
ทุกสิ้นปี เจ้าของกิจการหลายคนเจอคำถามเดิมซ้ำทุกรอบ ปีนี้ต้องจ้างผู้สอบบัญชีแบบไหน TA หรือ CPA กันแน่ ยิ่งถ้าเพิ่งจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทใหม่ อาจรู้สึกว่าศัพท์เหล่านี้ทับซ้อนกันจนสับสน
ความจริงแล้ว ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (Tax Auditor – TA) กับผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant – CPA) ทำหน้าที่คล้ายกันแต่ขอบเขตต่างกัน และการเลือกผิดประเภทอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้องตามกฎหมาย บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจทั้งสองบทบาท เลือกได้ถูกตัว และประหยัดค่าใช้จ่ายไปพร้อมกัน
ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) คืออะไร
ผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือ TA (Tax Auditor) คือผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชีที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากร มีหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินและรับรองว่ากิจการยื่นภาษีถูกต้องตามกฎหมาย
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น TA เปรียบเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีที่สรรพากรรับรองว่ามีคุณสมบัติเพียงพอ ให้ตรวจสอบงบการเงินของกิจการขนาดเล็กได้ โดยไม่ต้องไปจ้าง CPA ซึ่งค่าบริการสูงกว่า
TA ย่อมาจากอะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง
TA ย่อมาจาก Tax Auditor แปลตรงตัวว่า ผู้ตรวจสอบภาษี หน้าที่หลักของ TA คือตรวจสอบงบการเงิน ตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่าย และลงลายเซ็นรับรองในรายงานการตรวจสอบ (แบบ ร.3) เพื่อยื่นต่อกรมสรรพากร
TA ได้รับอนุญาตจากใคร
TA ได้รับอนุญาตจาก อธิบดีกรมสรรพากร ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต่างจาก CPA ที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ในแง่กฎหมาย TA จึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสรรพากรโดยตรง ขณะที่ CPA อยู่ภายใต้สภาวิชาชีพบัญชี (TFAC)
TA ต่างจาก CPA (ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต) ยังไง
TA และ CPA ต่างทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงิน แต่ขอบเขตอำนาจ หน่วยงานกำกับ และประเภทกิจการที่ตรวจได้ต่างกันชัดเจน ถ้าอยากเข้าใจบทบาทของ CPA เชิงลึก อ่านเพิ่มได้ที่บทความ CPA ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
ตารางเปรียบเทียบ TA vs CPA
| รายการ | TA (ผู้สอบบัญชีภาษีอากร) | CPA (ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต) |
|---|---|---|
| หน่วยงานที่ออกใบอนุญาต | กรมสรรพากร | สภาวิชาชีพบัญชี |
| ประเภทกิจการที่ตรวจได้ | ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและบริษัทขนาดเล็กตามเกณฑ์ | ทุกประเภท ทุกขนาด |
| เกณฑ์ทุนจดทะเบียน | ไม่เกิน 5 ล้านบาท | ไม่จำกัด |
| เกณฑ์สินทรัพย์รวม | ไม่เกิน 30 ล้านบาท | ไม่จำกัด |
| เกณฑ์รายได้รวม | ไม่เกิน 30 ล้านบาท | ไม่จำกัด |
| ค่าบริการโดยประมาณ | 3,000-10,000 บาทต่อปี | 10,000-50,000+ บาทต่อปี |
สำหรับ SME ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็ก การใช้ TA จึงช่วยประหยัดค่าสอบบัญชีได้อย่างมาก โดยยังคงเป็นไปตามกฎหมาย
ใครบ้างที่สามารถใช้ TA ตรวจสอบบัญชีได้ (เงื่อนไขและขอบเขตงาน)
กิจการที่จะใช้บริการ TA ได้ต้องผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อพร้อมกัน ตามประกาศกรมสรรพากร เรื่องผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี หากเกินข้อใดข้อหนึ่ง ต้องใช้ CPA เท่านั้น
- ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท
- สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท
- รายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท
กิจการที่ TA สามารถตรวจสอบได้
TA ตรวจสอบได้เฉพาะกิจการที่มีทุน สินทรัพย์ และรายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ประเภทนิติบุคคลที่เข้าข่าย ได้แก่
- ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
- ห้างหุ้นส่วนจำกัด
- บริษัทจำกัดขนาดเล็กที่ผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ
ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์ที่จดห้างหุ้นส่วนจำกัด มีรายได้ปีละ 8 ล้านบาท ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท กิจการแบบนี้สามารถใช้ TA ตรวจสอบบัญชีได้ตามกฎหมาย
กิจการที่ต้องใช้ CPA เท่านั้น
กิจการที่ TA ตรวจสอบไม่ได้ ได้แก่
- บริษัทจำกัดที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท
- บริษัทมหาชนจำกัด
- กิจการที่มีสินทรัพย์หรือรายได้เกิน 30 ล้านบาท
- กิจการร่วมค้า (Joint Venture)
- นิติบุคคลอื่นที่ไม่เข้าเกณฑ์ TA
ตัวอย่างเช่น บริษัทจำกัดที่เริ่มต้นจ้าง TA ตรวจบัญชี แต่ปีนี้รายได้เติบโตทะลุ 30 ล้านบาท กรณีนี้ต้องเปลี่ยนมาใช้ CPA ตั้งแต่รอบบัญชีที่เกินเกณฑ์เป็นต้นไป
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ TA vs CPA
สำหรับ SME เรื่องต้นทุนสำคัญมาก ค่าสอบบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายประจำปีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ลองดูตัวเลขเปรียบเทียบคร่าว ๆ
TA คิดค่าบริการตรวจสอบห้างหุ้นส่วนจำกัดขนาดเล็กประมาณ 3,000-10,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการและความซับซ้อนของธุรกิจ
CPA คิดค่าบริการตรวจสอบบริษัทจำกัดเริ่มต้นประมาณ 10,000-50,000 บาทต่อปี โดยบริษัทขนาดใหญ่หรือมีธุรกรรมซับซ้อนอาจสูงกว่านี้
ลองดูตัวอย่างจริง สมมุติว่าคุณเปิดห้างหุ้นส่วนจำกัด (ชื่อสมมุติ)
- รายได้ปีละ 5 ล้านบาท
- ทุนจดทะเบียน 500,000 บาท
- จ้าง TA ค่าสอบบัญชีประมาณ 5,000 บาท
- จ้าง CPA ค่าสอบบัญชีประมาณ 15,000 บาท
- ส่วนต่างที่ประหยัดได้ ประมาณ 10,000 บาทต่อปี
หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นประมาณการจากอัตราตลาดทั่วไป อัตราจริงอาจแตกต่างไปตามพื้นที่และผู้ให้บริการ ควรขอใบเสนอราคาจากผู้สอบบัญชีหลายรายเปรียบเทียบกัน
ความเสี่ยงถ้าเลือกผู้สอบบัญชีผิดประเภท
เลือกผิดแม้โดยไม่ตั้งใจ ก็อาจเกิดปัญหาตามมาได้ หลายเจ้าของกิจการมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นใหญ่กว่าที่คิด
ถ้ากิจการเกินเกณฑ์แต่ยังใช้ TA ตรวจสอบ รายงานการสอบบัญชีจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) อาจไม่รับงบการเงิน ส่งผลให้ต้องจ้าง CPA มาตรวจใหม่ เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ ถ้ากรมสรรพากรตรวจพบว่างบการเงินไม่ได้รับรองจากผู้สอบบัญชีที่ถูกประเภท อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง มีโทษปรับ และเสียประวัติด้านการเงินของกิจการ
วิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือ ตรวจสอบเกณฑ์ 3 ข้อ (ทุน สินทรัพย์ รายได้) ก่อนจ้างผู้สอบทุกปี ถ้าไม่แน่ใจ ปรึกษานักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแลอยู่ก่อนเสมอ
วิธีเช็กรายชื่อผู้สอบบัญชีภาษีอากร
ก่อนตกลงจ้าง TA ควรตรวจสอบก่อนว่าผู้สอบบัญชีคนนั้นได้ขึ้นทะเบียนกับกรมสรรพากรจริง และใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ
ขั้นตอนการเช็กรายชื่อทำได้ดังนี้
- เข้าเว็บไซต์ระบบ Tax Audit ของกรมสรรพากร
- ค้นหาชื่อผู้สอบบัญชีหรือเลขทะเบียน TA
- ระบบจะแสดงสถานะว่ายังมีผลอยู่หรือถูกเพิกถอนแล้ว
หากต้องการความมั่นใจเพิ่ม สามารถติดต่อสมาคมผู้สอบบัญชีภาษีอากรแห่งประเทศไทย เพื่อขอคำแนะนำหรือรายชื่อ TA ในพื้นที่ได้
เตรียมตัวอย่างไรก่อนให้ TA ตรวจสอบงบการเงิน
การเตรียมเอกสารให้พร้อมล่วงหน้าช่วยให้กระบวนการตรวจสอบราบรื่นและลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจเกิดจากเอกสารไม่ครบ
เอกสารที่ต้องจัดเตรียม
เอกสารหลักที่ TA ต้องใช้ประกอบการตรวจสอบ ได้แก่
- งบการเงิน (งบแสดงฐานะการเงินและงบกำไรขาดทุน)
- สมุดบัญชีรายวันและสมุดบัญชีแยกประเภท
- ใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงิน
- เอกสารประกอบรายจ่ายต่าง ๆ
- แบบภาษีที่ยื่นระหว่างปี เช่น ภ.ง.ด.1 (แบบแสดงรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน), ภ.ง.ด.53, ภ.พ.30
- หนังสือรับรองนิติบุคคล
การจัดเอกสารเหล่านี้ให้เป็นระเบียบตั้งแต่ระหว่างปี จะช่วยให้ TA ทำงานได้เร็วขึ้น และลดโอกาสที่จะถูกเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม
PEAK ช่วยเตรียมงบการเงินให้พร้อมส่งผู้สอบได้อย่างไร
การจัดเอกสารทั้งหมดด้วยตัวเองอาจใช้เวลามาก โดยเฉพาะ SME ที่ไม่มีทีมบัญชีเต็มตัว PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบกำกับภาษี และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เมื่อถึงเวลาส่งผู้สอบบัญชี เอกสารพร้อมส่งได้ทันทีโดยไม่ต้องมานั่งรวบรวมย้อนหลังทั้งปี
คุณสมบัติและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเป็น TA
สำหรับนักบัญชีที่สนใจเป็น TA ต้องผ่านเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดและสอบผ่านตามขั้นตอน
คุณสมบัติที่กรมสรรพากรกำหนด
ผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็น TA ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- สัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี
- วุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางบัญชีหรือเทียบเท่า
- ไม่เคยต้องโทษจำคุกในคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์หรือภาษีอากร
- สอบผ่านตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่กรมสรรพากร หน้าผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี
ขั้นตอนสมัครสอบและขึ้นทะเบียน
ขั้นตอนโดยสรุปมีดังนี้
- สมัครสอบผ่านระบบของกรมสรรพากร
- สอบข้อเขียนในวิชาที่กำหนด ได้แก่ การบัญชี กฎหมายภาษีอากร และการสอบบัญชี
- เมื่อสอบผ่าน ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต่อกรมสรรพากร
- กรมสรรพากรพิจารณาและออกเลขทะเบียน TA ให้
เปิดรับสมัครสอบปีละหลายครั้ง ติดตามรอบสอบได้ที่ระบบ Tax Audit ของกรมสรรพากร
สรุป – เลือกผู้สอบบัญชีให้ถูกตัว ธุรกิจเดินต่อได้อย่างมั่นคง
หัวใจสำคัญของการเลือกผู้สอบบัญชีคือ รู้เกณฑ์ของกิจการตัวเอง ถ้ายังอยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็กตามที่กล่าวข้างต้น สามารถใช้ TA ได้ ช่วยประหยัดค่าสอบบัญชี แต่ถ้าเกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องใช้ CPA เท่านั้น อย่าลืมเช็กเกณฑ์ทุกปี เพราะธุรกิจที่เติบโตอาจเปลี่ยนสถานะได้
พร้อมจัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่ต้นปี
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางบัญชี และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว เตรียมเอกสารพร้อมส่งผู้สอบบัญชีได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้ PEAK ฟรี
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับผู้สอบบัญชีภาษีอากร
TA กับ CPA ใช้แทนกันได้ไหม
ใช้แทนกันไม่ได้ในทุกกรณี CPA สามารถตรวจสอบกิจการได้ทุกขนาด แต่ TA ตรวจสอบได้เฉพาะกิจการที่อยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็กเท่านั้น กลับกัน ถ้ากิจการอยู่ในเกณฑ์ สามารถเลือกใช้ TA หรือ CPA ก็ได้ตามความสะดวก
ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ค่าบริการเท่าไร
ค่าบริการขึ้นอยู่กับจำนวนรายการบัญชีและความซับซ้อนของธุรกิจ โดยทั่วไป TA จะถูกกว่า CPA หลายเท่า (ดูตัวเลขเปรียบเทียบในหัวข้อค่าใช้จ่ายด้านบน) บางสำนักงานอาจรวมบริการจัดทำบัญชีและตรวจสอบไว้ในแพ็กเกจเดียว ควรขอใบเสนอราคาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนต้องใช้ TA หรือ CPA
ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ยังอยู่ในเกณฑ์ขนาดเล็ก สามารถเลือกใช้ TA ได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าสอบบัญชีเมื่อเทียบกับ CPA แนะนำให้ตรวจสอบเกณฑ์ก่อนจ้างทุกปี โดยเฉพาะห้างที่มีรายได้เติบโตต่อเนื่อง
ถ้าปีนี้ใช้ TA แต่ปีหน้าธุรกิจโตเกินเกณฑ์ ต้องทำอย่างไร
ต้องเปลี่ยนมาใช้ CPA ตั้งแต่รอบบัญชีที่เกินเกณฑ์ แนะนำให้แจ้งสำนักงานบัญชีที่ดูแลล่วงหน้า เพื่อให้มีเวลาจัดหา CPA และเตรียมเอกสารได้ทัน
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
