ธุรกิจทั่วไป

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

24 ก.ย. 2026

PEAK Account

22 min

ผู้ถือหุ้น สิทธิ หน้าที่ เอกสาร และภาษีเงินปันผลที่ SME ต้องรู้

เจ้าของกิจการที่กำลังจดทะเบียนบริษัทหรือบริหารบริษัทอยู่ อาจสงสัยว่าผู้ถือหุ้นมีบทบาทอะไรบ้าง ต่างจากกรรมการตรงไหน และต้องจัดเตรียมเอกสารอะไร ในบทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่สิทธิ หน้าที่ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงภาษีเงินปันผลและเครดิตภาษีที่ผู้ถือหุ้นควรเข้าใจ ผู้ถือหุ้น (Shareholder) คืออะไร ผู้ถือหุ้นคือบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท จำนวนหุ้นที่ถือจะแสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เช่น ถือหุ้น 60% ก็มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท 60% ผู้ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร และมีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องสำคัญ เช่น การเลือกกรรมการ การอนุมัติงบการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียน ผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด vs บริษัทมหาชน ทั้งบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนมีผู้ถือหุ้นในสถานะเดียวกัน แต่เงื่อนไขต่างกัน บริษัทจำกัดจำกัดการโอนหุ้นได้ตามข้อบังคับบริษัท ส่วนบริษัทมหาชนเปิดขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ บริษัทจำกัดต้องมีผู้ถือหุ้นกี่คน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา บริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 3 คน ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 (ป.พ.พ. ฉบับที่ 23) ที่แก้ไขมาตรา 1097 ใหม่ ในขณะที่บริษัทมหาชนต้องมีผู้เริ่มก่อการไม่น้อยกว่า 15 คน ผู้ถือหุ้นแต่ละคนต้องถือหุ้นอย่างน้อย 1 หุ้น มูลค่าหุ้นต่ำสุดไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่ตั้งมูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริษัท ต่างกันตรงไหน ผู้ถือหุ้น หมายถึงผู้ที่มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท ส่วนกรรมการเป็นผู้บริหาร ที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นให้ดูแลการดำเนินงาน ผู้ถือหุ้นลงทุนด้วยเงิน เพื่อแลกกับหุ้น, สิทธิออกเสียงในที่ประชุม และเงินปันผลที่จะได้รับเมื่อบริษัทมีกำไร หรือหากเกิดการบริหารผิดพลาด ก็จะรับผิดไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ส่วนกรรมการบริษัท หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุม มีหน้าที่บริหารกิจการตามนโยบายของบริษัท ลงนามในเอกสารสัญญาแทนบริษัท และรับผิดชอบต่อบริษัทในฐานะผู้บริหาร (Fiduciary Duty) สำหรับ SME ในประเทศไทย ผู้ถือหุ้นกับกรรมการมักเป็นคนเดียวกัน เช่น เจ้าของกิจการถือหุ้น 80% และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามด้วยในคนเดียวกัน ซึ่งสามารถทำได้ตามกฎหมาย คู่ค้า B2B มักตรวจสอบทั้งรายชื่อผู้ถือหุ้นและรายชื่อกรรมการควบคู่กัน เพราะต้องการรู้ว่าใครเป็นเจ้าของจริงและใครมีอำนาจลงนามในสัญญา สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดมีอะไรบ้าง ผู้ถือหุ้นในบริษัท มีสิทธิตามกฎหมายหลายอย่าง โดยมีตัวอย่าง ดังนี้ หน้าที่และความรับผิดของผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นในบริษัท มีความรับผิดจำกัด หมายถึงการรับผิดชอบหนี้สินของบริษัทเพียงไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ โดยจะไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว ผู้ถือหุ้นในบริษัท มีหน้าที่สำคัญ ดังนี้ ตัวอย่างการคำนวณความรับผิดจำกัด นายสมชาย ถือหุ้นในบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จำนวน 500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็น 50,000 บาท แต่ชำระค่าหุ้นไปแล้ว 25,000 บาท ค่าหุ้นทั้งหมด 500 x 100 = 50,000 บาท ชำระแล้ว 25,000 บาท ยังค้างชำระ 50,000 – 25,000 = 25,000 บาท หากบริษัทมีหนี้สินและถูกเรียกร้อง นายสมชายรับผิดเพิ่มเติมได้สูงสุดเพียง 25,000 บาท (ส่วนที่ยังค้างชำระ) เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวนอกเหนือจากนี้จะไม่ถูกกระทบ แต่ถ้าชำระค่าหุ้นครบ 50,000 บาทแล้ว จะไม่ต้องรับผิดเพิ่มเติมอีกเลย คู่ค้า B2B ตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้นอย่างไร และมองหาอะไร บริษัทที่มีโครงสร้างชัดเจน เจ้าของโปร่งใส จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า จึงดึงดูดนักลงทุนได้ดีกว่า นอกจากนี้ ประเภทของผู้ถือหุ้นยังมีความสำคัญ ดังนี้ ประเภท ลักษณะ นักลงทุน มองอย่างไร ผู้ถือหุ้นใหญ่ (ถือเกิน 50%) มีอำนาจควบคุมบริษัท ดูว่าเป็นใคร มีประวัติน่าเชื่อถือหรือไม่ ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย มีส่วนร่วมแต่ไม่ควบคุม ดูว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับคู่แข่งหรือเปล่า นิติบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้น บริษัทอื่นมาถือหุ้นแทนบุคคล ดูว่าเป็นบริษัทอะไร มี nominee ซ่อนอยู่หรือไม่ ความเสี่ยงที่คู่ค้ามองหาจากโครงสร้างผู้ถือหุ้น สิ่งที่ทำให้คู่ค้าไม่มั่นใจมักเป็น 3 รูปแบบ วิธีตรวจสอบผู้ถือหุ้นบริษัทคู่ค้าผ่าน DBD ผู้ประกอบการสามารถเช็คผู้ถือหุ้นบริษัทคู่ค้าได้ด้วยตัวเอง ผ่านช่องทางของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) โดยไม่ต้องขอเอกสารจากอีกฝ่าย ผ่านการเข้าเว็บไซต์ DBD DataWarehouse แล้วค้นหาชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล ระบบจะแสดงข้อมูลจดทะเบียน ขอบเขตธุรกิจ ทุนจดทะเบียน และรายชื่อกรรมการ สำหรับบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) สามารถขอคัดสำเนาออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ของ DBD โดยเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด อีกวิธีคือขอหนังสือรับรองบริษัทพร้อมเอกสารแนบ (รวม บอจ.5) จาก DBD โดยตรง ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 200 บาทต่อชุด ขอได้ทั้งที่สำนักงาน DBD ทั่วประเทศหรือผ่านระบบออนไลน์ เอกสารเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่เจ้าของกิจการต้องรู้ เจ้าของกิจการ SME ที่มีบริษัทจำกัดต้องจัดทำและเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นหลายรายการ สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นคือเอกสารที่บันทึกรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท จำนวนหุ้นที่แต่ละคนถือ และวันที่เข้าเป็นหรือพ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้น กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของบริษัท ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิขอตรวจดูสมุดทะเบียนนี้ได้ในเวลาทำการ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 คือแบบฟอร์มบัญชีรายชื่อที่ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เอกสารนี้ระบุชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละคน บริษัทจำกัดต้องยื่น บอจ.5 ภายใน 14 วันหลังการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เอกสารนี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและการแจ้ง DBD เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เช่น โอนหุ้นให้บุคคลอื่นหรือรับผู้ลงทุนใหม่ มี 3 ขั้นตอนหลัก สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อบังคับของบริษัทบางแห่งอาจกำหนดเงื่อนไขพิเศษในการโอนหุ้น เช่น ต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน ควรตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนดำเนินการ ภาษีที่ผู้ถือหุ้นต้องรู้เมื่อรับเงินปันผล เมื่อบริษัทมีกำไรและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นมีภาระภาษีที่ต้องเข้าใจ ซึ่งแตกต่างกันตามประเภทของผู้ถือหุ้น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10 เปอร์เซ็นต์จากเงินปันผล สำหรับผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา บริษัทผู้จ่ายจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ก่อนจ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(2)(จ) ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ประกาศจ่ายเงินปันผลรวม 100,000 บาท นาย ข ถือหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ จึงได้รับเงินปันผล 50,000 บาท บริษัทหัก ณ ที่จ่าย 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 5,000 บาท นาย ข ได้รับเงินจริง 45,000 บาท หลังจากนั้น นาย ข เลือกได้ 2 ทาง ทางแรกคือไม่นำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษี จบที่ 10 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกหักไป ทางที่สองคือนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีเพื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืน ทั้งนี้ หากเลือกนำไปรวมคำนวณ ต้องนำเงินปันผลจากทุกบริษัทมาคำนวณทั้งหมด เลือกเฉพาะบางบริษัทไม่ได้ เครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผล (Dividend Tax Credit) ตามมาตรา 47 ทวิ ของประมวลรัษฎากร คือสิทธิที่ช่วยไม่ให้ผู้ถือหุ้นเสียภาษีซ้ำซ้อน โดยนำภาษีที่บริษัทเสียไปแล้วมาหักออกจากภาษีเงินได้ของตัวเอง สูตรคำนวณเครดิตภาษี คือ เงินปันผล x อัตราภาษีนิติบุคคล / (100 – อัตราภาษีนิติบุคคล) ตัวอย่าง ถ้าได้รับเงินปันผล 50,000 บาท จากบริษัทที่เสียภาษีนิติบุคคล 20 เปอร์เซ็นต์ เครดิตภาษี = 50,000 x 20 / 80 = 12,500 บาท ผู้ถือหุ้นจะนำเงินปันผล 50,000 บาท บวกเครดิตภาษี 12,500 บาท รวม 62,500 บาท มาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน แล้วนำเครดิต 12,500 บาท มาหักจากภาษีที่คำนวณได้ การจะเลือกใช้เครดิตภาษีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้ถือหุ้น ถ้าอัตราภาษีต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ การนำมารวมคำนวณจะได้ภาษีคืน แต่ถ้าอัตราสูง อาจเสียภาษีเพิ่ม ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ เงินปันผลสำหรับนิติบุคคลผู้ถือหุ้น กรณีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทไทยที่ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน เงินปันผลที่ได้รับจะได้รับยกเว้นภาษีครึ่งหนึ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) สิทธินี้ช่วยลดภาระภาษีซ้ำซ้อนระหว่างบริษัทในกลุ่ม และเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายกลุ่มธุรกิจจึงใช้โครงสร้าง holding company ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงิน คืออะไร ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบริษัทที่เป็นของผู้ถือหุ้น คำนวณจากสินทรัพย์ทั้งหมดลบด้วยหนี้สินทั้งหมด ส่วนนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ส่วนของผู้ถือหุ้น = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินทรัพย์รวม 5,000,000 บาท และหนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของผู้ถือหุ้น = 5,000,000 – 2,000,000 = 3,000,000 บาท หมายความว่ามูลค่าที่ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของจริงในบริษัทนี้คือ 3 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นประกอบด้วยหลายรายการ เช่น ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น กำไรสะสม และสำรองตามกฎหมาย เจ้าของกิจการที่อ่านงบการเงินเป็นจะใช้ตัวเลขนี้ประเมินความแข็งแกร่งของบริษัทได้ หากตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแสดงว่าบริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มให้เจ้าของได้อย่างต่อเนื่อง สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินบนเว็บไซต์ PEAK สรุป ผู้ถือหุ้นบริษัท สิ่งที่ SME ต้องจัดการให้ครบ จัดการเอกสารผู้ถือหุ้นและงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดทำงบการเงินได้ถูกต้อง บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดการภาษีได้ครบในที่เดียว เมื่อข้อมูลทางการเงินเป็นระบบ การจัดเตรียมเอกสารสำหรับคู่ค้า B2B ก็ทำได้รวดเร็วขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า Shareholder หรือ Stockholder ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ ส่วนคำว่า Stakeholder มีความหมายกว้างกว่า หมายถึง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งรวมถึงพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และชุมชนด้วย ไม่ใช่เฉพาะผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีจากเงินปันผลเท่าไร บุคคลธรรมดาถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10 เปอร์เซ็นต์จากเงินปันผล เลือกได้ว่าจะจบที่ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปีเพื่อขอเครดิตภาษีคืน ส่วนนิติบุคคลที่ถือหุ้นตามเงื่อนไขจะได้รับยกเว้นภาษีครึ่งหนึ่ง เครดิตภาษีเงินปันผลคุ้มหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเงินได้ส่วนบุคคลของผู้ถือหุ้น ถ้าอัตราภาษีต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ การใช้เครดิตภาษีจะได้เงินคืน แต่ถ้าอัตราภาษีสูงอาจต้องเสียภาษีเพิ่ม ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องแจ้ง DBD ภายในกี่วัน ต้องยื่น บอจ.5 ฉบับใหม่ต่อ DBD ภายใน 14 วันหลังจากมีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Filing ได้โดยไม่ต้องไปที่สำนักงาน ผู้ถือหุ้นลาออกได้ไหม ต้องทำอย่างไร กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่าลาออก เพราะผู้ถือหุ้นไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท วิธีที่จะยุติการถือหุ้นคือการโอนหุ้นให้บุคคลอื่น โดยทำตราสารโอนหุ้นและบันทึกในสมุดทะเบียน ทั้งนี้ ข้อบังคับบริษัทอาจมีเงื่อนไขการโอนหุ้น เช่น ต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการก่อน เช็คผู้ถือหุ้นบริษัทคู่ค้าได้ที่ไหน เช็คได้ผ่านเว็บไซต์ DBD DataWarehouse (datawarehouse.dbd.go.th) โดยค้นหาชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียน ส่วนรายชื่อผู้ถือหุ้นเต็มสามารถขอคัดสำเนา บอจ.5 ผ่านระบบ e-Service ของ DBD ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

Impairment คืออะไร การด้อยค่าสินทรัพย์ที่กระทบงบการเงิน

ลองนึกภาพว่าธุรกิจของคุณซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท แต่ผ่านไป 2 ปี เทคโนโลยีเปลี่ยน จนเครื่องนี้ทำเงินได้แค่ 6 แสนบาท มูลค่าที่หายไป 4 แสนบาทนี้ ในทางบัญชีเรียกว่า Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของนักบัญชีล้วน ๆ แต่ความจริงแล้ว Impairment ส่งผลต่อตัวเลขในงบการเงิน ที่คู่ค้า B2B และนักลงทุนใช้ตัดสินใจ โดยในบทความนี้ จะอธิบาย Impairment ด้วยภาษาเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง Impairment คืออะไร Impairment คือ การที่สินทรัพย์ของธุรกิจมีมูลค่าจริงต่ำกว่ามูลค่าที่บันทึกอยู่ในบัญชี พูดง่าย ๆ คือ ของที่จดไว้ว่ามีค่าเท่านี้ แต่พอถึงวันนี้มันมีค่าน้อยกว่าที่จดไว้ มาตรฐานการบัญชี TAS 36 ซึ่งเทียบเท่า IAS 36 ในระดับสากล กำหนดให้กิจการต้องทดสอบสินทรัพย์เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ ถ้ามูลค่าจริงต่ำกว่าที่บันทึก ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) ในงบการเงิน สินทรัพย์ประเภทไหนบ้างที่อาจเกิดการด้อยค่า สินทรัพย์ที่ต้องทดสอบ Impairment ครอบคลุมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เช่น สินทรัพย์บางประเภท เช่น สินค้าคงเหลือและเครื่องมือทางการเงิน มีมาตรฐานบัญชีเฉพาะของตัวเอง จึงไม่ใช้ TAS 36 – อ่านเรื่องสินทรัพย์เพิ่มได้ที่นี่ Impairment ต่างจากค่าเสื่อมราคาและ Write-off อย่างไร คนทำธุรกิจมักสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายเป็นตาราง รายการ ความหมาย เกิดขึ้นเมื่อไร ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ทยอยตัดมูลค่าตามอายุการใช้งาน ทุกงวดตามแผนที่กำหนดไว้ การด้อยค่า (Impairment) มูลค่าจริงลดต่ำกว่าที่บันทึกไว้ เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเสื่อมค่าผิดปกติ การตัดจำหน่าย (Write-off) ตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีทั้งจำนวน เมื่อสินทรัพย์ไม่มีมูลค่าเหลือหรือสูญหาย ค่าเสื่อมราคาเป็นเรื่องปกติที่เกิดทุกงวด เหมือนรถที่เสื่อมค่าตามอายุ แต่ Impairment เกิดเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น เทคโนโลยีเปลี่ยน ตลาดหดตัว หรือสินทรัพย์ได้รับความเสียหาย ส่วน Write-off คือการตัดออกทั้งก้อนเมื่อของหมดค่าไปแล้ว สัญญาณเตือนที่บอกว่าสินทรัพย์อาจต้องทดสอบ Impairment สัญญาณจากภายนอก สัญญาณจากภายใน ข้อยกเว้นคือ ค่าความนิยม (Goodwill) ต้องทดสอบทุกปี ไม่ว่าจะมีสัญญาณหรือไม่ ขั้นตอนทดสอบ Impairment ทำอย่างไร เมื่อพบสัญญาณบ่งชี้แล้ว ขั้นตอนการทดสอบมี 3 ขั้น มูลค่าตามบัญชี (Carrying Amount) คืออะไร มูลค่าตามบัญชี คือ ราคาสินทรัพย์ที่ปรากฏในงบการเงิน หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสมแล้ว ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท หักค่าเสื่อมราคาไป 2 แสนบาท เหลือมูลค่าตามบัญชี 8 แสนบาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (Recoverable Amount) คืออะไร คือจำนวนเงินสูงสุดที่กิจการจะได้จากสินทรัพย์ตัวนั้น โดยเปรียบเทียบ 2 ตัวเลขแล้วเลือกตัวที่สูงกว่า ตัวอย่างการคำนวณ Impairment Test สมมติ บริษัท สมาร์ทมูฟ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเครื่องจักรผลิตสินค้า รายการ จำนวนเงิน ราคาซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท หักค่าเสื่อมราคาสะสม 200,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท มูลค่ายุติธรรมหักต้นทุนขาย 550,000 บาท มูลค่าจากการใช้ (Value in Use) 600,000 บาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (เลือกตัวสูงกว่า) 600,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน 600,000 บาท ผลต่าง 200,000 บาท คือ Impairment Loss ที่ต้องบันทึกในงบการเงิน วิธีบันทึกบัญชีเมื่อสินทรัพย์ด้อยค่า เมื่อคำนวณ Impairment Loss ได้แล้ว ต้องบันทึกในบัญชีทันที จากตัวอย่างข้างต้น บันทึกได้ดังนี้ ตัวอย่าง Journal Entry บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่า รายการ เดบิต เครดิต ขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย 200,000 ค่าเผื่อการด้อยค่า (Accumulated Impairment Loss) ปรับลดสินทรัพย์ 200,000 หลังบันทึกแล้ว มูลค่าตามบัญชีจะลดเหลือ 600,000 บาท ตรงกับมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน ค่าเสื่อมราคาในงวดถัดไป ต้องคำนวณใหม่จากฐาน 600,000 บาทนี้ ผลกระทบของ Impairment ต่องบการเงิน ที่คู่ค้าและนักลงทุนต้องรู้ Impairment ไม่ได้กระทบแค่ตัวเลขในบัญชี แต่ส่งผลต่อวิธีที่คนภายนอกมองธุรกิจของคุณด้วย ผลต่องบกำไรขาดทุน (Income Statement) Impairment Loss ถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรสุทธิในงวดนั้นลดลง ถ้าจำนวนเงินมาก อาจทำให้กิจการที่เคยกำไรกลายเป็นขาดทุนได้เลย สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ กำไรต่อหุ้น (EPS) จะลดตาม นักลงทุนใช้ตัวเลขนี้เป็นหลักในการตัดสินใจ ผลต่องบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) เมื่อบันทึก Impairment สินทรัพย์รวมจะลดลง ขณะที่หนี้สินยังเท่าเดิม ผลคือส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงตาม สิ่งที่คู่ค้า B2B มักดู คือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ถ้าส่วนทุนลดลง อัตราส่วนนี้จะสูงขึ้น อาจกระทบวงเงินสินเชื่อหรือเงื่อนไขการค้า ผลต่ออัตราส่วนการเงินที่นักลงทุนใช้วิเคราะห์ อัตราส่วน ผลกระทบจาก Impairment ทำไมสำคัญ ROA (ผลตอบแทนจากสินทรัพย์) สินทรัพย์และกำไรลดลงพร้อมกัน วัดว่าธุรกิจใช้สินทรัพย์สร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ROE (ผลตอบแทนจากส่วนทุน) ส่วนทุนลดตาม ใช้เทียบผลตอบแทนกับธุรกิจอื่น อัตราส่วนหนี้ต่อทุน ส่วนทุนลด ทำให้ ratio สูงขึ้น คู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยง มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น ลดลง นักลงทุนใช้เทียบกับราคาตลาด Impairment ทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจในสายตาคนภายนอกเปลี่ยนไป ทั้งนักลงทุน คู่ค้า และสถาบันการเงิน แต่การบันทึก Impairment ไม่ใช่เรื่องเสียหาย งบการเงินที่สะท้อนมูลค่าจริง จะสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว แสดงว่ากิจการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส การกลับรายการด้อยค่าทำได้เมื่อไร ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปในทางดี เช่น ตลาดฟื้นตัว หรือสินทรัพย์กลับมาสร้างรายได้มากขึ้น กิจการสามารถกลับรายการ Impairment ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญ สรุป Impairment กับความโปร่งใสของธุรกิจ Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ เป็นกลไกที่ช่วยให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าจริง เมื่อมีสัญญาณว่าสินทรัพย์อาจด้อยค่า ให้ทดสอบและบันทึกตามมาตรฐาน อย่ามองว่าเป็นเรื่องเสียหาย งบที่สะท้อนความจริง สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและนักลงทุนได้ดีกว่า จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมือเป็นเรื่องกินเวลาและเสี่ยงผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึก ติดตาม และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Impairment การด้อยค่าสินทรัพย์ Impairment Loss นำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม กรมสรรพากรไม่ยอมรับผลขาดทุนจากการด้อยค่าเป็นรายจ่ายทางภาษีในงวดที่บันทึก จะรับรู้เป็นรายจ่ายได้เมื่อจำหน่ายสินทรัพย์นั้นจริง จึงเกิดผลแตกต่างชั่วคราวระหว่างบัญชีและภาษี ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดการให้ถูกต้อง ธุรกิจ SME ที่ใช้ NPAEs ต้องทดสอบ Impairment ด้วยหรือเปล่า กิจการที่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) ก็มีข้อกำหนดเรื่องการด้อยค่าเช่นกัน แต่หลักการจะเรียบง่ายกว่า TFRS ควรปรึกษานักบัญชีว่ามีสินทรัพย์ตัวไหนที่ต้องทดสอบ ถ้าไม่บันทึก Impairment จะมีผลอย่างไร ถือว่างบการเงินไม่เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของงบทั้งฉบับ Impairment เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและสภาพตลาด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์เทคโนโลยีมากมักเจอบ่อยกว่า เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ส่วนธุรกิจที่มีค่าความนิยมจากการซื้อกิจการ ต้องทดสอบทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีร้านค้า คืออะไร เจ้าของร้านต้องจ่ายอะไรบ้าง

ภาษีร้านค้า เป็นเรื่องที่เจ้าของร้านค้าต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะกับเรื่อง VAT, ภาษี ณ ที่จ่าย และภาษีอื่นๆ ที่หากไม่รีบเข้าใจแต่เนิ่นๆ อาจโดนเรียกเก็บเป็นภาษีย้อนหลัง โดยในบทความนี้ ได้รวบรวมภาษีร้านค้าครบทุกตัว ตั้งแต่ VAT ภาษีเงินได้ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าร้านค้าส่ง (B2B) กับร้านค้าปลีก (B2C) ต่างกันอย่างไร ภาษีร้านค้าคืออะไร ภาษีร้านค้า คือ ภาษีทุกประเภทที่เจ้าของร้านค้ามีหน้าที่ต้องเสียให้กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก หรือร้านค้าออนไลน์ก็ต้องเสียเหมือนกัน ภาษีร้านค้าหลัก ๆ มี 3 ประเภท 3 ภาษีหลักที่ต้องรู้ ภาษี ใครต้องจ่าย ความถี่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT หรือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นทุกเดือน (แบบ ภ.พ.30) ภาษีเงินได้ เจ้าของร้านทุกราย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ยื่นครึ่งปีและสิ้นปี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า ให้แก่ผู้รับ ยื่นทุกเดือนที่มีการหัก ร้านค้าส่งที่ขายให้ลูกค้าธุรกิจ (B2B) มีโอกาสเจอภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษีให้ตามกฎหมาย ร้านค้าต้องจด VAT เมื่อไร ร้านค้าที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนี้นับจากรายได้รวมทั้งหมด ไม่ใช่กำไร ดังนั้นร้านค้าส่งที่ยอดขายสูงแต่กำไรต่อชิ้นน้อย มักถึงเกณฑ์เร็วกว่าร้านค้าปลีก รายได้ถึง 1.8 ล้าน ต้องจดภายในกี่วัน ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท หากจดล่าช้าอาจมีค่าปรับและเบี้ยปรับย้อนหลัง ตัวอย่าง ร้าน ก (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน เดือนมิถุนายนยอดขายสะสมแตะ 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายในเดือนกรกฎาคม ยังไม่ถึงเกณฑ์ จด VAT ก่อนดีไหม ร้านค้าที่ยังมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี สามารถจด VAT ล่วงหน้าได้โดยสมัครใจ ข้อดีของการจดก่อน คือ สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ลูกค้าธุรกิจมักต้องการซื้อจากร้านค้าที่จด VAT เพราะนำใบกำกับภาษีไปใช้เครดิตภาษีซื้อได้ ร้านค้าส่งที่มีลูกค้า B2B เป็นหลัก จึงได้เปรียบด้านภาษีร้านค้าจากการจด VAT ล่วงหน้า ข้อควรระวัง คือ เมื่อจด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ตาม VAT ร้านค้าส่ง vs ร้านค้าปลีก ต่างกันอย่างไร ทั้งร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกเสีย VAT อัตราเดียวกันคือ 7% แต่ในทางปฏิบัติมีความแตกต่างสำคัญ 2 เรื่อง คือ ประเภทใบกำกับภาษีที่ต้องออก และวิธีจัดการภาษีซื้อ-ขาย หัวข้อ ร้านค้าส่ง (B2B) ร้านค้าปลีก (B2C) ใบกำกับภาษี ต้องออกแบบเต็มรูป เพราะลูกค้าต้องใช้เครดิตภาษีซื้อ ออกแบบอย่างย่อได้ ข้อมูลในใบกำกับภาษี ต้องระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ ไม่ต้องระบุข้อมูลผู้ซื้อ ภาษีซื้อ มักมีจำนวนสูง เพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ภาษีซื้อน้อยกว่า การขอคืน VAT มีโอกาสขอคืนภาษีซื้อส่วนเกินบ่อยกว่า มักจ่าย VAT สุทธิเป็นส่วนใหญ่ ใบกำกับภาษีเต็มรูป vs อย่างย่อ ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ เพราะลูกค้าธุรกิจต้องนำไปใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกแบบอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้ ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีข้อมูลครบ 7 รายการ ตั้งแต่ชื่อที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันที่ออก รายการสินค้าพร้อมราคา ไปจนถึงจำนวน VAT ที่คำนวณจากราคาสินค้า วิธีคำนวณ VAT ซื้อ-ขาย ร้านค้าส่งคำนวณ VAT แบบเดียวกับร้านค้าปลีก คือ เอาภาษีขายลบภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าก็จ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ข (ชื่อสมมุติ) ขายส่งเครื่องเขียน เดือนนี้ขายสินค้ารวม 500,000 บาท ร้านค้าส่งที่ซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่มักมีภาษีซื้อสูง จึงจ่าย VAT สุทธิน้อยกว่าร้านค้าปลีกที่มี margin สูงกว่า ภาษีเงินได้ร้านค้า – บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เจ้าของร้านค้าทุกรายต้องเสียภาษีเงินได้ แต่อัตราและวิธีคำนวณขึ้นอยู่กับว่าทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล กรณีบุคคลธรรมดา ร้านค้าที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัท เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สิ่งที่ต้องระวังเรื่องภาษีร้านค้าประเภทนี้ คือ รายได้จากการขายสินค้าจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) เจ้าของร้านเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ก็ได้ ร้านค้าส่งที่มีต้นทุนสินค้าสูง มักได้ประโยชน์จากการหักตามจริง กรณีนิติบุคคล ร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนกำไร 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15% และกำไรที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20% ควรจดบริษัทเมื่อไร ไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่โดยทั่วไปร้านค้าส่ง B2B ที่มีกำไรสุทธิเกิน 750,000 บาทต่อปี มักประหยัดภาษีได้มากกว่าเมื่อจดเป็นนิติบุคคล เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (0-20%) ต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) นอกจากนี้ลูกค้า B2B หลายรายต้องการซื้อจากนิติบุคคลเท่านั้น เพราะสะดวกในการทำเอกสารและหักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B ร้านค้าส่งที่ทำธุรกรรมกับลูกค้าธุรกิจมักเจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะนิติบุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายตามที่กฎหมายกำหนด จุดที่เจ้าของร้านค้าส่งมักสับสน คือ การขายสินค้าทั่วไปไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้ามีการให้บริการร่วมด้วย เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง หรือค่าที่ปรึกษา ส่วนที่เป็นค่าบริการจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราและเงื่อนไขการหัก ประเภทรายจ่าย อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง ค่าขนส่ง 1% ร้านค้าส่งจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยรถของร้าน ค่าจ้างทำของ 3% ลูกค้าจ้างร้านตัดเย็บ ประกอบ หรือดัดแปลงสินค้าตามสั่ง ค่าบริการ 3% ค่าติดตั้ง ค่าซ่อมบำรุง ค่าให้คำปรึกษา ค่าเช่า 5% ร้านค้าส่งเช่าพื้นที่จากลูกค้า เมื่อลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ร้านค้าส่งเก็บไว้เป็นหลักฐาน ถูกหักภาษี ขอคืนได้ไหม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ ไม่ได้หายไป สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปี ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ค (ชื่อสมมุติ) ถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมทั้งปี 30,000 บาท พอคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปีต้องจ่าย 25,000 บาท ร้าน ค จึงขอคืนส่วนต่าง 5,000 บาทจากกรมสรรพากรได้ Checklist เอกสารภาษีร้านค้า เอกสาร เก็บไว้ทำไม ใบกำกับภาษีซื้อ ใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี สำเนาใบกำกับภาษีขาย ใช้ประกอบการยื่น ภ.พ.30 และตรวจสอบจากสรรพากร หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใช้เป็นเครดิตหักภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี สมุดรายงานภาษีซื้อ-ขาย กฎหมายกำหนดให้ผู้จด VAT ต้องจัดทำ หลักฐานค่าใช้จ่าย ใช้หักค่าใช้จ่ายตามจริงในการคำนวณภาษีเงินได้ ร้านค้าส่งที่มีเอกสารจำนวนมาก ควรจัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาตอนยื่นภาษีและตอนถูกตรวจสอบ ข้อผิดพลาดภาษีที่พบบ่อย เจ้าของร้านค้าส่งหลายรายเคยเจอปัญหาเหล่านี้ ลองเช็คว่าร้านของคุณมีข้อไหนหรือเปล่า การจัดการเอกสารเหล่านี้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังและลดภาระงานตอนปิดงบ สรุป ส่งภาษีถูกต้อง ก็ค้าขายได้ไร้กังวล เรื่องภาษีร้านค้าส่ง B2B มีรายละเอียดมากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป ทั้งการออกใบกำกับภาษีเต็มรูป การจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B และการตัดสินใจเรื่องจดนิติบุคคลเพื่อประหยัดภาษี สิ่งที่ช่วยจัดการภาษีร้านค้าได้ดีที่สุด คือ การจัดระบบเอกสารและบัญชีให้เป็นระเบียบตั้งแต่เริ่มต้น จัดการภาษีร้านค้าให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ร้านค้าส่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูป บันทึกรายรับ-รายจ่าย คำนวณ VAT ซื้อ-ขาย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีร้านค้า ร้านค้าส่ง ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดตามกฎหมาย แต่ถ้ายังไม่ถึง ร้านค้าส่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ ควรพิจารณาจดล่วงหน้า เพราะลูกค้า B2B มักเลือกซื้อจากร้านที่ออกใบกำกับภาษีได้ ภาษีร้านค้าส่ง กับร้านค้าปลีก ต่างกันตรงไหน อัตราภาษีเท่ากัน แต่ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูป เจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่า และมีภาษีซื้อสูงกว่าเพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ส่วนร้านค้าปลีกออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้และมักจ่าย VAT สุทธิมากกว่า ร้านค้าส่ง ต้องออกใบกำกับภาษีแบบไหน ต้องออกแบบเต็มรูปเสมอ โดยระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ลูกค้าธุรกิจต้องใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปเป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปใช้สิทธิ์ไม่ได้ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ขอคืนได้ไหม ได้ ภาษีที่ถูกหักไว้สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี ถ้าถูกหักรวมแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ยื่นขอคืนจากกรมสรรพากรได้ สิ่งสำคัญ คือ เก็บหนังสือ 50 ทวิ ไว้ให้ครบทุกใบ รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้าน ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ยังต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติ ทั้งบุคคลธรรมดา (ยื่น ภ.ง.ด.90) หรือนิติบุคคล (ยื่น ภ.ง.ด.50) แค่ไม่ต้องจด VAT และไม่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้าอยู่ ร้านค้าส่ง ควรจดเป็นนิติบุคคลเมื่อไร เมื่อกำไรสุทธิเริ่มสูงจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) แพงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (สูงสุด 20%) โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี จะเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน นอกจากเรื่องภาษี ลูกค้า B2B หลายรายก็ต้องการซื้อจากนิติบุคคลมากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

หน้าที่ของนายจ้าง มีอะไรบ้าง สรุปครบทุกด้านที่นายจ้างต้องรู้

การเป็นนายจ้าง ไม่ใช่เพียงแค่มอบหมายงานและจ่ายเงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องภาษี ประกันสังคม การทำสัญญาต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎหมาย โดยในบทความนี้ จะพามาสรุปหน้าที่ของนายจ้างครบ 3 ด้านสำคัญ พร้อม Checklist สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่ปรับใช้ได้จริง นายจ้างคือใคร ตามความหมายของกฎหมายแรงงาน นายจ้าง คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นค่าตอบแทน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (กระทรวงแรงงาน) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีสถานะเป็นนายจ้างได้ นายจ้างกับผู้ว่าจ้างต่างกันตรงไหน สองคำนี้มักถูกใช้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน โดยนายจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างแรงงาน ลูกจ้างต้องทำงานภายใต้คำสั่งและการควบคุม ส่วนผู้ว่าจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างทำของ ผู้รับจ้างมีอิสระในวิธีทำงาน สนใจแค่ผลงานที่ส่งมอบ ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะหน้าที่ตามกฎหมายจะต่างกัน หากเป็นนายจ้าง ต้องรับผิดชอบเรื่องประกันสังคม ภาษี และสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด หน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายมีอะไรบ้าง นายจ้างมีหน้าที่หลัก 4 ด้าน ได้แก่ สัญญาจ้างงาน ประกันสังคม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และสวัสดิการกับความปลอดภัย หากไม่ทำตามจะมีทั้งค่าปรับและโทษจำคุก 1. ด้านสัญญาจ้างงาน นายจ้างต้องจัดทำสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเงื่อนไขการทำงาน อัตราค่าจ้าง วันทำงาน และสวัสดิการให้ชัดเจน แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่การมีสัญญาชัดเจนจะช่วยป้องกันข้อพิพาทในอนาคต หากเป็นกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป นายจ้างยังต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แล้วยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน 2. ด้านประกันสังคม นายจ้างที่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน และต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างทุกคนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน 3. ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายเงินเดือน นายจ้างต้องคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากรทุกเดือน และในช่วงสิ้นปี ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ลูกจ้างด้วย 4. ด้านสวัสดิการและความปลอดภัย นายจ้างต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น วันหยุดประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วัน วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน รวมถึงสิทธิลาป่วย ลากิจ ลาคลอด และยังต้องจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัยตามมาตรฐานด้วย สัญญาจ้างงานมีกี่ประเภท สัญญาจ้างงานแบ่งได้ 4 ประเภทหลักๆ แต่ละแบบเหมาะกับลักษณะงานต่างกัน การเลือกให้ถูกประเภทจะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ประเภทสัญญา ลักษณะสำคัญ เหมาะกับธุรกิจ B2B เมื่อ สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา จ้างประจำ ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องการพนักงานทำงานต่อเนื่อง เช่น บัญชี ฝ่ายขาย สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุด จ้างตามโปรเจกต์ เช่น วางระบบ IT ให้ลูกค้า สัญญาทดลองงาน ระยะทดลองไม่เกิน 119 วัน รับพนักงานใหม่ ยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตำแหน่ง สัญญาจ้างรายวัน จ่ายค่าจ้างตามวันทำงานจริง งาน part-time หรืองานที่ปริมาณไม่แน่นอน สำหรับธุรกิจ B2B ที่เพิ่งเริ่มสร้างทีม แนะนำให้ใช้สัญญาทดลองงานก่อน 119 วัน แล้วค่อยปรับเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาเมื่อมั่นใจว่าพนักงานเหมาะสม นายจ้างต้องหักเงินสมทบประกันสังคมเท่าไร นายจ้างต้องหักเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้างทุกเดือน และนายจ้างเองก็ต้องสมทบเพิ่มอีกเท่ากัน อัตราปัจจุบันอยู่ที่ฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเริ่มต้นที่ 1,650 บาท สูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท (ข้อมูลประมาณการ – ตรวจสอบอัตราล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคม) ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างเงินเดือน 20,000 บาท นายจ้างหักจากลูกจ้าง 5% เป็นเงิน 875 บาท นายจ้างสมทบเพิ่มอีก 875 บาท รวมนำส่งประกันสังคม 1,750 บาทต่อเดือน ขั้นตอนขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม การขึ้นทะเบียนทำได้ทั้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม หรือยื่นเอกสารที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ เอกสารหลักที่ต้องใช้ ได้แก่ สำเนาหนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ และแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส. 1-01) กำหนดส่งเงินสมทบและบทลงโทษ นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากส่งล่าช้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย หากไม่ขึ้นทะเบียนนายจ้างเลย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร เมื่อจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง นายจ้างต้องคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีของลูกจ้าง แล้วหักไว้เฉลี่ยทุกเดือน วิธีคำนวณคือ นำเงินเดือนทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วหารด้วย 12 เดือน รายได้สุทธิต่อปี อัตราภาษี 0 – 150,000 บาท ยกเว้นภาษี 150,001 – 300,000 บาท 5% 300,001 – 500,000 บาท 10% 500,001 – 750,000 บาท 15% 750,001 – 1,000,000 บาท 20% 1,000,001 – 2,000,000 บาท 25% 2,000,001 – 5,000,000 บาท 30% มากกว่า 5,000,000 บาท 35% กำหนดยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย นายจ้างต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1 (แบบรายเดือนสำหรับเงินเดือนลูกจ้าง) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ยื่นผ่าน e-Filing ขยายเวลาถึงวันที่ 15 นอกจากนี้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1ก (แบบสรุปรายปี) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไปด้วย เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีรายละเอียดค่อนข้างมาก อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) Checklist สิ่งที่นายจ้างต้องทำเมื่อรับพนักงานใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่กำลังจะรับพนักงานใหม่ นี่คือรายการสิ่งที่ต้องดำเนินการให้ครบ ลำดับ สิ่งที่ต้องทำ ทำไมต้องทำ 1 จัดทำสัญญาจ้างงาน ระบุตำแหน่ง ค่าจ้าง วันเริ่มงาน ป้องกันข้อพิพาทด้านแรงงาน มีหลักฐานชัดเจนทั้งสองฝ่าย 2 ขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม (ถ้ายังไม่เคยทำ) กฎหมายบังคับภายใน 30 วัน มีโทษจำคุกและปรับหากไม่ทำ 3 ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน ต้องทำภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงานของลูกจ้าง 4 จัดเตรียมระบบคำนวณเงินเดือนและหักภาษี ณ ที่จ่าย คำนวณภาษีถูกต้องตั้งแต่เดือนแรก ไม่ต้องแก้ไขทีหลัง 5 จัดทำทะเบียนลูกจ้างตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างเก็บข้อมูลลูกจ้าง 6 จัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมาย (วันหยุด ลาป่วย ลากิจ) หากไม่จัดให้ครบมีโทษปรับ และลูกจ้างฟ้องร้องได้ นายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่าไร หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อายุงาน ค่าชดเชย (ไม่น้อยกว่า) 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ค่าจ้าง 30 วัน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ค่าจ้าง 90 วัน 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ค่าจ้าง 180 วัน 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ค่าจ้าง 240 วัน 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ค่าจ้าง 300 วัน 20 ปีขึ้นไป ค่าจ้าง 400 วัน นอกจากค่าชดเชยแล้ว นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าจ้าง หรือจ่ายเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลิกจ้างพนักงานที่ทำงาน 4 ปี เงินเดือน 25,000 บาท ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 150,000 บาท (คิดจากค่าจ้าง 6 เดือน) บทลงโทษหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การไม่ทำตามหน้าที่ของนายจ้าง มีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ตั้งแต่ค่าปรับจนถึงโทษจำคุก กรณี บทลงโทษ (ข้อมูลประมาณการ) ไม่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่งเงินสมทบล่าช้า เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือหักแล้วไม่นำส่ง เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และอาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ไม่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน (กิจการ 10 คนขึ้นไป) ปรับไม่เกิน 20,000 บาท สรุป หน้าที่ของนายจ้างที่ต้องจัดการให้ครบ เจ้าของธุรกิจ B2B ที่มีพนักงาน ต้องจัดการหน้าที่นายจ้างให้ครบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ทำสัญญาจ้างงานที่ชัดเจน ขึ้นทะเบียนประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตรงเวลา เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าละเลย อาจมีทั้งค่าปรับและโทษทางกฎหมายตามมา จัดการเงินเดือนและภาษีให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคำนวณเงินเดือน หักประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด เชื่อมต่อกับ PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษี ส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรได้ทันที – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหน้าที่นายจ้าง นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายในกี่วัน นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้างคนแรก ลูกจ้างแต่ละคนก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันจากวันเริ่มงานเช่นกัน ปัจจุบันสามารถขึ้นทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมได้ ธุรกิจ B2B ที่จ้างฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างให้ฟรีแลนซ์ อัตราที่ใช้หักขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ เช่น ค่าจ้างทำของ (มาตรา 40(7)(8)) หักที่ 3% นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายให้ฟรีแลนซ์ทุกครั้ง และยื่นแบบ ภ.ง.ด. 3 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สัญญาจ้างงานต้องมีอะไรบ้างถึงจะครบถ้วน สัญญาจ้างงานที่ดีควรระบุอย่างน้อย 7 รายการ ได้แก่ ชื่อนายจ้างและลูกจ้าง ตำแหน่งงาน อัตราค่าจ้าง วันเริ่มงาน ชั่วโมงทำงาน ระยะเวลาทดลองงาน และเงื่อนไขเลิกจ้าง สำหรับธุรกิจ B2B แนะนำให้เพิ่มข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับทางการค้า (NDA) ไว้ด้วย พนักงานทดลองงานมีสิทธิได้ค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างหรือไม่ หากพนักงานทำงานครบ 120 วันขึ้นไป แม้จะยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ก็มีสิทธิได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ถ้าทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดค่าจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ทรัพยากรมนุษย์ คืออะไร คู่มือบริหารคนให้คุ้มต้นทุน

ธุรกิจ B2B มักมีต้นทุนเรื่องการจัดจ้างและเงินเดือน สูงได้ถึงร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากเจ้าของกิจการยังมองทรัพยากรมนุษย์เป็นแค่ค่าใช้จ่ายรายเดือน ไม่เคยแกะดูว่าต้นทุนจริงต่อหัวเป็นเท่าไร และมีสวัสดิการอะไรบ้างที่ช่วยลดภาษี อาจจะพลาดโอกาสสำคัญ โดยในบทความนี้จะพาดูภาพรวมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในมุมที่ใช้วางแผนได้จริง ครอบคลุมทั้งต้นทุน กลยุทธ์ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างรอบด้าน ทรัพยากรมนุษย์ คืออะไร ทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง บุคลากรทุกคนในองค์กร ที่ใช้ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้า ส่วนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management หรือ HRM) คืองานวางแผน สรรหา พัฒนา และดูแลคนเหล่านั้นให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ สำหรับธุรกิจ B2B โดยเฉพาะสายบริการ ที่ปรึกษา หรือโซลูชันเฉพาะทาง คนคือทรัพย์สินสำคัญที่สุด ลูกค้าตัดสินใจซื้อเพราะเชื่อมั่นในตัวทีม ไม่ใช่แค่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว 4 หน้าที่หลักของ HR ที่ธุรกิจต้องรู้ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ครอบคลุม 4 ด้านหลักที่เชื่อมโยงกัน ต้นทุนพนักงาน 1 คน ตัวเลขที่ผู้บริหารมองข้าม ต้นทุนจริงของพนักงาน 1 คนสูงกว่าเงินเดือนที่จ่ายทุกเดือนมาก หลายกิจการคิดแค่ยอดโอนเข้าบัญชีพนักงาน แต่ลืมนับต้นทุนอื่นที่ซ่อนอยู่ โครงสร้างต้นทุน (เงินเดือน ประกันสังคม สวัสดิการ) ตัวอย่างต้นทุนพนักงานเงินเดือน 25,000 บาท (ตัวเลขประมาณการ) รายการ บาทต่อเดือน เงินเดือน 25,000 ประกันสังคมส่วนนายจ้าง ร้อยละ 5 875 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนนายจ้าง ร้อยละ 3-5 (ถ้ามี) 750-1,250 สวัสดิการอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง 1,500-3,000 อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ (เฉลี่ย) 500-1,500 รวมต้นทุนจริงโดยประมาณ 28,625-31,625 ต้นทุนจริงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 114-126 ของเงินเดือน หรือสูงกว่ายอดโอนราว 3,500-6,500 บาทต่อคนต่อเดือน ต้นทุนซ่อนที่หลายธุรกิจมองข้าม นอกจากต้นทุนรายเดือน ยังมีต้นทุนที่เกิดเป็นครั้งคราวแต่กระทบหนัก อาทิ ต้นทุน Turnover คือค่าใช้จ่ายเมื่อพนักงานลาออก ครอบคลุมตั้งแต่ค่าลงประกาศรับสมัคร ค่าเวลาสัมภาษณ์ ค่าฝึกสอนคนใหม่ ไปจนถึงผลงานที่หายไป ข้อมูลจากหลายแหล่ง ประเมินว่าต้นทุนทรัพยากรมนุษย์ส่วน turnover ของพนักงานระดับกลาง อยู่ที่ราว 50-200 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนรายปี และยังมีค่าใช้จ่ายระหว่างการฝึกอบรม ที่พนักงานใหม่อาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะทำงานได้เต็มที่ ช่วงนี้เป็นต้นทุนจมที่ยังไม่สร้างรายได้ กลยุทธ์ HR สำหรับธุรกิจ B2B ที่พึ่งพาทีมมืออาชีพ ธุรกิจ B2B ต่างจาก B2C ตรงที่รายได้มาจากความสัมพันธ์ระหว่างทีมกับลูกค้า ถ้าพนักงานคนสำคัญลาออก ลูกค้าอาจตามไปด้วย การบริหารทรัพยากรมนุษย์จึงมีความสำคัญ ยิ่งธุรกิจโตขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งต้องทำให้ทุกอย่างเป็นระบบมากเท่านั้น โดยอาจเริ่มต้นจาก ดึงดูด รักษา และวัดผล ROI ของทีม สิ่งที่คนเก่งมองหาคือโอกาสเติบโตและเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน (Career Path) โดยเฉพาะกับคนภายในองค์กรที่ต้องสร้างเส้นทางให้ชัดเจน สวัสดิการต้องจับต้องได้ และเงินเดือนต้องสมกับหน้าที่รับผิดชอบ นอกจากนี้ ในการทำงานของ HR ยังต้องทำให้วัดผลได้ เช่น รายได้ต่อหัว (Revenue per Employee) และอัตราการลาออก (Turnover Rate) ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนเพิ่มจุดไหน ภาษีและสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ที่ธุรกิจควรใช้ เรื่องภาษีเป็นมุมที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม ทั้งที่สวัสดิการพนักงานหลายอย่างนำไปลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ สวัสดิการลดหย่อนภาษี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคมนายจ้าง สวัสดิการพนักงานที่นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ (อ้างอิงจากแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร rd.go.th ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนใช้งาน) ข้อมูลภาษีและสวัสดิการทั้งหมดเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ สรุป ทรัพยากรมนุษย์คือการลงทุน ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย การบริหารทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายบุคคล แต่เป็นหัวใจของการบริหารต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่รายได้ผูกกับทีมมืออาชีพ เมื่อเจ้าของกิจการเข้าใจต้นทุนจริงของพนักงาน การวางแผนดึงดูดและรักษาคนเก่ง พร้อมใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มที่ จะช่วยให้กิจการเติบโตอย่างมั่นคง จัดการเงินเดือนและต้นทุนพนักงานให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ คำนวณเงินเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคมอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อกับระบบบัญชี PEAK Account ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรมนุษย์กับฝ่ายบุคคลต่างกันอย่างไร ฝ่ายบุคคลเป็นหน่วยงานที่ดูแลงานธุรการเรื่องคน เช่น จ่ายเงินเดือน จัดทำเอกสาร จัดวันลา ส่วนทรัพยากรมนุษย์เป็นแนวคิดที่กว้างกว่า ครอบคลุมตั้งแต่การสรรหา พัฒนา ไปจนถึงรักษาบุคลากรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจขนาดเล็กต้องมีฝ่าย HR โดยเฉพาะไหม ธุรกิจที่มีพนักงาน 5-10 คนอาจยังไม่ต้องตั้งฝ่าย HR แยก แต่เจ้าของกิจการควรเข้าใจหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์เบื้องต้น โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทน สวัสดิการ และภาระภาษีที่ต้องจัดการทุกเดือน ส่วนงานเงินเดือนและภาษีใช้เครื่องมืออัตโนมัติช่วยลดภาระได้ สวัสดิการพนักงานอะไรบ้างที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ ตัวอย่างเช่น เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพกลุ่ม และค่าฝึกอบรมที่เข้าเกณฑ์กรมสรรพากร (หักได้ 2 เท่า) รายละเอียดและเงื่อนไขตรวจสอบที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษาสำนักงานบัญชีที่ดูแลกิจการของคุณ ต้นทุนจริงของพนักงาน 1 คนสูงกว่าเงินเดือนแค่ไหน โดยประมาณ ต้นทุนจริงสูงกว่าเงินเดือนราวร้อยละ 15-30 ขึ้นอยู่กับสวัสดิการที่กิจการมอบให้ เช่น ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล ยังไม่รวมต้นทุนซ่อนอย่าง Turnover Cost ที่อาจสูงถึง 50-200 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนรายปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

การล้มละลาย คืออะไร ผลกระทบต่อธุรกิจ B2B และวิธีป้องกันความเสี่ยง

เมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้การค้าถูกศาลสั่งให้ล้มละลาย ธุรกิจของคุณอาจเรียกเงินจากคู่ค้าคืนมาไม่ได้ ธุรกิจ SME หลายแห่งต้องเผชิญความเสี่ยงนี้ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่าคู่ค้าของเราจะล้มละลายเมื่อไหร่ โดยในบทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องการล้มละลายในมุมที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจ B2B สิทธิในการเรียกร้องหนี้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญให้ถูกต้อง การล้มละลาย คืออะไร ความหมายที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ การล้มละลาย คือ สถานะทางกฎหมายที่ศาลมีคำพิพากษาให้บุคคลหรือนิติบุคคลตกเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ได้ ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อแบ่งชำระให้เจ้าหนี้ตามกฎหมาย สำหรับเจ้าของธุรกิจ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า สถานะนี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้เป็นหนี้เท่านั้น แต่ส่งผลต่อเจ้าหนี้ทุกราย รวมถึงคู่ค้าและซัพพลายเออร์ที่ยังมียอดค้างชำระอยู่ ประเภทของการล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย กฎหมายล้มละลายของไทย คือ พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 (แก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง) กำหนดเงื่อนไขการฟ้องล้มละลายไว้ดังนี้ ประเภทลูกหนี้ จำนวนหนี้ขั้นต่ำ หมายเหตุ บุคคลธรรมดา ตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน นิติบุคคล (บริษัท, ห้างหุ้นส่วน) ตั้งแต่ 3,000,000 บาทขึ้นไป ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฉบับแก้ไข นอกจากจำนวนหนี้ เจ้าหนี้ต้องพิสูจน์ด้วยว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินไม่เพียงพอชำระหนี้ทั้งหมดได้ ล้มละลาย กับ ฟื้นฟูกิจการ ต่างกันตรงไหน เรื่อง ล้มละลาย ฟื้นฟูกิจการ เป้าหมาย ชำระบัญชี ขายทรัพย์สินจ่ายหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ให้ธุรกิจเดินต่อได้ ผลต่อธุรกิจ ยุติกิจการ ดำเนินกิจการต่อภายใต้แผนฟื้นฟู ผลต่อเจ้าหนี้ ได้รับชำระหนี้ตามส่วนแบ่ง มีโอกาสได้คืนมากกว่า เพราะธุรกิจยังมีรายได้ สำหรับเจ้าหนี้ การฟื้นฟูกิจการมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะยังมีโอกาสได้รับชำระหนี้ในจำนวนที่สูงกว่า ขั้นตอนการฟ้องล้มละลายในประเทศไทย ขั้นตอนการฟ้องคดีเริ่มต้นเมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้ เงื่อนไขการฟ้องล้มละลาย สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เจ้าหนี้ที่จะฟ้องคดีได้ต้องมีหลักฐานว่าลูกหนี้มีหนี้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และมีข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว เช่น ลูกหนี้หลบหนี ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา หรือถูกยึดทรัพย์แล้วไม่เพียงพอ ระยะเวลาคดีล้มละลาย และกี่ปีจึงพ้นล้มละลาย ตามกฎหมายปัจจุบัน ผู้ที่ตกเป็นบุคคลล้มละลายจะพ้นจากสถานะนี้ได้ใน 3 ปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา สำหรับคดีที่เกิดซ้ำ ระยะเวลาจะเพิ่มเป็น 5 ปี และ 7 ปี ตามลำดับ ในช่วงที่ยังอยู่ในสถานะนี้ ลูกหนี้จะถูกจำกัดสิทธิหลายอย่าง เช่น ไม่สามารถเป็นกรรมการบริษัท ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่สามารถทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินเกินจำนวนที่กำหนดได้ ผลกระทบเมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้ล้มละลาย สิ่งที่ธุรกิจ B2B ต้องรับมือ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ทำการค้าแบบ B2B นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อคู่ค้าตกอยู่ในสถานะนี้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นทันทีหลายด้านพร้อมกัน หนี้ค้างชำระ เมื่อลูกหนี้จ่ายเงินไม่ได้ ผลกระทบแรกที่เจ้าของธุรกิจจะเจอคือ เงินที่ค้างชำระอาจเรียกคืนไม่ได้ หรือได้คืนเพียงบางส่วน สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งสินค้าให้คู่ค้ามูลค่า 500,000 บาท แต่คู่ค้าถูกฟ้องคดีก่อนจ่ายเงิน ยอดนี้จะกลายเป็นหนี้ในคดีที่ต้องรอการแบ่งชำระตามลำดับ ไม่ใช่เรียกร้องได้ทันที กระทบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ถ้าคู่ค้าที่ประสบปัญหาเป็นซัพพลายเออร์หลัก ธุรกิจของคุณอาจหยุดชะงักทันที เพราะไม่มีวัตถุดิบหรือสินค้าเข้ามา ต้องเสียเวลาหาซัพพลายเออร์ใหม่ และอาจต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้นเพราะเป็นการสั่งซื้อเร่งด่วน ความเสี่ยงทางกฎหมาย สัญญาที่ยังค้างอยู่ เมื่อคู่ค้าถูกพิทักษ์ทรัพย์ สัญญาที่ทำไว้จะได้รับผลกระทบ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเลือกว่าจะปฏิบัติตามสัญญาต่อหรือไม่ หมายความว่า ธุรกิจของคุณอาจถูกยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวโดยไม่มีทางเลือก สัญญาณเตือนทางการเงินที่บ่งบอกว่าคู่ค้าอาจใกล้ล้มละลาย การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนจะช่วยให้คุณเตรียมรับมือได้ก่อน สัญญาณที่ควรจับตาได้แก่ สิทธิของเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย ขอรับชำระหนี้ได้อย่างไร เมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คุณในฐานะเจ้าหนี้มีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้ได้ แต่ต้องดำเนินการให้ถูกขั้นตอนและทันเวลา ประเภทเจ้าหนี้ มีประกัน กับ ไม่มีประกัน ประเภท คือใคร สิทธิ เจ้าหนี้มีประกัน มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น จำนอง จำนำ ได้รับชำระก่อนจากทรัพย์ที่ค้ำประกัน เจ้าหนี้ไม่มีประกัน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ เช่น เจ้าหนี้การค้าทั่วไป ได้รับชำระตามส่วนแบ่งที่เหลือหลังหักเจ้าหนี้มีประกัน ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ซึ่งหมายความว่าจะได้รับชำระเป็นลำดับหลัง นี่คือเหตุผลที่การป้องกันล่วงหน้าสำคัญมาก ขั้นตอนการยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ พร้อมแนบหลักฐานประกอบ ได้แก่ สัญญาซื้อขาย ใบแจ้งหนี้ ใบส่งสินค้า หรือหลักฐานการค้าอื่นที่แสดงว่าลูกหนี้เป็นหนี้จริง สามารถยื่นได้ที่กรมบังคับคดี หรือผ่านระบบออนไลน์ (ระบบงานคดีล้มละลาย – กรมบังคับคดี) กรอบเวลาสำคัญที่เจ้าหนี้ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ จุดนี้สำคัญมาก หากพลาดกำหนดเวลาจะเสียสิทธิทันที เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ายื่นไม่ทัน หนี้ที่ค้างจะไม่ได้รับการพิจารณาจ่ายคืน 6 แนวทางป้องกันความเสี่ยง เมื่อทำธุรกิจ B2B การรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับธุรกิจ การป้องกันล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก ตรวจสอบสถานะทางการเงินของคู่ค้าก่อนทำธุรกรรม ก่อนเริ่มทำการค้ากับคู่ค้ารายใหม่ ควรตรวจสอบงบการเงินผ่าน DBD DataWarehouse เพื่อดูว่ากิจการมีกำไรหรือขาดทุน มีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ฟรี กำหนดเงื่อนไขการชำระเงินที่รัดกุม กำหนด credit term ให้เหมาะสม สำหรับคู่ค้าใหม่ควรเริ่มจากระยะสั้น เช่น 15-30 วัน และเพิ่มขึ้นเมื่อสร้างความไว้วางใจแล้ว การมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุเงื่อนไขชัดเจนจะช่วยปกป้องสิทธิของคุณในกรณีที่ต้องเรียกร้องทางกฎหมาย ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างเหมาะสม ทุกธุรกิจที่มีลูกหนี้การค้าควรตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ในงบการเงิน เพื่อสะท้อนความเป็นจริงว่ามีลูกหนี้บางรายที่อาจจ่ายเงินไม่ได้ การตั้งค่าเผื่อนี้ช่วยให้งบการเงินแม่นยำขึ้นและเตรียมพร้อมรับผลกระทบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร) กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาคู่ค้ารายเดียว ถ้ารายได้กว่า 30-50% มาจากลูกค้ารายเดียว ธุรกิจของคุณมีความเสี่ยงสูงมาก หากลูกค้ารายนั้นประสบปัญหาทางการเงิน ผลกระทบจะรุนแรง การกระจายฐานลูกค้าหลายรายช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ ติดตามข่าวสารและราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการล้มละลาย ราชกิจจานุเบกษาจะประกาศรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์ การตรวจสอบเป็นประจำจะช่วยให้คุณรู้ทันสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป วิธีตรวจสอบรายชื่อและสถานะล้มละลายของคู่ค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ ปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้หลายช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (ค้นหาประกาศราชกิจจานุเบกษา) สำหรับค้นหาประกาศพิทักษ์ทรัพย์ เว็บไซต์กรมบังคับคดี (ระบบงานคดีล้มละลาย) สำหรับตรวจสอบสถานะคดี และ DBD DataWarehouse (datawarehouse.dbd.go.th) สำหรับตรวจสอบงบการเงินและสถานะนิติบุคคล วิธีบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญเมื่อลูกหนี้ล้มละลาย เมื่อทำทุกอย่างแล้วแต่ยังเรียกเก็บหนี้ไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำต่อคือบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้งบการเงินบิดเบือนและเพื่อใช้สิทธิทางภาษีได้ เงื่อนไขการตัดหนี้สูญตามประมวลรัษฎากร การตัดจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีต้องทำตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 โดยแบ่งเป็น 3 กรณีตามจำนวนหนี้ จำนวนหนี้ สิ่งที่ต้องทำก่อนตัดหนี้สูญ ไม่เกิน 200,000 บาท ติดตามทวงถามอย่างเป็นระบบแล้วไม่ได้รับชำระ 200,001 – 2,000,000 บาท ฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งแล้วลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินจะชำระ เกิน 2,000,000 บาท ฟ้องร้องเป็นคดี หรือลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องมีหลักฐานการติดตามทวงถามที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นจดหมายทวงถาม อีเมล หรือบันทึกการติดต่อ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร – หลักเกณฑ์การตัดจำหน่ายหนี้สูญ) ตัวอย่างการบันทึกบัญชี (Journal Entry) สมมุติว่า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีลูกหนี้การค้าค้างชำระ 300,000 บาท และลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว บริษัทจะบันทึกบัญชีดังนี้ กรณีตัดหนี้สูญโดยตรง รายการ เดบิต เครดิต หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 300,000 ลูกหนี้การค้า 300,000 กรณีเคยตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ก่อนหน้า รายการ เดบิต เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 300,000 ลูกหนี้การค้า 300,000 การเลือกวิธีบันทึกขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจได้ตั้งค่าเผื่อไว้ก่อนหน้าหรือไม่ (อ่านวิธีบันทึกหนี้สูญแบบละเอียดได้ที่ วิธีบันทึกหนี้สูญใน PEAK) การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ กับ การตัดหนี้สูญ สรุปสั้น ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกันแต่ต่างกัน ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือการประมาณการล่วงหน้าว่าจะเก็บเงินไม่ได้ ส่วนการตัดหนี้สูญ คือการยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้จริง ทั้งสองเรื่องนี้มีรายละเอียดทางบัญชีและภาษีค่อนข้างมาก สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร และ วิธีบันทึกหนี้สูญใน PEAK สรุป เตรียมพร้อมวันนี้ ดีกว่ารับมือเมื่อสายเกินไป การที่คู่ค้าประสบปัญหาทางการเงินจนถึงขั้นล้มละลายเป็นความเสี่ยงที่ทุกธุรกิจ B2B ต้องเผชิญ สิ่งที่เจ้าของกิจการทำได้คือ ตรวจสอบสถานะทางการเงินของคู่ค้าอย่างสม่ำเสมอ กำหนดเงื่อนไขการค้าที่ชัดเจน ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ในงบการเงิน และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริง ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ให้ทันกำหนดเวลา พร้อมบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร จัดการลูกหนี้และบัญชีอย่างเป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดการเอกสารทางธุรกิจ ติดตามลูกหนี้การค้า และบันทึกบัญชีได้ครบถ้วนในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการล้มละลาย ล้มละลายกี่ปีจึงพ้นสภาพ ผู้ที่ตกอยู่ในสถานะนี้ครั้งแรกจะพ้นภายใน 3 ปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา ระหว่างนั้นจะถูกจำกัดสิทธิบางอย่าง เช่น ไม่สามารถเป็นกรรมการบริษัทหรือเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต คู่ค้าล้มละลาย เรียกเก็บหนี้ได้อย่างไร ไม่สามารถเรียกเก็บหนี้โดยตรงได้อีก ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือนนับจากวันที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หากพลาดกำหนดจะเสียสิทธิ ตัดหนี้สูญต้องทำอย่างไรให้ถูกต้องตามสรรพากร ต้องมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดเจน และปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 ตามจำนวนหนี้ที่ค้าง หากดำเนินการครบถ้วน สามารถนำหนี้สูญมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ การล้มละลาย กับ การฟื้นฟูกิจการ ต่างกันตรงไหน การล้มละลายมีเป้าหมายเพื่อชำระบัญชีและยุติกิจการ ส่วนการฟื้นฟูกิจการมีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ สำหรับเจ้าหนี้ ทางเลือกหลังมักให้ประโยชน์มากกว่า ตรวจสอบรายชื่อบุคคลล้มละลายได้ที่ไหน สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (ค้นหาประกาศราชกิจจานุเบกษา) และเว็บไซต์กรมบังคับคดี (ระบบงานคดีล้มละลาย) ซึ่งเปิดให้ค้นหาได้ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

19 min

บมจ. ย่อมาจากอะไร ต่างจาก บจ. ตรงไหน ฉบับเจ้าของธุรกิจ

บมจ. ย่อมาจาก บริษัท มหาชน จำกัด ภาษาอังกฤษคือ Public Company Limited (PCL) เป็นรูปแบบนิติบุคคลที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปร่วมเป็นเจ้าของผ่านการซื้อหุ้น ในขณะที่ บจ. คือ บริษัท จำกัด หรือ Private Company Limited ที่จำกัดจำนวนผู้ถือหุ้นและไม่สามารถเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะได้ บทความนี้จะพาคุณดูข้อแตกต่างสำคัญของทั้งสองรูปแบบ โดยเฉพาะในมุมที่ส่งผลต่อการทำสัญญาธุรกิจ การระดมทุน และความน่าเชื่อถือที่คู่ค้าใช้พิจารณา บมจ. ย่อมาจากอะไร บมจ. ย่อมาจาก บริษัท มหาชน จำกัด หมายถึงนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 โดยมีจุดเด่นคือสามารถเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปได้ ความหมายตาม พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ตามกฎหมายฉบับนี้ บริษัทมหาชนจำกัดมีเงื่อนไขเรื่องจำนวนผู้ก่อตั้งและทุนจดทะเบียนขั้นต่ำที่สูงกว่า บจ. อย่างชัดเจน (รายละเอียดดูในตารางเปรียบเทียบด้านล่าง) และต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) โดยใช้คำนำหน้าว่า บริษัท … (มหาชน) จำกัด หรือ บมจ. (ข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ตัวอย่าง บมจ. ที่คนไทยรู้จัก เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองนึกถึงบริษัทที่เราใช้บริการทุกวัน เช่น บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) หรือ บมจ. ปตท. (PTT) ทั้งสองเป็นบริษัทมหาชนที่หุ้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ต้องเข้าใจว่าการเป็น บมจ. ไม่ได้หมายความว่าต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์เสมอไป บมจ. บางแห่งยังไม่ได้นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดก็ได้ บมจ. กับ บจ. ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างระหว่าง บมจ. กับ บจ. ไม่ได้อยู่แค่ขนาดบริษัท แต่อยู่ที่โครงสร้างกฎหมาย ความโปร่งใส และโอกาสทางธุรกิจที่ต่างกันอย่างชัดเจน หัวข้อ บมจ. (บริษัทมหาชนจำกัด) บจ. (บริษัทจำกัด) ผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ 15 คนขึ้นไป 3 คนขึ้นไป ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท ไม่กำหนดขั้นต่ำ การขายหุ้น เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปได้ จำกัดเฉพาะกลุ่มผู้ถือหุ้น การเปิดเผยงบการเงิน ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ เปิดเผยต่อ DBD เท่านั้น การตรวจสอบบัญชี ต้องใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต กรรมการขั้นต่ำ 5 คน 1 คนขึ้นไป โครงสร้างผู้ถือหุ้นและทุนจดทะเบียน เหตุผลที่ บมจ. กำหนดผู้ก่อตั้งและทุนขั้นต่ำสูงกว่า บจ. เพราะ บมจ. ออกแบบมาให้ระดมทุนจากสาธารณะ จึงต้องมีฐานผู้ถือหุ้นและทุนที่มากพอรองรับการเสนอขายหุ้นต่อนักลงทุนทั่วไป ส่วน บจ. เน้นการร่วมทุนในกลุ่มเล็ก จึงใช้ผู้ถือหุ้นเพียง 3 คน และไม่มีเกณฑ์ทุนขั้นต่ำ การเปิดเผยข้อมูลและงบการเงิน สำหรับคู่ค้าหรือนักลงทุน นี่คือจุดต่างที่สำคัญที่สุด บมจ. ต้องเปิดเผยงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing ให้สาธารณะเข้าถึงได้ และถ้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังต้องรายงานผลประกอบการทุกไตรมาส ส่วน บจ. แค่ยื่นงบต่อ DBD ปีละครั้ง คนภายนอกเข้าถึงข้อมูลได้ยากกว่า การกำกับดูแลและกรรมการ บมจ. ต้องมีกรรมการอย่างน้อย 5 คน และจัดให้มีกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) เพื่อกำกับดูแลความโปร่งใส สำหรับ บจ. ใช้กรรมการเพียง 1 คนก็เพียงพอ ข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่าของ บมจ. ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุนและคู่ค้า ความรับผิดชอบต่อหนี้สินและการโอนหุ้น ทั้ง บมจ. และ บจ. ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบจำกัดไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ถือ แต่ข้อแตกต่างอยู่ที่การโอนหุ้น บมจ. สามารถโอนหุ้นได้เสรีโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้นรายอื่น ในขณะที่ บจ. อาจมีข้อจำกัดเรื่องการโอนหุ้นตามข้อบังคับบริษัท ต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้น ข้อนี้ส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องของการลงทุน ทำไม บมจ. ถึงน่าเชื่อถือกว่า บจ. ในมุมคู่ค้า B2B ถ้าคุณเคยยื่นประมูลงาน หรือเจรจาสัญญากับบริษัทขนาดใหญ่ คุณอาจสังเกตว่าคู่ค้ามักตรวจสอบสถานะบริษัทก่อนเซ็นสัญญาเสมอ สถานะ บมจ. สร้างความได้เปรียบตรงนี้อย่างชัดเจน สิ่งที่คู่ค้าพิจารณาก่อนทำสัญญาธุรกิจ เมื่อบริษัทรายใหญ่จะเลือกคู่ค้า สิ่งแรกที่ตรวจสอบคืองบการเงินและโครงสร้างบริษัท บมจ. ได้เปรียบตรงที่คู่ค้าเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องร้องขอ เพราะเป็นข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว นอกจากนี้ บมจ. ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งกำหนดให้เปิดเผยรายการที่เกี่ยวโยงกันและรายงานเหตุการณ์สำคัญ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงให้คู่ค้าที่จะเข้าทำสัญญาด้วย (ข้อมูลจาก สำนักงาน ก.ล.ต.) ผลต่อการเจรจาสัญญาและวงเงินเครดิต ในทางปฏิบัติ บมจ. มักได้เงื่อนไขสัญญาที่ดีกว่า เช่น วงเงินเครดิตจากธนาคารสูงขึ้น ระยะเวลาชำระเงินที่ยืดหยุ่นกว่า และโอกาสได้ร่วมงานกับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการคู่ค้าที่มีข้อมูลการเงินโปร่งใส ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ที่ทำธุรกิจ IT Solution ยอมแปลงสภาพเป็น บมจ. เพราะต้องการเข้าร่วมประมูลโครงการกับหน่วยงานรัฐที่กำหนดว่าคู่สัญญาต้องมีงบการเงินที่สาธารณะตรวจสอบได้ บมจ. กับการระดมทุน โอกาสที่ บจ. ไม่มี หนึ่งในเหตุผลหลักที่ธุรกิจเลือกเป็น บมจ. คือการเปิดประตูสู่การระดมทุนที่ บจ. ไม่สามารถเข้าถึงได้ การออกหุ้น IPO ในตลาดหลักทรัพย์ IPO (Initial Public Offering) คือการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก เฉพาะ บมจ. เท่านั้นที่ทำได้ โดยต้องผ่านการพิจารณาจากสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่องทางนี้ช่วยให้ระดมเงินทุนจำนวนมากจากนักลงทุนทั่วประเทศ (ข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) ทางเลือกระดมทุนอื่นของ บมจ. นอกจาก IPO แล้ว บมจ. ยังมีทางเลือกระดมทุนอื่นที่ บจ. ทำไม่ได้ เช่น การออกหุ้นเพิ่มทุน (Right Offering) การออกหุ้นกู้ (Debenture) และการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ทุกช่องทางนี้ช่วยให้ธุรกิจที่เติบโตเร็วมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้ธนาคารเพียงอย่างเดียว คุณสมบัติและขั้นตอนจดทะเบียน บมจ. ถ้าคุณกำลังพิจารณาว่าธุรกิจของคุณควรเป็น บมจ. หรือไม่ สิ่งแรกคือเข้าใจว่าต้องมีคุณสมบัติอะไร และขั้นตอนเป็นอย่างไร คุณสมบัติตามกฎหมาย เงื่อนไขหลักที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับ บมจ. ประกอบด้วย (ตามเกณฑ์ของ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535) ขั้นตอนจดทะเบียนแปลงสภาพจาก บจ. เป็น บมจ. สำหรับ บจ. ที่ต้องการแปลงสภาพเป็น บมจ. มีขั้นตอนหลักดังนี้ ขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเอกสาร เมื่อไรที่ บจ. ควรพิจารณาแปลงสภาพเป็น บมจ. ไม่ใช่ทุก บจ. ที่ต้องเป็น บมจ. การแปลงสภาพมีทั้งข้อดีและต้นทุนที่ต้องชั่งน้ำหนัก สัญญาณว่าธุรกิจพร้อม ลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ ถ้าตอบว่าใช่ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป การแปลงสภาพเป็น บมจ. อาจคุ้มค่า ต้นทุนและข้อควรระวัง การเป็น บมจ. มาพร้อมภาระหน้าที่เพิ่มเติมที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ ข้อควรระวังเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรเป็น บมจ. แต่หมายความว่าต้องเตรียมพร้อมทั้งคน ระบบ และงบประมาณ ผลต่อระบบบัญชีและการเปิดเผยงบการเงิน เมื่อแปลงสภาพเป็น บมจ. สิ่งที่เปลี่ยนแปลงทันทีคือมาตรฐานบัญชีและการเปิดเผยงบการเงิน โดย บมจ. ต้องใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS ฉบับเต็ม ซึ่งมีรายละเอียดและข้อกำหนดมากกว่า TFRS for NPAEs ที่ บจ. ขนาดเล็กใช้อยู่ ต้องจัดทำงบการเงินให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบ และต้องส่งงบต่อ DBD ภายในกำหนดเวลา สำหรับ บมจ. ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ยังต้องรายงานงบทุกไตรมาส เปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านระบบ SET Disclosure และปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Code) ตัวอย่างเช่น เมื่อ บมจ. ออกหุ้นเพิ่มทุนและได้รับเงินค่าหุ้นจากนักลงทุน การบันทึกบัญชีจะเป็นดังนี้ สมมุติ บมจ. ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 1,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท แต่ขายได้ในราคาหุ้นละ 10 บาท วิธีคิด การบันทึกบัญชี รายการ เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินสดหรือเงินฝากธนาคาร 10,000,000 – ทุนเรือนหุ้นสามัญ – 5,000,000 ส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ – 5,000,000 (ตัวอย่างสมมุติเพื่อแสดงหลักการบันทึกบัญชี) การมีระบบบัญชีที่แม่นยำจึงเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ธุรกิจที่กำลังเตรียมตัวแปลงสภาพควรเริ่มจัดระบบบัญชีให้พร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกรายการให้ครบถ้วน กระทบยอดบัญชีให้ตรง และจัดทำรายงานการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบได้ทันที PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจจัดการงบการเงิน รายรับ-รายจ่าย และเอกสารทางบัญชีได้ครบในที่เดียว พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจทุกขนาด สรุป รู้จัก บมจ. เพื่อวางแผนธุรกิจได้แม่นยำ บมจ. ไม่ได้เป็นแค่ บจ. ที่ใหญ่กว่า แต่เป็นโครงสร้างธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อระดมทุนจากสาธารณะ สร้างความโปร่งใส และเปิดโอกาสทางธุรกิจที่กว้างขึ้น สิ่งสำคัญที่ควรจำคือ ความแตกต่างระหว่าง บมจ. กับ บจ. ส่งผลตรงต่อ 3 เรื่อง ได้แก่ ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า ช่องทางระดมทุน และมาตรฐานความโปร่งใสทางบัญชี ถ้าธุรกิจของคุณกำลังเติบโตและต้องการขยายฐานคู่ค้าหรือนักลงทุน การเข้าใจโครงสร้าง บมจ. จะช่วยให้วางแผนได้ถูกทาง เตรียมระบบบัญชีให้พร้อมรับทุกการเติบโต ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็น บจ. หรือกำลังเตรียมแปลงสภาพเป็น บมจ. ระบบบัญชีที่แม่นยำคือพื้นฐานสำคัญ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยจัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับบริษัทมหาชนจำกัด บมจ. ต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อยกี่คน ตอนจดทะเบียนจัดตั้ง บมจ. ต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 15 คน ทุกคนต้องเป็นบุคคลธรรมดา แต่หลังจดทะเบียนแล้ว จำนวนผู้ถือหุ้นอาจเพิ่มขึ้นได้ไม่จำกัดเมื่อเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ ต่างจาก บจ. ที่ใช้ผู้ถือหุ้นเริ่มต้นเพียง 3 คน ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของ บมจ. คือเท่าไร กฎหมายกำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของ บมจ. ไว้ที่ 5 ล้านบาท โดยมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติ บมจ. ที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์มักมีทุนจดทะเบียนสูงกว่าเกณฑ์นี้มาก เพราะ SET และ mai กำหนดเกณฑ์ทุนชำระแล้วเพิ่มเติมอีกขั้นหนึ่ง บมจ. จำเป็นต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ทุกบริษัทหรือไม่ ไม่จำเป็น การเป็น บมจ. กับการเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นคนละเรื่องกัน บมจ. สามารถดำเนินธุรกิจโดยไม่ต้องนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ การเข้าตลาดมีเกณฑ์เพิ่มเติมที่ต้องผ่าน เช่น คุณสมบัติด้านผลกำไร ทุน และระบบควบคุมภายใน ที่กำหนดโดย ก.ล.ต. และ SET ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

20 min

ข้อมูลบริษัทคู่ค้า ที่คนทำ B2B ต้องรู้ พร้อมวิธีเตรียมตัวให้น่าเชื่อถือ

สำหรับธุรกิจ B2B การตรวจสอบข้อมูลบริษัทก่อนทำงานร่วมกันไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท แต่เป็นสิ่งที่ธุรกิจมืออาชีพทุกแห่งทำกันเป็นปกติ ยิ่งถ้าดีลมีมูลค่าสูงหรือต้องให้เครดิตเทอม ยิ่งต้องรู้ว่าคู่ค้าเป็นใครและน่าเชื่อถือแค่ไหน เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก บทความนี้รวบรวมข้อมูลบริษัท 11 อย่างที่คู่ค้ามักขอตรวจสอบ พร้อมช่องทางเช็คออนไลน์และวิธีเตรียมข้อมูลฝั่งของคุณเองให้พร้อม ข้อมูลบริษัทคืออะไร ทำไมคู่ค้า B2B ถึงต้องตรวจสอบ ข้อมูลบริษัท คือ ข้อมูลที่แสดงตัวตนและสถานะของนิติบุคคล ตั้งแต่ชื่อบริษัท ทะเบียนนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น ไปจนถึงงบการเงินและสถานะทางภาษี โดยข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดให้นิติบุคคลต้องจดทะเบียนและเปิดเผย ทำไมการตรวจสอบถึงสำคัญในธุรกิจ B2B ในธุรกิจแบบ B2B มูลค่าต่อดีลมักสูงกว่า B2C หลายเท่า การให้เครดิตเทอม 30-90 วันเป็นเรื่องปกติ และสัญญาระยะยาวก็ผูกพันทั้งสองฝ่ายไม่น้อย หากคู่ค้าไม่มีตัวตนจริง มีปัญหาทางการเงิน หรือมีประวัติไม่ดี ความเสียหายอาจรุนแรงกว่าที่คิด ด้วยเหตุนี้ การทำ Due Diligence เบื้องต้น (คือการตรวจสอบข้อมูลคู่ค้าก่อนตัดสินใจทำธุรกิจด้วย) จึงเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ SME ทุกรายควรทำ ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่เท่านั้น ข้อมูลบริษัท 11 อย่างที่คู่ค้ามักขอตรวจสอบก่อนตัดสินใจ เมื่อบริษัทคู่ค้าต้องการประเมินว่าควรทำงานร่วมกับคุณหรือไม่ สิ่งที่เขามักขอดูมีดังนี้ 1. หนังสือรับรองบริษัท หนังสือรับรองจาก DBD เป็นเอกสารแรกที่คู่ค้าขอดูเกือบทุกครั้ง เพราะเป็นหลักฐานว่าบริษัทจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ข้อมูลในหนังสือรับรองประกอบด้วยชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล ที่ตั้งสำนักงาน ทุนจดทะเบียน และรายชื่อกรรมการ 2. ข้อมูลผู้ถือหุ้นและกรรมการ (บอจ.5) บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หรือ บอจ.5 บอกว่าใครเป็นเจ้าของบริษัทจริง คู่ค้ามักดูข้อมูลนี้เพื่อตรวจสอบว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นชัดเจนหรือไม่ มีการถือหุ้นไขว้หรือเปล่า และใครมีอำนาจตัดสินใจจริง 3. งบการเงินย้อนหลัง งบการเงินย้อนหลัง 2-3 ปี บอกสุขภาพทางการเงินของบริษัทได้ชัดที่สุด คู่ค้าจะดูรายได้ กำไรขาดทุน สินทรัพย์ หนี้สิน และกระแสเงินสด เพื่อประเมินว่าบริษัทมีความสามารถในการชำระเงินและดำเนินธุรกิจต่อได้จริง บริษัทจำกัดทุกรายต้องยื่นงบการเงินต่อ DBD ทุกปี งบการเงินที่จัดทำอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบันช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ทันที โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้ SME จัดทำงบการเงินได้สะดวกและพร้อมแสดงต่อคู่ค้าทุกเมื่อ 4. สถานะทางภาษี คู่ค้าต้องการรู้ว่าบริษัทของคุณจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือไม่ เพราะถ้าออกใบกำกับภาษีโดยไม่ได้จดทะเบียน ใบกำกับภาษีนั้นใช้ไม่ได้ตามกฎหมาย และคู่ค้าอาจถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเพิ่ม โดยสิ่งที่คู่ค้ามักตรวจสอบคือ สถานะการจดทะเบียน VAT (ภ.พ.20) และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ซึ่งเช็คได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร 5. ประวัติการค้าและอายุกิจการ บริษัทที่เปิดดำเนินการมาหลายปีย่อมสร้างความมั่นใจได้มากกว่าบริษัทเปิดใหม่ คู่ค้ามักดูวันที่จดทะเบียน ประวัติการเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียน และการเปลี่ยนกรรมการ เพื่อประเมินความมั่นคง 6. ใบอนุญาตประกอบธุรกิจและใบรับรองมาตรฐาน บางธุรกิจต้องมีใบอนุญาตเฉพาะ เช่น ใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออก, ใบอนุญาตจาก อย. สำหรับอาหารและยา, หรือ ISO 9001 สำหรับระบบบริหารคุณภาพ คู่ค้าจะขอดูเพื่อให้แน่ใจว่าคุณดำเนินธุรกิจถูกกฎหมายและได้มาตรฐาน 7. ประวัติคดีความและข้อพิพาท การตรวจสอบว่าบริษัทหรือกรรมการมีคดีความค้างอยู่หรือไม่ เป็นอีกขั้นตอนที่คู่ค้าบางรายให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในดีลที่มีมูลค่าสูง สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ผ่านระบบสืบค้นคดีของศาลยุติธรรม 8. ข้อมูลเครดิตและพฤติกรรมการชำระเงิน ในธุรกิจ B2B ที่มีการให้เครดิตเทอม คู่ค้าอาจขอตรวจสอบประวัติเครดิตของบริษัท เช่น มีประวัติจ่ายเงินตรงเวลาหรือไม่ มีหนี้ค้างชำระกับรายอื่นหรือเปล่า ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนวินัยทางการเงินขององค์กร 9. ผลงานที่ผ่านมา (Portfolio หรือ Key Project References ที่เปิดเผยได้) คู่ค้าอยากเห็นว่าบริษัทของคุณเคยทำงานอะไรมาบ้าง โดยเฉพาะโปรเจกต์ที่ใกล้เคียงกับงานที่จะทำร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อลูกค้าทุกราย (บางรายอาจติดข้อตกลงรักษาความลับ) แต่ให้แสดงขอบเขตงาน มูลค่าโดยประมาณ และผลลัพธ์ที่ได้ 10. Company Profile หรือเอกสารแนะนำบริษัท Company Profile เป็นเอกสารรวมข้อมูลบริษัทในรูปแบบที่อ่านง่ายและเป็นมืออาชีพ มักประกอบด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจ ผลิตภัณฑ์หรือบริการหลัก ทีมบริหาร ลูกค้าสำคัญ และข้อมูลติดต่อ เอกสารนี้ช่วยให้คู่ค้าเข้าใจภาพรวมของบริษัทได้ในเวลาอันสั้น 11. การตรวจสอบบัญชีธนาคารบริษัทและผู้มีอำนาจลงนาม ก่อนโอนเงินค่าสินค้าหรือบริการ คู่ค้าที่รอบคอบจะตรวจสอบว่าชื่อบัญชีธนาคารที่ได้รับตรงกับชื่อนิติบุคคลจริง และผู้ที่ลงนามในสัญญาเป็นผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองบริษัท การมองข้ามจุดนี้อาจนำไปสู่ปัญหาสัญญาไม่มีผลทางกฎหมาย หรือเงินถูกโอนเข้าบัญชีที่ไม่ถูกต้อง ช่องทางตรวจสอบข้อมูลบริษัทออนไลน์ ปัจจุบันการเช็คข้อมูลบริษัททำได้สะดวกผ่านช่องทางออนไลน์โดยไม่ต้องไปที่หน่วยงานรัฐ นี่คือช่องทางหลักที่ใช้ตรวจสอบได้ฟรี ตรวจสอบผ่าน DBD DataWarehouse DBD DataWarehouse ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลได้ฟรี ขั้นตอนมีดังนี้ ตรวจสอบสถานะภาษีผ่านระบบค้นหาผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ของกรมสรรพากร กรมสรรพากร มีระบบค้นหาผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) วิธีใช้งานคือ เช็คงบการเงินผ่าน e-Filing ของ DBD ระบบ e-Filing ของ DBD เปิดให้สาธารณะดูงบการเงินที่บริษัทยื่นไว้ในแต่ละปี วิธีเช็คคือ ช่องทางเพิ่มเติม นอกจากช่องทางข้างต้น ยังมีแหล่งตรวจสอบอื่นที่อาจเป็นประโยชน์ ได้แก่ วิธีเตรียมข้อมูลบริษัทของคุณให้ดูน่าเชื่อถือและโปร่งใส ถ้าคุณเป็นฝ่ายที่ถูกตรวจสอบ สิ่งสำคัญคือเตรียมข้อมูลให้พร้อมตั้งแต่ก่อนที่คู่ค้าจะขอ ไม่ใช่เตรียมตอนถูกถาม เพราะความพร้อมสะท้อนความเป็นมืออาชีพได้โดยตรง จัดระเบียบเอกสารบริษัทให้พร้อมแสดง รวบรวมเอกสารสำคัญไว้ในที่เดียว ได้แก่ หนังสือรับรองบริษัท (ฉบับล่าสุด), บอจ.5, ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20), และใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่างๆ ควรสแกนเก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลพร้อมส่งได้ทันที ไม่ต้องรอหาเอกสารตัวจริง ดูแลงบการเงินให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน งบการเงินเปรียบเหมือนใบรับรองสุขภาพของบริษัท ถ้าไม่ยื่นงบตามกำหนด หรืองบตัวเลขผิดเพี้ยน ก็ส่งสัญญาณลบตั้งแต่แรก ควรจัดทำงบการเงินอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี และยื่นต่อ DBD ให้ตรงเวลา การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้บันทึกรายการทุกวัน ออกรายงานการเงินได้ทันที และลดความผิดพลาดจากการทำบัญชีด้วยมือ สร้าง Company Profile ที่เป็นมืออาชีพ จัดทำ Company Profile ความยาว 4-8 หน้า ที่สรุปข้อมูลบริษัทอย่างกระชับ ควรมีข้อมูลเหล่านี้เป็นอย่างน้อย หัวข้อ รายละเอียด ข้อมูลทั่วไป ชื่อบริษัท, ปีที่ก่อตั้ง, ทุนจดทะเบียน, จำนวนพนักงาน ธุรกิจหลัก สินค้าหรือบริการ, ตลาดเป้าหมาย, จุดแข็ง ผลงานสำคัญ โปรเจกต์ที่เปิดเผยได้, ลูกค้าอ้างอิง, รางวัล ออกแบบให้ดูเรียบร้อย มีโลโก้บริษัท และอัปเดตข้อมูลอย่างน้อยปีละครั้ง รักษาสถานะทางภาษีให้สะอาด ยื่นภาษีตรงเวลา ไม่มียอดค้างชำระ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลบนระบบกรมสรรพากรตรงกับข้อมูลจริงของบริษัท ถ้าเคยเปลี่ยนที่อยู่หรือเปลี่ยนประเภทธุรกิจ ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงให้ครบ ทั้งกับ DBD และกรมสรรพากร สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าบริษัทคู่ค้าอาจไม่น่าเชื่อถือ นอกจากตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานแล้ว ยังมีสัญญาณเตือนหลายอย่างที่ผู้ประกอบการควรระวัง ชื่อบัญชีรับเงินไม่ตรงกับชื่อนิติบุคคล ถ้าคู่ค้าแจ้งเลขบัญชีธนาคารที่ชื่อบัญชีเป็นชื่อบุคคลธรรมดา ไม่ใช่ชื่อนิติบุคคล ให้ระวังเป็นพิเศษ การโอนเงินค่าสินค้าหรือบริการเข้าบัญชีส่วนตัวนอกจากผิดปกติแล้ว ยังอาจทำให้ใบเสร็จรับเงินไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานทางบัญชีได้ กรรมการติด Blacklist หรือมีคดีความ ตรวจสอบผ่าน DBD DataWarehouse ว่ากรรมการของบริษัทคู่ค้าเคยถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือไม่ และเช็คผ่านระบบศาลว่ามีคดีความฟ้องร้องค้างอยู่หรือเปล่า ถ้าพบประวัติเหล่านี้ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ สัญญาณเตือนอื่นที่ควรระวัง สัญญาณเตือนที่พบได้บ่อยในทางปฏิบัติ ได้แก่ ถ้าพบสัญญาณเหล่านี้หลายข้อพร้อมกัน ไม่ได้หมายความว่าคู่ค้าไม่ดีเสมอไป แต่หมายความว่าคุณควรตรวจสอบเพิ่มเติมให้ละเอียดขึ้นก่อนตกลงทำงานร่วมกัน สรุป – เริ่มต้นจากข้อมูลที่โปร่งใส ธุรกิจก็เติบโตได้อย่างมั่นคง การตรวจสอบข้อมูลบริษัทคู่ค้าไม่ใช่เรื่องยาก แค่เข้าเว็บ DBD DataWarehouse และกรมสรรพากรก็เช็คได้เบื้องต้น และในขณะเดียวกัน การเตรียมข้อมูลบริษัทตัวเองให้พร้อมก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะบริษัทที่มีข้อมูลโปร่งใส เอกสารครบ และงบการเงินเป็นระบบ ย่อมได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้ามากกว่า จัดการเอกสารและการเงินให้พร้อม ด้วย PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการเอกสารธุรกิจ ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน บันทึกรายรับ-รายจ่าย และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ข้อมูลอัปเดตแบบ real-time พร้อมแสดงต่อคู่ค้าได้ทุกเมื่อ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับข้อมูลบริษัทและการตรวจสอบคู่ค้า ตรวจสอบข้อมูลบริษัทออนไลน์ฟรีได้ที่ไหนบ้าง ช่องทางหลักที่ใช้ได้ฟรีคือ DBD DataWarehouse สำหรับข้อมูลจดทะเบียนและงบการเงิน เว็บไซต์กรมสรรพากรสำหรับสถานะ VAT และระบบ e-Filing ของ DBD สำหรับงบการเงินที่ยื่นไว้ ทั้งสามช่องทางเปิดให้บุคคลทั่วไปค้นหาได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก ข้อมูลบริษัทอะไรบ้างที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ข้อมูลที่นิติบุคคลต้องเปิดเผยตามกฎหมายประกอบด้วย ชื่อบริษัท, เลขทะเบียนนิติบุคคล, ที่ตั้งสำนักงาน, ทุนจดทะเบียน, รายชื่อกรรมการ, ขอบเขตธุรกิจของบริษัท, และงบการเงินประจำปี ส่วนข้อมูลอื่นเช่นรายชื่อลูกค้าหรือสัญญาทางธุรกิจไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน SME ควรเตรียมข้อมูลอะไรบ้างเมื่อมีคู่ค้ารายใหม่ขอตรวจสอบ เริ่มจากสิ่งที่ต้องมีเป็นอย่างน้อย ได้แก่ จัดเก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลในโฟลเดอร์เดียวเพื่อส่งให้คู่ค้าได้ทันที Due Diligence กับการตรวจสอบบริษัทคู่ค้าต่างกันตรงไหน Due Diligence ในความหมายกว้างคือการตรวจสอบอย่างรอบด้านก่อนทำธุรกรรมสำคัญ เช่น การลงทุน ควบรวมกิจการ หรือเซ็นสัญญาขนาดใหญ่ มักต้องใช้ทนาย นักบัญชี และที่ปรึกษาเฉพาะทาง ส่วนการตรวจสอบบริษัทคู่ค้าเป็น Due Diligence เบื้องต้นที่ SME ทำเองได้ผ่านแหล่งข้อมูลสาธารณะ งบการเงินบอกอะไรเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของบริษัท งบการเงินช่วยให้เห็นว่าบริษัทมีรายได้เท่าไร กำไรหรือขาดทุน มีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน และมีเงินสดพอสำหรับการดำเนินงานหรือไม่ ถ้าบริษัทมีรายได้เพิ่มต่อเนื่อง หนี้สินอยู่ในระดับที่จัดการได้ และมีกำไรสุทธิเป็นบวก ก็สะท้อนว่าบริษัทมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงพอสำหรับเป็นคู่ค้าระยะยาว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

เงินปันผล คืออะไร ครบทั้งวิธีคำนวณ การจ่าย และบันทึกบัญชี

เจ้าของกิจการหลายคนทำธุรกิจมาหลายปี มีกำไรสะสมอยู่ในบัญชีบริษัท แต่พอถึงเวลาต้องแบ่งกำไรให้ผู้ถือหุ้น กลับไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง แล้วบันทึกบัญชียังไงให้ถูกต้อง โดยในบทความนี้ จะพาคุณมาทำความเข้าใจเงินปันผลตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงขั้นตอนปฏิบัติจริง เงินปันผล (Dividend) คืออะไร เงินปันผล (Dividend) คือ ส่วนแบ่งกำไรที่บริษัทจ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้น ตามสัดส่วนของหุ้นที่ถืออยู่ โดยต้องจ่ายจากกำไรสุทธิหรือกำไรสะสมของบริษัทเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ เมื่อบริษัทมีกำไร ผู้ถือหุ้นก็มีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งกำไรกลับไป นี่คือวิธีที่เจ้าของกิจการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากธุรกิจของตัวเอง Dividend ดอกเบี้ย และกำไรส่วนแบ่ง ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ ลองดูตารางเปรียบเทียบให้ชัด ประเภท ที่มา ได้รับจาก ปันผล (Dividend) กำไรของบริษัท การถือหุ้นในบริษัทจำกัด ดอกเบี้ย การให้กู้ยืมเงิน การฝากเงินหรือให้กู้ กำไรส่วนแบ่ง กำไรของห้างหุ้นส่วน การเป็นหุ้นส่วนในห้างฯ ความแตกต่างสำคัญคือ ปันผลจะจ่ายได้ก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไร ถ้าปีไหนขาดทุนก็ไม่สามารถจ่ายได้ ส่วนดอกเบี้ยต้องจ่ายตามสัญญาไม่ว่ากิจการจะกำไรหรือขาดทุน ประเภทของ Dividend ที่ต้องรู้ การแบ่งกำไรให้ผู้ถือหุ้นไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่แบ่งได้หลายประเภทตามจังหวะเวลาและรูปแบบการจ่าย ปันผลประจำปี (Annual Dividend) คือผลตอบแทนที่จ่ายหลังปิดงบประจำปีและที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติแล้ว บริษัทจำกัดในไทยส่วนใหญ่จ่ายปีละ 1 ครั้ง เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดสำหรับ SME ปันผลระหว่างกาล (Interim Dividend) คือผลตอบแทนที่คณะกรรมการอนุมัติจ่ายระหว่างปี โดยไม่ต้องรอปิดงบประจำปี เหมาะสำหรับบริษัทที่มีกระแสเงินสดดีและต้องการให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนเร็วขึ้น ทั้งนี้ต้องรายงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นรับทราบในภายหลัง ปันผลเป็นหุ้น (Stock Dividend) แทนที่จะจ่ายเป็นเงินสด บริษัทอาจจ่ายเป็นหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นแทน วิธีนี้บริษัทไม่ต้องใช้เงินสดออกไป แต่ผู้ถือหุ้นจะมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น เหมาะกับบริษัทที่อยากเก็บเงินสดไว้ขยายกิจการ ในทางบัญชีจะบันทึกโดยโอนจากกำไรสะสมไปเป็นทุนจดทะเบียน วิธีคำนวณ Dividend พร้อมตัวอย่างจริง การคำนวณไม่ซับซ้อน หลักคือ บริษัทกำหนดว่าจะจ่ายกี่บาทต่อหุ้น แล้วคูณกับจำนวนหุ้นที่แต่ละคนถือ สูตรคำนวณผลตอบแทนต่อหุ้น (Dividend per Share) ผลตอบแทนต่อหุ้น = กำไรที่จะจ่ายปันผล หารด้วย จำนวนหุ้นทั้งหมด สมมติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท ปีนี้มีกำไรสุทธิ 500,000 บาท ที่ประชุมอนุมัติจ่ายเงินปันผล 50% ของกำไร กำไรที่จ่ายปันผล = 500,000 x 50% = 250,000 บาท เงินปันผลต่อหุ้น = 250,000 หารด้วย 10,000 หุ้น = 25 บาทต่อหุ้น ถ้าคุณถือหุ้นอยู่ 2,000 หุ้น คุณจะได้รับเงินปันผล = 2,000 x 25 = 50,000 บาท (ก่อนหักภาษี) ขั้นตอนการจ่ายปันผลสำหรับบริษัท สำหรับเจ้าของกิจการที่เป็นบริษัทจำกัด ขั้นตอนการแบ่งกำไรให้ผู้ถือหุ้นมีรายละเอียดที่ต้องทำตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่โอนเงินให้ผู้ถือหุ้นเฉยๆ เงื่อนไขทางกฎหมายก่อนจ่ายปันผล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1200-1201 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ขั้นตอนปฏิบัติจริง เรียงลำดับสิ่งที่ต้องทำ ตัวอย่าง ถ้าจ่ายปันผล 100,000 บาท ต้องหักภาษี 10% = 10,000 บาท ผู้ถือหุ้นจะได้รับจริง 90,000 บาท และบริษัทต้องนำส่งภาษี 10,000 บาทให้กรมสรรพากร วิธีบันทึกบัญชีเมื่อมีการจ่าย Dividend ส่วนนี้สำคัญสำหรับนักบัญชีและเจ้าของกิจการที่ดูแลบัญชีเอง เพราะต้องบันทึกให้ถูกต้องทั้งฝั่งบริษัทที่จ่ายและฝั่งผู้ถือหุ้นที่รับ ฝั่งบริษัทที่จ่าย บันทึก 2 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 วันที่ประกาศจ่ายปันผล ขั้นที่ 2 วันที่จ่ายเงินจริง ฝั่งผู้ถือหุ้นที่รับเงินปันผล ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK การบันทึกรายการเหล่านี้จะสะดวกขึ้น ระบบช่วยจัดหมวดหมู่บัญชีและคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับ Dividend ผลตอบแทนจากการถือหุ้นในรูปแบบนี้จัดเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ข) ของประมวลรัษฎากร บริษัทผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทุกครั้ง จากนั้นต้องนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่าย ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดามีสิทธิ์เลือกว่าจะให้ภาษีที่ถูกหักไว้ 10% เป็นภาษีสุดท้ายเลย หรือจะนำไปรวมยื่นภาษีประจำปีพร้อมขอเครดิตภาษีก็ได้ – อ่านรายละเอียดเรื่องสิทธิ์เครดิตภาษีและการเปรียบเทียบภาษีเพิ่มเติมได้ในบทความเปรียบเทียบภาษีเงินปันผล สรุป ทำความเข้าใจเรื่องปันผลให้ครบ ธุรกิจจัดการได้อย่างมั่นใจ เงินปันผลคือส่วนแบ่งกำไรที่บริษัทจ่ายให้ผู้ถือหุ้น ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติมีรายละเอียดหลายจุดทั้งเรื่องกฎหมาย ภาษี และบัญชี โดยมีสิ่งสำคัญคือ ต้องมีกำไรจริงถึงจ่ายได้ ต้องกันสำรองตามกฎหมาย หักภาษี 10% นำส่งสรรพากร และบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง ถ้าเตรียมขั้นตอนเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า การจ่ายปันผลจะราบรื่นและไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง จัดการเงินปันผลให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณบันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดการเอกสาร และติดตามรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว รองรับการบันทึกรายการเงินปันผลและจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายอย่างเป็นระบบ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจ่ายปันผล ปันผลกับกำไรสะสม ควรจ่ายเมื่อไร ไม่มีกฎตายตัวว่าต้องจ่ายทุกปี ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัทและสภาพกระแสเงินสด ถ้าบริษัทยังต้องการเงินไปขยายกิจการ อาจเก็บกำไรสะสมไว้ก่อน แต่ถ้าผู้ถือหุ้นต้องการผลตอบแทน ก็ควรกำหนดนโยบายการจ่ายที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ทุกครั้งที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา แล้วนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ผู้ถือหุ้นสามารถเลือกให้ภาษีที่ถูกหักไว้เป็นภาษีสุดท้าย (Final Tax) หรือนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปีพร้อมขอเครดิตภาษีก็ได้ บริษัทขาดทุนสะสมจ่ายปันผลได้ไหม ไม่ได้ กฎหมายห้ามชัดเจน ถ้าบริษัทยังมียอดขาดทุนสะสมอยู่ ต้องนำกำไรไปล้างขาดทุนสะสมก่อนจนหมด จึงจะนำกำไรส่วนที่เหลือมาจ่ายปันผลได้ กฎข้อนี้มีไว้เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้และรักษาเงินทุนของบริษัท ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

22 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

วาระการประชุม Meeting Agenda คืออะไร ประโยชน์ ขั้นตอน ข้อกฎหมาย

ทุกครั้งที่จัดประชุมบริษัท ไม่ว่าจะเป็นประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีหรือประชุมคณะกรรมการ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือวาระการประชุม ที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การประชุมตรงประเด็น ไม่เสียเวลา และมีผลตามกฎหมาย บทความนี้จะพาคุณเข้าใจความหมาย โครงสร้าง 5 วาระมาตรฐาน วิธีเขียน พร้อมตัวอย่างจริงสำหรับประชุมสามัญ (AGM) วิสามัญ กรรมการ และครั้งแรกหลังจดทะเบียนบริษัท วาระการประชุม Meeting Agenda คืออะไร วาระการประชุม คือรายการหัวข้อหรือเรื่องที่กำหนดไว้ว่าจะพูดคุยและพิจารณาในที่ประชุม ผู้เข้าร่วมจะรู้ล่วงหน้าว่าจะคุยเรื่องอะไร ตามลำดับใด ในทางปฏิบัติ เลขานุการหรือผู้จัดประชุม จะจัดทำระเบียบวาระ แล้วส่งให้ผู้เข้าร่วมก่อนวันประชุมเพื่อเตรียมตัว ความแตกต่างระหว่างวาระการประชุม กับ รายงานการประชุม หลายคนสับสนระหว่างสองคำนี้ ต่างกันตรงที่ “วาระ” คือเรื่องที่จะพูด (ก่อนประชุม) ส่วน “รายงาน” คือบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (หลังประชุม) วาระการประชุม รายงานการประชุม จัดทำเมื่อ ก่อนประชุม หลังประชุม เนื้อหา หัวข้อที่จะพิจารณา สรุปมติ ความเห็น ผู้เข้าร่วม ผู้จัดทำ ผู้จัดประชุม ผู้จดบันทึกการประชุม วาระการประชุม 5 วาระ มีอะไรบ้าง โครงสร้างมาตรฐานของระเบียบวาระการประชุมที่ใช้กันทั่วไปทั้งหน่วยงานราชการและบริษัทเอกชน แบ่งออกเป็น 5 วาระ ดังนี้ วาระที่ 1: เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ประธานจะแจ้งข่าวสาร ความคืบหน้า หรือข้อมูลสำคัญให้ผู้เข้าประชุมรับทราบ เช่น ผลประกอบการเบื้องต้น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือนโยบายใหม่ วาระนี้แค่รับทราบ ไม่ต้องโหวต วาระที่ 2: รับรองรายงานการประชุมครั้งก่อน ที่ประชุมจะพิจารณารายงานการประชุมครั้งที่แล้ว ตรวจสอบว่าบันทึกถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ถ้าถูกต้องก็รับรอง ถ้ามีจุดที่ต้องแก้ไขก็แจ้งให้ผู้จดบันทึกแก้ก่อน วาระที่ 3: เรื่องสืบเนื่อง เรื่องที่ค้างจากการประชุมครั้งก่อนและยังทำไม่เสร็จ จะนำมารายงานความคืบหน้าในวาระนี้ ถ้าไม่มีเรื่องสืบเนื่อง ก็ข้ามวาระนี้ไปได้ วาระที่ 4: เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา วาระสำคัญที่สุด เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องอภิปรายและลงมติ เช่น อนุมัติงบประมาณ แต่งตั้งกรรมการ เพิ่มทุน หรือเปลี่ยนแปลงข้อบังคับบริษัท ถ้ามีหลายเรื่อง ให้แยกเป็นวาระที่ 4.1, 4.2, 4.3 ตามลำดับ วาระที่ 5: เรื่องอื่นๆ เปิดให้ผู้เข้าประชุมเสนอเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในวาระที่กำหนดไว้ หรือซักถามข้อสงสัย วาระนี้ไม่ควรมีเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจ เพราะผู้เข้าร่วมไม่ได้เตรียมข้อมูลมาก่อน วิธีเขียนและจัดทำวาระการประชุม (Step-by-Step) องค์ประกอบสำคัญของระเบียบวาระการประชุม เอกสารระเบียบวาระการประชุมที่สมบูรณ์ควรมีส่วนประกอบเหล่านี้ ขั้นตอนการจัดทำ และเทคนิคให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้จัดประชุมยังควรกำหนดเวลาแต่ละวาระไว้คร่าวๆ เช่น วาระที่ 4.1 ใช้เวลา 20 นาที จะช่วยควบคุมเวลาประชุมไม่ให้ยืดยาว วิธีสรุปวาระการประชุมแบบกระชับ หลังประชุมเสร็จ ผู้จดบันทึกต้องสรุปวาระเป็นมติที่ประชุมให้ชัดเจน โดยระบุสั้นๆ ว่าแต่ละวาระตกลงอย่างไร เช่น วาระ มติ 4.1 อนุมัติงบไตรมาส 4 มติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ วงเงิน 2,500,000 บาท 4.2 แต่งตั้งผู้สอบบัญชี มติแต่งตั้ง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นผู้สอบบัญชีประจำปี สรุปมตินี้จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการประชุม ซึ่งควรจัดทำให้เสร็จภายใน 15 วันนับจากวันประชุม (ข้อปฏิบัติทั่วไปตามหลักธรรมาภิบาลบริษัท) รวมตัวอย่างวาระการประชุมแต่ละประเภท ตัวอย่างวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) การประชุมสามัญผู้ถือหุ้น หรือ AGM (Annual General Meeting) คือการประชุมที่บริษัทต้องจัดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ภายใน 4 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) โดยอาจมีส่วนประกอบ ดังนี้ ระเบียบวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569บริษัท ข จำกัด วาระ เรื่อง 1 ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องผลการดำเนินงานปี 2568 2 รับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งก่อน 3 เรื่องสืบเนื่อง (ไม่มี) 4.1 พิจารณาอนุมัติงบการเงินประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2568 4.2 พิจารณาจัดสรรกำไรและการจ่ายเงินปันผล 4.3 พิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าสอบบัญชีประจำปี 2569 4.4 พิจารณาเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ 5 เรื่องอื่นๆ ตัวอย่างวาระการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) การประชุมวิสามัญ หรือ EGM (Extraordinary General Meeting) จัดขึ้นเมื่อมีเรื่องเร่งด่วนที่รอประชุมสามัญประจำปีไม่ได้ เช่น เพิ่มทุน ย้ายที่ตั้งสำนักงาน หรือเปลี่ยนแปลงกรรมการ ระเบียบวาระการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569บริษัท ค จำกัด วาระ เรื่อง 1 ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องความจำเป็นในการเพิ่มทุนจดทะเบียน 2 รับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งก่อน 3 ไม่มีเรื่องสืบเนื่อง 4.1 พิจารณาอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 1,000,000 บาท เป็น 3,000,000 บาท 4.2 พิจารณาอนุมัติแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 5 (ทุนจดทะเบียน) 5 เรื่องอื่นๆ ตัวอย่างวาระการประชุมคณะกรรมการบริษัท ประชุมคณะกรรมการ คือการประชุมเฉพาะกรรมการผู้มีอำนาจบริหาร ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นทุกคน มักจัดเป็นประจำทุกเดือนหรือทุกไตรมาส เพื่อติดตามผลงานและตัดสินใจเรื่องบริหาร ระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 6/2569บริษัท ง จำกัด วาระ เรื่อง 1 ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องผลประกอบการไตรมาส 2/2569 2 รับรองรายงานการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 5/2569 3 เรื่องสืบเนื่อง ความคืบหน้าโครงการขยายสาขา 4.1 พิจารณาอนุมัติแผนการตลาดครึ่งปีหลัง 4.2 พิจารณาอนุมัติปรับโครงสร้างทีมขาย 5 เรื่องอื่นๆ ตัวอย่างวาระการประชุมครั้งแรก (จดทะเบียนบริษัท) หลังจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทสำเร็จ ต้องจัดประชุมคณะกรรมการครั้งแรกเพื่อเริ่มต้นดำเนินกิจการ เรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณามีหลายอย่าง รวมถึงการเปิดบัญชีธนาคาร ระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1/2569บริษัท จ จำกัด — ครั้งแรกหลังจดทะเบียน วาระ เรื่อง 1 ประธานแจ้งให้ทราบ เรื่องจดทะเบียนบริษัทสำเร็จเมื่อวันที่ XX/XX/2569 2 ไม่มี (เป็นประชุมครั้งแรก) 3 ไม่มี 4.1 พิจารณาเปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท และกำหนดผู้มีอำนาจลงนาม 4.2 พิจารณาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ารายได้คาดว่าจะเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี) 4.3 พิจารณาแต่งตั้งสำนักงานบัญชีหรือผู้ทำบัญชี 4.4 พิจารณากำหนดรอบบัญชีของบริษัท 5 เรื่องอื่นๆ วาระข้อ 4.1 สำคัญมากสำหรับบริษัทจดทะเบียนใหม่ เพราะธนาคารจะขอดูรายงานการประชุมที่ระบุมติเรื่องนี้ก่อนเปิดบัญชีให้ ตัวอย่างวาระการประชุมประจำเดือน สำหรับ SME ที่จัดประชุมทีมทุกเดือน วาระอาจปรับให้เบาลงกว่าแบบทางการ แต่ยังรักษาโครงสร้าง 5 วาระไว้ ระเบียบวาระการประชุมประจำเดือน สิงหาคม 2569บริษัท ฉ จำกัด วาระ เรื่อง 1 แจ้งยอดขายเดือน ก.ค. และเป้าหมายเดือน ส.ค. 2 รับรองรายงานการประชุมเดือน ก.ค. 3 ความคืบหน้าโปรโมชันกลางปี 4.1 พิจารณาปรับราคาสินค้ากลุ่ม A 4.2 พิจารณาจ้างพนักงานเพิ่ม 2 ตำแหน่ง 5 เรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ เอกสารวาระการประชุม ไม่ได้มีรูปแบบตายตัว แต่ละบริษัทหรือหน่วยานอาจปรับให้เข้ากับความต้องการของตนเอง สรุป: วาระการประชุม เตรียมให้ดี ประชุมจบไว มติชัดเจน การเตรียมวาระที่ดีช่วยลดเวลาประชุมลงได้มาก และทำให้ทุกมติมีผลทางกฎหมายรองรับ สิ่งที่ควรจำคือ จัดการเอกสารบริษัทให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อบริษัทจัดตั้งเสร็จแล้ว งานเอกสารที่ตามมาอีกมากคืองานบัญชีและภาษี ตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ ไปจนถึงยื่นภาษี PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดการทุกอย่างในที่เดียว ทั้งบัญชี ภาษี และเอกสารบริษัท ทดลองใช้ฟรี 30 วัน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับวาระการประชุม วาระการประชุมครั้งแรกหลังจดทะเบียนบริษัท ควรมีอะไรบ้าง นอกจากเรื่องเปิดบัญชีและแต่งตั้งผู้ทำบัญชีที่กล่าวไว้ข้างต้น ให้พิจารณาเรื่องจดทะเบียน VAT ด้วย หากธุรกิจของคุณคาดว่าจะมียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรจดตั้งแต่เริ่มต้น จะได้ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าได้ทันที วาระการประชุมมีกี่วาระ ใช้กี่วาระก็ได้หรือเปล่า โครงสร้างมาตรฐานมี 5 วาระ แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าไม่มีเรื่องสืบเนื่อง (วาระที่ 3) ก็ระบุว่า “ไม่มี” แล้วข้ามไปวาระถัดไปได้ ส่วนวาระที่ 4 สามารถแยกย่อยเป็น 4.1, 4.2, 4.3 ได้ไม่จำกัด ตามจำนวนเรื่องที่ต้องพิจารณา ต้องส่งวาระให้ผู้ถือหุ้นล่วงหน้ากี่วัน การประชุมผู้ถือหุ้น ต้องส่งหนังสือเชิญประชุมพร้อมวาระล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน และลงประกาศในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ ส่วนบริษัทมหาชนจำกัดมีเงื่อนไขเพิ่มเติมตามกฎหมายบริษัทมหาชน ถ้าไม่จัดทำวาระการประชุม จะมีปัญหาอะไร ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายโดยตรง แต่ถ้าผู้ถือหุ้นไม่ได้รับวาระล่วงหน้า มติที่ออกมาอาจถูกโต้แย้งว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ นอกจากนี้ ธนาคารและหน่วยงานราชการมักขอดูรายงานการประชุมที่มีวาระครบถ้วน เช่น ตอนเปิดบัญชีบริษัทหรือยื่นเอกสารกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

หนังสือสัญญา คืออะไร ประเภท ข้อกฎหมาย ตัวอย่างสัญญาธุรกิจ

ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจต้องเจอหนังสือสัญญาแทบทุกวัน ตั้งแต่สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่า ไปจนถึงสัญญาจ้างงาน แต่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าหนังสือสัญญาแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร และต้องมีอะไรบ้างจึงจะมีผลทางกฎหมาย บทความนี้รวมครบทั้ง 6 ประเภทสัญญาธุรกิจ ข้อกฎหมาย และตัวอย่างที่นำไปใช้ได้จริง หนังสือสัญญา คืออะไร หนังสือสัญญา คือเอกสารข้อตกลงที่จัดทำขึ้นระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป เพื่อกำหนดสิทธิและหน้าที่ร่วมกัน โดยมีผลผูกพันตามกฎหมาย ตามกฎหมายแพ่งฯ ของไทย สัญญาเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายแสดงเจตนาตรงกัน ไม่จำเป็นต้องทำเป็นเอกสารทุกครั้ง สัญญาปากเปล่าก็มีผลได้เช่นกัน แต่สัญญาบางประเภท กฎหมายกำหนดไว้ชัดว่าต้องจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรจึงจะบังคับได้ สัญญาที่เป็นเอกสาร กับ สัญญาปากเปล่า ต่างกันอย่างไร สัญญาปากเปล่ามีผลตามกฎหมายได้ แต่เวลาเกิดปัญหาจะพิสูจน์ยาก เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจน ส่วนหนังสือสัญญาจะระบุเงื่อนไขชัดเจน ใช้เป็นหลักฐานในศาลได้ทันที สัญญาบางประเภทกฎหมายบังคับให้จัดทำเป็นเอกสาร เช่น สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีระยะเวลาเกิน 3 ปี และสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้าไม่มีเอกสารจะไม่สามารถบังคับตามสัญญาได้ องค์ประกอบสำคัญของหนังสือสัญญา หนังสือสัญญาที่สมบูรณ์ตามกฎหมายต้องมีองค์ประกอบครบ ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งอาจทำให้สัญญาไม่มีผลผูกพัน โดยต้องมีองค์ประกอบหลัก เช่น ประเภทหนังสือสัญญาที่ใช้บ่อยในธุรกิจ ประเภทสัญญา ใช้เมื่อ ข้อสำคัญ สัญญาซื้อขาย ซื้อขายสินค้า ทรัพย์สิน ระบุราคา วิธีส่งมอบ เงื่อนไขรับประกัน สัญญาเช่า เช่าบ้าน ที่ดิน ออฟฟิศ ระยะยาวต้องจดทะเบียน สัญญาจ้างงาน จ้างพนักงาน ฟรีแลนซ์ ระบุขอบเขตงาน ค่าจ้าง เงื่อนไขเลิกจ้าง สัญญากู้ยืมเงิน กู้เงินระหว่างกัน เกิน 2,000 บาทต้องทำเป็นหนังสือ สัญญาจะซื้อจะขาย วางมัดจำก่อนโอนกรรมสิทธิ์ ใช้มากในอสังหาริมทรัพย์ สัญญานายหน้า จ้างคนกลางหาลูกค้า ระบุค่าคอมมิชชันชัดเจน หนังสือสัญญาซื้อขาย สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ใช้บ่อยที่สุดในธุรกิจ ใช้เมื่อฝ่ายหนึ่งโอนกรรมสิทธิ์สินค้าหรือทรัพย์สินให้อีกฝ่ายเพื่อแลกกับเงิน ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด ขายเครื่องจักรให้บริษัท ข จำกัด ราคา 500,000 บาท ต้องระบุรายละเอียดสินค้า วิธีส่งมอบ กำหนดชำระเงิน และเงื่อนไขรับประกันให้ชัดเจน หนังสือสัญญาเช่า สัญญาเช่าใช้เมื่อเจ้าของทรัพย์สินให้ผู้เช่าใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเป็นระยะเวลาหนึ่งแลกกับค่าเช่า ไม่ว่าจะเป็นเช่าบ้าน เช่าที่ดิน หรือเช่าออฟฟิศ ข้อสำคัญคือ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ระยะยาวต้องจดทะเบียนการเช่าด้วย ไม่เช่นนั้นจะบังคับได้สูงสุดแค่ 3 ปี หนังสือสัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างงานเป็นเอกสารที่ SME ทุกรายควรมี ไม่ว่าจะจ้างพนักงานประจำหรือฟรีแลนซ์ ต้องระบุขอบเขตงาน ค่าจ้าง ระยะเวลา เงื่อนไขการเลิกจ้าง และข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับการจ้างฟรีแลนซ์ ควรทำสัญญาจ้างทำของ แยกจากสัญญาจ้างแรงงาน เพราะมีผลทางภาษีต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายและอากรในสัญญา หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน สัญญากู้ยืมเงินต้องระบุจำนวนเงิน อัตราดอกเบี้ย กำหนดชำระคืน และเงื่อนไขหากผิดนัด ยิ่งจำนวนเงินสูง ยิ่งต้องจัดทำให้รัดกุม (ตามกฎหมายแพ่งฯ มาตรา 653 กำหนดว่ากู้ยืมเงินตั้งแต่ 2,001 บาทขึ้นไปต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร) ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บได้ตามกฎหมายไม่เกิน 15% ต่อปี ถ้าไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา กฎหมายกำหนดให้คิดดอกเบี้ย 3% ต่อปี (ข้อมูลตามกฎหมายแพ่งฯ) หนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย สัญญาจะซื้อจะขายเป็นสัญญาที่ทำก่อนสัญญาซื้อขายจริง ใช้มากในอสังหาริมทรัพย์ เช่น วางมัดจำซื้อบ้านก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์ ต้องระบุราคา จำนวนมัดจำ กำหนดวันโอน และเงื่อนไขหากฝ่ายใดผิดสัญญา หนังสือสัญญานายหน้า สัญญานายหน้าใช้เมื่อจ้างคนกลางหาลูกค้าหรือหาคู่ค้าให้ ต้องระบุอัตราค่าคอมมิชชัน เงื่อนไขการจ่าย และระยะเวลาของสัญญาให้ชัดเจน สัญญาประเภทนี้ใช้บ่อยในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ข้อกฎหมายสำคัญที่ต้องรู้ก่อนทำสัญญา ก่อนทำหนังสือสัญญา ผู้ประกอบการควรรู้ข้อกฎหมายพื้นฐาน เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ความสามารถในการทำสัญญา ไม่ใช่ทุกคนจะทำสัญญาได้ตามกฎหมาย ผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปี) ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง คนไร้ความสามารถทำสัญญาไม่ได้ ส่วนบริษัทต้องให้กรรมการผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองเป็นคนลงนาม สัญญาประเภทไหนที่กฎหมายบังคับให้จัดทำเป็นเอกสาร สัญญาต่อไปนี้ต้องมีหลักฐานเป็นเอกสารจึงจะนำไปใช้บังคับในชั้นศาลได้ อากรแสตมป์ในหนังสือสัญญา สัญญาหลายประเภทต้องปิดอากรจึงจะใช้เป็นหลักฐานในศาลได้ เช่น สัญญาเช่าทรัพย์สิน สัญญาจ้างทำของ และสัญญากู้ยืมเงิน อัตราอากรแตกต่างกันตามประเภทสัญญา อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความการติดอากรแสตมป์ในสัญญาของ PEAK ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำหนังสือสัญญา ผู้ประกอบการ SME มักทำผิดพลาดเรื่องสัญญาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในภายหลัง สรุป: หนังสือสัญญา เอกสารสำคัญที่ธุรกิจ SME ต้องทำให้ถูกต้อง หนังสือสัญญาเป็นเครื่องมือปกป้องสิทธิของทั้งสองฝ่าย ผู้ประกอบการควรเริ่มจากระบุองค์ประกอบให้ครบ เลือกประเภทสัญญาที่ตรงกับข้อตกลง ตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเก็บสำเนาไว้อย่างเป็นระบบ จัดการเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อธุรกิจเริ่มมีสัญญาหลายฉบับ การจัดการเอกสารให้เป็นระบบเป็นเรื่องสำคัญ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการออกเอกสารธุรกิจ ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษีได้จากที่เดียว พร้อมระบบ AI ที่ช่วยจัดหมวดหมู่และวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน – ดูรายละเอียดแพ็กเกจและราคาหรือทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหนังสือสัญญา ทำสัญญาเองโดยไม่ผ่านทนายได้ไหม ได้ สัญญาที่ทำเองมีผลทางกฎหมายเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นสัญญาที่มีมูลค่าสูงหรือเงื่อนไขซับซ้อน แนะนำให้ทนายความตรวจสอบก่อนลงนาม เพราะถ้อยคำบางจุดอาจตีความได้หลายแบบ สัญญาที่ไม่ได้ปิดอากรมีผลอย่างไร สัญญายังมีผลบังคับระหว่างทั้งสองฝ่าย แต่ไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ถ้าต้องการใช้ในชั้นศาล ต้องนำไปเสียค่าอากรย้อนหลังพร้อมเงินเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) สัญญาหมดอายุแล้วต้องทำอย่างไร ตรวจสอบว่าสัญญาเดิมมีเงื่อนไขต่ออายุอัตโนมัติหรือไม่ ถ้าไม่มีและต้องการทำธุรกิจต่อ ควรทำสัญญาฉบับใหม่ที่ระบุเงื่อนไขปัจจุบัน อย่าใช้สัญญาเดิมที่หมดอายุแล้วอ้างอิง เพราะไม่มีผลผูกพัน ทำสัญญาเป็นภาษาอังกฤษได้ไหม ได้ กฎหมายไทยไม่ได้บังคับให้สัญญาต้องเป็นภาษาไทย แต่ถ้าต้องใช้ในศาลไทยจะต้องมีฉบับแปลภาษาไทยด้วย แนะนำให้ทำสัญญาสองภาษาตั้งแต่ต้น ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

18 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

รูปแบบธุรกิจมีกี่ประเภท คู่มือเลือกประเภทธุรกิจฉบับสมบูรณ์

คิดจะเปิดกิจการแต่ยังไม่เข้าใจว่าควรจดทะเบียนแบบไหน แต่ละแบบมีสิทธิด้านภาษี ต้นทุน และความรับผิดชอบที่แตกต่างกันยังไง โดยในบทความนี้ จะพาเปรียบเทียบทุกรูปแบบธุรกิจในไทย พร้อมแนวทางเลือกที่เหมาะกับธุรกิจคุณ บริษัท ตามกฎหมายคืออะไร ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย บริษัทคือองค์กรที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงร่วมเป็นผู้ถือหุ้น เพื่อการลงทุน ทำกิจการค้า แล้วแบ่งกำไรที่ได้กัน โดยต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) นิติบุคคล vs บุคคลธรรมดา ต่างกันตรงไหน ก่อนดูรายละเอียดแต่ละรูปแบบ สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ “สถานะทางกฎหมาย” ของกิจการ เรื่อง บุคคลธรรมดา นิติบุคคล (หจก. / บจก.) จดทะเบียน ไม่ต้องจดที่ DBD ต้องจดทะเบียนที่ DBD ความรับผิด รับผิดไม่จำกัด ด้วยทรัพย์สินส่วนตัว จำกัดตามเงินลงทุน (บจก.) ภาษีเงินได้ อัตราก้าวหน้า 0-35% อัตราคงที่ 20% (SME มีขั้นบันได) ความน่าเชื่อถือ ต่ำกว่า สูงกว่า ง่ายต่อการกู้เงินและหาคู่ค้า รูปแบบธุรกิจในไทย มีกี่ประเภท ธุรกิจในไทยแบ่งได้ 6 รูปแบบหลัก เรียงจากง่ายไปซับซ้อน – อ่านเปรียบเทียบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หจก. vs บจก. เลือกแบบไหนดีกว่ากัน? 1. กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) เจ้าของลงทุนคนเดียว ตัดสินใจเองทุกเรื่อง ไม่ต้องจดทะเบียนนิติบุคคล แค่ขอทะเบียนพาณิชย์ที่เทศบาลหรืออำเภอก็เริ่มได้ ข้อเสียคือเจ้าของต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดด้วยทรัพย์สินส่วนตัว รูปแบบธุรกิจนี้เหมาะกับฟรีแลนซ์ ร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็ก หรือกิจการที่เพิ่งเริ่มต้น 2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) หุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมลงทุนและแบ่งกำไร ทุกคนต้องรับภาระหนี้สินของกิจการด้วยทรัพย์สินส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน แต่ถ้าจดก็จะกลายเป็น “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” และเสียภาษีในอัตรานิติบุคคลแทน 3. ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) รูปแบบธุรกิจที่แบ่งหุ้นส่วนเป็น 2 ประเภท ได้แก่ หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด (รับผิดไม่เกินเงินลงทุน แต่ห้ามมีอำนาจจัดการ) อีกประเภทคือหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งมีอำนาจบริหารแต่รับผิดไม่จำกัด ต้องจดทะเบียนที่ DBD และเสียภาษีนิติบุคคล ค่าจดถูกกว่าบริษัทจำกัด เหมาะกับธุรกิจที่มีหุ้นส่วนไม่เกิน 3-5 คน 4. บริษัทจำกัด (Company Limited) รูปแบบยอดนิยมที่สุดสำหรับ SME ไทย ต้องมีผู้ร่วมลงทุนอย่างน้อย 2 คน ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำไม่มีกำหนดตามกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่จดที่ 1-5 ล้านบาทเพื่อความน่าเชื่อถือ ทุกคนรับผิดจำกัดเฉพาะค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ต้องจัดทำบัญชีและส่งงบการเงินทุกปี 5. บริษัทมหาชนจำกัด (Public Company Limited) บริษัทที่เปิดขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไป ต้องมีผู้ก่อตั้งอย่างน้อย 15 คน ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท (ข้อมูลจาก พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. และมีข้อกำหนดเปิดเผยข้อมูลเข้มงวด เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ 6. กิจการร่วมค้าและสาขาบริษัทต่างประเทศ กิจการร่วมค้า (Joint Venture) คือการที่บริษัท 2 แห่งขึ้นไปร่วมทำโครงการเฉพาะ พบบ่อยในงานรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ ส่วนบริษัทต่างประเทศที่ต้องการทำธุรกิจในไทย สามารถเปิดสาขาหรือสำนักงานตัวแทนได้ภายใต้ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เปรียบเทียบรูปแบบธุรกิจทุกประเภทในตารางเดียว เรื่อง เจ้าของคนเดียว หุ้นส่วนสามัญ หจก. บจก. มหาชน จำนวนผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ 1 คน 2 คน 2 คน 2 คน 15 คน จดทะเบียนนิติบุคคล ไม่ต้อง ไม่บังคับ ต้อง ต้อง ต้อง ความรับผิด ไม่จำกัด ไม่จำกัด จำกัด + ไม่จำกัด จำกัดตามค่าหุ้น จำกัดตามค่าหุ้น ภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา 0-35% บุคคลธรรมดา (ถ้าไม่จดนิติฯ) นิติบุคคล 20% นิติบุคคล 20% นิติบุคคล 20% ค่าจดทะเบียนโดยประมาณ ไม่เกิน 100 บาท ไม่มี (ถ้าไม่จด) 1,000-5,000 บาท 5,000-15,000 บาท 50,000+ บาท เหมาะกับ ฟรีแลนซ์ ร้านเล็ก ธุรกิจเล็ก 2 คน SME 2-5 คน SME ทั่วไป ธุรกิจใหญ่ ระดมทุน (ค่าจดทะเบียนเป็นค่าธรรมเนียมราชการโดยประมาณ ยังไม่รวมค่าทนายและค่าบริการอื่น — ข้อมูลจาก DBD) ภาษีที่ต้องเสียตามรูปแบบธุรกิจ ภาษีเป็นเหตุผลหลักที่หลายคนเลือกจดนิติบุคคล เพราะกิจการเจ้าของคนเดียวที่กำไรสูงอาจเสียภาษีแพงกว่าบริษัทจำกัดอย่างมาก นอกจากนี้ กิจการที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่ว่าจะเลือกรูปแบบธุรกิจแบบใดก็ตาม รูปแบบ ภาษีเงินได้ VAT หัก ณ ที่จ่าย เจ้าของคนเดียว อัตราก้าวหน้า 5-35% ของเงินได้สุทธิ จด VAT ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี ถูกหักตามประเภทรายได้ หจก. / บจก. (SME) กำไร 0-300,000 บาท ยกเว้น, ส่วนที่เกินเสีย 15-20% เหมือนกัน หักและนำส่งทุกเดือน บจก. ทั่วไป อัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิ เหมือนกัน หักและนำส่งทุกเดือน มหาชน 20% ของกำไรสุทธิ + ข้อกำหนด ก.ล.ต. เหมือนกัน เหมือนกัน (อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME: กำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาท ยกเว้นภาษี, 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15% — ข้อมูลจาก กรมสรรพากร) ตัวอย่าง การคำนวณภาษีร้านค้าออนไลน์ กรณี วิธีคำนวณ ภาษีที่ต้องจ่าย เจ้าของคนเดียว (บุคคลธรรมดา) คำนวณตามขั้นบันได 5-35% ประมาณ 131,000 บาท บจก. (SME) 300,000 แรกยกเว้น + ส่วนที่เกินเสีย 15% ประมาณ 135,000 บาท ภาษีอาจใกล้กันในตัวอย่างนี้ แต่นิติบุคคลมีข้อได้เปรียบเรื่องค่าใช้จ่ายที่หักได้มากกว่า ลดหย่อนได้หลายรายการ และน่าเชื่อถือกว่าสำหรับคู่ค้า เลือกรูปแบบธุรกิจแบบไหนดี การเลือกรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ จำนวนหุ้นส่วน ระดับกำไรต่อปี และความต้องการความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ลองตอบคำถาม 3 ข้อนี้เพื่อหาคำตอบ ทำธุรกิจคนเดียวหรือมีหุ้นส่วน กำไรต่อปีเท่าไร ต้องการกู้เงินหรือหาคู่ค้ารายใหญ่ไหม ขั้นตอนเปิดบริษัทในไทยฉบับย่อ การจดทะเบียนบริษัทจำกัดในไทยทำได้ผ่านระบบ e-Registration ของ DBD ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันทำการ มีค่าธรรมเนียมเริ่มต้นที่ 5,000 บาท สำหรับบริษัทจำกัดซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่นิยมที่สุด ขั้นตอนหลักมีดังนี้ ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนบริษัทจำกัดอยู่ที่ประมาณ 5,000-6,500 บาท (ค่าธรรมเนียมราชการ) ถ้าใช้บริการสำนักงานบัญชีหรือทนายช่วยจัดการให้ มีค่าบริการเพิ่มเติมประมาณ 10,000-25,000 บาท สรุป: เลือกรูปแบบธุรกิจที่ใช่ แล้วเริ่มอย่างมั่นใจ จัดการบัญชีธุรกิจทุกรูปแบบให้เป็นระบบด้วย PEAK ไม่ว่าจะจด หจก. หรือ บจก. สิ่งที่ตามมาคือการจัดทำบัญชี ยื่นภาษี และส่งงบการเงินให้ถูกต้อง PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยออกใบแจ้งหนี้ บันทึกรายรับ-รายจ่าย คำนวณภาษี และส่งงบให้ DBD ได้จากที่เดียว พร้อมระบบ AI ช่วยจับคู่ธุรกรรมอัตโนมัติ ลดงานซ้ำให้เจ้าของธุรกิจมีเวลาโฟกัสกับการขาย – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจในไทย จดบริษัทจำกัดต้องมีทุนขั้นต่ำเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ แต่ในทางปฏิบัติ ธนาคารและคู่ค้ามักต้องการเห็นทุนอย่างน้อย 1 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน หากทุนจดทะเบียนสูงเกินจริง อาจมีภาระค่าอากรแสตมป์มากขึ้น ควรตั้งตามแผนธุรกิจจริง เปลี่ยนจากเจ้าของคนเดียวเป็นบริษัทจำกัดภายหลังได้ไหม ได้ แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนประเภทโดยตรง ต้องจดทะเบียนบริษัทใหม่แยกต่างหาก จากนั้นจึงโอนทรัพย์สินและสัญญาจากกิจการเดิม เจ้าของกิจการควรปรึกษานักบัญชีเรื่องผลกระทบทางภาษีก่อนเริ่มดำเนินการ หจก. กับ บจก. แตกต่างกันตรงไหนมากที่สุด ความรับผิดของผู้บริหาร หจก. มีหุ้นส่วนผู้จัดการที่รับผิดไม่จำกัด ขณะที่กรรมการ บจก. รับผิดจำกัดตามค่าหุ้น นอกจากนี้ บจก. มีโครงสร้างที่เป็นระบบกว่า มีการประชุมผู้ถือหุ้น และโอนหุ้นได้ง่ายกว่า – หากยังไม่แน่ใจว่าอยากจดประเภทไหน อ่านเปรียบเทียบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หจก. vs บจก. เลือกแบบไหนดีกว่ากัน ธุรกิจออนไลน์ต้องจดบริษัทไหม การจดบริษัทจำกัดช่วยแยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากธุรกิจ แม้จะไม่บังคับ แต่ถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจด VAT ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

24 ก.ย. 2026

PEAK Account

22 min

ผู้ถือหุ้น สิทธิ หน้าที่ เอกสาร และภาษีเงินปันผลที่ SME ต้องรู้

เจ้าของกิจการที่กำลังจดทะเบียนบริษัทหรือบริหารบริษัทอยู่ อาจสงสัยว่าผู้ถือหุ้นมีบทบาทอะไรบ้าง ต่างจากกรรมการตรงไหน และต้องจัดเตรียมเอกสารอะไร ในบทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่สิทธิ หน้าที่ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงภาษีเงินปันผลและเครดิตภาษีที่ผู้ถือหุ้นควรเข้าใจ ผู้ถือหุ้น (Shareholder) คืออะไร ผู้ถือหุ้นคือบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของหุ้นในบริษัท จำนวนหุ้นที่ถือจะแสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของ เช่น ถือหุ้น 60% ก็มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท 60% ผู้ถือหุ้นมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีกำไร และมีส่วนร่วมตัดสินใจเรื่องสำคัญ เช่น การเลือกกรรมการ การอนุมัติงบการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียน ผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด vs บริษัทมหาชน ทั้งบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนมีผู้ถือหุ้นในสถานะเดียวกัน แต่เงื่อนไขต่างกัน บริษัทจำกัดจำกัดการโอนหุ้นได้ตามข้อบังคับบริษัท ส่วนบริษัทมหาชนเปิดขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ บริษัทจำกัดต้องมีผู้ถือหุ้นกี่คน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา บริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 3 คน ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 (ป.พ.พ. ฉบับที่ 23) ที่แก้ไขมาตรา 1097 ใหม่ ในขณะที่บริษัทมหาชนต้องมีผู้เริ่มก่อการไม่น้อยกว่า 15 คน ผู้ถือหุ้นแต่ละคนต้องถือหุ้นอย่างน้อย 1 หุ้น มูลค่าหุ้นต่ำสุดไม่น้อยกว่าหุ้นละ 5 บาท แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่ตั้งมูลค่าหุ้นละ 100 บาท ผู้ถือหุ้นกับกรรมการบริษัท ต่างกันตรงไหน ผู้ถือหุ้น หมายถึงผู้ที่มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัท ส่วนกรรมการเป็นผู้บริหาร ที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นให้ดูแลการดำเนินงาน ผู้ถือหุ้นลงทุนด้วยเงิน เพื่อแลกกับหุ้น, สิทธิออกเสียงในที่ประชุม และเงินปันผลที่จะได้รับเมื่อบริษัทมีกำไร หรือหากเกิดการบริหารผิดพลาด ก็จะรับผิดไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ส่วนกรรมการบริษัท หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุม มีหน้าที่บริหารกิจการตามนโยบายของบริษัท ลงนามในเอกสารสัญญาแทนบริษัท และรับผิดชอบต่อบริษัทในฐานะผู้บริหาร (Fiduciary Duty) สำหรับ SME ในประเทศไทย ผู้ถือหุ้นกับกรรมการมักเป็นคนเดียวกัน เช่น เจ้าของกิจการถือหุ้น 80% และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามด้วยในคนเดียวกัน ซึ่งสามารถทำได้ตามกฎหมาย คู่ค้า B2B มักตรวจสอบทั้งรายชื่อผู้ถือหุ้นและรายชื่อกรรมการควบคู่กัน เพราะต้องการรู้ว่าใครเป็นเจ้าของจริงและใครมีอำนาจลงนามในสัญญา สิทธิของผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัดมีอะไรบ้าง ผู้ถือหุ้นในบริษัท มีสิทธิตามกฎหมายหลายอย่าง โดยมีตัวอย่าง ดังนี้ หน้าที่และความรับผิดของผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นในบริษัท มีความรับผิดจำกัด หมายถึงการรับผิดชอบหนี้สินของบริษัทเพียงไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ โดยจะไม่กระทบทรัพย์สินส่วนตัว ผู้ถือหุ้นในบริษัท มีหน้าที่สำคัญ ดังนี้ ตัวอย่างการคำนวณความรับผิดจำกัด นายสมชาย ถือหุ้นในบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) จำนวน 500 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท รวมเป็น 50,000 บาท แต่ชำระค่าหุ้นไปแล้ว 25,000 บาท ค่าหุ้นทั้งหมด 500 x 100 = 50,000 บาท ชำระแล้ว 25,000 บาท ยังค้างชำระ 50,000 – 25,000 = 25,000 บาท หากบริษัทมีหนี้สินและถูกเรียกร้อง นายสมชายรับผิดเพิ่มเติมได้สูงสุดเพียง 25,000 บาท (ส่วนที่ยังค้างชำระ) เท่านั้น ทรัพย์สินส่วนตัวนอกเหนือจากนี้จะไม่ถูกกระทบ แต่ถ้าชำระค่าหุ้นครบ 50,000 บาทแล้ว จะไม่ต้องรับผิดเพิ่มเติมอีกเลย คู่ค้า B2B ตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้นอย่างไร และมองหาอะไร บริษัทที่มีโครงสร้างชัดเจน เจ้าของโปร่งใส จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า จึงดึงดูดนักลงทุนได้ดีกว่า นอกจากนี้ ประเภทของผู้ถือหุ้นยังมีความสำคัญ ดังนี้ ประเภท ลักษณะ นักลงทุน มองอย่างไร ผู้ถือหุ้นใหญ่ (ถือเกิน 50%) มีอำนาจควบคุมบริษัท ดูว่าเป็นใคร มีประวัติน่าเชื่อถือหรือไม่ ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย มีส่วนร่วมแต่ไม่ควบคุม ดูว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับคู่แข่งหรือเปล่า นิติบุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้น บริษัทอื่นมาถือหุ้นแทนบุคคล ดูว่าเป็นบริษัทอะไร มี nominee ซ่อนอยู่หรือไม่ ความเสี่ยงที่คู่ค้ามองหาจากโครงสร้างผู้ถือหุ้น สิ่งที่ทำให้คู่ค้าไม่มั่นใจมักเป็น 3 รูปแบบ วิธีตรวจสอบผู้ถือหุ้นบริษัทคู่ค้าผ่าน DBD ผู้ประกอบการสามารถเช็คผู้ถือหุ้นบริษัทคู่ค้าได้ด้วยตัวเอง ผ่านช่องทางของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) โดยไม่ต้องขอเอกสารจากอีกฝ่าย ผ่านการเข้าเว็บไซต์ DBD DataWarehouse แล้วค้นหาชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล ระบบจะแสดงข้อมูลจดทะเบียน ขอบเขตธุรกิจ ทุนจดทะเบียน และรายชื่อกรรมการ สำหรับบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) สามารถขอคัดสำเนาออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ของ DBD โดยเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด อีกวิธีคือขอหนังสือรับรองบริษัทพร้อมเอกสารแนบ (รวม บอจ.5) จาก DBD โดยตรง ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 200 บาทต่อชุด ขอได้ทั้งที่สำนักงาน DBD ทั่วประเทศหรือผ่านระบบออนไลน์ เอกสารเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นที่เจ้าของกิจการต้องรู้ เจ้าของกิจการ SME ที่มีบริษัทจำกัดต้องจัดทำและเก็บรักษาเอกสารเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นหลายรายการ สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นคือเอกสารที่บันทึกรายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท จำนวนหุ้นที่แต่ละคนถือ และวันที่เข้าเป็นหรือพ้นจากการเป็นผู้ถือหุ้น กฎหมายกำหนดให้บริษัทต้องจัดทำและเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานของบริษัท ผู้ถือหุ้นทุกคนมีสิทธิขอตรวจดูสมุดทะเบียนนี้ได้ในเวลาทำการ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) บอจ.5 คือแบบฟอร์มบัญชีรายชื่อที่ต้องยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เอกสารนี้ระบุชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละคน บริษัทจำกัดต้องยื่น บอจ.5 ภายใน 14 วันหลังการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เอกสารนี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและการแจ้ง DBD เมื่อต้องการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เช่น โอนหุ้นให้บุคคลอื่นหรือรับผู้ลงทุนใหม่ มี 3 ขั้นตอนหลัก สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อบังคับของบริษัทบางแห่งอาจกำหนดเงื่อนไขพิเศษในการโอนหุ้น เช่น ต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมก่อน ควรตรวจสอบข้อบังคับบริษัทก่อนดำเนินการ ภาษีที่ผู้ถือหุ้นต้องรู้เมื่อรับเงินปันผล เมื่อบริษัทมีกำไรและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นมีภาระภาษีที่ต้องเข้าใจ ซึ่งแตกต่างกันตามประเภทของผู้ถือหุ้น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10 เปอร์เซ็นต์จากเงินปันผล สำหรับผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา บริษัทผู้จ่ายจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ก่อนจ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50(2)(จ) ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ประกาศจ่ายเงินปันผลรวม 100,000 บาท นาย ข ถือหุ้น 50 เปอร์เซ็นต์ จึงได้รับเงินปันผล 50,000 บาท บริษัทหัก ณ ที่จ่าย 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 5,000 บาท นาย ข ได้รับเงินจริง 45,000 บาท หลังจากนั้น นาย ข เลือกได้ 2 ทาง ทางแรกคือไม่นำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษี จบที่ 10 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกหักไป ทางที่สองคือนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีเพื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืน ทั้งนี้ หากเลือกนำไปรวมคำนวณ ต้องนำเงินปันผลจากทุกบริษัทมาคำนวณทั้งหมด เลือกเฉพาะบางบริษัทไม่ได้ เครดิตภาษีเงินปันผลคืออะไร เครดิตภาษีเงินปันผล (Dividend Tax Credit) ตามมาตรา 47 ทวิ ของประมวลรัษฎากร คือสิทธิที่ช่วยไม่ให้ผู้ถือหุ้นเสียภาษีซ้ำซ้อน โดยนำภาษีที่บริษัทเสียไปแล้วมาหักออกจากภาษีเงินได้ของตัวเอง สูตรคำนวณเครดิตภาษี คือ เงินปันผล x อัตราภาษีนิติบุคคล / (100 – อัตราภาษีนิติบุคคล) ตัวอย่าง ถ้าได้รับเงินปันผล 50,000 บาท จากบริษัทที่เสียภาษีนิติบุคคล 20 เปอร์เซ็นต์ เครดิตภาษี = 50,000 x 20 / 80 = 12,500 บาท ผู้ถือหุ้นจะนำเงินปันผล 50,000 บาท บวกเครดิตภาษี 12,500 บาท รวม 62,500 บาท มาคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมิน แล้วนำเครดิต 12,500 บาท มาหักจากภาษีที่คำนวณได้ การจะเลือกใช้เครดิตภาษีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้ถือหุ้น ถ้าอัตราภาษีต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ การนำมารวมคำนวณจะได้ภาษีคืน แต่ถ้าอัตราสูง อาจเสียภาษีเพิ่ม ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ เงินปันผลสำหรับนิติบุคคลผู้ถือหุ้น กรณีผู้ถือหุ้นเป็นบริษัทไทยที่ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน เงินปันผลที่ได้รับจะได้รับยกเว้นภาษีครึ่งหนึ่ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (10) สิทธินี้ช่วยลดภาระภาษีซ้ำซ้อนระหว่างบริษัทในกลุ่ม และเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายกลุ่มธุรกิจจึงใช้โครงสร้าง holding company ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบการเงิน คืออะไร ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) คือมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของบริษัทที่เป็นของผู้ถือหุ้น คำนวณจากสินทรัพย์ทั้งหมดลบด้วยหนี้สินทั้งหมด ส่วนนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) ส่วนของผู้ถือหุ้น = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม ตัวอย่างเช่น บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีสินทรัพย์รวม 5,000,000 บาท และหนี้สินรวม 2,000,000 บาท ส่วนของผู้ถือหุ้น = 5,000,000 – 2,000,000 = 3,000,000 บาท หมายความว่ามูลค่าที่ผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของจริงในบริษัทนี้คือ 3 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นประกอบด้วยหลายรายการ เช่น ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ส่วนเกินมูลค่าหุ้น กำไรสะสม และสำรองตามกฎหมาย เจ้าของกิจการที่อ่านงบการเงินเป็นจะใช้ตัวเลขนี้ประเมินความแข็งแกร่งของบริษัทได้ หากตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแสดงว่าบริษัทสร้างมูลค่าเพิ่มให้เจ้าของได้อย่างต่อเนื่อง สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอ่านงบการเงินบนเว็บไซต์ PEAK สรุป ผู้ถือหุ้นบริษัท สิ่งที่ SME ต้องจัดการให้ครบ จัดการเอกสารผู้ถือหุ้นและงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดทำงบการเงินได้ถูกต้อง บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดการภาษีได้ครบในที่เดียว เมื่อข้อมูลทางการเงินเป็นระบบ การจัดเตรียมเอกสารสำหรับคู่ค้า B2B ก็ทำได้รวดเร็วขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ผู้ถือหุ้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า Shareholder หรือ Stockholder ทั้งสองคำใช้แทนกันได้ ส่วนคำว่า Stakeholder มีความหมายกว้างกว่า หมายถึง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งรวมถึงพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และชุมชนด้วย ไม่ใช่เฉพาะผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นต้องเสียภาษีจากเงินปันผลเท่าไร บุคคลธรรมดาถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10 เปอร์เซ็นต์จากเงินปันผล เลือกได้ว่าจะจบที่ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือนำไปรวมคำนวณภาษีประจำปีเพื่อขอเครดิตภาษีคืน ส่วนนิติบุคคลที่ถือหุ้นตามเงื่อนไขจะได้รับยกเว้นภาษีครึ่งหนึ่ง เครดิตภาษีเงินปันผลคุ้มหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเงินได้ส่วนบุคคลของผู้ถือหุ้น ถ้าอัตราภาษีต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ การใช้เครดิตภาษีจะได้เงินคืน แต่ถ้าอัตราภาษีสูงอาจต้องเสียภาษีเพิ่ม ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องแจ้ง DBD ภายในกี่วัน ต้องยื่น บอจ.5 ฉบับใหม่ต่อ DBD ภายใน 14 วันหลังจากมีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Filing ได้โดยไม่ต้องไปที่สำนักงาน ผู้ถือหุ้นลาออกได้ไหม ต้องทำอย่างไร กฎหมายไม่ได้ใช้คำว่าลาออก เพราะผู้ถือหุ้นไม่ได้มีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัท วิธีที่จะยุติการถือหุ้นคือการโอนหุ้นให้บุคคลอื่น โดยทำตราสารโอนหุ้นและบันทึกในสมุดทะเบียน ทั้งนี้ ข้อบังคับบริษัทอาจมีเงื่อนไขการโอนหุ้น เช่น ต้องได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการก่อน เช็คผู้ถือหุ้นบริษัทคู่ค้าได้ที่ไหน เช็คได้ผ่านเว็บไซต์ DBD DataWarehouse (datawarehouse.dbd.go.th) โดยค้นหาชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียน ส่วนรายชื่อผู้ถือหุ้นเต็มสามารถขอคัดสำเนา บอจ.5 ผ่านระบบ e-Service ของ DBD ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

Impairment คืออะไร การด้อยค่าสินทรัพย์ที่กระทบงบการเงิน

ลองนึกภาพว่าธุรกิจของคุณซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท แต่ผ่านไป 2 ปี เทคโนโลยีเปลี่ยน จนเครื่องนี้ทำเงินได้แค่ 6 แสนบาท มูลค่าที่หายไป 4 แสนบาทนี้ ในทางบัญชีเรียกว่า Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของนักบัญชีล้วน ๆ แต่ความจริงแล้ว Impairment ส่งผลต่อตัวเลขในงบการเงิน ที่คู่ค้า B2B และนักลงทุนใช้ตัดสินใจ โดยในบทความนี้ จะอธิบาย Impairment ด้วยภาษาเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริง Impairment คืออะไร Impairment คือ การที่สินทรัพย์ของธุรกิจมีมูลค่าจริงต่ำกว่ามูลค่าที่บันทึกอยู่ในบัญชี พูดง่าย ๆ คือ ของที่จดไว้ว่ามีค่าเท่านี้ แต่พอถึงวันนี้มันมีค่าน้อยกว่าที่จดไว้ มาตรฐานการบัญชี TAS 36 ซึ่งเทียบเท่า IAS 36 ในระดับสากล กำหนดให้กิจการต้องทดสอบสินทรัพย์เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ ถ้ามูลค่าจริงต่ำกว่าที่บันทึก ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) ในงบการเงิน สินทรัพย์ประเภทไหนบ้างที่อาจเกิดการด้อยค่า สินทรัพย์ที่ต้องทดสอบ Impairment ครอบคลุมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เช่น สินทรัพย์บางประเภท เช่น สินค้าคงเหลือและเครื่องมือทางการเงิน มีมาตรฐานบัญชีเฉพาะของตัวเอง จึงไม่ใช้ TAS 36 – อ่านเรื่องสินทรัพย์เพิ่มได้ที่นี่ Impairment ต่างจากค่าเสื่อมราคาและ Write-off อย่างไร คนทำธุรกิจมักสับสนระหว่าง 3 คำนี้ สรุปให้เข้าใจง่ายเป็นตาราง รายการ ความหมาย เกิดขึ้นเมื่อไร ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ทยอยตัดมูลค่าตามอายุการใช้งาน ทุกงวดตามแผนที่กำหนดไว้ การด้อยค่า (Impairment) มูลค่าจริงลดต่ำกว่าที่บันทึกไว้ เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ว่าเสื่อมค่าผิดปกติ การตัดจำหน่าย (Write-off) ตัดสินทรัพย์ออกจากบัญชีทั้งจำนวน เมื่อสินทรัพย์ไม่มีมูลค่าเหลือหรือสูญหาย ค่าเสื่อมราคาเป็นเรื่องปกติที่เกิดทุกงวด เหมือนรถที่เสื่อมค่าตามอายุ แต่ Impairment เกิดเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น เทคโนโลยีเปลี่ยน ตลาดหดตัว หรือสินทรัพย์ได้รับความเสียหาย ส่วน Write-off คือการตัดออกทั้งก้อนเมื่อของหมดค่าไปแล้ว สัญญาณเตือนที่บอกว่าสินทรัพย์อาจต้องทดสอบ Impairment สัญญาณจากภายนอก สัญญาณจากภายใน ข้อยกเว้นคือ ค่าความนิยม (Goodwill) ต้องทดสอบทุกปี ไม่ว่าจะมีสัญญาณหรือไม่ ขั้นตอนทดสอบ Impairment ทำอย่างไร เมื่อพบสัญญาณบ่งชี้แล้ว ขั้นตอนการทดสอบมี 3 ขั้น มูลค่าตามบัญชี (Carrying Amount) คืออะไร มูลค่าตามบัญชี คือ ราคาสินทรัพย์ที่ปรากฏในงบการเงิน หลังหักค่าเสื่อมราคาสะสมแล้ว ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักรมา 1 ล้านบาท หักค่าเสื่อมราคาไป 2 แสนบาท เหลือมูลค่าตามบัญชี 8 แสนบาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (Recoverable Amount) คืออะไร คือจำนวนเงินสูงสุดที่กิจการจะได้จากสินทรัพย์ตัวนั้น โดยเปรียบเทียบ 2 ตัวเลขแล้วเลือกตัวที่สูงกว่า ตัวอย่างการคำนวณ Impairment Test สมมติ บริษัท สมาร์ทมูฟ จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีเครื่องจักรผลิตสินค้า รายการ จำนวนเงิน ราคาซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท หักค่าเสื่อมราคาสะสม 200,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท มูลค่ายุติธรรมหักต้นทุนขาย 550,000 บาท มูลค่าจากการใช้ (Value in Use) 600,000 บาท มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน (เลือกตัวสูงกว่า) 600,000 บาท มูลค่าตามบัญชี 800,000 บาท สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน 600,000 บาท ผลต่าง 200,000 บาท คือ Impairment Loss ที่ต้องบันทึกในงบการเงิน วิธีบันทึกบัญชีเมื่อสินทรัพย์ด้อยค่า เมื่อคำนวณ Impairment Loss ได้แล้ว ต้องบันทึกในบัญชีทันที จากตัวอย่างข้างต้น บันทึกได้ดังนี้ ตัวอย่าง Journal Entry บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่า รายการ เดบิต เครดิต ขาดทุนจากการด้อยค่า (Impairment Loss) บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย 200,000 ค่าเผื่อการด้อยค่า (Accumulated Impairment Loss) ปรับลดสินทรัพย์ 200,000 หลังบันทึกแล้ว มูลค่าตามบัญชีจะลดเหลือ 600,000 บาท ตรงกับมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืน ค่าเสื่อมราคาในงวดถัดไป ต้องคำนวณใหม่จากฐาน 600,000 บาทนี้ ผลกระทบของ Impairment ต่องบการเงิน ที่คู่ค้าและนักลงทุนต้องรู้ Impairment ไม่ได้กระทบแค่ตัวเลขในบัญชี แต่ส่งผลต่อวิธีที่คนภายนอกมองธุรกิจของคุณด้วย ผลต่องบกำไรขาดทุน (Income Statement) Impairment Loss ถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรสุทธิในงวดนั้นลดลง ถ้าจำนวนเงินมาก อาจทำให้กิจการที่เคยกำไรกลายเป็นขาดทุนได้เลย สำหรับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ กำไรต่อหุ้น (EPS) จะลดตาม นักลงทุนใช้ตัวเลขนี้เป็นหลักในการตัดสินใจ ผลต่องบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) เมื่อบันทึก Impairment สินทรัพย์รวมจะลดลง ขณะที่หนี้สินยังเท่าเดิม ผลคือส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงตาม สิ่งที่คู่ค้า B2B มักดู คือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ถ้าส่วนทุนลดลง อัตราส่วนนี้จะสูงขึ้น อาจกระทบวงเงินสินเชื่อหรือเงื่อนไขการค้า ผลต่ออัตราส่วนการเงินที่นักลงทุนใช้วิเคราะห์ อัตราส่วน ผลกระทบจาก Impairment ทำไมสำคัญ ROA (ผลตอบแทนจากสินทรัพย์) สินทรัพย์และกำไรลดลงพร้อมกัน วัดว่าธุรกิจใช้สินทรัพย์สร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ROE (ผลตอบแทนจากส่วนทุน) ส่วนทุนลดตาม ใช้เทียบผลตอบแทนกับธุรกิจอื่น อัตราส่วนหนี้ต่อทุน ส่วนทุนลด ทำให้ ratio สูงขึ้น คู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินความเสี่ยง มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น ลดลง นักลงทุนใช้เทียบกับราคาตลาด Impairment ทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจในสายตาคนภายนอกเปลี่ยนไป ทั้งนักลงทุน คู่ค้า และสถาบันการเงิน แต่การบันทึก Impairment ไม่ใช่เรื่องเสียหาย งบการเงินที่สะท้อนมูลค่าจริง จะสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว แสดงว่ากิจการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส การกลับรายการด้อยค่าทำได้เมื่อไร ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปในทางดี เช่น ตลาดฟื้นตัว หรือสินทรัพย์กลับมาสร้างรายได้มากขึ้น กิจการสามารถกลับรายการ Impairment ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญ สรุป Impairment กับความโปร่งใสของธุรกิจ Impairment หรือการด้อยค่าของสินทรัพย์ เป็นกลไกที่ช่วยให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าจริง เมื่อมีสัญญาณว่าสินทรัพย์อาจด้อยค่า ให้ทดสอบและบันทึกตามมาตรฐาน อย่ามองว่าเป็นเรื่องเสียหาย งบที่สะท้อนความจริง สร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและนักลงทุนได้ดีกว่า จัดการสินทรัพย์ให้เป็นระบบด้วย PEAK การติดตามมูลค่าสินทรัพย์ด้วยมือเป็นเรื่องกินเวลาและเสี่ยงผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึก ติดตาม และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Impairment การด้อยค่าสินทรัพย์ Impairment Loss นำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ไหม กรมสรรพากรไม่ยอมรับผลขาดทุนจากการด้อยค่าเป็นรายจ่ายทางภาษีในงวดที่บันทึก จะรับรู้เป็นรายจ่ายได้เมื่อจำหน่ายสินทรัพย์นั้นจริง จึงเกิดผลแตกต่างชั่วคราวระหว่างบัญชีและภาษี ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อจัดการให้ถูกต้อง ธุรกิจ SME ที่ใช้ NPAEs ต้องทดสอบ Impairment ด้วยหรือเปล่า กิจการที่ใช้มาตรฐาน NPAEs (มาตรฐานบัญชีสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) ก็มีข้อกำหนดเรื่องการด้อยค่าเช่นกัน แต่หลักการจะเรียบง่ายกว่า TFRS ควรปรึกษานักบัญชีว่ามีสินทรัพย์ตัวไหนที่ต้องทดสอบ ถ้าไม่บันทึก Impairment จะมีผลอย่างไร ถือว่างบการเงินไม่เป็นไปตามมาตรฐานบัญชี ผู้สอบบัญชีอาจแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของงบทั้งฉบับ Impairment เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและสภาพตลาด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์เทคโนโลยีมากมักเจอบ่อยกว่า เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ส่วนธุรกิจที่มีค่าความนิยมจากการซื้อกิจการ ต้องทดสอบทุกปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

ภาษีร้านค้า คืออะไร เจ้าของร้านต้องจ่ายอะไรบ้าง

ภาษีร้านค้า เป็นเรื่องที่เจ้าของร้านค้าต้องให้ความสนใจ โดยเฉพาะกับเรื่อง VAT, ภาษี ณ ที่จ่าย และภาษีอื่นๆ ที่หากไม่รีบเข้าใจแต่เนิ่นๆ อาจโดนเรียกเก็บเป็นภาษีย้อนหลัง โดยในบทความนี้ ได้รวบรวมภาษีร้านค้าครบทุกตัว ตั้งแต่ VAT ภาษีเงินได้ และภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่าร้านค้าส่ง (B2B) กับร้านค้าปลีก (B2C) ต่างกันอย่างไร ภาษีร้านค้าคืออะไร ภาษีร้านค้า คือ ภาษีทุกประเภทที่เจ้าของร้านค้ามีหน้าที่ต้องเสียให้กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก หรือร้านค้าออนไลน์ก็ต้องเสียเหมือนกัน ภาษีร้านค้าหลัก ๆ มี 3 ประเภท 3 ภาษีหลักที่ต้องรู้ ภาษี ใครต้องจ่าย ความถี่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้านค้าที่จดทะเบียน VAT หรือรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นทุกเดือน (แบบ ภ.พ.30) ภาษีเงินได้ เจ้าของร้านทุกราย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ยื่นครึ่งปีและสิ้นปี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผู้จ่ายเงินค่าบริการ ค่าจ้าง ค่าเช่า ให้แก่ผู้รับ ยื่นทุกเดือนที่มีการหัก ร้านค้าส่งที่ขายให้ลูกค้าธุรกิจ (B2B) มีโอกาสเจอภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะคู่ค้าที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องหักภาษีให้ตามกฎหมาย ร้านค้าต้องจด VAT เมื่อไร ร้านค้าที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เกณฑ์ 1.8 ล้านบาทนี้นับจากรายได้รวมทั้งหมด ไม่ใช่กำไร ดังนั้นร้านค้าส่งที่ยอดขายสูงแต่กำไรต่อชิ้นน้อย มักถึงเกณฑ์เร็วกว่าร้านค้าปลีก รายได้ถึง 1.8 ล้าน ต้องจดภายในกี่วัน ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท หากจดล่าช้าอาจมีค่าปรับและเบี้ยปรับย้อนหลัง ตัวอย่าง ร้าน ก (ชื่อสมมุติ) ขายส่งอุปกรณ์สำนักงาน เดือนมิถุนายนยอดขายสะสมแตะ 1.8 ล้านบาท ต้องยื่นจดทะเบียน VAT ภายในเดือนกรกฎาคม ยังไม่ถึงเกณฑ์ จด VAT ก่อนดีไหม ร้านค้าที่ยังมีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี สามารถจด VAT ล่วงหน้าได้โดยสมัครใจ ข้อดีของการจดก่อน คือ สามารถขอคืนภาษีซื้อได้ ลูกค้าธุรกิจมักต้องการซื้อจากร้านค้าที่จด VAT เพราะนำใบกำกับภาษีไปใช้เครดิตภาษีซื้อได้ ร้านค้าส่งที่มีลูกค้า B2B เป็นหลัก จึงได้เปรียบด้านภาษีร้านค้าจากการจด VAT ล่วงหน้า ข้อควรระวัง คือ เมื่อจด VAT แล้วต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขายก็ตาม VAT ร้านค้าส่ง vs ร้านค้าปลีก ต่างกันอย่างไร ทั้งร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกเสีย VAT อัตราเดียวกันคือ 7% แต่ในทางปฏิบัติมีความแตกต่างสำคัญ 2 เรื่อง คือ ประเภทใบกำกับภาษีที่ต้องออก และวิธีจัดการภาษีซื้อ-ขาย หัวข้อ ร้านค้าส่ง (B2B) ร้านค้าปลีก (B2C) ใบกำกับภาษี ต้องออกแบบเต็มรูป เพราะลูกค้าต้องใช้เครดิตภาษีซื้อ ออกแบบอย่างย่อได้ ข้อมูลในใบกำกับภาษี ต้องระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อ ไม่ต้องระบุข้อมูลผู้ซื้อ ภาษีซื้อ มักมีจำนวนสูง เพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ภาษีซื้อน้อยกว่า การขอคืน VAT มีโอกาสขอคืนภาษีซื้อส่วนเกินบ่อยกว่า มักจ่าย VAT สุทธิเป็นส่วนใหญ่ ใบกำกับภาษีเต็มรูป vs อย่างย่อ ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเสมอ เพราะลูกค้าธุรกิจต้องนำไปใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกแบบอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปหักภาษีซื้อไม่ได้ ใบกำกับภาษีเต็มรูปต้องมีข้อมูลครบ 7 รายการ ตั้งแต่ชื่อที่อยู่ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เลขประจำตัวผู้เสียภาษี วันที่ออก รายการสินค้าพร้อมราคา ไปจนถึงจำนวน VAT ที่คำนวณจากราคาสินค้า วิธีคำนวณ VAT ซื้อ-ขาย ร้านค้าส่งคำนวณ VAT แบบเดียวกับร้านค้าปลีก คือ เอาภาษีขายลบภาษีซื้อ ถ้าภาษีขายมากกว่าก็จ่ายส่วนต่างให้สรรพากร ถ้าภาษีซื้อมากกว่าก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ข (ชื่อสมมุติ) ขายส่งเครื่องเขียน เดือนนี้ขายสินค้ารวม 500,000 บาท ร้านค้าส่งที่ซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่มักมีภาษีซื้อสูง จึงจ่าย VAT สุทธิน้อยกว่าร้านค้าปลีกที่มี margin สูงกว่า ภาษีเงินได้ร้านค้า – บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เจ้าของร้านค้าทุกรายต้องเสียภาษีเงินได้ แต่อัตราและวิธีคำนวณขึ้นอยู่กับว่าทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล กรณีบุคคลธรรมดา ร้านค้าที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัท เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า 0-35% (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th) ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป สิ่งที่ต้องระวังเรื่องภาษีร้านค้าประเภทนี้ คือ รายได้จากการขายสินค้าจัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) เจ้าของร้านเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) หรือหักแบบเหมา 60% ก็ได้ ร้านค้าส่งที่มีต้นทุนสินค้าสูง มักได้ประโยชน์จากการหักตามจริง กรณีนิติบุคคล ร้านค้าที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีพิเศษ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี ส่วนกำไร 300,001-3,000,000 บาท เสีย 15% และกำไรที่เกิน 3 ล้านบาท เสีย 20% ควรจดบริษัทเมื่อไร ไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่โดยทั่วไปร้านค้าส่ง B2B ที่มีกำไรสุทธิเกิน 750,000 บาทต่อปี มักประหยัดภาษีได้มากกว่าเมื่อจดเป็นนิติบุคคล เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (0-20%) ต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) นอกจากนี้ลูกค้า B2B หลายรายต้องการซื้อจากนิติบุคคลเท่านั้น เพราะสะดวกในการทำเอกสารและหักภาษี ณ ที่จ่าย ภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B ร้านค้าส่งที่ทำธุรกรรมกับลูกค้าธุรกิจมักเจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่าร้านค้าปลีก เพราะนิติบุคคลที่เป็นผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษีไว้ก่อนจ่ายตามที่กฎหมายกำหนด จุดที่เจ้าของร้านค้าส่งมักสับสน คือ การขายสินค้าทั่วไปไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ถ้ามีการให้บริการร่วมด้วย เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง หรือค่าที่ปรึกษา ส่วนที่เป็นค่าบริการจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราและเงื่อนไขการหัก ประเภทรายจ่าย อัตราหัก ณ ที่จ่าย ตัวอย่าง ค่าขนส่ง 1% ร้านค้าส่งจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยรถของร้าน ค่าจ้างทำของ 3% ลูกค้าจ้างร้านตัดเย็บ ประกอบ หรือดัดแปลงสินค้าตามสั่ง ค่าบริการ 3% ค่าติดตั้ง ค่าซ่อมบำรุง ค่าให้คำปรึกษา ค่าเช่า 5% ร้านค้าส่งเช่าพื้นที่จากลูกค้า เมื่อลูกค้านิติบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ร้านค้าส่งเก็บไว้เป็นหลักฐาน ถูกหักภาษี ขอคืนได้ไหม ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ ไม่ได้หายไป สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปี ถ้าภาษีที่ถูกหักไว้มากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ขอคืนได้ ตัวอย่าง ร้าน ค (ชื่อสมมุติ) ถูกลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่ายรวมทั้งปี 30,000 บาท พอคำนวณภาษีเงินได้สิ้นปีต้องจ่าย 25,000 บาท ร้าน ค จึงขอคืนส่วนต่าง 5,000 บาทจากกรมสรรพากรได้ Checklist เอกสารภาษีร้านค้า เอกสาร เก็บไว้ทำไม ใบกำกับภาษีซื้อ ใช้เป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ต้องเก็บอย่างน้อย 5 ปี สำเนาใบกำกับภาษีขาย ใช้ประกอบการยื่น ภ.พ.30 และตรวจสอบจากสรรพากร หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ใช้เป็นเครดิตหักภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี สมุดรายงานภาษีซื้อ-ขาย กฎหมายกำหนดให้ผู้จด VAT ต้องจัดทำ หลักฐานค่าใช้จ่าย ใช้หักค่าใช้จ่ายตามจริงในการคำนวณภาษีเงินได้ ร้านค้าส่งที่มีเอกสารจำนวนมาก ควรจัดระบบให้เป็นหมวดหมู่ตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยลดปัญหาตอนยื่นภาษีและตอนถูกตรวจสอบ ข้อผิดพลาดภาษีที่พบบ่อย เจ้าของร้านค้าส่งหลายรายเคยเจอปัญหาเหล่านี้ ลองเช็คว่าร้านของคุณมีข้อไหนหรือเปล่า การจัดการเอกสารเหล่านี้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยป้องกันปัญหาภาษีย้อนหลังและลดภาระงานตอนปิดงบ สรุป ส่งภาษีถูกต้อง ก็ค้าขายได้ไร้กังวล เรื่องภาษีร้านค้าส่ง B2B มีรายละเอียดมากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป ทั้งการออกใบกำกับภาษีเต็มรูป การจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายในธุรกรรม B2B และการตัดสินใจเรื่องจดนิติบุคคลเพื่อประหยัดภาษี สิ่งที่ช่วยจัดการภาษีร้านค้าได้ดีที่สุด คือ การจัดระบบเอกสารและบัญชีให้เป็นระเบียบตั้งแต่เริ่มต้น จัดการภาษีร้านค้าให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ร้านค้าส่งออกใบกำกับภาษีเต็มรูป บันทึกรายรับ-รายจ่าย คำนวณ VAT ซื้อ-ขาย และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้ครบในที่เดียว – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับภาษีร้านค้า ร้านค้าส่ง ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดตามกฎหมาย แต่ถ้ายังไม่ถึง ร้านค้าส่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจ ควรพิจารณาจดล่วงหน้า เพราะลูกค้า B2B มักเลือกซื้อจากร้านที่ออกใบกำกับภาษีได้ ภาษีร้านค้าส่ง กับร้านค้าปลีก ต่างกันตรงไหน อัตราภาษีเท่ากัน แต่ร้านค้าส่ง B2B ต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูป เจอเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายบ่อยกว่า และมีภาษีซื้อสูงกว่าเพราะซื้อสินค้าเข้า lot ใหญ่ ส่วนร้านค้าปลีกออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้และมักจ่าย VAT สุทธิมากกว่า ร้านค้าส่ง ต้องออกใบกำกับภาษีแบบไหน ต้องออกแบบเต็มรูปเสมอ โดยระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ลูกค้าธุรกิจต้องใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปเป็นหลักฐานขอเครดิตภาษีซื้อ ถ้าออกอย่างย่อ ลูกค้าจะนำไปใช้สิทธิ์ไม่ได้ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ขอคืนได้ไหม ได้ ภาษีที่ถูกหักไว้สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักจากภาษีเงินได้ตอนสิ้นปี ถ้าถูกหักรวมแล้วมากกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ก็ยื่นขอคืนจากกรมสรรพากรได้ สิ่งสำคัญ คือ เก็บหนังสือ 50 ทวิ ไว้ให้ครบทุกใบ รายได้ไม่ถึง 1.8 ล้าน ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ยังต้องเสียภาษีเงินได้ตามปกติ ทั้งบุคคลธรรมดา (ยื่น ภ.ง.ด.90) หรือนิติบุคคล (ยื่น ภ.ง.ด.50) แค่ไม่ต้องจด VAT และไม่ต้องออกใบกำกับภาษี แต่ยังต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้าอยู่ ร้านค้าส่ง ควรจดเป็นนิติบุคคลเมื่อไร เมื่อกำไรสุทธิเริ่มสูงจนอัตราภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) แพงกว่าอัตราภาษีนิติบุคคลแบบ SME (สูงสุด 20%) โดยทั่วไป ถ้ากำไรสุทธิเกินประมาณ 750,000 บาทต่อปี จะเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจน นอกจากเรื่องภาษี ลูกค้า B2B หลายรายก็ต้องการซื้อจากนิติบุคคลมากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

หน้าที่ของนายจ้าง มีอะไรบ้าง สรุปครบทุกด้านที่นายจ้างต้องรู้

การเป็นนายจ้าง ไม่ใช่เพียงแค่มอบหมายงานและจ่ายเงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องภาษี ประกันสังคม การทำสัญญาต่างๆ ที่ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดและกฎหมาย โดยในบทความนี้ จะพามาสรุปหน้าที่ของนายจ้างครบ 3 ด้านสำคัญ พร้อม Checklist สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่ปรับใช้ได้จริง นายจ้างคือใคร ตามความหมายของกฎหมายแรงงาน นายจ้าง คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่ตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเป็นค่าตอบแทน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 (กระทรวงแรงงาน) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีสถานะเป็นนายจ้างได้ นายจ้างกับผู้ว่าจ้างต่างกันตรงไหน สองคำนี้มักถูกใช้สลับกัน แต่ความหมายทางกฎหมายต่างกัน โดยนายจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างแรงงาน ลูกจ้างต้องทำงานภายใต้คำสั่งและการควบคุม ส่วนผู้ว่าจ้างมีความสัมพันธ์แบบจ้างทำของ ผู้รับจ้างมีอิสระในวิธีทำงาน สนใจแค่ผลงานที่ส่งมอบ ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะหน้าที่ตามกฎหมายจะต่างกัน หากเป็นนายจ้าง ต้องรับผิดชอบเรื่องประกันสังคม ภาษี และสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด หน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายมีอะไรบ้าง นายจ้างมีหน้าที่หลัก 4 ด้าน ได้แก่ สัญญาจ้างงาน ประกันสังคม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และสวัสดิการกับความปลอดภัย หากไม่ทำตามจะมีทั้งค่าปรับและโทษจำคุก 1. ด้านสัญญาจ้างงาน นายจ้างต้องจัดทำสัญญาจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเงื่อนไขการทำงาน อัตราค่าจ้าง วันทำงาน และสวัสดิการให้ชัดเจน แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่การมีสัญญาชัดเจนจะช่วยป้องกันข้อพิพาทในอนาคต หากเป็นกิจการที่มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป นายจ้างยังต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แล้วยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน 2. ด้านประกันสังคม นายจ้างที่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน และต้องขึ้นทะเบียนลูกจ้างทุกคนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน 3. ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อจ่ายเงินเดือน นายจ้างต้องคำนวณและหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากรทุกเดือน และในช่วงสิ้นปี ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ลูกจ้างด้วย 4. ด้านสวัสดิการและความปลอดภัย นายจ้างต้องจัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น วันหยุดประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วัน วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน รวมถึงสิทธิลาป่วย ลากิจ ลาคลอด และยังต้องจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัยตามมาตรฐานด้วย สัญญาจ้างงานมีกี่ประเภท สัญญาจ้างงานแบ่งได้ 4 ประเภทหลักๆ แต่ละแบบเหมาะกับลักษณะงานต่างกัน การเลือกให้ถูกประเภทจะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย ประเภทสัญญา ลักษณะสำคัญ เหมาะกับธุรกิจ B2B เมื่อ สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา จ้างประจำ ไม่มีวันสิ้นสุด ต้องการพนักงานทำงานต่อเนื่อง เช่น บัญชี ฝ่ายขาย สัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลา ระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุด จ้างตามโปรเจกต์ เช่น วางระบบ IT ให้ลูกค้า สัญญาทดลองงาน ระยะทดลองไม่เกิน 119 วัน รับพนักงานใหม่ ยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตำแหน่ง สัญญาจ้างรายวัน จ่ายค่าจ้างตามวันทำงานจริง งาน part-time หรืองานที่ปริมาณไม่แน่นอน สำหรับธุรกิจ B2B ที่เพิ่งเริ่มสร้างทีม แนะนำให้ใช้สัญญาทดลองงานก่อน 119 วัน แล้วค่อยปรับเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลาเมื่อมั่นใจว่าพนักงานเหมาะสม นายจ้างต้องหักเงินสมทบประกันสังคมเท่าไร นายจ้างต้องหักเงินสมทบจากค่าจ้างลูกจ้างทุกเดือน และนายจ้างเองก็ต้องสมทบเพิ่มอีกเท่ากัน อัตราปัจจุบันอยู่ที่ฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเริ่มต้นที่ 1,650 บาท สูงสุดไม่เกิน 17,500 บาท (ข้อมูลประมาณการ – ตรวจสอบอัตราล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคม) ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างเงินเดือน 20,000 บาท นายจ้างหักจากลูกจ้าง 5% เป็นเงิน 875 บาท นายจ้างสมทบเพิ่มอีก 875 บาท รวมนำส่งประกันสังคม 1,750 บาทต่อเดือน ขั้นตอนขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม การขึ้นทะเบียนทำได้ทั้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ประกันสังคม หรือยื่นเอกสารที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ เอกสารหลักที่ต้องใช้ ได้แก่ สำเนาหนังสือรับรองบริษัท สำเนาบัตรประชาชนกรรมการ และแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส. 1-01) กำหนดส่งเงินสมทบและบทลงโทษ นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากส่งล่าช้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย หากไม่ขึ้นทะเบียนนายจ้างเลย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร เมื่อจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง นายจ้างต้องคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีของลูกจ้าง แล้วหักไว้เฉลี่ยทุกเดือน วิธีคำนวณคือ นำเงินเดือนทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน คำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แล้วหารด้วย 12 เดือน รายได้สุทธิต่อปี อัตราภาษี 0 – 150,000 บาท ยกเว้นภาษี 150,001 – 300,000 บาท 5% 300,001 – 500,000 บาท 10% 500,001 – 750,000 บาท 15% 750,001 – 1,000,000 บาท 20% 1,000,001 – 2,000,000 บาท 25% 2,000,001 – 5,000,000 บาท 30% มากกว่า 5,000,000 บาท 35% กำหนดยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย นายจ้างต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1 (แบบรายเดือนสำหรับเงินเดือนลูกจ้าง) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ยื่นผ่าน e-Filing ขยายเวลาถึงวันที่ 15 นอกจากนี้ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 1ก (แบบสรุปรายปี) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไปด้วย เรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายมีรายละเอียดค่อนข้างมาก อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) Checklist สิ่งที่นายจ้างต้องทำเมื่อรับพนักงานใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ B2B ที่กำลังจะรับพนักงานใหม่ นี่คือรายการสิ่งที่ต้องดำเนินการให้ครบ ลำดับ สิ่งที่ต้องทำ ทำไมต้องทำ 1 จัดทำสัญญาจ้างงาน ระบุตำแหน่ง ค่าจ้าง วันเริ่มงาน ป้องกันข้อพิพาทด้านแรงงาน มีหลักฐานชัดเจนทั้งสองฝ่าย 2 ขึ้นทะเบียนนายจ้างประกันสังคม (ถ้ายังไม่เคยทำ) กฎหมายบังคับภายใน 30 วัน มีโทษจำคุกและปรับหากไม่ทำ 3 ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน ต้องทำภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงานของลูกจ้าง 4 จัดเตรียมระบบคำนวณเงินเดือนและหักภาษี ณ ที่จ่าย คำนวณภาษีถูกต้องตั้งแต่เดือนแรก ไม่ต้องแก้ไขทีหลัง 5 จัดทำทะเบียนลูกจ้างตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างเก็บข้อมูลลูกจ้าง 6 จัดสวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมาย (วันหยุด ลาป่วย ลากิจ) หากไม่จัดให้ครบมีโทษปรับ และลูกจ้างฟ้องร้องได้ นายจ้างเลิกจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่าไร หากนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อายุงาน ค่าชดเชย (ไม่น้อยกว่า) 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ค่าจ้าง 30 วัน 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ค่าจ้าง 90 วัน 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ค่าจ้าง 180 วัน 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ค่าจ้าง 240 วัน 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ค่าจ้าง 300 วัน 20 ปีขึ้นไป ค่าจ้าง 400 วัน นอกจากค่าชดเชยแล้ว นายจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าจ้าง หรือจ่ายเงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เลิกจ้างพนักงานที่ทำงาน 4 ปี เงินเดือน 25,000 บาท ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 150,000 บาท (คิดจากค่าจ้าง 6 เดือน) บทลงโทษหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การไม่ทำตามหน้าที่ของนายจ้าง มีบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ตั้งแต่ค่าปรับจนถึงโทษจำคุก กรณี บทลงโทษ (ข้อมูลประมาณการ) ไม่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่งเงินสมทบล่าช้า เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของยอดค้างจ่าย ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือหักแล้วไม่นำส่ง เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และอาจถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ไม่จ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่จัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน (กิจการ 10 คนขึ้นไป) ปรับไม่เกิน 20,000 บาท สรุป หน้าที่ของนายจ้างที่ต้องจัดการให้ครบ เจ้าของธุรกิจ B2B ที่มีพนักงาน ต้องจัดการหน้าที่นายจ้างให้ครบ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ทำสัญญาจ้างงานที่ชัดเจน ขึ้นทะเบียนประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตรงเวลา เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ถ้าละเลย อาจมีทั้งค่าปรับและโทษทางกฎหมายตามมา จัดการเงินเดือนและภาษีให้ถูกต้องด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ช่วยคำนวณเงินเดือน หักประกันสังคม และหักภาษี ณ ที่จ่ายให้อัตโนมัติ ลดงานซ้ำ ลดข้อผิดพลาด เชื่อมต่อกับ PEAK Tax โปรแกรมจัดการภาษี ส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรได้ทันที – ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับหน้าที่นายจ้าง นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมภายในกี่วัน นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วันนับจากวันที่มีลูกจ้างคนแรก ลูกจ้างแต่ละคนก็ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนภายใน 30 วันจากวันเริ่มงานเช่นกัน ปัจจุบันสามารถขึ้นทะเบียนออนไลน์ผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคมได้ ธุรกิจ B2B ที่จ้างฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วยหรือไม่ ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างให้ฟรีแลนซ์ อัตราที่ใช้หักขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ เช่น ค่าจ้างทำของ (มาตรา 40(7)(8)) หักที่ 3% นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่ายให้ฟรีแลนซ์ทุกครั้ง และยื่นแบบ ภ.ง.ด. 3 (กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดา) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป สัญญาจ้างงานต้องมีอะไรบ้างถึงจะครบถ้วน สัญญาจ้างงานที่ดีควรระบุอย่างน้อย 7 รายการ ได้แก่ ชื่อนายจ้างและลูกจ้าง ตำแหน่งงาน อัตราค่าจ้าง วันเริ่มงาน ชั่วโมงทำงาน ระยะเวลาทดลองงาน และเงื่อนไขเลิกจ้าง สำหรับธุรกิจ B2B แนะนำให้เพิ่มข้อตกลงเรื่องการรักษาความลับทางการค้า (NDA) ไว้ด้วย พนักงานทดลองงานมีสิทธิได้ค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้างหรือไม่ หากพนักงานทำงานครบ 120 วันขึ้นไป แม้จะยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ก็มีสิทธิได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ถ้าทำงานไม่ถึง 120 วัน นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งนี้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า 1 งวดค่าจ้าง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

12 min

ทรัพยากรมนุษย์ คืออะไร คู่มือบริหารคนให้คุ้มต้นทุน

ธุรกิจ B2B มักมีต้นทุนเรื่องการจัดจ้างและเงินเดือน สูงได้ถึงร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากเจ้าของกิจการยังมองทรัพยากรมนุษย์เป็นแค่ค่าใช้จ่ายรายเดือน ไม่เคยแกะดูว่าต้นทุนจริงต่อหัวเป็นเท่าไร และมีสวัสดิการอะไรบ้างที่ช่วยลดภาษี อาจจะพลาดโอกาสสำคัญ โดยในบทความนี้จะพาดูภาพรวมการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในมุมที่ใช้วางแผนได้จริง ครอบคลุมทั้งต้นทุน กลยุทธ์ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างรอบด้าน ทรัพยากรมนุษย์ คืออะไร ทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง บุคลากรทุกคนในองค์กร ที่ใช้ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้า ส่วนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management หรือ HRM) คืองานวางแผน สรรหา พัฒนา และดูแลคนเหล่านั้นให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ สำหรับธุรกิจ B2B โดยเฉพาะสายบริการ ที่ปรึกษา หรือโซลูชันเฉพาะทาง คนคือทรัพย์สินสำคัญที่สุด ลูกค้าตัดสินใจซื้อเพราะเชื่อมั่นในตัวทีม ไม่ใช่แค่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว 4 หน้าที่หลักของ HR ที่ธุรกิจต้องรู้ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ครอบคลุม 4 ด้านหลักที่เชื่อมโยงกัน ต้นทุนพนักงาน 1 คน ตัวเลขที่ผู้บริหารมองข้าม ต้นทุนจริงของพนักงาน 1 คนสูงกว่าเงินเดือนที่จ่ายทุกเดือนมาก หลายกิจการคิดแค่ยอดโอนเข้าบัญชีพนักงาน แต่ลืมนับต้นทุนอื่นที่ซ่อนอยู่ โครงสร้างต้นทุน (เงินเดือน ประกันสังคม สวัสดิการ) ตัวอย่างต้นทุนพนักงานเงินเดือน 25,000 บาท (ตัวเลขประมาณการ) รายการ บาทต่อเดือน เงินเดือน 25,000 ประกันสังคมส่วนนายจ้าง ร้อยละ 5 875 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนนายจ้าง ร้อยละ 3-5 (ถ้ามี) 750-1,250 สวัสดิการอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทาง 1,500-3,000 อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ (เฉลี่ย) 500-1,500 รวมต้นทุนจริงโดยประมาณ 28,625-31,625 ต้นทุนจริงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 114-126 ของเงินเดือน หรือสูงกว่ายอดโอนราว 3,500-6,500 บาทต่อคนต่อเดือน ต้นทุนซ่อนที่หลายธุรกิจมองข้าม นอกจากต้นทุนรายเดือน ยังมีต้นทุนที่เกิดเป็นครั้งคราวแต่กระทบหนัก อาทิ ต้นทุน Turnover คือค่าใช้จ่ายเมื่อพนักงานลาออก ครอบคลุมตั้งแต่ค่าลงประกาศรับสมัคร ค่าเวลาสัมภาษณ์ ค่าฝึกสอนคนใหม่ ไปจนถึงผลงานที่หายไป ข้อมูลจากหลายแหล่ง ประเมินว่าต้นทุนทรัพยากรมนุษย์ส่วน turnover ของพนักงานระดับกลาง อยู่ที่ราว 50-200 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนรายปี และยังมีค่าใช้จ่ายระหว่างการฝึกอบรม ที่พนักงานใหม่อาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะทำงานได้เต็มที่ ช่วงนี้เป็นต้นทุนจมที่ยังไม่สร้างรายได้ กลยุทธ์ HR สำหรับธุรกิจ B2B ที่พึ่งพาทีมมืออาชีพ ธุรกิจ B2B ต่างจาก B2C ตรงที่รายได้มาจากความสัมพันธ์ระหว่างทีมกับลูกค้า ถ้าพนักงานคนสำคัญลาออก ลูกค้าอาจตามไปด้วย การบริหารทรัพยากรมนุษย์จึงมีความสำคัญ ยิ่งธุรกิจโตขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งต้องทำให้ทุกอย่างเป็นระบบมากเท่านั้น โดยอาจเริ่มต้นจาก ดึงดูด รักษา และวัดผล ROI ของทีม สิ่งที่คนเก่งมองหาคือโอกาสเติบโตและเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน (Career Path) โดยเฉพาะกับคนภายในองค์กรที่ต้องสร้างเส้นทางให้ชัดเจน สวัสดิการต้องจับต้องได้ และเงินเดือนต้องสมกับหน้าที่รับผิดชอบ นอกจากนี้ ในการทำงานของ HR ยังต้องทำให้วัดผลได้ เช่น รายได้ต่อหัว (Revenue per Employee) และอัตราการลาออก (Turnover Rate) ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนเพิ่มจุดไหน ภาษีและสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ที่ธุรกิจควรใช้ เรื่องภาษีเป็นมุมที่เจ้าของกิจการหลายคนมองข้าม ทั้งที่สวัสดิการพนักงานหลายอย่างนำไปลดภาระภาษีนิติบุคคลได้ สวัสดิการลดหย่อนภาษี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคมนายจ้าง สวัสดิการพนักงานที่นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ (อ้างอิงจากแนวปฏิบัติของกรมสรรพากร rd.go.th ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนใช้งาน) ข้อมูลภาษีและสวัสดิการทั้งหมดเป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ สรุป ทรัพยากรมนุษย์คือการลงทุน ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย การบริหารทรัพยากรมนุษย์ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่ายบุคคล แต่เป็นหัวใจของการบริหารต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ B2B ที่รายได้ผูกกับทีมมืออาชีพ เมื่อเจ้าของกิจการเข้าใจต้นทุนจริงของพนักงาน การวางแผนดึงดูดและรักษาคนเก่ง พร้อมใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มที่ จะช่วยให้กิจการเติบโตอย่างมั่นคง จัดการเงินเดือนและต้นทุนพนักงานให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK Payroll โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ คำนวณเงินเดือน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และประกันสังคมอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อกับระบบบัญชี PEAK Account ได้ทันที – ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ ทรัพยากรมนุษย์กับฝ่ายบุคคลต่างกันอย่างไร ฝ่ายบุคคลเป็นหน่วยงานที่ดูแลงานธุรการเรื่องคน เช่น จ่ายเงินเดือน จัดทำเอกสาร จัดวันลา ส่วนทรัพยากรมนุษย์เป็นแนวคิดที่กว้างกว่า ครอบคลุมตั้งแต่การสรรหา พัฒนา ไปจนถึงรักษาบุคลากรให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจขนาดเล็กต้องมีฝ่าย HR โดยเฉพาะไหม ธุรกิจที่มีพนักงาน 5-10 คนอาจยังไม่ต้องตั้งฝ่าย HR แยก แต่เจ้าของกิจการควรเข้าใจหลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์เบื้องต้น โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทน สวัสดิการ และภาระภาษีที่ต้องจัดการทุกเดือน ส่วนงานเงินเดือนและภาษีใช้เครื่องมืออัตโนมัติช่วยลดภาระได้ สวัสดิการพนักงานอะไรบ้างที่ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ ตัวอย่างเช่น เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพกลุ่ม และค่าฝึกอบรมที่เข้าเกณฑ์กรมสรรพากร (หักได้ 2 เท่า) รายละเอียดและเงื่อนไขตรวจสอบที่เว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) หรือปรึกษาสำนักงานบัญชีที่ดูแลกิจการของคุณ ต้นทุนจริงของพนักงาน 1 คนสูงกว่าเงินเดือนแค่ไหน โดยประมาณ ต้นทุนจริงสูงกว่าเงินเดือนราวร้อยละ 15-30 ขึ้นอยู่กับสวัสดิการที่กิจการมอบให้ เช่น ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล ยังไม่รวมต้นทุนซ่อนอย่าง Turnover Cost ที่อาจสูงถึง 50-200 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนรายปี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

23 ก.ย. 2026

PEAK Account

21 min

การล้มละลาย คืออะไร ผลกระทบต่อธุรกิจ B2B และวิธีป้องกันความเสี่ยง

เมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้การค้าถูกศาลสั่งให้ล้มละลาย ธุรกิจของคุณอาจเรียกเงินจากคู่ค้าคืนมาไม่ได้ ธุรกิจ SME หลายแห่งต้องเผชิญความเสี่ยงนี้ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่าคู่ค้าของเราจะล้มละลายเมื่อไหร่ โดยในบทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจเรื่องการล้มละลายในมุมที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ ตั้งแต่ความหมาย ผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจ B2B สิทธิในการเรียกร้องหนี้ ไปจนถึงวิธีบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญให้ถูกต้อง การล้มละลาย คืออะไร ความหมายที่เจ้าของธุรกิจต้องเข้าใจ การล้มละลาย คือ สถานะทางกฎหมายที่ศาลมีคำพิพากษาให้บุคคลหรือนิติบุคคลตกเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ได้ ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อแบ่งชำระให้เจ้าหนี้ตามกฎหมาย สำหรับเจ้าของธุรกิจ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า สถานะนี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้เป็นหนี้เท่านั้น แต่ส่งผลต่อเจ้าหนี้ทุกราย รวมถึงคู่ค้าและซัพพลายเออร์ที่ยังมียอดค้างชำระอยู่ ประเภทของการล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย กฎหมายล้มละลายของไทย คือ พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 (แก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง) กำหนดเงื่อนไขการฟ้องล้มละลายไว้ดังนี้ ประเภทลูกหนี้ จำนวนหนี้ขั้นต่ำ หมายเหตุ บุคคลธรรมดา ตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป ต้องเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้แน่นอน นิติบุคคล (บริษัท, ห้างหุ้นส่วน) ตั้งแต่ 3,000,000 บาทขึ้นไป ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย ฉบับแก้ไข นอกจากจำนวนหนี้ เจ้าหนี้ต้องพิสูจน์ด้วยว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินไม่เพียงพอชำระหนี้ทั้งหมดได้ ล้มละลาย กับ ฟื้นฟูกิจการ ต่างกันตรงไหน เรื่อง ล้มละลาย ฟื้นฟูกิจการ เป้าหมาย ชำระบัญชี ขายทรัพย์สินจ่ายหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ให้ธุรกิจเดินต่อได้ ผลต่อธุรกิจ ยุติกิจการ ดำเนินกิจการต่อภายใต้แผนฟื้นฟู ผลต่อเจ้าหนี้ ได้รับชำระหนี้ตามส่วนแบ่ง มีโอกาสได้คืนมากกว่า เพราะธุรกิจยังมีรายได้ สำหรับเจ้าหนี้ การฟื้นฟูกิจการมักเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะยังมีโอกาสได้รับชำระหนี้ในจำนวนที่สูงกว่า ขั้นตอนการฟ้องล้มละลายในประเทศไทย ขั้นตอนการฟ้องคดีเริ่มต้นเมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้ เงื่อนไขการฟ้องล้มละลาย สำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เจ้าหนี้ที่จะฟ้องคดีได้ต้องมีหลักฐานว่าลูกหนี้มีหนี้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และมีข้อสันนิษฐานว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว เช่น ลูกหนี้หลบหนี ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา หรือถูกยึดทรัพย์แล้วไม่เพียงพอ ระยะเวลาคดีล้มละลาย และกี่ปีจึงพ้นล้มละลาย ตามกฎหมายปัจจุบัน ผู้ที่ตกเป็นบุคคลล้มละลายจะพ้นจากสถานะนี้ได้ใน 3 ปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา สำหรับคดีที่เกิดซ้ำ ระยะเวลาจะเพิ่มเป็น 5 ปี และ 7 ปี ตามลำดับ ในช่วงที่ยังอยู่ในสถานะนี้ ลูกหนี้จะถูกจำกัดสิทธิหลายอย่าง เช่น ไม่สามารถเป็นกรรมการบริษัท ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่สามารถทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินเกินจำนวนที่กำหนดได้ ผลกระทบเมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้ล้มละลาย สิ่งที่ธุรกิจ B2B ต้องรับมือ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ทำการค้าแบบ B2B นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อคู่ค้าตกอยู่ในสถานะนี้ ผลกระทบจะเกิดขึ้นทันทีหลายด้านพร้อมกัน หนี้ค้างชำระ เมื่อลูกหนี้จ่ายเงินไม่ได้ ผลกระทบแรกที่เจ้าของธุรกิจจะเจอคือ เงินที่ค้างชำระอาจเรียกคืนไม่ได้ หรือได้คืนเพียงบางส่วน สมมุติว่า บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ส่งสินค้าให้คู่ค้ามูลค่า 500,000 บาท แต่คู่ค้าถูกฟ้องคดีก่อนจ่ายเงิน ยอดนี้จะกลายเป็นหนี้ในคดีที่ต้องรอการแบ่งชำระตามลำดับ ไม่ใช่เรียกร้องได้ทันที กระทบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ถ้าคู่ค้าที่ประสบปัญหาเป็นซัพพลายเออร์หลัก ธุรกิจของคุณอาจหยุดชะงักทันที เพราะไม่มีวัตถุดิบหรือสินค้าเข้ามา ต้องเสียเวลาหาซัพพลายเออร์ใหม่ และอาจต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้นเพราะเป็นการสั่งซื้อเร่งด่วน ความเสี่ยงทางกฎหมาย สัญญาที่ยังค้างอยู่ เมื่อคู่ค้าถูกพิทักษ์ทรัพย์ สัญญาที่ทำไว้จะได้รับผลกระทบ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจเลือกว่าจะปฏิบัติตามสัญญาต่อหรือไม่ หมายความว่า ธุรกิจของคุณอาจถูกยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวโดยไม่มีทางเลือก สัญญาณเตือนทางการเงินที่บ่งบอกว่าคู่ค้าอาจใกล้ล้มละลาย การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนจะช่วยให้คุณเตรียมรับมือได้ก่อน สัญญาณที่ควรจับตาได้แก่ สิทธิของเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย ขอรับชำระหนี้ได้อย่างไร เมื่อคู่ค้าหรือลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด คุณในฐานะเจ้าหนี้มีสิทธิยื่นขอรับชำระหนี้ได้ แต่ต้องดำเนินการให้ถูกขั้นตอนและทันเวลา ประเภทเจ้าหนี้ มีประกัน กับ ไม่มีประกัน ประเภท คือใคร สิทธิ เจ้าหนี้มีประกัน มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น จำนอง จำนำ ได้รับชำระก่อนจากทรัพย์ที่ค้ำประกัน เจ้าหนี้ไม่มีประกัน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ เช่น เจ้าหนี้การค้าทั่วไป ได้รับชำระตามส่วนแบ่งที่เหลือหลังหักเจ้าหนี้มีประกัน ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ซึ่งหมายความว่าจะได้รับชำระเป็นลำดับหลัง นี่คือเหตุผลที่การป้องกันล่วงหน้าสำคัญมาก ขั้นตอนการยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ พร้อมแนบหลักฐานประกอบ ได้แก่ สัญญาซื้อขาย ใบแจ้งหนี้ ใบส่งสินค้า หรือหลักฐานการค้าอื่นที่แสดงว่าลูกหนี้เป็นหนี้จริง สามารถยื่นได้ที่กรมบังคับคดี หรือผ่านระบบออนไลน์ (ระบบงานคดีล้มละลาย – กรมบังคับคดี) กรอบเวลาสำคัญที่เจ้าหนี้ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ จุดนี้สำคัญมาก หากพลาดกำหนดเวลาจะเสียสิทธิทันที เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 2 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ายื่นไม่ทัน หนี้ที่ค้างจะไม่ได้รับการพิจารณาจ่ายคืน 6 แนวทางป้องกันความเสี่ยง เมื่อทำธุรกิจ B2B การรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับธุรกิจ การป้องกันล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้มาก ตรวจสอบสถานะทางการเงินของคู่ค้าก่อนทำธุรกรรม ก่อนเริ่มทำการค้ากับคู่ค้ารายใหม่ ควรตรวจสอบงบการเงินผ่าน DBD DataWarehouse เพื่อดูว่ากิจการมีกำไรหรือขาดทุน มีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ฟรี กำหนดเงื่อนไขการชำระเงินที่รัดกุม กำหนด credit term ให้เหมาะสม สำหรับคู่ค้าใหม่ควรเริ่มจากระยะสั้น เช่น 15-30 วัน และเพิ่มขึ้นเมื่อสร้างความไว้วางใจแล้ว การมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุเงื่อนไขชัดเจนจะช่วยปกป้องสิทธิของคุณในกรณีที่ต้องเรียกร้องทางกฎหมาย ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างเหมาะสม ทุกธุรกิจที่มีลูกหนี้การค้าควรตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ในงบการเงิน เพื่อสะท้อนความเป็นจริงว่ามีลูกหนี้บางรายที่อาจจ่ายเงินไม่ได้ การตั้งค่าเผื่อนี้ช่วยให้งบการเงินแม่นยำขึ้นและเตรียมพร้อมรับผลกระทบ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร) กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาคู่ค้ารายเดียว ถ้ารายได้กว่า 30-50% มาจากลูกค้ารายเดียว ธุรกิจของคุณมีความเสี่ยงสูงมาก หากลูกค้ารายนั้นประสบปัญหาทางการเงิน ผลกระทบจะรุนแรง การกระจายฐานลูกค้าหลายรายช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ ติดตามข่าวสารและราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการล้มละลาย ราชกิจจานุเบกษาจะประกาศรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์ การตรวจสอบเป็นประจำจะช่วยให้คุณรู้ทันสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป วิธีตรวจสอบรายชื่อและสถานะล้มละลายของคู่ค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ ปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้หลายช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (ค้นหาประกาศราชกิจจานุเบกษา) สำหรับค้นหาประกาศพิทักษ์ทรัพย์ เว็บไซต์กรมบังคับคดี (ระบบงานคดีล้มละลาย) สำหรับตรวจสอบสถานะคดี และ DBD DataWarehouse (datawarehouse.dbd.go.th) สำหรับตรวจสอบงบการเงินและสถานะนิติบุคคล วิธีบันทึกบัญชีตัดหนี้สูญเมื่อลูกหนี้ล้มละลาย เมื่อทำทุกอย่างแล้วแต่ยังเรียกเก็บหนี้ไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำต่อคือบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้งบการเงินบิดเบือนและเพื่อใช้สิทธิทางภาษีได้ เงื่อนไขการตัดหนี้สูญตามประมวลรัษฎากร การตัดจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีต้องทำตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 โดยแบ่งเป็น 3 กรณีตามจำนวนหนี้ จำนวนหนี้ สิ่งที่ต้องทำก่อนตัดหนี้สูญ ไม่เกิน 200,000 บาท ติดตามทวงถามอย่างเป็นระบบแล้วไม่ได้รับชำระ 200,001 – 2,000,000 บาท ฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งแล้วลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินจะชำระ เกิน 2,000,000 บาท ฟ้องร้องเป็นคดี หรือลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องมีหลักฐานการติดตามทวงถามที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นจดหมายทวงถาม อีเมล หรือบันทึกการติดต่อ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร – หลักเกณฑ์การตัดจำหน่ายหนี้สูญ) ตัวอย่างการบันทึกบัญชี (Journal Entry) สมมุติว่า บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีลูกหนี้การค้าค้างชำระ 300,000 บาท และลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว บริษัทจะบันทึกบัญชีดังนี้ กรณีตัดหนี้สูญโดยตรง รายการ เดบิต เครดิต หนี้สูญ (ค่าใช้จ่าย) 300,000 ลูกหนี้การค้า 300,000 กรณีเคยตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ก่อนหน้า รายการ เดบิต เครดิต ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 300,000 ลูกหนี้การค้า 300,000 การเลือกวิธีบันทึกขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจได้ตั้งค่าเผื่อไว้ก่อนหน้าหรือไม่ (อ่านวิธีบันทึกหนี้สูญแบบละเอียดได้ที่ วิธีบันทึกหนี้สูญใน PEAK) การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ กับ การตัดหนี้สูญ สรุปสั้น ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกันแต่ต่างกัน ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คือการประมาณการล่วงหน้าว่าจะเก็บเงินไม่ได้ ส่วนการตัดหนี้สูญ คือการยืนยันแล้วว่าเก็บไม่ได้จริง ทั้งสองเรื่องนี้มีรายละเอียดทางบัญชีและภาษีค่อนข้างมาก สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ คืออะไร และ วิธีบันทึกหนี้สูญใน PEAK สรุป เตรียมพร้อมวันนี้ ดีกว่ารับมือเมื่อสายเกินไป การที่คู่ค้าประสบปัญหาทางการเงินจนถึงขั้นล้มละลายเป็นความเสี่ยงที่ทุกธุรกิจ B2B ต้องเผชิญ สิ่งที่เจ้าของกิจการทำได้คือ ตรวจสอบสถานะทางการเงินของคู่ค้าอย่างสม่ำเสมอ กำหนดเงื่อนไขการค้าที่ชัดเจน ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้ในงบการเงิน และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริง ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ให้ทันกำหนดเวลา พร้อมบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร จัดการลูกหนี้และบัญชีอย่างเป็นระบบด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดการเอกสารทางธุรกิจ ติดตามลูกหนี้การค้า และบันทึกบัญชีได้ครบถ้วนในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีได้ที่ peakaccount.com คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับการล้มละลาย ล้มละลายกี่ปีจึงพ้นสภาพ ผู้ที่ตกอยู่ในสถานะนี้ครั้งแรกจะพ้นภายใน 3 ปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา ระหว่างนั้นจะถูกจำกัดสิทธิบางอย่าง เช่น ไม่สามารถเป็นกรรมการบริษัทหรือเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต คู่ค้าล้มละลาย เรียกเก็บหนี้ได้อย่างไร ไม่สามารถเรียกเก็บหนี้โดยตรงได้อีก ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือนนับจากวันที่ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หากพลาดกำหนดจะเสียสิทธิ ตัดหนี้สูญต้องทำอย่างไรให้ถูกต้องตามสรรพากร ต้องมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดเจน และปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎกระทรวง ฉบับที่ 186 ตามจำนวนหนี้ที่ค้าง หากดำเนินการครบถ้วน สามารถนำหนี้สูญมาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ การล้มละลาย กับ การฟื้นฟูกิจการ ต่างกันตรงไหน การล้มละลายมีเป้าหมายเพื่อชำระบัญชีและยุติกิจการ ส่วนการฟื้นฟูกิจการมีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และให้ธุรกิจดำเนินต่อได้ สำหรับเจ้าหนี้ ทางเลือกหลังมักให้ประโยชน์มากกว่า ตรวจสอบรายชื่อบุคคลล้มละลายได้ที่ไหน สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา (ค้นหาประกาศราชกิจจานุเบกษา) และเว็บไซต์กรมบังคับคดี (ระบบงานคดีล้มละลาย) ซึ่งเปิดให้ค้นหาได้ฟรี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก