ธุรกิจ

ทั้งหมด

บัญชี

ภาษี

ธุรกิจ

การใช้งานโปรแกรม

ข่าวสาร

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ภาษีมรดก คืออะไร คิดยังไง อัตราภาษี วิธีคำนวณ และการยื่น ภ.ม.60

ภาษีมรดก คืออะไร และสำคัญอย่างไร ภาษีมรดก (Inheritance Tax) คือ ภาษีการรับมรดกที่เก็บจากผู้ได้รับมรดก เมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันเกิน 100 ล้านบาท โดยเสียเฉพาะส่วนที่เกิน ผู้เสียคือผู้รับ ไม่ใช่กองมรดกหรือผู้ตาย กฎหมายที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ใช้กับมรดกของเจ้ามรดกที่ตายตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป และกรมสรรพากรอธิบายว่าเกณฑ์นี้ดูจากมูลค่าที่ทายาทแต่ละคนได้รับ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง ครอบครัวผู้ก่อตั้ง บริษัท ศรีนครพลาสติก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ก่อตั้งเสียชีวิต ทิ้งหุ้นบริษัท ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก หลังหักหนี้ที่ตกทอดและส่วนที่ภรรยาได้รับแล้ว เหลือมรดกที่ส่งต่อให้ลูก 2 คนรวม 150 ล้านบาท ใครเป็นผู้เสียภาษี และใครไม่อยู่ในบังคับ ผู้เสียคือผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ได้แก่ บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย และนิติบุคคลที่ถือว่ามีสัญชาติไทย ตามมาตรา 11 และ 12 ของกฎหมายนี้ ผู้รับมรดกบางกลุ่มไม่อยู่ในบังคับ ที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวคือคู่สมรสของเจ้ามรดก มรดกที่คู่สมรสได้รับไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก ไม่ว่ามูลค่าจะเท่าไร ในกรณีศรีนครพลาสติก ภรรยาของผู้ก่อตั้งไม่ต้องเสียภาษีส่วนที่ตัวเองได้รับ ส่วนลูกทั้ง 2 คนเป็นผู้สืบสันดาน จึงต้องดูว่าแต่ละคนได้รับเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่ ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง มี 5 ประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากในประเทศไทย ยานพาหนะที่มีทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกา ทรัพย์สินที่อยู่นอก 5 ประเภทนี้ไม่ถูกนำมารวมในฐานภาษี ภาษีมรดกที่ดิน คิดอย่างไร ที่ดิน บ้าน อาคาร และคอนโดมิเนียมรวมอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นำมูลค่ามารวมกับทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน แล้วเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ที่ดินจึงไม่ได้มีอัตราภาษีมรดกแยกต่างหาก มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริง ทายาทที่ได้ที่ดินมายังมีภาษีรายปีของตัวเองด้วย อ่านเพิ่มที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หุ้นบริษัทครอบครัวนับรวมด้วยไหม นับรวม หุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใช้มูลค่าทางบัญชีของรอบบัญชีก่อนรอบที่ได้รับกรรมสิทธิ์ ส่วนหุ้นในตลาดใช้ค่าที่สูงกว่าระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับราคาเมื่อตลาดปิดในวันที่ได้รับมรดก กองมรดกของศรีนครพลาสติกจึงต้องนับทั้งหุ้นบริษัทที่ผู้ก่อตั้งถือ ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก ส่วนที่ส่งต่อให้ลูกหลังหักหนี้และส่วนของภรรยาคือ 150 ล้านบาท สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นรายใหม่อ่านได้ที่ผู้ถือหุ้น เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินอื่นนับอย่างไร นับเฉพาะเงินฝากหรือเงินลักษณะเดียวกันที่อยู่ในประเทศไทย และยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน เช่น รถยนต์ ส่วนทรัพย์สินทางการเงินประเภทอื่นต้องมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเพิ่มก่อน จึงจะนับรวม อัตราภาษีมรดกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดอย่างไร อัตราภาษีมรดกมี 2 อัตรา คือ ร้อยละ 10 สำหรับผู้รับทั่วไป และร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก ตามมาตรา 16 คิดเฉพาะมูลค่าส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ผู้รับมรดก อัตรา บุพการี (พ่อ แม่) หรือผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน) ร้อยละ 5 ผู้รับอื่น เช่น พี่น้อง ญาติ เพื่อน ร้อยละ 10 คู่สมรสของเจ้ามรดก ไม่อยู่ในบังคับ สูตรคือ ภาษีมรดก = (มูลค่ามรดกที่ได้รับ − หนี้สินที่ตกทอด − 100,000,000) × อัตราภาษี ตัวอย่าง ศรีนครพลาสติกมีมรดกสุทธิที่ส่งต่อให้ลูก 150 ล้านบาท ภาระภาษีต่างกันมากตามวิธีแบ่ง วิธีแบ่ง การคำนวณ ภาษีที่ต้องเสีย ลูกคนโตรับทั้งหมด 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 5% 2,500,000 บาท ลูก 2 คนรับคนละ 75 ล้านบาท แต่ละคนไม่เกิน 100 ล้านบาท 0 บาท ถ้าผู้รับเป็นน้องของเจ้ามรดก 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 10% 5,000,000 บาท การแบ่งมรดกต้องเป็นไปตามพินัยกรรมหรือกฎหมายว่าด้วยมรดก ตัวอย่างนี้จึงแสดงผลทางภาษีของแต่ละแบบ ไม่ใช่คำแนะนำให้เลือกแบ่งเพื่อเลี่ยงภาษี กรณีไหนได้รับยกเว้น หรือไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเสียเมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกรายเดียวรวมกันไม่เกิน 100 ล้านบาท และมีกรณีที่กฎหมายยกเว้นหรือไม่ใช้บังคับอีก 4 กลุ่ม ในกรณีศรีนครพลาสติก ส่วนที่ภรรยาได้รับไม่ต้องเสียภาษี ส่วนลูกต้องดูแยกรายคน ภาษีการรับให้ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ต่างกันที่จังหวะเวลา ภาษีมรดกเกิดเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ส่วนภาษีการรับให้เกิดเมื่อโอนให้กันขณะยังมีชีวิต และอยู่ในประมวลรัษฎากร ไม่ใช่ใน พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก เรื่อง ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดเมื่อ เจ้ามรดกเสียชีวิต ให้กันขณะผู้ให้ยังมีชีวิต เกณฑ์ รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายเกิน 100 ล้านบาท อสังหาฯ ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท · เงินได้จากบุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี · จากผู้อื่นตามประเพณี ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี อัตรา ร้อยละ 5 หรือ 10 เลือกเสียร้อยละ 5 แยกจากเงินได้อื่น หรือรวมคำนวณตามปกติ ผู้เสีย ผู้รับมรดก ผู้รับ ยกเว้นอสังหาฯ ที่ให้บุตร ผู้โอนเป็นผู้เสีย แบบที่ยื่น ภ.ม.60 ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) หรือ ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ตัวอย่างสมมติ ถ้าผู้ก่อตั้งศรีนครพลาสติกโอนที่ดินมูลค่า 30 ล้านบาทให้ลูกตอนยังมีชีวิต ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทคือ 10 ล้านบาท ภาษีร้อยละ 5 เท่ากับ 500,000 บาท และผู้โอนเป็นผู้เสีย การให้ที่ไม่เกินเกณฑ์ได้รับยกเว้นเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 ของประมวลรัษฎากร ยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีอย่างไร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดกที่เป็นเหตุให้มีหน้าที่เสียภาษี ยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาแห่งใดก็ได้ หรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนด ถ้าเงินก้อนไม่พอ ขอผ่อนชำระได้ไม่เกิน 5 ปี โดยยื่นคำร้องพร้อมแบบ เงื่อนไขหลักมีดังนี้ ยื่นช้าหรือยื่นขาดมีภาระเพิ่ม 3 แบบ คือ เบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีเมื่อไม่ยื่นภายในกำหนด เบี้ยปรับ 0.5 เท่าเมื่อยื่นขาด และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนแต่ไม่เกินภาษีที่ต้องชำระ ถ้าไม่ยื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าลูกคนโตของศรีนครพลาสติกรับทั้ง 150 ล้านบาท ต้องยื่น ภ.ม.60 ภายใน 150 วัน และขอผ่อนภาษี 2,500,000 บาทภายใน 2 ปีได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม ช่องทางยื่นออนไลน์ให้ตรวจล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เจ้าของกิจการควรเตรียมอะไรก่อนส่งต่อธุรกิจ เตรียม 3 เรื่อง ได้แก่ บัญชีทรัพย์สินทั้งหมด การแยกทรัพย์สินของบริษัทออกจากของส่วนตัว และการเทียบภาระภาษีระหว่างส่งต่อเป็นมรดกกับโอนให้ขณะมีชีวิต ยิ่งเริ่มเร็ว ทางเลือกยิ่งมาก หลักการวางแผนทั่วไปอ่านได้ที่การวางแผนภาษี ครอบครัวศรีนครพลาสติกพบว่าที่ดินโรงงานเป็นชื่อผู้ก่อตั้ง ไม่ใช่ชื่อบริษัท จึงต้องนับเป็นมรดกส่วนตัว เรื่องที่มีหลายทางเลือกแบบนี้ควรให้ที่ปรึกษาภาษีและผู้จัดการมรดกดูเอกสารจริง เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่เสียชีวิต บริษัทต้องทำอะไรบ้าง บริษัทยังเป็นนิติบุคคลเดิม งบการเงินและภาษีของบริษัทดำเนินต่อตามปกติ สิ่งที่เปลี่ยนคือผู้ถือหุ้นและอาจรวมถึงกรรมการ งานหลักจึงเป็นการโอนหุ้นตามมรดกและแก้ทะเบียนให้ตรงกับความจริง ขั้นตอนและเอกสารอ่านได้ที่เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ศรีนครพลาสติกแก้ทะเบียนผู้ถือหุ้นหลังผู้จัดการมรดกโอนหุ้นให้ลูก 2 คน และใช้มูลค่าทางบัญชีจากงบของรอบบัญชีก่อนรอบที่ลูกได้รับหุ้นเป็นฐานคำนวณมูลค่า ข้อควรรู้เกี่ยวกับภาษีมรดก สรุป – ภาษีมรดกต้องจำอะไรบ้าง ถ้าเป็นเจ้าของกิจการที่ถือหุ้นและที่ดินมูลค่าสูง เริ่มวันนี้ด้วยการทำรายการทรัพย์สินว่าอะไรเป็นชื่อบริษัท อะไรเป็นชื่อตัวเอง พร้อมมูลค่าโดยประมาณ แล้วนำรายการนี้ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญภาษี เตรียมข้อมูลบริษัทให้ทายาทใช้ต่อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกตลอดปี ทายาทและผู้ทำบัญชีจึงมีงบล่าสุดของบริษัทพร้อมใช้ เมื่อต้องประเมินมูลค่าหุ้นหรือจัดการเรื่องผู้ถือหุ้น ส่วนทรัพย์สินที่เป็นชื่อบริษัท PEAK Asset ช่วยเก็บทะเบียนและติดตามสินทรัพย์ขององค์กรไว้ในระบบเดียว เริ่มจัดข้อมูลบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีและเงินได้เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีมรดก ที่ดินมรดกเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอัตราแยกสำหรับที่ดิน มูลค่าที่ดินรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน ถ้าเกิน 100 ล้านบาท ส่วนที่เกินเสียร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และร้อยละ 10 สำหรับคนอื่น ถ้าภายหลังขายที่ดินนั้น ให้ดูขายที่ดินต้องเสียภาษีอะไรบ้าง มรดกไม่ถึง 100 ล้านบาท ต้องยื่นแบบไหม กฎหมายกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดกเป็นผู้ยื่น ภ.ม.60 ผู้ที่ได้รับรวมไม่เกิน 100 ล้านบาทจึงไม่มีภาษีต้องชำระ ถ้าไม่แน่ใจเรื่องมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับ ให้สอบถามสำนักงานสรรพากรพื้นที่ รับมรดกเป็นหุ้นบริษัทครอบครัว ต้องเสียภาษีไหม ต้องนับรวม หุ้นของบริษัทจำกัดเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในฐานภาษี และกรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์คำนวณมูลค่า ถ้ามูลค่าหุ้นรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกันเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีส่วนที่เกิน จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม ได้ ยื่นคำร้องขอผ่อนพร้อมแบบ ภ.ม.60 ผ่อนได้ไม่เกิน 5 ปี ผ่อนภายใน 2 ปีไม่เสียเงินเพิ่ม เกิน 2 ปีเสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.50 ต่อเดือน และต้องวางหลักประกันภายใน 30 วัน โอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต ต้องเสียภาษีมรดกไหม ไม่ใช่ภาษีมรดก แต่เข้าเรื่องภาษีการรับให้ เช่น โอนอสังหาริมทรัพย์ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทเสียร้อยละ 5 โดยผู้โอนเป็นผู้เสีย ส่วนเงินหรือทรัพย์สินอื่นมีเกณฑ์ต่อปีของผู้รับ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

27 min

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร นับวันอย่างไร กติกาใหม่ กขค.

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร และสำคัญอย่างไร เครดิตเทอม (Credit Term) หรือสินเชื่อการค้า คือ ระยะเวลาที่ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อจ่ายเงินหลังได้รับสินค้าหรือบริการแล้ว เช่น ส่งของวันนี้ แล้วให้จ่ายภายใน 30 วัน ระยะเวลานี้มาจากการตกลงกันระหว่างคู่ค้า และควรเขียนไว้เป็นหนังสือ การขายแบบให้เครดิตพบได้ทั่วไปในธุรกิจที่ขายให้ธุรกิจด้วยกัน (B2B) เพราะผู้ซื้อองค์กรจ่ายเงินตามรอบบัญชี ส่วนการขายหน้าร้านให้ลูกค้าทั่วไปมักรับเงินทันที สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยพาเลทแพ็ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตพาเลทไม้ พนักงาน 45 คน รายได้ปีล่าสุด 60 ล้านบาท และขายพาเลทให้โรงงานอาหารที่มีรายได้ 3,000 ล้านบาทต่อปี Credit Term กับ Payment Term ต่างกันอย่างไร Payment Term คือเงื่อนไขการชำระเงินทั้งหมดในการซื้อขาย เช่น มัดจำกี่เปอร์เซ็นต์ แบ่งจ่ายกี่งวด จ่ายผ่านช่องทางไหน ส่วน credit term คือ ส่วนหนึ่งของ Payment Term ที่บอกว่าหลังส่งของแล้วผู้ซื้อมีเวลาจ่ายเงินกี่วัน ใบเสนอราคาของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียน Payment Term ว่า “ไม่มีมัดจำ ชำระโดยโอนเข้าบัญชีบริษัท Credit Term 45 วัน” ลูกค้าเห็นครบทั้งวิธีจ่ายและกำหนดจ่ายในบรรทัดเดียว เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึงอะไร และเริ่มนับวันไหน เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึง ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มนับที่ตกลงกัน ภาษาอังกฤษมักเขียนว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ส่วนวันเริ่มนับ ถ้าไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ประกาศ กขค. ใช้วันที่ส่งมอบครบและส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ตามประกาศ กขค. ข้อ 5(2) การนับเริ่มเมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามจำนวน ประเภท และคุณภาพที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ส่วนการฝากขายให้นับจากวันที่ขายสินค้าได้ครบตามจำนวนหรืออัตราที่ตกลง ตัวอย่าง ไทยพาเลทแพ็คส่งพาเลท 400 ชิ้น ชิ้นละ 500 บาท พร้อมใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีครบในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จุดที่มักพลาดคือ เอกสารไม่ครบในวันส่งของ สมมติใบแจ้งหนี้ไม่มีเลขใบสั่งซื้อ (PO) ของลูกค้า แล้วไทยพาเลทแพ็คส่งใบใหม่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 วันครบกำหนดจะเลื่อนเป็น 25 ธันวาคม 2569 เงินเข้าช้าไป 7 วันเพราะเอกสารใบเดียว เครดิต 15 วัน 45 วัน 60 วัน ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จำนวนวันที่ผู้ขายรอเงิน ยิ่งยาว ผู้ซื้อได้เปรียบเรื่องเงินสด ส่วนผู้ขายรับความเสี่ยงมากขึ้น การเลือกจึงขึ้นกับประวัติลูกค้าและเงินสดของผู้ขายเอง รูปแบบ หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ที่ยังไม่มีประวัติ Net 15 จ่ายภายใน 15 วัน ลูกค้ารายเล็ก ยอดซื้อไม่สูง Net 30 จ่ายภายใน 30 วัน ลูกค้าประจำที่จ่ายตรงเวลา Net 45 จ่ายภายใน 45 วัน ลูกค้าองค์กรที่มีรอบจ่ายเดือนละครั้ง Net 60 ขึ้นไป จ่ายภายใน 60 วันหรือมากกว่า งานโครงการ หรือกรณีมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ อ่านตารางนี้อย่างไร กติกาเครดิตเทอมใหม่ของ กขค. ที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 คืออะไร คือประกาศที่กำหนดให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่ายเงิน SME ภายใน 45 วันสำหรับการค้า การผลิต และบริการ และภายใน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร เว้นแต่ตกลงระยะเวลาสั้นกว่าไว้แล้ว ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และมีผลเมื่อพ้น 30 วัน คือวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ชื่อเต็มคือ “ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)” ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 17(2) และ 57(4) ลงนามวันที่ 21 กันยายน 2569 ระยะเวลาตามข้อ 5(1) ของประกาศ สรุปได้ตามตารางนี้ ประเภทสินค้าหรือบริการ ระยะเวลาสูงสุด เงื่อนไข การค้า การผลิต และบริการ ไม่เกิน 45 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่ไม่ซับซ้อน ไม่เกิน 30 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว ประกาศเปิดให้กำหนดต่างจากนี้ได้ ถ้ามีเหตุผลอันสมควรที่รับฟังได้ทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ และอยู่ในกรอบสัญญา การจ่ายเกิน 45 วันจึงไม่ได้ผิดทันที แต่ผู้ซื้อต้องอธิบายเหตุผลได้ โรงงานอาหารที่ซื้อจากไทยพาเลทแพ็คเคยใช้สัญญามาตรฐาน 90 วัน ถ้านับจาก 3 พฤศจิกายน 2569 จะครบกำหนด 1 กุมภาพันธ์ 2570 หลังประกาศมีผล ถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควร กรอบที่ควรใช้คือไม่เกิน 18 ธันวาคม 2569 ใครต้องทำตามกติกานี้ ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งซื้อจาก SME ตามข้อ 2 ของประกาศ ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หมายถึงผู้ที่มีรายได้ในปีบัญชีที่ผ่านมาตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รายได้นี้นับรวมผู้ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการ เช่น บริษัทในเครือเดียวกัน ส่วนค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ต ค้าส่งแบบบริการตนเอง (Cash and Carry) ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ธุรกิจแบบไหนนับเป็น SME ตามประกาศนี้ นับจากประเภทกิจการ จำนวนการจ้างงาน และรายได้ต่อปี โดยต้องผ่านทั้ง 2 เงื่อนไขพร้อมกัน ประเภทกิจการ จ้างงาน รายได้ต่อปี ผลิตสินค้า ไม่เกิน 200 คน และไม่เกิน 500 ล้านบาท บริการ ค้าส่ง หรือค้าปลีก ไม่เกิน 100 คน และไม่เกิน 300 ล้านบาท ไทยพาเลทแพ็คเป็นกิจการผลิต พนักงาน 45 คน รายได้ 60 ล้านบาท จึงเป็น SME ส่วนโรงงานอาหารรายได้ 3,000 ล้านบาท เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ การซื้อขายคู่นี้จึงอยู่ในขอบเขตประกาศ จุดที่ต้องระวังคือ แนวทางฉบับปี 2564 ใช้คำว่า “หรือ” ระหว่างจ้างงานกับรายได้ แต่ฉบับใหม่ใช้คำว่า “และ” บทความเก่าที่ยังเขียนเกณฑ์แบบ “หรือ” จึงอาจไม่ตรงกับประกาศฉบับนี้ แนวทางเดิมปี 2564 ยังใช้อยู่ไหม ประกาศฉบับใหม่ไม่ได้เขียนข้อยกเลิกแนวทางเดิมไว้ แนวทางเดิมลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 18 มิถุนายน 2564 และใช้กับผู้ประกอบธุรกิจรายใดก็ตามที่เป็นคู่ค้ากับ SME ผู้ขาย บทนำของฉบับใหม่ระบุว่าแนวทางเดิมใช้มากว่า 4 ปีแล้ว แต่ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ซื้อรายใหญ่ ฉบับใหม่จึงกำหนดเฉพาะคู่ค้ารายใหญ่ไว้ชัดขึ้น ถ้าคู่ค้าไม่ใช่รายใหญ่และต้องการรู้ว่าแนวทางเดิมยังใช้กับกรณีของตนอย่างไร ควรสอบถามสำนักงาน กขค. โดยตรง ผู้ซื้อรายใหญ่ทำอะไรไม่ได้ และมีโทษอย่างไร ทำไม่ได้ 3 เรื่องหลักตามข้อ 7 คือ ประวิงการจ่ายเงินเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่มีเหตุผลหรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน และบังคับเงื่อนไขพิเศษที่เพิ่มภาระให้ SME โดยไม่จำเป็น ผู้ฝ่าฝืนเสี่ยงโทษปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ หน้าที่และข้อห้ามของผู้ซื้อรายใหญ่สรุปได้ตามตารางนี้ ข้อในประกาศ สาระสำคัญ ข้อ 5(3) ต้องแจ้งให้ SME รู้สิทธิรับเงินภายในเครดิตเทอม และแสดงขั้นตอนจ่ายเงินให้ชัดเจน ข้อ 6 ห้ามใช้สัญญาสำเร็จรูป (Standard Form Contract) แบบเดียวกันกับ SME ทุกรายในเรื่องระยะเวลาจ่ายเงินอย่างไม่เป็นธรรม ข้อ 7(1) ห้ามประวิงจ่ายเงินเกินระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ข้อ 7(2) ห้ามเปลี่ยนระยะเวลาหรือเงื่อนไขในสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน ข้อ 7(3) ห้ามบังคับเงื่อนไขพิเศษเกี่ยวกับเครดิตที่สร้างภาระเกินจำเป็น ข้อ 8 ถ้าต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่รู้เฉพาะฝั่งผู้ซื้อ ผู้ซื้อมีหน้าที่แสดงหลักฐาน ข้อ 9 กำหนดว่า ผู้ซื้อรายใหญ่ที่ฝ่าฝืนถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57(4) ต้องรับโทษตามมาตรา 82 คือปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่ทำผิด ถ้าทำผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ข้อ 10 ยังระบุว่า การฝ่าฝืนอาจเป็นความผิดตามมาตรา 50 54 และ 55 ของพระราชบัญญัติเดียวกันด้วย การตัดสินแต่ละกรณีเป็นอำนาจของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า SME ถูกจ่ายช้ากว่าเครดิตเทอม ทำอะไรได้บ้าง ทำได้ 3 ขั้น คือ ติดตามทวงถามพร้อมหลักฐาน เก็บเอกสารให้ครบ และร้องเรียนต่อสำนักงาน กขค. ถ้าผู้ซื้อเป็นรายใหญ่และยังประวิงโดยไม่มีเหตุผล สมมติวันที่ 18 ธันวาคม 2569 ผ่านไปแล้ว โรงงานอาหารยังไม่จ่าย 214,000 บาท และอ้างว่าสัญญาเดิมให้ 90 วัน ไทยพาเลทแพ็คมีใบส่งของที่ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน และอีเมลส่งใบแจ้งหนี้ในวันเดียวกัน หลักฐานสองชิ้นนี้ยืนยันวันเริ่มนับได้ ให้เครดิตเทอมลูกค้ากี่วันดี หลักจำง่าย ๆ คือ วันที่ให้ลูกค้าไม่ควรยาวกว่าวันที่ได้จากซัพพลายเออร์ ถ้าให้ลูกค้านานกว่า กิจการต้องหาเงินมาสำรองจ่ายค่าวัตถุดิบในช่วงที่ยังไม่ได้เงินจากลูกค้า ตัวอย่าง ไม้ที่ใช้ทำพาเลท 400 ชิ้นมีต้นทุน 130,000 บาท ซัพพลายเออร์ให้เครดิต 30 วัน ไทยพาเลทแพ็คจึงต้องจ่ายค่าไม้วันที่ 3 ธันวาคม 2569 เครดิตที่ให้โรงงานอาหาร วันรับเงิน วันจ่ายค่าไม้ เงินสดขาด ระยะเวลาที่ขาด 45 วัน 18 ธ.ค. 2569 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 15 วัน 90 วัน 1 ก.พ. 2570 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 60 วัน ส่วนต่างของสองแบบอยู่ที่ระยะเวลา ยอดเงินขาดเท่ากัน แต่แบบ 90 วันต้องหาเงินมาหมุนนานกว่า 4 เท่า ถ้ามีคำสั่งซื้อแบบนี้ทุกเดือน ยอดเงินจมจะซ้อนกันหลายก้อน วิธีคิดช่องว่างเงินสดแบบเต็มอ่านได้ที่กระแสเงินสด (Cash Flow) ส่วนการดูว่ากิจการมีเงินพอรองรับการให้เครดิตหรือไม่ ใช้ตัวเลขเงินทุนหมุนเวียน ก่อนให้ลูกค้าใหม่ซื้อเชื่อ ต้องเช็กอะไร เช็ก 3 เรื่อง คือ ข้อมูลนิติบุคคลและงบการเงิน ประวัติการชำระหนี้ และวงเงินที่จะให้ เริ่มด้วยยอดเล็กหรือเงินสดก่อน แล้วค่อยขยายเครดิตเมื่อลูกค้าจ่ายตรงเวลา ไทยพาเลทแพ็คใช้นโยบายนี้กับลูกค้ารายย่อยของตัวเอง ลูกค้าใหม่ทุกรายจ่ายเงินสดตอนรับของ และจะได้เครดิต 30 วันเมื่อซื้อครบ 6 เดือนโดยไม่เคยค้างชำระ นโยบายนี้เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย ต้องเขียนระยะเวลาชำระเงินไว้ในเอกสารอะไรบ้าง ควรเขียนไว้ใน 4 เอกสาร คือ ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อหรือสัญญา ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายใช้วันครบกำหนดเดียวกัน และมีหลักฐานเมื่อเกิดข้อโต้แย้ง เอกสาร สิ่งที่ควรระบุ ใบเสนอราคา Credit Term เช่น 45 วัน และวิธีชำระเงิน ใบสั่งซื้อ / สัญญา ระยะเวลาเดียวกับใบเสนอราคา และวันเริ่มนับ ใบแจ้งหนี้ วันที่ออก วันครบกำหนด และเลขใบสั่งซื้อของลูกค้า ใบวางบิล รายการใบแจ้งหนี้ที่รวม และวันนัดชำระ ใบแจ้งหนี้ของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียนว่า “Credit Term 45 วัน ครบกำหนด 18 ธันวาคม 2569” พร้อมเลขใบสั่งซื้อของโรงงานอาหารทุกใบ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าเห็นวันจ่ายตรงกันตั้งแต่วันรับเอกสาร ลำดับว่าเอกสารใบไหนออกก่อนหลังดูได้ที่ลำดับเอกสารหลังปิดการขาย รายการที่ควรมีบนใบแจ้งหนี้ เช่น วันครบกำหนดและเลขใบสั่งซื้อ ดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ประกาศ กขค. ไม่ได้บังคับรูปแบบเอกสารของผู้ขาย แต่การเขียนวันครบกำหนดไว้ชัดช่วยให้ใช้สิทธิตามข้อ 5(3) ได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ซื้อรายใหญ่ต้องแจ้งสิทธิและขั้นตอนจ่ายเงินให้ SME ทราบอยู่แล้ว ข้อควรรู้เกี่ยวกับเครดิตเทอม สรุป – เครดิตเทอมต้องจำอะไรบ้าง กติกาใหม่ช่วยได้เฉพาะ SME ที่มีหลักฐานครบ เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดสัญญาและใบสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่ทุกราย จดระยะเวลาชำระที่ใช้อยู่ แล้วเทียบกับกรอบ 45 วันที่ใช้ตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2569 ตั้งวงเงินขายเชื่อและติดตามลูกหนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยกำหนดวงเงินขายเชื่อและเครดิตเทอมแยกตามลูกค้า ออกใบแจ้งหนี้และใบวางบิล พร้อมรายงานลูกหนี้ตามอายุหนี้ (Aging AR) ให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีเห็นยอดค้างของลูกค้าแต่ละรายชุดเดียวกัน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ธุรกิจที่ต้องการขอเครดิตเทอมในการซื้ออุปกรณ์สำนักงาน ดูขั้นตอนและเงื่อนไขได้ที่ OfficeMate ขอเครดิตเทอมออนไลน์ ลูกค้า OfficeMate (OFM) รับส่วนลดพิเศษเมื่อสมัคร PEAK แพ็กเกจรายปี ลงทะเบียนรับสิทธิ์ที่ ติดตาม OfficeMate ได้ที่ อ่านเรื่องลูกหนี้และเงินสดของธุรกิจ B2B เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครดิตเทอม ระยะเวลาให้เครดิตเริ่มนับตอนไหน เริ่มนับตามที่ตกลงในสัญญา ถ้าเป็นกรณีผู้ซื้อรายใหญ่กับ SME ประกาศ กขค. ข้อ 5(2) ให้นับจากวันที่ส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน เครดิตเทอมห้ามกำหนดเกินกี่วัน ไม่มีตัวเลขห้ามเด็ดขาด ประกาศ กขค. ให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่าย SME ภายใน 45 วัน หรือ 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร แต่กำหนดต่างจากนี้ได้ถ้ามีเหตุผลอันสมควรทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ ใครบ้างที่ต้องทำตามกติกาจ่ายเงิน SME ผู้ประกอบธุรกิจที่มีรายได้ปีบัญชีก่อนตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รวมบริษัทในเครือ และค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจาก SME ตามประกาศที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 ผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกัน ต้องทำตามกรอบ 45 วันไหม ไม่อยู่ในประกาศฉบับใหม่ เพราะฉบับนี้ใช้กับผู้ซื้อรายใหญ่ แต่แนวทางเดิมปี 2564 ซึ่งกำหนดกรอบ 30 ถึง 45 วันเช่นกัน เขียนให้ใช้กับคู่ค้าของ SME ทุกขนาด และยังลงอยู่ในหน้าประกาศของ กขค. กรณีผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกันจึงควรสอบถามสำนักงาน กขค. ก่อนยึดตามสัญญาอย่างเดียว เครดิต 30 วัน ภาษาอังกฤษเขียนอย่างไร เขียนได้ว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ในใบแจ้งหนี้มักเขียนคู่กับวันครบกำหนด เช่น “Net 30 Due Date 3 Dec 2026” เพื่อไม่ให้ลูกค้านับวันต่างกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

RPA คืออะไร เข้าใจ Robotic Process Automation ฉบับ SME 2026

RPA (Robotic Process Automation) คืออะไร และสำคัญอย่างไร RPA (Robotic Process Automation) คือ ซอฟต์แวร์ที่จำลองการทำงานของคนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่น คลิก พิมพ์ คัดลอกข้อมูล หรือกรอกแบบฟอร์ม โดยทำงานตามกฎที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (Rule-based) และเครื่องมือส่วนใหญ่ตั้งค่าแบบลากวางได้ พูดง่าย ๆ คือ แทนที่พนักงานจะพิมพ์ตัวเลขจากใบแจ้งหนี้ลงระบบทีละรายการ บอทจะเปิดไฟล์ หยิบข้อมูล แล้วกรอกให้ตามขั้นตอนเดิมทุกครั้ง ส่วนคนเปลี่ยนไปเป็นผู้ตรวจและตัดสินใจ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยเฟรทโลจิสติกส์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับขนส่งสินค้าให้โรงงาน มีพนักงานบัญชี 3 คน และได้รับใบแจ้งหนี้ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ และค่าทางด่วนจากซัพพลายเออร์ทางอีเมลเดือนละ 900 ใบ RPA ทำงานอย่างไร และมีกี่ประเภท ทำงาน 3 ขั้น คือ บันทึกขั้นตอน ตั้งกฎ และสั่งรัน หลักการคล้ายการบันทึกมาโครใน Excel แต่ทำข้ามโปรแกรมได้ เช่น จากอีเมลไปโปรแกรมบัญชี จุดที่มักเข้าใจผิดคือ บอทอ่านได้ทุกไฟล์ บอทอ่านข้อความจาก PDF ที่ส่งออกจากระบบได้ แต่ถ้าเป็นไฟล์สแกนหรือภาพถ่าย ต้องใช้ OCR (Optical Character Recognition คือเทคโนโลยีแปลงภาพตัวอักษรเป็นข้อความ) ช่วยก่อน ไทยเฟรทโลจิสติกส์จึงออกแบบให้บอทดึง PDF จากอีเมล อ่านข้อความจากไฟล์ที่ออกจากระบบของซัพพลายเออร์ และส่งไฟล์สแกนเข้า OCR ก่อนกรอกเลขที่ วันที่ และยอดเงินลงโปรแกรมบัญชี พนักงานตรวจเทียบกับไฟล์ใบละประมาณ 30 วินาที ถ้าซัพพลายเออร์ส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) ที่เป็นข้อมูลอยู่แล้ว ขั้น OCR ก็ตัดออกได้ Attended Unattended และ Hybrid ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ต้องมีคนอยู่ด้วยตอนบอททำงานหรือไม่ ตารางนี้สรุปทั้ง 3 แบบ ประเภท ลักษณะ เหมาะกับงาน Attended ทำงานร่วมกับคน เริ่มเมื่อคนสั่ง งานที่ต้องตัดสินใจบางขั้น เช่น พนักงานกดให้บอทดึงข้อมูลลูกค้ามาแสดง Unattended ทำงานเองตามเวลาที่ตั้งไว้ งานที่ขั้นตอนชัด เช่น ดึงใบแจ้งหนี้จากอีเมลทุกคืน Hybrid ผสมทั้งสองแบบ งานที่เริ่มอัตโนมัติ แล้วส่งให้คนอนุมัติในบางจุด สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่ม แบบ Attended ควบคุมง่ายที่สุด เพราะคนเห็นทุกครั้งว่าบอททำอะไร ก่อนขยับไปตั้งเวลาให้ทำงานเอง RPA ในงานบัญชีคืออะไร ใช้กับงานไหนได้บ้าง RPA ในงานบัญชี คือการให้บอททำงานคีย์ ย้าย และเทียบข้อมูลที่มีขั้นตอนตายตัว เช่น บันทึกใบแจ้งหนี้ซื้อ เทียบยอดธนาคาร และรวมรายงาน ส่วนการตัดสินใจทางบัญชียังเป็นหน้าที่ของผู้ทำบัญชี งานบัญชีเหมาะกับบอทเพราะมีปริมาณมากและรูปแบบซ้ำ ตารางนี้แยกให้เห็นว่าบอทช่วยตรงไหน และคนต้องตรวจตรงไหน งาน บอทช่วยทำอะไร คนต้องตรวจตรงไหน บันทึกใบแจ้งหนี้ซื้อ ดึงไฟล์จากอีเมล กรอกเลขที่ วันที่ ยอดเงิน ผังบัญชีที่เลือก และ VAT กระทบยอดธนาคาร ดาวน์โหลด Statement แล้วจับคู่กับรายการในระบบ รายการที่จับคู่ไม่ได้ ส่งเตือนลูกหนี้ค้างชำระ ส่งอีเมลเตือนตามวันครบกำหนด ลูกค้าที่ต้องโทรตามเอง สรุปรายงานผู้บริหาร รวมข้อมูลจาก Excel และหลายระบบเป็นรายงานรายสัปดาห์ ตัวเลขที่ผิดปกติ เงินเดือน รวมข้อมูลเวลาทำงานจากระบบลงเวลา ค่าล่วงเวลาและรายการหัก ไทยเฟรทโลจิสติกส์เลือกเริ่มจากแถวแรก เพราะใบแจ้งหนี้ 900 ใบต่อเดือนกินเวลาฝ่ายบัญชีมากที่สุด และกฎการกรอกชัดเจน ส่วนการเลือกผังบัญชียังให้พนักงานเป็นผู้ยืนยัน สำหรับกิจการอื่น การกระทบยอดธนาคารเป็นงานที่มักเริ่มก่อน เพราะกฎชัด ดูขั้นตอนทำด้วยมือได้ที่งบกระทบยอดเงินฝากธนาคาร แล้วค่อยแปลงแต่ละขั้นเป็นกฎให้บอท ใช้บอทลดงานซ้ำคุ้มไหม คิดอย่างไร คุ้มเมื่อชั่วโมงที่ลดได้ต่อเดือนมากพอจะคืนเวลาตั้งค่าและค่าเครื่องมือภายในเวลาไม่นาน วิธีคิดคือ นับเวลาต่อรายการก่อนและหลังใช้บอท คูณจำนวนรายการ แล้วเทียบกับเวลาที่ต้องลงไปตั้งค่า ตัวอย่าง ไทยเฟรทโลจิสติกส์คีย์ใบแจ้งหนี้ใบละ 3 นาที หลังใช้บอทเหลือแค่ตรวจใบละ 30 วินาที รายการ ก่อนใช้บอท หลังใช้บอท เวลาต่อใบ 3 นาที 0.5 นาที (ตรวจ) เวลาต่อเดือน 900 × 3 = 2,700 นาที = 45 ชั่วโมง 900 × 0.5 = 450 นาที = 7.5 ชั่วโมง ชั่วโมงที่ลดได้ 45 − 7.5 = 37.5 ชั่วโมงต่อเดือน คิดเป็นต้นทุนพนักงาน (200 บาทต่อชั่วโมง) 37.5 × 200 = 7,500 บาทต่อเดือน อ่านตารางนี้อย่างไร จุดที่คนพลาดบ่อยคือ เลือกงานปริมาณน้อยมาทำบอท สมมติงานเดียวกันมีแค่ 50 ใบต่อเดือน ชั่วโมงที่ลดได้เหลือราว 2 ชั่วโมงต่อเดือน เวลาตั้งค่า 40 ชั่วโมงจะใช้ราว 19 เดือนกว่าจะคืน RPA กับ AI ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่วิธีทำงาน RPA ทำตามกฎที่คนตั้งไว้ ส่วน AI (Artificial Intelligence คือระบบที่เรียนรู้จากข้อมูลแล้วคาดการณ์หรือจำแนกได้) ใช้กับข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัด ทั้งสองใช้ร่วมกันได้ เกณฑ์ RPA AI หลักการ ทำตามกฎที่ตั้งไว้ เรียนรู้จากข้อมูล ข้อมูลที่เหมาะ ข้อมูลมีโครงสร้าง เช่น ตาราง แบบฟอร์ม ข้อมูลไม่มีโครงสร้าง เช่น ภาพ ข้อความอิสระ ตัวอย่าง คัดลอกยอดจาก Excel ลงระบบ จำแนกประเภทค่าใช้จ่ายจากภาพใบเสร็จ การเริ่มใช้ ตั้งกฎตามขั้นตอนงาน ต้องมีข้อมูลตัวอย่างและการตรวจผล เมื่อนำมาใช้ร่วมกันเรียกว่า Intelligent Automation เช่น ใช้ OCR และ AI อ่านใบเสร็จ แล้วให้บอทกรอกข้อมูลต่อ ถ้างานของกิจการมีขั้นตอนชัดอยู่แล้ว เริ่มจากบอทตามกฎได้โดยไม่ต้องรอ AI RPA ใช้โปรแกรมอะไรได้บ้าง เครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายมี 4 ตัว คือ Power Automate UiPath Automation Anywhere และ Blue Prism แต่ละตัวมีเงื่อนไขการใช้งานและราคาต่างกัน ควรเช็กกับผู้ให้บริการก่อนเลือก เครื่องมือ จุดที่ควรรู้ เหมาะกับ Power Automate (Microsoft) Microsoft เปิดให้ผู้ใช้ Windows 10 ดาวน์โหลด Power Automate Desktop โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มตั้งแต่ 2 มีนาคม 2564 กิจการที่ใช้ Microsoft 365 อยู่แล้ว UiPath มีแผน Community ใช้ฟรีสำหรับบุคคลและองค์กรขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไข จำกัดผู้ใช้และบอทต่อองค์กร ทดลองสร้างบอทก่อนซื้อแผนเสียเงิน Automation Anywhere เครื่องมือ RPA สำหรับองค์กร ดูรูปแบบการติดตั้งและราคาที่เว็บผู้ให้บริการ องค์กรที่มีหลายระบบและทีมดูแลบอท Blue Prism เครื่องมือ RPA สำหรับองค์กร ดูรูปแบบการติดตั้งและราคาที่เว็บผู้ให้บริการ องค์กรที่มีทีม IT ดูแลระบบ เงื่อนไขแผนฟรีเปลี่ยนได้ตามนโยบายผู้ให้บริการ ตามเอกสารของ UiPath แผน Community มีผู้ใช้ Pro 1 คน ผู้ใช้ Plus 1 คน และบอททำงานเอง 1 ตัวต่อองค์กร ถ้าต้องการมากกว่านี้ต้องอัปเกรด ข้อจำกัดและความเสี่ยงของบอทอัตโนมัติมีอะไรบ้าง มี 4 เรื่องหลัก คือ บอทหยุดเมื่อหน้าจอหรือแบบฟอร์มเปลี่ยน บอททำผิดซ้ำถ้าข้อมูลต้นทางผิด รหัสผ่านที่บอทใช้ต้องดูแล และต้องมีคนรับผิดชอบกระบวนการ สมมติซัพพลายเออร์น้ำมันรายใหญ่ของไทยเฟรทโลจิสติกส์เปลี่ยนแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ บอทจะอ่านยอดผิดช่อง บริษัทจึงตั้งกฎให้พนักงานเทียบยอดรวมทุกใบ ไม่ใช่สุ่มตรวจ SME ต้องซื้อโปรแกรมแยก หรือใช้ฟีเจอร์ในโปรแกรมบัญชี เริ่มจากฟีเจอร์ในโปรแกรมบัญชีก่อน แล้วซื้อเครื่องมือแยกเฉพาะงานที่โปรแกรมบัญชีทำไม่ได้ เพราะโปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวมีระบบอัตโนมัติในตัวแล้ว เช่น สแกนใบเสร็จ ช่วยคีย์ และกระทบยอด เครื่องมือแยกเหมาะเมื่อกิจการมีหลายระบบที่ไม่เชื่อมกัน เช่น ระบบขนส่ง ระบบลงเวลา และโปรแกรมบัญชีคนละเจ้า ทางเลือกอีกทางคือเชื่อมต่อ ERP กับระบบบัญชี ให้ข้อมูลไหลถึงกันโดยไม่ต้องใช้บอทคัดลอก ไทยเฟรทโลจิสติกส์ใช้วิธีผสม ให้โปรแกรมบัญชีจัดการการสแกนและการกระทบยอด แล้วใช้บอทเฉพาะขั้นดึงไฟล์ใบแจ้งหนี้จากกล่องอีเมล 3 กล่องมารวมไว้ที่เดียว ข้อควรรู้เกี่ยวกับ RPA สรุป – RPA ต้องจำอะไรบ้าง บอทไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล หัวใจอยู่ที่การเลือกงานให้ถูก เริ่มได้วันนี้ด้วยการจดงานที่ทีมบัญชีทำซ้ำทุกวัน 3 งาน นับจำนวนรายการและเวลาต่อรายการ แล้วคำนวณชั่วโมงต่อเดือนแบบตารางในบทความนี้ ลดงานคีย์ซ้ำด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีฟีเจอร์ OCR สแกนใบเสร็จผ่านแอปบนมือถือ ตัวช่วยคีย์อัตโนมัติ กระทบยอดอัตโนมัติ และเชื่อมต่อข้อมูลร้านค้าออนไลน์โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ ให้ผู้ทำบัญชีใช้เวลากับการตรวจมากขึ้น ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องการทำงานแบบดิจิทัลของ SME เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ RPA RPA Developer คืออะไร RPA Developer คือ ผู้ออกแบบและสร้างบอทให้ทำงานตามขั้นตอนที่ธุรกิจต้องการ ใช้เครื่องมืออย่าง UiPath หรือ Power Automate สร้างลำดับงาน (Workflow) ส่วนใหญ่ไม่ต้องเขียนโค้ดจากศูนย์ เพราะเครื่องมือรองรับการลากวาง ใช้บอทอัตโนมัติต้องเขียนโค้ดเองไหม ไม่จำเป็นในงานพื้นฐาน เครื่องมือส่วนใหญ่ออกแบบแบบ Low-code หรือ No-code คือตั้งค่าด้วยการลากวาง แต่ถ้าต้องเชื่อมกับระบบของบริษัทผ่าน API (ช่องทางให้โปรแกรมแลกข้อมูลกัน) อาจต้องเขียนโค้ดบางส่วน RPA เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน เหมาะกับทุกขนาดที่มีงานซ้ำปริมาณมาก ขนาดธุรกิจสำคัญน้อยกว่าจำนวนรายการต่อเดือน กิจการเล็กที่มีใบแจ้งหนี้หลายร้อยใบต่อเดือนอาจคุ้มกว่ากิจการใหญ่ที่งานซ้ำน้อย บอททำงานตอนกลางคืนได้ไหม ได้ ถ้าใช้แบบ Unattended ซึ่งตั้งเวลาให้บอททำงานเองโดยไม่มีคนเฝ้า เครื่องมือบางตัวต้องใช้แผนเสียเงินสำหรับการทำงานแบบนี้ ควรเช็กเงื่อนไขกับผู้ให้บริการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

ตีตราสารออนไลน์ วิธียื่นและชำระอากรแสตมป์ผ่าน e-Stamp

ตีตราสารออนไลน์ (e-Stamp) คือ การยื่นขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร แทนการซื้อดวงแสตมป์มาปิดบนเอกสาร เมื่อชำระครบ ระบบออกใบเสร็จรับเงินและรหัสรับรองการเสียอากรให้ใช้เป็นหลักฐาน ระบบนี้รับทั้งตราสารกระดาษและตราสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่หลายคนเรียกว่าตราสารออนไลน์ เช่น สัญญาที่เซ็นผ่าน e-Signature ซึ่งไม่มีกระดาษให้ปิดแสตมป์ตั้งแต่แรก สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยคราฟท์แพ็ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกให้โรงงาน ในเดือนเดียวบริษัททำสัญญา 3 ฉบับ และยังไม่มีใครในทีมเคยตีตราสารออนไลน์มาก่อน ตีตราสาร คืออะไร ตีตราสาร คือ การขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน แทนการซื้อดวงแสตมป์มาปิดติดบนเอกสาร คำนี้ใช้กันมาก่อนมีระบบออนไลน์ เพราะเดิมเจ้าหน้าที่จะประทับตราบนตราสารเพื่อแสดงว่าเสียอากรแล้ว อากรแสตมป์เป็นภาษีที่เก็บจากการทำตราสาร 28 ลักษณะตามประมวลรัษฎากร ดูภาพรวมทั้งหมดได้ที่บทความอากรแสตมป์ อากรแสตมป์ออนไลน์ต่างจากแบบดวงอย่างไร อากรแสตมป์ออนไลน์ หรือ e-Stamp คือการชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร แทนการซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร อัตราอากรเท่ากันทั้งสองแบบ ต่างกันที่วิธีจ่ายและหลักฐาน เรื่อง แบบดวง อากรแสตมป์ออนไลน์ (e-Stamp) วิธีชำระ ซื้อดวงแสตมป์ ปิดบนเอกสาร แล้วขีดฆ่า ยื่นแบบในระบบ ชำระเป็นตัวเงิน หลักฐาน ดวงแสตมป์บนกระดาษ ใบเสร็จรับเงินและรหัสรับรองการเสียอากร ใช้กับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้ ได้ การตรวจสอบย้อนหลัง ต้องดูเอกสารตัวจริง ตรวจรหัสรับรองกับระบบได้ เวลาทำรายการ ตามเวลาทำการของสำนักงาน ตามเวลาเปิดของช่องทางชำระแต่ละช่องทาง ตราสารบางประเภทกฎหมายกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงิน ถ้าใช้วิธีปิดดวงแสตมป์แทน กรมสรรพากรถือว่ายังไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ต้องชำระเป็นตัวเงินใหม่พร้อมเงินเพิ่มอากรร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.84/2542 ตราสารอิเล็กทรอนิกส์กับตราสารกระดาษต่างกันอย่างไร ต่างกันที่รูปแบบเอกสาร ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ คือเอกสารที่ทำเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ส่วนตราสารกระดาษคือเอกสารที่พิมพ์และเซ็นบนกระดาษ ไทยคราฟท์แพ็คมีตราสารทั้งสองแบบ สัญญาเช่าโกดังและสัญญาจ้างรีโนเวทโรงงานเป็นกระดาษ ส่วนสัญญาจ้างออกแบบกล่องเซ็นผ่านระบบ e-Signature จึงเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) แบบที่ต้องยื่นจึงต่างกันด้วย ตราสารที่ SME ต้องเสียอากรแสตมป์มีอะไรบ้าง อัตราเท่าไร ตราสารที่ SME เจอบ่อยคือสัญญาเช่า สัญญาจ้างทำของ สัญญากู้ยืมเงิน และใบมอบอำนาจ ระบบ e-Stamp รองรับ 24 ลักษณะตราสาร ยกเว้นลักษณะ 22 และ 24 ถึง 26 ซึ่งหน่วยงานอื่นจัดเก็บแทน ดูอัตราครบทุกลักษณะได้ที่บัญชีอัตราอากรแสตมป์ของกรมสรรพากร ตราสาร อัตราอากร ผู้มีหน้าที่เสีย ตัวอย่าง เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง 1 บาท ต่อค่าเช่าทุก 1,000 บาท หรือเศษ ตลอดอายุสัญญา ผู้ให้เช่า เช่าออฟฟิศ เช่าโกดัง จ้างทำของ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษ ผู้รับจ้าง จ้างรีโนเวท จ้างออกแบบ กู้ยืมเงิน 1 บาท ต่อทุก 2,000 บาท หรือเศษ สูงสุด 10,000 บาท ผู้ให้กู้ กู้ยืมเงินกรรมการ ใบมอบอำนาจ ทำการครั้งเดียว 10 บาท · มากกว่าครั้งเดียว 30 บาท ผู้มอบอำนาจ มอบอำนาจยื่นเอกสาร ตัวอย่าง ไทยคราฟท์แพ็คเช่าโกดังเดือนละ 30,000 บาท 3 ปี ค่าเช่าตลอดสัญญาคือ 30,000 × 36 = 1,080,000 บาท อากรคือ 1,080 บาท ก่อนเซ็นสัญญาเช่าที่ดินหรืออาคาร ควรตกลงให้ชัดว่าใครจ่ายอากร สัญญาจ้างรีโนเวทโรงงาน 250,000 บาท เสียอากร 250 บาท ส่วนสัญญาจ้างออกแบบ 48,500 บาท เศษ 500 บาทนับเป็น 1,000 บาท จึงเสียอากร 49 บาท รวมสามฉบับ 1,379 บาท วิธีตีตราสารออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing มีขั้นตอนอย่างไร ขั้นตอนหลักมี 4 ขั้น คือเข้าระบบ เลือกแบบและกรอกข้อมูล ชำระเงิน แล้วรับรหัสรับรองเก็บไว้กับตราสาร ทั้งหมดทำผ่านเว็บไซต์ e-Stamp Duty ของกรมสรรพากร ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่นมีอะไรบ้าง เตรียม 4 อย่างก่อนเข้าระบบ จะกรอกได้ในครั้งเดียว ขั้นตอนที่ 1 เข้าสู่ระบบ e-Filing เข้าเว็บไซต์ ระบบชำระอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี e-Filing หรือ Digital ID นิติบุคคลกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ได้ 3 ระดับ คือ Super Admin ผู้ดูแลระบบ และผู้ใช้งานทั่วไป ขั้นตอนที่ 2 เลือกแบบฟอร์มและกรอกข้อมูล เลือกเมนู อ.ส.9 สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือเมนู อ.ส.4 อ.ส.4ก อ.ส.4ข สำหรับตราสารกระดาษ แล้วกรอกประเภทตราสาร คู่สัญญา วันที่ทำ และจำนวนเงิน ระบบคำนวณค่าอากรให้ ตรวจยอดกับสัญญาต้นฉบับก่อนยืนยัน ขั้นตอนที่ 3 ชำระเงินค่าอากรแสตมป์ ชำระผ่านช่องทางที่ระบบรองรับ เช่น E-Payment ผ่านธนาคาร บัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ต Direct Debit หรือพิมพ์ชุดชำระเงิน (Pay in Slip) และ QR Code ไปจ่ายผ่าน Mobile Banking ATM หรือเคาน์เตอร์ ขั้นตอนที่ 4 รับรหัสรับรองและเก็บหลักฐาน เมื่อกรมสรรพากรได้รับเงินครบ ระบบออกใบเสร็จรับเงินและรหัสรับรองการเสียอากรแสตมป์ ให้ดาวน์โหลดเก็บไว้ และนำรหัสรับรองไปอ้างอิงหรือผนวกกับตราสาร ตราสารจึงถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์ ตรวจสถานะย้อนหลังได้ที่เมนูตรวจสอบการเสียอากรแสตมป์ ไทยคราฟท์แพ็คพิมพ์ใบเสร็จและรหัสรับรองแนบกับสัญญาเช่าและสัญญารีโนเวทที่เป็นกระดาษ ส่วนสัญญาออกแบบ ใส่รหัสรับรองไว้ในไฟล์สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ เวลาผู้สอบบัญชีขอดูหลักฐาน หยิบได้ทันที แบบ อ.ส.4, อ.ส.4ก, อ.ส.4ข และ อ.ส.9 ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่รูปแบบและลักษณะของตราสาร อ.ส.9 ใช้กับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ส่วนตราสารกระดาษแยกเป็น 3 แบบตามลักษณะตราสาร ถ้าเลือกแบบผิด ระบบจะไม่ตรงกับประเภทตราสารที่กรอก แบบ ใช้กับ ตัวอย่างตราสาร อ.ส.4 ตราสารกระดาษ กลุ่มเช่าที่ดิน จ้างทำของ และอื่น ๆ สัญญาเช่าอาคาร สัญญาจ้างรีโนเวท อ.ส.4ก ตราสารกระดาษ กลุ่มตั๋วแลกเงิน ใบหุ้น เช็ค ใบรับฝากเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน เช็ค อ.ส.4ข ตราสารกระดาษ กลุ่มเช่าซื้อ กู้ยืมเงิน กรมธรรม์ประกันภัย สัญญาเช่าซื้อ สัญญากู้ยืมเงิน อ.ส.9 ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกลักษณะที่ระบบรองรับ สัญญาที่เซ็นผ่าน e-Signature ไทยคราฟท์แพ็คยื่นสัญญาเช่าโกดังและสัญญารีโนเวทด้วย อ.ส.4 และยื่นสัญญาออกแบบที่เซ็นออนไลน์ด้วย อ.ส.9 กิจการที่มีตราสารอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ขอใช้บริการ API กับกรมสรรพากรเพื่อส่งข้อมูลจากระบบของตัวเองได้ ตีตราสาร สัญญาจ้าง ออนไลน์ ทำอย่างไร ทำเหมือนตราสารอื่น สิ่งที่ต้องดูเพิ่มคือสัญญานั้นเป็นจ้างทำของหรือจ้างแรงงาน เพราะจ้างทำของต้องเสียอากร ส่วนจ้างแรงงานไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ สัญญาจ้างเหมาบริการ (จ้างทำของ) เสียอากรเท่าไร เสีย 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ของสินจ้าง สัญญาจ้างเหมาบริการ จ้างออกแบบ จ้างซ่อม และจ้างผลิตตามสั่ง ส่วนใหญ่เป็นจ้างทำของ เพราะผู้ว่าจ้างจ่ายเงินเพื่อผลสำเร็จของงาน สัญญาจ้างแรงงานต้องเสียอากรไหม ไม่ต้องเสีย สัญญาจ้างงานพนักงานประจำเป็นจ้างแรงงาน ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ถ้าสัญญาเดียวมีทั้งการจ้างพนักงานและการจ้างทำงานให้สำเร็จเป็นชิ้น ควรให้ผู้ทำบัญชีดูว่าส่วนใดเป็นจ้างทำของ เพราะอากรคิดตามลักษณะตราสารตามบัญชีอัตรา ใครต้องเสียอากร และใครยื่นแทนได้ ผู้มีหน้าที่เสียคือผู้กระทำตราสารตามบัญชีอัตรา เช่น ผู้รับจ้าง ผู้ให้เช่า ผู้ให้กู้ และผู้มอบอำนาจ คู่สัญญาตกลงกันได้ว่าใครเป็นผู้จ่าย แต่ความรับผิดตามกฎหมายยังอยู่กับผู้มีหน้าที่เสีย ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ คู่สัญญาฝ่ายใดเข้าระบบยื่นได้ตามมาตรา 107 และใบเสร็จออกในนามผู้ที่เข้าระบบ ไทยคราฟท์แพ็คเป็นผู้ว่าจ้างงานออกแบบ แต่ตกลงยื่นแทนนักออกแบบ ใบเสร็จค่าอากร 49 บาทจึงออกในนามบริษัท ต้องยื่นภายในกี่วัน และช่องทางชำระเปิดกี่โมง ตราสารที่ SME ใช้บ่อย ต้องยื่นก่อนทำหรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร แต่บางประเภทต้องยื่นทันที และบางประเภทยื่นเป็นงวดครึ่งเดือน กำหนดจึงขึ้นกับลักษณะตราสาร กลุ่มตราสาร กำหนดยื่นและชำระ ตราสารกระดาษ เช่าที่ดินหรือโรงเรือน จ้างทำของ ก่อนทำตราสาร หรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำ ตราสารกระดาษ ใบมอบอำนาจ โอนหุ้น ใบรับเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ก่อนทำ หรือทันทีที่ทำตราสาร ตราสารกระดาษ ตั๋วเงิน เช็ค เช่าซื้อ กู้ยืมเงิน กรมธรรม์ประกันภัย งวดวันที่ 1 ถึง 15 ยื่นภายในวันที่ 22 · งวดวันที่ 16 ถึงสิ้นเดือน ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนทำ หรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำ ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตราสารที่ทำในต่างประเทศ ผู้นำมาใช้ในไทยยื่นภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับตราสาร ไทยคราฟท์แพ็คเซ็นสัญญาเช่าวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 วันถัดไปคือวันที่ 2 จึงต้องยื่นภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 ถ้าวันสุดท้ายของตราสารอิเล็กทรอนิกส์ตรงกับวันหยุดราชการ ยื่นได้ในวันทำการถัดไป ช่องทางชำระไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมง E-Payment ส่วนใหญ่เปิด 06.00 ถึง 22.00 น. ส่วน Mobile Banking Internet Banking ATM และ QR Code รับชำระถึง 22.50 น. บางธนาคารปิดเร็วกว่านี้ จึงไม่ควรรอยื่นคืนสุดท้าย ยื่นช้าหรือปิดแสตมป์ไม่ครบ เสียเงินเพิ่มเท่าไร ขึ้นกับว่ายื่นเองหรือถูกตรวจพบ ถ้ายื่นเองภายในกำหนด 15 วัน เสียเฉพาะอากร ยื่นเองช้าไม่เกิน 90 วัน เสียเงินเพิ่ม 2 เท่า เกิน 90 วัน เสีย 5 เท่า และถ้าเจ้าพนักงานตรวจพบ เสียเงินเพิ่ม 6 เท่า กรณี เงินเพิ่มอากร ฐานกฎหมาย ยื่นเองภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์ ไม่มี มาตรา 113 ยื่นเองเกินกำหนด แต่ไม่เกิน 90 วัน 2 เท่าของอากร หรือ 4 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า มาตรา 113 ยื่นเองเกิน 90 วัน 5 เท่าของอากร หรือ 10 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า มาตรา 113 เจ้าพนักงานตรวจพบว่าไม่ปิดหรือปิดไม่ครบ 6 เท่าของอากรที่ขาด หรือ 25 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า มาตรา 114 ตัวอย่าง ไทยคราฟท์แพ็คลืมสัญญารีโนเวท อากร 250 บาท ถ้านึกได้และยื่นเองเมื่อผ่านไป 40 วัน เงินเพิ่มคือ 250 × 2 = 500 บาท รวม 750 บาท แต่ถ้าถูกตรวจพบก่อน เงินเพิ่มคือ 250 × 6 = 1,500 บาท รวม 1,750 บาท ผู้ที่ไม่ได้เจตนาหลีกเลี่ยง ยื่นคำร้องขอลดเงินเพิ่มเป็นหนังสือต่อเจ้าพนักงานได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 129 และต้องชำระภายใน 10 วันนับแต่ได้รับแจ้ง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อตีตราสารออนไลน์ และวิธีแก้ไข ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดก่อนกดชำระ ตรวจ 4 จุดนี้ทุกครั้งจะลดงานแก้ภายหลังได้มาก บันทึกบัญชีค่าอากรแสตมป์อย่างไร บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการในบัญชีค่าอากรแสตมป์ ในวันที่ชำระ และเก็บใบเสร็จจากระบบ e-Stamp เป็นเอกสารประกอบ ค่าอากรที่เป็นภาระของกิจการเองนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ ส่วนกรณีจ่ายแทนคู่สัญญาตามข้อตกลง ให้ผู้ทำบัญชีตรวจเงื่อนไขก่อนลงเป็นรายจ่ายทางภาษี ไทยคราฟท์แพ็คตกลงในสัญญาว่าบริษัทเป็นผู้จ่ายอากรทั้งสามฉบับ รวม 1,379 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าอากรแสตมป์ 1,379 เงินฝากธนาคาร 1,379 สัญญาเช่ายังมีเรื่องภาษีต่อจากอากร เช่น การหักภาษีเมื่อจ่ายค่าเช่าทุกเดือน ดูรายละเอียดได้ที่ค่าเช่า หัก ณ ที่จ่าย ข้อควรรู้เกี่ยวกับการตีตราสารออนไลน์ สรุป – ตีตราสารออนไลน์ต้องจำอะไรบ้าง ก่อนสิ้นวันนี้ ลองเปิดสัญญาเช่าและสัญญาจ้างที่เซ็นในเดือนนี้ทุกฉบับ จดวันที่ทำตราสาร จำนวนเงิน และผู้มีหน้าที่เสีย แล้วเทียบกับตารางกำหนดเวลาในบทความ ฉบับไหนใกล้ครบ 15 วันให้ยื่นก่อน บันทึกค่าอากรแสตมป์ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ บันทึกค่าอากรแสตมป์เป็นค่าใช้จ่ายในผังบัญชีอากรแสตมป์ได้จากเมนูรายจ่าย ระบุว่าชำระแล้วหรือตั้งหนี้ไว้ก่อนก็ได้ ดูขั้นตอนทีละหน้าจอได้ที่บันทึกค่าอากรแสตมป์ใน PEAK ให้ผู้ทำบัญชีเห็นค่าอากรของทุกสัญญาในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีของนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตีตราสารออนไลน์ ซื้ออากรแสตมป์ได้ที่ไหน ดวงแสตมป์ซื้อได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ส่วนการซื้ออากรแสตมป์ออนไลน์ไม่ได้ซื้อเป็นดวง แต่เป็นการยื่นขอเสียอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบ e-Stamp แล้วชำระตามช่องทางที่ระบบรองรับ ตีตราสารออนไลน์ต้องสมัคร e-Filing ก่อนไหม ต้องมีบัญชีเข้าระบบก่อน ใช้บัญชีสมาชิก e-Filing ของกรมสรรพากร Digital ID ที่รองรับ หรือ Tax Single Sign On ของกระทรวงการคลังก็ได้ บัญชีเดียวกันนี้ใช้ยื่นภาษีออนไลน์อื่นได้ด้วย ชำระอากรออนไลน์แล้ว ยังต้องติดดวงแสตมป์บนสัญญาอีกไหม ไม่ต้อง เมื่อชำระครบและได้ใบเสร็จกับรหัสรับรองการเสียอากรแล้ว ให้นำรหัสรับรองไปอ้างอิงหรือผนวกกับตราสาร ตราสารนั้นถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์ สำหรับสัญญากระดาษ ควรพิมพ์ใบเสร็จแนบไว้กับต้นฉบับ ค่าอากรแสตมป์หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม ได้ ถ้าเป็นค่าอากรที่เป็นภาระของกิจการเพื่อการทำธุรกิจ ถ้าจ่ายแทนคู่สัญญาตามข้อตกลง ให้ผู้ทำบัญชีตรวจเงื่อนไขก่อน และเก็บใบเสร็จจากระบบ e-Stamp เป็นหลักฐาน e-Stamp ต่างจาก e-Tax Invoice อย่างไร เป็นคนละระบบกัน e-Stamp ใช้ชำระอากรแสตมป์ของตราสาร ส่วน e-Tax Invoice คือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แทนใบกำกับภาษีกระดาษในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการหนึ่งอาจต้องใช้ทั้งสองระบบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

บัตรชมพู คืออะไร เช็กลิสต์นายจ้าง ก่อนจ้างแรงงาน

บัตรชมพู คืออะไร และสำคัญอย่างไร บัตรชมพู (Pink Card) คือ บัตรสีชมพูที่มีชื่อทางการว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย กรมการปกครองออกให้คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย เพื่อใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัว 13 หลัก คนทั่วไปจึงเรียกกันว่าบัตรแรงงานต่างด้าว บัตรนี้ออกตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ส่วนสิทธิทำงานมาจากใบอนุญาตทำงานที่กรมการจัดหางานออกให้ สองอย่างนี้ต้องใช้คู่กัน เรื่องนี้สำคัญกับนายจ้างอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท แพ็คดีบอกซ์ จำกัด (ชื่อสมมติ) ผู้ผลิตกล่องลูกฟูกส่งโรงงานอาหาร ซึ่งจ้างแรงงานเมียนมาถือบัตรสีชมพู 12 คนในไลน์ผลิต ถือบัตรชมพูแล้วได้สัญชาติไทยไหม ไม่ได้ หลายคนเรียกบัตรนี้ว่า บัตรประชาชนสีชมพู แต่บัตรนี้ไม่ใช่บัตรประจำตัวประชาชนไทย และไม่ได้ทำให้ผู้ถือได้สัญชาติไทย ลูกของผู้ถือบัตรที่เกิดในไทยก็ไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการสัญชาติต้องยื่นขอตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับคนต่างด้าวทั่วไป ใครต้องมีบัตรชมพูบ้าง แล้วทำบัตรชมพูที่ไหน คนที่ต้องมีบัตรชมพูส่วนใหญ่คือแรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่ขึ้นทะเบียนทำงานในไทยตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละรอบ ส่วนการทำบัตรต้องไปที่สำนักทะเบียนของกรมการปกครองตามที่นัดหมายไว้ การทำบัตรไม่ได้เปิดตลอดทั้งปี แต่เปิดเป็นรอบตามที่ ครม. กำหนด กรมการจัดหางานดูแลเรื่องใบอนุญาตทำงาน ส่วนกรมการปกครองดูแลการจัดทำทะเบียนประวัติ เก็บลายนิ้วมือ ถ่ายรูป และออกบัตร ข้อมูลชีวภาพที่เก็บไว้ทำให้การสวมตัวเพื่อทำบัตรใบใหม่ในชื่ออื่นทำได้ยาก บัตรจึงเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนที่นายจ้างใช้อ้างอิงได้ บัตรสีชมพูทำอะไรได้บ้าง และทำอะไรไม่ได้ บัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัวของคนต่างด้าว และใช้เป็นเอกสารประกอบเวลายื่นขอหรือต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แต่ใช้แทนใบอนุญาตทำงานหรือหนังสือเดินทางไม่ได้ สิ่งที่ใช้บัตรนี้ได้ สิ่งที่บัตรนี้ทำแทนไม่ได้ เรื่องธุรกรรมอื่น เช่น เปิดบัญชีธนาคารหรือจดทะเบียนซิมโทรศัพท์ แต่ละหน่วยงานกำหนดเอกสารเอง ควรถามธนาคารหรือผู้ให้บริการโดยตรง บัตรชมพู กับ Work Permit ต่างกันอย่างไร บัตรสีชมพู กับ Work Permit ต่างกันที่หน้าที่ บัตรบอกว่าผู้ถือเป็นใคร ส่วนใบอนุญาตทำงานบอกว่าผู้ถือทำงานอะไร กับนายจ้างคนไหน ได้ถึงวันไหน นายจ้างต้องตรวจทั้งสองอย่าง รายละเอียดการขอโควตา ขอใบอนุญาต และโทษของการจ้างผิดกฎหมาย อ่านต่อได้ในบทความใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งอธิบายขั้นตอนฝั่งนายจ้างไว้ครบ หัวข้อ บัตรสีชมพู ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ชื่อทางการ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว หน่วยงานที่ออก กรมการปกครอง กรมการจัดหางาน ใช้เพื่อ แสดงตัวตนและเลข 13 หลัก อนุญาตให้ทำงานตามที่ระบุ ข้อมูลสำคัญ ชื่อ รูป เลขประจำตัว วันออกบัตร วันหมดอายุบัตร นายจ้าง ประเภทงาน ท้องที่ วันหมดอายุสิทธิทำงาน ช่องทางต่ออายุ ติดต่อสำนักทะเบียนตามที่กรมการปกครองกำหนด ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-WorkPermit ตามรอบที่ประกาศ หนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคลต่างจากบัตรสีชมพูอย่างไร ต่างกันที่ผู้ออกเอกสาร บัตรสีชมพูออกโดยรัฐไทย ส่วนหนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity หรือ CI) ออกโดยประเทศต้นทางของแรงงาน ในทางปฏิบัติ แรงงานจำนวนมากถือเอกสารสามอย่างพร้อมกัน คือบัตรสีชมพู หนังสือเดินทางหรือ CI และใบอนุญาตทำงาน นายจ้างควรเก็บสำเนาครบทั้งชุดไว้ในแฟ้มลูกจ้างแต่ละคน ได้บัตรชมพู 10 ปี แปลว่าอยู่ไทย 10 ปีได้ไหม ไม่ได้ บัตรสีชมพูของแรงงานต่างด้าวมีอายุตัวบัตรโดยทั่วไปราว 10 ปี ตามข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย แต่ระยะเวลาที่อยู่และทำงานได้จริงขึ้นอยู่กับใบอนุญาตทำงานและมติ ครม. ในแต่ละรอบ ถ้าใบอนุญาตทำงานหมดอายุและไม่ได้ต่อ ผู้ถือต้องเดินทางออกนอกประเทศ แม้บัตรจะยังไม่หมดอายุก็ตาม วันที่ต้องยึดจึงเป็นวันหมดอายุในใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่วันบนบัตร สมมติลูกจ้างของแพ็คดีบอกซ์คนหนึ่งถือบัตรที่ยังเหลืออายุอีก 6 ปี แต่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ถ้าไม่ยื่นต่อภายในกำหนด ตั้งแต่วันถัดไปบริษัทจะจ้างคนนี้ต่อไม่ได้ แรงงานต่างด้าวอยู่และทำงานได้ถึงเมื่อไร แรงงานลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ต่ออายุได้อีก 1 ปี ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ตามที่ ครม. เห็นชอบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ครอบคลุมแรงงานราว 7.7 แสนคน กรมการจัดหางานเปิดให้ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ e-WorkPermit ตั้งแต่ 8 กันยายน ถึง 11 ธันวาคม 2569 ยื่นคำขอได้ถึง 16.30 น. และชำระเงินได้ถึง 20.00 น. ของวันสุดท้าย รายการ รายละเอียด กลุ่มที่ต่อได้ ลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 ช่วงยื่นคำขอ 8 ก.ย. 2569 ถึง 11 ธ.ค. 2569 ค่าคำขอ 100 บาท ต่อฉบับ ค่าใบอนุญาตทำงาน 900 บาท ต่อฉบับ (1 ปี) ถ้าใบอนุญาตทำงานของแรงงาน 12 คนของแพ็คดีบอกซ์หมดอายุ 11 ธันวาคม 2569 ทั้งหมด ค่าธรรมเนียมรอบนี้ = 12 × (100 + 900) = 12,000 บาท ยังไม่รวมค่าตรวจโรคและประกันสุขภาพ แรงงานกัมพูชาอยู่ภายใต้มาตรการผ่อนผันที่ประกาศแยกออกมา และมีการปรับเงื่อนไขหลายครั้ง นายจ้างที่จ้างแรงงานกัมพูชาควรตรวจประกาศล่าสุดของกรมการจัดหางาน หรือโทรสายด่วน 1506 ก่อนตัดสินใจ ทำบัตรใหม่ ต่ออายุบัตรชมพู ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง เอกสารหลักมี 4 อย่าง คือ หนังสือเดินทางหรือเอกสารแทน ใบรับรองผลตรวจโรค หลักฐานประกันสังคมหรือประกันสุขภาพ และสำเนาบัตรเดิม ทั้งหมดใช้ต่อใบอนุญาตทำงานก่อน แล้วจึงจัดการเรื่องบัตรกับกรมการปกครอง เพราะสิทธิอยู่ผูกกับสิทธิทำงาน ลำดับงานที่ควรทำ แพ็คดีบอกซ์ให้แรงงานทั้ง 12 คนเซ็นหนังสือมอบอำนาจ แล้วให้ฝ่ายบุคคลยื่นแทนพร้อมกันในวันเดียว ทำให้ตามสถานะคำขอได้จากที่เดียว แรงงานเมียนมาที่ยังไม่มีหนังสือเดินทางแนบภายหลังได้ ค่าธรรมเนียมทำบัตรของกรมการปกครองยังไม่มีตัวเลขที่ประกาศชัดในแหล่งทางการที่ตรวจได้ ควรสอบถามสำนักทะเบียนที่จะไปทำบัตร หรือสายด่วนกรมการปกครอง 1548 ก่อนตั้งงบประมาณ นายจ้างต้องตรวจอะไร ก่อนจ้างแรงงานบัตรชมพู ต้องตรวจว่าข้อมูลบนบัตรตรงกับตัวลูกจ้างและใบอนุญาตทำงาน และใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ หลังรับเข้าทำงานแล้ว ควรตามวันหมดอายุต่อเนื่องจนกว่าจะเลิกจ้าง ก่อนรับเข้าทำงาน หลังรับเข้าทำงาน บนบัตรต้องดูข้อมูลช่องไหนบ้าง ดูอย่างน้อย 4 ช่อง คือ ชื่อสกุล เลขประจำตัว 13 หลัก วันออกบัตร และวันหมดอายุบัตร แล้วนำเลข 13 หลักไปเทียบกับเลขในใบอนุญาตทำงานและในระบบประกันสังคม สมมติฝ่ายบุคคลของแพ็คดีบอกซ์พิมพ์เลขลูกจ้างคนหนึ่งผิด 1 หลักตอนขึ้นทะเบียนประกันสังคม เงินสมทบที่ส่งทุกเดือนจะไม่ไปเข้าบัญชีของลูกจ้างคนนั้น และต้องย้อนแก้ข้อมูลภายหลัง แรงงานบัตรชมพูต้องเข้าประกันสังคมไหม ต้องเข้า ลูกจ้างต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เหมือนลูกจ้างคนไทย นายจ้างต้องแจ้งเข้าภายใน 30 วันนับจากวันที่รับเข้าทำงาน ขั้นตอนและแบบที่ใช้อ่านได้ในบทความแจ้งเข้าประกันสังคม นายจ้างและลูกจ้างสมทบฝ่ายละร้อยละ 5 ของค่าจ้าง คิดจากค่าจ้างไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือน เงินสมทบสูงสุดจึงอยู่ที่ฝ่ายละ 875 บาท ตัวอย่าง แพ็คดีบอกซ์จ่ายเงินเดือนลูกจ้างคนละ 11,000 บาท ประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง = 11,000 × 5% = 550 บาท และบริษัทสมทบอีก 550 บาท รวม 12 คน บริษัทนำส่งเดือนละ 12 × 1,100 = 13,200 บาท จ่ายเงินเดือนแรงงานบัตรชมพู ต้องหักภาษีไหม ต้องคำนวณเหมือนลูกจ้างคนไทย เงินเดือนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) นายจ้างคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ในเดือนที่มีการหักภาษี และสรุปยื่น ภ.ง.ด.1ก ปีละครั้ง ลูกจ้างเงินเดือน 11,000 บาทของแพ็คดีบอกซ์มีภาษีทั้งปีเป็นศูนย์ แต่ยังต้องมีชื่ออยู่ใน ภ.ง.ด.1ก ประจำปี ความต่างของแบบทั้งสองอ่านได้ในภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.1ก ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัตรชมพู สรุป – บัตรชมพูต้องจำอะไรบ้าง บัตรชมพู คือ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ให้สัญชาติ สิทธิทำงานดูจากใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่จากอายุบัตร 10 ปี แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 โดยต้องยื่นภายใน 11 ธ.ค. 2569 แรงงานกลุ่มนี้ต้องเข้าประกันสังคมและอยู่ในระบบภาษีเงินเดือนเหมือนลูกจ้างทั่วไป สัปดาห์นี้ลองเปิดแฟ้มลูกจ้างต่างด้าวทุกคน จดวันหมดอายุของบัตรและของใบอนุญาตทำงานลงตารางเดียวกัน แล้วเช็กว่ามีใครที่ต้องยื่นต่อก่อน 11 ธันวาคม 2569 บ้าง ทำจ่ายเงินเดือนแรงงานต่างด้าวด้วย PEAK เมื่อเอกสารลูกจ้างครบแล้ว งานที่เหลือทุกเดือนคือการทำจ่ายเงินเดือน PEAK Payroll ช่วยทำจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง สร้างสลิปให้พนักงาน และจ่ายผ่านระบบของธนาคาร – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรชมพู บัตรชมพูทำงานได้ไหม ทำงานได้เมื่อมีใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุคู่กัน ตัวบัตรอย่างเดียวเป็นแค่บัตรแสดงตัวตน และงานที่ทำต้องตรงกับประเภทงานและนายจ้างที่ระบุในใบอนุญาต ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว แต่บัตรชมพูยังไม่หมด จ้างต่อได้ไหม จ้างต่อไม่ได้ จนกว่าจะต่อใบอนุญาตทำงานสำเร็จ สิทธิอยู่และทำงานผูกกับใบอนุญาต ไม่ใช่กับวันหมดอายุบนบัตร นายจ้างควรยื่นต่อให้ทันกำหนดของรอบนั้น บัตรชมพูหายหรือชำรุดต้องทำอย่างไร ให้ติดต่อสำนักทะเบียนตามช่องทางของกรมการปกครอง หรือสอบถามสายด่วน 1548 ว่าต้องใช้เอกสารใดบ้าง ระหว่างนั้นนายจ้างควรเก็บสำเนาบัตรเดิมไว้ใช้ยืนยันเลขประจำตัว บัตรสีชมพูเปิดบัญชีธนาคารได้ไหม ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร บางแห่งขอหนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตทำงานประกอบด้วย ถ้าบริษัทจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชี ควรสอบถามธนาคารที่ใช้จ่ายเงินเดือนก่อนพาลูกจ้างไปเปิดบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

30 min

ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) คืออะไร มีกี่ประเภท ขอยังไง ค่าธรรมเนียม

ใบอนุญาตทำงาน คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบอนุญาตทำงาน คือ เอกสารที่นายทะเบียนของกรมการจัดหางานออกให้คนต่างด้าว เพื่อยืนยันว่าคนคนนั้นทำงานในประเทศไทยได้ถูกกฎหมาย ในตำแหน่ง กับนายจ้าง และในท้องที่ที่ระบุไว้ Work Permit คือชื่อภาษาอังกฤษของเอกสารนี้ กฎหมายหลักคือพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และฉบับแก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 คนต่างด้าวทำงานในไทยได้ต้องมีเอกสาร 2 ชิ้นที่ออกโดยคนละหน่วยงาน ชิ้นแรกคือวีซ่าและสิทธิอยู่ในประเทศจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชิ้นที่สองคือ Work Permit จากกรมการจัดหางาน มีวีซ่าอย่างเดียวจึงยังทำงานไม่ได้ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จะจ้างพนักงานต่างชาติ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณแอน เจ้าของบริษัทร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็ก ที่กำลังจะจ้างพนักงานต่างชาติ 2 คน คือเชฟชาวญี่ปุ่น 1 คน และผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาที่มาตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล (MOU) อีก 1 คน Work Permit ต่างจากวีซ่าและบัตรสีชมพูอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเป็นเอกสารของคนต่างด้าว แต่ตอบคนละคำถาม วีซ่าตอบว่าอยู่ในประเทศได้หรือไม่ Work Permit ตอบว่าทำงานอะไรได้บ้าง ส่วนบัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนของแรงงานบางกลุ่ม เอกสาร หน่วยงานที่ออก ใช้ยืนยันอะไร วีซ่าและตราประทับอนุญาตให้อยู่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สิทธิเข้าเมืองและอยู่ในไทยตามระยะเวลาที่ได้รับ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สิทธิทำงานตามตำแหน่ง นายจ้าง และท้องที่ที่ระบุ บัตรสีชมพู กรมการปกครอง บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยของแรงงานบางกลุ่ม ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ใช้แทนการอนุญาตให้ทำงาน ข้อควรระวังคือวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าผ่านทางใช้ขอ Work Permit ไม่ได้ เพราะคู่มือการขอรับใบอนุญาตของคนต่างด้าว กำหนดให้ผู้ยื่นต้องมีถิ่นที่อยู่ในไทย หรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาแบบชั่วคราวประเภท Non-Immigrant ใครต้องมีใบอนุญาตทำงาน และงานไหนที่คนต่างด้าวทำไม่ได้ คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องมีใบอนุญาต ไม่ว่าจะทำงานในสำนักงาน ร้านอาหาร โรงงาน หรือไซต์ก่อสร้าง และไม่ว่าจะได้ค่าจ้างหรือไม่ มาตรา 59 กำหนดว่าคนต่างด้าวทำงานได้เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว และต้องเป็นงานที่ไม่ได้ห้ามไว้ ข้อยกเว้นที่ใช้บ่อยคืองานจำเป็นเร่งด่วนที่ทำเสร็จภายใน 15 วัน เช่น ช่างต่างประเทศที่เข้ามาซ่อมเครื่องจักร กรณีนี้ใช้วิธีแจ้งนายทะเบียนตามมาตรา 61 แทนการขอใบอนุญาตเต็มรูปแบบ งานที่คนต่างด้าวทำไม่ได้มีอะไรบ้าง กระทรวงแรงงานกำหนดรายการงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำไว้ในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ลงวันที่ 1 เมษายน 2563 แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ในกรณีของคุณแอน งานเชฟอาหารญี่ปุ่นและงานผู้ช่วยครัวไม่อยู่ในกลุ่มห้ามเด็ดขาด แต่ถ้าคุณแอนคิดจะให้ผู้ช่วยครัวไปยืนขายของหน้าร้านด้วย ต้องเช็กเงื่อนไขของงานขายหน้าร้านก่อน เพราะทำงานนอกขอบเขตที่ได้รับอนุญาตก็ผิดกฎหมายเช่นกัน Work Permit มีกี่ประเภท Work Permit แบ่งตามช่องทางที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ซึ่งกฎหมายแยกไว้เป็นรายมาตรา แต่ละประเภทใช้แบบคำขอ เอกสาร และอายุใบอนุญาตไม่เหมือนกัน ประเภท ใครใช้ ตัวอย่าง ทั่วไป (มาตรา 59) คนต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายแบบ Non-Immigrant และทำงานที่ไม่ห้าม ผู้จัดการ ครูสอนภาษา เชฟของคุณแอน ส่งเสริมการลงทุน (มาตรา 62) คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่น ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI นำเข้าตาม MOU แรงงานจากประเทศที่ทำบันทึกความเข้าใจกับไทย นำเข้าผ่านนายจ้างหรือผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาของคุณแอน ตามมติคณะรัฐมนตรี (มาตรา 63/2) กลุ่มที่คณะรัฐมนตรีอนุญาตให้ขอใบอนุญาตได้เป็นการเฉพาะ แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี กลุ่มเฉพาะ (มาตรา 63/1) ผู้ถูกถอนสัญชาติ ผู้เกิดในไทยบางกรณี หรือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในไทยมานาน ชายแดน (มาตรา 64) คนสัญชาติประเทศที่มีพรมแดนติดไทย ทำงานชั่วคราวเป็นช่วงเวลาหรือตามฤดูกาลในพื้นที่ที่กำหนด แรงงานไป-กลับในจังหวัดชายแดน SME ส่วนใหญ่จะเจอแค่ 2 แบบ คือมาตรา 59 สำหรับพนักงานวิชาชีพหรือผู้บริหาร และ MOU สำหรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน สองแบบนี้มีค่าธรรมเนียมคนละอัตราตามประเภทงาน ซึ่งจะเห็นตัวเลขชัดในตัวอย่างค่าใช้จ่ายของคุณแอน เอกสารขอใบอนุญาตทำงาน ต้องเตรียมอะไรบ้าง เอกสาร Work Permit แบ่งเป็น 2 ชุด คือของลูกจ้างต่างชาติ และของนายจ้าง รายการด้านล่างอ้างอิงจากคู่มือประชาชนกรณีขอใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 ซึ่งระบุเอกสารไว้ 35 รายการ แต่ไม่ได้ใช้ทุกรายการกับทุกคน เอกสารของลูกจ้างต่างชาติ เอกสารของนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล ใบรับรองแพทย์ต้องออกไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันยื่น และควรใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนฉบับล่าสุด ถ้าเอกสารภาษาต่างประเทศ ให้เตรียมคำแปลภาษาไทยไว้ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่อาจขอเพิ่มตอนตรวจ ขั้นตอนขอ Work Permit ผ่าน e-WorkPermit ทำอย่างไร การขอ Work Permit ตอนนี้ยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit ของกรมการจัดหางานได้ทั้งหมด นายจ้างยื่นแทนลูกจ้างได้ตามมาตรา 60 และขั้นตอนตามคู่มือประชาชนมี 4 ขั้น รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 3 วันนับแต่เอกสารครบ หรือราว 2 สัปดาห์ถ้าถูกส่งตรวจสอบ ก่อนถึงขั้นนี้ ลูกจ้างต้องได้วีซ่าประเภท Non-Immigrant จากสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน ส่วนนี้มีระยะเวลาและค่าธรรมเนียมแยกต่างหาก เชฟของคุณแอนยื่นเอกสารครบในวันจันทร์ ถ้าไม่ถูกส่งตรวจเพิ่ม จะได้รับใบอนุญาตภายในวันพุธ คุณแอนจึงควรนัดวันเริ่มงานหลังวันรับใบอนุญาต ไม่ใช่หลังวันยื่น Digital Work Permit คืออะไร Digital Work Permit คือข้อมูลใบอนุญาตที่ตรวจดูได้ในระบบ e-WorkPermit แทนการพึ่งเล่มกระดาษอย่างเดียว ระบบนี้เปิดให้นายจ้างและคนต่างด้าวใช้ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ตามที่รัฐบาลประกาศ ระบบรองรับการลงทะเบียน ยื่นข้อมูลการจ้าง ชำระค่าคำขอ ติดตามสถานะผ่านอีเมล SMS หรือ LINE และนัดหมายศูนย์บริการ กรมการจัดหางานเตรียมศูนย์บริการไว้ 54 แห่ง สำหรับยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ เช่น ใบหน้า ม่านตา หรือลายนิ้วมือ จึงยังต้องไปที่ศูนย์อย่างน้อย 1 ครั้ง ทำใบอนุญาตทำงาน ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมแบ่งเป็นค่าคำขอ 100 บาทต่อคำขอ และค่าใบอนุญาตตามระยะเวลา โดยกระทรวงแรงงานแยกอัตราเป็น 2 กลุ่ม คือกรรมกรกับผู้รับใช้ในบ้าน และอาชีพอื่น รายการ กรรมกร / ผู้รับใช้ในบ้าน (บาท) อาชีพอื่น (บาท) ใบอนุญาตไม่เกิน 3 เดือน 225 750 เกิน 3 เดือน ไม่เกิน 6 เดือน 450 1,500 เกิน 6 เดือน ไม่เกิน 1 ปี 900 3,000 เกิน 1 ปี คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน ต่ออายุ อัตราเดียวกับออกใหม่ อัตราเดียวกับออกใหม่ ใบแทน (ต่อฉบับ) 200 500 เปลี่ยนหรือเพิ่มนายจ้าง 900 3,000 เปลี่ยนหรือเพิ่มท้องที่ / ประเภทงาน 900 1,000 ตัวเลขชุดนี้เป็นค่าธรรมเนียมของกรมการจัดหางานเท่านั้น ยังไม่รวมค่าวีซ่าและค่าต่ออายุการอยู่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าบริการของบริษัทนำเข้าแรงงานกรณี MOU กลับมาที่คุณแอน ถ้าขอใบอนุญาต 1 ปีให้ทั้ง 2 คน ค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานจะเป็นดังนี้ พนักงาน กลุ่มอัตรา ค่าคำขอ ค่าใบอนุญาต 1 ปี รวม เชฟชาวญี่ปุ่น อาชีพอื่น 100 3,000 3,100 ผู้ช่วยครัว (MOU) กรรมกร 100 900 1,000 รวม 4,100 ผู้ช่วยครัวใช้อัตรากรรมกรได้เมื่อตำแหน่งงานที่ขออนุญาตจัดเป็นงานกรรมกร ถ้าระบุเป็นงานประเภทอื่น ค่าธรรมเนียมจะเปลี่ยนตาม จึงควรถามเจ้าหน้าที่ให้ชัดก่อนกรอกตำแหน่งในคำขอ ต่ออายุ เปลี่ยนนายจ้าง และแจ้งออกจากงานทำอย่างไร Work Permit ตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่ระยะเวลาจริงของแต่ละใบขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาต จึงต้องดูวันหมดอายุบนใบอนุญาตของพนักงานแต่ละคน เรื่อง ต้องทำอะไร กฎหมาย ต่ออายุ ยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตหมดอายุ ระหว่างรอพิจารณาทำงานต่อได้ มาตรา 67 ลูกจ้างเริ่มงานหรือเปลี่ยนนายจ้าง ลูกจ้างแจ้งชื่อนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงานต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน มาตรา 64/2 นายจ้างรับเข้าทำงานหรือลูกจ้างออก นายจ้างแจ้งนายทะเบียนภายใน 15 วันนับแต่วันที่จ้าง และภายใน 15 วันนับแต่วันที่ออก พร้อมเหตุที่ออก มาตรา 13 ใบอนุญาตหายหรือชำรุด ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ มาตรา 69 เจ้าหน้าที่ขอตรวจ แสดงใบอนุญาตภายในเวลาอันสมควร มาตรา 68 กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่นต่ออายุล่วงหน้ากี่วัน แต่ในทางปฏิบัติควรเริ่มก่อนหมดอายุอย่างน้อย 1 เดือน เพราะเอกสารนายจ้างอย่างงบการเงินและหนังสือรับรองบริษัทต้องเตรียมใหม่ และอาจถูกส่งตรวจสอบอีก 10 วันทำการ ถ้าเชฟของคุณแอนลาออกไปทำงานกับร้านอื่น คุณแอนต้องแจ้งออกภายใน 15 วัน ส่วนร้านใหม่ต้องยื่นเปลี่ยนนายจ้างและจ่ายค่าธรรมเนียม 3,000 บาท เชฟจะไปทำงานที่ร้านใหม่ทันทีโดยใช้ใบอนุญาตเดิมไม่ได้ นายจ้าง SME ต้องจัดการเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมของพนักงานต่างชาติอย่างไร ได้ใบอนุญาตแล้วงานยังไม่จบ พนักงานต่างชาติเป็นลูกจ้างตามกฎหมายไทยเหมือนพนักงานไทย นายจ้างจึงมีหน้าที่ 3 เรื่องทุกเดือนตั้งแต่วันแรกที่จ่ายเงินเดือน ลองคำนวณกับพนักงานของคุณแอน สมมติเชฟได้เงินเดือน 60,000 บาท และผู้ช่วยครัวได้ 12,000 บาท ทำงานครบทั้งปีภาษี ไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวกับประกันสังคม รายการต่อปี (บาท) เชฟชาวญี่ปุ่น ผู้ช่วยครัว เงินเดือนทั้งปี 720,000 144,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 72,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 60,000 หักเงินสมทบประกันสังคม 10,500 7,200 เงินได้สุทธิ 549,500 4,800 ภาษีทั้งปี 34,925 0 หัก ณ ที่จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 2,910 0 ภาษีของเชฟมาจาก 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ช่วง 150,001-300,000 บาท เสีย 5% เป็น 7,500 บาท ช่วง 300,001-500,000 บาท เสีย 10% เป็น 20,000 บาท และส่วนที่เหลือ 49,500 บาท เสีย 15% เป็น 7,425 บาท ส่วนผู้ช่วยครัวมีเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท จึงไม่ต้องหักภาษี แต่ยังต้องส่งประกันสังคมทุกเดือน ภาพรวมแบบนำส่งภาษีเงินเดือนดูต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร บันทึกบัญชีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานอย่างไร เมื่อบริษัทของคุณแอนจ่ายค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานรวม 4,100 บาทจากบัญชีธนาคาร บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน (ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน) 4,100 เงินฝากธนาคาร 4,100 เก็บใบเสร็จจากระบบ e-WorkPermit เป็นหลักฐานประกอบรายการทุกครั้ง ถ้าใบอนุญาตมีอายุเกิน 1 รอบบัญชี เช่น จ่ายค่าใบอนุญาต 2 ปีครั้งเดียว ควรถามผู้สอบบัญชีว่าจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าแล้วทยอยรับรู้ตามระยะเวลาหรือไม่ ทำงานหรือจ้างงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน มีโทษอะไรบ้าง โทษตกกับทั้ง 2 ฝ่าย และนับเป็นรายคน กฎหมายกำหนดไว้ในหมวดบทกำหนดโทษของพระราชกำหนดฯ ดังนี้ ผู้กระทำผิด โทษ กฎหมาย นายจ้างที่รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือให้ทำงานนอกเหนือที่ได้รับอนุญาต ปรับ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน มาตรา 102 นายจ้างที่ทำผิดซ้ำ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 50,000-200,000 บาทต่อคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าว 3 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด มาตรา 102 คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือสิทธิ ปรับ 5,000-50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศ มาตรา 101 คนต่างด้าวที่เคยถูกลงโทษตามมาตรา 101 ขอใบอนุญาตใหม่ไม่ได้ เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี มาตรา 64/1 นายจ้างที่ไม่แจ้งการจ้างหรือการออกจากงานภายใน 15 วัน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท มาตรา 103 ถ้าร้านของคุณแอนถูกตรวจพบว่าผู้ช่วยครัวยังไม่ได้ใบอนุญาต ค่าปรับขั้นต่ำของบริษัทคือ 10,000 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1 ปีของผู้ช่วยครัวถึง 10 เท่า และผู้ช่วยครัวยังถูกส่งกลับ ทำให้ร้านขาดคนทันที ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน จากประสบการณ์ ปัญหาที่ทำให้นายจ้างเสียเวลามากที่สุดไม่ใช่ขั้นตอนยื่น แต่เป็นการไม่รู้ว่ามีมาตรการเฉพาะกลุ่มออกมาใหม่ หรือสับสนว่าเกณฑ์ไหนเป็นของหน่วยงานใด สรุป – การบริหารจัดการเอกสาร และภาษีของพนักงานต่างชาติ Work Permit เป็นเงื่อนไขแรกของการจ้างพนักงานต่างชาติ แต่ไม่ใช่เรื่องสุดท้าย นายจ้างต้องได้ใบอนุญาตก่อนวันเริ่มงาน แล้วดูแลเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมต่อทุกเดือน ใบอนุญาตทำงานออกโดยกรมการจัดหางาน ใช้คู่กับวีซ่า Non-Immigrant จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยสามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ e-WorkPermit ได้ หากจ้างโดยไม่มีใบอนุญาต นายจ้างจะถูกปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อคน และหากทำผิดซ้ำอาจโดนห้ามจ้างคนต่างด้าวถึง 3 ปี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองทำตารางรายชื่อพนักงานต่างชาติทุกคน พร้อมประเภทใบอนุญาต วันหมดอายุ และนายจ้างที่ระบุในใบ แล้วตั้งเตือนล่วงหน้า 1 เดือนก่อนวันหมดอายุของแต่ละคน พนักงานต่างชาติต้องถูกหักภาษี ส่งประกันสังคม และได้หนังสือรับรองการหักภาษีปลายปีเหมือนพนักงานไทย ยิ่งมีหลายสัญชาติหลายอัตรา งานเงินเดือนยิ่งพลาดง่าย ฟีเจอร์จัดการเงินเดือนและภาษีจาก PEAK Payroll ให้ PEAK Payroll ช่วยจัดการเงินเดือนในที่เดียว และส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้พนักงานทางอีเมลได้จากหน้าสรุปจ่ายเงินเดือน – ทดลองใช้งาน PEAK ฟรี 30 วัน ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และ บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน Work Permit มีอายุกี่ปี ใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่อายุจริงขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาตในแต่ละใบ ส่วนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีจะมีอายุตามที่มติกำหนด ขอ Work Permit ออนไลน์ได้ไหม ได้ ยื่นคำขอ แนบเอกสาร ชำระค่าคำขอ และติดตามสถานะผ่าน e-WorkPermit ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่คนต่างด้าวยังต้องไปยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติที่ศูนย์บริการ และไปรับใบอนุญาตด้วยตนเอง ทำงานในโรงงานต้องมีใบอนุญาตทำงานไหม ต้องมี คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องได้รับอนุญาตก่อน ไม่ว่าสถานที่ทำงานจะเป็นโรงงาน ร้านค้า หรือสำนักงาน ถ้าเป็นงานกรรมกรในโรงงาน ต้องเป็นคนต่างด้าวที่มีนายจ้างและเข้ามาตาม MOU หรือตามมติคณะรัฐมนตรี บุคคลธรรมดาจ้างคนต่างด้าวได้ไหม ได้ นายจ้างไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท เช่น เจ้าของบ้านที่จ้างผู้รับใช้ในบ้าน หรือเจ้าของร้านที่ยังไม่จดทะเบียนนิติบุคคล แต่เอกสารนายจ้างจะเปลี่ยนจากหนังสือรับรองบริษัทเป็นสำเนาบัตรประชาชนและเอกสารแสดงการประกอบกิจการ และหน้าที่แจ้งนายทะเบียน หักภาษี และส่งประกันสังคมยังเหมือนเดิม ใบอนุญาตทำงานหายต้องทำอย่างไร ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ว่าหายหรือชำรุดตามมาตรา 69 ค่าธรรมเนียมใบแทนฉบับละ 500 บาทสำหรับอาชีพทั่วไป และ 200 บาทสำหรับกรรมกรหรือผู้รับใช้ในบ้าน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

อัตราดอกเบี้ย MRR MLR MOR คืออะไร ต่างกันอย่างไร วิธีคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจ

MRR MLR MOR คืออะไร และสำคัญอย่างไร MRR MLR MOR คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวที่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งประกาศเอง ใช้เป็นอัตราอ้างอิงสำหรับลูกค้าชั้นดี 3 กลุ่ม MLR ใช้กับเงินกู้มีระยะเวลาของลูกค้ารายใหญ่ MOR ใช้กับวงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) และ MRR ใช้กับลูกค้ารายย่อย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้ คำว่าลอยตัวหมายถึงอัตราที่ขึ้นลงได้ตามต้นทุนของธนาคาร ต่างจากดอกเบี้ยคงที่ที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงสัญญา สัญญาเงินกู้ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เขียนว่า 7% ตรง ๆ แต่เขียนว่า “MLR + 0.5%” หรือ “MRR − 2.75%” ตัวเลขดอกเบี้ยที่จ่ายจริงจึงเปลี่ยนทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ สำหรับเจ้าของธุรกิจ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณบี เจ้าของบริษัทผลิตเบเกอรี่ส่งร้านกาแฟ ที่กำลังจะกู้เงินระยะยาว 2,000,000 บาทเพื่อซื้อเตาอบใหม่ และมีวงเงิน OD 500,000 บาทไว้หมุนจ่ายค่าวัตถุดิบ MLR คืออะไร ใช้กับสินเชื่อแบบไหน MLR ย่อมาจาก Minimum Loan Rate คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีสำหรับเงินกู้แบบมีระยะเวลา เช่น เงินกู้ซื้อเครื่องจักร เงินกู้ขยายโรงงาน หรือเงินกู้ที่ผ่อนเป็นงวดหลายปี ลูกค้าธุรกิจที่ไม่ใช่รายใหญ่ชั้นดีมักได้อัตรา MLR บวกส่วนต่าง เช่น MLR + 0.5% หรือ MLR + 1% ส่วนต่างนี้ขึ้นกับความเสี่ยงของกิจการ หลักประกัน และประวัติการชำระหนี้ MOR คืออะไร ทำไมวงเงิน OD ใช้อัตรานี้ MOR ย่อมาจาก Minimum Overdraft Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือ OD ซึ่งเป็นวงเงินที่ให้ถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันได้เกินยอดที่มีอยู่ OD ใช้อัตราแยกจากเงินกู้ระยะยาว เพราะลักษณะการใช้ต่างกัน เงินกู้ระยะยาวมียอดคงค้างและงวดผ่อนชัดเจน แต่ OD ถูกเบิกและคืนสลับไปมาได้ทุกวัน ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เบิกเกินจริงและนับตามจำนวนวัน รายละเอียดวงเงินประเภทนี้อ่านต่อได้ที่บทความ สินเชื่อ OD คืออะไร MRR คืออะไร ใครได้อัตรานี้ MRR ย่อมาจาก Minimum Retail Rate คืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล คนที่กู้ซื้อบ้านจึงคุ้นกับคำว่า MRR มากที่สุด ธุรกิจขนาดเล็กหรือเจ้าของกิจการที่กู้ในนามบุคคลธรรมดาก็อาจถูกคิดดอกเบี้ยจาก MRR ได้ ขึ้นกับประเภทสินเชื่อที่ธนาคารจัดให้ จึงต้องดูในสัญญาว่าอ้างอิงอัตราไหน MRR MLR MOR ต่างกันอย่างไร ทั้ง 3 อัตราเป็นอัตราอ้างอิงแบบลอยตัวของธนาคารเดียวกัน แต่ต่างกันที่กลุ่มลูกค้าและประเภทสินเชื่อ ตารางนี้สรุปความต่างและตัวอย่างการใช้ของคุณบี อัตรา ชื่อเต็ม ลูกค้าที่อ้างอิง ประเภทสินเชื่อ ตัวอย่างของคุณบี MLR Minimum Loan Rate รายใหญ่ชั้นดี เงินกู้มีระยะเวลา เงินกู้ซื้อเตาอบ 2,000,000 บาท ผ่อน 5 ปี MOR Minimum Overdraft Rate รายใหญ่ชั้นดี วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) วงเงิน OD 500,000 บาท MRR Minimum Retail Rate รายย่อยชั้นดี สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้านส่วนตัวของคุณบี ในทางปฏิบัติ MRR มักสูงกว่า MLR และ MOR เพราะลูกค้ารายย่อยมีความเสี่ยงต่อรายสูงกว่าและต้นทุนการดูแลต่อบัญชีสูงกว่า แต่ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกธนาคาร บางแห่งตั้ง MOR สูงกว่า MLR และบางแห่งกลับกัน ทำไมแต่ละธนาคารประกาศอัตราไม่เท่ากัน แต่ละธนาคารกำหนด MLR MOR MRR เองจากต้นทุนของตัวเอง ไม่มีหน่วยงานใดกำหนดตัวเลขกลางให้ทุกแห่งใช้ร่วมกัน ต้นทุนที่ต่างกันมาจากหลายเรื่อง ผลคือในวันเดียวกัน MLR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งต่างกันได้ถึง 0.65% และ MRR ต่างกันได้เกิน 0.6% การเทียบข้อเสนอจึงต้องเทียบทั้งอัตราอ้างอิงของธนาคารนั้นและส่วนต่างในสัญญา อัตรา MRR MLR MOR ปัจจุบันของธนาคารใหญ่เท่าไร ข้อมูล ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 ที่ธนาคารพาณิชย์รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่อินโฟเควสท์เผยแพร่ อัตราของธนาคารขนาดใหญ่ 6 แห่งเป็นดังนี้ (% ต่อปี) ธนาคาร MLR MOR MRR กรุงเทพ 6.350 6.500 6.500 กสิกรไทย 6.520 6.340 6.580 กรุงไทย 6.300 6.270 6.845 ไทยพาณิชย์ 6.350 6.275 6.575 กรุงศรีอยุธยา 6.550 6.375 6.670 ทหารไทยธนชาต (ttb) 6.950 6.600 7.105 อัตราของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ในตารางตรงกับประกาศของกสิกรไทยและไทยพาณิชย์ ที่มีผลตั้งแต่ 2 มีนาคม 2569 ตัวเลขชุดนี้เป็นอัตราสำหรับลูกค้าชั้นดีเท่านั้น และไม่ได้บอกว่าธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยจริงถูกที่สุด เพราะดอกเบี้ยที่จ่ายจริงต้องบวกหรือลบส่วนต่างตามสัญญาของแต่ละราย ก่อนตัดสินใจกู้ ให้ตรวจอัตราล่าสุดจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือประกาศของธนาคารนั้นอีกครั้ง ทำไมดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นลงตามดอกเบี้ยนโยบาย MLR MOR MRR ขยับตามดอกเบี้ยนโยบายเพราะดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวกำหนดต้นทุนเงินในระบบ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย ต้นทุนเงินของธนาคารลดลง ธนาคารจึงมักลดอัตราเงินกู้ตาม แต่ไม่จำเป็นต้องลดเท่ากัน ตัวอย่างจริงในปี 2569 คือ กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นธนาคารใหญ่ทยอยลดอัตราเงินกู้ มีผลวันที่ 2 มีนาคม 2569 แต่ลดน้อยกว่า 0.25% ทุกตัว อัตราของไทยพาณิชย์ ก่อน 2 มี.ค. 2569 ตั้งแต่ 2 มี.ค. 2569 ลดลง MLR 6.400% 6.350% 0.050% MOR 6.425% 6.275% 0.150% MRR 6.675% 6.575% 0.100% อัตราใหม่ตรงกับประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนอัตราเดิมอ้างอิงจากรายงานของฐานเศรษฐกิจ เหตุที่ลดไม่เท่าดอกเบี้ยนโยบาย เพราะต้นทุนของธนาคารไม่ได้มาจากดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว ยังมีดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน และความเสี่ยงหนี้เสียของลูกค้าแต่ละกลุ่ม หลังจากนั้น กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตามผลการประชุมครั้งที่ 4/2569 วันที่ 26 สิงหาคม 2569 อ่าน “MRR − 2.75%” หรือ “MOR + 1%” อย่างไร ตัวเลขหลังเครื่องหมายบวกหรือลบคือส่วนต่างที่ตกลงกันในสัญญา ส่วนอัตรา MRR MLR หรือ MOR ข้างหน้าคืออัตราลอยตัวที่ธนาคารประกาศ ณ วันที่คิดดอกเบี้ย ดอกเบี้ยจริงจึงเท่ากับอัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่าง ข้อความในสัญญา อัตราอ้างอิง ณ 9 ต.ค. 2569 (ตัวอย่าง) ดอกเบี้ยจริงต่อปี MRR − 2.75% MRR 6.58% 6.58 − 2.75 = 3.83% MLR + 0.5% MLR 6.52% 6.52 + 0.5 = 7.02% MOR + 1% MOR 6.34% 6.34 + 1 = 7.34% ตัวอย่างในตารางใช้อัตราประกาศของธนาคารแห่งหนึ่งจากตารางก่อนหน้า สิ่งที่ต้องจำคือ ส่วนต่างในสัญญามักคงที่ตลอดช่วงที่ระบุไว้ แต่อัตราอ้างอิงเปลี่ยนได้ ถ้าธนาคารลด MLR ลง 0.25% ดอกเบี้ยของสัญญา “MLR + 0.5%” ก็ลดลง 0.25% ตาม การเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคารต้องรวมทั้งสองส่วนเสมอ สมมติคุณบีได้ข้อเสนอวงเงิน OD จาก 2 ธนาคาร และคาดว่าจะเบิกใช้เฉลี่ย 300,000 บาทตลอดปี ข้อเสนอ MOR ของธนาคาร ส่วนต่าง ดอกเบี้ยจริง ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ธนาคาร ก 6.34% + 1.00% 7.34% 22,020 บาท ธนาคาร ข 6.275% + 1.25% 7.525% 22,575 บาท ธนาคาร ข ประกาศ MOR ต่ำกว่า แต่ส่วนต่างสูงกว่า ดอกเบี้ยรวมจึงแพงกว่าธนาคาร ก ประมาณ 555 บาทต่อปี ถ้าดูแค่อัตราประกาศจะเลือกผิด สัญญาสินเชื่อบ้านมักเขียนส่วนต่างเป็นช่วง เช่น ปีที่ 1–3 เป็น MRR − 2.75% แล้วปีที่ 4 เป็นต้นไปเป็น MRR − 1.5% ดอกเบี้ยจริงจะกระโดดขึ้นตอนเปลี่ยนช่วง แม้ MRR ไม่ขยับเลยก็ตาม คำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ MLR และ OD ที่คิดจาก MOR อย่างไร ธนาคารคิดดอกเบี้ยเงินกู้ลอยตัวเป็นรายวันจากยอดเงินต้นคงค้าง สูตรพื้นฐานที่ใช้ได้กับทั้งเงินกู้ระยะยาวและ OD คือ ดอกเบี้ย = ยอดเงินต้นคงค้าง × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365 กลับมาที่คุณบี สมมติธนาคารคิดเงินกู้ซื้อเตาอบที่ MLR + 0.5% และวงเงิน OD ที่ MOR + 1% โดยใช้อัตราจากตารางของธนาคารแห่งหนึ่งข้างบน รายการ เงินกู้ซื้อเตาอบ วงเงิน OD อัตราในสัญญา MLR + 0.5% = 7.02% MOR + 1% = 7.34% ยอดที่ใช้คิดดอกเบี้ย เงินต้นคงค้าง 2,000,000 บาท เบิกเกินบัญชีจริง 300,000 บาท จำนวนวัน 31 วัน (งวดแรก) 20 วัน การคำนวณ 2,000,000 × 7.02% × 31 ÷ 365 300,000 × 7.34% × 20 ÷ 365 ดอกเบี้ย 11,924.38 บาท 1,206.58 บาท OD ของคุณบีมีวงเงิน 500,000 บาท แต่ธนาคารคิดดอกเบี้ยเฉพาะ 300,000 บาทที่เบิกใช้จริงและเฉพาะ 20 วันที่ใช้ ถ้าคุณบีโอนเงินเข้าบัญชีคืนเร็วขึ้น ดอกเบี้ยก็ลดตาม นี่คือเหตุผลที่ OD เหมาะกับการหมุนเงินระยะสั้น ไม่เหมาะกับการซื้อทรัพย์สินที่ใช้หลายปี ส่วนเงินกู้ซื้อเตาอบ เมื่อคุณบีผ่อนงวดแรกแล้ว เงินต้นคงค้างจะลดลง ดอกเบี้ยงวดถัดไปจึงต่ำลงเรื่อย ๆ ถ้าค่างวดเท่าเดิม ส่วนที่ไปตัดเงินต้นจะมากขึ้นทุกงวด ถ้า MLR ขึ้นหรือลง ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนเท่าไร ส่วนต่าง + 0.5% ในสัญญาของคุณบีคงที่ แต่ MLR ขยับได้ ตารางนี้ประมาณดอกเบี้ยปีแรกบนเงินต้น 2,000,000 บาท โดยยังไม่หักเงินต้นที่ผ่อนไประหว่างปี เพื่อให้เห็นผลของการเปลี่ยนอัตราอย่างเดียว MLR เปลี่ยน MLR ดอกเบี้ยตามสัญญา (MLR + 0.5%) ดอกเบี้ยต่อปีโดยประมาณ ลดลง 0.25% 6.27% 6.77% 135,400 บาท เท่าเดิม 6.52% 7.02% 140,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.25% 6.77% 7.27% 145,400 บาท เพิ่มขึ้น 0.50% 7.02% 7.52% 150,400 บาท ทุก 0.25% ที่ MLR ขยับ ดอกเบี้ยของคุณบีเปลี่ยนประมาณ 5,000 บาทต่อปี ถ้าเงินกู้ใหญ่ขึ้นหรือมีหลายสัญญา ตัวเลขนี้จะคูณขึ้นตาม จึงควรเผื่อดอกเบี้ยขาขึ้นไว้ในประมาณการกระแสเงินสดอย่างน้อย 0.5% บันทึกบัญชีดอกเบี้ยจ่ายอย่างไร เมื่อธนาคารตัดดอกเบี้ยเงินกู้งวดแรก 11,924.38 บาทจากบัญชีของบริษัท ฝ่ายบัญชีบันทึกดอกเบี้ยจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ดอกเบี้ยจ่าย 11,924.38 เงินฝากธนาคาร 11,924.38 ดอกเบี้ย OD บันทึกแบบเดียวกันเมื่อธนาคารตัดบัญชี ถ้าสิ้นงวดบัญชีแล้วธนาคารยังไม่ตัดดอกเบี้ยของวันที่ใช้ไปแล้ว ให้บันทึกดอกเบี้ยค้างจ่ายสำหรับวันเหล่านั้น หมวดบัญชีและเงื่อนไขการนำดอกเบี้ยไปหักเป็นรายจ่ายทางภาษีอ่านต่อได้ที่บทความ ดอกเบี้ยจ่ายอยู่หมวดไหน SME ควรเลือกสินเชื่อแบบไหน และเตรียมตัวต่อรองดอกเบี้ยอย่างไร เลือกตามอายุของสิ่งที่จะใช้เงิน ใช้เงินกู้มีระยะเวลาที่อ้างอิง MLR กับทรัพย์สินที่ใช้งานหลายปี และใช้ OD ที่อ้างอิง MOR กับรายจ่ายหมุนเวียนที่จะได้เงินคืนเร็ว ถ้าใช้ OD ซื้อเครื่องจักร วงเงินจะค้างเต็มนานและดอกเบี้ยรวมสูงกว่าที่ควร ความต้องการใช้เงิน สินเชื่อที่เหมาะ อัตราอ้างอิงที่พบบ่อย ซื้อเครื่องจักร รถ หรือปรับปรุงสถานที่ เงินกู้มีระยะเวลา MLR ± ส่วนต่าง จ่ายค่าวัตถุดิบก่อนลูกค้าโอนเงิน วงเงิน OD MOR ± ส่วนต่าง ใช้เงินส่วนตัวของเจ้าของ สินเชื่อบุคคลหรือสินเชื่อบ้าน MRR ± ส่วนต่าง ส่วนต่างที่ SME ได้รับขึ้นกับความเสี่ยงที่ธนาคารประเมิน เอกสารที่ช่วยให้ธนาคารประเมินได้ง่ายขึ้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง ก่อนเซ็นสัญญา ให้ขอข้อเสนอเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อย 2 ธนาคาร แล้วเทียบที่อัตราอ้างอิงบวกส่วนต่างในแต่ละช่วงปี ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยปีแรก ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ MRR MLR MOR จากประสบการณ์ ผู้ประกอบการหลายรายรู้ตัวว่าดอกเบี้ยเปลี่ยนก็ตอนเห็นยอดตัดบัญชีไม่เท่าเดือนก่อน ทั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ไว้ล่วงหน้าแล้ว สรุป – MRR MLR MOR ต้องจำอะไรบ้าง MRR MLR MOR ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ธุรกิจจ่ายจริง แต่เป็นฐานที่ใช้คำนวณ ดอกเบี้ยจริงคืออัตราอ้างอิงบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา และขยับทุกครั้งที่ธนาคารประกาศอัตราใหม่ ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองหยิบสัญญาเงินกู้และวงเงิน OD ที่มีอยู่ออกมา จดว่าแต่ละสัญญาอ้างอิงอัตราไหน บวกหรือลบเท่าไร แล้วคำนวณดอกเบี้ยจริงตามอัตราล่าสุดของธนาคารนั้น ธนาคารประเมินส่วนต่างดอกเบี้ยจากงบการเงินและรายการเดินบัญชี ยิ่งข้อมูลบัญชีครบและตรงกับบัญชีธนาคาร การขอวงเงินหรือต่อรองอัตราก็ยิ่งง่ายขึ้น โปรแกรมบัญชี PEAK ช่วยบันทึกรายการรับจ่ายรวมถึงดอกเบี้ยจ่ายไว้ในระบบเดียว และพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินแบบเทียบงวดเป็นไฟล์ Excel ไปประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ดูขั้นตอนได้ที่คู่มือพิมพ์งบแสดงฐานะการเงินใน PEAK ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และบทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ MRR MLR MOR MRR กับ MLR อันไหนดีกว่ากัน ไม่มีอันไหนดีกว่าโดยตัวเอง เพราะเป็นอัตราอ้างอิงของสินเชื่อคนละประเภท สิ่งที่ต้องเทียบคือดอกเบี้ยจริงหลังบวกหรือลบส่วนต่างในสัญญา เช่น MRR − 2.75% อาจถูกกว่า MLR + 0.5% แม้ MRR จะสูงกว่า MLR ก็ตาม MRR ปัจจุบันเท่าไร ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569 MRR ของธนาคารใหญ่ 6 แห่งอยู่ระหว่าง 6.50% ถึง 7.105% ต่อปี อัตรานี้เปลี่ยนได้ทุกเมื่อที่ธนาคารประกาศ ควรเช็กจากหน้าอัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเว็บไซต์ธนาคารก่อนใช้คำนวณ ดอกเบี้ยลอยตัวกับดอกเบี้ยคงที่ต่างกันอย่างไร ดอกเบี้ยคงที่กำหนดเป็นตัวเลขเดียวตลอดช่วงที่ตกลง ไม่ขึ้นลงตามต้นทุนของธนาคาร ส่วนดอกเบี้ยลอยตัวผูกกับ MLR MOR หรือ MRR จึงขึ้นลงตามที่ธนาคารประกาศ ดอกเบี้ยคงที่วางแผนง่ายกว่า แต่ไม่ได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง ดอกเบี้ยเงินกู้ธุรกิจหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม ได้ ถ้าเป็นเงินกู้ที่นำมาใช้ในกิจการจริง มีสัญญาเงินกู้และหลักฐานการจ่ายชัดเจน ดอกเบี้ยจ่ายจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทางการเงินในงบกำไรขาดทุน ส่วนเงินกู้ที่เจ้าของนำไปใช้ส่วนตัวหักเป็นรายจ่ายของบริษัทไม่ได้ MRR ในธุรกิจ SaaS คืออะไร ในธุรกิจซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิก MRR ย่อมาจาก Monthly Recurring Revenue คือรายได้ประจำต่อเดือนจากค่าสมาชิก เป็นตัวชี้วัดการเติบโตของธุรกิจ ไม่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย Minimum Retail Rate ของธนาคาร ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

เข้าใจธุรกิจกงสี ข้อดีข้อเสีย และวิธีบริหารจัดการ แบบองค์กรยุคใหม่

ธุรกิจกงสี คืออะไร กงสี (Kongsi) คือ ธุรกิจของครอบครัวที่สมาชิกหลายคนหรือหลายรุ่นร่วมกันถือทรัพย์สิน ร่วมกันทำงาน และแบ่งผลประโยชน์จากกองกลาง คำนี้มาจากคำภาษาจีนที่แปลว่า บริษัท (公司) และใช้กันมากในครอบครัวไทยเชื้อสายจีน ในภาษาธุรกิจทั่วไปเรียกกิจการลักษณะนี้ว่า ธุรกิจครอบครัว (Family Business) การทำธุรกิจกงสีอย่างเป็นระบบ จะช่วยพัฒนาธุรกิจในอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ตั้งเจริญวัสดุ จำกัด (ชื่อสมมุติ) ค้าส่งวัสดุก่อสร้างให้ผู้รับเหมาและโครงการบ้านจัดสรร เริ่มจากร้านของอากงที่ไม่ได้จดทะเบียน ยอดขายปีละประมาณ 60 ล้านบาท ตอนนี้รุ่นที่ 2 มีพี่น้อง 4 คน และรุ่นที่ 3 เริ่มเข้ามาช่วยงาน ธุรกิจกงสีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ข้อดี ข้อเสีย ตัดสินใจเร็ว เพราะผู้มีอำนาจอยู่ในครอบครัว การตัดสินใจขึ้นกับคนคนเดียว ถ้าผู้อาวุโสไม่อยู่ ธุรกิจสะดุด ไว้ใจกันสูง ลดต้นทุนการควบคุม ไม่มีระบบตรวจสอบ เงินรั่วไหลได้โดยไม่รู้ตัว สมาชิกยอมทำงานหนักเพื่อกองกลาง คนที่ทำงานมากกับคนที่ทำน้อยได้ส่วนแบ่งเท่ากัน จึงเกิดความไม่พอใจ สะสมทุนจากกำไรได้ต่อเนื่องหลายรุ่น ทรัพย์สินปนกับของส่วนตัว แบ่งไม่ได้เมื่อมีคนต้องการแยกตัว ลูกค้าและคู่ค้ารู้จักครอบครัวมานาน รุ่นใหม่อาจไม่อยากสืบทอด หรือมีมุมมองต่างจากรุ่นก่อน ข้อเสียส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากความเป็นครอบครัว แต่เกิดจากการไม่มีกติกาที่เขียนไว้และไม่มีบัญชีที่ทุกคนตรวจดูได้ ส่วนต่อไปจึงเน้นวิธีแก้ 2 เรื่องนี้ การบริหารเงินกงสี แยกจากเงินส่วนตัวอย่างไร เงินกงสี คือ เงินกองกลางที่มาจากกำไรของธุรกิจครอบครัว ใช้หมุนเวียนในกิจการและจ่ายให้สมาชิก ปัญหาที่พบบ่อยคือเงินกองกลางกับเงินส่วนตัวอยู่บัญชีเดียวกัน ร้านเดิมของตั้งเจริญวัสดุรับเงินขายเข้าบัญชีส่วนตัวของอาม่า พี่น้องเบิกเงินไปใช้โดยไม่จดบันทึก และที่ดินโกดังอยู่ในชื่อพี่คนโต เมื่อมีคนถามว่าแต่ละบ้านได้ไปเท่าไร ไม่มีใครตอบได้ ทั้งที่วิธีแยกเงินกงสี ทำได้ง่ายๆ ใน 4 ขั้นตอน เงินเดือนกับเงินปันผลของสมาชิกต่างกันอย่างไร เงินเดือนจ่ายให้คนที่ทำงานจริงตามหน้าที่ บริษัทบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ส่วนเงินปันผลจ่ายให้ผู้ถือหุ้นจากกำไรหลังหักภาษี ไม่ว่าคนนั้นจะทำงานในบริษัทหรือไม่ ตั้งเจริญวัสดุจ่ายเงินเดือนพี่สองคนที่บริหารงานคนละ 45,000 บาทต่อเดือน ปีที่ผ่านมามีกำไรก่อนภาษี 3,000,000 บาท รายได้เกิน 30 ล้านบาทจึงเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% เท่ากับ 600,000 บาท เหลือกำไรสุทธิ 2,400,000 บาท บริษัทจ่ายปันผลครึ่งหนึ่ง 1,200,000 บาท ให้พี่น้อง 4 คนที่ถือหุ้นเท่ากันคนละ 300,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% คนละ 30,000 บาท ได้รับสุทธิคนละ 270,000 บาท อีก 1,200,000 บาทเก็บไว้ขยายโกดัง ธุรกิจกงสีควรจดทะเบียนกิจการแบบไหน รูปแบบกิจการกำหนดว่าใครรับผิดชอบหนี้ เสียภาษีแบบไหน และส่งต่อความเป็นเจ้าของอย่างไร หัวข้อ ไม่จดทะเบียน (ชื่อบุคคล) ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด ความรับผิดต่อหนี้ เจ้าของรับผิดไม่จำกัด หุ้นส่วนรับผิดร่วมกันไม่จำกัด หุ้นส่วนผู้จัดการไม่จำกัด หุ้นส่วนอื่นจำกัดตามที่ลงทุน ผู้ถือหุ้นจำกัดตามค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ ภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามห้างหรือคณะ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคล หลักฐานความเป็นเจ้าของ ไม่ชัด อยู่ในชื่อคนเดียว ตามสัญญาหุ้นส่วน ทะเบียนห้างหุ้นส่วน สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น การส่งต่อให้รุ่นถัดไป ต้องโอนทรัพย์สินทีละรายการ ขึ้นกับสัญญา โอนส่วนของหุ้นส่วน โอนหุ้นได้โดยกิจการยังดำเนินต่อ หน้าที่บัญชี เก็บหลักฐานรายรับรายจ่ายไว้คำนวณภาษี และทำรายงานภาษีเมื่อจด VAT รายงานรับจ่ายแนบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 งบการเงินรับรองโดยผู้สอบบัญชี งบการเงินรับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต กิจการตั้งเจริญวัสดุ เลือกจดเป็นบริษัทจำกัด เพราะมีการแจกหุ้นที่ชัดเจน หนี้ของบริษัทแยกจากทรัพย์สินส่วนตัวของแต่ละบ้าน และลูกค้าต้องการใบกำกับภาษีจากนิติบุคคล การจดทะเบียนยังมีผลต่อภาษีที่เก็บต่างกันไปในแต่ละประเภทธุรกิจด้วย หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรจดทะเบียนประเภทไหน ลองอ่านบทความ ความแตกต่างระหว่างบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริษัทโฮลดิ้งกับธุรกิจครอบครัว ครอบครัวที่มีหลายกิจการบางครอบครัวตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ขึ้นมาถือหุ้นในบริษัทลูกแทนสมาชิกแต่ละคน ข้อดีคือรวมการตัดสินใจไว้ที่เดียวและส่งต่อความเป็นเจ้าของผ่านหุ้นของโฮลดิ้งบริษัทเดียว แต่มีต้นทุนบริหาร บัญชี และภาษีที่ต้องวางแผน จึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตั้ง กฎหมายและภาษีที่ธุรกิจกงสีต้องรู้ เรื่องที่ครอบครัวมักเจอเมื่อธุรกิจโตขึ้นมีดังนี้ ตัวอย่าง ถ้าอาม่าให้เงินสดลูกคนเล็ก 25 ล้านบาทในปีเดียว ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทคือ 5 ล้านบาท เสียภาษี 5% เท่ากับ 250,000 บาท ถ้าแบ่งให้ 2 ปีภาษี ปีละ 12.5 ล้านบาท จะไม่เกินเกณฑ์ยกเว้น ตั้งกติกาในกงสี ให้เหมือนการทำงานบริษัท การตั้งกติกาในกงสีให้ชัดเจน หรืออาจเรียกว่า ธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) คือ ข้อตกลงที่สมาชิกเขียนร่วมกันว่าครอบครัวจะบริหารธุรกิจและทรัพย์สินอย่างไร เป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ธุรกิจครอบครัวผ่านจากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นโดยไม่แตกแยก หัวข้อที่ควรมีได้แก่ ธรรมนูญครอบครัวเป็นข้อตกลงระหว่างสมาชิก ข้อที่ต้องการให้บังคับใช้ได้จริง เช่น การจำกัดการโอนหุ้น ควรเขียนไว้ในข้อบังคับบริษัทหรือสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นด้วย อ่านเรื่องเอกสารจัดตั้งได้ที่หนังสือบริคณห์สนธิ ส่งต่อธุรกิจกงสีให้รุ่นถัดไปอย่างไรให้ราบรื่น การส่งต่อที่ราบรื่นใช้เวลาหลายปี ไม่ควรเริ่มตอนที่ผู้อาวุโสป่วยหรือเสียชีวิตแล้ว ขั้นตอนที่ใช้ได้กับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางมีดังนี้ ตั้งเจริญวัสดุทำสัญญาเช่าที่ดินโกดังจากพี่คนโตในราคาตลาด บริษัทบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายและหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าเช่า 5% ส่วนพี่คนโตนำค่าเช่าไปเสียภาษีในนามตัวเอง ทุกคนจึงเห็นว่าที่ดินเป็นของใครและบริษัทจ่ายเท่าไร ข้อควรรู้เกี่ยวกับธุรกิจกงสี สรุป – ธุรกิจกงสีต้องจำอะไรบ้าง กงสี คือ ธุรกิจครอบครัวที่สมาชิกร่วมกันถือทรัพย์สินและแบ่งผลประโยชน์จากกองกลาง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากเงินกองกลางปนกับเงินส่วนตัวและไม่มีกติกาที่เขียนไว้ แยกค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนสำหรับคนทำงาน และปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรสำหรับเจ้าของ โครงสร้างบริษัทจำกัดและธรรมนูญครอบครัวช่วยให้ส่งต่อธุรกิจให้รุ่นถัดไปได้ชัดเจน เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดบัญชีธนาคารแยกในชื่อกิจการ และจดรายการเงินที่สมาชิกเบิกออกไปย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อให้ครอบครัวเห็นตัวเลขจริงก่อนคุยเรื่องกติกา ทำบัญชีธุรกิจครอบครัวให้ทุกคนเห็นตัวเลขเดียวกันด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี ในนามกิจการ บันทึกซื้อขายพร้อมตัดสต๊อกสินค้า และดูรายงานบัญชีและงบการเงิน ได้ทุกเดือน เงินของกิจการจึงแยกจากเงินส่วนตัวและตรวจย้อนหลังได้ ส่วนการจ่ายเงินเดือนสมาชิกดูระบบได้ที่ PEAK Payroll – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องโครงสร้างกิจการเพิ่มเติมได้ที่จดทะเบียนบริษัท ทุนจดทะเบียนบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด งบการเงิน และSME คืออะไร แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกงสี ธุรกิจแบบกงสีคืออะไร ธุรกิจแบบกงสี คือ กิจการที่รายได้เข้ากองกลางของครอบครัว ผู้อาวุโสเป็นผู้ตัดสินใจหลัก และสมาชิกเบิกใช้จากกองกลาง ต่างจากธุรกิจครอบครัวที่จัดโครงสร้างแล้วตรงที่มักไม่มีการแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของเป็นลายลักษณ์อักษร ประเทศไทย มีกฎหมายเกี่ยวกับกงสีบ้างไหม แม้ประเทศไทยจะไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับกิจการกงสีโดยตรง แต่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบกิจการ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เรื่องห้างหุ้นส่วนและบริษัท ประมวลรัษฎากร และกฎหมายมรดก ที่มีผลกระทบต่อธุรกิจทุกประเภท เงินกงสีต้องเสียภาษีไหม ต้องเสีย ภาษีเกิดตั้งแต่กิจการมีกำไร ตามรูปแบบที่ใช้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเจ้าของหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัท และเมื่อจ่ายให้สมาชิกเป็นเงินเดือน ส่วนแบ่งกำไร หรือปันผล ก็มีภาษีของผู้รับตามประเภทเงินได้ สมาชิกครอบครัวที่ทำงานในกงสีต้องเข้าประกันสังคมไหม ถ้ากิจการจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และสมาชิกทำงานให้กิจการโดยรับค่าจ้าง สมาชิกคนนั้นเป็นลูกจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ถ้าอายุ 15 ถึง 60 ปี ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เหมือนลูกจ้างคนอื่น กรณีกิจการไม่จดทะเบียนที่นายจ้างเป็นบุคคลธรรมดาและผู้ทำงานเป็นคู่สมรสหรือบุตร ควรสอบถามสำนักงานประกันสังคมเพื่อยืนยันสถานะก่อน เจ้าของกงสีที่ไม่ได้รับเงินเดือนทำประกันสังคมได้ไหม ได้ ผู้ที่ได้รับเฉพาะส่วนแบ่งกำไรหรือเงินปันผลไม่ใช่ลูกจ้าง จึงไม่เข้ามาตรา 33 แต่สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้ ถ้าอายุ 15 ถึง 65 ปี และไม่ได้เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือมาตรา 39 อยู่แล้ว ธุรกิจกงสีควรจดทะเบียนบริษัทไหม ควรพิจารณาเมื่อธุรกิจมีรายได้สูง มีสมาชิกหลายคนเป็นเจ้าของ หรือต้องการส่งต่อให้รุ่นถัดไป บริษัทจำกัดช่วยแยกหนี้สินธุรกิจออกจากทรัพย์สินส่วนตัว และแบ่งความเป็นเจ้าของผ่านหุ้นได้ชัด ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

30 min

จดธุรกิจประเภทไหน เสียภาษีน้อยกว่า ความแตกต่างระหว่างแต่ละประเภท

จดบริษัทแบบไหนดี รู้จักประเภทธุรกิจในไทย การจดบริษัท ต้องมีการระบุประเภทธุรกิจให้ชัดเจน โดยแบ่งตาม 2 มุมมองหลัก มุมแรกพิจารณาจากกิจกรรมที่ดำเนินงาน เช่น การค้าขาย การผลิต หรือการให้บริการ ส่วนมุมที่สองพิจารณาจากรูปแบบการจัดตั้งตามกฎหมาย เช่น กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด ประเภทตามกิจกรรมช่วยกำหนดลักษณะโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบการบันทึกบัญชี ส่วนรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมายจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบต่อหนี้สิน โครงสร้างการเสียภาษี และภาระหน้าที่ในการจัดทำบัญชี การเลือกประเภทธุรกิจจึงมีความสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณเอก (ชื่อสมมุติ) ช่างไฟฟ้าผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าให้แก่โรงงานในนามบุคคลธรรมดา มีรายได้ปีละประมาณ 4 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจริงประมาณ 3 ล้านบาท และกำลังวางแผนชักชวนหุ้นส่วนมาร่วมลงทุนขยายกิจการ ประเภทของธุรกิจตามลักษณะกิจกรรมมีอะไรบ้าง ประเภทของธุรกิจตามลักษณะกิจกรรมแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร ได้แก่ การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การบริการ และการเกษตรกรรม ประเภทกิจกรรม ลักษณะการดำเนินงาน ตัวอย่างกิจการ B2B พาณิชยกรรม (Commercial) ซื้อสินค้าสำเร็จรูปมาขายต่อโดยไม่มีการแปรรูป ค้าส่งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้แก่ผู้รับเหมา ค้าส่งเครื่องเขียนสำนักงาน อุตสาหกรรม (Industrial) นำวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการผลิตหรือแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูป โรงงานผลิตกล่องกระดาษบรรจุภัณฑ์ โรงงานแปรรูปอาหาร บริการ (Service) จำหน่ายแรงงาน ความเชี่ยวชาญ ทักษะ หรือเวลาทำงาน รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้า บริการขนส่งสินค้า สำนักงานบัญชี เกษตรกรรม (Agricultural) การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และการประมง ฟาร์มปลูกผักส่งโรงงานแปรรูป ฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อ ทำไมบางแหล่งแบ่งธุรกิจเป็น 3 ประเภท การจัดกลุ่มธุรกิจเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจผลิต ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจบริการ มักใช้ในมิติของการบริหารจัดการต้นทุน โดยจัดรวมธุรกิจเกษตรกรรมเข้าไว้ในกลุ่มธุรกิจผลิต เนื่องจากมีโครงสร้างต้นทุนที่ประกอบด้วยวัตถุดิบ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายการผลิตเช่นเดียวกัน ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ วิธีคำนวณต้นทุน กิจการที่ทำหลายอย่างนับเป็นประเภทไหน ในทางปฏิบัติให้พิจารณาจากกิจกรรมหลักที่สร้างรายได้เป็นสัดส่วนมากที่สุด แต่ฝ่ายบัญชีควรแยกบันทึกรายได้และต้นทุนของแต่ละกิจกรรมออกจากกันอย่างชัดเจน เช่น กรณีของคุณเอกที่มีทั้งรายได้จากค่าแรงติดตั้ง (บริการ) และรายได้จากการจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า (ซื้อมาขายไป) หากรวมยอดเป็นก้อนเดียวจะไม่สามารถทราบอัตรากำไรขั้นต้นที่แท้จริงได้ ทั้งนี้ ในทางภาษี งานรับเหมาติดตั้งที่ผู้รับเหมาเป็นผู้จัดหาวัสดุอุปกรณ์สำคัญเองจะจัดเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 7 รหัสประเภทธุรกิจ (TSIC) คืออะไร ใช้ตอนไหน รหัสประเภทธุรกิจ (Thailand Standard Industrial Classification หรือ TSIC) คือรหัสมาตรฐานสากลที่ใช้จัดหมวดหมู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างละเอียด โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จัดทำ ระบบค้นหาและแนะนำรหัสประเภทธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการค้นหารหัสที่ตรงกับวัตถุประสงค์กิจการจริง สำหรับนำไปใช้ระบุในเอกสารจัดตั้งนิติบุคคลและการนำส่งงบการเงิน รูปแบบธุรกิจในไทย มีกี่ประเภท รูปแบบการจัดตั้งธุรกิจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของไทย แบ่งออกเป็น 6 รูปแบบหลัก กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) ดำเนินการโดยบุคคลคนเดียว ไม่ถือเป็นนิติบุคคล เจ้าของเป็นผู้รับผลกำไรทั้งหมดและต้องรับผิดชอบต่อภาระหนี้สินของกิจการด้วยทรัพย์สินส่วนตัวอย่างไม่จำกัดจำนวน เหมาะสำหรับการเริ่มต้นทดลองตลาด ศึกษาข้อดีและข้อจำกัดได้ที่บทความ กิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) เกิดจากบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงร่วมกันทำกิจการเพื่อแสวงหาผลกำไร หุ้นส่วนทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อหนี้สินทั้งหมดโดยไม่จำกัดจำนวน กฎหมายเปิดให้เลือกได้ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ หากจดทะเบียนจะมีสถานะเป็น “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) เป็นนิติบุคคลที่ต้องจดทะเบียน โดยมีหุ้นส่วน 2 จำพวก ได้แก่ หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด (รับผิดไม่เกินจำนวนเงินที่ลงหุ้น) และหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดอย่างน้อย 1 คน ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นผู้มีอำนาจจัดการห้าง ศึกษารายละเอียดได้ที่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด คืออะไร บริษัทจำกัด (Company Limited) จัดตั้งขึ้นโดยมีผู้เริ่มก่อการตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ทุนจดทะเบียนแบ่งเป็นหุ้นมูลค่าเท่ากันไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท โดยผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบต่อหนี้สินจำกัดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ ศึกษาการเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ เลือกจดบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด (Public Company Limited) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป ต้องมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป คณะกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน และหุ้นทุกหุ้นต้องชำระเต็มมูลค่าในคราวเดียว กิจการร่วมค้าและสาขาบริษัทต่างประเทศ กิจการร่วมค้า (Joint Venture) คือการรวมตัวกันระหว่างนิติบุคคลเพื่อดำเนินงานโครงการเฉพาะกิจ โดยมีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ส่วนการจัดตั้งสาขาของนิติบุคคลต่างประเทศจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รูปแบบธุรกิจแต่ละแบบต่างกันอย่างไร การเปรียบเทียบความแตกต่างของ 5 รูปแบบธุรกิจที่ผู้ประกอบการนิยมเลือกใช้ รูปแบบธุรกิจ จำนวนผู้ร่วมก่อตั้ง ความรับผิดชอบต่อหนี้สิน สถานะทางกฎหมาย ระบบภาษีเงินได้ เจ้าของคนเดียว 1 คน ไม่จำกัดจำนวน รับผิดชอบด้วยทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด ไม่เป็นนิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่จำกัดจำนวน หุ้นส่วนทุกคนร่วมรับผิดชอบ เลือกจดเป็นนิติบุคคลได้ ไม่จด: บุคคลธรรมดา / จด: นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำกัดหรือไม่จำกัดตามประเภทของหุ้นส่วน เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทจำกัด ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จำกัดไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ค้างชำระ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล บริษัทมหาชนจำกัด ตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป จำกัดไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ค้างชำระ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ละรูปแบบธุรกิจเสียภาษีอย่างไร ระบบภาษีเงินได้แบ่งออกเป็น 2 ระบบหลักตามสถานะนิติบุคคล ได้แก่ ระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และระบบภาษีเงินได้นิติบุคคล บุคคลธรรมดาเสียภาษีอย่างไร คำนวณจากเงินได้สุทธิ (รายได้ หัก ค่าใช้จ่าย หัก ค่าลดหย่อน) แล้วนำไปคูณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าขั้นบันได ตั้งแต่อัตรา 5% ถึง 35% โดยเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับการยกเว้นภาษี การหักค่าใช้จ่ายของบุคคลธรรมดาสามารถเลือกหักตามจริงที่มีหลักฐาน หรือหักเป็นการเหมาตามพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ประเภทเงินได้พึงประเมิน ตัวอย่างวิชาชีพหรือกิจกรรม อัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ การประกอบโรคศิลปะ (แพทย์) หักเหมาได้ 60% มาตรา 40(6) วิชาชีพอิสระ กฎหมาย วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี ประณีตศิลปกรรม หักเหมาได้ 30% มาตรา 40(7) สัญญาจ้างทำของ รับเหมาก่อสร้างและติดตั้งที่ผู้รับเหมาจัดหาสัมภาระสำคัญ หักเหมาได้ 60% มาตรา 40(8) ธุรกิจพาณิชย์ การค้าขาย การผลิต การขนส่ง ตามที่ระบุในกฤษฎีกา หักเหมาได้ 60% ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ประเภทที่ 2 ถึง 8 ที่มีรายได้รวมตั้งแต่ 120,000 บาทต่อปี ต้องคำนวณเปรียบเทียบกับวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินขั้นต่ำในอัตรา 0.5% ของยอดรายรับรวมก่อนหักค่าใช้จ่าย โดยต้องชำระตามยอดคำนวณที่ได้จำนวนสูงกว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียนเสียภาษีอย่างไร คำนวณและยื่นภาษีในนามห้างหุ้นส่วนสามัญตามเกณฑ์บุคคลธรรมดา โดยส่วนแบ่งกำไรที่จัดสรรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนจะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินส่วนบุคคลของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยตามกฎหมาย นิติบุคคลเสียภาษีอย่างไร ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลและบริษัทจำกัดคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษี (รายได้ตามจริง หัก ค่าใช้จ่ายตามจริงที่มีหลักฐาน) โดยอัตราภาษีทั่วไปอยู่ที่ 20% แต่หากเข้าเกณฑ์สิทธิประโยชน์สำหรับ SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี) จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได กำไรสุทธิทางภาษี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี 300,001 ถึง 3,000,000 บาท 15% ส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป 20% เมื่อนิติบุคคลจัดสรรเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุคคลธรรมดา จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด ภาษีมูลค่าเพิ่มใช้กับรูปแบบไหน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) บังคับใช้กับผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการที่ต้องเสียภาษีเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยมีหน้าที่ต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่งแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน ตัวอย่างเทียบภาษีของคุณเอก เปรียบเทียบภาระภาษีของคุณเอก เมื่อมีรายได้ 4,000,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายจริง 3,000,000 บาท กรณีที่ 1: ดำเนินงานในนามบุคคลธรรมดา (หักค่าใช้จ่ายตามจริง) รายการคำนวณ จำนวนเงิน รายได้จากการรับเหมา 4,000,000 บาท หัก: ค่าใช้จ่ายตามจริงที่มีเอกสาร (3,000,000) บาท หัก: ค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000) บาท เงินได้สุทธิ 940,000 บาท ภาษีวิธีขั้นบันได (0–20%) 103,000 บาท ภาษีวิธีคำนวณร้อยละ 0.5 (4,000,000 × 0.5%) 20,000 บาท ภาษีวิธีขั้นบันไดมียอดสูงกว่า จึงต้องชำระภาษีบุคคลธรรมดา 103,000 บาท กรณีที่ 2: ดำเนินงานในนามบริษัทจำกัด (จัดสรรเงินเดือนกรรมการ) บริษัทตั้งทุน 1 ล้านบาท จ่ายเงินเดือนให้คุณเอกในฐานะกรรมการทำงานจริงเดือนละ 30,000 บาท (ปีละ 360,000 บาท) รายการคำนวณภาษีสองชั้น จำนวนเงิน กำไรสุทธิของบริษัทก่อนเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท หัก: เงินเดือนกรรมการที่จ่ายจริง (360,000 บาท) (360,000) บาท กำไรสุทธิทางภาษีคงเหลือของบริษัท 640,000 บาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล SME: (640,000 − 300,000) × 15% 51,000 บาท เงินได้สุทธิส่วนบุคคลของคุณเอก (360,000 − 100,000 − 60,000) 200,000 บาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินเดือน: (200,000 − 150,000) × 5% 2,500 บาท รวมภาระภาษีทั้งระบบ 53,500 บาท การบริหารจัดการในรูปแบบบริษัทจำกัดช่วยลดภาระภาษีลงได้เกือบกึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กิจการต้องนำต้นทุนค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีประจำปีมาร่วมพิจารณาความคุ้มค่า เลือกรูปแบบธุรกิจแบบไหนดี ผู้ประกอบการสามารถใช้เกณฑ์ 5 คำถามหลักในการคัดเลือกรูปแบบองค์กรที่เหมาะสม แต่ละรูปแบบต้องทำบัญชีอะไรบ้าง ภาระหน้าที่ทางบัญชีจำแนกตามสถานะทางกฎหมายของกิจการ รูปแบบกิจการ หน้าที่การจัดทำเอกสารและบัญชี ผู้มีอำนาจตรวจสอบและลงนามรับรองงบ บุคคลธรรมดา / ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน จัดทำรายงานเงินสดรับ-จ่ายประจำวัน (กรณีไม่ได้จด VAT) ไม่ต้องมีผู้สอบบัญชีรับรอง ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ทุน ≤ 5 ล้าน, สินทรัพย์และรายได้ ≤ 30 ล้าน) จัดทำสมุดบัญชี งบทดลอง และงบการเงินตามมาตรฐาน ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดใหญ่ / บริษัทจำกัด จัดทำบัญชีครบวงจรและนำส่งงบการเงินประจำปี ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เท่านั้น ศึกษาวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินเพิ่มเติมได้ที่ งบการเงิน คืออะไร และทำความเข้าใจมาตรฐานวิชาชีพได้ที่ ผู้สอบบัญชี คือใคร เปิดบริษัทจำกัดมีขั้นตอนอย่างไร กระบวนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดผ่านระบบ DBD Biz Regist มี 5 ขั้นตอนหลัก ผู้ประกอบการสามารถศึกษาเช็กลิสต์เอกสารอย่างละเอียดได้ที่บทความ จดทะเบียนบริษัท ต้องทำอะไรบ้าง ข้อควรรู้เกี่ยวกับประเภทธุรกิจ สรุป – ประเภทธุรกิจ วางแผนรูปแบบและภาษีให้เหมาะกับการเติบโต ประเภทธุรกิจสามารถจำแนกได้ 2 มิติ คือ แบ่งตามลักษณะกิจกรรม 4 ประเภท เพื่อบริหารจัดการต้นทุน และแบ่งตามรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมาย 6 รูปแบบ เพื่อกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบและภาระภาษี การเลือกรูปแบบองค์กรธุรกิจที่เหมาะสมจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่คู่ค้า จำกัดความรับผิดชอบส่วนบุคคล และช่วยประหยัดต้นทุนทางภาษีได้อย่างยั่งยืน เริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันนี้ด้วยการรวบรวมตัวเลขรายรับ ต้นทุนจริง และประเมินความพร้อมของระบบเอกสาร เพื่อเลือกเส้นทางการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นใจ เริ่มทำบัญชีให้พร้อมทุกรูปแบบธุรกิจด้วย PEAK ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากกิจการบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจออก ใบเสนอราคา, ใบแจ้งหนี้ และ ใบกำกับภาษี ได้อย่างถูกต้อง พร้อมเรียกดู รายงานบัญชีและงบการเงิน ได้ทุกเดือน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อวางรากฐานตัวเลขทางการเงินของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ ศึกษาความรู้การเริ่มต้นธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ SME คือ, กิจการเจ้าของคนเดียว, จดทะเบียนบริษัท และคลังบทความหมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประเภทธุรกิจ ประเภทธุรกิจภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร ประเภทของธุรกิจในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Business Type ส่วนรูปแบบการจัดตั้งทางกฎหมายจะเรียกตามประเภทนิติบุคคล เช่น Sole Proprietorship (กิจการเจ้าของคนเดียว), Limited Partnership (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) และ Company Limited (บริษัทจำกัด) จดบริษัทจำกัดต้องมีทุนขั้นต่ำเท่าไร กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนเงินทุนขั้นต่ำ แต่กำหนดให้มูลค่าหุ้นต้องไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 5 บาท และต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน พร้อมทั้งเรียกชำระค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่า 25% ของทุนจดทะเบียน คนเดียวเปิดบริษัทจำกัดได้ไหม ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ กฎหมายกำหนดให้การจัดตั้งบริษัทจำกัดต้องมีผู้เริ่มก่อการอย่างน้อย 2 คน หากดำเนินธุรกิจคนเดียวสามารถเริ่มต้นจากกิจการเจ้าของคนเดียว หรือมองหาผู้ร่วมก่อตั้งมาร่วมถือหุ้น ห้างหุ้นส่วนสามัญต้องจดทะเบียนไหม กฎหมายไม่บังคับ ห้างหุ้นส่วนสามัญสามารถเลือกได้ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ หากจดทะเบียนจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หากไม่จดทะเบียนจะเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังคงต้องร่วมรับผิดชอบต่อหนี้สินอย่างไม่จำกัดจำนวนทั้งสองกรณี ห้างหุ้นส่วนจำกัดกับบริษัทจำกัดต่างกันตรงไหนมากที่สุด จุดต่างสำคัญที่สุดคือความรับผิดชอบต่อหนี้สิน ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการอย่างน้อย 1 คนที่รับผิดชอบหนี้สินอย่างไม่จำกัดจำนวน ส่วนบริษัทจำกัดผู้ถือหุ้นทุกคนรับผิดชอบจำกัดไม่เกินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ นอกจากนี้ บริษัทจำกัดต้องว่าจ้างผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ เปลี่ยนจากเจ้าของคนเดียวเป็นบริษัทจำกัดได้ไหม สามารถทำได้ โดยยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดใหม่ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วดำเนินการโอนย้ายทรัพย์สิน สัญญา และธุรกรรมทางการค้าเข้าสู่นิติบุคคล โดยรอบปีภาษีที่มีการเปลี่ยนแปลงจะต้องยื่นภาษีทั้งในนามบุคคลธรรมดาและนามบริษัทตามช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริง ขายของออนไลน์ต้องจดบริษัทไหม กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องจดทะเบียนบริษัท สามารถขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดาได้ แต่หากมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีจะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และหากมีกำไรสุทธิสูงขึ้น การจดทะเบียนบริษัทจำกัดจะช่วยประหยัดภาษีและสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

FIFO คืออะไร ต่างจาก FEFO และ LIFO อย่างไร พร้อมตัวอย่างคิดต้นทุน

FIFO คืออะไร และสำคัญอย่างไร FIFO (First In, First Out) คือ หลักเข้าก่อนออกก่อน สินค้าที่รับเข้ามาก่อนจะถูกขายหรือเบิกใช้ก่อน หลักนี้ใช้ได้ 2 รูปแบบ แบบแรกคือวิธีหยิบสินค้าในคลังสินค้า และแบบที่สองคือวิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือทางบัญชี FIFO มีความสำคัญต่อธุรกิจที่มีสต๊อกสินค้าอย่างน้อย 4 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของ บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด (ชื่อสมมุติ) ดำเนินธุรกิจค้าส่งน้ำมันปาล์มปี๊บขนาด 18 ลิตร ให้แก่ร้านอาหารและโรงงานแปรรูปอาหาร โดยบริษัทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว และราคาตัวเลขทั้งหมดในบทความเป็นราคาก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม FIFO อ่านว่าอะไร และแปลว่าอะไร FIFO ออกเสียงอ่านว่า “ไฟโฟ” ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษ First In, First Out แปลเป็นภาษาไทยว่า “เข้าก่อนออกก่อน” ในตำราและมาตรฐานการบัญชีไทยมักระบุชื่อว่า “วิธีเข้าก่อน ออกก่อน” ซึ่งหมายถึงวิธีคำนวณต้นทุนและการเคลื่อนย้ายสินค้าในลักษณะเดียวกัน FEFO คืออะไร ต่างจาก FIFO อย่างไร FEFO คือ หลักการหมดอายุก่อนออกก่อน (First Expired, First Out) หมายถึงสินค้าที่มีวันหมดอายุใกล้ที่สุดจะต้องถูกหยิบนำไปขายหรือใช้งานก่อน แม้ว่าสินค้านั้นจะเพิ่งรับเข้ามาในคลังทีหลังก็ตาม นิยมใช้กับสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และสารเคมี FIFO และ FEFO เป็นหลักการหยิบสินค้า 2 รูปแบบที่มีเกณฑ์ตัดสินต่างกัน โดย FIFO จะพิจารณาจาก “วันที่รับเข้าคลัง” ส่วน FEFO จะพิจารณาจาก “วันหมดอายุ” ทั้งนี้ FEFO เป็นเพียงหลักการบริหารคลังสินค้าทางกายภาพ ไม่ใช่วิธีคิดต้นทุนตามมาตรฐานการบัญชี กิจการจึงสามารถหยิบของจริงแบบ FEFO ควบคู่กับการคำนวณต้นทุนทางบัญชีแบบ FIFO หรือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักได้ ประเด็นเปรียบเทียบ FIFO FEFO ชื่อภาษาอังกฤษเต็ม First In, First Out First Expired, First Out เกณฑ์ตัดสินในการหยิบสินค้า วันที่รับสินค้าเข้าสู่คลังสินค้า วันหมดอายุของสินค้าแต่ละล็อต ความเหมาะสมกับประเภทสินค้า สินค้าทั่วไป อะไหล่ วัสดุก่อสร้าง สินค้าไม่มีวันหมดอายุ อาหาร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และเคมีภัณฑ์ การใช้คำนวณต้นทุนทางบัญชี ใช้เป็นวิธีคำนวณต้นทุนตามมาตรฐานบัญชีได้ ไม่ใช่วิธีคำนวณต้นทุน เป็นเพียงวิธีจัดคลัง ข้อมูลที่ต้องบันทึกควบคุม วันที่รับสินค้าเข้าคลัง วันที่รับเข้า เลขล็อตผลิต (Lot Number) และวันหมดอายุ ตัวอย่าง FEFO ในคลังสินค้า บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด มีสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือ 3 ล็อตในเดือนตุลาคม 2569 ดังนี้ ล็อตสินค้า วันที่รับเข้าคลัง จำนวน (ปี๊บ) ราคาทุนต่อปี๊บ วันหมดอายุ ล็อต A (ยอดยกมา) 1 ต.ค. 200 600 บาท มี.ค. 2570 ล็อต B (ซื้อเข้า) 5 ต.ค. 300 620 บาท พ.ค. 2570 ล็อต C (ซื้อเข้า) 18 ต.ค. 200 650 บาท ม.ค. 2570 ล็อต C แม้จะรับเข้ามาทีหลังสุดในวันที่ 18 ต.ค. แต่กลับมีวันหมดอายุเร็วที่สุดคือเดือน ม.ค. 2570 หากจัดคลังตามวิธี FIFO ล็อต C จะถูกวางไว้ด้านในสุดและเสี่ยงต่อการหมดอายุค้างสต๊อก เมื่อนำหลักการ FEFO มาใช้ เมื่อมีการขายสินค้าในวันที่ 10 ต.ค. จำนวน 350 ปี๊บ คลังจะหยิบล็อต A จำนวน 200 ปี๊บ และล็อต B จำนวน 150 ปี๊บ ต่อมาเมื่อมีการขายในวันที่ 25 ต.ค. จำนวน 250 ปี๊บ คลังจะเลือกหยิบล็อต C ที่ใกล้หมดอายุออกไปก่อนทั้ง 200 ปี๊บ แล้วตามด้วยล็อต B อีก 50 ปี๊บ ทำให้สินค้าคงเหลือในคลังจริงเป็นล็อต B จำนวน 100 ปี๊บที่ยังมีอายุการใช้งานยาวนาน LIFO คืออะไร ทำไมธุรกิจไทยไม่ใช้คิดต้นทุน LIFO (Last In, First Out) คือ หลักเข้าทีหลังออกก่อน โดยมีสมมติฐานว่าสินค้าล็อตที่จัดซื้อเข้ามาล่าสุดจะถูกตัดเป็นต้นทุนขายออกไปก่อน ส่วนสินค้าที่เหลืออยู่ในคลังจะเป็นล็อตเก่าที่มีราคาซื้อในอดีต มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ (TAS 2) กำหนดวิธีคำนวณต้นทุนที่ยอมรับได้ไว้เพียง 3 วิธี ได้แก่ วิธีราคาเจาะจง วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) และวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก โดยยกเลิกวิธี LIFO ออกจากมาตรฐาน กิจการในประเทศไทยจึงไม่สามารถใช้วิธี LIFO ในการจัดทำบัญชีและยื่นภาษีได้ ในภาวะที่ราคาสินค้ามีแนวโน้มสูงขึ้น วิธี LIFO จะทำให้มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดในงบแสดงฐานะการเงินเป็นราคาต้นทุนเดิมในอดีตที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งไม่สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของกิจการ วิธีคิดต้นทุนสินค้าคงเหลือมีกี่วิธี มาตรฐานการบัญชีไทยกำหนดวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือไว้ 3 วิธีหลัก โดยเลือกใช้ตามลักษณะของสินค้า วิธีคิดต้นทุน หลักการคำนวณ ลักษณะสินค้าที่เหมาะสม วิธีราคาเจาะจง (Specific Identification) บันทึกตัดต้นทุนตามราคาทุนจริงของสินค้าชิ้นที่ขายออกไป สินค้าที่มีมูลค่าสูง แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ เช่น รถยนต์ อัญมณี งานสั่งทำ หรือเครื่องจักร วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) สมมติให้สินค้าที่จัดซื้อเข้ามาก่อนถูกขายออกไปก่อนตามลำดับ สินค้าที่มีลักษณะเหมือนกัน ใช้ทดแทนกันได้ และกิจการต้องการติดตามต้นทุนตามรอบล็อตการสั่งซื้อ วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) นำต้นทุนสินค้ารวมทั้งหมดมาหารเฉลี่ยด้วยจำนวนหน่วยสินค้าทั้งหมด สินค้าที่มีปริมาณมาก ราคาซื้อผันผวนบ่อยครั้ง และต้องการต้นทุนต่อหน่วยที่นิ่งสม่ำเสมอ ถัวเฉลี่ย คืออะไร วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก คือ การหาต้นทุนต่อหน่วยโดยนำต้นทุนรวมของสินค้าทั้งหมดที่มีไว้ขาย หารด้วยจำนวนหน่วยสินค้าทั้งหมดที่มีไว้ขาย และนำต้นทุนเฉลี่ยนี้ไปใช้คำนวณทั้งต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือปลายงวด สำหรับกิจการที่บันทึกสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง (Perpetual Inventory) จะมีการคำนวณต้นทุนเฉลี่ยใหม่ทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้าเข้ามา เรียกว่าวิธีถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) ตัวอย่างคำนวณต้นทุนแบบ FIFO เทียบถัวเฉลี่ย ใช้ข้อมูลการดำเนินงานของ บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด ในเดือนตุลาคม 2569 โดยมีสินค้าพร้อมขายรวม 700 ปี๊บ ต้นทุนรวม 436,000 บาท (ล็อต A: 120,000 บาท + ล็อต B: 186,000 บาท + ล็อต C: 130,000 บาท) มีการขายสินค้ารวม 600 ปี๊บ ในราคาขายปี๊บละ 800 บาท คิดเป็นรายได้รวม 480,000 บาท คำนวณแบบ FIFO ทีละรายการขาย วันที่ทำรายการ จำนวนขาย การตัดต้นทุนตามลำดับล็อต (FIFO) ต้นทุนขายรวม 10 ต.ค. ขาย 350 ปี๊บ ตัดล็อต A: 200 ปี๊บ × 600 บาท + ล็อต B: 150 ปี๊บ × 620 บาท 213,000 บาท 25 ต.ค. ขาย 250 ปี๊บ ตัดล็อต B: 150 ปี๊บ × 620 บาท + ล็อต C: 100 ปี๊บ × 650 บาท 158,000 บาท รวมทั้งเดือน ขาย 600 ปี๊บ — 371,000 บาท มูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดตามวิธี FIFO คือ สินค้าล็อต C ที่เหลือ 100 ปี๊บ × 650 บาท = 65,000 บาท (สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้จาก ต้นทุนรวม 436,000 บาท − ต้นทุนขาย 371,000 บาท = 65,000 บาท) ข้อสังเกตคือ ในคลังสินค้าจริงอาจหยิบของตามวันหมดอายุ (FEFO) แต่การตัดต้นทุนทางบัญชีสามารถตัดตามเกณฑ์ FIFO ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี เนื่องจากสินค้ามีลักษณะเหมือนกันและใช้ทดแทนกันได้ คำนวณแบบถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ต้นทุนถัวเฉลี่ยต่อปี๊บ = 436,000 บาท ÷ 700 ปี๊บ = 622.86 บาทต่อปี๊บ ต้นทุนขายรวม = 600 ปี๊บ × 622.86 บาท = 373,714.29 บาท และมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด = 100 ปี๊บ × 622.86 บาท = 62,285.71 บาท เทียบผลทั้ง 3 วิธี วิธีคิดต้นทุน ต้นทุนขาย มูลค่าสินค้าคงเหลือ กำไรขั้นต้น FIFO (เข้าก่อนออกก่อน) 371,000.00 บาท 65,000.00 บาท 109,000.00 บาท ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 373,714.29 บาท 62,285.71 บาท 106,285.71 บาท LIFO (เปรียบเทียบในเชิงทฤษฎี) 376,000.00 บาท 60,000.00 บาท 104,000.00 บาท ในภาวะที่ราคาต้นทุนปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ วิธี FIFO จะให้ต้นทุนขายต่ำที่สุดและแสดงกำไรขั้นต้นสูงที่สุดในตารางนี้ ในขณะที่วิธีถัวเฉลี่ยจะให้ตัวเลขกำไรและต้นทุนที่อยู่ระดับกึ่งกลาง โดยยอดรวมของต้นทุนขายและสินค้าคงเหลือของทุกวิธียังคงเท่ากับ 436,000 บาทเท่ากันทั้งหมด ทั้งนี้ วิธีราคาเจาะจงไม่ได้นำมาแสดงในตารางเปรียบเทียบ เนื่องจากน้ำมันปาล์มปี๊บเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมาตรฐานเดียวกันและใช้ทดแทนกันได้ ซึ่งมาตรฐานการบัญชี TAS 2 ไม่อนุญาตให้นำวิธีราคาเจาะจงมาใช้กับสินค้าลักษณะนี้ ราคาตลาดลดลงต้องทำอย่างไร ตามมาตรฐานการบัญชี TAS 2 กำหนดให้กิจการต้องวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net Realizable Value – NRV) แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า โดย NRV คือราคาขายโดยประมาณหักด้วยต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้ขายสินค้านั้นได้ ในทางภาษี ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดให้ตีราคาสินค้าคงเหลือ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า เช่น หากราคาตลาดของน้ำมันปาล์มปลายงวดลดลงเหลือปี๊บละ 640 บาท สินค้าคงเหลือ 100 ปี๊บจะต้องตีราคาเป็น 64,000 บาท ศึกษารายละเอียดการบันทึกบัญชีเพิ่มเติมได้ที่บทความ การตีราคาสินค้าคงเหลือ ใช้ FIFO ในคลังสินค้าอย่างไรให้ได้ผล การคำนวณต้นทุนแบบ FIFO สามารถตั้งค่าในโปรแกรมบัญชีได้อัตโนมัติ แต่การจัดคลังสินค้าตามเกณฑ์ FIFO หรือ FEFO ในทางปฏิบัติ ต้องอาศัยระบบหน้างานที่ชัดเจน 5 ขั้นตอน บริษัท สยามฟู้ดซัพพลาย จำกัด กำหนดนโยบายว่า สินค้าล็อตใดที่มีอายุการเก็บรักษาเหลือน้อยกว่า 60 วัน จะถูกย้ายมาวางไว้ในโซนด้านหน้าและจัดโปรโมชันระบายสินค้าก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายจากสินค้าหมดอายุ เลือกวิธีคิดต้นทุนแบบไหนดี และเปลี่ยนภายหลังได้ไหม การเลือกวิธีคำนวณต้นทุนควรพิจารณาจากลักษณะการดำเนินธุรกิจและประเภทสินค้าเป็นหลัก เมื่อเลือกใช้วิธีคำนวณต้นทุนใดแล้ว กิจการต้องถือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) กำหนดว่า การเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณราคาทุนจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน จึงไม่สามารถเปลี่ยนวิธีเองได้ตามอำเภอใจ ผู้ประกอบการสามารถศึกษาข้อแตกต่างของระบบสต๊อกได้ที่บทความ ระบบสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่องและแบบสิ้นงวด และต่อยอดการตั้งราคาได้ที่ วิธีคำนวณต้นทุน ข้อควรรู้เกี่ยวกับ FIFO และ FEFO สรุป – FIFO หัวใจสำคัญของการจัดการสต๊อกและคำนวณต้นทุนสินค้า FIFO หรือหลักการเข้าก่อนออกก่อน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ได้ทั้งในด้านการบริหารจัดการคลังสินค้าทางกายภาพเพื่อป้องกันสินค้าเก่าตกค้าง และเป็นวิธีคำนวณต้นทุนขายทางบัญชีที่สะท้อนมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวดใกล้เคียงราคาตลาดปัจจุบัน สำหรับสินค้าที่มีวันหมดอายุ ธุรกิจสามารถผสานการหยิบของแบบ FEFO เข้ากับการคำนวณต้นทุนแบบ FIFO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกวิธีคำนวณต้นทุนที่เหมาะสมและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ตัวเลขกำไรและงบการเงินของกิจการมีความถูกต้องและพร้อมสำหรับการวางแผนภาษี เริ่มต้นจัดการสต๊อกตั้งแต่วันนี้ด้วยการสำรวจสินค้าในคลัง จัดหมวดหมู่ล็อตการรับเข้าและวันหมดอายุให้ชัดเจน เพื่อสร้างระบบคลังสินค้าและงานบัญชีที่แม่นยำ ตัดสต๊อกและดูต้นทุนขายจากข้อมูลจริงด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีระบบบริหารจัดการ สต๊อกสินค้า ที่ช่วยตัดสต๊อกอัตโนมัติทันทีเมื่อเปิดบิลขาย พร้อมคำนวณต้นทุนขายและจัดทำ รายงานสินค้าคงเหลือ และ รายงานความเคลื่อนไหวสินค้ารายตัว ให้ผู้ประกอบการตรวจสอบยอดสินค้าจริงกับตัวเลขในระบบได้ตลอดเวลา – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อยกระดับการควบคุมสต๊อกและต้นทุนสินค้าของธุรกิจคุณตั้งแต่วันนี้ ศึกษาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ คู่มือจัดการสต๊อกสินค้า คลังความรู้ในหมวด บทความด้านบัญชี และหมวด บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FIFO FIFO ย่อมาจากอะไร และแปลว่าอะไร FIFO ย่อมาจากคำว่า First In, First Out แปลว่า “เข้าก่อนออกก่อน” ออกเสียงอ่านว่า ไฟโฟ ในทางบัญชีหมายถึงวิธีคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือที่สมมติให้สินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อนถูกขายออกไปก่อนตามลำดับ LIFO กับ FIFO ต่างกันอย่างไร FIFO จะตัดต้นทุนจากสินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาก่อน ส่วน LIFO จะตัดต้นทุนจากสินค้าล็อตที่ซื้อเข้ามาหลังสุด ในช่วงที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น วิธี LIFO จะทำให้ต้นทุนขายสูงกว่าและแสดงมูลค่าสินค้าคงเหลือต่ำกว่า ทั้งนี้ มาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทยได้ยกเลิกวิธี LIFO แล้ว บัญชีเข้าก่อนออกก่อน คือ FIFO ใช่ไหม ถูกต้อง วิธีเข้าก่อนออกก่อนในภาษาบัญชีไทยคือวิธี FIFO ใช้สำหรับคำนวณต้นทุนขายและมูลค่าสินค้าคงเหลือปลายงวด โดยถือสมมติฐานว่าสินค้าล็อตแรกถูกจำหน่ายออกไปก่อน หยิบสินค้าแบบ FEFO แต่คิดต้นทุนแบบ FIFO ได้ไหม สามารถทำได้ สำหรับสินค้าที่มีมาตรฐานเดียวกันและใช้ทดแทนกันได้ เนื่องจาก FIFO ในทางบัญชีเป็นเพียงสมมติฐานการไหลของต้นทุน ไม่ได้บังคับว่าสินค้าที่หยิบออกไปจริงจะต้องเป็นชิ้นเดียวกับล็อตที่ตัดต้นทุนทางบัญชี เปลี่ยนจาก FIFO เป็นถัวเฉลี่ยได้ไหม ในทางภาษีจะต้องยื่นคำขอและได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (6) ส่วนในทางบัญชีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีที่ต้องมีเหตุผลอันสมควรและต้องเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน FIFO เหมาะกับธุรกิจแบบไหน เหมาะกับธุรกิจซื้อมาขายไป ค้าส่ง ค้าปลีก และโรงงานอุตสาหกรรมที่มีสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดเดียวกันหมุนเวียนหลายล็อต เช่น ธุรกิจอาหาร วัสดุก่อสร้าง อะไหล่ และบรรจุภัณฑ์ โดยสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัดควรใช้หลัก FEFO ในการหยิบของควบคู่ไปด้วย ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

31 min

วิธีเลือกสำนักงานบัญชี เลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ

สำนักงานบัญชี คืออะไร และสำคัญอย่างไร สำนักงานบัญชี (Accounting Firm) คือ ผู้ให้บริการที่รับทำบัญชี ปิดงบการเงิน และยื่นภาษีแทนกิจการ โดยมีผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รับผิดชอบบัญชีของลูกค้าแต่ละราย การเลือกสำนักงานบัญชีที่เหมาะสมมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างน้อย 3 ประการ ตลอดบทความนี้จะใช้กรณีศึกษาของคุณวรรณา (ชื่อสมมุติ) เจ้าของ บริษัท เอ็มเคพี แพคเกจจิ้ง จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตกล่องกระดาษส่งโรงงานอุตสาหกรรมอาหารในจังหวัดชลบุรี จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้ว มีพนักงาน 12 คน และมีเอกสารซื้อขายหมุนเวียนประมาณ 300 ฉบับต่อเดือน ทำบัญชีต่างจากสอบบัญชีอย่างไร สำนักงานบัญชีทำหน้าที่จัดทำบัญชี บันทึกรายการค้า และจัดทำงบการเงินให้แก่กิจการ ส่วนผู้สอบบัญชีทำหน้าที่ตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินนั้นตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยผู้สอบบัญชีต้องมีความเป็นอิสระจากกิจการที่ตรวจ จึงไม่สามารถเป็นบุคคลคนเดียวกับผู้จัดทำบัญชีได้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ผู้สอบบัญชี คือใคร สำนักงานบัญชีทำอะไรบ้าง ขอบเขตการทำงานของสำนักงานบัญชีแบ่งออกเป็นงานประจำเดือน งานรอบครึ่งปี และงานประจำปี โดยรายละเอียดที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับสัญญาว่าจ้างที่ตกลงร่วมกัน รอบระยะเวลา ขอบเขตงานหลัก งานรายเดือน บันทึกบัญชีจากเอกสารซื้อขาย · ยื่นแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3, ภ.ง.ด.53) · ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) · จัดทำและนำส่งเงินสมทบประกันสังคม งานรอบครึ่งปี ประมาณการกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) งานประจำปี ปิดบัญชีจัดทำงบการเงิน · ประสานงานผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) · ยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 · นำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริการเสริมตามที่ตกลง จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท · จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม · บริการงานเงินเดือน (Payroll) · วางแผนและให้คำปรึกษาทางภาษี ผู้รับทำบัญชีมีกี่แบบ ผู้รับจ้างทำบัญชีในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก โดยทุกรูปแบบต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และต้องแจ้งรายชื่อเป็นผู้ทำบัญชีของกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รูปแบบผู้รับทำบัญชี ลักษณะการดำเนินงาน ข้อควรตรวจสอบก่อนว่าจ้าง นักบัญชีอิสระ (Freelance) ผู้ทำบัญชีรับงานและบริหารจัดการเพียงคนเดียว วุฒิการศึกษาตรงตามขนาดกิจการ · จำนวนลูกค้าในมือไม่เกินเกณฑ์ · แผนการส่งต่องานกรณีฉุกเฉิน สำนักงานบัญชีหรือบริษัทรับทำบัญชี จัดตั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีทีมงานผู้ทำบัญชีและผู้ช่วยแบ่งหน้าที่เป็นระบบ ตรวจสอบชื่อผู้ทำบัญชีที่แจ้งต่อ DBD · บุคคลที่รับผิดชอบและประสานงานจริงในแต่ละวัน สำนักงานบัญชีคุณภาพ สำนักงานบัญชีที่ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานคุณภาพจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบหนังสือรับรองและวันหมดอายุการรับรองมาตรฐาน คุณสมบัติผู้ทำบัญชีที่ควรรู้ ผู้ทำบัญชีที่มีคุณวุฒิปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป สามารถรับทำบัญชีให้แก่นิติบุคคลได้ทุกขนาด ส่วนผู้ที่มีคุณวุฒิอนุปริญญาหรือ ปวส. ทางการบัญชี สามารถรับทำบัญชีได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนและบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท นอกจากนี้ กฎหมายกำหนดให้ผู้ทำบัญชี 1 คน สามารถรับทำบัญชีได้ไม่เกิน 100 รายต่อปี และต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ (CPD) ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อปี ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CPD คืออะไร การรับรองคุณภาพของ DBD คืออะไร กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้การรับรองคุณภาพแก่สำนักงานบัญชีที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน 6 ด้าน เช่น การเปิดให้บริการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี มีฐานลูกค้านิติบุคคลไม่น้อยกว่า 15 ราย และมีหัวหน้าสำนักงานบัญชีที่สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีบัญชีพร้อมประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการทำงานให้แก่ผู้ประกอบการ ทำบัญชีเอง จ้างพนักงาน หรือจ้างสำนักงานบัญชี ก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางบริหารงานบัญชี ผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของ 3 ทางเลือกหลักจากปัจจัยด้านต้นทุน ความเชี่ยวชาญ และความต่อเนื่องของงาน เกณฑ์การพิจารณา ทำบัญชีด้วยตนเอง จ้างพนักงานบัญชีประจำ จ้างสำนักงานบัญชี ภาระต้นทุน ต่ำที่สุด แต่ใช้เวลาของเจ้าของกิจการสูง มีเงินเดือนประจำ สวัสดิการ และอุปกรณ์ทำงานทุกเดือน ค่าบริการรายเดือนและรายปีตามขอบเขตงานที่ตกลง ความรู้ความเชี่ยวชาญภาษี ขึ้นอยู่กับความรู้ของตัวเจ้าของกิจการ ขึ้นอยู่กับทักษะของพนักงานประจำเพียงคนเดียว มีทีมงานและผู้ทำบัญชีมืออาชีพคอยดูแลให้คำปรึกษา ความต่อเนื่องของงาน สะดุดเมื่อเจ้าของติดภารกิจอื่น เสี่ยงต่องานหยุดชะงักเมื่อพนักงานลาออก มีความต่อเนื่องสูง มีบุคลากรในทีมทดแทนงานได้ทันที การปิดงบและยื่นภาษีประจำปี ยังคงต้องจัดหาผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติ ทำได้หากพนักงานมีคุณสมบัติครบตามขนาดกิจการ รวมอยู่ในขอบเขตบริการที่ตกลงกันไว้ ความเหมาะสม ธุรกิจบุคคลธรรมดาหรือร้านค้าขนาดเล็ก กิจการที่มีปริมาณเอกสารหมุนเวียนจำนวนมากทุกวัน ธุรกิจนิติบุคคล SME ส่วนใหญ่ สัญญาณว่าถึงเวลาต้องจ้างคนทำบัญชี บริษัท เอ็มเคพี แพคเกจจิ้ง จำกัด เข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อในปีที่สอง คุณวรรณาจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนจากการบันทึกบัญชีเองในตอนกลางคืนมาเป็นการว่าจ้างสำนักงานบัญชีมืออาชีพ ใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์แล้วยังต้องมีผู้ทำบัญชีไหม ยังคงต้องมีผู้ทำบัญชี แม้โปรแกรมบัญชีออนไลน์จะช่วยออกเอกสาร บันทึกรายการ และสรุปรายงานให้อัตโนมัติ แต่นิติบุคคลยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการระบุชื่อผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติเพื่อรับผิดชอบการปิดงบการเงินและการยื่นภาษี แนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน คือการที่เจ้าของกิจการออกเอกสารการขายและรับเงินผ่านโปรแกรมบัญชีออนไลน์ด้วยตนเอง จากนั้นให้สำนักงานบัญชีเข้ามาร่วมใช้งานบนระบบเดียวกันเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและปิดบัญชี ทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันโดยไม่ต้องเสียเวลาคีย์ข้อมูลซ้ำ สำนักงานบัญชีที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร สำนักงานบัญชีที่สามารถเป็นพาร์ตเนอร์ดูแลธุรกิจได้ในระยะยาว ควรมีคุณลักษณะสำคัญ 5 ด้าน 1. เข้าใจธุรกิจของลูกค้า มีความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของแต่ละประเภทธุรกิจ เช่น ธุรกิจผลิต ธุรกิจซื้อมาขายไป และธุรกิจบริการ มีการบันทึกต้นทุนและสินค้าคงคลังที่แตกต่างกัน รวมถึงเข้าใจความแตกต่างในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น โรงงานรับจ้างผลิตย่อมมีจุดเน้นทางบัญชีต่างจากโรงงานที่จำหน่ายสินค้าแบรนด์ของตนเอง 2. มีระบบและเครื่องมือที่ตรวจสอบได้ มีกระบวนการรับส่งเอกสาร การติดตามเอกสารที่สูญหาย และการแจ้งเตือนปัญหาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเจ้าของกิจการสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้ตลอดเวลาว่าเอกสารเดือนใดบันทึกเสร็จสิ้นแล้ว และยื่นแบบภาษีใดไปแล้วบ้าง 3. อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย สามารถสื่อสารประเด็นภาษีและข้อกำหนดทางบัญชีที่ซับซ้อนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมอธิบายเหตุผลประกอบตามข้อกฎหมาย โดยไม่ตอบเพียงแค่ว่าสามารถทำได้หรือทำไม่ได้ 4. สื่อสารเป็นระบบ กำหนดช่องทางการติดต่อ ผู้ประสานงานหลัก และกรอบเวลาในการตอบกลับไว้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือนเจ้าของกิจการล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดยื่นแบบภาษีเพื่อป้องกันค่าปรับ 5. ให้คำแนะนำที่ช่วยตัดสินใจ สามารถวิเคราะห์ตัวเลขในงบการเงินและรายงานให้ผู้บริหารทราบถึงจุดผิดปกติ เช่น ต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขายเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ หรืออัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ช้าลง พร้อมเสนอทางเลือกในการปรับปรุงที่สามารถปฏิบัติได้จริง ต้องตรวจสอบอะไรบ้างก่อนจ้างสำนักงานบัญชี ก่อนตัดสินใจลงนามในสัญญาว่าจ้าง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบ 4 จุดสำคัญ 4 เรื่องที่ต้องคุยก่อนเซ็นสัญญา ขอบเขตงานรายเดือน สำนักงานบัญชีบางแห่งบันทึกบัญชีครบถ้วนทุกเดือน ในขณะที่บางแห่งอาจเพียงแค่ยื่นแบบภาษีรายเดือนแล้วรวบรวมเอกสารไปบันทึกบัญชีในคราวเดียวตอนสิ้นปี หากผู้บริหารต้องการเห็นรายงานงบการเงินรายเดือนเพื่อดูผลกำไร จะต้องตกลงประเภทรายงานและกำหนดวันส่งมอบให้ชัดเจน วิธีส่งเอกสาร การส่งมอบเอกสารเป็นจุดที่เกิดข้อผิดพลาดได้บ่อย ควรตกลงรูปแบบการส่งมอบให้ชัดเจนว่าจะจัดส่งเป็นเอกสารกระดาษ ส่งไฟล์สแกน หรืออัปโหลดเข้าสู่โปรแกรมบัญชี พร้อมกำหนดวันตัดรอบเอกสารและแนวทางการติดตามเอกสารที่ตกหล่น สิทธิ์ในโปรแกรมบัญชี กรณีใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ร่วมกัน ควรกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลอย่างชัดเจนว่าฝ่ายใดมีหน้าที่ออกเอกสาร ฝ่ายใดบันทึกและปรับปรุงรายการ และที่สำคัญคือเมื่อสิ้นสุดสัญญาว่าจ้าง ฐานข้อมูลบัญชีทั้งหมดต้องยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของกิจการ ทดสอบด้วยคำถามจริง นำปัญหาที่ธุรกิจพบเจอจริงมาสอบถามในการพูดคุยครั้งแรก ตัวอย่างเช่น คุณวรรณานำประเด็นเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าขนส่ง และการจัดการรายได้จากการขายเศษกระดาษรีไซเคิลมาสอบถาม สำนักงานที่สามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจนพร้อมระบุเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ คือสำนักงานที่คุณวรรณาตัดสินใจร่วมงาน ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยตอนเลือกสำนักงานบัญชี ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจ ตัดสินใจเลือกจากราคาที่ต่ำที่สุด ขอบเขตงานอาจไม่ครอบคลุมการปิดงบการเงินและการยื่นภาษีประจำปี ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เพิ่มตอนสิ้นปี ไม่ได้จัดทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่สามารถควบคุมขอบเขตงานได้ชัดเจน และประสบปัญหาในการขอรับเอกสารคืนเมื่อเลิกจ้าง ไม่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ทำบัญชี อาจได้ผู้ทำบัญชีที่มีวุฒิไม่ตรงตามเกณฑ์ขนาดกิจการ หรือไม่ได้รับการแจ้งชื่อต่อ DBD อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ใช้บุคคลคนเดียวกันทั้งทำบัญชีและสอบบัญชี ขัดต่อหลักความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต และอาจทำให้งบการเงินถูกปฏิเสธการรับรอง ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูลบัญชีของตนเอง เจ้าของกิจการไม่สามารถทราบสถานะทางการเงินและตัวเลขกำไรที่แท้จริงได้จนกว่าจะสิ้นปี ค่าทำบัญชีขึ้นอยู่กับอะไร ค่าบริการทำบัญชีไม่มีอัตรากลางตามกฎหมาย โดยสำนักงานแต่ละแห่งจะประเมินอัตราค่าบริการจากปัจจัยหลักในการปฏิบัติงาน ปัจจัยในการประเมินงาน ผลกระทบต่ออัตราค่าบริการทำบัญชี ปริมาณเอกสารต่อเดือน เอกสารใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และสลิปการโอนเงินจำนวนมากต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสูงขึ้น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ต้องตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษี จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน จำนวนพนักงานในกิจการ มีภาระงานในการจัดทำบัญชีเงินเดือน การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) และการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม การบริหารสินค้าคงเหลือ ธุรกิจผลิตและซื้อมาขายไปต้องมีการควบคุมสต๊อกสินค้าและคำนวณต้นทุนขายที่มีความซับซ้อนกว่าธุรกิจบริการ ขอบเขตบริการรอบสิ้นปี การปิดบัญชี การจัดทำงบการเงิน การประสานงานผู้สอบบัญชี และการยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 รวมอยู่ในแพ็กเกจหรือคิดแยกต่างหาก ทั้งนี้ ค่าบริการตรวจสอบบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายวิชาชีพที่แยกต่างหากจากค่าทำบัญชี เนื่องจากผู้สอบบัญชีต้องปฏิบัติงานอย่างเป็นอิสระ ศึกษาแนวทางการประเมินค่าตรวจสอบบัญชีได้ที่ ผู้สอบบัญชี คือใคร จ้างแล้ว เจ้าของกิจการยังต้องทำอะไร การว่าจ้างสำนักงานบัญชีไม่ได้หมายถึงการโอนภาระหน้าที่ตามกฎหมายทั้งหมด โดยกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทยังคงเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 หาสำนักงานบัญชีใกล้ฉันได้ที่ไหน หากกิจการใช้งานหรือวางแผนจะใช้งานโปรแกรม PEAK สามารถค้นหาสำนักงานบัญชีพันธมิตรได้ผ่าน หน้าค้นหาสำนักงานบัญชีของ PEAK ซึ่งมีสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์มากกว่า 1,800 แห่งทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น คุณวรรณาค้นหาสำนักงานบัญชีในจังหวัดชลบุรี และติดต่อสัมภาษณ์ 3 แห่งด้วยชุดคำถามเดียวกัน จากนั้นตัดสินใจเลือกสำนักงานที่ส่งใบเสนอราคาแยกขอบเขตงานรายเดือนและงานปิดงบการเงินอย่างชัดเจนที่สุด ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – สำนักงานบัญชี พาร์ตเนอร์คนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต สำนักงานบัญชีคือผู้ดูแลงานบันทึกบัญชี จัดทำงบการเงิน และยื่นแบบภาษีแทนกิจการ โดยมีผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นผู้รับผิดชอบ การเลือกสำนักงานบัญชีที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากความเข้าใจในธุรกิจ ระบบการทำงานที่ตรวจสอบได้ และความโปร่งใสของสัญญาบริการ ทั้งนี้ เจ้าของกิจการยังคงมีหน้าที่ในการส่งมอบเอกสารประกอบที่ถูกต้องและเก็บรักษาเอกสารไว้ตามที่กฎหมายกำหนด การเลือกพาร์ตเนอร์ด้านบัญชีที่ดีจะช่วยให้ผู้บริหารมีข้อมูลทางการเงินที่แม่นยำสำหรับวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ หาสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ PEAK ใกล้คุณ ผู้ประกอบการสามารถ ค้นหาสำนักงานบัญชีพาร์ตเนอร์ PEAK ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ร่วมกับกิจการ ครอบคลุมทั้งบริการทำบัญชีครบวงจร ที่ปรึกษาภาษี และจดทะเบียนบริษัท โดยสามารถเลือกค้นหาตามพื้นที่หรือขอรับคำแนะนำจากทีมงาน พร้อมเริ่มต้นจัดการงานเอกสารทางธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน เพื่อเชื่อมต่องานบัญชีระหว่างธุรกิจและสำนักงานบัญชีอย่างไร้รอยต่อตั้งแต่วันนี้ ศึกษาข้อกำหนดทางวิชาชีพเพิ่มเติมได้ที่บทความ ผู้สอบบัญชี คือใคร และติดตามบทความน่ารู้เพื่อการบริหารกิจการได้ที่หมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสำนักงานบัญชี รับทำบัญชีเดือนละเท่าไหร่ อัตราค่าบริการทำบัญชีไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับปริมาณเอกสาร การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวนพนักงาน และขอบเขตงานรอบสิ้นปี ผู้ประกอบการควรขอใบเสนอราคาที่แยกรายการค่างานประจำเดือนและงานปิดงบการเงินประจำปีอย่างชัดเจนจากสำนักงาน 2–3 แห่งเพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่า สำนักงานบัญชีกับนักบัญชีอิสระต่างกันอย่างไร นักบัญชีอิสระจะรับงานและบริหารจัดการเพียงคนเดียว ในขณะที่สำนักงานบัญชีจะทำงานเป็นทีม มีระบบตรวจสอบทานงาน และมีบุคลากรทดแทนเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้ ทั้งสองรูปแบบต้องมีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดและได้รับการแจ้งชื่อต่อ DBD เช่นเดียวกัน บริษัทเปิดใหม่ที่ยังไม่มีรายได้ต้องจ้างสำนักงานบัญชีไหม ต้องมีผู้ทำบัญชี เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชี ปิดงบการเงิน และนำส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีทุกปี แม้ในรอบปีนั้นจะยังไม่มีรายรับก็ตาม และหากกิจการได้จดทะเบียน VAT ไว้แล้ว จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนตามรอบปกติ ให้สำนักงานที่ทำบัญชีสอบบัญชีด้วยได้ไหม ไม่สามารถใช้ผู้สอบบัญชีคนเดียวกับผู้ทำบัญชีได้ เนื่องจากมาตรฐานวิชาชีพบัญชีกำหนดให้ผู้สอบบัญชีต้องมีความเป็นอิสระในการตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน การทำหน้าที่ทั้งสองอย่างโดยบุคคลหรือทีมงานเดียวกันจะถือว่าขัดต่อหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ เปลี่ยนสำนักงานบัญชีต้องทำอย่างไร ผู้ประกอบการควรแจ้งสำนักงานเดิมล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา ขอรับเอกสารประกอบการลงบัญชี สมุดบัญชี และไฟล์สำรองข้อมูลในระบบคืนให้ครบถ้วน จากนั้นให้ผู้ทำบัญชีรายใหม่ดำเนินการแจ้งรายชื่อเป็นผู้ทำบัญชีของกิจการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มปฏิบัติงาน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

20 ต.ค. 2026

PEAK Account

20 min

เพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท ต้องทำอย่างไร ขั้นตอน เอกสาร และผลทางบัญชี

เพิ่มทุนจดทะเบียน คืออะไร และสำคัญอย่างไร เพิ่มทุนจดทะเบียน (Capital Increase) คือ การที่บริษัทจำกัดออกหุ้นใหม่เพื่อเพิ่มทุนจากที่จดไว้ตอนจัดตั้ง โดยต้องผ่านมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น แก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 และจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) การเพิ่มทุนจดทะเบียนมีความสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท เมทัลฟอร์ม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ผลิตชิ้นส่วนโลหะให้โรงงานประกอบรถยนต์ ที่จดทะเบียนด้วยทุน 2,000,000 บาท (20,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท) คุณธนพลถือ 12,000 หุ้น และคุณศิริพรถือ 8,000 หุ้น ปีที่สามบริษัทได้งานผลิตชิ้นส่วนให้ลูกค้ารายใหม่ และต้องซื้อเครื่อง CNC ราคา 3,000,000 บาท ทั้งสองคนจึงตัดสินใจเพิ่มทุนแทนการกู้เงินทั้งก้อน หุ้นเพิ่มทุนคืออะไร หุ้นเพิ่มทุน คือ หุ้นที่บริษัทออกใหม่ตามมติเพิ่มทุน หุ้นใหม่ต้องมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าหุ้นที่จดไว้เดิม ถ้าต้องการเปลี่ยนมูลค่าหุ้นต้องจดทะเบียนแก้ไขมูลค่าหุ้นก่อน ตามคู่มือการจดทะเบียนเพิ่มทุนของ DBD ขั้นตอนเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทมีอะไรบ้าง การเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัทมี 5 ขั้นตอน และต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 14 วันนับจากวันที่ที่ประชุมลงมติ ขั้นตอน สิ่งที่ทำ กำหนดเวลา 1 กรรมการส่งหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ก่อนวันประชุมอย่างน้อย 14 วัน 2 ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษเพิ่มทุนและแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 วันประชุม 3 เสนอขายหุ้นใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน ตามวันตอบรับที่กำหนดในหนังสือเสนอขาย 4 รับชำระค่าหุ้นและออกหลักฐานการรับชำระให้ผู้ถือหุ้น ก่อนยื่นจดเพิ่มทุน 5 ยื่นจดทะเบียนกับ DBD ภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ 1. ส่งหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น ส่งหนังสือนัดทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือส่งถึงผู้ถือหุ้นทุกคนตามทะเบียน ก่อนวันประชุมอย่างน้อย 14 วันหรือตามที่ข้อบังคับกำหนด ถ้าบริษัทมีหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ ต้องลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย หนังสือนัดต้องระบุวาระเพิ่มทุน จำนวนทุนที่จะเพิ่ม และข้อความในหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 ที่จะแก้ไข การนับ 14 วันเริ่มจากวันถัดจากวันที่ส่งหนังสือหรือลงโฆษณาครั้งสุดท้าย 2. ประชุมและลงมติพิเศษ มติเพิ่มทุนต้องเป็นมติพิเศษ คือได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง ในการประชุมเดียวกันให้ลงมติแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิข้อ 5 ให้ตรงกับทุนใหม่ ถ้าผู้ถือหุ้นจะชำระค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินแทนเงิน เช่น โอนเครื่องจักรเข้าบริษัท ต้องระบุรายละเอียดทรัพย์สินนั้นไว้ในมติพิเศษให้ชัด 3. เสนอขายหุ้นใหม่ให้ผู้ถือหุ้นเดิม หุ้นเพิ่มทุนต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมทุกคนตามสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่ ทำเป็นหนังสือระบุจำนวนหุ้นที่แต่ละคนมีสิทธิซื้อและวันสุดท้ายที่ต้องตอบรับ ถ้าพ้นกำหนดโดยไม่ตอบรับ ถือว่าไม่ซื้อ หุ้นที่ไม่มีผู้ซื้อ บริษัทขายให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นหรือให้กรรมการรับซื้อไว้เองได้ แต่หุ้นที่ออกใหม่ขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ ตามคู่มือของ DBD 4. รับชำระค่าหุ้น บริษัทรับเงินค่าหุ้นตามที่เรียกชำระ แล้วออกหลักฐานการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคน หลักฐานนี้ต้องแนบตอนยื่นจดทะเบียน ค่าหุ้นงวดแรกต้องไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1105 ถ้าขายหุ้นได้ไม่ครบในคราวเดียว ให้ยื่นจดมติพิเศษภายใน 14 วันก่อน แล้วจดเพิ่มทุนตามจำนวนหุ้นที่ขายได้ในแต่ละคราว 5. ยื่นจดทะเบียนเพิ่มทุนกับ DBD จดทะเบียนเพิ่มทุน DBD ได้ทั้งทางออนไลน์ผ่าน DBD Biz Regist และที่สำนักงาน ตามคู่มือของ DBD ระบบออนไลน์เป็นระบบเดียวกับที่ใช้จัดตั้งบริษัทซึ่งเป็นช่องทางเดียวตั้งแต่ 1 ก.ค. 2569 จึงควรเตรียมบัญชีผู้ใช้และ ThaID ของกรรมการให้พร้อม กรณีขายหุ้นได้ครบในคราวเดียว ให้ยื่นจดมติพิเศษ เพิ่มทุน และแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิพร้อมกันภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ เอกสารจดทะเบียนเพิ่มทุนมีอะไรบ้าง เอกสารหลักสำหรับการจดทะเบียนเพิ่มทุนตามคู่มือของ DBD มี 6 รายการ ส่วนเอกสารเฉพาะกรณีแนบเพิ่มเมื่อเข้าเงื่อนไข เอกสาร หมายเหตุ คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1) ทุกกรณี แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด ทุกกรณี รายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมและมติพิเศษ (แบบ บอจ.4) ระบุทุนใหม่และมติ หนังสือบริคณห์สนธิฉบับแก้ไข อากรแสตมป์ 50 บาท สำเนาหลักฐานการรับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนที่บริษัทออกให้ผู้ถือหุ้น ทุกคนที่ชำระ สำเนาบัตรประชาชนของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอ ทุกกรณี หนังสือมอบอำนาจ ถ้ามอบให้ผู้อื่นยื่น อากร 10 บาท หลักฐานการอนุญาตจากหน่วยงานกำกับ เฉพาะธุรกิจ เช่น ธนาคาร ประกันภัย หลักทรัพย์ แบบ บอจ.5 (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ไม่อยู่ในชุดเอกสารเพิ่มทุนตามคู่มือของ DBD แต่รายชื่อผู้ถือหุ้นใหม่จะปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่บริษัทส่งพร้อมงบการเงินประจำปี ตัวอย่างรายงานการประชุมเพิ่มทุน รายงานการประชุมไม่ได้อยู่ในรายการแนบของคู่มือ แต่บริษัทต้องจัดทำและเก็บไว้เป็นหลักฐานของมติ ควรมีหัวข้ออย่างน้อยดังนี้ ค่าธรรมเนียมเพิ่มทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ ค่าจดทะเบียนเพิ่มทุนคิด 500 บาทต่อทุนที่เพิ่มทุก 100,000 บาท เศษของ 100,000 บาทนับเป็น 100,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท ส่วนการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเสีย 400 บาท ตามกฎกระทรวงค่าธรรมเนียม พ.ศ. 2549 ทุนที่เพิ่ม ค่าจดเพิ่มทุน แก้ไขบริคณห์สนธิ อากร รวม (บาท) 1,000,000 5,000 400 50 5,450 3,000,000 15,000 400 50 15,450 10,000,000 50,000 400 50 50,450 อย่าสับสนกับเพดาน 25,000 บาทซึ่งเป็นของค่าจดหนังสือบริคณห์สนธิตอนจัดตั้ง เพดานของการเพิ่มทุนคือ 250,000 บาท ถ้ายื่นจดมติพิเศษแยกไว้ก่อนขายหุ้น จะมีค่าจดทะเบียนเรื่องอื่นเพิ่มเรื่องละ 400 บาท ค่าธรรมเนียมสุดท้ายให้ยึดตามที่ระบบคำนวณตอนยื่น เพิ่มทุนเกิน 5 ล้านบาท ต้องรู้อะไรบ้าง ตัวเลข 5 ล้านบาทเกี่ยวกับการเพิ่มทุนใน 2 เรื่อง ซึ่งวัดจากตัวเลขต่างกัน เรื่อง วัดจาก ผลเมื่อเกิน 5 ล้านบาท เอกสารประกอบคำขอ ทุนจดทะเบียนหลังเพิ่มทุน ต้องแนบหลักฐานจากธนาคารและหนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้น ตามคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 1/2567 อัตราภาษี SME ทุนชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี เสียสิทธิยกเว้นกำไร 300,000 บาทแรกและอัตรา 15% เสียภาษี 20% ของกำไรทั้งหมด เงื่อนไขภาษีวัดที่ทุนชำระแล้ว ไม่ใช่ทุนจดทะเบียน ตามคู่มือภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME ของกรมสรรพากร และรายได้ต้องไม่เกิน 30 ล้านบาทด้วย ตัวอย่างหนังสือยืนยันการรับชำระค่าหุ้นดูได้ที่เอกสารของกองทะเบียนธุรกิจ ตัวอย่างการตัดสินใจของบริษัทเมทัลฟอร์ม บริษัทเพิ่มทุน 3,000,000 บาท เป็น 30,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท จัดสรรตามสัดส่วนเดิม 60:40 คุณธนพลซื้อ 18,000 หุ้น คุณศิริพรซื้อ 12,000 หุ้น และชำระเต็มจำนวน ทุนหลังเพิ่มเท่ากับ 5,000,000 บาทพอดี ไม่เกิน 5 ล้านบาท บริษัทจึงยังใช้อัตราภาษี SME ได้และไม่ต้องแนบหลักฐานทุนเกิน 5 ล้าน ถ้ากำไรปีถัดไป 2,000,000 บาท จะเสียภาษี 255,000 บาท เทียบกับ 400,000 บาทถ้าทุนชำระแล้วเกิน 5 ล้าน ส่วนเงินที่ยังขาดสำหรับติดตั้งและวัตถุดิบ บริษัทเลือกขอสินเชื่อเครื่องจักรแทนการเพิ่มทุนเกิน 5 ล้าน เพราะคำนวณแล้วภาษีที่ประหยัดได้สูงกว่าดอกเบี้ยช่วงแรก เพิ่มทุนแล้วบันทึกบัญชีและเสียภาษีอย่างไร เงินค่าหุ้นเพิ่มทุนไม่ใช่รายได้ของบริษัท จึงไม่ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล บันทึกเป็นการเพิ่มส่วนของเจ้าของ รายการ เดบิต เครดิต รับชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนเต็มจำนวน เงินฝากธนาคาร 3,000,000 ทุนเรือนหุ้นสามัญ 3,000,000 จ่ายค่าธรรมเนียมจดทะเบียน ค่าธรรมเนียม 15,450 เงินฝากธนาคาร 15,450 ถ้าขายหุ้นใหม่สูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ ส่วนที่เกินบันทึกเป็นส่วนเกินมูลค่าหุ้น ต้องมีหนังสือบริคณห์สนธิที่อนุญาตไว้ และส่วนเกินต้องชำระพร้อมค่าหุ้นงวดแรก (มาตรา 1105) ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของรอบบัญชีที่จ่าย อ่านเรื่องภาษีต่อได้ที่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร ข้อควรรู้เพิ่มเติม สรุป – เพิ่มทุนจดทะเบียน วางแผนทุนและภาษีให้พร้อมรับการเติบโต เพิ่มทุนจดทะเบียนต้องผ่านมติพิเศษ 3 ใน 4 ของเสียงผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง และยื่นจดภายใน 14 วันนับจากวันลงมติ หุ้นใหม่ต้องเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน และขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ ค่าจดเพิ่มทุน 500 บาทต่อทุนที่เพิ่มทุก 100,000 บาท สูงสุด 250,000 บาท สิทธิภาษี SME วัดจากทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนเอกสารทุนเกิน 5 ล้านวัดจากทุนจดทะเบียน เริ่มได้วันนี้ด้วยการคำนวณว่าทุนชำระแล้วหลังเพิ่มทุนจะเกิน 5 ล้านบาทหรือไม่ แล้วเทียบภาษีที่ต่างกันกับดอกเบี้ยถ้าใช้เงินกู้แทน ก่อนส่งหนังสือนัดประชุม บันทึกเงินเพิ่มทุนและติดตามทุนของบริษัทด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยบันทึกรายรับรายจ่ายพร้อมเอกสารแนบ ออกใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษี และดูรายงานการเงินเพื่อติดตามส่วนของเจ้าของหลังเพิ่มทุน – ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน อ่านต่อเรื่องการตั้งทุนตั้งแต่แรกได้ที่ ทุนจดทะเบียนบริษัท ขั้นตอนจดทะเบียนทั้งหมดได้ที่ จดทะเบียนบริษัท และบทความอื่นในหมวด ธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเพิ่มทุนจดทะเบียน จดทะเบียนเพิ่มทุนออนไลน์ได้ไหม ได้ ยื่นผ่านระบบ DBD Biz Regist โดยกรรมการที่ลงชื่อในคำขอต้องยืนยันตัวตนในระบบ ถ้าเอกสารครบ DBD ระบุว่ากรณีทั่วไปจดทะเบียนเสร็จได้ภายในวันเดียว เพิ่มทุนภาษาอังกฤษคืออะไร เพิ่มทุนจดทะเบียนภาษาอังกฤษคือ Capital Increase หรือ Increase of Registered Capital ส่วนหุ้นเพิ่มทุนคือ Newly Issued Shares เพิ่มทุนแล้วต้องเสียภาษีเพิ่มไหม เงินค่าหุ้นเพิ่มทุนไม่ใช่รายได้ จึงไม่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ถ้าทุนชำระแล้ว ณ วันสิ้นรอบบัญชีเกิน 5 ล้านบาท บริษัทจะเสียสิทธิอัตราภาษี SME ในรอบบัญชีนั้น ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนได้ไหม ได้ ผู้ถือหุ้นที่ไม่ตอบรับภายในกำหนดถือว่าไม่ซื้อ บริษัทนำหุ้นส่วนนั้นไปขายให้ผู้ถือหุ้นคนอื่นหรือให้กรรมการรับซื้อได้ แต่ขายให้บุคคลภายนอกไม่ได้ เพิ่มทุนต้องชำระค่าหุ้นเต็มจำนวนไหม ไม่จำเป็นต้องชำระเต็มในคราวเดียว แต่ค่าหุ้นงวดแรกต้องไม่น้อยกว่า 25% ของมูลค่าหุ้น ถ้าขายหุ้นเป็นคราว ๆ ให้จดมติพิเศษภายใน 14 วันก่อน แล้วจดเพิ่มทุนตามจำนวนหุ้นที่ขายและรับชำระได้ในแต่ละคราว เพิ่มทุนด้วยเครื่องจักรแทนเงินได้ไหม ได้ ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินได้ แต่ต้องระบุรายละเอียดทรัพย์สินในมติพิเศษให้ชัด และควรประเมินมูลค่าอย่างมีหลักฐานเพื่อใช้บันทึกบัญชีและคำนวณค่าเสื่อมราคา ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

ภาษีมรดก คืออะไร คิดยังไง อัตราภาษี วิธีคำนวณ และการยื่น ภ.ม.60

ภาษีมรดก คืออะไร และสำคัญอย่างไร ภาษีมรดก (Inheritance Tax) คือ ภาษีการรับมรดกที่เก็บจากผู้ได้รับมรดก เมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายรวมกันเกิน 100 ล้านบาท โดยเสียเฉพาะส่วนที่เกิน ผู้เสียคือผู้รับ ไม่ใช่กองมรดกหรือผู้ตาย กฎหมายที่ใช้คือพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 ใช้กับมรดกของเจ้ามรดกที่ตายตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไป และกรมสรรพากรอธิบายว่าเกณฑ์นี้ดูจากมูลค่าที่ทายาทแต่ละคนได้รับ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง ครอบครัวผู้ก่อตั้ง บริษัท ศรีนครพลาสติก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผู้ก่อตั้งเสียชีวิต ทิ้งหุ้นบริษัท ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก หลังหักหนี้ที่ตกทอดและส่วนที่ภรรยาได้รับแล้ว เหลือมรดกที่ส่งต่อให้ลูก 2 คนรวม 150 ล้านบาท ใครเป็นผู้เสียภาษี และใครไม่อยู่ในบังคับ ผู้เสียคือผู้ได้รับมรดกจากเจ้ามรดกแต่ละราย ได้แก่ บุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย และนิติบุคคลที่ถือว่ามีสัญชาติไทย ตามมาตรา 11 และ 12 ของกฎหมายนี้ ผู้รับมรดกบางกลุ่มไม่อยู่ในบังคับ ที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัวคือคู่สมรสของเจ้ามรดก มรดกที่คู่สมรสได้รับไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก ไม่ว่ามูลค่าจะเท่าไร ในกรณีศรีนครพลาสติก ภรรยาของผู้ก่อตั้งไม่ต้องเสียภาษีส่วนที่ตัวเองได้รับ ส่วนลูกทั้ง 2 คนเป็นผู้สืบสันดาน จึงต้องดูว่าแต่ละคนได้รับเกิน 100 ล้านบาทหรือไม่ ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้าง มี 5 ประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์ หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เงินฝากในประเทศไทย ยานพาหนะที่มีทะเบียน และทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกา ทรัพย์สินที่อยู่นอก 5 ประเภทนี้ไม่ถูกนำมารวมในฐานภาษี ภาษีมรดกที่ดิน คิดอย่างไร ที่ดิน บ้าน อาคาร และคอนโดมิเนียมรวมอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นำมูลค่ามารวมกับทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน แล้วเสียภาษีเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ที่ดินจึงไม่ได้มีอัตราภาษีมรดกแยกต่างหาก มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริง ทายาทที่ได้ที่ดินมายังมีภาษีรายปีของตัวเองด้วย อ่านเพิ่มที่ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หุ้นบริษัทครอบครัวนับรวมด้วยไหม นับรวม หุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใช้มูลค่าทางบัญชีของรอบบัญชีก่อนรอบที่ได้รับกรรมสิทธิ์ ส่วนหุ้นในตลาดใช้ค่าที่สูงกว่าระหว่างมูลค่าทางบัญชีกับราคาเมื่อตลาดปิดในวันที่ได้รับมรดก กองมรดกของศรีนครพลาสติกจึงต้องนับทั้งหุ้นบริษัทที่ผู้ก่อตั้งถือ ที่ดินโรงงาน และเงินฝาก ส่วนที่ส่งต่อให้ลูกหลังหักหนี้และส่วนของภรรยาคือ 150 ล้านบาท สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือหุ้นรายใหม่อ่านได้ที่ผู้ถือหุ้น เงินฝาก ยานพาหนะ และทรัพย์สินอื่นนับอย่างไร นับเฉพาะเงินฝากหรือเงินลักษณะเดียวกันที่อยู่ในประเทศไทย และยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน เช่น รถยนต์ ส่วนทรัพย์สินทางการเงินประเภทอื่นต้องมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเพิ่มก่อน จึงจะนับรวม อัตราภาษีมรดกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดอย่างไร อัตราภาษีมรดกมี 2 อัตรา คือ ร้อยละ 10 สำหรับผู้รับทั่วไป และร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานของเจ้ามรดก ตามมาตรา 16 คิดเฉพาะมูลค่าส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ผู้รับมรดก อัตรา บุพการี (พ่อ แม่) หรือผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน) ร้อยละ 5 ผู้รับอื่น เช่น พี่น้อง ญาติ เพื่อน ร้อยละ 10 คู่สมรสของเจ้ามรดก ไม่อยู่ในบังคับ สูตรคือ ภาษีมรดก = (มูลค่ามรดกที่ได้รับ − หนี้สินที่ตกทอด − 100,000,000) × อัตราภาษี ตัวอย่าง ศรีนครพลาสติกมีมรดกสุทธิที่ส่งต่อให้ลูก 150 ล้านบาท ภาระภาษีต่างกันมากตามวิธีแบ่ง วิธีแบ่ง การคำนวณ ภาษีที่ต้องเสีย ลูกคนโตรับทั้งหมด 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 5% 2,500,000 บาท ลูก 2 คนรับคนละ 75 ล้านบาท แต่ละคนไม่เกิน 100 ล้านบาท 0 บาท ถ้าผู้รับเป็นน้องของเจ้ามรดก 150 ล้านบาท (150,000,000 − 100,000,000) × 10% 5,000,000 บาท การแบ่งมรดกต้องเป็นไปตามพินัยกรรมหรือกฎหมายว่าด้วยมรดก ตัวอย่างนี้จึงแสดงผลทางภาษีของแต่ละแบบ ไม่ใช่คำแนะนำให้เลือกแบ่งเพื่อเลี่ยงภาษี กรณีไหนได้รับยกเว้น หรือไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเสียเมื่อมรดกที่ได้รับจากเจ้ามรดกรายเดียวรวมกันไม่เกิน 100 ล้านบาท และมีกรณีที่กฎหมายยกเว้นหรือไม่ใช้บังคับอีก 4 กลุ่ม ในกรณีศรีนครพลาสติก ส่วนที่ภรรยาได้รับไม่ต้องเสียภาษี ส่วนลูกต้องดูแยกรายคน ภาษีการรับให้ต่างจากภาษีมรดกอย่างไร ต่างกันที่จังหวะเวลา ภาษีมรดกเกิดเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต ส่วนภาษีการรับให้เกิดเมื่อโอนให้กันขณะยังมีชีวิต และอยู่ในประมวลรัษฎากร ไม่ใช่ใน พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก เรื่อง ภาษีมรดก ภาษีการรับให้ เกิดเมื่อ เจ้ามรดกเสียชีวิต ให้กันขณะผู้ให้ยังมีชีวิต เกณฑ์ รับจากเจ้ามรดกแต่ละรายเกิน 100 ล้านบาท อสังหาฯ ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท · เงินได้จากบุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี · จากผู้อื่นตามประเพณี ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี อัตรา ร้อยละ 5 หรือ 10 เลือกเสียร้อยละ 5 แยกจากเงินได้อื่น หรือรวมคำนวณตามปกติ ผู้เสีย ผู้รับมรดก ผู้รับ ยกเว้นอสังหาฯ ที่ให้บุตร ผู้โอนเป็นผู้เสีย แบบที่ยื่น ภ.ม.60 ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) หรือ ภ.ง.ด.90 (ทั้งปี) ตัวอย่างสมมติ ถ้าผู้ก่อตั้งศรีนครพลาสติกโอนที่ดินมูลค่า 30 ล้านบาทให้ลูกตอนยังมีชีวิต ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทคือ 10 ล้านบาท ภาษีร้อยละ 5 เท่ากับ 500,000 บาท และผู้โอนเป็นผู้เสีย การให้ที่ไม่เกินเกณฑ์ได้รับยกเว้นเป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 ของประมวลรัษฎากร ยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีอย่างไร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องยื่นแบบ ภ.ม.60 และชำระภาษีภายใน 150 วันนับแต่วันที่ได้รับมรดกที่เป็นเหตุให้มีหน้าที่เสียภาษี ยื่นได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาแห่งใดก็ได้ หรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนด ถ้าเงินก้อนไม่พอ ขอผ่อนชำระได้ไม่เกิน 5 ปี โดยยื่นคำร้องพร้อมแบบ เงื่อนไขหลักมีดังนี้ ยื่นช้าหรือยื่นขาดมีภาระเพิ่ม 3 แบบ คือ เบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีเมื่อไม่ยื่นภายในกำหนด เบี้ยปรับ 0.5 เท่าเมื่อยื่นขาด และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนแต่ไม่เกินภาษีที่ต้องชำระ ถ้าไม่ยื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าลูกคนโตของศรีนครพลาสติกรับทั้ง 150 ล้านบาท ต้องยื่น ภ.ม.60 ภายใน 150 วัน และขอผ่อนภาษี 2,500,000 บาทภายใน 2 ปีได้โดยไม่เสียเงินเพิ่ม ช่องทางยื่นออนไลน์ให้ตรวจล่าสุดกับกรมสรรพากรก่อนยื่น เจ้าของกิจการควรเตรียมอะไรก่อนส่งต่อธุรกิจ เตรียม 3 เรื่อง ได้แก่ บัญชีทรัพย์สินทั้งหมด การแยกทรัพย์สินของบริษัทออกจากของส่วนตัว และการเทียบภาระภาษีระหว่างส่งต่อเป็นมรดกกับโอนให้ขณะมีชีวิต ยิ่งเริ่มเร็ว ทางเลือกยิ่งมาก หลักการวางแผนทั่วไปอ่านได้ที่การวางแผนภาษี ครอบครัวศรีนครพลาสติกพบว่าที่ดินโรงงานเป็นชื่อผู้ก่อตั้ง ไม่ใช่ชื่อบริษัท จึงต้องนับเป็นมรดกส่วนตัว เรื่องที่มีหลายทางเลือกแบบนี้ควรให้ที่ปรึกษาภาษีและผู้จัดการมรดกดูเอกสารจริง เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่เสียชีวิต บริษัทต้องทำอะไรบ้าง บริษัทยังเป็นนิติบุคคลเดิม งบการเงินและภาษีของบริษัทดำเนินต่อตามปกติ สิ่งที่เปลี่ยนคือผู้ถือหุ้นและอาจรวมถึงกรรมการ งานหลักจึงเป็นการโอนหุ้นตามมรดกและแก้ทะเบียนให้ตรงกับความจริง ขั้นตอนและเอกสารอ่านได้ที่เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ศรีนครพลาสติกแก้ทะเบียนผู้ถือหุ้นหลังผู้จัดการมรดกโอนหุ้นให้ลูก 2 คน และใช้มูลค่าทางบัญชีจากงบของรอบบัญชีก่อนรอบที่ลูกได้รับหุ้นเป็นฐานคำนวณมูลค่า ข้อควรรู้เกี่ยวกับภาษีมรดก สรุป – ภาษีมรดกต้องจำอะไรบ้าง ถ้าเป็นเจ้าของกิจการที่ถือหุ้นและที่ดินมูลค่าสูง เริ่มวันนี้ด้วยการทำรายการทรัพย์สินว่าอะไรเป็นชื่อบริษัท อะไรเป็นชื่อตัวเอง พร้อมมูลค่าโดยประมาณ แล้วนำรายการนี้ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญภาษี เตรียมข้อมูลบริษัทให้ทายาทใช้ต่อด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ออกรายงานบัญชีและงบการเงินจากรายการที่บันทึกตลอดปี ทายาทและผู้ทำบัญชีจึงมีงบล่าสุดของบริษัทพร้อมใช้ เมื่อต้องประเมินมูลค่าหุ้นหรือจัดการเรื่องผู้ถือหุ้น ส่วนทรัพย์สินที่เป็นชื่อบริษัท PEAK Asset ช่วยเก็บทะเบียนและติดตามสินทรัพย์ขององค์กรไว้ในระบบเดียว เริ่มจัดข้อมูลบริษัทให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีและเงินได้เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีมรดก ที่ดินมรดกเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอัตราแยกสำหรับที่ดิน มูลค่าที่ดินรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกัน ถ้าเกิน 100 ล้านบาท ส่วนที่เกินเสียร้อยละ 5 เมื่อผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน และร้อยละ 10 สำหรับคนอื่น ถ้าภายหลังขายที่ดินนั้น ให้ดูขายที่ดินต้องเสียภาษีอะไรบ้าง มรดกไม่ถึง 100 ล้านบาท ต้องยื่นแบบไหม กฎหมายกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดกเป็นผู้ยื่น ภ.ม.60 ผู้ที่ได้รับรวมไม่เกิน 100 ล้านบาทจึงไม่มีภาษีต้องชำระ ถ้าไม่แน่ใจเรื่องมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับ ให้สอบถามสำนักงานสรรพากรพื้นที่ รับมรดกเป็นหุ้นบริษัทครอบครัว ต้องเสียภาษีไหม ต้องนับรวม หุ้นของบริษัทจำกัดเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในฐานภาษี และกรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์คำนวณมูลค่า ถ้ามูลค่าหุ้นรวมกับมรดกอื่นจากเจ้ามรดกคนเดียวกันเกิน 100 ล้านบาท ต้องเสียภาษีส่วนที่เกิน จ่ายภาษีมรดกไม่ไหว ผ่อนได้ไหม ได้ ยื่นคำร้องขอผ่อนพร้อมแบบ ภ.ม.60 ผ่อนได้ไม่เกิน 5 ปี ผ่อนภายใน 2 ปีไม่เสียเงินเพิ่ม เกิน 2 ปีเสียเงินเพิ่มร้อยละ 0.50 ต่อเดือน และต้องวางหลักประกันภายใน 30 วัน โอนธุรกิจให้ลูกตอนยังมีชีวิต ต้องเสียภาษีมรดกไหม ไม่ใช่ภาษีมรดก แต่เข้าเรื่องภาษีการรับให้ เช่น โอนอสังหาริมทรัพย์ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทเสียร้อยละ 5 โดยผู้โอนเป็นผู้เสีย ส่วนเงินหรือทรัพย์สินอื่นมีเกณฑ์ต่อปีของผู้รับ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

27 min

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร นับวันอย่างไร กติกาใหม่ กขค.

เครดิตเทอม (Credit Term) คืออะไร และสำคัญอย่างไร เครดิตเทอม (Credit Term) หรือสินเชื่อการค้า คือ ระยะเวลาที่ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อจ่ายเงินหลังได้รับสินค้าหรือบริการแล้ว เช่น ส่งของวันนี้ แล้วให้จ่ายภายใน 30 วัน ระยะเวลานี้มาจากการตกลงกันระหว่างคู่ค้า และควรเขียนไว้เป็นหนังสือ การขายแบบให้เครดิตพบได้ทั่วไปในธุรกิจที่ขายให้ธุรกิจด้วยกัน (B2B) เพราะผู้ซื้อองค์กรจ่ายเงินตามรอบบัญชี ส่วนการขายหน้าร้านให้ลูกค้าทั่วไปมักรับเงินทันที สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยพาเลทแพ็ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตพาเลทไม้ พนักงาน 45 คน รายได้ปีล่าสุด 60 ล้านบาท และขายพาเลทให้โรงงานอาหารที่มีรายได้ 3,000 ล้านบาทต่อปี Credit Term กับ Payment Term ต่างกันอย่างไร Payment Term คือเงื่อนไขการชำระเงินทั้งหมดในการซื้อขาย เช่น มัดจำกี่เปอร์เซ็นต์ แบ่งจ่ายกี่งวด จ่ายผ่านช่องทางไหน ส่วน credit term คือ ส่วนหนึ่งของ Payment Term ที่บอกว่าหลังส่งของแล้วผู้ซื้อมีเวลาจ่ายเงินกี่วัน ใบเสนอราคาของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียน Payment Term ว่า “ไม่มีมัดจำ ชำระโดยโอนเข้าบัญชีบริษัท Credit Term 45 วัน” ลูกค้าเห็นครบทั้งวิธีจ่ายและกำหนดจ่ายในบรรทัดเดียว เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึงอะไร และเริ่มนับวันไหน เครดิตเทอม 30 วัน หมายถึง ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มนับที่ตกลงกัน ภาษาอังกฤษมักเขียนว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ส่วนวันเริ่มนับ ถ้าไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ประกาศ กขค. ใช้วันที่ส่งมอบครบและส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ตามประกาศ กขค. ข้อ 5(2) การนับเริ่มเมื่อผู้ขายส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามจำนวน ประเภท และคุณภาพที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน ส่วนการฝากขายให้นับจากวันที่ขายสินค้าได้ครบตามจำนวนหรืออัตราที่ตกลง ตัวอย่าง ไทยพาเลทแพ็คส่งพาเลท 400 ชิ้น ชิ้นละ 500 บาท พร้อมใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีครบในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จุดที่มักพลาดคือ เอกสารไม่ครบในวันส่งของ สมมติใบแจ้งหนี้ไม่มีเลขใบสั่งซื้อ (PO) ของลูกค้า แล้วไทยพาเลทแพ็คส่งใบใหม่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 วันครบกำหนดจะเลื่อนเป็น 25 ธันวาคม 2569 เงินเข้าช้าไป 7 วันเพราะเอกสารใบเดียว เครดิต 15 วัน 45 วัน 60 วัน ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่จำนวนวันที่ผู้ขายรอเงิน ยิ่งยาว ผู้ซื้อได้เปรียบเรื่องเงินสด ส่วนผู้ขายรับความเสี่ยงมากขึ้น การเลือกจึงขึ้นกับประวัติลูกค้าและเงินสดของผู้ขายเอง รูปแบบ หมายถึง เหมาะกับ Cash / COD จ่ายทันที หรือจ่ายตอนรับของ ลูกค้าใหม่ที่ยังไม่มีประวัติ Net 15 จ่ายภายใน 15 วัน ลูกค้ารายเล็ก ยอดซื้อไม่สูง Net 30 จ่ายภายใน 30 วัน ลูกค้าประจำที่จ่ายตรงเวลา Net 45 จ่ายภายใน 45 วัน ลูกค้าองค์กรที่มีรอบจ่ายเดือนละครั้ง Net 60 ขึ้นไป จ่ายภายใน 60 วันหรือมากกว่า งานโครงการ หรือกรณีมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ อ่านตารางนี้อย่างไร กติกาเครดิตเทอมใหม่ของ กขค. ที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 คืออะไร คือประกาศที่กำหนดให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่ายเงิน SME ภายใน 45 วันสำหรับการค้า การผลิต และบริการ และภายใน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร เว้นแต่ตกลงระยะเวลาสั้นกว่าไว้แล้ว ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และมีผลเมื่อพ้น 30 วัน คือวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ชื่อเต็มคือ “ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)” ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 17(2) และ 57(4) ลงนามวันที่ 21 กันยายน 2569 ระยะเวลาตามข้อ 5(1) ของประกาศ สรุปได้ตามตารางนี้ ประเภทสินค้าหรือบริการ ระยะเวลาสูงสุด เงื่อนไข การค้า การผลิต และบริการ ไม่เกิน 45 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่ไม่ซับซ้อน ไม่เกิน 30 วัน เว้นแต่ตกลงสั้นกว่าไว้ก่อนแล้ว ประกาศเปิดให้กำหนดต่างจากนี้ได้ ถ้ามีเหตุผลอันสมควรที่รับฟังได้ทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ และอยู่ในกรอบสัญญา การจ่ายเกิน 45 วันจึงไม่ได้ผิดทันที แต่ผู้ซื้อต้องอธิบายเหตุผลได้ โรงงานอาหารที่ซื้อจากไทยพาเลทแพ็คเคยใช้สัญญามาตรฐาน 90 วัน ถ้านับจาก 3 พฤศจิกายน 2569 จะครบกำหนด 1 กุมภาพันธ์ 2570 หลังประกาศมีผล ถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควร กรอบที่ควรใช้คือไม่เกิน 18 ธันวาคม 2569 ใครต้องทำตามกติกานี้ ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งซื้อจาก SME ตามข้อ 2 ของประกาศ ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หมายถึงผู้ที่มีรายได้ในปีบัญชีที่ผ่านมาตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รายได้นี้นับรวมผู้ประกอบธุรกิจที่มีความสัมพันธ์ทางนโยบายหรืออำนาจสั่งการ เช่น บริษัทในเครือเดียวกัน ส่วนค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ต ค้าส่งแบบบริการตนเอง (Cash and Carry) ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ ธุรกิจแบบไหนนับเป็น SME ตามประกาศนี้ นับจากประเภทกิจการ จำนวนการจ้างงาน และรายได้ต่อปี โดยต้องผ่านทั้ง 2 เงื่อนไขพร้อมกัน ประเภทกิจการ จ้างงาน รายได้ต่อปี ผลิตสินค้า ไม่เกิน 200 คน และไม่เกิน 500 ล้านบาท บริการ ค้าส่ง หรือค้าปลีก ไม่เกิน 100 คน และไม่เกิน 300 ล้านบาท ไทยพาเลทแพ็คเป็นกิจการผลิต พนักงาน 45 คน รายได้ 60 ล้านบาท จึงเป็น SME ส่วนโรงงานอาหารรายได้ 3,000 ล้านบาท เป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ การซื้อขายคู่นี้จึงอยู่ในขอบเขตประกาศ จุดที่ต้องระวังคือ แนวทางฉบับปี 2564 ใช้คำว่า “หรือ” ระหว่างจ้างงานกับรายได้ แต่ฉบับใหม่ใช้คำว่า “และ” บทความเก่าที่ยังเขียนเกณฑ์แบบ “หรือ” จึงอาจไม่ตรงกับประกาศฉบับนี้ แนวทางเดิมปี 2564 ยังใช้อยู่ไหม ประกาศฉบับใหม่ไม่ได้เขียนข้อยกเลิกแนวทางเดิมไว้ แนวทางเดิมลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 18 มิถุนายน 2564 และใช้กับผู้ประกอบธุรกิจรายใดก็ตามที่เป็นคู่ค้ากับ SME ผู้ขาย บทนำของฉบับใหม่ระบุว่าแนวทางเดิมใช้มากว่า 4 ปีแล้ว แต่ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ซื้อรายใหญ่ ฉบับใหม่จึงกำหนดเฉพาะคู่ค้ารายใหญ่ไว้ชัดขึ้น ถ้าคู่ค้าไม่ใช่รายใหญ่และต้องการรู้ว่าแนวทางเดิมยังใช้กับกรณีของตนอย่างไร ควรสอบถามสำนักงาน กขค. โดยตรง ผู้ซื้อรายใหญ่ทำอะไรไม่ได้ และมีโทษอย่างไร ทำไม่ได้ 3 เรื่องหลักตามข้อ 7 คือ ประวิงการจ่ายเงินเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่มีเหตุผลหรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน และบังคับเงื่อนไขพิเศษที่เพิ่มภาระให้ SME โดยไม่จำเป็น ผู้ฝ่าฝืนเสี่ยงโทษปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ หน้าที่และข้อห้ามของผู้ซื้อรายใหญ่สรุปได้ตามตารางนี้ ข้อในประกาศ สาระสำคัญ ข้อ 5(3) ต้องแจ้งให้ SME รู้สิทธิรับเงินภายในเครดิตเทอม และแสดงขั้นตอนจ่ายเงินให้ชัดเจน ข้อ 6 ห้ามใช้สัญญาสำเร็จรูป (Standard Form Contract) แบบเดียวกันกับ SME ทุกรายในเรื่องระยะเวลาจ่ายเงินอย่างไม่เป็นธรรม ข้อ 7(1) ห้ามประวิงจ่ายเงินเกินระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ข้อ 7(2) ห้ามเปลี่ยนระยะเวลาหรือเงื่อนไขในสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน ข้อ 7(3) ห้ามบังคับเงื่อนไขพิเศษเกี่ยวกับเครดิตที่สร้างภาระเกินจำเป็น ข้อ 8 ถ้าต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่รู้เฉพาะฝั่งผู้ซื้อ ผู้ซื้อมีหน้าที่แสดงหลักฐาน ข้อ 9 กำหนดว่า ผู้ซื้อรายใหญ่ที่ฝ่าฝืนถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 57(4) ต้องรับโทษตามมาตรา 82 คือปรับทางปกครองไม่เกินร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่ทำผิด ถ้าทำผิดในปีแรกของการประกอบธุรกิจ ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท ข้อ 10 ยังระบุว่า การฝ่าฝืนอาจเป็นความผิดตามมาตรา 50 54 และ 55 ของพระราชบัญญัติเดียวกันด้วย การตัดสินแต่ละกรณีเป็นอำนาจของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า SME ถูกจ่ายช้ากว่าเครดิตเทอม ทำอะไรได้บ้าง ทำได้ 3 ขั้น คือ ติดตามทวงถามพร้อมหลักฐาน เก็บเอกสารให้ครบ และร้องเรียนต่อสำนักงาน กขค. ถ้าผู้ซื้อเป็นรายใหญ่และยังประวิงโดยไม่มีเหตุผล สมมติวันที่ 18 ธันวาคม 2569 ผ่านไปแล้ว โรงงานอาหารยังไม่จ่าย 214,000 บาท และอ้างว่าสัญญาเดิมให้ 90 วัน ไทยพาเลทแพ็คมีใบส่งของที่ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน และอีเมลส่งใบแจ้งหนี้ในวันเดียวกัน หลักฐานสองชิ้นนี้ยืนยันวันเริ่มนับได้ ให้เครดิตเทอมลูกค้ากี่วันดี หลักจำง่าย ๆ คือ วันที่ให้ลูกค้าไม่ควรยาวกว่าวันที่ได้จากซัพพลายเออร์ ถ้าให้ลูกค้านานกว่า กิจการต้องหาเงินมาสำรองจ่ายค่าวัตถุดิบในช่วงที่ยังไม่ได้เงินจากลูกค้า ตัวอย่าง ไม้ที่ใช้ทำพาเลท 400 ชิ้นมีต้นทุน 130,000 บาท ซัพพลายเออร์ให้เครดิต 30 วัน ไทยพาเลทแพ็คจึงต้องจ่ายค่าไม้วันที่ 3 ธันวาคม 2569 เครดิตที่ให้โรงงานอาหาร วันรับเงิน วันจ่ายค่าไม้ เงินสดขาด ระยะเวลาที่ขาด 45 วัน 18 ธ.ค. 2569 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 15 วัน 90 วัน 1 ก.พ. 2570 3 ธ.ค. 2569 130,000 บาท 60 วัน ส่วนต่างของสองแบบอยู่ที่ระยะเวลา ยอดเงินขาดเท่ากัน แต่แบบ 90 วันต้องหาเงินมาหมุนนานกว่า 4 เท่า ถ้ามีคำสั่งซื้อแบบนี้ทุกเดือน ยอดเงินจมจะซ้อนกันหลายก้อน วิธีคิดช่องว่างเงินสดแบบเต็มอ่านได้ที่กระแสเงินสด (Cash Flow) ส่วนการดูว่ากิจการมีเงินพอรองรับการให้เครดิตหรือไม่ ใช้ตัวเลขเงินทุนหมุนเวียน ก่อนให้ลูกค้าใหม่ซื้อเชื่อ ต้องเช็กอะไร เช็ก 3 เรื่อง คือ ข้อมูลนิติบุคคลและงบการเงิน ประวัติการชำระหนี้ และวงเงินที่จะให้ เริ่มด้วยยอดเล็กหรือเงินสดก่อน แล้วค่อยขยายเครดิตเมื่อลูกค้าจ่ายตรงเวลา ไทยพาเลทแพ็คใช้นโยบายนี้กับลูกค้ารายย่อยของตัวเอง ลูกค้าใหม่ทุกรายจ่ายเงินสดตอนรับของ และจะได้เครดิต 30 วันเมื่อซื้อครบ 6 เดือนโดยไม่เคยค้างชำระ นโยบายนี้เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย ต้องเขียนระยะเวลาชำระเงินไว้ในเอกสารอะไรบ้าง ควรเขียนไว้ใน 4 เอกสาร คือ ใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อหรือสัญญา ใบแจ้งหนี้ และใบวางบิล เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายใช้วันครบกำหนดเดียวกัน และมีหลักฐานเมื่อเกิดข้อโต้แย้ง เอกสาร สิ่งที่ควรระบุ ใบเสนอราคา Credit Term เช่น 45 วัน และวิธีชำระเงิน ใบสั่งซื้อ / สัญญา ระยะเวลาเดียวกับใบเสนอราคา และวันเริ่มนับ ใบแจ้งหนี้ วันที่ออก วันครบกำหนด และเลขใบสั่งซื้อของลูกค้า ใบวางบิล รายการใบแจ้งหนี้ที่รวม และวันนัดชำระ ใบแจ้งหนี้ของไทยพาเลทแพ็คจึงเขียนว่า “Credit Term 45 วัน ครบกำหนด 18 ธันวาคม 2569” พร้อมเลขใบสั่งซื้อของโรงงานอาหารทุกใบ ฝ่ายบัญชีของลูกค้าเห็นวันจ่ายตรงกันตั้งแต่วันรับเอกสาร ลำดับว่าเอกสารใบไหนออกก่อนหลังดูได้ที่ลำดับเอกสารหลังปิดการขาย รายการที่ควรมีบนใบแจ้งหนี้ เช่น วันครบกำหนดและเลขใบสั่งซื้อ ดูได้ที่ใบแจ้งหนี้ (Invoice) คืออะไร ประกาศ กขค. ไม่ได้บังคับรูปแบบเอกสารของผู้ขาย แต่การเขียนวันครบกำหนดไว้ชัดช่วยให้ใช้สิทธิตามข้อ 5(3) ได้ง่ายขึ้น เพราะผู้ซื้อรายใหญ่ต้องแจ้งสิทธิและขั้นตอนจ่ายเงินให้ SME ทราบอยู่แล้ว ข้อควรรู้เกี่ยวกับเครดิตเทอม สรุป – เครดิตเทอมต้องจำอะไรบ้าง กติกาใหม่ช่วยได้เฉพาะ SME ที่มีหลักฐานครบ เริ่มได้วันนี้ด้วยการเปิดสัญญาและใบสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่ทุกราย จดระยะเวลาชำระที่ใช้อยู่ แล้วเทียบกับกรอบ 45 วันที่ใช้ตั้งแต่ 2 พฤศจิกายน 2569 ตั้งวงเงินขายเชื่อและติดตามลูกหนี้ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยกำหนดวงเงินขายเชื่อและเครดิตเทอมแยกตามลูกค้า ออกใบแจ้งหนี้และใบวางบิล พร้อมรายงานลูกหนี้ตามอายุหนี้ (Aging AR) ให้เจ้าของกิจการและผู้ทำบัญชีเห็นยอดค้างของลูกค้าแต่ละรายชุดเดียวกัน ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน ธุรกิจที่ต้องการขอเครดิตเทอมในการซื้ออุปกรณ์สำนักงาน ดูขั้นตอนและเงื่อนไขได้ที่ OfficeMate ขอเครดิตเทอมออนไลน์ ลูกค้า OfficeMate (OFM) รับส่วนลดพิเศษเมื่อสมัคร PEAK แพ็กเกจรายปี ลงทะเบียนรับสิทธิ์ที่ ติดตาม OfficeMate ได้ที่ อ่านเรื่องลูกหนี้และเงินสดของธุรกิจ B2B เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครดิตเทอม ระยะเวลาให้เครดิตเริ่มนับตอนไหน เริ่มนับตามที่ตกลงในสัญญา ถ้าเป็นกรณีผู้ซื้อรายใหญ่กับ SME ประกาศ กขค. ข้อ 5(2) ให้นับจากวันที่ส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามที่ตกลง และส่งเอกสารถูกต้องครบถ้วน เครดิตเทอมห้ามกำหนดเกินกี่วัน ไม่มีตัวเลขห้ามเด็ดขาด ประกาศ กขค. ให้ผู้ซื้อรายใหญ่จ่าย SME ภายใน 45 วัน หรือ 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร แต่กำหนดต่างจากนี้ได้ถ้ามีเหตุผลอันสมควรทางธุรกิจ การตลาด หรือเศรษฐศาสตร์ ใครบ้างที่ต้องทำตามกติกาจ่ายเงิน SME ผู้ประกอบธุรกิจที่มีรายได้ปีบัญชีก่อนตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป รวมบริษัทในเครือ และค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ซื้อสินค้าหรือบริการจาก SME ตามประกาศที่มีผล 2 พฤศจิกายน 2569 ผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกัน ต้องทำตามกรอบ 45 วันไหม ไม่อยู่ในประกาศฉบับใหม่ เพราะฉบับนี้ใช้กับผู้ซื้อรายใหญ่ แต่แนวทางเดิมปี 2564 ซึ่งกำหนดกรอบ 30 ถึง 45 วันเช่นกัน เขียนให้ใช้กับคู่ค้าของ SME ทุกขนาด และยังลงอยู่ในหน้าประกาศของ กขค. กรณีผู้ซื้อเป็น SME ด้วยกันจึงควรสอบถามสำนักงาน กขค. ก่อนยึดตามสัญญาอย่างเดียว เครดิต 30 วัน ภาษาอังกฤษเขียนอย่างไร เขียนได้ว่า Net 30 หรือ Credit Term 30 Days ในใบแจ้งหนี้มักเขียนคู่กับวันครบกำหนด เช่น “Net 30 Due Date 3 Dec 2026” เพื่อไม่ให้ลูกค้านับวันต่างกัน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

19 min

RPA คืออะไร เข้าใจ Robotic Process Automation ฉบับ SME 2026

RPA (Robotic Process Automation) คืออะไร และสำคัญอย่างไร RPA (Robotic Process Automation) คือ ซอฟต์แวร์ที่จำลองการทำงานของคนบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เช่น คลิก พิมพ์ คัดลอกข้อมูล หรือกรอกแบบฟอร์ม โดยทำงานตามกฎที่ตั้งไว้ล่วงหน้า (Rule-based) และเครื่องมือส่วนใหญ่ตั้งค่าแบบลากวางได้ พูดง่าย ๆ คือ แทนที่พนักงานจะพิมพ์ตัวเลขจากใบแจ้งหนี้ลงระบบทีละรายการ บอทจะเปิดไฟล์ หยิบข้อมูล แล้วกรอกให้ตามขั้นตอนเดิมทุกครั้ง ส่วนคนเปลี่ยนไปเป็นผู้ตรวจและตัดสินใจ สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยเฟรทโลจิสติกส์ จำกัด (ชื่อสมมุติ) รับขนส่งสินค้าให้โรงงาน มีพนักงานบัญชี 3 คน และได้รับใบแจ้งหนี้ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมรถ และค่าทางด่วนจากซัพพลายเออร์ทางอีเมลเดือนละ 900 ใบ RPA ทำงานอย่างไร และมีกี่ประเภท ทำงาน 3 ขั้น คือ บันทึกขั้นตอน ตั้งกฎ และสั่งรัน หลักการคล้ายการบันทึกมาโครใน Excel แต่ทำข้ามโปรแกรมได้ เช่น จากอีเมลไปโปรแกรมบัญชี จุดที่มักเข้าใจผิดคือ บอทอ่านได้ทุกไฟล์ บอทอ่านข้อความจาก PDF ที่ส่งออกจากระบบได้ แต่ถ้าเป็นไฟล์สแกนหรือภาพถ่าย ต้องใช้ OCR (Optical Character Recognition คือเทคโนโลยีแปลงภาพตัวอักษรเป็นข้อความ) ช่วยก่อน ไทยเฟรทโลจิสติกส์จึงออกแบบให้บอทดึง PDF จากอีเมล อ่านข้อความจากไฟล์ที่ออกจากระบบของซัพพลายเออร์ และส่งไฟล์สแกนเข้า OCR ก่อนกรอกเลขที่ วันที่ และยอดเงินลงโปรแกรมบัญชี พนักงานตรวจเทียบกับไฟล์ใบละประมาณ 30 วินาที ถ้าซัพพลายเออร์ส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) ที่เป็นข้อมูลอยู่แล้ว ขั้น OCR ก็ตัดออกได้ Attended Unattended และ Hybrid ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่ต้องมีคนอยู่ด้วยตอนบอททำงานหรือไม่ ตารางนี้สรุปทั้ง 3 แบบ ประเภท ลักษณะ เหมาะกับงาน Attended ทำงานร่วมกับคน เริ่มเมื่อคนสั่ง งานที่ต้องตัดสินใจบางขั้น เช่น พนักงานกดให้บอทดึงข้อมูลลูกค้ามาแสดง Unattended ทำงานเองตามเวลาที่ตั้งไว้ งานที่ขั้นตอนชัด เช่น ดึงใบแจ้งหนี้จากอีเมลทุกคืน Hybrid ผสมทั้งสองแบบ งานที่เริ่มอัตโนมัติ แล้วส่งให้คนอนุมัติในบางจุด สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่ม แบบ Attended ควบคุมง่ายที่สุด เพราะคนเห็นทุกครั้งว่าบอททำอะไร ก่อนขยับไปตั้งเวลาให้ทำงานเอง RPA ในงานบัญชีคืออะไร ใช้กับงานไหนได้บ้าง RPA ในงานบัญชี คือการให้บอททำงานคีย์ ย้าย และเทียบข้อมูลที่มีขั้นตอนตายตัว เช่น บันทึกใบแจ้งหนี้ซื้อ เทียบยอดธนาคาร และรวมรายงาน ส่วนการตัดสินใจทางบัญชียังเป็นหน้าที่ของผู้ทำบัญชี งานบัญชีเหมาะกับบอทเพราะมีปริมาณมากและรูปแบบซ้ำ ตารางนี้แยกให้เห็นว่าบอทช่วยตรงไหน และคนต้องตรวจตรงไหน งาน บอทช่วยทำอะไร คนต้องตรวจตรงไหน บันทึกใบแจ้งหนี้ซื้อ ดึงไฟล์จากอีเมล กรอกเลขที่ วันที่ ยอดเงิน ผังบัญชีที่เลือก และ VAT กระทบยอดธนาคาร ดาวน์โหลด Statement แล้วจับคู่กับรายการในระบบ รายการที่จับคู่ไม่ได้ ส่งเตือนลูกหนี้ค้างชำระ ส่งอีเมลเตือนตามวันครบกำหนด ลูกค้าที่ต้องโทรตามเอง สรุปรายงานผู้บริหาร รวมข้อมูลจาก Excel และหลายระบบเป็นรายงานรายสัปดาห์ ตัวเลขที่ผิดปกติ เงินเดือน รวมข้อมูลเวลาทำงานจากระบบลงเวลา ค่าล่วงเวลาและรายการหัก ไทยเฟรทโลจิสติกส์เลือกเริ่มจากแถวแรก เพราะใบแจ้งหนี้ 900 ใบต่อเดือนกินเวลาฝ่ายบัญชีมากที่สุด และกฎการกรอกชัดเจน ส่วนการเลือกผังบัญชียังให้พนักงานเป็นผู้ยืนยัน สำหรับกิจการอื่น การกระทบยอดธนาคารเป็นงานที่มักเริ่มก่อน เพราะกฎชัด ดูขั้นตอนทำด้วยมือได้ที่งบกระทบยอดเงินฝากธนาคาร แล้วค่อยแปลงแต่ละขั้นเป็นกฎให้บอท ใช้บอทลดงานซ้ำคุ้มไหม คิดอย่างไร คุ้มเมื่อชั่วโมงที่ลดได้ต่อเดือนมากพอจะคืนเวลาตั้งค่าและค่าเครื่องมือภายในเวลาไม่นาน วิธีคิดคือ นับเวลาต่อรายการก่อนและหลังใช้บอท คูณจำนวนรายการ แล้วเทียบกับเวลาที่ต้องลงไปตั้งค่า ตัวอย่าง ไทยเฟรทโลจิสติกส์คีย์ใบแจ้งหนี้ใบละ 3 นาที หลังใช้บอทเหลือแค่ตรวจใบละ 30 วินาที รายการ ก่อนใช้บอท หลังใช้บอท เวลาต่อใบ 3 นาที 0.5 นาที (ตรวจ) เวลาต่อเดือน 900 × 3 = 2,700 นาที = 45 ชั่วโมง 900 × 0.5 = 450 นาที = 7.5 ชั่วโมง ชั่วโมงที่ลดได้ 45 − 7.5 = 37.5 ชั่วโมงต่อเดือน คิดเป็นต้นทุนพนักงาน (200 บาทต่อชั่วโมง) 37.5 × 200 = 7,500 บาทต่อเดือน อ่านตารางนี้อย่างไร จุดที่คนพลาดบ่อยคือ เลือกงานปริมาณน้อยมาทำบอท สมมติงานเดียวกันมีแค่ 50 ใบต่อเดือน ชั่วโมงที่ลดได้เหลือราว 2 ชั่วโมงต่อเดือน เวลาตั้งค่า 40 ชั่วโมงจะใช้ราว 19 เดือนกว่าจะคืน RPA กับ AI ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่วิธีทำงาน RPA ทำตามกฎที่คนตั้งไว้ ส่วน AI (Artificial Intelligence คือระบบที่เรียนรู้จากข้อมูลแล้วคาดการณ์หรือจำแนกได้) ใช้กับข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัด ทั้งสองใช้ร่วมกันได้ เกณฑ์ RPA AI หลักการ ทำตามกฎที่ตั้งไว้ เรียนรู้จากข้อมูล ข้อมูลที่เหมาะ ข้อมูลมีโครงสร้าง เช่น ตาราง แบบฟอร์ม ข้อมูลไม่มีโครงสร้าง เช่น ภาพ ข้อความอิสระ ตัวอย่าง คัดลอกยอดจาก Excel ลงระบบ จำแนกประเภทค่าใช้จ่ายจากภาพใบเสร็จ การเริ่มใช้ ตั้งกฎตามขั้นตอนงาน ต้องมีข้อมูลตัวอย่างและการตรวจผล เมื่อนำมาใช้ร่วมกันเรียกว่า Intelligent Automation เช่น ใช้ OCR และ AI อ่านใบเสร็จ แล้วให้บอทกรอกข้อมูลต่อ ถ้างานของกิจการมีขั้นตอนชัดอยู่แล้ว เริ่มจากบอทตามกฎได้โดยไม่ต้องรอ AI RPA ใช้โปรแกรมอะไรได้บ้าง เครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายมี 4 ตัว คือ Power Automate UiPath Automation Anywhere และ Blue Prism แต่ละตัวมีเงื่อนไขการใช้งานและราคาต่างกัน ควรเช็กกับผู้ให้บริการก่อนเลือก เครื่องมือ จุดที่ควรรู้ เหมาะกับ Power Automate (Microsoft) Microsoft เปิดให้ผู้ใช้ Windows 10 ดาวน์โหลด Power Automate Desktop โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มตั้งแต่ 2 มีนาคม 2564 กิจการที่ใช้ Microsoft 365 อยู่แล้ว UiPath มีแผน Community ใช้ฟรีสำหรับบุคคลและองค์กรขนาดเล็กที่เข้าเงื่อนไข จำกัดผู้ใช้และบอทต่อองค์กร ทดลองสร้างบอทก่อนซื้อแผนเสียเงิน Automation Anywhere เครื่องมือ RPA สำหรับองค์กร ดูรูปแบบการติดตั้งและราคาที่เว็บผู้ให้บริการ องค์กรที่มีหลายระบบและทีมดูแลบอท Blue Prism เครื่องมือ RPA สำหรับองค์กร ดูรูปแบบการติดตั้งและราคาที่เว็บผู้ให้บริการ องค์กรที่มีทีม IT ดูแลระบบ เงื่อนไขแผนฟรีเปลี่ยนได้ตามนโยบายผู้ให้บริการ ตามเอกสารของ UiPath แผน Community มีผู้ใช้ Pro 1 คน ผู้ใช้ Plus 1 คน และบอททำงานเอง 1 ตัวต่อองค์กร ถ้าต้องการมากกว่านี้ต้องอัปเกรด ข้อจำกัดและความเสี่ยงของบอทอัตโนมัติมีอะไรบ้าง มี 4 เรื่องหลัก คือ บอทหยุดเมื่อหน้าจอหรือแบบฟอร์มเปลี่ยน บอททำผิดซ้ำถ้าข้อมูลต้นทางผิด รหัสผ่านที่บอทใช้ต้องดูแล และต้องมีคนรับผิดชอบกระบวนการ สมมติซัพพลายเออร์น้ำมันรายใหญ่ของไทยเฟรทโลจิสติกส์เปลี่ยนแบบฟอร์มใบแจ้งหนี้ บอทจะอ่านยอดผิดช่อง บริษัทจึงตั้งกฎให้พนักงานเทียบยอดรวมทุกใบ ไม่ใช่สุ่มตรวจ SME ต้องซื้อโปรแกรมแยก หรือใช้ฟีเจอร์ในโปรแกรมบัญชี เริ่มจากฟีเจอร์ในโปรแกรมบัญชีก่อน แล้วซื้อเครื่องมือแยกเฉพาะงานที่โปรแกรมบัญชีทำไม่ได้ เพราะโปรแกรมบัญชีออนไลน์หลายตัวมีระบบอัตโนมัติในตัวแล้ว เช่น สแกนใบเสร็จ ช่วยคีย์ และกระทบยอด เครื่องมือแยกเหมาะเมื่อกิจการมีหลายระบบที่ไม่เชื่อมกัน เช่น ระบบขนส่ง ระบบลงเวลา และโปรแกรมบัญชีคนละเจ้า ทางเลือกอีกทางคือเชื่อมต่อ ERP กับระบบบัญชี ให้ข้อมูลไหลถึงกันโดยไม่ต้องใช้บอทคัดลอก ไทยเฟรทโลจิสติกส์ใช้วิธีผสม ให้โปรแกรมบัญชีจัดการการสแกนและการกระทบยอด แล้วใช้บอทเฉพาะขั้นดึงไฟล์ใบแจ้งหนี้จากกล่องอีเมล 3 กล่องมารวมไว้ที่เดียว ข้อควรรู้เกี่ยวกับ RPA สรุป – RPA ต้องจำอะไรบ้าง บอทไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนกังวล หัวใจอยู่ที่การเลือกงานให้ถูก เริ่มได้วันนี้ด้วยการจดงานที่ทีมบัญชีทำซ้ำทุกวัน 3 งาน นับจำนวนรายการและเวลาต่อรายการ แล้วคำนวณชั่วโมงต่อเดือนแบบตารางในบทความนี้ ลดงานคีย์ซ้ำด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ มีฟีเจอร์ OCR สแกนใบเสร็จผ่านแอปบนมือถือ ตัวช่วยคีย์อัตโนมัติ กระทบยอดอัตโนมัติ และเชื่อมต่อข้อมูลร้านค้าออนไลน์โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ ให้ผู้ทำบัญชีใช้เวลากับการตรวจมากขึ้น ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องการทำงานแบบดิจิทัลของ SME เพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ RPA RPA Developer คืออะไร RPA Developer คือ ผู้ออกแบบและสร้างบอทให้ทำงานตามขั้นตอนที่ธุรกิจต้องการ ใช้เครื่องมืออย่าง UiPath หรือ Power Automate สร้างลำดับงาน (Workflow) ส่วนใหญ่ไม่ต้องเขียนโค้ดจากศูนย์ เพราะเครื่องมือรองรับการลากวาง ใช้บอทอัตโนมัติต้องเขียนโค้ดเองไหม ไม่จำเป็นในงานพื้นฐาน เครื่องมือส่วนใหญ่ออกแบบแบบ Low-code หรือ No-code คือตั้งค่าด้วยการลากวาง แต่ถ้าต้องเชื่อมกับระบบของบริษัทผ่าน API (ช่องทางให้โปรแกรมแลกข้อมูลกัน) อาจต้องเขียนโค้ดบางส่วน RPA เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน เหมาะกับทุกขนาดที่มีงานซ้ำปริมาณมาก ขนาดธุรกิจสำคัญน้อยกว่าจำนวนรายการต่อเดือน กิจการเล็กที่มีใบแจ้งหนี้หลายร้อยใบต่อเดือนอาจคุ้มกว่ากิจการใหญ่ที่งานซ้ำน้อย บอททำงานตอนกลางคืนได้ไหม ได้ ถ้าใช้แบบ Unattended ซึ่งตั้งเวลาให้บอททำงานเองโดยไม่มีคนเฝ้า เครื่องมือบางตัวต้องใช้แผนเสียเงินสำหรับการทำงานแบบนี้ ควรเช็กเงื่อนไขกับผู้ให้บริการ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

26 ต.ค. 2026

PEAK Account

25 min

ตีตราสารออนไลน์ วิธียื่นและชำระอากรแสตมป์ผ่าน e-Stamp

ตีตราสารออนไลน์ (e-Stamp) คือ การยื่นขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร แทนการซื้อดวงแสตมป์มาปิดบนเอกสาร เมื่อชำระครบ ระบบออกใบเสร็จรับเงินและรหัสรับรองการเสียอากรให้ใช้เป็นหลักฐาน ระบบนี้รับทั้งตราสารกระดาษและตราสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่หลายคนเรียกว่าตราสารออนไลน์ เช่น สัญญาที่เซ็นผ่าน e-Signature ซึ่งไม่มีกระดาษให้ปิดแสตมป์ตั้งแต่แรก สำหรับเจ้าของกิจการ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้ใช้ตัวอย่าง บริษัท ไทยคราฟท์แพ็ค จำกัด (ชื่อสมมุติ) ผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกให้โรงงาน ในเดือนเดียวบริษัททำสัญญา 3 ฉบับ และยังไม่มีใครในทีมเคยตีตราสารออนไลน์มาก่อน ตีตราสาร คืออะไร ตีตราสาร คือ การขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน แทนการซื้อดวงแสตมป์มาปิดติดบนเอกสาร คำนี้ใช้กันมาก่อนมีระบบออนไลน์ เพราะเดิมเจ้าหน้าที่จะประทับตราบนตราสารเพื่อแสดงว่าเสียอากรแล้ว อากรแสตมป์เป็นภาษีที่เก็บจากการทำตราสาร 28 ลักษณะตามประมวลรัษฎากร ดูภาพรวมทั้งหมดได้ที่บทความอากรแสตมป์ อากรแสตมป์ออนไลน์ต่างจากแบบดวงอย่างไร อากรแสตมป์ออนไลน์ หรือ e-Stamp คือการชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร แทนการซื้อดวงแสตมป์มาติดบนเอกสาร อัตราอากรเท่ากันทั้งสองแบบ ต่างกันที่วิธีจ่ายและหลักฐาน เรื่อง แบบดวง อากรแสตมป์ออนไลน์ (e-Stamp) วิธีชำระ ซื้อดวงแสตมป์ ปิดบนเอกสาร แล้วขีดฆ่า ยื่นแบบในระบบ ชำระเป็นตัวเงิน หลักฐาน ดวงแสตมป์บนกระดาษ ใบเสร็จรับเงินและรหัสรับรองการเสียอากร ใช้กับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้ ได้ การตรวจสอบย้อนหลัง ต้องดูเอกสารตัวจริง ตรวจรหัสรับรองกับระบบได้ เวลาทำรายการ ตามเวลาทำการของสำนักงาน ตามเวลาเปิดของช่องทางชำระแต่ละช่องทาง ตราสารบางประเภทกฎหมายกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงิน ถ้าใช้วิธีปิดดวงแสตมป์แทน กรมสรรพากรถือว่ายังไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ต้องชำระเป็นตัวเงินใหม่พร้อมเงินเพิ่มอากรร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.84/2542 ตราสารอิเล็กทรอนิกส์กับตราสารกระดาษต่างกันอย่างไร ต่างกันที่รูปแบบเอกสาร ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ คือเอกสารที่ทำเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ส่วนตราสารกระดาษคือเอกสารที่พิมพ์และเซ็นบนกระดาษ ไทยคราฟท์แพ็คมีตราสารทั้งสองแบบ สัญญาเช่าโกดังและสัญญาจ้างรีโนเวทโรงงานเป็นกระดาษ ส่วนสัญญาจ้างออกแบบกล่องเซ็นผ่านระบบ e-Signature จึงเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Document) แบบที่ต้องยื่นจึงต่างกันด้วย ตราสารที่ SME ต้องเสียอากรแสตมป์มีอะไรบ้าง อัตราเท่าไร ตราสารที่ SME เจอบ่อยคือสัญญาเช่า สัญญาจ้างทำของ สัญญากู้ยืมเงิน และใบมอบอำนาจ ระบบ e-Stamp รองรับ 24 ลักษณะตราสาร ยกเว้นลักษณะ 22 และ 24 ถึง 26 ซึ่งหน่วยงานอื่นจัดเก็บแทน ดูอัตราครบทุกลักษณะได้ที่บัญชีอัตราอากรแสตมป์ของกรมสรรพากร ตราสาร อัตราอากร ผู้มีหน้าที่เสีย ตัวอย่าง เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง 1 บาท ต่อค่าเช่าทุก 1,000 บาท หรือเศษ ตลอดอายุสัญญา ผู้ให้เช่า เช่าออฟฟิศ เช่าโกดัง จ้างทำของ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษ ผู้รับจ้าง จ้างรีโนเวท จ้างออกแบบ กู้ยืมเงิน 1 บาท ต่อทุก 2,000 บาท หรือเศษ สูงสุด 10,000 บาท ผู้ให้กู้ กู้ยืมเงินกรรมการ ใบมอบอำนาจ ทำการครั้งเดียว 10 บาท · มากกว่าครั้งเดียว 30 บาท ผู้มอบอำนาจ มอบอำนาจยื่นเอกสาร ตัวอย่าง ไทยคราฟท์แพ็คเช่าโกดังเดือนละ 30,000 บาท 3 ปี ค่าเช่าตลอดสัญญาคือ 30,000 × 36 = 1,080,000 บาท อากรคือ 1,080 บาท ก่อนเซ็นสัญญาเช่าที่ดินหรืออาคาร ควรตกลงให้ชัดว่าใครจ่ายอากร สัญญาจ้างรีโนเวทโรงงาน 250,000 บาท เสียอากร 250 บาท ส่วนสัญญาจ้างออกแบบ 48,500 บาท เศษ 500 บาทนับเป็น 1,000 บาท จึงเสียอากร 49 บาท รวมสามฉบับ 1,379 บาท วิธีตีตราสารออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing มีขั้นตอนอย่างไร ขั้นตอนหลักมี 4 ขั้น คือเข้าระบบ เลือกแบบและกรอกข้อมูล ชำระเงิน แล้วรับรหัสรับรองเก็บไว้กับตราสาร ทั้งหมดทำผ่านเว็บไซต์ e-Stamp Duty ของกรมสรรพากร ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนยื่นมีอะไรบ้าง เตรียม 4 อย่างก่อนเข้าระบบ จะกรอกได้ในครั้งเดียว ขั้นตอนที่ 1 เข้าสู่ระบบ e-Filing เข้าเว็บไซต์ ระบบชำระอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี e-Filing หรือ Digital ID นิติบุคคลกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ได้ 3 ระดับ คือ Super Admin ผู้ดูแลระบบ และผู้ใช้งานทั่วไป ขั้นตอนที่ 2 เลือกแบบฟอร์มและกรอกข้อมูล เลือกเมนู อ.ส.9 สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือเมนู อ.ส.4 อ.ส.4ก อ.ส.4ข สำหรับตราสารกระดาษ แล้วกรอกประเภทตราสาร คู่สัญญา วันที่ทำ และจำนวนเงิน ระบบคำนวณค่าอากรให้ ตรวจยอดกับสัญญาต้นฉบับก่อนยืนยัน ขั้นตอนที่ 3 ชำระเงินค่าอากรแสตมป์ ชำระผ่านช่องทางที่ระบบรองรับ เช่น E-Payment ผ่านธนาคาร บัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ต Direct Debit หรือพิมพ์ชุดชำระเงิน (Pay in Slip) และ QR Code ไปจ่ายผ่าน Mobile Banking ATM หรือเคาน์เตอร์ ขั้นตอนที่ 4 รับรหัสรับรองและเก็บหลักฐาน เมื่อกรมสรรพากรได้รับเงินครบ ระบบออกใบเสร็จรับเงินและรหัสรับรองการเสียอากรแสตมป์ ให้ดาวน์โหลดเก็บไว้ และนำรหัสรับรองไปอ้างอิงหรือผนวกกับตราสาร ตราสารจึงถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์ ตรวจสถานะย้อนหลังได้ที่เมนูตรวจสอบการเสียอากรแสตมป์ ไทยคราฟท์แพ็คพิมพ์ใบเสร็จและรหัสรับรองแนบกับสัญญาเช่าและสัญญารีโนเวทที่เป็นกระดาษ ส่วนสัญญาออกแบบ ใส่รหัสรับรองไว้ในไฟล์สัญญาอิเล็กทรอนิกส์ เวลาผู้สอบบัญชีขอดูหลักฐาน หยิบได้ทันที แบบ อ.ส.4, อ.ส.4ก, อ.ส.4ข และ อ.ส.9 ต่างกันอย่างไร ต่างกันที่รูปแบบและลักษณะของตราสาร อ.ส.9 ใช้กับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ส่วนตราสารกระดาษแยกเป็น 3 แบบตามลักษณะตราสาร ถ้าเลือกแบบผิด ระบบจะไม่ตรงกับประเภทตราสารที่กรอก แบบ ใช้กับ ตัวอย่างตราสาร อ.ส.4 ตราสารกระดาษ กลุ่มเช่าที่ดิน จ้างทำของ และอื่น ๆ สัญญาเช่าอาคาร สัญญาจ้างรีโนเวท อ.ส.4ก ตราสารกระดาษ กลุ่มตั๋วแลกเงิน ใบหุ้น เช็ค ใบรับฝากเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน เช็ค อ.ส.4ข ตราสารกระดาษ กลุ่มเช่าซื้อ กู้ยืมเงิน กรมธรรม์ประกันภัย สัญญาเช่าซื้อ สัญญากู้ยืมเงิน อ.ส.9 ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกลักษณะที่ระบบรองรับ สัญญาที่เซ็นผ่าน e-Signature ไทยคราฟท์แพ็คยื่นสัญญาเช่าโกดังและสัญญารีโนเวทด้วย อ.ส.4 และยื่นสัญญาออกแบบที่เซ็นออนไลน์ด้วย อ.ส.9 กิจการที่มีตราสารอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ขอใช้บริการ API กับกรมสรรพากรเพื่อส่งข้อมูลจากระบบของตัวเองได้ ตีตราสาร สัญญาจ้าง ออนไลน์ ทำอย่างไร ทำเหมือนตราสารอื่น สิ่งที่ต้องดูเพิ่มคือสัญญานั้นเป็นจ้างทำของหรือจ้างแรงงาน เพราะจ้างทำของต้องเสียอากร ส่วนจ้างแรงงานไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ สัญญาจ้างเหมาบริการ (จ้างทำของ) เสียอากรเท่าไร เสีย 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท ของสินจ้าง สัญญาจ้างเหมาบริการ จ้างออกแบบ จ้างซ่อม และจ้างผลิตตามสั่ง ส่วนใหญ่เป็นจ้างทำของ เพราะผู้ว่าจ้างจ่ายเงินเพื่อผลสำเร็จของงาน สัญญาจ้างแรงงานต้องเสียอากรไหม ไม่ต้องเสีย สัญญาจ้างงานพนักงานประจำเป็นจ้างแรงงาน ไม่อยู่ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ถ้าสัญญาเดียวมีทั้งการจ้างพนักงานและการจ้างทำงานให้สำเร็จเป็นชิ้น ควรให้ผู้ทำบัญชีดูว่าส่วนใดเป็นจ้างทำของ เพราะอากรคิดตามลักษณะตราสารตามบัญชีอัตรา ใครต้องเสียอากร และใครยื่นแทนได้ ผู้มีหน้าที่เสียคือผู้กระทำตราสารตามบัญชีอัตรา เช่น ผู้รับจ้าง ผู้ให้เช่า ผู้ให้กู้ และผู้มอบอำนาจ คู่สัญญาตกลงกันได้ว่าใครเป็นผู้จ่าย แต่ความรับผิดตามกฎหมายยังอยู่กับผู้มีหน้าที่เสีย ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ คู่สัญญาฝ่ายใดเข้าระบบยื่นได้ตามมาตรา 107 และใบเสร็จออกในนามผู้ที่เข้าระบบ ไทยคราฟท์แพ็คเป็นผู้ว่าจ้างงานออกแบบ แต่ตกลงยื่นแทนนักออกแบบ ใบเสร็จค่าอากร 49 บาทจึงออกในนามบริษัท ต้องยื่นภายในกี่วัน และช่องทางชำระเปิดกี่โมง ตราสารที่ SME ใช้บ่อย ต้องยื่นก่อนทำหรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำตราสาร แต่บางประเภทต้องยื่นทันที และบางประเภทยื่นเป็นงวดครึ่งเดือน กำหนดจึงขึ้นกับลักษณะตราสาร กลุ่มตราสาร กำหนดยื่นและชำระ ตราสารกระดาษ เช่าที่ดินหรือโรงเรือน จ้างทำของ ก่อนทำตราสาร หรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำ ตราสารกระดาษ ใบมอบอำนาจ โอนหุ้น ใบรับเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ก่อนทำ หรือทันทีที่ทำตราสาร ตราสารกระดาษ ตั๋วเงิน เช็ค เช่าซื้อ กู้ยืมเงิน กรมธรรม์ประกันภัย งวดวันที่ 1 ถึง 15 ยื่นภายในวันที่ 22 · งวดวันที่ 16 ถึงสิ้นเดือน ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนทำ หรือภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันทำ ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตราสารที่ทำในต่างประเทศ ผู้นำมาใช้ในไทยยื่นภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับตราสาร ไทยคราฟท์แพ็คเซ็นสัญญาเช่าวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 วันถัดไปคือวันที่ 2 จึงต้องยื่นภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 ถ้าวันสุดท้ายของตราสารอิเล็กทรอนิกส์ตรงกับวันหยุดราชการ ยื่นได้ในวันทำการถัดไป ช่องทางชำระไม่ได้เปิด 24 ชั่วโมง E-Payment ส่วนใหญ่เปิด 06.00 ถึง 22.00 น. ส่วน Mobile Banking Internet Banking ATM และ QR Code รับชำระถึง 22.50 น. บางธนาคารปิดเร็วกว่านี้ จึงไม่ควรรอยื่นคืนสุดท้าย ยื่นช้าหรือปิดแสตมป์ไม่ครบ เสียเงินเพิ่มเท่าไร ขึ้นกับว่ายื่นเองหรือถูกตรวจพบ ถ้ายื่นเองภายในกำหนด 15 วัน เสียเฉพาะอากร ยื่นเองช้าไม่เกิน 90 วัน เสียเงินเพิ่ม 2 เท่า เกิน 90 วัน เสีย 5 เท่า และถ้าเจ้าพนักงานตรวจพบ เสียเงินเพิ่ม 6 เท่า กรณี เงินเพิ่มอากร ฐานกฎหมาย ยื่นเองภายใน 15 วันนับแต่วันต้องปิดแสตมป์ ไม่มี มาตรา 113 ยื่นเองเกินกำหนด แต่ไม่เกิน 90 วัน 2 เท่าของอากร หรือ 4 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า มาตรา 113 ยื่นเองเกิน 90 วัน 5 เท่าของอากร หรือ 10 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า มาตรา 113 เจ้าพนักงานตรวจพบว่าไม่ปิดหรือปิดไม่ครบ 6 เท่าของอากรที่ขาด หรือ 25 บาท แล้วแต่จำนวนใดมากกว่า มาตรา 114 ตัวอย่าง ไทยคราฟท์แพ็คลืมสัญญารีโนเวท อากร 250 บาท ถ้านึกได้และยื่นเองเมื่อผ่านไป 40 วัน เงินเพิ่มคือ 250 × 2 = 500 บาท รวม 750 บาท แต่ถ้าถูกตรวจพบก่อน เงินเพิ่มคือ 250 × 6 = 1,500 บาท รวม 1,750 บาท ผู้ที่ไม่ได้เจตนาหลีกเลี่ยง ยื่นคำร้องขอลดเงินเพิ่มเป็นหนังสือต่อเจ้าพนักงานได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 129 และต้องชำระภายใน 10 วันนับแต่ได้รับแจ้ง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อตีตราสารออนไลน์ และวิธีแก้ไข ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดก่อนกดชำระ ตรวจ 4 จุดนี้ทุกครั้งจะลดงานแก้ภายหลังได้มาก บันทึกบัญชีค่าอากรแสตมป์อย่างไร บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการในบัญชีค่าอากรแสตมป์ ในวันที่ชำระ และเก็บใบเสร็จจากระบบ e-Stamp เป็นเอกสารประกอบ ค่าอากรที่เป็นภาระของกิจการเองนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ ส่วนกรณีจ่ายแทนคู่สัญญาตามข้อตกลง ให้ผู้ทำบัญชีตรวจเงื่อนไขก่อนลงเป็นรายจ่ายทางภาษี ไทยคราฟท์แพ็คตกลงในสัญญาว่าบริษัทเป็นผู้จ่ายอากรทั้งสามฉบับ รวม 1,379 บาท รายการ เดบิต เครดิต ค่าอากรแสตมป์ 1,379 เงินฝากธนาคาร 1,379 สัญญาเช่ายังมีเรื่องภาษีต่อจากอากร เช่น การหักภาษีเมื่อจ่ายค่าเช่าทุกเดือน ดูรายละเอียดได้ที่ค่าเช่า หัก ณ ที่จ่าย ข้อควรรู้เกี่ยวกับการตีตราสารออนไลน์ สรุป – ตีตราสารออนไลน์ต้องจำอะไรบ้าง ก่อนสิ้นวันนี้ ลองเปิดสัญญาเช่าและสัญญาจ้างที่เซ็นในเดือนนี้ทุกฉบับ จดวันที่ทำตราสาร จำนวนเงิน และผู้มีหน้าที่เสีย แล้วเทียบกับตารางกำหนดเวลาในบทความ ฉบับไหนใกล้ครบ 15 วันให้ยื่นก่อน บันทึกค่าอากรแสตมป์ด้วย PEAK PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ บันทึกค่าอากรแสตมป์เป็นค่าใช้จ่ายในผังบัญชีอากรแสตมป์ได้จากเมนูรายจ่าย ระบุว่าชำระแล้วหรือตั้งหนี้ไว้ก่อนก็ได้ ดูขั้นตอนทีละหน้าจอได้ที่บันทึกค่าอากรแสตมป์ใน PEAK ให้ผู้ทำบัญชีเห็นค่าอากรของทุกสัญญาในที่เดียว ทดลองใช้ PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ฟรี 30 วัน อ่านเรื่องภาษีของนิติบุคคลเพิ่มเติม แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตีตราสารออนไลน์ ซื้ออากรแสตมป์ได้ที่ไหน ดวงแสตมป์ซื้อได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ส่วนการซื้ออากรแสตมป์ออนไลน์ไม่ได้ซื้อเป็นดวง แต่เป็นการยื่นขอเสียอากรเป็นตัวเงินผ่านระบบ e-Stamp แล้วชำระตามช่องทางที่ระบบรองรับ ตีตราสารออนไลน์ต้องสมัคร e-Filing ก่อนไหม ต้องมีบัญชีเข้าระบบก่อน ใช้บัญชีสมาชิก e-Filing ของกรมสรรพากร Digital ID ที่รองรับ หรือ Tax Single Sign On ของกระทรวงการคลังก็ได้ บัญชีเดียวกันนี้ใช้ยื่นภาษีออนไลน์อื่นได้ด้วย ชำระอากรออนไลน์แล้ว ยังต้องติดดวงแสตมป์บนสัญญาอีกไหม ไม่ต้อง เมื่อชำระครบและได้ใบเสร็จกับรหัสรับรองการเสียอากรแล้ว ให้นำรหัสรับรองไปอ้างอิงหรือผนวกกับตราสาร ตราสารนั้นถือว่าปิดแสตมป์บริบูรณ์ สำหรับสัญญากระดาษ ควรพิมพ์ใบเสร็จแนบไว้กับต้นฉบับ ค่าอากรแสตมป์หักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ไหม ได้ ถ้าเป็นค่าอากรที่เป็นภาระของกิจการเพื่อการทำธุรกิจ ถ้าจ่ายแทนคู่สัญญาตามข้อตกลง ให้ผู้ทำบัญชีตรวจเงื่อนไขก่อน และเก็บใบเสร็จจากระบบ e-Stamp เป็นหลักฐาน e-Stamp ต่างจาก e-Tax Invoice อย่างไร เป็นคนละระบบกัน e-Stamp ใช้ชำระอากรแสตมป์ของตราสาร ส่วน e-Tax Invoice คือใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แทนใบกำกับภาษีกระดาษในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม กิจการหนึ่งอาจต้องใช้ทั้งสองระบบ ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

21 min

บัตรชมพู คืออะไร เช็กลิสต์นายจ้าง ก่อนจ้างแรงงาน

บัตรชมพู คืออะไร และสำคัญอย่างไร บัตรชมพู (Pink Card) คือ บัตรสีชมพูที่มีชื่อทางการว่า บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย กรมการปกครองออกให้คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทย เพื่อใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัว 13 หลัก คนทั่วไปจึงเรียกกันว่าบัตรแรงงานต่างด้าว บัตรนี้ออกตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ส่วนสิทธิทำงานมาจากใบอนุญาตทำงานที่กรมการจัดหางานออกให้ สองอย่างนี้ต้องใช้คู่กัน เรื่องนี้สำคัญกับนายจ้างอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างบริษัท แพ็คดีบอกซ์ จำกัด (ชื่อสมมติ) ผู้ผลิตกล่องลูกฟูกส่งโรงงานอาหาร ซึ่งจ้างแรงงานเมียนมาถือบัตรสีชมพู 12 คนในไลน์ผลิต ถือบัตรชมพูแล้วได้สัญชาติไทยไหม ไม่ได้ หลายคนเรียกบัตรนี้ว่า บัตรประชาชนสีชมพู แต่บัตรนี้ไม่ใช่บัตรประจำตัวประชาชนไทย และไม่ได้ทำให้ผู้ถือได้สัญชาติไทย ลูกของผู้ถือบัตรที่เกิดในไทยก็ไม่ได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการสัญชาติต้องยื่นขอตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ภายใต้เงื่อนไขเดียวกับคนต่างด้าวทั่วไป ใครต้องมีบัตรชมพูบ้าง แล้วทำบัตรชมพูที่ไหน คนที่ต้องมีบัตรชมพูส่วนใหญ่คือแรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมา ที่ขึ้นทะเบียนทำงานในไทยตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละรอบ ส่วนการทำบัตรต้องไปที่สำนักทะเบียนของกรมการปกครองตามที่นัดหมายไว้ การทำบัตรไม่ได้เปิดตลอดทั้งปี แต่เปิดเป็นรอบตามที่ ครม. กำหนด กรมการจัดหางานดูแลเรื่องใบอนุญาตทำงาน ส่วนกรมการปกครองดูแลการจัดทำทะเบียนประวัติ เก็บลายนิ้วมือ ถ่ายรูป และออกบัตร ข้อมูลชีวภาพที่เก็บไว้ทำให้การสวมตัวเพื่อทำบัตรใบใหม่ในชื่ออื่นทำได้ยาก บัตรจึงเป็นหลักฐานยืนยันตัวตนที่นายจ้างใช้อ้างอิงได้ บัตรสีชมพูทำอะไรได้บ้าง และทำอะไรไม่ได้ บัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนและเลขประจำตัวของคนต่างด้าว และใช้เป็นเอกสารประกอบเวลายื่นขอหรือต่ออายุใบอนุญาตทำงาน แต่ใช้แทนใบอนุญาตทำงานหรือหนังสือเดินทางไม่ได้ สิ่งที่ใช้บัตรนี้ได้ สิ่งที่บัตรนี้ทำแทนไม่ได้ เรื่องธุรกรรมอื่น เช่น เปิดบัญชีธนาคารหรือจดทะเบียนซิมโทรศัพท์ แต่ละหน่วยงานกำหนดเอกสารเอง ควรถามธนาคารหรือผู้ให้บริการโดยตรง บัตรชมพู กับ Work Permit ต่างกันอย่างไร บัตรสีชมพู กับ Work Permit ต่างกันที่หน้าที่ บัตรบอกว่าผู้ถือเป็นใคร ส่วนใบอนุญาตทำงานบอกว่าผู้ถือทำงานอะไร กับนายจ้างคนไหน ได้ถึงวันไหน นายจ้างต้องตรวจทั้งสองอย่าง รายละเอียดการขอโควตา ขอใบอนุญาต และโทษของการจ้างผิดกฎหมาย อ่านต่อได้ในบทความใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งอธิบายขั้นตอนฝั่งนายจ้างไว้ครบ หัวข้อ บัตรสีชมพู ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ชื่อทางการ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว หน่วยงานที่ออก กรมการปกครอง กรมการจัดหางาน ใช้เพื่อ แสดงตัวตนและเลข 13 หลัก อนุญาตให้ทำงานตามที่ระบุ ข้อมูลสำคัญ ชื่อ รูป เลขประจำตัว วันออกบัตร วันหมดอายุบัตร นายจ้าง ประเภทงาน ท้องที่ วันหมดอายุสิทธิทำงาน ช่องทางต่ออายุ ติดต่อสำนักทะเบียนตามที่กรมการปกครองกำหนด ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-WorkPermit ตามรอบที่ประกาศ หนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคลต่างจากบัตรสีชมพูอย่างไร ต่างกันที่ผู้ออกเอกสาร บัตรสีชมพูออกโดยรัฐไทย ส่วนหนังสือเดินทางและเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity หรือ CI) ออกโดยประเทศต้นทางของแรงงาน ในทางปฏิบัติ แรงงานจำนวนมากถือเอกสารสามอย่างพร้อมกัน คือบัตรสีชมพู หนังสือเดินทางหรือ CI และใบอนุญาตทำงาน นายจ้างควรเก็บสำเนาครบทั้งชุดไว้ในแฟ้มลูกจ้างแต่ละคน ได้บัตรชมพู 10 ปี แปลว่าอยู่ไทย 10 ปีได้ไหม ไม่ได้ บัตรสีชมพูของแรงงานต่างด้าวมีอายุตัวบัตรโดยทั่วไปราว 10 ปี ตามข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย แต่ระยะเวลาที่อยู่และทำงานได้จริงขึ้นอยู่กับใบอนุญาตทำงานและมติ ครม. ในแต่ละรอบ ถ้าใบอนุญาตทำงานหมดอายุและไม่ได้ต่อ ผู้ถือต้องเดินทางออกนอกประเทศ แม้บัตรจะยังไม่หมดอายุก็ตาม วันที่ต้องยึดจึงเป็นวันหมดอายุในใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่วันบนบัตร สมมติลูกจ้างของแพ็คดีบอกซ์คนหนึ่งถือบัตรที่ยังเหลืออายุอีก 6 ปี แต่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ถ้าไม่ยื่นต่อภายในกำหนด ตั้งแต่วันถัดไปบริษัทจะจ้างคนนี้ต่อไม่ได้ แรงงานต่างด้าวอยู่และทำงานได้ถึงเมื่อไร แรงงานลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ต่ออายุได้อีก 1 ปี ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2570 ตามที่ ครม. เห็นชอบเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ครอบคลุมแรงงานราว 7.7 แสนคน กรมการจัดหางานเปิดให้ยื่นคำขอและชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ e-WorkPermit ตั้งแต่ 8 กันยายน ถึง 11 ธันวาคม 2569 ยื่นคำขอได้ถึง 16.30 น. และชำระเงินได้ถึง 20.00 น. ของวันสุดท้าย รายการ รายละเอียด กลุ่มที่ต่อได้ ลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 ช่วงยื่นคำขอ 8 ก.ย. 2569 ถึง 11 ธ.ค. 2569 ค่าคำขอ 100 บาท ต่อฉบับ ค่าใบอนุญาตทำงาน 900 บาท ต่อฉบับ (1 ปี) ถ้าใบอนุญาตทำงานของแรงงาน 12 คนของแพ็คดีบอกซ์หมดอายุ 11 ธันวาคม 2569 ทั้งหมด ค่าธรรมเนียมรอบนี้ = 12 × (100 + 900) = 12,000 บาท ยังไม่รวมค่าตรวจโรคและประกันสุขภาพ แรงงานกัมพูชาอยู่ภายใต้มาตรการผ่อนผันที่ประกาศแยกออกมา และมีการปรับเงื่อนไขหลายครั้ง นายจ้างที่จ้างแรงงานกัมพูชาควรตรวจประกาศล่าสุดของกรมการจัดหางาน หรือโทรสายด่วน 1506 ก่อนตัดสินใจ ทำบัตรใหม่ ต่ออายุบัตรชมพู ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง เอกสารหลักมี 4 อย่าง คือ หนังสือเดินทางหรือเอกสารแทน ใบรับรองผลตรวจโรค หลักฐานประกันสังคมหรือประกันสุขภาพ และสำเนาบัตรเดิม ทั้งหมดใช้ต่อใบอนุญาตทำงานก่อน แล้วจึงจัดการเรื่องบัตรกับกรมการปกครอง เพราะสิทธิอยู่ผูกกับสิทธิทำงาน ลำดับงานที่ควรทำ แพ็คดีบอกซ์ให้แรงงานทั้ง 12 คนเซ็นหนังสือมอบอำนาจ แล้วให้ฝ่ายบุคคลยื่นแทนพร้อมกันในวันเดียว ทำให้ตามสถานะคำขอได้จากที่เดียว แรงงานเมียนมาที่ยังไม่มีหนังสือเดินทางแนบภายหลังได้ ค่าธรรมเนียมทำบัตรของกรมการปกครองยังไม่มีตัวเลขที่ประกาศชัดในแหล่งทางการที่ตรวจได้ ควรสอบถามสำนักทะเบียนที่จะไปทำบัตร หรือสายด่วนกรมการปกครอง 1548 ก่อนตั้งงบประมาณ นายจ้างต้องตรวจอะไร ก่อนจ้างแรงงานบัตรชมพู ต้องตรวจว่าข้อมูลบนบัตรตรงกับตัวลูกจ้างและใบอนุญาตทำงาน และใบอนุญาตยังไม่หมดอายุ หลังรับเข้าทำงานแล้ว ควรตามวันหมดอายุต่อเนื่องจนกว่าจะเลิกจ้าง ก่อนรับเข้าทำงาน หลังรับเข้าทำงาน บนบัตรต้องดูข้อมูลช่องไหนบ้าง ดูอย่างน้อย 4 ช่อง คือ ชื่อสกุล เลขประจำตัว 13 หลัก วันออกบัตร และวันหมดอายุบัตร แล้วนำเลข 13 หลักไปเทียบกับเลขในใบอนุญาตทำงานและในระบบประกันสังคม สมมติฝ่ายบุคคลของแพ็คดีบอกซ์พิมพ์เลขลูกจ้างคนหนึ่งผิด 1 หลักตอนขึ้นทะเบียนประกันสังคม เงินสมทบที่ส่งทุกเดือนจะไม่ไปเข้าบัญชีของลูกจ้างคนนั้น และต้องย้อนแก้ข้อมูลภายหลัง แรงงานบัตรชมพูต้องเข้าประกันสังคมไหม ต้องเข้า ลูกจ้างต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานถูกต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 เหมือนลูกจ้างคนไทย นายจ้างต้องแจ้งเข้าภายใน 30 วันนับจากวันที่รับเข้าทำงาน ขั้นตอนและแบบที่ใช้อ่านได้ในบทความแจ้งเข้าประกันสังคม นายจ้างและลูกจ้างสมทบฝ่ายละร้อยละ 5 ของค่าจ้าง คิดจากค่าจ้างไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือน เงินสมทบสูงสุดจึงอยู่ที่ฝ่ายละ 875 บาท ตัวอย่าง แพ็คดีบอกซ์จ่ายเงินเดือนลูกจ้างคนละ 11,000 บาท ประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง = 11,000 × 5% = 550 บาท และบริษัทสมทบอีก 550 บาท รวม 12 คน บริษัทนำส่งเดือนละ 12 × 1,100 = 13,200 บาท จ่ายเงินเดือนแรงงานบัตรชมพู ต้องหักภาษีไหม ต้องคำนวณเหมือนลูกจ้างคนไทย เงินเดือนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) นายจ้างคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายทุกเดือน ยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ในเดือนที่มีการหักภาษี และสรุปยื่น ภ.ง.ด.1ก ปีละครั้ง ลูกจ้างเงินเดือน 11,000 บาทของแพ็คดีบอกซ์มีภาษีทั้งปีเป็นศูนย์ แต่ยังต้องมีชื่ออยู่ใน ภ.ง.ด.1ก ประจำปี ความต่างของแบบทั้งสองอ่านได้ในภ.ง.ด.1 กับ ภ.ง.ด.1ก ข้อควรรู้เกี่ยวกับบัตรชมพู สรุป – บัตรชมพูต้องจำอะไรบ้าง บัตรชมพู คือ บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ให้สัญชาติ สิทธิทำงานดูจากใบอนุญาตทำงาน ไม่ใช่จากอายุบัตร 10 ปี แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ใบอนุญาตหมดอายุ 11 ธ.ค. 2569 ต่อได้ถึง 11 ธ.ค. 2570 โดยต้องยื่นภายใน 11 ธ.ค. 2569 แรงงานกลุ่มนี้ต้องเข้าประกันสังคมและอยู่ในระบบภาษีเงินเดือนเหมือนลูกจ้างทั่วไป สัปดาห์นี้ลองเปิดแฟ้มลูกจ้างต่างด้าวทุกคน จดวันหมดอายุของบัตรและของใบอนุญาตทำงานลงตารางเดียวกัน แล้วเช็กว่ามีใครที่ต้องยื่นต่อก่อน 11 ธันวาคม 2569 บ้าง ทำจ่ายเงินเดือนแรงงานต่างด้าวด้วย PEAK เมื่อเอกสารลูกจ้างครบแล้ว งานที่เหลือทุกเดือนคือการทำจ่ายเงินเดือน PEAK Payroll ช่วยทำจ่ายเงินเดือนและค่าจ้าง สร้างสลิปให้พนักงาน และจ่ายผ่านระบบของธนาคาร – ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบัตรชมพู บัตรชมพูทำงานได้ไหม ทำงานได้เมื่อมีใบอนุญาตทำงานที่ยังไม่หมดอายุคู่กัน ตัวบัตรอย่างเดียวเป็นแค่บัตรแสดงตัวตน และงานที่ทำต้องตรงกับประเภทงานและนายจ้างที่ระบุในใบอนุญาต ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้ว แต่บัตรชมพูยังไม่หมด จ้างต่อได้ไหม จ้างต่อไม่ได้ จนกว่าจะต่อใบอนุญาตทำงานสำเร็จ สิทธิอยู่และทำงานผูกกับใบอนุญาต ไม่ใช่กับวันหมดอายุบนบัตร นายจ้างควรยื่นต่อให้ทันกำหนดของรอบนั้น บัตรชมพูหายหรือชำรุดต้องทำอย่างไร ให้ติดต่อสำนักทะเบียนตามช่องทางของกรมการปกครอง หรือสอบถามสายด่วน 1548 ว่าต้องใช้เอกสารใดบ้าง ระหว่างนั้นนายจ้างควรเก็บสำเนาบัตรเดิมไว้ใช้ยืนยันเลขประจำตัว บัตรสีชมพูเปิดบัญชีธนาคารได้ไหม ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร บางแห่งขอหนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตทำงานประกอบด้วย ถ้าบริษัทจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชี ควรสอบถามธนาคารที่ใช้จ่ายเงินเดือนก่อนพาลูกจ้างไปเปิดบัญชี ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก 

21 ต.ค. 2026

PEAK Account

30 min

ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) คืออะไร มีกี่ประเภท ขอยังไง ค่าธรรมเนียม

ใบอนุญาตทำงาน คืออะไร และสำคัญอย่างไร ใบอนุญาตทำงาน คือ เอกสารที่นายทะเบียนของกรมการจัดหางานออกให้คนต่างด้าว เพื่อยืนยันว่าคนคนนั้นทำงานในประเทศไทยได้ถูกกฎหมาย ในตำแหน่ง กับนายจ้าง และในท้องที่ที่ระบุไว้ Work Permit คือชื่อภาษาอังกฤษของเอกสารนี้ กฎหมายหลักคือพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และฉบับแก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 คนต่างด้าวทำงานในไทยได้ต้องมีเอกสาร 2 ชิ้นที่ออกโดยคนละหน่วยงาน ชิ้นแรกคือวีซ่าและสิทธิอยู่ในประเทศจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ชิ้นที่สองคือ Work Permit จากกรมการจัดหางาน มีวีซ่าอย่างเดียวจึงยังทำงานไม่ได้ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จะจ้างพนักงานต่างชาติ เรื่องนี้สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ตลอดบทความนี้จะใช้ตัวอย่างของคุณแอน เจ้าของบริษัทร้านอาหารญี่ปุ่นขนาดเล็ก ที่กำลังจะจ้างพนักงานต่างชาติ 2 คน คือเชฟชาวญี่ปุ่น 1 คน และผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาที่มาตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล (MOU) อีก 1 คน Work Permit ต่างจากวีซ่าและบัตรสีชมพูอย่างไร ทั้ง 3 อย่างเป็นเอกสารของคนต่างด้าว แต่ตอบคนละคำถาม วีซ่าตอบว่าอยู่ในประเทศได้หรือไม่ Work Permit ตอบว่าทำงานอะไรได้บ้าง ส่วนบัตรสีชมพูใช้แสดงตัวตนของแรงงานบางกลุ่ม เอกสาร หน่วยงานที่ออก ใช้ยืนยันอะไร วีซ่าและตราประทับอนุญาตให้อยู่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สิทธิเข้าเมืองและอยู่ในไทยตามระยะเวลาที่ได้รับ ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน สิทธิทำงานตามตำแหน่ง นายจ้าง และท้องที่ที่ระบุ บัตรสีชมพู กรมการปกครอง บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยของแรงงานบางกลุ่ม ใช้แสดงตัวตน ไม่ได้ใช้แทนการอนุญาตให้ทำงาน ข้อควรระวังคือวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าผ่านทางใช้ขอ Work Permit ไม่ได้ เพราะคู่มือการขอรับใบอนุญาตของคนต่างด้าว กำหนดให้ผู้ยื่นต้องมีถิ่นที่อยู่ในไทย หรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาแบบชั่วคราวประเภท Non-Immigrant ใครต้องมีใบอนุญาตทำงาน และงานไหนที่คนต่างด้าวทำไม่ได้ คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องมีใบอนุญาต ไม่ว่าจะทำงานในสำนักงาน ร้านอาหาร โรงงาน หรือไซต์ก่อสร้าง และไม่ว่าจะได้ค่าจ้างหรือไม่ มาตรา 59 กำหนดว่าคนต่างด้าวทำงานได้เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว และต้องเป็นงานที่ไม่ได้ห้ามไว้ ข้อยกเว้นที่ใช้บ่อยคืองานจำเป็นเร่งด่วนที่ทำเสร็จภายใน 15 วัน เช่น ช่างต่างประเทศที่เข้ามาซ่อมเครื่องจักร กรณีนี้ใช้วิธีแจ้งนายทะเบียนตามมาตรา 61 แทนการขอใบอนุญาตเต็มรูปแบบ งานที่คนต่างด้าวทำไม่ได้มีอะไรบ้าง กระทรวงแรงงานกำหนดรายการงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำไว้ในประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ลงวันที่ 1 เมษายน 2563 แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ในกรณีของคุณแอน งานเชฟอาหารญี่ปุ่นและงานผู้ช่วยครัวไม่อยู่ในกลุ่มห้ามเด็ดขาด แต่ถ้าคุณแอนคิดจะให้ผู้ช่วยครัวไปยืนขายของหน้าร้านด้วย ต้องเช็กเงื่อนไขของงานขายหน้าร้านก่อน เพราะทำงานนอกขอบเขตที่ได้รับอนุญาตก็ผิดกฎหมายเช่นกัน Work Permit มีกี่ประเภท Work Permit แบ่งตามช่องทางที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ซึ่งกฎหมายแยกไว้เป็นรายมาตรา แต่ละประเภทใช้แบบคำขอ เอกสาร และอายุใบอนุญาตไม่เหมือนกัน ประเภท ใครใช้ ตัวอย่าง ทั่วไป (มาตรา 59) คนต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายแบบ Non-Immigrant และทำงานที่ไม่ห้าม ผู้จัดการ ครูสอนภาษา เชฟของคุณแอน ส่งเสริมการลงทุน (มาตรา 62) คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน กฎหมายปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่น ผู้เชี่ยวชาญในบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI นำเข้าตาม MOU แรงงานจากประเทศที่ทำบันทึกความเข้าใจกับไทย นำเข้าผ่านนายจ้างหรือผู้รับอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน ผู้ช่วยครัวสัญชาติเมียนมาของคุณแอน ตามมติคณะรัฐมนตรี (มาตรา 63/2) กลุ่มที่คณะรัฐมนตรีอนุญาตให้ขอใบอนุญาตได้เป็นการเฉพาะ แรงงานลาว เมียนมา เวียดนาม ที่ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี กลุ่มเฉพาะ (มาตรา 63/1) ผู้ถูกถอนสัญชาติ ผู้เกิดในไทยบางกรณี หรือผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในไทยมานาน ชายแดน (มาตรา 64) คนสัญชาติประเทศที่มีพรมแดนติดไทย ทำงานชั่วคราวเป็นช่วงเวลาหรือตามฤดูกาลในพื้นที่ที่กำหนด แรงงานไป-กลับในจังหวัดชายแดน SME ส่วนใหญ่จะเจอแค่ 2 แบบ คือมาตรา 59 สำหรับพนักงานวิชาชีพหรือผู้บริหาร และ MOU สำหรับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน สองแบบนี้มีค่าธรรมเนียมคนละอัตราตามประเภทงาน ซึ่งจะเห็นตัวเลขชัดในตัวอย่างค่าใช้จ่ายของคุณแอน เอกสารขอใบอนุญาตทำงาน ต้องเตรียมอะไรบ้าง เอกสาร Work Permit แบ่งเป็น 2 ชุด คือของลูกจ้างต่างชาติ และของนายจ้าง รายการด้านล่างอ้างอิงจากคู่มือประชาชนกรณีขอใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 ซึ่งระบุเอกสารไว้ 35 รายการ แต่ไม่ได้ใช้ทุกรายการกับทุกคน เอกสารของลูกจ้างต่างชาติ เอกสารของนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล ใบรับรองแพทย์ต้องออกไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันยื่น และควรใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนฉบับล่าสุด ถ้าเอกสารภาษาต่างประเทศ ให้เตรียมคำแปลภาษาไทยไว้ด้วย เพราะเจ้าหน้าที่อาจขอเพิ่มตอนตรวจ ขั้นตอนขอ Work Permit ผ่าน e-WorkPermit ทำอย่างไร การขอ Work Permit ตอนนี้ยื่นผ่านระบบ e-WorkPermit ของกรมการจัดหางานได้ทั้งหมด นายจ้างยื่นแทนลูกจ้างได้ตามมาตรา 60 และขั้นตอนตามคู่มือประชาชนมี 4 ขั้น รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 3 วันนับแต่เอกสารครบ หรือราว 2 สัปดาห์ถ้าถูกส่งตรวจสอบ ก่อนถึงขั้นนี้ ลูกจ้างต้องได้วีซ่าประเภท Non-Immigrant จากสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน ส่วนนี้มีระยะเวลาและค่าธรรมเนียมแยกต่างหาก เชฟของคุณแอนยื่นเอกสารครบในวันจันทร์ ถ้าไม่ถูกส่งตรวจเพิ่ม จะได้รับใบอนุญาตภายในวันพุธ คุณแอนจึงควรนัดวันเริ่มงานหลังวันรับใบอนุญาต ไม่ใช่หลังวันยื่น Digital Work Permit คืออะไร Digital Work Permit คือข้อมูลใบอนุญาตที่ตรวจดูได้ในระบบ e-WorkPermit แทนการพึ่งเล่มกระดาษอย่างเดียว ระบบนี้เปิดให้นายจ้างและคนต่างด้าวใช้ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2568 ตามที่รัฐบาลประกาศ ระบบรองรับการลงทะเบียน ยื่นข้อมูลการจ้าง ชำระค่าคำขอ ติดตามสถานะผ่านอีเมล SMS หรือ LINE และนัดหมายศูนย์บริการ กรมการจัดหางานเตรียมศูนย์บริการไว้ 54 แห่ง สำหรับยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ เช่น ใบหน้า ม่านตา หรือลายนิ้วมือ จึงยังต้องไปที่ศูนย์อย่างน้อย 1 ครั้ง ทำใบอนุญาตทำงาน ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ ค่าธรรมเนียมแบ่งเป็นค่าคำขอ 100 บาทต่อคำขอ และค่าใบอนุญาตตามระยะเวลา โดยกระทรวงแรงงานแยกอัตราเป็น 2 กลุ่ม คือกรรมกรกับผู้รับใช้ในบ้าน และอาชีพอื่น รายการ กรรมกร / ผู้รับใช้ในบ้าน (บาท) อาชีพอื่น (บาท) ใบอนุญาตไม่เกิน 3 เดือน 225 750 เกิน 3 เดือน ไม่เกิน 6 เดือน 450 1,500 เกิน 6 เดือน ไม่เกิน 1 ปี 900 3,000 เกิน 1 ปี คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน คิดส่วนที่เกินตามอัตราข้างบน ต่ออายุ อัตราเดียวกับออกใหม่ อัตราเดียวกับออกใหม่ ใบแทน (ต่อฉบับ) 200 500 เปลี่ยนหรือเพิ่มนายจ้าง 900 3,000 เปลี่ยนหรือเพิ่มท้องที่ / ประเภทงาน 900 1,000 ตัวเลขชุดนี้เป็นค่าธรรมเนียมของกรมการจัดหางานเท่านั้น ยังไม่รวมค่าวีซ่าและค่าต่ออายุการอยู่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ค่าตรวจสุขภาพ และค่าบริการของบริษัทนำเข้าแรงงานกรณี MOU กลับมาที่คุณแอน ถ้าขอใบอนุญาต 1 ปีให้ทั้ง 2 คน ค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานจะเป็นดังนี้ พนักงาน กลุ่มอัตรา ค่าคำขอ ค่าใบอนุญาต 1 ปี รวม เชฟชาวญี่ปุ่น อาชีพอื่น 100 3,000 3,100 ผู้ช่วยครัว (MOU) กรรมกร 100 900 1,000 รวม 4,100 ผู้ช่วยครัวใช้อัตรากรรมกรได้เมื่อตำแหน่งงานที่ขออนุญาตจัดเป็นงานกรรมกร ถ้าระบุเป็นงานประเภทอื่น ค่าธรรมเนียมจะเปลี่ยนตาม จึงควรถามเจ้าหน้าที่ให้ชัดก่อนกรอกตำแหน่งในคำขอ ต่ออายุ เปลี่ยนนายจ้าง และแจ้งออกจากงานทำอย่างไร Work Permit ตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่ระยะเวลาจริงของแต่ละใบขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาต จึงต้องดูวันหมดอายุบนใบอนุญาตของพนักงานแต่ละคน เรื่อง ต้องทำอะไร กฎหมาย ต่ออายุ ยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตหมดอายุ ระหว่างรอพิจารณาทำงานต่อได้ มาตรา 67 ลูกจ้างเริ่มงานหรือเปลี่ยนนายจ้าง ลูกจ้างแจ้งชื่อนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงานต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน มาตรา 64/2 นายจ้างรับเข้าทำงานหรือลูกจ้างออก นายจ้างแจ้งนายทะเบียนภายใน 15 วันนับแต่วันที่จ้าง และภายใน 15 วันนับแต่วันที่ออก พร้อมเหตุที่ออก มาตรา 13 ใบอนุญาตหายหรือชำรุด ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ มาตรา 69 เจ้าหน้าที่ขอตรวจ แสดงใบอนุญาตภายในเวลาอันสมควร มาตรา 68 กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่นต่ออายุล่วงหน้ากี่วัน แต่ในทางปฏิบัติควรเริ่มก่อนหมดอายุอย่างน้อย 1 เดือน เพราะเอกสารนายจ้างอย่างงบการเงินและหนังสือรับรองบริษัทต้องเตรียมใหม่ และอาจถูกส่งตรวจสอบอีก 10 วันทำการ ถ้าเชฟของคุณแอนลาออกไปทำงานกับร้านอื่น คุณแอนต้องแจ้งออกภายใน 15 วัน ส่วนร้านใหม่ต้องยื่นเปลี่ยนนายจ้างและจ่ายค่าธรรมเนียม 3,000 บาท เชฟจะไปทำงานที่ร้านใหม่ทันทีโดยใช้ใบอนุญาตเดิมไม่ได้ นายจ้าง SME ต้องจัดการเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมของพนักงานต่างชาติอย่างไร ได้ใบอนุญาตแล้วงานยังไม่จบ พนักงานต่างชาติเป็นลูกจ้างตามกฎหมายไทยเหมือนพนักงานไทย นายจ้างจึงมีหน้าที่ 3 เรื่องทุกเดือนตั้งแต่วันแรกที่จ่ายเงินเดือน ลองคำนวณกับพนักงานของคุณแอน สมมติเชฟได้เงินเดือน 60,000 บาท และผู้ช่วยครัวได้ 12,000 บาท ทำงานครบทั้งปีภาษี ไม่มีค่าลดหย่อนอื่นนอกจากค่าลดหย่อนส่วนตัวกับประกันสังคม รายการต่อปี (บาท) เชฟชาวญี่ปุ่น ผู้ช่วยครัว เงินเดือนทั้งปี 720,000 144,000 หักค่าใช้จ่าย 50% ไม่เกิน 100,000 100,000 72,000 หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 60,000 หักเงินสมทบประกันสังคม 10,500 7,200 เงินได้สุทธิ 549,500 4,800 ภาษีทั้งปี 34,925 0 หัก ณ ที่จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 2,910 0 ภาษีของเชฟมาจาก 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ช่วง 150,001-300,000 บาท เสีย 5% เป็น 7,500 บาท ช่วง 300,001-500,000 บาท เสีย 10% เป็น 20,000 บาท และส่วนที่เหลือ 49,500 บาท เสีย 15% เป็น 7,425 บาท ส่วนผู้ช่วยครัวมีเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาท จึงไม่ต้องหักภาษี แต่ยังต้องส่งประกันสังคมทุกเดือน ภาพรวมแบบนำส่งภาษีเงินเดือนดูต่อได้ที่บทความ ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.1ก ต่างกันอย่างไร บันทึกบัญชีค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานอย่างไร เมื่อบริษัทของคุณแอนจ่ายค่าธรรมเนียมฝั่งกรมการจัดหางานรวม 4,100 บาทจากบัญชีธนาคาร บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ดังนี้ บัญชี เดบิต เครดิต ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน (ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน) 4,100 เงินฝากธนาคาร 4,100 เก็บใบเสร็จจากระบบ e-WorkPermit เป็นหลักฐานประกอบรายการทุกครั้ง ถ้าใบอนุญาตมีอายุเกิน 1 รอบบัญชี เช่น จ่ายค่าใบอนุญาต 2 ปีครั้งเดียว ควรถามผู้สอบบัญชีว่าจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าแล้วทยอยรับรู้ตามระยะเวลาหรือไม่ ทำงานหรือจ้างงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน มีโทษอะไรบ้าง โทษตกกับทั้ง 2 ฝ่าย และนับเป็นรายคน กฎหมายกำหนดไว้ในหมวดบทกำหนดโทษของพระราชกำหนดฯ ดังนี้ ผู้กระทำผิด โทษ กฎหมาย นายจ้างที่รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือให้ทำงานนอกเหนือที่ได้รับอนุญาต ปรับ 10,000-100,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน มาตรา 102 นายจ้างที่ทำผิดซ้ำ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 50,000-200,000 บาทต่อคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าว 3 ปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด มาตรา 102 คนต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือสิทธิ ปรับ 5,000-50,000 บาท และถูกส่งกลับประเทศ มาตรา 101 คนต่างด้าวที่เคยถูกลงโทษตามมาตรา 101 ขอใบอนุญาตใหม่ไม่ได้ เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี มาตรา 64/1 นายจ้างที่ไม่แจ้งการจ้างหรือการออกจากงานภายใน 15 วัน ปรับไม่เกิน 20,000 บาท มาตรา 103 ถ้าร้านของคุณแอนถูกตรวจพบว่าผู้ช่วยครัวยังไม่ได้ใบอนุญาต ค่าปรับขั้นต่ำของบริษัทคือ 10,000 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1 ปีของผู้ช่วยครัวถึง 10 เท่า และผู้ช่วยครัวยังถูกส่งกลับ ทำให้ร้านขาดคนทันที ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน จากประสบการณ์ ปัญหาที่ทำให้นายจ้างเสียเวลามากที่สุดไม่ใช่ขั้นตอนยื่น แต่เป็นการไม่รู้ว่ามีมาตรการเฉพาะกลุ่มออกมาใหม่ หรือสับสนว่าเกณฑ์ไหนเป็นของหน่วยงานใด สรุป – การบริหารจัดการเอกสาร และภาษีของพนักงานต่างชาติ Work Permit เป็นเงื่อนไขแรกของการจ้างพนักงานต่างชาติ แต่ไม่ใช่เรื่องสุดท้าย นายจ้างต้องได้ใบอนุญาตก่อนวันเริ่มงาน แล้วดูแลเงินเดือน ภาษี และประกันสังคมต่อทุกเดือน ใบอนุญาตทำงานออกโดยกรมการจัดหางาน ใช้คู่กับวีซ่า Non-Immigrant จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยสามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ e-WorkPermit ได้ หากจ้างโดยไม่มีใบอนุญาต นายจ้างจะถูกปรับตั้งแต่ 10,000-100,000 บาทต่อคน และหากทำผิดซ้ำอาจโดนห้ามจ้างคนต่างด้าวถึง 3 ปี ถ้าเริ่มจากวันนี้ ลองทำตารางรายชื่อพนักงานต่างชาติทุกคน พร้อมประเภทใบอนุญาต วันหมดอายุ และนายจ้างที่ระบุในใบ แล้วตั้งเตือนล่วงหน้า 1 เดือนก่อนวันหมดอายุของแต่ละคน พนักงานต่างชาติต้องถูกหักภาษี ส่งประกันสังคม และได้หนังสือรับรองการหักภาษีปลายปีเหมือนพนักงานไทย ยิ่งมีหลายสัญชาติหลายอัตรา งานเงินเดือนยิ่งพลาดง่าย ฟีเจอร์จัดการเงินเดือนและภาษีจาก PEAK Payroll ให้ PEAK Payroll ช่วยจัดการเงินเดือนในที่เดียว และส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้พนักงานทางอีเมลได้จากหน้าสรุปจ่ายเงินเดือน – ทดลองใช้งาน PEAK ฟรี 30 วัน ติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ที่ บทความด้านบัญชี บทความด้านภาษี และ บทความด้านธุรกิจ ของ PEAK แหล่งอ้างอิงข้อมูล คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับใบอนุญาตทำงาน Work Permit มีอายุกี่ปี ใบอนุญาตทั่วไปตามมาตรา 59 มีอายุ 2 ปีตามคู่มือประชาชน แต่อายุจริงขึ้นกับที่นายทะเบียนอนุญาตในแต่ละใบ ส่วนแรงงานตามมติคณะรัฐมนตรีจะมีอายุตามที่มติกำหนด ขอ Work Permit ออนไลน์ได้ไหม ได้ ยื่นคำขอ แนบเอกสาร ชำระค่าคำขอ และติดตามสถานะผ่าน e-WorkPermit ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่คนต่างด้าวยังต้องไปยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติที่ศูนย์บริการ และไปรับใบอนุญาตด้วยตนเอง ทำงานในโรงงานต้องมีใบอนุญาตทำงานไหม ต้องมี คนต่างด้าวทุกคนที่ทำงานในไทยต้องได้รับอนุญาตก่อน ไม่ว่าสถานที่ทำงานจะเป็นโรงงาน ร้านค้า หรือสำนักงาน ถ้าเป็นงานกรรมกรในโรงงาน ต้องเป็นคนต่างด้าวที่มีนายจ้างและเข้ามาตาม MOU หรือตามมติคณะรัฐมนตรี บุคคลธรรมดาจ้างคนต่างด้าวได้ไหม ได้ นายจ้างไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท เช่น เจ้าของบ้านที่จ้างผู้รับใช้ในบ้าน หรือเจ้าของร้านที่ยังไม่จดทะเบียนนิติบุคคล แต่เอกสารนายจ้างจะเปลี่ยนจากหนังสือรับรองบริษัทเป็นสำเนาบัตรประชาชนและเอกสารแสดงการประกอบกิจการ และหน้าที่แจ้งนายทะเบียน หักภาษี และส่งประกันสังคมยังเหมือนเดิม ใบอนุญาตทำงานหายต้องทำอย่างไร ยื่นขอใบแทนภายใน 15 วันนับแต่วันที่รู้ว่าหายหรือชำรุดตามมาตรา 69 ค่าธรรมเนียมใบแทนฉบับละ 500 บาทสำหรับอาชีพทั่วไป และ 200 บาทสำหรับกรรมกรหรือผู้รับใช้ในบ้าน ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี 30 วัน มูลค่า 1,200 บาทคลิก   (ไม่มีค่าใช้จ่าย)PEAK Call Center : 1485LINE : @peakaccountสอบถามเพิ่มเติม คลิก