งบการเงิน คืออะไร
Table of Contents

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นหรือทำมาสักพัก คุณอาจเคยได้ยินคำว่า งบการเงิน ผ่านหูมาบ้าง แต่พอเปิดดูจริง ๆ กลับเจอตัวเลขเต็มไปหมด มีชื่อบัญชีที่อ่านแล้วงง ทำให้หลายคนเลือกปิดไฟล์แล้วปล่อยให้นักบัญชีจัดการไป

แต่ความจริงแล้ว งบการเงิน คือ เครื่องมือที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการบริหารธุรกิจ มันเปรียบเหมือน “ใบตรวจสุขภาพ” ของกิจการ ที่บอกได้ว่าธุรกิจของคุณแข็งแรงดีไหม มีเงินพอใช้หรือเปล่า กำไรจริง ๆ เท่าไหร่ และกำลังมุ่งหน้าไปทิศทางไหนบทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักกับงบการเงินตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงวิธีการอ่านและวิเคราะห์อย่างง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางบัญชีมาก่อน เพียงแค่คุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่อยากเข้าใจตัวเลขในกิจการของตัวเองมากขึ้น ก็อ่านตามได้เลย

งบการเงิน คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

งบการเงิน คือ รายงานทางการเงินที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อสรุปภาพรวมของฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสดของกิจการในช่วงเวลาหนึ่ง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการรายงานทางการเงิน

พูดง่าย ๆ ก็คือ งบการเงิน จะบอกคุณว่า “ตอนนี้ธุรกิจมีเงินเท่าไหร่ เป็นหนี้เท่าไหร่ ขายของแล้วได้กำไรหรือขาดทุน และเงินสดในมือยังพอหมุนไหม” ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ต่อทั้งตัวเจ้าของกิจการเอง ธนาคาร นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลอย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร

ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทยต้องจัดทำงบการเงินและนำส่งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยงบการเงินมีอะไรบ้างนั้น โดยทั่วไปจะประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ได้แก่ งบแสดงฐานะทางการเงิน (งบดุล), งบกำไรขาดทุน, งบกระแสเงินสด, งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น และหมายเหตุประกอบงบการเงิน

งบการเงินสำคัญต่อเจ้าของธุรกิจอย่างไร?

สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือเจ้าของธุรกิจ SMEs งบการเงิน ไม่ใช่แค่เอกสารที่ต้องส่งให้ราชการตามหน้าที่ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจ เช่น

  • ต้องการกู้เงินจากธนาคาร? ธนาคารจะขอดูงบการเงินเป็นอย่างแรก เพื่อประเมินว่าธุรกิจของคุณมีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่
  • อยากรู้ว่าธุรกิจกำลังเติบโตหรือถดถอย? การเปรียบเทียบงบการเงินย้อนหลัง 2-3 ปี จะเห็นแนวโน้มได้ชัดเจน
  • มีเงินสดพอจ่ายซัพพลายเออร์เดือนหน้าไหม? งบกระแสเงินสดจะช่วยตอบคำถามนี้

หาอ่านงบการเงินได้จากที่ไหน และครอบคลุมช่วงเวลาใด?

งบการเงิน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือเว็บไซต์ของบริษัทนั้น ๆ โดยตรง ส่วนธุรกิจทั่วไปที่เป็นนิติบุคคล สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+โดยทั่วไป งบการเงิน จะจัดทำเป็นรายปี ซึ่งรอบบัญชีส่วนใหญ่จะกำหนดตามปีปฏิทิน คือตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม แต่บางบริษัทอาจกำหนดรอบบัญชีต่างออกไปก็ได้ นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังต้องจัดทำงบการเงินรายไตรมาสด้วย

5 องค์ประกอบงบการเงินมีอะไรบ้าง?

  1. งบดุล (Balance Sheet) 
  2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) 
  3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) 
  4. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น (Statement of Changes in Equity)  
  5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to Financial Statements)

1. งบดุล (Balance Sheet) คืออะไร?

ตัวอย่างงบแสดงฐานะการเงิน

งบดุล หรือชื่อทางการว่า งบฐานะทางการเงิน (Statement of Financial Position) เป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินที่บอกคุณว่า “ณ วันนั้นวันนี้ ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือบ้าง” โดยจะแสดงข้อมูล 3 ส่วนหลัก คือ สินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ซึ่งทั้งหมดต้องสมดุลกันตามสมการบัญชี:

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ

องค์ประกอบหลักและสิ่งที่งบดุลบอกเรา

  • สินทรัพย์ (Assets) คือทรัพยากรทั้งหมดที่ธุรกิจเป็นเจ้าของ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินทรัพย์หมุนเวียน (เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ) ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (เช่น ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์) ที่ใช้ประโยชน์ในระยะยาว
  • หนี้สิน (Liabilities) คือภาระผูกพันที่ธุรกิจต้องจ่ายคืนให้คนอื่น เช่น เงินกู้ธนาคาร เจ้าหนี้การค้า ภาษีค้างจ่าย โดยแบ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน (ต้องจ่ายภายใน 1 ปี) และหนี้สินไม่หมุนเวียน (จ่ายคืนนานกว่า 1 ปี)
  • ส่วนของเจ้าของ (Equity) คือส่วนที่เหลือหลังจากหักหนี้สินออกจากสินทรัพย์แล้ว พูดง่าย ๆ คือ “ถ้าขายทุกอย่างแล้วใช้หนี้หมด จะเหลือเงินเท่าไหร่” ส่วนนี้ก็คือมูลค่าสุทธิของธุรกิจที่เป็นของเจ้าของจริง ๆ

อัตราส่วนสำคัญและลักษณะของงบดุลที่ดี

เวลาอ่านงบดุล มีอัตราส่วนที่น่าสนใจสำหรับเจ้าของธุรกิจ เช่น

  • อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน ถ้าค่าที่ได้มากกว่า 1 แสดงว่าธุรกิจมีทรัพย์สินระยะสั้นเพียงพอที่จะจ่ายหนี้ระยะสั้นได้ แต่ถ้าสูงเกินไปก็อาจหมายถึงการใช้เงินทุนไม่มีประสิทธิภาพ
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (D/E Ratio) = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของเจ้าของ ยิ่งค่าสูงแสดงว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้มาก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว

งบดุลที่ดีควรมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนพอสมควร มีอัตราส่วนหนี้สินไม่สูงจนเกินไป และส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสะท้อนว่าธุรกิจสร้างมูลค่าให้กับเจ้าของได้

2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) บอกอะไรเราบ้าง?

งบกำไรขาดทุน

ถ้างบดุลบอกว่า “ตอนนี้มีอะไร” งบกำไรขาดทุนจะบอกว่า “ช่วงที่ผ่านมาทำเงินได้เท่าไหร่” โดยงบนี้จะแสดงรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไร (หรือขาดทุน) ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 1 ปี หรือ 1 ไตรมาส

กำไรแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร?

ในงบกำไรขาดทุน คุณจะเห็นกำไรหลายระดับ ซึ่งแต่ละตัวมีความหมายต่างกัน ดังนี้

  • กำไรขั้นต้น (Gross Profit) = รายได้จากการขาย – ต้นทุนขาย → บอกว่าสินค้าหรือบริการของคุณ “ขายแล้วเหลือกำไรเท่าไหร่” ก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
  • กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) = กำไรขั้นต้น – ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร → บอกว่าหลังจากหักค่าพนักงาน ค่าเช่า ค่าการตลาดแล้ว ธุรกิจยังมีกำไรเหลืออยู่หรือไม่
  • กำไรสุทธิ (Net Profit) = กำไรจากการดำเนินงาน – ดอกเบี้ย – ภาษี ± รายได้/ค่าใช้จ่ายอื่น → คือกำไร “สุทธิจริง ๆ” ที่ตกถึงมือเจ้าของหลังหักทุกอย่างแล้ว

อัตราส่วนสำคัญและการอ่านแนวโน้มรายได้-ค่าใช้จ่าย

  • อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) = (กำไรขั้นต้น ÷ รายได้) × 100 → ช่วยดูว่าต้นทุนสินค้าคุมได้ดีแค่ไหน
  • อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) = (กำไรสุทธิ ÷ รายได้) × 100 → ดูภาพรวมว่า “ขาย 100 บาท เหลือกำไรจริงกี่บาท”

เคล็ดลับในการอ่านงบกำไรขาดทุนคือ อย่าดูแค่ปีเดียว ลองเปรียบเทียบย้อนหลัง 2-3 ปี เพื่อดูว่ารายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมหรือไม่ และกำไรสุทธิมีทิศทางเป็นอย่างไร

3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) คืออะไร?

งบกระแสเงินสด

คืองบที่เจ้าของธุรกิจหลายคนมองข้าม แต่กลับเป็นงบที่สำคัญมาก เพราะมันบอกว่า “เงินสดเข้า-ออกจากกิจการเท่าไหร่จริง ๆ” ซึ่งต่างจากงบกำไรขาดทุนที่อาจรวมรายได้ที่ยังไม่ได้รับเงินจริงด้วย

กระแสเงินสดต่างจากกำไรอย่างไร? 

นี่คือจุดที่ทำให้เจ้าของธุรกิจหลายคนสับสน “ทำไมมีกำไรแต่ไม่มีเงินสด?” คำตอบอยู่ตรงนี้:

กำไร คำนวณตามหลักบัญชี ซึ่งรับรู้รายได้ทันทีที่เกิดการขาย แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงิน เช่น ขายสินค้าเป็นเครดิต 30 วัน รายได้จะถูกบันทึกในวันที่ขาย แต่เงินสดจะเข้ามาจริงอีก 30 วันข้างหน้า

กระแสเงินสด ดูเฉพาะเงินที่เข้า-ออกจริง ๆ เท่านั้น ธุรกิจที่มีกำไรสูงแต่เก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ อาจเจอปัญหาเงินสดขาดมือจนต้องปิดกิจการ นี่คือเหตุผลว่าทำไมงบกระแสเงินสดจึงสำคัญมาก

3 กิจกรรมหลักและวิธีตีความ

  1. กิจกรรมดำเนินงาน (Operating Activities) → เงินสดที่ได้จากการดำเนินธุรกิจหลัก เช่น รับเงินจากลูกค้า จ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ จ่ายเงินเดือนพนักงาน ส่วนนี้ควรเป็นบวกเป็นหลัก เพราะแสดงว่าธุรกิจหลักสร้างเงินสดได้จริง
  2. กิจกรรมลงทุน (Investing Activities) → เงินสดที่ใช้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ระยะยาว เช่น ซื้อเครื่องจักร ขายที่ดิน ส่วนนี้มักเป็นลบในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่ากังวลถ้ากิจกรรมดำเนินงานเป็นบวก
  3. กิจกรรมจัดหาเงิน (Financing Activities) → เงินสดจากการกู้ยืม ชำระคืนเงินกู้ หรือเพิ่มทุน จ่ายเงินปันผล ส่วนนี้จะแสดงว่าธุรกิจหาเงินทุนมาจากไหน และจ่ายคืนผู้ลงทุนอย่างไร

4. งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น (Statement of Changes in Equity) คืออะไร?

งบนี้แสดงให้เห็นว่าส่วนของเจ้าของ (หรือส่วนของผู้ถือหุ้น) เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะมีรายละเอียด เช่น

  • ทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่ 
  • กำไรสะสมเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ (จากกำไรสุทธิของปี) 
  • มีการจ่ายเงินปันผลออกไปเท่าไหร่ 
  • มีการปรับปรุงอื่น ๆ เช่น ผลกระทบจากการเปลี่ยนนโยบายบัญชี

สำหรับเจ้าของธุรกิจ SMEs งบนี้จะช่วยให้เห็นว่ามูลค่ากิจการในส่วนของเจ้าของมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้ากำไรสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าธุรกิจกำลังสร้างมูลค่าให้กิจการได้ต่อเนื่อง

5. หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to Financial Statements) สำคัญอย่างไร?

หลายคนอาจมองข้ามส่วนนี้ แต่จริง ๆ แล้ว หมายเหตุประกอบงบการเงิน เป็นเหมือน “คำอธิบายฉบับเต็ม” ของตัวเลขทั้งหมดที่ปรากฏในงบ โดยจะระบุรายละเอียดต่าง ๆ เช่น

  • นโยบายบัญชีที่ใช้ (เช่น วิธีคิดค่าเสื่อมราคา วิธีตีราคาสินค้าคงเหลือ)
  • รายละเอียดของรายการสำคัญ เช่น เงื่อนไขเงินกู้ยืม 
  • ภาระผูกพันและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น 
  • เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นหลังวันที่ในงบการเงิน

ถ้าคุณเห็นตัวเลขที่ดูผิดปกติในงบ ให้ลองอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงิน เพราะคำตอบมักอยู่ที่นั่น

สรุปตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของงบการเงินแต่ละประเภท

เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดได้ง่ายขึ้น ตารางด้านล่างนี้จะสรุปให้เห็นว่างบการเงินมีอะไรบ้าง แต่ละประเภทบอกอะไร และมีประโยชน์อย่างไร

ประเภทงบบอกอะไรช่วงเวลาคำถามสำคัญที่ตอบได้
งบดุลฐานะทางการเงิน ณ วันใดวันหนึ่ง (สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ)ณ วันที่ (Snapshot)ธุรกิจมีอะไรอยู่ในมือ? เป็นหนี้เท่าไหร่?
งบกำไรขาดทุนผลการดำเนินงาน (รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร/ขาดทุน)ช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 1 ปี)ขายแล้วกำไรหรือขาดทุน?
งบกระแสเงินสดการเคลื่อนไหวของเงินสดจริง (เข้า-ออก)ช่วงเวลาหนึ่งเงินสดไหลเข้า-ออกเท่าไหร่? มีเงินพอหมุนไหม?
งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้นความเปลี่ยนแปลงของส่วนเจ้าของช่วงเวลาหนึ่งมูลค่าส่วนเจ้าของเพิ่มหรือลด?
หมายเหตุประกอบงบคำอธิบายเพิ่มเติมของตัวเลขในงบทั้งหมดตามงบที่อ้างอิงรายละเอียดเบื้องหลังตัวเลขคืออะไร?

ความสัมพันธ์ระหว่างงบการเงินทั้งหมด

งบการเงิน ทั้ง 5 ส่วนไม่ได้แยกกันอยู่อิสระ แต่เชื่อมโยงกันเหมือนเครือข่าย การเข้าใจความสัมพันธ์นี้จะช่วยให้คุณอ่านงบการเงินได้อย่างมีมิติมากขึ้น

งบแต่ละประเภทเชื่อมโยงกันอย่างไร

ตัวอย่าง: ลองนึกภาพตามนี้: เมื่อธุรกิจขายสินค้าได้ กำไรสุทธิจากงบกำไรขาดทุนจะถูกนำไปเพิ่มใน “กำไรสะสม” ในงบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น จากนั้นกำไรสะสมก็ไปปรากฏอยู่ในส่วนของเจ้าของในงบดุลอีกที ขณะเดียวกัน เงินสดที่เข้ามาจริง (หรือยังไม่เข้า) จะถูกสะท้อนในงบกระแสเงินสด

ตัวอย่าง: บริษัท ก. ขายสินค้าได้ 1,000,000 บาท ต้นทุน 600,000 บาท ค่าใช้จ่ายอื่น 200,000 บาท

  • งบกำไรขาดทุน: แสดงกำไรสุทธิ 200,000 บาท 
  • งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้ถือหุ้น: กำไรสะสมเพิ่มขึ้น 200,000 บาท 
  • งบดุล: ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น 200,000 บาท 
  • งบกระแสเงินสด: ถ้าเก็บเงินได้ 800,000 บาท จาก 1,000,000 ก็จะแสดงกระแสเงินสดจากการดำเนินงานตามนั้น (ให้เข้าใจว่าขายได้ 1,000,000 บาท แต่เก็บเงินจริงได้แค่ 800,000 บาท หักต้นทุน 800,000 บาท เท่ากับเงินสดสุทธิ = 0 บาท ทั้ง ๆ ที่งบกำไรขาดทุนบอกว่ากำไร 200,000 บาท เพราะส่วนต่างยังค้างเป็นลูกหนี้การค้าในงบดุล นี่คือเหตุผลที่ “กำไร ≠ เงินสดในมือเสมอไป”)

เทคนิคการวิเคราะห์ธุรกิจจากงบการเงินโดยการตั้งคำถามตามนี้

เมื่อเข้าใจงบแต่ละประเภทแล้ว ต่อไปคือการนำข้อมูลจากงบการเงินมาวิเคราะห์ “สุขภาพ” ของธุรกิจ ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจทุกคนควรถามตัวเองเป็นประจำ

1. เงินสดพอใช้ไหม? อยู่รอดได้กี่เดือน?

  • ขั้นที่ 1: เปิดงบกระแสเงินสด → ดูบรรทัดสุดท้าย “เงินสดคงเหลือปลายงวด” นี่คือเงินสดจริงที่ธุรกิจมีอยู่ในมือตอนนี้
  • ขั้นที่ 2: เปิดงบกำไรขาดทุน → ดูค่าใช้จ่ายรวมทั้งปี แล้วหารด้วย 12 จะได้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน เช่น ค่าใช้จ่ายรวมปีละ 1,200,000 บาท หารด้วย 12 = เดือนละ 100,000 บาท
  • ขั้นที่ 3: นำเงินสดจากขั้นที่ 1 หารด้วยค่าใช้จ่ายต่อเดือนจากขั้นที่ 2 เช่น มีเงินสด 500,000 บาท ÷ ค่าใช้จ่ายเดือนละ 100,000 บาท = อยู่ได้ 5 เดือน

ตัวเลขนี้ช่วยบอกว่าถ้าวันนี้ไม่มีรายได้เข้ามาเลย ธุรกิจจะอยู่ได้กี่เดือน ซึ่งควรมีอย่างน้อย 3-6 เดือนเป็น Buffer สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

2. ธุรกิจนี้ทำแล้วคุ้มไหม?

  • เปิดงบกำไรขาดทุน → ดู “กำไรสุทธิ” บรรทัดสุดท้าย แล้วลองเทียบกับรายได้ เช่น รายได้ 1,000,000 บาท กำไรสุทธิ 50,000 บาท แปลว่าขายได้ 100 บาท เหลือจริงแค่ 5 บาท ถ้าตัวเลขนี้ต่ำมาก เช่น 1-2% ลองถามตัวเองว่าคุ้มกับเวลาและเงินทุนที่ลงไปไหม
  • หรือ เปิดงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) → ดู “ส่วนของเจ้าของ” แล้วเอากำไรสุทธิมาเทียบ จะบอกได้ว่าเงินที่ลงทุนไป ได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มหรือเปล่า ถ้าฝากแบงก์ยังได้ดอกเบี้ยมากกว่า อาจต้องทบทวนว่าควรปรับกลยุทธ์ตรงไหน

3. รายได้ที่เห็น เป็นเงินจริงหรือยัง?

  • เปิดงบกำไรขาดทุน → ดู “รายได้” เช่น 1,000,000 บาท 
  • จากนั้น เปิดงบกระแสเงินสด → ดู “กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน” ถ้าตัวเลขสองตัวนี้ห่างกันมาก เช่น รายได้ 1,000,000 แต่เงินสดจากการดำเนินงานแค่ 600,000 แปลว่ายังมีเงินอีก 400,000 ที่ยังเก็บจากลูกค้าไม่ได้

ถ้าอยากรู้ว่าเงินที่เก็บไม่ได้ไปอยู่ที่ไหน ให้ เปิดงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) → ดู “ลูกหนี้การค้า” ถ้าตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี อาจต้องทบทวนว่าให้เครดิตลูกค้านานเกินไปหรือเปล่า

4. ขยายแล้วดีขึ้น หรือแค่แบกภาระมากขึ้น?

  • เปิดงบกำไรขาดทุน → เทียบตัวเลข 2 ปีซ้อนหรือมากกว่า แล้วดูว่ารายได้โตกี่ % แล้วค่าใช้จ่ายโตกี่ % เช่น ปีนี้รายได้เพิ่ม 20% แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่ม 40% แบบนี้แปลว่ายิ่งขยายยิ่งหนัก ไม่ใช่ยิ่งขยายยิ่งรวย
  • หรือ ดู “กำไรสุทธิ” ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง ถ้ารายได้เพิ่มแต่กำไรกลับลด นั่นคือสัญญาณเตือนว่าการเติบโตอาจไม่ได้สร้างคุณค่าจริง ต้องกลับมาดูว่าต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายตัวไหนที่บานปลาย

5. มีอะไร “ผิดปกติ” ที่งบกำลังฟ้องอยู่ไหม?

สัญญาณเตือนที่ควรระวัง สังเกตได้เบื้องต้นดังนี้

  • เปิดงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) → เพื่อดูว่า “ลูกหนี้การค้า” เพิ่มเร็วกว่ารายได้หรือไม่?
    • ถ้าใช่ อาจแปลว่าเก็บเงินไม่ทัน หรือ “สินค้าคงเหลือ” พุ่งสูงผิดปกติ อาจแปลว่าสินค้าขายไม่ออก
  • เปิดงบกระแสเงินสด → เพื่อดูว่า “กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน” ติดลบต่อเนื่องหลายงวดหรือไม่?
    • ถ้าใช่ อาจแปลว่าธุรกิจหลักสร้างเงินสดจริงไม่ได้
  • เปิดงบแสดงฐานะการเงิน (งบดุล) →เพื่อดูว่า “หนี้สิน” เพิ่มขึ้นเร็วมาก โดยที่รายได้ไม่ได้โตตามหรือไม่?
    • ถ้าใช่ อาจแปลว่ากำลังกู้มาเพื่ออุดรูรั่ว ไม่ใช่กู้มาเพื่อขยายธุรกิจ

สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะล้มทันที แต่เป็นจุดที่ควรหยุดดูให้ลึกขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้น และแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป

นอกเหนือจากเนื้อหาส่วนนี้ PEAK มีบทความการเช็กงบการเงิน ให้คุณอ่านเพิ่มเติมต่อได้อีก 

ประโยชน์และข้อจำกัดของงบการเงิน

งบการเงิน ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับนักบัญชีเท่านั้น แต่มีคนหลายกลุ่มที่ต้องใช้ข้อมูลจากงบการเงิน เช่น

  • เจ้าของธุรกิจ – ใช้ดูสุขภาพกิจการ วางแผนการเงิน และตัดสินใจขยายธุรกิจ
  • นักลงทุน – ใช้ประเมินมูลค่าบริษัทก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น
  • สถาบันการเงิน – ใช้ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ
  • หน่วยงานราชการ – เช่น กรมสรรพากร ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของภาษี

ข้อจำกัดที่เจ้าของธุรกิจควรรู้

แม้งบการเงิน จะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ เช่น

  • แสดงข้อมูลในอดีต ไม่ได้บอกอนาคต: งบบอกว่า “เกิดอะไรขึ้นแล้ว” แต่ไม่ได้การันตีว่าจะเกิดอีก 
  • อาจไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง: สินทรัพย์บางอย่าง เช่น แบรนด์ ฐานลูกค้า ทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ปรากฏในงบ 
  • ขึ้นอยู่กับนโยบายบัญชี: บริษัท 2 แห่งอาจมีนโยบายบัญชีต่างกัน ทำให้เปรียบเทียบกันตรง ๆ ได้ยาก 
  • ตัวเลขอาจถูก “แต่ง” ได้: แม้จะมีผู้สอบบัญชีตรวจสอบ แต่ก็ยังมีโอกาสที่ตัวเลขจะถูกปรับให้ดูดีกว่าความเป็นจริง

ดังนั้น เจ้าของธุรกิจควรใช้งบการเงินประกอบกับข้อมูลอื่น ๆ เช่น สภาพตลาด แนวโน้มอุตสาหกรรม และข้อมูลภายในบริษัท เพื่อให้ได้ภาพที่ครบถ้วนที่สุด

ข้อควรรู้เกี่ยวกับงบการเงินเพิ่มเติม

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องจัดทำและนำส่งงบการเงิน มีข้อควรรู้เพิ่มเติมที่สำคัญ ดังนี้

  • กำหนดส่ง: บริษัทจำกัดต้องยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี และต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)
  • บทลงโทษ: การไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้ามีโทษปรับตามกฎหมาย ทั้งตัวบริษัทและกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
  • มาตรฐานที่ใช้: ธุรกิจ SMEs ส่วนใหญ่ใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ซึ่งมีข้อกำหนดที่ง่ายกว่ามาตรฐานฉบับเต็ม
  • เครื่องมือช่วย: ปัจจุบันมีโปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ช่วยจัดทำงบการเงินได้อย่างสะดวกและถูกต้อง เช่น PEAK Account ที่ช่วยให้ธุรกิจจัดการงานบัญชีได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ออกเอกสารรายรับได้ครบตั้งแต่ใบเสนอราคาไปจนถึงใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมรับชำระเงินบนใบแจ้งหนี้ได้เลย ด้านรายจ่ายก็บันทึกค่าใช้จ่าย ออกใบหัก ณ ที่จ่าย และใบสั่งซื้อได้ง่ายด้วย PEAK AI ที่ช่วยจดจำและแนะนำรายการให้อัตโนมัติ นอกจากนี้ยังติดตามข้อมูลลูกค้า สินค้า และต้นทุนได้แบบเรียลไทม์ สรุปผลประกอบการพร้อมรายงานบัญชีครบถ้วน รวมถึงจัดการภาษีทั้ง ภ.พ.30 และ ภ.ง.ด. ต่าง ๆ ได้ง่ายในที่เดียว รวมถึงฟีเจอร์สุดล้ำอย่าง Smart Insight นอกจากนี้ PEAK ยังเป็นเจ้าแรกในไทยที่เชื่อมต่อกับธนาคารกรุงศรีได้ ไม่ต้องเสียเวลาทวง Bank statement ไม่ต้องเสียเวลา Import ไฟล์ และไม่ต้องเสี่ยงกับ Human Error อีกต่อไป ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
  • ทบทวนเป็นประจำ: อย่ารอดูงบการเงินปีละครั้งตอนปิดงบ ลองขอดูรายงานทางการเงินรายเดือนหรือรายไตรมาส เพื่อติดตามสถานะธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญได้ทันท่วงที

สุดท้ายนี้ การอ่านงบการเงิน อาจดูน่ากลัวในตอนแรก แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจากการเข้าใจพื้นฐาน รู้ว่าแต่ละงบบอกอะไร และลองนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ของธุรกิจตัวเอง คุณจะพบว่ามันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขยายกิจการ การขอสินเชื่อ หรือแม้แต่การวางแผนภาษี

PEAK มีแหล่งความรู้มากมายให้คุณศึกษาได้ฟรี ไม่ว่าจะเป็นบทความด้านบัญชี ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติ บทความด้านภาษี เพื่อให้คุณเข้าใจและวางแผนได้ถูกต้องมากขึ้น และบทความด้านธุรกิจ เพื่อให้คุณจัดการธุรกิจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสำหรับลูกค้า PEAK โดยเฉพาะ เรามีบทความอัปเดตฟีเจอร์โปรแกรมบัญชี เพื่อพัฒนาบริการของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

แหล่งอ้างอิง:


ทดลองใช้งานโปรแกรมบัญชี PEAK ฟรี! 30 วัน มูลค่า 1,200 บาท
คลิก https://www.peakaccount.com (ไม่มีค่าใช้จ่าย)
PEAK Call Center : 1485
LINE : @peakaccount
สอบถามเพิ่มเติม คลิก https://m.me/peakengine

โปรแกรมบัญชีออนไลน์ PEAK

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

งบการเงินต้องจัดทำทุกปีเลยไหม? แล้วใครเป็นคนทำ?


บริษัทจดทะเบียนต้องจัดทำทุกปีและทุกไตรมาส โดยฝ่ายบัญชีของบริษัทเป็นผู้จัดทำ และต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ก่อนเผยแพร่

คนทั่วไปที่ไม่ได้เรียนบัญชี สามารถอ่านงบการเงินเข้าใจได้ไหม?


คนทั่วไปสามารถอ่านงบได้ เพราะไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกรายการ แค่เริ่มจากการดูตัวเลขหลัก เช่น รายได้ กำไรสุทธิ และหนี้สินรวม ก็สามารถประเมินสุขภาพธุรกิจเบื้องต้นได้แล้ว

งบการเงินกับงบบัญชี เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?


งบบัญชีเป็นคำที่คนทั่วไปเรียกรวม ๆ แต่ "งบการเงิน" เป็นคำที่ถูกต้องตามมาตรฐาน หมายถึงรายงานชุดสมบูรณ์ที่จัดทำตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS/IFRS)

ทำไมบางบริษัทกำไรดีแต่เงินสดกลับติดลบ?


 เพราะกำไรในงบกำไรขาดทุนบันทึกตามเกณฑ์คงค้าง (เช่น ขายแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน) ส่วนเงินสดดูจากงบกระแสเงินสดซึ่งบันทึกเฉพาะเงินที่เข้า-ออกจริง

งบการเงิน “ตกแต่ง” ได้ไหม จะรู้ได้อย่างไรว่าน่าเชื่อถือ? 


เป็นไปได้ แต่สังเกตได้จากสัญญาณเตือน เช่น กำไรเพิ่มขึ้นผิดปกติแต่กระแสเงินสดลดลง หรือมีรายการพิเศษบ่อยครั้ง และควรดูว่าผู้สอบบัญชีให้ความเห็นแบบมีเงื่อนไขหรือไม่