
Payment Gateway คือระบบตัวกลางที่เชื่อมระหว่างร้านค้าออนไลน์กับธนาคารของลูกค้า ทำหน้าที่ตรวจสอบและอนุมัติการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือกระเป๋าเงินออนไลน์ ให้ธุรกิจรับเงินจากลูกค้าได้ทันที บทความนี้จะพาไปดูว่า Payment Gateway ทำงานอย่างไร มีกี่แบบ และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ
Payment Gateway คืออะไร
Payment Gateway คือระบบตัวกลางที่ทำหน้าที่รับข้อมูลการชำระเงินจากลูกค้า เข้ารหัสข้อมูลให้ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล แล้วส่งต่อไปยังธนาคารผู้ออกบัตรเพื่อตรวจสอบวงเงินและอนุมัติ ก่อนแจ้งผลกลับมาที่ร้านค้าให้จัดส่งสินค้าหรือบริการต่อได้ทันที โดยทั้งขั้นตอนเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้น
Payment Gateway เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
ระบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่ขายของหรือให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น ธุรกิจ e-Commerce ที่มีเว็บไซต์ของตัวเอง ธุรกิจขายคอร์สเรียนหรือบริการดิจิทัล และร้านค้าที่ขายผ่านแอปพลิเคชัน เพราะช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินจบในหน้าเดียว โดยไม่ต้องโอนเงินแล้วส่งสลิปยืนยันเอง
Payment Gateway ทำงานอย่างไร
เมื่อลูกค้ากดชำระเงินบนเว็บไซต์ ระบบจะเข้ารหัสข้อมูลบัตรของลูกค้าทันที ส่งไปให้ธนาคารตรวจสอบวงเงินและอนุมัติ จากนั้นแจ้งผลกลับมาที่ร้านค้าภายในไม่กี่วินาที ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรอนานและร้านค้าไม่ต้องมาตรวจสอบการโอนเงินด้วยตัวเอง
ขั้นตอนแบบเข้าใจง่ายมี 4 จุดหลัก
- ลูกค้ากดสั่งซื้อและเลือกชำระด้วยบัตรเครดิตหรือเดบิต
- ระบบเข้ารหัสข้อมูลบัตร ป้องกันไม่ให้ใครดักอ่านข้อมูลระหว่างทาง
- ข้อมูลถูกส่งไปยังธนาคารผู้ออกบัตร เพื่อตรวจสอบวงเงินและยืนยันตัวตน
- ธนาคารแจ้งผลอนุมัติกลับมา ระบบแสดงผล “ชำระเงินสำเร็จ” ร้านค้าออกใบเสร็จรับเงิน และจัดส่งสินค้าต่อได้ทันที
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วินาที ลูกค้าไม่ต้องรอ และร้านค้าไม่ต้องมานั่งตรวจสลิปเอง
Payment Gateway มีกี่รูปแบบ
Payment Gateway ในไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือแบบที่ธนาคารพัฒนาเอง (Bank) และแบบที่ผู้ให้บริการเอกชนทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Non-Bank) แต่ละแบบมีจุดเด่นและเงื่อนไขต่างกัน เหมาะกับธุรกิจคนละขนาด
Payment Gateway แบบ Bank มีอะไรบ้าง
ระบบนี้คือแบบที่ธนาคารพัฒนาและดูแลเอง เชื่อมต่อตรงกับระบบธนาคาร จึงมีความปลอดภัยสูงและค่าธรรมเนียมต่อรายการค่อนข้างต่ำ แต่สมัครยากกว่าเพราะธนาคารมักกำหนดเงื่อนไขเรื่องทุนจดทะเบียนและเงินฝากค้ำประกัน
ตัวอย่างที่ใช้กันในไทย
- Merchant iPay จากธนาคารกรุงเทพ (BBL) รับชำระผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และโซเชียลมีเดีย
- Krungsri Biz Payment Gateway จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) สร้างลิงก์ชำระเงินได้เอง กำหนดวันเริ่มต้นและวันหมดอายุของลิงก์ได้
- UOB Payment Gateway จากธนาคารยูโอบี (UOB) รับชำระผ่านบัตรเครดิตและเดบิต Visa และ Mastercard ตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล
Payment Gateway แบบ Non-Bank มีอะไรบ้าง
ระบบนี้คือแบบที่ผู้ให้บริการเอกชนทำหน้าที่เป็นตัวกลางแทนธนาคาร สมัครง่าย ใช้เวลาอนุมัติเร็ว ไม่ต้องมีเงินฝากค้ำประกัน จึงเหมาะกับธุรกิจ SME และร้านค้าที่เพิ่งเริ่มขายออนไลน์
ตัวอย่างที่ใช้กันในไทย
- Payso รองรับบัตรเครดิต เดบิต e-Wallet โอนผ่านธนาคาร และ QR Code
- Beam รองรับ QR พร้อมเพย์ โมบายแบงก์กิ้ง พร้อมระบบยืนยันการชำระเงินแบบเรียลไทม์
- PayPal รองรับบัตรเครดิต เดบิต และกระเป๋าเงินออนไลน์ เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
- GB PrimePay ระบบชำระเงินของไทยที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้ได้ทั้งเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย
- Omise ได้รับความนิยมในธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดเล็กถึงกลาง รองรับ Alipay และ WeChat Pay
- 2C2P สำนักงานใหญ่อยู่สิงคโปร์ มีระบบป้องกันการโจรกรรมข้อมูลที่แข็งแกร่ง
Bank vs Non-Bank เลือกแบบไหนดี
ปัจจัยที่ต่างกันชัดที่สุดของ Payment Gateway Thailand ระหว่าง Bank และ Non-Bank คือเงินฝากค้ำประกันและความยุ่งยากในการสมัคร ธนาคารส่วนใหญ่กำหนดให้ต้องมีเงินฝากค้ำประกัน เช่น K Payment Gateway กำหนดขั้นต่ำ 300,000 บาท หรือ 1% ของยอดขายต่อเดือน แล้วแต่จำนวนไหนสูงกว่า (อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย) ส่วน Non-Bank ส่วนใหญ่ไม่ต้องวางเงินค้ำประกันเลย
| ปัจจัย | Payment Gateway แบบ Bank | Payment Gateway แบบ Non-Bank |
| เงินฝากค้ำประกัน | ต้องมี มักอยู่ที่หลักแสนบาทขึ้นไป | ส่วนใหญ่ไม่ต้องมี |
| ค่าธรรมเนียมต่อรายการ | ค่อนข้างต่ำ | สูงกว่า Bank เล็กน้อย |
| ระยะเวลาอนุมัติ | ใช้เวลานาน หลักสัปดาห์ถึงเดือน | รวดเร็ว หลักวันถึงสัปดาห์ |
| เงื่อนไขการสมัคร | เข้มงวด มักต้องมีทุนจดทะเบียนและผลประกอบการย้อนหลัง | ผ่อนปรนกว่า เหมาะกับธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น |
| เหมาะกับ | บริษัทที่มียอดขายสูงและมั่นคงแล้ว | SME ร้านค้าออนไลน์ และธุรกิจที่เพิ่งเริ่มขาย |
ถ้าธุรกิจของคุณยังเพิ่งเปิดร้านหรือยอดขายยังไม่แน่นอน Non-Bank ตอบโจทย์กว่าเพราะสมัครง่ายและไม่ต้องกันเงินก้อนไว้ค้ำประกัน แต่ถ้าธุรกิจมั่นคงแล้วและต้องการค่าธรรมเนียมที่ต่ำในระยะยาว Bank อาจคุ้มค่ากว่า
วิธีเลือก Payment Gateway ให้เหมาะกับธุรกิจ
ก่อนสมัครใช้งาน Payment Gateway เจ้าไหนดี ให้เช็ค 5 เรื่องนี้ก่อน
- ค่าธรรมเนียมต่อรายการ เทียบทุกเจ้าให้ครบ ค่าธรรมเนียมของ Bank มักอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์ต่อรายการ เช่น K Payment Gateway อยู่ที่ 3.25% (อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย) ถ้ายอดขายสูงจะกระทบกำไรพอสมควร
- ช่องทางที่ลูกค้าใช้จริง ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่จ่ายผ่าน QR พร้อมเพย์ ควรเลือกเจ้าที่รองรับช่องทางนี้เป็นหลัก ไม่ใช่เลือกตามที่คนอื่นบอกว่าดี
- ความเร็วในการโอนเงินเข้าบัญชี บางเจ้าโอนวันทำการถัดไป บางเจ้าใช้เวลาหลายวัน ถ้าธุรกิจต้องหมุนเงินไว ควรเลือกเจ้าที่โอนเร็ว
- เงื่อนไขการสมัครที่ธุรกิจทำได้จริง เช็คก่อนว่าธุรกิจของคุณเข้าเงื่อนไขทุนจดทะเบียนหรือเงินฝากค้ำประกันไหม จะได้ไม่เสียเวลาสมัครแล้วไม่ผ่าน
- เชื่อมต่อกับระบบบัญชีได้หรือไม่ ถ้าระบบนี้เชื่อมกับโปรแกรมบัญชีที่ใช้อยู่ ยอดขายจะลงบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องคีย์ซ้ำทุกรายการ
ความปลอดภัยของ Payment Gateway ที่ควรรู้
Payment Gateway ที่ให้บริการในไทยต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามกฎหมายระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ. ระบบการชำระเงิน 2560) ซึ่งกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและการคุ้มครองผู้ใช้บริการไว้ชัดเจน
ในด้านเทคนิค ผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือจะใช้มาตรฐาน PCI DSS (มาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลบัตรเครดิตระดับสากล) ควบคู่กับระบบยืนยันตัวตน 3D Secure ที่ให้ลูกค้ายืนยันรหัส OTP ก่อนตัดเงินทุกครั้ง ก่อนเลือกใช้เจ้าไหน ลองเช็คว่าเว็บไซต์ของผู้ให้บริการระบุมาตรฐานเหล่านี้ไว้ชัดเจนหรือไม่
สรุป: Payment Gateway ตัวช่วยให้ธุรกิจออนไลน์รับเงินง่ายขึ้น
Payment Gateway คือระบบที่ทำให้ร้านค้าออนไลน์รับเงินจากลูกค้าได้ทันทีอย่างปลอดภัย สิ่งที่ต้องจำคือเลือกให้ตรงกับขนาดธุรกิจ เช็คค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขให้ครบ แล้วเลือกเจ้าที่รองรับช่องทางที่ลูกค้าคุณใช้จริง
เชื่อมต่อ Payment Gateway กับระบบบัญชีในที่เดียว
เปลี่ยนงานคีย์บันทึกรับเงินซ้ำๆ ด้วยPEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ เชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Payment Gateway ได้โดยตรงในระบบ เช่น Beam, Payso หรือผ่านระบบธนาคาร เช่น SCB, Krungsri, BBL ผ่านเมนูตั้งค่าเอกสาร เลือกช่องทางการรับชำระเงิน เมื่อลูกค้ากดชำระเงินบนใบแจ้งหนี้หรือใบเสร็จของ PEAK ยอดขายจะลงบัญชีอัตโนมัติทันที ไม่ต้องคีย์ซ้ำทุกรายการ
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Payment Gateway
PEAK รองรับการเชื่อมต่อ Payment Gateway ใดบ้าง
PEAK รองรับการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Payment Gateway เช่น Beam, Payso หรือเชื่อมต่อระบบธนาคาร โดยเลือกเชื่อมต่อได้มากกว่า 1 เจ้าพร้อมกัน เพื่อให้ลูกค้าจ่ายผ่านช่องทางที่สะดวกที่สุดสำหรับตัวเอง ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจาก PEAK ในการเชื่อมต่อ
Payment Gateway ของไทยมีอะไรบ้าง
ในไทยมีทั้งแบบ Bank เช่น Merchant iPay (BBL), Krungsri Biz Payment Gateway (BAY), UOB Payment Gateway และแบบ Non-Bank เช่น Payso, Beam, PayPal, GB PrimePay, Omise, 2C2P ธุรกิจเลือกใช้ได้มากกว่า 1 เจ้าพร้อมกันเพื่อให้ลูกค้ามีตัวเลือกชำระเงินหลากหลาย
Payment Gateway ต่างจาก Payment Link อย่างไร
Payment Gateway คือระบบเบื้องหลังที่เชื่อมต่อกับหน้าเว็บไซต์เพื่อรับชำระเงินแบบอัตโนมัติ ส่วน Payment Link คือลิงก์ชำระเงินที่สร้างแยกเป็นรายการ ส่งให้ลูกค้าทางแชทหรือโซเชียลมีเดียได้โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์ ธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่มีเว็บไซต์มักเริ่มจาก Payment Link ก่อน
ธุรกิจขนาดเล็กควรใช้ Payment Gateway แบบไหน
ธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มขายออนไลน์ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารซับซ้อนก็เริ่มใช้งานได้ทันที เพียงมีบัญชีธนาคารและเว็บไซต์หรือเพจร้านค้า ก็สมัครแบบ Non-Bank อย่าง Payso หรือ Beam ได้ภายในไม่กี่วัน ไม่ต้องรอผลประกอบการย้อนหลังหรือทุนจดทะเบียนขั้นต่ำเหมือนแบบ Bank
Payment Gateway มีค่าธรรมเนียมเท่าไหร่
ค่าธรรมเนียมต่อรายการของแบบ Bank มักอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์ต่อรายการ เช่น K Payment Gateway อยู่ที่ 3.25% (อ้างอิงจากเว็บไซต์ธนาคารกสิกรไทย) ส่วนแบบ Non-Bank มักอยู่ที่ 2 ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ต่อรายการ ตัวเลขจริงแตกต่างกันตามผู้ให้บริการและประเภทบัตรที่ลูกค้าใช้ ควรสอบถามอัตราล่าสุดจากผู้ให้บริการโดยตรงก่อนสมัคร
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
