Table of Contents

เคยอ่านงบการเงินแล้วเจอตัวเลข EPS แต่ไม่แน่ใจว่ามันบอกอะไร หรือจะนำไปใช้ประโยชน์กับธุรกิจได้อย่างไร หลายคนคิดว่า EPS เป็นเรื่องของนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ตัวเลขนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการทุกขนาดเข้าใจศักยภาพกำไรของธุรกิจตัวเองได้ชัดเจนขึ้น

EPS คือ Earnings Per Share หรือ กำไรต่อหุ้น เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่วัดว่าบริษัทสร้างกำไรสุทธิได้เท่าไรต่อหุ้นสามัญ 1 หุ้น บทความนี้จะอธิบายสูตรคำนวณ ความแตกต่างระหว่าง Basic EPS กับ Diluted EPS พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่เห็นภาพ รวมถึงข้อจำกัดที่ต้องรู้ และมุมมองสำหรับ SME ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

EPS ย่อมาจากอะไร ทำไมถึงสำคัญ

EPS ย่อมาจาก Earnings Per Share แปลตรงตัวว่า กำไรต่อหุ้น เป็นตัวเลขที่บอกว่า ถ้าบริษัทนำกำไรสุทธิมาแบ่งให้ผู้ถือหุ้นทุกคนเท่าๆ กัน แต่ละหุ้นจะได้รับส่วนแบ่งกำไรเท่าไร

ความสำคัญของ EPS อยู่ที่ทำให้เปรียบเทียบได้ง่าย ไม่ว่าบริษัทจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กก็ตาม เพราะตัวเลขถูกปรับให้เป็นหน่วยต่อหุ้นแล้ว ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีกำไร 10 ล้านบาทอาจดูมากกว่าบริษัทที่มีกำไร 5 ล้านบาท แต่ถ้าบริษัทแรกมีหุ้น 10 ล้านหุ้น กับบริษัทหลังมีหุ้น 2 ล้านหุ้น EPS ของบริษัทแรกจะเท่ากับ 1 บาท ส่วนบริษัทหลัง EPS เท่ากับ 2.50 บาท ซึ่งบอกว่าบริษัทหลังสร้างกำไรต่อหุ้นได้ดีกว่า

ข้อมูลนี้มีประโยชน์ทั้งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการประเมินมูลค่าหุ้น และเจ้าของกิจการที่ต้องการติดตามว่าธุรกิจสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้นหรือไม่เมื่อเทียบกับปีก่อน


สูตรคำนวณ EPS พร้อมตัวอย่างตัวเลข

สูตรคำนวณ EPS คือ การนำกำไรสุทธิหลังหักเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ มาหารด้วยจำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก

สูตร EPS = (กำไรสุทธิ – เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) / จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก

ตัวอย่างการคำนวณ EPS แบบ step-by-step

สมมติว่าบริษัท สมาร์ทบิซ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีข้อมูลดังนี้

  • กำไรสุทธิทั้งปี 6,000,000 บาท
  • เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ 200,000 บาท
  • จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ย 2,000,000 หุ้น

EPS = (6,000,000 – 200,000) หารด้วย 2,000,000 = 2.90 บาทต่อหุ้น

ผลลัพธ์ 2.90 บาทต่อหุ้น หมายความว่า ทุกๆ 1 หุ้นที่ผู้ถือหุ้นมีอยู่ สร้างกำไรได้ 2.90 บาทในรอบปีนั้น ถ้าปีก่อนหน้า EPS เท่ากับ 2.50 บาท แสดงว่าบริษัทมีแนวโน้มสร้างกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น

Basic EPS กับ Diluted EPS ต่างกันอย่างไร

EPS ที่เห็นในงบการเงินมี 2 ประเภทตามมาตรฐานการบัญชี TAS 33 เรื่องกำไรต่อหุ้น (อ้างอิงจากสภาวิชาชีพบัญชี) ได้แก่ Basic EPS และ Diluted EPS

Basic EPS – กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน

Basic EPS คำนวณจากจำนวนหุ้นสามัญที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน ไม่ได้นับรวมหุ้นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เป็นตัวเลขที่ตรงไปตรงมาและใช้กันมากที่สุด

Diluted EPS – กำไรต่อหุ้นปรับลด

Diluted EPS เป็นการคำนวณโดยสมมติว่าทุกสิทธิที่จะแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ (เช่น warrant, convertible bond, stock option) ถูกแปลงหมดแล้ว ทำให้จำนวนหุ้นสามัญในตัวหารเพิ่มขึ้น Diluted EPS จึงมักมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ Basic EPS

รายการBasic EPSDiluted EPS
จำนวนหุ้นที่ใช้คำนวณหุ้นสามัญที่มีจริงหุ้นสามัญ รวมหุ้นที่อาจเกิดขึ้น
ค่าที่ได้มักสูงกว่ามักต่ำกว่าหรือเท่ากัน
เหมาะใช้เมื่อดูภาพรวมกำไรต่อหุ้นปัจจุบันประเมินกรณีมีหุ้นเพิ่มในอนาคต

ถ้าบริษัทไม่มี warrant หรือ convertible bond เลย Basic EPS กับ Diluted EPS จะเท่ากัน ซึ่งมักเกิดกับ SME ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์


EPS สูงดีหรือต่ำดี – วิเคราะห์อย่างไรให้ถูกต้อง

EPS สูง โดยทั่วไปบ่งบอกว่าบริษัทสร้างกำไรต่อหุ้นได้ดี แต่ตัวเลข EPS เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ ต้องดูบริบทประกอบด้วย

เปรียบเทียบกับตัวบริษัทเอง หมายถึงการดู EPS ย้อนหลังหลายปี ถ้า EPS เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แสดงว่าธุรกิจกำลังเติบโต แต่ถ้าลดลง อาจต้องตรวจสอบว่ากำไรลดหรือจำนวนหุ้นเพิ่ม

เปรียบเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะ EPS 5 บาทอาจถือว่าสูงในธุรกิจหนึ่ง แต่ต่ำในอีกธุรกิจหนึ่ง ขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

EPS Growth Rate บอกอะไร

EPS Growth Rate คืออัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น คำนวณจาก (EPS ปีนี้ – EPS ปีก่อน) หารด้วย EPS ปีก่อน แล้วคูณ 100

ตัวอย่างเช่น ถ้า EPS ปีก่อนเท่ากับ 2.00 บาท และ EPS ปีนี้เท่ากับ 2.50 บาท EPS Growth Rate = (2.50 – 2.00) หารด้วย 2.00 คูณ 100 = 25% ซึ่งหมายความว่าบริษัทสร้างกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน

ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นทิศทางว่ากิจการกำลังเติบโตหรือถดถอย ซึ่งมีประโยชน์ทั้งกับนักลงทุนและเจ้าของธุรกิจ


ข้อจำกัดของ EPS – ทำไมดูแค่ EPS ไม่พอ

แม้ EPS จะเป็นตัวเลขที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องรู้

ประการแรก EPS ไม่ได้สะท้อนกระแสเงินสดจริง บริษัทอาจมีกำไรทางบัญชีสูงแต่เงินสดหมุนเวียนต่ำ เพราะกำไรสุทธิรวมรายการที่ไม่ใช่เงินสด เช่น ค่าเสื่อมราคา และรายได้ค้างรับ

ประการที่สอง EPS สามารถถูกปรับแต่งได้ เช่น การซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) ทำให้จำนวนหุ้นในตัวหารลดลง EPS จึงเพิ่มขึ้นโดยที่กำไรจริงไม่ได้เพิ่ม

ประการที่สาม EPS ไม่ได้บอกว่าธุรกิจใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน บริษัทที่ใช้เงินกู้มาก อาจมี EPS สูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย

อัตราส่วนทางการเงินที่ควรดูร่วมกับ EPS

เพื่อให้เห็นภาพที่ครบถ้วน ควรดู EPS ร่วมกับตัวเลขเหล่านี้

อัตราส่วนบอกอะไร
P/E Ratio (ราคาหุ้นหารด้วย EPS)หุ้นแพงหรือถูกเมื่อเทียบกับกำไร
ROE (กำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น)ใช้เงินทุนสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน
Net Profit Margin (กำไรสุทธิหารด้วยรายได้)เก็บกำไรจากยอดขายได้กี่เปอร์เซ็นต์

การดูหลายตัวเลขประกอบกัน ช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำกว่าการดู EPS เพียงอย่างเดียว สำหรับผู้ที่สนใจอ่านเพิ่มเติมเรื่องงบกำไรขาดทุนซึ่งเป็นต้นทางของตัวเลขกำไรสุทธิที่ใช้คำนวณ EPS


SME ใช้ EPS ได้อย่างไร แม้ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

หลายคนเข้าใจว่า EPS เป็นเรื่องของบริษัทในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว SME ที่มีผู้ถือหุ้นมากกว่า 1 คนก็ใช้แนวคิดเดียวกันนี้ได้

วิธีใช้ EPS วิเคราะห์ผลกำไรของกิจการ SME

สมมติว่าบริษัท เอบีซี จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท มีหุ้น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้น 3 คน ปีนี้มีกำไรสุทธิ 500,000 บาท

EPS = 500,000 หารด้วย 10,000 = 50 บาทต่อหุ้น

ตัวเลขนี้ช่วยให้ผู้ถือหุ้นเข้าใจตรงกันว่า แต่ละหุ้นที่ลงทุนไป สร้างผลตอบแทนได้เท่าไร โดยเฉพาะเวลาประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาจ่ายเงินปันผล

นอกจากนี้ยังนำ EPS มาเปรียบเทียบปีต่อปีได้ ถ้า EPS ปีนี้ 50 บาท แต่ปีก่อน 60 บาท ก็เป็นสัญญาณให้เจ้าของกิจการทบทวนว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นตรงไหน หรือยอดขายลดลงเพราะอะไร

PEAK ช่วย SME ดูผลประกอบการได้อย่างไร

การจะคำนวณ EPS ได้ ต้องมีข้อมูลกำไรสุทธิที่ถูกต้อง ซึ่งมาจากการบันทึกบัญชีอย่างเป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกงบกำไรขาดทุน และดูรายงานการเงินได้แบบ real-time ทำให้เจ้าของกิจการเห็นตัวเลขกำไรสุทธิพร้อมนำไปวิเคราะห์ต่อได้ทันที


สรุป – EPS เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องดูภาพรวมด้วย

EPS หรือกำไรต่อหุ้น เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบศักยภาพกำไรที่ใช้ง่ายและเข้าใจได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็น Basic EPS ที่ดูจากหุ้นปัจจุบัน หรือ Diluted EPS ที่รวมหุ้นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรดู EPS เพียงตัวเดียว แต่ควรดูร่วมกับ P/E Ratio, ROE และอัตราส่วนอื่นเพื่อให้เห็นภาพที่ครบ

สำหรับ SME ที่มีผู้ถือหุ้นหลายคน EPS ก็ช่วยให้สื่อสารเรื่องผลกำไรได้ชัดเจนขึ้น โดยเริ่มจากการมีข้อมูลบัญชีที่ถูกต้อง

พร้อมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกบัญชี ออกเอกสาร และดูรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรีได้เลย


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ EPS

EPS สูงหรือต่ำดี

EPS สูงบ่งบอกว่าบริษัทสร้างกำไรต่อหุ้นได้ดี แต่ต้องเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมเดียวกัน และดู EPS Growth Rate ย้อนหลังหลายปีด้วยว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง EPS สูงจากการซื้อหุ้นคืนไม่ได้หมายความว่ากำไรจริงเพิ่มเสมอไป

EPS คำนวณอย่างไร

ใช้สูตร (กำไรสุทธิ – เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ) หารด้วย จำนวนหุ้นสามัญถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ตัวอย่าง กำไรสุทธิ 6 ล้านบาท เงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ 200,000 บาท จำนวนหุ้น 2 ล้านหุ้น จะได้ EPS = 2.90 บาทต่อหุ้น

EPS กับ P/E Ratio ต่างกันตรงไหน

EPS บอกว่าแต่ละหุ้นสร้างกำไรได้เท่าไร ส่วน P/E Ratio บอกว่าราคาหุ้นในตลาดเป็นกี่เท่าของ EPS หรือก็คือ นักลงทุนยินดีจ่ายกี่บาทต่อกำไร 1 บาท ถ้า P/E สูง หมายความว่าตลาดคาดหวังว่าบริษัทจะเติบโตมาก แต่ก็อาจหมายความว่าหุ้นมีราคาแพงเมื่อเทียบกับกำไรปัจจุบัน

Diluted EPS ใช้เมื่อไร

ใช้เมื่อบริษัทมีตราสารที่แปลงเป็นหุ้นสามัญได้ เช่น warrant, convertible bond หรือ stock option ตัวเลข Diluted EPS ช่วยให้เห็นภาพว่า ถ้าตราสารเหล่านั้นถูกแปลงเป็นหุ้นทั้งหมด กำไรต่อหุ้นจะลดลงเท่าไร สำหรับ SME ที่ไม่มีตราสารเหล่านี้ Diluted EPS จะเท่ากับ Basic EPS


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย