ค่ารับรอง
Table of Contents

เลี้ยงข้าวลูกค้าหลังปิดดีล กับแจกของขวัญลูกค้าทั่วไปช่วงปีใหม่ สองรายจ่ายนี้ดูคล้ายกันแต่สรรพากรมองต่างกันโดยสิ้นเชิง ค่ารับรองมีเพดานหักรายจ่ายที่ 0.3% ของรายได้ ส่วนค่าส่งเสริมการขายหักได้เต็มจำนวน แถม VAT ภาษีซื้อก็ใช้ไม่เหมือนกัน

ค่ารับรอง คือ อะไร

ค่ารับรอง คือ รายจ่ายที่กิจการจ่ายเพื่อต้อนรับหรือรับรองบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ลูกค้า คู่ค้า หรือผู้ที่อาจเป็นลูกค้าในอนาคต รายจ่ายประเภทนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่มีเพดานจำกัดตามกฎกระทรวงฉบับที่ 143 (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)

สิ่งที่ทำให้รายจ่ายรับรองแตกต่างจากค่าใช้จ่ายอื่น คือต้อง “ระบุตัวผู้รับได้” เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงอาหาร มอบของขวัญ หรือพาไปดูกีฬา ทุกครั้งต้องมีชื่อผู้รับประโยชน์ที่ชัดเจน

เงื่อนไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 143

กฎกระทรวงฉบับที่ 143 (พ.ศ. 2522) กำหนดเงื่อนไขที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ดังนี้

  • ต้องเป็นรายจ่ายเพื่อรับรองบุคคลภายนอก ไม่ใช่พนักงานของกิจการเอง
  • รายจ่ายต้องเป็นค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าดูมหรสพ ค่ากีฬา หรือของขวัญ ของกำนัล
  • มีหลักฐานการจ่ายเงินครบถ้วน ระบุชื่อผู้รับ วันที่ และจำนวนเงิน
  • แต่ละคราวไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน

ค่ารับรองมีอะไรบ้าง

ตัวอย่างรายจ่ายที่เข้าข่าย ได้แก่

  • ค่าอาหารเลี้ยงรับรองลูกค้าที่ร้านอาหาร
  • ค่าที่พักโรงแรมสำหรับลูกค้าที่มาเยี่ยมชมโรงงาน
  • ของขวัญปีใหม่ที่มอบให้ลูกค้ารายบุคคลแบบเจาะจง
  • ค่าตั๋วดูกีฬาหรือคอนเสิร์ตที่พาลูกค้าไปชม
  • ค่าสนามกอล์ฟที่พาคู่ค้าไปเล่น

ค่าส่งเสริมการขาย คือ อะไร

ค่าส่งเสริมการขาย คือ รายจ่ายที่กิจการจ่ายเพื่อกระตุ้นยอดขายให้กับลูกค้าทั่วไป โดยไม่ได้เจาะจงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง รายจ่ายประเภทนี้หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เต็มจำนวน ไม่มีเพดาน 0.3%

หลักสำคัญคือเจตนาของการจ่าย ถ้าจ่ายเพื่อ “ส่งเสริมการขายให้ลูกค้าทั่วไป” ไม่ใช่เพื่อ “ต้อนรับบุคคลเฉพาะ” จะถือเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย

ตัวอย่างค่าส่งเสริมการขายที่พบบ่อย

  • ส่วนลดการค้า เช่น ลด 10% เมื่อซื้อครบ 5,000 บาท
  • แจกตัวอย่างสินค้าฟรีให้ลูกค้าทดลองใช้
  • ของแจกในงานออกบูธ เช่น ปากกา กระเป๋าผ้า ที่มีโลโก้บริษัท
  • รางวัลชิงโชคหรือของแถมเมื่อซื้อสินค้าครบตามเงื่อนไข
  • ค่าโฆษณาและโปรโมชันบนสื่อต่างๆ

ค่ารับรอง กับ ค่าส่งเสริมการขาย ต่างกันยังไง

ความแตกต่างหลักอยู่ที่ “เจตนา” ของการจ่ายเงิน ตารางด้านล่างสรุปทุกมิติที่ต่างกัน

ประเด็นค่ารับรองค่าส่งเสริมการขาย
เจตนาการจ่ายต้อนรับ รับรอง บุคคลเฉพาะกระตุ้นยอดขาย ลูกค้าทั่วไป
ผู้รับประโยชน์ระบุตัวบุคคลได้ เช่น ลูกค้า คู่ค้าลูกค้าทั่วไป ไม่เจาะจง
เพดานหักรายจ่าย0.3% ของรายได้หรือทุน สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาทไม่จำกัด หักได้ตามจริง
วงเงินต่อคนไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้งไม่จำกัด
VAT ภาษีซื้อเครดิตไม่ได้ เป็นภาษีซื้อต้องห้ามเครดิตได้ตามปกติ
ตัวอย่างเลี้ยงอาหารลูกค้า มอบของขวัญรายบุคคลแจกตัวอย่างสินค้า ลดราคาโปรโมชัน
บันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (บวกกลับส่วนเกิน 0.3%)ค่าใช้จ่ายในการขาย
กฎหมายหลักกฎกระทรวงฉบับที่ 143 + มาตรา 65 ตรี (4)มาตรา 65 ตรี ประมวลรัษฎากร

เปรียบเทียบการใช้ VAT ภาษีซื้อ

จุดที่ผู้ประกอบการพลาดบ่อยที่สุดคือเรื่อง VAT ภาษีซื้อ ค่าใช้จ่ายรับรองจัดเป็น “ภาษีซื้อต้องห้าม” ตามมาตรา 82/5(4) ของประมวลรัษฎากร (กฎหมายหลักเรื่องภาษีของไทย) แม้จะมีใบกำกับภาษีครบถ้วน ก็นำภาษีซื้อมาเครดิตหักกับภาษีขายไม่ได้

ส่วนรายจ่ายส่งเสริมการขายไม่ถูกจัดเป็นภาษีซื้อต้องห้าม นำมาเครดิตภาษีขายได้ตามปกติ ถ้ามีใบกำกับภาษีเต็มรูป

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จ่ายค่าเลี้ยงอาหารลูกค้า 10,700 บาท (รวม VAT 700 บาท) VAT 700 บาทนี้นำมาเครดิตไม่ได้เพราะเป็นรายจ่ายรับรอง แต่ถ้าบริษัทเดียวกันจ่ายค่าพิมพ์โบรชัวร์แจกลูกค้าทั่วไป 10,700 บาท (รวม VAT 700 บาท) VAT นี้เครดิตได้เพราะเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย

สำหรับรายละเอียดเรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถอ่านเพิ่มเติมที่ บทความ VAT ของ PEAK

เปรียบเทียบวิธีบันทึกบัญชี

การบันทึกบัญชีทั้งสองประเภทต่างกันตั้งแต่ผังบัญชี

บันทึกบัญชีรายจ่ายรับรอง เช่น เลี้ยงอาหารลูกค้า 2,000 บาท (VAT รวมเป็นค่าใช้จ่ายเพราะเป็นภาษีซื้อต้องห้าม)

รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)
ค่ารับรอง (รวม VAT)2,140
เงินสด/ธนาคาร2,140

บันทึกบัญชีรายจ่ายส่งเสริมการขาย เช่น พิมพ์โบรชัวร์แจกลูกค้า 5,000 บาท (แยก VAT ได้)

รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)
ค่าส่งเสริมการขาย5,000
ภาษีซื้อ350
เงินสด/ธนาคาร5,350

ดูวิธีบันทึกค่าใช้จ่ายในระบบ PEAK เพิ่มเติม

เงื่อนไขเกณฑ์ 0.3% ที่ต้องรู้

รายจ่ายรับรองหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไม่เกิน 0.3% ของยอดรายได้ หรือ 0.3% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า ทั้งนี้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท

วิธีคำนวณ 0.3% พร้อมตัวอย่าง

บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีรายได้ทั้งปี 20 ล้านบาท ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 5 ล้านบาท และจ่ายรายจ่ายรับรองในปีนั้นรวม 80,000 บาท

ขั้นที่ 1 — คำนวณเพดาน

รายการวิธีคำนวณจำนวนเงิน
0.3% ของรายได้20,000,000 x 0.3%60,000 บาท
0.3% ของทุน5,000,000 x 0.3%15,000 บาท
เพดานที่ใช้เลือกอย่างที่มากกว่า60,000 บาท

ขั้นที่ 2 — เปรียบเทียบกับรายจ่ายจริง

รายการจำนวนเงิน
จ่ายจริง80,000 บาท
เพดานหักได้60,000 บาท
ส่วนเกินที่ต้องบวกกลับ20,000 บาท

ส่วนเกิน 20,000 บาทนี้ต้อง “บวกกลับ” ในแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ทำให้กำไรสุทธิทางภาษีเพิ่มขึ้น และเสียภาษีเพิ่มตามอัตราที่ใช้อยู่

เพดาน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง หมายความว่าอย่างไร

นอกจากเพดาน 0.3% แล้ว กฎกระทรวงยังกำหนดว่าแต่ละคราว ต้องมีจำนวนไม่เกิน 2,000 บาทต่อคน เช่น ถ้าเลี้ยงอาหารลูกค้า 3 คน ค่าใช้จ่ายรวมได้ไม่เกิน 6,000 บาท (3 คน x 2,000 บาท) ส่วนที่เกินจะหักเป็นรายจ่ายไม่ได้แม้ยังไม่ถึงเพดาน 0.3%

ข้อหารือจากกรมสรรพากร เมื่อสรรพากรตีความว่าเป็นรายจ่ายรับรองหรือส่งเสริมการขาย

ในทางปฏิบัติ เส้นแบ่งระหว่างรายจ่ายทั้งสองประเภทไม่ได้ชัดเจนเสมอไป กรมสรรพากรใช้ “เจตนาของการจ่าย” และ “ลักษณะผู้รับประโยชน์” เป็นเกณฑ์ตัดสิน

กรณีเลี้ยงรับรองลูกค้า

บริษัทเชิญลูกค้ารายสำคัญมาทานอาหารเพื่อเจรจาธุรกิจ ค่าอาหาร 5,000 บาท สรรพากรมองว่าเป็น รายจ่ายรับรอง เพราะจ่ายเพื่อต้อนรับบุคคลเฉพาะเจาะจง มีชื่อผู้รับประโยชน์ชัดเจน ต้องอยู่ภายใต้เพดาน 0.3% และ 2,000 บาทต่อคน (ข้อมูลจากแนวข้อหารือกรมสรรพากร)

กรณีแจกของขวัญปีใหม่

ของขวัญปีใหม่มีได้ 2 แบบที่สรรพากรตีความต่างกัน

ลักษณะสรรพากรตีความว่าเหตุผล
มอบของขวัญให้ลูกค้ารายบุคคล เจาะจงชื่อรายจ่ายรับรองจ่ายเพื่อต้อนรับบุคคลเฉพาะ
แจกปฏิทิน สมุดโน้ต ที่มีโลโก้บริษัทให้ลูกค้าทั่วไปรายจ่ายส่งเสริมการขายจ่ายเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ไม่เจาะจงบุคคล

ดังนั้น ของขวัญชิ้นเดียวกัน อาจจัดเป็นได้ทั้งสองประเภท ขึ้นอยู่กับว่ามอบให้ใครและด้วยเจตนาอะไร (ข้อมูลจากแนวข้อหารือกรมสรรพากร)

สรุป: แยกรายจ่ายรับรอง กับ ส่งเสริมการขาย ให้ถูกตั้งแต่วันที่จ่าย

ทั้งสองประเภทมีผลต่อภาษีต่างกันอย่างมาก ทั้งเพดานหักรายจ่ายและการใช้ VAT ภาษีซื้อ สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำคือ

  1. จัดประเภทรายจ่ายให้ถูกตั้งแต่ตอนจ่ายเงิน
  2. เก็บหลักฐานครบ ระบุชื่อผู้รับ วันที่ จำนวนเงิน
  3. แยกบัญชีทั้งสองประเภทให้ชัดเจน
  4. ตรวจสอบเพดาน 0.3% ทุกสิ้นปีก่อนยื่นภาษี

สำหรับรายละเอียดเรื่อง ค่ารับรองทางภาษีเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความฉบับเต็มที่ PEAK Blog

จัดการบัญชีค่าใช้จ่ายรับรองให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME แยกประเภทค่าใช้จ่าย บันทึกบัญชีได้ถูกต้อง ใช้ PEAK Board ดูยอดค่ารับรองสะสมเทียบเพดาน 0.3% ได้ทุกเมื่อ ดู ฟังก์ชันทั้งหมด หรือเปรียบเทียบ แพ็กเกจและราคา

ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่ารับรอง กับ ค่าส่งเสริมการขาย

ถ้าจ่ายเกินเพดาน 0.3% จะมีผลอย่างไร

ส่วนที่เกินเพดานจะถูก “บวกกลับ” ในแบบ ภ.ง.ด.50 ทำให้กำไรสุทธิทางภาษีสูงขึ้น ผู้ประกอบการจะเสียภาษีเพิ่มจากส่วนต่างนี้ ดังนั้นควรวางแผนการจ่ายล่วงหน้าให้อยู่ในเพดาน

แจกของขวัญลูกค้า เป็นรายจ่ายรับรองหรือส่งเสริมการขาย?

ขึ้นอยู่กับวิธีมอบ ถ้ามอบให้ลูกค้ารายบุคคลแบบเจาะจงชื่อ เช่น ส่งตะกร้าของขวัญถึงบ้าน ถือเป็นรายจ่ายรับรอง แต่ถ้าแจกของที่มีโลโก้บริษัทให้ลูกค้าทุกคนที่มาร่วมงาน ถือเป็นรายจ่ายส่งเสริมการขาย

ค่าส่งเสริมการขายหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมดไหม?

ได้ ถ้าเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริงและมีหลักฐานครบ ไม่มีเพดาน 0.3% หักได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง ทั้งนี้ต้องเป็นรายจ่ายเพื่อประโยชน์ของกิจการ ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัว

พนักงานเลี้ยงอาหารกันเอง นับเป็นค่ารับรองไหม?

ไม่นับ รายจ่ายรับรองต้องจ่ายเพื่อรับรอง “บุคคลภายนอก” เท่านั้น ค่าอาหารที่เลี้ยงพนักงานจัดเป็นสวัสดิการพนักงาน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายคนละประเภท

ค่าเลี้ยงรับรองต้องออกใบกำกับภาษีไหม?

ร้านอาหารที่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีให้ แต่ผู้ประกอบการที่จ่ายค่าเลี้ยงรับรองจะนำภาษีซื้อมาเครดิตไม่ได้ เพราะเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ต้องบันทึก VAT รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับนักบัญชีและ SMEs