Table of Contents

ธุรกิจที่ลงทุนซื้อเครื่องจักร สต๊อกสินค้า หรือตกแต่งร้านอย่างอลังการ แต่กำไรกลับออกมาน้อยนิด อาจกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการใช้ทรัพย์สินไม่คุ้มค่า ROA คือตัวเลขที่จะช่วยไขคำตอบนี้ได้ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นเครื่องมือที่วัดว่า ทุกบาทที่ลงทุนเป็นสินทรัพย์นั้น สามารถสร้างกำไรกลับมาได้เท่าไร

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่สูตรคำนวณ ROA พร้อมยกตัวอย่างจากงบการเงินจริงของธุรกิจ SME การเปรียบเทียบข้อแตกต่างกับ ROE และแนะนำเทคนิคการปรับปรุงอัตราส่วนนี้ให้ดีขึ้น

ROA คืออะไร ทำไมเจ้าของธุรกิจควรรู้

ROA หรือ Return on Assets คืออัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดว่าธุรกิจสามารถนำสินทรัพย์ทั้งหมดที่มีอยู่ไปสร้างเป็นกำไรสุทธิได้ดีแค่ไหน ยิ่ง ROA มีค่าสูง แปลว่าธุรกิจสามารถบริหารทรัพย์สินได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

ชื่อเต็มภาษาไทยคือ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ แต่ในวงการธุรกิจและการเงินนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า ROA

ทำไม ROA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ

สินทรัพย์ก็คือเงินที่จมอยู่ในระบบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรมูลค่าหลักล้าน รถบรรทุกขนส่ง สินค้าในสต๊อก หรือแม้แต่เงินสดในบัญชี ถ้าคุณมีสินทรัพย์เยอะแต่กลับทำกำไรได้น้อย แปลว่าเงินทุนของคุณกำลังถูกใช้งานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

ROA จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมว่า ทรัพย์สินที่ประเคนลงทุนไปนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนกลับมาได้คุ้มค่าเหนื่อยหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพของธุรกิจตัวเองเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเอาไปเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ยังได้


สูตรคำนวณ ROA พร้อมตัวอย่างจากงบ SME จริง

สูตรการคำนวณไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด คุณสามารถดึงตัวเลขแค่ 2 ตัวที่อยู่ในงบการเงินมาคำนวณได้ทันที

ROA (%) = (กำไรสุทธิ ÷ สินทรัพย์รวม) × 100

ตัวอย่างคำนวณ ROA จากงบการเงินจริง

สมมติ บริษัท ก จำกัด เป็นร้านขายอุปกรณ์สำนักงานออนไลน์ มีงบการเงินปีล่าสุดดังนี้

  • กำไรสุทธิ: 600,000 บาท
  • สินทรัพย์รวม: 3,000,000 บาท

วิธีคำนวณ: (600,000 ÷ 3,000,000) × 100 = 20%

ผลลัพธ์ 20% หมายความว่า ทุก 100 บาทที่บริษัท ก นำไปลงทุนเป็นสินทรัพย์ จะสามารถสร้างผลกำไรกลับมาได้ 20 บาท

กำไรสุทธิ คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน

กำไรสุทธิ (Net Income) คือรายได้ทั้งหมดหักลบด้วยค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนสินค้า ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา และภาษี ตัวเลขสำคัญนี้จะอยู่ในบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน

สินทรัพย์รวม คือตัวเลขอะไรในงบการเงิน

สินทรัพย์รวม (Total Assets) คือทรัพย์สินทุกอย่างที่กิจการมีสิทธิ์ครอบครอง ทั้งเงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เครื่องจักร อาคาร และที่ดิน ตัวเลขนี้จะแสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล)

เวลาคำนวณ บางตำราอาจแนะนำให้ใช้ สินทรัพย์รวมเฉลี่ย คือการนำสินทรัพย์ต้นปีมารวมกับปลายปีแล้วหาร 2 เพื่อให้ตัวเลขมีความแม่นยำขึ้น แต่สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้นวิเคราะห์สุขภาพการเงิน การใช้สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปีก็เพียงพอที่จะเห็นภาพรวมแล้ว


ROA เท่าไหร่ถึงดี ค่ามาตรฐานแยกตามอุตสาหกรรม

ไม่มีค่า ROA ที่ฟันธงได้ว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างการลงทุนที่ต่างกันลิบลับ ธุรกิจที่ต้องประเดิมด้วยการซื้อเครื่องจักรหนักย่อมมีผลตอบแทนที่ต่ำกว่าธุรกิจที่ใช้แค่สมองและคอมพิวเตอร์ทำงาน

หลักง่าย ๆ คือ หากมากกว่า 5% ถือว่าใช้ได้ และถ้าสูงกว่า 10% ถือว่าดีเยี่ยม แต่ก็ต้องนำไปเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกันอยู่เสมอ

ROA ธุรกิจบริการ ธุรกิจผลิต และธุรกิจซื้อมาขายไป ต่างกันแค่ไหน

ประเภทธุรกิจROA ทั่วไปเหตุผล
ธุรกิจบริการ (ที่ปรึกษา, สำนักงานบัญชี, ฟรีแลนซ์)15-30%ลงทุนทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่ใช้ทักษะคนทำงานเป็นหลัก
ธุรกิจซื้อมาขายไป (ร้านค้าออนไลน์, ค้าปลีก)8-15%มีสต๊อกสินค้าและรอบเครดิตลูกหนี้การค้าอยู่ระดับหนึ่ง
ธุรกิจผลิต (โรงงาน, แปรรูปอาหาร)3-10%ต้องลงทุนกับเครื่องจักร โรงงาน อุปกรณ์หนัก ฐานสินทรัพย์จึงสูง

สมมติว่าร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งมี ROA 5% ในขณะที่สำนักงานบัญชีก็มี 5% เท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองบริษัทนี้ทำผลงานได้ดีเท่ากัน เพราะร้านค้าออนไลน์มีสินทรัพย์จับต้องได้เยอะกว่า ระดับ 5% จึงพอรับได้ แต่สำหรับสำนักงานบัญชีที่ไม่ค่อยมีต้นทุนสินทรัพย์ ตัวเลขควรจะทะลุไปไกลกว่านี้


ROA ต่ำ หมายความว่าอะไร สาเหตุที่พบบ่อยใน SME

อัตราส่วนที่ต่ำฟ้องให้เห็นว่าธุรกิจกำลังลงทุนในทรัพย์สินมากเกินไป แต่กลับเค้นกำไรจากทรัพย์สินเหล่านั้นออกมาได้น้อย สาเหตุยอดฮิตที่มักเจอในธุรกิจ SME ไทย ได้แก่

  • สินค้าค้างสต๊อกเยอะ ของขายไม่ออกแต่ระบบบัญชียังนับเป็นสินทรัพย์ ทำให้ตัวหารในสมการสูงขึ้น
  • ซื้อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์สุดหรูเกินความจำเป็น และปล่อยให้จอดทิ้งไว้โดยใช้งานไม่เต็มกำลัง
  • ลูกหนี้การค้าเหนียวหนี้ ค้างชำระนาน ทำให้กระแสเงินสดจมอยู่กับลูกค้า
  • กำไรสุทธิต่ำเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเพราะต้นทุนบานปลาย หรือตั้งราคาขายที่ไปเบียดบังกำไรตัวเอง

ถ้าตัวเลขผลตอบแทนของธุรกิจคุณร่วงลงทุกปี ควรเรียกประชุมทีมงานเพื่อตรวจสอบว่ามีสินทรัพย์หมวดไหนเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือกำไรสุทธิร่วงลงจากสาเหตุอะไร

ROA กับ ROE ต่างกันอย่างไร ดูคู่กันถึงครบ

ROA กับ ROE (Return on Equity) เป็นอัตราส่วนทางการเงินคู่แฝดที่มักถูกนำมาเปิดเทียบกัน ทั้งสองตัวใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกันแต่มองผ่านคนละเลนส์ ROA จะวัดประสิทธิภาพจากสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ในขณะที่ ROE จะโฟกัสเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้นหรือเงินที่เจ้าของควักกระเป๋าลงทุนไปจริง ๆ เท่านั้น

ตารางเปรียบเทียบ ROA กับ ROE

เกณฑ์ROAROE
ชื่อเต็มReturn on AssetsReturn on Equity
วัดอะไรผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมดผลตอบแทนจากเงินที่เจ้าของลงทุน
รวมหนี้สินด้วยไหมรวม (เพราะสินทรัพย์ = หนี้สิน + ทุน)ไม่รวม (คิดเฉพาะเงินทุนของเจ้าของ)
กรณีที่ขัดแย้งกัน–ROE อาจดูสูงลิ่ว เพราะกู้เงินมาหมุนจนหนี้ท่วม
เหมาะดูเมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพข้ามอุตสาหกรรมเปรียบเทียบผลตอบแทนสำหรับนักลงทุน

เมื่อไหร่ควรดู ROA เมื่อไหร่ควรดู ROE

ถ้าคุณอยากรู้ว่าทีมบริหารใช้ทรัพยากรทุกเม็ดที่มีอยู่ได้คุ้มค่าแค่ไหน ให้หันไปมอง ROA เพราะมันคำนวณรวมทั้งเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียน แต่ถ้าอยากตอบคำถามนักลงทุนว่า เงินที่ใส่ลงไปมันงอกเงยคุ้มค่าแค่ไหน ให้ดู ROE

มีหลายธุรกิจที่ชอบกู้หนี้ยืมสินมาขยายกิจการ ทำให้ผลลัพธ์ ROE ออกมาสูงและดูสวยงามมาก แต่พอไปกางดู ROA กลับพบว่าต่ำเรี่ยดิน เพราะมีสินทรัพย์รวมที่เกิดจากหนี้พองตัวอยู่ การวิเคราะห์ทั้งสองตัวแปรคู่กันจะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า ผลตอบแทนที่บริษัททำได้นั้นเกิดจากฝีมือการบริหารที่ดีจริง หรือแค่ใช้พลังของเงินกู้


วิธีปรับปรุง ROA ให้ดีขึ้นสำหรับ SME ไทย

การปั้นตัวเลขให้ดีขึ้นสามารถทำได้ 2 แนวทาง คือเพิ่มตัวเศษ (เพิ่มกำไร) หรือลดตัวส่วน (ลดการตุนสินทรัพย์) หรือถ้าทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ก็จะยิ่งดี

เพิ่มกำไรสุทธิ

การเพิ่มกำไรทำได้ทั้งฝั่งหาตังค์และฝั่งรัดเข็มขัด

  • เพิ่มรายได้โดยการขยายช่องทาง เช่น เปิดตลาดออนไลน์ควบคู่กับหน้าร้าน หรือดันสินค้าที่มีอัตรากำไร (Margin) ต่อชิ้นสูงให้มากขึ้น
  • ลดต้นทุนด้วยการเจรจาต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ใหม่ ลดขั้นตอนที่ทำให้เกิดของเสียในกระบวนการผลิต
  • ปรับราคาขายให้สะท้อนกับต้นทุนที่แท้จริง SME หลายรายมักตั้งราคาต่ำเกินไปเพราะกลัวจะสู้คู่แข่งรายใหญ่ไม่ได้

บริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ

สินทรัพย์ที่จมอยู่เฉย ๆ จะทำให้ตัวหารเพิ่มขึ้นและฉุดผลตอบแทนลงมาอย่างน่าเสียดาย

  • เทขายสินค้า Slow-moving ที่ค้างสต๊อกมานาน แม้จะต้องหั่นราคาขาดทุนก็ยังดีกว่าปล่อยให้เงินจม
  • เลือกวิธีเช่าเครื่องจักรแทนการซื้อขาดในระยะแรก ถ้ายังไม่แน่ใจว่ายอดขายจะโตพอให้เครื่องจักรเดินเครื่องเต็มกำลังหรือไม่
  • เร่งติดตามเก็บหนี้จากลูกหนี้การค้า เพื่อแปลงกลับมาเป็นกระแสเงินสดให้เร็วที่สุด
  • โละสินทรัพย์ถาวรที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ เช่น รถขนส่งที่จอดทิ้งไว้เฉย ๆ หรืออุปกรณ์รุ่นเก่าที่กินไฟ

ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ธุรกิจช่วยติดตาม

การติดตามอัตราส่วนสำคัญไม่ได้แปลว่าต้องรอให้ทีมบัญชีปิดงบตอนสิ้นปีเสมอไป ถ้าคุณมีโปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard นำเสนอภาพรวมการเงินแบบทันที คุณก็จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้รวดเร็วกว่า


ข้อควรระวังในการใช้ ROA วิเคราะห์ธุรกิจ

แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มหาศาล แต่ก็มีข้อควรระวังที่คุณไม่ควรมองข้าม

ค่าเสื่อมราคาสะสมที่ถูกหักออกไปมาก อาจทำให้มูลค่าสินทรัพย์ที่โชว์ในงบดุลต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง ส่งผลให้ ROA ดีดตัวสูงเกินจริงได้ เช่น เครื่องจักรที่หักค่าเสื่อมจนเหลือมูลค่าทางบัญชีแค่ 1 บาท แต่ความจริงยังใช้งานผลิตของได้เต็มกำลัง

สำหรับธุรกิจที่เน้นเช่าสินทรัพย์แทนการซื้อขาด (Leasing) สินทรัพย์รวมจะต่ำกว่าอุตสาหกรรมเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ROA ออกมาดูดีมาก แม้ว่าเนื้อแท้ของประสิทธิภาพการทำงานอาจจะไม่ได้เก่งไปกว่าคู่แข่งเลย

ดังนั้น การตัดสินใจจาก ROA เพียงตัวเลขเดียวอาจไม่ครอบคลุม ควรนำไปพิจารณาร่วมกับ ROE และอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพื่อให้ได้บทสรุปที่รอบด้านที่สุด


สรุป – ROA ช่วยให้เห็นว่าทรัพย์สินสร้างกำไรได้คุ้มค่าหรือไม่

ROA ช่วยตอบคำถามสำคัญให้เจ้าของธุรกิจว่า กำไรที่ทำได้เมื่อเทียบกับเงินทุนก้อนโตที่ละลายไปในสินทรัพย์นั้น คุ้มค่าเหนื่อยจริง ๆ หรือไม่ ยิ่งมีตัวเลขสูงก็ยิ่งแสดงว่าการบริหารจัดการภายในนั้นยอดเยี่ยม แต่จำไว้เสมอว่าต้องเปรียบเทียบกับธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และอย่าลืมหยิบตัวเลข ROE มาวิเคราะห์ควบคู่ไปด้วยเสมอ

วิเคราะห์สุขภาพธุรกิจของคุณ ไปกับ PEAK Board

ผู้ประกอบการชั้นนำเลือกใช้ PEAK Board ช่วยแปลงตัวเลขทางบัญชีที่ซับซ้อนให้กลายเป็นกราฟสวยงามเข้าใจง่าย ให้เจ้าของธุรกิจประเมินสถานการณ์ และดูอัตราส่วนสำคัญทางการเงินได้เองตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROA

ROA ติดลบ หมายความว่าอะไร

อาการติดลบเกิดจากการที่ธุรกิจมีผลขาดทุนสุทธิ (รายจ่ายเยอะกว่ารายได้) ทำให้ตัวเศษในสมการเป็นค่าติดลบ สถานการณ์นี้เป็นเรื่องปกติสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน แต่ถ้าปล่อยให้ติดลบต่อเนื่องหลายปี ควรทบทวนโมเดลและแผนธุรกิจเสียใหม่

เปรียบเทียบ ROA ข้ามอุตสาหกรรมได้ไหม

สามารถทำได้ แต่ต้องระวังให้ดีเพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างของเครื่องมือหากินต่างกัน โรงงานผลิตเครื่องจักรที่มีผลตอบแทน 5% อาจถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งในวงการอุตสาหกรรมหนัก แต่ถ้าเอา 5% นี้ไปเทียบกับบริษัทนายหน้าอสังหาฯ ตัวเลขระดับนี้จะถือว่าสอบตก การเปรียบเทียบที่ยุติธรรมที่สุดควรจับคู่กับธุรกิจที่มีประเภทและไซส์ใกล้เคียงกัน

ROA ควรดูบ่อยแค่ไหน

สำหรับกิจการ SME ที่มีการสรุปงบการเงินรายเดือน ควรหยิบตัวเลขนี้มาดูทุกไตรมาสเพื่อจับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องทนรอจนถึงตอนปิดงบสิ้นปี ถ้าคุณใช้โปรแกรมบัญชีที่มี Dashboard สรุปภาพรวมให้ ก็ยิ่งเห็นปัญหาและหาทางหนีทีไล่ได้เร็วกว่าเดิม

ROA กับ ROI ต่างกันตรงไหน

ROA วัดความสามารถในการดึงกำไรออกมาจากสินทรัพย์ทั้งหมดของทั้งกิจการ ส่วน ROI (Return on Investment) จะวัดความคุ้มค่าจากเงินลงทุนแค่เฉพาะในโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งเท่านั้น เช่น ลงทุนซื้อโฆษณา Facebook ไป 10,000 บาท แล้วกวาดยอดขายกลับมาได้ 30,000 บาท ROI ของแคมเปญนี้จะพุ่งสูงถึง 200% ซึ่งขอบเขตของ ROI จะแคบกว่าและเจาะจงเป็นเรื่อง ๆ ไป


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย