Table of Contents

ทุกสิ้นเดือนหรือสิ้นปี นักบัญชีหลายคนต้องนั่งทบทวนว่า มีค่าใช้จ่ายอะไรที่เกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงินบ้าง หรือมีรายได้ที่ทำงานเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้วางบิล สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expenses) และ รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) ซึ่งเป็นรายการปรับปรุงที่สำคัญมากในการปิดงบให้ถูกต้อง

ถ้าไม่บันทึกรายการเหล่านี้ งบการเงินจะแสดงกำไรขาดทุนผิดจากความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ตัดสินใจทางธุรกิจพลาดได้ บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างจากธุรกิจ SME จริงและวิธีบันทึกบัญชีแบบ step-by-step

ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expenses) คืออะไร

ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วในงวดบัญชีนั้น แต่กิจการยังไม่ได้จ่ายเงิน และยังไม่ได้รับใบแจ้งหนี้อย่างเป็นทางการ ณ วันสิ้นงวด ตัวอย่างเช่น ค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคมที่ใช้ไปแล้ว แต่บิลค่าไฟจะมาถึงในเดือนมกราคมปีถัดไป

หลักการนี้มาจาก เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ซึ่งเป็นหลักการบัญชีที่กำหนดให้บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะได้รับหรือจ่ายเงินแล้วหรือยัง

ทำไมต้องบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่าย

การบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่ายทำให้งบกำไรขาดทุนแสดงผลตรงกับความเป็นจริงในแต่ละงวด ถ้าไม่บันทึก กำไรของงวดนั้นจะสูงเกินจริง เพราะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงแล้วไม่ถูกนำมาหักออก

หลัก Matching Principle กำหนดให้ค่าใช้จ่ายต้องจับคู่กับรายได้ในงวดเดียวกัน เช่น ถ้าเดือนธันวาคมมีรายได้จากการขาย ค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการผลิตสินค้าเดือนนั้นก็ต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของเดือนธันวาคมด้วย

ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายมีอะไรบ้าง (7 รายการที่พบบ่อย)

รายการตัวอย่างสถานการณ์
เงินเดือนค้างจ่ายพนักงานทำงานถึง 31 ธ.ค. แต่จ่ายเงินเดือนวันที่ 5 ม.ค.
ค่าสาธารณูปโภคค้างจ่ายค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ที่ใช้แล้วแต่บิลยังไม่มา
ดอกเบี้ยค้างจ่ายเงินกู้ธนาคารที่ดอกเบี้ยเกิดทุกวัน แต่จ่ายทุกสิ้นเดือน
ค่าเช่าค้างจ่ายค่าเช่าออฟฟิศเดือน ธ.ค. ที่สัญญาระบุจ่ายเดือนถัดไป
ค่าบริการวิชาชีพค้างจ่ายค่าสอบบัญชีที่ผู้สอบบัญชีทำงานแล้วแต่ยังไม่วางบิล
ค่าซ่อมแซมค้างจ่ายช่างมาซ่อมเครื่องจักรแล้วแต่ยังไม่ส่งใบแจ้งหนี้
โบนัสค้างจ่ายบริษัทประกาศจ่ายโบนัสปลายปี แต่จะจ่ายจริงในเดือน ม.ค.

เจ้าหนี้การค้า กับ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ต่างกันตรงไหน

ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) กับ ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Accrued Expenses) เพราะทั้งคู่เป็นหนี้สินหมุนเวียนในงบดุลเหมือนกัน แต่จุดที่ต่างกันชัดเจนคือ สถานะของเอกสาร

เจ้าหนี้การค้า เกิดขึ้นเมื่อกิจการได้รับสินค้าหรือบริการ และได้รับใบแจ้งหนี้ (Invoice) หรือใบกำกับภาษีจากคู่ค้าเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน เช่น สั่งซื้อสินค้ามา 50,000 บาท ได้รับของครบ ได้รับใบแจ้งหนี้แล้ว แต่ยังอยู่ในเครดิต 30 วัน

ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เกิดขึ้นเมื่อค่าใช้จ่ายเกิดจริงแล้วในงวดนั้น แต่ยังไม่ได้รับใบแจ้งหนี้อย่างเป็นทางการ ณ วันสิ้นงวด เช่น ค่าไฟฟ้าเดือนธันวาคมที่ใช้ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับบิลจากการไฟฟ้า

หัวข้อเจ้าหนี้การค้า (A/P)ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
ใบแจ้งหนี้ได้รับแล้วยังไม่ได้รับ
จำนวนเงินทราบแน่นอนจากใบแจ้งหนี้ต้องประมาณการ
ที่มาซื้อสินค้าหรือบริการตามปกติค่าใช้จ่ายที่เกิดตามงวดเวลา
ตัวอย่างซื้อสินค้าเชื่อ ได้รับ Invoice แล้วค่าไฟ ค่าน้ำ ที่บิลยังไม่มา

รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) คืออะไร

รายได้ค้างรับ คือ รายได้ที่กิจการทำงานเสร็จแล้วหรือส่งมอบบริการแล้วในงวดบัญชีนั้น แต่ยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้หรือยังไม่ได้รับเงิน ณ วันสิ้นงวด

ตัวอย่างเช่น สำนักงานบัญชีทำงานให้ลูกค้าตลอดเดือนธันวาคม แต่จะออกใบแจ้งหนี้ในเดือนมกราคมปีถัดไป รายได้จากงานเดือนธันวาคมต้องบันทึกเป็นรายได้ค้างรับในงวดนั้น

รายได้ค้างรับมีอะไรบ้าง (5 รายการที่ SME พบบ่อย)

รายการตัวอย่างสถานการณ์
ค่าบริการค้างรับฟรีแลนซ์ออกแบบเว็บเสร็จแล้ว แต่ยังไม่วางบิล
ดอกเบี้ยค้างรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่เกิดทุกวัน แต่ธนาคารจ่ายเมื่อครบกำหนด
ค่าเช่าค้างรับปล่อยเช่าพื้นที่ให้ผู้เช่าใช้แล้ว แต่ยังไม่ถึงวันเรียกเก็บ
รายได้จากสัญญาระยะยาวโปรเจกต์ที่ทำเสร็จบางส่วน แต่ยังไม่ถึงงวดวางบิล
ค่าคอมมิชชั่นค้างรับตัวแทนขายปิดดีลแล้ว แต่ยังไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น

ค้างจ่ายกับค้างรับ ต่างกันอย่างไร

หลายคนสับสนระหว่างสองรายการนี้ สรุปสั้น ๆ คือ ค้างจ่ายเป็นหนี้ที่เราต้องจ่ายคนอื่น ส่วนค้างรับเป็นสิทธิ์ที่คนอื่นต้องจ่ายให้เรา

หัวข้อค่าใช้จ่ายค้างจ่ายรายได้ค้างรับ
ประเภทในงบดุลหนี้สินหมุนเวียนสินทรัพย์หมุนเวียน
เกิดจากค่าใช้จ่ายเกิดแล้ว แต่ยังไม่จ่ายเงินรายได้เกิดแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน
ผลต่อกำไรทำให้กำไรลดลง (เพิ่มค่าใช้จ่าย)ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น (เพิ่มรายได้)
ตัวอย่างค่าไฟที่ใช้แล้วแต่บิลยังไม่มางานที่ทำเสร็จแต่ยังไม่วางบิล

ค้างจ่าย-ค้างรับ กับ จ่ายล่วงหน้า-รับล่วงหน้า ต่างกันตรงไหน

อีกจุดที่สับสนกันบ่อย คือ ค้างจ่าย-ค้างรับ กับ จ่ายล่วงหน้า-รับล่วงหน้า ความแตกต่างอยู่ที่ ลำดับเวลาระหว่างการจ่ายเงินกับการได้รับประโยชน์

ค้างจ่าย-ค้างรับ หมายถึง ประโยชน์เกิดก่อน เงินตามมาทีหลัง เช่น ใช้ไฟฟ้าไปแล้ว (ได้รับประโยชน์) แต่ยังไม่จ่ายเงิน

จ่ายล่วงหน้า-รับล่วงหน้า หมายถึง เงินจ่ายก่อน ประโยชน์ตามมาทีหลัง เช่น จ่ายค่าเช่าล่วงหน้า 3 เดือน (จ่ายเงินแล้ว) แต่ยังไม่ได้ใช้พื้นที่ครบ

หัวข้อค้างจ่าย-ค้างรับจ่ายล่วงหน้า-รับล่วงหน้า
ลำดับเวลาประโยชน์เกิดก่อน เงินตามมาเงินจ่ายก่อน ประโยชน์ตามมา
ค้างจ่ายเป็นหนี้สินจ่ายล่วงหน้าเป็นสินทรัพย์
ค้างรับเป็นสินทรัพย์รับล่วงหน้าเป็นหนี้สิน
ตัวอย่างค่าไฟที่ใช้แล้วยังไม่จ่ายค่าเช่าที่จ่ายไปแล้วยังไม่ถึงเดือน

วิธีบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (พร้อม Journal Entry)

การบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่ายทำในวันสิ้นงวด โดยเป็นรายการปรับปรุง (Adjusting Entry) เพื่อให้งบการเงินแสดงค่าใช้จ่ายที่เกิดจริงในงวดนั้น

หลักการ คือ เดบิตค่าใช้จ่าย (เพิ่มค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน) และ เครดิตค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (เพิ่มหนี้สินในงบดุล)

หมายเหตุเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย -ณ วันสิ้นงวดที่บันทึกตั้งค่าใช้จ่ายค้างจ่าย (Adjusting Entry) ยังไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย เพราะยังไม่มีการจ่ายเงินจริง ภาระในการหักภาษี ณ ที่จ่ายและการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จะเกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายชำระเงินจริงให้แก่ผู้รับในงวดถัดไปเท่านั้น ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายผูกกับวันที่จ่ายเงิน ไม่ใช่วันที่บันทึกบัญชี

ตัวอย่าง: บันทึกค่าเช่าค้างจ่าย

สมมติ บริษัท ดาวเด่น จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่าออฟฟิศเดือนละ 20,000 บาท สัญญาระบุจ่ายค่าเช่าภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป ณ วันที่ 31 ธันวาคม บริษัทใช้ออฟฟิศตลอดเดือนแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน

บันทึกรายการปรับปรุง ณ 31 ธันวาคม

รายการเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
ค่าเช่า (ค่าใช้จ่าย)20,000
ค่าเช่าค้างจ่าย (หนี้สิน)20,000

เมื่อจ่ายเงินจริงในวันที่ 5 มกราคม จึงบันทึกกลับรายการ (พร้อมหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% ตามอัตราค่าเช่า)

รายการเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
ค่าเช่าค้างจ่าย (หนี้สิน)20,000
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (5%)1,000
เงินสด/ธนาคาร19,000

ตัวอย่าง: บันทึกเงินเดือนค้างจ่าย

บริษัท สายลม จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีพนักงาน 5 คน เงินเดือนรวม 150,000 บาทต่อเดือน จ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป ธุรกิจที่ต้องจัดการเงินเดือนหลายคนสามารถใช้โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ช่วยคำนวณให้แม่นยำและลดงานซ้ำได้

บันทึกรายการปรับปรุง ณ 31 ธันวาคม

รายการเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
เงินเดือน (ค่าใช้จ่าย)150,000
เงินเดือนค้างจ่าย (หนี้สิน)150,000

เมื่อจ่ายเงินเดือนจริงในวันที่ 5 มกราคม (หักภาษี ณ ที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา)

รายการเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
เงินเดือนค้างจ่าย (หนี้สิน)150,000
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราขั้นบันได
ประกันสังคมส่วนพนักงานตามอัตราสมทบ
เงินสด/ธนาคารยอดสุทธิ

วิธีบันทึกบัญชีรายได้ค้างรับ (พร้อม Journal Entry)

หลักการเดียวกัน คือ เดบิตรายได้ค้างรับ (เพิ่มสินทรัพย์ในงบดุล) และ เครดิตรายได้ (เพิ่มรายได้ในงบกำไรขาดทุน)

ตัวอย่าง: บันทึกรายได้ค่าบริการค้างรับ

สำนักงานบัญชี แสงตะวัน (ชื่อสมมุติ) รับทำบัญชีให้ลูกค้ารายหนึ่ง เดือนละ 8,000 บาท ทำงานเดือนธันวาคมเสร็จแล้ว แต่จะออกใบแจ้งหนี้ในเดือนมกราคม

บันทึกรายการปรับปรุง ณ 31 ธันวาคม

รายการเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
รายได้ค่าบริการค้างรับ (สินทรัพย์)8,000
รายได้ค่าบริการ (รายได้)8,000

เมื่อออกใบแจ้งหนี้และรับเงินจริงในเดือนมกราคม

รายการเดบิต (บาท)เครดิต (บาท)
เงินสด/ธนาคาร8,000
รายได้ค่าบริการค้างรับ (สินทรัพย์)8,000

ผลกระทบต่องบการเงิน – ก่อนและหลังปรับปรุงรายการค้าง

เพื่อให้เห็นภาพชัด ลองดูตัวเลขจากบริษัท ดาวเด่น จำกัด (ชื่อสมมุติ) ณ สิ้นเดือนธันวาคม

สมมติก่อนปรับปรุง บริษัทมีรายได้ 500,000 บาท และค่าใช้จ่ายที่จ่ายแล้ว 300,000 บาท

รายการค้างที่ต้องปรับปรุง ได้แก่ ค่าเช่าค้างจ่าย 20,000 บาท เงินเดือนค้างจ่าย 150,000 บาท และรายได้ค่าบริการค้างรับ 8,000 บาท

งบกำไรขาดทุน

รายการก่อนปรับปรุง (บาท)หลังปรับปรุง (บาท)
รายได้500,000508,000
ค่าใช้จ่าย300,000470,000
กำไรสุทธิ200,00038,000

งบดุล (เฉพาะรายการที่เปลี่ยนแปลง)

รายการก่อนปรับปรุง (บาท)หลังปรับปรุง (บาท)
รายได้ค้างรับ (สินทรัพย์)08,000
ค่าเช่าค้างจ่าย (หนี้สิน)020,000
เงินเดือนค้างจ่าย (หนี้สิน)0150,000

จะเห็นว่ากำไรสุทธิลดลงจาก 200,000 บาท เหลือ 38,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนความเป็นจริงมากกว่า ถ้าไม่ปรับปรุง อาจคิดว่าธุรกิจกำไรดี ทั้งที่จริงแล้วยังมีหนี้สินที่ต้องจ่ายอีกมาก การมีเครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจแบบ real-time ช่วยให้เห็นภาพรวมงบการเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องรอปิดงบ


ข้อผิดพลาดที่ SME ทำบ่อยเรื่องค้างจ่าย-ค้างรับ

ลืมบันทึกรายการค้างจ่ายปลายงวด

ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งที่พบบ่อยคือ ไม่ได้ทำรายการปรับปรุงตอนปิดงบ โดยเฉพาะ SME ที่ทำบัญชีเอง มักบันทึกเฉพาะรายการที่จ่ายเงินจริงแล้ว ทำให้ค่าใช้จ่ายในงบต่ำเกินจริงและกำไรสูงเกินจริง

ผลกระทบที่ตามมาคือ อาจต้องจ่ายภาษีเงินได้มากกว่าที่ควร เพราะกำไรที่ใช้คำนวณภาษีสูงกว่าความเป็นจริง

สับสนระหว่างค้างจ่ายกับจ่ายล่วงหน้า

อีกข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือ บันทึกค่าเช่าจ่ายล่วงหน้าเป็นค่าเช่าค้างจ่าย หรือกลับกัน วิธีแยกง่ายที่สุดคือ ถามตัวเองว่า เราจ่ายเงินไปก่อนหรือยัง

ถ้าจ่ายเงินไปก่อนแล้วแต่ยังใช้ประโยชน์ไม่หมด นั่นคือ จ่ายล่วงหน้า (สินทรัพย์) แต่ถ้าใช้ประโยชน์ไปแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน นั่นคือ ค้างจ่าย (หนี้สิน)

ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย-รายได้ค้างรับ กับมาตรฐาน NPAEs

สำหรับ SME ไทยที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ หรือ TFRS for NPAEs ที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชีฯ

NPAEs กำหนดให้กิจการใช้เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) ในการจัดทำงบการเงิน ซึ่งหมายความว่าต้องบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่ายและรายได้ค้างรับทุกสิ้นงวดบัญชี ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นข้อกำหนดตามมาตรฐาน

ข้อดีของ NPAEs คือ มีความยืดหยุ่นมากกว่า TFRS เต็มรูปแบบ ไม่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ในหลายกรณี ทำให้ SME สามารถจัดทำงบการเงินได้ง่ายกว่า แต่ยังคงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์คงค้างอย่างเคร่งครัด


สรุป: บันทึกรายการค้างให้ครบ งบการเงินจึงจะถูกต้อง

ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายและรายได้ค้างรับเป็นรายการปรับปรุงที่ขาดไม่ได้ทุกครั้งที่ปิดงบ การบันทึกอย่างถูกต้องช่วยให้งบการเงินสะท้อนผลประกอบการจริง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดี

สิ่งที่ควรจำ ได้แก่ ค้างจ่ายเป็นหนี้สิน เกิดจากค่าใช้จ่ายที่ใช้แล้วยังไม่จ่าย ค้างรับเป็นสินทรัพย์ เกิดจากรายได้ที่ทำแล้วยังไม่ได้รับเงิน และทั้งสองรายการต้องบันทึกตามเกณฑ์คงค้างทุกสิ้นงวด ตามมาตรฐาน NPAEs

จัดการรายรับ-รายจ่ายให้เป็นระบบด้วย PEAK

ถ้าต้องการลดความยุ่งยากในการบันทึกรายการค้างจ่าย-ค้างรับ และปิดงบได้ถูกต้อง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายค้างจ่ายและรายได้ค้างรับ

ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายอยู่หมวดไหนในงบดุล

ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายจัดอยู่ในหมวด หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) ในงบแสดงฐานะการเงิน เพราะเป็นภาระที่กิจการต้องชำระภายในรอบระยะเวลาดำเนินงานปกติ มักอยู่ถัดจากเจ้าหนี้การค้า

ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเป็นสินทรัพย์หรือหนี้สิน

ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเป็น หนี้สิน เพราะกิจการมีภาระผูกพันที่ต้องจ่ายเงินในอนาคต ส่วนรายได้ค้างรับเป็น สินทรัพย์ เพราะเป็นสิทธิ์ที่กิจการจะได้รับเงินในอนาคต หลายคนสับสนเพราะทั้งคู่มีคำว่า ค้าง เหมือนกัน แต่อยู่คนละฝั่งของงบดุล

ต้องบันทึกรายการค้างจ่ายทุกเดือนไหม

ขึ้นอยู่กับนโยบายของกิจการ กิจการที่ปิดงบรายเดือนควรบันทึกทุกสิ้นเดือน แต่กิจการ SME ที่ปิดงบรายปี อย่างน้อยต้องบันทึก ณ วันสิ้นรอบบัญชี หากต้องการงบการเงินที่แม่นยำเพื่อวิเคราะห์ธุรกิจระหว่างปี การบันทึกรายเดือนจะให้ข้อมูลที่ดีกว่า

Accrued Expenses กับ Accounts Payable ต่างกันอย่างไร

ทั้งคู่เป็นหนี้สินหมุนเวียน แต่ต่างกันที่สถานะเอกสาร Accounts Payable (เจ้าหนี้การค้า) คือ กิจการได้รับใบแจ้งหนี้แล้ว ทราบจำนวนเงินแน่นอน ส่วน Accrued Expenses (ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย) คือ ค่าใช้จ่ายเกิดแล้วแต่ยังไม่ได้รับเอกสาร ณ วันสิ้นงวด จำนวนเงินอาจต้องประมาณการ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหัวข้อเจ้าหนี้การค้ากับค่าใช้จ่ายค้างจ่ายด้านบน

เมื่อบันทึกค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่

ไม่ต้อง ณ วันที่บันทึกรายการปรับปรุง (Adjusting Entry) ยังไม่มีการจ่ายเงินจริง จึงยังไม่มีภาระหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามหลักกรมสรรพากร ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะเกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายชำระเงินจริงให้แก่ผู้รับในงวดถัดไป พร้อมกับออกหนังสือรับรอง (50 ทวิ) ในวันที่จ่ายเงิน


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้การทำบัญชีของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย