ในการทำธุรกิจ “ใบแจ้งหนี้” คือเอกสารที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้มากที่สุด หากออกผิดหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจทำให้ลูกค้าเลื่อนวันชำระเงินและกระทบต่อกระแสเงินสดของบริษัทได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจวิธีจัดการใบแจ้งหนี้อย่างมืออาชีพ
ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร?
ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารทางบัญชีที่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการออกให้กับผู้ซื้อหลังจากที่มีการตกลงซื้อขายกันเสร็จสิ้น เพื่อเรียกเก็บเงินหรือแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระตามกำหนดเวลา (Credit Term) ที่ตกลงกันไว้ โดยนิยมใช้มากในการซื้อขายระหว่างธุรกิจ (B2B)
ทำไมใบแจ้งหนี้ถึงสำคัญต่อธุรกิจ?
ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่แค่กระดาษเรียกเก็บเงิน แต่เป็นเครื่องมือบริหาร กระแสเงินสด (Cash Flow):
- หลักฐานการเรียกเก็บเงิน: ยืนยันว่ามีการส่งมอบสินค้าหรือบริการแล้ว
- การวางแผนการเงิน: ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าจะมีเงินเข้ามาในช่วงเวลาใดจากเครดิตเทอมที่ระบุไว้
- ความน่าเชื่อถือ: เอกสารที่มีข้อมูลถูกต้องครบถ้วน ช่วยลดปัญหาการโต้แย้งและทำให้ลูกค้าชำระเงินได้รวดเร็วขึ้น
ใบแจ้งหนี้ที่ถูกต้องต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง?
การทำใบแจ้งหนี้ต้องระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการซื้อขายให้ครบ เช่น ข้อมูลผู้ซื้อ ผู้ขาย รายละเอียดสินค้า/บริการ และยอดชำระรวม โดยสามารถแบ่งข้อมูลที่ต้องมีได้เป็น 3 ส่วนดังนี้
ข้อมูลส่วนหัวและคู่สัญญา
- คำว่า “ใบแจ้งหนี้” (Invoice): ต้องระบุให้ชัดเจนที่หัวเอกสาร
- ข้อมูลผู้ขาย (ผู้ออกเอกสาร): ชื่อบริษัท/บุคคล ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก
- ข้อมูลผู้ซื้อ: ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้า
- เลขที่เอกสาร: หมายเลขลำดับเพื่อการอ้างอิงและตรวจสอบ
- วันที่ออกเอกสาร: ต้องระบุให้ชัดเจน
- วันครบกำหนดชำระ (Due Date): ต้องระบุให้ชัดเจน
รายละเอียดเอกสารและรายการสินค้า
- รายละเอียดรายการ: ชื่อสินค้า/บริการ, จำนวน, ราคาต่อหน่วย
- ในส่วนสรุปราคาต้องระบุทั้งมูลค่าก่อนภาษี และสรุปยอดชำระรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หากมีหัก ณ ที่จ่ายต้องระบุไว้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้หากทำธุรกิจแบบให้บริการต้องระบุข้อมูลจำแนกให้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น บริษัท A ให้บริการด้านวางแผนกลยุทธ์การตลาด และทำโฆษณาออนไลน์ อาจระบุรายการดังนี้
- ค่าบริการทำแผนการตลาด 50,000 บาท
- ค่าโฆษณา 100,000 บาท
- ค่า Management fee 10,000 บาท
ซึ่งรายละเอียดส่วนนี้จะต้องพูดคุยกันให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มบริการ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
ส่วนท้ายเอกสาร
- ช่องทางการชำระเงิน: เช่น เลขบัญชีธนาคาร หรือช่องทางออนไลน์
- พื้นที่ลงนามสำหรับผู้ออกเอกสาร
- พื้นที่ลงนามสำหรับผู้รับเอกสาร และพื้นที่ลงตราประทับ
- หากต้องการระบุหมายเหตุเพิ่มเติมสามารถใส่ไว้ได้ในส่วนท้ายของเอกสาร
ควรรู้ : ในภาพตัวอย่างใบแจ้งหนี้จะเห็นว่าเป็นใบแจ้งหนี้โดยบริษัทนิติบุคคลเพราะมีเลขที่ภาษี และที่อยู่ระบุเป็นสำนักงานใหญ่ แต่ในกรณีของใบแจ้งหนี้บุคคลธรรมดา สามารถใส่ชื่อ ที่อยู่ และเลขที่บัตรประชาชนแทนได้เลย
วิธีการออกใบแจ้งหนี้
ทุกวันนี้หลายธุรกิจเลือกออกใบแจ้งหนี้ออนไลน์แบบไฟล์มากขึ้น เพราะส่งต่อง่ายรวดเร็ว จัดเก็บง่ายป้องกันปัญหาเอกสารสูญหาย
ซึ่งเอกสารแบบไฟล์ สามารถทำได้ทั้งการออกใบแจ้งหนี้ผ่าน Excel หรือทำผ่านโปรแกรมบัญชีที่มีแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ ให้เราสามารถสร้างเอกสารได้ง่ายยิ่งขึ้น
ใบแจ้งหนี้, ใบวางบิล, และใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไรในธุรกิจ?
ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบวางบิล เป็นเอกสารที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน มีโอกาสสับสนว่าต้องออกเอกสารฉบับไหนให้ลูกค้าถึงถูกต้อง เพื่อคลายข้อสงสัยให้ทุกท่าน เรามาดูความแตกต่างระหว่างเอกสารแต่ละชนิดกัน
สรุปความแตกต่าง
- ใบแจ้งหนี้: ออกเพื่อแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระในการซื้อขายแต่ละครั้งให้ผู้ซื้อทราบ
- ใบวางบิล: ใช้เรียกเก็บเงินแบบรวบยอดเก็บครั้งเดียว ถ้าในแต่ละเดือนมีการเรียกซื้อขายเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น ในหนึ่งเดือนซื้อขายกัน 10 ครั้ง สามารถเรียกเก็บเงินแบบรวมยอดตอนสิ้นเดือนด้วยใบวางบิลได้
- ใบเสร็จรับเงิน: เป็นเอกสารที่คนขายต้องออกให้คนจ่ายเงิน เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ชำระเงินเรียบร้อยแล้ว
ถ้าพูดถึงข้อมูลโดยรวมบนเอกสารทั้ง 3 แบบจะมีความใกล้เคียงกันพอสมควร เพราะต้องระบุชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ข้อมูลสินค้า/บริการ และจำนวนเงินที่ต้องชำระ ต่างกันที่วัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก
ออกใบแจ้งนี้ง่าย ๆ ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์
ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน คือ เอกสารที่สามารถออกได้ด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่หลายบริษัทเลือกใช้ ไม่ว่าจะบริษัทรับทำบัญชี หรือบริษัททั่วไป เพราะทำเอกสารได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วซึ่ง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ก็มาพร้อมฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็สามารถออกเอกสารได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน รวมไปถึงใบเสนอราคา ที่ผู้ประกอบการสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังมาพร้อมกับฟีเจอร์อื่น ๆ มากมายที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดการบัญชีอย่างเป็นระบบ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ!
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine