
ผู้ประกอบการ B2B หลายคนเตรียมแผนขยายกิจการไว้แล้ว แต่พอถึงขั้นตอนหาเงินทุนกลับหยุดชะงัก เพราะไม่แน่ใจว่าควรกู้ธนาคาร เพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น หรือหาเงินทุนจากแหล่งอื่น แต่ละทางเลือกส่งผลต่อโครงสร้างภาษีและความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าไม่เหมือนกัน
บทความนี้สรุปภาพรวมแหล่งเงินทุนทั้ง 2 ประเภทหลัก ตั้งแต่ Equity ไปจนถึง Debt พร้อมอธิบายผลกระทบทางภาษีและอัตราส่วนการเงินที่สถาบันการเงินและคู่ค้า B2B มักใช้ประเมินก่อนตัดสินใจทำธุรกิจด้วย
เงินทุนคืออะไร ทำไมถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ
เงินทุน (Capital) หมายถึง ทรัพยากรทางการเงินที่ธุรกิจนำมาใช้ดำเนินงานและขยายกิจการ ไม่ว่าจะเป็นเงินสดที่เจ้าของลงทุนเอง เงินกู้จากธนาคาร หรือเงินจากนักลงทุนภายนอก สำหรับธุรกิจ B2B เงินทุนมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมักมีวงจรการชำระเงินที่ยาวกว่า B2C ลูกค้าองค์กรอาจมีเครดิตเทอม 30-90 วัน ทำให้ธุรกิจต้องมีเงินทุนเพียงพอสำหรับหมุนเวียนระหว่างรอรับชำระ
เงินทุนกับทุนจดทะเบียน ต่างกันตรงไหน
หลายคนสับสนระหว่างคำว่าเงินทุนกับทุนจดทะเบียน ให้เข้าใจแบบง่ายคือ ทุนจดทะเบียนเป็นตัวเลขที่แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ตอนจัดตั้งบริษัท ส่วนเงินทุนของธุรกิจหมายถึงเงินทั้งหมดที่ธุรกิจสามารถนำมาใช้ได้จริง ซึ่งรวมทั้งทุนจดทะเบียน กำไรสะสม และเงินกู้ยืม
แหล่งเงินทุนมีอะไรบ้าง 2 ประเภทหลักที่ต้องรู้
แหล่งเงินทุนของธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ แหล่งเงินทุนจากเจ้าของ (Equity) และแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม (Debt) การเลือกสัดส่วนที่เหมาะสมส่งผลต่อทั้งต้นทุน ภาษี และอำนาจบริหาร
แหล่งเงินทุนจากเจ้าของ (Equity Financing)
Equity Financing คือ เงินทุนที่ได้มาจากเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้น โดยไม่ต้องจ่ายคืนเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่
- เงินลงทุนของเจ้าของ ทั้งตอนจัดตั้งและเพิ่มทุนภายหลัง
- กำไรสะสม (Retained Earnings) กำไรที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลแล้วเก็บไว้ลงทุนต่อ
- การเพิ่มทุนจดทะเบียนจากผู้ถือหุ้นเดิมหรือผู้ถือหุ้นใหม่
ข้อดีของ Equity คือไม่สร้างภาระหนี้ ธุรกิจไม่ต้องกังวลเรื่องจ่ายคืนเงินต้นหรือดอกเบี้ยทุกเดือน แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือ ผู้ถือหุ้นใหม่อาจมีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหาร
แหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม (Debt Financing)
Debt Financing คือ เงินที่กู้ยืมมาและต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ยตามกำหนด ตัวอย่างเช่น
- สินเชื่อธุรกิจจากธนาคารพาณิชย์ ทั้งสินเชื่อระยะสั้นและระยะยาว
- วงเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft) สำหรับหมุนเวียนกิจการ
- Factoring หรือการขายลูกหนี้การค้าให้สถาบันการเงิน เพื่อรับเงินสดทันทีแทนที่จะรอเครดิตเทอม
- ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note)
ข้อดีของ Debt คือเจ้าของไม่ต้องเสียสัดส่วนหุ้น ยังคงควบคุมกิจการได้เต็มที่ และดอกเบี้ยสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้
แหล่งเงินทุนระยะสั้นกับระยะยาว ต่างกันตรงไหน
นอกจากแบ่งตาม Equity กับ Debt แล้ว แหล่งเงินทุนยังแบ่งตามระยะเวลาได้อีกด้วย
แหล่งเงินทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี)
เหมาะสำหรับหมุนเวียนในกิจการ เช่น ซื้อสินค้ามาขาย จ่ายค่าจ้าง หรือรอลูกค้าจ่ายเงิน ตัวอย่างได้แก่ วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) เครดิตจากคู่ค้า (Trade Credit) และ Factoring
ธุรกิจ B2B ที่มีเครดิตเทอมยาวกับลูกค้า มักต้องพึ่งแหล่งเงินทุนระยะสั้นเพื่อเลี้ยงเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอ
แหล่งเงินทุนระยะยาว (เกิน 1 ปี)
เหมาะสำหรับลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ขยายสาขา หรือซื้อเครื่องจักร ตัวอย่างได้แก่ สินเชื่อธุรกิจระยะยาว สัญญาเช่าทางการเงิน (Financial Lease) และการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น
หลักคิดง่าย ๆ คือ สินทรัพย์ระยะสั้นควรใช้เงินทุนระยะสั้น สินทรัพย์ระยะยาวควรใช้เงินทุนระยะยาว ถ้าใช้เงินกู้ระยะสั้นไปซื้อเครื่องจักร อาจเจอปัญหาสภาพคล่องได้
เปรียบเทียบ Debt กับ Equity เลือกแหล่งเงินทุนแบบไหนดี
ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีกว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ธุรกิจ ตารางด้านล่างช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น
| ด้าน | Debt (กู้ยืม) | Equity (ทุนเจ้าของ) |
|---|---|---|
| ภาระจ่ายคืน | ต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด | ไม่ต้องจ่ายคืน แต่ผู้ถือหุ้นคาดหวังผลตอบแทน |
| ผลต่อภาษี | ดอกเบี้ยหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ | เงินปันผลหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ |
| อำนาจบริหาร | เจ้าของยังคุมเต็ม | ผู้ถือหุ้นใหม่อาจมีสิทธิ์ออกเสียง |
| ความเสี่ยง | ถ้ารายได้สะดุด อาจจ่ายหนี้ไม่ทัน | ไม่มีภาระหนี้ แต่กำไรต่อหุ้นลดลง |
ตัวอย่าง บริษัท ก จำกัด (ชื่อสมมุติ) ทำธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน ต้องการเงิน 5 ล้านบาทเพื่อขยายคลังสินค้า ถ้ากู้ธนาคารดอกเบี้ย 6% ต่อปี จะมีต้นทุนดอกเบี้ยปีละ 300,000 บาท แต่สามารถนำดอกเบี้ยไปหักภาษีได้ ช่วยประหยัดภาษีปีละ 60,000 บาท (300,000 คูณ อัตราภาษีนิติบุคคล 20%) ส่วนถ้าเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นใหม่ ไม่มีภาระดอกเบี้ย แต่ต้องแบ่งกำไรและอำนาจบริหารให้ผู้ถือหุ้นใหม่
ผลกระทบของแหล่งเงินทุนต่อโครงสร้างภาษี
การเลือกแหล่งเงินทุนไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องต้นทุนเงิน แต่ยังกระทบภาษีที่ต้องจ่ายด้วย
ดอกเบี้ยเงินกู้กับสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายทางภาษี
เมื่อธุรกิจกู้เงินมาลงทุน ดอกเบี้ยที่จ่ายถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้กำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีลดลง เรียกว่า Tax Shield
สมมุติบริษัท ข จำกัด (ชื่อสมมุติ) มีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี 2 ล้านบาท กู้เงินจ่ายดอกเบี้ยปีละ 200,000 บาท กำไรที่ต้องเสียภาษีจะเหลือ 1.8 ล้านบาท ภาษีนิติบุคคล 20% เท่ากับจ่ายภาษี 360,000 บาท แทนที่จะเป็น 400,000 บาท ประหยัดภาษีได้ 40,000 บาทต่อปี
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลปัจจุบันอยู่ที่ 20% ของกำไรสุทธิ สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์เสียภาษีในอัตราขั้นบันได (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th)
เงินปันผลกับภาระภาษีที่ต้องจ่ายสองรอบ
ถ้าธุรกิจใช้ Equity แทนการกู้ เมื่อมีกำไรและจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น จะเกิดภาษีซ้อนกัน 2 ชั้น
ชั้นที่ 1 บริษัทจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร 20% ก่อน ชั้นที่ 2 ผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกครั้ง โดยถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือนำไปรวมคำนวณภาษีปลายปี
นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจจำนวนมากเลือกใช้ Debt มากกว่า Equity บางส่วน เพราะดอกเบี้ยช่วยลดภาษีได้ ขณะที่เงินปันผลไม่ช่วย
อัตราส่วนการเงินที่คู่ค้าและสถาบันการเงินใช้ประเมินเงินทุน
เมื่อคู่ค้า B2B หรือธนาคารต้องการประเมินว่าธุรกิจมีโครงสร้างเงินทุนแข็งแรงหรือไม่ มักดูอัตราส่วนการเงิน 3 ตัวหลัก
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt-to-Equity Ratio)
D-to-E Ratio = หนี้สินรวม หารด้วย ส่วนของเจ้าของ
ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับทุนเจ้าของ ถ้าสูงกว่า 2 เท่า หมายความว่าหนี้มากกว่าทุนเจ้าของ 2 เท่า สถาบันการเงินอาจมองว่าเสี่ยง
สำหรับธุรกิจ B2B ทั่วไป D-to-E Ratio ที่ 0.5-1.5 เท่าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คู่ค้าส่วนใหญ่ยอมรับได้
อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio)
Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน
ตัวเลขนี้บอกว่าธุรกิจมีเงินและทรัพย์สินที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วเพียงพอจ่ายหนี้ระยะสั้นหรือไม่ ค่าที่มากกว่า 1.5 ถือว่าสภาพคล่องดี ถ้าต่ำกว่า 1 หมายความว่าธุรกิจอาจจ่ายหนี้ระยะสั้นไม่ทัน
คู่ค้า B2B มักดูตัวเลขนี้ก่อนให้เครดิตเทอม เพราะถ้า Current Ratio ต่ำ โอกาสที่จะได้รับชำระเงินตรงเวลาก็น้อยลง
อัตราส่วนความสามารถชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio)
Interest Coverage Ratio = กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) หารด้วย ดอกเบี้ยจ่าย
ถ้าค่านี้สูงกว่า 3 เท่า แสดงว่ากำไรจากการดำเนินงานเพียงพอจ่ายดอกเบี้ยได้สบาย ธนาคารมักกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 1.5-2 เท่าเป็นเงื่อนไขในสัญญาสินเชื่อ
ผู้ประกอบการสามารถดูอัตราส่วนเหล่านี้ได้จากงบการเงินของธุรกิจ การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK ช่วยให้ข้อมูลการเงินอัปเดตแบบ real-time ทำให้ติดตามอัตราส่วนเหล่านี้ได้ทันท่วงที
วิธีหาเงินทุนสำหรับธุรกิจ B2B ขั้นตอนจัดหาเงินทุนจริง
สินเชื่อธุรกิจจากธนาคารพาณิชย์
ช่องทางที่นิยมที่สุดสำหรับ SME ไทย ธนาคารส่วนใหญ่เปิดให้ยื่นขอสินเชื่อธุรกิจโดยเตรียมเอกสารหลัก ได้แก่ งบการเงินย้อนหลัง 3 ปี หนังสือรับรองบริษัท แผนธุรกิจ และ Statement บัญชีธนาคาร
เคล็ดลับสำคัญคือ จัดเตรียมงบการเงินให้ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน ธนาคารจะพิจารณาจาก D-to-E Ratio และ Current Ratio เป็นหลัก ธุรกิจที่มีระบบบัญชีเป็นระเบียบมักได้รับอนุมัติเร็วกว่า
แหล่งเงินทุนจากภาครัฐ
ภาครัฐมีหลายหน่วยงานที่ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ SME เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ที่มีสินเชื่อเพื่อ SME หลายโครงการ รวมถึงบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้ SME ที่ไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ยังมีกองทุนและโครงการสนับสนุนเงินทุนสำหรับ SME อีกหลายรูปแบบ (ข้อมูลจาก sme.go.th)
Angel Investor, Venture Capital, Private Equity
สำหรับธุรกิจที่ต้องการเงินทุนก้อนใหญ่เพื่อ scale อย่างรวดเร็ว การระดมทุนจากนักลงทุนอาจเหมาะกว่าการกู้ธนาคาร
- Angel Investor นักลงทุนรายบุคคลที่ลงทุนในช่วงเริ่มต้น มักให้เงินทุน 1-10 ล้านบาท พร้อมเครือข่ายธุรกิจ
- Venture Capital (VC) กองทุนที่ลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง มักให้เงินทุนหลักสิบล้านขึ้นไป แลกกับสัดส่วนหุ้น
- Private Equity (PE) กองทุนที่ลงทุนในธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้น มักเข้ามาในช่วงที่ธุรกิจเติบโตแล้วและต้องการ scale ต่อ
Crowdfunding และสินเชื่อระหว่างบุคคล (Peer-to-Peer Lending)
ทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น สำนักงาน กลต. กำกับดูแล Crowdfunding Portal ในไทย ทำให้ SME สามารถระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยได้อย่างถูกกฎหมาย (ข้อมูลจาก sec.or.th)
ส่วน Peer-to-Peer Lending เป็นแพลตฟอร์มที่จับคู่ผู้กู้กับผู้ให้กู้โดยตรง อัตราดอกเบี้ยอาจต่ำกว่าธนาคาร แต่ต้องศึกษาเงื่อนไขให้ดีก่อนตัดสินใจ
สรุป วางแผนเงินทุนให้ธุรกิจ B2B เติบโตได้อย่างมั่นคง
การเลือกแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมไม่ได้ดูแค่ว่าได้เงินมาหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาทั้งต้นทุนทางการเงิน ผลกระทบทางภาษี และผลต่ออัตราส่วนการเงินที่คู่ค้าใช้ตัดสินใจ Debt ช่วยเรื่อง Tax Shield แต่สร้างภาระจ่ายคืน Equity ลดความเสี่ยงหนี้สิน แต่อาจเจือจางอำนาจบริหาร ธุรกิจที่ดีมักผสมทั้งสองแหล่งในสัดส่วนที่เหมาะกับขนาดและช่วงเวลาของตัวเอง
จัดการบัญชีให้พร้อมก่อนยื่นขอสินเชื่อ
ไม่ว่าจะเลือกแหล่งเงินทุนแบบไหน สิ่งที่สถาบันการเงินและคู่ค้าต้องการเห็นก่อนคืองบการเงินที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วยให้ SME จัดการรายรับ-รายจ่าย ออกเอกสารทางธุรกิจ และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว ทำให้เตรียมข้อมูลยื่นขอสินเชื่อหรือนำเสนอนักลงทุนได้อย่างมั่นใจ ทดลองใช้ PEAK ฟรี คลิกที่ ทดลองใช้ฟรี
ต้องการดูภาพรวมสุขภาพการเงินธุรกิจแบบ real-time ลองใช้ PEAK Board แดชบอร์ดวิเคราะห์ธุรกิจที่ช่วยให้เห็นอัตราส่วนการเงินสำคัญได้ทันที
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินทุนธุรกิจ
แหล่งเงินทุนมีกี่ประเภท
แหล่งเงินทุนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ Equity (ทุนจากเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น) และ Debt (เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินหรือแหล่งอื่น) นอกจากนี้ยังแบ่งตามระยะเวลาได้เป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) และระยะยาว (เกิน 1 ปี)
ธุรกิจ B2B ควรใช้ Debt หรือ Equity มากกว่ากัน
ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ธุรกิจ B2B ที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอและต้องการรักษาอำนาจบริหารเต็มที่ มักเลือก Debt เป็นหลัก เพราะได้ประโยชน์จากการหักดอกเบี้ยเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี ส่วนธุรกิจที่อยู่ในช่วงขยายตัวเร็วและยังไม่มีกระแสเงินสดเพียงพอ อาจเลือก Equity เพื่อลดความเสี่ยงด้านการจ่ายหนี้
สถาบันการเงินดูอะไรก่อนอนุมัติสินเชื่อธุรกิจ
ปัจจัยหลักที่ธนาคารพิจารณาคือ งบการเงินย้อนหลัง อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D-to-E Ratio) อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ประวัติการชำระหนี้ แผนธุรกิจ และหลักทรัพย์ค้ำประกัน การจัดทำบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสได้รับอนุมัติ
เงินปันผลต้องเสียภาษีกี่ครั้ง
เงินปันผลมีภาระภาษี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 บริษัทจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไร (ปัจจุบัน 20%) ก่อนจ่ายปันผล ชั้นที่ 2 ผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% หรือเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี (ข้อมูลจากกรมสรรพากร rd.go.th)
D-to-E Ratio เท่าไรถึงเรียกว่าเหมาะสม
ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม โดยทั่วไปธุรกิจ B2B ที่ D-to-E Ratio อยู่ระหว่าง 0.5-1.5 เท่าถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คู่ค้าและสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยอมรับได้ ถ้าสูงกว่า 2 เท่า อาจต้องพิจารณาลดหนี้หรือเพิ่มทุนเจ้าของ
ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine
