
ผังบัญชีเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องมี แต่ปัญหาที่ SME เจอบ่อยไม่ใช่ไม่มีผังบัญชี แต่คือการมีผัง แต่ลงหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายผิด จนเปิดงบกำไรขาดทุนแล้วตัวเลขไม่สะท้อนความจริง บทความนี้จะพาคุณเข้าใจผังบัญชี ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงวิธีจัดหมวดค่าใช้จ่ายแบบที่เจ้าของกิจการอ่านแล้วเห็น margin ได้ทันที
ผังบัญชี (Chart of Accounts) คืออะไร
ผังบัญชีคือรายการรหัสบัญชีทั้งหมดที่ธุรกิจใช้บันทึกรายการทางการเงิน เปรียบเหมือนสารบัญของบัญชี ทุกครั้งที่มีเงินเข้าหรือออก จะถูกจัดเข้ารหัสบัญชีที่ตรงหมวด
ผังบัญชีที่ดีช่วยให้เจ้าของกิจการเปิดงบแล้วเข้าใจตัวเลขได้เอง ไม่ต้องรอนักบัญชีแปลให้ทุกครั้ง ส่วนผังบัญชีที่จัดหมวดผิดหรือหยาบเกินไป จะทำให้ตัวเลขกำไรขาดทุนพร่ามัว ตัดสินใจผิดพลาดได้
ผังบัญชีสำเร็จรูปกับผังที่ออกแบบเอง อะไรเหมาะกับ SME
ผังบัญชีสำเร็จรูปคือ template มาตรฐานที่โปรแกรมบัญชีหรือสำนักงานบัญชีเตรียมไว้ให้ ใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องตั้งค่าเอง เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นหรือโครงสร้างไม่ซับซ้อน แต่ถ้าหากธุรกิจเริ่มโต หรือมีค่าใช้จ่ายหลายประเภท ควรปรับผังบัญชีให้ตรงกับธุรกิจจริง เช่น แยกต้นทุนตามสายผลิตภัณฑ์ หรือแยกค่าใช้จ่ายทีมขายออกจากทีมบริหาร ธุรกิจส่วนใหญ่ใช้วิธีเริ่มจากสำเร็จรูป แล้วค่อยปรับตามความต้องการ จะเห็นผลดีที่สุด
5 หมวดบัญชีหลักที่ต้องรู้
ผังบัญชีแบ่งออกเป็น 5 หมวดใหญ่ตามมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป หรือ NPAEs (ข้อมูลจากสภาวิชาชีพบัญชี)
| หมวด | ชื่อ | ตัวอย่าง | รหัสที่มักใช้ |
|---|---|---|---|
| 1 | สินทรัพย์ | เงินสด เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง | 1xxx |
| 2 | หนี้สิน | เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ธนาคาร ภาษีค้างจ่าย | 2xxx |
| 3 | ส่วนของเจ้าของ (ทุน) | ทุนจดทะเบียน กำไรสะสม | 3xxx |
| 4 | รายได้ | รายได้จากการขาย รายได้จากบริการ ดอกเบี้ยรับ | 4xxx |
| 5 | ค่าใช้จ่าย | ต้นทุนขาย เงินเดือน ค่าเช่า ค่าโฆษณา | 5xxx |
หมวดที่ 5 คือจุดที่ SME มักมีปัญหามากที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายทุกอย่างถูกโยนรวมกันโดยไม่แยกประเภท จนเปิดงบแล้วไม่รู้ว่ากำไรหายไปตรงไหน
จัดหมวดค่าใช้จ่ายให้ถูก ใช้บริหารธุรกิจได้จริง
ค่าใช้จ่ายในผังบัญชีหมวด 5 ไม่ควรรวมกันเป็นก้อนเดียว การแยกหมวดให้ชัดจะทำให้เจ้าของเห็นว่าเงินไหลออกไปตรงไหน และกำไรขั้นต้น (gross margin) เป็นเท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายบริหาร โดยมีหลักการง่ายๆ คือ การแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
| กลุ่ม | ชื่อ | คืออะไร | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| ต้นทุนขาย | Cost of Sales (COS) | ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการผลิตหรือส่งมอบสินค้า/บริการ | ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงทีมผลิต ค่าขนส่งสินค้า |
| ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน | Operating Expense (Opex) | ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ | เงินเดือนทีมบริหาร ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าโฆษณา |
เมื่อแยก 2 กลุ่มนี้ชัด คุณจะเห็นสูตรสำคัญ
กำไรขั้นต้น = รายได้ – ต้นทุนขาย
ถ้ากำไรขั้นต้นต่ำ แปลว่าต้นทุนการผลิตหรือบริการสูงเกินไป ต้องแก้ที่สินค้า ไม่ใช่ลดค่าใช้จ่ายบริหาร
เงินเดือนควรอยู่หมวดไหน ขึ้นกับหน้าที่ของทีม
เงินเดือนคือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ SME มักจัดผิดหมวด หลักคิดคือ ถ้าพนักงานคนนั้นสร้างสินค้าหรือบริการโดยตรง ค่าแรงเขาคือต้นทุนขาย
| ทีม | ตัวอย่าง | ควรอยู่หมวด | เหตุผล |
|---|---|---|---|
| ทีมผลิต | ช่างประกอบ ช่างเย็บ | ต้นทุนขาย (COS) | สร้างสินค้าโดยตรง |
| ทีมบริการ | ช่างซ่อม ที่ปรึกษา | ต้นทุนขาย (COS) | ส่งมอบบริการโดยตรง |
| ทีมขาย | เซลส์ ทีม BD | ค่าใช้จ่ายขาย (Selling Expense) | ช่วยหารายได้ แต่ไม่ได้ผลิตสินค้า |
| ทีมบริหาร | บัญชี HR ผู้บริหาร | ค่าใช้จ่ายบริหาร (Admin Expense) | สนับสนุนธุรกิจ ไม่ได้สร้างสินค้า |
ตัวอย่าง บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า มีพนักงาน 10 คน เงินเดือนรวม 300,000 บาท/เดือน ถ้าโยนรวมเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียว จะไม่รู้เลยว่าต้นทุนการผลิตจริงเป็นเท่าไร แต่ถ้าแยกตามตารางข้างบน จะเห็นชัดว่าต้นทุนขายคือเงินเดือนทีมผลิต 180,000 บาท ส่วนที่เหลือ 120,000 บาท คือค่าบริหาร
ค่าโฆษณา คอมมิชชัน ส่วนลด จัดยังไงให้เห็นต้นทุนการหาลูกค้า
ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้ควรแยกเป็นค่าใช้จ่ายขาย (Selling Expense) ไม่ปนกับค่าบริหารทั่วไป เพราะเมื่อแยกชัดจะเห็นต้นทุนการหาลูกค้า (Customer Acquisition Cost หรือ CAC) ได้ โดยค่าใช้จ่ายที่ควรอยู่ในหมวดค่าใช้จ่ายขาย ได้แก่
- ค่าโฆษณาออนไลน์ (Facebook Ads, Google Ads)
- คอมมิชชันพนักงานขาย
- ส่วนลดการค้าที่ให้ลูกค้า
- ค่าจัดงาน/ออกบูท
วิธีคำนวณ CAC แบบง่าย
| รายการ | วิธีคำนวณ | จำนวนเงิน |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายขายทั้งเดือน | รวมค่าโฆษณา + คอมมิชชัน + ส่วนลด | 100,000 บาท |
| จำนวนลูกค้าใหม่ | – | 50 ราย |
| CAC | 100,000 ÷ 50 | 2,000 บาท/ราย |
ถ้า CAC สูงเกินกำไรต่อลูกค้า แปลว่าต้องปรับกลยุทธ์การตลาด
ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ครั้งเดียว แยกยังไงไม่ให้งบกำไรขาดทุนหลอก
ค่าใช้จ่ายบางรายการเกิดขึ้นครั้งเดียวแต่มูลค่าสูง เช่น ซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท หรือซ่อมแซมออฟฟิศ 300,000 บาท ถ้าลงเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในเดือนเดียว กำไรเดือนนั้นจะติดลบ ทั้งที่ธุรกิจไม่ได้ขาดทุนจริง โดยวิธีจัดการคือ บันทึกเป็นสินทรัพย์ในหมวด 1 แล้วทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายผ่านค่าเสื่อมราคา (depreciation คือการกระจายต้นทุนสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งาน) ตัวอย่างเช่น ซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท อายุใช้งาน 5 ปี จะหักค่าเสื่อมราคาปีละ 100,000 บาท แบบนี้งบกำไรขาดทุนจะสะท้อนต้นทุนจริงของแต่ละปี
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและไม่ปกติ เช่น ค่าปรับ ค่าเสียหายจากภัยธรรมชาติ ควรแยกเป็นค่าใช้จ่ายอื่น ไม่ปนกับค่าใช้จ่ายปกติ เพื่อให้กำไรจากการดำเนินงานสะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง
ค่าใช้จ่ายที่ต้องกระจาย Prepaid กับ Accrued Expense สำหรับ SME
ค่าใช้จ่ายบางรายการจ่ายก่อนแต่ใช้ทีหลัง หรือใช้ก่อนแต่จ่ายทีหลัง ถ้าบันทึกผิดเดือน งบกำไรขาดทุนจะบิดเบือน
| ประเภท | คืออะไร | ตัวอย่าง | วิธีจัดการ |
|---|---|---|---|
| Prepaid Expense (ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า) | จ่ายเงินไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ | ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า 6 เดือน ค่าประกันภัยรายปี | บันทึกเป็นสินทรัพย์ก่อน แล้วตัดเป็นค่าใช้จ่ายทีละเดือน |
| Accrued Expense (ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย) | ใช้ประโยชน์แล้ว แต่ยังไม่จ่ายเงิน | ค่าไฟฟ้าเดือนนี้ที่ยังไม่ได้รับบิล โบนัสพนักงานที่ตั้งค้างไว้ | บันทึกค่าใช้จ่ายทันที แม้ยังไม่จ่ายจริง |
สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้อง prepaid/accrued ทุกรายการ แต่ถ้ามีค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าก้อนใหญ่ เช่น ค่าเช่ารายปี ควรกระจายให้ถูกเดือน เพื่อให้งบรายเดือนสะท้อนต้นทุนจริง
ค่าใช้จ่ายเจ้าของปนบริษัท แยกยังไงให้ถูกภาษีและคุมง่าย
ปัญหาที่พบมากที่สุดใน SME ไทยคือ เจ้าของใช้เงินบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าน้ำมันรถส่วนตัว ค่าอาหาร ค่าเดินทางครอบครัว ถ้าบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายบริษัท จะมีปัญหา 2 ด้าน
- ด้านภาษี กรมสรรพากรอาจตีเป็นรายจ่ายต้องห้ามที่หักภาษีไม่ได้ (ตามมาตรา 65 ตรี ประมวลรัษฎากร) หมายความว่าบริษัทต้องเสียภาษีเพิ่มจากค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ
- ด้านการบริหาร ถ้าค่าใช้จ่ายเจ้าของปนกับบริษัท กำไรที่เห็นในงบจะต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ประเมินผลธุรกิจผิดพลาด
วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือ
- แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบริษัทให้ชัดเจน
- ตั้งเงินเดือนเจ้าของเป็นค่าใช้จ่ายประจำ
- ถ้าเจ้าของยืมเงินบริษัท ให้บันทึกเป็นลูกหนี้เงินยืมกรรมการ (หมวดสินทรัพย์) ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย
- ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของจ่ายแทนบริษัท ให้บันทึกเป็นเจ้าหนี้กรรมการ (หมวดหนี้สิน)
วิธีออกแบบผังบัญชีแบบเจ้าของอ่านง่าย
ผังบัญชีที่ดีไม่ใช่ผังที่ละเอียดที่สุด แต่คือผังที่เจ้าของเปิดงบแล้วเข้าใจตัวเลขได้เองภายใน 5 นาที โดยหลักการออกแบบมี 3 ข้อ คือ
- แยกหมวดหลักให้ชัดตามตาราง 5 หมวดข้างต้น
- แยกค่าใช้จ่ายเป็น ต้นทุนขาย/ค่าใช้จ่ายขาย/ค่าใช้จ่ายบริหาร
- เพิ่มรหัสย่อยเฉพาะรายการที่ต้องดูบ่อย
หมวดไหนควรแยกละเอียด หมวดไหนรวมได้
ไม่จำเป็นต้องแยกทุกรายการให้ละเอียดเท่ากัน ให้ดูว่าเจ้าของต้องติดตามตัวเลขไหนเป็นประจำ โดยหมวดที่ควรแยกละเอียดคือ ต้นทุนขายแยกตามประเภทสินค้าหรือบริการ ค่าโฆษณาแยกตามช่องทาง (Facebook/Google/อื่นๆ) และเงินเดือนแยกตามแผนก
หมวดที่รวมได้เพื่อความสะดวก อาทิเช่น ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ ค่าไฟ อินเทอร์เน็ต) รวมเป็นรหัสเดียวได้ หรือค่าเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน และวัสดุสิ้นเปลือง รวมเป็นรหัสเดียว เป็นต้น
ตัวอย่างผังบัญชีหมวดค่าใช้จ่ายสำหรับธุรกิจ SME
ผังบัญชีด้านล่างเป็นตัวอย่างสำหรับธุรกิจซื้อมาขายไปและธุรกิจบริการ ปรับเพิ่มหรือลดรหัสย่อยได้ตามความต้องการ
| รหัส | ชื่อบัญชี | ธุรกิจซื้อมาขายไป | ธุรกิจบริการ |
|---|---|---|---|
| 5100 | ต้นทุนขาย | ✅ ต้นทุนสินค้า | ✅ ค่าแรงบริการ |
| 5110 | ค่าวัตถุดิบ/สินค้า | ✅ | – |
| 5120 | ค่าแรงผลิต/บริการ | ✅ | ✅ |
| 5130 | ค่าขนส่งสินค้า | ✅ | – |
| 5200 | ค่าใช้จ่ายขาย | ✅ | ✅ |
| 5210 | ค่าโฆษณาออนไลน์ | ✅ | ✅ |
| 5220 | คอมมิชชันพนักงานขาย | ✅ | ✅ |
| 5300 | ค่าใช้จ่ายบริหาร | ✅ | ✅ |
| 5310 | เงินเดือนทีมบริหาร | ✅ | ✅ |
| 5320 | ค่าเช่าสำนักงาน | ✅ | ✅ |
| 5330 | ค่าสาธารณูปโภค | ✅ | ✅ |
| 5900 | ค่าใช้จ่ายอื่น | ✅ ค่าปรับ ค่าเสียหาย | ✅ |
ใช้ PEAK จัดการผังบัญชี ลดงานซ้ำ เห็นตัวเลขจริง
PEAK มีผังบัญชีสำเร็จรูปที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจ SME ไทยโดยเฉพาะ ใช้งานได้ทันทีหลังสมัคร และปรับเพิ่มรหัสบัญชีได้ตามต้องการ นอกจากนี้ PEAK ยังมีระบบวิเคราะห์ธุรกิจของ PEAK (PEAK Board) แสดงกำไรขั้นต้นและค่าใช้จ่ายแต่ละหมวดเป็นกราฟให้เจ้าของดูได้ทันที ไม่ต้องดาวน์โหลดงบมาเปิดใน Excel อีกต่อไป ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน
สรุป: ออกแบบผังบัญชีให้เห็นกำไรจริง
- แยกค่าใช้จ่ายเป็น ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายขาย และค่าใช้จ่ายบริหาร เพื่อเห็น margin แต่ละชั้น
- เงินเดือนจัดตามหน้าที่จริง ทีมผลิตคือต้นทุนขาย ทีมบริหารคือค่าใช้จ่ายบริหาร
- ค่าใช้จ่ายเจ้าของต้องแยกชัดจากบริษัท ทั้งเพื่อภาษีและเพื่อเห็นกำไรจริง
- แยกละเอียดเฉพาะหมวดที่ต้องดูบ่อย รวมได้ในหมวดที่ไม่ค่อยเปลี่ยน
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับผังบัญชี
SME ต้องมีผังบัญชีละเอียดแค่ไหน
ไม่มีกฎตายตัว แต่อย่างน้อยควรแยกต้นทุนขายกับค่าใช้จ่ายดำเนินงานออกจากกัน ส่วนรายละเอียดภายในแต่ละหมวดขึ้นกับว่าเจ้าของต้องการดูตัวเลขไหนเป็นประจำ ถ้ายังไม่แน่ใจ เริ่มจากผังสำเร็จรูปแล้วค่อยเพิ่มรหัสทีหลังได้
เปลี่ยนผังบัญชีระหว่างปีได้ไหม
เปลี่ยนได้ แต่ต้องระวังเรื่องการย้ายยอดสะสม ถ้าเพิ่มรหัสใหม่ที่ไม่กระทบรหัสเดิม ทำได้เลย แต่ถ้าต้องรวมหรือแยกรหัสที่มียอดอยู่ ควรทำต้นรอบบัญชีใหม่และปรึกษานักบัญชี
ผังบัญชีกับเลขบัญชี 4 หลักกับ 5 หลักต่างกันยังไง
เลข 4 หลักเป็นมาตรฐานที่ SME ส่วนใหญ่ใช้ เช่น 5100 คือต้นทุนขาย ถ้าธุรกิจมีรายการเยอะขึ้น ใช้ 5 หลักเพื่อแยกย่อยได้ เช่น 51001 คือค่าวัตถุดิบ A, 51002 คือค่าวัตถุดิบ B การเพิ่มหลักไม่กระทบโครงสร้างเดิม แค่เพิ่มรายละเอียด
ค่าเสื่อมราคาควรอยู่หมวดไหนในผังบัญชี
ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่าย แต่ต้องแยกตามประเภทของสินทรัพย์ ถ้าเป็นเครื่องจักรผลิต ค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนขาย ถ้าเป็นอุปกรณ์สำนักงาน เป็นค่าใช้จ่ายบริหาร หลักคิดเหมือนเงินเดือน คือดูว่าสินทรัพย์นั้นสร้างสินค้าหรือบริการโดยตรงหรือไม่ป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง สาม ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่แจ้งเตือนบิลค้างและแสดงรายรับแบบเรียลไทม์ แทนการพึ่ง spreadsheet
