
ธุรกิจที่ขายสินค้าทุกประเภทต้องจัดการ “สินค้าคงเหลือ” ให้ถูกต้อง เพราะตัวเลขนี้กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษีที่ต้องจ่าย สิ่งที่หลายคนยังสับสนคือ ควรเลือกบันทึกบัญชีแบบต่อเนื่อง (Perpetual) หรือแบบสิ้นงวด (Periodic) กันแน่?
สินค้าคงเหลือคืออะไร? (Inventory)
สินค้าคงเหลือ คือทรัพย์สินของกิจการที่ถือไว้เพื่อขายในการดำเนินธุรกิจตามปกติ หรืออยู่ระหว่างการผลิตเพื่อขาย รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตด้วย ตามหลักมาตรฐานบัญชี (TAS 2) ที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนดไว้
พูดง่ายๆ ก็คือ ของที่ซื้อมาขาย หรือของที่ผลิตเพื่อขาย ที่ยังเหลืออยู่ ณ วันที่ปิดงบ ทั้งหมดนับเป็น Inventory
สินค้าคงเหลือ อยู่หมวดไหนในงบการเงิน?
ในงบแสดงฐานะการเงิน สินค้าคงเหลืออยู่หมวด “สินทรัพย์หมุนเวียน” เพราะคาดว่าจะขายได้ภายใน 1 รอบบัญชี โดยแสดงอยู่ถัดจากลูกหนี้การค้า (ตามโครงสร้างงบการเงินของมาตรฐานรายงานทางการเงิน NPAEs)
ประเภทของสินค้าคงเหลือ
Inventory แบ่งได้ 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ
| ประเภท | ตัวอย่าง | ธุรกิจที่พบ |
|---|---|---|
| วัตถุดิบ (Raw Materials) | ผ้า ไม้ เหล็ก | โรงงานผลิต |
| งานระหว่างทำ (Work in Process) | เสื้อที่ตัดเย็บแล้วยังไม่เสร็จ | โรงงานผลิต |
| สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) | สินค้าพร้อมขาย | ร้านค้าออนไลน์ ค้าปลีก นำเข้าส่งออก |
ธุรกิจซื้อมาขายไป เช่น ร้านค้าออนไลน์ จะมีแค่ “สินค้าสำเร็จรูป” เพราะไม่ได้ผลิตเอง
การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ 2 ระบบที่ต้องเลือก
การบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือมี 2 ระบบหลัก ได้แก่ แบบต่อเนื่อง (Perpetual) และแบบสิ้นงวด (Periodic) กิจการต้องเลือกระบบใดระบบหนึ่งแล้วใช้ต่อเนื่องตลอดรอบบัญชี
ก่อนลงรายละเอียดแต่ละระบบ ดูตารางเปรียบเทียบภาพรวมก่อน
| เกณฑ์ | แบบต่อเนื่อง (Perpetual) | แบบสิ้นงวด (Periodic) |
|---|---|---|
| อัปเดตยอดสินค้า | ทุกครั้งที่ซื้อ-ขาย (real-time) | ตอนสิ้นงวดเท่านั้น |
| รู้ต้นทุนขายทันที | ใช่ | ไม่ ต้องรอตรวจนับ |
| ความซับซ้อน | สูงกว่า (บันทึกทุกรายการ) | ต่ำกว่า (บันทึกตอนสิ้นงวด) |
| เหมาะกับ | สินค้ามูลค่าสูง, มี SKU เยอะ | สินค้ามูลค่าต่ำ, SKU น้อย |
| ใช้โปรแกรมบัญชี | เหมาะมาก | ใช้ได้ แต่ไม่จำเป็น |
ระบบบันทึกแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory System)
ระบบนี้บันทึกทุกรายการซื้อ-ขายเข้าบัญชี “สินค้าคงเหลือ” ทันที ทำให้รู้ยอดสต๊อกและต้นทุนขายได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอตรวจนับสิ้นงวด
ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายอุปกรณ์ไอที ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท รวม 20,000 บาท
บันทึกตอนซื้อสินค้า
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| สินค้าคงเหลือ | 20,000 | |
| เงินสด/เจ้าหนี้การค้า | 20,000 |
บันทึกตอนขายสินค้า (ขาย 10 ตัว ราคาขายตัวละ 350 บาท ต้นทุน 200 บาท)
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| เงินสด/ลูกหนี้การค้า | 3,500 | |
| รายได้จากการขาย | 3,500 | |
| ต้นทุนขาย | 2,000 | |
| สินค้าคงเหลือ | 2,000 |
สังเกตว่าทุกครั้งที่ขาย ต้องบันทึก 2 คู่ ทั้งรายได้และต้นทุน ทำให้รู้กำไรขั้นต้นทันทีหลังขาย
ระบบบันทึกแบบสิ้นงวด (Periodic Inventory System)
ระบบนี้ไม่บันทึกต้นทุนขายทุกครั้งที่ขาย แต่จะรอจนสิ้นงวด (เช่น สิ้นเดือนหรือสิ้นปี) แล้วค่อยตรวจนับสินค้าจริง จากนั้นคำนวณต้นทุนขายย้อนกลับ
ตัวอย่าง: บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อเมาส์ 100 ตัว ราคาตัวละ 200 บาท
บันทึกตอนซื้อสินค้า
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| ซื้อสินค้า | 20,000 | |
| เงินสด/เจ้าหนี้การค้า | 20,000 |
สังเกตว่าเดบิตไปที่ “ซื้อสินค้า” ไม่ใช่ “สินค้าคงเหลือ” ทำให้ยอดในบัญชีสต๊อกไม่เปลี่ยนจนกว่าจะถึงสิ้นงวด
บันทึกตอนขาย บันทึกแค่รายได้ ไม่บันทึกต้นทุน
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| เงินสด/ลูกหนี้การค้า | 3,500 | |
| รายได้จากการขาย | 3,500 |
บันทึกสิ้นงวด ตรวจนับพบเมาส์เหลือ 90 ตัว (ต้นทุน 18,000 บาท)
ต้นทุนขาย = สินค้าต้นงวด + ซื้อระหว่างงวด – สินค้าปลายงวด = 0 บาท + 20,000 บาท – 18,000 บาท = 2,000 บาท
| รายการ | Dr (เดบิต) | Cr (เครดิต) |
|---|---|---|
| สินค้าคงเหลือ (ปลายงวด) | 18,000 | |
| ต้นทุนขาย | 2,000 | |
| ซื้อสินค้า | 20,000 |
เปรียบเทียบ Perpetual vs Periodic เลือกแบบไหนดี?
ไม่มีระบบไหนดีกว่าเสมอ ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ ลองเช็คตามเกณฑ์นี้
| ถ้าธุรกิจคุณเป็นแบบนี้ | แนะนำใช้ |
|---|---|
| มีสินค้า SKU เยอะ มูลค่าสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสำอาง | Perpetual ต้องรู้ยอดสต๊อก real-time |
| ขายออนไลน์หลายช่องทาง (Shopee, Lazada, หน้าเว็บ) | Perpetual ป้องกันขายเกินสต๊อก |
| สินค้าไม่กี่รายการ มูลค่าต่ำ เช่น ร้านขายของชำ | Periodic ง่าย ไม่ซับซ้อน |
| ใช้โปรแกรมบัญชีอยู่แล้ว (เช่น PEAK) | Perpetual โปรแกรมบันทึกให้อัตโนมัติ |
| ยังทำบัญชีด้วย Excel หรือกระดาษ | Periodic จัดการง่ายกว่า |
สำหรับ SME ที่กำลังเติบโตและมีสินค้าหลายรายการ ระบบ Perpetual เหมาะกว่าในระยะยาว เพราะช่วยให้เห็นต้นทุนจริงทันทีและวางแผนสั่งซื้อได้แม่นยำ
การปรับปรุงบัญชีสินค้าคงเหลือปลายงวด
ไม่ว่าจะใช้ระบบไหน ทุกกิจการต้องตรวจนับสินค้าจริง ณ วันสิ้นงวด แล้วปรับปรุงยอดในบัญชีให้ตรงกับของจริง ถ้าพบว่าสินค้าชำรุด สูญหาย หรือล้าสมัย ต้องตัดจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น
PEAK มีคู่มือการตั้งค่าระบบบันทึกสินค้าคงเหลือแบบสิ้นงวดที่อธิบายขั้นตอนปรับปรุงปลายงวดอย่างละเอียด
วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ
หลังเลือกระบบบันทึกแล้ว ต้องเลือก “วิธีตีราคา” ว่าจะคำนวณต้นทุนสินค้าอย่างไร วิธีที่ใช้กันมากในไทยมี 2 วิธีหลัก
FIFO (First-In, First-Out)
FIFO หมายถึง “เข้าก่อน ออกก่อน” สินค้าที่ซื้อมาก่อนจะถูกคิดเป็นต้นทุนขายก่อน สต๊อกปลายงวดจึงเป็นสินค้าล็อตล่าสุด ซึ่งสะท้อนราคาตลาดปัจจุบันได้ดี
วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่มีอายุจำกัด เช่น อาหาร เครื่องสำอาง หรือสินค้าที่ราคาเปลี่ยนบ่อย
Weighted Average (ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก)
คิดต้นทุนจากราคาเฉลี่ยของสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่ ทุกครั้งที่ซื้อล็อตใหม่เข้ามาจะคำนวณราคาเฉลี่ยใหม่
| ขั้นตอน | วิธีคำนวณ | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| 1. รวมมูลค่าสต๊อกทั้งหมด | มูลค่าเดิม + มูลค่าที่ซื้อใหม่ | 10,000 บาท + 12,000 บาท = 22,000 บาท |
| 2. รวมจำนวนหน่วยทั้งหมด | จำนวนเดิม + จำนวนที่ซื้อใหม่ | 50 ชิ้น + 60 ชิ้น = 110 ชิ้น |
| 3. หาต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย | มูลค่ารวม ÷ จำนวนรวม | 22,000 ÷ 110 = 200 บาท/ชิ้น |
วิธีนี้เหมาะกับสินค้าที่ราคาไม่ผันผวนมาก และช่วยลดความซับซ้อนในการคำนวณ
รายงานสินค้าคงเหลือที่ธุรกิจต้องทำ
ธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้าต้องจัดทำรายงานเพื่อใช้ตรวจสอบภายในและยื่นต่อหน่วยงานภาครัฐ (ตามพ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) รายงานหลักที่ต้องทำ ได้แก่
- บัญชีคุมสินค้า (Stock Card) บันทึกรับเข้า-จ่ายออกเป็นประจำทุกวัน
- รายงานสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นงวด สรุปยอดคงเหลือและมูลค่าจริงเพื่อใช้ปิดงบ
- รายงานสินค้าและวัตถุดิบ (สบช. 5) ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังปิดบัญชี
กรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบรายงานสินค้าคงเหลือระหว่างตรวจสอบภาษี ดังนั้นควรจัดทำให้เป็นปัจจุบันเสมอ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกสินค้าคงเหลือ
จากประสบการณ์ที่ PEAK ทำงานร่วมกับ SME หลากหลายธุรกิจ ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยมี 4 เรื่องหลัก
- ไม่ตรวจนับสินค้าจริงเลยทั้งปี ตัวเลขในบัญชีกับของจริงไม่ตรงกัน ทำให้ต้นทุนขายผิดพลาดและอาจมีปัญหากับสรรพากร
- ใช้ระบบ Perpetual แต่ไม่อัปเดตทุกรายการ เช่น ลืมบันทึกสินค้าเสียหายหรือคืนสินค้า ทำให้ยอดในระบบสูงกว่าของจริง
- สับสนระหว่าง “ซื้อสินค้า” กับ “สินค้าคงเหลือ” บันทึกผิดบัญชี ทำให้งบการเงินบิดเบือน โดยเฉพาะถ้าเปลี่ยนระบบกลางปี
- ไม่ตัดจำหน่ายสินค้าล้าสมัย สินค้าที่ขายไม่ออกแล้วยังแสดงเป็นสินทรัพย์เต็มมูลค่า ทำให้งบแสดงฐานะการเงินเกินจริง
สรุป
สินค้าคงเหลือเป็นตัวเลขสำคัญที่กระทบทั้งต้นทุนขาย กำไรสุทธิ และภาษี SME ที่เริ่มต้นแนะนำใช้ระบบ Perpetual เพราะเห็นยอดสต๊อก real-time ส่วนวิธีตีราคาเลือก FIFO หรือ Weighted Average ตามประเภทสินค้า
จัดการสินค้าคงเหลือให้เป็นระบบด้วย PEAK
PEAK ช่วยบันทึกรับเข้า-จ่ายออกอัตโนมัติทุกครั้งที่สร้างใบซื้อ-ใบขาย ดูยอดสต๊อกได้ทันทีไม่ต้องรอสิ้นเดือน ออกรายงานสินค้าคงเหลือพร้อมยื่นได้เลย ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ
ใช้ระบบ Perpetual อยู่ เปลี่ยนเป็น Periodic ได้ไหม?
เปลี่ยนได้ แต่ควรเปลี่ยนตอนต้นรอบบัญชีใหม่ ไม่ใช่กลางปี เพราะต้องปรับปรุงยอดต้นงวดให้ตรง และต้องเปิดเผยการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย (ตามข้อกำหนดของมาตรฐานบัญชี TAS 8)
สินค้าคงเหลือมีผลต่อภาษีอย่างไร?
สินค้าคงเหลือกระทบต้นทุนขาย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่หักจากรายได้ก่อนคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี ถ้ายอดสต๊อกสูงเกินจริง ต้นทุนขายจะต่ำไป ส่งผลให้กำไรสุทธิสูงและเสียภาษีมากขึ้น
ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าต้องทำรายงานสินค้าคงเหลือไหม?
ไม่ต้อง ถ้าเป็นงานบริการล้วนๆ ไม่มีสินค้าถือขาย ก็ไม่มีรายการสต๊อกในงบการเงิน แต่ถ้ามีวัสดุสิ้นเปลือง (เช่น อะไหล่ น้ำยา) ที่มูลค่ามากพอ ควรบันทึกเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคงเหลือแทน
อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory Turnover) คืออะไร?
เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินค้าขายหมดและเติมใหม่กี่รอบต่อปี
Inventory Turnover = ต้นทุนขาย (บาท) ÷ สต๊อกเฉลี่ย (บาท)
ตัวอย่าง: ต้นทุนขายทั้งปี 1,200,000 บาท ÷ สต๊อกเฉลี่ย 200,000 บาท = 6 รอบ/ปี ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งดี แปลว่าสินค้าไม่ค้างสต๊อกนาน
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
