Table of Contents

ของในคลังมีเท่าไร ต้นทุนต่อชิ้นเท่าไหร่ ตอนปิดงบยอดตรงกับของจริงหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่เคยนั่งนับสต็อกแล้วพบว่าตัวเลขไม่ตรง คุณไม่ได้อยู่คนเดียว ปัญหานี้เกิดบ่อยกว่าที่หลายคนคิด และผลกระทบก็ไม่ได้จบแค่ของหาย แต่ส่งผลตรงถึงตัวเลขกำไร-ขาดทุนในงบการเงิน

บทความนี้จะพาทำความเข้าใจเรื่อง สินค้าคงเหลือ ตั้งแต่ความหมาย ประเภท วิธีบันทึกบัญชี การตีราคาแบบ FIFO กับ Weighted Average ไปจนถึงวิธีรับมือเมื่อสต็อกผิดพลาด เพื่อให้กิจการคำนวณต้นทุนขายได้แม่นยำและวางแผนจัดซื้อได้อย่างมั่นใจ

สินค้าคงเหลือ คืออะไรในทางบัญชี

สินค้าคงเหลือ (Inventory) หมายถึง สินทรัพย์ที่กิจการมีไว้เพื่อขายในการดำเนินงานปกติ อยู่ระหว่างการผลิต หรือเป็นวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิตสินค้า ตามมาตรฐานทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนในงบแสดงฐานะการเงิน

พูดง่ายๆ คือทุกอย่างที่กิจการซื้อมาหรือผลิตขึ้นเพื่อรอขาย นับเป็นสินค้าคงเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำเร็จรูปบนชั้นวาง วัตถุดิบในโกดัง หรือสินค้าที่ผลิตค้างอยู่ในไลน์

สินค้าคงเหลือมีกี่ประเภท (ซื้อมาขายไป vs. กิจการอุตสาหกรรม)

ประเภทของสินค้าคงเหลือจะแตกต่างกันตามลักษณะธุรกิจ

ประเภทคำอธิบาย
สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods)สินค้าที่พร้อมขายให้ลูกค้าได้ทันที ธุรกิจซื้อมาขายไปจะมีสินค้าประเภทนี้เป็นหลัก
วัตถุดิบ (Raw Materials)วัสดุที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิต เช่น ผ้า เหล็ก น้ำตาล พบในกิจการอุตสาหกรรม
งานระหว่างทำ (Work in Process – WIP)สินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เช่น เสื้อที่ตัดแล้วแต่ยังไม่ได้เย็บ
วัสดุสิ้นเปลือง (Supplies)วัสดุที่ใช้สนับสนุนการผลิตหรือขาย เช่น กล่องบรรจุภัณฑ์ น้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักร

ธุรกิจซื้อมาขายไป (เช่น ร้านค้าปลีก ร้านค้าออนไลน์) มักมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก ส่วนกิจการอุตสาหกรรมจะมีครบทั้ง 4 ประเภท ทำให้การบริหารสต็อกซับซ้อนกว่ามาก


ระบบการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ (Periodic vs. Perpetual)

ระบบบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ได้แก่ ระบบต่อเนื่อง (Perpetual) ที่อัปเดตยอดทุกครั้งที่มีการซื้อขาย และระบบสิ้นงวด (Periodic) ที่คำนวณต้นทุนขายตอนปลายงวดเท่านั้น การเลือกระบบส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของต้นทุนขายในแต่ละเดือน

ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual)

ระบบนี้บันทึกรายการซื้อเข้า-ขายออกทุกครั้งที่เกิดขึ้น ทำให้รู้ยอดสินค้าคงเหลือแบบ real-time เหมาะกับธุรกิจที่มีรายการเคลื่อนไหวบ่อยและต้องการดูยอดสต็อกได้ตลอดเวลา เช่น ร้านค้าปลีกที่ใช้ระบบ POS หรือธุรกิจ e-Commerce

ข้อดีคือเห็นต้นทุนขายทันทีหลังขายสินค้า ข้อเสียคือต้องมีระบบซอฟต์แวร์รองรับและบันทึกข้อมูลครบทุกรายการ

ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic)

ระบบนี้ไม่ได้บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่จะคำนวณย้อนหลังตอนปลายงวดจากสูตร

ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อสุทธิ – สินค้าคงเหลือปลายงวด

เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่มีรายการไม่มากและยังไม่มีระบบซอฟต์แวร์ครบ แต่ข้อเสียคือไม่รู้ยอดสต็อกจริงจนกว่าจะนับสินค้าปลายงวด ซึ่งอาจทำให้พลาดปัญหาสินค้าหายระหว่างทางได้


วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ

วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ คือการกำหนดว่าต้นทุนของสินค้าที่ขายออกไป (COGS) และสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังมีมูลค่าเท่าไร โดย 2 วิธีที่สรรพากรยอมรับ คือ วิธี FIFO และวิธีถัวเฉลี่ย

วิธี FIFO (First In, First Out) คืออะไร

FIFO คือ วิธีตีราคาที่สมมุติว่าสินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกขายออกก่อน ทำให้สินค้าที่เหลือในคลังจะเป็นล็อตที่ซื้อมาทีหลัง ซึ่งมักมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่น ร้านขายเคสมือถือ (ชื่อสมมุติ) สั่งเคสมา 2 ล็อต ล็อตแรก 100 ชิ้น ชิ้นละ 50 บาท ล็อตสอง 100 ชิ้น ชิ้นละ 55 บาท เมื่อขายไป 120 ชิ้น FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน

  • ล็อตแรก 100 ชิ้น x 50 บาท = 5,000 บาท (หมดล็อต)
  • ล็อตสอง 20 ชิ้น x 55 บาท = 1,100 บาท
  • ต้นทุนขายทั้งหมด = 5,000 + 1,100 = 6,100 บาท
  • สินค้าคงเหลือ 80 ชิ้น x 55 บาท = 4,400 บาท (เป็นล็อตสองที่เหลือ)

วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average)

วิธีนี้คำนวณต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ โดยนำต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนหน่วยทั้งหมด แล้วใช้ต้นทุนเฉลี่ยนี้คิดทั้งสินค้าที่ขายและสินค้าที่เหลือ

จากตัวอย่างเดิม คำนวณได้ดังนี้

  • ต้นทุนรวม = (100 x 50) + (100 x 55) = 10,500 บาท
  • จำนวนสินค้าทั้งหมด = 200 ชิ้น
  • ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น = 10,500 / 200 = 52.50 บาท
  • ขาย 120 ชิ้น ต้นทุนขาย = 120 x 52.50 = 6,300 บาท

ตัวอย่างเปรียบเทียบ FIFO vs. Weighted Average ด้วยตัวเลขจริง

รายการFIFOWeighted Average
ต้นทุนขาย (120 ชิ้น)6,100 บาท6,300 บาท
มูลค่าสินค้าคงเหลือ (80 ชิ้น)4,400 บาท4,200 บาท
กำไรขั้นต้น (สมมุติขาย 120 ชิ้นที่ 80 บาท = 9,600)3,500 บาท3,300 บาท

จะเห็นว่าวิธีที่ใช้ต่างกัน ตัวเลขกำไรก็ต่างกัน ทั้งที่สินค้าและยอดขายเหมือนกันทุกประการ นี่คือเหตุผลที่การเลือกวิธีตีราคามีความสำคัญ และเมื่อเลือกแล้วต้องใช้อย่างสม่ำเสมอตลอดรอบบัญชี

ข้อดี-ข้อเสียของแต่ละวิธี ธุรกิจไหนเหมาะกับวิธีไหน

เกณฑ์FIFOWeighted Average
ความเหมาะสมสินค้ามีอายุหรือหมดอายุ เช่น อาหาร เครื่องสำอางสินค้าเหมือนกันทุกล็อต เช่น อะไหล่ วัสดุก่อสร้าง
ข้อดีมูลค่าคงเหลือใกล้ราคาตลาด งบดุลสะท้อนความเป็นจริงคำนวณง่าย ไม่ต้องแยกล็อต เหมาะกับสินค้าจำนวนมาก
ข้อเสียต้องติดตามล็อตสินค้า ซับซ้อนกว่าต้นทุนขายอาจไม่สะท้อนราคาตลาดจริง

สำหรับ SME ที่ขายสินค้าหลากหลายชนิด วิธีถัวเฉลี่ยมักใช้ง่ายกว่าในทางปฏิบัติ ส่วนธุรกิจที่สินค้ามีวันหมดอายุชัดเจน FIFO เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า


การตรวจนับสินค้าคงเหลือ และบันทึกผลต่าง

การตรวจนับสต็อก (Physical Count) คือการนับสินค้าจริงในคลังแล้วเทียบกับยอดในระบบบัญชี ถ้ายอดไม่ตรงกัน กิจการต้องบันทึกผลต่างเข้าบัญชีทันที ไม่ใช่เพิกเฉยแล้วหวังว่าจะหาเจอทีหลัง

วิธีตรวจนับสต็อก (Physical Count)

กิจการมักตรวจนับแบบเต็มรูปแบบ (Full Count) ปีละครั้งตอนปลายรอบบัญชี หรือแบบหมุนเวียน (Cycle Count) ที่นับทีละกลุ่มสินค้าสลับกันไปตลอดปี สำหรับ SME ที่มีสินค้าไม่มากนัก การนับเต็มรูปแบบทุกไตรมาสจะช่วยจับปัญหาได้เร็วขึ้น ใครที่ต้องการเทคนิคเพิ่มเติมลองดูกลยุทธ์การนับสต็อกสินค้าที่เราเคยสรุปไว้

สินค้าขาด-เกิน บันทึกบัญชีอย่างไร

เมื่อนับแล้วพบว่าสินค้าจริง ไม่ตรง กับยอดในระบบ ต้องปรับปรุงรายการบัญชีดังนี้

กรณีสินค้าขาด (ของจริงน้อยกว่าในระบบ)

รายการDr.Cr.
ผลขาดทุนจากการตรวจนับ (ค่าใช้จ่าย)X
สินค้าคงเหลือX

กรณีสินค้าเกิน (ของจริงมากกว่าในระบบ)

รายการDr.Cr.
สินค้าคงเหลือX
กำไรจากการตรวจนับ (รายได้อื่น)X

สิ่งสำคัญคือต้องหาสาเหตุของผลต่างด้วย ไม่ใช่แค่ปรับตัวเลข เพราะสินค้าขาดอาจเกิดจากการลักขโมย บันทึกผิดพลาด หรือสินค้าเสียหายระหว่างเก็บ

ข้อควรระวังเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กรณีสินค้าขาดหาย

ประเด็นที่ SME หลายรายมองข้ามคือ ในทางภาษี กรมสรรพากรถือว่าสินค้าที่ขาดหายไปจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ โดยไม่มีหลักฐานชี้แจงเหตุผลที่เหมาะสม เข้าข่ายเป็นการขายสินค้า กิจการจดทะเบียน VAT จึงต้องออกใบกำกับภาษีและเสีย VAT 7% สำหรับสินค้าที่หายไปนั้นด้วย

ดังนั้น การเก็บหลักฐานการตรวจนับ รายงานของเสีย และบันทึกเหตุผลที่สินค้าขาดหายอย่างชัดเจน จึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพื่อป้องกันภาระภาษีที่ไม่จำเป็น


สินค้าเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด บันทึกบัญชีอย่างไร

เมื่อสินค้าในคลังเสื่อมสภาพ ล้าสมัย หรือชำรุด กิจการไม่สามารถแสดงสินค้าเหล่านั้นในราคาต้นทุนเดิมได้ ต้องตีราคาลดตามหลัก NRV (Net Realizable Value) ของมาตรฐานการบัญชี

การตีราคาสินค้าด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV)

ตาม TAS 2 กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในราคาที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับ NRV โดย NRV หมายถึง ราคาขายโดยประมาณหักด้วยค่าใช้จ่ายในการทำให้สินค้าสำเร็จรูปและค่าใช้จ่ายในการขาย

ตัวอย่างเช่น กิจการ ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินค้าคงเหลือในคลังที่ต้องประเมิน NRV

  • ต้นทุนสินค้าคงเหลือ = 100,000 บาท
  • ราคาขายโดยประมาณ = 75,000 บาท
  • หักค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายในการขาย = 5,000 บาท
  • NRV = 75,000 – 5,000 = 70,000 บาท
  • NRV (70,000) ต่ำกว่าต้นทุน (100,000) จึงต้องบันทึก ขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลด 30,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น

วิธีตัดจำหน่ายสินค้าชำรุดและผลทางภาษี

กรณีสินค้าชำรุดจนใช้ไม่ได้ กิจการสามารถตัดจำหน่าย (Write Off) ออกจากบัญชีได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบ ได้แก่ รายงานการตรวจสอบสินค้าชำรุด รูปถ่ายสินค้า และรายงานการทำลาย

ในทางภาษี กรมสรรพากรยอมให้นำผลขาดทุนจากการตัดจำหน่ายสินค้ามาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ต้องมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน หากสินค้าชำรุดจดทะเบียน VAT อยู่ อาจต้องเสีย VAT ด้วยเช่นเดียวกับกรณีสินค้าขาดหาย หากไม่มีหลักฐานชี้แจงเพียงพอ

หากใช้โปรแกรมบัญชี PEAK สามารถศึกษาวิธีบันทึกรายการตัดจำหน่ายได้ที่คู่มือบันทึกตัดจำหน่ายสินค้าชำรุด


ผลกระทบของสต็อกผิดพลาดต่องบกำไรขาดทุน

ข้อมูลสินค้าคงเหลือส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุน ถ้าสต็อกผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ตัวเลขกำไรที่ออกมาจะคลาดเคลื่อนไปด้วย โดยผลกระทบเกิดขึ้น 2 ทิศทาง

สต็อกบันทึกเกิน – กำไรสูงเกินจริง

เมื่อสินค้าคงเหลือปลายงวดสูงเกินจริง ต้นทุนขายที่คำนวณได้จะต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะจากสูตรต้นทุนขายในระบบ Periodic ที่กล่าวไปข้างต้น ยิ่งสต็อกปลายงวดสูง ต้นทุนขายยิ่งต่ำ กำไรที่แสดงจึงสูงเกินจริง

ตัวอย่างเช่น ถ้าสต็อกจริงมี 80,000 บาท แต่บันทึกไว้ 100,000 บาท ต้นทุนขายจะต่ำไป 20,000 บาท ทำให้กำไรสูงเกินจริง 20,000 บาท ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียภาษีเงินได้มากกว่าที่ควร

สต็อกบันทึกขาด – ต้นทุนขายสูงเกิน กำไรต่ำเกินจริง

กลับกัน ถ้าสต็อกปลายงวดต่ำกว่าความเป็นจริง ต้นทุนขายจะสูงเกิน กำไรที่แสดงจึงต่ำเกินจริง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด เช่น คิดว่าธุรกิจกำลังขาดทุนทั้งที่จริงๆ แล้วทำกำไรอยู่

ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นว่า ความแม่นยำของข้อมูลสินค้าคงเหลือเป็นพื้นฐานสำคัญของงบการเงินที่น่าเชื่อถือ การตรวจนับสต็อกสม่ำเสมอจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคลังสินค้า แต่เป็นเรื่องของความถูกต้องทางบัญชีโดยตรง


สรุป – สินค้าคงเหลือจัดการดี ต้นทุนแม่น กำไรจริง

การจัดการสินค้าคงเหลืออย่างถูกต้องไม่ได้ยากอย่างที่คิด หัวใจอยู่ที่ 3 เรื่อง ได้แก่ เลือกวิธีตีราคาที่เหมาะกับธุรกิจ (FIFO หรือ Weighted Average) แล้วใช้อย่างสม่ำเสมอ ตรวจนับสต็อกสม่ำเสมออย่างน้อยทุกไตรมาส และบันทึกผลต่าง สินค้าเสื่อมสภาพ หรือสินค้าชำรุดเข้าบัญชีทันทีที่พบ

เมื่อทำได้ครบทั้ง 3 ข้อ ต้นทุนขายที่คำนวณได้จะแม่นยำ งบกำไรขาดทุนจะสะท้อนความเป็นจริง และคุณจะวางแผนจัดซื้อได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องเดาว่ากำไรที่เห็นเป็นตัวเลขจริงหรือแค่ตัวเลขในกระดาษ

จัดการสินค้าคงเหลือให้ง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายการซื้อ-ขายสินค้า ติดตามสต็อกคงเหลือ และออกรายงานสินค้าคงเหลือได้ครบในที่เดียว ทำให้การตรวจนับสต็อกและปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรีได้เลย


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ

สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบดุล

สินค้าคงเหลือจัดอยู่ในหมวดสินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) ในงบแสดงฐานะการเงิน โดยปกติจะแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 รอบบัญชี

สินค้าคงเหลือของกิจการอุตสาหกรรมได้แก่อะไรบ้าง

กิจการอุตสาหกรรมมีสินค้าคงเหลือ 4 ประเภท ตั้งแต่วัตถุดิบ งานระหว่างทำ สินค้าสำเร็จรูป จนถึงวัสดุสิ้นเปลือง จุดที่ต้องระวังคือแต่ละประเภทมีวิธีตีราคาและบันทึกต้นทุนต่างกัน โดยเฉพาะงานระหว่างทำที่ต้องรวมค่าแรงและค่าโสหุ้ยการผลิตเข้าไปด้วย ไม่ใช่แค่ราคาวัตถุดิบอย่างเดียว

FIFO กับ Weighted Average ต่างกันตรงไหน

ความต่างหลักอยู่ที่มูลค่าสินค้าคงเหลือในงบดุล FIFO ทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือใกล้เคียงราคาตลาดมากกว่า ส่วน Weighted Average ให้ตัวเลขเฉลี่ยที่อาจห่างจากราคาตลาดบ้าง ในทางปฏิบัติ SME ส่วนใหญ่เลือก Weighted Average เพราะไม่ต้องแยกติดตามล็อตสินค้า ทั้ง 2 วิธีกฎหมายไทยยอมรับ

สินค้าคงเหลือปลายงวด สำคัญอย่างไรต่อการคำนวณกำไร

สินค้าคงเหลือปลายงวดเป็นตัวแปรสำคัญในสูตรต้นทุนขาย ถ้ายอดสต็อกปลายงวดคลาดเคลื่อน กำไรขั้นต้นที่คำนวณได้จะผิดไปด้วยในจำนวนเท่ากัน ดังนั้น การตรวจนับสต็อกก่อนปิดงบจึงเป็นขั้นตอนที่ข้ามไม่ได้

มาตรฐานการบัญชีเรื่องสินค้าคงเหลือกำหนดอะไรไว้บ้าง

มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 (TAS 2) กำหนดว่าสินค้าคงเหลือต้องแสดงด้วยมูลค่าที่ต่ำกว่าระหว่างต้นทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ห้ามใช้วิธี LIFO ในการตีราคา และต้องเปิดเผยวิธีตีราคาที่ใช้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน สำหรับกิจการ NPAEs ที่ใช้ TFRS for NPAEs หลักการจะคล้ายกันแต่มีข้อกำหนดบางส่วนที่ผ่อนปรนมากกว่า


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย