
ถ้าคุณกำลังจะจดทะเบียนนิติบุคคลครั้งแรก คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) กับบริษัทจำกัด (บจก.) ต่างกันยังไง แล้วธุรกิจของเราควรเลือกแบบไหนดี?” เพราะทั้งสองรูปแบบมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ไม่ว่าจะเรื่องค่าใช้จ่ายจดทะเบียน ภาษี ความรับผิดชอบหนี้สิน หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า
บทความนี้จะพาคุณเปรียบเทียบ หจก. กับ บจก. แบบจบครบในที่เดียว พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง และแนวทางช่วยตัดสินใจว่าธุรกิจแบบไหนเหมาะกับรูปแบบไหน ไม่ต้องเสียเวลาอ่านหลายที่อีกต่อไป
ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คืออะไร?
ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ นิติบุคคลที่มีผู้ร่วมลงทุนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยตามกฎหมายไทย หุ้นส่วนจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท:
- หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด (อย่างน้อย 1 คน) — มีอำนาจบริหารกิจการ แต่ต้องรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดของห้าง แม้จะเกินกว่าเงินที่ลงทุนไว้ก็ตาม
- หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด (อย่างน้อย 1 คน) — รับผิดชอบแค่เท่าจำนวนเงินที่ลงหุ้นไว้ แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปบริหารกิจการ
ตัวอย่างให้เห็นภาพ: สมชายกับสมหญิงเปิดร้านขายอุปกรณ์สำนักงานด้วยกัน สมชายเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ (ไม่จำกัดความรับผิด) ลงเงิน 500,000 บาท ส่วนสมหญิงลงเงิน 200,000 บาท เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด
สมมติวันหนึ่งกิจการมีหนี้ 1 ล้านบาท — สมชายต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมด แม้จะเกินกว่าเงินที่ลงไป แต่สมหญิงเสียสูงสุดแค่ 200,000 บาท ที่ลงหุ้นไว้เท่านั้น
จุดเด่นของ หจก. คือ จดง่าย ค่าธรรมเนียมถูก ไม่ต้องแบ่งทุนเป็นหุ้น และสามารถลงทุนด้วยเงิน ทรัพย์สิน หรือแรงงานก็ได้
บริษัทจำกัด (บจก.) คืออะไร?
บริษัทจำกัด คือ นิติบุคคลที่แบ่งทุนออกเป็นหุ้น มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (กฎหมายปรับใหม่ตั้งแต่ปี 2566 — ก่อนหน้านี้ต้องใช้ 3 คน)
ทุกคนที่ถือหุ้นใน บจก. รับผิดชอบจำกัดเฉพาะจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระเท่านั้น ไม่ต้องเอาทรัพย์สินส่วนตัวมาจ่ายหนี้บริษัท
ตัวอย่างให้เห็นภาพ: บริษัท ABC จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้น 2 คน คนละ 50%
ตอนจดทะเบียน กฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าหุ้นขั้นต่ำ 25% ก่อน เท่ากับคนละ 125,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกคนละ 375,000 บาท ยังไม่ต้องจ่ายทันที
ถ้าวันหนึ่งบริษัทเป็นหนี้ 5 ล้านบาท — ผู้ถือหุ้นแต่ละคนรับผิดสูงสุดแค่ 375,000 บาท (ส่วนที่ยังไม่ได้จ่าย) ไม่ต้องเอาบ้านหรือรถมาขายใช้หนี้
พูดง่ายๆ คือ จด บจก. แล้ว กระเป๋าส่วนตัวกับกระเป๋าบริษัทแยกจากกันชัดเจน
บจก. มีโครงสร้างที่ชัดเจนกว่า มีคณะกรรมการ มีการประชุมผู้ถือหุ้น เหมาะกับธุรกิจที่วางแผนจะขยายตัวหรือระดมทุนในอนาคต
เปรียบเทียบ หจก. กับ บจก. ต่างกันอย่างไร?
| รายการ | ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) | บริษัทจำกัด (บจก.) |
| ผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ | 2 คน | 2 คน (ตั้งแต่ปี 2566) |
| ความรับผิด | หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัด | ทุกคนรับผิดจำกัดเฉพาะค่าหุ้นที่ยังไม่ชำระ |
| ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน | 1,000 บาท | 5,500 บาท |
| โครงสร้างทุน | ไม่ต้องแบ่งเป็นหุ้น ลงทุนด้วยเงิน/ทรัพย์สิน/แรงงานได้ | ต้องแบ่งเป็นหุ้น มูลค่าขั้นต่ำหุ้นละ 5 บาท ลงทุนด้วยเงินสดเท่านั้น |
| ผู้บริหาร | หุ้นส่วนผู้จัดการ (ต้องเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด) | คณะกรรมการ (เลือกจากผู้ถือหุ้นหรือบุคคลภายนอกก็ได้) |
| อัตราภาษี | เท่ากัน — ภาษีนิติบุคคล สูงสุด 20% (SME ได้ขั้นบันได) | เท่ากัน — ภาษีนิติบุคคล สูงสุด 20% (SME ได้ขั้นบันได) |
| ความน่าเชื่อถือ | ปานกลาง — เหมาะกับคู่ค้ารายย่อย | สูง — เป็นที่ยอมรับของธนาคาร คู่ค้ารายใหญ่ หน่วยงานรัฐ |
| ระดมทุน | ยาก — ไม่มีระบบหุ้น โอนหุ้นส่วนซับซ้อน | ง่ายกว่า — โอนหุ้นสะดวก เพิ่มผู้ถือหุ้นได้ |
(ข้อมูลค่าธรรมเนียมอ้างอิงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
โครงสร้างผู้ถือหุ้นและความรับผิด
นี่คือจุดที่ต่างกันชัดที่สุด
หจก. — หุ้นส่วนผู้จัดการ (คนที่บริหารกิจการ) ต้องเป็นประเภท “ไม่จำกัดความรับผิด” ซึ่งหมายความว่าถ้ากิจการล้มละลาย เจ้าหนี้เรียกหนี้จากทรัพย์สินส่วนตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือเงินออม
บจก. — ผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดจำกัดเท่าค่าหุ้นที่ยังไม่ชำระ ทรัพย์สินส่วนตัวแยกจากบริษัทชัดเจน
สำหรับคนที่มีทรัพย์สินส่วนตัวมาก หรือทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง การจด บจก. จึงปลอดภัยกว่า
ด้านค่าใช้จ่ายจดทะเบียน
สมมติทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท:
จด หจก — ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 2,000-3,000 บาท:
- ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน: 1,000 บาท (ไม่ว่าทุนเท่าไรก็จ่ายเท่านี้ ตามที่ DBD กำหนด)
- ค่าหนังสือรับรอง: 200 บาท
- ค่าใบสำคัญ: 100 บาท
- ค่าตรวจเอกสาร: 50 บาท
จด บจก — ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 6,000-8,000 บาท:
- ค่าจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ: 500 บาท (ทุน ≤ 1 ล้าน)
- ค่าจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท: 5,000 บาท (ทุน ≤ 1 ล้าน)
- ค่าหนังสือรับรอง + ใบสำคัญ + ค่าอื่นๆ: ประมาณ 500-1,000 บาท
ภาษี สิทธิประโยชน์ และการทำบัญชี
หลายคนเข้าใจผิดว่า หจก. กับ บจก. เสียภาษีต่างกัน — จริงๆ แล้วอัตราภาษีนิติบุคคลเท่ากันทั้งคู่ ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร:
กำไรสุทธิ (รายได้ − ค่าใช้จ่าย)
- ไม่เกิน 300,000 บาท → ยกเว้นภาษี (เฉพาะ SME ที่ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้าน + รายได้ไม่เกิน 30 ล้าน)
- 300,001 – 3,000,000 บาท → 15%
- เกิน 3,000,000 บาท → 20%
ทั้ง หจก. และ บจก. ต้อง จัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน ส่ง DBD และยื่นภาษีกรมสรรพากร เหมือนกันทุกประการ
ดังนั้น หลังจดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งสำคัญคือต้องมี ระบบบัญชีที่ดี เพื่อจัดการเอกสาร ภาษี และงบการเงินให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก หลายธุรกิจ SME เลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK เพื่อออกเอกสาร บันทึกรายรับ-รายจ่าย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น
ธุรกิจแบบไหนควรจด หจก.? แบบไหนควรจด บจก.?
ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับทุกคน — ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ เป้าหมาย และคนที่ร่วมทำธุรกิจด้วย:
จด หจก. เหมาะกับ:
- ธุรกิจขนาดเล็กที่มีหุ้นส่วน 2-3 คน ไว้ใจกันสูง (เช่น คนในครอบครัว เพื่อนสนิท)
- ร้านค้า ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ ที่ยังไม่ต้องระดมทุนจากภายนอก
- อยากเริ่มต้นด้วยต้นทุนจดทะเบียนต่ำที่สุด
- ไม่มีแผนจะขยายไปรับงานราชการหรือบริษัทขนาดใหญ่ในระยะสั้น
จด บจก. เหมาะกับ:
- ธุรกิจที่วางแผนจะเติบโตหรือระดมทุนเพิ่มในอนาคต
- ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือกับธนาคาร คู่ค้ารายใหญ่ หรือหน่วยงานรัฐ
- มีหุ้นส่วนหลายคนที่ต้องการ จำกัดความรับผิดของทุกคน อย่างชัดเจน
- ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น ก่อสร้าง นำเข้า-ส่งออก) ที่ต้องแยกทรัพย์สินส่วนตัวจากกิจการ
ตัวอย่าง: ร้านค้าเล็ก vs ธุรกิจที่ต้องระดมทุน
กรณี 1 — ร้านเครื่องเขียน: พี่น้อง 2 คนเปิดร้านเครื่องเขียนใกล้มหาวิทยาลัย ยอดขายเดือนละ 80,000 บาท ยังไม่ต้องกู้ธนาคาร → จด หจก. ค่าใช้จ่ายจดทะเบียนถูกกว่า โครงสร้างเรียบง่ายพอสำหรับธุรกิจขนาดนี้
กรณี 2 — ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์: เพื่อน 3 คน ร่วมทุนเปิดร้านออนไลน์ ยอดขายเดือนละ 500,000 บาท วางแผนจะขอสินเชื่อธนาคาร และอยากรับงาน B2B กับบริษัทใหญ่ → จด บจก. เพราะธนาคารและบริษัทใหญ่ส่วนมากต้องการคู่ค้าที่เป็น บจก. มากกว่า
เปลี่ยนจาก หจก. เป็น บจก. ได้ไหม? ทำยังไง?
ได้ — ไม่ต้องปิดกิจการเดิมแล้วเปิดใหม่ กฎหมายเปิดช่องให้เปลี่ยนจากจาก หจก. เป็น บจก. ได้เลย ข้อดีคืออายุกิจการนับต่อเนื่องจากเดิม ไม่เสียเครดิตที่สะสมมา
ขั้นตอนหลักๆ ตามแนวปฏิบัติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า:
- หุ้นส่วนทุกคนต้องยินยอม — ทำบันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
- แจ้งนายทะเบียนภายใน 14 วัน หลังได้รับความยินยอม
- ลงประกาศหนังสือพิมพ์ และแจ้งเจ้าหนี้ให้ทราบ
- รอ 30 วัน — ถ้าไม่มีเจ้าหนี้คัดค้าน ก็ดำเนินการต่อได้
- ประชุมหุ้นส่วนทุกคน กำหนดโครงสร้างบริษัทใหม่ (ทุนเรือนหุ้น กรรมการ ข้อบังคับ)
- ยื่นจดทะเบียนแปรสภาพ ที่ DBD — ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท
- แจ้งสรรพากร เปลี่ยนแปลงข้อมูล VAT (ถ้าจด VAT อยู่) ภายใน 15 วัน
กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1.5-2 เดือน หลายคนเลือกให้สำนักงานบัญชีดำเนินการให้เพราะเอกสารค่อนข้างเยอะ
หลังจดทะเบียนแล้ว ต้องจัดการอะไรบ้าง?
ไม่ว่าจะจด หจก. หรือ บจก. — สิ่งที่ต้องทำหลังจดทะเบียนเหมือนกัน:
สิ่งที่ต้องทำทันที (ภายใน 30 วัน):
- เปิดบัญชีธนาคารในนามกิจการ
- ขึ้นทะเบียนประกันสังคม (ถ้ามีลูกจ้าง)
- จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี หรือจดสมัครใจ)
สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ:
- จัดทำบัญชีรายเดือน (จ้างสำนักงานบัญชี หรือใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วย)
- ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทุกเดือน ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป — เช่น ภ.ง.ด.1 (หักจากเงินเดือนพนักงาน), ภ.ง.ด.3 (หักจากค่าจ้างฟรีแลนซ์), ภ.ง.ด.53 (หักจากค่าบริการที่จ่ายให้บริษัทอื่น)
- ยื่นภาษี VAT ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 — ใช้แบบ ภ.พ.30 (สำหรับกิจการที่จด VAT)
- ยื่นภาษีนิติบุคคล ปีละ 2 ครั้ง — ครึ่งปีใช้แบบ ภ.ง.ด.51 และสิ้นปีใช้แบบ ภ.ง.ด.50
- ปิดงบการเงินและส่ง DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี
ถ้าอยากอ่านเพิ่มเรื่องขั้นตอนจดทะเบียน สามารถอ่านได้ที่ 3 ขั้นตอน จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ด้วยตัวเอง หรืออ่านเรื่องทุนจดทะเบียนบริษัทต้องมีเท่าไร เพิ่มเติม
จดทะเบียนเสร็จแล้ว อย่าลืมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ
ไม่ว่าจะเลือก หจก. หรือ บจก. สิ่งที่ต้องทำเหมือนกันคือ จัดการบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ถ้าปล่อยให้บัญชียุ่งเหยิงตั้งแต่ต้น พอถึงเวลาปิดงบหรือยื่นภาษี จะเจอปัญหาหนักทั้ง 2 แบบเหมือนกัน
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาสำหรับ SME ไทยโดยเฉพาะ ใช้งานง่ายแม้ไม่มีพื้นฐานบัญชี — ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี บันทึกรายรับ-รายจ่าย เตรียมข้อมูลยื่นภาษี ครบจบในที่เดียว ทั้ง หจก. และ บจก. ใช้ได้ทันทีหลังจดทะเบียน
นอกจากนี้ PEAK ยังจับมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง OfficeMate (OFM) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยโซลูชันอุปกรณ์สำนักงานและไอทีครบวงจร ไม่ว่าคุณจะต้องการกระดาษ เครื่องปริ้น อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล หรือสินค้าอื่นๆ ก็สามารถซื้อสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ หรือระบบจัดซื้อของ OFM และรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจด หจก. และ บจก.
จด หจก. คนเดียวได้ไหม?
ไม่ได้ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 คน (หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน + หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน) ส่วน บจก. ปัจจุบันก็ต้องมีอย่างน้อย 2 คนเช่นกัน
หจก. กับ บจก. เสียภาษีต่างกันไหม?
ไม่ต่างกัน ทั้งคู่เป็นนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราเดียวกัน (สูงสุด 20%) และถ้าเข้าเกณฑ์ SME ก็ได้รับสิทธิ์อัตราขั้นบันไดเหมือนกัน
ถ้าจด หจก. แล้ว ภายหลังอยากเปลี่ยนเป็น บจก. ทำได้ไหม?
ทำได้ โดยการยื่นแปรสภาพที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 เดือน ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท ไม่ต้องปิดกิจการเดิม
ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ หจก. ไหม?
ได้ แต่ในทางปฏิบัติธนาคารหลายแห่งให้ความเชื่อถือ บจก. มากกว่า เพราะโครงสร้างชัดเจนกว่าและมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดกว่า
จดทะเบียนแล้วต้องทำบัญชีไหม?
ต้องทำทั้ง หจก. และ บจก. — กฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลทุกแห่งต้องจัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน และส่งงบให้ DBD ทุกปี
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง
- Facebook : https://www.facebook.com/officemate.co.th
- Line :https://page.line.me/tte5109d
- Instagram : https://www.instagram.com/officemate_thailand
- Linkedin : https://www.linkedin.com/company/officemate
- Tiktok: https://www.tiktok.com/@officemate_thailand?lang=en
- Website : https://www.ofm.co.th
