Table of Contents

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนที่เพิ่งกู้เงินจากธนาคารเพื่อขยายกิจการ มักสะดุดกับคำถามเดียวกันตอนทำบัญชี คือ ดอกเบี้ยที่จ่ายทุกเดือนควรบันทึกไว้หมวดไหนดี บางคนเข้าใจว่าเป็นสินทรัพย์เพราะเกี่ยวข้องกับเงินกู้ บางคนบันทึกรวมกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั่วไป ซึ่งทั้งสองแบบคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานบัญชี

ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย จัดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) และแสดงในงบกำไรขาดทุนแยกออกจากค่าใช้จ่ายดำเนินงาน บทความนี้จะพาเจาะลึกตั้งแต่ความหมาย ตำแหน่งในผังบัญชี วิธีบันทึกเดบิต-เครดิต ไปจนถึงตัวอย่างจริงจากธุรกิจ B2B ที่กู้เงินมาลงทุนหรือหมุนเวียนจ่ายคู่ค้า

ดอกเบี้ยจ่าย คืออะไร

ดอกเบี้ยจ่าย (Interest Expense) คือ ต้นทุนทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายให้กับผู้ให้กู้ เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงิน เพื่อแลกกับการใช้เงินที่กู้ยืมมา ถือเป็นค่าตอบแทนการใช้เงินของคนอื่นนั่นเอง

ดอกเบี้ยจ่ายเกิดขึ้นได้จากหลายแหล่ง ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร (Term Loan) วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) ตั๋วสัญญาใช้เงิน หุ้นกู้ที่กิจการออก และสัญญาเช่าการเงิน (Finance Lease)

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ดอกเบี้ยจ่ายไม่ใช่สินทรัพย์และไม่ใช่หนี้สิน แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามงวดเวลาที่กิจการใช้เงินกู้


ดอกเบี้ยจ่าย อยู่หมวดไหนในผังบัญชี

ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย โดยจัดเป็น ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) ซึ่งแยกออกจากค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพราะเป็นต้นทุนที่เกิดจากการจัดหาแหล่งเงินทุน ไม่ใช่การดำเนินงานประจำวัน

ผังบัญชี 5 หมวดกับตำแหน่งของดอกเบี้ยจ่าย

ผังบัญชีมาตรฐานแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลัก

หมวดชื่อตัวอย่างรายการ
1สินทรัพย์เงินสด ลูกหนี้ อาคาร
2หนี้สินเจ้าหนี้ เงินกู้ยืม
3ส่วนของเจ้าของทุนจดทะเบียน กำไรสะสม
4รายได้รายได้จากการขาย ดอกเบี้ยรับ
5ค่าใช้จ่ายค่าเช่า เงินเดือน ดอกเบี้ยจ่าย

ดอกเบี้ยจ่ายจึงถูกจัดอยู่ในหมวด 5 และมีรหัสบัญชีอยู่ในกลุ่มค่าใช้จ่ายทางการเงิน (ตามผังบัญชีมาตรฐานของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)

ดอกเบี้ยจ่ายแสดงตรงไหนในงบกำไรขาดทุน

ในงบกำไรขาดทุน ดอกเบี้ยจ่ายจะแสดงแยกเป็นรายการ ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ซึ่งอยู่ด้านล่างของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ลำดับในงบเป็นดังนี้

รายได้จากการขาย หักด้วยต้นทุนขาย ได้กำไรขั้นต้น จากนั้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ได้กำไรจากการดำเนินงาน แล้วจึงหักด้วยค่าใช้จ่ายทางการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) ก่อนจะถึงกำไรก่อนภาษีเงินได้

การแสดงแยกแบบนี้ช่วยให้ผู้อ่านงบเห็นชัดว่ากำไรจากการดำเนินงานจริงเป็นเท่าไร และต้นทุนทางการเงินกินสัดส่วนมากน้อยแค่ไหน


วิธีบันทึกบัญชี ดอกเบี้ยจ่าย (เดบิต-เครดิต)

เมื่อกิจการจ่ายดอกเบี้ย ให้เดบิตบัญชีดอกเบี้ยจ่าย (เพิ่มค่าใช้จ่าย) และเครดิตบัญชีเงินสดหรือเงินฝากธนาคาร (ลดสินทรัพย์) หลักการนี้ใช้ได้กับทุกรูปแบบเงินกู้ ต่างกันแค่จำนวนเงินและความถี่ในการบันทึก

ตัวอย่างที่ 1 : SME กู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ

บริษัท สมาร์ท ฟู้ด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตอาหารแปรรูป กู้เงินจากธนาคาร 5,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 6% ต่อปี ผ่อนชำระรายเดือน เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ขยายกำลังผลิต

ดอกเบี้ยจ่ายเดือนแรก คำนวณจาก 5,000,000 x 6% x 1/12 = 25,000 บาท

การบันทึกบัญชี

รายการเดบิตเครดิต
ดอกเบี้ยจ่าย25,000–
เงินฝากธนาคาร–25,000

ตัวอย่างที่ 2 : ธุรกิจ B2B กู้หมุนเวียนเพื่อจ่ายคู่ค้า

บริษัท ไทยซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งวัตถุดิบ ใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) 2,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR+1% เพื่อหมุนเวียนจ่ายซัพพลายเออร์ ในเดือนที่ใช้วงเงินเฉลี่ย 1,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยรวม 7.5% ต่อปี

ดอกเบี้ยจ่ายเดือนนั้น คำนวณจาก 1,500,000 x 7.5% x 1/12 = 9,375 บาท

การบันทึกบัญชี

รายการเดบิตเครดิต
ดอกเบี้ยจ่าย9,375–
เงินฝากธนาคาร–9,375

ข้อสังเกตสำคัญ ดอกเบี้ย OD คิดจากยอดเงินที่เบิกใช้จริง ไม่ใช่วงเงินทั้งหมด ดังนั้นยอดดอกเบี้ยจ่ายจะเปลี่ยนแปลงทุกเดือนตามยอดที่ใช้

ตัวอย่างที่ 3 : สัญญาเช่าการเงิน (Finance Lease)

บริษัท ขนส่งสะดวก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เช่ารถบรรทุกแบบ Finance Lease มูลค่า 1,200,000 บาท ผ่อน 48 งวด งวดละ 30,000 บาท โดยในค่างวด 30,000 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 22,000 บาท และดอกเบี้ย 8,000 บาท

การบันทึกบัญชี

รายการเดบิตเครดิต
หนี้สินตามสัญญาเช่า22,000–
ดอกเบี้ยจ่าย8,000–
เงินฝากธนาคาร–30,000

ดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยค้างจ่าย ต่างกันตรงไหน

ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่รับรู้ในงบกำไรขาดทุน ส่วนดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นหนี้สินหมุนเวียนที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ทั้งสองรายการเกี่ยวข้องกัน แต่อยู่คนละตำแหน่งในงบการเงิน

รายการประเภทแสดงในงบความหมาย
ดอกเบี้ยจ่ายค่าใช้จ่าย (หมวด 5)งบกำไรขาดทุนต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นในงวด
ดอกเบี้ยค้างจ่ายหนี้สิน (หมวด 2)งบแสดงฐานะการเงินดอกเบี้ยที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายเงิน

ตัวอย่างเช่น ถ้ากิจการปิดงบวันที่ 31 ธันวาคม แต่กำหนดจ่ายดอกเบี้ยธนาคารวันที่ 5 มกราคม ดอกเบี้ยเดือนธันวาคมจะถูกบันทึกเป็นดอกเบี้ยจ่ายในงบกำไรขาดทุน พร้อมกับตั้งดอกเบี้ยค้างจ่ายเป็นหนี้สินในงบแสดงฐานะการเงิน


ดอกเบี้ยจ่ายกับภาษี ถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้หรือไม่

ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อใช้ในการประกอบกิจการ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร แต่ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรงและมีหลักฐานครบถ้วน

เงื่อนไขหลักที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ต้องเป็นเงินกู้ที่ใช้เพื่อการดำเนินธุรกิจจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน และอัตราดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับปกติของตลาด

ดอกเบี้ยจ่ายกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย

เมื่อนิติบุคคลจ่ายดอกเบี้ยให้กับบุคคลธรรมดา ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยที่จ่ายให้บุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

สำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร โดยทั่วไปธนาคารจะได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากธนาคารนำรายได้ดอกเบี้ยไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลเอง

หากเป็นการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้กับบริษัทเอกชนหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ธนาคาร ผู้จ่ายมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายระหว่างนิติบุคคล) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

ข้อควรระวังในการบันทึกดอกเบี้ยจ่าย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ มีดังนี้

บันทึกดอกเบี้ยจ่ายรวมกับค่าใช้จ่ายในการบริหาร ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงเกินจริง และค่าใช้จ่ายทางการเงินต่ำเกินจริง ส่งผลต่อการวิเคราะห์กำไรจากการดำเนินงาน

ลืมตั้งดอกเบี้ยค้างจ่ายตอนปิดงบ เช่น ดอกเบี้ยเดือนธันวาคมที่กำหนดจ่ายเดือนมกราคม ถ้าไม่ตั้งค้างจ่าย ค่าใช้จ่ายในงวดนั้นจะต่ำเกินจริง

ไม่แยกส่วนที่ต้องรวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ ตามมาตรฐาน NPAEs ของสภาวิชาชีพบัญชี ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเงินเพื่อก่อสร้างหรือผลิตสินทรัพย์ที่ใช้เวลานาน อาจต้องรวมเป็นต้นทุนของสินทรัพย์นั้นแทนการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวด ตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้สร้างอาคารโรงงานในช่วงที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ


สรุป : บันทึกดอกเบี้ยจ่ายให้ถูกหมวด ธุรกิจจัดการเงินได้ชัดเจนขึ้น

ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ในหมวด 5 ค่าใช้จ่าย จัดเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินที่แสดงแยกในงบกำไรขาดทุน การบันทึกถูกหมวดช่วยให้กิจการเห็นภาพต้นทุนการเงินชัดเจน วิเคราะห์กำไรจากการดำเนินงานได้แม่นยำ และใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องแหล่งเงินทุนได้ดียิ่งขึ้น

จัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้

ถ้าต้องการจัดการดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายทางการเงินอื่นให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายการบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับดอกเบี้ยจ่าย

ดอกเบี้ยจ่ายเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย

ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่สินทรัพย์ เพราะเป็นต้นทุนที่กิจการต้องจ่ายเพื่อใช้เงินของผู้อื่น อย่างไรก็ตาม กรณีกู้เงินมาก่อสร้างสินทรัพย์ที่ใช้เวลานาน ดอกเบี้ยในช่วงก่อสร้างอาจรวมเป็นต้นทุนสินทรัพย์ได้ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs

ดอกเบี้ยจ่าย ลดหย่อนภาษีได้หรือไม่

ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดจากการกู้เงินเพื่อใช้ในกิจการ สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ โดยต้องมีหลักฐานสัญญาเงินกู้ ใบเสร็จรับเงิน และอัตราดอกเบี้ยต้องอยู่ในระดับปกติ

ดอกเบี้ยจ่ายกับดอกเบี้ยรับต่างกันอย่างไร

ดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน อยู่ในหมวด 5 ส่วนดอกเบี้ยรับเป็นรายได้ที่เกิดจากการให้กู้ยืมหรือเงินฝากธนาคาร อยู่ในหมวด 4 รายได้ ทั้งสองรายการอยู่คนละด้านของงบกำไรขาดทุน

บันทึกดอกเบี้ยจ่ายผิดหมวดมีผลอย่างไร

การบันทึกผิดหมวดทำให้ตัวเลขในงบการเงินคลาดเคลื่อน เช่น ถ้าบันทึกดอกเบี้ยจ่ายรวมกับค่าใช้จ่ายในการบริหาร กำไรจากการดำเนินงานจะต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจทำให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด หรือธนาคารประเมินสินเชื่อผิดไปจากข้อมูลจริงนที่ต้องทำมือ เช่น PEAK ที่รองรับการนำเข้า Bank Statement และจับคู่รายการให้โดยอัตโนมัติ รวมถึงแสดงรายการค้างจ่ายให้เห็นชัดเจน


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้การทำบัญชีของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย