
ผู้ประกอบการที่เริ่มค้าขายกับคู่ค้าต่างประเทศ ต้องรู้จักกับกรมศุลกากร ที่มีหน้าที่ควบคุมสินค้าระหว่างประเทศ โดย SME มีหน้าที่จัดเตรียมทั้งเอกสาร จัดการด้านภาษี และติดตามขั้นตอนจนกว่าสินค้าจะถึงมือ
หลายคนเสียเวลาและเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น เพราะไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ผู้ประกอบการ SME ต้องรู้เกี่ยวกับกรมศุลกากร ตั้งแต่พิธีการศุลกากร เอกสารสำคัญ ภาษีนำเข้า ไปจนถึงการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง
กรมศุลกากรคืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง
กรมศุลกากร (Thailand Customs Department) เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงการคลัง มีหน้าที่หลักคือจัดเก็บภาษีอากรจากการนำเข้า-ส่งออกสินค้า ควบคุมสินค้าต้องห้าม-ต้องกำกัด และอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ
สำหรับผู้ประกอบการ SME กรมศุลกากรคือหน่วยงานที่ต้องติดต่อทุกครั้งที่มีสินค้าข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าวัตถุดิบจากจีน หรือส่งออกสินค้าไปยุโรป
ช่องทางติดต่อกรมศุลกากร
ผู้ประกอบการสามารถติดต่อได้หลายช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์กรมศุลกากร สายด่วน 1164 และสำนักงานศุลกากรทั่วประเทศ รวมถึงระบบ e-Customs สำหรับการดำเนินพิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
พิธีการศุลกากร ขั้นตอนสำคัญเมื่อสินค้าผ่านด่าน
พิธีการศุลกากร คือขั้นตอนตามกฎหมายที่ผู้นำเข้า-ส่งออกต้องปฏิบัติเมื่อสินค้าผ่านเข้า-ออกประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามอาจถูกปรับหรือถูกอายัดสินค้าได้
พิธีการศุลกากรขาเข้า
เมื่อนำเข้าสินค้า ผู้ประกอบการต้องดำเนินการตามลำดับดังนี้
- ลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกกับกรมศุลกากร
- จัดเตรียมเอกสารประกอบการนำเข้า (รายละเอียดในหัวข้อถัดไป)
- ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าผ่านระบบ e-Customs
- ชำระค่าอากรและภาษี
- รับสินค้าออกจากด่านศุลกากร
พิธีการศุลกากรขาออก
สำหรับการส่งออก ขั้นตอนจะคล้ายกันแต่เอกสารต่างออกไป โดยต้องยื่นใบขนสินค้าขาออกผ่านระบบ e-Customs เช่นกัน สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ได้รับยกเว้นอากรขาออก ยกเว้นสินค้าบางประเภทที่รัฐกำหนด เช่น ไม้ท่อน หนังดิบ
ระบบ e-Customs และ National Single Window
ปัจจุบันกรมศุลกากรใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบผ่าน ระบบ National Single Window ผู้ประกอบการสามารถยื่นเอกสาร ชำระเงิน และติดตามสถานะได้ออนไลน์ทั้งหมด ช่วยลดเวลาดำเนินการจากเดิมหลายวันเหลือไม่กี่ชั่วโมง
เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมสำหรับนำเข้า-ส่งออก
เอกสารหลักที่ต้องเตรียมสำหรับการนำเข้าสินค้า ได้แก่ ใบขนสินค้า Invoice Packing List Bill of Lading หรือ Air Waybill และหลักฐานประกันภัย ส่วนการส่งออกต้องเตรียมใบขนสินค้าขาออกและหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าเพิ่มเติม เอกสารที่ครบถ้วนช่วยให้สินค้าผ่านด่านได้เร็วขึ้น
ใบขนสินค้า (Customs Declaration)
ใบขนสินค้า คือเอกสารที่แจ้งรายละเอียดสินค้าต่อกรมศุลกากร เป็นเอกสารสำคัญที่สุดในพิธีการศุลกากร แบ่งเป็นใบขนสินค้าขาเข้าและใบขนสินค้าขาออก ต้องยื่นผ่านระบบ e-Customs ทุกครั้ง
เอกสารประกอบฝั่งนำเข้า
| เอกสาร | รายละเอียด |
|---|---|
| Invoice (ใบกำกับสินค้า) | ระบุรายการสินค้า ราคา เงื่อนไขการค้า |
| Packing List (ใบรายการบรรจุหีบห่อ) | ระบุน้ำหนัก ขนาด จำนวนหีบห่อ |
| Bill of Lading หรือ Air Waybill | ใบตราส่งสินค้าทางเรือหรือทางอากาศ |
| Insurance Certificate | หลักฐานการประกันภัยสินค้า |
เอกสารประกอบฝั่งส่งออก
เอกสารหลักคล้ายกับฝั่งนำเข้า แต่อาจต้องใช้เพิ่มเติม เช่น ใบอนุญาตส่งออก (สำหรับสินค้าควบคุม) หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) เพื่อให้ผู้ซื้อปลายทางนำไปใช้สิทธิลดอากรภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA)
ภาษีและอากรศุลกากร วิธีคำนวณสำหรับผู้ประกอบการ
ภาษีที่ผู้นำเข้าต้องชำระมี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ อากรขาเข้า (คำนวณจากมูลค่า CIF คูณอัตราอากรตามพิกัดศุลกากร) ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% และภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าบางประเภท ต้นทุนภาษีเหล่านี้ส่งผลต่อราคาสินค้าโดยตรง จึงต้องวางแผนล่วงหน้า
อากรขาเข้า (Import Duty)
อากรขาเข้าคำนวณจากมูลค่า CIF (ราคาสินค้า + ค่าประกันภัย + ค่าขนส่งถึงท่าเรือไทย) คูณด้วยอัตราอากรตามพิกัดอัตราศุลกากร
ตัวอย่างเช่น บริษัท กขค จำกัด (ชื่อสมมุติ) นำเข้าสินค้ามูลค่า CIF 100,000 บาท อัตราอากร 10% จะต้องชำระอากรขาเข้า 10,000 บาท
พิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) คือรหัสจำแนกสินค้า
HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสตัวเลขสากลที่ใช้จำแนกประเภทสินค้า สินค้าแต่ละชนิดมีรหัสเฉพาะ ซึ่งกำหนดอัตราอากรที่ต้องชำระ ผู้ประกอบการสามารถค้นหา HS Code ได้ที่เว็บไซต์กรมศุลกากรในหมวด พิกัดอัตราศุลกากร
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีอื่น
นอกจากอากรขาเข้าแล้ว ผู้นำเข้ายังต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% โดยคำนวณจาก (มูลค่า CIF + อากรขาเข้า) รวมถึงภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น สุรา ยาสูบ น้ำหอม
จากตัวอย่างบริษัท กขค จำกัด ที่นำเข้าสินค้า CIF 100,000 บาท อากร 10,000 บาท VAT ที่ต้องจ่ายเพิ่ม คือ (100,000 + 10,000) x 7% เท่ากับ 7,700 บาท รวมภาษีทั้งหมด 17,700 บาท
ข้อดีคือ VAT ที่ชำระตอนนำเข้าสามารถนำไปใช้เป็นภาษีซื้อหักออกจากภาษีขายได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)
สิทธิประโยชน์ทางศุลกากรที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม
ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิลดหย่อนหรือยกเว้นอากรได้ สิทธิประโยชน์หลักที่ควรรู้มีดังนี้
สิทธิจากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เช่น ASEAN Free Trade Area ช่วยลดอากรนำเข้าสินค้าจากประเทศในอาเซียนเหลือ 0% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ โดยต้องแสดงหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Form D สำหรับอาเซียน)
สิทธิจาก BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) สำหรับกิจการที่ได้รับการส่งเสริม สามารถนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบโดยได้ลดหย่อนหรือยกเว้นอากร (ข้อมูลจาก BOI)
เขตปลอดอากร (Free Zone) สินค้าที่นำเข้าเขตปลอดอากรไม่ต้องชำระอากรจนกว่าจะนำออกมาใช้ในประเทศ เหมาะสำหรับธุรกิจที่นำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตแล้วส่งออก
ตัวแทนออกของ ตัวช่วยสำคัญของผู้ประกอบการมือใหม่
ตัวแทนออกของ (Customs Broker) คือผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมศุลกากรให้ดำเนินพิธีการศุลกากรแทนผู้นำเข้า-ส่งออก เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนหรือไม่มีทีมงานเฉพาะด้าน
ตัวแทนออกของจะดำเนินการให้ตั้งแต่จัดเตรียมเอกสาร ยื่นใบขนสินค้า จัดการเรื่องภาษีอากร ไปจนถึงประสานงานกับด่านศุลกากร ค่าบริการขึ้นอยู่กับปริมาณงานและความซับซ้อนของสินค้า โดยทั่วไปอยู่ที่หลักพันบาทต่อ shipment
วิธีบันทึกบัญชีสำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก
ต้นทุนสินค้านำเข้าต้องรวมทุกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจนสินค้าพร้อมขาย ได้แก่ ราคาสินค้า ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย อากรขาเข้า ค่าตัวแทนออกของ และค่าขนส่งในประเทศ ส่วน VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าไม่นับเป็นต้นทุน แต่บันทึกเป็นภาษีซื้อ การบันทึกผิดทำให้ต้นทุนคลาดเคลื่อนและอาจเสียภาษีเกินจำเป็น
ต้นทุนสินค้านำเข้าต้องรวมอะไรบ้าง
ต้นทุนสินค้านำเข้าตามมาตรฐานบัญชี ไม่ใช่แค่ราคาสินค้าในใบ Invoice เท่านั้น แต่ต้องรวมค่าใช้จ่ายต่อไปนี้ด้วย
| รายการ | ตัวอย่างจำนวนเงิน |
|---|---|
| ราคาสินค้า (FOB) | 80,000 บาท |
| ค่าขนส่งระหว่างประเทศ | 12,000 บาท |
| ค่าประกันภัย | 8,000 บาท |
| อากรขาเข้า | 10,000 บาท |
| ค่าตัวแทนออกของ | 2,000 บาท |
| ค่าขนส่งในประเทศ | 3,000 บาท |
| รวมต้นทุนสินค้า | 115,000 บาท |
VAT 7,700 บาท ที่จ่ายตอนนำเข้า ไม่นับเป็นต้นทุนสินค้า แต่บันทึกเป็นภาษีซื้อที่นำไปหักกับภาษีขายได้
เอกสารค้าระหว่างประเทศที่ต้องเก็บ
ผู้ประกอบการต้องเก็บเอกสารทุกฉบับไว้อย่างน้อย 5 ปี ทั้ง Invoice, Packing List, ใบขนสินค้า, ใบเสร็จค่าอากร และหลักฐานการชำระเงิน เพราะกรมศุลกากรและกรมสรรพากรอาจเรียกตรวจย้อนหลังได้
การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้บันทึกต้นทุนนำเข้าได้ครบถ้วน จัดเก็บเอกสารเป็นระบบ และออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายได้ทันที ลดโอกาสผิดพลาดเมื่อต้องยื่นภาษีหรือถูกตรวจสอบ
สรุป เตรียมตัวให้พร้อมก่อนค้าขายข้ามประเทศ
การทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออกไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้ารู้ขั้นตอนและเตรียมตัวให้ดีตั้งแต่ต้น สิ่งที่ต้องทำคือ
- ลงทะเบียนกับกรมศุลกากรและศึกษาพิกัดอัตราศุลกากรของสินค้าที่ค้าขาย
- เตรียมเอกสารให้ครบก่อนสินค้าถึงท่าเรือ และวางแผนต้นทุนรวมทั้งอากรและภาษี
- ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ FTA หรือ BOI ที่อาจช่วยลดอากรได้
เครื่องมือที่ดีช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการบันทึกบัญชีที่ต้องแม่นยำ
จัดการบัญชีนำเข้า-ส่งออกให้เป็นระบบด้วย PEAK
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME จัดการเอกสารค้าระหว่างประเทศ บันทึกต้นทุนสินค้านำเข้าได้ครบถ้วน และออกรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายอัตโนมัติ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกรมศุลกากร
นำเข้าสินค้ามูลค่าน้อยต้องเสียภาษีอากรหรือไม่
สินค้านำเข้าทุกรายการต้องผ่านพิธีการศุลกากร สินค้าที่มีมูลค่า CIF ไม่เกิน 1,500 บาท อาจได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามประกาศกรมศุลกากร อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรตรวจสอบเกณฑ์ล่าสุดกับกรมศุลกากรโดยตรง เพราะเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ VAT 7% ยังคงต้องชำระสำหรับสินค้าทุกรายการ
ต้องมีใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออกหรือไม่
การนำเข้า-ส่งออกสินค้าทั่วไปไม่ต้องขอใบอนุญาตเฉพาะ แต่ต้องลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกกับกรมศุลกากรก่อน สำหรับสินค้าควบคุม เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ ต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
HS Code ผิดจะเกิดอะไรขึ้น
การระบุ HS Code ผิดอาจทำให้ชำระอากรผิดพลาด ถ้าชำระน้อยไปจะถูกเรียกเก็บเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับ ถ้าชำระเกินสามารถขอคืนได้ภายใน 2 ปี ผู้ประกอบการควรปรึกษาตัวแทนออกของหรือสอบถามกรมศุลกากรก่อนยื่นใบขนสินค้าหากไม่แน่ใจ
VAT ที่จ่ายตอนนำเข้าสามารถขอคืนได้หรือไม่
ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน VAT สามารถนำภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายตอนนำเข้าไปใช้เป็นภาษีซื้อหักจากภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 ได้ตามปกติ ไม่ต้องขอคืนแยกต่างหาก
ใช้ตัวแทนออกของดีกว่าทำเองหรือไม่
สำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นหรือนำเข้า-ส่งออกไม่บ่อย การใช้ตัวแทนออกของช่วยลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาได้มาก เมื่อคุ้นเคยกับขั้นตอนแล้วจึงค่อยพิจารณาดำเนินการเองน คำนวณจากรายได้รวมหารด้วยสินทรัพย์ถาวรสุทธิ ค่ายิ่งสูงหมายความว่าใช้สินทรัพย์ถาวรสร้างรายได้ได้ดี อัตราส่วนนี้เป็นประโยชน์สำหรับธุรกิจ B2B ที่ลงทุนเครื่องจักรจำนวนมากมกับโปรโมชั่นที่พักได้ แต่บางโครงการไม่อนุญาต ควรรอประกาศเงื่อนไขฉบับสมบูรณ์จากกระทรวงฯ
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
