การเป็นนายจ้าง ไม่ใช่เพียงแค่มอบหมายงานและจ่ายเงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องภาษี ประกันสังคม การทำสัญญาต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎหมาย โดยในบทความนี้ จะพามาสรุปหน้าที่ของนายจ้างครบ 3 ด้านสำคัญ พร้อม Checklist สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่ปรับใช้ได้จริง นายจ้างคือใคร ตามความหมายของกฎหมายแรงงาน นายจ้าง คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นค่าตอบแทน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (กระทรวงแรงงาน) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีสถานะเป็นนายจ้างได้ นายจ้างกับผู้ว่าจ้างต่างกันตรงไหน สองคำนี้มักถูกใช้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน โดยนายจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างแรงงาน ลูกจ้างต้องทำงานภายใต้คำสั่งและการควบคุม ส่วนผู้ว่าจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างทำของ ผู้รับจ้างมีอิสระในวิธีทำงาน สนใจแค่ผลงานที่ส่งมอบ ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะหน้าที่ตามกฎหมายจะต่างกัน หากเป็นนายจ้าง ต้องรับผิดชอบเรื่องประกันสังคม ภาษี และสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด หน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายมีอะไรบ้าง นายจ้างมีหน้าที่หลัก 4 ด้าน ได้แก่ สัญญาจ้างงาน ประกันสังคม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และสวัสดิการกับความปลอดภัย หากไม่ทำตามจะมีทั้งค่าปรับและโทษจำคุก 1. ด้านสัญญาจ้างงาน นายจ้างต้องจัดทำสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเงื่อนไขการทำงาน อัตราค่าจ้าง วันทำงาน และสวัสดิการให้ชัดเจน แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่การมีสัญญาชัดเจนจะช่วยป้องกันข้อพิพาทในอนาคต หากเป็นกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป นายจ้างยังต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แล้วยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน 2. ด้านประกันสังคม นายจ้างที่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน และต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างทุกคนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน 3. ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายเงินเดือน นายจ้างต้องคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากรทุกเดือน และในช่วงสิ้นปี ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ลูกจ้างด้วย 4. ด้านสวัสดิการและความปลอดภัย นายจ้างต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น วันหยุดประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วัน วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน รวมถึงสิทธิลาป่วย ลากิจ ลาคลอด และยังต้องจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัยตามมาตรฐานด้วย สัญญาจ้างงานมีกี่ประเภท สัญญาจ้างงานแบ่งได้ 4 ประเภทหลักๆ แต่ละแบบเหมาะกับลักษณะงานต่างกัน การเลือกให้ถูกประเภทจะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ประเภทสัญญา ลักษณะสำคัญ เหมาะกับธุรกิจ B2B เมื่อ สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา จ้างประจำ ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องการพนักงานทำงานต่อเนื่อง เช่น บัญชี ฝ่ายขาย สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุด จ้างตามโปรเจกต์ เช่น วางระบบ IT ให้ลูกค้า สัญญาทดลองงาน ระยะทดลองไม่เกิน 119 วัน รับพนักงานใหม่ ยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตำแหน่ง สัญญาจ้างรายวัน จ่ายค่าจ้างตามวันทำงานจริง งาน part-time หรืองานที่ปริมาณไม่แน่นอน สำหรับธุรกิจ B2B ที่เพิ่งเริ่มสร้างทีม แนะนำให้ใช้สัญญาทดลองงานก่อน 119 วัน แล้วค่อยปรับเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาเมื่อมั่นใจว่าพนักงานเหมาะสม นายจ้างต้องหักเงินสมทบประกันสังคมเท่าไร นายจ้างต้องหักเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้างทุกเดือน และนายจ้างเองก็ต้องสมทบเพิ่มอีกเท่ากัน อัตราปัจจุบันอยู่ที่ฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเริ่มต้นที่ 1,650 บาท สูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท (ข้อมูลประมาณการ – ตรวจสอบอัตราล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคม) ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างเงินเดือน 20,000 บาท นายจ้างหักจากลูกจ้าง 5% เป็นเงิน 875 บาท นายจ้างสมทบเพิ่มอีก 875 บาท รวมนำส่งประกันสังคม 1,750 บาทต่อเดือน ขั้นตอนขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม การขึ้นทะเบียนทำได้ทั้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม หรือยื่นเอกสารที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ เอกสารหลักที่ต้องใช้ ได้แก่ สำเนาหนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ และแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส. 1-01) กำหนดส่งเงินสมทบและบทลงโทษ นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากส่งล่าช้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย หากไม่ขึ้นทะเบียนนายจ้างเลย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร เมื่อจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง นายจ้างต้องคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีของลูกจ้าง แล้วหักไว้เฉลี่ยทุกเดือน วิธีคำนวณคือ นำเงินเดือนทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วหารด้วย 12 เดือน รายได้สุทธิต่อปี อัตราภาษี 0 – 150,000 บาท ยกเว้นภาษี 150,001 – 300,000 บาท 5% 300,001 – 500,000 บาท 10% 500,001 – 750,000 บาท 15% 750,001 – 1,000,000 บาท 20% 1,000,001 – 2,000,000 บาท 25% 2,000,001 – 5,000,000 บาท 30% มากกว่า 5,000,000 บาท 35% กำหนดยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย นายจ้างต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1 (แบบรายเดือนสำหรับเงินเดือนลูกจ้าง) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ยื่นผ่าน e-Filing ขยายเวลาถึงวันที่ 15 นอกจากนี้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1ก (แบบสรุปรายปี) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไปด้วย เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีรายละเอียดค่อนข้างมาก อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) Checklist สิ่งที่นายจ้างต้องทำเมื่อรับพนักงานใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่กำลังจะรับพนักงานใหม่ นี่คือรายการสิ่งที่ต้องดำเนินการให้ครบ ลำดับ สิ่งที่ต้องทำ ทำไมต้องทำ 1 จัดทำสัญญาจ้างงาน ระบุตำแหน่ง ค่าจ้าง วันเริ่มงาน ป้องกันข้อพิพาทด้านแรงงาน มีหลักฐานชัดเจนทั้งสองฝ่าย 2 ขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม (ถ้ายังไม่เคยทำ) กฎหมายบังคับภายใน 30 วัน มีโทษจำคุกและปรับหากไม่ทำ 3 ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน ต้องทำภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงานของลูกจ้าง 4 จัดเตรียมระบบคำนวณเงินเดือนและหักภาษี ณ ที่จ่าย คำนวณภาษีถูกต้องตั้งแต่เดือนแรก ไม่ต้องแก้ไขทีหลัง 5 จัดทำทะเบียนลูกจ้างตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างเก็บข้อมูลลูกจ้าง 6 จัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมาย (วันหยุด ลาป่วย ลากิจ) หากไม่จัดให้ครบมีโทษปรับ และลูกจ้างฟ้องร้องได้ นายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่าไร หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อายุงาน ค่าชดเชย (ไม่น้อยกว่า) 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ค่าจ้าง 30 วัน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ค่าจ้าง 90 วัน 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ค่าจ้าง 180 วัน 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ค่าจ้าง 240 วัน 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ค่าจ้าง 300 วัน 20 ปีขึ้นไป ค่าจ้าง 400 วัน นอกจากค่าชดเชยแล้ว นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าจ้าง หรือจ่ายเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลิกจ้างพนักงานที่ทำงาน 4 ปี เงินเดือน 25,000 บาท ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 150,000 บาท (คิดจากค่าจ้าง 6 เดือน) บทลงโทษหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การไม่ทำตามหน้าที่ของนายจ้าง มีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ตั้งแต่ค่าปรับจนถึงโทษจำคุก กรณี บทลงโทษ (ข้อมูลประมาณการ) ไม่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่งเงินสมทบล่าช้า เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือหักแล้วไม่นำส่ง เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และอาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ไม่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน (กิจการ 10 คนขึ้นไป) ปรับไม่เกิน 20,000 บาท สรุป หน้าที่ของนายจ้างที่ต้องจัดการให้ครบ เจ้าของธุรกิจ B2B ที่มีพนักงาน ต้องจัดการหน้าที่นายจ้างให้ครบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ทำสัญญาจ้างงานที่ชัดเจน ขึ้นทะเบียนประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตรงเวลา เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าละเลย อาจมีทั้งค่าปรับและโทษทางกฎหมายตามมา จัดการเงินเดือนและภาษีให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคำนวณเงินเดือน หักประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด เชื่อมต่อกับ PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษี ส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรได้ทันที – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหน้าที่นายจ้าง นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายในกี่วัน นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้างคนแรก ลูกจ้างแต่ละคนก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันจากวันเริ่มงานเช่นกัน ปัจจุบันสามารถขึ้นทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมได้ ธุรกิจ B2B ที่จ้างฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างให้ฟรีแลนซ์ อัตราที่ใช้หักขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ เช่น ค่าจ้างทำของ (มาตรา 40(7)(8)) หักที่ 3% นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายให้ฟรีแลนซ์ทุกครั้ง และยื่นแบบ ภ.ง.ด. 3 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สัญญาจ้างงานต้องมีอะไรบ้างถึงจะครบถ้วน สัญญาจ้างงานที่ดีควรระบุอย่างน้อย 7 รายการ ได้แก่ ชื่อนายจ้างและลูกจ้าง ตำแหน่งงาน อัตราค่าจ้าง วันเริ่มงาน ชั่วโมงทำงาน ระยะเวลาทดลองงาน และเงื่อนไขเลิกจ้าง สำหรับธุรกิจ B2B แนะนำให้เพิ่มข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับทางการค้า (NDA) ไว้ด้วย พนักงานทดลองงานมีสิทธิได้ค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างหรือไม่ หากพนักงานทำงานครบ 120 วันขึ้นไป แม้จะยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ก็มีสิทธิได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ถ้าทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดค่าจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก