
เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ไหม ผลิตสินค้ารอส่งให้ลูกค้าองค์กร แต่อยู่ดีๆ อีกฝ่ายลดคำสั่งซื้อหรือยกเลิก PO ทันที สินค้าที่ค้างอยู่ในคลังก็ขายต่อได้ แต่ราคาอาจไม่เท่าเดิมอีกแล้ว แบบนี้ต้องปรับมูลค่าในบัญชีหรือเปล่า
NRV หรือ Net Realizable Value (มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ) คือตัวเลขที่ช่วยตอบคำถามนี้ บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณ ไปจนถึงผลกระทบจริงต่องบกำไรขาดทุน โดยเจาะลึกในมุมธุรกิจ B2B ที่ราคาขายอิงตามสัญญาหรือคำสั่งซื้อจากลูกค้าองค์กร
NRV คืออะไร
NRV คือราคาขายโดยประมาณของสินค้าในสภาพปกติของธุรกิจ หักด้วยต้นทุนที่ต้องใช้เพื่อทำให้สินค้าเสร็จสมบูรณ์และต้นทุนที่จำเป็นในการขาย ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ (ตรงกับ IAS 2 ในมาตรฐานสากล) กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือในงบการเงินด้วยราคาทุนหรือ NRV แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า
พูดง่ายๆ คือ ถ้าสินค้าในคลังขายได้จริงน้อยกว่าต้นทุน ก็ต้องปรับลดมูลค่าลงให้ตรงกับความเป็นจริง ไม่ใช่แสดงต้นทุนเดิมที่สูงกว่าไว้ในงบ
สูตรคำนวณ NRV
NRV = ราคาขายโดยประมาณ – ต้นทุนในการทำให้เสร็จ – ต้นทุนจำเป็นในการขาย
ตัวอย่าง สินค้า A มีราคาขายโดยประมาณ 100,000 บาท ต้นทุนแพ็กและขนส่ง 5,000 บาท ค่านายหน้าขาย 3,000 บาท
NRV = 100,000 – 5,000 – 3,000 = 92,000 บาท
ถ้าต้นทุนสินค้า A อยู่ที่ 95,000 บาท แต่ NRV เท่ากับ 92,000 บาท กิจการต้องแสดงมูลค่าสินค้า A ที่ 92,000 บาท แทน เพราะ NRV ต่ำกว่าทุน
NRV ต่างจาก Fair Value และราคาทุนอย่างไร
หลายคนสับสนระหว่าง NRV กับ Fair Value (มูลค่ายุติธรรม) ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่มุมมอง
| คำศัพท์ | ความหมาย | มุมมอง |
|---|---|---|
| ราคาทุน (Cost) | ต้นทุนที่จ่ายซื้อหรือผลิตสินค้า | ต้นทุนในอดีต |
| NRV | ราคาขายประมาณ หักต้นทุนขาย | เฉพาะกิจการ |
| Fair Value | ราคาที่ผู้ซื้อผู้ขายยินดีจ่าย | ราคาตลาดทั่วไป |
NRV เป็นมูลค่าเฉพาะของกิจการ (entity-specific) เพราะรวมต้นทุนขายที่กิจการแต่ละแห่งต่างกัน เช่น ค่าขนส่ง ค่านายหน้า ส่วน Fair Value เป็นราคาตลาดที่ไม่ขึ้นกับกิจการใดกิจการหนึ่ง
ทำไมต้องใช้ NRV ในการตีราคาสินค้าคงเหลือ
หลักคิดเบื้องหลังคือ สินค้าในงบการเงินไม่ควรแสดงมูลค่าสูงกว่าจำนวนเงินที่คาดว่าจะได้รับจากการขายจริง ถ้าแสดงต้นทุนเดิมทั้งที่ราคาตลาดตกลงไปแล้ว งบการเงินจะบิดเบือนและกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งบ
หลัก Lower of Cost or NRV (LCNRV)
LCNRV คือหลักที่กำหนดว่า ให้แสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนหรือ NRV แล้วแต่อย่างใดจะต่ำกว่า วิธีนี้ช่วยให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าจริงของสินทรัพย์ ไม่สูงเกินจริง
มาตรฐาน TAS 2 กำหนดอะไรบ้าง
TAS 2 (มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ) กำหนดให้กิจการต้องประเมิน NRV ของสินค้าคงเหลือทุกสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ถ้า NRV ต่ำกว่าทุน ต้องปรับลดมูลค่าลงและรับรู้ผลขาดทุนในงบกำไรขาดทุน สำหรับกิจการ NPAEs (กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ) มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับ NPAEs บทที่ 8 ก็กำหนดหลัก LCNRV เช่นเดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าธุรกิจจะใช้ TFRS หรือ NPAEs ก็ต้องเช็ค NRV เหมือนกัน (อ้างอิง สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ tfac.or.th)
NRV สำหรับธุรกิจ B2B – ปรับเมื่อราคาตลาดหรือคำสั่งซื้อเปลี่ยน
ธุรกิจ B2B มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้เรื่อง NRV ซับซ้อนกว่าธุรกิจขายปลีกทั่วไป เพราะราคาขายมักผูกกับสัญญาหรือใบสั่งซื้อ (PO) จากลูกค้าองค์กร เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน NRV ก็เปลี่ยนตาม
เมื่อราคาวัตถุดิบหรือราคาตลาดผันผวน
ถ้าราคาตลาดของสินค้าสำเร็จรูปตกลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังไม่ได้ขาย ราคาขายโดยประมาณก็ลดลงตาม ทำให้ NRV อาจต่ำกว่าทุน ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เดิมราคาตลาดชิ้นส่วนอยู่ที่ 500 บาทต่อชิ้น แต่มี supplier รายใหม่เข้าตลาดทำให้ราคาตกเหลือ 380 บาท ถ้าต้นทุนผลิตอยู่ที่ 420 บาท ก็ต้องปรับลดมูลค่าลงทันที
เมื่อลูกค้าองค์กรเปลี่ยนคำสั่งซื้อ (PO) หรือยกเลิก
สถานการณ์ที่พบบ่อยในธุรกิจ B2B คือ ลูกค้ายกเลิก PO หรือลดจำนวนสั่งซื้อ สินค้าที่ผลิตไว้ตามคำสั่งซื้อเดิมอาจต้องขายให้ลูกค้ารายอื่นในราคาต่ำกว่า เพราะเป็นสินค้าที่ผลิตตาม spec เฉพาะ ราคาขายโดยประมาณจึงลดลง ทำให้ต้อง reassess NRV ใหม่
เมื่อสินค้าล้าสมัยหรือ spec ไม่ตรงกับ contract ใหม่
ธุรกิจ B2B ที่ผลิตตาม spec ลูกค้า หากลูกค้าเปลี่ยน spec ในรอบสัญญาถัดไป สินค้าที่ผลิตตาม spec เดิมอาจขายได้ในราคาต่ำกว่าต้นทุนมาก หรือบางกรณีต้องขายเป็นสินค้า B-grade ราคาจึงตกลงไปอีก
วิธีคำนวณ NRV พร้อมตัวอย่างตัวเลข
ตัวอย่างที่ 1 – สินค้าสำเร็จรูปที่ราคาตลาดลดลง
บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตอุปกรณ์สำนักงานขายส่งให้องค์กร มีสินค้าคงเหลือ 1,000 ชิ้น ต้นทุนชิ้นละ 200 บาท รวม 200,000 บาท
ปลายงวดพบว่าราคาตลาดตกเหลือชิ้นละ 170 บาท ต้นทุนขาย (แพ็ก ขนส่ง) ชิ้นละ 10 บาท
NRV = (170 – 10) x 1,000 = 160,000 บาท
NRV (160,000) ต่ำกว่าทุน (200,000) จึงต้องปรับลดมูลค่า 40,000 บาท
ตัวอย่างที่ 2 – วัตถุดิบที่ราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปลดลง
บริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) ซื้อวัตถุดิบมา 300,000 บาท ใช้ผลิตสินค้าตามสัญญา OEM ให้ลูกค้าองค์กร ราคาขายสินค้าสำเร็จรูปเดิมอยู่ที่ 500,000 บาท ต้นทุนแปลงสภาพ 150,000 บาท ต้นทุนขาย 20,000 บาท
NRV ของวัตถุดิบ = 500,000 – 150,000 – 20,000 = 330,000 บาท
NRV (330,000) ยังสูงกว่าทุนวัตถุดิบ (300,000) จึงไม่ต้องปรับลด
แต่ถ้าลูกค้าเจรจาลดราคาสินค้าสำเร็จรูปเหลือ 400,000 บาท
NRV ใหม่ = 400,000 – 150,000 – 20,000 = 230,000 บาท
NRV (230,000) ต่ำกว่าทุน (300,000) ต้องปรับลดมูลค่าวัตถุดิบ 70,000 บาท
ตัวอย่างที่ 3 – สินค้าที่ลูกค้ายกเลิก PO
บริษัท ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตบรรจุภัณฑ์ตาม spec ลูกค้ารายใหญ่ มูลค่าทุน 500,000 บาท ตามสัญญาจะขายได้ 600,000 บาท แต่ลูกค้ายกเลิก PO กะทันหัน
บริษัทต้องหาลูกค้าใหม่ ประเมินว่าขายเป็นบรรจุภัณฑ์ทั่วไปได้ประมาณ 350,000 บาท ต้นทุนขาย 30,000 บาท
NRV = 350,000 – 30,000 = 320,000 บาท
NRV (320,000) ต่ำกว่าทุน (500,000) ต้องปรับลดมูลค่า 180,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่มีนัยสำคัญต่องบกำไรขาดทุน
ผลกระทบของ NRV ต่องบกำไรขาดทุน
เมื่อปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือตามมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ผลขาดทุนจะถูกรับรู้ในงบกำไรขาดทุนทันที ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงในงวดนั้น
การรับรู้ผลขาดทุนจากการปรับลดมูลค่า (Write-down)
ตาม TAS 2 ผลขาดทุนจากการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับ NRV จะรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน โดยทั่วไปจะแสดงเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนขาย เพราะถือว่าเป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับสินค้า
จากตัวอย่างที่ 3 บริษัท ค ปรับลด 180,000 บาท ต้นทุนขายในงบกำไรขาดทุนจะสูงขึ้น 180,000 บาท ทำให้กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิลดลงตามไปด้วย
การกลับรายการ (Reversal) เมื่อ NRV กลับสูงขึ้น
ข้อดีของ TAS 2 คือ ถ้าในงวดถัดไปสถานการณ์ดีขึ้น เช่น ราคาตลาดกลับมาสูงขึ้นหรือหาลูกค้าใหม่ได้ในราคาดี กิจการสามารถกลับรายการปรับลดได้ แต่มูลค่าหลังกลับรายการต้องไม่สูงกว่าราคาทุนเดิม รายการกลับจะรับรู้เป็นรายได้ (ลดต้นทุนขาย) ในงวดที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างงบกำไรขาดทุนก่อน-หลังปรับ NRV
| รายการ | ก่อนปรับ NRV | หลังปรับ NRV |
|---|---|---|
| รายได้จากการขาย | 2,000,000 | 2,000,000 |
| ต้นทุนขาย | (1,200,000) | (1,380,000) |
| กำไรขั้นต้น | 800,000 | 620,000 |
| ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน | (400,000) | (400,000) |
| กำไรสุทธิ | 400,000 | 220,000 |
ในตัวอย่างนี้ การปรับ NRV 180,000 บาท ทำให้กำไรสุทธิลดลงจาก 400,000 เหลือ 220,000 บาท ลดลง 45% ซึ่งมีผลสำคัญต่อการตัดสินใจของเจ้าของกิจการและผู้ที่ใช้งบการเงิน
Checklist ขั้นตอนเช็ค NRV สินค้าคงเหลือก่อนปิดงบ
| ขั้นตอน | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|
| 1. รวบรวมข้อมูล | ดึงรายการสินค้าคงเหลือทั้งหมดพร้อมต้นทุน |
| 2. ประเมินราคาขาย | เช็คราคาตลาดปัจจุบัน ราคาตามสัญญา หรือราคาเสนอขายล่าสุด |
| 3. หักต้นทุนขาย | รวมค่าขนส่ง แพ็ก นายหน้า หรือค่าทำให้สินค้าเสร็จสมบูรณ์ |
| 4. เปรียบเทียบ | นำ NRV เทียบกับราคาทุน ถ้า NRV ต่ำกว่า ให้ปรับลด |
| 5. บันทึกรายการ | บันทึกผลขาดทุนในงบกำไรขาดทุน (ต้นทุนขาย) |
| 6. ตรวจกลับรายการ | เช็คว่ามีสินค้าที่เคยปรับลดแล้ว NRV กลับสูงขึ้นหรือไม่ ถ้ามีให้กลับรายการ |
สรุป – NRV ไม่ใช่แค่เรื่องมาตรฐานบัญชี แต่กระทบกำไรจริง
การประเมินมูลค่าสุทธิที่จะได้รับช่วยให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าสินค้าคงเหลือตามความเป็นจริง สำหรับธุรกิจ B2B ที่ราคาขายผูกกับสัญญาและคำสั่งซื้อจากลูกค้าองค์กร การเช็ค NRV ทุกสิ้นงวดช่วยป้องกันไม่ให้งบกำไรขาดทุนบิดเบือน ซึ่งอาจส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจ การกู้เงิน หรือการเจรจากับคู่ค้า
สิ่งสำคัญคือ ไม่ต้องรอจนปิดงบปลายปี ถ้าพบสัญญาณว่ามูลค่าสุทธิที่จะได้รับอาจต่ำกว่าทุน ควรประเมินทันที เพื่อให้ตัวเลขในงบพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
จัดการสินค้าคงเหลือและปิดงบให้ง่ายขึ้นด้วย PEAK
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายการซื้อขาย ติดตามสินค้าคงเหลือ และจัดทำรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้การเช็คมูลค่าสินค้าคงเหลือก่อนปิดงบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทดลองใช้ PEAK ฟรี
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NRV (มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ)
NRV ใช้กับสินค้าคงเหลือทุกประเภทหรือไม่
ใช้กับสินค้าคงเหลือทุกประเภทที่อยู่ภายใต้ TAS 2 ทั้งสินค้าสำเร็จรูป งานระหว่างทำ และวัตถุดิบ แต่สำหรับวัตถุดิบ จะปรับลดก็ต่อเมื่อราคาสินค้าสำเร็จรูปที่ใช้วัตถุดิบนั้นผลิต คาดว่าจะขายได้ต่ำกว่าต้นทุนรวม ถ้าสินค้าสำเร็จรูปยังขายได้กำไร วัตถุดิบไม่ต้องปรับแม้ราคาวัตถุดิบในตลาดจะลดลง
ต้องประเมิน NRV ทุกสิ้นงวดหรือไม่
ตาม TAS 2 กิจการต้องประเมิน NRV ทุกสิ้นรอบระยะเวลารายงาน สำหรับบริษัทที่ปิดงบรายปี ก็ต้องเช็คอย่างน้อยปีละครั้ง แต่ในทางปฏิบัติ ถ้ามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นระหว่างงวด เช่น ลูกค้ายกเลิก PO หรือราคาตลาดตกฮวบ ควรประเมินทันทีโดยไม่ต้องรอสิ้นงวด
ธุรกิจ B2B ใช้ราคาอะไรเป็นฐาน NRV ระหว่างราคาตลาดกับราคาตามสัญญา
ถ้ามีสัญญาซื้อขายที่แน่นอน (firm sales contract) ราคาขายโดยประมาณจะอิงจากราคาในสัญญานั้น แต่ถ้าจำนวนสินค้าคงเหลือมากกว่าที่สัญญาครอบคลุม ส่วนเกินต้องใช้ราคาขายทั่วไป (ราคาตลาด) เป็นฐานแทน นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจ B2B ต้องแยกประเมิน NRV ระหว่างสินค้าที่มีสัญญารองรับกับสินค้าที่ยังไม่มีคำสั่งซื้อ
NRV ที่ต่ำกว่าทุนต้องปรับทันทีหรือรอได้
ต้องปรับทันทีที่ทราบ ห้ามรอสิ้นปี เพราะมาตรฐานกำหนดให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าจริง ณ วันที่รายงาน ถ้าพบว่า NRV ต่ำกว่าทุนตั้งแต่กลางปี ก็ต้องบันทึกการปรับลดในงวดที่พบ ไม่ใช่สะสมไว้ปรับตอนปิดงบ
ข้อมูลในบทความนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำปรึกษาทางวิชาชีพ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนตัดสินใจ
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
