Table of Contents

สินค้าค้างสต๊อก หรือ Dead Stock เป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการ SME เจอบ่อย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าขายไม่ออก หมดอายุ หรือล้าสมัย คำถามที่ตามมาคือ จะตัดออกจากบัญชีอย่างไร แล้วนำไปลงเป็นรายจ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีได้ไหม

บทความนี้จะพาคุณไปดูตั้งแต่ความหมาย สาเหตุ วิธีจัดการ ไม่ว่าจะทำลาย ขายลดราคา หรือบริจาค ไปจนถึงเงื่อนไขที่สรรพากรกำหนดว่าต้องมีหลักฐานอะไรบ้างถึงจะนำมาหักเป็นรายจ่ายได้

Dead Stock คืออะไร

Dead Stock คือสินค้าคงเหลือที่ขายไม่ออก ไม่มีความต้องการในตลาด หรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถขายได้ตามราคาปกติ สินค้าเหล่านี้จะค้างอยู่ในคลังเป็นเวลานานโดยไม่สร้างรายได้ แต่ยังคงกินพื้นที่จัดเก็บและสร้างต้นทุนให้กับธุรกิจ

ตัวอย่างที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ไทย เช่น เสื้อผ้าตกเทรนด์ อาหารและเครื่องสำอางที่ใกล้หมดอายุ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นเก่า หรือวัตถุดิบที่ผลิตเข้ามาเกินความต้องการ

Dead Stock กับ Slow Moving Stock และ Obsolete Stock ต่างกันอย่างไร

ผู้ประกอบการหลายคนมักสับสนระหว่าง 3 คำนี้ ความแตกต่างหลักอยู่ที่สถานะว่า “ยังพอขายได้หรือไม่”

  • Slow Moving Stock: สินค้าขายช้า หมุนเวียนต่ำ (ยังขายได้ แต่ช้า) วิธีจัดการคือต้องอัดโปรโมชันลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย
  • Dead Stock: สินค้าค้างสต๊อก ไม่มีคนซื้อ (แทบขายไม่ได้) วิธีจัดการคือทำลาย ขายเลหลัง หรือบริจาค
  • Obsolete Stock: สินค้าล้าสมัย เสื่อมสภาพ (ขายไม่ได้เลย) วิธีจัดการคือทำลายและตัดออกจากบัญชีทันที

ถ้าสินค้าเริ่มขายช้าลง (Slow Moving) แต่คุณไม่รีบจัดการ สุดท้ายก็จะกลายเป็น Dead Stock และ Obsolete Stock ตามลำดับ


สาเหตุที่ทำให้เกิด Dead Stock

Dead Stock ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตัวสินค้าไม่ดี แต่มักเกิดจากการวางแผนจัดการคลังที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง สาเหตุหลักที่พบบ่อยในธุรกิจ SME ได้แก่

  • สั่งสินค้าเข้ามามากเกินไป: เพราะกลัวของหมด หรือสั่งทีละล็อตใหญ่เพื่อหวังลดต้นทุนต่อหน่วย แต่ขายไม่ทันความต้องการจริง
  • พยากรณ์ยอดขายผิดพลาด: ไม่มีข้อมูลยอดขายย้อนหลังมาประกอบการตัดสินใจ หรือไม่ได้วิเคราะห์เทรนด์ ทำให้คาดการณ์พลาด
  • เทรนด์เปลี่ยน สินค้าล้าสมัย: โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าแฟชั่นและเทคโนโลยีที่มีช่วงอายุสั้น
  • สินค้ามีอายุจำกัด: อาหาร เครื่องสำอาง หรือยา ที่หมดอายุก่อนจะขายได้

Dead Stock ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร

สินค้าค้างสต๊อกดูเผิน ๆ อาจเหมือนแค่มีของกองอยู่ แต่ต้นทุนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสูงกว่าที่คิด

สินค้าที่ค้างอยู่ในคลังทำให้เงินทุนจม ไม่สามารถนำเงินสดไปหมุนเวียนซื้อสินค้าตัวอื่นที่ขายได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีค่าเช่าพื้นที่คลังสินค้า ค่าไฟ และค่าดูแลรักษาที่ต้องจ่ายทุกเดือน ยิ่งเก็บไว้นาน ต้นทุนยิ่งสูงขึ้น

ในด้านบัญชี สินค้าค้างสต๊อกทำให้ตัวเลข สินค้าคงเหลือ ในงบดุลสูงกว่าความเป็นจริง เพราะมูลค่าจริงของสินค้าเหล่านี้ลดลงไปแล้ว ตามมาตรฐานบัญชีสำหรับ SME ทั่วไป (NPAEs) กิจการต้องปรับมูลค่าสินค้าให้สะท้อนมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV)


3 วิธีจัดการ Dead Stock และผลทางภาษี

เมื่อสินค้ากลายเป็น Dead Stock ผู้ประกอบการมี 3 ทางเลือกในการจัดการ ซึ่งแต่ละทางมีผลทางบัญชีและภาษีต่างกัน

ทำลายสินค้า ต้องทำอย่างไรให้ถูกต้อง

การทำลายสินค้าเป็นวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับสินค้าที่ไม่สามารถขายหรือบริจาคได้ แต่ต้องทำให้ถูกขั้นตอน ไม่เช่นนั้นสรรพากรจะไม่ยอมให้ลงรายจ่าย ขั้นตอนที่ต้องทำมีดังนี้

  1. แต่งตั้งคณะกรรมการทำลายสินค้าอย่างน้อย 2-3 คน
  2. ทำหนังสือแจ้งสรรพากรพื้นที่ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วันก่อนวันทำลาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาส่งตัวแทนเข้าร่วมสังเกตการณ์ (ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 79/2541) ถ้าไม่แจ้งล่วงหน้า สรรพากรจะไม่ยินยอมให้นำมูลค่าสินค้ามาตัดเป็นรายจ่ายทางภาษี
  3. เชิญพยานภายนอก เช่น ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) หรือตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  4. จัดทำรายงานการทำลาย ระบุวันที่ สถานที่ รายการ จำนวน มูลค่า และวิธีที่ใช้ทำลาย
  5. ถ่ายภาพหรือวิดีโอการทำลายเก็บไว้เป็นหลักฐาน
  6. ลงลายเซ็นของคณะกรรมการและพยานทุกคนในรายงาน

ขายลดราคา ผลทางบัญชีเป็นอย่างไร

ถ้าสินค้ายังพอขายได้ การลดราคาเพื่อเทขายเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการทำลายทิ้ง เพราะยังได้กระแสเงินสดกลับมาบางส่วน ส่วนต่างระหว่างต้นทุนกับราคาขายจริง คุณสามารถนำไปลงเป็นผลขาดทุนจากการขายสินค้าได้

สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้าขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก สรรพากรอาจเข้าตรวจสอบว่าเป็นการขายจริงหรือเป็นการพยายามถ่ายโอนสินค้า กิจการจึงควรเก็บหลักฐานที่แสดงว่าเป็นราคาตลาดจริง หรือเก็บหลักฐานว่าสินค้าเสื่อมสภาพจนต้องขายถูก

บริจาค สามารถลดหย่อนภาษีได้หรือไม่

การบริจาคสินค้าค้างสต๊อกสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องบริจาคให้หน่วยงานราชการ สถานศึกษาของรัฐ หรือองค์กรสาธารณกุศลที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยนำมูลค่าของสินค้ามาหักเป็นรายจ่ายได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิทางภาษี (ก่อนหักรายจ่ายบริจาค)

สิ่งสำคัญคือต้องขอรับใบรับบริจาคจากหน่วยงานที่รับ พร้อมระบุรายการและมูลค่าสินค้าให้ชัดเจนเพื่อเป็นหลักฐานทางบัญชี


Dead Stock ลงรายจ่ายภาษีได้ไหม มีเงื่อนไขอะไรที่สรรพากรกำหนดบ้าง

คำตอบสั้น ๆ คือ ลงเป็นรายจ่ายได้ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขให้ครบถ้วน ถ้าเอกสารไม่ครบ สรรพากรจะไม่ยอมให้หัก และจะถือว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม

เงื่อนไขหลักในการลงรายจ่าย

ตามประมวลรัษฎากร การตัดมูลค่าสินค้าค้างสต๊อกเพื่อนำมาเป็นรายจ่าย ต้องเข้าเกณฑ์ดังนี้

  • ต้องเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการจริง ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัว
  • ต้องมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าสินค้าเสียหาย เสื่อมสภาพ หรือล้าสมัยจริง
  • ต้องผ่านขั้นตอนการทำลายที่ถูกต้อง มีพยานและเอกสารครบถ้วน
  • ต้องแจ้งสรรพากรล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วันก่อนทำลาย
  • มูลค่าที่ตัดเป็นรายจ่ายต้องสมเหตุสมผลและตรงกับต้นทุนจริงของสินค้า

หลักฐานที่สรรพากรยอมรับ มีอะไรบ้าง

จุดที่ผู้ประกอบการหลายคนพลาดคือ เข้าใจว่าแค่ตัดยอดออกจากระบบบัญชีก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงต้องมีเอกสารประกอบครบทุกข้อ ได้แก่ หนังสือแจ้งการทำลายสินค้าต่อสรรพากร คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ รายงานระบุรายการ ลายเซ็นกรรมการและพยานภายนอก (เช่น ผู้สอบบัญชี) และภาพถ่ายประกอบ

ถ้าทำเอกสารไม่ครบ จะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าคุณทำลายสินค้าทิ้งไปแล้วแต่เอกสารไม่ครบ จะถูกสรรพากรมองว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม ผลที่ตามมาคือ

  • ไม่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีได้
  • ถ้าหักไปแล้วและสรรพากรตรวจพบ จะต้องเสียภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
  • ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สรรพากรจะถือว่าสินค้าขาดจากรายงาน ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นการขายสินค้า กิจการต้องนำส่งภาษีขาย (VAT 7%) โดยคำนวณจากราคาตลาด ณ วันที่ตรวจพบ พร้อมโดนเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี Dead Stock

สมมติ บริษัท ก จำกัด มีสินค้าค้างสต๊อกมูลค่า 50,000 บาท และได้ผ่านขั้นตอนการแจ้งทำลายถูกต้องแล้ว

บันทึกตัดมูลค่าสินค้าที่ทำลาย (แสดงมูลค่าก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม):

  • Dr. ผลขาดทุนจากการทำลายสินค้า 50,000
  • Cr. สินค้าคงเหลือ 50,000

ผลขาดทุนจะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน และนำไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้

กรณีที่นำไปขายลดราคาได้บางส่วน: (เช่น ขายได้ 10,000 บาท จากต้นทุน 50,000 บาท)

  • Dr. เงินสด / ลูกหนี้การค้า 10,000
  • Dr. ผลขาดทุนจากการขายสินค้า 40,000
  • Cr. สินค้าคงเหลือ 50,000

วิธีป้องกันไม่ให้เกิด Dead Stock

การจัดการปัญหาของค้างเป็นเรื่องที่ต้องทำเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว แต่การวางระบบป้องกันตั้งแต่ต้นย่อมดีกว่าเสมอ

วิเคราะห์ข้อมูลยอดขายก่อนสั่งซื้อ: ดูยอดขายย้อนหลังอย่างน้อย 3-6 เดือน เช็กว่าสินค้าไหนขายดี ไหนขายช้า แล้วสั่งซื้อตามข้อมูลความต้องการจริง

หมุนเวียนสินค้าตามหลัก FIFO: สินค้าที่เข้าคลังก่อนต้องนำออกไปขายก่อน โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มที่มีวันหมดอายุ

ตรวจนับสินค้าสม่ำเสมอ: การนับสต๊อก เป็นประจำจะช่วยให้คุณเห็นความผิดปกติและเจอสินค้าที่เริ่มขายช้าตั้งแต่เนิ่น ๆ

ใช้ระบบบริหารคลังแบบเรียลไทม์: แทนที่จะนับด้วยมือหรือใช้ Excel การใช้ระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้เห็นสถานะสินค้าตลอดเวลา

Dead Stock ไม่ใช่แค่ปัญหาสินค้าค้าง แต่กระทบทั้งเงินทุน พื้นที่ และตัวเลขในงบการเงิน สิ่งที่คุณควรทำคือการแยกของที่ขายช้าออกจากของที่ขายไม่ได้ให้ชัดเจน เลือกวิธีจัดการที่เหมาะสม และเตรียมเอกสารแจ้งสรรพากรให้ครบถ้วนก่อนลงมือทำลายทิ้ง

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้คุณติดตามสินค้าคงเหลือแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของสต๊อก และลงบันทึกบัญชีการตัดสินค้าได้อย่างถูกต้อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อลดความเสี่ยงจากของค้างสต๊อกสะสมตั้งแต่วันนี้

แหล่งอ้างอิง

  • กรมสรรพากร. คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 79/2541 และเงื่อนไขการประเมินภาษีตามมาตรา 65 ทวิ. (rd.go.th)
  • สภาวิชาชีพบัญชี. มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 (TAS 2) เรื่อง สินค้าคงเหลือ. (tfac.or.th)

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Dead Stock สินค้าค้างสต๊อก

Dead Stock ต้องทำลายเท่านั้นหรือเปล่า ถึงจะลงรายจ่ายได้

ไม่จำเป็นต้องทำลายเท่านั้น การขายลดราคาก็สามารถนำผลขาดทุนจากส่วนต่างมาลงเป็นรายจ่ายได้เช่นกัน หรือการนำไปบริจาคให้หน่วยงานที่กฎหมายกำหนดก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้ แต่ละวิธีจะมีขั้นตอนและเอกสารที่ต้องเตรียมแตกต่างกัน

ผู้ประกอบการรายเล็ก ทำลายสินค้าเองที่ร้านได้ไหม

ทำได้ ไม่ว่ากิจการจะเล็กหรือใหญ่ ขอแค่ทำตามขั้นตอนตามกฎหมายให้ครบถ้วน เช่น แจ้งสรรพากรล่วงหน้า 30 วัน ตั้งกรรมการทำลาย เชิญบุคคลภายนอกมาเป็นพยาน จัดทำรายงาน และถ่ายรูปเก็บไว้ ก็ไม่จำเป็นต้องจ้างบริษัทภายนอกมาทำลายให้

สินค้าหมดอายุ ต้องรอให้หมดอายุก่อนถึงจะตัดบัญชีได้ใช่ไหม

ไม่จำเป็นต้องรอ ถ้าคุณมีข้อมูลพิสูจน์ได้ว่าสินค้านั้นใกล้หมดอายุจนไม่สามารถนำไปวางขายได้แล้ว (เช่น เหลืออายุน้อยกว่า 1 เดือน) สามารถประเมินมูลค่าลดลงและบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าได้ตามมาตรฐานบัญชี แต่สิทธิในการลงเป็นรายจ่ายทางภาษีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณดำเนินการทำลายจริงพร้อมเอกสารครบถ้วนเท่านั้น

ทำลายสินค้าแล้ว ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือไม่

ถ้าคุณดำเนินการทำลายถูกต้องตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด (แจ้งล่วงหน้า 30 วัน มีเอกสารและพยานครบ) จะไม่ถือว่าเป็นการขายสินค้า จึงไม่ต้องเสียภาษีขาย แต่ถ้าทำลายแบบเอกสารไม่ครบ สรรพากรจะถือว่าของขาดจากรายงาน ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นการขาย กิจการต้องนำส่ง VAT 7% คำนวณจากราคาตลาด ณ วันที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบ พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ควรปรึกษานักบัญชีก่อนลงมือทำลายเสมอ


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เปลี่ยนงานบัญชีให้เป็นเรื่องง่าย