ธุรกิจ SMEs

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

6 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

EBITDA คืออะไร? สูตร วิธีคำนวณ และตัวอย่างจริงสำหรับ SME

EBITDA คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจทำกำไรจากการดำเนินงานได้เท่าไร โดยยังไม่นับดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หลายคนเข้าใจว่าตัวเลขนี้เป็นเรื่องของนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่เจ้าของ SME ก็ใช้ได้เช่นกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงตัวอย่างตัวเลขจริงที่นำไปใช้ได้ทันที EBITDA คืออะไร ย่อมาจากอะไร EBITDA (อ่านว่า อี-บิท-ด้า) ย่อมาจาก Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation, and Amortization แปลเป็นไทยว่า กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักของธุรกิจ เหตุผลที่ต้องไม่นับ 4 รายการนี้ เพราะแต่ละรายการไม่ได้สะท้อนฝีมือการบริหารโดยตรง เมื่อตัดตัวแปรเหล่านี้ออก จะเห็นว่าธุรกิจทำเงินจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไร สูตร EBITDA พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง คำนวณได้ 2 วิธี ทั้งสองวิธีได้ผลลัพธ์เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่ามีข้อมูลตัวไหนอยู่ในมือ สูตรที่ 1 เริ่มจากกำไรสุทธิ (Bottom-Up) วิธีนี้เหมาะกับคนที่เปิดงบกำไรขาดทุนแล้วเห็นบรรทัดกำไรสุทธิก่อน เอากำไรสุทธิมาบวกกลับรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก EBITDA = กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่าย + ภาษี + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย สูตรที่ 2 เริ่มจากกำไรจากการดำเนินงาน (Top-Down) วิธีนี้เหมาะกับคนที่ดูงบแล้วเจอบรรทัดกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) เพราะตัวเลขนี้หักดอกเบี้ยและภาษีไปแล้ว จึงบวกกลับแค่ค่าเสื่อมราคากับค่าตัดจำหน่าย EBITDA = กำไรจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย ตัวอย่างคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ยอดขาย 5 ล้านบาทต่อปี สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ มีตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนปี 2568 ดังนี้ คำนวณแบบ Bottom-Up EBITDA = 800,000 + 100,000 + 200,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจหลักสร้างกำไรได้ 1.3 ล้านบาทต่อปี ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา EBIT กับ EBITDA ต่างกันอย่างไร EBIT คือกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (Earnings Before Interest and Taxes) ยังไม่บวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายกลับ ตัวเลขทั้งคู่วัดกำไรจากการดำเนินงาน แต่ลึกต่างกัน จากตัวอย่างบริษัท ก ข้างต้น EBIT = 800,000 + 100,000 + 200,000 = 1,100,000 บาท EBITDA = 1,100,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท EBIT ไม่บวกค่าเสื่อมราคากลับ จึงได้ตัวเลขต่ำกว่า EBITDA เสมอ EBIT และ EBITDA เหมาะกับธุรกิจประเภทใด ธุรกิจที่มีทรัพย์สินถาวรมาก เช่น โรงงานผลิต โรงแรม หรือโลจิสติกส์ ควรใช้ EBIT เป็นตัวหลัก เพราะค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนที่สะท้อนการดำเนินงานจริง ส่วนธุรกิจบริการ เทคโนโลยี หรือร้านค้าออนไลน์ที่ทรัพย์สินถาวรไม่สูง ใช้ EBITDA ได้สะดวกกว่า เพราะตัดความแตกต่างของนโยบายค่าเสื่อมราคาออก EBIT Margin และ EBITDA Margin คืออะไร ใช้ประเมินธุรกิจอย่างไร ทั้งสองคืออัตราส่วนที่บอกว่าทุก 100 บาทที่ขายได้ เหลือเป็นกำไรจากการดำเนินงานกี่บาท EBIT Margin วัดกำไรหลังหักค่าเสื่อมราคาแล้ว ส่วน EBITDA Margin วัดกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา สูตร EBIT Margin และ EBITDA Margin EBIT Margin (%) = EBIT ÷ รายได้ × 100 EBITDA Margin (%) = EBITDA ÷ รายได้ × 100 ตัวอย่างเปรียบเทียบ 2 ธุรกิจ สมมติเปรียบเทียบร้านค้าออนไลน์ 2 แห่ง บริษัท ก (ชื่อสมมุติ) รายได้ 5 ล้านบาท EBIT Margin = 1,100,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 22% EBITDA Margin = 1,300,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 26% บริษัท ข (ชื่อสมมุติ) รายได้ 10 ล้านบาท EBITDA 2 ล้านบาท EBITDA Margin = 2,000,000 ÷ 10,000,000 × 100 = 20% แม้บริษัท ข มีรายได้มากกว่า แต่ Margin ต่ำกว่า แปลว่าบริษัท ก บริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพกว่า ถ้าค่าเสื่อมราคาสูง ช่องว่างระหว่าง Margin ทั้งสองจะยิ่งห่าง ธุรกิจที่ลงทุนในทรัพย์สินราคาแพง เช่น โรงแรมหรือโรงงาน ควรดูทั้งสองตัวเทียบกัน ทำไม EBITDA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ SME ตัวเลขนี้ช่วยให้เจ้าของ SME เข้าใจภาพรวมธุรกิจได้เร็ว โดยไม่ต้องอ่านงบการเงินทั้งฉบับ ใช้ได้ทั้งวิเคราะห์ตัวเอง เทียบคู่แข่ง และเตรียมตัวเข้าหาแหล่งเงินทุน ใช้ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารดูตรงไหน เวลาขอสินเชื่อ ธนาคารมักดูอัตราส่วน Debt-to-EBITDA Ratio ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ หมายความว่ากำไรจากการดำเนินงานเพียงพอจะจ่ายหนี้ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีหนี้สินรวม 3 ล้านบาท และ EBITDA 1.3 ล้านบาท Debt-to-EBITDA = 3,000,000 ÷ 1,300,000 = 2.3 เท่า ตัวเลข 2.3 เท่าหมายความว่าถ้าใช้กำไรจากการดำเนินงานทั้งหมดไปจ่ายหนี้ จะหมดภายใน 2.3 ปี ยิ่งต่ำยิ่งดีในสายตาธนาคาร ใช้ประเมินมูลค่ากิจการด้วย EV/EBITDA EV/EBITDA (Enterprise Value to EBITDA) เป็นอัตราส่วนยอดนิยมสำหรับประเมินมูลค่าธุรกิจ โดย EV คือมูลค่ารวมของกิจการ ตัวเลขนี้บอกว่านักลงทุนต้องจ่ายกี่เท่าของกำไรจากการดำเนินงาน ถึงจะซื้อธุรกิจนี้ได้ทั้งหมด ถ้าอัตราส่วนต่ำ อาจหมายความว่าธุรกิจราคาถูกเมื่อเทียบกับกำลังทำกำไร เป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของ SME ที่เตรียมขายกิจการหรือหานักลงทุนเข้ามาร่วมทุน ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้ EBITDA EBITDA มีประโยชน์ แต่ไม่สมบูรณ์แบบ ควรเข้าใจข้อจำกัดก่อนนำไปตัดสินใจ ไม่นับค่าใช้จ่ายลงทุนในทรัพย์สิน ธุรกิจที่ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ทุกปี จะมีตัวเลขนี้สูงเพราะไม่นับค่าเสื่อมราคา แต่จริงๆ ต้องจ่ายเงินซื้อทรัพย์สินจริง กระแสเงินสดอาจไม่ดีเท่า ไม่แสดงภาระหนี้ บริษัทที่กู้เงินมาก ตัวเลขอาจดูดี แต่กำไรสุทธิอาจต่ำเพราะดอกเบี้ยกินหมด ควรดูคู่กับงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสด เปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรมได้ยาก ธุรกิจบริการที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก Margin จะสูงกว่าธุรกิจผลิต การเทียบจึงต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกัน สรุป EBITDA ตัวเลขที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจเร็วขึ้น ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้เจ้าของ SME มองเห็นกำลังทำกำไรที่แท้จริง โดยตัดตัวแปรที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานออก จัดการงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK อยากดูกำไรขาดทุนของธุรกิจแบบ Real-time ไม่ต้องรอปิดบัญชี? PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยดูรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรได้ทุกเวลา และ PEAK Board ช่วยวิเคราะห์ผลประกอบการแยกตามสาขา แผนก หรือโปรเจกต์ เห็นตัวเลขชัดเจนก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ EBITDA EBITDA ติดลบหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าธุรกิจยังสร้างกำไรจากการดำเนินงานหลักไม่ได้ แม้จะยังไม่นับดอกเบี้ยและภาษีก็ตาม มักเจอใน Startup ที่ลงทุนหนักเพื่อสร้างฐานลูกค้า ถ้าติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาส ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบรายได้ กำไรสุทธิกับ EBITDA ต่างกันตรงไหน กำไรสุทธิ (Net Profit) หักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เป็นตัวเลขที่เหลือจริงๆ ส่วน EBITDA หักแค่ต้นทุนจากการดำเนินงาน จึงได้ตัวเลขสูงกว่าเสมอ นักวิเคราะห์ใช้กำไรสุทธิดูผลตอบแทนจริงของเจ้าของ และใช้ตัวหลังเปรียบเทียบฝีมือการบริหาร ธุรกิจประเภทไหนควรใช้เป็นตัวชี้วัด เหมาะกับธุรกิจที่มีค่าเสื่อมราคาสูง เช่น โรงแรม โรงงาน โลจิสติกส์ หรือธุรกิจเทคโนโลยีที่ลงทุนในซอฟต์แวร์มาก จะช่วยแยกผลกระทบของค่าเสื่อมราคาออก ทำให้เห็นฝีมือบริหารชัดขึ้น ส่วนธุรกิจบริการขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก ดูกำไรสุทธิอาจเพียงพอ EBITDA Margin เท่าไรถึงถือว่าดี ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ธุรกิจซอฟต์แวร์มักมี Margin สูง 30-40% เพราะต้นทุนผันแปรต่ำ ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอาจอยู่ที่ 5-15% หลักง่ายๆ คือเทียบกับค่าเฉลี่ยของธุรกิจประเภทเดียวกัน ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ย แสดงว่าบริหารต้นทุนได้ดี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

ค่าคอมมิชชั่น คืออะไร กำหนดอย่างไร และหักภาษีกี่เปอร์เซ็นต์

ค่าคอมมิชชั่น หรือที่เรียกสั้นว่า “ค่าคอม” (Commission) เป็นค่าตอบแทนที่ SME ใช้จูงใจทีมขายกันแทบทุกธุรกิจ แต่จะกำหนดอัตราเท่าไร คิดยังไง หักภาษีถูกต้องอย่างไร และลงบัญชีแบบไหน หลายคนยังสับสน บทความนี้อธิบายครบจบในที่เดียว ค่าคอมมิชชั่น คืออะไร ค่าคอมมิชชั่น คือ ค่าตอบแทนที่คิดจากผลงาน ไม่ใช่เงินเดือนคงที่ ต่างจากเงินเดือนตรงที่ไม่ได้จ่ายเท่ากันทุกเดือน แต่ขึ้นอยู่กับยอดขายจริง ยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่งได้มาก นิยมใช้กับทีมขาย ตัวแทนจำหน่าย นายหน้า และฟรีแลนซ์ เช่น บริษัทกำหนดว่าขายได้ 100,000 บาท ได้ค่าคอมมิชชั่น 5% 100,000 × 5% = 5,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น กับ Incentive ต่างกันอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจ่ายทุกครั้งที่ขายได้ ตามสัดส่วนที่ตกลง ส่วน Incentive คือรางวัลพิเศษที่บริษัทกำหนดเป็นครั้งคราว เช่น โบนัสเมื่อทำยอดถึงเป้ารายไตรมาส ไม่ได้ผูกกับทุกยอดขาย ค่าคอมมิชชั่นมีกี่ประเภท ค่าคอมมิชชั่นมี 6 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการเลือกใช้ได้ตามลักษณะธุรกิจ 1. คิดตามเปอร์เซ็นต์ยอดขาย เป็นแบบที่นิยมมากที่สุด กำหนดอัตราคงที่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนสินค้าค่อนข้างคงที่ เช่น ค่าคอมมิชชั่น 3% ของยอดขาย ทีมขายทำได้ 500,000 บาท 500,000 × 3% = 15,000 บาท ข้อดี คือ ทั้งบริษัทและพนักงานเข้าใจตรงกันง่าย ไม่ต้องรอปิดยอดกำไร ข้อเสียคือไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนจริง ถ้าสินค้าบางตัวกำไรน้อยแต่ขายได้เยอะ ค่าคอมอาจกินกำไรหมด 2. คิดแบบขั้นบันได แบ่งยอดขายเป็นช่วง แต่ละช่วงได้ค่าคอมไม่เท่ากัน เช่น ส่วนของยอดขาย อัตราค่าคอม 0 ถึง 100,000 บาท 3% ส่วนที่เกิน 100,000 ถึง 300,000 บาท 5% ส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไป 7% ถ้าขายได้ 400,000 บาท ไม่ได้คิด 7% ทั้งก้อน แต่แบ่งคิดทีละขั้น (ดูตัวอย่างคำนวณใน section ถัดไป) วิธีนี้ช่วยจูงใจให้ดันยอดขายให้สูงที่สุด 3. คิดตามกำไร คิดค่าคอมจากกำไรจริง ไม่ใช่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนไม่คงที่ เช่น ธุรกิจรับเหมาหรือตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักร ตัวอย่าง 4. แบบผสม เงินเดือนประจำรวมกับค่าคอมมิชชั่น ให้เงินเดือนพื้นฐานที่มั่นคง บวกค่าคอมตามยอดขาย แม้เดือนไหนขายไม่ได้เลย ก็ยังมีเงินเดือนพื้นฐานประกันรายได้ เหมาะกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรือธนาคาร ที่ต้องการรักษาทีมขายมืออาชีพไว้ ตัวอย่าง 5. 100% Commission ไม่มีเงินเดือน เฉพาะค่าคอมมิชชั่น ตรงข้ามกับแบบผสม คือไม่มีเงินเดือนพื้นฐานเลย รายได้ทั้งหมดมาจากค่าคอมอย่างเดียว เหมาะกับตัวแทนขายอิสระ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ หรือตัวแทนประกัน ข้อดีคือบริษัทไม่มีต้นทุนคงที่ด้านเงินเดือน แต่ข้อเสียคือหาคนมาทำงานยากกว่า 6. Residual Commission ค่าคอมมิชชั่นจากลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ ทีมขายได้ค่าคอมต่อเนื่องทุกครั้งที่ลูกค้าเก่าซื้อซ้ำหรือต่อสัญญา เหมาะกับธุรกิจแบบสมาชิก SaaS หรือบริการรายเดือน ช่วยจูงใจให้ทีมขายดูแลลูกค้าเก่า ไม่ใช่แค่หาลูกค้าใหม่อย่างเดียว วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น พร้อมตัวอย่างคำนวณ สูตรพื้นฐาน : ค่าคอมมิชชั่น = ยอดขาย × อัตราค่าคอม ถ้าเป็นแบบขั้นบันได ให้แยกคิดทีละขั้นแล้วรวมกัน สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดค่าคอมแบบขั้นบันไดให้ทีมขาย ทีมขายทำยอดได้ 400,000 บาทในเดือนนั้น แบ่งคิดค่าคอมทีละขั้นได้ดังนี้ ขั้น ส่วนของยอดขาย อัตรา ค่าคอม 1 100,000 บาทแรก 3% 3,000 บาท 2 200,000 บาทถัดไป (100,001-300,000) 5% 10,000 บาท 3 100,000 บาทที่เหลือ (300,001-400,000) 7% 7,000 บาท รวม 400,000 บาท 20,000 บาท วิธีกำหนดค่าคอมมิชชั่นให้เหมาะกับธุรกิจ การกำหนดอัตราค่าคอมมิชชั่นที่ดีต้องสมดุลระหว่างแรงจูงใจของทีมขายกับกำไรของธุรกิจ มีหลักคิด 4 ข้อ ค่าคอมมิชชั่น หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ ค่าคอมถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี (ปีภาษี 2568) บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับ อัตราที่หักขึ้นอยู่กับว่าจ่ายให้ใคร จ่ายให้ใคร ประเภทเงินได้ อัตราหัก แบบที่ยื่น พนักงานบริษัท 40(1) เงินเดือน/ค่าจ้าง อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 บุคคลภายนอก (ตัวแทน/นายหน้า) 40(2) ค่านายหน้า อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 นิติบุคคล ค่านายหน้า/ค่าบริการ 3% ภ.ง.ด.53 กรณีจ่ายให้พนักงานบริษัท ค่าคอมที่จ่ายให้พนักงานประจำถือเป็นเงินได้ประเภท 40(1) เช่นเดียวกับเงินเดือน บริษัทต้องนำค่าคอมรวมกับเงินเดือน แล้วหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน) ตัวอย่าง กรณีจ่ายให้บุคคลภายนอกหรือตัวแทนขาย ค่าคอมที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(2) เช่น ตัวแทนขาย นายหน้า หรือฟรีแลนซ์ บริษัทต้องหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 เช่นเดียวกับพนักงาน ข้อควรระวัง : หลายบริษัทเข้าใจผิดว่าค่านายหน้าต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.3 จริงแล้วค่านายหน้าเป็นเงินได้ 40(2) ต้องใช้ ภ.ง.ด.1 แต่ถ้าจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้นิติบุคคล ต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกกรณี และต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป บันทึกบัญชีค่าคอมมิชชั่นอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expense) ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ตัวอย่าง บริษัทจ่ายค่าคอม 20,000 บาท ให้พนักงาน (ไม่มี WHT แยก) รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร 20,000 ถ้าจ่ายให้บุคคลภายนอก 20,000 บาท หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า สมมติหัก 1,000 บาท จ่ายจริง 19,000 บาท บันทึกดังนี้ รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร (จ่ายจริง) 19,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,000 ค่าคอมที่จ่ายจริงและมีหลักฐานถูกต้อง สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ แต่ต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจน เช่น สัญญาการจ่ายค่าคอม หลักฐานยอดขาย และใบเสร็จรับเงิน ถ้าไม่มีหลักฐาน กรมสรรพากรอาจถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามได้ สรุป: ค่าคอมมิชชั่น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจัดการให้ครบ ได้แก่ เลือกประเภทค่าคอมให้ตรงกับธุรกิจ กำหนดอัตราเป็นลายลักษณ์อักษร หักภาษีถูกต้องตามประเภทผู้รับ และลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย จัดการค่าคอมมิชชั่นให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคิดเงินเดือนรวมค่าคอม หักภาษีอัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีครบในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่น ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานไหม ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่าย ถ้าบริษัทจ่ายค่าคอมเพื่อจูงใจให้ทำยอดเพิ่ม ไม่ถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องนำมาคิดฐานเงินสมทบประกันสังคมหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง แต่ถ้าจ่ายเป็นประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานปกติ อาจถือเป็นค่าจ้างได้ อัตราค่าคอมมิชชั่นทั่วไปอยู่ที่เท่าไร ไม่มีอัตราตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและกำไรของธุรกิจ อุตสาหกรรม อัตราค่าคอมทั่วไป ค้าปลีก 1 ถึง 5% ธุรกิจบริการ 5 ถึง 15% อสังหาริมทรัพย์ 3 ถึง 5% ของราคาขาย ค่าคอมมิชชั่นต้องออกใบ 50 ทวิไหม ต้องออกทุกครั้ง ทั้งกรณีจ่ายให้พนักงานและบุคคลภายนอก บริษัทต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เพื่อให้ผู้รับนำไปยื่นภาษีประจำปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

บอจ.5 คือ อะไร บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ทุกบริษัทต้องยื่น

ทุกบริษัทจำกัดต้องยื่นเอกสารบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 14 วันหลังประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ถ้ายื่นไม่ทัน กรรมการจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท เอกสารฉบับนี้เรียกว่า “บอจ.5” ธนาคาร คู่ค้า และหน่วยงานรัฐ ล้วนใช้ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นก่อนอนุมัติสินเชื่อ เซ็นสัญญา หรือพิจารณาประมูลงาน บอจ.5 คือ อะไร บอจ.5 คือ แบบฟอร์มบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด ใช้แสดงว่าใครถือหุ้นกี่หุ้น มูลค่าเท่าไร “บอจ.” ย่อมาจาก “บริษัทจำกัด” เป็นชุดแบบฟอร์มที่ DBD กำหนดไว้ บอจ.5 มีชื่อเต็มว่า “สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น” กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กำหนดให้กรรมการส่งสำเนาฉบับนี้ให้นายทะเบียนทุกปี สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารอีกชุดหนึ่งที่เกี่ยวข้อง บริษัทต้องจัดทำสมุดทะเบียนเก็บไว้ที่สำนักงาน ส่วน บอจ.5 คือสำเนาที่คัดจากสมุดทะเบียนเพื่อส่งให้ DBD ข้อมูลที่ต้องระบุใน บอจ.5 บอจ.5 ต้องระบุข้อมูลสำคัญ ดังนี้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้น 3 คน แบบ บอจ.5 ก็ต้องระบุข้อมูลครบทั้ง 3 คน บอจ.5 กับ หนังสือรับรองบริษัท ต่างกันอย่างไร บอจ.5 แสดงว่า “ใครถือหุ้นในบริษัท” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทแสดงว่า “บริษัทมีตัวตนจริงและใครมีอำนาจลงนาม” ทั้งสองเป็นคนละเอกสาร แต่มักถูกขอพร้อมกัน รายการ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) หนังสือรับรองบริษัท ออกโดย บริษัทจัดทำเอง แล้วยื่น DBD DBD ออกให้เมื่อขอคัด เนื้อหา รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ชื่อบริษัท ที่ตั้ง ทุนจดทะเบียน กรรมการ อำนาจลงนาม เปรียบเทียบ เหมือนทะเบียนบ้านของบริษัท เหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ค่าธรรมเนียมคัด 150 บาท 200 บาท ใช้ทำอะไร ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น ยืนยันตัวตนบริษัท เปิดบัญชีธนาคาร ขึ้นทะเบียนประกันสังคม เวลาไปติดต่อธนาคารหรือยื่นประมูลงาน มักถูกขอทั้ง 2 ฉบับพร้อมกัน ฉบับหนึ่งยืนยันตัวตนบริษัท อีกฉบับยืนยันโครงสร้างผู้ถือหุ้น ใครต้องยื่น บอจ.5 และยื่นเมื่อไหร่ ทุกบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนกับ DBD ต้องยื่น บอจ.5 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ต้องยื่นแบบนี้ เพราะใช้แบบฟอร์มคนละชุด ยื่นภายในกี่วัน กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กำหนดให้กรรมการต้องส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยังนายทะเบียนภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมสามัญ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 25 เมษายน 2569 ก็ต้องยื่น บอจ.5 ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ข้อสำคัญคือ ระบบ DBD e-Filing บังคับให้ยื่น บอจ.5 ก่อนจึงจะเปิดให้ยื่นงบการเงินประจำปีได้ นักบัญชีจึงควรเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้า กรณีไหนต้องยื่น บอจ.5 เพิ่ม นอกจากการยื่นประจำปีแล้ว ยังมีกรณีที่ต้องยื่น บอจ.5 เพิ่มเติม ได้แก่ วิธีขอและยื่น บอจ.5 ออนไลน์ ผ่าน DBD e-Filing ปัจจุบันสามารถยื่นและดาวน์โหลด บอจ.5 ผ่านระบบออนไลน์ของ DBD ได้ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน DBD มีวิดีโอสอนขั้นตอนการยื่นที่ efiling.dbd.go.th ด้วย ก่อนเริ่มยื่น ให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้พร้อม ได้แก่ เลขทะเบียนนิติบุคคล รหัสผ่าน DBD e-Filing รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุด จำนวนหุ้น และมูลค่าที่ชำระแล้วของแต่ละคน วิธียื่น บอจ.5 ออนไลน์ วิธีดาวน์โหลด บอจ.5 ที่ยื่นไว้แล้ว ถ้าต้องการดาวน์โหลดสำเนา บอจ.5 ฉบับล่าสุดที่เคยยื่นไว้ ให้ Login เข้าระบบ DBD e-Filing แล้วเลือก “เรียกดูเอกสารที่นำส่ง” กด Download ได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย ไฟล์ที่ได้เป็น PDF สามารถพิมพ์ออกมาใช้งานได้ทันที ขั้นตอนคัด บอจ.5 ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถ้าต้องการ บอจ.5 ฉบับที่ DBD รับรอง เพื่อใช้ยื่นธนาคารหรือประมูลงาน สามารถขอคัดได้ 2 ช่องทาง ตัวอย่าง บอจ.5 พร้อมวิธีกรอก ตัวอย่างข้อมูลที่ต้องกรอกใน บอจ.5 สำหรับบริษัทขนาดเล็ก มีดังนี้ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน: 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) จำนวนหุ้นทั้งหมด: 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ลำดับ ชื่อผู้ถือหุ้น สัญชาติ เลขที่ใบหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าที่ชำระแล้ว 1 นายก (ชื่อสมมุติ) ไทย 0001-5000 5,000 500,000 บาท 2 นางข (ชื่อสมมุติ) ไทย 5001-8000 3,000 300,000 บาท 3 นายค (ชื่อสมมุติ) ไทย 8001-10000 2,000 200,000 บาท รวม 10,000 1,000,000 บาท ข้อควรระวังในการกรอก: ตรวจสอบว่ายอดรวมจำนวนหุ้นและมูลค่าหุ้นตรงกับทุนจดทะเบียน ถ้าไม่ตรง ระบบ DBD e-Filing จะไม่ให้ยื่น อย่าลืมระบุรายชื่อผู้ที่พ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้นในรอบปีด้วย ไม่ยื่น บอจ.5 มีโทษอะไร ถ้าบริษัทไม่ยื่น บอจ.5 หรือยื่นล่าช้า กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท ตามพ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ สมมุติว่า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คน ถ้ายื่นไม่ทัน ทั้ง 2 คนจะถูกปรับรวมเป็น 4,000 บาท นอกจากนี้ยังไม่สามารถยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ได้ ทำให้เกิดค่าปรับงบการเงินตามมาอีกด้วย สรุป บอจ.5 เป็นเอกสารที่ดูเหมือนง่าย แต่ถ้าลืมยื่นจะเกิดปัญหาลูกโซ่ ตั้งแต่ค่าปรับกรรมการไปจนถึงยื่นงบการเงินไม่ได้ วิธีป้องกันคือตั้งปฏิทินเตือนหลังวันประชุมสามัญ และใช้ DBD e-Filing ยื่นออนไลน์ให้ทันกำหนด จัดการเอกสารบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และเอกสารทางบัญชีไว้ในที่เดียว ลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารตกหล่น คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ บอจ.5 บอจ.5 ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร บอจ.5 ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “List of Shareholders” หรือ “Shareholder Register” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทที่ DBD ออกให้ เรียกว่า “Certificate of Juristic Person Registration” ถ้าต้องใช้ บอจ.5 ฉบับภาษาอังกฤษ ต้องแปลและรับรองคำแปลโดยนักแปลที่ได้รับอนุญาต บอจ.5 กับ บอจ.2 บอจ.3 ต่างกันอย่างไร แบบฟอร์ม “บอจ.” แต่ละเลขมีหน้าที่ต่างกัน บอจ.2 และ บอจ.3 ใช้ตอนจดทะเบียนเท่านั้น ส่วน บอจ.5 ต้องยื่นอัปเดตทุกปี แก้ไข บอจ.5 ทำอย่างไร ถ้าต้องการแก้ไข บอจ.5 ที่เคยยื่นไปแล้ว ให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจาก DBD e-Filing กรอกข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วยื่นนำส่งใหม่ ระบบจะบันทึกฉบับล่าสุดทับฉบับเดิม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

10 min

ค่าธรรมเนียม Shopee 2569 ผู้ขายจ่ายอะไรบ้าง คำนวณครบทุกรายการ

ขายของบน Shopee ยอดดี แต่ได้เงินจริงน้อยกว่าที่คิด? เพราะ Shopee หักค่าธรรมเนียมจากทุกออเดอร์อัตโนมัติ ไม่ว่าจะค่า Commission ค่าธุรกรรม หรือค่าผ่อนชำระ บทความนี้สรุปอัตราล่าสุดทุกรายการ พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง ขายของใน Shopee เสียค่าอะไรบ้าง Shopee เก็บค่าธรรมเนียมผู้ขาย 4 รายการ รายการ อัตรา Commission (ค่าธรรมเนียมการขาย) 7.49-14.98% (ร้านทั่วไป) หรือ 5.35-17.12% (Mall) Transaction Fee (ค่าธุรกรรม) 3.21% (รวม VAT) Installment Fee (ค่าผ่อนชำระ) 3.21-7.49% เก็บแทน Tx Fee Platform Fee (ค่าโครงสร้างพื้นฐาน) 1.07 บาทต่อออเดอร์ Commission รวม VAT ในอัตราแล้ว คิดจากราคาสินค้าหลังหักส่วนลดที่ผู้ขายรับผิดชอบ ส่วน Tx Fee คิดจากราคาสินค้ารวมค่าส่ง ถ้าร้านค้าไม่ได้เปิดผ่อนชำระ จะถูกเก็บแค่ Commission กับ Tx Fee (อ้างอิง Shopee Help Center และ KhumMai อัปเดต 5 ก.ค. 2026) Commission แยกตามหมวดสินค้าและประเภทร้าน Commission คือค่าที่หักมากที่สุด อัตราต่างกันตามหมวดสินค้า ปี 2569 ปรับ 2 รอบ คือ 7 เม.ย. (ค่าผ่อนชำระขึ้น พร้อมเพิ่มส่วนลดร้านรายเล็ก) และ 1 มิ.ย. (Commission ขึ้น 1.5% ก่อน VAT เกือบทุกหมวด ยกเว้นทองคำ) ร้านทั่วไป (Non-Mall) มีผล 1 มิ.ย. 2569 หมวดสินค้า อัตรา (รวม VAT) อิเล็กทรอนิกส์ 7.49-13.91% แฟชั่น 8.03-14.98% FMCG (ของใช้ สุขภาพ อาหาร) 13.91% ไลฟ์สไตล์ 10.70-14.98% Shopee Mall มีผล 1 มิ.ย. 2569 หมวดสินค้า อัตรา (รวม VAT) อิเล็กทรอนิกส์ 5.35-15.52% แฟชั่น 11.24-17.12% FMCG 15.52-17.12% ไลฟ์สไตล์ 12.84-17.12% Mall สูงกว่าร้านทั่วไปประมาณ 1.5-3% แลกกับป้ายรับรองและแคมเปญพิเศษ อัตราแต่ละหมวดย่อยต่างกัน ตรวจสอบได้ที่ Seller Centre ส่วนลดสำหรับผู้ขายรายเล็ก ร้านค้าที่ยอดขายไม่เกิน 10,000 บาทใน 30 วัน จะได้ลด Commission 0.5-1.5% โดยอัตโนมัติ Transaction Fee และค่าผ่อนชำระ Shopee คิด Tx Fee 3% ก่อน VAT ทุกออเดอร์ รวม VAT 7% แล้วเท่ากับ 3.21% คิดจากราคาสินค้ารวมค่าส่ง เช่น สินค้า 500 บาท ค่าส่ง 40 บาท Tx Fee = 540 คูณ 3.21% = 17.33 บาท ถ้าลูกค้าเลือกผ่อน ค่าผ่อนชำระจะเก็บแทน Tx Fee ปกติ ไม่ได้คิดซ้อนกัน อัตราปรับขึ้นตั้งแต่ 7 เม.ย. 2569 งวด ก่อน VAT รวม VAT เทียบของเดิม 1 เดือน 3% 3.21% คงเดิม 3 เดือน 5% 5.35% เดิม 4% 6 เดือน 6.5% 6.955% เดิม 5.5% 10 เดือนขึ้นไป 7% 7.49% เดิม 6% Shopee หักกี่เปอร์เซ็นต์ วิธีคำนวณ สูตร: เงินที่ได้ = ราคาขาย ลบ Commission ลบ Tx Fee ลบ 1.07 บาท ตัวอย่าง 1: ร้านทั่วไปขายเสื้อผ้า 500 บาท ร้าน ข. จำกัด (ชื่อสมมุติ) Non-Mall หมวดแฟชั่น ค่าส่ง 40 บาท ลูกค้าโอนเงิน รายการ คำนวณ บาท Commission 8.03% 500 x 8.03% 40.15 Tx Fee 3.21% 540 x 3.21% 17.33 Platform Fee คงที่ 1.07 รวม 58.55 ได้สุทธิ 540 – 58.55 481.45 Shopee หัก 10.84% ยังไม่นับต้นทุนสินค้าและค่าแพ็ก ตัวอย่าง 2: ร้าน Mall ขายหูฟัง 2,000 บาท ร้าน ก. จำกัด (ชื่อสมมุติ) Mall หมวดอิเล็กทรอนิกส์ ส่งฟรี ลูกค้าผ่อน 3 งวด รายการ คำนวณ บาท Commission 5.35% 2,000 x 5.35% 107.00 ค่าผ่อน 3 งวด 5.35% 2,000 x 5.35% 107.00 Platform Fee คงที่ 1.07 รวม 215.07 ได้สุทธิ 2,000 – 215.07 1,784.93 ร้าน Mall ที่ลูกค้าผ่อน ถูกหักรวม 10.75% จากตัวอย่างทั้งสอง Shopee หักรวม 10-11% ในกรณีปกติ แต่ถ้าลูกค้าผ่อนนานหรือสินค้าอยู่หมวดที่ Commission สูง ตัวเลขจะขยับไปถึง 15-20% เปรียบเทียบ Shopee, Lazada และ TikTok Shop 2569 รายการ Shopee Lazada TikTok Shop Commission (รวม VAT) 7.49-17.12% 5.89-16.59% 5.35-11.77% Tx Fee (รวม VAT) 3.21% 3.21% 3.21% Growth Fee ไม่มี ไม่มี 6.96-8.03% (เพดาน 199 บาทต่อชิ้น) Platform Fee 1.07 บาท ไม่มี ไม่มี Lazada ปรับ Commission ขึ้นรอบ 25 มิ.ย. 2569 อีก 1% ก่อน VAT ทำให้อัตราใกล้เคียง Shopee มากขึ้น TikTok Shop ไม่มี Platform Fee แต่มี Growth Fee 6.96-8.03% ต่อชิ้น (เพดาน 199 บาท) ซึ่งทำให้ต้นทุนรวมสูงในบางหมวด Shopee มี Commission สูงที่สุดแต่ไม่มี Growth Fee เหมือน TikTok Shop ขณะที่ Lazada ไม่มีทั้ง Growth Fee และ Platform Fee แต่มีค่า Premium Package สำหรับร้านที่ต้องการฟีเจอร์เพิ่ม ผู้ขายควรคำนวณเปรียบเทียบตามสินค้าจริงของตัวเอง (อ้างอิง KhumMai อัปเดต 5 ก.ค. 2026) วิธีบันทึกบัญชีค่าธรรมเนียม Shopee เจ้าของร้านหลายคนบันทึกแค่เงินที่ได้สุทธิจาก Shopee แล้วก็จบ วิธีนี้ทำให้ไม่เห็นว่าค่าธรรมเนียมกินกำไรไปเท่าไร และเสียโอกาสขอคืน VAT ที่ซ่อนอยู่ ควรบันทึกแยกรายได้กับค่าธรรมเนียมเพื่อเห็นกำไรจริง ตัวอย่าง ขายสินค้า 1,000 บาท ค่าส่ง 40 บาท Shopee หัก Commission 70 บาท (ก่อน VAT) และ VAT อีก 4.90 บาท ค่าธรรมเนียม Shopee มี VAT ที่ขอคืนได้ไหม ได้ ถ้าร้านค้าจดทะเบียน VAT แล้ว นำ VAT 7% ที่ Shopee เรียกเก็บไปเป็นภาษีซื้อหักกับภาษีขายได้ ดาวน์โหลดใบกำกับภาษีจาก e-Tax Web Portal ใน Seller Centre ลงทะเบียนแล้วรอสถานะ “ตรวจสอบแล้ว” ภายใน 3-7 วัน ใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เชื่อมต่อ Shopee ดึงรายการขายเข้าระบบอัตโนมัติ ช่วยแยก VAT ออกจากค่าธรรมเนียมได้ง่ายขึ้น เคล็ดลับลดต้นทุนค่าธรรมเนียม Shopee ตรวจหมวดสินค้าให้ถูก — บางสินค้าอาจจัดหมวดผิดทำให้เสีย Commission สูงเกินจริง เข้าไปตรวจสอบได้ใน Shopee Seller Centre หน้าตั้งค่าร้าน ถ้าเปลี่ยนหมวดได้ก็ประหยัดค่าธรรมเนียมทันที คำนวณต้นทุนก่อนตั้งราคา — รวม Commission, Tx Fee และ Platform Fee เข้าไปในราคาขาย อย่าลืมบวกค่าแพ็กและค่าส่งด้วย ใช้เครื่องคำนวณจาก KhumMai ได้ฟรี ขายหลายช่องทาง — เปรียบเทียบต้นทุนจริงแต่ละแพลตฟอร์ม บางหมวดสินค้า Lazada หรือ TikTok Shop อาจคุ้มกว่า โดยเฉพาะหมวดที่ Shopee เก็บ Commission สูง สรุป Shopee หักค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 10-20% ของราคาขาย ขึ้นกับหมวดสินค้า ประเภทร้าน และวิธีชำระเงินของลูกค้า ผู้ขายต้องรู้ต้นทุนจริงก่อนตั้งราคา และบันทึกค่าธรรมเนียมแยกจากรายได้ขายเพื่อเห็นกำไรจริงและใช้สิทธิ์ทางภาษีได้ครบ อ่านเพิ่มเรื่อง วิธีเปิดร้านขายของใน Shopee จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์เชื่อมต่อ Shopee ดึงรายการขายเข้าระบบอัตโนมัติ แยกค่าธรรมเนียม แยก VAT ออกใบกำกับภาษีได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าธรรมเนียม Shopee Shopee หักค่าธรรมเนียมจากราคาก่อนหรือหลังหักส่วนลด? Commission คิดจากราคาหลังหักส่วนลดที่ผู้ขายรับผิดชอบเท่านั้น ส่วนลดที่ Shopee ออกให้ไม่ถูกนำมาคิด ส่วน Tx Fee คิดจากยอดที่ลูกค้าจ่ายจริงรวมค่าส่ง ร้านค้าใหม่เปิด Shopee เสียค่าธรรมเนียมเท่าไร? เสียเท่าร้านทั่วไป ไม่มีค่าเปิดร้าน ยอดขายช่วงแรกที่ยังไม่เกิน 10,000 บาทต่อ 30 วัน จะได้ลด Commission อัตโนมัติ ค่าธรรมเนียม Shopee รวม VAT แล้วหรือยัง? Commission รวม VAT ในอัตราแล้ว ห้ามคูณ 1.07 ซ้ำ แต่ Tx Fee และค่าผ่อนชำระยังเป็นอัตราก่อน VAT เช่น Tx Fee 3% ต้องคูณ 1.07 เป็น 3.21% ถ้าลูกค้าคืนสินค้า ค่าธรรมเนียมได้คืนไหม? ออเดอร์ที่ยกเลิกก่อนส่ง Shopee คืน Commission ให้ แต่ถ้าส่งแล้วและลูกค้าคืนภายหลัง Tx Fee ที่เกิดขึ้นแล้วอาจไม่ได้คืน ค่าธรรมเนียม Shopee หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม? ได้ทุกรายการ ถ้าจดทะเบียน VAT ยังนำ VAT ที่ Shopee เรียกเก็บไปหักภาษีขายได้อีกด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก  ?(ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 มิ.ย. 2026

PEAK Account

16 min

ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คืออะไร สรุปข้อดี-ข้อเสีย และเหมาะกับธุรกิจแบบไหนบ้าง

คนอยากเปิดธุรกิจมักสงสัยว่าควรจดเป็น หจก. หรือ บจก. ดี ทั้งสองแบบเป็นนิติบุคคลเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่าย ภาษี และความรับผิดชอบต่างกัน บทความนี้ PEAK สรุปว่า หจก. คืออะไร ข้อดี ข้อเสีย พร้อมตารางเปรียบเทียบ 3 รูปแบบและขั้นตอนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด คืออะไร ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คือนิติบุคคลที่มีหุ้นส่วนอย่างน้อย 2 คนร่วมกันลงทุนทำธุรกิจ ต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP ชื่อต้องขึ้นต้นด้วย “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ตามด้วยชื่อกิจการเสมอ จุดสำคัญที่สุดคือ หจก. มีหุ้นส่วน 2 ประเภท ที่รับผิดชอบต่างกัน หุ้นส่วน 2 ประเภทใน หจก. หุ้นส่วนผู้จัดการ คือคนที่บริหารกิจการจริง มีอำนาจตัดสินใจและลงนามแทน หจก. แต่ต้อง รับผิดชอบหนี้ไม่จำกัด รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัว ต้องมีอย่างน้อย 1 คน หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด คือคนที่ลงเงินอย่างเดียว ไม่มีสิทธิ์บริหาร แต่ข้อดีคือเสียได้มากสุดแค่เท่าที่ลงทุนไป ต้องมีอย่างน้อย 1 คนเช่นกัน หจก. ต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญยังไง ทั้งสองแบบคือ “ธุรกิจที่มีหุ้นส่วนร่วมลงทุนกัน” เหมือนกัน แต่ต่างกัน 3 เรื่องหลักตามตาราง ห้างหุ้นส่วนสามัญ หจก. ต้องจดทะเบียนไหม จดหรือไม่จดก็ได้ ต้องจดเท่านั้น ถ้าเป็นหนี้ ใครรับผิดชอบ ทุกคนรับผิดเท่ากัน ไม่มีข้อยกเว้น แบ่งได้ — คนบริหารรับผิดเต็ม คนลงเงินเสียแค่เท่าที่ลงทุน เปิดบัญชีธนาคารในนามห้างได้ไหม ถ้าไม่จดทะเบียน = ไม่ได้ ได้ ภาษี เสียในอัตราคนทั่วไป (สูงสุด 35%) เสียในอัตรานิติบุคคล (สูงสุด 20%) สรุป — ถ้าจริงจังกับธุรกิจ ควรจด หจก. เพราะน่าเชื่อถือกว่า เปิดบัญชีธนาคารได้ ออกใบกำกับภาษีได้ และเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา ข้อดีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านการจดทะเบียน ด้านภาษี ตัวอย่าง กำไรยิ่งสูง ส่วนต่างภาษีระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลยิ่งมาก นอกจากนี้ หจก. ยังหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง ไม่ต้องใช้อัตราเหมาเหมือนบุคคลธรรมดา ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีต่ำลง ด้านการบริหาร ข้อเสียของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านความรับผิด ด้านการเงินและความน่าเชื่อถือ ด้านโครงสร้าง ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับ หจก. หจก. เหมาะกับธุรกิจที่มีหุ้นส่วนไม่กี่คนและต้องการเริ่มต้นด้วยต้นทุนต่ำ มักเป็นกิจการขนาดเล็กถึงกลางที่เน้นบริหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น หจก. ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องประมูลงานราชการ ระดมทุนจากนักลงทุนภายนอก หรือมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต กรณีเหล่านี้ควรจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. vs บจก. vs บุคคลธรรมดา เลือกแบบไหนดี บุคคลธรรมดา หจก. บจก. ต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง ต้องจด ต้องจด (ขั้นตอนมากกว่า) ค่าจด ไม่มี ~1,000 บาท ~5,500 บาทขึ้นไป ภาษีสูงสุด 35% 20% 20% ต้องจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ไม่ต้อง ต้องจ้างทุกปี หานักลงทุนเพิ่มได้ไหม ยาก ยาก ออกหุ้นขายได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำ ปานกลาง สูง เหมาะกับใคร: อ้างอิง: ค่าจด หจก. ~1,000 บาท (DBD) / บจก. ~5,500+ บาท (DBD) ผู้สอบบัญชี: บจก. ต้องมีทุกปี (พ.ร.บ.การบัญชี 2543) / หจก. ทุนไม่เกิน 5 ล้าน ยกเว้น (คู่มือ DBD) อ่านเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ ทำธุรกิจรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลแบบไหนดี ขั้นตอนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด จดทะเบียนได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทั้งแบบ walk-in และออนไลน์ ใช้เวลาไม่นานถ้าเตรียมเอกสารครบ เอกสารที่ต้องเตรียม: หมายเหตุ : ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาอนุมัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับ DBD โดยตรง ใช้ PEAK จัดการบัญชี หจก. หลังจดทะเบียนแล้ว ต้องจัดทำบัญชีให้ถูกต้อง PEAK Account ช่วยจัดการครบจบในที่เดียว ฟีเจอร์ SMART Suggestion แนะนำรายการบัญชีอัตโนมัติ แม้ไม่มีพื้นฐานบัญชีก็ใช้ได้ เหมาะสำหรับ หจก. ที่ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีแต่ยังต้องทำบัญชีให้ถูกต้อง สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หจก. ย่อมาจากอะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร หจก. ย่อมาจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาษาอังกฤษคือ Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP เปิด หจก. ต้องมีกี่คน อย่างน้อย 2 คน โดยต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 1 คน และหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน จดคนเดียวไม่ได้ หจก. ต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ต่างจาก บจก. ที่ต้องมีผู้สอบบัญชี (CPA) ทุกปี ทำให้ หจก. ประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ปีละหลายพันถึงหลายหมื่นบาท อย่างไรก็ตาม หจก. ยังต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินประจำปีตามปกติ อยากเปลี่ยนจาก หจก. เป็น บจก. ทำได้ไหม แปลงสภาพโดยตรงไม่ได้ ต้องเลิกกิจการ หจก. เดิมก่อน (ชำระบัญชี จ่ายหนี้ แบ่งทรัพย์สิน) แล้วจดจัดตั้ง บจก. ใหม่ ดังนั้นถ้าคิดว่าธุรกิจจะเติบโตมาก ควรพิจารณาจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. จ่ายส่วนแบ่งกำไรยังไง หุ้นส่วนแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ในหนังสือหุ้นส่วน ถ้าไม่ได้ระบุจะแบ่งตามสัดส่วนเงินลงทุน ส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับต้องนำไปรวมเป็นรายได้บุคคลธรรมดาเพื่อเสียภาษี ควรตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนจดทะเบียน หจก. เปิดบัญชีธนาคารยังไง ใช้หนังสือรับรองจาก DBD (อายุไม่เกิน 6 เดือน) + บัตรประชาชนหุ้นส่วนผู้จัดการ + ตราประทับบริษัท ไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร แนะนำเปิดบัญชีกระแสรายวันแยกจากบัญชีส่วนตัว เพื่อให้ทำบัญชีง่ายขึ้น หจก. ต้องส่งงบการเงินที่ไหน ต้องส่งงบการเงินประจำปีต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี นอกจากนี้ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อ กรมสรรพากร ปีละ 2 ครั้ง (ครึ่งปี ภ.ง.ด.51 + สิ้นปี ภ.ง.ด.50) หจก. ต้องทำบัญชีไหม ต้องทำบัญชี หจก. เป็นนิติบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้จัดทำบัญชีและปิดงบทุกปี ดูรายละเอียดการส่งงบได้ที่ FAQ ด้านบน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 พ.ค. 2026

PEAK Account

18 min

จดบริษัทจำกัด (บจก.) vs ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) เลือกแบบไหนดีกว่ากัน?

 ถ้าคุณกำลังจะจดทะเบียนนิติบุคคลครั้งแรก คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) กับบริษัทจำกัด (บจก.) ต่างกันยังไง แล้วธุรกิจของเราควรเลือกแบบไหนดี?” เพราะทั้งสองรูปแบบมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ไม่ว่าจะเรื่องค่าใช้จ่ายจดทะเบียน ภาษี ความรับผิดชอบหนี้สิน หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า บทความนี้จะพาคุณเปรียบเทียบ หจก. กับ บจก. แบบจบครบในที่เดียว พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง และแนวทางช่วยตัดสินใจว่าธุรกิจแบบไหนเหมาะกับรูปแบบไหน ไม่ต้องเสียเวลาอ่านหลายที่อีกต่อไป ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คืออะไร?  ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ นิติบุคคลที่มีผู้ร่วมลงทุนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยตามกฎหมายไทย หุ้นส่วนจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท: ตัวอย่างให้เห็นภาพ: สมชายกับสมหญิงเปิดร้านขายอุปกรณ์สำนักงานด้วยกัน สมชายเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ (ไม่จำกัดความรับผิด) ลงเงิน 500,000 บาท ส่วนสมหญิงลงเงิน 200,000 บาท เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด สมมติวันหนึ่งกิจการมีหนี้ 1 ล้านบาท — สมชายต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมด แม้จะเกินกว่าเงินที่ลงไป แต่สมหญิงเสียสูงสุดแค่ 200,000 บาท ที่ลงหุ้นไว้เท่านั้น จุดเด่นของ หจก. คือ จดง่าย ค่าธรรมเนียมถูก ไม่ต้องแบ่งทุนเป็นหุ้น และสามารถลงทุนด้วยเงิน ทรัพย์สิน หรือแรงงานก็ได้ บริษัทจำกัด (บจก.) คืออะไร? บริษัทจำกัด คือ นิติบุคคลที่แบ่งทุนออกเป็นหุ้น มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (กฎหมายปรับใหม่ตั้งแต่ปี 2566 — ก่อนหน้านี้ต้องใช้ 3 คน) ทุกคนที่ถือหุ้นใน บจก. รับผิดชอบจำกัดเฉพาะจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระเท่านั้น ไม่ต้องเอาทรัพย์สินส่วนตัวมาจ่ายหนี้บริษัท ตัวอย่างให้เห็นภาพ: บริษัท ABC จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้น 2 คน คนละ 50% ตอนจดทะเบียน กฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าหุ้นขั้นต่ำ 25% ก่อน เท่ากับคนละ 125,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกคนละ 375,000 บาท ยังไม่ต้องจ่ายทันที ถ้าวันหนึ่งบริษัทเป็นหนี้ 5 ล้านบาท — ผู้ถือหุ้นแต่ละคนรับผิดสูงสุดแค่ 375,000 บาท (ส่วนที่ยังไม่ได้จ่าย) ไม่ต้องเอาบ้านหรือรถมาขายใช้หนี้ พูดง่ายๆ คือ จด บจก. แล้ว กระเป๋าส่วนตัวกับกระเป๋าบริษัทแยกจากกันชัดเจน บจก. มีโครงสร้างที่ชัดเจนกว่า มีคณะกรรมการ มีการประชุมผู้ถือหุ้น เหมาะกับธุรกิจที่วางแผนจะขยายตัวหรือระดมทุนในอนาคต เปรียบเทียบ หจก. กับ บจก. ต่างกันอย่างไร? รายการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บริษัทจำกัด (บจก.) ผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ 2 คน 2 คน (ตั้งแต่ปี 2566) ความรับผิด หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัด ทุกคนรับผิดจำกัดเฉพาะค่าหุ้นที่ยังไม่ชำระ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน 1,000 บาท 5,500 บาท โครงสร้างทุน ไม่ต้องแบ่งเป็นหุ้น ลงทุนด้วยเงิน/ทรัพย์สิน/แรงงานได้ ต้องแบ่งเป็นหุ้น มูลค่าขั้นต่ำหุ้นละ 5 บาท ลงทุนด้วยเงินสดเท่านั้น ผู้บริหาร หุ้นส่วนผู้จัดการ (ต้องเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด) คณะกรรมการ (เลือกจากผู้ถือหุ้นหรือบุคคลภายนอกก็ได้) อัตราภาษี เท่ากัน — ภาษีนิติบุคคล สูงสุด 20% (SME ได้ขั้นบันได) เท่ากัน — ภาษีนิติบุคคล สูงสุด 20% (SME ได้ขั้นบันได) ความน่าเชื่อถือ ปานกลาง — เหมาะกับคู่ค้ารายย่อย สูง — เป็นที่ยอมรับของธนาคาร คู่ค้ารายใหญ่ หน่วยงานรัฐ ระดมทุน ยาก — ไม่มีระบบหุ้น โอนหุ้นส่วนซับซ้อน ง่ายกว่า — โอนหุ้นสะดวก เพิ่มผู้ถือหุ้นได้ (ข้อมูลค่าธรรมเนียมอ้างอิงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)  โครงสร้างผู้ถือหุ้นและความรับผิด นี่คือจุดที่ต่างกันชัดที่สุด หจก. — หุ้นส่วนผู้จัดการ (คนที่บริหารกิจการ) ต้องเป็นประเภท “ไม่จำกัดความรับผิด” ซึ่งหมายความว่าถ้ากิจการล้มละลาย เจ้าหนี้เรียกหนี้จากทรัพย์สินส่วนตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือเงินออม บจก. — ผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดจำกัดเท่าค่าหุ้นที่ยังไม่ชำระ ทรัพย์สินส่วนตัวแยกจากบริษัทชัดเจน สำหรับคนที่มีทรัพย์สินส่วนตัวมาก หรือทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง การจด บจก. จึงปลอดภัยกว่า ด้านค่าใช้จ่ายจดทะเบียน สมมติทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท: จด หจก — ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 2,000-3,000 บาท: จด บจก — ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 6,000-8,000 บาท: ภาษี สิทธิประโยชน์ และการทำบัญชี หลายคนเข้าใจผิดว่า หจก. กับ บจก. เสียภาษีต่างกัน — จริงๆ แล้วอัตราภาษีนิติบุคคลเท่ากันทั้งคู่ ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร:  กำไรสุทธิ (รายได้ − ค่าใช้จ่าย) ทั้ง หจก. และ บจก. ต้อง จัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน ส่ง DBD และยื่นภาษีกรมสรรพากร เหมือนกันทุกประการ ดังนั้น หลังจดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งสำคัญคือต้องมี ระบบบัญชีที่ดี เพื่อจัดการเอกสาร ภาษี และงบการเงินให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก หลายธุรกิจ SME เลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK เพื่อออกเอกสาร บันทึกรายรับ-รายจ่าย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น ธุรกิจแบบไหนควรจด หจก.? แบบไหนควรจด บจก.? ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับทุกคน — ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ เป้าหมาย และคนที่ร่วมทำธุรกิจด้วย: จด หจก. เหมาะกับ: จด บจก. เหมาะกับ: ตัวอย่าง: ร้านค้าเล็ก vs ธุรกิจที่ต้องระดมทุน กรณี 1 — ร้านเครื่องเขียน: พี่น้อง 2 คนเปิดร้านเครื่องเขียนใกล้มหาวิทยาลัย ยอดขายเดือนละ 80,000 บาท ยังไม่ต้องกู้ธนาคาร → จด หจก. ค่าใช้จ่ายจดทะเบียนถูกกว่า โครงสร้างเรียบง่ายพอสำหรับธุรกิจขนาดนี้ กรณี 2 — ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์: เพื่อน 3 คน ร่วมทุนเปิดร้านออนไลน์ ยอดขายเดือนละ 500,000 บาท วางแผนจะขอสินเชื่อธนาคาร และอยากรับงาน B2B กับบริษัทใหญ่ → จด บจก. เพราะธนาคารและบริษัทใหญ่ส่วนมากต้องการคู่ค้าที่เป็น บจก. มากกว่า เปลี่ยนจาก หจก. เป็น บจก. ได้ไหม? ทำยังไง? ได้ — ไม่ต้องปิดกิจการเดิมแล้วเปิดใหม่ กฎหมายเปิดช่องให้เปลี่ยนจากจาก หจก. เป็น บจก. ได้เลย ข้อดีคืออายุกิจการนับต่อเนื่องจากเดิม ไม่เสียเครดิตที่สะสมมา ขั้นตอนหลักๆ ตามแนวปฏิบัติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า: กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1.5-2 เดือน หลายคนเลือกให้สำนักงานบัญชีดำเนินการให้เพราะเอกสารค่อนข้างเยอะ หลังจดทะเบียนแล้ว ต้องจัดการอะไรบ้าง? ไม่ว่าจะจด หจก. หรือ บจก. — สิ่งที่ต้องทำหลังจดทะเบียนเหมือนกัน: สิ่งที่ต้องทำทันที (ภายใน 30 วัน): สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ: ถ้าอยากอ่านเพิ่มเรื่องขั้นตอนจดทะเบียน สามารถอ่านได้ที่ 3 ขั้นตอน จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ด้วยตัวเอง หรืออ่านเรื่องทุนจดทะเบียนบริษัทต้องมีเท่าไร เพิ่มเติม  จดทะเบียนเสร็จแล้ว อย่าลืมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเลือก หจก. หรือ บจก. สิ่งที่ต้องทำเหมือนกันคือ จัดการบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ถ้าปล่อยให้บัญชียุ่งเหยิงตั้งแต่ต้น พอถึงเวลาปิดงบหรือยื่นภาษี จะเจอปัญหาหนักทั้ง 2 แบบเหมือนกัน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาสำหรับ SME ไทยโดยเฉพาะ ใช้งานง่ายแม้ไม่มีพื้นฐานบัญชี — ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี บันทึกรายรับ-รายจ่าย เตรียมข้อมูลยื่นภาษี ครบจบในที่เดียว ทั้ง หจก. และ บจก. ใช้ได้ทันทีหลังจดทะเบียน นอกจากนี้ PEAK ยังจับมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง OfficeMate (OFM) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยโซลูชันอุปกรณ์สำนักงานและไอทีครบวงจร ไม่ว่าคุณจะต้องการกระดาษ เครื่องปริ้น อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล หรือสินค้าอื่นๆ ก็สามารถซื้อสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ หรือระบบจัดซื้อของ OFM และรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที  คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจด หจก. และ บจก. จด หจก. คนเดียวได้ไหม? ไม่ได้ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 คน (หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน + หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน) ส่วน บจก. ปัจจุบันก็ต้องมีอย่างน้อย 2 คนเช่นกัน หจก. กับ บจก. เสียภาษีต่างกันไหม? ไม่ต่างกัน ทั้งคู่เป็นนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราเดียวกัน (สูงสุด 20%) และถ้าเข้าเกณฑ์ SME ก็ได้รับสิทธิ์อัตราขั้นบันไดเหมือนกัน ถ้าจด หจก. แล้ว ภายหลังอยากเปลี่ยนเป็น บจก. ทำได้ไหม? ทำได้ โดยการยื่นแปรสภาพที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 เดือน ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท ไม่ต้องปิดกิจการเดิม ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ หจก. ไหม? ได้ แต่ในทางปฏิบัติธนาคารหลายแห่งให้ความเชื่อถือ บจก. มากกว่า เพราะโครงสร้างชัดเจนกว่าและมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดกว่า จดทะเบียนแล้วต้องทำบัญชีไหม? ต้องทำทั้ง หจก. และ บจก. — กฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลทุกแห่งต้องจัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน และส่งงบให้ DBD ทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง

25 ก.ค. 2025

PEAK Account

15 min

เทคนิคออกเอกสาร หนังสือรับรองเงินเดือน ให้ถูกต้องและมืออาชีพ

ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจมาระดับหนึ่ง และมีพนักงานพอสมควร ต้องเคยมีพนักงานเข้ามาขอใบรับรองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นใบรับรองการทำงาน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน และในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ หนังสือรับรองเงินเดือน ให้มากขึ้น ว่าคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร รวมไปถึงข้อมูลที่ต้องมี เพื่อให้สามารถออกเอกสารให้พนักงานได้อย่างถูกต้อง จะมีเนื้อหาอะไรบ้าง เรามาเริ่มกันเลย! ทำความรู้จัก หนังสือรับรองเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน คือ เอกสารที่บริษัทออกให้แก่พนักงานเพื่อเป็นการยืนยันถึงเงินเดือนที่พนักงานได้รับในแต่ละเดือนจากบริษัทดังกล่าว และนอกจากการยืนยันจำนวนเงินเดือนแล้ว ยังเป็นเอกสารที่ช่วยยืนยันสถานะการทำงาน การเป็นพนักงานในองค์กรนั้น ๆ ได้อีกเช่นเดียวกัน ซึ่งหนังสือรับรองเงินเดือนนี้ก็จะประกอบไปด้วยข้อมูลสำคัญสำหรับใช้ในด้านการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน โดยผู้ประกอบการสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเต็ม ๆ เกี่ยวกับหนังสือรับรองเงินเดือนได้ที่บทความ “ใบรับรองเงินเดือนเอกสารสำคัญที่มนุษย์เงินเดือนห้ามพลาด” ซึ่งโดยปกติแล้วหนังสือรับรองเงินเดือนที่พนักงานขอมักนำไปใช้ในการติดต่อธุระ โดยหลักจะมี 2 วัตถุประสงค์ที่พนักงานมักขอประกอบไปด้วย เหตุผลที่จำเป็นต้องใช้เอกสารรับรองเงินเดือนในการติดต่อธุระเหล่านี้ เพื่อเป็นการยืนยันสถานภาพทางการเงินของผู้ยื่นว่ามีเงินเดือนและสามารถชำระหนี้ได้ตามที่กำหนด สิ่งที่ผู้ประกอบการควรรู้เกี่ยวกับการออก เอกสารรับรอง สำหรับผู้ประกอบการแล้ว ถึงแม้เราอาจไม่ได้ใช้หนังสือรับรองเงินเดือนโดยตรง แต่ก็มีหน้าที่ต้องออกเอกสารเหล่านี้ให้พนักงาน ในส่วนนี้เราจึงจะมาแนะนำในมุมของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ ว่ามีเรื่องใดที่ควรทราบ 1. เตรียมเอกสารล่วงหน้า ลดความยุ่งยากในการทำงาน สำหรับเอกสารหนังสือรับรองเงินเดือน เป็นเอกสารที่ผู้ประกอบการสามารถเตรียมไว้ล่วงหน้าได้เป็นเทมเพลตเพื่อให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องเพิ่มขั้นตอนให้มีความยุ่งยากซับซ้อน เมื่อมีพนักงานขอเอกสารสามารถเปลี่ยนข้อมูลเล็กน้อยและใช้ได้เลย 2. ผู้จัดการฝ่ายบุคคล หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะสามารถลงนามรับรองเอกสารได้ การเซ็นรับรองหนังสือเงินเดือนให้พนักงาน โดยปกติจะเป็นอำนาจของผู้จัดการฝ่ายบุคคลที่สามารถลงลายมือชื่อเพื่อรับรองเอกสารฉบับดังกล่าวได้ นอกจากนี้ผู้ที่รับมอบหมายให้มีอำนาจก็สามารถลงนามเพื่อยืนยันส่วนนี้ได้เช่นกัน 3. ต้องมีการประทับตราบริษัทเสมอ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับหนังสือรับรองเงินเดือน ในส่วนนี้บริษัทจำเป็นต้องลงประทับตราบริษัทลงไปในเอกสารเพื่อเป็นการยืนยัน และลดโอกาสในการปลอมแปลงเอกสารได้  4. การออกเอกสารรับรองสำหรับพนักงานที่รับเงินรายวัน ในบางบริษัทอาจมีพนักงานที่รับเงินรายวัน ไม่ใช่ในรูปแบบของเงินเดือน ในกรณีนี้สามารถออกหนังสือรับรองเงินเดือนได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามภายในเอกสารจำเป็นต้องมีการระบุให้ชัดเจนว่าพนักงานผู้ยื่นขอเอกสาร ได้รับเงินในรูปแบบรายวัน เพื่อแจ้งให้ธนาคารทราบประกอบการพิจารณานั้นเอง 5. หนังสือรับรองเงินเดือน ไม่ใช่ สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน แตกต่างจากสลิปเงินเดือนพอสมควร เพราะหนังสือรับรองเงินเดือนคือเอกสารที่ออกโดยบริษัทตามคำขอพนักงาน มีข้อมูล และการลงลายมือชื่อกำกับพร้อมตราประทับ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับข้อมูลได้มากกว่าสลิปเงินเดือน เพราะในขณะเดียวกัน สลิปเงินเดือน จะเป็นเอกสารที่พนักงานได้รับทุกเดือนอยู่แล้ว เพื่อยืนยันว่าทางบริษัทได้มีการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานจริง พร้อมแจงรายละเอียดต่าง ๆ ของเงินที่ได้รับ นอกจากนี้ยังมีเอกสารรับรองการทำงานที่มีความคล้ายกันอีกด้วย 6. ภาษาของเอกสารขึ้นอยู่กับความต้องการของพนักงาน สำหรับหนังสือรับรองเงินเดือนสามารถออกเป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานหรือเงื่อนไขที่พนักงานต้องการติดต่อยื่นเอกสาร ในส่วนนี้เราขอแนะนำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจัดเตรียมเทมเพลตไว้ทั้ง 2 ภาษาเพื่อรองรับคำขอจากพนักงาน อีกทั้งยังช่วยลดการทำงานของพนักงานฝ่ายบุคคลหรือผู้ออกเอกสารไม่ต้องทำเอกสารใหม่ทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนภาษาอีกด้วย 7. จัดวางระบบ ใช้โปรแกรมออนไลน์ ช่วยลดจำนวนเอกสารและขั้นตอนการทำงาน การออกเอกสารต่างๆ เช่น หนังสือรับรองเงินเดือน แม้จะไม่ใช่งานที่ยากซับซ้อน แต่กลับเป็นงานที่กินเวลาทำงานของพนักงานฝ่ายบุคคลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในองค์กรที่มีจำนวนพนักงานเยอะ ซึ่งอาจทำให้ฝ่ายบุคคลไม่สามารถมุ่งเป้าหมายไปที่การพัฒนาบุคลากรในองค์กรได้อย่างเต็มที่ เพื่อแก้ปัญหานี้ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการลดจำนวนงานที่ไม่จำเป็น โดยการนำ โปรแกรมเงินเดือนและบริหารงานบุคคลออนไลน์ เข้ามาช่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง PEAK Payroll ฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อลดขั้นตอนและลดจำนวนเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยฟีเจอร์ PEAK Payroll ฝ่ายบุคคลและผู้ประกอบการจะสามารถ: การนำ PEAK Payroll เข้ามาใช้ จะช่วยให้งานเอกสารของฝ่ายบุคคลลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีเวลาและทรัพยากรมากขึ้นในการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตขององค์กรในระยะยาวค่ะ 8. เอกสารอื่น ๆ ที่พนักงานอาจขอ นอกจากหนังสือรับรองเงินเดือนแล้ว ยังมีเอกสารอื่นที่พนักงานอาจขอสำหรับการนำไปใช้ยื่นในธุระสำคัญต่าง ๆ ของแต่ละ โดยในส่วนนี้เราขอยกตัวอย่างเอกสารที่ใกล้เคียงกัน และเป็นหนึ่งในเอกสารที่มักมีการขอจากพนักงานบ่อยพอสมควร 8.1 สลิปเงินเดือน จากที่เราได้แนะนำไปในข้อก่อนหน้านี้ สลิปเงินเดือนก็เป็นอีกหนึ่งเอกสารที่พนักงานมักใช้ในการยื่น แต่โดยปกติแล้วสลิปเงินเดือนจะทำการส่งให้พนักงานในแต่ละเดือนเพื่อยืนยันว่าพนักงานได้รับเงินจริงแล้ว ทั้งนี้สำหรับบางองค์กรที่ยังยื่นเอกสารแบบแผ่นจริงให้พนักงาน อาจพบกับปัญหาด้านการจัดเก็บเอกสาร แนะนำให้เลือกใช้โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ที่มีระบบส่งสลิปอัตโนมัติสะดวกมากยิ่งขึ้น 8.2 หนังสือรับรองการทำงาน อีกหนึ่งเอกสารที่มีความเป็นทางการมากยิ่งขึ้น แต่จะไม่มีการระบุถึงเงินเดือนของพนักงาน โดยจะเป็นเอกสารเพื่อยืนยันสถานภาพการเป็นพนักงานในองค์กรเท่านั้น โดยเอกสารนี้จะมีความใกล้เคียงกับหนังสือรับรองเงินเดือน ที่ต้องมีการลงชื่อโดยผู้รับรอง สามารถทำได้สองภาษา และสามารถทำเป็นเทมเพลตเตรียมให้พนักงานได้เช่นเดียวกัน  ข้อควรระวังในการออกหนังสือรับรองเงินเดือน ข้อควรระวังสำหรับผู้ประกอบการในการออกหนังสือรับรองเงินเดือน คือ ข้อมูลภายในเอกสารที่ควรตรวจสอบให้ถูกต้องชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นชื่อ จำนวนเงินเดือน หรือวันที่ เพื่อลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและอาจส่งผลเสียถึงองค์กรได้ รวมไปถึงตราประทับบริษัทก็เป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือของเอกสาร สรุปสิ่งสำคัญที่ควรรู้ก่อนออกเอกสารรับรอง จากข้อมูลข้างต้นน่าจะพอรู้จักกับ หนังสือรับรอง เงินเดือนกันมากขึ้นว่ามีความสำคัญอย่างไร มีข้อมูลอะไรบ้าง และผู้ประกอบการควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อมีพนักงานขอเอกสาร ซึ่งเอกสารฉบับนี้ก็ไม่ได้มีความซับซ้อน แต่หากเตรียมพร้อมให้ดีก็ช่วยลดขั้นตอนการทำงานของพนักงานลงได้ โดยเฉพาะในงานของฝ่ายบุคคลที่เอกสารหนังสือรับรองเงินเดือนเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีเอกสารอีกมากมายที่จำเป็นต้องใช้ และเป็นหน้าที่ขององค์กรในการออกเอกสารเหล่านั้นให้พนักงาน ทำให้การมีโปรแกรมที่เข้ามาช่วยลดขั้นตอนการทำงานในส่วนนี้อย่าง PEAK Payroll ที่พร้อมช่วยลดการทำงานของฝ่ายบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการออกสลิปเงินเดือน การทำเงินเดือนให้เป็นระบบ การยื่นประกันสังคม และการคำนวณภาษี ที่ล้วนเป็นงานซับซ้อนให้ง่ายมากยิ่งขึ้น ลดข้อผิดพลาด พร้อมโฟกัสกับการพัฒนาศักยภาพของพนักงานได้อย่างแท้จริง สามารถอ่านคู่มือการใช้งานเบื้องต้นของ PEAK Payroll ได้ที่นี่ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

20 มิ.ย. 2025

PEAK Account

15 min

ทำความรู้จัก! 3 คำศัพท์บัญชี จากซีรีส์สงครามส่งด่วน

ซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน” ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจด้วยการแข่งขันในวงการขนส่ง แต่ตัวละครอย่าง “สันติ” ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนปลุกไฟในการเริ่มต้นทำธุรกิจ ในวงการบัญชีการเงินตัวละครที่สำคัญไม่แพ้กันอย่าง “เสี่ยวหยู” CFO สาวสวยสุดเก่งก็ให้มุมมองทางการเงินที่จำเป็นว่าการทำธุรกิจสมัยใหม่ต้องเข้าใจตัวเลขให้ลึกซึ้ง สำหรับผู้ที่อยากเข้าใจเบื้องหลังการบริหารธุรกิจในซีรีส์นี้ เรามาทำความรู้จักกับ 3 คำศัพท์ทางบัญชี ที่สำคัญ ได้แก่ ทุนจดทะเบียน (Registered Capital) กระแสเงินสด (Cash Flow) และระยะเวลาที่เงินสดจะหมด (Cash Runway) ผ่านบริบทที่เกิดขึ้นในซีรีส์เรื่องนี้ ศัพท์บัญชี ตัวแรก : ทุนจดทะเบียน (Registered Capital) ทุนจดทะเบียน คือ จำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นจะต้องนำมาลงทุนในบริษัท โดยทั่วไปจะนิยมทุนจดทะเบียนที่ 1 ล้าน – 5 ล้านบาท โดยกฎหมายไม่ได้จำกัดเพดานสูงสุด จำนวนเงินจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ต้องใช้หมุนเวียนในบริษัทของเรา   ข้อสังเกต: ทุนจดทะเบียน ≠ ทุนที่ชำระแล้ว เนื่องจากผู้ถือหุ้นสามารถชำระเงินทุนขั้นต่ำที่ 25% ได้ เช่น ทุนจดทะเบียน 100 ล้าน ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะมีเงินที่ 100 ล้าน เพราะถ้าผู้ถือหุ้นชำระเงินขั้นต่ำ 25% บริษัทจะมีเงินใช้ได้เพียง 25 ล้านบาทเท่านั้น เพื่อให้เห็นความสำคัญของการถือหุ้น จากซีรีส์เราจะเห็นว่า Easy Express มีทุนจดทะเบียน 100 ล้านและมีโครงสร้างการถือหุ้น ดังนี้ แต่พอบริษัท Easy Express เพิ่มทุนจาก 100 ล้านเป็น 1,000 ล้านบาท และสันติไม่มีเงินมาลงเพิ่มทำให้สันติเสียสัดส่วนหุ้น(Dilution) จากที่ถือ 19% เหลือเพียง 1.9% ซึ่งทำให้อำนาจในการออกเสียงลดลงเสมือนไม่มีตัวตนในบริษัทแล้ว ที่เหตุการณ์เป็นแบบนี้ เพราะการเพิ่มทุนต้องขอมติจากผู้ถือหุ้น 3 ใน 4 (75%) พูดง่ายๆ คือ ถ้ามีกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นตั้งแต่ 75% เห็นด้วยกับมติก็สามารถเพิ่มทุนได้ทันที ซึ่งในเคสนี้หุ้นของ Easy China และคณิน กรุ๊ป รวมกันก็ 81% แล้ว ทำให้สันติที่หุ้นเพียง 19% ไม่เสียงเพียงพอที่จะคัดค้าน จึงต้องยอมรับชะตากรรมนั้นไป วิธีที่ใช้ป้องกันปัญหานี้ได้ เช่น สันติต้องถือหุ้นมากกว่า 25% หรือทำสัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholder Agreement) และระบุข้อกำหนดเพิ่มเติม อาทิ การเพิ่มทุนต้องให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นเดิมซื้อก่อน หรือการเพิ่มทุนต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นรายย่อยด้วย ศัพท์บัญชี ตัวที่สอง : กระแสเงินสด (Cash Flow) กระแสเงินสด คือ การเคลื่อนไหวของเงินสดเข้า – ออกกิจการ โดยธุรกิจมีความคาดหวังที่อยากทำให้เงินสดรับมีมากกว่าเงินสดที่จ่ายออกไป (รับ > จ่าย) โดยเฉพาะในบริบทของซีรีส์ ธุรกิจขนส่งด่วนต้องเผชิญกับการแข่งขันสูงและต้องบริหารจัดการต้นทุนและรายได้ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโต มีตัวอย่างของการบริหารกระแสเงินสดเพื่อให้เงินสดจ่ายออกเท่าที่จำเป็นให้เราได้เห็นกัน เช่น เพื่อทำความเข้าใจการเข้า – ออกเงินของธุรกิจของตัวเอง เราสามารถอ่านงบกระแสเงินสด(Cash flow statement) ซึ่งจะแบ่งการเคลื่อนไหวของเงินเป็น 3 กิจกรรม ให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเงินเราที่จ่ายออกไปอยู่ที่กิจกรรมไหนมากที่สุด ดังนี้ 1. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operating Cash Flow) เงินสดที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจหลัก เช่น รับเงิน: รับเงินจากการขาย, รับชำระหนี้จากลูกค้า จ่ายเงิน: จ่ายค่าสินค้า, จ่ายเงินเดือน, จ่ายค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ 2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Investing Cash Flow) เงินสดที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในธุรกิจ เช่น  รับเงิน: รับเงินปันผล, รับเงินจากการขายเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ จ่ายเงิน: ซื้อเงินลงทุน, ซื้อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ 3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินทุน (Financing Cash Flow) เงินสดที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อหมุนเวียนในธุรกิจ เช่น รับเงิน: รับเงินจากการกู้ยืม, รับเงินจากการเพิ่มทุน จ่ายเงิน: ชำระคืนเงินกู้, จ่ายเงินปันผล โดยกิจกรรมที่สำคัญมากๆ ที่ธุรกิจควรมีกระแสเงินสดรับมากกว่าจ่าย คือ กิจกรรมดำเนินงาน(Operating Cash Flow) เพราะเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ การขายหรือให้บริการต้องได้รับเงินมากว่าต้นทุนที่จ่ายออกไปนั่นเอง ในซีรีส์มีตอนที่เสี่ยวหยูพูดกับสันติว่า “80% ของบริษัทเจ๊งเพราะบริหารกระแสเงินสดไม่เป็น” ซึ่งสอดคล้องกับการอยู่รอดของธุรกิจที่ “กระแสเงินสด” โครตสำคัญกว่า “กำไร” ทำไม “กระแสเงินสด” สำคัญกว่า “กำไร” ในตลาดไทย เราเห็นกันมาหลายเคสที่บริษัทสร้างยอดขายและกำไรได้หลักร้อยล้านหรือพันล้านแต่ก็มีปัญหาในธุรกิจ เช่น ไม่มีเงินคืนเงินกู้ยืมตามกำหนดเวลา ซึ่งฟังดูก็คงแปลก ยอดขายสูงปรี๊ด กำไรมหาศาล แต่ดันไม่มีเงินคืนเจ้าหนี้ นั่นก็เพราะว่า กำไร ไม่ได้สะท้อนการมีเงินสด เช่น ดังนั้นการมี “กำไร” ที่สูง ไม่ได้บ่งบอกว่าจะมี “เงิน” ที่สูงตาม แม้ธุรกิจของเราจะยังขาดทุน แต่ถ้ายังมีกระแสเงินสดที่เพียงพอในการหมุนเวียนก็ทำให้เราขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปเพื่อให้กลับมาสร้างกำไรในอนาคตได้  คำถามสำคัญถัดไป คือ แล้วธุรกิจต้องมีเงินมากแค่ไหน เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด?? ศัพท์บัญชี ตัวที่สาม : ระยะเวลาที่เงินสดจะหมด (Cash Runway) ระยะเวลาที่เงินสดจะหมด (Cash Runway) หรือเรียกสั้นๆ ว่า Runway คือ เงินที่มีจะพอใช้ได้อีกกี่เดือน ในวันที่ธุรกิจมีรายรับมากกว่ารายจ่าย หรือไม่มีรายรับเข้ามาเลย ธุรกิจต้องรู้ให้ได้ว่าเงินที่มีตอนนี้จะใช้จ่ายเงินเดือนพนักงาน ไปซื้อสินค้าได้อีกกี่เดือน ถ้าในระหว่างนี้เราไม่สามารถหาเงินเข้ามาในบริษัทได้ เตรียมเจ๊งทันที! ตัวอย่างจากซีรีส์ ในช่วงที่ Easy Express ให้บริการขั้นส่งที่ 25 บาท/ชิ้น จะมีเงินเหลือเพียงพอจ่ายค่าใช้จ่าย 12 เดือน แต่เมื่อมีการปรับกลยุทธ์เพื่อตัดราคาคู่แข่งโดยลดค่าบริการที่ 19 บาท/ชิ้น ทำให้กระแสเงินสดที่จะเข้ามาในบริษัทลดลง ส่งผลมีเงินจ่ายค่าใช้จ่ายจาก 12 เดือน ลดลงเหลือเพียง 4 เดือน  สิ่งที่สันติต้องภาวนาให้เกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ การลดราคาจะทำให้จำนวนมากลูกค้าหันมาใช้บริการของ Easy Express ส่งผลให้กระแสเงินสดรับพุ่งเข้ามาอย่างมหาศาลและทำให้มีเงินเพียงทำธุรกิจได้อีกหลายปี แต่ถ้าการลดราคาไม่ได้ส่งผลให้คนมาใช้บริการมากพอ สันติต้องออกไปหาเงินทุนหรือเงินกู้มาให้ได้เท่านั้น วิธีการคำนวณ Cash Runway Cash Runway = เงินที่มีอยู่ / ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ตัวอย่างเช่น กิจการมีเงินคงเหลืออยู่ 10 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 1 ล้านบาท แสดงว่าจะมีเงินใช้เพียงพออีก 10 เดือน(10ล้าน/1ล้าน)  แต่ความในเป็นจริงธุรกิจอาจมีรายได้เข้ามาบ้าง เพื่อให้การคำนวณแม่นยำมากขึ้นเราอาจใช้ “เงินสดจ่ายสุทธิ” มาเป็นตัวหารแทน โดยนำยอดรายจ่ายหักรายรับ เช่น รายจ่ายต่อเดือน 1 ล้านบาท มีรายรับต่อเดือน 5 แสนบาท จะมีเงินสดจ่ายสุทธิที่ 5 แสน ถ้าคำนวณ Cash runway ใหม่จะมีเงินเพียงพออีก 20 เดือน ดังนั้นการติดตาม Cash runway อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ธุรกิจได้ทราบสถานการณ์ล่วงหน้าว่าจะหาทางรับมือกับเงินสดที่จะหมดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าได้อย่างไรบ้าง จากซีรีส์จะเห็นว่าผู้บริหารไม่รับเงินเดือน ลดเงินเดือนพนักงาน สวัสดิการและโอทีต่างๆ เพื่อยืด runway ให้เพิ่มขึ้น แต่เมื่อทำทุกอย่างแล้วเงินยังไม่พอ ต้องรีบหาคนที่จะให้เรากู้ยืมเงินหรือมาลงทุนกับเราเพิ่ม จะเห็นได้จากการที่เสี่ยวหยูต้องสละขายหุ้นของตัวเองและนำมาให้บริษัทกู้เพื่อหยุงธุรกิจให้ไปต่อได้ สรุปท้ายบทความ 3 คำศัพท์นี้ไม่เพียงแต่เป็นพื้นฐานทางบัญชีและการเงินที่สำคัญ แต่ยังสะท้อนความท้าทายและกลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจจริงๆ ที่ปรากฏในซีรีส์ “สงคราม ส่งด่วน” ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมของการจัดการธุรกิจได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น หวังว่าบทความนี้จะช่วยคุณเข้าใจศัพท์เหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้จริง เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤต และทั้งหมดนี้คือเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตในตลาดที่มีการแข่งขันสูง เหมือนกับ “สงคราม ส่งด่วน” ที่เราได้ชมกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท คลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย) PEAK Call Center : 1485 LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก

13 มิ.ย. 2025

PEAK Account

35 min

ขั้นตอนอ่าน “งบการเงิน” ง่ายๆ ฉบับผู้ประกอบการมือใหม่

สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่หลายคน การเห็น “ งบการเงิน” ครั้งแรกอาจรู้สึกเหมือนกำลังเปิดหนังสือภาษาต่างดาว ไม่รู้จะเริ่มอ่านตรงไหน และไม่แน่ใจว่าตัวเลขเหล่านั้นกำลังบอกอะไรกับเรา แต่จริงๆ แล้ว งบการเงินไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิด ถ้าเรารู้หลักพื้นฐานและมองมันให้เหมือนเครื่องมือที่ช่วยเล่าเรื่องราวของธุรกิจ ก่อนจะเข้าเนื้อหา เราอยากชวนให้มองงบการเงินเหมือน “รายงานสุขภาพของธุรกิจ” ที่ช่วยบอกว่า ธุรกิจเรายังแข็งแรงดีไหม มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า กำลังจะเติบโตหรือกำลังจะสะดุด การอ่านงบการเงินจึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เราตัดสินใจอย่างมีข้อมูล ไม่ใช่ใช้แค่ความรู้สึกหรือการคาดเดา งบการเงิน’ คืออะไร? งบการเงิน คือ เอกสารที่สรุปภาพรวมของธุรกิจด้วยตัวเลข คล้ายกับการบันทึกรายรับ-รายจ่าย แต่มีความละเอียดและเป็นระบบมากกว่า โดยจะช่วยให้เราเห็นว่าในรอบปีที่ผ่านมา ธุรกิจของเราดำเนินไปอย่างไร ซึ่งข้อมูลสำคัญในงบการเงินมี 3 เรื่องหลัก คือ โดยทั่วไป งบการเงินจะแสดงตัวเลขเปรียบเทียบ 2 ปี เพื่อให้เห็นแนวโน้มของธุรกิจ เช่น งบการเงินของปี 2567 จะแสดงตัวเลขของปี 2567 เทียบกับปี 2566 ยกเว้นกรณีที่เป็นปีแรกของการจัดตั้งบริษัท ก็จะมีเฉพาะปีปัจจุบันเท่านั้น   ประเภทของ ‘งบการเงิน’ งบการเงินหลักๆ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ที่ผู้ประกอบการควรรู้จัก เพราะแต่ละงบให้ข้อมูลคนละมุมกัน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะช่วยให้เห็นภาพรวมธุรกิจได้ชัดเจนขึ้นดังนี้ 1. งบกำไรขาดทุน(Statement of Income) แสดงรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรหรือขาดทุนของธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้รู้ว่า 2. งบฐานะการเงิน(Statement of Financial Position) หรือ งบดุล(Balance Sheet) แสดงสถานะทางการเงินด้วยทรัพย์สิน หนี้สิน และทุน ณ วันใดวันหนึ่ง โดยบอกว่า 3. งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ(Statement of Changes in Equity) แสดงการเปลี่ยนแปลง “เงินของเจ้าของ” ว่าผู้ที่ได้นำเงินมาลงทุนในธุรกิจมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นหรือลดลง เช่น ทุนเริ่มต้น และกำไรสะสมที่ผ่านมา หมายเหตุ: ห้างหุ้นส่วนไม่จำเป็นต้องจัดทำงบการเงินประเภทนี้ตามกฎหมาย 4. งบกระแสเงินสด(Statement of Cash Flows) แสดงการ “รับเงิน” และ “จ่ายเงิน” ของธุรกิจโดยแยกตาม 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ งบนี้ช่วยให้เรารู้ว่าเงินสดที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละปี มาจากอะไร เช่น ข้อสังเกต: งบกระแสเงินสดไม่ใช่งบที่ทุกกิจการต้องทำเสมอไป โดยเฉพาะนิติบุคคลที่ไม่ใช่บริษัทมหาชน นักบัญชีอาจไม่ได้จัดทำงบประเภทนี้ให้ก็ได้ นอกจาก 4 งบหลักนี้แล้ว ยังมีอีกเอกสารหนึ่งที่มักแนบมากับงบการเงินทุกปี คือ หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to Financial Statements: NFS) ซึ่งเป็นเอกสารที่ควรอ่านควบคู่กันเสมอ เพื่อให้เข้าใจภาพรวมและรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเอกสารนี้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมที่ไม่สามารถใส่ไว้ในงบหลักได้ เช่น ตอนนี้เราเข้าใจภาพรวมของงบการเงินแล้ว ทั้งหน้าที่ของแต่ละงบ และข้อมูลที่ควรสังเกต ต่อไปเราจะเจาะลึกวิธี “อ่าน” งบการเงินแบบเข้าใจง่าย และนำไปใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง วิธีอ่าน “งบกำไรขาดทุน” งบกำไรขาดทุน แสดงผลการดำเนินงาน โดยมีสมการง่ายๆ คือ รายได้ หัก ค่าใช้จ่าย = กำไร(ขาดทุน) ประเภท ‘รายได้’ รายได้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ข้อสังเกต: การแบ่งรายได้ ช่วยให้รู้ว่าเงินเข้ามาจากอะไร และธุรกิจแข็งแรงจริงไหม ไม่ใช่แค่โชคดีได้เงินครั้งคราว ประเภท ‘ค่าใช้จ่าย’ ค่าใช้จ่าย แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ ข้อสังเกต: ช่วยให้เจ้าของกิจการเข้าใจว่าเงินของตัวเองหมดไปกับเรื่องอะไร และควรปรับตรงไหนบ้างเพื่อให้มีกำไรมากขึ้น  ประเภท ‘กำไร’ จริงๆ แล้วในงบกำไรขาดทุน ไม่ได้มีแค่ตัวเลข ”กำไรสุทธิ” เพียงบรรทัดเดียว แต่มีการแสดง “กำไร” หลายระดับ เพื่อให้เห็นภาพธุรกิจในมุมต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ดังนี้ การอ่านงบกำไรขาดทุนทำให้เราเข้าใจลักษณะของรายได้ ค่าใช้จ่าย ที่ทำให้ธุรกิจกำไรหรือขาดทุน เช่น ค่าใช้จ่ายในการบริหารสูงมากจนทำให้ธุรกิจขาดทุน ผู้ประกอบการก็ควรเจาะลึกเข้าไปว่าค่าใช้จ่ายอะไรที่อยู่ในกลุ่มค่าใช้จ่ายบริหารที่สูง เพื่อหาทางแก้ไขในอนาคตได้ ตรงกันข้ามเราอาจพบว่ามีค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ธุรกิจจ่ายน้อยเกินไป ซึ่งถ้าจ่ายเพิ่มอาจทำให้รายได้เพิ่มขึ้นได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา เป็นต้น วิธีอ่าน “งบฐานะการเงิน” (งบดุล) งบฐานะการเงิน แสดงสถานะทางการเงินของธุรกิจ โดยมีสมการง่ายๆ คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ จากสมการสามารถตีความได้ว่าสิ่งที่ธุรกิจมีอยู่ เรียกว่า สินทรัพย์ เช่น เงินสด สินค้า หรือเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ล้วนมาจากเงิน 2 แหล่งคือ ประเภท ‘สินทรัพย์’ สินทรัพย์จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ข้อสังเกต: การแบ่งประเภทหมุนเวียนและไม่หมุนเวียน ทำให้ธุรกิจทราบว่าในระยะสั้นมีสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อใช้หมุนเวียนเพียงพอหรือไม่ ประเภท ‘หนี้สิน’ หนี้สินจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ข้อสังเกต: การแบ่งประเภทหมุนเวียนและไม่หมุนเวียน ทำให้ธุรกิจทราบว่าในระยะสั้นมีหนี้สินที่ต้องชำระเท่าใด ซึ่งสามารถนำไปเทียบกับยอดสินทรัพย์หมุนเวียนว่ามีสินทรัพย์ระยะสั้นเพียงพอในการชำระหนี้สินระยะสั้นหรือไม่ ถ้าสินทรัพย์หมุนเวียนน้อยกว่าหนี้สินหมุนเวียน ธุรกิจต้องรีบวางแผนหาเงินเพิ่มเติม เพื่อให้ไม่ให้ธุรกิจสะดุดจากการขาดสภาพคล่อง ประเภท ‘ส่วนของเจ้าของ’ ส่วนของเจ้าของ แสดงเงินหรือทรัพย์สินที่เจ้าของธุรกิจใส่เข้ามาในกิจการ รวมถึงกำไรที่ธุรกิจสะสมไว้ ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ข้อสังเกต: การอ่านงบฐานะการเงินช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่าเงินทุนที่ธุรกิจใช้มาจากเจ้าของมากน้อยแค่ไหน เทียบกับเงินที่กู้ยืมมา รวมถึงวางแผนการบริหารธุรกิจในอนาคต เช่น จะใช้กำไรสะสมต่อยอดอย่างไร หรือควรกันสำรองเพื่อเป้าหมายใดบ้าง วิธีอ่าน “งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ” งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ แสดงให้เห็นว่า “เงินลงทุนของเจ้าของ” และ “กำไรสะสม” มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรตลอดทั้งปี โดยมีสมการง่ายๆ คือ ส่วนของเจ้าของต้นปี + เพิ่ม(ลด)ทุน + กำไร(ขาดทุน) – จ่ายปันผล = ส่วนของเจ้าของปลายปี การเปลี่ยนแปลงของทุนที่ชำระ การเปลี่ยนแปลงของกำไรสะสม ส่วนของเจ้าของสะท้อนความมั่งคั่งของธุรกิจ การอ่านงบนี้ทำให้เราเห็นว่า ธุรกิจ “แข็งแรง” หรือ “อ่อนแอ” ทางการเงินแค่ไหน อย่างไรก็ตามบางประเภทธุรกิจมักจะมีส่วนของเจ้าของต่ำในช่วงการดำเนินธุรกิจแรกๆ เช่น กลุ่มบริษัทสตาร์อัพ(startups) เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สร้างนวัตกรรมใหม่ที่คนยังไม่คุ้นเคย ทำให้ช่วงแรกๆของธุรกิจจะต้องลงทุนสูงเพื่อวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และต้องทำการตลาดอย่างหนักเพื่อให้คนรู้จักและเปิดใจใช้ ทำให้รายได้จะยังน้อยแต่ค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลให้เกิดผลขาดทุนสะสมซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ส่วนของเจ้าของลดลง และวันที่นวัตกรรมเป็นที่รู้จักและแก้ไขปัญหาผู้ใช้ได้จริง บริษัทเหล่านี้จะสามารถกลับมาทำกำไรได้อย่างรวดเร็ว ข้อสังเกต: งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นเครื่องมือสะท้อนความมั่นคงของธุรกิจทั้งในมุมมองระยะสั้นและระยะยาว หากเรารู้วิธีดูงบนี้ จะช่วยวางแผนการลงทุน การถอนทุน และการจัดการกำไรได้ดียิ่งขึ้น วิธีอ่าน “งบกระแสเงินสด” งบกระแสเงินสด ได้แสดงให้เห็นว่าเงินที่มีในธุรกิจเพิ่มขึ้นหรือลดลงเพราะอะไร และช่วยตอบคำถามว่า“ธุรกิจเรามีกำไร…แต่ทำไมเงินสดถึงไม่เหลือ ?”โดยมีสมการง่ายๆ คือ เงินต้นปี บวก เงินรับ(จ่าย)ระหว่างปี = เงินปลายปี โดยการรับเงิน-จ่ายเงิน สามารถแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรม เพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของเงินมากขึ้น ดังนี้ กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน(Operating activity) กิจกรรมดำเนินงาน คือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจประจำวัน ซึ่งบอกถึง ความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจหลัก และสภาพคล่องระยะสั้น ดังนี้ ที่มาเงินรับ:  ที่มาเงินจ่าย: ข้อสังเกต: ธุรกิจที่แข็งแรง ควรมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเป็นบวกต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนการทำกำไรที่มีเงินสดจริงตามมา กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน(Investing activity) กิจกรรมลงทุน คือ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเป็นหลัก ซึ่งแสดงถึง แนวโน้มการขยายหรือหดตัวลงของกิจการ ดังนี้ ที่มาเงินรับ:  ที่มาเงินจ่าย: ข้อสังเกต: หากธุรกิจกำลังขยายตัว มักมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน ติดลบ เพราะมีการลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวร กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน(Financing activity) กิจกรรมจัดหาเงิน คือ กิจกรรมที่เกี่ยวกับการจัดหาแหล่งเงินทุนใหม่ หรือการชำระคืนหนี้ ซึ่งสะท้อน โครงสร้างทางการเงินของธุรกิจ ดังนี้ ที่มาเงินรับ:  ที่มาเงินจ่าย: ข้อสังเกต: กระแสเงินสดบวกในกิจกรรมนี้ มักเกิดในช่วงเริ่มต้นธุรกิจหรือขยายธุรกิจ หากติดลบแสดงว่ามีการชำระหนี้หรือลดขนาดกิจการ ข้อมมูลในงบกระแสเงินสดในภาพรวมคือการแสดง “ทิศทางของเงินสด” และ “สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง” ได้อย่างชัดเจนกว่างบอื่น เช่น ตัวอย่างสถานการณ์ที่สอดคล้องไปกับสภาวะของธุรกิจแต่ละช่วง อาจจะเจอสถานการณ์ ดังนี้ ประเภทกิจกรรม ธุรกิจเริ่มต้นใหม่ ธุรกิจมั่นคง ธุรกิจมีปัญหา ดำเนินงาน ติดลบ บวก ติดลบ ลงทุน ติดลบ ติดลบหรือศูนย์ บวก (ขายทรัพย์สิน) จัดหาเงิน บวก ติดลบหรือศูนย์ ศูนย์ (หาเงินเพิ่มไม่ได้) วิธีอ่าน “หมายเหตุประกอบงบการเงิน” หมายเหตุประกอบงบการเงินต้องเปิดอ่านคู่กับงบการเงินเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ไม่ได้แสดงในงบการเงิน เช่น รายละเอียดธุรกิจ นโยบายบัญชี หรือรายละเอียดตัวเลขจากงบการเงิน ดังนี้ แสดงชื่อกิจการ ประเภทนิติบุคคล เลขทะเบียนนิติบุคคล ที่ตั้ง รวมถึงวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นรายได้หลักของกิจการ แสดงกฏหมายที่เกี่ยวข้องในการจัดทำงบการเงิน เช่น มาตรฐานบัญชี เกณฑ์การแสดงรายการในงบการเงิน และการแสดงมูลค่าในงบการเงิน แสดงนโยบายบัญชีที่สำคัญและความหมายของแต่ละรายการบนงบการเงิน ซึ่งอาจมีความหมายแตกต่างจากที่คนทั่วไปเข้าใจ เช่น คำว่า ‘เงินสด’ คนทั่วไปเข้าใจจะเข้าว่าคือเหรียญหรือธนบัตร แต่นิยามทางบัญชีเงินสดหมายถึงเงินฝากประเภทออมทรัพย์และกระแสรายวันด้วย  ถ้าลองกลับไปดูรูปภาพงบฐานะการเงิน จะมีบรรทัดที่เขียนว่า ‘เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด’ จำนวน 1.315 ล้านบาทในปี 2567 และจำนวน 0.12 ล้านบาทในปี 2566 เราจะเห็นแค่ก้อนรวมโดยที่ไม่รู้ว่ามีเงินสดในมือกี่บาท และเงินฝากธนาคารกี่บาท ถ้าอยากรู้รายละเอียดต้องดูหัวข้อ ‘หมายเหตุ’ ซึ่งมีความหมายว่าถ้าอยากดูรายละเอียดให้ไปดูที่หมายเหตุประกอบงบการเงินข้อที่ 3.1 และ 4 ดังนี้ ดังนั้นถ้าผู้ประกอบอ่านงบการเงินแล้วอยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมให้ดูว่ารายการนั้นในช่อง ‘หมายเหตุ’ มีเลขหมายเหตุไหม ถ้ามีให้ไปที่รายละเอียดที่หมายเหตุประกอบงบการเงินตามเลขที่นั้นๆ แต่ถ้าไม่มีแสดงว่านักบัญชีไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดรายการนั้นเพิ่มเติม กรณีต้องการดูข้อมูลนั้นจริงๆ ต้องไปขอข้อมูลเพิ่มเติมจากนักบัญชีเอง และแล้วตอนนี้ ทุกคนได้ผ่านวิธีการอ่านงบการเงินทั้งหมดมาแล้ว ซึ่งจะทำให้ทุกคนเข้าใจความหมายของแต่ละบรรทัดของแต่ละงบการเงินมากขึ้น อย่างไรก็ตามเพื่อให้การอ่านงบการเงินสนุกขึ้น จึงขอมอบเคล็ดลับการอ่านงบการเงินฉบับผู้ประกอบการมือใหม่เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการอ่านงบให้เจ๋งมากขึ้น ดังนี้ 6 เคล็ดลับการอ่านงบการเงินฉบับผู้ประกอบการมือใหม่ ผู้ประกอบการที่อ่านงบการเงินระยะแรกจะเจอปัญหาว่ารายการเยอะแยะไปหมด ความหมายของรายการนี้คืออะไร ควรเริ่มต้นจากงบอะไรก่อน หรือต้องไปดูส่วนไหนก่อน ปัญหาเหล่านี้จะหายไปเพราะใช้เทคนิคที่เตรียมมาให้ในบทความนี้ สรุปท้ายบทความ งบการเงินไม่ใช่เรื่องที่ยากเลยเมื่อเราทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานและแนวคิดเบื้องต้น มันจะกลายเป็น เครื่องมือที่ทรงพลัง ที่ช่วยให้เราตัดสินใจในธุรกิจได้อย่างแม่นยำและมั่นใจยิ่งขึ้น โดยสามารถยื่นงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing)  งบการเงินไม่ใช่ศัตรูที่น่ากลัวแต่มันคือ “เพื่อนร่วมทาง” ที่พร้อมช่วยเจ้าของกิจการมองเห็นทางเดินที่ถูกต้องในทุกช่วงเวลา ยิ่งเรา อ่านงบเป็น รู้หลักพื้นฐาน และฝึกใช้มันสม่ำเสมอ ก็จะยิ่งมองเห็นภาพรวมธุรกิจได้ชัดขึ้น และสามารถใช้ตัวเลขเหล่านั้นไป ปรับแผน ต่อยอด และบริหารกิจการให้เติบโตอย่างมีทิศทาง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

11 มิ.ย. 2025

PEAK Account

11 min

บริการรับทำเงินเดือนเหมาะกับใคร เมื่อไหร่ที่ควรใช้บริการรับทำเงินเดือน

การทำเงินเดือนให้พนักงานเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรไม่สามารถทำพลาดได้ แม้จะดูเหมือนเป็นงานรูทีน (Routine) แต่หากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ความพึงพอใจของพนักงาน และเสี่ยงต่อปัญหาทางด้านกฎหมายได้ ดังนั้น บริการรับทำเงินเดือนจึงกลายเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับหลายองค์กรในการช่วยคำนวณเงินเดือน แล้วคำถามคือ…บริการรับทำเงินเดือนเหมาะกับใครบ้าง? และเมื่อไหร่ถึงจะควรใช้บริการรับทำเงินเดือน? บริการรับทำเงินเดือน เหมาะกับธุรกิจไหนบ้าง? บริการรับทำเงินเดือนเหมาะกับทุกประเภทธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการลดภาระงานด้าน Payroll ต้องการเพิ่มความถูกต้องในการคำนวณเงินเดือน รักษาความลับทางการเงิน และให้ทีมงานมีเวลาไปโฟกัสกับงานหลักที่สำคัญกว่า โดยสามารถแบ่งประเภทธุรกิจได้ดังนี้ 1. เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง (SMEs) ธุรกิจ Startup ที่ยังไม่มีฝ่าย HR มักเผชิญกับความท้าทายในการจัดการเงินเดือน ส่งผลให้เจ้าของธุรกิจจึงต้องรับหน้าที่ทำเงินเดือนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นงานที่ใช้เวลาและต้องใส่ใจในรายละเอียด ทั้งยังต้องทำควบคู่กับภารกิจอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน เช่น การพัฒนาธุรกิจ การขาย หรือการดูแลลูกค้า ส่งผลให้เรื่องเงินเดือนกลายเป็นภาระที่หนักและกินเวลามาก ดังนั้น สำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง การใช้บริการรับทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing) จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ช่วยลดภาระงาน เพิ่มความถูกต้องแม่นยำ และทำให้เจ้าของธุรกิจมีเวลาโฟกัสกับการเติบโตของกิจการมากขึ้น 2. เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ แม้ธุรกิจขนาดใหญ่จะมีฝ่าย HR ในองค์กร แต่การทำเงินเดือนด้วยตนเองยังคงเป็นงานที่ซับซ้อนและใช้ทรัพยากรจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อมีพนักงานจำนวนหลักร้อยถึงหลักพัน การจัดการเงินเดือนแบบ in-house ยิ่งเพิ่มความยุ่งยาก และมีความเสี่ยงสูงต่อความผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคำนวณเงินเดือน ภาษี ประกันสังคม หรือกฎหมายแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผลที่ตามมาคือ HR ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานคำนวณและตรวจสอบความถูกต้อง แทนที่จะได้โฟกัสกับการพัฒนาองค์กร การบริหารบุคลากร หรือเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายในทีม ดังนั้น การใช้บริการรับทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing) จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะช่วยลดภาระงานที่ซับซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และเปิดโอกาสให้ฝ่าย HR ได้ทำหน้าที่เชิงกลยุทธ์อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทำงานเดือนอีกต่อไป 3. เหมาะกับสำนักงานบัญชี แม้สำนักงานบัญชีจะมีความเชี่ยวชาญในการคำนวณเงินเดือนและภาษี แต่หากไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสม การให้บริการลูกค้าอาจไม่ราบรื่นอย่างที่ควร การจัดการเงินเดือนต้องอาศัยทั้งความแม่นยำ ความรวดเร็ว และการอัปเดตข้อมูลตามกฎหมายแรงงานและภาษีที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หากไม่มีระบบหรือเครื่องมือที่ตอบโจทย์ การทำเงินเดือนให้ลูกค้าอาจสะดุดหรือเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย ดังนั้น การใช้บริการรับทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing) จึงเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับสำนักงานบัญชี ช่วยให้คุณให้บริการลูกค้าได้อย่างมืออาชีพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านความแม่นยำ ความรวดเร็ว และลดภาระงานที่ซับซ้อนในการจัดทำเงินเดือนทุกเดือน เมื่อไหร่ที่ธุรกิจของคุณควรใช้ บริการรับทำเงินเดือน ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ Start-up หรือ HR ที่ดูแลพนักงานให้กับบริษัทใหญ่ การจัดการเงินเดือนพนักงานนั้นมักเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเสี่ยงพลาดได้ง่าย แล้วเมื่อไหร่กันล่ะที่ควรพิจารณา “ส่งไม้ต่อ” บริการรับทำเงินเดือนที่มีผู้เชี่ยวชาญดูและแทน? ดังนั้นเราจะพาไปดูสัญญาณที่บอกเวลาถึงเวลาแล้วที่ควรใช้บริการรับทำเงินเดือน ตอนที่คุณยังทำธุรกิจคนเดียว งานเงินเดือนอาจไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มมีพนักงานคนแรกความรับผิดชอบด้านเงินเดือน กฎหมาย และเอกสารต่าง ๆ ก็ย่อมตามมา ไม่ว่าจะเป็นการหักภาษี ประกันสังคม ออกสลิปเงินเดือน และยื่นภาษีส่งให้แก่กรมสรรพากร เป็นต้น แม้จะมีพนักงานไม่กี่คนแต่ทุก ๆ เดือนต้องทำเงินเดือนของพนักงานให้ถูกต้องและตรงเวลา ดังนั้นการเลือกใช้บริการรับทำเงินเดือนจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการเริ่มต้นธุรกิจ ข้อมูลเงินเดือนคือหนึ่งในข้อมูลที่อ่อนไหวที่สุดในองค์กร ถ้าเกิดการรั่วไหลแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลกระทบตามมาได้ ดังนั้น การใช้บริการรับทำเงินเดือนจากผู้ให้บริการมืออาชีพ จะช่วยให้ข้อมูลเงินเดือนปลอดภัยด้วยมาตรฐานของระบบ เช่น ข้อมูลจัดเก็บบน Cloud ที่ปลอดภัย สามารถจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงได้ เป็นต้น หากมีพนักงานเริ่มบ่นว่าเงินเดือนไม่ตรง สลิปไม่ชัด หรือข้อมูลภาษีผิดบ่อย ๆ นี่คือสัญญาณอันตราย ความผิดพลาดเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมาย หรือทำลายความเชื่อมั่นของพนักงานโดยไม่รู้ตัว ในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยาย ทีมงานเพิ่มขึ้น ลูกค้าเพิ่มขึ้น งานก็ยิ่งมากขึ้นตาม แต่เวลาในแต่ละวันยังเท่าเดิม เจ้าของธุรกิจหรือทีมผู้บริหารจำเป็นต้องเลือกว่าจะ ใช้เวลาทำสิ่งที่ขยายธุรกิจ หรือจมอยู่กับงานเอกสารซ้ำ ๆ ทุกเดือน ซึ่งการใช้บริการรับทำเงินเดือนช่วยคืนเวลาให้ทีมหลักของธุรกิจ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับงานหลังบ้านที่ไม่ได้สร้างรายได้โดยตรง และมั่นใจได้ว่าส่วนงานสำคัญนี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่น ถูกต้อง และมืออาชีพ HumanSoft บริการรับทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing) ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการปรับตัวและโฟกัสกับงานสำคัญคือหัวใจของความอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจ นอกจากนี้ หนึ่งในภารกิจสำคัญ คือ การจัดการเงินเดือนของพนักงาน เพราะหากคำนวณเงินเดือนผิดพลาด จ่ายเงินไม่ครบ หรือไม่ตรงต่อเวลา ย่อมส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจ และนี่คือเหตุผลที่ บริการ Payroll Outsourcing จาก HumanSoft เข้ามาเติมเต็มตรงจุดนั้นให้เป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ ไร้กังวล หากสนใจบริการสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

11 มิ.ย. 2025

PEAK Account

9 min

ทำความรู้จัก บริการรับทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing)

บริการรับทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing) คือการที่บริษัทว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือองค์กรภายนอกเข้ามาดูแลกระบวนการจัดทำเงินเดือนให้พนักงาน ตั้งแต่การคำนวณค่าจ้าง เงินโอที โบนัส หักภาษี หักประกันสังคม ไปจนถึงการจัดทำรายงานเพื่อส่งให้กับหน่วยงานราชการ จัดการเงินเดือนอย่างมืออาชีพแม้บริษัทไม่มี HR “บริษัทไหนที่ไร้ HR ไม่ได้เป็นเรื่องยากในการเงินเดือน” พอได้ยินประโยคนี้เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านอาจตั้งข้อสงสัยว่า “จะเป็นไปได้จริงเหรอ?” โดยเฉพาะกับธุรกิจที่ไม่มีฝ่ายบุคคลคอยดูแลเรื่องภายใน ไม่ว่าจะเป็นการคิดเงินเดือน โอที ภาษี หรือประกันสังคม ฟังดูเหมือนเป็นงานที่ยุ่งยากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด แต่ขอตอบเลยว่าไม่มี HR ก็สามารถทำเงินเดือนได้จริง เพียงใช้ “บริการรับทำเงินเดือน”ปัจจุบันมีบริการที่เรียกว่า “บริการรับทำเงินเดือน” ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยบริษัทดูแลทุกกระบวนการเกี่ยวกับเงินเดือนอย่างครบวงจร โดยไม่จำเป็นต้องมี HR ประจำในองค์กร ไม่ว่าจะคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น หรือผู้บริหารบริษัทที่กำลังขยายทีม แต่ยังไม่พร้อมตั้งฝ่ายบุคคลเต็มรูปแบบ บริการรับทำเงินเดือนเป็นตัวช่วยที่ทั้งประหยัดเวลา ลดต้นทุน และช่วยให้คุณบริหารจัดการได้อย่างมืออาชีพ บริการรับทำเงินเดือน ช่วยเจ้าของธุรกิจได้อย่างไรบ้าง? 1. เพิ่มความแม่นยำในการคำนวณเงินเดือนให้กับพนักงาน บริการรับทำเงินเดือนใช้ระบบซอฟต์แวร์ที่ได้มาตรฐาน ร่วมกับทีมงานที่มีประสบการณ์ ทำให้การคำนวณเงินเดือน ค่าล่วงเวลา หรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มีความแม่นยำสูง ลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการทำแมนนวล (Manual) ทำให้จ่ายเงินเดือนได้ตรงตามเวลา 2. บริการรับทำเงินเดือน ช่วยประหยัดต้นทุนมากกว่าการจ้างพนักงาน การจ้างเจ้าหน้าที่ HR หรือฝ่ายบัญชีเต็มเวลาสำหรับทำเงินเดือนเพียงอย่างเดียว อาจไม่คุ้มค่าในแง่ของงบประมาณ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และในทางกลับกัน บริการรับทำเงินเดือนมีการคิดค่าบริการตามจำนวนพนักงานหรือเป็นรายเดือน ช่วยควบคุมต้นทุนได้ดี โดยไม่ต้องลดระดับคุณภาพการทำงาน 3. ลดภาระงานที่กินเวลาการทำงาน การคิดเงินเดือน ตรวจสอบข้อมูลการทำงาน หักภาษี ยื่นประกันสังคม หรือจัดทำรายงานต่าง ๆ เป็นงานที่ใช้เวลามาก หากผู้บริหารต้องทำเอง จะเป็นการเบียดบังเวลาที่ควรใช้กับการวางกลยุทธ์หรือขยายธุรกิจ ดังนั้น การใช้บริการรับทำเงินเดือนเข้ามาช่วย “ยกของหนัก” เหล่านี้ออกไปจากโต๊ะผู้บริหาร ทำให้คุณมีเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญกว่า 4. บริการรับทำเงินเดือน จากผู้เชี่ยวชาญช่วยคำนวณเงินเดือน ภาษี ประกันสังคมถูกต้องตามกฎหมาย การใช้บริการรับทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing) ที่จัดทำโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเงินเดือน ช่วยให้การทำเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมถูกต้องตามกฎหมาย ลดข้อผิดพลาดในเรื่องของการทำเงินเดือน 5. ผู้ให้ บริการรับทำเงินเดือน สามารถจัดการเงินเดือนและให้คำปรึกษาธุรกิจได้ หลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจเจอกรณีซับซ้อน เช่น พนักงานลาออกกระทันหัน การคิดค่าชดเชย หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินเดือน การมีผู้เชี่ยวชาญด้านค่าจ้างและสิทธิประโยชน์คอยให้คำแนะนำโดยตรง ช่วยให้คุณตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และไม่เสี่ยงทำผิดโดยไม่รู้ตัว บริการรับทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing) by HumanSoft บริการรับทำเงินเดือน (Payroll Outsourcing) จาก HumanSoft เป็นอีกหนึ่งบริการที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการเงินเดือนให้กับพนักงานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเงินเดือนคอยจัดทำเงินเดือนอย่างละเอียดทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีรายงานที่เจ้าของกิจการสามารถตรวจสอบและนำข้อมูลไปวิเคราะห์ได้ จุดเด่นอีกอย่างของบริการรับทำเงินเดือน HumanSoft คือฟรีโปรแกรม HR และแอปพลิเคชันสำหรับพนักงานที่ให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของตนเองได้ผ่านระบบ Employee Self Service (ESS) ดังนี้ หากงาน Payroll ของคุณหนักเกินจะรับไหว ถึงเวลาแล้วที่ต้องมอบหมายให้มืออาชีพช่วยดูแลเรื่องการจัดการเงินเดือนให้องค์กรของคุณ หากสนใจบริการสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : หากสนใจใช้ บริการรับทำเงินเดือน จาก HumanSoft ต้องเริ่มต้นอย่างไร? หากสนใจใช้บริการรับทำเงินเดือนจาก HumanSoft สามารถเริ่มต้นง่าย ๆ ไม่กี่ขั้นตอน ดังนี้ กรณีถ้าอยากสอบถามรายละเอียดเบื้องต้นก็สามารถติดต่อมาได้ที่เบอร์ 083-942-6242 สรุปจัดการเงินเดือนให้เป็นเรื่องง่ายด้วยตัวช่วยจาก HumanSoft เจ้าของกิจการขนาดเล็กหรือ SME ที่ยังไม่มีฝ่าย HR หรือยังจัดการเรื่องเงินเดือนเองแบบแมนนวล บริการรับทำเงินเดือนเป็นหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ในการลดภาระงานที่ซับซ้อน ลดความเสี่ยงจากการคำนวณเงินเดือนผิดพลาด ส่งเอกสารล่าช้า นอกจากนี้ การใช้บริการรับทำเงินเดือนยังได้ทั้งการทำเงินเดือนแบบครบวงจร ทีมงานมืออาชีพ โปรแกรม HR และแอปพลิเคชันสำหรับพนักงานที่ทันสมัย แถมช่วยลดต้นทุนบริษัทอีกด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

30 พ.ค. 2025

PEAK Account

3 min

3 กลยุทธ์ปลดล็อกธุรกิจจากกับดัก “One-Man Show”

1. Business Process Design – วางระบบให้คนเดินตามได้ ✦ เป้าหมาย : สร้าง “มาตรฐานงาน” ที่ใครก็ทำต่อได้ ✦ Tools แนะนำ : 2. Role-Based Training – สร้างคนให้เหมาะกับงาน ไม่ต้องเทรนให้พนักงานเก่งครบทุกด้าน แต่แบ่งตามบทบาทที่มีผลต่อเป้าหมายธุรกิจ ✦ เป้าหมาย : ให้พนักงาน “เข้าใจบทบาทของตัวเองใน Value Chain” ✦ Know-how ที่ควรให้พนักงานรู้ : 3. Capability Building – ลงทุนกับการพัฒนาทีมอย่างมีระบบ ✦ เป้าหมาย : ให้พนักงานทำงานได้โดยไม่ต้องรอคำสั่ง ✦ กลยุทธ์ Build–Buy–Borrow: การสร้าง Learning Culture ให้เกิดขึ้นในองค์กรเล็ก ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแค่เริ่มจากการให้พนักงานเรียนรู้จากปัญหาหน้างานจริง แล้วเสริมด้วยหลักสูตรเทรนนิงที่ออกแบบมาเฉพาะ

6 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

EBITDA คืออะไร? สูตร วิธีคำนวณ และตัวอย่างจริงสำหรับ SME

EBITDA คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจทำกำไรจากการดำเนินงานได้เท่าไร โดยยังไม่นับดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หลายคนเข้าใจว่าตัวเลขนี้เป็นเรื่องของนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่เจ้าของ SME ก็ใช้ได้เช่นกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงตัวอย่างตัวเลขจริงที่นำไปใช้ได้ทันที EBITDA คืออะไร ย่อมาจากอะไร EBITDA (อ่านว่า อี-บิท-ด้า) ย่อมาจาก Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation, and Amortization แปลเป็นไทยว่า กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักของธุรกิจ เหตุผลที่ต้องไม่นับ 4 รายการนี้ เพราะแต่ละรายการไม่ได้สะท้อนฝีมือการบริหารโดยตรง เมื่อตัดตัวแปรเหล่านี้ออก จะเห็นว่าธุรกิจทำเงินจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไร สูตร EBITDA พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง คำนวณได้ 2 วิธี ทั้งสองวิธีได้ผลลัพธ์เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่ามีข้อมูลตัวไหนอยู่ในมือ สูตรที่ 1 เริ่มจากกำไรสุทธิ (Bottom-Up) วิธีนี้เหมาะกับคนที่เปิดงบกำไรขาดทุนแล้วเห็นบรรทัดกำไรสุทธิก่อน เอากำไรสุทธิมาบวกกลับรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก EBITDA = กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่าย + ภาษี + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย สูตรที่ 2 เริ่มจากกำไรจากการดำเนินงาน (Top-Down) วิธีนี้เหมาะกับคนที่ดูงบแล้วเจอบรรทัดกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) เพราะตัวเลขนี้หักดอกเบี้ยและภาษีไปแล้ว จึงบวกกลับแค่ค่าเสื่อมราคากับค่าตัดจำหน่าย EBITDA = กำไรจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย ตัวอย่างคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ยอดขาย 5 ล้านบาทต่อปี สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ มีตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนปี 2568 ดังนี้ คำนวณแบบ Bottom-Up EBITDA = 800,000 + 100,000 + 200,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจหลักสร้างกำไรได้ 1.3 ล้านบาทต่อปี ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา EBIT กับ EBITDA ต่างกันอย่างไร EBIT คือกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (Earnings Before Interest and Taxes) ยังไม่บวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายกลับ ตัวเลขทั้งคู่วัดกำไรจากการดำเนินงาน แต่ลึกต่างกัน จากตัวอย่างบริษัท ก ข้างต้น EBIT = 800,000 + 100,000 + 200,000 = 1,100,000 บาท EBITDA = 1,100,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท EBIT ไม่บวกค่าเสื่อมราคากลับ จึงได้ตัวเลขต่ำกว่า EBITDA เสมอ EBIT และ EBITDA เหมาะกับธุรกิจประเภทใด ธุรกิจที่มีทรัพย์สินถาวรมาก เช่น โรงงานผลิต โรงแรม หรือโลจิสติกส์ ควรใช้ EBIT เป็นตัวหลัก เพราะค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนที่สะท้อนการดำเนินงานจริง ส่วนธุรกิจบริการ เทคโนโลยี หรือร้านค้าออนไลน์ที่ทรัพย์สินถาวรไม่สูง ใช้ EBITDA ได้สะดวกกว่า เพราะตัดความแตกต่างของนโยบายค่าเสื่อมราคาออก EBIT Margin และ EBITDA Margin คืออะไร ใช้ประเมินธุรกิจอย่างไร ทั้งสองคืออัตราส่วนที่บอกว่าทุก 100 บาทที่ขายได้ เหลือเป็นกำไรจากการดำเนินงานกี่บาท EBIT Margin วัดกำไรหลังหักค่าเสื่อมราคาแล้ว ส่วน EBITDA Margin วัดกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา สูตร EBIT Margin และ EBITDA Margin EBIT Margin (%) = EBIT ÷ รายได้ × 100 EBITDA Margin (%) = EBITDA ÷ รายได้ × 100 ตัวอย่างเปรียบเทียบ 2 ธุรกิจ สมมติเปรียบเทียบร้านค้าออนไลน์ 2 แห่ง บริษัท ก (ชื่อสมมุติ) รายได้ 5 ล้านบาท EBIT Margin = 1,100,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 22% EBITDA Margin = 1,300,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 26% บริษัท ข (ชื่อสมมุติ) รายได้ 10 ล้านบาท EBITDA 2 ล้านบาท EBITDA Margin = 2,000,000 ÷ 10,000,000 × 100 = 20% แม้บริษัท ข มีรายได้มากกว่า แต่ Margin ต่ำกว่า แปลว่าบริษัท ก บริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพกว่า ถ้าค่าเสื่อมราคาสูง ช่องว่างระหว่าง Margin ทั้งสองจะยิ่งห่าง ธุรกิจที่ลงทุนในทรัพย์สินราคาแพง เช่น โรงแรมหรือโรงงาน ควรดูทั้งสองตัวเทียบกัน ทำไม EBITDA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ SME ตัวเลขนี้ช่วยให้เจ้าของ SME เข้าใจภาพรวมธุรกิจได้เร็ว โดยไม่ต้องอ่านงบการเงินทั้งฉบับ ใช้ได้ทั้งวิเคราะห์ตัวเอง เทียบคู่แข่ง และเตรียมตัวเข้าหาแหล่งเงินทุน ใช้ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารดูตรงไหน เวลาขอสินเชื่อ ธนาคารมักดูอัตราส่วน Debt-to-EBITDA Ratio ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ หมายความว่ากำไรจากการดำเนินงานเพียงพอจะจ่ายหนี้ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีหนี้สินรวม 3 ล้านบาท และ EBITDA 1.3 ล้านบาท Debt-to-EBITDA = 3,000,000 ÷ 1,300,000 = 2.3 เท่า ตัวเลข 2.3 เท่าหมายความว่าถ้าใช้กำไรจากการดำเนินงานทั้งหมดไปจ่ายหนี้ จะหมดภายใน 2.3 ปี ยิ่งต่ำยิ่งดีในสายตาธนาคาร ใช้ประเมินมูลค่ากิจการด้วย EV/EBITDA EV/EBITDA (Enterprise Value to EBITDA) เป็นอัตราส่วนยอดนิยมสำหรับประเมินมูลค่าธุรกิจ โดย EV คือมูลค่ารวมของกิจการ ตัวเลขนี้บอกว่านักลงทุนต้องจ่ายกี่เท่าของกำไรจากการดำเนินงาน ถึงจะซื้อธุรกิจนี้ได้ทั้งหมด ถ้าอัตราส่วนต่ำ อาจหมายความว่าธุรกิจราคาถูกเมื่อเทียบกับกำลังทำกำไร เป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของ SME ที่เตรียมขายกิจการหรือหานักลงทุนเข้ามาร่วมทุน ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้ EBITDA EBITDA มีประโยชน์ แต่ไม่สมบูรณ์แบบ ควรเข้าใจข้อจำกัดก่อนนำไปตัดสินใจ ไม่นับค่าใช้จ่ายลงทุนในทรัพย์สิน ธุรกิจที่ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ทุกปี จะมีตัวเลขนี้สูงเพราะไม่นับค่าเสื่อมราคา แต่จริงๆ ต้องจ่ายเงินซื้อทรัพย์สินจริง กระแสเงินสดอาจไม่ดีเท่า ไม่แสดงภาระหนี้ บริษัทที่กู้เงินมาก ตัวเลขอาจดูดี แต่กำไรสุทธิอาจต่ำเพราะดอกเบี้ยกินหมด ควรดูคู่กับงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสด เปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรมได้ยาก ธุรกิจบริการที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก Margin จะสูงกว่าธุรกิจผลิต การเทียบจึงต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกัน สรุป EBITDA ตัวเลขที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจเร็วขึ้น ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้เจ้าของ SME มองเห็นกำลังทำกำไรที่แท้จริง โดยตัดตัวแปรที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานออก จัดการงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK อยากดูกำไรขาดทุนของธุรกิจแบบ Real-time ไม่ต้องรอปิดบัญชี? PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยดูรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรได้ทุกเวลา และ PEAK Board ช่วยวิเคราะห์ผลประกอบการแยกตามสาขา แผนก หรือโปรเจกต์ เห็นตัวเลขชัดเจนก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ EBITDA EBITDA ติดลบหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าธุรกิจยังสร้างกำไรจากการดำเนินงานหลักไม่ได้ แม้จะยังไม่นับดอกเบี้ยและภาษีก็ตาม มักเจอใน Startup ที่ลงทุนหนักเพื่อสร้างฐานลูกค้า ถ้าติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาส ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบรายได้ กำไรสุทธิกับ EBITDA ต่างกันตรงไหน กำไรสุทธิ (Net Profit) หักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เป็นตัวเลขที่เหลือจริงๆ ส่วน EBITDA หักแค่ต้นทุนจากการดำเนินงาน จึงได้ตัวเลขสูงกว่าเสมอ นักวิเคราะห์ใช้กำไรสุทธิดูผลตอบแทนจริงของเจ้าของ และใช้ตัวหลังเปรียบเทียบฝีมือการบริหาร ธุรกิจประเภทไหนควรใช้เป็นตัวชี้วัด เหมาะกับธุรกิจที่มีค่าเสื่อมราคาสูง เช่น โรงแรม โรงงาน โลจิสติกส์ หรือธุรกิจเทคโนโลยีที่ลงทุนในซอฟต์แวร์มาก จะช่วยแยกผลกระทบของค่าเสื่อมราคาออก ทำให้เห็นฝีมือบริหารชัดขึ้น ส่วนธุรกิจบริการขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก ดูกำไรสุทธิอาจเพียงพอ EBITDA Margin เท่าไรถึงถือว่าดี ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ธุรกิจซอฟต์แวร์มักมี Margin สูง 30-40% เพราะต้นทุนผันแปรต่ำ ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอาจอยู่ที่ 5-15% หลักง่ายๆ คือเทียบกับค่าเฉลี่ยของธุรกิจประเภทเดียวกัน ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ย แสดงว่าบริหารต้นทุนได้ดี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

13 min

ค่าคอมมิชชั่น คืออะไร กำหนดอย่างไร และหักภาษีกี่เปอร์เซ็นต์

ค่าคอมมิชชั่น หรือที่เรียกสั้นว่า “ค่าคอม” (Commission) เป็นค่าตอบแทนที่ SME ใช้จูงใจทีมขายกันแทบทุกธุรกิจ แต่จะกำหนดอัตราเท่าไร คิดยังไง หักภาษีถูกต้องอย่างไร และลงบัญชีแบบไหน หลายคนยังสับสน บทความนี้อธิบายครบจบในที่เดียว ค่าคอมมิชชั่น คืออะไร ค่าคอมมิชชั่น คือ ค่าตอบแทนที่คิดจากผลงาน ไม่ใช่เงินเดือนคงที่ ต่างจากเงินเดือนตรงที่ไม่ได้จ่ายเท่ากันทุกเดือน แต่ขึ้นอยู่กับยอดขายจริง ยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่งได้มาก นิยมใช้กับทีมขาย ตัวแทนจำหน่าย นายหน้า และฟรีแลนซ์ เช่น บริษัทกำหนดว่าขายได้ 100,000 บาท ได้ค่าคอมมิชชั่น 5% 100,000 × 5% = 5,000 บาท ค่าคอมมิชชั่น กับ Incentive ต่างกันอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจ่ายทุกครั้งที่ขายได้ ตามสัดส่วนที่ตกลง ส่วน Incentive คือรางวัลพิเศษที่บริษัทกำหนดเป็นครั้งคราว เช่น โบนัสเมื่อทำยอดถึงเป้ารายไตรมาส ไม่ได้ผูกกับทุกยอดขาย ค่าคอมมิชชั่นมีกี่ประเภท ค่าคอมมิชชั่นมี 6 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการเลือกใช้ได้ตามลักษณะธุรกิจ 1. คิดตามเปอร์เซ็นต์ยอดขาย เป็นแบบที่นิยมมากที่สุด กำหนดอัตราคงที่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนสินค้าค่อนข้างคงที่ เช่น ค่าคอมมิชชั่น 3% ของยอดขาย ทีมขายทำได้ 500,000 บาท 500,000 × 3% = 15,000 บาท ข้อดี คือ ทั้งบริษัทและพนักงานเข้าใจตรงกันง่าย ไม่ต้องรอปิดยอดกำไร ข้อเสียคือไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนจริง ถ้าสินค้าบางตัวกำไรน้อยแต่ขายได้เยอะ ค่าคอมอาจกินกำไรหมด 2. คิดแบบขั้นบันได แบ่งยอดขายเป็นช่วง แต่ละช่วงได้ค่าคอมไม่เท่ากัน เช่น ส่วนของยอดขาย อัตราค่าคอม 0 ถึง 100,000 บาท 3% ส่วนที่เกิน 100,000 ถึง 300,000 บาท 5% ส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไป 7% ถ้าขายได้ 400,000 บาท ไม่ได้คิด 7% ทั้งก้อน แต่แบ่งคิดทีละขั้น (ดูตัวอย่างคำนวณใน section ถัดไป) วิธีนี้ช่วยจูงใจให้ดันยอดขายให้สูงที่สุด 3. คิดตามกำไร คิดค่าคอมจากกำไรจริง ไม่ใช่จากยอดขาย เหมาะกับธุรกิจที่ต้นทุนไม่คงที่ เช่น ธุรกิจรับเหมาหรือตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักร ตัวอย่าง 4. แบบผสม เงินเดือนประจำรวมกับค่าคอมมิชชั่น ให้เงินเดือนพื้นฐานที่มั่นคง บวกค่าคอมตามยอดขาย แม้เดือนไหนขายไม่ได้เลย ก็ยังมีเงินเดือนพื้นฐานประกันรายได้ เหมาะกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรือธนาคาร ที่ต้องการรักษาทีมขายมืออาชีพไว้ ตัวอย่าง 5. 100% Commission ไม่มีเงินเดือน เฉพาะค่าคอมมิชชั่น ตรงข้ามกับแบบผสม คือไม่มีเงินเดือนพื้นฐานเลย รายได้ทั้งหมดมาจากค่าคอมอย่างเดียว เหมาะกับตัวแทนขายอิสระ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ หรือตัวแทนประกัน ข้อดีคือบริษัทไม่มีต้นทุนคงที่ด้านเงินเดือน แต่ข้อเสียคือหาคนมาทำงานยากกว่า 6. Residual Commission ค่าคอมมิชชั่นจากลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ ทีมขายได้ค่าคอมต่อเนื่องทุกครั้งที่ลูกค้าเก่าซื้อซ้ำหรือต่อสัญญา เหมาะกับธุรกิจแบบสมาชิก SaaS หรือบริการรายเดือน ช่วยจูงใจให้ทีมขายดูแลลูกค้าเก่า ไม่ใช่แค่หาลูกค้าใหม่อย่างเดียว วิธีคิดค่าคอมมิชชั่น พร้อมตัวอย่างคำนวณ สูตรพื้นฐาน : ค่าคอมมิชชั่น = ยอดขาย × อัตราค่าคอม ถ้าเป็นแบบขั้นบันได ให้แยกคิดทีละขั้นแล้วรวมกัน สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) กำหนดค่าคอมแบบขั้นบันไดให้ทีมขาย ทีมขายทำยอดได้ 400,000 บาทในเดือนนั้น แบ่งคิดค่าคอมทีละขั้นได้ดังนี้ ขั้น ส่วนของยอดขาย อัตรา ค่าคอม 1 100,000 บาทแรก 3% 3,000 บาท 2 200,000 บาทถัดไป (100,001-300,000) 5% 10,000 บาท 3 100,000 บาทที่เหลือ (300,001-400,000) 7% 7,000 บาท รวม 400,000 บาท 20,000 บาท วิธีกำหนดค่าคอมมิชชั่นให้เหมาะกับธุรกิจ การกำหนดอัตราค่าคอมมิชชั่นที่ดีต้องสมดุลระหว่างแรงจูงใจของทีมขายกับกำไรของธุรกิจ มีหลักคิด 4 ข้อ ค่าคอมมิชชั่น หัก ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ ค่าคอมถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี (ปีภาษี 2568) บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับ อัตราที่หักขึ้นอยู่กับว่าจ่ายให้ใคร จ่ายให้ใคร ประเภทเงินได้ อัตราหัก แบบที่ยื่น พนักงานบริษัท 40(1) เงินเดือน/ค่าจ้าง อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 บุคคลภายนอก (ตัวแทน/นายหน้า) 40(2) ค่านายหน้า อัตราก้าวหน้า ภ.ง.ด.1 นิติบุคคล ค่านายหน้า/ค่าบริการ 3% ภ.ง.ด.53 กรณีจ่ายให้พนักงานบริษัท ค่าคอมที่จ่ายให้พนักงานประจำถือเป็นเงินได้ประเภท 40(1) เช่นเดียวกับเงินเดือน บริษัทต้องนำค่าคอมรวมกับเงินเดือน แล้วหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า จากนั้นยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 (แบบยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายพนักงาน) ตัวอย่าง กรณีจ่ายให้บุคคลภายนอกหรือตัวแทนขาย ค่าคอมที่จ่ายให้บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่พนักงาน ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(2) เช่น ตัวแทนขาย นายหน้า หรือฟรีแลนซ์ บริษัทต้องหักภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 เช่นเดียวกับพนักงาน ข้อควรระวัง : หลายบริษัทเข้าใจผิดว่าค่านายหน้าต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.3 จริงแล้วค่านายหน้าเป็นเงินได้ 40(2) ต้องใช้ ภ.ง.ด.1 แต่ถ้าจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้นิติบุคคล ต้องหัก 3% แล้วยื่น ภ.ง.ด.53 ทุกกรณี และต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป บันทึกบัญชีค่าคอมมิชชั่นอย่างไร ค่าคอมมิชชั่นจัดเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expense) ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ตัวอย่าง บริษัทจ่ายค่าคอม 20,000 บาท ให้พนักงาน (ไม่มี WHT แยก) รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร 20,000 ถ้าจ่ายให้บุคคลภายนอก 20,000 บาท หัก ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า สมมติหัก 1,000 บาท จ่ายจริง 19,000 บาท บันทึกดังนี้ รายการ เดบิต เครดิต ค่าคอมมิชชั่น (ค่าใช้จ่ายในการขาย) 20,000 เงินสด/ธนาคาร (จ่ายจริง) 19,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 1,000 ค่าคอมที่จ่ายจริงและมีหลักฐานถูกต้อง สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีของบริษัทได้ แต่ต้องมีเอกสารยืนยันชัดเจน เช่น สัญญาการจ่ายค่าคอม หลักฐานยอดขาย และใบเสร็จรับเงิน ถ้าไม่มีหลักฐาน กรมสรรพากรอาจถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามได้ สรุป: ค่าคอมมิชชั่น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจัดการให้ครบ ได้แก่ เลือกประเภทค่าคอมให้ตรงกับธุรกิจ กำหนดอัตราเป็นลายลักษณ์อักษร หักภาษีถูกต้องตามประเภทผู้รับ และลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย จัดการค่าคอมมิชชั่นให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคิดเงินเดือนรวมค่าคอม หักภาษีอัตโนมัติ ออกสลิปเงินเดือน และลงบัญชีครบในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าคอมมิชชั่น ค่าคอมมิชชั่นเป็นค่าจ้างตามกฎหมายแรงงานไหม ขึ้นอยู่กับลักษณะการจ่าย ถ้าบริษัทจ่ายค่าคอมเพื่อจูงใจให้ทำยอดเพิ่ม ไม่ถือเป็น “ค่าจ้าง” ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องนำมาคิดฐานเงินสมทบประกันสังคมหรือค่าชดเชยเลิกจ้าง แต่ถ้าจ่ายเป็นประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานปกติ อาจถือเป็นค่าจ้างได้ อัตราค่าคอมมิชชั่นทั่วไปอยู่ที่เท่าไร ไม่มีอัตราตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและกำไรของธุรกิจ อุตสาหกรรม อัตราค่าคอมทั่วไป ค้าปลีก 1 ถึง 5% ธุรกิจบริการ 5 ถึง 15% อสังหาริมทรัพย์ 3 ถึง 5% ของราคาขาย ค่าคอมมิชชั่นต้องออกใบ 50 ทวิไหม ต้องออกทุกครั้ง ทั้งกรณีจ่ายให้พนักงานและบุคคลภายนอก บริษัทต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เพื่อให้ผู้รับนำไปยื่นภาษีประจำปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

12 min

บอจ.5 คือ อะไร บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ทุกบริษัทต้องยื่น

ทุกบริษัทจำกัดต้องยื่นเอกสารบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 14 วันหลังประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ถ้ายื่นไม่ทัน กรรมการจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท เอกสารฉบับนี้เรียกว่า “บอจ.5” ธนาคาร คู่ค้า และหน่วยงานรัฐ ล้วนใช้ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นก่อนอนุมัติสินเชื่อ เซ็นสัญญา หรือพิจารณาประมูลงาน บอจ.5 คือ อะไร บอจ.5 คือ แบบฟอร์มบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจำกัด ใช้แสดงว่าใครถือหุ้นกี่หุ้น มูลค่าเท่าไร “บอจ.” ย่อมาจาก “บริษัทจำกัด” เป็นชุดแบบฟอร์มที่ DBD กำหนดไว้ บอจ.5 มีชื่อเต็มว่า “สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น” กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กำหนดให้กรรมการส่งสำเนาฉบับนี้ให้นายทะเบียนทุกปี สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเอกสารอีกชุดหนึ่งที่เกี่ยวข้อง บริษัทต้องจัดทำสมุดทะเบียนเก็บไว้ที่สำนักงาน ส่วน บอจ.5 คือสำเนาที่คัดจากสมุดทะเบียนเพื่อส่งให้ DBD ข้อมูลที่ต้องระบุใน บอจ.5 บอจ.5 ต้องระบุข้อมูลสำคัญ ดังนี้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้น 3 คน แบบ บอจ.5 ก็ต้องระบุข้อมูลครบทั้ง 3 คน บอจ.5 กับ หนังสือรับรองบริษัท ต่างกันอย่างไร บอจ.5 แสดงว่า “ใครถือหุ้นในบริษัท” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทแสดงว่า “บริษัทมีตัวตนจริงและใครมีอำนาจลงนาม” ทั้งสองเป็นคนละเอกสาร แต่มักถูกขอพร้อมกัน รายการ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) หนังสือรับรองบริษัท ออกโดย บริษัทจัดทำเอง แล้วยื่น DBD DBD ออกให้เมื่อขอคัด เนื้อหา รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าหุ้น ชื่อบริษัท ที่ตั้ง ทุนจดทะเบียน กรรมการ อำนาจลงนาม เปรียบเทียบ เหมือนทะเบียนบ้านของบริษัท เหมือนบัตรประชาชนของบริษัท ค่าธรรมเนียมคัด 150 บาท 200 บาท ใช้ทำอะไร ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น ยืนยันตัวตนบริษัท เปิดบัญชีธนาคาร ขึ้นทะเบียนประกันสังคม เวลาไปติดต่อธนาคารหรือยื่นประมูลงาน มักถูกขอทั้ง 2 ฉบับพร้อมกัน ฉบับหนึ่งยืนยันตัวตนบริษัท อีกฉบับยืนยันโครงสร้างผู้ถือหุ้น ใครต้องยื่น บอจ.5 และยื่นเมื่อไหร่ ทุกบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนกับ DBD ต้องยื่น บอจ.5 ห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ต้องยื่นแบบนี้ เพราะใช้แบบฟอร์มคนละชุด ยื่นภายในกี่วัน กฎหมายแพ่งฯ มาตรา 1139 กำหนดให้กรรมการต้องส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นไปยังนายทะเบียนภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมสามัญ ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นวันที่ 25 เมษายน 2569 ก็ต้องยื่น บอจ.5 ภายในวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ข้อสำคัญคือ ระบบ DBD e-Filing บังคับให้ยื่น บอจ.5 ก่อนจึงจะเปิดให้ยื่นงบการเงินประจำปีได้ นักบัญชีจึงควรเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้า กรณีไหนต้องยื่น บอจ.5 เพิ่ม นอกจากการยื่นประจำปีแล้ว ยังมีกรณีที่ต้องยื่น บอจ.5 เพิ่มเติม ได้แก่ วิธีขอและยื่น บอจ.5 ออนไลน์ ผ่าน DBD e-Filing ปัจจุบันสามารถยื่นและดาวน์โหลด บอจ.5 ผ่านระบบออนไลน์ของ DBD ได้ ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงาน DBD มีวิดีโอสอนขั้นตอนการยื่นที่ efiling.dbd.go.th ด้วย ก่อนเริ่มยื่น ให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้พร้อม ได้แก่ เลขทะเบียนนิติบุคคล รหัสผ่าน DBD e-Filing รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุด จำนวนหุ้น และมูลค่าที่ชำระแล้วของแต่ละคน วิธียื่น บอจ.5 ออนไลน์ วิธีดาวน์โหลด บอจ.5 ที่ยื่นไว้แล้ว ถ้าต้องการดาวน์โหลดสำเนา บอจ.5 ฉบับล่าสุดที่เคยยื่นไว้ ให้ Login เข้าระบบ DBD e-Filing แล้วเลือก “เรียกดูเอกสารที่นำส่ง” กด Download ได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่าย ไฟล์ที่ได้เป็น PDF สามารถพิมพ์ออกมาใช้งานได้ทันที ขั้นตอนคัด บอจ.5 ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถ้าต้องการ บอจ.5 ฉบับที่ DBD รับรอง เพื่อใช้ยื่นธนาคารหรือประมูลงาน สามารถขอคัดได้ 2 ช่องทาง ตัวอย่าง บอจ.5 พร้อมวิธีกรอก ตัวอย่างข้อมูลที่ต้องกรอกใน บอจ.5 สำหรับบริษัทขนาดเล็ก มีดังนี้ บริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน: 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) จำนวนหุ้นทั้งหมด: 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ลำดับ ชื่อผู้ถือหุ้น สัญชาติ เลขที่ใบหุ้น จำนวนหุ้น มูลค่าที่ชำระแล้ว 1 นายก (ชื่อสมมุติ) ไทย 0001-5000 5,000 500,000 บาท 2 นางข (ชื่อสมมุติ) ไทย 5001-8000 3,000 300,000 บาท 3 นายค (ชื่อสมมุติ) ไทย 8001-10000 2,000 200,000 บาท รวม 10,000 1,000,000 บาท ข้อควรระวังในการกรอก: ตรวจสอบว่ายอดรวมจำนวนหุ้นและมูลค่าหุ้นตรงกับทุนจดทะเบียน ถ้าไม่ตรง ระบบ DBD e-Filing จะไม่ให้ยื่น อย่าลืมระบุรายชื่อผู้ที่พ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้นในรอบปีด้วย ไม่ยื่น บอจ.5 มีโทษอะไร ถ้าบริษัทไม่ยื่น บอจ.5 หรือยื่นล่าช้า กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทจะถูกปรับคนละ 2,000 บาท ตามพ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนฯ สมมุติว่า บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คน ถ้ายื่นไม่ทัน ทั้ง 2 คนจะถูกปรับรวมเป็น 4,000 บาท นอกจากนี้ยังไม่สามารถยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ได้ ทำให้เกิดค่าปรับงบการเงินตามมาอีกด้วย สรุป บอจ.5 เป็นเอกสารที่ดูเหมือนง่าย แต่ถ้าลืมยื่นจะเกิดปัญหาลูกโซ่ ตั้งแต่ค่าปรับกรรมการไปจนถึงยื่นงบการเงินไม่ได้ วิธีป้องกันคือตั้งปฏิทินเตือนหลังวันประชุมสามัญ และใช้ DBD e-Filing ยื่นออนไลน์ให้ทันกำหนด จัดการเอกสารบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และเอกสารทางบัญชีไว้ในที่เดียว ลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารตกหล่น คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ บอจ.5 บอจ.5 ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร บอจ.5 ในภาษาอังกฤษเรียกว่า “List of Shareholders” หรือ “Shareholder Register” ส่วนหนังสือรับรองบริษัทที่ DBD ออกให้ เรียกว่า “Certificate of Juristic Person Registration” ถ้าต้องใช้ บอจ.5 ฉบับภาษาอังกฤษ ต้องแปลและรับรองคำแปลโดยนักแปลที่ได้รับอนุญาต บอจ.5 กับ บอจ.2 บอจ.3 ต่างกันอย่างไร แบบฟอร์ม “บอจ.” แต่ละเลขมีหน้าที่ต่างกัน บอจ.2 และ บอจ.3 ใช้ตอนจดทะเบียนเท่านั้น ส่วน บอจ.5 ต้องยื่นอัปเดตทุกปี แก้ไข บอจ.5 ทำอย่างไร ถ้าต้องการแก้ไข บอจ.5 ที่เคยยื่นไปแล้ว ให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจาก DBD e-Filing กรอกข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วยื่นนำส่งใหม่ ระบบจะบันทึกฉบับล่าสุดทับฉบับเดิม ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

3 ก.ค. 2026

PEAK Account

10 min

ค่าธรรมเนียม Shopee 2569 ผู้ขายจ่ายอะไรบ้าง คำนวณครบทุกรายการ

ขายของบน Shopee ยอดดี แต่ได้เงินจริงน้อยกว่าที่คิด? เพราะ Shopee หักค่าธรรมเนียมจากทุกออเดอร์อัตโนมัติ ไม่ว่าจะค่า Commission ค่าธุรกรรม หรือค่าผ่อนชำระ บทความนี้สรุปอัตราล่าสุดทุกรายการ พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง ขายของใน Shopee เสียค่าอะไรบ้าง Shopee เก็บค่าธรรมเนียมผู้ขาย 4 รายการ รายการ อัตรา Commission (ค่าธรรมเนียมการขาย) 7.49-14.98% (ร้านทั่วไป) หรือ 5.35-17.12% (Mall) Transaction Fee (ค่าธุรกรรม) 3.21% (รวม VAT) Installment Fee (ค่าผ่อนชำระ) 3.21-7.49% เก็บแทน Tx Fee Platform Fee (ค่าโครงสร้างพื้นฐาน) 1.07 บาทต่อออเดอร์ Commission รวม VAT ในอัตราแล้ว คิดจากราคาสินค้าหลังหักส่วนลดที่ผู้ขายรับผิดชอบ ส่วน Tx Fee คิดจากราคาสินค้ารวมค่าส่ง ถ้าร้านค้าไม่ได้เปิดผ่อนชำระ จะถูกเก็บแค่ Commission กับ Tx Fee (อ้างอิง Shopee Help Center และ KhumMai อัปเดต 5 ก.ค. 2026) Commission แยกตามหมวดสินค้าและประเภทร้าน Commission คือค่าที่หักมากที่สุด อัตราต่างกันตามหมวดสินค้า ปี 2569 ปรับ 2 รอบ คือ 7 เม.ย. (ค่าผ่อนชำระขึ้น พร้อมเพิ่มส่วนลดร้านรายเล็ก) และ 1 มิ.ย. (Commission ขึ้น 1.5% ก่อน VAT เกือบทุกหมวด ยกเว้นทองคำ) ร้านทั่วไป (Non-Mall) มีผล 1 มิ.ย. 2569 หมวดสินค้า อัตรา (รวม VAT) อิเล็กทรอนิกส์ 7.49-13.91% แฟชั่น 8.03-14.98% FMCG (ของใช้ สุขภาพ อาหาร) 13.91% ไลฟ์สไตล์ 10.70-14.98% Shopee Mall มีผล 1 มิ.ย. 2569 หมวดสินค้า อัตรา (รวม VAT) อิเล็กทรอนิกส์ 5.35-15.52% แฟชั่น 11.24-17.12% FMCG 15.52-17.12% ไลฟ์สไตล์ 12.84-17.12% Mall สูงกว่าร้านทั่วไปประมาณ 1.5-3% แลกกับป้ายรับรองและแคมเปญพิเศษ อัตราแต่ละหมวดย่อยต่างกัน ตรวจสอบได้ที่ Seller Centre ส่วนลดสำหรับผู้ขายรายเล็ก ร้านค้าที่ยอดขายไม่เกิน 10,000 บาทใน 30 วัน จะได้ลด Commission 0.5-1.5% โดยอัตโนมัติ Transaction Fee และค่าผ่อนชำระ Shopee คิด Tx Fee 3% ก่อน VAT ทุกออเดอร์ รวม VAT 7% แล้วเท่ากับ 3.21% คิดจากราคาสินค้ารวมค่าส่ง เช่น สินค้า 500 บาท ค่าส่ง 40 บาท Tx Fee = 540 คูณ 3.21% = 17.33 บาท ถ้าลูกค้าเลือกผ่อน ค่าผ่อนชำระจะเก็บแทน Tx Fee ปกติ ไม่ได้คิดซ้อนกัน อัตราปรับขึ้นตั้งแต่ 7 เม.ย. 2569 งวด ก่อน VAT รวม VAT เทียบของเดิม 1 เดือน 3% 3.21% คงเดิม 3 เดือน 5% 5.35% เดิม 4% 6 เดือน 6.5% 6.955% เดิม 5.5% 10 เดือนขึ้นไป 7% 7.49% เดิม 6% Shopee หักกี่เปอร์เซ็นต์ วิธีคำนวณ สูตร: เงินที่ได้ = ราคาขาย ลบ Commission ลบ Tx Fee ลบ 1.07 บาท ตัวอย่าง 1: ร้านทั่วไปขายเสื้อผ้า 500 บาท ร้าน ข. จำกัด (ชื่อสมมุติ) Non-Mall หมวดแฟชั่น ค่าส่ง 40 บาท ลูกค้าโอนเงิน รายการ คำนวณ บาท Commission 8.03% 500 x 8.03% 40.15 Tx Fee 3.21% 540 x 3.21% 17.33 Platform Fee คงที่ 1.07 รวม 58.55 ได้สุทธิ 540 – 58.55 481.45 Shopee หัก 10.84% ยังไม่นับต้นทุนสินค้าและค่าแพ็ก ตัวอย่าง 2: ร้าน Mall ขายหูฟัง 2,000 บาท ร้าน ก. จำกัด (ชื่อสมมุติ) Mall หมวดอิเล็กทรอนิกส์ ส่งฟรี ลูกค้าผ่อน 3 งวด รายการ คำนวณ บาท Commission 5.35% 2,000 x 5.35% 107.00 ค่าผ่อน 3 งวด 5.35% 2,000 x 5.35% 107.00 Platform Fee คงที่ 1.07 รวม 215.07 ได้สุทธิ 2,000 – 215.07 1,784.93 ร้าน Mall ที่ลูกค้าผ่อน ถูกหักรวม 10.75% จากตัวอย่างทั้งสอง Shopee หักรวม 10-11% ในกรณีปกติ แต่ถ้าลูกค้าผ่อนนานหรือสินค้าอยู่หมวดที่ Commission สูง ตัวเลขจะขยับไปถึง 15-20% เปรียบเทียบ Shopee, Lazada และ TikTok Shop 2569 รายการ Shopee Lazada TikTok Shop Commission (รวม VAT) 7.49-17.12% 5.89-16.59% 5.35-11.77% Tx Fee (รวม VAT) 3.21% 3.21% 3.21% Growth Fee ไม่มี ไม่มี 6.96-8.03% (เพดาน 199 บาทต่อชิ้น) Platform Fee 1.07 บาท ไม่มี ไม่มี Lazada ปรับ Commission ขึ้นรอบ 25 มิ.ย. 2569 อีก 1% ก่อน VAT ทำให้อัตราใกล้เคียง Shopee มากขึ้น TikTok Shop ไม่มี Platform Fee แต่มี Growth Fee 6.96-8.03% ต่อชิ้น (เพดาน 199 บาท) ซึ่งทำให้ต้นทุนรวมสูงในบางหมวด Shopee มี Commission สูงที่สุดแต่ไม่มี Growth Fee เหมือน TikTok Shop ขณะที่ Lazada ไม่มีทั้ง Growth Fee และ Platform Fee แต่มีค่า Premium Package สำหรับร้านที่ต้องการฟีเจอร์เพิ่ม ผู้ขายควรคำนวณเปรียบเทียบตามสินค้าจริงของตัวเอง (อ้างอิง KhumMai อัปเดต 5 ก.ค. 2026) วิธีบันทึกบัญชีค่าธรรมเนียม Shopee เจ้าของร้านหลายคนบันทึกแค่เงินที่ได้สุทธิจาก Shopee แล้วก็จบ วิธีนี้ทำให้ไม่เห็นว่าค่าธรรมเนียมกินกำไรไปเท่าไร และเสียโอกาสขอคืน VAT ที่ซ่อนอยู่ ควรบันทึกแยกรายได้กับค่าธรรมเนียมเพื่อเห็นกำไรจริง ตัวอย่าง ขายสินค้า 1,000 บาท ค่าส่ง 40 บาท Shopee หัก Commission 70 บาท (ก่อน VAT) และ VAT อีก 4.90 บาท ค่าธรรมเนียม Shopee มี VAT ที่ขอคืนได้ไหม ได้ ถ้าร้านค้าจดทะเบียน VAT แล้ว นำ VAT 7% ที่ Shopee เรียกเก็บไปเป็นภาษีซื้อหักกับภาษีขายได้ ดาวน์โหลดใบกำกับภาษีจาก e-Tax Web Portal ใน Seller Centre ลงทะเบียนแล้วรอสถานะ “ตรวจสอบแล้ว” ภายใน 3-7 วัน ใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เชื่อมต่อ Shopee ดึงรายการขายเข้าระบบอัตโนมัติ ช่วยแยก VAT ออกจากค่าธรรมเนียมได้ง่ายขึ้น เคล็ดลับลดต้นทุนค่าธรรมเนียม Shopee ตรวจหมวดสินค้าให้ถูก — บางสินค้าอาจจัดหมวดผิดทำให้เสีย Commission สูงเกินจริง เข้าไปตรวจสอบได้ใน Shopee Seller Centre หน้าตั้งค่าร้าน ถ้าเปลี่ยนหมวดได้ก็ประหยัดค่าธรรมเนียมทันที คำนวณต้นทุนก่อนตั้งราคา — รวม Commission, Tx Fee และ Platform Fee เข้าไปในราคาขาย อย่าลืมบวกค่าแพ็กและค่าส่งด้วย ใช้เครื่องคำนวณจาก KhumMai ได้ฟรี ขายหลายช่องทาง — เปรียบเทียบต้นทุนจริงแต่ละแพลตฟอร์ม บางหมวดสินค้า Lazada หรือ TikTok Shop อาจคุ้มกว่า โดยเฉพาะหมวดที่ Shopee เก็บ Commission สูง สรุป Shopee หักค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 10-20% ของราคาขาย ขึ้นกับหมวดสินค้า ประเภทร้าน และวิธีชำระเงินของลูกค้า ผู้ขายต้องรู้ต้นทุนจริงก่อนตั้งราคา และบันทึกค่าธรรมเนียมแยกจากรายได้ขายเพื่อเห็นกำไรจริงและใช้สิทธิ์ทางภาษีได้ครบ อ่านเพิ่มเรื่อง วิธีเปิดร้านขายของใน Shopee จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์เชื่อมต่อ Shopee ดึงรายการขายเข้าระบบอัตโนมัติ แยกค่าธรรมเนียม แยก VAT ออกใบกำกับภาษีได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าธรรมเนียม Shopee Shopee หักค่าธรรมเนียมจากราคาก่อนหรือหลังหักส่วนลด? Commission คิดจากราคาหลังหักส่วนลดที่ผู้ขายรับผิดชอบเท่านั้น ส่วนลดที่ Shopee ออกให้ไม่ถูกนำมาคิด ส่วน Tx Fee คิดจากยอดที่ลูกค้าจ่ายจริงรวมค่าส่ง ร้านค้าใหม่เปิด Shopee เสียค่าธรรมเนียมเท่าไร? เสียเท่าร้านทั่วไป ไม่มีค่าเปิดร้าน ยอดขายช่วงแรกที่ยังไม่เกิน 10,000 บาทต่อ 30 วัน จะได้ลด Commission อัตโนมัติ ค่าธรรมเนียม Shopee รวม VAT แล้วหรือยัง? Commission รวม VAT ในอัตราแล้ว ห้ามคูณ 1.07 ซ้ำ แต่ Tx Fee และค่าผ่อนชำระยังเป็นอัตราก่อน VAT เช่น Tx Fee 3% ต้องคูณ 1.07 เป็น 3.21% ถ้าลูกค้าคืนสินค้า ค่าธรรมเนียมได้คืนไหม? ออเดอร์ที่ยกเลิกก่อนส่ง Shopee คืน Commission ให้ แต่ถ้าส่งแล้วและลูกค้าคืนภายหลัง Tx Fee ที่เกิดขึ้นแล้วอาจไม่ได้คืน ค่าธรรมเนียม Shopee หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม? ได้ทุกรายการ ถ้าจดทะเบียน VAT ยังนำ VAT ที่ Shopee เรียกเก็บไปหักภาษีขายได้อีกด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก  ?(ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @systemseedwebs-comสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 มิ.ย. 2026

PEAK Account

16 min

ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คืออะไร สรุปข้อดี-ข้อเสีย และเหมาะกับธุรกิจแบบไหนบ้าง

คนอยากเปิดธุรกิจมักสงสัยว่าควรจดเป็น หจก. หรือ บจก. ดี ทั้งสองแบบเป็นนิติบุคคลเหมือนกัน แต่ค่าใช้จ่าย ภาษี และความรับผิดชอบต่างกัน บทความนี้ PEAK สรุปว่า หจก. คืออะไร ข้อดี ข้อเสีย พร้อมตารางเปรียบเทียบ 3 รูปแบบและขั้นตอนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด คืออะไร ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คือนิติบุคคลที่มีหุ้นส่วนอย่างน้อย 2 คนร่วมกันลงทุนทำธุรกิจ ต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP ชื่อต้องขึ้นต้นด้วย “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ตามด้วยชื่อกิจการเสมอ จุดสำคัญที่สุดคือ หจก. มีหุ้นส่วน 2 ประเภท ที่รับผิดชอบต่างกัน หุ้นส่วน 2 ประเภทใน หจก. หุ้นส่วนผู้จัดการ คือคนที่บริหารกิจการจริง มีอำนาจตัดสินใจและลงนามแทน หจก. แต่ต้อง รับผิดชอบหนี้ไม่จำกัด รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัว ต้องมีอย่างน้อย 1 คน หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด คือคนที่ลงเงินอย่างเดียว ไม่มีสิทธิ์บริหาร แต่ข้อดีคือเสียได้มากสุดแค่เท่าที่ลงทุนไป ต้องมีอย่างน้อย 1 คนเช่นกัน หจก. ต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญยังไง ทั้งสองแบบคือ “ธุรกิจที่มีหุ้นส่วนร่วมลงทุนกัน” เหมือนกัน แต่ต่างกัน 3 เรื่องหลักตามตาราง ห้างหุ้นส่วนสามัญ หจก. ต้องจดทะเบียนไหม จดหรือไม่จดก็ได้ ต้องจดเท่านั้น ถ้าเป็นหนี้ ใครรับผิดชอบ ทุกคนรับผิดเท่ากัน ไม่มีข้อยกเว้น แบ่งได้ — คนบริหารรับผิดเต็ม คนลงเงินเสียแค่เท่าที่ลงทุน เปิดบัญชีธนาคารในนามห้างได้ไหม ถ้าไม่จดทะเบียน = ไม่ได้ ได้ ภาษี เสียในอัตราคนทั่วไป (สูงสุด 35%) เสียในอัตรานิติบุคคล (สูงสุด 20%) สรุป — ถ้าจริงจังกับธุรกิจ ควรจด หจก. เพราะน่าเชื่อถือกว่า เปิดบัญชีธนาคารได้ ออกใบกำกับภาษีได้ และเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุคคลธรรมดา ข้อดีของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านการจดทะเบียน ด้านภาษี ตัวอย่าง กำไรยิ่งสูง ส่วนต่างภาษีระหว่างบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลยิ่งมาก นอกจากนี้ หจก. ยังหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง ไม่ต้องใช้อัตราเหมาเหมือนบุคคลธรรมดา ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีต่ำลง ด้านการบริหาร ข้อเสียของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้านความรับผิด ด้านการเงินและความน่าเชื่อถือ ด้านโครงสร้าง ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับ หจก. หจก. เหมาะกับธุรกิจที่มีหุ้นส่วนไม่กี่คนและต้องการเริ่มต้นด้วยต้นทุนต่ำ มักเป็นกิจการขนาดเล็กถึงกลางที่เน้นบริหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น หจก. ไม่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องประมูลงานราชการ ระดมทุนจากนักลงทุนภายนอก หรือมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต กรณีเหล่านี้ควรจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. vs บจก. vs บุคคลธรรมดา เลือกแบบไหนดี บุคคลธรรมดา หจก. บจก. ต้องจดทะเบียนไหม ไม่ต้อง ต้องจด ต้องจด (ขั้นตอนมากกว่า) ค่าจด ไม่มี ~1,000 บาท ~5,500 บาทขึ้นไป ภาษีสูงสุด 35% 20% 20% ต้องจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ไม่ต้อง ต้องจ้างทุกปี หานักลงทุนเพิ่มได้ไหม ยาก ยาก ออกหุ้นขายได้ ความน่าเชื่อถือ ต่ำ ปานกลาง สูง เหมาะกับใคร: อ้างอิง: ค่าจด หจก. ~1,000 บาท (DBD) / บจก. ~5,500+ บาท (DBD) ผู้สอบบัญชี: บจก. ต้องมีทุกปี (พ.ร.บ.การบัญชี 2543) / หจก. ทุนไม่เกิน 5 ล้าน ยกเว้น (คู่มือ DBD) อ่านเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ ทำธุรกิจรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลแบบไหนดี ขั้นตอนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด จดทะเบียนได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทั้งแบบ walk-in และออนไลน์ ใช้เวลาไม่นานถ้าเตรียมเอกสารครบ เอกสารที่ต้องเตรียม: หมายเหตุ : ค่าธรรมเนียมและระยะเวลาอนุมัติอาจเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบกับ DBD โดยตรง ใช้ PEAK จัดการบัญชี หจก. หลังจดทะเบียนแล้ว ต้องจัดทำบัญชีให้ถูกต้อง PEAK Account ช่วยจัดการครบจบในที่เดียว ฟีเจอร์ SMART Suggestion แนะนำรายการบัญชีอัตโนมัติ แม้ไม่มีพื้นฐานบัญชีก็ใช้ได้ เหมาะสำหรับ หจก. ที่ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีแต่ยังต้องทำบัญชีให้ถูกต้อง สรุป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) หจก. ย่อมาจากอะไร ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร หจก. ย่อมาจาก ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาษาอังกฤษคือ Limited Partnership ตัวย่อ Ltd.Part. หรือ LP เปิด หจก. ต้องมีกี่คน อย่างน้อย 2 คน โดยต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 1 คน และหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน จดคนเดียวไม่ได้ หจก. ต้องมีผู้สอบบัญชีไหม ไม่ต้อง ต่างจาก บจก. ที่ต้องมีผู้สอบบัญชี (CPA) ทุกปี ทำให้ หจก. ประหยัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้ปีละหลายพันถึงหลายหมื่นบาท อย่างไรก็ตาม หจก. ยังต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินประจำปีตามปกติ อยากเปลี่ยนจาก หจก. เป็น บจก. ทำได้ไหม แปลงสภาพโดยตรงไม่ได้ ต้องเลิกกิจการ หจก. เดิมก่อน (ชำระบัญชี จ่ายหนี้ แบ่งทรัพย์สิน) แล้วจดจัดตั้ง บจก. ใหม่ ดังนั้นถ้าคิดว่าธุรกิจจะเติบโตมาก ควรพิจารณาจด บจก. ตั้งแต่แรก หจก. จ่ายส่วนแบ่งกำไรยังไง หุ้นส่วนแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ในหนังสือหุ้นส่วน ถ้าไม่ได้ระบุจะแบ่งตามสัดส่วนเงินลงทุน ส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับต้องนำไปรวมเป็นรายได้บุคคลธรรมดาเพื่อเสียภาษี ควรตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่ตอนจดทะเบียน หจก. เปิดบัญชีธนาคารยังไง ใช้หนังสือรับรองจาก DBD (อายุไม่เกิน 6 เดือน) + บัตรประชาชนหุ้นส่วนผู้จัดการ + ตราประทับบริษัท ไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร แนะนำเปิดบัญชีกระแสรายวันแยกจากบัญชีส่วนตัว เพื่อให้ทำบัญชีง่ายขึ้น หจก. ต้องส่งงบการเงินที่ไหน ต้องส่งงบการเงินประจำปีต่อ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี นอกจากนี้ต้องยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อ กรมสรรพากร ปีละ 2 ครั้ง (ครึ่งปี ภ.ง.ด.51 + สิ้นปี ภ.ง.ด.50) หจก. ต้องทำบัญชีไหม ต้องทำบัญชี หจก. เป็นนิติบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้จัดทำบัญชีและปิดงบทุกปี ดูรายละเอียดการส่งงบได้ที่ FAQ ด้านบน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 พ.ค. 2026

PEAK Account

18 min

จดบริษัทจำกัด (บจก.) vs ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) เลือกแบบไหนดีกว่ากัน?

 ถ้าคุณกำลังจะจดทะเบียนนิติบุคคลครั้งแรก คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) กับบริษัทจำกัด (บจก.) ต่างกันยังไง แล้วธุรกิจของเราควรเลือกแบบไหนดี?” เพราะทั้งสองรูปแบบมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดต่างกัน ไม่ว่าจะเรื่องค่าใช้จ่ายจดทะเบียน ภาษี ความรับผิดชอบหนี้สิน หรือแม้แต่ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า บทความนี้จะพาคุณเปรียบเทียบ หจก. กับ บจก. แบบจบครบในที่เดียว พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง และแนวทางช่วยตัดสินใจว่าธุรกิจแบบไหนเหมาะกับรูปแบบไหน ไม่ต้องเสียเวลาอ่านหลายที่อีกต่อไป ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) คืออะไร?  ห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ นิติบุคคลที่มีผู้ร่วมลงทุนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยตามกฎหมายไทย หุ้นส่วนจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท: ตัวอย่างให้เห็นภาพ: สมชายกับสมหญิงเปิดร้านขายอุปกรณ์สำนักงานด้วยกัน สมชายเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ (ไม่จำกัดความรับผิด) ลงเงิน 500,000 บาท ส่วนสมหญิงลงเงิน 200,000 บาท เป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด สมมติวันหนึ่งกิจการมีหนี้ 1 ล้านบาท — สมชายต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมด แม้จะเกินกว่าเงินที่ลงไป แต่สมหญิงเสียสูงสุดแค่ 200,000 บาท ที่ลงหุ้นไว้เท่านั้น จุดเด่นของ หจก. คือ จดง่าย ค่าธรรมเนียมถูก ไม่ต้องแบ่งทุนเป็นหุ้น และสามารถลงทุนด้วยเงิน ทรัพย์สิน หรือแรงงานก็ได้ บริษัทจำกัด (บจก.) คืออะไร? บริษัทจำกัด คือ นิติบุคคลที่แบ่งทุนออกเป็นหุ้น มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป (กฎหมายปรับใหม่ตั้งแต่ปี 2566 — ก่อนหน้านี้ต้องใช้ 3 คน) ทุกคนที่ถือหุ้นใน บจก. รับผิดชอบจำกัดเฉพาะจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระเท่านั้น ไม่ต้องเอาทรัพย์สินส่วนตัวมาจ่ายหนี้บริษัท ตัวอย่างให้เห็นภาพ: บริษัท ABC จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้น 2 คน คนละ 50% ตอนจดทะเบียน กฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าหุ้นขั้นต่ำ 25% ก่อน เท่ากับคนละ 125,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกคนละ 375,000 บาท ยังไม่ต้องจ่ายทันที ถ้าวันหนึ่งบริษัทเป็นหนี้ 5 ล้านบาท — ผู้ถือหุ้นแต่ละคนรับผิดสูงสุดแค่ 375,000 บาท (ส่วนที่ยังไม่ได้จ่าย) ไม่ต้องเอาบ้านหรือรถมาขายใช้หนี้ พูดง่ายๆ คือ จด บจก. แล้ว กระเป๋าส่วนตัวกับกระเป๋าบริษัทแยกจากกันชัดเจน บจก. มีโครงสร้างที่ชัดเจนกว่า มีคณะกรรมการ มีการประชุมผู้ถือหุ้น เหมาะกับธุรกิจที่วางแผนจะขยายตัวหรือระดมทุนในอนาคต เปรียบเทียบ หจก. กับ บจก. ต่างกันอย่างไร? รายการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บริษัทจำกัด (บจก.) ผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ 2 คน 2 คน (ตั้งแต่ปี 2566) ความรับผิด หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัด ทุกคนรับผิดจำกัดเฉพาะค่าหุ้นที่ยังไม่ชำระ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน 1,000 บาท 5,500 บาท โครงสร้างทุน ไม่ต้องแบ่งเป็นหุ้น ลงทุนด้วยเงิน/ทรัพย์สิน/แรงงานได้ ต้องแบ่งเป็นหุ้น มูลค่าขั้นต่ำหุ้นละ 5 บาท ลงทุนด้วยเงินสดเท่านั้น ผู้บริหาร หุ้นส่วนผู้จัดการ (ต้องเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด) คณะกรรมการ (เลือกจากผู้ถือหุ้นหรือบุคคลภายนอกก็ได้) อัตราภาษี เท่ากัน — ภาษีนิติบุคคล สูงสุด 20% (SME ได้ขั้นบันได) เท่ากัน — ภาษีนิติบุคคล สูงสุด 20% (SME ได้ขั้นบันได) ความน่าเชื่อถือ ปานกลาง — เหมาะกับคู่ค้ารายย่อย สูง — เป็นที่ยอมรับของธนาคาร คู่ค้ารายใหญ่ หน่วยงานรัฐ ระดมทุน ยาก — ไม่มีระบบหุ้น โอนหุ้นส่วนซับซ้อน ง่ายกว่า — โอนหุ้นสะดวก เพิ่มผู้ถือหุ้นได้ (ข้อมูลค่าธรรมเนียมอ้างอิงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)  โครงสร้างผู้ถือหุ้นและความรับผิด นี่คือจุดที่ต่างกันชัดที่สุด หจก. — หุ้นส่วนผู้จัดการ (คนที่บริหารกิจการ) ต้องเป็นประเภท “ไม่จำกัดความรับผิด” ซึ่งหมายความว่าถ้ากิจการล้มละลาย เจ้าหนี้เรียกหนี้จากทรัพย์สินส่วนตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือเงินออม บจก. — ผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดจำกัดเท่าค่าหุ้นที่ยังไม่ชำระ ทรัพย์สินส่วนตัวแยกจากบริษัทชัดเจน สำหรับคนที่มีทรัพย์สินส่วนตัวมาก หรือทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง การจด บจก. จึงปลอดภัยกว่า ด้านค่าใช้จ่ายจดทะเบียน สมมติทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท: จด หจก — ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 2,000-3,000 บาท: จด บจก — ค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 6,000-8,000 บาท: ภาษี สิทธิประโยชน์ และการทำบัญชี หลายคนเข้าใจผิดว่า หจก. กับ บจก. เสียภาษีต่างกัน — จริงๆ แล้วอัตราภาษีนิติบุคคลเท่ากันทั้งคู่ ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร:  กำไรสุทธิ (รายได้ − ค่าใช้จ่าย) ทั้ง หจก. และ บจก. ต้อง จัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน ส่ง DBD และยื่นภาษีกรมสรรพากร เหมือนกันทุกประการ ดังนั้น หลังจดทะเบียนแล้ว ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งสำคัญคือต้องมี ระบบบัญชีที่ดี เพื่อจัดการเอกสาร ภาษี และงบการเงินให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก หลายธุรกิจ SME เลือกใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK เพื่อออกเอกสาร บันทึกรายรับ-รายจ่าย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น ธุรกิจแบบไหนควรจด หจก.? แบบไหนควรจด บจก.? ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับทุกคน — ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ เป้าหมาย และคนที่ร่วมทำธุรกิจด้วย: จด หจก. เหมาะกับ: จด บจก. เหมาะกับ: ตัวอย่าง: ร้านค้าเล็ก vs ธุรกิจที่ต้องระดมทุน กรณี 1 — ร้านเครื่องเขียน: พี่น้อง 2 คนเปิดร้านเครื่องเขียนใกล้มหาวิทยาลัย ยอดขายเดือนละ 80,000 บาท ยังไม่ต้องกู้ธนาคาร → จด หจก. ค่าใช้จ่ายจดทะเบียนถูกกว่า โครงสร้างเรียบง่ายพอสำหรับธุรกิจขนาดนี้ กรณี 2 — ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์: เพื่อน 3 คน ร่วมทุนเปิดร้านออนไลน์ ยอดขายเดือนละ 500,000 บาท วางแผนจะขอสินเชื่อธนาคาร และอยากรับงาน B2B กับบริษัทใหญ่ → จด บจก. เพราะธนาคารและบริษัทใหญ่ส่วนมากต้องการคู่ค้าที่เป็น บจก. มากกว่า เปลี่ยนจาก หจก. เป็น บจก. ได้ไหม? ทำยังไง? ได้ — ไม่ต้องปิดกิจการเดิมแล้วเปิดใหม่ กฎหมายเปิดช่องให้เปลี่ยนจากจาก หจก. เป็น บจก. ได้เลย ข้อดีคืออายุกิจการนับต่อเนื่องจากเดิม ไม่เสียเครดิตที่สะสมมา ขั้นตอนหลักๆ ตามแนวปฏิบัติของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า: กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1.5-2 เดือน หลายคนเลือกให้สำนักงานบัญชีดำเนินการให้เพราะเอกสารค่อนข้างเยอะ หลังจดทะเบียนแล้ว ต้องจัดการอะไรบ้าง? ไม่ว่าจะจด หจก. หรือ บจก. — สิ่งที่ต้องทำหลังจดทะเบียนเหมือนกัน: สิ่งที่ต้องทำทันที (ภายใน 30 วัน): สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ: ถ้าอยากอ่านเพิ่มเรื่องขั้นตอนจดทะเบียน สามารถอ่านได้ที่ 3 ขั้นตอน จดทะเบียนบริษัทออนไลน์ด้วยตัวเอง หรืออ่านเรื่องทุนจดทะเบียนบริษัทต้องมีเท่าไร เพิ่มเติม  จดทะเบียนเสร็จแล้ว อย่าลืมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ ไม่ว่าจะเลือก หจก. หรือ บจก. สิ่งที่ต้องทำเหมือนกันคือ จัดการบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก ถ้าปล่อยให้บัญชียุ่งเหยิงตั้งแต่ต้น พอถึงเวลาปิดงบหรือยื่นภาษี จะเจอปัญหาหนักทั้ง 2 แบบเหมือนกัน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกแบบมาสำหรับ SME ไทยโดยเฉพาะ ใช้งานง่ายแม้ไม่มีพื้นฐานบัญชี — ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี บันทึกรายรับ-รายจ่าย เตรียมข้อมูลยื่นภาษี ครบจบในที่เดียว ทั้ง หจก. และ บจก. ใช้ได้ทันทีหลังจดทะเบียน นอกจากนี้ PEAK ยังจับมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง OfficeMate (OFM) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยโซลูชันอุปกรณ์สำนักงานและไอทีครบวงจร ไม่ว่าคุณจะต้องการกระดาษ เครื่องปริ้น อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล หรือสินค้าอื่นๆ ก็สามารถซื้อสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ หรือระบบจัดซื้อของ OFM และรับใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเพื่อนำมาบันทึกรายจ่ายในระบบ PEAK ได้ทันที  คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการจด หจก. และ บจก. จด หจก. คนเดียวได้ไหม? ไม่ได้ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 2 คน (หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน + หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน) ส่วน บจก. ปัจจุบันก็ต้องมีอย่างน้อย 2 คนเช่นกัน หจก. กับ บจก. เสียภาษีต่างกันไหม? ไม่ต่างกัน ทั้งคู่เป็นนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราเดียวกัน (สูงสุด 20%) และถ้าเข้าเกณฑ์ SME ก็ได้รับสิทธิ์อัตราขั้นบันไดเหมือนกัน ถ้าจด หจก. แล้ว ภายหลังอยากเปลี่ยนเป็น บจก. ทำได้ไหม? ทำได้ โดยการยื่นแปรสภาพที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 เดือน ค่าธรรมเนียม 5,000 บาท ไม่ต้องปิดกิจการเดิม ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้ หจก. ไหม? ได้ แต่ในทางปฏิบัติธนาคารหลายแห่งให้ความเชื่อถือ บจก. มากกว่า เพราะโครงสร้างชัดเจนกว่าและมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดกว่า จดทะเบียนแล้วต้องทำบัญชีไหม? ต้องทำทั้ง หจก. และ บจก. — กฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลทุกแห่งต้องจัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน และส่งงบให้ DBD ทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก ติดตาม OfficeMate ได้ที่ช่องทาง