
ขายของงานวัดไร่ขิงได้กำไรจริงเท่าไร เชื่อว่าหลายคนเห็นข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดังที่ออกมาเล่าว่าลงทุนไปราว 5 แสนบาท แต่กำไรเหลือแค่ประมาณ 3 หมื่นบาท หลายคนอาจสงสัยว่าลงทุนตั้งมากขนาดนี้ ทำไมกำไรถึงน้อยนัก
ความจริงแล้วเรื่องนี้ไม่ได้แปลก เพราะการขายของงานวัดไร่ขิงมีต้นทุนซ่อนเร้นมากกว่าที่คิด วันนี้ PEAK จะพาวิเคราะห์ตัวเลขจากมุมมองนักบัญชี เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าต้นทุนจริงของการขายของงานวัดมีอะไรบ้าง และกำไรที่ได้มาจริง ๆ ควรมองอย่างไร
ย้อนรอยข่าวร้านกล้วยทอดชื่อดัง งานวัดไร่ขิง ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น
ข่าวนี้เป็นที่พูดถึงกันมากในโลกออนไลน์ เจ้าของร้านกล้วยทอดรายหนึ่งที่เปิดขายในงานวัดไร่ขิงออกมาเปิดเผยว่าลงทุนไปทั้งหมดราว 5 แสนบาท แต่เมื่อหักต้นทุนทุกอย่างแล้วเหลือกำไรเพียงประมาณ 3 หมื่นบาท ตัวเลขนี้ทำให้หลายคนตกใจ เพราะมองจากภายนอกแล้วร้านขายดีมาก คิวยาว แต่กำไรกลับน้อยกว่าที่คาด
ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า ลงทุน 5 แสน กับ กำไร 3 หมื่น ซึ่งถ้ามองในมุมบัญชีจะพบว่าตัวเลขเหล่านี้มีรายละเอียดที่ต้องแยกให้ออก
ทำไมขายของงานวัดไร่ขิงถึงกำไรน้อยกว่าที่คิด ต้นทุนที่มองไม่เห็น
คนส่วนใหญ่ที่คิดจะขายของงานวัดไร่ขิง มักคิดต้นทุนแค่ค่าวัตถุดิบ แต่ในความเป็นจริงยังมีต้นทุนอีกหลายตัวที่มองข้ามไป
ต้นทุนตรง (Direct Cost) วัตถุดิบ ค่าแรง น้ำมัน
ต้นทุนตรงคือค่าใช้จ่ายที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ค่ากล้วย น้ำมันทอด แป้ง น้ำตาล ค่าจ้างลูกน้อง ค่าน้ำมันรถขนของ และค่าบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนเหล่านี้คิดง่ายเพราะมีใบเสร็จหรือจำนวนเงินที่จ่ายออกไปชัดเจน
ต้นทุนแฝง (Indirect Cost) ค่าเช่าพื้นที่ ค่าเสียโอกาส ค่าเสื่อมอุปกรณ์
ต้นทุนแฝงคือตัวที่ทำให้กำไรหายไปแบบไม่รู้ตัว ได้แก่
- ค่าเช่าพื้นที่ในงานวัดไร่ขิง ซึ่งร้านดี ๆ ทำเลดี ๆ อาจสูงหลายหมื่นบาท
- ค่าเสียโอกาส คือรายได้ที่เสียไปจากการหยุดงานประจำมาขายของ
- ค่าเสื่อมอุปกรณ์ เช่น เตาทอด กระทะ เต็นท์ รถเข็น ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เสื่อมสภาพทุกครั้งที่ใช้งาน
ต้นทุนแฝงเหล่านี้หากไม่ถูกนับรวม จะทำให้เจ้าของร้านเข้าใจผิดว่าได้กำไรมากกว่าความเป็นจริง
ต้นทุนขายคืออะไร แนวคิดที่พ่อค้าแม่ค้างานวัดต้องเข้าใจ
ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือจัดหาสินค้าที่ขายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง พูดง่าย ๆ คือ เงินทุกบาทที่จ่ายออกไปเพื่อให้สินค้าพร้อมขาย ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงค่าแรงในการผลิต
สำหรับพ่อค้าแม่ค้างานวัดไร่ขิง การเข้าใจต้นทุนขายช่วยให้ตั้งราคาสินค้าได้ถูกต้อง ไม่ตั้งต่ำเกินจนขาดทุนหรือสูงเกินจนขายไม่ออก ใครอยากเจาะลึกเรื่องสูตรคำนวณต้นทุนขายแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่บทความต้นทุนขายของ PEAK
ตัวอย่าง ต้นทุนขายร้านกล้วยทอด งานวัดไร่ขิง (จำลองตัวเลข)
สมมติร้านกล้วยทอดร้านหนึ่งในงานวัดไร่ขิงมีค่าใช้จ่ายดังนี้
| รายการ | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|
| วัตถุดิบ (กล้วย แป้ง น้ำมัน น้ำตาล) | 120,000 |
| ค่าจ้างลูกน้อง 5 คน | 75,000 |
| ค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง | 80,000 |
| ค่าน้ำมันรถ ค่าขนส่ง | 15,000 |
| ค่าบรรจุภัณฑ์ ถุง ไม้เสียบ | 10,000 |
| ค่าเสื่อมอุปกรณ์ (เตา กระทะ เต็นท์) | 5,000 |
| ค่าไฟ ค่าแก๊ส | 8,000 |
| ค่าอื่น ๆ (ค่าเดินทาง ค่าที่พัก) | 17,000 |
| รวมต้นทุน | 330,000 |
ถ้ายอดขายรวมตลอดงานอยู่ที่ 360,000 บาท กำไรขั้นต้นจะเท่ากับ 360,000 – 330,000 = 30,000 บาท ซึ่งตรงกับตัวเลขที่เจ้าของร้านบอก
(หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นเป็นการจำลองเพื่อประกอบการอธิบาย ไม่ใช่ตัวเลขจริงของร้านใดร้านหนึ่ง)
กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ทำไมเจ้าของร้านถึงบอกว่าได้กำไรน้อย
หลายคนอาจสับสนระหว่าง กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ซึ่งเป็นตัวเลขคนละตัวกัน
กำไรขั้นต้น (Gross Profit) คือ รายได้จากการขายหักด้วยต้นทุนขาย เป็นตัวเลขที่บอกว่าสินค้าของเราทำกำไรได้เท่าไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
กำไรสุทธิ (Net Profit) คือ กำไรขั้นต้นหักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา เป็นตัวเลขที่บอกว่าเราเหลือเงินจริง ๆ เท่าไรหลังหักทุกอย่าง
ในกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดัง ตัวเลข 3 หมื่นบาทที่เจ้าของร้านพูดถึง น่าจะหมายถึงกำไรหลังหักต้นทุนทุกอย่างแล้ว ซึ่งอาจใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ การแยกกำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิให้ออกเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่ขายของงานวัดไร่ขิง เพราะจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าเงินหายไปตรงไหน
วิเคราะห์ตัวเลข ลงทุน 5 แสน กำไร 3 หมื่น อัตรากำไรประมาณ 6% ถือว่าปกติหรือไม่
ถ้าคิดอัตรากำไรคร่าว ๆ จากยอดลงทุน 500,000 บาท ได้กำไร 30,000 บาท จะอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งฟังดูน้อย แต่ต้องพิจารณาบริบทด้วย
เปรียบเทียบอัตรากำไรร้านอาหาร ร้านขายของทั่วไป
| ประเภทธุรกิจ | อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ย |
|---|---|
| ร้านอาหารทั่วไป | 5-15% |
| ร้านค้าปลีก | 2-5% |
| ร้านขายอาหารในงานอีเวนต์ | 5-20% (ขึ้นกับทำเล) |
จะเห็นว่าอัตรากำไร 6% ไม่ได้ต่ำผิดปกติสำหรับร้านอาหาร เพียงแต่ถ้าเทียบกับเงินลงทุนก้อนใหญ่อย่าง 5 แสนบาท ตัวเลข 3 หมื่นบาทจึงดูน้อยในสายตาคนทั่วไป
จุดคุ้มทุน (Break-even Point) ของร้านขายของงานวัดไร่ขิง
จุดคุ้มทุนคือจำนวนยอดขายที่ทำให้รายได้เท่ากับต้นทุนทั้งหมด ไม่ได้กำไรแต่ก็ไม่ขาดทุน การรู้จุดนี้ก่อนรับงานจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าคุ้มค่าไหมที่จะเข้าร่วมงาน สำหรับคนที่วางแผนขายของงานวัดไร่ขิง การคำนวณจุดคุ้มทุนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ทำไมลงทุน 5 แสน ไม่ใช่ต้นทุน 5 แสนในงานเดียว
ประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ ตัวเลข 5 แสนบาทนั้นไม่ได้หายไปทั้งก้อนในงานเดียว เพราะบางส่วนเป็นค่าอุปกรณ์ที่ใช้ได้หลายปี เช่น เตาทอดราคา 30,000 บาท ถ้าใช้งานได้ 3 ปี ต้นทุนจริงต่อเดือนคือประมาณ 833 บาท ไม่ใช่ 30,000 บาททั้งก้อน
แนวคิดนี้ในทางบัญชีเรียกว่า ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการกระจายต้นทุนของทรัพย์สินออกตามอายุการใช้งานจริง ถ้าเจ้าของร้านแยกค่าอุปกรณ์ออกจากต้นทุนตรงของงาน กำไรที่แท้จริงของงานวัดไร่ขิงครั้งนี้อาจสูงกว่า 3 หมื่นบาทก็ได้
5 เทคนิคทำบัญชีร้านค้างานวัดไร่ขิง ไม่ให้คิดว่าได้กำไร แต่จริง ๆ ขาดทุน
1. แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินร้าน
นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด พ่อค้าแม่ค้าหลายคนใช้เงินกระเป๋าตัวเองปนกับเงินร้าน ทำให้ไม่รู้ว่ากำไรจริง ๆ เท่าไร วิธีง่ายที่สุดคือเปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้านค้าโดยเฉพาะ
2. บันทึกต้นทุนทุกรายการ รวมค่าเช่าพื้นที่และค่าน้ำมัน
ทุกบาทที่จ่ายออกไปเกี่ยวกับร้านต้องบันทึกไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าพื้นที่งานวัดไร่ขิง ค่าน้ำมันรถ ค่าที่พัก หรือแม้แต่ค่าน้ำแข็ง เพราะต้นทุนเล็ก ๆ เหล่านี้รวมกันแล้วอาจเป็นหลักหมื่นบาท
3. คำนวณจุดคุ้มทุนก่อนตอบรับเข้างาน
ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมงานวัดไร่ขิงหรืองานไหนก็ตาม ควรคำนวณคร่าว ๆ ก่อนว่าต้องขายกี่ชิ้นถึงจะคุ้ม ถ้าจุดคุ้มทุนสูงเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนวันงานและกำลังผลิต อาจต้องพิจารณาใหม่
4. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายรายวัน
การบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกวันระหว่างงานจะช่วยให้เห็นภาพชัดว่าวันไหนขายดี วันไหนขายไม่ดี และต้นทุนวันไหนสูงผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากสำหรับการตัดสินใจเข้างานครั้งถัดไป
5. วิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงาน
หลังจบงานวัดไร่ขิง ให้นั่งสรุปตัวเลขทั้งหมด เอารายได้รวมมาหักด้วยต้นทุนทุกรายการ ดูว่ากำไรสุทธิเป็นเท่าไร คุ้มค่าเวลาที่ลงทุนไปหรือไม่ การทำแบบนี้ทุกครั้งจะช่วยให้รู้ว่างานไหนคุ้ม งานไหนไม่คุ้ม
ขายของงานวัดไร่ขิง ขายอะไรดี ที่กำไรจริง ไม่ใช่แค่ยอดขายเยอะ
ใครที่กำลังมองหาของขายงานวัดไร่ขิง ต้องรู้ว่าของที่ขายดีไม่ได้หมายความว่ากำไรดีเสมอไป ของที่กำไรดีจริง ๆ ต้องมีต้นทุนวัตถุดิบต่ำเมื่อเทียบกับราคาขาย ผลิตได้เร็ว ไม่ต้องใช้แรงงานมาก และเก็บรักษาได้ง่ายไม่เสียของ
ตัวอย่างเช่น ขนมที่ทำจากแป้งและน้ำตาลมักมี margin ดีกว่าอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์ เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่ามาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเมนูคือ การรู้ต้นทุนจริง ก่อนตั้งราคา เพราะถ้าไม่รู้ต้นทุน ต่อให้ขายดีแค่ไหนก็อาจกำไรน้อยหรือขาดทุนได้
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับต้นทุนขายของงานวัด
ขายของงานวัดต้องจดทะเบียนร้านค้าหรือไม่
ถ้าเป็นการขายเป็นครั้งคราวในงานวัดไร่ขิงและรายได้ไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียน VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี) ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนพาณิชย์ แต่รายได้ที่ได้จากการขายของยังต้องนำไปรวมเป็นเงินได้ประจำปีเพื่อยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ
กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ต่างกันอย่างไร
กำไรขั้นต้นคือรายได้หักต้นทุนขาย (เฉพาะค่าวัตถุดิบและค่าแรงผลิต) ส่วนกำไรสุทธิคือกำไรขั้นต้นหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด เช่น ค่าเช่า ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคา ตัวเลขกำไรสุทธิจึงน้อยกว่ากำไรขั้นต้นเสมอ และเป็นตัวเลขที่บอกสถานะการเงินจริงของร้านค้าได้ดีกว่า
สรุป ขายของงานวัดไร่ขิงจะกำไรดี ต้องเริ่มจากรู้ต้นทุนจริง
จากกรณีร้านกล้วยทอดชื่อดังในงานวัดไร่ขิง จะเห็นว่าการขายของงานวัดไร่ขิงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ต้นทุนมีหลายชั้นทั้งที่เห็นและไม่เห็น สิ่งที่แยกร้านค้าที่กำไรจริงออกจากร้านที่คิดว่ากำไรแต่จริง ๆ ขาดทุน คือ การทำบัญชีและรู้ต้นทุนที่แท้จริง
ไม่ว่าจะขายกล้วยทอด ขนมครก หรือของเล่น หัวใจสำคัญเหมือนกันคือต้องบันทึกรายรับ-รายจ่ายให้ครบ แยกเงินส่วนตัวกับเงินร้าน และวิเคราะห์กำไรสุทธิหลังจบงานทุกครั้ง
เริ่มจัดการต้นทุนและกำไรอย่างเป็นระบบ
สำหรับผู้ประกอบการที่อยากจัดการรายรับ-รายจ่ายและต้นทุนให้เป็นระบบ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกรายการ ดูรายงานการเงิน และเข้าใจกำไรสุทธิของธุรกิจได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรีหรือใบขออนุมัติจ่ายได้ ดูขั้นตอนและแพ็กเกจที่รองรับได้ที่คู่มือพิมพ์ใบสั่งซื้อ/ใบขอซื้อ/ขอจ้าง/ใบขออนุมัติจ่าย ใน PEAK
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
