ธุรกิจทั่วไป

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

ทะเบียนทรัพย์สิน คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่าง

บริษัทซื้อคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง เครื่องพิมพ์ 3 ตัว รถยนต์อีก 1 คัน แต่พอสิ้นปีกลับตอบไม่ได้ว่าทรัพย์สินทั้งหมดมีกี่ชิ้น อยู่ที่ไหน มูลค่าเหลือเท่าไร ปัญหานี้เกิดจากการไม่มีทะเบียนทรัพย์สินที่เป็นระบบ บทความนี้สรุปครบว่าทะเบียนคุมทรัพย์สินคืออะไร ต้องบันทึกอะไรบ้าง พร้อมขั้นตอนจัดทำ 6 ขั้นตอนที่ทำได้ทันทีและตัวอย่างตารางจริง ทะเบียนทรัพย์สิน (Fixed Asset Register) คืออะไร? ทะเบียนทรัพย์สิน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Fixed Asset Register คือเอกสารที่บันทึกรายละเอียดสินทรัพย์ถาวรทุกชิ้นของกิจการ ครอบคลุมตั้งแต่วันที่ซื้อ ราคาทุน สถานที่เก็บ ไปจนถึงค่าเสื่อมราคาสะสม พูดง่ายๆ คือ “สมุดบันทึกของทุกอย่างที่บริษัทเป็นเจ้าของ” ไม่ว่าจะเป็นอาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ ทุกชิ้นต้องมีชื่ออยู่ในเอกสารนี้ หลายคนอาจเห็นคำว่า “ทะเบียนคุมทรัพย์สิน” หรือ “ทะเบียนสินทรัพย์” ใช้สลับกัน ทั้งสองคำหมายถึงสิ่งเดียวกัน “ทะเบียนคุมทรัพย์สิน” มักใช้ในหน่วยงานราชการ ส่วน “ทะเบียนทรัพย์สิน” ใช้ในภาคเอกชนเป็นหลัก ทำไมกิจการต้องจัดทำทะเบียนทรัพย์สิน? เหตุผลหลักมี 2 ด้าน ข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ TAS 16 เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี) ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การรับรู้ การวัดมูลค่า และการคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวร สำหรับ SME ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ใช้มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ซึ่งกำหนดให้บันทึกสินทรัพย์ถาวรด้วยราคาทุน แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ด้านภาษี กรมสรรพากร กำหนดอัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุดที่หักได้ทางภาษี เช่น อาคารหักได้ไม่เกิน 5% ต่อปี คอมพิวเตอร์หักได้ 3 ปี (ประมาณ 33% ต่อปี) นอกจากนี้ เมื่อซื้อทรัพย์สินที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเก็บใบกำกับภาษีไว้เป็นหลักฐานด้วย เพราะ VAT ที่จ่ายตอนซื้อทรัพย์สินสามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อได้ ทะเบียนทรัพย์สิน มีอะไรบ้าง? รายการที่ต้องบันทึกครบถ้วน ทะเบียนทรัพย์สินที่ดีต้องบันทึกข้อมูลอย่างน้อย 8 รายการต่อสินทรัพย์ 1 ชิ้น ได้แก่ ข้อมูลเพิ่มเติมที่แนะนำให้บันทึกด้วย เช่น เลขที่ใบแจ้งหนี้ ชื่อผู้ขาย สภาพปัจจุบัน และวันที่จำหน่ายออก (ถ้ามี) ประเภทของสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets) มีอะไรบ้าง? สินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets) คือทรัพย์สินที่กิจการซื้อมาใช้งานระยะยาวเกิน 1 ปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่ม ตัวอย่าง อัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุด (ทางภาษี) ที่ดิน ที่ดินเปล่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่มี (ที่ดินไม่คิดค่าเสื่อม) อาคารและสิ่งปลูกสร้าง สำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า 5% ต่อปี (อายุ 20 ปี) เครื่องจักรและอุปกรณ์ เครื่องจักรผลิต เครื่องพิมพ์ 20% ต่อปี (อายุ 5 ปี) ยานพาหนะ รถยนต์ รถกระบะ 20% ต่อปี (อายุ 5 ปี) เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวาง 20% ต่อปี (อายุ 5 ปี) คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ IT คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ 33% ต่อปี (อายุ 3 ปี) (อัตราค่าเสื่อมราคาทางภาษี อ้างอิงจาก พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 145) วิธีจัดทำทะเบียนทรัพย์สินบริษัท ต้องทำอย่างไร? การจัดทำทะเบียนทรัพย์สินมี 6 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ก็ใช้แนวทางเดียวกัน 1. กำหนดนโยบายสินทรัพย์ถาวร เริ่มต้นด้วยการกำหนดว่าทรัพย์สินมูลค่าเท่าไรถึงจะบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวร เช่น “มูลค่าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป และมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี” ของที่ต่ำกว่านี้ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้นทันที นโยบายนี้ต้องใช้สม่ำเสมอทั้งบริษัท ถ้าเปลี่ยนเกณฑ์ ต้องเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน 2. รวบรวมและจำแนกทรัพย์สิน สำรวจทรัพย์สินทั้งหมดที่บริษัทมี แล้วจัดกลุ่มตามประเภท เช่น อาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ คอมพิวเตอร์ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาที่สุดถ้าไม่เคยทำมาก่อน แนะนำให้แต่ละแผนกช่วยรายงานทรัพย์สินที่ตัวเองใช้อยู่ 3. กำหนดรหัสทรัพย์สิน ทรัพย์สินทุกชิ้นต้องมีรหัสเฉพาะตัว เพื่อป้องกันความสับสนเวลาตรวจนับ ตัวอย่างรูปแบบรหัส: CP-2569-001 หมายถึง คอมพิวเตอร์ (CP) ซื้อปี 2569 ลำดับที่ 001 หมวด รหัสย่อ อาคาร BLD เครื่องจักร MC ยานพาหนะ VH คอมพิวเตอร์ CP เฟอร์นิเจอร์ FN ติดรหัสนี้เป็นสติกเกอร์บนตัวทรัพย์สินจริง เวลาตรวจนับจะจับคู่กับทะเบียนได้ทันที 4. บันทึกข้อมูลลงทะเบียน นำข้อมูลทั้งหมดมากรอกลงตารางทะเบียน ไม่ว่าจะใช้ Excel หรือโปรแกรมบัญชี ข้อมูลต้องครบตาม 8 รายการที่กล่าวไว้ข้างต้น 5. คำนวณค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคา คือการทยอยหักมูลค่าทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน วิธีที่ SME ใช้บ่อยที่สุดคือ วิธีเส้นตรง (Straight-Line Method) ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท ประมาณอายุใช้งาน 3 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุน — 30,000 บาท มูลค่าซาก (ประมาณ) — 0 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี (30,000 – 0) ÷ 3 ปี 10,000 บาท/ปี ค่าเสื่อมราคาต่อเดือน = 10,000 ÷ 12 = ประมาณ 833 บาท ตัวเลขนี้จะถูกบันทึกเข้าทะเบียนทรัพย์สินทุกเดือน 6. ตรวจนับและอัปเดตทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง (แนะนำช่วงก่อนปิดงบ) ให้ตรวจนับทรัพย์สินจริงเทียบกับทะเบียน ถ้าพบว่าทรัพย์สินชำรุด สูญหาย หรือจำหน่ายออกแล้ว ต้องอัปเดตทะเบียนให้ตรงกับความเป็นจริง ตัวอย่างทะเบียนทรัพย์สินบริษัท หน้าตาเป็นอย่างไร? เอกสารนี้ไม่มีแบบฟอร์มตายตัวที่กฎหมายกำหนด แต่ต้องมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอสำหรับการตรวจสอบ ตัวอย่างด้านล่างเป็นรูปแบบที่ SME ทั่วไปนิยมใช้ ตัวอย่างตารางทะเบียนทรัพย์สินแบบเต็ม รหัส ชื่อทรัพย์สิน วันที่ได้มา ราคาทุน (บาท) อายุใช้งาน ค่าเสื่อมฯ/ปี (บาท) ค่าเสื่อมฯ สะสม (บาท) มูลค่าตามบัญชี (บาท) สถานที่ สภาพ BLD-2567-001 อาคารสำนักงาน 1 ม.ค. 2567 5,000,000 20 ปี 250,000 625,000 4,375,000 สาขาใหญ่ ดี CP-2568-001 คอมพิวเตอร์ Dell 15 มี.ค. 2568 25,000 3 ปี 8,333 12,500 12,500 ฝ่ายบัญชี ดี VH-2569-001 รถกระบะ Toyota 1 พ.ค. 2569 750,000 5 ปี 150,000 37,500 712,500 ฝ่ายขนส่ง ใหม่ FN-2568-005 โต๊ะทำงาน 10 ตัว 20 มิ.ย. 2568 50,000 5 ปี 10,000 12,500 37,500 สำนักงาน ดี (ตัวอย่างนี้เป็นข้อมูลสมมุติเพื่อการศึกษา) จัดการทะเบียนทรัพย์สินด้วย Excel ดีพอไหม? เทียบกับระบบอัตโนมัติ Excel เหมาะกับกิจการที่มีทรัพย์สินไม่เกิน 20-30 รายการ แต่เมื่อธุรกิจเติบโต ข้อจำกัดของ Excel จะเริ่มเป็นปัญหา ข้อจำกัดของ Excel ที่ SME ต้องรู้ ระบบทะเบียนทรัพย์สินอัตโนมัติช่วยอะไรได้บ้าง? โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account มีระบบจัดการสินทรัพย์ถาวรในตัว ช่วยให้บันทึกทรัพย์สิน คำนวณค่าเสื่อมราคา และลงบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องคีย์ซ้ำ หัวข้อ Excel ระบบอัตโนมัติ (PEAK) คำนวณค่าเสื่อมราคา ต้องใส่สูตรเอง คำนวณอัตโนมัติทุกเดือน เชื่อมบัญชี คีย์ข้อมูลซ้ำ ลงบัญชีอัตโนมัติ ตรวจนับ ตรวจเทียบมือ Checklist ดิจิทัล แก้ไขพร้อมกัน ลำบาก หลายคนใช้พร้อมกันบน Cloud ความถูกต้อง ผิดพลาดง่ายถ้าลบสูตร ข้อมูลล็อก แก้ไขมี log สำหรับ SME ที่มีทรัพย์สินเกิน 30 รายการ หรือมีหลายสาขา ระบบอัตโนมัติจะช่วยประหยัดเวลาและลดข้อผิดพลาดได้มาก สรุป: ทะเบียนทรัพย์สิน ทำวันนี้ ธุรกิจมั่นคงขึ้น เอกสารนี้ไม่ใช่แค่งานบัญชี แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าของกิจการรู้สถานะทรัพย์สินจริง สิ่งที่ต้องทำ จัดการทะเบียนทรัพย์สินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกทรัพย์สิน คำนวณค่าเสื่อมราคา และลงบัญชีอัตโนมัติในที่เดียว ไม่ต้องพึ่ง Excel หลายไฟล์อีกต่อไป ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มจัดการทะเบียนทรัพย์สินอย่างมืออาชีพ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทะเบียนทรัพย์สิน ทะเบียนทรัพย์สินต้องอัปเดตบ่อยแค่ไหน? ควรอัปเดตทุกครั้งที่มีการซื้อ จำหน่าย หรือโอนย้ายทรัพย์สิน และตรวจนับเทียบกับของจริงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งก่อนปิดงบ หากธุรกิจมีทรัพย์สินเยอะหรือมีหลายสาขา แนะนำตรวจนับทุกครึ่งปีเพื่อให้ข้อมูลตรงกับความเป็นจริงอยู่เสมอ การขึ้นทะเบียนทรัพย์สินคืออะไร? คือการนำทรัพย์สินที่กิจการซื้อมาใหม่ไปบันทึกเข้าระบบทะเบียน โดยกรอกข้อมูลครบทุกช่อง ตั้งแต่รหัส ราคาทุน วันที่ซื้อ จนถึงอัตราค่าเสื่อมราคา ควรทำทันทีที่ได้รับทรัพย์สิน ไม่ใช่รอทำทีเดียวตอนสิ้นปี ใช้แบบฟอร์มทะเบียนคุมทรัพย์สินของราชการกับบริษัทเอกชนได้ไหม? ใช้ได้แต่ไม่แนะนำ เพราะแบบฟอร์มราชการมีคอลัมน์เฉพาะทาง เช่น รหัสครุภัณฑ์ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง ซึ่งบริษัทเอกชนไม่จำเป็นต้องใช้ แนะนำให้ออกแบบตารางเองตามที่บทความนี้แนะนำ หรือใช้ Template จากโปรแกรมบัญชีที่ออกแบบมาสำหรับ SME โดยเฉพาะ ทะเบียนทรัพย์สิน ต้องจัดทำทุกบริษัทไหม? ทุกนิติบุคคล (บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน) ที่มีสินทรัพย์ถาวร ควรจัดทำเอกสารนี้ เพราะต้องแสดงรายการสินทรัพย์ในงบการเงินประจำปีอยู่แล้ว ทะเบียนฯ เป็นหลักฐานสนับสนุนที่ช่วยให้ตัวเลขในงบถูกต้องและพร้อมสำหรับการตรวจสอบ ไม่ทำทะเบียนทรัพย์สินมีความผิดไหม? ไม่มีกฎหมายลงโทษโดยตรงสำหรับการ “ไม่มีทะเบียนทรัพย์สิน” แต่ผลกระทบจะเกิดทางอ้อม หากตัวเลขสินทรัพย์ในงบการเงินไม่ถูกต้อง ผู้สอบบัญชีอาจแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข นอกจากนี้ถ้าสรรพากรตรวจพบว่าค่าเสื่อมราคาที่หักทางภาษีไม่มีหลักฐานสนับสนุน อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ลูกหนี้ คืออะไร สรุปทุกประเภท และวิธีบันทึกบัญชี

ลูกหนี้คือบุคคลหรือกิจการที่ค้างจ่ายเงินให้เรา เช่น ค่าสินค้าหรือค่าบริการที่ส่งมอบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ SME เจอบ่อยที่สุด เพราะกระทบกระแสเงินสดโดยตรง หลายกิจการต้องไปกู้เงินมาหมุนทั้งที่ยอดขายดีอยู่แล้ว บทความนี้รวมทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้เกี่ยวกับการจัดการลูกหนี้ ตั้งแต่ประเภทลูกหนี้ วิธีติดตามทวงหนี้ สิทธิ์ตามกฎหมาย วิธีจัดการหนี้ที่เก็บไม่ได้ พร้อมตัวอย่างบันทึกบัญชี ลูกหนี้การค้า คืออะไร แตกต่างจากลูกหนี้ประเภทอื่นอย่างไร ลูกหนี้การค้าคือยอดเงินที่ลูกค้าค้างจ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการตามปกติของธุรกิจ สมมุติว่าคุณเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง ส่งของให้ผู้รับเหมาแล้วให้เครดิต 30 วัน ยอดที่ยังไม่ได้รับก็จัดเป็นลูกหนี้การค้า ส่วนลูกหนี้ประเภทอื่นกว้างกว่า ครอบคลุมทุกกรณีที่มีคนค้างเงินเรา เช่น เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ เงินมัดจำค่าเช่า หรือเงินทดรองจ่าย ในงบแสดงฐานะการเงินจะแยกแสดงเป็นคนละรายการ เพื่อให้ผู้อ่านงบเห็นชัดว่าเงินจมอยู่ตรงไหน ตัวอย่างบันทึกบัญชีลูกหนี้การค้า สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ 50,000 บาท ยังไม่ได้รับเงิน บันทึกบัญชีดังนี้ วันที่ขายสินค้า (ยังไม่ได้รับเงิน) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 50,000 — รายได้จากการขาย — 50,000 วันที่ลูกค้าจ่ายเงิน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/เงินฝากธนาคาร 50,000 — ลูกหนี้การค้า — 50,000 ระบบบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK บันทึกรายการเหล่านี้ให้อัตโนมัติเมื่อออกใบแจ้งหนี้ ไม่ต้องลงมือบันทึกเอง ลูกหนี้มีกี่ประเภท แบ่งอย่างไรในทางบัญชี ในทางบัญชี แบ่งตามระยะเวลาที่คาดว่าจะเก็บเงินได้ ประเภท ระยะเวลา ตัวอย่าง ระยะสั้น ไม่เกิน 12 เดือน ลูกหนี้การค้า เงินยืมพนักงาน ภาษีซื้อที่ขอคืน ระยะยาว เกิน 12 เดือน เงินให้กู้ยืมระยะยาว สัญญาเช่าซื้อ ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่มียอดค้างรับระยะสั้นเป็นหลัก โดยเฉพาะจากการให้เครดิต 30-90 วัน นอกจากนี้ยังมีลูกหนี้อื่นที่ SME มักมี เช่น เงินยืมพนักงาน เงินประกันค่าเช่า และภาษีซื้อที่รอขอคืนจากกรมสรรพากร ถ้าให้เครดิตนานเกินไปโดยไม่จำเป็น กิจการจะมีเงินจมมากเกินไป เช่น ให้เครดิต 90 วันทั้งที่ 30 วันก็พอ กฎง่ายคือให้เครดิตสั้นที่สุดเท่าที่ลูกค้ายอมรับได้ ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ต้องทำอย่างไร เมื่อลูกค้าไม่จ่ายเงินตามกำหนด อย่าปล่อยผ่าน ยิ่งทิ้งนานยิ่งเก็บเงินได้ยาก จากประสบการณ์สำนักงานบัญชีที่ดูแล SME หลายร้อยราย หนี้ที่ค้างเกิน 90 วันโอกาสเก็บได้เต็มจำนวนลดลงชัดเจน ลูกค้าอาจมีปัญหาการเงินหนักขึ้น หรือเลิกกิจการไปแล้ว 5 ขั้นตอนติดตามทวงหนี้สำหรับ SME ตัวอย่างจดหมายทวงหนี้ที่ถูกต้อง จดหมายทวงหนี้ที่ดีควรมีรายละเอียดครบถ้วน ที่สำคัญต้องใช้ภาษาสุภาพ ไม่ข่มขู่หรือคุกคาม เพราะกฎหมายทวงหนี้กำหนดบทลงโทษไว้ชัดเจน ทวงหนี้อย่างไรให้ถูกกฎหมาย สิ่งที่เจ้าหนี้ SME ต้องรู้ กฎหมายทวงถามหนี้ หรือ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดขอบเขตที่เจ้าหนี้ปฏิบัติได้ไว้ชัดเจน เจ้าของกิจการหลายคนไม่รู้ว่ากฎหมายนี้ใช้กับการทวงหนี้ทุกประเภท ไม่ใช่แค่สถาบันการเงิน ถ้าคุณขายสินค้าแล้วไปทวงเงินจากลูกค้าเอง ก็อยู่ในขอบเขตกฎหมายนี้ด้วย ติดต่อลูกค้าได้ในเวลาที่เหมาะสม คือวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 08.00-20.00 น. ส่วนวันหยุดราชการ เวลา 08.00-18.00 น. ทุกครั้งที่ติดต่อ ต้องแจ้งชื่อเจ้าหนี้และจำนวนหนี้ให้ชัดเจน สิ่งที่ห้ามทำมีหลายข้อ ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 41 พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558) เมื่อไรควรฟ้องร้อง เงื่อนไขและค่าใช้จ่าย การฟ้องร้องเหมาะเมื่อลูกค้าไม่ยอมตอบรับการเจรจา และยอดหนี้คุ้มกับค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย หนี้ไม่เกิน 300,000 บาท สามารถฟ้องต่อศาลแขวงได้โดยไม่ต้องมีทนาย ค่าธรรมเนียมศาลประมาณ 2% ของทุนทรัพย์ที่ฟ้อง ต้องระวังเรื่องอายุความ หนี้จากการค้าทั่วไปมีอายุความ 2 ปี นับจากวันครบกำหนดชำระ (ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 193/34) ปล่อยนานเกินอาจหมดสิทธิ์ฟ้อง หนี้สงสัยจะสูญ กับ หนี้สูญ ต่างกันอย่างไร สองคำนี้มักทำให้สับสน แต่ความหมายทางบัญชีต่างกันชัดเจน ถ้าเข้าใจความแตกต่างจะช่วยวางแผนภาษีและจัดการงบการเงินได้ถูกต้องมากขึ้น รายการ หนี้สงสัยจะสูญ หนี้สูญ ความหมาย คาดว่าเก็บเงินไม่ได้ทั้งหมด แน่ใจแล้วว่าเก็บเงินไม่ได้ ทางบัญชี ตั้งค่าเผื่อไว้ (ยังไม่ตัดออก) ตัดออกจากบัญชี ผลต่อกำไร ลดกำไรเป็นค่าใช้จ่าย ลดกำไรเช่นกัน กลับรายการ ได้ ถ้าเก็บเงินได้ภายหลัง ได้ ถ้ามาจ่ายทีหลัง การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญช่วยให้งบการเงินสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ต้องรอจนเก็บไม่ได้แน่ชัดแล้วค่อยบันทึก ตัวอย่างเช่น ถ้ามียอดค้างรับ 500,000 บาทที่ค้างเกิน 180 วัน ตั้งเผื่อ 50% คือ 250,000 บาท บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทยอยลดกำไร แทนที่จะตัดทีเดียว 500,000 บาทตอนเก็บไม่ได้จริง เงื่อนไขตัดหนี้สูญทางภาษี กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขตัดหนี้สูญเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีไว้ใน พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 186 ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ค้าง จำนวนหนี้ เงื่อนไขที่ต้องทำ ไม่เกิน 200,000 บาท ทวงถามเป็นหนังสือไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง และค้างเกิน 12 เดือน 200,001-2,000,000 บาท ฟ้องร้องแล้ว และศาลมีคำสั่ง หรือพิสูจน์ว่าไม่มีทรัพย์สินจะชำระ เกิน 2,000,000 บาท ฟ้องจนศาลพิพากษาแล้ว (ข้อมูลจาก พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 186) ลดปัญหาเก็บเงินไม่ได้ ด้วยระบบติดตามอัตโนมัติ การบริหารยอดค้างรับด้วยมือทำให้ตกหล่นง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีลูกค้าหลายรายและเงื่อนไขเครดิตต่างกัน เครื่องมือที่ช่วยได้คือ Aging Report หรือรายงานอายุหนี้ รายงานนี้แบ่งยอดค้างรับตามระยะเวลาที่เกินกำหนด ช่วยให้เห็นทันทีว่ารายไหนต้องเร่งติดตาม ถ้าทำ Aging Report ทุกสิ้นเดือน จะเห็นแนวโน้มชัดว่ายอดค้างรับเพิ่มขึ้นหรือลดลง และเดือนไหนเริ่มมีปัญหา ระยะเวลาที่เกินกำหนด ระดับความเสี่ยง สิ่งที่ควรทำ ยังไม่ถึงกำหนด ต่ำ ออกใบแจ้งหนี้และเตรียมเอกสารให้พร้อม ค้าง 1-30 วัน ปานกลาง โทรหรืออีเมลแจ้งเตือนทันที ค้าง 31-60 วัน สูง ส่งจดหมายทวงหนี้เป็นทางการ ค้าง 61-90 วัน สูงมาก เจรจาแผนผ่อนชำระ เกิน 90 วัน วิกฤต พิจารณาใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง นอกจากติดตามหนี้ที่ค้างแล้ว การป้องกันตั้งแต่แรกช่วยลดปัญหาได้มาก เพราะการทวงหนี้ใช้ทั้งเวลาและทรัพยากร ป้องกันง่ายกว่าแก้ทีหลัง สรุป: จัดการบัญชีลูกหนี้อย่างเป็นระบบ ธุรกิจก็เดินหน้าได้มั่นคง จัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบแจ้งหนี้และติดตามยอดค้างรับอัตโนมัติ พร้อมสร้าง Aging Report แบบ real-time ตั้งแต่ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ จนถึงบันทึกรับชำระ ระบบเชื่อมต่อกันทั้งหมด ช่วยให้เห็นว่าลูกค้ารายไหนค้างจ่ายนานเท่าไร ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วดูว่าระบบบัญชีอัตโนมัติช่วยลดปัญหาเก็บเงินไม่ได้ให้ธุรกิจคุณอย่างไร คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับลูกหนี้ ลูกค้าค้างจ่ายนานเท่าไรถึงจะหมดสิทธิ์ฟ้อง? หนี้จากการค้าทั่วไป (ค่าสินค้า ค่าบริการ) มีอายุความ 2 ปี นับจากวันครบกำหนดชำระ ส่วนหนี้ตามสัญญากู้ยืมมีอายุความ 10 ปี ถ้าจะฟ้องต้องรีบดำเนินการก่อนหมดอายุความ ไม่อย่างนั้นจะเสียสิทธิ์เรียกร้อง ลูกหนี้ไม่คืนเงิน แจ้งความได้หรือไม่? การค้างจ่ายหนี้เป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา จึงแจ้งความจับไม่ได้ แจ้งความได้เฉพาะกรณีฉ้อโกง เช่น สั่งสินค้าจำนวนมากโดยไม่มีเจตนาจ่ายตั้งแต่แรก หรือออกเช็คคืนโดยรู้ว่าไม่มีเงินในบัญชี กรณีค้างจ่ายทั่วไปต้องฟ้องศาลแพ่ง หนี้สูญตัดเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เลยไหม? ไม่ได้ทันที ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดก่อน รายละเอียดขึ้นอยู่กับจำนวนเงิน ตั้งแต่ทวงถามเป็นหนังสือจนถึงฟ้องร้อง ดูเงื่อนไขครบถ้วนในหัวข้อหนี้สูญด้านบน ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คำนวณอย่างไร? วิธีที่ SME ใช้บ่อยคือคำนวณตามอายุหนี้ที่ค้าง อายุหนี้ค้าง อัตราตั้งเผื่อ (ตัวอย่าง) 1-90 วัน 5% 91-180 วัน 25% 181-360 วัน 50% เกิน 360 วัน 100% อัตราเหล่านี้กิจการกำหนดเองได้ตามนโยบายบัญชี (ตามมาตรฐาน NPAEs สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) ขอให้ใช้อัตราเดิมสม่ำเสมอทุกงวดบัญชี ถ้าจะเปลี่ยนต้องเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

งบกำไรขาดทุน คืออะไร องค์ประกอบ และวิธีอ่านฉบับเจ้าของธุรกิจ

ทุกสิ้นปีเจ้าของธุรกิจต้องดูงบการเงินหลายใบ แต่ใบที่ตอบคำถามว่า “ปีนี้กำไรหรือขาดทุน” ได้ตรงที่สุด ก็คืองบกำไรขาดทุนนี่เอง บทความนี้อธิบายองค์ประกอบทั้ง 5 ส่วน พร้อมตัวอย่างตัวเลข SME สูตรคำนวณ และวิธีอ่านที่เจ้าของกิจการนำไปใช้ได้ทันที งบกำไรขาดทุน คืออะไร งบกำไรขาดทุน คือ รายงานทางการเงินที่สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี ผลลัพธ์สุดท้ายของงบนี้จะบอกว่ากิจการมีกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิเท่าไร กิจการที่ใช้มาตรฐานบัญชี NPAEs ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับ SME ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น ก็เรียกว่า “งบกำไรขาดทุน” เช่นกัน มาตรฐานฉบับปรับปรุง 2565 ใช้ชื่อนี้แทน “งบรายได้และค่าใช้จ่าย” ที่เคยใช้ก่อนหน้า งบนี้เป็น 1 ใน 5 งบการเงินที่นิติบุคคลทุกรายต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี อ่านเพิ่มเกี่ยวกับงบการเงินทั้ง 5 ประเภทได้ที่บทความงบการเงินของ PEAK งบกำไรขาดทุน มีอะไรบ้าง — 5 องค์ประกอบที่ต้องรู้ งบกำไรขาดทุนประกอบด้วย 5 ส่วนหลักเรียงจากบนลงล่าง แต่ละส่วนทำหน้าที่ต่างกัน รายได้จากการขายหรือบริการ (Revenue) รายได้หลักของกิจการ เช่น ยอดขายสินค้าหรือค่าบริการที่เรียกเก็บจากลูกค้า ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจสร้างเงินจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไรก่อนหักต้นทุนใดๆ ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการผลิตหรือซื้อสินค้ามาขาย เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงานในสายการผลิต หรือต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาขายต่อ เมื่อเอารายได้มาหักต้นทุนขาย จะได้ “กำไรขั้นต้น” ซึ่งบอกว่าสินค้ามี margin เหลือเท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวสินค้าโดยตรง แต่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างเช่น รายได้อื่นและค่าใช้จ่ายอื่น ส่วนนี้เป็นรายการที่ไม่ได้เกิดจากธุรกิจหลัก เช่น ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากธนาคาร กำไรจากการขายรถยนต์บริษัทที่ไม่ใช้แล้ว หรือดอกเบี้ยจ่ายจากเงินกู้ SME มักมองข้ามส่วนนี้ แต่ถ้ามีมูลค่าสูงอาจกระทบกำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ภาษีเงินได้นิติบุคคล บรรทัดสุดท้ายก่อนถึงกำไรสุทธิ คือภาษีเงินได้นิติบุคคลที่กิจการต้องจ่ายจากกำไรก่อนภาษี สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษตามตารางนี้ กำไรสุทธิ (บาท/ปี) อัตราภาษี ไม่เกิน 300,000 ยกเว้น 300,001 – 3,000,000 15% เกิน 3,000,000 20% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) กิจการทั่วไปที่ไม่เข้าเงื่อนไข SME ต้องเสียภาษีอัตราคงที่ 20% จากกำไรสุทธิทั้งก้อน สูตรคำนวณงบกำไรขาดทุน หัวใจของงบนี้ คือการไล่หักค่าใช้จ่ายทีละชั้นจนเหลือกำไรสุทธิ สรุปเป็นสูตรได้ดังนี้ กำไรขั้นต้น = รายได้จากการขาย − ต้นทุนขาย กำไรจากการดำเนินงาน = กำไรขั้นต้น − ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร กำไรก่อนภาษี = กำไรจากการดำเนินงาน + รายได้อื่น − ค่าใช้จ่ายอื่น กำไรสุทธิ = กำไรก่อนภาษี − ภาษีเงินได้นิติบุคคล สูตรนี้ใช้ได้กับงบกำไรขาดทุนแบบหลายขั้น (Multi-Step) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ SME ส่วนใหญ่ใช้ ส่วนแบบขั้นเดียวจะรวมรายได้ทั้งหมดหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดในขั้นตอนเดียว ดูตัวอย่างเปรียบเทียบทั้ง 2 แบบได้ในหัวข้อถัดไป ตัวอย่างงบกำไรขาดทุน — แบบขั้นเดียวและหลายขั้น ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้ตัวเลขของบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซึ่งเป็นธุรกิจซื้อมาขายไปขนาดเล็ก รอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2568 ตัวอย่างงบกำไรขาดทุนแบบขั้นเดียว (Single-Step) แบบขั้นเดียวนำรายได้ทุกประเภทมารวมกัน แล้วหักค่าใช้จ่ายทุกประเภทในครั้งเดียว เหมาะกับกิจการขนาดเล็กที่โครงสร้างรายได้ไม่ซับซ้อน รายการ จำนวน (บาท) รายได้ รายได้จากการขาย 5,000,000 รายได้อื่น (ดอกเบี้ยรับ) 20,000 รวมรายได้ 5,020,000 ค่าใช้จ่าย ต้นทุนขาย 3,000,000 เงินเดือนและสวัสดิการ 800,000 ค่าเช่าและสาธารณูปโภค 300,000 ค่าโฆษณา 150,000 ค่าเสื่อมราคา 50,000 ดอกเบี้ยจ่าย 30,000 รวมค่าใช้จ่าย 4,330,000 กำไรก่อนภาษี 690,000 ภาษีเงินได้ (SME) 58,500 กำไรสุทธิ 631,500 ภาษี SME คำนวณจากกำไรก่อนภาษี 690,000 บาท กำไร 300,000 แรก = ยกเว้น กำไรส่วนที่เกิน = (690,000 − 300,000) × 15% = 390,000 × 15% = 58,500 บาท ตัวอย่างงบกำไรขาดทุนแบบหลายขั้น (Multi-Step) แบบหลายขั้นแยกกำไรเป็นชั้นๆ ทำให้เห็นว่าสินค้ามี margin เท่าไร (กำไรขั้นต้น) และการบริหารกินกำไรไปเท่าไร เป็นรูปแบบที่นิยมใช้มากกว่า รายการ จำนวน (บาท) รายได้จากการขาย 5,000,000 หัก ต้นทุนขาย (3,000,000) กำไรขั้นต้น 2,000,000 หัก ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เงินเดือนและสวัสดิการ (800,000) ค่าเช่าและสาธารณูปโภค (300,000) ค่าโฆษณา (150,000) ค่าเสื่อมราคา (50,000) กำไรจากการดำเนินงาน 700,000 บวก รายได้อื่น (ดอกเบี้ยรับ) 20,000 หัก ค่าใช้จ่ายอื่น (ดอกเบี้ยจ่าย) (30,000) กำไรก่อนภาษี 690,000 หัก ภาษีเงินได้ (SME) (58,500) กำไรสุทธิ 631,500 ตัวเลขสุดท้ายเท่ากัน แต่แบบหลายขั้นให้ข้อมูลมากกว่า เช่น กำไรขั้นต้น 2 ล้านบาท (Gross Margin 40%) บอกว่าสินค้ามี margin ดี ส่วนกำไรจากการดำเนินงาน 700,000 บาทบอกว่าค่าใช้จ่ายบริหารกิน margin ไปอีก 1.3 ล้านบาท วิธีอ่านงบกำไรขาดทุนสำหรับเจ้าของ SME เจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องเป็นนักบัญชี แค่รู้จักดู 3 จุดสำคัญก็วิเคราะห์ธุรกิจตัวเองได้ ดูแนวโน้มรายได้ก่อน เปรียบเทียบรายได้ปีนี้กับปีก่อน ถ้าเพิ่มขึ้นแสดงว่าธุรกิจโตได้ แต่ถ้าเพิ่มขึ้นน้อยกว่าต้นทุนที่เพิ่ม ก็ยังน่ากังวล ดู Gross Margin (อัตรากำไรขั้นต้น) คำนวณจาก กำไรขั้นต้น ÷ รายได้ × 100 ถ้าตัวเลขนี้ลดลงเรื่อยๆ อาจหมายความว่าต้นทุนสินค้าแพงขึ้น หรือลดราคาขายมากเกินไป จากตัวอย่างข้างต้น Gross Margin = 2,000,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 40% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับธุรกิจค้าปลีก ดู Net Margin (อัตรากำไรสุทธิ) คำนวณจาก กำไรสุทธิ ÷ รายได้ × 100 ตัวเลขนี้บอกว่าจากยอดขาย 100 บาท เหลือเป็นกำไรจริงกี่บาท จากตัวอย่าง Net Margin = 631,500 ÷ 5,000,000 × 100 = 12.6% หมายความว่าขายของ 100 บาท เหลือกำไร 12.60 บาท ถ้าอยากดูวิธีวิเคราะห์งบการเงินแบบละเอียดทั้ง 5 งบ อ่านต่อได้ที่บทความของ PEAK งบกำไรขาดทุน vs งบแสดงฐานะการเงิน ต่างกันอย่างไร เจ้าของ SME หลายคนสับสนระหว่าง 2 งบนี้ สรุปสั้นๆ ดูจากตารางเปรียบเทียบ ประเด็น งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ตอบคำถาม “ปีนี้กำไรหรือขาดทุนเท่าไร” “ตอนนี้บริษัทมีทรัพย์สินและหนี้สินเท่าไร” ช่วงเวลา ระหว่างช่วงเวลา (1 ม.ค. – 31 ธ.ค.) ณ วันใดวันหนึ่ง (31 ธ.ค.) แสดงอะไร รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุน สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือน “สรุปรายรับ-รายจ่ายทั้งปี” เหมือน “ภาพถ่ายสถานะการเงินวันสุดท้าย” ทั้ง 2 งบเชื่อมกัน เพราะกำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะไปเพิ่ม “กำไรสะสม” ในงบแสดงฐานะการเงิน อ่านรายละเอียดงบดุลเพิ่มเติมได้ที่บทความ PEAK สรุป งบกำไรขาดทุนเป็นเครื่องมือวัดผลธุรกิจที่เจ้าของ SME ทุกคนควรอ่านเป็น สิ่งที่ควรทำหลังอ่านบทความนี้จบ ดูงบกำไรขาดทุนแบบเรียลไทม์ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สร้างงบกำไรขาดทุนอัตโนมัติทุกครั้งที่บันทึกรายการ เจ้าของกิจการดูได้ทุกเมื่อว่ากำไรหรือขาดทุน ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับงบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุน ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร เรียกว่า Income Statement หรือ Profit and Loss Statement (P&L) ทั้ง 2 ชื่อใช้แทนกันได้ โดย Income Statement นิยมใช้ในงบการเงินที่เป็นทางการ ส่วน P&L มักใช้ในการสนทนาและรายงานภายในบริษัท งบกำไรขาดทุน ต้องยื่นเมื่อไร นิติบุคคลต้องยื่นงบกำไรขาดทุนพร้อมกับงบการเงินชุดสมบูรณ์ให้ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี เช่น ปิดงบ 31 ธันวาคม ต้องยื่นไม่เกิน 31 พฤษภาคมของปีถัดไป ส่วนการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล (แบบ ภ.ง.ด.50 คือแบบยื่นภาษีนิติบุคคลประจำปี) ต้องยื่นภายใน 150 วันหลังสิ้นรอบบัญชี งบรายได้และค่าใช้จ่าย คืองบกำไรขาดทุนหรือไม่ ใช่ เป็นงบเดียวกัน ต่างแค่ชื่อเรียก โดยหลังมาตรฐาน NPAEs ปรับปรุงปี 2565 ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อ “งบกำไรขาดทุน” ทั้งหมดแล้ว ดังนั้นถ้าเจอชื่อเดิมในเอกสารเก่า ให้เข้าใจว่าเป็นงบตัวเดียวกัน งบกำไรขาดทุน ดูได้จากที่ไหน ถ้าเป็นกิจการของตัวเอง ขอจากนักบัญชีหรือดูจากโปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ ถ้าต้องการดูงบการเงินของบริษัทอื่น เช็คได้ที่ระบบ DBD DataWarehouse ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งรวบรวมงบการเงินของนิติบุคคลทุกรายที่ยื่นแล้ว ส่วนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ดูได้ที่เว็บไซต์ SET ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

14 min

นิติบุคคล คืออะไร มีกี่ประเภท เลือกแบบไหนดีสำหรับ SME

หลายคนเริ่มต้นธุรกิจด้วยคำถามเดียวกันว่า “นิติบุคคลคืออะไร” แล้วต่างจากทำธุรกิจในชื่อตัวเองอย่างไร บทความนี้อธิบายครบทั้งความหมาย ประเภท และข้อดีของการจดทะเบียน พร้อมตัวอย่างคำนวณภาษีจริง ช่วยให้เห็นภาพชัดว่าทำไม SME หลายรายจึงเลือกจดบริษัท นิติบุคคล คืออะไร นิติบุคคล คือ องค์กรที่จดทะเบียนแล้วมีสถานะทางกฎหมายเหมือน “คน” อีกคนหนึ่ง ทำสัญญา เป็นเจ้าของทรัพย์สิน เปิดบัญชีธนาคาร และรับผิดชอบหนี้สินได้ในชื่อขององค์กร โดยไม่ต้องใช้ชื่อเจ้าของ สิ่งที่ต่างจากการทำธุรกิจในชื่อตัวเอง คือ ความรับผิดชอบหนี้สินจำกัดอยู่แค่ในนามบริษัท ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของ นิติบุคคลมีกี่ประเภท ที่ SME ไทยพบบ่อยมี 3 ประเภทหลัก แต่ละแบบมีโครงสร้างและความรับผิดชอบต่างกัน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล คือ การที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันทำธุรกิจ แล้วนำไปจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ข้อควรรู้คือ หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัดจำนวน ถ้าธุรกิจเป็นหนี้ เจ้าหนี้เรียกร้องจากทรัพย์สินส่วนตัวของหุ้นส่วนได้ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) หจก. แตกต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญตรงที่มีหุ้นส่วน 2 แบบ แบบแรกคือ “หุ้นส่วนจำกัดความรับผิด” ที่รับผิดเฉพาะเงินที่ลงทุน แบบที่สองคือ “หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด” ที่ต้องรับผิดทั้งหมด หจก. เป็นรูปแบบที่นิยมในธุรกิจขนาดเล็กเพราะจดทะเบียนง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำกว่าบริษัทจำกัด บริษัทจำกัด (บจ.) บริษัทจำกัด คือ รูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไทย ปัจจุบันใช้ผู้ร่วมก่อการเพียง 2 คนก็จดทะเบียนได้ ตามกฎหมายแพ่งฯ ที่แก้ไขใหม่ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ข้อดีสำคัญคือผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบหนี้สินเฉพาะจำนวนเงินที่ลงหุ้นเท่านั้น ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว เลือกประเภทไหนดี ถ้าเพิ่งเริ่มต้นและมีหุ้นส่วนที่ไว้ใจ หจก. เป็นตัวเลือกที่ดีเพราะจดง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำกว่า เช่น ร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก หรือธุรกิจบริการที่ทำกับเพื่อน ถ้าต้องการความน่าเชื่อถือสูง วางแผนขยายธุรกิจ หรือต้องยื่นกู้ธนาคาร บริษัทจำกัดเหมาะกว่าเพราะผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดและโอนหุ้นเปลี่ยนมือได้ง่าย อ่านรายละเอียดเพิ่มที่เปรียบเทียบบริษัทจำกัดกับห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาต่างกันอย่างไร ทั้งสอง คือ สถานะทางกฎหมายที่ส่งผลต่อภาษี ความรับผิดชอบหนี้สิน และความน่าเชื่อถือของธุรกิจโดยตรง ก่อนตัดสินใจจดทะเบียน ควรเปรียบเทียบให้ชัดว่าแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ หัวข้อ บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ความรับผิดชอบหนี้ ไม่จำกัด ใช้ทรัพย์สินส่วนตัวชำระได้ จำกัดเฉพาะเงินลงทุน (บจ.) อัตราภาษี ขั้นบันได 5% ถึง 35% SME สูงสุด 20% ความน่าเชื่อถือ ขึ้นกับชื่อเสียงส่วนตัว มีหนังสือรับรอง DBD ยื่นกู้ธนาคารง่ายกว่า การทำบัญชี ไม่บังคับ (ยกเว้นจด VAT) ต้องจัดทำงบการเงินทุกปี มีผู้สอบบัญชีรับรอง การเปลี่ยนเจ้าของ โอนยาก ธุรกิจผูกกับตัวบุคคล โอนหุ้นได้ ธุรกิจดำเนินต่อแม้เปลี่ยนผู้ถือหุ้น ทำไมต้องจดทะเบียนนิติบุคคล ข้อดีที่ผู้ประกอบการต้องรู้ การจดทะเบียน คือ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ข้อดีหลักมี 3 เรื่อง ตัวอย่างเปรียบเทียบภาษี: นิติบุคคล vs บุคคลธรรมดา สมมุติเจ้าของร้านค้าออนไลน์มีกำไรสุทธิเท่ากัน เปรียบเทียบภาษีที่ต้องจ่ายดังนี้ กำไรสุทธิ (บาท/ปี) ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล SME ประหยัดได้ 1,000,000 ~103,000 105,000 ใกล้เคียงกัน 2,000,000 ~365,000 255,000 110,000 บาท 5,000,000 ~1,265,000 805,000 460,000 บาท ยิ่งกำไรสูง ช่องว่างยิ่งห่าง เพราะบุคคลธรรมดาเสียภาษีขั้นบันไดสูงสุด 35% ขณะที่ฝั่งจดทะเบียนสูงสุดแค่ 20% โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกิน 1 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป การจดเป็นบริษัทจำกัดจะเริ่มประหยัดภาษีได้ชัดเจน (ข้อมูลอัตราภาษีอ้างอิงจากกรมสรรพากร สำหรับ SME ที่ทุนชำระไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) ขั้นตอนจดทะเบียนนิติบุคคล ฉบับเข้าใจง่าย การจดทะเบียนบริษัทจำกัดในปัจจุบันทำได้ผ่านระบบ DBD Biz Regist ทั้งหมด ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานพาณิชย์ มีขั้นตอนหลัก 5 ข้อ 1. จองชื่อบริษัท ผ่านระบบออนไลน์ของ DBD ชื่อที่จองไว้มีอายุ 30 วัน ควรเตรียมชื่อสำรองไว้ 2-3 ชื่อเผื่อชื่อแรกซ้ำ 2. กรอกข้อมูลจัดตั้งบริษัท ได้แก่ เป้าหมายธุรกิจ ทุนจดทะเบียน รายชื่อผู้ถือหุ้น และกรรมการ 3. ลงนามอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เกี่ยวข้องลงนามผ่านแอป ThaID 4. ชำระค่าธรรมเนียม อัตราออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 5,500 บาท สำหรับค่าจดทะเบียนจัดตั้ง 5,000 บาท และค่าหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท 5. รอนายทะเบียนอนุมัติ ใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 5 วันทำการ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนจดทะเบียน ได้แก่ ชื่อบริษัทที่ต้องการ ทุนจดทะเบียน (แนะนำเริ่มที่ 1 ล้านบาท สำหรับ SME ทั่วไป) รายชื่อผู้ถือหุ้นพร้อมสำเนาบัตรประชาชน ที่อยู่สำนักงานใหญ่ และข้อมูลผู้สอบบัญชี เลขทะเบียนนิติบุคคลคืออะไร ดูได้จากที่ไหน เลขทะเบียน คือ เลข 13 หลักที่ DBD ออกให้เมื่อจดทะเบียนสำเร็จ เลขนี้ใช้เป็นทั้งเลขทะเบียนบริษัทและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีในตัวเดียวกัน ไม่ต้องขอแยก เลขนี้ต้องใช้ในหลายเรื่อง เช่น เปิดบัญชีธนาคาร ออกใบกำกับภาษี ยื่นแบบภาษีกับกรมสรรพากร และทำสัญญากับคู่ค้า วิธีดูเลขทะเบียนทำได้ 2 ช่องทาง ช่องทางที่ 1 ดูจาก “หนังสือรับรองการจดทะเบียน” ที่ได้จาก DBD เลข 13 หลักจะอยู่ด้านบนของเอกสาร ช่องทางที่ 2 ค้นหาจากเว็บไซต์ DBD Datawarehouse พิมพ์ชื่อบริษัทก็จะเจอเลขทะเบียนพร้อมข้อมูลอื่นๆ สรุป: นิติบุคคลคือจุดเริ่มต้นธุรกิจที่มั่นคง นิติบุคคลคือองค์กรที่กฎหมายรับรองให้มีสิทธิและหน้าที่แยกจากเจ้าของ การจดทะเบียนช่วยให้ธุรกิจน่าเชื่อถือมากขึ้น แยกหนี้สินส่วนตัวออกจากธุรกิจ และประหยัดภาษีได้เมื่อกำไรถึงจุดที่คุ้มค่า ขั้นตอนจดทะเบียนผ่านระบบ DBD Biz Regist ทำได้สะดวกโดยไม่ต้องเดินทาง ค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 5,500 บาท ใช้เวลาไม่เกิน 5 วันทำการ จัดการบัญชีบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อจดทะเบียนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือจัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME ออกเอกสารทางธุรกิจ บันทึกรายรับรายจ่าย คำนวณภาษี และเตรียมงบการเงินส่งผู้สอบบัญชีได้ในระบบเดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับนิติบุคคล หจก. เป็นนิติบุคคลหรือไม่ หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) มีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่งฯ ตั้งแต่วันที่จดทะเบียนกับ DBD สำเร็จ แต่ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียน จะยังไม่มีสถานะทางกฎหมาย ส่วนห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนก็เช่นกัน ถือเป็นแค่ “คณะบุคคล” ไม่ใช่นิติบุคคล ต้องเสียภาษีในนามบุคคลธรรมดา ไม่ได้สิทธิ์อัตราภาษี SME จดนิติบุคคลคนเดียวได้ไหม ได้ ตั้งแต่กฎหมายแพ่งฯ แก้ไขใหม่ (พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ 7 ก.พ. 2566) บริษัทจำกัดจดทะเบียนด้วยผู้ร่วมก่อการ 2 คนขึ้นไป (จากเดิม 3 คน) ทำให้การจดทะเบียนง่ายขึ้นมาก ส่วนกรณี “คนเดียว” จริงๆ ที่ไม่มีหุ้นส่วนเลย อาจพิจารณาจดทะเบียนพาณิชย์ในนามบุคคลธรรมดาก่อน แล้วค่อยจดบริษัทเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น นิติบุคคลจำเป็นต้องมีผู้สอบบัญชีไหม จำเป็น ทุกรูปแบบต้องจัดทำงบการเงินและให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจรับรองก่อนยื่นต่อ DBD ทุกปี ค่าสอบบัญชีสำหรับ SME ขนาดเล็กเริ่มต้นประมาณ 5,000 ถึง 15,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับจำนวนรายการ นอกจากนี้ยังต้องมี “ผู้ทำบัญชี” ที่ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีดูแลบัญชีให้ด้วย นิติบุคคลต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ภาษีหลักที่ต้องเสียมี 3 ประเภท ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ยื่นปีละ 2 ครั้ง คือครึ่งปีและสิ้นปี, ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นทุกเดือน และภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่ายค่าบริการ ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป นอกจากนี้ยังต้องยื่นงบการเงินต่อ DBD ภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชีด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

17 ก.ค. 2026

PEAK Account

15 min

ผู้ถือหุ้น คือใคร สิทธิ หน้าที่ เอกสารสำคัญที่เจ้าของ SME ต้องรู้

เจ้าของกิจการที่กำลังจดทะเบียนบริษัทหรือบริหารบริษัทอยู่ มักเจอคำถามว่าผู้ถือหุ้นมีบทบาทอะไรบ้าง ต่างจากกรรมการตรงไหน และต้องจัดเตรียมเอกสารอะไร บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่สิทธิ หน้าที่ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงเรื่องภาษีเงินปันผล ผู้ถือหุ้น (Shareholder) คืออะไร ผู้ถือหุ้น คือ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท โดยจำนวนหุ้นที่ถือจะแสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เช่น ถือหุ้น 60% ก็มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท 60% ผู้ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น และมีสิทธิได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร ผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด vs บริษัทมหาชน ทั้งบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนมีเจ้าของหุ้นในสถานะเหมือนกัน แต่เงื่อนไขต่างกันหลายจุด บริษัทจำกัดจำกัดการโอนหุ้นได้ตามข้อบังคับบริษัท ในขณะที่บริษัทมหาชนเปิดขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ นอกจากนี้บริษัทมหาชนต้องมีผู้เริ่มก่อการไม่น้อยกว่า 15 คน ขณะที่บริษัทจำกัดใช้เพียง 2 คนขึ้นไป บริษัทจำกัดต้องมีผู้ถือหุ้นกี่คน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา บริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการ (เจ้าของหุ้น) อย่างน้อย 2 คน ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 3 คน ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) ที่แก้ไขมาตรา 1097 ใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการ SME ที่ต้องการจดทะเบียนบริษัทจำกัดสามารถหาผู้ร่วมลงทุนเพียงคนเดียวก็เพียงพอ ช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทได้ในบทความของ PEAK ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นแต่ละคนต้องถือหุ้นอย่างน้อย 1 หุ้น โดยมูลค่าหุ้นต่ำสุดไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะตั้งมูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริษัท ต่างกันอย่างไร ผู้ถือหุ้นเป็น “เจ้าของ” บริษัท ส่วนกรรมการเป็น “ผู้บริหาร” ที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นให้ดูแลการดำเนินงาน ทั้งสองตำแหน่งมีอำนาจและหน้าที่ต่างกัน ดังนี้ ผู้ถือหุ้น ลงทุนด้วยเงินเพื่อแลกกับหุ้น มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม ได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร และรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ กรรมการบริษัท ได้รับแต่งตั้งจากที่ประชุม มีหน้าที่บริหารกิจการตามนโยบายของบริษัท ลงนามในเอกสารสัญญาแทนบริษัท และรับผิดชอบต่อบริษัทในฐานะผู้บริหาร (Fiduciary Duty) สำหรับ SME ในประเทศไทย ผู้ถือหุ้นกับกรรมการมักเป็นคนเดียวกัน เช่น เจ้าของกิจการถือหุ้น 80% และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติและถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดมีอะไรบ้าง เจ้าของหุ้นในบริษัทจำกัดมีสิทธิตามกฎหมายหลายประการ ไม่ว่าจะถือหุ้นมากหรือน้อยก็ตาม สิทธิหลักที่ควรรู้ ได้แก่ หน้าที่และความรับผิดของผู้ถือหุ้น เจ้าของหุ้นในบริษัทจำกัดมี “ความรับผิดจำกัด” หมายความว่ารับผิดชอบหนี้สินของบริษัทเพียงไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว หน้าที่สำคัญที่ต้องปฏิบัติมีดังนี้ ตัวอย่างการคำนวณความรับผิดจำกัด นายสมชาย ถือหุ้นในบริษัท ตัวอย่าง จำกัด (ชื่อสมมุติ) จำนวน 500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็น 50,000 บาท แต่ชำระค่าหุ้นไปแล้ว 25,000 บาท ค่าหุ้นทั้งหมด = 500 × 100 = 50,000 บาท ชำระแล้ว = 25,000 บาท ยังค้างชำระ = 50,000 – 25,000 = 25,000 บาท หากบริษัทมีหนี้สินและถูกเรียกร้อง นายสมชายรับผิดเพิ่มเติมได้สูงสุดเพียง 25,000 บาท (ส่วนที่ยังค้างชำระ) เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวนอกเหนือจากนี้จะไม่ถูกกระทบ แต่ถ้านายสมชายชำระค่าหุ้นครบ 50,000 บาทแล้ว จะไม่ต้องรับผิดเพิ่มเติมอีกเลย เอกสารเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่ต้องรู้ เจ้าของกิจการ SME ที่มีบริษัทจำกัดต้องจัดทำและเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับเจ้าของหุ้นหลายรายการ เอกสารสำคัญได้แก่ สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น คือ เอกสารที่บันทึกรายชื่อเจ้าของหุ้นทั้งหมดของบริษัท จำนวนหุ้นที่แต่ละคนถือ และวันที่เข้าเป็นหรือพ้นจากการเป็นเจ้าของหุ้น กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของบริษัท ผู้ที่ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิขอตรวจดูสมุดทะเบียนนี้ได้ในเวลาทำการ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 คือ แบบฟอร์มบัญชีรายชื่อที่ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เอกสารนี้ระบุชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นของเจ้าของหุ้นแต่ละคน บริษัทจำกัดต้องยื่นบอจ.5 เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อ เอกสารนี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นบริษัท ทำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงเจ้าของหุ้น เช่น โอนหุ้นให้บุคคลอื่นหรือรับผู้ลงทุนใหม่ ขั้นตอนหลักมีดังนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อบังคับของบริษัทบางแห่งอาจกำหนดเงื่อนไขพิเศษในการโอนหุ้น เช่น ต้องเสนอขายให้เจ้าของหุ้นเดิมก่อน ควรตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนดำเนินการ ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงิน คืออะไร ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบริษัทที่เป็นของผู้ถือหุ้น คำนวณจาก สินทรัพย์ทั้งหมดลบด้วยหนี้สินทั้งหมด ส่วนนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ส่วนของผู้ถือหุ้น = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม ตัวอย่างเช่น บริษัท ตัวอย่าง จำกัด มีสินทรัพย์รวม 5,000,000 บาท และหนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของผู้ถือหุ้น = 5,000,000 – 2,000,000 = 3,000,000 บาท หมายความว่ามูลค่าที่ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของจริงในบริษัทนี้คือ 3 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นประกอบด้วยหลายรายการ เช่น ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น กำไรสะสม และสำรองตามกฎหมาย เจ้าของกิจการที่อ่านงบการเงินเป็นจะใช้ตัวเลขนี้ประเมินความแข็งแกร่งของบริษัทได้ หากตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแสดงว่าบริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มให้เจ้าของได้อย่างต่อเนื่อง สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินบนเว็บไซต์ PEAK สรุป: ผู้ถือหุ้นบริษัท สิ่งที่ SME ต้องจัดการ จัดการเอกสารผู้ถือหุ้นและงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดทำงบการเงินได้ถูกต้อง ติดตามรายได้-ค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ และเชื่อมต่อข้อมูลกับนักบัญชีได้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า Shareholder หรือ Stockholder ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ ส่วนคำว่า Stakeholder มีความหมายกว้างกว่า หมายถึง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งรวมถึงพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และชุมชนด้วย ไม่ใช่เฉพาะเจ้าของหุ้น ผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีเงินปันผลอย่างไร เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผล บริษัทจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ไว้ก่อนจ่าย เจ้าของหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดามี 2 ทางเลือก คือ ยอมให้หัก 10% แล้วจบ (Final Tax) โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปี อีกทางเลือกหนึ่งคือนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งอาจได้ภาษีคืนหากอัตราภาษีจริงต่ำกว่า 10% ทั้งนี้ หากเลือกยื่นรวม ต้องนำเงินปันผลจากทุกบริษัทมาคำนวณทั้งหมด เลือกเฉพาะบางบริษัทไม่ได้ ผู้ถือหุ้นลาออกได้ไหม ต้องทำอย่างไร กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า “ลาออก” เพราะเจ้าของหุ้นไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท วิธีที่จะยุติการถือหุ้นคือการโอนหุ้นให้บุคคลอื่น โดยทำตราสารโอนหุ้นและบันทึกในสมุดทะเบียนตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อการเปลี่ยนแปลงข้างต้น สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ ข้อบังคับบริษัทอาจมีเงื่อนไขการโอนหุ้น เช่น ต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการก่อน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

17 min

ทะเบียนทรัพย์สิน คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่าง

บริษัทซื้อคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง เครื่องพิมพ์ 3 ตัว รถยนต์อีก 1 คัน แต่พอสิ้นปีกลับตอบไม่ได้ว่าทรัพย์สินทั้งหมดมีกี่ชิ้น อยู่ที่ไหน มูลค่าเหลือเท่าไร ปัญหานี้เกิดจากการไม่มีทะเบียนทรัพย์สินที่เป็นระบบ บทความนี้สรุปครบว่าทะเบียนคุมทรัพย์สินคืออะไร ต้องบันทึกอะไรบ้าง พร้อมขั้นตอนจัดทำ 6 ขั้นตอนที่ทำได้ทันทีและตัวอย่างตารางจริง ทะเบียนทรัพย์สิน (Fixed Asset Register) คืออะไร? ทะเบียนทรัพย์สิน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Fixed Asset Register คือเอกสารที่บันทึกรายละเอียดสินทรัพย์ถาวรทุกชิ้นของกิจการ ครอบคลุมตั้งแต่วันที่ซื้อ ราคาทุน สถานที่เก็บ ไปจนถึงค่าเสื่อมราคาสะสม พูดง่ายๆ คือ “สมุดบันทึกของทุกอย่างที่บริษัทเป็นเจ้าของ” ไม่ว่าจะเป็นอาคาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์ ทุกชิ้นต้องมีชื่ออยู่ในเอกสารนี้ หลายคนอาจเห็นคำว่า “ทะเบียนคุมทรัพย์สิน” หรือ “ทะเบียนสินทรัพย์” ใช้สลับกัน ทั้งสองคำหมายถึงสิ่งเดียวกัน “ทะเบียนคุมทรัพย์สิน” มักใช้ในหน่วยงานราชการ ส่วน “ทะเบียนทรัพย์สิน” ใช้ในภาคเอกชนเป็นหลัก ทำไมกิจการต้องจัดทำทะเบียนทรัพย์สิน? เหตุผลหลักมี 2 ด้าน ข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ TAS 16 เรื่องที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (ออกโดยสภาวิชาชีพบัญชี) ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การรับรู้ การวัดมูลค่า และการคิดค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวร สำหรับ SME ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ใช้มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ซึ่งกำหนดให้บันทึกสินทรัพย์ถาวรด้วยราคาทุน แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน ด้านภาษี กรมสรรพากร กำหนดอัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุดที่หักได้ทางภาษี เช่น อาคารหักได้ไม่เกิน 5% ต่อปี คอมพิวเตอร์หักได้ 3 ปี (ประมาณ 33% ต่อปี) นอกจากนี้ เมื่อซื้อทรัพย์สินที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องเก็บใบกำกับภาษีไว้เป็นหลักฐานด้วย เพราะ VAT ที่จ่ายตอนซื้อทรัพย์สินสามารถนำมาใช้เป็นภาษีซื้อได้ ทะเบียนทรัพย์สิน มีอะไรบ้าง? รายการที่ต้องบันทึกครบถ้วน ทะเบียนทรัพย์สินที่ดีต้องบันทึกข้อมูลอย่างน้อย 8 รายการต่อสินทรัพย์ 1 ชิ้น ได้แก่ ข้อมูลเพิ่มเติมที่แนะนำให้บันทึกด้วย เช่น เลขที่ใบแจ้งหนี้ ชื่อผู้ขาย สภาพปัจจุบัน และวันที่จำหน่ายออก (ถ้ามี) ประเภทของสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets) มีอะไรบ้าง? สินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets) คือทรัพย์สินที่กิจการซื้อมาใช้งานระยะยาวเกิน 1 ปี ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่ม ตัวอย่าง อัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุด (ทางภาษี) ที่ดิน ที่ดินเปล่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ไม่มี (ที่ดินไม่คิดค่าเสื่อม) อาคารและสิ่งปลูกสร้าง สำนักงาน โรงงาน คลังสินค้า 5% ต่อปี (อายุ 20 ปี) เครื่องจักรและอุปกรณ์ เครื่องจักรผลิต เครื่องพิมพ์ 20% ต่อปี (อายุ 5 ปี) ยานพาหนะ รถยนต์ รถกระบะ 20% ต่อปี (อายุ 5 ปี) เครื่องตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวาง 20% ต่อปี (อายุ 5 ปี) คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ IT คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ 33% ต่อปี (อายุ 3 ปี) (อัตราค่าเสื่อมราคาทางภาษี อ้างอิงจาก พ.ร.ฎ.ออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 145) วิธีจัดทำทะเบียนทรัพย์สินบริษัท ต้องทำอย่างไร? การจัดทำทะเบียนทรัพย์สินมี 6 ขั้นตอนหลัก ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กหรือใหญ่ก็ใช้แนวทางเดียวกัน 1. กำหนดนโยบายสินทรัพย์ถาวร เริ่มต้นด้วยการกำหนดว่าทรัพย์สินมูลค่าเท่าไรถึงจะบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวร เช่น “มูลค่าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป และมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี” ของที่ต่ำกว่านี้ให้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้นทันที นโยบายนี้ต้องใช้สม่ำเสมอทั้งบริษัท ถ้าเปลี่ยนเกณฑ์ ต้องเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน 2. รวบรวมและจำแนกทรัพย์สิน สำรวจทรัพย์สินทั้งหมดที่บริษัทมี แล้วจัดกลุ่มตามประเภท เช่น อาคาร เครื่องจักร ยานพาหนะ คอมพิวเตอร์ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาที่สุดถ้าไม่เคยทำมาก่อน แนะนำให้แต่ละแผนกช่วยรายงานทรัพย์สินที่ตัวเองใช้อยู่ 3. กำหนดรหัสทรัพย์สิน ทรัพย์สินทุกชิ้นต้องมีรหัสเฉพาะตัว เพื่อป้องกันความสับสนเวลาตรวจนับ ตัวอย่างรูปแบบรหัส: CP-2569-001 หมายถึง คอมพิวเตอร์ (CP) ซื้อปี 2569 ลำดับที่ 001 หมวด รหัสย่อ อาคาร BLD เครื่องจักร MC ยานพาหนะ VH คอมพิวเตอร์ CP เฟอร์นิเจอร์ FN ติดรหัสนี้เป็นสติกเกอร์บนตัวทรัพย์สินจริง เวลาตรวจนับจะจับคู่กับทะเบียนได้ทันที 4. บันทึกข้อมูลลงทะเบียน นำข้อมูลทั้งหมดมากรอกลงตารางทะเบียน ไม่ว่าจะใช้ Excel หรือโปรแกรมบัญชี ข้อมูลต้องครบตาม 8 รายการที่กล่าวไว้ข้างต้น 5. คำนวณค่าเสื่อมราคา ค่าเสื่อมราคา คือการทยอยหักมูลค่าทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน วิธีที่ SME ใช้บ่อยที่สุดคือ วิธีเส้นตรง (Straight-Line Method) ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 30,000 บาท ประมาณอายุใช้งาน 3 ปี รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน ราคาทุน — 30,000 บาท มูลค่าซาก (ประมาณ) — 0 บาท ค่าเสื่อมราคาต่อปี (30,000 – 0) ÷ 3 ปี 10,000 บาท/ปี ค่าเสื่อมราคาต่อเดือน = 10,000 ÷ 12 = ประมาณ 833 บาท ตัวเลขนี้จะถูกบันทึกเข้าทะเบียนทรัพย์สินทุกเดือน 6. ตรวจนับและอัปเดตทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง (แนะนำช่วงก่อนปิดงบ) ให้ตรวจนับทรัพย์สินจริงเทียบกับทะเบียน ถ้าพบว่าทรัพย์สินชำรุด สูญหาย หรือจำหน่ายออกแล้ว ต้องอัปเดตทะเบียนให้ตรงกับความเป็นจริง ตัวอย่างทะเบียนทรัพย์สินบริษัท หน้าตาเป็นอย่างไร? เอกสารนี้ไม่มีแบบฟอร์มตายตัวที่กฎหมายกำหนด แต่ต้องมีข้อมูลครบถ้วนเพียงพอสำหรับการตรวจสอบ ตัวอย่างด้านล่างเป็นรูปแบบที่ SME ทั่วไปนิยมใช้ ตัวอย่างตารางทะเบียนทรัพย์สินแบบเต็ม รหัส ชื่อทรัพย์สิน วันที่ได้มา ราคาทุน (บาท) อายุใช้งาน ค่าเสื่อมฯ/ปี (บาท) ค่าเสื่อมฯ สะสม (บาท) มูลค่าตามบัญชี (บาท) สถานที่ สภาพ BLD-2567-001 อาคารสำนักงาน 1 ม.ค. 2567 5,000,000 20 ปี 250,000 625,000 4,375,000 สาขาใหญ่ ดี CP-2568-001 คอมพิวเตอร์ Dell 15 มี.ค. 2568 25,000 3 ปี 8,333 12,500 12,500 ฝ่ายบัญชี ดี VH-2569-001 รถกระบะ Toyota 1 พ.ค. 2569 750,000 5 ปี 150,000 37,500 712,500 ฝ่ายขนส่ง ใหม่ FN-2568-005 โต๊ะทำงาน 10 ตัว 20 มิ.ย. 2568 50,000 5 ปี 10,000 12,500 37,500 สำนักงาน ดี (ตัวอย่างนี้เป็นข้อมูลสมมุติเพื่อการศึกษา) จัดการทะเบียนทรัพย์สินด้วย Excel ดีพอไหม? เทียบกับระบบอัตโนมัติ Excel เหมาะกับกิจการที่มีทรัพย์สินไม่เกิน 20-30 รายการ แต่เมื่อธุรกิจเติบโต ข้อจำกัดของ Excel จะเริ่มเป็นปัญหา ข้อจำกัดของ Excel ที่ SME ต้องรู้ ระบบทะเบียนทรัพย์สินอัตโนมัติช่วยอะไรได้บ้าง? โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account มีระบบจัดการสินทรัพย์ถาวรในตัว ช่วยให้บันทึกทรัพย์สิน คำนวณค่าเสื่อมราคา และลงบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องคีย์ซ้ำ หัวข้อ Excel ระบบอัตโนมัติ (PEAK) คำนวณค่าเสื่อมราคา ต้องใส่สูตรเอง คำนวณอัตโนมัติทุกเดือน เชื่อมบัญชี คีย์ข้อมูลซ้ำ ลงบัญชีอัตโนมัติ ตรวจนับ ตรวจเทียบมือ Checklist ดิจิทัล แก้ไขพร้อมกัน ลำบาก หลายคนใช้พร้อมกันบน Cloud ความถูกต้อง ผิดพลาดง่ายถ้าลบสูตร ข้อมูลล็อก แก้ไขมี log สำหรับ SME ที่มีทรัพย์สินเกิน 30 รายการ หรือมีหลายสาขา ระบบอัตโนมัติจะช่วยประหยัดเวลาและลดข้อผิดพลาดได้มาก สรุป: ทะเบียนทรัพย์สิน ทำวันนี้ ธุรกิจมั่นคงขึ้น เอกสารนี้ไม่ใช่แค่งานบัญชี แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เจ้าของกิจการรู้สถานะทรัพย์สินจริง สิ่งที่ต้องทำ จัดการทะเบียนทรัพย์สินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกทรัพย์สิน คำนวณค่าเสื่อมราคา และลงบัญชีอัตโนมัติในที่เดียว ไม่ต้องพึ่ง Excel หลายไฟล์อีกต่อไป ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วเริ่มจัดการทะเบียนทรัพย์สินอย่างมืออาชีพ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทะเบียนทรัพย์สิน ทะเบียนทรัพย์สินต้องอัปเดตบ่อยแค่ไหน? ควรอัปเดตทุกครั้งที่มีการซื้อ จำหน่าย หรือโอนย้ายทรัพย์สิน และตรวจนับเทียบกับของจริงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งก่อนปิดงบ หากธุรกิจมีทรัพย์สินเยอะหรือมีหลายสาขา แนะนำตรวจนับทุกครึ่งปีเพื่อให้ข้อมูลตรงกับความเป็นจริงอยู่เสมอ การขึ้นทะเบียนทรัพย์สินคืออะไร? คือการนำทรัพย์สินที่กิจการซื้อมาใหม่ไปบันทึกเข้าระบบทะเบียน โดยกรอกข้อมูลครบทุกช่อง ตั้งแต่รหัส ราคาทุน วันที่ซื้อ จนถึงอัตราค่าเสื่อมราคา ควรทำทันทีที่ได้รับทรัพย์สิน ไม่ใช่รอทำทีเดียวตอนสิ้นปี ใช้แบบฟอร์มทะเบียนคุมทรัพย์สินของราชการกับบริษัทเอกชนได้ไหม? ใช้ได้แต่ไม่แนะนำ เพราะแบบฟอร์มราชการมีคอลัมน์เฉพาะทาง เช่น รหัสครุภัณฑ์ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง ซึ่งบริษัทเอกชนไม่จำเป็นต้องใช้ แนะนำให้ออกแบบตารางเองตามที่บทความนี้แนะนำ หรือใช้ Template จากโปรแกรมบัญชีที่ออกแบบมาสำหรับ SME โดยเฉพาะ ทะเบียนทรัพย์สิน ต้องจัดทำทุกบริษัทไหม? ทุกนิติบุคคล (บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน) ที่มีสินทรัพย์ถาวร ควรจัดทำเอกสารนี้ เพราะต้องแสดงรายการสินทรัพย์ในงบการเงินประจำปีอยู่แล้ว ทะเบียนฯ เป็นหลักฐานสนับสนุนที่ช่วยให้ตัวเลขในงบถูกต้องและพร้อมสำหรับการตรวจสอบ ไม่ทำทะเบียนทรัพย์สินมีความผิดไหม? ไม่มีกฎหมายลงโทษโดยตรงสำหรับการ “ไม่มีทะเบียนทรัพย์สิน” แต่ผลกระทบจะเกิดทางอ้อม หากตัวเลขสินทรัพย์ในงบการเงินไม่ถูกต้อง ผู้สอบบัญชีอาจแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข นอกจากนี้ถ้าสรรพากรตรวจพบว่าค่าเสื่อมราคาที่หักทางภาษีไม่มีหลักฐานสนับสนุน อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

7 ส.ค. 2026

PEAK Account

16 min

ลูกหนี้ คืออะไร สรุปทุกประเภท และวิธีบันทึกบัญชี

ลูกหนี้คือบุคคลหรือกิจการที่ค้างจ่ายเงินให้เรา เช่น ค่าสินค้าหรือค่าบริการที่ส่งมอบแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ SME เจอบ่อยที่สุด เพราะกระทบกระแสเงินสดโดยตรง หลายกิจการต้องไปกู้เงินมาหมุนทั้งที่ยอดขายดีอยู่แล้ว บทความนี้รวมทุกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้เกี่ยวกับการจัดการลูกหนี้ ตั้งแต่ประเภทลูกหนี้ วิธีติดตามทวงหนี้ สิทธิ์ตามกฎหมาย วิธีจัดการหนี้ที่เก็บไม่ได้ พร้อมตัวอย่างบันทึกบัญชี ลูกหนี้การค้า คืออะไร แตกต่างจากลูกหนี้ประเภทอื่นอย่างไร ลูกหนี้การค้าคือยอดเงินที่ลูกค้าค้างจ่ายจากการซื้อสินค้าหรือบริการตามปกติของธุรกิจ สมมุติว่าคุณเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง ส่งของให้ผู้รับเหมาแล้วให้เครดิต 30 วัน ยอดที่ยังไม่ได้รับก็จัดเป็นลูกหนี้การค้า ส่วนลูกหนี้ประเภทอื่นกว้างกว่า ครอบคลุมทุกกรณีที่มีคนค้างเงินเรา เช่น เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ เงินมัดจำค่าเช่า หรือเงินทดรองจ่าย ในงบแสดงฐานะการเงินจะแยกแสดงเป็นคนละรายการ เพื่อให้ผู้อ่านงบเห็นชัดว่าเงินจมอยู่ตรงไหน ตัวอย่างบันทึกบัญชีลูกหนี้การค้า สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ 50,000 บาท ยังไม่ได้รับเงิน บันทึกบัญชีดังนี้ วันที่ขายสินค้า (ยังไม่ได้รับเงิน) รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 50,000 — รายได้จากการขาย — 50,000 วันที่ลูกค้าจ่ายเงิน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/เงินฝากธนาคาร 50,000 — ลูกหนี้การค้า — 50,000 ระบบบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK บันทึกรายการเหล่านี้ให้อัตโนมัติเมื่อออกใบแจ้งหนี้ ไม่ต้องลงมือบันทึกเอง ลูกหนี้มีกี่ประเภท แบ่งอย่างไรในทางบัญชี ในทางบัญชี แบ่งตามระยะเวลาที่คาดว่าจะเก็บเงินได้ ประเภท ระยะเวลา ตัวอย่าง ระยะสั้น ไม่เกิน 12 เดือน ลูกหนี้การค้า เงินยืมพนักงาน ภาษีซื้อที่ขอคืน ระยะยาว เกิน 12 เดือน เงินให้กู้ยืมระยะยาว สัญญาเช่าซื้อ ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่มียอดค้างรับระยะสั้นเป็นหลัก โดยเฉพาะจากการให้เครดิต 30-90 วัน นอกจากนี้ยังมีลูกหนี้อื่นที่ SME มักมี เช่น เงินยืมพนักงาน เงินประกันค่าเช่า และภาษีซื้อที่รอขอคืนจากกรมสรรพากร ถ้าให้เครดิตนานเกินไปโดยไม่จำเป็น กิจการจะมีเงินจมมากเกินไป เช่น ให้เครดิต 90 วันทั้งที่ 30 วันก็พอ กฎง่ายคือให้เครดิตสั้นที่สุดเท่าที่ลูกค้ายอมรับได้ ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ต้องทำอย่างไร เมื่อลูกค้าไม่จ่ายเงินตามกำหนด อย่าปล่อยผ่าน ยิ่งทิ้งนานยิ่งเก็บเงินได้ยาก จากประสบการณ์สำนักงานบัญชีที่ดูแล SME หลายร้อยราย หนี้ที่ค้างเกิน 90 วันโอกาสเก็บได้เต็มจำนวนลดลงชัดเจน ลูกค้าอาจมีปัญหาการเงินหนักขึ้น หรือเลิกกิจการไปแล้ว 5 ขั้นตอนติดตามทวงหนี้สำหรับ SME ตัวอย่างจดหมายทวงหนี้ที่ถูกต้อง จดหมายทวงหนี้ที่ดีควรมีรายละเอียดครบถ้วน ที่สำคัญต้องใช้ภาษาสุภาพ ไม่ข่มขู่หรือคุกคาม เพราะกฎหมายทวงหนี้กำหนดบทลงโทษไว้ชัดเจน ทวงหนี้อย่างไรให้ถูกกฎหมาย สิ่งที่เจ้าหนี้ SME ต้องรู้ กฎหมายทวงถามหนี้ หรือ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กำหนดขอบเขตที่เจ้าหนี้ปฏิบัติได้ไว้ชัดเจน เจ้าของกิจการหลายคนไม่รู้ว่ากฎหมายนี้ใช้กับการทวงหนี้ทุกประเภท ไม่ใช่แค่สถาบันการเงิน ถ้าคุณขายสินค้าแล้วไปทวงเงินจากลูกค้าเอง ก็อยู่ในขอบเขตกฎหมายนี้ด้วย ติดต่อลูกค้าได้ในเวลาที่เหมาะสม คือวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 08.00-20.00 น. ส่วนวันหยุดราชการ เวลา 08.00-18.00 น. ทุกครั้งที่ติดต่อ ต้องแจ้งชื่อเจ้าหนี้และจำนวนหนี้ให้ชัดเจน สิ่งที่ห้ามทำมีหลายข้อ ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 41 พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558) เมื่อไรควรฟ้องร้อง เงื่อนไขและค่าใช้จ่าย การฟ้องร้องเหมาะเมื่อลูกค้าไม่ยอมตอบรับการเจรจา และยอดหนี้คุ้มกับค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย หนี้ไม่เกิน 300,000 บาท สามารถฟ้องต่อศาลแขวงได้โดยไม่ต้องมีทนาย ค่าธรรมเนียมศาลประมาณ 2% ของทุนทรัพย์ที่ฟ้อง ต้องระวังเรื่องอายุความ หนี้จากการค้าทั่วไปมีอายุความ 2 ปี นับจากวันครบกำหนดชำระ (ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 193/34) ปล่อยนานเกินอาจหมดสิทธิ์ฟ้อง หนี้สงสัยจะสูญ กับ หนี้สูญ ต่างกันอย่างไร สองคำนี้มักทำให้สับสน แต่ความหมายทางบัญชีต่างกันชัดเจน ถ้าเข้าใจความแตกต่างจะช่วยวางแผนภาษีและจัดการงบการเงินได้ถูกต้องมากขึ้น รายการ หนี้สงสัยจะสูญ หนี้สูญ ความหมาย คาดว่าเก็บเงินไม่ได้ทั้งหมด แน่ใจแล้วว่าเก็บเงินไม่ได้ ทางบัญชี ตั้งค่าเผื่อไว้ (ยังไม่ตัดออก) ตัดออกจากบัญชี ผลต่อกำไร ลดกำไรเป็นค่าใช้จ่าย ลดกำไรเช่นกัน กลับรายการ ได้ ถ้าเก็บเงินได้ภายหลัง ได้ ถ้ามาจ่ายทีหลัง การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญช่วยให้งบการเงินสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ต้องรอจนเก็บไม่ได้แน่ชัดแล้วค่อยบันทึก ตัวอย่างเช่น ถ้ามียอดค้างรับ 500,000 บาทที่ค้างเกิน 180 วัน ตั้งเผื่อ 50% คือ 250,000 บาท บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทยอยลดกำไร แทนที่จะตัดทีเดียว 500,000 บาทตอนเก็บไม่ได้จริง เงื่อนไขตัดหนี้สูญทางภาษี กรมสรรพากรกำหนดเงื่อนไขตัดหนี้สูญเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีไว้ใน พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 186 ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ค้าง จำนวนหนี้ เงื่อนไขที่ต้องทำ ไม่เกิน 200,000 บาท ทวงถามเป็นหนังสือไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง และค้างเกิน 12 เดือน 200,001-2,000,000 บาท ฟ้องร้องแล้ว และศาลมีคำสั่ง หรือพิสูจน์ว่าไม่มีทรัพย์สินจะชำระ เกิน 2,000,000 บาท ฟ้องจนศาลพิพากษาแล้ว (ข้อมูลจาก พ.ร.ฎ. ออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 186) ลดปัญหาเก็บเงินไม่ได้ ด้วยระบบติดตามอัตโนมัติ การบริหารยอดค้างรับด้วยมือทำให้ตกหล่นง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีลูกค้าหลายรายและเงื่อนไขเครดิตต่างกัน เครื่องมือที่ช่วยได้คือ Aging Report หรือรายงานอายุหนี้ รายงานนี้แบ่งยอดค้างรับตามระยะเวลาที่เกินกำหนด ช่วยให้เห็นทันทีว่ารายไหนต้องเร่งติดตาม ถ้าทำ Aging Report ทุกสิ้นเดือน จะเห็นแนวโน้มชัดว่ายอดค้างรับเพิ่มขึ้นหรือลดลง และเดือนไหนเริ่มมีปัญหา ระยะเวลาที่เกินกำหนด ระดับความเสี่ยง สิ่งที่ควรทำ ยังไม่ถึงกำหนด ต่ำ ออกใบแจ้งหนี้และเตรียมเอกสารให้พร้อม ค้าง 1-30 วัน ปานกลาง โทรหรืออีเมลแจ้งเตือนทันที ค้าง 31-60 วัน สูง ส่งจดหมายทวงหนี้เป็นทางการ ค้าง 61-90 วัน สูงมาก เจรจาแผนผ่อนชำระ เกิน 90 วัน วิกฤต พิจารณาใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง นอกจากติดตามหนี้ที่ค้างแล้ว การป้องกันตั้งแต่แรกช่วยลดปัญหาได้มาก เพราะการทวงหนี้ใช้ทั้งเวลาและทรัพยากร ป้องกันง่ายกว่าแก้ทีหลัง สรุป: จัดการบัญชีลูกหนี้อย่างเป็นระบบ ธุรกิจก็เดินหน้าได้มั่นคง จัดการบัญชีลูกหนี้ให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบแจ้งหนี้และติดตามยอดค้างรับอัตโนมัติ พร้อมสร้าง Aging Report แบบ real-time ตั้งแต่ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ จนถึงบันทึกรับชำระ ระบบเชื่อมต่อกันทั้งหมด ช่วยให้เห็นว่าลูกค้ารายไหนค้างจ่ายนานเท่าไร ทดลองใช้ PEAK ฟรี แล้วดูว่าระบบบัญชีอัตโนมัติช่วยลดปัญหาเก็บเงินไม่ได้ให้ธุรกิจคุณอย่างไร คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับลูกหนี้ ลูกค้าค้างจ่ายนานเท่าไรถึงจะหมดสิทธิ์ฟ้อง? หนี้จากการค้าทั่วไป (ค่าสินค้า ค่าบริการ) มีอายุความ 2 ปี นับจากวันครบกำหนดชำระ ส่วนหนี้ตามสัญญากู้ยืมมีอายุความ 10 ปี ถ้าจะฟ้องต้องรีบดำเนินการก่อนหมดอายุความ ไม่อย่างนั้นจะเสียสิทธิ์เรียกร้อง ลูกหนี้ไม่คืนเงิน แจ้งความได้หรือไม่? การค้างจ่ายหนี้เป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่คดีอาญา จึงแจ้งความจับไม่ได้ แจ้งความได้เฉพาะกรณีฉ้อโกง เช่น สั่งสินค้าจำนวนมากโดยไม่มีเจตนาจ่ายตั้งแต่แรก หรือออกเช็คคืนโดยรู้ว่าไม่มีเงินในบัญชี กรณีค้างจ่ายทั่วไปต้องฟ้องศาลแพ่ง หนี้สูญตัดเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เลยไหม? ไม่ได้ทันที ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดก่อน รายละเอียดขึ้นอยู่กับจำนวนเงิน ตั้งแต่ทวงถามเป็นหนังสือจนถึงฟ้องร้อง ดูเงื่อนไขครบถ้วนในหัวข้อหนี้สูญด้านบน ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คำนวณอย่างไร? วิธีที่ SME ใช้บ่อยคือคำนวณตามอายุหนี้ที่ค้าง อายุหนี้ค้าง อัตราตั้งเผื่อ (ตัวอย่าง) 1-90 วัน 5% 91-180 วัน 25% 181-360 วัน 50% เกิน 360 วัน 100% อัตราเหล่านี้กิจการกำหนดเองได้ตามนโยบายบัญชี (ตามมาตรฐาน NPAEs สำหรับ SME ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น) ขอให้ใช้อัตราเดิมสม่ำเสมอทุกงวดบัญชี ถ้าจะเปลี่ยนต้องเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก