Table of Contents

ถ้าวันหนึ่งมีคนถามว่า “ธุรกิจคุณมูลค่าเท่าไหร่?” คุณจะตอบได้ไหม? P/BV (Price to Book Value) คืออัตราส่วนที่บอกว่า “ธุรกิจถูกตีค่าสูงหรือต่ำกว่าสิ่งที่มีอยู่จริง” โดยเทียบราคากับ Book Value ในงบดุล บทความนี้จะพาคุณเข้าใจสูตร วิธีแปลผล และสถานการณ์ที่ SME ใช้ได้จริง ไม่ว่าจะขายกิจการ หาผู้ร่วมทุน หรือแบ่งหุ้น

P/BV คืออะไร? (Price to Book Value Ratio)

อัตราส่วนนี้เปรียบเทียบ “ราคาที่ตลาดให้” กับ “Book Value” เพื่อดูว่าราคาสูงกว่าหรือต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกิจการ ถ้า P/BV = 1 แปลว่าทั้งสองค่าเท่ากันพอดี

ทำความเข้าใจ Book Value (มูลค่าทางบัญชี) และความสัมพันธ์กับราคาหุ้น

Book Value หรือมูลค่าทางบัญชีคือ “ส่วนของเจ้าของ” ที่เหลืออยู่ในกิจการ คำนวณจากสินทรัพย์รวมหักด้วยหนี้สินรวมทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ถ้าบริษัทขายทรัพย์สินทุกอย่างแล้วจ่ายหนี้หมด จะมีเงินเหลือคืนเจ้าของเท่าไหร่

ราคาหุ้นอาจสูงหรือต่ำกว่า Book Value ได้ ขึ้นอยู่กับความคาดหวังเรื่องการเติบโต กำไรในอนาคต และปัจจัยอื่น อัตราส่วนนี้จึงบอกว่า “กิจการถูกตีค่าแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับสิ่งที่มีอยู่จริง”

สูตรคำนวณ P/BV และวิธีคิดทีละขั้นตอน

สูตรหลักมีเพียง 2 ส่วน

สูตรที่ 1 — คำนวณ P/BV

P/BV (เท่า) = ราคาหุ้น (บาท) ÷ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (บาท)

สูตรที่ 2 — คำนวณมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น

มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (บาท) = ส่วนของผู้ถือหุ้น (บาท) ÷ จำนวนหุ้นทั้งหมด (หุ้น)


วิธีคำนวณ Book Value จากงบการเงิน (สินทรัพย์รวม − หนี้สินรวม)

สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทำตาม 3 ขั้นตอนนี้

  1. เปิด งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ของบริษัท
  2. ดึงตัวเลข สินทรัพย์รวม (ด้านซ้ายหรือส่วนบน) และ หนี้สินรวม (ด้านขวาหรือส่วนกลาง)
  3. คำนวณ Book Value จากสูตร

Book Value (บาท) = สินทรัพย์รวม (บาท) − หนี้สินรวม (บาท)

ผลลัพธ์ที่ได้ต้องตรงกับ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” ในงบดุล (ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) ถ้าไม่ตรง ให้ตรวจสอบว่าตัวเลขมาจากงบงวดเดียวกันหรือไม่

ตัวอย่างการคำนวณ P/BV แบบเข้าใจง่าย (พร้อมตัวเลขสมมติ)

สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้

ขั้นที่ 1 — คำนวณ Book Value

รายการจำนวน
สินทรัพย์รวม10,000,000 บาท
หนี้สินรวม4,000,000 บาท
Book Value (ส่วนของผู้ถือหุ้น)6,000,000 บาท

ขั้นที่ 2 — คำนวณ Book Value per Share

รายการวิธีคำนวณผลลัพธ์
จำนวนหุ้นทั้งหมด—100,000 หุ้น
Book Value per Share6,000,000 ÷ 100,00060 บาท/หุ้น

ขั้นที่ 3 — คำนวณ P/BV

รายการวิธีคำนวณผลลัพธ์
ราคาซื้อขายหุ้น (สมมติ)—90 บาท/หุ้น
P/BV90 ÷ 601.5 เท่า

ผลลัพธ์ 1.5 เท่า หมายความว่าราคาซื้อขายสูงกว่า Book Value อยู่ 50% เพราะผู้ซื้อเชื่อว่าบริษัทนี้มีศักยภาพเติบโตได้อีก


P/BV เท่าไหร่ถึงดี? วิธีอ่านและแปลผล P/BV Ratio

ไม่มีตัวเลข P/BV ที่ “ดี” ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรม และสถานการณ์ แต่มีกรอบคร่าว ๆ ที่ช่วยให้อ่านค่าได้

ค่า P/BVความหมายเบื้องต้น
P/BV < 1ราคาต่ำกว่า Book Value
P/BV = 1ราคาเท่ากับ Book Value พอดี
P/BV 1–3ช่วงปกติสำหรับหลายอุตสาหกรรม
P/BV > 3ตลาดให้มูลค่าสูง อาจเพราะเห็นศักยภาพเติบโต

P/BV < 1 หมายความว่าอะไร? (หุ้นถูก หรือ บริษัทมีปัญหา)

ค่าต่ำกว่า 1 แปลว่าราคาซื้อขายต่ำกว่าสินทรัพย์สุทธิ มีสองกรณีที่เป็นไปได้ กรณีแรกคือกิจการถูกประเมินต่ำเกินจริง ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุน กรณีที่สองคือกิจการมีปัญหาจริง เช่น ขาดทุนต่อเนื่อง สินทรัพย์ในงบเป็นของที่ขายยากหรือเสื่อมค่าแล้ว ต้องดูควบคู่กับงบกำไรขาดทุนด้วย

P/BV > 1 หมายความว่าอะไร?

ค่าสูงกว่า 1 แปลว่ามีคนยอมจ่ายแพงกว่ามูลค่าในงบ มักเกิดกับธุรกิจที่กำลังเติบโตเร็ว มีกำไรดี หรือมีสินทรัพย์ที่ไม่ได้สะท้อนในงบ เช่น แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ฐานลูกค้าใหญ่ หรือทีมงานที่เก่ง

ข้อควรรู้: P/BV เฉลี่ยในแต่ละอุตสาหกรรม

P/BV เฉลี่ยต่างกันตามอุตสาหกรรม ข้อมูลจากหน้าความรู้ผู้ลงทุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยชี้ว่าธุรกิจธนาคารมักมี P/BV ต่ำ (0.5–1.5 เท่า) เพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นเงินที่สะท้อนในงบอยู่แล้ว ขณะที่ธุรกิจเทคโนโลยีมักมี P/BV สูง (3–10 เท่า) เพราะมูลค่าอยู่ที่ทรัพย์สินทางปัญญาและการเติบโตในอนาคต

สำหรับ SME ไทย ค่าที่ “เหมาะสม” ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่จะใช้ ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป


เมื่อไหร่ที่ SME ต้องใช้ P/BV? (Use Case จริงสำหรับผู้ประกอบการ)

บทความส่วนใหญ่เขียนเรื่อง P/BV สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้น แต่ผู้ประกอบการ SME ก็ใช้ได้ในหลายสถานการณ์

การประเมินมูลค่าเมื่อต้องการขายกิจการ หรือหาผู้ร่วมทุน

เมื่อมีคนสนใจซื้อกิจการหรือเข้ามาเป็นผู้ร่วมทุน คำถามแรกคือ “ธุรกิจนี้มูลค่าเท่าไหร่?”

  • Book Value เป็น จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุด เพราะดูจากงบดุลที่มีอยู่แล้ว
  • ใช้เป็นฐานเจรจาว่า จะให้ P/BV เท่าไหร่ โดยปรับตามศักยภาพการเติบโตและกำไร
  • ช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย มีตัวเลขอ้างอิงที่เป็นกลาง ก่อนต่อรองราคาสุดท้าย

การแบ่งหุ้นส่วน จัดโครงสร้างบริษัท หรือเพิ่มทุน

ถ้าต้องรับหุ้นส่วนเข้ามาใหม่หรือเพิ่มทุน ต้องตีราคาหุ้นให้ยุติธรรม

  • ใช้ Book Value per Share เป็นฐานอ้างอิง เช่น ถ้าค่านี้ = 60 บาท การออกหุ้นใหม่ในราคา 60 บาทถือว่าสมเหตุสมผล
  • ปรับราคาเพิ่มหรือลดได้ ตามผลประกอบการจริง ของกิจการ
  • ป้องกันปัญหา หุ้นส่วนเข้ามาในราคาถูกเกินไป จนเจ้าของเดิมเสียเปรียบ

การเตรียมข้อมูลยื่นขอสินเชื่อหรือกู้เงินธนาคาร

ธนาคารดู Book Value เป็นหนึ่งในเกณฑ์ประเมินความแข็งแกร่งของกิจการ

  • Book Value สูง แปลว่า สินทรัพย์สุทธิมาก หนี้น้อย ธนาคารมองว่าเสี่ยงต่ำ
  • ข้อมูลบัญชีที่ชัดเจนช่วยให้ การพิจารณาสินเชื่อราบรื่นขึ้น
  • เตรียม งบดุลล่าสุด พร้อม Book Value ไว้ก่อนเข้าพบธนาคาร

เปรียบเทียบ P/BV กับ P/E และ EV/EBITDA (เลือกใช้อัตราส่วนไหนดี?)

P/BV ไม่ใช่ ratio เดียวที่ใช้ตีมูลค่าบริษัท แต่ละตัวเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน

อัตราส่วนสูตรเหมาะกับข้อจำกัด
P/BVราคาหุ้น ÷ BV per Shareธุรกิจที่มีสินทรัพย์ชัดเจน เช่น อสังหาฯ ธนาคารไม่สะท้อนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน
P/Eราคาหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้นธุรกิจที่มีกำไรสม่ำเสมอใช้ไม่ได้ถ้าบริษัทขาดทุน
EV/EBITDAมูลค่ากิจการ ÷ กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมเปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรมคำนวณซับซ้อนกว่า

สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น P/BV เป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุด เพราะใช้ข้อมูลจากงบดุลที่ทุกบริษัทต้องจัดทำอยู่แล้ว ส่วน P/E เหมาะกับกิจการที่ทำกำไรได้แล้ว และ EV/EBITDA เหมาะกับการเปรียบเทียบเชิงลึกมากขึ้น

ข้อจำกัดของ P/BV ที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องระวัง

P/BV เป็นเครื่องมือเบื้องต้นที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวชี้วัดเดียว เพราะมีข้อจำกัดหลายประการ

สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) และมูลค่าที่ไม่อยู่ในงบการเงิน

Book Value สะท้อนแค่สิ่งที่บันทึกไว้ในงบดุล แต่หลายอย่างที่มีมูลค่ากลับไม่อยู่ในนั้น เช่น แบรนด์ที่ลูกค้ารู้จัก ฐานลูกค้าที่สะสมมาหลายปี ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ หรือเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้อาจมีมูลค่ามหาศาลแต่ P/BV มองไม่เห็น

ข้อจำกัดเมื่อนำไปใช้กับธุรกิจแนว Asset-Light หรือ Tech Startup

ธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งพาสินทรัพย์ถาวร เช่น SaaS สตาร์ทอัพ หรือธุรกิจบริการ มักมี Book Value ต่ำเพราะสินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นคน ซอฟต์แวร์ หรือความรู้ ทำให้ P/BV สูงมากหรือไม่สะท้อนมูลค่าจริง ธุรกิจเหล่านี้ควรใช้ ratio อื่นร่วมด้วย เช่น P/E หรือ EV/EBITDA


สรุป — เริ่มต้นตีมูลค่าธุรกิจด้วย P/BV วันนี้

  • Book Value = สินทรัพย์รวม − หนี้สินรวม เป็นจุดเริ่มต้นที่ทุก SME ทำได้
  • P/BV ช่วยเปรียบเทียบราคาตลาดกับมูลค่าทางบัญชี ใช้ได้ทั้งขายกิจการ หาทุน และแบ่งหุ้น
  • อย่าพึ่ง P/BV ตัวเดียว ให้ดูร่วมกับงบกำไรขาดทุนและ ratio อื่น

เช็กงบการเงินและ Book Value ของธุรกิจคุณได้ง่ายๆ ผ่าน PEAK

PEAK ช่วยให้คุณดูงบดุล งบกำไรขาดทุน และส่วนของผู้ถือหุ้นได้แบบ real-time ผ่าน Dashboard ที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องรอปิดงบสิ้นปี ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการเงินให้อัตโนมัติ เหมาะกับผู้ประกอบการที่อยากรู้ “สถานะจริง” ของธุรกิจตัวเองทุกเมื่อ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ P/BV

P/BV ใช้กับบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้ไหม?

ได้ แม้ “ราคาหุ้น” จะไม่มีราคาตลาดอ้างอิง แต่คุณสามารถใช้ราคาที่ตกลงกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย หรือราคาพาร์ (มูลค่าหุ้นที่จดทะเบียน) มาคำนวณแทนได้ หลายบริษัท SME ใช้วิธีนี้ตอนเจรจากับนักลงทุนหรือหุ้นส่วนใหม่

Book Value ติดลบได้ไหม? ถ้าติดลบแปลว่าอะไร?

ได้ ถ้าหนี้สินรวมมากกว่าสินทรัพย์รวม Book Value จะติดลบ หมายความว่าถ้าขายทุกอย่างก็ยังไม่พอจ่ายหนี้ กรณีนี้ P/BV ใช้ไม่ได้เพราะตัวหารติดลบ ต้องดูจาก ratio อื่นแทน

P/BV กับ P/E ต่างกันอย่างไร? ใช้ตัวไหนดีกว่า?

P/BV วัดเทียบกับ “สิ่งที่บริษัทเป็นเจ้าของหลังหักหนี้” ส่วน P/E วัดเทียบกับ “ความสามารถทำกำไร” ถ้าบริษัทขาดทุนอยู่ ใช้ P/E ไม่ได้ แต่ P/BV ยังใช้ได้ ในทางปฏิบัติ การดูทั้งสองตัวควบคู่กันจะให้ภาพที่ครบถ้วนที่สุด

ทำไม Book Value ในงบการเงินจึงอาจไม่ตรงกับมูลค่าจริงของธุรกิจ?

งบการเงินบันทึกสินทรัพย์ตามราคาทุนหรือมูลค่ายุติธรรม ณ วันที่ซื้อ ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน (ตามหลักบัญชี NPAEs/TFRS) เช่น ที่ดินที่ซื้อมา 10 ปีที่แล้วอาจบันทึกไว้ 5 ล้าน แต่ราคาตลาดวันนี้อาจ 20 ล้าน ในทางกลับกัน เครื่องจักรอาจบันทึกสูงแต่มูลค่าจริงต่ำกว่า ดังนั้น Book Value จึงเป็นแค่ “ภาพเบื้องต้น” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้การทำบัญชีของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย