DPO คืออะไร
Table of Contents

เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนรู้ว่าต้องจ่ายเจ้าหนี้ให้ตรงเวลา แต่น้อยคนที่รู้ว่าจะจ่ายเมื่อไหร่ให้กระแสเงินสดดีที่สุด DPO (Days Payable Outstanding) คือตัวเลขที่ช่วยตอบคำถามนี้ได้

DPO คืออะไร

DPO หรือ Days Payable Outstanding คือ อัตราส่วนทางการเงินที่วัดว่าธุรกิจ ใช้เวลากี่วันในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable) นับตั้งแต่วันที่ได้รับสินค้าหรือบริการจนถึงวันที่จ่ายเงินจริง พูดง่ายๆ ว่าถ้าร้านค้าสั่งสินค้ามาขาย แล้วจ่ายเงินผู้ขายอีก 45 วันถัดมา แสดงว่าระยะเวลาชำระหนี้ของร้านนั้นประมาณ 45 วัน

ภาพรวมวงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle) คืออะไร

Cash Conversion Cycle หรือ CCC คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจต้องใช้เวลากี่วันตั้งแต่จ่ายเงินซื้อสินค้า จนกว่าจะได้เงินคืนจากการขาย (อ้างอิงหลักการวิเคราะห์งบการเงินเบื้องต้น) สูตร CCC มีองค์ประกอบ 3 ส่วน

CCC = DIO (วันที่สินค้าค้างสต๊อก) + DSO (วันที่รอเก็บเงินลูกค้า) – DPO (วันที่ใช้จ่ายเจ้าหนี้)

ยิ่งธุรกิจจ่ายเงินเจ้าหนี้ได้ช้าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสที่จะได้กระแสเงินสดกลับมาหมุนเร็วขึ้น ธุรกิจจึงมีสภาพคล่องดีขึ้นโดยไม่ต้องกู้เพิ่ม ทั้งนี้ ระยะการจ่ายหนี้ ต้องมีความเหมาะสม และไม่กระทบต่อเครดิตเทอมโดยรวม


ความแตกต่างระหว่าง DPO, DSO และ DIO

ตัวเลขทั้ง 3 ตัวนี้เป็นชิ้นส่วนของวงจรเงินสด แต่วัดคนละจุด

ตัวชี้วัดวัดอะไรยิ่งสูงหมายความว่า
DPO (Days Payable Outstanding)จำนวนวันที่ใช้จ่ายเจ้าหนี้จ่ายเจ้าหนี้ช้า
DSO (Days Sales Outstanding)จำนวนวันที่ใช้เก็บเงินจากลูกหนี้เก็บเงินจากลูกค้าช้า
DIO (Days Inventory Outstanding)จำนวนวันที่สินค้าค้างสต๊อกสินค้าขายช้า เงินจมอยู่ในสต๊อก

สำหรับ SME ที่อยากให้เงินสดหมุนเร็ว เป้าหมายคือ ลด DSO (เก็บเงินเร็ว) ลด DIO (ขายของเร็ว) และรักษาระยะเวลาชำระหนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

สูตรคำนวณ DPO พร้อมตัวอย่างจริง

อัตราส่วนนี้คำนวณง่ายมาก ใช้ข้อมูลจากงบการเงินเพียง 2 ตัว

DPO = (เจ้าหนี้การค้า ÷ ต้นทุนขาย) × จำนวนวันในงวด

โดยทั่วไปจำนวนวันในงวดจะใช้ 365 วัน (รายปี) หรือ 90 วัน (รายไตรมาส) ส่วนเจ้าหนี้การค้า ถ้ามีข้อมูลทั้งต้นงวดและปลายงวด ควรใช้ค่าเฉลี่ย = (ยอดต้นงวด + ยอดปลายงวด) ÷ 2 เพื่อให้ตัวเลขแม่นยำขึ้น แต่ถ้ามีแค่ยอดสิ้นงวดก็ใช้ได้เช่นกัน (อ้างอิงหลักการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินตามแนวทาง CFA Institute)

ตัวอย่างคำนวณ DPO สำหรับ SME ไทย

สมมุติ บริษัท ก จำกัด เป็นธุรกิจซื้อมาขายไป มีข้อมูลสิ้นปี 2568 ดังนี้

รายการวิธีคำนวณผลลัพธ์
เจ้าหนี้การค้า (ยอดสิ้นงวด)900,000 บาท
ต้นทุนขายทั้งปี6,000,000 บาท
อัตราส่วน AP ต่อ COGS900,000 ÷ 6,000,0000.15
ระยะเวลาชำระหนี้0.15 × 365 วัน54.75 วัน (ประมาณ 55 วัน)

หมายความว่าบริษัท ก จำกัด ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 55 วันในการจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ ถ้าผู้ขายให้เครดิตเทอม 30 วัน แสดงว่าจ่ายช้ากว่าเทอมที่ตกลงไว้ ซึ่งถือว่าเป็นการผิดสัญญา เสี่ยงถูกตัดเครดิตหรือถูกระงับการส่งสินค้า ทางแก้ที่ถูกต้องคือ เจรจาขอขยายเทอมให้ยาวขึ้น ไม่ใช่จ่ายเกินเทอมเงียบๆ


DPO สูงหรือต่ำ แบบไหนดีกว่า

ไม่มีตัวเลขที่ดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ ต้องดูบริบทของอุตสาหกรรมและความสัมพันธ์กับผู้ขายประกอบกัน

ค่าสูงเกินไป อาจแปลว่าจ่ายช้าจนผู้ขายไม่ไว้ใจ เสี่ยงถูกตัดเครดิตหรือหยุดส่งของ ส่วนค่าต่ำเกินไป อาจแปลว่าจ่ายเร็วกว่าจำเป็น ทำให้เงินสดหมุนเวียนน้อยลง

DPO เท่าไหร่ถึงดี Benchmark แยกตามอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมระยะเวลาชำระหนี้เฉลี่ยโดยประมาณหมายเหตุ
ค้าปลีก/ค้าส่ง30-45 วันหมุนเวียนสินค้าเร็ว เทอมมักสั้น
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม45-60 วันวัตถุดิบเยอะ เทอมยาวกว่า
ก่อสร้าง60-90 วันโปรเจกต์ยาว การเบิกจ่ายตามงวดงาน
เทคโนโลยี/บริการ30-45 วันต้นทุนขายต่ำ เจ้าหนี้ไม่สูง

ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไปจากข้อมูลอุตสาหกรรมโดยประมาณ ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว คุณควรเปรียบเทียบตัวเลขของธุรกิจกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และติดตามแนวโน้มเป็นรายไตรมาส

ยืด DPO อย่างฉลาด เพิ่มกระแสเงินสดโดยไม่เสียเครดิต

การยืดระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้ทำได้ แต่ต้องทำผ่านการเจรจาเทอมใหม่ ไม่ใช่จ่ายเกินเทอมเดิมเงียบๆ การจ่ายเกินเทอมที่ตกลงไว้คือผิดสัญญา ส่วนการเจรจาขอเทอมยาวขึ้นอย่างเป็นทางการคือกลยุทธ์ที่ถูกต้อง

ยืดระยะเวลาชำระหนี้ได้ประโยชน์อะไร เสี่ยงอะไร

ข้อดีหลักคือ ธุรกิจมีเงินสดในมือมากขึ้น สามารถนำไปหมุนเวียนซื้อสินค้ารอบใหม่ หรือรองรับช่วงที่ลูกค้าจ่ายช้าได้ แต่ความเสี่ยงก็มีจริง

  • เสียอำนาจต่อรอง หากจ่ายช้าเป็นประจำ ผู้ขายอาจปรับเงื่อนไขเป็นเครดิตเทอมสั้นลง หรือเปลี่ยนเป็นเงินสดก่อนส่งของ
  • พลาดส่วนลดเงินสด ผู้ขายหลายรายให้ส่วนลด 2-3% ถ้าจ่ายเร็ว เมื่อคำนวณเป็นต้นทุนโอกาสรายปี ตัวเลขสูงกว่าที่คิดมาก (ดูวิธีคำนวณในหัวข้อถัดไป)
  • ถูกระงับการส่งสินค้า กรณีร้ายแรงที่ผู้ขายหมดความอดทน สายการผลิตหรือสินค้าอาจหยุดชะงัก

วิธีเจรจาเครดิตเทอมกับผู้ขายให้ได้เทอมดีขึ้น

การขอเครดิตเทอมที่ยาวขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องลำบาก ถ้าเตรียมตัวดี

  1. แสดงประวัติการชำระที่ดี นำข้อมูลยอดสั่งซื้อสม่ำเสมอและประวัติจ่ายตรงเวลามาเป็นหลักฐาน
  2. เสนอยอดสั่งซื้อเพิ่ม ผู้ขายยินดีให้เทอมยาวขึ้น ถ้าได้ยอดสั่งซื้อเพิ่ม
  3. เจรจาแบบ win-win เช่น ขอขยายจาก 30 วันเป็น 45 วัน โดยแลกกับการสั่งขั้นต่ำต่อเดือน
  4. ทยอยขยาย อย่าขอกระโดดจาก 30 เป็น 90 วันทันที เริ่มจาก 30 เป็น 45 แล้วค่อยขยับ

ควรจ่ายเจ้าหนี้ไหนก่อน (ส่วนลด vs ความสำคัญซัพพลาย vs ความเสี่ยง)

เมื่อเงินสดมีจำกัด ต้องจัดลำดับความสำคัญ ลองใช้เกณฑ์ 3 มิตินี้

เกณฑ์จ่ายก่อนเมื่อจ่ายทีหลังได้เมื่อ
ส่วนลดเงินสดผู้ขายให้ส่วนลดถ้าจ่ายเร็ว (ต้นทุนโอกาสสูง ดูวิธีคำนวณด้านล่าง)ไม่มีส่วนลด หรือส่วนลดน้อยมาก
ความสำคัญของซัพพลายผู้ขายรายนี้ทดแทนยาก ถ้าหยุดส่งของธุรกิจสะดุดมีผู้ขายสำรองหลายราย
ความเสี่ยงที่จะหยุดส่งของเจ้าหนี้เตือนแล้ว หรือเคยระงับสินค้าในอดีตยังไม่มีสัญญาณเตือน ความสัมพันธ์ดี

วิธีคำนวณต้นทุนโอกาสของส่วนลดเงินสด สมมุติผู้ขายให้เงื่อนไข 3/10 net 30 (ส่วนลด 3% ถ้าจ่ายใน 10 วัน ไม่งั้นจ่ายเต็มใน 30 วัน)

รายการวิธีคำนวณผลลัพธ์
อัตราส่วนลดต่อเงินเต็ม3 ÷ (100 – 3)0.0309
จำนวนรอบต่อปี365 ÷ (30 – 10) วัน18.25 รอบ
ต้นทุนโอกาสรายปี0.0309 × 18.2556.4% ต่อปี

ส่วนลด 3% ฟังดูน้อย แต่คิดเป็นต้นทุนโอกาสรายปีสูงถึง 56% ซึ่งแพงกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อหรือวงเงินเบิกเกินบัญชีหลายเท่า เจ้าหนี้ที่ให้ส่วนลดแบบนี้จึงควรจ่ายก่อนเสมอ


เครื่องมือทางการเงินที่ช่วยบริหาร AP ใช้เมื่อไหร่ถึงเหมาะ

บางช่วงที่เงินสดตึงมาก เครื่องมือทางการเงินช่วยให้คุณจ่ายเจ้าหนี้ตรงเวลาโดยไม่ต้องรอเก็บเงินจากลูกค้าก่อน

เครื่องมือเหมาะเมื่อข้อควรระวัง
บัตรเครดิตบริษัทต้องจ่ายทันที แต่มี grace period 30-50 วัน ดอกเบี้ย 0% ถ้าจ่ายเต็มดอกเบี้ยสูงถ้าจ่ายขั้นต่ำ เพดานอยู่ที่ 16% ต่อปี (ข้อมูลจากประกาศ ธปท.)
วงเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft)ต้องการสภาพคล่องระยะสั้น จ่ายดอกเบี้ยเฉพาะวันที่ใช้ดอกเบี้ยคิดรายวัน ต้องมีวินัยคืนเงินเร็ว
ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N)ต้องจ่ายเจ้าหนี้รายใหญ่ก้อนเดียว รู้แน่ว่ารายได้จะเข้าเมื่อไหร่ต้องมีแผนชำระคืนชัดเจน ดอกเบี้ยมักต่ำกว่าบัตรเครดิต

หลักการสำคัญคือ ใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อขยับเวลา ไม่ใช่เพื่อยืมมาจ่ายหนี้เดิม ถ้าพบว่าต้องกู้มาจ่ายเจ้าหนี้บ่อยๆ ควรกลับไปทบทวนโครงสร้างกระแสเงินสดทั้งหมด

แก้ปัญหาวิกฤต: ทำอย่างไรเมื่อจ่ายช้าจนผู้ขายหยุดส่งของ

ถ้าถึงจุดที่ผู้ขายหยุดส่งสินค้าแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ธุรกิจเดินต่อได้ จากนั้นจึงวางระบบป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

  1. ติดต่อผู้ขายทันที รับผิดชอบและเสนอแผนชำระหนี้ที่ทำได้จริง เช่น แบ่งจ่าย 3 งวดใน 30 วัน
  2. หาแหล่งสินค้าสำรอง ติดต่อผู้ขายรายอื่นเพื่อไม่ให้สินค้าขาดสต๊อก แม้จะต้องจ่ายเงินสดก่อนก็ตาม
  3. เจรจาลูกค้ารายใหญ่ ถ้ามีลูกหนี้ค้างจ่าย ลองขอให้จ่ายเร็วขึ้น โดยอาจให้ส่วนลดเล็กน้อยเป็นแรงจูงใจ
  4. วางระบบเตือนล่วงหน้า ใช้ซอฟต์แวร์บัญชีตั้งแจ้งเตือนก่อนครบกำหนดจ่าย 7 วัน เพื่อจัดเตรียมเงินสดไว้ล่วงหน้า

การป้องกันดีที่สุดคือ ติดตามอายุเจ้าหนี้ (AP Aging) สม่ำเสมอ ถ้าเห็นว่ามียอดค้างจ่ายเกินกำหนดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้แก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม


PEAK ช่วยติดตามเจ้าหนี้และบริหาร AP ได้อย่างไร

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมเจ้าหนี้แบบ real-time ผ่าน PEAK Board โดยไม่ต้องรอปิดงบ ระบบบันทึกเอกสารซื้อ ใบสั่งซื้อ และใบรับสินค้าเชื่อมโยงกันอัตโนมัติ เห็นได้ทันทีว่าเจ้าหนี้รายไหนครบกำหนดจ่ายเมื่อไหร่ พร้อมรายงาน AP Aging แยกตามช่วงอายุหนี้

สรุป: DPO คือเครื่องมือบริหารเงินสด ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบ

สิ่งที่ทำได้ทันทีหลังอ่านบทความนี้

  1. คำนวณระยะเวลาชำระหนี้ของธุรกิจตัวเอง แล้วเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม
  2. จัดลำดับเจ้าหนี้ตามเกณฑ์ 3 มิติ (ส่วนลด, ความสำคัญซัพพลาย, ความเสี่ยง)
  3. เจรจาเครดิตเทอมใหม่กับผู้ขายที่มีโอกาสขยายได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DPO

ควรคำนวณ DPO บ่อยแค่ไหน

สำหรับ SME ที่ซื้อสินค้าเป็นประจำ ควรคำนวณอย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อจับแนวโน้มว่าระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน ถ้าตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ อาจเป็นสัญญาณว่าเงินสดเริ่มตึง

ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าสต๊อก ต้องดูอัตราส่วนนี้ไหม

ต้องดูเช่นกัน แม้ไม่มีต้นทุนสินค้า แต่ธุรกิจบริการยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้ผู้ให้บริการภายนอก เช่น ค่าจ้าง outsource และค่าซอฟต์แวร์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนในตัวเลขได้ โดยใช้ต้นทุนบริการแทนต้นทุนขายในสูตร

ควรใช้ยอดเจ้าหนี้เฉลี่ยหรือยอดสิ้นงวดในการคำนวณ

ถ้ามีข้อมูลทั้งต้นงวดและปลายงวด ใช้ค่าเฉลี่ย = (ต้นงวด + ปลายงวด) ÷ 2 จะแม่นยำกว่า เพราะสะท้อนยอดเจ้าหนี้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่จุดเดียว แต่ถ้ามีแค่ยอดสิ้นงวดก็ใช้ได้ เพียงแต่ต้องรู้ว่าตัวเลขอาจคลาดเคลื่อนหากยอดเจ้าหนี้ผันผวนมากระหว่างปี

DPO กับ Creditor Days เหมือนกันหรือไม่

เหมือนกัน ทั้งสองคำหมายถึงจำนวนวันเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้ในการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ บางแหล่งข้อมูลอาจใช้ชื่อว่า Creditor Days, Payable Days หรือ Average Payment Period ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกัน

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับนักบัญชีและ SMEs