DSO คืออะไร
Table of Contents

ธุรกิจที่ยอดขายดีไม่ได้แปลว่ามีเงินสดในมือเสมอไป หลายกิจการออกใบแจ้งหนี้ไปแล้วแต่ต้องรอเงินอีก 60-90 วัน ยิ่งหากกิจการไหน มีลูกหนี้สะสมมากขึ้น เงินสดหมุนไม่ทัน สุดท้ายธุรกิจที่กำไรดีอาจสะดุดเพราะ cash flow ขาดมือ

เพื่อการป้องกันปัญหานี้ บทความนี้จะพาคุณมารู้จักสูตร DSO เพื่อการประเมิน cash flow ในธุรกิจ พร้อมเข้าใจวิธีอ่าน AR Aging Report นโยบายป้องกันลูกหนี้ค้าง และสูตรตามหนี้ที่ทำตามได้ทันที

DSO คืออะไร

DSO คือระยะเวลาเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้เก็บเงินจากลูกหนี้การค้า นับตั้งแต่วันที่ออกใบแจ้งหนี้จนถึงวันที่ได้เงินจริง โดยยิ่งค่า DSO ต่ำเท่าไหร่ แปลว่ายิ่งเก็บเงินได้เร็วเท่านั้น ช่วยให้ธุรกิจมี cash flow ที่ดีตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น หาก DSO ของกิจการอยู่ที่ 45 วัน หมายความว่าโดยเฉลี่ยต้องรอ 45 วันหลังออกบิล กว่าจะได้เงินสดกลับมา

สูตรคำนวณ DSO พร้อมตัวอย่าง

DSO = (ลูกหนี้การค้า ÷ ยอดขายเชื่อ) × จำนวนวัน

ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด ธุรกิจขายส่งสินค้า

รายการตัวเลข
ลูกหนี้การค้า ณ สิ้นเดือน900,000 บาท
ยอดขายเชื่อในเดือน1,500,000 บาท
จำนวนวัน30 วัน
รายการวิธีคำนวณผลลัพธ์
DSO(900,000 ÷ 1,500,000) × 3018 วัน

DSO 18 วันถือว่าดี เพราะเก็บเงินได้เร็ว เปิดโอกาสให้นำเงินไปสานต่อธุรกิจได้

ตัวอย่าง: บริษัท ข จำกัด ธุรกิจรับเหมาบริการ

รายการวิธีคำนวณผลลัพธ์
ลูกหนี้การค้า2,000,000 บาท
ยอดขายเชื่อในเดือน1,200,000 บาท
DSO(2,000,000 ÷ 1,200,000) × 3050 วัน

DSO 50 วัน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เริ่มสูง ธุรกิจควรต้องเร่งเก็บเงินก่อนที่ cash flow จะตึง

DSO เท่าไหร่ถึงดี เป้าหมายสำหรับ SME

DSO ที่ดีขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ อุตสาหกรรม และความจำเป็นของผู้ประกอบการแต่ละราย แต่โดยส่วนมาก สามารถใช้ตารางนี้เพื่ออ้างอิงเป็นค่าเฉลี่ยได้

ประเภทธุรกิจDSO ที่ดีDSO เริ่มน่าเป็นห่วง
ค้าปลีก / ขายสด0-15 วัน (รับเงินสดทันที)มากกว่า 30 วัน
ค้าส่ง / ผู้ผลิต30-45 วัน (เครดิต 30 วัน)มากกว่า 60 วัน
งานบริการ / รับเหมา30-45 วัน (เครดิต 30-45 วัน)มากกว่า 60 วัน
e-Commerce (B2B)15-30 วัน (แล้วแต่ marketplace)มากกว่า 45 วัน

(ค่าเฉลี่ยอ้างอิงจากข้อมูลอุตสาหกรรมทั่วไป ตัวเลขอาจแตกต่างตามขนาดและประเภทธุรกิจ)

หลักการง่ายๆ คือ DSO ไม่ควรเกินเครดิตเทอมที่ให้ลูกค้า ถ้าให้เครดิต 30 วันแต่ DSO อยู่ที่ 50 วัน แปลว่าลูกค้าจ่ายช้ากว่าที่ตกลง

ลูกหนี้ค้างจ่ายเกิดจากอะไร

ลูกหนี้ค้างจ่ายไม่ได้เกิดจากลูกค้าไม่ดีเสมอไป บางทีปัญหาอยู่ที่ตัวกิจการเอง สาเหตุหลักมี 5 ข้อ

  1. สินค้าหรือบริการมีปัญหา เช่น สินค้าชำรุด ส่งไม่ครบ ลูกค้าจึงยังไม่จ่าย
  2. ออกบิลผิดหรือช้า ใบแจ้งหนี้ผิดยอดหรือส่งไปช้า ลูกค้าต้องขอแก้ไข
  3. ไม่มีระบบติดตาม ไม่รู้ว่าลูกค้ารายไหนค้างเท่าไหร่ กี่วันแล้ว
  4. เครดิตเทอมยาวเกินไป ให้เครดิต 60-90 วันโดยไม่จำเป็น
  5. ไม่กล้าทวง กลัวเสียลูกค้า เลยปล่อยให้ค้างสะสม

เริ่มแก้ได้จากจัดการเอกสารให้เป็นระบบ ออกใบวางบิลตรงเวลา และตั้งแจ้งเตือนอัตโนมัติ


AR Aging Report คืออะไร อ่านรายงานอายุลูกหนี้อย่างไร

AR Aging Report (รายงานอายุลูกหนี้) คือรายงานที่แบ่งยอดลูกหนี้ค้างชำระเป็นช่วงอายุตามจำนวนวันที่เลยกำหนดจ่าย โดยรายงานนี้ช่วยให้เห็นว่ามีลูกหนี้ค้างอยู่เท่าไหร่ และค้างมานานแค่ไหน ผ่านการแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ที่แต่ละช่วงบอกสถานะและสิ่งที่ต้องทำแตกต่างกัน

ช่วงอายุสถานะสิ่งที่ต้องทำ
0-30 วันปกติตรวจสอบว่าลูกค้าได้รับบิลแล้ว เตรียมติดตามลูกค้า
31-60 วันเริ่มส่งสัญญาณติดต่อลูกค้าทันที สอบถามเหตุผลที่ยังไม่สะดวกจ่าย
61-90 วันวิกฤตเร่งเจรจา พิจารณาหยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่ม
90+ วันเสี่ยงเป็นหนี้สูญประเมินตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตาม NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) พิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมาย

เจ้าของกิจการควรหมั่นดูรายงานนี้ทุกสัปดาห์ ไม่ใช่แค่ตอนปิดงบ โดยเฉพาะถ้าหากเห็นลูกหนี้เริ่มเลื่อนจาก 0-30 ไป 31-60 วันมากขึ้น นั่นคือสัญญาณเตือนก่อนที่ cash flow จะตึง

นโยบายป้องกันลูกหนี้ค้าง: Credit Limit และส่วนลดจ่ายเร็ว

การป้องกันดีกว่าการตามแก้ นโยบาย 2 เรื่องนี้ช่วยลด DSO ได้ตั้งแต่ต้นทาง

วิธีกำหนดวงเงินเครดิต (Credit Limit) สำหรับลูกค้า SME

วงเงินเครดิต (Credit Limit) คือยอดเงินสูงสุดที่ยอมให้ลูกค้าค้างจ่ายได้ในช่วงเวลานั้นๆ แต่ SME หลายรายอาจไม่ไดมองถึงจุดนี้ เมื่อปล่อยให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้มากเท่าไหร่ ธุรกิจก็ต้องรับความเสี่ยงไปด้วยมากเท่านั้น การกำหนดวงเงินเครดิต จะช่วยให้ธุรกิจจัดการความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น โดยพิจารณาจาก 3 ข้อนี้

  1. ประวัติการจ่ายเงิน ลูกค้าเก่าจ่ายตรงเวลาหรือเปล่า ถ้าจ่ายดีมาตลอด ให้วงเงินสูงขึ้นได้
  2. ขนาดคำสั่งซื้อเฉลี่ย ตั้งวงเงินที่ 2-3 เท่าของยอดสั่งซื้อปกติต่อครั้ง
  3. ความสามารถรับความเสี่ยง ถ้าลูกค้ารายนี้ไม่จ่าย กิจการรับไหวไหม

เจ้าของธุรกิจควรพิจารณาปรับวงเงินใหม่ ทุก 6 เดือน ให้สะท้อนกับตามพฤติกรรมการจ่ายจริง และต้องคอยเฝ้าระวัง อย่าให้ลูกค้ารายเดียวค้างเกิน 10-15% ของยอดลูกหนี้ทั้งหมด


ส่วนลดจ่ายเร็ว (Early Payment Discount) คุ้มไหม

Early Payment Discount คือส่วนลดที่ให้ลูกค้าเพื่อจูงใจให้จ่ายเร็วกว่ากำหนด ตัวอย่างเช่น 2/10 net 30 หมายความว่า จ่ายภายใน 10 วันได้ส่วนลด 2% แต่ถ้าไม่ใช้ส่วนลด ต้องจ่ายเต็มภายใน 30 วัน

รายการวิธีคำนวณผลลัพธ์
ยอดขาย100,000 บาท
ส่วนลดถ้าจ่ายใน 10 วัน100,000 × 2%2,000 บาท
ได้รับเงินจริง100,000 – 2,00098,000 บาท
ได้เงินเร็วขึ้น30 – 1020 วัน

ยอมลดยอดเงิน 2,000 บาท เพื่อให้ได้เงิน 98,000 บาทเร็วขึ้น 20 วัน แม้จะฟังดูลดไปมาก แต่ถ้าคิดเป็นอัตราดอกเบี้ยรายปี จะเท่ากับประมาณ 36% ซึ่งสูงทีเดียว

คำแนะนำคือการยื่นส่วนลดประเภทนี้ ไม่ควรให้สิทธิ์กับลูกค้าทุกราย แต่ให้ใช้กับลูกค้ายอดสั่งซื้อสูง ที่คุณต้องการเก็บ cash flow กลับมาเร็ว สร้างความพิเศษและความประทับใจให้กับลูกค้าในคราวเดียว

เมื่อไหร่ควรเริ่มตามเงิน

คำตอบสั้นๆ คือ เริ่มก่อนถึงกำหนดจ่ายเสียอีก ไม่ต้องรอให้เลยกำหนดแล้วค่อยตาม

  • ก่อนถึงกำหนด 3-5 วัน ส่ง reminder สั้นๆ แจ้งว่าใกล้ถึงวันจ่ายแล้ว
  • วันครบกำหนด ส่งข้อความหรืออีเมลยืนยันว่าวันนี้ครบกำหนดชำระแล้ว
  • หลังเกินกำหนด เริ่มใช้สูตรตามหนี้ในหัวข้อถัดไป

สูตรตามหนี้ 7-14-30 วัน ที่ทำตามได้ทันที

นี่คือ framework ที่ SME ใช้ตามเงินอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็น 4 ระดับ แต่ละระดับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

วันที่ 7 หลังเกินกำหนด: แจ้งเตือนโดยตรง

โทรหรือส่งอีเมลสุภาพ สอบถามว่าได้รับบิลเรียบร้อยไหม มียอดค้างชำระเท่าไหร่ โดยปกต แค่ขั้นตอนนี้ก็ได้เงินแล้ว เพราะลูกค้าอาจลืมจริงๆ

วันที่ 14 หลังเกินกำหนด: ติดตามหนี้จริงจัง

ส่งจดหมายหรืออีเมลอย่างเป็นทางการ ระบุยอดค้างชำระและวันที่ครบกำหนด ขอให้ชำระภายใน 7 วัน พร้อมแจ้งว่าหากไม่ได้รับการตอบกลับ จะพิจารณาระงับเครดิต

วันที่ 30 หลังเกินกำหนด: มาตรการเด็ดขาด

หยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่มจนกว่าจะชำระ ส่ง Final Notice แจ้งว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติม ในขั้นตอนนี้ต้องให้ผู้บริหารเป็นคนติดต่อโดยตรง

หลัง 60-90 วัน: เรื่องทางกฎหมายและเตรียมตั้งหนี้สูญ

ถ้าผ่าน 60 วันแล้วยังไม่ได้เงิน ต้องพิจารณา 2 เรื่องพร้อมกัน

  1. ทางกฎหมาย เช่น ส่งหนังสือทวงถามทางกฎหมาย (Letter of Demand) หรือใช้บริการทนายความ
  2. ทางบัญชี ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญตาม NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับ SME) เพื่อให้งบการเงินสะท้อนความเป็นจริง
รายการDr (เดบิต)Cr (เครดิต)
หนี้สงสัยจะสูญ (ค่าใช้จ่าย)XX,XXX
ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญXX,XXX

ลูกค้าจ่ายช้าเรื้อรัง ต้องจัดการอย่างไร

บางครั้งลูกค้าไม่ได้จ่ายช้าแค่ครั้งเดียว แต่เป็นพฤติกรรมซ้ำๆ สถานการณ์แบบนี้ต้องจัดการเชิงรุก ไม่ใช่แค่รอ

ลูกค้าขอเครดิตเทอมยาวขึ้น ควรต่อรองอย่างไร

ถ้าลูกค้าที่จ่ายดีมาตลอดขอขยายเครดิตจาก 30 เป็น 45 วัน ไม่ต้องปฏิเสธทันที แต่ต่อรองด้วย 4 เงื่อนไขนี้

  1. เพิ่มยอดสั่งซื้อขั้นต่ำ ให้เทอมยาวขึ้นแลกกับ commitment ยอดซื้อที่มากขึ้น
  2. วางเงินมัดจำ ให้จ่ายล่วงหน้า 20-30% ก่อนส่งของ
  3. ค่าปรับจ่ายช้า ตกลงค่าปรับ 1-2% ต่อเดือนถ้าเลยกำหนด
  4. ทบทวนทุกไตรมาส ถ้าจ่ายตรงเวลา ต่อเครดิตได้ ถ้าจ่ายช้าซ้ำ ลดกลับไปเทอมเดิม

เมื่อไหร่ควรหยุดส่งของ

ถ้าลูกค้ามีพฤติกรรมเข้าเกณฑ์ 3 ใน 5 ข้อนี้ ควรพิจารณาหยุดส่งสินค้าหรือบริการเพิ่ม

  • ค้างจ่ายเกิน 60 วัน 2 ครั้งขึ้นไปใน 6 เดือน
  • ยอดค้างเกินวงเงินเครดิตที่ตั้งไว้
  • ติดต่อไม่ได้ หรือเลี่ยงไม่ยอมคุย
  • ขอขยายเครดิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
  • มีข่าวว่าธุรกิจของลูกค้ากำลังมีปัญหาการเงิน

การหยุดส่งของไม่ได้แปลว่าตัดลูกค้าทิ้ง แต่คือการปกป้อง cash flow ของกิจการ เมื่อลูกค้าชำระยอดค้างแล้ว ก็กลับมาทำธุรกิจต่อได้


สรุป: บริหารลูกหนี้ให้ดี แล้ว Cash Flow จะดีตาม ธุรกิจเติบโตมั่นคง

การบริหารลูกหนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องมีระบบ สิ่งที่ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้

  1. คำนวณ DSO ทุกเดือน เทียบกับเครดิตเทอมที่ให้ลูกค้า
  2. ดูรายงานอายุลูกหนี้ทุกสัปดาห์ จับตาลูกหนี้ที่เริ่มเลื่อน bucket
  3. ตั้งวงเงินเครดิตทุกรายลูกค้า ทบทวนทุก 6 เดือน
  4. ใช้สูตรตามหนี้เป็นขั้นตอนมาตรฐาน ตั้งแต่แจ้งเตือนจนถึงมาตรการเด็ดขาด

จัดการลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์

PEAK ช่วยให้เจ้าของ SME บริหารลูกหนี้ครบจบในที่เดียว ออกใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิลส่งถึงลูกค้าได้ทันที พร้อมติดตามสถานะลูกหนี้ค้างชำระผ่าน Dashboard แบบ real-time และใช้ PEAK Board วิเคราะห์ภาพรวมธุรกิจ ยกระดับการบริหารลูกหนี้ของคุณ ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ DSO และการบริหารลูกหนี้

DSO กับ DPO ต่างกันอย่างไร

DSO วัดว่าเก็บเงินจากลูกค้าได้เร็วแค่ไหน ส่วน DPO (Days Payable Outstanding) วัดว่าจ่ายเงินให้ supplier ช้าแค่ไหน ถ้า DPO สูงกว่า DSO แปลว่ากิจการได้เปรียบ เพราะเก็บเงินเข้ามาก่อนแล้วค่อยจ่ายออก

ธุรกิจขนาดเล็กควรให้เครดิตเทอมไหม

ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่คือผู้บริโภคทั่วไป ไม่จำเป็นต้องให้เครดิต ควรรับเงินสดหรือโอนทันที แต่ถ้าค้าขายกับธุรกิจอื่น (B2B) การให้เครดิต 15-30 วันเป็นเรื่องปกติ เริ่มจากเทอมสั้นแล้วค่อยขยายตามประวัติจ่ายจริง

ลูกหนี้ค้างจ่ายจนเป็นหนี้สูญ บันทึกบัญชีอย่างไร

เมื่อพิจารณาว่าเก็บเงินไม่ได้จริงๆ ให้ตัดเป็นหนี้สูญ (Bad Debt) โดยเดบิตค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่ตั้งไว้ และเครดิตลูกหนี้การค้า พร้อมศึกษาเงื่อนไขทางภาษีเพิ่มเติม จดบันทึกหลักฐานว่าพยายามติดตามแล้วแต่ไม่สำเร็จ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)

PEAK มีรายงานลูกหนี้ค้างชำระไหม

PEAK มีรายงานลูกหนี้ค้างชำระที่แสดงยอดค้างแยกตามลูกค้าและอายุหนี้ได้ ช่วยให้เห็นภาพรวมโดยไม่ต้องทำ Excel เอง เรียกดูได้จากโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โดยตรง

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับนักบัญชีและ SMEs