
เจ้าของธุรกิจหลายคนตั้งราคาสินค้าด้วยความรู้สึก บวกกำไรเข้าไปพอประมาณ แล้วก็หวังว่าจะไม่ขาดทุน แต่เวลาลูกค้าสั่งจำนวนมากแล้วขอส่วนลด กลับตอบไม่ได้ว่าลดได้ถึงจุดไหน
ปัญหานี้แก้ได้ ถ้าเข้าใจเรื่อง ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ต้นทุนตัวนี้คือกุญแจที่ช่วยคำนวณจุดคุ้มทุนและตั้งราคาขายได้อย่างมั่นใจ โดยในบทความนี้จะพาไปเข้าใจตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงนำไปใช้จริงในธุรกิจ
ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) คืออะไร
ต้นทุนผันแปร คือ ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิตหรือยอดขาย ผลิตมากก็จ่ายมาก ผลิตน้อยก็จ่ายน้อย ถ้าไม่ผลิตเลยต้นทุนส่วนนี้จะเป็นศูนย์
ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Variable Cost
ลักษณะสำคัญมี 3 ข้อ คือ ผันแปรตามจำนวนที่ผลิตหรือขาย ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นเมื่อผลิตมากขึ้น แต่ต้นทุนต่อหน่วยมักคงที่
ตัวอย่างเช่น แป้ง 1 กิโลกรัม ราคา 50 บาท ไม่ว่าจะซื้อ 10 หรือ 100 กิโลกรัม ราคาต่อกิโลกรัมก็ยังอยู่ที่ 50 บาท
สูตรคำนวณต้นทุนผันแปรและต้นทุนผันแปรต่อหน่วย
สูตรที่ใช้บ่อยมี 2 สูตร
ต้นทุนผันแปรรวม = ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย x จำนวนหน่วยที่ผลิต
ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย = ต้นทุนผันแปรรวม / จำนวนหน่วยที่ผลิต
ตัวอย่าง ร้านเบเกอรี่ ก. (ชื่อสมมุติ) ผลิตขนมปัง 500 ก้อน ใช้วัตถุดิบรวม 7,500 บาท ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย = 7,500 / 500 = 15 บาทต่อก้อน
ตัวอย่างต้นทุนผันแปร มีอะไรบ้าง
ต้นทุนผันแปรพบได้ในทุกประเภทธุรกิจ ตัวอย่างที่พบบ่อยในธุรกิจ SME มีดังนี้
| ประเภทธุรกิจ | ตัวอย่างต้นทุนผันแปร |
|---|---|
| ร้านอาหาร/เบเกอรี่ | วัตถุดิบ (แป้ง เนย น้ำตาล) บรรจุภัณฑ์ |
| ร้านค้าออนไลน์ | ต้นทุนสินค้า ค่าจัดส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม |
| โรงงานผลิต | วัตถุดิบ ค่าแรงตามชิ้นงาน ค่าไฟฟ้าส่วนเครื่องจักร |
| ธุรกิจบริการ | ค่าวัสดุสิ้นเปลือง ค่าคอมมิชชัน |
ลักษณะร่วมของต้นทุนเหล่านี้คือ เมื่อหยุดผลิตหรือหยุดขาย ต้นทุนส่วนนี้จะลดลงเป็นศูนย์
ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) คืออะไร
ต้นทุนคงที่ คือ ต้นทุนที่ต้องจ่ายเท่าเดิมทุกเดือน ไม่ว่าจะผลิตมากหรือน้อย แม้ไม่ผลิตเลยก็ยังต้องจ่าย ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Fixed Cost
ตัวอย่างต้นทุนคงที่
ต้นทุนคงที่ที่ SME มักพบ ได้แก่ ค่าเช่าสถานที่ เงินเดือนพนักงานประจำ ค่าเบี้ยประกันภัย และค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร
นอกจากนี้ยังรวมถึงค่าบริการรายเดือน เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าโปรแกรมบัญชี
สมมติร้านเบเกอรี่ ก. จ่ายค่าเช่า 15,000 บาทต่อเดือน ไม่ว่าจะผลิตขนมปัง 100 ก้อน หรือ 1,000 ก้อน ค่าเช่าก็ยังคงเป็น 15,000 บาทเท่าเดิม
เปรียบเทียบต้นทุนผันแปร กับ ต้นทุนคงที่ ต่างกันยังไง
ความแตกต่างหลักระหว่างต้นทุนทั้งสองอยู่ที่พฤติกรรมเมื่อปริมาณเปลี่ยน
| เกณฑ์ | ต้นทุนผันแปร | ต้นทุนคงที่ |
|---|---|---|
| เปลี่ยนตามปริมาณผลิต | เปลี่ยน | ไม่เปลี่ยน |
| ถ้าไม่ผลิตเลย | เป็นศูนย์ | ยังต้องจ่ายเท่าเดิม |
| ต้นทุนต่อหน่วย | มักคงที่ | ลดลงเมื่อผลิตมากขึ้น |
| ตัวอย่าง | วัตถุดิบ ค่าแรงชิ้น | ค่าเช่า เงินเดือนประจำ |
ตัวอย่างสมมติ เปรียบเทียบต้นทุนผันแปรกับต้นทุนคงที่ในร้านเบเกอรี่
สมมติร้านเบเกอรี่ ก. มีข้อมูลต้นทุนดังนี้
ต้นทุนคงที่รวม 30,000 บาทต่อเดือน (ค่าเช่า 15,000 บาท + เงินเดือนพนักงาน 2 คน 15,000 บาท)
ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย 15 บาทต่อก้อน (วัตถุดิบ 10 บาท บรรจุภัณฑ์ 3 บาท ค่าไฟฟ้าส่วนเตาอบ 2 บาท)
ราคาขาย 40 บาทต่อก้อน
เดือนที่ 1 ผลิต 500 ก้อน
ต้นทุนผันแปรรวม = 15 x 500 = 7,500 บาท
ต้นทุนรวม = 30,000 + 7,500 = 37,500 บาท
รายได้ = 40 x 500 = 20,000 บาท
ผลลัพธ์ ขาดทุน 17,500 บาท
เดือนที่ 2 ผลิต 1,500 ก้อน
ต้นทุนผันแปรรวม = 15 x 1,500 = 22,500 บาท
ต้นทุนรวม = 30,000 + 22,500 = 52,500 บาท
รายได้ = 40 x 1,500 = 60,000 บาท
ผลลัพธ์ กำไร 7,500 บาท
จะเห็นว่าต้นทุนคงที่ 30,000 บาทไม่เปลี่ยน แต่ต้นทุนผันแปรรวมเพิ่มตามจำนวนผลิต การเข้าใจสัดส่วนนี้ช่วยให้รู้ว่าต้องขายกี่ชิ้นจึงจะคุ้มทุน
ต้นทุนกึ่งผันแปร (Semi-Variable Cost) ข้อควรระวังที่มองข้ามไม่ได้
ในทางปฏิบัติ ต้นทุนบางรายการไม่ได้เป็นต้นทุนคงที่หรือผันแปรแบบขาวดำ แต่มีส่วนผสมของทั้งสองแบบ
เรียกว่า ต้นทุนกึ่งผันแปร (Semi-Variable Cost หรือ Mixed Cost)
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ค่าไฟฟ้า ที่มีค่าขั้นต่ำรายเดือน (ส่วนคงที่) บวกกับค่าไฟที่เพิ่มตามการใช้เครื่องจักร (ส่วนผันแปร)
อีกตัวอย่างคือ เงินเดือนพนักงานขาย ที่มีฐานเงินเดือน (คงที่) บวกคอมมิชชัน (ผันแปร)
ข้อควรระวังสำหรับ SME คือ เมื่อนำต้นทุนมาคำนวณจุดคุ้มทุน ต้องแยกส่วนคงที่กับส่วนผันแปรให้ถูกต้อง
ถ้ารวมต้นทุนกึ่งผันแปรทั้งก้อนเป็นต้นทุนคงที่ จุดคุ้มทุนจะสูงเกินจริง แต่ถ้ารวมเป็นต้นทุนผันแปรทั้งหมด จุดคุ้มทุนก็จะต่ำเกินจริง
วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือ ดูจากข้อมูลย้อนหลัง 3-6 เดือน แล้วแยกจำนวนเงินส่วนที่คงที่ (จ่ายเท่ากันทุกเดือน) ออกจากส่วนที่ผันแปร (ขึ้นลงตามยอดผลิต)
วิธีคำนวณจุดคุ้มทุน (Break-even Point) จากต้นทุนผันแปร
จุดคุ้มทุน (Break-even Point) คือ จุดที่รายได้เท่ากับต้นทุนรวม ไม่มีกำไรไม่มีขาดทุน
ตัวเลขนี้สำคัญเพราะช่วยให้รู้ว่าต้องขายอย่างน้อยกี่ชิ้นจึงจะไม่ขาดทุน
สูตร Break-even Point
จุดคุ้มทุน (หน่วย) = ต้นทุนคงที่รวม / (ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย)
ส่วน (ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย) เรียกว่า กำไรส่วนเกิน (Contribution Margin) ซึ่งคือกำไรที่แต่ละหน่วยช่วยแบกรับต้นทุนคงที่
ตัวอย่างคำนวณจุดคุ้มทุน พร้อมตัวเลขสมมติ
กลับมาที่ร้านเบเกอรี่ ก.
ต้นทุนคงที่รวม = 30,000 บาทต่อเดือน
ราคาขาย = 40 บาทต่อก้อน
ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย = 15 บาทต่อก้อน
จุดคุ้มทุน = 30,000 / (40 – 15) = 30,000 / 25 = 1,200 ก้อนต่อเดือน
หมายความว่า ร้านเบเกอรี่ ก. ต้องขายขนมปังอย่างน้อย 1,200 ก้อนต่อเดือน จึงจะไม่ขาดทุน ก้อนที่ 1,201 เป็นต้นไปคือกำไร
ถ้าลองเปลี่ยนราคาขายเป็น 35 บาท จุดคุ้มทุนจะขยับเป็น 30,000 / (35 – 15) = 1,500 ก้อน การรู้ตัวเลขนี้ช่วยให้ตัดสินใจเรื่องราคาได้อย่างมีเหตุผล
การใช้ต้นทุนผันแปรตัดสินใจรับออเดอร์พิเศษ (Special Order Decision)
หนึ่งในสถานการณ์ที่ SME เจอบ่อย คือ ลูกค้ารายใหญ่สั่งจำนวนมากแต่ขอราคาต่ำกว่าปกติ
หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าราคาพิเศษยังสูงกว่าต้นทุนผันแปรต่อหน่วย ก็ยังมีกำไรส่วนเกินช่วยจ่ายต้นทุนคงที่ได้ รับแล้วดีกว่าไม่รับ (สมมติว่ากำลังผลิตยังเหลือ)
ตัวอย่างสมมติ ควรรับออเดอร์พิเศษหรือไม่
ร้านเบเกอรี่ ก. ผลิตได้สูงสุด 2,000 ก้อนต่อเดือน ปัจจุบันขายอยู่ 1,200 ก้อน (พอดีจุดคุ้มทุน)
มีลูกค้ารายหนึ่งสั่ง 500 ก้อน ในราคา 25 บาทต่อก้อน (ต่ำกว่าราคาปกติ 40 บาท)
ราคาพิเศษ 25 บาท สูงกว่าต้นทุนผันแปรต่อหน่วย 15 บาท
กำไรส่วนเกินจากออเดอร์นี้ = (25 – 15) x 500 = 5,000 บาท
กำลังผลิตยังเหลืออีก 800 ก้อน (2,000 – 1,200) การรับออเดอร์นี้ไม่ต้องเพิ่มต้นทุนคงที่ ร้านจึงมีกำไรเพิ่ม 5,000 บาท
แต่ถ้ากำลังผลิตเต็มแล้ว อาจต้องทำ OT หรือลดออเดอร์ราคาเต็ม ซึ่งอาจไม่คุ้ม ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
การนำต้นทุนผันแปรไปใช้กำหนดราคาขาย
การกำหนดราคาขายที่ดีต้องครอบคลุมทั้งต้นทุนผันแปรและต้นทุนคงที่ วิธีที่ SME ใช้ได้ง่ายคือ
สูตรราคาขายขั้นต่ำ = ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย + (ต้นทุนคงที่รวม / จำนวนที่คาดว่าจะขาย)
จากตัวอย่างร้านเบเกอรี่ ก. ถ้าคาดว่าจะขาย 1,500 ก้อนต่อเดือน ราคาขายขั้นต่ำ = 15 + (30,000 / 1,500) = 15 + 20 = 35 บาท
แต่ราคาขายจริงควรบวกกำไรที่ต้องการเข้าไปด้วย เช่น ต้องการกำไร 20% จากราคาขาย ราคาขาย = 35 / (1 – 0.20) = 43.75 บาท ปัดเป็น 44 บาท
ถ้าต้องการศึกษาเรื่องการตั้งราคาเพิ่มเติม อ่านต่อได้ที่ วิธีตั้งราคาสินค้าให้มีกำไร
สรุป เข้าใจต้นทุนผันแปร คือ จุดเริ่มต้นของการบริหารกำไรอย่างมั่นใจ
ต้นทุนผันแปรไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่เป็นเครื่องมือตัดสินใจที่ทรงพลัง ตั้งแต่การคำนวณจุดคุ้มทุน การตั้งราคาขาย ไปจนถึงการรับออเดอร์พิเศษ
ธุรกิจที่รู้ต้นทุนของตัวเองชัดเจน จะตัดสินใจได้เร็วและแม่นยำกว่าคู่แข่ง
จัดการต้นทุนธุรกิจอย่าง SMART ด้วย PEAK
PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย ออกใบเสนอราคา และดูรายงานการเงินได้แบบเรียลไทม์
ทำให้เห็นต้นทุนแต่ละรายการได้ชัดเจน ไม่ต้องเปิดสเปรดชีตหลายไฟล์ ทดลองใช้ PEAK ฟรี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับต้นทุนผันแปร
ต้นทุนผันแปร ต่างจากต้นทุนคงที่ตรงไหน
ต้นทุนผันแปรเปลี่ยนตามจำนวนที่ผลิตหรือขาย เช่น วัตถุดิบ ค่าแรงตามชิ้นงาน
ส่วนต้นทุนคงที่จ่ายเท่าเดิมทุกเดือนไม่ว่าจะผลิตเท่าไร เช่น ค่าเช่า เงินเดือนประจำ
ต้นทุน 3 ประเภท มีอะไรบ้าง
ต้นทุนในธุรกิจแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ที่เปลี่ยนตามปริมาณ ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่คงเดิม
และต้นทุนกึ่งผันแปร (Semi-Variable Cost)
ต้นทุนกึ่งผันแปรมีทั้งส่วนคงที่และส่วนผันแปรรวมกัน เช่น ค่าไฟฟ้า หรือเงินเดือนพนักงานขายที่มีคอมมิชชัน
ต้นทุนกึ่งผันแปร คืออะไร
ต้นทุนกึ่งผันแปร คือ ต้นทุนที่มีส่วนคงที่และส่วนผันแปรรวมอยู่ในรายการเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น ค่าไฟฟ้าที่มีค่าบริการขั้นต่ำ (คงที่) บวกค่าหน่วยที่ใช้ (ผันแปร) เมื่อนำไปคำนวณจุดคุ้มทุน ต้องแยกส่วนทั้งสองออกจากกัน
จุดคุ้มทุน คำนวณอย่างไร
จุดคุ้มทุน (Break-even Point) คำนวณจากสูตร ต้นทุนคงที่รวม หารด้วย (ราคาขาย ลบ ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย)
ผลลัพธ์คือจำนวนสินค้าที่ต้องขายเพื่อให้รายได้เท่ากับต้นทุนรวมพอดี
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
