
เมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในข่าวใหญ่สำหรับคนทำงานคือ “การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคม” ซึ่งมีผลบังคับใช้จริงแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวพนักงานในบริษัทที่ต้องเตรียมตัวจัดสรรเงินใหม่ แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจและ HR ก็นับเป็นงานใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการเช่นกัน
ในบทความนี้ PEAK จะพามาเจาะลึกว่าการปรับครั้งนี้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง HR ต้องทำอะไร และมีตัวช่วยอะไรที่จะทำให้งานนี้ง่ายขึ้น
การปรับเพดานค่าจ้างประกันสังคมใหม่ มีอะไรเปลี่ยนบ้าง ต้องจ่ายสมทบเท่าไร?
การปรับเพดานประกันสังคมเริ่มใช้จริงเมื่อต้นปี 2569 โดยการเปลี่ยนแปลงหลักๆ มี 3 ส่วนคือ:
- เพดานเงินเดือน: ปรับจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท
- เงินสมทบ (5%): ปรับเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน
- สิทธิประโยชน์: พนักงานได้รับความคุ้มครองและเงินทดแทนเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ กฎหมายได้แบ่งระยะเวลาการปรับขึ้นออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้องค์กรและพนักงานค่อยๆ ปรับตัว โดยมีรายละเอียดอัตราเงินสมทบดังนี้:
ตารางการปรับเพดานเงินสมทบประกันสังคม (พ.ศ. 2569 – 2575)
| ระยะเวลา (พ.ศ.) | ฐานเงินเดือนสูงสุด (บาท) | เงินสมทบที่ต้องจ่าย/เดือน (บาท) |
| 2569 – 2571 (ปัจจุบัน) | 17,500 | 875 |
| 2572 – 2574 | 20,000 | 1,000 |
| 2575 เป็นต้นไป | 23,000 | 1,150 |
การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายครั้งนี้ ไม่เพียงแค่พนักงานที่ต้องจ่ายค่าประกันสังคมเพิ่มขึ้น แต่ “บริษัท (นายจ้าง)” ก็ต้องชำระเงินสมทบในอัตราที่เท่ากันเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR ต้องรีบจัดการทันที ไม่ว่าจะเป็น:
- แจ้งพนักงานให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัย
- ปรับระบบเงินเดือน (Payroll) ให้คำนวณยอดใหม่ได้ถูกต้อง
- จัดทำงบประมาณใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น
- ตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขที่มีการเปลี่ยนแปลงในเอกสารทุกฉบับ
ประกันสังคมเพดานใหม่ 2569 ลดหย่อนภาษีได้เท่าไรบ้าง?
ข่าวดีสำหรับทุกคนคือ เราสามารถนำเงินประกันสังคมที่จ่ายเพิ่มขึ้นมาใช้ “ลดหย่อนภาษี” ได้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะกฎหมายให้สิทธินำเงินสมทบที่จ่ายจริงมาลดหย่อนภาษีได้ 100%
เมื่อคำนวณจากเพดานค่าจ้างใหม่ 17,500 บาท (เงินสมทบ 875 บาท/เดือน) จะได้ตัวเลขลดหย่อนภาษีดังนี้:
สูตรคำนวณ: 875 บาท x 12 เดือน = 10,500 บาท
สรุป: ในปี 2569 คุณสามารถลดหย่อนภาษีจากประกันสังคมได้สูงสุด 10,500 บาทต่อปี (เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมที่ลดหย่อนได้สูงสุด 9,000 บาท) ซึ่งช่วยประหยัดภาษีได้เพิ่มขึ้นอัตโนมัติ
ประกันสังคม 2569 พนักงานได้รับสิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง?
ถึงแม้จะต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้น แต่สิ่งที่พนักงานได้รับกลับมาคือ “สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น” ทั้งในรูปแบบเงินทดแทนการขาดรายได้ และเงินสงเคราะห์ต่างๆ เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนดังตารางนี้:
| สิทธิประโยชน์ | ฐานเดิม (15,000 บาท) | ฐานใหม่ (17,500 บาท) |
| เจ็บป่วย (เงินทดแทน) | 7,500 บาท/เดือน | 8,750 บาท/เดือน |
| คลอดบุตร | 22,500 บาท/ครั้ง | 26,250 บาท/ครั้ง |
| ทุพพลภาพ | 7,500 บาท/เดือน | 8,750 บาท/เดือน |
| เสียชีวิต | 90,000 บาท | 105,000 บาท |
| ว่างงาน | 7,500 บาท/เดือน | 8,750 บาท/เดือน |
| บำนาญ (ส่งเงิน 15 ปี) | 3,000 บาท/เดือน | 3,500 บาท/เดือน |
| บำนาญ (ส่งเงิน 25 ปี) | 5,250 บาท/เดือน | 6,125 บาท/เดือน |
(หมายเหตุ: สิทธิทำฟันยังคงอยู่ที่ 900 บาท/ปี เช่นเดิม และการรักษามะเร็งยังสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลที่เข้าร่วมประกันสังคม)
เจ้าหน้าที่ HR ควรประกาศข้อมูลส่วนนี้ให้พนักงานทราบ เพื่อให้พนักงานเข้าใจถึงสิทธิ์ของตัวเองที่เพิ่มขึ้น และลดความกังวลเรื่องเงินสมทบที่ถูกหักเพิ่ม
ทำไมการปรับเพดานประกันสังคมถึงเป็น “เรื่องใหญ่” ในงาน HR?
การปรับเพดานครั้งนี้ส่งผลกระทบทั้งระบบในองค์กร งานของ HR ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในช่วงนี้ ได้แก่:
- ต้องอัปเดตสูตรคำนวณใหม่ในทุกไฟล์
- ตรวจสอบความถูกต้องของสลิปเงินเดือนรายบุคคล
- ปรับตัวเลขภาษีและค่าสมทบฝั่งนายจ้าง
- เตรียมเอกสารนำส่งและรายงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับบริษัทที่ยังใช้ ระบบเงินเดือนแบบ Manual (คำนวณมือหรือ Excel) มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดข้อผิดพลาด เช่น คำนวณภาษีผิด ใส่เงินสมทบไม่ครบ หรือข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาที่วุ่นวายตามมา
ปัญหาที่ HR มักเจอในช่วงเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
- เสียเวลา: ต้องใช้เวลาเป็นวันเพื่อเช็กสูตรและตัวเลขใหม่
- ความผิดพลาด: กังวลว่าจะลืมอัปเดตบางจุด ทำให้คำนวณผิดทั้งเดือน
- งานงอก: ต้องแก้สลิป ส่งใหม่ หรือต้องนัดประชุมเพื่ออธิบายพนักงานซ้ำๆ
- ทำงานล่วงเวลา: อาจต้องอยู่ดึกเพื่อให้ทันรอบจ่ายเงินเดือน
และอย่าลืมว่า ในช่วงปี 2569 – 2575 จะมีการปรับเพดานถึง 3 ครั้ง หมายความว่า HR ต้องมารื้อระบบใหม่ทุกครั้ง ซึ่งเป็นภาระงานที่ไม่ควรเกิดขึ้น หากบริษัทมีระบบ Payroll ที่ดี
PEAK Payroll: ระบบเงินเดือนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกการเปลี่ยนแปลง

PEAK Payroll คือโปรแกรมเงินเดือนที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเพดานค่าจ้างประกันสังคมในครั้งนี้ และครั้งต่อๆ ไป ช่วยให้ทีม HR ทำงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสูตรคำนวณ:
- Auto-Update: ระบบอัปเดตฐานเงินประกันสังคมตามกฎหมายใหม่ให้อัตโนมัติ
- คำนวณครบจบ: คิดเงินเดือน ประกันสังคม ภาษี และรายการหักต่างๆ ให้อย่างครบถ้วนแม่นยำ
- ลดงานซ้ำซ้อน: ไม่ต้องเสียเวลานั่งคิด OT หรือเบี้ยขยันเองทุกเดือน
- E-Slip: ส่งสลิปเงินเดือนออนไลน์ให้พนักงานได้ในไม่กี่วินาที
- เชื่อมต่อบัญชี: ข้อมูลวิ่งเข้าโปรแกรมบัญชี PEAK ทันที ไม่ต้องกรอกซ้ำ
ในยุคนี้ การมีโปรแกรม Payroll ช่วยตอบโจทย์การทำงานด้านบุคคลได้จริง เพื่อให้ HR มีเวลาไปโฟกัสเรื่องการพัฒนาศักยภาพหรือดูแลความเป็นอยู่ของพนักงาน แทนที่จะต้องมาเสียเวลาหลายวันกับการปรับแก้ตัวเลขใน Excel
ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจของ PEAK Payroll
นอกจากความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายแล้ว ยังมีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ HR โดยเฉพาะ:
- ระบบเตรียมไฟล์ยื่นออนไลน์: สำหรับยื่นประกันสังคมและภาษี
- ระบบจ่ายเงินเดือนอัตโนมัติ: ช่วยประหยัดเวลาการทำจ่าย
- Report Analytics: ทำรายงานวิเคราะห์ข้อมูลบุคลากรได้ทันที
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
