
ผู้ประกอบการ SME หลายคนเปิดงบกำไรขาดทุนแล้วเจอตัวเลขกำไรหลายแบบ ทั้งกำไรขั้นต้น กำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิ จนไม่แน่ใจว่าตัวเลขไหนบอกสุขภาพธุรกิจได้ตรงจุดที่สุด
EBIT คือหนึ่งในตัวชี้วัดที่ช่วยตอบคำถามนี้ได้ เพราะ EBIT ตัดปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยและภาษีออกไป ทำให้เห็นว่าตัวธุรกิจหลักทำกำไรได้แค่ไหน โดยไม่ถูกบิดเบือนจากโครงสร้างหนี้หรืออัตราภาษีที่ต่างกัน บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ตัวอย่างจริงแบบ SME ไปจนถึงกรณีที่ธนาคารหรือนักลงทุนมักขอดูตัวเลขนี้
EBIT คืออะไร ย่อมาจากอะไร
EBIT คือ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี ย่อมาจาก Earnings Before Interest and Taxes เป็นตัวชี้วัดที่แสดงความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักของธุรกิจ โดยยังไม่หักต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ย) และภาระภาษี
ตัวเลข EBIT จึงเหมาะสำหรับการเปรียบเทียบธุรกิจที่มีโครงสร้างเงินทุนต่างกัน เช่น บริษัท ก มีหนี้เยอะจึงจ่ายดอกเบี้ยสูง ส่วนบริษัท ข ไม่มีหนี้เลย ถ้าดูแค่กำไรสุทธิ บริษัท ก จะดูด้อยกว่าทั้งที่ธุรกิจหลักอาจทำกำไรได้ดีพอกัน EBIT ช่วยขจัดความแตกต่างตรงนี้ออกไป
ทำไม EBIT ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ
EBIT ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพชัดว่ารายได้จากการขายสินค้าหรือบริการ หักด้วยต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แล้วเหลือกำไรเท่าไร ข้อมูลนี้มีประโยชน์โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจว่าจะขยายสาขา ลงทุนเพิ่ม หรือปรับโครงสร้างต้นทุน เพราะ EBIT สะท้อนศักยภาพจริงของธุรกิจหลัก ไม่ถูกบิดเบือนจากเรื่องที่อยู่นอกเหนือการดำเนินงาน
สูตรคำนวณ EBIT (2 วิธี)
การคำนวณ EBIT ทำได้ 2 วิธี ทั้งสองให้ผลลัพธ์เท่ากัน แต่เริ่มจากจุดต่างกันในงบกำไรขาดทุน
วิธีที่ 1 คำนวณจากบนลงล่าง (Top-down)
EBIT = รายได้ – ต้นทุนขาย – ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
วิธีนี้เริ่มจากรายได้รวม แล้วหักต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา) ออกไป
วิธีที่ 2 คำนวณจากล่างขึ้นบน (Bottom-up)
EBIT = กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่าย + ภาษีเงินได้
วิธีนี้เริ่มจากกำไรสุทธิที่อยู่บรรทัดสุดท้ายของงบ แล้วบวกดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้กลับเข้าไป
ตัวอย่างคำนวณ EBIT จากงบกำไรขาดทุน
สมมติ บริษัท สมใจ เทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็น SME ขายสินค้าออนไลน์ มีตัวเลขในงบดังนี้
| รายการ | จำนวน (บาท) |
|---|---|
| รายได้จากการขาย | 5,000,000 |
| ต้นทุนขาย | 3,000,000 |
| ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน | 800,000 |
| ดอกเบี้ยจ่าย | 150,000 |
| ภาษีเงินได้ | 210,000 |
คำนวณ EBIT วิธีที่ 1
EBIT = 5,000,000 – 3,000,000 – 800,000 = 1,200,000 บาท
คำนวณ EBIT วิธีที่ 2
กำไรสุทธิ = 5,000,000 – 3,000,000 – 800,000 – 150,000 – 210,000 = 840,000 บาท
EBIT = 840,000 + 150,000 + 210,000 = 1,200,000 บาท
ทั้งสองวิธีได้ EBIT เท่ากันคือ 1,200,000 บาท ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจหลักของบริษัทสมใจทำกำไรได้ 1.2 ล้านบาท ก่อนที่จะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้และภาษี
EBIT Margin คืออะไร วิเคราะห์อย่างไร
EBIT Margin คือ อัตราส่วนที่แสดงว่ารายได้ทุก 100 บาท มีกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) กี่บาท เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายของธุรกิจ
สูตร EBIT Margin พร้อมตัวอย่าง
EBIT Margin (%) = (EBIT หารด้วย รายได้รวม) คูณ 100
จากตัวอย่างบริษัทสมใจ
EBIT Margin = (1,200,000 หารด้วย 5,000,000) คูณ 100 = 24%
หมายความว่ารายได้ทุก 100 บาท บริษัทเหลือกำไรจากการดำเนินงาน 24 บาท ยิ่งตัวเลขนี้สูง ยิ่งแสดงว่าธุรกิจบริหารต้นทุนได้ดี ทั้งนี้ค่าเฉลี่ย EBIT Margin ต่างกันตามอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการมักมี margin สูงกว่าธุรกิจค้าปลีกที่ต้นทุนสินค้าสูง
เปรียบเทียบ EBIT กับ EBITDA กับ Net Profit
หลายคนสับสนระหว่าง EBIT, EBITDA และกำไรสุทธิ ตัวเลขทั้งสามต่างกันตรงที่แต่ละตัวหักค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน
ตารางเปรียบเทียบ EBIT, EBITDA, EBT และ Net Profit
| ตัวชี้วัด | หักอะไรบ้าง | จุดเด่น |
|---|---|---|
| EBITDA | หักเฉพาะต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (ไม่หักค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ย ภาษี) | ดูกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เหมาะเปรียบเทียบธุรกิจที่มีสินทรัพย์ต่างกัน |
| EBIT | หักต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และค่าเสื่อมราคาแล้ว (ยังไม่หักดอกเบี้ยและภาษี) | ดูกำไรจากธุรกิจหลัก เหมาะเปรียบเทียบธุรกิจที่มีโครงสร้างหนี้ต่างกัน |
| EBT | หักทุกอย่างยกเว้นภาษี | ดูกำไรก่อนเสียภาษี เหมาะเปรียบเทียบธุรกิจที่ใช้สิทธิประโยชน์ภาษีต่างกัน |
| Net Profit | หักทุกอย่างแล้ว | ดูกำไรสุทธิที่เหลือจริง เป็นบรรทัดสุดท้ายของงบ |
เมื่อไรควรใช้ EBIT เมื่อไรควรใช้ EBITDA
ถ้าต้องการเปรียบเทียบบริษัทที่มีระดับหนี้สินต่างกัน ให้ใช้ EBIT เพราะตัดเรื่องดอกเบี้ยออกไปแล้ว แต่ถ้าต้องการเปรียบเทียบบริษัทที่มีสินทรัพย์ถาวรต่างกัน เช่น ธุรกิจโรงงานกับธุรกิจบริการ ให้ใช้ EBITDA เพราะตัดค่าเสื่อมราคาออกด้วย
สำหรับ SME ที่ไม่มีสินทรัพย์ถาวรเยอะ (เช่น ร้านค้าออนไลน์ ธุรกิจบริการ) EBIT กับ EBITDA มักให้ตัวเลขใกล้เคียงกัน เพราะค่าเสื่อมราคาน้อย แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่มีเครื่องจักร อาคาร หรืออุปกรณ์เยอะ ส่วนต่างระหว่าง EBIT กับ EBITDA จะชัดเจน
ธนาคารและนักลงทุนขอดู EBIT เมื่อไร ทำไม
เวลาที่ SME ยื่นขอสินเชื่อธนาคารหรือเจรจากับนักลงทุน ตัวเลข EBIT เป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกถามบ่อย เพราะผู้พิจารณาต้องการรู้ว่าธุรกิจหลักสร้างกำไรได้จริงแค่ไหน โดยยังไม่ต้องพิจารณาเรื่องหนี้เดิมหรือสิทธิประโยชน์ภาษี
ธนาคารมักใช้ EBIT คำนวณ Interest Coverage Ratio ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย โดยนำ EBIT หารด้วยดอกเบี้ยจ่าย ถ้าค่าที่ได้สูงกว่า 2-3 เท่า หมายความว่าธุรกิจมีรายได้เพียงพอจะจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย ส่วนนักลงทุนใช้ EBIT ประเมินว่าธุรกิจมีศักยภาพเพียงพอจะเติบโตต่อได้หรือไม่
เตรียมตัวเลข EBIT อย่างไรก่อนขอสินเชื่อ
ผู้ประกอบการที่กำลังจะยื่นขอสินเชื่อ ควรเตรียมงบกำไรขาดทุนย้อนหลังอย่างน้อย 2-3 ปี แล้วคำนวณ EBIT ของแต่ละปีไว้ เพื่อให้เห็นแนวโน้มว่าธุรกิจหลักทำกำไรเพิ่มขึ้นหรือลดลง
ถ้า EBIT เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะเป็นจุดแข็งในการพิจารณาสินเชื่อ เพราะแสดงว่าธุรกิจมีฐานรายได้ที่แข็งแรง การใช้โปรแกรมบัญชีที่ออกงบกำไรขาดทุนได้ทันที จะช่วยให้คำนวณ EBIT ได้เร็วและถูกต้อง โดยไม่ต้องกรอกตัวเลขเอง
ข้อจำกัดของ EBIT ที่ต้องระวัง
แม้ EBIT จะมีประโยชน์ แต่ก็มีจุดที่ต้องระวัง
EBIT ไม่ได้สะท้อนกระแสเงินสดจริง เพราะยังรวมค่าเสื่อมราคาซึ่งไม่ใช่เงินสดที่จ่ายออกไปจริง ธุรกิจที่มี EBIT สูงแต่เก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ อาจมีปัญหากระแสเงินสดก็ได้
EBIT ไม่คำนึงถึงความแตกต่างของอัตราภาษี ธุรกิจที่ได้สิทธิ BOI หรืออยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษอาจเสียภาษีต่ำกว่ามาก ถ้าดูแค่ EBIT อาจมองข้ามข้อได้เปรียบนี้
นอกจากนี้ EBIT ไม่แยกรายได้จากการดำเนินงานปกติ กับรายได้พิเศษ (เช่น กำไรจากการขายสินทรัพย์) ดังนั้น EBIT ที่สูงผิดปกติในบางไตรมาสอาจมาจากรายการพิเศษ ไม่ใช่ผลดำเนินงานที่แท้จริง ผู้วิเคราะห์ควรเปิดรายละเอียดในงบเพื่อตรวจสอบเสมอ
สรุป – EBIT ช่วยให้เห็นกำไรจริงจากธุรกิจหลัก
EBIT เป็นตัวเลขที่ตัดปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยและภาษีออกไป ทำให้เจ้าของกิจการเห็นว่าธุรกิจหลักสร้างกำไรได้จริงเท่าไร เหมาะสำหรับเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เตรียมตัวขอสินเชื่อ หรือวิเคราะห์แนวโน้มผลดำเนินงานในแต่ละปี
ใครที่ต้องการดูงบกำไรขาดทุนและคำนวณ EBIT ได้สะดวก PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ออกงบการเงินได้ครบทุกรูปแบบ – ทดลองใช้ฟรี
ถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ EBIT
EBIT กับ EBITDA ต่างกันตรงไหน
EBIT หักค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายแล้ว ส่วน EBITDA ยังไม่หัก ดังนั้น EBITDA จะให้ตัวเลขสูงกว่า EBIT เสมอ (หรือเท่ากันถ้าธุรกิจไม่มีค่าเสื่อมราคา) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ EBITDA คืออะไร
EBIT ติดลบหมายความว่าอะไร
EBIT ติดลบ หมายความว่าธุรกิจหลักขาดทุนจากการดำเนินงาน คือรายได้ไม่เพียงพอครอบคลุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ยังไม่นับรวมดอกเบี้ยและภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรายได้โดยเร็ว
EBIT เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
EBIT ใช้ได้กับทุกประเภทธุรกิจ แต่มีประโยชน์มากเป็นพิเศษเมื่อต้องเปรียบเทียบธุรกิจที่มีโครงสร้างหนี้ต่างกัน หรือเมื่อต้องนำเสนอตัวเลขให้ธนาคาร นักลงทุน เพราะ EBIT ตัดปัจจัยที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลักออกไปหมดแล้ว
อัตรากำไรสุทธิกับ EBIT Margin ต่างกันอย่างไร
อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) คำนวณจากกำไรสุทธิหารรายได้ ซึ่งหักทุกอย่างแล้ว ส่วน EBIT Margin คำนวณจาก EBIT หารรายได้ ยังไม่หักดอกเบี้ยและภาษี EBIT Margin จึงให้ตัวเลขสูงกว่าเสมอ และเหมาะกว่าเมื่อต้องการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงานระหว่างธุรกิจที่มีโครงสร้างทางการเงินต่างกัน
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
