ความรู้ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

Impairment คืออะไร การด้อยค่าสินทรัพย์ที่กระทบงบการเงิน

ลองนึกภาพว่าธุรกิจของคุณซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท แต่ผ่านไป 2 ปี เทคโนโลยีเปลี่ยน จนเครื่องนี้ทำเงินได้แค่ 6 แสนบาท มูลค่าที่หายไป 4 แสนบาทนี้ ในทางบัญชีเรียกว่า Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของนักบัญชีล้วน ๆ แต่ความจริงแล้ว Impairment ส่งผลต่อตัวเลขในงบการเงิน ที่คู่ค้า B2B และนักลงทุนใช้ตัดสินใจ โดยในบทความนี้ จะอธิบาย Impairment ด้วยภาษาเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง Impairment คืออะไร Impairment คือ การที่สินทรัพย์ของธุรกิจมีมูลค่าจริงต่ำกว่ามูลค่าที่บันทึกอยู่ในบัญชี พูดง่าย ๆ คือ ของที่จดไว้ว่ามีค่าเท่านี้ แต่พอถึงวันนี้มันมีค่าน้อยกว่าที่จดไว้ มาตรฐานการบัญชี TAS 36 ซึ่งเทียบเท่า IAS 36 ในระดับสากล กำหนดให้กิจการต้องทดสอบสินทรัพย์เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ ถ้ามูลค่าจริงต่ำกว่าที่บันทึก ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) ในงบการเงิน สินทรัพย์ประเภทไหนบ้างที่อาจเกิดการด้อยค่า สินทรัพย์ที่ต้องทดสอบ Impairment ครอบคลุมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เช่น สินทรัพย์บางประเภท เช่น สินค้าคงเหลือและเครื่องมือทางการเงิน มีมาตรฐานบัญชีเฉพาะของตัวเอง จึงไม่ใช้ TAS 36 – อ่านเรื่องสินทรัพย์เพิ่มได้ที่นี่ Impairment ต่างจากค่าเสื่อมราคาและ Write-off อย่างไร คนทำธุรกิจมักสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายเป็นตาราง รายการ ความหมาย เกิดขึ้นเมื่อไร ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ทยอยตัดมูลค่าตามอายุการใช้งาน ทุกงวดตามแผนที่กำหนดไว้ การด้อยค่า (Impairment) มูลค่าจริงลดต่ำกว่าที่บันทึกไว้ เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเสื่อมค่าผิดปกติ การตัดจำหน่าย (Write-off) ตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีทั้งจำนวน เมื่อสินทรัพย์ไม่มีมูลค่าเหลือหรือสูญหาย ค่าเสื่อมราคาเป็นเรื่องปกติที่เกิดทุกงวด เหมือนรถที่เสื่อมค่าตามอายุ แต่ Impairment เกิดเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น เทคโนโลยีเปลี่ยน ตลาดหดตัว หรือสินทรัพย์ได้รับความเสียหาย ส่วน Write-off คือการตัดออกทั้งก้อนเมื่อของหมดค่าไปแล้ว สัญญาณเตือนที่บอกว่าสินทรัพย์อาจต้องทดสอบ Impairment สัญญาณจากภายนอก สัญญาณจากภายใน ข้อยกเว้นคือ ค่าความนิยม (Goodwill) ต้องทดสอบทุกปี ไม่ว่าจะมีสัญญาณหรือไม่ ขั้นตอนทดสอบ Impairment ทำอย่างไร เมื่อพบสัญญาณบ่งชี้แล้ว ขั้นตอนการทดสอบมี 3 ขั้น มูลค่าตามบัญชี (Carrying Amount) คืออะไร มูลค่าตามบัญชี คือ ราคาสินทรัพย์ที่ปรากฏในงบการเงิน หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสมแล้ว ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท หักค่าเสื่อมราคาไป 2 แสนบาท เหลือมูลค่าตามบัญชี 8 แสนบาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (Recoverable Amount) คืออะไร คือจำนวนเงินสูงสุดที่กิจการจะได้จากสินทรัพย์ตัวนั้น โดยเปรียบเทียบ 2 ตัวเลขแล้วเลือกตัวที่สูงกว่า ตัวอย่างการคำนวณ Impairment Test สมมติ บริษัท สมาร์ทมูฟ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเครื่องจักรผลิตสินค้า รายการ จำนวนเงิน ราคาซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท หักค่าเสื่อมราคาสะสม 200,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท มูลค่ายุติธรรมหักต้นทุนขาย 550,000 บาท มูลค่าจากการใช้ (Value in Use) 600,000 บาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (เลือกตัวสูงกว่า) 600,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน 600,000 บาท ผลต่าง 200,000 บาท คือ Impairment Loss ที่ต้องบันทึกในงบการเงิน วิธีบันทึกบัญชีเมื่อสินทรัพย์ด้อยค่า เมื่อคำนวณ Impairment Loss ได้แล้ว ต้องบันทึกในบัญชีทันที จากตัวอย่างข้างต้น บันทึกได้ดังนี้ ตัวอย่าง Journal Entry บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่า รายการ เดบิต เครดิต ขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย 200,000 ค่าเผื่อการด้อยค่า (Accumulated Impairment Loss) ปรับลดสินทรัพย์ 200,000 หลังบันทึกแล้ว มูลค่าตามบัญชีจะลดเหลือ 600,000 บาท ตรงกับมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน ค่าเสื่อมราคาในงวดถัดไป ต้องคำนวณใหม่จากฐาน 600,000 บาทนี้ ผลกระทบของ Impairment ต่องบการเงิน ที่คู่ค้าและนักลงทุนต้องรู้ Impairment ไม่ได้กระทบแค่ตัวเลขในบัญชี แต่ส่งผลต่อวิธีที่คนภายนอกมองธุรกิจของคุณด้วย ผลต่องบกำไรขาดทุน (Income Statement) Impairment Loss ถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรสุทธิในงวดนั้นลดลง ถ้าจำนวนเงินมาก อาจทำให้กิจการที่เคยกำไรกลายเป็นขาดทุนได้เลย สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ กำไรต่อหุ้น (EPS) จะลดตาม นักลงทุนใช้ตัวเลขนี้เป็นหลักในการตัดสินใจ ผลต่องบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) เมื่อบันทึก Impairment สินทรัพย์รวมจะลดลง ขณะที่หนี้สินยังเท่าเดิม ผลคือส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงตาม สิ่งที่คู่ค้า B2B มักดู คือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ถ้าส่วนทุนลดลง อัตราส่วนนี้จะสูงขึ้น อาจกระทบวงเงินสินเชื่อหรือเงื่อนไขการค้า ผลต่ออัตราส่วนการเงินที่นักลงทุนใช้วิเคราะห์ อัตราส่วน ผลกระทบจาก Impairment ทำไมสำคัญ ROA (ผลตอบแทนจากสินทรัพย์) สินทรัพย์และกำไรลดลงพร้อมกัน วัดว่าธุรกิจใช้สินทรัพย์สร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ROE (ผลตอบแทนจากส่วนทุน) ส่วนทุนลดตาม ใช้เทียบผลตอบแทนกับธุรกิจอื่น อัตราส่วนหนี้ต่อทุน ส่วนทุนลด ทำให้ ratio สูงขึ้น คู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยง มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น ลดลง นักลงทุนใช้เทียบกับราคาตลาด Impairment ทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจในสายตาคนภายนอกเปลี่ยนไป ทั้งนักลงทุน คู่ค้า และสถาบันการเงิน แต่การบันทึก Impairment ไม่ใช่เรื่องเสียหาย งบการเงินที่สะท้อนมูลค่าจริง จะสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว แสดงว่ากิจการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส การกลับรายการด้อยค่าทำได้เมื่อไร ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปในทางดี เช่น ตลาดฟื้นตัว หรือสินทรัพย์กลับมาสร้างรายได้มากขึ้น กิจการสามารถกลับรายการ Impairment ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญ สรุป Impairment กับความโปร่งใสของธุรกิจ Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ เป็นกลไกที่ช่วยให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าจริง เมื่อมีสัญญาณว่าสินทรัพย์อาจด้อยค่า ให้ทดสอบและบันทึกตามมาตรฐาน อย่ามองว่าเป็นเรื่องเสียหาย งบที่สะท้อนความจริง สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและนักลงทุนได้ดีกว่า จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมือเป็นเรื่องกินเวลาและเสี่ยงผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึก ติดตาม และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Impairment การด้อยค่าสินทรัพย์ Impairment Loss นำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม กรมสรรพากรไม่ยอมรับผลขาดทุนจากการด้อยค่าเป็นรายจ่ายทางภาษีในงวดที่บันทึก จะรับรู้เป็นรายจ่ายได้เมื่อจำหน่ายสินทรัพย์นั้นจริง จึงเกิดผลแตกต่างชั่วคราวระหว่างบัญชีและภาษี ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดการให้ถูกต้อง ธุรกิจ SME ที่ใช้ NPAEs ต้องทดสอบ Impairment ด้วยหรือเปล่า กิจการที่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) ก็มีข้อกำหนดเรื่องการด้อยค่าเช่นกัน แต่หลักการจะเรียบง่ายกว่า TFRS ควรปรึกษานักบัญชีว่ามีสินทรัพย์ตัวไหนที่ต้องทดสอบ ถ้าไม่บันทึก Impairment จะมีผลอย่างไร ถือว่างบการเงินไม่เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของงบทั้งฉบับ Impairment เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและสภาพตลาด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์เทคโนโลยีมากมักเจอบ่อยกว่า เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ส่วนธุรกิจที่มีค่าความนิยมจากการซื้อกิจการ ต้องทดสอบทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีร้านค้า คืออะไร เจ้าของร้านต้องจ่ายอะไรบ้าง

ภาษีร้านค้า เป็นเรื่องที่เจ้าของร้านค้าต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะกับเรื่อง VAT, ภาษี ณ ที่จ่าย และภาษีอื่นๆ ที่หากไม่รีบเข้าใจแต่เนิ่นๆ อาจโดนเรียกเก็บเป็นภาษีย้อนหลัง โดยในบทความนี้ ได้รวบรวมภาษีร้านค้าครบทุกตัว ตั้งแต่ VAT ภาษีเงินได้ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าร้านค้าส่ง (B2B) กับร้านค้าปลีก (B2C) ต่างกันอย่างไร ภาษีร้านค้าคืออะไร ภาษีร้านค้า คือ ภาษีทุกประเภทที่เจ้าของร้านค้ามีหน้าที่ต้องเสียให้กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก หรือร้านค้าออนไลน์ก็ต้องเสียเหมือนกัน ภาษีร้านค้าหลัก ๆ มี 3 ประเภท 3 ภาษีหลักที่ต้องรู้ ภาษี ใครต้องจ่าย ความถี่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT หรือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นทุกเดือน (แบบ ภ.พ.30) ภาษีเงินได้ เจ้าของร้านทุกราย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ยื่นครึ่งปีและสิ้นปี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า ให้แก่ผู้รับ ยื่นทุกเดือนที่มีการหัก ร้านค้าส่งที่ขายให้ลูกค้าธุรกิจ (B2B) มีโอกาสเจอภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษีให้ตามกฎหมาย ร้านค้าต้องจด VAT เมื่อไร ร้านค้าที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนี้นับจากรายได้รวมทั้งหมด ไม่ใช่กำไร ดังนั้นร้านค้าส่งที่ยอดขายสูงแต่กำไรต่อชิ้นน้อย มักถึงเกณฑ์เร็วกว่าร้านค้าปลีก รายได้ถึง 1.8 ล้าน ต้องจดภายในกี่วัน ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท หากจดล่าช้าอาจมีค่าปรับและเบี้ยปรับย้อนหลัง ตัวอย่าง ร้าน ก (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน เดือนมิถุนายนยอดขายสะสมแตะ 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายในเดือนกรกฎาคม ยังไม่ถึงเกณฑ์ จด VAT ก่อนดีไหม ร้านค้าที่ยังมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี สามารถจด VAT ล่วงหน้าได้โดยสมัครใจ ข้อดีของการจดก่อน คือ สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ลูกค้าธุรกิจมักต้องการซื้อจากร้านค้าที่จด VAT เพราะนำใบกำกับภาษีไปใช้เครดิตภาษีซื้อได้ ร้านค้าส่งที่มีลูกค้า B2B เป็นหลัก จึงได้เปรียบด้านภาษีร้านค้าจากการจด VAT ล่วงหน้า ข้อควรระวัง คือ เมื่อจด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ตาม VAT ร้านค้าส่ง vs ร้านค้าปลีก ต่างกันอย่างไร ทั้งร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกเสีย VAT อัตราเดียวกันคือ 7% แต่ในทางปฏิบัติมีความแตกต่างสำคัญ 2 เรื่อง คือ ประเภทใบกำกับภาษีที่ต้องออก และวิธีจัดการภาษีซื้อ-ขาย หัวข้อ ร้านค้าส่ง (B2B) ร้านค้าปลีก (B2C) ใบกำกับภาษี ต้องออกแบบเต็มรูป เพราะลูกค้าต้องใช้เครดิตภาษีซื้อ ออกแบบอย่างย่อได้ ข้อมูลในใบกำกับภาษี ต้องระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ ไม่ต้องระบุข้อมูลผู้ซื้อ ภาษีซื้อ มักมีจำนวนสูง เพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ภาษีซื้อน้อยกว่า การขอคืน VAT มีโอกาสขอคืนภาษีซื้อส่วนเกินบ่อยกว่า มักจ่าย VAT สุทธิเป็นส่วนใหญ่ ใบกำกับภาษีเต็มรูป vs อย่างย่อ ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ เพราะลูกค้าธุรกิจต้องนำไปใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกแบบอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้ ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีข้อมูลครบ 7 รายการ ตั้งแต่ชื่อที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันที่ออก รายการสินค้าพร้อมราคา ไปจนถึงจำนวน VAT ที่คำนวณจากราคาสินค้า วิธีคำนวณ VAT ซื้อ-ขาย ร้านค้าส่งคำนวณ VAT แบบเดียวกับร้านค้าปลีก คือ เอาภาษีขายลบภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าก็จ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ข (ชื่อสมมุติ) ขายส่งเครื่องเขียน เดือนนี้ขายสินค้ารวม 500,000 บาท ร้านค้าส่งที่ซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่มักมีภาษีซื้อสูง จึงจ่าย VAT สุทธิน้อยกว่าร้านค้าปลีกที่มี margin สูงกว่า ภาษีเงินได้ร้านค้า – บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เจ้าของร้านค้าทุกรายต้องเสียภาษีเงินได้ แต่อัตราและวิธีคำนวณขึ้นอยู่กับว่าทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล กรณีบุคคลธรรมดา ร้านค้าที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัท เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สิ่งที่ต้องระวังเรื่องภาษีร้านค้าประเภทนี้ คือ รายได้จากการขายสินค้าจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) เจ้าของร้านเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ก็ได้ ร้านค้าส่งที่มีต้นทุนสินค้าสูง มักได้ประโยชน์จากการหักตามจริง กรณีนิติบุคคล ร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนกำไร 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15% และกำไรที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20% ควรจดบริษัทเมื่อไร ไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่โดยทั่วไปร้านค้าส่ง B2B ที่มีกำไรสุทธิเกิน 750,000 บาทต่อปี มักประหยัดภาษีได้มากกว่าเมื่อจดเป็นนิติบุคคล เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (0-20%) ต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) นอกจากนี้ลูกค้า B2B หลายรายต้องการซื้อจากนิติบุคคลเท่านั้น เพราะสะดวกในการทำเอกสารและหักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B ร้านค้าส่งที่ทำธุรกรรมกับลูกค้าธุรกิจมักเจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะนิติบุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายตามที่กฎหมายกำหนด จุดที่เจ้าของร้านค้าส่งมักสับสน คือ การขายสินค้าทั่วไปไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้ามีการให้บริการร่วมด้วย เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง หรือค่าที่ปรึกษา ส่วนที่เป็นค่าบริการจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราและเงื่อนไขการหัก ประเภทรายจ่าย อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง ค่าขนส่ง 1% ร้านค้าส่งจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยรถของร้าน ค่าจ้างทำของ 3% ลูกค้าจ้างร้านตัดเย็บ ประกอบ หรือดัดแปลงสินค้าตามสั่ง ค่าบริการ 3% ค่าติดตั้ง ค่าซ่อมบำรุง ค่าให้คำปรึกษา ค่าเช่า 5% ร้านค้าส่งเช่าพื้นที่จากลูกค้า เมื่อลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ร้านค้าส่งเก็บไว้เป็นหลักฐาน ถูกหักภาษี ขอคืนได้ไหม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ ไม่ได้หายไป สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปี ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ค (ชื่อสมมุติ) ถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมทั้งปี 30,000 บาท พอคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปีต้องจ่าย 25,000 บาท ร้าน ค จึงขอคืนส่วนต่าง 5,000 บาทจากกรมสรรพากรได้ Checklist เอกสารภาษีร้านค้า เอกสาร เก็บไว้ทำไม ใบกำกับภาษีซื้อ ใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี สำเนาใบกำกับภาษีขาย ใช้ประกอบการยื่น ภ.พ.30 และตรวจสอบจากสรรพากร หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใช้เป็นเครดิตหักภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี สมุดรายงานภาษีซื้อ-ขาย กฎหมายกำหนดให้ผู้จด VAT ต้องจัดทำ หลักฐานค่าใช้จ่าย ใช้หักค่าใช้จ่ายตามจริงในการคำนวณภาษีเงินได้ ร้านค้าส่งที่มีเอกสารจำนวนมาก ควรจัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาตอนยื่นภาษีและตอนถูกตรวจสอบ ข้อผิดพลาดภาษีที่พบบ่อย เจ้าของร้านค้าส่งหลายรายเคยเจอปัญหาเหล่านี้ ลองเช็คว่าร้านของคุณมีข้อไหนหรือเปล่า การจัดการเอกสารเหล่านี้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังและลดภาระงานตอนปิดงบ สรุป ส่งภาษีถูกต้อง ก็ค้าขายได้ไร้กังวล เรื่องภาษีร้านค้าส่ง B2B มีรายละเอียดมากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป ทั้งการออกใบกำกับภาษีเต็มรูป การจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B และการตัดสินใจเรื่องจดนิติบุคคลเพื่อประหยัดภาษี สิ่งที่ช่วยจัดการภาษีร้านค้าได้ดีที่สุด คือ การจัดระบบเอกสารและบัญชีให้เป็นระเบียบตั้งแต่เริ่มต้น จัดการภาษีร้านค้าให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ร้านค้าส่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูป บันทึกรายรับ-รายจ่าย คำนวณ VAT ซื้อ-ขาย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีร้านค้า ร้านค้าส่ง ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดตามกฎหมาย แต่ถ้ายังไม่ถึง ร้านค้าส่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ ควรพิจารณาจดล่วงหน้า เพราะลูกค้า B2B มักเลือกซื้อจากร้านที่ออกใบกำกับภาษีได้ ภาษีร้านค้าส่ง กับร้านค้าปลีก ต่างกันตรงไหน อัตราภาษีเท่ากัน แต่ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูป เจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่า และมีภาษีซื้อสูงกว่าเพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ส่วนร้านค้าปลีกออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้และมักจ่าย VAT สุทธิมากกว่า ร้านค้าส่ง ต้องออกใบกำกับภาษีแบบไหน ต้องออกแบบเต็มรูปเสมอ โดยระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ลูกค้าธุรกิจต้องใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปเป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปใช้สิทธิ์ไม่ได้ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ขอคืนได้ไหม ได้ ภาษีที่ถูกหักไว้สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี ถ้าถูกหักรวมแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ยื่นขอคืนจากกรมสรรพากรได้ สิ่งสำคัญ คือ เก็บหนังสือ 50 ทวิ ไว้ให้ครบทุกใบ รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้าน ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ยังต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติ ทั้งบุคคลธรรมดา (ยื่น ภ.ง.ด.90) หรือนิติบุคคล (ยื่น ภ.ง.ด.50) แค่ไม่ต้องจด VAT และไม่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้าอยู่ ร้านค้าส่ง ควรจดเป็นนิติบุคคลเมื่อไร เมื่อกำไรสุทธิเริ่มสูงจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) แพงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (สูงสุด 20%) โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี จะเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน นอกจากเรื่องภาษี ลูกค้า B2B หลายรายก็ต้องการซื้อจากนิติบุคคลมากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

หน้าที่ของนายจ้าง มีอะไรบ้าง สรุปครบทุกด้านที่นายจ้างต้องรู้

การเป็นนายจ้าง ไม่ใช่เพียงแค่มอบหมายงานและจ่ายเงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องภาษี ประกันสังคม การทำสัญญาต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎหมาย โดยในบทความนี้ จะพามาสรุปหน้าที่ของนายจ้างครบ 3 ด้านสำคัญ พร้อม Checklist สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่ปรับใช้ได้จริง นายจ้างคือใคร ตามความหมายของกฎหมายแรงงาน นายจ้าง คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นค่าตอบแทน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (กระทรวงแรงงาน) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีสถานะเป็นนายจ้างได้ นายจ้างกับผู้ว่าจ้างต่างกันตรงไหน สองคำนี้มักถูกใช้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน โดยนายจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างแรงงาน ลูกจ้างต้องทำงานภายใต้คำสั่งและการควบคุม ส่วนผู้ว่าจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างทำของ ผู้รับจ้างมีอิสระในวิธีทำงาน สนใจแค่ผลงานที่ส่งมอบ ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะหน้าที่ตามกฎหมายจะต่างกัน หากเป็นนายจ้าง ต้องรับผิดชอบเรื่องประกันสังคม ภาษี และสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด หน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายมีอะไรบ้าง นายจ้างมีหน้าที่หลัก 4 ด้าน ได้แก่ สัญญาจ้างงาน ประกันสังคม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และสวัสดิการกับความปลอดภัย หากไม่ทำตามจะมีทั้งค่าปรับและโทษจำคุก 1. ด้านสัญญาจ้างงาน นายจ้างต้องจัดทำสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเงื่อนไขการทำงาน อัตราค่าจ้าง วันทำงาน และสวัสดิการให้ชัดเจน แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่การมีสัญญาชัดเจนจะช่วยป้องกันข้อพิพาทในอนาคต หากเป็นกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป นายจ้างยังต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แล้วยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน 2. ด้านประกันสังคม นายจ้างที่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน และต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างทุกคนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน 3. ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายเงินเดือน นายจ้างต้องคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากรทุกเดือน และในช่วงสิ้นปี ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ลูกจ้างด้วย 4. ด้านสวัสดิการและความปลอดภัย นายจ้างต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น วันหยุดประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วัน วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน รวมถึงสิทธิลาป่วย ลากิจ ลาคลอด และยังต้องจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัยตามมาตรฐานด้วย สัญญาจ้างงานมีกี่ประเภท สัญญาจ้างงานแบ่งได้ 4 ประเภทหลักๆ แต่ละแบบเหมาะกับลักษณะงานต่างกัน การเลือกให้ถูกประเภทจะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ประเภทสัญญา ลักษณะสำคัญ เหมาะกับธุรกิจ B2B เมื่อ สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา จ้างประจำ ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องการพนักงานทำงานต่อเนื่อง เช่น บัญชี ฝ่ายขาย สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุด จ้างตามโปรเจกต์ เช่น วางระบบ IT ให้ลูกค้า สัญญาทดลองงาน ระยะทดลองไม่เกิน 119 วัน รับพนักงานใหม่ ยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตำแหน่ง สัญญาจ้างรายวัน จ่ายค่าจ้างตามวันทำงานจริง งาน part-time หรืองานที่ปริมาณไม่แน่นอน สำหรับธุรกิจ B2B ที่เพิ่งเริ่มสร้างทีม แนะนำให้ใช้สัญญาทดลองงานก่อน 119 วัน แล้วค่อยปรับเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาเมื่อมั่นใจว่าพนักงานเหมาะสม นายจ้างต้องหักเงินสมทบประกันสังคมเท่าไร นายจ้างต้องหักเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้างทุกเดือน และนายจ้างเองก็ต้องสมทบเพิ่มอีกเท่ากัน อัตราปัจจุบันอยู่ที่ฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเริ่มต้นที่ 1,650 บาท สูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท (ข้อมูลประมาณการ – ตรวจสอบอัตราล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคม) ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างเงินเดือน 20,000 บาท นายจ้างหักจากลูกจ้าง 5% เป็นเงิน 875 บาท นายจ้างสมทบเพิ่มอีก 875 บาท รวมนำส่งประกันสังคม 1,750 บาทต่อเดือน ขั้นตอนขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม การขึ้นทะเบียนทำได้ทั้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม หรือยื่นเอกสารที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ เอกสารหลักที่ต้องใช้ ได้แก่ สำเนาหนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ และแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส. 1-01) กำหนดส่งเงินสมทบและบทลงโทษ นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากส่งล่าช้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย หากไม่ขึ้นทะเบียนนายจ้างเลย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร เมื่อจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง นายจ้างต้องคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีของลูกจ้าง แล้วหักไว้เฉลี่ยทุกเดือน วิธีคำนวณคือ นำเงินเดือนทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วหารด้วย 12 เดือน รายได้สุทธิต่อปี อัตราภาษี 0 – 150,000 บาท ยกเว้นภาษี 150,001 – 300,000 บาท 5% 300,001 – 500,000 บาท 10% 500,001 – 750,000 บาท 15% 750,001 – 1,000,000 บาท 20% 1,000,001 – 2,000,000 บาท 25% 2,000,001 – 5,000,000 บาท 30% มากกว่า 5,000,000 บาท 35% กำหนดยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย นายจ้างต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1 (แบบรายเดือนสำหรับเงินเดือนลูกจ้าง) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ยื่นผ่าน e-Filing ขยายเวลาถึงวันที่ 15 นอกจากนี้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1ก (แบบสรุปรายปี) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไปด้วย เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีรายละเอียดค่อนข้างมาก อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) Checklist สิ่งที่นายจ้างต้องทำเมื่อรับพนักงานใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่กำลังจะรับพนักงานใหม่ นี่คือรายการสิ่งที่ต้องดำเนินการให้ครบ ลำดับ สิ่งที่ต้องทำ ทำไมต้องทำ 1 จัดทำสัญญาจ้างงาน ระบุตำแหน่ง ค่าจ้าง วันเริ่มงาน ป้องกันข้อพิพาทด้านแรงงาน มีหลักฐานชัดเจนทั้งสองฝ่าย 2 ขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม (ถ้ายังไม่เคยทำ) กฎหมายบังคับภายใน 30 วัน มีโทษจำคุกและปรับหากไม่ทำ 3 ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน ต้องทำภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงานของลูกจ้าง 4 จัดเตรียมระบบคำนวณเงินเดือนและหักภาษี ณ ที่จ่าย คำนวณภาษีถูกต้องตั้งแต่เดือนแรก ไม่ต้องแก้ไขทีหลัง 5 จัดทำทะเบียนลูกจ้างตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างเก็บข้อมูลลูกจ้าง 6 จัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมาย (วันหยุด ลาป่วย ลากิจ) หากไม่จัดให้ครบมีโทษปรับ และลูกจ้างฟ้องร้องได้ นายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่าไร หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อายุงาน ค่าชดเชย (ไม่น้อยกว่า) 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ค่าจ้าง 30 วัน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ค่าจ้าง 90 วัน 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ค่าจ้าง 180 วัน 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ค่าจ้าง 240 วัน 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ค่าจ้าง 300 วัน 20 ปีขึ้นไป ค่าจ้าง 400 วัน นอกจากค่าชดเชยแล้ว นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าจ้าง หรือจ่ายเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลิกจ้างพนักงานที่ทำงาน 4 ปี เงินเดือน 25,000 บาท ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 150,000 บาท (คิดจากค่าจ้าง 6 เดือน) บทลงโทษหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การไม่ทำตามหน้าที่ของนายจ้าง มีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ตั้งแต่ค่าปรับจนถึงโทษจำคุก กรณี บทลงโทษ (ข้อมูลประมาณการ) ไม่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่งเงินสมทบล่าช้า เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือหักแล้วไม่นำส่ง เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และอาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ไม่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน (กิจการ 10 คนขึ้นไป) ปรับไม่เกิน 20,000 บาท สรุป หน้าที่ของนายจ้างที่ต้องจัดการให้ครบ เจ้าของธุรกิจ B2B ที่มีพนักงาน ต้องจัดการหน้าที่นายจ้างให้ครบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ทำสัญญาจ้างงานที่ชัดเจน ขึ้นทะเบียนประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตรงเวลา เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าละเลย อาจมีทั้งค่าปรับและโทษทางกฎหมายตามมา จัดการเงินเดือนและภาษีให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคำนวณเงินเดือน หักประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด เชื่อมต่อกับ PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษี ส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรได้ทันที – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหน้าที่นายจ้าง นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายในกี่วัน นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้างคนแรก ลูกจ้างแต่ละคนก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันจากวันเริ่มงานเช่นกัน ปัจจุบันสามารถขึ้นทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมได้ ธุรกิจ B2B ที่จ้างฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างให้ฟรีแลนซ์ อัตราที่ใช้หักขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ เช่น ค่าจ้างทำของ (มาตรา 40(7)(8)) หักที่ 3% นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายให้ฟรีแลนซ์ทุกครั้ง และยื่นแบบ ภ.ง.ด. 3 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สัญญาจ้างงานต้องมีอะไรบ้างถึงจะครบถ้วน สัญญาจ้างงานที่ดีควรระบุอย่างน้อย 7 รายการ ได้แก่ ชื่อนายจ้างและลูกจ้าง ตำแหน่งงาน อัตราค่าจ้าง วันเริ่มงาน ชั่วโมงทำงาน ระยะเวลาทดลองงาน และเงื่อนไขเลิกจ้าง สำหรับธุรกิจ B2B แนะนำให้เพิ่มข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับทางการค้า (NDA) ไว้ด้วย พนักงานทดลองงานมีสิทธิได้ค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างหรือไม่ หากพนักงานทำงานครบ 120 วันขึ้นไป แม้จะยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ก็มีสิทธิได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ถ้าทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดค่าจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ทรัพยากรมนุษย์ คืออะไร คู่มือบริหารคนให้คุ้มต้นทุน

ธุรกิจ B2B มักมีต้นทุนเรื่องการจัดจ้างและเงินเดือน สูงได้ถึงร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากเจ้าของกิจการยังมองทรัพยากรมนุษย์เป็นแค่ค่าใช้จ่ายรายเดือน ไม่เคยแกะดูว่าต้นทุนจริงต่อหัวเป็นเท่าไร และมีสวัสดิการอะไรบ้างที่ช่วยลดภาษี อาจจะพลาดโอกาสสำคัญ โดยในบทความนี้จะพาดูภาพรวมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในมุมที่ใช้วางแผนได้จริง ครอบคลุมทั้งต้นทุน กลยุทธ์ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างรอบด้าน ทรัพยากรมนุษย์ คืออะไร ทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง บุคลากรทุกคนในองค์กร ที่ใช้ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้า ส่วนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management หรือ HRM) คืองานวางแผน สรรหา พัฒนา และดูแลคนเหล่านั้นให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ สำหรับธุรกิจ B2B โดยเฉพาะสายบริการ ที่ปรึกษา หรือโซลูชันเฉพาะทาง คนคือทรัพย์สินสำคัญที่สุด ลูกค้าตัดสินใจซื้อเพราะเชื่อมั่นในตัวทีม ไม่ใช่แค่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว 4 หน้าที่หลักของ HR ที่ธุรกิจต้องรู้ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ครอบคลุม 4 ด้านหลักที่เชื่อมโยงกัน ต้นทุนพนักงาน 1 คน ตัวเลขที่ผู้บริหารมองข้าม ต้นทุนจริงของพนักงาน 1 คนสูงกว่าเงินเดือนที่จ่ายทุกเดือนมาก หลายกิจการคิดแค่ยอดโอนเข้าบัญชีพนักงาน แต่ลืมนับต้นทุนอื่นที่ซ่อนอยู่ โครงสร้างต้นทุน (เงินเดือน ประกันสังคม สวัสดิการ) ตัวอย่างต้นทุนพนักงานเงินเดือน 25,000 บาท (ตัวเลขประมาณการ) รายการ บาทต่อเดือน เงินเดือน 25,000 ประกันสังคมส่วนนายจ้าง ร้อยละ 5 875 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนนายจ้าง ร้อยละ 3-5 (ถ้ามี) 750-1,250 สวัสดิการอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง 1,500-3,000 อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ (เฉลี่ย) 500-1,500 รวมต้นทุนจริงโดยประมาณ 28,625-31,625 ต้นทุนจริงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 114-126 ของเงินเดือน หรือสูงกว่ายอดโอนราว 3,500-6,500 บาทต่อคนต่อเดือน ต้นทุนซ่อนที่หลายธุรกิจมองข้าม นอกจากต้นทุนรายเดือน ยังมีต้นทุนที่เกิดเป็นครั้งคราวแต่กระทบหนัก อาทิ ต้นทุน Turnover คือค่าใช้จ่ายเมื่อพนักงานลาออก ครอบคลุมตั้งแต่ค่าลงประกาศรับสมัคร ค่าเวลาสัมภาษณ์ ค่าฝึกสอนคนใหม่ ไปจนถึงผลงานที่หายไป ข้อมูลจากหลายแหล่ง ประเมินว่าต้นทุนทรัพยากรมนุษย์ส่วน turnover ของพนักงานระดับกลาง อยู่ที่ราว 50-200 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนรายปี และยังมีค่าใช้จ่ายระหว่างการฝึกอบรม ที่พนักงานใหม่อาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะทำงานได้เต็มที่ ช่วงนี้เป็นต้นทุนจมที่ยังไม่สร้างรายได้ กลยุทธ์ HR สำหรับธุรกิจ B2B ที่พึ่งพาทีมมืออาชีพ ธุรกิจ B2B ต่างจาก B2C ตรงที่รายได้มาจากความสัมพันธ์ระหว่างทีมกับลูกค้า ถ้าพนักงานคนสำคัญลาออก ลูกค้าอาจตามไปด้วย การบริหารทรัพยากรมนุษย์จึงมีความสำคัญ ยิ่งธุรกิจโตขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งต้องทำให้ทุกอย่างเป็นระบบมากเท่านั้น โดยอาจเริ่มต้นจาก ดึงดูด รักษา และวัดผล ROI ของทีม สิ่งที่คนเก่งมองหาคือโอกาสเติบโตและเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน (Career Path) โดยเฉพาะกับคนภายในองค์กรที่ต้องสร้างเส้นทางให้ชัดเจน สวัสดิการต้องจับต้องได้ และเงินเดือนต้องสมกับหน้าที่รับผิดชอบ นอกจากนี้ ในการทำงานของ HR ยังต้องทำให้วัดผลได้ เช่น รายได้ต่อหัว (Revenue per Employee) และอัตราการลาออก (Turnover Rate) ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนเพิ่มจุดไหน ภาษีและสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ที่ธุรกิจควรใช้ เรื่องภาษีเป็นมุมที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม ทั้งที่สวัสดิการพนักงานหลายอย่างนำไปลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ สวัสดิการลดหย่อนภาษี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคมนายจ้าง สวัสดิการพนักงานที่นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ (อ้างอิงจากแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร rd.go.th ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนใช้งาน) ข้อมูลภาษีและสวัสดิการทั้งหมดเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ สรุป ทรัพยากรมนุษย์คือการลงทุน ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย การบริหารทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายบุคคล แต่เป็นหัวใจของการบริหารต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่รายได้ผูกกับทีมมืออาชีพ เมื่อเจ้าของกิจการเข้าใจต้นทุนจริงของพนักงาน การวางแผนดึงดูดและรักษาคนเก่ง พร้อมใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มที่ จะช่วยให้กิจการเติบโตอย่างมั่นคง จัดการเงินเดือนและต้นทุนพนักงานให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ คำนวณเงินเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคมอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อกับระบบบัญชี PEAK Account ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรมนุษย์กับฝ่ายบุคคลต่างกันอย่างไร ฝ่ายบุคคลเป็นหน่วยงานที่ดูแลงานธุรการเรื่องคน เช่น จ่ายเงินเดือน จัดทำเอกสาร จัดวันลา ส่วนทรัพยากรมนุษย์เป็นแนวคิดที่กว้างกว่า ครอบคลุมตั้งแต่การสรรหา พัฒนา ไปจนถึงรักษาบุคลากรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจขนาดเล็กต้องมีฝ่าย HR โดยเฉพาะไหม ธุรกิจที่มีพนักงาน 5-10 คนอาจยังไม่ต้องตั้งฝ่าย HR แยก แต่เจ้าของกิจการควรเข้าใจหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์เบื้องต้น โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทน สวัสดิการ และภาระภาษีที่ต้องจัดการทุกเดือน ส่วนงานเงินเดือนและภาษีใช้เครื่องมืออัตโนมัติช่วยลดภาระได้ สวัสดิการพนักงานอะไรบ้างที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ ตัวอย่างเช่น เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพกลุ่ม และค่าฝึกอบรมที่เข้าเกณฑ์กรมสรรพากร (หักได้ 2 เท่า) รายละเอียดและเงื่อนไขตรวจสอบที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษาสำนักงานบัญชีที่ดูแลกิจการของคุณ ต้นทุนจริงของพนักงาน 1 คนสูงกว่าเงินเดือนแค่ไหน โดยประมาณ ต้นทุนจริงสูงกว่าเงินเดือนราวร้อยละ 15-30 ขึ้นอยู่กับสวัสดิการที่กิจการมอบให้ เช่น ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล ยังไม่รวมต้นทุนซ่อนอย่าง Turnover Cost ที่อาจสูงถึง 50-200 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนรายปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

การล้มละลาย คืออะไร ผลกระทบต่อธุรกิจ B2B และวิธีป้องกันความเสี่ยง

เมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้การค้าถูกศาลสั่งให้ล้มละลาย ธุรกิจของคุณอาจเรียกเงินจากคู่ค้าคืนมาไม่ได้ ธุรกิจ SME หลายแห่งต้องเผชิญความเสี่ยงนี้ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่าคู่ค้าของเราจะล้มละลายเมื่อไหร่ โดยในบทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องการล้มละลายในมุมที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจ B2B สิทธิในการเรียกร้องหนี้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญให้ถูกต้อง การล้มละลาย คืออะไร ความหมายที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ การล้มละลาย คือ สถานะทางกฎหมายที่ศาลมีคำพิพากษาให้บุคคลหรือนิติบุคคลตกเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ได้ ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อแบ่งชำระให้เจ้าหนี้ตามกฎหมาย สำหรับเจ้าของธุรกิจ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า สถานะนี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้เป็นหนี้เท่านั้น แต่ส่งผลต่อเจ้าหนี้ทุกราย รวมถึงคู่ค้าและซัพพลายเออร์ที่ยังมียอดค้างชำระอยู่ ประเภทของการล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย กฎหมายล้มละลายของไทย คือ พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 (แก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง) กำหนดเงื่อนไขการฟ้องล้มละลายไว้ดังนี้ ประเภทลูกหนี้ จำนวนหนี้ขั้นต่ำ หมายเหตุ บุคคลธรรมดา ตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน นิติบุคคล (บริษัท, ห้างหุ้นส่วน) ตั้งแต่ 3,000,000 บาทขึ้นไป ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฉบับแก้ไข นอกจากจำนวนหนี้ เจ้าหนี้ต้องพิสูจน์ด้วยว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินไม่เพียงพอชำระหนี้ทั้งหมดได้ ล้มละลาย กับ ฟื้นฟูกิจการ ต่างกันตรงไหน เรื่อง ล้มละลาย ฟื้นฟูกิจการ เป้าหมาย ชำระบัญชี ขายทรัพย์สินจ่ายหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ให้ธุรกิจเดินต่อได้ ผลต่อธุรกิจ ยุติกิจการ ดำเนินกิจการต่อภายใต้แผนฟื้นฟู ผลต่อเจ้าหนี้ ได้รับชำระหนี้ตามส่วนแบ่ง มีโอกาสได้คืนมากกว่า เพราะธุรกิจยังมีรายได้ สำหรับเจ้าหนี้ การฟื้นฟูกิจการมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะยังมีโอกาสได้รับชำระหนี้ในจำนวนที่สูงกว่า ขั้นตอนการฟ้องล้มละลายในประเทศไทย ขั้นตอนการฟ้องคดีเริ่มต้นเมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้ เงื่อนไขการฟ้องล้มละลาย สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เจ้าหนี้ที่จะฟ้องคดีได้ต้องมีหลักฐานว่าลูกหนี้มีหนี้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และมีข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว เช่น ลูกหนี้หลบหนี ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา หรือถูกยึดทรัพย์แล้วไม่เพียงพอ ระยะเวลาคดีล้มละลาย และกี่ปีจึงพ้นล้มละลาย ตามกฎหมายปัจจุบัน ผู้ที่ตกเป็นบุคคลล้มละลายจะพ้นจากสถานะนี้ได้ใน 3 ปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา สำหรับคดีที่เกิดซ้ำ ระยะเวลาจะเพิ่มเป็น 5 ปี และ 7 ปี ตามลำดับ ในช่วงที่ยังอยู่ในสถานะนี้ ลูกหนี้จะถูกจำกัดสิทธิหลายอย่าง เช่น ไม่สามารถเป็นกรรมการบริษัท ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่สามารถทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินเกินจำนวนที่กำหนดได้ ผลกระทบเมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้ล้มละลาย สิ่งที่ธุรกิจ B2B ต้องรับมือ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ทำการค้าแบบ B2B นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อคู่ค้าตกอยู่ในสถานะนี้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นทันทีหลายด้านพร้อมกัน หนี้ค้างชำระ เมื่อลูกหนี้จ่ายเงินไม่ได้ ผลกระทบแรกที่เจ้าของธุรกิจจะเจอคือ เงินที่ค้างชำระอาจเรียกคืนไม่ได้ หรือได้คืนเพียงบางส่วน สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งสินค้าให้คู่ค้ามูลค่า 500,000 บาท แต่คู่ค้าถูกฟ้องคดีก่อนจ่ายเงิน ยอดนี้จะกลายเป็นหนี้ในคดีที่ต้องรอการแบ่งชำระตามลำดับ ไม่ใช่เรียกร้องได้ทันที กระทบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ถ้าคู่ค้าที่ประสบปัญหาเป็นซัพพลายเออร์หลัก ธุรกิจของคุณอาจหยุดชะงักทันที เพราะไม่มีวัตถุดิบหรือสินค้าเข้ามา ต้องเสียเวลาหาซัพพลายเออร์ใหม่ และอาจต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้นเพราะเป็นการสั่งซื้อเร่งด่วน ความเสี่ยงทางกฎหมาย สัญญาที่ยังค้างอยู่ เมื่อคู่ค้าถูกพิทักษ์ทรัพย์ สัญญาที่ทำไว้จะได้รับผลกระทบ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเลือกว่าจะปฏิบัติตามสัญญาต่อหรือไม่ หมายความว่า ธุรกิจของคุณอาจถูกยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวโดยไม่มีทางเลือก สัญญาณเตือนทางการเงินที่บ่งบอกว่าคู่ค้าอาจใกล้ล้มละลาย การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนจะช่วยให้คุณเตรียมรับมือได้ก่อน สัญญาณที่ควรจับตาได้แก่ สิทธิของเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย ขอรับชำระหนี้ได้อย่างไร เมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คุณในฐานะเจ้าหนี้มีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้ได้ แต่ต้องดำเนินการให้ถูกขั้นตอนและทันเวลา ประเภทเจ้าหนี้ มีประกัน กับ ไม่มีประกัน ประเภท คือใคร สิทธิ เจ้าหนี้มีประกัน มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น จำนอง จำนำ ได้รับชำระก่อนจากทรัพย์ที่ค้ำประกัน เจ้าหนี้ไม่มีประกัน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ เช่น เจ้าหนี้การค้าทั่วไป ได้รับชำระตามส่วนแบ่งที่เหลือหลังหักเจ้าหนี้มีประกัน ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ซึ่งหมายความว่าจะได้รับชำระเป็นลำดับหลัง นี่คือเหตุผลที่การป้องกันล่วงหน้าสำคัญมาก ขั้นตอนการยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ พร้อมแนบหลักฐานประกอบ ได้แก่ สัญญาซื้อขาย ใบแจ้งหนี้ ใบส่งสินค้า หรือหลักฐานการค้าอื่นที่แสดงว่าลูกหนี้เป็นหนี้จริง สามารถยื่นได้ที่กรมบังคับคดี หรือผ่านระบบออนไลน์ (ระบบงานคดีล้มละลาย – กรมบังคับคดี) กรอบเวลาสำคัญที่เจ้าหนี้ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ จุดนี้สำคัญมาก หากพลาดกำหนดเวลาจะเสียสิทธิทันที เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ายื่นไม่ทัน หนี้ที่ค้างจะไม่ได้รับการพิจารณาจ่ายคืน 6 แนวทางป้องกันความเสี่ยง เมื่อทำธุรกิจ B2B การรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับธุรกิจ การป้องกันล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก ตรวจสอบสถานะทางการเงินของคู่ค้าก่อนทำธุรกรรม ก่อนเริ่มทำการค้ากับคู่ค้ารายใหม่ ควรตรวจสอบงบการเงินผ่าน DBD DataWarehouse เพื่อดูว่ากิจการมีกำไรหรือขาดทุน มีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ฟรี กำหนดเงื่อนไขการชำระเงินที่รัดกุม กำหนด credit term ให้เหมาะสม สำหรับคู่ค้าใหม่ควรเริ่มจากระยะสั้น เช่น 15-30 วัน และเพิ่มขึ้นเมื่อสร้างความไว้วางใจแล้ว การมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุเงื่อนไขชัดเจนจะช่วยปกป้องสิทธิของคุณในกรณีที่ต้องเรียกร้องทางกฎหมาย ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างเหมาะสม ทุกธุรกิจที่มีลูกหนี้การค้าควรตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ในงบการเงิน เพื่อสะท้อนความเป็นจริงว่ามีลูกหนี้บางรายที่อาจจ่ายเงินไม่ได้ การตั้งค่าเผื่อนี้ช่วยให้งบการเงินแม่นยำขึ้นและเตรียมพร้อมรับผลกระทบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร) กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาคู่ค้ารายเดียว ถ้ารายได้กว่า 30-50% มาจากลูกค้ารายเดียว ธุรกิจของคุณมีความเสี่ยงสูงมาก หากลูกค้ารายนั้นประสบปัญหาทางการเงิน ผลกระทบจะรุนแรง การกระจายฐานลูกค้าหลายรายช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ ติดตามข่าวสารและราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการล้มละลาย ราชกิจจานุเบกษาจะประกาศรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์ การตรวจสอบเป็นประจำจะช่วยให้คุณรู้ทันสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป วิธีตรวจสอบรายชื่อและสถานะล้มละลายของคู่ค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ ปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้หลายช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (ค้นหาประกาศราชกิจจานุเบกษา) สำหรับค้นหาประกาศพิทักษ์ทรัพย์ เว็บไซต์กรมบังคับคดี (ระบบงานคดีล้มละลาย) สำหรับตรวจสอบสถานะคดี และ DBD DataWarehouse (datawarehouse.dbd.go.th) สำหรับตรวจสอบงบการเงินและสถานะนิติบุคคล วิธีบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญเมื่อลูกหนี้ล้มละลาย เมื่อทำทุกอย่างแล้วแต่ยังเรียกเก็บหนี้ไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำต่อคือบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้งบการเงินบิดเบือนและเพื่อใช้สิทธิทางภาษีได้ เงื่อนไขการตัดหนี้สูญตามประมวลรัษฎากร การตัดจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีต้องทำตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 โดยแบ่งเป็น 3 กรณีตามจำนวนหนี้ จำนวนหนี้ สิ่งที่ต้องทำก่อนตัดหนี้สูญ ไม่เกิน 200,000 บาท ติดตามทวงถามอย่างเป็นระบบแล้วไม่ได้รับชำระ 200,001 – 2,000,000 บาท ฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งแล้วลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินจะชำระ เกิน 2,000,000 บาท ฟ้องร้องเป็นคดี หรือลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องมีหลักฐานการติดตามทวงถามที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นจดหมายทวงถาม อีเมล หรือบันทึกการติดต่อ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร – หลักเกณฑ์การตัดจำหน่ายหนี้สูญ) ตัวอย่างการบันทึกบัญชี (Journal Entry) สมมุติว่า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีลูกหนี้การค้าค้างชำระ 300,000 บาท และลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว บริษัทจะบันทึกบัญชีดังนี้ กรณีตัดหนี้สูญโดยตรง รายการ เดบิต เครดิต หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 300,000 ลูกหนี้การค้า 300,000 กรณีเคยตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ก่อนหน้า รายการ เดบิต เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 300,000 ลูกหนี้การค้า 300,000 การเลือกวิธีบันทึกขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจได้ตั้งค่าเผื่อไว้ก่อนหน้าหรือไม่ (อ่านวิธีบันทึกหนี้สูญแบบละเอียดได้ที่ วิธีบันทึกหนี้สูญใน PEAK) การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ กับ การตัดหนี้สูญ สรุปสั้น ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกันแต่ต่างกัน ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือการประมาณการล่วงหน้าว่าจะเก็บเงินไม่ได้ ส่วนการตัดหนี้สูญ คือการยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้จริง ทั้งสองเรื่องนี้มีรายละเอียดทางบัญชีและภาษีค่อนข้างมาก สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร และ วิธีบันทึกหนี้สูญใน PEAK สรุป เตรียมพร้อมวันนี้ ดีกว่ารับมือเมื่อสายเกินไป การที่คู่ค้าประสบปัญหาทางการเงินจนถึงขั้นล้มละลายเป็นความเสี่ยงที่ทุกธุรกิจ B2B ต้องเผชิญ สิ่งที่เจ้าของกิจการทำได้คือ ตรวจสอบสถานะทางการเงินของคู่ค้าอย่างสม่ำเสมอ กำหนดเงื่อนไขการค้าที่ชัดเจน ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ในงบการเงิน และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริง ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ให้ทันกำหนดเวลา พร้อมบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร จัดการลูกหนี้และบัญชีอย่างเป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดการเอกสารทางธุรกิจ ติดตามลูกหนี้การค้า และบันทึกบัญชีได้ครบถ้วนในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการล้มละลาย ล้มละลายกี่ปีจึงพ้นสภาพ ผู้ที่ตกอยู่ในสถานะนี้ครั้งแรกจะพ้นภายใน 3 ปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา ระหว่างนั้นจะถูกจำกัดสิทธิบางอย่าง เช่น ไม่สามารถเป็นกรรมการบริษัทหรือเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต คู่ค้าล้มละลาย เรียกเก็บหนี้ได้อย่างไร ไม่สามารถเรียกเก็บหนี้โดยตรงได้อีก ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือนนับจากวันที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หากพลาดกำหนดจะเสียสิทธิ ตัดหนี้สูญต้องทำอย่างไรให้ถูกต้องตามสรรพากร ต้องมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดเจน และปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 ตามจำนวนหนี้ที่ค้าง หากดำเนินการครบถ้วน สามารถนำหนี้สูญมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ การล้มละลาย กับ การฟื้นฟูกิจการ ต่างกันตรงไหน การล้มละลายมีเป้าหมายเพื่อชำระบัญชีและยุติกิจการ ส่วนการฟื้นฟูกิจการมีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ สำหรับเจ้าหนี้ ทางเลือกหลังมักให้ประโยชน์มากกว่า ตรวจสอบรายชื่อบุคคลล้มละลายได้ที่ไหน สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (ค้นหาประกาศราชกิจจานุเบกษา) และเว็บไซต์กรมบังคับคดี (ระบบงานคดีล้มละลาย) ซึ่งเปิดให้ค้นหาได้ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

19 min

การปรับโครงสร้างหนี้ คู่มือ SME เพื่อการเจรจากับเจ้าหนี้

เมื่อยอดขายชะลอตัว แต่หนี้ที่ต้องจ่ายยังคงเท่าเดิม ผู้ประกอบการหลายคนรู้สึกเหมือนอยู่ในทางตัน ปัญหาสภาพคล่องไม่ใช่เรื่องน่าอาย เพราะธุรกิจ SME ทั่วโลกเผชิญสถานการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคือการหาทางออกที่เหมาะสมก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม การปรับโครงสร้างหนี้คือหนึ่งในทางออกที่ผู้ประกอบการ B2B ควรรู้จัก บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่ความหมาย วิธีเจรจากับเจ้าหนี้ทั้งธนาคารและคู่ค้า ไปจนถึงผลกระทบทางภาษีและบัญชีที่หลายคนมองข้าม การปรับโครงสร้างหนี้คืออะไร (Debt Restructuring) การปรับโครงสร้างหนี้คือการเจรจาตกลงกับเจ้าหนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้เดิมให้เหมาะสมกับความสามารถของธุรกิจมากขึ้น อาจเป็นการขยายเวลา ลดดอกเบี้ย หรือปรับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายแต่ละงวด เป้าหมายหลักคือช่วยให้ธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องปิดกิจการ ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็ยังได้รับเงินคืนแม้จะใช้เวลานานขึ้น ถือเป็นทางออกแบบ win-win ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สนับสนุนให้สถาบันการเงินพิจารณาอนุมัติ ทำไม SME ถึงควรพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากเลือกที่จะแบกหนี้ไว้เงียบ ๆ แทนที่จะเจรจากับเจ้าหนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งที่ยิ่งรอนาน ดอกเบี้ยยิ่งพอกพูน และอำนาจต่อรองยิ่งลดลง การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจล้มเหลว ตรงกันข้าม มันแสดงให้เจ้าหนี้เห็นว่าคุณมีแผนจัดการหนี้อย่างมืออาชีพ 5 สัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังมีปัญหาสภาพคล่อง หากธุรกิจของคุณเข้าข่ายตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ควรเริ่มพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ สัญญาณ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง จ่ายเจ้าหนี้ไม่ทันกำหนด ต้องขอเลื่อนจ่าย Supplier ทุกเดือน กระแสเงินสดติดลบต่อเนื่อง รายจ่ายมากกว่ารายรับ 3 เดือนขึ้นไป จ่ายได้เฉพาะดอกเบี้ย ไม่ตัดเงินต้น ยอดหนี้ไม่ลดลงเลยแม้จ่ายทุกเดือน เริ่มกู้หนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า วนลูปหนี้ซ้อนหนี้ ยอดขายลดลงแต่ภาระหนี้เท่าเดิม สัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ การปรับโครงสร้างหนี้มีกี่วิธี ประเภทที่ SME ต้องรู้ การปรับโครงสร้างหนี้มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสถานะธุรกิจและข้อตกลงกับเจ้าหนี้ ต่อไปนี้คือ 5 วิธีที่พบบ่อยที่สุดสำหรับ SME การขยายระยะเวลาชำระหนี้ ยืดระยะเวลาผ่อนให้ยาวขึ้น เช่น จากเดิม 5 ปี เป็น 8 ปี ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลง เหมาะกับธุรกิจที่ยังมีรายได้สม่ำเสมอแต่ไม่เพียงพอจ่ายงวดเดิม การลดอัตราดอกเบี้ย เจรจาให้ธนาคารลดดอกเบี้ยลง เช่น จาก 8% เหลือ 5% ต่อปี ช่วยลดภาระดอกเบี้ยทั้งสัญญา วิธีนี้ธนาคารมักพิจารณาอนุมัติเมื่อเห็นว่าลูกหนี้ยังมีศักยภาพชำระ การแปลงหนี้เป็นทุน (Debt-to-Equity Swap) เจ้าหนี้แปลงมูลค่าหนี้เป็นหุ้นในบริษัทแทน วิธีนี้เหมาะกับธุรกิจ B2B ที่มีศักยภาพเติบโตสูง แต่ติดปัญหาสภาพคล่องชั่วคราว ข้อควรระวังคือเจ้าของกิจการจะมีสัดส่วนหุ้นลดลง การพักชำระหนี้ (Moratorium) หยุดจ่ายเงินต้นหรือดอกเบี้ยชั่วคราว เช่น 6-12 เดือน เพื่อให้ธุรกิจฟื้นตัวก่อน วิธีนี้เป็นที่นิยมในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดย ธปท. มักมีมาตรการสนับสนุน การ Haircut หรือลดมูลค่าหนี้ เจ้าหนี้ยอมลดยอดหนี้ลงบางส่วน เช่น หนี้ 10 ล้านบาท ลดเหลือ 7 ล้านบาท มักเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ประเมินแล้วว่าการลดหนี้ยังดีกว่าการฟ้องล้มละลายที่อาจไม่ได้คืนเลย ขั้นตอนการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ประกอบการ การปรับโครงสร้างหนี้ที่สำเร็จต้องเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่โทรไปขอเลื่อนจ่าย ต่อไปนี้คือ 5 ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรทำตาม ขั้นตอนที่ 1: ประเมินสถานะหนี้และกระแสเงินสดทั้งหมด ก่อนเริ่มการปรับโครงสร้างหนี้ ต้องรวบรวมยอดหนี้ทั้งหมดทั้งหนี้ธนาคารและหนี้การค้า (Accounts Payable) จากนั้นดูกระแสเงินสดย้อนหลัง 6-12 เดือนว่ารายรับ-รายจ่ายเป็นอย่างไร คุณต้องรู้ตัวเลขจริงก่อนเจรจา การใช้เครื่องมืออย่าง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ดึงรายงาน AR/AP และกระแสเงินสดได้ทันที ไม่ต้องรอนักบัญชีรวมข้อมูลหลายวัน ขั้นตอนที่ 2: จัดลำดับเจ้าหนี้และหนี้ที่ต้องเจรจา ไม่ใช่หนี้ทุกก้อนที่ต้องเจรจาพร้อมกัน ให้จัดลำดับตามความเร่งด่วน ลำดับ ประเภทหนี้ เหตุผล เร่งด่วน หนี้ธนาคารที่ใกล้ผิดนัด กระทบเครดิตบูโรโดยตรง สำคัญ หนี้การค้า (AP) กับ Supplier หลัก กระทบ supply chain ถ้า Supplier หยุดส่งสินค้า รอได้ หนี้ระยะยาวที่ยังจ่ายปกติ ยังไม่จำเป็นต้องเจรจาตอนนี้ ขั้นตอนที่ 3: เตรียมแผนและ Checklist เอกสารก่อนเจรจา เจ้าหนี้ต้องการเห็นว่าคุณมีแผนชำระหนี้ที่เป็นไปได้จริง ไม่ใช่แค่ขอผ่อนผัน เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ งบการเงินย้อนหลัง 2-3 ปี, รายงานกระแสเงินสด, ประมาณการรายได้ 12 เดือนข้างหน้า, แผนการชำระหนี้ใหม่พร้อมตัวเลขที่ชัดเจน และหนังสือชี้แจงสาเหตุที่ธุรกิจประสบปัญหา ขั้นตอนที่ 4: เจรจากับเจ้าหนี้ พร้อมเทคนิคที่ควรรู้ เทคนิคเจรจาแตกต่างกันตามประเภทเจ้าหนี้ เจรจากับธนาคาร เจรจากับเจ้าหนี้การค้า (Supplier) สิ่งที่ไม่ควรทำ ขั้นตอนที่ 5: ลงนามข้อตกลงและติดตามผล เมื่อตกลงเงื่อนไขใหม่ได้แล้ว ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ จากนั้นติดตามการชำระหนี้ตามแผนใหม่อย่างเคร่งครัด หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ให้แจ้งเจ้าหนี้ทันทีก่อนที่จะผิดนัดอีกครั้ง ตัวอย่าง: SME ที่ปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ บริษัท สยามเทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจค้าส่งวัสดุก่อสร้าง มีหนี้ธนาคาร 15 ล้านบาท และหนี้การค้ากับ Supplier อีก 8 ล้านบาท เมื่อยอดขายลดลง 40% จึงเริ่มจ่ายหนี้ไม่ไหว สิ่งที่ผู้บริหารเลือกทำ ได้แก่ รวบรวมงบการเงินและ Cash Flow ทั้งหมด, เจรจากับธนาคารขอขยายระยะเวลาจาก 5 ปีเป็น 8 ปีพร้อมลดดอกเบี้ย, เจรจากับ Supplier หลัก 3 ราย ขอขยาย credit term เป็น 90 วัน ผลลัพธ์จากการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้คือยอดผ่อนต่อเดือนลดลง 35% กระแสเงินสดกลับมาเป็นบวกภายใน 4 เดือน และธุรกิจยังดำเนินต่อได้โดยไม่สูญเสียความสัมพันธ์กับคู่ค้า ผลกระทบทางภาษีและบัญชีเมื่อปรับโครงสร้างหนี้ หลายผู้ประกอบการมุ่งเน้นแต่การเจรจาลดหนี้ แต่ลืมดูผลกระทบทางภาษีและบัญชีที่ตามมา ส่วนนี้เป็นจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อเจ้าหนี้ลดหนี้ให้ (Haircut) ส่วนต่างที่ได้รับยกเว้นถือเป็นรายได้ตามประมวลรัษฎากร ตัวอย่างเช่น รายการ จำนวน (บาท) หนี้เดิม 10,000,000 หนี้ใหม่หลังเจรจา 7,000,000 ส่วนต่าง (รายได้ทางภาษี) 3,000,000 ส่วนต่าง 3 ล้านบาทนี้ต้องนำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล หากบริษัทมีผลขาดทุนสะสมไม่เกิน 5 รอบบัญชี สามารถนำมาหักกลบได้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร มาตรา 65 ตรี (12) ประมวลรัษฎากร) การบันทึกบัญชีเมื่อปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรฐาน NPAEs สำหรับ SME ที่ใช้มาตรฐานบัญชี NPAEs (มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) การบันทึกบัญชีเมื่อปรับโครงสร้างหนี้แยกตามกรณี ดังนี้ จากตัวอย่าง Haircut ในหัวข้อก่อนหน้า (หนี้ 10 ล้านบาท ลดเหลือ 7 ล้านบาท) การบันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้ รายการ Dr. (บาท) Cr. (บาท) เจ้าหนี้เงินกู้ 10,000,000 – เงินสด (จ่ายชำระ) – 7,000,000 รายได้อื่น (กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้) – 3,000,000 กรณีแปลงหนี้เป็นทุน (Debt-to-Equity Swap) เช่น หนี้ 5 ล้านบาท แปลงเป็นหุ้นสามัญ รายการ Dr. (บาท) Cr. (บาท) เจ้าหนี้เงินกู้ 5,000,000 – ทุนจดทะเบียน (หุ้นสามัญ) – 5,000,000 กรณีขยายระยะเวลาชำระหนี้ ไม่ต้องบันทึกรายการใหม่ แต่ต้องปรับตารางชำระหนี้ (Amortization Schedule) ให้ตรงกับเงื่อนไขใหม่ และเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน การบันทึกบัญชีทั้งหมดอ้างอิงมาตรฐาน NPAEs บทที่ 9 เรื่องหนี้สิน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี TFAC) ผลต่อ VAT และหัก ณ ที่จ่าย การปรับโครงสร้างหนี้ไม่กระทบ VAT โดยตรง เพราะไม่มีการซื้อขายสินค้าหรือบริการใหม่ แต่หากต้องตัดหนี้สูญในภายหลัง ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) เรื่องหลักเกณฑ์การตัดหนี้สูญทางภาษี ส่วนหัก ณ ที่จ่ายอาจเกี่ยวข้องเมื่อจ้างที่ปรึกษาทางการเงินหรือทนายความช่วยเจรจา ต้องหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนด เช่น ค่าที่ปรึกษาหัก 3% ค่าทนายความหัก 3% ของค่าบริการ ปรับโครงสร้างหนี้แล้วเครดิตบูโรเป็นอย่างไร ข้อมูลเครดิตบูโรจัดเก็บโดยบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 เมื่อปรับโครงสร้างหนี้ สถานะบัญชีจะเปลี่ยนเป็นรหัสปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แทนที่จะเป็นค้างชำระหรือหนี้เสีย สถาบันการเงินมองว่าสถานะนี้ดีกว่าหนี้เสียมาก เพราะแสดงว่าลูกหนี้ยังมีเจตนาชำระ หากชำระตามเงื่อนไขใหม่สม่ำเสมอ ประวัติจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลา เครื่องมือติดตามสภาพคล่องหลังปรับโครงสร้างหนี้ หลังปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการติดตามสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ธุรกิจกลับไปอยู่ในจุดเดิม สิ่งที่ควรทำได้แก่ ดูรายงาน Cash Flow ทุกสัปดาห์ ตรวจสอบยอด AR/AP ที่ค้างอยู่ และเปรียบเทียบรายรับจริงกับประมาณการ ระบบวิเคราะห์ธุรกิจแบบ Real-Time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมการเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรายงานประจำเดือน สรุป: การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของธุรกิจ ธุรกิจที่เจรจาเร็วมักได้เงื่อนไขดีกว่าธุรกิจที่รอจนผิดนัดชำระ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ ประเมินสถานะหนี้ทั้งหมด จัดลำดับเจ้าหนี้ เตรียมตัวเลขให้พร้อม และอย่าลืมคำนวณผลกระทบทางภาษีก่อนเซ็นข้อตกลงใหม่ พร้อมจัดการการเงินธุรกิจให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ติดตามรายรับ-รายจ่าย กระแสเงินสด และเอกสารทางบัญชีได้ครบจบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้กับรีไฟแนนซ์ต่างกันตรงไหน การปรับโครงสร้างหนี้คือเจรจาเปลี่ยนเงื่อนไขกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนรีไฟแนนซ์คือการกู้จากแหล่งใหม่มาปิดหนี้เก่า รีไฟแนนซ์เหมาะกับธุรกิจที่ยังมีเครดิตดีพอกู้ใหม่ได้ แต่การปรับโครงสร้างหนี้เหมาะกับสถานการณ์ที่กู้ใหม่ไม่ได้แล้ว ปรับโครงสร้างหนี้ใช้เวลานานเท่าไร โดยทั่วไปการเจรจากับธนาคารใช้เวลา 1-3 เดือนนับจากยื่นเอกสาร สำหรับหนี้การค้ากับ Supplier มักตกลงกันได้เร็วกว่า อาจใช้เวลาเพียง 2-4 สัปดาห์ ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างหนี้มีอะไรบ้าง อาจมีค่าที่ปรึกษาทางการเงิน ค่าทนายความ (ถ้าต้องร่างสัญญาใหม่) และค่าธรรมเนียมธนาคารบางกรณี สำหรับการเจรจากับเจ้าหนี้การค้าส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ปรับโครงสร้างหนี้กับแผนฟื้นฟูกิจการต่างกันอย่างไร การปรับโครงสร้างหนี้เป็นการเจรจาตกลงกันนอกศาล ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการต้องดำเนินการผ่านศาลล้มละลายกลาง มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและใช้เวลานานกว่ามาก เหมาะกับกรณีที่เจรจาตกลงกันเองไม่ได้ SME ปรับโครงสร้างหนี้เองได้ไหม หรือต้องมีที่ปรึกษา ได้ครับ SME สามารถเจรจากับเจ้าหนี้ได้เอง โดยเฉพาะหนี้การค้ากับ Supplier แต่สำหรับหนี้ธนาคารจำนวนมากหรือมีความซับซ้อนทางกฎหมาย การมีที่ปรึกษาทางการเงินช่วยจะเพิ่มโอกาสสำเร็จ ปรับโครงสร้างหนี้แล้วกู้เงินใหม่ได้ไหม ได้ แต่อาจต้องรอระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปหลังปรับโครงสร้างหนี้แล้วชำระตามเงื่อนไขใหม่สม่ำเสมอ 6-12 เดือน สถาบันการเงินจะเริ่มพิจารณาสินเชื่อใหม่ได้ แต่วงเงินและเงื่อนไขอาจไม่เท่าเดิม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

Collection Expense คืออะไร ค่าใช้จ่ายติดตามหนี้ที่ธุรกิจ B2B ต้องรู้

ธุรกิจที่ให้เครดิตเทอมลูกค้ามักเจอปัญหาเดียวกัน คือการจ่ายเงินช้ากว่ากำหนด บางรายค้างชำระนานหลายเดือนแม้จะส่งใบวางบิลไปแล้ว จนต้องจ้างคนมาช่วยติดตามทวงถาม แม้จะดูเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการติดตามทวงถามเป็นต้นทุนจริงที่ส่งผลต่อกำไรของกิจการ และถ้าบันทึกบัญชีหรือวางแผนภาษีผิดพลาด อาจทำให้ธุรกิจเสียสิทธิ์ในการนำไปหักค่าใช้จ่ายได้ ในบทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Collection Expense ตั้งแต่ความหมาย ประเภทค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง วิธีบันทึกบัญชีพร้อม Journal Entry จริง ไปจนถึงเงื่อนไขการหักภาษีที่ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้ (Collection Expense) คืออะไร ค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้ คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่กิจการต้องเสียไปเพื่อติดตามทวงถามหนี้จากลูกหนี้การค้าที่ค้างชำระเกินกำหนด ครอบคลุมทั้งต้นทุนภายในองค์กรและค่าจ้างหน่วยงานภายนอก ในทางบัญชี ค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้จัดอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrative Expenses) แยกออกจากต้นทุนขายหรือค่าใช้จ่ายในการขาย เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังจากขายสินค้าหรือบริการไปแล้ว ความหมายของ Collection Expense ในทางบัญชี ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS for NPAEs) Collection Expense ถือเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้น (Period Cost) บันทึกรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทันทีเมื่อเกิดรายการ ไม่ใช่รายจ่ายฝ่ายทุนที่ต้องตัดจ่ายหลายงวด Collection Expense กับ Collection Fee ต่างกันอย่างไร หลายคนใช้ Collection Expense กับ Collection Fee สลับกัน แต่ในทางปฏิบัติมีความแตกต่าง Collection Expense คือค่าใช้จ่ายที่ฝั่งเจ้าหนี้ต้องแบกรับเอง เช่น ค่าจ้างบริษัทติดตามหนี้ ค่าทนาย ค่าส่งจดหมายทวงถาม ส่วน Collection Fee คือค่าธรรมเนียมที่เจ้าหนี้อาจเรียกเก็บจากลูกหนี้เพิ่มเติม ซึ่งต้องมีข้อตกลงในสัญญาและอยู่ภายใต้เงื่อนไขทางกฎหมาย ค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้มีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายติดตามหนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ค่าจ้างบริษัทติดตามหนี้ (Debt Collection Agency Fee) ธุรกิจที่ไม่มีทีมกฎหมายภายในมักจ้างบริษัทรับติดตามหนี้ โดยอัตราค่าบริการในตลาดอยู่ที่ประมาณ 15-25% ของยอดหนี้ที่เก็บได้ ทั้งนี้อัตราจริงขึ้นอยู่กับมูลค่าหนี้ ความยากง่ายในการติดตาม และข้อตกลงกับบริษัทผู้ให้บริการแต่ละราย ตัวอย่างการคำนวณ ค่าทนายความและค่าดำเนินคดี หากลูกหนี้ไม่ยอมชำระ อาจต้องดำเนินคดีทางกฎหมาย ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้รวมถึงค่าทนายความ ค่าขึ้นศาล ค่าธรรมเนียมบังคับคดี และค่าใช้จ่ายในการสืบทรัพย์ ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการภายใน (Internal Collection Cost) ต้นทุนที่มองข้ามได้ง่ายที่สุดคือค่าใช้จ่ายภายในองค์กร ได้แก่ เงินเดือนพนักงานที่ใช้เวลาติดตามหนี้ ค่าโทรศัพท์ ค่าจัดส่งจดหมายทวงถาม และค่าระบบบริหารลูกหนี้ แม้ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้แยกบันทึกเป็น Collection Expense โดยตรง แต่เป็นต้นทุนแฝงที่กินกำไรของกิจการ ข้อจำกัดทางกฎหมาย และ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ เรียกเก็บค่าทวงหนี้ได้สูงสุดเท่าไหร่ ก่อนไปดูเรื่องบัญชีและภาษี ผู้ประกอบการต้องรู้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับผู้ทวงถามหนี้ ทั้งเรื่องเวลาที่อนุญาตให้ติดต่อลูกหนี้ (วันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 8.00-20.00 น. วันหยุดราชการ เวลา 8.00-18.00 น.) วิธีการติดต่อที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ และบทลงโทษสำหรับผู้ทวงหนี้ที่ฝ่าฝืน สำหรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมสูงสุดที่ผู้ทวงถามหนี้เรียกเก็บจากลูกหนี้ได้ โดยต้องระบุไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก ธุรกิจสามารถเรียกเก็บค่าติดตามหนี้จากลูกหนี้ที่จ่ายช้าได้หรือไม่ คำตอบสั้น ๆ คือ ทำได้ แต่มีเงื่อนไข สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญาซื้อขายหรือสัญญาให้บริการตั้งแต่ต้น โดยระบุชัดเจนว่า หากชำระเกินกำหนด ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบค่าติดตามหนี้ หากสัญญาไม่ได้ระบุเรื่องนี้ไว้ เจ้าหนี้จะเรียกเก็บค่าทวงหนี้จากลูกหนี้ไม่ได้ และต้องรับภาระเป็น Collection Expense ของกิจการเอง Collection Expense ต่างจากหนี้สูญและค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างไร ผู้ประกอบการและนักบัญชีหลายคนสับสนระหว่าง 3 แนวคิดนี้ สรุปสั้น ๆ ดังนี้ รายการ ความหมาย จังหวะที่เกิด Collection Expense ค่าใช้จ่ายที่เสียไปเพื่อติดตามทวงหนี้ ระหว่างพยายามเก็บหนี้ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ การประมาณว่าลูกหนี้บางรายอาจไม่จ่าย แล้วตั้งสำรองไว้ล่วงหน้า ก่อนรู้ผลจริงว่าเก็บได้หรือไม่ หนี้สูญ ลูกหนี้ไม่จ่ายจริง ๆ และตัดเป็นค่าใช้จ่ายถาวร เมื่อแน่ใจว่าเก็บไม่ได้แล้ว พูดง่าย ๆ Collection Expense คือต้นทุนที่ใช้ไปเพื่อเก็บหนี้ ส่วนหนี้สูญคือเงินที่สูญเสียไปจริง ๆ ทั้งสองรายการบันทึกบัญชีคนละบัญชีและมีเงื่อนไขหักภาษีต่างกัน วิธีบันทึกบัญชี Collection Expense ค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร โดยบันทึกเมื่อเกิดภาระผูกพันหรือได้รับใบแจ้งหนี้จากผู้ให้บริการ ตัวอย่าง บันทึกค่าจ้างบริษัทติดตามหนี้ สมมติ บริษัท สมาร์ทเทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ้างบริษัทติดตามหนี้ ค่าบริการ 50,000 บาท ยังไม่รวม VAT รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้ 50,000 – ภาษีซื้อ (VAT 7%) 3,500 – เงินฝากธนาคาร – 52,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค้างจ่าย (3%) – 1,500 วิธีคำนวณหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง บันทึกค่าทนายความดำเนินคดีทวงหนี้ สมมติ บริษัท สมาร์ทเทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าทนายความ 30,000 บาท (ไม่มี VAT เนื่องจากเป็นบริการวิชาชีพอิสระ) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้ 30,000 – ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค้างจ่าย (3%) – 900 เงินสด/ธนาคาร – 29,100 Collection Expense หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่ เงื่อนไขที่ต้องรู้ หักได้ แต่ต้องเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายภาษี ซึ่งกำหนดว่ารายจ่ายที่จะนำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้ ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการ เงื่อนไขที่สรรพากรยอมรับ ค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ หากเข้าเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ เอกสารที่ต้องเก็บเพื่อใช้หักภาษี เอกสารสำคัญที่ต้องจัดเก็บ ประเด็นเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) เมื่อต้องจ้างบริษัทติดตามหนี้ เมื่อจ้างบริษัทติดตามหนี้หรือทนายความ ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3% ของค่าบริการก่อน VAT ตามเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด (ดูตัวอย่างการคำนวณได้ในหัวข้อ Journal Entry ด้านบน) สิ่งที่ต้องทำหลังหักภาษี วิธีลด Collection Expense สำหรับธุรกิจ B2B การป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ค้างชำระตั้งแต่แรกย่อมดีกว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายติดตามทวงถามทีหลัง การตรวจสอบและประเมินเครดิตลูกค้า (Credit Scoring) ก่อนรับงาน ก่อนเริ่มทำธุรกิจกับลูกค้ารายใหม่ ควรตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น เช่น ตรวจสถานะนิติบุคคลผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ดูประวัติการยื่นงบการเงิน และสอบถามเครดิตจากคู่ค้ารายอื่น เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนให้เครดิตเทอม กำหนด Credit Term ที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น ระบุเงื่อนไขการชำระเงินให้ชัดเจนในสัญญา เช่น ชำระภายใน 30 วันนับจากวันออกใบแจ้งหนี้ กำหนดดอกเบี้ยปรับกรณีชำระล่าช้า และระบุค่าติดตามหนี้ที่จะเรียกเก็บเพิ่มเติม ใช้ระบบบัญชีออนไลน์ติดตามลูกหนี้ค้างชำระ ระบบบัญชีที่ดีช่วยให้เห็นยอดลูกหนี้ค้างชำระแบบ real-time สร้าง Aging Report แยกอายุหนี้ตามช่วงเวลา (30/60/90 วัน) และแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อลูกหนี้ใกล้ครบกำหนด ทำให้ติดตามได้ทันท่วงทีก่อนที่หนี้จะกลายเป็นหนี้เสีย สรุป ค่าใช้จ่ายติดตามหนี้เป็นต้นทุนที่ป้องกันได้ Collection Expense เป็นค่าใช้จ่ายจริงที่ธุรกิจ B2B ต้องเผชิญ สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง เก็บเอกสารให้ครบเพื่อใช้สิทธิ์หักค่าใช้จ่ายทางภาษี และวางระบบป้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งการประเมินเครดิตลูกค้าและการกำหนดเงื่อนไขชำระเงินที่ชัดเจน จัดการลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ติดตามยอดลูกหนี้ค้างชำระ ออก Aging Report และจัดการเอกสารทางบัญชีได้ครบจบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Collection Expense Collection Expense บันทึกอยู่ในหมวดบัญชีอะไร บันทึกในหมวดค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrative Expenses) ภายใต้ผังบัญชีรายจ่ายดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนขาย เนื่องจากเกิดขึ้นหลังจากขายสินค้าหรือบริการไปแล้ว จ้างบริษัทติดตามหนี้ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร หัก 3% ของค่าบริการก่อน VAT แล้วนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป พร้อมออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ผู้รับเงิน ดูตัวอย่างตัวเลขและวิธีบันทึกบัญชีได้ในหัวข้อ Journal Entry ด้านบน ค่าทวงหนี้ที่ลูกค้าไม่ยอมจ่ายคืน นำไปหักภาษีได้หรือไม่ ได้ หากเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ มีหลักฐานเอกสารครบถ้วน และไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามกฎหมายภาษี ไม่ว่าจะเรียกเก็บคืนจากลูกหนี้ได้หรือไม่ก็ตาม Collection Expense กับค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่างกันอย่างไร Collection Expense คือเงินที่จ่ายจริงเพื่อติดตามทวงหนี้ ส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญคือการตั้งสำรองทางบัญชีล่วงหน้า โดยประมาณจากยอดลูกหนี้ที่อาจเก็บไม่ได้ ทั้งสองรายการบันทึกคนละบัญชีและมีเงื่อนไขหักภาษีต่างกัน ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

Commercial Invoice คืออะไร คู่มือเอกสารส่งออกฉบับสมบูรณ์

ธุรกิจที่ซื้อขายกับต่างประเทศมักเจอเอกสารมากมาย และ Commercial Invoice คือหนึ่งในเอกสารที่สร้างความสับสนมากที่สุด หลายคนเข้าใจว่าเป็นแค่ใบแจ้งหนี้ธรรมดา แต่จริงๆ แล้วเอกสารนี้มีผลต่อการผ่านพิธีศุลกากรและการคำนวณภาษีนำเข้าโดยตรง โดยในบทความนี้ จะพาคุณมาเข้าใจ Commercial Invoice ตั้งแต่ความหมาย องค์ประกอบ วิธีกรอกทีละช่อง ไปจนถึงข้อควรระวังด้านภาษีศุลกากรที่ SME ต้องรู้ Commercial Invoice คืออะไร Commercial Invoice คือเอกสารทางการค้าที่ผู้ส่งออกออกให้ผู้นำเข้า เพื่อแสดงรายละเอียดสินค้า มูลค่า เงื่อนไขการซื้อขาย และข้อมูลคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย เอกสารนี้ทำหน้าที่เป็นหลักฐานการซื้อขายระหว่างประเทศและใช้ประกอบการผ่านพิธีศุลกากรที่ด่านนำเข้า-ส่งออก (ข้อมูลจาก กรมศุลกากร) พูดให้เข้าใจง่าย ถ้าใบแจ้งหนี้คือเอกสารเรียกเก็บเงินภายในประเทศ CI ก็คือเอกสารเรียกเก็บเงินสำหรับการค้าข้ามพรมแดน CI ใช้เมื่อไร CI ใช้ทุกครั้งที่มีการส่งสินค้าข้ามประเทศที่มีมูลค่าทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกสินค้าไปยังผู้ซื้อต่างชาติ หรือการนำเข้าวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น บริษัท สยามเทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งออกผลไม้อบแห้งไปญี่ปุ่น บริษัทต้องออก CI ให้ผู้ซื้อเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อศุลกากรทั้งสองประเทศ ใครเป็นผู้ออก CI ผู้ส่งออก (Exporter) เป็นผู้จัดทำเอกสารฉบับนี้เสมอ โดยออกให้ผู้นำเข้า (Importer) ก่อนหรือพร้อมกับการจัดส่งสินค้า ข้อมูลต้องครบถ้วนตามที่ศุลกากรปลายทางกำหนด องค์ประกอบสำคัญของ Commercial Invoice เอกสารนี้ต้องมีข้อมูลหลัก 8 ส่วน ดังนี้ ลำดับ รายการ รายละเอียด 1 ข้อมูลผู้ส่งออก (Shipper/Exporter) ชื่อบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทร เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 2 ข้อมูลผู้นำเข้า (Consignee) ชื่อผู้ซื้อ ที่อยู่ ประเทศปลายทาง 3 เลขที่และวันที่ออก (Invoice No. & Date) เลข Invoice สำหรับอ้างอิง พร้อมวันที่ออกเอกสาร 4 รายละเอียดสินค้า (Description of Goods) ชื่อสินค้า รหัส HS Code จำนวน น้ำหนัก 5 ราคาและมูลค่ารวม (Unit Price & Total Value) ราคาต่อหน่วย จำนวนหน่วย มูลค่ารวมเป็นสกุลเงินที่ตกลงกัน 6 เงื่อนไขการค้า (Incoterms) เช่น FOB, CIF, EXW ซึ่งกำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งและประกันภัย 7 เงื่อนไขการชำระเงิน (Payment Terms) เช่น T/T, L/C, D/P พร้อมระยะเวลาชำระ 8 ข้อมูลการขนส่ง (Shipping Details) ท่าเรือต้นทาง-ปลายทาง ชื่อเรือ วันที่จัดส่ง Incoterms คือเงื่อนไขที่กำหนดโดย ICC (International Chamber of Commerce) ฉบับปัจจุบันคือ Incoterms 2020 ซึ่งระบุว่าผู้ซื้อและผู้ขายแบ่งความรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงกันอย่างไร เงื่อนไขที่ใช้บ่อยในไทย ได้แก่ FOB (ผู้ขายรับผิดชอบถึงท่าเรือต้นทาง) และ CIF (ผู้ขายรับผิดชอบรวมค่าขนส่งและประกันภัยถึงท่าเรือปลายทาง) วิธีกรอก CI ทีละขั้นตอน พร้อมตัวอย่าง การกรอกเอกสารฉบับนี้ไม่ยาก แต่ต้องละเอียดเพราะข้อมูลทุกช่องมีผลต่อการคำนวณภาษีศุลกากร ขั้นตอนหลักมีดังนี้ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อออก CI ผู้ส่งออกมือใหม่มักทำผิดพลาดในจุดต่อไปนี้ ซึ่งอาจทำให้สินค้าติดค้างที่ด่านศุลกากรหรือถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม Commercial Invoice กับ Proforma Invoice ต่างกันอย่างไร เอกสารสองชนิดนี้หน้าตาคล้ายกัน แต่ใช้คนละจังหวะในกระบวนการซื้อขาย รายการ Commercial Invoice Proforma Invoice ใช้เมื่อ หลังตกลงซื้อขายแล้ว ออกพร้อมการจัดส่งสินค้า ก่อนตกลงซื้อขาย ใช้เป็นใบเสนอราคาเบื้องต้น สถานะทางกฎหมาย เป็นเอกสารทางการค้าที่ใช้ผ่านพิธีศุลกากร ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เป็นเพียงประมาณการ มูลค่าสินค้า มูลค่าจริงตามที่ตกลงซื้อขาย มูลค่าประมาณการ อาจเปลี่ยนแปลงได้ ใช้เปิด L/C ไม่ได้ ออกหลังจากเปิด L/C แล้ว ใช้ได้ ธนาคารใช้เป็นหลักฐานเปิด L/C สรุปคือ Proforma Invoice เปรียบเหมือนใบเสนอราคาที่ใช้ตกลงเงื่อนไขก่อน ส่วน Commercial Invoice คือเอกสารจริงที่ออกหลังยืนยันการซื้อขาย ข้อควรระวังด้านภาษีศุลกากรที่เกี่ยวกับ CI มูลค่าที่ระบุบน CI มีผลต่ออากรนำเข้าและ VAT โดยตรง ข้อมูลด้านล่างอ้างอิงจากกรมศุลกากรและกรมสรรพากร แนะนำให้ตรวจสอบอัตราล่าสุดก่อนนำไปใช้จริง มูลค่าศุลกากร (Customs Value) คำนวณจากอะไร มูลค่าที่ศุลกากรใช้คำนวณอากรนำเข้าคือ CIF Value ซึ่งรวมราคาสินค้า ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย ถ้า CI ระบุราคาแบบ FOB ศุลกากรจะบวกค่าขนส่งและประกันภัยเข้าไปเพื่อคำนวณเป็น CIF ตัวอย่างการคำนวณมูลค่าศุลกากร ตัวเลข CIF นี้คือฐานที่ศุลกากรใช้คำนวณอากรขาเข้า VAT และอากรนำเข้าที่ต้องรู้ สินค้านำเข้าต้องเสียภาษี 2 ชั้น ได้แก่ อากรขาเข้า (คิดจาก CIF Value x อัตราอากรตาม HS Code) และ VAT 7% (คิดจาก CIF Value บวกอากรขาเข้า) ข้อมูลอัตราอากรตรวจสอบได้ที่หน้าพิกัดอัตราศุลกากร กรมศุลกากร ตัวอย่างการคำนวณภาษีนำเข้า (สมมุติอัตราอากร 10%) VAT นำเข้า 9,009 บาทที่จ่ายไปนี้ สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งได้ หากกิจการจดทะเบียน VAT ตัวอย่างการบันทึกบัญชีเมื่อนำเข้าสินค้าพร้อม CI เมื่อได้รับสินค้าและ CI จากผู้ส่งออกต่างประเทศ นักบัญชีต้องบันทึกรายการดังนี้ (สมมุติมูลค่าสินค้า CIF 117,000 บาท อากร 11,700 บาท VAT 9,009 บาท) รายการ Dr. (เดบิต) Cr. (เครดิต) สินค้า/วัตถุดิบ (ต้นทุนสินค้ารวมอากร) 128,700 บาท ภาษีซื้อ (VAT นำเข้า) 9,009 บาท เจ้าหนี้การค้าต่างประเทศ (ค่าสินค้า CIF) 117,000 บาท เจ้าหนี้กรมศุลกากร (อากร + VAT) 20,709 บาท ต้นทุนสินค้านำเข้า = ราคาสินค้า CIF + อากรขาเข้า เพราะตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 (สินค้าคงเหลือ) อากรขาเข้าถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนสินค้า ส่วน VAT นำเข้าบันทึกเป็นภาษีซื้อแยกต่างหาก Checklist เอกสารส่งออก-นำเข้าที่ต้องเตรียมคู่กับ CI การส่งออกหรือนำเข้าสินค้าต้องใช้เอกสารหลายรายการประกอบกัน นอกจาก CI แล้ว เอกสารที่ต้องเตรียมมีดังนี้ เอกสาร หน้าที่ ต้องตรงกับ CI หรือไม่ Packing List แสดงรายละเอียดการบรรจุหีบห่อ น้ำหนัก จำนวนกล่อง ต้องตรง ทั้งรายการสินค้าและจำนวน Bill of Lading (B/L) เอกสารขนส่งทางเรือ เป็นหลักฐานกรรมสิทธิ์สินค้า ชื่อผู้ส่ง-ผู้รับต้องตรงกัน Certificate of Origin (C/O) ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ใช้ขอสิทธิลดอากรตามข้อตกลงการค้า แหล่งกำเนิดต้องตรงกัน Insurance Certificate หลักฐานการประกันภัยสินค้าระหว่างขนส่ง มูลค่าต้องสอดคล้องกัน เอกสารทุกฉบับต้องมีข้อมูลสอดคล้องกัน โดยเฉพาะชื่อผู้ซื้อ-ผู้ขาย รายการสินค้า และมูลค่า หากข้อมูลไม่ตรงกัน สินค้าอาจถูกกักที่ด่านศุลกากร สรุป เตรียม Commercial Invoice ให้ถูกต้อง ธุรกิจส่งออกราบรื่นตั้งแต่เอกสารแรก เอกสารนี้ไม่ใช่แค่ใบเรียกเก็บเงิน แต่เป็นหัวใจของกระบวนการค้าระหว่างประเทศ สิ่งที่ต้องจำคือ กรอก HS Code ให้ถูกต้อง มูลค่าสินค้าต้องสอดคล้องกับ Incoterms และตรวจทานข้อมูลกับเอกสารชุดอื่นก่อนส่ง จัดการเอกสารนำเข้า-ส่งออกและบันทึกบัญชีครบจบในที่เดียวด้วย PEAK สำหรับธุรกิจที่มีรายการซื้อขายกับต่างประเทศ การจัดการเอกสารตั้งแต่ใบสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ ไปจนถึงใบกำกับภาษีให้เป็นระบบเป็นเรื่องสำคัญ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME ออกเอกสารทางธุรกิจ บันทึกรายรับ-รายจ่าย และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Commercial Invoice CI จำเป็นต้องมีลายเซ็นหรือไม่ ตามหลักกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ไม่ได้บังคับว่าต้องมีลายเซ็นทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ ศุลกากรหลายประเทศ (โดยเฉพาะในตะวันออกกลางและแอฟริกา) ยังต้องการเอกสารที่มีลายเซ็นและตราบริษัท แนะนำให้ลงลายเซ็นผู้มีอำนาจเสมอเพื่อป้องกันปัญหา CI ออกเป็นสกุลเงินอะไรได้บ้าง ออกเป็นสกุลเงินใดก็ได้ตามที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกัน สกุลเงินที่ใช้บ่อยในการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ USD, EUR, JPY และ CNY สิ่งสำคัญคือสกุลเงินบนเอกสารต้องตรงกับที่ระบุใน L/C หรือสัญญาซื้อขาย CI ต่างจาก Tax Invoice (ใบกำกับภาษี) อย่างไร CI ใช้ในการค้าระหว่างประเทศ เป็นเอกสารสำหรับศุลกากรและการชำระเงินข้ามพรมแดน ส่วนใบกำกับภาษีเป็นเอกสารที่ผู้จดทะเบียน VAT ในไทยออกให้ผู้ซื้อเพื่อใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ-ภาษีขายภายในประเทศ เอกสารสองชนิดนี้ใช้คนละบริบทและไม่สามารถใช้แทนกันได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

15 min

ภาษีที่ดินว่างเปล่า คำนวณอย่างไร พร้อมกลยุทธ์วางแผนให้คุ้มค่า

ผู้ประกอบการหลายคนซื้อที่ดินเตรียมไว้สำหรับโครงการในอนาคต แต่ที่ดินแปลงนั้นกลับกลายเป็นภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี จากภาษีที่ดินว่างเปล่า ซึ่งมีอัตราสูงกว่าภาษีที่ดินประเภทอื่น และยังเพิ่มขึ้นได้อีกหากปล่อยทิ้งไว้นาน บทความนี้จะอธิบายวิธีคำนวณภาษี พร้อมกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนจัดการได้อย่างคุ้มค่า ภาษีที่ดินว่างเปล่า คืออะไร ภาษีที่ดินว่างเปล่า คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราพิเศษ ซึ่งจัดเก็บจากที่ดินที่เจ้าของไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพ โดยกฎหมายกำหนดให้เสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่ดินที่ใช้ประโยชน์ทั่วไป และอัตราจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยว่างติดต่อกันหลายปี ภาษีนี้เริ่มจัดเก็บตั้งแต่ปี 2563 ตามกฎหมายภาษีที่ดินฯ ฉบับใหม่ ซึ่งมาแทนที่ภาษีบำรุงท้องที่และภาษีโรงเรือนฉบับเดิม โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. (เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยา) เป็นผู้จัดเก็บ ที่ดินแบบไหนนับว่า ว่างเปล่า ที่ดินว่างเปล่า ตามกฎหมายหมายถึงที่ดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพ ตัวอย่างเช่น ที่ดินที่ปลูกต้นไม้ ทำเกษตร หรือมีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้งานจริง จะไม่ถือเป็นที่ดินว่างเปล่า และจะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่ามาก ใครมีหน้าที่เสียภาษีที่ดินว่างเปล่า เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ณ วันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ๆ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ตาม กรณีที่ดินอยู่ในชื่อบริษัท ผู้มีอำนาจของบริษัทมีหน้าที่ดำเนินการชำระภาษีให้ถูกต้อง อัตราภาษีที่ดินว่างเปล่า เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี อัตราภาษีที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ เริ่มต้นที่ 0.3% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ (ราคาประเมินจากกรมธนารักษ์) และจะเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปีที่ปล่อยว่างติดต่อกัน สูงสุดไม่เกิน 3% ช่วงปีที่ปล่อยว่างเปล่า อัตราภาษี ปีที่ 1-3 0.3% ปีที่ 4-6 0.6% ปีที่ 7-9 0.9% ปีที่ 10-12 1.2% ปีที่ 13 ขึ้นไป (เพิ่มทุก 3 ปี) เพิ่มอีก 0.3% ทุก 3 ปี สูงสุด 3% จะเห็นว่า ยิ่งปล่อยที่ดินว่างนาน ภาระภาษีจะทบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินเก็บไว้รอพัฒนาจึงควรมีแผนจัดการที่ชัดเจน เปรียบเทียบอัตราภาษีตามประเภทการใช้ที่ดิน เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าที่ดินว่างเปล่าเสียภาษีสูงกว่าที่ดินประเภทอื่นอย่างไร ลองดูตารางเปรียบเทียบ ประเภทการใช้ที่ดิน อัตราภาษีสูงสุด เกษตรกรรม 0.15% ที่อยู่อาศัย (หลังหลัก) 0.03% (ยกเว้น 50 ล้านบาทแรก) ที่อยู่อาศัย (หลังอื่น) 0.10% พาณิชยกรรม หรืออื่น ๆ 1.20% ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ 3.00% (เพิ่มทุก 3 ปี) ที่ดินว่างเปล่ามีเพดานภาษีสูงกว่าที่ดินเกษตรกรรมถึง 20 เท่า การวางแผนใช้ประโยชน์ในที่ดินจึงช่วยลดภาระภาษีได้อย่างมาก วิธีคำนวณภาษีที่ดินว่างเปล่า พร้อมตัวอย่าง สูตรคำนวณภาษีที่ดินว่างเปล่า คือ ราคาประเมินทุนทรัพย์ คูณด้วยอัตราภาษีตามช่วงปีที่ปล่อยว่าง (อัตราตามกฎหมายภาษีที่ดินฯ มาตรา 37 และ 43) ราคาประเมินสามารถตรวจสอบได้จากระบบค้นหาราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ หรือสอบถามที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่ ตัวอย่างคำนวณสำหรับผู้ประกอบการ ที่ดิน 5 ไร่ บริษัท สมาร์ทแลนด์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อที่ดินเปล่า 5 ไร่ ราคาประเมินรวม 10 ล้านบาท เพื่อรอพัฒนาเป็นคลังสินค้า แต่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ภาษีที่ต้องจ่ายจะเพิ่มขึ้นตามตาราง ช่วงปี อัตราภาษี วิธีคำนวณ ภาษีต่อปี ภาษีรวมช่วง (3 ปี) ปีที่ 1-3 0.3% 10,000,000 x 0.3% 30,000 บาท 90,000 บาท ปีที่ 4-6 0.6% 10,000,000 x 0.6% 60,000 บาท 180,000 บาท ปีที่ 7-9 0.9% 10,000,000 x 0.9% 90,000 บาท 270,000 บาท รวม 9 ปี 540,000 บาท หากปลูกพืชยืนต้นบนที่ดินผืนเดียวกัน อัตราภาษีเกษตรกรรมเพียง 0.01-0.15% ภาษีรวม 9 ปีจะอยู่ที่ราว 3,000-45,000 บาท ต่างกับที่ดินว่างเปล่าหลายเท่าตัว กลยุทธ์วางแผนภาษีที่ดินว่างเปล่าให้คุ้มค่า ผู้ประกอบการที่ถือครองที่ดินรอพัฒนาไม่จำเป็นต้องแบกภาระภาษีอัตราสูงตลอด มีหลายวิธีที่ช่วยลดอัตราภาษีได้ตามกฎหมาย ทำประโยชน์ในที่ดิน เปลี่ยนประเภทการใช้งาน วิธีตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้ที่ดินไม่เข้าเกณฑ์ที่ดินว่างเปล่า เช่น วางแผนพัฒนาโครงการภายใน 3 ปี สำหรับผู้ประกอบการที่ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการจริง ๆ การวางแผนให้เริ่มพัฒนาภายใน 3 ปีจะช่วยหลีกเลี่ยงอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นในช่วงถัดไป เมื่อเริ่มก่อสร้าง ที่ดินจะเปลี่ยนสถานะจากที่ดินว่างเปล่าเป็นประเภทอื่นที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า กรณีที่มีที่ดินหลายแปลง ควรจัดลำดับการพัฒนาให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่ถือครอง โดยพัฒนาแปลงที่ถือมานานก่อน เพื่อลดภาระภาษีรวม กำหนดชำระภาษีและขั้นตอนที่ต้องรู้ อปท. จะแจ้งประเมินภาษีให้เจ้าของที่ดินทราบภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ชำระภาษีภายในเดือนเมษายน (ทั้งนี้อาจมีประกาศขยายเวลาเป็นรายปี ควรตรวจสอบกับ อปท. ในพื้นที่) ขั้นตอนหลัก ๆ ที่ต้องรู้ การบันทึกบัญชีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับนิติบุคคล สำหรับนิติบุคคล ภาษีที่ดินที่จ่ายไปสามารถนำมาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ ซึ่งช่วยลดกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตัวอย่างการบันทึกบัญชี เมื่อชำระภาษีที่ดิน 30,000 บาท รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) ค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ค่าใช้จ่าย) 30,000 – เงินสด หรือ เงินฝากธนาคาร – 30,000 ตามมาตรฐานบัญชี TFRS for NPAEs ภาษีที่ดินจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนของที่ดิน เพราะเป็นภาษีที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ไม่ได้เพิ่มมูลค่าให้สินทรัพย์ สรุป: วางแผนภาษีที่ดินว่างเปล่า เปลี่ยนภาระเป็นโอกาส ภาษีที่ดินว่างเปล่าไม่ใช่ภาษีคงที่ แต่เพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ผู้ประกอบการที่ถือครองที่ดินรอพัฒนาจึงควรทำความเข้าใจอัตราภาษี คำนวณภาระล่วงหน้า และวางแผนใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตร ให้เช่า หรือเร่งพัฒนาโครงการตามกำหนด ล้วนช่วยลดภาระภาษีได้จริง สิ่งสำคัญคือการติดตามกำหนดชำระภาษีทุกปี และบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีที่ดินในระบบบัญชีอย่างถูกต้อง เพื่อให้ข้อมูลทางการเงินของธุรกิจครบถ้วนและพร้อมสำหรับการตัดสินใจ จัดการบัญชีที่ดินและสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องบริหารสินทรัพย์หลายรายการ ทั้งที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายจ่ายภาษีที่ดิน คำนวณค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ และจัดทำรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คลิกที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีที่ดินว่างเปล่า ที่ดินว่างเปล่าปล่อยให้คนอื่นเช่า ยังต้องเสียภาษีอัตราว่างเปล่าหรือไม่ ไม่ต้อง หากผู้เช่าใช้ประโยชน์จริง อปท. จะจัดประเภทที่ดินตามการใช้งานจริง เช่น ทำร้านค้าจัดเป็นพาณิชยกรรม ทำเกษตรจัดเป็นเกษตรกรรม ซึ่งล้วนมีอัตราภาษีต่ำกว่าที่ดินว่างเปล่า สิ่งที่ต้องระวังคือสัญญาเช่าควรระบุวัตถุประสงค์การใช้ที่ดินให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันกับ อปท. บริษัทถือครองที่ดินเป็นสินทรัพย์ บันทึกภาษีที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ ได้ โดยบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่ใช่ต้นทุนของที่ดิน ผู้ทำบัญชีควรแยกบันทึกให้ชัดเจนในแต่ละรอบบัญชี เพราะภาษีที่ดินเป็นรายจ่ายประจำปีที่ต้องจ่ายซ้ำทุกปี ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดครั้งเดียว ภาษีที่ดินว่างเปล่าต่างจากภาษีบำรุงท้องที่อย่างไร ภาษีบำรุงท้องที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ปัจจุบันเจ้าของที่ดินจ่ายเพียงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น ข้อแตกต่างสำคัญคือกฎหมายใหม่คิดภาษีจากราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ไม่ใช่ราคาปานกลางแบบเดิม ทำให้ฐานภาษีสะท้อนมูลค่าที่ดินจริงมากขึ้น ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ อัตราภาษีและเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของราชการ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

19 min

บมจ. ย่อมาจากอะไร ต่างจาก บจ. ตรงไหน ฉบับเจ้าของธุรกิจ

บมจ. ย่อมาจาก บริษัท มหาชน จำกัด ภาษาอังกฤษคือ Public Company Limited (PCL) เป็นรูปแบบนิติบุคคลที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปร่วมเป็นเจ้าของผ่านการซื้อหุ้น ในขณะที่ บจ. คือ บริษัท จำกัด หรือ Private Company Limited ที่จำกัดจำนวนผู้ถือหุ้นและไม่สามารถเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะได้ บทความนี้จะพาคุณดูข้อแตกต่างสำคัญของทั้งสองรูปแบบ โดยเฉพาะในมุมที่ส่งผลต่อการทำสัญญาธุรกิจ การระดมทุน และความน่าเชื่อถือที่คู่ค้าใช้พิจารณา บมจ. ย่อมาจากอะไร บมจ. ย่อมาจาก บริษัท มหาชน จำกัด หมายถึงนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 โดยมีจุดเด่นคือสามารถเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปได้ ความหมายตาม พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ตามกฎหมายฉบับนี้ บริษัทมหาชนจำกัดมีเงื่อนไขเรื่องจำนวนผู้ก่อตั้งและทุนจดทะเบียนขั้นต่ำที่สูงกว่า บจ. อย่างชัดเจน (รายละเอียดดูในตารางเปรียบเทียบด้านล่าง) และต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) โดยใช้คำนำหน้าว่า บริษัท … (มหาชน) จำกัด หรือ บมจ. (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ตัวอย่าง บมจ. ที่คนไทยรู้จัก เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองนึกถึงบริษัทที่เราใช้บริการทุกวัน เช่น บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) หรือ บมจ. ปตท. (PTT) ทั้งสองเป็นบริษัทมหาชนที่หุ้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ต้องเข้าใจว่าการเป็น บมจ. ไม่ได้หมายความว่าต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์เสมอไป บมจ. บางแห่งยังไม่ได้นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดก็ได้ บมจ. กับ บจ. ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่าง บมจ. กับ บจ. ไม่ได้อยู่แค่ขนาดบริษัท แต่อยู่ที่โครงสร้างกฎหมาย ความโปร่งใส และโอกาสทางธุรกิจที่ต่างกันอย่างชัดเจน หัวข้อ บมจ. (บริษัทมหาชนจำกัด) บจ. (บริษัทจำกัด) ผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ 15 คนขึ้นไป 3 คนขึ้นไป ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท ไม่กำหนดขั้นต่ำ การขายหุ้น เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปได้ จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้ถือหุ้น การเปิดเผยงบการเงิน ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ เปิดเผยต่อ DBD เท่านั้น การตรวจสอบบัญชี ต้องใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต กรรมการขั้นต่ำ 5 คน 1 คนขึ้นไป โครงสร้างผู้ถือหุ้นและทุนจดทะเบียน เหตุผลที่ บมจ. กำหนดผู้ก่อตั้งและทุนขั้นต่ำสูงกว่า บจ. เพราะ บมจ. ออกแบบมาให้ระดมทุนจากสาธารณะ จึงต้องมีฐานผู้ถือหุ้นและทุนที่มากพอรองรับการเสนอขายหุ้นต่อนักลงทุนทั่วไป ส่วน บจ. เน้นการร่วมทุนในกลุ่มเล็ก จึงใช้ผู้ถือหุ้นเพียง 3 คน และไม่มีเกณฑ์ทุนขั้นต่ำ การเปิดเผยข้อมูลและงบการเงิน สำหรับคู่ค้าหรือนักลงทุน นี่คือจุดต่างที่สำคัญที่สุด บมจ. ต้องเปิดเผยงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing ให้สาธารณะเข้าถึงได้ และถ้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังต้องรายงานผลประกอบการทุกไตรมาส ส่วน บจ. แค่ยื่นงบต่อ DBD ปีละครั้ง คนภายนอกเข้าถึงข้อมูลได้ยากกว่า การกำกับดูแลและกรรมการ บมจ. ต้องมีกรรมการอย่างน้อย 5 คน และจัดให้มีกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) เพื่อกำกับดูแลความโปร่งใส สำหรับ บจ. ใช้กรรมการเพียง 1 คนก็เพียงพอ ข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่าของ บมจ. ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุนและคู่ค้า ความรับผิดชอบต่อหนี้สินและการโอนหุ้น ทั้ง บมจ. และ บจ. ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบจำกัดไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ถือ แต่ข้อแตกต่างอยู่ที่การโอนหุ้น บมจ. สามารถโอนหุ้นได้เสรีโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้นรายอื่น ในขณะที่ บจ. อาจมีข้อจำกัดเรื่องการโอนหุ้นตามข้อบังคับบริษัท ต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้น ข้อนี้ส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องของการลงทุน ทำไม บมจ. ถึงน่าเชื่อถือกว่า บจ. ในมุมคู่ค้า B2B ถ้าคุณเคยยื่นประมูลงาน หรือเจรจาสัญญากับบริษัทขนาดใหญ่ คุณอาจสังเกตว่าคู่ค้ามักตรวจสอบสถานะบริษัทก่อนเซ็นสัญญาเสมอ สถานะ บมจ. สร้างความได้เปรียบตรงนี้อย่างชัดเจน สิ่งที่คู่ค้าพิจารณาก่อนทำสัญญาธุรกิจ เมื่อบริษัทรายใหญ่จะเลือกคู่ค้า สิ่งแรกที่ตรวจสอบคืองบการเงินและโครงสร้างบริษัท บมจ. ได้เปรียบตรงที่คู่ค้าเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องร้องขอ เพราะเป็นข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว นอกจากนี้ บมจ. ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งกำหนดให้เปิดเผยรายการที่เกี่ยวโยงกันและรายงานเหตุการณ์สำคัญ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงให้คู่ค้าที่จะเข้าทำสัญญาด้วย (ข้อมูลจาก สำนักงาน ก.ล.ต.) ผลต่อการเจรจาสัญญาและวงเงินเครดิต ในทางปฏิบัติ บมจ. มักได้เงื่อนไขสัญญาที่ดีกว่า เช่น วงเงินเครดิตจากธนาคารสูงขึ้น ระยะเวลาชำระเงินที่ยืดหยุ่นกว่า และโอกาสได้ร่วมงานกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการคู่ค้าที่มีข้อมูลการเงินโปร่งใส ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่ทำธุรกิจ IT Solution ยอมแปลงสภาพเป็น บมจ. เพราะต้องการเข้าร่วมประมูลโครงการกับหน่วยงานรัฐที่กำหนดว่าคู่สัญญาต้องมีงบการเงินที่สาธารณะตรวจสอบได้ บมจ. กับการระดมทุน โอกาสที่ บจ. ไม่มี หนึ่งในเหตุผลหลักที่ธุรกิจเลือกเป็น บมจ. คือการเปิดประตูสู่การระดมทุนที่ บจ. ไม่สามารถเข้าถึงได้ การออกหุ้น IPO ในตลาดหลักทรัพย์ IPO (Initial Public Offering) คือการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก เฉพาะ บมจ. เท่านั้นที่ทำได้ โดยต้องผ่านการพิจารณาจากสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่องทางนี้ช่วยให้ระดมเงินทุนจำนวนมากจากนักลงทุนทั่วประเทศ (ข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ทางเลือกระดมทุนอื่นของ บมจ. นอกจาก IPO แล้ว บมจ. ยังมีทางเลือกระดมทุนอื่นที่ บจ. ทำไม่ได้ เช่น การออกหุ้นเพิ่มทุน (Right Offering) การออกหุ้นกู้ (Debenture) และการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ทุกช่องทางนี้ช่วยให้ธุรกิจที่เติบโตเร็วมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้ธนาคารเพียงอย่างเดียว คุณสมบัติและขั้นตอนจดทะเบียน บมจ. ถ้าคุณกำลังพิจารณาว่าธุรกิจของคุณควรเป็น บมจ. หรือไม่ สิ่งแรกคือเข้าใจว่าต้องมีคุณสมบัติอะไร และขั้นตอนเป็นอย่างไร คุณสมบัติตามกฎหมาย เงื่อนไขหลักที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับ บมจ. ประกอบด้วย (ตามเกณฑ์ของ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535) ขั้นตอนจดทะเบียนแปลงสภาพจาก บจ. เป็น บมจ. สำหรับ บจ. ที่ต้องการแปลงสภาพเป็น บมจ. มีขั้นตอนหลักดังนี้ ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร เมื่อไรที่ บจ. ควรพิจารณาแปลงสภาพเป็น บมจ. ไม่ใช่ทุก บจ. ที่ต้องเป็น บมจ. การแปลงสภาพมีทั้งข้อดีและต้นทุนที่ต้องชั่งน้ำหนัก สัญญาณว่าธุรกิจพร้อม ลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ ถ้าตอบว่าใช่ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป การแปลงสภาพเป็น บมจ. อาจคุ้มค่า ต้นทุนและข้อควรระวัง การเป็น บมจ. มาพร้อมภาระหน้าที่เพิ่มเติมที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ ข้อควรระวังเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรเป็น บมจ. แต่หมายความว่าต้องเตรียมพร้อมทั้งคน ระบบ และงบประมาณ ผลต่อระบบบัญชีและการเปิดเผยงบการเงิน เมื่อแปลงสภาพเป็น บมจ. สิ่งที่เปลี่ยนแปลงทันทีคือมาตรฐานบัญชีและการเปิดเผยงบการเงิน โดย บมจ. ต้องใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS ฉบับเต็ม ซึ่งมีรายละเอียดและข้อกำหนดมากกว่า TFRS for NPAEs ที่ บจ. ขนาดเล็กใช้อยู่ ต้องจัดทำงบการเงินให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบ และต้องส่งงบต่อ DBD ภายในกำหนดเวลา สำหรับ บมจ. ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังต้องรายงานงบทุกไตรมาส เปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านระบบ SET Disclosure และปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Code) ตัวอย่างเช่น เมื่อ บมจ. ออกหุ้นเพิ่มทุนและได้รับเงินค่าหุ้นจากนักลงทุน การบันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้ สมมุติ บมจ. ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 1,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท แต่ขายได้ในราคาหุ้นละ 10 บาท วิธีคิด การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 10,000,000 – ทุนเรือนหุ้นสามัญ – 5,000,000 ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ – 5,000,000 (ตัวอย่างสมมุติเพื่อแสดงหลักการบันทึกบัญชี) การมีระบบบัญชีที่แม่นยำจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ธุรกิจที่กำลังเตรียมตัวแปลงสภาพควรเริ่มจัดระบบบัญชีให้พร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกรายการให้ครบถ้วน กระทบยอดบัญชีให้ตรง และจัดทำรายงานการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบได้ทันที PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจจัดการงบการเงิน รายรับ-รายจ่าย และเอกสารทางบัญชีได้ครบในที่เดียว พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจทุกขนาด สรุป รู้จัก บมจ. เพื่อวางแผนธุรกิจได้แม่นยำ บมจ. ไม่ได้เป็นแค่ บจ. ที่ใหญ่กว่า แต่เป็นโครงสร้างธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อระดมทุนจากสาธารณะ สร้างความโปร่งใส และเปิดโอกาสทางธุรกิจที่กว้างขึ้น สิ่งสำคัญที่ควรจำคือ ความแตกต่างระหว่าง บมจ. กับ บจ. ส่งผลตรงต่อ 3 เรื่อง ได้แก่ ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า ช่องทางระดมทุน และมาตรฐานความโปร่งใสทางบัญชี ถ้าธุรกิจของคุณกำลังเติบโตและต้องการขยายฐานคู่ค้าหรือนักลงทุน การเข้าใจโครงสร้าง บมจ. จะช่วยให้วางแผนได้ถูกทาง เตรียมระบบบัญชีให้พร้อมรับทุกการเติบโต ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็น บจ. หรือกำลังเตรียมแปลงสภาพเป็น บมจ. ระบบบัญชีที่แม่นยำคือพื้นฐานสำคัญ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับบริษัทมหาชนจำกัด บมจ. ต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อยกี่คน ตอนจดทะเบียนจัดตั้ง บมจ. ต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 15 คน ทุกคนต้องเป็นบุคคลธรรมดา แต่หลังจดทะเบียนแล้ว จำนวนผู้ถือหุ้นอาจเพิ่มขึ้นได้ไม่จำกัดเมื่อเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ ต่างจาก บจ. ที่ใช้ผู้ถือหุ้นเริ่มต้นเพียง 3 คน ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของ บมจ. คือเท่าไร กฎหมายกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของ บมจ. ไว้ที่ 5 ล้านบาท โดยมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติ บมจ. ที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์มักมีทุนจดทะเบียนสูงกว่าเกณฑ์นี้มาก เพราะ SET และ mai กำหนดเกณฑ์ทุนชำระแล้วเพิ่มเติมอีกขั้นหนึ่ง บมจ. จำเป็นต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ทุกบริษัทหรือไม่ ไม่จำเป็น การเป็น บมจ. กับการเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นคนละเรื่องกัน บมจ. สามารถดำเนินธุรกิจโดยไม่ต้องนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ การเข้าตลาดมีเกณฑ์เพิ่มเติมที่ต้องผ่าน เช่น คุณสมบัติด้านผลกำไร ทุน และระบบควบคุมภายใน ที่กำหนดโดย ก.ล.ต. และ SET ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

20 min

ข้อมูลบริษัทคู่ค้า ที่คนทำ B2B ต้องรู้ พร้อมวิธีเตรียมตัวให้น่าเชื่อถือ

สำหรับธุรกิจ B2B การตรวจสอบข้อมูลบริษัทก่อนทำงานร่วมกันไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท แต่เป็นสิ่งที่ธุรกิจมืออาชีพทุกแห่งทำกันเป็นปกติ ยิ่งถ้าดีลมีมูลค่าสูงหรือต้องให้เครดิตเทอม ยิ่งต้องรู้ว่าคู่ค้าเป็นใครและน่าเชื่อถือแค่ไหน เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก บทความนี้รวบรวมข้อมูลบริษัท 11 อย่างที่คู่ค้ามักขอตรวจสอบ พร้อมช่องทางเช็คออนไลน์และวิธีเตรียมข้อมูลฝั่งของคุณเองให้พร้อม ข้อมูลบริษัทคืออะไร ทำไมคู่ค้า B2B ถึงต้องตรวจสอบ ข้อมูลบริษัท คือ ข้อมูลที่แสดงตัวตนและสถานะของนิติบุคคล ตั้งแต่ชื่อบริษัท ทะเบียนนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น ไปจนถึงงบการเงินและสถานะทางภาษี โดยข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้นิติบุคคลต้องจดทะเบียนและเปิดเผย ทำไมการตรวจสอบถึงสำคัญในธุรกิจ B2B ในธุรกิจแบบ B2B มูลค่าต่อดีลมักสูงกว่า B2C หลายเท่า การให้เครดิตเทอม 30-90 วันเป็นเรื่องปกติ และสัญญาระยะยาวก็ผูกพันทั้งสองฝ่ายไม่น้อย หากคู่ค้าไม่มีตัวตนจริง มีปัญหาทางการเงิน หรือมีประวัติไม่ดี ความเสียหายอาจรุนแรงกว่าที่คิด ด้วยเหตุนี้ การทำ Due Diligence เบื้องต้น (คือการตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าก่อนตัดสินใจทำธุรกิจด้วย) จึงเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ SME ทุกรายควรทำ ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่เท่านั้น ข้อมูลบริษัท 11 อย่างที่คู่ค้ามักขอตรวจสอบก่อนตัดสินใจ เมื่อบริษัทคู่ค้าต้องการประเมินว่าควรทำงานร่วมกับคุณหรือไม่ สิ่งที่เขามักขอดูมีดังนี้ 1. หนังสือรับรองบริษัท หนังสือรับรองจาก DBD เป็นเอกสารแรกที่คู่ค้าขอดูเกือบทุกครั้ง เพราะเป็นหลักฐานว่าบริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ข้อมูลในหนังสือรับรองประกอบด้วยชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล ที่ตั้งสำนักงาน ทุนจดทะเบียน และรายชื่อกรรมการ 2. ข้อมูลผู้ถือหุ้นและกรรมการ (บอจ.5) บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หรือ บอจ.5 บอกว่าใครเป็นเจ้าของบริษัทจริง คู่ค้ามักดูข้อมูลนี้เพื่อตรวจสอบว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นชัดเจนหรือไม่ มีการถือหุ้นไขว้หรือเปล่า และใครมีอำนาจตัดสินใจจริง 3. งบการเงินย้อนหลัง งบการเงินย้อนหลัง 2-3 ปี บอกสุขภาพทางการเงินของบริษัทได้ชัดที่สุด คู่ค้าจะดูรายได้ กำไรขาดทุน สินทรัพย์ หนี้สิน และกระแสเงินสด เพื่อประเมินว่าบริษัทมีความสามารถในการชำระเงินและดำเนินธุรกิจต่อได้จริง บริษัทจำกัดทุกรายต้องยื่นงบการเงินต่อ DBD ทุกปี งบการเงินที่จัดทำอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบันช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ทันที โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้ SME จัดทำงบการเงินได้สะดวกและพร้อมแสดงต่อคู่ค้าทุกเมื่อ 4. สถานะทางภาษี คู่ค้าต้องการรู้ว่าบริษัทของคุณจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือไม่ เพราะถ้าออกใบกำกับภาษีโดยไม่ได้จดทะเบียน ใบกำกับภาษีนั้นใช้ไม่ได้ตามกฎหมาย และคู่ค้าอาจถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเพิ่ม โดยสิ่งที่คู่ค้ามักตรวจสอบคือ สถานะการจดทะเบียน VAT (ภ.พ.20) และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ซึ่งเช็คได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร 5. ประวัติการค้าและอายุกิจการ บริษัทที่เปิดดำเนินการมาหลายปีย่อมสร้างความมั่นใจได้มากกว่าบริษัทเปิดใหม่ คู่ค้ามักดูวันที่จดทะเบียน ประวัติการเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียน และการเปลี่ยนกรรมการ เพื่อประเมินความมั่นคง 6. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจและใบรับรองมาตรฐาน บางธุรกิจต้องมีใบอนุญาตเฉพาะ เช่น ใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออก, ใบอนุญาตจาก อย. สำหรับอาหารและยา, หรือ ISO 9001 สำหรับระบบบริหารคุณภาพ คู่ค้าจะขอดูเพื่อให้แน่ใจว่าคุณดำเนินธุรกิจถูกกฎหมายและได้มาตรฐาน 7. ประวัติคดีความและข้อพิพาท การตรวจสอบว่าบริษัทหรือกรรมการมีคดีความค้างอยู่หรือไม่ เป็นอีกขั้นตอนที่คู่ค้าบางรายให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในดีลที่มีมูลค่าสูง สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ผ่านระบบสืบค้นคดีของศาลยุติธรรม 8. ข้อมูลเครดิตและพฤติกรรมการชำระเงิน ในธุรกิจ B2B ที่มีการให้เครดิตเทอม คู่ค้าอาจขอตรวจสอบประวัติเครดิตของบริษัท เช่น มีประวัติจ่ายเงินตรงเวลาหรือไม่ มีหนี้ค้างชำระกับรายอื่นหรือเปล่า ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนวินัยทางการเงินขององค์กร 9. ผลงานที่ผ่านมา (Portfolio หรือ Key Project References ที่เปิดเผยได้) คู่ค้าอยากเห็นว่าบริษัทของคุณเคยทำงานอะไรมาบ้าง โดยเฉพาะโปรเจกต์ที่ใกล้เคียงกับงานที่จะทำร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อลูกค้าทุกราย (บางรายอาจติดข้อตกลงรักษาความลับ) แต่ให้แสดงขอบเขตงาน มูลค่าโดยประมาณ และผลลัพธ์ที่ได้ 10. Company Profile หรือเอกสารแนะนำบริษัท Company Profile เป็นเอกสารรวมข้อมูลบริษัทในรูปแบบที่อ่านง่ายและเป็นมืออาชีพ มักประกอบด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจ ผลิตภัณฑ์หรือบริการหลัก ทีมบริหาร ลูกค้าสำคัญ และข้อมูลติดต่อ เอกสารนี้ช่วยให้คู่ค้าเข้าใจภาพรวมของบริษัทได้ในเวลาอันสั้น 11. การตรวจสอบบัญชีธนาคารบริษัทและผู้มีอำนาจลงนาม ก่อนโอนเงินค่าสินค้าหรือบริการ คู่ค้าที่รอบคอบจะตรวจสอบว่าชื่อบัญชีธนาคารที่ได้รับตรงกับชื่อนิติบุคคลจริง และผู้ที่ลงนามในสัญญาเป็นผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองบริษัท การมองข้ามจุดนี้อาจนำไปสู่ปัญหาสัญญาไม่มีผลทางกฎหมาย หรือเงินถูกโอนเข้าบัญชีที่ไม่ถูกต้อง ช่องทางตรวจสอบข้อมูลบริษัทออนไลน์ ปัจจุบันการเช็คข้อมูลบริษัททำได้สะดวกผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่ต้องไปที่หน่วยงานรัฐ นี่คือช่องทางหลักที่ใช้ตรวจสอบได้ฟรี ตรวจสอบผ่าน DBD DataWarehouse DBD DataWarehouse ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลได้ฟรี ขั้นตอนมีดังนี้ ตรวจสอบสถานะภาษีผ่านระบบค้นหาผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ของกรมสรรพากร กรมสรรพากร มีระบบค้นหาผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) วิธีใช้งานคือ เช็คงบการเงินผ่าน e-Filing ของ DBD ระบบ e-Filing ของ DBD เปิดให้สาธารณะดูงบการเงินที่บริษัทยื่นไว้ในแต่ละปี วิธีเช็คคือ ช่องทางเพิ่มเติม นอกจากช่องทางข้างต้น ยังมีแหล่งตรวจสอบอื่นที่อาจเป็นประโยชน์ ได้แก่ วิธีเตรียมข้อมูลบริษัทของคุณให้ดูน่าเชื่อถือและโปร่งใส ถ้าคุณเป็นฝ่ายที่ถูกตรวจสอบ สิ่งสำคัญคือเตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่ก่อนที่คู่ค้าจะขอ ไม่ใช่เตรียมตอนถูกถาม เพราะความพร้อมสะท้อนความเป็นมืออาชีพได้โดยตรง จัดระเบียบเอกสารบริษัทให้พร้อมแสดง รวบรวมเอกสารสำคัญไว้ในที่เดียว ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท (ฉบับล่าสุด), บอจ.5, ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20), และใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่างๆ ควรสแกนเก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลพร้อมส่งได้ทันที ไม่ต้องรอหาเอกสารตัวจริง ดูแลงบการเงินให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน งบการเงินเปรียบเหมือนใบรับรองสุขภาพของบริษัท ถ้าไม่ยื่นงบตามกำหนด หรืองบตัวเลขผิดเพี้ยน ก็ส่งสัญญาณลบตั้งแต่แรก ควรจัดทำงบการเงินอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี และยื่นต่อ DBD ให้ตรงเวลา การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้บันทึกรายการทุกวัน ออกรายงานการเงินได้ทันที และลดความผิดพลาดจากการทำบัญชีด้วยมือ สร้าง Company Profile ที่เป็นมืออาชีพ จัดทำ Company Profile ความยาว 4-8 หน้า ที่สรุปข้อมูลบริษัทอย่างกระชับ ควรมีข้อมูลเหล่านี้เป็นอย่างน้อย หัวข้อ รายละเอียด ข้อมูลทั่วไป ชื่อบริษัท, ปีที่ก่อตั้ง, ทุนจดทะเบียน, จำนวนพนักงาน ธุรกิจหลัก สินค้าหรือบริการ, ตลาดเป้าหมาย, จุดแข็ง ผลงานสำคัญ โปรเจกต์ที่เปิดเผยได้, ลูกค้าอ้างอิง, รางวัล ออกแบบให้ดูเรียบร้อย มีโลโก้บริษัท และอัปเดตข้อมูลอย่างน้อยปีละครั้ง รักษาสถานะทางภาษีให้สะอาด ยื่นภาษีตรงเวลา ไม่มียอดค้างชำระ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลบนระบบกรมสรรพากรตรงกับข้อมูลจริงของบริษัท ถ้าเคยเปลี่ยนที่อยู่หรือเปลี่ยนประเภทธุรกิจ ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงให้ครบ ทั้งกับ DBD และกรมสรรพากร สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าบริษัทคู่ค้าอาจไม่น่าเชื่อถือ นอกจากตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานแล้ว ยังมีสัญญาณเตือนหลายอย่างที่ผู้ประกอบการควรระวัง ชื่อบัญชีรับเงินไม่ตรงกับชื่อนิติบุคคล ถ้าคู่ค้าแจ้งเลขบัญชีธนาคารที่ชื่อบัญชีเป็นชื่อบุคคลธรรมดา ไม่ใช่ชื่อนิติบุคคล ให้ระวังเป็นพิเศษ การโอนเงินค่าสินค้าหรือบริการเข้าบัญชีส่วนตัวนอกจากผิดปกติแล้ว ยังอาจทำให้ใบเสร็จรับเงินไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีได้ กรรมการติด Blacklist หรือมีคดีความ ตรวจสอบผ่าน DBD DataWarehouse ว่ากรรมการของบริษัทคู่ค้าเคยถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือไม่ และเช็คผ่านระบบศาลว่ามีคดีความฟ้องร้องค้างอยู่หรือเปล่า ถ้าพบประวัติเหล่านี้ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ สัญญาณเตือนอื่นที่ควรระวัง สัญญาณเตือนที่พบได้บ่อยในทางปฏิบัติ ได้แก่ ถ้าพบสัญญาณเหล่านี้หลายข้อพร้อมกัน ไม่ได้หมายความว่าคู่ค้าไม่ดีเสมอไป แต่หมายความว่าคุณควรตรวจสอบเพิ่มเติมให้ละเอียดขึ้นก่อนตกลงทำงานร่วมกัน สรุป – เริ่มต้นจากข้อมูลที่โปร่งใส ธุรกิจก็เติบโตได้อย่างมั่นคง การตรวจสอบข้อมูลบริษัทคู่ค้าไม่ใช่เรื่องยาก แค่เข้าเว็บ DBD DataWarehouse และกรมสรรพากรก็เช็คได้เบื้องต้น และในขณะเดียวกัน การเตรียมข้อมูลบริษัทตัวเองให้พร้อมก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะบริษัทที่มีข้อมูลโปร่งใส เอกสารครบ และงบการเงินเป็นระบบ ย่อมได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้ามากกว่า จัดการเอกสารและการเงินให้พร้อม ด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสารธุรกิจ ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน บันทึกรายรับ-รายจ่าย และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ข้อมูลอัปเดตแบบ real-time พร้อมแสดงต่อคู่ค้าได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับข้อมูลบริษัทและการตรวจสอบคู่ค้า ตรวจสอบข้อมูลบริษัทออนไลน์ฟรีได้ที่ไหนบ้าง ช่องทางหลักที่ใช้ได้ฟรีคือ DBD DataWarehouse สำหรับข้อมูลจดทะเบียนและงบการเงิน เว็บไซต์กรมสรรพากรสำหรับสถานะ VAT และระบบ e-Filing ของ DBD สำหรับงบการเงินที่ยื่นไว้ ทั้งสามช่องทางเปิดให้บุคคลทั่วไปค้นหาได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก ข้อมูลบริษัทอะไรบ้างที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ข้อมูลที่นิติบุคคลต้องเปิดเผยตามกฎหมายประกอบด้วย ชื่อบริษัท, เลขทะเบียนนิติบุคคล, ที่ตั้งสำนักงาน, ทุนจดทะเบียน, รายชื่อกรรมการ, ขอบเขตธุรกิจของบริษัท, และงบการเงินประจำปี ส่วนข้อมูลอื่นเช่นรายชื่อลูกค้าหรือสัญญาทางธุรกิจไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน SME ควรเตรียมข้อมูลอะไรบ้างเมื่อมีคู่ค้ารายใหม่ขอตรวจสอบ เริ่มจากสิ่งที่ต้องมีเป็นอย่างน้อย ได้แก่ จัดเก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลในโฟลเดอร์เดียวเพื่อส่งให้คู่ค้าได้ทันที Due Diligence กับการตรวจสอบบริษัทคู่ค้าต่างกันตรงไหน Due Diligence ในความหมายกว้างคือการตรวจสอบอย่างรอบด้านก่อนทำธุรกรรมสำคัญ เช่น การลงทุน ควบรวมกิจการ หรือเซ็นสัญญาขนาดใหญ่ มักต้องใช้ทนาย นักบัญชี และที่ปรึกษาเฉพาะทาง ส่วนการตรวจสอบบริษัทคู่ค้าเป็น Due Diligence เบื้องต้นที่ SME ทำเองได้ผ่านแหล่งข้อมูลสาธารณะ งบการเงินบอกอะไรเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของบริษัท งบการเงินช่วยให้เห็นว่าบริษัทมีรายได้เท่าไร กำไรหรือขาดทุน มีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน และมีเงินสดพอสำหรับการดำเนินงานหรือไม่ ถ้าบริษัทมีรายได้เพิ่มต่อเนื่อง หนี้สินอยู่ในระดับที่จัดการได้ และมีกำไรสุทธิเป็นบวก ก็สะท้อนว่าบริษัทมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงพอสำหรับเป็นคู่ค้าระยะยาว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ภาษีย้อนหลัง คืออะไร ความเสี่ยงที่คนทำธุรกิจ B2B ต้องรู้

ผู้ประกอบการ B2B หลายรายอาจเคยได้รับจดหมายจากสรรพากร ขอตรวจสอบภาษีย้อนหลัง เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจที่ซื้อขายระหว่างนิติบุคคลจำนวนมา โดยมักมีต้นเหตุมาจากเอกสารไม่ครบ ใบกำกับภาษีไม่ตรง หรือมีรายจ่ายที่สรรพากรมองว่าไม่สมเหตุสมผล ในบทความนี้ จะมาอธิบายเรื่องภาษีย้อนหลังในมุมธุรกิจ B2B พร้อมแนวทางเตรียมตัวล่วงหน้า ภาษีย้อนหลังคืออะไร ภาษีย้อนหลัง หมายถึง ภาษีที่สรรพากรประเมินเพิ่มเติมจากการตรวจสอบการยื่นภาษีในอดีต เมื่อพบว่ายื่นไม่ถูกต้อง ยื่นขาดไป หรือไม่ได้ยื่นเลย โดยกรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สรรพากรตรวจสอบย้อนหลังได้กี่ปี อายุความในการประเมินภาษีย้อนหลังแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของผู้เสียภาษี กรณียื่นแบบแล้วแต่ยื่นไม่ถูกต้อง (อายุความ 2 ปี) ถ้ายื่นแบบภาษีครบแล้ว แต่คำนวณผิดหรือแจ้งรายได้ไม่ครบ สรรพากรประเมินเพิ่มได้ภายใน 2 ปีนับจากวันยื่นแบบ (ตามมาตรา 19 ประมวลรัษฎากร) กรณีหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี (อายุความ 5 ปี) ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อว่าหลีกเลี่ยงภาษีโดยเจตนา เช่น ใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือแจ้งรายจ่ายเป็นเท็จ อายุความขยายเป็น 5 ปี (ตามมาตรา 20 ประมวลรัษฎากร) กรณีไม่ยื่นแบบเลย (อายุความ 10 ปี) ถ้าไม่ได้ยื่นแบบภาษีเลย สรรพากรสามารถเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ไกลถึง 10 ปี นี่คือกรณีที่มีผลกระทบรุนแรงที่สุด กรณี อายุความ เงื่อนไข ยื่นแบบแล้ว แต่ไม่ถูกต้อง 2 ปี นับจากวันยื่นแบบ หลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกง 5 ปี สรรพากรมีหลักฐานเจตนา ไม่ยื่นแบบเลย 10 ปี ไม่มีหลักฐานการยื่น ธุรกรรม B2B ที่สรรพากรมักเพ่งเล็ง ธุรกิจ B2B มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้บางธุรกรรมเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบมากกว่าธุรกิจ B2C โดยเฉพาะกรณีเหล่านี้ ใบกำกับภาษีที่มีปัญหา กรณีที่พบบ่อยคือ ใบกำกับภาษีปลอมหรือใบที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ หรือคู่ค้าอาจไม่ได้จดทะเบียน VAT ทำให้ใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) สั่งซื้อวัตถุดิบจากบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มูลค่า 500,000 บาท พร้อม VAT 35,000 บาท หากบริษัท ข ไม่ได้จดทะเบียน VAT จริง ใบกำกับภาษีนั้นถือเป็นใบปลอม บริษัท ก จึงไม่สามารถนำ VAT 35,000 บาทมาเครดิตภาษีซื้อได้ และอาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ การตั้งราคาระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน ธุรกิจที่มีบริษัทในเครือหรือผู้ถือหุ้นร่วมกัน ต้องระวังเรื่องราคาซื้อขายระหว่างกัน ที่หากราคาต่ำหรือสูงกว่าตลาดอย่างชัดเจน สรรพากรอาจปรับรายได้ตามราคาตลาด หลักการนี้เรียกว่า Transfer Pricing หรือการกำหนดราคาโอน ตัวอย่างเช่น บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าให้บริษัทในเครือราคาต้นทุน 100 บาท ทั้งที่ราคาตลาด 200 บาท สรรพากรอาจประเมินรายได้ใหม่ ทำให้ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม รายจ่ายต้องห้ามที่มักถูกประเมินเพิ่ม สรรพากรมักตรวจสอบรายจ่ายที่นำมาหักจากรายได้ก่อนคำนวณภาษี โดยรายจ่ายที่มักเป็นประเด็น ได้แก่ รายจ่ายส่วนตัวที่ปนกับธุรกิจ รายจ่ายที่ไม่มีเอกสารรองรับเพียงพอ และรายจ่ายที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีย้อนหลัง ต้องจ่ายเท่าไร ถ้าสรรพากรตรวจสอบแล้วพบว่าเสียภาษีขาดไป ผู้ประกอบการต้องจ่ายทั้งภาษีส่วนที่ขาด เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม เบี้ยปรับคำนวณจากภาษีที่ชำระขาดไป ถ้ายื่นเพิ่มเติมเองก่อนสรรพากรแจ้ง เบี้ยปรับอาจลดเหลือ 2-5% ของภาษีที่ขาด แต่ถ้าสรรพากรตรวจพบเอง อาจสูงถึง 1-2 เท่า เงินเพิ่มคิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดยื่นแบบจนถึงวันที่ชำระ ยิ่งปล่อยนานยิ่งเสียเงินเพิ่มมากขึ้น รายการ อัตรา เบี้ยปรับ (ยื่นเพิ่มเติมเอง) 2-5% ของภาษีที่ขาด เบี้ยปรับ (สรรพากรตรวจพบ) สูงสุด 1-2 เท่าของภาษีที่ขาด เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน (สูงสุดไม่เกินภาษีที่ค้าง) Checklist เตรียมเอกสารรับมือสรรพากรตรวจสอบ ผู้ประกอบการ B2B ควรเตรียมเอกสารเหล่านี้ให้พร้อมเสมอ ไม่ต้องรอให้ถูกตรวจก่อนค่อยหา เพราะตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 ต้องเก็บเอกสารไว้อย่างน้อย 5 ปี เอกสาร ทำไมต้องเตรียม ใบกำกับภาษีซื้อ-ขายทุกฉบับ เป็นหลักฐานสำคัญในการเครดิตภาษีซื้อและยื่น VAT สัญญาซื้อขายกับคู่ค้า B2B พิสูจน์ว่าธุรกรรมเกิดขึ้นจริงและราคาสมเหตุสมผล หลักฐานการรับ-จ่ายเงิน ยืนยันว่ามีการจ่ายเงินจริงตามเอกสาร รายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายรายเดือน สรรพากรใช้ตรวจสอบยอด VAT ที่ยื่น งบการเงินและบัญชีแยกประเภท แสดงภาพรวมธุรกิจ รายได้ รายจ่าย กำไรขาดทุน เอกสารการจดทะเบียน VAT ของคู่ค้า ยืนยันว่าคู่ค้ามีสิทธิ์ออกใบกำกับภาษีจริง แนวทางป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังสำหรับธุรกิจ B2B การป้องกันดีกว่าการแก้ไข ผู้ประกอบการ B2B สามารถลดความเสี่ยงได้ โดยการตรวจสอบคู่ค้าก่อนทำธุรกรรม โดยเฉพาะรายใหม่ ควรตรวจว่าจดทะเบียน VAT จริงหรือไม่ผ่านเว็บไซต์ กรมสรรพากร เพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ธุรกิจยังควรจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ทั้งใบกำกับภาษี สัญญา และหลักฐานการจ่ายเงิน ควรเก็บเป็นดิจิทัลเพื่อค้นหาได้ง่าย ผ่านการใช้งาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดเก็บเอกสารบัญชีอย่างเป็นระบบและค้นหาได้ทันที การปรึกษานักบัญชีเป็นประจำ ยังช่วยให้มั่นใจว่ายื่นภาษีถูกต้องครบถ้วน หากธุรกิจพบข้อผิดพลาดในการยื่นภาษี การยื่นแบบเพิ่มเติมก่อนถูกค้นพบ จะช่วยลดเบี้ยปรับลงได้มาก สรุป เตรียมตัวให้พร้อม ลดความเสี่ยงภาษีย้อนหลัง ภาษีย้อนหลังไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับผู้ประกอบการ B2B สิ่งที่ลดความเสี่ยงได้มากที่สุดคือเก็บเอกสารให้ครบ ตรวจสอบคู่ค้า และยื่นภาษีถูกต้อง จัดการบัญชีและภาษีให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร ออกใบกำกับภาษี และทำรายงานภาษีครบในที่เดียว ลดความเสี่ยงจากเอกสารตกหล่น – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีย้อนหลัง บุคคลธรรมดาถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังต่างจากนิติบุคคลอย่างไร หลักอายุความเหมือนกัน (2, 5, 10 ปี) แต่นิติบุคคลมีภาระเพิ่มเรื่องงบการเงินและเอกสารบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี ทำให้สรรพากรมีข้อมูลตรวจสอบมากกว่า บุคคลธรรมดามักถูกตรวจจากข้อมูลรายได้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ถ้าสรรพากรตรวจแล้วพบว่าเสียภาษีเกินไป ขอคืนได้หรือไม่ ได้ ผู้เสียภาษีมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่ชำระเกินได้ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ครบกำหนดยื่นแบบ โดยยื่นคำร้อง ค.10 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ มีวิธีลดเบี้ยปรับภาษีย้อนหลังได้หรือไม่ ทางที่ดีที่สุดคือยื่นแบบเพิ่มเติมเองก่อนสรรพากรแจ้งประเมิน เบี้ยปรับจะลดเหลือ 2-5% แทนที่จะสูงถึง 1-2 เท่า นอกจากนี้ การชำระภาษีค้างภายในกำหนดจะหยุดเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนได้ทันที บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายหรือวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่สำหรับกรณีเฉพาะของธุรกิจคุณ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

Impairment คืออะไร การด้อยค่าสินทรัพย์ที่กระทบงบการเงิน

ลองนึกภาพว่าธุรกิจของคุณซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท แต่ผ่านไป 2 ปี เทคโนโลยีเปลี่ยน จนเครื่องนี้ทำเงินได้แค่ 6 แสนบาท มูลค่าที่หายไป 4 แสนบาทนี้ ในทางบัญชีเรียกว่า Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของนักบัญชีล้วน ๆ แต่ความจริงแล้ว Impairment ส่งผลต่อตัวเลขในงบการเงิน ที่คู่ค้า B2B และนักลงทุนใช้ตัดสินใจ โดยในบทความนี้ จะอธิบาย Impairment ด้วยภาษาเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง Impairment คืออะไร Impairment คือ การที่สินทรัพย์ของธุรกิจมีมูลค่าจริงต่ำกว่ามูลค่าที่บันทึกอยู่ในบัญชี พูดง่าย ๆ คือ ของที่จดไว้ว่ามีค่าเท่านี้ แต่พอถึงวันนี้มันมีค่าน้อยกว่าที่จดไว้ มาตรฐานการบัญชี TAS 36 ซึ่งเทียบเท่า IAS 36 ในระดับสากล กำหนดให้กิจการต้องทดสอบสินทรัพย์เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ ถ้ามูลค่าจริงต่ำกว่าที่บันทึก ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) ในงบการเงิน สินทรัพย์ประเภทไหนบ้างที่อาจเกิดการด้อยค่า สินทรัพย์ที่ต้องทดสอบ Impairment ครอบคลุมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เช่น สินทรัพย์บางประเภท เช่น สินค้าคงเหลือและเครื่องมือทางการเงิน มีมาตรฐานบัญชีเฉพาะของตัวเอง จึงไม่ใช้ TAS 36 – อ่านเรื่องสินทรัพย์เพิ่มได้ที่นี่ Impairment ต่างจากค่าเสื่อมราคาและ Write-off อย่างไร คนทำธุรกิจมักสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายเป็นตาราง รายการ ความหมาย เกิดขึ้นเมื่อไร ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ทยอยตัดมูลค่าตามอายุการใช้งาน ทุกงวดตามแผนที่กำหนดไว้ การด้อยค่า (Impairment) มูลค่าจริงลดต่ำกว่าที่บันทึกไว้ เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเสื่อมค่าผิดปกติ การตัดจำหน่าย (Write-off) ตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีทั้งจำนวน เมื่อสินทรัพย์ไม่มีมูลค่าเหลือหรือสูญหาย ค่าเสื่อมราคาเป็นเรื่องปกติที่เกิดทุกงวด เหมือนรถที่เสื่อมค่าตามอายุ แต่ Impairment เกิดเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น เทคโนโลยีเปลี่ยน ตลาดหดตัว หรือสินทรัพย์ได้รับความเสียหาย ส่วน Write-off คือการตัดออกทั้งก้อนเมื่อของหมดค่าไปแล้ว สัญญาณเตือนที่บอกว่าสินทรัพย์อาจต้องทดสอบ Impairment สัญญาณจากภายนอก สัญญาณจากภายใน ข้อยกเว้นคือ ค่าความนิยม (Goodwill) ต้องทดสอบทุกปี ไม่ว่าจะมีสัญญาณหรือไม่ ขั้นตอนทดสอบ Impairment ทำอย่างไร เมื่อพบสัญญาณบ่งชี้แล้ว ขั้นตอนการทดสอบมี 3 ขั้น มูลค่าตามบัญชี (Carrying Amount) คืออะไร มูลค่าตามบัญชี คือ ราคาสินทรัพย์ที่ปรากฏในงบการเงิน หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสมแล้ว ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท หักค่าเสื่อมราคาไป 2 แสนบาท เหลือมูลค่าตามบัญชี 8 แสนบาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (Recoverable Amount) คืออะไร คือจำนวนเงินสูงสุดที่กิจการจะได้จากสินทรัพย์ตัวนั้น โดยเปรียบเทียบ 2 ตัวเลขแล้วเลือกตัวที่สูงกว่า ตัวอย่างการคำนวณ Impairment Test สมมติ บริษัท สมาร์ทมูฟ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเครื่องจักรผลิตสินค้า รายการ จำนวนเงิน ราคาซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท หักค่าเสื่อมราคาสะสม 200,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท มูลค่ายุติธรรมหักต้นทุนขาย 550,000 บาท มูลค่าจากการใช้ (Value in Use) 600,000 บาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (เลือกตัวสูงกว่า) 600,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน 600,000 บาท ผลต่าง 200,000 บาท คือ Impairment Loss ที่ต้องบันทึกในงบการเงิน วิธีบันทึกบัญชีเมื่อสินทรัพย์ด้อยค่า เมื่อคำนวณ Impairment Loss ได้แล้ว ต้องบันทึกในบัญชีทันที จากตัวอย่างข้างต้น บันทึกได้ดังนี้ ตัวอย่าง Journal Entry บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่า รายการ เดบิต เครดิต ขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย 200,000 ค่าเผื่อการด้อยค่า (Accumulated Impairment Loss) ปรับลดสินทรัพย์ 200,000 หลังบันทึกแล้ว มูลค่าตามบัญชีจะลดเหลือ 600,000 บาท ตรงกับมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน ค่าเสื่อมราคาในงวดถัดไป ต้องคำนวณใหม่จากฐาน 600,000 บาทนี้ ผลกระทบของ Impairment ต่องบการเงิน ที่คู่ค้าและนักลงทุนต้องรู้ Impairment ไม่ได้กระทบแค่ตัวเลขในบัญชี แต่ส่งผลต่อวิธีที่คนภายนอกมองธุรกิจของคุณด้วย ผลต่องบกำไรขาดทุน (Income Statement) Impairment Loss ถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรสุทธิในงวดนั้นลดลง ถ้าจำนวนเงินมาก อาจทำให้กิจการที่เคยกำไรกลายเป็นขาดทุนได้เลย สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ กำไรต่อหุ้น (EPS) จะลดตาม นักลงทุนใช้ตัวเลขนี้เป็นหลักในการตัดสินใจ ผลต่องบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) เมื่อบันทึก Impairment สินทรัพย์รวมจะลดลง ขณะที่หนี้สินยังเท่าเดิม ผลคือส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงตาม สิ่งที่คู่ค้า B2B มักดู คือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ถ้าส่วนทุนลดลง อัตราส่วนนี้จะสูงขึ้น อาจกระทบวงเงินสินเชื่อหรือเงื่อนไขการค้า ผลต่ออัตราส่วนการเงินที่นักลงทุนใช้วิเคราะห์ อัตราส่วน ผลกระทบจาก Impairment ทำไมสำคัญ ROA (ผลตอบแทนจากสินทรัพย์) สินทรัพย์และกำไรลดลงพร้อมกัน วัดว่าธุรกิจใช้สินทรัพย์สร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ROE (ผลตอบแทนจากส่วนทุน) ส่วนทุนลดตาม ใช้เทียบผลตอบแทนกับธุรกิจอื่น อัตราส่วนหนี้ต่อทุน ส่วนทุนลด ทำให้ ratio สูงขึ้น คู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยง มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น ลดลง นักลงทุนใช้เทียบกับราคาตลาด Impairment ทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจในสายตาคนภายนอกเปลี่ยนไป ทั้งนักลงทุน คู่ค้า และสถาบันการเงิน แต่การบันทึก Impairment ไม่ใช่เรื่องเสียหาย งบการเงินที่สะท้อนมูลค่าจริง จะสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว แสดงว่ากิจการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส การกลับรายการด้อยค่าทำได้เมื่อไร ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปในทางดี เช่น ตลาดฟื้นตัว หรือสินทรัพย์กลับมาสร้างรายได้มากขึ้น กิจการสามารถกลับรายการ Impairment ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญ สรุป Impairment กับความโปร่งใสของธุรกิจ Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ เป็นกลไกที่ช่วยให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าจริง เมื่อมีสัญญาณว่าสินทรัพย์อาจด้อยค่า ให้ทดสอบและบันทึกตามมาตรฐาน อย่ามองว่าเป็นเรื่องเสียหาย งบที่สะท้อนความจริง สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและนักลงทุนได้ดีกว่า จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมือเป็นเรื่องกินเวลาและเสี่ยงผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึก ติดตาม และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Impairment การด้อยค่าสินทรัพย์ Impairment Loss นำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม กรมสรรพากรไม่ยอมรับผลขาดทุนจากการด้อยค่าเป็นรายจ่ายทางภาษีในงวดที่บันทึก จะรับรู้เป็นรายจ่ายได้เมื่อจำหน่ายสินทรัพย์นั้นจริง จึงเกิดผลแตกต่างชั่วคราวระหว่างบัญชีและภาษี ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดการให้ถูกต้อง ธุรกิจ SME ที่ใช้ NPAEs ต้องทดสอบ Impairment ด้วยหรือเปล่า กิจการที่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) ก็มีข้อกำหนดเรื่องการด้อยค่าเช่นกัน แต่หลักการจะเรียบง่ายกว่า TFRS ควรปรึกษานักบัญชีว่ามีสินทรัพย์ตัวไหนที่ต้องทดสอบ ถ้าไม่บันทึก Impairment จะมีผลอย่างไร ถือว่างบการเงินไม่เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของงบทั้งฉบับ Impairment เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและสภาพตลาด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์เทคโนโลยีมากมักเจอบ่อยกว่า เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ส่วนธุรกิจที่มีค่าความนิยมจากการซื้อกิจการ ต้องทดสอบทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีร้านค้า คืออะไร เจ้าของร้านต้องจ่ายอะไรบ้าง

ภาษีร้านค้า เป็นเรื่องที่เจ้าของร้านค้าต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะกับเรื่อง VAT, ภาษี ณ ที่จ่าย และภาษีอื่นๆ ที่หากไม่รีบเข้าใจแต่เนิ่นๆ อาจโดนเรียกเก็บเป็นภาษีย้อนหลัง โดยในบทความนี้ ได้รวบรวมภาษีร้านค้าครบทุกตัว ตั้งแต่ VAT ภาษีเงินได้ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าร้านค้าส่ง (B2B) กับร้านค้าปลีก (B2C) ต่างกันอย่างไร ภาษีร้านค้าคืออะไร ภาษีร้านค้า คือ ภาษีทุกประเภทที่เจ้าของร้านค้ามีหน้าที่ต้องเสียให้กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก หรือร้านค้าออนไลน์ก็ต้องเสียเหมือนกัน ภาษีร้านค้าหลัก ๆ มี 3 ประเภท 3 ภาษีหลักที่ต้องรู้ ภาษี ใครต้องจ่าย ความถี่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT หรือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นทุกเดือน (แบบ ภ.พ.30) ภาษีเงินได้ เจ้าของร้านทุกราย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ยื่นครึ่งปีและสิ้นปี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า ให้แก่ผู้รับ ยื่นทุกเดือนที่มีการหัก ร้านค้าส่งที่ขายให้ลูกค้าธุรกิจ (B2B) มีโอกาสเจอภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษีให้ตามกฎหมาย ร้านค้าต้องจด VAT เมื่อไร ร้านค้าที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนี้นับจากรายได้รวมทั้งหมด ไม่ใช่กำไร ดังนั้นร้านค้าส่งที่ยอดขายสูงแต่กำไรต่อชิ้นน้อย มักถึงเกณฑ์เร็วกว่าร้านค้าปลีก รายได้ถึง 1.8 ล้าน ต้องจดภายในกี่วัน ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท หากจดล่าช้าอาจมีค่าปรับและเบี้ยปรับย้อนหลัง ตัวอย่าง ร้าน ก (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน เดือนมิถุนายนยอดขายสะสมแตะ 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายในเดือนกรกฎาคม ยังไม่ถึงเกณฑ์ จด VAT ก่อนดีไหม ร้านค้าที่ยังมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี สามารถจด VAT ล่วงหน้าได้โดยสมัครใจ ข้อดีของการจดก่อน คือ สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ลูกค้าธุรกิจมักต้องการซื้อจากร้านค้าที่จด VAT เพราะนำใบกำกับภาษีไปใช้เครดิตภาษีซื้อได้ ร้านค้าส่งที่มีลูกค้า B2B เป็นหลัก จึงได้เปรียบด้านภาษีร้านค้าจากการจด VAT ล่วงหน้า ข้อควรระวัง คือ เมื่อจด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ตาม VAT ร้านค้าส่ง vs ร้านค้าปลีก ต่างกันอย่างไร ทั้งร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกเสีย VAT อัตราเดียวกันคือ 7% แต่ในทางปฏิบัติมีความแตกต่างสำคัญ 2 เรื่อง คือ ประเภทใบกำกับภาษีที่ต้องออก และวิธีจัดการภาษีซื้อ-ขาย หัวข้อ ร้านค้าส่ง (B2B) ร้านค้าปลีก (B2C) ใบกำกับภาษี ต้องออกแบบเต็มรูป เพราะลูกค้าต้องใช้เครดิตภาษีซื้อ ออกแบบอย่างย่อได้ ข้อมูลในใบกำกับภาษี ต้องระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ ไม่ต้องระบุข้อมูลผู้ซื้อ ภาษีซื้อ มักมีจำนวนสูง เพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ภาษีซื้อน้อยกว่า การขอคืน VAT มีโอกาสขอคืนภาษีซื้อส่วนเกินบ่อยกว่า มักจ่าย VAT สุทธิเป็นส่วนใหญ่ ใบกำกับภาษีเต็มรูป vs อย่างย่อ ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ เพราะลูกค้าธุรกิจต้องนำไปใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกแบบอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้ ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีข้อมูลครบ 7 รายการ ตั้งแต่ชื่อที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันที่ออก รายการสินค้าพร้อมราคา ไปจนถึงจำนวน VAT ที่คำนวณจากราคาสินค้า วิธีคำนวณ VAT ซื้อ-ขาย ร้านค้าส่งคำนวณ VAT แบบเดียวกับร้านค้าปลีก คือ เอาภาษีขายลบภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าก็จ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ข (ชื่อสมมุติ) ขายส่งเครื่องเขียน เดือนนี้ขายสินค้ารวม 500,000 บาท ร้านค้าส่งที่ซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่มักมีภาษีซื้อสูง จึงจ่าย VAT สุทธิน้อยกว่าร้านค้าปลีกที่มี margin สูงกว่า ภาษีเงินได้ร้านค้า – บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เจ้าของร้านค้าทุกรายต้องเสียภาษีเงินได้ แต่อัตราและวิธีคำนวณขึ้นอยู่กับว่าทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล กรณีบุคคลธรรมดา ร้านค้าที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัท เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สิ่งที่ต้องระวังเรื่องภาษีร้านค้าประเภทนี้ คือ รายได้จากการขายสินค้าจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) เจ้าของร้านเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ก็ได้ ร้านค้าส่งที่มีต้นทุนสินค้าสูง มักได้ประโยชน์จากการหักตามจริง กรณีนิติบุคคล ร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนกำไร 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15% และกำไรที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20% ควรจดบริษัทเมื่อไร ไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่โดยทั่วไปร้านค้าส่ง B2B ที่มีกำไรสุทธิเกิน 750,000 บาทต่อปี มักประหยัดภาษีได้มากกว่าเมื่อจดเป็นนิติบุคคล เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (0-20%) ต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) นอกจากนี้ลูกค้า B2B หลายรายต้องการซื้อจากนิติบุคคลเท่านั้น เพราะสะดวกในการทำเอกสารและหักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B ร้านค้าส่งที่ทำธุรกรรมกับลูกค้าธุรกิจมักเจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะนิติบุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายตามที่กฎหมายกำหนด จุดที่เจ้าของร้านค้าส่งมักสับสน คือ การขายสินค้าทั่วไปไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้ามีการให้บริการร่วมด้วย เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง หรือค่าที่ปรึกษา ส่วนที่เป็นค่าบริการจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราและเงื่อนไขการหัก ประเภทรายจ่าย อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง ค่าขนส่ง 1% ร้านค้าส่งจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยรถของร้าน ค่าจ้างทำของ 3% ลูกค้าจ้างร้านตัดเย็บ ประกอบ หรือดัดแปลงสินค้าตามสั่ง ค่าบริการ 3% ค่าติดตั้ง ค่าซ่อมบำรุง ค่าให้คำปรึกษา ค่าเช่า 5% ร้านค้าส่งเช่าพื้นที่จากลูกค้า เมื่อลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ร้านค้าส่งเก็บไว้เป็นหลักฐาน ถูกหักภาษี ขอคืนได้ไหม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ ไม่ได้หายไป สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปี ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ค (ชื่อสมมุติ) ถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมทั้งปี 30,000 บาท พอคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปีต้องจ่าย 25,000 บาท ร้าน ค จึงขอคืนส่วนต่าง 5,000 บาทจากกรมสรรพากรได้ Checklist เอกสารภาษีร้านค้า เอกสาร เก็บไว้ทำไม ใบกำกับภาษีซื้อ ใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี สำเนาใบกำกับภาษีขาย ใช้ประกอบการยื่น ภ.พ.30 และตรวจสอบจากสรรพากร หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใช้เป็นเครดิตหักภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี สมุดรายงานภาษีซื้อ-ขาย กฎหมายกำหนดให้ผู้จด VAT ต้องจัดทำ หลักฐานค่าใช้จ่าย ใช้หักค่าใช้จ่ายตามจริงในการคำนวณภาษีเงินได้ ร้านค้าส่งที่มีเอกสารจำนวนมาก ควรจัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาตอนยื่นภาษีและตอนถูกตรวจสอบ ข้อผิดพลาดภาษีที่พบบ่อย เจ้าของร้านค้าส่งหลายรายเคยเจอปัญหาเหล่านี้ ลองเช็คว่าร้านของคุณมีข้อไหนหรือเปล่า การจัดการเอกสารเหล่านี้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังและลดภาระงานตอนปิดงบ สรุป ส่งภาษีถูกต้อง ก็ค้าขายได้ไร้กังวล เรื่องภาษีร้านค้าส่ง B2B มีรายละเอียดมากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป ทั้งการออกใบกำกับภาษีเต็มรูป การจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B และการตัดสินใจเรื่องจดนิติบุคคลเพื่อประหยัดภาษี สิ่งที่ช่วยจัดการภาษีร้านค้าได้ดีที่สุด คือ การจัดระบบเอกสารและบัญชีให้เป็นระเบียบตั้งแต่เริ่มต้น จัดการภาษีร้านค้าให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ร้านค้าส่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูป บันทึกรายรับ-รายจ่าย คำนวณ VAT ซื้อ-ขาย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีร้านค้า ร้านค้าส่ง ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดตามกฎหมาย แต่ถ้ายังไม่ถึง ร้านค้าส่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ ควรพิจารณาจดล่วงหน้า เพราะลูกค้า B2B มักเลือกซื้อจากร้านที่ออกใบกำกับภาษีได้ ภาษีร้านค้าส่ง กับร้านค้าปลีก ต่างกันตรงไหน อัตราภาษีเท่ากัน แต่ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูป เจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่า และมีภาษีซื้อสูงกว่าเพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ส่วนร้านค้าปลีกออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้และมักจ่าย VAT สุทธิมากกว่า ร้านค้าส่ง ต้องออกใบกำกับภาษีแบบไหน ต้องออกแบบเต็มรูปเสมอ โดยระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ลูกค้าธุรกิจต้องใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปเป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปใช้สิทธิ์ไม่ได้ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ขอคืนได้ไหม ได้ ภาษีที่ถูกหักไว้สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี ถ้าถูกหักรวมแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ยื่นขอคืนจากกรมสรรพากรได้ สิ่งสำคัญ คือ เก็บหนังสือ 50 ทวิ ไว้ให้ครบทุกใบ รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้าน ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ยังต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติ ทั้งบุคคลธรรมดา (ยื่น ภ.ง.ด.90) หรือนิติบุคคล (ยื่น ภ.ง.ด.50) แค่ไม่ต้องจด VAT และไม่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้าอยู่ ร้านค้าส่ง ควรจดเป็นนิติบุคคลเมื่อไร เมื่อกำไรสุทธิเริ่มสูงจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) แพงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (สูงสุด 20%) โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี จะเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน นอกจากเรื่องภาษี ลูกค้า B2B หลายรายก็ต้องการซื้อจากนิติบุคคลมากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

หน้าที่ของนายจ้าง มีอะไรบ้าง สรุปครบทุกด้านที่นายจ้างต้องรู้

การเป็นนายจ้าง ไม่ใช่เพียงแค่มอบหมายงานและจ่ายเงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องภาษี ประกันสังคม การทำสัญญาต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎหมาย โดยในบทความนี้ จะพามาสรุปหน้าที่ของนายจ้างครบ 3 ด้านสำคัญ พร้อม Checklist สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่ปรับใช้ได้จริง นายจ้างคือใคร ตามความหมายของกฎหมายแรงงาน นายจ้าง คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นค่าตอบแทน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (กระทรวงแรงงาน) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีสถานะเป็นนายจ้างได้ นายจ้างกับผู้ว่าจ้างต่างกันตรงไหน สองคำนี้มักถูกใช้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน โดยนายจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างแรงงาน ลูกจ้างต้องทำงานภายใต้คำสั่งและการควบคุม ส่วนผู้ว่าจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างทำของ ผู้รับจ้างมีอิสระในวิธีทำงาน สนใจแค่ผลงานที่ส่งมอบ ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะหน้าที่ตามกฎหมายจะต่างกัน หากเป็นนายจ้าง ต้องรับผิดชอบเรื่องประกันสังคม ภาษี และสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด หน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายมีอะไรบ้าง นายจ้างมีหน้าที่หลัก 4 ด้าน ได้แก่ สัญญาจ้างงาน ประกันสังคม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และสวัสดิการกับความปลอดภัย หากไม่ทำตามจะมีทั้งค่าปรับและโทษจำคุก 1. ด้านสัญญาจ้างงาน นายจ้างต้องจัดทำสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเงื่อนไขการทำงาน อัตราค่าจ้าง วันทำงาน และสวัสดิการให้ชัดเจน แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่การมีสัญญาชัดเจนจะช่วยป้องกันข้อพิพาทในอนาคต หากเป็นกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป นายจ้างยังต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แล้วยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน 2. ด้านประกันสังคม นายจ้างที่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน และต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างทุกคนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน 3. ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายเงินเดือน นายจ้างต้องคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากรทุกเดือน และในช่วงสิ้นปี ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ลูกจ้างด้วย 4. ด้านสวัสดิการและความปลอดภัย นายจ้างต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น วันหยุดประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วัน วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน รวมถึงสิทธิลาป่วย ลากิจ ลาคลอด และยังต้องจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัยตามมาตรฐานด้วย สัญญาจ้างงานมีกี่ประเภท สัญญาจ้างงานแบ่งได้ 4 ประเภทหลักๆ แต่ละแบบเหมาะกับลักษณะงานต่างกัน การเลือกให้ถูกประเภทจะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ประเภทสัญญา ลักษณะสำคัญ เหมาะกับธุรกิจ B2B เมื่อ สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา จ้างประจำ ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องการพนักงานทำงานต่อเนื่อง เช่น บัญชี ฝ่ายขาย สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุด จ้างตามโปรเจกต์ เช่น วางระบบ IT ให้ลูกค้า สัญญาทดลองงาน ระยะทดลองไม่เกิน 119 วัน รับพนักงานใหม่ ยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตำแหน่ง สัญญาจ้างรายวัน จ่ายค่าจ้างตามวันทำงานจริง งาน part-time หรืองานที่ปริมาณไม่แน่นอน สำหรับธุรกิจ B2B ที่เพิ่งเริ่มสร้างทีม แนะนำให้ใช้สัญญาทดลองงานก่อน 119 วัน แล้วค่อยปรับเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาเมื่อมั่นใจว่าพนักงานเหมาะสม นายจ้างต้องหักเงินสมทบประกันสังคมเท่าไร นายจ้างต้องหักเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้างทุกเดือน และนายจ้างเองก็ต้องสมทบเพิ่มอีกเท่ากัน อัตราปัจจุบันอยู่ที่ฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเริ่มต้นที่ 1,650 บาท สูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท (ข้อมูลประมาณการ – ตรวจสอบอัตราล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคม) ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างเงินเดือน 20,000 บาท นายจ้างหักจากลูกจ้าง 5% เป็นเงิน 875 บาท นายจ้างสมทบเพิ่มอีก 875 บาท รวมนำส่งประกันสังคม 1,750 บาทต่อเดือน ขั้นตอนขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม การขึ้นทะเบียนทำได้ทั้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม หรือยื่นเอกสารที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ เอกสารหลักที่ต้องใช้ ได้แก่ สำเนาหนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ และแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส. 1-01) กำหนดส่งเงินสมทบและบทลงโทษ นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากส่งล่าช้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย หากไม่ขึ้นทะเบียนนายจ้างเลย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร เมื่อจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง นายจ้างต้องคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีของลูกจ้าง แล้วหักไว้เฉลี่ยทุกเดือน วิธีคำนวณคือ นำเงินเดือนทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วหารด้วย 12 เดือน รายได้สุทธิต่อปี อัตราภาษี 0 – 150,000 บาท ยกเว้นภาษี 150,001 – 300,000 บาท 5% 300,001 – 500,000 บาท 10% 500,001 – 750,000 บาท 15% 750,001 – 1,000,000 บาท 20% 1,000,001 – 2,000,000 บาท 25% 2,000,001 – 5,000,000 บาท 30% มากกว่า 5,000,000 บาท 35% กำหนดยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย นายจ้างต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1 (แบบรายเดือนสำหรับเงินเดือนลูกจ้าง) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ยื่นผ่าน e-Filing ขยายเวลาถึงวันที่ 15 นอกจากนี้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1ก (แบบสรุปรายปี) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไปด้วย เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีรายละเอียดค่อนข้างมาก อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) Checklist สิ่งที่นายจ้างต้องทำเมื่อรับพนักงานใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่กำลังจะรับพนักงานใหม่ นี่คือรายการสิ่งที่ต้องดำเนินการให้ครบ ลำดับ สิ่งที่ต้องทำ ทำไมต้องทำ 1 จัดทำสัญญาจ้างงาน ระบุตำแหน่ง ค่าจ้าง วันเริ่มงาน ป้องกันข้อพิพาทด้านแรงงาน มีหลักฐานชัดเจนทั้งสองฝ่าย 2 ขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม (ถ้ายังไม่เคยทำ) กฎหมายบังคับภายใน 30 วัน มีโทษจำคุกและปรับหากไม่ทำ 3 ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน ต้องทำภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงานของลูกจ้าง 4 จัดเตรียมระบบคำนวณเงินเดือนและหักภาษี ณ ที่จ่าย คำนวณภาษีถูกต้องตั้งแต่เดือนแรก ไม่ต้องแก้ไขทีหลัง 5 จัดทำทะเบียนลูกจ้างตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างเก็บข้อมูลลูกจ้าง 6 จัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมาย (วันหยุด ลาป่วย ลากิจ) หากไม่จัดให้ครบมีโทษปรับ และลูกจ้างฟ้องร้องได้ นายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่าไร หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อายุงาน ค่าชดเชย (ไม่น้อยกว่า) 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ค่าจ้าง 30 วัน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ค่าจ้าง 90 วัน 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ค่าจ้าง 180 วัน 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ค่าจ้าง 240 วัน 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ค่าจ้าง 300 วัน 20 ปีขึ้นไป ค่าจ้าง 400 วัน นอกจากค่าชดเชยแล้ว นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าจ้าง หรือจ่ายเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลิกจ้างพนักงานที่ทำงาน 4 ปี เงินเดือน 25,000 บาท ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 150,000 บาท (คิดจากค่าจ้าง 6 เดือน) บทลงโทษหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การไม่ทำตามหน้าที่ของนายจ้าง มีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ตั้งแต่ค่าปรับจนถึงโทษจำคุก กรณี บทลงโทษ (ข้อมูลประมาณการ) ไม่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่งเงินสมทบล่าช้า เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือหักแล้วไม่นำส่ง เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และอาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ไม่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน (กิจการ 10 คนขึ้นไป) ปรับไม่เกิน 20,000 บาท สรุป หน้าที่ของนายจ้างที่ต้องจัดการให้ครบ เจ้าของธุรกิจ B2B ที่มีพนักงาน ต้องจัดการหน้าที่นายจ้างให้ครบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ทำสัญญาจ้างงานที่ชัดเจน ขึ้นทะเบียนประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตรงเวลา เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าละเลย อาจมีทั้งค่าปรับและโทษทางกฎหมายตามมา จัดการเงินเดือนและภาษีให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคำนวณเงินเดือน หักประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด เชื่อมต่อกับ PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษี ส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรได้ทันที – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหน้าที่นายจ้าง นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายในกี่วัน นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้างคนแรก ลูกจ้างแต่ละคนก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันจากวันเริ่มงานเช่นกัน ปัจจุบันสามารถขึ้นทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมได้ ธุรกิจ B2B ที่จ้างฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างให้ฟรีแลนซ์ อัตราที่ใช้หักขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ เช่น ค่าจ้างทำของ (มาตรา 40(7)(8)) หักที่ 3% นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายให้ฟรีแลนซ์ทุกครั้ง และยื่นแบบ ภ.ง.ด. 3 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สัญญาจ้างงานต้องมีอะไรบ้างถึงจะครบถ้วน สัญญาจ้างงานที่ดีควรระบุอย่างน้อย 7 รายการ ได้แก่ ชื่อนายจ้างและลูกจ้าง ตำแหน่งงาน อัตราค่าจ้าง วันเริ่มงาน ชั่วโมงทำงาน ระยะเวลาทดลองงาน และเงื่อนไขเลิกจ้าง สำหรับธุรกิจ B2B แนะนำให้เพิ่มข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับทางการค้า (NDA) ไว้ด้วย พนักงานทดลองงานมีสิทธิได้ค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างหรือไม่ หากพนักงานทำงานครบ 120 วันขึ้นไป แม้จะยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ก็มีสิทธิได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ถ้าทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดค่าจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ทรัพยากรมนุษย์ คืออะไร คู่มือบริหารคนให้คุ้มต้นทุน

ธุรกิจ B2B มักมีต้นทุนเรื่องการจัดจ้างและเงินเดือน สูงได้ถึงร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากเจ้าของกิจการยังมองทรัพยากรมนุษย์เป็นแค่ค่าใช้จ่ายรายเดือน ไม่เคยแกะดูว่าต้นทุนจริงต่อหัวเป็นเท่าไร และมีสวัสดิการอะไรบ้างที่ช่วยลดภาษี อาจจะพลาดโอกาสสำคัญ โดยในบทความนี้จะพาดูภาพรวมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในมุมที่ใช้วางแผนได้จริง ครอบคลุมทั้งต้นทุน กลยุทธ์ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างรอบด้าน ทรัพยากรมนุษย์ คืออะไร ทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง บุคลากรทุกคนในองค์กร ที่ใช้ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้า ส่วนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management หรือ HRM) คืองานวางแผน สรรหา พัฒนา และดูแลคนเหล่านั้นให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ สำหรับธุรกิจ B2B โดยเฉพาะสายบริการ ที่ปรึกษา หรือโซลูชันเฉพาะทาง คนคือทรัพย์สินสำคัญที่สุด ลูกค้าตัดสินใจซื้อเพราะเชื่อมั่นในตัวทีม ไม่ใช่แค่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว 4 หน้าที่หลักของ HR ที่ธุรกิจต้องรู้ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ครอบคลุม 4 ด้านหลักที่เชื่อมโยงกัน ต้นทุนพนักงาน 1 คน ตัวเลขที่ผู้บริหารมองข้าม ต้นทุนจริงของพนักงาน 1 คนสูงกว่าเงินเดือนที่จ่ายทุกเดือนมาก หลายกิจการคิดแค่ยอดโอนเข้าบัญชีพนักงาน แต่ลืมนับต้นทุนอื่นที่ซ่อนอยู่ โครงสร้างต้นทุน (เงินเดือน ประกันสังคม สวัสดิการ) ตัวอย่างต้นทุนพนักงานเงินเดือน 25,000 บาท (ตัวเลขประมาณการ) รายการ บาทต่อเดือน เงินเดือน 25,000 ประกันสังคมส่วนนายจ้าง ร้อยละ 5 875 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนนายจ้าง ร้อยละ 3-5 (ถ้ามี) 750-1,250 สวัสดิการอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง 1,500-3,000 อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ (เฉลี่ย) 500-1,500 รวมต้นทุนจริงโดยประมาณ 28,625-31,625 ต้นทุนจริงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 114-126 ของเงินเดือน หรือสูงกว่ายอดโอนราว 3,500-6,500 บาทต่อคนต่อเดือน ต้นทุนซ่อนที่หลายธุรกิจมองข้าม นอกจากต้นทุนรายเดือน ยังมีต้นทุนที่เกิดเป็นครั้งคราวแต่กระทบหนัก อาทิ ต้นทุน Turnover คือค่าใช้จ่ายเมื่อพนักงานลาออก ครอบคลุมตั้งแต่ค่าลงประกาศรับสมัคร ค่าเวลาสัมภาษณ์ ค่าฝึกสอนคนใหม่ ไปจนถึงผลงานที่หายไป ข้อมูลจากหลายแหล่ง ประเมินว่าต้นทุนทรัพยากรมนุษย์ส่วน turnover ของพนักงานระดับกลาง อยู่ที่ราว 50-200 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนรายปี และยังมีค่าใช้จ่ายระหว่างการฝึกอบรม ที่พนักงานใหม่อาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะทำงานได้เต็มที่ ช่วงนี้เป็นต้นทุนจมที่ยังไม่สร้างรายได้ กลยุทธ์ HR สำหรับธุรกิจ B2B ที่พึ่งพาทีมมืออาชีพ ธุรกิจ B2B ต่างจาก B2C ตรงที่รายได้มาจากความสัมพันธ์ระหว่างทีมกับลูกค้า ถ้าพนักงานคนสำคัญลาออก ลูกค้าอาจตามไปด้วย การบริหารทรัพยากรมนุษย์จึงมีความสำคัญ ยิ่งธุรกิจโตขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งต้องทำให้ทุกอย่างเป็นระบบมากเท่านั้น โดยอาจเริ่มต้นจาก ดึงดูด รักษา และวัดผล ROI ของทีม สิ่งที่คนเก่งมองหาคือโอกาสเติบโตและเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน (Career Path) โดยเฉพาะกับคนภายในองค์กรที่ต้องสร้างเส้นทางให้ชัดเจน สวัสดิการต้องจับต้องได้ และเงินเดือนต้องสมกับหน้าที่รับผิดชอบ นอกจากนี้ ในการทำงานของ HR ยังต้องทำให้วัดผลได้ เช่น รายได้ต่อหัว (Revenue per Employee) และอัตราการลาออก (Turnover Rate) ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนเพิ่มจุดไหน ภาษีและสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ที่ธุรกิจควรใช้ เรื่องภาษีเป็นมุมที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม ทั้งที่สวัสดิการพนักงานหลายอย่างนำไปลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ สวัสดิการลดหย่อนภาษี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคมนายจ้าง สวัสดิการพนักงานที่นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ (อ้างอิงจากแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร rd.go.th ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนใช้งาน) ข้อมูลภาษีและสวัสดิการทั้งหมดเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ สรุป ทรัพยากรมนุษย์คือการลงทุน ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย การบริหารทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายบุคคล แต่เป็นหัวใจของการบริหารต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่รายได้ผูกกับทีมมืออาชีพ เมื่อเจ้าของกิจการเข้าใจต้นทุนจริงของพนักงาน การวางแผนดึงดูดและรักษาคนเก่ง พร้อมใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มที่ จะช่วยให้กิจการเติบโตอย่างมั่นคง จัดการเงินเดือนและต้นทุนพนักงานให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ คำนวณเงินเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคมอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อกับระบบบัญชี PEAK Account ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรมนุษย์กับฝ่ายบุคคลต่างกันอย่างไร ฝ่ายบุคคลเป็นหน่วยงานที่ดูแลงานธุรการเรื่องคน เช่น จ่ายเงินเดือน จัดทำเอกสาร จัดวันลา ส่วนทรัพยากรมนุษย์เป็นแนวคิดที่กว้างกว่า ครอบคลุมตั้งแต่การสรรหา พัฒนา ไปจนถึงรักษาบุคลากรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจขนาดเล็กต้องมีฝ่าย HR โดยเฉพาะไหม ธุรกิจที่มีพนักงาน 5-10 คนอาจยังไม่ต้องตั้งฝ่าย HR แยก แต่เจ้าของกิจการควรเข้าใจหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์เบื้องต้น โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทน สวัสดิการ และภาระภาษีที่ต้องจัดการทุกเดือน ส่วนงานเงินเดือนและภาษีใช้เครื่องมืออัตโนมัติช่วยลดภาระได้ สวัสดิการพนักงานอะไรบ้างที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ ตัวอย่างเช่น เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพกลุ่ม และค่าฝึกอบรมที่เข้าเกณฑ์กรมสรรพากร (หักได้ 2 เท่า) รายละเอียดและเงื่อนไขตรวจสอบที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษาสำนักงานบัญชีที่ดูแลกิจการของคุณ ต้นทุนจริงของพนักงาน 1 คนสูงกว่าเงินเดือนแค่ไหน โดยประมาณ ต้นทุนจริงสูงกว่าเงินเดือนราวร้อยละ 15-30 ขึ้นอยู่กับสวัสดิการที่กิจการมอบให้ เช่น ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล ยังไม่รวมต้นทุนซ่อนอย่าง Turnover Cost ที่อาจสูงถึง 50-200 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนรายปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

การล้มละลาย คืออะไร ผลกระทบต่อธุรกิจ B2B และวิธีป้องกันความเสี่ยง

เมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้การค้าถูกศาลสั่งให้ล้มละลาย ธุรกิจของคุณอาจเรียกเงินจากคู่ค้าคืนมาไม่ได้ ธุรกิจ SME หลายแห่งต้องเผชิญความเสี่ยงนี้ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่าคู่ค้าของเราจะล้มละลายเมื่อไหร่ โดยในบทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องการล้มละลายในมุมที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจ B2B สิทธิในการเรียกร้องหนี้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญให้ถูกต้อง การล้มละลาย คืออะไร ความหมายที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ การล้มละลาย คือ สถานะทางกฎหมายที่ศาลมีคำพิพากษาให้บุคคลหรือนิติบุคคลตกเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ได้ ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อแบ่งชำระให้เจ้าหนี้ตามกฎหมาย สำหรับเจ้าของธุรกิจ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า สถานะนี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้เป็นหนี้เท่านั้น แต่ส่งผลต่อเจ้าหนี้ทุกราย รวมถึงคู่ค้าและซัพพลายเออร์ที่ยังมียอดค้างชำระอยู่ ประเภทของการล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย กฎหมายล้มละลายของไทย คือ พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 (แก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง) กำหนดเงื่อนไขการฟ้องล้มละลายไว้ดังนี้ ประเภทลูกหนี้ จำนวนหนี้ขั้นต่ำ หมายเหตุ บุคคลธรรมดา ตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน นิติบุคคล (บริษัท, ห้างหุ้นส่วน) ตั้งแต่ 3,000,000 บาทขึ้นไป ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฉบับแก้ไข นอกจากจำนวนหนี้ เจ้าหนี้ต้องพิสูจน์ด้วยว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินไม่เพียงพอชำระหนี้ทั้งหมดได้ ล้มละลาย กับ ฟื้นฟูกิจการ ต่างกันตรงไหน เรื่อง ล้มละลาย ฟื้นฟูกิจการ เป้าหมาย ชำระบัญชี ขายทรัพย์สินจ่ายหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ให้ธุรกิจเดินต่อได้ ผลต่อธุรกิจ ยุติกิจการ ดำเนินกิจการต่อภายใต้แผนฟื้นฟู ผลต่อเจ้าหนี้ ได้รับชำระหนี้ตามส่วนแบ่ง มีโอกาสได้คืนมากกว่า เพราะธุรกิจยังมีรายได้ สำหรับเจ้าหนี้ การฟื้นฟูกิจการมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะยังมีโอกาสได้รับชำระหนี้ในจำนวนที่สูงกว่า ขั้นตอนการฟ้องล้มละลายในประเทศไทย ขั้นตอนการฟ้องคดีเริ่มต้นเมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้ เงื่อนไขการฟ้องล้มละลาย สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เจ้าหนี้ที่จะฟ้องคดีได้ต้องมีหลักฐานว่าลูกหนี้มีหนี้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และมีข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว เช่น ลูกหนี้หลบหนี ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา หรือถูกยึดทรัพย์แล้วไม่เพียงพอ ระยะเวลาคดีล้มละลาย และกี่ปีจึงพ้นล้มละลาย ตามกฎหมายปัจจุบัน ผู้ที่ตกเป็นบุคคลล้มละลายจะพ้นจากสถานะนี้ได้ใน 3 ปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา สำหรับคดีที่เกิดซ้ำ ระยะเวลาจะเพิ่มเป็น 5 ปี และ 7 ปี ตามลำดับ ในช่วงที่ยังอยู่ในสถานะนี้ ลูกหนี้จะถูกจำกัดสิทธิหลายอย่าง เช่น ไม่สามารถเป็นกรรมการบริษัท ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่สามารถทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินเกินจำนวนที่กำหนดได้ ผลกระทบเมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้ล้มละลาย สิ่งที่ธุรกิจ B2B ต้องรับมือ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ทำการค้าแบบ B2B นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อคู่ค้าตกอยู่ในสถานะนี้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นทันทีหลายด้านพร้อมกัน หนี้ค้างชำระ เมื่อลูกหนี้จ่ายเงินไม่ได้ ผลกระทบแรกที่เจ้าของธุรกิจจะเจอคือ เงินที่ค้างชำระอาจเรียกคืนไม่ได้ หรือได้คืนเพียงบางส่วน สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งสินค้าให้คู่ค้ามูลค่า 500,000 บาท แต่คู่ค้าถูกฟ้องคดีก่อนจ่ายเงิน ยอดนี้จะกลายเป็นหนี้ในคดีที่ต้องรอการแบ่งชำระตามลำดับ ไม่ใช่เรียกร้องได้ทันที กระทบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ถ้าคู่ค้าที่ประสบปัญหาเป็นซัพพลายเออร์หลัก ธุรกิจของคุณอาจหยุดชะงักทันที เพราะไม่มีวัตถุดิบหรือสินค้าเข้ามา ต้องเสียเวลาหาซัพพลายเออร์ใหม่ และอาจต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้นเพราะเป็นการสั่งซื้อเร่งด่วน ความเสี่ยงทางกฎหมาย สัญญาที่ยังค้างอยู่ เมื่อคู่ค้าถูกพิทักษ์ทรัพย์ สัญญาที่ทำไว้จะได้รับผลกระทบ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเลือกว่าจะปฏิบัติตามสัญญาต่อหรือไม่ หมายความว่า ธุรกิจของคุณอาจถูกยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวโดยไม่มีทางเลือก สัญญาณเตือนทางการเงินที่บ่งบอกว่าคู่ค้าอาจใกล้ล้มละลาย การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนจะช่วยให้คุณเตรียมรับมือได้ก่อน สัญญาณที่ควรจับตาได้แก่ สิทธิของเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย ขอรับชำระหนี้ได้อย่างไร เมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คุณในฐานะเจ้าหนี้มีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้ได้ แต่ต้องดำเนินการให้ถูกขั้นตอนและทันเวลา ประเภทเจ้าหนี้ มีประกัน กับ ไม่มีประกัน ประเภท คือใคร สิทธิ เจ้าหนี้มีประกัน มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น จำนอง จำนำ ได้รับชำระก่อนจากทรัพย์ที่ค้ำประกัน เจ้าหนี้ไม่มีประกัน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ เช่น เจ้าหนี้การค้าทั่วไป ได้รับชำระตามส่วนแบ่งที่เหลือหลังหักเจ้าหนี้มีประกัน ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ซึ่งหมายความว่าจะได้รับชำระเป็นลำดับหลัง นี่คือเหตุผลที่การป้องกันล่วงหน้าสำคัญมาก ขั้นตอนการยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ พร้อมแนบหลักฐานประกอบ ได้แก่ สัญญาซื้อขาย ใบแจ้งหนี้ ใบส่งสินค้า หรือหลักฐานการค้าอื่นที่แสดงว่าลูกหนี้เป็นหนี้จริง สามารถยื่นได้ที่กรมบังคับคดี หรือผ่านระบบออนไลน์ (ระบบงานคดีล้มละลาย – กรมบังคับคดี) กรอบเวลาสำคัญที่เจ้าหนี้ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ จุดนี้สำคัญมาก หากพลาดกำหนดเวลาจะเสียสิทธิทันที เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ายื่นไม่ทัน หนี้ที่ค้างจะไม่ได้รับการพิจารณาจ่ายคืน 6 แนวทางป้องกันความเสี่ยง เมื่อทำธุรกิจ B2B การรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับธุรกิจ การป้องกันล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก ตรวจสอบสถานะทางการเงินของคู่ค้าก่อนทำธุรกรรม ก่อนเริ่มทำการค้ากับคู่ค้ารายใหม่ ควรตรวจสอบงบการเงินผ่าน DBD DataWarehouse เพื่อดูว่ากิจการมีกำไรหรือขาดทุน มีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ฟรี กำหนดเงื่อนไขการชำระเงินที่รัดกุม กำหนด credit term ให้เหมาะสม สำหรับคู่ค้าใหม่ควรเริ่มจากระยะสั้น เช่น 15-30 วัน และเพิ่มขึ้นเมื่อสร้างความไว้วางใจแล้ว การมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุเงื่อนไขชัดเจนจะช่วยปกป้องสิทธิของคุณในกรณีที่ต้องเรียกร้องทางกฎหมาย ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างเหมาะสม ทุกธุรกิจที่มีลูกหนี้การค้าควรตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ในงบการเงิน เพื่อสะท้อนความเป็นจริงว่ามีลูกหนี้บางรายที่อาจจ่ายเงินไม่ได้ การตั้งค่าเผื่อนี้ช่วยให้งบการเงินแม่นยำขึ้นและเตรียมพร้อมรับผลกระทบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร) กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาคู่ค้ารายเดียว ถ้ารายได้กว่า 30-50% มาจากลูกค้ารายเดียว ธุรกิจของคุณมีความเสี่ยงสูงมาก หากลูกค้ารายนั้นประสบปัญหาทางการเงิน ผลกระทบจะรุนแรง การกระจายฐานลูกค้าหลายรายช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ ติดตามข่าวสารและราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการล้มละลาย ราชกิจจานุเบกษาจะประกาศรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์ การตรวจสอบเป็นประจำจะช่วยให้คุณรู้ทันสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป วิธีตรวจสอบรายชื่อและสถานะล้มละลายของคู่ค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ ปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้หลายช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (ค้นหาประกาศราชกิจจานุเบกษา) สำหรับค้นหาประกาศพิทักษ์ทรัพย์ เว็บไซต์กรมบังคับคดี (ระบบงานคดีล้มละลาย) สำหรับตรวจสอบสถานะคดี และ DBD DataWarehouse (datawarehouse.dbd.go.th) สำหรับตรวจสอบงบการเงินและสถานะนิติบุคคล วิธีบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญเมื่อลูกหนี้ล้มละลาย เมื่อทำทุกอย่างแล้วแต่ยังเรียกเก็บหนี้ไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำต่อคือบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้งบการเงินบิดเบือนและเพื่อใช้สิทธิทางภาษีได้ เงื่อนไขการตัดหนี้สูญตามประมวลรัษฎากร การตัดจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีต้องทำตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 โดยแบ่งเป็น 3 กรณีตามจำนวนหนี้ จำนวนหนี้ สิ่งที่ต้องทำก่อนตัดหนี้สูญ ไม่เกิน 200,000 บาท ติดตามทวงถามอย่างเป็นระบบแล้วไม่ได้รับชำระ 200,001 – 2,000,000 บาท ฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งแล้วลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินจะชำระ เกิน 2,000,000 บาท ฟ้องร้องเป็นคดี หรือลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องมีหลักฐานการติดตามทวงถามที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นจดหมายทวงถาม อีเมล หรือบันทึกการติดต่อ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร – หลักเกณฑ์การตัดจำหน่ายหนี้สูญ) ตัวอย่างการบันทึกบัญชี (Journal Entry) สมมุติว่า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีลูกหนี้การค้าค้างชำระ 300,000 บาท และลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว บริษัทจะบันทึกบัญชีดังนี้ กรณีตัดหนี้สูญโดยตรง รายการ เดบิต เครดิต หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 300,000 ลูกหนี้การค้า 300,000 กรณีเคยตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ก่อนหน้า รายการ เดบิต เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 300,000 ลูกหนี้การค้า 300,000 การเลือกวิธีบันทึกขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจได้ตั้งค่าเผื่อไว้ก่อนหน้าหรือไม่ (อ่านวิธีบันทึกหนี้สูญแบบละเอียดได้ที่ วิธีบันทึกหนี้สูญใน PEAK) การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ กับ การตัดหนี้สูญ สรุปสั้น ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกันแต่ต่างกัน ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือการประมาณการล่วงหน้าว่าจะเก็บเงินไม่ได้ ส่วนการตัดหนี้สูญ คือการยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้จริง ทั้งสองเรื่องนี้มีรายละเอียดทางบัญชีและภาษีค่อนข้างมาก สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร และ วิธีบันทึกหนี้สูญใน PEAK สรุป เตรียมพร้อมวันนี้ ดีกว่ารับมือเมื่อสายเกินไป การที่คู่ค้าประสบปัญหาทางการเงินจนถึงขั้นล้มละลายเป็นความเสี่ยงที่ทุกธุรกิจ B2B ต้องเผชิญ สิ่งที่เจ้าของกิจการทำได้คือ ตรวจสอบสถานะทางการเงินของคู่ค้าอย่างสม่ำเสมอ กำหนดเงื่อนไขการค้าที่ชัดเจน ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ในงบการเงิน และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริง ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ให้ทันกำหนดเวลา พร้อมบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร จัดการลูกหนี้และบัญชีอย่างเป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดการเอกสารทางธุรกิจ ติดตามลูกหนี้การค้า และบันทึกบัญชีได้ครบถ้วนในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการล้มละลาย ล้มละลายกี่ปีจึงพ้นสภาพ ผู้ที่ตกอยู่ในสถานะนี้ครั้งแรกจะพ้นภายใน 3 ปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา ระหว่างนั้นจะถูกจำกัดสิทธิบางอย่าง เช่น ไม่สามารถเป็นกรรมการบริษัทหรือเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต คู่ค้าล้มละลาย เรียกเก็บหนี้ได้อย่างไร ไม่สามารถเรียกเก็บหนี้โดยตรงได้อีก ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือนนับจากวันที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หากพลาดกำหนดจะเสียสิทธิ ตัดหนี้สูญต้องทำอย่างไรให้ถูกต้องตามสรรพากร ต้องมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดเจน และปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 ตามจำนวนหนี้ที่ค้าง หากดำเนินการครบถ้วน สามารถนำหนี้สูญมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ การล้มละลาย กับ การฟื้นฟูกิจการ ต่างกันตรงไหน การล้มละลายมีเป้าหมายเพื่อชำระบัญชีและยุติกิจการ ส่วนการฟื้นฟูกิจการมีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ สำหรับเจ้าหนี้ ทางเลือกหลังมักให้ประโยชน์มากกว่า ตรวจสอบรายชื่อบุคคลล้มละลายได้ที่ไหน สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (ค้นหาประกาศราชกิจจานุเบกษา) และเว็บไซต์กรมบังคับคดี (ระบบงานคดีล้มละลาย) ซึ่งเปิดให้ค้นหาได้ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

19 min

การปรับโครงสร้างหนี้ คู่มือ SME เพื่อการเจรจากับเจ้าหนี้

เมื่อยอดขายชะลอตัว แต่หนี้ที่ต้องจ่ายยังคงเท่าเดิม ผู้ประกอบการหลายคนรู้สึกเหมือนอยู่ในทางตัน ปัญหาสภาพคล่องไม่ใช่เรื่องน่าอาย เพราะธุรกิจ SME ทั่วโลกเผชิญสถานการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติ สิ่งสำคัญคือการหาทางออกที่เหมาะสมก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม การปรับโครงสร้างหนี้คือหนึ่งในทางออกที่ผู้ประกอบการ B2B ควรรู้จัก บทความนี้จะพาคุณเข้าใจตั้งแต่ความหมาย วิธีเจรจากับเจ้าหนี้ทั้งธนาคารและคู่ค้า ไปจนถึงผลกระทบทางภาษีและบัญชีที่หลายคนมองข้าม การปรับโครงสร้างหนี้คืออะไร (Debt Restructuring) การปรับโครงสร้างหนี้คือการเจรจาตกลงกับเจ้าหนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้เดิมให้เหมาะสมกับความสามารถของธุรกิจมากขึ้น อาจเป็นการขยายเวลา ลดดอกเบี้ย หรือปรับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายแต่ละงวด เป้าหมายหลักคือช่วยให้ธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องปิดกิจการ ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ก็ยังได้รับเงินคืนแม้จะใช้เวลานานขึ้น ถือเป็นทางออกแบบ win-win ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สนับสนุนให้สถาบันการเงินพิจารณาอนุมัติ ทำไม SME ถึงควรพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากเลือกที่จะแบกหนี้ไว้เงียบ ๆ แทนที่จะเจรจากับเจ้าหนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งที่ยิ่งรอนาน ดอกเบี้ยยิ่งพอกพูน และอำนาจต่อรองยิ่งลดลง การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจล้มเหลว ตรงกันข้าม มันแสดงให้เจ้าหนี้เห็นว่าคุณมีแผนจัดการหนี้อย่างมืออาชีพ 5 สัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังมีปัญหาสภาพคล่อง หากธุรกิจของคุณเข้าข่ายตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป ควรเริ่มพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ สัญญาณ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง จ่ายเจ้าหนี้ไม่ทันกำหนด ต้องขอเลื่อนจ่าย Supplier ทุกเดือน กระแสเงินสดติดลบต่อเนื่อง รายจ่ายมากกว่ารายรับ 3 เดือนขึ้นไป จ่ายได้เฉพาะดอกเบี้ย ไม่ตัดเงินต้น ยอดหนี้ไม่ลดลงเลยแม้จ่ายทุกเดือน เริ่มกู้หนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เก่า วนลูปหนี้ซ้อนหนี้ ยอดขายลดลงแต่ภาระหนี้เท่าเดิม สัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ การปรับโครงสร้างหนี้มีกี่วิธี ประเภทที่ SME ต้องรู้ การปรับโครงสร้างหนี้มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสถานะธุรกิจและข้อตกลงกับเจ้าหนี้ ต่อไปนี้คือ 5 วิธีที่พบบ่อยที่สุดสำหรับ SME การขยายระยะเวลาชำระหนี้ ยืดระยะเวลาผ่อนให้ยาวขึ้น เช่น จากเดิม 5 ปี เป็น 8 ปี ทำให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลง เหมาะกับธุรกิจที่ยังมีรายได้สม่ำเสมอแต่ไม่เพียงพอจ่ายงวดเดิม การลดอัตราดอกเบี้ย เจรจาให้ธนาคารลดดอกเบี้ยลง เช่น จาก 8% เหลือ 5% ต่อปี ช่วยลดภาระดอกเบี้ยทั้งสัญญา วิธีนี้ธนาคารมักพิจารณาอนุมัติเมื่อเห็นว่าลูกหนี้ยังมีศักยภาพชำระ การแปลงหนี้เป็นทุน (Debt-to-Equity Swap) เจ้าหนี้แปลงมูลค่าหนี้เป็นหุ้นในบริษัทแทน วิธีนี้เหมาะกับธุรกิจ B2B ที่มีศักยภาพเติบโตสูง แต่ติดปัญหาสภาพคล่องชั่วคราว ข้อควรระวังคือเจ้าของกิจการจะมีสัดส่วนหุ้นลดลง การพักชำระหนี้ (Moratorium) หยุดจ่ายเงินต้นหรือดอกเบี้ยชั่วคราว เช่น 6-12 เดือน เพื่อให้ธุรกิจฟื้นตัวก่อน วิธีนี้เป็นที่นิยมในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดย ธปท. มักมีมาตรการสนับสนุน การ Haircut หรือลดมูลค่าหนี้ เจ้าหนี้ยอมลดยอดหนี้ลงบางส่วน เช่น หนี้ 10 ล้านบาท ลดเหลือ 7 ล้านบาท มักเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหนี้ประเมินแล้วว่าการลดหนี้ยังดีกว่าการฟ้องล้มละลายที่อาจไม่ได้คืนเลย ขั้นตอนการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ประกอบการ การปรับโครงสร้างหนี้ที่สำเร็จต้องเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่โทรไปขอเลื่อนจ่าย ต่อไปนี้คือ 5 ขั้นตอนที่ผู้ประกอบการควรทำตาม ขั้นตอนที่ 1: ประเมินสถานะหนี้และกระแสเงินสดทั้งหมด ก่อนเริ่มการปรับโครงสร้างหนี้ ต้องรวบรวมยอดหนี้ทั้งหมดทั้งหนี้ธนาคารและหนี้การค้า (Accounts Payable) จากนั้นดูกระแสเงินสดย้อนหลัง 6-12 เดือนว่ารายรับ-รายจ่ายเป็นอย่างไร คุณต้องรู้ตัวเลขจริงก่อนเจรจา การใช้เครื่องมืออย่าง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ดึงรายงาน AR/AP และกระแสเงินสดได้ทันที ไม่ต้องรอนักบัญชีรวมข้อมูลหลายวัน ขั้นตอนที่ 2: จัดลำดับเจ้าหนี้และหนี้ที่ต้องเจรจา ไม่ใช่หนี้ทุกก้อนที่ต้องเจรจาพร้อมกัน ให้จัดลำดับตามความเร่งด่วน ลำดับ ประเภทหนี้ เหตุผล เร่งด่วน หนี้ธนาคารที่ใกล้ผิดนัด กระทบเครดิตบูโรโดยตรง สำคัญ หนี้การค้า (AP) กับ Supplier หลัก กระทบ supply chain ถ้า Supplier หยุดส่งสินค้า รอได้ หนี้ระยะยาวที่ยังจ่ายปกติ ยังไม่จำเป็นต้องเจรจาตอนนี้ ขั้นตอนที่ 3: เตรียมแผนและ Checklist เอกสารก่อนเจรจา เจ้าหนี้ต้องการเห็นว่าคุณมีแผนชำระหนี้ที่เป็นไปได้จริง ไม่ใช่แค่ขอผ่อนผัน เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ งบการเงินย้อนหลัง 2-3 ปี, รายงานกระแสเงินสด, ประมาณการรายได้ 12 เดือนข้างหน้า, แผนการชำระหนี้ใหม่พร้อมตัวเลขที่ชัดเจน และหนังสือชี้แจงสาเหตุที่ธุรกิจประสบปัญหา ขั้นตอนที่ 4: เจรจากับเจ้าหนี้ พร้อมเทคนิคที่ควรรู้ เทคนิคเจรจาแตกต่างกันตามประเภทเจ้าหนี้ เจรจากับธนาคาร เจรจากับเจ้าหนี้การค้า (Supplier) สิ่งที่ไม่ควรทำ ขั้นตอนที่ 5: ลงนามข้อตกลงและติดตามผล เมื่อตกลงเงื่อนไขใหม่ได้แล้ว ให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ จากนั้นติดตามการชำระหนี้ตามแผนใหม่อย่างเคร่งครัด หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ให้แจ้งเจ้าหนี้ทันทีก่อนที่จะผิดนัดอีกครั้ง ตัวอย่าง: SME ที่ปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ บริษัท สยามเทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจค้าส่งวัสดุก่อสร้าง มีหนี้ธนาคาร 15 ล้านบาท และหนี้การค้ากับ Supplier อีก 8 ล้านบาท เมื่อยอดขายลดลง 40% จึงเริ่มจ่ายหนี้ไม่ไหว สิ่งที่ผู้บริหารเลือกทำ ได้แก่ รวบรวมงบการเงินและ Cash Flow ทั้งหมด, เจรจากับธนาคารขอขยายระยะเวลาจาก 5 ปีเป็น 8 ปีพร้อมลดดอกเบี้ย, เจรจากับ Supplier หลัก 3 ราย ขอขยาย credit term เป็น 90 วัน ผลลัพธ์จากการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้คือยอดผ่อนต่อเดือนลดลง 35% กระแสเงินสดกลับมาเป็นบวกภายใน 4 เดือน และธุรกิจยังดำเนินต่อได้โดยไม่สูญเสียความสัมพันธ์กับคู่ค้า ผลกระทบทางภาษีและบัญชีเมื่อปรับโครงสร้างหนี้ หลายผู้ประกอบการมุ่งเน้นแต่การเจรจาลดหนี้ แต่ลืมดูผลกระทบทางภาษีและบัญชีที่ตามมา ส่วนนี้เป็นจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล เมื่อเจ้าหนี้ลดหนี้ให้ (Haircut) ส่วนต่างที่ได้รับยกเว้นถือเป็นรายได้ตามประมวลรัษฎากร ตัวอย่างเช่น รายการ จำนวน (บาท) หนี้เดิม 10,000,000 หนี้ใหม่หลังเจรจา 7,000,000 ส่วนต่าง (รายได้ทางภาษี) 3,000,000 ส่วนต่าง 3 ล้านบาทนี้ต้องนำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล หากบริษัทมีผลขาดทุนสะสมไม่เกิน 5 รอบบัญชี สามารถนำมาหักกลบได้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร มาตรา 65 ตรี (12) ประมวลรัษฎากร) การบันทึกบัญชีเมื่อปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรฐาน NPAEs สำหรับ SME ที่ใช้มาตรฐานบัญชี NPAEs (มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) การบันทึกบัญชีเมื่อปรับโครงสร้างหนี้แยกตามกรณี ดังนี้ จากตัวอย่าง Haircut ในหัวข้อก่อนหน้า (หนี้ 10 ล้านบาท ลดเหลือ 7 ล้านบาท) การบันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้ รายการ Dr. (บาท) Cr. (บาท) เจ้าหนี้เงินกู้ 10,000,000 – เงินสด (จ่ายชำระ) – 7,000,000 รายได้อื่น (กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้) – 3,000,000 กรณีแปลงหนี้เป็นทุน (Debt-to-Equity Swap) เช่น หนี้ 5 ล้านบาท แปลงเป็นหุ้นสามัญ รายการ Dr. (บาท) Cr. (บาท) เจ้าหนี้เงินกู้ 5,000,000 – ทุนจดทะเบียน (หุ้นสามัญ) – 5,000,000 กรณีขยายระยะเวลาชำระหนี้ ไม่ต้องบันทึกรายการใหม่ แต่ต้องปรับตารางชำระหนี้ (Amortization Schedule) ให้ตรงกับเงื่อนไขใหม่ และเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน การบันทึกบัญชีทั้งหมดอ้างอิงมาตรฐาน NPAEs บทที่ 9 เรื่องหนี้สิน (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี TFAC) ผลต่อ VAT และหัก ณ ที่จ่าย การปรับโครงสร้างหนี้ไม่กระทบ VAT โดยตรง เพราะไม่มีการซื้อขายสินค้าหรือบริการใหม่ แต่หากต้องตัดหนี้สูญในภายหลัง ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 (พ.ศ. 2534) เรื่องหลักเกณฑ์การตัดหนี้สูญทางภาษี ส่วนหัก ณ ที่จ่ายอาจเกี่ยวข้องเมื่อจ้างที่ปรึกษาทางการเงินหรือทนายความช่วยเจรจา ต้องหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราที่กำหนด เช่น ค่าที่ปรึกษาหัก 3% ค่าทนายความหัก 3% ของค่าบริการ ปรับโครงสร้างหนี้แล้วเครดิตบูโรเป็นอย่างไร ข้อมูลเครดิตบูโรจัดเก็บโดยบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 เมื่อปรับโครงสร้างหนี้ สถานะบัญชีจะเปลี่ยนเป็นรหัสปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แทนที่จะเป็นค้างชำระหรือหนี้เสีย สถาบันการเงินมองว่าสถานะนี้ดีกว่าหนี้เสียมาก เพราะแสดงว่าลูกหนี้ยังมีเจตนาชำระ หากชำระตามเงื่อนไขใหม่สม่ำเสมอ ประวัติจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามระยะเวลา เครื่องมือติดตามสภาพคล่องหลังปรับโครงสร้างหนี้ หลังปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการติดตามสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ธุรกิจกลับไปอยู่ในจุดเดิม สิ่งที่ควรทำได้แก่ ดูรายงาน Cash Flow ทุกสัปดาห์ ตรวจสอบยอด AR/AP ที่ค้างอยู่ และเปรียบเทียบรายรับจริงกับประมาณการ ระบบวิเคราะห์ธุรกิจแบบ Real-Time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมการเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรายงานประจำเดือน สรุป: การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของธุรกิจ ธุรกิจที่เจรจาเร็วมักได้เงื่อนไขดีกว่าธุรกิจที่รอจนผิดนัดชำระ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ ประเมินสถานะหนี้ทั้งหมด จัดลำดับเจ้าหนี้ เตรียมตัวเลขให้พร้อม และอย่าลืมคำนวณผลกระทบทางภาษีก่อนเซ็นข้อตกลงใหม่ พร้อมจัดการการเงินธุรกิจให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ติดตามรายรับ-รายจ่าย กระแสเงินสด และเอกสารทางบัญชีได้ครบจบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้กับรีไฟแนนซ์ต่างกันตรงไหน การปรับโครงสร้างหนี้คือเจรจาเปลี่ยนเงื่อนไขกับเจ้าหนี้เดิม ส่วนรีไฟแนนซ์คือการกู้จากแหล่งใหม่มาปิดหนี้เก่า รีไฟแนนซ์เหมาะกับธุรกิจที่ยังมีเครดิตดีพอกู้ใหม่ได้ แต่การปรับโครงสร้างหนี้เหมาะกับสถานการณ์ที่กู้ใหม่ไม่ได้แล้ว ปรับโครงสร้างหนี้ใช้เวลานานเท่าไร โดยทั่วไปการเจรจากับธนาคารใช้เวลา 1-3 เดือนนับจากยื่นเอกสาร สำหรับหนี้การค้ากับ Supplier มักตกลงกันได้เร็วกว่า อาจใช้เวลาเพียง 2-4 สัปดาห์ ค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างหนี้มีอะไรบ้าง อาจมีค่าที่ปรึกษาทางการเงิน ค่าทนายความ (ถ้าต้องร่างสัญญาใหม่) และค่าธรรมเนียมธนาคารบางกรณี สำหรับการเจรจากับเจ้าหนี้การค้าส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ปรับโครงสร้างหนี้กับแผนฟื้นฟูกิจการต่างกันอย่างไร การปรับโครงสร้างหนี้เป็นการเจรจาตกลงกันนอกศาล ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการต้องดำเนินการผ่านศาลล้มละลายกลาง มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและใช้เวลานานกว่ามาก เหมาะกับกรณีที่เจรจาตกลงกันเองไม่ได้ SME ปรับโครงสร้างหนี้เองได้ไหม หรือต้องมีที่ปรึกษา ได้ครับ SME สามารถเจรจากับเจ้าหนี้ได้เอง โดยเฉพาะหนี้การค้ากับ Supplier แต่สำหรับหนี้ธนาคารจำนวนมากหรือมีความซับซ้อนทางกฎหมาย การมีที่ปรึกษาทางการเงินช่วยจะเพิ่มโอกาสสำเร็จ ปรับโครงสร้างหนี้แล้วกู้เงินใหม่ได้ไหม ได้ แต่อาจต้องรอระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปหลังปรับโครงสร้างหนี้แล้วชำระตามเงื่อนไขใหม่สม่ำเสมอ 6-12 เดือน สถาบันการเงินจะเริ่มพิจารณาสินเชื่อใหม่ได้ แต่วงเงินและเงื่อนไขอาจไม่เท่าเดิม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก