ความรู้ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

29 min

อากรแสตมป์ คืออะไร? ใช้อย่างไร ซื้อที่ไหน เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำสัญญาธุรกิจ

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้น เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับนั้น ซึ่งเอกสารที่ต้องติดอากรแสตมป์จะต้องดำเนินการภายใน 15 วันหลังจากวันลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เปรียบเหมือน “ตรารับรอง” จากภาครัฐว่าเอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากไม่ติด อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ อัตราค่าอากรแสตมป์จะแตกต่างกันตามแต่ละประเภทตราสาร ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ซึ่งปัจจุบันมีตราสารทั้งหมด 28 ลักษณะ โดยดวงอากรแสตมป์ที่จำหน่ายมี 3 ราคา แยกตามสี ดังนี้ สีของดวงแสตมป์ ราคา หมายเหตุ สีน้ำเงิน 1 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรต่ำ สีเขียว 5 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรปานกลาง สีแดง 20 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรสูง นอกจากแบบดวง ยังมีการชำระเป็นตัวเงิน ผ่านแบบ อ.ส.4 ที่สำนักงานสรรพากร หรือชำระออนไลน์ผ่าน e-Stamp (อ.ส.9) ทางเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดด้านล่าง สิ่งที่ต้องรู้คือ อากรแสตมป์ไม่ใช่แสตมป์ไปรษณีย์ ทั้งสองเป็นคนละสิ่งกันและใช้แทนกันไม่ได้ โดยอากรแสตมป์พิมพ์โดยโรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมีมาตรฐานป้องกันการปลอมแปลงระดับเดียวกับธนบัตร ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อากรแสตมป์ไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่ยังเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อธุรกิจใน 3 มิติหลัก ดังนี้ ตัวอย่าง: คุณทำสัญญาเช่าร้านค้า มูลค่า 50,000 บาทต่อเดือน เซ็นชื่อทั้งสองฝ่ายเรียบร้อย แต่ลืมติดอากรแสตมป์ ทุกอย่างปกติจนกระทั่งเกิดข้อพิพาทและต้องนำสัญญาไปใช้ในศาล ผลคือ สัญญาฉบับนี้จะถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้เป็นหลักฐาน จนกว่าจะเสียอากรพร้อมเงินเพิ่มครบเสียก่อน ใครมีหน้าที่รับผิดชอบในการเสียอากรแสตมป์? ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์จะระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ซึ่งแตกต่างกันตามลักษณะตราสาร ตัวอย่างเช่น ในทางปฏิบัติ คู่สัญญาอาจตกลงกันว่าฝ่ายใดจะออกค่าอากรก็ได้ แต่ตามกฎหมาย ผู้ที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักเสมอ หากตราสารถูกทำขึ้นนอกประเทศไทย ผู้ที่ได้รับตราสารเป็นคนแรกในไทยจะต้องเสียอากรภายใน 30 วัน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบและควรเลือกแบบไหน? การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยมี 4 วิธีหลัก ดังนี้ วิธีชำระ รายละเอียด เหมาะกับ ติดแสตมป์ดวง ซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร แล้วขีดฆ่าพร้อมลงลายมือชื่อและวันที่ ตราสารมูลค่าอากรไม่สูง เช่น หนังสือมอบอำนาจ แสตมป์ดุน เจ้าหน้าที่ประทับตราดุนลงบนเอกสาร (วิธีเก่า ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว) เอกสารบางประเภทตามข้อกำหนดเดิม ชำระตัวเงิน (อ.ส.4) ยื่นแบบและชำระเงินที่สำนักงานสรรพากร เอกสารที่มีมูลค่าสูง หรือที่กำหนดให้ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ชำระออนไลน์ e-Stamp (อ.ส.9) ชำระผ่าน e-Filing สะดวกรวดเร็ว ได้ QR Code รับรอง เอกสารอิเล็กทรอนิกส์และกระดาษ ตรวจสอบย้อนหลังได้  เอกสารและธุรกรรมที่ต้องเสียอากรแสตมป์มีอะไรบ้าง? กรมสรรพากรกำหนดตราสาร 28 ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ต่อไปนี้คือสัญญาที่เจ้าของธุรกิจพบเจอบ่อยที่สุด พร้อมค่าอากร ผู้เสียอากร และผู้ขีดฆ่า อัตราอากรแสตมป์และตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ประเภทตราสาร อัตราอากร ผู้เสียอากร ผู้ขีดฆ่า ตัวอย่าง เช่าที่ดิน/โรงเรือน/สิ่งปลูกสร้าง 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้ให้เช่า ผู้เช่า ค่าเช่า 10,500 บาท = อากร 11 บาท จ้างทำของ 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้รับจ้าง ผู้จ้าง ค่าจ้าง 15,500 บาท = อากร 16 บาท กู้ยืมเงิน 1 บาท / 2,000 บาท (สูงสุด 10,000) ผู้ให้กู้ ผู้กู้ กู้ 50,000 บาท = อากร 25 บาท เช่าซื้อทรัพย์สิน 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อ เช่าซื้อรถ 800,000 บาท = อากร 800 บาท ใบรับเงิน (Receipt) 1 บาท / 200 บาท (ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป) ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ ออกใบรับ 50,000 บาท = อากร 250 บาท รายละเอียดของตราสารแต่ละประเภทที่พบบ่อย คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร – เปรียบเหมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยต้องมีข้อความ รายละเอียด และลายมือชื่อเหมือนต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับเสียอากร 5 บาท เช่น สัญญากู้ยืมต้นฉบับเสีย 25 บาท คู่ฉบับเสียเพียง 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ นอกจากสัญญาหลัก ๆ ข้างต้น ยังมีเอกสารประเภทอื่นที่เจ้าของธุรกิจอาจพบเจอได้เช่นกัน ข้อควรรู้: การคำนวณอากรแสตมป์จะไม่นำภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มารวมด้วย เช่น  กรณีที่ได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ใช่ทุกเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ บางกรณีได้รับยกเว้น เช่น จุดน่าสังเกตสำหรับ SMEs: ถ้าธุรกิจของคุณจดทะเบียน VAT แล้ว ใบเสร็จรับเงินจะได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ต้องเสียซ้ำ ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้มีอะไรบ้าง? ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามกฎหมาย ต่อไปนี้คือ 9 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญและข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาจะอธิบายขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งแบบกระดาษและแบบออนไลน์ (e-Stamp) ให้ครบถ้วน ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ (e-Stamp) อากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Stamp เป็นระบบที่กรมสรรพากรเปิดให้บริการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 สามารถชำระได้ทั้งเอกสารแบบดิจิทัลและเอกสารกระดาษ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากร มีขั้นตอนดังนี้ ข้อดีของ e-Stamp: ไม่ต้องเดินทาง ลดความเสี่ยงแสตมป์สูญหาย ตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบประวัติชำระย้อนหลังได้ และชำระได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับธุรกิจที่ทำตราสารบ่อย ผลทางกฎหมายและข้อควรระวังเกี่ยวกับอากรแสตมป์ การไม่เสียอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนมีผลกระทบทั้งทางแพ่งและทางอาญา สรุปตามตารางด้านล่าง ระยะเวลาที่ล่าช้า เงินเพิ่ม (Surcharge) โทษปรับ (ทางอาญา) ไม่เกิน 15 วัน อากร + เงินเพิ่ม 1 เท่า – เกิน 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน อากร + เงินเพิ่ม 2 เท่า (หรือ 4 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท เกิน 90 วัน อากร + เงินเพิ่ม 5 เท่า (หรือ 10 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท เจ้าหน้าที่ตรวจพบ อากร + เงินเพิ่ม 6 เท่า (หรือ 25 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท ตัวอย่าง: คุณสมชายทำสัญญาจ้างรีโนเวทร้านอาหาร 300,000 บาท ต้องเสียอากรแสตมป์ 300 บาท แต่ลืมจ่าย 4 เดือนผ่านไป (เกิน 90 วัน) คุณสมชายต้องจ่ายอากร 300 + เงินเพิ่ม 5 เท่า (1,500) รวม 1,800 บาท จากที่จ่ายแค่ 300 บาทตั้งแต่แรก การขอคืนหรือแก้ไข และอายุความที่ควรรู้ บางกรณีสามารถขอคืนอากรแสตมป์ได้ เช่น เสียอากรซ้ำซ้อน เสียเกินจำนวน ตราสารไม่มีผลใช้บังคับ (สัญญาถูกยกเลิกก่อนดำเนินการ) หรือชำระผิดประเภท โดยต้องยื่นคำร้องขอคืนภายใน 6 เดือนนับจากวันที่เสียอากร ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร อายุความในการเรียกเก็บ: กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บอากรและเงินเพิ่มภายใน 10 ปีนับจากวันทำตราสาร จึงไม่ควรประมาทว่า “เรื่องเก่า ๆ จะไม่ถูกตรวจ” ข้อควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์เพิ่มเติม สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ได้อย่างถูกต้องและไม่พลาด มีข้อควรจำเพิ่มเติมดังนี้ เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาท เอกสารอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่จัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี ดังนั้นทุกครั้งที่ทำสัญญา อย่าลืมตรวจสอบว่าเอกสารนั้นเข้าข่ายต้องเสียอากรหรือไม่ และดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

14 min

งบการเงิน คืออะไร? สรุปเข้าใจง่าย สำหรับเจ้าของธุรกิจ

คำว่า งบการเงิน หลายคนได้ยินแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว งบการเงินคือสิ่งที่บอกได้ชัดที่สุดว่าธุรกิจของคุณกำลังไปได้ดีหรือกำลังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำไร เงินสด หรือหนี้สิน ทุกอย่างสะท้อนอยู่ในงบการเงินทั้งหมด ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ SME หรือแม้แต่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ PEAK จะช่วยให้เข้าใจว่า งบการเงินคืออะไร มีอะไรบ้าง และควรดูตรงไหนถึงจะเอาไปใช้ตัดสินใจได้จริง โดยไม่ต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน งบการเงิน คืออะไร? งบการเงิน (Financial Statement) คือรายงานสรุปภาพรวมทางการเงินของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ว่าบริษัทมีรายได้เท่าไร ใช้จ่ายไปเท่าไร เหลือกำไรหรือขาดทุนแค่ไหน และตอนนี้มีทรัพย์สินหรือหนี้สินอยู่ระดับใด การจัดทำและยื่นงบการเงิน เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ที่บริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องยื่นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด  แต่ในมุมของเจ้าของธุรกิจหลายราย อาจไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะอ่านไม่เข้าใจ ทั้งที่จริงๆแล้ว งบการเงินคือเครื่องมือวัดสถานะธุรกิจที่สามารถนำไปพัฒนาและกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้เลย ทำไมงบการเงินถึงสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ  ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขา เพิ่มพนักงาน ลงทุนซื้อเครื่องจักร หรือปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ตัวเลขในงบการเงินคือข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ  ธนาคารและผู้ลงทุนมักพิจารณางบการเงินเป็นอันดับแรก หากงบชัดเจน โปร่งใส และสะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแรง โอกาสได้รับการอนุมัติก็สูงขึ้น  งบการเงินที่จัดทำอย่างถูกต้องและตรวจสอบได้ แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ และการบริหารจัดการที่ดี  การเห็นภาพรวมรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินอย่างชัดเจน ช่วยให้ธุรกิจควบคุมความเสี่ยงได้ก่อนเกิดปัญหาใหญ่ ในทางตรงกันข้าม หากงบการเงินจัดทำแบบเร่งรีบ ข้อมูลไม่ครบ หรือมีการแก้ไขย้อนหลังบ่อย ๆ นอกจากจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาดแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงและกระทบความน่าเชื่อถือของธุรกิจทันที 3 งบการเงินที่สำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจ แม้รายละเอียดทางบัญชีจะมีหลายส่วน แต่โดยทั่วไปงบการเงินหลัก ๆ ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้มี 3 งบสำคัญ 1. งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) งบแสดงฐานะการเงิน คือ งบที่แสดงความมั่นคงทางการเงินของบริษัท ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ว่าตอนนี้บริษัทมีอะไรอยู่บ้าง และเป็นหนี้ใครเท่าไร ในงบนี้จะประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ  1.1) สินทรัพย์ คือสิ่งที่บริษัทครอบครองและสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แบ่งเป็น 1.2) หนี้สิน คือภาระผูกพันทางการเงินของบริษัท ที่ต้องชำระคืน แบ่งเป็น 1.3) ส่วนของผู้ถือหุ้น คือส่วนที่เหลือหลังจากหักหนี้สินออกจากสินทรัพย์ และยังรวมถึง ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันเสมอ หากหนี้สินสูงมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังเสี่ยงเกินไป งบดุลจึงช่วยตอบคำถามว่า “ธุรกิจเราแข็งแรงแค่ไหนในวันนี้” 2. งบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุนเป็นงบที่เจ้าของธุรกิจมักสนใจมากที่สุด เพราะเป็นตัวบอกตรง ๆ ว่าธุรกิจ “กำไรหรือขาดทุน”  งบนี้แสดงโครงสร้างสำคัญ คือ  2.1) รายได้ 2.2) ค่าใช้จ่าย 2.3) กำไร ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กำไรไม่เพิ่ม อาจหมายความว่าต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ซึ่งเป็นจุดที่ต้องกลับมาทบทวนทันที  3. งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดเป็นตัวบอกว่าเงินสดเข้า-ออกจริงเท่าไร โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน 3.1) เงินสดจากการดำเนินงาน – เงินที่เกิดจากการทำธุรกิจปกติ เช่น  3.2) เงินสดจากการลงทุน – เงินที่ใช้ไปกับการซื้อเพื่อการลงทุน เช่น 3.3) เงินสดจากการจัดหาเงิน – เงินที่เกี่ยวกับการหาหรือจ่าย และแสดงความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุนในบริษัท เช่น  เจ้าของธุรกิจควรดูงบการเงินหรือไม่ ไม่ใช่แค่นักบัญชีเท่านั้นที่ต้องเข้าใจงบการเงิน แต่งบการเงิน คือ รายงานสุขภาพของธุรกิจ ที่เจ้าของต้องอ่านและทำความเข้าใจด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับทุกการตัดสินใจสำคัญ เช่น ขยายกิจการ ขอกู้เงิน เพิ่ม/ลดพนักงาน หรือการวางแผนควบคุมต้นทุน หากไม่ดูงบการเงิน ธุรกิจอาจดูมีกำไรบนกระดาษแต่ขาดเงินสด หรืออาจจะเติบโตแบบมีความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว  ปัญหาที่ธุรกิจมักเจอเกี่ยวกับงบการเงิน หลายธุรกิจไม่ได้มีปัญหาเรื่องยอดขาย แต่สะดุดเพราะข้อมูลบัญชีไม่เป็นระบบ ซึ่งมักเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ เมื่อข้อมูลต้นทางไม่ถูกต้อง งบการเงินที่จัดทำขึ้นก็อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ และส่งผลให้เจ้าของกิจการตัดสินใจผิดทิศทางได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้งบการเงินเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ “เพื่อนคู่คิด” เคียงข้างธุรกิจคุณ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกธุรกรรมประจำวัน และสรุปรายงานทางการเงินได้แบบเรียลไทม์ สามารถดูการใช้งานโปรแกรม PEAK เพื่อดูงบการเงินเพิ่มเติม ทำให้การจัดทำงบการเงินไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป และเจ้าของธุรกิจสามารถดูภาพรวมได้เองตลอดเวลา ใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลาสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน บัญชี เอกสาร และรายงานได้จากทุกอุปกรณ์ ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญแบบ Real-Time  ครบทุกฟังก์ชันที่ธุรกิจต้องการครอบคลุมตั้งแต่การออกเอกสารธุรกิจ ไปจนถึงการจัดทำงบการเงินและรายงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ข้อมูลทางบัญชีถูกต้อง แม่นยำ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ทันที ลดงานซ้ำซ้อน ด้วยระบบอัตโนมัติไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำหลายครั้ง ช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และลดเวลาการทำงานลงอย่างเห็นได้ชัด  เก็บเอกสารอย่างปลอดภัย ไม่หาย ไม่สับสนด้วยระบบที่ช่วยจัดเก็บเอกสารต่าง ๆ แบบออนไลน์ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารตกหล่นหรือหาย และสามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยด้วยมาตรฐาน Cloud ระดับสากลข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนระบบ Cloud ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมการสำรองข้อมูลอัตโนมัติและระบบยืนยันตัวตนแบบ Two-Factor Authentication ช่วยให้คุณอุ่นใจว่าข้อมูลธุรกิจจะปลอดภัยและพร้อมใช้งานเสมอ  งบการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเข็มทิศสำคัญของธุรกิจ งบการเงินคือเครื่องมือที่บอกว่าธุรกิจของคุณกำลังเดินไปในทิศทางไหน กำไรจริงไหม เงินสดพอหรือเปล่า และฐานะการเงินแข็งแรงแค่ไหน ยิ่งคุณเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ คุณก็ยิ่งตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น และหากมีระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่ต้น การทำงบการเงินก็จะไม่ใช่เรื่องเครียดอีกต่อไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

31 min

งบการเงิน คืออะไร? วิธีดูงบก่อนวิเคราะห์ธุรกิจ สำหรับมือใหม่

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหรือทำมาสักพัก คุณอาจเคยได้ยินคำว่า งบการเงิน ผ่านหูมาบ้าง แต่พอเปิดดูจริง ๆ กลับเจอตัวเลขเต็มไปหมด มีชื่อบัญชีที่อ่านแล้วงง ทำให้หลายคนเลือกปิดไฟล์แล้วปล่อยให้นักบัญชีจัดการไป แต่ความจริงแล้ว งบการเงิน คือ เครื่องมือที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการบริหารธุรกิจ มันเปรียบเหมือน “ใบตรวจสุขภาพ” ของกิจการ ที่บอกได้ว่าธุรกิจของคุณแข็งแรงดีไหม มีเงินพอใช้หรือเปล่า กำไรจริง ๆ เท่าไหร่ และกำลังมุ่งหน้าไปทิศทางไหนบทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักกับงบการเงินตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีการอ่านและวิเคราะห์อย่างง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางบัญชีมาก่อน เพียงแค่คุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่อยากเข้าใจตัวเลขในกิจการของตัวเองมากขึ้น ก็อ่านตามได้เลย งบการเงิน คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ? งบการเงิน คือ รายงานทางการเงินที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อสรุปภาพรวมของฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสดของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน พูดง่าย ๆ ก็คือ งบการเงิน จะบอกคุณว่า “ตอนนี้ธุรกิจมีเงินเท่าไหร่ เป็นหนี้เท่าไหร่ ขายของแล้วได้กำไรหรือขาดทุน และเงินสดในมือยังพอหมุนไหม” ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อทั้งตัวเจ้าของกิจการเอง ธนาคาร นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยต้องจัดทำงบการเงินและนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยงบการเงินมีอะไรบ้างนั้น โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ได้แก่ งบแสดงฐานะทางการเงิน (งบดุล), งบกำไรขาดทุน, งบกระแสเงินสด, งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และหมายเหตุประกอบงบการเงิน งบการเงินสำคัญต่อเจ้าของธุรกิจอย่างไร? สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือเจ้าของธุรกิจ SMEs งบการเงิน ไม่ใช่แค่เอกสารที่ต้องส่งให้ราชการตามหน้าที่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจ เช่น หาอ่านงบการเงินได้จากที่ไหน และครอบคลุมช่วงเวลาใด? งบการเงิน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือเว็บไซต์ของบริษัทนั้น ๆ โดยตรง ส่วนธุรกิจทั่วไปที่เป็นนิติบุคคล สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+โดยทั่วไป งบการเงิน จะจัดทำเป็นรายปี ซึ่งรอบบัญชีส่วนใหญ่จะกำหนดตามปีปฏิทิน คือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม แต่บางบริษัทอาจกำหนดรอบบัญชีต่างออกไปก็ได้ นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังต้องจัดทำงบการเงินรายไตรมาสด้วย 5 องค์ประกอบงบการเงินมีอะไรบ้าง? 1. งบดุล (Balance Sheet) คืออะไร? งบดุล หรือชื่อทางการว่า งบฐานะทางการเงิน (Statement of Financial Position) เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินที่บอกคุณว่า “ณ วันนั้นวันนี้ ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือบ้าง” โดยจะแสดงข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันตามสมการบัญชี: สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ องค์ประกอบหลักและสิ่งที่งบดุลบอกเรา อัตราส่วนสำคัญและลักษณะของงบดุลที่ดี เวลาอ่านงบดุล มีอัตราส่วนที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจ เช่น งบดุลที่ดีควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนพอสมควร มีอัตราส่วนหนี้สินไม่สูงจนเกินไป และส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจสร้างมูลค่าให้กับเจ้าของได้ 2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) บอกอะไรเราบ้าง? ถ้างบดุลบอกว่า “ตอนนี้มีอะไร” งบกำไรขาดทุนจะบอกว่า “ช่วงที่ผ่านมาทำเงินได้เท่าไหร่” โดยงบนี้จะแสดงรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 1 ปี หรือ 1 ไตรมาส กำไรแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? ในงบกำไรขาดทุน คุณจะเห็นกำไรหลายระดับ ซึ่งแต่ละตัวมีความหมายต่างกัน ดังนี้ อัตราส่วนสำคัญและการอ่านแนวโน้มรายได้-ค่าใช้จ่าย เคล็ดลับในการอ่านงบกำไรขาดทุนคือ อย่าดูแค่ปีเดียว ลองเปรียบเทียบย้อนหลัง 2-3 ปี เพื่อดูว่ารายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมหรือไม่ และกำไรสุทธิมีทิศทางเป็นอย่างไร 3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คืออะไร? คืองบที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมองข้าม แต่กลับเป็นงบที่สำคัญมาก เพราะมันบอกว่า “เงินสดเข้า-ออกจากกิจการเท่าไหร่จริง ๆ” ซึ่งต่างจากงบกำไรขาดทุนที่อาจรวมรายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินจริงด้วย กระแสเงินสดต่างจากกำไรอย่างไร?  นี่คือจุดที่ทำให้เจ้าของธุรกิจหลายคนสับสน “ทำไมมีกำไรแต่ไม่มีเงินสด?” คำตอบอยู่ตรงนี้: กำไร คำนวณตามหลักบัญชี ซึ่งรับรู้รายได้ทันทีที่เกิดการขาย แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน เช่น ขายสินค้าเป็นเครดิต 30 วัน รายได้จะถูกบันทึกในวันที่ขาย แต่เงินสดจะเข้ามาจริงอีก 30 วันข้างหน้า กระแสเงินสด ดูเฉพาะเงินที่เข้า-ออกจริง ๆ เท่านั้น ธุรกิจที่มีกำไรสูงแต่เก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ อาจเจอปัญหาเงินสดขาดมือจนต้องปิดกิจการ นี่คือเหตุผลว่าทำไมงบกระแสเงินสดจึงสำคัญมาก 3 กิจกรรมหลักและวิธีตีความ 4. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น (Statement of Changes in Equity) คืออะไร? งบนี้แสดงให้เห็นว่าส่วนของเจ้าของ (หรือส่วนของผู้ถือหุ้น) เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะมีรายละเอียด เช่น สำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs งบนี้จะช่วยให้เห็นว่ามูลค่ากิจการในส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้ากำไรสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจกำลังสร้างมูลค่าให้กิจการได้ต่อเนื่อง 5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to Financial Statements) สำคัญอย่างไร? หลายคนอาจมองข้ามส่วนนี้ แต่จริง ๆ แล้ว หมายเหตุประกอบงบการเงิน เป็นเหมือน “คำอธิบายฉบับเต็ม” ของตัวเลขทั้งหมดที่ปรากฏในงบ โดยจะระบุรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ถ้าคุณเห็นตัวเลขที่ดูผิดปกติในงบ ให้ลองอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพราะคำตอบมักอยู่ที่นั่น สรุปตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของงบการเงินแต่ละประเภท เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะสรุปให้เห็นว่างบการเงินมีอะไรบ้าง แต่ละประเภทบอกอะไร และมีประโยชน์อย่างไร ประเภทงบ บอกอะไร ช่วงเวลา คำถามสำคัญที่ตอบได้ งบดุล ฐานะทางการเงิน ณ วันใดวันหนึ่ง (สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ) ณ วันที่ (Snapshot) ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือ? เป็นหนี้เท่าไหร่? งบกำไรขาดทุน ผลการดำเนินงาน (รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุน) ช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 1 ปี) ขายแล้วกำไรหรือขาดทุน? งบกระแสเงินสด การเคลื่อนไหวของเงินสดจริง (เข้า-ออก) ช่วงเวลาหนึ่ง เงินสดไหลเข้า-ออกเท่าไหร่? มีเงินพอหมุนไหม? งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น ความเปลี่ยนแปลงของส่วนเจ้าของ ช่วงเวลาหนึ่ง มูลค่าส่วนเจ้าของเพิ่มหรือลด? หมายเหตุประกอบงบ คำอธิบายเพิ่มเติมของตัวเลขในงบทั้งหมด ตามงบที่อ้างอิง รายละเอียดเบื้องหลังตัวเลขคืออะไร? ความสัมพันธ์ระหว่างงบการเงินทั้งหมด งบการเงิน ทั้ง 5 ส่วนไม่ได้แยกกันอยู่อิสระ แต่เชื่อมโยงกันเหมือนเครือข่าย การเข้าใจความสัมพันธ์นี้จะช่วยให้คุณอ่านงบการเงินได้อย่างมีมิติมากขึ้น งบแต่ละประเภทเชื่อมโยงกันอย่างไร ตัวอย่าง: ลองนึกภาพตามนี้: เมื่อธุรกิจขายสินค้าได้ กำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะถูกนำไปเพิ่มใน “กำไรสะสม” ในงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น จากนั้นกำไรสะสมก็ไปปรากฏอยู่ในส่วนของเจ้าของในงบดุลอีกที ขณะเดียวกัน เงินสดที่เข้ามาจริง (หรือยังไม่เข้า) จะถูกสะท้อนในงบกระแสเงินสด ตัวอย่าง: บริษัท ก. ขายสินค้าได้ 1,000,000 บาท ต้นทุน 600,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 200,000 บาท เทคนิคการวิเคราะห์ธุรกิจจากงบการเงินโดยการตั้งคำถามตามนี้ เมื่อเข้าใจงบแต่ละประเภทแล้ว ต่อไปคือการนำข้อมูลจากงบการเงินมาวิเคราะห์ “สุขภาพ” ของธุรกิจ ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรถามตัวเองเป็นประจำ 1. เงินสดพอใช้ไหม? อยู่รอดได้กี่เดือน? ตัวเลขนี้ช่วยบอกว่าถ้าวันนี้ไม่มีรายได้เข้ามาเลย ธุรกิจจะอยู่ได้กี่เดือน ซึ่งควรมีอย่างน้อย 3-6 เดือนเป็น Buffer สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน 2. ธุรกิจนี้ทำแล้วคุ้มไหม? 3. รายได้ที่เห็น เป็นเงินจริงหรือยัง? ถ้าอยากรู้ว่าเงินที่เก็บไม่ได้ไปอยู่ที่ไหน ให้ เปิดงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) → ดู “ลูกหนี้การค้า” ถ้าตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี อาจต้องทบทวนว่าให้เครดิตลูกค้านานเกินไปหรือเปล่า 4. ขยายแล้วดีขึ้น หรือแค่แบกภาระมากขึ้น? 5. มีอะไร “ผิดปกติ” ที่งบกำลังฟ้องอยู่ไหม? สัญญาณเตือนที่ควรระวัง สังเกตได้เบื้องต้นดังนี้ สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะล้มทันที แต่เป็นจุดที่ควรหยุดดูให้ลึกขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น และแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป นอกเหนือจากเนื้อหาส่วนนี้ PEAK มีบทความการเช็กงบการเงิน ให้คุณอ่านเพิ่มเติมต่อได้อีก  ประโยชน์และข้อจำกัดของงบการเงิน งบการเงิน ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับนักบัญชีเท่านั้น แต่มีคนหลายกลุ่มที่ต้องใช้ข้อมูลจากงบการเงิน เช่น ข้อจำกัดที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ แม้งบการเงิน จะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ เช่น ดังนั้น เจ้าของธุรกิจควรใช้งบการเงินประกอบกับข้อมูลอื่น ๆ เช่น สภาพตลาด แนวโน้มอุตสาหกรรม และข้อมูลภายในบริษัท เพื่อให้ได้ภาพที่ครบถ้วนที่สุด ข้อควรรู้เกี่ยวกับงบการเงินเพิ่มเติม สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องจัดทำและนำส่งงบการเงิน มีข้อควรรู้เพิ่มเติมที่สำคัญ ดังนี้ สุดท้ายนี้ การอ่านงบการเงิน อาจดูน่ากลัวในตอนแรก แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจากการเข้าใจพื้นฐาน รู้ว่าแต่ละงบบอกอะไร และลองนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจตัวเอง คุณจะพบว่ามันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายกิจการ การขอสินเชื่อ หรือแม้แต่การวางแผนภาษี PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.พ. 2026

PEAK Account

12 min

งบกำไรขาดทุนสำคัญอย่างไร? ทำไมถึงเป็นงบที่สะท้อนศักยภาพของธุรกิจ

ในการทำธุรกิจ “กำไร” คือเป้าหมายสูงสุด แต่ตัวเลขกำไรที่แท้จริงดูได้จากที่ไหน? คำตอบคือ งบกำไรขาดทุน รายงานทางการเงินที่ช่วยสะท้อนผลการดำเนินงานในแต่ละรอบปีบัญชีว่าธุรกิจมีกำไรจริงหรือไม่ มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่สูงเกินไป และควรปรับกลยุทธ์อย่างไรเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน งบกำไรขาดทุน (Income Statement) คืออะไร? งบกำไรขาดทุน คือ งบที่แสดงผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจในช่วงเวลาที่กำหนด โดยจะระบุรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน เพื่อให้เห็นกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการบริหารและคาดการณ์อนาคตของธุรกิจ สมการพื้นฐานของงบกำไรขาดทุน: รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไร/ขาดทุน 5 องค์ประกอบสำคัญของงบกำไรขาดทุน การทำความเข้าใจองค์ประกอบแต่ละส่วนจะช่วยให้คุณอ่านงบได้อย่างลึกซึ้ง ดังนี้:1. รายได้ (Revenue): เงินที่ได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจ แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งรายได้ออกเป็นสองส่วนดังนี้ ยกตัวอย่างเช่น ทำธุรกิจขายเสื้อผ้ามีรายได้ตลอดทั้งปี 500,000 บาท และมีบริการพิเศษส่งด่วนภายในกรุงเทพฯ โดยตลอดทั้งปีมีรายรับส่วนนี้ 50,000 บาท  สามารถกรอกข้อมูลรายได้ดังนี้ รายได้หลักจากการดำเนินธุรกิจ = 500,000 บาท รายได้อื่น = 50,000 บาท รวมรายได้สุทธิ 550,000 บาท 2. ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold): ต้นทุนโดยตรงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือซื้อสินค้า ตั้งแต่ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า ในส่วนของธุรกิจค้าปลีกจะนับต้นทุนขายจากค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าเพื่อนำมาขายต่อ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะไม่รวมค่าที่ใช้กระตุ้นยอดขาย เช่น ค่าทำการตลาด หรือค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการขาย 3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses): ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการดำเนินงาน เช่น เงินเดือนพนักงานฝ่ายบริหาร ค่าโฆษณา ค่าทำการตลาด ค่าขนส่ง ค่าเช่า และค่าเสื่อมราคา 4. กำไรขั้นต้น (Gross Profit): รายได้หักด้วยต้นทุนขาย โดยยังไม่หักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เป็นตัวเลขที่ใช้ดูว่าธุรกิจควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดีเพียงใด ใช้สำหรับวิเคราะห์ธุรกิจเพื่อวางแผนกลยุทธ์ เช่น การควบคุมต้นทุน หรือการปรับกลยุทธ์ด้านราคา 5. กำไรสุทธิ (Net Profit): ตัวเลขสุดท้ายหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นตัวเลขที่บอกถึงประสิทธิภาพรวมและการบริหารจัดการที่แท้จริง ว่าบริษัทมีกำไรหรือขาดทุนในรอบบัญชีนั้น ๆ ใช้ในการเปรียบเทียบกับตัวเลข Benchmark ของอุตสาหกรรม เพื่อดูว่าธุรกิจของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือต้องปรับปรุง ตัวอย่างงบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุนไม่ได้มีรูปแบบที่กำหนดตายตัว แต่จำเป็นต้องมีการจัดวางรายละเอียด และข้อมูลที่ครบถ้วน สามารถดูตัวอย่างงบกำไรขาดทุนที่ถูกต้องได้ที่รูปภาพด้านล่าง วิธีวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนเพื่อปรับกลยุทธ์ธุรกิจ เจ้าของธุรกิจควรวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนใน 2 มิติหลัก เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน: 1. เปรียบเทียบกับผลงานในอดีต (Internal Analysis) 1.1 วิเคราะห์รายได้: ให้ดูการเปลี่ยนแปลงของรายได้รวมว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง ยกตัวอย่างเช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.2 วิเคราะห์ต้นทุน: สำหรับดูความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนต่อรายได้ เช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.3 วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน: ใช้เพื่อเปรียบเทียบกันว่าค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่ารายได้ของธุรกิจหรือไม่ เช่น  เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.4 วิเคราะห์กำไรสุทธิ: เปรียบเทียบเพื่อดูว่ากำไรสุทธิแท้จริงแล้วนับเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ เช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2. เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม (Competitor Analysis) คุณสามารถดูข้อมูลคู่แข่งได้ผ่านระบบ DBD Datawarehouse ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเปรียบเทียบส่วนต่าง ๆ ดังนี้: 2.1 วิเคราะห์กำไรขั้นต้น: เปรียบเทียบว่าเราสูงหรือต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งถ้าเราต่ำกว่าคู่แข่งหมายความว่า ต้นทุนเราสูงเกิน หรือตั้งราคาสูงเกินไป เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2.2 วิเคราะห์ค่าใช้จ่าย: เปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายต่อรายได้กับคู่แข่ง ถ้าตัวเลขเรายังสูงกว่าแสดงว่าธุรกิจเรายังมีต้นทุนแฝงสูง หรือยังทำงานได้ประสิทธิภาพไม่มากพอ เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2.3 วิเคราะห์กำไรสุทธิ: เปรียบเทียบว่าคู่แข่งที่ทำกำไรได้ดีนั้นเขามีกลยุทธ์ด้านการขายที่เก่งกว่าเรา หรือมีการบริหารที่ดีกว่า เช่น ถ้ารายได้ใกล้เคียงกันมาก แต่คู่แข่งทำกำไรได้ดีกว่า หมายความว่าเราจัดการระบบภายในหรือการจัดการต้นทุนอาจยังไม่ดีพอ เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? เมื่อรู้แล้วว่าคู่แข่งทำได้ดีกว่าเราในด้านไหน ให้โฟกัสไปที่จุดนั้น เช่น ถ้าคู่แข่งทำกำไรได้ดีกว่า แต่มีรายได้เท่ากัน หมายความว่า เราอาจทำการขายได้ดีแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่การควบคุมต้นทุน หรือในทางกลับกัน ถ้าเราขายได้น้อยกว่ามาก แต่สัดส่วนกำไรไม่ห่างกับคู่แข่งมาก ก็อาจโฟกัสในเรื่องกลยุทธ์การขายให้มากขึ้น พิมพ์รายงานงบกำไรขาดทุนง่าย ๆ ด้วย PEAK Account ในยุคดิจิทัล คุณไม่จำเป็นต้องรอปิดรอบบัญชีนาน ๆ เพื่อดูงบ เพราะ PEAK Account โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณดึงข้อมูลได้แบบ Real-time: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

16 ก.พ. 2026

PEAK Account

12 min

ควบคุมค่าใช้จ่ายดีขึ้น ด้วยการดูงบทดลอง งบที่เจ้าของธุรกิจมักมองข้าม

งบทดลอง เป็นหนึ่งในรายงานทางการเงินที่สำคัญ แม้กฎหมายจะไม่บังคับให้ต้องยื่นกรมสรรพากร แต่ในเชิงบริหาร งบทดลองคือ “เครื่องมือตรวจสุขภาพ” ที่ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงบการเงิน และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวิเคราะห์ทิศทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำก่อนปิดงบจริง งบทดลอง (Trial Balance) คืออะไร? งบทดลอง (Trial Balance) คือ รายงานสรุปยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ณ วันใดวันหนึ่ง มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ (Double-Entry Bookkeeping) โดยต้องมียอดรวมฝั่ง เดบิต (Debit) และ เครดิต (Credit) เท่ากันเสมอ หากยอดไม่เท่ากัน แสดงว่ามีการบันทึกบัญชีผิดพลาด ความสำคัญของงบทดลองต่อการทำบัญชี งบทดลองเป็นตัวช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดในการปิดรอบบัญชี เพราะถ้าธุรกิจมีการทำงบทดลองครบทุกรูปแบบในแต่ละรอบบัญชี และเห็นว่าตัวเลขเท่ากันทุกครั้ง หมายความว่าในการปิดงบก็จะถูกต้องด้วยเช่นกัน แต่นอกเหนือจากการใช้เป็นเครื่องมือป้องกันข้อผิดพลาด ยังสามารถงบทดลองไปต่อยอดได้มากมาย เช่น  ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องดูงบทดลองก่อนได้รับงบการเงินจริง การทำงบทดลองช่วยให้วิเคราะห์สุขภาพการเงินได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอรอบงบการเงินจริง หากพบความผิดพลาด นักบัญชีจะมีเวลาแก้ไขได้ง่ายกว่าการรอแก้งบการเงินทั้งปี งบทดลองมีกี่ประเภท งบทดลองแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามช่วงเวลาการตรวจสอบ: งบทดลองต้องทำตอนไหนบ้าง? งบทดลองต้องทำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือนหลังจากปิดรอบบัญชีแล้ว เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และช่วยให้ทำงบการเงินตอนสิ้นปีได้ง่ายยิ่งขึ้น  ส่วนประกอบและขั้นตอนการจัดทำ งบทดลองประกอบด้วยส่วนหัว (ชื่อกิจการ, ชื่อรายงาน, วันที่) และรายละเอียดรายงาน (ชื่อบัญชี, เลขที่บัญชี, ยอดเดบิต/เครดิต และยอดรวม) โดยมีขั้นตอนการทำดังนี้: หากงบทดลองไม่ถูกต้อง อาจเกิดจากสาเหตุใดบ้าง บางครั้งการทำงบทดลองก็ได้ตัวเลขออกมาไม่ตรงกัน ซึ่งความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ยกตัวอย่างเช่น หากย้อนกลับไปดูในรายการแล้วเจอข้อผิดพลาด ทำการแก้ไข หลังจากนั้นค่อยทำการกรอกรายละเอียดในงบทดลองใหม่อีกครั้ง ซึ่งจำเป็นต้องทำจนกว่าจะถูกต้องเช่นกัน ตัวเลขงบการเงินอาจผิดพลาดและมีปัญหาตามมาได้ 3 จุดเช็กรายจ่ายแฝงในงบทดลอง ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ จุดสังเกต: หากยอดรวมในบัญชี “ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ” มียอดสูงอย่างผิดปกติ ผลกระทบ: มักเป็นจุดที่ซ่อนรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ชัดเจน หรือรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อธุรกิจ วิธีแก้ไข: เจ้าของธุรกิจควรเรียกดูรายละเอียดเชิงลึกในบัญชีนี้ทันที เพื่อคัดกรองและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้สร้างมูลค่าออก จุดสังเกต: รายการที่ควรเป็นต้นทุนขาย (COGS) เช่น ค่าวัตถุดิบ หรือค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ถูกนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป ผลกระทบ: ทำให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า “ต้นทุนต่ำ” จึงวางแผนกลยุทธ์หรือตั้งราคาสินค้าผิดพลาด ซึ่งความจริงแล้วต้นทุนเหล่านั้นไปแฝงอยู่ในค่าใช้จ่ายส่วนอื่น วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความถูกต้องของการแยกประเภทบัญชีเพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงก่อนวางแผนกำไร จุดสังเกต: มีการบันทึกรายการที่มีลักษณะเดียวกันซ้ำซ้อนกันในหลายประเภทบัญชี ผลกระทบ: ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายรวมสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้การวิเคราะห์ผลประกอบการคลาดเคลื่อนและเสียโอกาสในการบริหารกระแสเงินสด วิธีแก้ไข: ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของรายการบัญชีเพื่อปรับปรุงตัวเลขให้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ การเช็กยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้ ในงบทดลองสามารถตรวจสอบสภาพคล่องได้จากการดูบัญชีลูกหนี้การค้า (ยอดคงเหลือเดบิต) เพื่อดูเงินที่ค้างรับ และบัญชีเจ้าหนี้การค้า (ยอดคงเหลือเครดิต) เพื่อวางแผนการจ่ายเงินหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง วิธีเช็ก ลูกหนี้ จากงบทดลอง วิธีเช็ก เจ้าหนี้ จากงบทดลอง ขั้นตอนการเรียกดูงบทดลองใน PEAK Account ในโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK คุณสามารถเรียกดูงบทดลองได้ ทั้งก่อนและหลังปิดรายได้ค่าใช้จ่าย รวมถึงรายงานเคลื่อนไหวรายเดือน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

10 min

สลิปเงินเดือน ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? สร้างความน่าเชื่อถือให้บริษัทได้อย่างไร?

ในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ สลิปเงินเดือน และสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ที่อาจจะสงสัยว่า สลิปเงินเดือน สำคัญอย่างไร แล้วควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง รวมถึงจะจัดการสลิปเงินเดือนอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด มาดูคำตอบได้เลย สลิปเงินเดือน คืออะไร สลิปเงินเดือน คือ เอกสารที่นายจ้างออกให้พนักงาน เพื่อแสดงรายละเอียดการจ่ายค่าจ้างหรือเงินเดือนในแต่ละงวด โดยระบุรายได้ รายการหัก และยอดเงินสุทธิที่พนักงานได้รับจริง ในเชิงกฎหมาย : แม้กฎหมายแรงงานจะไม่ได้บังคับให้ออกสลิปเงินเดือนเป็นลายลักษณ์อักษรในทุกกรณี แต่ในทางปฏิบัติ สลิปเงินเดือนถือเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยยืนยันความโปร่งใส และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อโต้แย้งเรื่องค่าจ้างหรือการหักเงิน สลิปออนไลน์ (e-Payslip) เหมือนกับสลิปเงินเดือนปกติไหม? e-Payslip หรือสลิปเงินเดือนออนไลน์ คือสลิปเงินเดือนในรูปแบบดิจิทัล ที่ส่งให้พนักงานผ่านระบบออนไลน์หรืออีเมล แทนการพิมพ์เป็นกระดาษ ในเชิงกฎหมาย : สลิปออนไลน์ สามารถใช้แทนสลิปแบบกระดาษได้ หากข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และยังมีข้อดีสำคัญคือช่วยลดต้นทุนการพิมพ์ ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และสอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจยุคดิจิทัล สลิปเงินเดือน สร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทได้อย่างไร สำหรับองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs การมีสลิปเงินเดือนที่ชัดเจนและถูกต้องช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในหลายด้าน เช่น ในระยะยาว สลิปเงินเดือนที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบยังช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายแรงงานและภาษีได้อีกด้วย ข้อมูลในสลิปเงินเดือน มีอะไรบ้าง สลิปเงินเดือนที่ดีควรแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้ 1. ข้อมูลทั่วไป 2. ข้อมูลรายการรับ 3. ข้อมูลรายการหัก 4. ยอดเงินสุทธิ และยอดเงินสะสม ข้อมูลที่ต้องใช้ในการทำจ่ายเงินเดือน หนึ่งใน Pain Point สำคัญของผู้ประกอบการคือ การคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นภาษี ประกันสังคม หรือค่าล่วงเวลา การตั้งค่าระบบให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก เช่น ซึ่งในหลายครั้ง การทำด้วยตัวเองแบบ Manual อาจใช้เวลามากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้น ออกสลิปเงินเดือนออนไลน์ได้ง่ายๆ (e-Payslip) ด้วย PEAK Payroll PEAK Payroll ช่วยผู้ประกอบการสามารถ สร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ ตั้งรหัสผ่านเฉพาะบุคคล และจัดเก็บสลิปเงินเดือนอย่างปลอดภัย ง่าย ไม่ซับซ้อน แม้ไม่มีพื้นฐานด้านบัญชี เพียงแค่นี้ ระบบจะสร้างสลิปเงินเดือนออนไลน์ และสรุปรายการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ จุดเด่นของ PEAK Payroll ที่ช่วยจัดการสลิปเงินเดือนอย่างเป็นระบบ ช่วยลดปัญหาการค้นหาเอกสาร และลดภาระงานของฝ่ายบัญชีหรือ HR ได้อย่างชัดเจน แค่เข้าสู่เมนูเงินเดือน > เลือกบันทึกเงินเดือนที่ต้องการส่งสลิป > คลิกปุ่ม อีเมล เพียงเท่านี้ระบบจะจัดส่งสลิปเงินเดือนให้กับพนักงานโดยอัตโนมัติ PEAK Payroll สามารถสร้างไฟล์พร้อมยื่นประกันสังคม นำไฟล์ไปใช้ยื่นผ่านระบบ SSO e-Service ได้โดยตรง ช่วยลดความยุ่งยากจากการเตรียมเอกสาร ความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ และช่วยประหยัดเวลาลงได้ PEAK Payroll รองรับการ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และนำข้อมูลไปสร้างแบบ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1 ก ได้อย่างถูกต้อง ช่วยให้การจัดการภาษีเงินเดือนเป็นเรื่องง่าย และสอดคล้องกับกฎหมาย เพียงแค่นำไฟล์จาก PEAK Payroll ไปใส่ในเว็บไซต์ธนาคารเพียงแค่นี้การจ่ายเงินเดือนก็จะถูกต้อง เป็นระบบ และที่สำคัญรวดเร็วกว่าพนักงานโอนเองทีละรายการ สลิปเงินเดือนที่เป็นระบบ ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นใจ สลิปเงินเดือน เป็นหัวใจสำคัญของความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องทางกฎหมายของธุรกิจ หากต้องการลดภาระงานด้านเงินเดือน ลดความผิดพลาด และจัดการทุกอย่างให้เป็นระบบเดียวกัน PEAK Payroll คือเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการสลิปเงินเดือนได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน เพื่อเปลี่ยนการจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายและเป็นระบบมากขึ้น คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

12 ก.พ. 2026

PEAK Account

9 min

ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร พร้อมตัวอย่างเอกสารที่ถูกต้อง

ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร? ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B) ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow): ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง? การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้ ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ส่วนท้ายเอกสาร ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย วิธีการออกใบแจ้งหนี้ ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ? ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน สรุปความแตกต่าง ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ! ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 ม.ค. 2026

PEAK Account

13 min

รู้จักใบเสร็จรับเงิน และข้อมูลที่ต้องมี เพื่อออกเอกสารอย่างถูกต้อง

ทุกวันนี้เวลาซื้อของหรือทานข้าวในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ เรามักจะได้รับใบเสร็จรับเงินมาด้วยเสมอ ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกให้ลูกค้าทุกครั้ง ถึงแม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ขอก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับเอกสารนี้จึงเป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องรู้จักและเข้าใจ เพื่อออกเอกสารให้ลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำให้ผู้ประกอบการรู้จักกับใบเสร็จมากขึ้น พร้อมตัวอย่างใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลย ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) คืออะไร? ใบเสร็จรับเงิน หรือ Receipt คือ เอกสารที่ร้านค้าจำเป็นต้องออกเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการรับเงินจากผู้ซื้อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในทางกฎหมายมีการบังคับให้ผู้ขายต้องออกใบเสร็จทุกครั้งเมื่อรับเงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100 บาทขึ้นไป โดยใบเสร็จรับเงินมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือบิลเงินสด ซึ่งนอกจากนี้ยังมีทั้งรูปแบบที่เป็นกระดาษ และเป็นใบเสร็จรับเงินออนไลน์ ได้อีกด้วยทั้งนี้ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และธุรกิจที่ยังไม่ได้จดจะออกใบเสร็จรับเงินที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้ 1. ใบเสร็จรับเงินทั่วไป สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถออกเป็นรูปแบบใบเสร็จรับเงินธรรมดาที่มีข้อมูลของสินค้าหรือบริการ และรายละเอียดทั่วไปได้ 2. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ หรืออาจเรียกว่าเป็น ใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา ที่จะได้รับเป็นกระดาษใบเล็กที่จะได้รับหลังชำระเงินให้ร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหาร โดยจะระบุข้อมูลที่อยู่ของผู้ขาย ข้อมูลสินค้าหรือบริการ และราคา แต่ไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ได้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเป็นธุรกิจประเภทค้าปลีกและค้าขายกับลูกค้ารายย่อย ที่มีจำนวนการซื้อขายต่อวันหลายครั้ง และลูกค้าไม่ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องนำใบเสร็จรับเงินไปใช้ในการดำเนินการด้านเอกสารต่อ 3. ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ถัดมาคือ  ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป โดยจะเป็นรูปแบบที่มีข้อมูลละเอียดมากที่สุด มีการระบุข้อมูลของผู้ซื้อ ซึ่งธุรกิจที่ออกใบเสร็จประเภทนี้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้วเช่นกัน และโดยส่วนใหญ่จะออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นกิจการ เพราะมักจะต้องใช้เอกสารนี้ในการดำเนินการด้านบัญชี นอกจากนี้ทั้ง 3 รูปแบบยังมี บิลเงินสด ใบเสร็จรับเงินรูปแบบหนึ่งที่มีรายละเอียดน้อยมากที่สุด มักใช้กันในร้านขายของชำ ร้านขายของทั่วไป เขียนรายละเอียดด้วยมือ ซึ่งเป็นรูปแบบใบเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดเช่นกัน โดยสรุปแล้วในการออกใบเสร็จรับเงินขึ้นอยู่กับว่าดำเนินธุรกิจประเภทไหนและทำธุรกิจกับใคร ซึ่งการรู้จักประเภทของใบเสร็จรับเงินทุกรูปแบบ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ต้องมีบนใบเสร็จรับเงิน สำหรับใบเสร็จรับเงินทั้ง 3 รูปแบบนั้นมีข้อมูลที่ต้องระบุค่อนข้างใกล้เคียงกัน ต่างกันเพียงเล็กน้อยตามความละเอียดของแต่ละประเภท ซึ่งทั้ง 3 แบบมีข้อมูลสำคัญที่ต้องระบุดังนี้ 1. ข้อมูลในใบเสร็จรับเงินทั่วไป โดยใบเสร็จรับเงินรูปแบบนี้ออกเป็นไฟล์ PDF เพื่อความสะดวกในการส่งเอกสารได้ 2. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป สามารถออกแบบเอกสารเป็นไฟล์ออนไลน์ เพื่อความสะดวกได้เช่นเดียวกัน 3. ข้อมูลในใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ โดยปกติใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะได้รับเป็นรูปแบบกระดาษมากกว่าไฟล์ออนไลน์  ความแตกต่างระหว่างใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด บิลเงินสด และใบเสร็จรับเงินเป็นสองประเภทเอกสารที่มักเข้าใจผิด เพราะมีหน้าตาที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับมีรายละเอียด วัตถุประสงค์ และความน่าเชื่อถือในทางกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สามารถดูความแตกต่างเปรียบเทียบในตารางด้านล่างนี้ได้เลย! รายการ ใบเสร็จรับเงิน บิลเงินสด วัตถุประสงค์ ยืนยันการได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อเรียบร้อย บันทึกการขายและรับเงินในทันที รายละเอียดในเอกสาร -ชื่อที่อยู่ผู้ขาย/ผู้ซื้อ -วันที่-รายการสินค้า/บริการ-จำนวนเงิน-ลายเซ็นผู้รับเงิน มักแสดงเฉพาะรายการสินค้า/บริการ จำนวนเงิน และวันที่ขาย การใช้งาน เอกสารที่ออกโดยผู้ประกอบการ/กิจการ ทุกประเภทโดยเฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว มักใช้ในร้านขายของชำ ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร หรือร้านให้บริการทั่วไป การใช้งานในทางภาษี ใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยปกติไม่สามารถใช้ยื่นภาษีได้ สถานะทางกฎหมาย ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ ไม่สาารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ เว้นแต่ว่ามีการใช้คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” ในเอกสาร ความน่าเชื่อถือ มีความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่หลักฐานที่สมบูรณ์ ทำให้อาจมีความน่าเชื่อถือที่น้อยกว่า ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี แตกต่างกันอย่างไรบ้าง? นอกจากใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสดแล้ว ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทเอกสารที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเหมือนกัน 100% แต่ในความเป็นจริงนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยที่ผู้ประกอบการควรทราบ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ไม่ต้องจด VAT ก็ออกเอกสารได้ ต้องจด VAT ถึงออกเอกสารได้ ออกเอกสารเมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการมูลค่า 100 บาทขึ้นไป ต้องออกเอกสารทุกครั้งที่มีการซื้อขาย ออกเมื่อรับชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการแล้วเท่านั้น ออกเอกสารทันทีที่ส่งมอบสินค้า แม้จะยังไม่ได้รับชำระเงินก็ตาม ออกใบเสร็จรับเงินอย่างไรให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว การออกใบเสร็จรับเงินโดยเฉพาะแบบย่อ ที่ในแต่ละวันต้องออกให้ผู้ซื้อจำนวนหลายครั้ง ทำให้ในปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาใช้รูปแบบการพิมพ์ใบเสร็จผ่านโปรแกรมหน้าร้าน เช่น ระบบ POS ที่สามารถพิมพ์ใบเสร็จให้ลูกค้าเมื่อมีการจ่ายเงินได้ทันที  นอกจากนี้ในกรณีที่พิมพ์ใบเสร็จแบบใบกำกับภาษี ที่ต้องมีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น ก็มีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่มาพร้อม ฟอร์มใบเสร็จรับเงิน ในระบบให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือช่วยบันทึกเอกสารให้อัตโนมัติในระบบ สามารถเรียกดูได้ไม่ต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษ ลดปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร รวมไปถึงสามารถส่งเอกสารให้ลูกค้าแบบออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยสร้างใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้ประกอบการ โปรแกรมบัญชี PEAK มาพร้อมระบบการจัดการด้านบัญชีอย่างครบวงจรเพื่อธุรกิจทุกขนาด ให้การทำงานเป็นระบบ ลดขั้นตอนอันยุ่งยาก และเพิ่ม Productivity ของพนักงาน โดยโปรแกรม PEAK สามารถจัดทำใบเสร็จรับเงินได้ทุกรูปแบบทั้งใบเสร็จรับเงินบุคคลธรรมดา และใบเสร็จรับเงินที่ใช้กับนิติบุคคล รวมไปถึงการพิมพ์ใบเสนอราคา หรือใบแจ้งหนี้ที่มักใช้ในขั้นตอนการซื้อขายเช่นกัน หรือถ้าอยากจบปัญหายุ่งยากทางเอกสารบัญชี สามารถเลือกบริษัทรับทำบัญชีเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

20 ธ.ค. 2025

PEAK Account

16 min

วิธีเลือกสำนักงานบัญชี ที่เหมาะกับธุรกิจ จัดการบัญชีภาษีอย่างมีประสิทธิถาพ

การเลือก สำนักงานบัญชี เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าของกิจการหลายท่านอาจคิดว่า เพียงแค่ “น่าเชื่อถือ” และ “ราคาเหมาะสม” ก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง การทำธุรกิจยุคปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา กิจการจึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางบัญชีและการเงินที่แม่นยำ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ทั้งการวิเคราะห์ต้นทุน การกำหนดราคาขาย การวางแผนงบประมาณด้านการตลาด รวมถึงการบริหารสภาพคล่อง ซึ่งในบางครั้ง การได้รับข้อมูลทางบัญชีเป็นรายปี หรือรายเดือนที่ไม่ครบถ้วนเพียงพอ อาจทำให้การตัดสินใจล่าช้ากว่าที่ควร เนื่องจากตัวเลขทางบัญชีอาจจะสะท้อนถึงปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นในระหว่างปี และปัญหานั้นอาจเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนั้น การหาสำนักงานบัญชีสำหรับธุรกิจ SME ในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่การหานักบัญชีที่ปิดงบการเงินและยื่นภาษีให้เสร็จตามกฎหมาย แต่คือการค้นหาพาร์ทเนอร์ที่มีความรู้ด้านบัญชี และการเงิน และมีความเข้าใจในบริบทและวิธีการทำธุรกิจของคุณ เพื่อช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นใจ  และที่สำคัญ ควรมีสไตล์การทำงานที่เหมาะสมกับกิจการ เพื่อให้สามารถร่วมงานกันได้ในระยะยาว รวมทั้งหากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอนาคต เจ้าของกิจการก็จะมั่นใจได้ว่าสำนักงานบัญชีนั้นก็พร้อมที่จะปรับตัวเช่นเดียวกับกิจการคุณ สำนักงานบัญชีที่ “ใช่” ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านภาษีและข้อผิดพลาด แต่ยังช่วยให้เจ้าของกิจการมีข้อมูลที่พร้อมใช้ในการตัดสินใจด้านกลยุทธ์และการเงินได้ทันเวลา เพื่อให้เจ้าของกิจการเลือกสำนักงานบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จึงรวบรวมทั้งปัญหาที่มักพบในการทำงานร่วมกับสำนักงานบัญชี รวมถึงเทคนิคสำคัญที่ควรนำไปใช้ก่อนตัดสินใจเลือกสำนักงานบัญชีสำหรับธุรกิจของคุณ ทำไมการเลือกสำนักงานบัญชี จึงสำคัญต่อธุรกิจ หลายกิจการพบประสบการณ์ไม่ดีจากการ เลือกสำนักงานบัญชีที่ไม่เหมาะกับธุรกิจคล้าย ๆ กัน คือ ถูกทิ้งงานกลางคัน ติดต่อยาก ไม่ให้คำแนะนำทางบัญชี ภาษี และการเงิน และบางครั้งสำนักงานบัญชีไม่เข้าใจการประกอบธุรกิจของกิจการ ส่งผลให้ตัวเลขผิดเพี้ยนและการวิเคราะห์ธุรกิจเป็นไปอย่างคลาดเคลื่อน หรืออาจจะมีปัญหาหรือข้อขัดแย้งอื่น ๆ เกิดขึ้น ทำให้เจ้าของกิจการต้องตัดสินใจเปลี่ยนสำนักงานบัญชี ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่มีเจ้าของกิจการรายใดอยากพบเจอวันนี้ เลยอยากจะมาแชร์ “กรอบแนวคิดในการประเมินและคัดเลือกสำนักงานบัญชี” และเรื่องที่ควรพูดคุยในการคัดเลือกสำนักงานบัญชี มาแบ่งปันให้กับเจ้าของกิจการที่กำลังคัดเลือกสำนักงานบัญชีมาร่วมงานด้วย สำนักงานบัญชีที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร เจ้าของกิจการควรดูอะไรบ้าง สำนักงานบัญชีที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ไม่ได้วัดกันเพียงการปิดงบหรือยื่นภาษีตรงเวลา แต่ต้องเป็นทีมที่มองงานบัญชีในฐานะข้อมูลธุรกิจ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจ ควรประเมินใน 5 มิตินี้: 1) ความเข้าใจธุรกิจของคุณอย่างลึกซึ้ง สำนักงานบัญชีควรมีประสบการณ์หรือความเข้าใจในประเภทธุรกิจของกิจการ ซึ่งควรจะแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมของกิจการเป็นกลุ่มย่อยได้ เช่น การทำร้านอาหาร ก็จะมีทั้งร้านอาหารตามสั่ง ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านบุฟเฟ่ต์ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มีวิธีการทำธุรกิจ และการจัดการที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้จะอยู่ในกลุ่มร้านอาหารเหมือนกัน และมีความเสี่ยงที่คล้าย ๆ กันในบางเรื่อง นอกจากนี้ สำนักงานบัญชีควรมีความเข้าใจสภาพของการของตลาด และการแข่งขันกันในตลาดนั้น ๆ ในเบื้องต้นด้วย 2) มีระบบและเครื่องมือที่โปร่งใส การมีระบบและเครื่องมือที่โปร่งใส จะทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และป้องกันการเข้าใจคลาดเคลื่อน ที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาในภายหลัง ทั้งการจัดส่งเอกสาร การรายงานเรื่องต่าง ๆ ที่พบ การแจ้งประเด็นความเสี่ยงของกิจการ และตกลงขอบเขตงานเป็นลายลักษณ์อักษร 3) ความรู้และการอธิบายที่เข้าใจง่าย สำนักงานบัญชีที่ดีต้องอธิบายด้วยภาษาที่เจ้าของกิจการเข้าใจได้ และให้เหตุผลรองรับจากหลักบัญชีและกฎหมาย เพื่อให้ในอนาคต หากมีประเด็นทางบัญชี ภาษีที่ซับซ้อนเกิดขึ้น จะได้มั่นใจได้ว่าสำนักงานบัญชีจะสามารถอธิบายให้เจ้าของกิจการเข้าใจได้ เพื่อสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง 4) การสื่อสารที่เป็นระบบ งานบัญชีต้องอาศัยการประสานงานตลอดปี ดังนั้นช่องทางสื่อสาร การตอบกลับ และการแจ้งเตือนจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ควรสื่อสารด้วยวิธีที่เจ้าของกิจการมองว่าเหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5) ให้คำแนะนำที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น สำนักงานบัญชีที่ดีควรสามารถมองตัวเลขและ ข้อมูลบัญชีของกิจการ เป็นภาพรวม ไม่ใช่เพียงการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง แต่ต้องอธิบายข้อมูลเป็นเชิงลึก และให้คำแนะนำเพื่อการบริหารกิจการ และควรนำเป็นประเด็นไปสอบถามเจ้าของกิจการด้วย เพราะบางครั้งเจ้าของกิจการอาจจะไม่ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่สะท้อนมาในตัวเลขทางบัญชี 4 เรื่องสำคัญที่ต้องคุยก่อนเลือกสำนักงานบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจ การเตรียมคำถามก่อนคุยกับสำนักงานบัญชี จะช่วยให้คุณประเมินความพร้อม ความสามารถ และแนวคิดการทำงานของทีมบัญชีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 1) คุย “ขอบเขตงานรายเดือน” ให้ชัดเจน เจ้าของกิจการจำนวนมากต้องใช้ข้อมูลรายเดือนหรือรายไตรมาสประกอบการตัดสินใจ เช่น การปรับราคาขาย การวางงบโฆษณาและการตลาด และความเสี่ยงด้านการเงินจากการขยายขนาดกิจการ (Scale up) เป็นต้น แต่สำนักงานบัญชีบางแห่งอาจ “ไม่ได้ปิดบัญชีรายเดือน” หรือปิดเฉพาะบางหมวด ทำให้ตัวเลขไม่พร้อมใช้งานและไม่สามารถนำไปตัดสินใจได้จริง ควรตกลงกันให้ชัดเจนว่า: การมีขอบเขตชัดเจนตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างปีได้อย่างมาก 2) ตกลงวิธี “จัดส่งเอกสาร” ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก เอกสารคือหัวใจของงานบัญชี และเป็นจุดที่ผิดพลาดได้ง่ายที่สุด สำนักงานบัญชีแต่ละแห่งมีระบบรับเอกสารต่างกัน เช่น หากไม่มีการตกลงให้ชัดเจน เช่น ส่งกระดาษบางส่วนและไฟล์บางส่วน ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมกับสำนักงานบัญชีนั้น ๆ เอกสารอาจตกหล่น ส่งผลให้การบันทึกบัญชีไม่ครบถ้วน และผิดพลาด ควรคุยให้ชัดว่า 3) ตกลงขอบเขตการใช้งานโปรแกรม หากมีการใช้โปรแกรมบัญชีร่วมกัน หลายกิจการ SME ปัจจุบันใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ร่วมกับ สำนักงานบัญชี เช่น PEAK Account ในการออกบิลขาย บันทึกค่าใช้จ่าย และดูข้อมูลแบบ Real-time ผ่าน DashBoard เนื่องจากมีความสะดวกกว่าโปรแกรมแบบออฟไลน์ ดังนั้นสำนักงานบัญชีที่ใช้โปรแกรมเดียวกันกับกิจการจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและทำให้ข้อมูลตรงกัน 100% รวมถึงทำให้ข้อมูลที่เจ้าของกิจการต้องการใช้แบบ Real-time นั้นมีการอัพเดทตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม การที่ใช้โปรแกรมเดียวกันนั้น ทำให้สำนักงานบัญชีอาจจะเข้ามาแก้ไขการข้อมูลในโปรแกรมบัญชีดังกล่าว ดังนั้น การตกลงขอบเขตงาน ว่างานส่วนใดที่เป็นความรับผิดชอบของกิจการ หรือส่วนใดเป็นของสำนักงานบัญชี และการที่สำนักงานบัญชีพบข้อผิดพลาดและต้องการแก้ไข จะต้องมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปประกอบการกำหนดสิทธิในโปรแกรมให้เหมาะสมนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญ 4) ขอคำแนะนำเบื้องต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่คุย ทั้งเรื่องบัญชี ภาษี และการเงิน เจ้าของกิจการ ควรขอคำแนะนำจากสำนักงานบัญชีในเบื้องต้นตั้งแต่ครั้งแรกที่พูดคุย เพื่อเป็นการทดสอบว่าสำนักงานบัญชีมีความรู้ความเข้าใจจริงหรือไม่ โดยอาจจะเป็นการยกสถานการณ์จริงเพื่อขอคำแนะนำ เพราะถึงแม้สำนักงานบัญชีจะมีประสบการณ์ในธุรกิจประเภทเดียวกันแล้ว แต่หลายกิจการก็มีวิธีการประกอบธุรกิจที่ต่างกัน เช่น ช่องทางการขาย การสั่งซื้อสั่งผลิตสินค้า การเบิกเงินสำรองจ่ายโดยพนักงาน และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ความเสี่ยงของกิจการนั้นมีความเฉพาะของกิจการด้วย ทั้งในด้านบัญชี ภาษี และการเงิน ดังนั้น เจ้าของกิจการควรขอคำแนะนำเบื้องต้นในวันแรก ที่เป็นคำถามเฉพาะเจาะจงด้วย เช่น สำนักงานบัญชีควรให้คำแนะนำในเบื้องต้นถึงความเสี่ยงที่สำคัญของกิจการได้ จำไว้ว่า “การเลือกสำนักงานบัญชีให้ดีตั้งแต่ต้น” คุ้มค่ากว่าเสมอ หากคุณกำลังอยู่ในขั้นตอน เลือกหรือหาสำนักงานบัญชี แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มจากจุดไหน การเลือกสำนักงานบัญชีที่มีระบบการทำงานชัดเจน และเข้าใจบริบทของธุรกิจ SME ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความต่อเนื่องของข้อมูลบัญชีได้มากขึ้น ปัจจุบัน PEAK มี บริการรับทำบัญชีจากสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ ที่ผ่านการคัดเลือก และทำงานบนระบบเดียวกัน ทำให้เจ้าของกิจการมั่นใจได้ว่าข้อมูลบัญชีถูกต้อง ตรวจสอบได้ และพร้อมนำไปใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก  บุริศร์ ทุ่งสุกใส (คุณแบร์)บริษัท เอสเอ็น ซีพีเอ ออดิท จำกัด / ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)รับทำบัญชี สอบบัญชี ให้คำปรึกษาด้านบัญชี ภาษี และการเงิน ประสบการณ์ทำงาน 7 ปีในบริษัท Big4 เชี่ยวชาญธุรกิจก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม และขายของออนไลน์

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

29 min

อากรแสตมป์ คืออะไร? ใช้อย่างไร ซื้อที่ไหน เรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำสัญญาธุรกิจ

อากรแสตมป์ คือ ภาษีที่กฎหมายกำหนดให้ติดในสัญญาและเอกสารสำคัญบางประเภท เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย หากไม่ติดหรือติดไม่ถูกต้อง อาจทำให้เอกสารไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ บทความนี้สรุปทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์ ตั้งแต่ความหมาย เหตุผลที่ต้องติด วิธีชำระ ตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้น เพื่อให้จัดการเอกสารได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น อากรแสตมป์คืออะไร และต้องติดภายในกี่วัน? อากรแสตมป์ คือ ภาษีรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐเก็บจากการทำสัญญาและนิติกรรม เพื่อรับรองและยืนยันความถูกต้องตามกฎหมายของเอกสารฉบับนั้น ซึ่งเอกสารที่ต้องติดอากรแสตมป์จะต้องดำเนินการภายใน 15 วันหลังจากวันลงนาม ทำให้อากรแสตมป์มีหน้าที่เปรียบเหมือน “ตรารับรอง” จากภาครัฐว่าเอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ทันที หากไม่ติด อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธในชั้นศาล หรือถูกเรียกเก็บค่าปรับย้อนหลังได้ อัตราค่าอากรแสตมป์จะแตกต่างกันตามแต่ละประเภทตราสาร ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ซึ่งปัจจุบันมีตราสารทั้งหมด 28 ลักษณะ โดยดวงอากรแสตมป์ที่จำหน่ายมี 3 ราคา แยกตามสี ดังนี้ สีของดวงแสตมป์ ราคา หมายเหตุ สีน้ำเงิน 1 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรต่ำ สีเขียว 5 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรปานกลาง สีแดง 20 บาท ใช้สำหรับตราสารมูลค่าอากรสูง นอกจากแบบดวง ยังมีการชำระเป็นตัวเงิน ผ่านแบบ อ.ส.4 ที่สำนักงานสรรพากร หรือชำระออนไลน์ผ่าน e-Stamp (อ.ส.9) ทางเว็บไซต์กรมสรรพากร ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดด้านล่าง สิ่งที่ต้องรู้คือ อากรแสตมป์ไม่ใช่แสตมป์ไปรษณีย์ ทั้งสองเป็นคนละสิ่งกันและใช้แทนกันไม่ได้ โดยอากรแสตมป์พิมพ์โดยโรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงมีมาตรฐานป้องกันการปลอมแปลงระดับเดียวกับธนบัตร ทำไมการติดอากรแสตมป์ถึงสำคัญกับธุรกิจ? อากรแสตมป์ไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่ยังเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อธุรกิจใน 3 มิติหลัก ดังนี้ ตัวอย่าง: คุณทำสัญญาเช่าร้านค้า มูลค่า 50,000 บาทต่อเดือน เซ็นชื่อทั้งสองฝ่ายเรียบร้อย แต่ลืมติดอากรแสตมป์ ทุกอย่างปกติจนกระทั่งเกิดข้อพิพาทและต้องนำสัญญาไปใช้ในศาล ผลคือ สัญญาฉบับนี้จะถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้เป็นหลักฐาน จนกว่าจะเสียอากรพร้อมเงินเพิ่มครบเสียก่อน ใครมีหน้าที่รับผิดชอบในการเสียอากรแสตมป์? ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์จะระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ซึ่งแตกต่างกันตามลักษณะตราสาร ตัวอย่างเช่น ในทางปฏิบัติ คู่สัญญาอาจตกลงกันว่าฝ่ายใดจะออกค่าอากรก็ได้ แต่ตามกฎหมาย ผู้ที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักเสมอ หากตราสารถูกทำขึ้นนอกประเทศไทย ผู้ที่ได้รับตราสารเป็นคนแรกในไทยจะต้องเสียอากรภายใน 30 วัน วิธีชำระอากรแสตมป์มีกี่แบบและควรเลือกแบบไหน? การชำระอากรแสตมป์มีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเอกสารและความสะดวก โดยมี 4 วิธีหลัก ดังนี้ วิธีชำระ รายละเอียด เหมาะกับ ติดแสตมป์ดวง ซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร แล้วขีดฆ่าพร้อมลงลายมือชื่อและวันที่ ตราสารมูลค่าอากรไม่สูง เช่น หนังสือมอบอำนาจ แสตมป์ดุน เจ้าหน้าที่ประทับตราดุนลงบนเอกสาร (วิธีเก่า ปัจจุบันไม่นิยมใช้แล้ว) เอกสารบางประเภทตามข้อกำหนดเดิม ชำระตัวเงิน (อ.ส.4) ยื่นแบบและชำระเงินที่สำนักงานสรรพากร เอกสารที่มีมูลค่าสูง หรือที่กำหนดให้ต้องชำระเป็นตัวเงินเท่านั้น ชำระออนไลน์ e-Stamp (อ.ส.9) ชำระผ่าน e-Filing สะดวกรวดเร็ว ได้ QR Code รับรอง เอกสารอิเล็กทรอนิกส์และกระดาษ ตรวจสอบย้อนหลังได้  เอกสารและธุรกรรมที่ต้องเสียอากรแสตมป์มีอะไรบ้าง? กรมสรรพากรกำหนดตราสาร 28 ลักษณะที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ต่อไปนี้คือสัญญาที่เจ้าของธุรกิจพบเจอบ่อยที่สุด พร้อมค่าอากร ผู้เสียอากร และผู้ขีดฆ่า อัตราอากรแสตมป์และตัวอย่างสัญญาที่พบบ่อย ประเภทตราสาร อัตราอากร ผู้เสียอากร ผู้ขีดฆ่า ตัวอย่าง เช่าที่ดิน/โรงเรือน/สิ่งปลูกสร้าง 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้ให้เช่า ผู้เช่า ค่าเช่า 10,500 บาท = อากร 11 บาท จ้างทำของ 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้รับจ้าง ผู้จ้าง ค่าจ้าง 15,500 บาท = อากร 16 บาท กู้ยืมเงิน 1 บาท / 2,000 บาท (สูงสุด 10,000) ผู้ให้กู้ ผู้กู้ กู้ 50,000 บาท = อากร 25 บาท เช่าซื้อทรัพย์สิน 1 บาท / 1,000 บาท หรือเศษ ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อ เช่าซื้อรถ 800,000 บาท = อากร 800 บาท ใบรับเงิน (Receipt) 1 บาท / 200 บาท (ตั้งแต่ 200 ขึ้นไป) ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ ออกใบรับ 50,000 บาท = อากร 250 บาท รายละเอียดของตราสารแต่ละประเภทที่พบบ่อย คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร – เปรียบเหมือนสำเนาของต้นฉบับ โดยต้องมีข้อความ รายละเอียด และลายมือชื่อเหมือนต้นฉบับ หากต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน 5 บาท คู่ฉบับเสียอากร 1 บาท แต่ถ้าต้นฉบับเสียอากร 5 บาทขึ้นไป คู่ฉบับเสียอากร 5 บาท เช่น สัญญากู้ยืมต้นฉบับเสีย 25 บาท คู่ฉบับเสียเพียง 5 บาท เอกสารประเภทอื่นที่ต้องใช้อากรแสตมป์ นอกจากสัญญาหลัก ๆ ข้างต้น ยังมีเอกสารประเภทอื่นที่เจ้าของธุรกิจอาจพบเจอได้เช่นกัน ข้อควรรู้: การคำนวณอากรแสตมป์จะไม่นำภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มารวมด้วย เช่น  กรณีที่ได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ใช่ทุกเอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ บางกรณีได้รับยกเว้น เช่น จุดน่าสังเกตสำหรับ SMEs: ถ้าธุรกิจของคุณจดทะเบียน VAT แล้ว ใบเสร็จรับเงินจะได้รับการยกเว้นอากรแสตมป์ ไม่ต้องเสียซ้ำ ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับอากรแสตมป์ที่ทำให้สัญญาใช้ไม่ได้มีอะไรบ้าง? ถึงแม้จะทำสัญญาอย่างถูกต้องครบถ้วน แต่หากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ผิดพลาด ก็อาจทำให้เอกสารฉบับดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามกฎหมาย ต่อไปนี้คือ 9 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่เจ้าของธุรกิจต้องระวัง ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษและแบบออนไลน์ เมื่อเห็นถึงความสำคัญและข้อควรระวังในการติดอากรแสตมป์กันแล้ว ส่วนถัดมาจะอธิบายขั้นตอนการติดอากรแสตมป์ทั้งแบบกระดาษและแบบออนไลน์ (e-Stamp) ให้ครบถ้วน ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบกระดาษ สำหรับขั้นตอนแบบกระดาษ มีทั้งหมด 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ ขั้นตอนการติดอากรแสตมป์แบบออนไลน์ (e-Stamp) อากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Stamp เป็นระบบที่กรมสรรพากรเปิดให้บริการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 สามารถชำระได้ทั้งเอกสารแบบดิจิทัลและเอกสารกระดาษ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากร มีขั้นตอนดังนี้ ข้อดีของ e-Stamp: ไม่ต้องเดินทาง ลดความเสี่ยงแสตมป์สูญหาย ตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบประวัติชำระย้อนหลังได้ และชำระได้ทุกที่ทุกเวลา เหมาะสำหรับธุรกิจที่ทำตราสารบ่อย ผลทางกฎหมายและข้อควรระวังเกี่ยวกับอากรแสตมป์ การไม่เสียอากรแสตมป์ให้ครบถ้วนมีผลกระทบทั้งทางแพ่งและทางอาญา สรุปตามตารางด้านล่าง ระยะเวลาที่ล่าช้า เงินเพิ่ม (Surcharge) โทษปรับ (ทางอาญา) ไม่เกิน 15 วัน อากร + เงินเพิ่ม 1 เท่า – เกิน 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน อากร + เงินเพิ่ม 2 เท่า (หรือ 4 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท เกิน 90 วัน อากร + เงินเพิ่ม 5 เท่า (หรือ 10 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท เจ้าหน้าที่ตรวจพบ อากร + เงินเพิ่ม 6 เท่า (หรือ 25 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า) ปรับไม่เกิน 500 บาท ตัวอย่าง: คุณสมชายทำสัญญาจ้างรีโนเวทร้านอาหาร 300,000 บาท ต้องเสียอากรแสตมป์ 300 บาท แต่ลืมจ่าย 4 เดือนผ่านไป (เกิน 90 วัน) คุณสมชายต้องจ่ายอากร 300 + เงินเพิ่ม 5 เท่า (1,500) รวม 1,800 บาท จากที่จ่ายแค่ 300 บาทตั้งแต่แรก การขอคืนหรือแก้ไข และอายุความที่ควรรู้ บางกรณีสามารถขอคืนอากรแสตมป์ได้ เช่น เสียอากรซ้ำซ้อน เสียเกินจำนวน ตราสารไม่มีผลใช้บังคับ (สัญญาถูกยกเลิกก่อนดำเนินการ) หรือชำระผิดประเภท โดยต้องยื่นคำร้องขอคืนภายใน 6 เดือนนับจากวันที่เสียอากร ตามมาตรา 122 แห่งประมวลรัษฎากร อายุความในการเรียกเก็บ: กรมสรรพากรมีอำนาจเรียกเก็บอากรและเงินเพิ่มภายใน 10 ปีนับจากวันทำตราสาร จึงไม่ควรประมาทว่า “เรื่องเก่า ๆ จะไม่ถูกตรวจ” ข้อควรรู้เกี่ยวกับอากรแสตมป์เพิ่มเติม สำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากจัดการเรื่องอากรแสตมป์ได้อย่างถูกต้องและไม่พลาด มีข้อควรจำเพิ่มเติมดังนี้ เจ้าของกิจการหลายท่านอาจมองข้ามเรื่องอากรแสตมป์ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะหากเกิดข้อพิพาท เอกสารอาจไม่สามารถใช้ในชั้นศาลได้หากไม่จัดการเรื่องอากรแสตมป์อย่างถูกวิธี ดังนั้นทุกครั้งที่ทำสัญญา อย่าลืมตรวจสอบว่าเอกสารนั้นเข้าข่ายต้องเสียอากรหรือไม่ และดำเนินการให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและลดโอกาสเกิดปัญหาทางกฎหมายในอนาคต PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

14 min

งบการเงิน คืออะไร? สรุปเข้าใจง่าย สำหรับเจ้าของธุรกิจ

คำว่า งบการเงิน หลายคนได้ยินแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของนักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว งบการเงินคือสิ่งที่บอกได้ชัดที่สุดว่าธุรกิจของคุณกำลังไปได้ดีหรือกำลังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำไร เงินสด หรือหนี้สิน ทุกอย่างสะท้อนอยู่ในงบการเงินทั้งหมด ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ SME หรือแม้แต่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ PEAK จะช่วยให้เข้าใจว่า งบการเงินคืออะไร มีอะไรบ้าง และควรดูตรงไหนถึงจะเอาไปใช้ตัดสินใจได้จริง โดยไม่ต้องมีพื้นฐานบัญชีมาก่อน งบการเงิน คืออะไร? งบการเงิน (Financial Statement) คือรายงานสรุปภาพรวมทางการเงินของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ว่าบริษัทมีรายได้เท่าไร ใช้จ่ายไปเท่าไร เหลือกำไรหรือขาดทุนแค่ไหน และตอนนี้มีทรัพย์สินหรือหนี้สินอยู่ระดับใด การจัดทำและยื่นงบการเงิน เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ที่บริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องยื่นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด  แต่ในมุมของเจ้าของธุรกิจหลายราย อาจไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะอ่านไม่เข้าใจ ทั้งที่จริงๆแล้ว งบการเงินคือเครื่องมือวัดสถานะธุรกิจที่สามารถนำไปพัฒนาและกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้เลย ทำไมงบการเงินถึงสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ  ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขา เพิ่มพนักงาน ลงทุนซื้อเครื่องจักร หรือปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ตัวเลขในงบการเงินคือข้อมูลสำคัญที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ  ธนาคารและผู้ลงทุนมักพิจารณางบการเงินเป็นอันดับแรก หากงบชัดเจน โปร่งใส และสะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแรง โอกาสได้รับการอนุมัติก็สูงขึ้น  งบการเงินที่จัดทำอย่างถูกต้องและตรวจสอบได้ แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ และการบริหารจัดการที่ดี  การเห็นภาพรวมรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินอย่างชัดเจน ช่วยให้ธุรกิจควบคุมความเสี่ยงได้ก่อนเกิดปัญหาใหญ่ ในทางตรงกันข้าม หากงบการเงินจัดทำแบบเร่งรีบ ข้อมูลไม่ครบ หรือมีการแก้ไขย้อนหลังบ่อย ๆ นอกจากจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาดแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงและกระทบความน่าเชื่อถือของธุรกิจทันที 3 งบการเงินที่สำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจ แม้รายละเอียดทางบัญชีจะมีหลายส่วน แต่โดยทั่วไปงบการเงินหลัก ๆ ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้มี 3 งบสำคัญ 1. งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) งบแสดงฐานะการเงิน คือ งบที่แสดงความมั่นคงทางการเงินของบริษัท ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ว่าตอนนี้บริษัทมีอะไรอยู่บ้าง และเป็นหนี้ใครเท่าไร ในงบนี้จะประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญคือ  1.1) สินทรัพย์ คือสิ่งที่บริษัทครอบครองและสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แบ่งเป็น 1.2) หนี้สิน คือภาระผูกพันทางการเงินของบริษัท ที่ต้องชำระคืน แบ่งเป็น 1.3) ส่วนของผู้ถือหุ้น คือส่วนที่เหลือหลังจากหักหนี้สินออกจากสินทรัพย์ และยังรวมถึง ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันเสมอ หากหนี้สินสูงมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังเสี่ยงเกินไป งบดุลจึงช่วยตอบคำถามว่า “ธุรกิจเราแข็งแรงแค่ไหนในวันนี้” 2. งบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุนเป็นงบที่เจ้าของธุรกิจมักสนใจมากที่สุด เพราะเป็นตัวบอกตรง ๆ ว่าธุรกิจ “กำไรหรือขาดทุน”  งบนี้แสดงโครงสร้างสำคัญ คือ  2.1) รายได้ 2.2) ค่าใช้จ่าย 2.3) กำไร ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กำไรไม่เพิ่ม อาจหมายความว่าต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ซึ่งเป็นจุดที่ต้องกลับมาทบทวนทันที  3. งบกระแสเงินสด งบกระแสเงินสดเป็นตัวบอกว่าเงินสดเข้า-ออกจริงเท่าไร โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน 3.1) เงินสดจากการดำเนินงาน – เงินที่เกิดจากการทำธุรกิจปกติ เช่น  3.2) เงินสดจากการลงทุน – เงินที่ใช้ไปกับการซื้อเพื่อการลงทุน เช่น 3.3) เงินสดจากการจัดหาเงิน – เงินที่เกี่ยวกับการหาหรือจ่าย และแสดงความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุนในบริษัท เช่น  เจ้าของธุรกิจควรดูงบการเงินหรือไม่ ไม่ใช่แค่นักบัญชีเท่านั้นที่ต้องเข้าใจงบการเงิน แต่งบการเงิน คือ รายงานสุขภาพของธุรกิจ ที่เจ้าของต้องอ่านและทำความเข้าใจด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับทุกการตัดสินใจสำคัญ เช่น ขยายกิจการ ขอกู้เงิน เพิ่ม/ลดพนักงาน หรือการวางแผนควบคุมต้นทุน หากไม่ดูงบการเงิน ธุรกิจอาจดูมีกำไรบนกระดาษแต่ขาดเงินสด หรืออาจจะเติบโตแบบมีความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว  ปัญหาที่ธุรกิจมักเจอเกี่ยวกับงบการเงิน หลายธุรกิจไม่ได้มีปัญหาเรื่องยอดขาย แต่สะดุดเพราะข้อมูลบัญชีไม่เป็นระบบ ซึ่งมักเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้ เมื่อข้อมูลต้นทางไม่ถูกต้อง งบการเงินที่จัดทำขึ้นก็อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ และส่งผลให้เจ้าของกิจการตัดสินใจผิดทิศทางได้โดยไม่รู้ตัว ทำให้งบการเงินเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ “เพื่อนคู่คิด” เคียงข้างธุรกิจคุณ ช่วยผู้ประกอบการบันทึกธุรกรรมประจำวัน และสรุปรายงานทางการเงินได้แบบเรียลไทม์ สามารถดูการใช้งานโปรแกรม PEAK เพื่อดูงบการเงินเพิ่มเติม ทำให้การจัดทำงบการเงินไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป และเจ้าของธุรกิจสามารถดูภาพรวมได้เองตลอดเวลา ใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลาสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน บัญชี เอกสาร และรายงานได้จากทุกอุปกรณ์ ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญแบบ Real-Time  ครบทุกฟังก์ชันที่ธุรกิจต้องการครอบคลุมตั้งแต่การออกเอกสารธุรกิจ ไปจนถึงการจัดทำงบการเงินและรายงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยให้ข้อมูลทางบัญชีถูกต้อง แม่นยำ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้ทันที ลดงานซ้ำซ้อน ด้วยระบบอัตโนมัติไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำหลายครั้ง ช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และลดเวลาการทำงานลงอย่างเห็นได้ชัด  เก็บเอกสารอย่างปลอดภัย ไม่หาย ไม่สับสนด้วยระบบที่ช่วยจัดเก็บเอกสารต่าง ๆ แบบออนไลน์ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารตกหล่นหรือหาย และสามารถค้นหาเอกสารย้อนหลังได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยด้วยมาตรฐาน Cloud ระดับสากลข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บนระบบ Cloud ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมการสำรองข้อมูลอัตโนมัติและระบบยืนยันตัวตนแบบ Two-Factor Authentication ช่วยให้คุณอุ่นใจว่าข้อมูลธุรกิจจะปลอดภัยและพร้อมใช้งานเสมอ  งบการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเข็มทิศสำคัญของธุรกิจ งบการเงินคือเครื่องมือที่บอกว่าธุรกิจของคุณกำลังเดินไปในทิศทางไหน กำไรจริงไหม เงินสดพอหรือเปล่า และฐานะการเงินแข็งแรงแค่ไหน ยิ่งคุณเข้าใจตัวเลขเหล่านี้ คุณก็ยิ่งตัดสินใจได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น และหากมีระบบบัญชีที่ดีตั้งแต่ต้น การทำงบการเงินก็จะไม่ใช่เรื่องเครียดอีกต่อไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.พ. 2026

PEAK Account

31 min

งบการเงิน คืออะไร? วิธีดูงบก่อนวิเคราะห์ธุรกิจ สำหรับมือใหม่

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหรือทำมาสักพัก คุณอาจเคยได้ยินคำว่า งบการเงิน ผ่านหูมาบ้าง แต่พอเปิดดูจริง ๆ กลับเจอตัวเลขเต็มไปหมด มีชื่อบัญชีที่อ่านแล้วงง ทำให้หลายคนเลือกปิดไฟล์แล้วปล่อยให้นักบัญชีจัดการไป แต่ความจริงแล้ว งบการเงิน คือ เครื่องมือที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการบริหารธุรกิจ มันเปรียบเหมือน “ใบตรวจสุขภาพ” ของกิจการ ที่บอกได้ว่าธุรกิจของคุณแข็งแรงดีไหม มีเงินพอใช้หรือเปล่า กำไรจริง ๆ เท่าไหร่ และกำลังมุ่งหน้าไปทิศทางไหนบทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักกับงบการเงินตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีการอ่านและวิเคราะห์อย่างง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางบัญชีมาก่อน เพียงแค่คุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่อยากเข้าใจตัวเลขในกิจการของตัวเองมากขึ้น ก็อ่านตามได้เลย งบการเงิน คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ? งบการเงิน คือ รายงานทางการเงินที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อสรุปภาพรวมของฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสดของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน พูดง่าย ๆ ก็คือ งบการเงิน จะบอกคุณว่า “ตอนนี้ธุรกิจมีเงินเท่าไหร่ เป็นหนี้เท่าไหร่ ขายของแล้วได้กำไรหรือขาดทุน และเงินสดในมือยังพอหมุนไหม” ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อทั้งตัวเจ้าของกิจการเอง ธนาคาร นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยต้องจัดทำงบการเงินและนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยงบการเงินมีอะไรบ้างนั้น โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ได้แก่ งบแสดงฐานะทางการเงิน (งบดุล), งบกำไรขาดทุน, งบกระแสเงินสด, งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และหมายเหตุประกอบงบการเงิน งบการเงินสำคัญต่อเจ้าของธุรกิจอย่างไร? สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือเจ้าของธุรกิจ SMEs งบการเงิน ไม่ใช่แค่เอกสารที่ต้องส่งให้ราชการตามหน้าที่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจ เช่น หาอ่านงบการเงินได้จากที่ไหน และครอบคลุมช่วงเวลาใด? งบการเงิน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือเว็บไซต์ของบริษัทนั้น ๆ โดยตรง ส่วนธุรกิจทั่วไปที่เป็นนิติบุคคล สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+โดยทั่วไป งบการเงิน จะจัดทำเป็นรายปี ซึ่งรอบบัญชีส่วนใหญ่จะกำหนดตามปีปฏิทิน คือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม แต่บางบริษัทอาจกำหนดรอบบัญชีต่างออกไปก็ได้ นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังต้องจัดทำงบการเงินรายไตรมาสด้วย 5 องค์ประกอบงบการเงินมีอะไรบ้าง? 1. งบดุล (Balance Sheet) คืออะไร? งบดุล หรือชื่อทางการว่า งบฐานะทางการเงิน (Statement of Financial Position) เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินที่บอกคุณว่า “ณ วันนั้นวันนี้ ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือบ้าง” โดยจะแสดงข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันตามสมการบัญชี: สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ องค์ประกอบหลักและสิ่งที่งบดุลบอกเรา อัตราส่วนสำคัญและลักษณะของงบดุลที่ดี เวลาอ่านงบดุล มีอัตราส่วนที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจ เช่น งบดุลที่ดีควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนพอสมควร มีอัตราส่วนหนี้สินไม่สูงจนเกินไป และส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจสร้างมูลค่าให้กับเจ้าของได้ 2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) บอกอะไรเราบ้าง? ถ้างบดุลบอกว่า “ตอนนี้มีอะไร” งบกำไรขาดทุนจะบอกว่า “ช่วงที่ผ่านมาทำเงินได้เท่าไหร่” โดยงบนี้จะแสดงรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 1 ปี หรือ 1 ไตรมาส กำไรแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? ในงบกำไรขาดทุน คุณจะเห็นกำไรหลายระดับ ซึ่งแต่ละตัวมีความหมายต่างกัน ดังนี้ อัตราส่วนสำคัญและการอ่านแนวโน้มรายได้-ค่าใช้จ่าย เคล็ดลับในการอ่านงบกำไรขาดทุนคือ อย่าดูแค่ปีเดียว ลองเปรียบเทียบย้อนหลัง 2-3 ปี เพื่อดูว่ารายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมหรือไม่ และกำไรสุทธิมีทิศทางเป็นอย่างไร 3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คืออะไร? คืองบที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมองข้าม แต่กลับเป็นงบที่สำคัญมาก เพราะมันบอกว่า “เงินสดเข้า-ออกจากกิจการเท่าไหร่จริง ๆ” ซึ่งต่างจากงบกำไรขาดทุนที่อาจรวมรายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินจริงด้วย กระแสเงินสดต่างจากกำไรอย่างไร?  นี่คือจุดที่ทำให้เจ้าของธุรกิจหลายคนสับสน “ทำไมมีกำไรแต่ไม่มีเงินสด?” คำตอบอยู่ตรงนี้: กำไร คำนวณตามหลักบัญชี ซึ่งรับรู้รายได้ทันทีที่เกิดการขาย แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน เช่น ขายสินค้าเป็นเครดิต 30 วัน รายได้จะถูกบันทึกในวันที่ขาย แต่เงินสดจะเข้ามาจริงอีก 30 วันข้างหน้า กระแสเงินสด ดูเฉพาะเงินที่เข้า-ออกจริง ๆ เท่านั้น ธุรกิจที่มีกำไรสูงแต่เก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ อาจเจอปัญหาเงินสดขาดมือจนต้องปิดกิจการ นี่คือเหตุผลว่าทำไมงบกระแสเงินสดจึงสำคัญมาก 3 กิจกรรมหลักและวิธีตีความ 4. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น (Statement of Changes in Equity) คืออะไร? งบนี้แสดงให้เห็นว่าส่วนของเจ้าของ (หรือส่วนของผู้ถือหุ้น) เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะมีรายละเอียด เช่น สำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs งบนี้จะช่วยให้เห็นว่ามูลค่ากิจการในส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้ากำไรสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจกำลังสร้างมูลค่าให้กิจการได้ต่อเนื่อง 5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to Financial Statements) สำคัญอย่างไร? หลายคนอาจมองข้ามส่วนนี้ แต่จริง ๆ แล้ว หมายเหตุประกอบงบการเงิน เป็นเหมือน “คำอธิบายฉบับเต็ม” ของตัวเลขทั้งหมดที่ปรากฏในงบ โดยจะระบุรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ถ้าคุณเห็นตัวเลขที่ดูผิดปกติในงบ ให้ลองอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพราะคำตอบมักอยู่ที่นั่น สรุปตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของงบการเงินแต่ละประเภท เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะสรุปให้เห็นว่างบการเงินมีอะไรบ้าง แต่ละประเภทบอกอะไร และมีประโยชน์อย่างไร ประเภทงบ บอกอะไร ช่วงเวลา คำถามสำคัญที่ตอบได้ งบดุล ฐานะทางการเงิน ณ วันใดวันหนึ่ง (สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ) ณ วันที่ (Snapshot) ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือ? เป็นหนี้เท่าไหร่? งบกำไรขาดทุน ผลการดำเนินงาน (รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุน) ช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 1 ปี) ขายแล้วกำไรหรือขาดทุน? งบกระแสเงินสด การเคลื่อนไหวของเงินสดจริง (เข้า-ออก) ช่วงเวลาหนึ่ง เงินสดไหลเข้า-ออกเท่าไหร่? มีเงินพอหมุนไหม? งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น ความเปลี่ยนแปลงของส่วนเจ้าของ ช่วงเวลาหนึ่ง มูลค่าส่วนเจ้าของเพิ่มหรือลด? หมายเหตุประกอบงบ คำอธิบายเพิ่มเติมของตัวเลขในงบทั้งหมด ตามงบที่อ้างอิง รายละเอียดเบื้องหลังตัวเลขคืออะไร? ความสัมพันธ์ระหว่างงบการเงินทั้งหมด งบการเงิน ทั้ง 5 ส่วนไม่ได้แยกกันอยู่อิสระ แต่เชื่อมโยงกันเหมือนเครือข่าย การเข้าใจความสัมพันธ์นี้จะช่วยให้คุณอ่านงบการเงินได้อย่างมีมิติมากขึ้น งบแต่ละประเภทเชื่อมโยงกันอย่างไร ตัวอย่าง: ลองนึกภาพตามนี้: เมื่อธุรกิจขายสินค้าได้ กำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะถูกนำไปเพิ่มใน “กำไรสะสม” ในงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น จากนั้นกำไรสะสมก็ไปปรากฏอยู่ในส่วนของเจ้าของในงบดุลอีกที ขณะเดียวกัน เงินสดที่เข้ามาจริง (หรือยังไม่เข้า) จะถูกสะท้อนในงบกระแสเงินสด ตัวอย่าง: บริษัท ก. ขายสินค้าได้ 1,000,000 บาท ต้นทุน 600,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 200,000 บาท เทคนิคการวิเคราะห์ธุรกิจจากงบการเงินโดยการตั้งคำถามตามนี้ เมื่อเข้าใจงบแต่ละประเภทแล้ว ต่อไปคือการนำข้อมูลจากงบการเงินมาวิเคราะห์ “สุขภาพ” ของธุรกิจ ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรถามตัวเองเป็นประจำ 1. เงินสดพอใช้ไหม? อยู่รอดได้กี่เดือน? ตัวเลขนี้ช่วยบอกว่าถ้าวันนี้ไม่มีรายได้เข้ามาเลย ธุรกิจจะอยู่ได้กี่เดือน ซึ่งควรมีอย่างน้อย 3-6 เดือนเป็น Buffer สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน 2. ธุรกิจนี้ทำแล้วคุ้มไหม? 3. รายได้ที่เห็น เป็นเงินจริงหรือยัง? ถ้าอยากรู้ว่าเงินที่เก็บไม่ได้ไปอยู่ที่ไหน ให้ เปิดงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) → ดู “ลูกหนี้การค้า” ถ้าตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี อาจต้องทบทวนว่าให้เครดิตลูกค้านานเกินไปหรือเปล่า 4. ขยายแล้วดีขึ้น หรือแค่แบกภาระมากขึ้น? 5. มีอะไร “ผิดปกติ” ที่งบกำลังฟ้องอยู่ไหม? สัญญาณเตือนที่ควรระวัง สังเกตได้เบื้องต้นดังนี้ สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะล้มทันที แต่เป็นจุดที่ควรหยุดดูให้ลึกขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น และแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป นอกเหนือจากเนื้อหาส่วนนี้ PEAK มีบทความการเช็กงบการเงิน ให้คุณอ่านเพิ่มเติมต่อได้อีก  ประโยชน์และข้อจำกัดของงบการเงิน งบการเงิน ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับนักบัญชีเท่านั้น แต่มีคนหลายกลุ่มที่ต้องใช้ข้อมูลจากงบการเงิน เช่น ข้อจำกัดที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ แม้งบการเงิน จะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ เช่น ดังนั้น เจ้าของธุรกิจควรใช้งบการเงินประกอบกับข้อมูลอื่น ๆ เช่น สภาพตลาด แนวโน้มอุตสาหกรรม และข้อมูลภายในบริษัท เพื่อให้ได้ภาพที่ครบถ้วนที่สุด ข้อควรรู้เกี่ยวกับงบการเงินเพิ่มเติม สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องจัดทำและนำส่งงบการเงิน มีข้อควรรู้เพิ่มเติมที่สำคัญ ดังนี้ สุดท้ายนี้ การอ่านงบการเงิน อาจดูน่ากลัวในตอนแรก แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจากการเข้าใจพื้นฐาน รู้ว่าแต่ละงบบอกอะไร และลองนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจตัวเอง คุณจะพบว่ามันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายกิจการ การขอสินเชื่อ หรือแม้แต่การวางแผนภาษี PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น แหล่งอ้างอิง: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.พ. 2026

PEAK Account

12 min

งบกำไรขาดทุนสำคัญอย่างไร? ทำไมถึงเป็นงบที่สะท้อนศักยภาพของธุรกิจ

ในการทำธุรกิจ “กำไร” คือเป้าหมายสูงสุด แต่ตัวเลขกำไรที่แท้จริงดูได้จากที่ไหน? คำตอบคือ งบกำไรขาดทุน รายงานทางการเงินที่ช่วยสะท้อนผลการดำเนินงานในแต่ละรอบปีบัญชีว่าธุรกิจมีกำไรจริงหรือไม่ มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่สูงเกินไป และควรปรับกลยุทธ์อย่างไรเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน งบกำไรขาดทุน (Income Statement) คืออะไร? งบกำไรขาดทุน คือ งบที่แสดงผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจในช่วงเวลาที่กำหนด โดยจะระบุรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน เพื่อให้เห็นกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการบริหารและคาดการณ์อนาคตของธุรกิจ สมการพื้นฐานของงบกำไรขาดทุน: รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไร/ขาดทุน 5 องค์ประกอบสำคัญของงบกำไรขาดทุน การทำความเข้าใจองค์ประกอบแต่ละส่วนจะช่วยให้คุณอ่านงบได้อย่างลึกซึ้ง ดังนี้:1. รายได้ (Revenue): เงินที่ได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ สามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจ แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งรายได้ออกเป็นสองส่วนดังนี้ ยกตัวอย่างเช่น ทำธุรกิจขายเสื้อผ้ามีรายได้ตลอดทั้งปี 500,000 บาท และมีบริการพิเศษส่งด่วนภายในกรุงเทพฯ โดยตลอดทั้งปีมีรายรับส่วนนี้ 50,000 บาท  สามารถกรอกข้อมูลรายได้ดังนี้ รายได้หลักจากการดำเนินธุรกิจ = 500,000 บาท รายได้อื่น = 50,000 บาท รวมรายได้สุทธิ 550,000 บาท 2. ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold): ต้นทุนโดยตรงที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือซื้อสินค้า ตั้งแต่ค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า ในส่วนของธุรกิจค้าปลีกจะนับต้นทุนขายจากค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าเพื่อนำมาขายต่อ ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะไม่รวมค่าที่ใช้กระตุ้นยอดขาย เช่น ค่าทำการตลาด หรือค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการขาย 3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses): ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการดำเนินงาน เช่น เงินเดือนพนักงานฝ่ายบริหาร ค่าโฆษณา ค่าทำการตลาด ค่าขนส่ง ค่าเช่า และค่าเสื่อมราคา 4. กำไรขั้นต้น (Gross Profit): รายได้หักด้วยต้นทุนขาย โดยยังไม่หักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เป็นตัวเลขที่ใช้ดูว่าธุรกิจควบคุมต้นทุนการผลิตได้ดีเพียงใด ใช้สำหรับวิเคราะห์ธุรกิจเพื่อวางแผนกลยุทธ์ เช่น การควบคุมต้นทุน หรือการปรับกลยุทธ์ด้านราคา 5. กำไรสุทธิ (Net Profit): ตัวเลขสุดท้ายหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป็นตัวเลขที่บอกถึงประสิทธิภาพรวมและการบริหารจัดการที่แท้จริง ว่าบริษัทมีกำไรหรือขาดทุนในรอบบัญชีนั้น ๆ ใช้ในการเปรียบเทียบกับตัวเลข Benchmark ของอุตสาหกรรม เพื่อดูว่าธุรกิจของเราอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือต้องปรับปรุง ตัวอย่างงบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุนไม่ได้มีรูปแบบที่กำหนดตายตัว แต่จำเป็นต้องมีการจัดวางรายละเอียด และข้อมูลที่ครบถ้วน สามารถดูตัวอย่างงบกำไรขาดทุนที่ถูกต้องได้ที่รูปภาพด้านล่าง วิธีวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนเพื่อปรับกลยุทธ์ธุรกิจ เจ้าของธุรกิจควรวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนใน 2 มิติหลัก เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน: 1. เปรียบเทียบกับผลงานในอดีต (Internal Analysis) 1.1 วิเคราะห์รายได้: ให้ดูการเปลี่ยนแปลงของรายได้รวมว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง ยกตัวอย่างเช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.2 วิเคราะห์ต้นทุน: สำหรับดูความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนต่อรายได้ เช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.3 วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน: ใช้เพื่อเปรียบเทียบกันว่าค่าใช้จ่ายโตเร็วกว่ารายได้ของธุรกิจหรือไม่ เช่น  เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 1.4 วิเคราะห์กำไรสุทธิ: เปรียบเทียบเพื่อดูว่ากำไรสุทธิแท้จริงแล้วนับเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ เช่น เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2. เปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม (Competitor Analysis) คุณสามารถดูข้อมูลคู่แข่งได้ผ่านระบบ DBD Datawarehouse ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเปรียบเทียบส่วนต่าง ๆ ดังนี้: 2.1 วิเคราะห์กำไรขั้นต้น: เปรียบเทียบว่าเราสูงหรือต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งถ้าเราต่ำกว่าคู่แข่งหมายความว่า ต้นทุนเราสูงเกิน หรือตั้งราคาสูงเกินไป เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2.2 วิเคราะห์ค่าใช้จ่าย: เปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายต่อรายได้กับคู่แข่ง ถ้าตัวเลขเรายังสูงกว่าแสดงว่าธุรกิจเรายังมีต้นทุนแฝงสูง หรือยังทำงานได้ประสิทธิภาพไม่มากพอ เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? 2.3 วิเคราะห์กำไรสุทธิ: เปรียบเทียบว่าคู่แข่งที่ทำกำไรได้ดีนั้นเขามีกลยุทธ์ด้านการขายที่เก่งกว่าเรา หรือมีการบริหารที่ดีกว่า เช่น ถ้ารายได้ใกล้เคียงกันมาก แต่คู่แข่งทำกำไรได้ดีกว่า หมายความว่าเราจัดการระบบภายในหรือการจัดการต้นทุนอาจยังไม่ดีพอ เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้อย่างไร? เมื่อรู้แล้วว่าคู่แข่งทำได้ดีกว่าเราในด้านไหน ให้โฟกัสไปที่จุดนั้น เช่น ถ้าคู่แข่งทำกำไรได้ดีกว่า แต่มีรายได้เท่ากัน หมายความว่า เราอาจทำการขายได้ดีแล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่การควบคุมต้นทุน หรือในทางกลับกัน ถ้าเราขายได้น้อยกว่ามาก แต่สัดส่วนกำไรไม่ห่างกับคู่แข่งมาก ก็อาจโฟกัสในเรื่องกลยุทธ์การขายให้มากขึ้น พิมพ์รายงานงบกำไรขาดทุนง่าย ๆ ด้วย PEAK Account ในยุคดิจิทัล คุณไม่จำเป็นต้องรอปิดรอบบัญชีนาน ๆ เพื่อดูงบ เพราะ PEAK Account โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณดึงข้อมูลได้แบบ Real-time: ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก