Table of Contents

หลายครั้งที่เจ้าของธุรกิจ SME ต้องปวดหัวกับปัญหาสินค้าล้นโกดัง แม้ยอดขายจะดูดีแต่กลับไม่มีเงินสดหมุนเวียนในกิจการ สินค้าที่กองเต็มโกดังไม่ได้แปลว่าธุรกิจดีเสมอไป ตรงกันข้าม ถ้าสต๊อกสินค้ามากเกินจำเป็น เงินสดที่ควรนำไปหมุนเวียนจะถูกระงับไว้ในสินค้าเหล่านั้นแทน

บทความนี้สรุปวิธีบริหารสต๊อกสินค้าที่ SME ใช้ได้จริง ตั้งแต่การแบ่งกลุ่มสินค้า คำนวณจุดสั่งซื้อ ไปจนถึงเรื่องที่หลายคนมองข้าม เช่น สต๊อกสินค้าไม่ตรงกับบัญชีแล้วสรรพากรตรวจอะไรได้บ้าง

สต๊อกสินค้า คืออะไร

สต๊อกสินค้า (Stock) หรือสินค้าคงคลัง (Inventory) คือสินค้าและวัตถุดิบทั้งหมดที่ธุรกิจถือไว้เพื่อขายหรือใช้ในการผลิต ทั้งสินค้าที่อยู่ในคลัง สินค้าระหว่างทาง และสินค้าที่รอจัดส่ง โดยในทางบัญชี สินค้าคงเหลือถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการ ยิ่งถือสต๊อกมาก เงินก็จมอยู่ในสินค้ามากตามไปด้วย

ความแตกต่างระหว่าง Stock กับ Inventory

ในทางปฏิบัติ ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ แต่ถ้าแยกละเอียด Stock มักหมายถึงสินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมขาย ส่วน Inventory ครอบคลุมกว่า รวมถึงวัตถุดิบและงานระหว่างผลิตด้วย

สำหรับ SME ไทยที่ทำธุรกิจซื้อมาขายไป ไม่ต้องแยกซับซ้อน เรียกรวมว่าสต๊อกสินค้าก็เพียงพอ

สต๊อก 3 ประเภทที่ต้องรู้

ธุรกิจที่มีการผลิตหรือแปรรูปจะมีสต๊อก 3 ประเภท

  1. วัตถุดิบ (Raw Materials) คือของที่ซื้อมาเพื่อนำไปผลิตต่อ เช่น ผ้า ด้าย กระดุม
  2. งานระหว่างผลิต (Work in Process) คือสินค้าที่อยู่ระหว่างการผลิต ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
  3. สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) คือสินค้าที่พร้อมขายให้ลูกค้าแล้ว

ส่วนธุรกิจซื้อมาขายไป จะมีแค่สินค้าสำเร็จรูปเป็นหลัก


สต๊อกบวมคือสาเหตุหลักที่ทำให้เงินจม

สต๊อกบวมคือสถานการณ์ที่ธุรกิจถือสต๊อกสินค้ามากเกินกว่าที่ขายได้จริง เงินที่ควรนำไปหมุนเวียนในธุรกิจกลับกลายเป็นสต๊อกสินค้าที่วางอยู่ในคลังโดยไม่สร้างรายได้

ปัญหานี้พบบ่อยใน SME ที่สั่งซื้อล็อตใหญ่เพราะได้ส่วนลด หรือคาดการณ์ยอดขายสูงเกินจริง

ค่าเสียโอกาสเมื่อธุรกิจมีสต๊อกค้าง 1 ล้านบาท

ลองคิดง่าย ๆ ถ้าธุรกิจมีสต๊อกค้างอยู่ 1 ล้านบาท เงินจำนวนนั้นไม่ได้อยู่เฉย ๆ มันมีต้นทุนซ่อนอยู่

  • ต้นทุนเงินทุน ถ้านำเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุนหรือหมุนเวียนแทน อาจได้ผลตอบแทนประมาณ 5-8% ต่อปี คิดเป็นเงินที่เสียโอกาสราว 50,000-80,000 บาทต่อปี
  • ค่าจัดเก็บ ค่าเช่าคลัง ค่าไฟ ค่าประกัน โดยทั่วไปคิดเป็นประมาณ 15-25% ของมูลค่าสต๊อกต่อปี
  • ความเสี่ยงเสื่อมสภาพ สินค้าบางชนิดมีอายุจำกัด ยิ่งเก็บนาน ยิ่งเสี่ยงขายไม่ได้ราคา

รวมแล้ว การถือสต๊อก 1 ล้านบาท อาจมีต้นทุนแฝงสูงถึง 200,000-300,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและวิธีจัดเก็บ

เช็คสัญญาณเตือนว่าสต๊อกของคุณเริ่มบวม

ลองสังเกตสัญญาณเหล่านี้ เพื่อให้รู้ทันก่อนที่ปัญหาสต๊อกจะกระทบเงินหมุนเวียน

  • สินค้าบางรายการไม่เคลื่อนไหวมากกว่า 90 วัน
  • ต้องจัดโปรโมชันลดราคาบ่อยเพื่อระบายของ
  • พื้นที่คลังเริ่มไม่พอ ต้องเช่าที่เพิ่ม
  • กระแสเงินสดตึง ทั้งที่ยอดขายไม่ได้ลดลง
  • ของเสื่อมสภาพหรือหมดอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ถ้าตรงกัน 2-3 ข้อ ถึงเวลาปรับวิธีบริหารสต๊อกแล้ว


3 วิธีบริหารสต๊อกสินค้าไม่ให้เงินจม

ABC Analysis – แบ่งกลุ่มสินค้าตามมูลค่า

ABC Analysis คือวิธีจัดกลุ่มสินค้าตามมูลค่าการขาย เพื่อให้รู้ว่าสินค้าตัวไหนสำคัญ ตัวไหนควรให้ความสนใจน้อยลง

กลุ่มสัดส่วนรายการสัดส่วนมูลค่าวิธีดูแล
A (มูลค่าสูง)ประมาณ 10-20%ประมาณ 70-80%ติดตามใกล้ชิด เช็คทุกสัปดาห์ สั่งซื้อบ่อยแต่ทีละน้อย
B (มูลค่ากลาง)ประมาณ 20-30%ประมาณ 15-20%เช็คทุก 2-4 สัปดาห์ สั่งซื้อตามรอบปกติ
C (มูลค่าต่ำ)ประมาณ 50-70%ประมาณ 5-10%เช็คทุกเดือนหรือทุกไตรมาส สั่งซื้อทีละมากเพื่อลดต้นทุนสั่ง

ตัวอย่าง ร้านขายอุปกรณ์ไอทีมีสินค้า 200 รายการ

  • กลุ่ม A: โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต (20 รายการ สร้างรายได้ 75% ของยอดขายรวม)
  • กลุ่ม B: เคส หูฟัง สายชาร์จ (50 รายการ สร้างรายได้ 20%)
  • กลุ่ม C: ฟิล์มกันรอย สติ๊กเกอร์ อะแดปเตอร์ (130 รายการ สร้างรายได้ 5%)

ร้านนี้ควรโฟกัสดูแลสต๊อกกลุ่ม A อย่างใกล้ชิด ส่วนกลุ่ม C สั่งทีละมากได้เพราะต้นทุนจมไม่สูง

Reorder Point – กำหนดจุดสั่งซื้อให้พอดี

Reorder Point (ROP) คือจุดที่สต๊อกลดลงถึงระดับหนึ่งแล้วต้องสั่งซื้อเพิ่ม เพื่อให้สินค้ามาถึงก่อนที่ของจะหมด

สูตรคำนวณ Reorder Point

ROP = ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × ระยะเวลาจัดส่ง

ตัวอย่าง ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ขายเสื้อยืดรุ่นหนึ่งเฉลี่ยวันละ 10 ตัว และใช้เวลาสั่งจากซัพพลายเออร์ 7 วัน

ROP = 10 × 7 = 70 ตัว

เมื่อสต๊อกเสื้อยืดรุ่นนี้เหลือ 70 ตัว ต้องสั่งซื้อทันที ไม่อย่างนั้นของจะหมดก่อนของใหม่มาถึง

Safety Stock – การคำนวณสต๊อกสำรอง

Safety Stock คือสต๊อกเผื่อเหลือเผื่อขาด เพื่อรับมือกับยอดขายที่พุ่งผิดปกติหรือซัพพลายเออร์ส่งล่าช้า

สูตรคำนวณแบบง่าย

Safety Stock = (ยอดขายสูงสุดต่อวัน – ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน) × ระยะเวลาจัดส่ง

ตัวอย่าง จากร้านเสื้อผ้าข้างต้น ยอดขายเฉลี่ย 10 ตัวต่อวัน แต่วันที่ขายดีสุดขายได้ 15 ตัว

Safety Stock = (15 – 10) × 7 = 35 ตัว

ดังนั้น ROP ที่ปลอดภัยจริง ๆ คือ 70 + 35 = 105 ตัว ร้านนี้ควรสั่งซื้อสต๊อกสินค้าใหม่เมื่อสต๊อกเหลือ 105 ตัว เมื่อคำนวณจุดสั่งซื้อได้แล้ว สามารถออกใบสั่งซื้อให้ซัพพลายเออร์ได้ทันที


สิ่งที่สรรพากรจะตรวจสอบเมื่อนับสต๊อกไม่ตรง

การนับสต๊อกสินค้าเป็นเรื่องสำคัญทั้งในแง่การบริหารและในแง่กฎหมาย ถ้าสต๊อกสินค้าในบัญชีกับของจริงในคลังไม่ตรงกัน อาจมีปัญหาตามมา

วิธีเลือกการนับสต๊อกแบบ Periodic และ Perpetual

วิธีนับสต๊อกหลัก ๆ มี 2 แบบ

วิธีลักษณะเหมาะกับ
Periodic (นับเป็นงวด)นับสต๊อกจริงตามรอบ เช่น ทุกเดือนหรือทุกไตรมาสร้านค้าขนาดเล็กที่สินค้าไม่เยอะ
Perpetual (นับต่อเนื่อง)บันทึกสต๊อกทุกครั้งที่มีการซื้อขาย อัปเดตแบบ real-timeธุรกิจที่มีสินค้าหลายรายการ ใช้ระบบซอฟต์แวร์ช่วย

ธุรกิจที่ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์มักใช้แบบ Perpetual เพราะระบบบันทึกสต๊อกให้อัตโนมัติทุกครั้งที่ออกเอกสารซื้อขาย

วิธีแก้ปัญหาสต๊อกในบัญชีกับของจริงไม่ตรงกัน

ปัญหาสต๊อกไม่ตรงเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น บันทึกผิด สินค้าเสียหายแต่ไม่ได้ตัดออก หรือสินค้าสูญหาย

วิธีแก้ไขเบื้องต้น

  1. นับสต๊อกจริง (Physical Count) เทียบกับตัวเลขในระบบ
  2. หาสาเหตุของส่วนต่างแต่ละรายการ
  3. ปรับปรุงรายการในบัญชีให้ตรงกับของจริง พร้อมจัดทำเอกสารยืนยัน
  4. วางระบบป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ เช่น ใช้ระบบบาร์โค้ดหรือโปรแกรมช่วยติดตาม

ผลทางภาษีเมื่อสรรพากรตรวจพบ

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ กิจการต้องตีราคาสินค้าคงเหลือตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า

ถ้าสรรพากรเข้าตรวจสอบแล้วพบว่าสต๊อกในบัญชีไม่ตรงกับของจริง อาจเกิดปัญหาเหล่านี้

  • สินค้าในบัญชีมากกว่าของจริง สรรพากรอาจตั้งข้อสงสัยว่ามีการขายสินค้าโดยไม่บันทึกรายได้ ทำให้ต้องชี้แจงหรืออาจถูกประเมินภาษีเพิ่ม
  • สินค้าในบัญชีน้อยกว่าของจริง อาจถูกมองว่ามีการบันทึกซื้อสินค้าเกินจริงเพื่อเพิ่มค่าใช้จ่าย

ควรนับสต๊อกจริงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือแนะนำทุกไตรมาส และเก็บเอกสารการนับไว้เป็นหลักฐาน หากไม่มั่นใจควรปรึกษานักบัญชีหรือสำนักงานบัญชี


วิธีตัดบัญชีสำหรับของเสื่อมและของเสีย

สินค้าที่เสื่อมสภาพ หมดอายุ ล้าสมัย หรือเสียหายจนขายไม่ได้ ไม่ควรปล่อยค้างอยู่ในบัญชีเพราะจะทำให้ตัวเลขสินทรัพย์ไม่ตรงกับความเป็นจริง

ขั้นตอนตัดสินค้าออกจากบัญชี

  1. แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจนับและพิจารณาว่าสินค้ารายการใดเสื่อมสภาพ เสียหาย หรือล้าสมัยจนขายไม่ได้
  2. จัดทำรายงานการตรวจนับ ระบุรายการ จำนวน มูลค่า และสาเหตุ
  3. บันทึกรายการปรับปรุงในบัญชี โดยตัดเป็นค่าใช้จ่าย หรือผลขาดทุนจากสินค้าเสื่อมสภาพ
  4. ถ้าต้องทำลายสินค้า ให้จัดทำลายต่อหน้าพยานและบันทึกภาพถ่ายเป็นหลักฐาน

เอกสารและวิธีรายงานสรรพากร

สำหรับการตัดสินค้าเสื่อมสภาพออกจากบัญชี เอกสารที่ควรเตรียมไว้

  • รายงานการตรวจนับสินค้า ลงนามโดยคณะกรรมการ
  • ภาพถ่ายสินค้าที่เสียหาย
  • หลักฐานการทำลาย เช่น ใบรับรองจากบริษัทรับทำลาย
  • บันทึกบัญชีที่ปรับปรุงแล้ว

ในทางภาษี กิจการสามารถนำค่าเสียหายจากสินค้าเสื่อมสภาพมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจนและสมเหตุสมผล หากสต๊อกมีมูลค่าสูง ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อให้การบันทึกบัญชีถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี TAS 2 สินค้าคงเหลือ ที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี

การบริหารสต๊อกสินค้าไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการพื้นที่ในคลัง แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องและกระแสเงินสดของธุรกิจ สิ่งที่ SME ควรเริ่มลงมือทำ คือการใช้ ABC Analysis เพื่อแบ่งกลุ่มสินค้าที่ควรให้ความสำคัญ ตั้ง Reorder Point และ Safety Stock เพื่อให้สั่งซื้อได้พอดี รวมถึงหมั่นนับสต๊อกจริงเทียบกับระบบอย่างสม่ำเสมอ

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมระบบที่ช่วยให้คุณบันทึกซื้อขายสินค้าและอัปเดตสต๊อกได้แบบ real-time ดูรายงานผ่าน Dashboard ได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มจัดการระบบหลังบ้านอย่างมืออาชีพตั้งแต่วันนี้

แหล่งอ้างอิง

  • กรมสรรพากร. ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ. (rd.go.th)
  • สภาวิชาชีพบัญชี. มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 (TAS 2) เรื่อง สินค้าคงเหลือ. (tfac.or.th)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสต๊อกสินค้า

สต๊อกกี่วันถึงเหมาะสม

ดูได้จาก Inventory Turnover Ratio คือจำนวนรอบที่สต๊อกหมุนเวียนใน 1 ปี คำนวณจากต้นทุนสินค้าขายหารด้วยมูลค่าสต๊อกเฉลี่ย ธุรกิจค้าปลีกทั่วไปมักมีอัตราหมุนเวียนประมาณ 4-8 รอบต่อปี แปลว่าสต๊อกอยู่ในคลังเฉลี่ยประมาณ 45-90 วันก่อนขายออก ถ้าสินค้าอยู่ในคลังนานกว่า 90 วัน ควรพิจารณาลดปริมาณสั่งซื้อ

ร้านเล็กต้องทำ ABC Analysis หรือไม่

ร้านที่มีสินค้าตั้งแต่ 20-30 รายการขึ้นไป เริ่มทำ ABC Analysis ได้เลย ไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์พิเศษ แค่เรียงลำดับสินค้าตามยอดขายแล้วแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ก็จะเห็นชัดว่าสินค้าตัวไหนทำเงินมากที่สุดและควรดูแลสต๊อกอย่างใกล้ชิด ส่วนร้านที่มีสินค้าไม่กี่รายการก็ใช้วิธีสังเกตยอดขายและสั่งซื้อตามประสบการณ์ได้

ใช้ Excel จัดการสต๊อกได้หรือไม่

ทำได้ แต่มีข้อจำกัด Excel เหมาะกับร้านเล็กที่มีสินค้าไม่เกิน 50-100 รายการ เมื่อสินค้าเยอะขึ้น ข้อมูลจะเริ่มผิดพลาดง่ายเพราะต้องกรอกมือทุกครั้ง ไม่อัปเดตแบบ real-time และเชื่อมกับระบบบัญชีไม่ได้ ถ้าธุรกิจเริ่มโตจนมีสินค้าหลายร้อยรายการ ควรใช้โปรแกรมบัญชีที่เชื่อมระบบสต๊อกอัตโนมัติจะปลอดภัยกว่า


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้การทำบัญชีของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย