นับสต๊อก
Table of Contents

ผู้ประกอบการ SME หลายรายเคยเจอปัญหาสั่งสินค้ามาเกินจนเงินจม หรือสินค้าหมดตอนลูกค้าต้องการ ทั้งหมดเพราะไม่ได้นับสต๊อกสินค้าอย่างสม่ำเสมอ

นับสต๊อก คืออะไร? ทำไมธุรกิจต้องนับ

นับสต๊อก คือการตรวจนับจำนวนสินค้าที่มีอยู่จริงในคลังสินค้า แล้วนำไปเทียบกับตัวเลขในระบบบัญชีหรือสต๊อกการ์ด ถ้าตัวเลขไม่ตรงกัน แสดงว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น เช่น สินค้าสูญหาย บันทึกผิดพลาด หรือสินค้าเสียหาย

ธุรกิจที่นับสต๊อกเป็นประจำจะได้ประโยชน์หลายอย่าง ทั้งรู้ต้นทุนสินค้าที่แท้จริง วางแผนสั่งซื้อได้แม่นยำ ไม่เสียโอกาสขาย และปิดงบการเงินได้ถูกต้อง ยิ่ง SME ที่ทุนหมุนเวียนจำกัด การรู้ตัวเลขสินค้าคงเหลือที่แม่นยำช่วยป้องกันไม่ให้เงินจมอยู่ในสินค้าที่ขายไม่ออก

ความแตกต่างระหว่าง สต๊อก สินค้าคงคลัง และสินค้าคงเหลือ

คำทั้งสามนี้ใช้สลับกันบ่อยจนหลายคนสับสน ความจริงแล้วแตกต่างกันเล็กน้อย

คำศัพท์ความหมายตัวอย่าง
สต๊อก (Stock)คำเรียกรวมสินค้าที่เก็บไว้ในคลัง“สต๊อกเสื้อผ้าเหลือ 500 ตัว”
สินค้าคงคลัง (Inventory)สินค้าทุกประเภทที่ธุรกิจถือครองไว้ รวมถึงวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิตวัตถุดิบ + สินค้าระหว่างผลิต + สินค้าสำเร็จรูป
สินค้าคงเหลือ (Ending Inventory)มูลค่าสินค้าที่เหลืออยู่ ณ วันสิ้นงวดบัญชียอดที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน

ในบทความนี้จะใช้คำว่า “สต๊อก” และ “สินค้าคงคลัง” สลับกันตามบริบท

ประเภทของสินค้าคงคลัง มีกี่แบบ?

สินค้าคงคลังแบ่งได้ 4 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับว่าสินค้าอยู่ในขั้นตอนไหนของธุรกิจ

ประเภทคืออะไรตัวอย่าง
วัตถุดิบ (Raw Materials)วัสดุที่ยังไม่ได้แปรรูปผ้าดิบ เม็ดพลาสติก เหล็กแผ่น
สินค้าระหว่างผลิต (Work-in-Process)สินค้าที่กำลังผลิตยังไม่เสร็จเสื้อที่ตัดแล้วยังไม่เย็บ
สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods)สินค้าพร้อมขายเสื้อที่แพ็คแล้วรอจัดส่ง
วัสดุสิ้นเปลือง (MRO Supplies)ของใช้ในการดำเนินงานที่ไม่ได้ขายกล่องพัสดุ สติ๊กเกอร์ หมึกพิมพ์

ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่โฟกัสที่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นโรงงานผลิต ต้องนับวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิตด้วย

วิธีนับสต๊อกสินค้า 4 รูปแบบที่นิยม

การเลือกวิธีนับสต๊อกขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ จำนวน SKU และงบประมาณ แต่ละวิธีมีข้อดีข้อจำกัดต่างกัน

วิธีเหมาะกับข้อดีข้อจำกัด
นับทั้งหมด (Physical Count)ธุรกิจขนาดเล็ก-กลางได้ตัวเลขแม่นที่สุดต้องหยุดขายชั่วคราว
นับแบบวน (Cycle Counting)ธุรกิจที่มี SKU เยอะไม่ต้องหยุดขายต้องมีระบบจัดการดี
ABC Analysisธุรกิจที่สินค้ามีมูลค่าต่างกันมากโฟกัสสินค้ามูลค่าสูงสินค้ากลุ่ม C อาจถูกมองข้าม
เทคโนโลยี (Barcode/RFID)ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่เร็ว แม่นยำ real-timeต้องลงทุนอุปกรณ์

นับสต๊อกทั้งหมด (Physical Inventory Count)

วิธีคลาสสิกที่นิยมมากที่สุด คือการหยุดรับ-จ่ายสินค้าชั่วคราว แล้วให้ทีมงานนับสินค้าทุกชิ้นในคลัง เหมาะกับ SME ที่มี SKU ไม่เกิน 500 รายการ ส่วนใหญ่จะทำปีละ 1-2 ครั้ง เช่น ก่อนปิดงบประจำปี

นับสต๊อกแบบวน (Cycle Counting)

แทนที่จะนับทุกอย่างในคราวเดียว ให้แบ่งสินค้าเป็นกลุ่มแล้วนับหมุนเวียนทุกวัน เช่น วันจันทร์นับหมวดเครื่องดื่ม วันอังคารนับหมวดขนม ข้อดีคือไม่ต้องปิดร้าน แต่ต้องมีระบบจัดการที่ดีพอจะติดตามได้ว่ากลุ่มไหนนับแล้ว กลุ่มไหนยังไม่นับ

นับสต๊อกด้วย ABC Analysis

แบ่งสินค้าเป็น 3 กลุ่มตามมูลค่า กลุ่ม A คือสินค้ามูลค่าสูง (มักมีสัดส่วนประมาณ 20% ของจำนวน SKU แต่คิดเป็น 80% ของมูลค่ารวม) ต้องนับบ่อยที่สุด เช่น ทุกสัปดาห์ กลุ่ม B นับทุกเดือน กลุ่ม C นับทุกไตรมาส

นับสต๊อกด้วยเทคโนโลยี (Barcode และ RFID)

ใช้เครื่องสแกน Barcode หรือ RFID อ่านข้อมูลสินค้าแล้วบันทึกเข้าระบบอัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาดจากการจดมือ และเห็นยอดสต๊อก real-time ปัจจุบันเครื่องสแกน Barcode ราคาเริ่มต้นไม่กี่พันบาท SME เริ่มใช้ได้ไม่ยาก

ขั้นตอนการนับสต๊อกสินค้า ทำอย่างไรให้ถูกต้อง

ไม่ว่าจะเลือกวิธีนับแบบไหน ขั้นตอนหลักมี 3 ช่วง คือ เตรียมตัวก่อนนับ ระหว่างนับ และหลังนับ

เตรียมตัวก่อนนับ (Pre-count Preparation)

การเตรียมตัวที่ดีช่วยให้การนับเร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น สิ่งที่ต้องทำก่อนวันนับ

  1. กำหนดวันนับล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  2. จัดเรียงสินค้าในคลังให้เป็นระเบียบ แยกตามหมวดหมู่
  3. เตรียมเอกสารนับ เช่น ใบนับสต๊อก สต๊อกการ์ด
  4. แจ้งทีมงานและแบ่งโซนรับผิดชอบ
  5. หยุดรับ-จ่ายสินค้าชั่วคราว (กรณีนับแบบ Physical Count)

ระหว่างนับ เทคนิคนับให้แม่นยำ

เทคนิคที่ช่วยให้ผลนับแม่นยำที่สุด

  1. นับจริง 2 รอบ (double count) โดยให้คนละคนนับแต่ละรอบ
  2. ถ้าตัวเลขรอบ 1 กับรอบ 2 ไม่ตรงกัน ให้นับรอบ 3 เพื่อหาคำตอบ
  3. บันทึกผลการนับลงเอกสารทันทีที่นับเสร็จแต่ละโซน อย่ารอกลับไปจดทีหลังเพราะจะลืม

หลังนับ ตรวจสอบและบันทึกผล

เมื่อนับเสร็จแล้ว ต้องปิดงานให้ครบตามขั้นตอนนี้

  1. นำตัวเลขที่นับได้ไปเทียบกับยอดในระบบ
  2. ถ้ามีผลต่าง ให้หาสาเหตุ เช่น บันทึกรับ-จ่ายผิด สินค้าเสียหาย หรือสินค้าหาย
  3. ปรับยอดในระบบให้ตรงกับของจริง
  4. บันทึกบัญชีรายการปรับปรุงสินค้า พร้อมระบุเหตุผลกำกับ

ปัญหาสินค้าคงคลังที่พบบ่อย และวิธีแก้ไข

ก่อนจะพูดถึงวิธีจัดการสต๊อกอย่างมืออาชีพ มาดูปัญหาที่ SME เจอบ่อยที่สุดกันก่อน

สต๊อกล้น ต้นทุนจม เงินหมุนไม่ทัน

สั่งของมาเกินความต้องการ สินค้ากองเต็มคลังแต่ขายไม่ออก เงินที่ควรจะหมุนไปลงทุนอย่างอื่นกลับจมอยู่กับสินค้า ยิ่งถ้าเป็นสินค้าที่มีวันหมดอายุ ยิ่งเสี่ยงขาดทุน วิธีแก้คือตั้งจุดสั่งซื้อ (Reorder Point) ให้ชัด และใช้ข้อมูลยอดขายย้อนหลังประกอบการตัดสินใจ

สต๊อกขาด ขายไม่ได้ ลูกค้าหนีไปคู่แข่ง

ตรงข้ามกับสต๊อกล้น คือสินค้าหมดตอนที่ลูกค้าต้องการ ทำให้เสียยอดขายและเสียลูกค้าไปให้คู่แข่ง วิธีป้องกันคือตั้ง Safety Stock (สต๊อกสำรอง) สำหรับสินค้าขายดี

สต๊อกหาย ความผิดพลาดจากการจัดเก็บ

สินค้าหายจากคลังโดยไม่รู้สาเหตุ อาจเกิดจากการจัดเก็บผิดที่ บันทึกรับ-จ่ายผิดพลาด หรือสินค้าเสียหาย การนับสต๊อกเป็นประจำช่วยให้เจอปัญหาเร็วก่อนที่ผลต่างจะสะสมจนแก้ยาก

ต้นทุนสินค้าคงคลัง (Inventory Carrying Cost) ที่ SME ต้องรู้

หลายคนคิดว่าต้นทุนสินค้าคือแค่ราคาซื้อ แต่จริงๆ แล้วการถือครองสินค้าไว้ในคลังมีต้นทุนแฝงอีกหลายอย่าง ทั้งค่าเช่าคลัง ค่าประกัน ค่าเสื่อมสภาพ และค่าเสียโอกาสจากเงินที่จมอยู่ ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายตอนซื้อสินค้าเข้าคลังอีกด้วย

วิธีคำนวณต้นทุนการถือครองสินค้า

สูตรคำนวณแบบง่าย

ต้นทุนการถือครอง = มูลค่าสินค้าคงคลังเฉลี่ย × อัตราต้นทุนการถือครอง (%)

โดยทั่วไปอัตราต้นทุนการถือครองอยู่ที่ 20-30% ของมูลค่าสินค้าต่อปี ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ (ชื่อสมมุติ) มีสินค้าเฉลี่ย 500,000 บาท

รายการวิธีคำนวณจำนวนเงิน
มูลค่าสินค้าเฉลี่ย500,000 บาท
อัตราต้นทุนการถือครอง25%
ต้นทุนการถือครองต่อปี500,000 × 25%125,000 บาท

นั่นหมายความว่าทุกปี ร้านนี้เสียเงิน 125,000 บาทแค่จากการเก็บสินค้าไว้ในคลัง โดยที่ยังไม่รวมเงินทุนที่ควรหมุนไปทำอย่างอื่น

การจัดการสินค้าคงคลังอย่างมืออาชีพ

เมื่อเข้าใจปัญหาแล้ว ทีนี้มาดูวิธีจัดการสินค้าคงคลังที่ช่วยให้ธุรกิจไม่สต๊อกล้นและไม่สต๊อกขาด

กลยุทธ์ EOQ, Safety Stock และ Reorder Point

3 เครื่องมือสำคัญที่ช่วยตัดสินใจเรื่องสต๊อก

  • EOQ (Economic Order Quantity) คือจำนวนสั่งซื้อที่ประหยัดที่สุด ช่วยให้ต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการเก็บรักษาต่ำที่สุด
  • Safety Stock คือสต๊อกสำรองที่เก็บไว้ป้องกันกรณีสินค้าหมดก่อนรอบสั่งถัดไป
  • Reorder Point คือจุดที่ต้องสั่งซื้อใหม่ เมื่อสินค้าเหลือถึงจุดนี้ให้สั่งทันที

FIFO และ Weighted Average เลือกวิธีตีราคาสินค้าแบบไหนดี

วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือมีผลต่อกำไรและภาษีโดยตรง ในประเทศไทยใช้ได้ 2 วิธีหลัก

วิธีหลักการเหมาะกับ
FIFO (เข้าก่อน ออกก่อน)สินค้าที่ซื้อมาก่อน ถือว่าขายออกก่อนสินค้ามีวันหมดอายุ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง
Weighted Average (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก)คำนวณต้นทุนเฉลี่ยทุกครั้งที่รับสินค้าเข้าสินค้าที่ราคาไม่ผันผวนมาก

หมายเหตุสำคัญ: วิธี LIFO (เข้าหลัง ออกก่อน) ที่หลายตำราต่างประเทศสอน ไม่สามารถใช้ในประเทศไทยได้ เพราะมาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS/TAS 2 (สินค้าคงเหลือ) ของสภาวิชาชีพบัญชี ไม่อนุญาตให้ใช้วิธีนี้ และกรมสรรพากรก็ไม่ยอมรับเช่นกัน

บัญชีสต๊อกสินค้า บันทึกอย่างไรให้ถูกต้องตามมาตรฐาน

นอกจากนับสินค้าแล้ว ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องด้วย เพราะมูลค่าสินค้าคงเหลือส่งผลต่องบการเงินและภาษีโดยตรง ทุกครั้งที่ซื้อขายสินค้าต้องมีเอกสารประกอบ เช่น บิลเงินสดหรือใบกำกับภาษี

ตัวอย่าง Journal Entry การรับ-จ่ายสินค้า

กรณีซื้อสินค้าเข้าคลัง (ซื้อเสื้อ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท)

รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)
สินค้าคงเหลือ20,000
เงินสด/เจ้าหนี้การค้า20,000

กรณีขายสินค้า (ขายเสื้อ 30 ตัว ราคาขายตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท)

รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)
เงินสด/ลูกหนี้การค้า10,500
รายได้จากการขาย10,500
ต้นทุนสินค้าที่ขาย6,000
สินค้าคงเหลือ6,000

ผลกระทบสต๊อกต่องบการเงิน

มูลค่าสินค้าคงเหลือมีผลต่องบการเงิน 2 จุดสำคัญ

  • งบแสดงฐานะการเงิน สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน ถ้าตัวเลขไม่ถูกต้อง สินทรัพย์รวมก็ผิดไปด้วย
  • งบกำไรขาดทุน ต้นทุนสินค้าที่ขายคำนวณจากสินค้าคงเหลือโดยตรง ถ้าสินค้าคงเหลือสูงเกินจริง ต้นทุนจะต่ำเกินไป ทำให้กำไรที่แสดงสูงกว่าความเป็นจริง และอาจทำให้เสียภาษีเกินความจำเป็น

โปรแกรมช่วยนับสต๊อกและจัดการสินค้าคงคลัง

ธุรกิจที่มี SKU เกิน 50 รายการ การจัดการสต๊อกด้วย Excel เริ่มไม่ไหว เพราะข้อมูลกระจาย อัปเดตไม่ทัน และเสี่ยงผิดพลาดจากการพิมพ์ โปรแกรมจัดการสินค้าคงคลังช่วยให้เห็นยอดสต๊อก real-time ลดข้อผิดพลาด และเชื่อมกับระบบบัญชีได้โดยไม่ต้องบันทึกซ้ำ

สรุป: นับสต๊อกเป็นประจำ ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง

  • เลือกวิธีนับที่เหมาะกับธุรกิจ SME ส่วนใหญ่เริ่มจาก Physical Count ปีละ 1-2 ครั้ง
  • นับ 2 รอบโดยคนละคน แล้วเทียบกับยอดในระบบทันที
  • บันทึกบัญชีสต๊อกให้ถูกต้อง เลือก FIFO หรือ Weighted Average ตามประเภทสินค้า
  • ตั้ง Safety Stock และ Reorder Point เพื่อป้องกันสต๊อกล้น-ขาด

จัดการสต๊อกให้เป็นระบบด้วย PEAK

ถ้ายังใช้ Excel จัดการสต๊อกอยู่ ลองเปลี่ยนมาใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ที่ออกแบบมาให้ออกใบกำกับภาษี ออกใบแจ้งหนี้ แล้วตัดสต๊อกพร้อมบันทึกบัญชีให้อัตโนมัติ ไม่ต้องทำซ้ำ 2 ที่อีกต่อไป ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการนับสต๊อกสินค้า

ควรนับสต๊อกบ่อยแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ร้านค้าที่มีสินค้าหมุนเวียนเร็ว เช่น ร้านอาหารหรือร้านค้าออนไลน์ ควรนับทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ส่วนธุรกิจที่สินค้าหมุนช้า นับทุกไตรมาสหรือปีละ 2 ครั้งก็เพียงพอ ที่สำคัญคือนับสม่ำเสมอ ดีกว่านับห่างๆ แล้วเจอผลต่างมาก

สต๊อกในระบบกับของจริงไม่ตรงกัน ต้องทำอย่างไร

ก่อนอื่นให้หาสาเหตุก่อน อาจเป็นเพราะลืมบันทึกรับ-จ่าย สินค้าเสียหาย หรือสินค้าหาย เมื่อรู้สาเหตุแล้ว ให้ปรับยอดในระบบให้ตรงกับของจริง พร้อมบันทึกบัญชีรายการปรับปรุง และวางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

FIFO กับ Weighted Average ต่างกันอย่างไรในแง่ภาษี

ทั้ง 2 วิธีส่งผลต่อต้นทุนสินค้าที่ขายและกำไรสุทธิต่างกัน ในช่วงที่ราคาสินค้าสูงขึ้น FIFO จะทำให้ต้นทุนต่ำกว่า (เพราะใช้ของราคาเก่าที่ถูกกว่า) กำไรจึงสูงกว่าและเสียภาษีมากกว่า ส่วน Weighted Average จะให้ตัวเลขอยู่ตรงกลาง เมื่อเลือกวิธีใดแล้ว ต้องใช้วิธีเดิมสม่ำเสมอ จะเปลี่ยนไปมาไม่ได้

ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้โปรแกรมจัดการสต๊อกไหม

ถ้ามีสินค้าไม่เกิน 20-30 รายการ Excel อาจเพียงพอ แต่เมื่อ SKU เพิ่มขึ้นหรือขายหลายช่องทาง การใช้โปรแกรมจะช่วยประหยัดเวลาและลดข้อผิดพลาดได้มาก โดยเฉพาะถ้าโปรแกรมเชื่อมกับระบบบัญชีได้ จะลดงานซ้ำซ้อนไปอีกขั้น


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

เริ่มต้นใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK