทิศทาง ปัจจุบัน → อนาคต อนาคต → ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น “ฝากเงิน 1 แสนวันนี้ อีก 3 ปีจะมีเท่าไร” ให้ใช้ FV แต่ถ้าถามว่า “เงิน 1 แสนอีก 3 ปีข้างหน้า คิดเป็นค่าวันนี้เท่าไร” ให้ใช้ PV ข้อผิดพลาดที่เจ้าของกิจการทำบ่อยเรื่อง FV ใช้ผลตอบแทนที่ไม่การันตีมาคำนวณ เจ้าของกิจการหลายคนใช้ตัวเลขผลตอบแทน “ที่คาดหวัง” มาคำนวณ FV เช่น คาดว่าจะได้กำไร 10% ต่อปี แล้วเอาตัวเลขนี้ไปวางแผนทั้งหมด ปัญหาคือผลตอบแทนจริงอาจต่ำกว่ามาก วิธีที่ปลอดภัยกว่า คือคำนวณ FV ด้วยตัวเลขที่ระมัดระวัง (conservative) เช่น ลดลง 20-30% จากที่คาดหวัง ลืมคิดเงินเฟ้อ FV บอกว่าเงินจะเติบโตเป็นเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าเงินก้อนนั้นจะซื้อของได้เท่าเดิมไหม ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี เงิน 1 ล้านบาทในอีก 5 ปีจะมีกำลังซื้อเท่ากับ 863,000 บาทวันนี้เท่านั้น เจ้าของกิจการควรคำนวณ FV แบบ “หลังหักเงินเฟ้อ” ด้วย โดยใช้อัตราผลตอบแทนจริง (ผลตอบแทน ลบ เงินเฟ้อ) แทนผลตอบแทนตัวเลขบนกระดาษ ลืมหักภาษีจากผลตอบแทน ดอกเบี้ยเงินฝากถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เงินปันผลถูกหัก 10% กำไรจากการขายหุ้นอาจมีภาษีด้วย ถ้าคำนวณ FV จากผลตอบแทนก่อนหักภาษี ตัวเลขที่ได้จะสูงเกินจริง ต้องใช้ผลตอบแทนหลังหักภาษีในการคำนวณเสมอ เปรียบเทียบทางเลือกที่ระยะเวลาต่างกัน FV ของเงิน 500,000 บาทใน 5 ปีกับ FV ของเงิน 500,000 บาทใน 3 ปี เปรียบเทียบตรงๆ ไม่ได้ เพราะระยะเวลาต่างกัน ต้องปรับให้ระยะเวลาเท่ากันก่อน หรือใช้ผลตอบแทนต่อปี (annualized return) เปรียบเทียบแทน FV กับการวางแผนการเงินธุรกิจ นอกจากการคำนวณตัวเลข FV ยังเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจได้หลายด้าน การประเมินโครงการลงทุน ก่อนลงทุนในโครงการใหม่ ลองคำนวณ FV ของเงินก้อนนั้นถ้านำไปลงทุนทางอื่นแทน ตัวเลขนี้บอก “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของโครงการ ถ้าโครงการให้ผลตอบแทนต่ำกว่า FV ของทางเลือกอื่น อาจไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน การวางแผนเงินสำรองธุรกิจ ถ้าตั้งเป้าว่าต้องมีเงินสำรอง 1 ล้านบาทใน 3 ปี ใช้สูตร FV แบบเงินงวดคำนวณย้อนกลับว่าต้องออมเดือนละเท่าไร ช่วยให้วางแผนได้จริงจัง ดีกว่าเดาสุ่มว่า “น่าจะพอ” การตั้งราคาสินค้าให้รองรับเงินเฟ้อ ถ้าต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นปีละ 5% ใช้ FV คำนวณว่าอีก 2 ปี ต้นทุนจะเป็นเท่าไร จะได้ตั้งราคาขายให้มีกำไรเพียงพอตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ต้องรอให้ต้นทุนขึ้นแล้วค่อยปรับราคาตามหลัง สรุป: FV ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องเงินบนตัวเลขจริง FV (Future Value) คือเครื่องมือคำนวณว่าเงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต ไม่ว่าจะออมเงิน ลงทุน หรือเปรียบเทียบทางเลือก สิ่งที่ต้องจำ จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการดูภาพรวมการเงินธุรกิจได้ทันที นำตัวเลขจริงไปวางแผนการเงินได้แม่นยำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ FV (Future Value) FV ติดลบได้ไหม ในทางทฤษฎี FV ไม่ติดลบ เพราะเป็นค่าที่บอกว่าเงินจะโตเป็นเท่าไร แต่ใน Excel ผลลัพธ์อาจแสดงเป็นลบ ถ้าใส่ค่า pmt เป็นบวก เพราะ Excel ใช้เครื่องหมายลบแทน “เงินไหลออก” แก้โดยใส่ pmt เป็นจำนวนลบ เช่น -10000 FV กับ NPV ใช้ต่างกันอย่างไร FV ตอบว่า “เงินวันนี้จะเติบโตเป็นเท่าไรในอนาคต” ส่วน NPV (Net Present Value คือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ) ตอบว่า “กระแสเงินสดจากโครงการทั้งหมด คิดเป็นค่าวันนี้เหลือเท่าไร” ถ้าต้องเลือกว่าจะลงทุนโครงการไหน ใช้ NPV ถ้าต้องวางแผนเงินออม ใช้ FV ดอกเบี้ยทบต้นกับ FV เกี่ยวกันอย่างไร Compound Interest คือกลไกที่ทำให้ FV เพิ่มขึ้นเร็ว เพราะผลตอบแทนงวดก่อนจะรวมเป็นเงินต้นในงวดถัดไป ยิ่งทบต้นบ่อย FV ยิ่งสูง เช่น ทบต้นรายเดือนให้ FV สูงกว่ารายปีที่อัตราเดียวกัน ตามที่อธิบายในหัวข้อสูตร FV ด้านบน ใช้ FV คำนวณเงินเฟ้อได้ไหม ได้ โดยใช้อัตราเงินเฟ้อแทนอัตราดอกเบี้ยในสูตร FV เช่น ถ้าเงินเฟ้อ 3% ต่อปี ต้นทุนวัตถุดิบ 100,000 บาทวันนี้ อีก 5 ปีจะเป็นราว 115,927 บาท ช่วยวางแผนต้นทุนล่วงหน้าได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

ทยอยจ่าย คืออะไร วิธีบันทึกบัญชีผ่อนชำระและผลทางภาษี

ซื้อรถกระบะ เช่าซื้อเครื่องจักร หรือผ่อนค่าประกันภัย เจ้าของกิจการที่แบ่งจ่ายเป็นงวดต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตั้งแต่งวดแรก ถ้าบันทึกผิด งบการเงินจะคลาดเคลื่อน และอาจมีปัญหาตอนยื่นภาษี ทยอยจ่าย คืออะไร ทยอยจ่าย คือการแบ่งชำระเงินเป็นงวดตามระยะเวลาที่ตกลงกัน แทนที่จะจ่ายเต็มจำนวนครั้งเดียว ในทางบัญชี เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแยกเป็น 2 ส่วนเสมอ คือส่วนที่ลดยอดหนี้ (เงินต้น) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย ถ้าไม่แยก ราคาทุนสินทรัพย์จะสูงเกินจริง และค่าเสื่อมราคาก็ผิดตามไปด้วย รูปแบบการทยอยจ่ายที่พบบ่อยในธุรกิจ ก่อนลงรายละเอียดการบันทึกบัญชี มาดูก่อนว่าเจ้าของกิจการ มักเจอการทยอยจ่ายแบบไหนบ้าง รูปแบบ ลักษณะ ตัวอย่าง ผ่อนชำระสินทรัพย์ (Hire Purchase) ซื้อของแล้วผ่อนจ่าย กรรมสิทธิ์โอนเมื่อจ่ายครบ ซื้อรถกระบะผ่อน 60 งวด สัญญาเช่าซื้อ (Finance Lease) เช่าใช้สินทรัพย์ระยะยาว มีทางเลือกซื้อเมื่อครบสัญญา เช่าซื้อเครื่องจักร 36 งวด ผ่อนชำระเงินกู้ กู้เงินจากธนาคารแล้วทยอยคืนเป็นงวด กู้ซื้ออาคารสำนักงาน ทยอยจ่ายค่าใช้จ่ายเป็นงวด แบ่งจ่ายค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมหลายเดือน ค่าประกันภัยรายปี จ่ายเป็น 4 งวด แต่ละรูปแบบมีวิธีบันทึกบัญชีต่างกัน มาดูทีละกรณีพร้อมตัวอย่าง วิธีบันทึกบัญชีการทยอยจ่ายพร้อมตัวอย่าง บันทึกบัญชีซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท วางเงินดาวน์ 100,000 บาท ผ่อนชำระ 20 งวด งวดละ 27,500 บาท (รวมดอกเบี้ย 50,000 บาท) วันที่ซื้อ บันทึกสินทรัพย์ตามราคาเงินสด (ไม่รวมดอกเบี้ย) และบันทึกหนี้สินส่วนที่ยังไม่ได้จ่าย รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) รถยนต์ 600,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 50,000 เงินสด (ดาวน์) 100,000 เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 550,000 เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน (งวดละ 27,500 บาท สมมุติดอกเบี้ยงวดนี้ 2,500 บาท) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อนชำระ 25,000 ดอกเบี้ยจ่าย 2,500 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 2,500 เงินสด 27,500 หลักการคือ เงินที่จ่ายแต่ละงวดต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ลดยอดหนี้ (25,000 บาท) กับส่วนที่เป็นดอกเบี้ย (2,500 บาท) วิธีนี้ทำให้งบการเงินแสดงภาระหนี้คงเหลือได้ตรงกับความเป็นจริง บันทึกบัญชีเช่าซื้อ การเช่าซื้อ (Finance Lease) บันทึกคล้ายกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างออกไป ได้แก่ “สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า” และ “หนี้สินตามสัญญาเช่า” ตาม TFRS 16 อ้างอิง สภาวิชาชีพบัญชี สมมุติว่า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าซื้อเครื่องจักรมูลค่า 300,000 บาท ผ่อน 12 งวด รวมดอกเบี้ย 18,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) สินทรัพย์ตามสัญญาเช่า 300,000 ดอกเบี้ยรอตัดจ่าย 18,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 318,000 เมื่อจ่ายค่างวด ก็แยกเงินต้นกับดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน ตารางผ่อนชำระ วิธีทำและใช้งาน ตารางผ่อนชำระ ช่วยให้เห็นภาพว่าในแต่ละงวด เงินที่จ่ายไปเป็นเงินต้นเท่าไร เป็นดอกเบี้ยเท่าไร และยอดคงเหลือเท่าไร ตัวอย่างตารางผ่อนชำระเครื่องจักรของบริษัท ข จำกัด (3 งวดแรก) งวดที่ ค่างวด ดอกเบี้ย เงินต้น ยอดคงเหลือ 1 26,500 1,500 25,000 275,000 2 26,500 1,375 25,125 249,875 3 26,500 1,249 25,251 224,624 ดอกเบี้ยแต่ละงวดคำนวณจากยอดเงินต้นคงเหลือ ยิ่งจ่ายไปเรื่อย ส่วนดอกเบี้ยจะลดลง ส่วนเงินต้นจะเพิ่มขึ้น ผลทางภาษีของการทยอยจ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กับการผ่อนชำระ เมื่อกิจการที่จด VAT ซื้อสินทรัพย์ผ่อนชำระ สิทธิ์ในการขอคืนภาษีซื้อ (VAT) ขึ้นอยู่กับว่าผู้ขายออกใบกำกับภาษีเมื่อไร สิ่งสำคัญคือต้องเก็บใบกำกับภาษีให้ครบ เพราะถ้าไม่มีใบกำกับภาษี จะนำ VAT มาหักไม่ได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับการผ่อนชำระ โดยทั่วไป การผ่อนซื้อสินค้าไม่ต้องหัก ณ ที่จ่าย เพราะเป็นการซื้อสินค้า ไม่ใช่การจ้างบริการ แต่มีกรณีที่ต้องระวังคือ แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อดูรายละเอียดแต่ละสัญญา เพราะเงื่อนไขต่างกันได้ตามลักษณะธุรกรรม ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ที่ซื้อผ่อน นำมาลดหย่อนภาษีได้ไหม ได้ สินทรัพย์ที่ซื้อผ่อนชำระสามารถคิดค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามปกติ เริ่มคิดตั้งแต่วันที่รับมอบสินทรัพย์ ไม่ต้องรอจ่ายครบ ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด ซื้อรถกระบะราคา 600,000 บาท (ไม่รวม VAT) อายุการใช้งาน 5 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุนรถกระบะ 600,000 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี 600,000 ÷ 5 ปี 120,000 บาท/ปี ค่าเสื่อมราคา 120,000 บาท/ปี นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี อ้างอิง กรมสรรพากร ผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากร กรณีที่กิจการมีภาษีค้างจ่าย สามารถยื่นขอผ่อนชำระภาษีกับกรมสรรพากรได้ แบ่งจ่ายเป็นรายเดือน ไม่เกิน 12 งวด สำหรับภาษีที่ค้างไม่เกิน 50,000 บาท อาจได้รับอนุมัติงวดมากกว่านั้นตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ต้องยื่นคำร้องขอผ่อนชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ อ้างอิง กรมสรรพากร เมื่อบันทึกบัญชี ให้บันทึกภาษีค้างจ่ายเป็นหนี้สิน แล้วลดยอดลงทุกครั้งที่จ่ายแต่ละงวด ถ้ามีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ให้บันทึกแยกเป็นค่าใช้จ่ายอีกรายการหนึ่ง ข้อควรระวังในการบันทึกบัญชีทยอยจ่าย เรื่องที่เจ้าของกิจการต้องระวัง เพราะมักบันทึกผิดบ่อย สรุป: จัดการบัญชีทยอยจ่ายให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก การทยอยจ่ายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ แต่การบันทึกบัญชีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้งบการเงินน่าเชื่อถือ และไม่มีปัญหาตอนยื่นภาษี สิ่งที่ต้องทำทุกครั้ง จัดการบัญชีและการเงินธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกบัญชี จัดการภาษี และออกเอกสารได้ครบจากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทยอยจ่ายในทางบัญชี ซื้อรถผ่อนชำระ บันทึกบัญชียังไง บันทึกรถยนต์เป็นสินทรัพย์ตามราคาเงินสดในวันที่รับรถ พร้อมบันทึกเจ้าหนี้ตามสัญญาผ่อน เมื่อจ่ายค่างวดแต่ละเดือน ให้แยกส่วนเงินต้นลดยอดเจ้าหนี้ กับส่วนดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่าย ดูตัวอย่าง Journal Entry ได้ในหัวข้อด้านบน ผ่อนชำระกับเช่าซื้อต่างกันอย่างไร ผ่อนชำระ (Hire Purchase) กรรมสิทธิ์โอนให้ผู้ซื้อเมื่อจ่ายครบ ส่วนเช่าซื้อ (Finance Lease) กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่า จนกว่าผู้เช่าจะใช้สิทธิ์ซื้อเมื่อครบสัญญา ทางบัญชี ทั้งสองแบบบันทึกเป็นสินทรัพย์และหนี้สินเหมือนกัน แต่ใช้ชื่อบัญชีต่างกัน ทยอยจ่ายค่าประกันภัยรายปี บันทึกบัญชีอย่างไร ค่าประกันภัยรายปีที่แบ่งจ่ายเป็นงวด ให้บันทึกเป็น “ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า” ในวันทำสัญญา แล้วทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนตามระยะเวลาที่ได้รับความคุ้มครอง ไม่ใช่ตามงวดที่จ่ายเงิน กิจการที่ไม่ได้จด VAT ซื้อของผ่อนชำระต้องทำอย่างไร บันทึกราคาทุนสินทรัพย์รวม VAT เข้าไปด้วย เพราะไม่สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ทำให้ราคาทุนสินทรัพย์สูงกว่ากิจการที่จด VAT และค่าเสื่อมราคาต่อปีก็จะสูงตามไปด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

บัญชีชุดเดียว คืออะไร ทำไม SME ต้องทำ พร้อมวิธีเริ่มต้น

บัญชีชุดเดียว คืออะไร ทำไม SME ต้องทำ พร้อมวิธีเริ่มต้น SME ที่ยังทำบัญชีหลายชุดแยกยื่นสรรพากรกับธนาคาร เสี่ยงถูกตรวจสอบและขอสินเชื่อไม่ผ่านมากขึ้นทุกปี เพราะปัจจุบันกรมสรรพากรใช้ Big Data จับคู่ข้อมูลข้ามระบบได้แล้ว บทความนี้อธิบายว่าบัญชีชุดเดียวคืออะไร ข้อดีที่ได้ สิทธิประโยชน์ทางภาษี 10 สัญญาณเสี่ยงที่ต้องระวัง และวิธีเริ่มต้นทำบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME  บัญชีชุดเดียว คืออะไร บัญชีชุดเดียว คือการจัดทำบัญชีและงบการเงินของกิจการเพียงชุดเดียวที่สะท้อนข้อมูลตามความเป็นจริง ใช้ยื่นกรมสรรพากร ยื่นธนาคาร และใช้ตัดสินใจบริหารธุรกิจได้ทุกจุด โดยไม่ต้องทำบัญชีหลายชุดแยกตามวัตถุประสงค์ มาตรการนี้เกิดจากนโยบายของกรมสรรพากรที่ต้องการยกระดับมาตรฐานบัญชีของธุรกิจ SME ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นสากลมากขึ้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร มาตรการส่งเสริมบัญชีชุดเดียว) ทำไมกรมสรรพากรถึงบังคับให้ SME ทำบัญชีชุดเดียว ในอดีต ผู้ประกอบการหลายรายทำบัญชีหลายชุด เช่น ชุดหนึ่งยื่นสรรพากรที่แสดงกำไรต่ำเพื่อเสียภาษีน้อย อีกชุดยื่นธนาคารที่แสดงตัวเลขสวยเกินจริงเพื่อขอสินเชื่อ ทำให้รัฐไม่มีข้อมูลจริงสำหรับวางนโยบายช่วยเหลือ SME และธนาคารก็ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงได้ถูกต้อง กรมสรรพากรจึงผลักดันนโยบายบัญชีชุดเดียวขึ้นมา เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน บัญชีชุดเดียว ต่างจากบัญชีหลายชุด อย่างไร ด้าน บัญชีหลายชุด (แบบเดิม) บัญชีชุดเดียว จำนวนบัญชี 2-3 ชุดขึ้นไป แยกตามวัตถุประสงค์ ชุดเดียว ใช้ทุกจุด ความถูกต้อง ตัวเลขอาจไม่ตรงกัน ขึ้นกับว่ายื่นใคร ตรงกับความเป็นจริง ตรวจสอบได้ ต้นทุน จ่ายค่าทำบัญชีหลายชุด เสียเวลามาก จ่ายครั้งเดียว ประหยัดกว่า ความเสี่ยง ถูกตรวจพบได้ง่ายขึ้นในยุค e-Filing ไม่มีความเสี่ยง เพราะข้อมูลตรงกันหมด ขอสินเชื่อ ธนาคารอาจปฏิเสธถ้าตัวเลขไม่ตรงกับสรรพากร ผ่านการพิจารณาง่ายขึ้น ข้อดีของการทำบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME การทำบัญชีชุดเดียวให้ประโยชน์กับผู้ประกอบการ 3 ด้านหลัก ทั้งเรื่องการเงิน ภาษี และการบริหารธุรกิจ ขอสินเชื่อธนาคารง่ายขึ้น ตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 กรมสรรพากรร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ SME ที่ต้องการขอสินเชื่อต้องยื่นบัญชีชุดเดียวกับที่ยื่นกรมสรรพากร ถ้าธนาคารพบว่างบการเงินไม่ตรงกัน จะไม่อนุมัติสินเชื่อ ซึ่งบทความจาก OfficeMate เรื่องบัญชีชุดเดียวสำหรับ SME ระบุเพิ่มเติมว่า หากธนาคารพาณิชย์ใดอนุมัติสินเชื่อให้กิจการที่ยื่นบัญชีไม่ตรงกัน ธนาคารนั้นก็มีความผิดฐานร่วมปกปิดและเลี่ยงภาษีด้วย เมื่อกิจการมีงบการเงินที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ธนาคารจะเห็นตัวเลขที่น่าเชื่อถือ ทำให้พิจารณาอนุมัติวงเงินได้เร็วขึ้นและได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสรรพากร SME ที่เข้าร่วมมาตรการบัญชีชุดเดียวจะได้รับสิทธิประโยชน์หลายอย่าง เห็นสุขภาพการเงินที่แท้จริงของกิจการ เมื่อบัญชีสะท้อนตัวเลขจริง เจ้าของกิจการจะเห็นรายได้ ต้นทุน และกำไรที่แท้จริง ทำให้วางแผนธุรกิจได้แม่นยำ ตัดสินใจลงทุนหรือขยายกิจการบนพื้นฐานข้อมูลจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่ตกแต่งมา วิธีเริ่มทำบัญชีชุดเดียว สำหรับ SME ที่เพิ่งจดบริษัท SME ที่เพิ่งจดทะเบียนบริษัทสามารถเริ่มทำบัญชีชุดเดียวได้ตั้งแต่วันแรก ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรก็ยิ่งไม่ต้องกลับไปแก้ไขข้อมูลย้อนหลัง ทำตาม 4 ขั้นตอนนี้ เอกสารและสมุดบัญชีที่ต้องจัดทำ ตามกฎหมาย นิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน) ต้องจัดทำเอกสารบัญชีครบ ประกอบด้วย สมุดบัญชีรายวัน 5 เล่ม งบการเงิน ที่ต้องจัดทำประจำปี กิจการต้องส่งงบการเงินให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี ผ่านระบบ DBD e-Filing และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ให้กรมสรรพากรภายใน 150 วัน ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร  10 สัญญาณที่สรรพากรจับตาว่าเลี่ยงภาษี กรมสรรพากรใช้ระบบ Big Data และ Data Analytics วิเคราะห์งบการเงินของธุรกิจ โดยมี 10 ลักษณะที่เข้าข่ายเลี่ยงภาษี สินทรัพย์ หนี้สินและทุน รายได้ ค่าใช้จ่าย ถ้ากิจการมีลักษณะตรงกับข้อใดข้อหนึ่ง ควรตรวจสอบบัญชีของตัวเองทันทีก่อนยื่นงบการเงิน (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ผ่านรายงานไทยรัฐ) ผลเสียถ้าไม่ทำบัญชีชุดเดียว ในปี 2569 ในปี 2569 ความเสี่ยงของการไม่ทำบัญชีชุดเดียวสูงกว่าในอดีตมาก เพราะกรมสรรพากรพัฒนาระบบตรวจสอบที่ทันสมัยขึ้น ระบบ e-Filing และ e-Tax Invoice ทำให้สรรพากรเห็นข้อมูลรายรับรายจ่ายของกิจการแบบ real-time ส่วนระบบ e-Payment ทำให้ธุรกรรมทุกรายการที่ผ่านธนาคารมีหลักฐานชัดเจน ถ้ายื่นบัญชีที่ตัวเลขไม่ตรงกับข้อมูลในระบบ โอกาสถูกตรวจพบสูงมาก ผลที่ตามมาคือ ถูกเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง, เสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม, ธนาคารปฏิเสธวงเงิน และอาจถูกดำเนินคดีอาญาฐานหลีกเลี่ยงภาษี นอกจากนี้ เมื่อกิจการ SME รายอื่นทำบัญชีชุดเดียวกันหมดแล้ว เจ้าหน้าที่สรรพากรจะมีเวลาเข้าตรวจกิจการที่ยังไม่ปฏิบัติตามมาตรการนี้ได้อย่างละเอียดมากขึ้น สรุป: บัญชีชุดเดียว สรุปแล้ว การทำบัญชีเพียงชุดเดียวที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ช่วย SME ใน 3 เรื่องหลัก สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น ขั้นตอนแรกคือแยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับกิจการ บันทึกทุกรายการ เก็บเอกสารครบ และใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ จัดการบัญชีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ทำบัญชีชุดเดียวได้ง่าย ทุกรายการถูกบันทึกในระบบเดียว ออกเอกสารได้ครบ ทั้งใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี และใบแจ้งหนี้ พร้อมสรุปรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายให้อัตโนมัติ ระบบยังรองรับ e-Tax Invoice และ AI ช่วยกระทบยอดธนาคาร ลดงานซ้ำให้เจ้าของกิจการมีเวลาไปโฟกัสการเติบโตของธุรกิจ นอกจากนี้ ด้วยความร่วมมือระหว่าง PEAK x OfficeMate คุณยังเลือกช้อปเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ อุปกรณ์ไอที กระดาษ และอุปกรณ์สำนักงานคุณภาพสูงจาก OFM ได้ครบวงจร สั่งสะดวกพร้อมบริการส่งฟรี* และรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับบัญชีชุดเดียว บัญชีชุดเดียว กับบัญชีคู่ (double entry) เป็นเรื่องเดียวกันไหม ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน “บัญชีชุดเดียว” หมายถึงนโยบายให้กิจการจัดทำบัญชีเพียงชุดเดียวที่สะท้อนข้อมูลจริง ส่วน “บัญชีคู่ (double entry)” คือวิธีการบันทึกบัญชีที่ลงทั้งฝั่งเดบิตและเครดิต ทั้งสองเป็นคนละเรื่องกัน กิจการที่ทำบัญชีชุดเดียวก็ยังใช้ระบบบัญชีคู่ในการบันทึกรายการตามปกติ ธุรกิจบุคคลธรรมดาต้องทำบัญชีชุดเดียวด้วยไหม มาตรการบัญชีชุดเดียวเน้นที่นิติบุคคล คือบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน ส่วนบุคคลธรรมดา (คนที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง ยังไม่จดบริษัท) ยังไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการนี้โดยตรง แต่ก็ควรทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ถูกต้องเพื่อประโยชน์ในการยื่นภาษีประจำปี ถ้าเคยทำบัญชีหลายชุด เริ่มปรับเป็นชุดเดียวได้อย่างไร เริ่มจากสำรวจบัญชีทุกชุดที่มีอยู่ แล้วเลือกชุดที่สะท้อนตัวเลขจริงของกิจการมากที่สุดเป็นฐาน จากนั้นให้นักบัญชีช่วยปรับปรุงรายการให้ถูกต้อง และเริ่มบันทึกทุกรายการจริงในระบบเดียวตั้งแต่วันที่ปรับ ถ้ามีภาษีค้างจ่ายจากรอบก่อนหน้า ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนจ่ายให้ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายในการทำบัญชีชุดเดียว ประมาณเท่าไร ขึ้นอยู่กับขนาดกิจการและจำนวนรายการต่อเดือน โดยทั่วไปสำนักงานบัญชีคิดค่าบริการสำหรับกิจการขนาดเล็กเริ่มต้นประมาณ 2,000-5,000 บาท/เดือน ราคาจะแตกต่างกันตามจำนวนเอกสาร ความซับซ้อนของธุรกิจ และบริการเสริมเช่นวางระบบบัญชีหรือให้คำปรึกษาภาษี ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอราคาจากสำนักงานบัญชีหลายแห่งเพื่อเปรียบเทียบ หรือเลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แล้วให้นักบัญชีตรวจสอบเป็นระยะเพื่อประหยัดต้นทุน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง Facebook : : : : officemate_thailand?lang=enWebsite : สอบถามเพิ่มเติม คลิก

15 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้เมื่อจ่ายเงินต่างประเทศ

เจ้าของกิจการที่จ่ายค่าบริการ ค่าสิทธิ หรือเงินปันผลให้บริษัทต่างประเทศ มักเจอปัญหาถูกเก็บภาษีซ้ำทั้งในไทยและประเทศปลายทาง อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) คือข้อตกลงระหว่าง 2 ประเทศที่ช่วยลดหรือยกเว้นภาษีซ้ำนี้ได้ อนุสัญญาภาษีซ้อน คืออะไร อนุสัญญาภาษีซ้อน คือข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 2 ประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกเก็บภาษีซ้ำจากรายได้ก้อนเดียวกัน ชื่อภาษาอังกฤษคือ Double Tax Agreement (DTA) สมมุติว่าบริษัทไทยจ้างบริษัทญี่ปุ่นออกแบบระบบ ค่าจ้าง 1 ล้านบาท เงินก้อนนี้อาจถูกเก็บภาษีทั้งในไทยและญี่ปุ่น อนุสัญญาภาษีซ้อนเข้ามาช่วยกำหนดว่าประเทศไหนเก็บภาษีอะไร หรือจำกัดเพดานอัตราภาษีไว้ หลักการสำคัญที่ควรรู้ อนุสัญญาภาษีซ้อนใช้ 2 วิธีหลักในการป้องกันภาษีซ้ำ สิ่งสำคัญคืออนุสัญญามีผลเหนือกว่ากฎหมายภาษีภายในประเทศ ถ้าอนุสัญญากำหนดอัตราภาษีต่ำกว่าที่กฎหมายไทยกำหนด ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ใช้อัตราที่ต่ำกว่าได้ อ้างอิง กรมสรรพากร ประเทศที่ไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อน ปัจจุบันไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับ 61 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมคู่ค้าสำคัญทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา (รายชื่อเต็มจากกรมสรรพากร) ประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยบ่อยที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ออสเตรเลีย และอินเดีย ตารางอัตราเพดานภาษีประเทศยอดนิยม อนุสัญญาแต่ละประเทศกำหนดเพดานอัตราภาษีไว้ไม่เท่ากัน ตารางด้านล่างสรุปอัตราสำหรับประเทศที่ SME ไทยทำธุรกิจด้วยมากที่สุด ประเทศ เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าสิทธิ ญี่ปุ่น 15% (หรือ 20%) 25% 15% สหรัฐอเมริกา 10% (หรือ 15%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 8%) จีน 15% (หรือ 20%) 10% 15% สิงคโปร์ 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) ฮ่องกง 10% 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) เกาหลีใต้ 10% (หรือ 20%) 10% (หรือ 15%) 5% (หรือ 10%) (อัตราที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น สัดส่วนการถือหุ้น หรือประเภทค่าสิทธิ ตรวจสอบรายละเอียดจากตารางเพดานอัตราภาษีของกรมสรรพากร) ประเทศที่ไม่มีอนุสัญญากับไทย เช่น ไต้หวัน บราซิล และอาร์เจนตินา การจ่ายเงินไปประเทศเหล่านี้ต้องใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทยเต็มจำนวน ไม่สามารถใช้อัตราเพดานที่ต่ำกว่าได้ ภาษีประเภทใดบ้างที่อนุสัญญาคุ้มครอง อนุสัญญาภาษีซ้อนครอบคลุมรายได้ 4 ประเภทหลักที่ SME ไทยมักเกี่ยวข้อง ประเภทรายได้ ตัวอย่างสถานการณ์ ประมวลรัษฎากรไทย เงินปันผล (Dividends) ลงทุนในบริษัทต่างชาติแล้วได้ปันผล หัก 10% ดอกเบี้ย (Interest) กู้เงินจากธนาคารต่างประเทศ หัก 15% ค่าสิทธิ (Royalties) ใช้ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร หัก 15% ค่าบริการ (Service Fees) จ้างที่ปรึกษา วิศวกร โปรแกรมเมอร์ต่างชาติ หัก 15% ถ้ามีอนุสัญญาภาษีซ้อน อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจลดลงเหลือ 5-10% แทน ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับแต่ละประเทศ วิธีใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน (ขั้นตอนปฏิบัติ) การใช้สิทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ ผู้จ่ายเงินต้องทำเอง ขั้นตอนมีดังนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ตัวอย่างคำนวณภาษี (Case Study) กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทญี่ปุ่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทญี่ปุ่น 500,000 บาท เปรียบเทียบกรณีใช้สิทธิ์อนุสัญญา กับไม่ใช้สิทธิ์ รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 15% (อนุสัญญาไทย-ญี่ปุ่น) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 15% = 75,000 บาท กรณีนี้อัตราอนุสัญญาเท่ากับอัตราปกติ จึงไม่ได้ประโยชน์เพิ่ม กรณีจ่ายค่าสิทธิให้บริษัทสิงคโปร์ บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้บริษัทสิงคโปร์ 500,000 บาท รายการ ไม่ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ใช้สิทธิ์อนุสัญญา ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท 500,000 บาท อัตราหัก ณ ที่จ่าย 15% (อัตราปกติ) 10% (อนุสัญญาไทย-สิงคโปร์) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 500,000 × 15% = 75,000 บาท 500,000 × 10% = 50,000 บาท ประหยัดภาษี 25,000 บาท กรณีนี้ใช้สิทธิ์อนุสัญญาช่วยลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายลง 25,000 บาท เงินที่ประหยัดได้นี้ทำให้บริษัทคู่ค้าได้รับเงินมากขึ้น ช่วยให้การเจรจาต่อรองค่าบริการเป็นไปได้ง่ายกว่า ข้อควรระวังในการใช้สิทธิ์อนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าใช้อัตราอนุสัญญาโดยไม่มีเอกสาร Certificate of Residence มายืนยัน กรมสรรพากรอาจปฏิเสธและเรียกเก็บภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน นอกจากนี้ เจ้าของกิจการควรระวังเรื่องเหล่านี้ สรุป: อนุสัญญาภาษีซ้อน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการบัญชีและภาษีธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยเจ้าของกิจการออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) บันทึกรายการจ่ายเงินต่างประเทศ และติดตามกำหนดยื่นภาษีได้ในที่เดียว ลดโอกาสยื่นล่าช้าหรือคำนวณผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีซ้อน ถ้าไม่มีอนุสัญญากับประเทศนั้น ต้องทำอย่างไร ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติของกฎหมายไทย (เช่น 15% สำหรับค่าสิทธิ) ผู้รับเงินต่างประเทศอาจนำภาษีที่ถูกหักไปขอเครดิตในประเทศตัวเอง ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น Certificate of Residence ขอจากไหน ให้บริษัทคู่ค้าต่างประเทศขอจากหน่วยงานจัดเก็บภาษีของประเทศนั้น เช่น ญี่ปุ่นขอจาก National Tax Agency สิงคโปร์ขอจาก IRAS โดยเอกสารต้องระบุว่าบริษัทมีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศนั้นจริง ยื่น ภ.ง.ด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร แบบ ภ.ง.ด.54 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินให้ต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ส่วนแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) ใช้สำหรับนำส่ง VAT เมื่อจ่ายค่าบริการต่างประเทศ ทั้ง 2 แบบอาจต้องยื่นพร้อมกัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความ ภงด.54 กับ ภ.พ.36 ต่างกันอย่างไร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

Performance คืออะไร ตัวชี้วัดที่คู่ค้าและนักลงทุนใช้ประเมินธุรกิจ

วลาคู่ค้ารายใหม่ขอดูตัวเลขก่อนเซ็นสัญญา หรือนักลงทุนนัดประชุมแล้วถามถึงผลประกอบการ ผู้ประกอบการหลายคนรู้สึกไม่มั่นใจว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง สถานการณ์แบบนี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด เพราะคำว่า Performance ในโลกธุรกิจไม่ได้หมายถึงแค่ทำงานได้ดีหรือไม่ดี แต่อาจหมายถึงตัวเลขทางการเงินในธุรกิจของคุณแข็งแรงแค่ไหน โดยในบทความนี้ จะสรุปนิยาม Performance ในมุมผลประกอบการ พร้อมตัวชี้วัดที่ SME ควรรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อถึงเวลาเจรจากับคู่ค้าหรือนักลงทุน Performance คืออะไร Performance ในบริบทธุรกิจ หมายถึง ผลการดำเนินงานหรือผลประกอบการ (Financial Performance) ซึ่งวัดได้จากตัวเลขทางการเงิน เช่น รายได้ กำไร สภาพคล่อง และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนได้ว่าธุรกิจดำเนินงานได้ดีแค่ไหนในช่วงเวลาที่กำหนด Performance ในบริบทธุรกิจ กับความหมายทั่วไป ต่างกันอย่างไร คำว่า Performance มีหลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบท ในด้าน HR หมายถึงผลงานของพนักงาน ในด้าน IT หมายถึงประสิทธิภาพของระบบ แต่เมื่อใช้ในบริบทบัญชีและการเงิน Performance หมายถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจทั้งหมด อ่านได้จากงบการเงินของบริษัท บทความนี้เจาะเฉพาะ Performance ในมุมตัวชี้วัดผลประกอบการที่ stakeholder ใช้ประเมินธุรกิจก่อนร่วมงาน ทำไม Performance ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME SME ที่ต้องการขอสินเชื่อ หาคู่ค้ารายใหม่ หรือเปิดรับนักลงทุน ล้วนต้องแสดงตัวเลขผลประกอบการ ให้ธุรกิจของตนดูน่าเชื่อถือ และใช้เป็นหลักฐานสำคัญ ว่าธุรกิจของคุณน่าร่วมงานด้วยหรือไม่ ยิ่ง Performance ชัดเจนเท่าไหร่ โอกาสปิดดีลก็สูงขึ้นเท่านั้น คู่ค้า B2B ประเมินอะไรก่อนร่วมงาน คู่ค้า B2B มักประเมิน 3 เรื่องหลักก่อนตกลงทำธุรกิจด้วย นักลงทุนดูตัวเลขอะไรก่อนตัดสินใจ คู่ค้าอาจจะดูเรื่องสภาพคล่องเป็นหลัก แต่กับนักลงทุน มักต้องการข้อมูลมากกว่านั้น โดยเฉพาะกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต อาทิ ตัวชี้วัดผลประกอบการที่ SME ต้องรู้ ตัวชี้วัดผลประกอบการ หรือ Financial Performance Metrics แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามหลักการบัญชี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ใช้อัตราส่วนเหล่านี้วิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนเช่นกัน SME สามารถนำมาใช้ประเมินธุรกิจตัวเองได้ กลุ่มตัวชี้วัด ตัวอย่างอัตราส่วน บอกอะไร กำไร (Profitability) Gross Margin, Net Profit Margin สินค้าหรือบริการทำกำไรได้แค่ไหน สภาพคล่อง (Liquidity) Current Ratio, Quick Ratio จ่ายหนี้ระยะสั้นได้ทันหรือไม่ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ROA, ROE, Asset Turnover ใช้ทรัพยากรคุ้มค่าแค่ไหน หนี้สิน (Leverage) D/E Ratio พึ่งพาเงินกู้มากน้อยเพียงใด การอ่านตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ลองดูตัวอย่างง่ายๆ วิธีติดตามผลประกอบการอย่างเป็นระบบ การรู้ว่าต้องดูตัวเลขอะไรเป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญกว่าคือการติดตามตัวเลขเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ SME ที่ต้องการติดตาม Performance อย่างเป็นระบบ สามารถเริ่มจาก 3 ขั้นตอน ดังนี้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account ช่วยบันทึกรายการและสรุปรายงานการเงินให้อัตโนมัติ และ PEAK Board แสดง Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมธุรกิจได้ทันที สรุป ตัวเลข Performance คือภาษาที่ธุรกิจใช้สร้างความน่าเชื่อถือ Performance ไม่ได้เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ที่เข้าใจตัวชี้วัดผลประกอบการและติดตามตัวเลขอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจเข้ามา ก็พร้อมเจรจาได้อย่างมั่นใจ สิ่งสำคัญคือเริ่มจัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ เพราะตัวเลขที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน จัดการผลประกอบการให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมสรุป Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ผ่าน PEAK Board – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Performance ผลประกอบการ ดูผลประกอบการของบริษัทอื่นได้ที่ไหน สามารถตรวจสอบงบการเงินของนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยค้นหาจากชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล ข้อมูลที่แสดงจะเป็นงบการเงินที่บริษัทยื่นประจำปี ผลประกอบการติดลบ หมายความว่าธุรกิจจะล้มหรือไม่ ไม่จำเป็นเสมอไป ผลประกอบการติดลบหมายถึงค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ในงวดนั้น ซึ่งอาจเกิดจากการลงทุนขยายกิจการหรือต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำ สิ่งที่ควรดูเพิ่มคือแนวโน้มย้อนหลัง 3-4 ไตรมาส ถ้าติดลบต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรายได้ SME ต้องรายงานผลประกอบการบ่อยแค่ไหน นิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อ DBD ปีละ 1 ครั้ง ภายใน 5 เดือนหลังวันสิ้นรอบบัญชี แต่สำหรับการบริหารจัดการภายใน แนะนำให้ติดตามตัวเลขทุกเดือนหรืออย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อให้ปรับแผนได้ทัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

NPV คืออะไร สูตรคำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ ฉบับ SME

SME ที่กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องจักร จะเปิดสาขาเพิ่ม หรือลงทุนขยายกิจการดีหรือไม่ อาจไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่มีตัวเลขคอยบอก แต่จริงๆ แล้วผู้ประกอบการ SME สามารถใช้ NPV (Net Present Value) หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ ที่จะช่วยตอบคำถามว่าถึงเวลาหรือยังที่จะตัดสินใจ โดยบทความนี้ จะพาคุณมาคำนวณด้วยตัวเลขจริง พร้อมเชื่อมโยงผลกระทบทางภาษีที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม NPV (Net Present Value) คืออะไร NPV หรือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ คือเครื่องมือทางการเงินที่ใช้วัดว่า การลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ โดยนำกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตมาคิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบัน แล้วหักด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น พูดง่ายๆ คือ เครื่องมือนี้ตอบคำถามว่า ถ้าลงทุนเงินก้อนนี้วันนี้ เงินที่ได้คืนในอนาคตจะคุ้มกว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นหรือเปล่า โดยผลลัพธ์มีได้ 2 กรณี NPV มีหลักการคิดยังไง เพราะเงิน 100,000 บาทวันนี้ กับ 100,000 บาทอีก 3 ปีข้างหน้า มีมูลค่าไม่เท่ากัน เงินที่มีอยู่วันนี้ สามารถนำไปลงทุน หรือฝากธนาคาร ให้เกิดกำไรงอกเงย สร้างผลตอบแทนได้ แต่หากถือไว้เฉยๆ อาจมีมูลค่าลดลง ซึ่งเป็นผลจากเงินเฟ้อ หลักคิดนี้เรียกว่า Time Value of Money หรือ มูลค่าเงินตามเวลา NPV ใช้หลักการนี้ในการคำนวณ โดยนำเงินที่จะได้ในอนาคต มาเปรียบเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายไปในวันนี้ สูตร NPV และองค์ประกอบที่ต้องรู้ สูตรการคำนวณคือ นำกระแสเงินสดสุทธิ (Cash Flow) ของแต่ละปี มาหารด้วย (1 + อัตราคิดลด) ยกกำลังจำนวนปี แล้วรวมทุกปีเข้าด้วยกัน จากนั้นหักเงินลงทุนเริ่มต้นออก NPV = ( CF ปีที่ 1 / (1+r)^1 + CF ปีที่ 2 / (1+r)^2 + … + CF ปีที่ n / (1+r)^ n ) – เงินลงทุนเริ่มต้น ตัวแปร ความหมาย CF (Cash Flow) กระแสเงินสดสุทธิที่ได้รับในแต่ละปี r (Discount Rate) อัตราคิดลด คือ ผลตอบแทนขั้นต่ำที่คุณคาดหวัง n จำนวนปีที่ใช้ประเมิน Discount Rate (อัตราคิดลด) สำหรับ SME ไทยใช้เท่าไรดี Discount Rate คือ อัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการคาดหวังจากการลงทุน ถ้าโครงการไหนให้ผลตอบแทนต่ำกว่าค่านี้ ก็ไม่คุ้มที่จะลงทุน สำหรับ SME ไทย discount rate ที่ใช้กันทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 8-15% โดยขึ้นอยู่กับ ตัวอย่างคำนวณ NPV สำหรับ SME กรณีซื้อเครื่องจักรขยายกิจการ สมมุติ บริษัท กอไก่ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตชิ้นส่วนพลาสติก กำลังตัดสินใจว่าควรซื้อเครื่องฉีดพลาสติกใหม่ราคา 1,000,000 บาท เพื่อเพิ่มกำลังผลิต โดยมีข้อมูลประมาณการ ดังนี้ ขั้นตอนคำนวณแบบ step-by-step ปีที่ กระแสเงินสด (บาท) ตัวหาร (1+0.10)^n มูลค่าปัจจุบัน (บาท) 0 -1,000,000 1.000 -1,000,000 1 300,000 1.100 272,727 2 300,000 1.210 247,934 3 300,000 1.331 225,394 4 300,000 1.464 204,904 5 300,000 1.611 186,276 รวม NPV   137,235 บาท คำนวณแล้ว ได้ผลลัพธ์ 137,235 บาท ซึ่งเป็นบวก หมายความว่า การซื้อเครื่องจักรนี้คุ้มค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการประมาณ 137,235 บาท เมื่อเทียบกับการเอาเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้ผลตอบแทน 10% เปรียบเทียบ ก่อน vs หลัง ใช้ NPV ช่วยตัดสินใจ  ไม่คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ คำนวณมูลค่าปัจจุบันสุทธิ วิธีคิด ลงทุน 1 ล้าน ได้คืนปีละ 3 แสน 5 ปีได้ 1.5 ล้าน กำไร 5 แสน ลงทุน 1 ล้าน เงินที่ได้คืนในอนาคตคิดเป็นมูลค่าวันนี้ได้ 1,137,235 บาท กำไรจริง 137,235 บาท ข้อดี คิดง่าย เข้าใจเร็ว สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง เปรียบเทียบทางเลือกได้ ข้อจำกัด ไม่คำนึงถึงค่าเงินที่เปลี่ยนตามเวลา อาจตัดสินใจผิด ต้องประมาณกระแสเงินสดและ discount rate ให้แม่นยำ หากไม่คำนวณด้วย NPV เจ้าของกิจการอาจคิดว่า การลงทุนนี้ จะได้กำไร 500,000 บาท แต่พอคิดมูลค่าเงินตามเวลาแล้ว กำไรจริงอยู่ที่ 137,235 บาท ตัวเลขต่างกันมาก ในบางกรณี การคิดด้วย NPV อาจทำให้กำไรบางลง จนไม่คุ้มค่าการลงทุนได้ด้วย NPV กับผลกระทบทางภาษี สิ่งที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม การคำนวณ NPV ให้แม่นยำ ไม่ได้ดูแค่รายรับ-รายจ่าย แต่ต้องคำนึงถึงภาษีด้วย เพราะภาษีมีผลกระทบต่อกระแสเงินสดสุทธิ ที่ต้องใช้คำนวณในสูตรเช่นกัน ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์กับกระแสเงินสดใน NPV เมื่อซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท เงินทั้งก้อนนั้นไม่ได้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปีเดียว แต่ทยอยตัดเป็นค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร เครื่องจักรสามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้สูงสุด 20% ต่อปี (อายุการใช้งาน 5 ปี) เพราะค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายจริง แต่ช่วยลดกำไรทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือ เงินสดจริงที่เพิ่มเข้ามาในกระแสเงินสด ตัวอย่าง ถ้าเครื่องจักรราคา 1,000,000 บาท คิดค่าเสื่อมราคาปีละ 200,000 บาท และกิจการเสียภาษีนิติบุคคล 20% จะประหยัดภาษีได้ปีละ 200,000 x 20% = 40,000 บาท เงินจำนวนนี้ทำให้กระแสเงินสดสุทธิเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลลัพธ์การคำนวณสูงขึ้นตามไปด้วย สิทธิประโยชน์ภาษี (BOI และมาตรการลดหย่อน) ที่เปลี่ยน NPV นอกจากค่าเสื่อมราคาปกติ ผู้ประกอบการบางรายอาจได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี หรือหักค่าเสื่อมราคาเร่งได้ สิทธิเหล่านี้เพิ่มกระแสเงินสดหลังภาษีอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนจากติดลบเป็นบวกได้ ก่อนคำนวณ ลองเช็คว่าการลงทุนของคุณเข้าเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ภาษีใดบ้าง เพราะอาจเปลี่ยนผลการตัดสินใจทั้งหมด NPV กับ IRR ต่างกันอย่างไร ใช้ตัวไหนดีกว่า ตัวแรกบอกว่า โครงการนี้สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าไร ในขณะที่ IRR (Internal Rate of Return) บอกว่า โครงการนี้ให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์  NPV IRR บอกอะไร มูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนเงิน อัตราผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ เกณฑ์ตัดสินใจ NPV มากกว่า 0 ควรลงทุน IRR มากกว่า discount rate ควรลงทุน จุดแข็ง เปรียบเทียบโครงการขนาดต่างกันได้ชัดเจน เข้าใจง่าย สื่อสารกับคนอื่นได้เร็ว ข้อจำกัด ต้องกำหนด discount rate ก่อน อาจให้ผลลัพธ์หลายค่าในบางกรณี สำหรับผู้ประกอบการ SME แนะนำใช้ตัวแรกเป็นเครื่องมือหลัก เพราะบอกเป็นจำนวนเงินชัดเจน แล้วใช้ IRR เป็นตัวเสริมสำหรับสื่อสารกับหุ้นส่วนหรือธนาคาร สรุป NPV ช่วย SME ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเลข ไม่ใช่แค่ความรู้สึก การตัดสินใจลงทุนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกกิจการ เครื่องมืออย่าง NPV ช่วยให้คุณเปรียบเทียบทางเลือกด้วยตัวเลขที่สะท้อนมูลค่าเงินตามเวลาจริง ไม่ใช่แค่บวกลบรายรับ-รายจ่ายแบบหยาบ และสิ่งที่ทำให้การคำนวณแม่นยำยิ่งขึ้น คือการนำข้อมูลกระแสเงินสดจริงของกิจการมาใช้ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ยิ่งข้อมูลจริง ผลลัพธ์ยิ่งน่าเชื่อถือ ใช้ข้อมูลจริงจากระบบบัญชีมาคำนวณ NPV ได้ทันที ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ข้อมูลรายรับ-รายจ่าย กระแสเงินสด และรายงานวิเคราะห์ธุรกิจจาก PEAK Board จะช่วยให้คุณดึงตัวเลขจริงมาใช้คำนวณได้ทันที ไม่ต้องรวบรวมเอกสารเอง – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NPV (มูลค่าปัจจุบันสุทธิ) NPV ติดลบ แปลว่าห้ามลงทุนเลยหรือเปล่า ไม่เสมอไป ผลลัพธ์ติดลบหมายความว่า ผลตอบแทนทางการเงินไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับ discount rate ที่กำหนด แต่บางโครงการมีคุณค่าเชิงกลยุทธ์ที่ตัวเลขจับไม่ได้ เช่น การลงทุนเพื่อรักษาลูกค้ารายใหญ่ หรือสร้างแบรนด์ในตลาดใหม่ ในกรณีนี้ควรพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขอย่างเดียว ผู้ประกอบการ SME คำนวณ NPV ด้วยตัวเองได้ไหม ได้ เพราะหลักการไม่ซับซ้อน แค่ต้องมีข้อมูล 3 อย่าง คือ เงินลงทุนเริ่มต้น กระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้แต่ละปี และ discount rate สิ่งสำคัญคือข้อมูลกระแสเงินสดต้องมาจากตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ถ้าใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว การดึงตัวเลขมาใช้จะง่ายขึ้นมาก ค่าเสื่อมราคาเกี่ยวอะไรกับ NPV ค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดที่จ่ายออกจริง แต่ช่วยลดกำไรสุทธิทางบัญชี ทำให้เสียภาษีน้อยลง ส่วนต่างภาษีที่ประหยัดได้คือกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้นจริง ซึ่งทำให้ผลลัพธ์สูงขึ้น ผู้ประกอบการที่ลงทุนซื้อสินทรัพย์ใหม่ควรรวมผลประหยัดภาษีจากค่าเสื่อมราคาเข้าไปในการคำนวณด้วย เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ตั๋วสัญญาใช้เงิน คืออะไร เครื่องมือการเงิน B2B ที่ธุรกิจต้องรู้

การทำธุรกิจ B2B มักไม่ได้เงินสดในทันที แต่ต้องรอรอบบัญชีของลูกค้า ยิ่งลูกค้าสั่งสินค้าหรือใช้บริการเยอะ เจ้าของกิจการก็ต้องรับความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงนี้ จึงเกิดเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่ช่วยสร้างหลักประกันให้กับเจ้าของกิจการ SME และยังคุ้มครองด้วยกฎหมาย ในบทความนี้ คุณจะได้รู้จักกับตั๋วสัญญาใช้เงิน การใช้งานจริง เงื่อนไขภาษี ข้อกฎหมาย ตลอดจนความเสี่ยงที่ SME ต้องรู้ ตั๋วสัญญาใช้เงินคืออะไร ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) คือเอกสารที่ผู้ออกตั๋วให้คำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้รับตามวันที่กำหนด โดยไม่มีเงื่อนไขแนบท้าย เอกสารนี้มีผลบังคับตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 982 ถึง 1011 ที่หากไม่จ่ายตามกำหนด ผู้ถือตั๋วฟ้องร้องได้ทันที องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ตั๋วสมบูรณ์ตามกฎหมาย ตั๋วจะมีผลทางกฎหมายได้ ต้องมีรายการครบตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 983 รายการ ตัวอย่าง คำว่า ตั๋วสัญญาใช้เงิน ในตัวเอกสาร ระบุไว้ที่หัวเอกสาร คำมั่นว่าจะใช้เงินโดยไม่มีเงื่อนไข จ่ายเงินจำนวน 500,000 บาท วันถึงกำหนดใช้เงิน 90 วันนับจากวันที่ออกตั๋ว สถานที่ใช้เงิน สำนักงานใหญ่ บริษัท ก จำกัด ชื่อผู้รับเงิน บริษัท ข จำกัด วันที่และสถานที่ออกตั๋ว 1 กันยายน – กรุงเทพฯ ลายเซ็นผู้ออกตั๋ว กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หากขาดรายการใดรายการหนึ่ง ตั๋วอาจไม่สมบูรณ์และใช้บังคับไม่ได้ ทำไม SME ถึงใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินแทนเงินสด ธุรกิจ B2B มักมียอดชำระสูง การให้เครดิตเทอมจึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งถ้าหากไม่มีการทำเอกสารสัญญาให้ชัดเจน ผู้ขายจะเสียเปรียบหากเกิดการผิดนัดชำระ การใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน จะช่วยปกป้องทั้งสองฝ่าย ผู้ซื้อได้เวลาหมุนเงิน และผู้ขายจะมีหลักฐานที่ชัดเจนกว่าการใช้แค่ใบแจ้งหนี้ นอกจากนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินยังสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ หรืออาจนำไปขายกับธนาคาร เพื่อการรับเงินสดก่อนครบกำหนด ตัวอย่างการใช้ตั๋วสัญญา จัดการเครดิตคู่ค้า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้ค้าส่งวัสดุก่อสร้าง สั่งซื้อปูนซีเมนต์จากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุกเดือน มูลค่าราว 500,000 บาท แทนที่จะจ่ายเงินสดทันที บริษัท ก ออกตั๋วกำหนดจ่ายภายใน 90 วัน วิธีนี้ช่วยให้ทั้งสองฝ่ายบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น ตั๋วสัญญาใช้เงินกับตั๋วแลกเงิน ต่างกันตรงไหน เปรียบเทียบ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 2 ฝ่าย 3 ฝ่าย ผู้รับผิดชอบจ่ายเงิน ผู้ออกตั๋ว (ลูกหนี้เอง) ผู้จ่าย (ต้องรับรองก่อน) ต้องรับรองตั๋วก่อนหรือไม่ ไม่ต้อง ต้องมี (ผู้จ่ายรับรอง) กรณีใช้งาน การค้า B2B ระหว่างคู่ค้า การค้าระหว่างประเทศ SME ไทยที่ซื้อขายในประเทศมักเลือกตั๋วสัญญาใช้เงิน เพราะมีแค่ 2 ฝ่าย ไม่ต้องรอใครรับรอง ตั๋วสัญญาใช้เงิน กับอากรแสตมป์ เสียเท่าไร และอย่างไร ตั๋วชนิดนี้ต้องติดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลำดับที่ 9 โดยคำนวณที่อัตรา 3 บาทต่อทุก 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท โดยผู้ออกตั๋วเป็นผู้เสียอากร อ้างอิงจากตัวอย่างเดิม – บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ออกตั๋วมูลค่า 500,000 บาท คำนวณอากรได้ดังนี้ 500,000 ÷ 2,000 = 250 x 3 = 750 บาท หมายความว่าตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 500,000 บาทนี้ ต้องติดอากร 750 บาท หากไม่ติดหรือติดไม่ครบ ตั๋วใบนี้จะใช้เป็นหลักฐานในศาลไม่ได้ ผู้ออกตั๋วและผู้รับตั๋ว จึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าติดอากรครบก่อนลงลายเซ็น ความเสี่ยงด้านเครดิตที่ต้องรู้ก่อนรับตั๋ว แม้ตั๋วจะมีผลบังคับทางกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้เงินแน่นอน หากผู้ออกตั๋วไม่มีเงินจ่ายเมื่อถึงกำหนด ผู้ถือตั๋วต้องฟ้องร้องเอง ซึ่งใช้เวลาและมีค่าใช้จ่าย ความเสี่ยงหลักคือ หากผู้ออกตั๋วมีสถานะทางการเงินไม่มั่นคง ตั๋วเงินไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เว้นแต่จะระบุเพิ่มเติม ซึ่งแตกต่างจากสินเชื่อธนาคารที่มีการประเมินเครดิตก่อน ผู้ที่จะรับตั๋วควรประเมินคู่ค้าทุกครั้ง วิธีประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วสัญญาใช้เงิน ก่อนตอบตกลงรับตั๋วจากคู่ค้า ลองตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้ การบันทึกบัญชีตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายอย่างง่าย เมื่อธุรกิจรับตั๋วจากลูกค้า ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินรับฝั่งสินทรัพย์ พร้อมลดยอดลูกหนี้การค้า และเมื่อตั๋วครบกำหนด ก็ลดยอดตั๋วเงินรับและเพิ่มเงินสดเข้ามาแทน หากธุรกิจเป็นฝ่ายออกตั๋วให้ซัพพลายเออร์ ต้องบันทึกเป็นตั๋วเงินจ่ายฝั่งหนี้สิน พร้อมลดยอดเจ้าหนี้การค้า เมื่อจ่ายเงินตามตั๋วแล้ว ก็ลดยอดตั๋วเงินจ่ายและลดเงินสด กรณีนำตั๋วไปขายลดกับธนาคาร ต้องบันทึกส่วนลดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินด้วย เพราะธนาคารจะหักส่วนลดก่อนจ่ายเงินให้ ทำให้ได้รับเงินจริงน้อยกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว ต้องติดตามวันครบกำหนดของตั๋วทุกใบให้ดี หากพลาดอาจเสียสิทธิในการไล่เบี้ยจากผู้สลักหลัง แต่ถ้าไม่อยากพลาด ผู้ประกอบการที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK จะบันทึกรายการเหล่านี้ได้สะดวก พร้อมจัดหมวดหมู่ให้อัตโนมัติ ช่วยติดตามตั๋วเงินรับและตั๋วเงินจ่ายได้ครบโดยไม่ต้องจัดการด้วยมือ สรุป ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเครื่องมือคู่ค้า ไม่ใช่แค่เอกสารกฎหมาย ตั๋วเงินชนิดนี้ไม่ได้มีไว้แค่ให้นักกฎหมายใช้ แต่เป็นเครื่องมือที่ SME จัดการเครดิตคู่ค้าได้จริง ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ติดอากรแสตมป์ให้ครบ และประเมินคู่ค้าก่อนรับตั๋วทุกครั้ง เมื่อทำครบทุกขั้นตอน ตั๋วจะกลายเป็นเครื่องมือบริหารกระแสเงินสดที่มีประสิทธิภาพ จัดการบัญชีตั๋วสัญญาใช้เงิน ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดการรายงานการเงินครบในที่เดียว ลดงานซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการจัดการด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินมีอายุความเท่าไร อายุความในการฟ้องร้องเรียกเงินตามตั๋วคือ 3 ปี นับจากวันที่ตั๋วถึงกำหนดชำระ ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1001 ผู้ถือตั๋วควรเรียกเก็บเงินหรือฟ้องร้องก่อนหมดอายุความ ถ้าผู้ออกตั๋วไม่จ่ายเงินตามกำหนด ต้องทำอย่างไร ผู้ถือตั๋วยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลได้ โดยใช้ตั๋วเป็นหลักฐาน ข้อดีคือศาลถือว่าตั๋วเป็นหลักฐานแห่งหนี้ในตัว ไม่ต้องพิสูจน์ที่มาของมูลหนี้เพิ่ม จึงฟ้องง่ายกว่ากรณีที่มีแค่ใบแจ้งหนี้ ทั้งนี้ควรปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินการให้ถูกขั้นตอน ตั๋วสัญญาใช้เงินต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ตั๋วเงินเป็นเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่การขายสินค้าหรือบริการ จึงไม่ต้องเสีย VAT ตัวตั๋วเอง แต่สินค้าที่เป็นต้นเหตุให้ออกตั๋ว เช่น การซื้อวัสดุก่อสร้าง ยังต้องเสีย VAT ตามปกติ สิ่งที่ต้องเสียสำหรับตัวตั๋วคืออากรแสตมป์เท่านั้นม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

10 min

บัญชีลูกหนี้ คืออะไร วิธีประเมินความเสี่ยงหนี้สงสัยจะสูญ

SME หลายรายมักเจอปัญหาเก็บเงินลูกค้าได้ช้า ทั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว หรืออาจเก็บไม่ได้เลยก็มี โดยเฉพาะธุรกิจที่ให้เครดิตเทอม เสี่ยงที่บัญชีลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ โดยในบทความนี้ จะพาคุณเข้าใจวิธีประเมินความเสี่ยงของบัญชีลูกหนี้ และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พร้อมเรียนรู้วิธีการติดตามหนี้ค้างชำระ ไม่ให้เป็นหนี้สูญไปเปล่า บัญชีลูกหนี้คืออะไร บัญชีลูกหนี้ (Accounts Receivable) คือสิทธิเรียกร้องเงินที่กิจการมีต่อลูกค้า เกิดจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นเงินเชื่อ สำหรับ SME การจัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบมีความสำคัญหลายด้าน ลูกหนี้ที่เก็บเงินได้ช้าจะกระทบกระแสเงินสด ทำให้กิจการขาดสภาพคล่อง หากไม่ติดตามลูกหนี้อย่างสม่ำเสมอ อาจกลายเป็นหนี้สูญซึ่งกระทบกำไรสุทธิโดยตรง นอกจากนี้ การจัดการข้อมูลลูกหนี้ที่ถูกต้องยังช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนการเงินได้แม่นยำขึ้น วิธีประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้า การประเมินความเสี่ยงของลูกหนี้การค้าคือการวิเคราะห์ว่าลูกหนี้แต่ละรายมีโอกาสชำระเงินได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งทำการประเมินบ่อย จะช่วยให้รู้ตัวเร็วขึ้น ว่าลูกหนี้รายไหนมีความเสี่ยงสูง การวิเคราะห์อายุหนี้ค้างชำระ (Aging Analysis) วิธีที่ SME ใช้กันมากที่สุด คือการแบ่งลูกหนี้ตามจำนวนวันที่ค้างชำระ ยิ่งหนี้ค้างนาน แปลว่ายิ่งมีความเสี่ยงสูง ช่วงอายุหนี้ ระดับความเสี่ยง ยังไม่ถึงกำหนด ต่ำ ค้าง 1-30 วัน ต่ำ-ปานกลาง ค้าง 31-60 วัน ปานกลาง ค้าง 61-90 วัน สูง ค้างเกิน 90 วัน สูงมาก ลองนึกภาพว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท เมื่อลองจัดกลุ่มตามอายุหนี้พบว่า หนี้การค้ากว่า 400,000 บาท ค้างเป็นเวลาเกิน 90 วัน แปลว่า 40% ของลูกหนี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมาก ต้องเร่งติดตามทันที ดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้าแต่ละราย การดูประวัติการชำระเงินของลูกค้าแต่ละรายช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น ลูกค้าที่จ่ายตรงเวลาทุกครั้งมีความเสี่ยงต่ำ ส่วนลูกค้าที่จ่ายล่าช้าซ้ำหลายครั้ง กิจการอาจต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญคืออะไร คำนวณอย่างไรให้ถูกต้อง ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือจำนวนเงินที่กิจการประเมินไว้ว่าจะเก็บจากลูกหนี้ไม่ได้ โดยจะบันทึกเป็นรายจ่ายในงบกำไรขาดทุน และหักออกจากยอดลูกหนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง การตั้งค่าเผื่อนี้เป็นหลักการบัญชีที่สำคัญตามมาตรฐาน NPAEs ซึ่ง SME ส่วนใหญ่ในไทยใช้มาตรฐานนี้ คำนวณแบบร้อยละของยอดขายเชื่อ วิธีนี้เหมาะกับกิจการที่มียอดขายเชื่อค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยกำหนดอัตราร้อยละจากประสบการณ์ในอดีต ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มียอดขายเชื่อทั้งปี 5,000,000 บาท จากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีพบว่าเก็บเงินไม่ได้เฉลี่ย 2% ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ = 5,000,000 x 2% = 100,000 บาท คำนวณแบบอายุหนี้ (Aging Method) วิธีนี้จะแม่นยำกว่าวิธีอื่น เพราะการกำหนดอัตราแตกต่างกันตามอายุหนี้ ยิ่งหนี้ค้างนาน อัตราค่าเผื่อก็จะยิ่งสูงขึ้น ลองดูตัวอย่างจากบริษัท ก จำกัด ที่มีลูกหนี้รวม 1,000,000 บาท ช่วงอายุหนี้ ยอดลูกหนี้ (บาท) อัตราค่าเผื่อ ค่าเผื่อหนี้สูญ (บาท) ยังไม่ถึงกำหนด 300,000 1% 300,000 x 1% = 3,000 ค้าง 1-30 วัน 200,000 3% 200,000 x 3% = 6,000 ค้าง 31-60 วัน 100,000 10% 100,000 x 10% = 10,000 ค้าง 61-90 วัน 100,000 30% 100,000 x 30% = 30,000 ค้างเกิน 90 วัน 300,000 50% 300,000 x 50% = 150,000 ยอดรวม 1,000,000 199,000 เห็นได้ว่าลูกหนี้ที่ค้างเกินกว่า 90 วัน แม้จะมียอดเพียงแค่ 300,000 บาท แต่เพราะความเสี่ยงที่จะเก็บไม่ได้สูงมาก การตั้งค่าเผื่อที่ 150,000 บาท จึงสมเหตุสมผล สรุป : การจัดการบัญชีลูกหนี้ที่ดี เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การจัดการบัญชีลูกหนี้ไม่ใช่แค่การทวงเงิน แต่เริ่มจากการประเมินความเสี่ยงด้วย Aging Analysis และดูพฤติกรรมการชำระเงินของลูกค้า เพื่อการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้ถูกต้อง และใช้เครื่องมือที่ช่วยติดตามอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งรู้เร็วว่ารายไหนเสี่ยง ยิ่งลดโอกาสที่หนี้จะกลายเป็นหนี้สูญ จัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการขายเชื่อ ติดตามสถานะลูกหนี้ และดูรายงานลูกหนี้ค้างชำระได้ในที่เดียว ระบบเชื่อมต่อข้อมูลตั้งแต่ใบแจ้งหนี้ไปจนถึงการรับชำระเงิน ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาดจากการกระทบยอดด้วยมือ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้ หนี้สงสัยจะสูญกับหนี้สูญต่างกันอย่างไร หนี้สงสัยจะสูญคือหนี้ที่กิจการประมาณการว่ามีโอกาสเก็บไม่ได้ แต่ยังไม่แน่นอน 100% จึงบันทึกเป็นค่าเผื่อไว้ก่อน ส่วนหนี้สูญคือหนี้ที่กิจการตัดสินใจแล้วว่าไม่สามารถเก็บได้จริง หลังจากติดตามทวงถามครบทุกขั้นตอนแล้ว กิจการจึงตัดจำหน่ายออกจากบัญชี ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร การตัดหนี้สูญทางภาษีต้องมีหลักฐานการทวงถามและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด SME ควรทำ Aging Analysis บ่อยแค่ไหน ทุกกิจการควรทำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง แต่ถ้ากิจการมีลูกหนี้จำนวนมากหรือให้เครดิตเทอมยาว ควรทำทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงปลายไตรมาสหรือก่อนปิดงบการเงิน การทำบ่อยช่วยให้เห็นปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่หนี้จะเลื่อนไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่สูงขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กที่มีลูกค้าไม่กี่ราย ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญด้วยหรือไม่ แม้กิจการจะมีลูกค้าน้อย แต่ถ้ามีการขายเชื่อก็ควรตั้งค่าเผื่อไว้ เพราะทำให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าที่จะได้รับจริง ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้ามีไม่กี่รายอาจใช้วิธีประเมินเป็นรายลูกค้า (Specific Identification) แทนการใช้อัตราร้อยละ จะได้ตัวเลขแม่นยำกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

5 min

อัปเดตฟังก์ชัน PEAK 16/09/2026

1. จัดการไฟล์เอกสารง่ายขึ้นด้วยคลังเอกสาร รวมทุกไฟล์แนบไว้ในที่เดียว แพ็กเกจใช้งาน: แพ็กเกจ e-Document ขึ้นไปเหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องจัดการแนบไฟล์เอกสารในระบบเป็นประจำสิ่งที่ระบบอัปเดต: ระบบปรับปรุงเมนูคลังเอกสารให้รวบรวมไฟล์ที่แนบอยู่บนเอกสารทุกใบมาแสดง เช่น ไฟล์แนบจากเอกสารรายรับ-รายจ่าย, สมุดรายวัน, PEAK Application เป็นต้น มาไว้ในหน้าเดียว พร้อมปรับปรุงหน้าตัวอย่างไฟล์ ให้แสดงข้อมูลละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น นามสกุลไฟล์, ขนาดไฟล์, ช่องทางที่อัปโหลด, เวลาที่แนบไฟล์ และชื่อผู้แนบ และหากมีการเพิ่มไฟล์บนระบบที่ชื่อซ้ำกัน ระบบจะมีการเปลี่ยนชื่อไฟล์ให้อัตโนมัติ และสามารถเปลี่ยนชื่อไฟล์บนระบบตามที่ต้องการได้ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นและค้นหาไฟล์ได้สะดวกรวดเร็วโดยไม่ต้องไล่เปิดดูทีละเอกสาร สามารถตรวจสอบประวัติการแนบไฟล์และป้องกันการนำไฟล์เดิมเข้ามาบันทึกบนระบบซ้ำ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและป้องกันไฟล์เอกสารตกหล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  2. ยกระดับความปลอดภัยเข้าถึงเอกสารด้วยการตั้งค่าการแสดงข้อมูลสาธารณะ แพ็กเกจใช้งาน: ทุกแพ็กเกจ เหมาะสำหรับ: ผู้ใช้งานที่ต้องการควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลในองค์กร สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนูตั้งค่า “การแสดงข้อมูลสาธารณะ” ในหน้าตั้งค่าเอกสาร โดยแบ่งหมวดหมู่เอกสารออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่  โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกกำหนดสิทธิ์การเข้าดูลิงก์ (Online View) ได้ 2 รูปแบบ คือ “ทุกคนที่มีลิงก์” หรือ “เฉพาะคนในกิจการ” ประโยชน์ที่จะได้รับ: ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับตั้งค่าการเข้าถึงลิงก์ให้ตรงตามนโยบายความปลอดภัยของแต่ละกิจการ ป้องกันบุคคลภายนอกเข้าถึงข้อมูลเอกสารสำคัญหรือข้อมูลภาษีโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นใจในการแชร์ลิงก์ทำงานร่วมกันภายในทีมได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น 3. ออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่ายได้ง่าย ๆ บน PEAK Mobile App แพ็กเกจใช้งาน: e-Document ขึ้นไป เหมาะสำหรับ: เจ้าของธุรกิจ และผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์สร้างและอนุมัติบันทึกค่าใช้จ่าย สิ่งที่ระบบอัปเดต: เพิ่มเมนู “ใบหัก ณ ที่จ่าย” บนแอปพลิเคชัน PEAK Mobile ช่วยให้สามารถออกใบหัก ณ ที่จ่าย พร้อมบันทึกค่าใช้จ่าย (EXP) และสร้างภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) ได้พร้อมกันทันทีในขั้นตอนเดียว ประโยชน์ที่จะได้รับ: ทำงานได้สะดวกรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาผ่านมือถือ ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการบันทึกเอกสารสองรอบ ได้เอกสารบันทึกค่าใช้จ่ายและใบหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกต้องครบถ้วน ตอบโจทย์การทำงานของเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

16 ก.ย. 2026

PEAK Account

2 min

Update Function PEAK 16/09/2026

1. Manage document files more easily with File Vault, gathering all attached files into one place. Package: e-Document package and above Suitable for: Users who regularly manage document file attachments in the system. System Updates: The system improved the File Vault menu to gather files attached to documents and display them on a single page, such as attachments from income and expense documents, journals, PEAK Application, etc., along with updating the file preview page to display more detailed information such as file extension, file size, upload channel, attachment timestamp, and the uploader’s name. Furthermore, if duplicate file names are added to the system, the system will automatically rename the file, and users can rename files on the system as desired. Benefits of Use: Work together smoothly and search for files conveniently and quickly without having to open each document one by one. Check file attachment history and prevent duplicate files in the system into the system, effectively reducing redundancy and preventing missing document files. 2. Elevate document access security with Setting Public Link. Package: All packages Suitable for: Users who want to control data privacy and security within the organization. System Updates: Added the “Setting Public Link” settings menu in the document settings page, categorizing documents into 4 main groups: Users can choose 2 link access options (Online View): “Anyone with the link” or “Only people in your company”. Benefits of Use: Increases flexibility in adjusting link access settings to align with each business’s security policy. Prevents unauthorized third parties from accessing important document data or tax information, while boosting confidence when safely sharing links to collaborate within the team. 3. Issue withholding tax certificates along with recording expenses easily on PEAK Mobile App. Package: e-Document package and above Suitable for: Businesses that employ both Thai and foreign employees. System Updates: The system added an insured person number field to support filing Social Security for foreign employees. Supports both individual employee data entry and employee data import. The Social Security filing file will be generated immediately upon payroll processing. Benefits of Use: Reduces time and steps required for manually edit Social Security filing files. Files exported from the system can be uploaded directly to the Social Security system, making Social Security filing faster, more convenient, and more accurate.