วลาคู่ค้ารายใหม่ขอดูตัวเลขก่อนเซ็นสัญญา หรือนักลงทุนนัดประชุมแล้วถามถึงผลประกอบการ ผู้ประกอบการหลายคนรู้สึกไม่มั่นใจว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง สถานการณ์แบบนี้เกิดบ่อยกว่าที่คิด เพราะคำว่า Performance ในโลกธุรกิจไม่ได้หมายถึงแค่ทำงานได้ดีหรือไม่ดี แต่อาจหมายถึงตัวเลขทางการเงินในธุรกิจของคุณแข็งแรงแค่ไหน โดยในบทความนี้ จะสรุปนิยาม Performance ในมุมผลประกอบการ พร้อมตัวชี้วัดที่ SME ควรรู้เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อถึงเวลาเจรจากับคู่ค้าหรือนักลงทุน

Performance คืออะไร

Performance ในบริบทธุรกิจ หมายถึง ผลการดำเนินงานหรือผลประกอบการ (Financial Performance) ซึ่งวัดได้จากตัวเลขทางการเงิน เช่น รายได้ กำไร สภาพคล่อง และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนได้ว่าธุรกิจดำเนินงานได้ดีแค่ไหนในช่วงเวลาที่กำหนด

Performance ในบริบทธุรกิจ กับความหมายทั่วไป ต่างกันอย่างไร

คำว่า Performance มีหลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบท ในด้าน HR หมายถึงผลงานของพนักงาน ในด้าน IT หมายถึงประสิทธิภาพของระบบ แต่เมื่อใช้ในบริบทบัญชีและการเงิน Performance หมายถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจทั้งหมด อ่านได้จากงบการเงินของบริษัท

บทความนี้เจาะเฉพาะ Performance ในมุมตัวชี้วัดผลประกอบการที่ stakeholder ใช้ประเมินธุรกิจก่อนร่วมงาน


ทำไม Performance ถึงสำคัญสำหรับธุรกิจ SME

SME ที่ต้องการขอสินเชื่อ หาคู่ค้ารายใหม่ หรือเปิดรับนักลงทุน ล้วนต้องแสดงตัวเลขผลประกอบการ ให้ธุรกิจของตนดูน่าเชื่อถือ และใช้เป็นหลักฐานสำคัญ ว่าธุรกิจของคุณน่าร่วมงานด้วยหรือไม่ ยิ่ง Performance ชัดเจนเท่าไหร่ โอกาสปิดดีลก็สูงขึ้นเท่านั้น

คู่ค้า B2B ประเมินอะไรก่อนร่วมงาน

คู่ค้า B2B มักประเมิน 3 เรื่องหลักก่อนตกลงทำธุรกิจด้วย

  1. สภาพคล่อง – บริษัทมีเงินสดพอจ่ายหนี้ตรงเวลาหรือไม่ โดยดูจากอัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio)
  2. ประวัติการชำระเงิน – บริษัทเคยค้างชำระหรือจ่ายล่าช้าบ่อยหรือไม่
  3. งบการเงิน – บริษัทมีสุขภาพโดยรวมอย่างไร ทั้งกระแสเงินสด หนี้สิน กำไรขาดทุน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

นักลงทุนดูตัวเลขอะไรก่อนตัดสินใจ

คู่ค้าอาจจะดูเรื่องสภาพคล่องเป็นหลัก แต่กับนักลงทุน มักต้องการข้อมูลมากกว่านั้น โดยเฉพาะกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเติบโต อาทิ

  1. อัตราการเติบโตของรายได้ – เพื่อดูว่าธุรกิจกำลังขยายตัวหรือหดตัว
  2. อัตรากำไรขั้นต้น – เพื่อบอกว่าสินค้านั้น คิดเป็นกำไรมากเท่าไหร่ เพียงพอหรือไม่
  3. อัตรากำไรสุทธิ – หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว บริษัทเหลือกำไรจริงเท่าไหร่
  4. อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน – บริษัทกำลังพึ่งพาเงินกู้มากแค่ไหน

ตัวชี้วัดผลประกอบการที่ SME ต้องรู้

ตัวชี้วัดผลประกอบการ หรือ Financial Performance Metrics แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามหลักการบัญชี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ใช้อัตราส่วนเหล่านี้วิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนเช่นกัน SME สามารถนำมาใช้ประเมินธุรกิจตัวเองได้

กลุ่มตัวชี้วัดตัวอย่างอัตราส่วนบอกอะไร
กำไร (Profitability)Gross Margin, Net Profit Marginสินค้าหรือบริการทำกำไรได้แค่ไหน
สภาพคล่อง (Liquidity)Current Ratio, Quick Ratioจ่ายหนี้ระยะสั้นได้ทันหรือไม่
ประสิทธิภาพ (Efficiency)ROA, ROE, Asset Turnoverใช้ทรัพยากรคุ้มค่าแค่ไหน
หนี้สิน (Leverage)D/E Ratioพึ่งพาเงินกู้มากน้อยเพียงใด

การอ่านตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ลองดูตัวอย่างง่ายๆ

  • Gross Margin 40% หมายความว่าทุกยอดขาย 100 บาท มีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น 40 บาท
  • Current Ratio 1.5 เท่า หมายความว่ามีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินระยะสั้น 1.5 เท่า ซึ่งถือว่ามีสภาพคล่องดี
  • มาตรวัดประสิทธิภาพ (ยิ่งสูง ยิ่งดี)
    • ROA (Return on Assets) คำนวณจาก กำไรสุทธิ หาร สินทรัพย์รวม คูณ 100
    • ROE (Return on Equity) คำนวณจาก กำไรสุทธิ หาร ส่วนของเจ้าของ คูณ 100
  • D/E Ratio (Debt to Equity Ratio) คำนวณจาก หนี้สินรวม หาร ส่วนของเจ้าของ
    • โดยทั่วไปนักลงทุนมองว่า D/E Ratio ที่ไม่เกิน 1.5 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
    • ค่าที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรมด้วย เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มักมี D/E สูงกว่าธุรกิจบริการ

วิธีติดตามผลประกอบการอย่างเป็นระบบ

การรู้ว่าต้องดูตัวเลขอะไรเป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญกว่าคือการติดตามตัวเลขเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ SME ที่ต้องการติดตาม Performance อย่างเป็นระบบ สามารถเริ่มจาก 3 ขั้นตอน ดังนี้

  1. จัดทำงบการเงินให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ทั้งงบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงิน และงบกระแสเงินสด
  2. คำนวณอัตราส่วนทางการเงินอย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อเห็นแนวโน้มว่าตัวเลข เช่น ถ้า Gross Margin ลดลงต่อเนื่อง อาจต้องทบทวนต้นทุนหรือราคาขาย
  3. ใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วยติดตาม SME สมัยนี้ไม่จำเป็นต้องคำนวณด้วย spreadsheet เอง

โปรแกรมบัญชีออนไลน์อย่าง PEAK Account ช่วยบันทึกรายการและสรุปรายงานการเงินให้อัตโนมัติ และ PEAK Board แสดง Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาพรวมธุรกิจได้ทันที


สรุป ตัวเลข Performance คือภาษาที่ธุรกิจใช้สร้างความน่าเชื่อถือ

Performance ไม่ได้เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ที่เข้าใจตัวชี้วัดผลประกอบการและติดตามตัวเลขอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีโอกาสทางธุรกิจเข้ามา ก็พร้อมเจรจาได้อย่างมั่นใจ สิ่งสำคัญคือเริ่มจัดการบัญชีให้เป็นระบบตั้งแต่วันนี้ เพราะตัวเลขที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน

จัดการผลประกอบการให้เป็นระบบด้วย PEAK

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK ช่วย SME จัดการเอกสาร รายรับ-รายจ่าย และรายงานการเงินได้ครบในที่เดียว พร้อมสรุป Dashboard ผลประกอบการแบบ real-time ผ่าน PEAK Board – ทดลองใช้ PEAK ฟรี


คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับ Performance ผลประกอบการ

ดูผลประกอบการของบริษัทอื่นได้ที่ไหน

สามารถตรวจสอบงบการเงินของนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยค้นหาจากชื่อบริษัทหรือเลขทะเบียนนิติบุคคล ข้อมูลที่แสดงจะเป็นงบการเงินที่บริษัทยื่นประจำปี

ผลประกอบการติดลบ หมายความว่าธุรกิจจะล้มหรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป ผลประกอบการติดลบหมายถึงค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ในงวดนั้น ซึ่งอาจเกิดจากการลงทุนขยายกิจการหรือต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นซ้ำ สิ่งที่ควรดูเพิ่มคือแนวโน้มย้อนหลัง 3-4 ไตรมาส ถ้าติดลบต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนและรายได้

SME ต้องรายงานผลประกอบการบ่อยแค่ไหน

นิติบุคคล (บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ต้องจัดทำงบการเงินและยื่นต่อ DBD ปีละ 1 ครั้ง ภายใน 5 เดือนหลังวันสิ้นรอบบัญชี แต่สำหรับการบริหารจัดการภายใน แนะนำให้ติดตามตัวเลขทุกเดือนหรืออย่างน้อยทุกไตรมาส เพื่อให้ปรับแผนได้ทัน


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

เริ่มต้นใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

งบทดลองต้องทำตอนไหน?


งบทดลองสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนปิดรอบบัญชีในแต่ละเดือนหรือปี หากทำเป็นประจำทุกเดือนก็จะช่วยให้สามารถดูสภาพการเงินของธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

งบทดลองต้องยื่นสรรพากรไหม?


งบทดลองไม่ต้องยื่นสรรพากร เพราะ เป็นประเภทรายงานการเงินทำกันภายใน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี