
สต๊อกสินค้า คือหัวใจของธุรกิจที่ขายสินค้า ถ้าจัดการสต๊อกไม่ดี สินค้าขายดีหมดโดยไม่รู้ตัว ขณะที่สินค้าขายไม่ออกกองเต็มโกดัง เจ้าของกิจการที่วางระบบสต๊อกดีตั้งแต่ต้นจะลดต้นทุนจมและมีสินค้าพร้อมส่งเสมอ
สต๊อกสินค้าคืออะไร
สต๊อกสินค้า (Stock) หรือสินค้าคงเหลือ (Inventory) คือสินค้าหรือวัตถุดิบทั้งหมดที่ธุรกิจเก็บไว้เพื่อขายหรือใช้ในการผลิต ในทางบัญชี สินค้าคงเหลือจัดเป็น สินทรัพย์หมุนเวียน ที่แสดงในงบดุลของกิจการ
ถ้าคุณเปิดร้านขายอุปกรณ์สำนักงานให้กับบริษัทอื่น ของทุกชิ้นที่เก็บอยู่ในคลังรอส่งให้ลูกค้า คือสต๊อกสินค้าของคุณ ยิ่งจัดการดี ยิ่งลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสขายได้มากขึ้น
ทำไมเจ้าของกิจการต้องจัดการสต๊อกสินค้า
การจัดการสต๊อกที่ดีช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนจมที่ค้างอยู่ในสินค้าขายไม่ออก มีสินค้าพร้อมส่งเมื่อลูกค้าสั่ง และเห็นภาพรวมกำไรขาดทุนชัดเจน
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายอุปกรณ์ไอทีสั่งสินค้ามาเกินความต้องการ อะแดปเตอร์รุ่นเก่า 500 ชิ้นค้างสต๊อก ต้นทุนชิ้นละ 50 บาท เท่ากับเงิน 25,000 บาทจมอยู่กับสินค้าที่ราคาลดลงทุกวัน ถ้าวางแผนสต๊อกดีตั้งแต่ต้น เงินก้อนนี้สามารถนำไปหมุนซื้อรุ่นใหม่ที่ขายได้ดีกว่า
ประเภทของสต๊อกสินค้าที่ควรรู้
สต๊อกสินค้าแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ
| ประเภท | ตัวอย่าง | เหมาะกับธุรกิจ |
|---|---|---|
| วัตถุดิบ (Raw Materials) | ผ้า ด้าย กระดุม | โรงงานผลิต ร้านเบเกอรี่ |
| สินค้าระหว่างผลิต (Work in Progress) | เสื้อที่ตัดแล้วยังไม่เย็บเสร็จ | โรงงาน ร้านสั่งทำ |
| สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) | เสื้อผ้าพร้อมขาย สินค้า OEM | ร้านค้าออนไลน์ ค้าปลีก |
| วัสดุสิ้นเปลือง (MRO Supplies) | กล่องพัสดุ เทปกาว หมึกพิมพ์ | ทุกธุรกิจ |
SME ส่วนใหญ่ที่ซื้อมาขายไปจะเจอแค่ สินค้าสำเร็จรูป กับ วัสดุสิ้นเปลือง แต่ถ้าทำธุรกิจผลิตเอง จะต้องจัดการครบทั้ง 4 ประเภท
วิธีจัดการสต๊อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการสต๊อกสินค้าที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้ระบบแพง เริ่มจากหลักคิดที่ถูกต้องก็ช่วยลดปัญหาได้มาก ต่อไปนี้คือ 7 วิธีที่ SME นำไปใช้ได้ทันที
1. จัดหมวดหมู่สินค้าด้วยระบบ ABC Analysis
ABC Analysis แบ่งสินค้าตามมูลค่าการขาย เพื่อให้โฟกัสจัดการสินค้าที่สำคัญที่สุดก่อน
| กลุ่ม | สัดส่วนรายการ | สัดส่วนมูลค่า | วิธีจัดการ |
|---|---|---|---|
| A (สำคัญมาก) | ~20% | ~80% | ตรวจนับบ่อย สั่งซื้ออย่างระวัง |
| B (สำคัญปานกลาง) | ~30% | ~15% | ตรวจนับเป็นระยะ |
| C (สำคัญน้อย) | ~50% | ~5% | สั่งซื้อครั้งละมาก ลดความถี่ |
ตัวอย่าง ร้านขายอุปกรณ์ไอที สินค้ากลุ่ม A อาจเป็น iPhone, MacBook ที่ยอดขายสูง ส่วนกลุ่ม C อาจเป็นสาย USB ที่ราคาถูกแต่มีหลายร้อยรายการ
2. กำหนด Safety Stock และ Reorder Point
Safety Stock คือจำนวนสินค้าขั้นต่ำที่ต้องมีในคลังเสมอเพื่อป้องกันสินค้าขาด ส่วน Reorder Point (ROP) คือจุดที่ต้องสั่งซื้อเพิ่ม
สูตรคำนวณ ROP แบบง่าย
ROP = (ยอดขายเฉลี่ยต่อวัน × ระยะเวลารอสินค้า) + Safety Stock
ตัวอย่าง ร้านขายครีมกันแดดขายได้เฉลี่ยวันละ 10 ขวด สั่งสินค้าแต่ละครั้งรอ 7 วัน และกันสต๊อกสำรองไว้ 30 ขวด
ROP = (10 × 7) + 30 = 100 ขวด
เมื่อสต๊อกเหลือ 100 ขวด ต้องสั่งซื้อล็อตใหม่ทันที ไม่ต้องรอให้หมด
3. เลือกระบบจัดเรียงสินค้าที่เหมาะสม
สินค้าที่มีวันหมดอายุ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง ควรใช้ระบบ FIFO (First In, First Out) คือของที่เข้าคลังก่อนต้องออกก่อน ช่วยลดความเสี่ยงสินค้าหมดอายุค้างคลัง
สินค้าที่ไม่เสื่อมสภาพตามเวลา เช่น อะไหล่ อุปกรณ์ สามารถเลือกจัดเรียงตามความสะดวกของพื้นที่คลัง แต่ต้องมีระบบติดป้ายกำกับชัดเจน
4. กำหนดรอบการนับสต๊อก
การนับสต๊อกเป็นประจำช่วยให้ตัวเลขในระบบตรงกับของจริงในคลัง SME ควรนับอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรือใช้วิธี Cycle Count คือนับทีละกลุ่มหมุนเวียนทุกสัปดาห์ ไม่ต้องปิดร้านนับทั้งหมดในวันเดียว
อ่านรายละเอียดวิธีนับสต๊อกเพิ่มเติมได้ที่ วิธีนับสต๊อกสินค้าที่ถูกต้อง
5. ใช้เทคโนโลยีช่วยจัดการ
การใช้ Barcode หรือ QR Code ติดบนสินค้าทุกชิ้น ช่วยให้สแกนเข้า-ออกคลังได้เร็ว ลดข้อผิดพลาดจากการจดมือ ปัจจุบันเครื่องอ่าน Barcode ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 1,000 บาท และแอพจัดการสต๊อกหลายตัวรองรับการสแกนผ่านกล้องมือถือได้เลย
6. วิเคราะห์ข้อมูลสต๊อกเป็นประจำ
ตัวเลขที่ควรดูทุกเดือน ได้แก่ อัตราหมุนเวียนสินค้า (Inventory Turnover) สินค้าค้างสต๊อกนานเกิน 90 วัน และสินค้าที่ขายดี/ขายช้าที่สุด ข้อมูลเหล่านี้ช่วยตัดสินใจว่าควรสั่งซื้อสินค้าตัวไหนเพิ่ม และตัวไหนควรจัดโปรโมชันระบายสต๊อก
7. เชื่อมระบบสต๊อกเข้ากับระบบบัญชี
จุดที่ SME หลายรายมองข้ามคือการเชื่อมข้อมูลสต๊อกเข้ากับบัญชี เมื่อขายสินค้า 1 ชิ้น ระบบควรตัดสต๊อกและบันทึกรายได้พร้อมกันอัตโนมัติ ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสผิดพลาดและทำให้เห็นต้นทุนขายแบบ real-time
วิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ
การคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือเป็นเรื่องสำคัญในทางบัญชี เพราะส่งผลต่อกำไรขาดทุนของธุรกิจโดยตรง มาตรฐานบัญชี TAS 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ กำหนดวิธีที่ใช้ได้ 2 วิธีหลักในประเทศไทย
| วิธี | หลักการ | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| FIFO (First In, First Out) | ต้นทุนล็อตแรกที่ซื้อ ถูกคิดเป็นต้นทุนขายก่อน | สินค้ามีวันหมดอายุ สินค้าราคาขึ้นต่อเนื่อง |
| ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) | เฉลี่ยต้นทุนทุกล็อตรวมกัน | สินค้าราคาผันผวน ร้านค้าที่สั่งซื้อบ่อย |
หมายเหตุ: วิธี LIFO (Last In, First Out) ไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรฐานบัญชีไทย (TAS 2) และมาตรฐานสากล (IFRS) จึงไม่แนะนำให้ใช้
ตัวอย่างการคำนวณแบบ FIFO
สมมุติร้านขายเคสมือถือ (ชื่อสมมุติ) ซื้อสินค้า 2 ล็อต
- ล็อตที่ 1: ซื้อ 100 ชิ้น ต้นทุนชิ้นละ 80 บาท
- ล็อตที่ 2: ซื้อ 100 ชิ้น ต้นทุนชิ้นละ 90 บาท
ขายไป 120 ชิ้น วิธี FIFO จะคิดต้นทุนจากล็อตแรกก่อน
| รายการ | วิธีคำนวณ | จำนวนเงิน |
|---|---|---|
| ต้นทุนจากล็อต 1 | 100 × 80 | 8,000 บาท |
| ต้นทุนจากล็อต 2 | 20 × 90 | 1,800 บาท |
| ต้นทุนขายรวม | 8,000 + 1,800 | 9,800 บาท |
สินค้าคงเหลือ = 80 ชิ้น (จากล็อต 2) มูลค่า = 80 × 90 = 7,200 บาท
ตัวอย่างการคำนวณแบบถัวเฉลี่ย
ใช้ข้อมูลเดียวกัน วิธีถัวเฉลี่ยจะเฉลี่ยต้นทุนทั้ง 2 ล็อต
| รายการ | วิธีคำนวณ | จำนวนเงิน |
|---|---|---|
| ต้นทุนรวม | (100 × 80) + (100 × 90) | 17,000 บาท |
| ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้น | 17,000 ÷ 200 | 85 บาท |
| ต้นทุนขาย 120 ชิ้น | 120 × 85 | 10,200 บาท |
จะเห็นว่าวิธีที่เลือกใช้ส่งผลต่อกำไรที่แสดงในงบการเงินโดยตรง FIFO ให้ต้นทุนขาย 9,800 บาท ส่วนถัวเฉลี่ยให้ 10,200 บาท กำไรต่างกัน 400 บาทจากรายการเดียว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดการสต๊อก
ข้อผิดพลาดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ SME เจอซ้ำบ่อยที่สุด หลีกเลี่ยงได้ตั้งแต่เริ่มต้นวางระบบ
- สั่งซื้อตามความรู้สึก ไม่ดูข้อมูลยอดขายย้อนหลังก่อนตัดสินใจ ทำให้สินค้าล้นหรือขาด
- ไม่เคยนับสต๊อกจริง เชื่อตัวเลขในระบบ 100% โดยไม่ตรวจสอบกับของจริง พอนับจริงอาจหายไปหลายรายการ
- ไม่แยกหมวดหมู่สินค้า สินค้าทุกตัวจัดการเหมือนกันหมด ไม่มี A-B-C ทำให้ใช้เวลากับสินค้าที่ไม่สำคัญมากเกินไป
- ข้อมูลสต๊อกกับบัญชีแยกกัน ตัวเลขไม่ตรงกันเมื่อถึงเวลาปิดงบ ต้องเสียเวลากระทบยอด
- ไม่กันสต๊อกขั้นต่ำไว้ สินค้าขายดีหมดสต๊อกบ่อย สูญเสียโอกาสขาย ลูกค้าหนีไปซื้อร้านอื่น
สรุป: สต๊อกสินค้าจัดการดี ธุรกิจเติบโตได้ไวขึ้น
สต๊อกสินค้า คือสินทรัพย์ที่ส่งผลต่อกำไรขาดทุนโดยตรง เจ้าของกิจการที่จัดการสต๊อกเป็นระบบจะลดต้นทุนจม มีสินค้าพร้อมขายเสมอ และปิดงบการเงินได้อย่างมั่นใจ
เริ่มต้นง่ายที่สุด คือแบ่งกลุ่มสินค้าตามมูลค่า กำหนดจุดสั่งซื้อและสต๊อกขั้นต่ำให้ชัดเจน แล้วเลือกเครื่องมือที่เชื่อมสต๊อกกับบัญชีเพื่อลดงานซ้ำ
จัดการสต๊อกพร้อมทำบัญชีครบในระบบเดียวด้วย PEAK
PEAK ช่วยเจ้าของกิจการจัดการสต๊อกสินค้าพร้อมบันทึกบัญชีอัตโนมัติ รองรับการคำนวณต้นทุนแบบ FIFO เมื่อบันทึกซื้อหรือขาย ระบบตัดสต๊อกและบันทึกบัญชีให้ทันที ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสต๊อกสินค้า
Stock มีกี่ประเภท
สต๊อกสินค้าแบ่งเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ วัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูป และวัสดุสิ้นเปลือง ธุรกิจซื้อมาขายไปจะเจอส่วนใหญ่แค่สินค้าสำเร็จรูปกับวัสดุสิ้นเปลือง ส่วนธุรกิจผลิตจะครบทั้ง 4 ประเภท
เมื่อไรควรเปลี่ยนจาก Excel มาใช้โปรแกรมจัดการสต๊อก
เมื่อสินค้ามากกว่า 50 รายการ หรือมีคนดูแลสต๊อกมากกว่า 1 คน Excel จะเริ่มจัดการยากเพราะเสี่ยงคีย์ข้อมูลทับกัน หรือสูตรผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว โปรแกรมจัดการสต๊อกช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้
สต๊อกสินค้าเกี่ยวกับการทำบัญชียังไง
สินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่แสดงในงบดุล และต้นทุนสินค้าที่ขายออกไปจะแสดงเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน วิธีคำนวณต้นทุน (FIFO หรือถัวเฉลี่ย) ส่งผลต่อตัวเลขกำไรโดยตรง จึงต้องเลือกให้เหมาะกับธุรกิจและใช้อย่างสม่ำเสมอตามมาตรฐานบัญชีที่กำหนด
ร้านค้าออนไลน์ต้องจัดการสต๊อกต่างจากร้านหน้าร้านไหม
หลักการเหมือนกัน แต่ร้านออนไลน์ต้องให้ความสำคัญกับความแม่นยำของตัวเลขสต๊อกมากกว่า เพราะลูกค้าเห็นสถานะ มีสินค้า ในหน้าเว็บ ถ้าตัวเลขไม่ตรงกับของจริง จะเกิดปัญหาสั่งซื้อแล้วสินค้าหมด ทำให้เสียความน่าเชื่อถือธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
