Table of Contents

ก่อนปล่อยสินเชื่อการค้า 30-60 วันให้คู่ค้ารายใหม่ คุณเคยเช็คข้อมูลบริษัทเขาก่อนไหม? ปัญหาหนี้เสียจากคู่ค้าที่จ่ายเงินไม่ได้เป็นเรื่องที่ SME ไทยเจอบ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่ต้องส่งของก่อนรับเงิน

คลังข้อมูลธุรกิจ หรือ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) คือเครื่องมือฟรีที่ช่วยเช็คข้อมูลคู่ค้าได้ทันที ตั้งแต่สถานะบริษัท ทุนจดฯ ไปจนถึงงบการเงิน บทความนี้จะพาคุณเช็คคู่ค้าแบบครบทุกมิติ พร้อมสอนอ่านงบเบื้องต้นและ red flag ที่ต้องระวัง

คลังข้อมูลธุรกิจ (DBD DataWarehouse+) คืออะไร

คลังข้อมูลธุรกิจ คือระบบฐานข้อมูลออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวบรวมข้อมูลนิติบุคคลทุกรายที่จดทะเบียนในประเทศไทยไว้ในที่เดียว

ข้อมูลอะไรบ้างที่ดูได้ในคลังข้อมูลธุรกิจ

ข้อมูลหลักที่ดูได้มีดังนี้

  • สถานะนิติบุคคล (ยังเปิดกิจการอยู่ หรือเลิกกิจการแล้ว)
  • ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว
  • รายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้น
  • งบการเงินย้อนหลัง (งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน)
  • ประเภทธุรกิจที่จดทะเบียนไว้
  • ที่ตั้งสำนักงานและวันที่จดทะเบียน

สำหรับวิธีเข้าใช้งาน DBD DataWarehouse+ แบบละเอียดทุกขั้นตอน อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีดูงบการเงินบริษัทผ่าน DBD DataWarehouse+

ทำไม SME ต้องเช็คคู่ค้าก่อนทำธุรกิจ

การเช็คคู่ค้าไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น SME ที่ให้เครดิตเทอมหรือรับงานโปรเจกต์ก็ต้องทำเช่นกัน เพราะเงินก้อนเดียวที่เก็บไม่ได้อาจกระทบ cash flow ทั้งระบบ

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเมื่อไม่เช็คคู่ค้า

ลองนึกภาพว่าบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับผลิตสินค้าให้คู่ค้ารายหนึ่งมูลค่า 500,000 บาท ให้เครดิตเทอม 60 วัน พอครบกำหนดปรากฏว่าคู่ค้าไม่จ่าย โทรไปก็ไม่รับ สุดท้ายพบว่าบริษัทนั้นปิดกิจการไปแล้ว

ถ้าเช็คข้อมูลจากคลังข้อมูลธุรกิจก่อน จะพบว่าบริษัทนั้นขาดทุนสะสมมาหลายปีและไม่ส่งงบการเงินให้ DBD มานานกว่า 2 ปี

กรณีไหนบ้างที่ควรเช็คคู่ค้าทุกครั้ง

ผู้ประกอบการควรเช็คข้อมูลคู่ค้าทุกครั้งในสถานการณ์เหล่านี้

  1. ก่อนปล่อยเครดิต 30 วันขึ้นไป
  2. ก่อนรับงานโปรเจกต์มูลค่าสูงที่ต้องลงทุนล่วงหน้า
  3. ก่อนทำสัญญาระยะยาวกับซัพพลายเออร์รายใหม่
  4. เมื่อคู่ค้าเริ่มจ่ายช้ากว่าปกติ

วิธีเช็คคู่ค้าผ่านคลังข้อมูลธุรกิจ DBD ครบ 7 ข้อ

เมื่อเข้าไปค้นหาชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคลในระบบ DBD DataWarehouse+ แล้ว ข้อมูล 7 จุดที่ต้องเช็คมีดังนี้

1. เช็คสถานะนิติบุคคล

ดูว่าบริษัทยังอยู่ในสถานะ “ยังดำเนินกิจการอยู่” หรือไม่ ถ้าสถานะเป็น “เสร็จการชำระบัญชี” หรือ “ถูกขีดชื่อ” แปลว่าบริษัทปิดตัวแล้ว ห้ามทำธุรกิจด้วยเด็ดขาด

2. ดูทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว

ทุนจดทะเบียนบอกว่าเจ้าของลงเงินตั้งต้นเท่าไร สิ่งที่ต้องสังเกตคือ “ทุนชำระแล้ว” ต้องเท่ากับทุนจดทะเบียน ถ้าชำระไม่ครบอาจเป็นสัญญาณว่าเจ้าของยังไม่ได้ลงเงินจริง

นอกจากนี้ ถ้าบริษัทจดทุนแค่ 10,000 บาท แต่รับงานหลักล้าน ก็ควรตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ

3. ตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นและกรรมการ

ข้อมูลนี้บอกว่าใครเป็นเจ้าของจริงและใครมีอำนาจลงนาม ให้สังเกตว่ากรรมการมีชื่อเดียวกับบริษัทอื่นที่เคยมีปัญหาหรือไม่ และผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่น (อาจเป็น nominee)

4. ดูงบการเงินย้อนหลัง 3 ปี

งบการเงินคือหัวใจของการเช็คคู่ค้า ดูว่าบริษัทมีรายได้สม่ำเสมอไหม กำไรหรือขาดทุน และมีสินทรัพย์เพียงพอรองรับหนี้สินหรือเปล่า รายละเอียดวิธีอ่านงบจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

5. เช็คประวัติการส่งงบการเงิน

บริษัทที่ยื่นงบให้ DBD ตรงเวลาทุกปีแสดงว่ามีระบบบัญชีที่ดี ถ้าไม่ส่งงบมานานกว่า 1 ปี อาจหมายความว่าบริษัทไม่ได้ดำเนินกิจการจริง หรือไม่มีระบบบัญชีที่เป็นระเบียบ (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)

6. ดูประเภทธุรกิจที่จดทะเบียนไว้

ตรวจว่าประเภทธุรกิจที่จดทะเบียนไว้ตรงกับสิ่งที่บริษัทอ้างว่าทำหรือไม่ ถ้าจดทะเบียนเป็นบริษัทขนส่ง แต่มาเสนอขายซอฟต์แวร์ ก็ควรสอบถามเพิ่ม

7. ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น

นอกจากคลังข้อมูลธุรกิจ ยังมีแหล่งอื่นที่ช่วยเช็คคู่ค้าได้เพิ่มเติม

  • กรมบังคับคดี ดูว่าบริษัทมีคดีถูกบังคับคดีหรือไม่
  • ศาลล้มละลายกลาง ดูว่าบริษัทถูกฟ้องล้มละลายหรือเปล่า
  • ค้นหาข่าวในสื่อออนไลน์ ดูว่ามีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับบริษัทหรือผู้บริหารหรือไม่

วิธีอ่านงบการเงินคู่ค้าเบื้องต้น

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชีก็อ่านงบคู่ค้าได้ แค่ดู 4 ตัวเลขหลักนี้ก็พอประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นได้แล้ว

อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) บอกว่าจ่ายหนี้ระยะสั้นได้ไหม

Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน

ตัวอย่าง ถ้าคู่ค้ามีสินทรัพย์หมุนเวียน 3,000,000 บาท และหนี้สินหมุนเวียน 2,000,000 บาท

Current Ratio = 3,000,000 ÷ 2,000,000 = 1.5 เท่า

ค่าที่ดีควรมากกว่า 1.0 เท่า ถ้าต่ำกว่า 1.0 แปลว่าบริษัทมีหนี้สินระยะสั้นมากกว่าสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินได้เร็ว

อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) บอกว่ากู้มากเกินไปหรือเปล่า

D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น

ค่าที่ดีไม่ควรเกิน 2.0-3.0 เท่า (แตกต่างตามอุตสาหกรรม) ถ้า D/E สูงมาก แปลว่าบริษัทพึ่งพาเงินกู้เป็นหลัก ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ก็สูงตาม

กำไร (ขาดทุน) สุทธิ บอกว่าทำกำไรได้จริงไหม

ดูกำไรสุทธิย้อนหลัง 3 ปี ถ้ากำไรเพิ่มขึ้นทุกปีแสดงว่าธุรกิจเติบโต ถ้าขาดทุนติดต่อกันแสดงว่ามีปัญหา ที่สำคัญให้ดูตัวเลขจริง ไม่ใช่แค่เครื่องหมายบวกลบ เพราะบริษัทที่กำไรปีละ 10,000 บาทกับบริษัทที่กำไร 10 ล้านบาท ความเสี่ยงต่างกันมาก

กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน บอกว่ามีเงินจ่ายจริงไหม

ตัวเลขนี้สำคัญที่สุดสำหรับการเช็คคู่ค้า เพราะบริษัทอาจมีกำไรในงบ แต่ถ้ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ แปลว่ายังเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้จริง ไม่มีเงินสดมาจ่ายคุณ

ตัวเลขค่าที่ดีสัญญาณเตือน
สภาพคล่อง (Current Ratio)มากกว่า 1.0 เท่าต่ำกว่า 1.0
หนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)ไม่เกิน 2.0-3.0 เท่าสูงกว่า 5.0
กำไรสุทธิ 3 ปีเพิ่มขึ้นหรือคงที่ขาดทุนติดต่อกัน
กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกติดลบต่อเนื่อง

5 Red Flag สัญญาณเตือนว่าคู่ค้าอาจจ่ายเงินไม่ได้

ถ้าพบสัญญาณเหล่านี้ในข้อมูลคู่ค้า ควรพิจารณาลดวงเงิน ขอเงินมัดจำล่วงหน้า หรือขอค้ำประกัน

ขาดทุนสะสมติดต่อกันหลายปี

ขาดทุนปีเดียวอาจเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าขาดทุน 3 ปีติดต่อกัน แปลว่าธุรกิจยังหาทางทำกำไรไม่ได้ โอกาสที่จะมีเงินมาจ่ายคุณก็น้อยลงไปด้วย

หนี้สินมากกว่าสินทรัพย์

ถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ แปลว่าบริษัทมีหนี้มากกว่าสิ่งที่เป็นเจ้าของทั้งหมด สถานะแบบนี้เข้าข่ายอาจถูกฟ้องล้มละลายได้

ไม่ยื่นงบให้ DBD มากกว่า 1 ปี

กฎหมายกำหนดให้บริษัทนำส่งงบประจำปีให้ DBD ภายใน 5 เดือนหลังปิดรอบบัญชี (ตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) ถ้าไม่ส่งมานาน แสดงว่าอาจไม่มีระบบบัญชี หรืออาจไม่ได้ดำเนินกิจการจริง

ทุนจดทะเบียนต่ำมาก แต่รับงานใหญ่

บริษัทที่จดทุน 10,000-50,000 บาท แต่เสนอรับงานหลายล้านบาท ควรตั้งคำถาม เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา ทรัพย์สินที่ใช้ชดเชยความเสียหายมีจำกัดมาก

เปลี่ยนกรรมการหรือผู้ถือหุ้นบ่อย

การเปลี่ยนกรรมการบ่อยอาจบ่งบอกถึงความไม่มั่นคงในการบริหาร หรืออาจเป็นการโอนหนี้ให้คนอื่นรับผิดชอบ


สรุป – เช็คคู่ค้าก่อน ปลอดภัยกว่าตามเก็บหนี้ทีหลัง

การเช็คคู่ค้าผ่านคลังข้อมูลธุรกิจ DBD ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที แต่ช่วยป้องกันหนี้เสียได้หลายแสนถึงหลายล้านบาท สรุปสิ่งที่ต้องทำก่อนเริ่มซื้อขายกับคู่ค้ารายใหม่

  1. เช็คสถานะบริษัท ทุน และผู้ถือหุ้นผ่านคลังข้อมูลธุรกิจ
  2. อ่านงบย้อนหลัง 3 ปี เน้นสภาพคล่องและ cash flow จากการดำเนินงาน
  3. ดู Red Flag 5 ข้อ ถ้าพบแม้แต่ข้อเดียว ให้ปรับเงื่อนไขการค้าหรือขอค้ำประกัน

จัดการบัญชีลูกหนี้และเครดิตคู่ค้าอย่างเป็นระบบด้วย PEAK

หลังจากเช็คคู่ค้าแล้ว การจัดการบัญชีลูกหนี้อย่างเป็นระบบก็สำคัญไม่แพ้กัน

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณออกใบแจ้งหนี้ ติดตามสถานะลูกหนี้แต่ละราย และดูรายงานอายุหนี้ (Aging Report) ได้แบบ real-time ผ่าน PEAK Board รู้ทันทีว่าลูกค้ารายไหนจ่ายช้า รายไหนเกินกำหนด – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับคลังข้อมูลธุรกิจ

คลังข้อมูลธุรกิจ ดูฟรีไหม

ใช่ ข้อมูลพื้นฐานอย่างสถานะบริษัท ทุนจดฯ รายชื่อกรรมการ และงบการเงินดูได้ฟรีที่ datawarehouse.dbd.go.th ไม่ต้องสมัครสมาชิก แต่ข้อมูลเชิงวิเคราะห์บางส่วนอาจต้องสมัครใช้บริการเพิ่มเติม

ข้อมูลในคลังข้อมูลธุรกิจอัปเดตบ่อยแค่ไหน

ข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล (สถานะ กรรมการ ทุน) อัปเดตตามที่บริษัทยื่นเปลี่ยนแปลงกับ DBD ส่วนงบการเงินจะอัปเดตหลังจากบริษัทส่งงบประจำปี ซึ่งส่วนใหญ่จะมีข้อมูลงบล่าช้าประมาณ 6-12 เดือน

ถ้าคู่ค้ามี Red Flag ควรทำอย่างไร

ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธทำธุรกิจทันที แต่ควรปรับเงื่อนไขให้ลดความเสี่ยง เช่น เปลี่ยนเป็นเก็บเงินสดก่อนส่งของ ขอเงินมัดจำล่วงหน้า 30-50% หรือขอหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร

นอกจาก DBD มีเว็บไหนเช็คบริษัทคู่ค้าได้อีก

นอกจากคลังข้อมูลธุรกิจ DBD แล้ว ยังมีเว็บ CREDEN ที่วิเคราะห์ข้อมูลเครดิตธุรกิจ เว็บกรมบังคับคดี (led.go.th) สำหรับเช็คคดีบังคับคดี และเว็บศาลล้มละลายกลาง (cbc.coj.go.th) สำหรับเช็คคดีล้มละลาย


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย