Table of Contents

เจ้าของกิจการหลายคนเคยถูกธนาคารถามว่า ROE ของบริษัทเท่าไหร่ แล้วตอบไม่ได้ ตัวเลขนี้เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่คอยบอกว่า เงินลงทุนของคุณสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ดีแค่ไหน ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งแปลว่าคุณบริหารและใช้เงินทุนได้อย่างคุ้มค่า

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ พร้อมตัวอย่างจากงบจริงของ SME รวมถึงเหตุผลสำคัญที่ธนาคารมักจะขอดูตัวเลขนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ

ROE คืออะไร

ROE ย่อมาจาก Return on Equity หรือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าทุกบาทที่เจ้าของลงทุนไปนั้น สามารถสร้างกำไรสุทธิกลับมาได้กี่บาท

สมมติคุณลงเงิน 1,000,000 บาท เพื่อเปิดร้านขายของออนไลน์ ปลายปีมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท แปลว่าทุก 100 บาทที่คุณลงทุนไป สามารถสร้างกำไรกลับมาได้ 20 บาท นั่นหมายความว่ากิจการของคุณมี ROE เท่ากับ 20%

ตัวเลขนี้ช่วยบอกได้ว่าคุณควรลงทุนเพิ่มในธุรกิจนี้ หรือเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า ถ้าผลตอบแทนต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก การเอาเงินไปฝากธนาคารเฉย ๆ อาจเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่าด้วยซ้ำ

ทำไม ROE ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME

ผู้ประกอบการ SME หลายคนมักดูแค่ว่าปีนี้กำไรเท่าไหร่ แต่ลืมดูว่าตัวเองต้องลงทุนไปเท่าไหร่กว่าจะได้กำไรก้อนนั้นมา อัตราส่วนนี้จะช่วยให้คุณเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของการบริหารงาน

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวเลขสำคัญที่ธนาคารและนักลงทุนดูก่อนตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติสินเชื่อ การพิจารณาร่วมลงทุน หรือการประเมินมูลค่ากิจการเพื่อซื้อขายธุรกิจ


สูตรคำนวณ ROE พร้อมตัวอย่าง

สูตรนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน สามารถใช้ตัวเลขแค่ 2 ตัวจาก งบการเงิน ประจำปีมาคำนวณได้เลย

สูตร ROE

ROE (%) = (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) × 100

กำไรสุทธิ (Net Income) หาได้จากบรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders’ Equity) หาได้จากหมวดทุนในงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล)

ตัวอย่างคำนวณ ROE จากงบจริง SME ไทย

ร้านค้าออนไลน์ บริษัท ก จำกัด มีผลประกอบการดังนี้

  • กำไรสุทธิทั้งปี: 500,000 บาท
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: 2,000,000 บาท

วิธีคำนวณ: (500,000 ÷ 2,000,000) × 100 = 25%

ผลลัพธ์ 25% หมายความว่าทุก 100 บาทที่เจ้าของลงทุนไป ธุรกิจสามารถสร้างกำไรกลับมาได้ถึง 25 บาท ถือว่าใช้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ROE เท่าไหร่ถึงดี เกณฑ์มาตรฐานแยกตามประเภทธุรกิจ

ความจริงแล้วไม่มีตัวเลขที่จัดว่าดีแบบตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ เกณฑ์ทั่วไปคือถ้าผลตอบแทนสูงกว่า 15% จะถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่ทางที่ดีที่สุดคือต้องนำไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

เกณฑ์ ROE ตามประเภทธุรกิจ

ประเภทธุรกิจROE เฉลี่ย (โดยประมาณ)เหตุผล
ค้าปลีก / e-Commerce15-25%กำไรต่อชิ้นต่ำ แต่เน้นขายไว หมุนรอบเร็ว
ธุรกิจบริการ20-35%ใช้เงินลงทุนเรื่องทรัพย์สินน้อย ส่วนใหญ่เป็นทักษะ กำไรจึงสูง
ผลิตสินค้า / โรงงาน10-20%ต้องลงทุนกับเครื่องจักรและคลังสินค้าสูง ทำให้คืนทุนช้ากว่า
อสังหาริมทรัพย์8-15%ฐานทุนกว้างมาก ใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนจึงมักดูต่ำ

ถ้าธุรกิจของคุณมีตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตารางนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าต้องเริ่มปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน หรือหารายได้เพิ่ม


ทำไมธนาคารดู ROE ก่อนปล่อยกู้ SME

เมื่อ SME ยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารไม่ได้มองแค่ยอดขาย สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้ดีแค่ไหน ซึ่งตัวเลขอัตราส่วนนี้สามารถตอบคำถามนี้ได้ตรงประเด็นที่สุด

ROE บอกอะไรธนาคารได้บ้าง

ผลตอบแทนที่สูงบอกธนาคารว่าเจ้าของกิจการมีทักษะในการบริหารเงินทุนได้ดี มีโอกาสสูงที่จะชำระหนี้คืนได้ตรงเวลา ถ้ายิ่งสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ แปลว่าการอนุมัติเงินกู้ไปขยายธุรกิจนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ในทางกลับกัน ผลตอบแทนที่ต่ำหรือติดลบ จะทำให้ธนาคารมองว่าธุรกิจอาจไม่มีกำลังมากพอที่จะชำระหนี้ โอกาสถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูควบคู่กับ ROE

ธนาคารไม่ได้พิจารณาจากตัวเลขเดียว แต่จะดูอัตราส่วนอื่นประกอบกันด้วย เช่น

  • ROA: วัดการใช้สินทรัพย์ทั้งหมดสร้างกำไร (ควรสูงกว่า 5%)
  • D/E Ratio: วัดสัดส่วนหนี้สินเทียบกับทุน (ควรต่ำกว่า 2 เท่า)
  • Current Ratio: วัดสภาพคล่องว่าพร้อมจ่ายหนี้ระยะสั้นหรือไม่ (ควรสูงกว่า 1.5 เท่า)

ROE กับ ROA ต่างกันอย่างไร

ทั้งสองตัวเลขใช้วัดผลตอบแทนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ฐานทุนที่นำมาเทียบ ROE จะวัดผลตอบแทนเทียบกับเงินของเจ้าของเพียงอย่างเดียว ส่วน ROA (Return on Assets) จะวัดเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งรวมถึงเงินกู้หรือหนี้สินด้วย

ธุรกิจที่กู้เงินมาหมุนเวียนเยอะอาจมีตัวเลขส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำ ทำให้ผลลัพธ์ ROE พุ่งสูงจนดูดีเกินจริง แต่ถ้าหันไปดู ROA จะพบว่าต่ำเตี้ยติดดินเพราะสินทรัพย์รวม (ที่มาจากหนี้) สูงมาก ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงแนะนำให้ดูทั้งสองตัวคู่กันเสมอเพื่อไม่ให้โดนหลอกตา

DuPont Analysis แยกองค์ประกอบ ROE ให้เข้าใจลึกขึ้น

ถ้าอยากรู้ว่าผลตอบแทนที่สูงหรือต่ำนั้นมาจากสาเหตุอะไร โมเดลวิเคราะห์ทางการเงินที่ชื่อว่า DuPont Analysis จะช่วยแยกส่วนประกอบออกมาเป็น 3 ส่วน เพื่อให้คุณวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด

สูตร DuPont 3 ตัวแปร

ROE = Net Profit Margin × Asset Turnover × Equity Multiplier

แปลความหมายแต่ละตัวแปรได้ดังนี้

  • Net Profit Margin (กำไรต่อยอดขาย): ยอดขายร้อยบาท หักต้นทุนแล้วเหลือกำไรกี่บาท
  • Asset Turnover (การหมุนเวียนสินทรัพย์): มีสินทรัพย์เท่านี้ เอาไปสร้างรายได้หมุนกลับมาได้เร็วแค่ไหน
  • Equity Multiplier (ตัวคูณทุน): ธุรกิจใช้หนี้ช่วยขยายกิจการมากน้อยแค่ไหน

ถ้าผลตอบแทนรวมต่ำ ให้คุณลองเช็กทีละตัวว่าจุดอ่อนอยู่ตรงไหน กำไรต่อยอดขายน้อยไป หมุนสินทรัพย์ช้า หรือใช้หนี้น้อยเกินไป แล้วค่อยไปแก้ตรงจุดนั้น


ROE ติดลบ หมายความว่าอะไร

การติดลบเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ กำไรสุทธิติดลบ (บริษัทขาดทุน) หรือส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ (มีขาดทุนสะสมมากจนเกินทุนจดทะเบียน)

ถ้าธุรกิจขาดทุนในปีนั้น กำไรสุทธิที่ติดลบจะส่งผลให้ผลตอบแทนติดลบตาม กรณีนี้ไม่ได้ร้ายแรงเสมอไป อาจเป็นเพราะเป็นช่วงลงทุนขยายกิจการในปีแรก ๆ แต่ถ้าสาเหตุมาจากส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ นั่นเป็นสัญญาณเตือนที่รุนแรงกว่า หมายความว่ากิจการมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ต้องรีบแก้ไขโดยการเพิ่มทุนหรือลดหนี้อย่างด่วน

วิธีเพิ่ม ROE สำหรับเจ้าของกิจการ SME

จากสูตรตั้งต้น (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) การเพิ่มผลตอบแทนสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก

เพิ่มกำไรสุทธิ

วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือการทำให้กำไรเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งรายได้จากช่องทางใหม่ การขึ้นราคา หรือการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ร้านค้าออนไลน์สามารถปรับโครงสร้างแพ็กเกจลดค่าขนส่งจากเดือนละ 50,000 เหลือ 35,000 บาท ซึ่งส่วนต่างที่ประหยัดได้จะไปเพิ่มในกำไรสุทธิโดยตรง

บริหารส่วนของผู้ถือหุ้นให้เหมาะสม

ถ้าธุรกิจมีเงินสดกองทิ้งไว้ในบัญชีมากเกินความจำเป็น ส่วนของทุนจะสูง แต่ผลตอบแทนจากการใช้เงินทุนจะต่ำ การจ่ายปันผลออกไปให้ผู้ถือหุ้น หรือนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อยอดขยายกิจการ จะช่วยปรับสัดส่วนนี้ให้สมดุลและดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ใช้โปรแกรมบัญชีติดตามผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง

การรู้ตัวเลขอัตราส่วนเหล่านี้เพียงปีละครั้งในตอนปิดงบนั้นไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในยุคนี้ คุณควรมีเครื่องมือที่ช่วยติดตามผลประกอบการเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับตัวและอุดรอยรั่วได้ทันท่วงที


สรุป – ROE ตัวเลขเดียวที่บอกประสิทธิภาพเงินลงทุน

ROE เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME มองเห็นว่าธุรกิจสามารถใช้เงินทุนสร้างกำไรได้คุ้มค่าแค่ไหน สิ่งที่คุณควรเริ่มทำต่อจากนี้คือ การนำงบการเงินล่าสุดมาคำนวณและเทียบกับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม เตรียมตัวเลขเหล่านี้ให้พร้อมก่อนเดินเข้าไปขอสินเชื่อ และหมั่นติดตามอัตราส่วนสำคัญเป็นประจำโดยไม่ต้องรอดูแค่ตอนสิ้นปี

เข้าใจธุรกิจได้ แค่กวาดสายตากับ PEAK Board

หากคุณต้องการรู้สุขภาพทางการเงินโดยไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปยอดให้ PEAK Board มี Dashboard ที่คอยดึงข้อมูลจากงบการเงินมาแสดงภาพรวมแบบ Real-Time ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิ ให้คุณวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการบริหารการเงินของคุณให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ROE

ROE สูงเกินไปดีหรือไม่

ไม่เสมอไป ผลตอบแทนที่พุ่งสูงแบบผิดปกติ (เช่น เกิน 50%) อาจเกิดจากการที่ส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำมาก แปลว่าธุรกิจพึ่งพาหนี้สินเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ควรนำ D/E Ratio มาตรวจสอบประกอบด้วยเสมอ

ROE ต่างจาก ROI อย่างไร

ROI (Return on Investment) วัดผลตอบแทนจากการลงทุนเฉพาะโครงการ เช่น ลงทุนทำโฆษณา 100,000 บาท ได้ยอดขายเพิ่ม 300,000 บาท ส่วน ROE จะเป็นมาตรวัดผลการดำเนินงานระดับรวมของทั้งองค์กร

SME ที่เพิ่งเปิดกิจการ ROE ต่ำ ถือว่าปกติไหม

ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะในช่วงปีแรกธุรกิจมักมีค่าใช้จ่ายสูงจากการลงทุนเริ่มต้นในขณะที่กำไรสุทธิยังน้อย สิ่งที่ควรโฟกัสคือทิศทางแนวโน้ม ถ้าตัวเลขค่อย ๆ ขยับเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจของคุณกำลังเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง

DuPont Analysis ช่วยวิเคราะห์ผลการดำเนินงานอย่างไร

DuPont จะดึงส่วนประกอบแยกออกมาเป็น 3 ส่วน คือ ความสามารถทำกำไรต่อยอดขาย ความเร็วในการหมุนสินทรัพย์ และสัดส่วนภาระหนี้ ช่วยให้ผู้บริหารรู้ทันทีว่าตัวเลขสวย ๆ ที่ได้มานั้นมาจากฝีมือการทำกำไรจริง หรือแค่มาจากการกู้หนี้ยืมสินจำนวนมาก

ยื่นขอสินเชื่อแล้วถูกปฏิเสธ ทำยังไงต่อ

ให้สอบถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าอัตราส่วนตัวไหนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ แล้วนำมาปรับปรุง เช่น ถ้า D/E Ratio สูงเกินไปก็ให้หาทางลดหนี้ลงหรือเพิ่มทุน แต่ถ้าประเด็นอยู่ที่กำไรต่ำก็ต้องกลับมาปรับลดค่าใช้จ่ายให้งบสวยขึ้นก่อนไปยื่นใหม่รอบหน้า


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย