บัญชีทั่วไป

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีจัดการและตีราคาตามหลักบัญชีที่ SME ต้องรู้

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไร ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือไม่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต๊อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนและภาษีที่คุณต้องจ่าย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องสินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อนับสต๊อกแล้วตัวเลขผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำที่สุด สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่าย ๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในสายการผลิต สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปมักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่ามาก วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่สรรพากรยอมรับ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปและสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก วิธี FIFO (First-In, First-Out) FIFO คือวิธีตีราคาที่สมมติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือสั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม จะคำนวณได้ดังนี้ ข้อแนะนำ: สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจนอย่างอาหารหรือเครื่องสำอาง FIFO จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และการจัดการผลต่าง การตรวจนับสต๊อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที สินค้าขาดหรือเกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริงไม่ตรงกับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานโดยไม่มีหลักฐานชี้แจงที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการที่จดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด จัดการอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่า (NRV) ตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย หากคำนวณแล้วพบว่า NRV ต่ำกว่าต้นทุนเดิม กิจการต้องบันทึกเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลงเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบให้ครบถ้วน ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย เพื่อให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ผลกระทบของสต๊อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต๊อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนทันที ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าความแม่นยำของข้อมูลสินค้าเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ หมายเหตุ: นอกจากการตีราคาและการบริหารสต๊อกแล้ว การเลือก “ระบบบันทึกบัญชี” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณต้องการทราบว่าระบบบันทึกแบบ Perpetual และ Periodic มีการลงบันทึกเดบิต-เครดิตต่างกันอย่างไร สามารถอ่านบทความเจาะลึกของเราได้ที่ เจาะลึกบัญชี Perpetual vs Periodic พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก หัวใจสำคัญคือการเลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ ใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ และบันทึกรายการปรับปรุงให้ถูกต้องตามความเป็นจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต๊อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต๊อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์จัดการสต๊อกที่เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบันมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง แต่ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับให้ใช้งานได้ อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี คำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสต๊อกเฉลี่ย ยิ่งตัวเลขสูงแปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของสภาพคล่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

12 min

Perpetual vs Periodic ต่างกันยังไง เจาะลึกวิธีบันทึกบัญชีสต๊อกสินค้า

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการสินค้าคงเหลือให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีหลายคนยังสับสนคือ เวลาเริ่มต้นทำบัญชี ควรเลือกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของทั้งสองระบบ พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี (เดบิต-เครดิต) ให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับกิจการได้อย่างถูกต้อง ทำไมต้องเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้า ตามมาตรฐานบัญชี กิจการที่มีสินค้าคงเหลือจะต้องเลือกนโยบายการบันทึกบัญชี 1 ใน 2 ระบบนี้ และเมื่อเลือกแล้วจะต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ การเลือกระบบที่ถูกต้องจะช่วยให้การทำงานของนักบัญชีง่ายขึ้น และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นตัวเลขต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด เกณฑ์เปรียบเทียบ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) การอัปเดตยอดสินค้า อัปเดตทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (Real-time) อัปเดตตอนสิ้นงวดเท่านั้น การรับรู้ต้นทุนขาย รู้ต้นทุนขายทันทีที่ขายสินค้า ต้องรอตรวจนับและคำนวณปลายงวด ความซับซ้อน สูงกว่า (ต้องบันทึกต้นทุนทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกรายได้ไปก่อน) เหมาะกับธุรกิจแบบไหน สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ, ขายออนไลน์ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย เจาะลึกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) คือการบันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที สั่งซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้า 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคาตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท)เมื่อใช้ระบบ Perpetual ทุกครั้งที่ขายจะต้องบันทึก 2 คู่บัญชีเสมอ คือฝั่งรายได้และฝั่งต้นทุน บันทึกรายได้: บันทึกตัดสต๊อกและรับรู้ต้นทุน: การลงบัญชีแบบนี้ทำให้ผู้บริหารเห็นกำไรขั้นต้นได้ทันทีหลังจากที่ขายสินค้าเสร็จ เจาะลึกระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) คือระบบที่ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะบันทึกรวบยอดซื้อเข้าไปก่อน แล้วรอจนถึงสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) ค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นนำมาเข้าสูตรเพื่อคำนวณหาต้นทุนขาย สูตรคำนวณ: ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้าสังเกตว่าจะเดบิตไปที่บัญชี “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกในงบดุลจะไม่ขยับเลยจนกว่าจะถึงสิ้นงวด 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคา 350 บาท)บันทึกแค่รายได้เท่านั้น ไม่มีการบันทึกตัดต้นทุนขาย 3. บันทึกรายการปรับปรุงตอนสิ้นงวดสมมติว่าตอนสิ้นเดือน ตรวจนับสต๊อกพบว่ามีเมาส์เหลือ 90 ตัว (มูลค่าต้นทุน 18,000 บาท) กิจการจะต้องนำยอดนี้มาตั้งเป็นสินค้าคงเหลือปลายงวด และคำนวณต้นทุนขายดังนี้:(0 + 20,000) – 18,000 = ต้นทุนขาย 2,000 บาท SME ควรเลือกระบบไหนถึงจะดีที่สุด ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ การเลือกขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและความพร้อมของกิจการ อย่างไรก็ตาม สำหรับ SME ที่มีแนวโน้มจะเติบโต แนะนำให้วางระบบ Perpetual ตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น ระบบนี้จะช่วยลดความผิดพลาดและให้ข้อมูลที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้าเป็นรากฐานสำคัญของการทำธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเลือกระบบ Perpetual ที่แสดงตัวเลขแบบเรียลไทม์ หรือ Periodic ที่เน้นการตรวจนับตอนสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือการบันทึกให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและใช้อย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการทำงานของระบบ Perpetual อย่างเต็มรูปแบบ ทุกครั้งที่คุณสร้างใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน ระบบจะวิ่งไปลงบันทึกรายได้และตัดบัญชีต้นทุนขายให้คุณอัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการลงบัญชีสองฝั่ง และให้คุณดูรายงานกำไรขั้นต้นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการทำงานบัญชีให้ง่ายขึ้นตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบบัญชีสินค้า ใช้ระบบ Perpetual จำเป็นต้องนับสต๊อกปลายปีหรือไม่ จำเป็นต้องนับสต๊อก แม้ระบบ Perpetual จะบอกตัวเลขคงเหลือแบบเรียลไทม์ได้ แต่กิจการยังคงต้องทำ Physical Count ตอนปลายงวด เพื่อยืนยันว่าของที่มีอยู่จริงตรงกับตัวเลขในระบบหรือไม่ หากพบว่ามีของหายหรือชำรุด จะได้ปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องก่อนปิดงบ ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องใช้ระบบเหล่านี้หรือไม่ ไม่ต้องใช้ หากธุรกิจของคุณเป็นงานบริการล้วน ๆ และไม่มีสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ก็จะไม่มีบัญชีสินค้าคงเหลือในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการให้บริการและมีมูลค่าสูง ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน PEAK ตั้งค่าระบบบันทึกบัญชีสินค้าแบบไหน โดยค่าเริ่มต้น (Default) ระบบของ PEAK จะถูกตั้งค่าการบันทึกสินค้าคงเหลือเป็นแบบ Perpetual เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานเห็นต้นทุนแบบเรียลไทม์ แต่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปปรับตั้งค่าในเมนูตั้งค่านโยบายบัญชี เพื่อเปลี่ยนเป็นระบบ Periodic ได้หากกิจการมีความจำเป็นต้องใช้ระบบนั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ดอกเบี้ย คืออะไร เข้าใจทั้ง รับ-จ่าย บันทึกบัญชี ภาษี ครบ

ผู้ประกอบการ SME หลายคนเจอดอกเบี้ยทั้งฝั่งรับและฝั่งจ่าย แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องลงบัญชีอย่างไรและหักภาษีเท่าไหร่ โดยเฉพาะกรณีที่ให้กรรมการกู้ยืมเงิน ซึ่งสรรพากรมีเกณฑ์เฉพาะ บทความนี้อธิบายครบทุกมุม พร้อมตัวอย่าง Journal Entry ที่ใช้ได้ทันที ดอกเบี้ย คืออะไร? ดอกเบี้ย (Interest) คือ ค่าตอบแทนที่ผู้กู้จ่ายให้ผู้ให้กู้ เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการใช้เงินของอีกฝ่ายหนึ่งในช่วงเวลาที่กำหนด คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินต้น พูดง่ายๆ คือ “ค่าเช่าเงิน” ยืมเงิน 100,000 บาท ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เท่ากับต้องจ่ายค่าเช่าเงิน 5,000 บาทต่อปี องค์ประกอบหลักมี 3 ส่วน ดอกเบี้ยมีกี่ประเภท? ก่อนลงลึกเรื่องบัญชีและภาษี มาทำความเข้าใจประเภทดอกเบี้ยหลักๆ ที่ SME จะเจอบ่อย ประเภท วิธีคิด เหมาะกับ ดอกเบี้ยแบบง่าย (Simple Interest) คิดจากเงินต้นอย่างเดียว เงินกู้ระยะสั้น, ตั๋วสัญญาใช้เงิน ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) คิดจากเงินต้น + ดอกเบี้ยสะสม เงินฝากธนาคาร, สินเชื่อระยะยาว ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) อัตราเท่าเดิมตลอดสัญญา สินเชื่อ SME ที่ต้องการยอดผ่อนคงที่ ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ผันตามอัตราอ้างอิง เช่น MRR สินเชื่อธนาคารระยะยาว ดอกเบี้ยแบบง่าย (Simple Interest) คำนวณอย่างไร? สูตรคือ เงินต้น คูณอัตราดอกเบี้ยต่อปี คูณระยะเวลา (ปี) ตัวอย่างเช่น รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินต้น — 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี — ระยะเวลา 1 ปี — ดอกเบี้ย 500,000 × 6% × 1 30,000 บาท ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ต่างกันอย่างไร? แบบทบต้นคิดจาก “เงินต้น + ผลตอบแทนที่สะสมไว้” ทำให้ยอดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละงวด ยิ่งฝากนานยิ่งได้ผลตอบแทนมาก แต่ถ้าเป็นฝั่งผู้กู้ก็หมายความว่ายิ่งจ่ายช้ายิ่งจ่ายแพง ดอกเบี้ยรับ คืออะไร? บันทึกบัญชีอย่างไร? เงินที่กิจการได้จากการให้คนอื่นใช้เงินของเรา เช่น ผลตอบแทนจากเงินฝากธนาคาร หรือจากการให้กู้ยืม ถือเป็น “รายได้อื่น” ในงบกำไรขาดทุน ตามมาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป) รายได้ส่วนนี้จัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 ตามประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายจึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนจ่ายเงินให้เรา (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างบันทึกบัญชีดอกเบี้ยรับ สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคาร 10,000 บาท ธนาคารหัก ณ ที่จ่าย 1% ไว้ 100 บาท ได้รับเงินจริง 9,900 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินฝากธนาคาร 9,900 — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ลูกหนี้กรมสรรพากร) 100 — ดอกเบี้ยรับ — 10,000 เดบิตเงินฝากธนาคาร (เงินที่ได้จริง) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินที่โดนหักไว้ เอาไปเครดิตภาษีตอนยื่นปลายปีได้) เครดิตดอกเบี้ยรับ (รายได้เต็มจำนวน) ดอกเบี้ยจ่าย คืออะไร? หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม? คือเงินที่กิจการจ่ายให้ผู้ให้กู้เป็นค่าตอบแทนการใช้เงิน เช่น ต้นทุนสินเชื่อธนาคาร หรือค่าเบิกเกินบัญชี (OD) ถือเป็น “ค่าใช้จ่ายทางการเงิน” ในงบกำไรขาดทุน ต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในกิจการ สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เพราะไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างบันทึกบัญชีดอกเบี้ยจ่าย บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้ธนาคาร 20,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ดอกเบี้ยจ่าย 20,000 — เงินฝากธนาคาร — 20,000 กรณีนี้ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะธนาคารพาณิชย์ได้รับยกเว้นการถูกหักภาษีดอกเบี้ย (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) หัก ณ ที่จ่ายดอกเบี้ย อัตราเท่าไหร่? ใครต้องหัก? เมื่อกิจการจ่ายค่าตอบแทนการกู้ยืมให้ใคร ต้องดูว่าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เพราะอัตราหักภาษีต่างกัน ผู้รับดอกเบี้ย อัตราหัก ณ ที่จ่าย แบบที่ใช้ยื่น หมายเหตุ นิติบุคคล 1% ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบริษัท) ยกเว้นธนาคารพาณิชย์ ไม่ต้องหัก บุคคลธรรมดา 15% ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นภาษีที่หักจากดอกเบี้ย) ดอกเบี้ยเงินฝาก 20,000 บาทแรก/ปี ยกเว้น (ข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 3 เตรส และมาตรา 50(2)) ข้อควรระวัง ถ้าจ่ายให้บริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น บริษัทในเครือให้กู้ยืมกัน ต้องหัก 1% ทุกครั้ง ถ้าลืมหัก กิจการผู้จ่ายต้องรับผิดชอบภาษีส่วนนั้นเอง พร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ดอกเบี้ยเงินกู้กรรมการ สรรพากรมีกฎอะไรบ้าง? กรณีที่บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน สรรพากรกำหนดว่าต้องคิดค่าตอบแทนในอัตราไม่ต่ำกว่าตลาด ถ้าไม่คิดหรือคิดต่ำเกินไป สรรพากรมีอำนาจประเมินรายได้เพิ่มให้บริษัท และเรียกเก็บภาษีจากส่วนที่ควรจะได้รับ (ข้อมูลจากคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528) ทำไมบริษัทต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการ? เหตุผลหลักคือป้องกันการถ่ายโอนผลประโยชน์ ถ้าบริษัทมีกำไรแล้วให้กรรมการกู้ไปใช้ส่วนตัวโดยไม่คิดดอกเบี้ย เท่ากับกรรมการได้ประโยชน์จากเงินบริษัทโดยไม่มีค่าตอบแทน สรรพากรจึงมองว่าบริษัทสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ อัตราดอกเบี้ยที่สรรพากรยอมรับ คือเท่าไหร่? สรรพากรใช้หลักการ “ไม่ต่ำกว่าอัตราตลาด” โดยอ้างอิงจาก ตัวอย่าง: บริษัทให้กรรมการกู้ บันทึกบัญชีอย่างไร? บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ให้กรรมการกู้ยืม 500,000 บาท คิดดอกเบี้ย 5% ต่อปี ครบ 1 ปี ดอกเบี้ย 25,000 บาท กรรมการจ่ายดอกเบี้ยคืน โดยบริษัทต้องหัก ณ ที่จ่าย 15% (กรรมการเป็นบุคคลธรรมดา) ขั้นที่ 1 — คำนวณดอกเบี้ยและภาษี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ดอกเบี้ยรับ 500,000 × 5% × 1 ปี 25,000 บาท หัก ณ ที่จ่าย 15% 25,000 × 15% 3,750 บาท เงินสดรับจริง 25,000 – 3,750 21,250 บาท ขั้นที่ 2 — บันทึกบัญชี รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 21,250 — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ลูกหนี้กรมสรรพากร) 3,750 — ดอกเบี้ยรับ — 25,000 บริษัทบันทึกดอกเบี้ยรับ 25,000 บาท เป็นรายได้เต็มจำนวน ส่วนภาษี 3,750 บาทนำไปเครดิตภาษีตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ได้ สรุป – ดอกเบี้ยรับ vs ดอกเบี้ยจ่าย เปรียบเทียบให้เห็นภาพ หัวข้อ ดอกเบี้ยรับ ดอกเบี้ยจ่าย ความหมาย เงินที่กิจการได้จากการให้กู้/ฝากเงิน เงินที่กิจการจ่ายเป็นค่ากู้ยืม ประเภทในบัญชี รายได้อื่น (Other Income) ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Cost) ผลทางภาษี เป็นรายได้ ต้องเสียภาษี เป็นค่าใช้จ่าย หักภาษีได้ ถูกหัก ณ ที่จ่าย ถูกหัก 1% (นิติบุคคล) หรือ 15% (บุคคลธรรมดา) ผู้จ่ายเป็นคนหัก สิ่งที่ SME ควรทำคือ ตรวจสอบว่าบันทึกดอกเบี้ยถูกฝั่งหรือไม่ (รายได้ vs ค่าใช้จ่าย) หักภาษีครบหรือไม่ และถ้ามีเงินกู้กรรมการ ต้องคิดดอกเบี้ยตามเกณฑ์สรรพากร จัดการบัญชีดอกเบี้ยให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการฝั่งรับ-จ่ายได้ถูกต้องตามมาตรฐาน คำนวณภาษีอัตโนมัติผ่าน PEAK Tax และออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ ได้ทันที ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้กรรมการ มีผลอย่างไร? สรรพากรมีอำนาจประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มให้บริษัท ทำให้บริษัทต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากดอกเบี้ยที่ “ควรจะได้รับ” แม้จะไม่ได้เก็บจริง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกด้วย วิธีป้องกันคือทำสัญญาเงินกู้ให้ชัดเจนและคิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด ดอกเบี้ยค้างรับ vs ดอกเบี้ยค้างจ่าย ต่างกันอย่างไร? ดอกเบี้ยค้างรับ (Accrued Interest Receivable) คือดอกเบี้ยที่กิจการมีสิทธิ์ได้รับแล้วแต่ยังไม่ได้เงิน ส่วนดอกเบี้ยค้างจ่าย (Accrued Interest Payable) คือดอกเบี้ยที่กิจการต้องจ่ายแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ทั้งคู่เป็นรายการปรับปรุง ณ วันสิ้นงวดเพื่อให้งบการเงินแสดงตัวเลขตรงกับความเป็นจริง ดอกเบี้ยจ่ายกรณีไหนหักค่าใช้จ่ายไม่ได้? ดอกเบี้ยที่กู้มาเพื่อใช้ส่วนตัวของกรรมการ ไม่เกี่ยวกับกิจการ จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี และหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ ดอกเบี้ยจะหักได้ต่อเมื่อเป็นการกู้ยืมเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) บริษัทจ่ายดอกเบี้ยให้บริษัทในเครือ ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม? ต้องหัก 1% ทุกครั้ง เนื่องจากสิทธิ์ยกเว้นการถูกหักภาษีดอกเบี้ยเป็นของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเท่านั้น บริษัทในเครือที่ให้กู้ยืมกันไม่ได้รับยกเว้น ผู้จ่ายต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

มัดจำ คืออะไร บันทึกบัญชีอย่างไร

ผู้ประกอบการหลายคนรับเงินมัดจำจากลูกค้าแล้วบันทึกเป็นรายได้ทันที ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เพราะเงินมัดจำยังไม่ใช่รายได้ แต่เป็นหนี้สินที่ต้องคืนหรือหักตอนส่งมอบงาน บทความนี้อธิบายวิธีบันทึกบัญชีเงินมัดจำทั้งฝั่งรับและฝั่งจ่าย พร้อมตอบว่าต้องออก VAT ตอนไหน และแสดงตัวอย่างการบันทึกบัญชีจากธุรกิจจริง มัดจำ คืออะไร เงินมัดจำ หรือ Deposit คือ เงินหรือทรัพย์สินที่ฝ่ายหนึ่งมอบให้อีกฝ่ายตอนทำสัญญา เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะทำตามข้อตกลง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377-381 กำหนดเรื่องนี้ไว้ชัดเจน ถ้าทั้งสองฝ่ายทำตามสัญญาจนครบ เงินมัดจำจะถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินค้าหรือบริการ แต่ถ้าฝ่ายที่วางเงินผิดสัญญา อีกฝ่ายมีสิทธิริบได้ และถ้าฝ่ายรับเป็นคนผิดสัญญา ต้องคืนเงินให้ ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น ร้านขายเฟอร์นิเจอร์รับเงินจากลูกค้า 30% ก่อนเริ่มผลิต หรือบริษัทรับเหมารับเงินก่อนเริ่มงาน มัดจำ ต่างจาก เงินจอง เงินประกัน และเงินล่วงหน้า อย่างไร คำเหล่านี้คนมักใช้สลับกัน แต่ทางบัญชีและกฎหมายมีความหมายต่างกัน รายการ ความหมาย คืนได้ไหม ริบได้ไหม เงินมัดจำ หลักประกันตามสัญญา ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 377 ได้ ถ้าทำตามสัญญา ได้ ถ้าผู้วางผิดสัญญา เงินจอง แสดงเจตนาจะซื้อ ยังไม่ผูกพันเต็มที่ ขึ้นกับข้อตกลง ขึ้นกับข้อตกลง เงินประกัน หลักประกันความเสียหาย เช่น ค่าเช่า ได้ เมื่อหมดสัญญาและไม่มีความเสียหาย ไม่ได้ (หักเฉพาะค่าเสียหาย) เงินล่วงหน้า จ่ายค่าสินค้า/บริการก่อนรับของ หักกับราคาเต็ม ไม่ได้ จุดสำคัญ คือ เงินมัดจำมีกฎหมายรองรับเรื่องการริบชัดเจน ส่วนเงินจองขึ้นกับสัญญาที่ตกลงกัน เงินมัดจำ บันทึกบัญชีอย่างไร หลักการสำคัญ คือ เงินมัดจำยังไม่ใช่รายได้และยังไม่ใช่ค่าใช้จ่าย จนกว่าจะส่งมอบสินค้าหรือบริการเสร็จ วิธีบันทึกแบ่งตามฝั่งผู้รับและฝั่งผู้จ่าย ฝั่งผู้รับเงินมัดจำ บันทึกเป็นหนี้สิน (เงินรับล่วงหน้า) เมื่อกิจการรับเงินมัดจำจากลูกค้า ต้องบันทึกเป็น “เงินมัดจำรับ” ในหมวดหนี้สินหมุนเวียน เพราะยังมีภาระต้องส่งมอบสินค้าหรือบริการตามสัญญา ตอนรับเงินมัดจำ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 100,000 — เงินมัดจำรับ (หนี้สิน) — 100,000 ตอนส่งมอบงานเสร็จ (หักมัดจำเป็นส่วนหนึ่งของรายได้) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — เงินสด / ลูกหนี้ (ส่วนที่เหลือ) 400,000 — รายได้จากการขาย / บริการ — 500,000 ฝั่งผู้จ่ายเงินมัดจำ บันทึกเป็นสินทรัพย์ เมื่อกิจการจ่ายเงินมัดจำให้คู่ค้า ต้องบันทึกเป็น “เงินมัดจำจ่าย” ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะมีสิทธิ์ได้รับสินค้า บริการ หรือเงินคืนในอนาคต ตอนจ่ายเงินมัดจำ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำจ่าย (สินทรัพย์) 100,000 — เงินสด / ธนาคาร — 100,000 ตอนรับสินค้า/บริการครบ (หักมัดจำออกจากยอดที่ต้องจ่าย) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ต้นทุนสินค้า / ค่าบริการ 500,000 — เงินมัดจำจ่าย — 100,000 เงินสด / เจ้าหนี้ (ส่วนที่เหลือ) — 400,000 เงินมัดจำ ต้องออกใบกำกับภาษี (VAT) เมื่อไหร่ สำหรับกิจการที่จดทะเบียน VAT เรื่องนี้เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 กำหนดว่า จุดรับรู้ภาษี (Tax Point) เกิดขึ้นเมื่อรับชำระเงิน ไม่ว่าจะส่งมอบสินค้าหรือบริการแล้วหรือยัง กิจการที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทันทีที่รับเงินมัดจำ โดยคำนวณ VAT 7% จากจำนวนเงินที่ได้รับ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ยกตัวอย่าง ลูกค้าวางมัดจำ 107,000 บาท (รวม VAT) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่ามัดจำก่อน VAT 107,000 ÷ 1.07 100,000 บาท VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 บาท ยอดรวม — 107,000 บาท บันทึกบัญชีตอนรับเงินมัดจำ (กิจการจด VAT) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 107,000 — เงินมัดจำรับ — 100,000 ภาษีขาย (VAT) — 7,000 ต้องออกเอกสารให้ลูกค้าภายในวันที่รับเงิน เพื่อนำส่งภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ของเดือนที่รับเงิน ข้อควรระวัง คือ ถ้ารับเงินแล้วไม่ออกเอกสาร VAT หรือออกล่าช้า อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับจากกรมสรรพากร กรณีที่กิจการ ไม่ได้จด VAT ไม่ต้องออกเอกสาร VAT ให้ออกใบเสร็จรับเงินปกติแทน และบันทึกบัญชีเป็นหนี้สินเหมือนเดิม ริบเงินมัดจำ บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อลูกค้าผิดสัญญาและกิจการใช้สิทธิริบเงินมัดจำ เงินนั้นจะกลายเป็น “รายได้อื่น” ของกิจการทันที ไม่ใช่รายได้จากการขายหรือบริการ บันทึกบัญชีตอนริบเงินมัดจำ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — รายได้อื่น (เงินมัดจำริบ) — 100,000 รายได้จากการริบมัดจำต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย สำหรับ VAT ได้ออกเอกสารไปแล้วตอนรับเงิน จึงไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ในทางกลับกัน ถ้ากิจการเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนเงินให้ลูกค้าพร้อมจ่ายเพิ่มอีกเท่าตัว (ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 380) วิธีบันทึก คือ ตัดยอดออกจากบัญชี แล้วบันทึกส่วนที่จ่ายเพิ่มเป็นค่าใช้จ่ายอื่น กรณีต้องคืนมัดจำ + จ่ายเพิ่ม (ฝ่ายรับผิดสัญญา) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — ค่าใช้จ่ายอื่น (ค่าเสียหายจากผิดสัญญา) 100,000 — เงินสด / ธนาคาร — 200,000 ตัวอย่างบันทึกบัญชีเงินมัดจำ จากธุรกิจจริง ตัวอย่าง 1 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเหมาสร้างอาคาร มูลค่างาน 1,000,000 บาท (ไม่รวม VAT) ลูกค้าวางมัดจำ 30% ก่อนเริ่มงาน กิจการจดทะเบียน VAT ขั้นที่ 1 — รับเงินมัดจำ 30% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่ามัดจำ 1,000,000 × 30% 300,000 บาท VAT 7% 300,000 × 7% 21,000 บาท ลูกค้าจ่ายรวม — 321,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 321,000 — เงินมัดจำรับ — 300,000 ภาษีขาย — 21,000 ออกใบกำกับภาษีมูลค่า 321,000 บาท ในวันที่รับเงิน ขั้นที่ 2 — ส่งมอบงานเสร็จและวางบิลส่วนที่เหลือ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่างานที่เหลือ 1,000,000 – 300,000 700,000 บาท VAT 7% ส่วนที่เหลือ 700,000 × 7% 49,000 บาท ลูกค้าจ่ายเพิ่ม — 749,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 300,000 — เงินสด / ลูกหนี้ 749,000 — รายได้จากบริการ — 1,000,000 ภาษีขาย (ส่วนที่เหลือ) — 49,000 ตัวอย่าง 2 ธุรกิจขายสินค้า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเครื่องจักร มูลค่า 500,000 บาท (ไม่รวม VAT) รับมัดจำ 20% กิจการจดทะเบียน VAT ขั้นที่ 1 — รับเงินมัดจำ 20% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่ามัดจำ 500,000 × 20% 100,000 บาท VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 บาท ลูกค้าจ่ายรวม — 107,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 107,000 — เงินมัดจำรับ — 100,000 ภาษีขาย — 7,000 ขั้นที่ 2 — ส่งมอบเครื่องจักรและรับเงินส่วนที่เหลือ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าสินค้าที่เหลือ 500,000 – 100,000 400,000 บาท VAT 7% ส่วนที่เหลือ 400,000 × 7% 28,000 บาท ลูกค้าจ่ายเพิ่ม — 428,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — เงินสด / ลูกหนี้ 428,000 — รายได้จากการขาย — 500,000 ภาษีขาย (ส่วนที่เหลือ) — 28,000 ข้อควรระวังเรื่องเงินมัดจำ ที่ SME มักพลาด เรื่องที่พลาดบ่อยที่สุด คือ บันทึกเงินมัดจำเป็นรายได้ทันทีที่ได้รับ ซึ่งทำให้งบกำไรขาดทุนแสดงรายได้เกินจริง และอาจเสียภาษีเงินได้มากกว่าที่ควร อีกจุดที่ต้องระวัง คือ เอกสารสัญญา ควรระบุชัดเจนว่าเงินที่รับเป็น “เงินมัดจำ” ไม่ใช่ “เงินจอง” หรือ “เงินล่วงหน้า” ถ้าสัญญาเขียนไม่ชัด อาจมีปัญหาตอนใช้สิทธิริบ สำหรับกิจการที่จด VAT ต้องออกเอกสารภาษีในเดือนเดียวกับที่รับเงิน ไม่ใช่รอจนส่งมอบงานเสร็จ (ดูรายละเอียดในหัวข้อ VAT ด้านบน) สรุป – เงินมัดจำ สิ่งที่ต้องจำ จัดการบัญชีเงินมัดจำให้เป็นระบบด้วย PEAK เงินมัดจำมีหลายขั้นตอนตั้งแต่รับเงิน ออกเอกสารภาษี จนถึงหักเป็นรายได้ตอนส่งมอบงาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายการรับ-จ่าย ออกเอกสารภาษี และจัดทำรายงานด้วย PEAK Tax แบบอัตโนมัติ ลดงานซ้ำและลดความผิดพลาด – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินมัดจำ มัดจำเท่าไหร่ถึงเหมาะสม กฎหมายไม่ได้กำหนดสัดส่วนตายตัว แต่ธุรกิจทั่วไปมักรับมัดจำ 10-30% ของมูลค่างาน ขึ้นกับลักษณะธุรกิจ เช่น งานรับเหมาที่ต้องซื้อวัสดุล่วงหน้ามักรับมัดจำสูงกว่าธุรกิจขายสินค้าสำเร็จรูป รับเงินมัดจำแล้วต้องออกเอกสารอะไรให้ลูกค้าบ้าง ถ้าจด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทันทีในวันที่รับเงิน ถ้ายังไม่จด VAT ให้ออกใบเสร็จรับเงินปกติแทน ทั้งสองกรณีควรเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี ลูกค้าขอคืนมัดจำได้ไหม ถ้ายังไม่ได้เริ่มงาน ต้องดูข้อตกลงในสัญญา ถ้าสัญญาระบุว่าคืนได้ก่อนเริ่มงาน ก็ต้องคืน แต่ถ้าสัญญาไม่ได้ระบุ ให้ดูกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 378 ซึ่งกำหนดว่าถ้ายังไม่เริ่มงานและไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา ต้องคืน เงินมัดจำที่ได้รับ ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม เงินมัดจำยังไม่ใช่ค่าจ้างหรือค่าบริการ จึงยังไม่ต้องหัก ณ ที่จ่ายในขั้นตอนนี้ การหัก ณ ที่จ่ายจะเกิดขึ้นตอนจ่ายค่าบริการจริงเมื่อส่งมอบงาน เงินมัดจำ กับ เงินจอง ในทางบัญชีบันทึกเหมือนกันไหม วิธีบันทึกบัญชีคล้ายกัน คือ ยังไม่รับรู้เป็นรายได้ แต่ต่างกันที่สิทธิทางกฎหมาย เงินมัดจำมีกฎหมายแพ่งฯ รองรับเรื่องการริบชัดเจน ส่วนเงินจองขึ้นกับสัญญา ทางบัญชีควรแยกบัญชีให้ชัดว่าเป็น “เงินมัดจำรับ” หรือ “เงินจองรับ” เพื่อความโปร่งใส ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

P/BV คืออะไร วิธีประเมินมูลค่าบริษัทเบื้องต้นสำหรับ SME

ถ้าวันหนึ่งมีคนถามว่า “ธุรกิจคุณมูลค่าเท่าไหร่?” คุณจะตอบได้ไหม? P/BV (Price to Book Value) คืออัตราส่วนที่บอกว่า “ธุรกิจถูกตีค่าสูงหรือต่ำกว่าสิ่งที่มีอยู่จริง” โดยเทียบราคากับ Book Value ในงบดุล บทความนี้จะพาคุณเข้าใจสูตร วิธีแปลผล และสถานการณ์ที่ SME ใช้ได้จริง ไม่ว่าจะขายกิจการ หาผู้ร่วมทุน หรือแบ่งหุ้น P/BV คืออะไร? (Price to Book Value Ratio) อัตราส่วนนี้เปรียบเทียบ “ราคาที่ตลาดให้” กับ “Book Value” เพื่อดูว่าราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกิจการ ถ้า P/BV = 1 แปลว่าทั้งสองค่าเท่ากันพอดี ทำความเข้าใจ Book Value (มูลค่าทางบัญชี) และความสัมพันธ์กับราคาหุ้น Book Value หรือมูลค่าทางบัญชีคือ “ส่วนของเจ้าของ” ที่เหลืออยู่ในกิจการ คำนวณจากสินทรัพย์รวมหักด้วยหนี้สินรวมทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ถ้าบริษัทขายทรัพย์สินทุกอย่างแล้วจ่ายหนี้หมด จะมีเงินเหลือคืนเจ้าของเท่าไหร่ ราคาหุ้นอาจสูงหรือต่ำกว่า Book Value ได้ ขึ้นอยู่กับความคาดหวังเรื่องการเติบโต กำไรในอนาคต และปัจจัยอื่น อัตราส่วนนี้จึงบอกว่า “กิจการถูกตีค่าแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับสิ่งที่มีอยู่จริง” สูตรคำนวณ P/BV และวิธีคิดทีละขั้นตอน สูตรหลักมีเพียง 2 ส่วน สูตรที่ 1 — คำนวณ P/BV P/BV (เท่า) = ราคาหุ้น (บาท) ÷ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (บาท) สูตรที่ 2 — คำนวณมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (บาท) = ส่วนของผู้ถือหุ้น (บาท) ÷ จำนวนหุ้นทั้งหมด (หุ้น) วิธีคำนวณ Book Value จากงบการเงิน (สินทรัพย์รวม − หนี้สินรวม) สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทำตาม 3 ขั้นตอนนี้ Book Value (บาท) = สินทรัพย์รวม (บาท) − หนี้สินรวม (บาท) ผลลัพธ์ที่ได้ต้องตรงกับ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” ในงบดุล (ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) ถ้าไม่ตรง ให้ตรวจสอบว่าตัวเลขมาจากงบงวดเดียวกันหรือไม่ ตัวอย่างการคำนวณ P/BV แบบเข้าใจง่าย (พร้อมตัวเลขสมมติ) สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ ขั้นที่ 1 — คำนวณ Book Value รายการ จำนวน สินทรัพย์รวม 10,000,000 บาท หนี้สินรวม 4,000,000 บาท Book Value (ส่วนของผู้ถือหุ้น) 6,000,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณ Book Value per Share รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ จำนวนหุ้นทั้งหมด — 100,000 หุ้น Book Value per Share 6,000,000 ÷ 100,000 60 บาท/หุ้น ขั้นที่ 3 — คำนวณ P/BV รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ ราคาซื้อขายหุ้น (สมมติ) — 90 บาท/หุ้น P/BV 90 ÷ 60 1.5 เท่า ผลลัพธ์ 1.5 เท่า หมายความว่าราคาซื้อขายสูงกว่า Book Value อยู่ 50% เพราะผู้ซื้อเชื่อว่าบริษัทนี้มีศักยภาพเติบโตได้อีก P/BV เท่าไหร่ถึงดี? วิธีอ่านและแปลผล P/BV Ratio ไม่มีตัวเลข P/BV ที่ “ดี” ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรม และสถานการณ์ แต่มีกรอบคร่าว ๆ ที่ช่วยให้อ่านค่าได้ ค่า P/BV ความหมายเบื้องต้น P/BV < 1 ราคาต่ำกว่า Book Value P/BV = 1 ราคาเท่ากับ Book Value พอดี P/BV 1–3 ช่วงปกติสำหรับหลายอุตสาหกรรม P/BV > 3 ตลาดให้มูลค่าสูง อาจเพราะเห็นศักยภาพเติบโต P/BV < 1 หมายความว่าอะไร? (หุ้นถูก หรือ บริษัทมีปัญหา) ค่าต่ำกว่า 1 แปลว่าราคาซื้อขายต่ำกว่าสินทรัพย์สุทธิ มีสองกรณีที่เป็นไปได้ กรณีแรกคือกิจการถูกประเมินต่ำเกินจริง ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุน กรณีที่สองคือกิจการมีปัญหาจริง เช่น ขาดทุนต่อเนื่อง สินทรัพย์ในงบเป็นของที่ขายยากหรือเสื่อมค่าแล้ว ต้องดูควบคู่กับงบกำไรขาดทุนด้วย P/BV > 1 หมายความว่าอะไร? ค่าสูงกว่า 1 แปลว่ามีคนยอมจ่ายแพงกว่ามูลค่าในงบ มักเกิดกับธุรกิจที่กำลังเติบโตเร็ว มีกำไรดี หรือมีสินทรัพย์ที่ไม่ได้สะท้อนในงบ เช่น แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ฐานลูกค้าใหญ่ หรือทีมงานที่เก่ง ข้อควรรู้: P/BV เฉลี่ยในแต่ละอุตสาหกรรม P/BV เฉลี่ยต่างกันตามอุตสาหกรรม ข้อมูลจากหน้าความรู้ผู้ลงทุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยชี้ว่าธุรกิจธนาคารมักมี P/BV ต่ำ (0.5–1.5 เท่า) เพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นเงินที่สะท้อนในงบอยู่แล้ว ขณะที่ธุรกิจเทคโนโลยีมักมี P/BV สูง (3–10 เท่า) เพราะมูลค่าอยู่ที่ทรัพย์สินทางปัญญาและการเติบโตในอนาคต สำหรับ SME ไทย ค่าที่ “เหมาะสม” ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะใช้ ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป เมื่อไหร่ที่ SME ต้องใช้ P/BV? (Use Case จริงสำหรับผู้ประกอบการ) บทความส่วนใหญ่เขียนเรื่อง P/BV สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น แต่ผู้ประกอบการ SME ก็ใช้ได้ในหลายสถานการณ์ การประเมินมูลค่าเมื่อต้องการขายกิจการ หรือหาผู้ร่วมทุน เมื่อมีคนสนใจซื้อกิจการหรือเข้ามาเป็นผู้ร่วมทุน คำถามแรกคือ “ธุรกิจนี้มูลค่าเท่าไหร่?” การแบ่งหุ้นส่วน จัดโครงสร้างบริษัท หรือเพิ่มทุน ถ้าต้องรับหุ้นส่วนเข้ามาใหม่หรือเพิ่มทุน ต้องตีราคาหุ้นให้ยุติธรรม การเตรียมข้อมูลยื่นขอสินเชื่อหรือกู้เงินธนาคาร ธนาคารดู Book Value เป็นหนึ่งในเกณฑ์ประเมินความแข็งแกร่งของกิจการ เปรียบเทียบ P/BV กับ P/E และ EV/EBITDA (เลือกใช้อัตราส่วนไหนดี?) P/BV ไม่ใช่ ratio เดียวที่ใช้ตีมูลค่าบริษัท แต่ละตัวเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน อัตราส่วน สูตร เหมาะกับ ข้อจำกัด P/BV ราคาหุ้น ÷ BV per Share ธุรกิจที่มีสินทรัพย์ชัดเจน เช่น อสังหาฯ ธนาคาร ไม่สะท้อนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน P/E ราคาหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น ธุรกิจที่มีกำไรสม่ำเสมอ ใช้ไม่ได้ถ้าบริษัทขาดทุน EV/EBITDA มูลค่ากิจการ ÷ กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม เปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรม คำนวณซับซ้อนกว่า สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น P/BV เป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุด เพราะใช้ข้อมูลจากงบดุลที่ทุกบริษัทต้องจัดทำอยู่แล้ว ส่วน P/E เหมาะกับกิจการที่ทำกำไรได้แล้ว และ EV/EBITDA เหมาะกับการเปรียบเทียบเชิงลึกมากขึ้น ข้อจำกัดของ P/BV ที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องระวัง P/BV เป็นเครื่องมือเบื้องต้นที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวชี้วัดเดียว เพราะมีข้อจำกัดหลายประการ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) และมูลค่าที่ไม่อยู่ในงบการเงิน Book Value สะท้อนแค่สิ่งที่บันทึกไว้ในงบดุล แต่หลายอย่างที่มีมูลค่ากลับไม่อยู่ในนั้น เช่น แบรนด์ที่ลูกค้ารู้จัก ฐานลูกค้าที่สะสมมาหลายปี ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ หรือเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้อาจมีมูลค่ามหาศาลแต่ P/BV มองไม่เห็น ข้อจำกัดเมื่อนำไปใช้กับธุรกิจแนว Asset-Light หรือ Tech Startup ธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งพาสินทรัพย์ถาวร เช่น SaaS สตาร์ทอัพ หรือธุรกิจบริการ มักมี Book Value ต่ำเพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นคน ซอฟต์แวร์ หรือความรู้ ทำให้ P/BV สูงมากหรือไม่สะท้อนมูลค่าจริง ธุรกิจเหล่านี้ควรใช้ ratio อื่นร่วมด้วย เช่น P/E หรือ EV/EBITDA สรุป — เริ่มต้นตีมูลค่าธุรกิจด้วย P/BV วันนี้ เช็กงบการเงินและ Book Value ของธุรกิจคุณได้ง่ายๆ ผ่าน PEAK PEAK ช่วยให้คุณดูงบดุล งบกำไรขาดทุน และส่วนของผู้ถือหุ้นได้แบบ real-time ผ่าน Dashboard ที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องรอปิดงบสิ้นปี ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการเงินให้อัตโนมัติ เหมาะกับผู้ประกอบการที่อยากรู้ “สถานะจริง” ของธุรกิจตัวเองทุกเมื่อ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ P/BV P/BV ใช้กับบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้ไหม? ได้ แม้ “ราคาหุ้น” จะไม่มีราคาตลาดอ้างอิง แต่คุณสามารถใช้ราคาที่ตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หรือราคาพาร์ (มูลค่าหุ้นที่จดทะเบียน) มาคำนวณแทนได้ หลายบริษัท SME ใช้วิธีนี้ตอนเจรจากับนักลงทุนหรือหุ้นส่วนใหม่ Book Value ติดลบได้ไหม? ถ้าติดลบแปลว่าอะไร? ได้ ถ้าหนี้สินรวมมากกว่าสินทรัพย์รวม Book Value จะติดลบ หมายความว่าถ้าขายทุกอย่างก็ยังไม่พอจ่ายหนี้ กรณีนี้ P/BV ใช้ไม่ได้เพราะตัวหารติดลบ ต้องดูจาก ratio อื่นแทน P/BV กับ P/E ต่างกันอย่างไร? ใช้ตัวไหนดีกว่า? P/BV วัดเทียบกับ “สิ่งที่บริษัทเป็นเจ้าของหลังหักหนี้” ส่วน P/E วัดเทียบกับ “ความสามารถทำกำไร” ถ้าบริษัทขาดทุนอยู่ ใช้ P/E ไม่ได้ แต่ P/BV ยังใช้ได้ ในทางปฏิบัติ การดูทั้งสองตัวควบคู่กันจะให้ภาพที่ครบถ้วนที่สุด ทำไม Book Value ในงบการเงินจึงอาจไม่ตรงกับมูลค่าจริงของธุรกิจ? งบการเงินบันทึกสินทรัพย์ตามราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ซื้อ ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน (ตามหลักบัญชี NPAEs/TFRS) เช่น ที่ดินที่ซื้อมา 10 ปีที่แล้วอาจบันทึกไว้ 5 ล้าน แต่ราคาตลาดวันนี้อาจ 20 ล้าน ในทางกลับกัน เครื่องจักรอาจบันทึกสูงแต่มูลค่าจริงต่ำกว่า ดังนั้น Book Value จึงเป็นแค่ “ภาพเบื้องต้น” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เงินสดย่อย (Petty Cash) คืออะไร วิธีตั้งวงเงิน เบิกชดเชย บันทึกบัญชี

เงินสดย่อย คืออะไร และสำคัญอย่างไร? เงินสดย่อย คือ เงินสดจำนวนไม่มากที่บริษัทกันไว้ในสำนักงาน เพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่คุ้มจะออกเช็คหรือรอรอบโอนเงิน เช่น ค่าเมสเซนเจอร์ ค่าน้ำดื่ม และวัสดุสำนักงานเร่งด่วน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Petty Cash ซึ่ง petty แปลว่า เล็กน้อย ในงบแสดงฐานะการเงิน เงินก้อนนี้รวมอยู่ในเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เพราะเป็นเงินสดในมือที่บริษัทใช้ได้ทันที สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ระบบเงินสดย่อยแบบวงเงินคงที่ (Imprest System) ทำงานอย่างไร? ระบบเงินสดย่อยที่นิยมที่สุดคือระบบวงเงินคงที่ (Imprest System คือการกำหนดวงเงินไว้ตายตัว แล้วเบิกชดเชยเท่ายอดที่ใช้ไปทุกรอบ) หลักการคือ เงินสดในกล่องบวกใบเสร็จที่จ่ายไป ต้องเท่ากับวงเงินเสมอ ถ้าไม่เท่า แปลว่ามีเงินขาดหรือเกิน ระบบนี้ทำงาน 4 จังหวะ อีกแบบคือระบบไม่กำหนดวงเงิน ซึ่งเติมเงินเท่าไรก็ได้ตามสะดวก แบบนี้ตรวจยากกว่ามาก เพราะไม่มียอดตั้งต้นให้เทียบ SME ส่วนใหญ่จึงควรเริ่มจากแบบวงเงินคงที่ ควรตั้งวงเงินสดย่อยเท่าไร? วงเงินที่เหมาะคือ ยอดใช้จ่ายเงินสดเฉลี่ยต่อรอบ คูณจำนวนรอบที่จะเบิกชดเชย แล้วบวกเผื่อเล็กน้อย ไม่มีกฎหมายกำหนดตัวเลขนี้ ตัวเลขที่ดีที่สุดจึงมาจากยอดใช้จริงของบริษัทเอง สมมติคุณแพรเป็นเจ้าของบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน มีพนักงาน 8 คน และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ย้อนดูค่าใช้จ่ายเงินสด 3 เดือนที่ผ่านมาเฉลี่ยราว 2,750 บาทต่อสัปดาห์ และอยากเบิกชดเชยทุก 2 สัปดาห์ ถ้าตั้งสูงเกินไป เงินสดกองอยู่ในลิ้นชักโดยไม่จำเป็นและเสี่ยงหาย ถ้าตั้งต่ำเกินไป ต้องเบิกชดเชยถี่จนเสียเวลาทั้งผู้รักษาเงินและฝ่ายบัญชี เบิกเงินสดย่อยต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? เบิกเงินสดย่อยแต่ละครั้งต้องมี 2 อย่างคู่กัน คือ ใบเบิกเงินสดย่อยซึ่งเป็นเอกสารภายใน และหลักฐานจากผู้ขาย เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน หรือบิลเงินสด ใบเบิกบอกว่าใครเบิกไปทำอะไร ส่วนหลักฐานจากผู้ขายพิสูจน์ว่าจ่ายให้ใครจริง ทั้งสองอย่างใช้แทนกันไม่ได้ ใบเบิกเงินสดย่อยต้องมีรายการอะไร? ใบเบิกเงินสดย่อยไม่มีกฎหมายกำหนดรูปแบบ แต่ควรมีข้อมูลพอให้ผู้ตรวจย้อนดูได้ แบบฟอร์มเบิกเงินสดย่อยที่ใช้งานได้จริงควรมีรายการตามตารางนี้ รายการในใบเบิก ตัวอย่างที่กรอก ทำไมต้องมี เลขที่ใบเบิกและวันที่ PC-2610-014 / 14 ต.ค. 2569 เรียงลำดับและหาย้อนหลังได้ ชื่อผู้เบิกและแผนก คุณมิ้นท์ / ฝ่ายออกแบบ รู้ว่าใครรับเงินไป รายละเอียดค่าใช้จ่าย ค่าเมสเซนเจอร์ส่งแบบให้ลูกค้า ใช้แยกประเภทค่าใช้จ่ายตอนบันทึกบัญชี จำนวนเงิน 320 บาท ใช้รวมยอดตอนเบิกชดเชย เลขที่หลักฐานที่แนบ ใบเสร็จเลขที่ 0457 ผูกใบเบิกกับหลักฐานจากผู้ขาย ลายเซ็นผู้เบิก ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน 3 ช่อง แยกหน้าที่ ไม่ให้คนเดียวทำทุกขั้น ใบเบิกทุกใบควรถูกจดลงสมุดเงินสดย่อย (ทะเบียนที่บันทึกรายการรับจ่ายเงินสดย่อยเรียงตามวันที่) ซึ่งทำใน Excel หรือโปรแกรมบัญชีก็ได้ ยอดคงเหลือในสมุดต้องตรงกับเงินในกล่องทุกครั้งที่ตรวจนับ ไม่มีใบเสร็จ ใช้เอกสารอะไรแทนได้? ใช้ได้ 2 แบบ ตามว่าผู้ขายออกเอกสารให้ได้แค่ไหน และทั้งสองแบบต้องพิสูจน์ได้ว่าจ่ายให้ใครจริง ข้อควรระวังคือ ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินใช้แทนใบกำกับภาษีไม่ได้ ถ้ารายจ่ายนั้นมี VAT และต้องการใช้ภาษีซื้อ ต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปในชื่อบริษัทเท่านั้น ใบกำกับภาษีที่ไม่ใช่ชื่อบริษัทเป็นภาษีซื้อต้องห้าม (มาตรา 82/5 (1)) บันทึกบัญชีเงินสดย่อยอย่างไร? บันทึกบัญชีเงินสดย่อยในระบบวงเงินคงที่มีเพียง 2 จังหวะหลัก คือ ตอนตั้งวงเงิน และตอนเบิกชดเชย ระหว่างรอบที่จ่ายเงินทีละใบ ผู้รักษาเงินจดในสมุดอย่างเดียว ยังไม่ต้องลงบัญชีแยกประเภท ตัวเลขต่อไปนี้ใช้กรณีบริษัทของคุณแพร จังหวะที่ 1 ตั้งวงเงิน 6,000 บาท บัญชี เดบิต เครดิต เงินสดย่อย 6,000 เงินฝากธนาคาร 6,000 จังหวะที่ 2 เบิกชดเชยหลังครบ 2 สัปดาห์ ใบเสร็จรวม 4,445 บาท ได้แก่ ค่าเมสเซนเจอร์ 1,280 บาท ค่าน้ำดื่มสำนักงาน 950 บาท และวัสดุสำนักงาน 2,215 บาท ซึ่งเป็นราคาก่อนภาษี 2,070 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 145 บาท ตามใบกำกับภาษีเต็มรูปในชื่อบริษัท ตอนตรวจนับ เงินในกล่องเหลือ 1,495 บาท ขณะที่ควรเหลือ 6,000 − 4,445 = 1,555 บาท จึงมีเงินขาดบัญชี 60 บาท ยอดเบิกชดเชยต้องเท่ากับ 6,000 − 1,495 = 4,505 บาท เพื่อให้กลับมาเต็มวงเงิน บัญชี เดบิต เครดิต ค่าขนส่งเอกสาร 1,280 ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดสำนักงาน 950 วัสดุสำนักงาน 2,070 ภาษีซื้อ 145 เงินขาดบัญชี 60 เงินฝากธนาคาร 4,505 ตรวจยอด 1,280 + 950 + 2,070 + 145 + 60 = 4,505 บาท และเงินในกล่องหลังเติม 1,495 + 4,505 = 6,000 บาท เท่ากับวงเงินพอดี สังเกตว่าในจังหวะนี้ไม่ได้แตะบัญชีเงินสดย่อยเลย เพราะวงเงินยังเท่าเดิม จังหวะเสริมที่ใช้ไม่บ่อย ควบคุมเงินสดย่อยไม่ให้รั่วไหลอย่างไร? วิธีที่ได้ผลที่สุดคือ แยกคนถือเงิน คนอนุมัติ และคนบันทึกบัญชีออกจากกัน แล้วตรวจนับแบบไม่แจ้งล่วงหน้าเป็นครั้งคราว 2 ข้อนี้ทำให้การหยิบเงินไปใช้ก่อนหรือสร้างใบเสร็จขึ้นเองทำได้ยากมาก แม้ในบริษัทเล็ก บทบาท หน้าที่ ไม่ควรทำ ผู้รักษาเงิน ถือเงิน จ่ายตามใบเบิก จดสมุด อนุมัติใบเบิกของตัวเอง ผู้อนุมัติ เซ็นอนุมัติใบเบิกและใบขอเบิกชดเชย ถือเงินสดเอง ผู้ทำบัญชี ตรวจใบเสร็จและบันทึกบัญชี จ่ายเงินสดย่อย จุดที่ต้องแยกให้ออกจากตารางนี้คือ ในบริษัทที่มีพนักงานไม่กี่คน เจ้าของมักเป็นผู้อนุมัติเอง ซึ่งใช้ได้ ขอแค่ผู้ถือเงินกับผู้บันทึกบัญชีไม่ใช่คนเดียวกัน นโยบายเพิ่มเติมที่ช่วยได้มาก จากที่เคยเห็น เงินที่หายส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการทุจริตก้อนใหญ่ แต่มาจากการยืมเงินในกล่องไปใช้ก่อนแล้วลืมคืน การตรวจนับแบบไม่แจ้งล่วงหน้าเดือนละครั้งช่วยปิดช่องนี้ได้เกือบทั้งหมด เงินสดย่อยต่างจากเงินทดรองจ่ายอย่างไร? เงินสดย่อยเป็นวงเงินคงที่ที่อยู่ในสำนักงานสำหรับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดประจำวัน ส่วนเงินทดรองจ่ายเป็นเงินที่ให้พนักงานถือออกไปใช้ในงานเฉพาะครั้ง แล้วเคลียร์ปิดยอดเป็นรายครั้ง ประเด็น เงินสดย่อย เงินทดรองจ่าย ใช้เมื่อไร ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดประจำวัน งานเฉพาะครั้ง เช่น เดินทาง ซื้อของหน้างาน ใครถือเงิน ผู้รักษาเงิน พนักงานที่ออกไปทำงานนั้น ปิดยอดอย่างไร เบิกชดเชยให้เต็มวงเงินเป็นรอบ เคลียร์รายครั้ง คืนเงินที่เหลือ หมวดในงบ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด สินทรัพย์หมุนเวียน (ลูกหนี้อื่น) ขั้นตอนเบิก เคลียร์ และบันทึกบัญชีเงินทดรองจ่ายพร้อมการแยกภาษีซื้อ อ่านต่อได้ที่บทความเงินทดรองจ่าย คืออะไร ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินสดย่อย เรื่องนี้ดูเล็ก แต่เป็นรายการที่ทั้งผู้สอบบัญชีและสรรพากรมักสุ่มตรวจ เพราะเอกสารมักไม่ครบ เรื่องที่ช่วยให้ระบบเรียบร้อยมีดังนี้ สรุป – เงินสดย่อยต้องจำอะไรบ้าง? เงินสดย่อยเป็นระบบเล็ก ๆ ที่บอกได้ทุกวันว่าเงินสดของบริษัทไปไหน ถ้าเงินในกล่องบวกใบเสร็จเท่ากับวงเงินทุกครั้งที่ตรวจนับ ก็มั่นใจได้ว่าระบบทำงาน เรื่องที่ต้องจำมี 4 ข้อ ถ้าจะเริ่มจากวันนี้ ลองนับเงินในกล่องตอนนี้เลย แล้วรวมกับใบเสร็จที่ยังไม่ได้เบิกชดเชย ถ้าไม่เท่ากับวงเงิน นั่นคือจุดแรกที่ต้องตามหาคำตอบ ถ้าอยากให้การเทียบยอดแบบนี้ทำได้ทุกวันโดยไม่ต้องนับมือ PEAK Account ให้ตั้งช่องทางเงินสดย่อยแยกในเมนูการเงิน เติมเงินและบันทึกค่าใช้จ่ายจากช่องทางนั้น ยอดคงเหลือในระบบจึงใช้เทียบกับเงินในกล่องได้ทันที ดูขั้นตอนการบันทึกเงินสดย่อยใน PEAK สำหรับใครที่อยากเรียนรู้เรื่องบัญชีและภาษีเพิ่มเติม PEAK มีบทความให้อ่านต่อทั้งบทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี บทความด้านธุรกิจ และบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินสดย่อย เงินสดย่อยอยู่หมวดไหนในงบการเงิน? อยู่ในสินทรัพย์หมุนเวียน รวมในบรรทัดเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ยอดที่แสดงคือเงินที่มีอยู่จริง ณ วันสิ้นงวด จึงควรเบิกชดเชยก่อนปิดบัญชีเพื่อให้ยอดตรงกับเงินจริง เงินสดย่อยเป็นเงินสดไหม? เป็น เพราะเป็นเงินสดในมือของบริษัทที่แยกไว้ใช้เฉพาะเรื่อง จึงนับรวมกับเงินสดในงบ ต่างจากเงินทดรองจ่ายที่ยังเป็นสิทธิเรียกร้องจากพนักงาน เงินสดย่อย ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร? เรียกว่า Petty Cash ส่วนกองทุนเงินสดย่อยแบบวงเงินคงที่เรียกว่า Imprest Fund และสมุดเงินสดย่อยเรียกว่า Petty Cash Book เงินสดย่อยขาด ผู้รักษาเงินต้องชดใช้ไหม? ไม่เสมอไป ขึ้นกับสาเหตุ ถ้าขาดเพราะทอนเงินผิดเล็กน้อย บริษัทมักบันทึกเป็นเงินขาดบัญชี แต่ถ้าจะหักจากค่าจ้าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานอนุญาตเฉพาะค่าเสียหายจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและลูกจ้างยินยอม หักได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าจ้างเว้นแต่ลูกจ้างยินยอม (มาตรา 76) ร้านเล็กที่เจ้าของทำเองคนเดียว ต้องมีเงินสดย่อยไหม? ไม่บังคับ กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีระบบนี้ แต่ถ้าเป็นนิติบุคคล การแยกเงินก้อนนี้ออกจากเงินส่วนตัวช่วยให้ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ มีหลักฐานครบและใช้หักภาษีได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ต.ค. 2026

PEAK Account

23 min

เงินทดรองจ่าย คืออะไร สรุปวิธีเบิก บันทึกบัญชี พร้อมตัวอย่าง

เงินทดรองจ่าย คืออะไร และสำคัญอย่างไร? เงินทดรองจ่าย คือ เงินที่บริษัทจ่ายล่วงหน้าให้พนักงานถือไปใช้จ่ายในงานของบริษัท แล้วพนักงานต้องนำใบเสร็จมาเคลียร์พร้อมคืนเงินที่เหลือภายหลัง ภาษาอังกฤษนิยมเรียกว่า Cash Advance หรือ Employee Advance คำว่า ทดรองจ่าย หมายถึง การออกเงินให้ไปก่อน แล้วค่อยมาสะสางกันทีหลัง บางที่ใช้คำว่า Advance Payment ซึ่งต้องระวัง เพราะในงานบัญชีคำนี้มักหมายถึงเงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้าให้ผู้ขาย ไม่ใช่เงินที่ให้พนักงานถือไปใช้ สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน เงินทดรองจ่าย อยู่หมวดไหนในงบการเงิน? เงินทดรองจ่าย อยู่หมวดสินทรัพย์หมุนเวียน ในงบแสดงฐานะการเงิน โดยมักแสดงรวมในลูกหนี้อื่นหรือแยกบรรทัดเป็น “เงินทดรองจ่ายพนักงาน” เหตุผลคือ ระหว่างที่ยังไม่เคลียร์ บริษัทมีสิทธิเรียกเงินคืนหรือเรียกหลักฐานการใช้จ่ายจากพนักงาน จึงเป็นสิทธิเรียกร้อง ยังไม่ใช่ค่าใช้จ่าย พอเคลียร์แล้ว ส่วนที่ใช้จริงจะย้ายไปเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนตามประเภท ส่วนที่เหลือกลับเป็นเงินสด ความหมายและประเภทของสินทรัพย์กลุ่มนี้อ่านเพิ่มได้ที่บทความสินทรัพย์หมุนเวียน คืออะไร สถานะของเงิน หมวดในงบ ตัวอย่างชื่อบัญชี จ่ายให้พนักงานแล้ว ยังไม่เคลียร์ สินทรัพย์หมุนเวียน เงินทดรองจ่ายพนักงาน / ลูกหนี้อื่น เคลียร์แล้ว ส่วนที่ใช้จริง ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุน วัสดุสิ้นเปลือง ค่าเดินทาง ค่าที่พัก เคลียร์แล้ว ส่วนที่คืนบริษัท สินทรัพย์หมุนเวียน เงินสด / เงินฝากธนาคาร ตารางนี้บอกว่าเงินทดรองจ่ายไม่เคยเป็นค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่จ่าย จุดที่มักเข้าใจผิดคือ บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนตั้งแต่วันเบิก ทำให้กำไรของงวดนั้นต่ำกว่าความจริง และตามไม่ได้ว่าเงินส่วนที่ไม่ได้ใช้หายไปไหน ขั้นตอนเบิกและเคลียร์เงินทดรองจ่ายมีอะไรบ้าง? ขั้นตอนหลักมี 4 ขั้น คือ ขอเบิก อนุมัติและจ่ายเงิน ใช้จ่ายพร้อมเก็บหลักฐาน และเคลียร์เงินทดรองจ่ายภายในเวลาที่นโยบายกำหนด ทุกขั้นควรมีเอกสารรองรับ เพื่อให้ผู้ทำบัญชีบันทึกได้ถูกงวดและภาษีไม่ตกหล่น สมมติคุณบอยเป็นเจ้าของบริษัทรับติดตั้งแอร์ วันหนึ่งช่างต้องออกไปหน้างานต่างอำเภอและอาจต้องซื้ออะไหล่เพิ่มหน้างาน คุณบอยจึงอนุมัติเงินทดรองจ่ายให้หัวหน้าช่าง 12,000 บาท ใบเบิกเงินทดรองจ่ายควรมีรายการอะไร? ใบเบิกเงินทดรองจ่ายควรมีข้อมูลพอให้คนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตรวจย้อนได้ว่าใครเบิก เบิกไปทำอะไร และต้องเคลียร์เมื่อไร รายการขั้นต่ำสรุปได้ตามตารางนี้ รายการในใบเบิก ทำไมต้องมี เลขที่ใบเบิกและวันที่ ใช้อ้างอิงตอนเคลียร์และตามยอดค้าง ชื่อ ตำแหน่ง แผนกผู้เบิก ระบุว่าใครต้องรับผิดชอบเงินก้อนนี้ วัตถุประสงค์และงานหรือโครงการ ใช้ตรวจว่าค่าใช้จ่ายตอนเคลียร์ตรงกับงานที่ขอ จำนวนเงินเป็นตัวเลขและตัวอักษร ป้องกันการแก้ไขตัวเลข กำหนดวันเคลียร์ ใช้ติดตามยอดค้างเกินกำหนด ลายเซ็นผู้เบิก ผู้อนุมัติ และผู้จ่ายเงิน แยกหน้าที่ ไม่ให้คนเดียวเบิกเองอนุมัติเอง สิ่งที่ต้องรู้คือ ใบเบิกเป็นเอกสารภายใน ใช้พิสูจน์การจ่ายเงินให้พนักงาน แต่ใช้แทนใบเสร็จของร้านค้าไม่ได้ ตอนเคลียร์ยังต้องมีหลักฐานจากผู้ขายเสมอ ใช้เงินไม่หมดหรือใช้เกิน ต้องทำอย่างไร? ใช้ไม่หมด พนักงานคืนเงินส่วนที่เหลือพร้อมใบเสร็จ ใช้เกิน บริษัทจ่ายส่วนต่างคืนให้พนักงานหลังตรวจหลักฐานแล้ว ทั้งสองกรณีต้องปิดยอดเงินทดรองจ่ายของพนักงานคนนั้นให้เป็นศูนย์ ถ้าเงินที่เหลือไม่ได้คืนในวันเคลียร์ ยอดนั้นยังค้างอยู่ในบัญชีเงินทดรองจ่ายพนักงาน และควรถูกติดตามจนกว่าจะคืนครบ บันทึกบัญชีเงินทดรองจ่ายอย่างไร? เงินทดรองจ่าย บันทึกบัญชี 2 จังหวะ คือ ตอนจ่ายให้พนักงานบันทึกเป็นสินทรัพย์ และตอนเคลียร์ล้างบัญชีนั้นออก แยกเป็นค่าใช้จ่าย ภาษีซื้อ และเงินที่คืน ตัวเลขต่อไปนี้ใช้กรณีร้านของคุณบอย จังหวะที่ 1 จ่ายเงินทดรอง 12,000 บาท บัญชี เดบิต เครดิต เงินทดรองจ่ายพนักงาน 12,000 เงินฝากธนาคาร 12,000 จังหวะที่ 2 เคลียร์ ใช้จริง 10,165 บาท ซึ่งเป็นค่าอะไหล่ 9,500 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 9,500 × 7% = 665 บาท และคืนเงิน 1,835 บาท บัญชี เดบิต เครดิต อะไหล่และวัสดุติดตั้ง 9,500 ภาษีซื้อ 665 เงินสด 1,835 เงินทดรองจ่ายพนักงาน 12,000 รวมเดบิต 9,500 + 665 + 1,835 = 12,000 บาท เท่ากับยอดที่ล้างออกพอดี จุดที่คนพลาดบ่อยคือ บันทึกค่าอะไหล่ 10,165 บาททั้งก้อน ทำให้เสียสิทธิใช้ภาษีซื้อ 665 บาทไปโดยไม่รู้ตัว กรณีใช้เกิน สมมติงานถัดไปใช้จริงค่าอะไหล่ 12,500 บาท ภาษีซื้อ 875 บาท รวม 13,375 บาท บริษัทต้องจ่ายเพิ่มให้ช่าง 13,375 − 12,000 = 1,375 บาท บัญชี เดบิต เครดิต อะไหล่และวัสดุติดตั้ง 12,500 ภาษีซื้อ 875 เงินทดรองจ่ายพนักงาน 12,000 เงินสด 1,375 ถ้าพนักงานใช้เงินทดรองไปจ่ายค่าบริการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เช่น จ้างผู้รับเหมาช่วงยกของขึ้นตึก หน้าที่หักและนำส่งยังเป็นของบริษัทในฐานะผู้จ่ายตัวจริง ไม่ใช่ของพนักงาน อัตราที่ต้องหักขึ้นกับประเภทเงินได้ จึงควรให้พนักงานแจ้งฝ่ายบัญชีก่อนจ่ายทุกครั้ง ทดรองจ่ายแทนลูกค้าคืออะไร และบันทึกต่างกันอย่างไร? ทดรองจ่ายแทนลูกค้า คือ กรณีที่ธุรกิจออกเงินจ่ายค่าใช้จ่ายที่เป็นของลูกค้าไปก่อน แล้วเรียกเก็บคืนเท่ากับที่จ่ายจริง ต่างจากเงินทดรองพนักงานตรงที่เงินก้อนนี้ไม่ได้ใช้ในงานของเราเอง จึงไม่ควรบันทึกเป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายของเรา แต่บันทึกเป็นลูกหนี้ลูกค้า ธุรกิจที่เจอกรณีนี้บ่อยคือ ชิปปิ้งที่จ่ายค่าภาระท่าเรือแทนผู้นำเข้า สำนักงานบัญชีที่จ่ายค่าธรรมเนียมราชการแทนลูกค้า และเอเจนซีที่จ่ายค่าสถานที่แทนลูกค้า ตัวอย่าง: บริษัทชิปปิ้งของคุณต้นจ่ายค่าภาระท่าเรือแทนผู้นำเข้า 8,640 บาท ตามใบเสร็จที่ออกในชื่อผู้นำเข้า แล้วเรียกเก็บคืนพร้อมค่าบริการของตัวเอง หลักที่ช่วยแยกคือ ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่ายนั้น และเอกสารออกในชื่อใคร มาตรฐาน TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 ยังเพิ่มแนวทางพิจารณาว่ากิจการเป็นตัวการหรือตัวแทน ซึ่งใช้ตัดสินเรื่องนี้ได้ตรง ๆ ภาระภาษีของกรณีนี้ขึ้นกับรูปแบบสัญญาและชื่อในเอกสารเป็นหลัก วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ ให้ผู้ขายออกเอกสารในชื่อลูกค้า เรียกเก็บคืนเท่ายอดจริงโดยแยกจากค่าบริการ และถ้าธุรกิจทำรายการแบบนี้เป็นประจำ ควรให้ผู้สอบบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่ยืนยันวิธีปฏิบัติก่อน กรรมการหรือพนักงานออกเงินส่วนตัวจ่ายแทนบริษัท บันทึกอย่างไร? กรณีนี้กลับด้านกับเงินทดรองจ่าย บริษัทไม่ได้ให้เงินไปก่อน แต่กรรมการหรือพนักงานควักเงินส่วนตัวจ่ายแทน บางที่เรียกว่าเงินสำรองจ่าย หรือทดรองจ่ายจากเงินส่วนตัว บริษัทจึงเป็นหนี้คนนั้น ต้องบันทึกเป็นหนี้สินหมุนเวียน เช่น เจ้าหนี้กรรมการหรือเจ้าหนี้พนักงาน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย สมมติคุณบอยรูดบัตรเครดิตส่วนตัวซื้อเครื่องมือให้บริษัท 4,280 บาท (ราคาก่อนภาษี 4,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 280 บาท) และขอใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท ถ้ากรรมการจ่ายแทนบ่อยและไม่โอนคืน ยอดเจ้าหนี้กรรมการจะโตจนกลายเป็นเงินกู้ยืมกรรมการในงบ ควรสรุปและโอนคืนเป็นรอบ เช่น ทุกสิ้นเดือน เงินทดรองจ่ายต่างจากเงินสดย่อยอย่างไร? เงินทดรองจ่ายให้ไปเป็นครั้ง ๆ ตามงาน แล้วเคลียร์ปิดยอดเป็นรายครั้ง ส่วนเงินสดย่อยเป็นวงเงินคงที่ที่เก็บไว้ในบริษัทเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ประจำวัน แล้วเบิกชดเชยให้กลับมาเต็มวงเงิน ระบบวงเงินคงที่นี้เรียกว่า Imprest System ซึ่งเป็นของเงินสดย่อย ไม่ใช่ชื่อเรียกอื่นของเงินทดรองจ่าย ประเด็น เงินทดรองจ่าย เงินสดย่อย ใช้เมื่อไร งานเฉพาะครั้ง เช่น เดินทาง ซื้อของหน้างาน ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดประจำวัน ใครถือเงิน พนักงานที่ออกไปทำงานนั้น ผู้รักษาเงินสดย่อยที่ได้รับแต่งตั้ง ปิดยอดอย่างไร เคลียร์รายครั้ง คืนเงินที่เหลือ เบิกชดเชยให้เต็มวงเงินเป็นรอบ หมวดในงบ สินทรัพย์หมุนเวียน (ลูกหนี้อื่น) เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด วิธีตั้งวงเงิน เบิกชดเชย และบันทึกบัญชีเงินสดย่อยแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความ เงินสดย่อย (Petty Cash) คืออะไร วางนโยบายควบคุมเงินทดรองจ่ายอย่างไร? นโยบายที่ใช้ได้จริงควรตอบ 4 เรื่อง คือ ใครเบิกได้เท่าไร ต้องเคลียร์ภายในกี่วัน ถ้ายังค้างจะเบิกใหม่ได้ไหม และถ้าไม่เคลียร์จะทำอย่างไร กฎหมายไม่ได้กำหนดตัวเลขเหล่านี้ไว้ บริษัทจึงต้องเขียนเองให้ชัดและแจ้งพนักงานล่วงหน้า เรื่องหักเงินเดือนเมื่อพนักงานไม่เคลียร์ต้องระวังเป็นพิเศษ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ห้ามหักค่าจ้าง เว้นแต่เข้ากรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น หนี้เพื่อสวัสดิการที่ลูกจ้างยินยอมล่วงหน้า หรือค่าเสียหายจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่ลูกจ้างยินยอม กรณีเหล่านี้แต่ละกรณีหักได้ไม่เกินร้อยละ 10 รวมกันไม่เกินหนึ่งในห้าของค่าจ้าง เว้นแต่ลูกจ้างยินยอม (มาตรา 76) เงินทดรองที่ค้างเคลียร์ไม่ได้อยู่ในรายการเหล่านี้โดยตรง วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ ให้พนักงานเซ็นหนังสือยินยอมเฉพาะเรื่องไว้ตั้งแต่ตอนเบิก และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแรงงานก่อนหักจริง ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินทดรองจ่าย เงินทดรองจ่ายเป็นเรื่องเล็กในแต่ละครั้ง แต่ถ้าปล่อยหลวมจะกลายเป็นยอดค้างที่ตรวจย้อนไม่ได้ เรื่องที่ช่วยให้คุมได้ง่ายขึ้นมีดังนี้ เงินทดรองจ่ายไม่ได้ยากที่การบันทึกบัญชี แต่ยากที่การตามเอกสารกลับมาให้ครบและทันงวด หัวใจอยู่ที่ 3 เรื่อง คือ จ่ายแบบมีหลักฐาน ขอใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท และกำหนดวันเคลียร์ที่ทุกคนรู้ ถ้าจะเริ่มจากวันนี้ ลองดึงรายการเงินทดรองจ่ายที่ยังค้างอยู่ทั้งหมดออกมาดูสักครั้ง เรียงตามวันที่เบิก แล้วตามเคลียร์รายการที่เก่าที่สุดก่อน สำหรับใครที่อยากเรียนรู้เรื่องบัญชีและภาษีเพิ่มเติม PEAK มีบทความให้อ่านต่อทั้งบทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี บทความด้านธุรกิจ และบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เงินทดรองจ่าย ทดรองจ่าย หรือ ทดลองจ่าย คำไหนถูก? “ทดรองจ่าย” ถูกต้อง ทดรอง หมายถึงออกเงินให้ไปก่อน ส่วน “ทดลอง” หมายถึงลองทำดู คนจำนวนมากสะกดสลับกันเพราะออกเสียงใกล้กัน เอกสารทางการ เช่น ระเบียบเรื่องเงินทดรองราชการ ก็ใช้คำว่าทดรอง เงินทดรองจ่ายต้องมีใบกำกับภาษีไหม? ต้องมี ถ้าร้านค้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและบริษัทต้องการใช้ภาษีซื้อ ใบกำกับภาษีต้องออกในชื่อบริษัท ถ้าร้านค้าไม่ได้จด VAT ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินหรือบิลเงินสดที่มีชื่อผู้ขายครบเป็นหลักฐานรายจ่ายแทน เงินทดรองจ่ายของบริษัทเหมือนกับเงินทดรองราชการไหม? ไม่เหมือน เงินทดรองราชการเป็นเงินที่ส่วนราชการถือไว้จ่ายล่วงหน้าตามระเบียบของทางราชการ มีขั้นตอนและกำหนดเวลาตามระเบียบนั้น ส่วนเงินทดรองจ่ายของบริษัทเอกชนใช้นโยบายที่บริษัทกำหนดเอง ภายใต้กฎหมายบัญชีและภาษี เงินทดรองจ่าย ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร? นิยมใช้ Cash Advance หรือ Employee Advance ถ้าเขียนว่า Advance Payment ควรมีคำอธิบายกำกับ เพราะคำนี้มักหมายถึงเงินจ่ายล่วงหน้าค่าสินค้าให้ผู้ขาย เงินทดรองจ่ายที่ค้างข้ามปีต้องทำอย่างไร? ยอดที่ยังไม่เคลียร์จะแสดงเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบสิ้นปี แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วควรตามเอกสารมาบันทึกให้ทันงวดที่เกิด ถ้ารอข้ามปี ค่าใช้จ่ายจะไปตกอยู่ผิดปีและกระทบกำไรทั้งสองปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

12 ต.ค. 2026

PEAK Account

26 min

จุดคุ้มทุน คืออะไร ต้องขายเท่าไหร่ ถึงไม่ขาดทุน

ยอดขายโตขึ้นทุกไตรมาส แต่ทุกครั้งที่จะจ้างเซลส์เพิ่ม หรือลูกค้ารายใหญ่ขอลดราคา เจ้าของกลับตอบไม่ได้ว่าคุ้มหรือไม่ เพราะไม่รู้จุดคุ้มทุนของตนเอง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตอบได้ทุกคำถามเกี่ยวกับการขายสินค้าหรือบริการ บทความนี้ได้รวบรวมทุกคำถามที่ผู้ประกอบการควรเข้าใจ ตั้งแต่วิธีการตั้งราคาขายให้เหมาะสม ควรดูยอดเงินหรือจำนวนออเดอร์ ไปจนถึงจ้างคนเพิ่มหรือให้ส่วนลดแล้วต้องขายเพิ่มอีกเท่าไหร่ จุดคุ้มทุน คืออะไร จุดคุ้มทุน คือ ระดับยอดขายที่รายได้เท่ากับต้นทุนรวมพอดี กิจการไม่กำไรและไม่ขาดทุน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Break Even Point หรือ BEP ถ้าขายต่ำกว่าจุดนี้จะขาดทุน ถ้าขายเกินจุดนี้ ทุกบาทที่ขายเพิ่มจะเริ่มเป็นกำไร คำตอบบอกได้ทั้งเป็นยอดขายบาท จำนวนออเดอร์ หรือจำนวนชิ้น Break Even Point คือเครื่องมือพื้นฐานของบัญชีบริหาร ใช้ตอบคำถามเชิงตัดสินใจ เช่น ตั้งเป้ายอดขาย ตั้งราคา รับลูกค้ารายใหญ่ หรือเพิ่มคน หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (Break Even Analysis) โดยต้องใช้ข้อมูล 2 ตัว คือต้นทุนคงที่ต่อเดือน และอัตรากำไรส่วนเกิน กราฟจุดคุ้มทุน อ่านอย่างไร กราฟจุดคุ้มทุนมีเส้นหลัก 3 เส้น แกนนอนคือยอดขายหรือจำนวนออเดอร์ แกนตั้งคือจำนวนเงิน เส้นในกราฟ ความหมาย เส้นต้นทุนคงที่ เส้นแนวนอน เท่ากันทุกระดับยอดขาย (เส้นประสีส้ม) เส้นต้นทุนรวม เริ่มที่ระดับต้นทุนคงที่ แล้วชันขึ้นตามต้นทุนผันแปร (เส้นทึบสีแดง) เส้นรายได้ เริ่มที่ศูนย์ แล้วชันขึ้นตามราคาขาย (เส้นทึบสีฟ้า) จุดที่เส้นรายได้ตัดเส้นต้นทุนรวมคือจุดคุ้มทุน ด้านซ้ายของจุดตัดคือช่วงขาดทุน ด้านขวาคือช่วงกำไร และช่องว่างระหว่างสองเส้นจะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อยอดขายโต ต้องขายเท่าไหร่ถึงไม่ขาดทุน คำตอบคือเอาต้นทุนคงที่หารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน ตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีต้นทุนคงที่ 300,000 บาทต่อเดือน และเหลือกำไรส่วนเกิน 25 บาทจากทุก 100 บาทที่ขาย จึงต้องขาย 1,200,000 บาทต่อเดือนก่อน VAT หรือ 1,284,000 บาทรวม VAT ถ้าขายต่ำกว่านี้จะขาดทุนทันที วิธีหาจุดคุ้มทุนมี 4 ขั้น ขั้นตอน บริษัท ก 1. รวมต้นทุนคงที่ต่อเดือน 300,000 บาท 2. หาอัตรากำไรส่วนเกิน 25% 3. หารต้นทุนคงที่ด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน 300,000 ÷ 25% = 1,200,000 บาท 4. บวก VAT ถ้าอยากรู้ยอดในใบกำกับภาษี 1,200,000 × 1.07 = 1,284,000 บาท ถ้าเดือนไหนขายได้ 1,500,000 บาท กำไรส่วนเกินคือ 375,000 บาท หักต้นทุนคงที่แล้วเหลือกำไร 75,000 บาท แต่ถ้าขายได้ 1,000,000 บาท จะขาดทุน 50,000 บาท การหาจุดคุ้มทุนต้องใช้ราคาก่อน VAT เสมอ เพราะ VAT ขายเป็นเงินที่เก็บแทนกรมสรรพากร ไม่ใช่รายได้ของบริษัท สูตรคำนวณจุดคุ้มทุน contribution margin คือ กำไรส่วนเกิน หมายถึงเงินที่เหลือจากราคาขายหลังหักต้นทุนผันแปร เงินก้อนนี้ใช้จ่ายต้นทุนคงที่ก่อน ส่วนที่เหลือจึงเป็นกำไร ต้นทุนผันแปรของบริษัท ก ต่อยอดขาย 100 บาทแยกได้ดังนี้ ต่อยอดขาย 100 บาท ก่อน VAT บาท ต้นทุนสินค้า 65 ค่าขนส่งตามออเดอร์ 5 ค่าคอมมิชชันเซลส์ 3 ค่าธรรมเนียมรับเงินและส่วนลดเงินสด 2 กำไรส่วนเกิน (Contribution Margin) 25 สูตรจุดคุ้มทุนที่ใช้บ่อยมี 5 แบบ ต้องการหา สูตร กำไรส่วนเกินต่อหน่วย ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย อัตรากำไรส่วนเกิน กำไรส่วนเกิน ÷ ราคาขาย ยอดขายคุ้มทุน (บาท) ต้นทุนคงที่ ÷ อัตรากำไรส่วนเกิน จำนวนหน่วยหรือออเดอร์คุ้มทุน ต้นทุนคงที่ ÷ กำไรส่วนเกินต่อหน่วยหรือต่อออเดอร์ ยอดขายเพื่อกำไรเป้าหมาย (ต้นทุนคงที่ + กำไรเป้าหมาย) ÷ อัตรากำไรส่วนเกิน ควรดูยอดขายคุ้มทุน หรือจำนวนออเดอร์คุ้มทุน ใช้ยอดขายคุ้มทุนเป็นเป้าหลักของบริษัท และใช้จำนวนออเดอร์เป็นเป้าทำงานของทีมขาย บริษัท ก ต้องขาย 1,200,000 บาท ถ้ายอดเฉลี่ยต่อออเดอร์ 20,000 บาท เท่ากับ 60 ออเดอร์ต่อเดือน หรือราว 3 ออเดอร์ต่อวันทำการ แต่ตัวเลขออเดอร์ใช้ได้เฉพาะเมื่อขนาดออเดอร์และกำไรต่อออเดอร์ไม่เปลี่ยนมาก ธุรกิจ B2B มักมีลูกค้าหลายกลุ่มที่สั่งไม่เท่ากัน และได้ราคาไม่เท่ากัน บริษัท ก มีลูกค้า 2 กลุ่มหลัก กลุ่มลูกค้า ยอดต่อออเดอร์ กำไรส่วนเกินต่อออเดอร์ โรงงาน 50,000 บาท 22% หรือ 11,000 บาท ร้านค้าออนไลน์ 10,000 บาท 30% หรือ 3,000 บาท ลูกค้าโรงงานได้ราคาส่วนลดตามปริมาณ อัตรากำไรจึงต่ำกว่า แต่ออเดอร์เดียวให้กำไรส่วนเกินเกือบ 4 เท่าของร้านค้าออนไลน์ ลองเทียบ 2 เดือนที่ได้ 60 ออเดอร์เท่ากัน เดือน ส่วนผสมออเดอร์ ผลลัพธ์ เดือนปกติ โรงงาน 15 + ออนไลน์ 45 ยอดขาย 1,200,000 บาท กำไรส่วนเกิน 300,000 บาท คุ้มทุนพอดี เดือนที่โรงงานสั่งน้อย โรงงาน 5 + ออนไลน์ 55 ยอดขาย 800,000 บาท กำไรส่วนเกิน 220,000 บาท ขาดทุน 80,000 บาท ออเดอร์ครบ 60 เหมือนกัน แต่เดือนที่สองขาดทุน เพราะส่วนผสมลูกค้าเปลี่ยน ถ้าเจ้าของดูแค่จำนวนออเดอร์ จะคิดว่าทุกอย่างปกติ ตัวเลข เหมาะกับ ยอดขายคุ้มทุน 1,200,000 บาท เป้าของบริษัท เทียบกับงบกำไรขาดทุนทุกเดือน กำไรส่วนเกิน 300,000 บาท เป้าที่แม่นที่สุดเมื่อขายให้ลูกค้าหลายกลุ่ม จำนวนออเดอร์ แยกตามกลุ่ม เป้าของเซลส์ เช่น โรงงาน 15 ออเดอร์ ออนไลน์ 45 ออเดอร์ ถ้าจะตั้งเป้าเป็นจำนวนออเดอร์ ให้แยกตามกลุ่มลูกค้าเสมอ ไม่ใช้ตัวเลขรวมก้อนเดียว แยกต้นทุนอย่างไรไม่ให้จุดคุ้มทุนต่ำกว่าความจริง ใช้คำถามเดียว ถ้าเดือนหน้าไม่มีออเดอร์เลย รายการนี้ยังต้องจ่ายไหม ถ้ายังต้องจ่ายคือต้นทุนคงที่ ถ้าหายไปด้วยคือต้นทุนผันแปร แล้วไล่จากงบกำไรขาดทุนรายเดือนทีละบรรทัด ไม่ประมาณจากความจำ เพราะรายการที่ลืมหรือจัดผิดกลุ่มจะทำให้ยอดคุ้มทุนต่ำกว่าความจริงเสมอ ความหมายพื้นฐานและตัวอย่างของแต่ละประเภท อ่านเพิ่มได้ที่บทความ ต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่ ต้นทุนคงที่ 300,000 บาทของบริษัท ก มาจากรายการเหล่านี้ ต้นทุนคงที่ต่อเดือน บาท ค่าเช่าโกดังและสำนักงาน 60,000 เงินเดือนพนักงานประจำ 5 คน รวมประกันสังคมส่วนนายจ้าง 125,000 เงินเดือนกรรมการ 60,000 ค่าเสื่อมราคารถส่งของ 2 คัน 20,000 ค่าขนส่งส่วนคงที่ เช่น ประกันรถและค่าบำรุงรักษา 10,000 ค่าระบบ อินเทอร์เน็ต ค่าน้ำค่าไฟ 10,000 ค่าใช้จ่ายรายปีเฉลี่ยต่อเดือน 15,000 รวม 300,000 จุดที่เจ้าของมักหลอกตัวเองมี 6 จุด และทุกจุดทำให้ยอดคุ้มทุนดูต่ำกว่าความจริง กับดัก ผลต่อตัวเลข ไม่นับเงินเดือนกรรมการหรือเจ้าของ ตัด 60,000 บาทออก ยอดคุ้มทุนเหลือ 960,000 บาท ต่ำไป 240,000 บาท ลืมค่าใช้จ่ายรายปี ค่าสอบบัญชี ประกันภัยสินค้า ภาษีป้าย ต่อทะเบียนรถ รวม 180,000 บาทต่อปี ต้องเฉลี่ยเดือนละ 15,000 บาท ใช้ยอดขายรวม VAT อัตรากำไรส่วนเกินดูเหมือน 29.9% (32 ÷ 107) แทน 25% จัดค่าคอมเซลส์เป็นต้นทุนคงที่ ค่าคอมขึ้นลงตามยอดขาย ต้องอยู่ในต้นทุนผันแปร ไม่หักส่วนลดการค้าและส่วนลดเงินสด ราคาที่ใช้ต้องเป็นราคาหลังส่วนลดที่ลูกค้าจ่ายจริง ไม่นับค่าขนส่งต่อออเดอร์ อัตรากำไรส่วนเกินดูเหมือน 30% ยอดคุ้มทุนเหลือ 1,000,000 บาท ต่ำไป 200,000 บาท ถ้าผังบัญชีแยกรหัสค่าใช้จ่ายตามพฤติกรรมต้นทุนไว้ตั้งแต่แรก การดึงตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนทุกเดือนจะเร็วขึ้นมาก ต้นทุนกึ่งผันแปรและต้นทุนขั้นบันได ต้นทุนกึ่งผันแปร คือ รายการที่มีทั้งส่วนคงที่และส่วนที่ขึ้นตามยอดขาย ค่าขนส่งของบริษัท ก เป็นแบบนี้ แยกได้ด้วยวิธี High-Low โดยเทียบเดือนที่ยอดขายสูงสุดกับต่ำสุด เดือน ยอดขาย ค่าขนส่ง ยอดต่ำสุด 1,000,000 บาท 60,000 บาท ยอดสูงสุด 1,600,000 บาท 90,000 บาท ส่วนผันแปรคือ 30,000 ÷ 600,000 = 5% ของยอดขาย ส่วนคงที่คือ 60,000 – 50,000 = 10,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขนี้คือที่มาของค่าขนส่ง 5% ในต้นทุนผันแปร และ 10,000 บาทในต้นทุนคงที่ ต้นทุนขั้นบันได คือ ต้นทุนคงที่ที่กระโดดขึ้นเมื่อยอดขายเกินกำลังเดิม โกดังของบริษัท ก รองรับยอดขายได้ราว 1,600,000 บาทต่อเดือน ถ้าจะขายเกินนี้ต้องเช่าโกดังเพิ่มอีกเดือนละ 40,000 บาท ต้นทุนคงที่จะกลายเป็น 340,000 บาท จุดคุ้มทุนขยับเป็น 1,360,000 บาท แปลว่ายอดขายส่วนที่เพิ่มจากโกดังใหม่ 160,000 บาทแรกมีไว้จ่ายค่าเช่าอย่างเดียว ก่อนเซ็นสัญญาเช่าเพิ่มจึงควรมั่นใจว่ายอดขายจะโตเกินระดับนั้นได้จริง จุดคุ้มทุนต่อเดือนกับทั้งปี ต่างกันอย่างไร ควรใช้แบบไหน แบบต่อเดือนบอกว่าแต่ละเดือนต้องขายเท่าไหร่ถึงพอจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ แบบทั้งปีบอกว่าตลอดปีกิจการอยู่รอดหรือไม่ ธุรกิจที่ยอดขายขึ้นลงตามฤดูกาลควรใช้ตัวเลขทั้งปีเป็นเป้าหลัก แล้วแตกเป็นเป้ารายเดือนตามฤดูกาล และติดตามยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี ไม่ตัดสินจากเดือนเดียว จุดคุ้มทุนทั้งปีของบริษัท ก คือ 3,600,000 ÷ 25% = 14,400,000 บาท ยอดขายกล่องบรรจุภัณฑ์ขึ้นลงตามฤดูกาลชัดเจน ช่วงปลายปีร้านค้าออนไลน์สั่งเพิ่มรับเทศกาล ส่วนต้นปียอดตก ช่วงเวลา ยอดขายต่อเดือน กำไร (ขาดทุน) ต่อเดือน ม.ค. ถึง เม.ย. (4 เดือน) 900,000 บาท ขาดทุน 75,000 บาท พ.ค. ถึง ก.ย. (5 เดือน) 1,200,000 บาท 0 บาท ต.ค. ถึง ธ.ค. (3 เดือน) 1,800,000 บาท กำไร 150,000 บาท ทั้งปี 15,000,000 บาท กำไร 150,000 บาท ถ้าดูแค่แบบต่อเดือน 4 เดือนแรกจะดูเหมือนธุรกิจกำลังมีปัญหา แต่ทั้งปีขายได้เกิน 14,400,000 บาท จึงมีกำไร 150,000 บาท ข้อควรระวังคือ ขาดทุนสะสม 300,000 บาทในช่วงต้นปีเป็นเงินสดจริงที่ต้องสำรองไว้ ตัวเลขทั้งปีบอกว่ารอด แต่ตัวเลขรายเดือนบอกว่าต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ ใช้ทำอะไร แบบที่เหมาะ ตั้งเป้ายอดขายและงบประมาณประจำปี ทั้งปี ตัดสินใจลงทุนหรือเพิ่มคนประจำ ทั้งปี ติดตามผลทุกสิ้นเดือน ต่อเดือน เทียบกับยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี วางแผนเงินสดและวงเงินกู้ ต่อเดือน จุดคุ้มทุนเงินสด เมื่อลูกค้าจ่ายตามเครดิตเทอม จุดคุ้มทุนทางบัญชีนับรายได้ตั้งแต่วันส่งของ แต่บริษัท ก ได้รับเงินจริงอีก 30 วันต่อมา เดือนที่บัญชีบอกว่าคุ้มทุนแล้ว เงินในบัญชีธนาคารอาจยังติดลบ VAT ขายสินค้าเกิดเมื่อส่งมอบสินค้า บริษัทจึงต้องยื่น ภ.พ.30 และนำส่ง VAT ของเดือนนั้นตามกำหนดในเดือนถัดไป แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน ถ้าตัดค่าเสื่อมราคาซึ่งไม่ใช่เงินสดออก ต้นทุนคงที่ที่จ่ายเป็นเงินสดเหลือ 280,000 บาท จุดคุ้มทุนเงินสดคือ 280,000 ÷ 25% = 1,120,000 บาท แต่ตัวเลขนี้ใช้ได้เมื่อเงินจากลูกค้าเข้ามาตามรอบปกติแล้วเท่านั้น ช่วงที่ยอดขายโตเร็ว ต้องสำรองเงินทุนหมุนเวียนไว้จ่ายก่อนเงินลูกค้าเข้า ที่ยอดขาย 1,200,000 บาท ถ้าซัพพลายเออร์ไม่ให้เครดิต ต้องสำรองราว 1,180,000 บาท แต่ถ้าได้เครดิต 30 วันเท่ากับที่ให้ลูกค้า จะเหลือราว 400,000 บาท จ้างพนักงานเพิ่ม 1 คน จุดคุ้มทุนขยับเท่าไหร่ จุดคุ้มทุนจะขยับขึ้นเท่ากับต้นทุนเต็มของพนักงานหารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน บริษัท ก จะจ้างเซลส์เงินเดือน 20,000 บาท ต้นทุนเต็มเมื่อรวมประกันสังคม โบนัสเฉลี่ย และค่าใช้จ่ายประจำตำแหน่งคือ 25,542 บาท จึงต้องขายเพิ่มประมาณ 102,168 บาทต่อเดือน หรือราว 5 ออเดอร์ขนาดเฉลี่ย ต้นทุนเต็มของพนักงาน 1 คนต่อเดือน บาท เงินเดือน 20,000 เงินสมทบประกันสังคมส่วนนายจ้าง 5% (สูงสุด 875 บาท) 875 โบนัสเฉลี่ย 1 เดือนต่อปี (20,000 ÷ 12) 1,667 ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมัน ค่าใช้จ่ายประจำตำแหน่ง 3,000 รวม 25,542 เงินสมทบประกันสังคมสูงสุด 875 บาท มาจากฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาทที่ใช้ตั้งแต่ปี 2569 เงินเดือน 20,000 บาทจึงจ่ายเต็มเพดาน ยอดขายที่ต้องเพิ่มคือ 25,542 ÷ 25% = 102,168 บาทต่อเดือน หรือ 1,226,016 บาทต่อปี และจุดคุ้มทุนใหม่ของบริษัทขยับเป็น 1,302,168 บาทต่อเดือน เงินเดือนเป็นต้นทุนคงที่ ส่วนค่าคอม 3% ของเซลส์คนใหม่อยู่ในต้นทุนผันแปรอยู่แล้ว จึงไม่ต้องนับซ้ำ การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนตรงนี้ควรเผื่อช่วงเริ่มงานด้วย เซลส์ใหม่มักใช้ 2 ถึง 3 เดือนกว่าจะปิดการขายได้ เป้าในเดือนถัดไปจึงควรสูงกว่า 102,168 บาท เพื่อชดเชยต้นทุนช่วงแรก คนที่จ้าง คำถามที่ต้องตอบ เซลส์ ยอดขายเพิ่มจากคนนี้ถึง 102,168 บาทต่อเดือนหรือไม่ พนักงานคลังหรือบัญชี ยอดขายปัจจุบันเกินกำลังทีมเดิมแล้วหรือยัง ถ้ายัง การจ้างคือการยกต้นทุนคงที่ขึ้นโดยยอดขายไม่เพิ่ม ให้ส่วนลดหรือจัดโปรโมชัน จุดคุ้มทุนเปลี่ยนอย่างไร ใช้สูตร จำนวนที่ต้องขายเพิ่ม = อัตรากำไรส่วนเกินเดิม ÷ (อัตรากำไรส่วนเกินเดิม – ส่วนลด) – 1 บริษัท ก มีอัตรากำไรส่วนเกิน 25% ถ้าลดราคา 10% ต้องขายจำนวนเพิ่ม 67% ถึงจะได้กำไรเท่าเดิม และจุดคุ้มทุนขยับจาก 60 เป็น 100 ออเดอร์ต่อเดือน ตัวเลขสูงขนาดนี้เพราะส่วนลดตัดออกจากกำไรส่วนเกินทั้งก้อน ต้นทุนสินค้าไม่ได้ลดตาม สินค้าราคา 100 บาทมีต้นทุนผันแปร 75 บาท ลด 10% เหลือ 90 บาท กำไรส่วนเกินจะเหลือ 15 บาท หายไป 40% ส่วนลด กำไรส่วนเกินที่เหลือ (จาก 25 บาท) ต้องขายจำนวนเพิ่ม 5% 20 บาท 25% 10% 15 บาท 67% 15% 10 บาท 150% 20% 5 บาท 400% ถ้าลดราคาทุกออเดอร์ 10% อัตรากำไรส่วนเกินจะเหลือ 15 ÷ 90 = 16.7% ยอดขายคุ้มทุนขยับจาก 1,200,000 เป็น 1,800,000 บาท ลูกค้ารายหนึ่งของบริษัท ก มีอัตรากำไรส่วนเกินเท่าค่าเฉลี่ย 25% สั่งเดือนละ 400,000 บาท ให้กำไรส่วนเกิน 100,000 บาท แล้วขอลด 10% ถ้าสั่งเท่าเดิม ลูกค้าจะจ่าย 360,000 บาท กำไรส่วนเกินเหลือ 60,000 บาท บริษัทเสียไป 40,000 บาทต่อเดือน ลูกค้าต้องสั่งเพิ่มจนยอดหลังส่วนลดถึง 600,000 บาทต่อเดือน บริษัทถึงจะได้กำไรส่วนเกิน 100,000 บาทเท่าเดิม ทางเลือกที่เจ็บน้อยกว่าการลดราคาทั้งก้อน โปรโมชันแบบซื้อ 10 แถม 1 ก็คิดแบบเดียวกัน เท่ากับส่วนลด 9.1% ต้องขายจำนวนเพิ่มราว 57% ถึงจะคุ้ม ถ้าค่าคอมและค่าธรรมเนียม 5 บาทคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย จะลดตามราคาด้วย ตัวเลขจริงจะดีกว่าตารางเล็กน้อย เช่น ลด 10% ต้องขายเพิ่มราว 61% คำนวณจุดคุ้มทุนใน Excel ทำได้ด้วยไฟล์เดียว ใส่ต้นทุนคงที่ อัตรากำไรส่วนเกิน ยอดเฉลี่ยต่อออเดอร์ ต้นทุนพนักงานใหม่ และส่วนลดไว้ในคอลัมน์ B แล้วใช้สูตรด้านล่าง ไฟล์นี้ตอบได้ทั้งยอดคุ้มทุน จำนวนออเดอร์ ยอดที่ต้องเพิ่มเมื่อจ้างคน และเมื่อให้ส่วนลด เมื่อตัวเลขตั้งต้นเปลี่ยน ผลลัพธ์ทุกช่องจะอัปเดตเอง เซลล์ ข้อมูล ค่าของบริษัท ก B1 ต้นทุนคงที่ต่อเดือน 300000 B2 อัตรากำไรส่วนเกิน 25% B3 ยอดเฉลี่ยต่อออเดอร์ 20000 B4 ต้นทุนเต็มของพนักงานใหม่ 25542 B5 ส่วนลดที่จะให้ 10% B6 กำไรเป้าหมายต่อเดือน 100000 ต้องการหา สูตร Excel ผลลัพธ์ ยอดขายคุ้มทุน =B1/B2 1,200,000 ยอดคุ้มทุนรวม VAT =B1/B2*1.07 1,284,000 จำนวนออเดอร์คุ้มทุน =ROUNDUP(B1/(B2*B3),0) 60 ยอดขายที่ต้องเพิ่มเมื่อจ้างคน =B4/B2 102,168 จำนวนที่ต้องขายเพิ่มเมื่อลดราคา =B2/(B2-B5)-1 67% ยอดขายเพื่อกำไรเป้าหมาย =(B1+B6)/B2 1,600,000 ถ้าต้องการเครื่องคิดเลขออนไลน์แบบเร็ว ใช้เครื่องคำนวณจุดคุ้มทุนของธนาคารออมสินได้ สรุป – แค่รู้จุดคุ้มทุน ขายยังไงก็ไม่ขาดทุน จุดคุ้มทุนคือยอดขายขั้นต่ำที่ธุรกิจต้องทำให้ได้ คำนวณจากต้นทุนคงที่หารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน ความแม่นขึ้นกับการแยกต้นทุนจากงบกำไรขาดทุนจริงและใช้ราคาก่อน VAT เมื่อมีตัวเลขนี้ คำถามเรื่องเป้ายอดขาย การจ้างคน และการให้ส่วนลด จะตอบได้ด้วยการคำนวณ ไม่ใช่ความรู้สึก คำถามของเจ้าของ คำตอบของบริษัท ก ต้องขายเท่าไหร่ถึงไม่ขาดทุน 1,200,000 บาทต่อเดือนก่อน VAT ดูยอดขายหรือจำนวนออเดอร์ ยอดขายเป็นเป้าหลัก ออเดอร์แยกตามกลุ่มลูกค้า แยกต้นทุนอย่างไรไม่หลอกตัวเอง ถามว่าถ้าไม่มีออเดอร์ยังต้องจ่ายไหม และไล่จากงบจริง ต่อเดือนหรือทั้งปี เป้าทั้งปี 14,400,000 บาท แตกรายเดือนตามฤดูกาล จ้างเพิ่ม 1 คน ขายเพิ่ม 102,168 บาทต่อเดือน ลดราคา 10% ขายจำนวนเพิ่ม 67% ดูต้นทุนคงที่และผันแปรจากรายงานจริงทุกเดือน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว บันทึกค่าใช้จ่ายแยกตามผังบัญชี แล้วดูงบกำไรขาดทุนรายเดือนและรายงานลูกหนี้ได้ทันที ใช้ตัวเลขจริงคำนวณยอดคุ้มทุนได้ทุกเดือนโดยไม่ต้องรวบรวมเอง – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจุดคุ้มทุน จุดคุ้มทุน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Break Even Point ย่อว่า BEP ส่วนการวิเคราะห์จุดคุ้มทุนเรียกว่า Break Even Analysis และกำไรส่วนเกินเรียกว่า Contribution Margin ธุรกิจบริการ คิดจุดคุ้มทุนอย่างไร ใช้สูตรเดียวกัน แต่เปลี่ยนหน่วยเป็นชั่วโมง โปรเจกต์ หรือสัญญารายเดือน ต้นทุนผันแปรคือค่าจ้างฟรีแลนซ์ต่อโปรเจกต์และค่าเดินทาง ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ลูกค้าหักไว้ไม่ใช่ต้นทุน เพราะนำไปเครดิตภาษีได้ แต่ทำให้เงินสดเข้าน้อยกว่ายอดในใบแจ้งหนี้ ค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนคงที่ไหม ใช่ ค่าเสื่อมราคาของรถ เครื่องจักร และอุปกรณ์เป็นต้นทุนคงที่ แต่ไม่ใช่เงินสดที่จ่ายออก จึงหักออกเมื่อคิดจุดคุ้มทุนเงินสด อยากได้กำไรหลังภาษีปีละ 1 ล้านบาท ต้องขายเท่าไหร่ ต้องย้อนหากำไรก่อนภาษีก่อน บริษัท ก […]

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ทำอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร ภาษี และการยื่น DBD

เมื่อธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หลายคนมักไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ไม่ว่าจะรับหุ้นส่วนใหม่ โอนหุ้นให้ลูก หรือปรับสัดส่วนในบริษัท คำถามที่ตามมาก็คล้ายกัน เตรียมเอกสารอะไรบ้าง แล้วมีภาษีที่ต้องจ่ายหรือเปล่า การโอนหุ้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าข้ามขั้นตอนสำคัญไปแม้แค่ข้อเดียว อาจเป็นปัญหาทางกฎหมายในภายหลังได้ บทความนี้สรุปครบทุกเรื่อง ตั้งแต่เอกสาร ภาษี ขั้นตอนยื่นออนไลน์ ไปจนถึงข้อควรระวัง การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น (การโอนหุ้น) คืออะไร การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นคือการโอนหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมไปให้บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นการขาย ให้ หรือโอนภายในครอบครัว ตามกฎหมายกำหนดไว้ว่า การโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือลงลายเซ็นทั้งผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานอย่างน้อย 1 คน การโอนจะมีผลทางกฎหมายได้ ก็ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้วเท่านั้น สำหรับพื้นฐานเรื่อง ผู้ถือหุ้นคืออะไร สิทธิและหน้าที่ เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนหุ้น ก่อนเริ่มโอนหุ้น ต้องเตรียมเอกสารหลัก 3 ชุด ได้แก่ ตราสารการโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้น และแบบ บอจ.5 ตราสารการโอนหุ้น (Share Transfer Instrument) ตราสารการโอนหุ้นคือเอกสารที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมี เพื่อแสดงว่าผู้โอนยินยอมส่งมอบหุ้นให้ผู้รับโอนจริง ต้องระบุจำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ราคาที่ตกลงซื้อขาย วันที่โอน และลายเซ็นทั้งสองฝ่ายพร้อมพยาน เอกสารนี้ต้องติดอากรแสตมป์ด้วย เพราะจัดเป็นตราสารตามบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 หนังสือสัญญาโอนหุ้น สัญญาโอนหุ้นเป็นเอกสารเสริมที่ช่วยระบุเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น เงื่อนไขการชำระเงิน หรือข้อห้ามในการขายต่อ กรณีที่โอนหุ้นมีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น แบ่งชำระหลายงวด ควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรแยกต่างหาก แบบ บอจ.5 และเอกสารประกอบ บอจ.5 คือบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงรายชื่อ เอกสารประกอบที่ต้องแนบ ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนผู้ถือหุ้นใหม่ สำเนาทะเบียนบ้าน และหนังสือมอบอำนาจ (กรณีไม่ได้ยื่นเอง) รายละเอียดเกี่ยวกับ บอจ.5 คืออะไร ขอได้ที่ไหน ภาษีที่เกี่ยวข้องกับการโอนหุ้น การโอนหุ้นมีภาษี 2 ประเภทที่ต้องพิจารณา คืออากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายทุกกรณี และภาษีเงินได้กรณีมีกำไรจากการขาย อากรแสตมป์การโอนหุ้น ตราสารการโอนหุ้นจัดอยู่ในบัญชีอากรแสตมป์ ลำดับที่ 10 ตามประมวลรัษฎากร (หมวดอากรแสตมป์) รายการ รายละเอียด ประเภทตราสาร ตราสารโอนหุ้น (ลำดับที่ 10) อัตราอากร 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ฐานคำนวณ ราคาหุ้นที่ชำระแล้ว หรือมูลค่าหุ้นที่โอน แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า ผู้เสียอากร ผู้โอน ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) หากไม่ติดอากรแสตมป์ ตราสารนั้นจะใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลไม่ได้ ภาษีเงินได้จากกำไรการขายหุ้น กรณีบุคคลธรรมดาขายหุ้นได้กำไร ต้องนำกำไรมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี สำหรับนิติบุคคล กำไรจากการขายหุ้นจะรวมคำนวณในกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามปกติ สิ่งสำคัญคือต้องเก็บหลักฐานราคาซื้อหุ้นเดิมไว้ เพื่อใช้คำนวณกำไรขาดทุนได้ถูกต้อง ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด หลังจากเตรียมเอกสารและเข้าใจเรื่องภาษีแล้ว มาดูขั้นตอนจริงทั้งหมด โดยมี 4 ขั้นตอนหลัก 1. ตรวจสอบข้อบังคับบริษัทและข้อจำกัดการโอนหุ้น ก่อนโอนหุ้น ต้องเช็คข้อบังคับบริษัทว่ามีเงื่อนไขจำกัดการโอนหรือไม่ บางบริษัทกำหนดว่าต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน (Right of First Refusal) ถ้าข้อบังคับกำหนดให้ต้องประชุมอนุมัติ ก็ต้องจัดประชุมและทำรายงานการประชุมให้เรียบร้อยก่อน 2. จัดทำเอกสารและชำระอากรแสตมป์ จัดทำตราสารการโอนหุ้นและสัญญาโอนหุ้นตามที่ระบุในหัวข้อเอกสารด้านบน ลงลายเซ็นให้ครบทุกฝ่าย แล้วติดอากรแสตมป์ตามอัตราในหัวข้อภาษี 3. แก้ไขสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น บริษัทต้องจดแจ้งการโอนหุ้นในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น เพื่อให้การโอนมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ถ้าไม่จดแจ้ง การโอนจะใช้ยันบุคคลภายนอกไม่ได้ 4. ยื่นแบบ บอจ.5 ที่ DBD ขั้นตอนสุดท้ายคือยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัจจุบันยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้ วิธียื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น DBD ออนไลน์ ปัจจุบันยื่นเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นผ่านระบบ DBD e-Filing ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน ขั้นตอนยื่นผ่านระบบ DBD e-Filing ข้อควรระวังสำคัญเมื่อมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้น นอกจากเรื่องเอกสารและภาษีแล้ว ยังมี 2 ประเด็นที่มักถูกมองข้าม กรณีที่ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ถ้าการโอนหุ้นเกี่ยวข้องกับการเพิ่มทุนหรือลดทุนจดทะเบียน ต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย การแก้ไขต้องมีมติพิเศษจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 และต้องจดทะเบียนกับ DBD แยกจากการยื่น บอจ.5 สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ ถ้าผู้รับโอนเป็นชาวต่างชาติหรือนิติบุคคลต่างด้าว ต้องระวังเรื่องสัดส่วน กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กำหนดว่าธุรกิจส่วนใหญ่ที่ SME ทำอยู่ ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49 เปอร์เซ็นต์ หากโอนหุ้นแล้วสัดส่วนต่างชาติเกิน 49 เปอร์เซ็นต์ บริษัทจะถูกถือว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ต้องขออนุญาตก่อน สรุป – เตรียมให้ครบ ยื่นให้ถูก โอนหุ้นไม่มีสะดุด การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทำได้ไม่ยาก ขอแค่เตรียมเอกสารให้ครบ จ่ายอากรแสตมป์ให้ถูกต้อง และยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ให้เรียบร้อย ส่วนที่หลายคนมองข้ามคือเรื่องภาษีเงินได้จากกำไรขายหุ้น และสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ วางแผนไว้ตั้งแต่แรกก็ไม่มีปัญหา จัดการเอกสารบัญชีบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นเปลี่ยน เอกสารทางบัญชีก็ต้องอัปเดตตาม PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย เอกสารทางการเงิน และรายงานภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องประชุมผู้ถือหุ้นหรือไม่ ไม่จำเป็นทุกกรณี ถ้าข้อบังคับบริษัทไม่ได้กำหนดไว้ ผู้ถือหุ้นสามารถโอนหุ้นได้เลยโดยทำตราสารการโอนหุ้น แต่ถ้าข้อบังคับระบุให้ต้องประชุมอนุมัติก่อน ก็ต้องทำตามนั้น โอนหุ้นให้คนในครอบครัวหรือลูก ทำอย่างไร ขั้นตอนเหมือนการโอนหุ้นทั่วไปที่อธิบายไว้ด้านบน สิ่งที่ต้องระวังเพิ่มเติมคือ ถ้าโอนให้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าตลาดมาก กรมสรรพากรอาจพิจารณาว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ผู้รับอาจต้องเสียภาษีเงินได้จากส่วนต่าง เปลี่ยนผู้ถือหุ้นมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายหลักคืออากรแสตมป์ตามอัตราในตารางด้านบน (1 บาทต่อทุก 1,000 บาท) การยื่น บอจ.5 ผ่าน DBD ออนไลน์ไม่มีค่าธรรมเนียม ถ้าต้องแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิด้วย จะมีค่าธรรมเนียมเพิ่มตามที่ DBD กำหนด ระยะเวลาเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใช้เวลานานแค่ไหน ถ้าเอกสารครบและยื่นผ่านระบบออนไลน์ DBD จะดำเนินการประมาณ 1-3 วันทำการ ถ้ามีเอกสารไม่ครบหรือข้อมูลไม่ตรง อาจต้องแก้ไขและยื่นใหม่ จำเป็นต้องจ้างสำนักงานบัญชีหรือทนายความจัดการโอนหุ้นให้หรือไม่ ไม่จำเป็นสำหรับกรณีทั่วไป เจ้าของกิจการดำเนินการเองได้ แต่ถ้ามีเงื่อนไขซับซ้อน เช่น มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ หรือมีข้อพิพาท ควรปรึกษาทนายความหรือนักบัญชีที่มีประสบการณ์าร เพราะกรมสรรพากรอาจเข้าตรวจสอบได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

สัญญาเช่า คืออะไร เข้าใจ TFRS 16 พร้อมตัวอย่างบันทึกบัญชี

ผู้ประกอบการหลายคนคุ้นเคยกับการเช่าสำนักงาน เช่ารถ หรือเช่าเครื่องจักรเพื่อใช้ในกิจการ แต่พอถึงเรื่องการบันทึกบัญชีสัญญาเช่า กลับมีคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะเมื่อมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่อย่าง TFRS 16 เข้ามาเปลี่ยนวิธีการบันทึกแบบเดิมไปอย่างมาก พูดให้เข้าใจง่าย สัญญาเช่า คือ ข้อตกลงที่ผู้ให้เช่ามอบสิทธิในการใช้สินทรัพย์ให้แก่ผู้เช่าเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด ซึ่งในทางบัญชีไม่ได้เป็นแค่รายจ่ายรายเดือน แต่อาจต้องนำมาแสดงเป็นสินทรัพย์และหนี้สินในงบการเงินด้วย บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมายพื้นฐาน ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีตาม TFRS 16 แบบ step-by-step พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงที่ SME นำไปใช้ได้ทันที สัญญาเช่า คืออะไร ทั้งในมุมกฎหมายและมุมบัญชี สัญญาเช่า คือ ข้อตกลงที่ผู้ให้เช่ายินยอมให้ผู้เช่าใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน เป็นระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้เช่าจ่ายค่าตอบแทนเป็นงวด ในทางบัญชี ความหมายกว้างกว่าหลักกฎหมายทั่วไป เพราะมาตรฐาน TFRS 16 กำหนดให้ผู้เช่าต้องพิจารณาว่าสัญญาใดเข้าข่ายตามนิยามทางบัญชี ซึ่งอาจรวมถึงสัญญาบริการบางประเภทที่ให้สิทธิควบคุมการใช้สินทรัพย์ด้วย สัญญาเช่า กับสัญญาเช่าซื้อ ต่างกันตรงไหน สัญญาเช่ากับสัญญาเช่าซื้อเป็นคนละเรื่องกัน แม้ชื่อจะคล้ายกันจนหลายคนสับสน รายการ สัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ ยังเป็นของผู้ให้เช่า โอนให้ผู้เช่าซื้อเมื่อผ่อนครบ เมื่อครบสัญญา คืนทรัพย์สินให้ผู้ให้เช่า ผู้เช่าซื้อเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ตัวอย่าง เช่าสำนักงาน เช่าเครื่องจักร ผ่อนซื้อรถยนต์ ผ่อนซื้อเครื่องจักร พูดง่าย ๆ คือ สัญญาเช่าจ่ายค่าเช่าเพื่อใช้งาน ส่วนสัญญาเช่าซื้อจ่ายเพื่อเป็นเจ้าของในท้ายที่สุด TFRS 16 คืออะไร มาตรฐานบัญชีสัญญาเช่าฉบับใหม่ TFRS 16 คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ฉบับที่ 16 เรื่อง สัญญาเช่า ซึ่งอ้างอิงจาก IFRS 16 ของมาตรฐานสากล มีผลบังคับใช้กับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 ตามประกาศของสภาวิชาชีพบัญชีฯ หลักการสำคัญ คือ ผู้เช่าต้องนำสัญญาเกือบทุกประเภทมาแสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ไม่ว่าจะเป็นแบบดำเนินงานหรือแบบการเงินตามการจำแนกเดิมก็ตาม TFRS 16 เปลี่ยนอะไรจากมาตรฐานเดิม ก่อนมี TFRS 16 มาตรฐานเดิม (TAS 17) แบ่งสัญญาเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แบบดำเนินงาน กับแบบการเงิน ปัญหาคือ ประเภทดำเนินงานไม่ต้องแสดงในงบดุล จึงทำให้หนี้สินที่แท้จริงของกิจการถูกซ่อนไว้ TFRS 16 แก้ปัญหานี้โดยยกเลิกการแบ่งประเภทสำหรับฝั่งผู้เช่า ให้บันทึกสัญญาทุกประเภทเข้างบดุลเป็น Right-of-Use Asset (สินทรัพย์สิทธิการเช่า) และ Lease Liability (หนี้สินจากการเช่า) รายการ TAS 17 (เดิม) TFRS 16 (ปัจจุบัน) สัญญาเช่าดำเนินงาน บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรายงวด ไม่ขึ้นงบดุล บันทึกเป็น ROU Asset และ Lease Liability ในงบดุล สัญญาเช่าการเงิน บันทึกในงบดุล บันทึกในงบดุล (เหมือนเดิม) ผลต่องบการเงิน หนี้สินถูกซ่อน ทำให้ D/E Ratio ดูต่ำกว่าจริง งบการเงินสะท้อนภาระผูกพันจริง Right-of-Use Asset คืออะไร Right-of-Use Asset หรือ สินทรัพย์สิทธิการเช่า คือ สินทรัพย์ที่ผู้เช่าบันทึกในงบดุลเพื่อแสดงสิทธิในการใช้ทรัพย์สินที่เช่าตลอดอายุสัญญา พูดให้เข้าใจง่าย คือ แม้ผู้เช่าไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ แต่มีสิทธิในการใช้สินทรัพย์นั้น ซึ่งสิทธินี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จึงต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ในงบดุล เช่นเดียวกับการบันทึกทะเบียนสินทรัพย์ประเภทอื่น ตัวอย่างเช่น บริษัทเช่าสำนักงาน 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 50,000 บาท ภายใต้ TFRS 16 บริษัทต้องบันทึกมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าทั้งหมดเป็น Right-of-Use Asset ไม่ใช่แค่ตัดค่าเช่าเป็นรายจ่ายทุกเดือนอย่างเดิม วิธีบันทึกบัญชีสัญญาเช่าตาม TFRS 16 แบบ Step-by-Step การบันทึกบัญชีตาม TFRS 16 มี 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การระบุว่าเป็นสัญญาเช่าหรือไม่ การวัดมูลค่าเริ่มต้น การบันทึกรายการ และการบันทึกค่าเสื่อมราคากับดอกเบี้ยในแต่ละงวด ขั้นตอนที่ 1 ระบุว่าเป็นสัญญาเช่าตาม TFRS 16 หรือไม่ สัญญาจะเข้าข่ายตาม TFRS 16 เมื่อเข้าเงื่อนไข 2 ข้อนี้พร้อมกัน ถ้าสัญญาระบุแค่ว่าผู้ให้บริการจะจัดหาพื้นที่ให้ใช้ โดยผู้ให้บริการเปลี่ยนพื้นที่ได้ตลอด สัญญานี้อาจไม่เข้าข่ายตาม TFRS 16 ขั้นตอนที่ 2 วัดมูลค่า Right-of-Use Asset และ Lease Liability เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นสัญญาเช่า ให้คำนวณมูลค่าเริ่มต้นโดยหามูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของค่าเช่าทั้งหมดตลอดอายุสัญญา สูตร Lease Liability = มูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าทั้งหมดที่ต้องจ่ายในอนาคต อัตราคิดลดที่ใช้ คือ อัตราดอกเบี้ยโดยนัยในสัญญาเช่า (Implicit Rate) ถ้าหาไม่ได้ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่ม (Incremental Borrowing Rate) ของผู้เช่า ROU Asset ณ วันเริ่มต้น = Lease Liability + ค่าใช้จ่ายเริ่มแรก (ถ้ามี) ค่าใช้จ่ายเริ่มแรก เช่น ค่านายหน้า หรือค่าปรับปรุงพื้นที่เช่า ขั้นตอนที่ 3 บันทึกรายการเริ่มต้น Journal Entry ณ วันที่เริ่มต้นสัญญาเช่า บัญชี เดบิต เครดิต สินทรัพย์สิทธิการเช่า (ROU Asset) XXX หนี้สินตามสัญญาเช่า (Lease Liability) XXX มูลค่าที่บันทึกทั้ง 2 ด้านจะเท่ากัน หากไม่มีค่าใช้จ่ายเริ่มแรกเพิ่มเติม ขั้นตอนที่ 4 บันทึกค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยรายงวด ในแต่ละงวด ผู้เช่าต้องบันทึก 2 รายการ ดังนี้ ค่าเสื่อมราคา ROU Asset หารเฉลี่ยตลอดอายุสัญญา (หรืออายุการใช้งาน แล้วแต่ว่าอย่างไหนสั้นกว่า) บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจาก Lease Liability คำนวณจากยอดหนี้สินคงเหลือคูณอัตราดอกเบี้ย บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน เมื่อจ่ายค่าเช่าจริง ส่วนหนึ่งจะลดยอด Lease Liability (ส่วนเงินต้น) และอีกส่วนเป็นดอกเบี้ย ตัวอย่าง บริษัท สมาร์ท จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าสำนักงาน สมมุติว่าบริษัท สมาร์ท จำกัด เช่าสำนักงาน 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท จ่ายต้นเดือน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมส่วนเพิ่ม 5% ต่อปี การคำนวณ Lease Liability Journal Entry วันเริ่มต้นสัญญา บัญชี เดบิต เครดิต สินทรัพย์สิทธิการเช่า 1,001,000 บาท หนี้สินตามสัญญาเช่า 1,001,000 บาท การคำนวณรายเดือน แยกค่าเช่ารายเดือน 30,000 บาท ยอดหนี้สินคงเหลือจะลดลงเรื่อย ๆ ทุกเดือน เพราะดอกเบี้ยคำนวณจากยอดคงเหลือที่ลดลง ข้อยกเว้น TFRS 16 กรณีไหนไม่ต้องบันทึก Right-of-Use Asset TFRS 16 อนุญาตให้ผู้เช่าเลือกไม่บันทึก Right-of-Use Asset ได้ 2 กรณี เพื่อลดภาระงานบัญชีสำหรับสัญญาเช่าที่มีมูลค่าไม่มากหรืออายุสั้น สัญญาเช่าระยะสั้น ไม่เกิน 12 เดือน สัญญาที่มีอายุไม่เกิน 12 เดือน นับจากวันเริ่มต้น และไม่มีสิทธิเลือกซื้อ ผู้เช่าสามารถเลือกบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายรายงวดตามปกติได้ โดยไม่ต้องขึ้นงบดุล ตัวอย่าง เช่าพื้นที่จัดงานอีเวนต์ 6 เดือน หรือเช่ารถสำหรับโปรเจกต์ระยะสั้น สินทรัพย์อ้างอิงมูลค่าต่ำ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่ำเมื่ออยู่ในสภาพใหม่ (IFRS 16 ใช้เกณฑ์ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 150,000-175,000 บาท) สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายรายงวดได้ เช่น เช่าเครื่องพิมพ์ เช่าโน้ตบุ๊ก หรือเช่าเครื่องทำน้ำ การเลือกใช้ข้อยกเว้นนี้ต้องเปิดเผยนโยบายไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เช่าหรือซื้อดี TFRS 16 ช่วยผู้บริหารตัดสินใจอย่างไร TFRS 16 ทำให้งบการเงินสะท้อนภาระผูกพันจากการเช่าได้จริง ผู้บริหารจึงสามารถเปรียบเทียบต้นทุนจริงระหว่างการเช่ากับการซื้อได้ชัดเจนขึ้น เพราะเห็นตัวเลขทั้งฝั่งสินทรัพย์และหนี้สินครบถ้วน ผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินที่ต้องรู้ เมื่อสัญญาเช่าขึ้นงบดุล อัตราส่วนทางการเงินหลายตัวจะเปลี่ยนไป ผู้บริหารที่เข้าใจผลกระทบนี้จะวางแผนโครงสร้างการเงินได้ดีขึ้น ทั้งเรื่องเงื่อนไขสินเชื่อกับธนาคาร และการรายงานต่อผู้ถือหุ้น สรุป – ทำความเข้าใจสัญญาเช่าและ TFRS 16 เพื่อจัดการงบการเงินอย่างมืออาชีพ TFRS 16 เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสัญญาเช่าจากแค่ค่าใช้จ่ายรายเดือน ให้กลายเป็นสินทรัพย์และหนี้สินที่ต้องแสดงในงบดุล ผู้ประกอบการที่เข้าใจหลักการนี้จะมีเครื่องมือในการตัดสินใจทางการเงินที่แม่นยำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเช่าหรือซื้อ เรื่องเงื่อนไขสินเชื่อ หรือการวางแผนงบประมาณระยะยาว จัดการสัญญาเช่าและ TFRS 16 ให้ถูกต้องและง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมบัญชี PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานทางการเงินได้ครบจบในที่เดียว ด้วยระบบ Cloud 100% พร้อม AI ที่ช่วยลดงานซ้ำและเพิ่มความแม่นยำ ให้คุณมั่นใจว่างบการเงินของกิจการถูกต้องตามมาตรฐาน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสัญญาเช่าและ TFRS 16 กิจการ SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องใช้ TFRS 16 ด้วยหรือไม่ กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ไม่จำเป็นต้องใช้ TFRS 16 แต่สามารถเลือกใช้ได้โดยสมัครใจ กิจการ NPAEs ที่ต้องการใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินสำหรับ NPAEs ให้ดูแนวปฏิบัติเรื่องสัญญาเช่าที่สภาวิชาชีพบัญชีฯ ประกาศ สัญญาเช่าระยะสั้นที่ต่อสัญญาทุกปี ต้องบันทึก ROU Asset หรือไม่ ถ้าสัญญาเดิมมีอายุไม่เกิน 12 เดือน และไม่มีสิทธิเลือกซื้อ สามารถใช้ข้อยกเว้นได้ แต่ถ้าในทางปฏิบัติมีการต่อสัญญาซ้ำหลายปีจนเห็นได้ว่ามีภาระผูกพันระยะยาว ผู้สอบบัญชีอาจพิจารณาว่าต้องบันทึกตาม TFRS 16 ค่าเช่าที่ผันแปรตามยอดขายต้องบันทึกเป็น Lease Liability ด้วยหรือไม่ ค่าเช่าผันแปร (Variable Lease Payments) ที่ขึ้นอยู่กับยอดขายหรือปริมาณการใช้ ไม่ต้องรวมในการคำนวณ Lease Liability ณ วันเริ่มต้น แต่ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดขึ้นจริง ส่วนค่าเช่าผันแปรที่อิงกับดัชนี เช่น CPI ต้องรวมอยู่ใน Lease Liability ตามประมาณการ ณ วันเริ่มต้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

18 min

เริ่มทำบัญชีด้วยตัวเอง คู่มือสำหรับ SME ตั้งแต่เริ่มต้น จนพร้อมส่งสรรพากร

จดทะเบียนบริษัทเรียบร้อย เปิดร้านออนไลน์ขายดี แต่พอถึงเรื่องทำบัญชี หลายคนสะดุดทันที เพราะไม่รู้ว่าต้องจดอะไร เก็บเอกสารอะไร แล้วสรรพากรจะมาตรวจตรงไหน จริง ๆ แล้วการทำบัญชีไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแค่เข้าใจหลักพื้นฐาน แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัวให้ชัด เก็บเอกสารให้ครบ แล้วบันทึกรายการสม่ำเสมอ ธุรกิจก็พร้อมส่งสรรพากรได้อย่างมั่นใจ บทความนี้จะพาคุณเดินทีละขั้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดที่ธุรกิจโตพอต้องอัปเกรดระบบบัญชี ทำบัญชีคืออะไร ทำไม SME ต้องทำ การทำบัญชีคือการบันทึกรายรับ รายจ่าย และการเคลื่อนไหวทางการเงินของธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เจ้าของกิจการรู้ว่าเงินเข้ามาจากไหน ออกไปทางไหน และเหลือเท่าไร สำหรับ SME การทำบัญชีไม่ได้มีไว้แค่ส่งสรรพากร แต่ช่วยให้เห็นกระแสเงินสดที่แท้จริง วางแผนภาษีล่วงหน้า และตัดสินใจเรื่องธุรกิจได้จากตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก ใครบ้างที่กฎหมายบังคับต้องทำบัญชี ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ผู้ที่ต้องจัดทำบัญชี ได้แก่ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล และนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในไทย โดยต้องจัดทำบัญชีตั้งแต่วันที่จดทะเบียน และปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือน บุคคลธรรมดาต้องทำบัญชีหรือไม่ บุคคลธรรมดาไม่ถูกบังคับตามพระราชบัญญัติการบัญชี แต่ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์หรือเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี คุณยังต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอยู่ดี การจดบันทึกรายรับรายจ่ายจึงช่วยให้ยื่นภาษีถูกต้อง และพร้อมชี้แจงสรรพากรได้หากถูกเรียกตรวจ เริ่มต้นทำบัญชี ด้วยการแยกบัญชีธุรกิจกับส่วนตัวให้ชัด ก่อนจะบันทึกรายการใด ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือแยกเงินธุรกิจออกจากเงินส่วนตัวให้ชัดเจน เพราะถ้าใช้บัญชีเดียวกัน เวลาสรุปตัวเลขจะปนกันจนหาต้นทุนจริงไม่ได้ และยังเป็นหนึ่งในจุดที่สรรพากรตรวจสอบบ่อยด้วย เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจ วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกเฉพาะธุรกิจ ใช้รับเงินจากลูกค้าและจ่ายค่าใช้จ่ายธุรกิจทั้งหมดผ่านบัญชีนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท (ถ้าเป็นนิติบุคคล) บัตรประชาชนกรรมการ และตราประทับ (ถ้ามี) สำหรับบุคคลธรรมดา ใช้แค่บัตรประชาชนเปิดบัญชีออมทรัพย์แยกอีกบัญชีก็เพียงพอ ตัวอย่างการแยกรายจ่ายส่วนตัวกับธุรกิจ รายการ ส่วนตัว ธุรกิจ ค่ากาแฟดื่มเอง ส่วนตัว – ค่ากาแฟเลี้ยงลูกค้า – ค่ารับรอง ค่าน้ำมันรถไปเที่ยว ส่วนตัว – ค่าน้ำมันรถไปส่งสินค้า – ค่าขนส่ง หลักง่าย ๆ คือ ถ้ารายจ่ายนั้นเกิดขึ้นเพื่อธุรกิจโดยตรง ให้จ่ายผ่านบัญชีธุรกิจ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ให้จ่ายจากบัญชีส่วนตัว เอกสารที่ต้องเก็บประกอบการลงบัญชี เอกสารประกอบการลงบัญชีคือหลักฐานที่พิสูจน์ว่ารายการที่บันทึกเกิดขึ้นจริง ถ้าไม่มีเอกสาร สรรพากรถือว่ารายจ่ายนั้นพิสูจน์ไม่ได้ และอาจไม่ยอมให้หักเป็นค่าใช้จ่าย เอกสารฝั่งรายรับ เอกสารฝั่งรายจ่าย เก็บเอกสารไว้นานแค่ไหน กฎหมายกำหนดให้เก็บเอกสารบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี ส่วนเอกสารภาษีต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันยื่นแบบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 87/3 ทั้งนี้ ควรสแกนเก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลไว้ด้วย เผื่อเอกสารตัวจริงสูญหายหรือเสียหาย ขั้นตอนทำบัญชีด้วยตัวเอง ทำทีละขั้นไม่ยาก เมื่อแยกบัญชีเรียบร้อยและรู้แล้วว่าต้องเก็บเอกสารอะไร ขั้นตอนถัดไปคือเริ่มบันทึกรายการจริง โดยทำเป็นกิจวัตร ไม่ต้องรอสิ้นเดือน ขั้นที่ 1 บันทึกรายการประจำวัน ทุกครั้งที่มีเงินเข้าหรือเงินออก ให้จดทันที ระบุวันที่ รายละเอียดว่าจ่ายอะไรหรือได้รับจากใคร จำนวนเงิน และแนบเอกสารประกอบ ตัวอย่างเช่น ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์วันนี้มีรายการดังนี้ ตัวอย่างสมุดทำบัญชีรายรับรายจ่ายเบื้องต้น รายการ จำนวน (บาท) คงเหลือ (บาท) 1 ก.ย. ยอดยกมา – 50,000 2 ก.ย. ขายสินค้าออเดอร์ A001 +5,000 55,000 2 ก.ย. ค่าส่งพัสดุ -200 54,800 5 ก.ย. ซื้อวัตถุดิบ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) -12,000 42,800 สำหรับคนที่ต้องการตัวอย่างตารางและเทมเพลตที่ละเอียดกว่านี้ สามารถดูได้จากบทความตารางบัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับร้านค้า ซึ่งมีแบบฟอร์มพร้อมใช้ ขั้นที่ 2 จัดหมวดหมู่รายรับรายจ่าย อย่าแค่จดว่าจ่ายเงิน 3,000 บาท แต่ให้ระบุหมวดด้วย เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน เป็นต้น การจัดหมวดช่วยให้คุณเห็นว่ารายจ่ายส่วนไหนสูงผิดปกติ และยังช่วยให้นักบัญชีจัดทำงบการเงินได้ง่ายขึ้นเมื่อธุรกิจโต ขั้นที่ 3 ตรวจสอบยอดกับ statement ธนาคาร อย่างน้อยเดือนละครั้ง ให้เอาตัวเลขที่จดไว้มาเทียบกับ statement ธนาคาร ถ้ายอดตรงกันแสดงว่าบันทึกครบ ถ้ายอดไม่ตรง ให้ไล่หาว่ารายการไหนที่ตกหล่นหรือจดผิด ขั้นตอนนี้เรียกว่า Bank Reconciliation เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยจับข้อผิดพลาดได้เร็ว ขั้นที่ 4 สรุปรายเดือนและดูกระแสเงินสด สิ้นเดือน ให้สรุปยอดรวมรายรับ ยอดรวมรายจ่าย และยอดเงินคงเหลือ จากนั้นถามตัวเองว่า เดือนนี้กำไรหรือขาดทุน รายจ่ายหมวดไหนสูงขึ้น เงินสดพอจ่ายค่าใช้จ่ายเดือนหน้าหรือไม่ ตัวเลขเหล่านี้คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณบริหารธุรกิจได้จากข้อมูลจริง เครื่องมือช่วยทำบัญชี จด Excel หรือใช้โปรแกรม เลือกเครื่องมือที่เหมาะกับขนาดธุรกิจและจำนวนรายการต่อเดือน ไม่มีเครื่องมือไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มีเครื่องมือที่พอดีกับแต่ละช่วงเวลา จดด้วยสมุดหรือ Excel ข้อดีข้อเสีย เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการไม่มาก เช่น ฟรีแลนซ์ที่มีลูกค้า 5-10 รายต่อเดือน ข้อดีคือไม่มีค่าใช้จ่าย ปรับแต่งได้ตามใจ ข้อเสียคือเมื่อรายการเยอะขึ้น โอกาสจดผิดหรือลืมจดจะสูงขึ้น สูตร Excel อาจพังถ้าลบแถวผิด และไม่สามารถออกเอกสารภาษีได้อัตโนมัติ ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ข้อดีข้อเสีย เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการ 20 รายการขึ้นไปต่อเดือน หรือต้องออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ใบกำกับภาษีเป็นประจำ ข้อดีคือบันทึกรายการได้เร็ว ออกเอกสารได้ทันที ดูรายงานการเงินแบบ real-time และลดข้อผิดพลาดจากการคำนวณมือ ข้อเสียคือมีค่าบริการรายเดือน (บางโปรแกรมเริ่มต้นฟรี) 7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ธุรกิจโดนสรรพากรเรียกตรวจ หลายข้อผิดพลาดเกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่ผลที่ตามมาอาจรุนแรง ตั้งแต่เสียเบี้ยปรับ จนถึงถูกประเมินภาษีเพิ่ม สิ่งที่ต้องระวังมีดังนี้ ไม่แยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจ เมื่อเงินส่วนตัวปนกับเงินธุรกิจ สรรพากรจะตั้งข้อสงสัยว่ารายได้ที่แท้จริงเท่าไร เพราะยอดเงินเข้าบัญชีไม่ตรงกับรายได้ที่ยื่นภาษี ปัญหานี้แก้ได้ง่ายตั้งแต่วันนี้ด้วยการเปิดบัญชีแยกตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ไม่เก็บเอกสารประกอบ ถ้าสรรพากรขอดูหลักฐานแล้วคุณไม่มี รายจ่ายนั้นจะถูกตัดออก ทำให้กำไรทางภาษีสูงขึ้น และต้องจ่ายภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่จ่ายเป็นเงินสดโดยไม่มีใบเสร็จ ควรทำใบสำคัญจ่ายกำกับไว้เสมอ ทำบัญชีส่งสรรพากรไม่ตรงกับรายได้จริง ตัวเลขในบัญชีต้องตรงกับแบบภาษีที่ยื่นและยอดเงินในบัญชีธนาคาร ถ้าสรรพากรพบว่ารายได้ในแบบภาษีต่ำกว่ายอดเงินเข้าบัญชีธนาคารมาก จะเป็น Red Flag ที่ทำให้ถูกเรียกตรวจสอบ นอกจากนี้ ข้อผิดพลาดอื่นที่พบบ่อย ได้แก่ ออกใบกำกับภาษีไม่ตรงเวลา ยื่นแบบภาษีล่าช้า ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อต้องหัก และคำนวณ VAT ผิดพลาด เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนจากบันทึกรายรับรายจ่ายเป็นระบบบัญชีคู่ บัญชีรายรับรายจ่ายเหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก แต่เมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง ระบบเดิมจะไม่เพียงพอ และถ้าเป็นนิติบุคคล กฎหมายบังคับให้ใช้ระบบบัญชีคู่ (Double-Entry) อยู่แล้ว สัญญาณที่บอกว่าธุรกิจต้องเริ่มวางระบบบัญชีใหม่ ถ้าคุณเจอสัญญาณเหล่านี้ หมายความว่าธุรกิจต้องการระบบที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อจัดการสินทรัพย์ หนี้สิน และทุนให้ครบถ้วน ระบบบัญชีคู่ต่างจากบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างไร บัญชีรายรับรายจ่ายบันทึกแค่เงินเข้าและเงินออก ส่วนระบบบัญชีคู่บันทึกทุกรายการเป็น 2 ด้านเสมอ คือ เดบิตกับเครดิต ตัวอย่างเช่น ร้านขายสินค้าได้ 5,000 บาท โอนเข้าธนาคาร ระบบบัญชีคู่จะบันทึกดังนี้ รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินฝากธนาคาร 5,000 บาท – รายได้จากการขาย – 5,000 บาท ทุกรายการจะมียอดเดบิตรวมเท่ากับเครดิตเสมอ ทำให้มองเห็นภาพรวมทั้งสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ ค่าใช้จ่าย และส่วนของเจ้าของ ข้อดีคือจัดทำงบกำไรขาดทุนและงบดุลได้ ซึ่งจำเป็นสำหรับการกู้เงินธนาคาร หาผู้ร่วมลงทุน และยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรุป – ทำบัญชีเป็นระบบตั้งแต่วันแรก ธุรกิจก็โตได้อย่างมั่นคง การทำบัญชีไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีเท่านั้น แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรเข้าใจ เริ่มจากแยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจ เก็บเอกสารทุกรายการ บันทึกรายรับรายจ่ายให้เป็นนิสัย ตรวจยอดกับธนาคารทุกเดือน และเมื่อธุรกิจโตก็อัปเกรดเป็นระบบบัญชีคู่ แค่นี้ก็พร้อมรับมือสรรพากรได้อย่างมั่นใจ พร้อมยกระดับการทำบัญชี ทดลองใช้ PEAK ฟรี ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่า Excel ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป หรืออยากจัดการเอกสาร รายรับรายจ่าย และรายงานการเงินจากที่เดียว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี 30 วัน แล้วให้ PEAK ช่วยดูแลงานบัญชีให้คุณโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการทำบัญชีธุรกิจ เจ้าของร้านค้าออนไลน์ต้องทำบัญชีหรือไม่ ถ้าเปิดร้านในนามบุคคลธรรมดา กฎหมายบัญชีไม่ได้บังคับ แต่คุณยังต้องยื่นภาษีเงินได้ประจำปี การจดรายรับรายจ่ายไว้จะช่วยให้เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ ซึ่งอาจประหยัดภาษีได้มากกว่าหักแบบเหมา ส่วนถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินตามกฎหมาย ทำบัญชีเอง กับจ้างสำนักงานบัญชี อันไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการและความซับซ้อนของธุรกิจ ถ้ามีรายการน้อยกว่า 30 รายการต่อเดือน สามารถทำเองได้ด้วย Excel หรือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ แต่ถ้าเป็นนิติบุคคลที่มีรายการซับซ้อน หรือต้องจัดทำงบการเงินประจำปี ควรมีนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีช่วยดูแล เพื่อความถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี ธุรกิจเพิ่งเริ่ม ยังไม่มีรายได้ ต้องทำบัญชีหรือไม่ ถ้าจดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว ต้องทำบัญชีตั้งแต่วันจดทะเบียน แม้จะยังไม่มีรายได้เลยก็ตาม เพราะกฎหมายกำหนดให้ปิดบัญชีและยื่นงบการเงินทุกรอบ 12 เดือน ถ้าไม่ทำ มีโทษปรับสูงสุด 30,000 บาทตามพระราชบัญญัติการบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

9 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

หนี้สินไม่หมุนเวียน คืออะไร ภาระหนี้ระยะยาวที่ธุรกิจต้องรู้

เคยเปิดงบแสดงฐานะการเงินแล้วเจอรายการหนี้สินไม่หมุนเวียนยาวเป็นพรืด แต่ไม่แน่ใจว่าแต่ละรายการหมายถึงอะไร หลายคนอาจรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของนักบัญชี ไม่เกี่ยวกับเจ้าของกิจการ แต่ความจริงแล้ว การเข้าใจหนี้สินไม่หมุนเวียนช่วยให้คุณมองเห็นภาระหนี้ระยะยาวของธุรกิจ และวางแผนชำระหนี้ได้ล่วงหน้า บทความนี้จะพาไปรู้จักว่า หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างจากงบการเงินจริงที่อ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที หนี้สินไม่หมุนเวียน คืออะไร (Non-current Liabilities) หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities) คือ ภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืน โดยมีกำหนดชำระเกินกว่า 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี พูดง่ายๆ คือ หนี้ระยะยาวที่ยังไม่ต้องจ่ายภายในปีนี้ รายการเหล่านี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) ส่วนล่าง แยกจากหนี้สินหมุนเวียนที่ต้องจ่ายภายในปี และอยู่คนละฝั่งกับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนที่แสดงด้านบนของงบ ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น เงินกู้ยืมจากธนาคารที่มีสัญญาผ่อน 5 ปี หรือภาระผูกพันจ่ายเงินชดเชยพนักงานเมื่อเกษียณ ที่มา: หลักเกณฑ์การจำแนกหนี้สินตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 (TAS 1) เรื่องการนำเสนองบการเงิน โดยสภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ หนี้สินหมุนเวียน vs ไม่หมุนเวียน ต่างกันอย่างไร (วิธีจำแนก) ความแตกต่างหลักอยู่ที่ระยะเวลาครบกำหนดชำระ ถ้าต้องจ่ายภายใน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ถ้าเกิน 12 เดือน จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน รายการ หนี้สินหมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน ระยะเวลาชำระ ภายใน 12 เดือน เกิน 12 เดือน ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินกู้ระยะยาว หุ้นกู้ ผลกระทบ กระทบสภาพคล่อง กระทบโครงสร้างทุน เกณฑ์ 12 เดือน ตามมาตรฐานบัญชี (TAS 1) มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 1 กำหนดให้กิจการจำแนกหนี้สินเป็นหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้ หนี้สินที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้อใดเลย ให้จำแนกเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน สำหรับ SME ที่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) หลักเกณฑ์การจำแนกก็ใช้แนวทางเดียวกัน ข้อควรระวัง ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี (Current Portion of Long-term Debt) จุดที่ผู้ประกอบการสับสนบ่อยคือ เงินกู้ระยะยาวไม่ได้อยู่เป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนตลอดอายุสัญญา เมื่อเงินกู้ระยะยาวถึงกำหนดชำระภายใน 12 เดือนข้างหน้า ส่วนที่ถึงกำหนดนั้นต้องย้ายมาแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียนแทน ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กู้เงินธนาคาร 5 ล้านบาท ผ่อน 5 ปี ปีละ 1 ล้านบาท ในงบ ณ สิ้นปี ส่วนที่ต้องผ่อนปีหน้า 1 ล้านบาทจะแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน ส่วนที่เหลืออีก 3 ล้านบาทยังคงเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน การบันทึกบัญชีปรับปรุง ณ วันสิ้นปี (สมุดรายวันทั่วไป) รายการ เดบิต (บาท) เครดิต (บาท) เงินกู้ยืมระยะยาว 1,000,000 – ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี – 1,000,000 รายการนี้ทำให้งบแสดงฐานะการเงินสะท้อนภาระหนี้ที่แท้จริงของแต่ละช่วงเวลา หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง (รายการที่พบบ่อย) รายการหนี้สินไม่หมุนเวียนที่พบบ่อยในงบการเงินของธุรกิจไทยมีหลากหลาย ตั้งแต่เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นกู้ หนี้สินตามสัญญาเช่า ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน ไปจนถึงหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี ประมาณการหนี้สินระยะยาว รวมถึงรายการอื่นๆ เช่น เงินมัดจำรับระยะยาว ตั๋วเงินจ่ายระยะยาว และหนี้สินจากสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งแต่ละรายการมีลักษณะแตกต่างกัน 1. เงินกู้ยืมระยะยาว (Long-term Loans) เงินกู้ยืมระยะยาวเป็นรายการที่พบบ่อยที่สุดใน SME โดยมากเป็นเงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงิน มีสัญญากำหนดผ่อนชำระเกิน 1 ปี เช่น กู้ซื้อที่ดินและอาคาร กู้ขยายกิจการ หรือกู้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะยาว สิ่งที่ต้องดูในงบคือ ยอดเงินกู้คงเหลือทั้งหมด หักด้วย Current Portion (ส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในปี ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น) จึงเป็นยอดสุทธิที่แสดงในส่วนหนี้สินไม่หมุนเวียน 2. หุ้นกู้ (Debentures หรือ Bonds) หุ้นกู้คือตราสารหนี้ที่บริษัทออกเพื่อระดมทุนจากนักลงทุน ส่วนใหญ่พบในบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดจนกว่าจะครบกำหนดไถ่ถอน สำหรับ SME อาจไม่ค่อยพบรายการนี้ แต่ก็ควรรู้จักไว้เมื่อต้องอ่านงบการเงินของคู่ค้าหรือบริษัทที่จะร่วมลงทุน 3. หนี้สินตามสัญญาเช่าและเช่าซื้อ (Lease and Hire Purchase Liabilities) ตั้งแต่มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 16 หรือ TFRS 16 เรื่องสัญญาเช่า มีผลบังคับใช้ตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2563 กิจการที่เช่าสำนักงาน เช่าโกดัง หรือเช่ารถยนต์ระยะยาว ต้องรับรู้ภาระผูกพันจากสัญญาเช่าเป็นหนี้สินในงบด้วย ส่วนที่ครบกำหนดเกิน 12 เดือนจะแสดงเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน นอกจากนี้ สัญญาเช่าซื้อ (Hire Purchase) เช่น ผ่อนเครื่องจักร ผ่อนรถกระบะ ก็จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนในส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระเช่นกัน 4. ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน (Employee Benefit Obligations) ตามกฎหมายแรงงานกำหนดไว้ว่า กิจการต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานเมื่อเลิกจ้าง โดยคำนวณตามอายุงาน สูงสุด 400 วัน สำหรับพนักงานที่ทำงานครบ 20 ปีขึ้นไป ภาระผูกพันนี้ต้องประมาณการตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Valuation) แล้วบันทึกเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนในงบ เพราะเป็นภาระที่จะเกิดขึ้นในอนาคตระยะยาว 5. หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (Deferred Tax Liabilities) เกิดจากผลต่างชั่วคราวระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับฐานภาษีของสินทรัพย์หรือหนี้สิน พูดง่ายๆ คือ กิจการอาจจ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควรในปีนี้ แต่จะต้องจ่ายเพิ่มในอนาคต จึงบันทึกส่วนต่างเป็นหนี้สินไว้ก่อน ตัวอย่างเช่น กิจการคิดค่าเสื่อมราคาทางบัญชีด้วยวิธีเส้นตรง 10 ปี แต่ทางภาษีหักค่าเสื่อมเร่งได้ 5 ปี ผลต่างนี้ทำให้เกิดหนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี 6. ประมาณการหนี้สินระยะยาว (Long-term Provisions) เป็นหนี้สินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแต่ยังไม่แน่นอนในจำนวนเงินหรือเวลาที่จะจ่าย เช่น ค่ารื้อถอนอาคารเมื่อหมดสัญญาเช่าที่ดิน ค่าฟื้นฟูสภาพแวดล้อม หรือคดีความที่อยู่ระหว่างพิจารณาซึ่งมีโอกาสแพ้สูง กิจการต้องประมาณจำนวนเงินที่ดีที่สุดและบันทึกเป็นหนี้สินไว้ เมื่อมีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะต้องจ่ายในอนาคต ตัวอย่างหนี้สินไม่หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน ลองดูตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน (สมมุติ) ของบริษัท ข จำกัด เพื่อให้เห็นภาพว่ารายการเหล่านี้แสดงในงบอย่างไร รายการ ปีปัจจุบัน (บาท) ปีก่อนหน้า (บาท) เงินกู้ยืมระยะยาว (สุทธิจาก current portion) 8,000,000 9,000,000 หนี้สินตามสัญญาเช่า 3,500,000 4,200,000 ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน 1,200,000 1,000,000 หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี 450,000 380,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 13,150,000 14,580,000 จากตัวอย่าง จะเห็นว่าเงินกู้ยืมระยะยาวมีสัดส่วนมากที่สุด และภาระรวมลดลงจากปีก่อน แสดงว่ากิจการทยอยชำระหนี้ระยะยาวได้ตามแผน วิเคราะห์ธุรกิจ หนี้สินไม่หมุนเวียน กับอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) เป็นเครื่องมือที่ผู้บริหารและนักลงทุนใช้ประเมินว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับเงินทุนของผู้ถือหุ้น D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น ตัวอย่างการคำนวณ บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) รายการ จำนวน (บาท) หนี้สินรวม 20,000,000 ส่วนของผู้ถือหุ้น 10,000,000 D/E Ratio 20,000,000 / 10,000,000 = 2.0 เท่า ผลลัพธ์ 2.0 เท่า หมายความว่าทุกๆ 1 บาทที่เป็นทุนของผู้ถือหุ้น กิจการมีหนี้สิน 2 บาท ถ้าหนี้สินไม่หมุนเวียนมีสัดส่วนสูง D/E Ratio ก็จะสูงตามไปด้วย ผู้บริหารควรวางแผนกระแสเงินสดให้เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ในแต่ละงวด และเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น ธุรกิจผลิตอาหารมักมี D/E Ratio ไม่เกิน 2.0 เท่า ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อาจสูงถึง 3.0-5.0 เท่า สรุป – เข้าใจหนี้สินไม่หมุนเวียน ช่วยวางแผนธุรกิจได้ดีขึ้น หนี้สินไม่หมุนเวียนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ ขอเพียงเข้าใจว่ามีรายการอะไรบ้าง จำแนกให้ถูกต้องตามเกณฑ์ 12 เดือน และติดตามผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ ผู้ประกอบการก็สามารถบริหารหนี้ระยะยาวได้อย่างมั่นใจ จัดการบัญชีหนี้สินให้ครบถ้วน เริ่มต้นกับ PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการหนี้สิน จัดทำงบการเงิน และติดตามสถานะทางการเงินของกิจการได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนี้สินไม่หมุนเวียน ตั๋วเงินจ่าย เป็นหนี้สินหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาครบกำหนดของตั๋ว ถ้าตั๋วเงินจ่ายครบกำหนดภายใน 12 เดือน จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ถ้าครบกำหนดเกิน 12 เดือน เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน 3 ปี จัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน ดังนั้น ต้องดูที่ระยะเวลาครบกำหนดเป็นสำคัญ ไม่ใช่ประเภทของตราสาร เงินกู้ธนาคาร เป็นหนี้สินหมุนเวียนหรือไม่ เงินกู้ธนาคารอาจเป็นได้ทั้งสองประเภท ถ้าเป็นวงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) หรือเงินกู้ระยะสั้นที่ครบกำหนดภายในปี จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่เงินกู้ระยะยาว เช่น สินเชื่อซื้อเครื่องจักรผ่อน 5 ปี จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนในงบ ได้แก่ ส่วนที่ถึงกำหนดปีหน้า (Current Portion) อยู่ในหนี้สินหมุนเวียน และส่วนที่เหลืออยู่ในหนี้สินไม่หมุนเวียน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

13 min

สินค้าคงเหลือ คืออะไร วิธีจัดการและตีราคาตามหลักบัญชีที่ SME ต้องรู้

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไร ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือไม่ ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต๊อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนและภาษีที่คุณต้องจ่าย บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องสินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อนับสต๊อกแล้วตัวเลขผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำที่สุด สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน พูดง่าย ๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในสายการผลิต สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ธุรกิจซื้อมาขายไปมักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต๊อกซับซ้อนกว่ามาก วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือที่สรรพากรยอมรับ วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไปและสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่กรมสรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก วิธี FIFO (First-In, First-Out) FIFO คือวิธีตีราคาที่สมมติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือสั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ จากตัวอย่างเดิม จะคำนวณได้ดังนี้ ข้อแนะนำ: สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจนอย่างอาหารหรือเครื่องสำอาง FIFO จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และการจัดการผลต่าง การตรวจนับสต๊อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที สินค้าขาดหรือเกิน บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริงไม่ตรงกับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้ ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานโดยไม่มีหลักฐานชี้แจงที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการที่จดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด จัดการอย่างไร เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่า (NRV) ตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย หากคำนวณแล้วพบว่า NRV ต่ำกว่าต้นทุนเดิม กิจการต้องบันทึกเป็นขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลงเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบให้ครบถ้วน ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย เพื่อให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ผลกระทบของสต๊อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต๊อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนทันที ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่าความแม่นยำของข้อมูลสินค้าเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ หมายเหตุ: นอกจากการตีราคาและการบริหารสต๊อกแล้ว การเลือก “ระบบบันทึกบัญชี” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากคุณต้องการทราบว่าระบบบันทึกแบบ Perpetual และ Periodic มีการลงบันทึกเดบิต-เครดิตต่างกันอย่างไร สามารถอ่านบทความเจาะลึกของเราได้ที่ เจาะลึกบัญชี Perpetual vs Periodic พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก หัวใจสำคัญคือการเลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ ใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต๊อกสม่ำเสมอ และบันทึกรายการปรับปรุงให้ถูกต้องตามความเป็นจริง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต๊อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต๊อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์จัดการสต๊อกที่เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบันมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง แต่ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับให้ใช้งานได้ อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี คำนวณจากต้นทุนขายหารด้วยสต๊อกเฉลี่ย ยิ่งตัวเลขสูงแปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของสภาพคล่อง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ต.ค. 2026

PEAK Account

12 min

Perpetual vs Periodic ต่างกันยังไง เจาะลึกวิธีบันทึกบัญชีสต๊อกสินค้า

ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการสินค้าคงเหลือให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่เจ้าของธุรกิจและนักบัญชีหลายคนยังสับสนคือ เวลาเริ่มต้นทำบัญชี ควรเลือกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของทั้งสองระบบ พร้อมตัวอย่างการลงบันทึกบัญชี (เดบิต-เครดิต) ให้เห็นภาพชัดเจน เพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับกิจการได้อย่างถูกต้อง ทำไมต้องเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้า ตามมาตรฐานบัญชี กิจการที่มีสินค้าคงเหลือจะต้องเลือกนโยบายการบันทึกบัญชี 1 ใน 2 ระบบนี้ และเมื่อเลือกแล้วจะต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ การเลือกระบบที่ถูกต้องจะช่วยให้การทำงานของนักบัญชีง่ายขึ้น และทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นตัวเลขต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด เกณฑ์เปรียบเทียบ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) แบบสิ้นงวด (Periodic) การอัปเดตยอดสินค้า อัปเดตทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (Real-time) อัปเดตตอนสิ้นงวดเท่านั้น การรับรู้ต้นทุนขาย รู้ต้นทุนขายทันทีที่ขายสินค้า ต้องรอตรวจนับและคำนวณปลายงวด ความซับซ้อน สูงกว่า (ต้องบันทึกต้นทุนทุกรายการ) ต่ำกว่า (บันทึกรายได้ไปก่อน) เหมาะกับธุรกิจแบบไหน สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ, ขายออนไลน์ สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย เจาะลึกระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual) ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System) คือการบันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ขายอุปกรณ์ไอที สั่งซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้า 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคาตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท)เมื่อใช้ระบบ Perpetual ทุกครั้งที่ขายจะต้องบันทึก 2 คู่บัญชีเสมอ คือฝั่งรายได้และฝั่งต้นทุน บันทึกรายได้: บันทึกตัดสต๊อกและรับรู้ต้นทุน: การลงบัญชีแบบนี้ทำให้ผู้บริหารเห็นกำไรขั้นต้นได้ทันทีหลังจากที่ขายสินค้าเสร็จ เจาะลึกระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic) ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System) คือระบบที่ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะบันทึกรวบยอดซื้อเข้าไปก่อน แล้วรอจนถึงสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) ค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นนำมาเข้าสูตรเพื่อคำนวณหาต้นทุนขาย สูตรคำนวณ: ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด ตัวอย่างการลงบัญชี:สมมติบริษัท ก จำกัด ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท 1. บันทึกตอนซื้อสินค้าเข้าสังเกตว่าจะเดบิตไปที่บัญชี “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกในงบดุลจะไม่ขยับเลยจนกว่าจะถึงสิ้นงวด 2. บันทึกตอนขายสินค้าออก (ขาย 10 ตัว ราคา 350 บาท)บันทึกแค่รายได้เท่านั้น ไม่มีการบันทึกตัดต้นทุนขาย 3. บันทึกรายการปรับปรุงตอนสิ้นงวดสมมติว่าตอนสิ้นเดือน ตรวจนับสต๊อกพบว่ามีเมาส์เหลือ 90 ตัว (มูลค่าต้นทุน 18,000 บาท) กิจการจะต้องนำยอดนี้มาตั้งเป็นสินค้าคงเหลือปลายงวด และคำนวณต้นทุนขายดังนี้:(0 + 20,000) – 18,000 = ต้นทุนขาย 2,000 บาท SME ควรเลือกระบบไหนถึงจะดีที่สุด ไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ การเลือกขึ้นอยู่กับลักษณะการทำงานและความพร้อมของกิจการ อย่างไรก็ตาม สำหรับ SME ที่มีแนวโน้มจะเติบโต แนะนำให้วางระบบ Perpetual ตั้งแต่วันแรก เพราะเมื่อข้อมูลเยอะขึ้น ระบบนี้จะช่วยลดความผิดพลาดและให้ข้อมูลที่ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ข้อควรรู้เพิ่มเติม การเลือกระบบบันทึกบัญชีสินค้าเป็นรากฐานสำคัญของการทำธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะเลือกระบบ Perpetual ที่แสดงตัวเลขแบบเรียลไทม์ หรือ Periodic ที่เน้นการตรวจนับตอนสิ้นงวด สิ่งสำคัญคือการบันทึกให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและใช้อย่างสม่ำเสมอ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ รองรับการทำงานของระบบ Perpetual อย่างเต็มรูปแบบ ทุกครั้งที่คุณสร้างใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จรับเงิน ระบบจะวิ่งไปลงบันทึกรายได้และตัดบัญชีต้นทุนขายให้คุณอัตโนมัติ ช่วยลดข้อผิดพลาดในการลงบัญชีสองฝั่ง และให้คุณดูรายงานกำไรขั้นต้นได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการทำงานบัญชีให้ง่ายขึ้นตั้งแต่วันนี้ แหล่งอ้างอิง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบบัญชีสินค้า ใช้ระบบ Perpetual จำเป็นต้องนับสต๊อกปลายปีหรือไม่ จำเป็นต้องนับสต๊อก แม้ระบบ Perpetual จะบอกตัวเลขคงเหลือแบบเรียลไทม์ได้ แต่กิจการยังคงต้องทำ Physical Count ตอนปลายงวด เพื่อยืนยันว่าของที่มีอยู่จริงตรงกับตัวเลขในระบบหรือไม่ หากพบว่ามีของหายหรือชำรุด จะได้ปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องก่อนปิดงบ ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องใช้ระบบเหล่านี้หรือไม่ ไม่ต้องใช้ หากธุรกิจของคุณเป็นงานบริการล้วน ๆ และไม่มีสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ก็จะไม่มีบัญชีสินค้าคงเหลือในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในการให้บริการและมีมูลค่าสูง ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน PEAK ตั้งค่าระบบบันทึกบัญชีสินค้าแบบไหน โดยค่าเริ่มต้น (Default) ระบบของ PEAK จะถูกตั้งค่าการบันทึกสินค้าคงเหลือเป็นแบบ Perpetual เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานเห็นต้นทุนแบบเรียลไทม์ แต่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปปรับตั้งค่าในเมนูตั้งค่านโยบายบัญชี เพื่อเปลี่ยนเป็นระบบ Periodic ได้หากกิจการมีความจำเป็นต้องใช้ระบบนั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

14 min

ดอกเบี้ย คืออะไร เข้าใจทั้ง รับ-จ่าย บันทึกบัญชี ภาษี ครบ

ผู้ประกอบการ SME หลายคนเจอดอกเบี้ยทั้งฝั่งรับและฝั่งจ่าย แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องลงบัญชีอย่างไรและหักภาษีเท่าไหร่ โดยเฉพาะกรณีที่ให้กรรมการกู้ยืมเงิน ซึ่งสรรพากรมีเกณฑ์เฉพาะ บทความนี้อธิบายครบทุกมุม พร้อมตัวอย่าง Journal Entry ที่ใช้ได้ทันที ดอกเบี้ย คืออะไร? ดอกเบี้ย (Interest) คือ ค่าตอบแทนที่ผู้กู้จ่ายให้ผู้ให้กู้ เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการใช้เงินของอีกฝ่ายหนึ่งในช่วงเวลาที่กำหนด คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินต้น พูดง่ายๆ คือ “ค่าเช่าเงิน” ยืมเงิน 100,000 บาท ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เท่ากับต้องจ่ายค่าเช่าเงิน 5,000 บาทต่อปี องค์ประกอบหลักมี 3 ส่วน ดอกเบี้ยมีกี่ประเภท? ก่อนลงลึกเรื่องบัญชีและภาษี มาทำความเข้าใจประเภทดอกเบี้ยหลักๆ ที่ SME จะเจอบ่อย ประเภท วิธีคิด เหมาะกับ ดอกเบี้ยแบบง่าย (Simple Interest) คิดจากเงินต้นอย่างเดียว เงินกู้ระยะสั้น, ตั๋วสัญญาใช้เงิน ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) คิดจากเงินต้น + ดอกเบี้ยสะสม เงินฝากธนาคาร, สินเชื่อระยะยาว ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) อัตราเท่าเดิมตลอดสัญญา สินเชื่อ SME ที่ต้องการยอดผ่อนคงที่ ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ผันตามอัตราอ้างอิง เช่น MRR สินเชื่อธนาคารระยะยาว ดอกเบี้ยแบบง่าย (Simple Interest) คำนวณอย่างไร? สูตรคือ เงินต้น คูณอัตราดอกเบี้ยต่อปี คูณระยะเวลา (ปี) ตัวอย่างเช่น รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน เงินต้น — 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี — ระยะเวลา 1 ปี — ดอกเบี้ย 500,000 × 6% × 1 30,000 บาท ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest) ต่างกันอย่างไร? แบบทบต้นคิดจาก “เงินต้น + ผลตอบแทนที่สะสมไว้” ทำให้ยอดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละงวด ยิ่งฝากนานยิ่งได้ผลตอบแทนมาก แต่ถ้าเป็นฝั่งผู้กู้ก็หมายความว่ายิ่งจ่ายช้ายิ่งจ่ายแพง ดอกเบี้ยรับ คืออะไร? บันทึกบัญชีอย่างไร? เงินที่กิจการได้จากการให้คนอื่นใช้เงินของเรา เช่น ผลตอบแทนจากเงินฝากธนาคาร หรือจากการให้กู้ยืม ถือเป็น “รายได้อื่น” ในงบกำไรขาดทุน ตามมาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป) รายได้ส่วนนี้จัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 ตามประมวลรัษฎากร ผู้จ่ายจึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนจ่ายเงินให้เรา (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างบันทึกบัญชีดอกเบี้ยรับ สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคาร 10,000 บาท ธนาคารหัก ณ ที่จ่าย 1% ไว้ 100 บาท ได้รับเงินจริง 9,900 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินฝากธนาคาร 9,900 — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ลูกหนี้กรมสรรพากร) 100 — ดอกเบี้ยรับ — 10,000 เดบิตเงินฝากธนาคาร (เงินที่ได้จริง) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินที่โดนหักไว้ เอาไปเครดิตภาษีตอนยื่นปลายปีได้) เครดิตดอกเบี้ยรับ (รายได้เต็มจำนวน) ดอกเบี้ยจ่าย คืออะไร? หักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม? คือเงินที่กิจการจ่ายให้ผู้ให้กู้เป็นค่าตอบแทนการใช้เงิน เช่น ต้นทุนสินเชื่อธนาคาร หรือค่าเบิกเกินบัญชี (OD) ถือเป็น “ค่าใช้จ่ายทางการเงิน” ในงบกำไรขาดทุน ต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในกิจการ สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เพราะไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ตัวอย่างบันทึกบัญชีดอกเบี้ยจ่าย บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้ธนาคาร 20,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ดอกเบี้ยจ่าย 20,000 — เงินฝากธนาคาร — 20,000 กรณีนี้ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะธนาคารพาณิชย์ได้รับยกเว้นการถูกหักภาษีดอกเบี้ย (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) หัก ณ ที่จ่ายดอกเบี้ย อัตราเท่าไหร่? ใครต้องหัก? เมื่อกิจการจ่ายค่าตอบแทนการกู้ยืมให้ใคร ต้องดูว่าผู้รับเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เพราะอัตราหักภาษีต่างกัน ผู้รับดอกเบี้ย อัตราหัก ณ ที่จ่าย แบบที่ใช้ยื่น หมายเหตุ นิติบุคคล 1% ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีที่หักจากบริษัท) ยกเว้นธนาคารพาณิชย์ ไม่ต้องหัก บุคคลธรรมดา 15% ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นภาษีที่หักจากดอกเบี้ย) ดอกเบี้ยเงินฝาก 20,000 บาทแรก/ปี ยกเว้น (ข้อมูลจากประมวลรัษฎากร มาตรา 3 เตรส และมาตรา 50(2)) ข้อควรระวัง ถ้าจ่ายให้บริษัทที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น บริษัทในเครือให้กู้ยืมกัน ต้องหัก 1% ทุกครั้ง ถ้าลืมหัก กิจการผู้จ่ายต้องรับผิดชอบภาษีส่วนนั้นเอง พร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ดอกเบี้ยเงินกู้กรรมการ สรรพากรมีกฎอะไรบ้าง? กรณีที่บริษัทให้กรรมการกู้ยืมเงิน สรรพากรกำหนดว่าต้องคิดค่าตอบแทนในอัตราไม่ต่ำกว่าตลาด ถ้าไม่คิดหรือคิดต่ำเกินไป สรรพากรมีอำนาจประเมินรายได้เพิ่มให้บริษัท และเรียกเก็บภาษีจากส่วนที่ควรจะได้รับ (ข้อมูลจากคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528) ทำไมบริษัทต้องคิดดอกเบี้ยจากกรรมการ? เหตุผลหลักคือป้องกันการถ่ายโอนผลประโยชน์ ถ้าบริษัทมีกำไรแล้วให้กรรมการกู้ไปใช้ส่วนตัวโดยไม่คิดดอกเบี้ย เท่ากับกรรมการได้ประโยชน์จากเงินบริษัทโดยไม่มีค่าตอบแทน สรรพากรจึงมองว่าบริษัทสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ อัตราดอกเบี้ยที่สรรพากรยอมรับ คือเท่าไหร่? สรรพากรใช้หลักการ “ไม่ต่ำกว่าอัตราตลาด” โดยอ้างอิงจาก ตัวอย่าง: บริษัทให้กรรมการกู้ บันทึกบัญชีอย่างไร? บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ให้กรรมการกู้ยืม 500,000 บาท คิดดอกเบี้ย 5% ต่อปี ครบ 1 ปี ดอกเบี้ย 25,000 บาท กรรมการจ่ายดอกเบี้ยคืน โดยบริษัทต้องหัก ณ ที่จ่าย 15% (กรรมการเป็นบุคคลธรรมดา) ขั้นที่ 1 — คำนวณดอกเบี้ยและภาษี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ดอกเบี้ยรับ 500,000 × 5% × 1 ปี 25,000 บาท หัก ณ ที่จ่าย 15% 25,000 × 15% 3,750 บาท เงินสดรับจริง 25,000 – 3,750 21,250 บาท ขั้นที่ 2 — บันทึกบัญชี รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด 21,250 — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ลูกหนี้กรมสรรพากร) 3,750 — ดอกเบี้ยรับ — 25,000 บริษัทบันทึกดอกเบี้ยรับ 25,000 บาท เป็นรายได้เต็มจำนวน ส่วนภาษี 3,750 บาทนำไปเครดิตภาษีตอนยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ได้ สรุป – ดอกเบี้ยรับ vs ดอกเบี้ยจ่าย เปรียบเทียบให้เห็นภาพ หัวข้อ ดอกเบี้ยรับ ดอกเบี้ยจ่าย ความหมาย เงินที่กิจการได้จากการให้กู้/ฝากเงิน เงินที่กิจการจ่ายเป็นค่ากู้ยืม ประเภทในบัญชี รายได้อื่น (Other Income) ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Cost) ผลทางภาษี เป็นรายได้ ต้องเสียภาษี เป็นค่าใช้จ่าย หักภาษีได้ ถูกหัก ณ ที่จ่าย ถูกหัก 1% (นิติบุคคล) หรือ 15% (บุคคลธรรมดา) ผู้จ่ายเป็นคนหัก สิ่งที่ SME ควรทำคือ ตรวจสอบว่าบันทึกดอกเบี้ยถูกฝั่งหรือไม่ (รายได้ vs ค่าใช้จ่าย) หักภาษีครบหรือไม่ และถ้ามีเงินกู้กรรมการ ต้องคิดดอกเบี้ยตามเกณฑ์สรรพากร จัดการบัญชีดอกเบี้ยให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณบันทึกรายการฝั่งรับ-จ่ายได้ถูกต้องตามมาตรฐาน คำนวณภาษีอัตโนมัติผ่าน PEAK Tax และออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ ได้ทันที ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้กรรมการ มีผลอย่างไร? สรรพากรมีอำนาจประเมินรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มให้บริษัท ทำให้บริษัทต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากดอกเบี้ยที่ “ควรจะได้รับ” แม้จะไม่ได้เก็บจริง พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกด้วย วิธีป้องกันคือทำสัญญาเงินกู้ให้ชัดเจนและคิดดอกเบี้ยตามอัตราตลาด ดอกเบี้ยค้างรับ vs ดอกเบี้ยค้างจ่าย ต่างกันอย่างไร? ดอกเบี้ยค้างรับ (Accrued Interest Receivable) คือดอกเบี้ยที่กิจการมีสิทธิ์ได้รับแล้วแต่ยังไม่ได้เงิน ส่วนดอกเบี้ยค้างจ่าย (Accrued Interest Payable) คือดอกเบี้ยที่กิจการต้องจ่ายแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ทั้งคู่เป็นรายการปรับปรุง ณ วันสิ้นงวดเพื่อให้งบการเงินแสดงตัวเลขตรงกับความเป็นจริง ดอกเบี้ยจ่ายกรณีไหนหักค่าใช้จ่ายไม่ได้? ดอกเบี้ยที่กู้มาเพื่อใช้ส่วนตัวของกรรมการ ไม่เกี่ยวกับกิจการ จะถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี และหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ ดอกเบี้ยจะหักได้ต่อเมื่อเป็นการกู้ยืมเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการเท่านั้น (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) บริษัทจ่ายดอกเบี้ยให้บริษัทในเครือ ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม? ต้องหัก 1% ทุกครั้ง เนื่องจากสิทธิ์ยกเว้นการถูกหักภาษีดอกเบี้ยเป็นของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเท่านั้น บริษัทในเครือที่ให้กู้ยืมกันไม่ได้รับยกเว้น ผู้จ่ายต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

มัดจำ คืออะไร บันทึกบัญชีอย่างไร

ผู้ประกอบการหลายคนรับเงินมัดจำจากลูกค้าแล้วบันทึกเป็นรายได้ทันที ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด เพราะเงินมัดจำยังไม่ใช่รายได้ แต่เป็นหนี้สินที่ต้องคืนหรือหักตอนส่งมอบงาน บทความนี้อธิบายวิธีบันทึกบัญชีเงินมัดจำทั้งฝั่งรับและฝั่งจ่าย พร้อมตอบว่าต้องออก VAT ตอนไหน และแสดงตัวอย่างการบันทึกบัญชีจากธุรกิจจริง มัดจำ คืออะไร เงินมัดจำ หรือ Deposit คือ เงินหรือทรัพย์สินที่ฝ่ายหนึ่งมอบให้อีกฝ่ายตอนทำสัญญา เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะทำตามข้อตกลง กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377-381 กำหนดเรื่องนี้ไว้ชัดเจน ถ้าทั้งสองฝ่ายทำตามสัญญาจนครบ เงินมัดจำจะถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินค้าหรือบริการ แต่ถ้าฝ่ายที่วางเงินผิดสัญญา อีกฝ่ายมีสิทธิริบได้ และถ้าฝ่ายรับเป็นคนผิดสัญญา ต้องคืนเงินให้ ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น ร้านขายเฟอร์นิเจอร์รับเงินจากลูกค้า 30% ก่อนเริ่มผลิต หรือบริษัทรับเหมารับเงินก่อนเริ่มงาน มัดจำ ต่างจาก เงินจอง เงินประกัน และเงินล่วงหน้า อย่างไร คำเหล่านี้คนมักใช้สลับกัน แต่ทางบัญชีและกฎหมายมีความหมายต่างกัน รายการ ความหมาย คืนได้ไหม ริบได้ไหม เงินมัดจำ หลักประกันตามสัญญา ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 377 ได้ ถ้าทำตามสัญญา ได้ ถ้าผู้วางผิดสัญญา เงินจอง แสดงเจตนาจะซื้อ ยังไม่ผูกพันเต็มที่ ขึ้นกับข้อตกลง ขึ้นกับข้อตกลง เงินประกัน หลักประกันความเสียหาย เช่น ค่าเช่า ได้ เมื่อหมดสัญญาและไม่มีความเสียหาย ไม่ได้ (หักเฉพาะค่าเสียหาย) เงินล่วงหน้า จ่ายค่าสินค้า/บริการก่อนรับของ หักกับราคาเต็ม ไม่ได้ จุดสำคัญ คือ เงินมัดจำมีกฎหมายรองรับเรื่องการริบชัดเจน ส่วนเงินจองขึ้นกับสัญญาที่ตกลงกัน เงินมัดจำ บันทึกบัญชีอย่างไร หลักการสำคัญ คือ เงินมัดจำยังไม่ใช่รายได้และยังไม่ใช่ค่าใช้จ่าย จนกว่าจะส่งมอบสินค้าหรือบริการเสร็จ วิธีบันทึกแบ่งตามฝั่งผู้รับและฝั่งผู้จ่าย ฝั่งผู้รับเงินมัดจำ บันทึกเป็นหนี้สิน (เงินรับล่วงหน้า) เมื่อกิจการรับเงินมัดจำจากลูกค้า ต้องบันทึกเป็น “เงินมัดจำรับ” ในหมวดหนี้สินหมุนเวียน เพราะยังมีภาระต้องส่งมอบสินค้าหรือบริการตามสัญญา ตอนรับเงินมัดจำ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 100,000 — เงินมัดจำรับ (หนี้สิน) — 100,000 ตอนส่งมอบงานเสร็จ (หักมัดจำเป็นส่วนหนึ่งของรายได้) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — เงินสด / ลูกหนี้ (ส่วนที่เหลือ) 400,000 — รายได้จากการขาย / บริการ — 500,000 ฝั่งผู้จ่ายเงินมัดจำ บันทึกเป็นสินทรัพย์ เมื่อกิจการจ่ายเงินมัดจำให้คู่ค้า ต้องบันทึกเป็น “เงินมัดจำจ่าย” ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียน เพราะมีสิทธิ์ได้รับสินค้า บริการ หรือเงินคืนในอนาคต ตอนจ่ายเงินมัดจำ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำจ่าย (สินทรัพย์) 100,000 — เงินสด / ธนาคาร — 100,000 ตอนรับสินค้า/บริการครบ (หักมัดจำออกจากยอดที่ต้องจ่าย) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ต้นทุนสินค้า / ค่าบริการ 500,000 — เงินมัดจำจ่าย — 100,000 เงินสด / เจ้าหนี้ (ส่วนที่เหลือ) — 400,000 เงินมัดจำ ต้องออกใบกำกับภาษี (VAT) เมื่อไหร่ สำหรับกิจการที่จดทะเบียน VAT เรื่องนี้เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิด ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 กำหนดว่า จุดรับรู้ภาษี (Tax Point) เกิดขึ้นเมื่อรับชำระเงิน ไม่ว่าจะส่งมอบสินค้าหรือบริการแล้วหรือยัง กิจการที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทันทีที่รับเงินมัดจำ โดยคำนวณ VAT 7% จากจำนวนเงินที่ได้รับ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) ยกตัวอย่าง ลูกค้าวางมัดจำ 107,000 บาท (รวม VAT) รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่ามัดจำก่อน VAT 107,000 ÷ 1.07 100,000 บาท VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 บาท ยอดรวม — 107,000 บาท บันทึกบัญชีตอนรับเงินมัดจำ (กิจการจด VAT) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 107,000 — เงินมัดจำรับ — 100,000 ภาษีขาย (VAT) — 7,000 ต้องออกเอกสารให้ลูกค้าภายในวันที่รับเงิน เพื่อนำส่งภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ของเดือนที่รับเงิน ข้อควรระวัง คือ ถ้ารับเงินแล้วไม่ออกเอกสาร VAT หรือออกล่าช้า อาจถูกประเมินภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับจากกรมสรรพากร กรณีที่กิจการ ไม่ได้จด VAT ไม่ต้องออกเอกสาร VAT ให้ออกใบเสร็จรับเงินปกติแทน และบันทึกบัญชีเป็นหนี้สินเหมือนเดิม ริบเงินมัดจำ บันทึกบัญชีอย่างไร เมื่อลูกค้าผิดสัญญาและกิจการใช้สิทธิริบเงินมัดจำ เงินนั้นจะกลายเป็น “รายได้อื่น” ของกิจการทันที ไม่ใช่รายได้จากการขายหรือบริการ บันทึกบัญชีตอนริบเงินมัดจำ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — รายได้อื่น (เงินมัดจำริบ) — 100,000 รายได้จากการริบมัดจำต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย สำหรับ VAT ได้ออกเอกสารไปแล้วตอนรับเงิน จึงไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม ในทางกลับกัน ถ้ากิจการเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนเงินให้ลูกค้าพร้อมจ่ายเพิ่มอีกเท่าตัว (ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 380) วิธีบันทึก คือ ตัดยอดออกจากบัญชี แล้วบันทึกส่วนที่จ่ายเพิ่มเป็นค่าใช้จ่ายอื่น กรณีต้องคืนมัดจำ + จ่ายเพิ่ม (ฝ่ายรับผิดสัญญา) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — ค่าใช้จ่ายอื่น (ค่าเสียหายจากผิดสัญญา) 100,000 — เงินสด / ธนาคาร — 200,000 ตัวอย่างบันทึกบัญชีเงินมัดจำ จากธุรกิจจริง ตัวอย่าง 1 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับเหมาสร้างอาคาร มูลค่างาน 1,000,000 บาท (ไม่รวม VAT) ลูกค้าวางมัดจำ 30% ก่อนเริ่มงาน กิจการจดทะเบียน VAT ขั้นที่ 1 — รับเงินมัดจำ 30% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่ามัดจำ 1,000,000 × 30% 300,000 บาท VAT 7% 300,000 × 7% 21,000 บาท ลูกค้าจ่ายรวม — 321,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 321,000 — เงินมัดจำรับ — 300,000 ภาษีขาย — 21,000 ออกใบกำกับภาษีมูลค่า 321,000 บาท ในวันที่รับเงิน ขั้นที่ 2 — ส่งมอบงานเสร็จและวางบิลส่วนที่เหลือ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่างานที่เหลือ 1,000,000 – 300,000 700,000 บาท VAT 7% ส่วนที่เหลือ 700,000 × 7% 49,000 บาท ลูกค้าจ่ายเพิ่ม — 749,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 300,000 — เงินสด / ลูกหนี้ 749,000 — รายได้จากบริการ — 1,000,000 ภาษีขาย (ส่วนที่เหลือ) — 49,000 ตัวอย่าง 2 ธุรกิจขายสินค้า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายเครื่องจักร มูลค่า 500,000 บาท (ไม่รวม VAT) รับมัดจำ 20% กิจการจดทะเบียน VAT ขั้นที่ 1 — รับเงินมัดจำ 20% รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน มูลค่ามัดจำ 500,000 × 20% 100,000 บาท VAT 7% 100,000 × 7% 7,000 บาท ลูกค้าจ่ายรวม — 107,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด / ธนาคาร 107,000 — เงินมัดจำรับ — 100,000 ภาษีขาย — 7,000 ขั้นที่ 2 — ส่งมอบเครื่องจักรและรับเงินส่วนที่เหลือ รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ค่าสินค้าที่เหลือ 500,000 – 100,000 400,000 บาท VAT 7% ส่วนที่เหลือ 400,000 × 7% 28,000 บาท ลูกค้าจ่ายเพิ่ม — 428,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินมัดจำรับ 100,000 — เงินสด / ลูกหนี้ 428,000 — รายได้จากการขาย — 500,000 ภาษีขาย (ส่วนที่เหลือ) — 28,000 ข้อควรระวังเรื่องเงินมัดจำ ที่ SME มักพลาด เรื่องที่พลาดบ่อยที่สุด คือ บันทึกเงินมัดจำเป็นรายได้ทันทีที่ได้รับ ซึ่งทำให้งบกำไรขาดทุนแสดงรายได้เกินจริง และอาจเสียภาษีเงินได้มากกว่าที่ควร อีกจุดที่ต้องระวัง คือ เอกสารสัญญา ควรระบุชัดเจนว่าเงินที่รับเป็น “เงินมัดจำ” ไม่ใช่ “เงินจอง” หรือ “เงินล่วงหน้า” ถ้าสัญญาเขียนไม่ชัด อาจมีปัญหาตอนใช้สิทธิริบ สำหรับกิจการที่จด VAT ต้องออกเอกสารภาษีในเดือนเดียวกับที่รับเงิน ไม่ใช่รอจนส่งมอบงานเสร็จ (ดูรายละเอียดในหัวข้อ VAT ด้านบน) สรุป – เงินมัดจำ สิ่งที่ต้องจำ จัดการบัญชีเงินมัดจำให้เป็นระบบด้วย PEAK เงินมัดจำมีหลายขั้นตอนตั้งแต่รับเงิน ออกเอกสารภาษี จนถึงหักเป็นรายได้ตอนส่งมอบงาน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายการรับ-จ่าย ออกเอกสารภาษี และจัดทำรายงานด้วย PEAK Tax แบบอัตโนมัติ ลดงานซ้ำและลดความผิดพลาด – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับเงินมัดจำ มัดจำเท่าไหร่ถึงเหมาะสม กฎหมายไม่ได้กำหนดสัดส่วนตายตัว แต่ธุรกิจทั่วไปมักรับมัดจำ 10-30% ของมูลค่างาน ขึ้นกับลักษณะธุรกิจ เช่น งานรับเหมาที่ต้องซื้อวัสดุล่วงหน้ามักรับมัดจำสูงกว่าธุรกิจขายสินค้าสำเร็จรูป รับเงินมัดจำแล้วต้องออกเอกสารอะไรให้ลูกค้าบ้าง ถ้าจด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทันทีในวันที่รับเงิน ถ้ายังไม่จด VAT ให้ออกใบเสร็จรับเงินปกติแทน ทั้งสองกรณีควรเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี ลูกค้าขอคืนมัดจำได้ไหม ถ้ายังไม่ได้เริ่มงาน ต้องดูข้อตกลงในสัญญา ถ้าสัญญาระบุว่าคืนได้ก่อนเริ่มงาน ก็ต้องคืน แต่ถ้าสัญญาไม่ได้ระบุ ให้ดูกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 378 ซึ่งกำหนดว่าถ้ายังไม่เริ่มงานและไม่มีฝ่ายใดผิดสัญญา ต้องคืน เงินมัดจำที่ได้รับ ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม เงินมัดจำยังไม่ใช่ค่าจ้างหรือค่าบริการ จึงยังไม่ต้องหัก ณ ที่จ่ายในขั้นตอนนี้ การหัก ณ ที่จ่ายจะเกิดขึ้นตอนจ่ายค่าบริการจริงเมื่อส่งมอบงาน เงินมัดจำ กับ เงินจอง ในทางบัญชีบันทึกเหมือนกันไหม วิธีบันทึกบัญชีคล้ายกัน คือ ยังไม่รับรู้เป็นรายได้ แต่ต่างกันที่สิทธิทางกฎหมาย เงินมัดจำมีกฎหมายแพ่งฯ รองรับเรื่องการริบชัดเจน ส่วนเงินจองขึ้นกับสัญญา ทางบัญชีควรแยกบัญชีให้ชัดว่าเป็น “เงินมัดจำรับ” หรือ “เงินจองรับ” เพื่อความโปร่งใส ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

15 ต.ค. 2026

PEAK Account

15 min

P/BV คืออะไร วิธีประเมินมูลค่าบริษัทเบื้องต้นสำหรับ SME

ถ้าวันหนึ่งมีคนถามว่า “ธุรกิจคุณมูลค่าเท่าไหร่?” คุณจะตอบได้ไหม? P/BV (Price to Book Value) คืออัตราส่วนที่บอกว่า “ธุรกิจถูกตีค่าสูงหรือต่ำกว่าสิ่งที่มีอยู่จริง” โดยเทียบราคากับ Book Value ในงบดุล บทความนี้จะพาคุณเข้าใจสูตร วิธีแปลผล และสถานการณ์ที่ SME ใช้ได้จริง ไม่ว่าจะขายกิจการ หาผู้ร่วมทุน หรือแบ่งหุ้น P/BV คืออะไร? (Price to Book Value Ratio) อัตราส่วนนี้เปรียบเทียบ “ราคาที่ตลาดให้” กับ “Book Value” เพื่อดูว่าราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกิจการ ถ้า P/BV = 1 แปลว่าทั้งสองค่าเท่ากันพอดี ทำความเข้าใจ Book Value (มูลค่าทางบัญชี) และความสัมพันธ์กับราคาหุ้น Book Value หรือมูลค่าทางบัญชีคือ “ส่วนของเจ้าของ” ที่เหลืออยู่ในกิจการ คำนวณจากสินทรัพย์รวมหักด้วยหนี้สินรวมทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ถ้าบริษัทขายทรัพย์สินทุกอย่างแล้วจ่ายหนี้หมด จะมีเงินเหลือคืนเจ้าของเท่าไหร่ ราคาหุ้นอาจสูงหรือต่ำกว่า Book Value ได้ ขึ้นอยู่กับความคาดหวังเรื่องการเติบโต กำไรในอนาคต และปัจจัยอื่น อัตราส่วนนี้จึงบอกว่า “กิจการถูกตีค่าแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับสิ่งที่มีอยู่จริง” สูตรคำนวณ P/BV และวิธีคิดทีละขั้นตอน สูตรหลักมีเพียง 2 ส่วน สูตรที่ 1 — คำนวณ P/BV P/BV (เท่า) = ราคาหุ้น (บาท) ÷ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (บาท) สูตรที่ 2 — คำนวณมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (บาท) = ส่วนของผู้ถือหุ้น (บาท) ÷ จำนวนหุ้นทั้งหมด (หุ้น) วิธีคำนวณ Book Value จากงบการเงิน (สินทรัพย์รวม − หนี้สินรวม) สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทำตาม 3 ขั้นตอนนี้ Book Value (บาท) = สินทรัพย์รวม (บาท) − หนี้สินรวม (บาท) ผลลัพธ์ที่ได้ต้องตรงกับ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” ในงบดุล (ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) ถ้าไม่ตรง ให้ตรวจสอบว่าตัวเลขมาจากงบงวดเดียวกันหรือไม่ ตัวอย่างการคำนวณ P/BV แบบเข้าใจง่าย (พร้อมตัวเลขสมมติ) สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้ ขั้นที่ 1 — คำนวณ Book Value รายการ จำนวน สินทรัพย์รวม 10,000,000 บาท หนี้สินรวม 4,000,000 บาท Book Value (ส่วนของผู้ถือหุ้น) 6,000,000 บาท ขั้นที่ 2 — คำนวณ Book Value per Share รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ จำนวนหุ้นทั้งหมด — 100,000 หุ้น Book Value per Share 6,000,000 ÷ 100,000 60 บาท/หุ้น ขั้นที่ 3 — คำนวณ P/BV รายการ วิธีคำนวณ ผลลัพธ์ ราคาซื้อขายหุ้น (สมมติ) — 90 บาท/หุ้น P/BV 90 ÷ 60 1.5 เท่า ผลลัพธ์ 1.5 เท่า หมายความว่าราคาซื้อขายสูงกว่า Book Value อยู่ 50% เพราะผู้ซื้อเชื่อว่าบริษัทนี้มีศักยภาพเติบโตได้อีก P/BV เท่าไหร่ถึงดี? วิธีอ่านและแปลผล P/BV Ratio ไม่มีตัวเลข P/BV ที่ “ดี” ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรม และสถานการณ์ แต่มีกรอบคร่าว ๆ ที่ช่วยให้อ่านค่าได้ ค่า P/BV ความหมายเบื้องต้น P/BV < 1 ราคาต่ำกว่า Book Value P/BV = 1 ราคาเท่ากับ Book Value พอดี P/BV 1–3 ช่วงปกติสำหรับหลายอุตสาหกรรม P/BV > 3 ตลาดให้มูลค่าสูง อาจเพราะเห็นศักยภาพเติบโต P/BV < 1 หมายความว่าอะไร? (หุ้นถูก หรือ บริษัทมีปัญหา) ค่าต่ำกว่า 1 แปลว่าราคาซื้อขายต่ำกว่าสินทรัพย์สุทธิ มีสองกรณีที่เป็นไปได้ กรณีแรกคือกิจการถูกประเมินต่ำเกินจริง ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุน กรณีที่สองคือกิจการมีปัญหาจริง เช่น ขาดทุนต่อเนื่อง สินทรัพย์ในงบเป็นของที่ขายยากหรือเสื่อมค่าแล้ว ต้องดูควบคู่กับงบกำไรขาดทุนด้วย P/BV > 1 หมายความว่าอะไร? ค่าสูงกว่า 1 แปลว่ามีคนยอมจ่ายแพงกว่ามูลค่าในงบ มักเกิดกับธุรกิจที่กำลังเติบโตเร็ว มีกำไรดี หรือมีสินทรัพย์ที่ไม่ได้สะท้อนในงบ เช่น แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ฐานลูกค้าใหญ่ หรือทีมงานที่เก่ง ข้อควรรู้: P/BV เฉลี่ยในแต่ละอุตสาหกรรม P/BV เฉลี่ยต่างกันตามอุตสาหกรรม ข้อมูลจากหน้าความรู้ผู้ลงทุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยชี้ว่าธุรกิจธนาคารมักมี P/BV ต่ำ (0.5–1.5 เท่า) เพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นเงินที่สะท้อนในงบอยู่แล้ว ขณะที่ธุรกิจเทคโนโลยีมักมี P/BV สูง (3–10 เท่า) เพราะมูลค่าอยู่ที่ทรัพย์สินทางปัญญาและการเติบโตในอนาคต สำหรับ SME ไทย ค่าที่ “เหมาะสม” ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะใช้ ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป เมื่อไหร่ที่ SME ต้องใช้ P/BV? (Use Case จริงสำหรับผู้ประกอบการ) บทความส่วนใหญ่เขียนเรื่อง P/BV สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น แต่ผู้ประกอบการ SME ก็ใช้ได้ในหลายสถานการณ์ การประเมินมูลค่าเมื่อต้องการขายกิจการ หรือหาผู้ร่วมทุน เมื่อมีคนสนใจซื้อกิจการหรือเข้ามาเป็นผู้ร่วมทุน คำถามแรกคือ “ธุรกิจนี้มูลค่าเท่าไหร่?” การแบ่งหุ้นส่วน จัดโครงสร้างบริษัท หรือเพิ่มทุน ถ้าต้องรับหุ้นส่วนเข้ามาใหม่หรือเพิ่มทุน ต้องตีราคาหุ้นให้ยุติธรรม การเตรียมข้อมูลยื่นขอสินเชื่อหรือกู้เงินธนาคาร ธนาคารดู Book Value เป็นหนึ่งในเกณฑ์ประเมินความแข็งแกร่งของกิจการ เปรียบเทียบ P/BV กับ P/E และ EV/EBITDA (เลือกใช้อัตราส่วนไหนดี?) P/BV ไม่ใช่ ratio เดียวที่ใช้ตีมูลค่าบริษัท แต่ละตัวเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน อัตราส่วน สูตร เหมาะกับ ข้อจำกัด P/BV ราคาหุ้น ÷ BV per Share ธุรกิจที่มีสินทรัพย์ชัดเจน เช่น อสังหาฯ ธนาคาร ไม่สะท้อนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน P/E ราคาหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น ธุรกิจที่มีกำไรสม่ำเสมอ ใช้ไม่ได้ถ้าบริษัทขาดทุน EV/EBITDA มูลค่ากิจการ ÷ กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม เปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรม คำนวณซับซ้อนกว่า สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น P/BV เป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุด เพราะใช้ข้อมูลจากงบดุลที่ทุกบริษัทต้องจัดทำอยู่แล้ว ส่วน P/E เหมาะกับกิจการที่ทำกำไรได้แล้ว และ EV/EBITDA เหมาะกับการเปรียบเทียบเชิงลึกมากขึ้น ข้อจำกัดของ P/BV ที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องระวัง P/BV เป็นเครื่องมือเบื้องต้นที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวชี้วัดเดียว เพราะมีข้อจำกัดหลายประการ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) และมูลค่าที่ไม่อยู่ในงบการเงิน Book Value สะท้อนแค่สิ่งที่บันทึกไว้ในงบดุล แต่หลายอย่างที่มีมูลค่ากลับไม่อยู่ในนั้น เช่น แบรนด์ที่ลูกค้ารู้จัก ฐานลูกค้าที่สะสมมาหลายปี ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ หรือเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้อาจมีมูลค่ามหาศาลแต่ P/BV มองไม่เห็น ข้อจำกัดเมื่อนำไปใช้กับธุรกิจแนว Asset-Light หรือ Tech Startup ธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งพาสินทรัพย์ถาวร เช่น SaaS สตาร์ทอัพ หรือธุรกิจบริการ มักมี Book Value ต่ำเพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นคน ซอฟต์แวร์ หรือความรู้ ทำให้ P/BV สูงมากหรือไม่สะท้อนมูลค่าจริง ธุรกิจเหล่านี้ควรใช้ ratio อื่นร่วมด้วย เช่น P/E หรือ EV/EBITDA สรุป — เริ่มต้นตีมูลค่าธุรกิจด้วย P/BV วันนี้ เช็กงบการเงินและ Book Value ของธุรกิจคุณได้ง่ายๆ ผ่าน PEAK PEAK ช่วยให้คุณดูงบดุล งบกำไรขาดทุน และส่วนของผู้ถือหุ้นได้แบบ real-time ผ่าน Dashboard ที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องรอปิดงบสิ้นปี ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการเงินให้อัตโนมัติ เหมาะกับผู้ประกอบการที่อยากรู้ “สถานะจริง” ของธุรกิจตัวเองทุกเมื่อ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ P/BV P/BV ใช้กับบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้ไหม? ได้ แม้ “ราคาหุ้น” จะไม่มีราคาตลาดอ้างอิง แต่คุณสามารถใช้ราคาที่ตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หรือราคาพาร์ (มูลค่าหุ้นที่จดทะเบียน) มาคำนวณแทนได้ หลายบริษัท SME ใช้วิธีนี้ตอนเจรจากับนักลงทุนหรือหุ้นส่วนใหม่ Book Value ติดลบได้ไหม? ถ้าติดลบแปลว่าอะไร? ได้ ถ้าหนี้สินรวมมากกว่าสินทรัพย์รวม Book Value จะติดลบ หมายความว่าถ้าขายทุกอย่างก็ยังไม่พอจ่ายหนี้ กรณีนี้ P/BV ใช้ไม่ได้เพราะตัวหารติดลบ ต้องดูจาก ratio อื่นแทน P/BV กับ P/E ต่างกันอย่างไร? ใช้ตัวไหนดีกว่า? P/BV วัดเทียบกับ “สิ่งที่บริษัทเป็นเจ้าของหลังหักหนี้” ส่วน P/E วัดเทียบกับ “ความสามารถทำกำไร” ถ้าบริษัทขาดทุนอยู่ ใช้ P/E ไม่ได้ แต่ P/BV ยังใช้ได้ ในทางปฏิบัติ การดูทั้งสองตัวควบคู่กันจะให้ภาพที่ครบถ้วนที่สุด ทำไม Book Value ในงบการเงินจึงอาจไม่ตรงกับมูลค่าจริงของธุรกิจ? งบการเงินบันทึกสินทรัพย์ตามราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ซื้อ ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน (ตามหลักบัญชี NPAEs/TFRS) เช่น ที่ดินที่ซื้อมา 10 ปีที่แล้วอาจบันทึกไว้ 5 ล้าน แต่ราคาตลาดวันนี้อาจ 20 ล้าน ในทางกลับกัน เครื่องจักรอาจบันทึกสูงแต่มูลค่าจริงต่ำกว่า ดังนั้น Book Value จึงเป็นแค่ “ภาพเบื้องต้น” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

14 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เงินสดย่อย (Petty Cash) คืออะไร วิธีตั้งวงเงิน เบิกชดเชย บันทึกบัญชี

เงินสดย่อย คืออะไร และสำคัญอย่างไร? เงินสดย่อย คือ เงินสดจำนวนไม่มากที่บริษัทกันไว้ในสำนักงาน เพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่คุ้มจะออกเช็คหรือรอรอบโอนเงิน เช่น ค่าเมสเซนเจอร์ ค่าน้ำดื่ม และวัสดุสำนักงานเร่งด่วน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Petty Cash ซึ่ง petty แปลว่า เล็กน้อย ในงบแสดงฐานะการเงิน เงินก้อนนี้รวมอยู่ในเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เพราะเป็นเงินสดในมือที่บริษัทใช้ได้ทันที สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ระบบเงินสดย่อยแบบวงเงินคงที่ (Imprest System) ทำงานอย่างไร? ระบบเงินสดย่อยที่นิยมที่สุดคือระบบวงเงินคงที่ (Imprest System คือการกำหนดวงเงินไว้ตายตัว แล้วเบิกชดเชยเท่ายอดที่ใช้ไปทุกรอบ) หลักการคือ เงินสดในกล่องบวกใบเสร็จที่จ่ายไป ต้องเท่ากับวงเงินเสมอ ถ้าไม่เท่า แปลว่ามีเงินขาดหรือเกิน ระบบนี้ทำงาน 4 จังหวะ อีกแบบคือระบบไม่กำหนดวงเงิน ซึ่งเติมเงินเท่าไรก็ได้ตามสะดวก แบบนี้ตรวจยากกว่ามาก เพราะไม่มียอดตั้งต้นให้เทียบ SME ส่วนใหญ่จึงควรเริ่มจากแบบวงเงินคงที่ ควรตั้งวงเงินสดย่อยเท่าไร? วงเงินที่เหมาะคือ ยอดใช้จ่ายเงินสดเฉลี่ยต่อรอบ คูณจำนวนรอบที่จะเบิกชดเชย แล้วบวกเผื่อเล็กน้อย ไม่มีกฎหมายกำหนดตัวเลขนี้ ตัวเลขที่ดีที่สุดจึงมาจากยอดใช้จริงของบริษัทเอง สมมติคุณแพรเป็นเจ้าของบริษัทรับออกแบบตกแต่งภายใน มีพนักงาน 8 คน และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ย้อนดูค่าใช้จ่ายเงินสด 3 เดือนที่ผ่านมาเฉลี่ยราว 2,750 บาทต่อสัปดาห์ และอยากเบิกชดเชยทุก 2 สัปดาห์ ถ้าตั้งสูงเกินไป เงินสดกองอยู่ในลิ้นชักโดยไม่จำเป็นและเสี่ยงหาย ถ้าตั้งต่ำเกินไป ต้องเบิกชดเชยถี่จนเสียเวลาทั้งผู้รักษาเงินและฝ่ายบัญชี เบิกเงินสดย่อยต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? เบิกเงินสดย่อยแต่ละครั้งต้องมี 2 อย่างคู่กัน คือ ใบเบิกเงินสดย่อยซึ่งเป็นเอกสารภายใน และหลักฐานจากผู้ขาย เช่น ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน หรือบิลเงินสด ใบเบิกบอกว่าใครเบิกไปทำอะไร ส่วนหลักฐานจากผู้ขายพิสูจน์ว่าจ่ายให้ใครจริง ทั้งสองอย่างใช้แทนกันไม่ได้ ใบเบิกเงินสดย่อยต้องมีรายการอะไร? ใบเบิกเงินสดย่อยไม่มีกฎหมายกำหนดรูปแบบ แต่ควรมีข้อมูลพอให้ผู้ตรวจย้อนดูได้ แบบฟอร์มเบิกเงินสดย่อยที่ใช้งานได้จริงควรมีรายการตามตารางนี้ รายการในใบเบิก ตัวอย่างที่กรอก ทำไมต้องมี เลขที่ใบเบิกและวันที่ PC-2610-014 / 14 ต.ค. 2569 เรียงลำดับและหาย้อนหลังได้ ชื่อผู้เบิกและแผนก คุณมิ้นท์ / ฝ่ายออกแบบ รู้ว่าใครรับเงินไป รายละเอียดค่าใช้จ่าย ค่าเมสเซนเจอร์ส่งแบบให้ลูกค้า ใช้แยกประเภทค่าใช้จ่ายตอนบันทึกบัญชี จำนวนเงิน 320 บาท ใช้รวมยอดตอนเบิกชดเชย เลขที่หลักฐานที่แนบ ใบเสร็จเลขที่ 0457 ผูกใบเบิกกับหลักฐานจากผู้ขาย ลายเซ็นผู้เบิก ผู้อนุมัติ ผู้จ่ายเงิน 3 ช่อง แยกหน้าที่ ไม่ให้คนเดียวทำทุกขั้น ใบเบิกทุกใบควรถูกจดลงสมุดเงินสดย่อย (ทะเบียนที่บันทึกรายการรับจ่ายเงินสดย่อยเรียงตามวันที่) ซึ่งทำใน Excel หรือโปรแกรมบัญชีก็ได้ ยอดคงเหลือในสมุดต้องตรงกับเงินในกล่องทุกครั้งที่ตรวจนับ ไม่มีใบเสร็จ ใช้เอกสารอะไรแทนได้? ใช้ได้ 2 แบบ ตามว่าผู้ขายออกเอกสารให้ได้แค่ไหน และทั้งสองแบบต้องพิสูจน์ได้ว่าจ่ายให้ใครจริง ข้อควรระวังคือ ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินใช้แทนใบกำกับภาษีไม่ได้ ถ้ารายจ่ายนั้นมี VAT และต้องการใช้ภาษีซื้อ ต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปในชื่อบริษัทเท่านั้น ใบกำกับภาษีที่ไม่ใช่ชื่อบริษัทเป็นภาษีซื้อต้องห้าม (มาตรา 82/5 (1)) บันทึกบัญชีเงินสดย่อยอย่างไร? บันทึกบัญชีเงินสดย่อยในระบบวงเงินคงที่มีเพียง 2 จังหวะหลัก คือ ตอนตั้งวงเงิน และตอนเบิกชดเชย ระหว่างรอบที่จ่ายเงินทีละใบ ผู้รักษาเงินจดในสมุดอย่างเดียว ยังไม่ต้องลงบัญชีแยกประเภท ตัวเลขต่อไปนี้ใช้กรณีบริษัทของคุณแพร จังหวะที่ 1 ตั้งวงเงิน 6,000 บาท บัญชี เดบิต เครดิต เงินสดย่อย 6,000 เงินฝากธนาคาร 6,000 จังหวะที่ 2 เบิกชดเชยหลังครบ 2 สัปดาห์ ใบเสร็จรวม 4,445 บาท ได้แก่ ค่าเมสเซนเจอร์ 1,280 บาท ค่าน้ำดื่มสำนักงาน 950 บาท และวัสดุสำนักงาน 2,215 บาท ซึ่งเป็นราคาก่อนภาษี 2,070 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 145 บาท ตามใบกำกับภาษีเต็มรูปในชื่อบริษัท ตอนตรวจนับ เงินในกล่องเหลือ 1,495 บาท ขณะที่ควรเหลือ 6,000 − 4,445 = 1,555 บาท จึงมีเงินขาดบัญชี 60 บาท ยอดเบิกชดเชยต้องเท่ากับ 6,000 − 1,495 = 4,505 บาท เพื่อให้กลับมาเต็มวงเงิน บัญชี เดบิต เครดิต ค่าขนส่งเอกสาร 1,280 ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดสำนักงาน 950 วัสดุสำนักงาน 2,070 ภาษีซื้อ 145 เงินขาดบัญชี 60 เงินฝากธนาคาร 4,505 ตรวจยอด 1,280 + 950 + 2,070 + 145 + 60 = 4,505 บาท และเงินในกล่องหลังเติม 1,495 + 4,505 = 6,000 บาท เท่ากับวงเงินพอดี สังเกตว่าในจังหวะนี้ไม่ได้แตะบัญชีเงินสดย่อยเลย เพราะวงเงินยังเท่าเดิม จังหวะเสริมที่ใช้ไม่บ่อย ควบคุมเงินสดย่อยไม่ให้รั่วไหลอย่างไร? วิธีที่ได้ผลที่สุดคือ แยกคนถือเงิน คนอนุมัติ และคนบันทึกบัญชีออกจากกัน แล้วตรวจนับแบบไม่แจ้งล่วงหน้าเป็นครั้งคราว 2 ข้อนี้ทำให้การหยิบเงินไปใช้ก่อนหรือสร้างใบเสร็จขึ้นเองทำได้ยากมาก แม้ในบริษัทเล็ก บทบาท หน้าที่ ไม่ควรทำ ผู้รักษาเงิน ถือเงิน จ่ายตามใบเบิก จดสมุด อนุมัติใบเบิกของตัวเอง ผู้อนุมัติ เซ็นอนุมัติใบเบิกและใบขอเบิกชดเชย ถือเงินสดเอง ผู้ทำบัญชี ตรวจใบเสร็จและบันทึกบัญชี จ่ายเงินสดย่อย จุดที่ต้องแยกให้ออกจากตารางนี้คือ ในบริษัทที่มีพนักงานไม่กี่คน เจ้าของมักเป็นผู้อนุมัติเอง ซึ่งใช้ได้ ขอแค่ผู้ถือเงินกับผู้บันทึกบัญชีไม่ใช่คนเดียวกัน นโยบายเพิ่มเติมที่ช่วยได้มาก จากที่เคยเห็น เงินที่หายส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการทุจริตก้อนใหญ่ แต่มาจากการยืมเงินในกล่องไปใช้ก่อนแล้วลืมคืน การตรวจนับแบบไม่แจ้งล่วงหน้าเดือนละครั้งช่วยปิดช่องนี้ได้เกือบทั้งหมด เงินสดย่อยต่างจากเงินทดรองจ่ายอย่างไร? เงินสดย่อยเป็นวงเงินคงที่ที่อยู่ในสำนักงานสำหรับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดประจำวัน ส่วนเงินทดรองจ่ายเป็นเงินที่ให้พนักงานถือออกไปใช้ในงานเฉพาะครั้ง แล้วเคลียร์ปิดยอดเป็นรายครั้ง ประเด็น เงินสดย่อย เงินทดรองจ่าย ใช้เมื่อไร ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดประจำวัน งานเฉพาะครั้ง เช่น เดินทาง ซื้อของหน้างาน ใครถือเงิน ผู้รักษาเงิน พนักงานที่ออกไปทำงานนั้น ปิดยอดอย่างไร เบิกชดเชยให้เต็มวงเงินเป็นรอบ เคลียร์รายครั้ง คืนเงินที่เหลือ หมวดในงบ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด สินทรัพย์หมุนเวียน (ลูกหนี้อื่น) ขั้นตอนเบิก เคลียร์ และบันทึกบัญชีเงินทดรองจ่ายพร้อมการแยกภาษีซื้อ อ่านต่อได้ที่บทความเงินทดรองจ่าย คืออะไร ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินสดย่อย เรื่องนี้ดูเล็ก แต่เป็นรายการที่ทั้งผู้สอบบัญชีและสรรพากรมักสุ่มตรวจ เพราะเอกสารมักไม่ครบ เรื่องที่ช่วยให้ระบบเรียบร้อยมีดังนี้ สรุป – เงินสดย่อยต้องจำอะไรบ้าง? เงินสดย่อยเป็นระบบเล็ก ๆ ที่บอกได้ทุกวันว่าเงินสดของบริษัทไปไหน ถ้าเงินในกล่องบวกใบเสร็จเท่ากับวงเงินทุกครั้งที่ตรวจนับ ก็มั่นใจได้ว่าระบบทำงาน เรื่องที่ต้องจำมี 4 ข้อ ถ้าจะเริ่มจากวันนี้ ลองนับเงินในกล่องตอนนี้เลย แล้วรวมกับใบเสร็จที่ยังไม่ได้เบิกชดเชย ถ้าไม่เท่ากับวงเงิน นั่นคือจุดแรกที่ต้องตามหาคำตอบ ถ้าอยากให้การเทียบยอดแบบนี้ทำได้ทุกวันโดยไม่ต้องนับมือ PEAK Account ให้ตั้งช่องทางเงินสดย่อยแยกในเมนูการเงิน เติมเงินและบันทึกค่าใช้จ่ายจากช่องทางนั้น ยอดคงเหลือในระบบจึงใช้เทียบกับเงินในกล่องได้ทันที ดูขั้นตอนการบันทึกเงินสดย่อยใน PEAK สำหรับใครที่อยากเรียนรู้เรื่องบัญชีและภาษีเพิ่มเติม PEAK มีบทความให้อ่านต่อทั้งบทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี บทความด้านธุรกิจ และบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินสดย่อย เงินสดย่อยอยู่หมวดไหนในงบการเงิน? อยู่ในสินทรัพย์หมุนเวียน รวมในบรรทัดเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ยอดที่แสดงคือเงินที่มีอยู่จริง ณ วันสิ้นงวด จึงควรเบิกชดเชยก่อนปิดบัญชีเพื่อให้ยอดตรงกับเงินจริง เงินสดย่อยเป็นเงินสดไหม? เป็น เพราะเป็นเงินสดในมือของบริษัทที่แยกไว้ใช้เฉพาะเรื่อง จึงนับรวมกับเงินสดในงบ ต่างจากเงินทดรองจ่ายที่ยังเป็นสิทธิเรียกร้องจากพนักงาน เงินสดย่อย ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร? เรียกว่า Petty Cash ส่วนกองทุนเงินสดย่อยแบบวงเงินคงที่เรียกว่า Imprest Fund และสมุดเงินสดย่อยเรียกว่า Petty Cash Book เงินสดย่อยขาด ผู้รักษาเงินต้องชดใช้ไหม? ไม่เสมอไป ขึ้นกับสาเหตุ ถ้าขาดเพราะทอนเงินผิดเล็กน้อย บริษัทมักบันทึกเป็นเงินขาดบัญชี แต่ถ้าจะหักจากค่าจ้าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานอนุญาตเฉพาะค่าเสียหายจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและลูกจ้างยินยอม หักได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของค่าจ้างเว้นแต่ลูกจ้างยินยอม (มาตรา 76) ร้านเล็กที่เจ้าของทำเองคนเดียว ต้องมีเงินสดย่อยไหม? ไม่บังคับ กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องมีระบบนี้ แต่ถ้าเป็นนิติบุคคล การแยกเงินก้อนนี้ออกจากเงินส่วนตัวช่วยให้ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ มีหลักฐานครบและใช้หักภาษีได้ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก