บัญชี

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร ต่างจากเต็มรูปยังไง ใครออกได้บ้าง

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice หรือ ABB) คือ ใบกำกับภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งทำกิจการค้าปลีกออกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ และแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/6 บางคนเรียกว่าใบกำกับภาษีแบบย่อ ที่เห็นบ่อยที่สุดคือสลิปจากเครื่องคิดเงินของร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน หรือห้างค้าปลีก ซึ่งพิมพ์คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” หรือ “TAX INV (ABB)” ไว้หัวสลิป เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท ช่างดีวัสดุภัณฑ์ จำกัด ร้านวัสดุก่อสร้างที่จด VAT และขายหน้าร้านทั้งให้ลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาที่เป็นบริษัท ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูปอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูป 3 จุดหลัก คือ ไม่ต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ แสดงราคาที่รวม VAT แล้วแทนการแยก VAT และผู้ซื้อนำภาษีซื้อไปเครดิตไม่ได้ ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการครบ 8 ข้อตามมาตรา 86/4 และผู้ซื้อที่จด VAT ใช้เป็นหลักฐานหักภาษีซื้อได้ ประเด็น ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ มาตราที่กำหนด 86/4 86/6 ใครออกได้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกประเภท ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ค้าปลีก หรือได้รับอนุมัติตาม 86/7 คำว่า “ใบกำกับภาษี” ต้องมี ต้องมี ข้อมูลผู้ขาย ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษี ชื่อหรือชื่อย่อ และเลขผู้เสียภาษี ข้อมูลผู้ซื้อ ชื่อและที่อยู่ ไม่ต้องมี รายการสินค้า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า การแสดง VAT แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ระบุว่าราคารวม VAT แล้ว ผู้ซื้อเครดิตภาษีซื้อ ได้ ไม่ได้ สมมติช่างดีวัสดุภัณฑ์ขายสีและแปรง 2,140 บาทให้ลูกค้าทั่วไป ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะแสดงยอด 2,140 บาทพร้อมข้อความว่ารวม VAT แล้ว แต่ถ้าผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทซื้อของ 10,700 บาทและขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบนั้นต้องแยกให้เห็นว่ามูลค่าสินค้า 10,000 บาท และ VAT 700 บาท ร้านแบบไหนมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)แล้ว และทำกิจการค้าปลีก ตามมาตรา 86/6 แต่ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียนออกแทนไม่ได้ กิจการที่ไม่ใช่ค้าปลีกแต่จำเป็นต้องออก เช่น ขายให้คนจำนวนมากเหมือนร้านค้าปลีก ยื่นขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ตามมาตรา 86/7 โดยต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น และอธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขเพิ่มได้ ส่วนร้านที่ไม่ได้จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ทุกแบบ เอกสารที่ออกได้คือบิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องขออนุมัติไหม ต้องขอ ร้านค้าปลีกที่จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินออกใบกำกับภาษีประเภทนี้ ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีตามมาตรา 86/6 และใช้เครื่องตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด รายละเอียดอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ซึ่งให้ยื่นแบบคำขอ ภ.พ.06 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ถ้าไม่แน่ใจว่าระบบที่ร้านใช้เข้าข่ายเครื่องบันทึกการเก็บเงินหรือไม่ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่ก่อนเริ่มใช้ ขายปลีกไม่เกิน 1,000 บาท ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่จำต้องออก ถ้ากิจการเข้าเงื่อนไขขายปลีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 154) การขายที่มูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี เว้นแต่ผู้ซื้อเรียกร้อง ข้อยกเว้นนี้มาจากมาตรา 86/8 และประกาศเดียวกันกำหนดให้จัดทำใบกำกับภาษีรวมยอดขายเหล่านี้ทุกวันทำการ ร้านจึงยังต้องรวบรวมยอดขายไว้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมีเอกสารเลย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องมีรายการอะไรบ้าง ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อย 7 ข้อตามมาตรา 86/6 ซึ่งเป็นรายการที่กรมสรรพากรใช้ตรวจว่าเอกสารนั้นเป็นใบกำกับภาษีจริง รายการทั้งหมดต้องเป็นภาษาไทย ใช้สกุลเงินไทย และเลขไทยหรือเลขอารบิก เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ร้านที่อยากพิมพ์ชื่อสินค้าเป็นรหัส ต้องแจ้งอธิบดีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนใช้ ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อของช่างดีวัสดุภัณฑ์ จะมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ชื่อร้าน เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก เลขที่ใบ รายการสีและแปรงพร้อมจำนวน ยอด 2,140 บาท ข้อความ “ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” และวันที่ขาย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ผู้ซื้อใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (2) กำหนดให้ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 และ 86/7 เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อนี้ออกตามมาตรา 82/5 (6) ภาษีซื้อในเอกสารนี้จึงจัดอยู่ในภาษีซื้อต้องห้าม ไม่ว่ายอดซื้อจะมากแค่ไหน สมมติผู้รับเหมารายหนึ่งซื้อวัสดุจากช่างดีวัสดุภัณฑ์ 10,700 บาท แต่ลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปและได้แค่สลิป ภาษีซื้อ 700 บาทในยอดนั้นจะนำไปหักภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ไม่ได้ ซื้อของแล้วได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อ บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกยอดรวม VAT ทั้งจำนวนเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของสิ่งที่ซื้อ ไม่แยกภาษีซื้อออกมา เพราะภาษีก้อนนี้เครดิตไม่ได้ จากตัวอย่างผู้รับเหมา จะบันทึกค่าวัสดุ 10,700 บาท ไม่ใช่วัสดุ 10,000 บาทกับภาษีซื้อ 700 บาท ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) เป็นรายจ่ายได้ แต่รายจ่ายนั้นต้องเป็นรายจ่ายของกิจการจริงและไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ข้ออื่น ก่อนปิดงบควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจหลักฐานประกอบ ได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อมาแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ไหม ขอได้ในทางปฏิบัติ ร้านค้าปลีกหลายแห่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแทนแล้วยกเลิกใบเดิม แต่ตัวบทไม่ได้บังคับให้ร้านต้องเปลี่ยนให้ทุกกรณี ทางที่แน่นอนกว่าคือขอแบบเต็มรูปตั้งแต่ก่อนชำระเงิน ก่อนจ่ายเงิน ให้แจ้งร้านว่าต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูป พร้อมให้ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ผู้รับเหมาที่ซื้อของประจำควรเก็บข้อมูลชุดนี้ไว้ในมือถือ ร้านที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องลงรายงานภาษีขายอย่างไร ร้านค้าปลีกที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ลงรายงานภาษีขายเป็นยอดรวมรายวันได้ ไม่ต้องลงทีละใบ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ข้อ 7 (2) แต่ละวันให้ลงมูลค่าสินค้าและจำนวน VAT ทั้งหมดแยกจากกัน และระบุเลขที่เป็นช่วง “เลขที่…ถึงเลขที่…” (ถ้าออกเป็นเล่มให้ระบุเล่มที่ด้วย) ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ในใบกำกับภาษี เพราะราคาในสลิปรวม VAT ไว้แล้ว ร้านต้องแยก VAT ออกเอง สูตรคือ VAT = ราคารวม × 7 ÷ 107 สมมติวันหนึ่งช่างดีวัสดุภัณฑ์ออกสลิปจากหน้าร้าน 85 ใบ ยอดรวม 53,500 บาท 53,500 × 7 ÷ 107 = 3,500 บาท รายงานภาษีขายของวันนั้นจะมี 1 บรรทัด คือ มูลค่าสินค้า 50,000 บาท VAT 3,500 บาท พร้อมเลขที่ใบแรกถึงใบสุดท้ายของวัน แล้วยอดทั้งเดือนจะไปรวมในแบบ ภ.พ.30 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องใบกำกับภาษีอย่างย่อมีอะไรบ้าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมี 5 แบบ ทั้งฝั่งร้านที่ออกเอกสารและฝั่งผู้ซื้อที่รับเอกสาร ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วยโปรแกรมบัญชีได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีที่ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีได้ มักมีรูปแบบใบกำกับภาษีอย่างย่อให้เลือกพิมพ์ ข้อดีคือเลขที่เอกสารเรียงต่อกันเอง และยอดขายไปรวมในรายงานภาษีขายโดยไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ตอนเลือกโปรแกรม ให้เช็กว่าแบบฟอร์มที่พิมพ์ออกมามีรายการครบ 7 ข้อของมาตรา 86/6 โดยเฉพาะข้อความว่ารวม VAT แล้ว ส่วนเรื่องขออนุมัติเครื่องบันทึกการเก็บเงินยังเป็นหน้าที่ของกิจการเอง โปรแกรมไม่ได้ขออนุมัติแทน ข้อควรรู้ก่อนออกหรือรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ สรุป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ร้านค้าและผู้ซื้อต้องเช็กอะไร เรื่องที่ควรเช็กก่อนคือสลิปที่ได้มาเดือนนี้ หยิบใบที่ซื้อเข้ากิจการแล้วดูหัวกระดาษ ใบไหนเขียนว่าอย่างย่อแต่ถูกลงเป็นภาษีซื้อในรายงาน ให้แก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป ส่วนร้านค้า ให้หยิบสลิปของร้านมาเทียบกับ 7 รายการด้านบนสักใบ ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วย PEAK ร้านที่ขายให้ทั้งลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาแบบช่างดีวัสดุภัณฑ์ สร้างใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีใน PEAK แล้วพิมพ์เป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ทั้งขนาด A4 และเครื่องพิมพ์ POS 58 mm ตามวิธีออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อใน PEAK เมื่อกดอนุมัติเอกสาร ระบบจะบันทึกรายการบัญชีของใบนั้นให้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Abbreviated Tax Invoice ตัวย่อ ABB บางแห่งใช้คำว่า Simplified Tax Invoice บนสลิปมักพิมพ์ว่า TAX INV (ABB) ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปเรียกว่า Full Tax Invoice ทำใบกำกับภาษีอย่างย่อใน Excel ได้ไหม ได้ ถ้าเป็นร้านค้าปลีกที่จด VAT และแบบฟอร์มมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/6 พร้อมเลขที่เรียงต่อกัน แต่ถ้าออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ต้องได้รับอนุมัติตามประกาศฉบับที่ 46 ก่อน ต้องเก็บใบกำกับภาษีอย่างย่อไว้กี่ปี ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษีไว้ นับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

OCR คืออะไร ต่างจาก AI ยังไง และใช้ทำงานบัญชีอะไรได้บ้าง

OCR คืออะไร และใช้ในงานบัญชีได้อย่างไร OCR (Optical Character Recognition) คือ เทคโนโลยีที่แปลงข้อความในภาพ เช่น รูปถ่าย เอกสารสแกน ไฟล์ PDF ใบเสร็จ หรือลายมือ ให้เป็นข้อความดิจิทัลที่คอมพิวเตอร์อ่าน ค้นหา และแก้ไขได้ โดยไม่ต้องนั่งพิมพ์ใหม่ทีละตัว พูดง่าย ๆ คือ เปลี่ยนข้อมูลบนกระดาษให้เป็นข้อมูลแบบ Digital ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ตัวเลข และรหัสสินค้า จะถูกดึงออกมาเก็บในระบบ แล้วนำไปใช้ต่อในงานเอกสารและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) ได้ในทันที ระบบ OCR สามารถนำมาใช้กับงานบัญชีได้หลากหลาย อาทิ ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท สยามพาร์ทซัพพลาย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรที่ได้รับใบกำกับภาษีซื้อและใบแจ้งหนี้จากผู้ขายเดือนละ 300 ใบ และใช้เวลาคีย์เอกสารเหล่านี้เดือนละ 15 ชั่วโมง OCR ย่อมาจากอะไร OCR ย่อมาจาก Optical Character Recognition บางแหล่งแปลเป็นภาษาไทยว่า การอ่านอักขระด้วยแสง และบางแหล่งใช้คำว่า การรู้จำอักขระด้วยแสง ทั้งสองคำหมายถึงการให้เครื่องอ่านตัวอักษรจากภาพที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์หรือกล้องดิจิทัล งานที่ใช้เทคโนโลยีนี้บ่อยมี 3 แบบ OCR มีหลักการทำงานอย่างไร วิธีการทำงานของ OCR แยกออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก นอกจากตัวอักษรและตัวเลขแล้ว เทคโนโลยี OCR ยังสามารถจดจำรูปทรง แพทเทิร์น หรือรูปแบบเอกสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการทำบัญชี โดยใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีฟีเจอร์ SMART KEY (AI OCR) ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าเอกสารบัญชีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น AI OCR คืออะไร ต่างจาก OCR แบบเดิมอย่างไร AI OCR คือ OCR ที่ใช้โมเดลเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ช่วยอ่าน จึงเข้าใจทั้งตัวอักษรและโครงสร้างเอกสาร เช่น รู้ว่าตัวเลขตรงไหนคือยอดรวม ตรงไหนคือภาษี แม้ผู้ขายแต่ละรายจัดหน้าไม่เหมือนกัน OCR แบบเดิมจะอ่านตัวอักษรได้ แต่ต้องบอกตำแหน่งกับโปรแกรมไว้ก่อน หากผู้ขายเปลี่ยนรูปแบบใบกำกับภาษี ก็ต้องมาชี้ตำแหน่งใหม่ด้วยตนเอง ประเด็น OCR แบบเดิม AI OCR สิ่งที่อ่านได้ ตัวอักษรและตัวเลข ตัวอักษร ตัวเลข และความหมายของแต่ละช่อง เอกสารต่างรูปแบบ ต้องปรับค่าใหม่ทีละแบบ อ่านได้เลย ไม่ต้องปรับค่าอะไร ลายมือและภาพไม่ชัด โอกาสเกิดข้อผิดพลาดสูง อ่านได้ดีกว่า แต่ยังมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ได้ ได้ข้อความทั้งหน้า เป็นกล่องเดียว ได้ข้อมูลแยกเป็นช่อง เช่น ผู้ขาย วันที่ ยอดรวม ไม่ว่าเอไอจะพัฒนาไปแค่ไหน ผู้ใช้งานยังคงมีหน้าที่ตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานโดยเฉพาะงานบัญชี ที่ข้อมูลมักมีความละเอียดอ่อน เช่น เลขที่บัญชี หรือชื่อกิจการ ข้อมูลเหล่านี้ หากสะกดผิดเพียงนิดเดียว อาจสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้ OCR ใช้กับเอกสารบัญชีอะไรได้บ้าง ระบบ OCR สามารถใช้ได้กับเอกสารบัญชีแทบทุกประเภท โดยเฉพาะกับ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีซื้อ ใบแจ้งหนี้ และใบเสนอราคาจากผู้ขาย ที่มักเป็นเอกสารที่มีรูปแบบตายตัว ทั้งนี้ ผู้ใช้งานยังต้องหมั่นตรวจเอกสารอยู๋เสมอ ตามตารางแนะนำการใช้งานด้านล่าง ช่องข้อมูล OCR ดึงให้ได้ สิ่งที่ผู้ทำบัญชีต้องตรวจเอง ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ได้ เลข 13 หลักตรงกับผู้ขายจริง และระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา เลขที่และวันที่ของเอกสาร ได้ วันที่อยู่ในเดือนภาษีที่จะใช้สิทธิ รายการสินค้า จำนวน ราคา ได้ ตรงกับใบสั่งซื้อและของที่รับจริง มูลค่าก่อนภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ ภาษีแยกออกจากมูลค่าสินค้าชัดเจน และคำนวณถูก ผังบัญชีที่ใช้บันทึก ไม่ได้ (ระบบบางตัวเสนอให้) ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ เลือกตามลักษณะรายจ่ายจริง ทีมบัญชีของสยามพาร์ทซัพพลายใช้ตารางนี้ตรวจเอกสารทั้ง 300 ใบ โดยดูช่องเลขผู้เสียภาษีและสาขาก่อน เพราะเป็นช่องที่กระทบภาษีซื้อของเดือนนั้นโดยตรง ข้อดีของเทคโนโลยี OCR มีอะไรบ้าง ข้อดีของ OCR ในงานบัญชีมี 4 ข้อหลัก คือ ลดความผิดพลาดจากการพิมพ์ ประหยัดเวลาคีย์เอกสาร เปิดเวลาให้ผู้ทำบัญชีไปทำงานวิเคราะห์ และลดการใช้กระดาษ 1. ช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี OCR ลดความผิดพลาดด้วยการดึงข้อความจากเอกสารต้นฉบับตรง ๆ แทนการพิมพ์ตาม เช่น ภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินจากสมาร์ตโฟน ระบบจะแยกข้อมูลเป็นส่วน ๆ ได้แก่ ชื่อผู้ขาย (Vendor) วันที่ (Date) วิธีการจ่ายเงิน (Payment) และจำนวนเงิน (Total) เมื่อข้อมูลอยู่ในช่องที่ถูกต้องแล้ว ผู้ทำบัญชีเหลือหน้าที่เทียบกับภาพต้นฉบับ แทนการพิมพ์ทุกตัวเลขเอง โอกาสกดเลขสลับหลักจึงลดลง 2. ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานของนักบัญชี เวลาที่ประหยัดได้ขึ้นกับจำนวนเอกสารและเวลาตรวจทานต่อใบ วิธีคิดง่าย ๆ คือ เวลาที่ประหยัด = จำนวนเอกสาร × (เวลาคีย์ต่อใบ − เวลาตรวจทานต่อใบ) หากพนักงานใช้เวลาคีย์เอกสาร ใบละ 3 นาที การจะทำเอกสาร 300 ใบ ต้องใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมงต่อเดือน แต่หากเรานำ OCR มาใช้กับงานนี้ จะลดงานของพนักงานลง เหลือเพียงแค่ตรวจว่าเอกสารที่ออกมานั้น ถูกต้องหรือไม่ จากเดิมที่ใช้เวลา 3 นาทีต่อใบ ลดลงเหลือเพียง 1 นาทีต่อใบ ประหยัดเวลาทั้งทีมได้ถึง 10 ชั่วโมงต่อเดือนต่อคน 3. ช่วยพัฒนาการทำงานของนักบัญชี OCR ช่วยให้นักบัญชีย้ายเวลาจากการพิมพ์เอกสารกองโตไปทำงานวิเคราะห์ เช่น ดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดไหนเพิ่มผิดปกติ หรือเตรียมตัวเลขให้ผู้บริหารวางแผนการเงิน ซึ่งเป็นงานของนักบัญชีบริหารที่เครื่องทำแทนไม่ได้ 4. ช่วยลดการใช้กระดาษ OCR ลดการใช้กระดาษเพราะเอกสารที่แปลงเป็นข้อมูลแล้วเรียกดูในระบบได้โดยไม่ต้องพิมพ์ออกมา กิจการจึงลดค่าวัสดุสำนักงานและเดินไปสู่ธุรกิจไร้กระดาษ (Paperless)ได้ทีละขั้น ข้อจำกัดของ OCR ที่นักบัญชีต้องตรวจเองมีอะไรบ้าง OCR อ่านได้แค่สิ่งที่อยู่บนภาพ แต่ตัดสินไม่ได้ว่าเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผู้ทำบัญชีจึงยังต้องตรวจ 3 เรื่องเองทุกครั้ง คือ ความแม่นของตัวเลข ความครบของใบกำกับภาษี และการเก็บต้นฉบับ ตัวเลขที่อ่านผิดเกิดจากอะไร ตัวเลขผิดส่วนใหญ่เกิดจากภาพไม่ชัด เช่น ถ่ายเอียง แสงสะท้อน กระดาษยับ หรือหมึกเครื่องพิมพ์ใบเสร็จจาง ตัวเลข 3 กับ 8 และ 1 กับ 7 จึงสลับกันได้ ในเดือนหนึ่ง สยามพาร์ทซัพพลายพบใบกำกับภาษี 6 ใบจาก 300 ใบ หรือร้อยละ 2 ที่ระบบอ่านเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายผิดเพราะภาพเบลอ ทีมบัญชีต้องแก้เลขให้ตรงกับต้นฉบับก่อนบันทึก ไม่อย่างนั้นรายงานภาษีซื้อจะมีเลขผู้ขายที่ไม่มีอยู่จริง ใบกำกับภาษีที่อ่านได้ครบ แปลว่าใช้สิทธิภาษีซื้อได้เลยไหม ไม่เสมอไป ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 เช่น คำว่า “ใบกำกับภาษี” ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ และภาษีที่แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) ยังกำหนดให้ระบุ “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่” ของผู้ขาย และของผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ช่องนี้จึงเป็นอีกจุดที่ต้องดูทุกใบ ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้อก้อนนั้นจะนำมาหักไม่ได้ตามมาตรา 82/5 ระบบอ่านข้อความได้ครบ ไม่ได้แปลว่าเอกสารผ่านเงื่อนไขนี้ ผู้ทำบัญชีควรตรวจรายการด้วยตัวเอง และรู้วิธีตรวจใบกำกับภาษีปลอมไว้ด้วย มีไฟล์ในระบบแล้ว ทิ้งเอกสารต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรทิ้ง ไฟล์ที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึก ส่วนหลักฐานทางภาษียังเป็นเอกสารต้นฉบับ ซึ่งต้องเก็บไว้ตามระยะเวลาเก็บเอกสารบัญชีที่กฎหมายกำหนด เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานเอกสารบัญชีอย่างไร เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานบัญชีจาก 5 เกณฑ์ คือ เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีโดยตรง ตรวจความครบของใบกำกับภาษี เก็บไฟล์ต้นฉบับคู่กับรายการ อัปโหลดได้หลายช่องทาง และให้คนตรวจก่อนบันทึก เกณฑ์ชุดนี้ใช้ร่วมกับวิธีเลือกโปรแกรมบัญชีได้ เพราะ OCR ที่ดีแต่แยกจากระบบบัญชี จะยังเหลืองานคัดลอกข้อมูลอยู่ คลังเอกสารของ PEAK ช่วยคีย์เอกสารอย่างไร PEAK มีคลังเอกสารที่ใช้ OCR อ่านข้อความจากไฟล์ที่อัปโหลด แล้วช่วยกรอกรายละเอียดลงเอกสารให้ ผู้ใช้ตรวจกับไฟล์ต้นฉบับในหน้าเดียวกัน แล้วกดอนุมัติเมื่อข้อมูลถูกต้อง ขั้นตอนตามวิธีสร้างเอกสารจากคลังเอกสารมี 4 ขั้น สมมติพนักงานจัดซื้อของสยามพาร์ทซัพพลายส่งรูปใบกำกับภาษี 20 ใบผ่าน LINE ระบบขึ้นแถบเตือนที่ 1 ใบซึ่งไม่ระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขาของผู้ขาย ทีมบัญชีจึงขอใบใหม่ก่อนนำไปใช้สิทธิภาษีซื้อ ส่วนอีก 19 ใบตรวจแล้วกดอนุมัติได้เลย เอกสารที่สร้างจากไฟล์ในคลังเอกสารได้ มีทั้งฝั่งรายรับและรายจ่าย ฝั่ง เอกสาร รายรับ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบรับเงินมัดจำ รายจ่าย เอกสารค่าใช้จ่าย ใบซื้อสินทรัพย์ ใบจ่ายเงินมัดจำ ใบสั่งซื้อ (PO) ภาษีซื้อ แนบไฟล์ใบกำกับภาษีซื้อ SMART Key อ่านเลขที่ใบกำกับภาษีให้ ที่หน้าบันทึกค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้าก็ลากไฟล์ใบเสร็จเข้ามาได้เช่นกัน SMART Key จะอ่านตัวเลข รายการ และผู้ติดต่อ แล้วกรอกลงช่องให้ ผู้ใช้ตรวจก่อนบันทึกเหมือนเดิม ข้อควรรู้ก่อนใช้ระบบอ่านเอกสารในงานบัญชี สรุป OCR คืออะไร และเริ่มใช้กับเอกสารบัญชีอย่างไร เริ่มได้ในสัปดาห์นี้ด้วยการนับว่าเดือนที่แล้วได้รับเอกสารจากผู้ขายกี่ใบ แล้วจับเวลาคีย์ 10 ใบ ตัวเลข 2 ตัวนี้จะบอกว่าทีมบัญชีเสียเวลากับงานพิมพ์ไปกี่ชั่วโมงต่อเดือน และ OCR จะคืนเวลาได้มากแค่ไหน ลดเวลาคีย์เอกสารผู้ขายด้วยคลังเอกสาร PEAK ถ้าทีมบัญชีใช้เวลาเดือนละ 15 ชั่วโมงไปกับการพิมพ์ใบกำกับภาษี 300 ใบแบบสยามพาร์ทซัพพลาย คลังเอกสารและตัวช่วยคีย์อัตโนมัติของ PEAKใช้ OCR อ่านข้อมูลและช่วยกรอกเอกสารให้ ทีมบัญชีเหลือแค่ตรวจกับต้นฉบับแล้วอนุมัติ ฟีเจอร์นี้อยู่ในแพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป และอัปโหลดไฟล์เข้าคลังเอกสารได้ไม่จำกัดจำนวน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องระบบเอกสารและบัญชีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ OCR OCR ใน PDF คืออะไร OCR ใน PDF คือการให้โปรแกรมอ่านข้อความจากไฟล์ PDF ที่เป็นภาพสแกน แล้วฝังชั้นข้อความไว้ในไฟล์ ไฟล์นั้นจึงค้นหาคำ คัดลอก และเลือกข้อความได้ เหมือน PDF ที่สร้างจากโปรแกรมพิมพ์เอกสาร OCR คือ AI ไหม ไม่ใช่ทั้งหมด OCR แบบเดิมจดจำตัวอักษรด้วยการเทียบรูปร่างกับฐานข้อมูล ส่วน AI OCR ใช้การเรียนรู้ของเครื่องช่วยอ่านโครงสร้างเอกสาร ทั้งสองแบบเรียกว่า OCR แต่มีเพียงแบบหลังที่ใช้ AI OCR สแกนเอกสารได้อย่างไร สแกนได้จากภาพ 2 แหล่ง คือ เครื่องสแกนเนอร์และกล้องมือถือ ระบบจะปรับภาพให้ตรงและคมชัด แยกตัวอักษรทีละตัว จดจำว่าเป็นตัวอะไร แล้วรวมเป็นข้อความ ภาพยิ่งชัด ผลลัพธ์ยิ่งต้องแก้น้อย เอกสารที่ได้จาก OCR ใช้ยื่นภาษีแทนต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรใช้แทน ข้อความที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึกบัญชี ส่วนหลักฐานในการใช้สิทธิภาษีซื้อคือใบกำกับภาษีต้นฉบับ ก่อนทิ้งเอกสารกระดาษหรือเก็บเป็นไฟล์แทน ควรสอบถามผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรถึงเงื่อนไขที่ใช้กับกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

หนี้สิน คืออะไร ประเภท ตัวอย่าง และวิธีจัดการหนี้สินสำหรับธุรกิจ

หนี้สิน (Liabilities) คืออะไร และสำคัญอย่างไร หนี้สิน (Liabilities) คือ ภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนให้ผู้อื่นในอนาคต เช่น ซื้อสินค้ามาแต่ยังไม่ได้จ่าย หรือกู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ ภาระเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของธุรกิจทุกขนาด มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ปรับปรุง 2565 ย่อหน้า 3.18.2 นิยามว่าเป็นภาระผูกพันปัจจุบันที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต และการชำระจะทำให้กิจการสูญเสียทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจ กิจการรับรู้รายการนี้ในงบเมื่อเข้าเกณฑ์ครบ 2 ข้อ คือ ค่อนข้างแน่ว่าประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจะออกจากกิจการ และวัดมูลค่าที่ต้องชำระได้อย่างน่าเชื่อถือ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ลำปางเซรามิกเทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งกระเบื้องเซรามิกให้ผู้รับเหมา จด VAT แล้ว ณ 31 ธันวาคม 2569 มีสินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท และภาระหนี้รวม 2 ล้านบาท ความหมายทางบัญชีต่างจากหนี้ส่วนตัวอย่างไร หนี้สิน หมายถึง ภาระของกิจการในทางบัญชี ไม่ใช่ภาระของเจ้าของ คำเดียวกันจึงใช้ได้ 2 บริบท และต้องแยกให้ออก โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่เคยใช้เงินส่วนตัวหมุนในธุรกิจ มุมมอง หนี้สินทางบัญชี (Liabilities) หนี้สินส่วนบุคคล (Personal Debt) ใครเป็นหนี้ บริษัท หรือกิจการ ตัวบุคคล ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน หนี้ กยศ. แสดงที่ไหน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ข้อมูลเครดิตบูโร มองอย่างไร เป็นเรื่องปกติ ทุกธุรกิจมี ขึ้นกับเป้าหมายการกู้และกำลังจ่ายคืน ประเภทของหนี้สิน มีอะไรบ้าง หนี้สินมีกี่ประเภท ตอบสั้น ๆ คือ 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินไม่หมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8 กำหนดให้แยกแสดง 2 กลุ่มนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน ตัวแบ่งหลักคือระยะเวลาที่ต้องชำระ นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันที่เกิดหนี้ หนี้สินหมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินหมุนเวียน คือ หนี้ที่ต้องจ่ายคืนภายใน 12 เดือน หรือภายในรอบการดำเนินงานปกติ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Current Liabilities เป็นภาระที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า (ค่าสินค้าที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้จ่าย) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ภาษีค้างนำส่ง และเงินกู้ระยะสั้น มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8.2 ให้จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ข้อสุดท้ายมีผลกับเงินกู้ระยะยาวด้วย ถ้ากิจการผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ก่อนหรือ ณ วันสิ้นงวดจนเจ้าหนี้เรียกคืนได้ทันที ยอดนั้นต้องย้ายมาเป็นหนี้สินหมุนเวียน แม้เจ้าหนี้จะผ่อนผันให้ภายหลัง ลำปางเซรามิกเทรดมีภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 บาท กับเงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 บาท ทั้ง 2 รายการต้องจ่ายในเดือนถัดไป จึงอยู่ในกลุ่มนี้ เงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระใน 12 เดือน แสดงตรงไหน แสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.9.18 กำหนดให้แยกบรรทัด “เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี” ออกจากยอดเงินกู้ระยะยาวที่เหลือ ลำปางเซรามิกเทรดมีเงินกู้ธนาคารคงเหลือ 1,000,000 บาท ผ่อนปีละ 200,000 บาท งบสิ้นปี 2569 จึงแสดง 200,000 บาทเป็นหนี้สินหมุนเวียน และ 800,000 บาทเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน คือ หนี้ที่ครบกำหนดชำระเกิน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Non-current Liabilities มักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ใช้ลงทุนขยายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เงินกู้ระยะยาวจากธนาคาร (กู้ซื้อเครื่องจักร ที่ดิน อาคาร) หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (ลีสซิ่งรถยนต์ เช่าเครื่องจักร) หุ้นกู้ที่บริษัทออก และประมาณการหนี้สินระยะยาว เช่น ผลประโยชน์พนักงานที่จะจ่ายในอนาคต TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 ใช้คำว่า “สัญญาเช่าเงินทุน” แทนคำเดิม “สัญญาเช่าการเงิน” ดูวิธีจัดประเภทและรายการหนี้สินระยะยาวแบบละเอียดได้ในบทความเฉพาะเรื่อง รายการไหนที่ SME มักลืมบันทึก รายการที่หลุดบ่อยคือภาระที่ยังไม่มีใบแจ้งหนี้มาเตือน เพราะเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ถึงวันจ่าย ถ้าไม่บันทึก งบจะแสดงภาระต่ำกว่าความจริง หนี้สินธุรกิจ มีอะไรบ้าง 10 ตัวอย่างที่พบบ่อยใน SME รายการที่พบบ่อยมี 10 รายการตามตารางนี้ 8 รายการเป็นหนี้สินหมุนเวียน อีก 2 รายการเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน # รายการหนี้สิน ประเภท ตัวอย่างสถานการณ์ 1 เจ้าหนี้การค้า หมุนเวียน สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ เครดิต 30 วัน 2 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมุนเวียน เงินเดือนพนักงานสิ้นเดือนที่ยังไม่ได้จ่าย 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย หมุนเวียน VAT ที่เก็บจากลูกค้าแล้ว รอยื่นแบบ ภ.พ.30 4 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง หมุนเวียน หักภาษีจากค่าจ้างฟรีแลนซ์ รอนำส่งสรรพากร 5 เงินกู้ยืมระยะสั้น หมุนเวียน วงเงิน OD หรือเงินกู้หมุนเวียนจากธนาคาร 6 เงินรับล่วงหน้า หมุนเวียน ลูกค้าจ่ายมัดจำก่อนรับสินค้า 7 เงินกู้ยืมระยะยาว ไม่หมุนเวียน กู้ธนาคารซื้อเครื่องจักร ผ่อน 5 ปี 8 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน ไม่หมุนเวียน ลีสซิ่งรถกระบะใช้ในกิจการ 9 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง หมุนเวียน สมทบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง รอนำส่ง 10 ดอกเบี้ยค้างจ่าย หมุนเวียน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย รายการที่ยอดมักสูงสุดใน SME คือเจ้าหนี้การค้า เพราะเกิดทุกครั้งที่ซื้อสินค้าแบบให้เครดิต ส่วนลีสซิ่งรถหรือเครื่องจักร ต้องดูเนื้อหาสัญญาก่อนว่าเป็นสัญญาเช่าเงินทุนหรือสัญญาเช่าดำเนินงาน เพราะแบบหลังไม่ได้แสดงเป็นหนี้สินในงบ งบของลำปางเซรามิกเทรดมี 8 จาก 10 รายการนี้ ขาดเพียงเงินกู้ยืมระยะสั้นกับดอกเบี้ยค้างจ่าย เพราะบริษัทไม่ได้ใช้วงเงิน OD และจ่ายดอกเบี้ยตรงงวดทุกเดือน หนี้สินในงบการเงิน แสดงอย่างไร แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) คู่กับส่วนของเจ้าของ และยอดรวม 2 ส่วนนี้ต้องเท่ากับสินทรัพย์รวมเสมอ ภายในส่วนหนี้สินแยกเป็นหมุนเวียนก่อน แล้วตามด้วยไม่หมุนเวียน ผู้อ่านงบมักดู 2 จุดแรก คือยอดหนี้สินหมุนเวียนเทียบสินทรัพย์หมุนเวียน และยอดหนี้รวมเทียบส่วนของเจ้าของ ภาพรวมการอ่านงบการเงินทั้งชุดดูต่อได้ในบทความเฉพาะ สมการบัญชีพื้นฐาน ใช้ตรวจงบอย่างไร ใช้ตรวจว่างบสมดุล สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 3.18.3 นิยามส่วนของเจ้าของว่าเป็นส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์หลังหักภาระหนี้ทั้งสิ้น รายการของลำปางเซรามิกเทรด จำนวนเงิน (บาท) สินทรัพย์รวม 5,000,000 หนี้สินรวม 2,000,000 ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 ตรวจสอบได้จาก 2,000,000 + 3,000,000 = 5,000,000 บาท ถ้ายอดไม่เท่ากัน แปลว่ามีรายการบันทึกตกหล่นหรือบันทึกผิดฝั่ง ตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน ส่วนหนี้สินเป็นอย่างไร ส่วนหนี้สินของลำปางเซรามิกเทรด ณ 31 ธันวาคม 2569 แยกเป็นหมุนเวียน 1,000,000 บาท และไม่หมุนเวียน 1,000,000 บาท ตามตารางนี้ (ข้อมูลสมมติ) รายการ จำนวนเงิน (บาท) หนี้สินหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้า 450,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 150,000 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 100,000 เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 หนี้สินไม่หมุนเวียน เงินกู้ยืมระยะยาว (สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดภายในหนึ่งปี) 800,000 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (รถกระบะส่งของ) 200,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 1,000,000 รวมหนี้สินทั้งสิ้น 2,000,000 D/E Ratio ใช้ดูภาระหนี้ของธุรกิจอย่างไร อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio หรือ D/E Ratio) ใช้ดูว่าธุรกิจพึ่งเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินของเจ้าของ สูตรคือ D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ รายการ การคำนวณ ผล หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท D/E Ratio 2,000,000 ÷ 3,000,000 0.67 เท่า ผล 0.67 เท่าหมายความว่าเงินทุนของเจ้าของทุก 1 บาท ธุรกิจมีภาระหนี้ 0.67 บาท ตัวเลขนี้ไม่มีเกณฑ์เดียวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ ให้เทียบกับเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และแนวโน้มของกิจการเอง ธนาคารแต่ละแห่งอาจกำหนดเพดาน D/E Ratio ไว้ในสัญญาไม่เท่ากัน ก่อนกู้เพิ่มจึงควรเปิดสัญญาเดิมดูว่ามีเงื่อนไขนี้หรือไม่ ดูหนี้ระยะสั้นเทียบสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างไร ใช้ Current Ratio คือสินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน ถ้ามากกว่า 1 แปลว่าสินทรัพย์ที่จะกลายเป็นเงินสดใน 12 เดือนมีมากกว่าภาระที่ต้องจ่ายในช่วงเดียวกัน ลำปางเซรามิกเทรดมีสินทรัพย์หมุนเวียน 1,500,000 บาท หารด้วยหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 บาท ได้ 1.5 เท่า และมีเงินทุนหมุนเวียน 1,500,000 − 1,000,000 = 500,000 บาท หนี้ดีกับหนี้เสีย ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่เงินกู้สร้างรายได้กลับมามากกว่าดอกเบี้ยหรือไม่ หนี้ที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโต ส่วนหนี้ที่เสียดึงกระแสเงินสดลงทุกเดือน เกณฑ์ หนี้ดี หนี้เสีย จุดประสงค์ ลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม ใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายได้ ตัวอย่าง กู้ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิต กู้ขยายสาขา กู้มาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเพราะรายได้ไม่พอ ผลลัพธ์ ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย ดอกเบี้ยสะสมจนจ่ายไม่ไหว สัญญาณ ธุรกิจเติบโตหลังกู้ ต้องกู้เพิ่มเรื่อย ๆ เพื่อจ่ายหนี้เก่า ลำปางเซรามิกเทรดกำลังพิจารณากู้อีก 1,000,000 บาทสร้างโกดัง D/E จะขึ้นจาก 0.67 เป็น (2,000,000 + 1,000,000) ÷ 3,000,000 = 1.0 เท่า บริษัทจึงตั้งเงื่อนไขว่าจะกู้ต่อเมื่อค่าเช่าโกดังภายนอกที่ประหยัดได้และยอดขายที่เพิ่มขึ้น ครอบคลุมค่างวดและดอกเบี้ยรายปี ถ้าไม่ถึง ให้เช่าโกดังต่อไปก่อน วิธีจัดการและลดหนี้สินสำหรับธุรกิจทำอย่างไร เริ่มจากสำรวจหนี้ทั้งหมด จัดลำดับตามดอกเบี้ย เจรจากับเจ้าหนี้ ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วติดตามตัวเลขสม่ำเสมอ ธุรกิจที่จัดการหนี้เป็นระบบจะเห็นปัญหาสภาพคล่องก่อนถึงวันที่ต้องจ่าย ธุรกิจมีภาระหนี้มาก ทำอย่างไรดี ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ตามลำดับ ลำปางเซรามิกเทรดทำตารางหนี้ 8 รายการตามงบ แล้วพบว่าเจ้าหนี้การค้า 450,000 บาทครบกำหนดพร้อมกันในเดือนมกราคม บริษัทจึงขอเลื่อนเครดิตกับซัพพลายเออร์ 2 รายจาก 30 วันเป็น 45 วัน ข้อควรรู้เกี่ยวกับหนี้สิน สรุป – หนี้สินต้องจำอะไรบ้าง เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดงบเดือนล่าสุด ทำตารางหนี้ทุกรายการพร้อมวันครบกำหนด แล้วทำเครื่องหมายรายการที่ต้องจ่ายภายใน 3 เดือนข้างหน้า เพื่อเตรียมเงินสดหรือเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้า ติดตามเจ้าหนี้และงบแสดงฐานะการเงินด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ กำหนดบัญชีเจ้าหนี้แยกรายคู่ค้า บันทึกจ่ายชำระเงินให้เจ้าหนี้ และออกงบฐานะการเงินจากข้อมูลชุดเดียวกัน PEAK Board วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินรายเดือน ไตรมาส หรือรายปี เจ้าของกิจการกับผู้ทำบัญชีจึงเห็นภาระหนี้ชุดเดียวกันก่อนตัดสินใจกู้เพิ่ม เริ่มจัดตารางหนี้ให้เป็นระบบ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องงบการเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนี้สิน หนี้สินกับค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ความหมายในงบ ค่าใช้จ่ายคือต้นทุนที่ใช้ไปในงวดและอยู่ในงบกำไรขาดทุน ส่วนภาระหนี้คือยอดที่ยังต้องจ่ายและอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน เงินเดือนธันวาคมที่ยังไม่จ่ายจึงเป็นทั้งค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายพร้อมกัน เงินกู้ยืมกรรมการจัดเป็นหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ขึ้นกับข้อตกลง ถ้าไม่มีกำหนดชำระหรือกรรมการเรียกคืนเมื่อใดก็ได้ กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนชำระอย่างไม่มีเงื่อนไขอย่างน้อย 12 เดือน จึงจัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน ถ้าสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่เรียกคืนก่อน 12 เดือน จัดเป็นไม่หมุนเวียน เงินมัดจำที่รับจากลูกค้าเป็นรายได้หรือภาระที่ต้องคืน เป็นภาระก่อน กิจการบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าในหนี้สินหมุนเวียนจนกว่าจะส่งสินค้าหรือให้บริการ แล้วจึงโอนเป็นรายได้ ถ้าไม่ส่งของตามสัญญา กิจการต้องคืนเงินก้อนนั้น นำสินเชื่อส่วนบุคคลมาใช้ในกิจการได้ไหม ได้ แต่ต้องแยกบัญชีให้ชัด สินเชื่อเป็นหนี้ของเจ้าของ ไม่ใช่ของบริษัท เมื่อนำเงินเข้าบริษัท ให้ตกลงก่อนว่าเป็นเงินให้กู้ยืมจากกรรมการหรือเงินเพิ่มทุน แล้วทำเอกสารรองรับ ผลทางภาษีของดอกเบี้ยให้ปรึกษาผู้ทำบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายอยู่หมวดไหนในงบ อยู่ในหนี้สินหมุนเวียน เพราะต้องยื่นแบบและนำส่งภายในเดือนถัดไป ในงบมักแสดงรวมในเจ้าหนี้อื่นหรือหนี้สินหมุนเวียนอื่น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

ปิดงบเสร็จ ต้องขอเอกสารอะไรคืน เช็กลิสต์สำหรับเปลี่ยนสำนักงานบัญชี

การขอเอกสารคืนเมื่อเปลี่ยนสำนักงานบัญชี ต้องขออะไรบ้าง เมื่อเจ้าของกิจการจ้างสำหนักงานบัญชี ย่อมมีการส่งมอบเอกสารการเงิน และภาษีเป็นเรื่องปกติ โดยสำนักงานบัญชีมักจะส่งคืน ในช่วงหลังจากปิดงบเสร็จแล้ว หรือเมื่อเจ้าของกิจการต้องการเปลี่ยนสำนักงานบัญชีที่ใช้อยู่ โดยตามกฎหมาย เจ้าของกิจการมีหน้าที่จัดเก็บเอกสาร โดยสำนักงานบัญชีเป็นเพียงผู้รับจ้างจัดทำ ดังนั้น หากเอกสารค้างอยู่ที่สำนักงานบัญชีเป็นเวลานาน ถ้าเจ้าของต้องรีบใช้ อาจจะหาไม่เจอ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท สยามเทคซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งอะไหล่เครื่องจักรให้โรงงาน จด VAT มีรอบบัญชี 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม และตัดสินใจเปลี่ยนสำนักงานบัญชีตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ใครมีหน้าที่เก็บเอกสารบัญชี และต้องเก็บไว้ที่ไหน กิจการเป็นผู้มีหน้าที่เก็บ และต้องเก็บไว้ที่สถานที่ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 13 ถ้าจะเก็บไว้ที่อื่น เช่น ที่สำนักงานบัญชี ต้องยื่นขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน ระยะเวลาเก็บกำหนดไว้ในมาตรา 14 คือไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี สั่งให้ธุรกิจบางประเภทเก็บนานกว่านั้นได้ แต่ไม่เกิน 7 ปี ส่วนรายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย และใบกำกับภาษี ประมวลรัษฎากรมาตรา 87/3 ให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปีเช่นกัน และอธิบดีกรมสรรพากรอาจสั่งให้เก็บถึง 7 ปี จุดที่มักเข้าใจผิดคือ คิดว่าสำนักงานบัญชีต้องเก็บเอกสารแทนลูกค้าตามกฎหมาย ถ้าเอกสารสูญหายหรือเสียหาย มาตรา 15 ให้กิจการแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบ รายละเอียดว่าเอกสารแต่ละประเภทเก็บกี่ปีและทำลายอย่างไร อ่านต่อที่เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ปิดงบเสร็จแล้ว ควรได้เอกสารคืนเมื่อไร ควรได้คืนครบหลังงานปลายปีชิ้นสุดท้ายเสร็จ คือหลังส่งงบการเงิน ยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี) เพราะผู้ทำบัญชียังต้องใช้เอกสารจนถึงวันนั้น สำหรับบริษัทจำกัด มาตรา 11 ของพระราชบัญญัติการบัญชีให้ส่งงบการเงินภายใน 1 เดือนนับจากวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบ ไทม์ไลน์ปิดงบปี 2568 ของสยามเทคซัพพลายเป็นแบบนี้ วันที่ งาน เอกสารที่เกิดขึ้น 31 ธ.ค. 2568 ปิดบัญชีรอบปี 2568 งบทดลอง 28 เม.ย. 2569 ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติงบ รายงานการประชุม งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีลงนาม 5 พ.ค. 2569 ยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 และหลักฐานการยื่น 20 พ.ค. 2569 ส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing (ส่งได้ถึง 28 พ.ค. 2569) แบบ ส.บช.3 และหลักฐานการนำส่ง 25 พ.ค. 2569 ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 แบบ ภ.ง.ด.50 ใบเสร็จค่าภาษี มิ.ย. 2569 ขอเอกสารปี 2568 คืนครบชุด หนังสือรับเอกสาร อ่านตารางนี้อย่างไร เอกสารปิดงบการเงินที่ต้องขอคืนมีอะไรบ้าง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ บัญชีและงบการเงิน แบบภาษีและหลักฐานการนำส่ง และเอกสารรายการค้าต้นฉบับ ให้ตรวจทีละกลุ่มตามตารางด้านล่าง แล้วเซ็นรับพร้อมระบุปีที่ครอบคลุม บัญชีและงบการเงิน มีอะไรบ้าง กลุ่มนี้คือผลงานที่ผู้ทำบัญชีจัดทำจากเอกสารของกิจการทั้งปี เอกสาร ใช้ทำอะไร ควรได้แบบไหน สมุดรายวัน (รับ จ่าย ซื้อ ขาย ทั่วไป) ดูรายการค้าที่บันทึกแต่ละวัน ไฟล์หรือพิมพ์ บัญชีแยกประเภท ดูยอดแยกตามบัญชี เช่น เงินสด ลูกหนี้ ไฟล์หรือพิมพ์ งบทดลอง ณ วันสิ้นปี ตั้งยอดยกมาปีถัดไป ไฟล์ งบการเงินและหมายเหตุประกอบงบ ยื่นธนาคาร แสดงต่อผู้ลงทุน ฉบับที่ผู้สอบบัญชีลงนาม รายงานของผู้สอบบัญชี แสดงความเห็นของผู้สอบต่องบ ฉบับลงนาม ทะเบียนทรัพย์สิน และตารางค่าเสื่อมราคา ใช้คำนวณค่าเสื่อมปีถัดไป ไฟล์ รายละเอียดลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสินค้าคงเหลือ ใช้ติดตามหนี้และตรวจนับสต๊อก ไฟล์ แบบภาษีและหลักฐานการนำส่ง มีอะไรบ้าง กลุ่มนี้เป็นหลักฐานว่ากิจการยื่นแบบและจ่ายภาษีครบ ควรได้ทั้งแบบ ใบแนบ และใบเสร็จหรือหลักฐานการยื่นออนไลน์ เอกสาร ความถี่ ควรได้อะไรบ้าง ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน แบบ รายงานภาษีซื้อและภาษีขาย ใบเสร็จ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ทุกเดือนที่มีการจ่าย แบบ ใบแนบ ใบเสร็จ ภ.ง.ด.1ก (แบบสรุปเงินเดือนและภาษีที่หักทั้งปี) ปีละครั้ง แบบและหลักฐานการยื่น ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี) ปีละครั้ง แบบ ประมาณการ ใบเสร็จ ภ.ง.ด.50 ปีละครั้ง แบบ ใบเสร็จ แบบ ส.บช.3 (แบบนำส่งงบการเงิน) ปีละครั้ง หลักฐานการนำส่งผ่าน DBD e-Filing บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ปีละครั้ง ฉบับที่ยื่นและหลักฐานการยื่น รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ปีละครั้ง ฉบับที่อนุมัติงบ รายงานการประชุมที่ใช้ยื่นคู่กับงบควรมีรายละเอียดครบ ดูวิธีเขียนได้ที่รายงานการประชุม ถ้ามีลูกจ้าง ให้ขอแบบนำส่งเงินสมทบประกันสังคมรายเดือนพร้อมหลักฐานการจ่ายด้วย เอกสารรายการค้าต้นฉบับ มีอะไรบ้าง คือเอกสารที่กิจการส่งให้ผู้ทำบัญชีตลอดปี เช่น ใบกำกับภาษีซื้อและขาย ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ได้รับ สัญญา และ Bank Statement พร้อมงบกระทบยอด เอกสารกลุ่มนี้เป็นต้นฉบับของกิจการ ถ้าเคยส่งเป็นกระดาษ ควรได้กระดาษคืน ไม่ใช่แค่ไฟล์สแกน สยามเทคซัพพลายใช้วิธีจัดเป็นแฟ้มรายเดือน 12 แฟ้ม ตรวจนับจำนวนแฟ้มก่อนเซ็นรับ เปลี่ยนสำนักงานบัญชีกลางปี ต้องส่งต่องานอะไรเพิ่ม ต้องส่งต่อ 4 อย่าง คือ งบทดลอง ณ วันเปลี่ยน ผังบัญชีและไฟล์ข้อมูลในโปรแกรม สถานะแบบภาษีรายเดือนที่ยื่นแล้ว และข้อตกลงว่าใครยื่นแบบที่ครบกำหนดหลังวันเปลี่ยน สยามเทคซัพพลายเปลี่ยนสำนักงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จึงขอให้สำนักงานเดิมส่งงบทดลอง ณ 30 มิถุนายน 2569 และยืนยันว่าแบบ ภ.พ.30 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ของเดือนมิถุนายนยื่นครบแล้ว งานที่ต้องตกลงให้ชัดคือ ภ.ง.ด.51 ของรอบมกราคม ถึง มิถุนายน 2569 ซึ่งต้องยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของรอบหกเดือนแรก ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 107 คือภายใน 31 สิงหาคม 2569 สยามเทคซัพพลายตกลงให้สำนักงานใหม่เป็นผู้ยื่น และให้สำนักงานเดิมส่งข้อมูลรายได้ครึ่งปีมาให้ครบ งาน ใครรับผิดชอบ หลักฐานที่ต้องได้ แบบรายเดือนถึงเดือนมิถุนายน สำนักงานเดิม แบบและใบเสร็จครบ 6 เดือน งบทดลอง ณ 30 มิ.ย. 2569 สำนักงานเดิม ไฟล์งบทดลองและรายละเอียดยอด ภ.ง.ด.51 ครึ่งปี 2569 สำนักงานใหม่ ข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายครึ่งปีจากสำนักงานเดิม แบบรายเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สำนักงานใหม่ แบบและใบเสร็จ ส่งให้กิจการทุกเดือน ก่อนเซ็นสัญญากับสำนักงานใหม่ ควรถามวิธีรับช่วงงานกลางปีให้ชัด ดูเกณฑ์อื่นได้ที่วิธีเลือกสำนักงานบัญชีที่ดี ต้องเปลี่ยนรหัสผ่านและสิทธิ์ระบบอะไรบ้าง ต้องเปลี่ยนทุกระบบที่สำนักงานเดิมเคยเข้าใช้แทนกิจการ หลัก ๆ มี 4 ระบบ คือ ระบบยื่นแบบของกรมสรรพากร DBD e-Filing ระบบประกันสังคม และโปรแกรมบัญชี ถ้าเคยให้สิทธิ์ธนาคารออนไลน์ ให้ยกเลิกด้วย ฝั่งผู้รับทำบัญชีมีขั้นตอนของตัวเองด้วย ผู้ทำบัญชี ต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีผ่านระบบ e-Accountant ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ควรถามสำนักงานใหม่ว่าแจ้งแล้วหรือยัง หนังสือส่งมอบงานบัญชีควรมีอะไรบ้าง ควรมี 5 ส่วน คือ รายการเอกสารที่ส่ง ปีที่ครอบคลุม งานที่ยังค้าง วันที่ส่งและรับ และลายเซ็นของทั้งสองฝ่าย หนังสือนี้เป็นหลักฐานว่าเอกสารออกจากมือสำนักงานเดิมครบแล้ว สยามเทคซัพพลายทำหนังสือส่งมอบลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 มี 12 รายการ ครอบคลุมเอกสารปี 2564 ถึง 2568 และระบุว่าไม่มีแบบภาษีค้างยื่นถึงเดือนมิถุนายน 2569 สิ่งที่ต้องส่งให้สำนักงานใหม่ทุกเดือนหลังจากนี้ ดูได้ที่เช็กลิสต์ทำงานร่วมกับสำนักงานบัญชี ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี สรุป – เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องจำอะไรบ้าง การเปลี่ยนสำนักงานบัญชีไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนกังวล หัวใจอยู่ที่รายการเอกสารที่ครบ เริ่มได้วันนี้ด้วยการพิมพ์ตาราง 3 กลุ่มในบทความนี้ แล้วติ๊กว่ามีเอกสารปีล่าสุดอยู่ในมือแล้วกี่รายการ เก็บเอกสารบัญชีไว้กับกิจการด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีคลังเอกสารที่แนบไฟล์คู่กับรายการบัญชี และล็อกข้อมูลของปีที่ปิดงบแล้วได้ ตัวเลขในงบจึงไม่ถูกแก้ย้อนหลังระหว่างส่งต่องานให้สำนักงานใหม่ ถ้ากำลังมองหาผู้รับทำบัญชีรายใหม่ ดูสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ของ PEAK อ่านเรื่องงานปลายปีและการตรวจสอบเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี สำนักงานบัญชีไม่ยอมคืนเอกสาร ทำอย่างไร เริ่มจากทำหนังสือขอคืนอย่างเป็นทางการ ระบุรายการและวันที่ต้องการ แล้วตรวจสัญญาจ้างว่าเขียนเรื่องการคืนเอกสารไว้อย่างไร เอกสารต้นฉบับเป็นของกิจการ และกิจการมีหน้าที่เก็บตามมาตรา 14 ถ้ายังไม่ได้คืน ควรปรึกษานักกฎหมาย ขอเอกสารย้อนหลังหลายปีได้ไหม ได้ ขอได้ทุกปีที่เคยฝากไว้ ควรขอให้ครบอย่างน้อย 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี เพราะเป็นระยะเวลาที่กิจการต้องเก็บตามพระราชบัญญัติการบัญชี ขอเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้ไหม ได้สำหรับบัญชี งบทดลอง และรายงานที่ผู้ทำบัญชีออกจากโปรแกรม แต่เอกสารต้นฉบับที่กิจการเคยส่งเป็นกระดาษ ควรได้กระดาษคืน และงบการเงินควรได้ฉบับที่ผู้สอบบัญชีลงนาม เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องแจ้งหน่วยงานรัฐไหม มีขั้นตอนฝั่งผู้ทำบัญชี ผู้ทำบัญชีของสำนักงานใหม่ต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีผ่านระบบ e-Accountant ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่วนฝั่งกิจการให้เปลี่ยนรหัสผ่านและข้อมูลผู้ติดต่อในระบบยื่นแบบเอง ถ้าไม่แน่ใจกรณีของตน ควรสอบถามกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

34 min

เอกสารทางธุรกิจ มีอะไรบ้าง รู้จักทั้ง 3 ประเภท พร้อมวิธีจัดเก็บ

เอกสารทางธุรกิจ คืออะไร และสำคัญอย่างไร เอกสารทางธุรกิจ (Business Documents) หรือเอกสารธุรกิจ คือ เอกสารที่กิจการออกให้หรือได้รับจากคู่ค้าในการซื้อขาย เพื่อยืนยันเงื่อนไข เรียกเก็บเงิน และเป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษี แบ่งประเภทเอกสารได้ 3 กลุ่ม คือเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารหลักฐานทางการเงิน และเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารหลายใบมีกฎหมายกำกับโดยตรง เช่น ใบกำกับภาษีและใบรับตามประมวลรัษฎากร และการเก็บเอกสารประกอบการลงบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ทุกกิจการที่ซื้อขายจึงต้องมี ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยคูลแอร์ซิสเต็ม จำกัด (ชื่อสมมุติ) จด VAT แล้ว ขายเครื่องปรับอากาศพร้อมรับติดตั้งให้บริษัทลูกค้าที่เปิดสำนักงานใหม่ และให้เครดิตลูกค้า 30 วัน เอกสารทางธุรกิจ ต่างจากเอกสารทางบัญชีอย่างไร เอกสารทางธุรกิจเป็นคำกว้าง ครอบคลุมทุกเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรม ส่วนเอกสารทางบัญชี หรือเอกสารประกอบการลงบัญชี คือเฉพาะเอกสารที่ผู้ทำบัญชีใช้บันทึกรายการ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบสำคัญจ่าย ใบเสนอราคาเป็นเอกสารทางธุรกิจ แต่ยังไม่ใช่เอกสารประกอบการลงบัญชี เพราะยังไม่เกิดรายการซื้อขายจริง ใบเสนอราคาที่ไทยคูลแอร์ซิสเต็มส่งให้ลูกค้าจึงยังไม่ต้องบันทึกบัญชี จนกว่าจะส่งของหรือรับเงิน หากต้องการอ่านบทความเอกสารบัญชี อ่านได้ที่นี่ : เอกสารบัญชีมีอะไรบ้างและต้องเก็บกี่ปี ลำดับเอกสารหลังปิดการขาย ออกใบไหนก่อนหลัง ลำดับหลักคือ ใบเสนอราคา → ใบสั่งซื้อ → ใบส่งของ → ใบแจ้งหนี้หรือใบวางบิล → ใบเสร็จรับเงิน ส่วนใบกำกับภาษีจะออกตอนไหนขึ้นกับว่าขายสินค้าหรือให้บริการ เพราะประมวลรัษฎากรกำหนดจุดที่ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นต่างกัน เอกสารแต่ละใบมีจังหวะของตัวเอง ถ้าเรียงถูก ลูกค้าจ่ายเงินเร็ว และผู้ทำบัญชีปิดงบได้โดยไม่ต้องตามเอกสารย้อนหลัง ช่องทางปิดการขายไม่เปลี่ยนหน้าที่นี้ ตกลงกันทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า ก็ต้องออกเอกสารชุดเดียวกัน ขายสินค้า ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไร ออกเมื่อส่งมอบสินค้า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 ภาษีของการขายสินค้าเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบ เว้นแต่โอนกรรมสิทธิ์ ได้รับชำระราคา หรือออกใบกำกับภาษีไปก่อน ภาษีจะเกิดตั้งแต่เหตุการณ์ที่มาก่อนนั้น และมาตรา 86 ให้ออกใบกำกับภาษีทันทีที่ภาษีเกิด ไทยคูลแอร์ซิสเต็มส่งแอร์ 4 เครื่องในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 จึงออกใบส่งของพร้อมใบกำกับภาษีในวันนั้น ขั้นตอน (ขายสินค้า) เอกสาร ใครออก ตัวอย่างไทยคูลแอร์ซิสเต็ม 1. ลูกค้าถามราคา ใบเสนอราคา ผู้ขาย เสนอราคาแอร์ 4 เครื่อง 100,000 บาท ไม่รวม VAT 2. ลูกค้าตกลงซื้อ ใบสั่งซื้อ ผู้ซื้อ ลูกค้าส่งใบสั่งซื้อ 3. ส่งสินค้า ใบส่งของ ใบกำกับภาษี ผู้ขาย 5 พ.ย. 2569 ยอด 107,000 บาท 4. เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ผู้ขาย วางบิลรวมกับค่าติดตั้ง 5. รับชำระเงิน ใบเสร็จรับเงิน ผู้ขาย 4 ธ.ค. 2569 หลายกิจการรวมขั้นตอน 3 และ 4 ไว้ในเอกสารชุดเดียว เช่น ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ผู้ซื้อจึงใช้ใบเดียวตรวจรับของและตั้งหนี้ได้พร้อมกัน ให้บริการ ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไร ออกเมื่อได้รับชำระค่าบริการ ตามมาตรา 78/1 ภาษีของการให้บริการเกิดเมื่อได้รับชำระราคา เว้นแต่ออกใบกำกับภาษีไปก่อน หรือมีกรณีอื่นตามที่มาตรานี้กำหนด งานบริการที่ให้เครดิตจึงวางบิลด้วยใบแจ้งหนี้ก่อน แล้วออกใบกำกับภาษีคู่กับใบเสร็จตอนรับเงิน ค่าติดตั้งของไทยคูลแอร์ซิสเต็มเป็นค่าบริการ 20,000 บาท บวก VAT 1,400 บาท ติดตั้งเสร็จวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 แต่ลูกค้าจ่ายวันที่ 4 ธันวาคม 2569 ใบกำกับภาษีค่าติดตั้งจึงลงวันที่ 4 ธันวาคม ขั้นตอน (ให้บริการ) เอกสาร ใครออก ตัวอย่างไทยคูลแอร์ซิสเต็ม 1. ตกลงขอบเขตงาน ใบเสนอราคา สัญญาจ้าง ผู้ขาย / ทั้งสองฝ่าย ค่าติดตั้ง 20,000 บาท 2. ลูกค้ายืนยัน ใบสั่งซื้อหรือใบสั่งจ้าง ผู้ซื้อ ลูกค้าส่งใบสั่งจ้าง 3. งานเสร็จ เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ผู้ขาย 8 พ.ย. 2569 ยอด 21,400 บาท 4. รับชำระเงิน ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ผู้ขาย 4 ธ.ค. 2569 5. ผู้ซื้อหักภาษี ณ ที่จ่าย หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ซื้อ 600 บาท อ่านสองตารางนี้อย่างไร ขายเงินสด รวมเอกสารเป็นชุดเดียวได้ไหม ได้ กิจการที่รับเงินทันทีมักรวมใบกำกับภาษีกับใบเสร็จรับเงินไว้ในฉบับเดียว เพราะจุดส่งของ จุดรับเงิน และจุดเกิดภาษีตรงกันในวันเดียว ไม่ต้องออกใบแจ้งหนี้และใบวางบิล ส่วนการขายที่ให้เครดิตเทอม (Credit Term คือระยะเวลาที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินหลังรับสินค้าหรือบริการ เช่น 30 วัน) ต้องแยกเอกสารตามลำดับในตาราง เพราะวันส่งของ วันวางบิล และวันรับเงินห่างกัน 1. เอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มแรกช่วยลดข้อพิพาทและความเข้าใจผิดระหว่างทำธุรกิจ ใช้ยืนยันว่าตกลงราคา เงื่อนไข และการส่งมอบกันไว้อย่างไร จึงต้องเก็บให้ดีไม่แพ้เอกสารการเงิน ตารางนี้สรุปเอกสารป้องกันความเสี่ยงที่ใช้บ่อย เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบเสนอราคา (Quotation) แจ้งราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ผู้ซื้อยืนยันรายการที่ต้องการซื้อ สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้าง ระบุหน้าที่ ระยะเวลา และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ใบส่งสินค้า ใบรับสินค้า ยืนยันว่าส่งและรับสินค้าครบ ควรให้ผู้รับเซ็นทุกครั้ง ใบเสนอราคาควรระบุวันหมดอายุ และบอกชัดว่าราคารวมหรือไม่รวม VAT ดูตัวอย่างฟอร์มและรายละเอียดที่ต้องมีได้ที่ใบเสนอราคา คืออะไร จุดที่มักเข้าใจผิดคือ ใบเสนอราคาไม่มีผลผูกพันเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 354 คำเสนอที่กำหนดระยะเวลาให้ตอบรับ ผู้เสนอจะถอนในระหว่างเวลานั้นไม่ได้ ใบเสนอราคาที่ระบุว่ายืนราคา 30 วัน จึงอาจผูกพันผู้ขายตลอด 30 วันนั้น ไทยคูลแอร์ซิสเต็มจึงเขียนในใบเสนอราคาว่ายืนราคา 15 วัน และแยกราคาแอร์กับค่าติดตั้งเป็นคนละบรรทัด ลูกค้าเห็นชัดว่าส่วนไหนเป็นค่าสินค้า ส่วนไหนเป็นค่าบริการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 2. เอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารทางการเงินคือหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดกับบัญชีธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วน คือเอกสารด้านรายรับ เอกสารด้านรายจ่าย และหลักฐานจากธนาคาร กลุ่มนี้ใช้บ่อยที่สุด และเป็นกลุ่มที่ผู้ทำบัญชีขอจากเจ้าของกิจการมากที่สุดตอนปิดงบ ใบแจ้งหนี้ หรือใบอินวอย (Invoice) ใบแจ้งหนี้ คือเอกสารที่ผู้ขายออกหลังส่งสินค้าหรือให้บริการแล้ว เพื่อแจ้งลูกค้าว่าต้องจ่ายค่าอะไร เท่าไร และภายในวันไหน ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าได้รับเงินแล้ว และไม่ควรใช้แทนใบเสนอราคาในช่วงที่ยังตกลงราคากันอยู่ ใบแจ้งหนี้ที่ให้เครดิตต้องระบุเครดิตเทอมและวันครบกำหนดให้ชัด เช่น Net 30 ใบแจ้งหนี้ค่าติดตั้งของไทยคูลแอร์ซิสเต็มลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 จึงเขียนวันครบกำหนดไว้ที่ 8 ธันวาคม 2569 กิจการที่จด VAT และขายสินค้านิยมออกเป็นชุด ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ในฉบับเดียว ข้อมูลที่ต้องมีและตัวอย่างดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ใบวางบิล (Billing Note) ใบวางบิลใช้รวบรวมใบแจ้งหนี้หลายใบในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อนัดให้ลูกค้าจ่ายครั้งเดียว เหมาะกับลูกค้าประจำที่มีรอบจ่ายเงินชัดเจน เช่น วางบิลทุกสิ้นเดือน ไทยคูลแอร์ซิสเต็มวางบิลค่าแอร์ 107,000 บาท รวมกับค่าติดตั้ง 21,400 บาท เป็นยอด 128,400 บาทในใบวางบิลใบเดียว ใบวางบิลเป็นเอกสารแจ้งเตือนการชำระเท่านั้น ใช้แทนใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีไม่ได้ ใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องต้องมีอะไรบ้าง ใบเสร็จรับเงินคือเอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อยืนยันว่าได้รับชำระเงินแล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 กำหนดให้ผู้ขายต้องออกใบรับให้ผู้ซื้อเมื่อรับเงินตั้งแต่จำนวนที่อธิบดีกำหนด และมาตรา 105 ทวิ กำหนดข้อมูลขั้นต่ำที่ต้องมี (ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 ถึง 129) ข้อมูลขั้นต่ำตามมาตรา 105 ทวิ สรุปได้ตามตารางนี้ ข้อมูลขั้นต่ำตามมาตรา 105 ทวิ ตัวอย่าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออก 13 หลักของบริษัท ชื่อผู้ออก หรือชื่อที่ใช้ในการประกอบการ บริษัท ไทยคูลแอร์ซิสเต็ม จำกัด เลขที่เล่มและเลขที่ใบ RE2612-0004 วัน เดือน ปี ที่ออก ตรงกับวันที่รับเงินจริง จำนวนเงินที่รับ ระบุตัวเลขให้ชัด ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาสินค้า กรณีขายสินค้า ในทางปฏิบัติควรใส่ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ ช่องทางชำระเงิน และลายเซ็นผู้รับเงินเพิ่ม เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลใช้เป็นหลักฐานรายจ่ายได้ วิธีออกใบเสร็จแต่ละแบบอ่านต่อที่ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ใบลดหนี้ และใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ออกเมื่อมูลค่าที่เรียกเก็บไปสูงกว่าที่ควร เช่น ลูกค้าคืนสินค้า หรือคำนวณราคาผิด ส่วนใบเพิ่มหนี้ออกเมื่อเรียกเก็บต่ำกว่าที่ควร ทั้งสองใบออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องอ้างอิงใบกำกับภาษีเดิมที่ออกไปแล้ว (ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/9 และมาตรา 86/10) เอกสารด้านรายจ่าย เอกสารรายจ่ายใช้ยืนยันต้นทุนจริงของกิจการ และใช้หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ถ้าเอกสารไม่ครบ รายจ่ายนั้นอาจหักไม่ได้ หลักฐานจากธนาคาร Bank Statement หรือรายการเดินบัญชี ใช้เทียบกับรายรับรายจ่ายที่บันทึกไว้ว่าตรงกับเงินเข้าออกจริงหรือไม่ เป็นเอกสารหลักในขั้นตอนกระทบยอดเงินฝากธนาคาร ยอดโอนค่าติดตั้งของลูกค้าไทยคูลแอร์ซิสเต็มจะเข้าบัญชี 20,800 บาท ไม่ใช่ 21,400 บาท ผู้ทำบัญชีจะจับคู่ส่วนต่าง 600 บาทกับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ลูกค้าส่งมา 3. เอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบภาษีและการตรวจสอบของกรมสรรพากร ถ้าจัดเก็บไม่ครบ อาจเสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ หรือถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้ กิจการที่จด VAT จะมีเอกสารกลุ่มนี้มากกว่ากิจการทั่วไป เพราะต้องออกใบกำกับภาษีและทำรายงานภาษีทุกเดือน เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบกำกับภาษี หลักฐานภาษีขาย (Output Tax คือ VAT ที่เราเก็บจากลูกค้า) ของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย สรุปใบกำกับภาษีทั้งเดือน ใช้ยื่น ภ.พ.30 หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ผู้จ่ายเงินออกให้ผู้รับเงินเมื่อหักภาษีไว้ ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร หลักฐานว่านำส่งภาษีแล้ว จุดที่คนพลาดบ่อยคือ เก็บใบกำกับภาษีขายครบ แต่ไม่ได้ทวงหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้า ภาษีที่ถูกหักไว้จึงนำไปเครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้ปลายปีไม่ได้เต็มจำนวน ใบกำกับภาษีมีรายการที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ อ่านสรุปได้ที่ใบกำกับภาษี คืออะไร ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จังหวะออกและการใช้เป็นหลักฐานภาษี ใบแจ้งหนี้และใบวางบิลออกก่อนรับเงิน ใบเสร็จออกหลังรับเงิน ส่วนใบกำกับภาษีออกเมื่อภาษีเกิด และออกได้เฉพาะกิจการที่จด VAT 4 เอกสารนี้ถูกใช้สลับกันบ่อยที่สุด เพราะออกในช่วงเวลาใกล้กันและบางครั้งรวมอยู่ในฉบับเดียว ตารางเปรียบเทียบด้านล่างใช้แยกได้เร็ว เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้เป็นหลักฐานภาษีได้ไหม ใบแจ้งหนี้ หลังส่งสินค้าหรือบริการ ก่อนรับเงิน ได้ ถ้าออกคู่กับใบกำกับภาษี ใบวางบิล ก่อนรับเงิน รวมหลายใบแจ้งหนี้ ไม่ได้ ใบกำกับภาษี เมื่อภาษีเกิด (ขายสินค้า: ส่งมอบ / ให้บริการ: รับเงิน) ได้ เฉพาะกิจการที่จด VAT ใบเสร็จรับเงิน เมื่อรับเงินแล้ว ได้ เป็นหลักฐานรายรับรายจ่าย หลักจำง่าย ๆ คือ ใบแจ้งหนี้กับใบเสร็จรับเงินเป็นคู่ “ก่อนจ่าย” กับ “หลังจ่าย” ส่วนใบส่งของกับใบแจ้งหนี้เป็นคู่ “ส่งของ” กับ “เรียกเก็บเงิน” ซึ่งมักรวมเป็นใบเดียวในการขายสินค้า บันทึกบัญชีจากเอกสารหลังปิดการขายอย่างไร บันทึก 2 จังหวะ คือ ตอนตั้งลูกหนี้จากใบกำกับภาษีหรือใบแจ้งหนี้ และตอนรับเงินจากใบเสร็จรับเงิน งานบริการที่ภาษีเกิดตอนรับเงินมีขั้นเพิ่ม คือย้ายภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระไปเป็นภาษีขาย ตัวเลขทั้งหมดในหัวข้อนี้เป็นของไทยคูลแอร์ซิสเต็ม (ข้อมูลสมมติ) ค่าแอร์และค่าติดตั้งแยกบรรทัดกันตั้งแต่ใบเสนอราคา ตอนส่งแอร์ บันทึกบัญชีอย่างไร ตั้งลูกหนี้เต็มยอดรวม VAT และรับรู้ภาษีขายทันที เพราะใบกำกับภาษีออกในวันส่งของ ค่าแอร์ 100,000 บาท × 7% = VAT 7,000 บาท รวม 107,000 บาท รายการ (5 พ.ย. 2569) เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 107,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 ตอนวางบิลค่าติดตั้ง บันทึกบัญชีอย่างไร ตั้งลูกหนี้เต็มยอด แต่ VAT ยังเป็นภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระ เพราะยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี ค่าติดตั้ง 20,000 บาท × 7% = VAT 1,400 บาท รวม 21,400 บาท รายการ (8 พ.ย. 2569) เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 21,400 รายได้ค่าบริการ 20,000 ภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระ 1,400 ตอนรับเงิน และถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย บันทึกบัญชีอย่างไร ล้างลูกหนี้ทั้งสองก้อน บันทึกภาษีถูกหักเป็นสินทรัพย์ และย้าย VAT ค่าติดตั้งเป็นภาษีขายในเดือนที่รับเงิน ลูกค้าจ่ายวันที่ 4 ธันวาคม 2569 ค่าแอร์เป็นการซื้อสินค้า จึงโอนเต็ม 107,000 บาท ส่วนค่าติดตั้งเป็นค่าบริการที่จ่ายให้นิติบุคคล ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ของยอดก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 รายการ (4 ธ.ค. 2569) เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 127,800 ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย 600 ลูกหนี้การค้า 128,400 ภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระ 1,400 ภาษีขาย 1,400 ภาษีถูกหัก 600 บาทใช้เครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปี โดยมีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากลูกค้าเป็นหลักฐาน ส่วนภาษีขาย 1,400 บาทไปอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนธันวาคม 2569 ข้อผิดพลาดเรื่องเอกสารที่ทำให้ได้เงินช้ามีอะไรบ้าง มี 4 เรื่องหลัก คือ ส่งใบเสนอราคาช้า ข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน ไม่ระบุเครดิตเทอม และออกใบกำกับภาษีผิดจังหวะ ทุกเรื่องทำให้บิลไม่ผ่านรอบจ่ายของลูกค้า ลูกค้าองค์กรจ่ายเงินตามรอบ ถ้าเอกสารหลุดรอบไปหนึ่งครั้ง เงินมักเลื่อนไปอีกหนึ่งเดือน สมมติไทยคูลแอร์ซิสเต็มพิมพ์เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้าผิด 1 หลักในใบกำกับภาษีค่าแอร์ ลูกค้าใช้เป็นภาษีซื้อไม่ได้ ต้องให้ผู้ขายยกเลิกใบเดิมและออกใบใหม่ บิลจึงพลาดรอบจ่ายวันที่ 4 ธันวาคม และเลื่อนไปรอบถัดไป วิธีจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบ ทำอย่างไร ทำได้ด้วย 3 ข้อ คือ แยกหมวดหมู่ ใส่เลขที่เอกสารต่อเนื่อง และเก็บไฟล์ในระบบที่ค้นหาได้ ทำครบตั้งแต่วันแรก จะไม่ต้องรื้อเอกสารตอนสิ้นปี และหาเจอได้เร็วเมื่อผู้ทำบัญชีหรือสรรพากรขอดู ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 ต้องเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี ส่วนรายงานภาษีและเอกสาร VAT อธิบดีกรมสรรพากรอาจสั่งให้เก็บถึง 7 ปี (มาตรา 87/3) ไทยคูลแอร์ซิสเต็มใช้เลข IV2611-0012 กับใบแจ้งหนี้ค่าติดตั้ง และ RE2612-0004 กับใบเสร็จ พอลูกค้าโทรถามยอดค้าง ฝ่ายบัญชีค้นจากเลขที่เดียวก็เห็นทั้งใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และ 50 ทวิ ที่ผูกกันอยู่ ข้อควรรู้เกี่ยวกับเอกสารทางธุรกิจ สรุป – เอกสารทางธุรกิจต้องจำอะไรบ้าง เอกสารทางธุรกิจไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล หัวใจอยู่ที่ลำดับและวันที่ เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดบิลขายเดือนล่าสุด แยกว่ารายการไหนเป็นสินค้า รายการไหนเป็นบริการ แล้วเช็กว่าวันที่ในใบกำกับภาษีตรงกับวันส่งของหรือวันรับเงินหรือไม่ ออกเอกสารขายครบทั้งวงจรด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษีจากระบบเดียว พร้อมคลังเอกสารที่เก็บไฟล์คู่กับรายการบัญชี ให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีเห็นเอกสารชุดเดียวกัน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องเอกสารและภาษีจากการขายเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารทางธุรกิจ Business Documents หมายถึงอะไร หมายถึงเอกสารทางธุรกิจ คือเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรมของกิจการ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใช้ยืนยันรายการระหว่างคู่ค้าและเป็นหลักฐานทางบัญชี เอกสารทางบัญชีมีอะไรบ้าง หลัก ๆ คือใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ ใบลดหนี้ ใบเพิ่มหนี้ ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และ Bank Statement ซึ่งเป็นเอกสารที่ผู้ทำบัญชีใช้บันทึกรายการจริง เอกสารบริษัทมีอะไรบ้าง มีเอกสารแสดงตัวตนของกิจการ เช่น หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้เปิดบัญชีธนาคารหรือทำสัญญากับคู่ค้า อ่านเพิ่มที่ หนังสือรับรองบริษัท คืออะไร ออกเอกสารทางธุรกิจเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ไหม ได้ เอกสารหลายประเภทออกและเก็บเป็นไฟล์ได้ ส่วนใบกำกับภาษีและใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องทำตามระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร อ่านภาพรวมได้ที่ E-Document คืออะไร ไม่จด VAT ออกใบกำกับภาษีได้ไหม ไม่ได้ ใบกำกับภาษีออกได้เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 86/13 ผู้ที่ออกโดยไม่มีสิทธิมีโทษตาม มาตรา 90/4 จำคุก 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับ 2,000 ถึง 200,000 บาท กิจการที่ยังไม่จด VAT จึงออกใบเสร็จรับเงินแทน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

27 min

Dropship คืออะไร เทียบพรีออเดอร์ รับรู้รายได้ยังไง

Dropship คืออะไร Dropship (Dropshipping หรือ ดรอปชิป) คือ รูปแบบการขายของออนไลน์ที่ผู้ขายไม่ต้องสต๊อกสินค้าเอง เมื่อลูกค้าสั่งซื้อ ผู้ขายส่งคำสั่งซื้อต่อให้ซัพพลายเออร์ แล้วซัพพลายเออร์จัดส่งถึงลูกค้าโดยตรง ผู้ขายได้กำไรจากส่วนต่างราคา พูดง่าย ๆ คือ ร้านทำหน้าที่หน้าร้านและการตลาด ส่วนโกดังและการแพ็กของเป็นงานของซัพพลายเออร์ คนที่ทำ Dropship ในไทยมักขายผ่าน marketplace เว็บไซต์ของตัวเอง หรือโซเชียลมีเดีย สำหรับเจ้าของร้าน เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยโฮมเดคคอร์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายของแต่งบ้านผ่านเว็บไซต์และ marketplace จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ไม่มีโกดัง ขายแบบดรอปชิปเฉลี่ย 200 ออเดอร์ต่อเดือน Dropship ทำงานอย่างไร มีกี่ขั้นตอน ขั้นตอนหลักมี 5 ขั้น และทุกขั้นมีทั้งเรื่องสินค้าและเรื่องเงิน ถ้าแยกสองเรื่องนี้ได้ตั้งแต่ต้น การลงบัญชีในภายหลังจะง่ายขึ้นมาก ตัวอย่าง ลูกค้าของไทยโฮมเดคคอร์สั่งชั้นวางของ จ่าย 1,605 บาท (ราคา 1,500 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 105 บาท) ซัพพลายเออร์เรียกเก็บจากบริษัท 1,284 บาท (ราคาส่ง 1,200 บาท บวกภาษี 84 บาท) แล้วส่งของถึงลูกค้าภายใน 3 วัน ขายแบบไม่สต๊อกต่างจาก Reseller และ Fulfillment อย่างไร ต่างกันที่ใครถือสินค้า Reseller ซื้อสินค้ามาเก็บเองก่อนขาย ส่วน Fulfillment คือการจ้างคลังสินค้าเก็บและแพ็กของที่ร้านเป็นเจ้าของ ร้านจึงยังต้องลงทุนซื้อสินค้า มีเพียงดรอปชิปที่ร้านไม่ต้องซื้อสินค้าล่วงหน้าเลย เรื่อง Dropship Reseller Fulfillment ใครเป็นเจ้าของสต๊อก ซัพพลายเออร์ ร้าน ร้าน (ฝากคลังภายนอก) เงินลงทุนสินค้า ต่ำ สูง สูง ความเสี่ยงสินค้าค้าง แทบไม่มี มี มี ควบคุมคุณภาพก่อนส่ง ยาก ทำได้ ทำได้บางส่วน ต้องนับและตีมูลค่าสต๊อก ไม่ต้อง ต้อง ต้อง ร้านที่เริ่มจากดรอปชิปแล้วยอดโตจนอยากคุมคุณภาพเอง มักขยับไปซื้อสินค้าขายดีมาเก็บเอง ช่วงนั้นต้องวางระบบการจัดการสต๊อกสินค้าให้พร้อมก่อน ทำดรอปชิปได้เงินจริงไหม คิดกำไรต่อออเดอร์อย่างไร ได้เงินจริง ถ้าคิดกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายครบ ส่วนต่างระหว่างราคาขายกับราคาส่งยังไม่ใช่กำไร เพราะยังมีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา และความเสียหายจากของคืนรออยู่ รายการต่อออเดอร์ จำนวนเงิน (บาท) ราคาขาย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 1,500 หัก ราคาส่งจากซัพพลายเออร์ 1,200 ส่วนต่างราคา 300 หัก ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (สมมติร้อยละ 8 ของราคาขาย) 120 หัก ค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อออเดอร์ (สมมติ) 50 กำไรก่อนค่าใช้จ่ายคงที่ 130 ส่วนต่าง 300 บาทจึงเหลือจริง 130 บาท หรือไม่ถึงครึ่ง ถ้าไทยโฮมเดคคอร์ขาย 200 ออเดอร์ต่อเดือน กำไรก่อนค่าใช้จ่ายคงที่คือ 200 × 130 = 26,000 บาท ยังไม่รวมเงินเดือนแอดมินและค่าเว็บไซต์ วิธีคิดแบบนี้ใช้ตอบคำถามว่าทำดรอปชิปดีไหมได้ตรงกว่าการดูส่วนต่างอย่างเดียว ให้ใส่อัตราค่าธรรมเนียมจริงของแพลตฟอร์มที่ใช้ และงบโฆษณาจริงหารด้วยจำนวนออเดอร์ แล้วดูว่ากำไรต่อออเดอร์ยังเป็นบวกหรือไม่ ข้อดี ข้อเสีย และวิธีเลือกซัพพลายเออร์มีอะไรบ้าง ข้อดีหลักคือเริ่มเร็วและไม่มีสต๊อกค้าง ข้อเสียหลักคือร้านต้องพึ่งซัพพลายเออร์ทั้งเรื่องคุณภาพ ความเร็ว และของคืน ทั้งที่ลูกค้ามองว่าร้านเป็นผู้รับผิดชอบ เรื่อง ข้อดี ข้อเสีย เงินทุน ไม่ต้องซื้อสินค้าล่วงหน้า กำไรต่อชิ้นต่ำ สินค้า ลองขายได้หลายรายการ ตรวจคุณภาพก่อนส่งไม่ได้ การส่งของ ไม่ต้องแพ็กเอง ส่งช้าหรือส่งผิด ร้านโดนรีวิวแย่ การแข่งขัน เปิดร้านง่าย ร้านอื่นขายสินค้าเดียวกันได้ จึงมักแข่งราคา ขายแบบนี้โกงไหม ตรวจซัพพลายเออร์อย่างไร ไม่โกงในตัวโมเดล การขายแบบดรอปชิปเป็นการค้าปกติ ความเสี่ยงอยู่ที่ซัพพลายเออร์บางรายหรือคอร์สที่ขายฝัน ก่อนเริ่มงาน ควรตรวจอย่างน้อย 4 เรื่อง ไทยโฮมเดคคอร์ขอสำเนา ภ.พ.20 ของซัพพลายเออร์ และให้ระบุในข้อตกลงว่าสินค้าชำรุดจากโรงงาน ซัพพลายเออร์รับค่าส่งคืนเอง ข้อตกลงนี้ยังใช้ตัดสินเรื่องบัญชีในหัวข้อตัวการและตัวแทนด้านล่างด้วย Dropship กับพรีออเดอร์ (Pre-order) ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จังหวะของสินค้าและเงิน พรีออเดอร์ (Pre-order) คือ การรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนมีสินค้า ลูกค้าจ่ายมัดจำหรือจ่ายเต็มก่อน แล้วผู้ขายค่อยสั่งของมาส่ง ส่วนดรอปชิปมีสินค้าพร้อมส่งอยู่ที่ซัพพลายเออร์แล้ว พรีออเดอร์นิยมกับสินค้านำเข้า สินค้าทำมือ และสินค้าจำนวนจำกัด ผู้ขายมักรับของเข้ามาตรวจเองก่อนส่งต่อ จึงถือสินค้าไว้ช่วงหนึ่ง ต่างจากดรอปชิปที่ไม่เคยแตะตัวสินค้าเลย เรื่อง Dropship พรีออเดอร์ สินค้าตอนลูกค้าสั่ง มีพร้อมส่งที่ซัพพลายเออร์ ยังไม่มี ต้องสั่งผลิตหรือสั่งนำเข้า เวลารอของ สั้น นาน หลายสัปดาห์ได้ ผู้ขายถือสินค้าไหม ไม่ถือ มักถือช่วงสั้น ๆ ก่อนส่ง เงินที่รับจากลูกค้า ราคาเต็มตอนสั่ง มัดจำหรือเต็มจำนวนล่วงหน้า คำถามบัญชีหลัก ลงรายได้เต็มหรือส่วนต่าง เงินที่รับมาเป็นรายได้แล้วหรือยัง ไทยโฮมเดคคอร์ทำทั้งสองแบบ นอกจากดรอปชิปของแต่งบ้าน บริษัทเปิดพรีออเดอร์โคมไฟนำเข้าราคา 3,000 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 210 บาท รวม 3,210 บาท ลูกค้าจ่ายมัดจำร้อยละ 50 ตอนสั่ง และจ่ายส่วนที่เหลือเมื่อได้รับของ ร้านแบบไม่สต๊อกรับรู้รายได้เต็มจำนวนหรือแค่ส่วนต่าง ขึ้นกับว่าร้านเป็นตัวการ (Principal) หรือตัวแทน (Agent) ถ้าเป็นตัวการ ลงรายได้เต็มราคาขายและลงต้นทุนขายแยก ถ้าเป็นตัวแทน ลงรายได้เฉพาะค่านายหน้าหรือส่วนต่าง กิจการส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ใช้ มาตรฐาน TFRS for NPAEs ซึ่งบทที่ 18 เรื่องรายได้ ย่อหน้า 18.32 กำหนดเรื่องตัวการและตัวแทนไว้ ส่วนกิจการที่ใช้ TFRS ฉบับเต็มจะพิจารณาตาม TFRS 15 ซึ่งใช้หลักการคล้ายกัน ตัวการกับตัวแทนดูจากอะไร ดูว่าร้านรับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญจากการขายหรือไม่ มาตรฐาน NPAEs ให้ข้อบ่งชี้ว่าร้านเป็นตัวการ 4 ข้อ ส่วนข้อบ่งชี้ว่าเป็นตัวแทน คือร้านไม่ได้รับความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ และรายได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นค่าธรรมเนียมต่อรายการหรือร้อยละของยอดขาย ร้านดรอปชิปจึงไม่ได้เป็นตัวแทนเสมอไป ต้องดูข้อตกลงกับซัพพลายเออร์และวิธีขายจริง ไทยโฮมเดคคอร์ตั้งราคาขายเอง รับเรื่องคืนสินค้าจากลูกค้า และออกใบกำกับภาษีในนามบริษัท ผู้ทำบัญชีจึงประเมินว่าบริษัทเป็นตัวการ แม้จะไม่เคยแตะตัวสินค้าเลย ตัวอย่างบันทึกบัญชีทั้ง 2 แบบ ใช้ออเดอร์เดิม ลูกค้าจ่าย 1,605 บาท ซัพพลายเออร์ได้รับ 1,284 บาท กรณีตัวการ ลงรายได้เต็ม 1,500 บาท และลงต้นทุนขาย 1,200 บาท รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 1,605 รายได้จากการขาย 1,500 ภาษีขาย 105 ต้นทุนขาย 1,200 ภาษีซื้อ 84 เจ้าหนี้การค้า (ซัพพลายเออร์) 1,284 กรณีตัวแทน ซัพพลายเออร์เป็นผู้ขายให้ลูกค้า ร้านเก็บเงินแทนและได้ค่านายหน้า 300 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 21 บาท รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 1,605 เจ้าหนี้ซัพพลายเออร์ (เงินรับแทน) 1,284 รายได้ค่านายหน้า 300 ภาษีขาย 21 ทั้งสองกรณีเงินเหลือในมือเท่ากันที่ 321 บาท และกำไรขั้นต้นเท่ากันที่ 300 บาท แต่รายได้ในงบต่างกันมาก ทั้งปี 200 ออเดอร์ต่อเดือน กรณีตัวการมีรายได้ 200 × 1,500 × 12 = 3,600,000 บาท ส่วนกรณีตัวแทนมีรายได้ 200 × 300 × 12 = 720,000 บาท เงินมัดจำพรีออเดอร์เป็นรายได้หรือหนี้สิน เป็นหนี้สิน เงินที่ลูกค้าจ่ายก่อนได้รับสินค้ายังไม่ใช่รายได้ เพราะร้านยังมีภาระต้องส่งของ จึงบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ซึ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน แล้วโอนเป็นรายได้เมื่อส่งมอบสินค้า มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 18.6 ให้รับรู้รายได้จากการขายสินค้าเมื่อเข้าเงื่อนไขทุกข้อ เช่น โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญให้ผู้ซื้อแล้ว และวัดมูลค่ารายได้ได้อย่างน่าเชื่อถือ สำหรับพรีออเดอร์ จุดนั้นคือวันที่ลูกค้าได้รับของ ฝั่งร้านเองก็อาจต้องจ่ายมัดจำให้โรงงานก่อนเช่นกัน เงินก้อนนั้นบันทึกเป็นสินทรัพย์ ดูวิธีลงบัญชีได้ที่เงินจ่ายล่วงหน้าให้ซัพพลายเออร์ ตัวอย่างบันทึกบัญชีพรีออเดอร์ ไทยโฮมเดคคอร์รับมัดจำโคมไฟ 1,605 บาท (1,500 บาท บวกภาษี 105 บาท) และออกใบกำกับภาษีค่ามัดจำในวันรับเงิน เหตุผลเรื่องภาษีอธิบายในหัวข้อถัดไป วันรับมัดจำ รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 1,605 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 1,500 ภาษีขาย 105 วันรับสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนโคมไฟ 1,760 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายตอนนำเข้า 123.20 บาท (ที่มาของตัวเลขอยู่ในหัวข้อภาษีนำเข้า) รายการ เดบิต เครดิต สินค้าคงเหลือ 1,760 ภาษีซื้อ 123.20 เงินฝากธนาคาร 1,883.20 วันส่งมอบและรับเงินส่วนที่เหลือ รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 1,605 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 1,500 รายได้จากการขาย 3,000 ภาษีขาย 105 ต้นทุนขาย 1,760 สินค้าคงเหลือ 1,760 รายได้ 3,000 บาทรับรู้ครั้งเดียวในวันส่งมอบ ส่วนภาษีขายแบ่งเกิด 2 ครั้งตามวันที่ได้รับเงิน กำไรขั้นต้นของโคมไฟชิ้นนี้คือ 3,000 − 1,760 = 1,240 บาท ต้องจด VAT และออกใบกำกับภาษีเมื่อไร ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อรายรับจากการขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และเมื่อจดแล้ว ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ความรับผิดเกิดขึ้น เรื่องที่ร้านออนไลน์พลาดบ่อยคือวันที่ความรับผิดเกิด ซึ่งไม่ใช่วันส่งของเสมอไป ภาษีขายลบภาษีซื้อของแต่ละเดือนต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ไทยโฮมเดคคอร์ในกรณีตัวการมีภาษีขาย 105 บาท ลบภาษีซื้อ 84 บาท เหลือภาษีที่ต้องชำระ 21 บาทต่อออเดอร์ ซึ่งเท่ากับภาษีของค่านายหน้าในกรณีตัวแทน รับเงินก่อนส่งของ จุดภาษีอยู่ตรงไหน อยู่ที่วันรับเงิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78(1) ความรับผิดจากการขายสินค้าเกิดเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่ได้โอนกรรมสิทธิ์ ได้รับชำระราคา หรือได้ออกใบกำกับภาษีก่อนส่งมอบ ถ้าเหตุใดเกิดก่อน ความรับผิดเกิดในวันนั้น กรมสรรพากรยังมีคำสั่ง ที่ ป. 73/2541 กำหนดให้ผู้ขายสินค้านำเงินล่วงหน้าและเงินมัดจำมารวมเป็นฐานภาษี และถ้าคืนเงินภายหลัง ให้ออกใบลดหนี้ ร้านพรีออเดอร์ที่จด VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีค่ามัดจำในวันรับเงิน กติกาเดียวกันใช้กับดรอปชิปด้วย ลูกค้าออนไลน์ส่วนใหญ่จ่ายเงินก่อนของถึงมือ จุดภาษีของออเดอร์ส่วนใหญ่จึงเป็นวันที่ร้านได้รับเงิน ไม่ใช่วันที่ซัพพลายเออร์ส่งของ เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนับจากยอดไหน นับจากรายรับของสิ่งที่ร้านขายหรือให้บริการจริงตามกฎหมาย ถ้าร้านขายสินค้าในนามตัวเอง รายรับคือยอดขายเต็ม ถ้าร้านเป็นนายหน้าที่รับค่าตอบแทนจากซัพพลายเออร์ รายรับคือค่านายหน้า ถ้าไทยโฮมเดคคอร์ยังไม่ได้จด VAT แบบตัวการมียอดขาย 3,600,000 บาทต่อปี เกินเกณฑ์ไปมาก ส่วนแบบตัวแทนมีค่านายหน้า 720,000 บาท ต่ำกว่าเกณฑ์ ตัวเลขต่างกันจนเปลี่ยนหน้าที่ภาษีของร้านได้ การจัดประเภทตามมาตรฐานบัญชีกับการเป็นผู้ขายตามกฎหมายภาษีเป็นคนละเรื่องกัน ก่อนสรุปว่าร้านนับเฉพาะค่านายหน้า ควรมีสัญญากับซัพพลายเออร์ที่ระบุชัดว่าใครเป็นผู้ขาย และสอบถามสรรพากรพื้นที่หรือผู้ทำบัญชี สั่งสินค้าจากต่างประเทศมาขาย เสียภาษีนำเข้าอย่างไร เสียอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่บาทแรก ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ประกาศกรมศุลกากรที่ 219/2568 ยกเลิกการยกเว้นอากรของนำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท เหลือยกเว้นเฉพาะของที่ราคาไม่เกิน 1 บาท ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตอนนำเข้าตามมาตรา 79/2 คือราคา CIF (ราคาสินค้า บวกค่าประกันภัยและค่าขนส่ง) บวกอากรขาเข้า และภาษีอื่นที่เกี่ยวข้อง อัตราอากรขึ้นกับพิกัดของสินค้าแต่ละชนิด ดูวิธีคำนวณภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ตัวอย่าง โคมไฟของไทยโฮมเดคคอร์มีราคา CIF 1,600 บาท สมมติอัตราอากรร้อยละ 10 อากรคือ 160 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มคือ (1,600 + 160) × 7% = 123.20 บาท บริษัทจ่ายรวม 1,883.20 บาท และใช้ 1,760 บาทเป็นต้นทุนสินค้า ผู้นำเข้าที่จด VAT นำภาษีที่จ่ายตอนนำเข้ามาใช้เป็นภาษีซื้อได้ จึงต้องเก็บใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรไว้ทุกใบ ราคาพรีออเดอร์ที่เสนอลูกค้าควรรวมอากรไว้ตั้งแต่แรก เพราะเป็นต้นทุนที่เครดิตคืนไม่ได้ ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Dropship สรุป – Dropship ต้องจำอะไรบ้าง ตัวเลขที่ร้านส่วนใหญ่ยังไม่เคยคิดคือกำไรต่อออเดอร์หลังหักทุกอย่าง เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดออเดอร์ 10 รายการล่าสุด ใส่ค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาจริงลงตารางแบบในบทความ แล้วดูว่าแต่ละออเดอร์เหลือกำไรเท่าไร บันทึกเงินมัดจำและออกใบกำกับภาษีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เชื่อมต่อข้อมูลร้านค้าออนไลน์โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ และออกใบเสร็จรับเงินพร้อมใบกำกับภาษีค่ามัดจำได้ โดยลงเข้าบัญชีเงินรับล่วงหน้า แล้วหักล้างในเอกสารงวดสุดท้าย ดูขั้นตอนได้ที่บันทึกรับเงินมัดจำใน PEAK ร้านที่อยากให้ผู้ทำบัญชีเห็นเอกสารขายและมัดจำครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีและบัญชีของร้านออนไลน์เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Dropship ขายแบบดรอปชิปต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ส่วนใหญ่ต้องจด ถ้าขายเป็นประจำในนามบุคคลธรรมดา พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 มาตรา 11 ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจยื่นจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มประกอบกิจการ ดูขั้นตอนได้ที่ทะเบียนพาณิชย์ คืออะไร และตรวจประเภทกิจการกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลูกค้ายกเลิกพรีออเดอร์ต้องลงบัญชีอย่างไร กลับรายการเงินรับล่วงหน้า โดยเดบิตเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า และเครดิตเงินฝากธนาคาร ถ้าออกใบกำกับภาษีค่ามัดจำไปแล้ว ต้องออกใบลดหนี้เพื่อลดภาษีขายด้วย ส่วนที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมยกเลิกให้รับรู้เป็นรายได้ ขายผ่าน Shopee หรือ Lazada ต้องออกใบกำกับภาษีเองไหม ต้องออกเอง ถ้าร้านจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แพลตฟอร์มเป็นผู้ให้บริการพื้นที่ขาย ไม่ได้ออกใบกำกับภาษีขายสินค้าแทนร้าน ถ้าแพลตฟอร์มออกใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมให้ร้าน ร้านที่จด VAT ใช้เป็นภาษีซื้อได้ ทำดรอปชิปดีไหม เหมาะกับใคร เหมาะกับคนที่อยากทดลองตลาดด้วยเงินทุนน้อย และพร้อมทำการตลาดกับบริการหลังการขายเอง ไม่เหมาะกับคนที่หวังกำไรต่อชิ้นสูง หรือขายสินค้าที่ต้องคุมคุณภาพเข้มงวด ให้คำนวณกำไรต่อออเดอร์ก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

นับสต๊อก คืออะไร วิธีนับ จัดการ และบันทึกบัญชีสินค้าคงคลัง

นับสต๊อก คืออะไร และสำคัญอย่างไร นับสต๊อก (Stock Count) คือ การตรวจนับจำนวนสินค้าที่มีอยู่จริงในคลังสินค้า แล้วนำไปเทียบกับตัวเลขในระบบบัญชีหรือสต๊อกการ์ด ถ้าตัวเลขไม่ตรงกัน แสดงว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น เช่น สินค้าสูญหาย บันทึกผิด หรือสินค้าเสียหาย หลายคนเรียกว่านับสต็อกหรือตรวจนับสต๊อก ความหมายเหมือนกัน คือการเช็กสต๊อกจริงกับตัวเลขในบัญชีสต๊อกสินค้า สำหรับเจ้าของกิจการ การนับสต๊อกสินค้าสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยฮาร์ดแวร์เทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งน็อต สกรู และเครื่องมือช่างให้โรงงาน จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว มีสินค้าประมาณ 1,200 รายการ และปิดบัญชีทุกวันที่ 31 ธันวาคม สต๊อก สินค้าคงคลัง และสินค้าคงเหลือ ต่างกันอย่างไร สามคำนี้ใช้สลับกันบ่อย แต่ความหมายต่างกันเล็กน้อย สต๊อกเป็นคำเรียกทั่วไป สินค้าคงคลังรวมทุกอย่างที่ถือไว้ ส่วนสินค้าคงเหลือคือมูลค่าที่เหลือ ณ วันสิ้นงวด คำศัพท์ ความหมาย ตัวอย่าง สต๊อก (Stock) คำเรียกรวมสินค้าที่เก็บไว้ในคลัง “สต๊อก Bolt M10 เหลือ 5,000 ตัว” สินค้าคงคลัง (Inventory) สินค้าทุกประเภทที่ธุรกิจถือไว้ รวมวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิต วัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูป สินค้าคงเหลือ (Ending Inventory) มูลค่าสินค้าที่เหลือ ณ วันสิ้นงวดบัญชี ยอดที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ภาพรวมของการดูแลสต๊อกตั้งแต่รับเข้าถึงจ่ายออก อ่านได้ที่การจัดการสต๊อกสินค้า วิธีนับสต๊อกสินค้ามีกี่แบบ เลือกแบบไหนดี วิธีนับสต๊อกสินค้าที่นิยมมี 4 แบบ คือนับทั้งหมด นับแบบวน นับตามกลุ่มมูลค่า (ABC) และใช้ Barcode หรือ RFID ช่วยนับ การเลือกขึ้นกับจำนวนรายการสินค้า ความถี่ที่ต้องการ และงบลงทุน วิธี เหมาะกับ ข้อดี ข้อจำกัด นับทั้งหมด (Physical Count) ทุกกิจการ โดยเฉพาะตอนปิดงบ ได้ตัวเลขครบทุกรายการ ต้องหยุดรับจ่ายชั่วคราว นับแบบวน (Cycle Count) กิจการที่มีสินค้าหลายรายการ ไม่ต้องหยุดขาย ต้องติดตามว่ากลุ่มไหนนับแล้ว ABC Analysis สินค้ามูลค่าต่างกันมาก เน้นสินค้ามูลค่าสูง กลุ่มมูลค่าต่ำนับห่าง Barcode / RFID กิจการที่รับจ่ายถี่ เร็ว ลดการจดผิด ต้องลงทุนอุปกรณ์และติดฉลาก ไทยฮาร์ดแวร์เทรดใช้ 2 วิธีร่วมกัน ปลายปีนับทั้งหมดเพื่อปิดงบ ส่วนระหว่างปีนับแบบวนเฉพาะสินค้ามูลค่าสูงทุกเดือน นับทั้งหมด (Physical Inventory Count) ใช้เมื่อไร ใช้เมื่อต้องการตัวเลขครบทุกรายการ ณ วันใดวันหนึ่ง เช่น วันปิดงบประจำปี วิธีนี้หยุดรับจ่ายสินค้าชั่วคราว แล้วให้ทีมนับทุกชิ้นในคลัง กิจการที่ใช้ระบบบันทึกแบบนับปลายงวดต้องนับทั้งหมดทุกครั้งที่ปิดงวด นับแบบวน (Cycle Counting) ทำอย่างไร แบ่งสินค้าเป็นกลุ่ม แล้วนับหมุนเวียนวันละกลุ่มหรือสัปดาห์ละกลุ่มจนครบ เช่น วันจันทร์นับหมวดน็อต วันอังคารนับหมวดสกรู ข้อดีคือคลังยังรับจ่ายได้ เหมาะกับระบบบันทึกสินค้าแบบ Perpetualที่มียอดในระบบให้เทียบตลอดเวลา นับตามมูลค่าด้วย ABC Analysis ต่างอย่างไร ต่างที่ความถี่ แบ่งสินค้าเป็น 3 กลุ่มตามมูลค่า กลุ่ม A มูลค่าสูงนับบ่อยที่สุด กลุ่ม B นับรองลงมา กลุ่ม C นับห่างที่สุด สัดส่วนของแต่ละกลุ่มให้กำหนดจากข้อมูลมูลค่าสินค้าจริงของกิจการ ใช้ Barcode และ RFID ช่วยนับได้แค่ไหน ช่วยได้มากในขั้นบันทึก เครื่องสแกนอ่านรหัสสินค้าแล้วบันทึกจำนวนเข้าระบบ ลดการจดผิดและการพิมพ์ซ้ำ แต่ยังต้องมีคนตรวจสินค้าที่ฉลากหลุดหรือวางผิดที่ ขั้นตอนการนับสต๊อกสินค้า มีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน ขั้นตอนการนับสต๊อกสินค้ามี 3 ช่วง คือเตรียมตัวก่อนนับ ระหว่างนับ และหลังนับ ช่วงที่คนมักข้ามคือการตัดยอดเอกสารก่อนนับ ซึ่งเป็นต้นเหตุของผลต่างจำนวนมาก เตรียมตัวก่อนนับ ต้องทำอะไร เตรียม 5 เรื่องก่อนวันนับ ไทยฮาร์ดแวร์เทรดหยุดรับจ่ายวันที่ 31 ธันวาคม 2569 หลังปิดคลัง และให้ฝ่ายบัญชีบันทึกเอกสารรับจ่ายของวันนั้นให้ครบก่อนพิมพ์ใบนับ ระหว่างนับ ทำอย่างไรให้แม่นยำ นับ 2 รอบโดยคนละคน ถ้ารอบ 1 กับรอบ 2 ไม่ตรงกัน ให้นับรอบ 3 ทันที บันทึกผลลงใบนับเมื่อนับเสร็จแต่ละชั้นวาง และให้ผู้นับลงชื่อกำกับ อย่าจดรวมไว้แล้วค่อยกรอกทีหลัง หลังนับ ต้องตรวจและบันทึกอะไร ปิดงาน 4 ขั้น คือเทียบยอดที่นับได้กับยอดในระบบ หาสาเหตุของผลต่างทุกรายการที่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ปรับยอดในระบบให้ตรงของจริง และบันทึกบัญชีรายการปรับปรุงพร้อมเหตุผล ใบนับสต๊อกสินค้าต้องมีอะไรบ้าง แบบฟอร์มนับสต๊อกสินค้าที่ใช้งานได้ ควรมีข้อมูลระบุสินค้า ช่องนับอย่างน้อย 2 รอบ และช่องลงชื่อผู้นับกับผู้ตรวจ ช่องยอดระบบให้ฝ่ายบัญชีกรอกหลังนับเสร็จ ไม่พิมพ์ให้ผู้นับเห็น รหัสสินค้า ชื่อสินค้า ตำแหน่ง หน่วย นับรอบ 1 นับรอบ 2 ยอดระบบ ผลต่าง ผู้นับ / ผู้ตรวจ HW-0101 Bolt M10 ชั้น A-03 ตัว 4,880 4,880 5,000 −120 สมชาย / วิภา HW-0457 ดอกสว่าน 8 มม. ชั้น C-11 ดอก 430 430 400 +30 สมชาย / วิภา ตารางนี้คือตัวอย่างสต๊อกสินค้า 2 รายการของไทยฮาร์ดแวร์เทรด (ข้อมูลสมมติ) กิจการที่มีคลังหลายแห่ง ควรเพิ่มช่องรหัสคลัง และใส่วันเวลาที่นับไว้หัวกระดาษทุกแผ่น นับประจำปีต่างจากนับระหว่างปีอย่างไร ต่างกันที่จุดประสงค์ การนับระหว่างปีใช้ควบคุมและหาปัญหาเร็ว ส่วนการตรวจนับสินค้าคงเหลือประจำปีใช้เป็นตัวเลขปิดงบการเงิน จึงต้องนับครบทุกรายการ ณ วันสิ้นรอบบัญชี หรือวันที่ใกล้ที่สุดแล้วปรับยอดให้ถึงวันสิ้นรอบ ผู้สอบบัญชีมักขอเข้าสังเกตการณ์การนับปลายปีและสุ่มนับซ้ำ ไทยฮาร์ดแวร์เทรดจึงนัดผู้สอบบัญชีล่วงหน้า และเก็บใบนับต้นฉบับทุกแผ่นไว้ให้ตรวจ หลังได้จำนวนแล้ว ต้องตีมูลค่าสินค้า มาตรฐาน TFRS for NPAEs ย่อหน้า 8.4 ให้วัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV)แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า และย่อหน้า 8.9 ให้คำนวณต้นทุนด้วยวิธีราคาเจาะจง เข้าก่อนออกก่อน หรือถัวเฉลี่ย ไม่มีวิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) นับแล้วไม่ตรงระบบ เกิดจากอะไร และบันทึกบัญชีอย่างไร สาเหตุที่พบบ่อยมี 4 กลุ่ม คือบันทึกเอกสารรับจ่ายตกหล่นหรือผิดวัน สินค้าวางผิดที่หรือนับผิด สินค้าเสียหายที่ยังไม่ได้ตัดออก และสินค้าหาย ก่อนปรับยอด ให้ไล่หาสาเหตุทุกรายการ เพราะวิธีบันทึกบัญชีขึ้นกับสาเหตุ ถ้าผลต่างซ้ำในสินค้ากลุ่มเดิมหรือโซนเดิม ควรทบทวนการควบคุมคลัง เช่น สิทธิ์เข้าคลังและการเซ็นรับจ่าย ตามแนวทางการตรวจสอบภายใน สินค้าขาด ไทยฮาร์ดแวร์เทรดตรวจแล้วไม่พบเอกสารที่ตกหล่นของ Bolt M10 ที่ขาด 120 ตัว ต้นทุนตัวละ 12 บาท จึงบันทึกผลขาด 120 × 12 = 1,440 บาท รายการ เดบิต เครดิต ขาดทุนจากสินค้าขาด (หรือต้นทุนขาย ตามนโยบายบัญชี) 1,440 สินค้าคงเหลือ 1,440 สินค้าเกิน ดอกสว่านเกิน 30 ดอก ฝ่ายบัญชีพบว่าลูกค้าส่งคืนแล้วแต่ยังไม่ได้บันทึกใบลดหนี้ เมื่อบันทึกรับคืนตามเอกสาร ยอดในระบบก็ตรงกับของจริงโดยไม่ต้องปรับยอดลอย ๆ สินค้าขาดจากการตรวจนับ มีผลทางภาษีอย่างไร มีผลทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้ ผู้ประกอบการจดภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายสินค้าต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามมาตรา 87(3) และถ้าสินค้าขาดจากรายงานนี้ คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.86/2542 ระบุว่าถือเป็นการขายสินค้าตามมาตรา 77/1(8)(จ) ความรับผิดในการเสียภาษีของสินค้าขาดเกิดเมื่อตรวจพบ ตามมาตรา 78/3 ไทยฮาร์ดแวร์เทรดจึงให้ผู้ทำบัญชีพิจารณาว่า Bolt M10 ที่ขาด 120 ตัว ต้องออกใบกำกับภาษีและรวมเป็นภาษีขายของเดือนที่ตรวจพบหรือไม่ และคำนวณฐานภาษีตามที่กฎหมายกำหนด ด้านภาษีเงินได้ มาตรา 65 ทวิ (6) ให้คำนวณสินค้าคงเหลือสิ้นรอบด้วยราคาทุนหรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และเมื่อเลือกหลักเกณฑ์คำนวณราคาทุนแล้ว จะเปลี่ยนได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร ใช้ Excel หรือโปรแกรมจัดการสินค้าดี ขึ้นกับจำนวนรายการและความถี่ของการรับจ่าย Excel พอใช้ได้เมื่อสินค้าน้อยและมีคนดูแลคนเดียว แต่เมื่อรายการเพิ่มหรือขายหลายช่องทาง ตัวเลขในไฟล์จะตามการรับจ่ายจริงไม่ทัน โปรแกรมที่เชื่อมสต๊อกกับเอกสารซื้อขาย ทำให้ยอดระบบที่ใช้เทียบตอนนับเป็นยอดล่าสุด และลดงานคีย์ซ้ำ ไทยฮาร์ดแวร์เทรดเปลี่ยนจาก Excel เมื่อสินค้าเกิน 1,000 รายการ เพราะใช้เวลาเทียบยอดหลังนับนานเกินไป ดูวิธีบริหารสต๊อกไม่ให้เงินจมเพิ่มเติม ข้อควรรู้เกี่ยวกับการนับสต๊อก สรุป – นับสต๊อกต้องจำอะไรบ้าง ถ้ากำลังจะปิดบัญชีสิ้นปี เริ่มวันนี้ด้วยการกำหนดวันนับ แบ่งโซน และพิมพ์ใบนับตามตัวอย่างในบทความให้ทีมคลังลองนับชั้นวางเดียวก่อน จะเห็นว่าขั้นตอนไหนต้องปรับก่อนวันจริง ปรับยอดสินค้าหลังตรวจนับด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีเมนูปรับปรุงจำนวนสินค้า ให้กรอกวันที่ตรวจนับและจำนวนที่นับได้ กรณีจำนวนลดลง ระบบบันทึกบัญชีเดบิตต้นทุนขายและเครดิตสินค้าให้ ส่วนกรณีจำนวนเพิ่มขึ้น ผู้ทำบัญชีบันทึกเองผ่านสมุดรายวัน ดูขั้นตอนทีละหน้าจอได้ที่ปรับปรุงจำนวนสินค้าใน PEAK ให้ยอดสต๊อกกับบัญชีอยู่ในระบบเดียวกันก่อนนับรอบถัดไป ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องสินค้าคงเหลือเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการนับสต๊อก ควรนับสต๊อกบ่อยแค่ไหน ขึ้นกับความเร็วในการหมุนของสินค้า สินค้าที่รับจ่ายทุกวันหรือมูลค่าสูงควรนับแบบวนทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน สินค้าหมุนช้านับทุกไตรมาสได้ และทุกกิจการควรนับทั้งหมดอย่างน้อยปีละครั้งตอนปิดงบ ยอดของจริงไม่ตรงกับระบบ ต้องทำอย่างไร หาสาเหตุก่อนปรับยอด ตรวจเอกสารรับจ่ายที่ยังไม่บันทึก นับซ้ำจุดที่ต่างมาก แล้วค่อยปรับยอดในระบบพร้อมบันทึกบัญชีและเหตุผล ถ้าผลต่างเกิดซ้ำ ให้ทบทวนการควบคุมคลัง FIFO กับถัวเฉลี่ยต่างกันอย่างไรในแง่ภาษี ต่างกันที่ต้นทุนขายในแต่ละงวด ช่วงราคาสินค้าขึ้น FIFO มักให้ต้นทุนต่ำกว่าและกำไรสูงกว่า เมื่อเลือกวิธีแล้วต้องใช้ต่อเนื่อง การเปลี่ยนวิธีทางภาษีต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดี ดูเปรียบเทียบได้ที่วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้โปรแกรมจัดการสต๊อกไหม ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าสินค้าน้อยและรับจ่ายไม่ถี่ Excel ยังพอใช้ได้ แต่เมื่อรายการเพิ่มหรือขายหลายช่องทาง โปรแกรมที่เชื่อมกับเอกสารซื้อขายและบัญชีจะลดงานเทียบยอดหลังนับได้มาก ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ต.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ร้านกล้วยทอดเจ้าดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไรแค่ 3 หมื่น ต้นทุนจริงที่พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้

ขายของงานวัดไร่ขิงได้กำไรจริงเท่าไร เชื่อว่าหลายคนเห็นข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดังที่ออกมาเล่าว่าลงทุนไปราว 5 แสนบาท แต่กำไรเหลือแค่ประมาณ 3 หมื่นบาท หลายคนอาจสงสัยว่าลงทุนตั้งมากขนาดนี้ ทำไมกำไรถึงน้อยนัก ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้แปลก เพราะการขายของงานวัดไร่ขิงมีต้นทุนซ่อนเร้นมากกว่าที่คิด วันนี้ PEAK จะพาวิเคราะห์ตัวเลขจากมุมมองนักบัญชี เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าต้นทุนจริงของการขายของงานวัดมีอะไรบ้าง และกำไรที่ได้มาจริง ๆ ควรมองอย่างไร ย้อนรอยข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น ข่าวนี้เป็นที่พูดถึงกันมากในโลกออนไลน์ เจ้าของร้านกล้วยทอดรายหนึ่งที่เปิดขายในงานวัดไร่ขิงออกมาเปิดเผยว่าลงทุนไปทั้งหมดราว 5 แสนบาท แต่เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้วเหลือกำไรเพียงประมาณ 3 หมื่นบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมองจากภายนอกแล้วร้านขายดีมาก คิวยาว แต่กำไรกลับน้อยกว่าที่คาด ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า ลงทุน 5 แสน กับ กำไร 3 หมื่น ซึ่งถ้ามองในมุมบัญชีจะพบว่าตัวเลขเหล่านี้มีรายละเอียดที่ต้องแยกให้ออก ทำไมขายของงานวัดไร่ขิงถึงกำไรน้อยกว่าที่คิด ต้นทุนที่มองไม่เห็น คนส่วนใหญ่ที่คิดจะขายของงานวัดไร่ขิง มักคิดต้นทุนแค่ค่าวัตถุดิบ แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกหลายตัวที่มองข้ามไป ต้นทุนตรง (Direct Cost) วัตถุดิบ ค่าแรง น้ำมัน ต้นทุนตรงคือค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ค่ากล้วย น้ำมันทอด แป้ง น้ำตาล ค่าจ้างลูกน้อง ค่าน้ำมันรถขนของ และค่าบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนเหล่านี้คิดง่ายเพราะมีใบเสร็จหรือจำนวนเงินที่จ่ายออกไปชัดเจน ต้นทุนแฝง (Indirect Cost) ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเสียโอกาส ค่าเสื่อมอุปกรณ์ ต้นทุนแฝงคือตัวที่ทำให้กำไรหายไปแบบไม่รู้ตัว ได้แก่ ต้นทุนแฝงเหล่านี้หากไม่ถูกนับรวม จะทำให้เจ้าของร้านเข้าใจผิดว่าได้กำไรมากกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายคืออะไร แนวคิดที่พ่อค้าแม่ค้างานวัดต้องเข้าใจ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจัดหาสินค้าที่ขายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือ เงินทุกบาทที่จ่ายออกไปเพื่อให้สินค้าพร้อมขาย ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงค่าแรงในการผลิต สำหรับพ่อค้าแม่ค้างานวัดไร่ขิง การเข้าใจต้นทุนขายช่วยให้ตั้งราคาสินค้าได้ถูกต้อง ไม่ตั้งต่ำเกินจนขาดทุนหรือสูงเกินจนขายไม่ออก ใครอยากเจาะลึกเรื่องสูตรคำนวณต้นทุนขายแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความต้นทุนขายของ PEAK ตัวอย่าง ต้นทุนขายร้านกล้วยทอด งานวัดไร่ขิง (จำลองตัวเลข) สมมติร้านกล้วยทอดร้านหนึ่งในงานวัดไร่ขิงมีค่าใช้จ่ายดังนี้ รายการ จำนวนเงิน (บาท) วัตถุดิบ (กล้วย แป้ง น้ำมัน น้ำตาล) 120,000 ค่าจ้างลูกน้อง 5 คน 75,000 ค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง 80,000 ค่าน้ำมันรถ ค่าขนส่ง 15,000 ค่าบรรจุภัณฑ์ ถุง ไม้เสียบ 10,000 ค่าเสื่อมอุปกรณ์ (เตา กระทะ เต็นท์) 5,000 ค่าไฟ ค่าแก๊ส 8,000 ค่าอื่น ๆ (ค่าเดินทาง ค่าที่พัก) 17,000 รวมต้นทุน 330,000 ถ้ายอดขายรวมตลอดงานอยู่ที่ 360,000 บาท กำไรขั้นต้นจะเท่ากับ 360,000 – 330,000 = 30,000 บาท ซึ่งตรงกับตัวเลขที่เจ้าของร้านบอก (หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นเป็นการจำลองเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่ตัวเลขจริงของร้านใดร้านหนึ่ง) กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ทำไมเจ้าของร้านถึงบอกว่าได้กำไรน้อย หลายคนอาจสับสนระหว่าง กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขคนละตัวกัน กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คือ รายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนขาย เป็นตัวเลขที่บอกว่าสินค้าของเราทำกำไรได้เท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ กำไรสุทธิ (Net Profit) คือ กำไรขั้นต้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราเหลือเงินจริง ๆ เท่าไรหลังหักทุกอย่าง ในกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดัง ตัวเลข 3 หมื่นบาทที่เจ้าของร้านพูดถึง น่าจะหมายถึงกำไรหลังหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ซึ่งอาจใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ การแยกกำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิให้ออกเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่ขายของงานวัดไร่ขิง เพราะจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าเงินหายไปตรงไหน วิเคราะห์ตัวเลข ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น อัตรากำไรประมาณ 6% ถือว่าปกติหรือไม่ ถ้าคิดอัตรากำไรคร่าว ๆ จากยอดลงทุน 500,000 บาท ได้กำไร 30,000 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งฟังดูน้อย แต่ต้องพิจารณาบริบทด้วย เปรียบเทียบอัตรากำไรร้านอาหาร ร้านขายของทั่วไป ประเภทธุรกิจ อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ย ร้านอาหารทั่วไป 5-15% ร้านค้าปลีก 2-5% ร้านขายอาหารในงานอีเวนต์ 5-20% (ขึ้นกับทำเล) จะเห็นว่าอัตรากำไร 6% ไม่ได้ต่ำผิดปกติสำหรับร้านอาหาร เพียงแต่ถ้าเทียบกับเงินลงทุนก้อนใหญ่อย่าง 5 แสนบาท ตัวเลข 3 หมื่นบาทจึงดูน้อยในสายตาคนทั่วไป จุดคุ้มทุน (Break-even Point) ของร้านขายของงานวัดไร่ขิง จุดคุ้มทุนคือจำนวนยอดขายที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนทั้งหมด ไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน การรู้จุดนี้ก่อนรับงานจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าคุ้มค่าไหมที่จะเข้าร่วมงาน สำหรับคนที่วางแผนขายของงานวัดไร่ขิง การคำนวณจุดคุ้มทุนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ทำไมลงทุน 5 แสน ไม่ใช่ต้นทุน 5 แสนในงานเดียว ประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ ตัวเลข 5 แสนบาทนั้นไม่ได้หายไปทั้งก้อนในงานเดียว เพราะบางส่วนเป็นค่าอุปกรณ์ที่ใช้ได้หลายปี เช่น เตาทอดราคา 30,000 บาท ถ้าใช้งานได้ 3 ปี ต้นทุนจริงต่อเดือนคือประมาณ 833 บาท ไม่ใช่ 30,000 บาททั้งก้อน แนวคิดนี้ในทางบัญชีเรียกว่า ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการกระจายต้นทุนของทรัพย์สินออกตามอายุการใช้งานจริง ถ้าเจ้าของร้านแยกค่าอุปกรณ์ออกจากต้นทุนตรงของงาน กำไรที่แท้จริงของงานวัดไร่ขิงครั้งนี้อาจสูงกว่า 3 หมื่นบาทก็ได้ 5 เทคนิคทำบัญชีร้านค้างานวัดไร่ขิง ไม่ให้คิดว่าได้กำไร แต่จริง ๆ ขาดทุน 1. แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินร้าน นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนใช้เงินกระเป๋าตัวเองปนกับเงินร้าน ทำให้ไม่รู้ว่ากำไรจริง ๆ เท่าไร วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ 2. บันทึกต้นทุนทุกรายการ รวมค่าเช่าพื้นที่และค่าน้ำมัน ทุกบาทที่จ่ายออกไปเกี่ยวกับร้านต้องบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง ค่าน้ำมันรถ ค่าที่พัก หรือแม้แต่ค่าน้ำแข็ง เพราะต้นทุนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมกันแล้วอาจเป็นหลักหมื่นบาท 3. คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนตอบรับเข้างาน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมงานวัดไร่ขิงหรืองานไหนก็ตาม ควรคำนวณคร่าว ๆ ก่อนว่าต้องขายกี่ชิ้นถึงจะคุ้ม ถ้าจุดคุ้มทุนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนวันงานและกำลังผลิต อาจต้องพิจารณาใหม่ 4. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายรายวัน การบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวันระหว่างงานจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าวันไหนขายดี วันไหนขายไม่ดี และต้นทุนวันไหนสูงผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากสำหรับการตัดสินใจเข้างานครั้งถัดไป 5. วิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงาน หลังจบงานวัดไร่ขิง ให้นั่งสรุปตัวเลขทั้งหมด เอารายได้รวมมาหักด้วยต้นทุนทุกรายการ ดูว่ากำไรสุทธิเป็นเท่าไร คุ้มค่าเวลาที่ลงทุนไปหรือไม่ การทำแบบนี้ทุกครั้งจะช่วยให้รู้ว่างานไหนคุ้ม งานไหนไม่คุ้ม ขายของงานวัดไร่ขิง ขายอะไรดี ที่กำไรจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายเยอะ ใครที่กำลังมองหาของขายงานวัดไร่ขิง ต้องรู้ว่าของที่ขายดีไม่ได้หมายความว่ากำไรดีเสมอไป ของที่กำไรดีจริง ๆ ต้องมีต้นทุนวัตถุดิบต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย ผลิตได้เร็ว ไม่ต้องใช้แรงงานมาก และเก็บรักษาได้ง่ายไม่เสียของ ตัวอย่างเช่น ขนมที่ทำจากแป้งและน้ำตาลมักมี margin ดีกว่าอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์ เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่ามาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเมนูคือ การรู้ต้นทุนจริง ก่อนตั้งราคา เพราะถ้าไม่รู้ต้นทุน ต่อให้ขายดีแค่ไหนก็อาจกำไรน้อยหรือขาดทุนได้ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับต้นทุนขายของงานวัด ขายของงานวัดต้องจดทะเบียนร้านค้าหรือไม่ ถ้าเป็นการขายเป็นครั้งคราวในงานวัดไร่ขิงและรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียน VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่รายได้ที่ได้จากการขายของยังต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ประจำปีเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ต่างกันอย่างไร กำไรขั้นต้นคือรายได้หักต้นทุนขาย (เฉพาะค่าวัตถุดิบและค่าแรงผลิต) ส่วนกำไรสุทธิคือกำไรขั้นต้นหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา ตัวเลขกำไรสุทธิจึงน้อยกว่ากำไรขั้นต้นเสมอ และเป็นตัวเลขที่บอกสถานะการเงินจริงของร้านค้าได้ดีกว่า สรุป ขายของงานวัดไร่ขิงจะกำไรดี ต้องเริ่มจากรู้ต้นทุนจริง จากกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดังในงานวัดไร่ขิง จะเห็นว่าการขายของงานวัดไร่ขิงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้นทุนมีหลายชั้นทั้งที่เห็นและไม่เห็น สิ่งที่แยกร้านค้าที่กำไรจริงออกจากร้านที่คิดว่ากำไรแต่จริง ๆ ขาดทุน คือ การทำบัญชีและรู้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่ว่าจะขายกล้วยทอด ขนมครก หรือของเล่น หัวใจสำคัญเหมือนกันคือต้องบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้ครบ แยกเงินส่วนตัวกับเงินร้าน และวิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงานทุกครั้ง เริ่มจัดการต้นทุนและกำไรอย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ประกอบการที่อยากจัดการรายรับ-รายจ่ายและต้นทุนให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกรายการ ดูรายงานการเงิน และเข้าใจกำไรสุทธิของธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

22 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

PR PO GR คืออะไร เข้าใจระบบจัดซื้อครบ 3 ขั้นตอน

ธุรกิจที่เริ่มโตมักเจอคำว่า PR, PO, GR ในเอกสารจัดซื้อ แต่หลายคนยังสับสนว่าแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร และต้องใช้ตอนไหน ในบทความนี้ จะพาคุณมารู้จักทุกเอกสาร เข้าใจทุกขั้นตอน ของระบบจัดซื้อในองค์กร ใบขอซื้อ หรือใบ PR คืออะไร ใบขอซื้อ หรือใบ PR (Purchase requisition) คือเอกสารที่พนักงานหรือแผนกในองค์กรใช้ขออนุมัติการสั่งซื้อสินค้า หรือบริการ ก่อนที่ฝ่ายจัดซื้อจะสั่งซื้อจริง เป็นจุดเริ่มต้นของทุกการจัดซื้อในระบบ หรือพูดง่าย ๆ ว่า PR เปรียบเสมือนใบเสนอความต้องการ ที่บอกว่า ฉันต้องการซื้ออะไร จำนวนเท่าไร และทำไมถึงต้องซื้อ ตัวอย่างเช่น แผนก IT ต้องการซื้อโน้ตบุ๊กใหม่ 5 เครื่อง ก็ต้องทำใบ PR ส่งให้หัวหน้าแผนกอนุมัติก่อน เมื่ออนุมัติแล้วจึงส่งต่อให้ฝ่ายจัดซื้อ ใบขอซื้อ กับ ใบเสนอซื้อ เป็นเอกสารเดียวกันไหม ใช่ ในทางปฏิบัติ “ใบขอซื้อ” “ใบเสนอซื้อ” และ “ใบขอซื้อ/ขอจ้าง” มักหมายถึงเอกสารเดียวกัน คือใบที่แผนกภายในใช้ขออนุมัติซื้อ แต่ละองค์กรเลือกเรียกต่างกัน ส่วนที่ต้องดูคือหน้าที่ของเอกสาร ไม่ใช่ชื่อ จุดที่มักสับสนคือ “ใบเสนอราคา” (Quotation) ซึ่งเป็นเอกสารคนละใบ ใบเสนอราคาออกโดยผู้ขายเพื่อบอกราคาให้ผู้ซื้อ ส่วนใบ PR ออกโดยคนในองค์กรของผู้ซื้อเอง เปิด PR คืออะไร / ขั้นตอนการเปิดใบ PR การเปิด PR หมายถึงการสร้างใบขอซื้อเข้าไปในระบบ โดยมีขั้นตอนดังนี้ ตัวอย่างใบขอซื้อ (PR) ใบ PR มักมีข้อมูลสำคัญดังนี้ ตัวอย่างสถานการณ์: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ แผนกคลังสินค้าพบว่ากล่องพัสดุเหลือไม่พอส่งของภายในสัปดาห์นี้ จึงเปิดใบ PR ขอซื้อกล่องพัสดุ 500 ใบ ส่งให้ผู้จัดการอนุมัติ ก่อนส่งต่อให้ฝ่ายจัดซื้อออก PO ไปยัง supplier ใบ PR ของบริษัท ก ที่กรอกแล้วหน้าตาประมาณนี้ (ข้อมูลสมมติ) ช่อง ข้อมูล เลขที่ / วันที่ PR-2026-0042 · 15 ต.ค. 2569 แผนกที่ขอ / ผู้ขอ คลังสินค้า · หัวหน้าคลังสินค้า รายการ กล่องพัสดุลูกฟูกเบอร์ C ขนาด 20 × 30 × 11 ซม. จำนวน 500 ใบ ราคาต่อหน่วยโดยประมาณ 8 บาท รวมโดยประมาณ 500 × 8 = 4,000 บาท วันที่ต้องการ 20 ต.ค. 2569 เหตุผล กล่องคงเหลือ 60 ใบ ไม่พอส่งออเดอร์ช่วงโปรโมชันปลายเดือน ผู้อนุมัติ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ (วงเงินอนุมัติไม่เกิน 10,000 บาท) ราคาในใบ PR เป็นราคาประมาณเพื่อใช้ขออนุมัติงบ ราคาจริงจะกำหนดอีกครั้งใน PO หลังฝ่ายจัดซื้อเทียบราคาจากผู้ขาย แบบฟอร์มใบขอซื้อ Excel ควรมีช่องอะไรบ้าง แบบฟอร์มใน Excel ใช้ 1 แผ่นต่อ 1 ใบ PR ส่วนหัวใส่ข้อมูลเอกสาร ส่วนตารางใส่รายการ และท้ายแผ่นเว้นช่องลงนาม ส่วน ช่องที่ควรมี ส่วนหัว เลขที่ PR วันที่ แผนก ชื่อผู้ขอ วันที่ต้องการ ตารางรายการ ลำดับ รายละเอียดสินค้า/บริการ จำนวน หน่วย ราคาต่อหน่วยโดยประมาณ จำนวนเงิน ท้ายตาราง รวมเงินโดยประมาณ เหตุผลในการขอซื้อ ลงนาม ผู้ขอ ผู้อนุมัติ วันที่อนุมัติ ช่องจำนวนเงินใช้สูตรคูณจำนวนกับราคาต่อหน่วย เช่น ถ้าจำนวนอยู่คอลัมน์ C และราคาอยู่คอลัมน์ E ให้ใส่ =C5*E5 แล้วลากลง ส่วนช่องรวมใช้ =SUM ของคอลัมน์จำนวนเงิน เลขที่ PR ควรเรียงต่อกันและไม่ใช้ซ้ำ เพื่อให้อ้างถึงได้ตอนออก PO และตอนตรวจย้อนหลัง ใบสั่งซื้อ หรือใบ PO คืออะไร ใบสั่งซื้อ หรือใบ PO (Purchase Order) คือเอกสารทางการที่ฝ่ายจัดซื้อออกให้ผู้ขาย (Supplier) เพื่อแจ้งว่าต้องการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน เมื่อผู้ขายตอบรับ PO จะใช้เป็นหลักฐานข้อตกลงซื้อขายตามรายการ ราคา และเงื่อนไขที่ระบุไว้ โดยความแตกต่างระหว่าง PO และ PR ตรงที่ PR เป็นเอกสารภายใน ขอความเห็นชอบจากผู้บริหาร ส่วน PO เป็นเอกสารภายนอก ที่ส่งให้คู่ค้าโดยตรง ใบ PO มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ใบ PO มักระบุข้อมูลสำคัญ เช่น เลขที่ PO ข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขาย รายการสินค้า ราคา เงื่อนไขการชำระเงิน และวันที่ส่งของ สำหรับรายละเอียดองค์ประกอบเต็มและตัวอย่างใบ PO พร้อมแบบฟอร์ม อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ใบสั่งซื้อ Purchase Order (PO) คืออะไร พร้อมตัวอย่าง ใบรับสินค้า หรือใบ GR คืออะไร ใบรับสินค้า หรือใบ GR (Goods Receipt ) คือเอกสารที่ออกเมื่อสินค้าถูกส่งมาถึงและผ่านการตรวจรับเรียบร้อยแล้ว เป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้ซื้อได้รับสินค้าตรงตาม PO ที่สั่งไป ทั้งชนิด จำนวน และคุณภาพ GR เป็นขั้นตอนสุดท้ายในวงจรจัดซื้อ ก่อนที่ฝ่ายบัญชีจะจ่ายเงินให้คู่ค้า หากไม่มี GR ฝ่ายบัญชีจะไม่มีหลักฐานว่าได้รับของจริง ซึ่งอาจทำให้จ่ายเงินให้สินค้าที่ยังไม่มาถึง หรือมาถึงแต่ไม่ครบ ตัวอย่าง เช่น บริษัท ก สั่งซื้อกล่องพัสดุ 500 ใบจากผู้ขาย ของมาถึงแต่มีแค่ 480 ใบ ถ้าทำ GR ตอนรับของจะบันทึกได้ทันทีว่าได้ 480 ไม่ใช่ 500 ทำให้ฝ่ายบัญชีจ่ายเงินตามจำนวนที่รับจริง และติดตามให้ผู้ขายส่งส่วนที่เหลืออีก 20 ใบ ขั้นตอนการทำ GR (Goods Receipt) เมื่อ supplier ส่งสินค้ามาถึง ฝ่ายคลังสินค้าหรือผู้รับผิดชอบจะต้องทำ GR ตามขั้นตอนดังนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้าสินค้าที่ได้รับไม่ตรงกับ PO (เช่น จำนวนไม่ครบ หรือคนละรุ่น) ต้องบันทึกความต่างไว้ใน GR และแจ้งผู้ขายทันที เพราะจะกระทบทั้งการจ่ายเงินและระบบสต็อกสินค้าของธุรกิจ ขั้นตอนตรวจรับและการเทียบกับใบแจ้งหนี้ของผู้ขาย อ่านต่อได้ที่บทความ รู้จักระบบ GR และ IR ความแตกต่างระหว่าง PR, PO และ GR (ตารางเปรียบเทียบ) หลายคนยังสับสนระหว่างเอกสารทั้ง 3 ตัว ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพรวมชัดเจน หัวข้อ PR (ใบขอซื้อ) PO (ใบสั่งซื้อ) GR (ใบรับสินค้า) ชื่อเต็ม Purchase Requisition Purchase Order Goods Receipt ออกโดย พนักงาน/แผนกที่ต้องการสินค้า ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายคลังสินค้า/ผู้ตรวจรับ ส่งให้ ผู้อนุมัติภายในองค์กร คู่ค้า/ผู้ขาย (ภายนอก) ฝ่ายบัญชี ใช้ทำอะไร ขออนุมัติซื้อ ยืนยันคำสั่งซื้อกับ supplier ยืนยันว่ารับสินค้าครบแล้ว ประเภทเอกสาร เอกสารภายใน เอกสารภายนอก (หลักฐานข้อตกลงซื้อขายเมื่อผู้ขายตอบรับ) เอกสารภายใน เกิดขึ้นตอนไหน ก่อนสั่งซื้อ ระหว่างสั่งซื้อ หลังรับของ จุดที่ต้องจำคือ PR อยู่ภายในองค์กร ส่วน PO ออกไปหาคู่ค้า และ GR ย้อนกลับเข้ามาเพื่อปิดรอบการจัดซื้อ ขั้นตอนจัดซื้อครบวงจร ตั้งแต่ขอซื้อ สั่งซื้อ และรับสินค้า เอกสารทั้ง 3 ตัวทำงานเชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่ ถ้าขาดตัวใดตัวหนึ่ง ระบบจัดซื้อจะไม่สมบูรณ์ Step 1: เปิดใบขอซื้อ (PR) เมื่อแผนกใดต้องการสินค้าหรือบริการ พนักงานจะเปิดใบ PR ระบุรายการที่ต้องการพร้อมเหตุผล แล้วส่งให้หัวหน้าแผนกหรือผู้จัดการอนุมัติ ถ้าไม่อนุมัติ PR จะถูกส่งกลับให้แก้ไข หรือยกเลิก ตัวอย่าง: บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ธุรกิจนำเข้าอุปกรณ์สำนักงาน แผนกการตลาดต้องการผลิตสื่อโฆษณาชิ้นใหม่ จึงเปิด PR ขอซื้อบริการออกแบบจากฟรีแลนซ์ มูลค่า 15,000 บาท ระบุเหตุผลว่าเป็นแคมเปญไตรมาส 3 ส่งให้ผู้จัดการแผนกอนุมัติ PR ใบนี้ใช้เวลา 1 วันทำการก็ผ่าน เพราะมีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว Step 2: อนุมัติและออกใบสั่งซื้อ (PO) เมื่อ PR ผ่านการอนุมัติ ทีมจัดซื้อจะเปรียบเทียบราคาจากคู่ค้าหลายราย เลือกรายที่เหมาะสม แล้วออกใบ PO ส่งไปยืนยันคำสั่งซื้อ โดย PO จะระบุรายละเอียดครบถ้วน ทั้งราคา จำนวน เงื่อนไขการจ่ายเงิน และวันส่งของ ตัวอย่าง (ต่อจาก Step 1): ทีมจัดซื้อของบริษัท ข รับ PR ที่อนุมัติแล้ว เปรียบเทียบราคาจากฟรีแลนซ์ 3 ราย เลือกรายที่เสนอราคา 13,500 บาท พร้อมส่งงานภายใน 7 วัน แล้วออก PO เลขที่ PO-2026-0158 ส่งให้ฟรีแลนซ์ยืนยัน เมื่อฟรีแลนซ์ตอบรับ PO ฉบับนี้ก็เป็นหลักฐานข้อตกลงจ้างงานตามราคาและกำหนดส่งที่ระบุ Step 3: รับสินค้าและทำ GR เมื่อของมาถึง ฝ่ายคลังจะตรวจสอบว่าสินค้าตรงกับ PO หรือไม่ ถ้าตรงครบก็ทำ GR แล้วส่งเอกสารให้ฝ่ายบัญชีเพื่อจ่ายเงิน ถ้าสินค้าไม่ตรงหรือไม่ครบ จะต้องบันทึกข้อแตกต่างและติดต่อผู้ขายแก้ไขก่อน ตัวอย่าง (ต่อจาก Step 2): ฟรีแลนซ์ส่งไฟล์งานออกแบบครบตามที่ตกลง แผนกการตลาดตรวจสอบแล้วตรงตาม PO-2026-0158 จึงทำ GR ยืนยันรับงาน แล้วส่ง GR ให้ฝ่ายบัญชีจ่ายเงิน 13,500 บาทให้ฟรีแลนซ์ ขั้นตอนนี้เรียกว่า 3-way matching คือการเทียบเอกสาร 3 ฉบับให้ตรงกันก่อนจ่ายเงิน เอกสาร ข้อมูลที่ตรวจ ออกโดย ตัวอย่าง (บริษัท ข) PO (ใบสั่งซื้อ) รายการ ราคา จำนวนที่สั่ง ทีมจัดซื้อ PO-2026-0158: ออกแบบ 1 งาน 13,500 บาท GR (ใบรับสินค้า) จำนวนที่รับจริง คุณภาพ ผู้ตรวจรับ ตรวจรับไฟล์งานครบ ตรง PO Invoice (ใบแจ้งหนี้) จำนวนเงินที่เรียกเก็บ ผู้ขาย ฟรีแลนซ์แจ้งหนี้ 13,500 บาท ถ้าเอกสารทั้ง 3 ฉบับตรงกัน ก็จ่ายเงินได้ทันที ถ้าไม่ตรง (เช่น Invoice เรียกเก็บเกิน หรือ GR ระบุว่าได้ของไม่ครบ) ต้องหาสาเหตุและแก้ไขก่อน ปัญหาที่พบบ่อยในระบบ PR PO GR และวิธีแก้ไข ระบบจัดซื้อที่ไม่เป็นระบบอาจทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ จัดการระบบจัดซื้อ PR PO GR ด้วยโปรแกรมบัญชี ธุรกิจที่เริ่มมีออเดอร์เยอะขึ้น การจัดการ PR PO GR ด้วยกระดาษหรือ Excel อาจไม่เพียงพอ เพราะเอกสารหาย ข้อมูลไม่ตรงกัน และตรวจสอบย้อนหลังลำบาก ตัวอย่างปัญหาที่ SME เจอบ่อยเมื่อใช้ Excel จัดการ การเก็บใบสั่งซื้อไว้ในโปรแกรมบัญชีช่วยให้เอกสารจัดซื้ออยู่ที่เดียวกับข้อมูลบัญชี ค้นย้อนหลังได้จากเลขที่เอกสาร และลดการคีย์ข้อมูลซ้ำระหว่างฝ่ายจัดซื้อกับฝ่ายบัญชี สรุป – แค่เข้าใจเอกสาร งานจัดซื้อก็ลื่นไหล เมื่อเข้าใจว่าเอกสารจัดซื้อคืออะไร และมีอะไรบ้าง ขั้นตอนต่อไปคือนำไปใช้จริงในธุรกิจ เพราะระบบจัดซื้อที่ดีช่วยควบคุมต้นทุนและลดปัญหาเอกสารตกหล่น สิ่งที่ควรเริ่มทำวันนี้ ออกใบสั่งซื้อและพิมพ์ใบขอซื้อด้วย PEAK ใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ คุณสามารถสร้างใบสั่งซื้อได้ที่เมนูรายจ่าย แล้วเลือกพิมพ์จากใบสั่งซื้อใบเดียวกันออกมาเป็นรูปแบบใบสั่งซื้อ ใบขอซื้อ/ขอจ้าง หรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ PR PO GR ใบ PO ใครเป็นคนออก ใบ PO ออกโดยฝ่ายจัดซื้อขององค์กร หลังจากได้รับใบ PR ที่อนุมัติแล้ว ในบริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีฝ่ายจัดซื้อแยก เจ้าของกิจการหรือผู้จัดการอาจเป็นคนออก PO เอง PO กับ Invoice ต่างกันอย่างไร PO เป็นเอกสารที่ “ผู้ซื้อ” ออกเพื่อแจ้งคำสั่งซื้อ ส่วน Invoice (ใบแจ้งหนี้) เป็นเอกสารที่ “ผู้ขาย” ออกเพื่อเรียกเก็บเงิน PO เกิดก่อนส่งของ ส่วน Invoice ออกพร้อมการส่งของหรือหลังส่งของก็ได้ ตามเงื่อนไขการค้าที่ตกลงกัน อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ Invoice คืออะไร บริษัทเล็กต้องมีระบบ PR PO GR ไหม ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมี แต่แนะนำอย่างยิ่ง แม้บริษัทมีพนักงาน 3 ถึง 5 คน การมีระบบ PR PO GR แบบง่าย ๆ (จะใช้กระดาษหรือ Excel ก็ได้) ช่วยให้รู้ว่าซื้ออะไร จากใคร ราคาเท่าไร ป้องกันการสั่งซื้อซ้ำหรือสั่งซื้อโดยไม่มีคนรับผิดชอบ ใบขอซื้อต้องมีลายเซ็นใครบ้าง อย่างน้อย 2 คน คือผู้ขอซื้อและผู้อนุมัติ ส่วนใครเป็นผู้อนุมัติขึ้นกับวงเงินที่บริษัทกำหนด เช่น บริษัท ก ให้ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการอนุมัติได้ไม่เกิน 10,000 บาท ถ้าเกินต้องให้กรรมการลงนาม ควรเขียนวงเงินอนุมัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ทุกคนใช้เกณฑ์เดียวกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

Proforma Invoice คืออะไร ต่างจาก Invoice ทั่วไปยังไง

Proforma Invoice คืออะไร และสำคัญอย่างไร Proforma Invoice คือ เอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้าหรือบริการ เพื่อแจ้งรายการ ราคา และเงื่อนไขการซื้อขายล่วงหน้า ผู้ซื้อใช้เอกสารนี้ขออนุมัติงบ เปิด L/C หรือโอนเงินมัดจำ แต่ตัวเอกสารเองยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงิน และไม่ใช่ใบกำกับภาษี พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice เป็นร่างใบแจ้งหนี้ที่หน้าตาคล้ายใบแจ้งหนี้จริง แต่ออกก่อนที่การขายจะเกิดขึ้น ไม่มีกฎหมายฉบับใดบังคับรูปแบบไว้ จึงใช้ได้ทั้งการค้าในประเทศและการนำเข้าส่งออก สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน Proforma Invoice แปลว่าอะไร Proforma Invoice แปลว่า ใบแจ้งหนี้เบื้องต้น หรือใบแจ้งราคาล่วงหน้า คำว่า pro forma มาจากภาษาละติน แปลว่าตามรูปแบบ สื่อว่าเอกสารนี้ทำตามรูปแบบใบแจ้งหนี้ แต่ยังไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ตัวจริง ในวงการนำเข้าส่งออกมักย่อว่า PI และบางครั้งสะกดแยกเป็น pro forma invoice ทั้งสองแบบหมายถึงเอกสารเดียวกัน Proforma Invoice ต่างจาก Invoice ใบเสนอราคา และใบกำกับภาษีอย่างไร ความต่างอยู่ที่จังหวะการออกและผลทางบัญชี Proforma Invoice ออกก่อนการขายเกิดขึ้น จึงยังไม่บันทึกเป็นรายได้หรือลูกหนี้ ส่วนใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีออกเมื่อการขายเกิดขึ้นแล้ว และใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษีได้ ตารางเปรียบเทียบ Proforma Invoice กับเอกสารที่มักสับสนกัน เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้ทำอะไร ใช้บันทึกบัญชีหรือภาษีได้ไหม ใบเสนอราคา (Quotation) ตอนลูกค้าขอราคา เสนอราคาเพื่อให้ลูกค้าเลือก ไม่ได้ Proforma Invoice หลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ขออนุมัติงบ เปิด L/C เรียกมัดจำ ไม่ได้ ใบแจ้งหนี้ (Invoice) เมื่อส่งมอบหรือถึงงวดเรียกเก็บ แจ้งยอดที่ลูกค้าต้องจ่าย ได้ บันทึกรายได้และลูกหนี้ Commercial Invoice ตอนส่งสินค้าออกจริง เอกสารการค้าระหว่างประเทศ ใช้ผ่านพิธีการศุลกากร ได้ ในฐานะหลักฐานการขายส่งออก ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) เมื่อความรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น หลักฐานภาษีขายของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ ได้ อ่านตารางนี้อย่างไร Proforma Invoice ออกก่อนหรือหลังใบสั่งซื้อ (PO) ออกได้ทั้งก่อนและหลัง แล้วแต่ฝั่งผู้ซื้อ ลูกค้าที่ต้องขออนุมัติงบมักขอ Proforma ก่อน แล้วจึงออกใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ส่วนลูกค้าที่ออก PO มาก่อน ผู้ขายจะออก Proforma ตามรายการใน PO เพื่อเรียกมัดจำหรือให้ลูกค้าไปเปิด L/C ลำดับเอกสารที่พบบ่อยในการขายแบบมีมัดจำ เป็นแบบนี้ ใบเสนอราคา → ใบสั่งซื้อ → Proforma Invoice → รับมัดจำและออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำ → ส่งมอบสินค้า → ใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ → ใบเสร็จรับเงิน Proforma Invoice ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลหลักมี 5 กลุ่ม คือ ข้อมูลคู่ค้า รายการสินค้าและราคา เงื่อนไขการส่งมอบ เงื่อนไขการชำระเงิน และวันหมดอายุของราคา ไม่มีกฎหมายกำหนดหัวข้อตายตัว แต่ถ้าใช้เปิด L/C ธนาคารจะตรวจว่าข้อมูลตรงกับสัญญาซื้อขาย กลุ่มข้อมูล สิ่งที่ต้องระบุ ทำไมถึงสำคัญ หัวเอกสาร คำว่า PROFORMA INVOICE เลขที่ วันที่ กันไม่ให้ลูกค้านำไปใช้แทนใบกำกับภาษี คู่ค้า ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้ขายและผู้ซื้อ ใช้ตรงกับเอกสารฉบับจริงที่จะออกต่อไป สินค้าและราคา รายการ จำนวน ราคาต่อหน่วย สกุลเงิน ยอดรวม VAT (ถ้ามี) ลูกค้าใช้ขออนุมัติงบได้ทันที การส่งมอบ วันส่ง สถานที่ส่ง และสำหรับส่งออกให้ระบุเงื่อนไข Incoterms เช่น FOB หรือ CIF กำหนดว่าใครรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงช่วงไหน การชำระเงินและอายุราคา สัดส่วนมัดจำ ช่องทางจ่าย บัญชีธนาคาร วันหมดอายุของราคา กันข้อพิพาทเมื่อต้นทุนเปลี่ยน คำว่า Incoterms หมายถึงกติกาสากลที่กำหนดว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งและความเสี่ยงของสินค้าถึงจุดไหน ใส่ไว้ใน Proforma ตั้งแต่ต้นจะได้ไม่ต้องเถียงกันเรื่องค่าระวางภายหลัง สำหรับงานส่งออก ควรเพิ่มพิกัดศุลกากร (HS Code คือรหัสสินค้ามาตรฐานสากลที่ใช้กำหนดอัตราอากร) น้ำหนัก จำนวนหีบห่อ ประเทศต้นทาง และท่าเรือต้นทางปลายทาง เพราะผู้ซื้อจะใช้ข้อมูลชุดนี้ไปประมาณต้นทุนนำเข้าทั้งก้อน ทั้งค่าสินค้า ค่าขนส่ง อากร และ VAT นำเข้า ตัวอย่าง Proforma Invoice หน้าตาเป็นอย่างไร ตัวอย่างนี้ใช้กรณีสมมติของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด ผู้ผลิตกระเป๋าผ้าทอมือที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว โรงแรมของคุณต้นในเชียงใหม่ต้องการกระเป๋าใส่ของใช้ในห้องพัก 400 ใบ และขอ Proforma ไปเสนอผู้บริหาร หัวข้อ รายละเอียด หัวเอกสาร PROFORMA INVOICE (ไม่ใช่ใบกำกับภาษี) เลขที่ PI-2569-015 วันที่ 1 พ.ย. 2569 ผู้ขาย บริษัท ผ้าทอบ้านมิ้นท์ จำกัด เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-5055-6xxxx-xx-x ผู้ซื้อ บริษัท คุณต้นโฮเทล จำกัด (สำนักงานใหญ่) รายการ กระเป๋าผ้าทอมือ ขนาด 25 × 30 ซม. 400 ใบ × 250 บาท = 100,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 100,000 × 7% = 7,000 บาท ยอดรวม 107,000 บาท การชำระเงิน มัดจำ 30% = 32,100 บาท ก่อนเริ่มผลิต ส่วนที่เหลือ 74,900 บาท ภายใน 30 วันหลังส่งมอบ การส่งมอบ ส่งถึงโรงแรมภายใน 45 วันหลังรับมัดจำ อายุราคา ราคานี้ใช้ได้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2569 จุดที่มักถูกมองข้ามคือบรรทัด ไม่ใช่ใบกำกับภาษี บนหัวเอกสาร ถ้าไม่เขียนไว้ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าบางแห่งอาจนำไปบันทึกภาษีซื้อผิดงวด และวนกลับมาขอเอกสารใหม่ภายหลัง รับเงินมัดจำตาม Proforma Invoice ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ต้องออก ถ้าผู้ขายจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับการขายสินค้า ความรับผิดเสียภาษีโดยปกติเกิดเมื่อส่งมอบ แต่ถ้าได้รับชำระราคาก่อนส่งมอบ ความรับผิดจะเกิดทันทีในวันที่รับเงิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 78(1)) และผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อความรับผิดเกิดขึ้น (มาตรา 86) กรมสรรพากรอธิบายเรื่องนี้ไว้ชัดในคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.73/2541 ว่าเงินที่รับไว้ก่อนส่งมอบ ไม่ว่าจะเรียกว่าเงินจ่ายล่วงหน้าหรือเงินประกัน ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า ต้องนำมารวมคำนวณภาษีด้วย ส่วนงานบริการ ความรับผิดเกิดเมื่อได้รับชำระค่าบริการอยู่แล้ว (มาตรา 78/1) พูดง่ายๆ คือ Proforma Invoice ไม่ได้ทำให้ภาษีเกิด แต่เงินที่โอนเข้ามาตาม Proforma ทำให้ภาษีเกิด กลับมาที่คุณมิ้นท์ โรงแรมของคุณต้นโอนมัดจำ 32,100 บาท เข้ามาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 คุณมิ้นท์ต้องออกใบกำกับภาษีลงวันที่ 5 พฤศจิกายน และนำภาษีขายไปยื่นในแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ของเดือนพฤศจิกายน ภาษีขายรวม 2 ใบ เท่ากับ 7,000 บาท ตรงกับยอดใน Proforma พอดี ถ้าออกใบกำกับภาษีเต็มยอด 107,000 บาท ตอนส่งของโดยไม่ได้ออกใบส่วนมัดจำไว้ก่อน ภาษีขาย 2,100 บาท จะไปอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนธันวาคมแทนเดือนพฤศจิกายน ถ้าถูกตรวจพบ แบบเดือนพฤศจิกายนจะถือว่ายื่นภาษีขายขาด มีเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีที่ขาด หรือ 2,100 บาท (มาตรา 89(4)) และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือ 31.50 บาท ต่อเดือน (มาตรา 89/1) ทางที่ดีที่สุดคือออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำในวันที่เงินเข้าบัญชี ในทางปฏิบัติ ถ้าลูกค้าขอยกเลิกคำสั่งซื้อแล้วคุณมิ้นท์คืนมัดจำ ให้ออกใบลดหนี้ (เอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อลดยอดขายและภาษีขายที่เคยออกไปแล้ว) อ่านวิธีทำได้ที่บทความ ใบลดหนี้คืออะไร บันทึกบัญชีเมื่อรับมัดจำและเมื่อส่งมอบสินค้าอย่างไร ตอนรับมัดจำ ให้บันทึกเป็นหนี้สินในบัญชีเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ยังไม่ใช่รายได้ เพราะตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีประกาศใช้ รายได้จากการขายสินค้าจะรับรู้เมื่อโอนการควบคุมหรือความเสี่ยงและผลตอบแทนในสินค้าให้ผู้ซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปคือวันส่งมอบ วันที่ 5 พ.ย. 2569 รับมัดจำ บัญชี เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 32,100 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 ภาษีขาย 2,100 วันที่ 20 ธ.ค. 2569 ส่งมอบกระเป๋าครบ 400 ใบ และออกใบแจ้งหนี้พร้อมใบกำกับภาษีส่วนที่เหลือ บัญชี เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 74,900 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 30,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 4,900 หลังรายการที่สอง บัญชีเงินรับล่วงหน้าเป็นศูนย์ รายได้ 100,000 บาท ไปอยู่ในเดือนธันวาคมทั้งก้อน ส่วนวันที่ออก Proforma Invoice เองไม่ต้องบันทึกบัญชีใดๆ ถ้าเป็น Proforma Invoice สำหรับส่งออก ต้องคิด VAT ไหม คิด VAT ในอัตราร้อยละ 0 การส่งออกสินค้าเป็นกิจการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 (มาตรา 80/1(1)) Proforma สำหรับลูกค้าต่างประเทศจึงไม่ต้องบวก VAT 7% แต่ยังต้องทำเอกสารส่งออกและยื่นแบบ ภ.พ.30 ตามปกติ สมมติลูกค้าร้านขายของที่ระลึกในญี่ปุ่นสั่งกระเป๋าจากคุณมิ้นท์ 1,000 ใบ ราคาใบละ 8 ดอลลาร์สหรัฐ ชำระด้วย L/C เงื่อนไข FOB Laem Chabang (Free On Board คือผู้ขายรับผิดชอบจนสินค้าขึ้นเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง หลังจากนั้นค่าขนส่งและความเสี่ยงเป็นของผู้ซื้อ) ข้อควรระวังคือชื่อสินค้า จำนวน และราคาใน Commercial Invoice ตอนส่งของจริงต้องตรงกับ L/C ที่เปิดตาม Proforma ถ้าเปลี่ยนสเปกหรือจำนวนระหว่างทาง ควรให้ลูกค้าแก้ L/C ก่อนส่งของ ไม่อย่างนั้นธนาคารอาจปฏิเสธการจ่ายเงิน ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Proforma Invoice จากประสบการณ์ ปัญหาเรื่อง Proforma แทบไม่เคยมาจากตัวเอกสาร แต่มาจากสิ่งที่เกิดหลังลูกค้าโอนเงินเข้ามา สรุป – Proforma Invoice ต้องเข้าใจอะไรบ้าง Proforma Invoice เป็นแค่เอกสารแจ้งราคาล่วงหน้า แต่เงินที่ลูกค้าโอนตามเอกสารนี้คือจุดที่ภาระภาษีเริ่มต้น Proforma Invoice ออกหลังลูกค้าตกลงซื้อ ก่อนส่งของ ใช้ขออนุมัติงบ เปิด L/C และเรียกมัดจำ ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ใช้บันทึกรายได้หรือขอคืนภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ขายที่จด VAT รับมัดจำวันไหน ต้องออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำวันนั้น และบันทึกมัดจำเป็นเงินรับล่วงหน้า แล้วโอนเป็นรายได้เมื่อส่งมอบสินค้า ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเปิด Proforma Invoice ที่ลูกค้ายังค้างอยู่ทั้งหมด แล้วเช็กว่ารายการไหนรับมัดจำไปแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี รายการนั้นควรแก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป จัดการเอกสารและภาษีมัดจำให้เป็นระบบด้วย PEAK ปัญหาที่พบบ่อยของหลายธุรกิจไม่ใช่เรื่องไม่รู้กฎหมาย แต่เป็นเพราะเอกสารแต่ละใบกระจัดกระจายอยู่คนละไฟล์ จนตามเช็กได้ยาก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างนี้โดยเฉพาะ ด้วยระบบเอกสารที่เชื่อมต่อกันทั้งกระบวนการขาย สามารถสร้างใบกำกับภาษีแบบแยกยอดจากเอกสารเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์ข้อมูลซ้ำ ช่วยให้ทีมงานติดตามสถานะมัดจำได้ครบถ้วน และยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างมั่นใจทุกเดือน – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Proforma Invoice ผู้ซื้อใช้ Proforma Invoice ขอคืนภาษีซื้อได้ไหม ไม่ได้ Proforma Invoice ไม่ใช่ใบกำกับภาษี ถ้าโอนมัดจำไปแล้ว ให้ขอใบกำกับภาษีส่วนมัดจำจากผู้ขาย แล้วนำไปใช้เป็นภาษีซื้อในเดือนที่ได้รับใบกำกับภาษี ออก Proforma Invoice แล้ว ลูกค้ายกเลิกได้ไหม ได้ ถ้ายังไม่ได้ยืนยันคำสั่งซื้อ เพราะ Proforma เป็นเพียงข้อเสนอแจ้งราคา แต่ถ้าลูกค้าลงนามยืนยันหรือโอนมัดจำแล้ว การยกเลิกจะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน และผู้ขายที่ออกใบกำกับภาษีส่วนมัดจำไปแล้ว ต้องออกใบลดหนี้เมื่อคืนเงิน กิจการที่ยังไม่จด VAT ออก Proforma Invoice ได้ไหม ได้ ใครก็ออก Proforma Invoice ได้ เพียงแต่ต้องไม่บวก VAT ในเอกสาร และเมื่อรับเงินมัดจำ ให้ออกใบเสร็จรับเงินแทนใบกำกับภาษี แก้ไขยอดใน Proforma Invoice หลังส่งให้ลูกค้าแล้วได้ไหม ได้ ให้ออก Proforma ฉบับใหม่ระบุเลขที่ฉบับเดิมที่ยกเลิก ถ้าลูกค้าเปิด L/C ตามฉบับเดิมไปแล้ว ต้องให้ลูกค้าแก้ L/C ด้วย ยอดในเอกสารส่งออกจึงจะตรงกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (รายงานสินค้าคงเหลือ) สรุปข้อมูลที่ต้องมี ใครต้องทำ

รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คืออะไร รายงานสินค้าและวัตถุดิบ คือ รายงานที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งขายสินค้า ต้องจัดทำตามมาตรา 87(3) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อบันทึกปริมาณสินค้าและวัตถุดิบที่รับเข้า จ่ายออก และคงเหลือของแต่ละสถานประกอบการ หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่ารายงานสินค้าคงเหลือ หรือรายงานสต๊อกตามแบบสรรพากร รายงานนี้ไม่ต้องยื่นส่งกรมสรรพากรทุกเดือนแบบ ภ.พ.30 แต่ต้องจัดทำไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจได้ตลอดเวลา รูปแบบและวิธีบันทึกเป็นไปตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ซึ่งกำหนดรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และรายงานสินค้าและวัตถุดิบไว้ในประกาศเดียวกัน สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จด VAT และขายสินค้า เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณมิ้นท์ เจ้าของบริษัทขายอุปกรณ์และวัตถุดิบเบเกอรี่ที่จด VAT แล้ว มีหน้าร้าน 2 สาขา ขายทั้งแป้ง เนย และพิมพ์อบขนม รายงานตามแบบสรรพากรต่างจาก Stock Card และใบตรวจนับอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ แต่ทำหน้าที่ต่างกัน เอกสาร ใครกำหนด ใช้ทำอะไร รายงานตามแบบสรรพากร กฎหมาย VAT (มาตรา 87(3) และประกาศฉบับที่ 89) หลักฐานปริมาณรับ จ่าย คงเหลือ ให้เจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจ Stock Card (บัตรคุมสินค้า) กิจการกำหนดเอง ติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้าแต่ละรายการในคลัง ใช้ภายใน ใบตรวจนับสินค้า กิจการกำหนดเอง บันทึกผลนับของจริง ณ วันที่นับ เพื่อเทียบกับรายงาน ถ้า Stock Card ของกิจการบันทึกข้อมูลครบตามที่ประกาศกำหนดและแยกตามสถานประกอบการ ก็ใช้เป็นฐานทำรายงานตามแบบสรรพากรได้ ส่วนใบตรวจนับใช้ยืนยันว่าตัวเลขในรายงานตรงกับของจริง วิธีนับสต๊อกอ่านต่อได้ที่บทความ นับสต๊อกสินค้าอย่างไรให้แม่นยำ ใครต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 3 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายสินค้าเป็นผู้จัดทำ ธุรกิจที่ให้บริการอย่างเดียวจึงไม่อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนธุรกิจที่ทั้งขายสินค้าและให้บริการ ต้องทำรายงานสำหรับส่วนที่เป็นสินค้า ธุรกิจบางประเภทมีรายงานตามกฎหมายเฉพาะอยู่แล้ว ประกาศจึงให้ใช้รายงานนั้นแทนได้ ประเภทธุรกิจ รายงานที่ใช้แทน โรงเลื่อยและค้าไม้ บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ค้าของเก่า บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการค้าของเก่า ร้านค้าปลอดอากร บัญชีตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ธุรกิจน้ำมัน รายงานตามกฎหมายว่าด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง ตัวแทนที่รับฝากขายสินค้าให้ผู้ประกอบการจดทะเบียน ก็มีหน้าที่ทำรายงานนี้สำหรับสินค้าที่รับฝากขายด้วย ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเรื่องหน้าที่ของตัวแทน รายงานสินค้าคงเหลือตามแบบสรรพากรต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ประกาศฉบับที่ 89 ให้บันทึกตามปริมาณสินค้าหรือวัตถุดิบที่รับเข้าและจ่ายออกจริง โดยมีเอกสารการรับและจ่ายประกอบทุกรายการ ในทางปฏิบัติรายงานจึงแบ่งข้อมูลเป็น 2 ส่วน และควรเทียบหัวคอลัมน์กับแบบฟอร์มรายงานสินค้าและวัตถุดิบท้ายประกาศอีกครั้งก่อนใช้จริง ส่วนหัวรายงาน ส่วนรายการ ร้านค้าปลีกที่มีสินค้าหลายรายการมาก บันทึกรวมเป็นกลุ่มสินค้าแทนการแยกรายตัวได้ตามข้อ 9 วรรคสาม และถ้าบันทึกยอดรวมรายวัน ต้องแสดงวันที่ ปริมาณที่รับหรือจ่าย และมูลค่ารวมของวันนั้น เอกสารที่ใช้ประกอบมักมีดังนี้ ประเภทรายการ เอกสารประกอบ รับสินค้าที่ซื้อ ใบกำกับภาษีซื้อ ใบส่งของ ใบรับสินค้า จ่ายสินค้าที่ขาย ใบกำกับภาษีขาย ใบส่งของ โอนระหว่างสาขา ใบโอนสินค้า รับคืนจากลูกค้า ใบลดหนี้ เบิกวัตถุดิบไปผลิต ใบเบิกวัตถุดิบ ต้องบันทึกเมื่อไร และต้องแยกตามสาขาไหม ต้องบันทึกภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ได้รับหรือจ่ายสินค้า ตามข้อ 9 ของประกาศฉบับที่ 89 รายการที่รับหรือจ่ายวันจันทร์จึงต้องลงรายงานภายในวันพฤหัสบดี ถ้าไม่มีวันหยุดคั่น กิจการที่มีหลายสถานประกอบการต้องทำรายงานแยกตามแต่ละสถานประกอบการตามข้อ 5 แม้จะได้รับอนุมัติให้ยื่นแบบ ภ.พ.30 รวมกันก็ตาม ส่วนการแยกรายงานย่อยตามแผนกหรือประเภทสินค้าทำได้ตามข้อ 4 ในกรณีของคุณมิ้นท์ สาขา 1 และสาขา 2 ต้องมีรายงานของตัวเอง เมื่อสาขา 1 โอนแป้งไปสาขา 2 รายงานของสาขา 1 บันทึกเป็นจ่ายออก และรายงานของสาขา 2 บันทึกเป็นรับเข้า โดยใช้ใบโอนสินค้าใบเดียวกันเป็นหลักฐาน ยอดรวมทั้งบริษัทจึงไม่เปลี่ยน แต่ยอดคงเหลือของแต่ละสาขาตรงกับของที่อยู่จริง ตัวอย่างรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตัวอย่างนี้เป็นรายงานของแป้งสาลีขนาด 1 กิโลกรัม สาขา 1 ของบริษัทคุณมิ้นท์ เดือนตุลาคม 2569 นับปริมาณเป็นถุง ส่วนหัว: บริษัท มิ้นท์เบเกอรี่ซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมติ) · เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 0-1055-xxxxx-xx-x · สาขาที่ 00001 · สินค้า แป้งสาลีอเนกประสงค์ ถุง 1 กก. · หน่วย ถุง วันที่ เลขที่เอกสาร รายการ รับ จ่าย คงเหลือ 1 ต.ค. 69 ยอดยกมา 120 3 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีซื้อ PI-6910-012 ซื้อจากผู้ผลิต 200 320 5 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีขาย IV-6910-031 ขายร้านขนมลูกค้าประจำ 80 240 12 ต.ค. 69 ใบโอนสินค้า TR-6910-004 โอนไปสาขา 2 50 190 20 ต.ค. 69 ใบกำกับภาษีขาย IV-6910-077 ขายส่งโรงเรียนสอนทำขนม 90 100 28 ต.ค. 69 ใบลดหนี้ CN-6910-002 รับคืนถุงชำรุดจากลูกค้า 5 105 31 ต.ค. 69 รวมเดือนตุลาคม 205 220 105 ยอดคงเหลือ 105 ถุงคือ 120 + 205 − 220 ถ้าวันที่ 31 ตุลาคม นับของจริงได้ 105 ถุงพอดี แปลว่ารายงานกับของในร้านตรงกัน ทุกบรรทัดผูกกับเลขที่เอกสาร เจ้าหน้าที่จึงสุ่มตรวจย้อนจากรายงานไปที่เอกสารได้ทันที ถุงที่รับคืนเพราะชำรุดควรแยกไว้และหมายเหตุสภาพ ถ้าภายหลังต้องทำลาย ให้ทำเอกสารการทำลายและบันทึกจ่ายออกในรายงาน ไม่ปล่อยให้กลายเป็นสินค้าขาดตอนนับ ทำรายงานสินค้าคงเหลือใน Excel ได้ไหม ได้ ข้อ 10 ของประกาศฉบับที่ 89 ให้จัดทำรายงานด้วยวิธีพิมพ์หรือด้วยระบบคอมพิวเตอร์ได้ และใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ ตารางแบบตัวอย่างข้างบนจึงใช้เป็นแบบฟอร์มรายงานสต๊อกสินค้าใน Excel ได้ ถ้ามีข้อมูลครบตามแบบและแยกตามสถานประกอบการ จุดที่ต้องระวังเมื่อใช้ Excel คือการแก้ตัวเลขย้อนหลังโดยไม่มีร่องรอย ควรล็อกเดือนที่ปิดแล้ว เก็บไฟล์แยกตามเดือน และอย่าแก้ยอดยกมาให้ตรงกับของที่นับได้โดยไม่มีเอกสารประกอบ เพราะเท่ากับซ่อนสินค้าขาดไว้ในรายงาน สินค้าขาดหรือเกินจากรายงานมีผลอย่างไร สินค้าขาดจากรายงานมีผลทางภาษีโดยตรง ตามข้อหารือของกรมสรรพากร ถ้าตรวจนับแล้วสินค้าขาดจากรายงาน และไม่มีข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัย ให้ถือว่าสินค้าที่ขาดไปนั้นได้ขายแล้ว ประเด็น หลักเกณฑ์ มาตรา สถานะของสินค้าที่ขาด ถือว่าขาย 77/1(8)(จ) ฐานภาษี ราคาตลาดของสินค้าในวันที่ตรวจพบ 79/3(3) เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษี 89(10) การขอลดเบี้ยปรับ ขอลดได้ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร คำสั่ง ท.ป.81/2542 สมมติคุณมิ้นท์นับสต๊อกสิ้นปีแล้วพบแป้งสาลีสาขา 1 ขาดจากรายงาน 20 ถุง ราคาตลาดวันที่ตรวจพบถุงละ 45 บาท (ไม่รวม VAT) ตัวเลขนี้สมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน (บาท) ฐานภาษีตามราคาตลาด 20 × 45 900 ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% 900 × 7% 63 เบี้ยปรับ 2 เท่า ก่อนขอลด 63 × 2 126 ตัวเลขดูไม่มากเพราะเป็นแป้งแค่ 20 ถุง แต่ถ้าเป็นสินค้าราคาสูงหรือขาดหลายรายการ ภาษีและเบี้ยปรับจะสูงตาม และยังต้องอธิบายส่วนต่างให้เจ้าหน้าที่ฟังทุกรายการ ส่วนกรณีสินค้าเกินจากรายงาน มักแปลว่ามีการรับสินค้าเข้าโดยไม่ได้บันทึก หรือบันทึกจ่ายมากเกินจริง ผลคือรายงานไม่ถูกต้องตามที่ประกาศกำหนด ควรตรวจหาเอกสารรับเข้าที่ตกหล่นและบันทึกให้ครบ แทนการปรับยอดในรายงานลอย ๆ ป้องกันสินค้าขาดจากรายงานอย่างไร ทางป้องกันที่ได้ผลคือทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของสินค้ามีเอกสาร และนับของจริงเทียบรายงานเป็นระยะ ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานสินค้าคงเหลือ จากประสบการณ์ จุดที่ทำให้กิจการเสียภาษีจากสินค้าขาดบ่อยที่สุดไม่ใช่การขโมย แต่เป็นสินค้าเสียหายหรือแจกเป็นตัวอย่างที่ไม่ได้ทำเอกสาร พอถึงวันนับจึงไม่มีหลักฐานอธิบายส่วนที่หายไป สรุป – รายงานสินค้าและวัตถุดิบต้องจำอะไรบ้าง รายงานนี้ไม่ต้องส่งทุกเดือน แต่เป็นเอกสารแรก ๆ ที่เจ้าหน้าที่ขอดูเมื่อมาตรวจสต๊อก ตัวเลขในรายงานต้องตรงกับของจริงและมีเอกสารรองรับทุกบรรทัด ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองเลือกสินค้าขายดี 3 รายการ นับของจริงที่ร้าน แล้วเทียบกับยอดคงเหลือในรายงานของเดือนล่าสุด ถ้าไม่ตรง ให้ไล่หาเอกสารที่ขาดก่อนสิ้นปี การบันทึกรับจ่ายสินค้าภายใน 3 วันทำการแยกทุกสาขาด้วยมือใช้เวลามากและพลาดง่าย โปรแกรมบัญชี PEAK ตัดสต๊อกจากเอกสารซื้อขายที่บันทึกในระบบ และพิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือตามช่วงวันที่เป็นไฟล์ Excel โดยเลือกแสดงเฉพาะสินค้าที่มีความเคลื่อนไหวได้ ดูรายละเอียดฟีเจอร์ได้ที่รายงานสต๊อกสินค้าใน PEAK ขั้นตอนอยู่ในคู่มือพิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือใน PEAK และใช้คู่มือกระทบยอดรายงานสินค้าคงเหลือกับงบทดลองตรวจความถูกต้องก่อนปิดงบ ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายงานสินค้าและวัตถุดิบ รายงานสินค้าคงเหลือต้องส่งสรรพากรไหม ไม่ต้องส่งเป็นประจำ แต่ต้องจัดทำและเก็บไว้ที่สถานประกอบการ ให้เจ้าหน้าที่ขอตรวจได้ทุกเมื่อ ต่างจาก ภ.พ.30 ที่ต้องยื่นทุกเดือน ต้องเก็บรายงานไว้นานแค่ไหน เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่ยื่นแบบหรือวันที่ทำรายงาน ตามมาตรา 87/3 ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงาน ถ้าจะเก็บที่อื่นต้องได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรก่อน ธุรกิจบริการต้องทำรายงานนี้ไหม ถ้าให้บริการอย่างเดียวและไม่ได้ขายสินค้า ไม่อยู่ในกลุ่มที่ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 3 กำหนด แต่ถ้าขายสินค้าด้วย เช่น ร้านซ่อมที่ขายอะไหล่ ต้องทำรายงานสำหรับสินค้าส่วนนั้น ไม่ทำรายงานสินค้าคงเหลือตามแบบสรรพากรมีโทษอะไร ผู้ประกอบการที่ไม่จัดทำหรือจัดทำรายงานไม่ถูกต้องมีโทษปรับทางอาญาตามมาตรา 90 แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อหารือของกรมสรรพากร และถ้าสินค้าขาดจากรายงานยังต้องเสีย VAT พร้อมเบี้ยปรับตามที่อธิบายไว้ข้างบน บันทึกยอดขายรวมทั้งวันแทนรายใบได้ไหม ได้ ประกาศฉบับที่ 89 ข้อ 9 ให้บันทึกยอดรวมรายวันได้ โดยต้องแสดงวันที่ ปริมาณที่รับหรือจ่าย และมูลค่ารวมของวันนั้น ร้านค้าปลีกที่มีสินค้าหลายรายการยังบันทึกเป็นกลุ่มสินค้าได้ด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

19 ต.ค. 2026

PEAK Account

32 min

ผู้สอบบัญชีคือใคร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร

ผู้สอบบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร ผู้สอบบัญชี (Auditor) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินของกิจการอย่างเป็นอิสระ แล้วแสดงความเห็นว่างบการเงินนั้นถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินหรือไม่ โดยในวงการธุรกิจมักเรียกว่าผู้ตรวจสอบบัญชี นักตรวจสอบบัญชี หรือออดิเตอร์ บทบาทของผู้สอบบัญชีมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค (ชื่อสมมุติ) ผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าโรงงาน ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ปีล่าสุด 25 ล้านบาท เพื่อเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบข้อกำหนดในทางปฏิบัติ ผู้สอบบัญชีต่างจากนักบัญชีอย่างไร ผู้จัดทำและผู้ตรวจสอบทำงานกับงบการเงินชุดเดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่งและมีบทบาทหน้าที่แยกขาดจากกัน ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้ทำบัญชี (นักบัญชี) ผู้สอบบัญชี (Auditor) หน้าที่หลัก บันทึกรายการบัญชีรายวันและจัดทำงบการเงิน ตรวจสอบความถูกต้องของงบการเงินและออกหน้ารายงานแสดงความเห็น สังกัดการทำงาน พนักงานประจำของกิจการ หรือสำนักงานบัญชีที่รับจ้างทำบัญชี ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ต้องไม่มีส่วนได้เสียกับกิจการที่ตรวจ ใบอนุญาตวิชาชีพ ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีตามคุณสมบัติที่กำหนด ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี (CPA) หรือกรมสรรพากร (TA) ผลลัพธ์ของงาน งบการเงินประจำงวดและประจำปี หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชี CPA หรือ TA ไม่สามารถตรวจสอบงบการเงินที่ตนเองหรือทีมงานของตนเป็นผู้จัดทำได้ เนื่องจากขัดต่อหลักความเป็นอิสระทางวิชาชีพ กิจการจึงต้องแยกผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีเป็นคนละคนเสมอ ผู้สอบบัญชี (ผู้ตรวจสอบบัญชี) มีกี่ประเภท ผู้ที่สามารถลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินตามกฎหมายไทย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต และมีกลุ่มคุณสมบัติเฉพาะสำหรับบริษัทในตลาดทุนอีก 1 กลุ่ม ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต หรือ CPA (Certified Public Accountant) คือผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 สามารถตรวจสอบและรับรองงบการเงินของนิติบุคคลได้ทุกรูปแบบ ทั้งบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกขนาด ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือ TA (Tax Auditor) คือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองบัญชีเฉพาะของห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่ ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท โดย TA ไม่สามารถตรวจสอบและลงนามรับรองงบการเงินของบริษัทจำกัดได้ ผู้สอบบัญชีที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทที่เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน ต้องใช้บริการผู้สอบบัญชี CPA ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติเฉพาะทาง ผู้ตรวจสอบภายใน ไม่ใช่ผู้สอบบัญชีตามกฎหมาย ผู้ตรวจสอบภายใน (Internal Auditor) เป็นบุคลากรภายในหรือผู้รับจ้างที่ทำหน้าที่ประเมินระบบการควบคุมภายในและความเสี่ยงขององค์กร แต่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการลงลายมือชื่อรับรองงบการเงินเพื่อนำส่งหน่วยงานราชการ ศึกษารายละเอียดของงานตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่บทความ Audit คืออะไร CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่าง CPA และ TA สรุปได้ผ่านเกณฑ์อำนาจหน้าที่และขอบเขตตามกฎหมายดังนี้ ประเด็นเปรียบเทียบ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง กฎหมายรองรับ พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 ประมวลรัษฎากร มาตรา 3 สัตต ประเภทกิจการที่ตรวจสอบได้ บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน ห้างหุ้นส่วนทุกขนาด เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก เกณฑ์ขนาดกิจการ ไม่จำกัดขนาดทุน สินทรัพย์ และรายได้ ทุน ≤ 5 ล้าน สินทรัพย์ ≤ 30 ล้าน รายได้ ≤ 30 ล้าน ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างชำระบัญชี มีอำนาจตรวจสอบได้ ไม่มีอำนาจตรวจสอบ เพดานจำนวนการลงนามต่องวดปี เป็นไปตามเกณฑ์ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด รวมกับงาน CPA แล้วไม่เกิน 300 รายต่อปี กิจการแบบไหนต้องมีผู้สอบบัญชี ภาระหน้าที่ในการจัดให้มีผู้สอบบัญชีขึ้นอยู่กับรูปแบบการจดทะเบียนนิติบุคคลและขนาดของกิจการ รูปแบบองค์กรธุรกิจ ข้อกำหนดผู้สอบบัญชี ประเภทผู้สอบบัญชีที่สามารถใช้บริการได้ บุคคลธรรมดา / ร้านค้าพาณิชย์ทั่วไป ไม่ต้องมี ไม่ต้องผ่านการตรวจสอบงบการเงิน ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็ก (ไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ) ต้องมี สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง TA หรือ CPA ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่เกินเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น บริษัทจำกัด / บริษัทมหาชนจำกัด ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น ห้างหุ้นส่วนที่อยู่ระหว่างการชำระบัญชี ต้องมี ต้องใช้ CPA เท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณารูปแบบองค์กร สามารถศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและภาระผูกพันได้ที่บทความ บจก. หรือ หจก. เลือกแบบไหนดี ตัวอย่าง หจก. ที่โตจนต้องเปลี่ยนจาก TA เป็น CPA กรณีศึกษา หจก. ไทยวัฒน์ อีเล็คทริค ในปี 2568 มีทุน 2 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 18 ล้านบาท และรายได้ 25 ล้านบาท ซึ่งไม่เกินเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ จึงสามารถว่าจ้าง TA ตรวจสอบงบการเงินได้ รอบปีบัญชี ทุนจดทะเบียน สินทรัพย์รวม รายได้รวม ประเภทผู้สอบบัญชีที่ต้องใช้ ปี 2568 2 ล้านบาท 18 ล้านบาท 25 ล้านบาท สามารถใช้ TA หรือ CPA ปี 2569 2 ล้านบาท 24 ล้านบาท 35 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (รายได้รวมเกิน 30 ล้านบาท) ปี 2570 (แปรสภาพเป็น บจก.) 10 ล้านบาท 30 ล้านบาท 42 ล้านบาท ต้องใช้ CPA เท่านั้น (เป็นบริษัทจำกัด) ในปี 2569 เมื่อกิจการได้รับงานเพิ่มขึ้นจนรายได้แตะ 35 ล้านบาท เกินเกณฑ์รายได้ 30 ล้านบาทเพียงข้อเดียว หจก. จะต้องปรับเปลี่ยนมาว่าจ้าง CPA ทันที กิจการจึงควรติดตามรายได้สะสมระหว่างปีเพื่อจัดหาผู้สอบบัญชีล่วงหน้า ผู้สอบบัญชีทำอะไรบ้าง กระบวนการตรวจสอบงบการเงินเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนวันสิ้นรอบปีบัญชี และเสร็จสิ้นเมื่อส่งมอบหน้ารายงานที่ลงนามรับรอง โดยมีขั้นตอนหลัก 5 ขั้นตอน ธุรกิจรับเหมาโดนตรวจจุดไหนเป็นพิเศษ แต่ละประเภทธุรกิจมีจุดเสี่ยงทางบัญชีที่แตกต่างกัน สำหรับธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบ ผู้สอบบัญชีจะให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็นหลัก จุดตรวจสอบสำคัญ เหตุผลความเสี่ยงทางบัญชี สิ่งที่กิจการต้องจัดเตรียม การรับรู้รายได้ตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ รายได้ของโครงการระยะยาวต้องสอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง รายงานสรุปงบประมาณและต้นทุนจริงแยกรายโครงการ เงินประกันผลงานที่ลูกค้าหักไว้ (Retention) ยอดค้างรับนานและมีความเสี่ยงต่อการเก็บเงินไม่ได้ ทะเบียนคุมเงินประกันผลงานพร้อมระบุวันครบกำหนดคืน ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย ยอดภาษีต้องสัมพันธ์กับรายได้และมีหลักฐานใช้เครดิตครบถ้วน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ครบทุกฉบับ วัสดุอุปกรณ์คงเหลือหน้างาน วัสดุที่สั่งซื้อแล้วแต่ยังไม่ได้ติดตั้งต้องบันทึกเป็นสินค้าคงเหลือ รายงานการเบิกจ่ายวัสดุแยกตามหน่วยงานและรายงานตรวจนับ ความเห็นของผู้สอบบัญชี 4 แบบ หน้ารายงานของผู้สอบบัญชีจะแสดงความเห็นต่องบการเงินใน 4 รูปแบบ ซึ่งส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกิจการอย่างมีนัยสำคัญ รูปแบบความเห็น ความหมายทางวิชาชีพ ผลกระทบต่อกิจการ ไม่มีเงื่อนไข (Unqualified Opinion) งบการเงินถูกต้องตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินในสาระสำคัญ งบการเงินมีความน่าเชื่อถือสูงสุด ใช้ยื่นกู้และประมูลงานได้ตามปกติ มีเงื่อนไข (Qualified Opinion) งบการเงินถูกต้อง ยกเว้นเฉพาะรายการที่มีข้อผิดพลาดแต่ไม่แผ่กระจาย ธนาคารหรือคู่ค้าอาจขอเอกสารชี้แจงเพิ่มเติมเฉพาะจุด ไม่ถูกต้อง (Adverse Opinion) งบการเงินมีข้อผิดพลาดที่มีสาระสำคัญและแผ่กระจายอย่างมาก ความน่าเชื่อถือลดลงอย่างรุนแรง และอาจถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบ ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer of Opinion) ผู้สอบบัญชีถูกจำกัดขอบเขตหรือไม่ได้รับหลักฐานเพียงพอในการตรวจสอบ มักเกิดจากเอกสารสูญหาย กิจการต้องเร่งปรับปรุงระบบบัญชีทันที ปฏิทินทำงานกับผู้ตรวจสอบตลอดปี สำหรับกิจการที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ไทม์ไลน์การทำงานร่วมกับผู้สอบบัญชีจะมีลำดับดังนี้ ช่วงเวลาดำเนินงาน บทบาทหน้าที่ของกิจการ บทบาทหน้าที่ของผู้สอบบัญชี ตุลาคม – พฤศจิกายน ตกลงว่าจ้างและกำหนดขอบเขตระยะเวลาตรวจสอบ ประเมินความเป็นอิสระและจัดทำแผนการตรวจสอบล่วงหน้า ธันวาคม จัดเตรียมนัดหมายการตรวจนับสต๊อกและทรัพย์สินสิ้นปี เข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจนับสินค้าคงคลัง มกราคม – กุมภาพันธ์ ปิดสมุดบัญชี ส่งงบทดลองและแฟ้มเอกสารประกอบงบ ส่งหนังสือยืนยันยอดธนาคาร ลูกหนี้ และตรวจสอบรายการค้า มีนาคม บันทึกรายการปรับปรุงบัญชีตามข้อตรวจพบ สรุปผลการตรวจสอบและส่งร่างหน้ารายงานให้ผู้บริหาร เมษายน จัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติงบการเงิน ออกหน้ารายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมลงลายมือชื่อรับรอง พฤษภาคม ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 และนำส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing เสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบประจำปี เอกสารที่ควรเตรียมก่อนผู้ตรวจเข้างาน การเตรียมเอกสารให้พร้อมช่วยลดระยะเวลาตรวจสอบและป้องกันค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม โดยควรจัดเตรียมเอกสารหลัก 6 หมวด ตรวจสอบรายชื่อผู้สอบบัญชีได้อย่างไร ก่อนตกลงว่าจ้าง กิจการควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้สอบบัญชีว่ายังคงมีผลสมบูรณ์และไม่ถูกพักใช้ใบอนุญาต ผ่าน 3 ช่องทาง เลือกผู้สอบบัญชีให้กิจการอย่างไร นอกเหนือจากความถูกต้องของใบอนุญาต กิจการควรพิจารณา 3 ปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจว่าจ้าง ค่าสอบบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร ค่าบริการตรวจสอบบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย แต่กำหนดขึ้นจากความซับซ้อนและปริมาณงาน ปัจจัยกำหนดค่าบริการ ผลกระทบต่ออัตราค่าตรวจสอบบัญชี รูปแบบนิติบุคคล บริษัทจำกัดมีขั้นตอนตรวจสอบและข้อกำหนดมาตรฐานสูงกว่า หจก. ขนาดเล็ก ปริมาณธุรกรรมและขนาดรายได้ กิจการที่มีรายการค้าจำนวนมากต้องใช้เวลาและขนาดตัวอย่างในการสุ่มตรวจสูงขึ้น ความซับซ้อนของประเภทธุรกิจ ธุรกิจที่มีงานระหว่างทำ สต๊อกสินค้าหลายคลัง หรือธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ ความสมบูรณ์ของเอกสารทางบัญชี หากเอกสารไม่ครบถ้วนและต้องปรับปรุงตัวเลขมาก ค่าบริการจะเพิ่มขึ้นตามเวลาที่ใช้ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อพิจารณาเพิ่มเติมได้ที่บทความ กิจการจำเป็นต้องจ้างผู้สอบบัญชีหรือไม่ อยากเป็นผู้สอบบัญชีต้องทำอย่างไร การก้าวสู่เส้นทางวิชาชีพผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ต้องผ่านเกณฑ์ 4 ขั้นตอนตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ขั้นตอน เกณฑ์คุณสมบัติและข้อกำหนด 1. คุณวุฒิการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง 2. การฝึกหัดงานสอบบัญชี ขึ้นทะเบียนผู้ฝึกหัดงานและเก็บชั่วโมงฝึกหัดงานไม่น้อยกว่า 3 ปี (ไม่เกิน 5 ปี) รวมไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง 3. การทดสอบความรู้ สอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดผ่านระบบ e-Testing 4. การขอรับใบอนุญาตและคงสถานะ ยื่นขอขึ้นทะเบียน CPA และเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ทุกปี เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้สอบบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเพื่อรักษาสถานภาพตามเกณฑ์ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร เก็บชั่วโมงยังไง ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – ผู้สอบบัญชี หัวใจสำคัญของความโปร่งใสและงบการเงินที่น่าเชื่อถือ ผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินอย่างเป็นอิสระเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น คู่ค้า สถาบันการเงิน และหน่วยงานราชการ โดยบริษัทจำกัดต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ ส่วนห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กสามารถเลือกใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) ได้ การวางระบบบัญชีที่ดีและจัดเก็บเอกสารอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นปี จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบงบการเงินดำเนินไปได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนของกิจการ เตรียมข้อมูลบัญชีให้พร้อมส่งผู้สอบบัญชีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมแนบไฟล์เอกสารต้นฉบับในระบบคลาวด์ จัดทำสมุดบัญชีแยกประเภท งบทดลอง และทะเบียนทรัพย์สินอัตโนมัติ ช่วยให้ฝ่ายบัญชีสามารถส่งมอบข้อมูลและรายงานที่ครบถ้วนให้แก่ผู้สอบบัญชีได้อย่างรวดเร็ว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับความถูกต้องของงานบัญชีและปิดงบการเงินได้อย่างมั่นใจ ศึกษาข้อกำหนดทางภาษีเพิ่มเติมได้ที่บทความ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และติดตามความรู้ทางบัญชีได้ที่คลังบทความหมวด บัญชี ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชี ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไร คำว่าผู้สอบบัญชีในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Auditor ส่วนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตใช้คำว่า Certified Public Accountant (CPA) และผู้สอบบัญชีภาษีอากรใช้คำว่า Tax Auditor (TA) ผู้ตรวจสอบบัญชีกับผู้สอบบัญชีต่างกันไหม ในทางกฎหมายถือเป็นบุคคลเดียวกัน โดยพระราชบัญญัติการบัญชีและพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชีจะใช้คำว่า ผู้สอบบัญชี ส่วนคำว่า ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือ ออดิเตอร์ เป็นภาษาปากที่ใช้เรียกกันทั่วไป ทั้งนี้ หมายถึงผู้สอบบัญชีอิสระภายนอก (External Auditor) ไม่รวมถึงผู้ตรวจสอบภายในขององค์กร CPA คืออะไร ต่างจาก CPD อย่างไร CPA คือใบอนุญาตผู้สอบบัญชีรับอนุญาตที่ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี ส่วน CPD (Continuing Professional Development) คือการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ทั้งผู้สอบบัญชี (CPA) และผู้ทำบัญชีต้องเข้ารับการอบรมเก็บชั่วโมงทุกปีเพื่อต่ออายุและรักษาสถานภาพทางวิชาชีพ ผู้สอบบัญชีต้องจบอะไร ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเทียบเท่าที่ผ่านการรับรอง หากต้องการเป็น CPA จะต้องผ่านการฝึกหัดงานสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 3,000 ชั่วโมง และสอบผ่านวิชาความรู้ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ส่วนการเป็น TA จะต้องผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำอะไร ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีทำหน้าที่เป็นทีมงานสนับสนุนของ CPA ในการลงพื้นที่ตรวจสอบเอกสาร ทำการสุ่มตรวจรายการค้า ส่งหนังสือยืนยันยอด และจัดทำกระดาษทำการประกอบงบการเงิน แต่ไม่สามารถลงลายมือชื่อรับรองหน้ารายงานได้ โดยตำแหน่งนี้ใช้สำหรับเก็บชั่วโมงการทำงานเพื่อเตรียมสอบเป็น CPA บุคคลธรรมดาที่ทำธุรกิจต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้องมี กิจการที่ประกอบธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบ แต่มีหน้าที่รวบรวมเอกสารรายรับรายจ่ายเพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้สอบบัญชีกับเจ้าหน้าที่สรรพากรต่างกันอย่างไร ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่กิจการว่าจ้างมาเพื่อตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินก่อนนำส่ง ส่วนเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรคือพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจตามประมวลรัษฎากรในการตรวจสอบการเสียภาษีและประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ดังนั้น งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีแล้ว จึงยังคงมีโอกาสถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ นิติบุคคลส่งงบการเงินที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบได้ไหม ไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้งบการเงินของบริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องมีหน้ารายงานของผู้สอบบัญชีแนบประกอบการนำส่งเสมอ หากส่งงบการเงินโดยไม่มีลายมือชื่อผู้สอบบัญชี จะถือว่ายังไม่ได้นำส่งงบการเงินและมีโทษปรับตามกฎหมาย ห้างหุ้นส่วนเลือกใช้ CPA แทน TA ได้ไหม สามารถทำได้ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนขนาดเล็กมีสิทธิเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ได้ตามความประสงค์ ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนที่มีขนาดเกินเกณฑ์ หรืออยู่ระหว่างขั้นตอนการชำระบัญชี กฎหมายบังคับว่าต้องใช้บริการ CPA เท่านั้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร ต่างจากเต็มรูปยังไง ใครออกได้บ้าง

ใบกำกับภาษีอย่างย่อ คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อ (Abbreviated Tax Invoice หรือ ABB) คือ ใบกำกับภาษีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งทำกิจการค้าปลีกออกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ และแสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/6 บางคนเรียกว่าใบกำกับภาษีแบบย่อ ที่เห็นบ่อยที่สุดคือสลิปจากเครื่องคิดเงินของร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน หรือห้างค้าปลีก ซึ่งพิมพ์คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” หรือ “TAX INV (ABB)” ไว้หัวสลิป เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท ช่างดีวัสดุภัณฑ์ จำกัด ร้านวัสดุก่อสร้างที่จด VAT และขายหน้าร้านทั้งให้ลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาที่เป็นบริษัท ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูปอย่างไร ใบกำกับภาษีอย่างย่อต่างจากใบกำกับภาษีเต็มรูป 3 จุดหลัก คือ ไม่ต้องมีชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ แสดงราคาที่รวม VAT แล้วแทนการแยก VAT และผู้ซื้อนำภาษีซื้อไปเครดิตไม่ได้ ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีรายการครบ 8 ข้อตามมาตรา 86/4 และผู้ซื้อที่จด VAT ใช้เป็นหลักฐานหักภาษีซื้อได้ ประเด็น ใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ มาตราที่กำหนด 86/4 86/6 ใครออกได้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนทุกประเภท ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ค้าปลีก หรือได้รับอนุมัติตาม 86/7 คำว่า “ใบกำกับภาษี” ต้องมี ต้องมี ข้อมูลผู้ขาย ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษี ชื่อหรือชื่อย่อ และเลขผู้เสียภาษี ข้อมูลผู้ซื้อ ชื่อและที่อยู่ ไม่ต้องมี รายการสินค้า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ มูลค่า การแสดง VAT แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ระบุว่าราคารวม VAT แล้ว ผู้ซื้อเครดิตภาษีซื้อ ได้ ไม่ได้ สมมติช่างดีวัสดุภัณฑ์ขายสีและแปรง 2,140 บาทให้ลูกค้าทั่วไป ใบกำกับภาษีอย่างย่อจะแสดงยอด 2,140 บาทพร้อมข้อความว่ารวม VAT แล้ว แต่ถ้าผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทซื้อของ 10,700 บาทและขอใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบนั้นต้องแยกให้เห็นว่ามูลค่าสินค้า 10,000 บาท และ VAT 700 บาท ร้านแบบไหนมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ผู้ที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้คือผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)แล้ว และทำกิจการค้าปลีก ตามมาตรา 86/6 แต่ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียนออกแทนไม่ได้ กิจการที่ไม่ใช่ค้าปลีกแต่จำเป็นต้องออก เช่น ขายให้คนจำนวนมากเหมือนร้านค้าปลีก ยื่นขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากรได้ตามมาตรา 86/7 โดยต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น และอธิบดีจะกำหนดเงื่อนไขเพิ่มได้ ส่วนร้านที่ไม่ได้จด VAT ออกใบกำกับภาษีไม่ได้ทุกแบบ เอกสารที่ออกได้คือบิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องขออนุมัติไหม ต้องขอ ร้านค้าปลีกที่จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินออกใบกำกับภาษีประเภทนี้ ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีตามมาตรา 86/6 และใช้เครื่องตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด รายละเอียดอยู่ในประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 46) ซึ่งให้ยื่นแบบคำขอ ภ.พ.06 ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ ถ้าไม่แน่ใจว่าระบบที่ร้านใช้เข้าข่ายเครื่องบันทึกการเก็บเงินหรือไม่ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่ก่อนเริ่มใช้ ขายปลีกไม่เกิน 1,000 บาท ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่จำต้องออก ถ้ากิจการเข้าเงื่อนไขขายปลีกตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 154) การขายที่มูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องออกใบกำกับภาษี เว้นแต่ผู้ซื้อเรียกร้อง ข้อยกเว้นนี้มาจากมาตรา 86/8 และประกาศเดียวกันกำหนดให้จัดทำใบกำกับภาษีรวมยอดขายเหล่านี้ทุกวันทำการ ร้านจึงยังต้องรวบรวมยอดขายไว้ ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องมีเอกสารเลย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องมีรายการอะไรบ้าง ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อย 7 ข้อตามมาตรา 86/6 ซึ่งเป็นรายการที่กรมสรรพากรใช้ตรวจว่าเอกสารนั้นเป็นใบกำกับภาษีจริง รายการทั้งหมดต้องเป็นภาษาไทย ใช้สกุลเงินไทย และเลขไทยหรือเลขอารบิก เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากอธิบดี ร้านที่อยากพิมพ์ชื่อสินค้าเป็นรหัส ต้องแจ้งอธิบดีล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วันก่อนใช้ ตัวอย่างใบกำกับภาษีอย่างย่อของช่างดีวัสดุภัณฑ์ จะมีคำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ชื่อร้าน เลขผู้เสียภาษี 13 หลัก เลขที่ใบ รายการสีและแปรงพร้อมจำนวน ยอด 2,140 บาท ข้อความ “ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว” และวันที่ขาย ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใช้ยื่นภาษีได้ไหม ผู้ซื้อใช้เครดิตภาษีซื้อไม่ได้ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (2) กำหนดให้ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา 86/6 และ 86/7 เป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อนี้ออกตามมาตรา 82/5 (6) ภาษีซื้อในเอกสารนี้จึงจัดอยู่ในภาษีซื้อต้องห้าม ไม่ว่ายอดซื้อจะมากแค่ไหน สมมติผู้รับเหมารายหนึ่งซื้อวัสดุจากช่างดีวัสดุภัณฑ์ 10,700 บาท แต่ลืมขอใบกำกับภาษีเต็มรูปและได้แค่สลิป ภาษีซื้อ 700 บาทในยอดนั้นจะนำไปหักภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ไม่ได้ ซื้อของแล้วได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อ บันทึกบัญชีอย่างไร บันทึกยอดรวม VAT ทั้งจำนวนเป็นค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนของสิ่งที่ซื้อ ไม่แยกภาษีซื้อออกมา เพราะภาษีก้อนนี้เครดิตไม่ได้ จากตัวอย่างผู้รับเหมา จะบันทึกค่าวัสดุ 10,700 บาท ไม่ใช่วัสดุ 10,000 บาทกับภาษีซื้อ 700 บาท ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 243) ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลถือภาษีซื้อตามมาตรา 82/5 (6) เป็นรายจ่ายได้ แต่รายจ่ายนั้นต้องเป็นรายจ่ายของกิจการจริงและไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ข้ออื่น ก่อนปิดงบควรให้ผู้ทำบัญชีตรวจหลักฐานประกอบ ได้ใบกำกับภาษีอย่างย่อมาแล้ว ขอเปลี่ยนเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปได้ไหม ขอได้ในทางปฏิบัติ ร้านค้าปลีกหลายแห่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแทนแล้วยกเลิกใบเดิม แต่ตัวบทไม่ได้บังคับให้ร้านต้องเปลี่ยนให้ทุกกรณี ทางที่แน่นอนกว่าคือขอแบบเต็มรูปตั้งแต่ก่อนชำระเงิน ก่อนจ่ายเงิน ให้แจ้งร้านว่าต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูป พร้อมให้ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสำนักงานใหญ่หรือสาขา ผู้รับเหมาที่ซื้อของประจำควรเก็บข้อมูลชุดนี้ไว้ในมือถือ ร้านที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องลงรายงานภาษีขายอย่างไร ร้านค้าปลีกที่ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ลงรายงานภาษีขายเป็นยอดรวมรายวันได้ ไม่ต้องลงทีละใบ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 89) ข้อ 7 (2) แต่ละวันให้ลงมูลค่าสินค้าและจำนวน VAT ทั้งหมดแยกจากกัน และระบุเลขที่เป็นช่วง “เลขที่…ถึงเลขที่…” (ถ้าออกเป็นเล่มให้ระบุเล่มที่ด้วย) ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ในใบกำกับภาษี เพราะราคาในสลิปรวม VAT ไว้แล้ว ร้านต้องแยก VAT ออกเอง สูตรคือ VAT = ราคารวม × 7 ÷ 107 สมมติวันหนึ่งช่างดีวัสดุภัณฑ์ออกสลิปจากหน้าร้าน 85 ใบ ยอดรวม 53,500 บาท 53,500 × 7 ÷ 107 = 3,500 บาท รายงานภาษีขายของวันนั้นจะมี 1 บรรทัด คือ มูลค่าสินค้า 50,000 บาท VAT 3,500 บาท พร้อมเลขที่ใบแรกถึงใบสุดท้ายของวัน แล้วยอดทั้งเดือนจะไปรวมในแบบ ภ.พ.30 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องใบกำกับภาษีอย่างย่อมีอะไรบ้าง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมี 5 แบบ ทั้งฝั่งร้านที่ออกเอกสารและฝั่งผู้ซื้อที่รับเอกสาร ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วยโปรแกรมบัญชีได้ไหม ได้ โปรแกรมบัญชีที่ออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีได้ มักมีรูปแบบใบกำกับภาษีอย่างย่อให้เลือกพิมพ์ ข้อดีคือเลขที่เอกสารเรียงต่อกันเอง และยอดขายไปรวมในรายงานภาษีขายโดยไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ตอนเลือกโปรแกรม ให้เช็กว่าแบบฟอร์มที่พิมพ์ออกมามีรายการครบ 7 ข้อของมาตรา 86/6 โดยเฉพาะข้อความว่ารวม VAT แล้ว ส่วนเรื่องขออนุมัติเครื่องบันทึกการเก็บเงินยังเป็นหน้าที่ของกิจการเอง โปรแกรมไม่ได้ขออนุมัติแทน ข้อควรรู้ก่อนออกหรือรับใบกำกับภาษีอย่างย่อ สรุป ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ร้านค้าและผู้ซื้อต้องเช็กอะไร เรื่องที่ควรเช็กก่อนคือสลิปที่ได้มาเดือนนี้ หยิบใบที่ซื้อเข้ากิจการแล้วดูหัวกระดาษ ใบไหนเขียนว่าอย่างย่อแต่ถูกลงเป็นภาษีซื้อในรายงาน ให้แก้ก่อนยื่น ภ.พ.30 รอบถัดไป ส่วนร้านค้า ให้หยิบสลิปของร้านมาเทียบกับ 7 รายการด้านบนสักใบ ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อด้วย PEAK ร้านที่ขายให้ทั้งลูกค้าทั่วไปและผู้รับเหมาแบบช่างดีวัสดุภัณฑ์ สร้างใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีใน PEAK แล้วพิมพ์เป็นใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ทั้งขนาด A4 และเครื่องพิมพ์ POS 58 mm ตามวิธีออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อใน PEAK เมื่อกดอนุมัติเอกสาร ระบบจะบันทึกรายการบัญชีของใบนั้นให้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เรียกว่า Abbreviated Tax Invoice ตัวย่อ ABB บางแห่งใช้คำว่า Simplified Tax Invoice บนสลิปมักพิมพ์ว่า TAX INV (ABB) ส่วนใบกำกับภาษีเต็มรูปเรียกว่า Full Tax Invoice ทำใบกำกับภาษีอย่างย่อใน Excel ได้ไหม ได้ ถ้าเป็นร้านค้าปลีกที่จด VAT และแบบฟอร์มมีรายการครบ 7 ข้อตามมาตรา 86/6 พร้อมเลขที่เรียงต่อกัน แต่ถ้าออกจากเครื่องบันทึกการเก็บเงิน ต้องได้รับอนุมัติตามประกาศฉบับที่ 46 ก่อน ต้องเก็บใบกำกับภาษีอย่างย่อไว้กี่ปี ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามมาตรา 87/3 ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเก็บรายงาน ใบกำกับภาษี และสำเนาใบกำกับภาษีไว้ นับแต่วันยื่นแบบแสดงรายการหรือวันทำรายงาน แล้วแต่กรณี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

27 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

OCR คืออะไร ต่างจาก AI ยังไง และใช้ทำงานบัญชีอะไรได้บ้าง

OCR คืออะไร และใช้ในงานบัญชีได้อย่างไร OCR (Optical Character Recognition) คือ เทคโนโลยีที่แปลงข้อความในภาพ เช่น รูปถ่าย เอกสารสแกน ไฟล์ PDF ใบเสร็จ หรือลายมือ ให้เป็นข้อความดิจิทัลที่คอมพิวเตอร์อ่าน ค้นหา และแก้ไขได้ โดยไม่ต้องนั่งพิมพ์ใหม่ทีละตัว พูดง่าย ๆ คือ เปลี่ยนข้อมูลบนกระดาษให้เป็นข้อมูลแบบ Digital ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ตัวเลข และรหัสสินค้า จะถูกดึงออกมาเก็บในระบบ แล้วนำไปใช้ต่อในงานเอกสารและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) ได้ในทันที ระบบ OCR สามารถนำมาใช้กับงานบัญชีได้หลากหลาย อาทิ ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท สยามพาร์ทซัพพลาย จำกัด ตัวแทนจำหน่ายอะไหล่เครื่องจักรที่ได้รับใบกำกับภาษีซื้อและใบแจ้งหนี้จากผู้ขายเดือนละ 300 ใบ และใช้เวลาคีย์เอกสารเหล่านี้เดือนละ 15 ชั่วโมง OCR ย่อมาจากอะไร OCR ย่อมาจาก Optical Character Recognition บางแหล่งแปลเป็นภาษาไทยว่า การอ่านอักขระด้วยแสง และบางแหล่งใช้คำว่า การรู้จำอักขระด้วยแสง ทั้งสองคำหมายถึงการให้เครื่องอ่านตัวอักษรจากภาพที่ได้จากเครื่องสแกนเนอร์หรือกล้องดิจิทัล งานที่ใช้เทคโนโลยีนี้บ่อยมี 3 แบบ OCR มีหลักการทำงานอย่างไร วิธีการทำงานของ OCR แยกออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก นอกจากตัวอักษรและตัวเลขแล้ว เทคโนโลยี OCR ยังสามารถจดจำรูปทรง แพทเทิร์น หรือรูปแบบเอกสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการทำบัญชี โดยใน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์มีฟีเจอร์ SMART KEY (AI OCR) ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าเอกสารบัญชีได้รวดเร็วยิ่งขึ้น AI OCR คืออะไร ต่างจาก OCR แบบเดิมอย่างไร AI OCR คือ OCR ที่ใช้โมเดลเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ช่วยอ่าน จึงเข้าใจทั้งตัวอักษรและโครงสร้างเอกสาร เช่น รู้ว่าตัวเลขตรงไหนคือยอดรวม ตรงไหนคือภาษี แม้ผู้ขายแต่ละรายจัดหน้าไม่เหมือนกัน OCR แบบเดิมจะอ่านตัวอักษรได้ แต่ต้องบอกตำแหน่งกับโปรแกรมไว้ก่อน หากผู้ขายเปลี่ยนรูปแบบใบกำกับภาษี ก็ต้องมาชี้ตำแหน่งใหม่ด้วยตนเอง ประเด็น OCR แบบเดิม AI OCR สิ่งที่อ่านได้ ตัวอักษรและตัวเลข ตัวอักษร ตัวเลข และความหมายของแต่ละช่อง เอกสารต่างรูปแบบ ต้องปรับค่าใหม่ทีละแบบ อ่านได้เลย ไม่ต้องปรับค่าอะไร ลายมือและภาพไม่ชัด โอกาสเกิดข้อผิดพลาดสูง อ่านได้ดีกว่า แต่ยังมีโอกาสเกิดข้อผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ได้ ได้ข้อความทั้งหน้า เป็นกล่องเดียว ได้ข้อมูลแยกเป็นช่อง เช่น ผู้ขาย วันที่ ยอดรวม ไม่ว่าเอไอจะพัฒนาไปแค่ไหน ผู้ใช้งานยังคงมีหน้าที่ตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานโดยเฉพาะงานบัญชี ที่ข้อมูลมักมีความละเอียดอ่อน เช่น เลขที่บัญชี หรือชื่อกิจการ ข้อมูลเหล่านี้ หากสะกดผิดเพียงนิดเดียว อาจสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจได้ OCR ใช้กับเอกสารบัญชีอะไรได้บ้าง ระบบ OCR สามารถใช้ได้กับเอกสารบัญชีแทบทุกประเภท โดยเฉพาะกับ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษีซื้อ ใบแจ้งหนี้ และใบเสนอราคาจากผู้ขาย ที่มักเป็นเอกสารที่มีรูปแบบตายตัว ทั้งนี้ ผู้ใช้งานยังต้องหมั่นตรวจเอกสารอยู๋เสมอ ตามตารางแนะนำการใช้งานด้านล่าง ช่องข้อมูล OCR ดึงให้ได้ สิ่งที่ผู้ทำบัญชีต้องตรวจเอง ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ได้ เลข 13 หลักตรงกับผู้ขายจริง และระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา เลขที่และวันที่ของเอกสาร ได้ วันที่อยู่ในเดือนภาษีที่จะใช้สิทธิ รายการสินค้า จำนวน ราคา ได้ ตรงกับใบสั่งซื้อและของที่รับจริง มูลค่าก่อนภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ ภาษีแยกออกจากมูลค่าสินค้าชัดเจน และคำนวณถูก ผังบัญชีที่ใช้บันทึก ไม่ได้ (ระบบบางตัวเสนอให้) ค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ เลือกตามลักษณะรายจ่ายจริง ทีมบัญชีของสยามพาร์ทซัพพลายใช้ตารางนี้ตรวจเอกสารทั้ง 300 ใบ โดยดูช่องเลขผู้เสียภาษีและสาขาก่อน เพราะเป็นช่องที่กระทบภาษีซื้อของเดือนนั้นโดยตรง ข้อดีของเทคโนโลยี OCR มีอะไรบ้าง ข้อดีของ OCR ในงานบัญชีมี 4 ข้อหลัก คือ ลดความผิดพลาดจากการพิมพ์ ประหยัดเวลาคีย์เอกสาร เปิดเวลาให้ผู้ทำบัญชีไปทำงานวิเคราะห์ และลดการใช้กระดาษ 1. ช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี OCR ลดความผิดพลาดด้วยการดึงข้อความจากเอกสารต้นฉบับตรง ๆ แทนการพิมพ์ตาม เช่น ภาพถ่ายใบเสร็จรับเงินจากสมาร์ตโฟน ระบบจะแยกข้อมูลเป็นส่วน ๆ ได้แก่ ชื่อผู้ขาย (Vendor) วันที่ (Date) วิธีการจ่ายเงิน (Payment) และจำนวนเงิน (Total) เมื่อข้อมูลอยู่ในช่องที่ถูกต้องแล้ว ผู้ทำบัญชีเหลือหน้าที่เทียบกับภาพต้นฉบับ แทนการพิมพ์ทุกตัวเลขเอง โอกาสกดเลขสลับหลักจึงลดลง 2. ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานของนักบัญชี เวลาที่ประหยัดได้ขึ้นกับจำนวนเอกสารและเวลาตรวจทานต่อใบ วิธีคิดง่าย ๆ คือ เวลาที่ประหยัด = จำนวนเอกสาร × (เวลาคีย์ต่อใบ − เวลาตรวจทานต่อใบ) หากพนักงานใช้เวลาคีย์เอกสาร ใบละ 3 นาที การจะทำเอกสาร 300 ใบ ต้องใช้เวลาถึง 15 ชั่วโมงต่อเดือน แต่หากเรานำ OCR มาใช้กับงานนี้ จะลดงานของพนักงานลง เหลือเพียงแค่ตรวจว่าเอกสารที่ออกมานั้น ถูกต้องหรือไม่ จากเดิมที่ใช้เวลา 3 นาทีต่อใบ ลดลงเหลือเพียง 1 นาทีต่อใบ ประหยัดเวลาทั้งทีมได้ถึง 10 ชั่วโมงต่อเดือนต่อคน 3. ช่วยพัฒนาการทำงานของนักบัญชี OCR ช่วยให้นักบัญชีย้ายเวลาจากการพิมพ์เอกสารกองโตไปทำงานวิเคราะห์ เช่น ดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดไหนเพิ่มผิดปกติ หรือเตรียมตัวเลขให้ผู้บริหารวางแผนการเงิน ซึ่งเป็นงานของนักบัญชีบริหารที่เครื่องทำแทนไม่ได้ 4. ช่วยลดการใช้กระดาษ OCR ลดการใช้กระดาษเพราะเอกสารที่แปลงเป็นข้อมูลแล้วเรียกดูในระบบได้โดยไม่ต้องพิมพ์ออกมา กิจการจึงลดค่าวัสดุสำนักงานและเดินไปสู่ธุรกิจไร้กระดาษ (Paperless)ได้ทีละขั้น ข้อจำกัดของ OCR ที่นักบัญชีต้องตรวจเองมีอะไรบ้าง OCR อ่านได้แค่สิ่งที่อยู่บนภาพ แต่ตัดสินไม่ได้ว่าเอกสารถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผู้ทำบัญชีจึงยังต้องตรวจ 3 เรื่องเองทุกครั้ง คือ ความแม่นของตัวเลข ความครบของใบกำกับภาษี และการเก็บต้นฉบับ ตัวเลขที่อ่านผิดเกิดจากอะไร ตัวเลขผิดส่วนใหญ่เกิดจากภาพไม่ชัด เช่น ถ่ายเอียง แสงสะท้อน กระดาษยับ หรือหมึกเครื่องพิมพ์ใบเสร็จจาง ตัวเลข 3 กับ 8 และ 1 กับ 7 จึงสลับกันได้ ในเดือนหนึ่ง สยามพาร์ทซัพพลายพบใบกำกับภาษี 6 ใบจาก 300 ใบ หรือร้อยละ 2 ที่ระบบอ่านเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายผิดเพราะภาพเบลอ ทีมบัญชีต้องแก้เลขให้ตรงกับต้นฉบับก่อนบันทึก ไม่อย่างนั้นรายงานภาษีซื้อจะมีเลขผู้ขายที่ไม่มีอยู่จริง ใบกำกับภาษีที่อ่านได้ครบ แปลว่าใช้สิทธิภาษีซื้อได้เลยไหม ไม่เสมอไป ใบกำกับภาษีต้องมีรายการครบตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/4 เช่น คำว่า “ใบกำกับภาษี” ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ และภาษีที่แยกจากมูลค่าสินค้าอย่างชัดแจ้ง ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199) ยังกำหนดให้ระบุ “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่” ของผู้ขาย และของผู้ซื้อที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ช่องนี้จึงเป็นอีกจุดที่ต้องดูทุกใบ ถ้าใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ภาษีซื้อก้อนนั้นจะนำมาหักไม่ได้ตามมาตรา 82/5 ระบบอ่านข้อความได้ครบ ไม่ได้แปลว่าเอกสารผ่านเงื่อนไขนี้ ผู้ทำบัญชีควรตรวจรายการด้วยตัวเอง และรู้วิธีตรวจใบกำกับภาษีปลอมไว้ด้วย มีไฟล์ในระบบแล้ว ทิ้งเอกสารต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรทิ้ง ไฟล์ที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึก ส่วนหลักฐานทางภาษียังเป็นเอกสารต้นฉบับ ซึ่งต้องเก็บไว้ตามระยะเวลาเก็บเอกสารบัญชีที่กฎหมายกำหนด เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานเอกสารบัญชีอย่างไร เลือกโปรแกรม OCR สำหรับงานบัญชีจาก 5 เกณฑ์ คือ เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีโดยตรง ตรวจความครบของใบกำกับภาษี เก็บไฟล์ต้นฉบับคู่กับรายการ อัปโหลดได้หลายช่องทาง และให้คนตรวจก่อนบันทึก เกณฑ์ชุดนี้ใช้ร่วมกับวิธีเลือกโปรแกรมบัญชีได้ เพราะ OCR ที่ดีแต่แยกจากระบบบัญชี จะยังเหลืองานคัดลอกข้อมูลอยู่ คลังเอกสารของ PEAK ช่วยคีย์เอกสารอย่างไร PEAK มีคลังเอกสารที่ใช้ OCR อ่านข้อความจากไฟล์ที่อัปโหลด แล้วช่วยกรอกรายละเอียดลงเอกสารให้ ผู้ใช้ตรวจกับไฟล์ต้นฉบับในหน้าเดียวกัน แล้วกดอนุมัติเมื่อข้อมูลถูกต้อง ขั้นตอนตามวิธีสร้างเอกสารจากคลังเอกสารมี 4 ขั้น สมมติพนักงานจัดซื้อของสยามพาร์ทซัพพลายส่งรูปใบกำกับภาษี 20 ใบผ่าน LINE ระบบขึ้นแถบเตือนที่ 1 ใบซึ่งไม่ระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขาของผู้ขาย ทีมบัญชีจึงขอใบใหม่ก่อนนำไปใช้สิทธิภาษีซื้อ ส่วนอีก 19 ใบตรวจแล้วกดอนุมัติได้เลย เอกสารที่สร้างจากไฟล์ในคลังเอกสารได้ มีทั้งฝั่งรายรับและรายจ่าย ฝั่ง เอกสาร รายรับ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบรับเงินมัดจำ รายจ่าย เอกสารค่าใช้จ่าย ใบซื้อสินทรัพย์ ใบจ่ายเงินมัดจำ ใบสั่งซื้อ (PO) ภาษีซื้อ แนบไฟล์ใบกำกับภาษีซื้อ SMART Key อ่านเลขที่ใบกำกับภาษีให้ ที่หน้าบันทึกค่าใช้จ่ายและซื้อสินค้าก็ลากไฟล์ใบเสร็จเข้ามาได้เช่นกัน SMART Key จะอ่านตัวเลข รายการ และผู้ติดต่อ แล้วกรอกลงช่องให้ ผู้ใช้ตรวจก่อนบันทึกเหมือนเดิม ข้อควรรู้ก่อนใช้ระบบอ่านเอกสารในงานบัญชี สรุป OCR คืออะไร และเริ่มใช้กับเอกสารบัญชีอย่างไร เริ่มได้ในสัปดาห์นี้ด้วยการนับว่าเดือนที่แล้วได้รับเอกสารจากผู้ขายกี่ใบ แล้วจับเวลาคีย์ 10 ใบ ตัวเลข 2 ตัวนี้จะบอกว่าทีมบัญชีเสียเวลากับงานพิมพ์ไปกี่ชั่วโมงต่อเดือน และ OCR จะคืนเวลาได้มากแค่ไหน ลดเวลาคีย์เอกสารผู้ขายด้วยคลังเอกสาร PEAK ถ้าทีมบัญชีใช้เวลาเดือนละ 15 ชั่วโมงไปกับการพิมพ์ใบกำกับภาษี 300 ใบแบบสยามพาร์ทซัพพลาย คลังเอกสารและตัวช่วยคีย์อัตโนมัติของ PEAKใช้ OCR อ่านข้อมูลและช่วยกรอกเอกสารให้ ทีมบัญชีเหลือแค่ตรวจกับต้นฉบับแล้วอนุมัติ ฟีเจอร์นี้อยู่ในแพ็กเกจ e-Document ขึ้นไป และอัปโหลดไฟล์เข้าคลังเอกสารได้ไม่จำกัดจำนวน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องระบบเอกสารและบัญชีเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิง: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ OCR OCR ใน PDF คืออะไร OCR ใน PDF คือการให้โปรแกรมอ่านข้อความจากไฟล์ PDF ที่เป็นภาพสแกน แล้วฝังชั้นข้อความไว้ในไฟล์ ไฟล์นั้นจึงค้นหาคำ คัดลอก และเลือกข้อความได้ เหมือน PDF ที่สร้างจากโปรแกรมพิมพ์เอกสาร OCR คือ AI ไหม ไม่ใช่ทั้งหมด OCR แบบเดิมจดจำตัวอักษรด้วยการเทียบรูปร่างกับฐานข้อมูล ส่วน AI OCR ใช้การเรียนรู้ของเครื่องช่วยอ่านโครงสร้างเอกสาร ทั้งสองแบบเรียกว่า OCR แต่มีเพียงแบบหลังที่ใช้ AI OCR สแกนเอกสารได้อย่างไร สแกนได้จากภาพ 2 แหล่ง คือ เครื่องสแกนเนอร์และกล้องมือถือ ระบบจะปรับภาพให้ตรงและคมชัด แยกตัวอักษรทีละตัว จดจำว่าเป็นตัวอะไร แล้วรวมเป็นข้อความ ภาพยิ่งชัด ผลลัพธ์ยิ่งต้องแก้น้อย เอกสารที่ได้จาก OCR ใช้ยื่นภาษีแทนต้นฉบับได้ไหม ไม่ควรใช้แทน ข้อความที่ OCR อ่านได้เป็นข้อมูลช่วยบันทึกบัญชี ส่วนหลักฐานในการใช้สิทธิภาษีซื้อคือใบกำกับภาษีต้นฉบับ ก่อนทิ้งเอกสารกระดาษหรือเก็บเป็นไฟล์แทน ควรสอบถามผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรถึงเงื่อนไขที่ใช้กับกิจการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

24 min

หนี้สิน คืออะไร ประเภท ตัวอย่าง และวิธีจัดการหนี้สินสำหรับธุรกิจ

หนี้สิน (Liabilities) คืออะไร และสำคัญอย่างไร หนี้สิน (Liabilities) คือ ภาระผูกพันทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายคืนให้ผู้อื่นในอนาคต เช่น ซื้อสินค้ามาแต่ยังไม่ได้จ่าย หรือกู้เงินธนาคารมาขยายกิจการ ภาระเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของธุรกิจทุกขนาด มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ปรับปรุง 2565 ย่อหน้า 3.18.2 นิยามว่าเป็นภาระผูกพันปัจจุบันที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต และการชำระจะทำให้กิจการสูญเสียทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจ กิจการรับรู้รายการนี้ในงบเมื่อเข้าเกณฑ์ครบ 2 ข้อ คือ ค่อนข้างแน่ว่าประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจะออกจากกิจการ และวัดมูลค่าที่ต้องชำระได้อย่างน่าเชื่อถือ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ลำปางเซรามิกเทรด จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายส่งกระเบื้องเซรามิกให้ผู้รับเหมา จด VAT แล้ว ณ 31 ธันวาคม 2569 มีสินทรัพย์รวม 5 ล้านบาท และภาระหนี้รวม 2 ล้านบาท ความหมายทางบัญชีต่างจากหนี้ส่วนตัวอย่างไร หนี้สิน หมายถึง ภาระของกิจการในทางบัญชี ไม่ใช่ภาระของเจ้าของ คำเดียวกันจึงใช้ได้ 2 บริบท และต้องแยกให้ออก โดยเฉพาะเจ้าของกิจการที่เคยใช้เงินส่วนตัวหมุนในธุรกิจ มุมมอง หนี้สินทางบัญชี (Liabilities) หนี้สินส่วนบุคคล (Personal Debt) ใครเป็นหนี้ บริษัท หรือกิจการ ตัวบุคคล ตัวอย่าง เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน หนี้ กยศ. แสดงที่ไหน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ข้อมูลเครดิตบูโร มองอย่างไร เป็นเรื่องปกติ ทุกธุรกิจมี ขึ้นกับเป้าหมายการกู้และกำลังจ่ายคืน ประเภทของหนี้สิน มีอะไรบ้าง หนี้สินมีกี่ประเภท ตอบสั้น ๆ คือ 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หนี้สินหมุนเวียน และหนี้สินไม่หมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8 กำหนดให้แยกแสดง 2 กลุ่มนี้ในงบแสดงฐานะการเงิน ตัวแบ่งหลักคือระยะเวลาที่ต้องชำระ นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันที่เกิดหนี้ หนี้สินหมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินหมุนเวียน คือ หนี้ที่ต้องจ่ายคืนภายใน 12 เดือน หรือภายในรอบการดำเนินงานปกติ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Current Liabilities เป็นภาระที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจโดยตรง ตัวอย่างที่ SME พบบ่อย ได้แก่ เจ้าหนี้การค้า (ค่าสินค้าที่ซื้อมาแต่ยังไม่ได้จ่าย) ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ภาษีค้างนำส่ง และเงินกู้ระยะสั้น มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.8.2 ให้จัดเป็นหนี้สินหมุนเวียนเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ข้อสุดท้ายมีผลกับเงินกู้ระยะยาวด้วย ถ้ากิจการผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ก่อนหรือ ณ วันสิ้นงวดจนเจ้าหนี้เรียกคืนได้ทันที ยอดนั้นต้องย้ายมาเป็นหนี้สินหมุนเวียน แม้เจ้าหนี้จะผ่อนผันให้ภายหลัง ลำปางเซรามิกเทรดมีภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 บาท กับเงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 บาท ทั้ง 2 รายการต้องจ่ายในเดือนถัดไป จึงอยู่ในกลุ่มนี้ เงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระใน 12 เดือน แสดงตรงไหน แสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 4.9.18 กำหนดให้แยกบรรทัด “เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี” ออกจากยอดเงินกู้ระยะยาวที่เหลือ ลำปางเซรามิกเทรดมีเงินกู้ธนาคารคงเหลือ 1,000,000 บาท ผ่อนปีละ 200,000 บาท งบสิ้นปี 2569 จึงแสดง 200,000 บาทเป็นหนี้สินหมุนเวียน และ 800,000 บาทเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง หนี้สินไม่หมุนเวียน คือ หนี้ที่ครบกำหนดชำระเกิน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Non-current Liabilities มักเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่ใช้ลงทุนขยายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เงินกู้ระยะยาวจากธนาคาร (กู้ซื้อเครื่องจักร ที่ดิน อาคาร) หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (ลีสซิ่งรถยนต์ เช่าเครื่องจักร) หุ้นกู้ที่บริษัทออก และประมาณการหนี้สินระยะยาว เช่น ผลประโยชน์พนักงานที่จะจ่ายในอนาคต TFRS for NPAEs ฉบับปรับปรุง 2565 ใช้คำว่า “สัญญาเช่าเงินทุน” แทนคำเดิม “สัญญาเช่าการเงิน” ดูวิธีจัดประเภทและรายการหนี้สินระยะยาวแบบละเอียดได้ในบทความเฉพาะเรื่อง รายการไหนที่ SME มักลืมบันทึก รายการที่หลุดบ่อยคือภาระที่ยังไม่มีใบแจ้งหนี้มาเตือน เพราะเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ถึงวันจ่าย ถ้าไม่บันทึก งบจะแสดงภาระต่ำกว่าความจริง หนี้สินธุรกิจ มีอะไรบ้าง 10 ตัวอย่างที่พบบ่อยใน SME รายการที่พบบ่อยมี 10 รายการตามตารางนี้ 8 รายการเป็นหนี้สินหมุนเวียน อีก 2 รายการเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน # รายการหนี้สิน ประเภท ตัวอย่างสถานการณ์ 1 เจ้าหนี้การค้า หมุนเวียน สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ เครดิต 30 วัน 2 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมุนเวียน เงินเดือนพนักงานสิ้นเดือนที่ยังไม่ได้จ่าย 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย หมุนเวียน VAT ที่เก็บจากลูกค้าแล้ว รอยื่นแบบ ภ.พ.30 4 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง หมุนเวียน หักภาษีจากค่าจ้างฟรีแลนซ์ รอนำส่งสรรพากร 5 เงินกู้ยืมระยะสั้น หมุนเวียน วงเงิน OD หรือเงินกู้หมุนเวียนจากธนาคาร 6 เงินรับล่วงหน้า หมุนเวียน ลูกค้าจ่ายมัดจำก่อนรับสินค้า 7 เงินกู้ยืมระยะยาว ไม่หมุนเวียน กู้ธนาคารซื้อเครื่องจักร ผ่อน 5 ปี 8 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน ไม่หมุนเวียน ลีสซิ่งรถกระบะใช้ในกิจการ 9 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง หมุนเวียน สมทบทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง รอนำส่ง 10 ดอกเบี้ยค้างจ่าย หมุนเวียน ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดแล้วแต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่าย รายการที่ยอดมักสูงสุดใน SME คือเจ้าหนี้การค้า เพราะเกิดทุกครั้งที่ซื้อสินค้าแบบให้เครดิต ส่วนลีสซิ่งรถหรือเครื่องจักร ต้องดูเนื้อหาสัญญาก่อนว่าเป็นสัญญาเช่าเงินทุนหรือสัญญาเช่าดำเนินงาน เพราะแบบหลังไม่ได้แสดงเป็นหนี้สินในงบ งบของลำปางเซรามิกเทรดมี 8 จาก 10 รายการนี้ ขาดเพียงเงินกู้ยืมระยะสั้นกับดอกเบี้ยค้างจ่าย เพราะบริษัทไม่ได้ใช้วงเงิน OD และจ่ายดอกเบี้ยตรงงวดทุกเดือน หนี้สินในงบการเงิน แสดงอย่างไร แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) คู่กับส่วนของเจ้าของ และยอดรวม 2 ส่วนนี้ต้องเท่ากับสินทรัพย์รวมเสมอ ภายในส่วนหนี้สินแยกเป็นหมุนเวียนก่อน แล้วตามด้วยไม่หมุนเวียน ผู้อ่านงบมักดู 2 จุดแรก คือยอดหนี้สินหมุนเวียนเทียบสินทรัพย์หมุนเวียน และยอดหนี้รวมเทียบส่วนของเจ้าของ ภาพรวมการอ่านงบการเงินทั้งชุดดูต่อได้ในบทความเฉพาะ สมการบัญชีพื้นฐาน ใช้ตรวจงบอย่างไร ใช้ตรวจว่างบสมดุล สูตรคือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 3.18.3 นิยามส่วนของเจ้าของว่าเป็นส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์หลังหักภาระหนี้ทั้งสิ้น รายการของลำปางเซรามิกเทรด จำนวนเงิน (บาท) สินทรัพย์รวม 5,000,000 หนี้สินรวม 2,000,000 ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 ตรวจสอบได้จาก 2,000,000 + 3,000,000 = 5,000,000 บาท ถ้ายอดไม่เท่ากัน แปลว่ามีรายการบันทึกตกหล่นหรือบันทึกผิดฝั่ง ตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน ส่วนหนี้สินเป็นอย่างไร ส่วนหนี้สินของลำปางเซรามิกเทรด ณ 31 ธันวาคม 2569 แยกเป็นหมุนเวียน 1,000,000 บาท และไม่หมุนเวียน 1,000,000 บาท ตามตารางนี้ (ข้อมูลสมมติ) รายการ จำนวนเงิน (บาท) หนี้สินหมุนเวียน เจ้าหนี้การค้า 450,000 ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย 150,000 ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายและภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง 80,000 เงินประกันสังคมค้างนำส่ง 20,000 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 100,000 เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 200,000 รวมหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 หนี้สินไม่หมุนเวียน เงินกู้ยืมระยะยาว (สุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดภายในหนึ่งปี) 800,000 หนี้สินตามสัญญาเช่าเงินทุน (รถกระบะส่งของ) 200,000 รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 1,000,000 รวมหนี้สินทั้งสิ้น 2,000,000 D/E Ratio ใช้ดูภาระหนี้ของธุรกิจอย่างไร อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio หรือ D/E Ratio) ใช้ดูว่าธุรกิจพึ่งเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับเงินของเจ้าของ สูตรคือ D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ รายการ การคำนวณ ผล หนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของเจ้าของ 3,000,000 บาท D/E Ratio 2,000,000 ÷ 3,000,000 0.67 เท่า ผล 0.67 เท่าหมายความว่าเงินทุนของเจ้าของทุก 1 บาท ธุรกิจมีภาระหนี้ 0.67 บาท ตัวเลขนี้ไม่มีเกณฑ์เดียวที่ใช้ได้ทุกธุรกิจ ให้เทียบกับเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และแนวโน้มของกิจการเอง ธนาคารแต่ละแห่งอาจกำหนดเพดาน D/E Ratio ไว้ในสัญญาไม่เท่ากัน ก่อนกู้เพิ่มจึงควรเปิดสัญญาเดิมดูว่ามีเงื่อนไขนี้หรือไม่ ดูหนี้ระยะสั้นเทียบสินทรัพย์หมุนเวียนอย่างไร ใช้ Current Ratio คือสินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน ถ้ามากกว่า 1 แปลว่าสินทรัพย์ที่จะกลายเป็นเงินสดใน 12 เดือนมีมากกว่าภาระที่ต้องจ่ายในช่วงเดียวกัน ลำปางเซรามิกเทรดมีสินทรัพย์หมุนเวียน 1,500,000 บาท หารด้วยหนี้สินหมุนเวียน 1,000,000 บาท ได้ 1.5 เท่า และมีเงินทุนหมุนเวียน 1,500,000 − 1,000,000 = 500,000 บาท หนี้ดีกับหนี้เสีย ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่เงินกู้สร้างรายได้กลับมามากกว่าดอกเบี้ยหรือไม่ หนี้ที่ดีช่วยให้ธุรกิจเติบโต ส่วนหนี้ที่เสียดึงกระแสเงินสดลงทุกเดือน เกณฑ์ หนี้ดี หนี้เสีย จุดประสงค์ ลงทุนสร้างรายได้เพิ่ม ใช้จ่ายที่ไม่สร้างรายได้ ตัวอย่าง กู้ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิต กู้ขยายสาขา กู้มาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำเพราะรายได้ไม่พอ ผลลัพธ์ ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย ดอกเบี้ยสะสมจนจ่ายไม่ไหว สัญญาณ ธุรกิจเติบโตหลังกู้ ต้องกู้เพิ่มเรื่อย ๆ เพื่อจ่ายหนี้เก่า ลำปางเซรามิกเทรดกำลังพิจารณากู้อีก 1,000,000 บาทสร้างโกดัง D/E จะขึ้นจาก 0.67 เป็น (2,000,000 + 1,000,000) ÷ 3,000,000 = 1.0 เท่า บริษัทจึงตั้งเงื่อนไขว่าจะกู้ต่อเมื่อค่าเช่าโกดังภายนอกที่ประหยัดได้และยอดขายที่เพิ่มขึ้น ครอบคลุมค่างวดและดอกเบี้ยรายปี ถ้าไม่ถึง ให้เช่าโกดังต่อไปก่อน วิธีจัดการและลดหนี้สินสำหรับธุรกิจทำอย่างไร เริ่มจากสำรวจหนี้ทั้งหมด จัดลำดับตามดอกเบี้ย เจรจากับเจ้าหนี้ ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วติดตามตัวเลขสม่ำเสมอ ธุรกิจที่จัดการหนี้เป็นระบบจะเห็นปัญหาสภาพคล่องก่อนถึงวันที่ต้องจ่าย ธุรกิจมีภาระหนี้มาก ทำอย่างไรดี ทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ตามลำดับ ลำปางเซรามิกเทรดทำตารางหนี้ 8 รายการตามงบ แล้วพบว่าเจ้าหนี้การค้า 450,000 บาทครบกำหนดพร้อมกันในเดือนมกราคม บริษัทจึงขอเลื่อนเครดิตกับซัพพลายเออร์ 2 รายจาก 30 วันเป็น 45 วัน ข้อควรรู้เกี่ยวกับหนี้สิน สรุป – หนี้สินต้องจำอะไรบ้าง เริ่มวันนี้ด้วยการเปิดงบเดือนล่าสุด ทำตารางหนี้ทุกรายการพร้อมวันครบกำหนด แล้วทำเครื่องหมายรายการที่ต้องจ่ายภายใน 3 เดือนข้างหน้า เพื่อเตรียมเงินสดหรือเจรจากับเจ้าหนี้ล่วงหน้า ติดตามเจ้าหนี้และงบแสดงฐานะการเงินด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ กำหนดบัญชีเจ้าหนี้แยกรายคู่ค้า บันทึกจ่ายชำระเงินให้เจ้าหนี้ และออกงบฐานะการเงินจากข้อมูลชุดเดียวกัน PEAK Board วิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินรายเดือน ไตรมาส หรือรายปี เจ้าของกิจการกับผู้ทำบัญชีจึงเห็นภาระหนี้ชุดเดียวกันก่อนตัดสินใจกู้เพิ่ม เริ่มจัดตารางหนี้ให้เป็นระบบ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องงบการเงินเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนี้สิน หนี้สินกับค่าใช้จ่ายต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ความหมายในงบ ค่าใช้จ่ายคือต้นทุนที่ใช้ไปในงวดและอยู่ในงบกำไรขาดทุน ส่วนภาระหนี้คือยอดที่ยังต้องจ่ายและอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน เงินเดือนธันวาคมที่ยังไม่จ่ายจึงเป็นทั้งค่าใช้จ่ายและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายพร้อมกัน เงินกู้ยืมกรรมการจัดเป็นหมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ขึ้นกับข้อตกลง ถ้าไม่มีกำหนดชำระหรือกรรมการเรียกคืนเมื่อใดก็ได้ กิจการไม่มีสิทธิเลื่อนชำระอย่างไม่มีเงื่อนไขอย่างน้อย 12 เดือน จึงจัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน ถ้าสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่เรียกคืนก่อน 12 เดือน จัดเป็นไม่หมุนเวียน เงินมัดจำที่รับจากลูกค้าเป็นรายได้หรือภาระที่ต้องคืน เป็นภาระก่อน กิจการบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าในหนี้สินหมุนเวียนจนกว่าจะส่งสินค้าหรือให้บริการ แล้วจึงโอนเป็นรายได้ ถ้าไม่ส่งของตามสัญญา กิจการต้องคืนเงินก้อนนั้น นำสินเชื่อส่วนบุคคลมาใช้ในกิจการได้ไหม ได้ แต่ต้องแยกบัญชีให้ชัด สินเชื่อเป็นหนี้ของเจ้าของ ไม่ใช่ของบริษัท เมื่อนำเงินเข้าบริษัท ให้ตกลงก่อนว่าเป็นเงินให้กู้ยืมจากกรรมการหรือเงินเพิ่มทุน แล้วทำเอกสารรองรับ ผลทางภาษีของดอกเบี้ยให้ปรึกษาผู้ทำบัญชี ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่ายอยู่หมวดไหนในงบ อยู่ในหนี้สินหมุนเวียน เพราะต้องยื่นแบบและนำส่งภายในเดือนถัดไป ในงบมักแสดงรวมในเจ้าหนี้อื่นหรือหนี้สินหมุนเวียนอื่น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

ปิดงบเสร็จ ต้องขอเอกสารอะไรคืน เช็กลิสต์สำหรับเปลี่ยนสำนักงานบัญชี

การขอเอกสารคืนเมื่อเปลี่ยนสำนักงานบัญชี ต้องขออะไรบ้าง เมื่อเจ้าของกิจการจ้างสำหนักงานบัญชี ย่อมมีการส่งมอบเอกสารการเงิน และภาษีเป็นเรื่องปกติ โดยสำนักงานบัญชีมักจะส่งคืน ในช่วงหลังจากปิดงบเสร็จแล้ว หรือเมื่อเจ้าของกิจการต้องการเปลี่ยนสำนักงานบัญชีที่ใช้อยู่ โดยตามกฎหมาย เจ้าของกิจการมีหน้าที่จัดเก็บเอกสาร โดยสำนักงานบัญชีเป็นเพียงผู้รับจ้างจัดทำ ดังนั้น หากเอกสารค้างอยู่ที่สำนักงานบัญชีเป็นเวลานาน ถ้าเจ้าของต้องรีบใช้ อาจจะหาไม่เจอ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท สยามเทคซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งอะไหล่เครื่องจักรให้โรงงาน จด VAT มีรอบบัญชี 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม และตัดสินใจเปลี่ยนสำนักงานบัญชีตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 ใครมีหน้าที่เก็บเอกสารบัญชี และต้องเก็บไว้ที่ไหน กิจการเป็นผู้มีหน้าที่เก็บ และต้องเก็บไว้ที่สถานที่ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 13 ถ้าจะเก็บไว้ที่อื่น เช่น ที่สำนักงานบัญชี ต้องยื่นขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน ระยะเวลาเก็บกำหนดไว้ในมาตรา 14 คือไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี สั่งให้ธุรกิจบางประเภทเก็บนานกว่านั้นได้ แต่ไม่เกิน 7 ปี ส่วนรายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย และใบกำกับภาษี ประมวลรัษฎากรมาตรา 87/3 ให้เก็บไม่น้อยกว่า 5 ปีเช่นกัน และอธิบดีกรมสรรพากรอาจสั่งให้เก็บถึง 7 ปี จุดที่มักเข้าใจผิดคือ คิดว่าสำนักงานบัญชีต้องเก็บเอกสารแทนลูกค้าตามกฎหมาย ถ้าเอกสารสูญหายหรือเสียหาย มาตรา 15 ให้กิจการแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบ รายละเอียดว่าเอกสารแต่ละประเภทเก็บกี่ปีและทำลายอย่างไร อ่านต่อที่เอกสารบัญชีต้องเก็บกี่ปี ปิดงบเสร็จแล้ว ควรได้เอกสารคืนเมื่อไร ควรได้คืนครบหลังงานปลายปีชิ้นสุดท้ายเสร็จ คือหลังส่งงบการเงิน ยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 (แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสุดท้ายของรอบบัญชี) เพราะผู้ทำบัญชียังต้องใช้เอกสารจนถึงวันนั้น สำหรับบริษัทจำกัด มาตรา 11 ของพระราชบัญญัติการบัญชีให้ส่งงบการเงินภายใน 1 เดือนนับจากวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบ ไทม์ไลน์ปิดงบปี 2568 ของสยามเทคซัพพลายเป็นแบบนี้ วันที่ งาน เอกสารที่เกิดขึ้น 31 ธ.ค. 2568 ปิดบัญชีรอบปี 2568 งบทดลอง 28 เม.ย. 2569 ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติงบ รายงานการประชุม งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีลงนาม 5 พ.ค. 2569 ยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 และหลักฐานการยื่น 20 พ.ค. 2569 ส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing (ส่งได้ถึง 28 พ.ค. 2569) แบบ ส.บช.3 และหลักฐานการนำส่ง 25 พ.ค. 2569 ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 แบบ ภ.ง.ด.50 ใบเสร็จค่าภาษี มิ.ย. 2569 ขอเอกสารปี 2568 คืนครบชุด หนังสือรับเอกสาร อ่านตารางนี้อย่างไร เอกสารปิดงบการเงินที่ต้องขอคืนมีอะไรบ้าง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ บัญชีและงบการเงิน แบบภาษีและหลักฐานการนำส่ง และเอกสารรายการค้าต้นฉบับ ให้ตรวจทีละกลุ่มตามตารางด้านล่าง แล้วเซ็นรับพร้อมระบุปีที่ครอบคลุม บัญชีและงบการเงิน มีอะไรบ้าง กลุ่มนี้คือผลงานที่ผู้ทำบัญชีจัดทำจากเอกสารของกิจการทั้งปี เอกสาร ใช้ทำอะไร ควรได้แบบไหน สมุดรายวัน (รับ จ่าย ซื้อ ขาย ทั่วไป) ดูรายการค้าที่บันทึกแต่ละวัน ไฟล์หรือพิมพ์ บัญชีแยกประเภท ดูยอดแยกตามบัญชี เช่น เงินสด ลูกหนี้ ไฟล์หรือพิมพ์ งบทดลอง ณ วันสิ้นปี ตั้งยอดยกมาปีถัดไป ไฟล์ งบการเงินและหมายเหตุประกอบงบ ยื่นธนาคาร แสดงต่อผู้ลงทุน ฉบับที่ผู้สอบบัญชีลงนาม รายงานของผู้สอบบัญชี แสดงความเห็นของผู้สอบต่องบ ฉบับลงนาม ทะเบียนทรัพย์สิน และตารางค่าเสื่อมราคา ใช้คำนวณค่าเสื่อมปีถัดไป ไฟล์ รายละเอียดลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสินค้าคงเหลือ ใช้ติดตามหนี้และตรวจนับสต๊อก ไฟล์ แบบภาษีและหลักฐานการนำส่ง มีอะไรบ้าง กลุ่มนี้เป็นหลักฐานว่ากิจการยื่นแบบและจ่ายภาษีครบ ควรได้ทั้งแบบ ใบแนบ และใบเสร็จหรือหลักฐานการยื่นออนไลน์ เอกสาร ความถี่ ควรได้อะไรบ้าง ภ.พ.30 (แบบยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน) ทุกเดือน แบบ รายงานภาษีซื้อและภาษีขาย ใบเสร็จ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ทุกเดือนที่มีการจ่าย แบบ ใบแนบ ใบเสร็จ ภ.ง.ด.1ก (แบบสรุปเงินเดือนและภาษีที่หักทั้งปี) ปีละครั้ง แบบและหลักฐานการยื่น ภ.ง.ด.51 (แบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี) ปีละครั้ง แบบ ประมาณการ ใบเสร็จ ภ.ง.ด.50 ปีละครั้ง แบบ ใบเสร็จ แบบ ส.บช.3 (แบบนำส่งงบการเงิน) ปีละครั้ง หลักฐานการนำส่งผ่าน DBD e-Filing บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ปีละครั้ง ฉบับที่ยื่นและหลักฐานการยื่น รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ปีละครั้ง ฉบับที่อนุมัติงบ รายงานการประชุมที่ใช้ยื่นคู่กับงบควรมีรายละเอียดครบ ดูวิธีเขียนได้ที่รายงานการประชุม ถ้ามีลูกจ้าง ให้ขอแบบนำส่งเงินสมทบประกันสังคมรายเดือนพร้อมหลักฐานการจ่ายด้วย เอกสารรายการค้าต้นฉบับ มีอะไรบ้าง คือเอกสารที่กิจการส่งให้ผู้ทำบัญชีตลอดปี เช่น ใบกำกับภาษีซื้อและขาย ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญจ่าย หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ที่ได้รับ สัญญา และ Bank Statement พร้อมงบกระทบยอด เอกสารกลุ่มนี้เป็นต้นฉบับของกิจการ ถ้าเคยส่งเป็นกระดาษ ควรได้กระดาษคืน ไม่ใช่แค่ไฟล์สแกน สยามเทคซัพพลายใช้วิธีจัดเป็นแฟ้มรายเดือน 12 แฟ้ม ตรวจนับจำนวนแฟ้มก่อนเซ็นรับ เปลี่ยนสำนักงานบัญชีกลางปี ต้องส่งต่องานอะไรเพิ่ม ต้องส่งต่อ 4 อย่าง คือ งบทดลอง ณ วันเปลี่ยน ผังบัญชีและไฟล์ข้อมูลในโปรแกรม สถานะแบบภาษีรายเดือนที่ยื่นแล้ว และข้อตกลงว่าใครยื่นแบบที่ครบกำหนดหลังวันเปลี่ยน สยามเทคซัพพลายเปลี่ยนสำนักงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จึงขอให้สำนักงานเดิมส่งงบทดลอง ณ 30 มิถุนายน 2569 และยืนยันว่าแบบ ภ.พ.30 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 ของเดือนมิถุนายนยื่นครบแล้ว งานที่ต้องตกลงให้ชัดคือ ภ.ง.ด.51 ของรอบมกราคม ถึง มิถุนายน 2569 ซึ่งต้องยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของรอบหกเดือนแรก ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 107 คือภายใน 31 สิงหาคม 2569 สยามเทคซัพพลายตกลงให้สำนักงานใหม่เป็นผู้ยื่น และให้สำนักงานเดิมส่งข้อมูลรายได้ครึ่งปีมาให้ครบ งาน ใครรับผิดชอบ หลักฐานที่ต้องได้ แบบรายเดือนถึงเดือนมิถุนายน สำนักงานเดิม แบบและใบเสร็จครบ 6 เดือน งบทดลอง ณ 30 มิ.ย. 2569 สำนักงานเดิม ไฟล์งบทดลองและรายละเอียดยอด ภ.ง.ด.51 ครึ่งปี 2569 สำนักงานใหม่ ข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายครึ่งปีจากสำนักงานเดิม แบบรายเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สำนักงานใหม่ แบบและใบเสร็จ ส่งให้กิจการทุกเดือน ก่อนเซ็นสัญญากับสำนักงานใหม่ ควรถามวิธีรับช่วงงานกลางปีให้ชัด ดูเกณฑ์อื่นได้ที่วิธีเลือกสำนักงานบัญชีที่ดี ต้องเปลี่ยนรหัสผ่านและสิทธิ์ระบบอะไรบ้าง ต้องเปลี่ยนทุกระบบที่สำนักงานเดิมเคยเข้าใช้แทนกิจการ หลัก ๆ มี 4 ระบบ คือ ระบบยื่นแบบของกรมสรรพากร DBD e-Filing ระบบประกันสังคม และโปรแกรมบัญชี ถ้าเคยให้สิทธิ์ธนาคารออนไลน์ ให้ยกเลิกด้วย ฝั่งผู้รับทำบัญชีมีขั้นตอนของตัวเองด้วย ผู้ทำบัญชี ต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีผ่านระบบ e-Accountant ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ควรถามสำนักงานใหม่ว่าแจ้งแล้วหรือยัง หนังสือส่งมอบงานบัญชีควรมีอะไรบ้าง ควรมี 5 ส่วน คือ รายการเอกสารที่ส่ง ปีที่ครอบคลุม งานที่ยังค้าง วันที่ส่งและรับ และลายเซ็นของทั้งสองฝ่าย หนังสือนี้เป็นหลักฐานว่าเอกสารออกจากมือสำนักงานเดิมครบแล้ว สยามเทคซัพพลายทำหนังสือส่งมอบลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 มี 12 รายการ ครอบคลุมเอกสารปี 2564 ถึง 2568 และระบุว่าไม่มีแบบภาษีค้างยื่นถึงเดือนมิถุนายน 2569 สิ่งที่ต้องส่งให้สำนักงานใหม่ทุกเดือนหลังจากนี้ ดูได้ที่เช็กลิสต์ทำงานร่วมกับสำนักงานบัญชี ข้อควรรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี สรุป – เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องจำอะไรบ้าง การเปลี่ยนสำนักงานบัญชีไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนกังวล หัวใจอยู่ที่รายการเอกสารที่ครบ เริ่มได้วันนี้ด้วยการพิมพ์ตาราง 3 กลุ่มในบทความนี้ แล้วติ๊กว่ามีเอกสารปีล่าสุดอยู่ในมือแล้วกี่รายการ เก็บเอกสารบัญชีไว้กับกิจการด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีคลังเอกสารที่แนบไฟล์คู่กับรายการบัญชี และล็อกข้อมูลของปีที่ปิดงบแล้วได้ ตัวเลขในงบจึงไม่ถูกแก้ย้อนหลังระหว่างส่งต่องานให้สำนักงานใหม่ ถ้ากำลังมองหาผู้รับทำบัญชีรายใหม่ ดูสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ของ PEAK อ่านเรื่องงานปลายปีและการตรวจสอบเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี สำนักงานบัญชีไม่ยอมคืนเอกสาร ทำอย่างไร เริ่มจากทำหนังสือขอคืนอย่างเป็นทางการ ระบุรายการและวันที่ต้องการ แล้วตรวจสัญญาจ้างว่าเขียนเรื่องการคืนเอกสารไว้อย่างไร เอกสารต้นฉบับเป็นของกิจการ และกิจการมีหน้าที่เก็บตามมาตรา 14 ถ้ายังไม่ได้คืน ควรปรึกษานักกฎหมาย ขอเอกสารย้อนหลังหลายปีได้ไหม ได้ ขอได้ทุกปีที่เคยฝากไว้ ควรขอให้ครบอย่างน้อย 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี เพราะเป็นระยะเวลาที่กิจการต้องเก็บตามพระราชบัญญัติการบัญชี ขอเอกสารเป็นไฟล์ดิจิทัลแทนกระดาษได้ไหม ได้สำหรับบัญชี งบทดลอง และรายงานที่ผู้ทำบัญชีออกจากโปรแกรม แต่เอกสารต้นฉบับที่กิจการเคยส่งเป็นกระดาษ ควรได้กระดาษคืน และงบการเงินควรได้ฉบับที่ผู้สอบบัญชีลงนาม เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องแจ้งหน่วยงานรัฐไหม มีขั้นตอนฝั่งผู้ทำบัญชี ผู้ทำบัญชีของสำนักงานใหม่ต้องแจ้งการเป็นผู้ทำบัญชีผ่านระบบ e-Accountant ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่วนฝั่งกิจการให้เปลี่ยนรหัสผ่านและข้อมูลผู้ติดต่อในระบบยื่นแบบเอง ถ้าไม่แน่ใจกรณีของตน ควรสอบถามกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

34 min

เอกสารทางธุรกิจ มีอะไรบ้าง รู้จักทั้ง 3 ประเภท พร้อมวิธีจัดเก็บ

เอกสารทางธุรกิจ คืออะไร และสำคัญอย่างไร เอกสารทางธุรกิจ (Business Documents) หรือเอกสารธุรกิจ คือ เอกสารที่กิจการออกให้หรือได้รับจากคู่ค้าในการซื้อขาย เพื่อยืนยันเงื่อนไข เรียกเก็บเงิน และเป็นหลักฐานทางบัญชีและภาษี แบ่งประเภทเอกสารได้ 3 กลุ่ม คือเอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารหลักฐานทางการเงิน และเอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารหลายใบมีกฎหมายกำกับโดยตรง เช่น ใบกำกับภาษีและใบรับตามประมวลรัษฎากร และการเก็บเอกสารประกอบการลงบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ทุกกิจการที่ซื้อขายจึงต้องมี ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยคูลแอร์ซิสเต็ม จำกัด (ชื่อสมมุติ) จด VAT แล้ว ขายเครื่องปรับอากาศพร้อมรับติดตั้งให้บริษัทลูกค้าที่เปิดสำนักงานใหม่ และให้เครดิตลูกค้า 30 วัน เอกสารทางธุรกิจ ต่างจากเอกสารทางบัญชีอย่างไร เอกสารทางธุรกิจเป็นคำกว้าง ครอบคลุมทุกเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรม ส่วนเอกสารทางบัญชี หรือเอกสารประกอบการลงบัญชี คือเฉพาะเอกสารที่ผู้ทำบัญชีใช้บันทึกรายการ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบสำคัญจ่าย ใบเสนอราคาเป็นเอกสารทางธุรกิจ แต่ยังไม่ใช่เอกสารประกอบการลงบัญชี เพราะยังไม่เกิดรายการซื้อขายจริง ใบเสนอราคาที่ไทยคูลแอร์ซิสเต็มส่งให้ลูกค้าจึงยังไม่ต้องบันทึกบัญชี จนกว่าจะส่งของหรือรับเงิน หากต้องการอ่านบทความเอกสารบัญชี อ่านได้ที่นี่ : เอกสารบัญชีมีอะไรบ้างและต้องเก็บกี่ปี ลำดับเอกสารหลังปิดการขาย ออกใบไหนก่อนหลัง ลำดับหลักคือ ใบเสนอราคา → ใบสั่งซื้อ → ใบส่งของ → ใบแจ้งหนี้หรือใบวางบิล → ใบเสร็จรับเงิน ส่วนใบกำกับภาษีจะออกตอนไหนขึ้นกับว่าขายสินค้าหรือให้บริการ เพราะประมวลรัษฎากรกำหนดจุดที่ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นต่างกัน เอกสารแต่ละใบมีจังหวะของตัวเอง ถ้าเรียงถูก ลูกค้าจ่ายเงินเร็ว และผู้ทำบัญชีปิดงบได้โดยไม่ต้องตามเอกสารย้อนหลัง ช่องทางปิดการขายไม่เปลี่ยนหน้าที่นี้ ตกลงกันทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า ก็ต้องออกเอกสารชุดเดียวกัน ขายสินค้า ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไร ออกเมื่อส่งมอบสินค้า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 ภาษีของการขายสินค้าเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบ เว้นแต่โอนกรรมสิทธิ์ ได้รับชำระราคา หรือออกใบกำกับภาษีไปก่อน ภาษีจะเกิดตั้งแต่เหตุการณ์ที่มาก่อนนั้น และมาตรา 86 ให้ออกใบกำกับภาษีทันทีที่ภาษีเกิด ไทยคูลแอร์ซิสเต็มส่งแอร์ 4 เครื่องในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 จึงออกใบส่งของพร้อมใบกำกับภาษีในวันนั้น ขั้นตอน (ขายสินค้า) เอกสาร ใครออก ตัวอย่างไทยคูลแอร์ซิสเต็ม 1. ลูกค้าถามราคา ใบเสนอราคา ผู้ขาย เสนอราคาแอร์ 4 เครื่อง 100,000 บาท ไม่รวม VAT 2. ลูกค้าตกลงซื้อ ใบสั่งซื้อ ผู้ซื้อ ลูกค้าส่งใบสั่งซื้อ 3. ส่งสินค้า ใบส่งของ ใบกำกับภาษี ผู้ขาย 5 พ.ย. 2569 ยอด 107,000 บาท 4. เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ผู้ขาย วางบิลรวมกับค่าติดตั้ง 5. รับชำระเงิน ใบเสร็จรับเงิน ผู้ขาย 4 ธ.ค. 2569 หลายกิจการรวมขั้นตอน 3 และ 4 ไว้ในเอกสารชุดเดียว เช่น ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ผู้ซื้อจึงใช้ใบเดียวตรวจรับของและตั้งหนี้ได้พร้อมกัน ให้บริการ ต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อไร ออกเมื่อได้รับชำระค่าบริการ ตามมาตรา 78/1 ภาษีของการให้บริการเกิดเมื่อได้รับชำระราคา เว้นแต่ออกใบกำกับภาษีไปก่อน หรือมีกรณีอื่นตามที่มาตรานี้กำหนด งานบริการที่ให้เครดิตจึงวางบิลด้วยใบแจ้งหนี้ก่อน แล้วออกใบกำกับภาษีคู่กับใบเสร็จตอนรับเงิน ค่าติดตั้งของไทยคูลแอร์ซิสเต็มเป็นค่าบริการ 20,000 บาท บวก VAT 1,400 บาท ติดตั้งเสร็จวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 แต่ลูกค้าจ่ายวันที่ 4 ธันวาคม 2569 ใบกำกับภาษีค่าติดตั้งจึงลงวันที่ 4 ธันวาคม ขั้นตอน (ให้บริการ) เอกสาร ใครออก ตัวอย่างไทยคูลแอร์ซิสเต็ม 1. ตกลงขอบเขตงาน ใบเสนอราคา สัญญาจ้าง ผู้ขาย / ทั้งสองฝ่าย ค่าติดตั้ง 20,000 บาท 2. ลูกค้ายืนยัน ใบสั่งซื้อหรือใบสั่งจ้าง ผู้ซื้อ ลูกค้าส่งใบสั่งจ้าง 3. งานเสร็จ เรียกเก็บเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ผู้ขาย 8 พ.ย. 2569 ยอด 21,400 บาท 4. รับชำระเงิน ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ผู้ขาย 4 ธ.ค. 2569 5. ผู้ซื้อหักภาษี ณ ที่จ่าย หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้ซื้อ 600 บาท อ่านสองตารางนี้อย่างไร ขายเงินสด รวมเอกสารเป็นชุดเดียวได้ไหม ได้ กิจการที่รับเงินทันทีมักรวมใบกำกับภาษีกับใบเสร็จรับเงินไว้ในฉบับเดียว เพราะจุดส่งของ จุดรับเงิน และจุดเกิดภาษีตรงกันในวันเดียว ไม่ต้องออกใบแจ้งหนี้และใบวางบิล ส่วนการขายที่ให้เครดิตเทอม (Credit Term คือระยะเวลาที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินหลังรับสินค้าหรือบริการ เช่น 30 วัน) ต้องแยกเอกสารตามลำดับในตาราง เพราะวันส่งของ วันวางบิล และวันรับเงินห่างกัน 1. เอกสารป้องกันความเสี่ยง เอกสารกลุ่มแรกช่วยลดข้อพิพาทและความเข้าใจผิดระหว่างทำธุรกิจ ใช้ยืนยันว่าตกลงราคา เงื่อนไข และการส่งมอบกันไว้อย่างไร จึงต้องเก็บให้ดีไม่แพ้เอกสารการเงิน ตารางนี้สรุปเอกสารป้องกันความเสี่ยงที่ใช้บ่อย เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบเสนอราคา (Quotation) แจ้งราคาและเงื่อนไขให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) ผู้ซื้อยืนยันรายการที่ต้องการซื้อ สัญญาซื้อขาย สัญญาจ้าง ระบุหน้าที่ ระยะเวลา และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ใบส่งสินค้า ใบรับสินค้า ยืนยันว่าส่งและรับสินค้าครบ ควรให้ผู้รับเซ็นทุกครั้ง ใบเสนอราคาควรระบุวันหมดอายุ และบอกชัดว่าราคารวมหรือไม่รวม VAT ดูตัวอย่างฟอร์มและรายละเอียดที่ต้องมีได้ที่ใบเสนอราคา คืออะไร จุดที่มักเข้าใจผิดคือ ใบเสนอราคาไม่มีผลผูกพันเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 354 คำเสนอที่กำหนดระยะเวลาให้ตอบรับ ผู้เสนอจะถอนในระหว่างเวลานั้นไม่ได้ ใบเสนอราคาที่ระบุว่ายืนราคา 30 วัน จึงอาจผูกพันผู้ขายตลอด 30 วันนั้น ไทยคูลแอร์ซิสเต็มจึงเขียนในใบเสนอราคาว่ายืนราคา 15 วัน และแยกราคาแอร์กับค่าติดตั้งเป็นคนละบรรทัด ลูกค้าเห็นชัดว่าส่วนไหนเป็นค่าสินค้า ส่วนไหนเป็นค่าบริการที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 2. เอกสารหลักฐานทางการเงิน เอกสารทางการเงินคือหลักฐานที่ใช้บันทึกบัญชี ตรวจสอบต้นทุน และกระทบยอดกับบัญชีธนาคาร แบ่งเป็น 3 ส่วน คือเอกสารด้านรายรับ เอกสารด้านรายจ่าย และหลักฐานจากธนาคาร กลุ่มนี้ใช้บ่อยที่สุด และเป็นกลุ่มที่ผู้ทำบัญชีขอจากเจ้าของกิจการมากที่สุดตอนปิดงบ ใบแจ้งหนี้ หรือใบอินวอย (Invoice) ใบแจ้งหนี้ คือเอกสารที่ผู้ขายออกหลังส่งสินค้าหรือให้บริการแล้ว เพื่อแจ้งลูกค้าว่าต้องจ่ายค่าอะไร เท่าไร และภายในวันไหน ใบแจ้งหนี้ไม่ใช่หลักฐานว่าได้รับเงินแล้ว และไม่ควรใช้แทนใบเสนอราคาในช่วงที่ยังตกลงราคากันอยู่ ใบแจ้งหนี้ที่ให้เครดิตต้องระบุเครดิตเทอมและวันครบกำหนดให้ชัด เช่น Net 30 ใบแจ้งหนี้ค่าติดตั้งของไทยคูลแอร์ซิสเต็มลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 จึงเขียนวันครบกำหนดไว้ที่ 8 ธันวาคม 2569 กิจการที่จด VAT และขายสินค้านิยมออกเป็นชุด ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ในฉบับเดียว ข้อมูลที่ต้องมีและตัวอย่างดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ใบวางบิล (Billing Note) ใบวางบิลใช้รวบรวมใบแจ้งหนี้หลายใบในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อนัดให้ลูกค้าจ่ายครั้งเดียว เหมาะกับลูกค้าประจำที่มีรอบจ่ายเงินชัดเจน เช่น วางบิลทุกสิ้นเดือน ไทยคูลแอร์ซิสเต็มวางบิลค่าแอร์ 107,000 บาท รวมกับค่าติดตั้ง 21,400 บาท เป็นยอด 128,400 บาทในใบวางบิลใบเดียว ใบวางบิลเป็นเอกสารแจ้งเตือนการชำระเท่านั้น ใช้แทนใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีไม่ได้ ใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้องต้องมีอะไรบ้าง ใบเสร็จรับเงินคือเอกสารที่ผู้ขายออกเพื่อยืนยันว่าได้รับชำระเงินแล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 105 กำหนดให้ผู้ขายต้องออกใบรับให้ผู้ซื้อเมื่อรับเงินตั้งแต่จำนวนที่อธิบดีกำหนด และมาตรา 105 ทวิ กำหนดข้อมูลขั้นต่ำที่ต้องมี (ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 ถึง 129) ข้อมูลขั้นต่ำตามมาตรา 105 ทวิ สรุปได้ตามตารางนี้ ข้อมูลขั้นต่ำตามมาตรา 105 ทวิ ตัวอย่าง เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ออก 13 หลักของบริษัท ชื่อผู้ออก หรือชื่อที่ใช้ในการประกอบการ บริษัท ไทยคูลแอร์ซิสเต็ม จำกัด เลขที่เล่มและเลขที่ใบ RE2612-0004 วัน เดือน ปี ที่ออก ตรงกับวันที่รับเงินจริง จำนวนเงินที่รับ ระบุตัวเลขให้ชัด ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาสินค้า กรณีขายสินค้า ในทางปฏิบัติควรใส่ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ ช่องทางชำระเงิน และลายเซ็นผู้รับเงินเพิ่ม เพื่อให้ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลใช้เป็นหลักฐานรายจ่ายได้ วิธีออกใบเสร็จแต่ละแบบอ่านต่อที่ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ต้องมีอะไรบ้าง ใบลดหนี้ และใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ออกเมื่อมูลค่าที่เรียกเก็บไปสูงกว่าที่ควร เช่น ลูกค้าคืนสินค้า หรือคำนวณราคาผิด ส่วนใบเพิ่มหนี้ออกเมื่อเรียกเก็บต่ำกว่าที่ควร ทั้งสองใบออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องอ้างอิงใบกำกับภาษีเดิมที่ออกไปแล้ว (ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/9 และมาตรา 86/10) เอกสารด้านรายจ่าย เอกสารรายจ่ายใช้ยืนยันต้นทุนจริงของกิจการ และใช้หักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ถ้าเอกสารไม่ครบ รายจ่ายนั้นอาจหักไม่ได้ หลักฐานจากธนาคาร Bank Statement หรือรายการเดินบัญชี ใช้เทียบกับรายรับรายจ่ายที่บันทึกไว้ว่าตรงกับเงินเข้าออกจริงหรือไม่ เป็นเอกสารหลักในขั้นตอนกระทบยอดเงินฝากธนาคาร ยอดโอนค่าติดตั้งของลูกค้าไทยคูลแอร์ซิสเต็มจะเข้าบัญชี 20,800 บาท ไม่ใช่ 21,400 บาท ผู้ทำบัญชีจะจับคู่ส่วนต่าง 600 บาทกับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ลูกค้าส่งมา 3. เอกสารประกอบข้อมูลภาษี เอกสารกลุ่มนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยื่นแบบภาษีและการตรวจสอบของกรมสรรพากร ถ้าจัดเก็บไม่ครบ อาจเสียสิทธิเครดิตภาษีซื้อ หรือถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้ กิจการที่จด VAT จะมีเอกสารกลุ่มนี้มากกว่ากิจการทั่วไป เพราะต้องออกใบกำกับภาษีและทำรายงานภาษีทุกเดือน เอกสาร ใช้ทำอะไร ใบกำกับภาษี หลักฐานภาษีขาย (Output Tax คือ VAT ที่เราเก็บจากลูกค้า) ของผู้ขาย และภาษีซื้อของผู้ซื้อ รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย สรุปใบกำกับภาษีทั้งเดือน ใช้ยื่น ภ.พ.30 หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ผู้จ่ายเงินออกให้ผู้รับเงินเมื่อหักภาษีไว้ ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจากกรมสรรพากร หลักฐานว่านำส่งภาษีแล้ว จุดที่คนพลาดบ่อยคือ เก็บใบกำกับภาษีขายครบ แต่ไม่ได้ทวงหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้า ภาษีที่ถูกหักไว้จึงนำไปเครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้ปลายปีไม่ได้เต็มจำนวน ใบกำกับภาษีมีรายการที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ อ่านสรุปได้ที่ใบกำกับภาษี คืออะไร ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบกำกับภาษี ใบเสร็จรับเงิน ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จังหวะออกและการใช้เป็นหลักฐานภาษี ใบแจ้งหนี้และใบวางบิลออกก่อนรับเงิน ใบเสร็จออกหลังรับเงิน ส่วนใบกำกับภาษีออกเมื่อภาษีเกิด และออกได้เฉพาะกิจการที่จด VAT 4 เอกสารนี้ถูกใช้สลับกันบ่อยที่สุด เพราะออกในช่วงเวลาใกล้กันและบางครั้งรวมอยู่ในฉบับเดียว ตารางเปรียบเทียบด้านล่างใช้แยกได้เร็ว เอกสาร ออกเมื่อไร ใช้เป็นหลักฐานภาษีได้ไหม ใบแจ้งหนี้ หลังส่งสินค้าหรือบริการ ก่อนรับเงิน ได้ ถ้าออกคู่กับใบกำกับภาษี ใบวางบิล ก่อนรับเงิน รวมหลายใบแจ้งหนี้ ไม่ได้ ใบกำกับภาษี เมื่อภาษีเกิด (ขายสินค้า: ส่งมอบ / ให้บริการ: รับเงิน) ได้ เฉพาะกิจการที่จด VAT ใบเสร็จรับเงิน เมื่อรับเงินแล้ว ได้ เป็นหลักฐานรายรับรายจ่าย หลักจำง่าย ๆ คือ ใบแจ้งหนี้กับใบเสร็จรับเงินเป็นคู่ “ก่อนจ่าย” กับ “หลังจ่าย” ส่วนใบส่งของกับใบแจ้งหนี้เป็นคู่ “ส่งของ” กับ “เรียกเก็บเงิน” ซึ่งมักรวมเป็นใบเดียวในการขายสินค้า บันทึกบัญชีจากเอกสารหลังปิดการขายอย่างไร บันทึก 2 จังหวะ คือ ตอนตั้งลูกหนี้จากใบกำกับภาษีหรือใบแจ้งหนี้ และตอนรับเงินจากใบเสร็จรับเงิน งานบริการที่ภาษีเกิดตอนรับเงินมีขั้นเพิ่ม คือย้ายภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระไปเป็นภาษีขาย ตัวเลขทั้งหมดในหัวข้อนี้เป็นของไทยคูลแอร์ซิสเต็ม (ข้อมูลสมมติ) ค่าแอร์และค่าติดตั้งแยกบรรทัดกันตั้งแต่ใบเสนอราคา ตอนส่งแอร์ บันทึกบัญชีอย่างไร ตั้งลูกหนี้เต็มยอดรวม VAT และรับรู้ภาษีขายทันที เพราะใบกำกับภาษีออกในวันส่งของ ค่าแอร์ 100,000 บาท × 7% = VAT 7,000 บาท รวม 107,000 บาท รายการ (5 พ.ย. 2569) เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 107,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 ตอนวางบิลค่าติดตั้ง บันทึกบัญชีอย่างไร ตั้งลูกหนี้เต็มยอด แต่ VAT ยังเป็นภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระ เพราะยังไม่ได้รับเงินและยังไม่ได้ออกใบกำกับภาษี ค่าติดตั้ง 20,000 บาท × 7% = VAT 1,400 บาท รวม 21,400 บาท รายการ (8 พ.ย. 2569) เดบิต เครดิต ลูกหนี้การค้า 21,400 รายได้ค่าบริการ 20,000 ภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระ 1,400 ตอนรับเงิน และถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย บันทึกบัญชีอย่างไร ล้างลูกหนี้ทั้งสองก้อน บันทึกภาษีถูกหักเป็นสินทรัพย์ และย้าย VAT ค่าติดตั้งเป็นภาษีขายในเดือนที่รับเงิน ลูกค้าจ่ายวันที่ 4 ธันวาคม 2569 ค่าแอร์เป็นการซื้อสินค้า จึงโอนเต็ม 107,000 บาท ส่วนค่าติดตั้งเป็นค่าบริการที่จ่ายให้นิติบุคคล ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ของยอดก่อน VAT ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 รายการ (4 ธ.ค. 2569) เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 127,800 ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย 600 ลูกหนี้การค้า 128,400 ภาษีขายยังไม่ถึงกำหนดชำระ 1,400 ภาษีขาย 1,400 ภาษีถูกหัก 600 บาทใช้เครดิตตอนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลปลายปี โดยมีหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากลูกค้าเป็นหลักฐาน ส่วนภาษีขาย 1,400 บาทไปอยู่ในแบบ ภ.พ.30 เดือนธันวาคม 2569 ข้อผิดพลาดเรื่องเอกสารที่ทำให้ได้เงินช้ามีอะไรบ้าง มี 4 เรื่องหลัก คือ ส่งใบเสนอราคาช้า ข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกัน ไม่ระบุเครดิตเทอม และออกใบกำกับภาษีผิดจังหวะ ทุกเรื่องทำให้บิลไม่ผ่านรอบจ่ายของลูกค้า ลูกค้าองค์กรจ่ายเงินตามรอบ ถ้าเอกสารหลุดรอบไปหนึ่งครั้ง เงินมักเลื่อนไปอีกหนึ่งเดือน สมมติไทยคูลแอร์ซิสเต็มพิมพ์เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้าผิด 1 หลักในใบกำกับภาษีค่าแอร์ ลูกค้าใช้เป็นภาษีซื้อไม่ได้ ต้องให้ผู้ขายยกเลิกใบเดิมและออกใบใหม่ บิลจึงพลาดรอบจ่ายวันที่ 4 ธันวาคม และเลื่อนไปรอบถัดไป วิธีจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบ ทำอย่างไร ทำได้ด้วย 3 ข้อ คือ แยกหมวดหมู่ ใส่เลขที่เอกสารต่อเนื่อง และเก็บไฟล์ในระบบที่ค้นหาได้ ทำครบตั้งแต่วันแรก จะไม่ต้องรื้อเอกสารตอนสิ้นปี และหาเจอได้เร็วเมื่อผู้ทำบัญชีหรือสรรพากรขอดู ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 14 ต้องเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี ส่วนรายงานภาษีและเอกสาร VAT อธิบดีกรมสรรพากรอาจสั่งให้เก็บถึง 7 ปี (มาตรา 87/3) ไทยคูลแอร์ซิสเต็มใช้เลข IV2611-0012 กับใบแจ้งหนี้ค่าติดตั้ง และ RE2612-0004 กับใบเสร็จ พอลูกค้าโทรถามยอดค้าง ฝ่ายบัญชีค้นจากเลขที่เดียวก็เห็นทั้งใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และ 50 ทวิ ที่ผูกกันอยู่ ข้อควรรู้เกี่ยวกับเอกสารทางธุรกิจ สรุป – เอกสารทางธุรกิจต้องจำอะไรบ้าง เอกสารทางธุรกิจไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล หัวใจอยู่ที่ลำดับและวันที่ เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดบิลขายเดือนล่าสุด แยกว่ารายการไหนเป็นสินค้า รายการไหนเป็นบริการ แล้วเช็กว่าวันที่ในใบกำกับภาษีตรงกับวันส่งของหรือวันรับเงินหรือไม่ ออกเอกสารขายครบทั้งวงจรด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษีจากระบบเดียว พร้อมคลังเอกสารที่เก็บไฟล์คู่กับรายการบัญชี ให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีเห็นเอกสารชุดเดียวกัน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องเอกสารและภาษีจากการขายเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารทางธุรกิจ Business Documents หมายถึงอะไร หมายถึงเอกสารทางธุรกิจ คือเอกสารที่เกิดจากการทำธุรกรรมของกิจการ เช่น ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใช้ยืนยันรายการระหว่างคู่ค้าและเป็นหลักฐานทางบัญชี เอกสารทางบัญชีมีอะไรบ้าง หลัก ๆ คือใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ ใบลดหนี้ ใบเพิ่มหนี้ ใบสำคัญจ่าย ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และ Bank Statement ซึ่งเป็นเอกสารที่ผู้ทำบัญชีใช้บันทึกรายการจริง เอกสารบริษัทมีอะไรบ้าง มีเอกสารแสดงตัวตนของกิจการ เช่น หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้เปิดบัญชีธนาคารหรือทำสัญญากับคู่ค้า อ่านเพิ่มที่ หนังสือรับรองบริษัท คืออะไร ออกเอกสารทางธุรกิจเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ไหม ได้ เอกสารหลายประเภทออกและเก็บเป็นไฟล์ได้ ส่วนใบกำกับภาษีและใบรับแบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องทำตามระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร อ่านภาพรวมได้ที่ E-Document คืออะไร ไม่จด VAT ออกใบกำกับภาษีได้ไหม ไม่ได้ ใบกำกับภาษีออกได้เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 86/13 ผู้ที่ออกโดยไม่มีสิทธิมีโทษตาม มาตรา 90/4 จำคุก 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับ 2,000 ถึง 200,000 บาท กิจการที่ยังไม่จด VAT จึงออกใบเสร็จรับเงินแทน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

27 min

Dropship คืออะไร เทียบพรีออเดอร์ รับรู้รายได้ยังไง

Dropship คืออะไร Dropship (Dropshipping หรือ ดรอปชิป) คือ รูปแบบการขายของออนไลน์ที่ผู้ขายไม่ต้องสต๊อกสินค้าเอง เมื่อลูกค้าสั่งซื้อ ผู้ขายส่งคำสั่งซื้อต่อให้ซัพพลายเออร์ แล้วซัพพลายเออร์จัดส่งถึงลูกค้าโดยตรง ผู้ขายได้กำไรจากส่วนต่างราคา พูดง่าย ๆ คือ ร้านทำหน้าที่หน้าร้านและการตลาด ส่วนโกดังและการแพ็กของเป็นงานของซัพพลายเออร์ คนที่ทำ Dropship ในไทยมักขายผ่าน marketplace เว็บไซต์ของตัวเอง หรือโซเชียลมีเดีย สำหรับเจ้าของร้าน เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยโฮมเดคคอร์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายของแต่งบ้านผ่านเว็บไซต์และ marketplace จดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ไม่มีโกดัง ขายแบบดรอปชิปเฉลี่ย 200 ออเดอร์ต่อเดือน Dropship ทำงานอย่างไร มีกี่ขั้นตอน ขั้นตอนหลักมี 5 ขั้น และทุกขั้นมีทั้งเรื่องสินค้าและเรื่องเงิน ถ้าแยกสองเรื่องนี้ได้ตั้งแต่ต้น การลงบัญชีในภายหลังจะง่ายขึ้นมาก ตัวอย่าง ลูกค้าของไทยโฮมเดคคอร์สั่งชั้นวางของ จ่าย 1,605 บาท (ราคา 1,500 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 105 บาท) ซัพพลายเออร์เรียกเก็บจากบริษัท 1,284 บาท (ราคาส่ง 1,200 บาท บวกภาษี 84 บาท) แล้วส่งของถึงลูกค้าภายใน 3 วัน ขายแบบไม่สต๊อกต่างจาก Reseller และ Fulfillment อย่างไร ต่างกันที่ใครถือสินค้า Reseller ซื้อสินค้ามาเก็บเองก่อนขาย ส่วน Fulfillment คือการจ้างคลังสินค้าเก็บและแพ็กของที่ร้านเป็นเจ้าของ ร้านจึงยังต้องลงทุนซื้อสินค้า มีเพียงดรอปชิปที่ร้านไม่ต้องซื้อสินค้าล่วงหน้าเลย เรื่อง Dropship Reseller Fulfillment ใครเป็นเจ้าของสต๊อก ซัพพลายเออร์ ร้าน ร้าน (ฝากคลังภายนอก) เงินลงทุนสินค้า ต่ำ สูง สูง ความเสี่ยงสินค้าค้าง แทบไม่มี มี มี ควบคุมคุณภาพก่อนส่ง ยาก ทำได้ ทำได้บางส่วน ต้องนับและตีมูลค่าสต๊อก ไม่ต้อง ต้อง ต้อง ร้านที่เริ่มจากดรอปชิปแล้วยอดโตจนอยากคุมคุณภาพเอง มักขยับไปซื้อสินค้าขายดีมาเก็บเอง ช่วงนั้นต้องวางระบบการจัดการสต๊อกสินค้าให้พร้อมก่อน ทำดรอปชิปได้เงินจริงไหม คิดกำไรต่อออเดอร์อย่างไร ได้เงินจริง ถ้าคิดกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายครบ ส่วนต่างระหว่างราคาขายกับราคาส่งยังไม่ใช่กำไร เพราะยังมีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา และความเสียหายจากของคืนรออยู่ รายการต่อออเดอร์ จำนวนเงิน (บาท) ราคาขาย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 1,500 หัก ราคาส่งจากซัพพลายเออร์ 1,200 ส่วนต่างราคา 300 หัก ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (สมมติร้อยละ 8 ของราคาขาย) 120 หัก ค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อออเดอร์ (สมมติ) 50 กำไรก่อนค่าใช้จ่ายคงที่ 130 ส่วนต่าง 300 บาทจึงเหลือจริง 130 บาท หรือไม่ถึงครึ่ง ถ้าไทยโฮมเดคคอร์ขาย 200 ออเดอร์ต่อเดือน กำไรก่อนค่าใช้จ่ายคงที่คือ 200 × 130 = 26,000 บาท ยังไม่รวมเงินเดือนแอดมินและค่าเว็บไซต์ วิธีคิดแบบนี้ใช้ตอบคำถามว่าทำดรอปชิปดีไหมได้ตรงกว่าการดูส่วนต่างอย่างเดียว ให้ใส่อัตราค่าธรรมเนียมจริงของแพลตฟอร์มที่ใช้ และงบโฆษณาจริงหารด้วยจำนวนออเดอร์ แล้วดูว่ากำไรต่อออเดอร์ยังเป็นบวกหรือไม่ ข้อดี ข้อเสีย และวิธีเลือกซัพพลายเออร์มีอะไรบ้าง ข้อดีหลักคือเริ่มเร็วและไม่มีสต๊อกค้าง ข้อเสียหลักคือร้านต้องพึ่งซัพพลายเออร์ทั้งเรื่องคุณภาพ ความเร็ว และของคืน ทั้งที่ลูกค้ามองว่าร้านเป็นผู้รับผิดชอบ เรื่อง ข้อดี ข้อเสีย เงินทุน ไม่ต้องซื้อสินค้าล่วงหน้า กำไรต่อชิ้นต่ำ สินค้า ลองขายได้หลายรายการ ตรวจคุณภาพก่อนส่งไม่ได้ การส่งของ ไม่ต้องแพ็กเอง ส่งช้าหรือส่งผิด ร้านโดนรีวิวแย่ การแข่งขัน เปิดร้านง่าย ร้านอื่นขายสินค้าเดียวกันได้ จึงมักแข่งราคา ขายแบบนี้โกงไหม ตรวจซัพพลายเออร์อย่างไร ไม่โกงในตัวโมเดล การขายแบบดรอปชิปเป็นการค้าปกติ ความเสี่ยงอยู่ที่ซัพพลายเออร์บางรายหรือคอร์สที่ขายฝัน ก่อนเริ่มงาน ควรตรวจอย่างน้อย 4 เรื่อง ไทยโฮมเดคคอร์ขอสำเนา ภ.พ.20 ของซัพพลายเออร์ และให้ระบุในข้อตกลงว่าสินค้าชำรุดจากโรงงาน ซัพพลายเออร์รับค่าส่งคืนเอง ข้อตกลงนี้ยังใช้ตัดสินเรื่องบัญชีในหัวข้อตัวการและตัวแทนด้านล่างด้วย Dropship กับพรีออเดอร์ (Pre-order) ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จังหวะของสินค้าและเงิน พรีออเดอร์ (Pre-order) คือ การรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าก่อนมีสินค้า ลูกค้าจ่ายมัดจำหรือจ่ายเต็มก่อน แล้วผู้ขายค่อยสั่งของมาส่ง ส่วนดรอปชิปมีสินค้าพร้อมส่งอยู่ที่ซัพพลายเออร์แล้ว พรีออเดอร์นิยมกับสินค้านำเข้า สินค้าทำมือ และสินค้าจำนวนจำกัด ผู้ขายมักรับของเข้ามาตรวจเองก่อนส่งต่อ จึงถือสินค้าไว้ช่วงหนึ่ง ต่างจากดรอปชิปที่ไม่เคยแตะตัวสินค้าเลย เรื่อง Dropship พรีออเดอร์ สินค้าตอนลูกค้าสั่ง มีพร้อมส่งที่ซัพพลายเออร์ ยังไม่มี ต้องสั่งผลิตหรือสั่งนำเข้า เวลารอของ สั้น นาน หลายสัปดาห์ได้ ผู้ขายถือสินค้าไหม ไม่ถือ มักถือช่วงสั้น ๆ ก่อนส่ง เงินที่รับจากลูกค้า ราคาเต็มตอนสั่ง มัดจำหรือเต็มจำนวนล่วงหน้า คำถามบัญชีหลัก ลงรายได้เต็มหรือส่วนต่าง เงินที่รับมาเป็นรายได้แล้วหรือยัง ไทยโฮมเดคคอร์ทำทั้งสองแบบ นอกจากดรอปชิปของแต่งบ้าน บริษัทเปิดพรีออเดอร์โคมไฟนำเข้าราคา 3,000 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 210 บาท รวม 3,210 บาท ลูกค้าจ่ายมัดจำร้อยละ 50 ตอนสั่ง และจ่ายส่วนที่เหลือเมื่อได้รับของ ร้านแบบไม่สต๊อกรับรู้รายได้เต็มจำนวนหรือแค่ส่วนต่าง ขึ้นกับว่าร้านเป็นตัวการ (Principal) หรือตัวแทน (Agent) ถ้าเป็นตัวการ ลงรายได้เต็มราคาขายและลงต้นทุนขายแยก ถ้าเป็นตัวแทน ลงรายได้เฉพาะค่านายหน้าหรือส่วนต่าง กิจการส่วนใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ใช้ มาตรฐาน TFRS for NPAEs ซึ่งบทที่ 18 เรื่องรายได้ ย่อหน้า 18.32 กำหนดเรื่องตัวการและตัวแทนไว้ ส่วนกิจการที่ใช้ TFRS ฉบับเต็มจะพิจารณาตาม TFRS 15 ซึ่งใช้หลักการคล้ายกัน ตัวการกับตัวแทนดูจากอะไร ดูว่าร้านรับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญจากการขายหรือไม่ มาตรฐาน NPAEs ให้ข้อบ่งชี้ว่าร้านเป็นตัวการ 4 ข้อ ส่วนข้อบ่งชี้ว่าเป็นตัวแทน คือร้านไม่ได้รับความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ และรายได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นค่าธรรมเนียมต่อรายการหรือร้อยละของยอดขาย ร้านดรอปชิปจึงไม่ได้เป็นตัวแทนเสมอไป ต้องดูข้อตกลงกับซัพพลายเออร์และวิธีขายจริง ไทยโฮมเดคคอร์ตั้งราคาขายเอง รับเรื่องคืนสินค้าจากลูกค้า และออกใบกำกับภาษีในนามบริษัท ผู้ทำบัญชีจึงประเมินว่าบริษัทเป็นตัวการ แม้จะไม่เคยแตะตัวสินค้าเลย ตัวอย่างบันทึกบัญชีทั้ง 2 แบบ ใช้ออเดอร์เดิม ลูกค้าจ่าย 1,605 บาท ซัพพลายเออร์ได้รับ 1,284 บาท กรณีตัวการ ลงรายได้เต็ม 1,500 บาท และลงต้นทุนขาย 1,200 บาท รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 1,605 รายได้จากการขาย 1,500 ภาษีขาย 105 ต้นทุนขาย 1,200 ภาษีซื้อ 84 เจ้าหนี้การค้า (ซัพพลายเออร์) 1,284 กรณีตัวแทน ซัพพลายเออร์เป็นผู้ขายให้ลูกค้า ร้านเก็บเงินแทนและได้ค่านายหน้า 300 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 21 บาท รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 1,605 เจ้าหนี้ซัพพลายเออร์ (เงินรับแทน) 1,284 รายได้ค่านายหน้า 300 ภาษีขาย 21 ทั้งสองกรณีเงินเหลือในมือเท่ากันที่ 321 บาท และกำไรขั้นต้นเท่ากันที่ 300 บาท แต่รายได้ในงบต่างกันมาก ทั้งปี 200 ออเดอร์ต่อเดือน กรณีตัวการมีรายได้ 200 × 1,500 × 12 = 3,600,000 บาท ส่วนกรณีตัวแทนมีรายได้ 200 × 300 × 12 = 720,000 บาท เงินมัดจำพรีออเดอร์เป็นรายได้หรือหนี้สิน เป็นหนี้สิน เงินที่ลูกค้าจ่ายก่อนได้รับสินค้ายังไม่ใช่รายได้ เพราะร้านยังมีภาระต้องส่งของ จึงบันทึกเป็นเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า ซึ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน แล้วโอนเป็นรายได้เมื่อส่งมอบสินค้า มาตรฐาน NPAEs ย่อหน้า 18.6 ให้รับรู้รายได้จากการขายสินค้าเมื่อเข้าเงื่อนไขทุกข้อ เช่น โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนที่มีนัยสำคัญให้ผู้ซื้อแล้ว และวัดมูลค่ารายได้ได้อย่างน่าเชื่อถือ สำหรับพรีออเดอร์ จุดนั้นคือวันที่ลูกค้าได้รับของ ฝั่งร้านเองก็อาจต้องจ่ายมัดจำให้โรงงานก่อนเช่นกัน เงินก้อนนั้นบันทึกเป็นสินทรัพย์ ดูวิธีลงบัญชีได้ที่เงินจ่ายล่วงหน้าให้ซัพพลายเออร์ ตัวอย่างบันทึกบัญชีพรีออเดอร์ ไทยโฮมเดคคอร์รับมัดจำโคมไฟ 1,605 บาท (1,500 บาท บวกภาษี 105 บาท) และออกใบกำกับภาษีค่ามัดจำในวันรับเงิน เหตุผลเรื่องภาษีอธิบายในหัวข้อถัดไป วันรับมัดจำ รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 1,605 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 1,500 ภาษีขาย 105 วันรับสินค้าเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนโคมไฟ 1,760 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายตอนนำเข้า 123.20 บาท (ที่มาของตัวเลขอยู่ในหัวข้อภาษีนำเข้า) รายการ เดบิต เครดิต สินค้าคงเหลือ 1,760 ภาษีซื้อ 123.20 เงินฝากธนาคาร 1,883.20 วันส่งมอบและรับเงินส่วนที่เหลือ รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 1,605 เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า 1,500 รายได้จากการขาย 3,000 ภาษีขาย 105 ต้นทุนขาย 1,760 สินค้าคงเหลือ 1,760 รายได้ 3,000 บาทรับรู้ครั้งเดียวในวันส่งมอบ ส่วนภาษีขายแบ่งเกิด 2 ครั้งตามวันที่ได้รับเงิน กำไรขั้นต้นของโคมไฟชิ้นนี้คือ 3,000 − 1,760 = 1,240 บาท ต้องจด VAT และออกใบกำกับภาษีเมื่อไร ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อรายรับจากการขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และเมื่อจดแล้ว ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ความรับผิดเกิดขึ้น เรื่องที่ร้านออนไลน์พลาดบ่อยคือวันที่ความรับผิดเกิด ซึ่งไม่ใช่วันส่งของเสมอไป ภาษีขายลบภาษีซื้อของแต่ละเดือนต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ไทยโฮมเดคคอร์ในกรณีตัวการมีภาษีขาย 105 บาท ลบภาษีซื้อ 84 บาท เหลือภาษีที่ต้องชำระ 21 บาทต่อออเดอร์ ซึ่งเท่ากับภาษีของค่านายหน้าในกรณีตัวแทน รับเงินก่อนส่งของ จุดภาษีอยู่ตรงไหน อยู่ที่วันรับเงิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78(1) ความรับผิดจากการขายสินค้าเกิดเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่ได้โอนกรรมสิทธิ์ ได้รับชำระราคา หรือได้ออกใบกำกับภาษีก่อนส่งมอบ ถ้าเหตุใดเกิดก่อน ความรับผิดเกิดในวันนั้น กรมสรรพากรยังมีคำสั่ง ที่ ป. 73/2541 กำหนดให้ผู้ขายสินค้านำเงินล่วงหน้าและเงินมัดจำมารวมเป็นฐานภาษี และถ้าคืนเงินภายหลัง ให้ออกใบลดหนี้ ร้านพรีออเดอร์ที่จด VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีค่ามัดจำในวันรับเงิน กติกาเดียวกันใช้กับดรอปชิปด้วย ลูกค้าออนไลน์ส่วนใหญ่จ่ายเงินก่อนของถึงมือ จุดภาษีของออเดอร์ส่วนใหญ่จึงเป็นวันที่ร้านได้รับเงิน ไม่ใช่วันที่ซัพพลายเออร์ส่งของ เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนับจากยอดไหน นับจากรายรับของสิ่งที่ร้านขายหรือให้บริการจริงตามกฎหมาย ถ้าร้านขายสินค้าในนามตัวเอง รายรับคือยอดขายเต็ม ถ้าร้านเป็นนายหน้าที่รับค่าตอบแทนจากซัพพลายเออร์ รายรับคือค่านายหน้า ถ้าไทยโฮมเดคคอร์ยังไม่ได้จด VAT แบบตัวการมียอดขาย 3,600,000 บาทต่อปี เกินเกณฑ์ไปมาก ส่วนแบบตัวแทนมีค่านายหน้า 720,000 บาท ต่ำกว่าเกณฑ์ ตัวเลขต่างกันจนเปลี่ยนหน้าที่ภาษีของร้านได้ การจัดประเภทตามมาตรฐานบัญชีกับการเป็นผู้ขายตามกฎหมายภาษีเป็นคนละเรื่องกัน ก่อนสรุปว่าร้านนับเฉพาะค่านายหน้า ควรมีสัญญากับซัพพลายเออร์ที่ระบุชัดว่าใครเป็นผู้ขาย และสอบถามสรรพากรพื้นที่หรือผู้ทำบัญชี สั่งสินค้าจากต่างประเทศมาขาย เสียภาษีนำเข้าอย่างไร เสียอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่บาทแรก ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ประกาศกรมศุลกากรที่ 219/2568 ยกเลิกการยกเว้นอากรของนำเข้าราคาไม่เกิน 1,500 บาท เหลือยกเว้นเฉพาะของที่ราคาไม่เกิน 1 บาท ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มตอนนำเข้าตามมาตรา 79/2 คือราคา CIF (ราคาสินค้า บวกค่าประกันภัยและค่าขนส่ง) บวกอากรขาเข้า และภาษีอื่นที่เกี่ยวข้อง อัตราอากรขึ้นกับพิกัดของสินค้าแต่ละชนิด ดูวิธีคำนวณภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ตัวอย่าง โคมไฟของไทยโฮมเดคคอร์มีราคา CIF 1,600 บาท สมมติอัตราอากรร้อยละ 10 อากรคือ 160 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มคือ (1,600 + 160) × 7% = 123.20 บาท บริษัทจ่ายรวม 1,883.20 บาท และใช้ 1,760 บาทเป็นต้นทุนสินค้า ผู้นำเข้าที่จด VAT นำภาษีที่จ่ายตอนนำเข้ามาใช้เป็นภาษีซื้อได้ จึงต้องเก็บใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากรไว้ทุกใบ ราคาพรีออเดอร์ที่เสนอลูกค้าควรรวมอากรไว้ตั้งแต่แรก เพราะเป็นต้นทุนที่เครดิตคืนไม่ได้ ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Dropship สรุป – Dropship ต้องจำอะไรบ้าง ตัวเลขที่ร้านส่วนใหญ่ยังไม่เคยคิดคือกำไรต่อออเดอร์หลังหักทุกอย่าง เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดออเดอร์ 10 รายการล่าสุด ใส่ค่าธรรมเนียมและค่าโฆษณาจริงลงตารางแบบในบทความ แล้วดูว่าแต่ละออเดอร์เหลือกำไรเท่าไร บันทึกเงินมัดจำและออกใบกำกับภาษีด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เชื่อมต่อข้อมูลร้านค้าออนไลน์โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ และออกใบเสร็จรับเงินพร้อมใบกำกับภาษีค่ามัดจำได้ โดยลงเข้าบัญชีเงินรับล่วงหน้า แล้วหักล้างในเอกสารงวดสุดท้าย ดูขั้นตอนได้ที่บันทึกรับเงินมัดจำใน PEAK ร้านที่อยากให้ผู้ทำบัญชีเห็นเอกสารขายและมัดจำครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีและบัญชีของร้านออนไลน์เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Dropship ขายแบบดรอปชิปต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ส่วนใหญ่ต้องจด ถ้าขายเป็นประจำในนามบุคคลธรรมดา พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 มาตรา 11 ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจยื่นจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มประกอบกิจการ ดูขั้นตอนได้ที่ทะเบียนพาณิชย์ คืออะไร และตรวจประเภทกิจการกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลูกค้ายกเลิกพรีออเดอร์ต้องลงบัญชีอย่างไร กลับรายการเงินรับล่วงหน้า โดยเดบิตเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า และเครดิตเงินฝากธนาคาร ถ้าออกใบกำกับภาษีค่ามัดจำไปแล้ว ต้องออกใบลดหนี้เพื่อลดภาษีขายด้วย ส่วนที่หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมยกเลิกให้รับรู้เป็นรายได้ ขายผ่าน Shopee หรือ Lazada ต้องออกใบกำกับภาษีเองไหม ต้องออกเอง ถ้าร้านจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แพลตฟอร์มเป็นผู้ให้บริการพื้นที่ขาย ไม่ได้ออกใบกำกับภาษีขายสินค้าแทนร้าน ถ้าแพลตฟอร์มออกใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมให้ร้าน ร้านที่จด VAT ใช้เป็นภาษีซื้อได้ ทำดรอปชิปดีไหม เหมาะกับใคร เหมาะกับคนที่อยากทดลองตลาดด้วยเงินทุนน้อย และพร้อมทำการตลาดกับบริการหลังการขายเอง ไม่เหมาะกับคนที่หวังกำไรต่อชิ้นสูง หรือขายสินค้าที่ต้องคุมคุณภาพเข้มงวด ให้คำนวณกำไรต่อออเดอร์ก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก