โครงการไทยช่วยไทยพลัส สรุปสำหรับร้านค้า ภาษี บันทึกบัญชี PEAK
Table of Contents

โครงการไทยช่วยไทยพลัส เริ่มใช้สิทธิ์แล้วตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2569 ร้านค้าหลายแห่งเริ่มรับเงินจากลูกค้าที่ใช้สิทธิ์ผ่านแอปเป๋าตัง แต่คำถามที่ตามมาคือ “รายได้ส่วนนี้ต้องเสียภาษีไหม?” และ “บันทึกบัญชียังไง?”

บทความนี้ PEAK สรุปทุกเรื่องที่ร้านค้าและผู้ประกอบการ SME ต้องรู้ ตั้งแต่โครงการคืออะไร เงื่อนไขร้านค้า วิธีใช้สิทธิ์ เรื่องภาษีที่ต้องระวัง และวิธีบันทึกบัญชีรายรับจากโครงการ

ไทยช่วยไทยพลัส คืออะไร

ไทยช่วยไทยพลัส คือโครงการช่วยลดค่าครองชีพจากรัฐบาล ในรูปแบบร่วมจ่าย 60/40 โดยรัฐจ่ายให้ 60% ของค่าสินค้าและบริการ ประชาชนจ่ายเอง 40% ใช้ผ่านแอป “เป๋าตัง” ฝั่งลูกค้า และแอป “ถุงเงิน” ฝั่งร้านค้า

สิทธิ์ที่ได้: รัฐจ่ายให้สูงสุด 4,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ  ใช้ได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น. รัฐจ่ายให้ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ถ้าเดือนไหนใช้ไม่หมด วงเงินจะไม่ทบไปเดือนถัดไป (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์)

ไทยช่วยไทยพลัส ต่างจากคนละครึ่งพลัสยังไง 

หลายคนสับสนว่าเป็นโครงการเดียวกันหรือไม่ จริงๆ แล้ว ไทยช่วยไทยพลัส คือการรวมโครงการคนละครึ่งพลัสกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเข้าด้วยกัน จุดต่างหลักคือ

  • สัดส่วนร่วมจ่าย คนละครึ่งพลัสแบ่ง 50/50 แต่ไทยช่วยไทยพลัสแบ่ง 60/40 (รัฐจ่ายมากกว่า)
  • วงเงิน คนละครึ่งพลัสให้ 2,000 บาท/คน แต่ไทยช่วยไทยพลัสให้ 4,000 บาท/คน
  • ร้านค้าเข้าร่วม เงื่อนไขคล้ายกัน ร้านที่เคยร่วมคนละครึ่งพลัสยืนยันสิทธิ์ผ่านถุงเงินได้เลย
เปรียบเทียบคนละครึ่งพลัสไทยช่วยไทยพลัส
สัดส่วนร่วมจ่าย50/5060/40 (รัฐจ่ายมากกว่า)
วงเงินต่อคน2,000 บาท4,000 บาท
ช่วงเวลาใช้สิทธิ์สิ้นสุดแล้ว1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569
แอปที่ใช้เป๋าตัง + ถุงเงินเป๋าตัง + ถุงเงิน (เหมือนกัน)
เงื่อนไขร้านค้านิติบุคคลรายได้ ≤1.8 ล้านรายได้ ≤1.8 ล้าน (เหมือนกัน)

เงื่อนไขสำหรับร้านค้า ไทยช่วยไทยพลัส 

ร้านค้าที่เข้าร่วมได้ ตามประกาศจากทำเนียบรัฐบาล

  • ร้านค้าบุคคลธรรมดา ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป หาบเร่ แผงลอย ร้านโชห่วย ร้าน OTOP รถเข็น ไรเดอร์ฟู้ดเดลิเวอรี
  • ร้านค้านิติบุคคล ต้องเป็นนิติบุคคลไทยที่ยื่น ภ.ง.ด.50 ปี 2567 รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท
  • ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ แท็กซี่ รถตู้ รถสามล้อ สองแถว มอเตอร์ไซค์รับจ้าง
  • ร้านค้าชุมชน กองทุนหมู่บ้าน วิสาหกิจชุมชน

ร้านค้าที่เข้าร่วมไม่ได้ ร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์ และร้านที่รับของจากคนอื่นมาวางขายแบบตัวแทน (ไม่ได้ซื้อขาดมาเป็นของตัวเอง) เช่น รับฝากขายสินค้าแล้วหักค่าคอมมิชชัน

ร้านค้ารับเงินจากไทยช่วยไทยพลัส ต้องเสียภาษีไหม 

ต้องนำมารวมเป็นรายได้ตามปกติ เงินที่ร้านค้าได้รับจากโครงการ (ทั้งส่วนที่ลูกค้าจ่าย 40% + ส่วนที่รัฐจ่าย 60%) ถือเป็นรายได้จากการขายสินค้าและบริการตามหลักภาษี ไม่ใช่เงินให้เปล่าจากรัฐ

อย่างไรก็ตาม รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า ข้อมูลจากแอปถุงเงินไม่ถูกส่งให้กรมสรรพากร (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์) ถึงแม้ข้อมูลจะไม่ถูกส่งโดยตรง แต่สรรพากรมีสิทธิ์ตรวจสอบย้อนหลังหากพบความผิดปกติของบัญชีธนาคาร ดังนั้นการยื่นภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่แรกจึงปลอดภัยที่สุด 

ข้อมูลภาษีทั่วไป — ควรปรึกษานักบัญชีหรือสรรพากรพื้นที่สำหรับกรณีเฉพาะ 

ร้านค้าบุคคลธรรมดา

รายได้จากการขายผ่านโครงการ จัดเป็น เงินได้ประเภท 40(8) คือรายได้จากการค้า สิ้นปีต้องนำมายื่น ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.94 (ครึ่งปี) หักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง หรือเหมา 60% แล้วแต่อย่างไหนประหยัดภาษีกว่า (ข้อมูลจากกรมสรรพากร)

ตัวอย่าง: ร้านข้าวแกง (ชื่อสมมุติ) มีรายได้จากไทยช่วยไทยพลัส 80,000 บาท + รายได้นอกโครงการ 320,000 บาท รวมปีละ 400,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% = 240,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 160,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือ 100,000 บาท → เสียภาษี 5% = 5,000 บาท

สิ่งที่ต้องเก็บ: หลักฐานรายรับรายจ่าย เช่น ประวัติรับเงินจากแอปถุงเงิน ใบเสร็จซื้อวัตถุดิบ เก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี สำหรับกรณีสรรพากรขอตรวจ

ร้านค้านิติบุคคล

รายได้จากโครงการรวมเป็นรายได้ของกิจการ ยื่น ภ.ง.ด.50 (ปี) และ ภ.ง.ด.51 (ครึ่งปี) ตามปกติ สำหรับนิติบุคคลที่เข้าร่วมโครงการ รายได้ต้อง ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี (เงื่อนไขโครงการ) ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ SME ที่เสียภาษีเงินได้อัตราพิเศษ

อัตราภาษีนิติบุคคล SME (ทุนจดทะเบียน ≤5 ล้าน + รายได้ ≤30 ล้าน): กำไรสุทธิ 0-300,000 บาท = ยกเว้นภาษี / 300,001-3,000,000 บาท = 15% / เกิน 3 ล้าน = 20%

ดังนั้นร้านค้านิติบุคคลที่รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้าน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วมีกำไรไม่เกิน 300,000 บาท จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เลย 

ตัวอย่าง: ร้านขายเครื่องดื่ม (ชื่อสมมุติ) จดเป็นบริษัทจำกัด รายได้จากไทยช่วยไทยพลัส 200,000 บาท + รายได้อื่น 600,000 บาท รวม 800,000 บาท หักค่าใช้จ่ายจริง 550,000 บาท กำไรสุทธิ 250,000 บาท → ไม่ต้องเสียภาษี (กำไรไม่เกิน 300,000 บาท)  

ต้องจด VAT ไหม ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาท 

ถ้ารายได้จากการขายทั้งหมด (ไม่ใช่แค่จากโครงการ) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่เนื่องจากเงื่อนไขโครงการกำหนดให้นิติบุคคลที่เข้าร่วมต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้าน จึงส่วนใหญ่ยังไม่ถึงเกณฑ์จด VAT

สำหรับร้านค้าบุคคลธรรมดาที่ขายดีมาก ถ้ารายได้รวมทั้งปี (จากโครงการ + นอกโครงการ) เกิน 1.8 ล้านบาท ให้ปรึกษาสรรพากรพื้นที่เรื่องการจด VAT เพราะถ้ารายได้เกินเกณฑ์แล้วไม่จด อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ

สรุปเรื่องภาษีสำหรับร้านค้า: รายได้จากไทยช่วยไทยพลัสไม่ใช่เงินให้เปล่า แต่เป็นค่าสินค้า/บริการที่รัฐจ่ายแทนลูกค้า ต้องบันทึกเป็นรายได้ตามปกติ ข้อดีคือข้อมูลจากถุงเงินไม่ถูกส่งให้สรรพากรโดยตรง แต่ร้านค้ายังมีหน้าที่ยื่นภาษีด้วยตัวเอง

วิธีบันทึกบัญชีรายรับจากไทยช่วยไทยพลัส 

ตัวอย่างบันทึกบัญชี

สมมุติร้านขายของชำ (ชื่อสมมุติ) ขายสินค้าให้ลูกค้าที่ใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัส 500 บาท

รายการเดบิตเครดิต
เงินสด/ธนาคาร (ส่วนลูกค้าจ่าย 40%)300
ลูกหนี้โครงการรัฐ (ส่วนรัฐจ่าย 60%)200
รายได้จากการขาย500

เมื่อรัฐโอนเงินส่วน 60% เข้าบัญชี 

รายการเดบิตเครดิต
เงินสด/ธนาคาร200
ลูกหนี้โครงการรัฐ200

จุดสำคัญ: บันทึกรายได้ เต็มจำนวน 500 บาท ณ วันที่ขาย ไม่ใช่บันทึกแค่ 200 บาทที่ได้เงินสดจริง เพราะร้านค้ามีสิทธิ์ได้รับเงินจากรัฐส่วนที่เหลืออยู่แล้ว

เคล็ดลับสำหรับร้านค้าที่รับเงินจากหลายช่องทาง: ถ้าร้านรับทั้งเงินสด เงินโอน และเงินจากไทยช่วยไทยพลัส ควรแยกบันทึกให้ชัด เพื่อง่ายต่อการกระทบยอดและยื่นภาษี

ใช้ PEAK บันทึกรายรับจากไทยช่วยไทยพลัส  

PEAK Account รองรับการบันทึกรายรับจากหลายช่องทาง รวมถึงเงินที่รับผ่านโครงการรัฐ สร้างใบเสร็จรับเงินพร้อมเชื่อมโยงข้อมูลไปยังรายงานภาษีได้ในขั้นตอนเดียว

สิ่งที่ PEAK ช่วยได้สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ:

  • บันทึกรายรับแยกตามช่องทาง (เงินสด / โอน / โครงการรัฐ) ดูยอดรวมแต่ละช่องทางได้ทันที
  • สร้างใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีอัตโนมัติ
  • สรุปรายได้พร้อมยื่น ภ.ง.ด.90/94 หรือ ภ.ง.ด.50 ปลายปี ไม่ต้องรวมยอดเอง
  • กระทบยอดรายรับจาก Bank Statement กับข้อมูลในระบบ

นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับรายงานภาษีและใบกำกับภาษี ลดงานคีย์ซ้ำและลดข้อผิดพลาด

วิธีใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส (รัฐจ่าย 60% / คุณจ่าย 40%) 

ขั้นตอนฝั่งร้านค้าง่ายมาก

  1. ลูกค้าเปิดแอปเป๋าตัง สแกน QR Code ที่ร้าน
  2. ระบบคำนวณให้อัตโนมัติ ลูกค้าจ่ายจริง 40% ส่วนที่เหลือ 60% รัฐจ่ายให้
  3. ร้านค้าได้รับเงิน เต็มจำนวน 100% ผ่านแอปถุงเงิน โดยส่วนของรัฐจะโอนเข้าบัญชีภายหลัง
  4. ตรวจสอบประวัติการรับเงินได้บนแอปถุงเงิน

ข้อจำกัดที่ร้านค้าต้องรู้: ใช้สิทธิ์ได้เฉพาะเวลา 06.00-23.00 น. เท่านั้น ห้ามใช้ซื้อสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และบัตรกำนัล

วิธีคิด 60/40 คิดยังไง

หลายคนงงว่า “รัฐจ่าย 60% ฉันจ่าย 40%” คำนวณยังไง วิธีคิดง่ายมาก

สูตร: ยอดซื้อ × 0.4 = ส่วนที่ลูกค้าจ่าย / ยอดซื้อ × 0.6 = ส่วนที่รัฐจ่าย

ยอดซื้อจริงลูกค้าจ่าย (40%)รัฐจ่ายให้ (60%)ร้านค้าได้รับ
50 บาท20 บาท30 บาท50 บาท
100 บาท40 บาท60 บาท100 บาท
200 บาท80 บาท120 บาท200 บาท
333 บาท133 บาท200 บาท (ชนเพดานวัน)333 บาท
500 บาท300 บาท200 บาท (ชนเพดาน)500 บาท

จุดสำคัญ: รัฐจ่ายสูงสุด 200 บาท/วัน ถ้าซื้อเกิน 333 บาท ส่วนเกินลูกค้าต้องจ่ายเองทั้งหมด เช่น ซื้อ 500 บาท → รัฐจ่าย 200 (ชนเพดาน) + ลูกค้าจ่าย 300

พูดง่ายๆ: ซื้อไม่เกิน 333 บาท/วัน = คุ้มสุด เพราะรัฐจ่ายให้เต็ม 60%

ตัวอย่างจริง: ลูกค้าซื้ออาหารจากร้านข้าวแกง (ชื่อสมมุติ) 200 บาท ลูกค้าควักกระเป๋าจ่ายแค่ 80 บาท รัฐจ่ายให้ร้านอีก 120 บาท ร้านได้รับเงินครบ 200 บาทเต็ม 

ใช้สิทธิ์ได้วันละเท่าไหร่ กี่วันหมด 

วงเงินที่รัฐจ่ายให้ 4,000 บาท/คน ตลอดโครงการ มีเพดานจำกัดดังนี้ (ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์)

เพดานรัฐจ่ายสูงสุดลูกค้าจ่ายขั้นต่ำยอดซื้อรวมสูงสุด
ต่อวัน200 บาท~133 บาท~333 บาท
ต่อเดือน1,000 บาท~667 บาท~1,667 บาท
ตลอดโครงการ4,000 บาท~2,667 บาท~6,667 บาท

ใช้กี่วันหมด? ถ้าซื้อวันละ 333 บาท (ใช้สิทธิ์รัฐเต็มวันละ 200) = 5 วันก็ครบเพดานเดือน (200 × 5 = 1,000) ใช้เต็มทุกเดือน 4 เดือน = หมดพอดี 4,000 บาท

สิ่งที่ร้านค้าต้องรู้:

  • วงเงินเดือนนี้ ไม่ทบไปเดือนถัดไป ถ้าลูกค้าใช้ไม่หมดเดือนนี้ วงเงินส่วนที่เหลือหายไป
  • ลูกค้า 1 คนใช้สิทธิ์ได้สูงสุด ~333 บาท/วัน (ยอดซื้อจริง ถ้ารัฐจ่ายเต็มเพดาน 200)
  • ถ้าลูกค้าซื้อเกิน 333 บาท ส่วนเกินลูกค้าต้องจ่ายเองทั้งหมด แต่ร้านค้ายังได้เงินครบ
  • ร้านค้าจะได้รับเงินเต็มจำนวน (ทั้งส่วนลูกค้าจ่าย + ส่วนรัฐจ่าย)

ใช้ยังไงให้คุ้ม (มุมร้านค้า): รัฐจ่ายให้ลูกค้าสูงสุดวันละ 200 บาท ดังนั้นยอดซื้อที่คุ้มสุดคือ ไม่เกิน 333 บาท/วัน เพราะรัฐจ่ายเต็ม 60% ถ้าร้านตั้งราคาเซ็ตอาหารหรือสินค้าในช่วง 200-333 บาท ลูกค้าจะใช้สิทธิ์ได้เต็มที่และมีแนวโน้มกลับมาซื้อซ้ำ

สรุป ไทยช่วยไทยพลัส สิ่งที่ร้านค้าต้องรู้ 

  • รัฐจ่าย 60% ลูกค้าจ่าย 40% ร้านค้าได้รับเงินครบ 100%
  • รายได้จากโครงการ = รายได้จากการขายปกติ ต้องนำมาคำนวณภาษี
  • บันทึกรายได้เต็มจำนวน ณ วันที่ขาย ส่วนของรัฐตั้งเป็นลูกหนี้จนกว่าจะได้เงิน
  • ข้อมูลถุงเงินไม่ถูกส่งสรรพากร แต่ร้านค้ายังต้องยื่นภาษีตามปกติ
  • ใช้สิทธิ์ได้ถึง 30 กันยายน 2569

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับไทยช่วยไทยพลัส 

ไทยช่วยไทยพลัส ใช้ได้ถึงเมื่อไหร่

ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00-23.00 น. ทุกวัน สิทธิ์ 4,000 บาทต่อคนแบ่งเป็น 2 เฟส โดยเฟสแรกเริ่มแล้ว ถ้าเฟสแรกหมดก่อนต้องรอเฟสถัดไป ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่ www.ไทยช่วยไทยพลัส.th หรือโทร 0 2111 1122

รายได้จากไทยช่วยไทยพลัส นับรวมเป็นรายได้ 1.8 ล้านไหม

นับรวม รายได้ทั้งหมดที่ร้านค้าได้รับ (ทั้งจากโครงการและนอกโครงการ) นำมารวมเป็นรายได้ทั้งปี ถ้าเกิน 1.8 ล้านบาท อาจต้องจด VAT ส่วนนิติบุคคลที่เข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านอยู่แล้ว (เงื่อนไขโครงการ) สำหรับร้านค้าบุคคลธรรมดา ไม่มีเพดานรายได้ จึงอาจเกิน 1.8 ล้านได้ หากเกินต้องพิจารณาจด VAT

รับเงินจากโครงการแล้ว ต้องออกใบเสร็จให้ลูกค้าไหม

ร้านค้าควรออกใบเสร็จหรือหลักฐานการรับเงินเหมือนการขายปกติ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกบัญชีและยื่นภาษี โดยระบุยอดขายเต็มจำนวน (เช่น 500 บาท) ไม่ใช่แค่ส่วนที่ลูกค้าจ่ายจริง (200 บาท) เพราะร้านค้าได้รับรายได้ครบ 500 บาทจริง แม้จะมาจาก 2 แหล่ง (ลูกค้า 40% + รัฐ 60%)

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยจัดการบัญชี ภาษี