ความรู้ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

23 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

PEAK MCP คืออะไร วิธีเชื่อม AI กับระบบบัญชี PEAK

ถ้าวันนี้คุณอยากออก Invoice คุณต้องเปิดโปรแกรมบัญชี กรอกข้อมูลเอง แล้วค่อยปิดหน้าจอกลับไปทำงานอื่น แต่ถ้าคุณแค่พิมพ์บอก AI ว่า “ออก Invoice ให้บริษัท ABC 5,000 บาท” แล้วมันจัดการให้เลยล่ะ? นั่นคือสิ่งที่ PEAK MCP ทำได้ บทความนี้จะพาคุณรู้จัก MCP ว่าคืออะไร ต่างจาก API ยังไง แล้วตั้งค่า PEAK MCP ยังไงให้ใช้งานได้จริง MCP คืออะไร — อธิบายแบบเข้าใจง่ายสำหรับผู้ประกอบการ MCP ย่อมาจาก Model Context Protocol เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ที่พัฒนาโดย Anthropic ผู้สร้าง Claude AI ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ให้ AI เข้าถึงระบบภายนอกได้อย่างปลอดภัย ผู้ใช้แค่พิมพ์คำสั่ง AI ก็ดำเนินการให้ได้ทันที MCP ทำงานยังไง — Host, Client, Server MCP มี 3 ส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน สรุปง่ายๆ คือ คุณพิมพ์ใน Claude → Claude ส่งต่อผ่าน MCP → PEAK ดำเนินการ → ผลลัพธ์กลับมาแสดงใน Claude MCP ต่างจาก API ปกติอย่างไร API แบบเดิมต้องมีนักพัฒนาเขียนโปรแกรมเชื่อม ต้องเข้าใจโครงสร้างข้อมูล ต้องจัดการ authentication เอง เหมาะกับการส่งข้อมูลอัตโนมัติระหว่างซอฟต์แวร์ MCP ต่างตรงที่ออกแบบมาให้ “AI ใช้ได้เลย” ไม่ต้องมีความรู้ด้าน programming แค่ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วสั่งงานผ่านภาษาพูด เหมือนบอกผู้ช่วยว่าอยากให้ทำอะไร PEAK MCP คืออะไร — เชื่อมต่อ AI กับระบบบัญชีของคุณ PEAK MCP คือ MCP Server ที่ทีม PEAK พัฒนาขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ PEAK สั่งงานระบบบัญชีผ่าน Claude ได้โดยตรง ไม่ต้องเปิดโปรแกรมแล้วคลิกทีละขั้น แค่บอกว่าอยากทำอะไร Claude จัดการให้ ทำอะไรได้บ้างผ่าน PEAK MCP ความสามารถของ PEAK MCP ครอบคลุมเทียบเท่ากับ PEAK Open API ตัวอย่างสิ่งที่ทำได้ ใครเหมาะกับ PEAK MCP วิธีเชื่อมต่อ PEAK MCP ใน 4 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 — ติดตั้ง Claude Desktop ดาวน์โหลดและติดตั้ง Claude Desktop จาก claude.ai แอปนี้ดาวน์โหลดฟรี สมัครบัญชีและเข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย ขั้นที่ 2 — สร้าง Access Token จาก PEAK 2.1 เปิด PEAK Account → ไปที่ การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก 2.2 กดปุ่ม เชื่อมต่อ MCP 2.3 กด ยืนยัน ข้อควรรู้ในการเชื่อมต่อ 2.4 ระบุชื่อ MCP Key ที่ต้องการเชื่อมต่อ เช่น ChatGPT, Claude 2.5 ระบบจะทำการออกเลข User Token สามารถคัดลอกเพื่อนำ User Token ไปใส่ใน MCP Connector ขั้นที่ 3 — เชื่อมต่อ Claude กับ PEAK เปิด claude.ai → เลือก Settings → แท็บ Customize → Connectors → กดไอคอน + → เลือก Add custom connector ใส่ URL: จากนั้นใส่ข้อมูล Token, Connect ID และ Connect Key แล้วทำการเชื่อมต่อ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้  ขั้นที่ 4 — ลองทดสอบการเชื่อมต่อ ลองพิมพ์ใน Claude: “ขอรายชื่อช่องทางการเงินที่ฉันมี” และดูข้อมูลว่า AI แสดงผลออกมาถูกต้องกับข้อมูลของคุณหรือไม่ ตัวอย่าง prompt ใช้งาน PEAK MCP ที่ทำได้ทันที ออกเอกสาร เช่น ใบเสนอราคา, ใบเสร็จรับเงิน จัดการผู้ติดต่อและรายการสินค้า PEAK MCP vs PEAK Open API — ต่างกันอย่างไร ทั้ง PEAK MCP และ PEAK Open API เข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน แต่วิธีใช้ต่างกัน PEAK Open API เหมาะกับ นักพัฒนา ที่ต้องการให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ เช่น ให้ POS สร้าง Invoice ใน PEAK ทุกครั้งที่ปิดการขาย ต้องเขียนโค้ด ต้องจัดการ authentication ต้องใช้ Package PEAK PRO Plus ขึ้นไป PEAK MCP เหมาะกับ ผู้ใช้ทั่วไป ที่อยากสั่งงานด้วยภาษาพูดผ่าน Claude ไม่ต้องมีทีม IT ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วใช้ได้เลย ถ้าเปรียบ API เหมือนจ้างวิศวกรมาต่อท่อน้ำให้ไหลอัตโนมัติ MCP เหมือนบอกผู้ช่วยว่า “ช่วยเปิดน้ำให้หน่อย” แล้วเขาทำให้ทันที ข้อควรรู้ก่อนใช้ PEAK MCP ความปลอดภัยของข้อมูล PEAK MCP ออกแบบมาให้ปลอดภัย การใช้งานต้องมี Access Token ที่ออกจากระบบ PEAK ข้อมูลส่งผ่านการเข้ารหัส และ AI เข้าถึงได้เฉพาะข้อมูลของกิจการที่ผูกไว้กับ Token นั้น ยกเลิกการใช้งานได้ตลอดเวลาจากหน้าตั้งค่าใน PEAK Account ข้อจำกัดที่ควรรู้ Token 1 ชุด ผูกกับ 1 กิจการ (Merchant) และ 1 User เท่านั้น ถ้าดูแลหลายกิจการ ต้องสร้าง Token แยกแต่ละกิจการ ไม่สามารถสลับไปมาได้ ควรตรวจสอบผลลัพธ์ที่ AI สร้างให้ก่อนส่งเอกสารจริงทุกครั้ง โดยเฉพาะตัวเลขและชื่อผู้ติดต่อ สรุป: PEAK MCP ช่วยให้จัดการบัญชีง่ายขึ้นยังไง PEAK MCP เปลี่ยนวิธีทำงานบัญชีจาก “เปิดโปรแกรม → คลิกเมนู → กรอกข้อมูล” เป็น “พิมพ์บอก Claude → ได้ผลลัพธ์” ตั้งค่า 4 ขั้นตอน ใช้เวลาไม่นาน ได้ผู้ช่วย AI ที่เข้าถึงระบบบัญชีจริงของคุณ เริ่มใช้ PEAK MCP วันนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วทำตามขั้นตอนด้านบนได้เลย สำหรับนักพัฒนาที่อยากให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ ดูรายละเอียด PEAK Open API เพิ่มเติม คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PEAK MCP PEAK MCP ใช้ฟรีไหม การใช้งาน PEAK MCP ต้องมีบัญชี PEAK Account ที่ active อยู่ ส่วน Claude Desktop ดาวน์โหลดและสมัครได้ฟรีจาก claude.ai สำหรับรายละเอียดค่าใช้จ่ายและ Package ที่รองรับ ตรวจสอบได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ต้องเป็น Package อะไรถึงใช้ PEAK MCP ได้ ถ้า Package ของคุณรองรับ เมนู การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก จะมีปุ่ม “เชื่อมต่อ MCP” ให้กด หากยังไม่เห็น แสดงว่า Package ปัจจุบันยังไม่รองรับ สามารถอัปเกรดได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ใช้ได้กับ AI ตัวอื่นนอกจาก Claude ไหม ปัจจุบัน PEAK MCP รองรับการใช้งานผ่าน Claude ของ Anthropic เป็นหลัก เนื่องจาก MCP เป็นมาตรฐานเปิด หาก AI ตัวอื่นรองรับ MCP ในอนาคต ก็มีโอกาสใช้งานร่วมกันได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ผู้ถือหุ้น คือใคร สิทธิ หน้าที่ เอกสารสำคัญที่เจ้าของ SME ต้องรู้

เจ้าของกิจการที่กำลังจดทะเบียนบริษัทหรือบริหารบริษัทอยู่ มักเจอคำถามว่าผู้ถือหุ้นมีบทบาทอะไรบ้าง ต่างจากกรรมการตรงไหน และต้องจัดเตรียมเอกสารอะไร บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่สิทธิ หน้าที่ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงเรื่องภาษีเงินปันผล ผู้ถือหุ้น (Shareholder) คืออะไร ผู้ถือหุ้น คือ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท โดยจำนวนหุ้นที่ถือจะแสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เช่น ถือหุ้น 60% ก็มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท 60% ผู้ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น และมีสิทธิได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร ผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด vs บริษัทมหาชน ทั้งบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนมีเจ้าของหุ้นในสถานะเหมือนกัน แต่เงื่อนไขต่างกันหลายจุด บริษัทจำกัดจำกัดการโอนหุ้นได้ตามข้อบังคับบริษัท ในขณะที่บริษัทมหาชนเปิดขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ นอกจากนี้บริษัทมหาชนต้องมีผู้เริ่มก่อการไม่น้อยกว่า 15 คน ขณะที่บริษัทจำกัดใช้เพียง 2 คนขึ้นไป บริษัทจำกัดต้องมีผู้ถือหุ้นกี่คน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา บริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการ (เจ้าของหุ้น) อย่างน้อย 2 คน ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 3 คน ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) ที่แก้ไขมาตรา 1097 ใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการ SME ที่ต้องการจดทะเบียนบริษัทจำกัดสามารถหาผู้ร่วมลงทุนเพียงคนเดียวก็เพียงพอ ช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทได้ในบทความของ PEAK ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นแต่ละคนต้องถือหุ้นอย่างน้อย 1 หุ้น โดยมูลค่าหุ้นต่ำสุดไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะตั้งมูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริษัท ต่างกันอย่างไร ผู้ถือหุ้นเป็น “เจ้าของ” บริษัท ส่วนกรรมการเป็น “ผู้บริหาร” ที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นให้ดูแลการดำเนินงาน ทั้งสองตำแหน่งมีอำนาจและหน้าที่ต่างกัน ดังนี้ ผู้ถือหุ้น ลงทุนด้วยเงินเพื่อแลกกับหุ้น มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม ได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร และรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ กรรมการบริษัท ได้รับแต่งตั้งจากที่ประชุม มีหน้าที่บริหารกิจการตามนโยบายของบริษัท ลงนามในเอกสารสัญญาแทนบริษัท และรับผิดชอบต่อบริษัทในฐานะผู้บริหาร (Fiduciary Duty) สำหรับ SME ในประเทศไทย ผู้ถือหุ้นกับกรรมการมักเป็นคนเดียวกัน เช่น เจ้าของกิจการถือหุ้น 80% และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติและถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดมีอะไรบ้าง เจ้าของหุ้นในบริษัทจำกัดมีสิทธิตามกฎหมายหลายประการ ไม่ว่าจะถือหุ้นมากหรือน้อยก็ตาม สิทธิหลักที่ควรรู้ ได้แก่ หน้าที่และความรับผิดของผู้ถือหุ้น เจ้าของหุ้นในบริษัทจำกัดมี “ความรับผิดจำกัด” หมายความว่ารับผิดชอบหนี้สินของบริษัทเพียงไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว หน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติมีดังนี้ ตัวอย่างการคำนวณความรับผิดจำกัด นายสมชาย ถือหุ้นในบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จำนวน 500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็น 50,000 บาท แต่ชำระค่าหุ้นไปแล้ว 25,000 บาท ค่าหุ้นทั้งหมด = 500 × 100 = 50,000 บาท ชำระแล้ว = 25,000 บาท ยังค้างชำระ = 50,000 – 25,000 = 25,000 บาท หากบริษัทมีหนี้สินและถูกเรียกร้อง นายสมชายรับผิดเพิ่มเติมได้สูงสุดเพียง 25,000 บาท (ส่วนที่ยังค้างชำระ) เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวนอกเหนือจากนี้จะไม่ถูกกระทบ แต่ถ้านายสมชายชำระค่าหุ้นครบ 50,000 บาทแล้ว จะไม่ต้องรับผิดเพิ่มเติมอีกเลย เอกสารเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่ต้องรู้ เจ้าของกิจการ SME ที่มีบริษัทจำกัดต้องจัดทำและเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับเจ้าของหุ้นหลายรายการ เอกสารสำคัญได้แก่ สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น คือ เอกสารที่บันทึกรายชื่อเจ้าของหุ้นทั้งหมดของบริษัท จำนวนหุ้นที่แต่ละคนถือ และวันที่เข้าเป็นหรือพ้นจากการเป็นเจ้าของหุ้น กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของบริษัท ผู้ที่ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิขอตรวจดูสมุดทะเบียนนี้ได้ในเวลาทำการ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 คือ แบบฟอร์มบัญชีรายชื่อที่ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เอกสารนี้ระบุชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นของเจ้าของหุ้นแต่ละคน บริษัทจำกัดต้องยื่นบอจ.5 เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ เอกสารนี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัท ทำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงเจ้าของหุ้น เช่น โอนหุ้นให้บุคคลอื่นหรือรับผู้ลงทุนใหม่ ขั้นตอนหลักมีดังนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อบังคับของบริษัทบางแห่งอาจกำหนดเงื่อนไขพิเศษในการโอนหุ้น เช่น ต้องเสนอขายให้เจ้าของหุ้นเดิมก่อน ควรตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนดำเนินการ ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงิน คืออะไร ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบริษัทที่เป็นของผู้ถือหุ้น คำนวณจาก สินทรัพย์ทั้งหมดลบด้วยหนี้สินทั้งหมด ส่วนนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ส่วนของผู้ถือหุ้น = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีสินทรัพย์รวม 5,000,000 บาท และหนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของผู้ถือหุ้น = 5,000,000 – 2,000,000 = 3,000,000 บาท หมายความว่ามูลค่าที่ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของจริงในบริษัทนี้คือ 3 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นประกอบด้วยหลายรายการ เช่น ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น กำไรสะสม และสำรองตามกฎหมาย เจ้าของกิจการที่อ่านงบการเงินเป็นจะใช้ตัวเลขนี้ประเมินความแข็งแกร่งของบริษัทได้ หากตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแสดงว่าบริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มให้เจ้าของได้อย่างต่อเนื่อง สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินบนเว็บไซต์ PEAK สรุป: ผู้ถือหุ้นบริษัท สิ่งที่ SME ต้องจัดการ จัดการเอกสารผู้ถือหุ้นและงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดทำงบการเงินได้ถูกต้อง ติดตามรายได้-ค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ และเชื่อมต่อข้อมูลกับนักบัญชีได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า Shareholder หรือ Stockholder ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ ส่วนคำว่า Stakeholder มีความหมายกว้างกว่า หมายถึง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งรวมถึงพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และชุมชนด้วย ไม่ใช่เฉพาะเจ้าของหุ้น ผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีเงินปันผลอย่างไร เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผล บริษัทจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ไว้ก่อนจ่าย เจ้าของหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดามี 2 ทางเลือก คือ ยอมให้หัก 10% แล้วจบ (Final Tax) โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อีกทางเลือกหนึ่งคือนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งอาจได้ภาษีคืนหากอัตราภาษีจริงต่ำกว่า 10% ทั้งนี้ หากเลือกยื่นรวม ต้องนำเงินปันผลจากทุกบริษัทมาคำนวณทั้งหมด เลือกเฉพาะบางบริษัทไม่ได้ ผู้ถือหุ้นลาออกได้ไหม ต้องทำอย่างไร กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า “ลาออก” เพราะเจ้าของหุ้นไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท วิธีที่จะยุติการถือหุ้นคือการโอนหุ้นให้บุคคลอื่น โดยทำตราสารโอนหุ้นและบันทึกในสมุดทะเบียนตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อการเปลี่ยนแปลงข้างต้น สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ข้อบังคับบริษัทอาจมีเงื่อนไขการโอนหุ้น เช่น ต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการก่อน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

10 min

FIFO FEFO คืออะไร วิธีคำนวณต้นทุนและจัดการสต็อกที่ SME ต้องรู้

ซื้อเสื้อยืดเข้าร้านมา 3 ล็อต ล็อตแรก 80 บาท ล็อตสอง 90 บาท ล็อตสาม 100 บาท พอขายออกไป 1 ตัว ต้นทุนคือเท่าไร 80 หรือ 90 หรือ 100? ถ้าเป็นร้านอาหารเสริมที่มีวันหมดอายุ ล็อตไหนหมดอายุก่อนต้องหยิบออกก่อน จะใช้วิธีเดียวกันได้ไหม? คำตอบคือ “วิธีจัดการสต็อก” กับ “วิธีคำนวณต้นทุน” เป็นคนละเรื่องกัน แต่ทำงานร่วมกัน บทความนี้อธิบายทุกวิธีที่ SME ต้องรู้ พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง FIFO (First In First Out) คืออะไร FIFO ย่อมาจาก First In First Out แปลว่า “เข้าก่อน ออกก่อน” ใช้ได้ 2 มุม มุมคลังสินค้า: สินค้าล็อตที่เข้าคลังก่อนจะถูกหยิบออกส่งลูกค้าก่อน ลดปัญหาสินค้าค้างนาน มุมบัญชี: สินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อนจะถูกนำราคาต้นทุนมาคิดก่อนเมื่อขายออก ทำให้สินค้าคงเหลือในสต็อกสะท้อนราคาตลาดล่าสุด FIFO เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในไทย เหมาะกับสินค้าแฟชั่นที่ตกรุ่นเร็ว สินค้าที่ราคาเปลี่ยนแปลงบ่อย และธุรกิจนำเข้าที่ต้นทุนผันผวนตามค่าเงิน FEFO (First Expired First Out) คืออะไร FEFO ย่อมาจาก First Expired First Out แปลว่า “หมดอายุก่อน ออกก่อน” ไม่ได้ดูว่าเข้าคลังก่อนหรือหลัง แต่ดูว่าล็อตไหนหมดอายุก่อนก็หยิบออกก่อน ตัวอย่าง: นมกล่อง 3 ล็อต ล็อต A หมดอายุ 30 มี.ค. ล็อต B หมดอายุ 15 มี.ค. ล็อต C หมดอายุ 20 เม.ย. ถ้าใช้ FIFO จะหยิบล็อต A ก่อน (เข้าก่อน) แต่ถ้าใช้ FEFO จะหยิบล็อต B ก่อน (หมดอายุก่อน) ซึ่งป้องกันสินค้าหมดอายุในสต็อกได้ดีกว่า FEFO เหมาะกับธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง อาหารเสริม วัตถุดิบทำอาหาร และสินค้าทุกประเภทที่มีวันหมดอายุชัดเจน ข้อสำคัญ: FEFO เป็นวิธีจัดการคลังสินค้า ไม่ใช่วิธีคำนวณต้นทุนทางบัญชี ดังนั้นธุรกิจอาหารอาจใช้ FEFO หยิบของ แต่ใช้ FIFO หรือ Weighted Average คำนวณต้นทุนในระบบบัญชี ทั้ง 2 วิธีใช้ร่วมกันได้ Weighted Average (ต้นทุนถัวเฉลี่ย) คืออะไร Weighted Average หรือต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือการนำต้นทุนสินค้าทุกล็อตมาเฉลี่ยรวมกัน แล้วใช้ราคาเฉลี่ยนั้นเป็นต้นทุนขายทุกชิ้น สูตร: ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น = มูลค่าสินค้าทั้งหมดในสต็อก ÷ จำนวนสินค้าทั้งหมด ตัวอย่าง: สต็อกมีสินค้า 200 ชิ้น มูลค่ารวม 18,000 บาท → ต้นทุนเฉลี่ย = 90 บาท/ชิ้น พอซื้อล็อตใหม่เข้ามา 100 ชิ้น ราคา 100 บาท → สต็อกใหม่ 300 ชิ้น มูลค่า 28,000 บาท → ต้นทุนเฉลี่ยใหม่ = 93.33 บาท/ชิ้น ข้อดีคือคำนวณง่าย ไม่ต้องติดตามว่าชิ้นไหนมาจากล็อตไหน เหมาะกับร้านค้าปลีก วัสดุสำนักงาน อุปกรณ์ทั่วไป และธุรกิจผลิตที่วัตถุดิบผสมกันแยกล็อตยาก แล้ว LIFO ล่ะ ใช้ในไทยได้ไหม LIFO (Last In First Out) คือ “เข้าหลัง ออกก่อน” ใช้ล็อตล่าสุดมาคิดต้นทุนก่อน เป็นวิธีที่นิยมในสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับธุรกิจในไทย มาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS) และมาตรฐาน NPAEs ไม่อนุญาตให้ใช้ LIFO ในการคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ ดังนั้นถ้าทำบัญชีอย่างเป็นทางการ เลือกได้แค่ FIFO หรือ Weighted Average เท่านั้น FIFO vs Weighted Average คำนวณต้นทุนต่างกันยังไง ตัวอย่าง: ร้านขายเสื้อยืด ซื้อเข้ามา 3 ล็อต แล้วขาย 150 ตัว ข้อมูลการซื้อ: วันที่ รายการ จำนวน ราคา/ตัว รวม 1 ม.ค. ซื้อล็อต 1 100 ตัว 80 บ. 8,000 15 ม.ค. ซื้อล็อต 2 100 ตัว 90 บ. 9,000 1 ก.พ. ซื้อล็อต 3 100 ตัว 100 บ. 10,000 รวมในสต็อก 300 ตัว 27,000 10 ก.พ. ขาย 150 ตัว 150 บ. 22,500 คำนวณแบบ FIFO: ขาย 150 ตัว → หยิบล็อตเก่าสุดก่อน: ล็อต 1 ทั้ง 100 ตัว (×80 = 8,000) + ล็อต 2 อีก 50 ตัว (×90 = 4,500) สินค้าคงเหลือ: ล็อต 2 อีก 50 ตัว (90 บ.) + ล็อต 3 ทั้ง 100 ตัว (100 บ.) = 14,500 บาท คำนวณแบบ Weighted Average: ต้นทุนเฉลี่ย = 27,000 ÷ 300 = 90 บาท/ตัว เปรียบเทียบผลลัพธ์: FIFO Weighted Average ผลต่าง ต้นทุนขาย 12,500 13,500 1,000 กำไรขั้นต้น 10,000 9,000 1,000 มูลค่าสต็อกคงเหลือ 14,500 13,500 1,000 ในช่วงที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น (เงินเฟ้อ) FIFO จะแสดงกำไรสูงกว่า เพราะใช้ต้นทุนล็อตเก่า (ถูกกว่า) มาคิดก่อน แต่กำไรที่สูงกว่าก็หมายความว่าอาจต้องเสียภาษีมากกว่าด้วย ถ้าราคาสินค้าลดลง ผลจะกลับกัน: สมมุติซื้อล็อต 1 ราคา 100 บ. ล็อต 2 ราคา 90 บ. ล็อต 3 ราคา 80 บ. พอขาย 150 ตัว FIFO จะใช้ล็อตเก่า (แพงกว่า) มาคิดก่อน → ต้นทุนขาย FIFO = 14,500 บ. สูงกว่า WA = 13,500 บ. → กำไร FIFO ต่ำกว่า WA ถึง 1,000 บ. นี่คือสูตรการคิดต้นทุนสินค้าที่ต้องเข้าใจก่อนเลือกวิธี เลือกวิธีไหนดี ขึ้นอยู่กับธุรกิจอะไร ประเภทธุรกิจ จัดการคลัง คำนวณต้นทุน (บัญชี) เหตุผล ร้านอาหาร / อาหารเสริม / ยา FEFO FIFO สินค้ามีวันหมดอายุ FEFO ลดของเสีย ร้านเสื้อผ้า / แฟชั่น FIFO FIFO สินค้าตกรุ่นเร็ว ล็อตเก่าออกก่อน ร้านค้าปลีก / วัสดุสำนักงาน FIFO Weighted Average สินค้าจำนวนมาก ราคาไม่ผันผวนมาก ธุรกิจนำเข้า FIFO FIFO ราคาผันผวนตามค่าเงิน ต้องแยกล็อต ธุรกิจผลิต FEFO หรือ FIFO Weighted Average วัตถุดิบผสมกัน แยกล็อตยาก ข้อสำคัญ: เมื่อเลือกวิธีคำนวณต้นทุนแล้ว ต้องใช้สม่ำเสมอตลอดรอบบัญชี ไม่ควรเปลี่ยนไปมาระหว่างปี เพราะขัดหลักความสม่ำเสมอ (Consistency) ในมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจตั้งข้อสังเกต นอกจากประเภทธุรกิจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ซอฟต์แวร์บัญชีที่ใช้รองรับวิธีไหนบ้าง (บางโปรแกรมรองรับแค่ Weighted Average) ผู้สอบบัญชีแนะนำวิธีไหน (ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องมีผู้สอบ) และสินค้าคงเหลือในงบการเงินจะแสดงมูลค่าที่แตกต่างกันตามวิธีที่เลือก ซึ่งกระทบอัตราส่วนทางการเงินที่ธนาคารใช้พิจารณาสินเชื่อด้วย ตั้งค่าวิธีคำนวณต้นทุนใน PEAK PEAK Account รองรับทั้ง FIFO และ Weighted Average ตั้งค่าได้ที่เมนู ตั้งค่า → สินค้า/บริการ → เลือกวิธีคำนวณต้นทุน ระบบจะคำนวณต้นทุนขาย มูลค่าสต็อกคงเหลือ และกำไรขั้นต้นให้อัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกขาย ไม่ต้องคำนวณด้วยมือ เชื่อมกับระบบ SKU เพื่อตัดสต็อกอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FIFO FEFO และการคำนวณต้นทุน ธุรกิจไทยใช้ LIFO ได้ไหม ไม่ได้ มาตรฐานบัญชี TFRS for SMEs และ NPAEs ที่ใช้ในประเทศไทยไม่อนุญาตวิธี LIFO สำหรับคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ เลือกได้แค่ FIFO หรือ Weighted Average FIFO กับ FEFO ใช้ร่วมกันได้ไหม ได้ เพราะเป็นคนละเรื่อง FEFO เป็นวิธีจัดการคลัง (หยิบของที่หมดอายุก่อนออกก่อน) ส่วน FIFO เป็นวิธีคำนวณต้นทุนทางบัญชี ธุรกิจอาหารหลายเจ้าใช้ FEFO จัดคลัง แต่ใช้ FIFO คำนวณต้นทุนในระบบบัญชี เปลี่ยนวิธีคำนวณต้นทุนระหว่างปีได้ไหม ไม่ควร หลักความสม่ำเสมอ (Consistency) กำหนดว่าต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดรอบบัญชี ถ้าจะเปลี่ยนต้องมีเหตุผลเพียงพอ เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน และปรับปรุงงบย้อนหลัง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

Main ASC Team

10 min

SKU คืออะไร วิธีตั้งรหัสสินค้า พร้อมตัวอย่างสำหรับ SME

ขายเสื้อยืดสีขาว 3 ไซส์ สีดำ 3 ไซส์ สีกรม 3 ไซส์ รวมแล้ว 9 รายการ พอลูกค้าสั่งมา “เสื้อยืดสีดำ ไซส์ L” ต้องค้นหาจากรายการทั้งหมด ถ้าไม่มีรหัสกำกับก็สับสนง่าย ยิ่งสินค้าเยอะยิ่งวุ่น SKU คือ ตัวช่วยแก้ปัญหานี้ บทความนี้อธิบายว่า SKU คืออะไร ตั้งยังไงให้ใช้ง่าย ต่างจาก Barcode ตรงไหน พร้อมตัวอย่างจาก 3 ธุรกิจจริง และเชื่อมกับระบบบัญชีอย่างไร SKU (Stock Keeping Unit) คืออะไร SKU ย่อมาจาก Stock Keeping Unit แปลตรงตัวว่า “หน่วยเก็บรักษาสต็อก” คือรหัสที่ผู้ขายตั้งขึ้นเองเพื่อใช้ระบุสินค้าแต่ละรายการอย่างเฉพาะเจาะจง โดยรหัส 1 ตัวจะหมายถึงสินค้า 1 รูปแบบเท่านั้น ตัวอย่าง: เสื้อยืดรุ่นเดียวกันแต่สีขาว ไซส์ M กับสีดำ ไซส์ L จะมี SKU คนละตัว เพราะเป็นคนละรายการในสต็อก แม้ว่าจะเป็นเสื้อยืดรุ่นเดียวกันก็ตาม SKU ไม่มีมาตรฐานสากลตายตัว แต่ละร้านตั้งรหัสเองได้ตามที่สะดวก ต่างจาก Barcode ที่มีมาตรฐานสากล (UPC, EAN) กำหนดโดยองค์กร GS1 SKU ต่างจาก Barcode (UPC) ยังไง SKU Barcode (UPC/EAN) ใครตั้ง ร้านค้า/บริษัท ตั้งเอง องค์กรสากล (GS1) กำหนด รูปแบบ ตัวอักษร + ตัวเลข อิสระ ตัวเลข 12-13 หลัก ซ้ำกันได้ไหม ซ้ำข้ามร้านได้ (แต่ละร้านตั้งเอง) ไม่ซ้ำ ทั่วโลก ใช้กับอะไร จัดการสต็อกภายในร้าน สแกนจ่ายเงินหน้าร้าน ค้นหาสินค้าสากล ค่าใช้จ่าย ฟรี (ตั้งเอง) ต้องสมัครสมาชิก GS1 เรียกง่าย ๆ ว่า SKU เป็น “รหัสภายใน” ที่แต่ละร้านตั้งเอง ส่วน Barcode เป็น “รหัสสากล” ที่ใช้ร่วมกันทั่วโลก ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่เริ่มจาก SKU ก่อน แล้วค่อยทำ Barcode เมื่อต้องขายผ่านห้างหรือ Modern Trade ทำไม SME ต้องใช้ SKU ร้านค้าที่มีสินค้าแค่ 5-10 รายการอาจยังไม่จำเป็น แต่พอมี 50 รายการขึ้นไป การจัดการด้วยชื่อสินค้าอย่างเดียวเริ่มมีปัญหา ลองนึกภาพร้านเสื้อผ้าที่มี 200 รายการ (20 รุ่น × 5 สี × 2 ไซส์) ลูกค้าสั่ง “เสื้อยืดสีดำ L” ทางออนไลน์ พนักงานเปิดหาในระบบพิมพ์ “เสื้อยืดสีดำ” ขึ้นมา 10 รายการ ไม่รู้ว่าอันไหนรุ่นที่ลูกค้าสั่ง หยิบผิดรุ่น ส่งผิด ต้องรับคืน เสียค่าขนส่ง 2 เที่ยว ถ้าตั้ง SKU ไว้ พิมพ์ “TS-RN-BLK-L” ก็เจอตัวเดียวทันที SKU ช่วยให้ค้นหาสินค้าได้เร็ว ช่วยนับสต็อกได้แม่นยำ เพราะแต่ละรหัสสินค้ามีจำนวนแยกชัดเจน ช่วยวิเคราะห์ยอดขายได้ว่า SKU ไหนขายดี SKU ไหนค้างสต็อก และช่วยให้ระบบตัดสต็อกอัตโนมัติทำงานถูกต้อง เพราะรหัสไม่ซ้ำกัน วิธีตั้งรหัส SKU ให้ใช้ง่ายและไม่ซ้ำ หลักการสำคัญ: รหัสควรบอกข้อมูลสินค้าได้ในตัว อ่านแล้วเข้าใจ ไม่ต้องเปิดดูรายละเอียดเพิ่ม สูตรแนะนำ: [หมวดหมู่]-[รุ่น/ชื่อ]-[สี]-[ขนาด] ข้อกำหนด: ใช้ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ + ตัวเลข ไม่ใช้ภาษาไทย (เพราะระบบบางตัวไม่รองรับ) ไม่ใช้อักขระพิเศษ (/, #, &) ความยาว 6-16 ตัวอักษร ไม่ซ้ำกันในร้าน และไม่ขึ้นต้นด้วย 0 (บาง Excel ตัด 0 นำหน้าออก) สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อตั้ง SKU: ตั้งรหัสเป็นตัวเลขอย่างเดียว เช่น “001” “002” → อ่านไม่รู้ว่าสินค้าอะไร ต้องเปิดดูทุกครั้ง ใช้ภาษาไทยในรหัส เช่น “เสื้อ-ดำ-L” → ระบบหลายตัว (Shopee, Lazada, POS) ไม่รองรับ ตั้งรหัสยาวเกิน 16 ตัว เช่น “TSHIRT-ROUNDNECK-BLACK-LARGE-2569” → พิมพ์ยาก สแกนยาก ใช้ช่องว่าง (space) ในรหัส → ระบบบางตัวตัดออกทำให้รหัสเพี้ยน ใช้ขีด (-) แทน ตัวอย่างการตั้ง SKU สำหรับธุรกิจ SME ตัวอย่างที่ 1: ร้านเสื้อผ้า สินค้า SKU อธิบาย เสื้อยืดคอกลม สีขาว ไซส์ M TS-RN-WHT-M TS=T-Shirt, RN=Round Neck, WHT=White, M=Medium เสื้อยืดคอกลม สีดำ ไซส์ L TS-RN-BLK-L เสื้อโปโล สีน้ำเงิน ไซส์ XL PL-NVY-XL PL=Polo, NVY=Navy ตัวอย่างที่ 2: ร้านขายอาหารแห้ง สินค้า SKU อธิบาย ข้าวหอมมะลิ 5 กก. RICE-JAS-5KG RICE=ข้าว, JAS=Jasmine น้ำมันพืช 1 ลิตร OIL-VEG-1L OIL=น้ำมัน, VEG=Vegetable น้ำปลา 700 มล. SAUCE-FISH-700ML ตัวอย่างที่ 3: ร้านขายอุปกรณ์สำนักงาน สินค้า SKU อธิบาย กระดาษ A4 80 แกรม (รีม) PPR-A4-80G PPR=Paper ปากกาลูกลื่น สีน้ำเงิน PEN-BP-BLU BP=Ballpoint, BLU=Blue หมึกพิมพ์ HP 680 สีดำ INK-HP680-BLK SKU กับการคำนวณต้นทุนสินค้าในระบบบัญชี SKU ไม่ได้มีประโยชน์แค่จัดการสต็อก ยังเชื่อมกับระบบบัญชีโดยตรง เพราะเมื่อขายสินค้า 1 SKU ระบบต้องรู้ว่าสินค้าชิ้นนี้มีต้นทุนเท่าไร ถ้าสินค้า SKU เดียวกันซื้อเข้ามาหลายล็อต ราคาต่างกัน ต้นทุนขายจะคำนวณด้วยวิธี FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) หรือ Weighted Average (ถัวเฉลี่ย) ตัวอย่าง: SKU “TS-RN-WHT-M” ซื้อเข้ามา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ตัว ราคา 80 บ. ล็อตสอง 100 ตัว ราคา 90 บ. พอขาย 1 ตัว ราคา 150 บ. ถ้าใช้ FIFO: ต้นทุน = 80 บ. (ใช้ล็อตแรก) → กำไร = 150 – 80 = 70 บ. ถ้าใช้ Weighted Average: ต้นทุน = (8,000 + 9,000) ÷ 200 = 85 บ. → กำไร = 150 – 85 = 65 บ. กำไรต่างกัน 5 บาทต่อชิ้น ถ้าขาย 1,000 ชิ้น ผลต่างจะเป็น 5,000 บาท ซึ่งกระทบภาษีเงินได้ด้วย การตั้ง SKU ที่ดีจึงช่วยให้ระบบบัญชีคำนวณต้นทุนขาย กำไรขั้นต้น และมูลค่าสินค้าคงเหลือได้ถูกต้อง ถ้าไม่มี SKU หรือ SKU ซ้ำกัน ระบบจะคำนวณผิดทันที จัดการ SKU ให้เชื่อมกับ Shopee/Lazada ด้วย PEAK ถ้าขายสินค้าหลายช่องทาง (หน้าร้าน + Shopee + Lazada + TikTok Shop) ปัญหาที่พบบ่อยคือ รหัสสินค้า Shopee (Seller SKU) ไม่ตรงกับรหัสใน Lazada และรหัสในระบบบัญชี ทำให้สต็อกไม่ sync นับสต็อกผิด ขายเกิน ต้องยกเลิกออเดอร์ เสียรีวิวร้าน วิธีป้องกัน: ตั้ง SKU ในระบบหลัก (เช่น PEAK) ก่อน แล้วใช้รหัสเดียวกันกรอกเป็น Seller SKU ใน Shopee Lazada และ TikTok Shop ทุกแพลตฟอร์ม ห้ามตั้งรหัสต่างกัน PEAK Account เชื่อมกับ Shopee, Lazada ได้โดยตรง ตั้ง SKU ครั้งเดียวใช้ได้ทุกช่องทาง ระบบตัดสต็อกอัตโนมัติเมื่อขาย คำนวณต้นทุนสินค้า FIFO ให้ทันที และลงบัญชีต่อเนื่องโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SKU SKU ซ้ำกันได้ไหม ภายในร้านเดียวกัน ซ้ำไม่ได้ เพราะ SKU 1 ตัวต้องหมายถึงสินค้า 1 รายการเท่านั้น ถ้าซ้ำระบบจะสับสนว่าหมายถึงสินค้าตัวไหน สต็อกจะผิดทันที แต่ข้ามร้านซ้ำได้ เพราะ SKU เป็นรหัสภายในแต่ละร้าน ไม่ใช่รหัสสากล สินค้า 1 ชนิด มีกี่ SKU ได้หลาย SKU ขึ้นอยู่กับจำนวน variant ตัวอย่าง: เสื้อยืด 1 รุ่น มี 3 สี × 3 ไซส์ = 9 SKU ถ้าเพิ่มสีใหม่ก็เพิ่ม SKU ตามไปด้วย Seller SKU ใน Shopee/Lazada คืออะไร คือช่อง SKU ที่ผู้ขายกรอกเองในระบบ Shopee/Lazada เพื่อให้ตรงกับรหัสสินค้าในระบบจัดการสต็อกของร้าน ถ้าใช้ PEAK ควรตั้ง Seller SKU ให้ตรงกับ SKU ใน PEAK เพื่อให้ระบบ sync สต็อกอัตโนมัติ ร้านค้าเล็ก ๆ ต้องใช้ SKU ไหม ไม่บังคับ แต่แนะนำอย่างยิ่งถ้ามีสินค้าตั้งแต่ 20 รายการขึ้นไป เพราะจะช่วยลดข้อผิดพลาดในการนับสต็อกและค้นหาสินค้า ยิ่งร้านโตยิ่งจำเป็น เริ่มตั้ง SKU ตั้งแต่ต้นจะดีกว่ามาตั้งทีหลังเมื่อสินค้าเยอะแล้ว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร สิ่งที่นายจ้าง SME ต้องรู้

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องส่งเงินเข้า “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ตามกฎหมาย ทำให้เจ้าของกิจการ SME หลายคนเริ่มถามว่า ควรจัดตั้ง PVD เองหรือรอกฎหมายบังคับดี บทความนี้ตอบทุกคำถามจากมุมนายจ้าง ตั้งแต่ความแตกต่าง วิธีจัดตั้ง ต้นทุนที่ต้องจ่าย ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) คืออะไร กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund (PVD) คือกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยสมัครใจ ตามพ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้ลูกจ้างเมื่อเกษียณอายุ ลาออก ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต เงินในกองทุนมาจาก 2 ส่วน เงินสะสม (Employee Contribution) คือเงินที่หักจากเงินเดือนลูกจ้างทุกเดือน อัตรา 2-15% ของเงินเดือน ตามที่ลูกจ้างเลือก เงินสมทบ (Employer Contribution) คือเงินที่นายจ้างจ่ายเพิ่มให้ลูกจ้างอีกส่วน อัตรา 2-15% ของเงินเดือน ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง เงินทั้ง 2 ส่วนจะถูกนำไปลงทุนโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เมื่อลูกจ้างออกจากงานจะได้รับเงินสะสม + เงินสมทบ + ผลประโยชน์จากการลงทุน รวมเป็นก้อนเดียว PVD ต่างจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างยังไง นี่คือคำถามยอดฮิตของปี 2569 เพราะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ลักษณะ สมัครใจ บังคับตามกฎหมาย เริ่มใช้ มีมาตั้งแต่ พ.ร.บ. 2530 1 ต.ค. 2569 (ใหม่!) ใครต้องจ่าย เฉพาะบริษัทที่จัดตั้ง PVD บริษัท ≥10 คน ที่ไม่มี PVD อัตราสมทบ 2-15% (เลือกได้) 0.25% (ช่วงแรก) → 0.50% (ต.ค. 2574) ผู้บริหารกองทุน บลจ. เอกชน (เลือกได้) กระทรวงแรงงาน ผลตอบแทนจากการลงทุน มี (ตามนโยบายกองทุน) ไม่มี ลดหย่อนภาษี ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ยังไม่ชัดเจน (รอประกาศ) ลูกจ้างลาออก ได้เงินคืนไหม ได้ ตามเงื่อนไข Vesting ได้ทั้งหมด (ลาออกก็ได้คืน) ข้อสำคัญ: ถ้าบริษัทมี PVD อยู่แล้ว ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก PVD ไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ แต่ลูกจ้างที่ไม่ได้สมัครเข้า PVD ยังต้องจ่ายอยู่ดี กิจการที่ได้รับยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ได้แก่ กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน งานเกษตรกรรม งานรับใช้ในบ้าน มูลนิธิ สมาคม และองค์กรไม่แสวงหากำไร ส่วนกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไปและไม่มี PVD ต้องยื่นแบบ สกล.3 เพื่อขึ้นทะเบียน กิจการที่ได้รับยกเว้นแต่ต้องการสมัครใจเข้าร่วม ยื่นแบบ สกล.3/1 ประโยชน์ของ PVD สำหรับนายจ้าง PVD ไม่ใช่แค่สวัสดิการให้พนักงาน แต่มีประโยชน์กับนายจ้างด้วย ดึงดูดและรักษาคนเก่ง บริษัทที่มี PVD จะดึงดูดผู้สมัครงานได้มากกว่า และเงื่อนไข Vesting (รับเงินสมทบตามอายุงาน) ช่วยลดอัตราการลาออก ลดหย่อนภาษีนิติบุคคล เงินสมทบที่นายจ้างจ่ายเข้า PVD นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ทั้งจำนวน ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง ยกเว้นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถ้ามี PVD ลูกจ้างที่เป็นสมาชิก PVD ไม่ต้องจ่ายเข้ากองทุนสงเคราะห์ ต้นทุนแรงงานเพิ่มเท่าไร ตัวอย่างคำนวณ ตัวอย่าง: บริษัทมีพนักงาน 10 คน เงินเดือนเฉลี่ย 25,000 บาท PVD สมทบ 5% กองทุนสงเคราะห์ 0.25% ต้นทุนเพิ่ม/คน/เดือน 1,250 บ. 62.50 บ. ต้นทุนเพิ่มรวม 10 คน/เดือน 12,500 บ. 625 บ. ต้นทุนเพิ่มรวม/ปี 150,000 บ. 7,500 บ. PVD ต้นทุนสูงกว่ากองทุนสงเคราะห์ 20 เท่า (150,000 vs 7,500 ต่อปี) แต่พนักงานได้ประโยชน์มากกว่ามาก เงินถูกนำไปลงทุน มีผลตอบแทน และลดหย่อนภาษีได้ทั้ง 2 ฝ่าย เปรียบเทียบอัตราสมทบ PVD ที่ต่างกัน (พนักงาน 10 คน เงินเดือนเฉลี่ย 25,000 บ.): อัตราสมทบ ต้นทุนเพิ่ม/คน/เดือน ต้นทุนรวม/ปี หมายเหตุ 3% 750 90,000 ขั้นต่ำที่พบบ่อย 5% 1,250 150,000 ค่าเฉลี่ยตลาด 10% 2,500 300,000 ค่าสูง บริษัทใหญ่ กองทุนสงเคราะห์ 0.25% 62.50 7,500 บังคับ (ถ้าไม่มี PVD) เจ้าของกิจการต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนกับการรักษาคนเก่ง หลายบริษัท SME เริ่มที่ 3% ก่อน แล้วค่อยปรับเพิ่มเมื่อธุรกิจโตขึ้น นายจ้างจัดตั้ง PVD ยังไง ขั้นตอนที่ 1: เลือก บลจ. เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนย้อนหลัง จำนวนนโยบายลงทุน บลจ. ที่นิยม เช่น MFC KTAM TISCO กรุงศรี SCB กสิกร ขั้นตอนที่ 2: ร่างข้อบังคับกองทุน กำหนดอัตราเงินสะสม-สมทบ เงื่อนไข Vesting นโยบายการลงทุน บลจ. จะช่วยร่างให้ ขั้นตอนที่ 3: จดทะเบียนกองทุน ยื่นกับนายทะเบียน (สำนักงาน ก.ล.ต.) ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนตั้งแต่เริ่มเจรจากับ บลจ. จนจดทะเบียนเสร็จ ขั้นตอนที่ 4: เริ่มหักเงินสะสม เมื่อจดทะเบียนเสร็จ เริ่มหักเงินสะสมจากสลิปเงินเดือนพนักงาน พร้อมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนทุกเดือน ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง: ค่าธรรมเนียมจัดตั้งกองทุนประมาณ 5,000-20,000 บาท (ขึ้นอยู่กับ บลจ.) ค่าบริหารจัดการรายปีประมาณ 0.5-1.5% ของมูลค่ากองทุน บลจ. บางเจ้ายกเว้นค่าจัดตั้งให้ถ้ามีสมาชิกตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป บันทึกบัญชี PVD ยังไง เมื่อจ่ายเงินเดือนพนักงานที่มี PVD นายจ้างต้องบันทึกบัญชี 2 ส่วน ตัวอย่าง: พนักงาน ก เงินเดือน 30,000 บาท สะสม 5% (1,500 บ.) นายจ้างสมทบ 5% (1,500 บ.) เงินสมทบของนายจ้าง (ค่าใช้จ่ายบริษัท): รายการ Dr. Cr. เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ค่าใช้จ่าย) 1,500 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย (หนี้สิน) 1,500 เงินสะสมของลูกจ้าง (หักจากเงินเดือน): รายการ Dr. Cr. เงินเดือนค้างจ่าย 1,500 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 1,500 รวมแล้วบัญชี “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย” จะมียอด 3,000 บาท (สะสม 1,500 + สมทบ 1,500) เมื่อนำส่งเงินให้ บลจ. แล้ว บันทึก Dr. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพค้างจ่าย 3,000 / Cr. เงินฝากธนาคาร 3,000 จัดการ PVD ในระบบเงินเดือนด้วย PEAK PEAK Payroll รองรับการหักเงินสะสม PVD จากเงินเดือนพนักงาน บันทึกเงินสมทบของนายจ้าง คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีต่อเนื่อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างลาออกก่อน 5 ปี ได้เงินสมทบเท่าไร (Vesting) ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข Vesting ที่บริษัทกำหนด ตัวอย่างทั่วไป: ทำงาน 1-3 ปีได้ 50% ของเงินสมทบ ทำงาน 3-5 ปีได้ 75% ทำงาน 5 ปีขึ้นไปได้ 100% แต่เงินสะสมของลูกจ้างจะได้คืนทั้งหมด 100% เสมอ ไม่ว่าจะทำงานกี่ปี PVD ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร สำหรับลูกจ้าง: เงินสะสมส่วนที่เกิน 10,000 บาทแต่ไม่เกิน 490,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี (เมื่อรวมกับ RMF SSF กบข. ไม่เกิน 500,000 บาท) สำหรับนายจ้าง: เงินสมทบหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ทั้งจำนวน ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง บริษัทเล็ก 5-10 คน ควรมี PVD ไหม ถ้ามีพนักงานไม่ถึง 10 คน ไม่ถูกบังคับเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จึงไม่จำเป็นต้องรีบจัดตั้ง PVD แต่ถ้าต้องการดึงดูดคนเก่งและลดหย่อนภาษี PVD ก็เป็นทางเลือกที่ดี บลจ. หลายเจ้ารับจัดตั้งสำหรับบริษัทตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 เริ่มเมื่อไร จ่ายเท่าไร เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 หักจากลูกจ้าง 0.25% นายจ้างสมทบ 0.25% นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป งวดแรก 15 พฤศจิกายน 2569 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 ปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% นายจ้างไม่ส่งเงินมีโทษปรับ 5% ต่อเดือนของเงินที่ค้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

Payment Gateway คืออะไร ทำงานยังไง เลือกแบบไหนดีสำหรับธุรกิจ

Payment Gateway คือระบบตัวกลางที่เชื่อมระหว่างร้านค้าออนไลน์กับธนาคารของลูกค้า ทำหน้าที่ตรวจสอบและอนุมัติการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือกระเป๋าเงินออนไลน์ ให้ธุรกิจรับเงินจากลูกค้าได้ทันที บทความนี้จะพาไปดูว่า Payment Gateway ทำงานอย่างไร มีกี่แบบ และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ Payment Gateway คืออะไร Payment Gateway คือระบบตัวกลางที่ทำหน้าที่รับข้อมูลการชำระเงินจากลูกค้า เข้ารหัสข้อมูลให้ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล แล้วส่งต่อไปยังธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อตรวจสอบวงเงินและอนุมัติ ก่อนแจ้งผลกลับมาที่ร้านค้าให้จัดส่งสินค้าหรือบริการต่อได้ทันที โดยทั้งขั้นตอนเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น Payment Gateway เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ระบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่ขายของหรือให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น ธุรกิจ e-Commerce ที่มีเว็บไซต์ของตัวเอง ธุรกิจขายคอร์สเรียนหรือบริการดิจิทัล และร้านค้าที่ขายผ่านแอปพลิเคชัน เพราะช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินจบในหน้าเดียว โดยไม่ต้องโอนเงินแล้วส่งสลิปยืนยันเอง Payment Gateway ทำงานอย่างไร เมื่อลูกค้ากดชำระเงินบนเว็บไซต์ ระบบจะเข้ารหัสข้อมูลบัตรของลูกค้าทันที ส่งไปให้ธนาคารตรวจสอบวงเงินและอนุมัติ จากนั้นแจ้งผลกลับมาที่ร้านค้าภายในไม่กี่วินาที ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรอนานและร้านค้าไม่ต้องมาตรวจสอบการโอนเงินด้วยตัวเอง ขั้นตอนแบบเข้าใจง่ายมี 4 จุดหลัก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาที ลูกค้าไม่ต้องรอ และร้านค้าไม่ต้องมานั่งตรวจสลิปเอง Payment Gateway มีกี่รูปแบบ Payment Gateway ในไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือแบบที่ธนาคารพัฒนาเอง (Bank) และแบบที่ผู้ให้บริการเอกชนทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Non-Bank) แต่ละแบบมีจุดเด่นและเงื่อนไขต่างกัน เหมาะกับธุรกิจคนละขนาด Payment Gateway แบบ Bank มีอะไรบ้าง ระบบนี้คือแบบที่ธนาคารพัฒนาและดูแลเอง เชื่อมต่อตรงกับระบบธนาคาร จึงมีความปลอดภัยสูงและค่าธรรมเนียมต่อรายการค่อนข้างต่ำ แต่สมัครยากกว่าเพราะธนาคารมักกำหนดเงื่อนไขเรื่องทุนจดทะเบียนและเงินฝากค้ำประกัน ตัวอย่างที่ใช้กันในไทย Payment Gateway แบบ Non-Bank มีอะไรบ้าง ระบบนี้คือแบบที่ผู้ให้บริการเอกชนทำหน้าที่เป็นตัวกลางแทนธนาคาร สมัครง่าย ใช้เวลาอนุมัติเร็ว ไม่ต้องมีเงินฝากค้ำประกัน จึงเหมาะกับธุรกิจ SME และร้านค้าที่เพิ่งเริ่มขายออนไลน์ ตัวอย่างที่ใช้กันในไทย Bank vs Non-Bank เลือกแบบไหนดี ปัจจัยที่ต่างกันชัดที่สุดของ Payment Gateway Thailand ระหว่าง Bank และ Non-Bank คือเงินฝากค้ำประกันและความยุ่งยากในการสมัคร ธนาคารส่วนใหญ่กำหนดให้ต้องมีเงินฝากค้ำประกัน เช่น K Payment Gateway กำหนดขั้นต่ำ 300,000 บาท หรือ 1% ของยอดขายต่อเดือน แล้วแต่จำนวนไหนสูงกว่า (อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย) ส่วน Non-Bank ส่วนใหญ่ไม่ต้องวางเงินค้ำประกันเลย ปัจจัย Payment Gateway แบบ Bank Payment Gateway แบบ Non-Bank เงินฝากค้ำประกัน ต้องมี มักอยู่ที่หลักแสนบาทขึ้นไป ส่วนใหญ่ไม่ต้องมี ค่าธรรมเนียมต่อรายการ ค่อนข้างต่ำ สูงกว่า Bank เล็กน้อย ระยะเวลาอนุมัติ ใช้เวลานาน หลักสัปดาห์ถึงเดือน รวดเร็ว หลักวันถึงสัปดาห์ เงื่อนไขการสมัคร เข้มงวด มักต้องมีทุนจดทะเบียนและผลประกอบการย้อนหลัง ผ่อนปรนกว่า เหมาะกับธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น เหมาะกับ บริษัทที่มียอดขายสูงและมั่นคงแล้ว SME ร้านค้าออนไลน์ และธุรกิจที่เพิ่งเริ่มขาย ถ้าธุรกิจของคุณยังเพิ่งเปิดร้านหรือยอดขายยังไม่แน่นอน Non-Bank ตอบโจทย์กว่าเพราะสมัครง่ายและไม่ต้องกันเงินก้อนไว้ค้ำประกัน แต่ถ้าธุรกิจมั่นคงแล้วและต้องการค่าธรรมเนียมที่ต่ำในระยะยาว Bank อาจคุ้มค่ากว่า วิธีเลือก Payment Gateway ให้เหมาะกับธุรกิจ ก่อนสมัครใช้งาน Payment Gateway เจ้าไหนดี ให้เช็ค 5 เรื่องนี้ก่อน ความปลอดภัยของ Payment Gateway ที่ควรรู้ Payment Gateway ที่ให้บริการในไทยต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามกฎหมายระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน 2560) ซึ่งกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้ใช้บริการไว้ชัดเจน ในด้านเทคนิค ผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือจะใช้มาตรฐาน PCI DSS (มาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลบัตรเครดิตระดับสากล) ควบคู่กับระบบยืนยันตัวตน 3D Secure ที่ให้ลูกค้ายืนยันรหัส OTP ก่อนตัดเงินทุกครั้ง ก่อนเลือกใช้เจ้าไหน ลองเช็คว่าเว็บไซต์ของผู้ให้บริการระบุมาตรฐานเหล่านี้ไว้ชัดเจนหรือไม่ สรุป: Payment Gateway ตัวช่วยให้ธุรกิจออนไลน์รับเงินง่ายขึ้น Payment Gateway คือระบบที่ทำให้ร้านค้าออนไลน์รับเงินจากลูกค้าได้ทันทีอย่างปลอดภัย สิ่งที่ต้องจำคือเลือกให้ตรงกับขนาดธุรกิจ เช็คค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขให้ครบ แล้วเลือกเจ้าที่รองรับช่องทางที่ลูกค้าคุณใช้จริง เชื่อมต่อ Payment Gateway กับระบบบัญชีในที่เดียว เปลี่ยนงานคีย์บันทึกรับเงินซ้ำๆ ด้วยPEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Payment Gateway ได้โดยตรงในระบบ เช่น Beam, Payso หรือผ่านระบบธนาคาร เช่น SCB, Krungsri, BBL ผ่านเมนูตั้งค่าเอกสาร เลือกช่องทางการรับชำระเงิน เมื่อลูกค้ากดชำระเงินบนใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จของ PEAK ยอดขายจะลงบัญชีอัตโนมัติทันที ไม่ต้องคีย์ซ้ำทุกรายการ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Payment Gateway PEAK รองรับการเชื่อมต่อ Payment Gateway ใดบ้าง PEAK รองรับการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Payment Gateway เช่น Beam, Payso หรือเชื่อมต่อระบบธนาคาร โดยเลือกเชื่อมต่อได้มากกว่า 1 เจ้าพร้อมกัน เพื่อให้ลูกค้าจ่ายผ่านช่องทางที่สะดวกที่สุดสำหรับตัวเอง ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจาก PEAK ในการเชื่อมต่อ Payment Gateway ของไทยมีอะไรบ้าง ในไทยมีทั้งแบบ Bank เช่น Merchant iPay (BBL), Krungsri Biz Payment Gateway (BAY), UOB Payment Gateway และแบบ Non-Bank เช่น Payso, Beam, PayPal, GB PrimePay, Omise, 2C2P ธุรกิจเลือกใช้ได้มากกว่า 1 เจ้าพร้อมกันเพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกชำระเงินหลากหลาย Payment Gateway ต่างจาก Payment Link อย่างไร Payment Gateway คือระบบเบื้องหลังที่เชื่อมต่อกับหน้าเว็บไซต์เพื่อรับชำระเงินแบบอัตโนมัติ ส่วน Payment Link คือลิงก์ชำระเงินที่สร้างแยกเป็นรายการ ส่งให้ลูกค้าทางแชทหรือโซเชียลมีเดียได้โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์ ธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่มีเว็บไซต์มักเริ่มจาก Payment Link ก่อน ธุรกิจขนาดเล็กควรใช้ Payment Gateway แบบไหน ธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มขายออนไลน์ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารซับซ้อนก็เริ่มใช้งานได้ทันที เพียงมีบัญชีธนาคารและเว็บไซต์หรือเพจร้านค้า ก็สมัครแบบ Non-Bank อย่าง Payso หรือ Beam ได้ภายในไม่กี่วัน ไม่ต้องรอผลประกอบการย้อนหลังหรือทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเหมือนแบบ Bank Payment Gateway มีค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมต่อรายการของแบบ Bank มักอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์ต่อรายการ เช่น K Payment Gateway อยู่ที่ 3.25% (อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย) ส่วนแบบ Non-Bank มักอยู่ที่ 2 ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ต่อรายการ ตัวเลขจริงแตกต่างกันตามผู้ให้บริการและประเภทบัตรที่ลูกค้าใช้ ควรสอบถามอัตราล่าสุดจากผู้ให้บริการโดยตรงก่อนสมัคร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

ถอดVAT คืออะไร สูตรคำนวณพร้อมตัวอย่างจริง

การถอด VAT 7% ออกจากราคารวมสุทธิ แค่ใช้สูตร “หารด้วย 1.07” ก็จะได้ราคาก่อนภาษีทันที เช่น ราคารวม 1,070 บาท ÷ 1.07 = 1,000 บาท ซึ่งก็คือราคาจริงก่อน VAT นั่นเอง ฟังดูง่าย… แต่ในชีวิตจริงหลายคนยังสับสนว่าเมื่อไหร่ต้องใช้สูตรไหน? แล้วถ้าคำนวณออกมาเป็นเลขทศนิยมยาวๆ ควรปัดเศษอย่างไรให้ถูกต้อง? บทความนี้รวมสูตรถอด VAT ครบทุกรูปแบบ พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่เจอบ่อย และวิธีจิ้มเครื่องคิดเลขแบบทีละขั้นตอน ถอด VAT ต่างจาก “คิด VAT” อย่างไร ถอด VAT คือการคำนวณย้อนกลับจากราคาที่รวม VAT แล้ว เพื่อหาว่าราคาจริงก่อนภาษีเท่าไร และ VAT ที่ซ่อนอยู่ในยอดนั้นเป็นเงินเท่าไร ซึ่งต่างจากการ “คิด VAT” ที่เป็นการบวก VAT 7% เพิ่มเข้าไปในราคาก่อนภาษี คิด VAT คือการทำอะไร คิด VAT คือเริ่มจากราคาก่อนภาษี แล้วบวก VAT 7% เพิ่มเข้าไป เพื่อได้ราคารวมที่จะเรียกเก็บจากลูกค้า ตัวอย่าง: บริษัทขายสินค้าราคา 1,000 บาท (ราคายังไม่รวม VAT)VAT 7% = 1,000 × 7% = 70 บาทราคารวม VAT ที่เก็บจากลูกค้า = 1,000 + 70 = 1,070 บาท ถอด VAT คือการทำอะไร ถอด VAT คือเริ่มจากราคารวม VAT แล้วคำนวณย้อนกลับ เพื่อแยกว่าส่วนไหนเป็นราคาสินค้าและส่วนไหนเป็น VAT 7% ตัวอย่าง: บริษัทได้รับใบเสร็จ 1,070 บาท (รวม VAT แล้ว) และต้องการรู้ว่า VAT เท่าไรราคาก่อน VAT = 1,070 ÷ 1.07 = 1,000 บาทยอด VAT 7% = 1,070 – 1,000 = 70 บาท 3 สูตรถอด VAT 7% ที่ต้องรู้ — ใช้สูตรไหน เมื่อไหร่ สูตรถอด VAT 7% มี 3 แบบหลัก แต่ละแบบตอบคำถามต่างกัน เลือกตามสิ่งที่อยากรู้ สูตร ใช้เมื่อต้องการ สมการ ÷ 1.07 ราคาก่อน VAT ราคารวม ÷ 1.07 × 7 ÷ 107 ตัวเลข VAT อย่างเดียว ราคารวม × 7 ÷ 107 × 1.07 ราคารวมจากราคาก่อน VAT ราคาก่อน VAT × 1.07 สูตรที่ 1: ถอดราคาก่อน VAT จากราคารวม (÷ 1.07) ใช้เมื่อรู้ราคารวม VAT แล้วอยากรู้ว่าราคาจริงก่อนภาษีเท่าไร นิยมใช้มากที่สุดในการทำบัญชี สมการ: ราคาก่อน VAT = ราคารวม VAT ÷ 1.07 ตัวอย่าง: ซื้อวัตถุดิบมา 5,350 บาท (รวม VAT แล้ว)ราคาก่อน VAT = 5,350 ÷ 1.07 = 5,000 บาทยอด VAT7%  = 5,350 – 5,000 = 350 บาท เมื่อบันทึกค่าใช้จ่าย จำเป็นจะต้องแยก “ค่าวัตถุดิบ 5,000 บาท” กับ “ภาษีซื้อ 350 บาท” ออกจากกัน เพื่อเวลายื่นภาษี สามารถนำภาษีซื้อไปหักกับภาษีขายได้ถูกต้อง สูตรที่ 2: หาเฉพาะ VAT จากราคารวม (× 7 ÷ 107) ใช้เมื่ออยากรู้แค่ว่า VAT ในราคารวมนั้นเท่าไร โดยไม่ต้องหาราคาก่อน VAT ก่อน สมการ: VAT = ราคารวม VAT × 7 ÷ 107 ตัวอย่าง: ใบเสร็จค่าบริการ 10,700 บาท อยากรู้ว่า VAT เท่าไรVAT = 10,700 × 7 ÷ 107 = 700 บาท สูตรนี้กับสูตรที่ 1 ให้ผลเหมือนกัน เพียงแต่สลับลำดับการคำนวณ ใช้แบบไหนก็ได้ตามที่ถนัด สูตรที่ 3: คิด VAT จากราคาก่อนภาษี (× 1.07) ใช้เมื่อรู้ราคาก่อน VAT แล้วอยากรู้ราคาที่จะเรียกเก็บจากลูกค้า ซึ่งเป็นสูตร “คิด VAT” ไม่ใช่ “ถอด VAT” แต่สำคัญพอๆ กัน สมการ: ราคารวม VAT = ราคาก่อน VAT × 1.07 ตัวอย่าง: ค่าบริการออกแบบ 20,000 บาท (ก่อน VAT) ราคาที่เรียกเก็บลูกค้า = 20,000 × 1.07 = 21,400 บาท ตัวอย่างการคำนวณถอด VAT 7% ตัวอย่างที่ 1: ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ซื้อกล่องพัสดุ 3,210 บาท (รวม VAT) อยากรู้ว่าค่ากล่องจริงๆ เท่าไร และ VAT เท่าไรที่จะนำไปเป็นภาษีซื้อ วิธีการคำนวณ: มูลค่ากล่องพัสดุ 3,210 ÷ 1.07 = 3,000 บาท (ราคาก่อน VAT) VAT = 3,210 – 3,000 = 210 บาท ตัวอย่างการบันทึกบัญชี:เดบิต ค่าวัสดุสิ้นเปลือง    3,000เดบิต ภาษีซื้อ                   210เครดิต เงินสด               3,210 ตัวอย่างที่ 2: ฟรีแลนซ์รับใบแจ้งหนี้ค่าโฆษณา Facebook 10,700 บาท (รวม VAT) อยากรู้ว่าสามารถนำ VAT เท่าไรไปเป็นภาษีซื้อ (กรณีจด VAT แล้ว) วิธีการคำนวณ: 10,700 × 7 ÷ 107 = 700 บาท (VAT ที่ซ่อนอยู่)ราคาก่อน VAT = 10,700 – 700 = 10,000 บาท หมายเหตุ: ค่าโฆษณา Facebook ออกโดยบริษัทต่างประเทศ ไม่มีใบกำกับภาษีแบบไทย — กรณีนี้ต้องยื่นแบบ ภ.พ.36 (แบบยื่น VAT กรณีจ่ายค่าบริการให้บริษัทต่างประเทศ) เพิ่มเติม ดูวิธีบันทึกรายการ ภ.พ.36 ใน PEAK ราคาไม่รวม VAT กับราคารวม VAT ต่างกันอย่างไร ราคาที่เห็นในชีวิตประจำวันมีอยู่ 2 แบบ คือ “ราคาไม่รวม VAT” และ “ราคารวม VAT” ซึ่งสร้างความสับสนบ่อยมากโดยเฉพาะตอนเจรจาราคากับคู่ค้า ราคาไม่รวม VAT คืออะไร ราคาไม่รวม VAT คือราคาที่ยังไม่ได้บวกภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไป เวลาเห็นป้ายราคา “5,000 บาท ไม่รวม VAT” หมายความว่าต้องจ่ายเพิ่ม VAT 7% อีก 350 บาท รวมเป็น 5,350 บาท คำอื่นที่มีความหมายเดียวกัน: ราคาก่อน VAT, ราคายังไม่รวมภาษี, ex VAT, net price ใช้เมื่อไร: ในใบเสนอราคาระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ที่ทั้งสองฝ่ายจด VAT — เพราะฝ่ายซื้อจะนำ VAT ไปหักเป็นภาษีซื้อได้ จึงสนใจแค่ราคาก่อน VAT ราคารวม VAT หาได้อย่างไร ราคารวม VAT คือราคาที่ผู้ซื้อจ่ายจริง รวม VAT เข้าไปแล้ว เรียกอีกชื่อว่า inclusive VAT หรือ gross price ถ้ารู้ราคาไม่รวม VAT ให้คูณ 1.07 เพื่อได้ราคารวม ถ้ารู้ราคารวม VAT ให้หาร 1.07 เพื่อได้ราคาไม่รวม VAT ตัวอย่างปัญหาที่พบบ่อย: ลูกค้าจ่าย 5,350 บาท แต่ใบเสนอราคาระบุ “5,000 บาท ไม่รวม VAT” — บางคนเข้าใจผิดว่าลูกค้าจ่ายเกิน ที่จริงถูกต้องแล้ว เพราะ 5,000 บวก VAT 7% = 5,350 บาท 4 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ถอด VAT ผิดบ่อย — และวิธีแก้ แม้สูตรจะง่าย แต่ข้อผิดพลาดในการถอด VAT เกิดขึ้นบ่อยมาก โดยเฉพาะในกิจการที่เพิ่งจด VAT ใหม่ ผิดพลาดที่ 1: ใช้สูตรหารด้วย 0.07 แทน 1.07 เช่น 1,070 ÷ 0.07 = 15,285 ซึ่งผิดทั้งหมด ที่ถูก: 1,070 ÷ 1.07 = 1,000 บาท ผิดพลาดที่ 2: คิดว่า VAT 7% = ราคารวม × 7% โดยตรง เช่น 1,070 × 7% = 74.9 บาท ซึ่งผิด ที่ถูก: VAT ในราคารวม 1,070 บาท = 1,070 × 7 ÷ 107 = 70 บาท (ไม่ใช่ 74.9 บาท) เหตุผล: 7% คำนวณจากราคาก่อน VAT (1,000) ไม่ใช่จากราคารวม (1,070) ผิดพลาดที่ 3: ถอด VAT จากใบเสร็จที่ไม่มี VAT ร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้จด VAT ไม่ต้องเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า ดังนั้นราคาในใบเสร็จของพวกเขาไม่มี VAT รวมอยู่ — ถ้านำมาถอด VAT จะได้ตัวเลขที่ไม่มีความหมาย และบันทึกบัญชีผิด สามารถนำเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของผู้ขายตรวจสอบสถานะที่เว็บไซต์กรมสรรพากร ผิดพลาดที่ 4: ปัดเศษผิด กรมสรรพากรกำหนดให้ปัดเศษ VAT เป็น 2 ตำแหน่งทศนิยม โดยยึดหลักปัดขึ้นถ้าทศนิยมตำแหน่งที่ 3 เป็น 5 ขึ้นไป สรุป: วิธีถอด VAT 7% ให้ถูกต้องทุกครั้ง ออกใบกำกับภาษีและคำนวณ VAT ให้อัตโนมัติด้วย PEAK ถ้ากิจการคุณจด VAT แล้ว ทุกครั้งที่ออกใบเสนอราคาหรือใบกำกับภาษี PEAK Account จะคำนวณ VAT ให้อัตโนมัติ แยกราคาก่อน VAT และ VAT โดยไม่ต้องถอดเองทุกครั้ง และข้อมูลภาษีซื้อ–ภาษีขายจะถูกรวบรวมไว้พร้อมยื่นแบบ ภ.พ.30 ได้ทันที คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการถอด VAT 7% ถอด VAT 7% ใช้ ÷ 107 หรือ ÷ 1.07 ต่างกันอย่างไร ทั้งสองสูตรให้ผลเหมือนกัน เพียงแต่ต้องระวังการจับคู่ให้ถูกต้อง ถ้าใช้ ÷ 1.07 หารด้วยตัวเลขนี้เพื่อได้ “ราคาก่อน VAT” ตรงๆ ถ้าใช้ × 7 ÷ 107 คูณและหารเพื่อได้ “ตัวเลข VAT” อย่างเดียว ห้ามสลับ: ÷ 107 แบบไม่คูณอะไรก่อนนั้นผิด ต้องเป็น × 7 ÷ 107 หรือเทียบเท่า กิจการที่ไม่ได้จด VAT ต้องถอด VAT ไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่ได้จด VAT ไม่มีภาษีซื้อและภาษีขายในระบบ VAT ดังนั้นไม่ต้องถอด VAT ออกจากใบเสร็จที่ได้รับ กิจการที่ต้องจด VAT คือกิจการที่มีรายได้จากขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี (ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 85/1) หรือที่สมัครใจจดก่อนถึงเกณฑ์ ข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ กรมสรรพากร rd.go.th ถอด VAT แล้วได้เลขทศนิยม ปัดขึ้นหรือปัดลง ใช้หลักปัดปกติ — ทศนิยมตำแหน่งที่ 3 ถ้าเป็น 5 ขึ้นไปให้ปัดขึ้น ถ้าต่ำกว่า 5 ให้ตัดทิ้ง แสดงผลเป็น 2 ตำแหน่งทศนิยม ตัวอย่าง: 5,000 ÷ 1.07 = 4,672.897… ปัดเป็น 4,672.90 บาท กรมสรรพากรไม่ได้กำหนดวิธีปัดเศษอย่างเคร่งครัดสำหรับกิจการทั่วไป แต่ควรใช้แนวทางเดียวกันสม่ำเสมอในทุกรายการ และบันทึกไว้ในนโยบายการบัญชีของกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

หนังสือรับรองบริษัท คืออะไร ใช้เมื่อไร พร้อมวิธีคัดออนไลน์

เจ้าของกิจการหลายคนเพิ่งรู้ว่าต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทก็ตอนที่ธนาคารหรือคู่ค้าร้องขอ พอถึงเวลาจริงกลับไม่แน่ใจว่าต้องขอจากไหน เอกสารมีอายุกี่เดือน หรือต่างจาก บอจ.5 ตรงไหน บทความนี้ตอบครบทุกคำถามเรื่องหนังสือรับรองบริษัท ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงวิธีคัดออนไลน์ด้วยตัวเอง พร้อมค่าธรรมเนียมและข้อควรระวัง หนังสือรับรองบริษัทคืออะไร มีข้อมูลอะไรบ้าง หนังสือรับรองบริษัท คือเอกสารที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ออกให้ เพื่อยืนยันว่าบริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและมีตัวตนจริง เปรียบเหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ที่คู่ค้าและธนาคารใช้ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานได้ทันที เอกสารนี้เรียกเป็นทางการว่า “หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล” ข้อมูลที่ระบุมี 5 รายการหลัก ได้แก่ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท มีกรรมการ 2 คน ลงนามร่วมกัน ข้อมูลทั้งหมดจะแสดงในหนังสือรับรองฉบับเดียว ธุรกิจต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทเมื่อไร กิจการมักต้องใช้หนังสือรับรองในหลายสถานการณ์ โดยแต่ละหน่วยงานกำหนดอายุเอกสารที่ยอมรับต่างกัน (ดูรายละเอียดอายุในหัวข้อ “ใช้ได้กี่เดือน”) เปิดบัญชีธนาคาร ธนาคารทุกแห่งกำหนดให้ใช้หนังสือรับรองคู่กับ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) เพื่อตรวจสอบอำนาจลงนาม ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ล่วงหน้า 1 ถึง 2 วันก่อนนัดเปิดบัญชี ยื่นประมูลงานราชการ เอกสารประกอบซองประมูลต้องมีหนังสือรับรองเสมอ ควรเผื่อเวลาคัดเอกสารก่อนวันยื่นซองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ข้อดีของการคัดหนังสือรับรองออนไลน์คือทำได้ทุกวันรวมวันหยุด ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารและสถาบันการเงินใช้หนังสือรับรองยืนยันสถานะกิจการก่อนอนุมัติวงเงิน บางแห่งขอหนังสือรับรองพร้อมงบการเงินและ บอจ.5 ด้วย ซึ่งขอพร้อมกันได้ในระบบ e-Service ยืนยันตัวตนกิจการใน PEAK การ Verify กิจการบน PEAK ต้องใช้หนังสือรับรองเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและป้องกันการถูกแอบอ้าง กิจการที่ Verify แล้วจะแสดงเครื่องหมายยืนยันบนระบบ วิธีคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ระบบ DBD e-Service เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 06:00 ถึง 21:00 น. รวมวันหยุดราชการ บุคคลทั่วไปสามารถคัดหนังสือรับรองของบริษัทใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของหรือผู้เกี่ยวข้อง (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบ e-Service เข้าเว็บไซต์ ebiz.dbd.go.th แล้วกดลงทะเบียน กรอกข้อมูล Username, Password และข้อมูลติดต่อ เมื่อลงทะเบียนเสร็จให้เข้าสู่ระบบด้วย Username ที่สร้างไว้ หากเคยลงทะเบียนแล้วให้ล็อกอินได้ทันที เลือกเอกสารและค้นหาบริษัท เลือก “หนังสือรับรอง” เป็นประเภทเอกสารที่ต้องการ หากต้องการ บอจ.5 หรืองบการเงินด้วย สามารถเลือกเพิ่มในขั้นตอนเดียวกัน จากนั้นกรอกเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ระบบรองรับการขอเอกสารหลายบริษัทพร้อมกัน ตรวจสอบรายการและชำระเงิน ระบบจะแสดงค่าธรรมเนียมรวมให้ตรวจสอบก่อนยืนยัน เลือกรูปแบบใบเสร็จได้ทั้งในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จากนั้นกดพิมพ์ใบนำชำระเงิน ชำระได้หลายช่องทาง ทั้งสแกน QR Code, Internet Banking หรือที่เคาน์เตอร์ธนาคาร รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อชำระเงินเสร็จ กลับมาที่หน้า “ติดตามสถานะ” ในระบบ e-Service เอกสารจะพร้อมดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ที่มีลายเซ็นดิจิทัลของ DBD หากเลือกรับเอกสารตัวจริง DBD จะจัดส่งทางไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมคัดหนังสือรับรอง ออนไลน์ vs ไปสำนักงาน ค่าธรรมเนียมแตกต่างตามช่องทางและประเภทเอกสาร (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) เอกสาร ออนไลน์ (e-Service) ที่สำนักงาน DBD หนังสือรับรองนิติบุคคล 200 บาท รายการละ 40 บาท (ปกติ 5 รายการ รวม 200 บาท) ค่าบริการธนาคาร 150 บาท ไม่มี รวมหนังสือรับรอง 350 บาท 200 บาท รับรองสำเนา บอจ.5 150 บาท หน้าละ 50 บาท ตัวอย่างเช่น คัดหนังสือรับรองออนไลน์พร้อม บอจ.5 จะเสียค่าธรรมเนียมรวม 200 + 150 + ค่าบริการธนาคาร 150 = 500 บาท การขอออนไลน์มีค่าบริการธนาคารเพิ่ม 150 บาท แต่ประหยัดเวลาเดินทางและรอคิว นิติบุคคลใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ลดค่าธรรมเนียมครึ่งราคา หนังสือรับรองบริษัทใช้ได้กี่เดือน กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุการใช้งานของหนังสือรับรอง แต่หน่วยงานที่รับเอกสารจะกำหนดเอง ดังนี้ หน่วยงานปลายทาง อายุที่ยอมรับ ตัวอย่างการใช้งาน ธนาคาร ไม่เกิน 1 เดือน เปิดบัญชี ขอสินเชื่อ หน่วยงานราชการ ไม่เกิน 3 เดือน ประมูลงาน ขอใบอนุญาต คู่ค้าเอกชน 3 ถึง 6 เดือน ทำสัญญา ยื่นเป็นคู่ค้า PEAK Verify กิจการ ไม่เกิน 3 เดือน ยืนยันตัวตนกิจการบน PEAK ควรคัดหนังสือรับรองออนไลน์ใกล้วันที่ใช้งานมากที่สุด เพื่อไม่ให้เอกสารหมดอายุก่อนยื่น หนังสือรับรองบริษัทกับ บอจ.5 ต่างกันอย่างไร หลายกิจการสับสนว่าต้องขอเอกสารไหน เพราะธนาคารมักขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน รายการ หนังสือรับรองบริษัท บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ออกโดย DBD รับรอง DBD รับรองสำเนา ข้อมูลหลัก ชื่อ ที่ตั้ง ทุน กรรมการ วัตถุประสงค์ รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น สัดส่วนการถือหุ้น ใช้เมื่อ ยืนยันตัวตนบริษัท ตรวจสอบอำนาจกรรมการ ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น สรุปง่าย ๆ คือ หนังสือรับรองบอกว่า “บริษัทนี้คือใคร” ส่วน บอจ.5 บอกว่า “ใครเป็นเจ้าของ” หากต้องเปิดบัญชีธนาคาร ควรขอทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน ข้อควรระวังเมื่อคัดหนังสือรับรองออนไลน์ สรุป: คัดหนังสือรับรองออนไลน์ง่ายกว่าที่คิด การคัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ผ่าน DBD e-Service ทำได้ 4 ขั้นตอน คือลงทะเบียน เลือกเอกสาร ชำระเงิน แล้วดาวน์โหลด ใช้เวลาไม่เกิน 1 วันทำการ สิ่งสำคัญที่สุดคือคัดเอกสารให้ใกล้วันใช้งาน และเลือกอายุให้ตรงกับที่หน่วยงานปลายทางกำหนด จัดการเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อมีหนังสือรับรองพร้อมแล้ว กิจการสามารถใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จัดการเอกสารทางการเงินได้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน จนถึงใบกำกับภาษี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังสือรับรองบริษัท คัดหนังสือรับรองบริษัทออนไลน์ใช้เวลากี่วัน การขอแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์จะได้รับเอกสารภายในวันทำการเดียวกัน หลังระบบตรวจสอบการชำระเงินเรียบร้อย หากเลือกรับเอกสารตัวจริงทางไปรษณีย์จะใช้เวลาเพิ่มอีก 3 ถึง 5 วันทำการ ขอหนังสือรับรองบริษัทของบริษัทอื่นได้ไหม ได้ เพราะข้อมูลนิติบุคคลเป็นข้อมูลสาธารณะ ไม่ต้องแนบหนังสือมอบอำนาจหรือแสดงเหตุผล เพียงชำระค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) หนังสือรับรองอิเล็กทรอนิกส์ใช้แทนฉบับจริงได้หรือไม่ ได้ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์จาก DBD มีลายเซ็นดิจิทัลรับรอง ถือเป็นเอกสารต้นฉบับทางราชการ ธนาคารและหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ยอมรับ (ข้อมูลจาก เอกสารแนะนำ DBD e-Certificate) สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารได้ที่หน้า “ตรวจสอบเอกสาร” บนเว็บ DBD e-Service ขอหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนออนไลน์ได้ไหม ได้ ระบบ DBD e-Service รองรับทั้งบริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน และบริษัทมหาชนจำกัด ขั้นตอนและค่าธรรมเนียมเหมือนกันทุกประเภทนิติบุคคล เพียงกรอกเลขทะเบียน 13 หลัก ขอหนังสือรับรองบริษัทผ่านธนาคารทำอย่างไร นอกจาก e-Service แล้ว กิจการยังขอผ่านสาขาธนาคารที่ร่วมโครงการ DBD e-Certificate ได้ ปัจจุบันมี 10 ธนาคาร เช่น กสิกรไทย กรุงไทย กรุงเทพ ไทยพาณิชย์ รวมกว่า 4,000 สาขาทั่วประเทศ ค่าธรรมเนียมเท่ากับการขอผ่าน e-Service แจ้งเลขทะเบียนนิติบุคคลที่สาขาได้ทันที ขอหนังสือรับรองบริษัทภาษาอังกฤษออนไลน์ได้ไหม ได้ DBD มีระบบแยกต่างหากที่ encert.dbd.go.th สำหรับขอหนังสือรับรองฉบับภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,200 บาท (ค่ากฎกระทรวง 200 + ค่าดำเนินการแปล 1,000 บาท) เหมาะสำหรับกิจการที่ต้องใช้เอกสารทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ระบบนี้แยกจาก e-Service ที่ออกฉบับภาษาไทย หากต้องนำไปใช้ต่างประเทศอาจต้องรับรองเอกสารเพิ่มที่กระทรวงการต่างประเทศ (Legalization) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

10 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

โบนัส คืออะไร วิธีคิดโบนัสพร้อมตัวอย่าง ฉบับเจ้าของกิจการ

ทุกสิ้นปี เจ้าของกิจการ SME หลายคนต้องตัดสินใจว่า จะจ่ายโบนัสให้พนักงานเท่าไร ใช้สูตรอะไร และต้องจัดการเรื่องภาษีกับบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง บทความนี้รวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ความหมาย ประเภท สูตรคำนวณ ไปจนถึงเรื่องรายจ่ายทางภาษีที่มักถูกมองข้าม โบนัสคืออะไร เงินโบนัส คือ ค่าตอบแทนพิเศษที่นายจ้างจ่ายให้พนักงาน นอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับทุกเดือน โดยมักจ่ายปีละครั้ง หรือตามรอบที่กิจการกำหนด เช่น ทุก 6 เดือน หลายกิจการใช้เป็นเครื่องมือดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้กับทีม โบนัสกับค่าจ้างต่างกันอย่างไร ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 “ค่าจ้าง” หมายถึง เงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติ ส่วนโบนัสไม่ได้จ่ายตอบแทนการทำงานประจำ จึงไม่ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย ความแตกต่างสำคัญคือ ถ้าไม่จ่ายค่าจ้าง ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ถ้าไม่จ่ายโบนัส ไม่ผิด ยกเว้นกรณีที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงาน โบนัส ค่าคอมมิชชัน และ Incentive ต่างกันอย่างไร เจ้าของกิจการหลายคนสับสนสามคำนี้ ความจริงแล้วแตกต่างกันทั้งวิธีจ่ายและจังหวะ ในทางภาษี ทั้งสามอย่างเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเหมือนกันหมด โบนัสมีกี่ประเภท การจ่ายเงินโบนัสแบ่งได้ 3 รูปแบบหลัก ซึ่งส่งผลต่อทั้งแรงจูงใจพนักงานและภาษีของกิจการ รูปแบบที่ 1 แบบการันตี (Guaranteed Bonus) แบบการันตี คือ เงินรางวัลที่กำหนดจ่ายแน่นอนตามสัญญาจ้าง เช่น “ได้เงินพิเศษ 1 เดือนทุกปี” ไม่ว่าผลประกอบการจะเป็นอย่างไร ข้อดีคือพนักงานมีความมั่นคง แต่ข้อเสียคือไม่ได้ผูกกับผลงาน จึงอาจไม่กระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น รูปแบบที่ 2 ตามผลงาน (Performance-Based) แบบตามผลงาน คือ การจ่ายโบนัสที่ผูกกับเกณฑ์ที่วัดได้ เช่น KPI ยอดขาย จำนวนชิ้นงาน หรือคะแนนประเมิน ใครทำผลงานดีก็ได้มากกว่า และสามารถนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ เพราะไม่ได้คิดจากผลกำไร รูปแบบที่ 3 ตามกำไรสุทธิ (Profit-Sharing) แบบตามกำไรสุทธิ คือ การคำนวณจากกำไรเมื่อสิ้นรอบบัญชี เช่น ปีนี้มีกำไร 2 ล้านบาท จัดสรร 10% เป็นเงินรางวัลให้ทีม เจ้าของกิจการต้องระวังว่า แบบนี้มีผลทางภาษี (รายละเอียดอยู่ใน section “บันทึกบัญชีและภาษี” ด้านล่าง) วิธีคิดโบนัสพร้อมตัวอย่างตัวเลข สูตรคำนวณขึ้นอยู่กับรูปแบบที่กิจการเลือกใช้ ลองดูตัวอย่าง 3 แบบที่ใช้กันบ่อย 1. สูตรคำนวณแบบ X เดือน นี่คือแบบที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด คำนวณง่ายเพราะยึดจากเงินเดือน เงินพิเศษ = เงินเดือน × จำนวนเดือนที่กำหนด ตัวอย่าง พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท กิจการจ่ายโบนัส 1.5 เดือน 25,000 × 1.5 = 37,500 บาท 2. สูตรคำนวณตามผลงาน (KPI-Based) เงินพิเศษ = เงินเดือน × อัตราตามผลงาน KPI ตัวอย่าง บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดเกณฑ์ไว้ดังนี้ พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท ได้ KPI 85% จะได้รับเงินพิเศษ 1 เดือน เท่ากับ 30,000 บาท 3. สูตรคำนวณตามกำไร (Profit-Sharing) เงินรางวัลรวม = ยอดจัดสรร × สัดส่วนของพนักงานแต่ละคน ตัวอย่าง กิจการจัดสรรเงิน 500,000 บาท ให้พนักงาน 10 คน แบ่งตามสัดส่วนเงินเดือน คนที่เงินเดือนสูงกว่าได้มากกว่า แบบนี้ต้องดูเรื่องภาษีให้ดี เพราะอาจเข้าข่ายรายจ่ายต้องห้าม (รายละเอียดใน section ถัดไป) กิจการต้องจ่ายโบนัสให้พนักงานหรือไม่ กฎหมายแรงงานไม่ได้บังคับให้กิจการต้องจ่ายเงินพิเศษนี้ เรื่องนี้เป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แต่ถ้าสัญญาจ้างหรือข้อบังคับการทำงานระบุไว้ชัดเจน เช่น “จ่ายโบนัสปีละ X เดือน” นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามนั้น ถ้าไม่จ่าย ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องได้ เจ้าของกิจการ SME จึงควรกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันปัญหาข้อพิพาทในอนาคต วิธีตั้งงบโบนัสสำหรับ SME ก่อนจ่ายเงินพิเศษ เจ้าของกิจการควรวางแผนงบล่วงหน้า ไม่ใช่รอดูกำไรปลายปีแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะจะทำให้ควบคุมต้นทุนไม่ได้ วิธีง่ายที่สุด คือ ตั้งงบเป็นสัดส่วนของรายได้รวม เช่น กำหนดไว้ 3-5% ของรายได้ทั้งปี แล้วแบ่งให้พนักงานตามเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้วางแผนกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น อีกเรื่องที่สำคัญคือ ควรกำหนดเกณฑ์จ่ายจากผลงาน ไม่ใช่จากกำไร เพราะนอกจากกระตุ้นพนักงานได้ดีกว่าแล้ว ยังนำมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้อีกด้วย โบนัสกับการบันทึกบัญชีและภาษี เรื่องบัญชีและภาษีเป็นสิ่งที่เจ้าของกิจการมักมองข้าม แต่ถ้าจัดการไม่ถูก อาจเสียภาษีเพิ่มโดยไม่จำเป็น เป็นรายจ่ายทางภาษีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การจ่าย ถ้าอยากให้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ต้องกำหนดเกณฑ์จากสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่กำไรสุทธิ และทำเป็นระเบียบบริษัทไว้ให้ชัดเจน บันทึกค้างจ่ายอย่างไร ถ้ากิจการจ่ายโบนัสในเดือนมกราคม แต่เป็นของผลงานปีก่อน ต้องบันทึกเป็น “ค้างจ่าย” ในงบของปีก่อน ณ วันสิ้นปี (31 ธ.ค.) — ตั้งค้างจ่าย รายการ เดบิต เครดิต ค่าใช้จ่ายเงินรางวัลพนักงาน xxx เงินรางวัลค้างจ่าย xxx เมื่อจ่ายจริง (ม.ค. ปีถัดไป) — ล้างค้างจ่าย รายการ เดบิต เครดิต เงินรางวัลค้างจ่าย xxx เงินฝากธนาคาร xxx ถ้าใช้ PEAK Payroll สามารถตั้งค่ารายการและเลือกบัญชีที่ผูกไว้ได้ ระบบจะช่วยบันทึกรายการให้อัตโนมัติ ลดโอกาสบันทึกผิด สรุป สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจำเรื่องโบนัส จัดการเงินเดือนและเงินพิเศษให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าคุณต้องจัดการเงินเดือนและภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้พนักงาน PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน ออกสลิป สร้างไฟล์ ภ.ง.ด.1 และบันทึกรายการเงินพิเศษได้ในระบบเดียว HR สามารถดึงข้อมูลไปออกเอกสารได้ทันที คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโบนัส โบนัส 1.5 เดือน คือเท่าไร เอาเงินเดือนคูณ 1.5 เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ได้ 30,000 บาท ส่วนที่หลายคนสงสัยคือ ตัวเลข 1.5 เดือนนี้คิดจากเงินเดือนฐานเท่านั้น ไม่รวมค่าล่วงเวลา ค่าคอมมิชชัน หรือเบี้ยเลี้ยง ยกเว้นกิจการจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในระเบียบ ลาออกก่อนจ่ายโบนัส ได้ไหม ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละกิจการ ส่วนใหญ่กำหนดว่าพนักงานต้องมีสถานะอยู่จนถึงวันจ่าย ถ้าลาออกก่อน มักไม่มีสิทธิได้รับ แต่ถ้าสัญญาจ้างไม่ได้ระบุเงื่อนไขนี้ อาจเรียกร้องได้ โบนัสต้องหักประกันสังคมไหม ไม่ต้อง เพราะเงินพิเศษนี้ไม่ใช่ “ค่าจ้าง” ตามนิยามของกฎหมายประกันสังคม ที่หมายถึงค่าตอบแทนการทำงานในเวลาปกติเท่านั้น เงินรางวัลเป็นเงินจูงใจ ไม่ต้องคำนวณเงินสมทบประกันสังคม โบนัสต้องหักภาษีไหม ต้องหัก เพราะเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40(1) นายจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายรวมกับเงินเดือนของเดือนที่จ่าย แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ค. 2026

PEAK Account

11 min

PEAK MCP คืออะไร วิธีเชื่อม AI กับระบบบัญชี PEAK

ถ้าวันนี้คุณอยากออก Invoice คุณต้องเปิดโปรแกรมบัญชี กรอกข้อมูลเอง แล้วค่อยปิดหน้าจอกลับไปทำงานอื่น แต่ถ้าคุณแค่พิมพ์บอก AI ว่า “ออก Invoice ให้บริษัท ABC 5,000 บาท” แล้วมันจัดการให้เลยล่ะ? นั่นคือสิ่งที่ PEAK MCP ทำได้ บทความนี้จะพาคุณรู้จัก MCP ว่าคืออะไร ต่างจาก API ยังไง แล้วตั้งค่า PEAK MCP ยังไงให้ใช้งานได้จริง MCP คืออะไร — อธิบายแบบเข้าใจง่ายสำหรับผู้ประกอบการ MCP ย่อมาจาก Model Context Protocol เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) ที่พัฒนาโดย Anthropic ผู้สร้าง Claude AI ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ให้ AI เข้าถึงระบบภายนอกได้อย่างปลอดภัย ผู้ใช้แค่พิมพ์คำสั่ง AI ก็ดำเนินการให้ได้ทันที MCP ทำงานยังไง — Host, Client, Server MCP มี 3 ส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน สรุปง่ายๆ คือ คุณพิมพ์ใน Claude → Claude ส่งต่อผ่าน MCP → PEAK ดำเนินการ → ผลลัพธ์กลับมาแสดงใน Claude MCP ต่างจาก API ปกติอย่างไร API แบบเดิมต้องมีนักพัฒนาเขียนโปรแกรมเชื่อม ต้องเข้าใจโครงสร้างข้อมูล ต้องจัดการ authentication เอง เหมาะกับการส่งข้อมูลอัตโนมัติระหว่างซอฟต์แวร์ MCP ต่างตรงที่ออกแบบมาให้ “AI ใช้ได้เลย” ไม่ต้องมีความรู้ด้าน programming แค่ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วสั่งงานผ่านภาษาพูด เหมือนบอกผู้ช่วยว่าอยากให้ทำอะไร PEAK MCP คืออะไร — เชื่อมต่อ AI กับระบบบัญชีของคุณ PEAK MCP คือ MCP Server ที่ทีม PEAK พัฒนาขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ PEAK สั่งงานระบบบัญชีผ่าน Claude ได้โดยตรง ไม่ต้องเปิดโปรแกรมแล้วคลิกทีละขั้น แค่บอกว่าอยากทำอะไร Claude จัดการให้ ทำอะไรได้บ้างผ่าน PEAK MCP ความสามารถของ PEAK MCP ครอบคลุมเทียบเท่ากับ PEAK Open API ตัวอย่างสิ่งที่ทำได้ ใครเหมาะกับ PEAK MCP วิธีเชื่อมต่อ PEAK MCP ใน 4 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 — ติดตั้ง Claude Desktop ดาวน์โหลดและติดตั้ง Claude Desktop จาก claude.ai แอปนี้ดาวน์โหลดฟรี สมัครบัญชีและเข้าสู่ระบบให้เรียบร้อย ขั้นที่ 2 — สร้าง Access Token จาก PEAK 2.1 เปิด PEAK Account → ไปที่ การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก 2.2 กดปุ่ม เชื่อมต่อ MCP 2.3 กด ยืนยัน ข้อควรรู้ในการเชื่อมต่อ 2.4 ระบุชื่อ MCP Key ที่ต้องการเชื่อมต่อ เช่น ChatGPT, Claude 2.5 ระบบจะทำการออกเลข User Token สามารถคัดลอกเพื่อนำ User Token ไปใส่ใน MCP Connector ขั้นที่ 3 — เชื่อมต่อ Claude กับ PEAK เปิด claude.ai → เลือก Settings → แท็บ Customize → Connectors → กดไอคอน + → เลือก Add custom connector ใส่ URL: จากนั้นใส่ข้อมูล Token, Connect ID และ Connect Key แล้วทำการเชื่อมต่อ สิ่งสำคัญที่ต้องรู้  ขั้นที่ 4 — ลองทดสอบการเชื่อมต่อ ลองพิมพ์ใน Claude: “ขอรายชื่อช่องทางการเงินที่ฉันมี” และดูข้อมูลว่า AI แสดงผลออกมาถูกต้องกับข้อมูลของคุณหรือไม่ ตัวอย่าง prompt ใช้งาน PEAK MCP ที่ทำได้ทันที ออกเอกสาร เช่น ใบเสนอราคา, ใบเสร็จรับเงิน จัดการผู้ติดต่อและรายการสินค้า PEAK MCP vs PEAK Open API — ต่างกันอย่างไร ทั้ง PEAK MCP และ PEAK Open API เข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน แต่วิธีใช้ต่างกัน PEAK Open API เหมาะกับ นักพัฒนา ที่ต้องการให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ เช่น ให้ POS สร้าง Invoice ใน PEAK ทุกครั้งที่ปิดการขาย ต้องเขียนโค้ด ต้องจัดการ authentication ต้องใช้ Package PEAK PRO Plus ขึ้นไป PEAK MCP เหมาะกับ ผู้ใช้ทั่วไป ที่อยากสั่งงานด้วยภาษาพูดผ่าน Claude ไม่ต้องมีทีม IT ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วใช้ได้เลย ถ้าเปรียบ API เหมือนจ้างวิศวกรมาต่อท่อน้ำให้ไหลอัตโนมัติ MCP เหมือนบอกผู้ช่วยว่า “ช่วยเปิดน้ำให้หน่อย” แล้วเขาทำให้ทันที ข้อควรรู้ก่อนใช้ PEAK MCP ความปลอดภัยของข้อมูล PEAK MCP ออกแบบมาให้ปลอดภัย การใช้งานต้องมี Access Token ที่ออกจากระบบ PEAK ข้อมูลส่งผ่านการเข้ารหัส และ AI เข้าถึงได้เฉพาะข้อมูลของกิจการที่ผูกไว้กับ Token นั้น ยกเลิกการใช้งานได้ตลอดเวลาจากหน้าตั้งค่าใน PEAK Account ข้อจำกัดที่ควรรู้ Token 1 ชุด ผูกกับ 1 กิจการ (Merchant) และ 1 User เท่านั้น ถ้าดูแลหลายกิจการ ต้องสร้าง Token แยกแต่ละกิจการ ไม่สามารถสลับไปมาได้ ควรตรวจสอบผลลัพธ์ที่ AI สร้างให้ก่อนส่งเอกสารจริงทุกครั้ง โดยเฉพาะตัวเลขและชื่อผู้ติดต่อ สรุป: PEAK MCP ช่วยให้จัดการบัญชีง่ายขึ้นยังไง PEAK MCP เปลี่ยนวิธีทำงานบัญชีจาก “เปิดโปรแกรม → คลิกเมนู → กรอกข้อมูล” เป็น “พิมพ์บอก Claude → ได้ผลลัพธ์” ตั้งค่า 4 ขั้นตอน ใช้เวลาไม่นาน ได้ผู้ช่วย AI ที่เข้าถึงระบบบัญชีจริงของคุณ เริ่มใช้ PEAK MCP วันนี้ ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วทำตามขั้นตอนด้านบนได้เลย สำหรับนักพัฒนาที่อยากให้ระบบส่งข้อมูลถึงกันอัตโนมัติ ดูรายละเอียด PEAK Open API เพิ่มเติม คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PEAK MCP PEAK MCP ใช้ฟรีไหม การใช้งาน PEAK MCP ต้องมีบัญชี PEAK Account ที่ active อยู่ ส่วน Claude Desktop ดาวน์โหลดและสมัครได้ฟรีจาก claude.ai สำหรับรายละเอียดค่าใช้จ่ายและ Package ที่รองรับ ตรวจสอบได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ต้องเป็น Package อะไรถึงใช้ PEAK MCP ได้ ถ้า Package ของคุณรองรับ เมนู การตั้งค่า → การเชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นภายนอก จะมีปุ่ม “เชื่อมต่อ MCP” ให้กด หากยังไม่เห็น แสดงว่า Package ปัจจุบันยังไม่รองรับ สามารถอัปเกรดได้ที่หน้า ราคาแพ็กเกจ PEAK ใช้ได้กับ AI ตัวอื่นนอกจาก Claude ไหม ปัจจุบัน PEAK MCP รองรับการใช้งานผ่าน Claude ของ Anthropic เป็นหลัก เนื่องจาก MCP เป็นมาตรฐานเปิด หาก AI ตัวอื่นรองรับ MCP ในอนาคต ก็มีโอกาสใช้งานร่วมกันได้เช่นกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ผู้ถือหุ้น คือใคร สิทธิ หน้าที่ เอกสารสำคัญที่เจ้าของ SME ต้องรู้

เจ้าของกิจการที่กำลังจดทะเบียนบริษัทหรือบริหารบริษัทอยู่ มักเจอคำถามว่าผู้ถือหุ้นมีบทบาทอะไรบ้าง ต่างจากกรรมการตรงไหน และต้องจัดเตรียมเอกสารอะไร บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่สิทธิ หน้าที่ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงเรื่องภาษีเงินปันผล ผู้ถือหุ้น (Shareholder) คืออะไร ผู้ถือหุ้น คือ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท โดยจำนวนหุ้นที่ถือจะแสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เช่น ถือหุ้น 60% ก็มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท 60% ผู้ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น และมีสิทธิได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร ผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด vs บริษัทมหาชน ทั้งบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนมีเจ้าของหุ้นในสถานะเหมือนกัน แต่เงื่อนไขต่างกันหลายจุด บริษัทจำกัดจำกัดการโอนหุ้นได้ตามข้อบังคับบริษัท ในขณะที่บริษัทมหาชนเปิดขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ นอกจากนี้บริษัทมหาชนต้องมีผู้เริ่มก่อการไม่น้อยกว่า 15 คน ขณะที่บริษัทจำกัดใช้เพียง 2 คนขึ้นไป บริษัทจำกัดต้องมีผู้ถือหุ้นกี่คน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา บริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการ (เจ้าของหุ้น) อย่างน้อย 2 คน ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 3 คน ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) ที่แก้ไขมาตรา 1097 ใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการ SME ที่ต้องการจดทะเบียนบริษัทจำกัดสามารถหาผู้ร่วมลงทุนเพียงคนเดียวก็เพียงพอ ช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทได้ในบทความของ PEAK ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นแต่ละคนต้องถือหุ้นอย่างน้อย 1 หุ้น โดยมูลค่าหุ้นต่ำสุดไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะตั้งมูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริษัท ต่างกันอย่างไร ผู้ถือหุ้นเป็น “เจ้าของ” บริษัท ส่วนกรรมการเป็น “ผู้บริหาร” ที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นให้ดูแลการดำเนินงาน ทั้งสองตำแหน่งมีอำนาจและหน้าที่ต่างกัน ดังนี้ ผู้ถือหุ้น ลงทุนด้วยเงินเพื่อแลกกับหุ้น มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม ได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร และรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ กรรมการบริษัท ได้รับแต่งตั้งจากที่ประชุม มีหน้าที่บริหารกิจการตามนโยบายของบริษัท ลงนามในเอกสารสัญญาแทนบริษัท และรับผิดชอบต่อบริษัทในฐานะผู้บริหาร (Fiduciary Duty) สำหรับ SME ในประเทศไทย ผู้ถือหุ้นกับกรรมการมักเป็นคนเดียวกัน เช่น เจ้าของกิจการถือหุ้น 80% และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติและถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดมีอะไรบ้าง เจ้าของหุ้นในบริษัทจำกัดมีสิทธิตามกฎหมายหลายประการ ไม่ว่าจะถือหุ้นมากหรือน้อยก็ตาม สิทธิหลักที่ควรรู้ ได้แก่ หน้าที่และความรับผิดของผู้ถือหุ้น เจ้าของหุ้นในบริษัทจำกัดมี “ความรับผิดจำกัด” หมายความว่ารับผิดชอบหนี้สินของบริษัทเพียงไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว หน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติมีดังนี้ ตัวอย่างการคำนวณความรับผิดจำกัด นายสมชาย ถือหุ้นในบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จำนวน 500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็น 50,000 บาท แต่ชำระค่าหุ้นไปแล้ว 25,000 บาท ค่าหุ้นทั้งหมด = 500 × 100 = 50,000 บาท ชำระแล้ว = 25,000 บาท ยังค้างชำระ = 50,000 – 25,000 = 25,000 บาท หากบริษัทมีหนี้สินและถูกเรียกร้อง นายสมชายรับผิดเพิ่มเติมได้สูงสุดเพียง 25,000 บาท (ส่วนที่ยังค้างชำระ) เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวนอกเหนือจากนี้จะไม่ถูกกระทบ แต่ถ้านายสมชายชำระค่าหุ้นครบ 50,000 บาทแล้ว จะไม่ต้องรับผิดเพิ่มเติมอีกเลย เอกสารเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่ต้องรู้ เจ้าของกิจการ SME ที่มีบริษัทจำกัดต้องจัดทำและเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับเจ้าของหุ้นหลายรายการ เอกสารสำคัญได้แก่ สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น คือ เอกสารที่บันทึกรายชื่อเจ้าของหุ้นทั้งหมดของบริษัท จำนวนหุ้นที่แต่ละคนถือ และวันที่เข้าเป็นหรือพ้นจากการเป็นเจ้าของหุ้น กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของบริษัท ผู้ที่ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิขอตรวจดูสมุดทะเบียนนี้ได้ในเวลาทำการ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 คือ แบบฟอร์มบัญชีรายชื่อที่ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เอกสารนี้ระบุชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นของเจ้าของหุ้นแต่ละคน บริษัทจำกัดต้องยื่นบอจ.5 เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ เอกสารนี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัท ทำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงเจ้าของหุ้น เช่น โอนหุ้นให้บุคคลอื่นหรือรับผู้ลงทุนใหม่ ขั้นตอนหลักมีดังนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อบังคับของบริษัทบางแห่งอาจกำหนดเงื่อนไขพิเศษในการโอนหุ้น เช่น ต้องเสนอขายให้เจ้าของหุ้นเดิมก่อน ควรตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนดำเนินการ ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงิน คืออะไร ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบริษัทที่เป็นของผู้ถือหุ้น คำนวณจาก สินทรัพย์ทั้งหมดลบด้วยหนี้สินทั้งหมด ส่วนนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ส่วนของผู้ถือหุ้น = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีสินทรัพย์รวม 5,000,000 บาท และหนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของผู้ถือหุ้น = 5,000,000 – 2,000,000 = 3,000,000 บาท หมายความว่ามูลค่าที่ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของจริงในบริษัทนี้คือ 3 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นประกอบด้วยหลายรายการ เช่น ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น กำไรสะสม และสำรองตามกฎหมาย เจ้าของกิจการที่อ่านงบการเงินเป็นจะใช้ตัวเลขนี้ประเมินความแข็งแกร่งของบริษัทได้ หากตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแสดงว่าบริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มให้เจ้าของได้อย่างต่อเนื่อง สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินบนเว็บไซต์ PEAK สรุป: ผู้ถือหุ้นบริษัท สิ่งที่ SME ต้องจัดการ จัดการเอกสารผู้ถือหุ้นและงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดทำงบการเงินได้ถูกต้อง ติดตามรายได้-ค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ และเชื่อมต่อข้อมูลกับนักบัญชีได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า Shareholder หรือ Stockholder ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ ส่วนคำว่า Stakeholder มีความหมายกว้างกว่า หมายถึง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งรวมถึงพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และชุมชนด้วย ไม่ใช่เฉพาะเจ้าของหุ้น ผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีเงินปันผลอย่างไร เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผล บริษัทจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ไว้ก่อนจ่าย เจ้าของหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดามี 2 ทางเลือก คือ ยอมให้หัก 10% แล้วจบ (Final Tax) โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อีกทางเลือกหนึ่งคือนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งอาจได้ภาษีคืนหากอัตราภาษีจริงต่ำกว่า 10% ทั้งนี้ หากเลือกยื่นรวม ต้องนำเงินปันผลจากทุกบริษัทมาคำนวณทั้งหมด เลือกเฉพาะบางบริษัทไม่ได้ ผู้ถือหุ้นลาออกได้ไหม ต้องทำอย่างไร กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า “ลาออก” เพราะเจ้าของหุ้นไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท วิธีที่จะยุติการถือหุ้นคือการโอนหุ้นให้บุคคลอื่น โดยทำตราสารโอนหุ้นและบันทึกในสมุดทะเบียนตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อการเปลี่ยนแปลงข้างต้น สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ข้อบังคับบริษัทอาจมีเงื่อนไขการโอนหุ้น เช่น ต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการก่อน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

10 min

FIFO FEFO คืออะไร วิธีคำนวณต้นทุนและจัดการสต็อกที่ SME ต้องรู้

ซื้อเสื้อยืดเข้าร้านมา 3 ล็อต ล็อตแรก 80 บาท ล็อตสอง 90 บาท ล็อตสาม 100 บาท พอขายออกไป 1 ตัว ต้นทุนคือเท่าไร 80 หรือ 90 หรือ 100? ถ้าเป็นร้านอาหารเสริมที่มีวันหมดอายุ ล็อตไหนหมดอายุก่อนต้องหยิบออกก่อน จะใช้วิธีเดียวกันได้ไหม? คำตอบคือ “วิธีจัดการสต็อก” กับ “วิธีคำนวณต้นทุน” เป็นคนละเรื่องกัน แต่ทำงานร่วมกัน บทความนี้อธิบายทุกวิธีที่ SME ต้องรู้ พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง FIFO (First In First Out) คืออะไร FIFO ย่อมาจาก First In First Out แปลว่า “เข้าก่อน ออกก่อน” ใช้ได้ 2 มุม มุมคลังสินค้า: สินค้าล็อตที่เข้าคลังก่อนจะถูกหยิบออกส่งลูกค้าก่อน ลดปัญหาสินค้าค้างนาน มุมบัญชี: สินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อนจะถูกนำราคาต้นทุนมาคิดก่อนเมื่อขายออก ทำให้สินค้าคงเหลือในสต็อกสะท้อนราคาตลาดล่าสุด FIFO เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดในไทย เหมาะกับสินค้าแฟชั่นที่ตกรุ่นเร็ว สินค้าที่ราคาเปลี่ยนแปลงบ่อย และธุรกิจนำเข้าที่ต้นทุนผันผวนตามค่าเงิน FEFO (First Expired First Out) คืออะไร FEFO ย่อมาจาก First Expired First Out แปลว่า “หมดอายุก่อน ออกก่อน” ไม่ได้ดูว่าเข้าคลังก่อนหรือหลัง แต่ดูว่าล็อตไหนหมดอายุก่อนก็หยิบออกก่อน ตัวอย่าง: นมกล่อง 3 ล็อต ล็อต A หมดอายุ 30 มี.ค. ล็อต B หมดอายุ 15 มี.ค. ล็อต C หมดอายุ 20 เม.ย. ถ้าใช้ FIFO จะหยิบล็อต A ก่อน (เข้าก่อน) แต่ถ้าใช้ FEFO จะหยิบล็อต B ก่อน (หมดอายุก่อน) ซึ่งป้องกันสินค้าหมดอายุในสต็อกได้ดีกว่า FEFO เหมาะกับธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ยา เครื่องสำอาง อาหารเสริม วัตถุดิบทำอาหาร และสินค้าทุกประเภทที่มีวันหมดอายุชัดเจน ข้อสำคัญ: FEFO เป็นวิธีจัดการคลังสินค้า ไม่ใช่วิธีคำนวณต้นทุนทางบัญชี ดังนั้นธุรกิจอาหารอาจใช้ FEFO หยิบของ แต่ใช้ FIFO หรือ Weighted Average คำนวณต้นทุนในระบบบัญชี ทั้ง 2 วิธีใช้ร่วมกันได้ Weighted Average (ต้นทุนถัวเฉลี่ย) คืออะไร Weighted Average หรือต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือการนำต้นทุนสินค้าทุกล็อตมาเฉลี่ยรวมกัน แล้วใช้ราคาเฉลี่ยนั้นเป็นต้นทุนขายทุกชิ้น สูตร: ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น = มูลค่าสินค้าทั้งหมดในสต็อก ÷ จำนวนสินค้าทั้งหมด ตัวอย่าง: สต็อกมีสินค้า 200 ชิ้น มูลค่ารวม 18,000 บาท → ต้นทุนเฉลี่ย = 90 บาท/ชิ้น พอซื้อล็อตใหม่เข้ามา 100 ชิ้น ราคา 100 บาท → สต็อกใหม่ 300 ชิ้น มูลค่า 28,000 บาท → ต้นทุนเฉลี่ยใหม่ = 93.33 บาท/ชิ้น ข้อดีคือคำนวณง่าย ไม่ต้องติดตามว่าชิ้นไหนมาจากล็อตไหน เหมาะกับร้านค้าปลีก วัสดุสำนักงาน อุปกรณ์ทั่วไป และธุรกิจผลิตที่วัตถุดิบผสมกันแยกล็อตยาก แล้ว LIFO ล่ะ ใช้ในไทยได้ไหม LIFO (Last In First Out) คือ “เข้าหลัง ออกก่อน” ใช้ล็อตล่าสุดมาคิดต้นทุนก่อน เป็นวิธีที่นิยมในสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับธุรกิจในไทย มาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS) และมาตรฐาน NPAEs ไม่อนุญาตให้ใช้ LIFO ในการคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ ดังนั้นถ้าทำบัญชีอย่างเป็นทางการ เลือกได้แค่ FIFO หรือ Weighted Average เท่านั้น FIFO vs Weighted Average คำนวณต้นทุนต่างกันยังไง ตัวอย่าง: ร้านขายเสื้อยืด ซื้อเข้ามา 3 ล็อต แล้วขาย 150 ตัว ข้อมูลการซื้อ: วันที่ รายการ จำนวน ราคา/ตัว รวม 1 ม.ค. ซื้อล็อต 1 100 ตัว 80 บ. 8,000 15 ม.ค. ซื้อล็อต 2 100 ตัว 90 บ. 9,000 1 ก.พ. ซื้อล็อต 3 100 ตัว 100 บ. 10,000 รวมในสต็อก 300 ตัว 27,000 10 ก.พ. ขาย 150 ตัว 150 บ. 22,500 คำนวณแบบ FIFO: ขาย 150 ตัว → หยิบล็อตเก่าสุดก่อน: ล็อต 1 ทั้ง 100 ตัว (×80 = 8,000) + ล็อต 2 อีก 50 ตัว (×90 = 4,500) สินค้าคงเหลือ: ล็อต 2 อีก 50 ตัว (90 บ.) + ล็อต 3 ทั้ง 100 ตัว (100 บ.) = 14,500 บาท คำนวณแบบ Weighted Average: ต้นทุนเฉลี่ย = 27,000 ÷ 300 = 90 บาท/ตัว เปรียบเทียบผลลัพธ์: FIFO Weighted Average ผลต่าง ต้นทุนขาย 12,500 13,500 1,000 กำไรขั้นต้น 10,000 9,000 1,000 มูลค่าสต็อกคงเหลือ 14,500 13,500 1,000 ในช่วงที่ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น (เงินเฟ้อ) FIFO จะแสดงกำไรสูงกว่า เพราะใช้ต้นทุนล็อตเก่า (ถูกกว่า) มาคิดก่อน แต่กำไรที่สูงกว่าก็หมายความว่าอาจต้องเสียภาษีมากกว่าด้วย ถ้าราคาสินค้าลดลง ผลจะกลับกัน: สมมุติซื้อล็อต 1 ราคา 100 บ. ล็อต 2 ราคา 90 บ. ล็อต 3 ราคา 80 บ. พอขาย 150 ตัว FIFO จะใช้ล็อตเก่า (แพงกว่า) มาคิดก่อน → ต้นทุนขาย FIFO = 14,500 บ. สูงกว่า WA = 13,500 บ. → กำไร FIFO ต่ำกว่า WA ถึง 1,000 บ. นี่คือสูตรการคิดต้นทุนสินค้าที่ต้องเข้าใจก่อนเลือกวิธี เลือกวิธีไหนดี ขึ้นอยู่กับธุรกิจอะไร ประเภทธุรกิจ จัดการคลัง คำนวณต้นทุน (บัญชี) เหตุผล ร้านอาหาร / อาหารเสริม / ยา FEFO FIFO สินค้ามีวันหมดอายุ FEFO ลดของเสีย ร้านเสื้อผ้า / แฟชั่น FIFO FIFO สินค้าตกรุ่นเร็ว ล็อตเก่าออกก่อน ร้านค้าปลีก / วัสดุสำนักงาน FIFO Weighted Average สินค้าจำนวนมาก ราคาไม่ผันผวนมาก ธุรกิจนำเข้า FIFO FIFO ราคาผันผวนตามค่าเงิน ต้องแยกล็อต ธุรกิจผลิต FEFO หรือ FIFO Weighted Average วัตถุดิบผสมกัน แยกล็อตยาก ข้อสำคัญ: เมื่อเลือกวิธีคำนวณต้นทุนแล้ว ต้องใช้สม่ำเสมอตลอดรอบบัญชี ไม่ควรเปลี่ยนไปมาระหว่างปี เพราะขัดหลักความสม่ำเสมอ (Consistency) ในมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจตั้งข้อสังเกต นอกจากประเภทธุรกิจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ซอฟต์แวร์บัญชีที่ใช้รองรับวิธีไหนบ้าง (บางโปรแกรมรองรับแค่ Weighted Average) ผู้สอบบัญชีแนะนำวิธีไหน (ถ้าเป็นนิติบุคคลต้องมีผู้สอบ) และสินค้าคงเหลือในงบการเงินจะแสดงมูลค่าที่แตกต่างกันตามวิธีที่เลือก ซึ่งกระทบอัตราส่วนทางการเงินที่ธนาคารใช้พิจารณาสินเชื่อด้วย ตั้งค่าวิธีคำนวณต้นทุนใน PEAK PEAK Account รองรับทั้ง FIFO และ Weighted Average ตั้งค่าได้ที่เมนู ตั้งค่า → สินค้า/บริการ → เลือกวิธีคำนวณต้นทุน ระบบจะคำนวณต้นทุนขาย มูลค่าสต็อกคงเหลือ และกำไรขั้นต้นให้อัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกขาย ไม่ต้องคำนวณด้วยมือ เชื่อมกับระบบ SKU เพื่อตัดสต็อกอัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FIFO FEFO และการคำนวณต้นทุน ธุรกิจไทยใช้ LIFO ได้ไหม ไม่ได้ มาตรฐานบัญชี TFRS for SMEs และ NPAEs ที่ใช้ในประเทศไทยไม่อนุญาตวิธี LIFO สำหรับคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ เลือกได้แค่ FIFO หรือ Weighted Average FIFO กับ FEFO ใช้ร่วมกันได้ไหม ได้ เพราะเป็นคนละเรื่อง FEFO เป็นวิธีจัดการคลัง (หยิบของที่หมดอายุก่อนออกก่อน) ส่วน FIFO เป็นวิธีคำนวณต้นทุนทางบัญชี ธุรกิจอาหารหลายเจ้าใช้ FEFO จัดคลัง แต่ใช้ FIFO คำนวณต้นทุนในระบบบัญชี เปลี่ยนวิธีคำนวณต้นทุนระหว่างปีได้ไหม ไม่ควร หลักความสม่ำเสมอ (Consistency) กำหนดว่าต้องใช้วิธีเดียวกันตลอดรอบบัญชี ถ้าจะเปลี่ยนต้องมีเหตุผลเพียงพอ เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน และปรับปรุงงบย้อนหลัง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก