EBITDA คืออะไร
Table of Contents

EBITDA คือตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจทำกำไรจากการดำเนินงานได้เท่าไร โดยยังไม่นับดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หลายคนเข้าใจว่าตัวเลขนี้เป็นเรื่องของนักลงทุนในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่เจ้าของ SME ก็ใช้ได้เช่นกัน

บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตรคำนวณ ไปจนถึงตัวอย่างตัวเลขจริงที่นำไปใช้ได้ทันที

EBITDA คืออะไร ย่อมาจากอะไร

EBITDA (อ่านว่า อี-บิท-ด้า) ย่อมาจาก Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation, and Amortization แปลเป็นไทยว่า กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักของธุรกิจ

เหตุผลที่ต้องไม่นับ 4 รายการนี้ เพราะแต่ละรายการไม่ได้สะท้อนฝีมือการบริหารโดยตรง

  • ดอกเบี้ย (Interest) ขึ้นอยู่กับว่ากู้เงินมาเท่าไร ไม่ได้บอกว่าธุรกิจเก่งหรือไม่
  • ภาษี (Taxes) ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐและสิทธิประโยชน์ที่แต่ละบริษัทได้รับ
  • ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) คือการทยอยหักมูลค่าทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ซื้อเครื่องจักร 1 ล้านบาท ใช้งาน 5 ปี หักปีละ 200,000 บาท
  • ค่าตัดจำหน่าย (Amortization) คล้ายค่าเสื่อมราคา แต่ใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์

เมื่อตัดตัวแปรเหล่านี้ออก จะเห็นว่าธุรกิจทำเงินจากการดำเนินงานหลักได้เท่าไร

สูตร EBITDA พร้อมตัวอย่างคำนวณจริง

คำนวณได้ 2 วิธี ทั้งสองวิธีได้ผลลัพธ์เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่ามีข้อมูลตัวไหนอยู่ในมือ

สูตรที่ 1 เริ่มจากกำไรสุทธิ (Bottom-Up)

วิธีนี้เหมาะกับคนที่เปิดงบกำไรขาดทุนแล้วเห็นบรรทัดกำไรสุทธิก่อน เอากำไรสุทธิมาบวกกลับรายจ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลัก

EBITDA = กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่าย + ภาษี + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย

สูตรที่ 2 เริ่มจากกำไรจากการดำเนินงาน (Top-Down)

วิธีนี้เหมาะกับคนที่ดูงบแล้วเจอบรรทัดกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) เพราะตัวเลขนี้หักดอกเบี้ยและภาษีไปแล้ว จึงบวกกลับแค่ค่าเสื่อมราคากับค่าตัดจำหน่าย

EBITDA = กำไรจากการดำเนินงาน + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย

ตัวอย่างคำนวณ ร้านค้าออนไลน์ยอดขาย 5 ล้านบาทต่อปี

สมมติ บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) เปิดร้านขายสินค้าออนไลน์ มีตัวเลขจากงบกำไรขาดทุนปี 2568 ดังนี้

  • รายได้จากการขาย: 5,000,000 บาท
  • ต้นทุนสินค้า: 2,500,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: 1,200,000 บาท
  • ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์คลังสินค้า: 200,000 บาท
  • ดอกเบี้ยเงินกู้: 100,000 บาท
  • ภาษีเงินได้: 200,000 บาท
  • กำไรสุทธิ: 800,000 บาท

คำนวณแบบ Bottom-Up

EBITDA = 800,000 + 100,000 + 200,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท

ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจหลักสร้างกำไรได้ 1.3 ล้านบาทต่อปี ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา

EBIT กับ EBITDA ต่างกันอย่างไร

EBIT คือกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (Earnings Before Interest and Taxes) ยังไม่บวกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายกลับ ตัวเลขทั้งคู่วัดกำไรจากการดำเนินงาน แต่ลึกต่างกัน

จากตัวอย่างบริษัท ก ข้างต้น

EBIT = 800,000 + 100,000 + 200,000 = 1,100,000 บาท

EBITDA = 1,100,000 + 200,000 = 1,300,000 บาท

EBIT ไม่บวกค่าเสื่อมราคากลับ จึงได้ตัวเลขต่ำกว่า EBITDA เสมอ

EBIT และ EBITDA เหมาะกับธุรกิจประเภทใด

ธุรกิจที่มีทรัพย์สินถาวรมาก เช่น โรงงานผลิต โรงแรม หรือโลจิสติกส์ ควรใช้ EBIT เป็นตัวหลัก เพราะค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนที่สะท้อนการดำเนินงานจริง

ส่วนธุรกิจบริการ เทคโนโลยี หรือร้านค้าออนไลน์ที่ทรัพย์สินถาวรไม่สูง ใช้ EBITDA ได้สะดวกกว่า เพราะตัดความแตกต่างของนโยบายค่าเสื่อมราคาออก

EBIT Margin และ EBITDA Margin คืออะไร ใช้ประเมินธุรกิจอย่างไร

ทั้งสองคืออัตราส่วนที่บอกว่าทุก 100 บาทที่ขายได้ เหลือเป็นกำไรจากการดำเนินงานกี่บาท EBIT Margin วัดกำไรหลังหักค่าเสื่อมราคาแล้ว ส่วน EBITDA Margin วัดกำไรก่อนหักค่าเสื่อมราคา

สูตร EBIT Margin และ EBITDA Margin

EBIT Margin (%) = EBIT ÷ รายได้ × 100

EBITDA Margin (%) = EBITDA ÷ รายได้ × 100

ตัวอย่างเปรียบเทียบ 2 ธุรกิจ

สมมติเปรียบเทียบร้านค้าออนไลน์ 2 แห่ง

บริษัท ก (ชื่อสมมุติ) รายได้ 5 ล้านบาท

EBIT Margin = 1,100,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 22%

EBITDA Margin = 1,300,000 ÷ 5,000,000 × 100 = 26%

บริษัท ข (ชื่อสมมุติ) รายได้ 10 ล้านบาท EBITDA 2 ล้านบาท

EBITDA Margin = 2,000,000 ÷ 10,000,000 × 100 = 20%

แม้บริษัท ข มีรายได้มากกว่า แต่ Margin ต่ำกว่า แปลว่าบริษัท ก บริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพกว่า

ถ้าค่าเสื่อมราคาสูง ช่องว่างระหว่าง Margin ทั้งสองจะยิ่งห่าง ธุรกิจที่ลงทุนในทรัพย์สินราคาแพง เช่น โรงแรมหรือโรงงาน ควรดูทั้งสองตัวเทียบกัน

ทำไม EBITDA ถึงสำคัญสำหรับเจ้าของกิจการ SME

ตัวเลขนี้ช่วยให้เจ้าของ SME เข้าใจภาพรวมธุรกิจได้เร็ว โดยไม่ต้องอ่านงบการเงินทั้งฉบับ ใช้ได้ทั้งวิเคราะห์ตัวเอง เทียบคู่แข่ง และเตรียมตัวเข้าหาแหล่งเงินทุน

ใช้ขอสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารดูตรงไหน

เวลาขอสินเชื่อ ธนาคารมักดูอัตราส่วน Debt-to-EBITDA Ratio ถ้าอัตราส่วนนี้ต่ำ หมายความว่ากำไรจากการดำเนินงานเพียงพอจะจ่ายหนี้ได้

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก มีหนี้สินรวม 3 ล้านบาท และ EBITDA 1.3 ล้านบาท

Debt-to-EBITDA = 3,000,000 ÷ 1,300,000 = 2.3 เท่า

ตัวเลข 2.3 เท่าหมายความว่าถ้าใช้กำไรจากการดำเนินงานทั้งหมดไปจ่ายหนี้ จะหมดภายใน 2.3 ปี ยิ่งต่ำยิ่งดีในสายตาธนาคาร

ใช้ประเมินมูลค่ากิจการด้วย EV/EBITDA

EV/EBITDA (Enterprise Value to EBITDA) เป็นอัตราส่วนยอดนิยมสำหรับประเมินมูลค่าธุรกิจ โดย EV คือมูลค่ารวมของกิจการ ตัวเลขนี้บอกว่านักลงทุนต้องจ่ายกี่เท่าของกำไรจากการดำเนินงาน ถึงจะซื้อธุรกิจนี้ได้ทั้งหมด

ถ้าอัตราส่วนต่ำ อาจหมายความว่าธุรกิจราคาถูกเมื่อเทียบกับกำลังทำกำไร เป็นประโยชน์สำหรับเจ้าของ SME ที่เตรียมขายกิจการหรือหานักลงทุนเข้ามาร่วมทุน

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้ EBITDA

EBITDA มีประโยชน์ แต่ไม่สมบูรณ์แบบ ควรเข้าใจข้อจำกัดก่อนนำไปตัดสินใจ

ไม่นับค่าใช้จ่ายลงทุนในทรัพย์สิน ธุรกิจที่ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ทุกปี จะมีตัวเลขนี้สูงเพราะไม่นับค่าเสื่อมราคา แต่จริงๆ ต้องจ่ายเงินซื้อทรัพย์สินจริง กระแสเงินสดอาจไม่ดีเท่า

ไม่แสดงภาระหนี้ บริษัทที่กู้เงินมาก ตัวเลขอาจดูดี แต่กำไรสุทธิอาจต่ำเพราะดอกเบี้ยกินหมด ควรดูคู่กับงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสด

เปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรมได้ยาก ธุรกิจบริการที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก Margin จะสูงกว่าธุรกิจผลิต การเทียบจึงต้องอยู่ในกลุ่มเดียวกัน

สรุป EBITDA ตัวเลขที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจเร็วขึ้น

ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้เจ้าของ SME มองเห็นกำลังทำกำไรที่แท้จริง โดยตัดตัวแปรที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานออก

  • ดู Margin เพื่อวัดประสิทธิภาพ ยิ่งสูงยิ่งบริหารต้นทุนได้ดี
  • ใช้ Debt-to-EBITDA เตรียมตัวก่อนขอสินเชื่อ
  • อย่าดูตัวเลขเดียว ควรดูคู่กับงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสด

จัดการงบการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK

อยากดูกำไรขาดทุนของธุรกิจแบบ Real-time ไม่ต้องรอปิดบัญชี? PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยดูรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรได้ทุกเวลา และ PEAK Board ช่วยวิเคราะห์ผลประกอบการแยกตามสาขา แผนก หรือโปรเจกต์ เห็นตัวเลขชัดเจนก่อนตัดสินใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน

คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ EBITDA

EBITDA ติดลบหมายความว่าอย่างไร

หมายความว่าธุรกิจยังสร้างกำไรจากการดำเนินงานหลักไม่ได้ แม้จะยังไม่นับดอกเบี้ยและภาษีก็ตาม มักเจอใน Startup ที่ลงทุนหนักเพื่อสร้างฐานลูกค้า ถ้าติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาส ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบรายได้

กำไรสุทธิกับ EBITDA ต่างกันตรงไหน

กำไรสุทธิ (Net Profit) หักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เป็นตัวเลขที่เหลือจริงๆ ส่วน EBITDA หักแค่ต้นทุนจากการดำเนินงาน จึงได้ตัวเลขสูงกว่าเสมอ นักวิเคราะห์ใช้กำไรสุทธิดูผลตอบแทนจริงของเจ้าของ และใช้ตัวหลังเปรียบเทียบฝีมือการบริหาร

ธุรกิจประเภทไหนควรใช้เป็นตัวชี้วัด

เหมาะกับธุรกิจที่มีค่าเสื่อมราคาสูง เช่น โรงแรม โรงงาน โลจิสติกส์ หรือธุรกิจเทคโนโลยีที่ลงทุนในซอฟต์แวร์มาก จะช่วยแยกผลกระทบของค่าเสื่อมราคาออก ทำให้เห็นฝีมือบริหารชัดขึ้น ส่วนธุรกิจบริการขนาดเล็กที่ไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก ดูกำไรสุทธิอาจเพียงพอ

EBITDA Margin เท่าไรถึงถือว่าดี

ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ธุรกิจซอฟต์แวร์มักมี Margin สูง 30-40% เพราะต้นทุนผันแปรต่ำ ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอาจอยู่ที่ 5-15% หลักง่ายๆ คือเทียบกับค่าเฉลี่ยของธุรกิจประเภทเดียวกัน ถ้าสูงกว่าค่าเฉลี่ย แสดงว่าบริหารต้นทุนได้ดี


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

ใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ฟรี 30 วัน