บัญชีแยกประเภท
Table of Contents

จดรายรับ-รายจ่ายทุกวันเรียบร้อย แต่พอสิ้นเดือนอยากรู้ว่า “ลูกค้าค้างจ่ายเท่าไร” หรือ “ค่าขนส่งเดือนนี้รวมกี่บาท” กลับตอบไม่ได้ ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการจัดทำบัญชีแยกประเภท บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย ประเภท 5 หมวดหลัก วิธีบันทึกแบบ T-Account ไปจนถึงตัวอย่างจริงที่นำไปใช้ได้ทันที

บัญชีแยกประเภทคืออะไร (General Ledger) และสำคัญอย่างไรกับ SME

บัญชีแยกประเภท คือสมุดบัญชีที่นำรายการจากสมุดรายวันมาจัดกลุ่มใหม่ตามชื่อบัญชี เช่น “เงินสด” “ลูกหนี้” “รายได้ค่าบริการ” ทำให้เห็นยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีได้ทันที ภาษาอังกฤษเรียกว่า General Ledger (GL) ซึ่งเป็นหัวใจของระบบบัญชีคู่ (Double-Entry) ตามมาตรฐาน TFRS for NPAEs ที่ SME ทั่วไปใช้ (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี)

ความแตกต่างระหว่างสมุดรายวันขั้นต้น กับ สมุดบัญชีแยกประเภท

ผู้ประกอบการมือใหม่มักสับสนระหว่าง 2 สมุดนี้ ความต่างคือ

สมุดรายวัน (Journal)สมุดบัญชีแยกประเภท (Ledger)
บันทึกอะไรทุกรายการตามลำดับวันที่จัดกลุ่มรายการตามชื่อบัญชี
มองเห็นอะไร“วันนี้เกิดอะไรบ้าง”“บัญชีนี้มียอดเท่าไร”
เปรียบเทียบเหมือนไดอารี่เรียงวันเหมือนแฟ้มแยกหมวดหมู่

สมุดรายวันเป็นจุดเริ่มต้น ส่วนสมุดบัญชีแยกประเภทเป็นขั้นตอนถัดมาที่เอาข้อมูลไปจัดระเบียบใหม่

ทำไมถึงสำคัญสำหรับ SME?

ข้อมูลจาก Ledger เป็นฐานสำหรับปิดงบการเงิน ยื่นภาษี และวางแผนธุรกิจ เจ้าของกิจการดูยอดลูกหนี้คงค้างเพื่อติดตามทวงเงิน ดูค่าใช้จ่ายแยกตามประเภทเพื่อหาจุดลดต้นทุน และดูกำไร-ขาดทุนแต่ละเดือนเพื่อวางแผนเงินทุนหมุนเวียนได้ทันที

บัญชีแยกประเภทมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ แบบทั่วไป (General Ledger) ที่รวมทุกบัญชีของกิจการ และแบบย่อย (Subsidiary Ledger) ที่เจาะลึกรายละเอียดเพิ่มเติม กิจการ SME ส่วนใหญ่ใช้แบบทั่วไปเป็นหลัก

บัญชีแยกประเภททั่วไป (General Ledger: GL)

GL คือสมุดหลักที่รวมทุกบัญชีของกิจการ ตั้งแต่สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ ไปจนถึงค่าใช้จ่าย ข้อมูลทั้งหมดจากสมุดรายวันจะถูก “ผ่านรายการ” (Posting) มาที่นี่ ธุรกิจ SME ขนาดเล็กถึงกลางใช้สมุดนี้เป็นหลัก

บัญชีแยกประเภทย่อย (Subsidiary Ledger)

Subsidiary Ledger เป็นสมุดเสริมที่ลงรายละเอียดเพิ่มเติมจาก GL ตัวอย่างที่ใช้บ่อย เช่น สมุดแยกประเภทลูกหนี้ ที่แยกยอดค้างจ่ายเป็นรายชื่อลูกค้าแต่ละราย หรือสมุดแยกประเภทเจ้าหนี้ ที่แยกยอดที่ต้องจ่ายเป็นรายซัพพลายเออร์ กิจการที่มีลูกค้าหรือซัพพลายเออร์จำนวนมากจะได้ประโยชน์จากสมุดนี้

5 หมวดบัญชีแยกประเภทที่ผู้ประกอบการต้องรู้

ผังบัญชีแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก ทุกรายการทางการเงินของกิจการจะตกอยู่ในหมวดใดหมวดหนึ่งเสมอ ผู้ประกอบการควรเข้าใจภาพรวมก่อนลงรายละเอียด

หมวดชื่อตัวอย่างหลักจำง่าย
1สินทรัพย์เงินสด ลูกหนี้ สินค้า อุปกรณ์“สิ่งที่กิจการมี”
2หนี้สินเจ้าหนี้ เงินกู้ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย“สิ่งที่กิจการเป็นหนี้”
3ส่วนของเจ้าของทุนจดทะเบียน กำไรสะสม“ส่วนที่เจ้าของลงทุน”
4รายได้รายได้ค่าบริการ รายได้ค่าสินค้า“เงินที่ไหลเข้า”
5ค่าใช้จ่ายค่าเช่า เงินเดือน ค่าขนส่ง“เงินที่ไหลออก”

หมวด 1 สินทรัพย์ และ หมวด 2 หนี้สิน

สินทรัพย์คือทรัพยากรที่กิจการเป็นเจ้าของ ตั้งแต่เงินสดในบัญชี ลูกหนี้การค้า ไปจนถึงอุปกรณ์สำนักงาน ส่วนหนี้สินคือภาระผูกพันที่ต้องจ่ายในอนาคต เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร สมการพื้นฐานคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ เสมอ

หมวด 3 ส่วนของเจ้าของ (ทุน)

ส่วนของเจ้าของคือเงินที่ผู้ประกอบการลงทุนในกิจการ รวมถึงกำไรสะสมที่ยังไม่ได้ถอนออก สำหรับบริษัทจำกัด คือทุนจดทะเบียนและกำไรสะสม สำหรับกิจการเจ้าของคนเดียว คือทุนของเจ้าของโดยตรง

หมวด 4 รายได้ และ หมวด 5 ค่าใช้จ่าย

รายได้คือเงินที่กิจการได้รับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ส่วนค่าใช้จ่ายคือต้นทุนที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างรายได้ เช่น ค่าเช่าร้าน เงินเดือนพนักงาน ค่าขนส่ง ผลต่างระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่ายคือ “กำไร” หรือ “ขาดทุน” ของกิจการ

เคล็ดลับสำหรับ SME คือ ยิ่งแยกชื่อบัญชีค่าใช้จ่ายละเอียดเท่าไร เช่น แยก “ค่าโฆษณาออนไลน์” ออกจาก “ค่าโฆษณาทั่วไป” ยิ่งเห็นว่าเงินไหลไปทางไหนได้ชัดขึ้น ช่วยตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่คุ้มค่าได้ตรงจุด

วิธีบันทึกและตัวอย่างบัญชีแยกประเภทสำหรับธุรกิจ SME

การบันทึก Ledger เริ่มจากนำรายการในสมุดรายวันมาผ่านรายการ (Posting) เข้าบัญชีที่เกี่ยวข้อง โดยด้านเดบิต (Dr) อยู่ซ้าย และด้านเครดิต (Cr) อยู่ขวา ผู้ประกอบการ SME ควรเข้าใจโครงสร้างแบบตัว T เพราะเป็นพื้นฐานที่ใช้ทุกโปรแกรมบัญชี

รูปแบบตารางบัญชีแยกประเภท และโครงสร้างแบบตัว T (T-Account)

T-Account เป็นรูปแบบที่นิยมใช้ มีลักษณะเหมือนตัว T ฝั่งซ้ายคือเดบิต ฝั่งขวาคือเครดิต

ตัวอย่าง T-Account: บัญชีเงินสด

เดบิต (Dr) — เงินสดเพิ่มเครดิต (Cr) — เงินสดลด
1 ก.ค. รับค่าบริการ 50,0005 ก.ค. จ่ายค่าเช่า 15,000
10 ก.ค. รับชำระหนี้ 20,00012 ก.ค. ซื้อวัสดุสำนักงาน 3,000
รวม 70,000รวม 18,000

ยอดคงเหลือ = 70,000 – 18,000 = 52,000 บาท (ด้านเดบิต)

ตัวอย่างการผ่านรายการ (Posting) จากสมุดรายวันไปบัญชีแยกประเภท

สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ มีรายการในเดือนกรกฎาคม ดังนี้

  1. วันที่ 1 ก.ค. ขายเสื้อผ้าได้ 30,000 บาท รับเงินสด
  2. วันที่ 5 ก.ค. จ่ายค่าส่งสินค้า 2,000 บาท เงินสด
  3. วันที่ 10 ก.ค. ซื้อสินค้าเข้าสต็อก 15,000 บาท ยังไม่จ่ายเงิน (เป็นเจ้าหนี้)

บันทึกบัญชีแยกประเภท:

บัญชีเงินสด

เดบิต (Dr)เครดิต (Cr)
1 ก.ค. ขายสินค้า 30,0005 ก.ค. ค่าขนส่ง 2,000
ยอดคงเหลือ: 28,000

บัญชีรายได้ค่าสินค้า

เดบิต (Dr)เครดิต (Cr)
1 ก.ค. ขายสินค้า 30,000

บัญชีเจ้าหนี้การค้า

เดบิต (Dr)เครดิต (Cr)
10 ก.ค. ซื้อสินค้า 15,000

จากตัวอย่างนี้ เจ้าของกิจการเห็นทันทีว่า เงินสดเหลือ 28,000 บาท มีเจ้าหนี้ค้างจ่ายอีก 15,000 บาท และมีรายได้เดือนนี้ 30,000 บาท ข้อมูลเหล่านี้ช่วยวางแผนกระแสเงินสดได้ดีกว่าจดรายรับ-รายจ่ายอย่างเดียว

เปรียบเทียบ: ทำบัญชีแยกประเภทด้วย Excel vs โปรแกรมบัญชีออนไลน์

SME จำนวนมากเริ่มทำบัญชีแยกประเภทด้วย Excel เพราะคุ้นเคยและไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้น ข้อจำกัดของ Excel จะเริ่มชัดเจน การเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมบัญชีช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลาได้มาก

ข้อจำกัดของการทำบัญชีแยกประเภทใน Excel

Excel เหมาะสำหรับช่วงเริ่มต้นที่รายการยังน้อย แต่เมื่อธุรกิจโตขึ้นจะเจอปัญหาเหล่านี้

  • ต้องสร้างสูตรเอง ถ้าพิมพ์ผิดแถวเดียว ยอดเพี้ยนทั้งไฟล์
  • ไม่มีระบบตรวจสอบว่าด้านเดบิตกับเครดิต balance กันหรือเปล่า
  • ไฟล์เดียวทำงานพร้อมกันหลายคนลำบาก เสี่ยงข้อมูลทับกัน
  • ไม่ออกงบทดลองหรืองบการเงินอัตโนมัติ ต้องทำเองทุกขั้นตอน
  • เมื่อมีรายการเป็นร้อยเป็นพันต่อเดือน การหาข้อผิดพลาดจะใช้เวลามาก

โปรแกรมบัญชีช่วยจัดการ Ledger ได้อย่างไร?

โปรแกรมบัญชีอย่าง PEAK จะผ่านรายการไป Ledger ให้อัตโนมัติเมื่อบันทึกรายการในระบบ พร้อมออกงบทดลองและงบการเงินได้ทันที ไม่ต้องสร้างสูตร Excel เอง ดูวิธีใช้งานได้ที่ คู่มือ PEAK: บัญชีแยกประเภท

สรุป: บัญชีแยกประเภท หัวใจสำคัญของการทำงบการเงิน

เมื่อเข้าใจระบบนี้แล้ว สิ่งที่ควรลงมือทำต่อมีดังนี้

  • กำหนดผังบัญชีให้เหมาะกับธุรกิจ แยกชื่อบัญชีค่าใช้จ่ายให้ละเอียดพอจะวิเคราะห์ต้นทุนได้
  • ฝึกบันทึกแบบ T-Account ให้คล่อง ตรวจทุกรายการว่า Dr = Cr ก่อนผ่านรายการ
  • เมื่อรายการเริ่มเยอะ เปลี่ยนจาก Excel มาใช้โปรแกรมบัญชีเพื่อลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลา

ทดลองใช้ PEAK ฟรี

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยจัดการ Ledger อัตโนมัติ ตั้งแต่ผ่านรายการ ออกงบทดลอง ไปจนถึงงบการเงิน ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัญชีแยกประเภท

ผังบัญชีกับบัญชีแยกประเภทต่างกันอย่างไร?

ผังบัญชี (Chart of Accounts) คือ “รายชื่อ” ของบัญชีทั้งหมดที่กิจการกำหนดขึ้น เปรียบเหมือนสารบัญหนังสือ ส่วนบัญชีแยกประเภทคือ “เนื้อหา” ที่บันทึกรายการจริงตามรายชื่อนั้น ผังบัญชีเป็นโครงสร้าง ส่วน Ledger เป็นข้อมูลจริงที่ไหลเข้ามาทุกวัน

Journal Voucher (JV) คืออะไร และเกี่ยวข้องอย่างไรกับบัญชีแยกประเภท

Journal Voucher (JV) คือเอกสารที่ใช้บันทึกรายการปรับปรุงบัญชี ที่ไม่ได้เกิดจากการซื้อขายปกติ เช่น การปรับปรุงค่าเสื่อมราคา (การทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย) หรือการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ JV จะถูกบันทึกในสมุดรายวันทั่วไป แล้วผ่านรายการไปบัญชีแยกประเภทเหมือนรายการอื่น

ธุรกิจขนาดเล็กมากๆ จำเป็นต้องทำบัญชีแยกประเภทไหม

ถ้าจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน จำเป็นต้องทำ เพราะกฎหมายกำหนดให้จัดทำบัญชีตามมาตรฐาน ส่วนบุคคลธรรมดา (คนทำธุรกิจในชื่อตัวเองที่ยังไม่จดบริษัท) ไม่ได้บังคับตามกฎหมาย แต่การทำบัญชีแยกประเภทจะช่วยให้เห็นภาพการเงินชัดขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ตอนยื่นภาษีและวางแผนธุรกิจ

บัญชีแยกประเภท (General Ledger) กับ งบทดลอง (Trial Balance) ต่างกันอย่างไร

บัญชีแยกประเภทเก็บรายละเอียดทุกรายการของแต่ละบัญชี ส่วนงบทดลองคือตารางสรุปที่ดึงเฉพาะยอดคงเหลือของทุกบัญชีมาเรียงรวมกัน เพื่อตรวจสอบว่ายอดเดบิตรวมเท่ากับเครดิตรวมหรือไม่ ถ้าไม่เท่ากัน แปลว่ามีการบันทึกผิดพลาดที่ต้องกลับไปแก้ไข งบทดลองจึงเป็น “ด่านตรวจ” ก่อนจัดทำงบการเงิน


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยผู้ประกอบการจัดการภาษี