ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

11 ก.ย. 2026

TAN-ASC

13 min

Supervisor คืออะไร บทบาท หน้าที่ ทักษะ ที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ธุรกิจเริ่มโต ทีมเริ่มใหญ่ เจ้าของกิจการหลายคนถึงจุดที่ต้องตั้ง Supervisor มาดูแลทีมแทน แต่ตำแหน่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง หาคนแบบไหนมาทำ และต่างจาก Manager ยังไง Supervisor คืออะไร ความหมายและบทบาทในองค์กร Supervisor คือตำแหน่งที่ทำหน้าที่ดูแลทีมขนาดเล็กให้ทำงานได้ตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนด โดยรับนโยบายจากผู้บริหารระดับ Manager แล้วแปลงเป็นงานจริงที่ทีมต้องทำในแต่ละวัน พูดให้เข้าใจง่าย Supervisor เปรียบเหมือน กัปตันทีม ที่ลงสนามด้วยตัวเอง รู้ปัญหาหน้างานจริง แต่ก็ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ของทั้งทีมไปพร้อมกัน ในองค์กรส่วนใหญ่ Supervisor จะเป็นคนแรกที่ลูกทีมเข้าหาเมื่อมีปัญหา และเป็นคนแรกที่ Manager ถามเมื่อต้องการอัปเดตงาน ตำแหน่งนี้จึงเป็น สะพานเชื่อม ระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร Supervisor vs Manager vs Team Lead ต่างกันอย่างไร หลายคนสงสัยว่า Supervisor กับ Manager ใครใหญ่กว่า คำตอบคือ Manager มีอำนาจตัดสินใจกว้างกว่า โดย Supervisor รายงานตรงต่อ Manager อีกทีหนึ่ง ส่วน Team Lead มักเป็นบทบาทมากกว่าตำแหน่ง คือคนที่นำทีมในโปรเจกต์เฉพาะ แต่อาจไม่มีอำนาจประเมินผลงานหรือตัดสินใจเรื่องคน ตารางเปรียบเทียบ Supervisor, Manager และ Team Lead เกณฑ์ Team Lead Supervisor Manager ขอบเขตงาน นำทีมในโปรเจกต์เฉพาะ ดูแลทีมปฏิบัติงานประจำวัน วางแผน ตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งแผนก อำนาจตัดสินใจ จำกัดเฉพาะโปรเจกต์ ตัดสินใจงานประจำวันของทีม ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ งบประมาณ และทิศทางแผนก การประเมินผลงาน มักไม่มีอำนาจ มีอำนาจประเมินลูกทีม ประเมินทั้ง Supervisor และทีม สายรายงาน รายงานต่อ Supervisor หรือ Manager รายงานต่อ Manager รายงานต่อ Director หรือ C-Level ทักษะหลัก ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง นำทีม แก้ปัญหาหน้างาน สื่อสาร วางแผนเชิงกลยุทธ์ บริหารทรัพยากร Supervisor อยู่ระดับไหนในองค์กร Supervisor อยู่ในกลุ่ม ผู้บริหารระดับต้น (First-line Management) เส้นทางอาชีพโดยทั่วไปจะเรียงจากล่างขึ้นบนดังนี้ ตำแหน่ง Supervisor จึงเป็น จุดเริ่มต้น ของการเป็นผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายงานจะต้องผ่านจุดนี้ก่อน Assistant Supervisor คือก้าวแรกก่อนขึ้น Supervisor Assistant Supervisor คือตำแหน่งรองหัวหน้างาน ทำหน้าที่ช่วย Supervisor ในการดูแลทีม เป็นตำแหน่งที่องค์กรใช้เตรียมคนก่อนเลื่อนขั้น เหมาะสำหรับพนักงานที่มีศักยภาพ แต่ต้องฝึกทักษะการนำทีมเพิ่มเติม หน้าที่และความรับผิดชอบของ Supervisor หน้าที่หลักของ Supervisor คือทำให้ทีมทำงานได้ตามเป้า ซึ่งแบ่งออกเป็นงานหลายด้าน ประเภทของ Supervisor ในสายงานต่าง ๆ ตำแหน่ง Supervisor มีอยู่ในแทบทุกอุตสาหกรรม แต่หน้าที่เฉพาะจะต่างกันตามลักษณะงาน Accounting Supervisor และ Finance Supervisor Accounting Supervisor คือหัวหน้าทีมบัญชีที่ดูแลการปิดงบรายเดือน ตรวจสอบความถูกต้องของรายการบัญชี และประสานงานกับสรรพากรและผู้สอบบัญชี ส่วน Finance Supervisor เน้นดูแลงบประมาณ กระแสเงินสด และวิเคราะห์ตัวเลขการเงินให้ผู้บริหาร ถ้าคุณสนใจตำแหน่งงานในสายบัญชีโดยเฉพาะ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ Production Supervisor Production Supervisor คือหัวหน้าสายการผลิตในโรงงาน ดูแลให้กระบวนการผลิตเป็นไปตามแผน ควบคุมคุณภาพ และจัดการเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน ต้องเข้าใจทั้งเครื่องจักรและคน Sale Supervisor Sale Supervisor คือหัวหน้าทีมขายที่ตั้งเป้ายอดให้ลูกทีม ติดตามผลการขาย วางแผนเข้าพบลูกค้า และฝึกเทคนิคการขายให้ทีม ต้องทำยอดเองด้วยพร้อมกับผลักดันทีมให้ถึงเป้า ตำแหน่งนี้มักได้รับคอมมิชชันจากยอดขายของทั้งทีมด้วย จึงเป็นสายงานที่มีรายได้สูงหากทำผลงานดี ทักษะสำคัญที่ Supervisor ต้องมี Supervisor ที่ดีไม่ได้เก่งแค่งาน แต่ต้องเก่งคนด้วย ทักษะที่สำคัญที่สุดคือ ทักษะที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือ การฟัง เพราะ Supervisor ที่ดีไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่เป็นคนที่ฟังปัญหาของลูกทีมแล้วหาทางออกร่วมกันได้ ตั้ง Supervisor แล้ว เจ้าของกิจการต้องปล่อยมืออะไรบ้าง เจ้าของกิจการที่เพิ่งตั้ง Supervisor มักติดนิสัยลงไปทำเองทุกอย่าง ต้องฝึกแบ่งงานให้ชัดว่าอะไรมอบให้ Supervisor ดูแล อะไรยังต้องตัดสินใจเอง มอบให้ Supervisor เจ้าของยังดูเอง มอบหมายงานประจำวันให้ลูกทีม ตัดสินใจเรื่องงบประมาณ การลงทุน สอนงาน ให้ feedback ประเมินผลงาน จ้าง-เลิกจ้างพนักงาน (ตัดสินใจสุดท้าย) แก้ปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้นระหว่างวัน วางแผนกลยุทธ์และทิศทางธุรกิจ ตรวจสอบคุณภาพงานก่อนส่งลูกค้า เจรจากับคู่ค้ารายใหญ่ รายงานสถานะงานให้เจ้าของ อนุมัติค่าใช้จ่ายเกินวงเงินที่กำหนด สิ่งสำคัญ คือกำหนดขอบเขตอำนาจให้ชัดตั้งแต่วันแรก เช่น Supervisor อนุมัติค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 5,000 บาท เกินกว่านั้นต้องขอเจ้าของ แบบนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องถามกันทุกเรื่อง งานเดินได้เร็วขึ้น Supervisor กับเทคโนโลยี ใช้ระบบช่วยบริหารจัดการงานเอกสารและบัญชีของทีมอย่างไร Supervisor ยุคนี้ไม่ได้แค่ดูแลคน แต่ต้องเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานเร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลงด้วย โดยเฉพาะสำหรับ Supervisor ที่ดูแลทีมบัญชี ทีมการเงิน หรือทีม back-office ที่ต้องจัดการเอกสารจำนวนมาก ระบบที่ช่วยได้มากที่สุดคือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำให้ทีมออกเอกสาร บันทึกรายการ และกระทบยอดได้จากทุกที่ ลดงาน manual ที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที สำหรับ Supervisor ที่ต้องดูแลเรื่องเงินเดือนทีม ระบบโปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ช่วยคำนวณเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ แทนที่จะต้องคำนวณเองบน Excel ทีละคน การนำระบบเข้ามาใช้ไม่ได้แค่ลดเวลาทำงาน แต่ยังลดโอกาสผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่ Supervisor ต้องรับผิดชอบแก้ไขเมื่อเกิดขึ้น สรุป: Supervisor คือก้าวแรกของการเป็นผู้บริหาร Supervisor คือตำแหน่งหัวหน้างานระดับต้นที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายอาชีพต้องผ่านจุดนี้ สิ่งที่ Supervisor ต้องโฟกัสมากที่สุดคือ ทักษะการบริหารคน การสื่อสาร และการเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพ จัดการทีมให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการและหัวหน้าทีมจัดการงานบัญชี ออกเอกสาร และจัดการภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Supervisor Supervisor ตัวย่ออะไร Supervisor มักย่อเป็น “SUP” หรือ “SVR” ในเอกสารภายในองค์กร แต่ไม่มีตัวย่อมาตรฐานสากลตายตัว แต่ละบริษัทอาจใช้ต่างกัน เช่น “SPV” หรือ “Supv.” ก็พบบ่อยเช่นกัน Senior กับ Supervisor ต่างกันอย่างไร Senior คือพนักงานอาวุโสที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางแต่ไม่จำเป็นต้องบริหารคน ส่วน Supervisor ต้องรับผิดชอบผลงานของทั้งทีม พูดง่ายคือ Senior เก่งงาน ส่วน Supervisor ต้องเก่งทั้งงานและคน ในบางองค์กร Senior อาจได้เงินเดือนสูงกว่า Supervisor ด้วยซ้ำ เพราะเชี่ยวชาญพิเศษ เลื่อนตำแหน่งเป็น Supervisor ต้องปรับตัวอย่างไร สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนจาก คนทำงาน เป็น คนนำทีม ไม่สามารถลงมือทำทุกอย่างเองได้อีกต่อไป ต้องฝึกมอบหมายงาน ให้ feedback และยอมรับว่าลูกทีมอาจทำงานด้วยวิธีที่ต่างออกไป สิ่งที่ควรทำตั้งแต่เดือนแรกคือ พูดคุยกับลูกทีมแต่ละคนว่าต้องการ support อะไร แล้วตั้งเป้าหมายร่วมกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

จดทะเบียนพาณิชย์ ใครต้องจด ขั้นตอน เอกสาร วิธีจดออนไลน์

เปิดร้านค้า รับงานฟรีแลนซ์ หรือขายของออนไลน์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ ถ้าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ไม่จดมีโทษปรับ ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท จดเสร็จภายในวันเดียว ทะเบียนพาณิชย์คืออะไร ต่างจากจดทะเบียนบริษัทอย่างไร ทะเบียนพาณิชย์ คือการแจ้งต่อหน่วยงานรัฐว่าคุณกำลังประกอบธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจมีตัวตนตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ดูแลโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หลายคนสับสนระหว่างจดทะเบียนพาณิชย์กับจดทะเบียนบริษัท ดูความแตกต่างหลักได้จากตารางนี้ เรื่อง จดทะเบียนพาณิชย์ จดทะเบียนบริษัท เหมาะกับ บุคคลธรรมดา ร้านค้ารายย่อย ฟรีแลนซ์ ธุรกิจที่ต้องการแยกนิติบุคคลชัดเจน ค่าใช้จ่าย 50 บาท 5,000-6,000 บาทขึ้นไป ความซับซ้อน ง่าย เอกสารน้อย จดเสร็จภายในวัน ซับซ้อนกว่า ต้องมีผู้ถือหุ้น กรรมการ ภาษี เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บัญชี ไม่บังคับจัดทำบัญชีชุดเต็ม บังคับจัดทำบัญชีและส่งงบการเงินทุกปี จดทะเบียนการค้า กับ จดทะเบียนพาณิชย์ ต่างกันไหม คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ต่างกัน ทั้งสองคำหมายถึงสิ่งเดียวกัน คือการแจ้งจดทะเบียนธุรกิจต่อหน่วยงานรัฐ คำว่า ทะเบียนการค้า เป็นชื่อเดิมที่คนทั่วไปยังคุ้นเคย ส่วน ทะเบียนพาณิชย์ เป็นชื่อทางการที่ใช้ในปัจจุบัน ใครต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ธุรกิจอะไรบ้างที่ต้องจด ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ธุรกิจที่ต้องจดได้แก่ จดทะเบียนพาณิชย์ บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ต่างกันอย่างไร บุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง ยังไม่ได้จดบริษัท) สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้โดยตรง รับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัดจำนวน ส่วนนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว) ที่ทำธุรกิจในประเภทที่กำหนดก็ต้องจดทะเบียนพาณิชย์เพิ่มเช่นกัน ร้านค้าออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องจด ถ้าคุณขายสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะขายบน Shopee, Lazada, Facebook, Instagram หรือเว็บไซต์ของตัวเอง กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่จดมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะจดให้เรียบร้อย เอกสารจดทะเบียนพาณิชย์ ใช้อะไรบ้าง เอกสารจะแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เตรียมให้ครบก่อนไปจดจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก เอกสารสำหรับบุคคลธรรมดา เอกสารเพิ่มเติมสำหรับนิติบุคคล ขั้นตอนจดทะเบียนพาณิชย์ แบบ Step-by-step คุณเลือกจดได้ 2 ช่องทาง คือเดินไปจดด้วยตัวเองที่สำนักงาน หรือจดออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Registration จดที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ จดทะเบียนพาณิชย์ออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration สำหรับคนที่ไม่สะดวกไปจดด้วยตัวเอง สามารถจดออนไลน์ได้ผ่านระบบ DBD e-Registration ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนพาณิชย์ 2026 เท่าไร ค่าธรรมเนียมถูกมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการจดทะเบียนบริษัท ประเภท ค่าธรรมเนียม จดทะเบียนใหม่ 50 บาท จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ 20 บาท จดทะเบียนเลิกกิจการ 20 บาท ขอตรวจเอกสาร ฉบับละ 20 บาท ขอคัดสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ ฉบับละ 30 บาท ใบทะเบียนพาณิชย์ หน้าตาเป็นอย่างไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ใบทะเบียนพาณิชย์ (ทพ.4) คือเอกสารยืนยันว่าธุรกิจของคุณจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย บนใบจะระบุชื่อร้านค้า เลขทะเบียนพาณิชย์ ที่อยู่สถานประกอบการ ประเภทธุรกิจ และวันที่จดทะเบียน ใบนี้ใช้ทำได้หลายอย่าง เช่น เปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้า สมัครเป็นผู้ขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ยื่นขอสินเชื่อธุรกิจ และใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อลูกค้าหรือคู่ค้า จดทะเบียนพาณิชย์แล้วต้องเสียภาษีอะไรบ้าง หลังจดทะเบียนเสร็จแล้ว เรื่องสำคัญที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องภาษี ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจดในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ภาษีเงินได้ ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากธุรกิจถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เสียภาษีตามอัตราขั้นบันได 0-35% ตามรายได้สุทธิ ส่วนนิติบุคคลจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้อัตราภาษีพิเศษที่ต่ำกว่า ต้องจด VAT ไหม เมื่อไรต้องจด ไม่จำเป็นต้องจดทันที แต่ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายในกำหนด หลังจด VAT แล้วต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน หลังจดทะเบียนพาณิชย์ ต้องจัดทำบัญชีอย่างไร ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา กฎหมายไม่บังคับให้ทำบัญชีชุดเต็ม แต่ควรบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อใช้ยื่นภาษีได้ถูกต้อง ส่วนนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 และส่งงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจรับรองแล้วให้ DBD ทุกปี ไม่ว่าจะจดในนามไหน การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับรายจ่ายจะทำให้ยื่นภาษีได้ง่ายและไม่ตกหล่น สรุป: จดทะเบียนพาณิชย์ไม่ยากอย่างที่คิด การจดทะเบียนเป็นขั้นตอนแรกที่ทำให้ธุรกิจถูกกฎหมาย ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท เอกสารไม่กี่รายการ จดเสร็จได้ภายในวันเดียว ส่วนใครที่ไม่สะดวกเดินทางก็จดออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration ได้เลย สิ่งที่ต้องทำหลังจดเสร็จคือจัดการเรื่องภาษีให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้หรือ VAT จัดการบัญชีหลังจดทะเบียนให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการที่เพิ่งจดทะเบียน บันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับจดทะเบียนพาณิชย์ ร้านเล็กๆ ขายของไม่กี่อย่าง ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องดูว่าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ถ้าเป็นการค้าขายสินค้าทั่วไป แม้จะเป็นร้านเล็กก็ต้องจด ยกเว้นการขายของจากผลผลิตการเกษตรของตัวเอง เช่น ปลูกผักขายตามตลาดนัด ไม่ต้องจด จดทะเบียนแล้วแต่ไม่ได้ทำธุรกิจต่อ ต้องทำอย่างไร ต้องยื่นจดทะเบียนเลิกพาณิชยกิจภายใน 30 วันนับจากวันเลิกกิจการ ค่าธรรมเนียม 20 บาท ถ้าไม่แจ้งเลิกจะมีโทษปรับ จดทะเบียนแล้วเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านได้เลยไหม ได้ ใบทะเบียนการค้าใช้เป็นเอกสารเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้าได้ แต่เอกสารที่ต้องใช้ประกอบจะแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร ควรสอบถามธนาคารที่ต้องการเปิดบัญชีก่อนล่วงหน้า จดออนไลน์กับไปจดเอง ได้ใบทะเบียนเหมือนกันไหม สิทธิ์และผลทางกฎหมายเหมือนกันทุกประการ แต่ใบทะเบียนที่ได้จะอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ไฟล์ดิจิทัล) ส่วนจดที่สำนักงานจะได้ใบเป็นกระดาษ ทั้งสองแบบใช้ได้เหมือนกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

Entrepreneur คืออะไร ต่างจากเจ้าของธุรกิจทั่วไปยังไง

Entrepreneur กับเจ้าของธุรกิจทั่วไปต่างกันยังไง ผู้ประกอบการหลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่แนวคิดเบื้องหลังต่างกันมาก และส่งผลต่อวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และทิศทางของธุรกิจ Entrepreneur คืออะไร Entrepreneur คือคนที่สร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาจากไอเดียของตัวเอง ยอมรับความเสี่ยงด้านการเงิน เพื่อแลกกับโอกาสสร้างกำไรและสร้างคุณค่าให้ตลาด สิ่งที่ทำให้ Entrepreneur ต่างจากเจ้าของธุรกิจทั่วไป คือการมุ่งสร้างสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ หรือวิธีแก้ปัญหาที่ยังไม่มีคนทำ Entrepreneur กับ Business Owner ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง Entrepreneur กับ Business Owner เพราะทั้งคู่เป็นเจ้าของธุรกิจเหมือนกัน แต่แนวคิดและวิธีทำงานต่างกัน เกณฑ์ Entrepreneur Business Owner เป้าหมาย สร้างสิ่งใหม่ เปลี่ยนตลาด ทำธุรกิจให้มั่นคง สร้างรายได้สม่ำเสมอ ความเสี่ยง กล้าเสี่ยงสูง เน้นความมั่นคง วิธีทำ คิดค้นสินค้าหรือวิธีใหม่ ใช้วิธีที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล การเติบโต ขยายให้ใหญ่เร็ว โตทีละก้าว ตัวอย่าง สร้างแอปใหม่ช่วย SME ลดต้นทุน เจ้าของโรงงานที่ดำเนินกิจการมา 10 ปี ทั้งสองแบบไม่มีอะไรดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน สิ่งสำคัญคือเข้าใจตัวเองว่าอยากสร้างอะไร Entrepreneur กับ Freelancer ต่างกันตรงไหน Freelancer ทำงานอิสระรับจ้างตามความเชี่ยวชาญ เช่น ออกแบบกราฟิก เขียนโปรแกรม หรือทำบัญชี แต่ไม่ได้สร้าง ธุรกิจ ที่ทำงานได้โดยไม่ต้องลงแรงเอง Entrepreneur สร้างระบบธุรกิจที่สามารถเติบโตได้แม้ไม่ได้ทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง ฟรีแลนซ์หลายคนเริ่มต้นจากการรับจ้าง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็น Entrepreneur เมื่อเริ่มสร้างทีมและระบบธุรกิจของตัวเอง ประเภทของ Entrepreneur ที่ควรรู้ Entrepreneur ไม่ได้มีแบบเดียว แต่ละประเภทมีเป้าหมายและวิธีทำธุรกิจต่างกัน Small Business Entrepreneur ผู้ประกอบการ SME คือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในไทย เปิดร้านค้า ร้านอาหาร สำนักงานบัญชี หรือธุรกิจบริการต่างๆ โดยมุ่งเน้นสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวและเติบโตอย่างยั่งยืน ตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ธุรกิจ SME คิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศไทย Startup Entrepreneur ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพมุ่งสร้างธุรกิจที่โตได้เร็วและขยายได้ไม่จำกัด มักใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน ตัวอย่างเช่น แอปจัดการร้านค้าออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มช่วย SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน Social Entrepreneur คือผู้ประกอบการเพื่อสังคม Social Entrepreneur สร้างธุรกิจที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างกำไร เช่น ธุรกิจรีไซเคิลขยะพลาสติก หรือแพลตฟอร์มการศึกษาสำหรับชุมชนห่างไกล Intrapreneur คือผู้ประกอบการภายในองค์กร ไม่จำเป็นต้องเปิดบริษัทเองถึงจะเป็น Entrepreneur ได้ Intrapreneur คือพนักงานที่คิดและทำแบบผู้ประกอบการภายในองค์กร เช่น เสนอโปรเจกต์ใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้บริษัท หรือหาวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น Digital Entrepreneur ผู้ประกอบการยุคดิจิทัลสร้างธุรกิจบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นขายของออนไลน์ สร้างคอนเทนต์ หรือพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริการ จุดเด่น คือเริ่มต้นด้วยทุนต่ำ แต่เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก คุณสมบัติสำคัญ 7 ข้อของ Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จ Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จมักมีคุณสมบัติร่วมกัน 7 ข้อ ไม่ว่าจะทำธุรกิจประเภทไหน Entrepreneurial Mindset คือแนวคิดแบบไหน Entrepreneurial Mindset คือวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ ที่มองทุกปัญหาเป็นโอกาส และกล้าลงมือทำแม้ยังไม่มีทุกอย่างพร้อม แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่เปิดบริษัท แต่ใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ หรือนักศึกษา คนที่มี Entrepreneurial Mindset มักมีลักษณะเหล่านี้ วิธีพัฒนา Entrepreneurial Mindset การพัฒนาแนวคิดนี้เริ่มได้จากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ขั้นตอนเริ่มต้นเป็น Entrepreneur สำหรับมือใหม่ ถ้าคุณอยากเริ่มเป็นผู้ประกอบการแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองทำตามขั้นตอนนี้ เครื่องมือสำคัญที่ Entrepreneur ยุคใหม่ควรมี ผู้ประกอบการยุคนี้ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง เทคโนโลยีช่วยให้จัดการธุรกิจได้ง่ายขึ้น ตัวอย่าง Entrepreneur ไทยที่สร้างแรงบันดาลใจ ประเทศไทยมี Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ SME ขนาดเล็กจนถึงบริษัทระดับประเทศ ผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวนมากเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัว ร้านค้าชุมชน หรือไอเดียที่เกิดจากการเห็นปัญหาในชีวิตประจำวัน สิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จไม่ใช่ทุนมากมาย แต่คือความกล้าลงมือทำ ความพร้อมปรับตัว และการจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น สรุป: Entrepreneur คือคนที่ลงมือสร้าง Entrepreneur ไม่ใช่แค่คนที่มีไอเดีย แต่ คือคนที่เปลี่ยนไอเดียเป็นธุรกิจจริงด้วยการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็น SME, Startup หรือ Digital Entrepreneur สิ่งสำคัญ คือเข้าใจตัวเอง วางแผนให้ดี และมีเครื่องมือที่ช่วยจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรก จัดการบัญชีและการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกเอกสารทางธุรกิจ ดูกระแสเงินสด และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Entrepreneur Entrepreneur ต้องจดทะเบียนบริษัทไหม ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทตั้งแต่เริ่มต้น คุณสามารถเริ่มเป็นบุคคลธรรมดาก่อน แล้วค่อยจดทะเบียนบริษัทเมื่อธุรกิจเติบโตจนถึงจุดที่เหมาะสม เช่น รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจด VAT หรือต้องการสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าองค์กร Entrepreneur กับ CEO ต่างกันยังไง Entrepreneur คือผู้สร้างธุรกิจ ส่วน CEO คือตำแหน่งบริหารสูงสุดในบริษัท Entrepreneur อาจเป็น CEO ของบริษัทตัวเอง แต่ CEO ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สร้างธุรกิจ บริษัทใหญ่หลายแห่งจ้าง CEO มืออาชีพเข้ามาบริหาร เริ่มเป็น Entrepreneur ต้องมีเงินทุนเท่าไร ไม่มีจำนวนตายตัว ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ธุรกิจออนไลน์หลายอย่างเริ่มต้นด้วยเงินหลักพันบาท เช่น ขายสินค้าผ่าน social media หรือให้บริการฟรีแลนซ์ สิ่งสำคัญกว่าเงินทุนคือการเข้าใจลูกค้าและทดสอบไอเดียกับตลาดจริง Entrepreneurship เรียนได้ไหม เรียนรู้ได้ มหาวิทยาลัยทั่วโลกมีหลักสูตร Entrepreneurship และแม้แต่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา พรสวรรค์ช่วยได้ แต่ทักษะที่ฝึกฝนได้ เช่น การจัดการเงิน การตลาด และการสร้างทีม มีผลมากกว่าไลน์เร็วกว่า ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

เช็คเงินสดคืออะไร วิธีเขียน ขึ้นเงิน สิ่งที่ SME ต้องระวัง

แม้ยุคนี้จะโอนเงินผ่านมือถือกันแทบทุกวัน แต่เช็คเงินสด (Cash Cheque) ก็ยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ผู้ประกอบการหลายคนต้องใช้ ไม่ว่าจะรับเช็คจากลูกค้ารายใหญ่หรือจ่ายเช็คให้ซัพพลายเออร์ สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากยังไม่แน่ใจว่าเช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คตรงไหน หรือเช็คมีอายุกี่วันกันแน่ เช็คเงินสดคือเช็คที่ผู้สั่งจ่ายไม่ได้ระบุชื่อผู้รับเงิน ทำให้ผู้ถือเช็คคนใดก็สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่ธนาคารตามที่ระบุบนหน้าเช็ค บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีเขียน ขั้นตอนขึ้นเงิน จนถึงความเสี่ยงที่ SME ควรรู้ก่อนใช้งาน เช็คเงินสดคืออะไร ทำไม SME ยังต้องใช้ เช็คเงินสด คือเช็คที่สั่งจ่ายเป็นเงินสด โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้รับเงินเฉพาะเจาะจง ใครก็ตามที่ถือเช็คฉบับนี้สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่ายทันที ทำไมธุรกิจ SME ยังใช้เช็คเงินสด ทั้งที่มีช่องทางโอนเงินออนไลน์แล้ว เหตุผลหลักมีดังนี้ เช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คและเช็คระบุชื่อตรงไหน ผู้ประกอบการหลายคนเคยสับสนระหว่างเช็ค 3 ประเภทนี้ ลองดูความแตกต่างที่ชัดเจน เช็คเงินสด (Cash Cheque) เช็คที่สั่งจ่าย เงินสด หรือ ผู้ถือ ไม่ระบุชื่อผู้รับ ใครถือก็ขึ้นเงินได้ทันทีที่สาขาธนาคารผู้จ่าย สะดวกและรวดเร็ว แต่เสี่ยงหากสูญหาย แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) เช็คที่ออกโดยธนาคาร ธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันทีแล้วรับรองว่าจะจ่ายเงินแน่นอน ไม่มีโอกาสเด้ง ใช้ในธุรกรรมที่ต้องการความมั่นใจสูง เช่น ซื้อรถยนต์ จดทะเบียนบริษัท หรือวางมัดจำอสังหาริมทรัพย์ ค่าธรรมเนียมออกเช็คประมาณ 20 บาทต่อฉบับ เช็คระบุชื่อ (Order Cheque) เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงินชัดเจน เฉพาะบุคคลที่ชื่อตรงกันเท่านั้นจึงขึ้นเงินได้ ปลอดภัยกว่าเช็คเงินสด มักใช้ในการจ่ายเงินให้คู่ค้าหรือซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง ตารางเปรียบเทียบ 3 ประเภทเช็ค รายการ เช็คเงินสด แคชเชียร์เช็ค เช็คระบุชื่อ ผู้ออกเช็ค เจ้าของบัญชี ธนาคาร เจ้าของบัญชี ระบุชื่อผู้รับ ไม่ระบุ ระบุ ระบุ ใครขึ้นเงินได้ ผู้ถือคนใดก็ได้ เฉพาะผู้รับที่ระบุ เฉพาะผู้รับที่ระบุ โอกาสเช็คเด้ง มี ไม่มี (ธนาคารรับรอง) มี ความเสี่ยงถ้าหาย สูง ต่ำ ต่ำ เหมาะกับ จ่ายเงินทั่วไป ธุรกรรมมูลค่าสูง จ่ายคู่ค้ารายเจาะจง วิธีเขียนเช็คเงินสดที่ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง การเขียนเช็คผิดแม้จุดเดียว อาจทำให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มาดูส่วนประกอบสำคัญและตัวอย่างจริง ส่วนประกอบสำคัญบนหน้าเช็ค วิธีการเขียนเช็คเงินสด สมมุติว่าคุณเป็นเจ้าของร้านค้าส่ง ต้องจ่ายค่าสินค้า 50,000 บาท ให้ซัพพลายเออร์ที่มารับเช็คด้วยตัวเอง สิ่งที่ต้องระวัง – ห้ามเว้นที่ว่างก่อนจำนวนเงินตัวอักษร เพราะอาจถูกเติมตัวเลขเพิ่ม และอย่าใช้ปากกาลบได้เด็ดขาด วิธีขึ้นเงินเช็คเงินสดที่ธนาคาร เมื่อได้รับเช็คเงินสดมาแล้ว ขั้นตอนการขึ้นเงินไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด ขั้นตอนขึ้นเงินเช็คเงินสด ระยะเวลาและค่าธรรมเนียม สำหรับผู้ประกอบการที่รับเช็คเป็นประจำ การฝากเข้าบัญชีจะสะดวกกว่าขึ้นเงินสด เพราะมีหลักฐานทางบัญชีชัดเจนและลดความเสี่ยงจากการถือเงินสดจำนวนมาก เช็คเงินสดมีอายุกี่วัน หมดอายุแล้วทำอย่างไร เช็คเงินสดมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่ระบุบนหน้าเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 991 หากเกิน 6 เดือน ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเช็คลงวันที่ 1 มีนาคม เช็คฉบับนี้ต้องนำไปขึ้นเงินภายในวันที่ 31 สิงหาคม หากเลยกำหนดนี้ ธนาคารจะปฏิเสธการขึ้นเงิน เช็คหมดอายุแล้วทำอย่างไร – เช็คที่เกิน 6 เดือนไม่สามารถนำไปขึ้นเงินได้ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทน ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็คแต่อย่างใด เคล็ดลับสำหรับ SME – เมื่อได้รับเช็ค ควรบันทึกวันหมดอายุไว้ในระบบแล้วนำไปขึ้นเงินโดยเร็ว อย่าเก็บเช็คไว้นานจนลืม เพราะเสียทั้งเวลาในการติดตามและกระแสเงินสดของธุรกิจ ความเสี่ยงของเช็คเงินสดและวิธีป้องกัน เช็คเงินสดสะดวกก็จริง แต่มีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการ SME ควรทำความเข้าใจ เช็คเด้ง สาเหตุและผลทางกฎหมาย เช็คเด้ง คือเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเงินในบัญชีผู้สั่งจ่ายไม่พอ นอกจากนี้ยังเกิดจากลายเซ็นไม่ตรง เช็คถูกแก้ไขโดยไม่มีการเซ็นกำกับ หรือบัญชีถูกอายัด ผลทางกฎหมาย – ปัจจุบัน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ยังมีผลบังคับใช้ กำหนดให้การออกเช็คโดยรู้ว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่ายเป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 4) ทั้งนี้ มีร่างกฎหมายยกเลิกโทษอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งผ่านวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการจึงยังต้องระวังเรื่องนี้อยู่ สำหรับ SME ที่รับเช็ค – ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้สั่งจ่ายก่อนรับเช็ค หากเป็นคู่ค้ารายใหม่ อาจขอแคชเชียร์เช็คแทนเพื่อลดความเสี่ยง เช็คหาย เช็คถูกปลอม ป้องกันอย่างไร เช็คเงินสดเสี่ยงมากกว่าเช็คระบุชื่อ เพราะใครก็ตามที่ถือเช็คสามารถนำไปขึ้นเงินได้ หากเช็คสูญหายหรือถูกขโมย ผู้ที่พบเช็คก็สามารถขึ้นเงินได้ทันที โดยมีวิธีป้องกัน ดังนี้ เช็คเงินสดกับการบันทึกบัญชีสำหรับ SME สำหรับผู้ประกอบการ เช็คไม่ใช่แค่เครื่องมือจ่ายเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการบันทึกบัญชีโดยตรง เมื่อออกเช็คเงินสดจ่าย – บันทึกบัญชีโดยเดบิตค่าใช้จ่ายหรือบัญชีเจ้าหนี้ และเครดิตบัญชีธนาคาร (ไม่ใช่เงินสด เพราะเงินออกจากบัญชีธนาคาร) ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งจ่ายเช็คเงินสด 50,000 บาท ค่าสินค้าให้ซัพพลายเออร์ รายการ เดบิต เครดิต สินค้า/ต้นทุนขาย 50,000 – เงินฝากธนาคาร – 50,000 เมื่อรับเช็คเงินสด – บันทึกเดบิตบัญชีเช็ค (หรือเงินฝากธนาคาร ถ้านำฝากทันที) และเครดิตบัญชีลูกหนี้หรือรายได้ ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งรับเช็คเงินสด 80,000 บาท จากลูกค้า นำฝากธนาคารทันที รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 80,000 – ลูกหนี้การค้า – 80,000 จุดที่ SME มักผิดพลาด – หลายกิจการบันทึกการรับ-จ่ายเช็คไม่ตรงวัน ทำให้กระทบยอดธนาคาร (Bank Reconciliation) ไม่ตรง แนวทางที่ดีคือบันทึกรายการทันทีที่ออกเช็คหรือรับเช็ค แล้วบันทึกเพิ่มเมื่อเช็คเคลียร์ผ่านธนาคาร เพื่อให้ยอดเงินในบัญชีบริษัทตรงกับ Statement ธนาคาร การใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับการบันทึกเช็คจะช่วยลดข้อผิดพลาดตรงนี้ได้มาก เพราะระบบจะติดตามสถานะเช็ค (ออกเช็ค – เคลียร์แล้ว – เช็คเด้ง) ให้อัตโนมัติ สรุป: เช็คเงินสด เครื่องมือการเงินที่ SME ควรเข้าใจ เช็คเงินสดยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ใช้กันในภาคธุรกิจ แม้จะสะดวกแต่ก็มีความเสี่ยง ประเด็นสำคัญที่ควรจำ จัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าธุรกิจของคุณรับ-จ่ายเช็คเป็นประจำ การจัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบจะช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลา PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานการเงิน และเตรียมข้อมูลภาษีได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเช็คเงินสด เช็คเงินสด ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เช็คเงินสดในภาษาอังกฤษเรียกว่า Cash Cheque หรือ Bearer Cheque หมายถึงเช็คที่ไม่ระบุชื่อผู้รับ ผู้ถือ (Bearer) คนใดก็นำไปขึ้นเงินได้ ส่วนคำว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier Cheque เป็นคนละอย่างกัน เพราะหมายถึงเช็คที่ออกโดยธนาคาร เช็คเงินสดกับแคชเชียร์เช็คต่างกันตรงไหน เช็คเงินสดออกโดยเจ้าของบัญชี (บุคคลหรือนิติบุคคล) ไม่ระบุชื่อผู้รับ มีโอกาสเด้งถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ส่วนแคชเชียร์เช็คออกโดยธนาคาร หักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันที จึงไม่มีโอกาสเด้ง ถ้าต้องการความมั่นใจสูง แคชเชียร์เช็คเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า ใครก็ขึ้นเงินเช็คเงินสดได้จริงไหม จริง ถ้าเช็คไม่ได้ขีดคร่อม ผู้ถือเช็คคนใดก็นำไปขึ้นเป็นเงินสดได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่าย โดยแสดงบัตรประชาชน แต่ถ้าเช็คขีดคร่อมแล้ว ต้องนำฝากเข้าบัญชีธนาคารเท่านั้น ไม่สามารถรับเป็นเงินสดที่เคาน์เตอร์ได้ เช็คเงินสดหมดอายุ ต่ออายุได้ไหม ไม่ได้ ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็ค เช็คมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่บนเช็ค หากเกิน 6 เดือนธนาคารจะปฏิเสธ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทนเท่านั้น ธุรกิจเล็กควรใช้เช็คเงินสดหรือโอนเงินดีกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช็คเงินสดเหมาะกับธุรกรรมที่คู่ค้ายังใช้ระบบเช็คอยู่ หรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน ส่วนการโอนเงินออนไลน์เร็วกว่า ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

เอกสาร NDA คืออะไร บังคับใช้แบบไหน มีผลอะไรบ้าง

เคยไหม ที่กำลังจะร่วมงานกับพาร์ตเนอร์รายใหม่ แล้วอีกฝ่ายส่งเอกสารหนาๆ มาให้เซ็น บรรทัดแรกเขียนว่า Non-Disclosure Agreement หลายคนก็อาจเซ็นไปโดยไม่ได้อ่านให้ดี บางคนก็ไม่แน่ใจว่า NDA คือเอกสารอะไรกันแน่ ต่างจากสัญญาทั่วไปอย่างไร แล้วถ้าอีกฝ่ายละเมิด จะทำอะไรได้บ้าง NDA คือสัญญารักษาความลับ (Non-Disclosure Agreement) ที่ผูกมัดให้คู่สัญญาต้องเก็บข้อมูลที่ได้รับระหว่างการทำงานร่วมกันไว้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยให้บุคคลภายนอ โดยในบทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ NDA ตั้งแต่ประเภท องค์ประกอบที่ต้องมี ไปจนถึงบทลงโทษตามกฎหมายไทยและข้อผิดพลาดที่ SME มักทำ NDA คืออะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ เป็นสัญญาที่กำหนดว่าข้อมูลใดเป็นความลับ และห้ามฝ่ายที่ได้รับข้อมูลนำไปเปิดเผยหรือใช้ประโยชน์นอกเหนือจากที่ตกลงกัน ในทางธุรกิจ เอกสาร NDA คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปกป้องความลับทางการค้าของคุณ ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 กำหนดว่าความลับทางการค้า คือข้อมูลที่ยังไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป มีมูลค่าเชิงพาณิชย์เพราะเป็นความลับ และเจ้าของได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความลับนั้น สถานการณ์ที่ SME มักต้องใช้สัญญา NDA ได้แก่ NDA มีกี่ประเภท แต่ละแบบใช้เมื่อไร สัญญารักษาความลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลและฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล NDA ฝ่ายเดียว (Unilateral NDA) ฝ่ายหนึ่งเปิดเผยข้อมูล อีกฝ่ายรับข้อมูลและต้องรักษาความลับ มักใช้งานในกรณีที่รับพนักงานใหม่ หรือจ้างฟรีแลนซ์ ตัวอย่างเช่น เจ้าของร้านอาหารมีสูตรอาหารเฉพาะ เมื่อรับพ่อครัวคนใหม่ก็ให้เซ็น NDA เพื่อป้องกันไม่ให้นำสูตรไปเปิดเผย NDA สองฝ่าย (Bilateral NDA) ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผยข้อมูลลับให้กัน และต่างต้องรักษาความลับของอีกฝ่าย มักใช้งานเมื่อสองธุรกิจร่วมมือกัน เช่น บริษัทซอฟต์แวร์กับสำนักงานบัญชีที่พัฒนาระบบร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลลูกค้า NDA หลายฝ่าย (Multilateral NDA) มักใช้ในกรณีที่มีคู่สัญญามากกว่า 2 ฝ่าย หรือใช้ในโครงการที่มีหลายบริษัทร่วมงาน เช่น กลุ่มนักลงทุน 3 รายร่วมกันพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัปแห่งหนึ่ง แทนที่จะทำ NDA แยกกันทีละคู่ ก็ทำฉบับเดียวครอบคลุมทุกฝ่าย ประเภท ใช้เมื่อไร ตัวอย่างสถานการณ์ SME ฝ่ายเดียว (Unilateral) รับพนักงาน จ้างฟรีแลนซ์ ร้านค้าออนไลน์จ้างโปรแกรมเมอร์ทำเว็บไซต์ สองฝ่าย (Bilateral) ร่วมทุน ร่วมพัฒนาสินค้า ร้านอาหาร 2 แบรนด์ร่วมออกเมนูพิเศษ หลายฝ่าย (Multilateral) โครงการหลายบริษัท กลุ่มนักลงทุนพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัป องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีใน NDA NDA ที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน ไม่ใช่แค่เขียนว่าห้ามเปิดเผยข้อมูลแล้วจบ เพราะถ้าข้อความกว้างเกินไป อาจบังคับใช้จริงไม่ได้เมื่อเกิดปัญหา องค์ประกอบหลักที่ต้องมีมีดังนี้ คู่สัญญา – ใครเปิดเผย ใครรับข้อมูล ระบุชื่อบริษัท ชื่อบุคคล และบทบาทให้ชัดเจน ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผย (Disclosing Party) และฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล (Receiving Party) ถ้าเป็น NDA สองฝ่าย ก็ระบุว่าทั้งสองฝ่ายเป็นทั้งผู้เปิดเผยและผู้รับ ข้อมูลใด ที่ถือว่าเป็นความลับ ส่วนนี้สำคัญที่สุด ต้องระบุให้ชัดว่าข้อมูลอะไรบ้างที่ถือเป็นความลับ ตัวอย่างเช่น สูตรการผลิต รายชื่อลูกค้า ข้อมูลการเงิน แผนการตลาด หรือซอร์สโค้ด สมมติคุณเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่มีรายชื่อลูกค้า 5,000 ราย ถ้าข้อมูลลูกค้าเหล่านี้หลุดไปถึงคู่แข่ง อาจสูญเสียลูกค้าไปหลายร้อยราย คิดเป็นรายได้ที่หายไปหลายแสนบาทต่อเดือน ดังนั้น ข้อมูลลูกค้าต้องถูกระบุไว้ในสัญญา NDA อย่างชัดเจน ข้อยกเว้น – ข้อมูลใด ที่ไม่นับเป็นความลับ ข้อมูลบางอย่างไม่ถือเป็นความลับ แม้จะอยู่ในขอบเขตสัญญา เช่น ข้อมูลที่เป็นสาธารณะอยู่แล้ว ข้อมูลที่ผู้รับมีอยู่ก่อนเซ็นสัญญา หรือข้อมูลที่ต้องเปิดเผยตามคำสั่งศาล ระยะเวลาคุ้มครอง NDA ต้องกำหนดระยะเวลาคุ้มครองให้ชัดเจน โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูลและอุตสาหกรรม หากเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าสูง เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองนานกว่าปกติ บทลงโทษเมื่อละเมิด ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ควรระบุค่าเสียหายกำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นจำนวนเงินที่ตกลงกัน เช่น หากละเมิดสัญญา NDA ผู้ละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท การกำหนดตัวเลขไว้ชัดเจนช่วยให้ไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล NDA ต่างจาก Non-compete และ NCA อย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง NDA กับสัญญาประเภทอื่นที่คล้ายกัน ทั้ง 3 แบบปกป้องธุรกิจคนละมุม สัญญา ป้องกันเรื่องอะไร ตัวอย่างสถานการณ์ NDA (สัญญารักษาความลับ) ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ พนักงานห้ามเอารายชื่อลูกค้าไปบอกคนอื่น Non-compete (สัญญาห้ามแข่งขัน) ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่ง พนักงานลาออกแล้วห้ามไปทำงานกับคู่แข่งภายใน 1 ปี NCA (Non-Circumvention Agreement) ห้ามข้ามตัวกลางไปติดต่อลูกค้าโดยตรง นายหน้าแนะนำลูกค้าให้ ห้ามติดต่อลูกค้ารายนั้นโดยตรง ข้อสังเกตสำคัญ คือ สัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ในไทยมีข้อจำกัดตามที่ศาลตีความ ต้องกำหนดขอบเขตที่สมเหตุสมผลทั้งระยะเวลา พื้นที่ และประเภทธุรกิจ ถ้ากำหนดกว้างเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าบังคับใช้ไม่ได้ ละเมิด NDA มีโทษอย่างไร หากเกิดการละเมิดสัญญา NDA ผู้เสียหายสามารถดำเนินการได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของการละเมิดและข้อมูลที่ถูกเปิดเผย โทษทางแพ่ง – ค่าเสียหายตามสัญญาและตามกฎหมาย ผู้เสียหายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา NDA หรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังสามารถขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อสั่งให้หยุดเปิดเผยข้อมูลได้ทันที ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ตัวอย่างเช่น คุณเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีที่มีฐานลูกค้า 200 ราย พนักงานลาออกแล้วนำรายชื่อลูกค้าพร้อมข้อมูลการเงินไปเปิดสำนักงานบัญชีแข่ง มีลูกค้าย้ายไป 50 ราย คิดเป็นค่าบริการที่หายไปราว 150,000 บาทต่อเดือน (สมมติค่าบริการรายละ 3,000 บาท) คุณสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 41/1 ยังให้สิทธินายจ้างเลิกจ้างพนักงานที่เปิดเผยความลับทางการค้าได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โทษทางอาญา – ตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322-325 ผู้ที่เปิดเผยความลับที่ได้รู้มาจากตำแหน่งหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ถ้ามีการละเมิดโดยเจตนาเพื่อประโยชน์ทางการค้า ผู้กระทำมีความผิดทั้งทางแพ่ง (ชดใช้ค่าเสียหาย) และอาจมีโทษทางอาญาด้วย ข้อผิดพลาดที่ SME มักทำเรื่อง NDA จากประสบการณ์ที่พบบ่อย SME มักทำผิดพลาดเรื่อง NDA ในประเด็นต่อไปนี้ ไม่ระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน – เขียนแค่ว่าข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมด กว้างเกินไปจนบังคับใช้ยาก ควรระบุเจาะจง เช่น รายชื่อลูกค้า สูตรการผลิต แผนการตลาด ข้อมูลการเงิน กำหนดระยะเวลาสั้นหรือยาวเกินไป – ระยะเวลาที่สั้นเกินไปอาจไม่คุ้มครองเพียงพอ แต่ถ้าหากยาวเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าไม่สมเหตุผล ระยะเวลาที่เหมาะสมอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูล ไม่กำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า – เมื่อเกิดการละเมิด ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล ซึ่งยากและใช้เวลานาน ควรกำหนดค่าเสียหายไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก ใช้แบบฟอร์ม NDA จากต่างประเทศโดยไม่ปรับ – NDA template ภาษาอังกฤษจากอินเทอร์เน็ตอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายไทย ควรปรับให้อ้างอิง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง หรือปรึกษาทนายความเพื่อความรอบคอบ ไม่ทำ NDA กับฟรีแลนซ์หรือที่ปรึกษา – หลายบริษัทเซ็น NDA กับพนักงานประจำ แต่ลืมทำกับฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา หรือผู้รับเหมา ทั้งที่คนเหล่านี้อาจเข้าถึงข้อมูลสำคัญไม่ต่างจากพนักงาน NDA กับ PDPA เกี่ยวข้องกันอย่างไร NDA ปกป้องข้อมูลความลับทางธุรกิจ ส่วน PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและพนักงาน ทั้งสองกฎหมายทำงานคนละมุมแต่เสริมกัน ซึ่งในทางปฏิบัติ SME ที่เก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล หรือข้อมูลการเงิน ต้องดูแลทั้ง 2 ด้านคู่กัน ดังนั้น SME ที่ให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของลูกค้า ควรมีทั้ง NDA สำหรับพนักงาน และนโยบาย PDPA สำหรับการจัดการข้อมูลลูกค้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งสองด้าน สรุป – NDA ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือเกราะป้องกันธุรกิจของคุณ ยิ่งธุรกิจเติบโต ยิ่งมีข้อมูลที่ต้องปกป้อง ผู้ประกอบการควรทำ NDA กับทุกคนที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ทั้งพนักงาน ฟรีแลนซ์ และพาร์ตเนอร์ ในเอกสารต้องระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน พร้อมกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า หรืออาจปรึกษาทนายความ เพื่อให้สัญญาที่จัดทำสอดคล้องกับกฎหมายไทย บังคับใช้ได้ตามกฎหมาย จัดการข้อมูลธุรกิจให้เป็นระบบ เริ่มจากบัญชีที่ปลอดภัย ข้อมูลทางการเงินเป็นหนึ่งในความลับทางการค้าที่สำคัญที่สุดของ SME การจัดการบัญชีด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์บน Cloud ช่วยให้คุณควบคุมได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไร และติดตามรายรับ-รายจ่ายได้แบบเรียลไทม์ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NDA สัญญารักษาความลับ NDA ย่อมาจากอะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement แปลเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ หรือสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล ใช้ในธุรกิจเพื่อป้องกันไม่ให้คู่สัญญานำข้อมูลลับไปเปิดเผยให้บุคคลภายนอก เซ็น NDA แล้ว ถ้าอีกฝ่ายละเมิดต้องทำอย่างไร รวบรวมหลักฐานการละเมิดให้ครบ เช่น อีเมล ข้อความ หรือพยานบุคคล จากนั้นแจ้งคู่สัญญาอย่างเป็นทางการเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีทางแพ่ง (เรียกค่าเสียหาย) หรือทางอาญา (แจ้งความ) ตามความเหมาะสม NDA มีอายุกี่ปี ขึ้นอยู่กับที่ระบุในสัญญา โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ข้อมูลที่มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองยาวนานกว่านั้น ถ้าสัญญาไม่ได้กำหนดอายุไว้ อาจตีความว่ามีผลตลอดไป แต่ศาลมักพิจารณาความสมเหตุสมผลด้วย SME ต้องทำ NDA กับพนักงานทุกคนไหม ไม่จำเป็นต้องทำกับทุกคน แต่ควรทำกับพนักงานที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น ฝ่ายบัญชีที่ดูข้อมูลการเงิน ฝ่ายขายที่มีรายชื่อลูกค้า ฝ่ายผลิตที่รู้สูตรสินค้า หรือฝ่าย IT ที่เข้าถึงระบบทั้งหมด นอกจากนี้ อย่าลืมทำกับฟรีแลนซ์และที่ปรึกษาภายนอกด้วย NDA กับสัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ต่างกันตรงไหน NDA ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ แต่ไม่ได้ห้ามทำงานกับคู่แข่ง ส่วน Non-compete ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่งขันในระยะเวลาที่กำหนด ธุรกิจสามารถใช้ทั้ง 2 สัญญาร่วมกันได้ เพื่อป้องกันทั้งการรั่วไหลของข้อมูลและการแข่งขันโดยตรง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ปิดการขาย คืออะไร จัดการเอกสารและบัญชีหลังปิดดีล ฉบับเจ้าของกิจการ

ตกลงราคากับลูกค้าได้แล้ว จับมือกันเรียบร้อย แต่หลังจากนั้นต้องออกเอกสารอะไร ลำดับไหนก่อน แล้วบันทึกบัญชียังไง เจ้าของกิจการหลายคนเก่งเรื่องขาย แต่สะดุดตรงนี้ ปิดการขาย คืออะไร แล้วต้องจัดการอะไรต่อหลังปิดดีล ปิดการขาย คือจุดที่ลูกค้าตกลงซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ แต่สำหรับเจ้าของกิจการที่ขาย B2B ดีลยังไม่จบตรงนั้น เพราะการขายให้ธุรกิจต่างจากขายให้คนทั่วไปหลายจุด ขาย B2C ขาย B2B คนตัดสินใจ 1 คน หลายคน (จัดซื้อ ผู้ใช้งาน ผู้บริหาร) ระยะเวลาตัดสินใจ นาทีถึงวัน สัปดาห์ถึงเดือน เอกสารหลังปิดดีล แทบไม่มี ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ครบ flow การชำระเงิน จ่ายทันที Credit term 30-60 วัน สิ่งที่ตามมาหลังปิดดีล B2B คือเอกสาร 4-5 ฉบับที่ต้องออกให้ถูกลำดับ ถูกตัวเลข และถูกกฎหมาย ถ้าออกเอกสารช้า ลูกค้าอาจเปลี่ยนใจ ถ้าออกผิด ต้องเสียเวลาแก้ไข ถ้าไม่ออกใบกำกับภาษี ลูกค้าองค์กรอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป เพราะเอาไปเป็นภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ประกอบการที่ส่งใบเสนอราคาได้ภายใน 5 นาทีหลังตกลง โอกาสที่ดีลจะสำเร็จสูงกว่าคนที่บอกว่าจะส่งให้วันพรุ่งนี้ เอกสาร 5 ฉบับที่ต้องออกหลังปิดดีล และลำดับที่ถูกต้อง 1. ใบเสนอราคา (Quotation) ออกทันทีหลังตกลงราคา ยิ่งส่งเร็วเท่าไร โอกาสที่ดีลจะสำเร็จยิ่งสูง เพราะลูกค้ายังอยู่ในอารมณ์ตัดสินใจ รายละเอียดที่ต้องระบุและตัวอย่างฟอร์มอ่านได้ที่คู่มือใบเสนอราคาของ PEAK 2. ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ออกหลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา เพื่อเรียกเก็บเงินอย่างเป็นทางการ จุดสำคัญสำหรับ B2B คือต้องระบุ credit term ให้ชัด เช่น Net 30 หรือ Net 60 ลูกค้าองค์กรจะใช้ใบแจ้งหนี้เข้าระบบจัดซื้อภายใน ถ้าข้อมูลไม่ครบต้องแก้ไขใหม่ ทำให้ได้เงินช้าลง อ่านเพิ่มที่ใบแจ้งหนี้ คืออะไร 3. ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ถ้ากิจการจดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือบริการ เอกสารนี้สำคัญมากสำหรับลูกค้า B2B เพราะเอาไปใช้เป็นภาษีซื้อหักกับภาษีขายได้ ถ้าไม่ออกให้หรือออกช้า ลูกค้าอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป 4. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) ออกเมื่อได้รับเงินจากลูกค้าแล้ว เป็นหลักฐานว่าได้รับชำระเงินครบถ้วน ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี 5. หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าบริการ ลูกค้าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนแล้วออก50 ทวิให้คุณ เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพราะนำไปใช้เป็นเครดิตหักภาษีตอนสิ้นปีได้ ลำดับเอกสารหลังปิดดีล สรุปเป็นตาราง ลำดับ เอกสาร ออกเมื่อไร ใครออก 1 ใบเสนอราคา ทันทีหลังตกลงราคา ผู้ขาย 2 ใบแจ้งหนี้ หลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา ผู้ขาย 3 ใบกำกับภาษี วันส่งมอบสินค้า หรือวันรับเงิน (แล้วแต่อย่างใดก่อน) ผู้ขาย (ต้องจด VAT) 4 ใบเสร็จรับเงิน เมื่อได้รับเงินแล้ว ผู้ขาย 5 50 ทวิ เมื่อจ่ายเงิน (กรณีหักภาษี ณ ที่จ่าย) ผู้ซื้อ (ออกให้ผู้ขาย) Credit Term คืออะไร กำหนดอย่างไรให้ธุรกิจไม่สะดุด การขาย B2B ส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินสดทันที ลูกค้าองค์กรมักขอ credit term คือระยะเวลาที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินหลังได้รับสินค้า/บริการแล้ว Credit Term หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ ยังไม่มีประวัติ Net 30 จ่ายภายใน 30 วันหลังออกใบแจ้งหนี้ ลูกค้าประจำที่มีประวัติดี Net 60 จ่ายภายใน 60 วัน ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องระวัง คือ credit term ยิ่งยาว เงินสดหมุนเวียนยิ่งน้อย ถ้าให้เครดิต 60 วันแต่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบภายใน 30 วัน กระแสเงินสดจะติดลบ ต้องวางแผนให้ credit term ที่ให้ลูกค้าสั้นกว่า credit term ที่ได้จากซัพพลายเออร์ วิธีบันทึกบัญชีหลังปิดดีล ตอนออกใบแจ้งหนี้ (ยังไม่ได้รับเงิน) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้า 100,000 บาท บวก VAT 7% ให้เครดิต 30 วัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 107,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 ตอนได้รับเงิน (ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%) ลูกค้าจ่ายค่าบริการ 107,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดก่อน VAT (3,000 บาท) จ่ายจริง 104,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 104,000 ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3,000 ลูกหนี้การค้า 107,000 ภาษีที่ถูกหัก 3,000 บาท เก็บ 50 ทวิ ไว้ นำไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปี อ่านเพิ่มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียดีล B2B หลังตกลงแล้ว เจ้าของกิจการหลายคนปิดดีลได้ แต่สุดท้ายดีลหลุดเพราะขั้นตอนหลังจากนั้น สรุป: ปิดดีลแล้ว จัดการเอกสารให้จบ ธุรกิจไปต่อได้เร็ว ออกเอกสารหลังปิดดีลได้ทันทีด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินได้ในไม่กี่คลิก ข้อมูลเชื่อมต่อกันตั้งแต่ใบเสนอราคาจนถึงบันทึกบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารหลังปิดการขาย ใบเสนอราคากับใบแจ้งหนี้ต่างกันยังไง ใบเสนอราคาออกก่อนลูกค้าตกลง เพื่อแจ้งราคาและเงื่อนไข ใบแจ้งหนี้ออกหลังลูกค้าตกลงแล้ว เพื่อเรียกเก็บเงิน ใบเสนอราคาไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ใบแจ้งหนี้ถือเป็นหลักฐานการค้า ไม่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่จด VAT ออกแค่ใบเสร็จรับเงินก็พอ แต่ลูกค้า B2B ที่จด VAT อาจขอใบกำกับภาษีจากคุณ ถ้าไม่มีให้ ลูกค้าไม่สามารถนำ VAT ไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน ลูกค้าจ่ายเงินช้ากว่า credit term ทำอย่างไร ส่งใบแจ้งหนี้เตือนก่อนครบกำหนด 3-5 วัน ถ้าเลยกำหนดแล้วยังไม่จ่าย โทรติดตามทันที ถ้าเกิดบ่อยกับลูกค้ารายเดียวกัน ควรปรับลด credit term หรือเปลี่ยนเป็นจ่ายสดในครั้งต่อไป ปิดดีลทางแชท ต้องออกเอกสารเหมือนกันไหม ต้องออกเหมือนกันทุกประการ ไม่ว่าจะปิดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขายดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

Passive Income คืออะไร รวมไอเดียและภาษีที่เจ้าของกิจการต้องรู้

เจ้าของกิจการหลายคนทำธุรกิจจนรายได้มั่นคงแล้ว แต่รายได้ทั้งหมดยังผูกอยู่กับตัวเอง ถ้าหยุดทำงาน รายได้ก็หยุดตาม Passive Income คือทางออกที่ช่วยให้ธุรกิจสร้างรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องเพิ่มชั่วโมงทำงาน Passive Income คืออะไร Passive Income คือรายได้ที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้แรงงานหรือเวลาแลกเป็นประจำทุกวัน ในภาษาไทยมักเรียกว่า รายได้เชิงรับ สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ คุณต้องลงทุนบางอย่างก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน เวลา หรือความรู้ เช่น คนที่ได้ค่าเช่าทุกเดือน ก็ต้องซื้ออสังหาฯ ก่อน คนที่ได้เงินปันผล ก็ต้องลงทุนซื้อหุ้นก่อน หัวใจสำคัญคือ เมื่อระบบเริ่มทำงานแล้ว รายได้จะไหลเข้ามาโดยคุณไม่ต้องแลกเวลาเป็นรายชั่วโมง Passive Income กับ Active Income ต่างกันอย่างไร Active Income คือรายได้ที่ต้องแลกเวลาและแรงงานโดยตรง เช่น เงินเดือน ค่าจ้างรายวัน ค่าคอมมิชชัน หยุดทำงานเมื่อไร รายได้ก็หยุดตาม ส่วนรายได้เชิงรับ เมื่อสร้างระบบเสร็จแล้ว รายได้ยังเข้ามาแม้คุณไม่ได้ทำงานทุกวัน เกณฑ์ Active Income Passive Income ที่มารายได้ ใช้เวลาและแรงงานโดยตรง ลงทุนล่วงหน้า (เงิน/เวลา/ความรู้) ตัวอย่าง เงินเดือน, ค่าจ้าง, ค่าที่ปรึกษา ค่าเช่า, เงินปันผล, ค่า Royalty ความต่อเนื่อง หยุดทำ = รายได้หยุด หยุดทำ = รายได้ยังเข้า (ในระดับหนึ่ง) ความเสี่ยง ต่ำถ้ามีงานประจำ มีความเสี่ยงตามประเภทการลงทุน การเติบโต จำกัดตามเวลาที่มี ขยายได้ไม่จำกัดด้วยเวลา คนที่มั่นคงทางการเงินมักมีรายได้ทั้งสองแบบ ใช้ Active Income สร้างฐาน แล้วค่อยๆ สร้าง Passive Income เป็นรายได้เสริม ข้อดีและข้อเสียของ Passive Income ที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม ก่อนลงมือสร้างรายได้เชิงรับ ควรเข้าใจทั้งด้านดีและด้านที่ต้องระวัง ข้อดี ข้อเสีย Passive Income มีอะไรบ้าง รวมไอเดียสร้างรายได้แบบไม่ต้องทำงานทุกวัน Passive Income มีหลายรูปแบบ เลือกได้ตามเงินทุนและเวลาที่มี รายได้จากการลงทุน เงินปันผลจากหุ้น กำไรจากกองทุนรวม หรือผลตอบแทนจากพันธบัตร เป็นรายได้เชิงรับที่เข้าถึงง่ายที่สุด เริ่มต้นด้วยเงินไม่มากก็ได้ เช่น ลงทุนกองทุนรวมเดือนละ 1,000 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุนหุ้นไทยย้อนหลัง 10 ปีอยู่ที่ประมาณ 5-8% ต่อปี แต่ไม่การันตี ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มูลค่าอาจขึ้นลงได้ รายได้จากอสังหาริมทรัพย์ ค่าเช่าบ้าน คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ เป็นรายได้เชิงรับที่คนไทยคุ้นเคยมากที่สุด ถ้ายังไม่มีเงินซื้ออสังหาฯ เอง ลงทุนผ่าน REITs (กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) ก็ได้ ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้น เริ่มต้นหลักพันบาท รายได้จากธุรกิจออนไลน์ สร้างคอร์สออนไลน์ ขาย E-book ทำ Affiliate Marketing หรือสร้าง YouTube Channel เป็นรายได้เชิงรับที่ใช้เวลาสร้างมากกว่าเงินลงทุน เหมาะกับคนที่มีความรู้เฉพาะทาง รายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ค่าลิขสิทธิ์จากหนังสือ เพลง ซอฟต์แวร์ หรือสิทธิบัตร รวมถึงรายได้จากขายภาพ Stock Photo สร้างครั้งเดียวแล้วได้ผลตอบแทนไปเรื่อยๆ รายได้จากระบบอัตโนมัติ ตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ หรือธุรกิจแฟรนไชส์ ต้องลงทุนเงินก้อนแรก แต่หลังติดตั้งแล้วใช้เวลาดูแลน้อย Passive Income กับภาษี ต้องเสียภาษีอย่างไร Passive Income ทุกประเภทต้องเสียภาษี ไม่มีข้อยกเว้น แต่อัตราและวิธีคำนวณต่างกันตามประเภทรายได้ ประเภท Passive Income ประเภทเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย การหักค่าใช้จ่าย เงินปันผล เงินได้จากการลงทุน 10% เลือกไม่รวมยื่น หรือยื่นขอเครดิตภาษีคืน ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินได้จากดอกเบี้ย 15% เลือก Final Tax ไม่รวมยื่นปลายปีได้ ค่าเช่าอสังหาฯ เงินได้จากการให้เช่า 5% หักเหมา 30% หรือหักตามจริง ค่า Royalty/ลิขสิทธิ์ เงินได้จากทรัพย์สินทางปัญญา 3% หักเหมา 40% อัตราหักค่าใช้จ่ายเหมาจากพระราชกฤษฎีกา กำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หัก อัตราหัก ณ ที่จ่ายจากคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.4/2528 เงินปันผล เลือกวิธีเสียภาษีที่คุ้มกว่าได้ เมื่อได้รับเงินปันผลจากหุ้นหรือกองทุน จะถูกหักภาษี 10% ทันที คุณมี 2 ทางเลือก ค่าเช่า หักค่าใช้จ่ายเหมาหรือตามจริง รายได้จากการให้เช่าอสังหาฯ หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ ตัวอย่างคำนวณภาษีค่าเช่า (แบบหักเหมา 30%) สมมุติคุณให้เช่าคอนโดเดือนละ 10,000 บาท รายการ วิธีคำนวณ จำนวนเงิน รายได้ค่าเช่าทั้งปี 10,000 × 12 เดือน 120,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 30% 120,000 × 30% 36,000 บาท เงินได้สุทธินำไปคำนวณภาษี 120,000 – 36,000 84,000 บาท เงินได้สุทธิ 84,000 บาทนี้จะนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ แล้วคำนวณภาษีตามขั้นบันได เมื่อไรต้องจดทะเบียน VAT ถ้ารายได้เชิงรับของคุณมาจากการให้เช่าหรือทำธุรกิจที่ยอดรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียน VAT เมื่อจด VAT แล้ว ต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 (แบบยื่น VAT รายเดือน) ทุกเดือน อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ VAT คืออะไร ข้อมูลภาษีนี้เป็นแนวทางทั่วไป ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญภาษีก่อนตัดสินใจเสมอ Passive Income สำหรับเจ้าของกิจการ ต่อยอดจากทรัพยากรที่มีอยู่ เจ้าของกิจการมีข้อได้เปรียบในการสร้าง Passive Income เพราะมีทรัพยากรพร้อมอยู่แล้ว ทั้งความรู้ในอุตสาหกรรม ฐานลูกค้า พื้นที่ และเครือข่ายคู่ค้า ตัวอย่าง ผู้ประกอบการที่เปิดร้านขายของออนไลน์ที่มียอดขายดี สร้างรายได้เชิงรับเพิ่มได้หลายทาง สิ่งสำคัญคือต้องแยกบัญชีรายรับ-รายจ่ายของ Passive Income ออกจากธุรกิจหลักให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพว่าแต่ละช่องทางสร้างกำไรจริงเท่าไร และจัดการภาษีได้ถูกต้อง ตัวอย่างบันทึกบัญชีรับค่าเช่าสำหรับ SME สมมุติกิจการของคุณให้เช่าพื้นที่คลังสินค้า ผู้เช่าจ่ายค่าเช่า 10,000 บาท หักภาษีไว้ 5% คือ 500 บาท คุณได้รับเงินจริง 9,500 บาท รายการบัญชี เดบิต (Dr.) เครดิต (Cr.) เงินสด/ธนาคาร 9,500 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่ายถูกหักไว้ (5%) 500 บาท รายได้ค่าเช่ารับ 10,000 บาท ภาษีที่ถูกหักไว้ 500 บาท สามารถนำไปใช้เป็นเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายตอนสิ้นปีได้ อ่านเพิ่มเติมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร ขั้นตอนเริ่มต้นและวิธีบริหารจัดการ Passive Income สำหรับมือใหม่ ถ้าอยากเริ่มสร้างรายได้เชิงรับแต่ยังไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ลองทำตามขั้นตอนนี้ การจัดการรายได้เชิงรับหลายช่องทางพร้อมกันอาจดูยุ่งยาก แต่ถ้าใช้เครื่องมือบันทึกรายรับ-รายจ่ายที่เป็นระบบ ก็จะเห็นภาพรวมทุกช่องทางในที่เดียว สรุป: Passive Income สร้างได้จริง เจ้าของกิจการเริ่มต้นจากสิ่งที่มี จัดการรายได้ทุกช่องทางในที่เดียวด้วย PEAK มีรายได้หลายช่องทาง ทั้งจากธุรกิจหลักและรายได้เชิงรับ PEAK ช่วยเจ้าของกิจการบันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกช่องทาง แยกประเภทรายได้อัตโนมัติ พร้อมรายงานภาษีที่ถูกต้อง ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Passive Income Passive Income มีจริงไหม มีจริง แต่ไม่ใช่แบบที่โฆษณาว่า “นอนอยู่บ้านก็ได้เงิน” ต้องลงทุนบางอย่างก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน เวลา หรือทักษะ สิ่งที่ passive จริงๆ คือหลังจากระบบเริ่มทำงาน ไม่ต้องดูแลมากเท่าตอนเริ่ม อาชีพที่เป็น Passive Income มีอะไรบ้าง ไม่ใช่ “อาชีพ” ในความหมายปกติ แต่เป็น “ช่องทางรายได้เสริม” ที่ทำควบคู่กับงานประจำได้ เช่น ให้เช่าอสังหาฯ ลงทุนในหุ้นปันผล สร้างคอร์สออนไลน์ หรือทำ Affiliate Marketing ทำ Passive Income ต้องจดทะเบียนบริษัทไหม ไม่จำเป็นต้องจดทุกกรณี ถ้ารายได้มาจากการลงทุน เช่น เงินปันผลหรือดอกเบี้ย ยื่นภาษีในนามบุคคลธรรมดาได้เลย แต่ถ้ารายได้เชิงรับมาจากธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ เช่น ให้เช่าอสังหาฯ หลายยูนิต หรือขายคอร์สออนไลน์ยอดสูง การจดเป็นนิติบุคคล (บริษัทจำกัด) อาจประหยัดภาษีได้มากกว่า เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 15-20% ขณะที่บุคคลธรรมดาอาจสูงถึง 35% อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความจดทะเบียนบริษัท ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนให้เหมาะกับรายได้ของคุณ เริ่มต้น Passive Income ด้วยเงินน้อยได้ไหม ได้ หลายช่องทางเริ่มต้นด้วยเงินหลักร้อยถึงหลักพัน เช่น ลงทุนกองทุนรวมขั้นต่ำ 100-1,000 บาท ทำ Affiliate Marketing เริ่มได้ฟรี สร้างคอร์สออนไลน์ใช้แค่คอมพิวเตอร์กับความรู้ที่มีบพนักงานปกติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

สัญญาจ้างงาน คืออะไร สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องรู้ก่อนจ้างพนักงาน

ธุรกิจเริ่มโตขึ้น ต้องจ้างพนักงานเพิ่ม แต่ยังไม่เคยทำสัญญาจ้างงานเป็นเอกสาร เจ้าของกิจการหลายคนตกลงปากเปล่ากับลูกจ้าง พอพนักงานลาออกกะทันหันหรือทำงานไม่ตรงที่ตกลง จะเรียกร้องอะไรก็ไม่มีหลักฐาน สัญญาจ้างงาน คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องมี สัญญาจ้างงาน คือข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่กำหนดเงื่อนไขการทำงานร่วมกัน ทั้งตำแหน่ง ค่าจ้าง ระยะเวลา และสิทธิหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย สำหรับเจ้าของกิจการ สัญญาจ้าง คือเครื่องมือปกป้องธุรกิจ ช่วยให้กำหนดขอบเขตงาน ป้องกันพนักงานนำข้อมูลไปเปิดเผย และมีหลักฐานชัดเจนถ้าต้องเลิกจ้าง การมีสัญญาจ้างที่ชัดเจนช่วยให้เจ้าของกิจการมั่นใจว่าเงื่อนไขทุกอย่างถูกระบุไว้ครบ ถ้าเกิดข้อพิพาทกับลูกจ้าง สัญญาจ้าง คือหลักฐานหลักที่ศาลแรงงานใช้พิจารณา แม้กฎหมายไทยไม่ได้บังคับว่าสัญญาจ้างต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอไป แต่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องแจ้งเงื่อนไขการจ้างเป็นหนังสือก่อนเริ่มงาน ดังนั้นการทำสัญญาเป็นเอกสารจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด สัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างแรงงาน และสัญญาจ้างทำของ ต่างกันยังไง ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง 3 คำนี้ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ ใครคุมวิธีทำงาน ประเภท ลักษณะ ใครคุมวิธีทำงาน ตัวอย่าง สัญญาจ้างแรงงาน ลูกจ้างทำงานภายใต้คำสั่งนายจ้าง นายจ้าง จ้างพนักงานประจำ ทำงาน 9.00-18.00 น. สัญญาจ้างทำของ ผู้รับจ้างส่งมอบผลงานตามที่ตกลง ผู้รับจ้าง จ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ สัญญาจ้างงาน (ทั่วไป) คำรวมที่ใช้เรียกทั้งสองแบบ ขึ้นกับเนื้อหาสัญญา ความแตกต่างนี้มีผลทางกฎหมายมาก เพราะสัญญาจ้างแรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่สัญญาจ้างทำของไม่ได้รับ สัญญาจ้างงาน มีกี่ประเภท สัญญาจ้างงานแบ่งได้ 4 ประเภทหลัก เจ้าของกิจการต้องเลือกให้ตรงกับลักษณะงานและระยะเวลาที่ต้องการ ประเภท ระยะเวลา เหมาะกับ สิทธิ์ค่าชดเชยเมื่อหมดสัญญา มีกำหนดระยะเวลา ระบุวันเริ่ม-วันสิ้นสุด งาน project, สัญญา 1 ปี ไม่มี (ถ้าจบตามกำหนด) ไม่มีกำหนดระยะเวลา ทำงานต่อเนื่อง ไม่ระบุวันสิ้นสุด พนักงานประจำ มี (ตามอายุงาน) ชั่วคราว งานเฉพาะกิจ ระยะสั้น งานฤดูกาล, อีเวนต์ ไม่มี (ถ้าจบตามกำหนด) Part-time ทำงานไม่เต็มเวลา นักศึกษาฝึกงาน, งานรายชั่วโมง ขึ้นกับเงื่อนไข สัญญาจ้างงานแบบมีกำหนดระยะเวลา เป็นรูปแบบที่ SME นิยมใช้มากที่สุด เช่น สัญญาจ้างงาน 1 ปี โดยระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดชัดเจน เมื่อครบกำหนดสัญญาจะสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ข้อควรระวัง: ถ้าต่อสัญญาซ้ำหลายครั้งติดต่อกัน ศาลอาจตีความว่าเป็นการจ้างแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ซึ่งหมายความว่าลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง สัญญาจ้างงานแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา ใช้สำหรับพนักงานประจำที่ทำงานต่อเนื่อง การเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง และลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน สัญญาจ้างพนักงาน part-time และ freelance ธุรกิจยุคนี้ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานเต็มเวลาเสมอไป การจ้าง part-time หรือ freelance เป็นอีกทางเลือกที่ SME ใช้ลดต้นทุน โดยนายจ้างต้องไม่ลืมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง สิ่งสำคัญคือต้องระบุในสัญญาให้ชัดว่าเป็นการจ้างแบบไหน เพราะมีผลต่อสิทธิ์ตามกฎหมายที่ต่างกัน องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีในสัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างงานที่ดีต้องครอบคลุมเงื่อนไขสำคัญทั้งหมด เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง องค์ประกอบหลักที่ต้องระบุมีดังนี้ ค่าจ้าง สวัสดิการ และเงื่อนไขการจ่าย ส่วนนี้สำคัญมากสำหรับ SME เพราะเกี่ยวข้องกับต้นทุนธุรกิจโดยตรง สิ่งที่ต้องระบุในสัญญาให้ชัดเจน ได้แก่ จำนวนเงินค่าจ้าง วันที่จ่าย วิธีจ่าย (โอนเข้าบัญชี) และสวัสดิการเพิ่มเติม ค่าจ้างต้องไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปี 2568 อยู่ที่ 400 บาท/วัน ทั่วประเทศ นอกจากนี้นายจ้างยังต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ลูกจ้างภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มงาน เงื่อนไขการเลิกจ้างและค่าชดเชย หัวข้อนี้หลายคนมองข้าม แต่เป็นจุดที่ทำให้เกิดข้อพิพาทบ่อยที่สุด กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดค่าชดเชยขั้นต่ำตามอายุงาน ดังนี้ อายุงาน ค่าชดเชยขั้นต่ำ 120 วัน ถึง 1 ปี 30 วัน 1-3 ปี 90 วัน 3-6 ปี 180 วัน 6-10 ปี 240 วัน 10-20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน สัญญาจ้างสามารถกำหนดค่าชดเชย มากกว่า ที่กฎหมายกำหนดได้ แต่จะกำหนด น้อยกว่า ไม่ได้ ข้อตกลงใดที่ให้สิทธิ์ลูกจ้างต่ำกว่ากฎหมายจะถือเป็นโมฆะ ตัวอย่างแบบฟอร์มสัญญาจ้างงาน หลายคนค้นหาตัวอย่างสัญญาจ้างงานเพื่อใช้เป็นต้นแบบ ด้านล่างเป็นโครงสร้างหลักที่ควรมีในแบบฟอร์มสัญญาจ้างงานของบริษัทเอกชน โครงสร้างแบบฟอร์มสัญญาจ้างงานมาตรฐาน สำหรับ SME ที่ต้องการแบบฟอร์มสำเร็จรูป สามารถดาวน์โหลดตัวอย่างสัญญาจ้างงานจากกรมการจัดหางานได้ทั้งแบบ PDF และ Word ข้อกฎหมายที่ผู้ประกอบการต้องรู้เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน เรื่องกฎหมายอาจดูไกลตัว แต่ถ้าไม่รู้อาจถูกฟ้องร้องได้ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องจำ คือสัญญาจ้างจะกำหนดเงื่อนไขต่ำกว่าสิทธิขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ ตัวอย่างสิทธิ์ขั้นต่ำที่ระบุในสัญญาไม่ได้ต่ำกว่า ได้แก่ ค่าจ้างขั้นต่ำ วันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน/สัปดาห์ วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วัน/ปี วันลาพักร้อนไม่น้อยกว่า 6 วัน/ปี (หลังทำงานครบ 1 ปี) และค่าชดเชยตามอายุงาน อากรแสตมป์สัญญาจ้างงาน ต้องติดเท่าไร สัญญาจ้างทำของต้องติดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท ของค่าจ้าง ส่วนสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ไม่ต้อง ติดอากรแสตมป์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความอากรแสตมป์สัญญาจ้างของ PEAK สัญญาจ้างงาน กับการทำงาน Remote การทำงานแบบ remote หรือ work from home เป็นเรื่องปกติของธุรกิจยุคนี้ แต่สัญญาจ้างงานแบบเดิมอาจไม่ครอบคลุมเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่ควรเพิ่มในสัญญาสำหรับพนักงาน remote ได้แก่ วิธีจัดการสัญญาจ้างงานอย่างเป็นระบบ เจ้าของกิจการที่มีพนักงานหลายคนอาจพบว่าการจัดการสัญญาจ้างด้วยกระดาษยุ่งยากและเสี่ยงหาย วิธีที่ดีกว่า คือใช้ระบบดิจิทัลจัดเก็บเอกสาร เช่น เก็บไฟล์สัญญาบน Cloud แยกโฟลเดอร์ตามชื่อพนักงาน ตั้งแจ้งเตือนวันหมดอายุสัญญา และสำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 2 แหล่ง เรื่องค่าจ้างและสวัสดิการที่ระบุในสัญญา ก็ต้องบันทึกบัญชีให้ถูกต้องตรงกัน การใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับเงินเดือนจะช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก สรุป: สัญญาจ้างงาน สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำ จัดการเงินเดือนและเอกสารพนักงานด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการจัดการค่าใช้จ่ายพนักงาน บันทึกเงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่าย และออกเอกสารทางบัญชีได้อัตโนมัติ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน สัญญาจ้างงาน ไม่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร ผิดกฎหมายไหม กฎหมายไทยยอมรับสัญญาจ้างปากเปล่า แต่ปัญหาคือถ้าเกิดข้อพิพาท ฝ่ายที่ไม่มีหลักฐานจะเสียเปรียบมากในศาลแรงงาน ดังนั้นแม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ทำเป็นเอกสารปลอดภัยกว่าเสมอ ผิดสัญญาจ้างงาน มีผลอย่างไร ขึ้นกับว่าฝ่ายไหนผิดสัญญา ถ้านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ลูกจ้างมีสิทธิ์เรียกค่าเสียหายและค่าชดเชยตามกฎหมาย ถ้าลูกจ้างลาออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามสัญญา นายจ้างอาจเรียกค่าเสียหายได้เช่นกัน ทั้งนี้ต้องดำเนินเรื่องทางกฎหมาย สัญญาจ้างงาน ภาษาอังกฤษ ต้องทำไหม ไม่บังคับ แต่แนะนำสำหรับบริษัทที่มีพนักงานต่างชาติหรือเป็นบริษัทร่วมทุนกับต่างประเทศ สัญญาสองภาษา (ไทย-อังกฤษ) ช่วยลดปัญหาความเข้าใจผิดและใช้เป็นหลักฐานได้ทั้งในศาลไทยและต่างประเทศ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มสัญญาจ้างงาน PDF หรือ Word ได้ที่ไหน ค้นหา “แบบฟอร์มสัญญาจ้าง” ในเว็บไซต์กรมการจัดหางาน หรือขอจากสำนักงานจัดหางานจังหวัด นำมาปรับรายละเอียดให้ตรงกับธุรกิจของคุณ ควรให้ทนายหรือที่ปรึกษาตรวจก่อนใช้จริง ช่วงทดลองงานกำหนดได้นานเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลาทดลองงานไว้โดยเฉพาะ แต่ที่นิยมกันคือ 90-120 วัน ข้อสำคัญคือช่วงทดลองงานก็ถือเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำและประกันสังคมเช่นเดียวกับพนักงานปกติ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

16 min

ค่า GP คืออะไร เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทั้ง 4 แพลตฟอร์ม

ในยุคที่การซื้อของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ทุกแพลตฟอร์มแข่งขันแจกโค้ดส่วนลดให้กับผู้ใช้งาน โดยหักส่วนต่างมาจากค่าธรรมเนียมผู้ขาย ทำให้ค่า GP (Gross Profit Fee) กลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ ที่ผู้ขายออนไลน์ทุกคนต้องเข้าใจ ที่หากตั้งราคาผิด จากได้กำไรอาจกลายเป็นเข้าเนื้อแบบไม่รู้ตัว บทความนี้จะพามารู้จักกับค่า GP พร้อมเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมทุกรายการ จากทั้ง Shopee, TikTok Shop, Lazada และ Thaimart แนะนำวิธีการคำนวณต้นทุนจริง อธิบายผ่านตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และเจาะลึกต้นทุนแฝง เพื่อให้ได้กำไรตามต้องการ ค่า GP คืออะไร ทำไมผู้ขายออนไลน์ต้องรู้ ค่า GP (Gross Profit Fee) คือค่าธรรมเนียมการขาย ที่จะหักจากยอดขายทุกออเดอร์ ก่อนจะโอนเงินให้ผู้ขาย โดยค่า GP แต่ละหมวดสินค้าจะมีอัตราที่แตกต่างกัน แต่หากผู้ขายไม่มีรายได้ แพล็ตฟอร์มก็จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าขายไม่ได้ก็ไม่จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ นอกเหนือจากค่า GP แล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นที่ผู้ขายต้องรับผิดชอบ อาทิ ยิ่งช่วงหลังมานี้ ทุกแพลตฟอร์มต่างปรับขึ้นค่าธรรมเนียมกันอย่างพร้อมหน้า ทั้ง Shopee และ Lazada ที่ขึ้นครั้งละ 1-2% หากผู้ขายไม่ติดตามข่าว อาจตั้งราคาพลาดจนกำไรบางแบบไม่รู้ตัว แพลตฟอร์ม E-Commerce ยังมีหน้าที่นำส่งข้อมูลรายได้ให้กับกรมสรรพากร ผู้ค้าออนไลน์จึงต้องเข้าใจภาษีสำหรับผู้ค้าออนไลน์เพิ่มเติมด้วย เพื่อไม่ให้พลาดเรื่องการจัดการภาษี รู้จัก 4 แพลตฟอร์ม เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ก่อนเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ผู้ขายควรเข้าใจในจุดแข็งของแต่ละแพล็ตฟอร์มก่อน ซึ่งมีกลุ่มลูกค้า ความต้องการ และอัตรา GP ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละหมวด การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับธุรกิจ จะช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ส่วนแบ่งการตลาด ในประเทศไทย มากกว่า 50% ประมาณ 33% ประมาณ 17% ยังไม่มีข้อมูล จุดแข็งแพลตฟอร์ม ฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด บริการหลากหลาย เน้นขายผ่านวิดีโอ ไลฟ์สด ปักตะกร้า LazMall เน้นความน่าเชื่อถือ สินค้าต้องระบุที่มาให้ชัดเจน และไม่เก็บ GP ปีแรก ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทย อ้างอิงจาก DataGlass Research “SEA Seller Market Research 2026” และ Tuke Marketing แม้ว่าสินค้าที่คุณมีอาจไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแพลตฟอร์ม แต่การตั้งร้านค้าให้ครบทุกแพลตฟอร์ม ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม จึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ากับการตั้งร้านค้าให้ครอบคลุมทุกความต้องการ เปรียบเทียบค่า GP แต่ละแพลตฟอร์ม ตามหมวดสินค้า แต่ละแพลตฟอร์มคิดค่า GP และค่าธรรมเนียม ในแต่ละหมวดสินค้าไม่เท่ากัน ผู้ขายจึงต้องรู้ค่า GP ตามประเภท สินค้าของตนเอง เพื่อการตั้งราคาให้เหมาะสม โดยตารางด้านล่างนี้แสดงหมวดสินค้าหลัก และอัตราค่า GP ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แล้ว Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 7.45-19.26% 6.42-10.70% 5.89-16.05% ไม่เรียกเก็บค่า GPในปีแรก* สินค้าแฟชัน 18.73%-19.26% 10.70%-11.77% 16.05%-17.12% สินค้าอุปโภคบริโภค FMCG 16.05% 10.70% 16.05% สินค้าทั่วไป 14.98%-19.26% 9.63-10.70% 10.17%-16.05% *Thaimart มีนโยบายยกเว้นค่า GP 0% ในปีแรกถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 ก่อนจะเรียกเก็บเป็นขั้นบันได โดยปรับเป็น 5% ในปีที่สอง, 8% ในปีที่สาม, และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 3.21% จะได้รับการยกเว้นถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น ตามข้อมูลจาก Thaimart Official Facebook Page ตัวอย่างคำนวณค่าธรรมเนียมและ GP จากแต่ละแพลตฟอร์ม เมื่อดูแค่ตัวเลข GP หลายคนอาจเข้าใจว่าการขายผ่าน TikTok Shop จะถูกหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มน้อยที่สุด แต่เมื่อคำนวณค่าธรรมเนียมทุกรายการเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นรายรับสุทธิที่วัดผลได้ดีกว่าแค่การดูยอด GP ในกรณีตัวอย่างจริง ผู้ขายตั้งราคาขายทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยมที่ 1,000 บาท ส่วนลดร้านค้า 100 บาท ลูกค้าจึงจ่ายจริงเพียง 900 บาท Shopee TikTok Shop Lazada ราคาขายตั้งต้น 1,000 บาท ส่วนลดผู้ขาย -100 บาท ราคาที่ลูกค้าจ่าย 900 บาท ค่าคอมมิชชัน (GP) สำหรับกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค 900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10.70% = 96.30 บาท 900 x 16.05% = 144.45 บาท ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Transaction Fee)  900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า(Commerce Growth Fee) – 900 x 8.03% = 72.27 บาท – Platform Fee 1.07 บาท 1.07 บาท – รายรับสุทธิ 725.59 บาท 701.47 บาท 726.66 บาท คิดเป็นค่าธรรมเนียมรวม 19.38% 22.06% 19.26% * ค่า GP ปัจจุบันของแต่ละแพลตฟอร์ม อ้างอิงข้อมูลจากวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569 แม้ TikTok Shop จะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น แต่ด้วยธรรมชาติของแพลตฟอร์มที่เน้นการขายด้วยวิดีโอ จึงมีระบบ Affiliate ที่แข็งแกร่งกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ผู้ใช้งานจึงมีโอกาสค้นพบสินค้าของคุณได้รวดเร็ว ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ TikTok Shop กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ผู้ขายไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ แต่ละแพลตฟอร์มอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ค่าแคมเปญโปรโมชันตามช่วงเวลา ส่วนลดคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ผู้ขายจึงควรหมั่นตรวจสอบรายรับสุทธิ และติดตามข่าวสารจากแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ  สำหรับรายละเอียดค่าธรรมเนียม Shopee แบบครบทุกรายการที่ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณค่าธรรมเนียม Shopee 2569 นอกจากค่า GP ผู้ขายมีต้นทุนอะไรอีก โดยเฉลี่ยแล้ว แพลตฟอร์ม E-Commerce จะหักค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 19-22% สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ใช้อ้างอิงในบทความ ทำให้ผู้ขายหลายรายเข้าใจว่า ต้นทุนของตนเองมีแค่ต้นทุนสินค้า รวมกับค่า GP ของแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ยังมีต้นทุนแฝงอื่นอีก อาทิ ตัวอย่างการคิดต้นทุนสินค้า การคำนวณต้นทุนจริง ทำได้โดยการจับเอาค่าใช้จ่ายทุกอย่าง มาหารเฉลี่ยลงในสินค้า เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด การคำนวณให้แยกออกเป็นสามส่วน โดยจะใช้ตัวอย่างเป็นทุเรียนเนื้อล้วนเกรดพรีเมี่ยม ที่ตั้งราคาขายจริง 900 บาทเหมือนเดิม และสมมติให้ต้นทุนสินค้าอยู่ที่ 300 บาท ส่วนที่ 1: ต้นทุนสินค้า ราคาทุเรียน 300 บาท ส่วนที่ 2: ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น ค่า GP แพลตฟอร์ม (หมวดผลไม้สด ประมาณ 20-23%) 900 x 20-23% = 180-207 บาท ค่าบรรจุภัณฑ์ พิมพ์กล่องกันกระแทก 15 บาท ส่วนที่ 3: ต้นทุนคงที่ และต้นทุนแฝง ค่าโฆษณาและการตลาด 10 บาท ค่าแรงพนักงาน คนแพ็คสินค้า 20 บาท ค่าความเสี่ยง สินค้าเสียหาย(ตีเผื่อไว้ 5% ของต้นทุน) 15 บาท สรุปต้นทุน (1)+(2)+(3) 540-567 บาท เมื่อกางต้นทุนออกมาชัดเจน จะเห็นได้ชัดว่าราคาขายบนแพลตฟอร์ม 900 บาท หลังหักกับต้นทุน 540-567 บาท จะเหลือกำไรจริงเพียงแค่ 333-360 บาทเท่านั้น ดังนั้น ผู้ขายจึงควรมองหาวิธีการลดต้นทุน ด้วยวิธีการที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า หาผลิตภัณฑ์อื่นมาขายเสริม หรืออาจพิจารณาเข้าร่วมแคมเปญต่างๆ เพื่อให้มียอดขายและกำไรที่มากขึ้น สรุป : เปรียบเทียบค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ไทย ค่า GP เป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียม E-Commerce ทั้งหมด ผู้ขายออนไลน์จึงต้องจำ 3 เรื่องนี้ จัดการบัญชีร้านค้าออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย PEAK เมื่อขายของบนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน การจัดการบัญชีด้วยมือจะยุ่งยากและมีโอกาสเสี่ยงที่จะผิดพลาด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับธุรกิจ E-Commerce สามารถนำเข้ารายรับ-รายจ่ายจากทุกแพลตฟอร์ม ผ่านช่องทาง API เชื่อมต่อกับระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ได้อัตโนมัติ พร้อมดูรายงานกำไร-ขาดทุนได้แบบ Real-time และเตรียมเอกสารภาษีได้ครบในที่เดียว คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่า GP แพลตฟอร์ม E-Commerce ค่า GP กับค่าธรรมเนียมรวม ต่างกันอย่างไร ค่า GP คือค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มเก็บจากยอดขาย ส่วนค่าธรรมเนียมรวมยังรวมถึง Payment Fee, Commerce Growth Fee (เฉพาะ TikTok Shop) และ Platform Fee อีกด้วย ตัวอย่างเช่น TikTok Shop เก็บ GP เพียง 10.70% แต่ค่าธรรมเนียมรวมจริงสูงถึง 22.06% ขายของผ่านไลฟ์สด เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีกไหม การขายสินค้าผ่านไลฟ์สดไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม แต่อาจจะมีค่า Affiliate Commission ที่ต้องจ่ายให้ครีเอเตอร์ที่ช่วยขายสินค้า สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักคือการใช้ Affiliate สามารถทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องแลกกับกำไรต่อชิ้นที่ลดลง โดยเฉพาะกับแพล็ตฟอร์ม TikTok Shop ที่ครีเอเตอร์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูง ค่า GP คิดจากราคาตั้งต้นหรือราคาที่ลูกค้าจ่ายจริง ทุกแพลตฟอร์มคิดค่า GP จากราคาที่ลูกค้าจ่ายจริงหลังหักส่วนลดร้านค้า ไม่ใช่ราคาตั้งต้น ตัวอย่างเช่น ตั้งราคา 1,000 บาท ลดเอง 100 บาท ลูกค้าจ่าย 900 บาท แพลตฟอร์มจะคิด GP และค่าธรรมเนียมอื่นๆ จากรายรับ 900 บาท แพลตฟอร์มไหนหักค่าธรรมเนียมน้อยที่สุด แต่ละแพลตฟอร์มมีอัตราการหักค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป ตามหมวดหมู่ของสินค้า และอัตราค่าบริการต่างๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ผู้ขายจึงต้องคอยติดตามข่าวสารต่อเนื่อง แต่สำหรับผู้ขายรายใหม่อาจพิจารณา Thaimart ที่ยังไม่เรียกเก็บค่า GP ในปีแรก ทำให้เป็นตัวเลือกที่ต้นทุนต่ำสุด Thaimart ไม่เก็บค่า GP จริงหรือ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง Thaimart เป็นแพลตฟอร์ม E-Commerce ของไทย เปิดให้บริการเดือนกรกฎาคม 2569 มีจุดเด่นคือการไม่เก็บค่า GP ในปีแรก สำหรับผู้ขายที่เปิดร้านก่อนวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 หลังจากนั้นจะเริ่มเก็บเป็นขั้นบันได คือ 5% ในปีที่สอง 8% ในปีที่สาม และเพดานสูงสุด 10% ในปีที่สี่ ส่วนค่าธรรมเนียมการชำระเงินยกเว้นถึง 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น อ้างอิงจาก: DataGlassLabs, Tuke Marketing, BangkokPost   

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

28 min

ค่าใช้จ่ายบริษัท มีอะไรบ้าง รวม 17 คำถามยอดนิยม

เลี้ยงข้าวพนักงาน ลงค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เติมน้ำมันรถตัวเอง เบิกได้มั้ย จ้างแฟนเป็นพนักงาน สรรพากรจะว่าอะไรไหม ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ คำถามเหล่านี้คงวนอยู่ในหัวบ่อยๆ บทความนี้รวมคำตอบ 17 เคสที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยที่สุด ตอบชัดเจนว่า ได้ หรือ ไม่ได้ พร้อมบอกเอกสารที่ต้องมีในแต่ละกรณี ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจเสมอ ค่าใช้จ่ายบริษัทคืออะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท ค่าใช้จ่ายบริษัท คือเงินที่บริษัทจ่ายออกไปเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ค่าเช่าออฟฟิศ เงินเดือนพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ หรือค่าโฆษณา เวลาคำนวณกำไรสุทธิ (รายได้หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตัวเลขที่เหลือจริงก่อนคิดภาษี) บริษัทจะเอาค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปหักจากรายได้ได้ ยิ่งหักได้มาก ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งน้อยลง แต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่บริษัทจ่ายจะเอามาหักภาษีได้ สรรพากรแบ่งไว้ชัดเจน 2 ประเภท ค่าใช้จ่ายที่หักได้ทางภาษี (Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจจริงๆ มีหลักฐานครบ และไม่ถูกห้ามตามกฎหมาย เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ (การทยอยหักค่าของทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย เช่น ซื้อคอมฯ 30,000 บาท ใช้ 3 ปี หักปีละ 10,000 บาท) รายจ่ายต้องห้าม (Non-Deductible Expenses) คืออะไร คือค่าใช้จ่ายที่สรรพากรไม่ยอมให้เอามาหักภาษี ถึงจ่ายจริงก็ตาม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี เช่น หลักง่ายๆ ของสรรพากร: 3 เงื่อนไขที่ต้องครบ ค่าใช้จ่ายจะหักภาษีได้ ต้องผ่านเงื่อนไข 3 ข้อนี้ครบทุกข้อ หากขาดข้อไหนข้อหนึ่ง สรรพากรมีสิทธิ์ไม่ยอมให้หักค่าใช้จ่าย บริษัทอาจโดนเรียกภาษีคืนย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ รู้ตารางสรุป 17 เคส: เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม เคส ผล เงื่อนไขสำคัญ 1. เลี้ยงข้าวพนักงาน ✅ ได้ เป็นสวัสดิการ มีใบเสร็จและรายชื่อ 2. เติมน้ำมันรถตัวเอง ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องจดภายใต้ชื่อบริษัท หรือมีนโยบายเบิกจ่ายชัดเจน 3. ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษลูกเจ้าของบริษัท ❌ ไม่ได้ เป็นรายจ่ายส่วนตัว 4. เจ้าของบริษัทไปหาหมอ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุในระเบียบบริษัท 5. เลี้ยงลูกค้า ของขวัญลูกค้า ✅ ได้ ค่ารับรอง ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ 6. ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ✅ ได้ ใบกำกับภาษีในชื่อบริษัท และใช้เพื่อการทำงานจริง 7. ค่าเน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ⚠️ มีเงื่อนไข มีนโยบาย WFH และต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัด 8. ทริปท่องเที่ยว อ้างว่าดูงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีการดูงานจริง มีกำหนดการ และรายงานสรุป 9. เสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ❌ ไม่ได้ ถือเป็นของใช้ส่วนตัว ยกเว้นชุดยูนิฟอร์มบริษัท 10. เช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องมีสัญญาเช่าและเอกสารจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัท 11. ซ่อมแอร์ออฟฟิศที่บ้าน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง 12. ค่าน้ำมัน ซ่อมรถ ทางด่วน ที่จอด ⚠️ มีเงื่อนไข รถต้องอยู่ในชื่อบริษัท มี log book นโยบายเบิกชัดเจน 13. ประกันชีวิต ประกันสุขภาพเจ้าของ ⚠️ มีเงื่อนไข เป็นสวัสดิการกรรมการในระเบียบบริษัท 14. คอร์สเรียน โค้ช สัมมนา ✅ ได้ เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ต้องมีใบเสร็จ 15. จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ⚠️ มีเงื่อนไข ต้องทำงานจริง เงินเดือนสมเหตุสมผล 16. โบนัส commission ไม่มี KPI ⚠️ มีความเสี่ยง ต้องมีเกณฑ์จ่าย และมติที่ประชุม 17. ของใช้ในบ้าน อ้างว่าออฟฟิศ ❌ ไม่ได้ หากถูกตรวจสอบ สรรพากรจะพบได้ง่าย ด้านล่างนี้คือรายละเอียดทุกเคส ตอบแบบเจาะลึกพร้อมเอกสารที่ต้องเตรียม เลี้ยงข้าวพนักงาน เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการหรือเลี้ยงในโอกาสพิเศษ บริษัทเลี้ยงข้าวพนักงานตอนสิ้นปี จัดเลี้ยงวันเกิด หรือมีข้าวกลางวันให้พนักงานทุกวัน ค่าใช้จ่ายพวกนี้ลงเป็นรายจ่ายบริษัทได้ทั้งหมด แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ให้พนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เลี้ยงเฉพาะเจ้าของ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ เติมน้ำมันรถตัวเอง เป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้ารถคันนั้นอยู่ในชื่อบริษัท ค่าน้ำมันลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้เลย แต่ถ้าเป็นรถส่วนตัวของเจ้าของ ต้องมีนโยบายเบิกค่าน้ำมันของบริษัทอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องพิสูจน์ได้ว่าใช้รถเพื่อธุรกิจจริง โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ่ายค่าเทอมลูกเจ้าของบริษัท (กรรมการ) ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เพราะเป็นรายจ่ายส่วนตัวของกรรมการ เพราะค่าเทอมลูกเจ้าของไม่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ต่อให้บริษัทจ่ายจริง ก็ไม่นับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักได้ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) และที่แย่กว่านั้น สรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการ ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มอีก 💡 พี่เอกแนะนำ: ถ้าอยากช่วยค่าเทอมลูก ทางที่ดีกว่าคือกำหนดเป็นเงินเดือนกรรมการให้สมเหตุสมผล แล้วเจ้าของเอาเงินเดือนไปจ่ายค่าเทอมเอง วิธีนี้บริษัทหักค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง เจ้าของไปหาหมอ หรือพาลูกไปหาหมอ ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่มีเงื่อนไข ถ้าบริษัทมีระเบียบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับกรรมการและพนักงานทุกคน ค่าหมอของเจ้าของที่อยู่ในตำแหน่งกรรมการก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ระเบียบต้องให้สิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ใช่กรรมการได้ปีละ 200,000 บาท แต่พนักงานได้แค่ 5,000 บาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ แต่สำหรับค่ารักษาลูกเจ้าของ จะหักได้ก็ต่อเมื่อระเบียบสวัสดิการครอบคลุมถึงบุตรพนักงานด้วย ค่าอาหารเลี้ยงลูกค้า คาราโอเกะ ของขวัญลูกค้า ได้ไหม ✅ ได้ เป็นค่ารับรอง (Entertainment Expense) การเลี้ยงข้าวลูกค้า พาไปคาราโอเกะ หรือส่งกระเช้าปีใหม่ ค่าใช้จ่ายบริษัทพวกนี้ลงเป็นค่ารับรองได้ แต่สรรพากรกำหนดเพดานไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 143 ว่าหักได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้ หรือไม่เกิน 0.3% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า และหักได้สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซื้อมือถือ คอม ไอแพด ที่บอกว่าใช้ทำงาน ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าซื้อในนามบริษัทและใช้ทำงานจริง อุปกรณ์ที่ใช้ในกิจการ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ โน้ตบุ๊ก หรือแท็บเล็ต ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ทั้งหมด ถ้ามูลค่าไม่สูงมากสามารถลงเป็นค่าใช้จ่ายทีเดียว แต่ถ้ามูลค่าสูงก็ลงเป็นสินทรัพย์แล้วทยอยหักค่าเสื่อมราคา โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าอินเทอร์เน็ตบ้าน ค่าไฟบ้าน WFH ได้ไหม ⚠️ ได้บางส่วน แต่ต้องมีหลักฐานชัดเจน ถ้าบริษัทมีนโยบาย Work From Home อย่างเป็นทางการ สามารถเบิกค่าอินเทอร์เน็ตและค่าไฟบ้านบางส่วน ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องแบ่งสัดส่วนชัดเจนว่าส่วนที่ใช้ทำงานคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าทริปท่องเที่ยวที่บอกว่าไปดูงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าดูงานจริง แต่ถ้าไปเที่ยวแล้วอ้างว่าดูงาน ไม่ได้ สรรพากรแยกชัดมาก ถ้าเป็นการดูงานจริงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าลงทะเบียน หักได้หมด แต่ถ้าเป็นทริปพักผ่อนที่แปะป้ายว่าดูงาน สรรพากรตรวจสอบได้จากเอกสาร โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าเสื้อผ้า สูท กระเป๋า นาฬิกา ได้ไหม ❌ ไม่ได้ เป็นของใช้ส่วนตัว ต่อให้บอกว่าซื้อสูทไปพบลูกค้า หรือซื้อกระเป๋าใส่เอกสาร สรรพากรก็ถือว่าเป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ ยกเว้นกรณีเดียว คือยูนิฟอร์มพนักงานที่มีโลโก้บริษัท สั่งทำเหมือนกันทุกคน อันนี้ลงค่าใช้จ่ายได้ เพราะเป็นสวัสดิการทั่วไป ค่าเช่าบ้านเจ้าของเป็นออฟฟิศ หรือค่าตกแต่งบ้านทำงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เจ้าของกิจการหลายคนใช้บ้านตัวเองเป็นออฟฟิศ ค่าเช่าส่วนที่ใช้เป็นสำนักงานหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีสัญญาเช่าอย่างเป็นทางการ และจดทะเบียนที่อยู่บ้านเป็นที่ตั้งบริษัทกับ DBD (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หน่วยงานที่ดูแลเรื่องจดทะเบียนบริษัท) สำหรับค่าตกแต่ง ถ้าตกแต่งเฉพาะพื้นที่สำนักงาน เช่น ทำห้องประชุม ติดตั้งชั้นวางเอกสาร อันนี้หักได้ แต่ถ้าซื้อโซฟาห้องนั่งเล่น เตียงนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ซ่อมแอร์ที่ออฟฟิศที่บ้าน ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นสำนักงานถูกต้อง ต่อเนื่องจากเคสก่อนหน้า ถ้าบ้านจดทะเบียนเป็นที่ตั้งบริษัทแล้ว ค่าซ่อมแอร์ในพื้นที่สำนักงานก็หักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ถ้าซ่อมแอร์ห้องนอน ไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ ค่าทางด่วน ค่าที่จอด ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่ารถเป็นของใคร ถ้าเป็น รถบริษัท (ชื่อบริษัทในทะเบียน) ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม ค่าทางด่วน ค่าที่จอด หักได้ทั้งหมด แต่ค่าเสื่อมราคารถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง หักได้ไม่เกินมูลค่า 1 ล้านบาทตามกฎกระทรวง (ข้อมูลจากกรมสรรพากร) แต่ถ้าเป็น รถส่วนตัว ต้องมีนโยบายเบิกค่าพาหนะของบริษัท มี log book บันทึกการเดินทาง ถึงจะหักได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าประกันชีวิต ประกันสุขภาพของเจ้าของ ได้ไหม ⚠️ ได้ ถ้าเป็นสวัสดิการกรรมการที่ระบุในระเบียบบริษัท บริษัทจ่ายค่าประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพให้กรรมการได้ และหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องเป็นสวัสดิการที่ระบุไว้ในระเบียบบริษัท และต้องให้สิทธิ์พนักงานทุกคนในระดับเดียวกันด้วย ไม่ใช่มีแต่เจ้าของคนเดียว สิ่งสำคัญคือ เบี้ยประกันที่บริษัทจ่ายให้จะถือเป็นเงินได้ของกรรมการ ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าคอร์สเรียน โค้ช สัมมนา (เจ้าของหรือพนักงาน) ได้ไหม ✅ ได้ ถ้าเกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น การส่งพนักงานไปอบรม จ้างโค้ชมาสอนทีม หรือเจ้าของไปเรียนคอร์สที่เกี่ยวกับธุรกิจ ค่าใช้จ่ายบริษัทเหล่านี้หักได้ทั้งหมด รวมถึงค่าลงทะเบียน ค่าเดินทาง ค่าที่พัก (ถ้าเป็นสัมมนาต่างจังหวัด) แต่ถ้าเจ้าของไปเรียนโยคะ เรียนทำอาหาร หรือเรียนภาษาที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ จะหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ จ้างแฟน ญาติ เป็นพนักงาน ได้ไหม ⚠️ ได้ แต่ต้องทำงานจริง และเงินเดือนต้องสมเหตุสมผล การจ้างคนในครอบครัวเป็นพนักงานไม่ผิดกฎหมาย และเงินเดือนนับเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักภาษีได้ แต่สรรพากรจะตรวจ 3 จุด โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ โบนัส Commission แบบไม่มี KPI หรือเอกสารรองรับ ได้ไหม ⚠️ เสี่ยงถูกเพิกถอนสูง การจ่ายโบนัสหรือ commission ลงเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ แต่ต้องมีเกณฑ์การจ่ายที่ชัดเจน ถ้าจ่ายแบบอยากจ่ายก็จ่าย โดยไม่มีเกณฑ์วัดผล สรรพากรมีสิทธิ์ถือว่าเป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ และไม่ยอมให้หัก โดยต้องมีเอกสาร ดังนี้ ค่าของใช้ในบ้าน แต่อ้างว่าเป็นออฟฟิศ ได้ไหม ❌ ไม่ได้ และสรรพากรตรวจเจอง่ายมาก โดยเฉพาะกับการซื้อของใช้ในบ้าน เช่น ยาซักผ้า เครื่องใช้ในครัว หมอนผ้าห่ม แล้วเอาใบเสร็จมาลงค่าใช้จ่ายบริษัท นี่คือรายจ่ายต้องห้ามชัดเจนตามมาตรา 65 ตรี ค่าใช้จ่ายที่หักได้ ต้องสัมพันธ์กับประเภทธุรกิจ เช่น บริษัทขายซอฟต์แวร์ไม่ควรมีการหักค่าใช้จ่ายน้ำยาซักผ้าทุกเดือน ข้อควรระวังที่สรรพากรมองออกทันที หากโดนสรรพากรตรวจแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสรรพากรตรวจพบว่าบริษัทเอาค่าใช้จ่ายบริษัทที่ไม่ถูกต้องมาหักภาษี จะต้องจ่ายภาษีที่ขาดไปพร้อมกับ สรุป: ค่าใช้จ่ายบริษัทส่วนใหญ่หักได้ ถ้าเตรียมเอกสารให้ครบ จาก 17 เคสที่ตอบไปทั้งหมด จะเห็นว่ามี 4 เคสที่ลงค่าใช้จ่ายได้เลย (เลี้ยงข้าวพนักงาน เลี้ยงลูกค้า ซื้ออุปกรณ์ คอร์สเรียน) อีก 10 เคสที่ได้แต่ต้องมีเอกสารรองรับ และมี 3 เคสที่ไม่ได้เด็ดขาด (ค่าเทอมลูก เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน) โดยสิ่งที่แยกระหว่างได้กับไม่ได้ ไม่ใช่ประเภทค่าใช้จ่าย แต่คือเอกสารที่คุณเตรียมไว้ ธุรกิจที่มีระเบียบชัดเจน มี log book มีใบเสร็จครบ จะหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าธุรกิจที่ไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย Checklist เอกสารพื้นฐาน 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประเภทไหน หลักพื้นฐาน 5 ข้อนี้ช่วยให้ปลอดภัยจากสรรพากร จัดการค่าใช้จ่ายบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่แรก การบันทึกค่าใช้จ่ายให้ถูกหมวดตั้งแต่แรก ช่วยลดปัญหาตอนสรรพากรตรวจ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME บันทึกค่าใช้จ่าย จัดหมวดหมู่ เก็บหลักฐานดิจิทัล และคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ครบในระบบเดียว พร้อมระบบจัดการสินทรัพย์ที่คำนวณค่าเสื่อมราคาให้อัตโนมัติ คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายบริษัท ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของ ถ้าบริษัทจ่ายแทนไปแล้ว ต้องทำยังไง ถ้าบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวเจ้าของไปแล้ว (เช่น ค่าเทอมลูก ค่าเที่ยว) ต้องบันทึกเป็นลูกหนี้กรรมการในบัญชี กรรมการต้องคืนเงินให้บริษัท ไม่เช่นนั้นสรรพากรอาจมองว่าเป็นเงินได้ของกรรมการที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่ม ค่าใช้จ่ายไม่มีใบเสร็จ ทำยังไง บางกรณีอาจใช้ใบรับเงินหรือใบสำคัญจ่ายที่บริษัททำขึ้นเอง โดยระบุวันที่ จำนวนเงิน ชื่อผู้รับ และให้ผู้รับเงินเซ็นรับ แต่วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะค่าใช้จ่ายเล็กน้อยที่ไม่สามารถขอใบเสร็จได้จริงๆ เช่น ค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้าง จ่ายค่าแรงรายวันให้ช่าง รายจ่ายต้องห้ามยอดฮิต 5 รายการ มีอะไรบ้าง ค่าใช้จ่ายที่เจ้าของกิจการมักเข้าใจผิดว่าหักได้ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (เสื้อผ้า ท่องเที่ยว ค่าเทอมลูก), ค่าปรับทุกชนิด (ปรับจราจร ปรับภาษี), รายจ่ายที่ไม่มีใบเสร็จ, เงินบริจาคที่เกินเพดาน 2% ของกำไรสุทธิ, และรายจ่ายที่พิสูจน์ตัวผู้รับไม่ได้ ค่าใช้จ่ายบริษัท ลงผิดหมวด จะเป็นอะไรไหม การลงผิดหมวดหมู่ทางบัญชีอาจทำให้งบการเงินไม่ถูกต้อง และอาจถูกผู้สอบบัญชีตั้งข้อสังเกต ที่สำคัญถ้าลงค่าใช้จ่ายที่หักไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ อาจทำให้เสียภาษีขาดและถูกเรียกเงินเพิ่มย้อนหลัง การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยจัดหมวดหมู่อัตโนมัติลดปัญหานี้ได้

7 ก.ย. 2026

PEAK Account

17 min

เจาะโมเดล Thaimart แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย

สงครามอีคอมเมิร์ซแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทุกแพลตฟอร์มต่างลดแลกแจกแถมเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน แต่เมื่อมองดูให้ดี กลับไม่มีผู้ประกอบการไทยเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มอยู่ในนั้น นำมาซึ่ง Thaimart ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยที่พร้อมจะพาผู้ประกอบการไทยพัฒนาไปสู่เวทีโลก ภายใน 2 วันหลังเปิดตัว แอปพลิเคชัน Thaimart มียอดดาวน์โหลดทะลุ 100,000 ครั้ง และมีร้านค้าสมัครเข้ามากว่า 33,000 ราย ถือเป็นสัญญาณดีสำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหน้าใหม่ ที่มาร่วมแข่งขันในตลาดมูลค่ากว่า 1.14 ล้านล้านบาทไทย ในบทความนี้ เราจะพาคุณมารู้จักกับ Thaimart พร้อมเจาะลึกโมเดลธุรกิจ เข้าใจถึงจุดเด่น พร้อมวิธีการสมัครร้านค้าแบบครบทุกขั้นตอน Thaimart คืออะไร Thaimart คือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย เปิดตัวขึ้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการสร้างพื้นที่แข่งขันใหม่ในวงการอีคอมเมิร์ซไทย พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทย ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมอย่างเหมาะสม ให้ผู้ขายมีกำไร และผู้ใช้งานมีตัวเลือกใหม่ Thaimart ใครเป็นเจ้าของ Thaimart ก่อตั้งโดย คุณนอท-พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มสลากกินแบ่งรัฐบาลลอตเตอรี่พลัส ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานหลักล้านราย โดยสำหรับ Thaimart คุณนอทและทีมงานอีกกว่า 450 ชีวิต ได้นำประสบการณ์ด้านธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ มาใช้ซุ่มพัฒนาตลาดแห่งใหม่เป็นเวลากว่า 5 ปี จนออกมาเป็นเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Thaimart ให้ผู้ประกอบการไทยได้ใช้งานกัน Thaimart เก็บค่าธรรมเนียมอย่างไร โดยทั่วไปแล้ว แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขาย หรือค่า GP จากทุกออเดอร์ แต่สำหรับ Thaimart มองว่าค่าธรรมเนียมนี้เป็นภาระต่อผู้ขาย พร้อมชูจุดเด่น ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการขาย ในปีแรก สำหรับร้านค้าที่ทำการสมัครจนเสร็จสมบูรณ์ก่อนวันที่ 6 กรกฎาคม 2570 Thaimart เรียกเก็บ GP อย่างไร  ค่าธรรมเนียมการขาย (ค่า GP) ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ปีที่ 1 (จนถึง 6 กรกฏาคม 2570) 0% 3%* ปีที่ 2 (จนถึง 6 กรกฏาคม 2571) สูงสุดไม่เกิน 5%  ปีที่ 3 (จนถึง 6 กรกฏาคม 2572) สูงสุดไม่เกิน 8%  ปีที่ 4 เป็นต้นไป สูงสุดไม่เกิน 10%  * ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน จะยกเว้นการเรียกเก็บจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569* ค่าธรรมเนียมข้างต้นเป็นเพดานสูงสุด อาจแตกต่างกันไปในแต่ละหมวดหมู่ และยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม คุณนอทมีความเชื่อว่า “คนไทยไม่ได้อยากได้ของถูก แต่อยากได้ของที่มีคุณภาพและของแท้” และยังเสริมว่า หากผู้ค้าจากแพลตฟอร์มอื่นต้องเสียค่า GP ถึง 30% เลือกมาลดราคาใน Thaimart ผู้ซื้อจะได้ของถูก ผู้ขายจะได้กำไร แพลตฟอร์มไม่ต้องแข่งขันในรูปแบบเดิม ทำให้ไม่ต้องขึ้นค่า GP อย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้ค้ามีกำไร แพลตฟอร์มก็คงอยู่ได้เช่นกัน Thaimart มีจุดเด่นอะไรอีก Thaimart จึงมุ่งมั่นในการสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของคนไทย ที่พร้อมจะช่วยผู้ประกอบการไทย ในการสร้างแบรนด์ของตนเอง โดยมีทั้ง คุณนอทกล่าวถึงวิสัยทัศน์ของตน กับการสร้างระบบนิเวศของไทย ที่ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการไทย ให้มาร่วมแข่งขันกันในตลาดที่มุ่งเน้นความโปร่งใส มีความเป็นธรรม และอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน โดยคุณนอทยังกล่าวอีกว่า หากแพลตฟอร์มช่วยให้ผู้ขายมีกำไรได้จริง เศรษฐกิจจะดีขึ้นตาม ตามลำดับ รู้จัก 4 แพลตฟอร์ม เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ก่อนเลือกแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ ผู้ขายควรเข้าใจในจุดแข็งของแต่ละแพล็ตฟอร์มก่อน ซึ่งมีกลุ่มลูกค้า ความต้องการ และอัตรา GP ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละหมวด การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับธุรกิจ จะช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ส่วนแบ่งการตลาด ในประเทศไทย มากกว่า 50% ประมาณ 32% ประมาณ 18% ยังไม่มีข้อมูล จุดแข็งแพลตฟอร์ม ฐานลูกค้าใหญ่ที่สุด บริการหลากหลาย เน้นขายผ่านวิดีโอ ไลฟ์สด ปักตะกร้า LazMall เน้นความน่าเชื่อถือ สินค้าต้องระบุที่มา ไม่เก็บ GP ปีแรก ตัวอย่างคำนวณค่าธรรมเนียมและ GP จากแต่ละแพลตฟอร์ม เมื่อดูแค่ตัวเลข GP หลายคนอาจเข้าใจว่าการขายผ่าน TikTok Shop จะถูกหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มน้อยที่สุด แต่เมื่อคำนวณค่าธรรมเนียมทุกรายการเข้าด้วยกันแล้ว จะเห็นรายรับสุทธิที่วัดผลได้ดีกว่าแค่การดูยอด GP ในกรณีตัวอย่างจริง ผู้ขายตั้งราคาขายทุเรียนที่ 1,000 บาท ส่วนลดร้านค้า 100 บาท ลูกค้าจึงจ่ายจริงเพียง 900 บาท Shopee TikTok Shop Lazada Thaimart ราคาขายตั้งต้น 1,000 บาท ส่วนลดผู้ขาย -100 บาท ราคาที่ลูกค้าจ่าย 900 บาท ค่าคอมมิชชัน (GP) สำหรับกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค  900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10.70% = 96.30 บาท 900 x 16.05% = 144.45 บาท 900 x 10% =90 บาท ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท 900 x 3.21% = 28.89 บาท ค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า(Commerce Growth Fee) – 900 x 8.03% = 72.27 บาท – – Platform Fee 1.07 บาท 1.07 บาท – – รายรับสุทธิ 725.59 บาท 701.47 บาท 726.66 บาท 781.11 บาท คิดเป็นค่าธรรมเนียมรวม 19.38% 22.06% 19.26% 13.21% * ค่า GP ปัจจุบันของแต่ละแพลตฟอร์ม อ้างอิงข้อมูลจากวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2569* ค่า GP ของ Thaimart อ้างอิงจากเพดานสูงสุดในปีที่ 4 (เริ่มใช้วันที่ 7 กรกฏาคม 2572 เป็นต้นไป) แม้ TikTok Shop จะมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าแพลตฟอร์มอื่น แต่ด้วยธรรมชาติของแพลตฟอร์มที่เน้นการขายด้วยวิดีโอ จึงมีระบบ Affiliate ที่แข็งแกร่งกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ผู้ใช้งานจึงมีโอกาสค้นพบสินค้าของคุณได้รวดเร็ว ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ TikTok Shop กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ผู้ขายไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ แต่ละแพลตฟอร์มอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ค่าแคมเปญโปรโมชันตามช่วงเวลา ส่วนลดคอมมิชชัน หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ผู้ขายจึงควรหมั่นตรวจสอบรายรับสุทธิ และติดตามข่าวสารจากแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ  สำหรับรายละเอียดค่าธรรมเนียม Shopee แบบครบทุกรายการ อ่านเพิ่มได้ที่ วิธีคำนวณค่าธรรมเนียม Shopee 2569 สมัครร้านค้า Thaimart มีเงื่อนไขอะไรบ้าง ด้วยจุดมุ่งหมายในการช่วยเหลือผู้ค้ารายย่อยอย่างเต็มรูปแบบ Thaimart จึงมีนโยบายเกี่ยวกับสินค้า และตัวผู้ประกอบการโดยตรง อาทิ การระบุเงื่อนไขเช่นนี้ แสดงถึงความโปร่งใสของแพลตฟอร์มและผู้ขายในระบบ และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อได้ในระยะยาว วิธีสมัครร้านค้า Thaimart และเอกสารที่จำเป็น ขั้นตอนการสมัครไม่ซับซ้อน ผู้ขายสามารถทำผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ได้เลย เอกสาร KYC/KYB คืออะไร เอกสาร KYC (Know Your Customer) และ KYB (Know Your Business) คือชุดเอกสารที่ใช้เพื่อการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการป้องกันการทุจริตและการฟอกเงิน หากผู้ขายต้องการสมัครร้านค้าบน Thaimart ต้องจัดเตรียมเอกสาร ดังนี้ สำหรับบุคคลธรรมดา สำหรับนิดิบุคคล เมื่อผู้สมัครส่งเอกสารแล้ว Thaimart จะตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐ และอาจไม่เปิดใช้งานหรือระงับบัญชีทันที หากพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง เป็นเท็จ หรือมีการแอบอ้างบุคคลอื่น สรุป: Thaimart น่าลองไหม สำหรับผู้ขายออนไลน์ สำหรับผู้ค้าออนไลน์ที่ต้องการขยายร้านค้าของตน Thaimart นับเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่น่าสนใจ ด้วยนโยบาย GP 0% ในปีแรก ช่วยให้ผู้ขายได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติม Thaimart มีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากระบบอีคอมเมิร์ซทั่วไป โดยเฉพาะกับการเก็บค่า GP ที่ต่ำว่าคู่แข่ง และการหลีกเลี่ยงการทำสงครามราคา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความคุ้มทุนของแพลตฟอร์ม จะไม่ได้มาในช่วงปีแรกๆ แต่อาจต้องใช้เวลาถึง 4-5 ปี  ทั้งนี้ Thaimart ถือเป็นน้ำบ่อใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้ามาทดลองตลาด และสร้างฐานลูกค้าอย่างไม่ต้องใช้เงินทุน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และเติบโตไปพร้อมกับแพลตฟอร์มสัญชาติไทยอย่างยั่งยืน เปิดร้านบน Thaimart แล้ว อย่าลืมจัดการบัญชีให้เป็นระบบ  เมื่อเริ่มขายบนหลายแพลตฟอร์ม การจัดการรายรับ-รายจ่ายต้องทำให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกยอดขาย ออกใบเสร็จ หรือเตรียมข้อมูลสำหรับยื่นภาษี  PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้คุณจัดการบัญชีจากทุกช่องทางขายในที่เดียว ตั้งแต่บันทึกรายการ ออกเอกสารทางบัญชี ไปจนถึงปิดงบการเงิน ทดลองใช้ PEAK ได้ฟรี จัดการบัญชีให้เป็นระบบยิ่งขึ้น คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Thaimart เปิดร้านบน Thaimart ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ผู้ขายออนไลน์มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามปกติ ไม่ว่าจะขายบนแพลตฟอร์มไหน ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ด้วย Thaimart ใช้บริษัทขนส่งอะไร ปัจจุบัน Thaimart มีพาร์ทเนอร์บริษัทขนส่งอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ Flash Express, KEX Express และไปรษณีย์ไทย นอกจากนี้ ผู้ส่งยังสามารถดำเนินการจัดส่งสินค้าได้ด้วยตนเอง (Seller Own Fleet) ได้อีกด้วย Thaimart มีเก็บเงินปลายทางไหม ปัจจุบัน Thaimart ยังไม่มีระบบเก็บเงินปลายทาง แต่จะเปิดให้ใช้งานได้ในอนาคต Thaimart เบิกเงินแล้ว ต้องรอนานแค่ไหน ระบบของ Thaimart เมื่อเบิกเงินแล้ว ยอดเงินจะโอนเข้าบัญชีธนาคารภายใน 1-2 วัน Thaimart จะมีระบบนายหน้า (Affiliate) หรือไม่ ระบบนายหน้า หรือระบบปักหมุด จะเริ่มต้นใช้งานในเดือนกันยายน 2569 ทีมงาน Thaimart ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และจะมีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ เป็นระยะๆ อ้างอิง: ThaiRath, DataGlassLab, BangkokPost, Techsauce, MarketingOops

4 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

เข้าใจเงินเกษียณอายุคืออะไร พร้อมวิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน

พนักงานบริษัทหลายคนรู้ว่าเกษียณแล้วจะได้เงินก้อน แต่ยังไม่ชัดว่าเงินแต่ละส่วนต้องเสียภาษีเท่าไร และส่วนไหนยกเว้นได้ เกษียณอายุคืออะไร กฎหมายกำหนดอายุเกษียณไว้เท่าไร เกษียณอายุ คือการสิ้นสุดการจ้างงานเมื่อลูกจ้างอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อถึงวันเกษียณ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่นเดียวกับกรณีถูกเลิกจ้าง ซึ่งหลายคนไม่ทราบว่ากฎหมายให้สิทธินี้ เพราะคิดว่าเกษียณอายุเป็นการลาออกโดยสมัครใจ แต่ความจริงแล้วการเกษียณอายุตามกฎหมายถือเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน เกณฑ์อายุเกษียณตามกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118/1 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี แม้นายจ้างไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ก็ตาม ถ้าบริษัทกำหนดอายุเกษียณไว้ต่ำกว่า 60 ปี ให้ใช้ 60 ปีตามกฎหมาย แต่ถ้ากำหนดไว้สูงกว่า 60 ปี ให้ใช้ตามที่บริษัทกำหนด ค่าชดเชยเกษียณอายุ ได้เท่าไร (วิธีคิดเงินเกษียณ 400 วัน) ลูกจ้างที่เกษียณอายุมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับกรณีถูกเลิกจ้าง คำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน อายุงาน ค่าชดเชย 120 วัน ถึง 1 ปี 30 วัน 1 ปี ถึง 3 ปี 90 วัน 3 ปี ถึง 6 ปี 180 วัน 6 ปี ถึง 10 ปี 240 วัน 10 ปี ถึง 20 ปี 300 วัน 20 ปีขึ้นไป 400 วัน ตัวอย่าง: นาย ก (ชื่อสมมุติ) ทำงาน 25 ปี เงินเดือนสุดท้าย 45,000 บาท ค่าชดเชย = (45,000 / 30) x 400 = 600,000 บาท เกษียณอายุแล้วได้เงินจากไหนบ้าง เงินที่ได้รับเมื่อเกษียณอายุมาจากหลายแหล่ง แต่ละแหล่งมีเงื่อนไขและภาษีต่างกัน แหล่งเงิน ใครจ่าย เงื่อนไข ค่าชดเชยตามกฎหมาย นายจ้าง ได้ทุกคนที่เกษียณ ตามอายุงาน เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน ต้องเป็นสมาชิกกองทุน อายุสมาชิก ≥5 ปี + อายุ ≥55 ปี จึงยกเว้นภาษี เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน (นายจ้างสมทบ) เงื่อนไขเดียวกับเงินสะสม เงินชราภาพจากประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สมทบครบ 180 เดือน = บำนาญ / ไม่ครบ = บำเหน็จ เงินบำเหน็จ/สวัสดิการพิเศษ นายจ้าง ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท เงินเกษียณอายุ เสียภาษียังไง แยกทีละก้อนให้ชัด ค่าชดเชยตามกฎหมาย ค่าชดเชยที่ได้รับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กรณีเกษียณอายุ ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ต้องนำไปคำนวณภาษี ทั้งนี้ กรณีถูกเลิกจ้างที่ไม่ใช่เกษียณอายุ เกณฑ์ยกเว้นจะสูงกว่า คือไม่เกินค่าจ้าง 400 วันสุดท้ายและไม่เกิน 600,000 บาท ตามเกณฑ์ใหม่ที่มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566 ค่าชดเชยเกษียณส่วนที่เกิน 300,000 บาท เลือกยื่นภาษีได้ 2 วิธี วิธีที่ 1 นำไปรวมกับเงินได้อื่น คือนำส่วนที่เกินไปรวมในแบบ ภ.ง.ด.90/91 ตามปกติ เหมาะกับคนที่เงินได้อื่นน้อย อัตราภาษีรวมไม่สูง วิธีที่ 2 แยกคำนวณโดยไม่นำไปรวม ตามมาตรา 48(5) ประมวลรัษฎากร คำนวณโดยใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 หักค่าใช้จ่าย 7,000 บาทต่อปีที่ทำงาน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า แต่ไม่ได้ยกเว้นเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก เหมาะกับคนที่มีเงินได้อื่นสูงอยู่แล้ว ตัวอย่าง: นาย ก ทำงาน 25 ปี ได้ค่าชดเชยเกษียณ 600,000 บาท ส่วนยกเว้น 300,000 บาท ส่วนที่ต้องคำนวณภาษี 300,000 บาท ถ้าเลือกวิธีที่ 2: หักค่าใช้จ่าย 7,000 x 25 ปี = 175,000 บาท เงินได้สุทธิ = 300,000 – 175,000 = 125,000 บาท ภาษี = 125,000 x 5% = 6,250 บาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วย 3 ส่วน คือเงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบของนายจ้าง และผลประโยชน์จากการลงทุน เงื่อนไขยกเว้นภาษีมี 2 ข้อต้องเข้าพร้อมกัน คืออายุ 55 ปีขึ้นไป ณ วันที่ออกจากกองทุน และเป็นสมาชิกกองทุนติดต่อกันครบ 5 ปี ถ้าเข้าทั้ง 2 ข้อ เงินทั้งก้อนยกเว้นภาษีทั้งจำนวน ตัวอย่าง: นาย ก อายุ 60 ปี เป็นสมาชิกกองทุน 15 ปี ได้รับเงินสะสม 500,000 เงินสมทบ 500,000 ผลประโยชน์ 300,000 รวม 1,300,000 บาท เข้าเงื่อนไขครบ ยกเว้นภาษีทั้ง 1,300,000 บาท ถ้าไม่เข้าเงื่อนไข เช่น ลาออกก่อนอายุ 55 ปี หรือเป็นสมาชิกไม่ครบ 5 ปี เงินสะสมของตัวเองไม่ต้องเสียภาษี แต่เงินสมทบของนายจ้างและผลประโยชน์ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินชราภาพจากประกันสังคม เงินชราภาพจากประกันสังคมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งจำนวน ไม่ว่าจะเป็นบำนาญหรือบำเหน็จ บำนาญชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะได้รับเงินรายเดือนไปตลอดชีวิต คำนวณจากฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณ 20% บวกเพิ่ม 1.5% ต่อทุก 12 เดือนที่สมทบเกิน 180 เดือน ตัวอย่าง: นาย ก สมทบ 30 ปี (360 เดือน) ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 15,000 บาท อัตราบำนาญ = 20% + (1.5% x 15 ปีที่เกิน) = 42.5% บำนาญ/เดือน = 15,000 x 42.5% = 6,375 บาท บำเหน็จชราภาพ ได้รับเมื่อสมทบไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเงินก้อนเดียว คือเงินสะสมของตัวเอง + เงินสมทบของนายจ้าง + ผลประโยชน์ตอบแทน ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2570 สำนักงานประกันสังคมจะเริ่มใช้สูตร CARE ในการคำนวณบำนาญ โดยใช้เงินเดือนเฉลี่ยตลอดอายุสมาชิกแทนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งจะทำให้ผู้ที่เงินเดือนขึ้นเร็วช่วงท้ายได้บำนาญลดลง ควรติดตามรายละเอียดจากสำนักงานประกันสังคม นายจ้างต้องเตรียมอะไรเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ ฝั่งนายจ้างมีสิ่งที่ต้องจัดการหลายอย่าง ทำตามลำดับนี้ รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ค่าชดเชยพนักงาน 600,000 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย 5,800 เงินสดหรือธนาคาร 594,200 สรุป เงินเกษียณอายุ สิ่งที่ต้องรู้ ค่าชดเชยเกษียณคำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณจำนวนวันตามอายุงาน ทำงาน 20 ปีขึ้นไปได้ 400 วัน ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาทยกเว้นภาษี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพยกเว้นภาษีถ้าอายุ 55+ และสมาชิกครบ 5 ปี ฝั่งนายจ้างต้องคำนวณค่าชดเชย หัก ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และบันทึกบัญชีให้ถูก จัดการเงินเดือนและภาษีพนักงานด้วย PEAK PEAK Payroll ช่วยคำนวณเงินเดือน หักภาษี ณ ที่จ่าย ออก 50 ทวิ และเชื่อมข้อมูลเข้าระบบบัญชีครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเกษียณอายุ เกษียณอายุก่อน 60 ปี ได้ค่าชดเชยไหม ถ้านายจ้างเป็นฝ่ายให้ออก (เลิกจ้าง) ได้ค่าชดเชยตามอายุงาน แต่ถ้าลูกจ้างสมัครใจลาออกเอง ไม่ได้ค่าชดเชย เงินเกษียณต้องยื่นภาษีหรือไม่ ต้องยื่นภาษีทุกกรณี แม้ส่วนใหญ่จะยกเว้นภาษี เพราะการยื่นคือการแสดงรายได้ให้ครบถ้วน ส่วนที่ยกเว้นได้แก่ ค่าชดเชย 300,000 บาทแรก กองทุนสำรองที่เข้าเงื่อนไข และเงินชราภาพจากประกันสังคม ส่วนที่เหลือต้องคำนวณภาษีตามอัตราปกติ ถ้าเลือกแยกคำนวณค่าชดเชยตาม ม.48(5) ให้ใช้ใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 บำนาญประกันสังคม เลือกรับเป็นเงินก้อนได้ไหม ถ้าสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับเป็นบำนาญรายเดือนเท่านั้น ไม่สามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนได้ ยกเว้นกรณีที่ได้รับบำนาญไม่ถึง 5 ปี แล้วเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพแทน นายจ้างต้องตั้งสำรองค่าชดเชยเกษียณในงบการเงินไหม ตามมาตรฐานบัญชี TAS 19 กิจการต้องประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงานและตั้งสำรองในงบการเงิน ไม่ใช่รอจ่ายตอนเกษียณจริงแล้วค่อยบันทึก ลูกจ้างรายวันหรือพนักงาน Part-time ได้ค่าชดเชยเกษียณไหม ได้ ถ้าทำงานครบ 120 วันขึ้นไป ลูกจ้างทุกประเภทมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามอายุงาน ไม่ว่าจะเป็นรายเดือน รายวัน หรือ Part-time ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

11 ก.ย. 2026

TAN-ASC

13 min

Supervisor คืออะไร บทบาท หน้าที่ ทักษะ ที่เจ้าของกิจการต้องรู้

ธุรกิจเริ่มโต ทีมเริ่มใหญ่ เจ้าของกิจการหลายคนถึงจุดที่ต้องตั้ง Supervisor มาดูแลทีมแทน แต่ตำแหน่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง หาคนแบบไหนมาทำ และต่างจาก Manager ยังไง Supervisor คืออะไร ความหมายและบทบาทในองค์กร Supervisor คือตำแหน่งที่ทำหน้าที่ดูแลทีมขนาดเล็กให้ทำงานได้ตามเป้าหมายที่องค์กรกำหนด โดยรับนโยบายจากผู้บริหารระดับ Manager แล้วแปลงเป็นงานจริงที่ทีมต้องทำในแต่ละวัน พูดให้เข้าใจง่าย Supervisor เปรียบเหมือน กัปตันทีม ที่ลงสนามด้วยตัวเอง รู้ปัญหาหน้างานจริง แต่ก็ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ของทั้งทีมไปพร้อมกัน ในองค์กรส่วนใหญ่ Supervisor จะเป็นคนแรกที่ลูกทีมเข้าหาเมื่อมีปัญหา และเป็นคนแรกที่ Manager ถามเมื่อต้องการอัปเดตงาน ตำแหน่งนี้จึงเป็น สะพานเชื่อม ระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร Supervisor vs Manager vs Team Lead ต่างกันอย่างไร หลายคนสงสัยว่า Supervisor กับ Manager ใครใหญ่กว่า คำตอบคือ Manager มีอำนาจตัดสินใจกว้างกว่า โดย Supervisor รายงานตรงต่อ Manager อีกทีหนึ่ง ส่วน Team Lead มักเป็นบทบาทมากกว่าตำแหน่ง คือคนที่นำทีมในโปรเจกต์เฉพาะ แต่อาจไม่มีอำนาจประเมินผลงานหรือตัดสินใจเรื่องคน ตารางเปรียบเทียบ Supervisor, Manager และ Team Lead เกณฑ์ Team Lead Supervisor Manager ขอบเขตงาน นำทีมในโปรเจกต์เฉพาะ ดูแลทีมปฏิบัติงานประจำวัน วางแผน ตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์ทั้งแผนก อำนาจตัดสินใจ จำกัดเฉพาะโปรเจกต์ ตัดสินใจงานประจำวันของทีม ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ งบประมาณ และทิศทางแผนก การประเมินผลงาน มักไม่มีอำนาจ มีอำนาจประเมินลูกทีม ประเมินทั้ง Supervisor และทีม สายรายงาน รายงานต่อ Supervisor หรือ Manager รายงานต่อ Manager รายงานต่อ Director หรือ C-Level ทักษะหลัก ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง นำทีม แก้ปัญหาหน้างาน สื่อสาร วางแผนเชิงกลยุทธ์ บริหารทรัพยากร Supervisor อยู่ระดับไหนในองค์กร Supervisor อยู่ในกลุ่ม ผู้บริหารระดับต้น (First-line Management) เส้นทางอาชีพโดยทั่วไปจะเรียงจากล่างขึ้นบนดังนี้ ตำแหน่ง Supervisor จึงเป็น จุดเริ่มต้น ของการเป็นผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายงานจะต้องผ่านจุดนี้ก่อน Assistant Supervisor คือก้าวแรกก่อนขึ้น Supervisor Assistant Supervisor คือตำแหน่งรองหัวหน้างาน ทำหน้าที่ช่วย Supervisor ในการดูแลทีม เป็นตำแหน่งที่องค์กรใช้เตรียมคนก่อนเลื่อนขั้น เหมาะสำหรับพนักงานที่มีศักยภาพ แต่ต้องฝึกทักษะการนำทีมเพิ่มเติม หน้าที่และความรับผิดชอบของ Supervisor หน้าที่หลักของ Supervisor คือทำให้ทีมทำงานได้ตามเป้า ซึ่งแบ่งออกเป็นงานหลายด้าน ประเภทของ Supervisor ในสายงานต่าง ๆ ตำแหน่ง Supervisor มีอยู่ในแทบทุกอุตสาหกรรม แต่หน้าที่เฉพาะจะต่างกันตามลักษณะงาน Accounting Supervisor และ Finance Supervisor Accounting Supervisor คือหัวหน้าทีมบัญชีที่ดูแลการปิดงบรายเดือน ตรวจสอบความถูกต้องของรายการบัญชี และประสานงานกับสรรพากรและผู้สอบบัญชี ส่วน Finance Supervisor เน้นดูแลงบประมาณ กระแสเงินสด และวิเคราะห์ตัวเลขการเงินให้ผู้บริหาร ถ้าคุณสนใจตำแหน่งงานในสายบัญชีโดยเฉพาะ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ Production Supervisor Production Supervisor คือหัวหน้าสายการผลิตในโรงงาน ดูแลให้กระบวนการผลิตเป็นไปตามแผน ควบคุมคุณภาพ และจัดการเรื่องความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน ต้องเข้าใจทั้งเครื่องจักรและคน Sale Supervisor Sale Supervisor คือหัวหน้าทีมขายที่ตั้งเป้ายอดให้ลูกทีม ติดตามผลการขาย วางแผนเข้าพบลูกค้า และฝึกเทคนิคการขายให้ทีม ต้องทำยอดเองด้วยพร้อมกับผลักดันทีมให้ถึงเป้า ตำแหน่งนี้มักได้รับคอมมิชชันจากยอดขายของทั้งทีมด้วย จึงเป็นสายงานที่มีรายได้สูงหากทำผลงานดี ทักษะสำคัญที่ Supervisor ต้องมี Supervisor ที่ดีไม่ได้เก่งแค่งาน แต่ต้องเก่งคนด้วย ทักษะที่สำคัญที่สุดคือ ทักษะที่คนมองข้ามบ่อยที่สุดคือ การฟัง เพราะ Supervisor ที่ดีไม่ใช่คนที่พูดเก่ง แต่เป็นคนที่ฟังปัญหาของลูกทีมแล้วหาทางออกร่วมกันได้ ตั้ง Supervisor แล้ว เจ้าของกิจการต้องปล่อยมืออะไรบ้าง เจ้าของกิจการที่เพิ่งตั้ง Supervisor มักติดนิสัยลงไปทำเองทุกอย่าง ต้องฝึกแบ่งงานให้ชัดว่าอะไรมอบให้ Supervisor ดูแล อะไรยังต้องตัดสินใจเอง มอบให้ Supervisor เจ้าของยังดูเอง มอบหมายงานประจำวันให้ลูกทีม ตัดสินใจเรื่องงบประมาณ การลงทุน สอนงาน ให้ feedback ประเมินผลงาน จ้าง-เลิกจ้างพนักงาน (ตัดสินใจสุดท้าย) แก้ปัญหาหน้างานที่เกิดขึ้นระหว่างวัน วางแผนกลยุทธ์และทิศทางธุรกิจ ตรวจสอบคุณภาพงานก่อนส่งลูกค้า เจรจากับคู่ค้ารายใหญ่ รายงานสถานะงานให้เจ้าของ อนุมัติค่าใช้จ่ายเกินวงเงินที่กำหนด สิ่งสำคัญ คือกำหนดขอบเขตอำนาจให้ชัดตั้งแต่วันแรก เช่น Supervisor อนุมัติค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 5,000 บาท เกินกว่านั้นต้องขอเจ้าของ แบบนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องถามกันทุกเรื่อง งานเดินได้เร็วขึ้น Supervisor กับเทคโนโลยี ใช้ระบบช่วยบริหารจัดการงานเอกสารและบัญชีของทีมอย่างไร Supervisor ยุคนี้ไม่ได้แค่ดูแลคน แต่ต้องเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานเร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลงด้วย โดยเฉพาะสำหรับ Supervisor ที่ดูแลทีมบัญชี ทีมการเงิน หรือทีม back-office ที่ต้องจัดการเอกสารจำนวนมาก ระบบที่ช่วยได้มากที่สุดคือโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำให้ทีมออกเอกสาร บันทึกรายการ และกระทบยอดได้จากทุกที่ ลดงาน manual ที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที สำหรับ Supervisor ที่ต้องดูแลเรื่องเงินเดือนทีม ระบบโปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ช่วยคำนวณเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ แทนที่จะต้องคำนวณเองบน Excel ทีละคน การนำระบบเข้ามาใช้ไม่ได้แค่ลดเวลาทำงาน แต่ยังลดโอกาสผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลซ้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่ Supervisor ต้องรับผิดชอบแก้ไขเมื่อเกิดขึ้น สรุป: Supervisor คือก้าวแรกของการเป็นผู้บริหาร Supervisor คือตำแหน่งหัวหน้างานระดับต้นที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมปฏิบัติงานกับผู้บริหาร ใครที่ต้องการเติบโตในสายอาชีพต้องผ่านจุดนี้ สิ่งที่ Supervisor ต้องโฟกัสมากที่สุดคือ ทักษะการบริหารคน การสื่อสาร และการเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมทำงานได้มีประสิทธิภาพ จัดการทีมให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการและหัวหน้าทีมจัดการงานบัญชี ออกเอกสาร และจัดการภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Supervisor Supervisor ตัวย่ออะไร Supervisor มักย่อเป็น “SUP” หรือ “SVR” ในเอกสารภายในองค์กร แต่ไม่มีตัวย่อมาตรฐานสากลตายตัว แต่ละบริษัทอาจใช้ต่างกัน เช่น “SPV” หรือ “Supv.” ก็พบบ่อยเช่นกัน Senior กับ Supervisor ต่างกันอย่างไร Senior คือพนักงานอาวุโสที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางแต่ไม่จำเป็นต้องบริหารคน ส่วน Supervisor ต้องรับผิดชอบผลงานของทั้งทีม พูดง่ายคือ Senior เก่งงาน ส่วน Supervisor ต้องเก่งทั้งงานและคน ในบางองค์กร Senior อาจได้เงินเดือนสูงกว่า Supervisor ด้วยซ้ำ เพราะเชี่ยวชาญพิเศษ เลื่อนตำแหน่งเป็น Supervisor ต้องปรับตัวอย่างไร สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือการเปลี่ยนจาก คนทำงาน เป็น คนนำทีม ไม่สามารถลงมือทำทุกอย่างเองได้อีกต่อไป ต้องฝึกมอบหมายงาน ให้ feedback และยอมรับว่าลูกทีมอาจทำงานด้วยวิธีที่ต่างออกไป สิ่งที่ควรทำตั้งแต่เดือนแรกคือ พูดคุยกับลูกทีมแต่ละคนว่าต้องการ support อะไร แล้วตั้งเป้าหมายร่วมกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 ก.ย. 2026

PEAK Account

13 min

จดทะเบียนพาณิชย์ ใครต้องจด ขั้นตอน เอกสาร วิธีจดออนไลน์

เปิดร้านค้า รับงานฟรีแลนซ์ หรือขายของออนไลน์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ ถ้าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ไม่จดมีโทษปรับ ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท จดเสร็จภายในวันเดียว ทะเบียนพาณิชย์คืออะไร ต่างจากจดทะเบียนบริษัทอย่างไร ทะเบียนพาณิชย์ คือการแจ้งต่อหน่วยงานรัฐว่าคุณกำลังประกอบธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจมีตัวตนตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ดูแลโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) หลายคนสับสนระหว่างจดทะเบียนพาณิชย์กับจดทะเบียนบริษัท ดูความแตกต่างหลักได้จากตารางนี้ เรื่อง จดทะเบียนพาณิชย์ จดทะเบียนบริษัท เหมาะกับ บุคคลธรรมดา ร้านค้ารายย่อย ฟรีแลนซ์ ธุรกิจที่ต้องการแยกนิติบุคคลชัดเจน ค่าใช้จ่าย 50 บาท 5,000-6,000 บาทขึ้นไป ความซับซ้อน ง่าย เอกสารน้อย จดเสร็จภายในวัน ซับซ้อนกว่า ต้องมีผู้ถือหุ้น กรรมการ ภาษี เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล บัญชี ไม่บังคับจัดทำบัญชีชุดเต็ม บังคับจัดทำบัญชีและส่งงบการเงินทุกปี จดทะเบียนการค้า กับ จดทะเบียนพาณิชย์ ต่างกันไหม คำตอบสั้นๆ คือ ไม่ต่างกัน ทั้งสองคำหมายถึงสิ่งเดียวกัน คือการแจ้งจดทะเบียนธุรกิจต่อหน่วยงานรัฐ คำว่า ทะเบียนการค้า เป็นชื่อเดิมที่คนทั่วไปยังคุ้นเคย ส่วน ทะเบียนพาณิชย์ เป็นชื่อทางการที่ใช้ในปัจจุบัน ใครต้องจดทะเบียนพาณิชย์ ธุรกิจอะไรบ้างที่ต้องจด ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเภทที่กฎหมายกำหนด ต้องจดภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มกิจการ ธุรกิจที่ต้องจดได้แก่ จดทะเบียนพาณิชย์ บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ต่างกันอย่างไร บุคคลธรรมดา (คนทั่วไปที่ทำธุรกิจในชื่อตัวเอง ยังไม่ได้จดบริษัท) สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้โดยตรง รับผิดชอบหนี้สินไม่จำกัดจำนวน ส่วนนิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว) ที่ทำธุรกิจในประเภทที่กำหนดก็ต้องจดทะเบียนพาณิชย์เพิ่มเช่นกัน ร้านค้าออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องจด ถ้าคุณขายสินค้าหรือบริการผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะขายบน Shopee, Lazada, Facebook, Instagram หรือเว็บไซต์ของตัวเอง กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่จดมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะจดให้เรียบร้อย เอกสารจดทะเบียนพาณิชย์ ใช้อะไรบ้าง เอกสารจะแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เตรียมให้ครบก่อนไปจดจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก เอกสารสำหรับบุคคลธรรมดา เอกสารเพิ่มเติมสำหรับนิติบุคคล ขั้นตอนจดทะเบียนพาณิชย์ แบบ Step-by-step คุณเลือกจดได้ 2 ช่องทาง คือเดินไปจดด้วยตัวเองที่สำนักงาน หรือจดออนไลน์ผ่านระบบ DBD e-Registration จดที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ จดทะเบียนพาณิชย์ออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration สำหรับคนที่ไม่สะดวกไปจดด้วยตัวเอง สามารถจดออนไลน์ได้ผ่านระบบ DBD e-Registration ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนพาณิชย์ 2026 เท่าไร ค่าธรรมเนียมถูกมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการจดทะเบียนบริษัท ประเภท ค่าธรรมเนียม จดทะเบียนใหม่ 50 บาท จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ 20 บาท จดทะเบียนเลิกกิจการ 20 บาท ขอตรวจเอกสาร ฉบับละ 20 บาท ขอคัดสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ ฉบับละ 30 บาท ใบทะเบียนพาณิชย์ หน้าตาเป็นอย่างไร ใช้ทำอะไรได้บ้าง ใบทะเบียนพาณิชย์ (ทพ.4) คือเอกสารยืนยันว่าธุรกิจของคุณจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย บนใบจะระบุชื่อร้านค้า เลขทะเบียนพาณิชย์ ที่อยู่สถานประกอบการ ประเภทธุรกิจ และวันที่จดทะเบียน ใบนี้ใช้ทำได้หลายอย่าง เช่น เปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้า สมัครเป็นผู้ขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ยื่นขอสินเชื่อธุรกิจ และใช้เป็นหลักฐานแสดงต่อลูกค้าหรือคู่ค้า จดทะเบียนพาณิชย์แล้วต้องเสียภาษีอะไรบ้าง หลังจดทะเบียนเสร็จแล้ว เรื่องสำคัญที่ต้องจัดการต่อคือเรื่องภาษี ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจดในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ภาษีเงินได้ ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากธุรกิจถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป เสียภาษีตามอัตราขั้นบันได 0-35% ตามรายได้สุทธิ ส่วนนิติบุคคลจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ โดย SME ที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้อัตราภาษีพิเศษที่ต่ำกว่า ต้องจด VAT ไหม เมื่อไรต้องจด ไม่จำเป็นต้องจดทันที แต่ถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายในกำหนด หลังจด VAT แล้วต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า ออกใบกำกับภาษี และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน หลังจดทะเบียนพาณิชย์ ต้องจัดทำบัญชีอย่างไร ถ้าจดในนามบุคคลธรรมดา กฎหมายไม่บังคับให้ทำบัญชีชุดเต็ม แต่ควรบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบเพื่อใช้ยื่นภาษีได้ถูกต้อง ส่วนนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 และส่งงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจรับรองแล้วให้ DBD ทุกปี ไม่ว่าจะจดในนามไหน การใช้โปรแกรมบัญชีช่วยบันทึกรายรับรายจ่ายจะทำให้ยื่นภาษีได้ง่ายและไม่ตกหล่น สรุป: จดทะเบียนพาณิชย์ไม่ยากอย่างที่คิด การจดทะเบียนเป็นขั้นตอนแรกที่ทำให้ธุรกิจถูกกฎหมาย ค่าธรรมเนียมแค่ 50 บาท เอกสารไม่กี่รายการ จดเสร็จได้ภายในวันเดียว ส่วนใครที่ไม่สะดวกเดินทางก็จดออนไลน์ผ่าน DBD e-Registration ได้เลย สิ่งที่ต้องทำหลังจดเสร็จคือจัดการเรื่องภาษีให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้หรือ VAT จัดการบัญชีหลังจดทะเบียนให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการที่เพิ่งจดทะเบียน บันทึกรายรับรายจ่าย ออกเอกสาร และเตรียมข้อมูลยื่นภาษีได้จากที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับจดทะเบียนพาณิชย์ ร้านเล็กๆ ขายของไม่กี่อย่าง ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม ต้องดูว่าธุรกิจอยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ถ้าเป็นการค้าขายสินค้าทั่วไป แม้จะเป็นร้านเล็กก็ต้องจด ยกเว้นการขายของจากผลผลิตการเกษตรของตัวเอง เช่น ปลูกผักขายตามตลาดนัด ไม่ต้องจด จดทะเบียนแล้วแต่ไม่ได้ทำธุรกิจต่อ ต้องทำอย่างไร ต้องยื่นจดทะเบียนเลิกพาณิชยกิจภายใน 30 วันนับจากวันเลิกกิจการ ค่าธรรมเนียม 20 บาท ถ้าไม่แจ้งเลิกจะมีโทษปรับ จดทะเบียนแล้วเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านได้เลยไหม ได้ ใบทะเบียนการค้าใช้เป็นเอกสารเปิดบัญชีธนาคารในชื่อร้านค้าได้ แต่เอกสารที่ต้องใช้ประกอบจะแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคาร ควรสอบถามธนาคารที่ต้องการเปิดบัญชีก่อนล่วงหน้า จดออนไลน์กับไปจดเอง ได้ใบทะเบียนเหมือนกันไหม สิทธิ์และผลทางกฎหมายเหมือนกันทุกประการ แต่ใบทะเบียนที่ได้จะอยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (ไฟล์ดิจิทัล) ส่วนจดที่สำนักงานจะได้ใบเป็นกระดาษ ทั้งสองแบบใช้ได้เหมือนกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

11 ก.ย. 2026

PEAK Account

14 min

Entrepreneur คืออะไร ต่างจากเจ้าของธุรกิจทั่วไปยังไง

Entrepreneur กับเจ้าของธุรกิจทั่วไปต่างกันยังไง ผู้ประกอบการหลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่แนวคิดเบื้องหลังต่างกันมาก และส่งผลต่อวิธีคิด วิธีตัดสินใจ และทิศทางของธุรกิจ Entrepreneur คืออะไร Entrepreneur คือคนที่สร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาจากไอเดียของตัวเอง ยอมรับความเสี่ยงด้านการเงิน เพื่อแลกกับโอกาสสร้างกำไรและสร้างคุณค่าให้ตลาด สิ่งที่ทำให้ Entrepreneur ต่างจากเจ้าของธุรกิจทั่วไป คือการมุ่งสร้างสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ หรือวิธีแก้ปัญหาที่ยังไม่มีคนทำ Entrepreneur กับ Business Owner ต่างกันอย่างไร หลายคนสับสนระหว่าง Entrepreneur กับ Business Owner เพราะทั้งคู่เป็นเจ้าของธุรกิจเหมือนกัน แต่แนวคิดและวิธีทำงานต่างกัน เกณฑ์ Entrepreneur Business Owner เป้าหมาย สร้างสิ่งใหม่ เปลี่ยนตลาด ทำธุรกิจให้มั่นคง สร้างรายได้สม่ำเสมอ ความเสี่ยง กล้าเสี่ยงสูง เน้นความมั่นคง วิธีทำ คิดค้นสินค้าหรือวิธีใหม่ ใช้วิธีที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล การเติบโต ขยายให้ใหญ่เร็ว โตทีละก้าว ตัวอย่าง สร้างแอปใหม่ช่วย SME ลดต้นทุน เจ้าของโรงงานที่ดำเนินกิจการมา 10 ปี ทั้งสองแบบไม่มีอะไรดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน สิ่งสำคัญคือเข้าใจตัวเองว่าอยากสร้างอะไร Entrepreneur กับ Freelancer ต่างกันตรงไหน Freelancer ทำงานอิสระรับจ้างตามความเชี่ยวชาญ เช่น ออกแบบกราฟิก เขียนโปรแกรม หรือทำบัญชี แต่ไม่ได้สร้าง ธุรกิจ ที่ทำงานได้โดยไม่ต้องลงแรงเอง Entrepreneur สร้างระบบธุรกิจที่สามารถเติบโตได้แม้ไม่ได้ทำงานทุกอย่างด้วยตัวเอง ฟรีแลนซ์หลายคนเริ่มต้นจากการรับจ้าง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็น Entrepreneur เมื่อเริ่มสร้างทีมและระบบธุรกิจของตัวเอง ประเภทของ Entrepreneur ที่ควรรู้ Entrepreneur ไม่ได้มีแบบเดียว แต่ละประเภทมีเป้าหมายและวิธีทำธุรกิจต่างกัน Small Business Entrepreneur ผู้ประกอบการ SME คือกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในไทย เปิดร้านค้า ร้านอาหาร สำนักงานบัญชี หรือธุรกิจบริการต่างๆ โดยมุ่งเน้นสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวและเติบโตอย่างยั่งยืน ตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ธุรกิจ SME คิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศไทย Startup Entrepreneur ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพมุ่งสร้างธุรกิจที่โตได้เร็วและขยายได้ไม่จำกัด มักใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน ตัวอย่างเช่น แอปจัดการร้านค้าออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มช่วย SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน Social Entrepreneur คือผู้ประกอบการเพื่อสังคม Social Entrepreneur สร้างธุรกิจที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างกำไร เช่น ธุรกิจรีไซเคิลขยะพลาสติก หรือแพลตฟอร์มการศึกษาสำหรับชุมชนห่างไกล Intrapreneur คือผู้ประกอบการภายในองค์กร ไม่จำเป็นต้องเปิดบริษัทเองถึงจะเป็น Entrepreneur ได้ Intrapreneur คือพนักงานที่คิดและทำแบบผู้ประกอบการภายในองค์กร เช่น เสนอโปรเจกต์ใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ให้บริษัท หรือหาวิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น Digital Entrepreneur ผู้ประกอบการยุคดิจิทัลสร้างธุรกิจบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นขายของออนไลน์ สร้างคอนเทนต์ หรือพัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริการ จุดเด่น คือเริ่มต้นด้วยทุนต่ำ แต่เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก คุณสมบัติสำคัญ 7 ข้อของ Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จ Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จมักมีคุณสมบัติร่วมกัน 7 ข้อ ไม่ว่าจะทำธุรกิจประเภทไหน Entrepreneurial Mindset คือแนวคิดแบบไหน Entrepreneurial Mindset คือวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ ที่มองทุกปัญหาเป็นโอกาส และกล้าลงมือทำแม้ยังไม่มีทุกอย่างพร้อม แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่เปิดบริษัท แต่ใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ หรือนักศึกษา คนที่มี Entrepreneurial Mindset มักมีลักษณะเหล่านี้ วิธีพัฒนา Entrepreneurial Mindset การพัฒนาแนวคิดนี้เริ่มได้จากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ขั้นตอนเริ่มต้นเป็น Entrepreneur สำหรับมือใหม่ ถ้าคุณอยากเริ่มเป็นผู้ประกอบการแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองทำตามขั้นตอนนี้ เครื่องมือสำคัญที่ Entrepreneur ยุคใหม่ควรมี ผู้ประกอบการยุคนี้ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง เทคโนโลยีช่วยให้จัดการธุรกิจได้ง่ายขึ้น ตัวอย่าง Entrepreneur ไทยที่สร้างแรงบันดาลใจ ประเทศไทยมี Entrepreneur ที่ประสบความสำเร็จในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ SME ขนาดเล็กจนถึงบริษัทระดับประเทศ ผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวนมากเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัว ร้านค้าชุมชน หรือไอเดียที่เกิดจากการเห็นปัญหาในชีวิตประจำวัน สิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จไม่ใช่ทุนมากมาย แต่คือความกล้าลงมือทำ ความพร้อมปรับตัว และการจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น สรุป: Entrepreneur คือคนที่ลงมือสร้าง Entrepreneur ไม่ใช่แค่คนที่มีไอเดีย แต่ คือคนที่เปลี่ยนไอเดียเป็นธุรกิจจริงด้วยการลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็น SME, Startup หรือ Digital Entrepreneur สิ่งสำคัญ คือเข้าใจตัวเอง วางแผนให้ดี และมีเครื่องมือที่ช่วยจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบตั้งแต่วันแรก จัดการบัญชีและการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกเอกสารทางธุรกิจ ดูกระแสเงินสด และจัดการภาษีได้ครบในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Entrepreneur Entrepreneur ต้องจดทะเบียนบริษัทไหม ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัทตั้งแต่เริ่มต้น คุณสามารถเริ่มเป็นบุคคลธรรมดาก่อน แล้วค่อยจดทะเบียนบริษัทเมื่อธุรกิจเติบโตจนถึงจุดที่เหมาะสม เช่น รายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องจด VAT หรือต้องการสร้างความน่าเชื่อถือกับลูกค้าองค์กร Entrepreneur กับ CEO ต่างกันยังไง Entrepreneur คือผู้สร้างธุรกิจ ส่วน CEO คือตำแหน่งบริหารสูงสุดในบริษัท Entrepreneur อาจเป็น CEO ของบริษัทตัวเอง แต่ CEO ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สร้างธุรกิจ บริษัทใหญ่หลายแห่งจ้าง CEO มืออาชีพเข้ามาบริหาร เริ่มเป็น Entrepreneur ต้องมีเงินทุนเท่าไร ไม่มีจำนวนตายตัว ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ธุรกิจออนไลน์หลายอย่างเริ่มต้นด้วยเงินหลักพันบาท เช่น ขายสินค้าผ่าน social media หรือให้บริการฟรีแลนซ์ สิ่งสำคัญกว่าเงินทุนคือการเข้าใจลูกค้าและทดสอบไอเดียกับตลาดจริง Entrepreneurship เรียนได้ไหม เรียนรู้ได้ มหาวิทยาลัยทั่วโลกมีหลักสูตร Entrepreneurship และแม้แต่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จที่สุดก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา พรสวรรค์ช่วยได้ แต่ทักษะที่ฝึกฝนได้ เช่น การจัดการเงิน การตลาด และการสร้างทีม มีผลมากกว่าไลน์เร็วกว่า ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

เช็คเงินสดคืออะไร วิธีเขียน ขึ้นเงิน สิ่งที่ SME ต้องระวัง

แม้ยุคนี้จะโอนเงินผ่านมือถือกันแทบทุกวัน แต่เช็คเงินสด (Cash Cheque) ก็ยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ผู้ประกอบการหลายคนต้องใช้ ไม่ว่าจะรับเช็คจากลูกค้ารายใหญ่หรือจ่ายเช็คให้ซัพพลายเออร์ สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ผู้ประกอบการ SME จำนวนมากยังไม่แน่ใจว่าเช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คตรงไหน หรือเช็คมีอายุกี่วันกันแน่ เช็คเงินสดคือเช็คที่ผู้สั่งจ่ายไม่ได้ระบุชื่อผู้รับเงิน ทำให้ผู้ถือเช็คคนใดก็สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่ธนาคารตามที่ระบุบนหน้าเช็ค บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย วิธีเขียน ขั้นตอนขึ้นเงิน จนถึงความเสี่ยงที่ SME ควรรู้ก่อนใช้งาน เช็คเงินสดคืออะไร ทำไม SME ยังต้องใช้ เช็คเงินสด คือเช็คที่สั่งจ่ายเป็นเงินสด โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้รับเงินเฉพาะเจาะจง ใครก็ตามที่ถือเช็คฉบับนี้สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่ายทันที ทำไมธุรกิจ SME ยังใช้เช็คเงินสด ทั้งที่มีช่องทางโอนเงินออนไลน์แล้ว เหตุผลหลักมีดังนี้ เช็คเงินสดต่างจากแคชเชียร์เช็คและเช็คระบุชื่อตรงไหน ผู้ประกอบการหลายคนเคยสับสนระหว่างเช็ค 3 ประเภทนี้ ลองดูความแตกต่างที่ชัดเจน เช็คเงินสด (Cash Cheque) เช็คที่สั่งจ่าย เงินสด หรือ ผู้ถือ ไม่ระบุชื่อผู้รับ ใครถือก็ขึ้นเงินได้ทันทีที่สาขาธนาคารผู้จ่าย สะดวกและรวดเร็ว แต่เสี่ยงหากสูญหาย แคชเชียร์เช็ค (Cashier’s Cheque) เช็คที่ออกโดยธนาคาร ธนาคารหักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันทีแล้วรับรองว่าจะจ่ายเงินแน่นอน ไม่มีโอกาสเด้ง ใช้ในธุรกรรมที่ต้องการความมั่นใจสูง เช่น ซื้อรถยนต์ จดทะเบียนบริษัท หรือวางมัดจำอสังหาริมทรัพย์ ค่าธรรมเนียมออกเช็คประมาณ 20 บาทต่อฉบับ เช็คระบุชื่อ (Order Cheque) เช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงินชัดเจน เฉพาะบุคคลที่ชื่อตรงกันเท่านั้นจึงขึ้นเงินได้ ปลอดภัยกว่าเช็คเงินสด มักใช้ในการจ่ายเงินให้คู่ค้าหรือซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง ตารางเปรียบเทียบ 3 ประเภทเช็ค รายการ เช็คเงินสด แคชเชียร์เช็ค เช็คระบุชื่อ ผู้ออกเช็ค เจ้าของบัญชี ธนาคาร เจ้าของบัญชี ระบุชื่อผู้รับ ไม่ระบุ ระบุ ระบุ ใครขึ้นเงินได้ ผู้ถือคนใดก็ได้ เฉพาะผู้รับที่ระบุ เฉพาะผู้รับที่ระบุ โอกาสเช็คเด้ง มี ไม่มี (ธนาคารรับรอง) มี ความเสี่ยงถ้าหาย สูง ต่ำ ต่ำ เหมาะกับ จ่ายเงินทั่วไป ธุรกรรมมูลค่าสูง จ่ายคู่ค้ารายเจาะจง วิธีเขียนเช็คเงินสดที่ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง การเขียนเช็คผิดแม้จุดเดียว อาจทำให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มาดูส่วนประกอบสำคัญและตัวอย่างจริง ส่วนประกอบสำคัญบนหน้าเช็ค วิธีการเขียนเช็คเงินสด สมมุติว่าคุณเป็นเจ้าของร้านค้าส่ง ต้องจ่ายค่าสินค้า 50,000 บาท ให้ซัพพลายเออร์ที่มารับเช็คด้วยตัวเอง สิ่งที่ต้องระวัง – ห้ามเว้นที่ว่างก่อนจำนวนเงินตัวอักษร เพราะอาจถูกเติมตัวเลขเพิ่ม และอย่าใช้ปากกาลบได้เด็ดขาด วิธีขึ้นเงินเช็คเงินสดที่ธนาคาร เมื่อได้รับเช็คเงินสดมาแล้ว ขั้นตอนการขึ้นเงินไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด ขั้นตอนขึ้นเงินเช็คเงินสด ระยะเวลาและค่าธรรมเนียม สำหรับผู้ประกอบการที่รับเช็คเป็นประจำ การฝากเข้าบัญชีจะสะดวกกว่าขึ้นเงินสด เพราะมีหลักฐานทางบัญชีชัดเจนและลดความเสี่ยงจากการถือเงินสดจำนวนมาก เช็คเงินสดมีอายุกี่วัน หมดอายุแล้วทำอย่างไร เช็คเงินสดมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่ระบุบนหน้าเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 991 หากเกิน 6 เดือน ธนาคารมีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงินได้ ยกตัวอย่างเช่น หากเช็คลงวันที่ 1 มีนาคม เช็คฉบับนี้ต้องนำไปขึ้นเงินภายในวันที่ 31 สิงหาคม หากเลยกำหนดนี้ ธนาคารจะปฏิเสธการขึ้นเงิน เช็คหมดอายุแล้วทำอย่างไร – เช็คที่เกิน 6 เดือนไม่สามารถนำไปขึ้นเงินได้ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทน ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็คแต่อย่างใด เคล็ดลับสำหรับ SME – เมื่อได้รับเช็ค ควรบันทึกวันหมดอายุไว้ในระบบแล้วนำไปขึ้นเงินโดยเร็ว อย่าเก็บเช็คไว้นานจนลืม เพราะเสียทั้งเวลาในการติดตามและกระแสเงินสดของธุรกิจ ความเสี่ยงของเช็คเงินสดและวิธีป้องกัน เช็คเงินสดสะดวกก็จริง แต่มีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการ SME ควรทำความเข้าใจ เช็คเด้ง สาเหตุและผลทางกฎหมาย เช็คเด้ง คือเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือเงินในบัญชีผู้สั่งจ่ายไม่พอ นอกจากนี้ยังเกิดจากลายเซ็นไม่ตรง เช็คถูกแก้ไขโดยไม่มีการเซ็นกำกับ หรือบัญชีถูกอายัด ผลทางกฎหมาย – ปัจจุบัน พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ยังมีผลบังคับใช้ กำหนดให้การออกเช็คโดยรู้ว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่ายเป็นความผิดอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 4) ทั้งนี้ มีร่างกฎหมายยกเลิกโทษอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งผ่านวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการจึงยังต้องระวังเรื่องนี้อยู่ สำหรับ SME ที่รับเช็ค – ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้สั่งจ่ายก่อนรับเช็ค หากเป็นคู่ค้ารายใหม่ อาจขอแคชเชียร์เช็คแทนเพื่อลดความเสี่ยง เช็คหาย เช็คถูกปลอม ป้องกันอย่างไร เช็คเงินสดเสี่ยงมากกว่าเช็คระบุชื่อ เพราะใครก็ตามที่ถือเช็คสามารถนำไปขึ้นเงินได้ หากเช็คสูญหายหรือถูกขโมย ผู้ที่พบเช็คก็สามารถขึ้นเงินได้ทันที โดยมีวิธีป้องกัน ดังนี้ เช็คเงินสดกับการบันทึกบัญชีสำหรับ SME สำหรับผู้ประกอบการ เช็คไม่ใช่แค่เครื่องมือจ่ายเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการบันทึกบัญชีโดยตรง เมื่อออกเช็คเงินสดจ่าย – บันทึกบัญชีโดยเดบิตค่าใช้จ่ายหรือบัญชีเจ้าหนี้ และเครดิตบัญชีธนาคาร (ไม่ใช่เงินสด เพราะเงินออกจากบัญชีธนาคาร) ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งจ่ายเช็คเงินสด 50,000 บาท ค่าสินค้าให้ซัพพลายเออร์ รายการ เดบิต เครดิต สินค้า/ต้นทุนขาย 50,000 – เงินฝากธนาคาร – 50,000 เมื่อรับเช็คเงินสด – บันทึกเดบิตบัญชีเช็ค (หรือเงินฝากธนาคาร ถ้านำฝากทันที) และเครดิตบัญชีลูกหนี้หรือรายได้ ตัวอย่าง – ร้านค้าส่งรับเช็คเงินสด 80,000 บาท จากลูกค้า นำฝากธนาคารทันที รายการ เดบิต เครดิต เงินฝากธนาคาร 80,000 – ลูกหนี้การค้า – 80,000 จุดที่ SME มักผิดพลาด – หลายกิจการบันทึกการรับ-จ่ายเช็คไม่ตรงวัน ทำให้กระทบยอดธนาคาร (Bank Reconciliation) ไม่ตรง แนวทางที่ดีคือบันทึกรายการทันทีที่ออกเช็คหรือรับเช็ค แล้วบันทึกเพิ่มเมื่อเช็คเคลียร์ผ่านธนาคาร เพื่อให้ยอดเงินในบัญชีบริษัทตรงกับ Statement ธนาคาร การใช้โปรแกรมบัญชีที่รองรับการบันทึกเช็คจะช่วยลดข้อผิดพลาดตรงนี้ได้มาก เพราะระบบจะติดตามสถานะเช็ค (ออกเช็ค – เคลียร์แล้ว – เช็คเด้ง) ให้อัตโนมัติ สรุป: เช็คเงินสด เครื่องมือการเงินที่ SME ควรเข้าใจ เช็คเงินสดยังเป็นเครื่องมือการเงินที่ใช้กันในภาคธุรกิจ แม้จะสะดวกแต่ก็มีความเสี่ยง ประเด็นสำคัญที่ควรจำ จัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบด้วย PEAK ถ้าธุรกิจของคุณรับ-จ่ายเช็คเป็นประจำ การจัดการเอกสารทางการเงินให้เป็นระบบจะช่วยลดข้อผิดพลาดและประหยัดเวลา PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME บันทึกรายรับ-รายจ่าย จัดทำรายงานการเงิน และเตรียมข้อมูลภาษีได้ครบจบในที่เดียว ทดลองใช้ฟรี คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเช็คเงินสด เช็คเงินสด ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร เช็คเงินสดในภาษาอังกฤษเรียกว่า Cash Cheque หรือ Bearer Cheque หมายถึงเช็คที่ไม่ระบุชื่อผู้รับ ผู้ถือ (Bearer) คนใดก็นำไปขึ้นเงินได้ ส่วนคำว่า Cashier’s Cheque หรือ Cashier Cheque เป็นคนละอย่างกัน เพราะหมายถึงเช็คที่ออกโดยธนาคาร เช็คเงินสดกับแคชเชียร์เช็คต่างกันตรงไหน เช็คเงินสดออกโดยเจ้าของบัญชี (บุคคลหรือนิติบุคคล) ไม่ระบุชื่อผู้รับ มีโอกาสเด้งถ้าเงินในบัญชีไม่พอ ส่วนแคชเชียร์เช็คออกโดยธนาคาร หักเงินจากบัญชีผู้ซื้อทันที จึงไม่มีโอกาสเด้ง ถ้าต้องการความมั่นใจสูง แคชเชียร์เช็คเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า ใครก็ขึ้นเงินเช็คเงินสดได้จริงไหม จริง ถ้าเช็คไม่ได้ขีดคร่อม ผู้ถือเช็คคนใดก็นำไปขึ้นเป็นเงินสดได้ที่สาขาธนาคารผู้จ่าย โดยแสดงบัตรประชาชน แต่ถ้าเช็คขีดคร่อมแล้ว ต้องนำฝากเข้าบัญชีธนาคารเท่านั้น ไม่สามารถรับเป็นเงินสดที่เคาน์เตอร์ได้ เช็คเงินสดหมดอายุ ต่ออายุได้ไหม ไม่ได้ ไม่มีขั้นตอนต่ออายุเช็ค เช็คมีอายุ 6 เดือนนับจากวันที่บนเช็ค หากเกิน 6 เดือนธนาคารจะปฏิเสธ ต้องติดต่อผู้สั่งจ่ายเพื่อขอออกเช็คฉบับใหม่ทดแทนเท่านั้น ธุรกิจเล็กควรใช้เช็คเงินสดหรือโอนเงินดีกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช็คเงินสดเหมาะกับธุรกรรมที่คู่ค้ายังใช้ระบบเช็คอยู่ หรือต้องการหลักฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน ส่วนการโอนเงินออนไลน์เร็วกว่า ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และติดตามง่าย สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การจัดการรับ-จ่ายเช็คควบคู่กับระบบบัญชีออนไลน์จะช่วยให้บริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

18 min

เอกสาร NDA คืออะไร บังคับใช้แบบไหน มีผลอะไรบ้าง

เคยไหม ที่กำลังจะร่วมงานกับพาร์ตเนอร์รายใหม่ แล้วอีกฝ่ายส่งเอกสารหนาๆ มาให้เซ็น บรรทัดแรกเขียนว่า Non-Disclosure Agreement หลายคนก็อาจเซ็นไปโดยไม่ได้อ่านให้ดี บางคนก็ไม่แน่ใจว่า NDA คือเอกสารอะไรกันแน่ ต่างจากสัญญาทั่วไปอย่างไร แล้วถ้าอีกฝ่ายละเมิด จะทำอะไรได้บ้าง NDA คือสัญญารักษาความลับ (Non-Disclosure Agreement) ที่ผูกมัดให้คู่สัญญาต้องเก็บข้อมูลที่ได้รับระหว่างการทำงานร่วมกันไว้เป็นความลับ ห้ามเปิดเผยให้บุคคลภายนอ โดยในบทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ NDA ตั้งแต่ประเภท องค์ประกอบที่ต้องมี ไปจนถึงบทลงโทษตามกฎหมายไทยและข้อผิดพลาดที่ SME มักทำ NDA คืออะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ เป็นสัญญาที่กำหนดว่าข้อมูลใดเป็นความลับ และห้ามฝ่ายที่ได้รับข้อมูลนำไปเปิดเผยหรือใช้ประโยชน์นอกเหนือจากที่ตกลงกัน ในทางธุรกิจ เอกสาร NDA คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปกป้องความลับทางการค้าของคุณ ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 กำหนดว่าความลับทางการค้า คือข้อมูลที่ยังไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป มีมูลค่าเชิงพาณิชย์เพราะเป็นความลับ และเจ้าของได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการรักษาความลับนั้น สถานการณ์ที่ SME มักต้องใช้สัญญา NDA ได้แก่ NDA มีกี่ประเภท แต่ละแบบใช้เมื่อไร สัญญารักษาความลับแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผยข้อมูลและฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล NDA ฝ่ายเดียว (Unilateral NDA) ฝ่ายหนึ่งเปิดเผยข้อมูล อีกฝ่ายรับข้อมูลและต้องรักษาความลับ มักใช้งานในกรณีที่รับพนักงานใหม่ หรือจ้างฟรีแลนซ์ ตัวอย่างเช่น เจ้าของร้านอาหารมีสูตรอาหารเฉพาะ เมื่อรับพ่อครัวคนใหม่ก็ให้เซ็น NDA เพื่อป้องกันไม่ให้นำสูตรไปเปิดเผย NDA สองฝ่าย (Bilateral NDA) ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผยข้อมูลลับให้กัน และต่างต้องรักษาความลับของอีกฝ่าย มักใช้งานเมื่อสองธุรกิจร่วมมือกัน เช่น บริษัทซอฟต์แวร์กับสำนักงานบัญชีที่พัฒนาระบบร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลลูกค้า NDA หลายฝ่าย (Multilateral NDA) มักใช้ในกรณีที่มีคู่สัญญามากกว่า 2 ฝ่าย หรือใช้ในโครงการที่มีหลายบริษัทร่วมงาน เช่น กลุ่มนักลงทุน 3 รายร่วมกันพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัปแห่งหนึ่ง แทนที่จะทำ NDA แยกกันทีละคู่ ก็ทำฉบับเดียวครอบคลุมทุกฝ่าย ประเภท ใช้เมื่อไร ตัวอย่างสถานการณ์ SME ฝ่ายเดียว (Unilateral) รับพนักงาน จ้างฟรีแลนซ์ ร้านค้าออนไลน์จ้างโปรแกรมเมอร์ทำเว็บไซต์ สองฝ่าย (Bilateral) ร่วมทุน ร่วมพัฒนาสินค้า ร้านอาหาร 2 แบรนด์ร่วมออกเมนูพิเศษ หลายฝ่าย (Multilateral) โครงการหลายบริษัท กลุ่มนักลงทุนพิจารณาลงทุนในสตาร์ตอัป องค์ประกอบสำคัญที่ต้องมีใน NDA NDA ที่ดีต้องระบุรายละเอียดครบถ้วน ไม่ใช่แค่เขียนว่าห้ามเปิดเผยข้อมูลแล้วจบ เพราะถ้าข้อความกว้างเกินไป อาจบังคับใช้จริงไม่ได้เมื่อเกิดปัญหา องค์ประกอบหลักที่ต้องมีมีดังนี้ คู่สัญญา – ใครเปิดเผย ใครรับข้อมูล ระบุชื่อบริษัท ชื่อบุคคล และบทบาทให้ชัดเจน ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้เปิดเผย (Disclosing Party) และฝ่ายไหนเป็นผู้รับข้อมูล (Receiving Party) ถ้าเป็น NDA สองฝ่าย ก็ระบุว่าทั้งสองฝ่ายเป็นทั้งผู้เปิดเผยและผู้รับ ข้อมูลใด ที่ถือว่าเป็นความลับ ส่วนนี้สำคัญที่สุด ต้องระบุให้ชัดว่าข้อมูลอะไรบ้างที่ถือเป็นความลับ ตัวอย่างเช่น สูตรการผลิต รายชื่อลูกค้า ข้อมูลการเงิน แผนการตลาด หรือซอร์สโค้ด สมมติคุณเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่มีรายชื่อลูกค้า 5,000 ราย ถ้าข้อมูลลูกค้าเหล่านี้หลุดไปถึงคู่แข่ง อาจสูญเสียลูกค้าไปหลายร้อยราย คิดเป็นรายได้ที่หายไปหลายแสนบาทต่อเดือน ดังนั้น ข้อมูลลูกค้าต้องถูกระบุไว้ในสัญญา NDA อย่างชัดเจน ข้อยกเว้น – ข้อมูลใด ที่ไม่นับเป็นความลับ ข้อมูลบางอย่างไม่ถือเป็นความลับ แม้จะอยู่ในขอบเขตสัญญา เช่น ข้อมูลที่เป็นสาธารณะอยู่แล้ว ข้อมูลที่ผู้รับมีอยู่ก่อนเซ็นสัญญา หรือข้อมูลที่ต้องเปิดเผยตามคำสั่งศาล ระยะเวลาคุ้มครอง NDA ต้องกำหนดระยะเวลาคุ้มครองให้ชัดเจน โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูลและอุตสาหกรรม หากเป็นข้อมูลที่มีมูลค่าสูง เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองนานกว่าปกติ บทลงโทษเมื่อละเมิด ค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ควรระบุค่าเสียหายกำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นจำนวนเงินที่ตกลงกัน เช่น หากละเมิดสัญญา NDA ผู้ละเมิดต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท การกำหนดตัวเลขไว้ชัดเจนช่วยให้ไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล NDA ต่างจาก Non-compete และ NCA อย่างไร ผู้ประกอบการหลายคนสับสนระหว่าง NDA กับสัญญาประเภทอื่นที่คล้ายกัน ทั้ง 3 แบบปกป้องธุรกิจคนละมุม สัญญา ป้องกันเรื่องอะไร ตัวอย่างสถานการณ์ NDA (สัญญารักษาความลับ) ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ พนักงานห้ามเอารายชื่อลูกค้าไปบอกคนอื่น Non-compete (สัญญาห้ามแข่งขัน) ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่ง พนักงานลาออกแล้วห้ามไปทำงานกับคู่แข่งภายใน 1 ปี NCA (Non-Circumvention Agreement) ห้ามข้ามตัวกลางไปติดต่อลูกค้าโดยตรง นายหน้าแนะนำลูกค้าให้ ห้ามติดต่อลูกค้ารายนั้นโดยตรง ข้อสังเกตสำคัญ คือ สัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ในไทยมีข้อจำกัดตามที่ศาลตีความ ต้องกำหนดขอบเขตที่สมเหตุสมผลทั้งระยะเวลา พื้นที่ และประเภทธุรกิจ ถ้ากำหนดกว้างเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าบังคับใช้ไม่ได้ ละเมิด NDA มีโทษอย่างไร หากเกิดการละเมิดสัญญา NDA ผู้เสียหายสามารถดำเนินการได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของการละเมิดและข้อมูลที่ถูกเปิดเผย โทษทางแพ่ง – ค่าเสียหายตามสัญญาและตามกฎหมาย ผู้เสียหายสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญา NDA หรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังสามารถขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อสั่งให้หยุดเปิดเผยข้อมูลได้ทันที ตามพระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ตัวอย่างเช่น คุณเป็นเจ้าของสำนักงานบัญชีที่มีฐานลูกค้า 200 ราย พนักงานลาออกแล้วนำรายชื่อลูกค้าพร้อมข้อมูลการเงินไปเปิดสำนักงานบัญชีแข่ง มีลูกค้าย้ายไป 50 ราย คิดเป็นค่าบริการที่หายไปราว 150,000 บาทต่อเดือน (สมมติค่าบริการรายละ 3,000 บาท) คุณสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ทั้งจำนวน นอกจากนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 41/1 ยังให้สิทธินายจ้างเลิกจ้างพนักงานที่เปิดเผยความลับทางการค้าได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย โทษทางอาญา – ตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322-325 ผู้ที่เปิดเผยความลับที่ได้รู้มาจากตำแหน่งหน้าที่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับ พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 ถ้ามีการละเมิดโดยเจตนาเพื่อประโยชน์ทางการค้า ผู้กระทำมีความผิดทั้งทางแพ่ง (ชดใช้ค่าเสียหาย) และอาจมีโทษทางอาญาด้วย ข้อผิดพลาดที่ SME มักทำเรื่อง NDA จากประสบการณ์ที่พบบ่อย SME มักทำผิดพลาดเรื่อง NDA ในประเด็นต่อไปนี้ ไม่ระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน – เขียนแค่ว่าข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมด กว้างเกินไปจนบังคับใช้ยาก ควรระบุเจาะจง เช่น รายชื่อลูกค้า สูตรการผลิต แผนการตลาด ข้อมูลการเงิน กำหนดระยะเวลาสั้นหรือยาวเกินไป – ระยะเวลาที่สั้นเกินไปอาจไม่คุ้มครองเพียงพอ แต่ถ้าหากยาวเกินไป ศาลอาจตัดสินว่าไม่สมเหตุผล ระยะเวลาที่เหมาะสมอยู่ที่ 2-5 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทข้อมูล ไม่กำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า – เมื่อเกิดการละเมิด ต้องพิสูจน์ความเสียหายจริงในชั้นศาล ซึ่งยากและใช้เวลานาน ควรกำหนดค่าเสียหายไว้ในสัญญาตั้งแต่แรก ใช้แบบฟอร์ม NDA จากต่างประเทศโดยไม่ปรับ – NDA template ภาษาอังกฤษจากอินเทอร์เน็ตอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายไทย ควรปรับให้อ้างอิง พ.ร.บ.ความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง หรือปรึกษาทนายความเพื่อความรอบคอบ ไม่ทำ NDA กับฟรีแลนซ์หรือที่ปรึกษา – หลายบริษัทเซ็น NDA กับพนักงานประจำ แต่ลืมทำกับฟรีแลนซ์ ที่ปรึกษา หรือผู้รับเหมา ทั้งที่คนเหล่านี้อาจเข้าถึงข้อมูลสำคัญไม่ต่างจากพนักงาน NDA กับ PDPA เกี่ยวข้องกันอย่างไร NDA ปกป้องข้อมูลความลับทางธุรกิจ ส่วน PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและพนักงาน ทั้งสองกฎหมายทำงานคนละมุมแต่เสริมกัน ซึ่งในทางปฏิบัติ SME ที่เก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล หรือข้อมูลการเงิน ต้องดูแลทั้ง 2 ด้านคู่กัน ดังนั้น SME ที่ให้พนักงานเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของลูกค้า ควรมีทั้ง NDA สำหรับพนักงาน และนโยบาย PDPA สำหรับการจัดการข้อมูลลูกค้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงทั้งสองด้าน สรุป – NDA ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือเกราะป้องกันธุรกิจของคุณ ยิ่งธุรกิจเติบโต ยิ่งมีข้อมูลที่ต้องปกป้อง ผู้ประกอบการควรทำ NDA กับทุกคนที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ ทั้งพนักงาน ฟรีแลนซ์ และพาร์ตเนอร์ ในเอกสารต้องระบุขอบเขตข้อมูลลับให้ชัดเจน พร้อมกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า หรืออาจปรึกษาทนายความ เพื่อให้สัญญาที่จัดทำสอดคล้องกับกฎหมายไทย บังคับใช้ได้ตามกฎหมาย จัดการข้อมูลธุรกิจให้เป็นระบบ เริ่มจากบัญชีที่ปลอดภัย ข้อมูลทางการเงินเป็นหนึ่งในความลับทางการค้าที่สำคัญที่สุดของ SME การจัดการบัญชีด้วยโปรแกรมบัญชีออนไลน์บน Cloud ช่วยให้คุณควบคุมได้ว่าใครเข้าถึงข้อมูลอะไร และติดตามรายรับ-รายจ่ายได้แบบเรียลไทม์ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ NDA สัญญารักษาความลับ NDA ย่อมาจากอะไร NDA ย่อมาจาก Non-Disclosure Agreement แปลเป็นภาษาไทยว่า สัญญารักษาความลับ หรือสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล ใช้ในธุรกิจเพื่อป้องกันไม่ให้คู่สัญญานำข้อมูลลับไปเปิดเผยให้บุคคลภายนอก เซ็น NDA แล้ว ถ้าอีกฝ่ายละเมิดต้องทำอย่างไร รวบรวมหลักฐานการละเมิดให้ครบ เช่น อีเมล ข้อความ หรือพยานบุคคล จากนั้นแจ้งคู่สัญญาอย่างเป็นทางการเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีทางแพ่ง (เรียกค่าเสียหาย) หรือทางอาญา (แจ้งความ) ตามความเหมาะสม NDA มีอายุกี่ปี ขึ้นอยู่กับที่ระบุในสัญญา โดยทั่วไปอยู่ที่ 2-5 ปี ข้อมูลที่มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ เช่น สูตรการผลิตหรือเทคโนโลยีเฉพาะ อาจกำหนดระยะเวลาคุ้มครองยาวนานกว่านั้น ถ้าสัญญาไม่ได้กำหนดอายุไว้ อาจตีความว่ามีผลตลอดไป แต่ศาลมักพิจารณาความสมเหตุสมผลด้วย SME ต้องทำ NDA กับพนักงานทุกคนไหม ไม่จำเป็นต้องทำกับทุกคน แต่ควรทำกับพนักงานที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น ฝ่ายบัญชีที่ดูข้อมูลการเงิน ฝ่ายขายที่มีรายชื่อลูกค้า ฝ่ายผลิตที่รู้สูตรสินค้า หรือฝ่าย IT ที่เข้าถึงระบบทั้งหมด นอกจากนี้ อย่าลืมทำกับฟรีแลนซ์และที่ปรึกษาภายนอกด้วย NDA กับสัญญาห้ามแข่งขัน (Non-compete) ต่างกันตรงไหน NDA ห้ามเปิดเผยข้อมูลลับ แต่ไม่ได้ห้ามทำงานกับคู่แข่ง ส่วน Non-compete ห้ามไปทำงานหรือเปิดธุรกิจแข่งขันในระยะเวลาที่กำหนด ธุรกิจสามารถใช้ทั้ง 2 สัญญาร่วมกันได้ เพื่อป้องกันทั้งการรั่วไหลของข้อมูลและการแข่งขันโดยตรง ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก

10 ก.ย. 2026

PEAK Account

11 min

ปิดการขาย คืออะไร จัดการเอกสารและบัญชีหลังปิดดีล ฉบับเจ้าของกิจการ

ตกลงราคากับลูกค้าได้แล้ว จับมือกันเรียบร้อย แต่หลังจากนั้นต้องออกเอกสารอะไร ลำดับไหนก่อน แล้วบันทึกบัญชียังไง เจ้าของกิจการหลายคนเก่งเรื่องขาย แต่สะดุดตรงนี้ ปิดการขาย คืออะไร แล้วต้องจัดการอะไรต่อหลังปิดดีล ปิดการขาย คือจุดที่ลูกค้าตกลงซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ แต่สำหรับเจ้าของกิจการที่ขาย B2B ดีลยังไม่จบตรงนั้น เพราะการขายให้ธุรกิจต่างจากขายให้คนทั่วไปหลายจุด ขาย B2C ขาย B2B คนตัดสินใจ 1 คน หลายคน (จัดซื้อ ผู้ใช้งาน ผู้บริหาร) ระยะเวลาตัดสินใจ นาทีถึงวัน สัปดาห์ถึงเดือน เอกสารหลังปิดดีล แทบไม่มี ใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ครบ flow การชำระเงิน จ่ายทันที Credit term 30-60 วัน สิ่งที่ตามมาหลังปิดดีล B2B คือเอกสาร 4-5 ฉบับที่ต้องออกให้ถูกลำดับ ถูกตัวเลข และถูกกฎหมาย ถ้าออกเอกสารช้า ลูกค้าอาจเปลี่ยนใจ ถ้าออกผิด ต้องเสียเวลาแก้ไข ถ้าไม่ออกใบกำกับภาษี ลูกค้าองค์กรอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป เพราะเอาไปเป็นภาษีซื้อไม่ได้ ผู้ประกอบการที่ส่งใบเสนอราคาได้ภายใน 5 นาทีหลังตกลง โอกาสที่ดีลจะสำเร็จสูงกว่าคนที่บอกว่าจะส่งให้วันพรุ่งนี้ เอกสาร 5 ฉบับที่ต้องออกหลังปิดดีล และลำดับที่ถูกต้อง 1. ใบเสนอราคา (Quotation) ออกทันทีหลังตกลงราคา ยิ่งส่งเร็วเท่าไร โอกาสที่ดีลจะสำเร็จยิ่งสูง เพราะลูกค้ายังอยู่ในอารมณ์ตัดสินใจ รายละเอียดที่ต้องระบุและตัวอย่างฟอร์มอ่านได้ที่คู่มือใบเสนอราคาของ PEAK 2. ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ออกหลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา เพื่อเรียกเก็บเงินอย่างเป็นทางการ จุดสำคัญสำหรับ B2B คือต้องระบุ credit term ให้ชัด เช่น Net 30 หรือ Net 60 ลูกค้าองค์กรจะใช้ใบแจ้งหนี้เข้าระบบจัดซื้อภายใน ถ้าข้อมูลไม่ครบต้องแก้ไขใหม่ ทำให้ได้เงินช้าลง อ่านเพิ่มที่ใบแจ้งหนี้ คืออะไร 3. ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ถ้ากิจการจดทะเบียน VAT ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือบริการ เอกสารนี้สำคัญมากสำหรับลูกค้า B2B เพราะเอาไปใช้เป็นภาษีซื้อหักกับภาษีขายได้ ถ้าไม่ออกให้หรือออกช้า ลูกค้าอาจไม่อยากทำธุรกิจด้วยในครั้งต่อไป 4. ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) ออกเมื่อได้รับเงินจากลูกค้าแล้ว เป็นหลักฐานว่าได้รับชำระเงินครบถ้วน ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี 5. หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคลและจ่ายค่าบริการ ลูกค้าจะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนแล้วออก50 ทวิให้คุณ เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพราะนำไปใช้เป็นเครดิตหักภาษีตอนสิ้นปีได้ ลำดับเอกสารหลังปิดดีล สรุปเป็นตาราง ลำดับ เอกสาร ออกเมื่อไร ใครออก 1 ใบเสนอราคา ทันทีหลังตกลงราคา ผู้ขาย 2 ใบแจ้งหนี้ หลังลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคา ผู้ขาย 3 ใบกำกับภาษี วันส่งมอบสินค้า หรือวันรับเงิน (แล้วแต่อย่างใดก่อน) ผู้ขาย (ต้องจด VAT) 4 ใบเสร็จรับเงิน เมื่อได้รับเงินแล้ว ผู้ขาย 5 50 ทวิ เมื่อจ่ายเงิน (กรณีหักภาษี ณ ที่จ่าย) ผู้ซื้อ (ออกให้ผู้ขาย) Credit Term คืออะไร กำหนดอย่างไรให้ธุรกิจไม่สะดุด การขาย B2B ส่วนใหญ่ไม่ได้รับเงินสดทันที ลูกค้าองค์กรมักขอ credit term คือระยะเวลาที่ให้ลูกค้าจ่ายเงินหลังได้รับสินค้า/บริการแล้ว Credit Term หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ ยังไม่มีประวัติ Net 30 จ่ายภายใน 30 วันหลังออกใบแจ้งหนี้ ลูกค้าประจำที่มีประวัติดี Net 60 จ่ายภายใน 60 วัน ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งที่เจ้าของกิจการต้องระวัง คือ credit term ยิ่งยาว เงินสดหมุนเวียนยิ่งน้อย ถ้าให้เครดิต 60 วันแต่ต้องจ่ายค่าวัตถุดิบภายใน 30 วัน กระแสเงินสดจะติดลบ ต้องวางแผนให้ credit term ที่ให้ลูกค้าสั้นกว่า credit term ที่ได้จากซัพพลายเออร์ วิธีบันทึกบัญชีหลังปิดดีล ตอนออกใบแจ้งหนี้ (ยังไม่ได้รับเงิน) สมมุติบริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้า 100,000 บาท บวก VAT 7% ให้เครดิต 30 วัน รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) ลูกหนี้การค้า 107,000 รายได้จากการขาย 100,000 ภาษีขาย 7,000 ตอนได้รับเงิน (ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%) ลูกค้าจ่ายค่าบริการ 107,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% จากยอดก่อน VAT (3,000 บาท) จ่ายจริง 104,000 บาท รายการ Dr (เดบิต) Cr (เครดิต) เงินสด/ธนาคาร 104,000 ภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย 3,000 ลูกหนี้การค้า 107,000 ภาษีที่ถูกหัก 3,000 บาท เก็บ 50 ทวิ ไว้ นำไปใช้เป็นเครดิตตอนยื่นภาษีสิ้นปี อ่านเพิ่มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียดีล B2B หลังตกลงแล้ว เจ้าของกิจการหลายคนปิดดีลได้ แต่สุดท้ายดีลหลุดเพราะขั้นตอนหลังจากนั้น สรุป: ปิดดีลแล้ว จัดการเอกสารให้จบ ธุรกิจไปต่อได้เร็ว ออกเอกสารหลังปิดดีลได้ทันทีด้วย PEAK PEAK ช่วยเจ้าของกิจการออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินได้ในไม่กี่คลิก ข้อมูลเชื่อมต่อกันตั้งแต่ใบเสนอราคาจนถึงบันทึกบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องพิมพ์ซ้ำ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารหลังปิดการขาย ใบเสนอราคากับใบแจ้งหนี้ต่างกันยังไง ใบเสนอราคาออกก่อนลูกค้าตกลง เพื่อแจ้งราคาและเงื่อนไข ใบแจ้งหนี้ออกหลังลูกค้าตกลงแล้ว เพื่อเรียกเก็บเงิน ใบเสนอราคาไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ใบแจ้งหนี้ถือเป็นหลักฐานการค้า ไม่จด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีไหม ไม่ต้อง กิจการที่ไม่จด VAT ออกแค่ใบเสร็จรับเงินก็พอ แต่ลูกค้า B2B ที่จด VAT อาจขอใบกำกับภาษีจากคุณ ถ้าไม่มีให้ ลูกค้าไม่สามารถนำ VAT ไปเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งอาจทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน ลูกค้าจ่ายเงินช้ากว่า credit term ทำอย่างไร ส่งใบแจ้งหนี้เตือนก่อนครบกำหนด 3-5 วัน ถ้าเลยกำหนดแล้วยังไม่จ่าย โทรติดตามทันที ถ้าเกิดบ่อยกับลูกค้ารายเดียวกัน ควรปรับลด credit term หรือเปลี่ยนเป็นจ่ายสดในครั้งต่อไป ปิดดีลทางแชท ต้องออกเอกสารเหมือนกันไหม ต้องออกเหมือนกันทุกประการ ไม่ว่าจะปิดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขายดดีลทางแชท โทรศัพท์ หรือเจอหน้า เอกสารทางบัญชีและภาษีไม่ได้แยกตามช่องทางการขาย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก