Table of Contents

เจ้าของธุรกิจมักตั้งเป้าหมายในธุรกิจให้กับทีมงาน พร้อมคาดหวังว่าทุกคนในองค์กรจะเข้าใจถึงความสำคัญ แต่พอถึงเวลาใช้จริง กลับทำงานไม่ตรงทิศทางบ้าง ผลลัพธ์ไม่ชัดบ้าง หรือแย่ที่สุดคือการวัดผลอะไรไม่ได้เลย นั่นเป็นเพราะผู้ที่ตั้งความคาดหวังนั้นยังไม่เข้าใจ OKR ที่องค์กรใหญ่มักใช้งาน เพื่อการวัดผลลัพธ์จริง และนำไปปรับใช้ได้ในองค์กรทุกขนาด บทความนี้จะอธิบายว่าเฟรมเวิร์กนี้ทำงานอย่างไร ต่างจาก KPI ตรงไหน และ SME ควรเลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ

OKR คืออะไร ทำความรู้จัก Objective and Key Results

OKR ย่อมาจาก Objective and Key Results เป็นเฟรมเวิร์กการตั้งเป้าหมายที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนชัดเจน ส่วนแรกคือ Objective หรือเป้าหมายเชิงคุณภาพที่บอกว่าอยากไปถึงจุดไหน ส่วนที่สองคือ Key Results หรือผลลัพธ์ที่วัดได้ซึ่งบอกว่ารู้ได้อย่างไรว่าถึงแล้ว

ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าร้านขายของออนไลน์ตั้ง Objective ว่า เพิ่มยอดขายให้เติบโตอย่างมั่นคงในไตรมาส 3 โดยอาจตั้ง Key Results เป็น

  • ยอดขายเพิ่มขึ้น 20% เทียบไตรมาสก่อน
  • ลูกค้าซื้อซ้ำเพิ่มจาก 15% เป็น 25%
  • ลดอัตราการยกเลิกออร์เดอร์เหลือต่ำกว่า 5%

หลักคิดสำคัญคือเป้าหมายควร “ท้าทายแต่ไม่เป็นไปไม่ได้” ถ้าทำได้ 70% ของ Key Results ถือว่าสำเร็จแล้ว เพราะระบบนี้ออกแบบมาให้ผลักดันทีมออกจาก comfort zone ไม่ใช่แค่ทำตาม routine

OKR กับ KPI ต่างกันอย่างไร

หลายคนสับสนว่าสองเครื่องมือนี้กับ KPI ทำหน้าที่เหมือนกันหรือเปล่า คำตอบสั้นๆ คือ OKR เน้นจะไปถึงไหน ส่วน KPI เน้นตอนนี้ทำได้ดีแค่ไหน ทั้งสองเป็นเครื่องมือคนละประเภทที่ใช้เสริมกันได้

ตารางด้านล่างเปรียบเทียบความแตกต่างที่ SME ควรรู้

ประเภทOKRKPI
เป้าหมายขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง สร้างสิ่งใหม่วัดประสิทธิภาพงานปัจจุบัน
โครงสร้างObjective + Key Results (2-5 ข้อ)ตัวชี้วัดเดี่ยว มีค่าเป้าหมาย
ระยะเวลารายไตรมาส (ปรับได้บ่อย)รายปี (ค่อนข้างคงที่)
ความท้าทายStretch goal ตั้งไว้สูงกว่าที่ทำได้ปกติตั้งให้ถึง 100% ได้จริง
เกณฑ์สำเร็จ60-70% ถือว่าสำเร็จ100% คือเป้าหมาย
ทิศทางบนลงล่าง + ล่างขึ้นบน (ทุกคนมีส่วนร่วม)บนลงล่าง (ผู้บริหารกำหนด)
ตัวอย่างเพิ่ม market share 15% ใน Q3อัตราลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ≥ 40%
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเติบโตเร็ว เปลี่ยนทิศทางธุรกิจที่มีระบบงานชัด ต้องรักษามาตรฐาน

ใช้ OKR กับ KPI ร่วมกันได้ไหม

สามารถทำได้ และเป็นที่แนะนำด้วย หลายองค์กรที่ประสบความสำเร็จมักใช้ทั้งสองเป้าหมายคู่กัน โดยเลือกใช้ KPI เพื่อการวัดผลงานประจำวันให้อยู่ในเกณฑ์ ส่วน OKR ใช้ผลักดันเป้าหมายใหม่ที่อยากไปให้ถึง เช่น ร้านค้าออนไลน์อาจมี KPI ว่า “พนักงานต้องจัดส่งสินค้าภายใน 24 ชั่วโมง ให้ได้มากกว่า 95%” ในขณะเดียวกันก็ตั้ง OKR ว่า “ขยายช่องทางขายใหม่ 2 ช่องทางภายใน Q4”

SME ควรใช้ OKR หรือ KPI? เลือกตามขนาดและเป้าหมาย

ไม่มีคำตอบตายตัวว่าเครื่องมือไหนดีกว่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของธุรกิจ ตารางด้านล่างช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น

สถานการณ์ธุรกิจแนะนำเหตุผล
Startup หรือธุรกิจเพิ่งเริ่มเริ่มที่ OKRทิศทางยังไม่ชัด OKR ช่วยโฟกัสสิ่งที่สำคัญที่สุดในแต่ละไตรมาส
SME 10-50 คน มีทีมหลายฝ่ายOKR + KPI ร่วมกันKPI รักษามาตรฐานงานประจำ OKR ผลักดันเป้าหมายเติบโต
ธุรกิจที่มีระบบงานชัดเจน (เช่น สำนักงานบัญชี)เริ่มที่ KPIระบบงานชัดอยู่แล้ว ต้องวัดว่าทำได้ตามมาตรฐานหรือไม่
ธุรกิจกำลังปรับทิศทางหรือขยายตลาดเพิ่ม OKRช่วยให้ทั้งทีมมองเป้าหมายใหม่ร่วมกัน

เคล็ดลับสำหรับ SME อาจจะยังไม่จำเป็นต้องวางระบบทุกฝ่ายพร้อมกัน ลองเริ่มจากทีมเดียวก่อน เช่น ทีมขายหรือทีมการตลาด แล้วค่อยขยายเมื่อเห็นผลลัพธ์

ข้อดีและข้อเสียที่ SME ต้องรู้ก่อนเริ่มใช้

ก่อนนำเฟรมเวิร์กนี้มาใช้ ควรเข้าใจทั้งด้านดีและข้อจำกัด เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม

ข้อดีข้อเสีย
ทั้งทีมเห็นเป้าหมายเดียวกัน ลดการทำงานซ้ำซ้อนต้องใช้เวลาในการตั้งและ check-in สม่ำเสมอ
ผลลัพธ์วัดได้ชัดเจน ไม่คลุมเครือถ้าตั้ง Objective กว้างเกินไป Key Results จะไม่มีทิศทาง
ปรับได้ทุกไตรมาส ไม่ต้องรอปีหน้าพนักงานอาจรู้สึกกดดันถ้าไม่เข้าใจว่า 70% คือสำเร็จ
กระตุ้นให้คิดนอกกรอบ ไม่ติดอยู่กับงาน routineSME ที่ทีมน้อยอาจรู้สึกว่าเป็นภาระเพิ่ม

4 ขั้นตอนเริ่มทำ OKR สำหรับ SME

ขั้นตอนที่ 1 กำหนด Objective ที่ชัดเจน

Objective ที่ดีต้องสร้างแรงจูงใจและบอกทิศทาง ไม่ใช่ตัวเลข เช่น “สร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีที่สุดในตลาด” แทนที่จะเป็น “เพิ่มคะแนนความพึงพอใจเป็น 80” โดยแต่ละทีมควรมี Objective ไม่เกิน 3 ข้อต่อไตรมาส ถ้ามากกว่านั้นจะเสียโฟกัส

ขั้นตอนที่ 2 ตั้ง Key Results ที่วัดผลได้

Key Results ต้องเป็นตัวเลขหรือสิ่งที่ตรวจสอบได้ชัดเจน ลองใช้สูตร “จาก X เป็น Y ภายในเวลา Z” เช่น

  • จากยอดขายเฉลี่ย 500,000 บาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 650,000 บาทต่อเดือนภายใน Q3
  • จากเวลาตอบลูกค้าเฉลี่ย 4 ชั่วโมง ลดเหลือ 1 ชั่วโมงภายใน Q3
  • จากอัตราลูกค้าใหม่ 10 รายต่อสัปดาห์ เพิ่มเป็น 20 รายต่อสัปดาห์ภายใน Q3

Key Results ที่ดีควรมี 2-5 ข้อต่อ Objective ไม่ต้องมากจนจำไม่ได้

ขั้นตอนที่ 3 ติดตามและ Check-in สม่ำเสมอ

ตั้งเป้าแล้วทิ้งไว้ไม่มีประโยชน์ ต้อง check-in อย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์ โดยถามทีม 3 คำถาม

  1. Key Results แต่ละข้อคืบหน้าแค่ไหน?
  2. มีอะไรติดขัดที่ต้องแก้ไข?
  3. ต้องปรับแผนอะไรในสัปดาห์หน้า?

SME ที่ทีมเล็กอาจใช้การ check-in แค่ 15 นาทีต่อสัปดาห์ก็เพียงพอ

ขั้นตอนที่ 4 ประเมินผลด้วย Scoring 0 ถึง 1.0

เมื่อจบไตรมาส ให้คะแนน Key Results แต่ละข้อตามสเกล 0 ถึง 1.0

คะแนนความหมายตัวอย่าง
0 – 0.3ไม่คืบหน้า ต้องทบทวนตั้งเป้าเพิ่มยอดขาย 30% แต่เพิ่มได้แค่ 5%
0.4 – 0.6คืบหน้าบ้าง แต่ยังห่างเป้าเพิ่มได้ 15% จากเป้า 30%
0.7 – 1.0สำเร็จ ผลลัพธ์ใกล้เคียงหรือเกินเป้าเพิ่มได้ 25-30% จากเป้า 30%

ถ้าได้คะแนน 1.0 ทุกข้อ อาจหมายความว่าตั้งเป้าไว้ง่ายเกินไป ควรท้าทายมากขึ้นในไตรมาสถัดไป

ตัวอย่าง OKR สำหรับ SME ไทย

ตัวอย่าง OKR ฝ่ายขาย: เพิ่มยอดขาย

Objective: ขยายฐานลูกค้าใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืนใน Q3

Key Resultค่าปัจจุบันเป้าหมาย
จำนวนลูกค้าใหม่ต่อเดือน30 ราย50 ราย
อัตราปิดการขายจาก lead15%25%
รายได้จากลูกค้าใหม่200,000 บาทต่อเดือน400,000 บาทต่อเดือน

ตัวอย่าง OKR ฝ่ายการเงิน: ลดต้นทุนดำเนินงาน

Objective: เพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้น

Key Resultค่าปัจจุบันเป้าหมาย
ลดต้นทุนดำเนินงานต่อเดือน500,000 บาท425,000 บาท (ลด 15%)
ลดเวลาปิดงบรายเดือน7 วัน3 วัน
ลดข้อผิดพลาดในบัญชี10 ครั้งต่อเดือน2 ครั้งต่อเดือน

ตัวอย่าง OKR ฝ่ายปฏิบัติการ: เพิ่มประสิทธิภาพ

Objective: ยกระดับการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าพึงพอใจสูงสุด

Key Resultค่าปัจจุบันเป้าหมาย
อัตราส่งของตรงเวลา85%95%
คะแนนความพึงพอใจลูกค้า3.8 จาก 5.04.5 จาก 5.0
เวลาจัดส่งเฉลี่ย3 วัน1.5 วัน

OKR เชื่อมกับเป้าหมายการเงิน ติดตามผลให้ครบวงจร

เมื่อตั้งเป้าที่เกี่ยวกับยอดขาย ต้นทุน หรือกำไร สิ่งสำคัญคือต้องมีข้อมูลการเงินที่อัปเดตเพื่อวัด Key Results ได้ทันท่วงที ถ้ารอปิดงบเดือนละครั้งอาจช้าเกินไปสำหรับการ check-in ทุก 2 สัปดาห์

SME ที่ใช้ระบบบัญชีออนไลน์จะได้เปรียบตรงนี้ เพราะดูรายรับ-รายจ่าย กำไรขาดทุน และกระแสเงินสดได้แบบ real-time ไม่ต้องรอนักบัญชีสรุปให้

สรุป: OKR คือเฟรมเวิร์กที่ SME ใช้ผลักดันเป้าหมายได้จริง

  • เฟรมเวิร์กนี้แบ่งเป้าหมายออกเป็น Objective (อยากไปถึงไหน) กับ Key Results (วัดผลอย่างไร) ช่วยให้ทั้งทีมมองเห็นทิศทางเดียวกัน
  • OKR เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเติบโต ส่วน KPI เหมาะกับงานที่ต้องรักษามาตรฐาน ใช้ร่วมกันได้
  • เริ่มต้นง่ายๆ ด้วย 1 ทีม 1 Objective 2-3 Key Results แล้ว check-in ทุก 2 สัปดาห์

ติดตาม Key Results ด้านการเงินแบบ real-time ด้วย PEAK

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ช่วยให้ SME เห็นตัวเลขรายรับ-รายจ่าย กำไรขาดทุน และกระแสเงินสดได้ทันที ไม่ต้องรอปิดงบ ช่วยให้ check-in ผลลัพธ์ด้านการเงินได้อย่างมีข้อมูลจริงรองรับ พร้อม AI ช่วยวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ OKR

OKR เหมาะกับ SME ขนาดเล็กที่มีทีม 5-10 คนไหม

เหมาะมาก เพราะเฟรมเวิร์กนี้ช่วยให้ทีมเล็กโฟกัสไปที่สิ่งที่สำคัญที่สุดในแต่ละไตรมาส ไม่ต้องกระจายกำลังไปหลายทาง ลองเริ่มจาก 1 Objective กับ 2-3 Key Results ที่ทุกคนเห็นด้วยร่วมกัน

ถ้าทำ Key Results ได้ไม่ถึง 70% ถือว่าล้มเหลวไหม

ไม่จำเป็น ให้ดูว่าทีมได้เรียนรู้อะไรจากไตรมาสที่ผ่านมา ถ้าได้ต่ำกว่า 40% อาจต้องทบทวนว่าตั้ง Key Results สูงเกินจริงหรือไม่ หรือมีอุปสรรคอะไรที่ต้องแก้ไข ประเด็นสำคัญคือการปรับปรุงต่อเนื่อง ไม่ใช่การลงโทษ

ใช้เครื่องมืออะไรในการติดตาม OKR

SME ขนาดเล็กเริ่มจาก spreadsheet ธรรมดาก็ได้ สิ่งสำคัญคือทุกคนเข้าถึงได้และอัปเดตสม่ำเสมอ สำหรับ Key Results ด้านการเงิน ใช้ระบบบัญชีออนไลน์ที่ดูตัวเลขได้ real-time จะช่วยให้ประเมินผลได้แม่นยำขึ้น

OKR ต้องเปิดเผยให้ทุกคนในองค์กรเห็นไหม

ใช่ ความโปร่งใสเป็นหัวใจของระบบนี้ ทุกคนตั้งแต่เจ้าของธุรกิจถึงพนักงานควรเห็นเป้าหมายของกันและกัน เพื่อให้เข้าใจว่าทีมอื่นกำลังมุ่งไปทิศทางไหนและงานของตัวเองส่งผลต่อเป้าหมายรวมอย่างไรหนดจ่าย


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ตัวช่วยจัดการบัญชี ภาษี