Table of Contents

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบาง Supplier ให้เครดิตเทอม 60 วันอย่างง่ายดาย แต่บาง Supplier ยืนยันจะรับแค่เงินสด คำตอบมักอยู่ที่ตัวเลขตัวเดียวในงบการเงินของคุณ นั่นคือ Current Ratio หรืออัตราส่วนสภาพคล่อง

Current Ratio คืออัตราส่วนทางการเงินที่บอกว่าธุรกิจมีสินทรัพย์ระยะสั้นเพียงพอจะจ่ายหนี้ระยะสั้นหรือไม่ เป็นตัวเลขแรก ๆ ที่คู่ค้า B2B และสถาบันการเงินใช้ประเมินก่อนให้เครดิตหรือปล่อยกู้ บทความนี้จะพาคุณเข้าใจสูตรคำนวณ ค่าที่เหมาะสมแยกตามอุตสาหกรรม รวมถึงวิธีปรับปรุงตัวเลขนี้ให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือขึ้น

Current Ratio คืออะไร

Current Ratio (อัตราส่วนสภาพคล่อง หรืออัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน) คืออัตราส่วนที่วัดความสามารถของธุรกิจในการจ่ายหนี้สินระยะสั้นด้วยสินทรัพย์ระยะสั้น ยิ่งค่าสูง ธุรกิจยิ่งมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับจ่ายหนี้ที่จะครบกำหนดภายใน 12 เดือน

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ สมมุติคุณมีเงินสด สินค้าในคลัง และลูกหนี้ที่เก็บได้เร็ว รวมกัน 2 ล้านบาท ขณะที่หนี้ที่ต้องจ่ายภายในปีนี้มี 1 ล้านบาท Current Ratio ของคุณก็เท่ากับ 2.0 เท่า คุณมีของพร้อมจ่ายเป็นสองเท่าของหนี้

สูตร Current Ratio และวิธีคำนวณ

สูตร Current Ratio คำนวณง่ายมาก เพียงนำ สินทรัพย์หมุนเวียน มาหารด้วย หนี้สินหมุนเวียน จากงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล)

สูตร: Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน

สินทรัพย์หมุนเวียนประกอบด้วยอะไรบ้าง

สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) คือสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 12 เดือน ตามมาตรฐานบัญชี NPAEs ได้แก่

  • เงินสดและเงินฝากธนาคาร
  • ลูกหนี้การค้า (เงินที่ลูกค้ายังไม่จ่าย)
  • สินค้าคงเหลือ
  • เงินลงทุนระยะสั้น
  • ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า

หนี้สินหมุนเวียนประกอบด้วยอะไรบ้าง

หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) คือภาระที่ต้องจ่ายภายใน 12 เดือน ได้แก่

  • เจ้าหนี้การค้า (เงินที่ต้องจ่ายให้ Supplier)
  • เงินกู้ระยะสั้นจากธนาคาร
  • ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ครบกำหนดภายในปี
  • ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เช่น เงินเดือนพนักงาน ภาษีค้างจ่าย

ตัวอย่างการคำนวณ Current Ratio สำหรับ SME ไทย

สมมุติ บริษัท สมศรี เทรดดิ้ง จำกัด (ชื่อสมมุติ) เป็นธุรกิจซื้อมาขายไป มีข้อมูลในงบดุลดังนี้

รายการจำนวน (บาท)
เงินสด500,000
ลูกหนี้การค้า800,000
สินค้าคงเหลือ700,000
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน2,000,000
เจ้าหนี้การค้า600,000
เงินกู้ระยะสั้น400,000
ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย200,000
รวมหนี้สินหมุนเวียน1,200,000

Current Ratio = 2,000,000 หารด้วย 1,200,000 = 1.67 เท่า

หมายความว่าทุก ๆ 1 บาทที่ต้องจ่าย บริษัทมีสินทรัพย์ระยะสั้นรองรับ 1.67 บาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี


Current Ratio เท่าไหร่ถึงจะดี (แยกตามอุตสาหกรรม)

โดยทั่วไป Current Ratio ที่ดีควรมีค่ามากกว่า 1.0 เท่า เพราะหมายความว่าธุรกิจมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน แต่ค่าที่เหมาะสมจริง ๆ ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมค่า Current Ratio ที่เหมาะสมเหตุผล
ค้าปลีก/ค้าส่ง1.2 – 1.8 เท่าสินค้าหมุนเวียนเร็ว เก็บเงินสดได้เร็ว
ผลิต/โรงงาน1.5 – 2.5 เท่าต้องสำรองวัตถุดิบและสินค้าระหว่างผลิต
บริการ1.0 – 1.5 เท่าไม่มีสินค้าคงคลัง ต้นทุนหลักคือค่าแรง
ก่อสร้าง1.2 – 2.0 เท่าเก็บเงินตามงวดงาน มีต้นทุนวัสดุสูง
อีคอมเมิร์ซ1.0 – 1.5 เท่าเก็บเงินสดทันที แต่ต้องสำรองสินค้า

ข้อมูลเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยทั่วไป ธุรกิจควรเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เพื่อประเมินตำแหน่งของตัวเอง

Current Ratio ต่ำกว่า 1 หมายความว่าอะไร

ค่าต่ำกว่า 1.0 เท่า หมายความว่าธุรกิจมีหนี้ระยะสั้นมากกว่าสินทรัพย์ระยะสั้น พูดง่าย ๆ คือเงินไม่พอจ่ายหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ทั้งคู่ค้าและธนาคารจับตามอง

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะล้มละลายทันที บางธุรกิจเช่นซูเปอร์มาร์เก็ต มี Current Ratio ต่ำกว่า 1 เป็นปกติ เพราะเก็บเงินสดจากลูกค้าทันทีแต่จ่าย Supplier ทีหลัง กระแสเงินสดจึงยังไหลเวียนได้

Current Ratio สูงเกินไปก็ไม่ดี

หลายคนเข้าใจว่ายิ่งสูงยิ่งดี แต่ค่าที่สูงเกิน 3.0 เท่าอาจเป็นสัญญาณว่าธุรกิจใช้ทรัพยากรไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจเก็บเงินสดไว้มากเกินไปโดยไม่ลงทุนขยายธุรกิจ มีสินค้าค้างสต็อกจำนวนมาก หรือปล่อยลูกหนี้ค้างนาน

ในสายตานักลงทุนและสถาบันการเงิน ค่าที่สูงมากอาจตีความได้ว่าผู้บริหารไม่ได้บริหารเงินทุนหมุนเวียนให้ทำงานเต็มที่


ทำไมคู่ค้า B2B ถึงดู Current Ratio ก่อนให้เครดิตเทอม

เมื่อ Supplier จะให้เครดิตเทอมกับลูกค้า สิ่งแรกที่ต้องประเมินคือ ลูกค้ารายนี้จะจ่ายเงินได้ตรงเวลาหรือเปล่า Current Ratio ตอบคำถามนี้ได้ตรงที่สุด เพราะแสดงว่าธุรกิจมีเงินพร้อมจ่ายภายในรอบบัญชีมากน้อยแค่ไหน

ในธุรกิจ B2B ที่มีการซื้อขายด้วยเครดิตเทอม 30-90 วัน Supplier มักขอดูงบการเงินก่อนอนุมัติเครดิต โดย Current Ratio เป็นหนึ่งในเกณฑ์แรก ๆ ที่ใช้

Credit Term กับตัวเลข Current Ratio ที่คู่ค้ามักต้องการเห็น

แม้ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปคู่ค้า B2B มักใช้เกณฑ์ประมาณนี้

Current Ratioความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าเครดิตที่มักได้
ต่ำกว่า 1.0ความเสี่ยงสูงมักต้องจ่ายเงินสดล่วงหน้า
1.0 – 1.2พอรับได้แต่ต้องมีหลักประกันเพิ่มเครดิต 15-30 วัน
1.2 – 2.0น่าเชื่อถือเครดิต 30-60 วัน
มากกว่า 2.0มั่นคงมากเครดิต 60-90 วัน

นอกจาก Current Ratio แล้ว คู่ค้ามักดูประวัติการชำระเงินย้อนหลังประกอบด้วย แต่ Current Ratio เป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นที่ทำให้ได้หรือไม่ได้เข้าสู่ขั้นตอนพิจารณาต่อ


ธนาคารและสถาบันการเงินดู Current Ratio อย่างไรก่อนปล่อยกู้

สำหรับ SME ที่ต้องการขอสินเชื่อ Current Ratio เป็นหนึ่งในอัตราส่วนทางการเงินที่ธนาคารวิเคราะห์ก่อนอนุมัติ เพราะบอกได้ว่าธุรกิจมีสภาพคล่องเพียงพอจะผ่อนชำระหนี้ระยะสั้นได้หรือไม่

เกณฑ์ Current Ratio ที่ธนาคารมักใช้ประเมิน SME

ธนาคารพาณิชย์ในไทยส่วนใหญ่ใช้เกณฑ์ Current Ratio ขั้นต่ำประมาณ 1.2-1.5 เท่าสำหรับสินเชื่อ SME ทั้งนี้ตัวเลขจะปรับตามประเภทธุรกิจ ขนาดวงเงิน และ track record ของผู้กู้

ธุรกิจที่ Current Ratio ต่ำกว่า 1.0 มักถูกพิจารณาว่ามีความเสี่ยงสูง และอาจต้องมีหลักประกันเพิ่มเติมหรือผู้ค้ำประกัน

อัตราส่วนอื่นที่ธนาคารดูร่วมกับ Current Ratio

ธนาคารไม่ได้ดู Current Ratio ตัวเดียว แต่ใช้ร่วมกับอัตราส่วนอื่น ๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจ

อัตราส่วนวัดอะไรค่าที่ธนาคารมักต้องการ
Current Ratioสภาพคล่องระยะสั้นมากกว่า 1.2 เท่า
Quick Ratioสภาพคล่องเฉพาะสินทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็วมากกว่า 0.8 เท่า
D/E Ratio (หนี้สินต่อทุน)โครงสร้างเงินทุนไม่เกิน 2.0-3.0 เท่า
Interest Coverage Ratioความสามารถจ่ายดอกเบี้ยมากกว่า 2.0 เท่า

ข้อมูลอ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) เกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงิน และแนวปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์


5 วิธีปรับปรุง Current Ratio ให้ธุรกิจดูน่าเชื่อถือ

ถ้า Current Ratio ของธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่ต้องตกใจ มีหลายวิธีที่ทำได้ทันทีเพื่อปรับตัวเลขให้ดีขึ้น ก่อนไปยื่นขอสินเชื่อหรือเจรจาเครดิตเทอมกับคู่ค้า

1. เร่งเก็บเงินลูกหนี้ให้เร็วขึ้น

ลูกหนี้การค้าเป็นส่วนสำคัญของสินทรัพย์หมุนเวียน ยิ่งเก็บเงินได้เร็ว สินทรัพย์หมุนเวียนก็ยิ่งแข็งแรง วิธีที่ SME ทำได้คือกำหนดเงื่อนไขชำระเงินให้ชัดเจนตั้งแต่ออกใบแจ้งหนี้ ติดตามทวงถามอย่างสม่ำเสมอ และให้ส่วนลดกรณีจ่ายก่อนกำหนด เช่น ลด 2% ถ้าจ่ายภายใน 10 วัน

2. จัดการสินค้าคงคลังให้เหมาะสม

สินค้าคงเหลือที่ค้างอยู่ในคลังนาน ๆ ถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนก็จริง แต่แปลงเป็นเงินสดได้ช้า การเคลียร์สินค้า dead stock ออก หรือปรับปริมาณสั่งซื้อให้ตรงกับยอดขายจริง จะช่วยให้สัดส่วนของสินทรัพย์หมุนเวียนเป็นของที่ใช้ได้จริงมากขึ้น

3. รีไฟแนนซ์หนี้ระยะสั้นเป็นระยะยาว

ถ้าธุรกิจมีเงินกู้ระยะสั้น เช่น วงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) จำนวนมาก ลองเจรจากับธนาคารเพื่อแปลงเป็นเงินกู้ระยะยาว วิธีนี้จะย้ายหนี้จากหนี้สินหมุนเวียนไปเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน ทำให้ Current Ratio เพิ่มขึ้นทันทีโดยที่ยอดหนี้รวมไม่เปลี่ยน

4. ไม่กู้ระยะสั้นเกินจำเป็น

ทุกครั้งที่กู้เงินระยะสั้นเพิ่ม หนี้สินหมุนเวียนจะสูงขึ้นและทำให้ Current Ratio ลดลง SME ควรวางแผนกระแสเงินสดล่วงหน้า เพื่อลดการพึ่งพาเงินกู้ระยะสั้นในกรณีที่ไม่จำเป็น

5. ใช้ระบบบัญชีที่ติดตามสภาพคล่องได้ทันที

ปัญหาของ SME หลายรายคือไม่รู้ตัวเลข Current Ratio ของตัวเองจนกว่าจะปิดงบ ซึ่งอาจเป็นปีละครั้ง การใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่มีรายงานวิเคราะห์ธุรกิจแบบ real-time ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นอัตราส่วนทางการเงินได้ทันที ไม่ต้องรอปิดงบ และสามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันสถานการณ์

Current Ratio กับ Quick Ratio ต่างกันอย่างไร

ทั้งสองเป็นอัตราส่วนสภาพคล่อง แต่ Quick Ratio (อัตราส่วนสภาพคล่องหมุนเร็ว) เข้มงวดกว่าเพราะตัดสินค้าคงเหลือออกจากการคำนวณ เนื่องจากสินค้าคงเหลือแปลงเป็นเงินสดได้ช้าที่สุดในบรรดาสินทรัพย์หมุนเวียน

หัวข้อCurrent RatioQuick Ratio
สูตรสินทรัพย์หมุนเวียน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน(สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน
รวมสินค้าคงเหลือรวมไม่รวม
ค่าที่ดีมากกว่า 1.2 เท่ามากกว่า 0.8 เท่า
เหมาะกับดูภาพรวมสภาพคล่องดูสภาพคล่องที่ใช้ได้ทันทีจริง ๆ

ธุรกิจที่มี Current Ratio สูงแต่ Quick Ratio ต่ำ อาจหมายความว่าสินค้าคงเหลือคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของสินทรัพย์ ซึ่งเป็นจุดที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม


สรุป Current Ratio คือกุญแจสำคัญของความน่าเชื่อถือทางการเงิน

Current Ratio ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงบการเงิน แต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อโอกาสทางธุรกิจ ทั้งการได้เครดิตเทอมจากคู่ค้า การขอสินเชื่อจากธนาคาร และความมั่นใจของคนที่จะทำธุรกิจด้วย โดยสิ่งที่ควรทำคือ ตรวจสอบ Current Ratio เป็นประจำ ไม่ใช่แค่ปีละครั้งตอนปิดงบ เพราะตัวเลขนี้เปลี่ยนแปลงตลอดตามสถานการณ์ธุรกิจ

ติดตามสภาพคล่องธุรกิจได้ทุกเมื่อด้วย PEAK

PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ช่วย SME จัดการเอกสาร บันทึกรายรับ-รายจ่าย และดูรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว คุณสามารถเห็นภาพรวมสุขภาพการเงินของธุรกิจได้แบบ real-time ไม่ต้องรอปิดงบ ทดลองใช้ PEAK ฟรี 30 วัน


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Current Ratio

Current Ratio 1.5 ถือว่าดีหรือไม่

ค่า 1.5 เท่า ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจบริการและค้าปลีก แต่สำหรับธุรกิจการผลิตที่ต้องสำรองวัตถุดิบมาก ค่า 1.5 อาจอยู่ในระดับพอรับได้ ไม่ได้โดดเด่น ควรเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกัน

Current Ratio ติดลบได้หรือไม่

ไม่ได้ เพราะทั้งสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียนเป็นค่าบวก (มากกว่า 0) เสมอ ดังนั้น Current Ratio จะมีค่าเป็นบวกเสมอ ค่าต่ำสุดที่เป็นไปได้คือค่าที่เข้าใกล้ 0 ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์หมุนเวียนน้อยมากเมื่อเทียบกับหนี้สินหมุนเวียน

Current Ratio ดูจากงบอะไร

ดูจากงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล หรือ Balance Sheet) โดยหาข้อมูลสินทรัพย์หมุนเวียนรวมและหนี้สินหมุนเวียนรวมในงบ แล้วนำมาหารกัน สำหรับบริษัทจดทะเบียนดูงบการเงินได้จากเว็บไซต์ SET

ควรดู Current Ratio บ่อยแค่ไหน

ควรดูอย่างน้อยทุกไตรมาส ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดผันผวนมาก เช่น ธุรกิจ seasonal ควรดูทุกเดือน โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่อัปเดตข้อมูลอัตโนมัติจะช่วยให้เห็นตัวเลขได้ทันทีวันสิ้นปี (31 ธันวาคม หรือวันสิ้นรอบบัญชี) เพื่อให้งบการเงินประจำปีถูกต้อง


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วยให้การทำบัญชีของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย